Issuu on Google+

จิตสดใส

ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ราชนครินทร์

๐๔ นิตยสารออนไลน์ ราย ๓ เดือน


ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ราชนครินทร์ ศูนย์ปฏิบัติธรรมประจำ�ภาคตะวันออก

เมื่อปี ๒๕๓๗ ท่านพระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้รับฉันทานุมัติจาก ท่านพระครูสธุ รรมกิจจาทร เจ้าอาวาสวัดนายายอาม เจ้าคณะต�ำบล นายายอาม ซึ่งเป็นผู้รับดูแลส�ำนักสงฆ์เล็กๆ แห่งนี้ เพื่อพัฒนาให้เป็น ศูนย์ปฏิบตั ธิ รรม ต่อมาได้มผี มู้ จี ติ ศรัทธา ประสงค์ประโยชน์ตอ่ ศาสนกิจ ได้รว่ มกันบริจาคทีด่ นิ เพิม่ เติมอีกจ�ำนวนกว่า ๕๐ ไร่ ท่านจึงได้ขยายเนือ้ ที่ จนส�ำนักสงฆ์เล็กๆ แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมประจ�ำภาค ตะวันออก ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้เปิดการอบรมเผยแผ่ธรรมทั้งส่วน ปริยัติและปฏิบัติแก่สาธุชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระภิกษุสงฆ์ จากทัว่ ทุกภูมภิ าค และฆราวาสจากหน่วยงานต่างๆ มาขอเข้ารับอบรม การปฏิบตั ธิ รรมอย่างต่อเนือ่ งตลอดปีต่อมาผูม้ จี ติ ศรัทธาทัว่ ไปได้รว่ มกัน

บริจาคทรัพย์ในการสร้างธรรมศาลาขึ้นจนส�ำเร็จลุล่วงดังที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน และขณะที่ทำ� การก่อสร้างอยู่น้นั ทางคณะผู้ด�ำเนินการ น�ำโดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย, คุณเมตตา อุทกะพันธุ์ และ คุณนรรัตน์ นิม่ นรรัตน์ ได้น�ำธรรมศาลา หลังนี้ขึ้นน้อมเกล้าถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวโรกาส ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา โดยได้รับพระราชทานนามว่า “ธรรมศาลา ๘๔ พรรษา ราชนครินทร์” และชื่อศูนย์ปฏิบัติธรรม ซึ่ง จากเดิมชื่อว่า “ศูนย์ปฏิบัติธรรมเขาดินหนองแสง” ให้เปลี่ยนมาเป็น “ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา ราชนครินทร์”


ค่ายจิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา ค่ายจิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา ถือกำ�เนิดโดยความเมตตาของท่านพระอาจารย์มานพ อุปสโม เมื่อปี พ.ศ. 2551 ด้วยความคิดที่จะปลูกฝังศีลธรรมให้กับเยาวชนไทย ได้เดินตามรอยบาทพระศาสดา เป็นค่ายศีลธรรมที่เน้นการภาวนาแนวสติปัฏฐาน 4 เสริมด้วยกิจกรรมบูรณาการเสริมทักษะการดำ�เนินชีวิต ต่างๆ อาทิ มารยาทชาวพุทธ ความกตัญญู ความมีน้ำ�ใจ อายตนะ-ขันธ์ 5 การฝึกหายใจกับโยคะอย่างง่าย เยาวชนจะได้ฟังธรรมะในรูปแบบธรรมะหรรษา เช่นหัวข้อ ภพภูมิ เบญจศีล เบญจธรรม พุทธประวัติ ความ สุขจากการให้ เป็นต้น เมื่อผ่านการอบรมแล้ว เยาวชนจะสามารถเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่าง บ้าน วัด และโรงเรียน ให้กลายเป็นภาคีธรรมะ สร้างสรรค์สู่การเป็นสังคมแห่งสันติและความเมตตาต่อไป


ห้องครูใหญ่

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

...ไก่ไม่มีขน คนไม่รู้จักตกแต่งเอาดีไม่ได้ ไก่ตอนที่ขนยังมีน้อย ยังไม่มคี วามงดงาม ยังไม่มรี าคา พอโตขึน้ มาขนเริม่ งอก ออกลายต่างๆ เริ่มมีสีสันวรรณะ พอขนออกมาเต็มที่ก็มีความงดงามโดยไม่ต้อง ตกแต่งอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ไก่ก็เริ่มมีราคา ไก่บางตัวมีราคาเรือน หมื่นเรือนแสน ไก่ที่นักเลงชนไก่น�ำไปประลองยุทธ์กัน ไก่เหล่านี้มี ราคาแพงมาก พูดถึงความงาม ไม่พดู ถึงราคา ไก่ทกุ ตัวก็มคี วามงดงาม อยู่ในตัวด้วยขนของมันเอง สวยไม่สวยอยู่ที่ขน ...คราวนี้ จะมาพูดถึงคน งดงามหรือไม่งดงาม อยู่ที่การตกแต่ง ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ต่างๆ ความงามของบุคคลเรานั้น มีอยู่ ๒ ประการ “งามภายนอก และงามภายใน” งามภายนอก งามด้วยการประดับประดาตกแต่ง ด้วยเสื้อผ้า อาภรณ์ เพชรนิลจินดา แก้วแหวนเงินทอง ส่วนงามภายใน คืองามที่ กาย วาจา ใจ, กาย วาจา ใจของบุคคลจะงดงามนั้น ต้องมีการฝึกฝน อบรมกิริยามารยาท และจิตใจ ในส่วนของกิริยามารยาทออกมาจาก ใจ ใจดีใจมีเมตตา ใจมีความกรุณาเอื้ออารี จะสะท้อนย้อนออกมาที่ กาย และวาจา ท�ำให้กายงดงาม วาจางดงาม คราวนี้ในการตกแต่ง นัน้ ต้องแต่งทัง้ กาย วาจา และจิตใจ จึงจะงามครบถ้วนกระบวนความ งามทางกายนั้น งามด้วยกิริยามารยาท การอ่อนน้อมถ่อมตน ท�ำอย่างไร ? เราต้องมีการฝึกหัด ฝึกหัดเกี่ยวกับร่างกาย ท�ำให้กายงดงามนั้น เราต้ อ งรู ้ จั ก อ่ อ นน้ อ มถ่ อ มตน รู ้ จั ก การท� ำ ความเคารพด้ ว ยการ กราบไหว้ ด้วยการแสดงความเคารพในรูปแบบต่างๆ ในบุคคลต่างๆ มีพ่อแม่ ครูอาจารย์ พระเจ้า พระสงฆ์องค์เณร พระราชามหากษัตริย์

หรือแม้แต่คนระดับเดียวกัน ก็ควรท�ำความเคารพซึง่ กันและกัน ในยาม เมื่อเราพบกัน เราจะมีการยกมือไหว้กัน กล่าวทักทายกันด้วยค�ำว่า “สวัสดี” คราวนี้เกี่ยวกับการท�ำความเคารพ เกี่ยวกับการยกมือไหว้ เกี่ยวกับการก้มลงกราบ หรือยืนคารวะด้วยความนอบน้อม เราจะ ต้องกระท�ำด้วยใจที่อ่อนโยน การแสดงออกมาทางกาย ก็จะชดช้อย นุ่มนวล น่าดู น่าชม การกล่าววาจา ต้องกล่าวออกมาด้วยจิตใจที่ อ่อนโยน สวัสดีครับ! สวัสดีค่ะ! ขอบคุณครับ! ขอบคุณค่ะ! ต้องฝึกให้ เคยชิน ถ้าอยู่กับพระสงฆ์องค์เณร ก็นมัสการครับ! นมัสการค่ะ! ถ้ากับพระราชาพระมหากษัตริย์ ก็(ฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดชะ) สิง่ เหล่านี้ เป็นเครือ่ งประดับทีม่ คี ณ ุ ค่า มีราคา ท�ำให้งดงามยิ่งกว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ แก้วแหวนเงินทอง เพชรนิล จินดา ...แต่ใจ เป็นเรื่องที่ส�ำคัญที่สุด เราจะต้องรู้จักฝึกใจของตัวเรา ให้รู้จักเมตตา ความรักใคร่ความปรารถนาดี ต่อสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ กรุณาสงสาร เมื่อเห็นบุคคลหรือสัตว์น้อยใหญ่ตกทุกข์ได้ยาก มุทิตา ถ้าเห็นบุคคลอื่นเขาได้ดิบได้ดี เขามีความสุข เราก็นึกชื่นชมยินดี ต่อความสุขที่เขาได้รับ แต่บางครั้ง ก็ต้องรู้จักการวางเฉยบ้าง เพื่อ ป้องกันใจเราไม่ให้เป็นทุกข์ การฝึกใจให้รจู้ กั กตัญญูกบั กตเวที กตัญญู คือ รูว้ า่ มีคณ ุ กตเวที คือ นึกตอบแทนบุญคุณต่อใคร ต่อผูม้ อี ปุ การคุณ มีพ่อแม่ ครูอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์องค์เณร พระราชามหากษัตริย์ แม้แต่ประเทศชาติของเราเอง เบือ้ งต้น เราต้องรูจ้ กั ว่า พ่อแม่มพี ระคุณต่อเราอย่างไร ครูอาจารย์ มีพระคุณต่อเราอย่างไร พระเจ้าพระสงฆ์องค์เณรมีพระคุณต่อเรา อย่างไร พระราชามหากษัตริย์ พระองค์ทรงมีพระคุณอย่างไร ค้นหา พระคุณให้พบในบุคคลเหล่านี้ เมื่อค้นพบว่า ท่านเหล่านี้มีพระคุณ

ทีมงาน คณะพระอาจารย์และครู ค่ายจิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ราชนครินทร์ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ศิลปกรรม The Fairy Caravan Company Limited

4 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


อย่างไร เราจะต้องคิดต่อไปว่า เราจะตอบแทนพระคุณท่านอย่างไร การตอบแทนพระคุณนั้น พ่อแม่ท่านเลี้ยงเรามา ส่งเราศึกษาเล่า เรียนจนมีวันนี้ หน้าที่ของเราต้องเลี้ยงดูท่านในยามแก่ชรา ครู อาจารย์ ท่านอบรมสั่งสอนเรามา เราได้รับความรู้ต่างๆ จากท่าน เหล่านั้น เราต้องส�ำนึกถึงพระคุณของท่าน แล้วหาโอกาสตอบแทน พระเจ้าพระสงฆ์องค์เณร ท่านน�ำเอาหลักธรรมค�ำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มาอบรมสั่งสอนให้เราได้เข้าใจ ว่า อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป อะไรเป็นกุศล อะไร เป็นอกุศล และท่านชี้ทางปฏิบัติให้เรา ให้เรารู้จักส�ำรวมระมัดระวัง ทางกาย วาจา และจิตใจ ท่านแนะน�ำพร�่ำสอนในเรื่องของการ ฝึกหัดพัฒนาใจ ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เราต้องหาโอกาส ทดแทนพระคุณของท่าน ด้วยการตัง้ ตนเป็นคนดี และตัง้ ใจประพฤติ ปฏิบัติธรรม พระราชามหากษัตริย์ ท่านทรงไว้ซึ่งหลักทศพิธราชธรรม ท่าน ทรงห่วงใยพวกเรา ทรงห่วงใยพสกนิกรปวงชนชาวไทย ทรงงานหนัก ให้พวกเรา ให้ปวงชนชาวไทยได้อยู่ดีมีสุข โดยพระองค์ท่านไม่รู้สึก เหน็ดเหนือ่ ย เราต้องหาโอกาสทดแทนพระคุณของท่าน ด้วยการตัง้ ตนเป็นประชาชนคนดีของประเทศชาติ ต้องรู้จักในการที่จะด�ำรงคง ไว้ซึ่งความดี ในการที่จะรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และองค์พระมหา กษัตริย์ ให้อยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทยไปนานแสนนาน เพื่อความสงบ สุขของตัวเรา และบุคคลทั่วไป ตลอดถึงปวงชนชาวไทยทุกคน ประเทศชาติเปรียบเหมือนอาคารบ้านพักของเรา ถ้าบ้านพัก ของเราช�ำรุดทรุดโทรม ฝนตก น�้ำรั่ว แดดออก ก็ร้อน ลมพัดก็หนาว เราจะอยูใ่ นบ้านของเรา เราก็ไม่มคี วามสุข ประเทศชาติกเ็ หมือนกัน

