Page 1


        

  

คำนิยม 36 ปี งำนเยำวชนคำทอลิกไทย โดย บำทหลวงโกวิทย์ เจริญพงศ์ ย้อนวันวำน กับอดีตผู้ประสำนงำนเยำวชน “คุณพรเทพ แพร่ศิริรักษ์” ฅ.ฅน ชวนคิด “กำรยอมแพ้” ถำมตอบปัญหำชีวิตกับลุงริศ “จะรับฟังคำต่อว่ำได้อย่ำงไร” เยำวชนคนกล้ำ “มำลำล่ำ ยูซำฟไซ” เก็บเบี้ยริมทำง : ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบกำรณ์ เด็กหญิงแมลงปอ ตอน “คำสอนที่ตรึงใจ ข้อที่ 1” พระวำจำ เจน 4: รักผู้อื่น เหมือนรักตนเอง IT Friend and Geek: Ep.23 “หำกันจนเจอ ตอน ตำมหำ iPhone & iPad” เปิดปม : ทำแท้งแก้ที่กฎหมำย หรือแก้ที่จิตใจมนุษย์ ปัน ปัน By นู๋นุ้ย: RIO 2013 ประมวลภำพ กำรเฉลิมฉลองปีแห่งควำมเชื่อระดับชำติ

3 4 7 8 11 14 18 22 23 26 32 36

CONTACT US : คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตชนฆราวาส แผนกเยาวชน 122/11 ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี 14 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 โทร 02-681-3900 ต่อ 1504-1505 E-mail: cyctforever@gmail.com / youth@cbct.net Website : http://youth.cbct.net

2


การทางานกับเยาวชน สภาเยาวชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย หรือ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อเยาวชน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลง ชื่อในปี 2000 และ ปัจจุบันเป็น แผนกเยาวชน ชื่อเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่บทบาทหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังเข้มข้นมากขึ้น ทั้งงานด้านการอภิบาลเด็กและเยาวชน การส่งเสริม การ พัฒนาจิตตาภิบาลเยาวชน และผู้ประสานงาน รวมทั้งกระตุ้นและประสานงาน ให้เกิดขบวนการอภิบาลเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ทาให้เห็นการเติบโตในการ อภิบาลเยาวชนอย่างมากมายในพระศาสนจักรประเทศไทย และขยายออกไปสู่ ประเทศลาว การสนับสนุนการสร้างแนวความคิดและแนวทางปฎิบัตใิ นการ อบรมเยาวชนระดับชาติ ระดับสังฆมณฑล การสร้างผู้นาเยาวชนมากมาย หลายรุ่นตลอดเวลา 29 ครัง้ ที่ผ่านมา จานวนเยาวชนมากกว่า 7,000 คน ได้ ถูกสร้างให้เป็นผู้นาเยาวชนทั้ง 10 สังฆมณฑล องค์กรสมาชิก และประเทศลาว รวมทั้งบรรดาสามเณรใหญ่แสงธรรมได้รับการฝึกปฎิบัตกิ ารเป็น ANIMATOR ได้เรียนรู้กระบวนการจัดค่ายเยาวชนเป็นเวลามากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หลายคน บวชเป็นพระสงฆ์และให้การสนับสนุนงานเยาวชนอย่างมีชีวิตชีวาและต่อเนื่อง การเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปีสภาเยาวชนคาทอลิกแห่งประเทศไทยนั้น ไม่ใช่เป็นการเฉลิมฉลองของงานเยาวชนคาทอลิกไทย ของสานักงานเยาวชน ส่วนกลางเท่านั้น แต่เป็นการเฉลิมฉลองการเติบโตและความก้าวหน้าในการ เดินทางร่วมกันของทั้งประเทศไทย ที่ได้ร่วมกันทางานในพันธกิจด้านเด็กและ เยาวชนที่พระเยซูคริสตเจ้าพระอาจารย์ของเรา ได้ริเริ่มและเรียกร้องให้เราสืบ สานงานของพระองค์ ดังนั้น การเฉลิมฉลองนี้จึงช่วยให้เราได้ทบทวนสิ่งที่รุ่นพี่ๆ ของเราได้รเิ ริ่มไว้ ทาให้เรามองเห็นสถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้น สามารถ คิด วิเคราะห์ และวางแผนงานเพื่อช่วยเด็กและเยาวชนให้เจริญเติบโต ก้าวหน้าต่อไป บนหนทางแห่งความรักและคุณค่าของพระวรสาร

3


ในโอกาสนี้ พ่อจึงขอส่งความปรารถนาดีเพื่อขอบคุณ สภาเยาวชนฯ ที่จัดให้มกี ารสัมมนาจิตตาธิการเยาวชน การจัดค่าย ผู้นาระดับชาติ การเตรียมเยาวชนและการไปร่วมงานชุมนุมเยาวชน โลกทาให้ได้พบ และร่วมการจาริกแสวงบุญของเยาวชนนับแสน นับล้านกับพระสันตะปาปาบิดาที่รักยิ่งอย่างใกล้ชิด และไม่รู้ลมื เลือนของบรรดาเยาวชน และผู้ร่วมแสวงบุญในแต่ละครั้งการเป็น เจ้าภาพและการร่วมชุมนุมเยาวชนเอเชีย การช่วยเหลือการจัดค่าย เยาวชนสังฆมณฑลต่างๆ การพาเยาวชนไปเทเซ่ (บันทึกรักเทเซ่) ซึ่งเป็นประสบการณ์ของบรรดาเยาวชน ที่ใช้ชวี ติ ใกล้ชิดพระด้วย เสียงเพลง การภาวนา การราพึงไตร่ตรองพระวาจา ไตร่ตรองชีวิต การเสียสละเพื่อผู้อื่นเสมอ ท้ายนีข้ อขอบคุณเป็นพิเศษในการจัดเฉลิมฉลอง 36 ปี งานเยาวชนคาทอลิกไทย (คริสตศักราช1977-2013) เพื่อสร้าง ความตระหนักในการอภิบาลเยาวชน ตลอดจนกิจการต่างๆ ทีช่ ว่ ย ส่งเสริมงานพันธกิจด้านเด็กและเยาวชนให้มีความเจริญก้าวหน้า

เป็นการเฉลิมฉลอง การเติบโตและ

ความก้าวหน้าใน

การเดินทางร่วมกัน ของทั้งประเทศไทย ที่ได้ร่วมกันทางานใน พันธกิจด้านเด็กและ เยาวชนที่

ความหวังที่มีต่อบรรดาเยาวชนในอนาคต

พระเยซูคริสตเจ้า

พระศาสนจักรให้ความสาคัญกับเยาวชนอย่างจริงจัง เพราะเยาวชนเป็นปัจจุบันและเป็นพลังที่สาคัญของพระศาสน จักร และเป็นผู้รว่ มสร้างพระศาสนจักรที่มีชีวิตชีวา ขอพระ เป็นเจ้า อวยพรผู้ทที่ างานเพื่อเด็กและเยาวชน ผู้ทใี่ ห้การ สนับสนุนงานด้านนีท้ ั้งทางตรงและทางอ้อม และอวยพรเป็น พิเศษสาหรับเด็กและเยาวชนทุกคน ขอพระอวยพร บาทหลวงเปโตรโกวิทย์ เจริญพงศ์ สังฆมณฑลอุดรธานี อดีตเลขาธิการฯ ปี 2002 - 2004 3 กรกฎาคม 2013

พระอาจารย์ของเรา

4

ได้ริเริ่มและเรียกร้อง

ให้เราสืบสาน

งานของพระองค์


สวัสดีครับ ชื่อจริง ยอแซฟ พรเทพ แพร่ศิริรักษ์ อีกชื่อที่หลายคนรู้จักคือ “โก๋” เคยเป็น เจ้าหน้าที่แผนกเยาวชน อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ช่วงปี ค.ศ. 1997-2007 เป็นสัตบุรษุ วัดนักบุญเปาโล อ.บ้านนา จ.นครนายก แรงจูงใจที่มาทางานด้านเยาวชน เกิดจากเคยเห็นบราเดอร์มาสอนคาสอนที่วดั (ตอนอยู่ประถมเลย) มีความสามารถหลายอย่าง สอนคาสอน นาเกม นาขับร้อง ใฝ่ฝันอยากเป็นอย่างบราเดอร์ จึงจดจาสิ่งต่างๆ เอาไว้ อนาคตจะเป็นอย่างบราเดอร์ให้ได้ แล้วเมื่อครั้งงานฉลอง 10 ปีเยาวชนฯ ที่ ร.ร.ยอ แซฟอุปถัมภ์ สามพราน ก็ได้มีโอกาสพาน้องๆเยาวชนที่วัดไปร่วมงาน เห็นถึงพลัง ความสามารถ เห็นคนทางาน ที่อยู่เบี้องหลังงานนี้ ตอนนั่นถ้าเทียบผมก็คงอยู่ประมาณมหาวิทยาลัยปี 1 คงมีอายุในบรรดาผูเ้ ข้าร่วม พี่ ๆ ก็ เลยให้บทบาทมากกว่ามาเข้าร่วม เป็นแรงจูงใจทีค่ ิดว่าชอบการทางานแบบนี้ และสิ่งที่คาดหวังให้น้องๆเยาวชนได้ค้นพบตัวเอง ให้รู้ว่าตัวเราแต่ละคนมีคุณค่า มีความสาคัญ ต่อครอบครัว สถาบันการศึกษา สังคม เรา มีพลังที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงสิง่ เหล่านี้ จากไม่ดีเป็นสิ่งที่ดงี าม โดยเริ่มจากตัวเราแต่ ละคนก่อน เพราะช่วงเยาวชน(วัยรุ่น) เป็นช่วง เพาะบ่ม เจอกับสิง่ ที่ดแี ละไม่ดีเข้ามาในชีวิต ทั้งเสียงหัวเราะ ร้องไห้ ฯลฯ เพื่อที่วันหนึง่ เรา จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีตอ่ ไปแล้วอย่าลืมหัน กลับมามองน้องๆที่อยู่ข้างหลังด้วย และที่สาคัญให้ พระเจ้าอยูเ่ คียงข้างเราเสมอ

