Page 1

รายงานการศึกษา เรือง…การเปรียบเทียบการใช้ รถเกียวนวดข้ าวและใช้ แรงงานคน


คํานํา รายงานการศึกษาฉบับนี เป็ นการนําเสนอข้อมูลทางสถิติเกียวกับการศึกษาเปรี ยบเทียบการใช้รถเกียว นวดข้าวกับการใช้แรงงานคนในด้านค่าใช้จ่าย ประสิทธิภาพในการทํ างาน เวลา ความคุ ้มค่า และความเสียหาย ของผลผลิตทีเกิดขึ น ซึ งข้อมูลทีได้ จากการศึกษาในครังนี สมารถนําไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกวิธีการ ในการเก็บเกียวผลผลิตข้าวในครั งต่อไปสําหรับเกษตรกรผู้ ท ํ านา และเป็ นประโยชน์สําหรับผู้ ทีต้องการศึกหา ษา ความรู้ทั วไป งานส่งเสริ มการเกษตร อบต.เหล่าโพนค้อ


สารบัญ หน้า ความสําคัญการเปรี ยบเทียบการใช้รถเกียวนวดข้าวและการใช้แรงงานคน

1

วั ตถุประสงค์ของการศึกษา

3

การเปลียนแปลงวิธีการทํ านา

3

การเปรี ยบเทียบข้อดี ข้อเสียการทํ านาดํ าและนาหว่าน

4

การเปรี ยบเทียบค่าใช้จ่ายการทํ านาดํ าและนาหว่าน

4

การเก็บเกียวข้าว

5

การเปรี ยบเทียบค่าใช้จ่ายการจ้างรถเกียวนวดข้าวและการจ้ างแรงงาน

10

ประโยชน์ของการเลือกใช้เครื องทุ่นแรง

11

เปรี ยบเทียบรถเกียวนวดข้ าวแบบอุ ้ มกับแบบรองกระสอบ

11


1

การเปรียบเทียบการใช้ รถเกียวนวดข้ าวและการใช้ แรงงานคน 1. ความสําคัญ ในอดีตการใช้เครื องมือทุ่นแรงและเครื องจั กรกลเกษตรในการทํ านามีน้อยมากเนืองจากเกษตรกร ปลูก พืชสําหรับบริ โภคภายในครัวเรื อนส่วนใหญ่ใช้แรงงานในครัวเรื อน และไหว้ วานกันในหมู่บ้านหรื อที เรี ยกว่าการลงแขก ทั งการดํ านา และการเกียวข้าว นอกจากนี พั นธุ์ข ้าวทีเกษตรกรใช้ก็มีความหลากหลาย มีอยุา ในการเก็บเกียวทีแตกต่างกันไป ทั งข้าวไวแสง และไม่ไวต่อแสง ทํ าให้กรเก็ า บเกียวไม่พร้อมกัน ไม่มีผลกระทบ ต่อการขาดแคลนแรงงานมากนัก แต่ในรอบสิบปี ทีผ่านมา ทีได้มีการเปลียนจากการเพาะปลูกเพือบริ โภค มา เป็ นการเพาะปลูกเพือการค้า และส่งผลต่อพั นธุ์ข ้าวทีใช้ ทํ าให้ต ้องใช้พ ั นธุ์ข ้าวตามทีตลาดต้องการถึงจะได้ราคา ดี เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหันมาใช้พ ั นธุ์ข ้ าวชนิดเดียวกันเกือบทั งหมด ทํ าให้การเก็บเกียวต้องทํ าพร้อมๆกั น นอกจากนี เกษตรกรส่วนใหญ่มีความเชือว่าอาชีพการทํ านาเป็ นอาชีพทีลํ าบาก จึงมีการส่งให้ ลูกหลานในครัวเรื อน ไปเรี ยนหนังสือกันมากขึ น เนืองจากไม่อยากให้ลูกหลานในครัวรืเ อนต้องมาประกอบ อาชีพทํ านา ซึ งส่งผลต่อแรงงานในภาคครัวเรื อนทีนับวั นจะขาดแคลนมากขึ นเรื อยๆ ทํ าให้ในปัจจุบันมีการหัน มาใช้เครื องมือทุ่นแรงและเครื องจักรกลเกษตรเพิ มมากขึ นทุกๆ ปี นอกจากนี การขยายพื นทีเพาะปลูกมีการปลูก พืชเศรษฐกิจใหม่ๆ มากขึ นทํ าให้ต ้องใช้รถไถนาช่วยเตรี ยมดินให้ทันเวลา อีก ประการหนึ ง การกระจายการ ปลูกพืชและพืชใหม่ๆ จาเป็ นต้องใช้เครื องจั กรกลเกษตรเข้ าช่วยเพราะ เกษตรกรอาจจะไม่มีความเข้าใจและ ความชํ านาญในการปลูกพืชใหม่ เช่น ถ้ าเราใช้เครื องปลูกพืชและเครื องใส่ปุ ๋ ยก็จะช่วยให้สามารถปลูกได้แนว ตรงและประหยั ดการใช้ปุ ๋ ยนอกจากนี ยั งช่วยให้ง่ายต่อการกํจัดา วั ชพืช ในปัจจุบันเครื องจั กรกลทีนิยมใช้ก ัน มากได้แก่เครื องมือเตรี ยมดิน เช่น รถไถเดินตาม เป็ นทีนิยมมาก ทีสุดเพราะราคาถูก ผลิตได้ภายในประเทศ ขนาดเล็กเหมาะแก่การเกษตรในประเทศไทยและง่ายต่อการใช้ ในไร่ นา ส่วนรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่จะต้อง สั งเข้ามาจากต่างประเทศโดยมากจะใช้ก ับพืชไร่รถแทรกเตอร์ เหล่านี มั กจะใช้ก ับผาลไถและเครื องใส่ปุ ๋ ย เครื องทีนิยมอีกชนิดหนึ งคือ เครื องสูบน้า ซึ งเกษตรกรมั กจะมีไว้ใช้เองหรื อใช้ร่วมกันเพราะการสูบน้าเข้านา เป็ นสิ งจํ าเป็ น เครื องพ่นยาฆ่าแมลงเป็ นเครื องทีมีการใช้ แพร่ หลายทีสุดเพราะราคาถูก ส่วนใหญ่จะเป็ นเครื อง พ่นยาฆ่าแมลงทีโยกด้ วยมือ ซึ งผลิตได้ภายในประเทศเครื องจักรกลเกษตรทีกํ าลั งได้ รับความนิยมมากขึ นคือ เครื องนวดพืช ในปัจจุบันนี สามารถใช้ก ับพืชหลายชนิด เช่น ใช้ก ับข้าวถั วเหลืองและถั วเขียวเป็ นต้น โดย เพียงแต่เปลียนตะแกรงและความเร็ วรอบของลูกนวด เท่านั นเครื องทีเริ มจะได้ รับความนิยมได้แก่ เครื องตัดอ้ อย


