Issuu on Google+


ตกตั้งใหม่ 3 ความเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิต

เครือข่ายชาวจีมานอม 1


ตกตั้งใหม่ 3

: ความเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิต พ็อกเกตบุคธรรมสารคดี เจ้าของ สำนักสงฆ์บ้านจอมมณีใต้ หมู่ 7 จอมมณีใต้ ต.ผึ่งแดด อ.เมือง จ.มุกดาหาร 49000 บรรณาธิการ สุวิชานนท์ รัตนภิมล ที่ปรึกษา ประสาท ประเทศรัตน์ รุ่งนภา สุรเชษฐ ภาพประกอบ สุวิชานนท์ รัตนภิมล พิสูจน์อักษร มวลมิตร ออกแบบปก-รูปเล่ม deawbanyaguard@gmail.com

หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายแจกเป็นธรรมทาน 2


3


4


บทนำ เผชิญความจริงชีวิต เมื่อเราต่างเป็นตัวละครให้กันและกัน ตัวละครที่พูดกับตัวเองมาก กว่าใครๆ หนทางใดบ้างจะนำพาไปพบวิถีทางใหม่ ทางใหม่ของเรื่องราว นั้นยิ่งสาวความยืดยาวออกไป หรือทางใหม่หดสั้นลง จนพบกับอิสระแห่ง ใจ ก้าวพ้นผ่านอุปสรรคนานาไปได้... หลังการอ่านต้นฉบับ ตกตั้งใหม่ เล่ม 3 ที่ต่างคนต่างทยอยส่งเรื่องกันเข้ามา เพื่อบอกเล่าประสบการณ์เผชิญ ชีวิตในแง่มุมต่างๆ ตามแต่ที่อยู่ที่ยืนในการใช้ชีวิต เรื่องเล่า เป็น อยู่ คือ ของแต่ละคนนั้น เพียงส่วนเสี้ยวเรื่องของ ชีวิตจริงทั้งนั้น ท่ามกลางพะเนินภูเขาเรื่องราวที่เข้ามาสู่กระแสใจ ให้คิด ให้รู้สึก ให้ไหลตาม และนั่นดูเหมือนว่าต่างคนต่างต่อสู้ดิ้นรนอยู่ตาม ลำพัง รับรู้อยู่ในโลกความคิด ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ทำอย่างไรจะ ออกมาจากโพรงถ้ำภูผาอันวกวนนั้น เมื่อเครื่องมือ Reset ด้วยการกลับมารู้สึกตัวผ่านอิริยาบถน้อย ใหญ่ในกายยาววากว้างศอกหนาคืบ รู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวไปมาของ กาย จนอยู่กับความจริงในขณะนั้น ตัดวงจรเรื่องราว ใจเป็นอิสระทันที ใจไม่ถูกกดทับ ความใหม่ของใจจึงเกิด และแน่นอนว่าชีวิตเคลื่อนต่อไป ได้ หลักใหญ่ใจความมาจากผู้นำทาง ‘อาจารย์’ ในความหมายของผู้ ผ่ า นราตรี น านได้ เ ปิ ด ประตู ใ ห้ ค้ น พบหนทางความพอเป็ น ไป ชี วิ ต ไม่ ขัดเคืองจนเกินไป มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับใครจะกลับมารู้สึกตัวบ่อยๆ จนกลายเป็นสัญชาตญาณได้ยิ่งเป็นสิ่งล้ำค่า ผู้ผ่านราตรีนานยังเชื่อมร้อย ศาสตร์และศิลป์ในที่มาแห่ง Reset นั้น เดินทางมาคู่กับใจคนนับ 2,500 ปี มาแล้ว ใครมี ห นทางเพิ่ ม พู น ไปรู้ จั ก ในความเป็ น ศาสตร์ แ ละศิ ล ป์ ข อง ธรรมะพระพุทธเจ้า ด้วยหนทางใด หรือจากพยัญชนะสำนักใดก็ตาม ก็ ล้วนเข้ามาเพิ่มเติมโน้มนำความสว่างให้เกิดแก่ใจทั้งสิ้น ความสะอาดจะ เกิด ความสงบจะมีหรือไม่นั้น เป็นพลังงานแห่งใจที่ใครจะเข้าไปสัมผัสถึง เก็บเกี่ยวและลิ้มรสในปิตินั้น ถึงอย่างไร ความพยายามจะเข้าใจพลังแห่งใจนั้นไม่ได้อยู่กับที่ 5


เดิมตลอดเวลา ชีวิตเคลื่อนไหวไปข้างหน้าตลอดเวลา มโหฬารเรื่องราว จู่โจมราวคลื่นพายุถาโถม ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เป็นมหาพายุพัดพาจนชีวิต ซวนเซบ้าง นั่นเป็นเรื่องของพายุ ไม่อาจปฏิเสธการถาโถมเข้ามาได้ พายุ ก็คือพายุ มีหนทางทิศทางเคลื่อนตัวของมัน ใจก็คือใจ ใจ Reset นั้น ต้องสัมผัสได้ในอิสระแห่งใจ จะมากจะน้อย จะยาวจะสั้นก็แล้วแต่การ สั่งสมของแต่ละคน งานเขียนที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากเรื่องราวอันหลากหลายในเล่ม ผม ในฐานะบรรณาธิการเล่ม เกิดความรู้สึกเหมือนได้นั่งเรือลำน้อยออก ท่องไปตามหัวคลื่นที่ถาโถมเข้าใส่แคมเรือ หัวคลื่นใหญ่บ้างเล็กบ้างจาก ท้องทะเลพยัญชนะ ให้ผมได้แหวกว่ายหัวคลื่นและลมแรงพัดพาไปตาม ลำพัง ผมไม่ได้ตั้งความหวังไว้ ว่าจะพบพยัญชนะอันเยี่ยมยอดที่จะนำ ไปสู่การหลุดพ้น พรวิเศษ หรือเคล็ดลับอันแยบยลที่มากับคลื่นพยัญชนะ เหล่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีปฏิบัติไปพร้อมกับผู้เขียนถ่ายทอดด้วย ว่ า เขาใช้ วิ ธี ก ารเข้ า ถึ ง Reset ตกตั้ ง ใหม่ อ ย่ า งไรบ้ า ง นั่ น เป็ น ความ เพลิดเพลินในเรื่องราว และรอดูการหาทางออกในปัญหาหนึ่งๆ แต่บ่อย ครั้งที่เข้าไปในถ้ำมืดและลุ้นช่วงเวลารอพบกับทางออกรับแสงในขณะใด ขณะหนึ่ง ความจริ ง ชนิ ด นี้ เ อง การเผชิ ญ เรื่ อ งราวอั น หลากหลายนี้ เ อง เหมือนบทเรียนตรงที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ได้เห็นที่มาที่ไปและทางออกทาง แก้ ผ่านเครื่องมือ Reset นั่นเอง ผมไม่ได้เข้าไปแตะเรื่องราว ความคิดเห็นเหล่านั้น ปล่อยให้เป็น อิสระในวิถีตกตั้งใหม่ วิถีอันมีความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนเป็นพื้นกำกับ อยู่ทุกเรื่องราว แต่ผมจะเข้าไปแตะวรรคตอน ย่อหน้า การสลับคำบางคำ บ้ า ง เพื่ อ ให้ เ กิ ด ความสละสลวย น่ า อ่ า น น่ า สนใจ หรื อ แม้ ก ระทั่ ง ขอ เปลี่ยนชื่อเรื่อง ขอเติมเพิ่มชื่อเรื่อง เพื่อให้ดูมีหนทางนำพาเข้าเรื่อง ผมต้ อ งขอขอบคุ ณ ทุ ก คน ทุ ก ท่ า นที่ ส่ ง เรื่ อ งราวบอกเล่ า ประสบการณ์ ตกตั้งใหม่มาให้อ่านกัน ท้ายสุดผมขอขอบคุณพระอาจารย์ ไพบูลย์ ฐิตมโน แห่งวัดจอมมณีใต้ ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมือง จังหวัด มุกดาหาร ผู้เปิดประตูแสงสว่างในโลกแห่งการตกตั้งใหม่ พี่สาท ประสาท 6


ประเทศรั ต น์ ผู้ แ นะนำและเป็ น สะพานเชื่ อ มต่ อ ภาษาใจของแต่ ล ะคน ตุ๊กตา รุ่งนภา สุรเชษฐ ผู้ประสานให้เกิดกำลังอุดหนุนเบื้องต้นให้เกิดการ พิมพ์เป็นเล่มขึ้นมาได้ รวมถึงเดี่ยว คนจัดหน้า ออกแบบปกตกตั้งใหม่ และเสี้ยวจันทร์ แรมไพร ผู้ประสานขั้นตอนจัดทำ ทุกท่านกับเรื่องเล่าเผื่อ แผ่ให้กนั อีกทัง้ ผูอ้ า่ นตกตัง้ ใหม่ ล้วนมีสว่ นทำให้หนังสือเล่มนีเ้ กิดขึน้ มาได้

ขอแสดงความนับถือด้วยไมตรีจิต สุวิชานนท์ รัตนภิมล

7


สารบัญ กว่าจะมาเป็นตกตั้งใหม่ Reset คือยารักษาใจ กอบแก้ว ชนะรัตน์โสภณ ก๊อกสาม ยาดี ไม่แพง ไม่มีผลข้างเคียง พิมพร โรจน์สัตตรัตน์ คะแนนสุดท้าย บุษยพรรณ วงค์ราษฎร์ จำนรรจ์ชีวิต ประสาท ประเทศรัตน์ ปากหมา-ภาษาดอกไม้ ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย ในความรู้สึกไม่พอใจ เพชร เพ็งชัย เป็นดั่งคำอาจารย์ ประพิ 8 มศรี หอมฉุย

10 13 19 25 33 43 49 57


ไปรู้จักปลายวงเวียน เปรียว เดชเฟื่อง ภาวนา สุกัญญา ไม้หอม “มันไม่แซ่บเหมือนเคย” นฤมล รอดเนียม ลูกไม้หล่นไม่ ไกลลิง สุวิชานนท์ รัตนภิมล เขียนยามป่วย บันทึกนอนติดเตียง ชัยพร นำประทีป บั น ทึ ก เด็ ก วั ด เสราะกราว สุวงค์สวากัน ใจในเรา ใจในเรือน มุทิตา รักษาใจตน เท่ากับรักษาใจผู้อื่น รุ่งนภา สุรเชษฐ

67 73 79 85 93 109 117 123 9


กว่าจะมาเป็นตกตั้งใหม่

พระภัททันตะ วิลาสะ อดีตพระอธิการ วัดปรก ตรอกจันทร์

อาจารย์แนบ มหานีรานนท์

ท่านเจ้าคุณ พระภาวนาภิรามเถระ (สุข ปวโร)

พระอาจารย์มหาปาน อานันท์โท พระอาจารย์บุญมาก ภูริปัญโญ

พระอาจารย์ไพบูลย์ ฐิตมโน สำนักสงฆ์จอมณี จ.มุกดาหาร

10

อาจารย์สาย สายเกษม


เมื่อปี พ.ศ. 2475 พระอาจารย์เชื้อสายพม่า ภัททันตะ วิลาสะ ใน ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดปรก ตรอกจันทร์ เขตยานนาวา กทม. ได้ เริ่มทำการสอนวิปัสสนาภาวนาตามนัยแห่งพระอภิธรรม มีลูกศิษย์ที่สำคัญ คือ อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ซึ่งท่านได้มอบหมายให้สอนอภิธรรมแทน ตัวท่าน ในเวลาต่อมาได้เชิญอาจารย์ฆราวาสพม่า อาจารย์สาย สายเกษม จากจังหวัดลำปาง มาช่วยการศึกษาปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมโดยนัย อภิธรรม เมื่อปี 2490 ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี โดยมีท่านเจ้าคุณพระ ภาวนาภิ ร ามเถระ (สุ ข ปวโร) เป็ น อาจารย์ ใ หญ่ ร่ ว มกั บ อาจารย์ ส าย อาจารย์แนบ และพระทิพย์ปริญญา สอนอภิธรรม โดยใช้ตำรา พระอภิธัมมัตถสังคหะ 8 ปริเฉทเป็นบรรทัดฐาน ต่อมาปี พ.ศ.2492 ได้มีการ นิมนต์พระอาจารย์เชือ้ สายพม่า 2 องค์ คือ พระอาจารย���สทั ธัมโชติกะ ธัมมาจริยะ และพระอาจารย์เตขินทะ ธัมมาจริยะ มาจำพรรษาเริ่มแรกอยู่ที่ วัดปรก และต่อมาได้ย้ายไปสอนพระอภิธรรมที่วัดระฆังโฆสิตาราม ปีพ.ศ.​2496 ได้มีการเปิดการสอนพระอภิธรรมขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่ “โรงเรียนบรรยายอภิธรรมปิฎก” ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรม ราชูปถัมภ์ ตรงข้ามวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ซึ่งอีก 4 ปีต่อมาก็มีการจัด ตั้ง “พระอภิธรรมมูลนิธิ” ขึ้นโดยอาจารย์บุญมี เมธางกูร รับผิดชอบเรื่องการ สอนพระอภิธรรมร่วมกับอาจารย์แนบ และคุณพระชาญบรรณกิจ (ปัจจุบัน พระอภิธรรมมูลนิธิ มีที่ทำการอยู่ที่ อาคารพระนรราชจำนง ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.ศาลายา จ.นครปฐม) ข้อมูลจาก อภิธรรมมูลนิธิ 11


12


Reset คือยารักษาใจ กอบแก้ว ชนะรัตน์โสภณ

13


Reset ไม่ ได้หมายความว่าต่อไปนีช้ ีวิตจะ ไม่เศร้า ไม่เครียด ไม่เสียใจอีกต่อไป แต่มนั สอนให้ เ รามี ภู มิ ต้ า นทานที่ จ ะรั บ มื อ กั บ สถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา ได้ เพราะชีวติ คนเรายังต้องดำเนินต่อไป

14


ชีวิตของคนเราไม่ว่าจะมาจากไหน จะรวยหรือจน ต่างก็ต้อง เจอปัญหาด้วยกันทั้งนั้น เพราะนั่นคือชีวิต ต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามา แต่เมื่อเจอปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน คนที่เรารักทำให้เราเสียใจ เราจะ ทำยังไงที่ทำให้ใจของเราไม่ไปจบอยู่กับเรื่องราวที่ทำให้เราเสียใจ อาจจะ เป็นคำพูดหรือการกระทำจากคนที่อยู่รอบตัวเรา ทำให้เราเกิดความเครียด จนหลายครั้งก็ทำให้เรานอนไม่หลับ เพราะเราหยุดที่จะไม่คิดไม่ได้ ดิฉันโชคดีที่ได้มีโอการร่วมงานกับพี่ตุ๊กตา ได้รู้จักผู้หญิงคนนี้มาก ขึ้นด้วยความที่เธอเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อได้ใกล้ชิดและได้รู้จัก ในสิ่งที่เธอเป็น ในสิ่งที่เธอได้อุทิศตนเพื่อพัฒนาสังคม ดิฉันรู้สึกศรัทธาใน สิ่งที่เธอทำ ทำให้รู้สึกว่าพี่ตุ๊กตาเป็นทั้งเพื่อนและพี่สาวที่แสนดีไปด้วย วันหนึ่งพี่ตุ๊กตามาเยี่ยมที่สนามกอล์ฟ ได้เล่าถึงเรื่องการออกจาก ความคิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Reset ตอนแรกฟังแล้วก็งง Reset? มัน คืออะไรนะ? พี่ตุ๊กตาบอกว่ามันคือการออกจากความคิด? ฮะ!!! ออกจาก ความคิด? จะออกทำไมในเมื่อทุกวันนี้ก็มีเรื่องราวมากมายที่เข้ามาให้เราได้ ปวดหั ว ให้ เ ราต้ อ งคิ ด ต้ อ งแก้ ไ ข ไหนจะเรื่ อ งงานและปั ญ หาอื่ น ๆอี ก มากมาย ไม่มีเวลาจะมาออกจากความคิดหรอก เพราะแค่นี้ก็คิดแก้ไข ปัญหาไม่ทันอยู่แล้ว แต่อีกนัยหนึ่งก็แอบสงสัย แล้วมันจะออกจากความคิดยังไง? แล้ว ออกเพื่ออะไร? ยิ่งพี่ตุ๊กตาเล่าก็ทำให้เรายิ่งอยากจะรู้ว่ามันคืออะไร หลังจากวันนั้นไม่นานพี่ตุ๊กตาก็มาเยี่ยมอีกที่สนามกอล์ฟ คราวนี้ ไม่ ไ ด้ ม าคนเดี ย วแต่ พ าผู้ ช ายอี ก คนหนึ่ ง มาด้ ว ย ผู้ ช ายคนนี้ มี ลั ก ษณะ เหมือนฤๅษี มีหนวดยาว แต่งตัวสบายๆ พี่ตุ๊กตาเรียกเขาว่าน้าสาท เมื่อ ได้ พ บเจอน้ า สารทและได้ พู ด คุ ย กั น สั ก พั ก ใหญ่ ก็ เ ริ่ ม เกิ ด ความคุ้ น เคย ดิฉันบอกน้าสาทว่าอยากรู้จังว่าการ Reset หรือการออกจากความคิดนั้น คืออะไร และทำยังไง น้าสาทกับพี่ตุ๊กตาชวนดิฉันเดินไปบนระเบียงหลังบ้าน เดินเป็น วงกลม เราก็งง เดินจงกรมเหรอ? เรานับถือศาสนาคริสต์นะ จะเดินได้เหรอ พี่ตุ๊กตาบอกไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็เดินได้ อย่าไปยึดติดกับคำว่า จงกรม เพราะมันคือการเดินเป็นวงกลม แต่การเดินครั้งนี้มันพิเศษกว่าการเดินทุกๆ ครั้ง เพราะน้าสาท บอกว่า ให้รู้สึกว่าปลายเท้าแตะพื้น เมื่อสัมผัสพื้นแล้วทิ้งน้ำหนักลงไปที่ 15


พื้นยังไง ส่วนไหนของเท้าที่สัมผัสพื้นก่อน ปกติเราเป็นคนทำอะไรเร็ว เดินเร็ว พูดเร็ว กินเร็ว เร็วจนไม่เคยสังเกตตัวเองเลยว่าตัวเองรู้สึกยังไง เมื่อเดินได้ซักพักก็กลับมานั่งในห้องรับแขก มาเหยียดขาออกให้ ตึง และหมุนปลายเท้าช้าๆ น้าสาทถามว่ารู้สึกมั้ยว่าตึง ค่ะ รู้สึกว่าตึง ซึ่ง ปกติเราเป็นคนทำอะไรเร็วมากจนไม่เคยสังเกตถึงความรู้สึกเหล่านี้เลย หลังจากนั้นดิฉันก็ถามว่าแล้วไงล่ะ ค่ะ รู้สึกตึงแล้วไง แล้วรู้สึก อะไรอีก น้าสาทถาม ก็รู้สึกว่าเท้าสัมผัสพื้นค่ะ แล้วน้ำหนักของเท้าไปแตะ อยูท่ สี่ ว่ นไหนล่ะ เมือ่ เริม่ สังเกตในสิง่ ทีน่ า้ สาทพูด มันทำให้ใจไปจดจ่ออยูท่ ี่ น้ำหนักของเท้า สังเกตว่ากำลังขยับเท้า ขยับยังไง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าไม่เคย มานั่งสังเกตตัวเองอย่างนี้มาก่อนเลย พอทำได้ซักพักก็ถามน้าสาทว่า นี้คือการออกจากความคิด หรือที่ เรียกว่า Reset เหรอคะน้าสาท? น้าสาทบอกว่า ใช่แล้ว นี่แหละคือการฝึก การออกจากความคิด ก็ยงั ถามน้าสาทอีกว่าออกยังไงคะ ไม่เข้าใจ? น้าสาท อธิบายเพิ่มเติม ให้สังเกตว่าเท้าแตะพื้นยังไง น้ำหนักที่แตะพื้นเท่าไหร่ นั่นแหละคือการออกจากความคิด เพราะจิตไม่ไป Focus อยู่ที่ความคิด แต่ จะกลับมา Focus อยู่ที่การสังเกตการเคลื่อนไหวของตัวเองแทน ตอนแรก ก็งงและไม่ค่อยเข้าใจ พอน้าสาทและพี่ตุ๊กตาบอกว่าไม่เป็นไรวันนี้ไม่ เข้าใจ แต่ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ เราจะเข้าใจมันเอง ของอย่างนี้ต้องใช้เวลา ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ดิฉันจะขยับปลายเท้าของตัวเองทั้งสองข้าง และทำอย่ า งช้ า ๆ เวลาเดิ น ก็ จ ะสั ง เกตถึ ง ปลายเท้ า ที่ สั ม ผั ส พื้ น ว่ า รู้ สึ ก อย่างไร เวลาทานอาหารก็เคี้ยวอย่างช้าๆ ทำให้ได้รู้ถึงรสชาติของอาหาร มากขึ้น และเมื่อทำเป็นประจำทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ก็เริ่มสังเกตเห็น และเข้าใจ ว่านี้แหละคือการออกจากความคิด หรือ Reset ทุกครั้งที่ดิฉันเริ่มสังเกตว่าตัวเราเองกำลังทำอะไรอยู่ จิตที่กำลัง จดจ่อกับเรื่องราวที่วนเวียนอยู่ในสมองที่อาจจะทำให้เราเครียด เสียใจ กลับได้ออกไปสังเกตถึงความรู้สึกแทน และเมื่อทำเป็นประจำ เรื่องราวที่ ทำให้เราผิดหวัง เสียใจ เครียด… ก็จะมีวิธีรับมือกับมันยังไง คำตอบก็คือการ Reset Reset และ Reset Reset ไม่ได้หมายความว่าต่อไปนี้ชีวิตเราจะไม่เศร้า ไม่เครียด ไม่ เ สี ย ใจอี ก ต่ อ ไป แต่ มั น สอนให้ เ รามี ภู มิ ต้ า นทานที่ จ ะรั บ มื อ กั บ 16


สถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเราได้ เพราะชีวิตคนเรายังต้องดำเนิน ต่อไป เมื่อก่อนถ้าเจอปัญหา จะเครียดนาน ใครทำให้เสียใจก็จะใช้เวลา นานกว่าจะหายเสียใจ เวลามีเรื่องที่ทำให้กลุ้มใจก็จะเป็นทุกข์ถึงกับนอน ไม่หลับ เพราะการคิดเรื่องราวเดิมๆ วนไปวนมาและไม่รู้วิธีการออกจาก เรื่องราว มันทำให้ใจของเราเสียหาย เพราะฉะนั้นการ Reset ก็คือยาที่รักษาใจของเรานั่นเอง เดี๋ยวนี้ ชีวิตดิฉันมีความสุขขึ้น เพราะใหม่ไม่จมอยู่กับความทุกข์ นาน ไม่จมอยู่กับเรื่องราวไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน ใหม่รู้ว่าใหม่จะ ทำยังไง เมื่อก่อนจะนอนไม่ค่อยหลับ เดี๋ยวนี้หลับสบาย ใหม่จึงอยากแชร์ เรื่องราวดีๆ ให้กับผู้ที่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ อย่าสงสัยเลยค่ะ Reset ก็คือยาที่รักษาใจของเรา อยากให้ลองทำดู แล้วคุณจะรู้ว่า มันดียังไง...

17


18


ก๊อกสาม ยาดี ไม่แพง ไม่มผี ลข้างเคียง พิมพร โรจน์สัตตรัตน์

19


เพราะปัญญาเกิดนี่แหละ ทำให้ ได้คำตอบ ที่หามากว่าสองปี ก๊อกสามมีจริงๆ ด้วย ‘จิต’ ของเรานี่ ไง ตกแล้วตั้งใหม่ รู้สึกตัว เอง มีสติ สมาธิจะมา ปัญญาก็เกิ ด สุ ด ยอดที่สุดแล้ว มันตอบทุกคำถาม ไม่ต้อง คิดบวก ไม่ต้องห้ามคิดลบ

20


เพราะเริ่มต้นจากที่���ีคนบอกว่าเราป่วยแท้ๆ เลย จะว่าไปจริงๆ เราก็ไม่ได้คิดว่าเราป่วยด้วยซ้ำ แต่คนรอบข้างพาเราป่วยไปเลย ทำอะไรก็ ไม่ได้ ดันเป็นผู้ดีขี้เกรงใจซะด้วยสิ จะบ่นก็ไม่กล้า จะอาละวาดก็ไม่ได้ เก็บ ไฟมาไว้ในตัว ร้อนระอุไปหมด จะป่วยหนักก็คราวนี้แหละ เมื่อก่อนเคยคิดแต่จะทำงาน ทำไปให้ลืมเรื่องไม่ดี เรื่องที่ทำให้เรา ขุ่ น มั ว ก้ ม หน้ า ก้ม ตาทำไป ทำไปทั้ ง ๆ ที่ ใ จร้ อ นรุ่ ม ทั้ ง โกรธ ทั้ ง แค้ น ทั้ ง เครียด บางทีก็ลืม บางทีก็นึกอยู่นั่น แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้หายไปจากเรา เลย ความร้อนมันคงเผาตัวเราอยู่ ถึงทำให้เราป่วยได้มากมาย จริงๆ เราก็โชคดีเหมือนกันนะ หรือว่าเราทำบุญมาบ้าง มาเจอ กัลยาณมิตร เราคบบัณฑิต เขาเลยพาเรามาหาผล มาทีช่ าโต เดอ จีมานอม (ชื่อจริงว่าวัดจอมมณี) ในวันแรกเมื่อตอนบ่ายสอง นั่งโง่ นั่งเอ๋อ นั่งเบลอ นั่งเหนื่อย ฟังพระอาจารย์แจกแจง แบบเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา เสียดายเวลา ว่ามาทำไมก็ไม่รู้ (พระอาจารย์รู้รึเปล่าหนอ) อยู่ 5 ชั่วโมง เพิ่งรู้ว่าเราก็ยังมีปัญญาอยู่บ้าง แม้จะน้อยนิด แต่มันก็บังเกิดแล้ว แวบเดียวที่มีค่าหลายเมื่อตอนหนึ่งทุ่ม จิตเรามันตกไปนานแล้ว เรามัวแต่หลอกตัวเอง ฝืนมันข่มมัน ว่ามันไม่ตกไปไหน คิดไปเองทั้งนั้น ได้ยินพระอาจารย์ถามขึ้นแวบๆ ว่า ตอนนี้มือซ้ายอยู่ไหน มือขวาอยู่ตรง ไหน และแวบเดียวที่รู้สึกว่าเรานั่งอยู่ตรงนั้น มือซ้ายเราอยู่ตรงนี้ มือขวาเรา อยู่ที่นี่ สังเกตตามไปรู้สึกตามไป ยังไม่ทันได้รู้สึกถึงขาเลย ความคิดที่มัน เยอะแยะในหัวเมื่อกี้ไปไหนก็ไม่รู้ แวบเดียวจริงๆ ทำไมมันโล่งอย่างนี้ รอย ต่อมันชัดจริงๆ เหมือนข้ามจากฝั่งหนึ่งไปอีกฟากหนึ่ง เราคิดอะไรอยู่ เมื่อ กี้เรารู้สึกอยู่ที่ตัวเรา ไม่เห็นได้คิดอะไรเลย ดีจัง เหมือนคนละโลกเลย เรา ไม่เอาความคิดก็ได้นี่นา มันรก มันร้อน ทำไมต้องเสียดายเวลาที่จะต้องคิด นู่นนี่ตลอดล่ะ แล้วไงต่อล่ะทีนี้ แวบเดียวที่เหมือนข้ามเส้นมาได้ ที่เห็นได้ชัดคือ ปัญญามันหลั่งไหลมาจากไหนก็ไม่รู้ มีเรื่องหนึ่งที่พยายามค้นหามากว่า สองปี กับงานกีฬาที่เราทำ เป็นสิ่งที่เรารัก เราเป็นนักกีฬา เรารู้เลยว่าลง แข่งแต่ละครั้ง เราเปิดก๊อกแรก ‘กำลังกาย’ เราใช้กำลังกายทั้งหมดที่เรามี ทำอย่างบ้าคลั่งด้วยซ้ำ เมื่อกำลังกายมันหมดแล้ว เรายังมีก๊อกสอง ก็เปิด ก๊อกสอง ‘กำลังใจ’ มันทำให้เราฮึดสู้ได้อีกสักพัก เอ๊ะ แล้วเมื่อเราหมดก๊อก สองล่ะ ทำไงดี เกมมันยังไม่จบเลย จะให้ทำใจเหรอ อาจแพ้ อาจชนะก็ 21


มันหมดแล้ว มีอะไรก็เอามาใช้หมดแล้ว มันมีแค่นี้จริงๆ เหรอได้แค่นี้จริงๆ เหรอ มันช่วยอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ เหรอ คิดมาตลอดสองปีกว่ามันต้องมีอะไรอีกซิ มันยังไม่คงที่เลย เปิด สองก๊อกแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จเลย มันต้องมีกอ๊ กสามแน่ๆ สองปีกว่า ที่ผ่านมา หายังไงก็ไม่เจอ แต่เมื่อกลับมาจากชาโต เดอ จีมานอม พระ อาจารย์บอกมาว่า ทำบ่อยๆ รู้สึกตัวบ่อยๆ กลับมาวันนั้นได้ยินว่าทำบ่อยๆ แต่ไม่เข้าใจว่ายังไง ‘ทำบ่อยๆ’ กลับเข้าใจว่า ‘ทำเยอะๆ’ เพราะคิดไปเอง ไม่ได้มารู้สึกตัวเอง ไม่ได้สังเกตเลย จริงๆ เราไม่เอาความคิด เพราะว่าถ้า ไม่คิดเรื่องในอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้ เราก็จะคิดถึงเรื่องข้างหน้า วางเรื่อง ราวเยอะแยะ เพ้อเจ้อ ไม่เป็นจริงเลย สิ่งที่เราต้องการคือความรู้สึกที่มัน เป็นจริงนะตอนนี้ เวลานี้ต่างหาก จริงๆ มันเหมือนสั่งสมกำลังภายในนะ ตกไปแล้วก็ตั้งมันขึ้นมา ใหม่ ทำยังไง พระอาจารย์บอกไว้ว่า จิตมันอิสระ เที่ยวเล่นไปเรื่อย ก็ดึง มันกลับมาหาฐานกาย ที่กายเรา ตรงไหนก็ได้ที่ชัดที่สุด “แล้วหายใจได้ไหม” พระอาจารย์บอกว่าได้ แต่ไม่ชัด มาที่กาย เรานี่แหละชัดที่สุด ก็จริงนะ มัวแต่รู้ดีคิดเอาเองมานาน ที่จริงแล้วมันง่าย จริงๆ รู้สึกตัวด้วยการมารู้สึกที่กายตรงไหนก็ได้ที่ชัดเจนที่สุดของเรา ทำ แค่นั้นแหละ ทำบ่อยๆ นึกได้ก็ทำ ทำให้เป็นเล่นๆ ไป วินาทีหนึ่งก็ยังดี รู้ สึกบ่อยๆ แล้วมันดีจริงๆ เหรอ ตอบได้เลยว่า ‘จริง’ ทำไปแล้วได้อะไร แค่คิดว่าจะได้อะไร มันก็ตกแล้ว ตั้งมันขึ้นมา ใหม่ มารู้สึกตัวเอง มาที่กายเรา ตรงไหนที่ชัด วินาทีหนึ่งก็เอาแล้ว ลองคิดดูก็ได้ว่าในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที หรือ 86,400 วินาที เชื่อได้เลยว่าวันๆ เรารู้สึกตัวเองไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ โอ้ โห แล้วเราเอาเวลาไปทำอะไรเนี่ย ก็มัวแต่ ‘คิด’ ไง เราเมามันกับการคิด คิดไปเรื่อยเปื่อย สร้างเรื่องราวได้บานเลย บางเรื่องเราก็เป็นนางเอก พระเอก บางเรื่องน่าสงสารสุดๆ บางเรื่องก็โอเวอร์อยากเป็นแชมเปี้ยน ร่ ำ รวยมหาศาล บางที ก็ จิ น ตนาการไปเลยว่ า เราเป็ น คุ ณ ชายคุ ณ หญิ ง ติดตามละคร น้ำตาร่วง น้ำตาไหล เศร้าหลาย ทำบ่อยๆ ทำอะไรบ่อยๆ ก็รู้สึกตัวไง กลับมาที่กายเรา มารู้สึกตัวที่ ร่างกายเรา ตรงไหนก็ได้ วินาทีหนึ่ง นาทีหนึ่ง มากขึ้น มากขึ้น บอกตรงๆ ว่าไม่ต้องงกจะเอาผลดีพรุ่งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนที่รู้สึกตัวเองได้ ฝึกจิตได้ 22