5


งานที่ในปัจจุบันทาอยู่ ก็คงทาคล้ายๆ ตอนอยู่แผนกเยาวชนฯ คือ การอบรม จัดกิจกรรม ตามวัด และโรงเรียนที่ทราบว่าผมยังรับจัดอยู่ เพราะว่าผมเติบโตจากตรงนี้ แล้วยังคงรักงานนี้อยู่ แต่ก็มโี อกาส จัดให้ตามโรงแรมหรือบริษัทต่างๆ อยู่บ้าง “เยาวชนกับความเชื่อในยุคปัจจุบนั ” คงเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี การสื่อสารเป็น สิ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมมากในปัจจุบนั ที่พัฒนาการเร็วมาก เทคโนโลยีทาให้สามารถทาอะไรได้หลายๆ อย่าง มี ประโยชน์มากมาย แต่บางอย่างใช้ในทางผิดก็มีโทษมหันต์เหมือนกัน แล้ววัยเยาวชนนีเ้ ป็นวัยที่กาลังค้นหา แสวงหา คาตอบให้กบั ตัวเอง อาจจะเป็นแบบอย่างสาหรับการดาเนินชีวติ ของตัวเอง เป็นวัยช่างคิดช่างฝัน ต้องการเป็นที่ ยอมรับของเพื่อน และสังคมรอบข้าง ท่ามกลางสิง่ ต่างๆ เหล่านี้ อยากเสนอในแง่มุมที่เยาวชนกาลังค้นหา ความเชื่อ ได้รับการสั่งสมมาตัง้ แต่เด็ก ยิ่งเทคโนโลยีฯก้าวหน้าไป แต่สิ่งทีท่ าให้สงั คมเราอยู่ด้วยอย่างมีความสุขแท้จริง คือ ความเชื่อ ในพระเจ้า เพราะเราเชื่อในพระเจ้าก็คือเชื่อ ในความดี พระองค์สอนให้เรารักกันและกัน ผมยังเชื่อว่าเยาวชนหลายคนความเชื่อมีมากมาย แต่ต้องถามตัวเอง ด้วยว่ามีมาก แล้วมีความมั่นคง เข้มแข็งไหม เป็นสิ่งทีท่ ้าทายตัวเอง ในการเตรียมพร้อมที่จะเติบโตเป็นผูใ้ หญ่ เหมือนต้นไม้ทกี่ าลังเติบโตเต็มที่ รอการออกดอกผล แล้วเมื่อวันหนึ่งเจ้าของสวนจะมาดูการเติบโตครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ ฝากไว้ เราต้องเติบโตความเชื่อของเราในพระ เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นกิ่งก้าน ผู้ที่ดารงอยู่ในเรา และเราดารงอยู่ในเขาก็ยอ่ มเกิดผลมากเพราะถ้าไม่มีเรา ท่านก็ทาอะไรไม่ได้เลย ถ้าผู้ใดไม่ดารงอยู่ในเรา ก็ จะถูกโยนทิ้งไปข้างนอก เหมือนกิ่งก้านและจะเหี่ยวแห้งไป กิ่งก้านเหล่านั้นจะถูกเก็บไปทิ้งในไฟและถูกเผา (ยน.15:5-6) ถึงบรรดาผู้ทางานเยาวชน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา จุดหนึง่ ที่หลายๆท่านคงประสบเหมือนกัน คือ กาลังใจ เพราะทางานกับคน โดยเฉพาะกับเยาวชน ยิ่งเป็นสิง่ ที่ท้าทาย เราจะพูดภาษาเดียวกับ เขาได้อย่างไร ให้เขารับฟังเรา บางคนเป็นเรื่องยาก ฝากข้อคิด (ที่รับมาอีกที) ถ้าเราเพาะถั่วเขียวให้เป็นถั่วงอก ถ้าเราเคยเพาะ ไม่วา่ จะเป็นดินหรือแกลบขีเ้ ถ้า เราเอาเม็ดถั่วปลูกแล้ว หากเรา สงสัย กังวลว่ามันจะไม่ขนึ้ ขุดเขี่ย หรือคอยเปิดดูเม็ดถั่วทุกวัน เม็ดคงไม่งอกแน่ๆ หากเราลงมือปลูกไปแล้วเราเฝ้ารอ คอยรดน้า สักวันมันจะงอก นีแ่ หละครับคือการทางานกับเยาวชน เพราะวัยนีเ้ ป็นวัยที่กาลังเติบโต เรามีหน้าที่รดน้าพรวนดิน และพระเจ้าจะเป็นผู้ประทานการเจริญเติบโตให้เอง ถึง น้อง ๆ เยาวชน กิจกรรมต่างๆ ที่ทาง พระศาสนจักรจัดให้เรา เป็นสิ่งที่ดีมคี ุณค่า อยากให้นอ้ งๆ ได้ มาร่วม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ข้อคิดดีๆ กิจกรรม เอาไปใช้ในชีวิตให้ลงสู่การกระทา หลายคนรู้แต่ไม่ลงมือทา สังคมและพระศาสนจักรรอน้องๆ อยู่ในการร่วมเปลี่ยนแปลงให้สงั คมและพระศาสนจักรเจริญเติบโตไปด้วยกัน และอย่าลืมส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้เพื่อนๆ และรุน่ น้องต่อไป

6


ท่ามกลางสังคมแห่งการแข่งขัน หลายครั้งคนเรา ต้องต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อไปให้ถงึ ชัยชนะ จนทาให้หลายคนคิดว่าต้องไม่ยอม เพราะยอม คือ “แพ้” ท่ามกลางปัญหา และอุปสรรคในหน้าที่การงาน การไม่ยอมแพ้ เป็นสิ่งที่ดีเพื่อมุ่งสู่ความสาเร็จ แต่ในความสัมพันธ์กับบุคคล รอบข้าง หลาย ๆ ครั้ง การรู้จักยอม หาได้นาไปสู่ความพ่ายแพ้ไม่ แต่

กลับนาไปสู่ชยั ชนะทีย่ ิ่งใหญ่ ชนะใจตนเอง ที่จะเป็นคนให้อภัยก่อน เสียสละ ก่อน เพื่อได้มาซึ่งคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของมิตรภาพและการอยู่ร่วมกัน เยาวชนที่รัก ชีวติ มีมุมมองที่แตกต่าง ให้เราเลือกเสมอ ให้ความสัมพันธ์ คนส่วนหนึ่งอาจจะเลือกที่จะไม่ยอม ต้องเอาคืน แก้แค้น หรือคืนกลับไปให้ สาสม ซึ่งพบเห็นได้มากมายในสังคมปัจจุบันกับอีกมุม ที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง เลือกที่ จะอดทน ให้อภัย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แล้วเธอล่ะ...จะเลือกให้ชีวิตของเธอเป็นแบบไหน...

7


พี่คะ หนูเจอคนมาด่าว่าหนูโดยไม่ ถามเหตุผลหนูเลยว่า เพราะอะไรหนูถึงทา อย่างนั้น... บางทีก็ท่โี รงเรียน บางทีก็ท่ี บ้าน.. จนทาให้หนูท้อใจมากเลยค่ะ... พี่คะ เราจะเข้มแข็งพร้อมรับคาด่า ต่อว่าเรา โดย ไม่สนใจความรู้สึกของเราได้อย่างไรคะ

พี่อ่านคาถามของน้องแล้วรู้สึกเห็นใจครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะตั้งสติ พร้อมรับคาต่อว่า วิจารณ์ ตาหนิ กล่าวโทษต่างๆ... พี่ขอเสนอแนวทางรับมือจาก ดร. มิกิ คาชตาน ผูเ้ ชี่ยวชาญเรื่องการสื่อสารอย่างไร้ความรุนแรงให้แนวทางรับมือ กับคาวิจารณ์ ตาหนิ กล่าวโทษต่างๆไว้ 4 ประการดังนี้ครับ

8


1.

2.

3.

4.

