หนังสือปลูกพืชอินทรีย์ไม่ดีอย่างที่คิด ปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษดีกว่าไหม ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2

Page 1

ปลูกพืชอินทรียไมดีอยางที่คิด

ปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษ ดีกวาไหม

(ปรับปรุงครัง้ ที่ ๒)

ปุย ชีวภาพ

¾×ª»ÅÍ´ÀÑ ¨Ò¡ÊÒþÔÉ

ปุย อินทรีย

ปุยN-P-K เคมี

ศาสตราจารยเกียรติคุณ ดร. อำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน

จัดทำโดย ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขน


ปลูกพืชอินทรียไมดีอยางที่คิด

ปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษ ดีกวาไหม

ปุย ชีวภาพ

ปุยN-P-K เคมี


ค�ำน�ำ (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๒) หนังสือรุน่ นีต้ า่ งจากรุน่ ปรับปรุงครัง้ ที่ ๑ เพียงมีการเพิม่ เนือ้ หาเกีย่ วกับผลของเกษตรอินทรีย์

ต่อสภาวะโลกร้อนและต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประสบการณ์ของเกษตรกรกับดินเสือ่ ม จากการทําเกษตรอินทรีย์ ตัวอย่างวิธีวิจัยและการแปลความหมายของผลการวิจัยที่อาจทําให้ เข้าใจผิดว่าเกษตรอินทรีย์ดีกว่าเกษตรแบบอื่น เพิ่มภาคผนวกและปรับปรุงข้อความบางส่วนที่ เกี่ยวกับเนื้อหาที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น

อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ กันยายน ๒๕๖๓

ค�ำน�ำ (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๑) หนังสือรุ่นนี้ต่างจากรุ่นแรก (ปี ๒๕๕๗) เพียงมีการเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับผลของปุ๋ยประเภท ต่างๆ ต่อคุณภาพด้านประสาทสัมผัสของผลผลิตพืชและปรับปรุงบางถ้อยค�ำเท่านั้น อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

ค�ำน�ำ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก)

ปัจจุบันได้เกิดกระแสความคิดและหรือความเชื่ออย่างกว้างขวางในระดับโลกรวมทั้งใน ประเทศไทยว่า การผลิตพืชอินทรีย์เป็นการผลิตที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตพืชต�่ำ มีความ เสี่ยงน้อยต่อการเกิดมลพิษหรือมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไม่มีสารพิษในผลผลิต ท�ำให้ โรคและแมลงท�ำลายพืชน้อย และคุณภาพด้านโภชนาการและด้านประสาทสัมผัสของผลผลิตสูง การผลิตพืชอินทรียใ์ นทีน่ หี้ มายถึงการผลิตพืชทีไ่ ม่ใช้ปจั จัยการผลิตทีเ่ ป็นสารเคมีเลย เช่น ไม่ใช้


สารเคมีปอ้ งกันก�ำจัดโรคและแมลง ไม่ใช้สารก�ำจัดวัชพืช รวมทัง้ ไม่ใช้ปยุ๋ เคมี การห้ามใช้ปยุ๋ เคมี ซึง่ ไม่ใช่สารพิษแต่เป็นสารทีใ่ ห้ธาตุอาหารพืช เป็นสิง่ ทีผ่ เู้ ขียนเห็นว่าขัดกับหลักความเป็นจริงและ หลักวิชาการ โดยความจริงปุ๋ยเคมีมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ท�ำได้ดีกว่าและมีความได้เปรียบปุ๋ย อินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพในเรื่องที่กล่าวข้างต้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนได้ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลผล การวิจัยเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับกระแสความคิดหรือความเชื่อดังกล่าว ซึ่งผลงานวิจัยที่ท�ำอย่าง ถูกต้องให้ข้อสรุปว่ากระแสความคิดและหรือความเชื่อเรื่องข้อดีของการผลิตพืชอินทรีย์ดังกล่าว ข้างต้นนั้นไม่ถูกต้อง การปล่อยให้เกิดกระแสความเข้าใจผิดของสังคมไทยที่กล่าวข้างต้นต่อไป โดยไม่มกี ารทักท้วง ผูเ้ ขียนเป็นห่วงว่าจะท�ำให้การเกษตรของประเทศหลงทาง ไม่เจริญก้าวหน้า เท่าที่ควร และที่ส�ำคัญที่สุดก็คือ นอกจากจะท�ำให้เกษตรกรถูกใช้เป็น “หนูทดลอง” ซึ่งท�ำให้ เสียโอกาส แทนที่จะมีก�ำไรจากการผลิตแต่ต้องขาดทุน แทนที่จะได้ก�ำไรมากก็ได้ก�ำไรน้อย แล้วยังท�ำให้เสียโอกาสในการลดมลพิษและการปรับปรุงคุณภาพด้านโภชนาการของผลผลิต พืชอีกด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงหนังสือนี้ขึ้น เพื่อเสนอข้อมูลผลงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องให้ผู้สนใจได้ศึกษา แต่เพื่อให้ผู้อ่านไม่ต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือนี้มากจนเกินไป จึงได้เสนอข้อมูลในแบบกระชับมากทีส่ ดุ พร้อมกับให้ขอ้ มูลทีบ่ อกทีม่ าของผลงานวิจยั ทีน่ �ำมาเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านติดตามรายละเอียดได้ด้วยตนเองในประเด็นที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ผู้เขียนขอขอบคุณภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ กรุณาจัดท�ำหนังสือนี้ และขอบพระคุณศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ดร.สุจินต์ จันทรสอาด และคุณธเนศ ปิงสุทธิวงศ์ ที่แนะน�ำการปรับปรุงต้นฉบับของหนังสือนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือนี้จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับข้อดีและด้อยของการ ปลูกพืชอินทรีย์ การปลูกพืชปลอดสารพิษ และการปลูกพืชปลอดภัยจากสารพิษ แก่ประชากร ของประเทศทุกอาชีพและทุกระดับชั้น และประชากรทุกอาชีพและทุกระดับชั้นจะช่วยสนับสนุน ให้เกษตรกรปลูกพืชด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้การเกษตรของประเทศพัฒนาไป ในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในที่สุด

อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ตุลาคม ๒๕๕๗


สารบัญ

เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ๔ ๑. ความน�ำ ๖ ๒. ปริมาณผลผลิตพืชที่ได้เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเท่ากัน ๖ ๓. ราคาต้นทุนผลผลิตพืชจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ๘ และปุ๋ยเคมี ๔. ผลของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่อการเข้าท�ำลายพืช ๑๒ โดยโรคและแมลง ๕. ผลของปุ๋ยประเภทต่างๆ ต่อคุณภาพด้านโภชนาการของพืช ๑๗ ๖. ผลของปุ๋ยประเภทต่างๆ ต่อคุณภาพด้านประสาทสัมผัสของพืช ๒๑ ๗. ผลของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่อความโปร่งและความแข็งของดิน ๒๔ ๘. การเกิดมลพิษจากการใช้ปยุ๋ ประเภทต่างๆ ๒๖ ๙. ผลของเกษตรอินทรียต์ อ่ สภาวะโลกร้อน ๓๐ ๑๐. ผลของเกษตรอินทรียต์ อ่ ความหลากหลายทางชีวภาพ ๓๒ ๑๑. ประสบการณ์ของเกษตรกรกับดินเสือ่ มจากการท�ำเกษตรอินทรีย ์ ๓๒ ๑๒. ตัวอย่างวิธกี ารวิจยั และการแปลความหมายผลการวิจยั ทีท่ �ำให้ ๓๔ เข้าใจผิดว่าเกษตรอินทรียด์ กี ว่าเกษตรแบบอืน่ ๑๓. การปลูกพืชที่ดีกว่าการปลูกพืชอินทรีย์ และปัญหาด้านการ ๓๗ คุม้ ครองผูบ้ ริโภคทีเ่ กิดจากพืชอินทรีย์ ๑๔. ภาคผนวก ๔๐


บทคัดย่อ หนังสือนี้เสนอผลการวิจัยเปรียบเทียบผลในด้านต่างๆ ของปุ๋ยทั้งสาม ประเภท คือ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เมื่อใช้ประเภทเดียว ใช้ สองประเภทร่วมกัน และใช้สามประเภทร่วมกันในการผลิตพืช เพื่อหาข้อ สรุปเกี่ยวกับกระแสความเชื่อหรือความคิดที่ว่า การผลิตพืชอินทรีย์เป็น การผลิตที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตพืชต่ำ มีความเสี่ยงน้อยต่อการ เกิดมลพิษหรือมีความเป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อมสูง ไม่มสี ารพิษในผลผลิต ท�ำให้ โรคและแมลงท�ำลายพืชน้อย และคุณภาพด้านโภชนาการของผลผลิตสูง ผลการวิจัยให้ข้อสรุปว่ากระแสความเชื่อและหรือความคิดดังกล่าว ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ผลการวิจัยให้ข้อสรุปว่า การปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยทั้งสาม ประเภทให้เหมาะสมกับดินและพืชท�ำให้ต้นทุนผลผลิตต่ำกว่า มีความเสี่ยง ต่ อ การเกิ ด มลพิ ษ น้ อ ยกว่ า หรื อ มี ค วามเป็ น มิ ต รต่ อ สิ่ ง แวดล้ อ มสู ง กว่ า ท�ำให้โรคและแมลงท�ำลายพืชน้อยกว่า คุณภาพด้านโภชนาการและด้าน ประสาทสัมผัสของผลผลิตสูงกว่า และช่วยป้องกันการเสื่อมและปรับปรุง ความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ เมื่อเทียบกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใน การปลูกพืชอินทรีย์ แต่พืชอินทรีย์มีข้อดีในเรื่องการปลอดสารพิษตกค้าง จากสารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช ดังนั้นในพื้นที่ที่สามารถผลิตพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัด ศัตรูพืช จึงควรผลิตพืชโดยไม่ใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชแต่มีการใช้ ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพอย่างเหมาะสม ซึ่งน่าจะเรียกว่า “การผลิตพืชปลอดสารพิษ” อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชในพื้นที่ส่วนใหญ่ ของประเทศไทยยังจ�ำเป็นต้องใช้สารเคมีปอ้ งกันก�ำจัดศัตรูพชื จึงควรท�ำการ


ผลิตโดยใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชตามหลักวิชาการและใช้ปุ๋ยทั้ง สามประเภทร่วมกันอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP: Good Agricultural Practices) ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO) ให้การสนับสนุน การผลิตพืชแบบนี้น่าจะเรียกว่า “การผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษ” การผลิตพืชแบบหลังนี้จะต้องใช้สาร เคมี ป ้ อ งกั น ก�ำจั ด ศั ต รู พื ช โดยมี ก ารปฏิ บั ติ ที่ ท�ำให้ ผ ลผลิ ต พื ช มี ส ารเคมี ป้องกันก�ำจัดศัตรูพชื ตกค้างอยูไ่ ม่เกินระดับทีป่ ลอดภัยส�ำหรับผูบ้ ริโภค อนึง่ ในการผลิ ต พื ช ปลอดสารพิ ษ และการผลิ ต พื ช ปลอดภั ย จากสารพิ ษ เกษตรกรสามารถผสมผสานการใช้ ปุ ๋ ย ทั้ ง สามประเภทให้ ช ่ ว ยลดการ ท�ำลายพืชโดยโรคและแมลงได้ ซึ่งท�ำให้มีความจ�ำเป็นที่จะต้องท�ำการก�ำจัด โรคและแมลงน้อยลงอีกด้วย การผลิตพืชอินทรีย์ไม่เพียงแต่จะด้อยกว่าการผลิตพืชปลอดสารพิษ ส�ำหรับพื้นที่ที่ไม่จ�ำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชและการ ผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษส�ำหรับพื้นที่ที่จ�ำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกัน ก�ำจัดศัตรูพืช แต่ยังเปิดโอกาสให้มีการหลอกลวงผู้ที่ต้องการบริโภคพืช อินทรีย์ เพราะไม่มวี ธิ ที จี่ ะใช้ตรวจพิสจู น์วา่ ผลผลิตนัน้ ได้จากการผลิตทีไ่ ม่ใช้ ปุย๋ เคมีจริงหรือไม่ แต่ในกรณีพชื ปลอดสารพิษและพืชปลอดภัยจากสารพิษ สามารถตรวจพิสูจน์ได้ด้วยการตรวจปริมาณสารพิษในพืชเหล่านั้น ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการผลิตพืชอินทรีย์มีข้อเสียทั้งในด้านวิชาการและใน ด้านสังคม และแนวคิดการผลิตพืชอินทรีย์ไม่เพียงแต่จะท�ำให้การเกษตร ของประเทศหลงทาง แต่ยังเปิดช่องทางให้ผู้บริโภคถูกหลอกโดยกฎหมาย ไม่สามารถคุ้มครองได้อีกด้วย