2 เครื องเก็บข้าวโพด เครื องเกียวนวดข้าว เครื องอบ ข้าวเปลือก เครื องเหล่านี จะช่วยลดการสูญเสียหลั งการเก็บ เกียวและเพิ มคุณภาพของผลิตผล ผลการสํารวจของสํานักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2526 พบว่าขนาดไร่ นามี ความสัมพั นธ์โดยตรงกับปริ มาณการใช้เครื องจั กรกลเกษตรกล่าวคือ ขนาดไร่ นาทีใหญ่ขึ นจะมีการใช้ เครื องจักรกล เกษตรมากขึ น การใช้เครื องมือทุ่นแรงการเกษตรนั นโดยเฉพาะเครื องเกียวนวดข้าว ทีปัจจุบันมีผู้ นิยมใช้มากขึ นบาง คนอาจจะมีข ้อข้องใจว่าจะช่วยลดต้ นทุนการผลิตได้อย่างไรในเมือเกษตรกรต้องใช้เงินลงทุนซื อเครื องทุ่นแรง ซึ งบางครั งอาจจะสูงเกินกํ ลา ั งความสามารถของเกษตรกรก็ได้เครื องมือทุ่นแรงนั นจะสามารถช่วยลดต้นทุนการ ผลิตได้ต่อเมือเกษตรกรสามารถใช้งานเครื องมือทุ่นแรงต่างๆ ทีตนซื อมาได้อย่างคุมค่ ้ า กล่าวคือ มีจ ํ านวน ชั วโมงการใช้งานเพียงพอมิฉะนั นอาจจะกลายเป็ นการเพิ มต้นทุนการผลิตก็ได้ด ังนั นเงือนไขประกอบการ พิจารณาข้อแรกก่อนการลงทุนซื อเครื อง ก็คือ เกษตรกรมีงานทีจะใช้ก ับเครื องมือทุ่นแรงมากน้อยเพียงไร สามารถจะใช้รับจ้างได้แค่ไหนแล้ วนํามาพิจารณาดูความเหมาะสมว่าควรจัดซื อไว้ ใช้งานของตนหรื อไม่หรื อ เกษตรกรอาจจะใช้วิธีว่าจ้างจากเจ้าของเครื องทีรับจ้างอยู่ในพื นทีของตนหรื อจะจ้างแรงงานในพื นที เป็ นสิ งที คณะผู้ ศึกษาได้สนใจทีจะศึกษาเพือเปรี ยบเทียบการใช้ระหว่างรถเกียวนวดข้าวและการจ้างแรงงานคนทีนับวัน จะหายากและมีราคาแพงขึ นเรื อยๆ การใช้เครื องมือทุ่นแรงจะทํ าให้เกิดประโยชน์ด ังนี 1. เครื องมือทุ่นแรงทํ างานได้รวดเร็ วทาให้ประหยั ด ค่าใช้จ่ายเกียวกับการจ้างแรงงานคนและสามารถทางานได้ ทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูกทีเหมาะสม2. เกษตรกร สามารถเพิ มพื นทีเพาะปลูกได้มากขึ นเนืองจากเครื องมือทุ่นแรงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเกียวกับแรงงานคน และช่วงเวลาทีมีอยู่จากัด อั นจะเป็ นการช่วยเพิ มรายได้ให้แก่เกษตรกร3. เครื องมือทุ่นแรงช่วยให้เกษตรกร สามารถปฏิบัติงานตามขั นตอนต่างๆของการเพาะปลูกได้ อย่างประณี ตเช่น กาจัดวั ชพืชได้อย่างสะดวก ปลูก เก็บเกียว และนวดหรื อกะเทาะได้ทันฤดูกาลทาให้ผลิตผลต่อไร่ สูงขึ น4. ลดการสูญเสียผลิตผลในช่วงการเก็บ เกียวและนวด ซึ งการใช้แรงงานคนจะทาให้มีการร่ วงหล่นของเมล็ดพืชมาก5. นอกจากทีกล่าวมาข้างต้น ประโยชน์ทางอ้ อมทีสาคัญประการหนึ งของเครื องมือทุนแรงก็ ่ คือ การลดความเหนือยยากลาบากของเกษตรกร ในการประกอบเกษตรกรรม การทาเกษตรกรรมเพาะปลูกพืช ประกอบด้ วยกิจกรรมหรื องานทีจะต้องทาซึ งแบ่ง ออกเป็ นกิจกรรม 5 ขั นตอนด้วยกันคือ ขั นตอนการเตรี ยมดินขั นตอนการปลูกพืชขั นตอนการดูแลและอารักขา พืช ขั นตอนการเก็บเกียวและนวดขั นตอนสุดท้ายคือการลดความชื นเมล็ดพืช