จะได้มาแน่ๆ คือจะมีสติ แล้วสมาธิก็จะมา และปัญญาก็เกิด เกิดแน่ เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ อะไรไม่ดีมันหายไป มันหายไปเมื่อไหร่ไม่รู้ อะไรที่ ดีมันมาได้ยังไง มาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะปัญญาเกิดนี่แหละ ทำให้ได้คำตอบที่หามากว่าสองปี ก๊อก สามมีจริงๆ ด้วย ‘จิต’ เรานี่ไง ตกแล้วตั้งใหม่ รู้สึกตัวเอง มีสติ สมาธิจะ มา ปัญญาก็เกิด สุดยอดที่สุดแล้ว มันตอบทุกคำถาม ไม่ต้องคิดบวก ไม่ ต้องห้ามคิดลบ เมื่อเปิดก๊อกสามได้ เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย เมื่อยเราก็ไม่ เมื่อย เฉื่อยเราก็ไม่เฉื่อย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วที่ทำบ่อยๆ รู้สึกตัวเอง สังเกตตัวเอง นึกได้ก็ทำ มันสั่งสม เป็นพลังจริงๆ มันไม่ได้มีเป็นของกองคลังอยู่ถ้าไม่ สั่งสมไว้ มันหาซื้อไม่ได้จริงๆ มันไม่ได้แพง ไม่ต้องซื้อด้วยซ้ำ รู้สึกตัว บ่อยๆ มันรักษาโรคสารพัด ให้ทุเลาอย่างเร็วจริงๆ โรคหูเบา โรคเอาแต่ใจ โรคไฮเปอร์ โรคเว่ อ ร์ เ ป็ น นิ ต ย์ โรคจิ ต ตก โรคอกหั ก โรคมั ก ง่ า ย โรคขี้ เสียดาย โรคหายใจไม่อิ่ม โรคลิ่มเลือดอุดตัน โรคดันทุรัง โรคฝังใจ โรค ใจเสาะ โรคปากพล่อย โรคปล่อยตัว โรคกลัวผี โรคอวดดี โรคปอดแหก โรคแค้นฝังหุ่น โรคจุ้นจ้าน โรคตอแหล โรคแพ้ไม่เป็น โรคเห็นแก่ตัว โรคมั่ว นิ่ม และอีกสารพัดโรค โรคพวกนี้ทำให้เราร้อนรุ่ม จนถึงตอนนี้ เราจะรู้ว่าเราป่วยหรือไม่ป่วย เรารู้สึกตัวเองที่กายเรา เราทำบ่อยๆ เรามีพลัง เรามียาดี ไม่แพง ไม่มีผลข้างเคียงด้วย ไม่ต้องใช้ยา นอนหลับ ไม่ต้องใช้คอลลาเจนก็งามได้ เปิดก๊อกสาม มาดับความร้อนรุ่ม ทำบ่อยๆ ใช้ยานี้ได้บ่อยๆ ไม่มีก่อนอาหาร หลังอาหาร อาการข้างบน บรรเทา การป่วยไข้ก็จะไม่มากล้ำกรายเราได้เลย

23


24


คะแนนสุดท้าย บุษยพรรณ วงค์ราษฎร์

25


ขณะที่อ่านคำถาม ฉันเริ่มเข้าใจทีละนิด จากการได้ อ่ า นคำบางคำในประโยค คำถาม ซึ่งมันเปรียบเสมือน Keyword ที่ ช่วยฉันดึงเอาสิ่งที่อาจารย์สอนออกมาที ละนิด มันทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าอาจารย์ เคยพูดแบบนี้ ฉันเคยได้ยินแบบนี้ แล้ว ฉันก็เริ่มเขียนคำตอบลงในกระดาษด้วย คำที่พรั่งพรูออกมาไม่หยุด เหมือนมีใคร มาเปิ ด สวิ ต ช์ ทำให้ ฉั น ระลึ ก ถึ ง คำที่ อาจารย์สอนได้ 26


เวลาเที่ยงคืนกว่าเกือบตีหนึ่งในหอพักหลัง มช. อันร้อนอบอ้าว ฉันเกิดมีอารมณ์อยากเขียนประสบการณ์ ‘Reset’ ของตัวเองขึ้นมาตาม คำสั่ง ‘ห้ามปฎิเสธ’ ที่มิอาจขัดขืนได้ (^_^) และแล้วก็ถึงเวลาสำหรับตัว ฉันเสียที หลังจากที่ตามอ่านแต่เรื่องราวประสบการณ์ ‘Reset’ ของคนอื่น วั น นี้ ถึ ง เวลาที่ เ รื่ อ งของตั ว เองจะได้ ล งไปอยู่ ใ นหน้ า หนั ง สื อ และถู ก อ่ า น โดยผู้อื่นบ้างแล้ว หากกล่าวถึงปัญหาของเด็กที่มีชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยแล้วล่ะ ก็ คงหนีไม่พ้นเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิต ซึ่งดูจะเป็นปัญหาหลักๆ สำหรับตัวฉัน การใช้ชีวิตและการปรับตัวให้เข้ากับสังคมในมหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เรื่องการเรียนก็พอจะถูไถไปได้เหมือนกับ เด็กปี 1 ธรรมดาทั่วไปที่ต้องปรับตัวกับวิธีการเรียนการสอนใหม่ๆ การดำเนินชีวิตของฉันผ่านไปโดยไม่ยากเย็นอย่างที่คิด แต่ก็ อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่า ชีวิตมันไม่ได้ราบเรียบเสมอไป เมื่อปัญหาใหญ่พอ สมควรสำหรับฉันได้คืบคลานเข้ามาตอนปี 1 เทอม 2 ฉันต้องเจอะเจอ เข้ า กั บ วิ ช าที่ ฉั น บอกได้ แ ค่ ว่ า “ไม่ ไ หวจะเคลี ย ร์ ” ซึ่ ง เป็ น คำที่ ฉั น คิ ด ว่ า เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับวิชานี้ เข้าเรียนวันแรกมันก็สร้างปัญหาย่อมๆ ให้ฉันซะแล้ว เมื่ออาจารย์พูดแต่คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เด็กหลังเขาอย่าง ฉันไม่รู้จัก แถมยังยากต่อการเข้าใจอีกด้วย สิ่งที่อาจารย์สอนก็มีการ อ้างอิงนู่น นี่ นั่น ดูเป็นทางการสุดๆ มิหนำซ้ำไม่ว่าจะมองไปข้างหน้า หลั ง ซ้ า ยหรื อ ขวา ก็ ล้ อ มรอบไปด้ ว ยนั ก ศึ ก ษาแพทย์ แ ละวิ ศ วกรรมศาสตร์ ซึ่งจะมาเป็นเพื่อนร่วมเรียนวิชานี้กับฉันตลอดทั้งเทอม ถ้าให้อธิบายความรู้สึก ณ ตอนนั้น ก็คงต้องต้องใช้ศัพท์ที่วัยรุ่น ฮิตกันในตอนนี้ ‘เงิบ!’ ค่ะ การเข้าเรียนครั้งที่สอง สาม สี่ และครั้งต่อๆ มา เริ่มยากขึ้นทุกที สำหรับฉัน เพราะสิ่งที่ฉันต้องเรียนเกี่ยวข้องกับสถิติและคณิตศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นปฏิปักษ์และขัดกับวิสัยของเด็กมนุษยศาสตร์อย่าง ฉัน ถึงแม้ว่าตอน ม.ปลาย ฉันจะจบสายวิทย์-คณิตศาสตร์ มาก็ตาม วิชานี้เป็นวิชาที่เรียนได้ยากเนื่องด้วยกระบวนการสอนและวิธีการสอน ที่ แม้ แ ต่ ตั ว อาจารย์ ผู้ ส อนเองยั ง พู ด ว่ า มั น เป็ น วิ ช าที่ ย ากที่ จ ะสอนและ ถ่ายทอดให้นักศึกษาเข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาเดียว เพราะเวลา 27


สอนอาจารย์ท่านก็ใจดีแนบคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาให้แบบไม่ยั้ง ครั้น จะถามถึงเอกสารประกอบการเรียนที่สมควรจะมีเหมือนเช่นวิชาอื่นๆ ก็ คงต้ อ งจิ น ตนาการเอาเอง เพราะแต่ ล ะครั้ ง ที่ เ ข้ า สอนอาจารย์ ก็ มั ก จะ หนีบหนังสือเล่มหนาปึกที่แทบจะหาไม่ได้ในห้องสมุดมาด้วยครั้งละสาม สี่เล่ม หยิบเนื้อหาเล่มนั้นนิด เล่มนี้หน่อยมาพูดเล่มละสองสามบรรทัด เด็ ก แพทย์ เ ด็ ก วิ ศ วะฯนั่ ง พยั ก หน้ า หงึ ก ๆ ทำหน้ า เข้ า ใจในสิ่ ง ที่ อาจารย์สอน ตัวฉันก็ได้แต่นั่งส่ายหัวและทำตาปริบๆ เรื่องจดบันทึก หรือเล็กเชอร์นั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยจะจดทันเลยซักครั้ง เพราะไม่รู้จะ จดอย่างไร แม้จะจดทันก็แทบอ่านจับใจความไม่ได้ ปัญหาเริ่มทวีคูณเป็นสองเท่าเมื่อวิชานี้ดันมี Lab คอมพิวเตอร์ แน่นอนว่ามันไม่ธรรมดา (เพราะแอบเล่นเฟซบุ๊คไม่ได้) เมื่อโปรแกรมที่ ฉันต้องเรียนเป็นโปรแกรมที่ฉันไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน วิธีการใช้ก็ ยาก เพราะมันมาพร้อมกับการป้อนสูตรมากมายที่แม้แต่เด็กแพทย์และ วิศวะฯ ยังมึนตึ๊บ (แน่นอนว่าฉันตึ๊บกว่า 100 เท่า) ตั้งแต่นั้นมาฉันก็มี ความรู้สึกต่อต้านและบอกตัวเองว่า “ไม่เอาแล้ว” เรียกว่า “หมดใจ” แล้ว กับวิชานี้ แรงจู ง ใจในการเรี ย นไม่ เ หลื อ ไว้ เ ป็ น สิ่ ง กระตุ้ น ความต้ อ งการ อยากไปเรียนเป็นศูนย์ และสิ่งที่ตามมาคือ “ฉันโดดเรียน” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่ง ที่ทำได้ยากสำหรับคนอย่างฉัน เพราะฉันไม่ชอบโดดเรียน ถึงแม้มันจะ สบายแต่ก็แลกมาด้วยการอดเรียนรู้ในสิ่งที่อาจารย์สอน และทำให้เรียน ไม่ทันคนอื่น เมื่อประสบการณ์การโดดเรียนครั้งแรกเกิดขึ้น ครั้งที่สองและ สามก็ตามมา ฉันหาข้ออ้างเรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ต้องไปเรียนวิชานี้ ข้ออ้าง อะไรก็ ไ ด้ ส ารพั ด ข้ อ ที่ จ ะหามาอ้ า งได้ ใ นตอนนั้ น จนวั น หนึ่ ง ฉั น ก็ ม า ตระหนักและคิดได้ว่า หากฉันยังทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ หนึ่งคือมัน ทำให้ฉันเหมือนคนที่คอยหนีปัญหา ขี้ขลาดและไม่กล้าเผชิญหน้า แถม ยังแก้ไขปัญหาด้วยวิธีผิดๆอีกด้วย สองคือฉันเสี่ยงที่จะติด F และได้กลับ มาเรียนวิชานี้ซ้ำอีกครั้ง และข้อสุดท้ายที่สำคัญคือฉันนึกถึงพ่อแม่และ คนในครอบครัวที่บ้าน ทุกคนคาดหวังในตัวฉัน ฉันก็ไม่อยากทำให้พวกเขาเสียใจ และ ผิดหวัง 28


กำลังใจเฮือกสุดท้ายก่อตัวขึ้น ฉันนั่งคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรดี หนอฉันจึงจะเรียนวิชานี้ได้ ฉันเคยใช้วิธีการจด แต่เมื่อกลับมาอ่านมัน ไม่ ไ ด้ ใ ห้ ป ระโยชน์ อ ะไรแก่ ฉั น เลย เหตุ ไ ฉนฉั น จึ ง อ่ า นแล้ ว ไม่ เ ข้ า ใจ เสมือนว่าฉันไม่เคยได้ยินได้เรียนมาก่อนอย่างนั้น เมื่อคิดพิจารณาอยู่ นานก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา นำเอาวิชาที่ศึกษาอยู่มา 3-4 ปีออกมาใช้ คือวิชา ‘Reset’ นั่นเอง ฉันตัดสินใจว่า เมื่ออาจารย์จะเอาแต่ ‘พูด’ โดยไม่มีเอกสารอะไร ให้เลย ฉันก็จะ ‘ฟัง’ โดยไม่จดบันทึกอะไรทั้งสิ้นเช่นกัน ฉันกลับมาเข้าเรียนอีกครั้งและคราวนี้ฉันนำเอา ‘Reset’ ติดตัว มาใช้ในการ ‘ฟัง’ ด้วย ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอน ขณะฟังอยู่นั้นฉัน ไม่ คิ ด ตามในสิ่ ง ที่ อ าจารย์ พู ด และไม่ จ ดบั น ทึ ก ในสิ่ ง ที่ อ าจารย์ ส อน เพราะถ้าหากฉันคิดหรือจด ณ ขณะนั้น ระบบการ Record ของฉันจะ ถูกขัดจังหวะและทำงานล้มเหลวทันที นั่ น จะทำให้ ฉั น กลั บ ไปเจอปั ญ หาเดิ ม คื อ ‘เรี ย นไม่ รู้ เ รื่ อ ง’ หรื อ ‘เรียนไม่เข้าหัว’ เมื่อวันสอบกลางภาคมาถึง ทุกคนใจจดใจจ่ออยู่หน้าห้องสอบ ในมือถือสิ่งที่ตนเองจดบันทึกจากการเรียนไว้พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาอ่าน ราวกับมันจะช่วยให้ผ่านพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้โดยสวัสดิภาพ ฉันได้แต่ ยืนเท้าคางอยู่ตรงระเบียงหน้าห้องสอบเพราะไม่มีอะไรจะอ่าน ไม่ได้จด อะไรไว้เหมือนคนอื่นเขา จะมีก็แต่ความรู้ที่ดูเหมือนจะว่างเปล่าอยู่ในหัว อันกลวงโบ๋ ครั้นเมื่ออาจารย์เดินออกมาเพื่อบอกให้เข้าห้องสอบ ฉันก็เดิน เข้าไปนั่งที่โต๊ะสอบ ด้วยความตื่นเต้นเช่นเดียวกับที่เคยเป็นทุกครั้งก่อน จะสอบ เมื่อเห็นข้อสอบวางอยู่ตรงหน้า หัวใจมันเต้นตึกตักจนรู้สึกได้ จั ง หวะการเต้ น มั น รวนไปหมด จนไม่ รู้ ว่ า มั น เป็ น จั ง หวะสามช่ า หรื อ จังหวะอะไรกันแน่ ฉันหลับตาแล้วสูดหายใจลึกเข้าปอด เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกตัวอยู่ ณ ขณะนั้น เพื่อเตรียมตัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป เมื่อเปิด ข้อสอบออกมา ใจฉันก็ตกวูบไปแน่นิ่งอยู่ตรงตาตุ่ม เพราะหน้าแรกและ หน้าที่สองเป็นบทความภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งต้องใช้ประกอบในการ 29


ตอบคำถาม และที่ พิ เ ศษคื อ คำศั พ ท์ ย ากๆที่ อ าจารย์ ส อนมั น มาอยู่ ใ นนี้ เยอะเสี ย ด้ ว ย เมื่ อ ทำการสำรวจข้ อ สอบครบหมดทุ ก หน้ า ก็ พ บว่ า ข้อสอบนี้ไม่มีกากบาทอย่างที่ฉันหวังไว้ ว่าอาจารย์คงเมตตาให้ฉันได้ สุ่มเอาปากกาจิ้���ซักสิบยี่สิบข้อ เพราะมันมีแต่ข้อเขียนล้วนๆ คราวนี้ หั ว ใจฉั น ไหลไปกลิ้ ง กั บ พื้ น หมดเรี่ ย วหมดแรงจะจั บ ปากกามาเขียนคำตอบ นั่งเกาหัวแกรกๆตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านคำถามเสียด้วยซ้ำ แล้วจู่ๆคำ ว่ า ‘Reset’ ก็ โ ผล่ เ ข้ า มาในหั ว พร้ อ มกั บ เสี ย งพระอาจารย์ ม าเป็ น ซาวน์ ประกอบเล็กน้อย ฉันจึงทำการสูดลมหายใจแรงๆอีกที แล้วเริ่มทำข้อสอบ ขณะที่อ่านคำถามฉันเริ่มเข้าใจทีละนิดจากการได้อ่านคำบางคำ ในประโยคคำถาม ซึ่งมันเปรียบเสมือน ‘Keyword’ ที่ช่วยฉันดึงเอาสิ่งที่ อาจารย์ ส อนออกมาที ล ะนิ ด มั น ทำให้ ฉั น นึ ก ขึ้ น ได้ ว่ า อาจารย์ เ คยพู ด แบบนี้ ฉันเคยได้ยินแบบนี้ แล้วฉันก็เริ่มเขียนคำตอบลงในกระดาษ ด้ ว ยคำที่ พ รั่ ง พรู อ อกมาไม่ ห ยุ ด เหมื อ นมี ใ ครมาเปิ ด สวิ ต ช์ ทำให้ ฉั น ระลึกถึงคำที่อาจารย์สอนได้ เพียงแค่เห็น ‘Keyword’ ไม่กี่คำ จนในที่สุด ฉันก็ทำข้อสอบเสร็จ โดยเขียนคำตอบครบหมดทุกข้อ วั น สอบผ่ า นพ้ น ไปด้ ว ยดี ถึ ง คราววั น ประกาศผลสอบมาเยื อ น ฉันยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองและยังคงหวาดหวั่นกับผลคะแนน แต่ ความอยากรู้มีมากกว่าความกลัว ฉันตัดสินใจดูผลคะแนนที่อาจารย์เอามาติดบอร์ดไว้ให้ และพบ ว่าฉันได้คะแนน ‘เต็ม’ ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะรายชื่อเพื่อนๆ คณะเดียวกันที่อยู่รอบๆ ไม่มีใครได้คะแนนเต็มเลย จะมีก็แต่นักศึกษา แพทย์ แ ละวิ ศ วกรรมศาสตร์ เ ท่ า นั้ น ที่ มั ก จะได้ ค ะแนนเต็ ม เป็ น เรื่ อ ง ธรรมดา แต่ ส ำหรั บ เด็ ก มนุ ษ ยศาสตร์ (ที่ โ ดดเรี ย นบ่ อ ยๆ) อย่ า งฉั น แล้ ว การได้คะแนนเต็มมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย และแทบจะเป็นเรื่องเหลือ เชื่ อ เสี ย ด้ ว ยซ้ ำ แต่ เ รื่ อ งเหลื อ เชื่ อ นี้ เ องที่ เ ป็ น เครื่ อ งยื น ยั น ว่ า ‘Reset’ สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้จริงๆ ขึ้น อยู่ กั บ ว่ า เราจะนำมาปรั บ ใช้ 30


อย่างไรให้ลงล็อค ‘ผู้ใดทำผู้นั้นย่อมได้รับผลด้วยตัวเอง’ ฉันได้รับรู้และกระจ่างแก่ ใจแล้ว โดยการปฏิบัติด้วยตัวฉันเอง และฉันคิดว่า ‘มหัศจรรย์’ ไม่ใช่คำ กล่าวเกินจริงเลยสำหรับ ‘Reset’

31


32


จำนรรจ์ชีวิต ประสาท ประเทศรัตน์

33


ผูค้ นส่วนใหญ่ถกู ชีวติ ประจำวันกำกับเสีย จนเขาสู ญ เสี ย อิ ส รภาพในการกำหนด บทเพลงชี วิ ต อย่ า งมี ลี ล าที่ ค วรจะเป็ น ควรกระทำตาม กลับกล่าวถึง ‘เสียงผลิต ผู้เล่น หรือผู้เล่นผลิตเสียง’ มันคาบเกี่ยว กัน มีคนถามว่าแล้วแยกมันอย่างไร ‘พื้น ใจ’ สิ่งสะสม มันไม่ ได้หนักหนาอะไร มัน ไม่มนี ำ้ หนัก ไม่มรี ปู ทรงสัณฐาน

34


สังเกต รอยต่อของเสียงต่อเสียง รอยต่อความรู้สึกต่อความรู้สึก รอยต่อคอร์ดต่อคอร์ด รอยความคิดต่อความคิด ยากทั้งสิ้นที่กล่าวมา หากไร้ซึ่งการสังเกต เฝ้าสังเกตมันชัดเจนในอารมณ์ ที่เอิบอาบย้อมใจ และเปลี่ยนแปลงไปตลอด อีกสิ่ง คาดคั้นเอาไม่ได้ ยิ่งพยายามเหมือนชะล้าง ทั้งรอยต่อและสิ่งที่เนื่องอยู่ แวดล้อมที่เหมาะเจาะ ทั้งคู่ควร ที่อยู่ ผู้คน

ได้ยิน รู้ในรสเพลงชีวิต เมื่อได้ยินก็รู้ ไม่ต้องแปล สัมผัสรู้สำเนียง จดจำอารมณ์นั้นได้ พอนานวัน สิ่งที่เก็บไว้อย่างใส่ใจ จะเรียกว่า”เจตนา” อาจจะเรียกว่าเป็น นิสัยติดตัวมา เก็บมันด้วยใจรัก แต่ละเสียง แต่ละอย่างเมื่อมาปะติดปะต่อกัน เสียงร้อยเรียงกัน เสียงสูงต่ำ หนักเบา ผสมผสมสานกัน สิ่งแรกนำพา หาใช่ความหมายนัยยะคำแปล แต่เป็นอารมณ์เสียงที่จำนวน มหาศาลเก็บมานาน คัดสรรและสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของตน และผู้ฟัง ผ่านกาลเวลาเสมือนทดลองอะไรสักอย่าง สิ่งนั้นคืออารมณ์สัมผัสด้วยเสียงและร้อยเรียง สิ่งที่ตรงในใจไม่อาจจะปฏิเสธได้ ว่าลักษณะของผู้ผลิต มุ่งเพื่ออะไรอย่าง ชัดเจน เสียงเป็นนายผู้เล่น หรือ ผู้เล่นเป็นนายของเสียง เฉกเช่นชีวิตลิขิตคน หรือคนลิขิตชีวิต ดวงชะตาฟ้าดินหรือจะกำหนดชีวิตเราได้ 35


หากเราไม่กำหนดชีวิตเอง ฟ้าดินจะช่วยอะไรได้ อะไรมักเคยกำหนดคนเล่นเสียง มายาคติที่ติดอยู่ความลำเอียงข้างตนเอง กำลังของการสังเกตเสียงและผลิตเสียงจนเกิดทักษะอย่างหนึ่งขึ้น สิ่งนั้นนำพาฝ่ากรอบเสียงสังคมขณะที่อยู่กับสังคม เพื่อหาคำตอบที่อยากรู้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร มีถ้อยคำที่เรียกว่าอย่างไร ด้วยกาลเวลาผ่านมา ผู้ที่พบปะหลากชีวิตชาวบ้านเรียกคนบ้าประจำชุมชน คนเก็บตัวยากหาผู้สนทนา คนป่าอันมีแววตาเหมือนประตูใจส่องถึงภายใน นักคิดผู้มากด้วยวิชาการหลากหลายเหมือนผู้เล่านิทานที่ไม่รู้จบสิ้น นักเลงบ้านเติบโตเป็นนักการเมืองท้องถิ่นถึงระดับประเทศผู้มีใจมากด้วย ความทะยานอยาก ผู้ น ำประเทศผู้ ท รงอิ ท ธิ พ ลด้ ว ยอำนาจ ยามเมื่ อ เขามากบารมี ผู้ ถู ก ห่ ม อาภรณ์ด้วยเครื่องแบบแห่งยศถา นักดนตรีผู้ฝันถึงความจริงที่ไม่อาจไปถึงได้ นักเขียนผู้ใช้แป้นพิมพ์เป็นเครื่องเลี้ยงชีพเฝ้ารอคอยสิ่งที่ผุดพรายในใจ ท่ามกลางการเฝ้ารอคอยเสมือนนายพรานล่าเหยื่อซุ่มเก็บตัวอยู่ในถ้ำ ได้พบปะกับผู้คนอันหลากอารมณ์ยังให้รับรู้ถึงภายในเขา ต้องสิ่งนั้นให้คงอยู่กับเขาชั่วนานแสนนาน เขาหลงลืมบทเพลงชีวิตที่เคลื่อนไป มีบทเริ่มต้นอินโทร มีท่อนกลางหรือท่อนแยก ในนั้นยังมี เอ็กซิเด็นคอร์ด ที่หักอารมณ์สิ้นเชิงไปจากบทร้อยเรียงเสียง อย่างเป็นระเบียบ นั้นยังไม่รวมถึงตัวโน้ตที่แตกแถว เหมือนไม่เอาอะไรกับบทเพลง ชีวิตจริงไม่ได้ต่างจากนี้เลย บทชีวิตที่ดีที่สุดเป็นบทที่จำต้องอิมโพรไวส์สดๆ ไม่อาจคาดเดาได้ สิ่งสำคัญคือการออกจากเรื่องราวหรือตัวโน้ตแตกแถว ‘อย่างรีบด่วน’ คำนี้ยังเร็วไม่พอ ‘อย่างฉับพลัน’ คำนี้ก็ยังไม่ทัน ความจริงมันไวกว่านั้น สิ่งจะทำให้รู้ได้ ‘เป็นรอยต่อ’ ‘เป็นระหว่าง’ บทชีวิตดำเนินไป ไม่ช่วงพักแต่จังหวะชีวิตและจังหวะลีลาของบทเพลงชีวิต ผู้สร้างเองเป็นผู้กำหนด แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่เลย 36


ผู้คนส่วนใหญ่ถูกชีวิตประจำวันกำกับเสียจนเขาสูญอิสรภาพ ในการกำหนดบทเพลงชีวิตอย่างมีลีลา ที่ควรเป็น ควรกระทำการ กลับกล่าวถึง ‘เสียงผลิตผู้เล่น หรือผู้เล่นผลิตเสียง’ มันคาบเกี่ยวกัน มีคนถามว่าแล้วแยกมันอย่างไร ‘พื้นใจ’ สิ่งสะสม มันไม่ได้หนักหนาอะไร มันไม่มีน้ำหนัก ไม่มีรูปทรงสัณฐาน ปล. เสียงเป็นรูปอารมณ์สัมผัสหู เป็นรูป แต่สิ่งเกิดขึ้นคือความมหัศจรรย์ กระบวนการเกิดจึงสำคัญ มีข้อจำกัด ทำให้คนแตกต่าง ละเอียดหยาบต่างกันไป เพราะความรู้แจ้งในอารมณ์แตกต่าง จนถึงไม่สามารถรับรู้ได้ คงอุปมาเหมือนคลื่นความถี่ของเสียงที่สัตว์บางชนิดรับเสียงได้ แต่บางชนิดรับเสียงนั้นไม่ได้

หนึ่งจังหวะตัวโน้ต เสียงโน้ตใดสะดุดใจพลัน เวลาไม่อาจประมาณได้ ความรู้สึกแผ่กว้างลึกลงหยั่งจับจิตย้อมใจ ฉันใด บทชีวิตไม่มากเลยที่สะดุดแต่ทรงอิทธิพลต่อเพลงชีวิตฉันนั้น เสียจังหวะไม่ได้ ผู้ฝึกหนักเท่านั้น ที่จะไม่ทำให้เพลงเสียหาย สู่ผู้อื่นแค่สัมผัสเปลือกเสียง และเพื่อนร่วมบรรเลงบทเพลงชีวิต ด้วยความต่างพื้นใจ สั่งสมนับปีแสง พลั้งพลาดขณะใด ผละนั้นแล ช่วยพลันทันการ รูปธรรมอิงอาศัยนามธรรมฤๅนามธรรมอิงอาศัยรูป สิ่งที่เกิด จังหวะชีวิตที่มีแต่ประคอง อาศัยแรงสอง แรงสาม จึงสำคัญยิ่ง ต่างก็มีแรงขับ แลไม่รอสั่งการ สิ่งนั้นจึงเรียกระบบชีวิตอันสมบูรณ์ 37


การเดินทางของกีตาร์ ไร้สาย จังหวะชีวิตที่ทนต่อสิ่งรอบข้าง มนุษย์ตา่ งจากอิเล็กโทน เสียงสังเคราะห์ทเี่ ข้ามาแทนบริบทชีวติ คนดนตรีกลุม่ ตั้งแต่สามคนขึ้นไปผิดกฎหมาย กติกาสังคมช่วงนั้น ได้ฆ่าจิตวิญญาณคนดนตรี การรวมวงจึงแยกแตกไปทำงานตัวใครตัวมัน ก็สามารถแสดงดนตรีได้ด้วยตัวเอง ขาดผู้นำพาวง หัวใจ back up ผู้นำที่ละเอียดอ่อน ผู้สนับสนุนคนให้มาร่วมเล่นดนตรีกัน ขาดการสืบต่อ ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ วิถีของการโอบอุ้ม แบกรับความหลากหลาย เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ไม่มีในระบบการศึกษา เช่นกัน วิธีสัมพันธ์หลอมรวมความสุนทรียภาพ ก่อเกิดพลังกลุ่มการขับกล่อมอันทรงพลัง การเดินทางกีตาร์ไร้สาย จึงถึงเสียงกีตาร์ซูซูกิ ตามหากลุ่มคนดนตรีและการหลอมรวมคนสุนทรียะ ในช่วงก่อนยุคโชว์เดี่ยวอิเล็กโทน สีสันของกลุ่ม และฝีมือฉมัง ความสามารถของแต่ละคน ความละเอียดในการเก็บเสียงของเครื่องดนตรี ออกมาเรียบเรียง สนามฝึกซ้อม ผูป้ ระสานสอดคล้องของบทเพลงทัง้ เครือ่ งสายและเครือ่ งเป่า มีเรื่องเล่าสู่กันของแต่ละสนามงาน เรื่องสนุกสนาน ผู้เยาว์วัยได้รับการซึมซับ สั่งสมดนตรีที่รวมเอาคนยุคใหม่และยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างสมสมัย เพลงสุนทราภรณ์ เพลงบรรเลงชาโดว์ ในนามชือ่ วง ‘กังวานไพร’ ‘เสือ กลิน่ สัก’ ในบทนิยายร้อยป่าจากเรื่องจริง หมอกควันบุหรี่หนาในบาร์ เสียงเพลงบรรเลงพร้อมผู้คนมากมายและหลากหลาย 38


ในยุคเหมืองไม้ ชีวิตลูกผู้ชาย ศิวิไลซ์ กีตาร์ตัวแรกไร้สาย แต่มีเสียงที่ดังอยู่ในใจ ทำจากมือ ด้วยเศษไม้ที่หาได้ เสียงที่ได้ยิน นิ้วที่โลดแล่น ลีลาที่ไหวเคลื่อนบนคอกีตาร์ทำมือ เสียงที่ดังภายใน มักจะเล่นกับวงทุกวงทีเ่ ปิดแผ่นบันทึกบนร่องเสียง Villa-Lobos The Shadows The Ventures ฯลฯ เสียงในใจมีก่อนเสียงผลิตภายนอก พี่ชายคงเห็นจึงหาซื้อกีตาร์ตัวแรกที่มีสายกีตาร์โปร่ง ซูซูกิ หุ่นทรงคล้ายกีตาร์คลาสสิก ซื้อมาจากโรงจำนำ ราคา 100 บาท เสียงเกินค่า คอร์ด Am พีช่ ายสอนให้จบั จับดีดเล่นคอร์ด Am เสียงเพราะมาก เป็นเสียงกีตาร์โปร่ง จริงๆ ใส่ใจฟังเสียงกีตาร์ที่บทบาทเด่นในแผ่นเพลงของ jame last orchestra ในชุดหนึ่ง ที่ใช้กีตาร์คอร์ดตัวเดียว back up เด่นนำวง orchestra ค้นหาฟังอีกไม่ได้เมื่อเวลาล่วงผ่านมานาน กีตาร์ Rhythm กีตาร์ back up ยังอยู่ในความทรงจำ เมื่อก่อนไม่ได้รู้ใครเล่น วงใดชื่ออะไร มีชื่อเสียงอย่างไร

รู้ด้วยเก็บตกสั่งสม หลอมรวมสั่งสม เก็บตก เมือ่ ยังเด็กพอช่วงยามเย็น เห็นชายชุดสีขาวทัง้ ตัวถึงรองเท้าแต่งตัวออกบ้าน ทรงผมอย่างเท่สุดๆ เค้าเป็นนักดนตรีมือกลองในบาร์ บางครั้งดึกๆ ยังได้ยินเสียงทะเลาะก่นด่ากัน เสียงดังข้ามถนนมายังบ้านเรา บ่อยๆ เสียงเหมือนเมามาก เสียงแก้วแตกขว้างนั้น เป็นประจำ 39


ตอนบ่ายแก่ๆ เห็นหน้าตายังไม่สร่างเมา แตกต่างจากตอนค่ำคืน ชายชุดขาวในมือถือไม้กลองเป็นอาวุธ แต่จังหวะและลีลาจึงแตกต่างจากภาพลักษณ์ ที่ให้ผู้อื่นได้เห็นเป็นไป นี้หรือคือชีวิตคนดนตรีกลางคืน อะไรเป็นสิ่งที่เขาต้องการในชีวิต นั้นคือบทชีวิตที่เห็น และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ และจำเป็นต้องก้าวผ่าน ช่วงนั้นยังไม่เข้าใจ องค์ประกอบสำคัญคือชีวิตคู่ คู่ที่แตกต่างเพศ เมื่อประสบพบพาน ก็ใช่จะสามารถเข้าใจเข้าถึงได้ ผู้ผ่านราตรีนานมีเรื่องเล่ามากมายที่เกี่ยวโยงให้เรียนรู้จากสิ่งเราผ่านมา ว่าสิ่งนี้ไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจและเข้าถึงอย่างเป็นกลาง และจริงเท่าจากเรื่องเล่าชวนสังเกตชีวิต และบทเพลง จังหวะชีวิต ธรรมชาติจริงที่ควรรู้ จังหวะการดำเนินชีวิตไม่ได้ตกไปตามกระแสสิ่งแวดล้อมที่กระทบ เสียงแทรกจากสังคมไร้อิทธิพล เสียงภายในชัดเจนกว่า ชีวิตคนดนตรีมีค่ามากกว่าการเล่นเพื่อผู้อื่น เราต่างหากที่จะต้องเล่นเองฟังเอง ชื่นชมเอง จังหวะชีวิตจึงแตกต่างจากคนทั่วไป การกำหนดชีวิต และกำหนดจังหวะที่ล่องไปกับบทเพลงชีวิต ไม่ได้ซ้ำซากจำเจ เพราะมันใหม่สดเสมอ ไม่มีสิ่งใดเหมือนเดิม มีสิ่งปรากฏต่อหน้า ขอเพียงสังเกต สังเกตภายในสู่ภายนอก