ถ้าเรารู้สึกไม่มั่นใจว่าเขาอยากช่วย... เราได้ยินคาวิจารณ์ คาตัดสิน ตาหนิ กล่าวโทษ เราสามารถรับมือได้โดยทางานกับโลกภายในของตัวเรา (Inner work) โดยตั้งความตั้งใจของเรา เช่น ตั้งใจรับฟ้งเพื่อเป็นโอกาสในการ เรียนรู้ เติบโต นอกนั้นเราสามารถเพิ่มการยอมรับตนเองได้ ซึ่งจะช่วยให้เรา ไม่ถูกทาร้ายจากคาวิจารณ์นั้น และเราสามารถเลือกได้วา่ อะไรเป็นสิ่งที่อยาก นามาพิจารณาปรับปรุงตน หรืออะไรไม่ได้ช่วยให้การปรับปรุงตน เราก็ สามารถปล่อยวางไปได้... การฝึกฝนตนเองเช่นนี้ เราสามารถทาได้ตลอดเวลา ไม่เฉพาะเวลาเราพบคาวิจารณ์ ตัดสิน กล่าวโทษ ถ้ามีคนมาวิจารณ์ ตัดสิน ตาหนิ กล่าวโทษทันทีทันใด... โดยที่เราไม่ได้ ตั้งตัวหรือตั้งตัวไม่ติด...เราอาจบอกเขาว่า “ฉันอยากฟังสิ่งที่เธออยากพูดกับ ฉันในตอนที่ใจฉันพร้อมนะ ขอเวลาอีก 15 นาทีค่อยคุยกันได้ไหม(หรืออาจคุย กันวันพรุ่งนีไ้ ด้ไหม)” ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าเรายินดีที่จะรับฟัง เรามีความเคารพ เขาด้วย และเราขอเป็นช่วงเวลาที่เราพร้อมด้วย คนที่วิจารณ์ ตัดสิน ตาหนิ กล่าวโทษเราโดยไม่ได้ให้ข้อสังเกต เฉพาะเจาะจง... ซึ่งทาให้เราเกิดความสับสน งง หรือไม่เข้าใจ เราสามารถ บอกเขาในทานองว่า “ฉันอยากเข้าใจ อยากร่วมมือกับเธอเพื่อรับสิ่งนี้นะ... เธอช่วยยกตัวอย่างให้ฉันสัก 1-2 เรื่องจะได้ไหม ฉันจะได้เข้าใจชัดเจนมากขึ้น” ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสาคัญสาหรับเขา เราอาจพูดว่า “ที่เธอมาพูดกับฉัน เพราะสิ่งนี้สาคัญสาหรับเธอ...... ใช่ไหม” หลังจากนั้นเราจะทราบว่าจะพูดคุย ต่ออย่างไรหรือจะหาคาแนะนาที่เฉพาะเจาะจงต่อไป

ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีความสาคัญสาหรับเขาอย่างไร เราอาจถาม เขาว่า “ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่า เพราะอะไรสิ่งนี้จึงสาคัญสาหรับเธอ” เราจะพอ ทราบได้วา่ จะคุยต่อไปอย่างไร การหาคาแนะนาอาจทาได้โดยบอกเขาว่า “แล้วเธอมี ข้อเสนอแนะอะไรให้กับฉันบ้างไหม” การรับมือเช่นนี้ จะช่วยให้เกิดความร่วมมือกัน แทนการต่อสู้หรือต่อต้านกัน 9


ในขณะเดียวกัน เราอาจบอกสิ่งสาคัญสาหรับตัวเราให้เขารับรู้ดว้ ยก็ได้ (เรา อาจสังเกตได้ว่าเป็นช่วงเวลานั้นเหมาะสมหรือไม่ที่จะบอกเขา) เช่น “เธอพร้อมฟัง มุมมองของฉันในเรื่องนีไ้ หม” ถ้าเขาบอกว่าไม่อยากฟังเรา... เราก็คงไม่มีอะไรที่จะ ทาได้ในขณะนั้น... นอกจากจะรักษาความสัมพันธ์กับเขาซึ่งจะมีผลในระยะยาว... หรือคงความสัมพันธ์ในระดับที่เรารับได้... หรือถือโอกาสเป็นการฝึกฝนทางจิต วิญญาณของเราก็ย่อมได้...

เป็นอย่างไรบ้างครับกับแนวทางการให้และรับการตักเตือน ผมหวังว่าคงเป็น ประโยชน์ช่วยให้น้องๆให้มีทางเลือกเพิ่มเติมนะครับ ขอพระเยซูเจ้าอวยพร น้องๆทุกคนและทุกคนในครอบครัวของน้องๆ ให้มีความสุขสันติภายใน หัวใจ และขอแม่พระอยู่เคียงข้างน้อง ช่วยวิงวอนเพื่อสิ่งที่มีความหมายต่อ ชีวติ ของน้องๆ ทุกคนนะครับ

ประชาสัมพันธ์

1) เชิญชมเว็บไซต์บ้านใส่ใจ www.carefor.org เพื่อชีวติ ความรัก มิตรภาพ กาลังใจ สื่อสารอย่างสันติ ปันน้าใจ ถาม ตอบปัญหาชีวติ บ้านใส่ใจบนเฟซบุค้ www.facebook.com/ carefor.org

2) ขอเชิญท่านที่สนใจเรียนรูแ้ ละฝึกฝนทักษะ “การเป็นคนกลางด้วยหัวใจ: เป็นคนกลาง เพื่อสร้างสันติ แก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ในชีวิต ครอบครัว ที่ทางาน และ ชุมชน” (ขั้นต้น) ในวันที่ 19-22 สิงหาคม 2556 ติดต่อและสมัครได้ทศ่ี ูนย์นักบวชหญิง สามพราน โทร 02-429-0367

10


มาลาล่า ยูซาฟไซ เป็นเด็กสาวชาวปากีสถานที่ถูกพวกตาลีบันใช้ปืนจ่อยิงที่ ศีรษะ เพียงเพราะว่าเธอออกมาเรียกร้องความเท่าเทียม กันในด้านการศึกษา บ้าน ของเธออยู่บริเวณหุบเขาสวัต ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน โชคร้าย ตรงที่กลุ่มติดอาวุธตาลีบันครอบครองพืน้ ที่บริเวณหุบเขาลูกนีอ้ ยู่ด้วย โชคร้ายกว่านั้น คือ คนกลุ่มนี้ห้ามเด็กหญิงไปโรงเรียน แต่ด้วยความที่ มาลาล่าเป็นเด็กรักเรียน เธอก็ แอบไปเขียนบล็อคของบีบีซี ภาคภาษาอูรดูโดยใช้นามแฝงว่า “กุล มาไค” โชคร้าย ที่สุดก็คือวันที่ 9 ตุลาคม 2012 ขณะเดินทางกลับบ้าน เธอถูกพวกตาลีบันจ่อยิง ลูก กระสุนเฉี่ยวตาซ้ายของเธอแล้วฝังอยู่ในกะโหลกศรีษะ หลังจากที่แพทย์ชาว ปากีสถานช่วยกันผ่าตัดกะโหลกเอากระสุนออก ก็นาเธอส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ควีนเอลิซาเบ็ธในเมืองเบอมิงแฮมประเทศอังกฤษ และความโชคดีก็มาถึง….เธอรอดตายและหายเป็นปกติราวปาฏิหาริย์ ปัจจุบัน นีเ้ ธอและครอบครัวพานักอยู่ในประเทศอังกฤษ และได้เข้าโรงเรียนตามที่เธอใฝ่ฝันไว้ วันนี้ (12 กรกฎาคม 2013) เธออายุครบ 16 ปี พอดิบพอดี ได้ข้นึ กล่าวสุนทรพจน์ที่ สานักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นครั้งแรก เธอเดินเข้าห้องประชุมมาด้วย ความสง่างาม สวมชุดสีชมพูและมีผา้ คลุมไหล่สีชมพูอ่อนของนางเบนาซีร์ บุตโต(อดีต ผูน้ าปากีสถานที่เคยถูกลอบสังหาร) คลุมไหล่ของเธอไว้อย่างกระชับพอเหมาะพอดี

11


องค์การสหประชาชาติเรียกวันที่ 12 กรกฎาคม ว่าเป็น วันมาลาล่า (Malala day) เพื่อระลึกถึงความ กล้าหาญของเธอ แต่มาลาล่าบอก ว่า “วันนี้ไม่ใช่วันของหนูหรอกค่ะ แต่เป็นวันสาหรับผู้หญิงทุกคน เป็น วันของเด็กหญิงและเด็กชายทุกคน ที่กล้าเปล่งเสียง เพื่อสิทธิของพวก เขา” เธอย้าว่า “มีคนหลายพันคน ถูกฆ่าตาย โดยผู้กอ่ การร้าย และ อีกหลายล้านคนได้รับบาดเจ็บ หนู เป็นเพียงหนึ่งในคนเหล่านัน้ แต่หนู ยืนอยู่ ณ ที่นี้ เป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง ท่ามกลางคนอีกมากมาย หนูไม่ ได้มาพูดเพื่อตัวเอง แต่เพื่อคน เหล่านั้นที่ไร้เสียงพูด” กลุ่ม

ผูก้ ่อการร้าย คิดว่าการใช้ความ รุนแรงกับเธอ จะทาให้เธอเปลี่ยน ความคิด และความตั้งใจ แต่ใน ความจริงแล้ว ไม่มอี ะไรที่จะเปลี่ยน เธอได้ ยกเว้นความอ่อนแอ ความ หวาดกลัว และความหมดหวัง ที่ได้ ตายไปจากเธอเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่ง ที่เกิดขึ้นมาแทนคือความแข็งแกร่ง พลัง และความกล้าหาญ

12

มาลาล่าเป็นเด็กผู้หญิง ที่ถูกสอนมาจากพ่อและแม่ที่ดี เธอไม่มคี วามแค้นให้กับคนที่ ทาร้ายเธอ เธอกล่าวด้วย น้าเสียงกังวานชัดเจน โดยที่ไม่มี ความประหม่าหรือสั่นกลัวแม้แต่นอ้ ยว่า “หนูไม่แม้แต่จะเกลียดคนที่ยงิ หนู แม้ว่า ถ้าหนูมีปืนในมือ และเขายืนอยู่ตรงหน้า หนูก็จะไม่ยิงเขา” .....มาลาล่ายังกล่าว

ถ้อยคา ที่พรั่งพรูออกมาจากใจของเธออีก มากมายซึ่งสะกดคนฟังทั่วโลกได้เป็นอย่าง ดี ก่อนหน้านี้ เธอก็ยังถูกเลือกจาก นิตยสารไทม์ ให้เป็นหนึ่งในร้อยคนที่มี


อิทธิพลต่อคนในโลกนี้มากที่สุด และถูกนาเสนอ ชื่อให้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ก่อนจบ สุนทรพจน์ เธอมองไปยังผูฟ้ ังในห้อง พูดด้วย น้าเสียงที่กล้าหาญฉะฉานและแน่วแน่วา่ “ขอให้ เราร่วมกันต่อสู้กับการไม่รหู้ นังสือ ความ ยากจนและการก่อการร้าย ให้เราหยิบหนังสือ ปากกาของเราขึ้นมา มันเป็นอาวุธที่ทรงพลัง ที่สุด เด็กหนึ่งคน คุณครูหนึ่งคน หนังสือหนึง่ เล่ม ปากกาหนึ่งด้าม สามารถเปลี่ยนโลกได้ … การศึกษาเท่านั้นเป็นวิธแี ก้ปัญหา การศึกษา ต้องมาก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะ”

….ไม่ต้องบอกก็รู้วา่ เสียงปรบมือในห้องนั้นดังกึกก้องแค่ไหน ขนาดเราอยู่ หน้าจอทีวี ยังอดไม่ได้ที่จะปรบมือดัง ๆ ให้กับความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเธอ… เยาวชนคนกล้า มาลาล่า ยูซาฟไซ….