ก็เหมือนกันกับบ้านหลังคารั่วผนังหลุด ช�ำรุดทรุดโทรม แล้วเราจะมี ความสุขได้อย่างไร? เมื่อประเทศชาติล่มจมด้วยฝีมือของบุคคล บางคนที่ไม่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ที่แสวงหาผลประโยชน์กับ ประเทศชาติ ท�ำให้ประเทศชาติเหมือนกับบ้านเรือนหลังคารั่ว ฝาผนัง หลุดพัง ช�ำรุดทรุดโทรม เราทุกคนที่เป็นคนไทย อาศัยประเทศชาตินี้ อยู่ ก็จะอยู่อย่างไม่มีความสุข ประเด็นส�ำคัญ ฝึกมองให้ออกว่า “อะไรผิด อะไรถูก” อย่าเอาผิด ไปเป็นถูก อย่าเอาถูกไปเป็นผิด มองด้วยหลักธรรม ด้วยความเข้าใจ และช่วยกันปกป้องประเทศชาติของเรา ให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดกาล ...วิธี มองว่าอะไรผิด อะไรถูก ทางธรรมท่านมีวิธีมอง เช่น จะดู ชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ว่าผิดหรือถูก ให้ดูที่คน ดูที่ค�ำพูด ดูการกระท�ำ ของหมู่คณะ คนคือหัวหน้า ค�ำคือค�ำพูด การกระท�ำของหมู่คณะคือ พวกพ้องบริวาร ค�ำต้องเป็นค�ำที่มีความจริงถูกต้อง ไม่บิดเบือน ไม่บิดพลิ้ว ไม่ท�ำให้บุคคลแตกแยกกัน พูดไพเราะ พูดอ่อนหวาน พูดสมานสามัคคี พูดค�ำจริง ไม่พูดให้คนทะเลาะวิวาท ไม่ชักชวนให้ คนแตกความสามั ค คี การกระท� ำ ของหมู ่ ค ณะพวกพ้ อ ง บริ ว าร สงบเสงีย่ มเรียบร้อย ไม่เกะกะระราน ไม่เป็นอันธพาล ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่เข่นฆ่าราวีชกต่อยทุบตี ท�ำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่แยกพวกเขา พวกเรา นี่คือวิธีดูว่าใครดี ใครชั่ว ถ้าเราฝึกฝนอบรมในส่วนของกิริยา มารยาท แล้วรูจ้ กั ฝึกหัดพัฒนาจิตใจ เราจะเป็นบุคคลทีม่ คี วามงดงาม เหมือนกับค�ำว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ติดต่อขอรับข่าวสาร ค่ายจิตสดใสครั้งต่อๆ ไปได้ที่ goodkidshappy@yahoo.com ระบุในอีเมล์ว่า “ขอรับข่าวสาร” www.jitsodsai.com

ชีวิตดี 5


กระดานดำ�ธรรมะ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงการตอบแทนพระคุณแม่พระคุณพ่อไว้เป็น อุปมาอุปมัยว่า “ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน�้ำ ให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึงร้อยปี และปรนนิบัติท่านไปจนตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด”

“ผู้เจริญย่อมไม่เบียดเบียนใคร ไม่อาฆาตใคร ไม่พยาบาทใคร ให้อภัยแก่คนทุกจ�ำพวก ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับใครเลย ต้องพร้อมที่จะให้อภัยอยู่เสมอ อย่างนี้ใจเราสบาย” หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

“คนที่ไม่มีโรคทางกายนับว่าประเสริฐ แต่คนที่ไม่มีโรคทางใจคือกิเลสประเสริฐยิ่งกว่า” หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

6 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


“ชีวิตแท้ๆ นั้น ต้องมีการสลัดออกตลอดเวลา ยิ่งสลัดออกยิ่งไม่มีอะไร ยิ่งเบาเท่านั้น มีแต่รู้ล้วนๆ มีการให้เปี่ยมด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์” หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ศรัทธา เป็นดาบสองคม ผู้มีศรัทธาในสิ่งใด..คือผู้เห็นค่าในสิ่งนั้น เชื่อว่าสิ่งนี้มีค่า ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน แต่ ถ้าไม่มีปัญญา คอยก�ำกับศรัทธา จะกลายเป็น...ความงมงาย หรือความบ้าคลั่ง ชยสาโร ภิกขุ

ค�ำว่า ปฏิบัติธรรม นั้น หมายความว่าอย่างไร ปฏิบัติธรรมก็คือ เอาธรรมมาปฏิบัติ เอาธรรมมาใช้ เอามาใช้ด�ำเนินชีวิตท�ำการท�ำงาน คือเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงนั่นเอง เมื่อปฏิบัติธรรมก็หมายถึงว่า เอาธรรมมาใช้ในชีวิตจริง หรือเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ป.อ. ปยุตฺโต “คนฉลาด” ไม่ใช่แค่... ฉลาดพูดเท่านั้น ต้องรู้จัก “นิ่งอย่างมีสติ” ให้เป็นด้วย ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูด ให้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด ท่านพุทธทาสภิกขุ

ชีวิตดี 7


เรื่องดีๆ รอบโลก เรื่อง โลกออนไลน์

ดินสอ ของ พ่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ท่านทรงเป็นตัวอย่างที่ ดีที่สุด ในการแสดงให้เห็นถึงความประหยัดและใช้ประโยชน์ ของสิ่งของได้อย่างสูงสุด และมีประสิทธิภาพ มีบันทึกว่าใน ปีหนึ่งๆ พระองค์ทรงเบิกดินสอใช้เพียง 12 แท่ง โดยทรงใช้ ดินสอเดือนละ 1 แท่งเท่านัน้ และทรงใช้จนกระทัง่ ดินสอนัน้ กุดจน ใช้เขียนไม่ได้แล้วเสมอ

ความสวยในใจ ที่ไม่มีวัน

ที่มา: เว็บไซต์ส�ำนักข่าวเจ้าพระยา ภาพจาก: เฟซนี้เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์

จางหาย

ข้อความดีๆ จากดาราสาวชือ่ ดัง แอน ทองประสม ทีเ่ ขียนถึงวัยเด็กของตัวเองได้อย่าง น่าประทับใจ ฝากข้อคิดดีๆ ให้กับเด็กๆ ในวันเด็กที่ผ่านมาผ่านทางอินสตาแกรมของเธอ แม้จะเลยวันเด็กมาแล้ว แต่เรือ่ งดีๆ แบบนี้ ไม่มวี นั หมดอายุคะ่ น�ำมาแบ่งปันกันต่อไป เป็น ก�ำลังใจและแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ทุกคนนะคะ “อยู่ ป.6 เรียนโรงเรียนวัด ได้เงินไปกินโรงเรียนวันละ 10 บาท รวมค่ารถเมล์ ค่าขนม ไม่พอกิน รับจ้างครูล้างชามก๋วยเตี๋ยวแลกกับได้กินมื้อเที่ยงที่โรงเรียนฟรี ชุดนักเรียนซื้อ ใหม่บ้าง รอขอชุดใช้แล้วจากรุ่นพี่บ้าง รอรัฐบาลแจกบ้าง รองเท้าแตะมีคู่เดียวแบ่งกันใส่ กับยาย ถ้าวันนี้แอนใส่ยายจะเดินเท้าเปล่า แต่แอนก็มีความสุขกับชีวิตในตอนเด็กนะคะ ต้องขอบคุณยายที่เลี้ยงมาแบบอดบ้าง มีบ้าง อยากได้อะไรก็ต้องรู้จักรอ อยากได้ของเล่น ต้องหาเงินเอง ความล�ำบากเหล่านีเ้ ป็นวัคซีนความอดทนทีด่ ี ทีท่ ำ� ให้เราเผชิญโลกภายนอก ได้เองในวันทีย่ ายไม่อยูแ่ ล้ว ทีเ่ ล่าให้ฟงั แค่จะบอกว่า ขอให้เด็กทีพ่ ร้อมและมีโอกาสดีๆ ใน ชีวิตอยู่แล้ว เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนให้เต็มที่นะคะ เพราะมีเด็กที่ล�ำบากกว่าเราอีกเยอะค่ะ สุขสันต์วันเด็กนะคะ” ที่มา: www.dek-d.com

8 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


อย่าให้ใคร ขโมย

ความฝัน

เรื่องของเด็กชายอายุ 16 ปีคนหนึ่ง ชื่อว่า มอนตี้ คุณครูสั่งให้เขา เขียนเรียงความเรื่อง “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” มอนตี้ก็เขียนบรรยาย ไป 7 หน้ากระดาษถึงความฝันของเขา ที่จะเป็นเจ้าของคอกม้า พร้อมด้วยบ้านพื้นที่ 4,000 ตารางฟุต บนเนื้อที่ 200 เอเคอร์ เขา บรรยายพร้อมกับวาดแผนผังแสดงรายละเอียดไว้ทุกๆ ส่วน แต่เมื่อ เขาน�ำไปส่งกลับได้คะแนน “F” และเรียกให้ไปพบหลังเลิกเรียน เมื่อ มอนตี้ ก็เขาไปพบคุณครู และถามว่าท�ำไมเรียงความของ เขาจึงได้ “F” ก็ได้รับค�ำตอบว่า สิ่งที่เขาเขียนนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้ เพราะมันต้องใช้เงินมากมายเกินกว่าฐานะของครอบครัวของ มอนตี้จะสามารถท�ำได้ แม้ว่ามอนตี้จะชี้แจงให้ฟังว่ามันเป็นแค่ ความฝันของเขา แต่คณ ุ ครูไม่รบั ฟังและขอให้มอนตีไ้ ปเขียนเรียงความ มาใหม่ โด���ขอให้ เ ขี ย นถึ ง เรื่ อ งที่ มั น พอจะเป็ น ไปได้ บ ้ า งแล้ ว จะ แก้คะแนนให้ มอนตี้ก็กลับบ้านและน�ำปัญหานี้ไปปรึกษากับพ่อ ของเขา ซึ่งพ่อของเขาก็ให้ค�ำตอบว่า “เรือ่ งนีพ้ อ่ คงช่วยอะไรลูกไม่ได้ มันขึน้ อยูก่ บั การตัดสินใจของลูก เอง แต่พ่อมีความรู้สึกบางอย่างว่า การตัดสินใจของลูกครั้งนี้จะเป็น สิ่งที่มีความส�ำคัญต่ออนาคตของลูกอย่างแน่นอน...” มอนตี้ใคร่ครวญกับเรื่องนี้อยู่เป็นสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ ได้ เขาน�ำเรียงความเรื่องเดิมไปส่งคุณครูพร้อมกับพูดว่า “ให้คะแนน F กับผมก็แล้วกัน ผมจะรักษาความฝันของผมไว้” มอนตี้เล่าเรื่องนี้ให้กับผู้มาเยือนเขาฟังพร้อมกล่าวว่า “ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้พวกคุณฟังเพราะว่าขณะนี้คุณก�ำลังนั่งอยู่ หน้าเตาพิง ในบ้าน พืน้ ที่ 4,000 ตารางฟุต ซึง่ ตัง้ อยูก่ ลางคอกม้าเนือ้ ที่ 200 เอเคอร์ และเรียงความ 7 หน้ากระดาษนัน้ ได้ใส่กรอบเรียงอยูเ่ หนือ เตาพิง” และเขาได้เล่าต่อว่า ที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ ในฤดูร้อนเมื่อสอง ปีที่แล้ว คุณครูคนเดิมพาเด็กนักเรียน 30 คนมาพักค้างแรมที่นี่เป็น เวลาหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจากไปท่านพูดกับผมว่า มอนตี้ สมัยครูเป็นครู ของเธอ ครูคงเป็นนักขโมยความฝัน “ครูเสียใจนะที่ครูได้ขโมยความฝันของเด็กๆ ไปตั้งมากมาย แต่ครูก็ดีใจที่เธอไม่ยอมให้ครูขโมยความฝันของเธอ” จงระวัง...ความฝันของคุณอย่ายอมให้ใครขโมยมันไปได้

มิตรภาพที่สวยงาม

เรือ่ งเกิดขึน้ ทีโ่ รงเรียนเล็กๆ แห่งหนึง่ ใน ประเทศอิหร่าน เมือ่ คุณครูอาลี โมฮัมมาเดีย่ น วัย 45 ปี สังเกตเห็นเด็กชายมาฮาน โดน เพือ่ นๆ ล้อเลียนอย่างหนัก จากการทีเ่ ขาป่วย เป็นโรคมะเร็ง และต้องโกนหัวเพื่อท�ำการ รักษาตัว เขากลายเป็น เด็กซึมเศร้า เนือ่ งจากคิด ว่าตัวเองแปลกไปกว่าเพือ่ น ท�ำให้คณ ุ ครูของ เราต้องโชว์สปิรติ โกนหัวเป็นเพือ่ นด้วยอีกคน เพื่อยืนยันว่าอย่างน้อยเขาก็ยังเป็นเพื่อน กับเด็กชายมาฮาน ไม่ได้ทอดทิ้งให้อยู่ล�ำพัง หลั ง จากนั้ น เด็ ก นั ก เรี ย นในชั้ น เรี ย นอี ก หลายคนก็ตดั สินใจโกนหัวด้วยกัน เพือ่ แสดง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว และเด็กนักเรียน ห้องอื่นบางคนก็ท�ำตาม จนกระทั่งไม่มีใคร ล้อเด็กชายมาฮานอีก….