๑. ความน�ำ ปัจจุบนั ได้เกิดกระแสความคิดและหรือความเชือ่ อย่างกว้างขวางในระดับโลก รวมทั้งในประเทศไทยว่า การผลิตพืชอินทรีย์เป็นการผลิตที่ดีที่สุด ทั้งในด้าน ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตพืชทีล่ ดลง การลดการระบาดของโรคและแมลงท�ำลายพืช ความเสีย่ งต่อการเกิดมลพิษน้อยหรือความเป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อมสูง การปลอด สารพิษจากสารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชของผลผลิต คุณภาพด้านโภชนาการ ของผลผลิตสูงและทําให้ดินมีสมบัติดีขึ้น การผลิตพืชอินทรีย์ในที่นี้หมายถึง การผลิตพืชที่ไม่ใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีเลย ซึ่งรวมทั้งไม่ใช้สารเคมี ป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชและไม่ใช้ปุ๋ยเคมี การห้ามใช้ปุ๋ยเคมีเป็นสิ่งที่ขัดกับหลัก วิชาการ เพราะโดยความจริงปุ๋ยเคมีมีสมบัติหลายอย่างที่สนับสนุนให้มีความ ได้เปรียบปุย๋ อินทรียแ์ ละปุย๋ ชีวภาพในด้านต่างๆ ทีก่ ล่าวข้างต้น และมีผลการวิจยั ทีใ่ ห้ขอ้ สรุปได้ชดั เจนจ�ำนวนมาก ข้อสรุปในด้านต่างๆ และตัวอย่างผลงานวิจยั ทีใ่ ห้ข้อสรุปเหล่านั้นสามารถอธิบายโดยสังเขปได้ดังนี้ ใชพวกเราทั้ง ๓ ใหเหมาะสมกับดินและพืช จะทำใหพืชดีที่สุดและเกิดมลพิษนอยที่สุด

ปุย อินทรีย

ปุย ชีวภาพ

ปุยN-P-K เคมี

๒. ปริมาณผลผลิตพืชที่ได้เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเท่ากัน เมือ่ ใช้ในปริมาณเท่ากัน ในทีด่ นิ แปลงเดียวกัน ปุย๋ อินทรียใ์ ห้ผลผลิตพืช ได้น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก กล่าวคือ หากจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตเท่ากับ


ปุ๋ยเคมีจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นจ�ำนวน ๘-๗๐ เท่าของปุ๋ยเคมี ขึ้นอยู่กับ ชนิดปุ๋ยอินทรีย์ ดังรายละเอียดในตารางที่ ๒.๑ ตารางที่ ๒.๑ ปริมาณปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ให้ผลผลิตพืชได้เท่ากับปุ๋ย เคมี ๑ กิโลกรัม เมื่อปลูกพืชในที่ดินแปลงเดียวกัน ชนิดปุ๋ย มูลค้างคาว มูลไก่ มูลเป็ด มูลสุกร มูลโค ปุ๋ยหมัก

ปริมาณ (กิโลกรัม) ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ที่ให้ผลผลิตพืชเท่ากับปุ๋ยเคมีหนึ่งกิโลกรัม ๐๘ ๑๒ ๑๔ ๑๘ ๒๐ ๔๔ - ๗๐

ที่มา อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์. ๒๕๕๓. ปุ๋ยกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม พิมพ์ครั้งที่ ๓ ส�ำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๑๕๖ หน้า หมายเหตุ ข้อมูลบ่งชี้ว่า มูลค้างคาว มูลไก่ มูลเป็ด มูลสุกร มูลโค และ ปุ๋ยหมักจะต้องมีราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีอย่างน้อย ๘, ๑๒, ๑๔, ๑๘, ๒๐ และ ๔๔ เท่าจึงจะให้ผลตอบแทนจากการใส่ปุ๋ยเท่ากับปุ๋ยเคมี (ค�ำนวณโดยไม่รวมค่าขนส่งและค่าแรงใส่ปุ๋ย) ตองใสปุยอินทรียในปริมาณ ๘-๔๔ เทาของปริมาณปุยเคมี พืชจึงจะใหผลผลิตเทากับปุยเคมี พวกนายก็เหนื่อยหนอยนะ


๓. ราคาต้นทุนผลผลิตพืชจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และ ปุ๋ยเคมี ดังได้กล่าวแล้วในข้อ ๒ หากต้องการให้ได้ผลผลิตพืชที่ปลูกในดินเดียว กันเท่ากัน จะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่า เช่น หากปลูกพืช ชนิดเดียวกันในดินเดียวกัน ต้องใช้มูลไก่ ๑,๒๐๐ กิโลกรัมจึงจะเพิ่มผลผลิต พืชได้เท่ากับปุ๋ยเคมี ๑๐๐ กิโลกรัม ดังนั้นปุ๋ยอินทรีย์ ๑ กิโลกรัมจะต้องมี ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ๑ กิโลกรัมหลายเท่า (๘-๗๐ เท่า ขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ย อินทรีย์ เมื่อค�ำนวณโดยไม่รวมค่าขนส่งและค่าแรงใส่ปุ๋ยซึ่งในกรณีปุ๋ยอินทรีย์ สูงกว่าปุ๋ยเคมีมาก) จึงจะท�ำให้ต้นทุนต่อหนึ่งกิโลกรัมของผลผลิตพืชที่ใช้ปุ๋ย อินทรีย์เท่ากับผลผลิตพืชที่ใช้ปุ๋ยเคมี และหากใช้ราคาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ทีจ่ �ำหน่ายในปัจจุบนั ในการค�ำนวณราคาต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตพืช (โดยไม่รวม ค่าขนส่งและค่าแรงใส่ปุ๋ย) จะพบว่าการผลิตโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีราคาต้นทุน สูงกว่าการผลิตโดยใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นหากต้องการให้ราคาต้นทุนของผลผลิต พืชทีป่ ลูกโดยใช้ปยุ๋ อินทรียถ์ กู กว่าผลผลิตพืชทีป่ ลูกโดยใช้ปยุ๋ เคมี เกษตรกรจะ ต้องท�ำปุย๋ อินทรียใ์ ช้เองหรือมีแหล่งปุย๋ อินทรียท์ รี่ าคาถูกกว่าปุย๋ เคมี ๘-๗๐ เท่า ขึ้นอยู่กับชนิดปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากจะต้องใช้ปยุ๋ อินทรียใ์ นปริมาณทีม่ ากกว่าปุย๋ เคมีหลายเท่าในการเพิม่ ผลผลิตพืชขึน้ เท่าๆ กันแล้ว ในบางกรณีปยุ๋ อินทรียไ์ ม่ท�ำให้ผลผลิตพืชเพิม่ ขึน้ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีชนิดและปริมาณธาตุอาหารไม่เหมาะสมกับดินและ พืชที่ปลูก แต่ปุ๋ยเคมีที่ได้รับการคัดเลือกสูตรปุ๋ยที่ใช้ให้เหมาะสมกับดินและ พืชท�ำให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่างผลงานวิจัยในตาราง ที่ ๓.๑ ผลงานวิจัยในตารางที่ ๓.๑ แสดงให้เห็นว่ามูลสุกรเพิ่มน้ำหนักส่วนเหนือ ดินแต่ไม่เพิม่ ผลผลิตหัวมันส�ำปะหลัง ขณะทีป่ ยุ๋ เคมีเพิม่ ทัง้ นำ้ หนักส่วนเหนือ ดินและผลผลิตหัวมันส�ำปะหลัง ในกรณีนี้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มต้นทุนการผลิตแต่


ไม่เพิ่มผลผลิตหัวมันซึ่งส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตสูงขึ้น แต่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม รายได้จากผลผลิตหัวมันประมาณ ๑,๘๐๐ บาท โดยจ่ายค่าปุย๋ ประมาณ ๖๐๐ บาทต่อไร่ (ค�ำนวณโดยใช้ราคาหัวมันและปุ๋ยในเดือนกันยายน ๒๕๕๗) ซึ่งมี ผลท�ำให้ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตหัวมันต่ำลงพร้อมกับปริมาณผลผลิตหัวมัน ต่อไร่เพิ่มขึ้น ท�ำให้ก�ำไรต่อไร่เพิ่มขึ้น ตารางที่ ๓.๑ น้ำหนักสดส่วนเหนือดินและหัวมันส�ำปะหลังที่ไม่ใส่ปุ๋ย เปรียบเทียบกับที่ใส่ปุ๋ยเคมีและมูลสุกร ปุ๋ยที่ใส่

๑. ปุ๋ยเคมี ๑.๑ ไม่ใส่ ๑.๒ ปุ๋ยสูตร ๑๒-๘-๘ จ�ำนวน ๕๐ กก./ไร่ ๒. มูลสุกร ๒.๑ ไม่ใส่ ๒.๒ ๑๐๐ กิโลกรัมต่อไร่

น้ำหนักสด ส่วนเหนือดิน (ตัน/ไร่)

น้ำหนักหัวสด (ตัน/ไร่)

๒.๕๓

๒.๓๑

๓.๗๐

๓.๒๘

๓.๒๔ ๓.๕๖

๒.๘๑ ๒.๘๘

ที่มา รายงานผลการวิจัยดิน-ปุ๋ยพืชไร่ เล่มที่ ๒ ปี ๒๕๓๓, กลุ่มงานวิจัยดิน

และปุ๋ยพืชไร่ กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร หน้า ๒๓๘-๒๕๒.

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ท�ำให้ราคาต้นทุนของผลผลิต สูงขึน้ และท�ำให้ก�ำไรต่อไร่ทไี่ ด้จากการปลูกพืชน้อยลง คือ ผลการวิจยั ของสุทศิ า และคณะ [ที่มา: Pinitpaitoon, S. and co-authors. 2011. Field Crops Res. 124: 302 – 315] ซึง่ ท�ำซำ้ ทีเ่ ดิมในประเทศไทยเป็นเวลา ๕ ปี ผลการวิจยั


นีใ้ ห้ขอ้ สรุปว่า ปุย๋ หมักท�ำให้การปลูกข้าวโพดได้ก�ำไรต่อไร่นอ้ ยลงเมือ่ เทียบกับ การปลูกโดยไม่ใส่ปยุ๋ อะไรเลย ไม่วา่ จะค�ำนวณโดยรวมค่าปุย๋ และค่าแรงใส่ปุ๋ย หรือเมือ่ ค�ำนวณโดยรวมเฉพาะค่าแรงงานในการใส่ปยุ๋ แต่ไม่รวมค่าปุย๋ ในการ ทดลองนี้การปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีท�ำให้ได้ก�ำไรมากขึ้น (ปุ๋ยหมักที่ใช้เป็นปุ๋ยที่ จ�ำหน่ายในท้องตลาดที่ใช้ตราที่ได้รับความเชื่อถือสูง มีไนโตรเจน ๐.๕๙% ฟอสฟอรัส ๐.๓๑% โพแทสเซียม ๐.๕๕%)

ปุย อินทรีย

ปุยN-P-K เคมี

แม้ปุ๋ยชีวภาพที่แนะน�ำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ต่ำ กว่ามากเมื่อเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยชีวภาพส่วนใหญ่มีเงื่อนไข หลายอย่างที่จะท�ำให้การใช้ปุ๋ยได้ผลดี ตัวอย่างเงื่อนไข คือ (ก) ดินจะต้อง ไม่มีจุลินทรีย์ชนิดเดียวกับจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพหรือมีน้อย (ข) ต้องมี สิง่ แวดล้อมทีเ่ อือ้ การเจริญเติบโตและกิจกรรมของจุลนิ ทรียใ์ นปุย๋ (ค) ดินต้อง ไม่ขาดธาตุอาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธาตุที่จุลินทรีย์ในปุ๋ยจะช่วยเพิ่มให้แก่พืช และ (ง) ต้องทราบว่าจ�ำเป็นต้องใส่ปยุ๋ ชีวภาพนัน้ ซำ้ หลังจากมีการใส่ไปแล้วครัง้ หนึง่ หรือไม่ เงือ่ นไขเหล่านีแ้ ตกต่างกันอย่างมากในระหว่างพืน้ ทีต่ า่ งๆ หรือแม้แต่ ในจุดต่างๆ ในแต่ละแปลงปลูกพืช และจ�ำเป็นจะต้องท�ำการวิจัยอีกมาก

๑๐


เพือ่ ให้ทราบเงือ่ นไขเหล่านี้ ดังนัน้ การให้ค�ำแนะน�ำการใช้ปยุ๋ ชีวภาพในปัจจุบัน จึงเป็นแบบ “เหวี่ยงแห” คือไม่ได้บอกเงื่อนไขที่จะท�ำให้การใช้ปุ๋ยได้ผลดี ทัง้ นีเ้ พราะยังไม่ทราบเงือ่ นไข หรือไม่มวี ธิ ที เี่ หมาะสมทีจ่ ะท�ำให้ทราบว่าสภาพที่ จะใช้ปุ๋ยมีเงื่อนไขเหมาะสมต่อการใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือไม่ การขาดความรู้เรื่อง เงื่อนไขและหรือขาดวิธีที่เหมาะสมที่จะท�ำให้ทราบความเหมาะสมของเงื่อนไข ดังกล่าวนีส้ ง่ ผลให้การใช้ปยุ๋ ชีวภาพให้ผลคุม้ ค่าเฉพาะบางพืน้ ที่ แต่ท�ำให้ตน้ ทุน การผลิตต่อไร่สงู ขึน้ โดยผลผลิตไม่เพิม่ ขึน้ ในพืน้ ทีอ่ นื่ ๆ ยกเว้นกรณีเชือ้ ไรโซเบียม ซึง่ มีขอ้ มูลจากการวิจยั มากพอส�ำหรับประกอบการให้ค�ำแนะน�ำทีม่ คี วามแม่นย�ำ ที่น่าพอใจแล้ว ทำไมผลผลิตไมดีเหมือนไรขางๆ นะ