3 2. วัตถุประสงค์ การเปรี ยบเทียบการใช้รถเกียวนวดข้าวและการใช้แรงงานคนมีว ัตถุประสงค์เพือ 2.1 เพือศึกษาการเปลียนแปลงวิธีการทํ านา 2.2 เพือศึกษาความคุ ้มทุนของการตัดสินใจซื อรถเกียวข้าว 2.3 เพือศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้รถเกียวข้าวแทนใช้แรงงานคน 3. การเปลียนแปลงวิธกี ารทํานา การทํ านาของเกษตรกรในพื นทีตํ าบลเหล่าโพนค้อในปัจจุบั นได้มีการเปลียนแปลงไปมาก จากการ สุ่มถามเกษตรกร พบว่าสิบปี ทีผ่านมาการทํ านาได้มีการเปลียนไป โดยมีการเปลียนแปลงจากการปักดํ ามาเป็ น การหว่านด้วยเมล็ดแทนเนืองจากการขาดแคลนแรงงานในช่วงฤดูการทํ านา ทั งการถอนกล้ าและการปักดํ า ซึ ง สิ นเปลืองแรงงานมาก ประกอบกับค่าแรงสูงขึ นทํ าให้ชาวนาในตํ าบลเหล่าโพนค้อต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ มขึ น ชาวนาจึงหันมาทํ านาหว่านมากขึ น เพราะจะทํ าให้ชาวนาไม่ต ้องเสียเวลาในการเตรี ยมแปลงกล้ า ตกกล้ า ดูแล กล้ า ถอนกล้ าและปักดํ า อีกทั งยั งให้ผลผลิตข้คุาวณภาพดี เมล็ดสุกแก่สมํ าเสมอ ไม่ค่อยมีเมล็ดอ่อนหรื อสุก กรอบ เพราะต้นข้าวนาหว่านจะไม่ค่อยแตกกอ ทํ าให้รวงข้ าวแต่ละรวงสุกทั นกั น และสามารถเก็บเกียวได้ก่อน ต้นข้าวทีปลูกด้ วยวิธีปักดํ า7 – 10 วั น ทํ าให้ขายข้าวได้ก่อนในราคาทีดีกว่า ส่วนข้อเสียของการทํ านาหว่านเมือ เปรี ยบเทียบกับการทํ านาโดยวิธีการปักดํ าแล้ วพบว่าในนาหว่านมีว ั ชพืชขึ นในแปลงนามาก และใช้ปริ มาณเมล็ด พั นธุ์มากกว่าคือใช้ประมาณไร่ ละ5 – 20 กก./ไร่ โดยหากมีการเตรี ยมดินดี ปรับพื นทีให้มีระดับสมํ าเสมอ จะ ใช้เมล็ดพั นธุ์ประมาณ7 – 8 กก./ไร่ แต่หากเตรี ยมดินไม่ดี ไม่สามารถปรับพื นทีให้มีระดับสมํ าเสมอกันได้ และไม่สามารถระบายนํ าออกจากแปลงได้อย่างสมํ าเสมอ จะมี เมล็ดบางส่วนเน่าตาย บางส่วนถูกแดดเผาตาย ลั กษณะแปลงเช่นนี ต้องหว่านเมล็ดอั ตรา15 – 20 กก./ไร่ (สํานักงานเกษตรจังหวั ดชัยนาท,2524 ) ส่วนในเรื องของผลผลิตนั น อานันท์และคณะ,2541 อ้ างใน พิมประไพ , 2547 ) ได้ทดลองเปรี ยบเทียบวิธีการปลูกข้าวแบบต่างๆ ได้แก่ วิธีปักดํ า ไม่ไถพรวน หว่านนํ าตม หว่านข้าวแห้ง และโรยเป็ นแถว โดยใช้อ ั ตราเมล็ดในการหว่าน15 กิโลกรัมต่อไร่ และปักดํ า 3 ต้นต่อจับ พบว่าผลผลิตของข้าว ทั ง5 วิธีไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ จากการทีเกษตรกรในพื นทีตํ าบลเหล่าโพนค้อได้ เปลียนจากการทํ านาดํ า มาทํ านาหว่านมากขึ น ทํ าให้ การเก็บเกียวข้าวทีเป็ นนาหว่านยิ งหาแรงงานยากมากยิ งขึ น เนืองจากนาหว่านส่วนใหญ่ต ้ นข้าวจะล้ ม และมี ความถีของต้นข้าวมากกว่าการดํ า ทํ าให้การเกียวข้าวนาหว่านมั กจะหาแรงงานทีจะมารับจ้างเกียวข้าวไม่ได้ ต้อง ใช้รถเกียวนวดข้าวแทน


4 ตารางที 1

ตารางเปรียบเทียบข้อดี ข้ อเสีย ระหว่างการทํานาดํากับนาหว่าน

นาดํา นาหว่าน ลดค่าใช้จ่ายยากํ าจัดวั ชพืชและยาฆ่าแมลง ต้องใช้ยากํ าจัดวั ชพืชและยาฆ่าแมลงมากกว่านาดํ า ใช้เมล็ดพั นธุ์เฉลีย8 – 10 กิโลกรัมต่อไร่ ใช้เมล็ดพั นธุฉ์เ ลีย 25 – 35 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวปนมีน้อย มีข ้าวปนมากกว่านาดํ า ต้นข้าวเจริ ญเติบโตดีและแตกกอ ต้นข้าวไม่ค่อยแตกกอ หมายเหตุ ข้อมูลจากการสุ่มสอบถามเกษตรในพื นทีตํ าบลเหล่าโพนค้อจํ านวน10 คน ทีเคยทํ านาดํ าปัจจุบั น เปลียนมาทํ านาหว่าน จากตารางที 1 การทํ านาดํ า นั นสามารถลดต้นทุนด้านยากํ าจัดวั ชพืช เพราะมีการไถคราดทํ าลาย วั ชพืชถึง 2 ครั ง และมีน ํ าคลุมผิวหน้าดิน ส่วนการทํ านาหว่านมั กจะมีว ั ชพืชมากกว่าเนืองจากมีการไถครั งเดียว แล้ วหว่านเลย และต้องมีการปล่อยนํ าออกจนกว่าต้นข้าวจะงอกขึ นมาแข็งแรงพอจึงจะปล่อยนํ าคลุ าเข้ มผิวดิน ได้ มั กมีว ั ชพืชเจริ ญเติบโตมาพร้อมกับต้นข้าว การใช้เมล็ดพั นธ์นั นนาหว่านจะมีการใช้เมล็ดพั นธุ์มากกว่ 1 ใน า 4 ของนาดํ าโดยนาดํ าใช้เมล็ดพั นธุ์เฉลีย8 – 10 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนนาหว่าน ใช้เมล็ดพั นธุ์เฉลีย25 – 35 กิโลกรัมต่อไร่ และนาหว่านมั กจะมีข ้าวปนมากกว่านาดํ าเนืองจากนาหว่านจะมีการไถครั งเดียวแล้ วหว่านเลย และเป็ นการหว่านในช่วงทีต้นข้าวทีเมล็ดตกค้างในแปลงนายั งไม่ได้งอกส่วนนาดํ ามีการไถ 2 ครั ง และไถครั ง ที 2 เมือต้นข้าวทีตกค้างในแปลงนางอกแล้ วทํ าให้เป็ นการกํ าจัดไปด้วยลดการปนของข้าวได้ นอกจากนี นาดํ า ต้นข้าวจะเจริ ญเติบโตแตกกอได้ดีกว่านาหว่านเนืองจากได้ รับแสงแดดสมํ าเสมอ เพราะมีระยะของต้นข้าว มากกว่า ตารางที 2 ตารางเปรียบเทียบค่าใช้ จ่ายระหว่างการทํานาดํากับนาหว่าน ต่อพื นที 1 ไร่ รายการ ค่าเตรี ยมดิน(ไร่ ละ 250 บาท) ค่าเมล็ดพั นธุ์ข ้าว ค่าจ้างถอนกล้ า(มั ดละ 2 บาท) ค่าจ้างปักดํ า(มั ดละ 5 บาท) ค่ายาคุมวั ชพืชและค่าฉีด ค่าจ้างรถเกียวนวดข้าว รวมค่าใช้ จ่ายต่อพื นที 1 ไร่

นาดํา (บาท) 500 160 (8 กก./ไร่ ) 400 บาท (200 มั ด /ไร่ ) 1,000 70 800 (ข้าวไม่ค่อยล้ ม) 2,930

