Page 1

ISSUE

2014

รู้จักเบาหวาน... ก่อนเบาหวานรู้จักเรา

+ วันนี้ดูแล ‘หั ว ใจ’ คุณดีหรือยัง?

ใส่ใจหลอดเลือดสมอง... ก่อนอัมพาตมา

รู้ทัน...

ความเสี่ยง โรคร่วมหลอดเลือด สมองและหัวใจ

ห่วงใยสุขภาพคุณ

รักษาที่เหตุ ก่อนไตวายเรื้อรัง

ด้วยกระดายาษตา

ถนอทมั้งสเล่ม

และใช้หมนึกถั่วSเหoลืyIอnง k จากน้ำ�มั


Editor's Note โรงพยาบาลครอบครัวชัน้ น�ำสูน่ วัตกรรม การพัฒนาการรักษาโรคเรือ้ รังเฉพาะทาง แบบตติยภูมดิ ว้ ยมาตรฐานการรักษาสากล (Tertiary Care) ) โดยมีแพทย์ผเู้ ชีย่ วชาญ เฉพาะทางที่ครบครันทุกสาขา พร้อม นวัตกรรมการรักษาและเครื่องมือที่ ทันสมัย เน้นความปลอดภัยของผู้ป่วย เป็นสิ่งส�ำคัญที่สุด ปี 2557 โรงพยาบาลนนทเวช ได้พัฒนาการรักษาโดยมุ่งเน้นการรักษา คนไข้ในระดับตติยภูมิ ซึ่งการรักษาแบบ ตติยภูมนิ นั้ จ�ำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบ ต่างๆ ทีส่ อดคล้องกัน ทัง้ ในเรือ่ งบุคลากร สถานที่ องค์ความรู้ รวมถึงอุปกรณ์ ทางการแพทย์ และไม่ได้ให้ความส�ำคัญ การบริการเพียงอย่างเดียว เพราะทางโรงพยาบาลนนทเวชยังมีการท�ำงานเป็น ทีมโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านควบคู่กันไป เพื่อให้การรักษาและ การป้องกันสามารถท�ำได้อย่างดี เพือ่ ให้คนไข้ได้ทำ� การรักษาได้อย่างเหมาะสม กับขีดความสามารถที่โรงพยาบาลรองรับได้ โรงพยาบาลนนทเวชมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับปรุงและพัฒนา บุคลากรทุกระดับ เครือ่ งมือทีท่ นั สมัย รวมทัง้ การดูแลเอาใจใส่ทา่ นผูร้ บั บริการ เสมือนเป็นบุคคลหนึ่งในครอบครัว จะท�ำให้ท่านได้รับการดูแลรักษาที่ดีที่สุด ด้วยความปรารถนาดี นพ.พรมพันธ์ พรมมาส ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาล ที่ปรึกษา นพ.พรมพันธ์ พรมมาส ปัทมา พรมมาส บรรณาธิการบริหาร ประพิชญา พรมมาส บรรณาธิการ นิตยา ชื่นศิลป์ กองบรรณาธิการ สุชีรา วิจิตรสาร ธัญวพิสิทธิ์ ธีรทัศน์ สถานที่ติดต่อ แผนกสื่อสารการตลาด โรงพยาบาลนนทเวช 30/8 ถ.งามวงศ์วาน ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ติดต่อโฆษณา โทร. 0-2596-7888 ต่อ 2568 Email contactus@nonthavej.co.th ออกแบบและจัดพิมพ์ บริษัท เกรท ดีไซน์ แอนด์ พริ้นท์ จ�ำกัด โทร. 0-2756-9631

04 Diabetes

รู้จักเบาหวาน ก่อนเบาหวานรู้จักเรา

09 13 18

ดูแลหัวใจ...ให้เข้มแข็ง ใส่ใจหลอดเลือดสมอง... ก่อนอัมพาตมา รู้ทัน...ความเสี่ยง

โรคร่วมหลอดเลือดสมองและหัวใจ

20 ไตวายเรื้อรัง

• Healthy Living เป็นวารสารรายสามเดือนของบริษทั โรงพยาบาลนนทเวช จ�ำกัด (มหาชน) ข้อเขียนและบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารเล่มนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท โรงพยาบาลนนทเวช จ�ำกัด (มหาชน) และบริษทั ฯ ขอสงวนสิทธิใ์ นการคัดลอกหรือน�ำไปตีพมิ พ์ โดยไม่ได้รบั อนุญาต อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร 3


Diabetes รู้จักเบาหวาน... ก่อนเบาหวานรู้จักเรา นายแพทย์จิระพงค์ อุกะโชค นายแพทย์ยงยุทธ เนติธนากูล แพทย์ประจ�ำศูนย์เบาหวาน โรงพยาบาลนนทเวช

สถิติตัวเลขผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกมี มากกว่า 371 ล้านคน คาดว่าหากไม่ด�ำเนินการใดๆ ในปี พ.ศ.2573 ผูป้ ว่ ยเบาหวานจะเพิม่ ขึน้ เป็น 552 ล้านคน ส่วนประเทศไทยมีผู้ป่วยแล้วกว่า 3.5 ล้านคน เบาหวาน คืออะไร

ถ้าเรารู้ว่าเบาหวาน คืออะไร ก็ย่อมง่ายที่จะปฏิบัติตัวและ เอาชนะมันได้ และอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข เบาหวานคือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน�้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องมาจาก ขาดฮอร์โมนอินซูลนิ หรือ ประสิทธิภาพของอินซูลนิ ลดลงจากภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน ท�ำให้ร่างกายไม่สามารถน�ำน�้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ ตามปกติ ถ้าน�้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะท�ำให้เกิดโรค แทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท 4

เบาหวานชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2 ต่างกันอย่างไร? เบาหวานชนิดที่ 1

พบในเด็ก หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี คนที่เป็นเบาหวาน ชนิดนี้มักผอมเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลิน มิฉะนั้นอาจ ท�ำให้เกิดภาวะหมดสติจากน�้ำตาลสูง และกรดคีโตนคั่งในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 2

พบได้มากถึงร้อยละ 95-97% ของผู้เป็นเบาหวานทั้งหมด ผู้เป็นเบาหวานชนิดนี้ มักอ้วน มีอายุมากกว่า 40 ปี ตับอ่อนยังพอ ผลิตอินซูลินได้บ้างแต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในระยะแรกอาจรักษา ได้ด้วยการควบคุมอาหาร หรือยาเม็ดลดระดับน�้ำตาลแต่เมื่อเป็น นานๆ ในบางรายมีเบต้าเซลส์เสือ่ มหน้าทีม่ ากขึน้ ท�ำให้ควบคุมระดับ น�้ำตาลได้ไม่ดีอาจจ�ำเป็นต้องฉีดอินซูลิน


โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร?