ปุยชีวภาพใชไดผลดีบางพื้นที่ แตใชไมไดผลในบางพื้นที่ เพราะแตละพื้นที่เหมาะสมตอการใชปุยตางกัน

ปุย ชีวภาพ

๑๑


๔. ผลของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่อการเข้าท�ำลายพืชโดยโรค และแมลง ปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่ท�ำให้พืชถูกโรคและแมลงเข้าท�ำลายมากขึ้น ส�ำหรับ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้กันทั่วไปมีเพียงชนิดเดียว คือ มูลค้างคาว ซึ่งมีฟอสฟอรัสสูง ที่อาจจะช่วยลดการท�ำลายพืชโดยโรคและแมลง (แต่ยังไม่มีรายงานผลการ ทดลอง) ตรงกันข้ามปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสและหรือโพแทสเซียมมาก แต่มี ไนโตรเจนไม่มากเกินไปท�ำให้พชื ถูกโรคและแมลงท�ำลายน้อยลง ท�ำให้เกษตรกร สามารถลดการท�ำลายพืชของโรคและแมลงได้ด้วยการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่มี สู ต รที่ ใ ห้ ฟ อสฟอรั ส และหรื อ โพแทสเซี ย มที่ เ ป็ น สั ด ส่ ว นที่ เ หมาะสมกั บ ปริมาณไนโตรเจน โดยไม่ควรมีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ซึ่งจะท�ำให้พืชแข็งแรงไม่อวบน้ำ เป็นวิธีการหนึ่งในการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้การ ผลิตพืชโดยไม่ใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชมีปัญหาด้านโรคและแมลง น้อยลงได้ด้วย ตัวอย่างผลงานวิจัยที่ให้ข้อสรุปดังกล่าวมีดังนี้ คือ

ใชเราแลว โรคและแมลงรบกวนนอยลง

ปุย ฟอสฟอรัส

๑๒

ปุย โพแทสเซี่ยม


๔.๑ ปุย๋ เคมีทมี่ แี ต่ไนโตรเจนเพียงอย่างเดียว และปุย๋ เอ็นพีเคทีม่ ไี นโตรเจน สูงท�ำให้พืชถูกโรคและแมลงเข้าท�ำลายมากขึ้น [ที่มา: (๑) Chau, L. M. and Heong, K.L. 2005. Omonrice 13: 26-33. และ (๒) Zhong-xian, L. and co-authors. 2007. Rice Science 14(1): 56-66.] ๔.๒ ปุย๋ อินทรีย์ ซึง่ ส่วนใหญ่มไี นโตรเจนมากกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ท�ำให้พืชถูกโรคและแมลงเข้าท�ำลายมากขึ้น ดังตัวอย่างผลการทดลองใน ตารางที่ ๔.๑ ตารางที่ ๔.๑ ผลของมูลไก่ต่อการถูกแมลงและโรคท�ำลายของพริก ชื่อโรคและแมลง ๑. เพลี้ยอ่อน (ตัวต่อต้น) ๒. ตั๊กแตน (ตัวต่อต้น) ๓. มวนยุง (ตัวต่อต้น) ๔. ด้วงหมัด (ตัวต่อต้น) ๕. แมลงหวี่ขาว (ตัวต่อต้น) ๖. โรคใบด่าง ๖.๑ ต้นพริกที่เป็นโรค(%) ๖.๒ ความรุนแรงของโรค(%)

อัตราปุ๋ยมูลไก่ที่ใส่ (ตัน/ไร่) ๐ ๓.๒ ๖.๔ ๑.๔ ๑.๔ ๓.๑ ๐.๙ ๑.๖ ๑.๘ ๑.๐ ๒.๖ ๓.๘ ๐.๘ ๑.๐ ๐.๙ ๔.๙ ๖.๒ ๗.๙ ๓๑.๑ ๓๑.๑

๔๕.๘ ๔๕.๘

๔๗.๓ ๔๑.๕

ที่มา Echezona, B.C and Nganwuchu, O.G. 2006. Journal of

Agriculture, Food, Environment and Extension 5 (2): 49-58.

๑๓


๔.๓ งานวิจัยเกี่ยวกับผลของปุ๋ยเคมีที่ให้ฟอสฟอรัสต่อการท�ำลายพืช โดยโรคและแมลงยังมีไม่เพียงพอที่จะให้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีรายงานว่า ปุ๋ยเคมีที่ให้ฟอสฟอรัสท�ำให้พืชถูกโรคจุดสีน้ำตาลรบกวนน้อยลง ดังผลงาน วิจัยในตารางที่ ๔.๒ ตารางที่ ๔.๒ ผลของปุ๋ยฟอสฟอรัสต่อการเป็นโรคจุดสีน้ำตาล (จากเชื้อ Colletotrichum capsici)และผลผลิตของถั่วพุ่ม อัตราปุ๋ยฟอสฟอรัส (กก.พี/ไร่) ๐.๐ ๔.๘ ๙.๖ ๑๔.๔ ๑๙.๒

จ�ำนวนต้นถั่วพุ่มที่เป็นโรค ผลผลิตเมล็ดถั่วพุ่ม (%) (กก./ไร่) ๕๙.๖ ๑๔๔ ๕๗.๗ ๒๓๖ ๔๓.๕ ๒๓๒ ๒๖.๑ ๒๓๖ ๒๕.๕ ๓๑๓

ที่มา Owolade O.F. and co-authors. 2006. African J. Biotechnology

5 (4): 343-347. หมายเหตุ “พี” หมายถึง ปริมาณฟอสฟอรัสทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่ พืชทีแ่ สดงเป็น น้ำหนักของฟอสฟอรัสเพนต็อกไซด์ (P2O5)

๑๔


๔.๔ ปุ๋ยเคมีที่ให้โพแทสเซียมท�ำให้พืชถูกโรคและแมลงรบกวนน้อยลง ตามการเพิ่มอัตราปุ๋ย ดังข้อมูลผลการวิจัยในตารางที่ ๔.๓ ตารางที่ ๔.๓ ผลของปุย๋ โพแทสเซียมต่อผลผลิตและการถูกโรคและแมลง ท�ำลายของถั่วเหลือง อัตราปุ๋ย ผลผลิตเมล็ด ด้วงสีน�้ำเงิน แมลงวันเจาะ แมลงกินใบ โพแทสเซียม ถัว่ เหลือง (ตัว/แถว ๑ ล�ำต้น (ตัว/แถว ๑ (กก.เค/ไร่) (กก./ไร่) เมตร) (% ต้นทีถ่ ูก เมตร) เจาะ) ๐๐ ๒๔๒ ๕.๙ ๑๓.๙ ๑.๓ ๒๕ ๒๘๙ ๒.๐ ๐๓.๙ ๑.๐ ๕๐ ๓๑๗ ๑.๘ ๐๒.๙ ๐.๘ ๗๕ ๓๑๙ ๑.๓ ๐๐.๐ ๐.๗ ที่มา International Potash Institute. 2007. e-ifc no. 11. http://www.ipipotash.org/en/eifc/2007/11/4 หมายเหตุ “เค” หมายถึง ปริมาณโพแทสเซียมที่ละลายน้ำ แสดงเป็นน้ำหนัก ของโพแทสเซียมออกไซด์(K2O)

ตารางที่ ๔.๓ (ต่อ) อัตราปุ๋ยโพแทสเซียม (กก.เค/ไร่) ๐๐ ๒๕ ๕๐ ๗๕

โรคโคนเน่า (% ต้นตาย) ๙.๑๗ ๖.๐๗ ๔.๖๑ ๒.๒๒

โรคใบจุด (% ต้นที่เป็นโรค) ๓๘.๖ ๒๘.๕ ๒๒.๖ ๒๕.๔

๑๕


๔.๕ ปุย๋ เคมีเอ็นพีเคทีม่ ที งั้ ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมากแต่มไี นโตรเจน ไม่มากเกินไปท�ำให้พชื ถูกโรคและแมลงรบกวนน้อยลง ดังตัวอย่างต่อไปนี้ คือ ๔.๕.๑ ปุ๋ยเคมีสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ท�ำให้ถั่วเหลืองถูกโรคและแมลง รบกวนน้อยลงเมื่อเพิ่มอัตราปุ๋ย ดังผลการวิจัยในตารางที่ ๔.๔ ตารางที่ ๔.๔ ผลของปุ๋ยเคมีสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ต่อผลผลิตและการเป็น โรคและการถูกแมลงท�ำลายของถั่วลิสง อัตรา ปุ๋ยเคมี๑/ (กก./ไร่)

คะแนน โรค ใบจุด๒/

คะแนน โรค ราสนิม๒/

คะแนน โรคแห้ง ตายของ ต้นกล้า๒/

คะแนน การถูก แมลง ท�ำลาย๒/

น้ำหนัก เมล็ด ถั่วลิสง (กก./ไร่)

๐๐.๐ ๐๖.๕ ๑๒.๘ ๒๐.๐

๒.๐๘ ๑.๑๗ ๐.๙๖ ๐.๙๖

๑.๔๖ ๑.๒๒ ๑.๑๕ ๑.๐๐

๑.๓๒ ๑.๒๐ ๑.๑๖ ๑.๑๐

๔.๘๗ ๔.๔๕ ๓.๗๗ ๓.๒๘

๓๑๔ ๕๔๖ ๕๖๓ ๕๗๐

๑/ ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕; ๒/ คะแนนสูงหมายถึงเป็นโรคมาก

ที่มา Ihejirika, G. O. and co-authors. 2006. J. Plant Sci. 1(4): 362-367.

ปุยN-P-K เคมี

๑๖

ไนโตรเจนไมสูงกวา ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ทำใหพืชถูกโรคและแมลงทำลาย นอยลง


๔.๕.๒ ปุ๋ยเคมีสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ท�ำให้มันส�ำปะหลังถูกโรคและ แมลงรบกวนน้อยลงเมื่อเพิ่มอัตราปุ๋ย ดังข้อมูลผลการวิจัยในตารางที่ ๔.๕ ตารางที่ ๔.๕ ผลของปุ๋ยเคมีสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ต่อการเจริญเติบโตและ การเป็นโรคและการถูกแมลงท�ำลายของมันส�ำปะหลัง อัตราปุ๋ย เคมี๑/ (กก./ไร่)

ไร๒/

๐.๐ ๖.๔ ๑๒.๘

๒.๓๖ ๑.๘๐ ๑.๓๘

เพลี้ยแป้ง๒/ โรคใบด่าง๒/ โรคใบจุด๒/ เส้นรอบวง ต้นมัน ส�ำปะหลัง (ซม.) ๒.๐๔ ๐.๘๑ ๐.๗๕

๑.๗๒ ๑.๗๔ ๑.๑๕

๘.๘๑ ๔.๒๑ ๔.๐๘

๐.๕๙ ๐.๖๘ ๐.๗๔

๑/ ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕

๒/ คะแนนมากหมายถึงเป็นโรคหรือถูกแมลงรบกวนมาก ทีม่ า Omorusi, V.I. and Ayanru, D.K.G. 2011. Int. J. Agric. Biol. 13: 391–395.