13


14

กลับมาอีกครั้งกับ “เก็บเบี้ยริมทาง” ประจาเดือนกรกฎาคม ครั้งนีเ้ ราจะ พาทุกท่านไปพบกับประสบการณ์ และความสนุกสนานของกิจกรรมการ สร้างบ้านดิน ณ สวนลมหายใจอันสงัด ต.คุ้งกระถิน อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมี เพื่อน ๆ นักศึกษาชมรมคาทอลิก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต บางเขนและวิทยาเขตกาแพงแสน ไป เข้าร่วมกิจกรรมเกือบ 20 คน เลยค่ะ อีกทั้งยังมีกระบวนกร ผูเ้ ป็นเจ้าของ สวนลมหายใจอันสงัด คุณจีรนันท์ หลายพูนสวัสดิ์ (พี่จะ๊ ) และคุณณฐ ด่านนนทธรรม (พี่นะ) มาช่วยย่อย การเรียนรู้และนากิจกรรมสนุกๆ ตั้งแต่การย่าดิน การฉาบและแกะ ลายผนังดิน การปั้นรูปนูนต่า นูนสูง บนผนัง การกวนและทาสีบ้านดิน ฯลฯ อีกด้วย


พี่ ๆ ทั้งสองได้เปลี่ยนชีวิตมาเป็นชาวบ้านชาวสวน สร้างบ้านดินเพื่ออยู่อาศัยเอง และทา ให้ที่แห่งนี้เป็นแหล่งทดลองการใช้ชีวิตในรูปแบบชุมชนนิเวศน์ ต่อไปนีค้ ือ เสียงสะท้อน ของความประทับใจ และนานาข้อคิดที่เพื่อนๆ ได้รับจากกิจกรรมครั้งนีค้ ่ะ

น.ส.วิชญา รติฤทยาวงศ์ (นา้ ) คณะวิทยาศาสตร์ หนูประทับใจการกล้าตัดสินใจของที่จ๊ะ พี่นะ มากค่ะ ที่กล้าทิงความสะดวกสบายในเมือง ไปสู่ความสงบของสวน ที่แม้จะไม่ได้ล้าบาก อะไรนัก แต่ก็ต่างจากในเมืองมาก เขาคิดถึง ลูกของเขาอยูเ่ สมอ แล้วก็ชอบที่เขาทังสองกล้า จะลองผิดลองถูก ท้าด้วยตัวเองจนเห็นว่าดีจึง เอามาแบ่งปันให้คนอื่น ตอนที่เราสร้างสรรค์ งานศิลปะบนผนังบ้านดิน ที่พนี่ ะบอกว่าเราต้อง กล้าที่จะท้ามันลงไป ไม่ต้องกลัว ทุกอย่างท้า ด้วยความรู้สึก ท้าให้หนูรู้สึกสงบมากเลย สงบ แบบสนุกๆ เมื่อเราท้าเสร็จแล้วก็ชอบที่มีคนมา พูดถึงผลงานของเรา ไม่ว่ามันจะเหมือนอะไรใน สายตาคนอื่นแต่ก็ภูมิใจค่ะที่ได้ท้ามันลงไป อิอิ

นายอเนชา สมุทรคีรี (โปรแกรม) คณะมนุษยศาสตร์ เมื่อเท้าจุ่มดินแว๊บเดียว เหมือนแบบร่างกายกลับสู่ธรรมชาติ รู้สึกดีมากๆ น.ส.เพียงประไพ ธนสมบูรณ์ (ซาว) คณะเศรษฐศาสตร์ รู้สึกดีใจที่ได้ลองท้าสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยท้า ฉาบก้าแพงเคล้าเสียงเพลง คิดว่าก้าแพงคงสนุกเหมือนกับเราค่ะ 55 ขอบคุณพระเจ้าทีไ่ ด้ ประทานวันเวลาแห่งความสุข ในการใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนค่ะ 15


นายธฤต พรหมะวัน (ปัน) คณะวิศวกรรมศาสตร์ “รู้สึกสนุกมากที่ได้ทาอะไร บางอย่างที่เราไม่เคยทา เป็น การสร้างบ้านครั้งแรกที่มี ความสุขมากๆ ครับ”

นายกรวีร์ วิเวก (เนต) คณะเศรษฐศาสตร์ ความสะดวกสบาย ท้าให้จิตวิญญาณของเราอ่อนแอ การใช้ชีวิตเรียบง่าย แม้ดูธรรมดา แต่ไม่ฝืนธรรมชาติ ค่ายบ้านดินแม้เป็นช่วงสันๆ

นายกฤษฏิ์ แก้วหิรญั (กฤษฏิ)์ คณะเศรษฐศาสตร์ สวนลมหายใจอันสงัด น.ส.อิศิราพร ไวอ่อน (พลอย) ท้าให้ผมลืมความวุ่นวาย คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การแข่งขัน ความคาดหวัง หนูรู้สึกตื่นเต้น การแก่งแย่ง และการได้มาทีน่ ี่ ตั้งแต่ทางเข้ามาสวนแล้วค่ะ ได้พบกับความสงบ ความสนุก และ รถนี่เด่นดีจัง 5555 ที่ส้าคัญ มิตรภาพที่ได้ (ล้อเล่นนะคะ อันนี้ไม่เกี่ยว) จากเพื่อนร่วมค่ายทุกคน มาถึงสวนแล้วรู้สึกถึงกลิ่นไอ ถึงแม้จะได้เจอกันครังแรก ของธรรมชาติ บรรยากาศดีมากค่ะ แต่กับรู้สึกว่าทุกคนต่างเป็นครอบครัว ลมเย็นสบาย ต่างกับในเมืองมากเลย เดียวกัน รวมถึงพี่จ๊ะและ และได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมายเลย พี่นะด้วย ค่ายนีอบอวลไปด้วยความ ค่ะ ได้ทั้งความรู้ ความสนุกสนาน อบอุ่นและเสียงหัวเราะของทุกคน และมิตรภาพที่ดีจากพี่ๆ ในค่าย จะไม่ลืมค่ายนีเลย และเพื่อนๆ ทุกคนเลยค่ะ :)) สนุกแบบ สุดๆ !!!!!!! 16


อารียา ค่อยประเสริฐ (ยา) คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ประทับใจน้องไฮกุ ตอนที่เราบอกน้องว่าขอเล่นไอแพตหน่อย แล้วน้องก็บอกว่าย่าดินก่อน คาพูดน้องชวนให้ยาคิดว่า ในหลายๆ ครั้ง ยาลืมหน้าที่ของตัวเองว่าควรจะทาอะไรก่อน หน้าที่หลักของตัวเองคืออะไร อย่างเช่น หน้าที่ตอนนี้คือเรียน แต่ยาดันไปหลงอยู่กับอะไรก็ไม่รู้

พระเจ้าทางานในวิธีที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน หวังว่าเพื่อนๆ จะลองหาโอกาสมาทาอะไรสนุกๆ แบบนี้ กับเพื่อนๆ นักศึกษาคาทอลิกทั่วประเทศนะคะ และหากใครเคยทากิจกรรมอะไรที่มีคุณค่า ชวนให้มีประสบการณ์กับพระ ก็สามารถมาแบ่งปัน กับพวกเราได้ท่ี Facebook: กลุ่มนิสิตนักศึกษาคาทอลิกแห่ง ประเทศไทยและกลุ่มค่ายอาสาพัฒนา บ้านเซเวียร์ ค่ะ

17


เด็กหญิงแมลงปอ  

...ด.ญ แมลงปอ...

Season #1

นี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เกิด เติบโต และใช้ชีวิตวัยเด็กในหมู่บ้านคาทอลิก ริมคลอง เล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้าเจ้าพระยา “แม่น้าสายหลัก....สายเลือดประเทศไทย” ในเทอมใหม่นี้ เด็กหญิงแมลงปอดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษกับการเข้าเรียนคาสอนในชั่วโมงแรก ก่อนเริ่มเรียนวิชาอื่นๆ นักเรียนคาทอลิกทุกคนจะแยกจากเพื่อนๆ เพื่อเรียนคาสอน และปีนชี้ า่ งเป็น ปีพิเศษสุดที่คุณพ่อเจ้าวัดเป็นผูม้ าสอนนักเรียนชั้นประถม 4 ซึ่งแมลงปอคือหนึ่งในนักเรียนกลุ่มนี้ วันนี้คุณพ่อเจ้าวัดสอนถึงพระสัญญาของพระเจ้าทีไ่ ด้ทรงทากับมนุษย์ พระองค์ทรงกระทา ตามพระสัญญานั้นเสมอ ดังเช่น เรื่องราวของอับราฮัม ในพระธรรมเดิม ท่านได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่ง ความเชื่อ เพราะท่านมีความเชือ่ ต่อพระเจ้าอย่างมั่นคง ไม่มีข้อแม้ และเงื่อนไขใดใด ถึงขนาดยอม ถวายอิสอัคบุตรชายสุดที่รักที่ของท่านให้เป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า แมลงปอตกใจนิดหน่อย ทีพ่ ระเจ้าทรงเรียกร้องจากอับราฮัมมากเหลือเกิน แต่ในที่สุด แมลงปอก็รู้สึกโล่งอก เมื่อคุณพ่อเฉลยว่า นั่น เป็นการทดลองใจที่พระเจ้าทรงกระทาต่ออับ ราฮัมว่า จะเชื่อฟังพระองค์จริงหรือไม่ ใน ที่สุดท่านอับราฮัมได้พิสูจน์ตนเองโดยการ ยอมยกถวายบุตรชายของตนเองเป็นเครื่อง 18 บูชา....