40


หมายเหตุในเสียง รู้ไง เมื่อเสียงกระทบหู รับรู้ ได้ยิน มีคำว่า ‘รับ’ ก่อนรู้ ผมใช้ว่า ‘สะดุด’ความจริงด้วยความไวเหนือแสง มันจะข้ามไปรู้แบบ ‘ชอบใจไม่ชอบใจ’ หรือ ‘พอใจไม่พอใจ’ รวมทั้งเฉยๆ ก็อยู่ในชอบใจพอใจ ความหมายคือ สิง่ ที่ ‘สะดุด’ จะมีกำลังของการสังเกตเข้าไปตรงมากน้อยเท่าไร ไม่อาจจะวัดได้ ประมาณเอาได้ด้วยหน่วยมาตรา คำว่า ‘ไม่มีประมาณ’ จึงสะดุด การฝึกหัดท่ามกลางความไม่ขุ่นใจถือเป็นช่วงที่ดีที่สุด ความพยายามจะสูญเปล่า เพราะความอยากเป็นอุปสรรคเสียเอง สะดุดจึงมีอะไรพิเศษแฝงอยู่ แบบไม่เห็น

41


42


ปากหมา-ภาษาดอกไม้ ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย

43


เราออกได้ ไม่จมอยู่กับความวกวน ไม่ ตกอยู่ ใ นวั ง วนของการอธิ บ ายหาเหตุ แบบที่เป็นมา อิสระของใจก็จะก่อเกิดทีละ น้อย แล้วถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ผมก็ ยั ง ถู ก เพื่ อ นเรี ย กว่ า ‘ปากหมา’ เหมื อ นเดิ ม ชี วิ ต ดี ขึ้ น มั้ ย แน่ น อนการ จัดการพื้นที่ภายในจิตใจดีขึ้น

44


เพื่อนบอก “เชื่อในเรื่องกรรมแต่ ไม่เชื่อในเรื่องชาตินี้ชาติหน้า” ผมบอกว่า ถ้าอย่างนัน้ เวลาตายแล้วกรรมบุญทีส่ ะสมมามันไปไหน “มันสลายหายไปเป็นพลังงาน” เพื่อนตอบ ผมบอกว่าแล้วจะทำไปทำไมถ้าตายแล้วมันหายไปหมด “ทำเพื่อความสบายใจ” เพื่อนตอบมาอีก ผม “ถ้าอีกห้าวินาทีผมจะตาย ผมอาจจะตะโกนกรีดร้องหรือฆ่า ใครก็ได้ เพราะรู้ว่าอีกห้าวินาทีก็จะตายห่าแล้ว ผมอยู่กับความไม่สบายใจ ได้น่าแค่ห้าวินาทีเอง แล้วทุกอย่างก็จะสลายหายไป หมดแล้ว ไหนล่ะ เหตุผลที่ผมจะต้องทำกรรมดี” เพื่อนเริ่มหงุดหงิด “เพราะมึงพูดจาแบบนี้ถึงไม่มีใครอยากจะพูดกับมึง” ผมเป็นคนที่พูดจาหวาน ๆ ไม่เป็น พูดอย่างอาจารย์ “มันเป็นวาสนา” คือนิสยั ทีส่ งั่ สมมาตัง้ แต่เมือ่ ใดไม่รู้ อย่างที่หมอเจตน์ว่ามันอาจจะถ่ายทอดมาจาก DNA ของพ่อแม่ การพูดจาของผมถูกเพื่อนตำหนิหลายครั้งว่าไม่เป็น ‘ปิยวาจา’ แต่ผมก็ถือคติที่ว่าวาจา ‘สุภาษิต’ คือวาจาที่เป็นจริง และสำหรับ คนที่ไม่อยากจะถกกันเพื่อค้นหาความจริง ถ้อยคำเหล่านี้ก็จะระคายความ รู้สึกของผู้ฟังไม่มากก็น้อย แม้แต่ น้าสาท (ประสาท ประเทศรัตน์) สมาชิก กลุม่ ตกตัง้ ใหม่ ก็อดทีจ่ ะตักเตือนไม่ได้ “ทำไมไม่ใช้ความเป็นหนุม่ ของตัวเอง ให้เป็นประโยชน์?” ซึ่งผมเดาเอาเป็นการบอกเป็นนัยว่าให้ผมพูดจา ‘ภาษา ดอกไม้’ ซึ่งน้าสาทก็ได้แสดงให้ผมประจักษ์ หลายต่อหลายครั้งว่า การใช้ ถ้ อ ยคำหวานๆ ของเขาสามารถชนะใจน้ ำ มิ ต รได้ ผมก็ เ คยทำตามคำ แนะนำอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้าย ผมพบว่า “การเป็นอย่างที่ผมเป็น สบายใจที่สุด”​ เพราะอันที่จริง คนที่ผมยึดถือเป็นต้นแบบเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ‘พระ อาจารย์’ พระอาจารย์เป็นต้นแบบของผู้ที่ยืนยันในความเชื่อของตนเอง ไม่ ว่าสังคมรอบข้างจะว่าอย่างไรก็ตาม ท่านไม่ลงให้กับลูกศิษย์ที่ร่ำรวยเงิน ทองเป็นร้อยล้าน ไม่ลงให้กับลูกศิษย์ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น ท่านไม่ลงให้กับ ลูกศิษย์ที่ร่ำเรียนมาสูงๆ เป็นดอกเตอร์หรือใครหน้าไหนก็ตาม ถ้าเป็นเรื่อง ความกล้ า หาญในธรรมแล้ ว ท่ า น���ม่ ย อมถอยให้ แ ม้ แ ต่ ‘นิ้ ว เดี ย ว’ ไม่ 45


ประนี ป ระนอมให้กับความเห็นที่ไปผิดทาง เพราะท่ า นยึ ด หน้ า ที่ ข องครู อาจารย์ที่ ‘ให้เครื่องป้องกันภัยในทิศทั้งหก’ แก่ลูกศิษย์ อาจารย์ไม่โอ๋ ลูก ศิษย์เพื่อเห็นแก่อามิส แม้นั่นจะหมายถึงการสิ้นสุดลงของความสัมพันธ์ แน่นอนว่า ถ้าลงใจว่าจะเลือกอย่างนี้ ก็หมายถึงต้องไม่หวั่นต่อ ผลที่ติดตามมา คือต้องพร้อมที่จะเดินไปเพียงลำพัง และต้องยิ้มรับก้อนอิฐ ไข่เน่า สารพัด แล้วผู้อ่านอาจจะคิดว่าผมเป็นพวกมาโซคิสต์หรืออย่างไร ที่เลือก จะกลืนก้อนเลือดของตัวเอง แทนที่จะยอมๆ ตามเขาไปเพื่อแลกกับ ‘ความ สุข’ ไม่ มี ใ ครไม่ อ ยากได้ ค วามสุ ข แต่ พ ระพุ ท ธองค์ ไ ม่ ไ ด้ ส อนเรื่ อ ง ‘สุขสัจจ์’ ท่านสอนเรื่อง ‘ทุกข์สัจจ์์’ ความเป็นปุถุชนของผมไม่ใช่หมายความ ว่าผมจะไม่อยากได้รับดอกไม้ แน่นอนผมยังมีความอยาก อยากที่จะได้รับ การยอมรับ อยากได้การชื่นชม แต่เมื่อเข้าใจว่าแม้แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็อยู่ไม่ นาน ความอยากตัวนี้ก็มีอิทธิพลกับตัวผมเองน้อยลง ในขณะที่เพื่อนฝูงบางคนอาจจะมองว่า ผมเถียงไปเพื่อเอาชนะ คะคาน บางคนถึงกับไปคุยกันลับหลังว่า “ผมอยากเป็นพระเจ้า” คือ อยาก จะถูกทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ผมก็ไม่รู้ว่าเพื่อนไปเอา ความคิดแบบนี้มาจากไหน และทำไมเพื่อนจึงแยกแยะไม่ได้ระหว่างการ สนทนาเพื่อให้เกิดปัญญา กับการสนทนาเพื่อเอาชนะคะคาน หรือเพื่อ บังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องมาเชื่อเหมือนตน เพื่อนบางคนในระหว่างการสนทนา ก็ไปหยิบยกเรื่องส่วนตัวมา เสียดแทงว่า “ในชีวิตจริงของมึง ก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่ประสบความสำเร็จ อะไรสักอย่าง เลี้ยงตัวเองก็ไม่ได้ แล้วมึงมีสิทธิอะไรที่จะพูดในเรื่องเหล่านี้ มึงได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีหรือยัง ได้ทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีหรือยัง ฉันนี่ เสียภาษีให้กับประเทศชาติปีละหลายล้านนะเฟ้ย” แน่นอนถ้อยคำเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเจ็บปวด ผม เป็นมนุษย์ธรรมดาฟังแล้วไม่รู้สึกอะไรก็เกินไป แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์สอนก็ คือ ให้ฝึกการ ‘จบให้เป็น’ ไม่ว่าเรื่องราวจะหนักหนาแค่ไหน และ “โกรธได้ แต่อย่าผูกโกรธ” ผมก็ไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งถ้อยคำของอาจารย์มันผุดขึ้นมารับ ใน 46


สถานการณ์ต่างๆ แล้วทำให้มุมมองของผมเกี่ยวกับสถานการณ์เหล่านั้น มั น เปลี่ ย นแปลงไป คำฝรั่ ง เท่ ๆ ที่ ถู ก นำมาใช้ เ รี ย กปรากฏการณ์ นี้ ก็ คื อ ‘Paradigm Shift’ คือเป็นการเปลี่ยนแปลงมโนสำนึกของเราอย่าง ‘ยก กระบิ’ มันเหมือนจู่ๆ เราได้ซูมตัวเองออกมาจากปมเชือกไหมพรมที่พันกัน วุ่น ไม่ดึงหรือสอดด้ายเข้าไปให้มันยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม ปมปัญหามันไม่ได้ ลดลง มันมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราฝึก ‘รีเซต’ ตัวเองออกจาก ความคิดบ่อยครั้งเข้า เรายกกระบิมโนทัศน์ของเราที่มีต่อเหตุการณ์นั้น อย่างสิ้นเชิง เราออกได้ ไม่ จ มอยู่ กั บ ความวกวน ไม่ ต กอยู่ ใ นวั ง วนของการ อธิบายหาเหตุ แบบที่เป็นมา อิสระของใจก็ก่อเกิดทีละน้อย แล้วถามว่ามี อะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ผมก็ยังถูกเพื่อนเรียกว่า ‘ปากหมา’ เหมือนเดิม ชีวิต ดีขึ้นมั้ย แน่นอนการจัดการพื้นที่ภายในจิตใจดีขึ้น ส่วนไอ้ที่เขาบอกว่ามันจะส่งผลออกมาเป็นรัศมีของผู้ปฏิบัติธรรม เป็นสีขาวอันเรืองรองอันนั้น ผมว่าคงไม่เกิดขึ้นกับผม อีกอย่างผมว่ารัศมี แบบนั้น ‘มันคงไม่เข้ากับผม’ น่ะนะ 22 ก.ย. 2556

47


48


ในความรู้สึก ไม่พอใจ เพชร เพ็งชัย

49


ความจริงฉันได้พบกับความพอใจตั้งแต่รู้ ว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ฉันก็ ไม่ยอม พอ มือข้างหนึ่งของฉันยังกำอารมณ์ ไม่พอใจ ที่ ต นเองโง่ อ ยู่ แล้ ว ฉั น ก็ พ ยายามออก จากมันโดยการแสวงหาความพอใจจาก การพู ด คุ ย ความจริ ง ตอนที่ ฉั น ถื อ อารมณ์ อ ยู่ ก็ ไ ม่ รู้ จ ะพู ด อะไรเหมื อ นกั น พยายามจะคุยต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เรื่อง มันก็จบไปนานแล้ว 50


ฉันทราบความหมายของ ‘รีเซต’ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ‘ตกตั้ง ใหม่’ เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 จากการเดินกายบริหารที่อาจารย์ประสาท พาทำ ครั้ ง นั้ น อาจารย์ ป ระสาทมากั บ อาจารย์ ศ รชั ย ในโครงการอบรม จิตตปัญญาสำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม การเดินรีเซตที่ฉัน ได้สัมผัสในครั้งนั้นเป็นการเดินสามจังหวะโดยมีจังหวะที่สองฝืนความคุ้น ชิน อาจารย์ประสาทไม่ได้เน้นย้ำหรือบอกวัตถุประสงค์ใดๆ ฉันดื้อเงียบ ทำตามบ้างไม่ทำตามบ้าง ฉันสังเกตตัวเอง อาการเหม่อลอยเป็นระยะๆ ของฉันถูกดึงมาอยู่ ในจังหวะที่สองของการเดิน ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากเดินได้ประมาณครึ่ง ชั่วโมง อาจารย์ประสาทและอาจารย์ศรชัยชวนผู้เข้าร่วมอบรมให้นิยาม คำว่า รีเซต ฉันจำไม่ได้ว่าให้คำนิยามไปอย่างไร ตอนนี้ ห ากให้ อ ธิ บ าย ฉั น คงตอบว่ า มั น คื อ ‘การผุ ด ตั้ ง ขึ้ น ของ ความรู้สึกตัว’ ซึ่งอาจเกิดจากการทำกิจกรรมอะไรก็ได้ในชีวิตประจำวัน ฉันกับเขา ฉันบอกว่ารักเขา เขาก็บอกว่ารักฉัน ชีวิตฉันที่เคย เรียบเฉยเริ่มมีสีสันขึ้น ฉันเล่าเรื่องที่ไม่คิดว่าจะมีใครฟังแล้วให้เขาฟัง เขา ก็ ฟั ง และไม่ ว่ า ฉั น บ้ า ฉั น คุ ย กั บ เขาโดยใช้ หู ฟั ง ใส่ หู วั น ละหลายชั่ ว โมง แรกๆ ฉันรู้สึกพิเศษและสดชื่นที่เขาตั้งใจฟัง แต่ต่อมาฉันพบว่าตนเอง เจ้าอารมณ์ขึ้น พะวงหาแต่โทรศัพท์ เอาแต่ใจตนเองเฉพาะเวลาคุยหรือ อยู่กับเขา เขาเองจากที่เคยฟังและคล้อยตามเสมอก็เริ่มมีความเห็นต่าง เราทะเลาะกันแม้เรื่องเพียงเล็กน้อย และฉันเองก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน ฉั น ต้ อ งการเคลี ย ร์ ทุ ก เรื่ อ งที่ รู้ สึ ก ขั ด ใจ เขามี ค วามอดทนและ ใจเย็นมาก แต่ต่อมาก็เกิดอาการคล้ายคลึงกับฉัน เราโต้เถียงกันอย่าง เต็มที่ ด้วยคำอธิบายเหตุผลจำนวนมาก ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายผิด เขามัก จะขอโทษฉันในตอนท้าย สิ่งนี้เองทำให้ฉันได้เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันเล่าเรื่องบางอย่างให้เขาฟัง เขาไม่พอใจมาก ฉัน บอกเขาว่า ฉันไม่เป็นไร แต่ฉันอธิบายยังไม่ทันจบ แบตเตอรี่มือถือของ เขาก็หมด ช่วงแรกฉันกระวนกระวายใจ เกรงว่าเขาจะเดือดดาลไปถึง ไหน ปวดหัวตัวร้อนหรือเปล่า ฉันไม่น่าเล่าให้เขาฟังเลย เวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ฉันรู้สึกกระวนกระวายที่เขาไม่โทรมา ทั้งที่น่าจะชาร์จแบตเตอรี่ที่ 51


ทำงานได้ เวลาผ่านไปอีก 1 ชั่วโมง ฉันลองโทรหาเขา ปรากฏว่าโทรติด แต่เขาไม่รับ ฉันเริ่มฉุนที่เขาชาร์จแบตได้แต่ไม่โทรกลับ แค่ โ ทรมานิ ด เดี ย วว่ า เข้ า ใจแล้ ว ไม่ เ ป็ น ไรก็ ไ ด้ ทำไมไม่ โ ทรมา เวลาผ่ า นไปอี ก 30 นาที เขาโทรกลั บ มาด้ ว ยน้ ำ เสี ย งสดใสเหมื อ นไม่ มี อะไรเกิดขึ้น ฉันโมโหมาก รู้สึกว่าตนเองบ้าไปเอง ฉันบอกเขาว่าเพิ่ง เข้าใจ เ ขาถามว่าเข้าใจเรื่องอะไร ฉันก็ปิดโทรศัพท์แล้วนอน... มีความสะใจอยู่พอสมควร เวลาผ่านไปประมาณ 45 นาที ฉันตื่น ขึ้นรู้สึกกระวนกระวายจึงเปิดเครื่องโทรศัพท์ใหม่ กว่าเขาจะโทรกลับมา แล้วได้คุยกันก็ตีสองครึ่ง เขาบอกว่าติดธุระคุยกับเจ้านาย ซึ่งฉันก็เดาได้ ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังไม่พอใจอยู่ดี เขาบอกว่าเป็นห่วงฉันเหมือน กัน แต่ก็รีเซต เลยไม่เป็นไร ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองโง่มากที่เป็นห่วงเขา ฉันน่าจะไม่ใส่ใจความ รู้สึกข���งเขาตั้งแต่ต้น วันนั้นเขาเองก็เหนื่อยมาก และเรื่องที่คุยกับเจ้า นายก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะคุยกับเขาไปเพื่ออะไร อี ก แต่ ก็ ยั ง ไม่ ย อมวางสาย คุ ย ไปเท่ า ไหร่ ตั ว เองก็ ไ ม่ พ อใจ และไม่ สามารถช่วยแบ่งเบาอะไรให้เขาสบายใจได้เลย ฉั น รู้ สึ ก ว่ า ตั ว เองคุ ย กั บ เขาเพื่ อ แสวงหาความพอใจจากคำพู ด แล้วฉันก็พบว่าไม่มีคำพูดใดทำให้ฉันพอใจได้เลย ไม่ว่าเขาจะขอโทษหรือ พู ด ให้ ฉั น รู้ สึ ก ตั ว ว่ า กำลั ง รุ ก รานคนที่ เ หนื่ อ ยมาก และเพิ่ ง โดนเจ้ า นาย ตำหนิมา เขามีความอดทนและใจเย็นมากแม้จะกำลังเหนื่อยและน้อยใจ เขานอนกรนคาโทรศั พ ท์ ใ นเวลาประมาณตี ห้ า ฉั น จึ ง นอนบ้ า ง วินาทีที่ฉันตัดสินใจจะนอน มันมีความสงบราบเรียบเหมือนก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รีเซตของฉันเกิดขึ้นตอนนี้ ฉันไม่รู้ว่าเมื่อหลายชั่วโมง ก่อนมีปัญหาอะไรนักหนา ฉันจึงไม่ยอมหยุดสักที ฉั น ได้ ต ระหนั ก รู้ ว่ า ความไม่ พ อใจนั้ น ไม่ อ าจหายได้ จ ากการ แสวงหาความพอใจ ความจริงฉันได้พบกับความพอใจตั้งแต่รู้ว่าเขาไม่เป็นไรแล้ว แต่ ฉันก็ไม่ยอมพอ มือข้างหนึ่งของฉันยังกำอารมณ์ไม่พอใจที่ตนเองโง่อยู่ แล้วฉันก็พยายามออกจากมันโดยการแสวงหาความพอใจจากการพูดคุย ความจริงตอนที่ฉันถือสายอยู่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน พยายามจะคุย 52


ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็จบไปนานแล้ว ความไม่พอใจหายได้เมื่อรู้จักพอ...แต่กว่าฉันจะรู้จักพอก็ต้องรอ ให้ถึงเวลาที่คุยไปต่อไม่ได้แล้ว จากเรื่องราวข้างต้น ฉันพบว่าสิ่งที่ฉันไม่พอใจนั้น จะพูดอย่างไร ฉันก็ไม่พอใจอยู่ดี ความไม่พอใจไม่สามารถกลายมาเป็นความพอใจได้ ถึงจะบอกให้เปลี่ยนมุมมองหรือบอกเจตนาว่าหวังดี มันก็ถือว่าเป็นคนละ เรื่อง ส่วนที่หวังดีมุมมองที่ดูดีมันก็ดีอยู่อย่างนั้น ส่วนที่ฉันไม่พอใจมันก็ ยังไม่พอใจอยู่นั่นเอง การโต้ เ ถี ย งเพื่ อ แสดงเหตุ ผ ลหรื อ เจตนาของอี ก ฝ่ า ยก็ เ ป็ น เพี ย ง การเปลี่ยนมุมมอง มันช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฉันปล่อยมือที่เกาะอยู่ กับความไม่พอใจออกไป การโต้เถียงด้วยเหตุผลจึงไม่ช่วยให้ฉันพอใจได้ เลยหากฉันยังใช้มือข้างหนึ่งกำความไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา การรีเซตช่วยปลดมือที่กำให้คลายได้ แต่มันเกิดขึ้นช้าเพราะฉัน ไม่ ไ ด้ เ ริ่ ม ต้ น ไม่ เ พี ย รทำให้ เ ป็ น นิ สั ย ในสภาวะปกติ ฉั น รี เ ซตได้ แ ละ อธิบายได้ละเอียดเสียด้วย ฉันทำมันได้จริงๆ แต่ในเวลาที่มีปัญหาฉัน กลับไม่ยอมทำ ขณะที่คุยโทรศัพท์ฉันระลึกถึงรีเซตได้หลายครั้ง แต่ไม่ได้ ตัดสินใจทำ ฉั น เห็ น ว่ า ยั ง ไม่ เ ป็ น ไร ฉั น สามารถทำให้ เ รื่ อ งนี้ จ บลงได้ โ ดยไม่ ต้องรีเซต ลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวันของฉัน ฉันเรียกมัน ว่า ‘ความคลุมเครือของการตัดสินใจ’ วันหนึ่ง ขณะถือของลงจากรถ มี 3 เรื่องผุดขึ้นมา เรื่องที่หนึ่งคือ เล่ น กั บ เปา (สุ นั ข ที่ บ้ า น) เรื่ อ งที่ ส องคื อ สนทนากั บ พ่ อ ที่ ก ำลั ง พู ด กั บ ฉั น เรื่องที่สามคือเอาถุงข้อสอบและกระเป๋าเข้าบ้าน ขณะที่ฉันยังลังเลอยู่ว่า จะเล่นกับเปาหรือไม่ และจะคุยกับพ่อก่อนหรือจะเล่นกับเปาก่อน เปาก็ เดินเข้ามาหาฉัน ฉันจึงวางถุงข้อสอบไว้ท้ายรถแล้วก็เล่นกับมัน เมื่อได้ยินเสียงพ่อพูดขึ้นมาอีก ฉันจึงเกาคางเปาไปด้วยคุยกับพ่อ ไปด้วย พอคุยจบฉันก็สะพายกระเป๋าเดินเข้าบ้านไปเลย ทิ้งถุงข้อสอบไว้ ท้ายรถ หากฉันตัดสินใจได้ว่าจะทำเรื่องใดในลำดับใดบ้าง ฉันคงไม่ลืม 53


ถุงข้อสอบไว้ท้ายรถ ฉันพบว่าการตัดสินใจนี้เป็นประเด็นสำคัญทีเดียวในการสนทนา ขณะอยู่ในบทสนทนาฉันต้องฟังในสิ่งที่คู่สนทนาพูดและอยู่กับความคิด ตน เพื่อสานต่อการสนทนา ฉันไม่ได้รู้สึกชัดที่กายบ่อยนักเวลาสนทนา เมื่อมีความมึนงง กังวล สงสัย ขัดเคือง ผุดขึ้นจากการกระทบของคำพูด ในบทสนทนา ฉันมักจับได้ไว การจับได้นี้ไม่ได้ทำให้ฉันออกจากมัน แต่ กลับทำให้ฉันติดอยู่กับมัน ฉันพบว่าตนไม่ว่างพอจะคิดต่อ แต่ก็ไม่พร้อมจะปล่อยมันไป สิ่ง นี้ทำให้ฉัน ‘ไม่ได้ตัดสินใจ’ หรือบางครั้งฉันก็ ‘ตัดสินใจไม่ได้’ ว่าจะเอา อย่างไรกับมัน ในเวลาแบบนี้ฉันมักใช้มือข้างหนึ่งจับอารมณ์เหล่านี้ลาก ไปพร้อมๆ กับการฟังและการพูดกับคู่สนทนา การเหม่อลอยและแปล ความหมายผิดของฉันเริ่มต้นจากจุดนี้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้ฉันได้ตระหนักว่า ‘ความสามารถ ของฉันมีขีดจำกัด’ ฉันไม่สามารถลากอารมณ์ประเภทนี้ไปต่อแล้วประสบ ความสำเร็จในการสนทนาได้ ฉันต้องปล่อยมันทิ้งไปหรือไม่ก็ขอยกมันขึ้น มาพูดกับคู่สนทนาเสียเลยเพื่อให้เราอยู่ในเรื่องเดียวกัน การยกมันขึ้นมา พู ด มั ก ทำให้ เ รื่ อ งยาวและเกิ ด ปั ญ หามากกว่ า เดิ ม แต่ ฉั น ก็ พ บว่ า มี บ าง เรื่องที่ฉันยกขึ้นมาพูดกับคนบางคนแล้วมันคลี่คลาย เมื่อเรื่องเดิมมากระทบอีกมันจะดูธรรมดา จนฉันไม่มีแรงบันดาล ใจในการยกมั น ขึ้ น มาคิ ด เรื่ อ งไหนที่ ฉั น เคยลากแล้ ว ต้ อ งปล่ อ ยไปก่ อ น เพราะเกินกำลังนั้น มันมักจะกลับมาหาฉันใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่า ฉันจะได้รับบทเรียน แล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจอีกต่อไป ส่ ว นการปล่ อ ยมั น ทิ้ ง ไปนั้ น ต้ อ งใช้ ก ารตั ด สิ น ใจที่ ร วดเร็ ว และ กำลั ง ใจที่ ห นั ก แน่ น ในการปลงใจทำตามนั้ น ฉั น ยั ง อ่ อ นด้ อ ยในเรื่ อ งนี้ อย่างไรก็ตามฉันพบว่า ‘ต้องไปสอนแล้ว’ เป็นการตัดสินใจที่ช่วยฉันได้ หลายครั้งทีเดียว เพราะฉันตกลงปลงใจได้จริงๆ ว่าจะต้องไปสอนนิสิต แล้ว ฉันตั้งขึ้นโดยอัตโนมัติแล้วคว้ากระเป๋าด้วยความคุ้นชิน สำหรับฉันแล้ว ‘ความชัดเจนของการตัดสินใจ’ ถือเป็นเชื้อให้เกิด การรีเซตชนิดหนึ่ง มันเกิดขึ้นก่อนที่ฉันจะตั้งตรงแล้วก้าวต่อไป เมื่อใดที่ ฉันไม่ชัดเจน มันคล้ายกับว่าฉันเอียงๆ ก้มๆ มีอะไรมาสะกิดแต่ฉันก็ไม่ ยอมตัดสินใจ นัยว่าตัวสะกิดแรงไม่พอ หรือไม่ก็ตัวตัดสินใจแรงน้อยไป 54


การฝึ ก ที่ ฉั น กำลั ง ฝึ ก อยู่ ข ณะนี้ แ ล้ ว ตั ว ตั ด สิ น ใจของฉั น มี ก ำลั ง มากขึ้ น มั น คื อ การ ‘ภาวนา’ ที่ ฉั น พบว่ า มี อ ยู่ ทั้ ง ในการเดิ น รี เ ซตของ อาจารย์ประสาท การสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ที่พวกเรารู้จักกันทั่วไป และการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วยความจดจ่อและจริงใจ ฉันยังไม่ตกผลึก ฉันต้องฝึกความชัดเจน ฝึกบ่อยๆ *ขอนอบน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และทุกท่าน

55


56


เป็นดั่งคำอาจารย์ ประพิมศรี หอมฉุย

57


ดิฉันได้นำจิตขอสิ่งดีๆ ที่ตนเองได้เรียนรู้ จากครู บ าอาจารย์ นี้ ม าถ่ า ยทอดแก่ ผู้ ประสบทุ ก ข์ ได้ เ รี ย นรู้ ต ามกำลั ง ของ ตนเอง จากเหตุ ก ารณ์ นี้ เ อง ทำให้ ดิ ฉั น ตั้งใจที่จะนำวิธีการ กระบวนการเรียนรู้ ‘ R e s e t ’ ม า ถ่ า ย ท อ ด เ ผ ย แ พ ร่ แ ก่ ประชาชน ชาวบ้านในเขตรับผิดชอบของ ดิ ฉั น ให้ ไ ด้ เ รี ย นรู้ ข้ า มผ่ า นบางสิ่ ง บาง อย่างไปได้ 58


*กราบนมัสการพระอาจารย์ ไพบูลย์ ฐิตมโน ขอขอบคุณอาจารย์ ประสาท ประเทศรัตน์ และอาจารย์ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย ที่ได้เป็นผู้ถ่ายทอด สิ่งดีๆให้กับศิษย์ฉลาดน้อยผู้นี้ ได้มีโอกาสได้นำสิ่งดีๆ มาถ่ายทอดตาม กำลังของตนเอง และพี่สุวิชานนท์ รัตนภิมล ที่ได้เปิดโอกาสให้ดิฉัน ประ พิมศรี หอมฉุย พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ ปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลส่ง เสริมสุขภาพตำบลท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เรื่องราวที่ดิฉันจะได้ ถ่ายทอดและเผยแพร่ผ่านทางตัวอักษรไปยังผู้อ่าน... *** อาจารย์

ดิฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์จากชีวิตจริงผ่านการสอนมาจากครูบา-

ดังกล่าวมา ในเรื่องของการรู้สึกตัว การออกจากความคิด หรือทาง กลุ่มได้ให้คำจำกัดความว่า ‘Reset’ จากคำขยายของพระอาจารย์ ซึ่งดิฉัน ได้เข้าใจตามนี้ว่า เมื่อเราตกไปอยู่ในห้วงแห่งความคิด ไม่ว่าจะคิดดีหรือคิด ไม่ดีก็ตาม ความคิดเรานั้นไม่สามารถหยุดมันได้แต่เรามีวิธีการออกจาก ความคิดได้ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด ‘ออกจากความคิด’ แต่สำคัญที่วิธีการทำให้ ออกจากความคิดทำอย่างไร นั่นมันคงคล้ายๆเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ท่านพระ อาจารย์ ไ ด้ เ ปรี ย บเที ย บกั บ แท่ น พิ ม พ์ ที่ ท่ า นได้ ฝึ ก พิ ม พ์ ห รื อ ใช้ นิ้ ว สั ม ผั ส พยัญชนะไทยที่มีอยู่เพียง 44 ตัว รวมสระอีกไม่กี่ตัว เมื่อนำมาเป็นคำๆ สลั บ พยั ญ ชนะไปมามั น มี ห ลากหลาย คล้ า ยๆชุ ด ความคิ ด ก็ ม าจาก พยัญชนะ มาผสมกันเป็นคำหนึ่งคำ คำหนึ่งคำสลับกันไปมา ข้างหน้ามา ข้างหลัง ข้างหลังมาไว้ข้างหน้า ความหมายของคำที่สลับกันไปมา ให้ดิฉันมนุษย์ปถุชนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แค่เพียงตื่นนอนตอนเช้ามาก็ตกอยู่ในความคิดเรื่องราวต่างๆใน ชี วิ ต ประจำวั น ซึ่ ง ยั ง ไม่ ไ ด้ ลุ ก ออกจากที่ น อน และในขณะลื ม ตาตื่ น มา ร่างกายก็ยังนอนอยู่บนที่นอนด้วยซ้ำ แต่ความคิดมันออกไปไกลแล้วเป็น ประจำบ่อยๆ จากการพิมพ์พยัญชนะ 44 ตัว เป็นคำรวมกัน สลับไปมาเป็น ประโยคตามที่ท่านพระอาจารย์ได้กล่าวนั้น ท่านได้ให้ข้อคิดว่า “ทำอย่างไรหล่ะ ถึงจะออกจากความคิดได้” 59