๕. ผลของปุ๋ยประเภทต่างๆ ต่อคุณภาพด้านโภชนาการของพืช ยั ง ไม่ มี ผ ลการวิ จั ย ที่ ชี้ ชั ด ว่ า ปุ ๋ ย อิ น ทรี ย ์ ห รื อ ปุ ๋ ย เคมี ใ ห้ ผ ลผลิ ต พื ช ที่ มี คุณภาพด้านโภชนาการสูงกว่ากันหรือไม่ แต่ผลการวิจัยแสดงว่าพืชที่ใส่ปุ๋ย เคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสมมีคุณภาพด้านโภชนาการสูงกว่าพืชที่ใส่ ปุ๋ยประเภทเดียว และพืชที่ใส่ปุ๋ยทั้งสามประเภท (ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และ ปุย๋ ชีวภาพ) ร่วมกันอย่างเหมาะสมกับดินแต่ละแห่งและพืชแต่ละชนิดมีคณ ุ ภาพ สูงกว่าพืชทีใ่ ส่ปยุ๋ ประเภทเดียวหรือสองประเภทร่วมกัน ดังตัวอย่างข้อสรุปจาก ผลงานวิจัยต่อไปนี้ คือ

๑๗


๕.๑ หัวกะหล่ำปลีและผลแตงกวาที่ได้รับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยคอก มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระไม่แตกต่างกัน ดังผลการวิจัยใน ตารางที่ ๕.๑ ตารางที่ ๕.๑ ผลของปุ๋ยประเภทต่างๆ ต่อความสามารถในการต่อต้าน อนุมูลอิสระ (มิลลิกรัมสมมูลย์ของกรดกัลลิกต่อน้ำหนักพืชสด ๑๐๐ กรัม) ของหัวกะหล่ำปลีและผลแตงกวา ปุ๋ยที่ใช้

กะหล่ำปลี ปี ๒๐๐๕ ปี ๒๐๐๖

แตงกวา ปี ๒๐๐๕ ปี ๒๐๐๖

ไม่ใส่ปุ๋ย ๒๓๓ ± ๓๒ ก ๒๙๙ ± ๒๗ ก ๑๐๘ ± ๑๔ ก ๑๘๔ ± ๐๑ ก ปุ๋ยเคมี ๑๘๖ ± ๗๓ ก ๒๘๑ ± ๐๕ ก ๑๑๗ ± ๔๓ ก ๐๕๓ ± ๓๓ ข ปุ๋ยหมัก ๒๐๑ ± ๓๔ ก ๒๘๔ ± ๒๒ ก ๑๓๓ ± ๑๐ ก ๐๖๐ ± ๓๘ ข ปุ๋ยคอก ๒๑๑ ± ๖๕ ก ๒๙๖ ± ๓๒ ก ๑๒๙ ± ๓๒ ก ๐๖๒ ± ๑๒ ข หมายเหตุ (๑) ในคอลัมน์เดียวกัน ค่าที่มีอักษร (ก หรือ ข) เหมือนกัน

ที่มา

ก�ำกับไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น ๙๕% (๒) ปุ๋ยทุกชนิดใส่ในอัตราที่ให้ธาตุอาหารหลักใกล้เคียงกัน (๓) ค่าความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงหมายถึงผลผลิต พืชมีความสามารถในการต่อต้านการอนุมูลอิสระสูง อนุมูลอิสระเป็น สาเหตุที่ท�ำให้เกิดโรคมะเร็ง Pavla, B. and Pokluda, R. 2008. Not. Bot. Hort. Agrobot. Cluj 36(1): 63-67.

๕.๒ การวิจยั ทีท่ �ำในไร่ในประเทศไต้หวัน เพือ่ เปรียบเทียบผลมะเขือเทศที่ ผลิตแบบอินทรีย์ และทีผ่ ลิตตามหลักวิชาการ (Good Agricultural Practices: GAP) ท�ำการทดลองในสิ่งแวดล้อม ๔ แบบ และในสภาพแวดล้อมแต่ละแบบ

๑๘


ปลูกพืชอินทรีย์เปรียบเทียบกับปลูกพืชตามหลักวิชาการ ให้ข้อสรุปว่า การ ผลิตทัง้ สองแบบให้ผลมะเขือเทศมีคณ ุ ภาพของผล ปริมาณสารต้านอนุมลู อิสระ (ไลโคพีน เบตาคาโรทีน กรดแอสคอร์บิค และสารฟีนอลิค) และความ สามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่ไม่แตกต่างกัน [ที่มา: Lumpkin, H. L. 2005. Tech. Bull. 24. AVRDC Pub. No. 05-623. Shanhua, Taiwan] ไดผลผลิตมีคุณภาพ ดานโภชนาการสงู

ใชปุยอินทรีย รวมกับปุยเคมี ปุย อินทรีย

ปุยN-P-K เคมี

๕.๓ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสมท�ำให้มะเขือเทศมี คุณ ภาพด้ า นโภชนาการสูงกว่า ใช้ปุ๋ยอิน ทรีย์ห รื อปุ ๋ ย เคมี เ พี ย งอย่ า งเดี ย ว [ที่มา: Heeb, A. 2005. Doctoral Thesis. Swedish University of Agricultural Science, Uppsala.] ๕.๔ การใช้ปยุ๋ เคมีชว่ ยเพิม่ ความเข้มข้นของสารโปลีฟ่ นี อล คาร์โรตินอยด์ และความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระในหัวมันเทศมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ และการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มสมบัติทั้งสามดังกล่าวของหัวมัน เทศมากที่สุด [ที่มา: Koata, M. and co-authors. 2013. J. Nat. Sci. Res. 3: 23-30] ๕.๕ ผักโขมทีไ่ ด้รบั ปุย๋ เคมีรว่ มกับปุย๋ อินทรียแ์ ละปุย๋ ชีวภาพมีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี คาร์โรตินอยด์ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี และวิตามินบี-๙ มากกว่า เมื่อเทียบกับผักโขมที่ได้รับปุ๋ยอินทรียห์ รือปุย๋ เคมีอย่างใดอย่างหนึง่

๑๙


เพียงอย่างเดียว และผักโขมทีใ่ ส่ปยุ๋ สองประเภทร่วมกันมีสารดังกล่าวเท่าเทียม หรือสูงกว่าในหลายกรณีเมื่อเทียบกับผักโขมที่ใส่ปุ๋ยประเภทเดียว ผลการ ทดลองบางส่วนแสดงในตารางที่ ๕.๒ ตารางที่ ๕.๒ ผลของปุย๋ ประเภทต่างๆ ต่อ (๑) นำ้ หนักแห้งส่วนเหนือดิน (๒) ความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี และคาร์โรตินอยด์ในใบ (๓) คาร์โบไฮเดรตในเนื้อเยื่อ และ (๔) วิตามินซี และวิตามินบี-๙ ในใบของ ผักโขม ปุ๋ยที่ใช้๑/

เคมี (๑) อินทรีย์ (๒) ชีวภาพ (๓) ๑+๒ ๑+๓ ๒+๓ ๑+๒+๓

น้ำหนักแห้ง คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี คาร์โรตินอยด์ (กรัมต่อ (ไมโครกรัม (ไมโครกรัม (ไมโครกรัม กระถาง) ต่อ ๐.๑๐ ต่อ ๐.๑๐ ต่อ ๐.๑๐ ตารางเมตร) ตารางเมตร) ตารางเมตร) ๑๒.๙ ก ๓.๔ จ ๔.๒ จ ๗.๘ ค ๑๑.๑ ข ๓.๑ ค ๕.๖ ง

๒.๒๓ คง ๑.๗๕ จฉ ๑.๕๕ ฉ ๒.๘๘ ข ๒.๕๕ ขค ๒.๐๔ งจ ๓.๗๗ ก

๑.๕๗ กข ๑.๑๑ ขค ๐.๗๖ ค ๑.๗๗ ก ๑.๖๗ ก ๑.๑๔ ขค ๒.๑๘ ก

๐.๘๒ ก ๐.๖๗ ข ๐.๕๖ ข ๐.๙๑ ก ๐.๗๔ กข ๐.๘๑ ก ๐.๘๘ ก

๑/ (๑) เทียบเท่าปุย๋ สูตร ๑๒-๑๒-๔๐ อัตรา ๔.๕ กรัมต่อกระถางทีใ่ ส่ดนิ ทราย ๗ กิโลกรัม (๒) ปุย๋ หมัก [๐.๖๐% ไนโตรเจน] ๑๔ กรัมต่อกระถาง และ (๓) อโซโตแบคเตอร์ อโซสไปริลลั่ม และแบคทีเรียที่ละลายฟอสเฟต หมายเหตุ ค่าที่มีอักษร (ก, ข, ค,..) ร่วมก�ำกับไม่แตกต่างกันที่ระดับ ความเชื่อมั่น ๙๕% ที่มา Alderfast, A. A. and co-authors. 2010. World App. Sci. J. 9(1): 49-54.

๒๐


ตารางที่ ๕.๒ (ต่อ) ปุ๋ยที่ใช้๑/

เคมี (๑) อินทรีย์ (๒) ชีวภาพ (๓) ๑+๒ ๑+๓ ๒+๓ ๑+๒+๓

คาร์โบไฮเดรต ในเนื้อเยื่อ (เปอร์เซ็นต์) ๑๓.๓ ๑๒.๐ ๑๑.๖ ๑๕.๐ ๑๔.๐ ๑๓.๕ ๒๑.๐

คง งจ จ ข ขค ค ก

วิตามินซี (มิลลิกรัมต่อ ๑๐กรัม) ๔๒.๗ ๒๘.๔ ๒๙.๐ ๔๔.๗ ๔๑.๑ ๓๘.๐ ๕๒.๒

ข ง คง กข ข กข ก

วิตามินบี ๙ (ไมโครกรัมต่อ ๑๐ กรัม) ๘๕.๐ ๕๕.๐ ๔๐.๐ ๑๒๕.๐ ๑๐๐.๐ ๖๕.๐ ๑๕๕.๐

งจ งจ จ ข ขค งจ ก

๖. ผลของปุย๋ ประเภทต่างๆ ต่อคุณภาพด้านประสาทสัมผัสของพืช ผลงานวิจยั ให้ขอ้ สรุปว่า หากต้องการผลผลิตข้าวทีม่ คี วามหอมและความนุม่ สูงและต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ต้องใช้ จะต้องใช้ปุ๋ย อินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีที่ไม่มีไนโตรเจนหรือมีน้อย แต่มีฟอสฟอรัสและ โพแทสเซียมสูง ตัวอย่างผลงานวิจัยที่ให้ข้อสรุปดังกล่าว คือ ๖.๑ ปุย๋ อินทรียส์ ว่ นใหญ่ (ซึง่ มีไนโตรเจนมากกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม) และปุ๋ยเคมีที่ให้ไนโตรเจนท�ำให้ความนุ่มและความหอมของข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ และข้าวสุพรรณบุรี ๑ ต่ำลง (ยกเว้นกรณีดินมีไนโตรเจนต่ำมาก ซึ่งการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนไม่มากเกินไปจะท�ำให้สมบัติทั้งสองของข้าวสูงขึ้น) ดัง ตัวอย่างผลการทดลองในตารางที่ ๖.๑ และ ๖.๒

๒๑


ตารางที่ ๖.๑ ผลของปุย๋ อินทรียต์ อ่ ผลผลิตและความหอมของข้าวสุพรรณบุรี ๑ ปริมาณไนโตรเจน ในปุ๋ยอินทรีย์ (กก.ไนโตรเจน/ไร่) ๐.๐ ๑๒.๕ ๒๕.๐ ๕๐.๐

ผลผลิตข้าวเปลือก ปริมาณสารหอม (2-AP) (กก./ไร่) ในเมล็ดข้าว (ส่วนในล้านส่วน, ppm) ๒๘๓ ง ๔๕๕ ค ๖๒๔ ข ๘๙๒ ก

๑.๕๙ ข ๑.๗๗ ก ๑.๔๓ ค ๑.๑๕ ง

ที่มา พักตร์เพ็ญ ภูมพิ นั ธ์ และคณะ ๒๕๖๐. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

๒๕: ๒๔๘-๒๕๙. หมายเหตุ (๑) ปุย๋ อินทรียม์ ไี นโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ๔.๓, ๔.๐ และ ๓.๐ ตามล�ำดับ (๒) ในคอลัมน์เดียวกัน ค่าทีม่ อี กั ษรเหมือนกันก�ำกับ ไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น ๙๕%

๖.๒ ความนุม่ ของข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ สูงสุดเมือ่ ข้าวได้รบั ฟอสฟอรัส ในปริมาณที่เริ่มให้ผลผลิตเมล็ดข้าวสูงสุด [ที่มา: อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ และ คณะ ๒๕๔๐. ว.เกษตรศาสตร์ (วิทย.) ๓๑: ๓๖-๕๐.] ๖.๓ ความหอมของข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ สูงสุดเมือ่ ข้าวได้รบั โพแทสเซียม ในปริมาณที่สูงกว่าปริมาณที่ให้ผลผลิตเมล็ดข้าวสูงสุดจนท�ำให้ข้าวให้ผลผลิต เพียง ๘๒ % ของผลผลิตสูงสุด [ทีม่ า: อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ และคณะ ๒๕๔๐. ว.เกษตรศาสตร์(วิทย.) ๓๑: ๑๗๕-๑๙๑.]

๒๒


ตารางที่ ๖.๒ ผลของไนโตรเจนในปุ๋ยเคมีต่อผลผลิต ความหอม และ

ความนุ่มของข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕ ปริมาณไนโตรเจน ผลผลิต คะแนนความหอม คะแนนความนุ่ม ในปุ๋ยเคมี ข้าวเปลือก (กก.ไนโตรเจน/ไร่) (กก./ไร่) ๐ ๕ ๑๕ ๔๕

๕๐๖ ค ๗๒๒ ข ๘๗๒ ก ๔๒๓ ค

๖.๖๐ ก ๖.๖๕ ก ๖.๒๐ ข ๕.๑๐ ค

๗.๓๐ ก ๖.๙๕ กข ๖.๕๕ ข ๕.๕๐ ค

ที่มา อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ และคณะ ๒๕๓๙. ว.เกษตรศาสตร์(วิทย.)