คนปกติ แม้ไม่ได้รับประทานอาหาร ตับยังคงสร้างน�้ำตาลเพื่อ ให้รา่ งกายใช้เป็นพลังงาน และมีการหลัง่ อินซูลนิ จากเบต้าเซลส์ของ ตับอ่อนระดับต�่ำ เมื่อรับประทานอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต (หมวดข้าว แป้ง) จะถูกย่อยสลายเป็นน�้ำตาลกลูโคส ในล�ำไส้เล็ก และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้เป็นพลังงานระดับน�้ำตาลที่ สูงขึ้นในเลือดจะกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพิ่มขึ้น เพื่อ เผาผลาญน�้ำตาลท�ำให้ระดับน�้ำตาลในเลือดลดลง ในผูเ้ ป็นเบาหวานไม่วา่ จะกรณีสร้างฮอร์โมนอินซูลนิ ไม่ได้ หรือ สร้างได้ไม่พอเนือ่ งจากความต้องการอินซูลนิ เพิม่ ขึน้ เพราะอินซูลนิ ออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น�้ำตาลไม่ได้ ขณะเดียวกันมีการสลาย ไขมันเพิ่มขึ้นท�ำให้มีระดับน�้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติจนล้นออกมา ในปัสสาวะ และสามารถตรวจพบน�้ำตาลในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุ ให้มีมดมาไต่ปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของค�ำว่า “เบาหวาน” 5


อาการของเบาหวาน

• ปัสสาวะบ่อยและมากในเวลากลางคืน • คอแห้ง กระหายน�้ำ • หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น�้ำหนักลด อ่อนเพลีย • ถ้าเป็นแผลจะหายยาก มีการติดเชือ้ ตามผิวหนัง เกิดฝีบอ่ ย • คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ ช่องคลอด • ตาพร่ามัว • ชาปลายมือ ปลายเท้า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

สาเหตุ

กรรมพันธุ์ เบาหวานสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้ก็จริง แต่ผู้ที่มี ญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นเบาหวาน) ไม่จ�ำเป็นต้องเป็น เบาหวานเสมอไป

เบาหวานมีโอกาสเป็นได้สูงถ้ามีปัจจัยเสี่ยงดังนี้

• อ้วน • ผูส้ งู อายุ เพราะตับอ่อนสังเคราะห์ และหลัง่ ฮอร์โมนอินซูลนิ ได้น้อยลง • ตับอ่อนได้รับความกระทบกระเทือน เช่น ตับอ่อนอักเสบ • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น คางทูม หัดเยอรมัน หัด • ยาบางชนิด • การตั้งครรภ์

โรคเบาหวาน ท�ำไม...ต้องรักษา? การรักษาเบาหวาน

เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายขาดการรักษา เบาหวานให้ได้ผลดี จึงจ�ำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เป็น เบาหวาน และญาติ หรือผู้ใกล้ชิดในการปฏิบัติตัวตามค�ำแนะน�ำ ของแพทย์อย่างสม�่ำเสมอ คือ • การควบคุมอาหาร • การออกก�ำลังกายอย่างสม�่ำเสมอ • การรักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน�้ำตาล และหรืออินซูลิน • การเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน เพื่อดูแลตนเอง

อาการของโรคเบาหวาน

• อาการจากระดับน�้ำตาลในเลือดสูง คือ ปากแห้ง หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว อ่อนเพลีย และน�้ำหนักตัวลด • อาการจากระดับน�้ำตาลในเลือดต�่ำ คือ เหงื่อออกมาก ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หิวบ่อย สับสน ปากลิ้นชา ปวดศีรษะ สายตา พร่ามัว พูดช้าลง

6

เป็นเบาหวานท�ำไม? ต้องพบแพทย์เป็นระยะ

• เพื่อตรวจระดับน�้ำตาลในเลือด และปรับขนาดของยาให้ เหมาะสม (ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหาร และความก้าวหน้า ของโรค) • ตรวจหาอาการแทรกซ้อนแต่เนิ่นๆ เช่น เส้นประสาทเสื่อม จากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) จอประสาทตาเสื่อม (Retinopathy) ซึ่งควรตรวจหาภาวะแทรกซ้อนเป็นประจ�ำทุกปี เพื่อที่จะได้แก้ไข และรักษาได้อย่างทันท่วงที


การบริการศูนย์เบาหวาน โรงพยาบาลนนนทเวช

เป็นเบาหวานท�ำไม? ต้องควบคุมอาหารร่วมด้วย 1. การตรวจเพือ่ ค้นหาความเสีย่ งเบือ้ งต้นต่อกลุม่ โรคเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ทั้งๆ ที่รับประทานยาแล้ว ยารักษาเบาหวาน เป็นยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้มีระดับของยาในเลือดใกล้เคียงกันทุกวัน ดังนั้น ในผู้ที่เป็นเบาหวานจึงจ�ำเป็นต้องควบคุมอาหารที่ รับประทานให้มีปริมาณใกล้เคียงกันเหมาะสมกับยาที่รับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำ หรือสูงเกินเกณฑ์ปกติ

แนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นเบาหวาน

1. พบแพทย์สม�ำ่ เสมอ เพือ่ ตรวจระดับน�ำ้ ตาล ปรับปริมาณยา ให้เหมาะสม และตรวจหาภาวะแทรกซ้อนแต่เนิ่น ๆ 2. ควบคุมอาหาร 3. ออกก�ำลังกาย เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดี เกิดความสมดุลของ พลังงานที่ได้รับและใช้ไป 4. ใช้ยาตามค�ำแนะน�ำของแพทย์ เพื่อควบคุมระดับน�้ำตาลใน เลือด 5. ดูแลเท้าให้ถูกวิธี 6. ควรรับการตรวจติดตามการด�ำเนินของโรค และภาวะ แทรกซ้อนจากเบาหวานทุกปี

ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

ผู้ที่เป็นเบาหวาน แล้วไม่สามารถ ควบคุมระดับน�้ำตาลในเลือดได้ หรือมี ภาวะระดับน�้ำตาลในเลือดสูงอยู่นานๆ จะท�ำให้เกิดการเปลีย่ นแปลงของเส้นเลือด น�ำไปสู่โรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น จอ ประสาทตาเสื่อม ปลายประสาทเสื่อม เกิดแผลเบาหวานที่เท้า

2. การตรวจประเมินความผิดปกติจากโรคเบาหวาน โดย อายุรแพทย์โรคเบาหวาน 3. การตรวจสุขภาพเท้าอย่างน้อยปีละครั้ง 4. การตรวจวัดภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Ankle Brachial Index) 5. การตรวจจอประสาทตา ใช้วิธีการถ่ายรูปแบบขยายและ ไม่ขยายม่านตา โดยจักษุแพทย์ 6. การตรวจการท�ำงานของไต โดยการตรวจปัสสาวะหาไมโคร อัลบูมิน และตรวจเลือดดูการสะสมของเสียจากไตในกระแสเลือด 7. การตรวจการท�ำงานของหัวใจและประเมินความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคหัวใจ โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการตรวจ สมรรถภาพการท�ำงานของหัวใจขณะออกก�ำลังกาย 8. การผ่าตัดต่อเส้นเลือดที่ขา เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงเท้า ท�ำให้ ผู้ป่วยไม่เสี่ยงกับการถูกตัดนิ้วหรือขาเพราะเกิดภาวะหลอดเลือดที่ ขาตีบตัน 9. การจัดกิจกรรมชมรมอ่อนหวานอ่อนวัย (DM CLUB) เพื่อ สอนสมาชิกเกี่ยวกับความรู้ในการดูแลตนเอง (DM CLASS) ขอบคุณข้อมูล: นพ.จิระพงค์ อุกะโชค แพทย์ประจ�ำศูนย์เบาหวาน โรงพยาบาลนนทเวช • สาขาและความเชี่ยวชาญ - อายุรศาสตร์ โรคระบบต่อมไร้ท่อ (เบาหวาน-ธัยรอยด์) • การศึกษา - แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • วุฒิบัตร - วุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม นพ.ยงยุทธ เนติธนากูล แพทย์ประจ�ำศูนย์เบาหวาน โรงพยาบาลนนทเวช • สาขาและความเชี่ยวชาญ - อายุรศาสตร์ โรคระบบต่อมไร้ท่อ (เบาหวาน-ธัยรอยด์) • การศึกษา - แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น • วุฒิบัตร - วุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ - อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม

7


ศูนย์หัวใจ Heart Center

ดูแลหัวใจ... ให้เข้มแข็ง

หัวใจคนเรามี 4 ห้อง แบ่งซ้าย-ขวา โดยผนังของ กล้ามเนือ้ หัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน-ล่างโดยลิน้ หัวใจ ในทุกๆ วัน หัวใจคนเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือด ประมาณวันละ 2,000 แกลลอน เปรียบเสมือนการท�ำงานปกติ ของ “หัวใจ” แต่ถ้าวันหนึ่ง...หัวใจเราเกิดอาการผิดปกติขึ้น มาล่ะ จะท�ำอย่างไร...? โรคหัวใจมีหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจ โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นต้น แต่โรคที่เป็น ปัญหาส�ำคัญในปัจจุบนั คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด ซึ่งอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 คนต่อชั่วโมง

9


สาเหตุของโรคหัวใจคืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจก็คือนิสัยหรือบุคลิกลักษณะเฉพาะ บุคคลที่อาจเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยง แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ (1) ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และสามารถปรับเปลี่ยนได้ (2) ปัจจัยเสีย่ งทีค่ วบคุมไม่ได้และไม่สามารถเปลีย่ นแปลง ควร ตระหนักว่าท่านอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอายุ เพศ หรือประวัติ สุขภาพของคนในครอบครัวได้ แต่ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงหรือ ชะลอโรคด้วยการตั้งใจควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ท่านก�ำหนดเองได้ ท่าน ก็จะสามารถป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นอนาคตได้

10

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

• ประวัติในครอบครัว หากมีประวัติของพ่อ แม่ ปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องเป็นโรคหัวใจ ท่านก็มีโอกาสมากที่จะหัวใจวาย รูปแบบ การใช้ชวี ติ ในแต่ละวันก็อาจจัดอยูใ่ นปัจจัยนีเ้ ช่นเดียวกับเรือ่ งพันธุกรรม • อายุ 55 ปีขึ้นไป โรคหลอดเลือดหัวใจมีความเกี่ยวเนื่องกับ อายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็ มีโอกาสเกิดไขมันในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น • เพศ จากงานวิจยั แสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดหัวใจพบใน ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศหญิง ตัวหนึง่ ทีช่ ว่ ยควบคุมปริมาณไขมันให้อยูใ่ นระดับพอดี ซึง่ ผูห้ ญิงในวัย หลังหมดประจ�ำเดือนก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นด้วย


• โคเลสเตอรอลสูง โคเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่งที่

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้

• การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลม

โป่งพอง คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อหัวใจวายมากกว่าสองเท่า และมีโอกาสเสียชีวติ จากโรคหัวใจอย่างกะทันหันคิดป็นสองถึงสีเ่ ท่า ของคนไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเป็นอันตรายต่อสมาชิก ในครอบครัวด้วย สารนิโคตินในบุหรีเ่ ป็นสาเหตุทที่ �ำให้หวั ใจท�ำงาน หนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูง ขึ้น คาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่จะเกาะติดกับฮีโมโกลบินใน เลือดได้ง่ายกว่าออกซิเจน ดังนั้นหัวใจอาจจะไม่ได้รับออกซิเจนพอ กับความต้องการ นอกจากนี้สารเคมีเหล่านี้ก็อาจจะท�ำความ เสียหายให้กับผนังหลอดเลือดด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรสูบบุหรี่ • ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงสามารถ กระตุ ้ น ให้ ก ระบวนการ ของการสะสมไขมันที่ผนัง หลอดเลื อ ดเกิ ด ได้ เร็ ว ขึ้ น และท�ำให้หัวใจท�ำงานหนักขึ้น เนือ่ งจากต้องสูบฉีดโลหิตแรงขึน้ เพื่อจะส่งไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย

ร่างกายเราสามารถผลิตขึ้นและพบใน อาหารบางชนิด เมื่อเริ่มมีภาวะของโรค หลอดเลื อ ดหั ว ใจเกิ ด ขึ้ น พบว่ า โคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลัก ของไขมันที่พบและมีการสะสมใน หลอดเลื อ ดหั ว ใจ ยิ่ ง มี ร ะดั บ โคเลสเตอรอลในเลือดสูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิง่ เป็นการเพิม่ โอกาสการพัฒนา และเติบโตของโรคมากขึ้นเท่านั้น เพื่อรักษาระดับการรักษาระดับ โคเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ จึ ง จ� ำ เป็ น ที่ จ ะต้ อ งวางแผนการ รับประทานอาหารโดยเลือกแต่อาหาร ทีม่ ไี ขมันและโคเลสเตอรอลต�่ำเท่านัน้

• เบาหวาน

โรคเบาหวานคือความผิดปกติทมี่ รี ะดับน�ำ้ ตาลในเลือดสูง สาเหตุ เกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ (ฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วย น�ำน�้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย) หรืออาจเกิด จากร่างกายต่อต้านอินซูลินที่มีอยู่ การมีภาวะระดับน�้ำตาลในเลือด สูงเป็นเวลานานอาจเป็นสาเหตุของการท�ำลายผนังภายในของ หลอดเลือด และยังกระตุ้นให้มีคราบสะสมเกาะภายในผนัง หลอดเลือดอีกด้วย

• ความดันโลหิตสูง

เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อ อาการหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือ ภาวะสมองขาดเลือด ท่านสามารถ ควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยการ ควบคุมอาหาร ออกก�ำลังกายสม�ำ่ เสมอ รับประทานยาตามทีแ่ พทย์สงั่ อย่าง เคร่งครัด รูจ้ กั ผ่อนคลายและหาวิธี จัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น 11


การบริการศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนนทเวช

อาการของโรคหัวใจ

• อาการเจ็บแน่นหน้าอก • จุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ • เหนื่อยง่าย ขาบวม • นอนราบไม่ได้ ใจสั่น • บางครั้งอาจหมดสติได้ ควรต้องรีบมาปรึกษาแพทย์

กลุ่มเสี่ยงที่พบบ่อย

• เพศชาย อายุ 40 ปีขึ้นไป • เพศหญิง อายุ 45 ปีขึ้นไป หรือวัยหมดประจ�ำเดือน • ผู้ที่มีพฤติกรรมความเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ • ผู้ที่ด�ำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะ อาหารจานด่วนทีม่ ไี ขมันสูง ขาดการออกก�ำลังกาย และการพักผ่อน ที่ไม่เพียงพอ เป็นต้น พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว เป็นปัจจัย ท�ำให้เกิดความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน อ้วน และ สุดท้าย คือ การน�ำมาซึ่งโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้

วิธีการป้องกันโรคหัวใจ

• ก�ำจัดความเครียด ผ่อนคลายความเครียด เช่น ไปท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ เป็นต้น • จัดสรรเวลาการท�ำงานและเวลาพักผ่อนให้เหมาะสม • พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ท�ำให้เกิดความเครียดหรือวิตกกังวล • ควบคุมน�้ำหนักตัวโดยการเลือกรับประทานอาหารให้ เหมาะสม • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา • ออกก�ำลังกายสม�่ำเสมอ • ควบคุมโรคเดิมทีเ่ ป็นอยูใ่ ห้ดี เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันใน โลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น 12

1.การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) 2.การตรวจการท�ำงานของหัวใจขณะออกก�ำลังกายด้วยวิธีเดิน สายพาน (Exercise Stress test) 3.การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Echocardiography) 4.การตรวจวัดความแข็งแรงของหลอดเลือดแดง (ABI) 5.ตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ ความเร็วสูง 64 Slide CT Scan 6.การติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter Monitering ECG) 7.การสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catherization) 7.1 การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบตันผ่านสายสวน (Percutaneous Coronary Intervention (FCI) 7.2 การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูนและการใส่ขด ลวด (Percutaneous Transluminal Coronary) 7.3 Invasive and Interventional Cardiology /Cath lab 8.การผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Surgery) 9.การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดถาวร (Permanet Pacemaker) 10. การใช้ยารักษา 11. การป้องกัน และฟื้นฟูโรคหัวใจ

อย่าลืม!!!!

