Ca222 week08 printed media process planning

Page 1

นศ 222

การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ 2 [CA 222 Printed Media Design 2]

รวมรวม/เรียบเรียง โดย อาจารยณัฏฐพงษ สายพิณ

สาขาวิชานิเทศศาสตร์ บูรณาการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ โจ้

กระบวนการผลิตสิ่งพิมพ

- ขั้นตอนในการวางแผนการผลิต - การประมาณราคาสิ่งพิมพ์ - บุคลากรในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ - ธุรกิจการพิมพ์ - กระบวนการวางแผนก่อนการผลิต(Prepress) - กระบวนการในขั้นตอนการผลิต (Press) - กระบวนการในขั้นตอนหลังการพิมพ์(Afterpress) - การตรวจสอบไฟล์งาน - การเตรี ยมไฟล์สง่ โรงพิมพ์


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

2

ขั้นตอนในการวางแผนการผลิต ในการวางแผนเพื่อผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์นนั ้ จุดประสงค์หลักคือเพื่อให้ ทราบความต้ องการในการใช้ สงิ่ พิมพ์นนๆ ั ้ ควบคุม ต้ นทุนการผลิต สามารถผลิตเสร็ จทันเวลาและมีคณ ุ ภาพ นอกจากบุคลากรในองค์กรผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์แล้ ว นักออกแบบทํางาน ร่วมกับลูกค้ าเพื่อทําความเข้ าใจกับวัตถุประสงค์และเนื ้อหาที่ต้องการจะสือ่ นักออกแบบอาจต้ องค้ นหาข้ อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ดู หรื อกลุม่ เป้าหมาย เช่นลักษณะการดําเนินชีวิต มุมมอง ทัศนคติและความชอบ เมื่อสามารถกําหนดแนวคิดของการออกแบบแล้ ว กระบวนการร่างแบบจึงเริ่ มต้ นขึ ้น สามารถจัดลําดับขันตอนการออกแบบได้ ้ ดงั นี ้ 1. ศึกษากลุม่ เป้าหมาย การที่จะทําให้ งานออกแบบได้ รับความสนใจ ผู้ออกแบบควรจะสือ่ ในสิง่ ที่ผ้ ดู เู ข้ าใจ สนใจหรื อชอบ ใจ จึงควรมีการศึกษาผู้ดกู ่อนเพื่อให้ งานออกแบบออกมาได้ โดนใจ 2. กําหนดวัตถุประสงค์ของงาน เมื่อทราบว่างานออกแบบน่าจะมีเนื ้อหาหรื อเรื่ องราวในแนวใด มีมโนทัศน์ (Concept) เป็ น อย่างไร การกําหนดวัตถุประสงค์ของงานนี ้ให้ ดภู าพรวมของโครงการทังหมดเพื ้ ่อการวางแบบจะได้ เป็ นไปในทิศทาง เดียวกันและสอดคล้ องกัน เช่น การทําแผ่นพับโฆษณาสินค้ าตัวหนึง่ ให้ ดวู า่ สินค้ าตัวนันมี ้ มโนทัศน์ ( Concept) อย่างไร รูปแบบ สีสนั ฯลฯ เป็ นอย่างไร ตลอดจนการทําสือ่ อื่น ๆ สําหรับสินค้ านี ้เป็ นอย่างไร 3. กําหนดลักษณะของงานให้ สอดคล้ องกับวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ ตังแต่ ้ รูปแบบของสิง่ พิมพ์ เช่น เป็ นแผ่นพับ หรื อ โบร ชัวร์ หรื อ โปสเตอร์ หรื อมีจํานวนหน้ ามากๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ฯลฯ วัสดุที่ใช้ สาํ หรับพิมพ์ การดําเนินเนื ้อเรื่ อง แนวภาพที่ จะนํามาประกอบ ลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏ สีสนั ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ 4. เรี ยบเรี ยงเนื ้อหา หัวเรื่ องหลัก หัวเรื่ องรอง รวบรวมภาพประกอบ (หากมี) หรื อหาแนวลักษณะภาพที่ต้องการมาประกอบ ในชิ ้นงาน ภาพดังกล่าวอาจเป็ นภาพถ่าย ภาพกราฟิ ก 5. เลือกรูปแบบและการวางผัง (Layout) ที่เหมาะสมกับงาน 6. ทําการวางแบบเลย์เอาต์ นําส่วนประกอบต่างๆมาลองวางลงในหน้ ากระดาษ เพื่อดูวา่ มีมากพอหรื อไม่ ต้ องการเพิ่มเติม ส่วนใด หรื อต้ องตัดอะไรออก ดูความเข้ ากันของส่วนประกอบทังหมดโดยใช้ ้ องค์ประกอบศิลปะช่วยในการจัด 7. ตรวจสอบแบบที่จดั ทําขึ ้นว่าตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ หรื อไม่ น่าสนใจเพียงใด ยังผลให้ โครงการประสบความสําเร็ จ เพียงใด ในงานประเภทบรรจุภณ ั ฑ์อาจมีการนําบรรจุภณ ั ฑ์ของคูแ่ ข่งมาเปรี ยบเทียบดูจดุ เด่นจุดด้ อย ในบางโครงการที่ สําคัญและใช้ งบประมาณสูงโดยเฉพาะงานที่มีผลทางการตลาด อาจต้ องทําการวิจยั ทดสอบปฏิกริ ยาที่มีตอ่ สิง่ พิมพ์นนั ้ ๆ 8. หนดลักษณะของส่วนประกอบต่างๆของงานที่เหมาะสม เช่น แบบ ขนาดของตัวอักษรที่ใช้ ในส่วนต่าง ๆ ของเนื ้อหา 9. ทําการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่ใช้ ประกอบในชิ ้นงานหากยังไม่มีมาก่อน ซึง่ อาจต้ องอาศัยมืออาชีพพร้ อมอุปกรณ์การถ่ายภาพ ในการจัดทําเพื่อให้ ภาพที่ออกมาดูดีมีคณ ุ ภาพซึง่ จะยังผลให้ ชิ ้นงานประสบความสําเร็ จตามวัตถุประสงค์ หากต้ องใช้ ภาพที่เป็ นภาพกราฟิ ก ก็ให้ ทําการสร้ างและตกแต่งภาพขึ ้นซึง่ ปั จจุบนั ใช้ โปรแกรม กราฟิ ก เช่น Adobe Photoshop, Illustrator ในการจัดทํา ในกรณีภาพถ่ายที่ได้ มาหากยังไม่สมบูรณ์ตามที่ต้องการ ก็ใช้ โปรแกรม กราฟิ ก มา ตกแต่งเพิ่มเติมได้ เช่นกัน 10. การทําต้ นฉบับเหมือนพิมพ์ อาร์ ตเวิร์ก (artwork) นําแบบร่างที่ลงตัวถูกต้ องแล้ ว มาทําให้ เป็ นขนาดเท่าของจริ ง ทังภาพ ้ และตัวอักษร ช่องไฟ และงาน กราฟิ ก ทุกอย่าง ซึง่ ปั จจุบนั จะใช้ โปรแกรมจัดทํา อาร์ ตเวิร์ก เช่น Adobe Indesign, Illustrator เป็ นต้ น


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

3

11. ทําการตรวจทาน ดูความถูกต้ องของภาษา ความเหมาะสมของรูปภาพ และการจัดวาง 12. แก้ ไขรายละเอียดและปรับแต่งขันสุ ้ ดท้ าย นําส่งโรงพิมพ์เพื่อทําการจัดพิมพ์ตอ่ ไป อนึง่ เพื่อป้องกันปั ญหาในการจัดพิมพ์ที่ อาจเกิดจากการออกแบบ ผังแสดงขัน้ ตอนการจัดเตรียมและการวางแผนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์

ระดับบริหารที่เกี่ยวข้ องจัดประชุม เพื่อ ต้ นฉบับ

จัดเตรียม

จัดการ

ผู้เขียน/ผู้เรี ยบเรี ยง ผู้เขียน/ผู้เรี ยบเรี ยง

นําเข้ าปรึกษากับทางโรงพิมพ์ เพื่อสอบเปรี ยบเทียบราคา

ผู้เขียน/ผู้เรี ยบเรี ยง จัดหางบประมาณ ดําเนินการจัดจ้ าง และจัดพิมพ์

วางแผนการผลิต

กําหนดวันเวลาใช้ สอื่ กําหนดระยะเวลาใน การผลิตสือ่ ตังแต่ ้ การจัดเตรี ยมต้ นฉบับ ไปจนถึงการทํางาน ของโรงพิมพ์ กําหนดบุคลากร ผู้รวบรวมต้ นฉบับ ผู้ออกแบบ ผู้รับผิดชอบ ติดต่อประสานงาน กับโรงพิมพ์


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

4

การประมาณราคาสิ่งพิมพ์ หมายถึงการประมาณการใช้ จ่ายที่ต้องดําเนินการจัดทําสิง่ พิมพ์ตามที่ต้องการ โดยวิธีการคํานวณจากองค์ประกอบและ ปั จจัยต่างๆ ที่ใช้ ในกระบวนการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์ให้ ออกมาใกล้ เคียงหรื อตรงกับความเป็ นจริ งมากที่สดุ (กฤษณ์ พลอยโสภณ : 2542) การประเมินราคา เป็ นการติดต่อ การเจรจากับลูกค้ า เกี่ยวกับการคํานวณค่าใช้ จ่ายในการพิมพ์ มีการเสนอราคาและการ ต่อรองเหมือนการซื ้อขายสินค้ าหรื อบริ การทัว่ ไป การประเมินราคามีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของโรงพิมพ์และคุณภาพของ สิง่ พิมพ์ จึงควรคํานวณให้ พอเหมาะ พอดี ถ้ าประเมินราคาตํ่าเกินไป อาจจะไม่ค้ มุ ทุน และถ้ าเกินไป การว่าจ้ างอาจจะไม่เกิดหรื อ เกิดขึ ้นเพียงครัง้ เดียว ยิ่งถ้ าลูกค้ าทราบภายหลังว่าราคาสูงมากไป อาจจะทําให้ เกิดความรู้สกึ ที่ไม่ดีแก่โรงพิมพ์ได้ ผู้ประเมินราคาต้ องมีความรู้ในกระบวนการผลิตสิง่ พิมพ์ วัสดุ และอุปกรณ์ตา่ งๆเป็ นอย่างดี ซึง่ เรี ยกรวมๆว่าทุน เช่น ราคาวัสดุอปุ กรณ์ในปั จจุบนั และอนาคตอันใกล้ (งานพิมพ์บางชิ ้นต้ องใช้ เวลาเป็ นเดือน ระหว่างนันราคาวั ้ สดุอาจขึ ้นทําให้ การ คํานวณคลาดเคลือ่ น ค่าแรงเวลา ค่าสึกหรอของเครื่ องจักรกล กําไร แม้ วา่ การประเมินราคาสิง่ พิมพ์จะพิจารณาจากต้ นฉบับ สิง่ พิมพ์ ก็ควรจะประเมินราคาอย่างมีกฏเกณฑ์ อย่าประเมินราคาโดยการเดา หรื อเพียงเพื่อให้ ได้ งาน ผลที่ตามมาจะได้ ไม่ค้ มุ เสีย ข้ อคํานึงในการประเมินราคางานพิมพ์ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.2530 : 351) 1. ราคาที่ประเมินต้ องขึ ้นอยูก่ บั สภาพที่เป็ นจริ ง และค่าใช้ จ่ายอื่นๆที่สมเหตุสมผล จะทําให้ เกิดการผิดพลาดน้ อยที่สดุ 2. ราคาที่เสนอต่อลูกค้ าต้ องรวมกําไรที่เหมาะสม ต้ องครอบคลุมถึงผลประโยชน์ที่ได้ รับจากการลงทุนด้ วย จะมากหรื อ น้ อยเพียงใดควรกําหนดเป็ นนโยบายของบริ ษัทซึง่ จะทําให้ เป็ นแนวทางการปฏิบตั ิได้ อย่างถูกต้ อง 3. วิธีการประเมินราคาต้ องเชื่อถือได้ มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน การเปลีย่ นแปลงราคาที่นําเสนอโดยไม่สมเหตุสมผล จะทํา ให้ ลกู ค้ าเกิดความสงสัย ไม่แน่ใจว่าเป็ นราคาที่เหมาะสมหรื อไม่จนอาจทําให้ เกิดเป็ นผลเสียหายและการไม่จ้างงานได้ ตัวอย่ างการประเมินราคา ต้ องการพิมพ์หนังสือหนา 48 หน้ า (6ยก) ขนาด 8 หน้ ายกพิเศษ เข้ าเล่มไสกาว 1,000 เล่ม • ค่าเรี ยงพิมพ์ยกละ 500 บาท จํานวน 6 ยก เป็ นเงิน 3,000 บาท • ค่าจัดอาร์ ตเวิร์กยกละ 400 บาท จํานวน 6 ยก เป็ นเงิน 2,400 บาท • ค่าทําเพลท แม่พิมพ์กะ 500บาท จํานวน 6 ยก เป็ นเงิน 3,000 บาท • ค่าพิมพ์ยกละ 600 บาท จํานวน 6 ยก เป็ นเงิน 3,600 บาท • ค่าเข้ าเล่มไสกาวเล่มละ 1 บาท เป็ นเงิน 1,000 บาท • ค่ากระดาษ (คํานวณเป็ นรี ม) 20,000 บาท • บวกกําไร 10% (3,000) รวมเป็ นเงินทังสิ ้ ้น 36,000 บาท สรุ ป ธุรกิจการพิมพ์ในประเทศไทยเป็ นทังธุ ้ รกิจการผลิตและการบริ การที่มีรายได้ ดีพอสมควร ทําให้ มีการพัฒนาระบบการพิมพ์ วัสดุอปุ กรณ์ และเครื่ องมือต่างๆจนเป็ นที่ยอมรับของนานาประเทศ ธุรกิจการพิมพ์มีหลายประเภท เช่น การผลิตหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ การจัดทําต้ นฉบับ (เป็ นหน้ าที่โดยตรงของนัก ออกแบบนิเทศศิลป์) การทําแม่พิมพ์ โรงพิมพ์ซึ ้งต้ องมีการประเมินราคา โดยควรจะประเมินราคาตามสภาพที่เป็ นจริ ง มีระบบหรื อ วิธีการประเมินราคาที่เหมาะสม และมีผลกําไรพอที่จะทําให้ เจริ ญเติบโตหรื อสามารถดําเนินงานต่อไปได้


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

5

บุคลากรในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ การวางแผนเพื่อการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์จะสําเร็ จและมีคณ ุ ภาพตามที่ผ้ ผู ลิตต้ องการได้ นนั ้ ยังขึ ้นกับองค์ประกอบในด้ าน บุคลากรที่เกี่ยวข้ องกับการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์ 2 กลุม่ ด้ วยกัน (บุญชัย วลีธรชีพสวัสดิ์ : 2542) คือ 1. ผู้บริ หาร หรื อ ผู้มีอํานาจสัง่ การ 2. ผู้ปฏิบตั ิงาน หรื อ ผู้รับคําสัง่ คุณสมบัติของผู้บริ หารในการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์ 1. มีประสบการณ์ในงานด้ านสือ่ สิง่ พิมพ์ไม่มากก็น้อย 2. มีการวางแผนการทํางานที่ดี 3. มีวิสยั ทัศน์ที่ดีในการเลือกใช้ บคุ ลากรเพื่อรับผิดชอบงาน 4. รู้จกั เหตุและผล มีจดุ ยืนอยูก่ บั ความเป็ นจริ ง มิใช่การคาดคะเน 5. เป็ นผู้พดู หรื อผู้สงั่ งานที่ดี พร้ อมกับเป็ นผู้ฟังที่ดี หากมีข้อโต้ แย้ งหรื อสะท้ อนจากผู้รับคําสัง่ คุณสมบัติของผู้ปฏิบตั ิงานในการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์ 1. มีความรู้และประสบการณ์ในงานที่ตวั เองรับผิดชอบดีพอ 2. มีความละเอียด รอบคอบ รู้จกั วางขันตอนในการทํ ้ างานที่ถกู ต้ อง รับผิดชอบ 3. ซื่อสัตย์ 4. เป็ นผู้รับฟั งคําสัง่ ที่ดี มีเหตุผล รู้จกั กาลเทศะในการที่จะโต้ แย้ ง มีมารยาทและวาจาที่สภุ าพ

ธุรกิจการพิมพ์ ธุรกิจการพิมพ์ เป็ นทังธุ ้ รกิจการผลิต การจัดการและการบริ การควบคูก่ นั ไป ในสมัยก่อน การพิมพ์เป็ นธุรกิจขนาดเล็ก ดําเนินการโดยเจ้ าของคนเดียว คนกลุม่ เดียว เป็ นธุรกิจในครอบครัว เจ้ าของมักจะดําเนินการทุกขันตอนด้ ้ วยตนเอง ต่อมาเมื่อ วิทยาการและเทคโนโลยีทางการพิมพ์เจริ ญก้ วหน้ ามากขึ ้น ธุรกิจการพิมพ์ก็คอ่ ยๆเปลีย่ นแปลงไป ขยายตัวออกไป การจัดการพิมพ์ ในยุคใหม่เป็ นเรื่ องญแพาะเจาะจง จึงมักพบว่า ผู้ที่ร้ ูวิชาการพิมพ์ แต่ไม่ร้ ูวิชาด้ านการจัดการ หรื อมีความรู้ทางด้ านการจัดการแต่ ขาดความรู้ทางด้ านกระบวนการพิมพ์(กําธร สถิรกุล 2530 : 2)

งานพิมพ์ในปั จจุบนั ได้ รับการพัฒนาก้ าวหน้ าขึ ้นอย่างมาก นับเป็ นธุรกิจที่นา่ สนใจ และมีหลายระดับ ตังแต่ ้ ดําเนินการทุก อย่างตังแต่ ้ เริ่ มต้ นจนสําเร็ จด้ วยตนเอง จนถึงดําเนินการเป็ นกลุม่ เป็ นห้ างหุ้นส่วน เป็ นบริ ษัท ดําเนินการด้ วยเครื่ องจักร เครื่ องมือ ต่างๆ เช่น สํานักพิมพ์ โรงพิมพ์ ร้ านทําเพลทแม่พิมพ์ เข้ าเล่มไสกาว จนปั จจุบนั นับได้ วา่ สิง่ พิมพ์เป็ นส่วนหนึง่ ของการดําเนินชีวิต ในสังคม สิง่ พิมพ์เป็ นสิง่ สําคัญสิง่ หนึง่ ที่แทรกอยูท่ กุ วงการ ทังด้ ้ านวิชาการ เป็ นเอกสารตํารารวบรวมความรู้ในสาขาต่างๆ การ บันเทิง การส่งเสริ มธุรกิจการค้ า และการเกษตรต่างๆ ซึง่ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม การเมืองการปกครอง จนทําให้ ธุรกิจ สิง่ พิมพ์ขยายตัวมากขึ ้นเพื่อสนองตอบความเปลีย่ นแปลงของสังคม นอกจากนี ้ผลประโยชน์ทางอ้ อมอันเนื่องมาจากการพิมพ์ เช่น การโฆษณาในสิง่ พิมพ์นบั เป็ นรายได้ ที่ดี ซึง่ ในบางครัง้ กลายเป็ นรายได้ หลักที่หล่อเลี ้ยงสิง่ พิมพ์นนั ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับมีรายได้ เฉลีย่ วันละ 10 ล้ านบาท (ยังไม่ได้ หกั ค่าใช้ จ่ายอื่นๆ)