“พ่อจะขอยกตัวอย่างเรื่องราวบางตอนของอับราฮัมให้ลูกฟังนะซึ่งได้ บันทึกไว้ในพระธรรมเก่าในบทปฐมกาล ตัง้ แต่บทที่ 15 – 22” คุณพ่อเจ้าวัดเกริ่นกับนักเรียนก่อนที่จะเริ่มอ่านเป็นข้อ ๆ เป็น วรรคๆ แมลงปอฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับจินตนาการตามเรื่องราว นั้นไปด้วย คุณพ่อเริ่มอ่านในประโยคที่วา่ ‘พระสัญญาและพันธสัญญา บทที่ 15 ข้อ 1 หลังจากนัน้ พระวาจาของพระยาห์เวห์ได้มาถึงอับรามในนิมิตว่า “อับรามเอ๋ย อย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ป้องกันท่าน บาเหน็จรางวัลของท่านจะยิง่ ใหญ่มาก’ คุณพ่อกล่าวต่อว่า “แล้วพระสัญญานี้ก็เริ่มจริงจังเมื่ออับราฮัมอายุ ครบเก้าสิบเก้าปี” “โอ้โห...ว้าว...” เสียงของนักเรียนในห้อง ร้องโอ้โห วู้วา้ ว ระงมไป ทั่วห้อง ด้วยความรู้สึกว่าเหลือเชื่อจริงๆ คุณพ่อยิ้มกับเสียงตอบรับนัน้ เพื่อบอกว่า ‘ใช่ มันเหลือเชื่อจริงๆ’ แล้วท่านก็เริ่มอ่านพระคัมภีร์ต่อ “ในปฐมกาลบทที่ 17 ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าอย่างนี้ครับ ลูกๆ” ‘เมื่ออับรามอายุเก้าสิบเก้าปี พระยาห์เวห์ทรงสาแดงพระองค์แก่เขา ตรัสว่า “เราคือพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ” จงดาเนินชีวิตตามความประสงค์ ของเรา และเป็นคนดีพร้อมเถิด เราจะทาพันธสัญญากับท่าน จะให้ท่านมี ลูกหลานจานวนมากยิง่ ๆ ขึ้น” คุณพ่อกล่าวเสริมว่า “ในหนังสือปฐมกาลได้บันทึกเรื่องราว ความสัมพันธ์ของอับราฮัมกับพระเจ้า และการแสดงออกซึ่งความเชื่อ ความ จงรักภักดีของอับราฮัมที่มีต่อพระเจ้าไว้มากมาย ในชั่วโมงนี้พอ่ จะขอยกเรื่อง อับราฮัมถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าให้ลูกๆ ฟัง ซึ่งบันทึกไว้ในบทที่ 22 นะครับ”

19


คุณพ่อเริ่มอ่านพระคัมภีร์อีกครั้ง ‘อับราฮัมพร้อมจะถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา 1 ต่อมาไม่นาน พระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม พระองค์ตรัส เรียกเขาว่า “อับราฮัมเอ๋ย” อับราฮัมทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่นี่” 2พระเจ้าตรัสว่า “จงพาอิสอัคบุตรของท่าน บุตรคนเดียวที่ท่านรักไปยังดินแดนโมริยาห์ แล้วถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชาบนภูเขาที่เราจะบอกให้ท่านรู้” 9 เมื่อทั้งสองคนมาถึงสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกให้รู้แล้ว อับราฮัมก่อ แท่นบูชาขึ้น จัดเรียงฟืนไว้บนนั้น แล้วมัดอิสอัคนามาวางไว้บนกองฟืนบน แท่นบูชา 10อับราฮัมยื่นมือออกไป เงื้อมีดจะฆ่าบุตร 11แต่ทตู ของพระยาห์ เวห์ร้องเรียกจากสวรรค์ว่า “อับราฮัมเอ๋ย อับราฮัม” อับราฮัมตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่นี่” 12ทูตสวรรค์กล่าวว่า “อย่าลงมือฆ่าเด็กหรือทาร้ายเขาเลย บัดนี้ เรารู้แล้วว่า ท่านยาเกรงพระเจ้า และมิได้หวงบุตรคนเดียวของท่านไว้ ไม่ถวายแก่เรา” 13อับราฮัมเงยหน้าขึ้น แลเห็นแกะตัวผู้ตวั หนึ่ง เขาของมัน ติดอยู่ในพุ่มไม้ อับราฮัมจึงไปจับมันมาฆ่าเผาถวายบูชาแทนบุตรชาย 14 อับราฮัมเรียกสถานที่นนั้ ว่า “พระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมไว้” แม้กระทั่งทุก วันนี้คนทั้งหลายก็ยังพูดกันว่า “บนภูเขาพระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมไว้” 15 ทูตของพระยาห์เวห์จากสวรรค์เรียกอับราฮัมเป็นครั้งที่สองว่า 16 ”พระยาห์เวห์ตรัส” เพราะท่านได้ทาดังนี้ คือมิได้หวงบุตรชายคนเดียวของ ท่านไว้ เราสาบานต่อเราเองว่า 17เราอวยพรให้ท่านอย่างมาก จะให้ลูกหลาน ของท่านทวีจานวนมากเท่ากับดวงดาวบนท้องฟ้า และเม็ดทรายตามชายทะเล ลูกหลานของท่านจะได้เมืองของศัตรูเป็นกรรมสิทธิ์ 18ชนทุกชาติบน แผ่นดินจะได้รบั พระพรเพราะลูกหลานของท่าน ทั้งนี้ เพราะท่านเชื่อฟังคาสั่ง ของเรา” เมื่ออ่านจบ คุณพ่อให้พวกเรานิ่งเงียบสักครู่หนึ่ง แล้วจึงถามนักเรียน ทุกคนว่า “เรื่องราวของอับราฮัมในตอนนี้ สอนอะไรเราบ้าง? ขอให้เราคิดหา 20 คาตอบนัน้ หนึ่งข้อ”


เพื่อนๆ ของแมลงปอตอบกันคนละข้อ บ้างก็บอกว่า ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และเสียงส่วนใหญ่ตอบว่าความเชื่อ รวมถึงแมลงปอเองก็ตอบว่า ความเชื่อ เช่นกัน คุณพ่อจึงถามทิ้งท้ายก่อนจบชั่วโมงว่า “แล้วลูกๆ แต่ละคนล่ะ มีความเชื่อในพระเจ้า แค่ไหน? เชื่ออย่างมากมาย ถึงขนาดกล้าที่จะปฏิบัติตามเสียงเรียกของพระเจ้า? เชื่ออย่างมากมาย ถึงขนาดยอมเสียสละสิง่ ที่มีค่าทีส่ ุดของ ตนเองให้พระเจ้า? ลูกมีความเชื่อในพระเจ้า แค่ไหน?” คาสอนของคุณพ่อเจ้าวัดวันนี้ชา่ งตรึงใจแมลงปออย่างยิ่ง จนทาให้กลับมาครุ่นคิดกับตนเองตลอดเวลาว่า ‘ฉันเชื่อในพระเจ้า แค่ไหน?’ ‘ฉันเชื่อและยอมยกสิ่งที่ส้าคัญที่สุดในชีวิตให้ พระเจ้าได้ไหม?’ คาถามที่คุณพ่อเจ้าวัดทิง้ ไว้ให้คิดก่อนที่จะจบชั่วโมงคาสอน ตรึงใจแมลงปอนับตั้งแต่วนั นัน้ เป็นต้นมา โปรดติดตามเรื่องราวของเด็กหญิงแมลงปอ ในตอนต่อไปนะคะ

21


22


"แต่เราก็หาาาาาากัน...จนเจอ" เพลงนี้โดนใจ "สตีฟ โจ๋" ครับ พลันให้คิดถึง เวลาเราทาสิ่งของ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสาร ที่เป็นปัจจัยสาคัญในชีวติ ไปซะแล้วของ เรา หายไป!! จะทาอย่างไรให้ได้กลับคืนมา ด้วยความกระชับ "สตีฟ โจ๋" ขอแถลงไข เรามาดูวิธีการตามหาอุปกรณ์ฝั่ง Apple product กันก่อนครับ (ไว้ครัง้ หน้าค่อย กลับมาเอาใจสาวก Google Android นะครับ) เพราะบรรดา iPhone และ iPad ทั้งหลายนั้นแสนสะดวกสบายในการตามหา (แม้ว่าจะไม่ 100%) ซึ่งต้องมีเงื่อนไข สาคัญคือ 1. เครื่องที่หายนั้นยังต้องเปิดอยู่ 2. ต้องเปิดการใช้งานแอพลิเคชั่น Find my iPhone หรือ Find my iPad ไว้ก่อนล่วงหน้าด้วยนั้นเอง เงือนไขแรกนั้นอาจจะไม่สามารถจะทาได้หลังจากทาหาย แต่หากนักล้วง นักขโมยเหล่านั้นเปิดใช้เมื่อได้ ก็มีอัน โป๊ะแตก เสร็จเราแน่ครับ แต่ตอ้ งมีเงือนไขที่สอง ควบคู่ไปด้วย เรามาดูรายละเอียดของ การ Setting การเปิดใช้งาน Find my iPhone หรือ Find my iPad โดยเปิดเจ้าอุปกรณ์ของเรา แล้วไปที่