ขอบคุณครับ Mr.Farmer เครดิต : www.oknation.net

ชีวิตดี 9


ที่ทำ�งานของฉันอยู่บนเขา

เทพเจ้าของใคร เรื่อง พระจันทร์

10 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


เมื่อจิตงดงาม โลกก็พลอยงดงาม และเมื่อจิตงดงามนั้นนั่นแหละ เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ก็จะปรากฏตัว

วันก่อนแม่ชวนฉันขึ้นเขาคิชกูฏ แม่บอกว่าอยากไปให้ครบเป็นปี ที่สาม เมื่อเอ่ยถึงเขาคิชกูฎนักแสวงบุญที่เคยเดินทางไปประเทศอินเดีย คงนึกถึงภูเขาสูงใหญ่ลกู หนึง่ อันเป็นสถานทีป่ ระทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าพระอรหันต์ทงั้ หลาย แต่อาจจะมีหลายท่านทีน่ กึ ถึงเขาคิชกูฎใน เมืองไทย เขาคิชกูฏเมืองไทยตั้งอยู่ที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฏ จังหวัด จันทบุรี จากต�ำนานที่เล่าสืบต่อกันมาราวสองรุ่นคน ถึงการค้นพบรอย พระพุ ท ธบาทบนยอดเขาคิ ช กู ฏ ของพรานป่ า กลุ ่ ม หนึ่ ง น� ำมาซึ่ ง ความ เคารพศรั ท ธาและเชื่ อ มั่ น ของผู ้ ค นในท้ อ งถิ่ น ว่ า ณ ที่ นั้ น มี เ ทพเจ้ า ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าผู้คอยช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อน และบันดาลโชคลาภ แก่ผู้ที่เดินทางขึ้นไปกราบไหว้สักการะรอยพระพุทธบาท เมื่อสามปีก่อน แม่ของฉันมีความปรารถนาในใจบางอย่างจึงพา ครอบครั ว ลู ก ๆ หลานๆ เกื อ บหมดบ้ า นขึ้ น ไปพิ สู จ น์ ค วามศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ของเทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชกูฎ และด้วยเทพเจ้าหรือเปล่าฉันก็ไม่รู้ รูแ้ ต่วา่ พอ ลงจากเขาไม่ น านความปรารถนาของแม่ ก็ ส มหวั ง หลั ง จากนั้ น ทุ ก ปี แม่จึงมีนัดที่จะขึ้นเขา ขึ้นไปพบกับเทพเจ้าของแม่ ก็ด้วยค�ำสัตย์ที่ว่า “ถ้าสมปรารถนาลูกจะเดินขึ้นเขาให้ครบสามปี” งานเทศกาลขึ้นเขาคิชกูฎไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทจัดขึ้นทุกปี ปีละ ๒ เดือน เริ่มต้นประมาณช่วงตรุษจีนซึ่งช่วงนั้นเราจะได้พบเห็นผู้คน เรือนหมืน่ เรือนแสนเดินทางมาจากทัว่ ทุกสารทิศ เพือ่ ขึน้ ไปสูย่ อดเขา บรรดา ผู้คนเหล่านั้น บางคนก็ไปขอศีลขอพรขอให้สมปรารถนา บ้างก็ไปปฏิบัติ บูชารอยพระพุทธบาทและก็อีกไม่น้อยที่แบกเอาความทุกข์ขึ้นไป เพื่อให้ เทพเจ้าแห่งขุนเขาช่วยหาทางออกหรือแบ่งเบาภาระแห่งทุกข์ให้ แม้ว่าการขึ้นเขาจะดูยากล�ำบาก เพราะต้องนั่งรถขึ้นไปถึงสองทอด ไต่ไปตามภูเขาทีส่ งู ชัน แถมยังต้องเดินเท้าขึน้ เขาต่อไปอีกสักพักใหญ่จงึ จะ ถึงจุดหมายปลายทาง แต่ดว้ ยใจทีม่ งุ่ มัน่ และด้วยหวังว่าจะได้พบกับเทพเจ้า ผู้ศักดิ์สิทธิ์ จึงท�ำให้หนทางที่ยากล�ำบากกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ศรัทธาใน ใจตน ความเหน็ดเหนือ่ ยยากล�ำบากหายไป คงมีแต่สหี น้าท่าทางทีเ่ บิกบาน แจ่มใสของบรรดาผู้คนที่เดินทางไป แม่ของฉันก็เช่นกัน แม่เดินขึ้นเขาอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีอาการแสดงออกว่าตนเอง อายุเจ็ดสิบสองขวบแล้ว แม่เดินด้วยใจเบิกบานไปจนตลอดเส้นทาง แม่ อาจจะก�ำลังเดินพูดคุยไปกับเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ ฉันเดินไปไม่ห่างแม่

เพราะในใจเป็นห่วงและไม่แน่ใจว่าแม่จะไหวหรือเปล่า แต่เมือ่ ได้เห็นความ ตั้งใจอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อยของแม่ ฉันก็เบาใจ และในใจก็เริ่มนึกศรัทธา ต่อเทพเจ้าแห่งขุนเขาเช่นกัน เมื่ อ เดิ น ถึ ง ยอดเขา ฉั น พาแม่ แ ละเพื่ อ นๆ กราบสั ก การะรอย พระพุทธบาท และปฏิบัติบูชาอยู่ครู่ใหญ่จึงตัดสินใจกลับด้วยเกรงว่าจะ พลบค�่ำเสียก่อน เราเริ่มต้นเดินทางกลับด้วยการเดินเท้าในทอดแรกและลงมาต่อรถ รถโดยสารขับเคลื่อนสี่ล้อพาพวกเราทะยานลงจากเขา แม้ขาลงรถ จะแล่นอย่างวิบากชวนให้ตื่นเต้นเร้าใจแต่ใจฉันไม่ได้แล่นตาม ในห้วง ความคิดของฉันยังคงเพลินอยู่กับเทพเจ้า “ฉันจะมีโอกาสได้พบเทพเจ้า ผู้ศักดิ์สิทธิ์กับเขาบ้างหรือเปล่า” ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั่นเองน�้ำเสียงที่แจ่มใส ของสารถีหนุ่มช่วยปลุกฉันขึ้นจากภวังค์ “น่าจะถ่ายรูปไว้ให้ดูตอนโต” ฉันมองตามสารถีหนุ่มไปจึงได้เห็นภาพที่งดงามและมีคุณค่ายิ่งภาพหนึ่ง รถมอเตอร์ไซด์ซาเล้งคันเก่าๆ คันหนึ่งแล่นชิดขอบถนนไปอย่างช้าๆ คุณผู้หญิงน่ารักคาดว่าเป็นคุณแม่ท่านหนึ่งเป็นคนขับ โดยมีเด็กหญิง ตัวน้อยอายุประมาณห้าขวบเข้าใจว่าเป็นลูกของเธอนั่งโดยสารมา เธอ ขับรถของเธอไปพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่นเบิกบานมือข้างหนึ่งประคองรถ อย่ า งระมั ด ระวั ง อี ก ข้ า งหนึ่ ง บรรจงถื อ คั น ร่ ม กางบั ง แสงแดดอ่ อ นให้ ผูโ้ ดยสารตัวน้อย เธอก�ำลังท�ำหน้าทีน่ ำ� ลูกน้อยเดินทางสูโ่ ลกกว้างทีง่ ดงาม สดใสน่าเรียนรู้และน่าทัศนา ส�ำหรับผู้โดยสารตัวน้อยนั่งห้อยขาอย่าง สบายใจภายใต้ร่มบังแดดของคุณแม่ เจ้าหนูน้อยท่าทางฉลาดบริสุทธิ์ แจ่มใส สายตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตื่นตาตื่นใจต่อ โลกใบใหม่ที่อยู่ตรงหน้า “วันหนึ่งเมื่อเจ้าโตขึ้นเจ้าคงระลึกได้ว่าแม่รักเจ้าขนาดไหน แม้ว่ารถโดยสารจะขับแซงรถของสองแม่ลูกมาไกลแล้ว แต่ภาพที่ได้ เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่งนั้นยังคงฉายสว่างงดงามอยู่ในใจของฉัน ภาพของ แม่ผกู้ ล้าหาญอบอุน่ และเสียสละ ภาพเด็กน้อยผูไ้ ร้เ���ียงสาและอ่อนต่อโลก ดวงใจของเธอทั้งสองบริสุทธิ์ดุจดวงใจเดียวกัน พวกเรากลับถึงจุดหมายปลายทาง ก่อนลงจากรถฉันแอบกระซิบถาม แม่ว่า “ครบสามปีแล้วปีหน้าจะต้องมาอีกไหม” แม่ยิ้มอายๆ บอกฉันว่า “วันนี้ขอพรตั้งหลายข้อ...”

ชีวิตดี 11


ห้องสอบอารมณ์

เพราะชีวิตคือ ชีวิต เรื่อง พระอาจารย์แจ็ค

ไม่เป็นดั่งที่ใจคิด ไม่ผิดที่จะเหมือนการวาดภาพในอากาศ เพราะภาพ เหล่านัน้ เป็นเครือ่ งแสดงการต่อยอดของการบริหาร ใครว่าผูบ้ ริหารร้องไห้ ไม่เป็น ใครเชื่อบ้างว่าไม่มีเงินซื้อข้าวกินคงไม่มีใครเชื่อ เพราะทุกคนคง คิดว่าสบายแล้วมีบริษัทมีงานเป็นของตัวเอง แต่ถ้ามองให้ลึกลงจากสิ่ง ที่เห็นชีวิตลูกน้องแขวนบนเส้นด้าย ชีวิตลูกค้าถ้าส่งงานทัน ชีวิตลูกชาย ชีวิตมีทั้งสุขทุกข์ สูงสุดต�่ำสุดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หาก ไม่มเี งินซือ้ หนังสือ เจ้าของบริษทั ไม่มเี งินเดือน นีเ่ ป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย เราไม่มีสติในการด�ำเนินชีวิต ชีวิตของเราก็อาจพลาดพลั้งผิดพลาดได้ ที่ต้องอดทน จุดประสงค์อย่างหนึ่งนั้นก็คือท�ำให้บริษัทเจริญก้าวหน้า เมื่อกล่าวถึงชีวิต มีหลายรูปแบบหลายอาชีพ อาชีพที่ทุกคนคิดว่าสูงสุด ขึ้นไป ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ เช่น สู้บริษัทอื่นไม่ได้ สบายสุด อยากจะนั่งกินนอนกิน อาจจะเป็นชีวิตที่ไม่ใช่ในแบบที่เรา งานผิดพลาดลูกน้องไม่ตั้งใจท�ำงาน งานล่าช้า ตลอดจนปัญหาด้าน คิดก็ได้ เช่น ชีวิตคุณนาย การเงินทั้งหมดนี้ก็เหมือนการก้าวเดินขึ้นบันได ถ้าก้าวพลาดก็เจ็บตัวได้ เหมือนกัน ประสบการณ์คอื บทเรียนในการท�ำธุรกิจต้องคิดหาวิธกี ลยุทธ์ ชีวติ คุณนาย ค�ำว่าคุณนายนัน้ ย่อมาจากการปฏิบตั ติ นให้เหมาะสม ต่างมาแข่งขัน เพื่อให้ได้ชัยชนะจากสนามแข่งขันนั้นๆ แค่นี้ก็ร้องไห้ กับหน้าที่ของตน เป็นผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มั่งมีในทรัพย์สมบัติประกอบ ได้แล้ว ถ้าชีวิตของผู้บริหารที่บริหารชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็คงจะมี วาสนาบารมี การเป็นคุณนายที่ดีต้องค�ำนึงถึงคุณธรรมเป็นอันดับแรก ขวากหนามซ่อนอยูใ่ ต้กลีบกุหลาบนัน้ ด้วย... หรือจะเป็นชีวติ ของแม่คา้ วางตนให้เหมาะสมกับเกียรติที่ได้รับนั้นๆ อย่าลุ่มหลงไปกับค�ำน�ำหน้า ชื่อที่ถูกตั้งขึ้น สมมุติขึ้น เพราะถ้าปฏิบัติตนไม่ดีก็อาจจะกลายเป็น ชีวติ แม่คา้ แม่คา้ คือผูค้ า้ ขายตัง้ แต่อดีตจนถึงบัจจุบนั หลายคนยึด คุณนายตกยาก... หรือจะเป็นผู้บริหาร อาชีพนี้ตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่บางคนผกผันมายึดอาชีพนี้โดยเศรษฐกิจ แต่ต้องมีใจรักเป็นทุนที่จะต้องท�ำการค้าขายนั้นๆ ด้วย บางคนมอง ชีวิตผู้บริหาร คือบริหารชีวิตทั้งตัวเราและบริวาร ไม่ได้โรยกลีบ แม่คา้ นัน้ เสมือนผูด้ อ้ ยการศึกษา ถ้ามองให้ลกึ ซึง้ ถึงแก่นแล้ว อาชีพนีเ้ ป็น กุหลาบ ต้องคิดมากท�ำมากกว่า พักผ่อนน้อยกว่า บางครั้งก็พลาด อาชีพที่ละเอียดอ่อน ต้องนอนตื่นเช้า ไม่อายท�ำกิน ห้ามหมิ่นเงินน้อย ในความเป็นมนุษย์นนั้ มีความหลากหลาย มีหลายเผ่าพันธุ์ มีหลาย ความคิด หลายความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ทุกคนมีชีวิตอัตภาพ ความเป็นอยูท่ แี่ ตกต่างกัน ขึน้ อยูก่ บั บุญท�ำกรรมแต่งทีเ่ ราได้กระท�ำ กันไว้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่และยอมรับมัน

12 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


การที่จะทำ�ให้ชีวิตเป็นทองคำ�นั้น คือ การทำ�ให้ชีวิตมีความสุข สุขที่ไหน... สุขที่ได้ให้ก่อน สุขในคำ�สอน สุขในปัญญาที่เกิดขึ้นในใจ

และอย่าคอยวาสนา ซึ่งเป็นกฎบัญญัติกันมาช้านาน การค้าขายให้ ส�ำเร็จได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกอาชีพย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา แล้วแต่วา่ ผูใ้ ดจะเจอกับอุปสรรคเช่นใด แดดร้อนฝนตก รถติด น�ำ้ มันแพง ค่าเช่าแพง ค่าเช่าบ้าน รายจ่ายอื่นๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ สิ่งที่จะบอกกับ ตนเองได้นั้นคงหนีไม่พ้นค�ำว่า ‘อดทน’ เสมือนรอฟ้าหลังฝน การมีอาชีพเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องอาชีพชอบ (สัมมาอาชีพ) อาชีพ แม่คา้ ก็เป็นอาชีพทีไ่ ม่ได้นอ้ ยด้อยค่า ถ้าเราขยัน อดทน อดออม ซื่อสัตย์ เราก็จะถึงชัยชนะได้ไม่ยาก ทุกอาชีพทุกชีวิต ต้องอดทน ไม่ว่าจะเป็น อาชีพครู ชี วิ ต ครู ที่หลายๆ คนยกให้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ แท้จริงแล้ว กว่าจะเป็นครูได้ต้องผ่านบททดสอบความอดทนมาพอควร ต้องมีใจรัก พร้อมที่จะมอบวิชาความรู้ อดทนในการที่จะอยู่กับเด็กที่มิใช่ลูกมิใช่ ญาติตัวเอง อดทนในการสอนบางครั้งสอนไปพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มี ใครฟัง บางครั้งต้องถูกเด็กไม่ชอบ ไม่อยากเรียนด้วย แต่ต้องอดทน พร�่ำสอนอยากให้เด็กๆ ลูกศิษย์ได้รับความรู้มีวิชาติดตัวเอาตัวรอด มี การศึกษา มีอนาคตที่ดีมีการงานท�ำ กว่านักเรียนจะจบการศึกษาใน แต่ละรุ่น ชีวิตครูต้องมีความเพียรอดทนกับเด็กๆ ที่มาจากร้อยพ่อ พันแม่ การถูกเลี้ยงดูมาจากพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกัน แต่ครูนี่ล่ะ ที่คอยขัดเกลากล่อมเกลี้ยงให้นักเรียนได้มีได้เป็นเหมือนๆ กัน คือ