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

6

บทบาทของสิง่ พิมพ์ดงั กล่าว ทําให้ มีการศึกษาค้ นคว้ า พัฒนา สิง่ พิมพ์ ระบบและเครื่ องพิมพ์ อุปกรณ์ รวมทังเทคโนโลยี ้ การพิมพ์ตา่ งๆ ทังที ้ ่นําเข้ าและสร้ างขึ ้นใช้ เองภายในประเทศ ( โรงพิมพ์ขององค์การค้ าคุรุสภา สามารถสร้ างเครื่ องพิมพ์ออฟเซท 4 - 5 สี ขึ ้น มีราคาถูกและใช้ งานได้ ดีมาจนปั จจุบนั ) นอกจากนี ้กระบวนการผลิตสิง่ พิมพ์ ยังสามารถแยกเป็ นธุรกิจย่อยๆได้ อีก เช่น การหล่อตัวเรี ยง การจัดหน้ าทําต้ นฉบับสิง่ พิมพ์ การทําตัวเรี ยงจากเครื่ องคอมพิวเตอร์ การทําเพลท ทําแม่พิมพ์ สํานักพิมพ์ การ เข้ าเล่มสําเร็ จ การอาบมัน การอาบยูวี สายส่งและการจัดจําหน่าย เป็ นต้ น ประเภทต่ างๆของธุรกิจการพิมพ์ การผลิตสิง่ พิมพ์ ส่วนใหญ่จะทํารวมกันไป ทังนี ้ ้เพราะแท่นพิมพ์มีประสิทธิภาพสูง สามารถพิมพ์งานได้ หลายๆอย่าง อัน เป็ นการใช้ แท่นพิมพ์ให้ ได้ ประโยชน์สงู สุด เพื่อการศึกษาธุรกิจการพิมพ์ จะขอกล่าวแยกออกดังนี ้ 1. การผลิตหนังสือ เป็ นการผลิตหนังสือทัว่ ไป หนังสือประกอบการเรี ยนการสอน เกสารตํารา เป็ นหลัก และมักจะดําเนินการ ควบคูไ่ ปกับการจัดจําหน่าย เช่น บริ ษัทไทยวัฒนาพานิช ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์การค้ าคุรุสภา เป็ นต้ น 2. การผลิตวารสาร นิตยสารต่ างๆ ปั จจุบนั มีวารสาร และนิตยสารออกวางตลาดมากมาย เป็ นที่นิยมอ่านของประชาชนทัว่ ไป จึงทําให้ ธุรกิจด้ านนี ้เกิดขึ ้น โดยเฉพาะมีสาํ นักพิมพ์ มีกองบรรณาธิการ มีการหาข่าว ถ่ายภาพ หาข้ อมูล มีนกั เขียนประจํา ทําให้ มี หลายเรื่ องหลายรส มีทงที ั ้ ่จําหน่าย เช่น โลกบันเทิง คูส่ ร้ างคูส่ ม แพรว ฯลฯ และแจกฟรี เช่น นิตยสารเซ้ ลทรัล พรี เมี่ย ( Central Premiore) และมีเดีย ทีวีไกด์ (Media T.V. Guide) เป็ นต้ น 3. การผลิตหนังสือพิมพ์ เป็ นธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เป็ นต้ น ธุรกิจสิง่ พิมพ์ประเภทนี ้มีผลตอบแทนที่ค้ มุ ค่า แต่จะต้ องมีการจัดการและการบริ หารงานที่ดี เพราะมีขนตอนการผลิ ั้ ตมาก และส่วนใหญ่จะดําเนินการแบบครบวงจร ตังแต่ ้ การหาข่าว การหาข้ อมูลต่างๆ การจัดทําต้ นฉบับ การพิมพ์และการจัดจําหน่าย นอกจากนี ้หนังสือพิมพ์หลายฉบับยังสามารถสร้ างธุรกิจย่อยในเครื อได้ อีกด้ วย เช่น ธุรกิจการโฆษณาในหน้ าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิเคราะห์ขา่ ว สัปดาห์วิจารณ์ และสือ่ โฆษณาอื่นๆเป็ นต้ น 4. การจัดทําต้ นฉบับ เป็ นธุรกิจที่เกี่ยวข้ องโดยตรงกับนักออกแบบนิเทศศิลป์มากที่สดุ สามารถดําเนินการด้ วยตนเองโดยทําเป็ น ธุรกิจส่วนตัว หรื อรับงานเป็ นครัง้ คราวได้ หรื อจะเป็ นส่วนหนึง่ อยูใ่ นสถานประกอบการต่างๆได้ ยิ่งปั จจุบนั มีเครื่ องมือใหม่ๆ ช่วยใน การจัดทําต้ นฉบับสิง่ พิมพ์ทําให้ สะดวกและรวดเร็ วขึ ้นมาก การรับจัดทําต้ นฉบับนี ้ ทักษะฝี มือ ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา ของนักออกแบบ เป็ นสิง่ ที่ทําให้ ลกู ค้ าเชื่อถือ ซึง่ มีผลต่องานชิ ้นต่อไปแลพเมื่อลูกค้ าเชื่อใจ อาจจะมอบหมายให้ ดําเนินการจนครบ วงจร โดยให้ ติดต่อกับร้ านเพลท โดรงพิมพ์ (หลังจากได้ จดั ทําต้ นฉบับเรี ยบร้ อยแล้ ว) 5. โรงพิมพ ◌์ เป็ นองค์ประกอบที่สาํ คัญในการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์ทําให้ สงิ่ พิมพ์ที่ออกแบบไว้ มีจํานวนมากขึ ้น โรงพิมพ์เป็ นสถาน ประกอบการที่ใช้ เครื่ องจักร เครื่ องมือ และวัสดุตา่ งๆซึง่ ต้ องลงทุนสูง คุณภาพของสิง่ พิมพ์ขึ ้นอยูก่ บั การจัดหาโรงพิมพ์ซงึ่ นับว่าเป้น เรื่ องที่สาํ คัญมาก ข้ อคํานึงบางประการในการตัดสินใจเลือกโรงพิมพ์ 5.1 พิจารณาเรื่ องราคา ควรสืบราคาประมาณ 3 แห่ง แล้ วเลือกเอาราคาที่เหมาะสม กับงบประมาณที่สดุ 5.2 ควรติดต่อกับโรงพิมพ์ ผู้จดั การ ด้ วยตนเอง เพื่อรู้จกั คุ้นเคย ซึง่ มีผลต่อความรับผิดชอบในการจัดพิมพ์ 5.3 พิจารณาลักษณะงาน เครื่ องหรื อแท่นพิมพ์ และความเป็ นระเบียบของโรงพิมพ์ เช่น งานพิมพ์ 4 สี ควรพิมพ์กบั โรง


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

7

พิมพ์ที่มีแท่น 4 สี หรื ออย่างน้ อยแท่นสองสี เพื่อกระดาษจะได้ ไม่ชํ ้า หรื อเกิดการเหลือ่ มสีขึ ้น 5.4 พิจารณาที่ตงและการเดิ ั้ นทาง เพราะการติดต่อกับโรงพิมพ์จะต้ องไปหลายครัง้ เพื่อความสะดวกรวดเร็ ว (การติดต่อ ด้ วยโทรศัพท์แก้ ปัญหาได้ เพียงระดับหนึง่ เท่านัน) ้ 5.5 ดูผลงานที่ได้ พิมพ์ไปแล้ วของโรงพิมพ์ การจัดระบบงาน การแบ่งงาน บรรยากาศของโรงพิมพ์ และความเป็ นระเบียบ เรี ยบร้ อยของห้ องปฏิบตั ิการพิมพ์ตา่ งๆ สิง่ เหล่านี ้ เป็ นส่วนหนึง่ ที่ทําให้ ลกู ค้ าคาดการได้ วา่ ผลงานที่จะจ้ างพิมพ์จะต้ อง ออกมาดีมีคณ ุ ภาพ ในกรณีที่เป็ นสิง่ พิมพ์ประเภทหนังสือ เอกสารตําราต่างๆ มีแนวทางในการดําเนินการจัดพิมพ์ดงั นี ้ การจัดพิมพ์เอง เป็ นการดําเนินการติดต่อกับโรงพิมพ์และจัดจําหน่ายเอง การจัดพิมพ์ในลักษณะนี ้เหมาะกับผู้ที่มีเงินทุน เป็ นของตัวเอง ทําให้ ราคาขายไม่สงู นัก ถ้ ามีตลาดที่สามารถจะจําหน่ายได้ หมดในระยะเวลาสัน้ จะทําให้ ได้ กําไรสูง ถ้ าใช้ เวลาใน การจําหน่ายหนังสือนานจะทําให้ รายได้ กระจาย ดังนันผู ้ ้ จดั พิมพ์ต้องมีระบบการจัดเก็บดีจะคุ้มกับทุนที่ลงไป การขายลิขสิทธิ์หนังสือ เป็ นการดําเนินการติดต่อกับสํานักพิมพ์ตา่ งๆ ที่ทําธุรกิจด้ านนี ้ เช่น โอเดียนสโตร์ รวมสาสน์ แพร่ พิทยา ดี.ดี.บุ๊คสโตร์ เป็ นต้ น การจัดจัดพิมพ์ลกั ษระนี ้จะได้ คา่ ตอบแทนเป็ นก้ อนโดยไม่ต้องลงทุนด้ วยเงินตนเอง ไม่ต้องจัดจําหน่าย เพียงแต่นําเสนอต้ นฉบับต่อสํานักพิมพ์ที่มีนโยบายทางด้ านี ้ โดยเฉพาะนักเขียนที่มีชื่อเสียง ติดตลาด สํานักพิมพ์อาจจะนําเงินสด มาให้ ถึงบ้ านก็มี บางครัง้ อาจจะได้ รับค่าตอบแทนเป็ นเปอร์ เซนต์จากราคาหน้ าปก และจํานวนพิมพ์ ตามที่ตกลงกัน แต่ที่ใช้ กนั ใน ปั จจุบนั คือ ถ้ าเป็ นนักเขียนจะได้ รับประมาณ 13 - 15 เปอร์ เซนต์ ถ้ าเป็ นนักเขียนหน้ าใหม่จะได้ รับประมาณ 10 -12 เปอร์ เซนต์ และมีระยะเวลาการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามที่ตกลงกัน 6. ธุรกิจการทําแม่ พิมพ์ เป็ นธุรกิจที่ต้องใช้ ผ้ ทู ี่ชํานาญการเฉพาะด้ านนี ้ร่วมมือ ที่นบั วันจะพัฒนาขึ ้นเรื่ อย ๆ แต่ก่อนใช้ วิธีแกะไม้ ทําแม่พิมพ์ ต่อมามีการหล่อตัวพิมพ์ การทําบล็อก มีการทําแม่พิมพ์พื ้นราบ แม่พิมพ์ร่องลึก การทําแม่พิมพ์สอดสีด้วยระบบ Convention Masking Method การถ่ายฟิ ล์มแยกสีด้วยกล้ องโปรเซส ปั จจุบนั มีการแยกสีด้วยเครื่ องสแกนเนอร์ แทนที่เคยแยกสี ด้ วยมือหรื อฟิ ลเตอร์ ช่วยสามารถทํางานได้ สะดวก รวดเร็ ว และเที่ยงตรงขึ ้น จนทําให้ ได้ งานพิมพ์ที่มีคณ ุ ภาพ แต่ราคาต้ นทุนหรื อ ราคาเครื่ องมือการผลิตก็สงู ขึ ้น ( น่าภูมิใจที่ธุรกิจการทําแม่พิมพ์ในประเทศไทยได้ มาตรฐานสากล ดังจะเห็นได้ วา่ มีร้านทําแม่พิมพ์ หลายแห่งใน กทม.สามารถ รับทําแม่พิมพ์จากต่างประเทศได้ ) 7. ธุรกิจการทํารูปเล่ มสําเร็จ เป็ นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตสิง่ พิมพ์มีหลายประเภท เช่น การเข้ าเล่มหนังสือ (เย็บกลาง เข้ า สัน เข้ าเล่มไสกาว การเย็บกี่) ธุรกิจดังกล่าวจะต้ องมีเครื่ องมือโดยเฉพาะและต้ องใช้ พื ้นที่พอสมควร จึงทําให้ โรงพิมพ์สว่ นใหญ่ไม่ ดําเนินการเองแต่จะรับเป็ นผู้ประสานงานให้ ครบวงจร นอกจากนี ้การอาบมัน การปั ม้ ทอง ไดคัท ก็สามารถทําเป็ นธุรกิจได้ ซึง่ มี ค่าตอบแทนสูง และมีงานทําตลอด 8. ธุรกิจการจัดจําหน่ าย ส่วนใหญ่จะเป็ นสิง่ พิมพ์ปรพเภทหนังสือ วารสาร และนิตยสารทัว่ ไป การจัดจําหน่ายมีตงแต่ ั ้ ร้านค้ า ขนาดเล็ก (ขายปลีก) แพงลอย ไปจนถึงร้ านค้ าขนาดใหญ่หรื อที่จดั เป็ นสายส่งก็มี เช่น ศูนย์หนังสือกรุงเทพ ศึกสิตสยาม ศูนย์ หนังสือจุฬาลงกรณ์และเคล็ดไทย เป็ นต้ น เป็ นธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก โดยนําหนังสือไปวางตามร้ านที่อยูใ่ นเคลือเดียวกัน แล้ ว หักเปอร์ เซนต์จากราคาขาย เช่น ใช้ บริ การของสายส่งจะคิด 30 - 70 เปอเซนต์ ร้ านค้ าปลีกจะคิด 20 - 25 เปอร์ เซนต์ จากราคา หน้ าปก


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

|

8

ปั จจัยสําคัญในการประกอบธุรกิจการพิมพ์คือ ต้ นทุนและกําไร ถ้ ามีการจัดการที่ดีมีการประเมินต้ นทุน ประเมินราคา ค่าแรง อย่างถูกต้ อง แม่นยํา ก็สามารถกําหนดกําไรได้ ต้นทุนการผลิตในธุรกิจการพิมพ์มี 2 ลักษระคือ ต้ นทุนที่เป็ นวัสดุสงิ่ ของ เช่น แท่นพิมพ์ แม่พิมพ์ กระดาษหมึกพิมพ์ และอุปกรณืตา่ งๆที่สามารถประเมินราคาต่อหน่วยได้ และต้ นทุนที่เป็ นค่าสึกหรอ ค่าดูแล ค่าควบคุม ค่าบํารุงรักษาซึง่ ไม่สามารถตีราคาต่อหน่วยได้ การประเมินราคาควรนําต้ นทุนทังสองมารวมกั ้ นด้ วย ในส่วนของลูกค้ า การคิดราคาสิง่ พิมพ์ทําได้ ทงก่ ั ้ อนพิมพ์โดยการประเมินราคากว้ างๆ การเสนอราคา ลูกค้ าสามารถต่อรองได้ ถ้ าเห็นว่าราคาสูง เกินไปไม่เหมาะสมอาจจะไม่ตกลงก็ได้ ส่วนการคิดราคาการโฆษณาในหน้ าหนังสือพิมพ์ เป็ นการคิดค่าใช้ จ่ายในการพิมพ์ตอ่ รอง ได้ น้อยหรื อไม่ได้ เลย อย่างไรก็ตามการดําเนินธุรกิจการพิมพ์ในปั จจุบนั มีการแข่งขันกันอย่างกว้ าขวางมากขึ ้นทุกวัน จึงต้ องมีการวางแผน เพื่อกําหนดแนวทางในการดําเนินการ ให้ ได้ มาซึง่ ความมัน่ คงความก้ าวหน้ า ข้ อคํานึงต่อไปนี ้ เป็ นพื ้นฐานในการดําเนินธุรกิจทัว่ ไป 1. ความอยู่รอด (Surviva ) หมายถึงการดําเนินธุรกิจหรื อการลงทุน ต้ องมีผลตอบแทนที่ค้ มุ ค่า เพื่อที่จะดําเนินการ ต่อไปได้ 2. ควรมีกาํ ไร (Profit ) หมายถึงการจัดการ และระบบการจัดการที่ดี จนทําให้ ได้ กําไรและนํามาใช้ จ่าย หมุนเวียน ทําให้ เกิดกําลังใจและแรงจูงใจในการทํางาน 3. การเจริญเติบโต (Growth ) หมายถึง การดําเนินธุรกิจไประยะหนึง่ แล้ วประสบผลสําเร็ จ มีผลกําไรหรื อค่าตอบแทน ที่ค้ มุ ทุน ก็จะส่งผลให้ ธุรกิจขยายตัวมากขึ ้น สามารถผลิตสินค้ าหรื อบริ การเพิ่มมากขึ ้น มีฐานะทางการเงินหรื อทรัพย์สนิ ของบริ ษัท เพิ่มมากขึ ้น 4. การรับผิดชอบต่ อสังคม (Social Responsibiliy) หมายถึงการกําหนดวัตถุประสงค์หรื อแนวคิดของธุรกิจ ต้ องมี ความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ ความเป็ นธรรมต่อลูกค้ า และผู้บริ โภค มีความรับผิดชอบต่อสินค้ าหรื อบริ การที่ผลิตขึ ้น รับผิดชอบต่อ สภาพแวดล้ อม ไม่ขดั กับกฏหมายศีลธรรม และจารี ตประเพณีของสังคม (นันทา วิทวุฒิศกั ดิ์ 2537 : 180) กระบวนการวางแผนก่ อนการผลิต (Prepress) การผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์สามารถจัดลําดับได้ เป็ นขันตอนหรื ้ อ “กระบวนการ” ให้ เห็นภาพได้ ตงแต่ ั ้ เริ่ มต้ นทํางาน จนสําเร็ จให้ ชัดเจนยิ่งขึ ้นได้ ซึง่ คําว่า “กระบวนการ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ ความหมายว่า “กรรมวิธี หรื อลําดับการ กระทําซึง่ ดําเนินต่อเนื่องกันไปจนสําเร็ จลง ณ ระดับหนึง่ ” มาจากคําภาษาอังกฤษว่า “process” ขันตอนหลั ้ กๆ ในการผลิตสือ่ สิง่ พิมพ์ที่ครอบคลุมทุกกกระบวนการ อาจแบ่งได้ เป็ น 4 ขันตอน ้ ได้ แก่ 1. ขั้นตอนการวางแผนออกแบบและกําหนดแนวคิดในการจัดทํา (Pre-prepress) คือ ขั้นตอนการออกแบบและการวางแผน ในการผลิต ซึ่งต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการใช้งาน งบประมาณ รูปร่าง ขนาด องค์ประกอบของสื่อสิ่งพิมพ์ วัสดุที่ใช้ในการพิมพ์ รวมทั้งต้นฉบับ 2. ขั้นตอนการเตรียมต้นฉบับเพื่อการพิมพ์ (Prepress) คือ การจัดเตรียมต้นฉบับทั้งหมดเพื่อนําไปถ่ายทอดเป็นแม่พิมพ์ 3. ขั้นตอนการพิมพ์ (Press) คือ การพิมพ์หมึกจากแม่พิมพ์ลงบนกระดาษด้วยเครื่องพิมพ์ 4. ขั้นตอนหลังการพิมพ์ (Afterpress) คือ กระบวนการหลังการพิมพ์เพื่อให้ได้สื่อสิ่งพิมพ์ที่สําเร็จรูปตามที่ออกแบบ หรือกําหนดไว้ ได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวกับ การตัด/เจียน การพับ การเก็บเล่ม การทําเล่ม การเจียนเล่ม เป็นต้น ในขั้นตอนการวางแผนการออกแบบและกําหนดแนวคิดในการจัดทํา (pre-prepress) นั้น เป็นขั้นตอนแรกของ การจัดทํา สื่อสิ่งพิมพ์ และเป็นกิจกรรมในลักษณะการวางแผนการทํางาน (Planning) และการกําหนดแนวคิด (Concept)ของสื่อสิ่งพิมพ์


|

กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

9

ซึ่งใช้ความรู้และความเข้าใจในหลักวิชาการวารสารศาสตร์ (Journalism) เป็นสําคัญ ซึ่งแตกต่างจากขั้นตอนต่อๆ มา ที่เน้นทักษะ และเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับหลักวิชาเทคโนโลยีทางการพิมพ์ (printing Technology) ในกระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงการผลิตหนังสือพิมพ์ที่ซึ่งเน้นถึงกระบวนการผลิตเป็นสําคัญที่เป็น ขั้นตอนใหญ่ๆ 3 ขั้นตอน คือ กระบวนการวางแผนก่อนการผลิต กระบวนการในขั้นตอนการผลิต และกระบวนการหลังการผลิต โดยจะกล่าวถึงต่อไป การจัดทําหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ใดๆ ก็ตาม ก่อนอื่นผู้จัดทําจําเป็นต้องพิจารณาเลือกระบบการพิมพ์ให้ถูกต้อง เหมาะสมกับลักณะงานที่จะพิมพ์ เพราะจะทําให้สะวก ประหยัด และรวดเร็วยิ่งขึ้น การเลือกใช้วัสดุการพิมพ์ เช่น กระดาษปก กระดาษเนื้อใน หรือวิธีการเข้าเล่มก็มีความสําคัญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังควรมีความรู้ เกี่ยวกับการจัดเตรียมต้นฉบับ การจัดทําอาร์ตเวิร์ก และการประเมินราคาสิ่งพิมพ์บ้างพอสมควร เพื่อให้สามารถติดต่อกับโรงพิมพ์ได้อย่างสะดวก และรวดเร็วถูกต้องยิ่งขึ้น การวางแผนการผลิต การออกแบบสิ่งพิมพ์จําเป็นต้องคํานึงถึงขั้นตอนการผลิตทั้งหมด เพื่อให้การปฏิบัติงาน ในแต่ละขั้นตอนสอดคล้อง และดําเนินไปได้อย่างถูกต้อง มีการสื่อความหมายและความเข้าใจที่ตรงกัน ทําให้การปฏิบัติงานไม่ผิดพลาด หรือ เกิดการผิดพลาดน้อยที่สุด การเตรียมต้นฉบับ ต้นฉบับ (Menuscript) เป็นหัวใจสําคัญของการจัดพิมพ์งานต่างๆ เพราะเป็นสิ่งสําคัญที่จะทําให้ห นังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ออกมาถูกต้อง สวยงาม เรียบร้อยหรือไม่ ต้นฉบับที่เป็นต้นเรื่องที่ผู้เขียนเขียนขึ้น อาจอยู่ในรูปของลายมือหรือพิมพ์เป็นไฟล์ ด้วยโปรแกรมจัดการตัวอักษรก็ได้ ต้นฉบับที่เป็นต้นเรื่องนี้ หากจะส่งโรงพิมพ์เพื่อจัดพิมพ์แล้วควรเป็นต้นฉบับที่ได้ ตรวจทาน ความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ไม่มีการแก้ไขอีกเโดยเฉพาะอย่างยิ่งคําศัพท์ที่เป็นคําเฉพาะต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้กันโดยทั่วไป ถ้าต้นฉบับเรียบร้อยถูกต้อง งานพิมพ์จะรวดเร็วถูกต้อง และประหยัด (วันชัย ศิริชนะ : 2536, หน้า 4) การแก้ไขเพิ่มเติมตัดทอนข้อความในต้นฉบับภายหลังจากส่งเรียงพิมพ์แล้วเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทําอย่างยิ่ง เพราะจะทําให้ล่าช้า เพิ่มค่าใช้จ่าย และผิดพลาดได้ง่าย ยกเว้น กรณีที่จําเป็นจริงๆ เท่านั้น ตารางแสดงข้อดีข้อเสียของการเตรียมต้นฉบับด้วยคอมพิวเตอร์ • • • • • • • •