23


Setting > iCloud > Find my iPhone /Find my iPad เปิด ON ดังรูป เน้นว่าให้ทาการ สมัคร Apple ID ก่อน ด้วยนะครับ) ก็เป็นอันเรียบร้อย

ดังนัน้ เมื่อเราโดนนักล้วง ทาหล่นหายไป เราก็รีบหาคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ งานอินเตอร์เน็ตได้ แล้วเข้าไปที่ www.icloud.com หากอุปกรณ์ของเรามีการเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น หรือเปิดเครื่องใช้งาน ก็สามารถหาพิกัดตาแหน่งของเครื่องล่าสุด ได้ นอกจากที่จะทราบตาแหน่งแล้ว ยังสามารถสั่งให้เครื่องส่งเสียงร้อง สั่งให้ lock

24


เครื่อง หรือหากคิดว่า หมดหวังในการที่จะได้คนื จริงๆแล้ว ก็สามารถสั่งให้ลบข้อมูล ทั้งหมดที่อยู่บนเครื่องได้ดว้ ย เพื่อป้องกันผูท้ ี่เอาเครื่องของเราไปมาเข้าถึงข้อมูลที่ สาคัญ หรือข้อมูลส่วนตัวของเราได้

สิ่งสาคัญคือ เราต้องไม่ประมาทครับเพื่อนๆ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจสูญเสียอุปกรณ์ เหล่านีไ้ ปได้ง่ายดาย ไม่จบเพียงเท่านีค้ รับ Episode หน้า "สตีฟ โจ๋" จะเอาวิธีตามหา อุปกรณ์ Android มาฝากครับ ลาไปก่อนครับ .........."สตีฟ โจ๋" แหล่งที่มาของข้อมูล : http://www.it24hrs.com/

25


คัดลอกทั้งหมดจาก http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2553/scoop_2553_12_24.php ผู้เขียน นรรัชต์ ฝันเชียร

นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เมื่อได้ข่าวคราวการพบซากก้อนเลือดถึงกว่าพันซากบริเวณโกดัง เก็บศพวัดไผ่เงิน ซึ่งซากก้อนเลือดดังกล่าวมีลักษณะคล้ายเด็กทารก พิสูจน์ได้ว่าเป็นซากก้อน เลือดที่เกิดจากการทาแท้ง หรือถ้าคิดตามประสาชาวบ้านก็คือ ซากศพเด็กทารกที่ยังไม่มีโอกาส แม้แต่จะลืมตาดูโลกเลยด้วยซ้า ข่าวคราวนี้ทาให้สังคมเริ่มตั้งคาถามกับการทาแท้ง และเริ่มมีการขุดคุ้ยเรื่องราว เกี่ยวกับการทาแท้งต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เป็นการทาแท้งแบบผิดกฎหมายมากขึ้น ทาให้เกิดการ ขยายผลจับกุมสถานทาแท้งเถื่อนหลายแห่ง ซึ่งปรากฏว่าสถานที่ทาแท้งเถื่อนเหล่านั้น ส่วน ใหญ่แทบเป็นการทาแท้งที่ไม่ได้ดาเนินการโดยแพทย์ (ที่มีจรรยาบรรณ) แต่อย่างใด สิ่งนี้ นอกจากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นเรื่องที่อันตรายสาหรับผู้หญิงที่มาทาแท้งอีก ด้วย และแม้ข่าวนี้จะเป็นเรื่องดีในการกวาดล้างคลินิกทาแท้งเถื่อนได้จานวนหนึ่ง แต่อย่างไร ก็ตาม ข่าวการพบที่น่าสลดใจในครั้งนี้ก็ไม่อาจช่วยให้ใครหลาย ๆ คนหันกลับมามองสังคมไทย ในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงจาเป็นต้องหาแนวทางแก้ไขเพื่อกอบกู้ความรู้สึกของคนใน สังคมไทยกลับคืนมาในเรื่องนี้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรแก้ไขเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ? ตอนนี้เริ่มมีสิ่งหนึ่งที่ถูก กล่าวถึงในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ก็คือเรื่องของกฎหมาย ซึง่ กฎหมายที่ว่าด้วยการทาแท้งนั้น ได้มีหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ เริ่มมีการใช้ประมวลกฎหมายตราสามดวงในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ในหมวดของพระอัยการทาส มาตรา 94 โดยมีสาระเป็นการแบ่งกาหนดการตั้งครรภ์ ออกเป็นสองช่วง คือช่วงสามเดือนแรกที่เรียกว่า “เขตรักษาท้อง” และช่วงหลังจากสามเดือน จนครบกาหนดคลอดเรียกว่า “ทศมาส” ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้กล่าวว่า ไม่ว่าได้ตั้งครรภ์จะ คลอดหรือแท้งก็ตาม ก็ให้ถือว่าเป็นการคลอดเด็กทั้งสิ้น และการคลอดเด็กนั้นก็ยังให้สิทธิแก่ ผู้หญิงในการที่จะทาคลอดหรือทาแท้ง ดังเหตุผลที่ปรากฎในเอกสารประกอบการประชุม ระดับชาติเรื่อง “การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ : ประเด็นท้าทายการให้บริการทางด้าน สาธารณสุขของรัฐ” จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันวิจัย

26


ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 ซึ่งเหตุผลทั้งสองข้อมีดังนี้คือ (1) การตั้งท้องของหญิงทุก ๆ คนนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ดี หรือไพร่ เป็นไทหรือเป็นทาส จะท้องได้ก็ต่อเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเท่านั้น ดังนั้นผู้ชายที่เป็น พ่อต้องรับผิดชอบ ดูแลเอาใจใส่เป็นธุระต่อการตั้งท้องของผู้หญิง ให้ผู้หญิงมี 'ความ พร้อม' ทั้งกายและใจในการจะเป็นแม่เด็ก และ (2) ถ้าผู้ชายที่เป็นพ่อไม่สนใจดูแล ทอดทิ้งจน ผู้หญิง 'ขาดความพร้อม' จะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ดี แล้วผู้หญิงต้องไปทาแท้ง กฎหมายถือว่า เป็นการคลอดแล้วเด็กตาย ในกรณีที่ผู้หญิงเป็น 'เมียทาส' ให้ปรับสถานภาพเป็น 'เมียไท' เลย ค่าตัวในการขายเป็นทาสทั้งหมดไม่ต้องชดใช้อีก จากกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสาคัญกับผู้หญิงในการให้สิทธิเรื่อง ของการคลอด ซึ่งถ้ามองในมุมมองของสิทธิสตรีแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถา้ มองในมุมมอง ของสิทธิเด็กจะพบว่ามีข้อกังขาอยู่มาก เพราะเด็กในครรภ์แทบจะไม่ได้รับการคุ้มครองเลยและ นอกจากที่ตัวบทกฎหมายนี้จะมีข้อกังขาแล้ว ในยุคหนึ่งที่ต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในสังคมไทย เรื่องของการทาแท้งดูจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางความรู้สึกของคนในสังคมโลก ตะวันตก ประจวบกับคาสอนแทบจะทุกศาสนา ก็ยังถือว่าเรื่องของการทาแท้งนี้เป็นเรื่องของ การทาบาปอย่างมาก จึงทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของกฎหมายเรื่อยมา ด้วยเหตุนี้ทาให้ประเทศไทยในยุคที่ชาติมหาอานาจเข้ามา มีบทบาทต่อสถานภาพของ ประเทศ ทาให้ประเทศไทยต้องผลักดันตัวเองให้พัฒนาทัดเทียมกับนานาประเทศ ซึ่งหนึ่งใน เรื่องที่จาเป็นจะต้องพัฒนาก็คือ เรื่องของกฎหมาย ในสมัยนั้นได้มีการประกาศยกเลิกกฎหมาย ลักษณะผัวเมีย และได้บังคับใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ซึ่งกฎหมายนี้ได้นาแนวคิดมา จากกฎหมายของเยอรมัน กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 นี้ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิด ฐานทาให้แท้งลูกไว้ด้วย ในมาตรา 260-264 ซึ่งได้กาหนดห้ามให้มีการรีดลูกนับแต่เด็กเริ่ม ปฏิสนธิจนถึงก่อนคลอดโดยไม่มีบทยกเว้นโทษในทุกกรณี ซึ่งใช้กันมายาวนาน จนถึง พ.ศ. 2500 ที่เริ่มประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาแทนกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ซึ่งได้ ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานทาให้แท้งลูกขึ้นใหม่ และบรรจุไว้ในมาตรา 301-305 โดยระบุว่าให้ลงโทษหญิงที่ทาแท้งและผู้ที่ทาให้แท้งให้ แต่ยกเว้นแก่แพทย์ที่สามารถทาแท้งได้ ซึ่งเป็นไปเพื่อรักษาสุขภาพของฝ่ายหญิง และหญิงที่ถูกล่วงละเมิดหรือกระทาผิดอาญาเช่น ถูก ข่มขืนแล้วท้อง เป็นต้น โดยทั้งสองข้อต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของฝ่ายหญิงด้วยซึ่งกฎหมาย นี้ได้ถูกใช้ติดต่อกันมายาวนานจนถึงยุคปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ องค์กรอิสระบางหน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่น องค์กรเครือข่ายสนับสนุน ทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ได้มีการเสนอให้มีการแก้กฎหมายการทาแท้งในมาตรา 305