โรคหัวใจไม่ใช่โรคไกลตัวอีกต่อไป นอกเหนือจากการ รักษาสุขภาพกายให้สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว สุขภาพใจก็ม ี ส่วนส�ำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลโรคได้ แล้วหัวใจที่แข็งแรงจะอยู่ กับเราไปอีกนาน ฝากทิ้งท้ายให้กับผู้อ่านทุกท่านว่า “การ รักษาโรคหัวใจที่ดีที่สุด ก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดเป็น โรคหัวใจ” ขอบคุณข้อมูล:

นพ.เรย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน แพทย์ประจ�ำศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนนทเวช • สาขาและความเชี่ยวชาญ - อายุรศาสตร์โรคหัวใจ • การศึกษา - แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาล • วุฒิบัตร - วุฒิบัตรผู้มีความรู้ความช�ำนาญสาขาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - วุฒิบัตรผู้มีความรู้ความช�ำนาญอนุสาขาโรคหัวใจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ใส่ใจหลอดเลือดสมอง... ก่อนอัมพาตมา โรคหลอดเลือดสมองหรือที่เรียกกันว่า “อัมพฤกษ์-อัมพาต” เป็นอาการทีพ่ บบ่อยในประชากรทัว่ ไป โดยเฉพาะ ประชากรผูส้ งู อายุ โดยมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดสมองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโรค หลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายในประเทศไทยเป็นอันดับ 2 รองจากโรคเอดส์ อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต อาจรุนแรงถึงขัน้ เสียชีวติ หรือ พิการตลอดชีวติ รวมทัง้ การรักษาพยาบาลก็มคี า่ ใช้จา่ ยสูงมาก ฉะนัน้ จึงควรท�ำความรูจ้ กั และหาทางป้องกันการเกิดโรคนีใ้ นประเทศไทย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

•อาการแขน ขา ใบหน้า อ่อนแรง ครึ่งซีก (อัมพฤกษ์ อัมพาต) •อาการชา ครึ่งซีก •อาการตามืดด้านใดด้านหนึ่ง หรือ เห็นภาพซ้อนสอง •อาการกลืนไม่ได้ ส�ำลักตลอด น�้ำไหลออกมุมปาก •อาการเวียนศีรษะเดินเซ •อาการพูดไม่ออก หรือพูดไม่ชัด •อาการแขน ขา เคลื่อนไหวผิดปกติ •อาการทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ซึมลง

ระดับ 1 อาการเตือน คือ กลุม่ ของผูท้ มี่ หี ลอดเลือดสมองแตก

ความรุนแรงของโรคมีอาการแตกต่างกัน แยกได้เป็น 3 ระดับ

หรือตีบตันเป็นหลอดเลือดขนาดเล็ก ยังไม่เกิดการตายของเนือ้ สมอง ในบริเวณนัน้ สมองขาดเลือดในช่วงระยะเวลาสัน้ ๆ ท�ำให้เกิดอาการ ซึ่งอาจเป็นนาที หรือชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ลักษณะอาการ ประกอบด้วย กล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ใบหน้าจะเห็น มุมปากตก อมน�ำ้ ไว้ในปากไม่ได้ อาจคิดอะไรไม่ออก พูดไม่ชดั เป็นต้น หลังจากนั้นอาการของผู้ป่วยจะหายสนิทภายใน 24 ชั่วโมง ระดับ 2 อาการปานกลาง (อัมพฤกษ์) ในกลุ่มนี้เนื้อสมอง ถูกท�ำลายไปแล้วบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด ภายหลังการรักษาแล้ว อาการอาจดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 6-12 เดือน แต่อาจจะไม่กลับมาจน เป็นปกติ ระดับ 3 อาการรุนแรง (อัมพาต) กลุ่มนี้เซลล์สมองถูก ท�ำลายโดยถาวร จะเกิดการอ่อนแรงของแขนและขา ขยับแขนหรือ ขาเองไม่ได้ สูญเสียการทรงตัว พูดไม่ได้ หรือเปล่งเสียงออกมาจาก ล�ำคอไม่ได้ กล้ามเนือ้ หน้าท�ำงานไม่เท่ากัน ซึง่ อาการอาจไม่ดขี นึ้ เลย ท�ำให้เกิดภาวะทุพลภาพอย่างถาวร 13


ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง มีดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุทที่ �ำให้หลอดเลือดเสือ่ ม

เนื่องจากแรงดันเลือดที่ออกมาจากหัวใจมีแรงดันสูงขึ้น ผนังหลอด เลือดจะเสื่อมเร็ว ขาดความยืดหยุ่นหลอดเลือดจะตีบแคบหรือแข็ง เปราะแตกง่าย 2. โรคเบาหวาน คือ ภาวะทีน่ ำ�้ ตาลในเลือดในช่วงทีง่ ดอาหาร สูงมากกว่า 120 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะมีความเสี่ยงต่อหลอดเลือด ตีบมากขึ้น 3. ภาวะไขมันในเลือดสูง ท�ำให้หลอดเลือดแดงเกิดการสะสม ไขมันในผนังหลอดเลือดจนมีการตีบตัน เลือดจึงไหลผ่านไปเลี้ยง อวัยวะต่าง ๆ ได้นอ้ ย ถ้าเกิดกับหลอดเลือดทีไ่ ปเลีย้ งสมอง จะท�ำให้ สมองขาดเลือดและเป็นอัมพาตในที่สุด 4. โรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเกี่ยวกับลิ้น หัวใจ

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตีบ

1. การควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบ ในกรณีที่เป็นโรคประจ�ำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค 5. การสูบบุหรี่และดื่มสุรา หลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยจ�ำเป็นต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง 6. ความอ้วน ผูท้ มี่ นี ำ�้ หนักตัวมาก มีโอกาสเป็นเบาหวานและ โดยดูแลสุขภาพโดยรวมทั้งการควบคุมอาหาร ออกก�ำลังกาย และ ความดันโลหิตสูงหรืออาจเป็นได้ทั้ง 2 โรค (การวัดรอบเอวผู้ชายไม่ พักผ่อนให้พอเพียง โดยระดับของการรักษาเป้าหมาย ได้แก่ เกิน 39 นิ้ว ผู้หญิง 35 นิ้ว) - ความดันโลหิต ความดันไม่ควรสูงเกิน 7. อายุ ที่มากขึ้น จะมีความสัมพันธ์ต่อการเสื่อมของ 140/90 มิลลิเมตรปรอท หลอดเลือด ในกรณีที่ไม่เป็นเบาหวาน 8. การไม่ออกก�ำลังกาย ความดันไม่ควรสูงเกิน 9. ความเครียด 130/85 มิลลิเมตรปรอท ในกรณีทีเป็นเบาหวานร่วมด้วย - เบาหวาน น�้ำตาลในเลือดไม่ควรสูงเกิน

120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร - ไขมันในเลือด ระดับโคเลสเตอรอลไม่ควรสูงเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

2. ในกรณีที่เกิดมีหลอดเลือดตีบตันไปแล้ว ให้รับประทานยาต้าน เกล็ดเลือด เช่น แอสไพรินเป็นประจ�ำทุกวันไปตลอดชีวติ เพือ่ เป็นการ ป้องกันมิให้เป็นซ�้ำ 3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การงดดื่มเหล้า การงดสูบบุหรี่ การออกก�ำลังกายเป็นประจ�ำ ขอบคุณข้อมูล: นพ.วรพจน์ เหล่าวิทวัส แพทย์ประจำ�ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนนทเวช • สาขาและความเชี่ยวชาญ - อายุรกรรมประสาทวิทยา • การศึกษา - แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล • วุฒิบัตร - วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา • โรค/หัตถการที่ชำ�นาญ - การรักษาโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด - โรคหลอดเลือดสมอง