ข้อดี การทํางานสะดวก รวดเร็ว งานที่ได้มีความประณีต เรียบร้อย สวยงาม การแก้ไขหรือทําซํ้า สามารถทําได้ง่าย ข้อมูลที่ทําเสร็จแล้วสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีก ประหยัดการใช้วัสดุต่างๆ ลงมาก ประหยัดพื้นที่ในการทํางานและพื้นที่เก็บฟิล์ม มีความยืดหยุ่นในการทํางานสูง มีอุปกรณ์เสริม มากมาย ข้อมูลที่จัดทําไว้สามารถนําไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ อย่างกว้างขวาง

• • • • •

ข้อเสีย ต้องอาศัยเครื่องมีเครื่องจักที่มีราคาแพง ต้องใช้บุคลากรที่มีความสามารถมากขึ้น ข้อมูลมีโอกาสสูญหายหรือเสียหายได้ อาจเกิดปัญหาระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง การจัดการข้อมูลมีความสลับซับซ้ ต้องเรียนรู้มากขึ้น

อนมากกว่า

ที�มา : บุญชัย วลีธรชีพสวัสดิ� , เอกสารประกอบการสัมมนาเรื�อง “การจัดเตรียมและการวางแผนเพื�อผลิตสื�อสิ�งพิมพ์ สํานักส่งเสริมและฝึกอบรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 24 มีนาคม 2542.

”.


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

10 สําหรับต้นฉบับที่เป็นภาพถ่ายกราฟ แผนผัง หรืออื่นๆ นั้น ควรจัดหาหรือจัดทําให้พร้อม และตรวจทาน ไม่ควรหวังว่าโรงพิมพ์จะทําให้ได้ทุกอย่าง

|

ให้เรียบร้อย

องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับต้นฉบับ การสร้างต้นฉบับที่สมบูรณ์และมีคุณภาพจะช่วยทําให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และรักษาระดับคุณภาพ ได้เป็นอย่างดี (วิชัย พยักฆโส : หน้า 60-62) ซึ่งต้นฉบับโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เนื้อหา, ปก และภาพ 1. ต้นฉบับส่วนเนื้อหา ควรมีลักษณะดังนี้ 1.1. สมบูรณ์และถูกต้อง หมายถึง มีเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ต้องเพิ่มเติมและแก้ไขอีก อักขระถูกต้องตาม พจนานุกรมหรือตามหลักภาษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อช่วยในการคํานวณราคา และความหนาของสิ่งพิมพ์ ได้ถูกต้อง 1.2. ชัดเจน ได้มาตรฐาน หมายถึง ควรกําหนดใช้ตัวพิมพ์ ขนาดกระดาษที่ใช้ ความกว้างของบรรทัด ความยาวของบรรทัดใน 1 หน้า การย่อหน้า การเว้นวรรค ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อความสะดวกต่อการตรวจปรู๊ฟและการเรียงพิมพ์ 1.3. ครบถ้วน หมายถึง เนื้อหาควรจัดให้ครบถ้วนทุกหน้า เ พราะถ้าเว้นหน้าไว้ไม่อาจจัดทําอาร์ตเวิร์ก หรือลําดับหน้าต่อไปได้ จะทําให้งานล่าช้าออกไปอีก 2. ต้นฉบับส่วนปก ปกและเนื้อในจะสัมพันธ์กันในเรื่องของขนาดสิ่งพิมพ์นั้นๆ การกําหนดลักษณะภาพ ข้อความ สี และองค์ประกอบต่างๆ ต้องถูกต้องชัดเจน เพราะหากต้องแก้ไขจะทําให้เสียเวลาใ นการจัดทําเพิ่ม เนื่องจากการตรวจปรู๊ฟปกจะใช้การปรู๊ปสีจริงที่มีการใช้วัสดุต่างๆ ไปมากแล้ว เช่น ฟิล์ม และ เพลท เป็นต้น 3. ต้นฉบับส่วนภาพ ภาพที่จะใช้ในการพิมพ์ แบ่งออกได้เป็น 3.1. ภาพลายเส้น เป็ฯภาพที่มีลักษณะขาวจัด ดําจัด ไม่มีสีอ่อนหรือสีเข้ม เช่นภาพที่เป็นลายเส้นปา กกา ภาพกราฟเส้น แผนภูมิ การทําให้ภาพมีความดํามากหรือน้อย ทําได้โดยการเพิ่มเส้นหนัก -เบา หรือให้เส้นมีความถี่-ห่างกัน จึงอาจเขียนภาพลายเส้นให้ดูเหมือนเป็นภาพจริง มีลักษณะเหมือนกับว่ามีสีเข้ม สีอ่านได้ ภาพที่ ใช้ พิมพ์ด้วยระบบเลตเตอร์เพรสในระยะต้นๆ ที่ยังไม่มีการค้ นพบการทําภาพ โดยการใส่เม็ดสกรีนลงบนภาพก็ทําด้วยวิธีนี้ทั้งสิ้น 3.2. ภาพสี เป็นภาพที่มีสีเหมือนของจริง อาจเป็นภาพที่อัดลงบนกระดาษ หรือภาพสไลด์สีก็ได้ แต่ถ้าจะนํามาใช้เพื่อการพิมพ์สอดสีแล้วควรใช้เป็นภาพที่เป็นภาพสไลด์เพราะจะทําให้ได้ภาพที่มีสีใกล้เคียง กับของจริง แบ่งเป็น 3.2.1. ภาพสีโปร่งใส ได้แก่ สไลด์สีขนาดต่างๆ ขนาดต้นฉบับใดเท่าใดจะทําให้คุณภาพการขยา ยภาพ เมื่อพิมพ์แล้วดีและสวยงามกว่าภาพขนาดเล็ก แล้วขยายให้มีขนาดโตมากๆ จึงควรมีขนาดขยายไม่เกิน 3 เท่า 3.2.2. ภาพสีสะท้อนแสง ได้แก่ ภาพถ่ายสี ภาพเขียนด้วยสีนํ้า ดินสอสี สีนํ้ามันหรือภาพที่พิมพ์แล้ว ต้นฉบับที่ดี สามารถแยกสีได้คุณภาพสูงใกล้เคียงกับหมึกทางการพิมพ์ไม่ควรใช้สีสะท้อนแสง เพราะหมึกพิมพ์จะยอมให้แสงผ่านทะลุไปสู่กระดาษก่อนแล้วสะท้อนแสงออกมา จึงทําให้พิมพ์แล้ว ไม่เหมือนกับต้นฉบับ และไม่ควรใช้ภาพที่พิมพ์แล้ว เพราะมีจุดเล็กๆ ของสกรีนอยู่ ก่อนแล้ว


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

11

|

11

เมื่อนํามาถ่ายทําใหม่ จะเกิดเป็นลายที่เรียกว่า “ลายเสื่อ ” (Moire Pattern) ดูแล้วไม่คมชัด และไม่สวยงามเมื่อนํามาพิมพ์ใหม่ 3.3. ภาพขาวดํา หมายถึง ภาพถ่ายที่มีสีขาว -ดํา เหมาะที่จะใช้เป็นต้นฉบับในการพิมพ์ขาว -ดํา มากกว่าพิมพ์สี เพราะจะได้ความคมชัดมากกว่า ภาพที่ เหมาะสมจะใช้เป็นภาพต้นฉบับในการพิมพ์ ควรเป็นภาพ ที่มีขนาดประมาณ 5x7 นิ้ว ผิวมัน มีความละเอียด คมชัดและมีความขาวด -ดํา (contrast) พอเหมาะ เพราะภาพที่มีสีดจัดเกินไปจะไม่สามารถให้รายละเอียด ของภาพได้ดีพอ งานพิมพ์ถ้าต้องการพิมพ์สีเดียว ไม่ควรใช้ภาพสีมาเป็นต้นฉบั บ เพราะการแยกรายละเอียดของสีไม่อาจแยกได้ชัดเจนเหมือนกับ ความขาวและความดํา ทําให้ภาพมืด ดูแล้วไม่ชัดเจนหรือขาดรายละเ อียดบางส่วนไป ดังนั้น ถ้าหากเป็น ภาพลายเส้น ควรเขียนด้วยหมึกสีดํา บนกระดาษสีขาว และถ้าเป็นภาพเขียนควรเขียนหรือระบาย ด้วยสีนํ้าสีดํา หมีกดําหรือดินสอดํา ระบายความอ่อนแก่ของโทนตามความต้องการ ถ้าเป็นภาพถ่าย ควรเป็น ภาพถ่ายขาวดํา ที่มีความต่างค่าความดํากับความขาวค่อนข้างสูง ต้นฉบับภาพสีสะท้อนแสง และภาพขาวดํา ควรเป็นภาพขนาดอย่างน้อยเท่าแบบหรือขนาดโตเป็น 2 เท่าของขนาดภาพที่จะพิมพ์จริง เพราะจะสามารถ ลบรอยขรุขระและความไม่เรียบร้อยของเส้นภาพต่างๆ ลงได้เมื่อถ่ายย่อลงมา

ความสําคัญของการเตรียมต้นฉบับ การเตรียมต้นฉบับเพื่อการพิมพ์มีความสําคัญต่อการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ให้ได้คุณภาพเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อ คุณภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ ดังนี้ 1. ภาพพิมพ์สามารถพิมพ์ให้สวยที่สุดได้เพียงแค่เกือบเท่าความสวยของต้นฉบับเท่านั้น 2. ต้นฉบับที่ดีช่วยให้การผลิตงานพิมพ์ปราศจากปัญหา 3. ต้นฉบับที่ไม่สมบูรณ์เพียงเล็กน้อยก็เป็นสาเหตุให้งานพิมพ์ขาดความสมบูรณ์ไปทั้งหมด 4. หากเพิ่มความพิถีพิถันในการปรับปรุงต้นฉบับอีกเพียงเล็กน้อย สิ่งพิมพ์ที่ได้จะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นมาก 5. การแก้ไขความผิดพลาดของต้นฉบับ ที่ปรากฏบนงานพิมพ์ มีความสูญเสียมากกว่าการแก้ไขความผิดพลาด ขณะยังเป็นต้นฉบบมากมายอย่างไม่อาจเทียบกันได้เลย 6. การตรวจความถูกต้องของต้นฉบับเป็นหน้าที่ของคนตรวจปรู๊ฟก็จริง แต่ทุกคนในทุกกระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์ควรช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียของทุกคน 7. ผู้ทําต้นฉบับควรหมั่นฝึ กฝนในการพัฒนาทักษะฝีมือ และเพ ◌ิ ◌่ มพูนความรู้ในการทํางาน เพื่อให้การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หลักการเตรียมต้นฉบับเนื้อหา การเตรียมต้นฉบับเนื้อหาสําหรับสื่ อสิ่งพิมพ์แต่ละประเทภ มีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรูปแบของข้อเขียนนั้นๆ ด้วย เช่น บทความ เรียงความ ตํารา แผ่นพับ โปสเตอร์ หนังสือ หรือหนังสือพิมพ์ ฯลฯ ในการเตรียมต้นฉบับเนื้อหา ผู้เขียนจึงจําเป็น ต้องประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ 3 ประการ (สมพิศ คูศรีพิทักษ์ : 2539, หน้า 438-450) คือ ในการกําหนดแนวทางการเขียน หลักเกณฑ์ในการใช้ภาษา และหลักเกณฑ์ลักษณะการเขียนตามประเภทของสื่อ


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

12

|

1. หลักเกณฑ์ในการกําหนดแนวทางการเขียน เป็นขั้นตอนสําคัญสําหรับการนําเสนอเนื้อหาสาระที่ดี หากกําหนดเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นหลักแล้ว จะทําให้สามารถผลิตต้นฉบับง านเขียนได้ อย่างสมบูรณ์ ตามวัตถุประสงค์ อันได้แก่ 1.1. การจัดระเบียบความคิด อาจจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ เป็นกลุ่ม เพื่อเรียบเรียงระบบระเบียบตามลําดับข่าว เป็นต้น 1.2. การวิเคราะห์เรื่อง ทั้งขอบเขตเนื้อหาสาระ เพื่อกําหนดประเด็นต่างๆ ที่จะนําเสนอให้ชัดเจน และกําหนดวัตถุประสงค์ในการเขียนชิ้นนั้นๆ 1.3. การวางโครงเรื่องที่ดี ควรดําเนินดังนี้ 1.3.1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้น (จากการอ่น การฟัง ประสบการณ์) และแหล่งข้อมูลให้มากเท่าที่จะทําได้ 1.3.2. จัดระเบียบความรู้และความคิด โดยกําหน ดประเด็นหลักก่อนแล้วจึงกําหนดหัว ข้อย่อย จากนั้นนํามาเรียงลําดับความสําคั ญ 1.3.3. เขียนโครงเรื่องในรูปหัวข้อ (นําประเด็นมาเขียนเป็นคําหรือวลีสั้นๆ ) หรือเขียนโครงเรื่อง ในรูปประโยค(สําหรับข้อเขียนที่เป็นทางการ) 2. หลักเกณฑ์ในการใช้ภาษา ต้องพิจารณาจากสิ่งต่างๆ ดังนี้ 2.1. การเลือกระดับภาษา จากการจัดระดับ 3 ระดับ คือ ระดับภาษาปาก (พูด ) ระดับกึ่งแบ บแผน และระดับแบบแผน ซึ่งใช้แตกต่างกันตามโอกาส ซึ่งต้องพิจารณาจากความเหมาะสมของภาษา จากพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านประกอบด้วย 2.2. การเลือกใช้คํา ประโยค และการเรียงลําดับความ 2.3. มีความชัดเจน สามารถสื่อความเข้าใจได้จากคําที่รัดกุม กระชับ 2.4. มีความเรียบง่าย สามารถ เข้าใจง่ายจากถ้อยคําธรรมดา หลีกเลี่ยงคําฟุ่มเฟือย เช่น ใช้ประโยคว่า “ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยทําผิด” อาจเขียนให้เรียบง่าย โดยใช้ว่า “ทุกคนย่อมทําผิดได้” 2.5. มีความประทับใจ สามารถเร้าความรู้สึกของผู้อ่านโดยการเน้นคํา หรือใช้คําที่ขัดแย้งกันในประโยค 2.6. มีโครงสร้างของย่อหน้าที่ ดี หมายถึงแต่ละย่อหน้าต้องมีใจความสําคัญเพียงเรื่องเดียว หากมีใจความสําคัญใหม่ ต้องขึ้นย่อหน้าใหม่ เป็นต้น เช่น การเขียนข่าว ในย่อหน้าหนึ่งอาจใช้เพียง 3-4 บรรทัดเท่านั้น เนื่องจากเมื่อนําไปจัดวางหน้าในคอลัมน์แล้วก็จะได้ จํานวนบรรทัดประมาณ 7-8 บรรทัด ซึ่งไม่เยิ่นเย้อเกินไป โดยเฉพาะในหนังสือพิมพ์ที่คอลัมนิสต์มักย่อหน้าบ่อยๆ เพราะทําให้น่าอ่านขึ้นนั่นเอง 3. หลักเกณฑ์ลักษณะการเขียนตามประเภทของสื่อ แต่ละประเภทจะมีวิธีการเขียนที่แตกต่างกัน หากเป็นหนังสือพิมพ์ หรือโปสเตอร์ จะจัดเป็นสื่อที่ให้ข่าวสาร จึงควรเลือกวิธีการเขียนให้ได้ตามเป้าประสงค์ด้วย

ตัวอย่างผลกระทบจากการเตรียมต้นฉบับ คือ การเตรียมผลงานที่เกิดจากการเขียนของผู้เขียน ทั้งภายใน กองบรรณาธิการที่มีหน้าที่โดยตรง รวมทั้งผู้เขียนจากภายนอกกองบรรณาธิการ เช่น นักเขียนรับเชิญ หรือคอลัมนิสต์กิตติมศักดิ์ ซึ่งต้นฉบับในที่นหี้ มายรวมถึง เนื้อหา รูปภาพประกอบเรื่อง คําบรรยายภาพ แผนภูมิ กราฟิกต่างๆ เป็นต้น


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

13

|

การบรรณาธิกร(Editing) การบรรณาธิกร(Editing) หมายถึง การเตรียม การตรวจแก้ต้นฉบับ การเลือกเฟ้นเรื่อง การเลือกอักษรพิมพ์ การพาดหัว การเขียนชื่อเรื่อง การใช้ภาพ และการวางรูปแบบ เพื่อการนําลงพิมพ์ (ชวรัตน์ เชิดชัย : 2519, หน้า 2) ผู้ที่มีหน้าที่ ในการบรรณาธิกรจะยึดรูปแบบเหล่านี้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ เรียกว่า “สไตล์บุ๊ค (Style Book) หรือสไตล์ชีท (Style Sheet)”