จากที่ดิฉันได้เรียนรู้มา วิธีออกจากความคิดในกลุ่ม ‘Reset’ ก็คือ ‘การลบ พยัญชนะทิ้ง’ และนั่นก็เป็นประเด็นให้ดิฉันได้ตกอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำ อีกเกิดขึ้นในใจเป็นคำถามอีกว่า ‘แล้วลบอย่างไรหล่ะ’ หากให้ดิฉันอธิบายจากความเข้าใจในความหมายหรือภาษาทาง คอมพิวเตอร์ การรีเซตเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มันเป็นวิธีการวิธีหนึ่ง ซึ่งเมื่อ คอมพิวเตอร์นั้นมีข้อมูลซึ่งเราได้พิมพ์ ได้ทำงาน ได้เปิดมันค้างไว้หลายๆ ชิ้นงานเมื่อใด หากเครื่องมันรวน งอแง ไม่ยอมทำงานตามปกติหรือช้ากว่า ปกติ หรือไม่ก็ไม่มีการตอบสนองอะไรทั้งสิ้นเลย ขยับเม๊าท์ก็แล้ว อะไรก็ แล้ว จะมีวิธีการเดียวก็คือต้อง ‘Reset’ หรือการปิดคอมพิวเตอร์ลบการ ทำงานต่างๆ นั้นทิ้งออกไป เพื่อเปิดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานใหม่ แล้ว การทำงานทุกระบบของคอมพิวเตอร์นั้นๆ ก็จะกลับมาดำเนินได้ปกติดัง เดิม คงคล้ายๆ กับการดำเนินชีวิตประจำวัน หากวันๆ มีแต่ครุ่นคิดเรื่อง ต่างๆ นานา ทั้งเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีก็ตาม ส่วนใหญ่เรื่องดีไม่ค่อยมีปัญหา กับสภาพจิตใจ หรือทำให้จิตใจเสียหาย แต่ถ้าเรื่องไม่ดีสิใจมันร้อนทุรนทุ รายอึดอัด ดีไม่ดีแสดงออกมาทางอารมณ์ คำพูด สีหน้า ท่าทางก็มี สิ่งที่ พระอาจารย์พร่ำสอนอยู่เป็นประจำคือ ให้ออกจากความคิด “Reset ทำหรือยัง ตอนนี้ Reset อยู่หรือเปล่า” นั่น เป็นเพียงประกายแว่บแรกที่ดิฉัน “เอ๊ะ!” จากเหตุการณ์ครั้ง หนึ่ง... ดิฉันมีโอกาสพาลูกสาวไปแวะกราบนมัสการท่านที่วัดป่าจอมมณี ใต้ จ.มุกดาหาร ดิฉันคิดได้ว่ามีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับการทำความรู้สึก ตัวนี่แหล่ะ ดิฉันถามไปว่า “พระอาจารย์คะ หนูมีเรื่องจะถามค่ะ” ท่านตอบ ทันทีว่า “ถามอะไร มีเรื่องอะไร ทำอะไรอยู่ตอนนี้ Reset หรือยัง” นั่น เป็นครั้งที่ดิฉันจำได้อย่างชัดเจน ว่าเมื่อดิฉันรู้สึกตัวในท่านั่ง อิริยาบถต่างๆ ที่กำลังกระทำอยู่อย่างชัดเจน ความคิดใดๆ ก็ไม่สามารถเข้า มาแทรกแซงได้ แต่มันก็ได้แค่เพียงชั่วขณะที่ทำความรู้สึกชัดเจนตามกำลัง ผู้รู้น้อย หลังจากนั้นก็ถูกครอบงำด้วยความคิดเป็นปกติทุกๆ วัน แล้วสิ่งที่ ได้รับการสอนมาอีกประการก็คือ ทำบ่อยๆ “ทำหน่ะไม่ยาก มันยากตรงไม่ อยากทำ” โห! มันช่างเป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ แปลตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม ถ้าไม่อยากทำให้บังคับยังไง ก็ไม่ทำ 60


มันจริงแท้แน่นอนอย่างที่สุด ดิฉันไม่สามารถค้านในใจได้เลย นั่นเองเป็น บทเรียนที่ดิฉันได้พาตัวเองข้ามผ่านเรื่องราวที่มันใหญ่โตสำหรับชีวิตดิฉัน คือ เรื่องครอบครัว แต่บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และ มันส่งผลให้เกิดเสียงหัวเราะในใจ และเกิดความคิดเข้าแทรกดิฉันอีกครั้งว่า “มันจะเล็กได้อย่างไรหล่ะ ใหญ่โตซะขนาดนั้นสำหรับผู้ไม่เคยได้พบกับมัน ครั้งแรก” จึงทำให้ตนเองได้เข้ามาพบกับเรื่องราวดีๆ ต้องขอขอบคุณผู้ชายคนนั้น ครอบครัวของดิฉันที่ทำให้ได้เรียนรู้สิ่ง ดี ๆ ที่ ดิ ฉั น จะนำเสนอผ่ า นตั ว อั ก ษรให้ กั บ ท่ า นผู้ อ่ า นได้ อ่ า นและเรี ย นรู้ พร้อมๆ กับอักษรที่ดิฉันจะฝึกเขียนผ่านตัวอักษรต่อไปนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้ รับการพร่ำสอนมาจากครูบาอาจารย์ทั้งหมดทั้งสิ้น จน ณ วันหนึ่ง เมื่อเจอ กับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ตนเองได้ผ่านการรอดชีวิตอีกคราจากอุบัติเหตุ ทางรถยนต์นับจากวินาทีนั้น จึงทำให้ดิฉันได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า “ชีวิตคนเรานี่ มันไม่แน่ไม่นอนจริงๆ จะตายเมื่อไรไม่รู้ แม้กระทั่งเราหายใจที่ผ่านเข้าออก จมูกไปครั้งต่อครั้งนับไม่ถ้วนเราก็เก็บมันไว้ไม่ได้ ความตายมันอยู่แค่ปลาย จมูกของเราจริงๆ” ดิฉันได้ตั้งจิตขอนำสิ่งดีๆ ที่ตนเองได้เรียนรู้จากครูบาอาจารย์นี้มา ถ่ายทอดแก่ผู้ประสบทุกข์ ได้เรียนรู้ตามกำลังของตนเอง จากเหตุการณ์นี้ เองทำให้ดิฉันตั้งใจที่จะนำวิธีการ กระบวนการเรียนรู้ ‘Reset’ มาถ่ายทอด เผยแพร่แก่ประชาชน ชาวบ้านในเขตรับผิดชอบของดิฉัน ได้เรียนรู้ข้าม ผ่านบางสิ่งบางอย่างไปได้ จากความตั้งใจนี้จึงได้เขียนแผนงานโครงการ ของบกองทุนสุขภาพตำบลได้ก้อนหนึ่ง ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนโอนมา สู่ อ งค์ ก ารบริ ห ารส่ ว นตำบลเพื่ อ นำมาพั ฒ นา แก้ ไ ขปั ญ หาสุ ข ภาพของ ประชาชนในท้องที่ แล้วได้ปรึกษาพระอาจารย์ในการจัดกิจกรรมซึ่งมีงบ ประมาณอย่างจำกัด จากการตั้งใจที่จะนำสิ่งดีๆ ที่ตนเองได้เรียนรู้ตามคำ สอนของพระพุทธองค์นำสู่บุคคลอื่นโดยผ่านการทำงานในระบบราชการ ครั้งนั้นดิฉันได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ นานา น้ำตาเข้าน้ำตาออกครั้ง แล้วครั้งเล่า กว่าจะได้จัดกิจกรรม เรื่อง ‘Reset’ ซึ่ง ณ ขณะนั้นดิฉันเพิ่งได้ เรียนรู้แค่ ‘งูๆ ปลาๆ’ จะอย่างไรนะงูๆ ปลาๆ ของดิฉันเพียงเล็กน้อยเพียง เศษเสี้ยวนิดๆ ที่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันให้นำออกจากความคิด เพราะ เมื่อมีเรื่องราวเรายังจัดการกับเรื่องราวต่างๆ นั้นไม่ได้ ในขณะที่เราประสบ กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ แต่พระอาจารย์จะเน้นและให้เลือกที่จะทำสิ่ง 61


ใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียวและพูดให้ดิฉันได้ตัดสินใจว่า “สรุปแล้วจะจัดหรือ ไม่จัด” ด้วยความตั้งใจจริงแต่งบน้อย จึงตอบไปว่า “อยากจัดค่ะ แต่งบหนู มีจำกัดค่ะพระอาจารย์” ท่านก็หาแนวทางและวิธีการแก้ไขให้เรียบร้อย นับถือท่านมาก นอกจากท่านจะคิดสร้างคำใหม่ๆ ถ่ายทอดธรรมะสู่คนรุ่นใหม่ให้ ได้ปฏิบัติอย่างเข้าถึง เกินความเข้าใจแล้ว ท่านยังมีกลวิธีหลากหลายใน การพูดคุย สอนลูกศิษย์แต่ละคนให้สา���ารถเข้าใจหลักธรรมคำสอนตาม รอยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างมืออาชีพจริงๆ จึงทำให้ดิฉันได้มี โอกาสจัดกิจกรรมโครงการลดเสี่ยง ลดโรค ลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบา หวานและความดันโลหิตสูงขึ้น ณ วัดวังมะสระ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เมื่อ พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ผลการตอบรับในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกินความคาดหมาย ถ้า ในมุมมองของผู้บริหารท่านจะต้องมองในแง่ความคุ้มทุนในการจัดกิจกรรม ในครั้งนี้ นั่นคือ หากมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 20 คน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนั้นจะ ต้องตอบรับการอบรมอย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ แต่หารู้ไม่ว่าการจัดกิจกรรม นี้ส่งผลให้คนไข้ไตวายระยะสุดท้ายคนหนึ่งที่จำเป็นต้องฟอกไตทางหน้า ท้องเป็นประจำทุก 6 ชั่วโมง ทานอาหารไม่ได้ ตาเหม่อลอย ไม่สามารถเดิน ด้วยตนเองได้ต้องมีแม่หรือลูกชายคอยพยุงเดินออกมาจากห้องนอนเพื่อมา นั่งระเบียงหน้าบ้าน เดิ ม ที ผู้ ป่ ว ยคนนี้ รู้ ตั ว เองดี ว่ า ต้ อ งตายแน่ แ หล่ ะ นั่ ง คิ ด นอนคิ ด ตลอดวั น และเหตุที่ผู้ป่วยนี้เป็นอสม.ซึ่งทำงานให้ กั บ ดิ ฉั น มาพอสมควร ดิฉันได้ขับรถผ่านหน้าบ้านเขาเวลาเข้าหมู่บ้านไปทำงานเชิงรุกในชุมชน จึง แวะไปเยี่ ย มเยี ย นถามไถ่ ส ารทุ ก ข์ สุ ก ดิ บ และบอกถึ ง การปรั บ เปลี่ ย น พฤติกรรมนี้ให้ พร้อมทั้งเชิญเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการ ณ วัดวังมะสระ ดังกล่าว พี่เขาบอกว่า “ไม่ไปหรอกหมอ พี่ไปไม่ไหว เดินก็ไม่ได้ ไม่มีคนไป รับ-ส่ง ลูกไปทำงาน ต้องล้างหน้าท้องทุก 6 ชั่วโมงด้วย” ดิฉันจึงบอกว่า “เดี๋ยวหนูมารับ-ส่งนะคะ พอถึงเวลาก็พาพี่กลับมาบ้าน มาทำภารกิจเสร็จ เราก็เข้าร่วมกิจกรรม” ตอนแรกพี่เขาไม่เต็มใจจึงพูดออกไปอีกว่า “จากการเรียนรู้เรื่องนี้มี ลู ก ศิ ษ ย์ พ ระอาจารย์ ที่ ป่ ว ยเป็ น มะเร็ ง ระยะสุ ด ท้ า ย ได้ มี โ อกาสเจอพระ อาจารย์และสามารถเอาสิ่งที่พระอาจารย์สอนไปปฏิบัติแล้วตอนนี้ตรวจไม่ 62


พบเซลล์มะเร็งแล้วค่ะ หนูว่าพี่น่าจะพิสูจน์ทดสอบดูนะว่ากิจกรรมนี้มันช่วย คนที่รู้ว่าตนเองเป็นโรคร้าย หรือโรคที่เป็นการดูแลระยะสุดท้าย...ต้องตาย แน่นอน ยังมีชีวิตรอดมาดำเนินชีวิตปกติประจำวันได้ดังเดิม เขามีวิธีการ อย่างไร หนูว่าพี่น่าจะทดลองดูนะ ลองดูพี่ เดี๋ยวหนูมารับ นะๆ” พี่เขาก็ตอบรับว่า “อะๆ ลองไปดูก็ได้ แต่หมอต้องมารับพี่นะ” พี่เขาอาจจะตอบรับด้วยตัดความรำคาญเราเซ้าซี้ และรอวันเข้า ร่วมกิจกรรม ในวันจัดกิจกรรมพี่เขามาร่วมกิจกรรมคนแรกโดยลูกชายขับ รถยนต์พามาส่ง โดยไม่ได้รอให้ดิฉันไปรับ และร่วมกิจกรรมโดยได้รับการ ดูแลเป็นพิเศษจากอ.ศรชัยและอ.ประสาท เพราะจะต้องกลับไปล้างไตทาง หน้าท้องทุก 6 ชั่วโมง และพี่เขาก็มาร่วมกิจกรรมหลังล้างหน้าท้องเสร็จทุก ครั้งจนปิดโครงการและกิจกรรม หลังจากนั้นมา 2 เดือน ดิฉันเจอพี่อสม.คนนี้ขับมอเตอร์ไซค์เจอกัน กลางทางแถวๆ ทุ่งนาใกล้ๆ สถานีอนามัย มาซื้อหอมกระเทียมและอาหาร ที่ตลาดนัดหน้าสถานีอนามัยด้วยตนเองได้ เป็นที่น่าประทับใจอย่างที่สุด จากสิ่งนี้เองเป็นแรงบันดาลใจเพียงแค่คนเดียวนี้ได้ผ่านและเผชิญความ ทุกข์ของเขาเองมาได้ จากลุกเดินเองไม่ได้ มาเป็นสามารถขับมอเตอร์ไซค์ ไปไหนมาไหนได้ แค่นี้ดิฉันก็อนุโมทนาในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้พร่ำสอน รวมถึงพี่อสม.ที่ได้เรียนรู้และนำไปใช้กับตนเองจนดีขึ้นเกินคาดหมายเป็น อย่างยิ่ง จากการจัดกิจกรรมครั้งแรกแล้วส่งผลต่อคนไข้ที่รู้ว่าตนเองต้อง ตายแน่นอน แล้วตกอยู่ในอำนาจแห่งความคิดว่า “กูต้องตายแน่นอน กูจะ ทำอย่างไร หนี้สินก็ยังใช้ไม่หมดแล้วลูกชายจะเป็นอย่างไร” สีหน้าเศร้า หมองแววตาไม่มีความระยิบระยับแวววาว พูดคุยด้วยไม่มองหน้าไม่เพ่ง สายตาสบกัน ปล่อยเนื้อปล่อยตัวผมเผ้ายุ่งเหยิงยาวรุงรัง เสื้อผ้ามอมแมม ร่างกายผอมโซนั่งบนที่นอนที่ลูกชายจัดเตรียมไว้ให้บริเวณหน้าบ้าน แล้ว กลับกลายมาเป็นพี่อสม.ที่สดใสร่าเริง พูดคุยผ่านประสบการณ์แห่งโรค เรื้อรังที่รู้ว่าตนเองต้องตายแน่นอน แล้วยังมีชีวิตอยู่ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์ไป โน่นมานี่ ไปตลาดในพรหมพิราม ไปเป็นผู้จัดการการทำนาอีก 10 กว่าไร่ ได้มีเงินที่จะนำไปใช้หนี้สินได้ ผ่านการรอความตายจากโรคเรื้อรังระยะ สุดท้ายของตนเองมาได้ ด้วยกิจกรรมที่หมอชวนให้มาทำแล้วนำกลับไปทำ อย่างจริงจัง 63


ทั้งการรู้สึกตัวในทุกอิริยาบถตามกำลัง การสวดมนต์ รวมถึงการนั่ง สมาธิสั้นๆ ก่อนนอนเป็นประจำ ทำให้เขาไม่มีสภาพชีวิตที่สิ้นหวังเหมือน เมื่อก่อนและตบท้ายบอกดิฉันมาว่า “หมอ ทุกวันนี้ พี่ไม่กลัวแล้วว่าจะต้อง ตาย พี่เรียนรู้สิ่งที่หมอชวนพี่มาทำและนำไปปฏิบัติจนพี่ลุกมาเดินได้ ขับรถ มอเตอรไซค์ไปไหนมาไหนได้แล้ว ชีวิตนี้พี่เกิดมาคุ้มค่าที่สุดแล้วที่ได้เจอสิ่ง นี้ ถึงแม้นตัวจะตายพี่ก็ไม่เสียดายแล้วค่ะ” คำพูดของพี่อสม.นี้ แม้นจะเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผู้เข้าร่วม กิจกรรม ที่เห็นผลชัดเจน และสามารถตอบโจทย์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพในการดำรงชีวิตอยู่กับโรคที่เป็นอยู่อย่างมีความสุขทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เหนือกว่าสิ่งอื่นใด แม้นจะตายก็ตายอย่างสมศักดิ์ศรี หมดห่วง หมดกังวล ปราศจากซึ่งความกลัวตาย แตกต่างจากก่อนเข้าร่วมกิจกรรม แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ในเรื่องรายละเอียดของการจัดกิจกรรม วิธีการ ช่วยทำให้ออกจากความคิดนั้นผู้เขียนยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาทางตัว หนั ง สื อ ให้ ท่ า นผู้ อ่ า นได้ เ ข้ า ใจอย่ า งลึ ก ซึ้ ง ได้ เพราะการเข้ า ใจ เข้ า ถึ ง กิจกรรมที่ดิฉันจัดไปนั้นล้วนแล้วแต่มีอาจารย์มาเป็นปัจจัยถ่ายทอดความรู้ ให้ได้เรียนรู้ ให้ได้เห็นตาม ผลการฝึ ก ปฏิ บั ติ ต้ อ งถ่ า ยทอดกั น แบบตั ว ต่ อ ตั ว จึ ง จะสามารถ นำพาท่านให้ออกจากเรื่องราวอันไม่พึงประสงค์ได้ เมื่อออกจากเรื่องราว ความคิดได้บ่อยๆ ก็ไม่ส่งผลต่อภาวะความเครียดที่จะเกิดขึ้นตามมาใน ทุกๆ คน ส่งผลต่อระบบการทำงานในร่างกายแปรปรวนทั้งระบบประสาท อัตโนมัติ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอันไม่ พึงประสงค์ทำให้เกิดภาวะการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ เกิดอาการหัวใจ เต้นแรงและเร็วขึ้นมีผลต่อโรคความดันโลหิตสูง ที่สำคัญกระตุ้นให้เกิด ฮอร์โมนบางตัวซึ่งเป็นอาหารให้เซลล์มะเร็งได้เจริญเติบโต เมื่อเราตัดวงจรต่างๆ นี้ด้วยการออกจากความคิด ไม่ให้เกิดการ กระตุ้นระบบต่างๆ และการหลั่งฮอร์โมนอันไม่พึงประสงค์นี้ออกมา หรือไม่ ให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ รวมถึงภาวะเครียดแล้วไม่รู้สึกตัว เครียด แล้ว กินมากจนเกินเหตุนั่นแหล่ะเป็นสาเหตุของภาวะลงพุง เส้นรอบเอวเกิน มาตรฐาน มีไขมันทั้งในเส้นเลือดสูงส่งผลต่อโรคอัมพฤกษ์อัมพาตและ หัวใจตามมา ไขมันที่สะสมในร่างกายที่ปูดขึ้นบริเวณโน่นนี่นั่น เอวบ้าง พุง 64


บ้าง ขาบ้าง เมื่อออกจากความคิด มารู้สึกตัวให้ชัดเจนในร่างกายทุกๆอิริยาบถ ตามกำลั ง แม้ น กระทั่ ง ขณะรั บ ประทานอาหาร ค่ อ ยๆ เคี้ ย ว ค่ อ ยๆ รั บ ประทานแล้วมารู้สึกแต่ละคำของอาหารที่กำลังรับประทานเข้าปาก ลงคอ ถึ ง กระเพาะอาหาร ความรู้ สึ ก ตั ว ขณะรั บ ประทานก็ ช่ ว ยทำให้ เ ราทราบ ว่าการรับประทานขนาดไหนที่เพียงพอ เริ่มอิ่มแล้ว ไม่ฝืนรับประทานเพราะ ความอร่อย (จากการจัดกิจกรรมคนไทยชนะพุง ด้วยกระบวนจิตตปัญญา ของ พี่นุช ณรังสี รพ.พรหมพิรามเมื่อ ปี 2552 ได้ส่งผลต่อการลดอาหารและ ภาวะลงพุงได้ในกลุ่มเป้าหมาย และพี่ดาว เภสัชกรหญิงจารุวรรณ สนธิปักษ์ เภสัชกรหญิงสาวร่างใหญ่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แต่ ณ ปัจจุบันเธอเปลี่ยน ไป หุ่นสวย หน้าใสด้วยการรู้สึกตัวขณะรับประทานอาหารที่เห็นผลอย่าง ชัดเจน น้ำหนักลดลงมาได้จากเดิมตั้ง 20 กิโลกรัมเห็นจะได้) ดิฉันเชื่อว่า ภาวะ ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดจากใจ ดังคำพระอาจารย์บอก “กายป่วยแต่ใจไม่ป่วยอยู่ได้อีกนาน แต่ถ้าใจป่วยกายก็ป่วยตาม”

65


66


ไปรู้จักปลายวงเวียน เปรียว เดชเฟื่อง

67


ฉันยังดูก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการปรับตัวทาง กาย พอๆ กั บ การปรั บ ตั ว ทางจิ ต ใจ อาทิ การกิ น อาหาร 2 มื้ อ การอยู่ กั บ กิจวัตรประจำวัน สวดมนต์เช้า (ทำวัตร เช้ า ) เวลา 04.00 น. สวนมนต์ ค่ ำ (ทำวัตรเย็น) เวลา 19.00 น. การนอนใน ที่วิเวก สงัด และหลีกเร้น นอนเต็นท์ ใคร เต็นท์มัน รักษาความสะอาดเก็บกวาด เช็ ด ถู ดู แ ลสุ ข อนามั ย ส่ ว นตนและส่ ว น รวม 68


หลายครั้งที่ฉันได้เข้ามารู้จักกลุ่มรีเซต และแยกย้ายกลับไปยัง ที่ทางของตน อดไม่ได้ที่ได้จะบอกต่อ และเชื้อเชิญให้คนใกล้ชิดมิตรสนิทมาลอง สัมผัสประสบการณ์แบบที่เรียกว่า ‘รีเซต’ หรือ ‘วิถีแห่งปลายวงเวียน’ พอเริ่มเกริ่นให้หลายคนพอเห็นภาพของสิ่งที่ฉันสัมผัส ก็เป็นอัน ต้องตกม้าตายทุกครั้งเพราะคำอธิบายที่ไม่ได้เรื่องของฉัน พอเปิดฉากว่า “ไปทำอะไรมาช่วงปีใหม่” ฉันก็ตอบได้เพียงว่า “ไปวัด” แล้วบทสนทนา ต่างๆ ก็ไหลพรั่งพรูมาว่า วัดอะไร ที่ไหน จังหวัดอะไร ทำอะไร ทำอย่างไร รู้จักได้ยังไง... นั่นคือคำถามติดใจว่า... เฮ้ย !!! สำหรับ ‘ฉัน’ อะไรคือ รีเซต? อะไร คือแก่นของรีเซต? คำนำในหนังสือ ตกตั้งใหม่ 2 : วิถีแห่งปลายวงเวียน, 2555 ที่ฉัน มักหยิบยกมา เป็นอีกหนึ่งการอธิบายคำตอบเมื่อเจอกับคำถามที่ว่า “อะไร คือ รีเซต?” หรือ “รีเซต เป็นอย่างไร?” “...มียาเม็ดซึ่งถ้ากินเข้าไปจนครบชุดแล้วจะเปลี่ยนวิธีการมองโลก ของคุณไปเกือบหมด และยังบอกด้วยว่าปัญหาในชีวิตของคุณจะลดลงครึ่ง หนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่าวิชาความรู้ที่คุณมีอยู่เดิมจะถูกทำลายไปมากกว่าครึ่ง หนึ่ง...และเปรียบยาเม็ดนั้นได้กับวิชาตกตั้งใหม่ หรือ รีเซต...” อย่างน้อยคำอธิบายชุดนี้ก็ย่อยมาให้ฉันต่อยอดนำไปอธิบายใน สไตล์ของตนเองพอได้ระดับหนึ่ง และมีความปรารถนาดีต่อการจะนำวิชานี้ ไปบอกต่อ... แต่ความศักดิ์สิทธิ์ มรรคผลจะไม่บังเกิด ถ้าฉันแค่ ‘อ่าน เห็น ฟัง’ แต่ ‘ไม่ฝึกทำ’ บททดสอบ หรือ อาจารย์ใหญ่ เริ่มปรบเท้าทยอยเข้ามาเป็นฉากๆ ในวิชาชีวิต วิชาโลก และวิชาใจ ฉันได้มีโอกาสรู้จักการฝึกวิชานี้เมื่อปี พ.ศ. 2555 ด้วยมีเหตุให้ฉัน ต้องมาพักค้างแรมแถวภาคเหนือตอนบนกับคณะทำงานเครือข่ายพุทธ ชยันตีสังฆะเพื่อสังคม มีภารกิจ ‘ถอดบทเรียนนักพัฒนาพระสงฆ์ 26 รูป’ ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ณ ศูนย์เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมตองตึง จ.แพร่ ที่แห่งนี้ทำให้ ฉันได้พบน้าชายวัยค่อนคน ผมยาวไว้หนวดคล้ายหัวหน้าเผ่าอีก้อ สไตล์ 69


การแต่งตัวแบบล้านนาที่หลุดมาจากยุคก่อน ฉันได้ยินเรื่องราว ประวัติสรรพคุณมากมายของน้าชายคนนี้จาก อาจารย์ประชาสังคมท่านหนึ่ง รวมทั้งได้รับซีดีเพลงอัลบั้ม Open Dream จากอาจารย์ ท่ า นนี้ ด้ ว ยเนื้ อ หาเกริ่ น นำที่ น่ า สนใจทำนองว่ า ครอบครั ว Home School หัวหน้าครอบครัวเป็นศิลปินสนใจงานประชาสังคมและทำ มานานเป็นสิบๆ ปี ฉันทึ่งกับครอบครัวนี้ แบบไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีครอบครัวแบบนี้ จริงๆ ซีดีแผ่นนั้น ฉันฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยจังหวะดนตรี และท่วงทำนอง ฟังสบายดังคำโฆษณาในปก จึงทำให้ฉันเปิดตอนเช้าขณะทำความสะอาด บ้านจนคุ้นหู เมื่อได้มาฟังแบบสดๆ ถึงถิ่น ก็ยิ่งประทับใจถึงความสามารถ และความลงตัวบางอย่างของครอบครัวนี้ “เอ๊ะ ทำได้ไง?” กลายเป็นจุดเริ่มต้นนำพาให้ฉันเข้าใกล้หนทางฝึกตนแห่งวิถีปลาย วงเวียน ฉันตื่นเต้นกับการฝึกฝนใหม่ บรรยากาศในการฝึกใหม่ จนฉันเริ่ม รู้สึกท้าทายพอๆ กับกระหายเรียนรู้ จนพบความมั่นใจบนฐานของตนเองที่ พอได้ฝึกมาบ้างในวัยเด็ก ฉันยังดูก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการปรับตัวทางกาย พอๆ กับการปรับตัว ทางจิตใจ อาทิ การกินอาหาร 2 มื้อ การอยู่กับกิจวัตรประจำวันสวดมนต์ เช้า (ทำวัตรเช้า) เวลา 04:00 น. สวดมนต์ค่ำ (ทำวัตรเย็น) เวลา 19:00 น. การนอนในที่วิเวก สงัด และหลีกเร้น นอนเต็นท์ใครเต็นท์มัน รักษาความ สะอาด เก็บกวาดเช็ดถู ดูแลสุขอนามัยส่วนตน และส่วนรวม แม้ ดู ค ล้ า ยกั บ ประสบการณ์ เ คยเผชิ ญ พบเจอมา แต่ ท ว่ า มิ เ คย เหมือนกันเลย ทำวัตรเช้า..“สังเวคปริกิตตนปาฐะ”... “พวกเรา เมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า :- แม้ความเกิดก็ เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็ เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพราก จากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็ 70


เป็นทุกข์” เราเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า แล้ว.. เป็นสิ่งเดียวทะลุความคิดดักหน้า จะดักหน้า ดักหลัง เตรียมตัวมา ดีอย่างไรก็ต้องเจอ อุ ป มาเด็ ก หั ด ขี่ จั ก รยานสองล้ อ เด็ ก อาจล้ ม และเจ็ บ จาก บาดแผล..เบื้องหลังความหวาดกลัวนั้นคือความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่ พอใจ เราทนได้ยากเมื่อคนที่รักจะต้องเจ็บปวดทางกาย หรือทางใจ ทั้งที่ เบื้องหน้าสิ่งเหล่านี้ ดักรออยู่แล้ว เรามิอาจล่วงพ้นความทุกข์เหล่านี้ไปได้ หนึ่งในการฝึกทำที่ว่า คือ การเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญกับการ สูญเสีย ดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่ฉันต้องเดินผ่านไป ความกล้ า ที่ ฉั น จะรู้ ไ ด้ ก็ ต่ อ เมื่ อ เผชิ ญ หน้ า กั บ ความกลั ว เท่ า นั้ น ความกล้าที่ฉันจะบอกเล่าให้ใครฟังไม่ได้ มีเพียงฉันที่รู้ ความกล้าที่ฉันไม่ นึกไม่ฝันว่าฉันต้องเป็น ต้องได้รับ ท้ายสุดความกล้าหาญในแบบฉันจะ เปลี่ยนความหมายของความกล้าในแบบคนอื่นๆ ตลอดไป บทพร่ำรำพันเหล่านี้คงเป็นไม่เกิดขึ้น หากฉันไม่ได้รู้จัก ‘วิถีแห่ง ปลายวงเวียน’

71


72


ภาวนา สุกัญญา ไม้หอม

73


ถึงแม้จะมีเรื่องราวต่างๆเข้ามาในชีวิตฉัน ตลอดเวลา หนักบ้างเบาบ้าง แต่ในครั้ง นี้ ฉั น กลั บ ไม่ ไ ด้ รู้ สึ ก กลั ว ลนลานหรื อ อึดอัดกับเรื่องราวเหล่านี้อีกต่อไป ตกไป ก็นำมารู้สึกตัว (Reset) แล้วมันก็จบไป ขึ้นเรื่องใหม่อีก ก็แค่นั้น สำหรับฉันมันมี แค่นั้นแหละ แค่นั้นจริงๆ

74


“ทำบ่อยๆ สะสม เพียรทำ” ทุกครัง้ ทีม่ โี อกาสได้สนทนากับอาจารย์ ประสาท ประเทศรัตน์ อาจารย์มกั ย้ำประโยคนีก้ บั ฉันเสมอๆ ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าอาจารย์จะสื่อถึงอะไร เพราะตั้งแต่มีโอกาส ได้รำ่ เรียนวิชาชีวติ กับครูบาอาจารย์ ฉันจะใช้วชิ ารีเซตก็ตอ่ เมือ่ รูส้ กึ ว่าใจกำลัง เสียหายจากเรือ่ งราวทีเ่ ข้ามาในชีวติ ตัง้ ได้บา้ งไม่ได้บา้ งตามเรือ่ งตามราว ขึน้ อยูก่ บั ว่าเรือ่ งราวทีเ่ จอหนักหนาสาหัสมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นเรือ่ งทีท่ ำให้โกรธ ไม่พอใจ ฉันค่อนข้างรูส้ กึ ตัวได���ไว มันคงเป็น โหมดปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากความคับแค้นใจ ความไม่สบายใจทัง้ ปวง แต่บางเรือ่ งราวโดยเฉพาะเรือ่ งชอบใจฉันมักเกาะเกีย่ วไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ ยอมปล่อยความคิดให้จากฉันไปง่ายๆ จนบางครั้งตาลอย ใจลอยกู่ไม่กลับ แล้วอาจารย์ประสาทอีกนัน่ แหละทีค่ อยย้ำเตือน กระตุกให้ฉนั เอากลับมา อาจารย์เป็นนักสังเกตชัน้ ยอด ถึงไม่ได้เจอหน้ากันแค่สอื่ สารผ่านคำ พูด อาการของฉันก็ไม่เคยหลุดรอดพ้นจากพลังการสังเกตของอาจารย์เลย แม้แต่ครัง้ เดียว หลายครัง้ ทีอ่ าจารย์ตงั้ คำถาม ฉันมักตอบอาจารย์แบบทีเ่ รียกว่าคิด มาพูด แล้วอาจารย์ก็ดักคอฉันทุกครั้งไป จนบางครั้งฉันรู้สึกขุ่นใจ หงุดหงิด อึดอัด ขัดเคือง แต่ดว้ ยความทีป่ วารณาตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์ คำว่า ”บอก ได้ ใช้ฟงั ” จึงเป็นสิง่ ทีฉ่ นั พึงตัง้ มัน่ ไว้ในใจ เวลาทีฉ่ นั รูส้ กึ ไม่พอใจอาจารย์ ฉันจึงทำได้แค่รเี ซตมันออกไปจากใจ ฉันเท่านั้น จนวันหนึ่งฉันจำไม่ได้แล้วว่าคุยกับอาจารย์เรื่องอะไร รู้แต่ว่าคำ ตอบทีต่ อบอาจารย์ฉนั คิดมาพูด แล้วอาจารย์กด็ กั คอฉันเหมือนเดิม อันโน้นก็ ไม่ใช่ อันนี้ก็ไม่ถูก แล้วยังไงล่ะที่ใช่ที่ถูก และที่สำคัญอาจารย์ไม่เคยตอบ คำถามฉันตรงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วภาษาที่อาจารย์ใช้ก็ยากเกินกว่า ปัญญาอันน้อยนิดที่ฉันมีอยู่จะพึงเข้าใจ จนฉันรู้สึกหงุดหงิด ขัดเคือง ขณะ เดียวกันในเวลานัน้ ฉันกลับเริม่ รูส้ กึ สงสัย เริม่ ตัง้ คำถามกับตัวเองว่า ทำไมทุก ครัง้ ทีเ่ ราสนทนากับอาจารย์ อาจารย์ไม่เคยเห็นด้วยกับสิง่ ทีฉ่ นั สือ่ กับอาจารย์ เลยสักครั้ง แล้วอะไรคือความจริง? หรือที่ถูกคืออะไรกันแน่? วินาทีนั้นฉัน ตัง้ ใจไว้เลยว่า ตัง้ แต่นเี้ ป็นต้นไปฉันจะไม่ตอบคำถามหรือพูดในสิง่ ทีฉ่ นั ไม่รจู้ ริง ฉันจะตัง้ หน้าตัง้ ตาทำรีเซตไปเรือ่ ยๆ มันจะได้อะไร หรือไม่ได้อะไรก็ ช่าง จะรูอ้ ะไรหรือโง่ตอ่ ไปก็ชา่ ง ฉันจะตัง้ ใจ เพียรทำให้บอ่ ยทีส่ ดุ เท่าทีจ่ ะทำได้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันใช้วิธีระลึกรู้สึกตัวในอิริยาบถที่กำลัง 75


ดำเนินอยู่ทุกครั้งที่นึกได้ แรกๆต้องใช้วิธีบังคับเหมือนตั้งใจให้นึกได้ว่าต้อง ระลึกรูส้ กึ ตัว ถีบ่ า้ งห่างบ้างตามแต่จะนึกได้ แต่พอหลายๆ วัน ฉันเริม่ สังเกต ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเอง แค่นึกได้แวบเดียวฉันจะกลับมารู้สึกตัว ได้ทกุ ครัง้ โดยไม่ตอ้ งฝืน หรือคอยบังคับให้ตนเองกลับมารูส้ กึ ตัว แรกๆ ฉันรูส้ กึ ตัวได้เฉพาะอิรยิ าบถใหญ่ๆ เดิน ยืน นัง่ นอน หลังๆ ฉันเริม่ รูส้ กึ อิรยิ าบถเล็กๆ อย่างหายใจเข้า หายใจออก กะพริบ ตา เคีย้ วอาหาร ฯลฯ แล้วสิง่ ทีฉ่ นั สังเกตได้จากตนเองคือฉันเริม่ รูส้ กึ เบาใจ แม้ ภาระหน้าที่การงานแต่ละวันจะวุ่นวายยุ่งเหยิงขนาดไหน แต่พอเลิกงานฉัน สามารถปิดสวิตช์เ์ รือ่ งงานได้อย่างง่ายดาย ซึง่ ถ้าเป็นเมือ่ ก่อนฉันคงแบกงาน กลับมานัง่ คิดต่อทีบ่ า้ น แล้วก็หลับไปพร้อมกับความเหนือ่ ยล้า แต่หลังจากทีส่ ามารถทำความรูส้ กึ ตัวระหว่างวันได้บอ่ ยๆ ก่อนนอน หลังจากสวดมนต์และเดินรีเซตสั้นๆ ฉันกลับรู้สึกผ่องใส เบาใจหลับสนิททั้ง คืน และที่ฉันสังเกตตนเองได้อีกอย่างแต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร คือเวลาที่มี เรื่องราวที่ทำให้ตกไป ฉันจะรู้ว่ากำลังตกไปแล้ว บางครั้งฉันแค่เฝ้าสังเกต อาการเหล่านัน้ แต่บางครัง้ ฉันก็นำกลับมารูส้ กึ ตัวออกจากเรือ่ งราวนัน้ เสีย ซึง่ มันไม่ได้ยากเย็นอะไรสำหรับฉันอีกต่อไป ถึงแม้จะมีเรื่องราวต่างๆ เข้ามาในชีวิตฉันตลอดเวลา หนักบ้างเบา บ้าง แต่ครัง้ นีฉ้ นั กลับไม่ได้รสู้ กึ กลัว ลนลานหรืออึดอัดกับเรือ่ งราวเหล่านัน้ อีก ต่อไป ตกไปก็นำกลับมารู้สึกตัว (รีเซต) แล้วมันก็จบไปขึ้นเรื่องใหม่อีกก็แค่ นัน้ สำหรับฉันมันมีแค่นนั้ แหละ แค่นนั้ จริงๆ .... “เดินทางต่อไปในชีวติ ทีไ่ ม่แน่นอน ด้วยความพร้อมทีจ่ ะเผชิญ” เป็น คำอวยพรจากพระอาจารย์ไพบูลย์ ฐิตมโน ในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของ ฉัน ฉันรูส้ กึ ได้ถงึ นัยยะทีพ่ ระอาจารย์บอกผ่านพยัญชนะเหล่านัน้ และฉันรู้แล้วว่าตนเองจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้มีความพร้อมที่จะ เผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิต แล้วฉันก็คาดว่าชาวรีเซตที่ทำรีเซตจริงๆ คงได้เรียนรูเ้ รือ่ งราวภาษาใจผ่านพยัญชนะทีฉ่ นั ถ่ายทอดมานี้ แต่ถา้ คุณจะใช้ วิธีคิดให้เข้าใจเหมือนกับที่ฉันเคยเป็น ฉันบอกได้เลยว่าคุณไม่มีทางเข้าใจ นัยยะทีฉ่ นั สือ่ แน่นอน ไม่เชือ่ คุณลองรีเซตบ่อยๆ ดูส.ิ ..

