Page 1

Assignment 1

นิยามคาศัพท์ Art Rattanakosin


Portfolio

จัดทำโดย นำงสำวธนำพร ศรีคล้ำย 5645560529 เสนอ ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ วิชำ Art Rattanakosin


๑.วัฒนธรรม วัฒนธรรมขึ้นจำกคำผสม 2 คำ คือ วัฒน กับ ธรรม วัฒน เป็นภำษำบำลี ธรรม เป็นภำษำสันสกฤต ใช้กับภำษำอังกฤษว่ำ Culture พลตรี หลวง วิ จิ ต รวำทกำร กล่ ำ วถึ ง ควำมหมำยของค ำว่ ำ วั ฒ นธรรม ว่ ำ ค ำว่ ำ วัฒนธรรม มำจำก คำว่ำวัฒนหรือวัฒนำแปลว่ำ เจริญ งอกงำม เติบโต วัฒนธรรมก็คือสิ่งซึ่งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นควำมเจริญงอกงำมใหญ่หลวง ของชำติ พลตรี พระเจ้ำวรวงศ์เธอ กรมหมืน่ นรำธิปพงศ์ประพันธ์

??? อำหำร ที่พักอำศัย เครื่องนุ่งห่ม ยำรักษำโรค กำรสื่อสำร (ภำษำ) ควำมเข้ำใจซึ่งกันและกัน ควำมเอื้ออำทรต่อกัน

วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือผลิตสร้ำงขึน้ เพื่อ ควำมเจริญงอกงำมในวิถีแห่งชีวิตของส่วนรวมที่ถำ่ ยทอดกันได้เลียนแบบ กันได้ เอำอย่ำงกันได้ พระยำอนุมำนรำชธน. ม.ป.ป. : 6 วัฒนธรรม หมำยถึง สิ่งที่ทำควำมเจริญงอกงำมให้แก่หมูค่ ณะ

ครอบครัว เป็นหน่วยวัฒนธรรม เล็กที่สุด

พจนำนุกรม ฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2552

๒.ภูมปิ ญั ญำไทย ๓.อำรยธรรม วัฒนธรรมชุมชน

ภูมิปัญญำไทย หมำยถึง องค์ควำมรู้ ควำมสำมำรถ แ ล ะ ทั ก ษ ะ ข อ ง ค น ไ ท ย อั น เ กิ ด จ ำ ก ก ำ ร สั่ ง ส ม ประสบกำรณ์ที่ผ่ำนมำกระบวนกำรเรียนรู้ เลือกสรร ปรุ ง แต่ ง พั ฒ นำและถ่ ำ ยทอดสื บ กั น มำ เพื่ อ ใช้ แก้ปัญหำและพัฒนำวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับ สภำพแวดล้อมและเหมำะสมกับยุคสมัย http://banbanradio.com/paper/920

๔.ศิลปะไทย

คว ำ มสงบ สุ ขข องสั งค มที่ ตั้ ง อยู่ บ น รำกฐำนแห่ ง ศี ล ธรรม และกฎหมำย; ควำมเจริญเนื่องด้วยองค์กำรของสังคม เช่ น กำรเมื อ ง กฎหมำย เศรษฐกิ จ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งอุตสำหกรรม, ควำม เจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี. พจนำนุ กรม ฉบับรำชบัณฑิตยสถำนประจำปี พ.ศ. 2542

กำรกระทำหรือขัน้ ตอนของกำรสร้ำงชิ้นงำนศิลปะโดยคนไทย โดยได้รับรับอิทธิพลจำกธรรมชำติ และสภำพสังคมและสิ่งแวดล้อม มีลักษณะเด่นเฉพำะตัว คือ แสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยและจิตใจ ตลอดจนวิถีของคนไทย ซึ่งสอดแทรกไว้ในผลงำนทีส่ ร้ำงขึ้น โดยเฉพำะศิลปกรรม ที่เกี่ยวกับ พระพุทธศำสนำอันเป็นประจำชำติของไทย จึงอำจกล่ำวได้ว่ำศิลปะไทยนั้นสร้ำงขึ้นทำ เพื่อส่งเสริม พุทธศำสนำ เพื่อเป็นกำรเชื่อมโยงและโน้มน้ำวจิตใจ ให้เกิดควำมเลื่อมใสศรัทธำในพุทธศำสนำ http://www.thaiart.in.th/index.php?topic=19.0


๖.สิปปะ ๗.ช่ำงสิปปหมู่

น. ศิลปะ (คำสันสกฤต) พจนำนุกรมไทย, มำนิต มำนิตเจริญ : 2543 : หน้ำ 981

น. ช่ำงสิบหมู่ (โบรำณ) ช่ำงเขียน , ช่ำงรัก(ลงรัก) , ช่ำงหุ่น , ช่ำงบุ , ช่ำงสลัก , ช่ำงแกะ , ช่ำงกลึง , ช่ำงปูน , ช่ำงปั้น และ ช่ำงหล่อ รวมเรียก ช่ำงสิบหมู่ พจนำนุกรมไทย, มำนิต มำนิตเจริญ : 2543 : หน้ำ 298

“แท้จริงช่ำงไทยมีอยู่มำกกว่ำ 10 หมู่ แต่ทเี่ รียกว่ำ "ช่ำงสิบหมู่" ก็เพื่อ ต้องกำรจะรวบรวมช่ำงที่เป็นส่วนสำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ ต่อมำภำยหลังจึงได้เพิ่มเติม หรือแยกแขนงออกไปอีกตำมลักษณะของงำนนั่นเอง ตำมบัญชีชื่อช่ำงที่ขึ้นทำเนียบเป็น ช่ำงหลวงมีดังต่อไปนี้ ช่ำงเลื่อย ช่ำงก่อ ช่ำงดอกไม้เพลิง ช่ำงไม้สำเภำ ช่ำงปืน ช่ำงสนะ (จีน) ช่ำงสนะ (ไทย) ช่ำงขุนพรำหมณ์เทศ ช่ำงรัก ช่ำงมุก ช่ำงปำกไม้ ช่ำงเรือ ช่ำงทำรุ ช่ำงเขียน ช่ำงแกะ ช่ำงสลัก ช่ำงกลึง ช่ำงหล่อ ช่ำงปั้น ช่ำงหุ่น ช่ำงบุ ช่ำงปูน ช่ำงหุงกระจก ช่ำงประดับกระจก ช่ำงหยก ช่ำงชำดสีสุก ช่ำงดีบุก ช่ำงต่อกำปั่น ช่ำงทอง “ช่ำงสิบหมู่” ช่ำงสิบหมู่นี้ไม่ได้หมำยควำมว่ำเป็นจำนวนสิบ แต่สบิ ตัวนี้เป็น ภำษำบำลีควำมเดิมเขียนว่ำ สิปปะ และหดไปเหลือ ป. ตัวเดียว แล้วลดมำเป็น บ. เป็นสิบ จะให้เข้ำใจง่ำยว่ำช่ำงสิบประเภทก็เลยไม่มีใครเข้ำใจภำษำดั้งเดิม ช่ำงสิปปะตรงกับใน สันสกฤตแปลว่ำ “ศิลปะ” เพรำะในภำษำสันสกฤตใช้ตัว ศ. ศิลปะกับสิปปะในบำลีจึงมี ควำมหมำยตรงกัน ช่ำงสิบหมู่คือช่ำงงำนศิลปะ โดยในรำชกำรของหลวงก็ต้องทำของใช้ใน ส่วนของรำชกำรส่วนพระ ส่วนรำชกุลสกุล และบริกำรแก่ศำสนำ บริกำรแก่ประชำชนจึง ต้องมีช่ำงไว้มำกมำยหลำยประเภท ช่ำงเหล่ำนีก้ ็มำจำกกำรรวบรวมคนที่มีควำมสำมำรถมี ฝีมือจำกพื้นถิ่นพื้นบ้ำนเอำมำเป็นช่ำงหลวงรวมไว้ในหมู่ กรมช่ำงสิบหมู่เดิมก็ถูกรวมเป็น กรมศิลปำกรแล้วก็มำเป็นกองหัตถศิลป์ใน สุดท้ำยเปลี่ยนเป็นกรมศิลปำกร ในปัจจุบัน ฉะนั้นแล้วช่ำงสิบหมู่จึงไม่ได้หมำยควำมว่ำเป็นช่ำง 10 ประเภทอย่ำงที่บำงคนเข้ำใจครับ” http://th.wikipedia.org/wiki/ช่ำงสิบหมู่

www.changsipmu.com/thaiart_p12.html


๘. ช่ำงรัก คำว่ำ “ช่ำงรัก” เป็นคำเรียกช่ำงประเภทหนึ่ง ซึ่งอำศัย “รัก” เป็นวัตถุปัจจัยสำคัญ สำหรับประกอบงำน ศิลปกรรม เนื่องด้วยกำรตกแต่ง ทีล่ ักษณะของงำนเป็นไปในลักษณะประณีต ศิลปะ หรือ มัณฑนศิลป เป็นต้น รัก หรือ ยำงรัก มีคุณลักษณะเป็นยำงเหนียว สำมำรถเกำะจับพื้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ประสงค์จะทำ หรือ ถมทับ หรือ เคลือบผิวได้ดี มีคุณสมบัติทที่ ำให้ผิวพื้นซึ่งทำ หรือ เคลือบรัก เป็นผิวมันภำยหลังรักแห้งสนิท มีคุณภำพคงทนต่อ ควำมร้อน ควำมชื้น กรด หรือ ด่ำงอ่อนๆ และ ยังเป็นวัสดุที่ใช้เชื่อมสมุก หรือ สีเข้ำด้วยกัน เชื่อมระหว่ำงผิวพื้นกับวัสดุ สำหรับตกแต่ง เช่น กระจกสี เปลือกหอย และ ยังใช้ผสมสีเข้ำด้วยกัน มำแต่โบรำณกำล งำนศิลปกรรมที่ประกอบด้วย รัก ลักษณะใดลักษณะหนึ่งตำมที่กล่ำวมำนี้ เรียกว่ำ“เครื่องรัก” หรือ “งำนเครื่องรัก” “รัก” เป็นชื่อยำงไม้ชนิดหนึ่ง เป็นวัสดุที่ได้จำก “ต้นรัก” [lac tree (ภำษำ พฤกษศำสตร์ ; melanorrhoea usitata)] คือ ต้นไม้ยนื ต้นขนำดย่อม กำรนำยำงรักจำกต้นรัก มำใช้ ทำด้วยกำรกรีด หรือ สับด้วยมีดทีล่ ำต้นรัก ให้เป็นรอยยำวๆ ยำงรักจะไหลออกมำตำมรอย ที่กรีด หรือสับนัน้ นำภำชนะเข้ำรองรับน้ำยำงรักเป็นครำวๆ เก็บรวบรวมไว้ ใช้งำนตำมขนำดที่ ต้องกำร ยำงรักนี้บำงแห่งเรียกว่ำ “น้ำเกลีย้ ง” หรือ “รักน้ำเกลี้ยง” http://www.changsipmu.com/lacquering_p01.html

๙. ช่ำงกลึง ช่ำงกลึง เป็นช่ำงฝีมือประเภทหนึ่ง ใน จ ำพวกช่ ำ งสิ บ หมู่ งำนช่ ำ งของช่ ำ ง ประเภทนี้ คื อ กำรสร้ ำ งท ำสิ่ ง ของ บำงสิ่ ง ขึ้ น จำกวั ส ดุ ธ รรมชำติ โดย วิ ธี ก ำรก ลึ ง เป็ น รู ป ทรงต่ ำ งๆ มี รู ป ลั ก ษ ณ์ ที่ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ศิ ล ป ลั ก ษณะ เป็ น งำนสร้ ำ ง ท ำเครื่ อ ง อุ ป โภค และ เครื่ อ งส ำหรั บ ประดั บ ตกแต่งซึ่งโดยมำกเป็น ลักษณะทรง กลม ทรงกระบอก หรือรูปทรงกรวย กลม จั ด เป็ น งำนประณี ต ศิ ล ปะอี ก ประเภทหนึ่ง http://www.changsipmu.com/turning_p01.html

ยำงรักในงำนสถำปัตยกรรม กำรใช้ยำงรักในงำนสถำปัตยกรรมอย่ำงไทยประเพณี ที่ มีมำแต่กำลก่อน อำจนำมำอ้ำงถึงพอเป็นอุทำหรณ์ ณ ที่นี้ พึงทรำบได้ ดังนี้ เมือ่ ปลำยสมัยอยุธยำ มีหลักฐำนที่เป็นเอกสำรพรรณนำว่ำด้วย กำรใช้ยำงรักในงำนสถำปัตยกรรม ปรำกฏในเอกสำรเรือ่ ง “คำให้กำรขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” หรือ “เอกสำรจำกหอ หลวง” อ้ำงถึงพระตำหนักที่ประทับของเจ้ำนำยพระรำชวังหลวง สมัยนั้น ปรำกฏอยู่หลำยแห่ง ดัง “ด้ำนเหนือ มีพระตำหนัก ปลูกปักเสำลงในสระด้ำนเหนือหลังหนึ่ง ห้ำห้องฝำ กระดำนเขียนลำยรดน้ำ ทองคำเปลวพืน้ ทำรัก มีฉ้อฟ้ำหำงหงษ มุขซ้อนสอง ชั้น… ในสระหว่ำงมุขโถงด้ำนใต้นั้น ปลูกพระที่นั่งปรำยข้ำวตอกหลังหนึ่ง เสำ ลงในสระ หลังคำมีฉ้อฟ้ำหำงหงษ มุขซ้อนสองชั้น ฝำไม่มี มีแต่ลกู กรง มะหวดรอบพระเฉลียง เสำรำย ทำรัก เขียนทองคำเปลวทรงข้ำวบิณฑ์”

ที่มำ หนังสือ สัมมนำวิชำกำร ศึกษำยำงรักเพือ่ อนุรกั ษ์ภูมิปัญญำไทย อัน เนื่องมำจำกพระรำชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนรำชสุดำฯ สยำมบรมรำช กุมำรี โดย กรมศิลปำกร กระทรวงวัฒนธรรม, 2551


๑๐. ช่ำงหุน่ ช่ำงหุ่น เป็นช่ำงฝีมือพวกหนึ่ง ในจำพวกช่ำงสิบหมู่ ช่ำงหมู่นี้ ทำกำรช่ำงในด้ำนกำรสร้ำงรูปต่ำงๆ ที่ประกอบ ไปด้วยศิลปลักษณะนำนำชนิด ที่เป็นลักษณะรูปจำลอง แทนสิ่งที่เป็นจริงพวกหนึง่ กับได้ทำสิ่งที่ใช้เป็นหุ่น โครงร่ำง ของสิ่งที่ใช้เป็นหุ่นโครงร่ำง ของสิ่งที่จะทำกำรตกแต่งรูปทรงให้สมบูรณ์ และสวยงำมต่อไป งำนของช่ำงหุ่น ที่เป็นมำโดยขนบนิยม ในกำรศิลปกรรมแบบไทยประเพณี อำจจำแนกออกตำมลักษณะของ งำนช่ำงหุ่นได้เป็น ๓ ลักษณะงำนด้วยกัน คือ ๑. ช่ำงหุ่นต่ออย่ำง ๒. ช่ำงหุ่นรูป ๓. ช่ำงผูกหุ่น ๑. ช่ำงหุน่ ต่ออย่ำง ช่ำงหุ่นจำพวกนี้ ทำกำรช่ำงในลักษณะกำรสร้ำงรูปลักษณ์ ด้วยกำรนำเอำวัตถุ เช่นไม้มำต่อกัน ปรุงให้เป็น รูปขึ้น มีรูปลักษณะ และ อัตรำส่วนที่ย่อลงมำอย่ำงแน่นอน จำกส่วนจริง ทีจ่ ะสร้ำงทำเป็นของใหญ่ๆ ต่อไป หรือ ทำเป็นหุ่นที่มีส่วนสัดกะขึน้ ไว้ โดยประมำณที่จะนำไปไขส่วน หรือ ขยำยส่วนเพื่อสร้ำงทำเป็นของจริงได้ โดยไม่เกิดกำรผิดพลำด มีตวั อย่ำง เช่น ต่ออย่ำงพระมหำธำตุเจดีย์ พระสถูปเจดีย์ ต่ออย่ำงพระอุโบสถ พระ วิหำร พระมณฑป ต่ออย่ำงบุษบก เป็นต้น หุ่นที่ต่อเป็นอย่ำงสิ่งต่ำงๆ นี้อำจทำด้วยดินเหนียวปั้น ทำขึ้นเป็น หุ่น แล้วเผำไฟให้สุกทำเป็นแบบสำหรับทำจริง ก็มีหุ่นดินปั้นเผำไฟเหล่ำนี้ บำงชิ้นยังมีให้เห็นได้ใน พิพิธภัณฑสถำนหลำยแห่ง ๒. ช่ำงหุน่ รูป “หุน่ รูป” เป็นภำษำเฉพำะของช่ำงหุ่น ซึ่งนอกจำกคำว่ำ “หุน่ ” จะหมำยถึง รูปแบบที่จำลองจำกของจริงต่ำงๆ หรือรูปปั้น หรือ แกะสลักที่ทำโกลนไว้เพือ่ เป็นแบบชัว่ ครำวแล้ว คำว่ำหุ่นยังมีควำมหมำยโดยปริยำยว่ำกำรทำ ให้มีให้เป็นขึ้น ช่ำงหุ่นรูป หรือ หุ่นรูป จึงหมำยถึงกำรทำรูปให้มีให้เป็นขึ้น กำรงำนของช่ำงหุ่นรูป คือ กำรต่อหุน่ เครื่องอุปโภคชนิดต่ำงๆ สำหรับนำไปตกแต่ง หรือ ประดับด้วยวัสดุ ต่ำงๆ ให้สวยงำมมีคุณค่ำต่อไป ในลักษณะงำนประณีตศิลป ปรกติใช้วัสดุประเภทหวำย ไม้ระกำ ไม้อุโลก ไม้ สมพง ไม้ไผ่ เป็นต้น นำมำผูก ขด หรือ ต่อกันขึ้นเป็นรูปโกลน โดยอำศัยกำวบ้ำง ไม้กลัดบ้ำง ผนึก หรือ เสียบตรึงให้วัสดุทจี่ ะคุมกันขึน้ เป็นรูปทรงมัน่ คงอยู่ได้ งำนหุ่นรูปโกลน ที่ทำขึ้นโดยวิธีหุ่นรูปนี้ มีตัวอย่ำงเช่น หุ่นพำนแว่นฟ้ำ หุ่นตะลุ่ม หุ่นเตียน หุ่นกะบะ เป็นต้น หุ่นรูปโกลน ที่ได้ทำขึ้นนี้ยังไม่เป็นชิน้ งำนที่สำเร็จสมบูรณ์ จะต้องนำไปตกแต่งด้วยกำรถมสมุก ทำรักแล้ว เขียนลำยปิดทองรดน้ำบ้ำง ประดับกระจกบ้ำง ประดับมุกบ้ำง หรือ ปั้นลำยด้วยรักสมุก ให้สำเร็จสมบูรณ์ และสวยงำมต่อไปอีกทอดหนึ่ง ๓. ช่ำงผูกหุน่ ช่ำงผูกหุ่น คือ ช่ำงหุ่นประเภทที่ทำหน้ำที่สร้ำงสรรค์หุ่นต่ำงๆ ที่มีขนำดย่อม และขนำดใหญ่ ด้วยกำรใช้ไม้ไผ่ หวำย เป็นต้น นำมำผ่ำ จักเกรียกออกเป็นชิ้นๆ แล้วคุมกันขึน้ เป็นโครงร่ำง ด้วยวิธีผูกมัด ขัดกันทำให้เป็น โครงรูปดัง ที่ต้องกำรแล้วจึงใช้ลำแพนบ้ำง กระดำษบ้ำง ผ้ำบ้ำง ทุทับโครงรูปที่ได้ผกู ขึ้นเป็นหุ่นนัน้ ให้เป็น รูปทรงสมบูรณ์ ตำมต้องกำร กำรงำนของช่ำงผูกหุ่นนี้ ที่เป็นงำนโดยขนบนิยมแต่กำลก่อนมี ๒ ประเภท คือ ๓.๑ งำนผูกหุ่นรูปภำพ ๓.๒ งำนผูกหุ่นเขำจำลอง http://www.changsipmu.com/modelling_p01.html