ความรู้ให้การศึกษา และชีวิตนักเรียนก็เหมือนกัน ชีวิตนักเรียน คือวัยที่พร้อมจะเรียนรู้ พร้อมที่เอาใจใส่ ใฝ่ในการ เรียน ชีวิตของนักเรียนต้องอยู่กับหนังสือ ทบทวน ตั้งใจฟัง ในสิ่งที่ครู อาจารย์ ได้มอบให้ แม้บางครั้งอาจจะท้อจะเบื่อและยากที่จะท�ำความ เข้าใจในเนื้อหาต�ำรานั้นๆ ต้องอดทนเช่นกัน ตาต้องดู หูต้องฟัง ใจต้อง คิด จิตต้องจดจ่อ ไม่เข้าใจให้ถามกลับไปบ้านเลิกเรียนต้องทบทวน เสมอ กว่าจะผ่านชีวิตในวัยเรียนมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนไม่มี โอกาสได้เรียน หรือเรียนไม่จบ บางคนมีโอกาสได้เรียนในสถานที่ดีๆ และยังมีอีกหลายคนหลายชีวิตที่ขาดโอกาสในการเรียน ด้วยเหตุปัจจัย ต่างๆ ท�ำให้ต้องด�ำเนินชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันไป นี่คือส่วนหนึ่งของความหลากหลายที่เรียกว่า ชีวิต แต่เราจะท�ำ อย่างไรให้ชีวิตของเราเป็นทอง ทองค�ำเป็นของมีค่ายื่นให้ใครใครก็รับ ถ้ายืน่ ให้ทา่ น ท่านจะปฏิเสธทองค�ำหรือไม่ คงยาก ทองค�ำก็แบ่งเป็นเกรด ตั้งแต่ร้อยเปอร์เซ็นต์จนถึงยี่สิบเปอร์เซนต์ (ทองเค) แต่การที่จะท�ำให้ ชีวติ เป็นทองได้นน้ั ง่ายกว่าการรอให้คนมายืน่ ทองค�ำให้ เพราะการ ที่จะท�ำให้ชีวิตเป็นทองค�ำนั้นคือการท�ำให้ชีวิตมีความสุข สุข ทีไ่ หน.... สุขทีไ่ ด้ให้กอ่ น สุขในค�ำสอน สุขในปัญญาทีเ่ กิดขึน้ ในใจ เท่านี้ ก็เหมือนหนึ่งว่าได้ทองค�ำแล้ว

ชีวิตดี 13


ครอบครัวจิตสดใส

คุณลูกเปลี่ยน คุณแม่ปลื้ม สัมภาษณ์และเรียบเรียง ฐิติขวัญ เหลี่ยมศิริวัฒนา

ฉบับนี้เรามาทำ�ความรู้จักกับสองสาวน้อยน่ารัก ดีกรีนางเอก MV ควิโยมิ (เวอร์ชั่นครูบิ๊ก) และขวัญใจพระอาจารย์ ที่คุณแม่พร้อมใจกันยิ้มกว้างและยืนยันอย่างภาคภูมิใจว่า “ลูกแม่เปลี๊ยนไป๋!” หลังจากมาเข้าค่ายจิตสดใสฯ เพียงแค่ครั้งเดียว

14 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


sช่วยแนะน�ำตัวกับชาวจิตสดใสฯ หน่อยค่ะ =ลูกโยคี : สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงเอวลิน แคนนอน อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ year 4 โรงเรียนบางกอกพัฒนา ส่วนน้องสาวหนูชื่อน้องเอมิลี่ อายุ 6 ขวบเรียนอยู่ที่เดียวกันค่ะ =ลูกโยคี : สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงวราวรรณ ธนะสาร ชื่อเล่นไอติม อายุ 11 ขวบ เรียนอยู่ป.5 โรงเรียนเซนปอนด์ คอนแวนต์ หนูมีน้องชายหนึ���งคน ชื่อกัปตัน อายุ 9 ขวบค่ะ หนูเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเอวลิน คุณแม่เราเป็นพี่น้องกันค่ะ =ผู้ปกครอง : สวัสดีค่ะ คุณแม่ชื่อพิมลรัตน์ ถานิตย์ แคนนอน เป็นคุณแม่ของ น้องเอวลินกับน้องเอมิลี่ค่ะ ส่วนคุณพ่อชื่อ พอล แคนนอน เราท�ำธุรกิจส่วนตัว เป็นโรงงาน ผลิตเฟรมอลูมิเนียมส�ำหรับอาคารสูง อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรีค่ะ ส่วนคุณแม่น้องไอติมกับน้องกัปตันชื่อเพ็ญนภา ถานิตย์ ธนะสาร และคุณพ่อชื่อ วันชัย ธนะสาร ที่บ้านท�ำอาชีพ ประมง คือท่าเทียบเรือพีรพัฒน์ ขายน�้ำแข็งลงเรือ มีเรือ ประมงของตัวเอง และท�ำบ้านนกนางแอ่นค่ะ sก่อนที่จะมาเข้าค่ายจิตสดใสฯ ที่บ้านมีการท�ำกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมะกัน บ้างไหมคะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : เราสนใจธรรมะกันมานานแล้วค่ะ ส่วนตัวคุณแม่เป็นคน ชอบสวดมนต์มาตั้งแต่เด็ก ปกติคุณแม่จะสวดมนต์และฟังธรรมบรรยายทางอินเตอร์เน็ต เกือบทุกวันในช่วงตีสามถึงหกโมงเช้า และ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ก็เริ่มหันมาฝึกนั่งสมาธิ ด้วยค่ะ เมือ่ คุณแม่ได้ลองปฎิบตั แิ ล้วรูส้ กึ ดี จึงแนะน�ำให้คณ ุ พ่อของเอวลินลองปฎิบตั บิ า้ ง ซึง่ เมือ่ คุณพ่อได้ลองปฎิบตั แิ ล้วก็รสู้ กึ ดีเหมือนกัน เพียงแต่ยงั ไม่ได้ทำ� ทุกวันเหมือนคุณแม่ คุณพ่อจะสวดชินบัญชรและนั่งสมาธิเป็นบางวันค่ะ คุณพ่อของเอวลินเป็นชาวนิวซีแลนด์ อยู่เมืองไทยมา 20 ปีแล้ว คุณแม่รู้จักคุณพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ และแต่งงานกันมา 10 ปีแล้ว หลังจากแต่งงานคุณแม่ ก็มกั จะคุณพ่อไปท�ำบุญทีว่ ดั เป็นประจ�ำ และนิมนต์พระสงฆ์ไปท�ำบุญทีโ่ รงงานทุกปี ท�ำให้ คุณพ่อมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก คุณพ่อบอกว่ารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ท�ำบุญ ที่ ผ่านมาเราเคยไปเข้าคอร์สวิปัสสนาด้วยกันสามครั้ง ซึ่งคุณพ่อชอบมาก บอกว่ารู้สึกสงบ สบายใจ และมีเมตตาในใจ นอกจากนัน้ คุณพ่อกับคุณแม่ยงั เคยไปบรรยายธรรมะร่วมกัน ด้วยค่ะ ส�ำหรับลูกๆ คุณแม่ฝึกให้น้องเอวลินสวดมนต์บทชินบัญชรและนั่งสมาธิประมาณ 3-5 นาทีก่อนนอนเป็นประจ�ำ ส่วนน้องเอมิลี่ คุณแม่ก็ก�ำลังฝึกให้สวดมนต์บทสั้นๆและนั่งสมาธิ 1-2 นาทีค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : ที่ท�ำทุกวันคือ เช้าใส่บาตร กลางคืนสวดมนต์ไหว้พระ ถ้าเป็น วันพระก็จะกินมังสวิรัติบ้าง และไปไหว้พระที่วัด ช่วงนี้ก็หาเวลาไปปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น แล้วแต่โอกาสอ�ำนวยค่่ะ sคุณแม่รู้จักค่ายจิตสดใสจากไหนคะ =คุณแม่เพ็ญนภา : พระอาจารย์ปัญญากับคุณหมอปรมิตาแนะน�ำคุณแม่มา ค่ะว่าค่ายนี้น่าสนใจ ให้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากนิตยสาร Secret ค่ะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : รู้มาจากพี่สาว คือคุณแม่ของน้องไอติมอีกทีค่ะ

ชีวิตดี 15


sท�ำไมถึงสนใจอยากให้ลูกๆ มาเข้าค่ายจิตสดใสฯ คะ =คุณแม่เพ็ญนภา : คุณแม่อยากให้ลูกได้ลองมาปฏิบัติ ธรรม เมื่อได้ทราบข่าวค่ายจิตสดใสจากนิตยสาร Secret แล้ว ก็เลย ลองส่งน้องไอติมไปเข้าค่ายจิตสดใสฯที่อาคารว่องวานิชดู ปรากฏ ว่าน้องชอบ เมื่อเห็นว่ามีค่ายจิตสดใสฯ ที่จันทบุรีด้วยก็เลยรีบส่งมา อีก เนื่องจากค่ายนี้จัดไม่ไกลจากบ้าน และได้ยินเพื่อนบอกว่าค่าย นี้สอนเด็กดีค่ะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : น้องเอวลินสนใจค่ายจิตสดใสเพราะ พี่ไอติมเคยไปเข้าค่ายจิตสดใสที่อาคารว่องวานิชมาก่อนครั้งหนึ่ง และมาเล่าให้ฟังว่ากิจกรรมที่ค่ายนี้จัดสนุกและเหมาะกับเด็กๆ ดี คุณแม่ก็เลยสนใจอยากให้น้องได้เข้ามาฝึกปฎิบัติธรรมกับเด็กรุ่น เดียวกัน จะได้ไม่เบือ่ และเข้าใจว่าเพือ่ นในวัยเดียวกันก็ปฎิบตั ธิ รรม เหมือนกันค่ะ sเคยมาค่ายกี่ครั้งแล้วคะ =น้องไอติม : หนูเคยเข้าที่ว่องวานิช 1 ครั้ง และที่จันทบุรี 1 ครั้งค่ะ =น้องเอวลิน :1 ครั้งเมื่อปีที่แล้ว ที่จันทบุรีค่ะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : ส่วนคุณพ่อคุณแม่ยังไม่มีโอกาสมา ช่วยค่ายนี้เลย คิดไว้ว่าอยากหาโอกาสมาอยู่เหมือนกันค่ะ sก่อนมารู้สึกอย่างไรกับค่ายจิตสดใสฯ และคาดหวัง หรืออยากได้อะไรกลับไปบ้างคะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : คาดหวังอยากให้ลูกเข้าใจว่าการ ปฎิบตั ธิ รรมเป็นสิง่ ทีด่ ี และเด็กดีทงั้ หลายควรปฎิบตั ธิ รรมโดยเต็มใจ ไม่ใช่ยอมปฎิบัติเพราะโดนบังคับให้ท�ำ =คุณแม่เพ็ญนภา : รู้สึกว่าอยากให้เด็กๆ ได้เข้าใจธรรมะ มากขึ้น เพราะคิดว่าพระอาจารย์และคุณครูทุกท่านน่าจะสอนเรื่อง นี้ให้เด็กๆ เข้าใจได้ดีกว่าเราค่ะ sเมื่ อ ได้ ม าเข้ า ค่ า ยแล้ ว ทั้ ง น้ อ งๆ และคุ ณ แม่ รู ้ สึ ก อย่างไรบ้างคะ =น้องเอวลิน : ชอบมากค่ะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : ค่ายนี้ท�ำให้น้องเอวลินกลับมาบ้าน แล้วยอมสวดมนต์และนั่งสมาธิด้วยความเต็มใจ ไม่ค่อยอิดออด เหมือนก่อนไปค่ะ =น้องไอติม : หนูรสู้ กึ ชอบและดีใจทีไ่ ด้มาทาํ กิจกรรมสนุกๆ ค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : รู้สึกปลื้มใจ และตื้นตันใจมากที่เห็น ว่าทีมงานทุกท่านมีจิตใจที่ดี และมีจิตอาสาอยากจะช่วยให้เด็กๆ สมัยนี้เข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้นค่ะ sชอบอะไรที่สุดเกี่ยวกับค่ายนี้คะ =น้องเอวลิน : ความร้อนครับ 555 =น้องไอติม : ที่ชอบที่สุดคือกิจกรรมพระในบ้านค่ะ เพราะ เป็นกิจกรรมที่ท�ำให้เด็กๆ ได้สํานึกในบุญคุณของพ่อแม่ค่ะ