76


77


78


“มันไม่แซ่บเหมือนเคย” นฤมล รอดเนียม

79


ฉั น ได้ ม ารู้ จั ก และเริ่ ม รั ก Reset ก็ ด้ ว ย ‘ใจ’ ที่อยากเรียนรู้พัฒนาตนเอง มันเป็น ความอยากรู้ อ ยากเห็ น ที่ ดึ ง ฉั น เข้ า มา ศึกษา Reset ผ่านทางสโลแกนของกลุ่ม คำสั้นๆ แต่ฟังกี่ครั้งก็ โดนใจ ตกตั้งใหม่ ตกร้อยครั้งตั้งใหม่ร้อยหน

80


“มันไม่แซ่บเหมือนเคย” แซ่บในทีน่ ี้ ไม่ใช่รสชาติของอาหารทีเ่ รา กินเข้าไป ในแต่ละวัน แต่มันเป็นอาหารของใจ ใจที่กินอารมณ์เป็นอาหาร ผ่านทางช่องทางการรับสารอาหาร 6 ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ โดยมี ‘ใจ’ นี่ล่ะ เป็นตัวรู้อารมณ์ แล้วก็ให้เกิดความรู้สึกต่างๆ ที่เห็นชัดๆ ก็ มี 2 อย่าง คือ ชอบ กับ ชัง กัลยาณมิตรบอกฉันว่าให้ลองสังเกตดูในชีวิต คนเราเผชิญกับ 2 สิ่งนี้ สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงความทรงจำที่เกิดขึ้น และจบ ลงแล้ว แต่ความจริงที่เราต้องค้นหาและพิสูจน์เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กัน ต่อไป ฉันขอเริ่มกับคำถามใหม่ “ไม่แซ่บยังไง เพราะอะไร?” ที่ว่าไม่ มันไม่แซ่บนี่ ฉันเห็นได้จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือผ่านเข้ามาในชีวิตมันดูสั้น ลง ความสั้นทำให้เรื่องมันจบเร็ว พอจบเร็วก็ทำให้ไม่มีความยาว ความ สนุก ความเร้าใจ น่าติดตาม ที่ทำให้ต้องขบคิด จินตนาการ และนึกไปเรื่อย มันก็ขาดหายไป ด้วยเหตุนี้ เลยทำให้รู้สึกว่ามันไม่รู้สึกแซ่บ เหมือนเคย เมื่อฉันย้อนมองไปถึงเรื่องราวสมัยก่อนที่การฝึกรีเซ็ตของฉันจะคืบ หน้า ฉันสังเกตเห็นตนเอง เต็มไปด้วยความคิด และความสงสัย ความ อยากรู้ แต่ยังแฝงด้วยความกลัว ความไม่มั่นใจ ความไม่ชัดเจนมันเต็มไป หมด ตา มันก็ชอบที่จะสอดส่าย หู มันก็ชอบที่จะฟังแต่คำหวาน ใจ มัน ก็ช่างขี้สงสัย วิ่งไปโน้นทีไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ไม่เคยที่ฉันรู้ชัดในสิ่งที่ เกิดกับตนเอง เวลาปัญหาเกิดขึ้น มันคิดไปไกลมาก ฉันนึกถึงคำๆ หนึ่งที่อ่าน แล้วโดนใจได้ ว่า “ปัญหาจริงแค่สิบห้า แต่ที่ดราม่ามันห้าสิบ” และก็พบ ว่า สิ่งนี้มันเกิดกับฉันจริงๆ ก่อนที่ฉันจะรู้จักรีเซต อะไรๆ มันก็ดูเหมือนจะ เป็นปัญหา โน่นก็ยาก นี่ก็ยาก ก็ได้แต่คิดว่า ทำใจนะ ทำใจยอมรับมัน แต่พอเอาเข้าจริง เวลาปัญหามา มันก็จะเวียนเข้าวงเวียนเดิม เหมือนเดิน ในเขาวงกต จนกระทั่งได้มาฝึกปฏิบัติรีเซตนี่ล่ะ ทำให้ฉันสามารถผ่าน ทางตันทางเดิมได้ ดราม่าจึงลดลง ออกจากความคิดได้ เรื่องราวก็จบได้ ฉันอยู่เป็นมากขึ้น แม้ว่ายังเล่นไม่ค่อยเป็นก็ตาม 2 ปี ที่ ฉั น ได้ เ รี ย นรู้ กั บ กลุ่ ม รี เ ซต 1 ปี กั บ การได้ ส นทนากั บ กัลยาณมิตรผ่านกลุ่มรีเซต ดราม่ า ผ่ า นทางเครื่ อ งมื อ สื่ อ สาร คื อ WhatsApps และ 81


Facebook จนกระทั่งวันนี้ ฉันรู้ดีว่า พัฒนาการของฉันม���นคืบหน้ามา ระดับหนึ่งแล้ว ต้องขอบคุณกัลยาณมิตรแม้อยู่ไกลกัน ห่างด้วยกาย แต่ เราไม่ได้ห่างด้วยใจ แม้ไม่ได้สนทนากันด้วยวาจา แต่เราก็รับรู้กันด้วยใจ ใครไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แต่ฉันเห็น (เริ่มเข้าโหมดแซ่บเล็กน้อยถึงปานกลาง) คำถามต่อมา ฉันเรียนรู้รีเซตอย่างไร ได้ผลยังไง? ฉันได้มารู้จักและเริ่มรักรีเซต ก็ด้วย ‘ใจ’ ที่อยากเรียนรู้และพัฒนา ตนเอง มันเป็นความอยากรู้อยากเห็น ที่ดึงฉันมาศึกษารีเซต ผ่านทางสโล แกนของกลุ่มกับคำสั้นๆ แต่ฟังกี่ครั้งก็โดนใจ ‘ตกตั้งใหม่’ ‘ตกร้อยครั้งตั้ง ร้อยหน’ ยิ่งมาได้พบเจอกัลยาณมิตรที่มีความหลากหลาย มาร่วมเรียนรู้ กันได้เพราะมีความเชื่อที่สอดคล้องกัน ณ ตอนนี้ ‘เราเชื่อในสิ่งที่เราทำได้’ และ ‘เรามั่นใจในสิ่งที่เราทำแล้วเกิดผล’ มันเป็นเช่นนี้จริงๆ ท้ายสุดสิ่งที่สำคัญ คือวิถีในการฝึกปฏิบัติที่ใครก็หยิบยื่นให้กันไม่ ได้ เป็ น ได้ เ พี ย งผู้ ชี้ แ นะ ส่ ว นเราต้ อ งเป็ น ผู้ ก้ า วเดิ น คำสอนของพระ อาจารย์ฉันได้ยินผ่านทางกัลยาณมิตร แล้วน้อมนำมาปฏิบัติ โดยขอสรุป วิถีรีเซตที่ฉันใช้ในการปฏิบัติ ดังนี้ “รีเซต ออกจากความคิด อย่าให้เรื่องราวมันทับใจ จุดเริ่มต้นของ การรู้ตามเป็นจริง โดยการทำความรู้สึกที่ตัว สังเกตส่วนไหนของร่างกายที่ รู้สึกชัดให้ทำความรู้สึกในส่วนนั้นให้ชัดเจน ค่อยๆ สังเกตไป ทำวันละเล็ก ละน้อย ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างวัน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือ นอน ยาม กิน ยามสนทนา ยามขับถ่าย เราทำได้หมด ระลึกได้เมื่อไรก็รู้สึกตัวเมื่อนั้น ทำเพื่อทำ ทำโดยไม่ต้องไปคาดหวัง ให้ทำแบบเล่นๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ นะ” มันแค่นี้ แค่นี้จริงๆ ทำเพื่อทำ ทำโดยไม่ต้องคาดหวัง ผลจากการปฏิบัติ ฉันสังเกตเห็นตนเองด้านจิตใจจะเข้มแข็งขึ้น พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น จากที่เป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ก็กล้าที่จะ เผชิญสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองมากขึ้น จากที่ไม่กล้าตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง ก็ กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้ดีขึ้น จากที่เผชิญปัญหาอะไรแล้วบ่อน้ำตา ตื้นมาก ในวันนี้ก็รู้สึกว่าดีขึ้นกว่าเดิมมาก ฉันเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมมาก มี สติมากขึ้น แต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจเต็มที่นักว่า หากฉันต้องเผชิญสถานการณ์ ใหม่ๆ ที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนมันจะเป็นเหมือนเดิมมั้ย ส่วนผลที่เกิดขึ้นด้านร่างกาย ฉันสังเกตเห็นใบหน้าที่สดชื่นของ ตนเอง แม้อายุจะมากขึ้น สังขารมันก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา แต่แววตาและ 82


ใบหน้ากลับดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเป็นมา ส่วนด้านความป่วยไข้ ก็เกิด ในเวลาไม่นานนัก พอจิตดี กายมันก็ดีขึ้นตาม สิ่งที่ฉันระลึกอยู่เสมอคือ เราประมาทไม่ได้นะ ต้องปฏิบัติเรื่อย สั่งสมกำลังไว้ ถึงเวลาเผชิญกับเรื่องราวหนักๆ จะได้เอาตัวรอดได้ ของจริง กับการนึกคิดมันต่างกัน “รีเซต สำหรับฉัน จึงต้องทำทันที ไม่รีรอ” ขอบคุณพระอาจารย์

83


84


ลูกไม้หล่นไม่ไกลลิง สุวิชานนท์ รัตนภิมล

85


ความรู้ สึ ก ตั ว ไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งวิ เ ศษวิ โ สอะไร จริงๆ เหมือนครูบาอาจารย์ว่าไว้จริงๆ ไม่ ใ ช่ ค วามพยายามจะนุ่ ง เครื่ อ งแบบใด ผ่านพิธีกรรมใดอันสื่อให้ถึงความยากแก่ การเข้าถึง หรือเกิดเป็นคำประกาศอัน ผ่องแผ้ว บางใส สะอาดหมดจดเหมือน ผ้ า ขาวและจั บ ต้ อ งไม่ ได้ เปล่ า เลย อาภรณ์แห่งใจขอเพียงรู้สึกในอิริ ย าบถ เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ หลับตา ลืม ตา ทุ ก ส่ ว นเคลื่ อ นไหวในกาย เพี ย งแค่ นั้ น สุนทรียะในชีวิตก็เกิดแล้ว 86


เพียงคิดว่าใจคนวอกแวก ซัดส่าย หลบซ่อน ตื่น กลัว ตระหนก ตกใจ ซน ลนลาน หลุกหลิก หลบหลีก ไม่เชื่อง ดื้อ ย่องเบา เร็วไว.. เหมือน ลิ ง เท่ า นั้ น เอง ฝู ง ลิ ง ก็ ม าถึ ง ยอดไม้ ใ หญ่ ห ลั ง เรื อ นพั ก มั น ขย่ ม กิ่ ง ใบ กระโดดจากกิ่งโน้นมากิ่งนี้ หลังจากนั้นหน่วยไม้ก็หล่นกราวเหมือนเม็ดฝน เท่าไข่ไก่ลั่นดังไปทั้งป่า ผมนั่งแอบมองอิริยาบถของพวกมัน หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ผม ปล่อยให้ฝูงลิงเข้ามาขย่มป้วนเปี้ยนอยู่ข้างใน มันมาถึงเวลาเดียวกับวันก่อน เวลาลิงมา 10 โมงเช้า แน่ละว่า พวกมันคงไม่เห็นผม ผมนั่งนิ่งหลบซ่อนตัวอยู่หลังช่องหน้าต่างแพ นั่ง มองอากัปกิริยาของแต่ละตัว ที่กำลังยื่นแขนไปโน้มกิ่งไม้ ขย่มกิ่ง ปลิด หน่วยไม้เข้าปาก เคี้ยวหมับๆ บ้างยื่นสองแขนคว้ากิ่งไม้เยื้องย่างไปอีกกิ่ง อย่างเนิบนาบเชื่องช้า ลิงบางตัวกระโดดคว้ากิ่งโน้น ขย่มกิ่งนี้ คว้ากิ่งนี้แล้วห้อยโหนโยน ตัวยวบอย่างไร้เหตุผล ดูเหมือนเด็กๆ ต้นไม้ลิงต้นนั้น กำลังออกหน่วยไม้เต็มต้น เป็นต้นไม้ใหญ่สูงลิบ ลิ่วกว่าต้นไม้ใดๆ ในละแวกนั้น กิ่งพุ่มแลดูอ่อนช้อย ทอดกิ่งต่อกิ่งเป็น สะพานลิงเดินไปมาอย่างคุ้นเคยและง่ายดาย มองลิง ฝูงลิง จนใจกลายเป็นลิงโหนตามไปด้วย ความหรรษาอัน ดูไร้เหตุผลจริงๆ ผู้เกิดมาจากต้นไม้และมีชีวิตอยู่บนต้นไม้ ต้นไม้คืออาภรณ์ ต้นไม้ คือบ้าน ต้นไม้คืออาหาร ต้นไม้คือยารักษาโรค และต้นไม้เป็นของเล่น เหมื อ นลิ ง ล่ ว งรู้ อ ารมณ์ ต้ น ไม้ ไ ปทุ ก อย่ า ง และเหมื อ นคนล่ ว งรู้ อารมณ์ ลิ ง ด้ ว ย ลิ ง เข้ า สิ ง ในใจหรื อ อย่ า งไรจึ ง มองนิ่ ง มองนาน มอง สถานการณ์ลิงแบบลิงๆ ลิงโลดอยู่ในใจ เป็นเช่นนี้เอง รู้ว่าเวลาต้นไม้ใหญ่กำลังออกหน่วยไม้ให้เก็บกินมาถึงแล้ว ต้นไม้ กำลังกลายร่างเป็นโต๊ะอาหาร นั่นหมายถึงสัตว์หากินอื่นตามพื้นดิน เก้ง หมูป่า เม่น อีเห็น ก็พลอยจังหวะลิงทิ้งหน่วยไม้ตกหล่นความเมตตาของลิง อันไม่ได้ตั้งใจ ความพลั้งเผลอของลิงที่ขย้ำกิ่งไม้แรงจนหน่วยไม้ตกหล่น นั่นเป็นช่วงจังหวะเก็บกินของสัตว์เดินดิน 87


กินยังไม่พอ บางขณะส่งเสียงเรียกพวกพ้องหรือขึงขังโกรธเคือง หรืออย่างไร เจี๊ยวจ๊าวหวีดเสียงแหลมใส่กัน บางขณะเบ่งหน้าเบ่งตา ถมึงทึงใส่กัน แยกเขี้ยวเข้าหากัน ลิงบางคู่นั่งพินอบพิเทาหาเหาจากหัวปุยขน พบเหาแล้วไม่ทิ้ง เอา ใส่ปากอีกต่างหาก อย่างนี้คงไม่เรียกลิงหาเหาใส่หัว แต่ลิงหาเหาใส่ปาก นั่งอยู่บนกิ่งไม้เล็กๆ ใช้พื้นที่เพียงน้อยนิดให้นิ้วเท้าจับกิ่งไม้อยู่ได้ อัศจรรย์ลิง! นั่งนิ่งๆดูความเป็นไปในธรรมชาติ สังเกตเห็นความเป็นไป ดูลิง ลิงก็มาเจี้ยวจ้าวอยู่ในใจ ดูลิงแล้วขำชวนหัว ใจฟุ้งใจซ่านไปบ้างก็แต่นึก ฝันจะเป็นลิงสักตัวได้กระโดดไปตามกิ่งไม้ คงครึ้มอกครึ้มใจ ลิงคงไม่คิด จะกลับบ้าน เพราะที่ไหนๆ ก็คือบ้าน บ้านของลิงคือป่าลิง แค่เห็นลิงกับฝูงลิง ความวิจิตรก็เกิดขึ้นกับใจได้ง่ายๆ รู้สึกตัวจึง เห็นได้ชัดเจน ธรรมชาติมีอยู่แล้ว วัฎจักรชีวิตดำเนินไปอยู่แล้ว เพียงแต่จะ เห็นหรือไม่เท่านั้น ความรู้สึกตัวไม่ใช่เรื่องวิเศษวิโสอะไรจริงๆ เหมือนครูบาอาจารย์ ว่าไว้จริงๆ ไม่ใช่ความพยายามจะนุ่งเครื่องแบบใด ผ่านพิธีกรรมใดอันสื่อ ให้ถึงความยากแก่การเข้าถึง หรือเกิดเป็นคำประกาศอันผ่องแผ้ว บางใส สะอาดหมดจดเหมือนผ้าขาว และจับต้องไม่ได้ เปล่าเลย อาภรณ์แห่งใจขอเพียงแค่รู้สึกในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ หลับตา ลืมตา ทุกส่วนเคลื่อนไหวในกาย เพียงแค่นั้น สุนทรียะในชีวิตก็เกิดขึ้นแล้ว พลังงานอันเกิดกับใจนั้นลี้ลับ มากด้วยพลัง ความสงบจะไม่ผ่านมาได้อย่างไร ความเงียบในสัมผัสจะไม่รู้สึก ได้อย���างไร ความฟุ้งซ่านจะล่วงเกินเข้ามาได้อย่างไร จึงมองเห็นอากัปกิริยาลิงบนกิ่งไม้ได้ชัดเจนที่สุด ลีลาไขว่คว้า ย่าง ขย่ม อมอ้าปาก เลิกคิ้วหลิ่วตา มองระแวดระวังระแวงไพร กระโดดโลด เต้น เกาขาถ่างขาเกาแข้งเกาสีข้างซี่โครง หรือแยกเขี้ยวส่งเสียงข่มขู่ สัญชาตญาณลิงที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ดิบเถื่อนในดงดิบรกเรื้อ กิริยาอาการลิงไม่อาจเทียบได้กับปฏิกิริยาในคนอย่างนั้นหรือ? แพริมน้ำอันเงียบสงบเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานหรือเขื่อนรัชชประภา 88


สุราษฎร์ธานี มวลน้ำมหาศาลท่วมพื้นที่ป่าเขา จนกลายเป็นภูมิทัศน์ใหม่ แปลกหูแปลกตา สวยงามและน่ารื่นรมย์ จนได้ชื่อว่าดินแดนกุ้ยหลินแห่ง เมืองไทย ผมไม่เคยไปกุ้ยหลิน แต่เคยเห็นผ่านหน้าผ่านตาผ่านภาพถ่าย ตามหน้าหนังสือแม็กกาซีน จอทีวีอยู่บ้าง ส่วนประกอบระหว่างผืนน้ำ หน้าผาหินปูนเก่าแก่ ต้นไม้แคระแกร็น ยืนต้นท้าแดดลม ตรงร่องลุ่มลึกรอยแยกแตกเป็นหมู่ไม้เขียวพรืดขึ้นไปยัง เรือนยอด ตรงนั้นเองยังได้ยินเสียงนกกก นกกาฮัง กระรอก ลิง ชะนี นก นานา อีกทั้งหริ่งเรไรดังระงมวังเวง แสงเงาทอดผ่านหน้าผาไล่ตามโมง ยาม เป็นแสงเงาอันแปรเปลี่ยนไปตลอดวัน ราวกับอยู่ในแดนเนรมิต หากแสร้งลืมไปว่าสิ่งปรากฏให้เห็นเต็มตานั้น แท้จริงเกิดจาก น้ำมือมนุษย์เนรมิตขึ้นมา ที่แห่งนี้ก็คงเป็นแดนมหัศจรรย์อันน่าทึ่งอย่างไม่ ต้ อ งสงสั ย หมายถึ ง วิ วั ฒ นาการปรั บ ตั ว ของพื ช สั ต ว์ ดิ น หิ น น้ ำ อย่ า ง ยาวนานจนเกิดความลงตัวขึ้นมาได้ แต่ความจริงปรากฏแบบไม่หลอกใจ ตัวเอง ว่าเจ้าสิ่งปรากฏนั้น เกิดจากฝีมือมนุษย์เป็นผู้สร้าง ง่ายดายเพียง แค่ปิดทางแม่น้ำหนึ่งสาย นับรวมลำห้วยสาขาทั้งหลาย ภาพตระการตา จึงปรากฏให้เทียบเคียงกุ้ยหลินอย่างเหลือเชื่อ ใต้ น้ ำ เป็ น อาณาจั ก รซากผื น ป่ า แดนดงดิ บ ที่ ร าบลุ่ ม ในหุ บ เขา สวนไร่ หรือรอยทางสู้รบของเหล่านักต่อสู้เข้าป่าจับปืนต่อกรกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ที่รู้จักกันในนามสมรภูมิเขาสกอันลือลั่น ว่าประกอบไปด้วยภูเขา ถ้ำ ทางหลบลี้หนีซ่อนตัวอันสลับซับซ้อน ยากจะส่งกองกำลังเข้าไปสอด ส่องโจมตีช่วงชิงเอาพื้นที่มาได้ง่ายๆ เรียกว่าเป็นอดีตพื้นที่อันเต็มไปด้วยอันตรายที่ยากจะเข้าถึง ผมเคยได้ยินได้ฟังความลี้ลับของผืนป่าเขาสกผ่านคำบอกเล่ามา นับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเลยจะมีโอกาสเข้าไปยังพื้นที่แห่งนั้น เมื่องาน สร้างเขื่อนกำลังเป็นไป แม้แว่วได้ยินเสียงคัดค้านแสดงความเห็นถึงสิ่ง สูญเสียในทรัพยากรธรรมชาติ แต่แลกกับการได้มาของไฟฟ้าก็ดูเหมือนคำ คัดค้านจะเบาบางอ่อนด้อยลงไปโดยพลัน ผมเคยเห็นสารคดีภาพเคลื่อนไหวนาทีน้ำท่วมขึ้นเหนือเขื่อนเชี่ยว หลาน เห็นคุณสืบ นาคะเสถียรนักอนุรักษ์ผู้ล่วงลับ ไล่ตามจับสัตว์ป่าหนี น้ ำ หรื อ สั ต ว์ ติ ด เกาะอยู่ ต ามยอดไม้ ไล่ ต ามจั บ ลงเรื อ ไปปล่ อ ยยั ง ที่ ปลอดภัย ความพยายามจะยื้อชีวิตที่เหลือไว้ให้ยาวนานที่สุด 89


นั่นเองเป็นส่วนบอกเล่าความเป็นมาของความงามเหนือเขื่อน ใต้ น้ำท่วมมีซากความตายใดบ้างแช่จมอยู่ในน้ำ ผมนั่ ง ชมความงามเหนื อ เขื่ อ นเชี่ ย วหลานเป็ น วั น ที่ ส อง นั่ ง ดู อากัปกิริยาลิงที่ดูเหมือนติดเกาะอยู่บนยอดเขา เกาะภูเขาที่มีน้ำล้อม นั่ง ฟังเสียงลูกไม้หล่นไม่ไกลลิง ช่างเป็นห้วงเวลากระแสใจไหลแรงไปสู่โลก จริงเบื้องหน้า เหมือนทุกอย่างปรับสภาพขึ้นใหม่ หลังผ่านห้วงเวลาอันตื่น ตระหนก ฝูงลิงวอกแวกโลเลอยู่ในท่าทีท่าทาง ซัดส่ายสั่นไหวไม่มั่นคง ยิ่ง มอง ยิ่งรู้สึก... เกิดอะไรขึ้นกับใจของเรา?!?.. แน่ละ ความชอบใจเกิดขึ้น กิริยาลิงอันน่าขัน แต่เพียงหลบสาย มองลิงมาอีกทางหนึ่งเท่านั้น ฝูงลิงอีกสายพันธุ์ก็กำลังกระโดดลงน้ำ บ้าง เอาเรือแคนูพายออกไปหาเวิ้งน้ำกว้าง บ้างนั่งทอดหุ่ยนิ่งๆ เงียบๆ บ้างนั่ง อ่านหนังสือ บ้างนั่งพูดคุยกันอย่างชอบอกชอบใจ เรื่องราวมากมายสมสู่ สุมเรื่องมาสู่ห้วงคิด จะปล่อยใจให้จมไป กับเรื่องใดก็สุดแท้แต่ใจ แต่เกิดความขุ่นมัวในใจให้รีบถอยหลบออกมา ถอยออกมาจากฝูงลิงมาเจอฝูงลิงอีกสายพันธุ์ ชีวิตจริงไม่อาจหนีโลกของ ลิงไปได้ อยู่กับลิง รื่นรมย์หรือไม่รื่นรมย์ก็ยังอยู่กับลิง ในสังคมลิงและกิริยา อาการแบบลิง แค่อย่าให้ลิงปักเขี้ยวขีดข่วนลงกลางใจ จนมีอาการทาง ประสาทแบบลิง แค่นี้ก็มากมายเกินพอแล้ว ชีวิต ...