๑๑.ขรัว ๑๒.ฉัพพรรณรังสี

คำเรียกภิกษุที่มีอำยุมำก หรือที่บวชเมื่อแก่ หรือฆรำวำสผู้เฒ่ำ

http://dict.longdo.com/search/%E0%B8%82%E0%B8 %A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7

ฉัพพรรณรังสี คือสีที่แผ่ออกจำกพระวรกำยขององค์สมเด็จพระ สัมมำสัมพุทธเจ้ำ มี 6 สี คือ สี นี ล ะ - สี เ ขี ย วเหมื อ นดอกอั ญ ชั น คื อ สี น้ ำเงิ น นั่นเอง สีปีตะ - สีเหลืองเหมือนหรดำลทอง ธงฉัพพรรณรังสี สีโรหิตะ - สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อน สีโอทำตะ - สีขำวเงินยวง สีมัญเชฏฐะ - สีแสดเหมือนหงอนไก่ สีประภัสสร - สีเลื่อมพรำยเหมือนแก้วผลึก (คือสี แต่เดิมหมำยถึงวัชรอำสน์ คำ ทั้ง 5 ข้ำงต้นรวมกัน) ว่ ำ ชุ ก ชี เป็ น ภำษำเปอร์ เ ซี ย แสงเหล่ำนี้เรียกอีกอย่ำงว่ำ วรรณรังสี ซึ่งทั้ง 6 สีถือว่ำ เป็นสีมงคล แปลว่ำ ที่นั่ ง ดัง นั้ นเมื่ อมี ก ำร ของพุทธศำสนิกชน ฉัพพรรณรังสีนี้ยังใช้ในธงฉัพพรรณรังสีอีก สร้ำงพระพุทธรูป จึงตั้งอยู่บน ด้วย(ธงศำสนำพุทธที่ใช้ทั่วไปเป็นสำกล) เริ่มปรำกฏกำรใช้ตั้งแต่ ฐำนชุกชี ช่ ว งต้ น พุ ท ธศตวรรษที่ 25 (เที ย บแบบสำกลคื อ รำวปลำย http://guru.google.co.th/guru/thre คริสต์ศตวรรษที่ 19) http://th.wikipedia.org/wiki/ธงฉัพพรรณรังสี ad?tid=43fb568741a12d7b

๑๓.ฐำนชุกชี

๑๔.ธรรมจักร วงล้อ แห่ง ชีวิ ต (อั ง กฤษ: Wheel of life) หรื อ ธรรมจั ก ร (อั ง กฤษ: Dharmachakra ; Wheel of Dhamma) ในศำสนำพุทธและ ฮินดู เป็นสัญลักษณ์แทนวัฏจักรเวียนว่ำยตำย เกิ ด หรื อ วงเวี ย นแห่ ง กำร ประสู ติ ตรั ส รู้ และ ปรินิพพำน ของพระพุทธองค์ สำหรับในประเทศไทย ธงสัญลักษณ์ของศำสนำพุทธที่ใช้โดยทั่วไปคือ ธงธรรมจักร อันหมำยถึง ธรรมะที่นำไปสอนในที่ตำ่ งๆ แล้วยังควำมสันติสุขให้เกิดขึ้นในที่นนั้ ๆ ลักษณะธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ำ สีเหลืองแก่ ตรงกลำงเป็นรูปพระธรรมจักรสีแดง th.wikipedia.org/wiki/ธรรมจักร http://th.wikipedia.org/wiki/ธงฉัพพรรณรังสี


๑๕.ตำลปัตร

ตำลปัตร (อ่ำนว่ำ ตำละปัด) ตำมรูปศัพท์แปลว่ำ พัดใบตำล, พัดใบลำน ของเดิมเป็นพัดที่ทำจำกใบตำลหรือ ใบลำนสำหรับพัดตัวเองเวลำร้อนหรือพัดไฟ ใช้กันทั้งพระ และคฤหัสถ์ ต่อมำมีกำรต่อด้ำมให้ยำวขึน้ และใช้บังหน้ำเวลำ ทำพิธีทำงศำสนำของพระสงฆ์ เช่นในเวลำให้ศีลและให้พร และแม้ภำยหลังจะใช้ผ้ำสีต่ำงๆ หุ้มลวดหรือไม้ไผ่ซึ่งขึ้นรูป เป็นพัดก็อนุโลมเรียกว่ำตำลปัตร ปัจจุบันนิยมปักลวดลำยศิลปะแสดงสัญลักษณ์ ของงำนและอักษรบอกงำนพร้อมวันเดือนปีไว้ด้วย ทำให้มี คุณค่ำทำงศิลปะขึ้นนอกเหนือจำกวัตถุประสงค์เดิม ที่ใช้ทั่วไปเรียกว่ำ พัดรอง เป็นคู่กับคำว่ำ พัดยศ ซึ่งเป็นพัดพระรำชทำนบอกตำแหน่งชั้นสมณศักดิ์ จึง นิยมเรียกันว่ำ ตำลปัตรพัดยศ

http://pantip.com/topic/30875286

๑๖.เสมำ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8% รูปเครื่องหมำยปักเขตอุโบสถหรือตั้ง A5%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3

๑๗.เขำมอ

เรียงกันอยู่บนกำแพงเช่นกำแพงเมือง ทำเป็น รูปคล้ำยเจว็ดพระภูมิ, เรียก ใบเสมำ ก็ได้ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid =2158e7c4befacba2

เขำมอเป็นภูเขำจำลองขนำดย่อมใช้เป็นเครื่องตกแต่งอำคำรสถำนที่ เช่น วัด วัง บ้ำน เพื่อควำมสวยงำมเป็นต้น เขำมอเป็นสิ่งที่นิยมมำตั้งแต่ สมัยอยุธยำ เขำมอก่อด้วยก้อนหินและวัสดุอื่นๆ มีขนำดต่ำงๆ กันตั้งแต่ ขนำดเล็กทีก่ ่อขึ้นในถำดในอ่ำงจนถึงบนพืน้ ดินให้คนปีนป่ำยขึ้นไปได้ก็มี นอกจำกหินแล้วอำจตกแต่งด้วยต้นไม้ อำคำร สิ่งก่อสร้ำงอื่นๆ ตุก๊ ตำรูป คนและสัตว์ตำ่ งๆ ส่วนประกอบเหล่ำนีท้ ำด้วยหิน เครื่องเคลือบ รูปหล่อ โลหะและวัสดุอื่นๆ ที่มีขนำดย่อมเหมำะสมกับขนำดของเขำมอ คำว่ำ มอ มำจำกภำษำเขมรว่ำ ทมอ แปลว่ำหิน เสียงกร่อนเป็น มอ เขำมอใช้ หมำยถึงเขำทีก่ ่อด้วยก้อนหิน (http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/6087-00 )


คำว่ำ "เขำมอ" มำจำกคำว่ำ "ถมอ" ในภำษำเขมร แปลว่ำ ก้อนหิน หมำยถึง ภูเขำจำลองที่ก่อ ขึ้นจำกหินจนมีรูปทรงคล้ำยคลึงกับภูเขำ อำจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ เขำมอขนำดเล็กที่ประดับ อยู่ในกระถำง ซึ่งเป็นศิลปะกำรจัดสวนแบบหนึ่งคู่กบั กำรเล่น “ไม้ดัด” และเขำมอขนำดใหญ่ สำหรับ ก่อลงบนพืน้ ดินหรือกลำงสระน้ำ จัดให้มยี อดเขำสูงลดหลั่นตำมลำดับเป็นซุ้มคูหำ ใช้ประดับตกแต่ง พระอำรำมและพระรำชอุทยำน เป็นที่นิยมมำแต่สมัยกรุงศรีอยุธยำ ดังปรำกฏในบันทึกกำรเดินทำง ของนิโคลำส์ แซร์แวส นักเดินทำงชำวฝรั่งเศสที่เข้ำมำพร้อมกับคณะรำชทูตของพระเจ้ำหลุยส์ที่ ๑๔ ในสมัยสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช ได้พรรณนำถึงควำมงดงำมของพระรำชอุทยำนและภูเขำ จำลองภำยในพระที่นั่งสุ ทธำสวรรย์ ในพระนำรำยณ์รำชนิเวศน์ เมืองลพบุรี (สมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำชเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่ง องค์นี้) ควำมตอนหนึ่งว่ำ

“…พระรำชฐำนส่วนพระองค์มี อำณำเขตกว้ำงขวำง ดูพรำวแพรวรำวกับทองคำไปทั่วทุกหน ทุกแห่ง …ที่มุมกำแพงทั้งสี่มีสระน้ำใสบริสทุ ธิ์ สระมุมหนึ่งเป็นที่สรงสนำนของพระเจ้ำแผ่นดิน ภำยใต้ กระโจมซึ่งคลุมกั้น ทำงทิศเหนือมีภูเขำจำลอง มีน้ำพุ และมีไม้พุ่มขึ้นเขียวชอุ่มอยู่ตลอดเวลำ ดอกไม้จำกพุ่มเหล่ำนี้ส่งกลิ่นอบอวลไปทัว่ บริเวณ…” กำรก่อภูเขำจำลองเพื่อเป็นเครื่องประดับตกแต่งพระรำชอุทยำนได้รับกำรสืบทอดมำจนถึงสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชโปรดเกล้ำฯ ให้สร้ำง พระรำชอุทยำนตำมแบบแผนในสมัยกรุงศรีอยุธยำขนำบพระมหำมณเฑียรทั้งสอง ข้ำง พระรำชทำนนำมว่ำ “สวนขวำ” (ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของสวนศิวำลัยในพระบรมมหำรำชวัง) และ “สวนซ้ำย” (ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งของพระทีน่ ั่งจักรีมหำปรำสำท) โปรดเกล้ำฯ ให้ขุดสระปลูกบัวพันธุ์ ต่ำงๆ ปลูกตำหนักทองที่ประทับกลำงสระหนึ่งหลัง ซึ่งมีกำรประดับตกแต่งสวนด้วยไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ดัด และก่อ “เขำมอ” ด้วยหินฟองน้ำ (หินจำกทะเลที่มีรูพรุนมีน้ำหนักเบำ) หรือหิน ปะกำรัง (http://www.watprayoon.com/kaomo/index.php?url=about)

๑๘.คันทวย

คันทวย หรือ ทวย คือส่วนหนึ่งของสถำปัตยกรรมไทยทำหน้ำทีค่ ้ำยันชำยคำมักแกะสลัก หรือหล่อเป็นลวดลำยสวยงำม คันทวย มีทั้งที่เป็นไม้และปูนปั้น ตำมแต่ประเภทของอำคำร คันทวย ทำงภำคเหนือ จะเรียกทวยหูช้ำง มีลักษณะเป็นแผ่นไม้รูปสำมเหลี่ยมติดกับเสำ หรือผนัง บนแผ่นไม้มีกำรสลักลำยหรือลำยฉลุโปร่ง เป็นรูปนำค ลำยดอกไม้ หรือลำยต่ำง ๆ ตำมแต่กำรออกแบบ สัดส่วนที่สวยงำมของคันทวย คือ 4 คูณ 6 หรือ 4 คูณ 7 หรือ 4 คูณ 8 (4 คือ ส่วนกว้ำง 6 7 และ 8 คือส่วนสูง) (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A7%E 0%B8%A2)


๑๙.เครือ่ งลำยอง ชื่อเรียกองค์ประกอบรวมชุดหนึ่งที่ใช้ประดับปิดท้ำยขอบ หลังคำด้ำนสกัดของ อำคำร คือในส่วนของหน้ำบัน ประกอบด้วยช่อฟ้ำ ใบระกำ หำงหงส์ และตัวลำยอง (http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.asp x?NewsID=9500000076796)

๒๐.จตุรมุข ๒๑.เจดีย์

หลังคำซึ่งมีหน้ำจั่วที่แยกออกเป็น 4 ทิศ นิยมทำสำหรับอำคำร ประเภทมณฑป พลับพลำ พระที่นั่ง ฯลฯ

เจดีย์ (ภำษำบำลี : เจติย , ภำษำสันสกฤต : ไจติยะ) หรือ สถูป (ภำษำบำลี : ถูป , ภำษำสันสกฤต : สฺตูป) เป็น สิ่งก่อสร้ำงในพุทธศำสนำ พบได้ทั่วไปในอนุทวีปอินเดียและ เอเชีย เจดีย์ หมำยถึงสิ่งก่อสร้ำงหรือสิ่งของที่สร้ำงขึ้น เพื่อ เป็นที่เคำรพบูชำระลึกถึง สถูป หมำยถึงสิง่ ก่อสร้ำงเหนือ หลุมฝังศพ หรือสร้ำงขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธำตุของผู้ทลี่ ่วงลับไป แล้ว เพื่อให้ลูกหลำนและผู้เคำรพนับถือได้สักกำรบูชำ ถือ กันว่ำมีบุคคลทีค่ วรบรรจุอัฐิธำตุไว้ในสถูปเพื่อเป็นที่ สักกำระของมหำชนอยู่เพียง 4 พวก เรียกว่ำ ถูปำรห บุคคล ได้แก่ พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ พระปัจเจกพุทธเจ้ำ พระอรหันตสำวก และพระเจ้ำจักรพรรดิ

สำหรับประเทศไทย คำว่ำ สถูป และ เจดีย์ เรำมักรวมเรียกว่ำ “สถูปเจดีย์” หรือ “เจดีย์” มีควำมหมำย เฉพำะ ถึงสิ่งก่อสร้ำงในพุทธศำสนำที่สร้ำงขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิ หรือเพื่อประดิษฐำนพระพุทธรูป หรือเพื่อเป็นที่ ระลึก ทั้งนี้อำจเป็นเพรำะ ในสมัยหลังลงมำคงมีกำรสร้ำงสถำนที่เพื่อบรรจุอัฐิธำตุ และเพื่อเคำรพบูชำระลึก ถึงพร้อมกันไปด้วย th.wikipedia.org/wiki/เจดีย์


ตำรำในพระพุทธศำสนำกำหนดว่ำ พระเจดีย์ หรือ เจดีย์ มี 4 ประเภท • ธำตุเจดีย์ สิ่งก่อสร้ำงบรรจุพระบรมธำตุของพระพุทธเจ้ำ พระมหำกษัตริย์ พระจักรพรรดิรำช • บริโภคเจดีย์ สังเวชนียสถำนอันเป็นสถำนที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐม เทศนำ และปรินิพพำน ของพระพุทธเจ้ำ • ธรรมเจดีย์ คำถำที่แสดงพระอริยสัจ หรือ คัมภีร์ใน พระพุทธศำสนำ เช่น พระไตรปิฎก • อุเทสิกะเจดีย์ ของที่สร้ำงขึ้นโดยเจตนำอุทิศแด่พระพุทธเจ้ำ ไม่ กำหนดว่ำจะต้องทำเป็นอย่ำงไร เช่น สร้ำงบัลลังก์ให้หมำยแทนพระ พุทธองค์ th.wikipedia.org/wiki/เจดีย‎์