สไตล์บุ๊ค (Style Book) หรือสไตล์ชีท (Style Sheet) การกําหนดรูปแบบเอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ในการกําหนด นโยบายการใช้งานนั้น ควรกําหนดแนวทางการใช้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อความสะดวกในการดําเนินงาน นอกจากรูปแบบตัวอักษร ขนาด สีสัน ทั้งการใช้สําหรับพาดหัว หรือเป็นข้ อความ หรือ การวางเลย์เอาท์ ขององค์ประกอบทางกราฟิกต่างๆ แล้ว ยังรวมไปถึงการใช้ภาษาในงานบรรณาธิกร การเว้นวรรคตอน การแบ่งย่อหน้า ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ หากมีการทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ ทั้งในกรณีถอดแบบมา หรือเขียนตามเรื่อง บรรณาธิการต้องระบุไว้ให้ชัดเจนใน สไตล์บุ๊ค หรือสไตล์ชีทว่าจะ เขียนเป็นภาษาไทยแล้ววงเล็บภาษาอังกฤษ หรือเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษเลย เป็นต้น การตรวจแก้ไขต้นฉบับสื่อสิ่งพิมพ์ (rewrite) การตรวจแก้ไขต้นฉบับสื่อสิ่งพิมพ์ก่อนที่จะส่งไปเรียงพิมพ์เป็นภาระงานที่สําคัญอย่างหนึ่งในขั้นตอน การผลิตสื่อสิง่ พิมพ์ ทั้งนี้เพราะค้นฉบับที่ได้มานั้น อาจจะยังมีข้อผิดพลาดในเรื่องต่างๆ ที่ผู้เขียนละเลยหลงลืม หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ข้อเท็จจริงที่เสนอมาผิดพลาด เนื้อหาบางตอนอาจมีข้อความที่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น อันอาจเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องกันได้ หรือเนื้อหาที่ ถูกต้องแต่ใช้ภาษาไม่เหมาะสม เช่น ใช้ภาษาปาก ภาษาสแลง ไม่เหมาะสมกับรูปแบบสื่อและกลุ่มผู้อ่าน ใช้คําที่มีความหมายเดียวกันต่างๆ กัน จนทําให้ผู้อ่นเกิดความสับสน หรืออาจเขียนในรูปแ บบที่ผิดจากสากลทั่วไป หรือจากผ◌ู ◌้ผลิตสิ่งพิมพ์นั้นๆ ดังนั้นการตรวจแก้ไขต้นฉบับที่สมบูรณ์ก็คือการทําหน้าที่ในการดูแลความถูกต้องเรียบร้อยทั้งหมดตลอดจนตระหนักถึงก ฎหมาย จรรยาบรรณ และหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ตรวจแก้ไขต้นฉบับ (Rewriter) หรือบรรณาธิการ จึงจําเป็นต้องตรวจแก้ไขทั้งในส่วนของเนื้อหา สาระ สํานวนภาษา และรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ การพิสูจน์อักษร (Proof reading) การพิสูจน์อักษรแตกต่างจากการตรวจแก้ไขต้นฉบับ เพราะการตรวจแก้ไขต้นฉบับจะครอบคลุมถึงคว ามสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อเท็จ จริง ในเนื้อหาของต้นฉบับ และการเรียบเรียงให้เป็นลําดับต่อเนื่อง สามารถสื่อความหมายได้ดี ตลอดจนตรวจแก้การใช้ภาษาที่ ถูกต้อง ส่วนการพิสูจน์อักษรมีวัตถุประสงค์เพื่อการตรวจแก้ไขการเขียน เช่น ตัวสะกด การันต์ ให้ถูกต้องตามหลักภาษาเป็นสําคัญ


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

14

|

การตรวจแก้ไขรูปแบบต้นฉบับหนังสือพิมพ์ การที่บรรณาธิการจะสามารถตรวจแก้ไขรูปแบบของต้นฉบับให้ถูกต้องได้นั้น บรรณาธิการจําเป็นต้องรู้จักลั กษณะ และโครงสร้างของสื่อสิ่งพิมพ์แต่ละประเภทต่างๆ จึงจะสามารถตัดสินได้ว่าเขียนผิดจากรูปแบบที่กําหนด ซึ่งแต่ละประเภท จะมีความแตกต่างกันออกไป สําหรับหนังสือพิมพ์นั้น จํานวนคอลัมน์ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ ทําให้หนังสือพิมพ์มีรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละ ฉบับ หนังสือพิมพ์ที่มีขนาดเดียวกันก็อาจมีจํานวนคอลัมน์ไม่เท่ากัน แต่โดยทั่วไปหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กจะมีคอลัมน์ประมาณ 4-7คอลัมน์ หากเป็นหนังสือพิมพ์ขนาดมาตรฐานก็จะมีคอลัมน์ประมาณ 5-10 คอลัมน์ หนังสือพิมพ์ใดมีจํานวนคอลัมน์มาก ขนาดของคอลัมน์ก็ย่อมจะเล็กลง แต่ถ้ามี คอลัมน์น้อย ขนาดของคอลัมน์ก็จะใหญ่ขึ้นน ดังนั้น การจัดคอลัมน์ต่างกันก็จะมีผลกระทบต่อการตกแต่งต้นฉบับด้วย ขนาดคอลัมน์ที่แตกต่างกันนี้ การเตรียมต้นฉบับจะต้องปรับแก้ให้มีความยาวของย่อหน้าพอเหมาะ เช่น คอลัมน์ในหนังสือหรือตํารา อาจมีความยาวย่อหน้าละ 5-6 บรรทัด ขณะที่หนังสือพิมพ์และนิตยสาร อาจมีความยาวย่อหน้าละ 34 บรรทัด นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะแบ่งจํานวนคอลัมน์เท่าๆ กันในทุกหน้า แต่บางฉบับก็อาจจะแบ่งจํานวนคอลัมน์ ให้เท่ากันเฉพาะหน้าแรกๆ ส่วนหน้าในจะแบ่งจํานวนคอลัมน์ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายห รือแบบฉบับของหนังสือพิมพ์ แต่ละฉบับ กระบวนการในขัน้ ตอนการผลิต (Press) กระบวนการในขั้นตอนของการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ แบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ด้วยกัน (จันทนา ทองประยูร : 2537, หน้า 21) ได้แก่ งานก่อนพิมพ์(prepress work) งานพิมพ์(press work) และงานทําสําเร็จ(finishing after press work) ขั้นตอนของการผลิตทั้งหมดข้างต้น จะกระทําภายหลังผ่านกระบวการก่อนการผลิต ได้แก่ การวางแผนการผลิต การเตรียมต้นฉบับ และการบรรณาธิกร หรือการตรวจแก้ต้นฉบับเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ได้แก่ งานก่อนพิมพ์ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ การเรียงพิ มพ์ การพิสูจน์อักษร การทําอาร์ตเวิร์ก การถ่ายฟิล์ม และการเตรียมพิมพ์ งานพิมพ์ ประกอบด้วยการถ่ายทอดภาพและข้อความจากแม่พิมพ์ลงบนวัสดุพิมพ์โดยใช้เครื่องพิมพ์ งานทําสําเร็จ ได้แก่ ขั้นตอนการพับวัสดุพิมพ์ การเข้าเล่ม การทําเล่ม การเข้าปก การตัดเจียน และการแปรสภาพ งานพิมพ์ เช่น การอาบมัน(vanishing) การเคลือบพลาสติก(laminating) การเดินทอง(hot stamping) การพิมพ์นูน (embossing) เป็นต้น ในงานพิม พ์สื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด แม้จะมีลักษณะ ประเภท รูปแบบ วัตถุประสงค์ วัสดุที่ใช้พิมพ์ และกรรมวิธีในการพิมพ์ ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งพิมพ์ ทุกชนิดจะต้องผ่านกระบวนการพิมพ์เหมือนๆ กัน กล่าวคือ มีลําดับขั้นตอนของกระบวนการ ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ มีขั้นตอนเป็นพื้นฐาน ดังนี้ 1. การเรียงพิมพ์ (Computgraphic) 5. การทําแม่พิมพ์ (Printed plate) 2. การจัดวางหน้า หรือ เลย์เอาต์ (Lay out) 6. การตีพิมพ์ (Press) 3. การจัดทําอาร์ตเวิร์ก (Art work) 7. การเข้าเล่ม 4. การพิสูจน์อักษร (Proof reading)


1. การเรียงพิมพ์ (Computgraphic) เทคโนโลยีของการเรียงพิมพ์ การเรียงพิมพ์เพื่อทําต้นแบบที่เป็นอาร์ตเวิร์กของการพิมพ์ ออฟเซต ทําได้หลายวิธี เช่น พิมพ์ดีด เรียงพิมพ์โดยตัวโลหะ (เลตเตอร์เพรส ) เรียงพิ มพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละวิธีก็มีความเหมาะสม คุณภาพ และราคาแตกต่างกันออกไป (วันชัย ศิริชนะ : 2536, หน้า 4) 1) การเรียงพิมพ์ด้วยมือด้วยตัวเรียงโลหะ เป็นเทคนิคการเรียงพมิพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของการพิมพ์เลตเตอร์เพรส และยังคงมีใช้มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าได้รั บความนิยมน้อยลงก็ตาม แต่ด้วยคุณสมบัติเฉพาะหลายอย่างที่ดี ก็ทําให้ยังมีความจําเป็นต้องใช้อยู่ 2) การเรียงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นการเรียงพิมพ์ เพื่อนําไปทําต้นฉบับของการพิมพ์ ออฟเซต มีคุณภาพพอใช้ได้ ราคาย่อมเยา มีการใช้ในวงการศึกษา เป็นส่วนใหญ่ ในการทางค้ามีใช้บ้างแต่ไม่มากนัก 3) การเรียงพิมพ์ด้วยเครื่องเรียงพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือการเรียงพิมพ์ด้วยแสง เป็นการเรียงพิมพ์ เพื่อการนําไปทําเป็นต้นฉบับเพื่อการพิมพ์ ออฟเซต หรือการพิมพ์ระบบอื่นๆ ได้ ข้อดีของการเรียงพิมพ์วิธีนี้ คือรวดเร็ว มีตัวอักษรให้เลือกมากแบบมากขนาด สามาถทํางานเรียงพิมพ์ได้มากกว่าการเรียงด้วยมือประมาณ 6-7 เท่า ข้อเสียก็คือ ตัวเครื่องและวัสดุที่ใช้ประกอบ เช่น กระดาษไวแสง และนํ้ายา มีราคาแพง แนวปฏิบัติของการเรียงพิมพ์ จากการวิจัยความสามารถในการอ่าน พบว่าเวลาอ่านหนังสือสายตาของคนเรา จะกวาดผ่านหน้ากระดาษในลักษณะ ของการกระโดดและหยุดเป็นช่วงๆ โดยจะหยุดเพ่งดูบางกลุ่มคําเป็นเวลา ครั้งละประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของวินาที แล้วก็จะกวาด สายตาต่อและกระโดดข้ามไปยังกลุ่มคําต่อๆ ไป นอกจากนี้ การวิจัยยังพบว่า เมื่ออ่านหนังสือสายตาจะให้ความสําคัญที่ครี่งบน ของตัวอักษรแต่ละตัวมากกว่าบริเวณครี่งล่าง หากแบบของตัวอักษรที่เลือกใช้ของส่วนบนของตัวอักษรแต่ละตัวแตกต่างกัน อย่างชัดเจนแล้ว จะยิ่งช่วยทําให้อ่านข้อความได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจได้ง่ ายขึ้น สุรพล เวสารัชเวศย์ (2523) ให้ตัวอย่าง ของแนวปฏิบัติในการเรียงพิมพ์ไว้ต่อไปนี้ • รูปร่างของตัวอักษร ตัวอักษรประเภทบีบผอม (condensed) หรือประเภทกว้าง (expand) จะอ่านยากกว่า ตัวอักษรที่มีความกว้างปกติ ตัวอักษรที่มีลักษณะรูปทรงเรขาคณิตของตั วอักษรแบบ San Serifs บางรุ่น จะอ่านยาก เพราะแต่ละตัวอักษรมีรูปทรงคล้ายๆ กัน ยากที่จะแยกความแตกต่างออกจากกัน • ช่องไฟระหว่างตัวอักษร มีส่วนสําคัญที่ทําให้อ่านง่ายหรือไม่ ตัวอักษรที่ชิดเกินไปทําให้ไม่น่าอ่าน แต่ถ้าห่าง เกินไปก็จะทําให้อ่านยาก • การใช้ตัวเลข ตัวเลขขอลชุดตัวอักษรแบบดั้งเดิม (old style) จะอ่นง่ายกว่าตัวเลขของชุดตัวอักษรแบบ สมัยใหม่ ผู้อ่านจะ รับรู้จํานวนที่เป็นตัวเลขได้ง่ายกว่าจํานวนที่เป็ฯตัวอักษรหรือเลขโรมัน ผู้อ่านส่วนใหญ่ ชอบดูตารางมากกว่าแผนภูมิ แต่บางครั้งแผนภูมิอาจดูเข้าใจได้ง่ายกว่า ในกรณีที่จัดเรียงเป็นตาราง ควรใช้ ตัวเลขที่มีขนาดไม่ตํ่ากว่า 8 พอยท์ ด้วยช่องว่างระหว่างแต่ะละคอลัมน์ไม่น้อยกว่า 1 ไพก้า • ตัวประดิษฐ์ (display type) หากมีขนาดที่แตกต่างกันไม่ค่อยมีผลมากต่อความสามารถในการอ่าน การรู้จัก


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

15

|

ใช้พื้นที่ขาวจะช่วยให้ข้อความนั้นน่าอ่านมากขึ้น • ปัญหาเกี่ยวกับสี ตัวอักษรที่อ่านง่ายที่สุดคือตัวอักษรสีดําที่พิมพ์บนกระดาษสีขาว การใช้คู่สีที่ผิดจะ ทําให้ ตัวอักษรอ่านยาก เช่น ตัวอักษรแดงบนพื้นสีดํา หรือตัวอักษรสีขาวบนพื้นสีเหลือง หรือตัวอักษรสีขาว บนพื้นสีฟ้า ส่วนคู่สีที่ช่วยให้อ่านง่าย ได้แก่ ตัวอักษรสีเหลืองบนพื้นสีนํ้าเงิน สีแดง หรือสีมาเจนต้า • การย่อหน้า การย่อหน้าที่ต้นบรรทัดประมาณ 2-3 เซนติเมตร จะช่ วยให้อ่านง่ายกว่าไม่มีการย่อหน้าเสียเลย หากไม่ประสงค์จะย่อหน้าที่ต้นบรรทัดแล้ว ควรมีการเว้นบรรทัดว่างช่วย • ช่องว่างระหว่างบรรทัด ถ้าเรียงตัวอักษรชิดกันมากจะอ่านยากและดูอึดอัด ควรจัดเรียงให้แต่ละบรรทัด ห่างกันเล็กน้อย โดยเพิ่มอีกประมาณ 20% ของขนาดตัวอักษรจ ากระยะบรรทัดปกติ (solid) ตัวอักษรที่เป็น ตัวหนาต้องการระยะห่างระหว่างบรรทัดมากกว่าตัวที่บางกว่า โดยทั่วไปแล้วช่องว่างระหว่างบรรทัด ควรมากกว่าช่องว่างระหว่างคํา • การใช้ตัวนําและตัวตาม ตัวตาม (lowercase) อ่านง่ายกว่าตัวนํา (upper case ) อย่างมากในส่วนของ เนื้อความในส่วนใหญ่ ยกเว้นในส่วนซึ่งเป็นหัวข้อที่มีข้อความไม่ยาวมากนัก อาจจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน มากนัก การเริ่มต้นแต่ละประโยคด้วยตัวนําและข้อความไม่ยาวมากนัก จะช่วยให้เนื้อความอ่านง่าย ตัวประดิษฐ์ ซึ่งเรียงเป็นตัวนําทั้งมหดจะอ่านยาก เนื้อความ (body copy) ซึ่งเรียงเ ป็นตัวนําทั้งหมด ยิ่งอ่านยากไปใหญ่ เพราะผู้อ่านจะต้องอ่านทีละตัวอักษรแทนที่จะอ่านแบบเป็นกลุ่มคํา ทําให้ความเร็ว ในการอ่านช้าลงประมาณ 15% • ความยาวของบรรทัด ขึ้นอยู่กับขนาดและแบบของตัวอักษรที่ใช้บรรทัดที่สั้นเกินไปหรือยาวเกินไป ย่อมทําให้อ่านยากทั้งสิ้น สําหรับตัวอักษรขนาด 9-12 พอยท์ แต่ละบรรทัดควรมีความยาวประมาณ 10-12 คํา ซึ่งอาจจะมีความยาว บรรทัดละ 18-24 ไพก้า ถ้าใช้ตัวอักษรขนาดเล็กลง ความยาวบรรทัดก็ควรจะหดแคบลง ตามส่วน การเรียงพิมพ์แบบ 2 คอลัมน์จะช่วยให้อ่านง่ายกว่าการเรียงแบบคอลัมน์กว้างๆ เพียงคอลัมน์เดียว • ตัวเจาะขาว ตัวอักษรสีขาวบนพื้นดําจะอ่านยากกว่าตัวอักษรสีดําบนพื้นสีขาวประมาณ 15% จากการวิจัย พบว่าผู้อ่านมากกว่า 3 ใน 4 ชอบอ่านข้อความที่เป็นตัวอักษรสีดําบนพื้นสีขาวมากกว่า ถ้าจําเป็นต้องใช้ ตัวอักษรเจาะขาว ไม่ควรใช้ตัวเล็กกว่า 12 พอยท์ • การใช้พื้นขาว ยิ่งรู้จักการใช้พื้นขาวมากเท่าไรก็ยิ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากผ◌ู ◌้อ่านได้มากเท่านั้น • นํ้าหนักที่ต่างกันของตัวอักษร ตัวอักษรที่มีนํ้าหนักขนาดปานกลางจะอ่านง่ายกว่าตัวหนาหรือตัวบาง ตัวปกติจะง่ายกว่าตัวเอน ตัวหนา ตัวบีบผอม และตัวกว้าง ถึงแม้ตัวเอนจะดูสวยงามก็ตาม แต่การใช้ตัวหน า เป็นการเน้นข้อความสําคัญจะดีกว่า แต่ถ้าใช้ตัวหนามากเกินไปจะทําให้สายตาล้าได้ง่าย

หน่วยวัดในการพิมพ์ 1 นิ้ว = 1 ไพก้า =

6 ไพก้า 12 พอยท์

=

72 พอยท์

2) การจัดวางหน้า หรือ เลย์เอาต์ (Lay out) การจัดวางหน้า หรือการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ ประกอบด้วยขั้นตอน สําคัญ 4 ขั้นตอน คือ การกําหนดรูปแบบและขนาด ,


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

16

|

การทําแบบร่างหยาบ (rough layout), การทําแบบร่างสมบูรณ์ (Comprehensive layout) และการทําแบบจําลองของสื่อสิ่งพิมพ์ สําเร็จ หรือดัมมี่(Dummy) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1) การกําหนดรูปแบบและขนาด เป็นการหารูปแบบเฉพาะตัวของสื่อสิ่ งพิมพ์ที่จะออกแบบ เช่น การออกแบบสื่อ สิ่งพิมพ์เป็นหนังสือพิมพ์พร้อมกับขนาด เป็นต้น 2.2) การทําแบบร่างหยาบ (rough layout) เป็นการแปลงรูปแบบความคิดจากข้อแรกสู่รูปแบบที่มองเห็นได้ นิยมทํา เป็นขนาดเล็กกว่าของจริง แต่ได้สัดส่วนทั้งรูปร่างและขนาด การทําแบบร่างหยาบอ าจทําหลายชิ้นและหลายแบบ เพื่อให้เจ้าของงานเลือก โดยเลื อกทําเฉพาะหน้าสําคัญ เช่น หน้าปก หน้าแรก นอกจากนี้ ควรมีการกําหนดตําแหน่งตัวอักษร และภาพประกอบ ในการกําหนดตําแหน่งตัวอักษรนิยมใช้ตัวอักษรสมมติ(blind text) เช่น ใชัตัว ก หรือ NO แทนข้อความทั้งหมด 2.3) การทําแบบร่างสมบูรณ์(Comprehensive layout) เป็นการทําร่างหยาบให้สมบูรณ์ขึ้น นิยมทําเป็นขนาดเท่ากับ สิ่งพิมพ์ที่จะทําและใช้กระดาษที่จะใช้ในการพิมพ์จริง โดยมีการกําหนด ลักษณะ ขนาด แบบตัวพิมพ์ (typeface) หรือแบบ ตัวอักษรและภาพประกอบ โดยใช้สัญลักษณ์แทนขนาดและช่วงบรรทัด หรือ ช่องว่างระหว่างบรรทัด นอกจากนี้ยังมีการกําหนด รายละเอียดและเทคนิคพิเศษอื่นๆ ในการจัดทํา เช่น การกําหนดสี การกําหนดเปอร์เซ็นต์เม็ดสกรีน และรายละเอียดอื่นๆ 2.4) การทําแบบจําลองของสื่อสิ่งพิมพ์สําเร็จ หรือดัมมี่ (Dummy) เป็นการทํารูปแบบจําลองของสิ่งพิมพ์สําเร็จ เพื่อใช้ ควบคุมการพับและการจัดหน้า นิยมทําเป็นขนาดย่อส่วน ถ้าสิ่งพิมพ์ที่จะทํามีขนาดใหญ่ จะใช้การพับกระดาษ ให้มีลักษณะเป็นรูปสิ่งพิมพ์ที่จะจัดทํา แล้วเขียนรายละเอียดของแต่ละหน้าลงไป ความละเอียดของดัมมี่ขึ้นอยู่กับความ ยาก หรือความซับซ้อนในการจัดทําส ◌ิ ◌่ งพิมพ์ ถ้าเป็ นสิ่งพิมพ์ที่ใช้ขั้นตอนง่ายๆ การทําดัมมี่อาจเป็นการทําแบบหยาบ แต่ถ้าเป็น สิ่งพิมพ์ที่ใช้ความซับซ้อนในการจัดทํา การทําดัมมี่ควรเป็นแบบละเอียดเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และสามารถสื่อความหมายได้ตรงกับที่ผู้ออกแบบต้องการ ข้อมูลที่ ควรกําหนดในดัมมี่แบบละเอียด (dummy scale) ได้แก่ ขนาดหนังสือ การลําดับเลขหน้า การลําดับ เนื้อหา ขนาดและแบบตัวพิมพ์หรือตัวอักษร จํานวนสีที่ใช้ จํานวน ขนาด และรูปแบบของคอลัมน์ในแต่ละหน้า การจัดวางตัวอักษร ให้เรียงชิดซ้าย (flush left หรือ left alignment) หรือให้มีการปรับแบบเต็มแนว (Justification) หรือการเรียงชิดซ้ายและชิ ดขวา ในบรรทัดเดียวกัน นอกจากนี้ ยังควรกําหนดความยาวของบรรทัด ตําแหน่งและขนาดของภาพประกอบ ตารางประกอบ แผนภูมิ การเน้นหัวเรื่อง การกําหนดความยาวบรรทัด ลักษณะการพับ การเก็บเล่ม การเข้าเล่ม และรายละเอีย ดอื่นที่ จําเป็นต่อการจัดท ◌ําสื่อส◌ิ ◌่ งพิมพ์ 2.5) การจัดทําต้นแบบสื่อสิ่งพิมพ์ (Mock-up) หมายถึง การจัดทําสื่อส ◌ิ ◌่ งพิมพ์จําลอง เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ และหยั่งรู้ความรู้สึกของผู้อ่านเมื่อพบเห็นงาน ตลอดจนความรู้สึกของลูกค้าผู้เป็นเจ้าของงาน ส่วนใหญ่จะใช้วิธีพิมพ์ออก ทางเครื่องพิมพ์เลเซอร์แล้วประกอบเป็นเล่มต้นแบบขึ้นมาดู ในปัจจุบันการจัดทําสื่อสิ่งพิมพ์บางประเภท ผู้จัดทํานิยมจัดทํา ต้นแบบจําลองของสื่อสิ่งพิมพ์ที่จะจัดทําขึ้นมาพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดพิมพ์ รวมทั้งความเป็นไปได้ในแง่การจําหน่าย และหาผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์ เช่น ผูล้ งโฆษณา เป็นต้น ซึ่งเรียกต้นแบบนี้ว่า “Mock up” 3) การจัดทําอาร์ตเวิร์ก (Art Work) กระบวนการจัดทําอาร์ตเวิร์กจะดําเนินการต่อเนื่องมาจากการจัดวางหน้าหรือการวางเลย์เอาต์ เป็นการจัดทํางานศิลป์ โดยจัดวางองค์ประกอบในหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ ข้อความ รูปภาพประกอบ กราฟิกต่างๆ มาจัดวางตามที่ ได้กําหนดไว้ในเลย์เอาต์ ถือเป็น การจัดทําต้นฉบับจริงขึ้น ก่อนที่จะส่งไปทําแม่พิมพ์นั่นเอง ปัจจุบันนี้นิยมใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ในการจัดทํา


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

17

|

4) การพิสูจน์อักษร (Proof Reading) มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความเรียบร้ อยของชิ้นงานอาร์ตเวิร์กก่อนส่งไปเข้าสู่กระบวนการจัดทําแม่พิมพ์ต่อไป ซึ่งการพิสูจน์อักษรเน้นในด้านความถูกต้องในการ ใช้ ภาษา เช่น การสะกด การันต์ การขึ้นย่อหน้าใหม่ การจัดวางรูปแบบ ภาพประกอบเรื่อง และคําบรรยายใต้ภาพ 5) การทําแม่พิมพ์(Printed Plate) สําหรับการพิมพ์ในปั จจุบนั ที่ใช้ กนั ส่วนมากคือ การพิมพ์แบบดิจิทลั และการพิมพ์แบบออฟเซต

การพิมพ์ แบบดิจิทัล 1 เทคโนโลยีการพิมพ์ระบบดิจิทลั เป็ นวิวฒ ั นาการการพิมพ์ยคุ ใหม่ เพราะอาศัยเทคนิคการพิมพ์ที่ไม่จําเป็ นต้ องใช้ แม่พิมพ์ อีกต่อไป ปั จจุบนั เครื่ องพิมพ์ระบบดิจิทลั กําลังได้ รับความนิยมอย่างแพร่หลายกับวัสดุสงิ่ พิมพ์ กระดาษ ตัวอย่างของเครื่ องพิมพ์ ระบบดิจิทลั ได้ แก่ พริ นเตอร์ Ink jet และพริ นเตอร์ เลเซอร์ เป็ นต้ น การนําเครื่ องพิมพ์แบบดิจิทลั มาใช้ ในการพิมพ์สงิ่ ทอนันยั ้ งคงมี ข้ อ จํากัดอยูม่ าก และต้ องมีการลง ทุนการวิจยั และพัฒนาด้ านนี ้อีกมาก ในปั จจุบนั ข้ อจํากัดของการพิมพ์ระบบดิจิทลั คือ ความเร็ วที่ยงั สู้การพิมพ์ด้วยเครื่ องพิมพ์สกรี นทรงกระบอกไม่ได้ แต่มีข้อได้ เปรี ยบถ้ าหากนํามาใช้ ในการพิมพ์ปรู๊ฟสี ซึง่ ทําให้ ลด ต้ นทุนการผลิตลงได้ มากและช่วยทําให้ ประหยัดเวลา เพราะไม่มีความจําเป็ นต้ องเตรี ยมแม่พิมพ์ แต่ข้อจํากัดอันสําคัญคือ ความเร็ วในการพิมพ์ที่คอ่ นข้ างช้ าโดยเฉลีย่ 2 ตร.ม./นาที ในขณะที่อตั ราเร็ วของการพิมพ์ด้วยเครื่ องพิมพ์สกรี นทรง กระบอกเฉลีย่ อยูท่ ี่ 39 ตร.ม./นาที ทําให้ การเจริ ญเติบโตของตลาดเครื่ องพิมพ์ดิจิทลั สําหรับการพิมพ์สงิ่ ทอมีอตั ราการเจริ ญ เติบโตที่คอ่ นข้ างตํ่า ส่วนใหญ่จะเป็ นตลาดสําหรับการพิมพ์ปรู๊ฟ พิมพ์ภาพ ศิลปะบนเสื ้อผ้ า และการพิมพ์ที่ มีจํานวนออเดอร์ ตํ่าและต้ องการความ รวดเร็ วในการส่งมอบ 0

การพิมพ์ ระบบพ่ นหมึก หลักการทํางาน ของเครื่ องพิมพ์ระบบพ่นหมึกนัน้ หัวพิมพ์จะ ทําหน้ าที่สร้ างละอองหมึกที่มีขนาดเล็กๆ และจะถูกพ่นออก ทางปลาย nozzles ที่มีขนาดเล็กๆ ละอองหมึกพิมพ์เหล่านี ้จะถูกบังคับให้ พงุ่ ตกลงในตําแหน่งที่ ต้ องการบนวัสดุพิมพ์ได้ อย่าง แม่นยํา ระบบการพิมพ์แบบ พ่นหมึกสามารถแบ่งออกเป็ น 2 กลุม่ ใหญ่ๆ คือ 1. ระบบพ่น หมึกแบบต่อเนื่อง ( Continuous ink jet) เทคนิคของการพิมพ์แบบ นี ้ หมึกพิมพ์จะ ถูกพ่นออกมาตลอดเวลา ละอองหมึกพิมพ์จะ ถูกชาร์ จให้ มีประจุด้วย Charge electrode หลังจากนันหมึ ้ กพิมพ์จะถูกบังคับให้ เคลือ่ นที่ เบี่ยงเบนด้ วย Deflection plate ให้ ไปตกลงบนกระดาษพิมพ์ในตําแหน่งที่ต้องการ 2. ระบบพ่น หมึกตามสัง่ (Drop on demand) หลักการทํางานของ เครื่ องพิมพ์แบบนี ้ ละอองหมึกจะถูกพ่นออกมาเมื่อถูก สัง่ โดยที่ละอองหมึกจะถูกพ่นออกมาที ละหยด ทุกหยดจะถูกนําไปใช้ หมด ระบบการพิมพ์แบบ นี ้ไม่จําเป็ นต้ องชาร์ จประจุหมึก เหมือนกับระบบพ่นหมึกแบบต่อเนื่อง จึงสามารถใช้ พิมพ์สนี ํ ้า (สีรีแอคทีฟ, สีแอซิด) 1

ที่มา : บทความเรื่ อง เทคโนโลยีการพิมพ์ระบบดิจิทลั (Digital Printing Technology) โดย ดร.กาวี ศรี กลู กิจ : ภาควิชาวัสดุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

18

|

สูตรหมึกพิมพ์ สาํ หรับ เครื่องพิมพ์ ระบบดิจิทัล หมึกพิมพ์สาํ หรับ นํามาใช้ กบั เครื่ องพิมพ์ระบบดิจิทลั นัน้ จําเป็ นต้ องให้ ความพิถีพิถนั ในการเตรี ยมเป็ นพิเศษ ทังนี ้ ้เพราะ หมึกพิมพ์ต้องมีสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากหมึกพิมพ์สาํ หรับพิมพ์ซิลค์สกรี นทัว่ ไป เช่น สมบัติแรงตึงผิวของหมึกพิมพ์ และสมบัติ การแห้ ง ตัวของหมึกพิมพ์ต้อง เหมาะสม สมบัติแรงตึงผิวของหมึกพิมพ์นนจะเป็ ั้ นตัวควบคุมไม่ให้ ละอองหมึกพิมพ์ยบุ ตัวหรื อแตก เสียก่อน ก่อนที่จะพุง่ ไปตกลงบนวัสดุพิมพ์ ส่วนสมบัติการแห้ ง ตัวของหมึกพิมพ์ก็ ต้ องควบคุมให้ มีความเหมาะสมด้ วย ทังนี ้ ้เพราะ ถ้ าหมึกพิมพ์แห้ งตัวเร็ วจนเกินไปก็อาจจะทําให้ ปลายของท่อส่งหมึก นันเกิ ้ ดการอุด ตันเกิดขึ ้น แต่ถ้าหมึกพิมพ์แห้ ง ช้ าจนเกินไปก็ อาจจะทําให้ ลายพิมพ์บนวัสดุพิมพ์นนไม่ ั ้ ชดั เจนเนื่องจากการแพร่ ของหมึกพิมพ์ หมึกพิมพ์สาํ หรับ เครื่ อง Ink jet นัน้ ส่วนใหญ่จะ ใช้ สรี ี แอคทีฟ และสีดิสเพิส การพิมพ์ แบบออฟเซต เนื่องจากการพิมพ์ส่วนมากนิยมใช้ระบบการพิมพ์แบบ ออฟเซต ซึ่งการทําแม่พิมพ์เริ่มต้นตั้งแต่การนําชิ้นงานอาร์ตเวิร์ก มาแยกสี เพื่อให้ได้ฟิล์ม แล้วนําไปถ่ายลงบนแผ่นสังกะสีเคลือบนํ้ายาสารเ คมี เพื่อให้เกิดรูปรอยตามต้นฉบับ ต่างกับการพิมพ์ ในระบบเลตเตอร์เพรส ซึ่งการทําแม่พิมพ์เป็นเพียงการนําบล็อกโลหะ เช่น ตัวอักษรที่มีการจัดทําไว้เรียบร้อยแล้ว มาเรียงต่อกันตามต้นฉบับ สิ่งพิมพ์ ท่ เี หมาะ กับ offset 2 ระบบออฟเซตเป็ นระบบการพิมพ์ที่ใช้ กนั มาก ที่สดุ ทัว่ โลกในปั จจุบนั เพราะให้ งานพิมพ์ที่สวยงามมีความคล่องตัวในการจัด อาร์ ตเวิร์กและไม่วา่ จะออกแบอย่างไรการพิมพ์ก็ไม่ยงุ่ ยากมากจนเกินไปประกอบกับ ความก้ าวหน้ าในการทําฟิ ล์มและการแยกสี ในปั จจุบนั ทําให้ ยิ่งพิมพ์จํานวนมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งถูกลง สิง่ พิมพ์ที่จะพิมพ์ด้วยระบบออฟเซตควรมีลกั ษณะดังต่อไปนี ้ 1. มีจํานวนพิมพ์ตงแต่ ั ้ 3,000 ชุด ขึ ้นไป 2. มีภาพประกอบหรื องานประเภท กราฟ มาก 3. ต้ องการความรวดเร็ วในการจัดพิมพ์ 4. ต้ องการความประณีต สวยงาม 5. เป็ นการพิมพ์ หลายสี หรื อภาพ สีส่ ที ี่ต้องการความสวยงามมากๆ 6. มีงานอาร์ ตเวิร์กที่มีความยุง่ ยากสลับซับซ้ อนมาก 7. มีงบประมาณในการจัดพิมพ์เพียงพอ ระบบออฟเซตสามารถให้ งานพิมพ์ ท่ คี ุณภาพดีได้ เพราะ 1. การถ่ายทอดภาพกระทําโดยการถ่ายทอดลงบนผ้ ายางแบลงเกตก่อนแล้ วจึงถ่ายทอดลงบนกระดาษ ทําให้ การ ถ่ายทอดหมึกเป็ นไปอย่างสมํ่าเสมอ 2. สามารถใช้ สกรี นที่มีความละเอียดมากๆ ถึง 175 -200 เส้ น/นิ ้วได้ ทําให้ ภาพที่ออกมามีความละเอียดสวยงาม 2

ความรู้ สงิ่ พิมพ์ที่เหมาะกับ offset ที่มา : ระบบออนไลน์ http://bangkokprint.com


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

19

|

3. การพิมพ์ภาพสีส่ ที ําได้ สะดวก เพราะสามารถปรับตําแหน่งของแม่พิมพ์และกระดาษให้ ลงในตําแหน่งที่ตรงกันของแต่ ละสีได้ ง่าย 4.สามารถพิมพ์ลงบนกระดาษได้ เกือบทุกชนิด การนับสีในระบบออฟเซต พิมพ์ 1 สี การพิมพ์สเี ดียว เป็ นงานพิมพ์ที่เราเห็นกันทัว่ ไป ส่วนใหญ่เป็ นงานขาวดําเช่น หนังสือเล่มทังหลาย ้ ตําราเรี ยน พ็อคเก็ตบุ๊คส์ แต่เป็ นหน้ าในนะครับ ไม่ใช่ปก แต่จริ งแล้ วงานสีเดียวจะพิมพ์สอี ะไรก็ได้ เช่น แดง เหลือง หรื อนํ ้าเงิน และในสีที่พิมพ์นนก็ ั ้ เลือก ความเข้ มได้ หลายระดับ ทําให้ ดเู หมือนว่าพิมพ์หลายสีได้ เช่น พิมพ์สแี ดงบนกระดาษขาว ถ้ าพิมพ์จางๆก็จะได้ สชี มพูเป็ นต้ น พิมพ์สนี ํ ้าตาลสีเดียว พิมพ์สนี ํ ้าเงินสีเดียว พิมพ์สเี ขียวสีเดียว สีขาวเป็ นสี ของกระดาษ พิมพ์นํ ้าตาลสีเดียว สีขาวเป็ นสีของ กระดาษ ตัวอย่างงานพิมพ์ 1 สี เช่น บิล หน้ าในของตําราเรี ยน, พ็อคเก็ตบุ๊คส์ งาน 1 สีไม่จําเป็ นต้ องเป็ นหมึกสีดําเสมอไป อาจเป็ นสี อะไรก็ได้ เช่น แดง นํ ้าเงิน เขียว ฯลฯ การพิมพ์ 1 สี มีคา่ ใช้ จ่ายตํ่าสุด ถ้ ามีงบจํากัดก็เลือกพิมพ์สเี ดียวนี่แหละครับ นิยมใช้ พิมพ์ บิล ใบปลิว คูม่ ือการใช้ งาน เนื ้อในหนังสือ ฯลฯ พิมพ์ 2-3 สี (พิมพ์ หลายสี) การพิมพ์สเี ดียวอาจจะดูไม่นา่ สนใจนัก ถ้ าต้ องการความสวยงามหรื อเพิ่มความน่าสนใจก็อาจจะต้ องพิมพ์หลายสี เช่น พิมพ์ 2 สี หรื อ 3 สี เป็ นต้ น ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์ 2 สีครับ เช่น ดํากับแดง หรื อดํากับนํ ้าเงิน หรื อคูส่ อี ะไรก็ได้ ค่าใช้ จ่ายก็เพิ่มจาก พิมพ์สเี ดียวขึ ้นมาอีกบางส่วน เพราะโรงพิมพ์จะต้ องเพิ่มแม่พิมพ์ตามจํานวนสี และต้ องเพิ่มเที่ยวพิมพ์หรื อรอบพิมพ์ตามไปด้ วย พิมพ์ 2 สี นํ ้าตาลกับสี เขียว พิมพ์ 2 สีฟ้ากับสีดําสีขาวเป็ นสีของกระดาษ พิมพ์ 3สี ฟ้ าดําและส้ ม พิมพ์ 4 สี ฟ้ า ดํา ส้ มและแดง พิมพ์ สี่สี (แบบสอดสี) หมายถึง การพิมพ์งานที่มีมากกว่า 1 สี ซึ่งเรียกกันติดปากว่า “พิม พ์สี่สี่ ” ภาษาอังกฤษเรียกว่า “full color” ช่างพิมพ์จะต้องทําแม่พิมพ์จํานวน 4 แผ่น เพลทแผ่นหนึ่งสําหรับพิมพ์หมึกสีดํา (black) อีก 3 เพลทสําหรับพิมพ์สี หมึกม่วงแดง(magenta) หมึกพิมพืสีเหลือง(yellow) และหมึกพิมพ์สีฟ้า (cyan) เมื่อพิมพ์หมึกทั้งสี่สีนี้ซ้อนทับกันตามแ ม่พิมพ์แล้ว หมึกสีก็จะผสมกันทําให้เกิดภาพสีสวยงาม ถ้ าต้ องการพิมพ์ภาพที่มีสสี นั สวยงาม เหมือนกับที่ตาเราเห็นก็ต้องพิมพ์สสี่ แี บบสอดสี เรานิยมเรี ยกกันสันๆว่ ้ าพิมพ์ 4 สี การพิมพ์แบบนี ้ไม่วา่ สิง่ ที่เราต้ องการพิมพ์มีกี่ร้อยกี่พนั สี โรงพิมพ์ก็จะใช้ วิธีพิมพ์สหี ลักสีส่ ี แล้ วมันจะผสมกันออกมาได้ สารพัดสี ตามที่ต้องการ ซึง่ แน่นอนว่าขันตอนยากกว่ ้ าสองแบบแรก ค่าใช้ จ่ายก็สงู กว่า เพราะต้ องใช้ แม่พิมพ์ถึง 4 ตัว แล้ วก็ต้องพิมพ์สรี่ อบ ไม่นา่ เชื่อว่า สีส่ นี ี ้ผสมกันออกมา จะให้ เป็ นสีอะไรก็ได้ เป็ นล้ านสี พวกปกหนังสือ โปสเตอร์ สวย หน้ าแฟชัน่ ในนิตยสารก็ล้วนแต่ พิมพ์สสี่ เี ป็ นส่วนใหญ่ การพิมพ์สที ีละสีจนได้ สที ี่ต้องการนัน้ มีการผสมสีอยู่ 2 ระบบคือ ระบบการผสมสีแบบบวก เป็ นการผสมสีที่เราพบเห็นอยู่