14

การคัดกรองผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ

เนื่องจากหลอดเลือดสมองเป็นส่วนหนึ่งของหลอดเลือดทั่ว ร่างกาย ดังนัน้ เมือ่ เกิดความผิดปรกติหรือมีการตีบตันของหลอดเลือด ทีส่ ว่ นหนึ่งส่วนใดในร่างกายแล้ว แสดงว่าผูป้ ว่ ยรายนั้นมีความเสี่ยง สูงขึ้นในการเกิดโรคของหลอดเลือดสมองตีบ


การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจหลอดเลือด Carotid (Neurovascular Ultrasound) และ Vertebral บริเวณคอ ในปัจจุบันมีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจหลอดเลือดสมอง และเส้นเลือดบริเวณคอมากขึ้น เนื่องจาก ตรวจได้ง่าย ราคาไม่สูง มากนัก ทําให้ใช้ในการตรวจคัดกรองได้ดี โดยเฉพาะในการตรวจ พยาธิสภาพของหลอดเลือดแดงบริเวณคอ ซึ่งปัจจุบัน พบว่าถ้ามี การตีบของหลอดเลือดแดงบริเวณคออย่างมีนัยสําคัญ การผ่าตัด carotid endarterectomy โดยผู้ที่มีความชํานาญสามารถป้องกัน การเกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ ดีกว่าการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว

การตรวจหลอดเลือดทางประสาทวิทยาโดยใช้คลืน่ เสียง ความถีส่ งู สามารถแบ่งการตรวจเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. การตรวจหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอ ได้แก่ หลอดเลือด carotid และหลอดเลือด Vertebral (Carotid Duplex Ultrasounds) 2. การตรวจหลอดเลือดในกะโหลกศีรษะ (Transcranial Duplex ultrasound)

การตรวจหลอดเลือด Carotid บริเวณคอ จะตรวจในผู้ป่วยที่ มีโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (รวมถึงภาวะสมองขาดเลือด ไปเลี้ยงชั่วคราว Transient Ischemic Attack ; TIA ด้วย) นอกจาก นี้ยังใช้คัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหลอดเลือด เช่น ผูป้ ว่ ยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผูป้ ว่ ยทีม่ โี รคหลอดเลือดแดง Coronary หรือ หลอดเลือดส่วนปลายแขน/ขาตีบ และผู้ป่วยที่ถูก ตรวจพบว่ามี Carotid bruit รวมทัง้ ใช้ในการประเมินหลังจากผ่าตัด หลอดเลือด Carotid หรือหลังจากใส่ Stent การตรวจนี้มีความ จํ า เพาะสู ง เมื่ อ เที ย บกั บ การตรวจเอ็ ก ซเรย์ ห ลอดเลื อ ดแดง (Angiography)

ใครบ้างที่ต้องตรวจหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอด้วย คลืน่ เสียงความถีส่ งู (Carotid Duplex Ultrasounds) • ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เพื่อดูรอยโรคของหลอดเลือดแดง Carotid และติดตามผลเป็นระยะ • ผู้ป่วยที่เคยมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว (TIA) 15


• ผู้ป่วยที่มีภาวะผิดปกติที่หลอดเลือดแดง Carotid ทั้งราย ทีม่ อี าการ และไม่มอี าการของโรคหลอดเลือดสมองทีม่ กี ารขาดเลือด เฉพาะที่ • ผู้ที่ต้องผ่าตัดโรคหลอดเลือดอื่นๆ เช่น ผ่าตัดตัดต่อหลอด เลือดแดงหัวใจในรายที่มีหลอดเลือดแดงหัวใจอุดตัน เพื่อตรวจ ประเมินค่าก่อนน�ำผู้ป่วยไปผ่าตัด • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น ส�ำหรับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคความดัน โลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่มีประวัติมีบุคคลใน ครอบครัวเป็นอัมพาต จากอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง

ข้อจํากัดในการตรวจหลอดเลือดบริเวณคอด้วย คลื่นเสียงความถี่สูง

1. มีข้อจํากัดในผู้ป่วยที่มีแผลหรือแผลเป็นบริเวณคอ 2. ผู้ป่วยที่มีคอสั้นหรืออ้วนมาก (คอหนา) 3. ผู้ป่วยรายที่มีการแตกแขนงของหลอดเลือดใหญ่ส่วนคอที่ ค่อนข้างสูงชิดกับขากรรไกรล่าง ทําให้ไม่สามารถตรวจหลอดเลือด แดงใหญ่สว่ นคอทีข่ นึ้ ไปเลีย้ งสมองได้ชัดเจน 4. มีหินปูนสะสมที่ผนังหลอดเลือดหนา ทําให้ไม่สามารถเห็น หลอดเลือดได้ชัด

ความเสี่ยง และผลข้างเคียงของการตรวจรักษา

ไม่มีผลข้างเคียง ปลอดภัย ไม่เจ็บ ท�ำซ�้ำได้โดยไม่อันตราย

การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถีส่ งู ผ่านทางกะโหลกศีรษะ (Transcranial Duplex Ultrasound) ประโยชน์ของการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลืน่ เสียงความถีส่ งู ผ่านทางกะโหลกศีรษะ

1. ประเมินว่าหลอดเลือดใหญ่ เส้นใดในสมองที่มีการตีบหรือ อุดตัน

2. ประเมินการไหลเวียนของหลอดเลือดทีเ่ ข้ามาช่วยเหลือบริเวณ ขาดเลือด ขณะที่มีการตีบของหลอดเลือดในสมอง (Collateral circulation) 3. ใช้ตดิ ตามและวินจิ ฉัยภาวะวิกฤตบางอย่างได้ เช่น หลอดเลือด หดตัว (Vasospasm) ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid hemorrhage) ซึ่งอาจเกิดในช่วงวันที่ 4-11 หลังจากเกิดอาการ หรือใช้ตดิ ตามในภาวะความดันในกะโหลกศีรษะ สูงที่มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง 4. ใช้เฝ้าระวังติดตามภาวะลิ่มเลือดขนาดเล็กหลุดมายัง หลอดเลือดสมองที่เรียกว่า Microembolic signal (MES) โดยใช้ การตรวจอย่างต่อเนื่อง (Transcranial Ultrasound Monitoring) ติดต่อเป็นระยะเวลา 30-120 นาที 5. ตรวจการปรับสมดุลของหลอดเลือดแดงในสมองโดยอัตโนมัติ (Autoregulation) โดยดูการตอบสนองของหลอดเลือดแดง ในสมองต่อภาวะต่างๆ (Vascular Reactivity)หลังจากท�ำให้มีการ เปลี่ยนแปลงระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลงหรือหลังจาก การให้ยา acetazolamide

ข้อจํากัดในการตรวจหลอดเลือดสมองด้วย Transcranial Ultrasound

1. ผู้ป่วยทีม่ ีส่วนบางของกะโหลกทีค่ ลื่นเสียงความถีส่ ูงผ่านได้ (Bone Window)หนาเกินไปหรือแคบมากจนคลื่นเสียงไม่สามารถ ผ่านได้ดีพอ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเพศหญิง ผู้ป่วยผิวด�ำ 2. ในรายที่ตรวจไม่พบการไหลเวียนของเลือดบางครั้งแยกได้ ยากว่าตรวจไม่พบหลอดเลือดหรือมีการอุดตันจริง