๓๐: ๔๕๘-๔๗๔. หมายเหตุ (๑) ในคอลัมน์เดียวกัน ค่าทีม่ อี กั ษรเหมือนกันก�ำกับไม่แตกต่างกัน ทางสถิตทิ รี่ ะดับความเชือ่ มัน่ ๙๕% (๒) คะแนนความหอมและความนุม่ สูง หมายถึงความหอมและความนุ่มสูง

ใชเรา หรือใชเรารวมกับปุยอินทรีย ไดขาวที่ หอมและนุมกวาใชปุยอินทรียอยางเดียว

ปุย อินทรีย

ขาวขาว ดอกมะลิ

ปุยN-P-K เคมี หอม

นุม

๒๓


๗. ผลของปุย๋ อินทรียแ์ ละปุย๋ เคมีตอ่ ความโปร่งและความแข็งของดิน ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ต่างก็ท�ำให้ดินโปร่งมากขึ้น (มีความหนาแน่น รวมน้อยลง) และมีความแข็งน้อยลง ดังตัวอย่างผลงานวิจัยในตารางที่ ๗.๑ และ ๗.๒ ตารางที่ ๗.๑ ผลของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมักที่ใส่ให้กับข้าวนาน้ำขังเป็นเวลา ๑๑ ปี (โดยไม่เผาตอซังข้าวหรือขนย้ายตอซังข้าวออกจากพืน้ ทีน่ า) ต่อความ โปร่งและความแข็งของดิน ปุ๋ยที่ใส่ ความหนาแน่นรวม ความแข็ง ของดินที่ระดับความลึก ของดินชั้นบน๒/ ๔-๑๐ เซนติเมตร (กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร)๑/ ไม่ใส่ ๑.๖๗ ๒๔.๗ ปุ๋ยเคมี๓/ ๑.๖๐ ๑๙.๖ ปุ๋ยหมัก ๑ ตัน/ไร่/ปี ๑.๖๐ ๑๗.๒ ๑/ ความหนาแน่นรวมต�่ำแสดงว่ามีความโปร่งสูง ๒/ ไม่มีหน่วย ค่าสูงแสดงว่าความแข็งสูง ๓/ ใส่ปุ๋ยเดี่ยวเทียบเท่าปุ๋ยสูตร ๑๖-๘-๘ อัตรา ๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ที่มา ประเสริฐ สองเมือง และคณะ. ๒๕๒๙. รายงานผลการค้นคว้าวิจัย ดินและปุ๋ยข้าว, กลุ่มงานวิจัยดินและปุ๋ยข้าว, กองปฐพีวิทยา, กรมวิชาการเกษตร น. ๓๕๗-๓๖๖.

การที่ปุ๋ยเคมีท�ำให้ดินโปร่งมากขึ้นและแข็งน้อยลงเหมือนกับการใส่ปุ๋ย อิ น ทรี ย ์ ก็ เ นื่ อ งจากปุ ๋ ย เคมี ท�ำให้ พื ช มี ป ริ ม าณตอซั ง และรากมากกว่ า พื ช ที่ ไม่ใส่ปุ๋ย เมื่อไถกลบตอซังจึงท�ำให้ดินมีอินทรียวัตถุมากกว่าแปลงที่ไม่ใส่ปุ๋ย เคมี ส่งผลให้ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีโปร่งมากกว่าและแข็งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับดินที่ ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมี อนึ่ง การที่เกษตรกรบางรายสังเกตพบว่าดินที่ใส่ปุ๋ยเคมี

๒๔


แน่นทึบกว่าและแข็งมากกว่าดินที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งขัดแย้งกับข้อสรุปจาก ผลงานวิจยั ทีก่ ล่าวข้างต้นนีส้ นั นิษฐานได้วา่ เป็นเพราะเกษตรกรเผาตอซังพืช หรือเคลือ่ นย้ายตอซังออกจากแปลงปลูกพืช ซึง่ ท�ำให้ดนิ ทีใ่ ส่ปยุ๋ เคมีไม่เพียง แต่ได้รับซากพืชในปริมาณน้อย คือ จากรากพืช เท่านั้น แต่การเผาตอซังพืช ยังท�ำให้อินทรีย์วัตถุที่มีอยู่แต่เดิมในดินส่วนบนถูกเผาไหม้ไปด้วย ตารางที่ ๗.๒ ผลของปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้กับข้าวโพดเป็นเวลา ๑๐ ปี (โดยไม่ เผาและไม่ขนย้ายตอซังออกจากพื้นที่) ต่อความแน่นทึบของดิน ปุ๋ยที่ใส่

ไม่ใส่ ปุ๋ยเคมี๒/

ความหนาแน่นรวมของดิน (กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร)๑/ ที่ความลึก ที่ความลึก ๒-๘ เซนติเมตร ๑๒-๑๘ เซนติเมตร ๑.๑๗ ๑.๔๘ ๑.๐๔ ๑.๒๓

๑/ ความหนาแน่นรวมต่ำแสดงว่าดินมีความแน่นทึบน้อย ๒/ ใส่ปยุ๋ เดีย่ วอัตราเทียบเท่าปุย๋ สูตร ๑๐-๑๐-๑๐ อัตรา ๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ตอ่ ปี ที่มา Tottao, D.A. 1987. Ph.D. Thesis, Department of Soil Science, Kasetsart University, Bangkok, Thailand. 157p. ใชปุยเคมีโดยไมเผาหรือยายตอซังออก ทำใหดินมีความโปรงมากขึ้นและแข็งนอยลง

ปุยN-P-K เคมี

๒๕


๘. การเกิดมลพิษจากการใช้ปุ๋ยประเภทต่างๆ การผลิตพืชอินทรีย์ ซึ่งห้ามใช้ปุ๋ยเคมี ท�ำให้เกิดมลพิษมากกว่าการผลิต พืชแบบปลอดสารพิษทีม่ กี ารใช้ปยุ๋ ทัง้ สามประเภทอย่างเหมาะสม กล่าวคือท�ำให้ มีการชะล้างไนเตรทจากดินลงสูแ่ หล่งนำ้ มากกว่า มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากกว่า มีความเข้มข้นของไนเตรทในพืชสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่อการมี โลหะหนักในดินจนเกินระดับที่ปลอดภัยมากกว่า ดังตัวอย่างข้อสรุปจากการ วิจัยต่อไปนี้ คือ

มีเทน

ปุย อินทรีย

ไนตรัสออกไซด

มีเทน

ปุย อินทรีย

ปุยอินทรียทำใหจุลินทรียเจริญเติบโตและใชออกซิเจนในดินมากขึ้น ซึ่งทำใหเกิดกาซมีเทนและไนตรัสออกไซดออกมาจากดินมากขึ้น

๘.๑ การปลู ก พื ช อิ น ทรี ย ์ ท�ำให้ มี ก ารชะล้ า งไนเตรทจากดิ น มากกว่ า การปลูกพืชที่มีการใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทอย่างเหมาะสม กล่าวคือ เมื่อคิด ต่อหนึ่งกิโลกรัมของผลผลิตพืช การปลูกพืชอินทรีย์ปลดปล่อยไนเตรทจาก ดินสู่แหล่งน้ำมากกว่า ๒ เท่าของการปลูกพืชที่ใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทอย่าง เหมาะสม [ที่มา: Torstensen, G. and co-authors. 2006. Agron. J. 98: 603-615] ทั้ ง นี้ เ พราะอัตราการปลดปล่อ ยไนโตรเจนจากปุ ๋ ย อิ น ทรี ย ์ ไ ม่ สอดคล้องกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ ท�ำให้ในบางช่วงเวลา ดินมีไนโตรเจนที่ถูกปลดปล่อยออกมาเหลือจากที่พืชดูดใช้มากและถูกเปลี่ยน

๒๖


เป็นไนเตรทแล้วถูกชะล้างออกจากดิน แต่สามารถปรับปริมาณและเวลาการ ใส่ปุ๋ยเคมีให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชได้ [ที่มา: Torstensson, G. and co-authors. 2006. Organic farming increases nitrate leaching from soils under cold temperate conditions. Abstract in 18th World Congress of Soil Science, July 9-15, 2006. Philadelphia, Pennsylvania, USA. งานวิจยั นีท้ �ำการทดลองกับดินเหนียวจัด ดินร่วนปนเหนียว และดินทราย เป็นเวลา ๑๐ ปีหรือมากกว่า] ๘.๒ ปุ๋ยอินทรีย์ท�ำให้มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์จาก ดินมากกว่าปุ๋ยเคมี ทั้งในสภาพน้ำขังและสภาพปลูกพืชบนที่ดอน เพราะ คาร์บอนในปุย๋ อินทรียท์ �ำให้จลุ นิ ทรียเ์ จริญเติบโตและใช้ออกซิเจนมากขึน้ ส่งผล ให้เกิดสภาพขาดออกซิเจนในดินมากขึ้น ซึ่งท�ำให้เกิดก๊าซมีเทนและไนตรัส ออกไซด์ออกมาจากดินมากขึน้ ก๊าซทัง้ สองนีเ้ ป็นก๊าซเรือนกระจกทีอ่ นุภาพท�ำให้ โลกร้อนเป็น ๒๑ และ ๒๗๙ เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ [ทีม่ า: (๑) Stevens, J. and Laughllin, J. 2001. Soil Sci. Soc. Am, J. 65: 1307-1314. (๒) Meng, L. and co-authors. 2005. Biochem. 37: 2037-2045. (๓) Ma, J. and co-authors. 2007. Aus. J. Soil Res. 45(5): 359-367. (๔) Jin, T. and co-authors. 2010. Soil Sci. and Plant Nut. 56: 53-56. (๕) Yang, X and Xiong, Z. 2010. Agriculture, Ecosystem and Environment 137: 308-316.] ๘.๓ เมื่อใส่ปุ๋ยในปริมาณที่ให้ผลผลิตพืชเท่ากัน ปุ๋ยอินทรีย์ท�ำให้มีการ สะสมไนเตรทในผลผลิตพืชมากกว่าปุ๋ยเคมี ดังตัวอย่างผลงานวิจัยในตาราง ที่ ๘.๑ ผลงานวิจัยในตารางที่ ๘.๑ แสดงว่า ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีในปริมาณที่ใช้ใน การทดลองท�ำให้กะหลำ่ ปลีให้ผลผลิตเท่ากัน แต่ผลผลิตกะหลำ่ ปลีทใี่ ส่ปยุ๋ คอก

๒๗


มีไนเตรทสูงกว่ากะหลำ่ ปลีทใี่ ส่ปยุ๋ เคมี ทัง้ นีเ้ พราะไม่สามารถควบคุมให้ปยุ๋ อินทรีย์ ปลดปล่อยไนโตรเจน (ซึ่งถูกเปลี่ยนต่อไปเป็นไนเตรทและถู ก พื ช ดู ด กิ น ) ให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ แต่สามารถปรับปริมาณ และเวลาการใส่ปยุ๋ เคมีให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุได้ อนึ่ง แม้ว่าผลการวิจัยดังกล่าวแสดงว่าผลผลิตกะหล่ำปลีที่ใส่ปุ๋ยหมักมี ไนเตรทต่ำกว่ากะหล่ำปลีที่ใส่ปุ๋ยเคมี แต่กะหล่ำปลีที่ใส่ปุ๋ยหมักให้ผลผลิตต่ำ กว่ากะหล่ำปลีที่ใส่ปุ๋ยเคมีเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเพิ่มอัตราปุ๋ยหมักเพื่อ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจะท�ำให้ผลผลิตพืชมีไนเตรทเพิ่มขึ้น และการลดอัตรา ปุ๋ยเคมีลงเพื่อให้ได้ผลผลิตกะหล่ำปลีที่ใช้ปุ๋ยเคมีเท่ากับกะหล่ำปลีที่ใช้ปุ๋ย อินทรีย์จะท�ำให้ปริมาณไนเตรทในกะหล่ำปลีต่ำลง ดังนั้นการเปรียบปริมาณ ไนเตรทในกะหล่ ำ ปลี ที่ ใ ส่ ปุ ๋ ย หมั ก ในการทดลองนี้ กั บ ปริ ม าณไนเตรทใน กะหล่ำปลีที่ใส่ปุ๋ยเคมีท�ำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ใชฉันพืชมีไนเตรทนอย และมีไนเตรทถูกชะลงสูแหลงน้ำนอย เพราะปรับปริมาณและเวลาที่ใสฉัน ใหสอดคลองกับความตองการ แตละชวงอายุพืชได

เคมี ปุยN-P-K

๒๘


ตารางที่ ๘.๑ ผลของปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีต่อผลผลิตหัวและ ปริมาณไนเตรทในหัวกะหล่ำปลี ปุ๋ยที่ใช้๑/

ผลผลิตหัวกะหล่ำปลี๒/ ปริมาณไนเตรทในหัวกะหลำ่ ปลี๒/ (กก./ตร.ม.) (มก./กก.) ๖.๔๐ ก ๔๐ ก ๕.๗๙ ก ๔๙ ก ๘.๐๖ ข ๑๒๑ ค ๗.๘๖ ข ๗๑ ข

ไม่ใส่ปุ๋ย ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี ๑/ ค�ำนวณจากปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ย โดยตั้งเป้าผลผลิต ๘.๐ ตันต่อไร่ และผลผลิต ๑ ตันต้องใส่ไนโตรเจน ๓.๗๕ กก. ฟอสฟอรัส ๐.๕๗ กก. และโพแทสเซียม ๓.๕๗ กก. ๒/ ค่าที่มีอักษร (ก, ข หรือ ค) เหมือนกันก�ำกับไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ ระดับความเชื่อมั่น ๙๕% ที่มา Zahradnik, A. and Petrikova, K. 2007. Hort. Sci. (PRAGUE) 34: 66-71.

๘.๔ ปุ๋ยอินทรีย์มีความเสี่ยงสูงกว่าปุ๋ยเคมีในการท�ำให้มีการสะสมโลหะ หนักในดิน ซึ่งจะท�ำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคพืชที่ปลูกบนดินนั้น ดัง ตัวอย่างผลงานวิจัยในตารางที่ ๘.๒ ผลงานวิจัยในตารางที่ ๘.๒ แสดงว่า ธาตุตะกั่ว โครเมียม อาร์เซนิค และ ปรอทติดมากับปุ๋ยอินทรีย์เข้าไปสู่พื้นที่ประเทศอังกฤษและเวลส์มากกว่าที่ติด มากับปุ๋ยเคมีและปูนมาก ส่วนแคดเมียมผลการวิจัยไม่ชี้ชัดว่าปุ๋ยอินทรีย์มี ติดมามากหรือน้อยกว่าปุ๋ยเคมีและปูน

๒๙


ตารางที่ ๘.๒ ปริมาณ (ตันต่อปี) ธาตุโลหะหนักที่ดินซึ่งใช้ท�ำการเกษตร ในประเทศอังกฤษและเวลส์ได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ชนิดปุ๋ย ๑. ปุ๋ยอินทรีย์ ๑.๑ ของเสียจาก ครัวเรือน ๑.๒ มูลสัตว์ ๑.๓ ผลพลอย ได้จาก อุตสาหกรรม รวม ๒. ปุ๋ยเคมีและปูน

ตะกั่ว แคดเมียม โครเมียม อาร์เซนิค ปรอท ๙๕

๙๘

มข

๕๒ <๑

๔ <๑

๓๙ ๒๑๐

๑๖ <๑

๑ <๑

>๑๔๗ ๑๓

>๖ ๘

๓๔๗ ๘๑

>๑๖ ๕

>๒ <๑

ที่มา Nicohlson, F.B. และคณะ 1998. Symp. No.25. Proc. 16th World Congr. of Soil Sci., Montpellier, France หมายเหตุ < หมายถึงน้อยกว่า; > หมายถึงมากกว่า; มข หมายถึง ไม่มีข้อมูล

๙. ผลของเกษตรอินทรีย์ต่อสภาวะโลกร้อน หากพิจารณาจากผลทางตรงและทางอ้อม เกษตรอินทรียท์ �ำให้เกิดสภาวะ โลกร้อนมากกว่าเกษตรสากลที่ใช้การปฏิบัติในการผลิตที่ดี (GAP: Good Agricultural Practices) อธิบายโดยย่อได้ดงั นี้ คือ จากการตรวจรายงานการวิจยั คุณลอเรนซ์ จี สมิธ และคณะ (๒๕๖๒) [ทีม่ า: Smith, L. G. and co-authors. 2019. NATURE COMMUNICATIONS (2019)

๓๐


10: 4641 | https://doi.org/10.1038/s41467-019-12622-7 | www.nature.com/ naturecommunications] พบว่า เมือ่ เทียบกับเกษตรสากล ปริมาณก๊าซเรือนกระจก รวมส�ำหรับแต่ละระบบการผลิตทีป่ ลดปล่อยโดยเกษตรอินทรียบ์ างกรณีสงู กว่า บางกรณีต�่ำกว่า ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ผลิต แต่เมื่อค�ำนวณโดยรวมปริมาณ ก๊าซเรือนกระจกทีป่ ลดปล่อยจากการเพิม่ พืน้ ทีเ่ กษตร โดยน�ำพืน้ ทีป่ า่ มาท�ำการ เกษตรมากขึน้ เพือ่ เพิม่ ปริมาณผลผลิตชดเชยปริมาณผลผลิตทีล่ ดลงเนือ่ งจาก เปลี่ยนการผลิตพืชแบบเกษตรสากลเป็นการผลิตแบบอินทรีย์เพื่อให้มีอาหาร เลีย้ งโลกได้เท่ากับการผลิตด้วยระบบเกษตรสากลด้วย ปรากฏว่า เกษตรอินทรีย์ ท�ำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทัง้ โลกมากกว่า ปริมาณก๊าซเรือน กระจกรวมแต่ละระบบการผลิตที่กล่าวข้างต้นค�ำนวณจากปริมาณก๊าซเรือน กระจกทีด่ นิ ปลดปล่อยโดยตรงและทีเ่ กิดจากการใช้พลังงานฟอสซิลในกิจกรรม ทีเ่ กีย่ วข้องกับการผลิต (เช่น น�ำ้ มันในการเตรียมดิน นำ�้ มันในการผลิตปุย๋ ) ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ที่พืชดูด และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ ลดลงเนื่องจากดินดูดยึดสารอินทรีย์ในปุ๋ยอินทรีย์ที่ใส่ ระจก

เกษตรอินทรีย ทําใหเกิดการปลดปลอย กาซเรือนกระจกรวมทั้งโลกมากกวา การผลิตดวย เกษตรสากล

กาซเรือนก

เกษตรอ

ินทรีย

กาซเรือน

กระจก

เกษตรสากล

๓๑


๑๐. ผลของเกษตรอินทรีย์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพ แม้ผลงานวิจยั จะแสดงว่า พืน้ ทีเ่ กษตรอินทรียม์ คี วามหลากหลายทางชีวภาพ สูงกว่าพืน้ ทีเ่ กษตรสากล คณะนักวิจยั ทีก่ ล่าวถึงในข้อ ๙ ชีใ้ ห้เห็นว่า เกษตรสากล ซึ่งช่วยให้เหลือพื้นที่ไว้เป็นพื้นที่ป่ามากกว่าเพราะให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า เกษตรอินทรีย์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวมทัง้ โลกมากกว่า เกษตรอินทรีย์ เกษตรสากลชวยใหเหลือพื้นที่ไว เปนพื้นที่ปามากกวา ลผลิ ผ เพราะให ตตอไรสูงกวาเกษตรอินทรีย จะชวยใหเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ โดยรวมทั้งโลก มากกวาเกษตรอินทรีย

ปุย ชีวภาพ ปุย อินทรีย

ปุยN-P-K เคมี

๑๑. ประสบการณ์ของเกษตรกรกับดินเสือ่ มจากการท�ำเกษตรอินทรีย์ แม้ว่าเปอร์เซ็นต์พื้นที่ใช้ท�ำเกษตรอินทรีย์ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นตลอดมาจน เกือบถึง ๖% ของพืน้ การเกษตรในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ แต่เปอร์เซ็นต์พนื้ ทีเ่ กษตร อินทรียใ์ นสกอตแลนด์ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สกอตแลนด์มี พืน้ ทีเ่ กษตรอินทรียเ์ กือบ ๘% หลังจากนัน้ จ�ำนวนพืน้ ทีล่ ดลงอย่างรวดเร็ว จนใน ปี ๒๕๕๘ พืน้ ทีเ่ กษตรอินทรียใ์ นสกอตแลนด์เหลือเพียง ๒.๓% [ทีม่ า: Scottish Government. 2016. Organic Farming in Scotland, 2015 Statistics. Statistics Publication ISBN: 9781786523082.] นอกจากนัน้ พืน้ ทีเ่ กษตรอินทรียใ์ น

๓๒


สหราชอาณาจักรลดลง ๒๘.๒% ในช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๖๐ จากการสัมภาษณ์เกษตรกรในสหราชอาณาจักรที่เลิกท�ำเกษตรอินทรีย์ คุณซูซานนา รัสตินพบว่า มีหลายสาเหตุทที่ �ำให้เกษตรกรเลิกท�ำเกษตรอินทรีย์ และสาเหตุหนึง่ คือ ดินเสือ่ ม [ทีม่ า: Rustin, S. 2015. Why are organic farmers across Britain giving up? The Guardian. https://www.theguadian.com/ environment/2015/mar/14/why-are-organic-farmers-across-britain-givingup, 22 February 1976, 14 March 2015.] เกษตรอินทรีย แมทำใหดินรวนซุยมากขึ้น แตสมบัติทางดาน ความเหมาะสมตอการ เจริญเติบโตของพืช โดยรวมเสื่อมลง

ไดรับ สูญเสียธาตุอาหาร ธาตุอาหาร

การเสื่อมของดินจากการท�ำเกษตรอินทรีย์เป็นสิ่งที่สามารถอธิบายให้ เห็นได้วา่ จะเกิดขึน้ ไม่ชา้ ก็เร็ว เพราะปริมาณธาตุอาหารพืชในดิน โดยเฉพาะ ธาตุปยุ๋ (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม) จะเปลีย่ นไปมากขึน้ ๆ เมือ่ เวลาทีใ่ ช้ทดี่ นิ ท�ำเกษตรอินทรียน์ านขึน้ จนท�ำให้ปริมาณธาตุอาหารบางชนิด สูงเกินไป ขณะทีป่ ริมาณธาตุอาหารอืน่ บางชนิดต�ำ่ เกินไปส�ำหรับการเจริญเติบโต ของพืช (หรือกล่าวว่า ธาตุอาหารพืชในดินเสียสมดุล) เนือ่ งจาก: (๑) ปริมาณ ธาตุอาหารที่ดินได้จากปุ๋ยไม่เท่ากับปริมาณที่สูญเสียไปจากดินโดยติดไปกับ ผลผลิตทีน่ �ำออกจากพืน้ ที่ โดยบางธาตุดนิ ได้รบั น้อยกว่าทีส่ ญ ู เสีย แต่บางธาตุ

๓๓


ดินได้รบั มากกว่าทีส่ ญ ู เสีย และ (๒) แม้ปยุ๋ อินทรียแ์ ละปุย๋ ชีวภาพชนิดต่างๆ จะให้ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในอัตราส่วนที่ต่างกัน แต่ อัตราส่วนดังกล่าวต่างกันน้อยมาก ซึ่งท�ำให้การปรับเปลี่ยนชนิดปุ๋ยที่ใช้ ไม่สามารถท�ำให้ปริมาณธาตุอาหารทัง้ สามมีอตั ราส่วนทีเ่ หมาะสมได้ ต่างกับ ปุย๋ เคมีซงึ่ มีอตั ราส่วนระหว่างปริมาณธาตุอาหารชนิดต่างๆ กว้างมาก หรือมี เพียงธาตุเดียว (ซึง่ เรียกว่าแม่ปยุ๋ ) ท�ำให้สามารถใช้ชว่ ยปรับอัตราส่วนระหว่าง ปริมาณของธาตุอาหารชนิดต่างๆ ในดินให้เหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิดได้ ข้อด้อย ของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพดังกล่าว ท�ำให้ดินที่ใช้ในการท�ำเกษตรอินทรีย์ (ซึ่งห้ามใช้ปุ๋ยเคมี) ติดต่อกันจะสูญเสียความสมดุลของธาตุอาหารพืชไม่ช้า ก็เร็ว ซึ่งท�ำให้ผลผลิตพืชหรือคุณภาพ หรือทั้งสองอย่างต�่ำลง (เช่น อ้อยมี ความหวานต�่ำแม้ผลผลิตสูง ไม้ผลให้ทั้งผลผลิตและคุณภาพต�่ำลง) จึงกล่าว ได้ว่า เกษตรอินทรีย์ท�ำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเสื่อม แม้สมบัติทาง กายภาพดีขึ้นก็ตาม

๑๒. ตัวอย่างวิธีการวิจัยและการแปลความหมายผลการวิจัยที่ท�ำให้ เข้าใจผิดว่าเกษตรอินทรียด์ กี ว่าเกษตรแบบอืน่ ๑๒.๑ การทดลองของ Zahradnik and Petrikova (2007) การทดลองนีเ้ ปรียบเทียบผลของปุย๋ หมัก ปุย๋ คอก และปุย๋ เคมี โดยใช้ปยุ๋ แต่ละชนิดในปริมาณทีค่ าดว่าจะให้ผลผลิตเท่ากับปุย๋ ชนิดอืน่ ๆ ผลการทดลอง (ตารางที่ ๘.๑)แสดงว่า ปุย๋ คอกและปุย๋ เคมีให้ผลผลิตกะหล�ำ่ ปลีเท่ากัน แต่สงู กว่าปุย๋ หมัก กะหล�ำ่ ปลีทใี่ ส่ปยุ๋ หมักมีไนเตรทตำ�่ กว่ากะหล�ำ่ ปลีทใี่ ส่ปยุ๋ เคมี แต่ กะหล�ำ่ ปลีทไี่ ด้รบั ปุย๋ คอกมีไนเตรทมากเป็น ๑.๗ เท่าของไนเตรทในกะหลำ�่ ปลี ทีใ่ ส่ปยุ๋ เคมี หากแปลความหมายผลการทดลองข้างต้นจากปริมาณไนเตรทเพียงอย่าง เดียว ไม่พจิ ารณาผลผลิตพืชประกอบ จะท�ำให้สรุปว่าปุย๋ หมักให้กะหล�ำ่ ปลีทมี่ ี