๒๒. เจดียท์ รงเครือ่ ง คือ เจดีย์ทรงระฆังกลม หรือ ทรงระฆังเหลี่ย มย่อมุมก็ตำม ที่มีลักษณะ เฉพำะที่เจดีย์ย่อมุมแบบอื่นไม่มี รวมทั้งกำรตกแต่งด้วยลำยปูนปั้นไว้ตำม องค์ประกอบต่ำงๆ คงเกิดขึ้นในรำวปลำยพุทธศตวรรษที่ ๒๒ มีกำรประดับ ลวดลำยปูนปั้นที่ฐำนซึ่งเป็นชุดฐำนสิงห์มี บัวกลุ่ม รองรับองค์ระฆัง ตัวองค์ ระฆังเองก็มักมีลวดลำยประดับอยู่ด้วย เหนือขึ้นไปเป็นบัลลังก์ไม่มีลักษณะ พิเศษแต่อย่ำงใด ต่อขึ้นไปคือ บัวกลุ่ มเถำ และปลี ลักษณะดังกล่ำวบ่งถึ ง ควำมแตกต่ ำ งจำกเจดี ย์ ท รงระฆั ง กลม และเจดี ย์ ท รงระฆั ง เหลี่ ย มย่ อ มุ ม โดยทั่วไป ที่ไม่มีบัวกลุ่มรับองค์ระฆัง และไม่มีบัวกลุ่มเถำแทนปล้องไฉน http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tilltomorrow&date=04-022012&group=2&gblog=45

๒๓. เจดียท์ รงปรำงค์ เป็นเจดีย์ที่มีทรงคล้ำยดอกข้ำวโพดประกอบด้วยส่วนฐำนรองรับเรือนธำตุส่วนยอด เป็นชั้นซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปซึ่งคลีค่ ลำยมำจำกรูปแบบของปรำสำทขอมแต่เจดีย์ทรงปรำงค์โปร่ง เพรียวกว่ำปรำสำทแบบขอม http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tilltomorrow&date=04-02-2012&group=2&gblog=45


๒๔. เจดียท์ รงปรำสำท ปรำสำท หมำยถึง รูปแบบของเรือนที่มีหลำยชั้นซ้อนกัน (ชั้นซ้อน) หรือ ที่มีหลังคำลำดหลำยชั้นซ้อนลดหลั่นกัน (หลังคำซ้อน) ตอนกลำงของเจดี ย์ ท รงปรำสำทอำจมี ห รื อ ไม่ มี ห้ อ ง คูหำก็ได้ เรีย กส่วนนี้ว่ำ เรือนธำตุ เป็ นส่วนสำคัญที่ ไว้ประดิษฐำน พระพุ ท ธรู ป ไว้ ที่ คู ห ำ หรื อ ซุ้ ม จระน ำ ที่ ผ นั ง เรื อ นธำตุ มั ก มี ท รง สี่เหลี่ยมตั้งอยู่เหนือฐำนเรือนธำตุเป็นชั้นซ้อน หำกชั้นซ้อนนั้นเป็น หลังคำลำด ก็ต่อยอดเป็นกรวยและมักมีทรงระฆังเป็นส่วนประกอบ สำคัญ แม้ว่ำปรำสำทมีแต่เรือนชั้นโดยไม่จำเป็นต้องมียอดแหลม แต่ กำรท ำหลั งคำซ้ อ นและต่ อ ยอดแหลม ก็ เ ป็ นปรำสำทแบบหนึ่ ง ด้ ว ย http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011 เรียกว่ำ กุฎำคำร หรือ เรือนยอด http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tilltomorrow&date=04-022012&group=2&gblog=45

/12/E11471071/E11471071.html

๒๕.เจดียท์ รงพุม่ ข้ำวบิณฑ์ เจดีย์ทรงนี้เรียกชื่อตำมลักษณะของยอดเจดีย์ที่คล้ำยดอกบัวตูม บำงองค์ทำกลีบบัวประดับตรงดอกบัวตูมด้วย “เจดีย์ทรงพุ่มข้ำว บิณฑ์” เจดีย์ที่นิยมสร้ำงกันมำกในสมัยสุโขทัยเป็นรำชธำนี http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tilltomorrow&date =04-02-2012&group=2&gblog=45 http://www.reurnthai.com/index.ph p?topic=3622.0

๒๖.เจดียท์ รงย่อมุม

กำรที่เรียกเจดีย์ย่อมุม แสดงถึงลักษณะสำคัญทีแ่ ตกต่ำงเจดีย์ทรงระฆัง กลม จำนวนมุมที่ย่อก็มกั ระบุอยู่ด้วย เช่น เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เจดีย์ ย่อมุมไม้ยี่สิบ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5 %E0%B8%A2%E0%B9%8C http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sjleo&group=4


๒๗. เจดียท์ รงระฆัง เจดีย์ที่มี องค์ระฆัง เป็นลักษณะเด่น โดยมีแท่นฐำนรองรับอยู่ส่วนล่ำง เหนือองค์ ระฆังเป็นส่วนยอด มี บัลลังก์ รูปสี่เหลี่ยมต่อขึ้นไปเป็นทรงกรวยเป็น ปล้องไฉน และปลี คำว่ำ ทรงระฆัง มีที่เรียกว่ำ ทรงลอม หรือ ทรงลอมฟำง เรียกว่ำ รูปบำตร ก็มี[41] แต่ไม่เป็นที่ คุ้นเคยกันเหมือนทรงระฆัง เพรำะรูปคลี่คล้ำยมำใกล้กับระฆัง คำขยำยดังกล่ำวล้วนบ่งบอกถึง ลักษณะสำคัญของเจดีย์ ที่มำของคำแสดงลักษณะของเจดีย์ดังกล่ำว มีตน้ เค้ำคือพูนดินเหนือ หลุมฝังศพ พัฒนำมำโดยก่อให้ถำวร เช่น พระมหำสถูปสำญจีประเทศอินเดีย ครั้น พระพุทธศำสนำแพร่หลำยออกมำ รูปแบบของเจดีย์นั้นก็ติดมำเป็นแบบอย่ำงให้แก่ประเทศที่รับ นับถือพระพุทธศำสนำด้วย เจดีย์ทรงระฆังมีคำแทนโดยใช้ เจดีย์ทรงลังกำ หรือ เจดีย์แบบ ลังกำ เพรำะมีทรงระฆังที่เด่นชัดเหมือนกัน และสอดคล้องกับที่ทรำบกันว่ำพระพุทธศำสนำใน ประเทศไทย นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมำว่ำแพร่หลำยมำจำกลังกำ แต่หำกเรียกเจดีย์ทรงระฆัง ก็จะไม่เป็นกำรเจำะจงว่ำเกี่ยวข้องกับอิทธิพลศิลปะจำกลังกำ เพรำะมีตัวอย่ำงอยู่มำกมำยที่แสดง ให้เห็นว่ำ เจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย ล้ำนนำ และกรุงศรีอยุธยำ เป็นรูปแบบของท้องถิ่น โดยมี ส่วนเกี่ยวข้องกับอิทธิพลศิลปะจำกแหล่งอื่น นอกเหนือจำกศิลปะลังกำ เช่น ศิลปะพุกำม เจดีย์ ทรงระฆังที่มีช้ำงล้อมทีฐ ่ ำน เช่น เจดีย์ช้ำงล้อม วัดช้ำงล้อม เมืองศรีสัชนำลัย ซึ่งเชื่อกันว่ำเป็น อิทธิพลศิลปะที่แพร่หลำยมำจำกศิลปะลังกำ ก็ไม่นิยมเรียกกันว่ำเจดีย์แบบลังกำร หรือ เจดีย์ ทรงลังกำ แต่กลับเรียกเจดีย์ช้ำงล้อม ตำมลักษณะเด่นชัดที่มีช้ำงล้อมที่ฐำน เจดีย์ทรงระฆังที่ทำกลีบเล็กๆเป็นแนวตั้งไว้โดยรอบองค์ระฆังก็มี ที่เรียกว่ำ ยอด เจดีย์ทรงกลีบมะเฟืองส่วนเจดีย์ทรงระฆังที่เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุม ยกมุม หรือ เพิ่มมุม ก็ตำม ริยมเรียกรวมๆว่ำ เจดีย์ย่อมุม http://th.wikipedia.org/wiki/เจดีย์

๒๘.เครือ่ งลำยอง ชื่อเรียกองค์ประกอบรวมชุดหนึ่งที่ใช้ประดับปิดท้ำยขอบหลังคำ ด้ำนสกัดของ อำคำร คือในส่วนของหน้ำบัน ประกอบด้วยช่อฟ้ำ ใบระกำ หำงหงส์ และตัวลำยอง (http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=950 0000076796)


๒๙.ช่อฟ้ำ ส่วนที่อยู่บริเวณยอดสุดของหน้ำ บันทั้งสองด้ำนของอำคำรในงำนสถำปัตยกรรม ไทย โดยมีรูปลักษณะคล้ำยสัตว์ปีกจำพวกนก ครุฑ คือมีจะงอยปำก ตรงส่วนกลำง ส่วนปลำย ทำเป็ น รู ป เรี ย วโค้ ง ปลำยสะบั ด โดยมำกจะเป็ น รูปร่ำงที่ตัด ทอนควำมสมจริงออกแล้ว คงไว้ซึ่ ง เค้ำโครงรูปนกเท่ำนั้น http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNe ws.aspx?NewsID=9500000076796&TabID=3&

วิ วั ฒ นำกำรของช่ อ ฟ้ ำ นั้ น มี ม ำ ยำวนำน เข้ำใจว่ำผู้คนในดินแดนอุษำคเนย์นิยม ประดับประดำให้มีส่วนยื่นเลยหลังคำ เช่น กำร นำเขำควำยบ้ำง นำไม้มำไขว้กันบ้ำง ในลักษณะที่ ทำงเหนื อ เรี ย กว่ ำ "กำแล" โดยเชื่ อ ว่ ำ เป็ น กำร แสดงให้เห็นถึงควำมเก่งกล้ำในกำรล่ำสัตว์ หรือ มีควำมเชื่อว่ำจะไล่ นกแสก กำ หรือนกเค้ำแมว ที่ถือว่ำไม่เป็นมงคลเพรำะเป็นพำหนะของยมทูต เมื่อ เกำะบ้ ำนใดเท่ำ กับมี ยมทูตมำรั บตัว ไป คน โบรำณจึงนำปีกไม้ใหญ่ๆ มำไขว้กันให้นกเหล่ำนี้ เข้ำใจผิดว่ำเป็นเหยี่ยวหรืออินทรี จะไม่กล้ำมำ ใกล้ อันเป็นควำมหมำยว่ำ เมื่อนกกำแลเห็นจะ เกิดควำมกลัว นอกจำกนี้ยังสันนิษฐำนได้อีกว่ำ กำแลทำงเหนื อนั้ น เป็น สั ญ ลัก ษณ์ที่ รั บ มำเมื่ อ ครั้งพม่ำครองเมืองเหนือหมำยถึงเรือนใดที่ติด กำแลจะได้รับกำรยกเว้นภำษีจำกทำงพม่ำ www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=T UROaWRXUXdOREV3TURFMU5BPT0=

๓๐.ฐำนไพที

สำหรับภำคกลำง ไม่นิยมนำเขำสัตว์ หรือติดเหนือจั่วแบบกำแล หำกแต่จะทำเป็นกิ่งหรือ ช่อยื่นขึ้นไปอันเดียว ส่วนใหญ่มักจะพบในอำคำร สถำ ปัตยกรรมชั้นสูง ที่ได้รับกำรอุปถัมภ์จำก เจ้ำนำยพระบรมวงศำนุวงศ์และองค์พระมหำกษัตริ ยำธิรำช นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่ำ "ช่อฟ้ำ" แต่จะ ปรำกฏในหลำยรูปหลำยลักษณะ เช่น ช่อฟ้ำปำก นก ช่อฟ้ำหำงปลำไหล ช่อฟ้ำปำกปลำ หรือทำเป็น รูปเทวดำ นำงฟ้ำอยู่เหนือจั่วเหนือหน้ำบัน ก็เรียกว่ำ "ช่อฟ้ำ" เช่นกัน บ้ำงก็นิยมติดกระดิ่งรูปใบโพธิ์เข้ำไป เพื่อให้ได้ประโยชน์ดั้งเดิม คือไล่นกกำที่จะมำถ่ำยรด หลังคำ หรือไล่นกอัปมงคลก็ได้เช่นกัน "พิ ธี ก ำรยกช่ อ ฟ้ ำ " ถื อ ว่ ำ เป็ น พิ ธี สำคัญ มำก เนื่ องจำกเป็นกำรยกส่วนบนสุ ดของ อำคำรศำสนสถำนหรือพระรำชวัง มีคติควำมเชื่อ ว่ำ หำกใครได้ ร่วมบุญ ยกช่อฟ้ำ แล้วนับ เป็นกุศ ล มหำกุศ ลอย่ำงยำกจะหำใดเท่ ำเที ยมได้ เนื่ องจำก เป็ น ส่ ว นสู ง สุ ด ของอำคำร และถื อ ว่ ำ เป็ น กำรท ำ องค์ประกอบแห่งอำคำรให้สมบูรณ์

๓๑.ซุม้ จระนำ

น. ชื่อซุ้มท้ำยวิหำรหรือท้ำยโบสถ์ เป็นช่องตัน มัก เป็นที่ประดิษฐำน พระพุทธรูป.

ฐำนบัวคว่ำบัวหงำย ที่ทำเป็นฐำนรับเจดีย์หรือมณฑป (http://heritage.mod.go.th/king/grdpalace/index14.htm) http://palungjit.org/dict/510818-ซุ้มจระนำ


๓๒.ตกท้องช้ำง กำรท ำให้ เ ส้ น นอนของอำคำร ค ล้ ำ ย ท้ อ ง เ รื อ ส ำ เ ภ ำ ซึ่ ง เ ป็ น ก ำ ร เ ป รี ย บ พ ร ะ พุ ท ธ ศ ำ ส น ำ ดั่ ง น ำ ว ำ ธ ร ร ม อั น เ ป็ น เอกลักษณ์ของโบสถ์สมัยอยุธยำ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=529030

๓๓.นำคสะดุง้

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?i d=tuk-tukatkorat&month=01-2011&group=40

เป็นส่วนของลำยองระหว่ำงแปหัวเสำ แปลำน และแป งวงทีท่ ำอ่อน ตัวห้อยตกท้องช้ำงเหมือนคล้องผ้ำห้อยพำดผ่ำนหัวแปทั้งสำม ส่วนทีท่ ำตัวอ่อนทั้งหมดนี้ เรียกว่ำนำคสะดุ้ง นอกจำกนี้ ยังมีควำมหมำยรวมถึง รำว หรือพนักทีท่ ำ เหมือนลำตัวพญำนำคเลื้อย จนเรำอำจเรียกลักษณะที่มีนี้บน สะพำนว่ำ สะพำนนำค มีควำมเชื่อกันว่ำสร้ำงขึ้นตำมควำมเชื่อถือ ที่ว่ำ เมื่อพระพุทธเจ้ำเสด็จลงมำจำกสวรรค์ชั้นดำวดึงส์ พระ อินทร์ ได้เนรมิตบันได ๓ บันได เป็นที่เสด็จลง ๑.บันไดทอง สำหรับหมู่เทพเจ้ำลง อยู่ด้ำนขวำ ๒.บันได เงิน สำหรับท้ำวมหำพรหมอยู่ด้ำนซ้ำย ๓.บันไดแก้วมณี สำหรับ พระพุทธเจ้ำอยู่ตรงกลำง บันไดแก้วมณีนมี้ ีพญำนำคจำนวน ๒ ตน เอำหลังหนุนบันไดไว้ นำคสะดุ้ง ที่พบทั้งตัวลำยอง และรำวสะพำนนี้ เป็นกำร แสดงออกทั้งในทำงเชิงช่ำง แทรกควำมหมำยที่สะท้อนแนวคิด และ กำรแสดงออกได้ดีทีเดียว กล่ำวคือ ตัวลำยองนำคสะดุ้งนี้ โดยมำกเป็นเครื่องไม้ ส่วนที่ขดลำตัวจะพำดลงบนแป ไม่ว่ำจะเป็น แปหำญ หรือแปงวง เพื่อเป็นกำรรองรับน้ำหนัก แต่ในสมัยต่อมำ พบว่ำ ตัวลำยองนำคสะดุ้งที่เป็นเครื่องปูนก็ได้รับควำมนิยม เช่นกัน ถึงแม้ว่ำจะไม่ได้ประกอบเครื่องไม้ และไม่มีควำมจำเป็นที่ จะมีแปมำรองรับน้ำหนักก็ตำม ควำมงดงำม ดูมีชีวิตของลำตัวนำค เป็นเสน่ห์ประกำรหนึ่ง เรำจึงพบนำคสะดุ้ง ไม่ว่ำจะเป็นตัวลำยอง หรือว่ำรำวบันได ปรำกฏอยู่จนถึงปัจจุบัน โชติ กัลยำณมิตร

http://www.dekd.com/board/view/1486762/


๓๔.บันแถลง ซุ้ม ประตูหรือซุ้มหน้ำต่ำง ที่มลี ักษณะเหมือนหน้ำบัน ประกอบด้วย ช่อฟ้ำ ใบระเล็กๆ หน้ำบันนี้ซ้อนกัน ๒ ชัน้ ซุ้มดังกล่ำวจะตั้งอยู่บนเสำ และฐำนที่เป็นกรอบหน้ำต่ำง (http://heritage.mod.go.th/king/grdpalace/index14.htm) http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=derek& month=09-05-2007&group=6&gblog=18

๓๖.ใบระกำ

ส่วนที่มีรูปทรงเป็นครีบที่มลี ักษณะเรียว โค้งและปลำยแหลม คล้ำย ปลำยมีด กลำงครีบด้ำนหน้ำถำกเป็นสันนูน วำงเรียง ประดับตกแต่งอยู่ระหว่ำงช่อฟ้ำ และหำงหงส์บนขอบสันบ่ำ ด้ำนบนตลอดแนวของตัวลำยอง ในส่วนของใบระกำนี้พบ ว่ำ บำงแห่งใช้กระหนกรูปทรงต่ำงๆแทนครีบปลำยแหลม http://www.oknation.net/blog/print.php?id=529858