นาหว่าน (บาท) 250 500 (25 กก./ไร่ ) 140 1,000 (ข้าวล้ ม) 1,890


5 หมายเหตุ ข้อมูลจากการสุ่มสอบถามเกษตรในพื นทีตํ าบลเหล่าโพนค้อจํ านวน10 คน ทีเคยทํ านาดํ าปัจจุบั น เปลียนมาทํ านาหว่าน จากตารางที 2 ซึ งเป็ นตารางการเปรี ยบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างนาดํ าและนาหว่านของเกษตรกรใน พื นทีตํ าบลเหล่าโพนค้อ พบว่า ค่าเตรี ยมดินนาดํ าเสียค่าใช้ จ่ายมากกว่าเนืองจากมีการเตรี ยมดิน(ไถ) 2 ครั ง เสีย ค่าใช้จ่าย 500 บาท ส่วนนาหว่านเตรี ยมดินครั งเดียว(ไถ) 1 ครั ง250 บาท จากอั ตราค่าจ้างเตรี ยมดินไร่ ละ250 บาท ในส่วนค่าเมล็ดพั นธุ์ข ้าวนาหว่านใช้อ ั ตรา25 กิโลกรัมต่อไร่ เสียค่าใช้จ่าย 500 บาท ต่อไร่ นาดํ า .ใช้อ ั ตรา 8 กิโลกรัมต่อไร่ เสียค่าใช้จ่าย 160 บาท (ค่าเมล็ดพั นธุ์ข ้าว20 บาทต่อกิโลกรัม) ค่าจ้ างถอนกล้ าและค่าจ้างปักดํ า นาดํ าต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี โดยถอนกล้ า เสียค่าใช้จ่ายมั ดละ2 บาท 1 ไร่ ใช้กล้ า200 มั ด เสียค่าใช้จ่าย400 บาท ค่าจ้างปักดํ ามั ดละ5 บาท 1 ไร่ เสียค่าใช้จ่าย 1,000 บาท ค่ายาคุมวั ชพืชและค่าฉีดนาดํ าใช้น้อยกว่านาหว่าน 1 เท่าตัวเนืองวั ชพืชในนาดํ าจะมีน้อยกว่านาหว่าน นาดํ าเสียค่าใช้จ่ายไร่ ละ70 บาทนาหว่านเสียค่าใช้จ่ายไร่ ละ 140 บาท และจ้างเกียวนวดข้าวนาหว่านส่วนใหญ่ต ้องเสียค่าจ้างเกียวมากกว่าเนืองข้าวมั กจะล้ มมากกว่านาดํ า โดยนาดํ าเสียค่าใช้จ่ายจ้างเกียวนวดข้าว800 บาท ต่อไร่ นาหว่านค่าใช้จ่ายจ้างเกียวนวดข้าว1,000 บาท ต่อไร่ 4. การเก็บเกียวข้ าว 4.1 การเก็บเกียวข้ าวแบบดังเดิม การเกียวข้าวของเกษตรกรในตํ าบลเหล่าโพนค้อในอดีตส่วนใหญ่จะใช้เคียวใน การเก็บเกียวข้าว เคียว แบ่งได้ 2 ชนิด คือ ชนิดทีมีด ้ามสั นตั วเคียวยาวเรี ยวไว้ สาหรับเกียวนาดา และชนิดด้ามยาวตั วเคียวสั นไว้ สาหรับเกียวนาหว่าน วิธีการเกียวข้าวด้วยเคียวทีชาวนาใช้โดยทั วไปมีสองวิธวิี ธีแรกคือ “เกียววาง” วิธีนี ใช้ สําหรับแปลงนาทีน้าแห้งแล้ วและข้าวล้ มไปทางเดียวกั นเมือเกียวข้าวได้เต็มกํ าก็จะวางเรี ยงรวงข้าวบนฟางข้าว ทีล้ มอยู่เมือเกียวทั งแปลงแล้ วก็รวบรวมมั ดเป็ นฟ่ อนโตๆ วิธีทีสองคือ “เกียวพั นกํ า” มั กใช้ก ับนาทีมีน ํ ขัางอยู่ หรื อพื นนาทียั งเปี ยกอยูเมื ่ อเกียวข้าวได้เต็มกํ าก็ใช้ข ้าวทีเกียวส่วนหนึงมั ดเป็ นกํ าๆ แขวนเอาไว้ การเพิ มผลผลิตข้าวนอกจากจะกระทาโดยการขยายพื นทีการเพาะปลูกหรื อเพิ มจานวนครั งของการ เพาะปลูกต่อปี ให้มากขึ นแล้ วการนําเทคโนโลยีการผลิตมาใช้ในกระบวนการต่างๆ ของการผลิตข้าวเป็ นสิ งที จาเป็ น เช่น การใช้เมล็ดข้าวพั นธุดี์ ทีให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและแมลงศั ตรู ข ้าวการใช้ปุ ๋ ยทีเหมาะสมการใช้ สารเคมีปราบศั ตรู พืช และวิธีการฉีดพ่นยาทีดี การชลประทานทีถูกวิธี และการใช้เครื องจักรกลเกษตรที เหมาะสม สิ งต่าง ๆ เหล่านี นับเป็ นปัจจัยสําค ั ญทีจะช่วยให้ผลผลิตของข้าวสูงยิ งขึ น 4.2 เครืองมือทีใช้ ในการเก็บเกียวข้าวสมัยใหม่ เครื องมือในการเก็บเกียวข้าวสมั ยใหม่ถูกพั ฒนาขึ นเพือให้เหมาะกับการใช้งานในปัจจุบันมากขึ น เพือให้ได้ผลผลิตทีมีคุณภาพ ใช้เวลาน้อยในการเก็บเกียว และลดต้นทุนการผลิตของชาวนาได้มากกว่าจึงมีการ นํารถเกียวนวดข้าวมาใช้ในการเก็บเกียวข้าวมากขึ น