27


ให้ผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ด้วยความสมัครใจ สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากมีการสารวจพบว่า ผู้หญิงที่ทาแท้งเถื่อนมีอัตราการตายหลังการทา แท้งเถื่อนมากกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราการตายที่เกิดจากการทาคลอด ดังที่ รศ.ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อานวยการสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ได้หยิบยก สถิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยได้ระบุว่า ในปัจจุบันมีประเทศทั่วโลกกว่าร้อยละ 97 ที่เปิด โอกาสให้มีการทาแท้งได้ ภายใต้เงื่อนไข 7 ข้อ ดังนี้คือ 1. เพื่อรักษาชีวิตผู้หญิง 2. มีปัญหาสุขภาพ 3. มีปัญหาทางจิต 4. ถูกข่มขืน 5. ตัวอ่อนพิการ 6. มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม 7. ตามการร้องขอ และจากสถิติการตั้งครรภ์ของประเทศที่ พัฒนาแล้ว ในปี 2551 พบว่า มีจานวนการ ตั้งครรภ์ถึง 205 ล้านครั้งต่อปี และเป็นการ ตั้งครรภ์ที่ไม่มีการวางแผนร้อยละ 25 และต้อง จบลงด้วยการทาแท้งกว่าร้อยละ 22 ในขณะที่ สถิติการตั้งครรภ์ของประเทศกาลังพัฒนาพบว่า มีจานวนการตั้งครรภ์ 182 ล้านครั้งต่อปี โดย เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีการวางแผนร้อยละ 33 และเป็นการทาแท้งกว่าร้อยละ 19 นอกจากนี้ ร้อยละ 11 นับเป็นการทาแท้งโดยไม่ปลอดภัยอีกด้วย ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยพบว่า จากการตั้งครรภ์ 1,000 ครั้งของสตรีไทย พบว่า มีถึงร้อยละ 8 ที่เป็นการตั้งครรภ์โดยไม่มีการวางแผน จึงส่งผลให้มีอัตราการทาแท้งสูงถึง ร้อยละ 16 และยังพบว่าแม้จะมีการวางแผนไว้ แต่ก็พบว่ามีการทาแท้งด้วยเช่นเดียวกัน แต่ มีอัตราที่น้อยกว่าคือเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น จากสถิตินี้ทาให้หลายคนมองว่า ประเทศไทยควรให้การยอมรับกับแนวทางการทาแท้ง มากขึ้น และเปิดโอกาสให้มีการทาแท้งอย่างสมัครใจ เพื่อประโยชน์ของฝ่ายหญิง นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยสาคัญที่ช่วยให้ปัญหาการทาแท้งผิดกฎหมายลดลง แต่สิ่งนั้นจะเป็น เรื่องที่เหมาะสมจริงหรือไม่

28


กฎหมายว่าด้วยการทาแท้งอย่างถูกกฎหมาย เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเมื่อ 29 ปี ที่แล้ว (ปี พ.ศ. 2524) แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่ ทาให้กฎหมายนั้นตกไป ประจวบกับมีสถิติในหลายประเทศว่า หลังจากออกกฎหมายเสรีในเรื่องการแท้งแล้ว พบว่ามี การลักลอบทาแท้งกับหมอเถื่อนเพิ่มขึ้น เช่น จากวารสารของสมาคมจิตแพทย์ ประเทศ โรมาเนีย ได้ใช้กฎหมายทาแท้งเสรีตั้งแต่ ค.ศ. 1956 ถึง ค.ศ. 1965 แล้วพบว่า มีการลักลอบ ทาแท้งกับหมอเถื่อนเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นห้าพันรายในรอบปี จนในที่สุด ประเทศ โรมาเนียต้องนากฎหมายห้ามทาแท้งกลับมาใช้เช่นเดิม นอกจากนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์บุญธรรม สุนทรเกียรติ ประธานมูลนิธิวิจัยทางการ แพทย์แห่งวชิรพยาบาล และกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาขององค์การอนามัยโลก ได้กล่าว ไว้ในเอกสารที่มีถึงวุฒิสมาชิก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการทา แท้งเสรีไว้ว่า “หากกฎหมายฉบับนี้ออกมา แพทย์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาทาแท้งจะร่ารวยมาก เช่นเดียวกับนักทาแท้งอาชีพในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ส่วนแพทย์ที่ลักลอบทาแท้งเป็นปกติ อยู่ก่อนแล้ว ก็จะทาโดยออกหน้าออกตา ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป เมืองไทยจะถึงซึ่งความ หมดเนื้อหมดตัว ในเรื่องเมตตาที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่างก็จะเอาตัวรอด” จากข้อมูลและ คากล่าวของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์บุญธรรม สุนทรเกียรติ นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะ การที่เปิดกฎหมายให้มีการทาแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย จะเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาการทาแท้ง ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการยืดหยุ่นให้สังคมไทยรู้สึกดีกับปัญหานี้เพียงเท่านั้น ปัญหาเรื่องของการทาแท้ง ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจของทั้งฝ่ายชายและ ฝ่ายหญิงที่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งในความเห็นของข้าพเจ้ามองว่า การที่จะผลักภาระโดยยก

29


ให้เป็นความผิดของเด็กในครรภ์ แล้วจาเป็นต้องเอาเด็กออก คงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับ เด็กเท่าไหร่ ถึงแม้ว่ากลุ่ม จะมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายหญิง แต่ในเมื่อการทา แท้งยังเป็นเรื่องที่อันตรายมากกว่าการกระทาอย่างปลอดภัย ก็ไม่แน่ใจว่า การเปิดเสรีใน เรื่องการทาแท้งนั้นจะเป็นผลดีกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์จริงหรือไม่ เพราะนอกจาก การทาแท้งจะผิดศีลธรรมอย่างแน่นอนแล้ว ยังเป็นการกระทาที่ขาดความรับผิดชอบและ เป็นสิ่งที่อันตรายในการทาแท้งโดยเฉพาะกับคลินิกเถื่อนอีกด้วย ประเทศไทยเราดารงอยู่ได้ด้วยเพราะความเจริญทางศีลธรรมที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ใน สังคม ทาให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่น่าอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราเปิดโอกาสให้เรื่องที่ ขัดกับศีลธรรมกลายเป็นสิ่งธรรมดาในสังคมไทย ไม่ช้าศีลธรรมเหล่านั้นก็จะเสื่อมค่าลงไปตาม กาลเวลา แล้วในที่สุดประเทศไทยก็จะไม่สามารถดารงอยู่ได้ เพราะขาดซึ่งศีลธรรมในการค้าจุน จิตใจของพวกเราเอง ปัญหาสังคมหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ๆ นี้ มักเกิดจากการเปิดโลก เสรีอย่างไร้ขอบเขต เช่น ปัญหาการใช้เทคโนโลยี ปัญหาความแตกแยก ปัญหาการค้าเสรี หรือแม้แต่วัยรุ่น แต่ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้มีอคติกับความเป็นโลกเสรีแต่อย่างใด แต่ถา้ จิตใจคนไม่ รู้จักยับยั้งชั่งใจ คาว่า “โลกเสรี” ก็ดูจะอันตรายเกินไปที่จะอยู่อาศัยร่วมกัน เราจึงควรให้ ความสาคัญกับการพัฒนาจิตใจของมนุษย์เสียก่อนที่จะไปแก้ที่กฎหมาย อย่างเช่นปัญหาการ ทาแท้งที่กล่าวถึงนี้ เป็นต้น ข้าพเจ้าคิดว่า สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดปัญหาการทาแท้งขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน ก็คือเรื่องที่คนเราขาดความรับผิดชอบกันมากขึ้น เมื่อคนเราขาดความรับผิดชอบกับสิ่งที่ เกิดขึ้นเพราะการกระทาของคนสองคน แล้วโทษว่าเป็นความผิดของสิ่งที่เกิดขึ้น จนต้องหัน ไปพึ่งพาวิธีการต่าง ๆ เพื่อขจัดสิ่งนั้นให้ออกไป จนหลงลืมไปว่าสิ่งกาลังทานั้นคือชีวิตที่ต้องการ จะตื่นขึ้นมาลืมตาดูโลกเฉกเช่นเราที่ได้ตื่นมาใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ เรา (คนในสังคมทุกวันนี้) กาลังมีความรู้สึกผิดชอบหรือมีความรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ น้อยลงหรือเปล่า องค์กรต่าง ๆ ที่สนับสนุนให้มีการทาแท้งถูกกฎหมาย ตัวบทกฎหมายที่ นามาพิจารณา หรือความเห็นของคนที่ทาแท้ง สิ่งเหล่านี้กาลังปูทางให้วัยรุ่นหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่ รักสนุกให้มีความรับผิดชอบน้อยลงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ถือว่าการแก้ไขปัญหาด้านจิตใจ มนุษย์ของเรายังไม่ได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น การแก้ กฎหมายให้เปิดโลกเสรีมากขึ้นจะไม่เป็นการแก้ปัญหาอย่างไร้สาระหรอกหรือ อย่างไรก็ดี แม้จะมีบางหน่วยงานผลักดันกฎหมายให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ แต่จาก การสารวจของเอแบคโพล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 73.6 ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมี กฎหมายเช่นนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และเชื่อถือ ในเรื่องของกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นศีลธรรมที่สาคัญในสังคมไทย

30


สุดท้ายนี้ ถ้าเรามองการทาแท้งเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ที่ใครก็สามารถกระทาได้ ก็ไม่แปลกอะไรถ้าวันใดวัน หนึ่งจะมีกฎหมายระบุขึ้นประมาณว่า “ฆ่าคนได้ไม่มี ความผิด” เพราะในเมื่อเราสามารถพูดถึงการแก้ไข กฎหมายได้ โดยไม่คานึงถึงขนบธรรมเนียมหรือ ศีลธรรมอันดี ไม่ช้าก็จะมีกฎหมายจาพวกนี้โผล่ออกมา อีกมากมาย แล้วถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ ก็คงไม่ต้องไขว่คว้า หาคาว่า “ศีลธรรม” เพราะคาว่า “ศีลธรรม” ในสมัย นั้นคงเป็นเรื่องล้าหลังที่ชวนหัวเราะของคนในยุคนั้นก็ เป็นได้ อ้างอิงจาก http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000168510 http://icare.kapook.com/abort.php?ac=detail&s_id=45&id=3033 ขอพระเจ้าได้โปรดอวยพระพร / God bless you ดาบแห่งนักบุญเปาโล