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

20

|

ทัว่ ไปในธรรมชาติ คือ สีมว่ ง คราม นํ ้าเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เมื่อมาผสมรวมกันจะได้ แสงสีขาว คือ แสงแดด การผลิตภาพสีอีกระบบหนึง่ เรี ยกว่า ระบบการผสมสีแบบลบ ซึง่ เป็ นระบบที่ใช้ ในการพิมพ์ ระบบนี ้มีแม่สเี ป็ นหลัก และ หักลบกับแสงสีที่สอ่ งมาบนกระดาษหรื อส่องลงมายังฟิ ล์ม ซึง่ จะได้ สตี า่ งๆ ดังนี ้ นํ ้าเงินเขียว + เหลือง = เขียว นํ ้าเงินเขียว + ม่วงแดง = นํ ้าเงิน เหลือง + ม่วงแดง = แดง เหลือง + ม่วงแดง + นํ ้าเงินเขียว = ดํา พิมพ์ สีพิเศษ สําหรับงาน พิมพ์ที่เราต้ องการความโดดเด่น พิเศษ แปลกตา เช่น สีบอนซ์เงิน , สีบอนซ์ทอง , สีสะท้ อนแสง หรื อ สีที่ไม่ สามารถใช้ หมึก CMYK ทับกันให้ ได้ สที ี่เราต้ องการ การนับสีในระบบซิลค์ สกรีน การพิมพ์ระบบซิลค์สกรี น เป็ นการพิมพ์สพี ื ้นตาย (มีความเข้ มเท่ากันหมด ไม่มีการไล่โทนสีจากอ่อนไปเข้ ม) ซึง่ ไม่สามารถ นําสี 2 สี มาพิมพ์สที บั กันได้ เพื่อให้ เป็ นอีกสีหนึง่ ได้ เพราะฉะนันเวลานั ้ บสีจะนับเท่าทีตาเราเห็นได้ เลยว่าในงานนี ้มีกี่สี่ การนับสีในระบบดิจิทัล การพิมพ์ระบบดิจิทลั เป็ นการพิมพ์โดยใช้ เครื่ องพิมพ์ดิจิทลั (คล้ ายๆ การพิมพ์งานจากปริ นเตอร์ ที่เราใช้ กนั ในออฟฟิ ศ) การ นับสี จะเป็ นดังนี ้คือ จะมีสดี ํา เท่านันที ้ ่นบั เป็ นพิมพ์ 1 สี ส่วนถ้ าพิมพ์สอี ื่นๆ ไม่วา่ จะเป็ น สีชมพู สีเขียว สีส้ม แม้ จะพิมพ์เป็ นงาน 1 สีดงั กล่าว ก็ถือว่าเป็ นงาน 4 สี เนื่องจากเครื่ องพิมพ์ ดิจิทลั นันจะดึ ้ งหมึกจากตลับสีแต่ละตลับมาผสมกันออกมา ให้ เป็ นสีที่เรา ต้ องการ ซึง่ จะมีคา่ เท่ากับพิมพ์งาน 4 สีเป็ นภาพ การแยกสี (color scanning) หมายถึงการนําข้ อมูลจากต้ นฉบับภาพสีไปสร้ างเป็ นภาพสกรี นบนฟิ ล์ม 4 ชิ ้น เพื่อนําไปทําแม่พิมพ์ 4 แผ่น สําหรับในไป พิมพ์ด้วยหมึกสีฟ้า (cyan) ม่วงแดง (magenta) เหลือง (yellow) และดํา (black) ลงบนพื ้นสีขาว ให้ ภาพแต่ละสีซ้อนทับตรงกันได้ เป็ นภาพสีเหมือนตามต้ นฉบับ การเกิดสีสนั ในการพิมพ์ภาพสีเกิดจากหมึกสีฟ้า ม่วงแดง และเหลือง ภาพพิมพ์จากหมึกพิมพ์ 3 สี มีความดําไม่พอ ภาพ จะไม่สวยงาม ดังนัน้ การพิมพ์สดี ําลงไปในภาพทําให้ ภาพพิมพ์เกิดความเปรี ยบต่าง(contrast) เพิ่มขึ ้น ในกรณีที่ภาพประกอบเป็ นภาพถ่าย หรื อฟิ ล์มสไลด์ เพื่อให้ ได้ ภาพพิมพ์สที ี่ใกล้ เคียงธรรมชาติ ผู้ออกแบบต้ องสัง่ การให้ ช่างควบคุมการถ่ายเพลทแยกสีจากฟิ ล์มได้ ถกู ต้ อง ตลอดจนควบคุมปริ มาณหรื อนําหนักของสีที่จะพิมพ์ในแต่ละเพลท ก็สามารถ แยกสีเป็ นแผ่นเพลท (printing plate) การพิมพ์ ปรู๊ฟ การทําแม่พิมพ์จะต้ องมีการปรู๊ฟงานพิมพ์ก่อนทําการพิมพ์จริ ง เพื่อความสมบูรณ์เรี ยบร้ อยของแม่พิมพ์ ในปั จจุบนั วิธีการ ปรู๊ฟแม่พิมพ์มีหลายวิธี เช่น ปรู๊ฟได้ จากแผ่นฟิ ล์ม ปรู๊ฟจากแท่นปรู๊ฟ และปรู๊ฟด้ วยดิจิทลั ปรู๊ฟ(digital proof) นอกจากนี ้เพื่อให้ การ ปรู๊ฟได้ งานพิมพ์ที่มีคณ ุ ภาพสูง จึงควรสร้ างมาตรฐานการปรู๊ฟด้ วยการทํา “ซีเอ็มเอส” (Color Management System : CMS) การ


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

21

|

ปรู๊ฟจะต้ องคํานึงถึงว่าภาพที่ได้ จากการปรู๊ฟสามารถนําไปพิมพ์ได้ จริ งบนแท่นพิมพ์ ทังนี ้ ้ ระบบการปรู๊ฟจะต้ องจําลองสถานการณ์ จริ งให้ มากที่สดุ ทังเฉดสี ้ หมึก กระดาษพิมพ์ เม็ดสกรี น และแรงกดในการพิมพ์ ในขณะเดียวกันต้ องมีการควบคุมคุณภาพของ กระบวนการเตรี ยมต้ นฉบับอย่างแม่นยํา เพื่อรักษาความต่อเนื่องจากผลการปรู๊ฟ 6) การตีพิมพ์ (Press) การพิมพ์ให้ ได้ คณ ุ ภาพ ผู้จดั ทําจะต้ องคํานึงถึงปั จจัยต่างๆ หลายประการ ได้ แก่ การใช้ วสั ดุที่มีคณ ุ ภาพเหมาะกับงาน และพิมพ์ได้ ดี การใช้ เครื่ องพิมพ์ที่มีสภาพดี ควบคุมได้ ง่าย ช่างพิมพ์มีทกั ษะความชํานาญในการพิมพ์ในกรณีการพิมพ์สอดสี (พิมพ์สสี่ )ี การพิมพ์แต่ละสีจะต้ องซ้ อนทับตรงกัน มีรอยฉากตรงตามที่กําหนด การพิมพ์มีการปล่อยหมึกเข้ มพอดี การถ่ายทอด ภาพคมชัด เม็ดสกรี นไม่บวม สีของภาพถูกต้ อง ชิ ้นงานสะอาดเรี ยบร้ อย หมึกแห้ งเร็ วดี ไม่มีปัญหาเปรอะเปื อ้ น อย่างไรก็ตาม การ พิมพ์จะมีคณ ุ ภาพดีได้ ผ้ จู ดั พิมพ์ควรมีความรู้ความเข้ าใจระบบการพิมพ์เป็ นพื ้นฐาน การจัดทําหนังสือพิมพ์หรื อสือ่ สิง่ พิมพ์ใดๆ ก็ตาม ก่อนอื่นผู้จดั ทําจะต้ องพิจารณาเลือกระบบการพิมพ์ให้ ถกู ต้ อง เหมาะสมกับลักษณะงานที่จะพิมพ์ เพราะจะทําให้ สะดวก ประหยัด และรวดเร็ วยิ่งขึ ้น การเลือกใช้ วสั ดุการพิมพ์ เช่น กระดาษเนื ้อ ใน กระดาษปก หรื อวิธีการพับ การเข้ าเล่มก็มีความสําคัญเช่นกัน นอกจากนี ้ยังควรมีความรู้เกี่ยวกับการจัดเตรี ยมต้ นฉบับ การ จัดทําอาร์ ตเวิร์ก และการประเมินราคาสิง่ พิมพ์บ้างพอสมควร เพื่อให้ สามารถติดต่อกับโรงพิมพ์ได้ อย่างสะดวกและรวดเร็ วถูกต้ อง ยิ่งขึ ้น 6.1) การพิมพ์ เป็ นยก ในการพิมพ์หนังสือ หนังสือพิมพ์ หรื อสิง่ พิมพ์อื่นๆ ที่มีจํานวนมากๆ นัน้ โดยปกติแล้ วจะไม่พิมพ์ ทีละหน้ า เพราะเสียเวลาและค่าใช้ จ่ายสูงและไม่มีความจําเป็ นที่จะต้ องทําเช่นนัน้ แต่จะพิมพ์มากกว่าครัง้ ละหนึง่ หน้ าเสมอ เช่น 2 หน้ า 4 หน้ า 8 หน้ า และ 16 หน้ า เป็ นต้ นไป จะพิมพ์ด้านละกี่หน้ า ก็ขึ ้นอยูก่ บั ขนาดของสิง่ พิมพ์และแท่นพิมพ์นนๆ ั ้ เมื่อพิมพ์ครบ ทังสองหน้ ้ าแล้ ว จึงนํามาพับให้ ได้ ขนาดรูปเล่มของสิง่ พิมพ์ที่ต้องการ แต่ละแผ่นที่พิมพ์ครบทังสองหน้ ้ าแล้ ว นํามาพับให้ ได้ ขนาด ตามที่ต้องการนี ้เรี ยกว่า “ยก” หรื อ “ยกพิมพ์” ภาษาอังกฤษใช้ คําว่า “Signature” เช่น ขนาด 8 หน้ ายก ก็คือ กระดาษที่เข้ า เครื่ องพิมพ์ด้านละ 4 หน้ า 2 ด้ าน เมื่อนํามาพับตังฉากกั ้ น 2 ครัง้ จะได้ จํานวนทังหมด ้ 8 หน้ า เป็ นต้ น ดังนัน้ ความหมายของคําว่ายกในการพิมพ์ คือ จํานวนของหน้ าหนังสือที่จะพิมพ์ลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ 1 แผ่น ทัง้ 2 หน้ านัน่ เอง แท่นพิมพ์ขนาดใหญ่ จึงสามารถพิมพ์จํานวนหน้ าต่อยกได้ มากขึ ้น 6.2) ขนาดของการพิมพ์ ในวงการพิมพ์สามารถจําแนกขนาดหนังสือพิมพ์ที่นิยมกันได้ 2 ขนาด คือ ขนาด 31×43 นิ ้ว เรี ยกอีกอย่างว่าขนาดมาตรฐาน เมื่อนําไปแบ่งครึ่ง เรี ยกว่า “กระดาษตัด 2” นําไปพิมพ์กบั เครื่ องพิมพ์ลงตัวพอดี งานพิมพ์ที่ใช้ กระดาษแผ่นนี ้เรี ยกว่า “ขนาดธรรมดา” เช่น พิมพ์ยกละ 8 หน้ า เรี ยกว่า “ขนาด 8 หน้ ายกธรรมดา” ส่วนกระดาษอีกขนาดคือ ขนาด 24×35 นิ ้ว เมื่อนําไปพิมพ์ที่มีจํานวนยกพิมพ์เท่ากัน (สมมติวา่ พิมพ์ขนาด 8 หน้ ายก) จะได้ สอื่ สิง่ พิมพ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าการ พิมพ์ด้วยกระดาษขนาด 31×43 นิ ้ว เล็กน้ อย เรี ยกว่า “ขนาด 8 หน้ ายกพิเศษ” ขนาดของกระดาษ (Paper Size) กว้ าง X ยาว มีหน่วยเป็ นมิลลิเมตรและเป็ นนิ ้วตามมาตรฐานสากล Paper Size : A size x Millimeters x Inches A0841 X 118933.11 X 46.81 A1594 X 84123.39 X 33.11 A2420 X 59416.54 X 23.39 A4210 X 2978.27 X 11.69


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

22

|

A5148 X 2105.83 X 8.27 A6105 X 1484.13 X 5.83 A774 X 1052.91 X 4.13

กระดาษแผ่ นใหญ่ มาตรฐานสากล ซึง่ ใช้ อยูใ่ นประเทศไทยมี 2 ประเภท คือ − ประเภท กว้ าง 31 นิ ้ว ยาว 43 นิ ้ว − ประเภท กว้ าง 24 นิ ้ว ยาว 35 นิ ้ว กระดาษแผ่ นใหญ่ มาตรฐาน − พับได้ 4 ส่วน เรี ยกว่า 4 หน้ ายก − พับได้ 8 ส่วน เรี ยกว่า 8 หน้ ายก − พับได้ 16 ส่วน เรี ยกว่า 13 หน้ ายก − พับได้ 32 ส่วน เรี ยกว่า 32 หน้ ายก − 4 หน้ ายก ปกติจะเป็ นหนังสือพิมพ์ − 8 หน้ ายก เป็ นหนังสือขนาดใหญ่ มี 8 หน้ ายกใหญ่และเล็ก − 16 หน้ ายก เป็ นหนังสือขนาดกลาง มี 16 หน้ ายกใหญ่และเล็ก − 32 หน้ ายก เป็ นหนังสือขนาดเล็ก มี 32 หน้ ายกใหญ่และเล็ก ขนาดหน้ ายกของหนังสือทั่วไป มีดังนี ้ − 1 หน้ ายก ขนาดที่แพร่หลาย คือ 31 X 43 − 4 หน้ ายก ขนาดประมาณ 14.5 X 22.5 หรื อขนาดใกล้ เคียง − 8 หน้ ายก ขนาดประมาณ 7.5 X 10.25 หรื อขนาดใกล้ เคียง − 16 หน้ ายก ขนาดประมาณ 5 X 7.25 หรื อขนาดใกล้ เคียง − 32 หน้ ายก ขนาดประมาณ 3 X 4.5 หรื อขนาดใกล้ เคียง − ขนาดความหนาของหนังสือตามปริ มาณกระดาษ เรี ยกตามภาษาธุรกิจการพิมพ์วา่ ยก ดังนันกระดาษแผ่ ้ นใหญ่แผ่นหนึง่ จะเป็ นปริ มาณกระดาษ 4 ยก − กระดาษในท้ องตลาดทัว่ ไป จะขายเป็ นม้ วนหรื อเรี ยกว่า ลูก ปริ มาณกระดาษ นํ ้าหนัก 30 กิโลกรัม เรี ยกว่า 1 รี ม 1 รี ม มีกระดาษ 500 แผ่น − 1 รี ม ปริ มาณกระดาษ 2,000 ยก


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

23

ตารางเปรียบเทียบขนาดกระดาษ

|


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

24

|

กระบวนการในขัน้ ตอนหลังการพิมพ์ (Afterpress) งานพิมพ์ที่พิมพ์เสร็ จสิ ้นแล้ ว 3 โดยทัว่ ไปยังไม่สมบูรณ์เป็ นชิ ้นงานตามที่ต้องการ จึงต้ องผ่านกระบวนการต่อไปนี ้เสียก่อน การตกแต่ งผิวชิน้ งาน (Surface Decoration) งานพิมพ์บางประเภทต้ องการการเคลือบผิวเพื่อจุดประสงค์ตา่ งๆ กัน เช่น ป้องกันการขีดข่วน ป้องกันความชื ้น ต้ องการ ความสวยงาม เป็ นต้ น การตกแต่งผิวมีดงั นี ้ 2

3

กระบวนการหลังการพิมพ์ (After Press Process) ที่มา : ระบบออนไลน์ http://www.planprinting.co.th


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

25

|

- การเคลือบผิว ( Coating) เช่น การเคลือบวาร์ นิช วาร์ นิชด้ าน วาร์ นิชแบบใช้ นํ ้าเป็ นตัวทําละลาย ( Water based varnish) การเคลือบยูวี ยูวีด้าน การเคลือบพีวีซีเงา พีวีซีด้าน การเคลือบเงาเฉพาะจุด ( Spot UV) การเคลือบวาร์ นิชจะ ให้ ความเงาน้ อยที่สดุ ในขณะที่การเคลือบพีวีซีเงาจะให้ ความเงามากที่สดุ - การรีด/ปั๊ มแผ่ นฟอยล์ (Hot Stamping) คือ การปั๊ มด้ วยความร้ อนให้ แผ่นฟอยล์ไปติดบนชิ ้นงานเป็ นรูปตามแบบปั๊ ม มีทงการปั ั้ ๊ มฟอยล์เงิน/ทอง ฟอยล์สตี า่ งๆ ฟอยล์ลวดลายต่างๆ ฟอยล์ฮาโลแกรม เป็ นต้ น - การปั๊ มนูน/ปั๊ มลึก (Embossing/Debossing) คือการปั๊ มชิ ้นงานให้ นนู ขึ ้นหรื อลึกลงจากผิวเป็ นรูปร่างตามแบบปั๊ ม เช่น การปั๊ มนูนตัวอักษร สัญลักษณ์

การขึน้ รูป (Forming) ได้ แก่ การตัดเจียน เช่น งานทําฉลาก การขึ ้นเส้ นสําหรับพับ การปั๊ มเป็ นรูปทรง การไดคัท เช่น งานทํากล่อง งานเจาะ หน้ าต่างเป็ นรูปต่างๆ การพับ การม้ วน เช่น งานทํากระป๋ อง การทากาวหรื อทําให้ ติดกัน เช่น งานทํากล่อง งานทําซอง การหุ้ม กระดาษแข็ง เช่น งานทําปกแข็ง งานทําฐานปฏิทิน การทํารูปเล่ ม (Book Making) เป็ นขันตอนสํ ้ าหรับทํางานประเภทสมุด หนังสือ ปฏิทิน ฯลฯ มีขนตอนคื ั้ อ - การตัดแบ่ ง เพื่อแบ่งงานพิมพ์ที่ซํ ้ากันในแผ่นเดียวกัน - การพับ เพื่อพับแผ่นพิมพ์เป็ นหน้ ายก - การเก็บเล่ ม เพื่อเก็บรวมแผ่นพิมพ์ที่พบั แล้ ว/หน้ ายกมาเรี ยงให้ ครบเล่มหนังสือ - การเข้ าเล่ ม เพื่อทําให้ หนังสือยึดติดกันเป็ นเล่ม มีวิธีตา่ งๆ คือ การเย็บด้ วยลวด เย็บมุงหลังคา การไสสันทากาว - การเย็บกี่ทากาว การเย็บกี่ห้ มุ ปกแข็ง การเจาะรูร้อยห่วง เมื่อผ่านการยึดเล่มติดกัน ก็นําชิ ้นงานมาตัดเจียนขอบสาม ด้ านให้ เรี ยบเสมอกันและได้ ขนาดที่ต้องการ (ยกเว้ นงานที่เย็บกี่ห้ มุ ปกแข็งและงานที่เจาะรูร้อยห่วงจะผ่านการตัดเจียน ก่อนเข้ า เล่ม) การบรรจุหีบห่ อ (Packing) และจัดส่ ง (Delivery) เมื่อได้ ชิ ้นงานสําเร็ จตามที่ต้องการ ทําการตรวจสอบชิ ้นงาน แล้ วบรรจุหีบห่อพร้ อมส่งไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป

การตรวจสอบไฟล์ งาน มีประโยชน์กบั การทํางานในส่วนของโรงพิมพ์ เนื่องจากไฟล์งานที่มีความสมบูรณ์จะช่วยลดความผิดพ ลาดที่จะเกิดขึ ้น เช่น ความคมชัดของรูปภาพรูปแบบฟอนต์ ขนาดงาน รวมถึงปั ญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ ้นจากการนําไฟล์งานไปเปิ ดในเครื่ องอื่นหรื อ การเปิ ดไฟล์งานด้ วย โปรแกรมที่มีเวอร์ ชนั ต่างกันได้ สิง่ ต่างๆ ที่ควรทําการตรวจสอบ คือ


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

26

|

1. รูปภาพ ภาพที่ใช้ ในงานสิง่ พิมพ์เป็ นสีระบบ CMYK โดยไปที่เมนู Image > Image Size….. รูปที่ใช้ ควรมีขนาดที่ เหมาะสมกับขนาดงาน เพราะการย่อหรื อขยายรูปเมื่อนํางานไปพิมพ์แล้ วจะทําให้ รูปไม่ชดั โดยไฟล์ภาพที่นิยมใช้ กบั งานพิมพ์คือ TIFF, PSK, PSD, BMP, JPG 2. ฟอนต์ หลังจากตรวจสอบความถูกต้ องเสร็ จเรี ยบร้ อยแล้ ว ควรทําการ Create Outlines โดย ไปที่เมนู Type > Create Outlines เนื่องจากการนําไฟล์งานไปเปิ ดในเครื่ องอื่นถ้ าเครื่ องเครื่ องนันไม่ ้ มีฟอนต์ ที่ใช้ ในงานอยู่ โปรแกรมจะนํา ฟอนต์อื่นมาแสดงผลแทน 3. สี โหมดสีที่ใช้ ในไฟล์งานและ Document Color Mode ต้ องเป็ น CMYK ซึง่ สามารถตรวจสอบ Document Color Mode ได้ โดยดูที่มมุ ซ้ ายบนของหน้ าต่างงานว่าเป็ น CMYK Color (กรเปลีย่ นแปลง Document Color Mode ในภายหลังจะ ทําให้ คา่ สีที่ใช้ งานทีการเปลีย่ นแปลง) Brush ถ้ ามีการใช้ Brush ในการวาดรูปควรทําการแปลงให้ เป็ นลายเส้ น โดยไป ที่เมนู Object > Expand AppearanceSymbol การใช้ Symbol ต้ องแปลงให้ เป็ นลายเส้ น โดยไปที่ เมนู Object > Expand..

Crop Mark การกําหนดแนวเส้ นในการตัดเจียนกระดาษ เพื่อบอกถึงขอบเขตงานที่ใช้ จริ ง หลังจากพิมพ์งานเสร็ จ โรงพิมพ์จะนํางานไปตัดโดยตัดตามเส้ นตัดที่กําหนดไว้ ในไฟล์งาน การสร้ าง Crop Area และ Crop Marks - สร้ างเส้ นตัดได้ โดยในขันแรกให้ ้ สร้ างกล่องสีเ่ หลีย่ มที่มีขนาดเท่ากับขนาด งานของท่าและคลิกเอกกล่อสีเ่ หลีย่ มไว้ หลังจากนันเลื ้ อกการสร้ างเส้ นตัดซึง่ มี 2 แบบ ดังนี ้ - แบบ Crop Area : ในเมนู Object > Crop Area > Make เนื่องจาก Crop Area เมื่อสร้ างขึ ้นแล้ วจะไม่สามารถคลิกได้ ถ้ าต้ องการลบทิ ้งให้ ไปที่เมน Object > Crop Area > Release การใช้ Crop Area ใช้ ได้ กบั รูปทรงสีเ่ หลีย่ มเท่านัน้ และเส้ นตัดที่ได้ จะมองเห็นเฉพาะในโปรแกรมเท่านันถ้ ้ าพิมพ์งานออกมา ดูจะมองไม่เห็นเส้ นตัด - แบบ Crop Marks : ไปที่เมนู Filter > Create > Crop Marks การใช้ Crop Marks เส้ นตัดที่ได้ มาจะสามารถคลิกเลือกได้ และสามารถใช้ กบั รูปทรงอื่นได้ อีกด้ วย การเผื่อเนื ้อที่ในการตัดเจียนขอบกระดาษ ในกรณีที่ชิ ้นงานมีพื ้นสีหรื อรูปภาพวางอยูท่ ี่ขอบของเนื ้องาน ควรทําการขยาย พื ้นที่ออกไปจากขอบเขตงานจริ งประมาณ 3 มิลลิเมตร เนื่องจากงานที่พิมพ์ เสร็ จเมื่อนําไปตัดอาจมีการเหลือ่ มซึง่ จะก่อให้ เกิดการ เหลือ่ มขาวขึ ้น

การเตรียมไฟล์ ส่งโรงพิมพ์ โดยทัว่ ไปการส่งไฟล์ให้ กบั โรงพิมพ์มกั จะใช้ การเขียนลง CD หรื อ DVD ไฟล์ที่ต้องรวบรวมประกอบด้ วยไฟล์ งาน อาจจะส่ง เป็ น 2 ไฟล์คือ ไฟล์ที่ได้ Create Outlines แล้ ว และไฟล์ที่ยงั ไม่ได้ Create Outlines เพื่อใช้ ในการแก้ ไขภายหลังรูปภาพ รวบรวม


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

27

|

รูปภาพที่ใช้ ในไฟล์งานทังหมด ้ ทังรู้ ปที่ Link และไม่ Link ท่านสามารถตรวจสอบว่ารูปใดที่ใช้ ในไฟล์งานบ้ างได้ จาก Palette Link ฟอนต์ ควร Save ฟอนต์ทกุ ตัวที่ได้ ใช้ ประกอบภายในหน้ างานส่งไปยังโรงพิมพ์ด้วย เพื่อรองรับความผิดพลาด หรื อการแก้ ไขไฟล์ งานเล็กๆ น้ อยๆ ที่อาจเกิดขึ ้น ซึง่ ก่อนการ Create Outline จะสามารถตรวจดูได้ วา่ ฟอนต์ที่ใช้ ในงานมีฟอนต์ใดบ้ างที่เมนู Type > Find Font… ฟอนต์ที่ใช้ ทงหมดจะอยู ั้ ใ่ นช่อง Fonts in Document ใบพริ นต์งาน (ตัวอย่างชิ ้นงาน) เป็ นงานที่เสร็ จสมบูรณ์แล้ ว ควร ทําการพิมพ์ ส่งไปเป็ นตัวอย่างเพื่อให้ โรงพิมพ์ตรวจสอบความถูกต้ องด้ วย คําแนะนําสําหรับการเตรียมไฟล์ ให้ เหมาะสมกับการพิมพ์ 4 3

1. นักออกแบบควรจะใช้ โปรแกรมออกแบบให้ ตรงตามประเภทของงานก่อนตังแต่ ้ ต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดความสูญเสีย คุณภาพของงาน การใช้ โปรแกรมผิดประเภท นอกจากจะไม่ได้ งานตามที่ควรจะเป็ นแล้ ว ยังทําให้ เกิดความยุง่ ยากเมื่อเข้ าสู่ ขันตอนการพิ ้ มพ์ Photoshop เหมาะสําหรับงานออกแบบทัว่ ไป โปสเตอร์ โบรชัวร์ ออกแบบหน้ าปกหนังสือ งาน Ads เป็ นชิ ้น ๆ มีเพียง 12 หน้ า งานที่เน้ นไปที่การทํางานเกี่ยวกับภาพเป็ นหลัก ไม่วา่ จะเป็ นภาพถ่ายจากกล้ องดิจิทลั หรื อภาพที่ได้ มาจาก Photostock เป็ นโปรแกรมตังต้ ้ นสําหรับจัดการกราฟิ ก เพื่อนําไปใช้ กบั โปรแกรมอื่น ๆ ไม่เหมาะกับการนํามาออกแบบหนังสือ เป็ นเล่มโดยตรง ถึงแม้ วา่ จะทําได้ ก็ตาม Illustrator เหมาะสําหรับงานออกแบบทัว่ ไป ไม่วา่ จะเป็ น โปสเตอร์ โบรชัวร์ หน้ าปกหนังสือ กล่องผลิตภัณฑ์ ฯลฯ การ ทํางานส่วนใหญ่จะทําใน Illustrator เป็ นหลัก ทางโรงพิมพ์แนะนําให้ ตกแต่งภาพให้ เสร็ จเรี ยบร้ อยใน Photoshop เสร็ จแล้ วค่อย นําภาพเข้ ามาใช้ (Place) ใน Illustrator อีกทีหนึง่ InDesign เหมาะสําหรับการออกแบบงานหนังสือ นิตยสาร หรื อหนังสือพิมพ์ ที่เป็ นลักษณะเล่ม ๆ มีหลาย ๆ หน้ า ลักษณะการใช้ งานจะเป็ นในลักษณะ “จัดหน้ าหนังสือ” มากกว่า “ออกแบบกราฟิ ก ” ภาพและกราฟิ กที่ใช้ มกั จะตกแต่งแล้ ว เสร็ จมาจาก Photoshop/Illustrator แล้ วค่อยนํามาวางใน InDesign เพื่อจัดรูปเล่มหนังสืออีกต่อหนึง่ 2. กําหนดขนาดของงานให้ เรี ยบร้ อยก่อนลงมือทํา Artwork เพราะเมื่อออกแบบไปแล้ ว แล้ วมาแก้ ไขทีหลัง จะทําให้ เสียเวลา สิ ้นเปลืองค่าใช้ จ่ายไปโดยไม่จําเป็ น เช่นกรณีที่ออกแบบมาเป็ น A5 แต่ spec จริ งเป็ น A4 การขยายขนาดจาก 100% เป็ น 200% นัน้ ทําให้ คณ ุ ภาพของงานดรอปลงอย่างมาก โดยเฉพาะภาพจําพวก JPEG 3. การกําหนดขนาดงาน “จะต้ องบวกพื ้นที่การทํางานออกไปเสมอ “ เพื่อเผื่อตัดตก ตัดตก คือการออกแบบงานให้ เลย ยื่นออกนอกเนื ้อที่งาน เพื่อที่จะได้ ไม่เกิดขอบขาว เวลาโรงพิมพ์เจียนงานทิ ้ง สิง่ นี ้จําเป็ นมากและนักออกแบบส่วนใหญ่ที่ไม่เคยมี ประสบการณ์ทํางานกับโรงพิมพ์มาก่อนจะไม่ร้ ู งานที่ไม่ได้ เผื่อตัดตก บางครัง้ จะทําให้ มีขอบขาวๆ เกิดขึ ้นเวลาพิมพ์งานจริ ง โรง พิมพ์บางแห่งจะแก้ โดยการขยายงานออกไปข้ างละ 3mm (หรื อประมาณ 1/8 นิ ้ว) ทําให้ Artwork ที่ลกู ค้ าทํามานัน้ ใหญ่เกินจริ งไป ราว ๆ 2% 4. ขันตอนการทํ ้ างานขันถั ้ ดไป แยกตามโปรแกรมที่ใช้ งาน

4

เตรี ยมไฟล์อย่างไรถึงจะเหมาะกับงานพิ. ทีม่มพ์า : ระบบออนไลน์http://www.wacharinprint.com


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

28

|

ตัวอย่างการตังค่ ้ าหน้ ากระดาษสําหรับการออกแบบโบรชัวร์ ด้วย Photoshop

1. เลือกขนาดงานที่ต้องการเช่น A4 (ส่วนใหญ่งานที่ผลิตในไทย จะใช้ Standard ของ International Paper) 2. ให้ เผื่อขนาดตัดตกออกไปทุกด้ าน (บน ล่าง ซ้ าย ขวา) ด้ านละ 3 mm 3. Resolution ที่ใช้ เป็ น 300 Pixel/inch ไม่จําเป็ นต้ องมากไปกว่านี ้ และไม่ควรน้ อยไปกว่านี ้ Resolution ที่มากเกินไป ไม่ได้ ทําให้ ความคมชัดของงานพิมพ์เพิ่มขึ ้นแต่อย่างใด 4. สําหรับงานที่สง่ โรงพิมพ์แล้ ว จะต้ องใช้ โหมดสีเป็ น CMYK เสมอ เมื่อเริ่ มทํางานแล้ ว ให้ ตงั ้ guide ให้ กบั wordspace ดังนี ้


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

29

|

ไกด์งานที่เห็นในภาพ เป็ นไกด์งานขนาด A4 ที่เผื่อขอบออกไปด้ านละ 3mm อยูแ่ ล้ ว ส่วนที่ยื่นออกไปนอกไกด์ จะถูกเจียนทิ ้งทังหมด ้ แต่ไม่มีไม่ได้ ฉะนัน้ นักออกแบบควรจะพิจารณาให้ ดีวา่ จะวาง Layout อย่างไรให้ มีตําแหน่งที่ เหมาะสม 5. ทางโรงพิมพ์พบปั ญหาเรื่ อง Font บ่อยมาก ทําให้ ต้องเสียเวลาติดต่อนักออกแบบหลายรอบ ดังนันหากมี ้ การใช้ Font พิเศษ ให้ นกั ออกแบบ Rasterize ฟอนต์มาด้ วยนะครับ (Click ขวาที่ Text Layer นัน้ ๆ แล้ วเลือก Rasterize Type) การ Rasterize จะแปลง Text Layer นันให้ ้ กลายเป็ นภาพกราฟิ ก จึงไม่สามารถแก้ ไขข้ อความต่อไปได้ การ Rasterize จึง ไม่ใช่การแก้ ปัญหาที่ดีที่สดุ แต่ในขณะเดียวกัน วิธีนี ้เป็ นวิธีที่สะดวกที่สดุ 6. เมื่อออกแบบเสร็ จแล้ ว ให้ เซฟเป็ นไฟล์ PSD, Tiff หรื อรูปแบบไฟล์ที่โรงพิมพ์รองรับส่งโรงพิมพ์ได้ เลย


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

30

|

วิธีการคล้ ายๆ กันกับ Photoshop แต่ Illustrator มี feature ที่เพิ่มขึ ้นมาดังนี ้

1. เลือกขนาดงานที่ต้องการออกแบบ 2. ให้ set ขนาดตัดตก ทุกด้ าน ด้ านละ 3mm (สําหรับ Illustrator ให้ ตงที ั ้ ่ Bleed ทุกด้ าน ๆ ละ 3mm ตามรูปครับ) 3. ส่วนที่ 3 นี ้ ไม่ต้องเซ็ตอะไร เพราะเป็ นค่าเริ่ มต้ นสําหรับ Illustrator อยูแ่ ล้ ว แต่ให้ เช็คเพื่อความแน่ใจว่า ค่าที่ได้ ได้ เหมือนดังภาพเป็ นอย่างน้ อย หน้ าตาของ Workspace ที่ได้ ก็จะประมาณนี ้

เมื่อมองจากภาพขยาย กรอบสีดําด้ านในที่เห็นอยูก่ ็คือกรอบขนาดไซส์งานจริ งที่เราเลือกไว้ ในที่นี ้คือขนาด A4 ส่วนเส้ นกรอบสีแดงด้ านนอกคือ เส้ น Bleed หรื อ เส้ นแสดงของเขตตัดตกนัน่ เอง บริ เวณที่อยูเ่ ลยขอบสีดําออกมา นันจะถู ้ กเจียนทิ ้งทังหมดเวลาผลิ ้ ตงานพิมพ์


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

31

|

สําหรับ Adobe InDesign แนะนําเพิ่มเติมในส่วนของการ Export ไฟล์เป็ น PDF มาด้ วย เพราะหลายครัง้ พบว่าลูกค้ า ของโรงพิมพ์สร้ าง Package ไม่เป็ น ทําให้ การส่งไฟล์ PDF ให้ กบั โรงพิมพ์จะผิดพลาดน้ อยลง

1. เริ่ มจากการสร้ าง Document ใหม่ ให้ นกั ออกแบบเลือกขนาดงานสําเร็ จที่ต้องการได้ เลย เช่นหากต้ องการพิมพ์ หนังสือขนาด A4 ก็ให้ เลือก Page Size เป็ น A4 ได้ เลย หน่วยที่แสดงในรูปจะเป็ น Pica ซึง่ 1 Pica จะยาวประมาณ 4.233 mm หรื อ 0.166 นิ ้ว (1 Pica = 12 Point) แต่ถ้านักออกแบบท่านไหนถนัดหน่วยอื่น ก็สามารถไปเปลีย่ นได้ ในภายหลัง ต่อมาคือ จํานวน Column ถ้ าเป็ นหน้ าเดี่ยว ๆ ก็ปล่อยไว้ เฉย ๆ ไม่ต้องไปเปลีย่ นก็ได้ แต่ในที่นี ้ เป็ นการออกแบบงานที่มี 2 column เลยต้ อง ตังค่ ้ าเป็ น 2 ส่วน Gutter คือระยะห่างระหว่างคอลัมน์ ลงมาที่ Margin เป็ น Guide ภายในหน้ าหนังสือ เอาไว้ สาํ หรับวาง text ตัวหนังสือ Margin 3 Pica เป็ นค่า standard สําหรับหนังสือทัว่ ๆ ไป ที่นิยมใช้ ต่อมาคือส่วนที่สาํ คัญที่สดุ ที่จะ กล่าวถึง คือเรื่ องของ Bleed (ส่วน Slug คือพื ้นที่ที่เลย Bleed ออกไปอีก มีไว้ สาํ หรับคนของโรงพิมพ์ใส่ข้อมูลที่จําเป็ นในการพิมพ์ เช่น ไกด์สี ฯลฯ นักออกแบบไม่จําเป็ นต้ องใช้ ในส่วนนี ้) Bleed ที่ปกติทางโรงพิมพ์ทวั่ ไปนิยมใช้ กนั คือ 3 mm (หรื อประมาณ 1/8 นิ ้ว) เท่านัน้ ไม่จําเป็ นต้ องน้ อยไปกว่านี ้


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

32

|

2. พอสร้ าง document ใหม่เสร็ จ เราจะเห็น Workspace ของเรามีเส้ นอยู่ 3 เส้ นหลัก ๆ เส้ นตรงกลาง สีดํา : คือเส้ นขอบเขตงาน ในที่นี ้จะมีขนาด = กระดาษ A4 ตามที่เราเซ็ตไว้ ตงแต่ ั ้ ต้น  เส้ นนอกสุด สีแดง : คือเส้ น Bleed จะบวกจากเส้ นสีดําออกไป 3mm ครับ  เส้ นในสุด สีมว่ ง : คือเส้ น Margin ห่างจากเส้ นขอบเขตงาน 3 Pica หรื อ 36 Point หรื อตามทีก ่ ําหนดไว้ ในส่วนของการออกแบบ นักออกแบบจะต้ องวางงานให้ จรดเส้ น Bleed พอดีทกุ ครัง้ ทุกด้ าน กราฟิ กที่ยื่นเกินเส้ นขอบเขต งาน (สีดํา) ออกไปจะถูกตัดทิ ้งทังหมด ้ ตัวหนังสือที่ไม่ใช่ graphic แต่เป็ น ตัวหนังสือจําพวก text เอาไว้ ให้ คนอ่าน ควรจะอยู่ ภายในเส้ น Margin เรี ยกว่าอยูใ่ นระยะ Safety Area คือ บางครัง้ เวลาเจียนงาน อาจจะมีบ้างที่เหลือ่ มไปเหลือ่ มมา ถ้ าตัวหนังสือ อยูน่ อก Margin จะทําให้ มองดูไม่สมดุล ไม่สวยงาม อาจจะเกินออกไปได้ เล็กน้ อย แต่ไม่ควรยื่นลํ ้าออกไปมาก 


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

33

3. พอออกแบบงานเสร็ จแล้ ว ก็มาถึงขันตอนการ ้ Export เป็ น PDF แนะนําให้ ผ้ อู อกแบบเลือก Profile ดังนี ้  Preset : High Quality Print

|

Standard : PDF/X-4 5 หากเราทํางานโดยไม่ได้ ยงุ่ เกี่ยวกับใคร หรื อเราทํางานกันแบบรู้จดุ หมายปลายทางเดียวกัน อันนี ้เราก็จะใช้ PDF/X1-a เพราะรูปแบบนี ้จะทําการฝั งข้ อมูลการจัดการสีปลายทางติดแน่นไปกับไฟล์แล้ ว ไม่ควรจะเปลีย่ นแปลง เป้าหมายปลายทางหรื อโปรไฟล์สอี ีก แต่ถ้ามีความรู้เกี่ยวกับการจัดการสีเราก็ควรจะมาใช้ เป็ น PDF/X-3 ที่ยงั สามารถใช้ ระบบจัดการสีที่ปลายทางได้ เพราะในระหว่างที่เราทําการ Export ไฟล์ไปเป็ น PDF กระบวนการจัดการสียงั ไม่มีการ ทํางาน Convert โปรไฟล์สี ยกเว้ นเราทํางานด้ วยเอฟเฟ็ ค ที่มี เรื่ องของ Transparency มาเกี่ยวข้ อง โปรแกรมจะไม่สา มารคงโปรไฟล์สไี ว้ ได้ ต้ องมีการ Flatten Transparency ให้ เป็ น CMYK ตาม Profile ของ Documment ที่กําหนดไว้ ซึง่ ทัง้ PDF/X-1a และ PDF/X-3 นันอยู ้ ใ่ นมาตรฐานของ PDF 1.3 ที่มีข้อจํากัดเรื่ องนี ้ ทําให้ มีการคิดแก้ วิธีการจนได้ มาถึง แนวทางที่จะให้ PDF/X-4 PDF/X-4 เป็ นทางออกของข้ อจํากัดการทํางานที่ต้องการคงไว้ ซงึ่ การเป็ น Transparency โดยที่ยงั ไม่มีการ Flatten Transparency และที่สาํ คัญคือการที่จะมาตอบสนองการใช้ งานที่ยงั คงไว้ ซงึ่ Layer นอกจากนี ้ยังต้ องเตรี ยมการ ใช้ งานที่เกี่ยวข้ องกับคําสัง่ Conditionnal Text ที่ถือว่าเป็ นความสามารถหนึง่ ที่จะต่อเชื่อมไปถึงระบบการพิมพ์แบบ Variable Data (VDP) จึงเป็ นเหตุผลหนึง่ ที่ PDF/X-4 ต้ องก้ าวเข้ ามาอยูใ่ นมาตรฐานของ PDF 1.6 แต่สามารถเปิ ดให้ ใช้ PDF 1.4 ได้ ไหม คําตอบคือได้ แต่จะไม่มีการทํางานในรูปแบบ Optional Layer มันก็เหมือนกับมันไม่สอดคล้ องกับ เจตนาของการทํางานที่แท้ จริ ง 

5

ความรู้ PDF/X-4 ที่มา : ระบบออนไลน์ http://www.indesignthai.com


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

34

|

เสร็ จแล้ วให้ เลือกที่ Tab “Marks and Bleeds” แล้ ว ทําการ check box ที่ “Crop Marks” และ “Bleed Marks” ขันตอนนี ้ ้จะเป็ นการใส่ Bleed Mark + Crop Mark ลงไปใน PDF ไฟล์ด้วย เวลาโรงพิมพ์ทํางาน จะได้ ตัดสินใจได้ แม่นยําว่า จุดไหนคือขอบเขตของงานกันแน่  Bleed and Slug ให้ ทําการ check box ที่ “Use Document Bleed Settings” ด้ วยเพื่อ เป็ นการบอกว่า ให้ เรา ใช้ Bleed ตามที่เราได้ เลือกไว้ ตงแต่ ั ้ ตอนเริ่ มเปิ ดไฟล์งานเลย ไม่จําเป็ นต้ องไปเซ็ตใหม่ เมื่อเสร็ จแล้ ว ก็ทําการ export ออกมาเป็ น PDF ได้ เลย 

4. ถ้ านักออกแบบเปิ ดไฟล์ PDF ที่ถกู export ออกมา ก็จะพบ Trim Mark (Crop Mark) และ Bleed Mark ตามรูป ด้ านบนนี ้ 5. ขันตอนสุ ้ ดท้ ายก็คือ ตรวจทานไฟล์งานอีกรอบอย่างละเอียดทังหมด ้ ทังในเรื ้ ่ องของการจัดหน้ า การวาง layout เรื่ อง ของสี, กราฟิ ก , รูปภาพ และหากไม่แน่ใจในเรื่ องของการพิสจู น์อกั ษร แนะนําว่า ให้ print งานออกมาตรวจทานอีกรอบก่อน เพราะว่าทางโรงพิมพ์จะยึดเอาไฟล์ PDF ที่ลกู ค้ า approve แล้ วส่งมา เป็ นหลักยึดในการทํางาน


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

35

|

คําศัพท์ ทางการพิมพ์ 6 5

คําบางคําที่โรงพิมพ์ชอบใช้ กนั ซึง่ มีประโยชน์เวลาติดต่อคุยกับโรงพิมพ์ในการสือ่ สารได้ เพลท = แม่ พิมพ์ : ถ้ าเป็ นการพิมพ์ออฟเซตแม่พิมพ์จะมีลกั ษณะเป็ นแผ่นโลหะบางๆ เคลือบด้ วยสารเคมีบางอย่าง ต้ นทุนในการทําแม่พิมพ์ เป็ นต้ นทุนคงที่ เช่น แม่พิมพ์ 4 สี สมมติวา่ ต้ นทุน 10,000 บาท ถ้ าคุณพิมพ์ โปสเตอร์ 1 ใบก็ต้องเสียค่าแม่พิมพ์ 10,000 บาท แต่ ถ้ าพิมพ์ 1,000 ใบค่าแม่พิมพ์เฉลีย่ แล้ วเหลือใบละ 10 บาท ถูกลงไปมาก ดังนันถ้ ้ าคุณพิมพ์ยอดน้ อยๆก็ต้องทําใจว่า ต้ นทุนต่อ หน่วยค่อนข้ างจะสูง ใบชุด = จํานวน สําเนาของใบเสร็จแต่ ละชุด (รวมต้ นฉบับ) : คือเวลาพิมพ์ใบเสร็ จ 1 เล่มจะมี 50 ชุด แต่ละชุดจะมีสาํ เนา ถ้ าบอกว่าใบเสร็ จ 4 ใบชุด หมายถึง ใบเสร็ จแต่ละชุด (แต่ละ เลขที่) จะมี สําเนา 3 ใบรวมต้ นฉบับเป็ น 4 ใบ เจียน = คือ การตัดขอบกระดาษที่เผื่อไว้ ในตอนพิมพ์ ออก : โดยปกติเวลาพิมพ์งาน โรงพิมพ์จะพิมพ์กระดาษแผ่นใหญ่แล้ วค่อยมาตัดแบ่งออกเป็ นชิ ้นงาน ตามขนาดที่ ต้ องการ เช่น โบรชัวร์ ขนาด A4 โรงพิมพ์อาจจะพิมพ์ครัง้ ละ 8 หน้ าแล้ วค่อยมาตัดแบ่งเป็ น A4 ภายหลัง ในการตัดแบ่ง จะต้ องตัดขอบออก อาจจะตัดหยาบๆ ออกเป็ น 8 แผ่นก่อน ตัดมาแล้ วขนาดอาจจะยังไม่ถกู ต้ องดี เช่น ใหญ่กว่าสัก 2-3 มิลลิเมตร ดังนันจึ ้ งต้ องเอาแต่ ละแผ่นมาตัดละเอียดอีกครัง้ หนึง่ วิธีการลักษณะนี ้เรี ยกว่า “เจียน” ไดคัท มี 2 ความหมาย : ความหมายแรก = คือการตัดขอบกระดาษแต่ไม่เหมือนกับการเจียน การเจียนจะตัดเป็ นเส้ นตรง ส่วนไดคัท เป็ นการตัด ขอบตามรูปทรงต่างๆ จะหยักจะโค้ งอย่างไรก็ได้ ค่าใช้ จ่ายจะสูงกว่าการเจียน เพราะจะต้ องทําบล็อกไดคัทขึ ้นมาโดยเฉพาะ ซึง่ จะต้ องจ้ างช่างทําขึ ้นเป็ นรูปทรงต่าง ๆ ที่ต้องการ โดยช่างจะใช้ ใบมีดมาดัดให้ เป็ นรูปทรงที่เราต้ องการจะตัดกระดาษ เช่น รูปใบไม้, รูปดอกจิก เป็ นต้ น โดยใบมีดจะถูกติดตังบนแบบไม้ ้ อดั เมื่อต้ องการใช้ จะถูกนําไปติดตังบนเครื ้ ่ องปั ม้ ไดคัทอีกทีหนึง่ และจะปั ม้ ออก มาได้ ทีละใบ จึงมีคา่ ใช้ จ่ายสูงกว่าการเจียน ความหมายที่สอง = คือการลบฉากหลังของภาพออก เช่น ถ่ายภาพบ้ านจัดสรรมาแล้ วฉากหลังไม่สวยงาม จึงลบฉากหลัง ออกเพื่อนําไปวางลงบนฉากหลังอื่นหรื อไม่เช่นนันก็ ้ ปล่อยให้ เป็ น ฉากหลังขาว พิมพ์ ก่ สี ี = การนับจํานวนสี นับจากสีท่ พ ี ิมพ์ ไม่ นับสีของกระดาษ : เช่นกระดาษพื ้นมีชมพู พิมพ์สดี ํา อย่างนี ้เรี ยกพิมพ์ 1 สี ในงานพิมพ์อาจจะมีสเี ทาอ่อน เทาแก่ ก็นบั เป็ นสีเดียว เพราะเป็ น การลดนํ ้าหนักสี แต่หมึกที่ใช้ เป็ นหมึกสีดํา

6

ความรู้ คําศัพท์ทางการพิมพ์ ที่มา : ระบบออนไลน์ http://www.108graphicdesign.com


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

36

|

กระดาษเคมี = เป็ นกระดาษ สําหรับพิมพ์ ใบเสร็จ : เป็ นกระดาษที่เขียนด้ านบนแล้ ว จะติดลงไปถึงแผ่นที่อยูด่ ้ านล่างด้ วย โดยไม่ต้องใช้ กระดาษคาร์ บอน หรื อ จะเรี ยกว่า กระดาษก็อปปี ใ้ นตัวก็ได้ คําศัพท์ ด้านการพิมพ์ 2/0 : วิธีที่โรงพิมพ์เขียนสันๆ ้ หมายถึงพิมพ์ด้านหน้ า 2 สี ด้ านหลังไม่พิมพ์ 4/1 :วิธีที่โรงพิมพ์เขียนสันๆ ้ หมายถึงพิมพ์ด้านหน้ า 4 สี ด้ านหลังพิมพ์ 1 สี4+UV /4 :วิธีที่โรงพิมพ์เขียนสันๆ ้ หมายถึงพิมพ์ด้านหน้ า 4 สี อาบ UV ด้ านหลังพิมพ์ 4 สี C (Cyan) : สีฟ้าซึง่ เป็ นแม่สหี นึง่ ในสีส่ ใี นระบบการพิมพ์แบบสอดสี M (Magenta) : สีชมพูซงึ่ เป็ นแม่สหี นึง่ ในสีส่ ใี นระบบการพิมพ์แบบสอดสี Y (Yellow) : สีเหลืองซึง่ เป็ นแม่สหี นึง่ ในสีส่ ใี นระบบการพิมพ์แบบสอดสี K (Black) : สีดําซึง่ เป็ นแม่สหี นึง่ ในสีส่ ใี นระบบการพิมพ์แบบสอดสี C10 M20 Y100 K0 : วิธีเขียนสันๆ ้ สําหรับบอกค่าเปอร์ เซ็นต์ความหนาแน่นของเม็ดสกรี นของแม่สแี ต่ละสี ในที่นี ้คือ Cyan 10% Magenta 20% Yellow 100% Black 0% CIP 4 : คือ การร่วมมือกันระหว่างผู้ค้ากับผู้ที่อยูใ่ นอุตสาหกรรมการพิมพ์เกี่ยวกับ เรื่ องการพิมพ์ การออกแบบ ส่วนงานที่ เกี่ยวข้ อง และยังครอบคลุมไปถึงเครื่ องมือ เครื่ องจักร ซอฟต์แวร์ และกระบวนการต่าง ๆ CMYK : ย่อมาจาก Cyan Magenta Yellow และ Black ซึง่ เป็ นแม่สที งสี ั ้ ข่ องการพิมพ์แบบสอดสี Color Bar : คือ แถบสีบนแผ่นพิมพ์ ซึง่ อยูน่ อกพื ้นที่ของเนื ้องาน ทางโรงพิมพ์ใช้ สาํ หรับตรวจดูปริ มาณหมึกที่จ่ายลงบนแผ่นพิมพ์ให้ อยูใ่ นเกณฑ์ และใช้ ในการดูคณ ุ ภาพของงานพิมพ์ด้านต่างๆ


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

37

|

Colorimeter : เครื่ องมือสําหรับวัดค่าสีตามที่ตาเห็น Computer-to-Plate (CTP) : เป็ นระบบที่สามารถแปลงไฟล์งานออกมาเป็ นเพลทแม่พิมพ์ที่มีภาพพร้ อมใช้ พิมพ์ได้ โดยไม่ต้องทําเป็ นฟิ ล์มก่อนทําเพลท Cure : คือกระบวนการทําให้ หมึกพิมพ์หรื อนํ ้ายาเคลือบต่างๆ แห้ งสนิทติดกับผิวกระดาษได้ ดี ไม่หลุดลอกหรื อถลอกง่าย Dot : คือเม็ดของสีที่มีการเรี ยงตัวก่อให้ เกิดภาพพิมพ์ DPI (Dots per Inch) : เป็ นหน่วยวัดความละเอียดของภาพ เท่ากับจํานวนของเม็ดสีที่เรี ยงกันในความยาวหนึง่ นิ ้ว ค่า DPI ยิ่งสูง ภาพก็จะมี รายละเอียดและความคมชัดสูง Duotone : คือภาพพิมพ์ที่พิมพ์โดยใช้ หมึกพิมพ์ 2 สี มีชนของความลึ ั้ กดีกว่าพิมพ์สเี ดียว หากมีการเลือกคูส่ ที ี่เหมาะสม ภาพที่ได้ จะ ดูสวยงาม Feeder :

ส่วนของเครื่ องพิมพ์ที่ทําหน้ าที่ป้อนกระดาษทีละแผ่นจากตังกระดาษเข้ ้ าไปยังหน่วยพิมพ์

Hot Stamping : คือกรรมวิธีที่โรงพิมพ์ทําภาพพิมพ์บนกระดาษโดยใช้ แม่พิมพ์ที่มีความร้ อนรี ด แผ่นฟิ ล์ม/ฟอยล์ให้ ติดผิวกระดาษจนเกิด ภาพตามแม่พิมพ์แผ่นฟิ ล์ม/ฟอยล์ Imagesetter : เครื่ องสร้ างภาพ (ประกอบด้ วยเม็ดสกรี นที่เรี ยงตัวกัน) ลงบนแผ่นฟิ ล์มแยกตามสีแต่ละสีที่จะนําไปใช้ ทําเพลทแม่พิมพ์ Line Screen : การวัดความละเอียดของชิ ้นงานพิมพ์เป็ นจํานวนเส้ นของเม็ดสกรี นต่อหนึง่ หน่วย ความยาว หากค่าดังกล่าวยิ่งสูง ภาพ จะมีความคมชัดและมีรายละเอียดยิ่งดีขึ ้น Lithography : คือ ระบบการพิมพ์ที่ใช้ หลักการว่า นํ ้ากับนํ ้ามันจะไม่รวมตัวกันในการพิมพ์ระบบออฟเซ็ต เพลทแม่พิมพ์จะผ่านลูกนํ ้า เพื่อสร้ างเยื่อนํ ้าบางๆ บนเพลท ผิวของเพลทจะมีสว่ นที่เป็ นเม็ดสกรี นซึง่ เคลือบด้ วยสารที่ไม่รับนํ ้า นํ ้าจึงไม่เกาะติด เมื่อเพลทผ่าน


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

38

|

ลูกหมึก หมึกจะไม่ไปเกาะผิวเพลทส่วนที่เป็ นนํ ้าแต่จะไปเกาะที่เป็ นเม็ดสกรี น ทําให้ เกิดภาพตามที่ต้องการถ่ายทอดลงบนผ้ ายาง และกระดาษในที่สดุ LPI (Lines per Inch) : ความละเอียดของภาพพิมพ์เป็ นจํานวนเส้ นสกรี นต่อนิ ้ว ค่า LPI ยิ่งสูงภาพยิ่งละเอียด การพิมพ์บนกระดาษปรู๊ฟ โรงพิมพ์ ควรใช้ ความละเอียดไม่เกิน 125 LPI กระดาษปอนด์ไม่ควรเกิน 150 LPI กระดาษอาร์ ตปกติใช้ 175 LPI แต่มีโรงพิมพ์หลายแห่งใช้ ความละเอียดสูงกว่านี ้ Pantone Matching Systems (PMS) : ระบบการตังรหั ้ สมาตรฐานสําหรับสีแต่ละเฉดสีเพื่อความเข้ าใจตรงกันของผู้ใช้ สี และทําให้ สามารถเลือกสีได้ ถกู ต้ องจาก รหัสของสีนนๆ ั้ Resolution : หมายถึงความละเอียดของภาพ มีหน่วยวัดเป็ นจํานวนเม็ดสีตอ่ หนึง่ หน่วยความยาว เช่น DPI คือ dots per inch RIP (Rastor Image Processor) : เครื่ องแปลงภาษาของซอฟต์แวร์ ที่ใช้ ในการจัดทําต้ นฉบับ เช่น Postcript PDF ให้ เป็ นภาพที่มีความละเอียดสูงเพื่อนําไป พิมพ์ภาพที่เครื่ องพิมพ์ตอ่ ไป Typesetting : คือการจัดเรี ยงตัวอักษร ลายเส้ นต่างๆ ประกอบกันขึ ้นเพื่อจัดทําอาร์ ตเวิร์กสําหรับหน้ าหนังสือ หรื อสิง่ พิมพ์อื่นๆ แล้ ว นําไปใช้ ในการพิมพ์ตอ่ ไป _________________________________________________________________________ บรรณานุกรม • จุฑามาศ มโนสิทธิกลุ . 2554. สร้ างงานสื่อสิ่งพิมพ์ แบบฉบับมืออาชีพ. บริ ษัท เน็ทดีไซน์ พับลิชชิ่ง จํากัด. • จันทนา ทองประยูร. 2537. การออกแบบและจัดหน้ าสิ่งพิมพ์ . นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. • ดรุณี หิรัญรักษ์. 2543. การัดการธุรกิจหนังสือพิมพ์ . กรุงเทพฯ : บริ ษัทเอกพิมพ์ไทย จํากัด. • ปราโมทย์ แสงผลสิทธิ์. 2540. การออกแบบนิเทศศิลป์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ วี.เจ. พริ น้ ติ ้ง. • สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ. 2546. การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ . กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือสวนสุนนั ทา. • สดศรี เผ่าอินจันทร์ . 2543. การออกแบบหน้ าหนังสือพิมพ์ . นครราชสีมา : โคราชพริ น้ ติ ้ง. • มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2552. การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ . สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 1-7. • อารยะ ศรี กลั ยาณบุตร. 2550. การออกแบบสิ่งพิมพ์ . กรุงเทพมหานคร : วิสคอมเซ็นเตอร์ . • Harrower, Tim. 2002. The Newspaper Designer’s Handbook. Boston ; London : MaGraw-Hill.


กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ

39

|


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Issuu converts static files into: digital portfolios, online yearbooks, online catalogs, digital photo albums and more. Sign up and create your flipbook.