๓๔


ไนเตรทต�ำ่ กว่าปุย๋ เคมี อย่างไรก็ตาม เนือ่ งจากปุย๋ ทีท่ �ำให้ผลผลิตสูงขึน้ ท�ำให้ ปริมาณไนเตรทในกะหล�่ำปลีสูงขึ้นด้วย การเปรียบระหว่างพืชที่ใส่ปุ๋ยหมัก กับพืชที่ใส่ปุ๋ยเคมี (พืชในกรณีแรกให้ผลผลิตต�่ำกว่ากรณีหลัง) จึงเป็นสิ่งที่ ไม่ชอบด้วยเหตุผล ท�ำให้ได้ขอ้ สรุปทีไ่ ม่สอดคล้องกับข้อสรุปจากการเปรียบเทียบ ระหว่างพืชที่ใส่ปุ๋ยคอกกับพืชที่ใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งให้ผลผลิตเท่ากัน ที่ให้ข้อสรุปว่า ปุย๋ อินทรียใ์ ห้ผลผลิตพืชทีม่ ไี นเตรทมากกว่าพืชทีใ่ ส่ปยุ๋ เคมี วิธีวิจัยที่ไมเหมาะสม หรือ การแปลความหมายผลการวิจัย ที่ผิดหลักวิชาการ ทำใหสรุปผิดวา เกษตรอินทรียดีกวา เกษตรแบบอื่น

วิธี วิจัย

ผลการวิจัย

๑๒.๒ การทดลองของพักตร์เพ็ญและคณะ (๒๕๕๙) ผลการทดลองในตารางที่ ๑๒.๑ แสดงว่าปุย๋ อินทรียท์ ใี่ ส่ในปริมาณทีใ่ ห้ ไนโตรเจนเท่ากันกับปุย๋ เคมีทใี่ ส่ (๑๕ กก.ไนโตรเจนต่อไร่) ให้เมล็ดข้าวทีม่ ี ความหอมสูงกว่าปุย๋ เคมี แต่ให้ผลผลิตเมล็ดข้าวและปริมาณไนโตรเจนทีข่ า้ ว ดูดกิน(ประเมินจากไนโตรเจนในส่วนเหนือดิน)น้อยกว่าปุย๋ เคมี เนือ่ งจากมีรายงานผลการวิจยั ทีแ่ สดงว่า การให้ไนโตรเจนแก่ขา้ วมากขึน้ ท�ำให้เมล็ดข้าวมีความหอมตำ�่ ลง (ตารางที่ ๑๒.๒) ซึง่ ชีแ้ นะว่า หากเพิม่ ปุย๋ อินทรีย์จนท�ำให้ได้ผลผลิตเท่ากับปุ๋ยเคมีจะท�ำให้ความหอมของข้าวต�่ำกว่าที่ ปรากฏในการทดลองนี้ ฉะนัน้ หากแปลความหมายผลและสรุปผลการวิจยั ด้วย

๓๕


การเปรียบเทียบความหอมทีพ่ บในการทดลองข้างต้น โดยไม่พจิ ารณาปริมาณ ไนโตรเจนทีพ่ ชื ดูดกินประกอบ จะท�ำให้สรุปว่าปุย๋ อินทรียใ์ ห้ขา้ วทีม่ คี วามหอม สูงกว่าปุย๋ เคมี ซึง่ เป็นการสรุปทีไ่ ม่ชอบด้วยเหตุผล และอาจท�ำให้เกิดความ เชือ่ ทีผ่ ดิ ว่า การผลิตพืชอินทรียด์ กี ว่าการผลิตพืชทีใ่ ช้ปยุ๋ เคมีในแง่ความหอม ของข้าว ตารางที่ ๑๒.๑ ผลของปุย๋ อินทรียแ์ ละปุย๋ เคมีตอ่ ผลผลิต ปริมาณไนโตรเจน ในส่วนเหนือดินของต้นข้าว และความหอมของเมล็ดข้าวพันธุส์ พุ รรณบุร๑ี ปุ๋ยที่ใช้

ผลผลิต ข้าวเปลือก๒/ (กก./ไร่)

ไนโตรเจนใน ส่วนเหนือดิน ของต้นข้าว๒/ (มก./กก.) ๓.๙๕ ค ๗.๗๕ ก

ปริมาณสารหอมในเมล็ด (จ�ำนวนหน่วยน�้ำหนัก สาร 2-AP ใน ๑ ล้าน หน่วยน�้ำหนัก)๒/ ๑.๕๙ กข ๑.๔๖ ข

ไม่ใส่ปุ๋ย ๒๘๓ ค ๑/ ปุ๋ยเคมี ๕๓๒ ก ปุ๋ยอินทรีย์ ๔๕๕ ข ๔.๗๙ ข คุณภาพสูง๑/ ๑/ ใส่ในอัตราที่ให้ไนโตรเจนทั้งหมด ๑๕ กก./ไร่

๑.๗๗ ก

๒/ ค่าที่มีอักษรร่วมก�ำกับไม่แตกต่างกันที่ความเชื่อมัน ๙๕% ที่มา พักตร์เพ็ญและคณะ (๒๕๕๙) วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒๔: ๗๕๓-๗๖๕.

๓๖


ตารางที่ ๑๒.๒ ผลของไนโตรเจนในปุย๋ ต่อผลผลิตเมล็ดและความหอม ของเมล็ดข้าวขาวดอกมะลิ ๑๐๕๑/ ปริมาณไนโตรเจนในปุ๋ยที่ใส่ ผลผลิตข้าวเปลือก๒/ คะแนนความหอม๒/ (กก./ไร่) (กก.ไนโตรเจน/ไร่) ๐.๐ ๕๐๖ ค ๖.๖๐ ก ๕.๐ ๗๒๒ ข ๖.๖๕ ก ๑๕.๐ ๘๗๒ ก ๖.๒๐ ข ๔๕.๐ ๔๒๓ ค ๕.๑๐ ค ๑/ ค่าที่มีอักษรก�ำกับต่างกันไม่แตกต่างกันที่ความเชื่อมัน ๙๕%

๒/ คะแนนสูงหมายถึงความหอมสูง ที่มา Suwanarit and co-authors. 1996. Kasetsart J. (Nat. Sci.) 30: 458–474.

๑๓. การปลูกพืชทีด่ กี ว่าการปลูกพืชอินทรีย์ และปัญหาด้านการคุม้ ครอง ผู้บริโภคที่เกิดจากพืชอินทรีย์ ผลการวิจยั ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การผลิตพืชอินทรีย์ ซึง่ ไม่ใช้สารเคมี รวมทัง้ ไม่ใช้ปยุ๋ เคมี เป็นการผลิตทีท่ �ำให้ตน้ ทุนการผลิตต่อหน่วยผลผลิตสูงกว่า ท�ำให้พชื ถูกโรคและแมลงรบกวนมากกว่า ให้ผลผลิตทีม่ คี ณ ุ ภาพด้านโภชนาการ และด้านประสาทสัมผัสตำ่ กว่า และมีความเสีย่ งต่อการท�ำให้เกิดมลพิษมากกว่า มีความเสี่ยงด้านดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์สูงกว่า เมื่อเทียบกับระบบการ ผลิตที่ใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทร่วมกันอย่างเหมาะสมกับดินแต่ละแห่งและพืช แต่ละชนิด แต่พืชอินทรีย์มีข้อดีในเรือ่ งการปลอดสารพิษตกค้างจากสารเคมี ป้องกันก�ำจัดศัตรูพชื ดังนัน้ จึงควรผลิตพืชโดยมีการปฏิบตั ทิ รี่ วมข้อดีของการ ผลิตพืชอินทรีย์และข้อดีของการใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทอย่างเหมาะสมกับดิน แต่ละแห่งและพืชแต่ละชนิด การผลิตพืชแบบนีก้ ค็ อื การผลิตพืชทีไ่ ม่ใช้สารเคมี

๓๗


ป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชแต่มีการใช้ปยุ๋ เคมีรว่ มกับปุย๋ อินทรียแ์ ละปุย๋ ชีวภาพอย่าง เหมาะสม ซึง่ น่าจะเรียกว่า “การผลิตพืชปลอดสารพิษ” หรือหากจ�ำเป็นต้อง ใช้สารเคมีปอ้ งกันก�ำจัดศัตรูพชื ก็ควรท�ำการผลิตโดยใช้สารเคมีปอ้ งกันก�ำจัด ศัตรูพชื ตามหลักวิชาการร่วมกับการใช้ปยุ๋ ทัง้ สามประเภทร่วมกันอย่างเหมาะสม ซึง่ น่าจะเรียกว่า “การผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษ” การผลิตพืชแบบหลังนีใ้ ช้ การปฏิบตั ทิ างการเกษตรทีด่ ี (GAP: Good Agricultural Practices) ซึง่ องค์การ อาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ให้การสนับสนุน การผลิตพืช แบบนี้จะต้องใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชโดยมีการปฏิบัติที่ท�ำให้ผลผลิต พืชมีสารพิษตกค้างจากสารเคมีปอ้ งกันก�ำจัดศัตรูพชื อยูไ่ ม่เกินระดับทีป่ ลอดภัย ส�ำหรับผูบ้ ริโภค ไมมีวิธีที่ตรวจพิสูจนผลผลิตที่อางวาเปนพืชอินทรีย ซึ่งเปดชองใหมีการหลอกลวง ที่กฎหมายไมสามารถคุมครองผูบริโภคได แตพืชปลอดสารพิษ และพืชปลอดภัยจากสารพิษ ตรวจพิสูจนได

แอบใสฉัน

พืชอินทรีย

พืชปลอดภัย จากสารพิษ

ปุย ชีวภาพ ปุย อินทรีย

ปุยเคมี

ดังนั้นส�ำหรับพื้นที่ที่ผลิตพืชได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรู พืชจึง ควรผลิ ต พื ช ปลอดสารพิษแทนการปลูกพื ช อิ น ทรี ย ์ อย่ า งไรก็ ต าม การผลิตพืชในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจ�ำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกัน

๓๘


ก�ำจัดศัตรูพืช จึงควรใช้การผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษกับพื้นที่เหล่านี้ อนึ่ง การผลิตพืชปลอดสารพิษและการผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษเป็น การผลิตที่สามารถผสมผสานการใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทในแบบที่จะช่วยลด การท�ำลายพืชโดยโรคและแมลงได้ ซึ่งท�ำให้มีความจ�ำเป็นที่จะต้องท�ำการ ก�ำจัดโรคและแมลงน้อยลงอีกด้วย การผลิตพืชอินทรีย์ไม่เพียงจะด้อยกว่าการผลิตพืชปลอดสารพิษส�ำหรับ พื้ น ที่ ที่ ไ ม่ จ�ำเป็ น ต้ อ งใช้ ส ารเคมี ป ้ อ งกั น ก�ำจั ด ศั ต รู พื ช และการผลิ ต พื ช ปลอดภัยจากสารพิษส�ำหรับพื้นที่ที่จ�ำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรู พืชดังที่กล่าวข้างต้น แต่ยังไม่มีวิธีตรวจพิสูจน์ว่าผลผลิตที่อ้างว่าเป็นผลผลิต พืชอินทรีย์เป็นผลผลิตพืชที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีจริงหรือไม่อีกด้วย ในขณะที่ผลผลิต พืชปลอดสารพิษและพืชปลอดภัยจากสารพิษสามารถตรวจพิสูจน์ได้ด้วยการ ตรวจปริมาณสารพิษในผลผลิตเหล่านั้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการผลิตพืช อินทรีย์มีข้อเสียทั้งในด้านวิชาการและในด้านสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่จะท�ำให้ การเกษตรของประเทศหลงทาง แต่ยังจะท�ำให้เกิดปัญหาด้านสังคมจากการที่ การผลิตพืชอินทรีย์เปิดช่องทางให้ผู้บริโภคถูกหลอกโดยกฎหมายไม่สามารถ คุ้มครองได้อีกด้วย เพราะอาจมีผู้น�ำผลผลิตพืชที่ผลิตโดยมีการใช้ปุ๋ยเคมีมา จ�ำหน่ายโดยอ้างว่าเป็นผลผลิตพืชอินทรีย์ได้โดยอาศัยช่องโหว่จากการที่ไม่มี วิธีตรวจพิสูจน์ว่าผลผลิตนั้นได้จากการปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมีหรือไม่

๓๙


บทความ

๑๔. ภาคผนวก

ความเชื่อที่ผิดและความเข้าใจผิดจากผลการวิจัย เกี่ยวกับความหอมและความนุ่มของข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เทียบกับข้าวที่ใส่ปุ๋ยเคมี อำ�น�จ สุวรรณฤทธิ์ิ 1 ปัจจุบันได้เกิดกระแสคว�มเชื่อและคว�ม เข้�ใจผิดที่เกิดจ�กก�รแปลคว�มหม�ยและก�ร สรุปผลก�รวิจัยที่ไม่ถูกหลักวิช�ก�รว่�ข้�วอินทรีย์ (ปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี) และปุ๋ยอินทรีย์ ทำ�ให้ ข้�วหอมมีคว�มหอมและคว�มนุ่ม สูงกว่�ข้�ว ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี เกี ่ ย วกั บ เรื ่ อ งนี ้ ม ี ต ั วอย่ �ง ผลง�นวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ งและคำ � อธิ บ �ยประกอบ ที่แสดงว่� กระแสความเชื ่ อ และความเข้ าใจ ดังกล่าวไม่ถูกต้อง ดังนี้ 1. ก�รให้ธ�ตุไนโตรเจนแก่ข้�ว ไม่ว่�จะ ด้วยก�รใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือใส่ปุ๋ยเคมี ทำ�ให้คว�ม หอมและคว�มนุ่มของข้�วหอม (ข้�วข�วดอกมะลิ -105 และข้�วสุพรรณบุรี-1) ลดลง ยิ่งใส่ปุ๋ย ปริม�ณม�ก คว�มหอมและคว�มนุ่มยิ่งลดลงม�ก (อำ�น�จ และคณะ, 2539; พักตร์เพ็ญ และคณะ, 2560) 2. ก�รให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทำ�ให้คว�มหอม และคว�มนุ่มของข้�วข�วดอกมะลิ-105 สูงขึ้น ยิ่งใส่ปุ๋ยม�ก คว�มหอมและคว�มนุ่มยิ่งสูงขึ้นม�ก จนถึงที่ปริม�ณปุ๋ยที่ใกล้จะให้ผลผลิตข้�วเปลือก สูงสุด [อำ�น�จ และคณะ, 2540a (ก�รทดลองนี้ ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและโพแทสเซียมในปริม�ณที่เริ่ม ให้ผลผลิตสูงสุด)] 1

1

๔๐

3. ก�รให้ป๋ยุ โพแทสเซียมทำ�ให้คว�มหอม และคว�มนุ่มของข้�วข�วดอกมะลิ - 105 สูงขึ้น ยิ่งใส่ปุ๋ยม�ก คว�มหอมและคว�มนุ่มยิ่งสูงขึ้นม�ก แม้ปริม�ณปุ๋ยที่ใส่ม�กกว่�ปริม�ณที่เริ่มให้ผลผลิต ข้�วเปลือกสูงสุดแล้วก็ต�ม ซึ่งทำ�ให้จะต้องใส่ ปุ๋ ย โพแทสเซี ย มในปริ ม �ณที่ ม �กกว่ � ปริ ม �ณที่ เริ่มให้ผลผลิตข้�วเปลือกสูงสุด ห�กต้องก�รข้�ว ที่มีคว�มหอมและคว�มนุ่มสูงม�ก [อำ�น�จ และ คณะ, 2540b (ก�รทดลองนี้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและ ฟอสฟอรัสในปริม�ณที่เริ่มให้ผลผลิตสูงสุด)] 4. ข้อสรุปในข้อ 1-3 ชี้ให้เห็นว่�ปุ๋ย อินทรีย์ส่วนใหญ่ (ยกเว้นมูลค้�งค�ว) ทำ�ให้ข้�วมี คว�มหอมและคว�มนุ่มต่ำ�ลง ยิ่งใส่ปุ๋ยม�ก คว�ม หอมและคว�มนุ่มยิ่งต่ำ�ลงม�ก เพร�ะปุ๋ยอินทรีย์ ส่ ว นใหญ่ มี ไ นโตรเจนม�กกว่ � ฟอสฟอรั ส และ โพแทสเซียม ตรงกันข้�ม ห�กเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่ ไม่มีไนโตรเจนอยู่เลยหรือมีน้อย แต่มีฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมม�ก ก�รใส่ปุ๋ยก็จะทำ�ให้ข้�วมี คว�มหอมและคว�มนุ่มสูงขึ้น ยิ่งใส่ปุ๋ยนี้ม�ก คว�มหอมและคว�มนุ่มจะยิ่งเพิ่มขึ้นม�ก ดังนั้น คว�มเชื่อและข้อสรุปจ�กผลก�รวิจัยที่ว่� ข้�ว อินทรีย์และข้�วที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์มีคว�มหอมและ นุ่มสูงกว่�ข้�วที่ใส่ปุ๋ยเคมี จึงไม่ถูกต้อง

ศ�สตร�จ�รย์เกียรติคุณ ดร., ข้�ร�ชก�รบำ�น�ญและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ, ภ�ควิช�ปฐพีวิทย� คณะเกษตร มห�วิทย�ลัย เกษตรศ�สตร์ จตุจักร กทม.

วารสารดินและปุ๋ย ปีที่ 38 เล่มที่ 1-4 พ.ศ. 2559


๔๑


๔๒


บทความ

แนวทางผ่าทางตันของปุ๋ยชีวภาพ อ�านาจ สุวรรณฤทธิ​ิ์ 1 นักวิชาการทราบกันมาราวครึ่งศตวรรษ แล้วว่าปุ๋ยชีวภาพมีศักยภาพสูง และส่วนใหญ่มี ต้นทุนการใช้ต�่า แต่ท�าไมเกษตรกรทั้งในประเทศ ไทยและในต่างประเทศ ไม่น�าไปใช้ในการผลิตพืช กันกว้างขวางเท่าที่ควร เมื่อ 20-30 ปีก่อน วิศวกร รายหนึง่ สนใจทีจ่ ะผลิตปุย๋ ชีวภาพจ�าหน่าย (เพราะ ว่า ณ เวลานั้น กระแสความศรัทธาในปุ๋ยชีวภาพ แรงมาก) มาขอค�าปรึกษาผู้เขียนว่าเขาควรจะท�า ปุ๋ยชีวภาพขายไหม ผู้เขียนได้ให้ความเห็นว่า ไม่ แนะน�าให้ทา� พร้อมอธิบายว่าเพราะ (ณ เวลาทีม่ า ขอค�าปรึกษา) กิจการผลิตปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสม ในแง่ผู้ผลิตคือกิจการที่ท�าในแบบ “ตีหัวเข้าบ้าน” เหตุผลที่ให้ค�าแนะน�าดังกล่าว คือ ปุย๋ ชีวภาพมีปจั จัยและสภาพทีเ่ ป็นเงือ่ นไข หลายประการที่จะท�าให้การใช้ปุ๋ยได้ผลดี ตัวอย่าง ปัจจัยและสภาพที่เป็นเงื่อนไขที่นักวิชาการทราบ แล้ว คือ (ก) ดินต้องไม่มีจุลินทรีย์ชนิดเดียวกับ จุลินทรีย์ที่ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพจ�านวนมาก เช่น ใน กรณีปุ๋ยชีวภาพเอไมคอร์ไรซา ดินต้องไม่มีเชื้อรา เอไมคอร์ไรซา หรือมีอยู่ไม่มาก ถึงระดับที่จะท�า ให้การใส่เชื้อราเอไมคอร์ไรซาที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่แสดงผลดี (ข) สิ่งแวดล้อมเหมาะสมต่อการเจริญ

เติบโตและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในปุ๋ยชีวภาพนั้น หรือไม่ เช่น ดินมีฟอสฟอรัสมากเกินไปหรือไม่ ใน กรณีปุ๋ยชีวภาพเอไมคอร์ไรซา ดินมีไนโตรเจนมาก เกินไปหรือไม่ ในกรณีสาหร่ายสีเขียวแกมน�้าเงิน และจุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจนแบบอิสระ (ค) ดินมีธาตุอาหารอืน่ ๆ ทีน่ อกเหนือจาก ธาตุที่จุลินทรีย์ในปุ๋ยจะช่วยเพิ่มให้แก่พืชเพียงพอ หรือไม่ เช่น ดินมีธาตุอาหารไม่ใช่ไนโตรเจนมาก พอหรือไม่ในกรณีปุ๋ยชีวภาพที่ตรึงไนโตรเจน และ (ง) ใช้ปุ๋ยชีวภาพนั้นซ�้าในที่เดิม ให้ผล คุม้ ค่าหรือไม่ เช่น เมือ่ มีการใช้ปยุ๋ ชีวภาพแบคทีเรีย ตรึงไนโตรเจนแบบอิสระแล้วการใช้ซ�้าในฤดูถัดไป จะให้ผลคุ้มค่าหรือไม่ พื้นที่แต่ละแห่งมีปัจจัยและสภาพที่เป็น เงื่ อ นไขที่ ก ล่ า วข้ า งต้ น แตกต่ า งกั น มาก ท� าให้ การใช้ปุ๋ยชีวภาพได้ผลดีในบางพื้นที่ แต่ไม่ได้ ผลในบางพื้นที่ จึงมีความจ�าเป็นที่จะต้องทราบ ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น และยังจะต้องท�าการวิจัย อีกมากจึงจะท�าให้ได้ข้อมูลดังกล่าว ดังนั้นการให้ ค�าแนะน�าการใช้ปุ๋ยชีวภาพ (ณ เวลานั้น) จึงเป็น แบบ “เหวีย่ งแห” เพราะไม่สามารถระบุปจั จัยและ สภาพที่เป็นเงื่อนไขที่จะท�าให้การใช้ปุ๋ยได้ผลดี (ยกเว้นกรณีเชื้อไรโซเบียม) ส่งผลให้การใช้ปุ๋ย ให้ ผลดีเฉพาะบางพื้นที่ แต่ท�าให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร., ข้าราชการบ�านาญและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลาดยาว จตุจักร กทม.10900

1

วารสารดินและปุ๋ย ปีที่ 39 เล่มที่ 1 พ.ศ. 2560

81

๔๓


บทความ

๔๔

82

สูงขึ้นโดยผลผลิตไม่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ท�าให้ เกษตรกรสับสน ลังเลที่จะใช้ปุ๋ยดังกล่าว และเลิก สนใจปุ๋ยชีวภาพในที่สุด ปัจจุบันนี้ หากใครถามผู้เขียนเหมือนกับ วิศวกรที่กล่าวข้างต้น ผู้เขียนก็ยังต้องให้ค�าตอบ แบบเดียวกับที่กล่าวมา แม้เวลาได้ผ่านมามากกว่า 20 ปีแล้ว ดังนั้น อนาคตของปุ๋ยชีวภาพจึงฝากไว้ กับความสามารถของนักวิจัย ในการผ่าทางตัน

วารสารดินและปุ๋ย ปีที่ 39 เล่มที่ 1 พ.ศ. 2560

ด้วยการท�าการวิจัยปัจจัยและสภาพที่เป็นเงื่อนไข ที่จะท�าให้การใช้ปุ๋ยได้ผลคุ้มค่า โดยเฉพาะปัจจัย และสภาพที่กล่าวเป็นตัวอย่างในข้อ ก - ง เป็น จุดเน้น แล้วแนะน�าให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพ แต่ละชนิดเฉพาะพื้นที่ที่มีปัจจัย และสภาพที่เอื้อ ต่อการใช้ปุ๋ยชีวภาพเท่านั้น ซึ่งค�าแนะน�าแบบนี้ เป็นค�าแนะน�าท�านองเดียวกับค�าแนะน�าใช้ปุ๋ยเคมี ตามค่าวิเคราะห์ดิน


ประวัติผู้เชียน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อ�ำนาจ สุวรรณฤทธิ์ เกิดวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้รบั ปริญญากสิกรรมและสัตวบาล บัณฑิต (เกียรตินยิ ม) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาปฐพีวทิ ยาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลอัพพอนไทน์ ประเทศอังกฤษ รับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตลอดอายุการท�ำงานมีผลงานทางวิชาการ ๒๑๖ เรื่อง เคยด�ำรงต�ำแหน่งหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา ประธานสภาข้าราชการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอุปนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เกษียณอายุราชการ ในต�ำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ หลังเกษียณอายุราชการได้รับ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ


ปลูกพืชอินทรีย

พื้นที่สวนใหญทำไมได พืชไมมีสารพิษ พืชที่ไดมีตนทุนสูง เปนมิตรตอสิ่งแวดลอมนอย พืชมีคุณภาพดานโภชนาการและ ประสาทสัมผัสต่ำ พืชมีไนเตรทและธาตุโลหะหนักสูง ปรับปุยใหพืชตานทานโรคและแมลงไมได ตรวจพิสูจนผลผลิตไมได

ปลูกพืชปลอดสารพิษ

พื้นที่สวนใหญทำไมได พืชไมมีสารพิษ พืชที่ไดมีตนทุนต่ำ เปนมิตรตอสิ่งแวดลอมมาก พืชมีคุณภาพดานโภชนาการและ ประสาทสัมผัสสูง พืชมีไนเตรทและธาตุโลหะหนักต่ำ ปรับปุยใหพืชตานทานโรคและแมลงได ตรวจพิสูจนผลผลิตได

ปลูกพืช ปลอดภัยจากสารพิษ

ทำไดทุกพื้นที่ พืชมีสารพิษไมเกินระดับปลอดภัย พืชที่ไดมีตนทุนต่ำ เปนมิตรตอสิ่งแวดลอมมาก พืชมีคณ ุ ภาพดานโภชนาการและประสาทสัมผัสสูง พืชมีไนเตรทและธาตุโลหะหนักต่ำ ปรับปุยใหพืชตานทานโรคและแมลงได ตรวจพิสูจนผลผลิตได

ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ๑๐๙๐๐