90


91


92


เขียนยามป่วย บันทึกนอนติดเตียง ชัยพร นำประทีป

93


ผมว่าเรามามีสติอยู่กับอิริยาบถ ในยาม ที่ร่างกายปกติดีกว่าจำเป็นต้องมามีสติ กับอิริยาบถในวันที่ร่างกายไม่ปกติ จะได้ เอาเวลาเจริ ญ สติ กั บ ความเจ็ บ ป่ ว ยไป เจริญสติกับการงานที่อยากทำ

94


(1) มันเกิดจากความประมาทโดยแท้ ... ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมขึ้นๆ ลงๆ บันได้นี้อยู่หลายครั้ง มันเป็น บันไดอะลูมิเนียม แบบดึงขากางออก แล้วตั้งขายันกับพื้น จำได้ว่าช่วง แรกๆ ที่ผมใช้บันไดนี้ ผมมีสติเต็มเปี่ยม ไม่เคยตั้งอยู่ในความประมาท เลย จะขึ้นจะลง จะเขยิบขยับตัวแต่ละที ผมระวังสุดๆ โดยเฉพาะเวลาที่ ต้องไปยืนอยู่ยอดบนสุดของบันได ถึงขนาดท่องบ่นอยู่ในใจว่า “ระวังนะ มึ ง มี ส ติ น ะมึ ง ” อุ บั ติ เ หตุ น้ อ ยใหญ่ จึ ง ไม่ เ คยเกิ ด ขึ้ น กั บ ผม แม้ แ ต่ ค รั้ ง เดียว เพราะไม่เคยเกิดอุบัติเหตุนี่แหละ ใจมันก็เลยลอยเผลอปล่อย ให้ ก ารขึ้ น ลงบั น ได เป็ น เรื่ อ งของการแสดงออกทางกิ ริ ย าความเคยชิ น และไอ้ความเคยชินนี่แหละ คือความประมาท อันเกิดจากกำลังสติ ที่มี ต่ออิริยาบถบกพร่อง และเป็นสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ผมต้องนอนติดเตียง...นาน ข้อศอกหลุด นั่นใช่ แต่ไม่ใช่กระดูกเชิงกรานร้าว หากเป็นกระดูก เชิงกรานหัก หมอบอกว่ามันหัก แต่ไม่เคลื่อนจากตำแหน่งที่หัก ตอนที่ ผ มกั บ บั น ไดล้ ม เทลงมาพร้ อ มๆ กั น ผมเห็ น ลำแขนข้ า ง ขวาของตัวเอง หลุดทะลุออกไปจากที่ที่มันควรจะอยู่ แขนผมบิดเบี้ยว ผิดรูป ส่วนขาข้างขวาก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะพยุงตัวเองให้ลุกยืน เวลานั้น เป็ น เวลาที่ ชี วิ ต จิ ต ใจของผม จมอยู่ กั บ ความเจ็ บ ปวด ปวดครั บ ปวด รุนแรง แต่เหมือนมีสวิตช์ปิดโดยอัตโนมัติ!! ครู่เดียว ก็มีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา คล้ายเป็นความคิดที่ตระ เตรียมไว้ล่วงหน้า เนิ่นนาน “ต้ อ งกำหนดลมหายใจ” คื อ เสี ย งจากความคิ ด ที่ ผ มได้ ยิ น ผม พยายามกำหนดลมหายใจ เพื่อระงับคลายความเจ็บปวด เหมือนหลวงพ่อเทียนไง!! จำได้ว่าเคยคุยกับพี่คนหนึ่ง แกเล่าว่า หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ใครทำอะไรกับเนื้อหนัง-ร่างกายของหลวงพ่อ ไม่ต้องฉีดยาชา เป็นการ เล่าสู่กันฟังนะครับ แต่ผมมันนักเรียนอนุบาลฝึกหัด กำลังสติที่ใช้ตาม ลมหายใจ จึงมีไม่มากพอที่จะอยู่แต่กับลมหายใจ ทั้งกายและใจของผม 95


มันเลยจมอยู่กับความเจ็บปวดตลอดเวลา ความปวดระดับนี้ ผมเอาไม่ อยู่จริงๆ ผมหาวิธีช่วยลดคลายความเจ็บปวด กัดฟัน เป่าลมออกจาก ปาก ร้องโอ๊ย เป็นอีก 2-3 วิธี ที่ผมคิดได้ และใช้สลับไปมากับการกำหนด ลมหายใจ ช่วยได้เยอะเลยครับ ผมนอนกองอยู่กับพื้นไม่นาน เพื่อนชีวิต ของผมกั บ น้ อ งชายของเธอ ก็ ม าช่ ว ยกั น พยุ ง ตั ว ผมขึ้ น รถ รี บ นำผมไป โรงพยาบาลอุทัยธานี แน่นอน ตลอดการเดินทาง ผมนอนขดตัวติดกับ เบาะรถ ไม่ทำอะไรนอกจาก ต���มลมหายใจ กัดฟัน เป่าลมออกจากปาก แล้วก็ร้องโอ๊ย ขณะที่เพื่อนชีวิต ขับรถพาผมไปโรงพยาบาล เธอบอกให้ ผมลองขยับนิ้วมือ ข้อขา ผมทำตามที่เธอบอกแต่โดยดี เธอบอกว่าเป็นการเช็คอาการเบื้อง ต้น ข้อขาขยับได้ แต่ผมไม่รู้ว่านิ้วมือขยับได้ด้วยหรือเปล่า รถจอดที่หน้าตึกฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เอาผมออกจาก รถ แล้วยกใส่เตียง เข็นไปรอหมอที่ห้องพยาบาล ผมถูกส่งตัวเข้าห้อง เอกซเรย์ ผลฟิล์มออกมา หมอบอกว่า “ข้อศอกหลุด กระดูกเชิงกรานหัก” แล้วเดินจากไป ซักพักหมอเดินกลับมา ยืนข้างเตียง จับแขนที่ข้อศอก หลุด บิดหมุน กรึ้บๆ ข้อศอกที่หลุดก็เข้าที่ “ต้องเข้าเฝือกแขนนาน 3 สัปดาห์” หมอบอก แล้วให้ผมขยับนิ้ว มือ ข้อขา “เล่นกีต้าร์ได้มั้ยครับ” ผมถามถึงเครื่องมือหากิน “ได้” แรงสั่นสะเทือนของเตียงส่งคนไข้ ขณะเข็นเคลื่อน กระตุกกระตุ้น ความเจ็บปวดของผม ได้ตลอดเวลา (2) อากาศเดือนเมษายน วันสงกรานต์ ในห้องเตียงคนไข้รวม ร้อน ผมถูกเข็นมานอนอยู่ที่นี่ “อากาศร้อน ใจอย่าร้อนตามอากาศ” คุณพยาบาลมาพูดคุยสอบถาม เธอเห็นอาการผม เลยฉีดยาแก้ ปวดให้ แล้ ว ก็ ท ยอยฉี ด ให้ อี ก รวม 3 ครั้ ง ครั้ ง สุ ด ท้ า ยเป็ น มอร์ ฟี น 4 96


มิลลิกรัม “หายใจเข้าผ่อนคลาย หายใจออกเบาสบาย” เป็นอีกวิธีที่ผมคิด ออกเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ตอนตกบั น ไดใหม่ ๆ ผมไม่ ไ ด้ คิ ด ถึ ง วิ ธี นี้ เ ลย มั น คงเจ็ บ เกิ น ไป ปวดเกินไป อีกอย่างยาแก้ปวดที่คุณพยาบาลฉีดให้ คงช่วยคลายความ ปวดไปได้ไม่น้อย “หายใจเข้าผ่อนคลาย หายใจออกเบาสบาย” ไม่อยากเชื่อเลย มีช่วงหนึ่ง มุมปากของผมมันเชิดขึ้นเล็กน้อย ทั้ง สองข้าง คุณป้าข้างเตียง แกคงมาเห็นแล้วคิดอย่างไรไม่ทราบแกพูดว่า “คุณคนนี้ ปวดจะตายยังนอนหน้ายิ้ม” ผมขำแก รวมทั้งขำตัวเอง จะบอกอะไรให้ ตอนที่ผมขำ ผมไม่รู้ สึกปวดเลย ความปวดมันแวะมาขำกับผมแว้บนึง แล้วมันก็กลับไปปวดต่อ เรื่องของจิตแท้ๆ !!! พั ก ใหญ่ คุ ณ พยาบาลก็ เ ริ่ ม มาทำความสะอาดขา ติ ด ผ้ า ก๊ อ ซ แบบเทปกาว ยาวจากด้านข้างของต้นขาด้านหนึ่ง ไปถึงต้นขาด้านข้าง ของอีกด้านหนึ่งฝั่งตรงข้าม แล้วก็พันผ้ายืดรอบขา ตั้งแต่เหนือข้อขาถึงใต้ หัวเข่า เพื่อเตรียมไว้สำหรับนำเหล็กมาถ่วงขา ก่ อ นค่ ำ ผมได้ ย้ า ยไปนอนห้ อ งพิ เ ศษเตี ย งเดี่ ย ว พร้ อ มกั บ ได้ เหล็ก 2 กิโลกรัม มาถ่วงขา ถ่วงเพื่อลดการเคลื่อนไหว และให้มวลกระดูก ได้สร้างขึ้นมา เพื่อเชื่อมส่วนที่หัก แขนมีเฝือก ขามีเหล็ก 2 กิโลกรัม กายคล้ายถูกล่ามร้อย...ใจเล่า? ค่ ำ นั้ น เ พื่ อ น ชี วิ ต คุ ย กั บ ผ ม ว่ า ค ว ร ย้ า ย ไ ป พั ก ฟื้ น ต่ อ ที่ โรงพยาบาลในกรุ ง เทพ เพราะเธอมี ห น้ า ที่ ก ารงานต้ อ งรั บ ผิ ด ชอบ อี ก อย่างหลังเลิกงานและวันหยุด จะได้เดินทางมาเฝ้าผมได้ คืนนั้น ผมนอนไม่หลับ การนอนที่พลิกเนื้อพลิกตัวไม่ได้ ขยับ แขนขาไม่ ไ ด้ มั น เป็ น การนอนที่ ผิ ด ธรรมชาติ จ ริ ง ๆ และเป็ น ของใหม่ สำหรับผมจริงๆ คิดดู ผมต้องนอนอยู่ในสภาพแบบนี้อย่างน้อย 4 สัปดาห์

97


(3) วั น ที่ ผ มกลั บ บ้ า น เป็ น ช่ ว งเวลาที่ อ ากาศร้ อ นที่ สุ ด ของเดื อ น เมษายน 38 องศาเซลเซี ย ส ผมไม่ รู้ ว่ า มั น มากหรื อ น้ อ ยกว่ า ตอนที่ ผ ม นอนแอ้งแม้ง อยู่บนเตียงคนไข้รวมที่โรงพยาบาลอุทัยธานี รู้แต่ว่าตอน นั้น อากาศในห้องเตียงคนไข้รวมร้อน จนเพื่อนชีวิตผมบ่นว่า “ถ้าไม่ได้ ย้ายไปห้องพิเศษ ทำไงล่ะเนี่ย?” แต่เธอก็ให้น้องชายเตรียมพัดลมไว้แล้ว ถึงอากาศในห้องเตียงคนไข้รวมมันจะร้อนยังไง แต่มันก็เป็นอากาศเดียว กับบ้านที่ผมตกบันได ผมไม่ได้สัมผัสจริงกับอุณหภูมิโลกจริง มานานหลายวัน เริ่มนับ จาก ผมได้ รั บ ความเย็ น จากแอร์ ใ นรถ ที่ เ พื่ อ นชี วิ ต ขั บ พาผมมา โรงพยาบาลที่กรุงเทพ พอถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็เอาเตียงมารับแล้ว เข็นผมเข้าไปในโรงพยาบาลติดแอร์ คุณหมอตรวจเช็คอาการผมในห้อง แอร์ เสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็เข็นผมไปห้องนอนพิเศษเตียงเดี่ยว ที่ปรับ อุณหภูมิห้องไว้ 25 องศาเซลเซียส ผมนอนรับแอร์อยู่ในห้องนี้ 13 วัน วั น ที่ อ อกจากโรงพยาบาล ผมก็ ไ ด้ น อนมาในรถติ ด แอร์ รวมๆ แล้ว ผมมีชีวิตอยู่แต่ในที่ที่ถูกทำให้เย็นราว 15 วัน แล้วจู่ๆ ก็มาเจอของ จริง 38 องศาเซลเซียส ผมนอนอยู่บนเตียง ที่ติดตั้งอุปกรณ์เหล็กถ่วงขาเรียบร้อยแล้ว มี พัดลมเปิดเป่ามาที่ผม 1 ตัว “นอนไหวมั้ย” เธอถาม “ไหว” แต่ผมรู้สึกว่าร่างกายผมมันวูบวาบ คล้ายเซลเล็กเซลน้อย ที่รวมกันเป็นเนื้อหนัง-ร่างกายของผม มันประท้วง ถ้าโวยวายได้ มันคง อยากจะโวยว่า “เย็นกว่านี้มีมั้ยยย” ผมพยายามตามรู้ความรู้สึก ร้อนปวด ร้อนปวด ร้อน ร้อน ร้อน เอาเรื่องเหมือนกันครับ ความรู้สึกร้อนมาคลี่คลาย ตอนที่ตะวันคล้อยตก ลมที่เป่าออกจากพัดลม เริ่มให้ความรู้สึก เย็นบ้างแล้ว แต่วิธีที่ช่วยคลาย ร้อนได้ดีที่สุดคือ การเช็ดตัว ผมมีกะละมังเล็กๆ ใส่น้ำแช่ผ้าไว้ข้างเตียง เลยหล่ะครับ พอผมเริ่มสนิทกับอากาศจริงๆ ของโลก ผมก็กลับมาอยู่กับความ รู้สึก เจ็บ ปวด เมื่อย ชา ล้า ของแขนขา ร่างกาย 98


ที่บ้าน ไม่มีหมอมาตรวจเยี่ยม ไม่มีผู้ช่วยพยาบาลมาวัดไข้ วัด ความดั น ไม่ มี พ ยาบาลเอายาทาน ก่ อ น-หลั ง อาหารมาให้ กิ จ วั ต ร ประจำวันอย่าง เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมน้ำกับแปรงสีฟันพร้อมยา เตรี ย มอาหาร รวมถึ ง งานซั ก -ล้ า ง เสื้ อ ผ้ า ถ้ ว ยชาม ที่ ผ มกิ น ใส่ และ แน่ น อนรวมทั้ ง เรื่ อ งที่ ไ ม่ เ ป็ น เวล่ ำ เวลาอย่ า ง เทและทำความสะอาด ภาชนะรองรับการขับถ่ายหนัก-เบาของผม ทั้งหมดนี้ ตกเป็นภาระของ คน 2 คน คือ คุณแม่ กับ เพื่อนชีวิตของผม ทั้งสองคนจะสลับกันมาดูแล ผม หรือบางวันก็อยู่ช่วยกัน ไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ย และน่ า จะเป็ น เรื่ อ งที่ ห นั ก เหนื่ อ ย ซะด้ ว ยซ้ ำ ที่ กิจวัตรประจำวันส่วนตัว ของคนๆ หนึ่ง ต้องตกไปเป็นภาระของคนอีกคน หนึ่ง เพราะบางที คนปกติแขนขาดี ยังมีบ้างบางเวลา ที่ขี้เกียจกับเรื่อง กิน อาบ ซัก ล้าง ของตัวเอง แล้วอะไรที่ทำให้คนทั้งสอง ทำเรื่องเหล่านี้ให้กับผมได้ ถ้าไม่ใช่ ความรัก ความเมตตา ผมเริ่มคิดถึง การพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดถึงเรื่อง กายภาพ… ผมสบายใจกั บ คำพู ด ของคุ ณ หมอ ที่ บ อกว่ า ข้ อ ศอกผม โอเค คุณหมอแกไม่ได้พูดลอยๆ นะครับ พอเจอกัน คุณหมอก็ให้เจ้าหน้าที่ตัดเฝือกออก แล้วจับแขนผม บิด ซ้าย ขวา ยืด งอ จากนั้นก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ พาผมไปเอกซเรย์ แกดูผล ฟิล์มแล้วจึงพูดว่า “ข้อศอกผม โอเค” ต่อจากนี้ก็มีแต่เรื่องกายภาพ คุณหมอเน้นให้ผมทำกายภาพ “ปวดนะพี่ มันต้องปวด งานนี้ใจล้วนๆ” หมอบอกว่ า ส่ ว นมากคนที่ เ ป็ น แบบนี้ กายภาพแล้ ว มั น จะคื น สภาพกลับมา 90 เปอร์เซ็นต์ และจะสูญเสียความปกติของรูปทรงและ การใช้งานไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ตอนแขนขาผมเสียสภาพใหม่ๆ มันปวดมาก และตอนที่ผมนอน อยู่บนเตียง ผมอยากให้มันหายปวด แต่ตอนนี้ หากผมต้องการกลับมา ใช้แขนขาให้ได้เหมือนเดิม หรือใกล้เคียงเดิม ผมต้องทำให้มันปวด!!! การถอดเฝือก ทำให้ผมได้กลับมาเห็น เนื้อหนังท่อนแขนของตัว เองจริงๆ อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อ แค่ 3 สัปดาห์ มันจะลีบเล็กและโค้งงอ เหมือน บูมเบอแรง ตามรูปทรงของเฝือกทีต่ ดั ออกไป ทีส่ ำคัญ มันยืดไม่ได้ งอไม่ได้ 99


แต่ถึงอย่างไรในเบื้องต้น แขนผมก็มีอิสระมากขึ้น และผมก็กล้า ทีจ่ ะใช้มนั เกาะจับ รับน้ำหนักมากขึน้ โดยไม่กงั วลว่ามันจะหลวม จะหลุดอีก “จะเข้าบ้านยังไง” เพื่อนชีวิตถามผม ขณะที่เธอขับรถพาผมกลับ บ้ า น เข้ า บ้ า นยั ง ไง ในความหมายของเราคื อ “จะไปถึ ง เตี ย งได้ ยั ง ไง” เพราะตอนขาออกจากบ้าน ผมมีหลานสาวอีกคน มาช่วยพยุงตัวผม แต่ ตอนนี้ ผมมีแขนบูมเบอแรง ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องหลวมหลุด “เข้าได้ แขนขวาเราพอใช้งานได้” ผมเชื่อว่าแขนบูมเบอแรงของ ผม จะทำให้การทรงตัวของผมดีขึ้น และเวลาที่ผมกระโดด มันน่าจะช่วย ถ่ายน้ำหนักให้ขาผมดีขึ้นด้วย ผมพร้อมจะกระโดดกระต่ายขาเดียวเข้า บ้านแล้ว… (4) ประตูรถเปิดออก ผมลอดช่องว่างที่ประตูเคยปิดมิดออกมา ผม พยายามยืนทรงตัว และเริ่มวางแผนว่า จะกระต่ายขาเดียวเข้าบ้านยังไง ผมยืนวางแผนยังไม่ทันอะไรเลย ก็รู้สึกมึนหัว ก็ผมไม่ได้ยืนด้วยขาตัวเอง มาตั้ง 21 วัน แต่กระต่ายขาเดียวก็เริ่มกระโดดเคลื่อนตัวไปข้างหน้า โดย ใช้แขนซ้ายเกาะที่ตัวรถ และแขนขวาจับที่ไหล่เพื่อนชีวิต ผมเกาะๆ จับๆ ไปจนถึ ง ประตู บ านเลื่ อ น ที่ มี ปู น ก่ อ ขึ้ น มาจากพื้ น ผมยื น จั บ ประตู ทั้ ง 2 บาน ด้วย 2 แขน แล้วก็ดันบานประตูที่อยู่ติดกันอีกบานด้านใน ให้เปิดออก ผมยืนคิดอยู่ตรงประตู และประเมินว่า ขาผมคงไม่มีกำลังพอที่จะ กระต่ายขาเดียวข้ามไปได้ ผมจึงใช้วิธี ค่อยๆ เขยิบขาข้างซ้ายทีละนิดๆ ข้ า มเส้ น ปู น ที่ ก่ อ พาดพื้ น ตรงประตู ไ ปอย่ า งช้ า ๆ โดยใช้ ป ระตู บ านเลื่ อ น เป็นหลักยึด พอข้ามมาได้ ผมก็เปลี่ยนมายืนจับประตูที่อยู่ด้านใน มอง ไปที่เตียง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ผมยืนอยู่ แค่เมตรกว่าๆ ก่อนถึงเตียงประมาณ ครึ่งเมตร เป็นพื้นยกระดับสูงประมาณ 3 นิ้ว จากตรงนี้ไม่มีอะไรให้ยึดเกาะแล้ว นอกจากเพื่อนชีวิตของผม แต่ผม เลือกที่จะไปด้วยตัวเอง ไม่ใช่อยากทำเก่งหรอกครับ แต่คิดว่าน่าจะไหว น่าจะไปถึงเตียงได้ แล้วกระต่ายขาเดียวก็ถลาไปจับขอบเตียง โดยหยุด ขาอยู่ตรงพื้นที่เล่นระดับ จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงตัวขึ้นเตียง เหนื่อยเหมือนจะเป็นลม ไม่น่าเชื่อว่า มันจะเป็นเรื่องลำบากอะไร 100


ปานนั้น

ผมเริ่มรู้สึกกับใจจริงๆ ว่าการที่ร่างกายของเราสามารถ กิน เดิน นั่ง นอน หยิบจับ ขับถ่าย หันซ้ายหันขวา ทำนั่นทำนี่ ได้สารพัด ได้อย่าง ราบรื่ น ไม่ ติ ด ขั ด และไร้ ปั ญ หานั้ น นั บ เป็ น ความมหั ศ จรรย์ จากการ ทำงานของอวัยวะน้อยใหญ่ และเซลเล็กเซลน้อย ที่ต่างทำหน้าที่ของมัน ได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน ให้กับร่างกายนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เหล่านี้ ช่างเป็นสิ่งวิเศษ แสนล้ำค่า ที่เราควรเคารพ รักษา ราวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วย ความใส่ใจ ไม่ยึดติด ผมบันทึก ความคิด ความรู้สึก นี้ไว้ว่า… ก็ดวงตาสามารถมองเห็นมาตั้งแต่แรกเริ่ม และสัมผัสรู้กับการได้ มองเห็น มาตั้งแต่วันที่สามารถมองเห็นได้ ดวงตาจึงไม่เคยสนใจ ใส่ใจ ว่ามันดีมากแค่ไหนและวิเศษมากแค่ไหน ที่สามารถมองเห็นได้ และการ ได้มองเห็น มันทำให้ ชีวิตได้สัมผัสสีสันความรู้สึก มากมายขนาดไหน ยามเช้า คำทักทายของดวงตะวัน ที่มีต่อดวงตา แม้ดวงตาจะไม่เคยตื่น ขึ้ น มา รั บ คำทั ก ทายจากดวงตะวั น แต่ ด วงตะวั น ก็ ยั ง มอบของขวั ญ กำนัลแด่ดวงตา ทุกวัน ก็สรรพสิ่งรอบตัว ที่ดวงตามองเห็น นั่นแหละ คือของขวัญที่ดวงตะวัน มอบให้ดวงตา ดวงตาไม่เคยยินดี มีความสุข หรือดีใจ กับของขวัญที่ได้รับจากดวงตะวัน ก็แค่การมองเห็นได้ ก็แค่ การได้มองเห็น มันช่างเป็นเรื่องปกติ สามัญธรรมดา ธรรมดาจนไม่คิด ว่ า จะต้ อ งไปให้ คุ ณ ค่ า ความหมายอะไร เมื่ อ ดวงตา ไม่ ใ ห้ คุ ณ ค่ า กั บ ความสามารถในการมองเห็ น ได้ การได้ ม องเห็ น จึ ง คล้ า ยไร้ ค่ า ความ หมาย จึงไม่แปลก ที่ดวงตาจะไม่รู้สึกอะไร เวลาที่ใช้สายตา มองโลก ด้วยความเกลียดชัง เอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่งแข่งขัน แต่!! ดวงตะวัน ทอแสงยาวนาน ดวงตาเล่า? วันหนึ่ง ดวงตาพบว่า การที่ดวงตาสามารถมอง เห็นได้ ช่างเป็นสิ่งที่น่ายินดี อันแสนวิเศษ เป็นความสุขอันแสนเรียบง่าย ธรรมดา การได้มองเห็น จึงเป็นสิ่งที่ควรแล้ว ที่จะต้องรู้จัก ให้ค่าความ หมาย ดอกไม้ ทุ่งหญ้า สายน้ำ ช่างงดงาม ผู้คน สรรพสิ่งรอบข้าง ช่าง เป็นปรากฏการณ์ที่น่ารับรู้ เรียนรู้ ดวงตาจึงปรารถนาจะใช้เวลาที่เหลือ มองโลกด้วยสายตา แห่ง รัก เมตตา เอื้ออารีและแบ่งปัน ปรารถนาที่จะตื่นขึ้นมา รับคำทักทายกับ 101


แสงแรกของดวงตะวัน และยินดีที่จะรับของขวัญ ที่ดวงตะวันมอบให้ใน ทุกยามเช้า ดวงตาตั้งใจจะทำอย่างนั้นทุกวัน ทุกวัน เพียงแต่... วันที่ ดวงตา คิดและระลึกได้เช่นนี้ เป็นวันที่ ดวงตาไม่อาจลืมตา เพียงแค่จะ ลืมตา ก็ยังมิใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย ไยต้องรอให้ถึงวันนี้ ดวงตา เฝ้าหวัง ว่าจะสามารถกลับมา มองเห็นได้ มองเห็นได้ เพือ่ รับรู-้ เรียนรู้ สิง่ ทีไ่ ด้มองเห็น. (5) ก่อนเกิดอุบัติเหตุ งานเพลง งานดนตรี เป็นเรื่องหลักที่ผมคิดทำ แต่ตอนนี้การทำกายภาพ มันเหมือนงานเร่งด่วน ที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลย ไปไม่ได้ เป้าหมายหลัก ของการทำกายภาพขา ของผมคือ เดินออกจาก เตียง แม้มันจะไม่ใช่การเดินที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่การเดินด้วยขาของตัว เองครบทั้ง 2 ข้าง แต่มันก็จะเป็นการเดิน เพื่อออกจากเตียง เพื่อลดภาระ ให้คนที่อยู่เฝ้า อยู่ดูแล เหมือนอย่างตอนที่ผมออกจากโรงพยาบาล ผม ใช้ไม้ค้ำยันเดินมาถึงเตียง โดยไม่ต้องรบกวนเพื่อนชีวิตผมเลย ผมคิ ด ว่ า ขาที่ เ ดิ น เหิ น ไม่ ไ ด้ นี่ แ หละ เป็ น ตั ว ล่ า มร้ อ ยให้ ผ มต้ อ ง นอนติดเตียงอย่างแท้จริง ขาผมลีบเล็ก เหมือน แขนที่เล็กลีบ ต่างกันแค่ เพี ย งขนาดเท่ า นั้ น แขนผมงอ ขาผมโก่ ง ผมนั่ ง อยู่ ข อบเตี ย ง ลองยื ด เหยียดขาให้ตรง แต่ยังทำไม่ได้ ทำได้แค่ยกๆ บีบๆ เพื่อกระตุ้นให้กล้าม เนื้อตื่นตัว ผมหยิบเอาไม้ค้ำยันมาค้ำยืน ลองเหยียดขาให้ตรง รู้สึกได้ว่า มันน่าจะคืนสภาพให้เหยียดตรงได้ง่ายกว่าแขน ผมฝึกยืนทรงตัวด้วยไม้ค้ำยัน ก่อนที่จะหัดเดินโดยไม่ลงน้ำหนัก ขา สังเกตเห็น บริเวณน่องขาขวามันคล้ำขึ้นๆ คงเป็นเพราะผมนอนนาน พอกลับมายืน เลือดก็เลยกลับมาไหลเวียน จนผมรู้สึกว่า ขาผมชาๆ ผม ฝึกเดินกับไม้ค้ำยัน ตามวิธีที่นักกายภาพสอน ห้ามลงน้ำหนักขา สัมผัส พื้นได้แค่เพียงปลายเท้า (toe touch) ผมต้องตั้งสติกับการเดินเป็นอย่าง มาก เพื่อไม่ให้ล้ม โดยเฉพาะเวลาจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ผมไม่ได้ไปหัดเดินที่ไหน ก็เดินวนเวียนภายในบ้านเล็กๆ แคบๆ ของผมนี่แหละ เริ่มจาก 100 ก้าวในวันแรก ผมรู้สึกมึนหัวและเหนื่อยเล็ก น้อย คงเป็นเพราะผมทำตัวขนานโลกมานาน พอทำตัวเป็นคนขวางโลก ก็เลยเป็นอย่างนี้ วันต่อมาเพิ่มเป็น 150 ก้าว เป็น 200 ก้าว แล้วเพิ่มเป็น 102


300 ก้าว รวมแล้วผมใช้เวลาประมาณ 14 วัน ที่สร้างความคุ้นชิน กับการ เดินด้วยไม้ค้ำยัน ผมเดินคล่องขึ้น เร็วขึ้น เก่งขึ้น แต่ก็มีเซบ้างบางจังหวะ ก้าว ผมรีบเตือนตัวเองว่าต้องมีสติ อย่าให้ความคุ้นชิน มาทำให้การระลึก รู้ในอิริยาบถบกพร่อง เหมือนตอนตกบันได สายวั น หนึ่ ง ผมบอกแม่ กั บ เพื่ อ นชี วิ ต ว่ า ผมจะเข้ า ห้ อ งน้ ำ เอง ช่วยหาเก้าอี้พลาสติกมาให้ 2 ตัว แม่ถามผมว่าเอามาทำอะไร แต่ก็รับ อาสาจะหามาให้ ตรงประตูทางเข้าห้องน้ำ มีปูนก่อสูงจากพื้น ขวางทางเข้าห้องน้ำ สูงประมาณ 8.5 นิ้ว ���ึงผมจะเดินคล่องขึ้นแต่ผมก็ยังไม่มั่นใจว่า มันจะ แข็ ง แรงพอที่ จ ะค้ ำ พาตั ว เอง เข้ า ไปในห้ อ งน้ ำ ได้ ห รื อ เปล่ า เพื่ อ ความ ปลอดภัยผมก็เลยต้องหาตัวช่วย ผมเอาเก้าอี้หนึ่งตัววางหน้าประตู ตรงที่ มีปูนก่อขึ้นมา ส่วนอีกตัวก็วางไว้ในห้องน้ำ เวลาจะเข้าห้องน้ำ ผมก็ใช้ไม้ ค้ำยันเดินไปที่ประตู แล้วก็หย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่วางอยู่ตรงหน้า ประตูห้องน้ำ จากนั้นก็ใช้มือจับเก้าอี้อีกตัว ที่อยู่ในห้องน้ำ แล้วก็ย้ายก้น เข้าไป พอนั่งบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ในห้องน้ำได้แล้ว ก็ใช้มือทั้งสองข้าง ยกขา ข้างขวาตามเข้าไป ส่วนขาข้างซ้าย ก็ยกตามเข้าไปแบบสบายๆ เหมือน เดิม คราวนี้ถ้าจะถ่ายหนัก-เบา ก็ใช้วิธีถัดเก้าอี้แล้วย้ายก้น วิธีนี้ทำให้ผมเข้าห้องน้ำเองได้ ทั้งที่ขาขวาของผม ยังไม่มีแรงยก แรงยื น แล้ ว น้ ำ ขั น แรกก็ ไ หลฉ่ ำ ตั้ ง แต่ เ ส้ น ผมจรดปลายเท้ า มั น ชื่ น ใจ อย่างบอกไม่ถูก ผมตักน้ำราดหัวตัวเองอีกหลายขัน เพื่อนชีวิตผมยืนสังเกตการณ์ ดูการกลับมาอาบน้ำในรอบ 40 กว่าวันของผม เธอมายืนคุมเพราะกลัวว่า ผมจะหัวทิ่มหัวตำ เพราะขาที่ยังไม่แข็งแรง และแขนที่ยังเหยียดงอได้ไม่ มาก เธออาสาช่วยสระผมให้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ เธอก็เคยสระให้มาแล้ว 3 ครั้ง ตอนนอนติดเตียง การเข้ า ห้ อ งน้ ำ เองได้ ช่ ว ยลดภาระเรื่ อ ง การทำความสะอาด ร่างกาย แปรงฟัน และเรื่องการทำความสะอาดภาชนะรองรับการขับถ่าย หนัก-เบาของผม ได้เป็นอย่างดี แต่เรื่องอาหารการกิน ยังคงต้องฝากเป็น ภาระต่อไป อีกซักระยะหนึ่ง รอให้แขนขาแข็งแรง และใช้ไม้ค้ำยันได้ดี กว่านี้ คือตอนนี้ มันยังดูไม่เป็นธรรมชาติ ก้มเงยหยิบจับอะไรก็ยังไม่ค่อย ได้ จะให้หุงข้าว อุ่นกับข้าว ก็เลยยังคงทำไม่ได้ แต่มันจะต้องดีขึ้น เหมือน 103


ตอนนี้ที่ผมใช้มือขวากินข้าวได้แล้ว แม้ว่ามันจะฝืดๆ ฝืนๆ อยู่บ้าง การได้เข้าห้องน้ำเอง ยังทำให้ผมรู้ว่า อวัยวะที่อยู่ทางซีกด้านขวา ของร่างกาย แขนขวาที่ติดยึดของผม มันจะยังสัมผัสไปถึงไม่ค่อยได้ เช่น แปรงฟันกระพุ้งแก้มด้านขวาไม่ได้ เอาน้ำล้างลูบหน้าซีกด้านขวาไม่ได้ จับหู-จับต้นคอ ฝั่งขวาไม่ได้ เอานิ้วมือขวาแตะไหล่ขวา ไม่ต้องพูดถึงครับ ยังอีกยาว เป้าหมายการทำกายภาพแขนของผม ก็เลยเรียงตามนั้นครับ กิน ข้าว แปรงฟัน ล้างหน้า จับหู-ต้นคอ แตะไหล่ ด้วยมือข้างขวาให้ได้ โดย ไม่ติดขัด ตึงปวด ฮะ ฮ่ า เป้ า หมายชี วิ ต ของผม ทำไมมั น ช่ า งเรี ย บง่ า ย มั ก น้ อ ย อย่างนี้ (ว่ะ) ร่างกายผมค่อยๆ ฟื้นตัว มีเรี่ยวแรงมากขึ้น แม้ว่าแขนยังติดขัด โค้งงอและขายังต้องใช้ไม้ค้ำยัน แต่มันก็ใช้งานได้มากขึ้น ผมคิดว่า ผมน่าจะอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีคนอยู่เฝ้าแล้ว ราวปลาย เดือนพฤษภาคม แม่ยังคงมาดูแล แม่ของลูก ตลอดเวลาประมาณ 1 เดือน ที่แม่มาดูแลผม แม่ไม่ใช่แค่ดูแลผมอย่างประณีตเท่านั้น เรายังได้ คุยกันในเรื่องที่ไม่เคยคุย แม่ได้เล่าเรื่องที่แม่ไม่เคยเล่า และผมไม่เคยรู้ ผม ได้ถามถึงญาติคนนั้นคนนี้ ถามถึงเพื่อนของแม่ที่ผมรู้จัก ถามถึงคนเก่าๆ ถามถึงความเป็นไป “พรุ่งนี้หม่าม้า ไม่ต้องมาแล้วนะ” ผมบอกแม่ “แน่ใจ?” “แน่ใจ แต่ขอยืมเตียงกับเก้าอี้ไว้ก่อน” แม่ยังคงทำหน้าที่ของแม่อย่างประณีต อะไรที่แม่ต้องทำในวัน ที่มาดูแลผม แม่ทำเรียบร้อยทุกอย่างตามมาตรฐานของแม่ ................................ “โอเค หม่าม้า กลับก่อน” “ขอบคุณครับ” ผมลุกนั่งที่ขอบเตียงเป็นการรอส่งแม่ ผมกอดแม่ หอมแม่ บอกรักแม่ “โชคดีลูก” แล้วแม่ก็กลับบ้านเหมือนอย่างที่แม่เคยกลับ แต่วันนี้ ผมมองแม่กลับบ้านแล้วอยากร้องไห้ 104