ท�ำไมต้องรีบส่งต่อผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

ส�ำหรับโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรค ได้หลายระดับ และอาการอาจเปลี่ยนแปลงได้มาก โดยเฉพาะใน ช่วงเวลาที่เริ่มเป็น ดังนั้นในกรณีที่สงสัยภาวะการนี้ ควรรีบส่งต่อ ผูป้ ว่ ยทุกรายไปตรวจยังสถานทีเ่ หมาะสม ได้แก่ มีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อการวินิจฉัยยืนยัน และดูแลผู้ป่วยโดยทีมแพทย์ต่อไป

ขอบคุณข้อมูล: นพ.พลสันต์ เรืองคณะ แพทย์ประจ�ำศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนนทเวช • สาขาและความเชี่ยวชาญ - อายุรกรรมประสาทวิทยา • การศึกษา - แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ • วุฒิบัตร - วุฒิบัตรผู้มีความรู้ความช�ำนาญสาขาประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

16





รู้ทัน...ความเสี่ยง

โรคร่วมหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคร่วมหลอดเลือด สมองและหัวใจ ชื่อโรคนี้ อาจไม่คนุ้ ชินกันสักเท่าไหร่ แต่ เป็นโรคร้ายที่แฝงอยู่ใกล้ตัวเป็น อย่างมาก หากร่างกายมีการส่งสัญญาณ ด้วยอาการ “ปวดหัว เวียนหัว แขนขาอ่อน แรง ใจสั่น แน่นหน้าอก วูบ” ซึ่งหมายความว่า ร่างกายก�ำลังส่งสัญญาณเฉียบพลันของโรคร่วมหลอดเลือด สมองและหัวใจ ซึง่ จากสถิตทิ างการแพทย์ กลุม่ ผูป้ ว่ ยโรคหลอดเลือด สมองมากถึง 30% และมีสาเหตุเกิดจากการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจหากไม่ได้รบั การรักษาพบว่ามีอตั ราการเสียชีวติ มากกว่า 13%

อาการโรคร่วมหลอดเลือด สมองและหัวใจ

• ปวดหัว • เวียนหัว • แขนขาอ่อนแรง • ใจสั่น • แน่นหน้าอก • วูบ

สาเหตุของการเกิดโรค

หลอดเลือดสมองและหัวใจ เมื่อใช้งานไปนานๆ หากไม่ดูแล ท�ำให้มีความเสื่อม แข็งกระด้างบ้าง มีการตกตะกอนสะสม ถ้าหาก มีเล็กน้อยคงไม่เป็นปัญหาต่อหลอดเลือด ส�ำหรับในบางคนท�ำให้มี อาการเสือ่ มมาก ซึง่ เกิดได้จากหลายสาเหตุ บางสาเหตุกเ็ ป็นสิง่ ทีไ่ ม่ สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น อายุที่มากขึ้น ประวัติโรคหลอดเลือด ต่าง ๆ ในครอบครัว แต่บางสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมของตัวเราเอง เช่น รับประทานอาหารทีม่ รี สหวาน มัน เค็มเกินไป ไม่ออกก�ำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป และ บางครัง้ ก็เป็นจากโรคภัยไข้เจ็บอืน่ ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

18

วิธีการรักษา

• รักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด • ผ่าตัดสมอง กรณีเส้นเลือดสมองแตก • ผ่าตัดแก้ไขภาวะสมองบวม • ผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด • ระยะฟื้นฟูและป้องกัน • โปรแกรมฟื้นฟู โดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบ�ำบัดเฉพาะทาง • ติดตามแนะน�ำ • ตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจตาม ความเสี่ยงเฉพาะรายบุคคล

การป้องกันการเกิดโรคร่วมหลอดเลือด สมองและหัวใจ

หากลองสังเกตจากต�ำแหน่งของหลอดเลือด จะต้องเป็นการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายของเรา ตั้งแต่ หลอดเลือดสมองจรดหลอดเลือดที่เท้า ซึ่งหากดูจาก กระบวนการดูแลก็เป็นเพียงการดูแลเท่านั่น แต่ หากยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดเราก็ ป้องกันได้ โดยท�ำการคัดกรองความเสีย่ งว่า เป็นโรคหลอดเลือดโดยที่ไม่มีอาการ ยังไม่ รู้ตัวหรือไม่ แต่หากเป็นโรคหลอดเลือดที่มี อาการแล้วจะมากหรือน้อย ทางโรงพยาบาลนนทเวช มีวิทยาการที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ คอยดูแลทั้งตอนที่เป็นฉุกเฉิน

ความพร้อมของศูนย์ฉกุ เฉินหลอดเลือดสมองและหัวใจ • Fast Track ตรวจวินิจฉัยฉุกเฉิน และรักษาทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล • Full Team ทีมแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางด้าน สมองและหัวใจ ท�ำงานร่วมกันเพือ่ การรักษาทีค่ รอบคลุมมีประสิทธิภาพ • Full Treat ตรวจรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจครบ วงจร


*จากสถิติทางการแพทย์ กลุ่มผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมองมากถึง 30% มีสาเหตุเกิดจาก การเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และหลอดเลือด หัวใจ หากไม่ได้รับการรักษาพบว่ามีอัตราการ เสียชีวิตมากกว่า 31%

คุณไพโรจน์ เรืองศิลป์ชัย อายุ 66 ปี

“วันนั้นผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไประนอง กว่า 9 ชม. พอลงจากรถ จู่ๆ แขนขาซ้ายก็อ่อนแรงทันที เวียนหัว บ้านหมุน คลื่นไส้แต่ไม่อาเจียน ผมตกใจมากจึง พยายามหาที่ยึดเพื่อทรงตัวและประคองตัวเองไปนั่งพัก ลูกชายที่เดินทางมารับพาผมไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่าผมเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผมจึงตัดสินใจขอย้ายกลับมารักษาที่ศูนย์ฉุกเฉินหลอด เลือดสมองและหัวใจโรงพยาบาลนนทเวชทันที เนือ่ งจาก ทราบว่ามีทีมแพทย์ทางด้านสมองและหัวใจ ตลอด 24 ชั่วโมง ทีมแพทย์สมองและระบบประสาทและหัวใจ วินจิ ฉัย ร่วมกันว่า สมองขาดเลือด มีสาเหตุมาจากหัวใจทีม่ คี วาม ผิดปกติ ซึ่งอาการแบบนี้จะพบในคนทั่วไปแค่ 10% เท่านั้น! แต่ผมก็โชคดีมากครับ ที่ได้ทีมแพทย์ทั้งสองทีม มาช่วยดูแลผม จนหายดีเป็นปกติแล้วครับ”

ผนึกก�ำลังดูแลจากสองทีมแพทย์ผเู้ ชีย่ วชาญ กับเคสพิเศษ

นพ. สิรชิ ยั กิตติชาญธีระ อายุรแพทย์ระบบประสาท และ นพ.เรย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผลการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Angiography: MRA Brain) ของผู้ป่วยรายนี้เห็นต�ำแหน่งสมองขาดเลือดชัดเจนแต่ หลอดเลือดสมองดูปกติ เราจึงร่วมมือกับแพทย์อายุรศาสตร์ โรคหัวใจช่วยกันค้นหาสาเหตุ เริ่มด้วยการตรวจหัวใจผ่านทางหลอดอาหาร (Transesophageal echocardiogram :TEE) และฉีด ฟองอากาศ (Micro Bubble) ผ่านเข้าเส้นเลือดด�ำ เพื่อ ดูวา่ ผนังหัวใจมีการรัว่ ซึมหรือไม่ จึงพบว่ามีรรู วั่ ขนาดเล็ก ที่ผนังหัวใจระหว่างห้องบนซ้ายและห้องบนขวา หรือที่ เรียกว่า Patent Foramen Ovale : PFO ซึ่งจากสถิติ สามารถพบได้จาก 1 ใน 10 คน