๓๗.พระปรำงค์ ชื่อเรียกงำนสถำปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง ที่ ใช้เป็นหลักประธำนของวัดเสมอด้วยพระเจดีย์หรือพระ มณฑป ภำยในประดิษฐำนพระพุทธรูปหรือพระบรมธำตุของ พระพุทธเจ้ำ ดังจะเห็นได้จำกชื่อเรียกวัดสำคัญในกลุ่มภำค กลำง ดังเช่น วัดพระศรีรัตนมหำธำตุ จ.สุพรรณบุรี วัด มหำธำตุ จ.พระนครศรีอยุธยำ พระปรำงค์ เดิมถือเป็นงำนสถำปัตยกรรมที่มี รูปแบบลักษณะเฉพำะของขอม สร้ำงขึ้นบนพื้นฐำนคติ สัญลักษณ์แห่ง “เขำพระสุเมรุ” ซึ่งแทนควำมหมำยของแกน หรือศูนย์กลำงแห่งจักรวำลตำมควำมเชื่อในศำสนำฮินดู http://www.phuttha.com/ศำสนสถำน/พระปรำงค์

http://www.dhammajak.net/board/files/pa ragraph_11_524.jpg


๔๐.ทรงศิขร

ทรงศิขร หมำยถึงรูปทรงพระปรำงค์ ที่เน้นแบบแผน รูปลักษณ์ตำมต้นแบบเดิมทุกประกำร กล่ำวคือสร้ำงขึ้นตำมแบบแผน เดิมของขอม ที่เน้นคุณลักษณะของรูปทรงให้เป็นไปตำมอย่ำงคติ “จำลองภูเขำ” และ “สวรรค์ชั้นฟ้ำ” บนภำพควำมคิดของเขำพระสุเมรุ มี รูปทรงที่เน้นมวลอำคำรให้ดูหนักแน่นมัน่ คงเสมือนขุนเขำ และให้ รำยละเอียดในเรื่องของลำดับขัน้ ของสวรรค์อันเป็นที่อยู่ของเหล่ำเทวดำ ประจำตำมลำดับชั้น ทิศ และฐำนำนุศักดิ์อย่ำงชัดเจนที่สุดเช่น ปรำงค์ ทรงศิขร ปรำสำทนครวัด ประเทศกัมพูชำ,ปรำสำทหินพนมรุ้งบุรีรัมย์ http://www.phuttha.com/ศำสนสถำน/พระปรำงค์

http://www.manager.co.th/aspbin/Image.aspx?ID=2770163

๔๑.ทรงงำเนียม ทรงงำเนียม หมำยถึง รูปทรงสถำปัตยกรรมของส่วนยอดพระพุทธ ปรำงค์แบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ำยงำช้ำง ซึ่งเรียกว่ำ “งำเนียม” คือ รูปทรงส่วนยอดจะมีลักษณะที่ใหญ่แต่สน ั้ ตอนปลำยจะมีลักษณะ โค้งและค่อนข้ำงเรียวแหลม พระปรำงค์ทรงงำเนียมนี้ถือเป็นประดิษฐ กรรมของช่ำงไทยโดยแท้ เพรำะเป็นสถำปัตยกรรมที่พัฒนำรูป แบบเดิมจนมีลักษณะเฉพำะของตนเองสำเร็จใน สมัยอยุธยำ ตอนต้น มีคตินิยมกำรสร้ำงในลักษณะที่ทึบตัน หรือเหลือเพียงแค่ ห้องคูหำเล็กๆ พอบรรจุพระพุทธรูปหรือสถูปจำลองบรรจุพระบรม สำรีริกธำตุเท่ำนั้น ซึ่งคติทำงไทยออกแบบเป็นเชิงสัญลักษณ์เพียง อย่ำงเดียว จึงไม่ให้มีกำรใช้สอยภำยในเพื่อกำรประกอบพิธีกรรม เหมือนอย่ำงปรำสำทขอม ช่ำงไทยจึงมุ่งเน้นให้พระปรำงค์ดูสูงเด่น เป็นสง่ำ ด้วยกำรเสริมฐำนเป็นชั้นให้ดูตระหง่ำนยิ่งขึ้น และปรับตัว เรือนธำตุและส่วนยอดให้บำงและเพรียว ส่วนยอดนั้นลดกำรประดับ ตกแต่งที่ต้องกำรสื่อควำมหมำยของที่อยูแ่ ห่งเทวดำ ทั้งปวงลง เพรำะต้องกำรให้เน้นตรงเฉพำะควำมหมำยแห่งพระพุทธองค์เป็น สำคัญ เช่น ปรำงค์เหนือปรำสำทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตศำสดำ รำม กรุงเทพฯ,พระปรำงค์วัดพระศรีมหำธำตุเมืองเชลียง สุโขทัย http://www.phuttha.com/ศำสนสถำน/พระปรำงค์

http://www.oknation.net/blog/ho me/blog_data/834/46834/images /been/359503_8463225.jpg


๔๒.ทรงฝักข้ำวโพด ทรงฝักข้ำวโพด หมำยถึงรูปทรงของพระปรำงค์ลักษณะหนึ่งที่มี รูปร่ำงผอมบำงและตรงยำวคล้ำยฝัก ข้ำวโพด ส่วนยอดนั้นจะ ค่อยๆเรียวเล็กลงอย่ำงช้ำๆก่อนรวบเป็นเส้นโค้งที่ปลำย พัฒนำกำรของรูปทรงพระปรำงค์รูปแบบนี้ถือเป็นลักษณะ เฉพำะตัวของพระปรำงค์สมัย ต้นรัตนโกสินทร์ กำรใช้พระปรำงค์ ในฐำนะอำคำรประธำนหลักของวัดเสื่อมควำมนิยมลงนับแต่สมัย อยุธยำตอนปลำยแล้ว ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จะหันมำนิยมใช้ อีกครั้ง แต่สว่ นใหญ่มกั ใช้เป็นอำคำรรองอย่ำงปรำงค์ทิศเท่ำนั้น กำรออกแบบงำนสถำปัตยกรรมประเภทนี้จึงด้อยคุณลักษณะ อันมีพลังลง รูปทรงที่ดูผอมบำงจนขำดกำลัง ส่วนของเรือนธำตุ ปิดทึบตันไม่มีกำรเจำะเป็นช่องคูหำภำยใน ส่วนยอดทำเป็นชั้นๆ ด้วยเส้นบัว กลีบขนุนและบัณแถลงไม่ทำรำยละเอียดใดประดับ เช่น พระปรำงค์ทิศทรงฝักข้ำวโพด วัดเทพธิดำรำม กรุงเทพฯ ,พระปรำงค์ทรงฝักข้ำวโพด วัดมหำธำตุฯ กรุงเทพฯ http://www.oknation.net/blog/home/blog_data /834/46834/images/been/359503_8463225.jpg

http://www.bloggang.com/viewdiary.p hp?id=djang67&group=11&month=062013&date=10

๔๓.ทรงจอมแห ทรงจอมแห หมำยถึง รูปทรงของพระปรำงค์ที่สร้ำง โครงรูปเส้นรอบนอก มีลกั ษณะแอ่นโค้งเหมือน อำกำรทิ้งน้ำหนักตัวของแหที่ถกู ยกขึ้น รูปทรงเช่นนี้ ควำมจริงถูกนำมำใช้กบั กำรออกแบบพระเจดีย์สมัย ต้นกรุง รัตนโกสินทร์มำก่อนแล้ว และต่อมำจึง พัฒนำนำมำใช้กับรูปทรงพระปรำงค์บ้ำง เช่น วัด อรุณรำชวรำรำม ธนบุรี, พระปรำงค์แบบไทย http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/834/ 46834/images/been/359503_8463225.jpg

http://www.uppices.com/images/30592124018 705938962.jpg


๔๔.ทับเกษตร อำคำรที่ปลูกริมรั้วรำชวัติ โดยสร้ำงเป็นอำคำรโถง ทรงไทยทับเกษตรนีใ้ ช้เป็นที่สำหรับข้ำรำชกำรที่มำ ในพระรำชพิธีพักและฟังสวดพระอภิธรรม (http://dict.longdo.com/search/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A %E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3) http://www.vcharkarn.com/vcafe/154861

๔๕.นภศูล ๔๖.พลับพลำ เครื่องประดับยอดปรำงค์ ทำเป็นรูป หอก มี กิ่งเป็นรูปดำบแตกสำขำออกไป ๔ ทิศ, แง่งขิง ฝักเพกำ ลำภุขัน หรือ สลัดได ก็เรียก

(http://dict.longdo.com/index.php ?lang=en&search=%E0%B8%99%E 0%B8%A0%E0%B8%A8%E0%B8%B9 %E0%B8%A5)

ศำลำโถงเฉพำะที่สร้ำงขึ้นเป็นที่ประทับสำหรับ พระมหำกษัตริย์ เพื่อใช้เป็นกำรส่วนพระองค์ เช่น สร้ำงขึ้นในพระรำชอุทยำนเพื่อเป็นที่ทรง พระสำรำญ หรือสร้ำงขึ้นกลำงลำนเพื่อเสด็จ ประทับในพระรำชพิธี http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=moonfleet& month=12-2009&date=07&group=125&gblog=12

๔๗.มุขกระสัน น. มุขที่เชือ่ มระหว่ำงพระทีน่ ั่งองค์หนึ่งกับอีกองค์หนึ่ง.

http://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royalinstitute/มุขกระสัน

๔๙.ระทำ หอสูงรูปสี่เหลี่ยมหลังคำทรงยอดเกี้ยว ประดับ ดอกไม้ไฟนำนำชนิด เช่น พลุ ตะไล จรวดใช้จุดใน งำนพระรำชพิธี

๔๘.มุขเด็จ มุขโถงที่ยื่นออกมำจำกหน้ำอำคำร เป็นที่เสด็จออก http://dictionary.sanook.com/search/di ct-th-th-royal-institute/มุขเด็จ

http://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/ระทำ


๕๐. ระเบียงคด เป็นคำที่เกิดขึ้นในสมัยหลังใช้เรียกพระระเบียงที่ปลูก ขึ้นล้อมปูชนียสถำน โดยอยู่รอบทั้ง 4 ด้ำนสันนิษฐำน ว่ำนิยมเรียกมำตั้งแต่ในสมัยรัชกำลที่ 5 ดังปรำกฏใน พระรำชหัตถเลขำในพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำ เจ้ำอยู่หัว ที่มีไปถึงพระรำชสงครำม คดพระระเบียง หรือ คดหมำยถึงเฉพำะตรงหักมุมเลี้ยว 4 มุม http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15523

๕๑.ลวดบัว,บัว ลำยตกแต่งที่มลี ักษณะเป็นแนวหรือเป็นลำยตำมสัน ขอบต่ำงๆอำจมีลกั ษณะเป็นลำยนูนออกมำหรือเว้ำ ลึกลงไปจำกพื้นผิวก็ได้ และอำจมีลกั ษณะเรียบๆ หรือมีลวดลำยแบบต่ำงๆด้วยก็ได้ http://heritage.mod.go.th/nation/park/park7.htm

๕๒.วังหน้ำ

พระรำชวังบวรสถำนมงคล (วังหน้ำ) สร้ำงขึ้นพร้อมๆ กับกำรสร้ำงพระบรมมหำรำชวังใน พ.ศ. ๒๓๒๕ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้ำพระยำฝั่งตะวันออก โดยมีด้ำนทิศใต้ติดกับวัดมหำธำตุยุวรำชรังสฤษฏ์ เป็นที่หมำยสำคัญ เป็นพระรำชวังที่สำคัญรองจำกพระบรมมหำรำชวัง กล่ำวคือ เป็นที่ประทับของมหำ อุปรำชซึ่งมีอำนำจรองจำกพระมหำกษัตริย์ พระรำชวังนี้เป็นที่ประทับของพระมหำอุปรำชมำตั้งแต่ รัชกำลที่ ๑ ถึงรัชกำลที่ ๕ เป็นเวลำประมำณ ๑๐๐ ปีเศษ หลังจำกที่กรมพระรำชวังบวรสถำนมงคลใน รัชกำลที่ ๕ ได้เสด็จทิวงคตไปแล้ว พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวจึงได้ยกเลิกตำแหน่งพระ มหำอุปรำชและได้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสำธิรำช สยำมมกุฎรำชกุมำรขึ้นแทน พระรำชวัง บวรสถำนมงคลจึงได้เปลี่ยนจำกกำรเป็นที่ประทับของมหำอุปรำชมำเป็นสถำนที่รำชกำรเรื่อยมำ ตำมลำดับ ปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑสถำนแห่งชำติ เป็นมหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์วิทยำลัยช่ำง ศิลปและนำฏศิลป และโรงละครแห่งชำติ guru.sanook.com/14/พระรำชวังบวรสถำนมงคล-%26/


แบบแผนกำรสร้ำงพระรำชวัง ดำเนินไปเช่นเดียวกับพระบรมมหำรำชวังทุกประกำร เช่น มีกำรแบ่งเขตเป็นพระรำชฐำนชั้นนอก ชั้นกลำง และชั้นใน ล้อมรอบด้วยป้อมปรำกำร มี ประตูทำงเข้ำออกทั้ง ๔ ด้ำน รวมทั้งมีตำหนักแพ ที่ประทับริมน้ำ เช่นเดียวกับท่ำรำชวรดิฐของ วังหลวงทุกประกำร สิง่ ก่อสร้ำงในพระรำชวัง พระรำชวังนี้ เคยมีสิ่งก่อสร้ำงที่สำคัญหลำยหลัง เช่นเดียวกับ พระบรมมหำรำชวัง แต่เนื่องด้วยมีกำรเปลี่ยนแปลงกำรใช้สอยมำเป็นสถำนที่ รำชกำร อำคำรต่ำงๆ ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน คงมีแต่พระรำชมณเฑียรที่ประทับ ที่เรียกว่ำ พระวิมำน ๓ หลัง พระทีน่ ั่งอิศรำวินิจฉัย พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระทีน ่ ั่งศิวโมกข์พิมำน วัด บวรสถำนสุทธำวำส พระทีน่ ั่งอิศเรศรำชำนุสรณ์ เก๋งนุกิจรำชบริหำรตำหนักแดง และศำลำลง สรง เป็นต้น พระทีน่ งั่ ทีส่ ำคัญในพระรำชวังบวรสถำนมงคล ได้แก่ - พระรำชมณเฑียร - พระทีน ่ ั่งอิศรำวินิจฉัย - พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ - พระทีน ่ ั่งศิวโมกข์พิมำน - พระอุโบสถวัดบวรสถำนสุทธำวำส - พระทีน ่ ั่งอิศเรศรำชำนุสรณ์ พระรำชมณเฑียร พระรำชมณเฑียร เรียกว่ำ หมูพ ่ ระวิมำนสมเด็จพระบวรรำชเจ้ำมหำสุรสิงหนำท โปรด เกล้ำฯ ให้สร้ำงขึน้ เป็นที่ประทับ ประกอบด้วย อำคำร ๓ หลังเชื่อมติดต่อกัน มีเฉลียงรอบนอก เดินได้รอบ พระวิมำนหมู่นี้สันนิษฐำนว่ำ ทำตำมแบบสมัยอยุธยำ คือเป็นอำคำร ๓ หลัง เป็นที่ ประทับในฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนำว แต่ลดส่วนลงมำสร้ำงเป็นหมู่เดียวกัน พระที่นั่งดังกล่ำว เรียกตำมชื่อห้องได้ ๑๑ องค์ ดังต่อไปนี้ ๑. พระที่นั่งวสันตพิมำน เป็นพระวิมำนหลังใต้ ๒. พระที่นั่งวำยุสถำนอมเรศ เป็นพระวิมำนหลังกลำง ๓. พระที่นั่งพรหมเมศธำดำ เป็นพระวิมำนหลังเหนือ ๔. พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร ๕. พระที่นั่งปฤษฎำงค์ภิมุข ๖. ท้องพระโรงหลัง ๗. พระที่นั่งพรหมพักตร์ เป็นท้องพระโรงหน้ำเดิม นอกจำกนัน้ ยังมีพระที่นั่งหลังขวำง ตำมทิศทั้งสี่ ได้แก่ ๘. พระที่นั่งบูรพำภิมุข ๙. พระที่นั่งทักษิณำภิมุข ๑๐. พระที่นั่งปัจฉิมำภิมุข ๑๑. พระที่นั่งอุตรำภิมุข guru.sanook.com/14/พระรำชวังบวรสถำนมงคล-%26/