(6) ผมวางตารางการทำกายภาพแขนเป็ น 3 ชั่ ว โมงทำ 1 ครั้ ง ใน แต่ ล ะครั้ ง ทำนานครึ่ ง ชั่ ว โมง ก่ อ นทำกายภาพ มี ก ารประคบร้ อ น ครึ่ ง ชั่ ว โมง เพื่ อ ให้ ก ล้ า มเนื้ อ เส้ น เอ็ น คลายตั ว เลื อ ดลมไหลเวี ย น หลั ง กายภาพ ก็ประคบเย็น เพื่อป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ทำ ตามตารางนี้ ใน 1 วันผมจะทำกายภาพได้ประมาณ 4 ครั้ง แต่อาการ ปวดแขน แสบแขน ก็ยังมีอยู่ บางวันคล้ายมีอาการจับไข้ คิดว่าน่าจะเกิด จากการอักเสบของกล้ามเนื้อ ผมนึ ก ถึ ง คำของคุ ณ หมอ ที่ บ อกว่ า “อยู่ ที่ ใ จล้ ว นๆ ทำได้ ทั้ ง วั น ไม่มีมากไป” สงสัยว่าแกคงพูด เผื่อให้คนที่ขี้เกียจทำ แต่ผมมันพวกเชื่อ คนมีความรู้ มีประสบการณ์ ก็เลยตะบี้ตะบันทำ นี่ขนาดจัดตารางใหม่ แล้วนะครับ เมื่อก่อนทำทั้งวัน หลังจากทำกายภาพกับตารางใหม่ไปซักพัก ผมก็จัดตารางใหม่ อีกครั้ง คราวนี้ปรับเป็น 5 ชั่งโมงทำ 1 ครั้ง รวมประคบร้อน-เย็น ในหนึ่ง วัน ผมจะทำกายภาพได้ประมาณ 3 ครั้ง แต่ถ้าวันไหนตื่นขึ้นมาตอน ตี 3 ตี 4 ก็ทำเลย เพราะตั้งแต่ช่วงก่อนกลับจากโรงพยาบาลมานอนบ้าน ผม คงอยู่ ใ นท่ า นอนนานเกิ น ไป เวลาของผม มั น ก็ เ ลยรวนๆ ยั ง ไงชอบกล ประมาณว่า “นอนตลอดเวลา หลับบางเวลา ตื่นไม่เป็นเวลา” ซึ่งผมคิดว่า ที่มันเป็นอย่างนี้ น่าจะมีผลบางส่วนมาจาก ความเจ็บปวดทางร่างกาย การนอนที่ไม่ค่อยได้ใช้แรงใช้พลังงาน แล้วก็การได้เจริญสติเรื่อยๆ เลย ทำให้ร่างกายมันปรับตัว อยากหลับก็หลับ อยากตื่นก็ตื่น ตารางกายภาพ 5 ชั่วโมง ทำ 1 ครั้ง ดูเหมาะสมดี อาการปวด แสบแขน ลดน้อยลงมาก อาการคล้ายจับไข้ ไม่มีเลย ก่ อ นถึ ง วั น ที่ ห มอนั ด ประมาณ 2 สั ป ดาห์ มี น้ อ งซึ่ ง เป็ น นั ก กายภาพ มาสอนวิธีการทำกายภาพแขน เพื่อแก้ปัญหา งอพับ เหยียด คลาย ให้ตรงจุด รวมทัง้ แนะนำให้ผม ยืน และลองลงน้ำหนักขาข้างขวาด้วย ผมเอาไม้ค้ำยันมาค้ำยืน ก้าวขาขวาไปข้างหน้า ลงน้ำหนักขา ดึง กลับมาที่เดิม ลงน้ำหนักขา ยกขาไปด้านหลัง ลงน้ำหนักขา รู้สึกดีเหมือน กัน ได้เหยียดขาตรง ได้ซ้อมลงน้ำหนักขา ก่อนที่จะได้หัดเดินโดยไม่มีไม้ ค้ำยัน อีกอย่างความโก่งงอ ตรงหัวเข่า ตั้งแต่วันที่เอาเหล็กถ่วงขาออก ก็ 105


ดูเข้าที่เข้าทางดีขึ้นด้วย เพื่ อ นชี วิ ต พาผมไปโรงพยาบาล ตามที่ ห มอนั ด คราวนี้ ผ มไม่ มี ปัญหาว่า จะเดินไปขึ้นรถได้อย่างไร? คุณหมอให้ผู้ช่วยพยาบาล พาผม ไปเอกซเรย์ ขณะรอผลฟิล์ม “เจ็บมั้ยพี่” คุณหมอถามผม พร้อมกับจับแขน ยืด งอ บิดซ้าย ขวา “ไม่ครับ แต่ถ้ายืด กด หนักๆ เจ็บ” “ธรรมดาครับ ดีนะเนี่ย ไม่ต้องต่อเอ็น บางคนเอ็นขาด ต้องมาต่อ เอ็น นี่ดูดี ไม่โยกคลอน ไม่หลวม” ผลฟิล์มมาแล้ว “กระดูกเชิงกรานที่หัก เชื่อมติดหมดแล้วทั้ง 3 จุด” อ้าว! ผมเพิ่งรู้ว่ามันหักร้าว รวม 3 จุด คิดว่าหัก 2 จุดมาตลอด “ตอนนี้ก็หัดเดินลงน้ำหนักขาได้เลย แต่ระวังอย่าล้มนะ ส่วนแขน ก็กายภาพไปเรื่อยๆ นานหน่อยนะพี่ ยาก็ต้องกินอยู่นะ อีกเดือนมาเจอกัน” ผมสบายใจแล้ ว กระดู ก เชื่ อ มติ ด หมดแล้ ว ข้ อ ศอกแขนก็ ติ ด ดี ตอนนี้ก็มีแต่ กายภาพ กายภาพ และกายภาพ (7) แม้ว่ากระดูกเชิงกรานที่หักต้องใช้เวลากับเหล็กถ่วงขานานกว่า ข้อศอกแขนที่อยู่ในเฝือก แต่ผมก็ไม่ค่อยห่วงเรื่องการฟื้นตัวของขามาก เท่ า ไหร่ ต่ า งจากข้ อ ศอกแขนที่ ใ ช้ เ วลากายภาพนาน กว่ า ที่ มั น จะคื น สภาพให้พอชื่นใจ เรียกว่า ถ้าวางใจไม่ถูก...มีท้อ หลั ง จากที่ผมหัดเดินลงน้ำหนักขาไม่ น าน ไม้ ค้ ำ ยั น ก็ ก ลายเป็ น ส่วนเกินของร่างกาย ไม้เท้าที่มาช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาจะไปไหนห่าง บ้านไกลๆ ก็อยู่กับผมไม่นานเช่นกัน ผมพยาย���มใช้ขา ให้กลับมาอยู่กับ กิ จ กรรมปกติ ข องชี วิ ต ให้ ม ากที่ สุ ด ผมซ้ อ มขึ้ น ลงบั น ได ลองขี่ จั ก รยาน และเดินให้มาก แม้มันจะดูกะเผลกๆ ผมพบว่าความอ่อนแอของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา ขวาตอนตกบันได นอกจากรู้สึกว่ามันมีอาการช้ำอยู่ภายในแล้ว มันยังมี อาการปวด ชา ซึ่งน่าจะมีผลอย่างมากกับการฟื้นตัวและการกลับมาใช้งาน 106


ขาที่เดินกะเผลก ขี่จักรยานได้ แต่นั่งยอง นั่งพับเพียบไม่ได้ ก็เลย ทำให้กิจกรรมงานบ้านประเภท ที่ต้องงอขา พับขา เช่น ซักผ้า ถูบ้าน ทำ ไม่ได้ไปด้วย เวลาที่ แ ขนขาผมติ ด ขั ด กั บ อิ ริ ย าบถที่ เ คยทำได้ ง่ า ยๆ แต่ ก ลั บ กลายเป็นเรื่องลำบากลำบนเวลานี้ ความคิดที่ว่า ชีวิตร่างกายที่เรามีอยู่นี้ คือ ความมหัศจรรย์และมีค่าราวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมควรแก่การเคารพ รักษา ก็มักแว่บเข้ามา ในห้วงความคิดผมเสมอ แม้ ว่ า จะมี ค นที่ รั ก ชอบกั น พู ด ให้ ก ำลั ง ใจเชิ ง ปลอบโยนว่ า ช่ ว ง เวลานอนเจ็บของผม เป็นช่วงเวลาที่ดีของชีวิต ผมก็เห็นด้วย แต่มันจะดี กว่ามาก หากไม่ต้องมานอนเจ็บติดเตียง ถึงผมจะข้ามผ่านวันคืนความ เจ็บปวดมาได้ดีพอสมควร และไม่ว่าจิตใจผมมันจะเติบโต กับการเจ็บ ป่วยครั้งนี้หรือไม่อย่างไร ผมว่ า เรามามี ส ติ อ ยู่ กั บ อิ ริ ย าบถ ในยามที่ ร่ า งกายปกติ ดี ก ว่ า จำเป็นต้องมามีสติกับอิริยาบถ ในวันที่ร่างกายไม่ปกติ จะได้เอาเวลา เจริญสติกับความเจ็บป่วย ไปเจริญสติกับการงานที่อยากทำ

107


108


บั น ทึ ก เด็ ก วั ด เสราะกราว สุวงค์สวากัน

109


รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อแดดส่อง ต้องลุกเดิน หนี อุ ต ส่ า ห์ ห ลบแล้ ว ยั ง แย่ ง พื้ น ที่ อี ก ใจขุ่ น ขั ด เคื อ งเรื่ อ งแดด อากาศร้ อ น อบอ้าว ร้อนไปถึงข้างใน ใจดิ้น ตกในเรื่อง ราว Reset อืมม์…เผลอตลอดเลยเรา หนอ เห้อ..Resetไม่ทันแล้ว โมโหแดด

110


ตื่นก่อนนาฬิกาปลุก แคร๊กๆ.. เสียงจ้ำฝีพายไม้กวาดที่กระทบใบไม้แห้งสนิท ดังอย่าง ต่ อ เนื่ อ งไม่ ข าดสาย ทำหน้ า ที่ ป ลุ ก ผมให้ ตื่ น ผมคว้ า โทรศั พ ท์ ดู เ วลา 03:45 โห..? ยังดึกอยู่เลย บ่นรำพึงรำพันอยู่ข้างในด้วยความงัวเงียง่วง นอน โอ..ขยันแต่เช้ามืดเลย ไม่หนาวบ่.. เสียงจ้ำฝีพายของด้ามไม้กวาด ที่ดังมาจากข้างนอกกุฏิ ทางทิศ ตะวันตก ฝั่งหัวนอนผม ระยะห่างจากต้นเสียงถึงกุฏิ วัดในใจ ท่ามกลาง ความมืด ประมาณสิบกว่าเมตรได้ เสียงพายไม้กวาดที่ดัง ไม่มีทีท่าว่ามืด เลย ผมค่อยๆ ขยับตัว เอามือผลักผนังประตูกุฏิออกเบาๆ แล้วค่อยๆ ลอดหน้าออกมา มองหาต้นเสียง ให้แน่ชัดว่าเสียงอยู่ตรงไหน มองผ่าน ความมืด แต่ก็ไม่เห็นแม้เงาของคนกวาด แต่ก็พอเดาสุ่มได้ว่าอยู่ตรงไหน เสียงฝีพายกวาดใบไม้นี้เป็นของท่าน พระอาจารย์ ประเวส อภโย เป็นพระเพื่อนสหายของ พระอาจารย์ ไพบูลย์ ที่ท่านมาช่วยกวาดวัดเตรียม งานเข้ากรรม ท่านได้พาสามเณรมาช่วยกวาดด้วย หนึ่งรูปชื่อสาม เณรปูด อายุ 42 ปี เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับสามเณรอายุมากโขทีเดียว ตอน พลบค่ ำ อาจารย์ ประเวส เล่ า ความให้ ฟั ง ว่ า เณรโยมแม่ เ สี ย เลยบวช หน้าไฟตอนเข้าพรรษา ว่าจะบวชพระให้ เณรไม่รู้หนังสือ ท่องบทสวดยังไม่ ได้ เณรกลัวอายเขา เลยยังไม่บวชพระ สิ่งที่ทำให้ผมสงสัย ท่านมองเห็นใบไม้ด้วยเหรอ มืดขนาดนี้โดยที่ ท่ า นไม่ เ ปิ ด ไฟ และไม่ มี ไ ฟฉายส่ อ ง ทำให้ ผ มเกิ ด ข้ อ สงสั ย ต่ า งๆ นานา ท่ามกลางความเย็นของอากาศและความมืด ความฉงนสงสัยกับความคิด พวยพุ่ง ผมต้องคว้าไฟฉายส่องเพื่อหาไม้ขีดไฟ จุดเทียน เขียนบันทึกเรื่อง ราวที่เกิดขึ้น ในตอนเช้ามืดวันใหม่นี้ ความคิดผมกระโดดโลดแล่นไปเกาะติดเสียงจ้ำฝีพายไม้กวาดทาง มะพร้าวของ อาจารย์ประเวส ท่านคงมองเรื่องราว ‘สังเกต’ และจดจำราย ละเอียดที่จะกวาดตั้งแต่เมื่อตอนเย็น หรือพลบค่ำตอนท่านเดินมาสรงน้ำ เพราะท่านกวาดอยู่ใกล้ห้องน้ำ ท่านลุกแต่เช้ามืดมากวาดตั้งแต่ตอนไหน ไม่ต้องใช้ไฟส่อง ก็กวาดได้ และทำงานได้อย่างเป็นปกติ 111


สักพักใหญ่ก็มีเสียงบริกรรมคาถาของสามเณรปูด บริกรรมเร็วมาก จนผมฟังไม่ถนัดและไม่รู้ว่าสามเณรกำลังท่องจำบทสวดมนต์ หรือบริกรรม คาถาบทไหน เพราะเสียงที่เปล่งออกมามันอยู่ในลำคอและเร็ว จะชัดตรง คำที่ว่า ‘ติ’ ลงท้าย กระแทกเสียงชัดเจน บวกกับการบริกรรมเดินไปเดินมา ของสามเณร เพื่อให้จดจำและแก้หนาวไปในตัว เสียงกวาดดังเข้ามาใกล้กุฏิผมทุกขณะ ผมคิดในใจ อาจารย์คงจะ กวาดให้ตะวันขึ้นแน่ๆ อากาศหนาวๆ แบบนี้ท่านยังลุกมากวาดได้ พระ สายปฏิบัติก็แบบนี้แหละ ทำวัตรไม่ขาด การกวาด เป็นการออกกำลังกาย กันหนาวได้ ตื๊ดๆ ตื๊ดๆ... เสียงนาฬิกาที่ผมตั้งปลุกไว้ 05:30 น. เวลาตื่นของ ทุกวัน ผมยื่นมือปิดเสียง แล้วยิ้ม วันนี้ฉันตื่นก่อนแกปลุกอีก โดยเสียง ปลุกรุ่นใหม่ เสียงจ้ำฝีพายไม้กวาดของอาจารย์ประเวส แสงเทียนภายในกุฏิยังนิ่งสงบ ไม่มีลม แสงสว่างสว่าง อากาศ หนาวข้างนอกยังไม่ได้ต้องผิวเนื้อผม เพราะยังห่มผ้าผิงแสงเทียนอยู่ ผม หยุดดินสอแล้วหันไปคว้าคอกีตาร์ ไล่นิ้วสักพักวางลง หยุดความคิดทุก เรื่อง กลับมารู้สึกตัวด้วยการเอามือประสานกัน แล้วผลักขึ้นข้างบน พร้อม สูบลมเข้าปอด รับอากาศบริสุทธิ์ แล้วค่อยๆ ปล่อยลมออกมาช้าๆ พร้อม ท่าคว่ำมือลงมาแตะที่หัวในท่าคว่ำ โดยมือยังประสานอยู่ ทำอยู่หลายรอบ คนตื่นเช้านี่ได้เปรียบคนอื่นจริงๆ อาจารย์ตื่นก่อนท่านได้กวาด ใบไม้ก่อน ท่านทำงานก่อนดวงอาทิตย์ จะเห็นตัวท่านทำก่อนแสงจันทร์ ยังไม่ลาลับ นี่แหละที่เขาเรียกว่าทำงานเร็วแบบไร้เงา แสงเทียนดับลงพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นเดินไปผลักบานประตูกุฏิ รับลมและอากาศหนาวของวันนี้ ให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา ผมก้าวพาตัวเองลงบันได เข้าห้องน้ำ ยังรู้สึกชื่นชมการตื่นทำงาน ของพระอาจารย์ประเวสแต่เช้ามืด ท่านกวาดเสร็จท่านรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ ต่อ ผมยืนดูท่านทำงานอีกที ดูท่าเดินไปมาอย่างระมัดระวัง รู้สึกตัวตลอด ขณะทำงาน ใบหน้าท่านดูมีความสุขกับงานเหลือเกิน งานท่านเสร็จพร้อม แสงแดดแรก แสงแดดของเช้าวันใหม่ยิ้มส่องแสงให้ต้นไม้ ใบหญ้าโชกอาบน้ำ ต้นไม้ดอกไม้กำลังขอบคุณอาจารย์ประเวส โบกสะบัดพัดไปมา ลมพัดมา อ่อนๆ ภารกิจเช้าของอาจารย์ทำให้ข้างในผมตื่นเห็นความสวยงาม 112


ป่าแก่

เห่อ?!.. เหี่ยวแห้งใจเหลือเกินกับอากาศ ลมแห้งๆ ของป่าแก่ๆ ดินก็แห้งจนฝุ่นคลุ้ง แห้งเหมือนริมฝีปากผม แห้งและเป็นขุย เหมือนดินที่ ขาดน้ำนับเดือน ขาดความชุ่มชื้น จะมีก็เพียงน้ำลาย คอยเลียแตะสัมผัสริม ฝีปาก เพื่อไม่ให้ปากแห้งมาก ปากแตกเหมือนปลักควายเดือนเมษายน หึๆๆ… ลมเดือนธันวา ทำให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ พัดเอาความอ่อนเยาว์ ความเขียวขจีของใบไม้ในป่าหายไป ป่าเริ่มเปลี่ยนสี ปรับสภาพใหม่ตาม วันเวลา ใบไม้ที่เหลืองแห้งต้องลมก็หมุน คว้างตามทางลม ลอยละล่องสู่ พื้นพสุธา ใบแล้วใบเล่า บางต้นใบหล่นหมด เหมือนป่ากำลังถอดเสื้ออวด โชว์สรีระ ยืนอวด ถมึงทึงเบ่งกล้ามกลางแดดลมอย่างไม่หวาดหวั่น บางต้ น ใบเหลื อ ง งอมเหี่ ย วแก่ แ ดด เมื่ อ แสงจ้ า กระทบใบแห้ ง ความชราของใบบวกกับเรี่ยวแรงใกล้หมดกำลัง ที่สุดต้องปล่อยตัวเองให้ ลอยล่องเล่นลม บางใบตกถึงพื้นไปแล้ว บางใบไปติดเกาะค้างคารอเวลา ตกพื้น บางใบแห้งมาก เมื่อผมเอามื���หยาบกร้านจากการกรำงานไปแตะ เสียงดังกรอบแกรบเหมือนเราเคี้ยวแคปหมูยังงั้น อนิจจาป่าแตกสีเปลี่ยนสี เหมือนเส้นผมคนเรา เมื่อถึงวัยหนึ่งก็ เปลี่ยนเป็นสีขาวๆ บางคนเส้นผมร่วงเป็นหย่อมๆ มีแฉกมีล้าน เหมือน ป่าตอนนี้ ไม่มีใบปกคลุมต้น เหมือนคนไม่มีเส้นผมบังแดด ท้องทุ่งนาตอนนี้เหลืองไปด้วยตอซังข้าว แผ่นดินเริ่มแห้ง แดด ร้อนของลมหนาวทำให้ดินแตกราวผิวเนื้อของผม ป่าเหี่ยวใจเฉา ป่าปรับสภาพรอน้ำอย่างมีความหวัง ดังผมรอพระ อาจารย์กลับมาจากการไปจำพรรษาที่อเมริกา ผมอยากบอกพระอาจารย์ เหลือเกินว่า ผมได้ดูแลป่าของพระอาจารย์เต็มที่แล้ว และป่าของอาจารย์ เริ่มแก่จนใบร่วง แต่ยังทะนงต้นยืนรอพระอาจารย์กลับมาเหมือนกัน ดูสิ กาฝากเป็นผู้อาศัย เกาะดูดอาหารกินตามกิ่ง ทำตัวเหมือน ปลิงดูดเลือด อาศัยชีวิต กลมกลืนจนเหมือนเนื้องอกของต้นไม้ ก็พลอย เหี่ยวตามๆ กัน แสงแดดสาดส่องทะลุป่าถึงพื้นดิน สาดแสงไปทั่วป่า กิ่ง ก้านน้อยใหญ่ชูสีแดงๆ ล้อแสงแดด ลมพัดดังหวือๆๆ พัดใบไม้หมุนติ้ว เป็นเกลียวลมหมุนเหมือนพายุ 113


ทอร์นาโด ลมหมุนนั่นแหละ แถวบ้านผมเขาเรียกว่าลมผีขี่เกวียน หน้าร้อน จะเห็นเยอะ เกิดขึ้นในที่โล่ง ๆ เจ้ามดดึงลากซากเหยื่อผ่านหน้า ดูมีความมุ่งมั่น ทำหน้าที่เป็น ห่วงโซ่อาหาร ตามธรรมชาติของป่า ชีวิตต่อชีวิต หนึ่งชีวิตคือหลายชีวิต ต่อชีวิตกันไปอีกนับร้อย ให้ดำรงอยู่ได้ ตามองดูมดลากตั๊กแตนอย่างชื่นชม ทึ่งในพลังและความสามัคคี ใจชื่นชมความเสียสละของตั๊กแตน ที่ยอมพลี กายเป็นอาหารให้มดอยู่รอดนับหลายชีวิต มดแดงไต่ข้ามกิ่งหารัง แหงนหน้ามองรัง โห.. รังแดงเหมือนไก่ป่า ตัวผู้เลย รังมดแดงแดงจริงๆ ขาดความเขียวขจี ไม่มีความแข็งแรงเหมือน ดังก่อน แต่มันก็ยังอยู่อาศัย นี่หรือที่เขาว่ามดแดงห่วงรัง รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อแดดส่อง ต้องลุกเดินหนี อุตส่าห์หลบแล้วยังมา แย่งพื้นที่อีก ใจขุ่น ขัดเคืองเรื่องแดด อากาศร้อนอบอ้าว ร้อนไปถึงข้างใน ใจดิ้น ตกในเรื่องราว รีเซท.. อืมม์... เผลอตลอดเลยเราหนอ เห่อ..? รี เซท.. ไม่ทันแล้ว โมโหแดด แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณป่าอีกที ที่ยังคงสภาพป่า ยังพอมีร่มเงา ต้นไม้ให้พิงพัก เป็นที่หลบ ทั้งคนและสัตว์ได้ร่มเงา รวมถึงแหล่งอาหาร ของเจ้าบรรดามดน้อยๆ ทันใดนั้น ใบไม้ใบหนึ่งปลิวมาจากไหนไม่รู้ ร่วงหล่นอยู่ตรงหน้า เห่อ..!? เจ้าคงแก่เกิน หมดแรงหลุดออกมาจากกิ่ง

114


115


116


ใจในเรา ใจในเรือน มุทิตา

117


สำหรับข้าพเจ้านั้น คำว่าจบที่ใจนี้เป็นมีด วิเศษชั้นดีที่มีพลานุภาพในการตัดวงจร ทุ ก ข์ ใ นเรื อ นได้ อ ย่ า งยอดเยี่ ย ม และ ค่อยๆ ส่งผลดีถึงความสุขให้กลับเข้ามาสู่ วงจรได้ใหม่ ถึงน้อยนิดและยังไม่เห็นผล ใ น ชั้ น แ ร ก แ ต่ ถ้ า ค น ส อ ง ค น เ พี ย ร พยายามทำ บางครั้งหักดิบให้จบที่ใจได้ จริงๆ 118


คนสองคน หรืออีกกับสามสี่คน บางครั้งก็หกหรือเจ็ดคน ที่มี ความผูกพันกันในหน่วยเล็กที่สุดของสังคมที่รวมเรียกกันว่าครอบครัวนั้น จริงๆ แล้วเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ชนิดเป็นทุกข์ที่สุดและได้ง่ายที่สุด ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และเข้าใจจากทฤษฎีการใช้ชีวิตที่ชื่อว่า ‘ตกตั้งใหม่’ ว่า สังคมที่มีความสัมพันธ์ที่เป็นทุกข์ได้ง่ายนั้น สามารถแตกย่อยออกมาได้ เป็นแก่นและเนื้อหาของตัวมันเองที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือเรื่องราวคนสองคนที่ อยู่ในเรือนนั้นนั่นเอง คนเรามีอันตรายจากทุกข์ในเรือนก่อนทุกข์จากภายนอกแทบทั้งสิ้น ทุกข์กนั ทัง้ ๆ ทีค่ นภายนอกมองเข้าไปในเรือนแล้วเห็นว่ามันไม่นา่ จะมีอะไรทุกข์ เพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย บางทีทุกข์กันแบบเงียบๆ ในขณะที่บางทุกข์นั้นก็ ส่งเสียงดังออกมาให้รับรู้ แต่สาเหตุของทุกข์ใหญ่ที่สำคัญนั้นก็มาจากเรื่อง ที่ว่ากันว่าเล็กน้อยนั่นเอง คนสองคน บางทีสบตากันก็เริ่มทุกข์ไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มี อะไรเลย ทั้งๆ ที่ตีความหมายในดวงตาไปเองด้วยซ้ำจนต่อเรื่องราวทะเลาะ เบาะแว้งกันเป็นวรรคเป็นเวร เถียงกันจนแทบอยากจะตายลงไปต่อหน้าให้ อีกฝ่ายได้ปราชัย นั่นเพราะเหตุและปัจจัยของคนสองคนที่มีเรื่องราวอื่นเข้ามาเชื่อม โยง มีปัจจัยอื่นที่เข้ามาร่วมทำปฏิกิริยากับอารมณ์ของตัวตน ยิ่งใกล้ชิด กันเท่าใด เหตุและปัจจัยก็ยิ่งเข้ามายั่วยุกระพือโหม ทำให้เขื่อนแห่งการกัก เก็บอารมณ์ทลายลงต่อหน้าได้ง่ายดาย ชั่วขณะนั้นเขาและเธอจะลืมความสุขที่เพิ่งจะผ่านมาเมื่อครู่ แต่ กลับรู้สึกเป็นทุกข์สาหัสไปล่วงหน้าโดยลืมเหตุและผลไปเสียสิ้น ไม่พอ แถมพ่วงคำถามคำตอบไว้เบ็ดเสร็จ บานปลายเป็นทุ่งดอกไม้ไหม้ไฟ สุมรุม อยู่ในหัวอกเพราะว่าในเมื่อตัวฉันร้อนรุ่มสุมรุมจากไฟในทุ่งดอกไม้บาน ปลายแล้ว เธอจะนั่งอย่างเป็นสุขได้อย่างไร เธอไม่รับรู้ความรู้สึกของฉัน เลยหรือไร เธอไม่ใส่ใจไม่ตอบคำถาม (ที่ฉันมีคำตอบอยู่แล้ว) บ้างเลยหรือ และแล้ ว ข้ อ มู ล เก่ า เรื่ อ งราวเก่ า ความผิ ด ครั้ ง เก่ า หรื อ อะไรที่ เ ก่ า เก็ บ หมั ก หมมไว้ ก็ ถู ก นำมาขยายพ่ น เป็ น ไฟเพิ่ ม ให้ กั บ ทุ่ ง บานปลาย และที่ สำคัญที่สุดคือเป็นเรื่องราวเก่าทั้งนั้นที่นำมาทำให้มีชีวิตเป็นปัจจุบัน ออก ลวดลายเปิดการแสดงย้อนหลัง ส่วนเรื่องปัจจุบันขณะกลับถูกละเลยไป เพราะว่ามันเพิ่งเกิดขึ้น มัน 119


ยังคงถูกยกให้ลืมไว้ก่อน พร้อมเก็บสะสมไว้ในคลังเพื่อการบ่มหมัก และใน ไม่ช้าเรื่องราวที่ว่าใหม่นี้ก็จะกลายเป็นเรื่องราว ‘เก่า’ เข้าสู่โหมดคลังเรื่อง เก่าในที่สุด และก็จะสะสมไว้ในวงจรที่หนาหนัก มืดมน หมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบฝ่ายตรงข้าม ที่สำคัญคือวงจรนี้ไม่เคยถูกตัดให้สั้น หรือถูก ลบออกจากการโคจรของทุ ก ข์ ใ นเรื อ น และที่ ร้ า ยกว่ า นั้ น คื อ ส่ ง ผลไป กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนอื่นๆ ในครัวเรือนเป็นทอดๆ หมุนเวียนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด ‘จบที่ใจ’ คำนี้กระทบรุนแรงต่อความรู้สึกของผู้เป็นทุกข์อยู่มาก และเป็นเรื่องที่ยากสำหรับอารมณ์และความรู้สึกของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใน วงจรทุกข์ที่กำลังทำงานอยู่ สำหรับข้าพเจ้านั้นคำว่าจบที่ใจนี้เป็นมีดวิเศษ ชั้นดีที่มีพลานุภาพในการตัดวงจรทุกข์ในเรือนได้อย่างยอดเยี่ยม และ ค่อยๆ ส่งผลดีถึงความสุขให้กลับมาสู่วงจรใหม่ ถึงน้อยนิดและยังไม่เห็น ผลในชั้นแรก แต่ถ้าคนสองคนเพียรพยายามทำ บางครั้งหักดิบให้จบที่ใจ ได้จริง เรียกว่าหักจริงจบจริง เราจะพบว่าชั่วขณะนั้น การให้อภัย ความ เมตตา ความรัก และสิ่งดีอื่นๆ มันจะเริ่มแทรกซึมแผ่ซ่านเข้ามา เปรียบคำ โบราณง่ายๆ คือไม่เติมเชื้อไฟให้แก่กัน ไฟมันจะติดไม่ได้มันจะค่อยๆ รา มอดไป แถมบางหนบางครามีน้ำฝนมาชโลมให้เกิดทุ่งดอกไม้ที่บานตรง หน้า ไม่ใช่ดอกไม้บานที่ปลายอีก ส่วนในทางกลับกัน ถ้าอีกฝ่ายกระทำ ภารกิจจบที่ใจให้ได้เช่นกัน มันก็เปรียบได้เหมือนสิ่งดีที่เกิดขึ้นทั้งสองทาง เดินทางมาบรรจบ ความสงบสุขในเรือนเล็กๆ มันจะบังเกิดขึ้นทันตาเห็น วงจรทุกข์ มันจะหดสั้นและหายไปในที่สุด เราตัดเรื่องให้จบลงที่ใจ ในทุกครั้งทุกๆ หนที่มันเกิด จนไม่มีอาหารเลี้ยงความทุกข์ใจให้ต่อเนื่องต่อไปได้ ทุกอย่าง จะคลายและเบาลง ทำบ่อยๆ ให้เคยชิน หยุดควา���รู้สึกและอารมณ์พลุ่งพล่านของตน ออกจากความคิดที่จะนำมาซึ่งเรื่องราวเก่าเก็บเพื่อไม่ให้มีโอกาสมาแสดง และทำร้ายความรู้สึกของคนทั้งสอง อยู่กับปัจจุบันขณะตรงหน้า รู้สึกตน ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ มองที่ฝ่ามือความรู้สึกก็อยู่ที่ฝ่ามือ ฝ่ามือสัมผัสแขน ข้างขวาอยู่ก็รู้ถึงสัมผัสนั้น เราจะลดความรู้สึกที่ฟุ้งพาความคิดเราไปได้ชั่ว ขณะนั้น ความรู้สึกตัวคือการตัดวงจรทุกข์ ในวินาทีนั้นเพื่อที่จะสัมผัส 120


วินาทีปัจจุบันขณะ เรื่องทุกข์อื่นๆ จะเห็นว่าเบาบางลงถึงแม้ว่ายังตกค้าง ไม่ได้หมดไปก็ตาม เราจะมีพลังที่จะไปจัดการเรื่องราวอื่นๆ ได้อย่างดี ซึ่งเรื่องราวการ ตัดวงจรทุกข์ในใจนี้เราสามารถนำไปใช้กับทุกข์ภายนอกอื่นๆ ที่เข้ามาระ ลอกแล้วระลอกเล่าได้อีกด้วย เพราะในเมื่อฐานความรู้สึกของเราแข็งแรง เข้มแข็งพอที่จะสามารถจัดการกับความทุกข์ที่เกิดในหน่วยที่เล็กที่สุดได้ คือจากตัวของเรา และคนที่ใกล้ชิดที่สุดต่อความรู้สึกเราได้ที่สุดแล้ว เชื่อ เถิดว่าทุกข์อื่นใดนั้นจะเป็นสาระรองไปแทบทั้งสิ้น สำคัญที่สุด คือจะต้องเริ่มคิดและเริ่มตัดวงจรให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ยากสาหัส แต่ถ้าเราไม่เริ่มต้นในยกแรกที่ทุกข์จะเข้ามาท้าทายทำร้ายเรา ยกที่สอง หรือยกต่อๆ ไปก็ไม่เกิด ถ้าปล่อยให้เกิดยกสอง เชื่อเถอะยกต่อ ไปก็มีมาแน่ๆ เพราะเราจะยังหมุนวนในวงจรทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ลองหันไปมองคนข้างตัวเราดูสิ เขาหรือเธอเคยเป็นคนดีงาม เป็น คนที่เรารัก เป็นคนสวยหรือหล่อที่เราเคยชื่นชมและรักใคร่อยู่ไม่ใช่หรือ อย่า ให้วงจรนั้นมาทำลายภาพงามไปชั่วขณะ ให้ความไม่พอใจ ความชัง และ ความไม่ ดี อื่ น ๆ เข้ า มาครอบงำ และสุ ด ท้ า ยของการสู้ ร บมี เ พี ย งคำว่ า “ขอโทษ” คำนี้ใช้พูดบ่อยๆ คุณค่ามันแทบจะหมองตามไปด้วย จบได้ที่ใจ คำนี้ศักดิ์สิทธิ์ มีพลังในตัว เป็นคำครองเรือน ครองใจ ตนเองได้ ความหนักคลายเป็นเบา ไม่ต้องมีคำเผื่อแผ่อื่นใดมาอ้าง หามา เป็นเหตุผลแก้ตัวจนก่อเรื่องใหม่ลุกไหม้ครั้งใหม่ไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าจะจบ ลงนาทีไหน ยิ่งรู้ว่าชีวิตคือความเปลี่ยนแปลง จบลงที่ใจได้ ที่ใดอีกหรือที่ ยังไม่จบ...

121


122


รักษาใจตน เท่ากับรักษาใจผู้อื่น รุ่งนภา สุรเชษฐ

123


ภาพสุดท้ายที่แตนลุกมานั่งในท่าสมาธิ เป็นภาพที่ตุ๊กตาเห็นน้องนำสิ่งที่ ได้เรียนรู้ มาใช้ และใช้จนช่วงสุดท้ายของลมหายใจ ที่มี การที่แตนรักษาใจของเขาเช่นนี้ ส่ง ผลต่อใจเราเป็นอย่างมาก การรู้ตัวของ แตน ทำให้เราเบาใจกับการจากไปครั้งนี้

124


รักษาใจตนเท่ากับรักษาใจผู้อื่น คำนี้ช่วยให้ ใจไม่ต้องหนักดั่ง แบกหาม จากเหตุ ก ารณ์ ห นึ่ ง คำคำนี้ สั ม ผั ส ได้ ชั ด จริ ง ๆ มั น เป็ น จริ ง ตามนั้น จริงอย่างที่สุด ตุ๊ ก ตา ตั๊ ก แตน คำเรี ย กติ ด ปากเหมื อ นเป็ น แพคคู่ ข องกลุ่ ม ญาติ ๆ ลู กพี่ลูกน้อง เกิดปีเดียวกัน ตุ๊ก ตาเกิ ด หั ว ปี ส่ ว นแตนเกิ ด ท้ า ยปี เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่อายุ 3 ขวบ แม่ เ ลี้ ย งเรามาอย่ า งกะแฝด ไปไหนไปกั น ใส่ เ สื้ อ ผ้ า เหมื อ นกั น กิ น ด้ ว ยกั น นอนด้ ว ยกั น ชี วิ ต ช่ ว งนี้ ส นุ ก มากที่ มี แ ตนเป็ น ทั้ ง เพื่ อ นและ น้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเล่นด้วยกันได้ทุกเรื่อง บุคลิกเราต่างกันลิบ แตนเป็นเด็กเรียบร้อย อ่อนโยน เรียนเก่ง ประกาศผลสอบแตนจะอยู่ที่หนึ่ง ที่สอง ที่หนึ่ง ที่สองของห้องเสมอ ซึ่ง ทำให้ ตุ๊ ก ตาได้ยืดไปด้วยกับคำชมแตนจาก ลุ ง ป้ า น้ า อาที่ ห้ อ งแถวบ้ า น พักทหาร ยามว่ า งแตนจะเป็ น หนอนหนั ง สื อ อ่ า นทุ ก อย่ า งที่ ยื ม มาจาก ห้ อ งสมุ ด ทำงานบ้ า น ดู แ ลความสะอาด จั ด โน่ น นี่ นั่ น ให้ เ ข้ า ที่ เ ข้ า ทาง จั ด นี่ ห มุ น นั่ น เปลี่ ย นไปมา เข้ า ใจว่ า เป็ น งานอดิ เ รกของแตน และบ่ อ ย ครั้งไปที่พอเวลาผ่านไปสักสองสามอาทิตย์ เราจะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ค่อยๆ หมุนจัดกลับมาอยู่ที่เดิม ก็เรียกเสียงหัวเราะในบ้านได้พอแรง ส่วนตุ๊กตาเป็นคนเรียบร้อยยาก(?) เรื่องเรียนผลสอบไม่ตกละก็ ชื่นใจล่ะช่วงเวลาโปรดของตุ๊กตาคือ การเล่น เล่นสาระพัด ตุ๊กตุ่น ทอย เส้น ลูกข่าง วิ่งว่าวเป่ากบบางครั้งแตนก็ออกมาวิ่งเล่นในกลุ่มเด็กผู้ชาย กับตุ๊กตาด้วย พวกเราจะชอบให้ แ ตนเล่ น ซ่ อ นแอบกั บ เรา แตนมี แ นวคิ ด ใน การเล่นซ่อนแอบที่แตกต่างจากคนอื่นการเล่นทั่วไปคนปิดตาก็จะมีหน้า ที่ ห าคนที่ ซ่ อ นส่ ว นคนซ่ อ นก็ จ ะซ่ อ นให้ มิ ด ที่ สุ ด เท่ า ที่ จ ะหาที่ ซ่ อ นได้ ซึ่ ง แตนไม่ทำทั้ง สองบทบาทนี้ แตนจะเล่นบท ‘เงา’ เป็นเงาคอยตาม ตามแล้วก็ตาม ตามคน ที่สรรหาที่แอบเจ๋งๆ คนที่คิดว่าเจ้าคนปิดตาไม่มีทางหาเจอ ใครที่คิด ว่าที่ซ่อนของตัวเองเจ๋งในซอกแคบๆมืดสนิท แตนก็จะตามไป ตามไป 125


แต่ไม่มุดเข้าไปด้วยหรอกนะ แตนจะยืนอยู่ใกล้ๆ ตรงจุดนั้น ประมาณ ว่าได้เข้าไปแอบเห็นเรียบร้อยแล้ว หรือใครที่ปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้ แตนก็จะตามไป แน่นอน ไม่ปีนด้วยแน่ๆ แต่จะยืนที่โคนต้น ยืนอยู่อย่างนั้น เมื่อไหร่ที่แตนลง มาเล่น คนปิดตาไม่ต้องกังวลเลยว่าจะหาเพื่อนไม่เจอ เพราะคนที่ช่าง สรรหาที่ซ่อน จะมีแตนคอยตามเป็นเงา เจอแตนก็เห็นเงาคนซ่อนแล้ว ฉะนั้นทุกคนจะไม่ทำให้แตนเป็นคนที่ถูกปิดตา เพราะจะทำให้ เกมที่ เ ล่ น ขาด เนวิ เ กเตอร์ ทั น ที ค นปิ ด ตาเหมื อ นได้ ผู้ ช่ ว ย ส่ ว นคนซ่ อ น กลับเพิ่มความท้าทายขึ้นมาทันที ต้องหลบให้พ้นสายตาแตนก่อน ก่อน ที่คิดจะซ่อน แตนทำให้เกมซ่อนแอบ มีความสนุกท้าทายขึ้นมากเลยหละ… พอเรา 9 ขวบ พ่อและน้าชายพาไปรู้จักกีฬาชนิดหนึ่ง ‘เทนนิส’ เป็นกีฬาหนึ่งที่แตนได้ลองเล่นแตนตีเทนนิสถือว่าใช้ได้ท่าทางการตีตรง ตามเบสิ ก ที่ ส อน เพี ย งแต่ ท่ า ทางการวิ่ ง การเคลื่ อ นไหวของแตนมั น คล้ายกับการเยื้องย่างรำไทยไปนิดมือที่ชี้บอลตอนจะตีโฟร์แฮนด์ ดูอ่อน ช้อยดูราวกับการร่ายรำ พ่ อ เห็ น แล้ ว ก็ อ มยิ้ ม “ถ้ า ไม่ ช อบเล่ น กี ฬ า แตนชอบอะไร” พ่ อ ถาม ทั้ ง ที่ แ ตนบอกว่ า ไม่ ช อบกี ฬ า แต่ แ ตนก็ ยั ง มี ฐ านเทนนิ ส ดี พ อที่ จะเป็นตัวแทนโรงเรียนลงแข่งขันตอนอยู่ ม.4 ซึ่งงานนี้แตนคว้าเหรียญ เงินประเภทหญิงเดี่ยวในการแข่งขันเทนนิสระหว่างโรงเรียนในจังหวัด ใครจะเชื่อว่า ‘เทนนิส จังหวะรำไทย’ ก็ล้มคู่ต่อสู้จนเข้ารอบชิง ได้เหมือนกัน อันนี้ต้องยกให้พี่แตนเลย...คนเดียวในโลก วันหนึ่งแตนบอกพ่อว่าอยากเล่น ‘ดนตรีไทย’ เออ..อันนี้ค่อยเข้า ท่า ‘ซอด้วง’ ดนตรีไทยที่แตนอยากเล่นแตนคงชอบไอ้เครื่องดนตรีนี้ไม่ น้อย จับอยู่ไม่ห่าง ว่างเป็นซ้อม หากใครเคยมีญาติพี่น้องเล่นดนตรีช่วง แรกๆ คงเข้ า ใจหั ว อกคนฟั ง เสี ย งซอมั น อี๊ อ๋ อ อี๊ อ๋ อ ทะลวงแก้ ว หู อย่างไร แต่ ก็ นั่ น แหละ อานิ ส งส์ แ ตนส่ ง ผลถึ ง ตุ๊ ก ตา ช่ ว งที่ แ ตนหั ด เล่ น จะเป็ น ช่ วงที่ ตุ๊กตาไม่อยู่บ้านเด็ดขาด ตุ๊กตาจะขลุ ก อยู่ที่ ส นามเทนนิ ส 126


ตั้ ง แต่ ห ลั ง เลิ ก เรี ย นยั น 3 ทุ่ ม ทำให้ ทั ก ษะการเล่ น เทนนิ ส ของตุ๊ ก ตา พัฒนาขึ้นมากเลยช่วงนี้เพราะจะซ้อมเทนนิสนานกว่าปกติ จะกลับเข้า บ้านอีกทีก็ตอนแตนเลิกซ้อมแล้ว ฉะนั้ น จะกล่ า วว่ า ที่ ตุ๊ ก ตาติ ด ตั ว ที ม ชาติ เ ทนนิ ส นั้ น มี แ ตนเป็ น ปัจจัยคงไม่ผิด หลั ง จากนั้ น ร่ ว มปี แ ตนก็ ไ ด้ เ ข้ า ร่ ว มวงดนตรี ไ ทยของโรงเรี ย น ต่ อ มาก็ ไ ด้ ขึ้ น แสดง���นงานประจำจั ง หวั ด หลายต่ อ หลายครั้ ง เสี ย งซอ ของแตนฟังแล้วสบายหูยิ่งฟัง ยิ่งชอบ การแสดงครั้งหนึ่งแตนภูมิใจมาก ตอนที่ได้มีโอกาสแสดงเพลง ต่อหน้าพระพักตร์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ความฝันตั้งแต่เด็กของแตนคือ โตขึ้นจะเป็นพยาบาล ฝันเดียว เลย ถามกี่ ที ก็ ต อบแบบเดิ ม และก็ มุ่ ง มั่ น กั บ การที่ จ ะเป็ น พยาบาลให้ ไ ด้ สอบเอ็นทรานซ์ทุกอันดับเลือกพยาบาลหมด แล้ ว ก็ เ อ็ น ทรานซ์ ติ ด คณะพยาบาลสมใจ แตนทำงานเป็ น พยาบาลจนกระทั่ ง ได้ เ ป็ น หั ว หน้ า วอร์ ด ไอซี ยู ท ำงานพยาบาลอย่ า งนี้ ร่วมสิบกว่าปี จนกระทั่ ง ตุ๊ ก ตาได้ ท าบทามชวนแตนให้ ม าร่ ว มงานด้ า นการ บริ ห ารจั ด การกี ฬ าอาชี พ ด้ ว ยกั น แตนตามดู ง านด้ า นนี้ อ ยู่ ร าว 2 ปี จึ ง ตัดสินใจลองเปลี่ยนมาทำงานด้านการบริหาร แตนเป็ น เฟื อ งสำคั ญ เฟื อ งหนึ่ ง เก็ บ รายละเอี ย ดงานได้ ดี แม่นยำ และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกองค์กร ให้ เกิดความเข้าใจตรงกันในทิศทางที่มุ่งไป เมื่ อ มี ก ารประสานงานที่ ดี เสมื อ นทั พ หน้ า ที่ จั ด เตรี ย มความ พร้ อ มก่ อ นที ม ทั้ ง หมดจะเข้ า งาน ทำให้ ที ม งานเดิ น หน้ า ได้ อ ย่ า งมั่ น ใจ ราบรื่น และชัดเจนขึ้น เมื่อแตนเข้ามาช่วยในจุดที่เราขาดเหมือนเข้ามา เสริมและอุดช่องโหว่ของทีมในช่วงเวลานั้น การทำงานที่ ต้ อ งเดิ น ทางไปในสถานที่ ที่ ต่ า งออกไป เจอะเจอ ผู้คนหลากหลาย เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราทั้งคู่ได้เจอเรื่องราวที่ต่างออกไป บางเรื่องราว บางแนวทาง บางวิถี ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะมีโอกาสได้เจอ หลั ง จากกรำงานมาอย่ า งต่ อ เนื่ อ งกั น หลายปี กระทั่ ง ได้ ม าพบ 127


กับวิธีของการรู้สึกตัว ซึ่งตุ๊กตาเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว แตนเล่นดนตรีไทย อยู่ แ ล้ ว ภาษากายที่ ม าสอดคล้ อ งกั น อย่ า งไม่ น่ า เชื่ อ การรู้ จั ก การ แยกแยะระหว่าง ความคิด กับการรู้สึกตัว ช่วยหนุนเสริมชีวิตดีขึ้น เรื่อง ราวกวนใจที่เคยเจอะเจอ ทั้งในงาน และชีวิตที่ดำเนินอยู่ ก็ยังคงเจอสิ่ง กวนใจเป็ น ปกติ เ ช่ น เดิ ม เพี ย งแต่ มั น เห็ น บางอย่ า งในตนเองชั ด ขึ้ น ได้ ยิ น เสี ย งตั ว เองยามมี โ มโห รั บ รู้ ถึ ง การเต้ น ของหั ว ใจที่ รั ว แรงกว่ า ทุกที ยามที่เกิดการประหม่า สังเกตเห็นว่าเรากำลังคิดในขณะที่กำลัง รับบทผู้ฟัง เห็นเจตนาการพูดคุย ทำให้การพูดคุยดำเนินไปอย่างไม่ขัดในใจ สิ่ ง เหล่ า นี้ ช่ ว ยให้ เ ห็ น การเป็ น อยู่ และเป็ น ไปของชี วิ ต ได้ อ ย่ า ง มาก แตนเองสามารถนำมาใช้ ใ นชี วิ ต และการงานเช่ น กั น อย่ า งที่ กล่ า วงานแตนต้ อ งประสานและจั ด เตรี ย มความพร้ อ มต่ า งๆ ให้ กั บ ที ม งาน แรกๆ แตนจะหนักหนาในใจกับสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งแน่นอน มัน ไม่ง่ายที่จะให้ถูกใจทีมงานทุกคน เริ่ ม ตั้ ง แต่ เ รื่ อ งเล็ ก ๆ อย่ า งกำหนดวั น เดิ น ทาง เลื อ กสถานที่ พั ก จนถึ ง อาหารการกิ น มี ค ำชมปนมากั บ การบ่ น หยอกเย้ า ตามประสา คนในที ม ที่ ก ล้ า พู ด ต่ อ กั น แตนจะจริ ง จั ง เป็ น อย่ า งมาก ติ ด อยู่ กั บ สิ่ ง เหล่านี้คิดที่จะปรับให้ถูกใจทุกคน หากปรับซ้ายก็กระทบขวา ปรับขวากระทบซ้าย สุดท้ายจบที่ ความเครี ย ด และไม่ ส นุ ก กั บ งาน แต่ ห ลั ง จากที่ พ บวิ ธี ก ารแยกแยะ ความคิดกับความรู้สึกตัว แตนบริหารงานในทิศทางที่มั่นใจขึ้น เมื่อชัด แล้ว สิ่งที่ต้องทำ ก็ตัดสินใจทำ ครั้นเมื่อต้องเผชิญกับความไม่พอใจ จากเดิ ม ที่ คิ ด แก้ ห าทางออก ก็ ป รั บ มาจั ด การกั บ ใจตั ว เองก่ อ น มิได้พยายามทำในสิ่งที่นอกเหนือไปจากตัวเรา เมื่อใจกลับมาเป็นปกติ การเผชิญกับปัญหามันไม่ได้หนักในใจดั่งที่เคย คำแตนบอกกล่าว ตอนที่เราทั้งคู่รับรู้เรื่องนี้ใหม่ๆ เราเริ่ ม จั ด ‘รู ที น ’ ฝึ ก สั ง เกตการ รับรู้ ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย รูทีนของตุ๊กตาจะเป็นการ เดิ น ช่ ว งสั้ น ๆ ลุ ก จากเตี ย งไปห้ อ งน้ ำ ไม่ กี่ เ ก้ า แต่ เ อาชั ด ๆ กำหนดที่ เ ท้ า ข้ า งหนึ่ ง ทุ ก เช้ า ฝึ ก สั ง เกตน้ ำ หนั ก เท้ า ที่ เ คลื่ อ นน้ ำ หนั ก จากส้ น เท้ า เคลื่อนผ่านไปอุ้งเท้า เห็นการรับน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน อุ้งเท้าด้านนอกจะ รับน้ำหนักมากกว่าอุ้งเท้าด้านใน 128


จากนั้ น น้ ำ หนั ก จะเคลื่ อ นไปยั ง ปลายเท้ า ด้ า นหน้ า ก่ อ นที่ นิ้ ว ต่ างๆ จะรับน้ำหนัก น้ำหนักครั้งสุดท้ายแตะอยู่ที่หั วนิ้ วโป้ ง ก่อ นเท้า ยก ขึ้น ความตึงพอรู้สึกที่หน้าขาช่วงยกและแรงตึงน่องช่วงเหยียด ก่อนที่ส้นเท้าจะสัมผัสพื้นในเก้าถัดไป ช่วงแรกจะเตือนตัวเองให้ฝึกสังเกตการเดินอย่างนี้ทุกเช้า และ เดินเหมือนเดิมทุกวัน เดินซ้ำ ซ้ำ เดินจนเป็นนิสัย ดั่งอาจารย์บอกกล่าว ฝึกสังเกต(รู้สึก) บ่อยๆ เหมือนช้างพับหู งูแลบลิ้น นอกจากเดินช่วงเช้า แล้ว ก็มีการสังเกตสิ่งอื่นระหว่างวัน ความเย็นที่มือสัมผัสลูกบิดประตู รู้สึกถึงความหนึบของกล้ามเนื้อท่อนแขนขณะแปรงฟัน ได้ยินโทนเสียง ที่ ต่ า งออกไปในแต่ ล ะช่ ว งของการแปรงฟั น ฟั น ที่ ข บกั บ อาหาร ลิ้ น สั ม ผั ส อาหารที่ยังขบเคี้ยวไม่ละเอียด ความร้ อ น-เย็ น ที่ มื อ และนิ้ ว จาก การจั บ แก้วน้ำ ความอุ่นที่ก้นและแผ่ น หลั ง ขณะนั่ ง สะดุ ด รู้ ต อนไหนก็ สังเกตอิริยาบถตอนนั้น ทำอย่างนี้ทุกวัน การสังเกตในสิ่งเดิมๆ กลับรับรู้ในสิ่งเดิมที่ต่าง ออกไป เหมื อ นตอนหั ด เล่ น เทนนิ ส ใหม่ ๆ พยายามอย่ า งเดี ย วคื อ ตี ใ ห้ โดนบอล เมื่ อ ตี อ ย่ า งนี้ บ่ อ ยเข้ า จะเริ่ ม รู้ ว่ า จุ ด ที่ ก ระทบบอลแล้ ว รู้ สึ ก ว่ า มันเบาไม่สะท้านมือ ควรตีให้โดนตรงจุดไหนของหน้าไม้ ฝึกต่อไปอีก ระยะ เริ่ ม สั ง เกตเห็ น ว่ า ลู ก บอลที่ เ ราตี นั้ น มี จุ ด ให้ เ ราตี ไ ด้ ห ลากหลาย ตำแหน่งบนลูกบอลเล็กๆ นั่น มากกว่านั้นสามารถรับรู้ถึงเสียงของหน้าไม้กระทบบอล เสียง ในการปัดไม้ขณะตีบอลเสียงที่ต่างกันจะเห็นการหมุนของบอลที่ต่างกัน ผู้ ที่ เ ล่ น จนเกิ ด ทั ก ษะเป็ น เนื้ อ เป็ น ตั ว จะสามารถรั บ รู้ ไ ด้ ถึ ง วิ ถี ลู ก และ ทิศทางที่ลูกไป จากการที่หน้าไม้สัมผัสบอล และเสียงการปัดบอลของ หน้าไม้ การสังเกตอิริยาบถน้อยใหญ่ก็เช่นกัน บ่อยเข้าๆ ก็เริ่มรับรู้เรื่อง เดิมที่ละเอียดขึ้น การฝึ ก เช่ น นี้ เ หมื อ นได้ ช าร์ ต กระแสเก็ บ ไว้ ใ นแบตเตอรี่ เมื่ อ เกิ ด เรื่ อ งที่ ต้ อ งเผชิ ญ มั น จะดึ ง กระแสนั้ น ออกมาใช้ ทั น ที มาได้ อ ย่ า งไร ไม่เคยรู้ รู้ก็ตอนที่มาแล้ว 129


มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน วันนั้นข้ามถนนไปกับน้องในทีมงาน ฝั่งที่ยืนอยู่รถติดยาว เราก็รีบข้าม ไปหยุดอยู่ที่เส้นแบ่งกลางถนน ถนนอีกด้านมองแล้วไม่มีรถวิ่งสวนมา เราจับมือน้องมั่นออกเดินนำข้ามทางที่เหลือ ทันไดนั้นได้ยินเสียงน้อง กรีดร้องลั่น หันตามเสียงร้องเห็นมอเตอร์ไซค์ระยะประชิดตัว ล้อหน้า มอเตอร์ไซค์ กำลังจะหมุนผ่านปลายเท้า ตอนนั้นรู้อย่างเดียว ขยับตัว ให้พ้นแฮนด์ ตาจองเขม็งที่แฮนด์รถด้านที่ใกล้ตัว ภาพตรงหน้าเหมือน ภาพสโลโมชั่ น รถเคลื่ อ นไหวดู ช้ า จนเห็ น แฮนด์ ชั ด เจน แฮนด์ ที่ ก ำลั ง ค่ อ ยๆ เคลื่ อ นมาที่ ตั ว ขณะเดี ย วกั น ก็ รั บ รู้ ถึ ง การโยกรถหลบของผู้ ขั บ ขี่ เพราะระยะแฮนด์ ห่ า งตั ว ออกไปจากเดิ ม เราเองโค้ ง งอตั ว อย่ า งที่ สุ ด เพื่อให้ท้องพ้นแฮนด์รถ ตาจ้องมองจุดที่แฮนด์เคลื่อนผ่านท้องห่างกัน ไม่ ถึ ง คื บ เห็ น ช่ ว งที่ พ้ น ���้ น แล้ ว ใจรั บ รู้ เ ช่ น นั้ น หลั ง จากนั้ น ภาพ มอเตอร์ไซค์ก็ผ่านไปลิบตา ณ ตรงนั้ น ไม่ ไ ด้ อ ยู่ กั บ การที่ ตั ว เองจะถู ก ชน มั น มุ่ ง อยู่ กั บ การ ขยั บ ให้ พ้ น อย่ า งเดี ย วเลย กระแสที่ ช าร์ ต สะสมมา ถึ ง ยามคั บ ขั น มั น ออกมารองรับดั่งสัญชาตญาณ ตุ๊กตาเห็นอย่างนั้นจริงๆ แตนก็จัดรูทีนในการฝึกสังเกตเช่นกัน ตั้งแต่การยืดเหยียดช่วง ตื่นนอน อิริยาบถระหว่างวัน และการนั่งสังเกตความรู้สึกก่อนสวดมนต์ เข้ า นอน แตนดู เ ป็ น ธรรมชาติ ขึ้ น มากกั บ ชี วิ ต แต่ ล ะวั น หลุ ด จากกฎ เกณฑ์ทฤษฎีต่างๆ ที่รับรู้มาจากหนังสือแนะนำขั้นตอนการดำเนินชีวิต สารพัดแบบ ช่วงนี้เราคุยกันแล้ว เข้าถึงความหมายที่ต้องการสื่อจริงๆ มาก กว่ า แค่ ค ำที่ เ คยใช้ พู ด เป็ น ช่ ว งหนึ่ ง ของชี วิ ต ที่ เ ราคุ ย กั น ในอี ก ลั ก ษณะ หนึ่ง ไม่ ร กใจกับเรื่องราวที่พูดคุย แทบไม่ น่าเชื่ อ ว่า ช่ วงอะไรๆ ดำเนิน มาอย่างดี ก่อรูปเป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมากลับต้องมีอันเป็นไป โรคภัยไข้ เจ็ บ ที่ ค นเราหนี ไ ม่ พ้ น เลื อ กมาเยื อ นแตน ในช่ ว งเวลาที่ แ ตนมี อ าการ ปั ส สาวะได้ ที่ ล ะนิ ด และปวดปั ส สาวะบ่ อ ยกว่ า ปกติ ม าก เลยเข้ า ไปรั บ การตรวจ ผลตรวจออกมาบ่งชี้ถึงการเป็น ‘มะเร็ง’ โรคที่ฟังแล้วทำให้ผู้ ป่วยใจเสียเลยทีเดียว ความรู้ที่ได้มาจากช่วงที่เป็นพยาบาลมันเหมือน เสาเข็มที่มั่นคงตอกย้ำถึงความเลวร้ายของโรค แตนเสียงเครือขณะที่โทรมาหา “พี่ตาเค้าเป็นมะเร็ง” ได้ยินคำนี้ 130


ก็ ท ำเอาเราต้ อ งหายใจเข้ า อย่ า งลึ ก ๆ เช่ น กั น “อื ม ..แล้ ว ตอนนี้ แ ตนอยู่ ที่ไหน” คำตอบกลับมาว่านั่งอยู่ในรถหน้าคลินิก “ทำไมต้องเป็นมะเร็ง ด้วย” เสียงในสายถามขึ้น “เอ้า!!!..แล้วก่อนมาหาหมอ อาการมันเป็น ยั ง ไง แล้ ว ตอนนี้ ล ะเป็ น ไง มั น มี อ าการเจ็ บ ปวดตรงไหนเพิ่ ม ขึ้ น มั้ ย สำรวจดูซิ” เสียงกระแทกราวเป็นเรื่องปกติ ตามประสาคนไม่เคยปลอบ “สังเกตอาการของร่างกายนะแตน เป็นไง ต่างกันจากตอนมา มั้ย” ชวนสังเกตที่เป็นจริงในขณะนี้ การสนทนาเงียบไปสักครู่ “ไม่ละพี่ ตา ไม่ต่างอ่ะ” “จริ ง ๆ แล้ ว ใจแหละพี่ ต า” แตนบอกน้ ำ เสี ย งนิ่ ง เหมื อ นรู้ ล ะว่ า ต้นเหตุมาจากไหน “ออกบ่อยๆ นะแตน อย่าเผลอ” แตนรับคำ และ โทรหาเมื่อแตนขับรถถึงบ้านเรียบร้อย.. ตอนนั้นโล่งใจมากเลยที่แตนถึงบ้านปลอดภัย ตอนที่ แ ตนบอกว่ า เป็ น มะเร็ ง เหมื อ นความร้ อ นมั น วาบขึ้ น หน้ า รับรู้ว่ามะเร็ง แต่ ที่ ตุ๊ ก ตากั ง วลกว่ า ก็ คื อ แตนต้ อ งขั บ รถกลั บ บ้ า น มะเร็ ง ไม่ ทำร้ า ยแตนในคื น นี้ แ น่ ๆ แต่ ห ากขาดสติ แ ล้ ว ขั บ รถอั น นี้ ล ะที่ น่ า กั ง วล กว่า แต่แตนก็ทำมันได้ดี เวลาผ่ า นมาระยะหนึ่ ง แตนก็ เ ข้ า รั บ การผ่ า ตั ด ที่ โ คราช และฟื้ น ตั ว จากการผ่ า ตั ด ด้ ว ยดี หลั ง จากนั้ น ก็ ก ลั บ มารั ก ษาตั ว ที่ บ้ า นอยู่ ประมาณ 2 เดือน ก็กลับไปพบคุณหมออีกครั้ง เมื่ อ มี อ าการไอ และเหนื่ อ ยง่ า ย หมอบอกว่ า เริ่ ม มี อ าการน้ ำ ท่ ว มปอด ต้ อ งเจาะน้ ำ ออกจากปอดหมอและแตนคุ ย กั น ถึ ง แนวทาง การรักษา ในที่สุด แตนตัดสินใจจะทำคีโมตามที่หมอแนะนำ แต่ คุ ณ หมอให้ ก ลั บ ไปทำร่ า งกายให้ แ ข็ ง แรงกว่ า นี้ แ ล้ ว อี ก 10 วันค่อยมาเริ่มทำคีโม วั น ที่ 2 ของการกลั บ มาอยู่ บ้ า น ช่ ว งเย็ น แตนเดิ น ทำความรู้ สึ ก ตัว สม่ำเสมอ ในการขยับและลงน้ำหนักในการก้าวแต่ละก้าว เมื่อเสร็จ จากการเดิ น ก็ ไ ปอาบน้ ำ เตรี ย มทานข้ า วเหมื อ นทุ ก วั น โต๊ ะ อาหารที่ มี ญาติพี่น้อง และมิตรสหายล้อมวงกินข้าว วันนี้แตนทานข้าวได้ดี พูดว่า อั น นี้ อั น นั้ น อร่ อ ย ต่ า งจากทุ ก วั น ที่ ดู ไ ม่ อ ยากจะกิ น ทำเอาผู้ ร่ ว มโต๊ ะ 131


อาหารชื่นใจที่เห็นเช่นนั้น ทุกคืนแตนนั่งทำความรู้สึกตัวก่อนไปนอน คื น นั้ น ไม่ มี ใ ครรู้ ไ ด้ ว่ า นี่ เ ป็ น คื น สุ ด ท้ า ยที่ เ ราจะได้ อ ยู่ ด้ ว ยกั น ตอนที่ตุ๊กตาเข้านอนแตนนอนหลับไปก่อนแล้ว วันนี้ดูหลับสนิทเพราะ ตุ๊กตาสอดตัวเข้าในผ้าห่ม แตนก็ยังนอนหลับสบาย กลางดึกช่วงเที่ยง คื น กว่ า ๆ แตนลุกเข้าห้องน้ำตามปกติทุกวั น ที่ เ ป็ น ตุ๊ ก ตามองตามเมื่ อ แตนกลั บ มาที่ น อน ช่ ว งล้ ม ตั ว ลงนอนแตนเหมื อ นสำลั ก จากนั้ น ก็ ไ อ และหายใจเร็ว แตนเอื้อมมือมาหา ตุ๊กตาลุกขึ้นจับมือน้องไว้ แตนว่ารู้ สึ ก แปลกๆ มั นวื๊ดขึ้นมา รู้สึกยิบๆ ไม่เคยเป็ น แบบนี้ ม าก่ อ น ขอผ้ า ชุ บ น้ำเช็ดตัวให้หน่อย ตุ๊กตาหยิบผ้าบิดหมาดๆ เช็ดตามแขน แตนหายใจ สั้นและเร็วมาก “จิ ต เป็ น นาย กายเป็ น บ่ า วแตน เอาใจกลั บ บ้ า น” ตุ๊ ก ตาพู ด ประโยคนี้เมื่อเห็นอาการหอบ จากนั้นลูบผ้าตามแขนแตนช้าๆ บอกให้ แตนตามความรู้สึกนี้ กลับมาชัดที่กาย สังเกตความรู้สึกตามแรงกดที่ เคลื่อนอยู่ที่แขน การหายใจแตนเริ่มดีขึ้นไม่เร็วดั่งช่วงแรก แตนออก จากความตระหนกในนาทีวิกฤตินั้น และขยับตัวลุกนั่งในท่าขัดสมาธิมือ สองข้าวประสานที่หน้าขา ตุ๊กตาลงน้ำหนักมือไล่ที่ต้นขาแตนช้าๆ บอกกล่าวให้ตามความ รู้ สึ ก นี้ การหายใจของแตนเริ่ ม ดี ขึ้ น สะดวกขึ้ น แต่ ยั ง มี อ าการหอบอยู่ เล็กน้อย เราเลยพากันไปโรงพยาบาล ตั้งใจว่าจะไปรับออกซิเจนจะได้ หายใจสะดวก จากบ้ า นไปโรงพยาบาลขั บ รถใช้ เ วลาประมาณ 4-5 นาที เมื่ อ ไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอแจ้งว่าแตนจากไปแล้ว เราปั๊มหัวใจชีพจรก็กลับมาเต้น อี ก ครั้ ง จนกระทั่ ง แม่ แ ละญาติ ๆ มาถึ ง โรงพยาบาล ชี พ จรก็ เ ริ่ ม ลดลง และหยุดในที่สุด แตนไปสงบมาก ก่อนไปก็ไม่ได้มีอาการตระหนกกับ สิ่ ง ที่ เ ผชิ ญ แต่ อ ย่ า งใด อาการเดี ย วที่ เ ห็ น จนวาระสุ ด ท้ า ยของแตนคื อ การไม่ประมาท ชัดที่กายทุกลมหายใจเข้าออกที่มี ภาพสุ ด ท้ า ยที่ แ ตนลุ ก มานั่ ง ในท่ า สมาธิ เ ป็ น ภาพที่ ตุ๊ ก ตาเห็ น น้องนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ และใช้จนช่วงสุดท้ายของลมหายใจที่มี การที่ 132


พี่แตนรักษาใจของเขาเช่นนี้ส่งผลต่อใจเราเป็นอย่างมาก การรู้ตัว รู้ไป ของแตน ทำให้เราเบาใจ กับการจากไปครั้งนี้ รักษาใจตน เท่ากับรักษาใจผู้อื่น คำนี้จริงตามนั้นจริงๆ ...

133


แนะนำหนังสือในวิถีตกตั้งใหม่

ตกตั้งใหม่ 2 : วีถีแห่งปลายวงเวียน RESET! Onto the Path of No Names.

ผู้ผ่านราตรีนาน : เรียนรู้ความจริง สัจจะ ยามเผชิญความจริงชีวิต สุวิชานนท์ รัตนภิมล

134


ตกตั้งใหม่ 1 : ปัญญาปฏิบัติ บนเส้นทางสายเดี่ยว Reset! Taking Small Steps On The Path Of Nowwhere

สนใจหนังสือในเครือข่ายจีมานอม ตกตั้งใหม่ ติดต่อ .. รุ่งนภา สุรเชษฐ ฝ่ายส่งเสริมกีฬา บุญรอดบริวเวอรี่(ชั้น6) 83 CB-House ถ.อำนวยสงคราม แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพ 10300 135


ตกตั้งใหม่ 3 ความเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิต

136



ตกตั้งใหม่ 3