ทั้งนี้ จากการนั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ ติดต่อกันในผู้ป่วยรายนี้ อาจท�ำให้เกิด ลิ่มเลือดในหลอดเลือดด�ำที่ขา และลิ่มเลือดนั้นก็หลุดเข้ามาที่หัวใจฝั่งขวาและ ข้ามรูรั่วเล็กๆ บนผนังหัวใจมายังฝั่งซ้าย หลุดลอยตามกระแสเลือดไปอุดตัน หลอดเลือดในสมอง ท�ำให้เกิดอาการ แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน เวียนศีรษะ บ้านหมุน ชาซีกซ้าย คลื่นไส้แต่ไม่อาเจียน ดังที่กล่าวมา เราจึงท�ำการรักษาด้วยการปิดรูรั่วหัวใจโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีการสอด สายสวนที่ติดอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายร่ม (PFO Occluder) สวนเข้าไปทาง หลอดเลือดด�ำบริเวณขาหนีบ สอดไปจนถึงยังต�ำแหน่งที่มีรูรั่ว เพื่อกางร่ม อุดรูรั่ว PFO ให้ปิดสนิท ซึ่งได้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ระหว่างนั้นเราก็ให้การรักษาเรื่องหลอดเลือดสมองตีบควบคู่กันไป โดยให้ยาต้านเกล็ดเลือดร่วมกับการท�ำกายภาพอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง จนผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเป็นล�ำดับ 19


ไตวายเรื้อรัง ศ.นพ. โสภณ จิรศิริธรรม

ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือดและปลูกถ่ายไต คลินิกศัลยกรรมและหลอดเลือด (Vascular Surgery Clinic) ศ.นพ.โสภณ จิรสิริธรรม ความเชี่ยวชาญพิเศษ - ศัลยกรรมศาสตร์หลอดเลือดและศัลยศาสตร์ปลูกถ่ายไต

โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic kidney disease/CKD)

หลักส�ำคัญของการรักษาโรคไตวายเรื้อรังในระยะเบื้องต้นคือ การรักษาทีส่ าเหตุของโรคและให้การรักษาเพือ่ ชะลอความเสือ่ มของ เป็นโรคทีเ่ ป็นปัญหาสาธารณสุขโรคหนึง่ ซึง่ จ�ำนวนผูป้ ว่ ยมีแนวโน้ม ไต การรักษาจึงประกอบด้วยยาเพือ่ ควบคุมระดับความดันโลหิตและ เพิม่ ขึน้ เรือ่ ยๆทัง้ ในประเทศทีพ่ ฒ ั นาแล้วและประเทศทีก่ ำ� ลังพัฒนา ระดับน�้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย ร่วมกับการปรับเปลี่ยน โรคไตวายเรื้อรัง แบ่งเป็น 5 ระยะตามระดับอัตราการกรองของไต พฤติกรรมสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิง่ การลดการบริโภคเกลือโซเดียม หรือ อัตราการท�ำงานของไต (Estimated Glomerular filtration และโปรตีน การใช้ยาให้ถูกต้องและการออกก�ำลังกาย เมื่อผูป้ ว่ ยโรคไตวายเรือ้ รังมีความเสือ่ มของไตเข้าช่วงท้ายของ rate/eGFR) โดยโรคไตวายเรื้อรังระยะแรกๆ ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ ต่อมา โรคไตระยะที่ 4 หรือระยะที่ 5 ซึง่ เป็นระยะทีเ่ ริม่ มีอาการแทรกซ้อน เมือ่ ผูป้ ว่ ยมีการเสือ่ มของไตมากขึน้ โดยเฉพาะโรคไตวายเรือ้ รังระยะ ต่างๆดังที่กล่าวไปแล้ว แพทย์และพยาบาลจะให้ค�ำแนะน�ำ และ ที่ 4 หรือระยะที่ 5 จะมีภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียง ได้แก่ โลหิต เตรียมความพร้อมส�ำหรับการบ�ำบัดทดแทนไตเพื่อรักษาอาการ จาง/ซีด ภาวะความดันโลหิตสูง มีความผิดปกติของสมดุลน�้ำและ แทรกซ้อนต่างๆ และเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกลือแร่ มีการคั่งของของเสีย ท�ำให้ผู้ป่วยมีอาการบวม มีภาวะ การบ�ำบัดทดแทนไตคืออะไร? มีกี่วิธี? น�้ำท่วมปอด ปัสสาวะออกน้อยลง มีอาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย การบ�ำบัดทดแทนไต เป็นกระบวนการการรักษาเพื่อทดแทน คลื่นไส้อาเจียน ไม่อยากอาหาร ในบางรายอาจมีอาการทางระบบ ไตทีไ่ ม่สามารถท�ำงานได้เองอย่างเพียงพอ เพือ่ ช่วยให้มกี ารขจัดของ ประสาท เช่น อาการซึม หรืออาการชัก รวมทั้งผู้ป่วยมีโอกาสเสีย เสียที่คั่งอยู่ในร่างกาย ขจัดน�้ำส่วนเกินจากร่างกาย รักษาสมดุลน�้ำ และเกลือแร่ตา่ งๆ และรักษาภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงทีเ่ กิดจาก ชีวิตได้สูงขึ้น ผูป้ ว่ ยโรคไตวายเรือ้ รังทีม่ ภี าวะแทรกซ้อนจะมีความเสีย่ งสูงใน ภาวะไตวายเรื้อรัง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ และมี การเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบว่า เป็นสาเหตุหลักของการ คุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร การบ�ำบัดทดแทนไตมี 3 วิธี คือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไต เสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เทียม (Hemodialysis) การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) การผ่าตัดปลูกถ่ายไต (Kidney transplantation) 20


- ¾ÃŒÍÁ´ÙáÅ·‹Ò¹´ŒÇ·ÕÁᾷ¼ٌàªÕèÂǪÒÞ´ŒÒ¹ÈÑÅ¡ÃÃÁËÅÍ´àÅ×Í´ áÅлÅÙ¡¶‹ÒÂäµ ·ÕèÁÕ»ÃÐʺ¡Òó¡Ç‹Ò 20 »‚ - ä´Œ¤Ø³ÀÒ¾Áҵðҹ JCI ·Õè·ÑèÇâÅ¡ÂÍÁÃѺ - ã¹ÍѵÃÒ¤‹ÒºÃÔ¡ÒÃẺàËÁÒ¨‹ÒÂʺÒ¡ÃÐ້Ò

 

ᾤࡨàËÁÒ¨‹Ò¼‹ÒµÑ´àÊŒ¹àÅ×Í´ÊÓËÃѺ¿Í¡äµ ᾤࡨ¼‹ÒµÑ´ËÅÍ´àÅ×Í´ÊÓËÃѺ¿Í¡äµ

â´Â㪌àÊŒ¹àÅ×Í´¸ÃÃÁªÒµÔ (AVF)

25,000.-

ᾤࡨ¼‹ÒµÑ´ËÅÍ´àÅ×Í´ÊÓËÃѺ¿Í¡äµ

32,000.52,000.-

â´Â㪌ÊÒ¿͡䵪¹Ô´¡Ö觶ÒÇà (Tunnel Cuff Catheter) ᾤࡨ¼‹ÒµÑ´ËÅÍ´àÅ×Í´ÊÓËÃѺ¿Í¡äµ

â´Â㪌àÊŒ¹àÅ×Í´à·ÕÂÁ (AVBG) 

   

 ¤ÅÔ¹Ô¡ÈÑÅ¡ÃÃÁËÅÍ´àÅ×Í´ ªÑé¹ 1



       