พระวิมำน ๓ หลังนี้สร้ำงเป็นแบบไทยประเพณี ยกพื้นสูงพอประมำณ เฉพำะพระที่นั่งวำยุ สถำนอมเรศซึ่งเป็นพระวิมำนองค์กลำง ยกพื้นสูงกว่ำองค์อื่นๆ ใช้เป็นที่ประทับเช่นเดียวกับพระ ที่นั่งจักรพรรดิพิมำน ในพระบรมมหำรำชวัง มีหลังคำทรงไทย มุงกระเบื้องดินเผำไม่เคลือบสี มี เสำรำยรอบเป็นเสำแปดเหลี่ยม บัว หัวเสำเป็นรูปดอกบัวแบบสมัยอยุธยำ นอกจำกนั้นมีกำร แกะสลักไม้ที่หน้ำต่ำงงดงำมมำก พระที่นั่งอิศรำวินิจฉัย พระที่นั่งอิศรำวินิจฉัย เป็นพระที่นั่งที่ต่อเนื่องกับพระวิมำน ๓ หลัง พระทีน่ ั่งองค์นี้สร้ำง ขึ้นในสมัยรัชกำลที่ ๓ โดยกรมพระรำชวังบวรมหำศักดิพลเสพโปรดเกล้ำฯ ให้สร้ำงขึ้นเพื่อเป็น ที่เสด็จออกรับแขกเมือง เป็นที่ประกอบพระรำชพิธีและบำเพ็ญพระรำชกุศลเช่นเดียวกับพระที่นั่ง อมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมำน ในพระบรมมหำรำชวัง แต่เดิมที่สองข้ำงพระที่นั่งองค์นี้มีหอ ๒ หอ เป็นหอพระประดิษฐำนพระพุทธรูป และหอพระอัฐิประดิษฐำนพระอัฐิของกรมพระรำชวัง บวรฯ องค์ก่อนๆ แต่ต่อมำได้รื้อลง พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นพระที่นั่งที่กรมพระรำชวังบวรมหำสุรสิงหนำทได้ โปรดเกล้ำฯ ให้สร้ำงขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพระรำชพิธี แต่ต่อมำเมื่อได้ทรงเชิญพระพุทธสิหิงค์มำจำก เชียงใหม่ จึงได้อุทิศพระที่นั่งองค์นี้ประดิษฐำนพระพุทธสิหิงค์แทน ต่อมำในสมัยรัชกำลที่ ๓ กรมพระรำชวังบวรมหำศักดิพลเสพ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ โดยเปลี่ยนหลังคำและต่อเป็น เฉลียง มีเสำรับหลังคำ ผนังภำยนอกตอนบนที่เรียกว่ำ "คอสอง" ปั้นปูนเป็นลวดลำย ทำซุ้ม พระบัญชรขึ้นใหม่ ส่วนของเดิม เช่น จิตรกรรมฝำผนัง คันทวยรับชำยคำที่แกะไม้เป็นเถำตำลึง ตลอดจนบำนประตู หน้ำต่ำง ก็ได้ทรงรักษำไว้ เหมือนเดิม พระที่นั่งองค์นี้ปัจจุบันยังคงเป็นที่ ประดิษฐำนพระพุทธสิหิงค์เหมือนเมื่อครั้งก่อน พระที่นั่งศิวโมกข์พิมำน พระที่นั่งศิวโมกข์พิมำน เป็นพระที่นั่งที่กรมพระรำชวังบวรมหำสุรสิงหนำทได้โปรดเกล้ำ ฯ ให้สร้ำงขึ้น แต่เดิมเป็นที่เสด็จออกขุนนำง ต่อมำใช้บำเพ็ญพระรำชกุศลแต่เพียงอย่ำงเดียว ต่อมำเมื่อเสด็จสวรรคตก็ใช้เป็นที่ประดิษฐำนพระศพด้วย สมัยรัชกำลที่ ๓ ได้รื้อลงและสร้ำงใหม่ เป็นพระที่นั่งโถง ใช้บำเพ็ญพระรำชกุศล และตั้งพระศพเหมือนเดิม ปัจจุบันเป็นที่จัดแสดง เรื่องรำวก่อนประวัติศำสตร์ guru.sanook.com/14/พระรำชวังบวรสถำนมงคล-%26/


๕๓.วังหลัง พระรำชวังบวรสถำนพิมุข หรือ วังหลัง คือ วังของสมเด็จเจ้ำฟ้ำกรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระรำชวังบวรสถำนภิมุข ซึ่งทรงเป็นกรมพระรำชวังบวรสถำนภิมุขในรัชกำลที่ 1 สร้ำงขึ้นที่ตำบล สวนลิน้ จี่ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้ำฟ้ำกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ถือว่ำเป็นพระรำช นิเวศน์เดิมของพระองค์ท่ำน พื้นที่ดังกล่ำวนี้มีขอบเขตทำงทิศเหนือจรดกำแพงเมืองธนบุรีเดิม ทำงทิศ ใต้จรดฉำงเกลือ วังหลังนี้เป็นกำลังสำคัญที่จะป้องกันพระนครทำงทิศตะวันตกฝ่ำยเหนือจำกกำรรุกรำน ของข้ำศึก ถัดจำกวังหลังลงไปเป็นตำบลสวนมังคุด ซึ่งเป็นบ้ำนเดิมของสมเด็จเจ้ำฟ้ำกรมพระยำเทพ สุดำวดี ต่อไปเป็นบ้ำนปูนและบ้ำนขมิ้นตำมลำดับ ครัน้ กรมพระรำชวังหลังทิวงคตแล้ว วังก็ถูกแบ่ง ออกเป็นตอน ๆ ตอนพระมนเทียรสถำนเดิม พระชำยำทองอยู่ ที่เรียกกันทั่วไปว่ำ "เจ้ำครอกข้ำงใน" ประทับอยู่ ทำงตอนใต้แบ่งออกเป็น 3 วัง คือ วังเหนือ เรียกว่ำ วังน้อย เป็นที่ประทับของพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนเรศรโยธี วังกลำง เรียกว่ำ วังกลำง เป็นที่ประทับของพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ต้นรำชสกุล เสนีวงศ์ วังใต้ เรียกว่ำ วังใหญ่ เป็นที่ประทับของพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนรำเทเวศร์ ต้นรำชสกุลปำลกะ วงศ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระนั่งเกล้ำเจ้ำอยู่หัว เชื้อสำยกรมพระรำชวังหลังไม่มี กำลังที่จะดูแลรักษำวัง จึงได้ปล่อยให้ร้ำงอยู่อย่ำงนั้น โดยที่รอบ ๆ เป็นที่อยู่ของรำชสกุลเสนีวงศ์หรือ ปำลกะวงศ์ ซึ่งเป็นเชื้อสำยของกรมพระรำชวังหลังในปัจจุบัน ที่เหลือกลำยเป็นที่ดินรำษฎรไป คณะกรรมกำรสร้ำงโรงพยำบำลศิริรำชได้ขอพระรำชทำนที่แปลงใต้ คือ วังกรมหมืน่ นรำเทเวศร์ มำ เป็นพื้นที่สำหรับสร้ำงโรงพยำบำล ต่อมำ โรงพยำบำลศิริรำชได้ขยำยออกไปจนเกือบเต็มวังหลัง โดย ได้รับพระรำชทำนพื้นที่เพิ่มเติมบ้ำง เวนคืนด้วยเงินงบประมำณบ้ำง ส่วนเขตวังหลังส่วนเหนือซึ่งเป็นที่ ของสถำนีรถไฟธนบุรี ทำงโรงพยำบำลศิรริ ำชเพิ่งได้รับกรรมสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 30 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2547 เพื่อพัฒนำเป็นสถำบันกำรแพทย์ชั้นเลิศในเอเชียอำคเนย์ ปัจจุบัน ตำบลวังหลังได้รับกำรเปลี่ยนชื่อเป็น แขวงศิริรำช ส่วนถนนเข้ำวังหลังได้รับชื่อว่ำ ถนนวังหลัง http://th.wikipedia.org/wiki/วังหลัง


๕๔.

Art Rattanakosin วิหำรทิศ

วิหำรที่สร้ำงออกมำทั้ง ๔ ด้ำนของพระสถูป หรือ พุทธเจดีย์ เช่น วิหำรทิศวัดพระเชตุ พนวิมลมังคลำรำม กรุงเทพมหำนคร, วิหำรที่อยู่ตรงกลำงของพระระเบียง ทั้ง ๔ ด้ำน เช่น วิหำรทิศวัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

๕๕.วิหำรรำย

http://dict.longdo.com/search/วิหำรทิศ

rirs3.royin.go.th/word1/word-1-a0.asp

วิหำรขนำดใกล้เคียงกับวิหำรน้อย ตั้งเรียง รำยภำยในพุทธำวำสโดยรอบ

๕๖.กลด

๕๗.เกีย้ ว

น. ร่มขนำดใหญ่ชนิดหนึ่ง ขอบร่มมีระบำย คันยำว กว่ำก้ำนร่ม ใช้ถือกั้นเจ้ำนำย หรือพระภิกษุที่ ได้รับพระรำชทำนสมณศักดิ์, รำชำศัพท์ว่ำ พระ กลด,เรียกร่มขนำดใหญ่มีด้ำมสำหรับพระธุดงค์ โดยเฉพำะเรียกดวงอำทิตย์หรือดวงจันทร์ที่มี แสงสีรุ้งเป็นวงกลมล้อมรอบว่ำ ดวงอำทิตย์ทรง กลดดวงจันทร์ทรงกลด. (ข. กฺลส).

น.เครื่องประดับลักษณะเป็นวง คล้ำยพวงมำลัยสำหรับสวมจุก, รำชำศัพท์ว่ำ พระเกี้ยว; ครือ่ ง ประดับที่มีลักษณะคล้ำยคลึง เช่นนั้น เช่น เกี้ยวลอมพอก เกี้ยว ชฎำ พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2542

พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2542

๕๘.กูบ

น. ประทุนหลังช้ำง, ประทุนรถเช่นรถม้ำทีม่ ีรูป โค้ง, ลักษณนำมว่ำหลัง. พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2542 http://art-culture.cmu.ac.th/th/สำระน่ำรู้ล้ำนนำ/ลำนคำ/กูบ


๕๙.ขอช้ำง ๖๐.เครือ่ งรำชกกุธภัณฑ์

น. ขอเหล็กมีด้ำม สำหรับสับช้ำง, ขอช้ำงที่มีปลำยโค้งใช้ใน พิธีช้ำง เรียกว่ำ ขอเกรำะ,ขอช้ำงที่ปลำยเป็นยอดปิ่น เรียกว่ำขอปิ่น. พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2542

กกุธภัณฑ์ หรือ เครือ่ งรำชกกุธภัณฑ์ ตำมรูปศัพท์แปลว่ำเครื่องใช้สำหรับพระมหำกษัตริย์ แต่มี ควำมสำคัญยิ่งเพรำะเป็นเครื่องหมำยแห่งควำมเป็นพระรำชำธิบดี จึงเป็นสิ่งที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้ำฯ ถวำยในพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษก เครื่องรำชกกุธภัณฑ์ประกอบด้วย ฉัตร มงกุฎ พระแสงขรรค์ ธำรพระกร วำลวีชนี และฉลองพระบำท กำรถวำยเครื่องรำชกกุธภัณฑ์ในพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษกเป็นประเพณีสืบเนื่องมำจำก ลัทธิพรำหมณ์ ที่มีพรำหมณ์ (พระมหำรำชครู) เป็นผู้กล่ำวคำถวำย ตำมคติควำมเชื่อว่ำ พระมหำกษัตริย์เป็นสมมุติเทพ เครื่องรำชกกุธภัณฑ์จึงล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพทั้งสิ้น ดังที่ กล่ำวไว้ในปัญจรำชำภิเษกควำมว่ำ เศวตฉัตร ๖ ชั้น หมำยถึง สวรรค์ ๖ ชั้น พระมหำมงกุฎ หมำยถึง ยอดวิมำนของพระอินทร์ พระขรรค์ หมำยถึง พระปัญญำอันจะตัดมลทินถ้อยควำมไพร่ฟ้ำข้ำแผ่นดิน เครื่องประดับผ้ำรัตกัมพล หมำยถึง เขำคันธมำทน์อนั ประดับเขำพระสุเมรุรำช (ต่อมำ ใช้วำลวีชนีแทน) เกือกแก้ว (ฉลองพระบำท) หมำยถึง แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขำพระสุเมรุรำช และ เป็นที่อำศัยแก่อำณำประชำรำษฎร์ทั้งหลำยทั่วแว่นแคว้นขอบขัณฑสีมำ ไทยรับคติควำมเชื่อนี้มำจำกขอมซึ่งรับทอดมำจำกอินเดียอีกต่อหนึ่ง ประเพณีกำรถวำย เครื่องรำชกกุธภัณฑ์ในพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษกของไทยมีปรำกฏมำแต่ครั้งสมัยสุโขทัย ดังควำม ในศิลำจำรึกวัดศรีชุม (จำรึกหลักที่ ๒ ประมำณ พ.ศ. ๑๘๘๔-๑๙๑๐) เมื่อพ่อขุนผำเมือง อภิเษกพ่อขุนบำงกลำงหำวให้ครองเมืองสุโขทัยนั้น ได้มอบ "ขรรค์ชัยศรี" ที่พ่อขุนผำเมืองได้รับ พระรำชทำนจำกกษัตริย์ขอมให้พ่อขุนบำงกลำงหำวด้วย และในศิลำจำรึกวัดป่ำมะม่วง ภำษำขอม (จำรึกหลักที่ ๔ พ.ศ. ๑๙๐๔) กล่ำวถึงเครื่องรำชกกุธภัณฑ์ในพิธีบรมรำชำภิเษกพระมหำธรรม รำชำที่ ๑ (ลิไทย) ว่ำมี มกุฎพระขรรค์ชัยศรี และเศวตฉัตร และในสมัยอยุธยำก็ยดึ ถือพระรำช ประเพณีนี้สืบต่อมำจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ครื่องรำชกกุธภัณฑ์ที่พระมหำรำชครูถวำยในพระรำช พิธีบรมรำชำภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วย พระมหำเศวตฉัตร พระมหำพิชัยมงกุฎ พระ แสงขรรค์ชัยศรี ธำรพระกร วำลวีชนี และฉลองพระบำทเชิงงอน ซึ่งมีประวัติควำมเป็นมำดังนี้ จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=963


๖๑.พระมหำเศวตฉัตร พระมหำเศวตฉั ต รหรื อ พระนพปฎลมหำ เศวตฉัตร เป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้ำขำวมีระบำย ๓ ชั้น ขลิบ ทองแผ่ลวด มียอด พระมหำเศวตฉัตรนี้พระบำทสมเด็จพระ จอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้ำขำวแทนตำด ถือเป็น เครื่องรำชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่ำรำชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ และในรัชกำลปัจจุบัน ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้นำขึ้ น ถวำยที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจำกทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว จำกนั้น เจ้ำหน้ำที่สำนัก พระรำชวังก็เชิญไปปักกำงไว้เหนือ พระที่นั่งภัทรบิฐ ต่อมำ เมื่อเสด็จพระรำชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เพื่อทรงรับเครื่องสิริรำชกกุธภัณฑ์ จึง ไม่ต้องถวำยเศวตฉัตรรวมกับเครื่องรำชกกุธภัณฑ์อื่นอีก จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=963 http://www.dhammajak.net/board/fil es/_102_172.jpg

๖๒.พระมหำพิชยั มงกุฎ

พระมหำพิชยั มงกุฎ เป็นรำชสิรำภรณ์ สร้ำงในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช ทำด้วยทองลงยำประดับเพชร ครั้นถึงรัชสมัย พระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หวั มีรับสั่งให้พระรำชสมบัติไปเที่ยวหำซื้อ เพชร ได้เพชรเม็ดใหญ่จำกเมืองกัลกัตตำ ประเทศอินเดีย แล้วทรงพระกรุณำ โปรดเกล้ำฯ ให้ประดับไว้บนยอดพระมหำพิชัยมงกุฎ พระรำชทำนนำมว่ำ "พระ มหำวิเชียรมณี" พระมหำพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม ในสมัยโบรำณถือว่ำ มงกุฎมีค่ำสำคัญเท่ำกับรำชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ และพระมหำเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด เมื่อพระมหำกษัตริย์ทรงรับมงกุฎ มำแล้วก็เพียงทรงวำงไว้ข้ำงพระองค์ แต่ต่อมำเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศ ในทวีปยุโรปมำกขึ้น จึงนิยมตำมรำชสำนักยุโรปที่ถือว่ำ ภำวะแห่งควำมเป็น http://www.dhammajak.net/foru พระมหำกษัตริยอ์ ยู่ที่เวลำได้สวมมงกุฎ ในพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษก พระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หวั พระองค์ได้ทรงเชิญทูตำนุทูตในประเทศ ms/viewtopic.php?f=25&t=46911 &p=342318 ไทยร่วมในพระรำชพิธีและทรงรับพระมหำพิชัยมงกุฎมำทรงสวม แต่นั้นมำก็ถือ จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ว่ำพระมหำพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดำเครื่องรำชกกุธภัณฑ์ และ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗ พระมหำกษัตริย์จะทรงสวมพระมหำพิชัยมงกุฎในพระรำชพิธีบรมรำชำภิเษก


๖๓.พระแสงขรรค์ชยั ศรี เป็นพระแสงรำชศัสตรำประจำพระองค์พระมหำกษัตริย์ ตัวพระ ขรรค์เป็นของเก่ำ ตกจมอยู่ในทะเลสำบเขมร ชำวประมงทอดแห ได้ เ มื่ อ พ.ศ. ๒๓๒๗ เจ้ ำ พระยำอภั ย บู เ บศร์ (แบน) ให้ ข้ำรำชกำรนำมำทูลเกล้ำฯ ถวำยพระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำ จุฬำโลกมหำรำชและทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ทำด้ำมและฝัก ขึ้นด้วยทองลงยำประดับมณีใช้เป็นเครื่องรำชกกุธภัณฑ์ พระแสงขรรค์ชัยศรี นี้ เฉพำะส่ว นที่เป็น องค์พระขรรค์ ยำว ๖๔.๕ เซนติเมตร ประกอบด้ำมแล้วยำว ๘๙.๘ เซนติเมตร หนั ก ๑.๓ กิ โ ลกรั ม สวมฝั ก แล้ ว ยำว ๑๐๑ เซนติ เ มตร หนั ก ๑.๙ กิ โ ลกรั ม พระแสงขรรค์ ชั ย ศรี เ ป็ น พระแสงรำชศั ส ตรำที่ สำคัญที่สุดในพระรำชพิธีสำคัญหลำยพิธี เช่น พระรำชพิธีบรม รำชำภิเษก พระรำชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยำ

http://www2.crma.ac.th/arm/Crow nJewels.asp http://www.royin.go.th/th/knowl edge/detail.php?ID=963

จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗

๖๔.ธำรพระกร ธำรพระกร ของเดิม ทำด้ วยไม้ ชั ยพฤษ์ปิด ทอง หั วและสัน เป็ น เหล็ก คร่ำลำยทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้ำ พระภิกษุที่ใช้ในกำรชักมหำบังสุกุล เรียกธำรพระกรของเดิมนั้น ว่ำ ธำรพระกรชั ยพฤกษ์ ครั้ น ถึ งรั ช สมั ย พระบำทสมเด็จ พระ จอมเกล้ ำเจ้ ำอยู่หัว ทรงสร้ำงธำรพระกรขึ้นใหม่ องค์ หนึ่ง ด้ว ย ทองคำ ภำยในมีพระแสงเสน่ำ ยอดมีรูปเทวดำ จึงเรียกว่ำ ธำร พระกรเทวรูป แต่ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดำบมำกกว่ำเป็นธำร พระกร แต่ได้ทรงสร้ำงขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธำรพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นมำถึงรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ทรง พระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้กลับเอำธำรพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้ อีก ยกเลิกธำรพระกรเทวรูป เพรำะทรงพอพระรำชหฤทัยในของ เก่ำ ๆ จึงคงใช้ธำรพระกรชัยพฤกษ์อยู่ต่อมำ จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=963

http://www2.crma.ac.th/arm/Crow nJewels.asp


๖๕.วำลวีชนี วำลวีชนี (พัดและแส้) พัดวำลวีชนีทำด้วยใบตำล แต่ปิดทองทั้ง ๒ ด้ำน ด้ำมและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยำ ส่วนพระแส้ทำ ด้วยขนจำมรี ด้ำมเป็นแก้ว ทั้ง ๒ สิ่งนี้พระบำทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้สร้ำงขึ้น "วำลวีชนี" เป็นภำษำบำลี แปลว่ำ เครื่องโบก ทำด้วยขนวำล ตรงกับที่ไทยเรียกจำมรี พระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว จึงทรงสร้ำงแส้ขนจำมรีขึ้น จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=963

http://www2.g-pra.com/webboard /showimage.php?table=ans&No=1136 610&data=front&date=2010-05-05

๖๖.ฉลองพระบำทเชิงงอน พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชทรงพระกรุณำ โปรดเกล้ำฯ ให้สร้ำงขึ้นเป็นเครื่องรำชกกุธภัณฑ์ตำมแบบอินเดีย โบรำณ จดหมำยข่ำวรำชบัณฑิตยสถำน ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐, กันยำยน ๒๕๓๗ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=963

๖๗.ลอมพอก มื่อครั้งที่คณะรำชทูตในสมเด็จพระ นำรำยณ์มหำรำชเดินทำงไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พุทธศักรำช 2229 ซึ่งคณะรำชทูตได้ สวมเครื่องแต่งกำยดังกล่ำวจนเป็นที่ดึงดูด ควำมสนใจจำกชำวฝรั่งเศสเป็นอย่ำงมำก http://travelchoicetv.com/f_22957_457 89_30730_ลอมพอก.htm

http://www.school.net.th/library/createweb/10000/history/10000-3884/pic1.jpeg


๖๘.หรดำล เป็ นชื่ อแร่ช นิด หนึ่ ง มีบ ทนิ ยำมว่ ำ "แร่ ชนิ ด หนึ่ ง ประกอบด้ ว ยธำตุ ส ำรหนู และก ำมะถั น มี ปรำกฏในธรรมชำติ ส องชนิ ด คื อ หรดำลแดง กั บ หรดำลกลีบ ทอง" สำหรั บหรดำลกลีบทอง เป็ นวัส ดุ สำคั ญ ในกำรนำมำย่ อยให้ ละเอี ยด แล้ วผสมน้ำกำว เขี ย นลำยรดน้ำ ซึ่ ง เป็ น งำนวิ จิ ต รศิ ล ป์ อย่ ำ งหนึ่ ง ใน ศิลปะไทย ส่วนหรดำลแดง นั้นนำไปใช้อย่ำงอื่น ประโยชน์ของหรดำล หรือน้ำยำหรดำล คือ ใช้เขียนลำยบนแผ่นที่มีพื้นเป็นรัก เพื่อทำกำรปิด ทองรดน้ำต่อไป จึงเรียกกันว่ำ ลำยรดน้ำ เป็นกรรมวิธี ทำงศิล ปะของไทย ที่สื บ เนื่อ งกัน มำช้ำ นำนไม่ ต่ำกว่ ำ สมัยอยุธยำตอนต้น หรือมำกกว่ำนั้น

น. แร่ชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยสำรหนูและ กำมะถัน สีแดงอมเหลือง ใช้ฝนน้ำเป็นสี เหลือง เขียนลำยรดน้ำและสมุดดำ พจนำนุกรมไทย, มำนิต มำนิตเจริญ : 2543 : หน้ำ 1024

http://www.baanjomyut.com/library/knowledge_of_enc yclopedias/864.html http://www.oknation.net/blog/print.php?id=388140

๗๐.Photogrammetry

๖๙. Vandalism

คือกำรรังวัดจำกภำพถ่ำย ซึ่งหมำยควำมรวมไปถึงทั้ง ภำพถ่ ำ ยทำงอำกำศ หรื อ ภำพถ่ ำ ยบนพื้ น ดิ น n. กำรทำลำยทรัพย์สินของรัฐหรือของเอกชน,กำร สมั ย ก่ อ นกำรถ่ ำ ยภำพเป็ น ในระบบฟิ ล ม์ และกำร ทำลำยวัฒนธรรมหรือศิลปะวรรณคดีของชำติอื่น ถ่ำยภำพเพื่อทำกำรรังวัดก็ต้องใช้กล้องถ่ำยภำพชนิด พิเศษที่เ รียกว่ำ Metric camera ที่ จะท ำให้ แสง SE-ED’s Modern English-Thai Dictionary, เดินทำงเป็นเส้นตรง หรือ ในตัวเลนส์ต้องมีค่ำดัดแก้ ศ.ดร.วิทย์ เที่ยงบูรธรรม: 2541 : หน้ำ 946 หรือค่ำ calibrate เพื่อที่จะทำให้กำรเกิดภำพอยู่ใน ลัก ษณะแสงเดิ น ทำงเป็น เส้ นตรง แม้ จ ะผ่ ำ นเลนส์ ก็ ตำม http://www.gisphuket.com/form.php?page=articl

๗๑.กระจกเกรียบ

e&id=21

กระจกเกรียบ เป็นกระจกสีชนิดหนึ่ง ทำขึน้ โดยใช้แร่ดีบุกเป็นพื้นรองรับและเคลือบด้วยตัวยำโบรำณ เช่น ดินประสิว เศษแก้ว ทรำยแก้ว เพื่อให้ผิวเป็นมันวำว ส่วนที่เป็นสีตำ่ งๆบนผิวกระจกชนิดนี้ใช้ดีบุก เป็น แผ่นบำงๆรองรับอยู่ข้ำงล่ำง ทำให้แลดูคล้ำยแผ่นข้ำวเกรียบ จึงเรียกว่ำ กระจกเกรียบ มีกำรนำไปใช้ใน กำรสร้ำงสรรค์งำนศิลปะ สำหรับกำรประดับและตกแต่งตำมศิลปวัตถุและสถำปัตยกรรมต่ำงๆ โดยเฉพำะ อย่ำงยิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศำสนำ เช่น พระพุทธรูป พระอุโบสถ วิหำร และสิ่งสักกำระอื่นๆ พิศุทธิ์ ดำรำรัตน์


๗๒ พระที่นั่งบุษบกมำลำ .

เป็นพระที่นั่งรำชบัลลังก์ทรงบุษบก ประดิษฐำนอยู่ ณ พระที่นั่งอิศรำ วินิจฉัย สร้ำงด้วยไม้ลงรักปิดทองประดับกระจก มีฐำน 3 ชั้น จำหลักลำย กนกท้ำยเกริน หน้ำฐำนเชิงบำตร แต่ละชัน้ ประดับรูปยักษ์ ครุฑ และเทพ พนม ขึ้นไปตำมลำดับ นับเป็นประรีตศิลป์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของไทย http://www.nationalmuseums.finearts.go.th/bangkok/itsaravinitchai.htm

๗๓.เกริน ส่วนทีต่ ่อขึ้นไปที่หัวหรือท้ำยรำชรถ หรือขนำบ อยู่ 2 ข้ำงบุษบก มีลักษณะคล้ำยโขนเรือที่งอน อ่อน th.wiktionary.org/wiki/เกริน

๗๕.สัปคับ น. ที่สำหรับนั่งผูกติดบนหลังช้ำง, แหย่งช้ำง. พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2542

๗๔.เกรินบันไดนำค เกรินบันไดนำคไม่ได้ทำงำนด้วยระบบไฮโดรลิก แต่นำหลักกำรทำงำนของกว้ำนมำประยุกต์ใช้ ที่มำของเกรินนั้น ก็เนื่องจำกกำรใช้รำชรถที่มีลักษณะและขนำดสูงใหญ่ อัญเชิญพระโกศพระ บรมศพขึ้นประดิษฐำนบนบุษบกเหนือรำชรถ รวมทั้งกำรอัญเชิญพระโกศพระบรมศพขึ้น ประดิษฐำนเหนือพระเบญจำทองภำยใต้พระมหำเศวตฉัตรในพระเมรุมำศนั้น จำเป็นต้องมี อุปกรณ์อย่ำงหนึ่งใช้ชักดึงพระโกศพระบรมศพขึ้นสู่บุษบกและพระเมรุมำศ เรียกว่ำ “เกริน” ในสมัยอยุธยำใช้ไม้ต่อเป็นนั่งร้ำนยกให้ได้ระดับเดียวกับรำชรถ แล้วใช้กำลังคนช่วยยกขึ้นยก ลง ต่อมำในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบำทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ำนภำลัยได้ทรงจัดกำรพระบรมศพ พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๔ ตำมแบบโบรำณรำชประเพณี และได้มีกำรคิดค้นวิธีเคลื่อนย้ำยพระโกศพระบรมศพขึ้นประดิษฐำนบนพระเมรุมำศ แทนกำรใช้ นั่งร้ำนไม้ตำมแบบเดิม โดยใช้ "เกรินบันไดนำค” ซึ่งกรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงคิดขึ้นใหม่ เกริน บันไดนำคมีลักษณะเป็นแท่นที่วำงพระโกศ ปลำยยกลอยประดับกระหนกสำหรับเลื่อนขึ้นลงตำม บันไดนำครำงเกริน ชักลำกด้วยเลื่อนและกว้ำนหมุน ลักษณะกำรใช้งำนอย่ำงลิฟต์ในปัจจุบันหม่อม รำชวงศ์เทวำธิรำช ป. มำลำกุล ได้เล่ำว่ำ ต่อมำพลเรือโทพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปรำบ ปรปักษ์ ได้ทรงแก้ไขปรับปรุงเฉพำะกว้ำนให้ดีขึ้น โดยทรงเอำแบบอย่ำงจำกกว้ำนสมอเรือมำใช้ ข้อมูลสนับสนุนจำกหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถำม / สำนักพิมพ์สำรคดี http://guru.sanook.com/เกรินบันไดนำค/


๗๖. พระเมรุมำศ พระเมรุมำศ และพระเมรุ คือ สถำปัตยกรรมชั่วครำว หรือสถำปัตยกรรมเฉพำะกิจที่สร้ำงขึ้น ณ กลำงใจเมืองเป็นพระเมรุ ขนำดสูงใหญ่ มีลักษณะเป็น "กุฎำคำร หรือ เรือนยอด" คือเรือนซึ่ง หลังคำต่อเป็นยอดแหลม โดยในอดีตนิยมสร้ำงเป็นแบบ ยอดปรำงค์ อำจมีพรหมพักตร์หรือไม่มีก็ได้ พระเมรุมำศ เป็นพระเมรุขนำดสูงใหญ่ ใช้ในพระรำช พิธีพระบรมศพ พระมหำกษัตริย์ พระอัครมเหสี พระบรมรำชินี พระ รำชชนนี พระบวรรำชเจ้ำ พระยุพรำช สำหรับกำรตำยที่ใช้รำชำศัพท์ ว่ำสวรรคต ภำยในพระเมรุมำศมี “พระเมรุทอง” ลักษณะของพระ เมรุมำศที่ปรำกฏกำรสร้ำงมี 2 รูปแบบคือพระเมรุมำศทรงปรำสำท ที่ สร้ ำ งมำแต่ โ บรำณ มี ข นำดใหญ่ โ ตมโหฬำร และพระเมรุ ม ำศทรง บุษบก ส่วนพระเมรุ เช่นเดียวกับพระเมรุมำศ แต่มีขนำดเล็กลง และ ไม่มีพระเมรุทองภำยใน ใช้สำหรับรำชวงศ์ที่ทรงฐำนำนุศักดิ์ใช้รำชำ ศัพท์ว่ำ “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์” สมัยรัชกำลที่ 5 - 8 ในสมัยพระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวเป็นต้นมำ ลักษณะของพระเมรุมำศ เป็นเพียงพระเมรุชั้นเดียว ไม่มีพระเมรุใหญ่ครอบเหมือนแต่เดิม เป็นพระเมรุมำศทรงบุษบก และใน สมัยนั้นประเทศไทยได้ติดต่อกับต่ำงประเทศ รับวัฒนธรรมจำกภำยนอก ทั้งชำวไทยปรับเปลี่ยน วัฒนธรรมบำงอย่ำงให้สอดคล้องตำมสมัย กำรสร้ำงพระเมรุมำศทรงปรำสำท ซึ่งเป็นงำนใหญ่โต ทรงเห็นว่ำกำรสร้ำงแบบเดิมเป็นกำรสิ้นเปลืองงบประมำณแผ่นดินและเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชำชน ทั่วไป จึงได้มีกำรเปลี่ยนแปลงให้มีขนำดเล็กลงและประหยัดขึ้น โดยมีพระรำชดำรัสสั่งห้ำมควำมว่ำ

“ แต่ก่อนมำ ถ้ำพระเจ้ำแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็น แล้ว จะนึกเดำไม่ถูกว่ำใหญ่โตเพียงใด เปลืองทั้งแรงคน เปลืองทั้งพระรำชทรัพย์ ถ้ำจะทำในเวลำนีก้ ็ดูไม่ สมควรกับกำรที่เปลี่ยนแปลงของบ้ำนเมือง ไม่เป็นเกียรติยืนยำวไปได้เท่ำใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้ง ปวง กลับเป็นควำมเดือดร้อน ถ้ำเป็นกำรศพของผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดำศักดิ์อันควรจะได้เป็น เกียรติยศ ฉันก็ไม่อำจจะลดทอนด้วยเกรงว่ำคนจะไม่เข้ำใจว่ำ เพรำะฉะนั้นประพฤติไม่ดีอย่ำงหนึ่ง อย่ำงใด จึงไม่ทำกำรศพให้สมเกียรติยศซึง่ สมควรจะได้ เมื่อถึงตัวฉันเองแล้ว เห็นว่ำไม่มีข้อขัดข้อง อันใด เป็นข้อคำที่จะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงำนพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผำพอควร ในท้อง สนำมหลวง แล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป...” http://th.wikipedia.org/wiki/พระเมรุมำศ


อีกทั้งยกเลิกประเพณี ที่รำษฎรทั่วรำชอำณำจักรจะต้องโกนหัวไว้ทุกข์ อันเป็นกำรไม่เหมำะสม ต่อยุคสมัยอีกต่อไป จึงโปรดเกล้ำฯ ให้ยกเลิกเสีย เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต รัชกำลที่ 6 จึงได้ สนองพระรำชประสงค์ทุกประกำรและได้ยึดถือกันเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมำถึงปัจจุบัน อันเนื่องจำกพระเมรุมำศทรงบุษบกเป็นพระเมรุมำศของพระมหำกษัตริย์เท่ำนั้น สำหรับพระเมรุมำศของพระบรมรำชินี และพระบรมวงศ์ชั้นสูงคงสร้ำงเป็นพระเมรุมำศทรงปรำสำท สืบต่อมำ แต่ลดรูปแบบ เป็นเครื่องยอดต่ำงๆ เช่น ยอดปรำงค์ ยอดมงกุฏ ยอดมณฑป ยอด ฉัตร โดยไม่มีพระเมรุภำยใน ในบำงกรณีที่เจ้ำนำย พระรำชวงศ์ชั้นสูงและผู้ใหญ่ สิ้นพระชนม์ในเวลำที่ใกล้เคียง กัน บำงพระองค์มีพระอิสริยยศฐำนันดรศักดิ์เท่ำเทียมกัน อีกทั้งกำรสร้ำงพระเมรุมำศ หรือพระ เมรุ แ ต่ ล ะครั้ งมี ขั้ น ตอน กำรตระเตรี ย มยุ่ง ยำกหลำยประกำร จึ ง มี กำรอนุ โ ลมโปรดเกล้ ำ ฯ ให้ ประกอบกำรถวำยพระเพลิงบนพระเมรุเดียวกันบ้ำง หรือให้สร้ำงพระเมรุน้อยอยู่ใกล้พระเมรุใหญ่ หรือมีเมรุบริวำรอยู่ในปริมณฑล ในงำนพระรำชพิธีเดียวกัน อำจเรียกงำนออกเมรุนี้ว่ำ เมรุตำม เสด็จ รัชกำลที่ 6 ทรงเปลี่ยนกำรเวียนรอบพระเมรุ เป็นรถปืนใหญ่แทน ด้วยเป็นไปตำม พระรำชประสงค์ที่พระองค์โปรดกำรเป็นทหำร สำหรับพระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัว เสด็จ สวรรคตในต่ำงประเทศ จึงมิได้มีกำรจัดพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงตำมโบรำณรำชประเพณี แต่ เป็นงำนบำเพ็ญพระรำชกุศลพระบรมอัฐิ ต่อมำเมื่อพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวอำนันทมหิดล สวรรคต จึงได้จัดพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรมศพตำมแบบโบรำณรำชประเพณี มีกำรนำ รำชรถและพระรำชยำนที่ส่วนใหญ่มีสภำพชำรุดมำปฏิสังขรณ์ หลังจำกถวำยพระเพลิงพระบรม ศพแล้ว โปรดให้ใช้พระเมรุนี้ในงำนถวำยพระเพลิงพระศพพระบรมวงศำนุวงศ์อีก 4 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้ำฟ้ำฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต, สมเด็จเจ้ำฟ้ำฯ กรมพระยำนริศรำนุวัดติวงศ์ , พระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำพวงสร้อยสอำงค์ และพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ำประภำ พรรณพิไลย