31


สวัสดีค่ะท่านเพื่อน ๆ เยาวชนทุกคน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา พวกเราผู้แทนพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง และตัวแทนเยาวชนไทย รวมทั้งสิ้น 25 ท่าน ดินทางจาริกเพื่อเข้าร่วมเฉลิมฉลอง งานวันเยาวชนโลกครั้งที่ 28 ณ ประเทศบราซิล

32


พระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ท่ี 16 พระองค์ทรงเชิญชวนเยาวชนทั่วโลก “พ่อ ขอเชิญพวกเธออีกครั้ง ให้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์สาคัญยิ่งนี้ รูปปั้นของพระคริสต เจ้าที่หันพระพักตร์ไปยังนครบราซิลคงจะเป็นสัญลักษณ์ได้อย่างชัดเจนสาหรับเรา พระหัตถ์ที่กางออกของพระคริสตเจ้าเป็นเครื่องหมายแห่งความพร้อมของพระองค์ ที่จะโอบกอดทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์ และดวงพระทัยที่แสดงให้เห็นถึงความรัก อันเปี่ยมล้นของพระองค์ตอ่ ทุกคนและต่อพวกเธอแต่ละคน ขอให้พวกเธอจงเข้าไป หาพระองค์เถิด! จงไปสัมผัสกับประสบการณ์นี้พร้อมกับเพื่อนเยาวชนอืน่ ๆ ที่มุ่ง หน้าเดินทางสู่รีโอ ในงานวันเยาวชนโลกครั้งนี้ จงรับความรักของพระคริสตเจ้า แล้ว เธอจะกลายเป็นประจักษ์พยานที่โลกกาลังกระหายหาอย่างยิง่ ” กิจกรรมที่พวกเราผู้แทนเยาวชนไทยจะเข้าร่วมมี 2 ช่วงด้วยกันคือ ช่วงแรก “Mission Week” ระหว่างวันที่ 14 – 21 กรกฎาคม พวกเราจะเข้า ร่วม “First International Stigma tine Youth Congress” (ISYC) At the Holy Family Church, Sao Caetano Do Sul, Brazil กิจกรรมจะเริ่มด้วยมิสซาเปิด, การ เดินทางกางเขน, วันสารวมจิตใจ, การแสดงวัฒนธรรมทีพ่ วกเราตกลงกันว่าจะรา “ระบา ดอกบัว” และเซิ้งราวง, Workshop การพบปะผู้แทนชาติต่างๆ, อบรมคาสอนและพิธตี ื่น เฝ้าภาวนา, รวมถึง Youth Mission การออกไปเยีย่ มเด็กเร่ร่อน, คนงานในโรงงาน, พบ ชาวเมือง และศึกษาดูงานอภิบาลที่คณะรอยแผลศักดิส์ ิทธิ์ ได้ช่วยเหลือผูย้ ากไร้

33


จากนั้นพวกเราจะเดินทางจาริกสู่เมืองริโอ เดอ เจนาโร ระหว่างทางพวกเราจะไป แสวงบุญที่สักการะสถานแม่พระแห่งการประจักษ์ (Shrine of Our Lady of Aparecida) ซึ่งเป็นแม่พระองค์อุปถัมภ์ของชาวบราซิล แม่พระนีม้ ีประวัติความเป็นมาทีอ่ ัศจรรย์ มากคือ มีชาวประมงเขาหว่านแหและได้ชนิ้ ส่วนหนึ่งของแม่พระ เขาจึงภาวนาว่าหากแม่ พระต้องการที่จะแสดงองค์แก่เขา ก็ขอให้เขาสามารถทอดแหได้ชนิ้ ส่วนต่าง ๆ ของพระรูป ครบทั้งหมด และเขาก็ได้ตามนั้น จากนั้นเขาก็นามาประกอบเป็นรูปแม่พระ และ ประดิษฐานไว้ที่แห่งนี้ มีคนมาขอพรและได้รับพระหรรษทานมากมาย ถือเป็นพระพรอัน สูงสุดที่พวกเราตัวแทนเยาวชนไทย จะได้มีโอกาสไปแสวงบุญและขอพรเพื่อเพื่อน ๆ เยาวชนไทยด้วย จากนั้นพวกเราก็จะเดินทางต่อเข้าสู่มเองริโอ เดอ จาเนโร เพือ่ เข้าร่วมงานวัน เยาวชนโลก World Youth Day (Rio 2013) ระหว่างวันจันทร์ที่ 22 - วันอาทิตย์ท่ี 28 กรกฎาคม 2013 ช่วงเช้าของวันที่ 24 – 26 เป็นการเรียนคาสอน บรรดาพระสังฆราชจากทั่ว โลกจะเป็นผูส้ อนคาสอนในภาษาที่แตกต่างกันไป และให้ความสาคัญเป็นพิเศษต่อศีลแห่ง การคืนดี (ศีลอภัยบาป) ซึ่งจะอานวยความสะดวกในภาษาต่าง ๆ ณ ที่เรียนคาสอน และ ศูนย์กลางการจัดงาน ซึ่งทีน่ ั่นจะมีการนมัสการศีลมหาสนิทและอธิษฐานภาวนาข้าง ๆ กางเขนเยาวชนโลก ช่วงบ่ายของวันที่ 23 กรกฎาคม พิธีเปิดงานเยาวชนโลก โดย Archbishop Orani Joâo Tempesta of Rio de Janeiro ณ Copacabana Beach, บ่ายวันที่ 24 กรกฎาคม ร่วมงานชุมนุมเยาวชนเอเซีย บ่ายวันที่ 25 กรกฎาคม พิธีต้อนรับพระสันตะปาปาฟรังซิส บ่ายวันที่ 26 กรกฎาคม มรรคาศักดิ์สิทธิ์ วันที่ 27 กรกฎาคม เป็นวันสาคัญยิ่งที่เยาวชนทุกคนจะร่วมเดินทางจาริกไป พร้อมกับกางเขนไม้ศักดิส์ ิทธิแ์ ละรูปแม่พระ เพือ่ ตื่นเฝ้าพร้อมกับพระสันตะปาปา ณ Santo Cruz Airbase ทางทิศตะวันตกของเมืองริโอ วันที่ 28 กรกฎาคม มิสซาปิดงานเยาวชนโลก ช่วงระหว่างงานวันเยาวชนโลก ตัวแทนเยาวชนไทย 3 ท่าน ก็ได้รับเชิญพิเศษ ให้เข้าร่วมพิธีกรรม และสวมชุดไทย เพื่อ

34


แสดงถึงตัวแทนประเทศไทยด้วย พวกเราจึงเลือกคุณพ่อบัญชา อภิชาตวรกุล , น้องพลอย เยาวชนจากสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี และน้องทีม เยาวชนจากสังฆมณฑลนครสวรรค์ พวกเราจะได้รับมอบหมายหน้าที่พเิ ศษ ให้มีส่วนร่วมในพิธีกรรม และที่เป็นพระพรอัน สูงสุดคือ ร่วมมิสซาปิดกับพระสันตะปาปาฟรังซิส อย่างใกล้ชิดบนพระแท่นด้วย หลังจากงานวันเยาวชนโลกแล้ว พวกเราก็จะอยู่แสวงบุญต่อที่พระเยซู พระผูไ้ ถ่ (Christ redeemer) บนยอดเขาคอร์โควาโด รูปปั้นพระเยซู พระผู้ไถ่ มีความสูง 30 เมตร เป็นรูปปั้นสูงที่สดุ ใน เป็นสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กรสร้างขึน้ ในปี 1921 โครงการทาเกือบ 5 ปี จึงเสร็จ รูป ปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) ตั้งในอุทยานแห่งชาติ Tijuca ฐานของรูปปั้น สูง 709 m ( 2326 ฟุต ) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดได้อย่างสวยงาม รูปปั้นได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของ โลก อีกด้วยโลก. รูปปั้นพระเยซู พระผู้ไถ่ ทรงยืนกางแขนออก เพื่อต้อนรับเยาวชนทุกคน และยังเปรียบเสมือนการส่งเยาวชนออกไปประกาศความรักของพระองค์ ส่งเยาวชน ออกไปเป็นธรรมทูตแถวหน้า เช่นเดียวกับอัครสาวกผูย้ งิ่ ใหญ่ของโลกใหม่

...จึงขอเชิญชวนทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเด็ก ๆ และเยาวชน ร่วมเดินทาง จาริกไปพร้อมกับพวกเราเยาวชนทั่วโลก เพื่อเราจะได้มีความเชื่อที่หยัง่ รากลึกลงในพระ คริสตเจ้าอย่างมัน่ คง และสามารถเป็นธรรมทูตแถวหน้า ด้วยการมอบตนเองให้เป็น ของขวัญด้วยใจกว้าง ด้วยการประกาศพระวรสาร นาข่าวดีแห่งความรักของ พระเจ้าที่แสดงออกในองค์พระคริสตเจ้าไปสู่ผอู้ ื่นด้วยความกะตือรือร้น กลายเป็นอัครสาวกผูย้ งิ่ ใหญ่ของโลกใหม่ .... 35


Newsletter105 july 2013  

จุลสารเืพื่อ(น)เยาว์ ฉบับที่ 105 เดือนกรกฎาคม 2013

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you