6 5. เครืองเกียวข้ าว 1. ประวัติของรถเกียวข้ าว เครื องเกียวนวดข้าว เป็ นเครื องมือทีนาระบบเกียวและนวดมารวมไว้ ในเครื องเดียวกั นประกอบด้วย ระบบตัด ระบบนวด ระบบทาความสะอาด ซึ งจะทางานต่อเนืองกันคือเครื องตั ดต้นข้าวและส่งต้นข้าวเข้าเครื อง นวดเพือแยกเมล็ดข้าว แล้ วทาความสะอาดและแยกฟางข้าวจากเมล็ดข้าวเมล็ดข้าวจะถูกส่งเข้าบรรจุใน กระสอบอั นเป็ นขั นตอนสุดท้ายของการทางานซึ งทางานได้รวดเร็วและประหยั ดแรงงานมากเครื องเกียวนวด ได้มีการพั ฒนาสร้างโดยกองเกษตรวิศวกรรมกรมการข้าว ในราวปี พ.ศ.2500-2506 จากนั นราวปี พ.ศ. 2522 ได้ มีการนาเข้าเครื องเกียวนวดจากประเทศญีปุ ่ นมาทดสอบและเผยแพร่ โดยหน่วยงานของรัฐและบริ ษ ัทเอกชน เครื องเกียวนวดข้าวแบบญีปุ ่ นเป็ นแบบเกียวนวดเฉพาะรวงข้าวทั งประเภทนั งขับและประเภทเดินตามมีหน้า กว้ างของการตั ดตั งแต่0.65 -1.50 เมตร มีความสามารถในการทางานเฉพาะข้าวต้นตั งได้ถึง10 -15 ไร่ ต่อวั น ใน ปี พ.ศ. 2524 บริ ษ ัทเอกชนได้นาเครื องเกียวนวดของประเทศสหรัฐอเมริ กาเข้ามาทดลองใช้เป็ นแบบเกียวนวด ทั งต้นมีหน้ากว้ างของการตั ดตั งแต่3-5 เมตร ความสามารถในการทางาน 20-40 ไร่ ต่อวั น เครื องเกียวนวดทั ง แบบญีปุ ่ นและของประเทศตะวั นตก ไม่สามารถใช้งานได้ดีก ับพื นทีของประเทศไทยเนืองจากสาเหตุด ังต่อไป นี 1. สภาพพื นที โดยปกติในขณะเกียวข้าวหากสภาพพื นทียั งมีน้าขังอยูดิ่ นก็จะอยู่ในสภาพอ่อนตัว เครื องทั ง สองชนิดจะไม่สามารถทํ างานได้ โดยเฉพาะเครื องจากประเทศตะวั นตกจะจมลึกมาก เนืองจากนํ าหนักมาก เกินไป (น้าหนักเครื องเปล่า 8-10 ตัน) ในกรณี สภาพของพื นดินแห้งและแข็ง เครื องแบบตะวั นตกสามารถทา งานได้ดี แต่เครื องแบบญีปุ ่ นจะเกิดปัญหาเนืองจากอายุของสายพานตีนตะขาบแบบยางจะสึกหรอหรื อเสือม คุณภาพเร็ว 2. สภาพของต้นข้าว เครื องเกียวนวดจะสามารถเกียวข้าวต้นตั งได้ดกรณี ี ทีต้นข้าวล้ มเครื องเกียว นวดทั งสองชนิดจะทํ างานได้ช้ามาก 3. ขนาดของแปลงนา จะต้องมีขนาดใหญ่ไม่ควรน้อยกว่า 3-4 ไร่ เครื องจึง จะทํ างานโดยให้ประสิทธิภาพสูง 4. ราคาของเครื องสูง จนเกษตรกรไม่สามารถซื อไปใช้ได้ถึงแม้ ว่าจะนํไา ป รับจ้างก็ตามเนืองจากระยะคืนทุนยาวเกินไป 5. อะไหล่และอุปกรณ์ทีสึกหรอเร็วจะหาได้ ยาก ทั งยั งมีราคาแพง อีกด้วย ประมาณปี พ.ศ. 2530 โรงงานผลิตเครื องจั กรกลเกษตรได้ท ํ าการลอกเลียนแบบเครื องเกียวนวดจาก ประเทศตะวั นตก โดยเฉพาะหัวเกียวและระบบลํ าเลียงเข้ามาผสมผสานกับระบบเครื องนวดข้าวทีมีใช้ก ันอย่าง แพร่ หลายกลายเป็ นเครื องเกียวนวดแบบไทยขึ นใช้ก ันอย่างแพร่ หลายมีทั งโรงงานขนาดเล็กผลิตปี ละ4-5เครื อง จนถึงโรงงานขนาดใหญ่ทีมีสายการผลิตโดยมีกาลั งผลิต 2-3 วั นต่อเครื อง และเกษตรกรได้เริ มซื อไปใช้ก ันอย่าง แพร่ หลาย


7 2. การทํางานของเครืองเกียวนวด การทํ างานของเครื องเกียวนวดมี 5 ประการ ดังต่อไปนี 1. การตัด ส่วนประกอบสําคั ญในการตัดได้แก่ต ัวโน้มต้ น(reel) และใบมีด (cutter bar) ใบมีดทีใช้เป็ นแบบทีเคย กล่าวมาแล้ วในหัวข้อเรื องเครื องตั ดหญ้าแบบชักไปมาขณะปฏิบัติงานตัวโน้มต้นจะทาหน้าทีโน้มต้นพืชหรื อ ดึงต้นพืชทีล้ มอยูข่เ ้าไปหาใบมีดตัด เพือตัดต้นพืชให้ขาดออกจากโคน 2. การส่ ง เมือต้นพืชขาดออกจากโคนก็จะตกลงบนเกลียวส่ง (auger) ซึ งจะหมุนส่งต้นพืชเข้ามารวมไว้ ตรงกลาง ซึ งเป็ นจุดทีจะป้ อนเข้าสู่เครื องส่ง(conveyor) เครื องส่งจะพาพืชขึ นไปข้างบนเข้าสู่ชิ นส่วนทีจะทาการนวด ต่อไป 3. การนวด จะเกิดขึ นได้ก็ด ้วยชิ นส่วนสาคัญคือ ลูกนวด (cylinder) และตะแกรงนวด (concave) เมือต้นพืชถูก ส่งเข้าหาลูกนวดซึ งหมุนอยู่ตลอดเวลาจะถูกกระแทกบีบและถูอยู่ระหว่างฟันลูกนวด (cylinder teeth) และ ตะแกรงนวดรอบลูกนวด ซึ งจะทาให้เมล็ดหลุดมาจากต้นหรื อฟางตกลงสู่ถาดรับเมล็ด (grain pan) ผ่าน ตะแกรงนวด ส่วนเมล็ดทีหลุดออกมาจากฟางแล้ ว แต่ย ั งปนอยู่ก ับฟางจะถูกส่งไปแยกต่อไป 4. การแยกเมล็ด ประกอบด้วยชิ นส่วนสาคั ญทีเรี ยกว่าฟันโยก (straw walker) ซึ งจะโยกไปมาและเขย่า ตลอดเวลา เมือเมล็ดปนฟางเคลือนทีมาถึงส่วนนี จะถูกเขย่าเมล็ดจะหล่นลงไปยั งถาดรับเมล็ดและฟันโยกก็จะ พาฟางออกไปทิ งด้านหลั งของเครื องเกียวนวด 5. การทาความสะอาด คือการนาเอาเศษฟางและสิ งสกปรกทีปนมากับเมล็ดออกไปกลไกทีใช้ทาความสะอาด ได้แก่ พั ดลม และตะแกรงโยก ซึ งวางเป็ นชั นแต่ละชั นมีช่องขนาดต่างๆเพือทีให้เมล็ดลอดผ่านช่องเหล่านี ก่อนทีจะตกลงสู่ถาดรับเมล็ด เมล็ดจะถูกโยกพร้อมกับถูกเป่ าเอาเศษฟางและสิ งทีไม่ต ้องการออกไปทิ งด้านหลั ง ของเครื องเกียวนวด เมล็ดทีสะอาดแล้ วจะไปรวมกั นทีถาดรับเมล็ดเกลียวส่งเมล็ดออกไปสู่ด ้านนอกของเครื องเกียวนวดบรรจุลงใน กระสอบหรื อรถบรรทุกทีรองรับอยู่ ส่วนเมล็ดทียั งไม่ได้นวดจะถูกนาขึ นไปนวดใหม่อีกครั งหนึโดยเกลี ง ยวส่ง ทีอยู่ข ้างหลั งเครื องเกียวนวด 3. วิธีใช้ เครืองเกียวนวด วิธีใช้เครื องเกียวนวดมีสิ งทีควรจะต้องเอาใจใส่ด ังต่อไปนี 1. ใบมีดตัดควรจะคม และตั งให้ต ํ พา อทีจะตัดต้นพืชให้ขาดได้หมดตลอดความยาวของใบมีด 2. ตัวโน้มต้นควรจะอยู่ในระยะทีสูงพอทีจะโน้มต้นพืชเข้ าหาใบมีดตัดได้ทุกต้น 3. ความเร็ วของลูกนวด และระยะห่างระหว่างลวดนวดกับตะแกรงนวดควรจะตั งให้ถูกตามหนังสือคู่มือการใช้ เครื องเกียวนวด เพราะขนาดเมล็ดของพืชทีจะเก็บเกียวแต่ละชนิดไม่เท่ากัน 4. ฟันโยกสาหรับแยกเมล็ดไม่ควรจะรับฟางและเมล็ดทีจะแยกมากเกินไป ถ้ ามีฟางมากเมล็ดจะไม่มีโอกาสตก ลงไปข้างล่าง


8 5. ปรับสายพานทีหมุนพั ดลม เพือให้ได้ลมทีมีความเร็ วพอทีจะเป่ าเอาสิ งแปลกปลอมออกจากเมล็ดและปรับ ทิศทางลมทีตัวปรับทิศทาง (deflector) เพือให้ลมพุ่งผ่านตะแกรงโยกอย่างถูกต้อง 4. การบํารุ งรักษาเครืองเกียวนวดประจําวัน เครื องเกียวนวดเป็ นเครื องมือชนิดหนึ งทีต้องการการบํ ารุงรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ งการหล่อลืน จุดทีต้องการ หยอดน้ามั นและอั ดจารบีมีอยู่มากดังนั นผู้ ใช้อาจจะต้องเสียเวลาเป็ นชั วโมงในตอนเช้าสาหรับการหยอดน้ามั น หรื อการบริ การอืนๆ ก่อนทีจะนาออกไปใช้งาน ถ้ าหากว่าเครื องเกียวนวดนั นมีเครื องยนต์ข ับเคลือนด้วยตัวเอง ก็ควรจะมีการบํ ารุ งรักษาเช่นเดียวกับเครื องยนต์ของรถแทรกเตอร์ แต่มีจุดทีต้องการความเอาใจใส่ทุกๆ วั น คือ หม้ อกรองอากาศและหม้ อน้าเนืองจากเครื องเกียวนวดทางานในทีมีฝุ ่ นละอองมากดังนั นผูใ้ ช้ควรจะแน่ใจว่า ไม่มีอะไรมาอุดตัน ก่อนทีจะนาเครื องเกียวนวดออกไปทางาน ผู้ ใช้ควรจะปฏิบัติด ังนี 1. ดึงเศษฟางหรื อเศษหญ้าทีอาจติดอยู่ตามมู่เล่และซีเฟื อง หรื อทีอืนๆ ออก 2. ดึงเศษฟางหรื อเศษหญ้าทีอาจจะติดหรื อสะสมอยู่ภายในเครื องเกียวนวดออก เช่น ทีตะแกรงร่ อน(sieve) และ ทีฟันโยก 3. ทาความสะอาดถาดรับเมล็ดและตะแกรงร่ อน 4. ทาความสะอาดส่วนล่างของฟันโยก (bottom of straw walker) เพราะถ้ าอากาศชื นจะเป็ นทีสะสมของเศษ ระแง้ (awn) ซึ งจะทาให้อุดตันได้ 5. ทาความสะอาดลูกนวด 6. ทาความสะอาดฟันลูกนวดเป็ นประจา เพราะสิงสกปรกทีติดอยู่ก ับลูกนวดจะทาให้ลูกนวดไม่สมดุลยเมือ หมุนจะเกิดการสั น 7. ตรวจสอบและปรับแต่งชุดใบมีดเป็ นประจา ถ้ าใบมีดหักหรื อบิ นควรจะซ่อมแซมหรื อเปลียนใหม่ 8. ตรวจสอบความตึงของโซ่และสายพาน 9. หยอดน้ามั นเครื องและอั ดน้ามั นจารบีทุกๆจุดทีระบุไว้ ในหนังสือคู่มือของเครื องเกียวนวด 10. บารุ งรักษาเครื องยนต์และระบบเกียร์ ในระหว่างการทางานผู้ ใช้ควรจะมีการปรับเครื องเกียวนวดด้วยเนืองจากสภาพของพื นทีแตกต่างกั นชิ นส่วนที มีการปรับแต่งมากได้แก่ลูกนวด ตะแกรงนวด และลมเป่ า 4.3 เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทางาน รถเกียวข้ าว แบบอุ ้ม และแบบรองกระสอบ 1. ประสิทธิภาพการทางาน/เวลา เนืองจากรถเกียวนวดข้าวแบบรองกระสอบนั นไม่จาเป็ นต้องนาข้าวทีเก็บเกียว ได้นั นกลั บมาเทยั งรถขนส่งต่างๆและสามารถเกียวข้าวต่อเนืองไปได้เรื อยๆ ทาให้ได้เปรี ยบในแง่ของเวลาของ การเก็บเกียวเป็ นอย่างมาก เทียบได้ประมาณ 20% ของรถเกียวข้าวแบบอุ ้ มซึ งจํ าเป็ นทีจะต้องกลั บมาเทข้าวทีได้ เก็บเกียวไว้ บนรถ


9 2. ความสะดวกสบายในการเก็บเกียว รถเกียวนวดข้าวแบบอุ ้ มจะทาให้สะดวกสบายมากกว่าเพราะสามารถเก็บ เกียวข้าวไว้ บนตัวรถได้เลยจากนั นจึงนามาเทใส่รถทีจะขนไปเก็บหรื อนาไปขายแบบขายข้าวยกอุ ้ มเลยก็ได้ เช่นกัน จึงลดเวลาและจานวนคนในการเก็บผลผลิตได้อย่างมาก ทั งลดต้นทุนค่าแรงทีเกิดจากการเก็บเกียวได้อีก ด้วย 4.4 ความสู ญเสียทีเกิดจากการใช้ เครืองเกียวนวดข้ าว ความสูญเสียทีเกิดขึ นจากการเก็บเกียวโดยใช้เครื องเกียวนวดมีด ังนี 1) ความสูญเสียเนืองจากเมล็ดร่ วง (shatter loss) ได้แก่ เมล็ดซึ งร่วงลงสู่พื นหรื อเมล็ดซึ งมีดตัดไม่สามารถเกียว ได้ 2) ความสูญเสียเนืองจากการเกียว (cutter bar loss หรื อ header loss) ได้แก่ เมล็ดซึ งสูญเสียไปเนืองจากการทา งานของมีดตั ด ในกรณี ทีเกียววางรายก่อนทาการนวด ความสูญเสียเนืองจากการเกียวรวมถึงความสูญเสีย เนืองจากการเกียววางรายและการเก็บขึ นไปนวด 3) ความสูญเสียเนืองจาการนวด (cylinder loss หรื อ threshing loss) ได้แก่ เมล็ดติดรวงซึ งยั งถูกนวดไม่หมดและ ถูกขับทิ งออกไปพร้อมกับฟาง 4) ความสูญเสียเนืองจากการแยก (separating loss)ได้แก่ เมล็ดซึ งถูกนวดออกจากรวงแล้ วแต่ถูกขับทิ งออกไป ด้านท้ายของเครื องเกียวนวด 5) ความสูญเสียเนืองจากการทาความสะอาด (cleaning loss) ได้แก่ มูลค่าของเมล็ดในถั งเก็บทีสูญเสียไป เนืองจากการมีสิ งเจือปน 4.5 ข้ อควรแนะนํา/ควรระวัง ในการใช้ รถเกียวข้ าว และการบารุ งดิน 1. พื นทีนาหล่ม เกษตรกรเจ้าของทีนาแปลงทีนารถเกียวข้าวขนาดใหญ่ลงไปนั นควรแจ้งให้คนขับรู้ ล่วงหน้า หรื อใช้วิธีการปักธงบอกตํ าแหน่ง เพือป้ องกันไม่ให้รถเข้าไปติดหล่มนั นๆได้ เป็ นการช่วยเหลือทั ง เกษตร และเจ้าของรถเกียวข้าวได้2. ตอไม้ หรื อสิ งกีดขวางต่างๆ ควรมีการบอกตํ าแหน่งเช่นเดียวกัน เพือความ สะดวกและความรวดเร็ วในการเก็บเกียว 3. ต้นไม้ ทีอยู่ในแปลงนาหากเป็ นไปได้ ควรโค่นลง หรื อปลูกเฉพาะ บนแปลงคันนาเท่านั นทั งนี การเป็ นทีนาโล่งๆ เพิ มความเร็ วในการเก็บเกียวได้ดี 4. การขยายแปลงนาให้มี ขนาดใหญ่ตามความเหมาะสม เดิมทีเดียวแล้ วนั นแปลงนาจะมีขนาดเล็กมาเนืองจากใช้แรงงานคนเป็ นหลั กแต่ ต่อมามีการนาเครื องมือต่างๆ เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็ น รถไถ รถดานา รถเกียวข้าว รถอั ดฟาง จึงควรมีการขยาย แปลงทีนาเพือรองรับในส่วนนี เพิ มเติม5. หลั งจากการเก็บเกียวแล้ วเกษตรกรสามารถมีรายได้จากเศษฟางข้าวที เกียวทิ งไว้ ได้6. หลั งจากการเก็บเกียวหากเกษตรกรมีเครื องมือ หรื อรถไถ สามารถใช้วิธีการฝังกลบกอต้นข้าว ได้ เพือเป็ นการเพิ มอินทรี ย ์ ว ั ตถุในดิน7. หลั งจากไถกลบแล้ วเกษตรกรทีไม่สามารถทานาปรังได้นั นยั ง สามารถเลือกพืช ทีให้ผลผลิตระยะสั นมาปลูกสเ ริ มในแปลงนาได้อีก เช่น พืชตระกูลถั วต่างๆทีมีสามารถทน


10 แล้ งได้ดีและยั งเป็ นการบารุ งดินไปในตั วอีกด้ วย8. เกษตรกรทีเลือกปลูกถั วเมือเก็บเกียวผลผลิตแล้ ว ยั ง สามารถไถกลบได้อีกครั งเพือรองรับการทานาในปี ต่อไปได้ 4.6 เหตุผลทีชาวนาหันมาใช้ รถเกียวข้าวแทนการเกียวข้ าวด้ วยมือ รถเกียวข้าวสามารถตอบโจทย์ ทีชาวนาต้องการได้เป็ นอย่งาดี ในยุคทีมีแต่ความเร่ งรี บ เพราะนอกจาก ประหยั ดเวลาในการเก็บเกียวได้แล้ วยั งช่วยลดต้นทุนการผลิตของชาวนาลงอีกด้ วยเหตุผลทีชาวนาเลือกใช้รถ เกียวข้าวแทนการเกียวข้าวด้วยมือสามารถสรุ ปได้ด ังนี 1.ประเทศไทยมีการใช้พ ั นธ์ข ้าวเพาะปลูกหลากหลายพั นธ์ข ้าวซึ งมีล ั กษณะทางกายภาพทีแตกต่างกันไป เช่นมี ความยาวของฟางข้าวตั งแต่80 เซ็นติเมตร ถึง 350 เซ็นติเมตรหรื อความยากง่ายในการเกียวนวด ซึ งในการเกียว ข้าวด้ วยมือจะใช้เวลาเกียวนานตามพั นธุ์ข ้าวซึ งทาให้ชาวนาเหนือยล้ าในการเกียวเป็ นอย่างมาก รถเกียวข้าว สามารถเกียวข้าวได้ทุกพั นธุ์ข ้าวของประเทศไทยโดยทีชาวนาไม่ต ้องเหนือยล้ ากับตอฟางทียาวเกินไป 2.สภาพการเก็บเกียวข้าวในนามีหลายสภาพ เช่นสภาพข้าวตั งสภาพข้าวล้ มสภาพข้าวพั นกันหรื อสภาพผสม คือข้าวล้ มสลั บข้าวตั งสลั บข้าวพั นกันชาวนาต้องลาบากในการเก็บเกียวแต่รถเกียวข้าวสามารถ เก็บเกียวข้าวใน สภาพดังกล่าวได้ โดยง่าย 3.ประเทศไทยอยู่ในเขตภูมิอากาศทีมีฝนตกชุกตลอดปี ทาให้ช่วงเก็บเกียวข้าวอาจมีฝนตกติดต่อกันทาให้ข ้าว เสียหาย หรื อบางช่วงบางพื นทีอาจมีภาวะน้าท่วมฉับพลั นความจาเป็ นทีต้องเกียวข้าว หนีฝนหรื อเกียวข้าวหนี น้าท่วมนีรถเกียวข้าวมีประสิทธิภาพในการเกียวข้าวได้เร็ วได้มากไร่ กว่าโดยมีความเสียหายรวมน้อยกว่าและอยู่ ในเกณฑ์มาตรฐาน ทาให้สามารถเกียวข้าวหนีฝนหรื อเกียวข้าวหนีน้าท่วมได้ทั นความต้องการลดความสูญเสีย ให้ก ับชาวนา 4.เครื องเกียวข้าว สามารถเกียวข้าวได้ดีมีประสิทธิภาพเสียหายน้อยกว่า เนืองจากถูกออกแบบมาโดยเฉพาะให้ เหมาะกับข้าวไทย สภาพข้าวไทย รวมถึงมีการปรับปรุ งพั ฒนาติดต่อเนืองกันมามากกว่า30 ปี และมีการทดสอบ โดยหน่วยงานกลาง [กองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร] ตารางที 3 เปรี ยบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการจ้างรถเกียวนวดข้าวและการจ้างแรงงานเกียวข้าว รายการค่าใช้จ่าย ค่าจ้างเกียว ค่าตอกมั ดข้าว ค่าจ้างมั ด ค่าจ้างนวด รวมค่าใช้จ่าย

รถเกียวนวดข้าว(คํ านวณจากทีนา 1 ไร่ ) ค่าจ้างรถเกียว (1 × 800) 800 800 บาท

แรงงานคนเกียว ( 2 คนเกียวข้าวได้ 1 ไร่ /วั น จ้างแรงงานรายวั น(400 × 2 ) 800 (400× 0.20) 80 (400 × 0.50) 200 (400 × 0.50) 200 1,280 บาท


11 หมายเหตุ ข้อมูลจากการสุ่มสอบถามเกษตรกรในพื นทีตํ าบลเหล่าโพนค้อจํ านวน10 คน จากตารางที 3 เป็ นการเปรี ยบเทียบค่าใช้จ่ายในการจ้างรถเกียวนวดข้าวกับจ้างแรงงานคนพบว่า การ จ้างรถเกียวนวดข้าวนั นเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าจ้างเกียวในอั ตราไร่ ล800 ะ บาท ถ้ าข้าวล้ ม อั ตราไร่ ละ1,000 บาท ส่วนการจ้างแรงงานคนนั นนอกจากเสียค่าจ้างวั นละ400 บาทต่อคนต่อวั น พื นที1 ไร่ ต้องใช้แรงงานคน 2 คน ถึงจะเกียวข้าวเสร็ จเรี ยบร้อยภายใน 1 วั น ต้องเสียค่าใช้จ่าย800 บาท นอกจากนี ต้องซื อตอกมั ดข้าวร้อยละ20 บาท ค่าจ้างมั ดๆละ50 สตางค์หรื อร้อยละ 50 ค่าจ้างนวดมั ดๆละ 50 สตางค์หรื อร้อยละ 50 เช่นเดียวกั น รวมเสีย ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานคน 1,280 บาท มากกว่าจ้างรถเกียวนวดข้าว (1,280 – 800) 480 บาท ประโยชน์ ของการเลือกใช้ เครืองทุ ่ นแรง โดยสรุ ปแล้ วการเลือกใช้เครื องมือทุ่นแรงจะทํ าให้เกิดประโยชน์ด ังนี 1. เครื องมือทุ่นแรงทํ างานได้ รวดเร็ วทาให้ประหยั ดค่าใช้จ่ายเกียวกับการจ้างแรงงานคนและสามารถทางานได้ทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูกที เหมาะสม 2. เกษตรกรสามารถเพิ มพื นทีเพาะปลูกได้มากขึ นเนืองจากเครื องมือทุ่นแรงสามารถช่วยแก้ไขปัญหา เกียวกับแรงงานคนและช่วงเวลาทีมีอยู่จากัด อั นจะเป็ นการช่วยเพิ มรายได้ให้แก่เกษตรกร3. เครื องมือทุ่นแรง ช่วยให้เกษตรกรสามารถปฏิบัติงานตามขั นตอนต่างๆของการเพาะปลูกได้อย่างประณี ต เช่น กาจัดวั ชพืชได้ อย่างสะดวก ปลูก เก็บเกียว และนวดหรื อกะเทาะได้ทั นฤดูกาลทาให้ผลิตผลต่อไร่ สูงขึ น4. ลดการสูญเสีย ผลิตผลในช่วงการเก็บเกียวและนวด ซึ งการใช้แรงงานคนจะทาให้มีการร่ วงหล่นของเมล็ดพืชมาก5. นอกจากที กล่าวมาข้างต้ นประโยชน์ทางอ้ อมทีสําคัญประการหนึ งของเครื องมือทุ่นแรงก็คือการลดความเหนือยยากลา บากของเกษตรกรในการประกอบเกษตรกรรม เปรียบเทียบรถเกียวข้ าวแบบอุ ้มกับรองกระสอบ 1. ในแง่ ของประสิทธิภาพการทํางาน/เวลา เนืองจากรถเกียวนวดข้าวแบบรองกระสอบนั นไม่จ ํ าเป็ นต้ องนําข้าวทีเก็บเกียวได้นั นกลั บมาเทยั งรถขนส่่างงๆต และสามารถเกียวข้าวต่อเนืองไปได้เรื อยๆ ทํ าให้ได้เปรี ยบในแง่ของเวลาของการเก็บเกียวเป็ นอย่างมาก เทียบได้ ประมาณ 20% ของรถเกียวข้าวแบบอุ ้ ม ซึ งจํ าเป็ นทีจะต้องกลั บมาเทข้าวทีได้เก็บเกียวไว้ บนรถ 2. ในแง่ ของความสะดวกสบายในการเก็บเกียว รถเกียวนวดข้าวแบบอุ ้ มจะทํ าให้สะดวกสบายมากกว่าเพราะสามารถเก็บเกียวข้าวไว้ บนตัวรถได้เลย จากนั นจึง นํามาเทใส่รถทีจะขนไปเก็บ หรื อนําไปขายแบบขายข้าวยกอุ ้ มเลยก็ได้เช่นกัน จึงลดเวลาและจํ านวนคนในการ เก็บผลผลิตได้อย่างมาก ทั งลดต้นทุนค่าแรงทีเกิดจากการเก็บเกียวได้อีกด้วย


เอกสารอ้ างอิง พิมประไพ สุกใส. (2547). การเปรียบเทียบวีธีการปลูกแบบนาหว่านนําตมและนาดําของข้ าวดอกมะลิ 105 ภายใต้การจัดการนําและการใช้ สารโพแทสเซียมไอโอไดด์ ทีต่างกัน.วิทยานิพนธ์หลั กสูตร ปริ ญญา วิทยาศาสตรมหาบั ณฑิต(เกษตรศาสตร์)พืชไร่ มหาวิทยาลั ยเชียงใหม่. สยามคูโบต้า.นาดํ า เคล็ด(ไม่)ลั บสู่ความยั งยืน. อนุสรา น่าบัณฑิตและคณะ.(2543). รถเกียวนวดข้ าว.รายงานการศึกษาอิสระหลั กสูต ศิลปศาสตร์บั ณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ มหาวิทยาลั ยแม่โจ้.


การศึกษาการเปรียบเทียบการเกี่ยวข้าวโดยใช้รถเกี่ยวนวดข้าวกับใช้แรงงานคน  

งานส่งเสริมการเกษตร สำนักงานปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่าโพนค้อ

Advertisement