๗๗. หอเปลื้อง ตั้งอยู่ทำงทิศตะวันออกตรงมุขหลังของพระเมรุเป็น อำคำรขนำดเล็ก ภำยในเขตรำชวัติ ลักษณะเป็น อำคำรทรงไทย มีฝำกั้นโดยรอบ เป็นสถำนที่สำหรับ เก็บพระโกศหลังจำกได้เชิญพระศพขึ้นประดิษฐำน บนพระจิตกำธำนแล้ว http://dict.longdo.com/search/หอเปลื้อง http://www.vcharkarn.com/uploads/114/114823.jpg


๗๘. ไตรภูมิ ไตรภูม”ิ เป็นจักรวำลวิทยำ (Cosmology) หรือโลกสัณฐำนตำมมติในพุทธศำสนำ ซึ่งอธิบำย โครงสร้ำงและลักษณะต่ำงๆ ของจักรวำล ตั้งแต่กำเนิด จนสิ้นสลำย รวมทั้งควำมเป็นมำของ ชีวิต และควำมเป็นไปหลังควำมตำย อันทีจ่ ริงพระพุทธเจ้ำมิได้ทรงบรรยำยถึงรูปลักษณ์ของ โลกและจักรวำลไว้โดยตรง ด้วยทรงเน้นทีก่ ำรดับทุกข์มำกกว่ำ และปัญหำเหล่ำนี้ก็ไม่ได้ทำให้ คนพ้นจำกควำมทุกข์แต่อย่ำงใดเลย นอกจำกนี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่สำมำรถอธิบำยได้กระจ่ำงชัด หรืออภิปรำยได้ไม่จบสิ้น คัมภีร์โลกศำสตร์ที่กำเนิดขึ้นในสังคมไทย มนุษย์มีควำมสงสัยใคร่รู้ในชีวิตและโลกที่ตน ที่รู้จักกันดีมีอยู่ 2 ฉบับ คือ “ไตรภูมิกถำ” ด ำรงอำศั ย อยู่ นั้ น ภำยหลั ง จึ ง มี ผู้ ร วบรวม หรือ “ไตรภู มิพระร่ วง” พระรำชนิ พนธ์ใ น เรื่ อ งรำวเกี่ ย วกั บ โลก จั ก รวำล และภพภู มิ พระมหำธรรมรำชำที่ 1 หรื อ พญำลิ ไ ท ต่ำงๆ จำกที่ปรำกฏในพระไตรปิฎกและแหล่ง พ ร ะ ม ห ำ ก ษั ต ริ ย์ พ ร ะ อ ง ค์ ที่ 5 แ ห่ ง อื่นๆ มำประกอบกัน เรียบเรียงเป็นคัมภีร์ทำง อำณำจั ก รสุ โ ขทั ย ซึ่ง ทรงพระรำชนิ พ นธ์ พุ ท ธศำสนำประเภทหนึ่ ง เรี ย กว่ ำ “โลก ขึ้นในปี พ.ศ. 1888 หรือเมื่อ 600 กว่ำปี ศ ำ ส ต ร์ ” ตั ว อ ย่ ำ ง เ ช่ น ห นั ง สื อ “ โ ล ก ก่อน ส่วนอีกเล่มคือ “ไตรภูมิโลกวินิจฉัย” บัญญัติ ”, “โลกทีปกสำร”, “จักกวำฬทีปนี ” ที่ พ ระยำธรรมปรี ช ำ (แก้ ว ) แต่ ง ขึ้ น ในปี และ “โลกุปปัตติ” เป็นต้น พ.ศ. 2345 หรือช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจำกนี้ก็ยังมีหนังสือที่เขียนเป็นภำพให้ ชำวบ้ ำ นเข้ ำ ใจง่ ำ ย หรื อ ที่ เ รี ย กว่ ำ “สมุ ด ภำพไตรภูมิ” อีกหลำยฉบับ http://www.oknation.net/blog/print.php?id =848621 http://www.sri.cmu.ac.th/~elanna/symboll anna/study_page04.html

สำระส ำคั ญ ของเรื่ อ งนื้ คื อ กำรพรรณนำเรื่ อ งกำรเกิ ด กำรตำยของสั ต ว์ ทั้ ง หลำย ว่ำ “เวียนว่ำยตำยเกิดอยู่ในภูมิทั้งสำม คือ กำมภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิด้วยอำนำจของ บุญและบำปที่ตนได้กระทำแล้ว ไตรภูมิ หรือ ภูมิทั้งสำม รวมทั้งกำรกำเนิดและกำรตำยของ สัตว์" กล่ำวโดยสรุปได้ ดังนี้


ภูมทิ ี่ 1 : กำมภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งควำมใคร่ แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ อบำยภูมิและสุคติภูมิ 1. อบำยภูมิ คือแดน แห่งควำมเสื่อม แบ่งออกเป็น 4 ภูมิ ได้แก่ นรกภูมิ จัดอยู่ในอบำย ภูมิอันดับที่1 เป็นดินแดนที่ปรำศจำกควำมสุขสบำย สัตว์ทตี่ กลงไปสู่ นรก เพรำะบำปกรรมชั่วที่ตนกระทำไว้เป็นอำจิณกรรม เมื่อตกลงไปแล้วจะได้รับทุกข์ ทรมำนอย่ำงแสนสำหัส ไม่มีเวลำว่ำงเว้นจำกกำรทัณฑ์ทรมำน นรกมีที่ตั้งอยู่ใต้เขำตรีกูฏ มี ทั้งหมด 8ขุมใหญ่ที่เรียกว่ำ มหำนรก และยังมีขุมบริวำรที่เรียกว่ำ อุสสทนรก อีก 128ขุม มีนรกขุมย่อยที่เรียกว่ำ ยมโลก อีก 320ขุม ติรัจฉำนภูมิ อสูรกำย เป็นอบำยภูมิอันดับสุดท้ำย ที่มีควำมทุกข์ทรมำนน้อยกว่ำ จั ด อยู่ ใ นอบำยภู มิ อั น ดั บ ที่ 3 เป็นดินแดนที่ปรำศจำกควำมร่ำเริ ง สัตว์ที่เกิดใน นรก เปรต และอสุรกำย ที่ชื่อ เดียรัจฉำน เพรำะ อสุ ร กำยมี ลั ก ษณะคล้ ำ ยกั บ เปรต มี ล ำตั ว ไปทำงขวำง อกขนำนกั บ พื้ น และจิ ต ใจก็ ข วำงจำก มำกแยกแยะได้ยำก และอยู่ในภพภูมิ หนทำงพระนิพพำนด้วย ที่อยู่ของสัตว์เดียรัจฉำนนี้ อยู่ปะปน เดี ย วกั น กั บ เปรต คื อ ที่ ซ อกเขำ กับมนุษย์ทั่วไป ตรี กู ฏ มี รู ป ร่ ำ งประหลำ ดพิ ลึ ก เปรตภูมิ จั ด อยู่ ใ นอบำยภู มิ อั น ดั บ ที่ 2 เป็ น ดิ น แดนที่ มี แ ต่ ค วำม กึกกื อ เช่น มีหัว เป็น หมูตั วเป็ นคน มี ค วำมเป็ น อยู่ ที่ แ สนยำกล ำบำก เดื อ ดร้ อ นอดอยำก หิ ว กระหำย เปรตแบ่ ง ออกเป็ น หลำย เช่นเดียวกับเปรต คือ อยู่ด้วยควำม ประเภท แต่ที่นิย มแบ่ งกันมำก คื อ เปรต 12ตระกู ล ที่อ ยู่ของ หิวกระหำย แต่ห นักไปทำงกระหำย เปรตนั้ น อยู่ ที่ ซ อกเขำตรี กู ฏ และมี ป ะปนอยู่ กั บ มนุ ษ ยโลก น้ำมำกกว่ำอำหำร ที่ต้องเกิดมำเป็น ด้วย แต่เป็นภพที่ละเอียดกว่ำ เหตุที่ทำให้มำเป็นเปรต เพรำะได้ อสุ ร กำยเพรำะ ควำมโลภอยำกได้ ทำ อกุศลกรรมประเภทตระหนี่ หวงแหนทรัพย์ เป็นหลัก กำร เกิดเป็นเปรตนั้นมี2ลักษณะ คือ ผ่ำนมำจำกมหำนรก อุสสทน ของผู้อื่นในทำงมิชอบ รก และยมโลก หรือเกิดจำกมนุษย์ผู้กระทำอกุศลกรรม ละโลก แล้วไปเกิดเป็นเปรต 2. สุคติภมู ิ เป็น ส่วนของกำมำพจรภูมิ หรือ กำมสุคติภูมิ แบ่ง ออกเป็นเจ็ด ชั้น คือ มนุษย์ภูมิ1 และ สวรรค์ 6 ชั้น รวมเรียกว่ำ “ฉกำมำพจร” ได้แก่ จตุ มหำรำชิ กำภูมิ ตำวติงสำภูมิ (ดำวดึงส์-ไตรตรึงษ์) ยำมำภูมิ ตุสิตำ ภูมิ (ดุสิต) นิมมำนรดี ภูมิ และ ปร นิมมิตวสวัตดีภูมิ กำมำพจรภูมิทั้งเจ็ดชั้น เป็นที่ตั้งอันเต็มไปด้วยกำม เป็นที่ท่องเที่ยวของสัตว์ทลี่ ุ่ม หลงอยู่ใน รูปเสียง กลิน ่ รส โผฏฐัพพะ อันเป็นอำรมณ์อันพึงปรำรถนำ เมื่อรวมกับ อบำยภูมิอีกสี่ชั้นเรียกว่ำ กภูมิสิบเอ็ดชั้นสำม http://the-threeworlds.blogspot.com/2012/02/blogpost_08.html


ภูมทิ ี่ 2 : รูปภูมิ หรือรูปำวจรภูมิ ได้แก่ รูปพรหมสิบหกชั้น เริ่ม ตั้งแต่พรหมปริสัชชำภูมิ ที่อยู่สูง กว่ำสวรรค์ชั้นหก คือ ปรนิมมิตวสวัตดี มำกจนนับระยะทำงไม่ได้ ระยะทำงดังกล่ำวอุปมำไว้ว่ำ สม มติมีหินก้อนใหญ่เท่ำโลหะปรำสำทในลังกำทวีป ถ้ำทิ้งหินก้อนนี้ทิ้งลงมำจำกชั้นพรหมปริสัชชำ ภูมิ ต้องใช้เวลำถึงสี่เดือนจึงจะตกลงถึงพื้ จำก พรหมปริสัชชำภูมิขึ้นไปถึงชั้นที่สิบเอ็ด ชื่อชั้นอสัญญีภูมิ เป็น รูปพรหมที่มีรูปแปลก ออกไปจำกพรหมชั้นอื่น ๆ คือ พรหมชั้นอื่น ๆ มีรูป มีควำมรู้สึก เคลื่อนไหวได้ แต่พรหมชั้น อสัญญีมีรูปที่ ไม่ไหวติง ไร้อริยำบท โบรำณเรียกว่ำ พรหมลูกฟัก ครั้น หมดอำยุ ฌำนเสื่อมแล้วก็ ไปเกิด ตำมกรรมต่อไป รูปพรหมที่สูงขึ้นไปจำกอสัญญีพรหม อีกห้ำชั้นเรียกว่ำ ชั้นสุทธำวำส หมำยถึงที่อยู่ของผู้ บริสุทธิ ผู้ที่จะไปเกิดในพรหมชั้นสุทธำวำสคือ ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอนำคำมี คือเป็น ผู้ที่ไม่กลับมำสูโ่ ลกนี้ต่อไป ทุกท่ำนจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วนิพพำนในชั้น สุทธำวำสนี้ ภูมทิ ี่ 3 : อรูปภูมิ หรืออรูปำพำจรภูมิ มี 4 ชั้น เป็นพรหมที่ไม่มีรูปปรำกฏ ผู้ที่ไปเกิดในภูมินี้คือผู้ ที่บำเพ็ญเพียรจนได้ บรรลุฌำนโลกีย์ชั้นสูงสุด เรียก ว่ำอรูปฌำนซึ่งมีอยู่สี่ระดับได้แก่ผู้ที่บรรลุอำ กำสำนัญจำยตนะฌำน (ยึด หน่วงเอำอำกำศเป็นอำรมณ์) จะไปเกิดในอำกำสำนัญจำยตะภูมิ ผู้ที่ บรรลุวิญญำณัญจำยตนะฌำน (ยึดหน่วงเอำวิญญำณเป็นอำรมณ์) จะไปเกิดในวิญญำณัญ จำยตะภูมิ ผู้ที่บรรลุอำกิญจัญญำยตนะฌำน (ยึด หน่วงเอำควำมไม่มีเป็นอำรมณ์) จะไปเกิดในอำ กิญจัญญำตนะภูมิและผู้ที่บรรลุเนวสัญญำนสสัญญำยตนะฌำน (ยึด หน่วงเอำฌำนที่สำมให้ ละเอียดลงจนเป็นผู้มีสัญญำก็มิใช่ ไม่มีญำก็มิใช่) จะไปเกิดในแนวสัญญำนำ สัญญำยตนะ ภูมิ พรหมเหล่ำนี้เมื่อ เสื่อมจำกฌำนก็จะกลับมำเกิดในรูปพรหมภูมิ หรือภูมิอื่น ๆ ได้เช่นกัน นอกจำก นั้นแล้ว มีกำรกล่ำวถึงสิ่งต่ำง ๆ ในโลกและในจักรวำล มีภูเขำพระสุเมรุรำชเป็น แกนกลำง แวดล้อมด้วยกำแพงน้ำสีทันดรสมุทร และ ภูเขำสัตตบรรพต อันประกอบด้วย ภูเขำ ยุคนธร อิน ิมธร กรวิก สุทัศนะ เนมิ นธร วิน ันตกะ และ อัสสกัณณะ กล่ำวถึงพระอำทิตย์ พระจันทร์ ดำวนพเครำะห์ และดำรำกรทั้งหลำยในจักรวำล เป็นเครื่องบ่งบอก ให้รู้วันเวลำฤดูกำล และเหตุกำรณ์ต่ำง ๆ

กล่ำวถึงทวีปทั้งสี่ ที่ตั้งอยู่รอบภูเขำพระเมรุมำศ ชมพูทวีปอยู่ทำงทิศใต้ กว้ำง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ มีปริมณฑล ๓๐๐,๐๐๐ โยชน์ มีแผ่นดินเล็กล้อมรอบได้ ๕๐๐ มีแผ่นดิน เล็กอยู่กลำงทวีปใหญ่สผ ี่ ืนเรียกว่ำ สุวรรณทวีป กว้ำงได้ ๑,๐๐๐ โยชน์ มีประ มณฑล ๓๐,๐๐๐ โยชน์ เป็นเมืองที่อยู่ของพญำครุฑ กำรกำหนดอำยุของสัตว์ และโลกทั้งสำมภูมิ มี กัลป์ มหำกัลป์ กำรวินำศ กำรอบัติ กำร สร้ำงโลกสร้ำงแผ่นดินตำมคติ ของพรำหมณ์ ท้ำยสุดของภูมิกถำ เป็นนิพพำนคถำว่ำด้วยนิพพำนสมบัติของพระอริยะเจ้ำ ทั้งหลำย วิธี ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระนิพพำน อันเป็นวิธีตำมแนวทำงของพระพุทธศำสนำ http://the-threeworlds.blogspot.com/2012/02/blog-post_08.html


https://www.pinterest.com/pin/183662491025787013/


๗๙.ไตรภูมิจักรวำล กล่ำวถึงจักรวำลว่ำมีสัณฐำนประดุจล้อรถ ซึ่ง โลกทีปสำรปกรณ์กล่ำวว่ำ จักรวำลกลมเรียบดุจล้อรถและมี อำกำรโค้งดุจหม้อ จึงเรียกจัก กำวัฏ จักรวำลไม่มีแผ่นดินต่อ เป็นผืนเดียวกับจักรวำลอื่น แต่ละจักรวำลทั้งหลำยแสนโกฏินั้น ตั้งอยู่แยกกันต่ำงหำกเหมือนเรือแต่ละลำลอยอยู่เหนือผิวน้ำ จึงมีกำรสั่นไหว และกำรสั่นไหวนั้นเกิดจำกกำรขับเคลื่อนให้มี กำรด ำเนิ น ไปของสิ่ ง มี ชี วิ ต โลกธำตุ ห นึ่ ง ที่ ป ระกอบไปด้ ว ย ศูนย์กลำงของจักรวำล คือ เขำพระสุเมรุ ล้อมรอบไปด้วยภูเขำ สัตตบริภัณฑ์ซึ่งมีสัณฐำนกลม ทั้ง 7 ลูก คือ ยุคนธร อิสิน ธร กรวิ ก สุ ทั ศ นะ เนมิ น ธร วิ น ตกะ และอั ส กั ณ พื้ น ของ http://3.bp.blogspot.com/จักรวำลเป็ นพื้นน้ ำที่มีแ ผ่นดิน อันเป็ นทวีป ใหญ่ทั้ ง 4 ตั้งอยู่ u6N6GWE6aLc/TwBunyrKy7I/AA คือ ชมพูทวีป ซึ่งเป็นดินแดนที่เชื่อมต่อถึงเขำพระสุเมรุได้โดย AAAAAABmk/Uy5tAJerK8Q/s400/ 01Map.png ผ่ำนป่ำ หิมพำนต์ บุพวิเทหทวีป อมรโคยำนทวีป และอุตรกุรุ ทวีป มีทวีปเล็ก 2,000 ทวีป http://www.sri.cmu.ac.th/~elanna/symbollanna/study_page03.html กำรสำรวจข้อมูลภำคสนำมพบว่ำได้มีกำรถ่ำยทอดคติจักรวำลออกมำเป็นผังวัด กำรสร้ำงงำน สถำปัตยกรรม โดยจำลองเจดีย์เป็นเขำพระสุเมรุ วิหำรทิศเป็นทวีปทั้ง 4 กำรสร้ำงซุ้มประตูโขงเป็น ศูนย์กลำงจักรวำลหรือเขำพระสุเมรุที่ประดิษฐำนพระพุทธรูป ซึ่งทรงประทับอยู่ที่ศูนย์กลำงจักรวำล ส่วนซุ้มประตูโขงทำงเข้ำวัดได้สร้ำงขึน้ พร้อมกับกำรสร้ำงบันไดนำค รูปสิงห์ ซึ่งเปรียบเสมือนป่ำ หิม พำนต์ทำงขึ้นสู่เขำพระสุเมรุ จึงประกอบไปด้วยลวดลำยประดับตกแต่งรูปสัตว์ป่ำหิมพำนต์ เช่น กินนร กินรี หงส์ นำค สิงห์ รวมทั้งลวดลำยพันธุ์พฤกษำต่ำงๆ

ควำมเชื่อเรื่องสถำบันกษัตริย์กับสังคมไทย ที่เชื่อกันว่ำ

http://thethreeworlds.blogspot.com/20 12/02/blog-post.html

พระองค์ทรงเป็นสมมุติเทวรำช ทรงจุติมำจำกสรวงสรรค์ ลงมำ ปกครองมนุ ษ ย์ โ ลกให้ อ ยู่ ร วมกั น อย่ ำ งมี ค วำมสุ ข ทรง ปรำบดำภิเ ษกเป็ นกษัต ริย์แห่ งขุน เขำเหนือน้ ำและจักรวำลทั้ ง ปวง เมื่อเสด็จสวรรคตหรือสิ้นพระชนม์มำยุ จึงจะต้องส่งเสด็จ กลั บ สู่ ส รวงสวรรค์ ย อดเขำพระสุ เ มรุ อั น เป็ น ศู น ย์ ก ลำง จั ก รวำล จึ ง ต้ อ งมี ก ำรจ ำลองสร้ ำ งเขำพระสุ เ มรุ ต ำมควำม เชื่อ เพื่อประกอบพระรำชพิธีปลงพระบรมศพหรือพระศพ ให้ สมพระเกี ย รติ และเป็ น ไปตำมโบรำณรำชประเพณี ป ฏิ บั ติ เกี่ยวเนื่องสืบมำ http://the-threeworlds.blogspot.com/2012/02/blog-post_08.html


พระเมรุ ม ำศ หรื อ พระเมรุ เป็ น สถำปั ต ยกรรมไทย ประเภทสิ่ ง ก่ อ สร้ ำ งชั่ ว ครำว เป็ น ศิลปกรรมไทยที่สร้ำงขึ้นเป็นกำรเฉพำะ มีระเบียบแบบแผนที่ต้องอำศัยฝีมือช่ำงชั้นครูทุก แขนง เป็นผู้รังสรรค์ในกำรออกแบบก่อสร้ำง ประดับตกแต่งพระเมรุมำศหรือพระเมรุให้สม พระเกียรติ รวมไปถึงอำคำรประกอบต่ำงๆ ที่จัดสร้ำงขึ้นในบริเวณทุ่งพระเมรุหรือท้อง สนำมหลวง ที่มีลำนกว้ำงสำมำรถรับกำรมำประชุมกันของผู้คนจำนวนมำกได้ โดยรวม หมำยถึงกำรจำลองสวรรค์ชั้นดำวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่๒) บนเขำพระสุเมรุทเี่ ป็นศูนย์กลำง จัก รวำล ซึ่งเป็นที่ประทับ ของพระอิน ทร์ ดังนั้นพระเมรุที่สร้ำ งจะต้องมีค วำมสูง มียอด แหลมให้เหมือนวิมำนไพชยนต์ที่ประทับ โดยมีท้ำวจตุโลกบำลเหนือเขำยุคนธร ในสวรรค์ ชั้นที่๑ ชั้นจำตุมหำรำธิกำ คอยอำรักขำ ประกอบด้วย ท้ำวเวสสุวัณ ท้ำวธตรฐ ท้ำววิ รุณหก ท้ำววิรูปักษ์ และหมู่ติณเทวดำเหนือเขำสัตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ หมู่เทวดำที่มีวิมำนใน ป่ำ หิ ม พำนต์ และสรรพสั ตว์ ใ นป่ ำ หิ ม พำนต์ ล ดหลั่ น กัน เป็ น ชั้น ๆ ไปจนสุ ดขอบเขตเขำ จักรวำล ที่ประกอบกันเป็นส่วนต่ำงๆ ในบริเวณก่อสร้ำงพระเมรุมำศหรือพระเมรุ ทั้งแต่ละ ครั้งเป็นกำรแสดงฝีมือช่ำงทุกแขนงตำมควำมคิดจินตนำกำร ภำยใต้กำรกำกับดูแลของ สถำปนิกผู้ออกแบบพระเมรุมำศหรือพระเมรุของแต่ละยุค สมัย ที่เป็นผู้รอบรู้เจนจบใน งำนศิลปกรรมไทยเป็นอย่ำงดี ฉำกบังเพลิงพระเมรุมำศ หรือพระเมรุ คือประตูปิดกั้น ทำงขึ้นลงพระเมรุ เป็นเครื่องกั้นในพระรำชพิธีถวำยพระเพลิงพระบรม ศพ พระศพบนพระเมรุ เพื่อมิให้เห็นกำรถวำยพระเพลิง พระบรมศพ พระศพ มีลักษณะเป็นฉำกพับ ได้ติดไว้กับ เสำพระเมรุ ทั้ ง ๔ ด้ ำ น เมื่ อ ใช้ ง ำนจะดึ ง หรื อ ยกมำปิ ด ไว้ ใช้สำหรับศพชั้นโกศเท่ำนั้น ถ้ำเป็นเมรุธรรมดำ และ เป็นศพรำชกำรใช้ลำยเถำไม้ ถ้ำเป็นศพพระรำชวงศ์ใช้ ฉำกลำยเทวดำ รูปแบบของฉำกบังเพลิงในอดีต ถวำย พระเพลิ ง พระบรมศพ พระศพมี ม ำแล้ ว ในสมั ย ต้ น รั ต น โ ก สิ น ท ร์ จ ว บ จ น ถึ ง ปั จ จุ บั น ฉ ำ ก บั ง เพลิ ง ของ สมเด็ จ พระเจ้ ำ พี่ น ำงเธอ เจ้ ำ ฟ้ ำ กั ล ยำณิ วั ฒ นำ กรมหลวงนรำธิ ว ำสรำชนคริ น ทร์ โดยกรม ศิ ล ปำกรมอบหมำยสถำบั น บั ณ ฑิ ต พั ฒ นศิ ล ป์ จั ด ขึ้น ประกอบด้วยครูอำจำรย์ ๑๗ คน ของวิทยำลัยช่ำง ศิลปและคณะศิลปวิจิตร รวมทั้งนักศึกษำของวิทยำลัย ช่ำงศิลป

ในกำรออกแบบลวดลำยเทวดำ นำงฟ้ำเหำะ อั ญ เชิ ญ เครื่ อ งสู ง ของฉำกบั ง เพลิ ง พระ เมรุ แต่ ล ะด้ ำ นประกอบด้ ว ย เทวดำเหำะ อั ญ เชิ ญ เครื่ อ งสู ง ๒ ช่ อ ง และนำงฟ้ ำ อั ญ เชิ ญ เครื่ อ งสู ง ๒ ช่ อ ง ประกอบเข้ ำ ด้วยกันเป็นฉำกบังเพลิง ๑ ด้ำน เครื่องสูงที่ เทวดำนำงฟ้ำอัญเชิญเป็นเพียงสัญลักษณ์ ของกำรอั ญ เชิ ญ เครื่ อ ง ประกอบพระ อิ ส ริ ย ยศ เพื่ อ ส่ ง เสด็ จ พระองค์ ท่ ำ นสู่ สวรรคำลั ย ด้ ำ นที่ ๓ และ ๔ ลวดลำย เ ท ว ด ำ น ำ ง ฟ้ ำ เ ห ำ ะ บ ร ร เ ล ง เ ค รื่ อ ง ดนตรี หรื อ เรี ย กว่ ำ ดุ ริ ย ดนตรี ติ ด ตั้ ง ทำงด้ำนทิศตะวันออกและตก

http://the-threeworlds.blogspot.com/2012/02/blog-post_08.html


เครือ่ งดนตรี หรือดุริยดนตรี ตำมควำมหมำยในศัพท์ศิลปกรรม คือเครื่องมือที่ให้เกิด เสียงดนตรี แบ่งออกเป็นเครื่องดีด สี ตี เป่ำ เครื่องดีดนั้นมีพิณ ซึง และจะเข้ เครื่องสีนั้นมี ซอสำมสำย ซออู้ และซอด้วง เครื่องตีนั้นมีกรับ ระนำด ฉิ่ง ฉำบ ฆ้อง กลอง ฯลฯ เครื่องเป่ำ นั้นมีปี่นอก-ใน ปี่ชวำ ปี่ไฉน ขลุ่ย แคน สังข์ ฯลฯ เหล่ำนี้เพื่อบรรเลงส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ ส่วนลวดลำยโคมไฟเป็นอัจกลับ หรือโคมหวด เป็นเครื่องตำมประทีปแบบหนึ่ง ซ้ำย-ขวำ อักษรพระนำมกว.ประจำพระองค์ ลวดลำย ด้ำนล่ำงประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยำ ทีพ ่ ระองค์ทรง ประทำนเป็นสัญลักษณ์แก่คนพิกำร ดอกไม้ประดิษฐ์สฟ ี ำ้ ทีพ ่ ระองค์ทรงโปรด และด้ำนหลัง ของฉำกบังเพลิงเป็นดอกแก้วกัลยำ แต่โทนสีโดยรวมจะเป็นลวดลำยทองคำบนพืน้ สีแดง ให้ น้ำหนักสีอ่อนแก่ให้สวยงำมของดอกและใบ ตำมวิธีกำรเขียนระบำยสีของช่ำงไทย

ฉำกบังเตำ เป็นครัง้ แรกทีท่ ำขึน้ ทำกัน้ ไว้หอ้ งเตำเผำพระศพ มีขนำดโตกว่ำฉำก บังเพลิง ลวดลำยของฉำกเป็นลำยเทวดำยืน ภำพของท้ำวจตุมหำรำชำ ซึ่งเป็น อุบัติเทพภพบนสรวงสวรรค์ ชั้นจตุมหำรำชิกำ ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นแรกในไตรภูมิ เหนือยอดขำยุคนธร เป็นหมู่เทพ ๔ องค์ บริวำรท้ำวสักกะเทวรำช หรือพระ อินทร์ทำหน้ำที่ปกป้องอำรักขำประจำทิศทั้ง ๔ ดังนี้ ท้ำ วเวสสุวัณ หรือ กุเ วร เป็น ท้ำ วธตรฐ เป็นอธิบดี ท้ำววิรุฬหก เป็นอธิบดีของเหล่ำกุม อ ธิ บ ดี เ ห ล่ ำ ยั ก ษ์ มี ห น้ ำ ที่ เ ห ล่ ำ ค น ธ ร ร พ์ มี ภัณต์ อำรัก ขำประจำทิศใต้ สี กำย อำรักขำประจำทิศเหนือ แต่ใน หน้ ำ ที่ อ ำรั ก ขำประจ ำ ขำวผ่อง พระหัตถ์ถือบ่ วงบำศ และ ภำพเขี ยนจะไม่ใ ช้ภ ำพใบหน้ ำ ทิ ศ ต ะวั น อ อก พร ะ คั น ศ ร ท ร ง พั ต ร ำ ภ ร ณ์ อ ย่ ำ ง ยักษ์โดยตรง แต่จะแปลงยักษ์ หั ต ถ์ ถื อ พ ร ะ ข ร ร ค์ กษัตริย์ ประดับด้วยไข่มุก เป็นใบหน้ำแบบเทพ มีลักษณะ เงิ น ทรงพั ต รำภรณ์ ท้ำววิรปู กั ษ์ เป็นอธิบดีของเหล่ำ ใ บ ห น้ ำ ดู ขึ ง ขั ง ถื อ อ ำ วุ ธ อย่ำงเทวดำ นำค อำรักขำประจำทิศตะวันตก พระ กระบองหรื อ คฑำ ผิ ว กำยสี หัตถ์ถือพระขรรค์ สีแก้วประพำฬ ขำว ทรงอำภรณ์อย่ำงเทวดำ ลวดลำยในช่องบน และช่องล่ำง จะเป็นลวดลำยกระหนกประกอบลำยดอกแก้วกัลยำ ใช้โทนสีของ ภำพด้ำนหน้ำสีน้ำเงิน และด้ำนหลังโทนสีแดง เหมือนกับฉำกบังเพลิง ในกำรออกแบบเขียนฉำกบังเพลิง และฉำกบังเตำในงำนพระเมรุ สมเด็จพระเจ้ำพี่นำงเธอฯเป็นกำร แสดงควำมจงรักภักดี รับใช้ใต้เบือ้ งพระยุคลบำทของสถำบันกษัตริย์ เป็นบททดสอบบทหนึ่งของ ชำวไทยในยุคสมัยนี้ ที่แสดงให้เชิงประจักษ์ว่ำช่ำงเป็นผู้รอบรู้เจนจบในงำนศิลปกรรมไทยทุก แขนง เป็นอย่ำงดี ยังคงยึดถือขนบนิยมระเบียบแบบแผน ตำมคติควำมเชื่อดั้งเดิมแต่โบรำณ เอำไว้ และสร้ำงสรรค์ให้เข้ำกับยุคสมัยของกำรเปลี่ยนแปลงได้งดงำมลงตัวสมบูรณ์ เฉกเช่นช่ำง ไทยแต่ครั้งบรรพบุรษ ุ ทุกประกำร (สยำมรัฐออนไลน์ ๗ พย. ๒๕๕๑ ) http://the-threeworlds.blogspot.com/2012/02/blog-post.html


ขบวนแห่พระบรมศพ สมเด็จ พระนำงเจ้ำรำไพพรรณี พระ บรมรำชินีในรัชกำลที่ ๗

www.whatsonsanya.com/news_images/24899533108b 2d605c02fbe9_Thai_king.jpg

กำรจัดสร้ำงรำชรถของช่ำงฝีมือไทยจึงมี ลักษณะสูงใหญ่ เปรียบเสมือนเขำพระสุเมรุ มีพระวิมำน คือ บุษบก ที่ตั้งอยูต่ รงกลำง รำชรถ ถัดจำกบุษบก จะเป็นรูปเทพนม ครุฑ และนำค ลดหลัน่ ตำมที่อยู่ ซึ่งเป็น สัญลักษณ์ของท้องฟ้ำ พื้นดิน และน้ำ ส่วน ด้ำนหน้ำของรำชรถจะเป็นรูปนำคสำมเศียร มีควำมงดงำมอ่อนช้อยตำมศิลปะไทย www.oknation.net/blog/print.php?id=192027

เมื่อสังเกตใต้ท้องรำชรถและล้อจะพบว่ำเป็นสีแดง รวมถึงทหำรที่มีหน้ำทีล่ ำกรำชรถก็ใส่ชุดสีแดง ถ้ำเรำตีควำมสีแดงว่ำเป็นสีที่มองไม่เห็น ก็จะพบว่ำเสมือนรำชรถลอยได้ เหมือบกับพระองค์เสด็จ เสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์

ปรำงค์

http://2g.pantip.com/cafe /blueplanet/topic/E108018 30/E10801830-11.jpg

ศิลปสถำปัตยกรรมรูปแบบเช่นนี้ถูกใช้และพัฒนำเรื่อยมำ นับแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ เพื่อใช้แทนควำมหมำยของพระมหำกษัตริย์ของ ขอมในฐำนะ “ผู้เป็นเจ้ำแห่งจักรวำล” หรือนัยหนึ่งผู้ทรงเป็นภำคอวตำรของ พระผู้ เป็ นเจ้ ำ ก่อ นที่ จะเปลี่ ยนเป็ น พระโพธิ สัต ว์ ตำมคติ พุท ธศำสนำลั ท ธิ มหำยำนที่เผยแพร่เข้ำไปมีบทบำทในอำรยธรรมเขมร ในรำวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ถึงแม้ว่ำคติควำมเชื่อทำงศำสนำจะเปลี่ยนไป แต่รูปแบบสัญลักษณ์ทำง สถำปัตยกรรมโดยโครงสร้ำงหลักก็ยังคงไม่เปลี่ยนรูป เพียงแต่เปลี่ยนบทบำท จำกเทวสถำนเป็ น พุ ทธสถำนเท่ำ นั้ น เพรำะต่ ำ งก็ มี พื้น ฐำนควำมเชื่ อ เรื่ อ ง แผนภู มิ จั ก รวำลคล้ ำ ยคลึ ง กั น ทำงพุ ท ธศำสนำเชื่ อ ว่ ำ มี เ ขำพระสุ เ มรุ เ ป็ น ศูนย์กลำงจักรวำล ดังนั้นรูปแบบลักษณะและแผนผังของปรำงค์ปรำสำทซึ่ง ประดิษฐำนเทวรูปหรือ ศิวลึงค์ จึงถูกนำมำใช้ได้กับแนวควำมคิดในเรื่องของ ศูนย์กลำงแห่งพระพุทธศำสนำ ในฐำนะหลักประธำนของวัดในวัฒนธรรมของ ไทยได้อย่ำงกลมกลืน จัดเป็นพระเจดีย์รูปแบบหนึ่งเพื่อประดิษฐำนพระบรม สำรีริ กธำตุหรือ พระพุทธรูป ภำยใน ทั้ง เรีย กกัน ทั่วไปอีกชื่ อหนึ่ง ว่ำ “พระ พุทธปรำงค์” http://www.phuttha.com/ศำสนสถำน/พระปรำงค์

นิยามศัพท์  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you