16 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔

=คุณแม่พิมลรัตน์ : คุณแม่ชอบกิจกรรมพระคุณพ่อแม่ มากค่ะ อ้อ! แล้วก็ชอบที่ให้เด็กๆ ล้างจานเองด้วยค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : ส่วนคุณแม่ชอบวิธีการสอนที่ท�ำให้ เด็กๆ เข้าใจธรรมะได้งา่ ยขึน้ ด้วยการใช้นทิ านและเพลงประกอบค่ะ sไม่ชอบอะไรที่สุดเกี่ยวกับค่ายนี้คะ =น้องเอวลิน : หนูไม่ชอบตอนที่โชว์รูปภาพนรก เพราะมัน น่ากลัวค่ะ =น้องไอติม : ไม่มีเลยค่ะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : ไม่มีอะไรที่ไม่ชอบเลยค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : คงเป็นเรื่องการสมัครที่ค่อนข้างยาก ค่ะ เพราะมีคนสนใจจ�ำนวนมาก ท�ำให้เด็กๆ บางคนไม่มีโอกาสได้ มาทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้ว่าอยากจะมา พอรู้ว่าสมัครไม่ทันทั้งพ่อแม่และ เด็กก็เสียใจค่ะ sมีเหตุการณ์ประทับใจอะไรเกิดขึ้นในค่ายฯบ้างไหม คะ =น้องเอวลิน : หนูดีใจที่ได้รับเลือกให้เป็นขวัญใจพระ อาจารย์ หนูภูมิใจมากค่ะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : พ่อแม่ประทับใจกิจกรรมพระคุณพ่อ แม่มากค่ะ ส่วนลูกสาวคงดีใจที่ได้รับรางวัลขวัญใจพระอาจารย์ เพราะตั้งใจปฎิบัติมาก รางวัลนี้จึงเป็นก�ำลังใจที่ดีมากส�ำหรับน้อง เอวลินค่ะ = น้องไอติม : มีค่ะ มีหลายอย่างเลย แต่จริงๆ แล้วแค่ได้ มาค่ายก็เป็นเรื่องประทับใจสําหรับหนูแล้วค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : ประทับใจตอนที่จัดกิจกรรมพระคุณ พ่อแม่ค่ะ sในอนาคตน้องๆ อยากมาค่ายจิตสดใสฯ อีกไหม =น้องเอวลิน : หนูอยากมาถ้าพี่ไอติมมาด้วยค่ะ หนูกลัว ไม่มีเพื่อน =น้องไอติม : ยากมาสิคร้าาา มาบ่อยๆ หนูชอบ =คุณแม่พิมลรัตน์ : คุณแม่ตั้งใจว่าจะส่งลูกๆ มาเป็น ประจ�ำทุกปีแน่นอนค่ะ และอยากส่งน้องเอมิลมี่ าเข้าค่ายนีด้ ว้ ยมาก ค่ะ แต่ติดที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ รับรองว่าถ้าอายุถึงเมื่อไหร่จะรีบส่ง มาทันทีเลยค่ะ


=คุณแม่เพ็ญนภา : ถ้ามีโอกาสก็จะส่งลูกๆ มาทุกครั้งค่ะ แต่พอดีว่าปีนี้น้องกัปตันต้องไปบวชสามเณรที่วัดพระราม 9 นาน 1 เดือน ซึง่ จะเป็นช่วงเดียวกับทีม่ คี า่ ยจิตสดใสพอดี ปีนกี้ ปั ตันก็เลยอด ค่ะ sน้องๆ ได้เรียนรู้อะไรไปจากค่ายบ้างคะ =น้องเอวลิน : หนูได้เรียนรู้ว่านรกมันทรมานแค่ไหน = คุณแม่พิมลรัตน์ : น้องเอวลินได้ฝึกเดินจงกรมนั่งสมาธิ ท�ำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ฝึกกินอาหารที่ไม่คุ้นเคย ฝึกการอยู่ร่วมกับ ผูอ้ นื่ ดูแลตัวเองโดยไม่มพี อ่ แม่ชว่ ย ท�ำให้มคี วามมัน่ ใจในตัวเองมาก ขึ้นค่ะ =น้องไอติม : หนูได้เรียนรู้ไปหลายอย่างเลยคร้าาา ไม่ว่า จะเป็นการฝึกนั่งสมาธิ เดินจงกรม ฯลฯ = คุณแม่เพ็ญนภา : แม่ว่าการที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ธรรมะน่า จะไปช่วยเติมเต็มส่วนที่หายไปให้กับจิตใจของพวกเขาค่ะ sเมื่อได้มาเข้าค่ายจิตสดใสฯ แล้วน้องๆ รู้สึกอย่างไร กับธรรมะบ้างคะ =น้องเอวลิน : หนูได้เข้าใจธรรมะมากขึน้ ท�ำให้หนูไม่อยาก ท�ำความชั่วค่ะ =น้องไอติม : ซึ้งมาก หนูรู้สึกซาบซึ้งมากค่ะ =คุณแม่พมิ ลรัตน์ : รูส้ กึ ว่าลูกสาวสนใจธรรมะมากขึน้ แต่ ก่อนด้วยความทีเ่ ป็นนักเรียนโรงเรียนนานาชาติทำ� ให้เอวลินไม่คอ่ ย มีโอกาสได้เรียนรูเ้ รือ่ งพระพุทธศาสนาเท่าไหร่ ค่ายนีท้ ำ� ให้ลกู ได้เรียน รู้เกี่ยวกับพุทธประวัติ ได้อยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กโรงเรียนไทย และ ได้ อ ยู ่ กั บ พี่ ๆ ที่ ม าดู แ ลซึ่ ง จิ ต ใจดี ม าก ท� ำ ให้ น ้ อ งเอวลิ น เข้ า ใจ วัฒนธรรมไทยมากขึน้ เช่น รูว้ า่ การกราบพระ กราบผูใ้ หญ่ ฯลฯ ตาม แบบมารยาทไทยเป็นอย่างไรค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : คุณแม่ว่าค่ายนี้ช่วยท�ำให้น้องเข้าใจ ว่าธรรมะอยู่ใกล้ๆ ตัวเรานี่เองค่ะ sการมาเข้าค่ายจิตสดใสฯมีผลต่อชีวิตน้องๆ และคุณ แม่อย่างไรบ้าง และหลังจากกลับไปมีอะไรเปลีย่ นแปลงไปบ้าง ไหมคะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : การมาเข้าค่ายครั้งนี้มีผลต่อความคิด ของน้องเอวลินมากค่ะ เพราะท�ำให้เขาเข้าใจว่าการสวดมนต์ไหว้ พระและนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่ดีที่ต้องท�ำ จึงยอมท�ำเองทุกวันโดยที่คุณ แม่ไม่ต้องบังคับให้ท�ำอีกเลยค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : แม่ว่าเวลาเราไปปฏิบัติธรรมมา ตอน กลับมาใหม่ๆ ก็มกั จะดีนะคะ แต่พอนานๆ เข้าทุกคนก็จะเข้าสูโ่ หมด ไม่ปล่อยวางเหมือนเดิม แม่เลยคิดว่าเราควรจะปฎิบัติให้สม�่ำเสมอ ค่ะ sการส่งเด็กๆ ในครอบครัวมาเข้าค่ายพร้อมกันท�ำให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรในครอบครัวบ้างไหมคะ = คุณแม่พิมลรัตน์ : คุณแม่ว่าการที่ทุกคนในครอบครัว

เข้าใจธรรมะ ท�ำให้เราพูดกันรูเ้ รือ่ งและมีเหตุมผี ลมากขึน้ เด็กๆ เชือ่ ฟังพ่อแม่โดยไม่ต้องบังคับกันมาก พ่อแม่เองก็ใจเย็นลงและพร้อม จะฟังความเห็นของลูกมากขึ้นด้วยค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : เมือ่ ทุกคนในครอบครัวได้ปฏิบตั ธิ รรม ก็ทำ� ให้เราเข้าใจอะไรๆ ตรงกันและมีศลี เสมอกัน จึงอยูด่ ว้ ยกันอย่าง มีความสุขขึ้นค่ะ sเมื่อได้มาเข้าค่ายแล้วน้องๆ อยากท�ำอะไรเกี่ยวกับ ธรรมะต่อไปบ้างไหมคะ =น้องเอวลิน : หนูจะน�ำธรรมะทีไ่ ด้มาปฎิบตั อิ ย่างต่อเนือ่ ง โดยเฉพาะการหมั่นสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นประจ�ำค่ะ =น้องไอติม : หลังจากกลับไปหนูรสู้ กึ ว่าหนูสามารถบังคับ ใจตัวเองได้มากขึ้น ช่วงเช้าหนูก็จะฝึกสมาธิทุกวันค่ะ sคุณแม่ทั้งสองรู้สึกอย่างไรกับสังคมสมัยนี้คะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : รู้สึกเป็นห่วงเด็กๆ เพราะสมัยนี้มีสิ่ง ยัว่ ยุมากจนยากจะควบคุมให้เด็กๆ อยูใ่ นสายตาได้ คนสมัยนีจ้ งึ หลง โลก หลงไปกับเทคโนโลยี และวัตถุนิยม รวมทั้งเห็นแก่ตัวมากขึ้น คุณแม่เองกลัวว่าลูกๆ จะหลงไปกับสิ่งยั่วยุ เลยอยากจะสร้าง ภูมิคุ้มกันทางใจให้เขาเข้มแข็ง จะได้รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ด้วยตัวเองค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : คุณแม่ว่าทุกวันนี้ถึงสังคมจะอยู่ยาก ขึ้น แต่ก็ยังดีที่คนก็หันกลับมาสนใจธรรมะกันมากขึ้น ดูได้จากการ ที่มีสถานปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ค่ะ sถ้าสามารถเปลี่ยนอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่งในโลกนี้ อยากเปลี่ยนอะไรกันบ้างเอ่ย =น้องเอวลิน : หนูอยากให้ทุกคนท�ำแต่ความดี ไม่อยาก ให้ใครท�ำไม่ดีเลยค่ะ =น้องไอติม : ส่วนหนูอยากให้คนไทยสามัคคีกันค่ะ =คุณแม่พมิ ลรัตน์ : คุณแม่อยากเปลีย่ นให้ทกุ คนมีธรรมะ ในจิตใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีเมตตา ปรารถนาดีต่อกันค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : ถ้าทุกๆ คนเห็นแก่ส่วนรวม รักและ สามัคคีกัน โลกก็จะน่าอยู่กว่าทุกวันนี้ค่ะ sสุดท้ายนีอ้ ยากฝากข้อเสนอแนะอะไรให้คา่ ยจิตสดใส ในอนาคตบ้างไหมคะ =คุณแม่พิมลรัตน์ : ในส่วนของกิจกรรมดีมากอยู่แล้วค่ะ แต่อยากให้จัดบ่อยขึ้น และรับเด็กเพิ่มขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีโอกาสมารับธรรมะได้มากขึ้นค่ะ เพราะแต่ละค่ายจัดห่างกัน มากและเต็มเร็วมากค่ะ ดังนั้นถ้าหากพลาดค่ายไหนไปกว่าจะจัด อีกครั้งก็ต้องรอไปอีกนานค่ะ =คุณแม่เพ็ญนภา : อยากให้มบี อ่ ยขึน้ และจัดแบบนีต้ ลอด ไปค่ะ สุดท้ายนี้คุณแม่ขอขอบคุณคุณครูทุกๆ ท่านที่มีจิตอาสา ท�ำคุณประโยชน์ต่ออนาคตของชาติไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ชีวิตดี 17


หน้านี้... ลูกโยคีจอง

ค่ายที่ทำ�ให้ผม... เป็นปลื้ม เรื่อง ปลื้ม สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ ชาวค่ายจิตสดใสทุกๆ ท่าน ผมชื่อ รัชชานนท์ วัฒนทวีกุล หรือหากเป็นชาวค่ายด้วยกัน จะรู้จักผมในนาม “ปลื้ม” ครับ ปัจจุบันนี้ผมกำ�ลังเรียนอยู่ที่ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จ.ชลบุรีครับ อยากเล่าถึงประสบการณ์การมาเข้าค่ายจิตสดใสของผม ให้เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านได้อ่านกันครับ !!!

การเป็นเด็กหอ อยูป่ ระจ�ำ เวลากลับมาบ้านนัน่ คือสวรรค์อย่าง ซึ่งมีระยะทางร่วมๆ เกือบ 10 กิโล พวกเราต้องใช้ความอดทน หนึ่งของผม เมื่อไรได้กลับมาบ้าน (ปกติเป็นวันศุกร์ครับ) ผมเป็น เป็นอย่างยิง่ ต้องคอยนับทุกก้าวย่างตัวเอง ว่าเดินไปได้กกี่ า้ วแล้ว รวมทัง้ อันต้องหยิบกีตาร์มาเล่น ซึ่งผมถือว่ามันเป็นงานอดิเรกที่ผมเลิฟ ต้องระวังรถราที่ขับผ่านไปมา และขวากหนามต่างๆ ที่ต้องก้าวข้ามผ่าน มากทีเดียวครับ แหะๆ ไป ใจก็นึกว่า เอ!!!นี่พระอาจารย์และคุณครูพี่เลี้ยงให้เดินท�ำไมแบบนี้ สุดท้ายจึงถึงบางอ้อว่า ผมได้ฝึกสติ มีจิตใจที่เป็นสมาธิในการงานทุกสิ่ง อยู่มาวันหนึ่ง คุณแม่ของผมก็มาบอกว่า “ปลื้มๆ แม่ไปอ่านเจอ ที่ได้ท�ำ รวมทั้งฝึกความอดทนนี่เองครับ ค่ายจิตสดใสในอินเตอร์เน็ตมา จะพาปลื้มไปเข้าค่ายนะ” ในใจผมก็คิด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการเดินจงกรม, นั่งสมาธิ ซึ่งผมชอบและมี ว่าไปค่ายแบบนั้นจะได้อะไรกลับมาบ้างเนี่ย คุ้มหรือเปล่านะ เสียเวลา ความสุขมาก เพราะได้น�ำมาใช้ในชีวิตการเรียนของผมได้ด้วย เพราะ เล่นกีตาร์ไปตั้งหลายวัน ถามคุณแม่ว่าไปแล้วจะได้อะไร คุณแม่ก็ สอนให้ผมมีสติในการท�ำการบ้าน ท�ำงานทุกชิ้นส่งคุณครู สอนให้ผมได้ ไม่ตอบ จึงคิดว่า เอาๆๆ ลองดูหน่อยแล้วกัน จึงตอบตกลง (แบบว่ามา รูจ้ กั ควบคุมตัวเอง มีสมาธิในการอ่านหนังสือได้ดมี ากๆ ครับ และกิจกรรม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแหละครับว่าจะได้อะไรบ้าง) ที่ผมประทับใจจดจ�ำได้ถึงทุกวันนี้ จ�ำไม่รู้ลืม เรียกว่ามันชัดเจนและผม ครั้งแรกที่เข้ามาในค่ายนี้ ผมได้มีค�ำตอบในใจเลยครับว่า คิดถูก สามารถสัมผัสความรูส้ กึ ได้ดว้ ยตนเองก็คอื กิจกรรมการแบกน�ำ้ นัน่ เอง แล้วที่ตัดสินใจมา เพราะกิจกรรมที่ได้ท�ำหลากหลายมาก ทั้งโหด มันส์ ครับ ผมอยากจะเล่าเกีย่ วกับกิจกรรมนี้ คือ คุณครูพเี่ ลีย้ งให้แบ่งกลุม่ และ ฮา รวมทั้งได้คติสอนใจเยอะแยะมากมาย เช่น กิจกรรมเดินทางไกล สั่งให้พวกเรา เขียน สิ่งที่ตัวเราอย���กได้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

18 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


ครั้งแรกที่เข้ามาในค่ายนี้ ผมได้มีคำ�ตอบในใจเลยครับว่า คิดถูกแล้วที่ตัดสินใจมา เพราะกิจกรรมที่ได้ทำ�หลากหลายมาก ทั้งโหด มันส์ ฮา

หลังจากนัน้ คุณครูพเ่ี ลีย้ งได้สมมุตใิ ห้นำ�้ 1 แพ็ค เป็นตัวแทนสิง่ ทีพ่ วกเรา อยากได้ 1 อย่าง ส�ำหรับผม อยากได้รถ อยากได้บ้าน อยากได้ทอง อยากๆๆ เต็มไปหมด ทีนี้ถึงเวลาที่ต้องแบกน�้ำแทนสิ่งของที่อยากได้ จาก 1 เป็น 2 แพ็ค เพิ่มเป็น 3 แพ็ค 4 แพ็ค หากใครท�ำตกก็จะแพ้ครับ เมื่อสิ้นสุดเกมส์นี้ผมจึงเข้าใจว่า หากคนเรามีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด พวกเราก็จะมีแต่ความทุกข์ ต้องแบกทุกอย่าง เหนื่อย หนัก แต่หาก พวกเราไม่มีความต้องการ หรือต้องการแต่ไม่ต้องมากเกิน พวกเราก็ จะไม่มีความทุกข์ เบาสบาย เหมือนกับที่พวกเราไม่ต้องล�ำบากทน แบกแพ็คน�้ำอันหนักอึ้งนั่นเองครับ (นึกแล้วยังขนลุกไม่หาย แหะๆๆ)

ผมได้น�ำมาใช้ในการเรียน มีสติ สมาธิจดจ่อกับวิชาที่ผมเรียนได้มาก เลยครับ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาที่ไม่ชอบของผมนั้นได้พัฒนาขึ้นมา อั น เนื่ อ งมาจากการมี ส มาธิ ที่ ผ มมี ข ณะเรี ย น อ่ า นหนั ง สื อ นี่ เ องครั บ อ้อ...ในปีหน้านี้ผมจะได้เป็นตัวแทนในการน�ำนักเรียนชั้นมัธยมต้น สวดมนต์ที่โรงเรียนด้วยครับ

สุ ดท้ า ยนี้ ผ มอยากขอบคุ ณ คณะวิ ทยากรทุ ก ๆ ท่ า น รวมไปถึ ง พระอาจารย์ทคี่ อยให้คำ� ชีแ้ นะเกีย่ วกับวิธกี ารปฏิบตั ติ า่ งๆ ในทุกกิจกรรม ที่ได้ท�ำ (มีการนอนสมาธิด้วยครับ อันนี้ชอบมากๆๆ) รวมถึงสอนการ นั่งสมาธิให้ผมมีสมาธิ นั่งได้นานมากๆ รวมทั้งสามารถน�ำสิ่งต่างๆ ผมอยากย้อนกลับไปเล่าเรื่องกิจกรรมเดินจงกรมและการนั่งสมาธิ มาใช้ในชีวิตประจ�ำวัน ก่อให้เกิดผลดีในด้านต่างๆ ต่อตัวผม ครอบครัว อีกนิดหนึ่งครับ จากที่ผมเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งๆ แต่กิจกรรมนี้ท�ำให้ และเพื่อนๆ ผมได้ฝึกการนั่งสมาธิ เดินจงกรมจากคณะวิทยากรและพระอาจารย์ ผมสัญญาว่าหากมีเวลา ผมจะกลับไปอีกเป็นครัง้ ที่ 4 แน่นอน ท�ำให้กลายเป็นกิจกรรมที่ผมชอบมากอยากท�ำมากไปเลยครับ รวมทั้ง ครับ

ชีวิตดี 19


คน ค้น ค่าย

รักกันวันครอบครัว เรื่อง ครูบิ๊ก สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เวลาผ่านไป ไวเหมือนแอนิเมชั่น เผลอแป๊บเดียวเราก็ได้มาเจอกันอีกแล้วในนิตยสารจิตสดใสฯ ช่วงที่ผ่านมา ทีมงานของเราก็ได้รับความรู้สึกอบอุ่นกลับมาอีกครั้ง จากการรับสมัคร คัดเลือก และประกาศผลโยคีที่จะมาเข้าค่าย พวกเราเริ่มตื่นเต้นกันอีกครั้ง ลุ ก ขึ้ น มาบิ ด เนื้ อ บิ ด ตั ว เตรี ย มฟิ ต ร่ า งกายและจิ ต ใจให้ พ ร้ อ มรั บ ค่ า ยของ ซัมเมอร์นี้ บิดไปสนิมก็ร่วงกราวทีเดียว เพราะไม่ได้จัดค่ายมาครบ 1 ปีเต็ม ลู ก โยคี ที่ ม าค่ า ยซั ม เมอร์ ปี 57 ก็ ร บกวนพกค้ อ นมาช่ ว ยครู บิ๊ ก เคาะสนิ ม ด้วยนะคะ อะอะ อิอิ อุอุ

ส�ำหรับค่ายช่วงซัมเมอร์ปี 2557 นี้ มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ เกิด ขึ้นหลายอย่างนะคะ อย่างแรก..เกี่ยวข้องกับนิตยสารจิตสดใสฯ เล่มนีโ้ ดยตรง ก็คอื มีผปู้ กครองหลายท่านทีเดียว ทีร่ ะบุในใบสมัคร ว่า ทราบข่าวจากนิตยสารจิตสดใส สิ่งนี้คงท�ำให้ทีมงานนิตยสาร ชืน่ ใจว่า มีผทู้ อี่ า่ นงานเขียนของเรานะ และนิตยสารเล่มนีม้ โี อกาส ได้หยิบยื่นเรื่องราวดีๆ ให้กับครอบครัวรุ่นใหม่ใฝ่ธรรมะ

20 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔

ปรากฏการณ์ที่สองก็คือจ�ำนวนใบสมัครค่ะ วัดจากค่ายของลูกๆ ระดับมัธยม ถือว่ามีผู้สนใจเยอะมากกว่าทุกๆ ค่ายที่ผ่านมา ซึ่งคงมา จากหลายๆ เหตุผลประกอบกัน ที่ส�ำคัญคงเป็นโปสเตอร์แสนสวย น่ารักจากนิตยสารฉบับนี้ ที่พวกเราได้ช่วยกันแชร์ไปในโซเชียลเน็ทเวิร์ค ของแต่ละคน แถมยังมี cover Facebook ที่พวกเราทุกคน (อีกเช่นกัน) ช่วยกันเปลี่ยนตลอดระยะเวลาการรับสมัคร รู้สึกแนวจริงๆ ...ค่าย จิตสดใสยุคนี้เนี่ย


ความกตัญญูนี้ล่ะค่ะ ที่จะเป็นเกราะคุ้มภัยให้พวกเราแคล้วคลาด และเป็นโคมไฟส่องทางในอนาคตของเรา

ในช่วงที่นิตยสารออกสู่สายตาประชาชน ก็คงประจวบเหมาะ คาบเกีย่ วกับเวลาของค่ายจิตสดใสฯ พอดี และปีนกี้ เ็ ป็นอีกครัง้ ทีค่ า่ ยจบ ใกล้วันสงกรานต์ ซึ่งประเพณีสงกรานต์ของไทยแต่โบราณนั้น ตอนนี้ก็ ได้รับการยกระดับ เป็นวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุไปด้วย ก็เนื่องจาก การที่ ลู ก หลานจะได้ ก ลั บ ไปกราบรดน�้ ำ ขอพรผู ้ ใ หญ่ เป็ น โอกาสที่ ครอบครัวจะได้อยู่กับพร้อมหน้าในรอบ 1 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่าค่ายจบ ใกล้วันสงกรานต์นี้ล่ะค่ะ เมื่อปีที่แล้ว 2556 ท่านพระอาจารย์ใหญ่ พระอาจารย์มานพ อุปสโม ก็ได้ด�ำริจัดกิจกรรมช่วงพิธีกตัญญูเสียใหม่ จากเดิมที่ให้ลูกๆ กราบพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณด้วยพวงมาลัย เปลี่ยนมา เป็นพิธี “ล้างเท้าพ่อแม่” แทนค่ะ ในวันสงกรานต์นั้นเราใช้น�้ำแทนใจ พิธีกตัญญูแบบใหม่ของเราก็เลยใช้น�้ำอบใส่ขันเล็ก ให้ลูกๆ ได้มีโอกาส ล้างเท้าคุณพ่อคุณแม่ จะได้เห็นว่าท่านต้องตรากตร�ำท�ำงานด้วยสองมือ และสองเท้านี้มากเพียงใด กว่าจะเลี้ยงดูลูกๆ ให้เติบโตมาได้จนถึง ทุกวันนี้ พิธนี ผี้ ปู้ กครองและลูกโยคีประทับใจกันมาก ค่ายใบไม้แรกผลิของ ครูตุ้ยถึงกับขอลิขสิทธิ์ไปท�ำบ้างและได้รับความประทับใจไม่แพ้กันค่ะ ดังนั้นเชื่อว่าในปีนี้เราก็คงได้มีโอกาสเห็นภาพแห่งความประทับใจนี้ที่ ค่ายจิตสดใสอีกเหมือนเคยนะคะ อ๊ะๆ ยังไม่หมดเพียงแค่น้ีค่ะ ปี 2557 นี้มีอะไรพิเศษๆ เกิดขึ้น มากมาย อี ก เหตุ ก ารณ์ ห นึ่ ง ที่ ส� ำ คั ญ คื อ การที่ ศู น ย์ ป ฏิ บั ติ ธ รรม เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาราชนครินทร์ และค่ายจิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา มีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นภาคีใน “งานวัดลอยฟ้า” ซึ่งจะ จัดที่ รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 3-7

เมษายน 2557 จึงขอเชิญชวนแฟนคลับค่ายจิตสดใสฯ ไปพบกันได้ทบี่ ทู นะคะ ลูกๆ โยคีคนไหนว่างก็อยากชวนมาร่วมให้ข้อมูลที่บูทด้วยกัน เพื่อผู้ที่มาใหม่จะได้แรงบันดาลใจจากลูกๆ ว่าผ่านค่ายจิตสดใสฯ แล้ว ได้ข้อคิดดีๆ ที่น�ำมาใช้ในชีวิตได้อย่างไร พูดมาถึงประเพณีสงกรานต์และวันครอบครัว ก็คงต้องแวะที่เรื่อง ความกตัญญูสกั หน่อยนะคะ ความกตัญญูนนั้ เป็นหลักคิด ในการด�ำเนิน ชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานให้ไว้ต่อคนไทย เพื่อ เตือนใจและใช้เป็นแสงสว่าง เป็นมงคลต่อชีวิต เราชาวค่ายจิตสดใสฯ จึงควรน้อมน�ำเรียนรู้และด�ำเนินรอยตามพระจริยวัตรที่ทรงตั้งมั่นใน ทศพิธราชธรรม จากหลักธรรมะเรื่องความกตัญญูรู้คุณที่พ่อหลวงสอนนั้น ค�ำว่า “พ่ อ ” มี ห ลายระดั บ นะคะ พ่ อ คนแรกคื อ “พ่ อ ผู ้ ใ ห้ ก� ำ เนิ ด ” เป็ น พระอรหันต์ในบ้าน ค�ำสอนของพ่อถือเป็นพรอันประเสริฐ ลูกคนใด พ่อแม่สอนก็ฟัง พ่อแม่สั่งก็เชื่อ ลูกคนนั้นจะเกิดความปลอดภัย มี ปัญญา ร�่ำเรียนวิชาเก่งและเป็นคนดี ในทางตรงข้ามลูกที่ไม่เชื่อฟัง ค�ำสอนพ่อแม่ ประชดประชัน ในภายภาคหน้าสังคมก็จะรังเกียจและ เบือนหน้าหนี ตรงนี้ครูบิ๊กก็ได้ใช้ในการเตือนสติลูกศิษย์ที่เรียนกับครูบิ๊ก ในระดับปริญญาตรีจริงๆ ค่ะ คือ เตือนเค้าเรื่องการโดดเรียนนั่นเอง ในระดับปริญญาตรีนนั้ คุณมีสทิ ธิท์ จี่ ะเรียนหรือจะโดดก็ได้ มีอยูค่ รัง้ หนึง่ จ�ำนวนนักศึกษาในห้องดูบา���ตามาก ครูบกิ๊ เลยให้พรนักศึกษาทีม่ าเรียน ว่า “ครูมั่นใจเลยว่า นักศึกษาทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ จะมีผลการเรียนที่ดี และมีอนาคตที่ดีแน่นอน”

ชีวิตดี 21


นักศึกษาก็ท�ำหน้างง ๆ ตอนแรก แต่ตามธรรมเนียมทุกคนก็ประนมมือรับพร ครูบิ๊ก จึงอธิบายต่อว่า “ที่ครูบอกว่ามั่นใจว่าพวกเราจะได้ดี ไม่ใช่เพราะพวกเราตั้งใจเรียนอย่างเดียวนะ แต่เพราะพวกเรากตัญญูต่อพ่อแม่ค่ะ พวกเราได้ใช้เงินที่พ่อแม่หามาอย่างเหนื่อยยาก เพื่อลงทะเบียนเรียนให้เรา ใช้มันอย่างคุ้มค่าโดยการมานั่งเรียน ความกตัญญูนี้ล่ะค่ะ ที่จะเป็นเกราะคุ้มภัยให้พวกเราแคล้วคลาด และเป็นโคมไฟส่องทางในอนาคตของเรา ส่วนเพื่อนๆ ที่โดดเรียน อนาคตเขาคงได้ดีไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่ตั้งใจเรียน แต่เป็น เพราะเขาได้แสดงความอกตัญญู ใช้เงินลงทะเบียนของพ่อแม่ไปอย่างสูญเปล่า โดยที่ พ่อแม่ไม่รู้” พอครูบิ๊กพูดจบ นักศึกษาก็นั่งอึ้งๆ ไป จบถึงคาบสุดท้ายของการเรียนการสอน ครูบิ๊ก จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาเขียนคอมเม้นท์ต่อการสอนของครูบิ๊กได้ มีนักศึกษาเขียนมาว่า “ตั้งแต่ฟังอาจารย์พูดเรื่องความกตัญญูวันนั้น หนูกับเพื่อนๆ ที่ฟังอยู่ ไม่กล้าโดดเรียน อีกเลยค่ะ” อ๊ะ...นับว่าน่ายินดีนะคะที่ได้ยินแบบนี้ มีอกี ตัวอย่างหนึง่ ค่ะ พระเอกในเรือ่ งนีเ้ ป็นหมอฟันทีค่ รูบกิ๊ รักษาด้วยมาตัง้ แต่เป็นเด็ก มัธยม ท่านชื่อคุณหมอปรีชาค่ะ รักษากับท่านมาตั้งแต่คลินิกของท่านนั้นเป็นห้องแถว คูหาเดียวอยู่ในย่านแออัด จนวันนี้มีหลายคูหาใหญ่โต ย้ายไปอยู่ย่านที่โอ่อ่าโก้หรูมากขึ้น ที่ส�ำคัญ... คนไข้แน่นตลอด ครูบิ๊กเคยคอยคิวนานถึง 4 ชั่วโมง!!! แต่ทุกคนก็ยินดีจะรอ ไม่มีใครปริปากบ่นแต่อย่างใด และที่น่าประหลาดใจก็คือ ฝั่งตรงข้ามมีร้านหมอฟันที่ ตกแต่งสวยกว่า โฆษณาว่ามีแพทย์ปริญญามาประจ�ำ นี้นั้นโน้น... แต่กลับไม่มีคนไข้ เท่าไหร่ คนไข้แห่มารักษากับคุณหมอปรีชากันหมด ท�ำไมน่ะหรือคะ... คุณหมอปรีชาไม่ได้อยูก่ บั คุณพ่อแท้ๆ ของท่านค่ะ แต่อยูก่ บั คุณพ่ออุปถัมภ์ทเี่ ลีย้ งท่าน มาตั้งแต่เล็ก ส่งเสียให้เรียนทันตแพทย์ ท่านเรียกพ่อว่าป๊า ในวันที่คุณหมอมีก�ำลังในการ เปิดคลินิกของตัวเองได้แล้ว สังขารของป๊าก็ร่วงโรยไปมาก จนเดินแทบไม่ไหว ในวันแรก ที่คุณแม่พาครูบิ๊กไปรอคิวตรวจฟันกับท่าน เป็นเวลาประมาณบ่ายสี่ ท่านจะเปิดคลินิก เวลานั้น ภาพที่คนไข้เห็นก็คือ คุณหมอจะ “แบก” คุณป๊าไว้บนหลัง เดินลงบันไดมาจาก เหล่าเต๊งชั้นบน ห้องแถวที่เปิดเป็นคลินิกยังคับแคบ ไม่ได้มีที่มากนัก เมื่อคุณหมอกับ ป๊าลงมาถึงชั้นล่างซึ่งคนไข้นั่งรออยู่ คุณหมอก็จะวางป๊าลงบน “เก้าอี้ประจ�ำต�ำแหน่ง” ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างที่นั่งคนไข้กับห้องตรวจของคุณหมอ พร้อมบอกป๊าว่า “ป๊า...นั่งคุยกับคนไข้อั๊วะนะ ดูอั๊วะท�ำงานไปด้วยนะ เอ้า...อั๊วะจะเปิดร้านแล้ว ป๊า สวดมนต์กับอั๊วะก่อนนะ”

22 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


แล้วคุณหมอก็หันไปสวดมนต์กับพระพุทธรูปบนหิ้งบูชาเล็กๆ ในคลีนิค คุณป๊า ประนมมือ ท�ำปากขมุบขมิบตาม คนไข้ทรี่ อก็อดสวดมนต์ตามไปด้วยไม่ได้ สวดมนต์จบ คุณหมอก็จะเปิดทีวีให้ทั้งคนไข้และป๊าได้ดู คนไข้ที่รอก็จะชวนป๊าคุยบ้าง ชวนทานขนม ทานของว่างบ้าง ชวนคุยเรื่องรายการโทรทัศน์ที่กำ� ลังฉายบ้าง ระหว่างที่คุณหมอตรวจ คนไข้ ท่านจะแนะน�ำให้ป๊ารู้จักคนไข้ด้วยเสมอ และชวนป๊าคุยเรื่องฟันของคนไข้ ประ หนึ่งว่าป๊าเป็นทีมของคุณหมอทีเดียว เช่น “โอ้โห ป๊า... คนไข้คนนี้ฟันสวยจังเลยอ่ะ เดี๋ยวอั๊วะขูดหินปูนให้เฉยๆ ก็เสร็จแล้ว” หรือ “ป๊า...คุณป้าคนนี้มารักษารากฟัน ป๊าต้องอย่าปล่อยให้ฟันผุนะ เดี๋ยวมันลามถึง รากฟันนะ” เชื่อไหมคะว่า คนไข้ทุกคนล้วนแต่ต้องอมยิ้มกับความกตัญญูที่แสดงออก อย่างชัดเจนของคุณหมอ มันดูอบอุ่นและชวนน�้ำตาคลอมากเลยค่ะ วันหนึ่งที่ป๊าเข้า โรงพยาบาล คุณแม่ครูบิ๊กได้มีโอกาสคุยกับคุณหมอ จึงถามเหตุผลที่คุณหมอต้องแบก ป๊าลงมาที่ห้องตรวจด้วยทุกวัน คุณหมออธิบายว่า “ผมไม่อยากปล่อยป๊าอยูบ่ นเหล่าเต๊งชัน้ บนคนเดียว ป๊าคงเหงาแย่ ข้างบนก็มที วี อี กี เครื่องนะ แต่คนแก่น่ะ ให้ลงมาเจอผู้คนจะท�ำให้ป๊ากระปรี้กระเปร่ามากกว่า” และเรายัง ได้ทราบอีกว่า คุณหมอรักป๊ามาก เพราะคุณหมอก�ำพร้า โชคดีได้ป๊ารับมาเลี้ยงเหมือน ลูก ส่งเสียให้เรียน ดูแลหมออย่างดีมาตลอด หมอเลยตั้งใจว่า คุณหมอเองก็จะดูแลป๊า อย่างดีจนถึงวาระสุดท้ายเช่นเดียวกัน ดังนั้น คุณหมอจึงไม่ได้คิดว่า การแบกป๊าขึ้นลงวัน ละ 2 รอบเป็นภาระเลย แต่มันคือการแสดงความกตัญญูจากใจคุณหมอต่างหาก นีล่ ่ะค่ะท่านผูอ้ า่ น... ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าท�ำไมร้านท�ำฟันของคุณหมอปรีชาถึงได้ มีแต่ความเจริญอย่างเดียว หาความเสือ่ มไม่ได้เลย ความกตัญญูเป็นเหมือนไฟส่องสว่าง ให้ทางอนาคตของเราจริงๆ คนไข้ทุกคนเห็นความดีของคุณหมอในข้อนี้ ก็อยากที่จะ อุดหนุนเรือ่ ยไป อย่างครูบกิ๊ เอง จากวันแรกถึงวันนี้ 30 กว่าปีมาแล้ว ก็ยงั รักษากับคุณหมอ อยู่เลยค่ะ อีกตัวอย่างของความกตัญญูคือ พี่อั้ม พัชราภานั่นเอง นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก นะคะ พี่อั้มเคยให้สัมภาษณ์ ใช้ค�ำพูดได้โดนใจมาก พี่อั้มบอกว่า ในหนึ่งสัปดาห์จะทาน ข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ 2-3 วันเสมอ เมื่อนักข่าวถามว่า พี่อั้มดังขนาดนี้มีเวลาไปทานข้าว กับพ่อแม่ได้อย่างไร เอาเวลาที่ไหน พี่อั้มตอบว่า “ทุกคนก็หาเวลาท�ำอย่างอั้มได้ค่ะ อย่า พูดว่าไม่มเี วลา มันเป็นไปไม่ได้ ท�ำไมไปทานข้าวกับเพือ่ นเราถึงมีเวลา ก็เอาเวลาทีไ่ ปทาน ข้าวกับเพือ่ นนัน่ แหล่ะ มาทานข้าวกับพ่อแม่” แล้วจะตอบครูบกิ๊ ได้ไหมคะ ว่าอัม้ ดังเพราะ อะไร...แน่นอน...ก็เพราะความกตัญญูอีกเช่นเดียวกันค่ะ

ชีวิตดี 23


เอาล่ะ ...เรามาพูดถึงพ่อคนที่สองกันบ้าง พ่อคนที่สองคือ “พ่อทางจิตวิญญาณ ผูช้ ที้ างสูค่ วามดับทุกข์” นัน่ เอง ซึง่ ก็หมาย ถึงพระพุทธเจ้า นับเป็นผู้ที่คอยแนะน�ำทางสะอาด สว่าง สงบแก่ เรา ส่วนพ่อคนทีส่ ามคือ “พ่อหลวง พ่อแห่งแผ่นดินไทย” พระองค์ เป็นต้นแบบ เรือ่ ง ความกตัญญู เป็นพระมหากษัตริยท์ ดี่ แู ลสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ยามป่วยไข้อย่าง เอาใจใส่ใกล้ชดิ อย่างมีความเพียร เป็นตัวอย่างทีด่ ใี ห้แก่ลกู ในผืน แผ่นดินไทยทุกคน นับเป็นโชคดีของคนไทยที่ได้เกิดในแผ่นดินใต้ พระบรมโพธิสมภาร ได้มีพระองค์เป็นหลักชัย เป็นต้นแบบให้ ด�ำเนินรอยตามเพื่อความสุขของชีวิตอย่างยั่งยืน หากใครที่แสดงตนต่อพ่อทั้งสามคนของเราด้วยความ กตั ญ ญู นั่ น แหล่ ะ คื อ มงคลของชี วิ ต ค่ ะ ไม่ ต ้ อ งไปวิ่ ง หา เครื่องรางของขลังที่ไหน และความกตัญญูนั้นต้องมีความ เพียรท�ำอย่างสม�ำ่ เสมอด้วยนะคะ จึงจะเรียกว่าเรามีคณ ุ งาม ความดี ย�้ำอีกครั้งก่อนจากนะคะ หากท่านได้อ่านคอลัมน์นี้ก่อน วันที่ 3-7 เมษายน 2557 ก็อย่าลืมแวะเวียนไปพูดคุยทักทายกับ ชาวค่ายจิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา ที่งานวัดลอยฟ้า รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอนนะคะ อาจ จะไม่ได้พบพระอาจารย์และทีมงานครบหมดทุกท่าน เพราะงานนี้ จัดตรงกับค่ายจิตสดใสฯ รุ่นเด็กเล็กพอดี แต่ท่านใดอยากรู้จักเรา หรือคิดถึงกันก็แวะเวียนไปได้ค่ะ มีทีมงานประจ�ำอยู่ที่บูท คอยให้ ข้อมูลกับท่านเสมอค่ะ อ้างอิง กตัญญูกตเวที ‘มงคลของชีวิต’ ข่าวสด ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

24 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


ห้องแนะแนว

ชีวิตดี 25


จิตสดใส เมื่อหัวใจพอเพียง

ครอบครัวแห่งรัก เรื่อง ครูเล็ก

ความรัก คือ ต้นทุนชีวิตในการสร้างครอบครัวใหม่ ทางสังคมที่เล็กที่สุด แต่ถ้าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต องค์พระศาสดาทุกศาสนา สอนให้มนุษยชาติรักเพื่อนร่วมโลก แบบไร้เงื่อนไขอย่างเท่าเทียม

ครอบครั ว คื อ สถาบั นแรกของชี วิตที่ ยิง่ ใหญ่และส�ำคัญทีส่ ดุ เพราะมีสายใยแห่งรัก เชื่อมประสานโยงใยสัมพันธภาพกันและกัน อย่างเหนียวแน่น เริ่มด้วยสองชีวิต ที่ต่างคน ต่างมา ต่างจิตต่างใจ แต่ให้คณ ุ ค่าและไว้วางใจ ที่จะฝากชีวิตไว้เพื่อกันและกันจนเติบโตเป็น อีกหลายๆ ชีวติ ตามติดมา ต้นทุนชีวติ ครอบครัว ที่มั่นคง อบอุ่นและปลอดภัยได้แท้จริง ควร เริ่มจากความรักที่ค่อยเป็นค่อยไป เคารพการ แสดงออกและความรู้สึกกันและกัน เป็นไป ตามขั้ น ตอนประเพณี วั ฒ นธรรม สนิ ท สนม เพื่อศึกษาดูใจกันไม่เร่งรีบ ไม่ชิงสุกก่อนห่าม (ผลไม้จะอร่อย ต้องสุกจึงจะหอมหวาน) มี การวางแผน ทั้งความมั่นคงฐานะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มสมาชิกใหม่ พร้อมแค่ไหน ที่จะต้อนรับสมาชิกตัวน้อยๆ ใครจะเป็นคน รับภาระที่จะเลี้ยงดู เพราะชีวิต ต้องเติมเต็ม ด้วยชีวิต โดยเฉพาะ เวลา อารมณ์ ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นองค์ประกอบหรือส่วนผสมของชีวิตที่ จ�ำเป็นทั้งสิ้น

26 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔

ครอบครัว คือ พลังชีวิตที่เป็นได้ท้ังยาพิษ และยาบ�ำรุงหัวใจกันและกัน โดยเฉพาะผู้น�ำ ครอบครัว วุฒิภาวะพร้อม ฐานะความมั่นคง พร้อม ไม่ฟุ้งเฟ้อสร้างหนี้สินเกินตัว ไม่เพิ่ม ความเครียดให้กับสมาชิกในครอบครัว แต่ละ คนควรมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อ เติมเต็มคุณค่ากันและกัน ด้วยการแบ่งเบาภาระ หน้าทีต่ ามกรอบบทบาททีม่ นุษย์พงึ กระท�ำ หน้าที่ คุณพ่อแม่ หน้าที่ลูก พี่ น้อง ด้วยการมีมารยาท การเคารพกฎกติกาที่สมาชิกในครอบครัวได้มี มติตกลงกันไว้ ยึดหลักความถูกต้องดีงามตาม หลักธรรมค�ำสอนแห่งองค์พระศาสดา และ องค์ พ ระมหาราชาแห่ ง สยามที่ ช าวโลกต่ า ง ยกย่องศรัทธา คุณครูคนแรกของลูกน้อยสมาชิกใหม่ของ ครอบครัว คือคุณแม่คุณพ่อ คุณแม่จะสอน วิชาชีวิตด้วยความรัก ด้วยน�้ำเสียงและสัมผัส ที่อ่อนโยน นุ่มนวล เมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเรียน รู้ภาษาอักษรอ่านเขียน วิชาชีวิต ลูกน้อยเข้า โรงเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเข้าสังคม ร่ ว มกั บ เพื่ อ นๆ อี ก หลายๆ ชี วิ ต ที่ แ ตกต่ า ง หลากหลายด้วยนิสัย ฐานะ และความเป็นอยู่ ฝากให้ คิ ด ชี วิ ต รั ก วั ย รุ ่ น มั่ น ใจแค่ ไ หน เพียงใดกับการใช้ชวี ติ คู่ อย่ามองเป็นเรือ่ งเล่นๆ ถ้าเจอปัญหา แล้วไม่สามารถปรับเปลีย่ นแก้ไข ได้ ทุกข์ใจมีจริงนะ สมาชิกทุกชีวติ ในครอบครัว


ครอบครัวจะร่วมทุกข์ร่วมสุข... ทุกชีวิตในครอบครัว เป็นดังอวัยวะของกันและกัน

จะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย ไม่ใช่สุข - ทุกข์เฉพาะ คนสองคนแน่นอน ทุกชีวิตในครอบครัวเป็น ดังอวัยวะของกันและกัน จึงส่งผลถึงความ รู้สึกเดียวกัน แม้จะไม่ได้เป็นผู้สร้างเหตุก็ตาม แต่ความรู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุข คือ ผลพวงแห่ง ความผูกพัน เมื่อชีวิตเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ จึงมีอิสระในการเลือกหรือเลี่ยงสิ่งดี ไม่ดีให้ กั บ ชี วิ ต มากขึ้ น ทุ ก ชี วิ ต บนผื น แผ่ น ดิ น ไทย คือ สหายร่วมโลก ที่เป็นดั่งครอบครัวเดียวกัน ศรั ท ธาองค์ พ ระพระพุ ท ธเจ้ า องค์ เ ดี ย วกั น รักและเทิดทูน “พ่อหลวง” พระมหากษัตริย์ หนึ่งเดียวในโลก หนึ่งในใจของคนไทยทั่วโลก เหมือนกัน ทุกครัง้ ทีม่ คี วามรักสิง่ ทีต่ อ้ งตระหนัก คือ ความรับผิดชอบ ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ทีผ่ า่ นมา ได้ทำ� หน้าที่ “ครูจิตสดใส ใจอาสา” ซึ่งเป็นดั่งครอบครัว แห่งรักและศรัทธา ทีมงาน “ค่ายจิตสดใส วัยบริสุทธิ์ พุทธปัญญา” “ครูอาสา” ทุกคน ที่ ไ ด้ ม าพบกั น ต่ า งศรั ท ธาและปฏิ บั ติ ต าม รอยบาท “พระศาสดา” และยึดหลัก “ตาม รอยเท้ า พ่ อ แบบพอเพี ย ง” เกิ ด จากการ ผสมผสาน ค�ำสอนพ่อ “เมตตา ไมตรี หวังดี” สืบต่อกันมา ค่ายต่อค่าย รุน่ ต่อรุน่ ชีวติ ต่อชีวติ ที่ ยั ง คงด� ำ เนิ น ต่ อ ไปไม่ สิ้ น สุ ด ขอขอบคุ ณ คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ โยคีทุกชีวิต ทุกค่าย

ที่ผ่านมา ที่ให้โอกาส “ครูจิตสดใส ใจอาสา” ได้ท�ำหน้าที่ เสียสละแรงกาย แรงใจและสติ ปั ญ ญา ครอบครั ว แห่ ง รั ก “ค่ า ยจิ ต สดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา” จะเป็นดังปุ๋ย ที่ดีเติมชีวิต บ่มเพาะต้นกล้าเยาวชนคนดี ให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่คุณภาพในสังคมต่อไป สุดท้ายทุกชีวิต ที่ได้ร่วมงานกัน เราต่าง เป็ น โจทย์ เ พื่ อ เรี ย นรู ้ ชี วิ ต กั น และกั น โดย ผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยกระบวนการ “เรียนรู้ แบ่งปัน สร้างสรรค์ เบิกบาน” ครอบครั ว แห่ ง รั ก บนโลกใบนี้ คื อ การ อิงอาศัยและเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ทุกชีวิตอย่าง เท่ า เที ย ม นั่ น คื อ ประสบการณ์ “โรงเรี ย น ชีวิต งานจิตอาสา” ชีวิตที่ผ่านมา เราต่าง ท�ำหน้าทีต่ อบแทนคุณแผ่นดินอย่างสูงสุดแล้ว

ชีวิตดี 27


นิทาน ... ธรรมดี

โชคดีจังที่ฉันเป็น เรื่อง คุณนายฟู ภาพประกอบ ภัทรีดา ประสานทอง

โชคดีจัง ทีฉ ่ น ั เป็นนกแก้ว ขนสวยเสียงแจ๋ว พูดจาฉะฉาน

โชคดีจังที่ฉันเป็นวาฬ ถึงพูดยานคาง แต่ร่างใหญ่น่าดู

28 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


โชคดีจังที่ฉันเป็นปู ตัวเล็กอยู่ ในรู แต่เป็นนักสู้ก้ามแข็งแรง

โชคดีจังที่ฉันเป็นมดแดง มีเพื่อนเป็นแผง ทำ�งานสามัคคี

ชีวิตดี 29


โชคดีจังที่ฉันเป็นหมี ขนหนาอย่างนี้ ไม่เคยกลัวหนาว

โชคดีจังที่ฉันเป็นหนูตะเภา ตัวกลมขาวๆ น่ารักน่าชัง

30 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


โชคดีจังที่ฉันเป็นละมั่ง เขาโค้งสวยจัง สง่า ใจดี

โชคดีจังที่ฉันเป็นชะนี ปีนป่ายแต่ละที คล่องแคล่วว่องไว

ชีวิตดี 31


โชคดีจังที่ฉันเป็นควาย ถึงเดินอุ้ยอ้าย แต่มีแรงไถนา

โชคดีจังที่ฉันเป็นอีกา บินสูงขึ้นฟ้า หาอาหารกินกัน

32 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔


โชคดีจังที่ฉันเป็นฉัน มีรอยยิ้มได้ทุกวัน ก็เบิกบานหัวใจ

ไม่ว่าฉันจะเป็นอะไร ก็มีความสุขได้เพราะฉันชอบตัวฉันเอง .....เอ้ายิ้มกว้างหน่อย! :D

ชีวิตดี 33


ธรรมะออนไลน์ เรื่องและภาพประกอบ

34 จิตสดใส ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔

faithbook


ผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ ใจบุญ ที่น่ารักทั้งหลาย โปรดทราบ...

ค่าย “จิตสดใส วัยบริสุทธิ์ ด้วยพุทธปัญญา” กลับมาแล้วค่ะ หากท่านใดมีจิตศรัทธาสนับสนุนค่ายธรรมะเยาวชน สามารถสนับสนุนได้หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

1

บริจาคแรงกายแรงใจ โดยการมาเป็นอาสาสมัคร

ครูพี่เลี้ยง ธรรมะบริการ ช่วยงานในโรงครัว ช่วยงานทำ�ความสะอาด

4

2 รับบริจาคเป็นสิ่งของแจกโยคี เด็กประมาณ 80 คน เป็น สิ่งของจำ�พวก ดินสอ ยางลบ ปากกา สี หนังสือธรรมะเด็ก ถุงผ้า ของเล่นเด็ก ฯลฯ

b

3

อาหารและเครื่องดื่ม • สำ�หรับเด็กได้แก่ เครื่องดื่มบรรจุ กล่องทั้งหลาย • สำ�หรับทีมงาน ได้แก่ เครื่องชง ทุกชนิด เช่น ไมโล โอวัลติน กาแฟ น้ำ�มะตูมผง ฯลฯ

บริจาคเป็นปัจจัย โดยบริจาคด้วยตัวเอง ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ราชนครินทร์ จ.จันทบุรี หรือเข้าบัญชี ธ.ไทยพาณิชย์ ส���ขาย่อยท่าพระจันทร์ ชื่อบัญชี “พระมานพ อุปสโม” บัญชีเลขที่ 114-2-10518-6 สำ�หรับท่านที่โอนปัจจัยทำ�บุญเข้าบัญชีนี้ ขอความกรุณามีต้อยติ่ง 3 บาทด้วยนะคะ เช่น ท่านมีศรัทธาทำ�บุญ 500 บาท ขอความกรุณาโอนเข้ามาเป็นเงิน 503 บาท เพื่อเราจะได้ทราบว่า ยอดนี้สมทบทุนทำ�ค่ายสำ�หรับเยาวชนค่ะ สำ�หรับสิ่งของบริจาค รบกวนเขียนข้างกล่อง/ถุง/หรือซองว่า “ค่ายจิตสดใส” ด้วยนะคะ แต่หากท่านไม่ได้อยู่ใกล้ศูนย์ปฏิบัติธรรม สามารถติดต่อทีมงาน เพื่อส่งมอบของกันได้ โดยติดต่อ ครูบิ๊ก 081-741-8141 ครูโชค 081-805-5889 ค่ะ

ชีวิตดี 35


สงกรานต์

เมษาหน้าร้อนพักผ่อนเบิกบาน หยุดเรียนลางานกลับบ้านพบกัน พบญาติพี่น้องฉลองสุขสันต์ เฮฮาสารพันในวันครอบครัว สืบสานวัฒนธรรมรดน้ำ�ดำ�หัว รับพรถ้วนทั่ววันปี ใหม่ไทย มอบรักงดงามมอบความห่วงใย มอบสุขสนุกให้มอบใจเมตตา สืบประเพณีสิ่งดีนานา วัฒนธรรมล้ำ�ค่ารักษานิรันดร์ ลาทีปีเก่าลาเศร้าโศกศัลย์ สงกรานต์รับขวัญทุกท่านโชคดี “ครูเชนและเพื่อน”


Jitsodsai 04