การบ�ำบัดทดแทนไตทั้ง 3 วิธี แตกต่างกันอย่างไร? การปลูกถ่ายไต หรือ การเปลี่ยนไต

คือ การน�ำไตที่ดีของผู้อื่นที่เข้าได้กับผู้ป่วยมาปลูกถ่ายให้กับ ผูป้ ว่ ย มิใช่การเปลีย่ นเอาไตผูป้ ว่ ยออกแล้วเอาไตผูอ้ นื่ ใส่เข้าไปแทนที่ ในต�ำแหน่งไตเดิม การผ่าตัดท�ำโดยการผ่าตัดไตใหม่ไว้ในอุง้ เชิงกรานข้างใดข้างหนึง่ ของผู้ป่วย แล้วต่อหลอดเลือดของไตใหม่เข้ากับหลอดเลือดของ ผู้ป่วย และต่อท่อไตใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย การปลูกถ่ายไตนีใ้ ช้ไตเพียงข้างเดียวก็พอ ถ้าร่างกายของผูป้ ว่ ย รับไตใหม่ได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงอื่นๆ ไตที่ได้รับ ใหม่จะท�ำงานได้ดี แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิต้านทานตลอดชีวิต และจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดไป/ตลอดชีวิตเช่นกัน หากขาดยากดภูมิต้านทาน ร่างกายจะต่อต้านไตที่ได้รับใหม่ ท�ำให้ ไตใหม่นั้นเสีย และยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ปัจจุบนั การปลูกถ่ายไตถือเป็นการรักษาภาวะไตวายขัน้ สุดท้าย ที่ดีที่สุด แต่การรักษาวิธีนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ในระยะแรก แต่ผลที่ ได้รบั ดีกว่าการรักษาวิธอี นื่ ผูป้ ว่ ยจะมีชวี ติ ใกล้เคียงคนปกติมากกว่า วิธีอื่น ผลการรักษาจะดีถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีโรคของระบบอื่นนอกเหนือ จากโรคไต ไม่มภี าวะติดเชือ้ เป็นต้น ในการปลูกถ่ายไตแพทย์จงึ ต้อง พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ ว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับ การรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้าน ร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยด้วย มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดี และใน บางครั้งอาจเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยโรคไตที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกถ่ายไต หรือผู้ป่วยที่อยู่ ระหว่างรอรับการบริจาค ผู้ป่วยต้องบ�ำบัดทดแทนไตไปตลอดชีวิต ซึ่งท�ำได้ 2 วิธีคือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการล้างไต ทางช่องท้อง ทัง้ สองวิธไี ม่ทำ� ให้หายจากโรคไตวาย แต่เป็นการท�ำงาน แทนไตที่เสียไป คือ ล้างเอาน�้ำและของเสียออกจากร่างกาย รักษา สมดุลน�้ำและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเมื่อหยุดล้างไต น�้ำและของเสียใน เลือดก็จะสะสมขึ้นมาอีก ท�ำให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการ บวม อ่อนเพลีย หอบเหนื่อย มีภาวะน�้ำท่วมปอด คลื่นไส้อาเจียน ไม่อยากอาหาร ซึม สับสน หรืออาการชัก เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จึงต้องล้างไตอย่างสม�่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และให้มีชีวิตอยู่ได้เช่นคนทั่วไป การฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม หรือ ทีเ่ รียกกันทัว่ ไปว่า “การ ฟอกเลือด” เป็นการน�ำเลือดจากหลอดเลือด (ต้องมีการเตรียมหลอด เลือดไว้ล่วงหน้า) ออกจากร่างกาย ผ่านเข้ามาในตัวกรองของเสียที่ เครื่องไตเทียม เพื่อดึงน�้ำและของเสียออกจากร่างกาย เลือดที่ถูก กรองแล้วจะไหลกลับเข้าร่างกายทางหลอดเลือดอีกหลอดหนึ่ง วิธี การน�ำเลือดเข้า - ออกทางหลอดเลือดนี้คล้ายกับการให้เลือดหรือ 22

น�้ำเกลือทางหลอดเลือด (มิใช่การผ่าตัดเอาเลือดออกมาล้าง) โดย ทั่วไปท�ำครั้งละ 4-5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ผู้ป่วยต้องมา โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียมสัปดาห์ละ 2-3 ครัง้ เนือ่ งจากการฟอกเลือด ต้องท�ำที่ศูนย์ไตเทียมหรือโรงพยาบาล โดยพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ไตเทียม ในปัจจุบันมีการฟอกเลือดที่บ้าน (Home Hemodialysis) แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากเป็นภาระและใช้การลงทุนที ่ ค่อนข้างสูง การล้างไตทางช่องท้อง วิธนี อี้ าศัยเยือ่ บุชอ่ งท้องช่วยกรองของ เสียออกจากร่างกาย โดยการใส่นำ�้ ยาเข้าในช่องท้องทางสายพลาสติก ทีแ่ พทย์ได้ทำ� ผ่าตัดฝังไว้ในช่องท้อง ทิง้ น�ำ้ ยาไว้ในช่องท้องประมาณ 4-6 ชั่วโมง แล้วปล่อยน�้ำยาออกจากช่องท้องแล้วทิ้งไป น�้ำและ ของเสียในเลือดที่ซึมออกมาอยู่ในน�้ำยาจะถูกก�ำจัดจากร่างกาย ผูป้ ว่ ยและญาติสามารถเปลีย่ นน�ำ้ ยาได้เองทีบ่ า้ น โดยทัว่ ไปจะท�ำการ เปลี่ยนน�้ำยาวันละ 4 ครั้ง ต้องท�ำต่อเนื่องทุกวัน ผู้ป่วยและญาติ สามารถปรับเปลี่ยนการเปลี่ยนถุงน�้ำยาให้เข้ากับกิจวัตรประจ�ำวัน ของผู้ป่วยได้ โดยขณะที่มีน�้ำยาในช่องท้อง ผู้ป่วยสามารถท�ำงาน และมีกิจกรรมได้ตามปกติ สาเหตุของการเสียชีวิตในผู้ป่วยล้างไตส่วนใหญ่ เกิดจากโรค หัวใจและหลอดเลือด โดยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและ หลอดเลือดสูงถึง 40-50% ของสาเหตุของการเสียชีวิตทั้งหมด ซึง่ สูงกว่าประชากรทัว่ ไปถึง 20-40 เท่า ในทุกกลุม่ อายุ เพศ เชือ้ ชาติ โดยไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุและชนิดของโรคที่ท�ำให้เกิดไตวาย นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว/ภาวะหัวใจวาย (Congestive heart failure) ตัง้ แต่เริม่ ต้นล้างไต จะเพิม่ ความเสีย่ ง ต่อการเสียชีวิตมากขึ้น ส่วนโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) ผู้ป่วย ไตเรื้อรังอาจจะมีโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อนการล้างไต ซึ่งจะเพิ่ม ความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ส่วนในรายที่ไม่พบโรคหลอดเลือดหัวใจมาก่อนการล้างไต ก็มี อุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ 3.6% ต่อปี เมือ่ ผูป้ ว่ ยไตวายเรือ้ รังระยะสุดท้ายเกิดโรคกล้ามเนือ้ หัวใจตาย เฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) จะมีโอกาสเสียชีวิต ถึง 59% ภายใน 1 ปี นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆได้อีก เช่น โรคติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงต่างๆจากการล้างไต และ จากการท�ำหัตถการต่างๆทีเ่ กีย่ วกับการล้างไต เป็นต้น ผูป้ ว่ ยไตวาย เรื้อรังระยะสุดท้ายแม้ว่าจะได้รับการล้างไตแล้วก็ต้องติดตามดูแล รักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ พยาบาล ตลอดชีวิต


Profile for Nonthavej Hospital

Health living 2/2014  

Health living 2/2014  

Advertisement

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded