Issuu on Google+

ปที่ 6 òäÛa

July - December 2011@ /@1432@@ñ‡ÈÔÛaëˆ@@–@òîãbrÛa@ô†b»@

ฉบับสังคมศาสตรและมนุษยศาสตร

ฉบับที่ 11

†‡ÈÛa

@òîãbã⁄aë@òîÇbànuüa@âìÜÈÛa Þbª


วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

Al-Nur Journal The Graduate School of Yala Islamic University ประธานทีป่ รึกษา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่ปรึกษา รองอธิการบดีฝา่ ยวิเทศสัมพันธ์และกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยอิสลายะลา รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนักศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ มหาวิทยาลัยอิสลายะลา คณบดีคณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คณบดีคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ผู้อํานวยการสถาบันภาษานานาชาติ ผู้อํานวยการสํานักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผู้อํานวยการสถาบันอัสสาลาม มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เจ้าของ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา บรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มุฮําหมัดซากี เจ๊ะหะ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา กองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร.อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รองศาสตราจารย์ ดร.นิรันดร์ จุลทรัพย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ Assoc. Prof. Dr.Mohd Muhiden Bin Abd Rahman Fakulti Pengajian Islam, Universiti Malaya, Nilam Puri Asst. Prof. Dr.Muhammad Laeba Islamic Law, International Islamic University Malaysia ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิเลาะ แวอุเซ็ง วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อุไรรัตน์ ยามาเร็ง คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อาจารย์เจ๊ะเหล๊าะ แขกพงศ์ สถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ซอลีฮะห์ หะยีสะมะแอ สํานักบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุวัจน์ สองเมือง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.ซาการียา หะมะ คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.ซอบีเราะห์ การียอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.อัดนัน สือแม สาขาวิชาภาษาอาหรับและวรรณคดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ดร.มูฮามัสสกรี มันยูนุ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


ผูท้ รงคุณวุฒพิ จิ ารณาประเมินบทความ Assoc. Prof. Dr.Jauhari Bin Mat. Dr.Noordin Abdullah Dagorha Dr.Adama Bamba ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฮามีดะฮ์ อาแด ดร.มะรอนิง สาแลมิง ดร.เกษตรชัย และหีม ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ดร.อับดุลฮากัม เฮ็งปิยา ดร.กัลยาณี เจริญช่าง นุชมี

Kolej Islam Antarabangsa Sultan Ismail Petra Malaysia Yala Islamic University มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สํานักงานคณะกรรมการอิสลาม จังหวัดสงขลา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยทักษิณ

บรรณาธิการจัดการ กองจัดการ

นายฟาริด อับดุลลอฮ์หะซัน นายมูฮาํ หมัด สะมาโระ นายนัศรุลลอฮ์ หมัดตะพงศ์ นายฆอซาลี เบ็ญหมัด นายมาหะมะ ดาแม็ง นายอับดุลย์ลาเต๊ะ สาและ นายนัสรูดิง วานิ นายอาสมิง เจ๊ะอาแซ

กําหนดการเผยแพร่

2 ฉบับ ต่อปี

การเผยแพร่

จํ า หน่ า ยโดยทั่ ว ไปและมอบให้ ห้ อ งสมุ ด หน่ ว ยงานของรั ฐ และเอกชน สถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ

สถานทีต่ ดิ ต่อ

บัณฑิตวิทยาลัย ชั้น 2 สํานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 135/8 หมู่ 3 ตําบลเขาตูม อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 94160 โทร.0-7341-8614 โทรสาร 0-7341-8615, 0-7341-8616 Email: fariddoloh@gmail.com

รูปเล่ม

บัณฑิตวิทยาลัย

พิมพ์ที่

โรงพิมพ์มิตรภาพ เลขที่ 5/49 ถนนเจริญประดิษฐ์ ตําบลรูสะมิแล อําเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000 โทร 0-7333-1429 http://www.tci-thaijo.org/index.php/NUR_YIU/issue/archive

ฉบับอิเล็กทรอนิกส์

∗ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ทางกองบรรณาธิการเปิดเสรีด้านความคิด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ


บทบรรณาธิการ มวลการสรรเสริญทั้งหลายเป็นสิทธิแห่งเอกองค์อัลลอฮฺ  ที่ทรงอนุมัติให้การรวบรวมและจัดทํา วารสารฉบับนี้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอความสันติสุขและความโปรดปรานของอัลลอฮฺ จงประสบแด่ท่านนบีมุฮัม มัด  ผู้เป็นศาสนฑูตของพระองค์ตลอดจนวงศ์วานของท่านและผู้ศรัทธาต่อท่านทั่วทุกคน วารสาร อั ล -นู ร เป็ น วารสารทางวิ ช าการฉบั บ สั ง คมศาสตร์ แ ละมนุ ษ ยศาสตร์ บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ซึ่งได้จัดตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ เพื่อนําเสนอองค์ความรู้ในเชิงวิชาการที่หลากหลาย จาก ผลงานของนักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ องค์ความรู้ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์สู่สังคม วารสาร อั ล -นู ร ฉบั บ นี้ เป็ น ฉบั บ ที่ 11 ประจํ า ปี 2554 เป็ น ฉบั บ ที่ ไ ด้ จั ด ทํ า ในรู ป แบบของ อิเล็กทรอนิกส์ (Thai Journals Online) ที่ได้รวบรวมบทความทางวิชาการที่มีความหลากหลายทางด้านภาษาและ ได้รับเกียรติจากบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในประเทศและต่างประเทศทําหน้าที่ตรวจสอบและประเมินคุณภาพของ บทความ กองบรรณาธิการวารสาร ยินดีรับการพิจารณาผลงานวิชาการของทุกๆ ท่านที่มีความสนใจ รวมถึง คําติชม และข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนําสู่การพัฒนาผลงานทางวิชาการให้มีคุณภาพต่อไป

บรรณาธิการวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪1‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻣﻌ‪‬ـﺎ ﰲ ﻣﻮﺍﺟﻬﺔ ﺍﻟﺘﺤﺪﻳ‪‬ﺎﺕ ﺍﻷﺧﻼﻗﻴ‪‬ﺔ ﺍﳌﻌﺎﺻﺮﺓ‬ ‫ﺇﲰﺎﻋﻴﻞ ﻟﻄﻔﻲ ﺟﺎﻓﺎﻛﻴﺎ‬ ‫ﳏﻤ‪‬ﺪ ﺑﻦ ﺩﺍﻭﺩ ﲰﺎﺭﻭﻩ‬

‫‪บทความวิชาการ‬‬

‫∗‬

‫∗∗‬

‫ﻣﻠﺨﺺ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬ ‫ﻳﻌﺎﰿ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺣﻴﺎﻝ ﻣﺎ ﺣﺪ‪‬ﺩﻩ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻟﻠﻐﺎﻳﺔ ﺍﻷﻭﱃ ﻣﻦ ﺑﻌﺜـﺘﻪ‪ ،‬ﻭﺍﳌﻨﻬﺎﺝ ﺍﳌﺒـﲔ ﰲ‬ ‫ﳋﻠﹸﻖ ﺍﳊﺴﻦ ﺑﲔ ﺇﻧﺴﺎﻥ ﻭﺇﻧﺴﺎﻥ‪ ،‬ﻓﻬﺬﺍ ﺍﻟﺪ‪‬ﻳﻦ ﰲ ﻃﺒﻴﻌﺘﻪ ﺍﻟﺴﻤﺎﻭﻳ‪‬ﺔ‬ ‫ﺩﻋﻮﺗﻪ‪ .‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺍﳊﻖ ﰲ ﺍﻟﺪ‪‬ﻳﻦ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻜﻤﻦ ﰲ ﺍ ﹸ‬ ‫ﺻﻠﺔ ﺣﺴﻨﺔ ﺑﲔ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻭﺭﺑ‪‬ﻪ‪ ،‬ﻭﻛﻼ ﺍﻷﻣﺮﻳﻦ ﻳﺮﺟﻊ ﺇﱃ ﺣﻘﻴﻘﺔ ﻭﺍﺣﺪﺓ‪ ،‬ﻭﻻﻳﻜﻮﻥ ﲦﹼﺔ ﺻﻼﺡ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻌﺎﺕ‬ ‫ﺖ ﳎﺮﺍﻫﺎ ﰲ ﺗﺎﺭﻳﺦ ﺍﳊﻴﺎﺓ‪ ،‬ﻭﺑﺬﻝ‬ ‫ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﺇ ﹼﻻ ﲟﺎ ﺷﺮﻋﻪ ﺍﳋﻼﹼﻕ ﺍﻟﻌﻠﻴﻢ‪ ،‬ﻓﻜﺄ ﹼﻥ ﺍﻟﺮ‪‬ﺳﺎﻟﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺧ‪‬ـ ﹶﻄ ‪‬‬ ‫ﺻﺎﺣﺒﻬﺎ ﺟﻬﺪﹰﺍ ﻛﺒﲑﹰﺍ ﰲ ﻣ ‪‬ﺪ ﺷﻌﺎﻋﻬﺎ ﻭﲨﻊ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﺣﻮﳍﺎ‪ ،‬ﻻ ﺗﻨﺸﺪ ﺃﻛﺜﺮ ﻣﻦ ﺗﺪﻋﻴﻢ ﻓﻀﺎﺋﻠﻬﻢ‪ ،‬ﻭﺇﻧﺎﺭﺓ ﺁﻓﺎﻕ‬ ‫ﺍﻟﻜﻤﺎﻝ ﺃﻣﺎﻡ ﺃﻋﻴﻨﻬﻢ‪ ،‬ﺣﺘ‪‬ﻰ ‪‬ﻳ ‪‬‬ ‫ﺴ ‪‬ﻌﻮ‪‬ﺍ ﺇﻟﻴﻬﺎ ﻋﻠﻰ ﺑﺼﲑﺓ‪ .‬ﻭﻗﺪ ﺍﻧﺘﻬﺞ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﰲ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺍﻟﻨﻬﺞ ﺍﳌﻜﺘﱯ ﻭﺍﻋﺘﻤﺪ ﰲ‬ ‫ﲢﺮﻳﺮﻩ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻌﻮﻥ ﻣﻦ ﺍﷲ ﰒ ﺍﻻﻃﻼﻉ ﻋﻠﻰ ﺍﳌﺮﺍﺟﻊ ﻭﺍﻟﻜﺘﺐ ﺍﳌﺘﻮﻓﺮﺓ ﰲ ﺍﻟﺪﻋﻮﺓ ﻭﺍﻟﺘﻔﺴﲑ ﻭﺍﳊﺪﻳﺚ ﻭﻏﲑ‬ ‫ﳋﻠﹸﻖ ﺍﻟﻘﻮﻱ ﺣﺘﻤﺎﹰ‪ ،‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺍ‪‬ﻴﺎﺭ ﺍﻷﺧﻼﻕ‬ ‫ﺫﻟﻚ ‪ .‬ﻭﺗﻮﺻﻞ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺇﱃ ﻋﺪﺓ ﻧﺘﺎﺋﺞ‪ ،‬ﺃﻭ ﹰﻻ‪ :‬ﺃ ﹼﻥ ﺍﻹﳝﺎﻥ ﺍﻟﻘﻮﻱ ‪‬ﻳ‪‬ﻠﺪ‪ ‬ﺍ ﹸ‬ ‫‪‬ﻣ ‪‬ﺮﺩ‪‬ﻩ ﺇﱃ ﺿﻌﻒ ﺍﻹﳝﺎﻥ‪ ،‬ﺃﻭ ﻓﻘﺪﺍﻧﻪ‪ ،‬ﲝﺴﺐ ﺗﻔﺎﻗﻢ ﺍﻟﺸ‪‬ﺮ ﺃﻭ ﺗﻔﺎﻫﺘﻪ‪ .‬ﺛﺎﻧﻴﹰﺎ‪ :‬ﺍﻟﺮ‪‬ﺟﻞ ﺍﻟﺼ‪‬ـﻔﻴﻖ ﺍﻟﻮﺟﻪ‪ ،‬ﺍ ﹸﳌ ‪‬ﻌﻮ‪‬ﺝ‬ ‫ﺍﻟﺴ‪‬ـﻠﻮﻙ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻘﺘﺮﻑ ﺍﻟﺮﺫﺍﺋﻞ ﻏﲑ ﺁﺑـِـ ‪‬ﻪ ﻷﺣﺪ ‪ ،‬ﻳﻜﻮﻥ ﻗﺪ ﹶﻓ ﹶﻘ ‪‬ﺪ ﺍﳊﻴﺎﺀ ﻭﺍﻹﳝﺎﻥ ﻣﻌﹰﺎ ‪ .‬ﺛﺎﻟﺜﹰﺎ ‪ :‬ﺍﻹﻛﺮﺍﻩ ﻋﻠﻰ‬ ‫ﺍﻹﳝﺎﻥ ﻻ ﻳﺼﻨﻊ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺍﳌﺆﻣﻦ ‪.‬‬

‫* ﺩﻛﺘﻮﺭﺍﻩ ﰲ ﺍﻟﺸﺮﻳﻌﺔ‪ ،‬ﳏﺎﺿﺮ ﺑﻘﺴﻢ ﺍﻟﺸﺮﻳﻌﺔ‪ ،‬ﻛﻠﻴﺔ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﲜﺎﻣﻌﺔ ﺟﺎﻻ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪.‬‬

‫* * ﻣﺎﺟﺴﺘﲑ ﰲ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﳏﺎﺿﺮ ﺑﻘﺴﻢ ﺃﺻﻮﻝ ﺍﻟﺪ‪‬ﻳﻦ‪ ،‬ﻛﻠﻴ‪‬ﺔ ﺍﻟﺪ‪‬ﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻹﺳﻼﻣ���‪‬ﺔ ﲜﺎﻣﻌﺔ ﺟﺎﻻ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

2

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2011

ِAbstract This research deals with about the Prophet of Islam as defined by the very first of his mission, and the curriculum set out in his call. That the right to religion, which lies in the good manners between man and man, that religion in its nature divine link well between man and God, both of which is due to one fact, and no are Salah in human societies, except as prescribed by the creative Knowing, as though the Islamic message, which has taken its course in the history of life, and make its owner a great effort to extend its rays and gather people around, do not seek to consolidate more of their virtues, and the prospects for the perfect lighting in front of their eyes, to seek to understand. The researcher followed in this research approach adopted in the desktop and edit the help of God and of reference books available in the advocacy and interpretation and talk and so on. The research found several results: first, that the strong faith inevitably generates strong character, ethics and that the collapse was due to weakness of faith, or loss, according to the aggravation of the evil or Trivial. Second, man brazen face, crooked behavior, which is indifferent to commit vices of one, have lost modesty and faith together. Third, coercion on the belief does not make the believer.

อัล-นูร


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪3‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺍﳌﻘﺪﻣﺔ‬ ‫ﺍﳊﻤﺪ ﷲ ﺭ ‪‬‬ ‫ﺏ ﺍﻟﻌﺎﳌﲔ ‪ ،‬ﺍﻟﻘﺎﺋﻞ ‪ª ©¨ § ¦ ¥ ¤ £ ¢ ﴿ :‬‬ ‫« ¬ ®¯ ‪¾ ½¼ » º ¹¸ ¶ µ ´ ³ ²± °‬‬ ‫¿ ‪Ð ÏÎ Í Ì Ë Ê É È Ç ÆÅ Ä Ã Â Á À‬‬ ‫‪﴾Ô Ó Ò Ñ‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻷﻧﻌﺎﻡ‪(151 :6 ،‬‬ ‫ﻭﺍﻟﺼ‪‬ﻼﺓ ﻭﺍﻟﺴ‪‬ﻼﻡ ﻋﻠﻰ ﺭﺳﻮﻟﻪ ﺍﻟﺼ‪‬ﺎﺩﻕ ﺍﻷﻣﲔ ‪ ،‬ﺍﻟﻘﺎﺋﻞ ‪ )) :‬ﺃﺩﻋﻮﻛﻢ ﺇﱃ ﺷﻬﺎﺩﺓ‬ ‫ﺃﻥ ﻻ ﺇﻟﻪ ﺇ ﹼﻻ ﺍﷲ ﻭﺣﺪﻩ ﻻ ﺷﺮﻳﻚ ﻟﻪ‪ ،‬ﻭﺃﻧ‪‬ﻲ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ ‪ ،‬ﻭﺃﻥ ﺗﺆﻭُﻭﱐ ﻭﺗﻨﺼﺮﻭﱐ ﺣﱴ‬ ‫ﺃﺅﺩ‪‬ﻱ ﻋﻦ ﺍﷲ ﺍﻟﺬﻱ ﺃﻣﺮﱐ ﺑﻪ ((‬ ‫)ﺍﺑﻦ ﻛﺜﲑ‪(153/3 :1998 ،‬‬ ‫ﻳﻘﻮﻝ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﰲ ﻭﺻﻒ ﺣﺎﻝ ﺍﻟﺮ‪‬ﺟﻞ ﺍﻟﺼﻔﻴﻖ ﺍﻟﻮﺟﻪ ‪ ،‬ﺍﳌﻌﻮﺝ ﺍﻟﺴﻠﻮﻙ ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻘﺘﺮﻑ ﺍﻟﺮﺫﺍﺋﻞ‬ ‫ﻏﲑ ﺁﺑﻪ ﻷﺣﺪ ‪ )):‬ﺍﳊﻴﺎﺀ ﻭﺍﻹﳝﺎﻥ ﹸﻗﺮﹺﻧـﺎ ﲨﻴﻌﺎﹰ‪ ،‬ﻓﺈﺫﺍ ﺭُﻓﻊ ﺃﺣﺪﳘﺎ ُﺭﻓِﻊ ﺍﻵﺧﺮ !(( ) ﺍﻟﺒﻴﻬﻘﻲ‪ ،(21301 ،‬ﻭﺳﺌﻞ‪:‬‬ ‫ﻱ ﺍﳌﺆﻣﻨﲔ ﺃﻛﻤﻞ ﺇﳝﺎﻧﹰﺎ ؟ ﻗﺎﻝ ‪ )) :‬ﺃﺣﺴﻨﻬﻢ ﺧُﻠـُﻘﹰﺎ(( ) ﺍﻟﻄﱪﺍﱐ‪ .(8123 ،‬ﻭﻻ ﻳﻜﻮﻥ ﲦﺔ ﺻﻼﺡ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻌﺎﺕ‬ ‫ﺃ‪‬‬ ‫ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴﺔ ‪ ،‬ﺇ ﹼﻻ ﲟﺎ ﺷﺮﻋﻪ ﺍﳋﻼﹼﻕ ﺍﻟﻌﻠﻴﻢ ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﻻ ﻳﺘﺤﻘﹼﻖ ﺍﻟﺘﻨﺎﺳﻖ ﺑﲔ ﺍﻟﻜﺎﺋﻨﺎﺕ ﻛﻠﹼﻬﺎ‪ ،‬ﺇ ﹼﻻ ﲟﺎ ﺷﺮﻋﻪ ﺍﷲ ‪،‬‬ ‫ﺍﻟﺬﻱ ﺃﻣﺮ ﺑﺄﺩﺍﺀ ﺍﻷﻣﺎﻧﺎﺕ ﺇﱃ ﺃﻫﻠﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺇﻗﺎﻣﺔ ﺍﻟﻌﺪﻝ ﺑﲔ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﻛﻠﹼﻬﻢ‪ ،‬ﻣﺆﻣﻨﻬﻢ ﻭﻛﺎﻓﺮﻫﻢ‪ ،‬ﻣﻮﺍﻓﻘﻬﻢ ﻭﳐﺎﻟﻔﻬﻢ‪،‬‬ ‫ﻭﻋﻠﻰ ﺍﺧﺘﻼﻑ ﺃﺻﻮﳍﻢ ﻭﻣﻠﻠﻬﻢ‪ .‬ﻗﺎﻝ ﺍﷲ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬ ‫﴿© ‪º﴾¹ ¸ ¶ µ ´ ³ ² ± ° ¯ ® ¬ « ª‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻨﺴﺎﺀ‪(58 :4 ،‬‬

‫ﻭﻣﻊ ﺍﻟﻌﺪﻝ‪ ،‬ﺃﻣﺮ ﺑﺰﻳﺎﺩﺓ ﺍﻹﺣﺴﺎﻥ ؛ ﺣﻴﺚ ﻗﺎﻝ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿ ‪﴾o n m l k‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻨﺤﻞ‪(90 :16 ،‬‬

‫ﰒ ﺃﻣﺮ ‪ ‬ﺑﺎﻟ ‪‬ﱪ ﻭﺍﻟﻘﺴﻂ ﻣﻊ ﻏﲑ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪ ،‬ﻣﺎ ﺩﺍﻣﻮﺍ ﻣﺴﺎﳌﲔ‪ ،‬ﻭﻗﺎﻝ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬ ‫﴿ ‪} | { zy x w v u t s r q p o n m l k j i‬‬ ‫~﴾‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﳌﻤﺘﺤﻨﺔ‪(8 :60 ،‬‬

‫ﺫﻟﻜﻢ ﻣﻮﻗﻒ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻣﻦ ﻓﻄﺮﺓ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺍﻟﻄـﻴ‪‬ﺒﺔ‪ ،‬ﻭ‪‬ﺠﻪ ﰲ ﺗﺪﻋﻴﻤﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺍﻹﻛﺮﺍﻩ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻔﻀﻴﻠﺔ ﻻ‬ ‫ﻳﺼﻨﻊ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺍﻟﻔﺎﺿﻞ ؛ ﻟﻘﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪4‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫﴿ ‪﴾ ÛÚ Ù Ø × Ö ÕÔ Ó Ò Ñ‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﺒﻘﺮﺓ‪(256 :2 ،‬‬

‫ﻛﻤﺎ ﺃ ﹼﻥ ﺍﻹﻛﺮﺍﻩ ﻋﻠﻰ ﺍﻹﳝﺎﻥ ﻻﻳﺼﻨﻊ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺍﳌﺆﻣﻦ ؛ ﲝﺴﺐ ﻗﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬ ‫﴿‪﴾fedcba‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﻳﻮﻧﺲ‪(99 :10 ،‬‬

‫ﻓﺎﳊﺮﻳ‪‬ﺔ ﺍﻟﻨﻔﺴﻴ‪‬ﺔ ﻭﺍﻟﻌﻘﻠﻴ‪‬ﺔ ﺃﺳﺎﺱ ﺍﳌﺴﺆﻭﻟﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﺍﻹﺳﻼﻡ ﻳﻘﺪ‪‬ﺭ ﻫﺬﻩ ﺍﳊﻘﻴﻘﺔ ﻭﳛﺘﺮﻣﻬﺎ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﻳﺒﲏ ﺻﺮﺡ‬ ‫ﺍﻷﺧﻼﻕ‪ .‬ﻭﻣﻦ ﹼﰒ ﺍﻹﳝﺎﻥ ﻻ ﺍﻹﳊﺎﺩ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﻘﻮﻯ ﻻ ﺍﻟﻔﺠﻮﺭ‪ ،‬ﻭﻭﺣﺪﺓ ﺍﳌﺘﺪﻳ‪‬ﻨﲔ ﻋﻠﻰ ﺭﺑ‪‬ﻬﻢ ﻻ ﺗﻔﺮ‪‬ﻗﻬﻢ ﻓﻴﻪ‪ :‬ﻫﺬﻩ‬ ‫ﺍﻟﻨﺼﺎﺋﺢ ﻫﻲ ﺑﺎﺏ ﺍﻟﻌﻮﺩﺓ ﺑﺎﻹﻧﺴﺎﻥ ﺇﱃ ﻓﻄﺮﺗﻪ ﺍﳌﺴﺘﻘﻴﻤﺔ؛ ﺫﻟﻜﻢ ﺍﻟﺘﻘﻮﱘ ﺍﳊﺴﻦ‪ ،‬ﲟﻌﺮﻓﺔ ﺍﳊﻖ ﻭﺍﻻﺳﺘﻤﺴﺎﻙ ﺑﻪ‪،‬‬ ‫ﻭﺍﻟﺴ‪‬ﲑ ﻋﻠﻰ ﻣﻘﺘﻀﺎﻩ‪ ،‬ﻭﺧﻼﻑ ﺫﻟﻚ ﺍﳉﺎﻫﻠﻴ‪‬ﺔ ؛ ﻟﻘﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬ ‫﴿ ‪﴾ Ú Ù Ø × Ö Õ Ô ÓÒ Ñ Ð‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﳌﺎﺋﺪﺓ‪(50 :5 ،‬‬

‫ﳍﺬﺍ‪ ،‬ﻓﺈ ﹼﻥ ﺍﳊﻮﺍﺭ ﻭﺍ‪‬ﺎﺩﻟﺔ ﺑﺎﳊﺴﲎ ﰲ ﺍﳌﺸﺘﺮﻙ ﺍﻹﻧﺴﺎﱐ‪ :‬ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺃﳕﻮﺫﺟﹰﺎ‪ ،‬ﺣﻴﺜﻤﺎ ‪‬ﻭﺟﹺـﺪ ﺇﱃ ﺫﻟﻚ‬ ‫ﺳﺒﻴﻼﹰ‪ ،‬ﺣﺘ‪‬ﻰ ﻳﺘﺤﻘﹼﻖ ﺍﻟﺘﺤﻮ‪‬ﻝ ﺍﻟﺴ‪‬ﻠﻤﻲ‪ ،‬ﰲ ﻛﺜ ﹴﲑ ﻣﻦ ﺑﻘﺎﻉ ﺍﻷﺭﺽ ﺍﻟﻴﻮﻡ‪ ،‬ﺇﱃ ﺍﻟﻔﻄﺮﺓ ﺍﻟﻄﻴ‪‬ﺒﺔ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﻬﺗﻔﻮ ﺇﱃ ﺍﳋﲑ‪،‬‬ ‫ﻭ‪‬ﺗﺴ‪‬ـ ‪‬ﺮ ﺑﺈﺩﺭﺍﻛﻪ‪ ،‬ﻭﺗﺄﺳﻰ ﻟﻠﺸ‪‬ﺮ ﻭﲢﺰﻥ ﻣﻦ ﺍﺭﺗﻜﺎﺑﻪ‪ ،‬ﻭﺗﺮﻯ ﰲ ﺍﳊﻖ ﺍﻣﺘﺪﺍﺩ ﻭﺟﻮﺩﻫﺎ‪ ،‬ﻭﺻﺤ‪‬ﺔ ﺣﻴﺎﻬﺗﺎ‪ ،‬ﲤﺎﻣﹰﺎ ﻛﻤﺎ‬ ‫ﺣﺪﺙ ﻣﻦ ﻗﺒﻞ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﻨﺠﺎﺡ ﻫﺬﻩ ﺍﳌﻬﻤ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻻﺑ ‪‬ﺪ ﻣﻦ ﳕﺎﺫﺝ ﺻﺎﳊﺔ‪ ،‬ﻣﺘﺄﺳ‪‬ـﻴﺔ ﺑﺮﺳﻮﻝ ﺍﻟﺮ‪‬ﲪﺔ ﺍﳌﻬﺪﺍﺓ ‪ ،‬ﻳﺮﻯ ﺍﻟﻌﺎﱂ ﺃﺛﺮ ﺍﳍﺪﻱ‬ ‫ﺍﻟﻨﺒﻮﻱ ﻋﻠﻴﻬﺎ‪ ،‬ﲝﻴﺚ ﻳﺸ ‪‬ﻊ ﺭﺃﻓﺔ‪ ،‬ﻭﺭﲪﺔ؛ ﻟﻘﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿‪~ } | { z y x w v u t s r q‬‬ ‫_`‪m lkj ihg fed cba‬‬ ‫‪ ~ } | { ،y x w vu t s r q po n‬‬ ‫¡ ‪﴾² ± ° ¯® ¬ « ª © ¨ § ¦ ¥ ¤ £ ¢‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﳊﺪﻳﺪ‪(28-27 :57 ،‬‬

‫ﻱ ﳎﺘﻤﻊ ﻣﻦ ﺍ‪‬ﺘﻤﻌﺎﺕ ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴ‪‬ﺔ ﻻ ﻳﺴﺘﻄﻴﻊ ﺃﻓﺮﺍﺩﻩ ﺃﻥ ﻳﻌﻴﺸﻮﺍ ﻣﺘﻔﺎﳘﲔ ﻣﺘﻌﺎﻭﻧﲔ ﺳﻌﺪﺍﺀ ﻣﺎ ﱂ‬ ‫ﻭﺇ ﹼﻥ ﺃ ‪‬‬ ‫ﺗﺮﺑﻂ ﺑﻴﻨﻬﻢ ﺭﻭﺍﺑﻂ ﻣﺘﻴﻨﺔ ﻣﻦ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺍﻟﻜﺮﳝﺔ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﻮ ﻓﺮﺿﻨﺎ‪ ،‬ﺍﺣﺘﻤﺎﻻﹰ‪ ،‬ﺃﻧ‪‬ﻪ ﻗﺎﻡ ﳎﺘﻤﻊ ﻣﻦ ﺍ‪‬ﺘﻤﻌﺎﺕ ﻋﻠﻰ ﺃﺳﺎﺱ ﺗﺒﺎﺩﻝ ﺍﳌﻨﺎﻓﻊ ﺍﳌﺎﺩﻳ‪‬ﺔ ﻓﻘﻂ‪ ،‬ﻣﻦ ﻏﲑ ﺃﻥ‬ ‫ﻳﻜﻮﻥ ﻭﺭﺍﺀ ﺫﻟﻚ ﻏﺮﺽ ﺃﲰﻰ‪ ،‬ﻓﺈﻧﻪ ﻻﺑ ‪‬ﺪ ﻟﺴﻼﻣﺔ ﻫﺬﺍ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﻣﻦ ‪‬ﺧﹸﻠﻘﹶﻲ ﺍﻟﺜﻘﺔ ﻭﺍﻷﻣﺎﻧﺔ ﻋﻠﻰ ﺃﻗ ﹼﻞ ﺍﻟﺘﻘﺎﺩﻳﺮ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪5‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻓﻤﻜﺎﺭﻡ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺿﺮﻭﺭﺓ ﺍﺟﺘﻤﺎﻋﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻻﻳﺴﺘﻐﲏ ﻋﻨﻬﺎ ﳎﺘﻤﻊ ﻣﻦ ﺍ‪‬ﺘﻤﻌﺎﺕ‪ ،‬ﻭﻣﱴ ﻓﻘﺪﺕ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺍﻟﱵ‬ ‫ﻫﻲ ﺍﻟﻮﺳﻴﻂ ﺍﻟﺬﻱ ﻻﺑﺪ ﻣﻨﻪ ﻻﻧﺴﺠﺎﻡ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻣﻊ ﺃﺧﻴﻪ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ‪ ،‬ﺗﻔﻜﹼﻚ ﺃﻓﺮﺍﺩ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ‪ ،‬ﻭﺗﺼﺎﺭﻋﻮﺍ‪ ،‬ﻭﺗﻨﺎﻫﺒﻮﺍ‬ ‫ﻣﺼﺎﳊﻬﻢ‪ ،‬ﹼﰒ ﺃﺩ‪‬ﻯ ﻬﺑﻢ ﺫﻟﻚ ﺇﱃ ﺍﻻ‪‬ﻴﺎﺭ‪ ،‬ﹼﰒ ﺇﱃ ﺍﻟﺪ‪‬ﻣﺎﺭ‪.‬‬ ‫ﻣﻦ ﺍﳌﻤﻜﻦ ﺃﻥ ﺗﺘﺨﻴ‪‬ﻞ ﳎﺘﻤﻌﹰﺎ ﻣﻦ ﺍ‪‬ﺘﻤﻌﺎﺕ ﺍﻧﻌﺪﻣﺖ ﻓﻴﻪ ﻣﻜﺎﺭﻡ ﺍﻷﺧﻼﻕ‪ ،‬ﻛﻴﻒ ﻳﻜﻮﻥ ﻫﺬﺍ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ؟‬ ‫ﻛﻴﻒ ﺗﻜﻮﻥ ﺍﻟﺜﻘﺔ ﺑﺎﻟﻌﻠﻮﻡ ﻭﺍﳌﻌﺎﺭﻑ ﻭﺍﻷﺧﺒﺎﺭ ﻭﺿﻤﺎﻥ ﺍﳊﻘﻮﻕ ﻟﻮﻻ ﻓﻀﻴﻠﺔ ﺍﻟﺼ‪‬ﺪﻕ ؟!‬ ‫ﻛﻴﻒ ﻳﻜﻮﻥ ﺍﻟﺘﻌﺎﻳﺶ ﺑﲔ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﰲ ﺃﻣ ٍﹴﻦ ﻭﺍﺳﺘﻘﺮﺍﺭ‪ ،‬ﻭﻛﻴﻒ ﻳﻜﻮﻥ ﺍﻟﺘﻌﺎﻭﻥ ﺑﻴﻨﻬﻢ ﰲ ﺍﻟﻌﻤﻞ ﺿﻤﻦ ﺑﻴﺌﺔ‬ ‫ﻣﺸﺘﺮﻛﺔ‪ ،‬ﻟﻮﻻ ﻓﻀﻴﻠﺔ ﺍﻷﻣﺎﻧﺔ ؟‬ ‫ﻛﻴﻒ ﺗﻜﻮﻥ ﺃﻣﺔ ﻗﺎﺩﺭﺓ ﻋﻠﻰ ﺇﻧﺸﺎﺀ ﺣﻀﺎﺭﺓ ﻣﺜﻠﻰ‪ ،‬ﻟﻮﻻ ﻓﻀﺎﺋﻞ ﺍﻟﺘﺂﺧﻲ ﻭﺍﻟﺘﻌﺎﻭﻥ ﻭﺍﶈﺒﺔ ﻭﺍﻹﻳﺜﺎﺭ ؟‬ ‫ﻛﻴﻒ ﺗﻜﻮﻥ ﲨﺎﻋﺔ ﻣﺆﻫﻠﺔ ﻟﺒﻨﺎﺀ ﳎ ‪‬ﺪ ﻋﻈﻴﻢ ‪ ،‬ﻟﻮﻻ ﻓﻀﻴﻠﺔ ﺍﻟﺸﺠﺎﻋﺔ ﰲ ﺭ ‪‬ﺩ ﻋﺪﻭﺍﻥ ﺍﳌﻌﺘﺪﻳﻦ‪ ،‬ﻭﻇﻠﻢ‬ ‫ﺍﻟﻈﺎﳌﲔ‪ ،‬ﻭﻟﻮﻻ ﻓﻀﺎﺋﻞ ﺍﻟﻌﺪﻝ ﻭﺍﻟﺮ‪‬ﲪﺔ ﻭﺍﻹﺣﺴﺎﻥ ﻭﺍﻟﺪ‪‬ﻓﻊ ﺑﺎﻟﱵ ﻫﻲ ﺃﺣﺴﻦ ؟‬ ‫ﻼ ﻻﺭﺗﻘﺎﺀ ﻣﺮﺍﺗﺐ ﺍﻟﻜﻤﺎﻝ ﺍﻹﻧﺴﺎﱐ‪ ،‬ﺇﺫﺍ ﻛﺎﻧﺖ ﺃﻧﺎﻧﻴ‪‬ﺘﻪ ﻣﺴﻴﻄﺮﺓ ﻋﻠﻴﻪ‪ ،‬ﺻﺎﺭﻓﺔ ﻟﻪ‬ ‫ﻛﻴﻒ ﻳﻜﻮﻥ ﺇﻧﺴﺎﻧﹰﺎ ﻣﺆﻫ ﹰ‬ ‫ﻋﻦ ﻛ ﹼﻞ ﻋﻄﺎﺀ ﻭﺗﻀﺤﻴﺔ ﻭﺇﻳﺜﺎﺭ ؟‬ ‫ﻟﻘﺪ ﺩﻟﹼﺖ ﺍﻟﺘﺠﺮﺑﺎﺕ ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﺍﻷﺣﺪﺍﺙ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻴ‪‬ﺔ ‪ ،‬ﺃ ﹼﻥ ﺍﺭﺗﻘﺎﺀ ﺍﻟﻘﻮﻯ ﺍﳌﻌﻨﻮﻳ‪‬ﺔ ﻟﻸﻣﻢ ﻭﺍﻟﺸﻌﻮﺏ ﻣﻼﺯﻡ‬ ‫ﻻﺭﺗﻘﺎﺋﻬﺎ ﰲ ﺳﻠﹼﻢ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺍﻟﻔﺎﺿﻠﺔ‪ ،‬ﻭﻣﺘﻨﺎﺳﺐ ﻣﻌﻪ‪ ،‬ﻭﺃﻥ ﺍ‪‬ﻴﺎﺭ ﺍﻟﻘﻮﻯ ﺍﳌﻌﻨﻮﻳ‪‬ﺔ ﻟﻸﻣﻢ ﻭﺍﻟﺸﻌﻮﺏ ﲤﺜﻞ ﺍﳌﻌﺎﻗﺪ‬ ‫ﺍﻟﺜﺎﺑﺘﺔ ﺍﻟﱵ ﺗﻌﻘﺪ ﻬﺑﺎ ﺍﻟﺮﻭﺍﺑﻂ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﻣﱴ ﺍﻧﻌﺪﻣﺖ ﻫﺬﻩ ﺍﳌﻌﺎﻗﺪ ﺃﻭ ﺍﻧﻜﺴﺮﺕ ﰲ ﺍﻷﻓﺮﺍﺩ ﱂ ﲡﺪ ﺍﻟﺮﻭﺍﺑﻂ‬ ‫ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴ‪‬ﺔ ﻣﻜﺎﻧﹰﺎ ﺗﻨﻌﻘﺪ ﻋﻠﻴﻪ )ﺍﳌﻴﺪﺍﱐ‪.(35-33/1 ،‬‬ ‫ﻭﲦﹼﺔ ﺃﳕﻮﺫﺝ ﺭﺍﻕﹴ‪ ،‬ﻳ‪‬ﺤﺘﺬﻯ ﺑﻪ ﰲ ﺍﳊﻮﺍﺭ ﺍﻟﺜﻘﺎﰲ ﻭﺍﳊﻀﺎﺭﻱ ﻋﻦ ﺍﻟﻜﻠﻤﺔ ﺍﻟﺴ‪‬ﻮﺍﺀ ﻭﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻟﺘﺸﺮﻳﻌﻴ‪‬ﺔ‬ ‫ﻟﻠﻤﺸﺘﺮﻙ ﺍﻹﻧﺴﺎﱐ؛ ﻣﺎ ﻛﺎﻥ ﺑﲔ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ ‪ - ‬ﺑﺸﻬﻮﺩ ﺃﰊ ﺑﻜﺮ ‪ -‬ﻭﺑﲔ ﻗﻮﻡ‪ ،‬ﻛﺎﻥ ﻓﻴﻬﻢ ﻣﻔﺮﻭﻕ ﺑﻦ ﻋﻤﺮﻭ‬ ‫ﻭﻫﺎﻧﺊ ﺑﻦ ﻗﺒﻴﺼﺔ ﻭﺍﳌﺜﲎ ﺑﻦ ﺣﺎﺭﺛﺔ ﻭﺍﻟﻨﻌﻤﺎﻥ ﺑﻦ ﺷﺮﻳﻚ ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﺃﻗﺮﺏ ﺍﻟﻘﻮﻡ ﺇﱃ ﺃﰊ ﺑﻜﺮ ‪ ‬ﻣﻔﺮﻭﻕ ﺑﻦ‬ ‫ﻋﻤﺮﻭ‪ ،‬ﺣﻴﺚ ﺍﻟﺘﻔﺖ ﺇﱃ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ ‪ ‬ﻓﺠﻠﺲ‪ ،‬ﻭﻗﺎﻡ ﺃﺑﻮ ﺑﻜﺮ ‪ ‬ﻳﻈﻠﹼﻪ ﺑﺜﻮﺑﻪ ‪ ،‬ﻓﻘﺎﻝ ‪:‬‬ ‫))ﺃﺩﻋﻮﻛﻢ ﺇﱃ ﺷﻬﺎﺩﺓ ﺃﻥ ﻻ ﺇﻟﻪ ﺇ ﹼﻻ ﺍﷲ ﻭﺣﺪ‪‬ﻩ ﻻﺷﺮﻳﻚ ﻟﻪ‪ ،‬ﻭﹶﺃﻧ‪‬ﻲ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ‪ ،‬ﻭﺃ ﹾﻥ ﺗﺆﻭ‪‬ﻭﱐ‬ ‫ﺖ‬ ‫ﺕ ﻋﻠﻰ ﺃﻣ ﹺﺮ ﺍﷲ ﻭﻛ ﹼﺬ‪‬ﺑ ‪‬‬ ‫ﻱ ﻋ ﹺﻦ ﺍﷲ ﺍﻟﹼﺬﻱ ﺃﻣﺮ‪‬ﱐ ﺑﻪ‪ ،‬ﻓﺈ ﹼﻥ ﻗﺮﻳﺸﹰﺎ ﻗﺪ ﺗﻈﺎﻫ ‪‬ﺮ ‪‬‬ ‫ﻭﺗﻨﺼ‪‬ﺮﻭﱐ ﺣﺘ‪‬ﻰ ﺃﹸﺅ ‪‬ﺩ ‪‬‬ ‫ﲏ ﺍﳊﻤﻴﺪ((‪.‬‬ ‫ﺖ ﺑﺎﻟﺒﺎﻃ ﹺﻞ ﻋﻦ ﺍﳊﻖ‪ ،‬ﻭﺍﷲ ﻫﻮ ﺍﻟﻐ ‪‬‬ ‫ﺭﺳﻮﻟﹶﻪ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﻐ‪‬ـ‪‬ﻨ ‪‬‬ ‫)ﺍﺑﻦ ﻛﺜﲑ‪(153/3 :1997 ،‬‬ ‫ﻗﺎﻝ ﻟﻪ ﻣﻔﺮﻭﻕ‪ :‬ﻭﺇﱃ ﻣﺎ ﺗﺪﻋﻮ ﺃﻳﻀﹰﺎ ﻳﺎ ﺃﺧﺎ ﻗﺮﻳﺶ ؟‪ ،‬ﻓﺘﻼ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ ‪:‬‬ ‫﴿ ‪´ ³ ²± ° ¯® ¬ « ª ©¨ § ¦ ¥ ¤ £ ¢‬‬ ‫‪ÆÅ Ä Ã Â Á À ¿ ¾ ½¼ » º ¹¸ ¶ µ‬‬ ‫‪﴾Ô Ó Ò Ñ Ð ÏÎ Í Ì Ë Ê É È Ç‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻷﻧﻌﺎﻡ‪(151 :4 ،‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪6‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻓﻘﺎﻝ ﻟﻪ ﻣﻔﺮﻭﻕ‪ :‬ﻭﺇﱃ ﻣﺎ ﺗﺪﻋﻮ ﺃﻳﻀﹰﺎ ﻳﺎ ﺃﺧﺎ ﻗﺮﻳﺶ ؟ ﻓﻮﺍﷲ ﻣﺎ ﻫﺬﺍ ﻣﻦ ﻛﻼﻡ ﺃﻫﻞ ﺍﻷﺭﺽ ‪ ،‬ﻭﻟﻮ ﻛﺎﻥ‬ ‫ﻣﻦ ﻛﻼﻣﻬﻢ ﻟﻌﺮﻓﻨﺎﻩ ‪ ،‬ﻓﺘﻼ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ ‪: ‬‬ ‫﴿ ‪xw v u t s r q p o n m l k‬‬ ‫‪﴾ {zy‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻨﺤﻞ‪(90 :16 ،‬‬

‫ﻓﻘﺎﻝ ﻟﻪ ﻣﻔﺮﻭﻕ ‪ :‬ﺩﻋﻮﺕ ﻭﺍﷲ ﻳﺎ ﺃﺧﺎ ﻗﺮﻳﺶ ﺇﱃ ﻣﻜﺎﺭﻡ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﻭﳏﺎﺳﻦ ﺍﻷﻋﻤﺎﻝ‪ ،‬ﻭﻟﻘﺪ ﺃﻓﻚ ﻗﻮ ٌﻡ‬ ‫ﻛﺬﹼﺑﻮﻙ ﻭﻇﺎ���ﺮﻭﺍ ﻋﻠﻴﻚ )ﺍﺑﻦ ﻛﺜﲑ‪.(153/3 :1998 ،‬‬ ‫ﻭﻟﺘﺄﺻﻴﻞ ﺍﻟﺮﺅﻳﺔ ﺍﻟﺸﺮﻋﻴ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺤﻘﻖ ﺑﺎﳌﺮﺟﻌﻴ‪‬ـﺔ ﻣﻦ ﺧﻼﻝ ﺇﺩﺭﺍﻙ ﺃﺑﻌﺎﺩ ﺍﻟﺘﺤﺪﻳ‪‬ﺎﺕ‪ ،‬ﰲ ﳏﺎﻭﻟﺔ ﻹﻋﺎﺩﺓ‬ ‫ﺍﻹﺣﻴﺎﺀ ﻭﺍﻟﺒﻨﺎﺀ؛ ﻭﲢﻘﻴﻖ ﺍﻟﻮﻗﺎﻳﺔ ﺍﳊﻀﺎﺭﻳ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﲢﻤﻲ ﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻷﺧﻼﻗﻴ‪‬ﺔ ﻣﻦ ﺍﻻﺳﺘﻼﺏ ﺍﳊﻀﺎﺭﻱ‪ ،‬ﻭﺍﻻﺭﻬﺗﺎﻥ‬ ‫ﺍﻟﺜﻘﺎﰲ‪ ،‬ﻭﺗﻨﻔﻲ ﺍﻟﺒﺪﻉ ﺍﻟﻔﻜﺮﻳ‪‬ـﺔ ﻭﺍﻟﺴﻠﻮﻛﻴ‪‬ـﺔ؛ ﻓﺈ ﹼﻥ ﻣﻦ ﺍﳌﻔﻴﺪ ﺍﻹﺷﺎﺭﺓ ﺇﱃ ﺃ ﹼﻥ ﻣﺆﲤﺮ ﺍﻟﺴﻜﺎﻥ ﻭﺍﻟﺘﻨﻤﻴﺔ ﺍﻟﺬﻱ ﻋ‪‬ﻘﺪ‬ ‫ﺑﺎﻟﻘﺎﻫﺮﺓ ﺧﻼﻝ ﺍﻟﻔﺘﺮﺓ ﻣﻦ ‪ 29‬ﺭﺑﻴﻊ ﺍﻷﻭﻝ ﺇﱃ ‪ 8‬ﺭﺑﻴﻊ ﺍﻷﺧﺮ ‪1415‬ﻫـ‪ ،‬ﺍﳌﻮﺍﻓﻖ ‪ 13 -5‬ﺃﻳﻠﻮﻝ ) ﺳﺒﺘﻤﱪ( ‪1994‬ﻡ‪،‬‬ ‫ﻳﻌ ‪‬ﺪ ﺣﻠﻘﺔ ﰲ ﺳﻠﺴﻠﺔ ﻣﺘﺼﻠﺔ ﻣﻦ ﺍﳌﺆﲤﺮﺍﺕ ﺍﻟﱵ ﺍﲣﺬﺕ ﻃﺎﺑﻌﹰﺎ ﻋﺎﳌﻴﺎﹰ‪ ،‬ﺍﺑﺘﺪﺍﺀ ﻣﻦ ﻋﺎﻡ ‪1992‬ﻡ‪ ،‬ﺣﻴﺚ ﻋ‪‬ﻘﺪ ﻣﺎ ﻋ‪‬ﺮﻑ‬ ‫ﺑـ ))ﻗﻤ‪‬ﺔ ﺍﻷﺭﺽ ﰲ ﺭﻳﻮﺩﻱ ﺟﺎﻧﲑﻭ ﰲ ﺍﻟﱪﺍﺯﻳﻞ‪ ،‬ﰒ ))ﺍﳌﺆﲤﺮ ﺍﻟﻌﺎﳌﻲ ﺣﻮﻝ ﺣﻘﻮﻕ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ(( ﰲ ﻓﻴﻴﻨﺎ ﺑﺎﻟﻨﻤﺴﺎ‬ ‫ﻋﺎﻡ ‪1993‬ﻡ‪ ،‬ﻭ ))ﺍﳌﺆﲤﺮ ﺍﻟﻌﺎﳌﻲ ﻟﻠﺤ ‪‬ﺪ ﻣﻦ ﺍﻟﻜﻮﺍﺭﺙ ﺍﻟﻄﺒﻴﻌﻴ‪‬ﺔ(( ﰲ ﻳﻮﻛﻮﻫﺎﻣﺎ ﰲ ﺍﻟﻴﺎﺑﺎﻥ ﻋﺎﻡ ‪1994‬ﻡ‪ ،‬ﻭ ))ﺍﻟﻘﻤﺔ‬ ‫ﺍﻟﻌﺎﳌﻴﺔ ﻟﻠﺘﻨﻤﻴﺔ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴﺔ(( ﰲ ﻛﻮﺑﻨﻬﺎﺟﻦ ﰲ ﺍﻟﺪ‪‬ﺍﳕﺎﺭﻙ ﻋﺎﻡ ‪1995‬ﻡ‪ ،‬ﻭ ))ﺍﳌﺆﲤﺮ ﺍﻟﻌﺎﳌﻲ ﺍﻟﺮﺍﺑﻊ ﻟﻠﻤﺮﺃﺓ(( ﰲ‬ ‫ﺑﻜﲔ ﺑﺎﻟﺼﲔ ﻋﺎﻡ ‪1995‬ﻡ‪ ،‬ﻭﺃﺧﲑﹰﺍ ﻣﺆﲤﺮ ﺍﻷﻣﻢ ﺍﳌﺘﺤﺪﺓ ﻟﻠﻤﺴﺘﻮﻃﻨﺎﺕ ﺍﻟﺒﺸﺮﻳ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻋ‪‬ﻘﺪ ﰲ ﺍﺳﻄﻨﺒﻮﻝ ﻋﺎﻡ‬ ‫‪1996‬ﻡ‪ .‬ﻭﻫﺬﻩ ﺍﳌﺆﲤﺮﺍﺕ‪ ،‬ﻋﻠﻰ ﺗﻨﻮ‪‬ﻉ ﻃﺮﻭﺣﺎﻬﺗﺎ‪ ،‬ﻭﺗﻌﺪ‪‬ﺩ ﺃﺳﺎﻟـﻴـﺒﻬﺎ‪ ،‬ﺗﺮﻣﻲ ﺇﱃ ﺍﺑﺘﺪﺍﻉ ﺃﳕﺎﻁ ﻭﺃﺷﻜﺎﻝ ﺟﺪﻳﺪﺓ‬ ‫ﻣﻦ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴ‪‬ﺔ ﻭﺍﻻﻗﺘﺼﺎﺩﻳ‪‬ﺔ‪ ،‬ﲢﻄﹼﻢ ﺍﳊﻮﺍﺟﺰ ﺍﻷﺧﻼﻗـﻴ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﻭﺗﻌﺎﺭﺽ ﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻟﺪﻳﻨﻴـّـﺔ‪ ،‬ﻭﺗﻨﺸﺮ‬ ‫ﺍﻹﺑﺎﺣﻴ‪‬ـﺔ ﺑﺎﺳﻢ ﺍﳊﺮﻳ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﻭﺗﺸﺠ‪‬ﻊ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺘﺤﻠﹼﻞ ﺑﺎﺳﻢ ﺍﻟﺘﺤـﺮ‪‬ﺭ ‪.‬‬ ‫ﻓﻬﺬﻩ ﺍﳌﺆﲤﺮﺍﺕ‪ ،‬ﻭﻣﺜﻴﻼﻬﺗﺎ‪ ،‬ﱂ ﺗﺘﻮﻗﹼـﻒ‪ ،‬ﻭﻟﻦ ﺗﺘﻮﻗﹼـﻒ‪ ،‬ﻭﻫﻲ ﰲ ﺍﻟﻨﻬﺎﻳﺔ ﺻﻮﺭﺓ ﻣﻦ ﺳﻨﻦ ﺍﻟﺘﺪﺍﻓﻊ‬ ‫ﺍﳊﻀﺎﺭﻱ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﻻﺑ ‪‬ﺪ ﻣﻦ ﺇﺩﺭﺍﻛﻬﺎ‪ ،‬ﻭﻣﻌﺮﻓﺔ ﻛﻴﻔﻴﺔ ﺍﻟﺘﻌﺎﻣﻞ ﻣﻌﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺍﻟﱵ ﺃﺧﱪ ﻋﻨﻬﺎ ﺍﻟﻌﻠﻴﻢ ﺍﳊﻜﻴﻢ ﺑﻘﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬ ‫﴿‪g f e d c b a ` _ ^ ] \ [ Z Y‬‬ ‫‪﴾ih‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﳊﺞ‪(40 :22 ،‬‬

‫ﻓﺎﻻﺳﺘﻤﺮﺍﺭ ﰲ ﺍﻟﺘﺪﺍﻓﻊ ﻣﺆﻛﹼﺪ ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺼ‪‬ﻤﻮﺩ ﻭﺇﻓﺸﺎﻝ ﺍﳌﺆﺍﻣﺮﺍﺕ ﻣﺆﻛﹼﺪ ﺃﻳﻀﺎﹰ‪ ،‬ﻟﻜﻦ ﺫﻟﻚ ﺍﻟﻨ‪‬ﺼﺮ ﻭﺍﳊﺼﺎﻧﺔ‪،‬‬ ‫ﻻ ﺗﺘﺤﻘـّﻖ ﺇ ﹼﻻ ﺑﻌﺰﳝﺔ ﺍﻟﺒﺸﺮ ﰲ ﺍﻟﺘﻌﺎﻣﻞ ﻣﻊ ﺍﻟﺴ‪‬ـﻨﻦ ﺍﳉﺎﺭﻳ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﻟﻴﺲ ﺑﺎﻟﺘﻄﻠﹼﻊ ﺇﱃ ﺍﻷﻣﻮﺭ ﺍﳋﺎﺭﻗﺔ‪) .‬ﺟﺎﺩ‪،‬ﺍﳊﺴﻴﲏ‬ ‫ﺳﻠﻴﻤﺎﻥ‪.(17-15 :1996 .‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪7‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺗﺪﺍﻋﻴﺎﺕ ﻇـﺎﻫـﺮﺓ ﺍﻟﻌﻮﳌـﺔ‬ ‫ﺖ ﺇﱃ ﺗﻘﺪ‪‬ﻡ ﺑﺸﺮﻱ ﰲ‬ ‫ﻀ ‪‬‬ ‫ﺗﻌ ‪‬ﺪ ﺍﻟﻌﻮﳌﺔ ﺃﻫﻢ ﻇﺎﻫﺮﺓ ﺗﺸﻬﺪﻫﺎ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴ‪‬ﺔ ﻭﺍﻟﺘﺎﺭﻳﺦ ﺍﻟﻌﺎﳌﻲ ﺍﳌﻌﺎﺻﺮ؛ ﺃ ﹾﻓ ‪‬‬ ‫ﳐﺘﻠﻒ ﳎﺎﻻﺕ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺑﻄﺮﻳﻘﺔ ﺃﺻﺒﺢ ﺍﻟﻮﺟﻮﺩ ﺍﻹﻧﺴﺎﱐ ﺷﺪﻳﺪ ﺍﻟﺘﺸﺎﺑﻚ ﻭﺍﻻﺭﺗﺒﺎﻁ‪.‬‬ ‫ﻭﺃﺿﺤﻰ ﻣﺴﺎﺭ ﺍﻟﻌﻮﳌﺔ ﰲ ﻋﻤﻠﻴ‪‬ـﺔ ﺃﻭﺳﻊ ﻳﻨﺨﺮﻁ ﻣﻦ ﺧﻼﳍﺎ ﺍﻟﺸﻌﻮﺏ ﻭﺍﻟﺪ‪‬ﻭﻝ ﻋﱪ ﺍﻟﻘﺎﺭﺍﺕ ﻭﺍﻷﻗﺎﻟﻴﻢ‬ ‫ﰲ ﺗﺮﺍﺑﻂ ﻭﻋﻼﻗﺎﺕ ﺃﻭﺛﻖ‪ ،‬ﺃﻓﺮﺯﺕ ﳕﻄﹰﺎ ﻣﻦ ﺍﻟﻌﻼﻗﺎﺕ ﻭﳎﻤﻮﻋﺔ ﻣﻦ ﺍﻟﻘﻴﻢ‪ ،‬ﻭﺃﻇﻬﺮﺕ ﻟﻠﻮﺟﻮﺩ ﻧﻮﻋًﺎ ﻣﻦ‬ ‫ﺍﳌﺆﺳ‪‬ـﺴﺎﺕ ﺍﳌﺸﺘﺮﻛﺔ ﱂ ﺗﻜﻦ ﻣﻌﻬﻮﺩﺓ ﻣﻦ ﻗﺒﻞ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﻌ ﹼﻞ ﺍﻟﻄﺎﺑﻊ ﺍﻟﺘﻜﻨﻮﻟﻮﺟﻲ ﻭﺍﻻﻗﺘﺼﺎﺩﻱ ﻭﺍﻹﻋﻼﻣﻲ ﻟﻠﻌﻮﳌﺔ ﺯﺍﺩ ﻣﻦ ﺃﺛﺮﻫﺎ ﺍﻟﺜﻘﺎﰲ ﻭﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻲ ﻭﺍﻟﺴﻴﺎﺳﻲ‪،‬‬ ‫ﻓﺼﺎﺭﺕ ﺩﻭﻝ ﺍﻟﻌﺎﱂ ﻛﻠﹼﻬﺎ ﺗﻘﻮﻡ ﻋﻠﻰ ﻣﺒﺎﺩﺉ ﺍﻟﺴﻮﻕ ﻭﺍﻟﺘﺒﺎﺩﻝ ﺍﻟﺘﺠﺎﺭﻱ ﻭﺍﻹﻋﻼﻣﻲ ﻭﺍﻟﺘﻜﻨﻮﻟﻮﺟﻲ‪ ،‬ﻭﺍﻧﺘﻬﺖ ﲟﻮﺟﺒﻪ‬ ‫ﻛﺜﲑ ﻣﻦ ﻣﻔﺎﻫﻴﻢ ﺍﻻﺳﺘﻘﻼﻝ ﻭﺍﻟﺼ‪‬ـﻴﺎﻏﺎﺕ ﺍﶈﻠﻴﺔ ﳌﻔﺮﺩﺍﺕ ﺍﳊﻴﺎﺓ‪ ،‬ﻭﺗﺸﻜﻞ ﻭﻋﻲ ﺑﺎﻟﻮﺟﻮﺩ ﺍﳌﺸﺘﺮﻙ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻳﺼﻨﻌﻪ‬ ‫ﺍﻟﺒﻌﺾ ﻭﻳﺴﺘﻬﻠﻚ ﻣﻔﺮﺯﺍﺗﻪ ﺍﻟﺒﻌﺾ ﺍﻵﺧﺮ ‪.‬‬ ‫ﻭﰲ ﻋﺼﺮ ﺍﻟﻌﻮﳌﺔ ﺗﻮﺍﺟﻪ ﺍﻟﺒﺸﺮﻳ‪‬ﺔ ﻭﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴ‪‬ﺔ ﲨﻌﺎﺀ ﲢﺪﻳ‪‬ﺎﺕ ﻛﱪﻯ ﻋﻠﻰ ﻣﺴﺘﻮﻳﺎﺕ ﺛﻼﺛﺔ‪:‬‬ ‫ﺍﳌﺴﺘﻮﻯ ﺍﻟﻜﻮﱐ‪ ،‬ﺍﳌﺴﺘﻮﻯ ﺍﳌﻌﺮﰲ‪ ،‬ﻭﺍﳌﺴﺘﻮﻯ ﺍﻷﺧﻼﻗﻲ ‪.‬‬ ‫ﻭﺗﺘﺪﺍﺧﻞ ﻫﺬﻩ ﺍﳌﺴﺘﻮﻳﺎﺕ ﺍﻟﺜﻼﺛﺔ ﰲ ﺗﻼﺯ ﹴﻡ ﻭﺗﻜﺎﻣﻞﹴ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﻳﺘﺪﺍﺧﻞ ﺑﺎﻗﺘﻀﺎ ٍﺀ ﰲ ﻣﻘﺪ‪‬ﻣ ‪‬ﺔ ﻭﻧﺘﻴﺠ ‪‬ﺔ ﺑﲔ‬ ‫ﺍﻟﻜﺴﺐ ﺍﳌﻌﺮﰲ ﻭﺍﻟﻜﺴﺐ ﺍﻷﺧﻼﻗﻲ‪ ،‬ﻭﺑﺎﻟﺘﻨﺎﺳﺐ ﺍﻟﻌﻜﺴﻲ ‪.‬‬ ‫ﻭﺍﻟﺬﻱ ﻳﻌﻨﻴﻨﺎ‪ ،‬ﰲ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺒﺤﺚ‪ ،‬ﲢﺪ‪‬ﻱ ﺍﻷﺯﻣﺔ ﺍﻷﺧﻼﻗﻴ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﻓﺎﳌﺴﻠﻤﻮﻥ ﻫﻢ ﻣﻦ ﺃﻛﱪ ﺍﻷﻣﻢ ﻭﻋًﻴﺎ ﺑﺄﳘ‪‬ﻴـﺔ‬ ‫ﺍﻷﺧﻼﻕ ﻭﺃﺷ ‪‬ﺪﻫﻢ ﺣﺴﺎﺳﻴﺔ ﺇﺯﺍﺀ ﺍﻻﳓﺮﺍﻑ ﻋﻦ ﻣﻮﺭﻭﺛﻬﻢ ﺍﻷﺧﻼﻗﻲ ﻏﲑ ﺃﻥ ﺍﻟﺘﺰﺍﻣﻬﻢ ﻬﺑﺬﻩ ﺍﻟﺘﻌﺎﻟﻴﻢ ﺗﻮﺍﺟﻬﻪ‬ ‫ﺻﻌﻮﺑﺎﺕ ﻛﱪﻯ ﺗﺘﻌﹼﻠﻖ ﺑﻜﻴﻔ‪‬ﻴﺔ ﻣﻌﺮﻓﺔ ﺩﺭﺟﺔ ﺍﻹﻣﻜﺎﻧﺎﺕ ﺍﻟﺘﻄﺒﻴﻘﻴﺔ ﳍﺬﻩ ﺍﻟﺘﻌﺎﻟﻴﻢ ‪.‬‬ ‫ﺇ ﹼﻥ ﺍﻟﻨ‪‬ﺴﻖ ﺍﳌﻌﺮﰲ ﺍﳌﺎﺩ‪‬ﻱ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﺆﻃﹼﺮ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﻭﻳﺜﺮﻳﻬﺎ ﲟﻘﻮﻻﺗﻪ‪ ،‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺍﻟﺮﺅﻳﺔ ﺍﳌﺎﺩﻳ‪‬ﺔ ﷲ ‪ ‬ﻭﺍﻟﻜﻮﻥ‪،‬‬ ‫ﻭﻟﻠﻜﻮﻥ ﻭﺍﳊﻴﺎﺓ ﻫﻲ ﺍﻟﱵ ﺗﺴﻴﻄﺮ ﻋﻠﻰ ﺗﻮﺟ‪‬ﻬﺎﺕ ﺃﻏﻠﺒﻴﺔ ﺳﻜﺎﻥ ﺍﻟﻌﺎﱂ ﺍﻵﻥ‪ ،‬ﻭﲢﺎﺻﺮ ﲦﺮﺍﺕ ﻫﺬﺍ ﺍﳌﻨﻬﺞ ﻭﻋﻲ‬ ‫ﱴ ﺗﻜﺎﺩ ﺗﺄﺳﺮ ﺭﺅﻳﺔ ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴﺔ ﻟﻠﻮﺟﻮﺩ‪ ،‬ﻓﺄﺻﺒﺤﺖ ﻫﻴﻤﻨﺔ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﳌﺎﺩﻳ‪‬ﺔ‬ ‫ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻭﻓﻜﺮﻩ ﻭﺳﻠﻮﻛﻪ ﻭﺭﻏﺒﺎﺗﻪ‪ ،‬ﺣ ‪‬‬ ‫)ﻗﺎﻧﻮﻥ ﺍﻟﻌﺼﺮ(‪.‬‬ ‫ﻭﺍﻟﺘﻄﻮ‪‬ﺭ ﺍﳍﺎﺋﻞ ﺍﻟﺬﻱ ﻋﺮﻓﺘﻪ ﺍﻟﻌﻠﻮﻡ ﺍﻟﻄﺒﻴﻌﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﻜﻨﻮﻟﻮﺟﻴﺔ ﻭﺣﱴ ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴﺔ‪ ،‬ﻗﺎﺋﻢ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﳌﺎﺩﻱ‪،‬‬ ‫ﻭﺍﻟﻔﻠﺴﻔﺔ ﺍﳌﺎﺩﻳﺔ ﺍﻟﱵ ﻃﻐﺖ ﻋﻠﻰ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﳌﻌﺎﺻﺮﺓ‪ ،‬ﺳﻮﺍﺀ ﰲ ﺃﺻﻮﳍﺎ ﺍﻟﻨﻈﺮﻳﺔ ﺃﻭ ﰲ ﺗﻄﺒﻴﻘﺎﻬﺗﺎ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴﺔ‬ ‫ﻭﺍﻟﺴﻴﺎﺳﻴﺔ‪.‬ﻓﺼﺎﺭ ﺍ‪‬ﺎﻝ ﺍﻟﻌﻘﺎﺋﺪﻱ ﻭﻓﻖ ﺍﻟﻨﻈﺮﺓ ﺍﳌﺎﺩﻳﺔ ﺍﻟﻮﺿﻌﻴﺔ ﻣﻦ ﻗﺒﻴﻞ ﺍﻟﺸﺄﻥ ﺍﻟﺸﺨﺼﻲ ﺍﻟﺬﻱ ﻻ ﳜﻀﻊ ﳌﻨﻄﻖ‬ ‫ﺍﻟﱪﻫﺎﻥ ﺍﻻﺳﺘﺪﻻﱄ ﺍﻟﻌﻘﻠﻲ‪ ،‬ﻭﺑﺎﻟﺘﺎﱄ ﻻ ﳝﻜﻦ ﺍﻋﺘﺒﺎﺭﻩ ﻋﻠﻤًﺎ ‪.‬‬ ‫ﻭﺍﳌﻨﻬﺞ ﺍﳌﻌﺮﰲ ﺍﳌﺎﺩ‪‬ﻱ ﰲ ﺃﺳﺎﺳﻪ‪ ،‬ﻣﺘﻤﺮﻛﺰ ﻋﻠﻰ ﺍﳌﺎﺩﺓ‪ ،‬ﻭﺑﺎﻟﺘﺎﱄ ﻓﻬﻲ ﺗ‪‬ـﻨﻜﺮ ﺍﻟﻐﻴﺐ ﻭﻣﺎ ﻳﺘﺼﻞ ﺑﻪ ﻣﻦ‬ ‫ﺇﳝﺎﻥ ﺑﺎﷲ ﻭﻣﻼﺋﻜﺘﻪ ﻭﻛﺘﺒﻪ ﻭﺭﺳﻠﻪ ﻭﺍﻟﻴﻮﻡ ﺍﻵﺧﺮ ﻭﺍﻟﻘﺪﺭ ﺧﲑﻩ ﻭﺷﺮﻩ‪ ،‬ﻭﺗﺮﻓﺾ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﳌﺎﺩﻳ‪‬ﺔ ﻭﻓﻖ ﺍﳌﻨﻬﺞ ﺍﻟﻌﻠﻤﻲ‬ ‫ﻱ ﻣﺼﺪﺭ ﺁﺧﺮ ﻟﻠﻤﻌﺮﻓﺔ ﺧﺎﺭﺝ ﻋﻦ ﻧﻄﺎﻕ ﺍﻟﻔﺤﺺ ﺍﳊﺴﻲ ﺍﳌﺎﺩﻱ‪ ،‬ﺍﳋﺎﺿﻊ ﻟﻠﺘﺠﺮﺑﺔ ﺍﳌﺨﱪﻳﺔ ﺃﻭ ﺍﳌﺸﺎﻫﺪﺓ‪ .‬ﻭﲟﺎ‬ ‫ﺃ‪‬‬ ‫ﺃ‪‬ﺎ ﻣﺎﺩﻳﺔ ﻓﺈ‪‬ﺎ ﲣﻀﻊ ﻛﻞ ﺷﻲﺀ ﻟﻘﻮﺍﻧﲔ ﺍﳌﺎﺩﺓ ﻣﻦ ﲢﻮﻝ ﻭﺗﻐﲑ‪ ،‬ﻭﻻ ﻳﻮﺟﺪ ﻫﻨﺎﻙ ﻣﺎ ﻳﺴﻤﻰ ﺛﺎﺑﺖ ﻣﺜﻞ ﺍﻟﻘﻴﻢ‬ ‫ﻭﺍﻷﺧﻼﻕ‪ ،‬ﻷ‪‬ﺎ ﻟﻴﺴﺖ ﺃﺷﻴﺎﺀ ﳝﻜﻦ ﺗﻘﺪﻳﺮﻫﺎ ﺑﺎﻟﻜﻢ‪ ،‬ﻓﺎﻟﺼﺪﻕ ﲟﺎ ﺍﻧﻪ ﻻ ﳝﻜﻦ ﻭﺯﻧﻪ ﻭﻻ ﻗﻴﺎﺳﻪ ﺑﺎﻟﻜﻤﻴﺔ ﺃﻭ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪8‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺑﺎﻷﺭﻗﺎﻡ ﻓﻬﻮ ‪ -‬ﰲ ﺍﳌﻔﻬﻮﻡ ﺍﳌﺎﺩﻱ ‪ -‬ﺷﻲﺀ ﻣﻔﺘﻌﻞ ﻭﻏﲑ ﻣﻮﺟﻮﺩ‪ ،‬ﻭﻻ ﲦﺮﺓ ﻣﻦ ﻭﺭﺍﺋﻪ‪ .‬ﻭﺍﻟﻌﻠﻮﻡ ﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴﺔ ﰲ ﻃﺎﺑﻌﻬﺎ‬ ‫ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﱐ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﻭﺯﺧﻢ ﺍﻻﻛﺘﺸﺎﻓﺎﺕ ﺍﳋﺎﺭﻗﺔ ﻭﺍﳌﻜﺘﺴﺒﺎﺕ ﺍﳍﺎﺋﻠﺔ ﺍﻟﱵ ﺃﺣﺮﺯﺕ ﻋﻠﻴﻬﺎ ﺃﺩﺕ ﻣﻦ ﺣﻴﺚ ﺃﺑﻌﺎﺩﻫﺎ‬ ‫ﺍﻷﺧﻼﻗﻴﺔ ﻭﺍﻟﺮﻭﺣﻴﺔ ﻭﺍﻹﻧﺴﺎﻧﻴﺔ ﺇﱃ ﻣﺘﺎﻫﺎﺕ ﻋﻘﺎﺋﺪﻳﺔ‪.‬ﻓﺴﻠﺒﺖ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻣﻦ ﻣﻜﻮﻧﺎﺗﻪ ﺍﻷﺳﺎﺳﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺗﺮﺗﻔﻊ ﻬﺑﺎ ﻓﻄﺮﺗﻪ‬ ‫ﺍﻟﺒﺸﺮﻳﺔ‪ ،‬ﻭﺗﻌﺘﺪﻝ ﻬﺑﺎ ﻧﻔﺴﻴﺘﻪ‪ ،‬ﻭﺗﺘﺰﻛﻰ ﻬﺑﺎ ﻋﻘﻠﻴﺘﻪ ﻭﻳﺘﺴﺎﻣﻰ ﻬﺑﺎ ﺿﻤﲑﻩ ﻭﺭﻭﺣﻪ )ﻋﺮﻭﺓ‪ ،‬ﺃﲪﺪ ‪.(10 :1987 ،‬‬ ‫ﻭﻗﺪ ﺣﺎﻭﻝ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﺧﻼﻝ ﺍﻟﻘﺮﻧﲔ ﺍﻷﺧﲑﻳﻦ ﺧﻠﻖ ﺍﻧﺴﺠﺎﻡ ﻭﺗﺼﺎﹸﻟﺢ ﺑﲔ ﺍﻟﻔﻜﺮ ﺍﻟﺪﻳﲏ ﻭﺍﻟﺘﺤ ‪‬ﻮﻻﺕ ﺍﻟﱵ‬ ‫ﻉ ﻣﻦ ﺍﻟﺘﻮﺍﻓﻖ ﺑﲔ ﺍﳊﺪﺍﺛﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺍﺙ ﺍﻧﻄﻼﻗﹰﺎ ﻣﻦ ﺃ ﹼﻥ‬ ‫ﺷﻬﺪﻫﺎ ﺍﻟﻌﺎﱂ ﺍﳌﻌﺎﺻﺮ ﻧﺘﻴﺠﺔ ﺍﻟﺜﻮﺭﺓ ﺍﻟﺘﻜﻨﻮﻟﻮﺟﻴﺔ‪ ،‬ﺑﺎﻗﺘﺮﺍﺡ ﻧﻮ ﹴ‬ ‫ﺍﻟﻌﻘﻞ ﻫﻮ ﺍﻟﻘﺎﺳﻢ ﺍﳌﺸﺘﺮﻙ ﺑﲔ ﺍﳊﺪﺍﺛﺔ ﻭﺍﻹﺳﻼﻡ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﻘﺪ ﲣﻠﹼﺺ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺍﳌﺴﻠﻢ‪ ،‬ﻣﻦ ﺛﻨﺎﺋﻴ‪‬ﺔ ﺍﻟﻮﺣﻲ ﻭﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﺫﻟﻚ ﺍﳋﻴﺎﺭ ﺍﻟﺼ‪‬ﻌﺐ ﺍﻟﺬﻱ ﻃﹸﺮﺡ ﺗﺎﺭﳜ‪‬ﻴﺎﹰ‪ ،‬ﻛﺜﻤﺮﺓ‬ ‫ﳌﻘﺪ‪‬ﻣﺎﺕ ﻣﻐﻠﻮﻃﺔ‪ ،‬ﻓﻠﻢ ﻳ ‪‬ﺮ ﺍﳌﺴﻠﻢ ﺗﻨﺎﻗﻀﺎﹰ‪ ،‬ﺑﲔ ﻣﻌﺎﺭﻑ ﺍﻟﻮﺣﻲ‪ ،‬ﻭﻣﺪﺍﺭﻙ ﺍﻟﻌﻘﻞ؛ ﻷ ﹼﻥ ﺍﷲ ‪ ،‬ﻫﻮ ﻣ‪ ‬ﺮ ‪‬ﺳﻞﹸ ﺍﻟﻮﺣﻲ‪،‬‬ ‫ﻱ ﺗﻨﺎﻗﺾ ‪..‬‬ ‫ﻭﺧﺎ‪‬ﻟﻖ‪ ‬ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﻣﻜﻠﱡﻔﹸﻪ ﺑﺘﻌﺎﻟﻴﻢ ﺍﻟﻮﺣﻲ‪ ،‬ﻭﻣ‪‬ﺨﺎﻃ‪‬ـﺒ‪‬ﻪ ﲟﻌﺎﺭﻓﻪ‪ ،‬ﻭﻟﺬﻟﻚ ﻓﻼ ﳝﻜﻦ ﺃﺻﻼﹰ‪ ،‬ﺗﺼﻮ‪‬ﺭ ﺃ ‪‬‬ ‫ﻓﺎﻟﻌﻘﻞ ﺳﺒﻴﻞ ﻣﻌﺮﻓﺔ ﺍﻟﻮﺣﻲ‪ ،‬ﻭﳏﻞ ﺗﻜﻠﻴﻔﻪ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻮﺣﻲ ﻫﻮ ﺳﺮﺍﺝ ﺍﳍﺪﺍﻳﺔ ﻟﻠﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﺍﻹﻃﺎﺭ ﺍﳌﺮﺟﻌﻲ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻀﺎﺑﻂ‬ ‫ﺍﳌﻨﻬﺠﻲ ﳌﻌﺎﺭﻓﻪ‪ ،‬ﻭﻻﳝﻜﻦ ﺍﺑﺘﺪﺍﺀ ﻷﺣﻜﺎﻡ ﺍﻟﻮﺣﻲ‪ ،‬ﺃﻥ ﺗﻨﺎﻗﺾ ﺍﻟﻌﻘﻞ ﺍﻟﺴ‪‬ﻠﻴﻢ‪ ،‬ﻷﻧ‪‬ﻪ ﳏ ﹼﻞ ﺍﳋﻄﺎﺏ ﻭﺍﻟﺘﻜﻠﻴﻒ ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﻮ ﺍﻓﺘﺮﺿﻨﺎ ﺃ ﹼﻥ ﺍﻟﺼ‪‬ﺪﺍﻡ ﻭﺍﻟﺘﻨﺎﻗﺾ‪ ،‬ﺣﺎﺻﻞ ﻣﻦ ﺍﻟﻨﺎﺣﻴﺔ ﺍﻟﻨﻈﺮﻳ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻓﻼ ﻣﻌﲎ ﺇﺫﹰﺍ ﻟﻠﺘﻜﻠﻴﻒ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻣﻨﺎﻃﻪ‬ ‫ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻷ ﹼﻥ ﺍﻟﺘﻜﻠﻴﻒ ﻻﻳﻘﻊ ﺇ ﹼﻻ ﻋﻠﻰ ﳏﻠﹼﻪ ‪ ..‬ﻭﳌﹼﺎ ﻛﺎﻥ ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻣﺘﺄﺛﺮﹰﺍ ﺑﺎﻟﺮ‪‬ﻏﺒﺎﺕ ﻭﺍﻟﻨ‪‬ﺰﻭﺍﺕ‪ ،‬ﻭﻭﺍﻗﻌﹰﺎ ﲢﺖ ﺍﺣﺘﻤﺎﻻﺕ‬ ‫ﺧﻄﺄ ﺍﳊﻮﺍﺱ ﺍﳌﻌﺘﻤﺪﺓ‪ ،‬ﻹﻳﺼﺎﻝ ﺍﳌﻌﻠﻮﻣﺔ ﺇﱃ ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﺃﻧ‪‬ﻪ ﺧﺎﺿ ٌﻊ ﻟﻠﻌﻠﻢ ﺍﶈﺪﻭﺩ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻌﻤﺮ ﺍﶈﺪﻭﺩ‪ ،‬ﻭﺍﻻﻃﻼﻉ‬ ‫ﺍﻟﻨ‪‬ﺴﱯ‪ ،‬ﻓﻼ ﳝﻜﻦ ﺃﻥ ﻳﺴﺘﻘ ‪‬ﺮ ﲟﺠﺮ‪‬ﺩ ﺍﻟﻨﻈﺮ ‪.‬‬ ‫ﺃﻣ‪‬ﺎ ﺍﻟﻮﺣﻲ ﻓﻬﻮ ‪ :‬ﺧﻄﺎﺏ ﺍﷲ ‪ ،‬ﺍﻟﻌﻠﻴﻢ‪ ،‬ﻋﻠﻤﹰﺎ ﻣﻄﻠﻘﺎﹰ‪ ،‬ﻣﱰﹼﻫﹰﺎ ﻋﻦ ﺍﳋﻄﺄ ﻭﺍﻟﻐﺮﺽ‪ ،‬ﻭﺍ ﹸﳌ‪‬ﺒﻠﱢﻎ ﺍ ﹸﳌ‪‬ﺒﻴ‪‬ﻦ ﻟﻪ ﻫﻮ ‪:‬‬ ‫ﺐ‬ ‫ﺍﻟﺮ‪‬ﺳﻮﻝ ﺍﳌﻌﺼﻮﻡ ‪ ،‬ﻟﺬﻟﻚ ﻓﺎﻟﺘﻌﺎﺭﺽ ‪‬ﻣﻨ‪‬ـﺘ‪‬ـﻒ‪ ،‬���ﺄﺻﻞ ﺍﻟﻮﺿﻊ‪ ،‬ﺃﻣ‪‬ﺎ ﻋﻨﺪ ﺗﻮﻫ‪‬ﻢ ﺍﻟﺘﻌﺎﺭﺽ‪ ،‬ﺃﻭ ﻭﺟﻮﺩﻩ‪ ،‬ﻟﺴﺒ ﹴ‬ ‫ﺃﻭ ﻵﺧﺮ‪ ،‬ﻓﺈ ﹼﻥ ﺍﻟﻮﺣﻲ ﺍﳌﻌﺼﻮﻡ‪ ،‬ﻣﻘﺪ‪‬ﻡ ﻋﻘﻼﹰ‪ ،‬ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻌﻘﻞ ﺍﳌﻈﻨﻮﻥ ‪.‬‬ ‫ﻭﺍﻹﺷﻜﺎﻟﻴ‪‬ﺔ ﺍﻟﱵ ﺩﻣ‪‬ﺮﺕ ﺇﻧﺴﺎﻥ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﳌﺎﺩﻳ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﻭﺿﻌﺘﻪ ﺃﻣﺎﻡ ﺍﳋﻴﺎﺭ ﺍﻟﺼ‪‬ﻌﺐ‪ ،‬ﻓﺎﻧـﺘﻬﻰ‪ ،‬ﺇﻣ‪‬ﺎ ﺇﱃ ﺇﻟﻐﺎﺀ‬ ‫ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﺇﺳﻘﺎﻃﻪ‪ ،‬ﻭﺍﻋﺘﺒﺎﺭ ﺍﻟﺘﺪﻳ‪‬ﻦ ﻭﺍﻹﳝﺎﻥ‪ ،‬ﺣﻴﺚ ﻳﻘﺘﻀﻲ ‪ :‬ﺍﻹﻟﻐﺎﺀ ﺍﻟﻜﺎﻣﻞ ﻟﻠﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘ‪‬ﺴﻠﻴﻢ ﺑﺪﻭﻥ ﺗﻌﻘﹼﻞ‪ ،‬ﺍﻷﻣﺮ‬ ‫ﺍﻟﺬﻱ ﺃﺩ‪‬ﻯ ﺇﱃ ﺷﻴﻮﻉ ﺍﳋﺮﺍﻓﺔ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺼﻮ‪‬ﺭﺍﺕ ﺍﳌﺸﻮ‪‬ﻫﺔ‪ ،‬ﻭﺍﻻﻧﺴﻼﺥ ﻣﻦ ﺍﻟ ‪‬ﺪﻳﻦ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻷﺧﻼﻗﻴ‪‬ﺔ ‪ ..‬ﻭﺇﻣ‪‬ﺎ ﺇﱃ ﻧﻔﻲ‬ ‫ﺍﻟﺪ‪‬ﻳﻦ‪ ،‬ﻭﺗﺄﻟﻴﻪ ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﺍﻻﻛﺘﻔﺎﺀ ﺑﻌﻠﻢ ﻇﺎﻫﺮ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﻟﺪ‪‬ﻧﻴﺎ؛ ﻗﺎﻝ ﺍﷲ ﺗﻌﺎﱃ ‪:‬‬ ‫﴿‪﴾W V UTS R Q P ON‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﺮﻭﻡ‪(7 :30 ،‬‬

‫ﻭﺇﺳﻘﺎﻁ ﻣﻌﺎﺭﻑ ﺍﻟﻮﺣﻲ‪ ،‬ﻭﺗﻘﻄﻴﻊ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺇﱃ ﺃﺑﻌﺎﺽ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺎﺭﻳﺦ ﺍﻟﻌﻠﻤﻲ ﺍﻟﺒﺸﺮﻱ ﻓﻴﻤﺎ ﻭﺻﻞ ﺇﻟﻴﻪ ﻣﻦ‬ ‫ﻼ ﻟﻴﻘﻈﺔ ﺍﻟﻌﻘﻞ‪،‬‬ ‫ﺍﳊﻘﺎﺋﻖ ﻭﺍﻟﻴﻘﻴﻨﻴ‪‬ﺎﺕ‪ ،‬ﱂ ﻳﺴﺠ‪‬ﻞ ﺇﺻﺎﺑﺔ ﻭﺍﺣﺪﺓ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻘﻴﻢ ﻭﺍﻟﻨ‪‬ﺼﻮﺹ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﺇﻧ‪‬ﻤﺎ ﻛﺎﻥ ﺳﺒﻴ ﹰ‬ ‫ﻭﻋﻮﺩﺓ ﺍﻟﻮﻋﻲ ﻭﺍﺳﺘﺌﻨﺎﻑ ﺍﻟﺘﻮﺟ‪‬ﻪ ﺻﻮﺏ ﺍﻟﺪ‪‬ﻳﻦ ﺍﻟﺼ‪‬ﺤﻴﺢ‪ ،‬ﲟﺎ ﳛﻘﹼﻘﻪ ﻣﻦ ﺍﻷﻣﻦ ﻭﺍﻟﻴﻘﲔ ‪ ..‬ﻓﺎﻻﺭﺗﻘﺎﺀ ﺑﺎﻟﻌﻠﻢ ﻭﺯﻳﺎﺩﺓ‬ ‫ﻣﺴﺎﺣﺔ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﻟﺮﺅﻳﺔ ﺍﳌﻌﺮﻓﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻳﺘﻴﺢ ﺗﺒﻴ‪‬ﻦ ﺍﳊﻖ ﻭﺍﻟﻮﺻﻮﻝ ﺇﱃ ﺍﻟﻴﻘﲔ ﻭﺍﻹﳝﺎﻥ‪ ،‬ﻗﺎﻝ ﺍﷲ ﺗﻌﺎﱃ؛‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪9‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫﴿‪﴾ËÊÉÈÇÆÅÄÃÂÁÀ‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﻓﺼﻠﺖ‪(53 :41 ،‬‬

‫ﺏ ﰲ ﺍﻵﺧﺮﺓ‪ ،‬ﻭﺑﺴﺒﺐ ﻋﻄﺎﺀ ﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻹﳝﺎﻧﻴ‪‬ﺔ‬ ‫ﻒ ﰲ ﺍﻟﺪﻧﻴﺎ ﻭﺛﻮﺍ ﹴ‬ ‫ﻓﺎﻟﻜﺴﺐ ﺍﳌﻌﺮﰲ ﲟﺎ ﻳﺮﺗ‪‬ﺒﻪ ﻣﻦ ﺗﺸﺮﻳ ‪‬‬ ‫ﺠ ‪‬ﺪﻳ‪‬ـﺔ ﻭﺗﻮﺟﻴﻪ ﻧﺘﺎﺋﺞ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﳋﲑ ﺍﻟﺒﺸﺮﻳ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﺭﺑﻂ ﺍﳉﻬﻮﺩ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴ‪‬ﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳ‪‬ﺔ‬ ‫ﻭﻗﺪﺭﻬﺗﺎ ﻋﻠﻰ ﲢﺪﻳﺪ ﳎﺎﻻﺕ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺍﳌﹸ ‪‬‬ ‫ﺑﺄﻫﺪﺍﻓﻬﺎ؛ ﺗﺘﺤﻘﻖ ﺇﻧﺴﺎﻧﻴ‪‬ﺔ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ‪ ،‬ﻭﺇ ﹼﻻ ﲢﻮ‪‬ﻝ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﺇﱃ ﻭﺳﻴﻠﺔ ﺩﻣﺎﺭ ﻭﺗﻔﺮﻳﻖ ﻭﺑﻐﻲ‪ .‬ﻛﺬﺍ ﺍﻧﻔﺼﺎﻝ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻋﻦ‬ ‫ﺍﻹﳝﺎﻥ‪ ،‬ﺳﻮﻑ ﻳﺆﺩ‪‬ﻱ ﺇﱃ ﺍﻟﺒﻐﻲ ﻭﺍﻟﻈﻠﻢ‪ .‬ﻭﺷﻮﺍﻫﺪ ﺍﻹﺩﺍﻧﺔ ﻣﻦ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ ﻋﻠﻰ ﺗﻮﻇﻴﻒ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻟﻠﺒﻐﻲ‪ ،‬ﺃﻛﺜﺮ ﻣﻦ ﺃﻥ‬ ‫ﺗ‪‬ﺤﺼﻰ ﻭﻗﺎﻝ ﺍﷲ ﺗﻌﺎﱃ؛‬ ‫﴿©«¬®¯‪¿،½¼»º¹¸¶µ´³²±°‬‬ ‫‪﴾ÊÉÈ ÇÆ ÅÄ ÃÂÁÀ‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻷﻧﻌﺎﻡ‪(117-116 :6 ،‬‬

‫ﻟﺬﻟﻚ ﱂ ﻳﻘﺘﺼﺮ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺘﺄﻛﻴﺪ ﻋﻠﻰ ﲢﺼﻴﻞ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ‪ ،‬ﻭﺇﻧ‪‬ﻤﺎ ﺃﻛﹼـﺪ ﻋﻠﻰ ﺍﻻﻟﺘﺰﺍﻡ ‪‬ﲞﻠﹸﻖ ﻭﺃﺩﺏ‬ ‫ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﺃﻳﻀﺎﹰ‪ ،‬ﳌﺎ ﻟﺬﻟﻚ ﻣﻦ ﺃﳘﻴ‪‬ﺔ ﺗ‪‬ﻌﺎﺩﻝ ﺍﻟﻜﺴﺐ ﺍﳌﻌﺮﰲ‪ ،‬ﻭ‪‬ﻰ ﺍﳌﺴﻠﻢ ﻋﻦ ﺍﺗﺒﺎﻉ ﺍﻟﻈﻦ ﻭﺍﳍﻮﻯ؛ ﺣﻴﺚ ﻗﺎﻝ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿ ‪﴾ÈÇ ÆÅ Ä Ã Â Á À‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻔﺮﻗﺎﻥ‪(43 :25 ،‬‬

‫ﻭﺟﻌﻞ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﻣﺮﺗﺒﻄﺔ ﺑﱪﻫﺎ‪‬ﺎ ﻭﺩﻟﻴﻠﻬﺎ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﺟﻌﻞ ﺍﻟﱪﻫﺎﻥ ﺩﻟﻴﻞ ﺻﺪﻗﻬﺎ ؛ ﻣﺼﺪﺍﻗﹰﺎ ﻟﻘﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿ ‪﴾U T S R Q P‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻨﻤﻞ‪(64 :27 ،‬‬

‫ﻭﻗﺪ ﺟﻌﻞ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻣﺴﺆﻭ ﹰﻻ ﻋﻦ ﺣﻮﺍﺳ‪‬ﻪ‪ ،‬ﻧﻮﺍﻓﺬ ﻣﻌﺮﻓﺘﻪ‪ ،‬ﻭﻭﺳﺎﺋﻠﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺟﻌﻠﻪ ﻣﺴﺆﻭ ﹰﻻ ﻋﻦ‬ ‫ﺗﻌﻄﻴﻠﻬﺎ ﻭﻋﺪﻡ ﺗﺸﻐﻴﻠﻬﺎ‪ ،‬ﻛﻤﺎ ﺟﻌﻠﻪ ﻣﺴﺆﻭ ﹰﻻ ﻋﻦ ﻋﺪﻡ ﺍﻻﻟﺘﺰﺍﻡ ﺑﻌﻄﺎﺋﻬﺎ‪ ،‬ﻓﻘﺎﻝ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿ ‪﴾Ñ Ð Ï Î Í Ì Ë Ê É‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻹﺳﺮﺍﺀ‪(36 :17 ،‬‬

‫ﻟﺬﻟﻚ ﻓﺎﳌﺴﺆﻭﻟﻴ‪‬ﺔ ﻫﻨﺎ ﻣﺰﺩﻭﺟﺔ‪ ،‬ﻣﺴﺆﻭﻟﻴ‪‬ﺔ ﻋﻦ ﺍﻟﺘﺸﻐﻴﻞ ﻭﺍﻟﺘﺤﺮﻳﻚ ﻭﺍﻟﻜﺴﺐ ﺍﳌﻌﺮﰲ‪ ،‬ﻭﻣﺴﺆﻭﻟﻴ‪‬ﺔ ﻋﻦ‬ ‫ﺍﻻﻟﺘﺰﺍﻡ ‪‬ﲞﻠﹸﻖ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﻭﺃﺩﻬﺑﺎ ﻭﲦﺮﺍﻬﺗﺎ‪.‬‬ ‫ﻭﺗﺸﺘ ‪‬ﺪ ﺍﳊﺎﺟﺔ ﺇﱃ ﺿﺒﻂ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﺑﺄﻫﺪﺍﻓﻪ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺰﺍﻡ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﺑﺂﺩﺍﻬﺑﺎ‪ ،‬ﻭﺃﺧﻼﻗﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺗﻮﺟﻴﻬﻬﺎ ﺍﻟﻮﺟﻬﺔ ﺍﳋﻴ‪‬ﺮﺓ ﶈﺎﺻﺮﺓ‬ ‫ﺍﻟﻈﻠﻢ‪ ،‬ﻭﺍﳊﻴﻠﻮﻟﺔ ﺩﻭﻥ ﺍﻟﺒﻐﻲ ﺃﻛﺜﺮ ﻓﺄﻛﺜﺮ ﰲ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﻌﺼﺮ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻳﺸﻬﺪ ﻳﻮﻣ‪‬ﻴﹰﺎ ﺗﻘﺪ‪‬ﻣﹰﺎ ﻋﻠﻤ‪‬ﻴﹰﺎ ﻭﺗﺮﺍﻛﻤﹰﺎ ﻣﻌﺮﻓﻴﹰﺎ ﻭﺛﻮﺭﺓ‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪10‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻣﻌﻠﻮﻣﺎﺗﻴﺔ ﲡﻌﻞ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﳘﺎ ﻗﻮ‪‬ﺓ ﺍﳌﺴﺘﻘﺒﻞ ﺍﳊﻘﻴﻘﻴ‪‬ﺔ ‪ ،‬ﻓﺎﻟﺬﻱ ﳝﺘﻠﻚ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﳝﺘﻠﻚ ﺍﳌﺴﺘﻘﺒﻞ‪ ،‬ﺑﻞ ﳝﺘﻠﻚ‬ ‫ﺍﻟﻌﺎﱂ ‪ ..‬ﻓﻜﻴﻒ ﻟﻪ ﺃﻥ ﻳﺘﺼﺮ‪‬ﻑ ﻓﻴﻪ‪ ،‬ﻭﻳﺼﺮﻑ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﺇﱃ ﺳﺎﺣﺎﺕ ﺍﳋﲑ‪ ).‬ﻣﺴﻌﻮﺩ‪ ،‬ﻋﺒﺪ ﺍ‪‬ﻴﺪ ‪.(20-17 :1999.‬‬ ‫ﻟﺬﺍ‪ ،‬ﻓﺈ ﹼﻥ ﻣﻦ ﺃﻫ ‪‬ﻢ ﺍﻟﺘﺤﺪﻳـّﺎﺕ ﺍﻟﱵ ﺗﻮﺍﺟﻬﻨﺎ ﻬﺑﺎ ﺍﻟﻌﻮﳌﺔ ؛ ﲢﺪ‪‬ﻱ ﺍﻟﻔﺴﺎﺩ ﺍﻷﺧﻼﻗﻲ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻜﺘﺴﺢ ﺍﻟﻌﺎﱂ‬ ‫ﺑﻔﻌﻞ ﻏﻴﺎﺏ ﺑ‪‬ﻌﺪ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﰲ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﳌﻌﺎﺻﺮﺓ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻘﻴﻤﺔ ﺍﳋﻠﹸﻘﻴﺔ ﺃﺭﻗﻰ ﻣﻦ ﺍﻟﺴﻠﻮﻙ ﺍﻟﺘﺠﺎﺭﻱ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻈﻬﺮ ﰲ‬ ‫ﺗﺼﺮ‪‬ﻓﺎﺕ ﺍﻟﻜﺜﲑ‪ ،‬ﻭﻟﻴﺲ ﺍﻟﻐﺎﻳﺔ ﻣﻦ ﺫﻟﻚ ﻧﺪﺍﺀ ﺍﻟﻀﻤﲑ ﺑﻘﺪﺭ ﻣﺎ ﻫﻮ ﺑﺮﻭﺗﻮﻛﻮﻻﺕ ﻭﺇﺗﻜﻴﺖ ﻭﺑﺎﻟﺘﻌﺒﲑ ﺍﳌﺎﺩ‪‬ﻱ‬ ‫ﳋﻠﹸﻖ ﺍﻟﺬﻱ ﻫﻮ ﺃﻟﺼﻖ ﺑﺎﻟﻔﻄﺮﺓ ﻭﻧﺪﺍﺀ ﺍﻟﻀﻤﲑ ﻭﺍﻟﺘﺰﺍﻡ ﺍﻟﺘﻘﻮﻯ‪ ،‬ﻭﺑﲔ ﺍﻹﺛﻴﻜﺲ ﺑﺎﳌﻔﻬﻮﻡ‬ ‫)‪ ،(Ethics‬ﻭﻫﻨﺎﻙ ﻓﺮﻕ ﺑﲔ ﺍ ﹸ‬ ‫ﺍﳌﺎﺩ‪‬ﻱ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﺮﺍﻋﻲ ﺍﳌﻈﻬﺮ ﺍﻟﺸﻜﻠﻲ ﺩﻭﻥ ﺍﳉﻮﻫﺮ‪.‬‬ ‫ﺕ ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺑﺎﳌﻔﻬﻮﻡ ﺍﳌﺎﺩ‪‬ﻱ ﺫﺍﺕ ﺑ‪‬ﻌﺪ ﻧﻔﻌﻲ ﲡﺎﺭﻱ‪ ،‬ﻓﺎﻟﺮ‪‬ﺟﻞ ﻻ ﻳﻜﺬﺏ ﻷ ﹼﻥ ﲰﻌﺘﻪ ﺗﺘﺄﺛﺮ‪ ،‬ﻓﺈﺫﺍ ﱂ‬ ‫ﻟﻘﺪ ﹶﻏ ‪‬ﺪ ‪‬‬ ‫ﺗﺘﺄﺛﺮ ﻓﻠﻴﺲ ﰲ ﺍﻷﻣﺮ ﺗﺜﺮﻳﺐ‪ ،‬ﻫﺬﺍ ﻣﻦ ﺟﻬﺔ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺟﻬﺔ ﺃﺧﺮﻯ ﻓﺈ ﹼﻥ ﺍﻟﺘﺤﻠﹼﻞ ﻣﻦ ﺍﻟﻘﻴﻢ ﺻﺎﺭ ﻣﻮﺿﺔ‪ ،‬ﻭﻋﻼﻣﺔ ﻋﻠﻰ‬ ‫ﺣﻀﺎﺭﺓ ﺍﻻﳓﻼﻝ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﻫﺘﻜﺖ ﺍﻷﺳﺘﺎﺭ ﻭﻋﺮ‪‬ﺕ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ‪ ،‬ﻭﲡﺎﻭﺯﺕ ﰲ ﺇﺑﺎﺣﻴ‪‬ﺘﻬﺎ ﻛ ﹼﻞ ‪‬ﻭﺻ‪‬ـﻒ‪ ،‬ﻭﻫﺬﺍ ﺍﻟﺬﻱ ﺩﻓﻊ‬ ‫ﻛﺜﲑﹰﺍ ﻣﻦ ﺍﻟﺸﺒﺎﺏ ﺇﱃ ﺍﻻﺳﺘﻘﺎﻟﺔ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴﺔ ﻣﻦ ﺍﳊﻴﺎﺓ؛ ﺇﻣﺎ ﻋﻦ ﻃﺮﻳﻖ ﺍﻻﻧﺘﺤﺎﺭ ﺑﻄﺮﻗ‪‬ﻪ ﺍﳌﺨﺘﻠﻔﺔ‪ ،‬ﻭﺇﻣ‪‬ﺎ ﺑﺎﻻﻧﻐﻤﺎﺱ‬ ‫ﰲ ﻋﺎﱂ ﺍﻟﺮﺫﻳﻠﺔ ﻭﺍﳌﺨﺪﺭﺍﺕ ﻭﺍﻟﻔﺠﻮﺭ‪ ،‬ﳑﺎ ﺃﺻﺒﺢ ﻳﻬﺪ‪‬ﺩ ﺍﻷﺳﺮﺓ ﺑﺎﻻ‪‬ﻴﺎﺭ ﻭﺍﻟﺘﻔﻜﹼﻚ‪ ،‬ﻭﻳﻘﻀﻲ ﻋﻠﻰ ﻗﻴﻢ ﺍﻟﺘﺂﻟﻒ‬ ‫ﻭﺍﻟﺮ‪‬ﲪﺔ ﻭﺍﻟﻌﻄﻒ‪ ،‬ﻭﻛﻞ ﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻟﺮﻭﺣﻴ‪‬ﺔ ﺍﻟﱵ ﺗﻔﺘﺢ ﺃﻣﺎﻡ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺃﺑﻮﺍﺏ ﺍﻷﻣﻞ ﰲ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﻟﻜﺮﳝﺔ‪ ،‬ﻭﲣﻔﹼﻒ ﻋﻨﻪ ﺁﻻﻡ‬ ‫ﺣﻀﺎﺭﺓ ﺍﻟﺒ‪‬ﻌﺪ ﺍﻟﻮﺍﺣﺪ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﻸﺧﻼﻕ ﺩﻭﺭﻫﺎ ﺍﻟﺮ‪‬ﻳﺎﺩﻱ ﰲ ﲢﻘﻴﻖ ﺳﻌﺎﺩﺓ ﺍﻟﺒﺸﺮﻳﺔ‪ ،‬ﻭﰲ ﺻﻴﺎﻏﺔ ﻭﺟﻬﺔ ﺍﻟﺒﻨﻴﺎﻥ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻲ‪ ،‬ﻭﺗﺰﻭﻳﺪﻩ‬ ‫ﺑﺎﻟﻄﺎﻗﺔ ﺍﻟﻐﻴﺒﻴﺔ ﺍﻟﻼﺯﻣﺔ ﳊﻔﻆ ﺍﻟﺘﻮﺍﺯﻥ ﺑﲔ ﻣﻄﺎﻟﺐ ﺍﻟﻨﻔﺲ ﻭﺗﻄﻠﹼﻌﺎﺕ ﺍﻟﺮ‪‬ﻭﺡ‪ ،‬ﻭﺑﲔ ﺯﺧﻢ ﺍﳊﺮﻛﻴ‪‬ﺔ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴ‪‬ـﺔ‪.‬‬ ‫ﻭﺍﳌﻌﺮﻛﺔ ﺍﳊﻘﻴﻘﻴ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﻛﺎﻧﺖ ﻭﻻﺗﺰﺍﻝ‪ ،‬ﰲ ﺍﻟﺼ‪‬ﺮﺍﻉ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺪﺍﻓﻊ‪ ،‬ﺑﲔ ﺍﻟﻔﻄﺮﺓ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﻓﹸﻄﺮ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﻋﻠﻴﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺑﲔ‬ ‫ﳏﺎﻭﻻﺕ ﺍﻟﺘﺸﻮﻳﻪ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﺒﺪﻳﻞ ﻭﺍﻟﺘﻀﻠﻴﻞ ﻭﺍﻻﻏﺘﻴﺎﻝ ﳍﺬﻩ ﺍﻟﻔﻄﺮﺓ ‪ ،‬ﺑﺴﻠﻮﻛﻴ‪‬ﺎﺕ ﻓﺎﺳﺪﺓ ﳐﺮ‪‬ﺑﺔ ‪.‬‬ ‫ﻭﰲ ﺿﻮﺀ ﺫﻟﻚ‪ ،‬ﳝﻜﻦ ﺃﻥ ﻧﻔﻬﻢ ﻗﻮﻝ ﺍﷲ ‪ ‬ﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﺍﻟﻘﺪﺳﻲ‪:‬‬ ‫ﺖ ﻋﺒﺎﺩﻱ ﺣﻨﻔﺎﺀ‪ ،‬ﻛﻠﹼﻬﻢ‪ ،‬ﻭﺇﻧ‪‬ﻬﻢ ﺃﺗـﺘـﻬﻢ ﺍﻟﺸﻴﺎﻃﲔ‪ ،‬ﻓﺎﺟْـﺘـﺎﻟـﺘـﻬﻢ ﻋﻦ‬ ‫))ﻭﺇﻧ‪‬ﻲ ﺧﻠﻘ ُ‬ ‫ﺩﻳﻨﻬﻢ((‬ ‫)ﻣﺴﻠﻢ‪ ،‬ﺍﻟﺼﺤﻴﺢ‪ ،‬ﺍﻟﺮﻗﻢ‪(7386 :‬‬ ‫ﻭﻧﻔﻬﻢ ﻗﻮﻝ ﺍﻟﺮﺳﻮﻝ ‪:‬‬ ‫))ﻣﺎ ﻣﻦ ﻣﻮﻟﻮﺩ ﺇ ﹼﻻ ﻭﻳﻮﻟﺪ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻔﻄﺮﺓ‪ ،‬ﻓﺄﺑﻮﺍﻩ ﻳﻬﻮ‪‬ﺩﺍﻧﻪ‪ ،‬ﻭﻳﻨﺼ‪‬ﺮﺍﻧﻪ‪ ،‬ﻭﳝﺠ‪‬ﺴﺎﻧﻪ ‪ ..‬ﻛﻤﺎ ﺗﻨﺘﺞ‬ ‫ﺍﻟﺒﻬﻴﻤﺔ ﻬﺑﻴﻤﺔ ﲨﻌﺎﺀ‪ ،‬ﻫﻞ ﺗُﺤﺴ‪‬ﻮﻥ ﻣﻦ ﺟﺪﻋﺎﺀ ؟((‬ ‫)ﺍﻟﺒﺨﺎﺭﻱ‪ ،‬ﺍﻟﺼﺤﻴﺢ‪ ،‬ﺍﻟﺮﻗﻢ‪ ،1358 :‬ﻣﺴﻠﻢ‪ ،‬ﺍﻟﺼﺤﻴﺢ‪ ،‬ﺍﻟﺮﻗﻢ‪(6926 :‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪11‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻭﻧﺪﺭﻙ ﺍﻷﺑﻌﺎﺩ ﺍﻟﻜﺎﻣﻠﺔ ﺑﻘﻮﻟﻪ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿ ‪¸ ¶ µ´ ³ ² ± °¯ ® ¬ « ª © ¨§ ¦ ¥ ¤‬‬ ‫‪Ç Æ Å Ä Ã Â Á ،¾ ½ ¼ » º ¹‬‬ ‫‪﴾Ö Õ Ô Ó Ò ÑÐ Ï Î Í Ì Ë ،É È‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﺮﻭﻡ‪(32-30 :30 ،‬‬ ‫ﳋ ﹾﻠ ‪‬ﻖ ﺍﻹﻧﺴﺎﱐ ﺍﻟﻌﻀﻮﻱ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻨ‪‬ﻔﺴﻲ‪ ،‬ﳍﺎ ﻣﻦ‬ ‫ﻛﻤﺎ ﳝﻜﻦ‪ ،‬ﰲ ﺿﻮﺀ ﺫﻟﻚ ﺃﻳﻀﺎﹰ‪ ،‬ﺃﻥ ﻧﺪﺭﻙ ‪ ،‬ﺑﺄ ﹼﻥ ﺣﻘﺎﺋﻖ ﺍ ﹶ‬ ‫ﳋﻠﹾﻖ ﺍﻟﻜﻮﱐ‪ ..‬ﻭﺇﻥ ﲤﻴ‪‬ﺰﺕ ﻋﻨﻬﺎ ﺑﺄﻫﻠﻴ‪‬ﺔ ﺍﻻﺧﺘﻴﺎﺭ‪ .‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺭﺻﻴﺪ‬ ‫ﺍﻟﺜﺒﺎﺕ‪ ،‬ﻭﺍﻻﻣﺘﺪﺍﺩ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺪ‪‬ﳝﻮﻣﺔ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻌﻄﺎﺀ‪ ،‬ﻛﺤﻘﺎﺋﻖ ﺍ ﹶ‬ ‫ﳋﻠﹾﻖ ﰲ ﺍﻟﻔﻄﺮﺓ ﺍﻟﺒﺸﺮﻳ‪‬ـﺔ‪ ،‬ﻛﺮﺻﻴﺪ ﺍﳋﻠﻖ ﰲ ﺍﻟﻔﻄﺮﺓ ﺍﻟﻜﻮﻧﻴ‪‬ـﺔ‪ .‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺣﻘﺎﺋﻘﻬﺎ‪ ،‬ﻻﺗﻘ ﹼﻞ ﺛﺒﺎﺗﹰﺎ ﻭﺍﻣﺘﺪﺍﺩﹰﺍ ﻋﻦ ﺣﻘﺎﺋﻖ‬ ‫ﺍﹶ‬ ‫ﺍﻟﺸﻤﺲ ﻭﺍﻟﻘﻤﺮ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻜﻮﺍﻛﺐ ﺍﻷﺧﺮﻯ ‪.‬‬ ‫ﻭﺃ ﹼﻥ ﻏﻴﺎﺏ ﺍﳊﻀﺎﺭﺍﺕ‪ ،‬ﻭﺍﻧﺪﺛﺎﺭﻫﺎ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﻤﺮﺍﺭ ﺍﻹﺳﻼﻡ‪ ،‬ﺩﻟﻴﻞ ﻋﻠﻰ ﺧﻠﻮﺩ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺪ‪‬ﻳﻦ‪ ،‬ﻷﻧ‪‬ﻪ ﺍﺳﺘﺠﺎﺑﺔ‬ ‫ﻃﺒﻴﻌﻴ‪‬ﺔ ﻟﻔﻄﺮﺓ ﺍﷲ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﻓﻄﺮ ﺍﻟﻨﺎﺱ ﻋﻠﻴﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺷﺎﻫﺪ ﺇﺩﺍﻧﺔ ﻣﺴﺘﻤﺮ‪ ،‬ﻭﺗﺄﻛﻴﺪ ﻋﻠﻰ ﺃﻧ‪‬ﻪ ﻻ ﺗﺒﺪﻳﻞ ﳋﻠﻖ ﺍﷲ ‪ ،‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺍﻟﻌﱪﺓ‬ ‫ﺩﺍﺋﻤﹰﺎ ﻫﻲ ﺑﺎﻟﻌﻮﺍﻗﺐ‪ ،‬ﻭﺍﳌﺂﻻﺕ ﺍﳌﻤﺘﺪ‪‬ﺓ ‪ ،‬ﻭﻟﻴﺴﺖ ﺑﺎﻟﻨﺘﺎﺋﺞ ﺍﻟﻘﺮﻳﺒﺔ )ﺍﻹﻣﺎﻡ‪ ،‬ﺃﲪﺪ ﻋﻠﻲ‪.(10-9 :1995 .‬‬ ‫ﺍﳋﺎﲤﺔ‬ ‫ﻟﻘﺪ ﺫﻫﺐ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺍﳊﻀﺎﺭﺍﺕ‪ ،‬ﻛﺜﻤﺮﺓ ﻻﺳﺘﻘﺮﺍﺋﻬﻢ ﺍﻟﺘﺎﺭﻳﺦ ﺍﻟﺒﺸﺮﻱ‪ ،‬ﻭﺻﻔﺤﺎﺕ ﺍﻟﺴ‪‬ـﻘﻮﻁ ﻭﺍﻟﻨ‪‬ﻬﻮﺽ‪،‬‬ ‫ﺇﱃ ﺃ ﹼﻥ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ‪ ،‬ﺃﻳ‪‬ﺔ ﺣﻀﺎﺭﺓ‪ ،‬ﲤ ‪‬ﺮ ﲟﺮﺍﺣﻞ ﺛﻼﺙ ‪:‬‬ ‫ﺍﳌﺮﺣﻠﺔ ﺍﳊﻀﺎﺭﻳ‪‬ﺔ ﺍﻷﻭﱃ‪ :‬ﻫﻲ ﻣﺮﺣﻠﺔ ﺍﻟﻔﻜﺮﺓ‪ ،‬ﻣﺮﺣﻠﺔ ﺍﻹﳝﺎﻥ ﺑﺎﳍﺪﻑ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﳝﻸ ﻋﻠﻰ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻧﻔﺴﻪ‪،‬‬ ‫ﻭﻳﺸﻜﹼﻞ ﻟﻪ ﻫﺎﺟﺴﹰﺎ ﺩﺍﺋﻤﺎﹰ‪ ،‬ﻭﻗﻠﻘﹰﺎ ﺳﻮ‪‬ﻳﺎﹰ‪ ،‬ﻭﻳﺪﻓﻌﻪ ﻟﻠﻌﻄﺎﺀ ﻏﲑ ﺍﳌﺘﻨﺎﻫﻲ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘﻀﺤﻴﺔ ﰲ ﺳﺒﻴﻞ ﺫﻟﻚ ‪ ،‬ﺑﻜ ﹼﻞ ﺷﺊ‪ ،‬ﲟ���‬ ‫ﳝﻜﻦ ﺃﻥ ﻳ‪‬ﻌﺘﱪ ﺃ ﹼﻥ ﻣﻦ ﺃﻫﻢ ﲰﺎﺕ ﻫﺬﻩ ﺍﳌﺮﺣﻠﺔ ‪ :‬ﺑﺮﻭﺯ ﺇﻧﺴﺎﻥ ﺍﻟﻮﺍﺟﺐ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻻ ﻳﺮﻯ ﺇ ﹼﻻ ﻣﺎ ﻋﻠﻴﻪ‪ ،‬ﻭﻳ‪‬ﻘﺒﻞ ﻋﻠﻰ‬ ‫ﻉ ﺩﺍﺧﻠﻲ‪ ،‬ﺑﺈﳝﺎﻥ ﻭﺍﺣﺘﺴﺎﺏ‪ ،‬ﺩﻭﻥ ﺃﻥ ﻳ‪‬ﺨﺎﻣﺮ ﻋﻘﻠﻪ‪ ،‬ﻣﺎﻟﻪ ﻣﻦ ﺣﻘﻮﻕ ‪ ..‬ﻫﻮ ﺇﻧﺴﺎﻥ ﻭﺍﺟﺐ‪ ،‬ﺇﻧﺴﺎﻥ‬ ‫ﻓﻌﻠﻪ ﺑﻮﺍﺯ ﹴ‬ ‫ﺇﻧﺘﺎﺝ‪ ،‬ﻭﻟﻴﺲ ﺇﻧﺴﺎﻥ ﺣﻖ ﻓﻘﻂ‪ ،‬ﺇﻧﺴﺎﻥ ﺍﺳﺘﻬﻼﻙ ‪.‬‬ ‫ﺍﳌﺮﺣﻠﺔ ﺍﳊﻀﺎﺭﻳ‪‬ﺔ ﺍﻟﺜﺎﻧﻴﺔ‪ :‬ﻫﻲ ﻣﺮﺣﻠﺔ ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﺿﻤﻮﺭ ﺍﻹﳝﺎﻥ‪ ،‬ﻭﻓﺘﻮﺭ ﺍﳊﻤﺎﺱ ﻧﺴﺒ‪‬ﻴﹰﺎ ‪ ..‬ﻣﺮﺣﻠﺔ ﺍﻟﺘﻮﺍﺯﻥ‪،‬‬ ‫ﺑﲔ ﺍﻟﻌﻤﻞ ﻭﺍﻷﺟﺮ‪ ،‬ﺑﲔ ﺍﳊﻖ ﻭﺍﻟﻮﺍﺟﺐ‪ ،‬ﺑﲔ ﺍﻻﻧﺘﺎﺝ ﻭﺍﻻﺳﺘﻬﻼﻙ ‪ ،‬ﺑﲔ ﺍﻟﺪﻧﻴﺎ ﻭﺍﻵﺧﺮﺓ ‪ ،‬ﺩﻭﺭﺓ ﺿﺒﻂ ﺍﻟ‪‬ﻨﺴ‪‬ﺐ ‪..‬‬ ‫ﺣﻠﻮﻝ ﺍﻟﻌﺪﻝ ﳏ ﹼﻞ ﺍﻟﻔﻀﻞ ﻭﺍﻹﺣﺴﺎﻥ ‪ ..‬ﻭﻫﻨﺎ ﺗﺼﻞ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺇﱃ ﻗﻤ‪‬ﺘﻬﺎ‪ ،‬ﻭﺗﺒﺪﺃ ﻣﺮﺣﻠﺔ ﺍﻟﺴﻘﻮﻁ‪ ،‬ﺇﺫﺍ ﱂ ﺗﺴﺘﺪﺭﻙ‬ ‫ﻣﺎ ﻳﺘﺴﺮ‪‬ﺏ ﳍﺎ ﻣﻦ ﺃﻣﺮﺍﺽ‪.‬‬ ‫ﺍﳌﺮﺣﻠﺔ ﺍﳊﻀﺎﺭﻳ‪‬ﺔ ﺍﻟﺜﺎﻟﺜﺔ‪ :‬ﻫﻲ ﻣﺮﺣﻠﺔ ﻏﻴﺎﺏ ﺍﻹﳝﺎﻥ ﻭﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﻭﺑﺮﻭﺯ ﺍﻟﺸﻬﻮﺓ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻐﺮﻳﺰﺓ‪ ،‬ﻭﺍﻧﻜﺴﺎﺭ ﺍﳌﻮﺍﺯﻳﻦ‬ ‫ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﺒﺎﺣﺔ ﻛ ﹼﻞ ﺷﺊ ﻭﺑﻜ ﹼﻞ ﺍﻷﺳﺎﻟﻴﺐ‪ ،‬ﻭﻋﻨﺪﻫﺎ ﺗﺴﻘﻂ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ‪ ،‬ﻭﲤﻮﺕ ﺍﻷﻣ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻭﻳﺘ ‪‬ﻢ ﺍﻻﺳﺘﺒﺪﺍﻝ‪.‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪12‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻭﺍﻟﺴﻘﻮﻁ ﺍﳊﻀﺎﺭﻱ‪ ،‬ﻣﻬﻤﺎ ﻛﺎﻥ ﻗﺎﺳﻴﺎﹰ‪ ،‬ﻳﻜﻮﻥ ﺑﺎﻹﻣﻜﺎﻥ ﲡﺎﻭﺯﻩ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﺪﺭﺍﻛﻪ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﺌﻨﺎﻑ ﻋﻤﻠﻴ‪‬ﺔ‬ ‫ﺍﻟﻨﻬﻮﺽ ﻣﻦ ﺟﺪﻳﺪ‪ ،‬ﺇﺫﺍ ﺍﻗﺘﺼﺮ ﺍﻟﺴ‪‬ـﻘﻮﻁ ﻭﺍﻻ‪‬ﺪﺍﻡ ﻋﻠﻰ ﻋﺎﱂ ﺍﻷﺷﻴﺎﺀ ))ﺍﳌﺪﻧﻴـّﺔ((‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﻤ ‪‬ﺮ ﻋﺎﱂ ﺍﻟﻘﻴﻢ‬ ‫ﻭﺍﻷﻓﻜﺎﺭ ))ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ(( ﺳﻠﻴﻤﹰﺎ‪.‬‬ ‫ﺇ ﹼﻥ ﺍﻷﻣﺮ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻠﻤﺢ ﻣﻨﻪ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ‪ ،‬ﺃ ﹼﻥ ﺍﻟﺸﺪﺍﺋﺪ ﺍﻟﺸﺪﻳﺪﺓ‪ ،‬ﻻ ﺗﻨﺎﻝ ﻣﻦ ﺍﻷﻣـّـﺔ‪ ،‬ﻭﻻ ﺗ‪‬ﺴﻘﻄﻬﺎ‪ ،‬ﺇﺫﺍ‬ ‫ﺣﻔﻆ ﳍﺎ ﻋﺎﱂ ﺃﻓﻜﺎﺭﻫﺎ‪ ،‬ﺍﻟﺬﻱ ﻳﻀﻤﻦ ﺍﻟﻘﺪﺭﺓ ﻋﻠﻰ ﺍﻟ ‪‬ﻌﻮ‪‬ﺩ ‪ ،‬ﻟﺬﻟﻚ ﻓﺈ ﹼﻥ ﻣﻌﺮﻛﺔ ﺇﺳﻘﺎﻁ ﺍﻷﻓﻜﺎﺭ ﻭﺍﻟﻐﺰﻭ ﺍﻟﺜﻘﺎﰲ ‪،‬‬ ‫ﻫﻲ ﺍﻷﺧﻄﺮ ﺩﺍﺋﻤﺎﹰ‪ ،‬ﻭﻋﻤﻠ‪‬ﻴﹰﺎ ‪ ..‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﻋﻤﻠﻴ‪‬ﺔ ﺍﻟﺘﺤﺮﻳﻒ ﻭﺍﻻﻧﺘﺤﺎﻝ ‪ ،‬ﻭﺍﳌﻐﺎﻻﺓ ‪ ،‬ﻫﻲ ﺍﻷﺩﻫﻰ ﻭﺍﻷﻣ‪‬ـ ‪‬ﺮ ‪ ..‬ﻭﺃ ﹼﻥ ﺣﺴﺒﺔ‬ ‫ﺍﻷﻣﺮ ﺑﺎﳌﻌﺮﻭﻑ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻨﻬﻲ ﻋﻦ ﺍﳌﻨﻜﺮ‪ ،‬ﺭﺳﺎﻟﺔ ﻛ ﹼﻞ ﻣﺴﻠﻢ ‪ ،‬ﻭﻓﺮﻳﻀﺔ ﺍﻷﻣ‪‬ـﺔ ﺍﳌﺴﻠﻤﺔ‪ ،‬ﺑﺎﻋﺘﺒﺎﺭﻫﺎ ﺧـﲑ ﺃﻣ‪‬ـﺔ‬ ‫ﺃﹸﺧﺮﺟﺖ ﻟﻠﻨﺎﺱ ‪.‬‬ ‫ﻓﺈﺫﺍ ﻛﺎﻥ ﺍﻟﻮﺣﻲ ﰲ ﺍﻟﻜﺘﺎﺏ ﻭﺍﻟﺴﻨﺔ‪ ،‬ﻣﺼﺪﺭﹰﺍ ﻟﻠﻤﻌﺮﻓﺔ ﻭﺍﻟﺘﺸﺮﻳﻊ‪ ،‬ﻓﺈ ﹼﻥ ﺍﻟﻌﻘﻞ‪ ،‬ﲟﺎ ﳝﺘﻠﻚ ﻣﻦ ﺍﻹﻣﻜﺎﻥ‪،‬‬ ‫ﻭﺍﻷﻫﻠﻴ‪‬ﺔ‪ ،‬ﻫﻮ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﺴﺘﻨﺒﻂ‪ ،‬ﻭﻳ‪‬ﺤﻘﹼﻖ ﺫﻟﻚ‪ ،‬ﺑﻞ ﻭﳝﺘ ‪‬ﺪ ﺑﻪ ﻟﺘﻌﺪﻳﺔ ﺍﻟﺮﺅﻳﺔ‪ ،‬ﻭﺗﱰﻳﻞ ﺍﻟﻨ‪‬ﺺ‪ ،‬ﻭﲢﻘﻴﻖ ﻣﻘﺎﺻﺪﻩ ﰲ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ‬ ‫)ﺍﻹﻣﺎﻡ‪ ،‬ﺃﲪﺪ ﻋﻠﻲ‪.(25-21 :1995 .‬‬ ‫ﻭﺣﺘ‪‬ﻰ ﻳﻨﺄﻯ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﻣﻦ ﺍﳋﹸﺴﺮﺍﻥ ؛ ﻓﺜﻤ‪‬ﺔ ﺩﻋﺎﻣﺎﺕ ﺃﺳﺎﺳﻴ‪‬ﺔ ﻫﻲ‪ :‬ﺍﻹﳝﺎﻥ ‪ ،‬ﺍﻟﻌﻤﻞ ﺍﻟﺼ‪‬ﺎﱀ ‪ ،‬ﺍﻟﺘ‪‬ﻮﺍﺻﻲ‬ ‫ﺑﺎﳊﻖ ‪ ،‬ﻭﺍﻟﺘ‪‬ﻮﺍﺻﻲ ﺑﺎﻟﺼ‪‬ﱪ‪ ،‬ﻳﻘﻮﻝ ﺍﷲ ﺗﻌﺎﱃ‪:‬‬ ‫﴿ ‪﴾ P O N M L K J I H ، F E D C ،A‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻌﺼﺮ‪(3-1 :103 ،‬‬

‫ﻭﻗﺎﻝ ﺍﻟﺸﺎﻓﻌﻲ ﺭﲪﻪ ﺍﷲ ‪:‬‬ ‫"ﻟﻮ ﺗﺪﺑ‪‬ـﺮ ﺍﻟﻨ‪‬ﺎﺱ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺴ‪‬ﻮﺭﺓ ﻟﹶـ ‪‬ﻮﺳ‪‬ـ ‪‬ﻌ‪‬ﺘﻬ‪‬ﻢ"‬ ‫)ﺻﻔﻲ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺍﳌﺒﺎﺭ ﻛﻔﻮﺭﻱ‪(1529 :2000 ،‬‬ ‫ﻓـﻌ‪‬ﻦ ﺍﺑﻦ ﻣﺴﻌﻮﺩ ‪ ‬ﻗﺎﻝ‪ :‬ﻣﻦ ﺳﺮ‪‬ﻩ ﺃﻥ ﻳﻨﻈﺮ ﺇﱃ ﻭﺻﻴ‪‬ﺔ ﳏﻤ‪‬ﺪ ‪ ‬ﺍﻟﱵ ﻋﻠﻴﻬﺎ ﺧﺎﺗـﻤﺔ ﺃﻣﺮﻩ‪ ،‬ﻓﻠﻴﻘﺮﺃ‬ ‫ﻫﺆﻻﺀ ﺍﻵﻳﺎﺕ‪:‬‬ ‫﴿ ‪´ ³ ²± ° ¯® ¬ « ª ©¨ § ¦ ¥ ¤ £ ¢‬‬ ‫‪ÆÅ Ä Ã Â Á À ¿ ¾ ½¼ » º ¹¸ ¶ µ‬‬ ‫‪﴾Ô Ó Ò Ñ Ð ÏÎ Í Ì Ë Ê É È Ç‬‬

‫)ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻷﻧﻌﺎﻡ‪(151 :6 ،‬‬

‫ﻭﻋﻦ ﻋﺒﺎﺩﺓ ﺑﻦ ﺍﻟﺼ‪‬ﺎﻣﺖ ‪ ‬ﻗﺎﻝ ‪ :‬ﻗﺎﻝ ﺭﺳﻮﻝ ﺍﷲ ‪َ )) :‬ﻣ ْﻦ ﻳﺒﺎﻳﻌﲏ ﻋﻠﻰ ﻫﺆﻻﺀ ﺍﻵﻳﺎﺕ((‪ ،‬ﹼﰒ ﻗﺮﺃ‪:‬‬ ‫﴿‪ ﴾¨§¦¥¤£¢‬ﺣﱴ ﻓﺮﻍ ﻣﻦ ﺍﻵﻳﺎﺕ‪ ) ،‬ﹼﰒ ﻗﺎﻝ(‪:‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪13‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫))ﻓﻤﻦ ﻭﻓﹶﻰ ﻓﺄﺟﺮُﻩ ﻋﻠﻰ ﺍﷲ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺍﻧﺘﻘﺺ ﻣﻨﻬ ‪‬ﻦ ﺷﻴﺌﹰﺎ ﻓﺄﺩﺭﻛﻪ ﺍﷲ ﺑﻪ ﰲ ﺍﻟﺪ‪‬ﻧﻴﺎ ﻛﺎﻧﺖ‬ ‫ﻋﻘﻮﺑﺘﻪ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺃﺧ‪‬ﺮ ﺇﱃ ﺍﻵﺧﺮﺓ ﻓﺄﻣﺮُﻩ ﺇﱃ ﺍﷲ‪ ،‬ﺇﻥ ﺷﺎﺀ ﻋﺬﹼﺑﻪ ﻭﺇﻥ ﺷﺎﺀ ﻋﻔﺎ ﻋﻨﻪ((‪.‬‬ ‫)ﺍﳊﺎﻛﻢ‪ ،‬ﺍﻟﺮﻗﻢ‪(3240 :‬‬ ‫﴿‪﴾` _ ~ } |{ z yx wv u t s‬‬

‫ﻭﺻﻠﹼﻰ ﺍﷲ ﻋﻠﻰ ﻧﺒﻴ‪‬ﻨﺎ ﳏﻤ‪‬ﺪ ﻭﻋﻠﻰ ﺁﻟﻪ ﻭﺻﺤﺒﻪ ﻭﺳﻠﹼﻢ‬ ‫﴿ ‪﴾ Ú Ù Ø × ،Õ Ô Ó ، Ñ Ð Ï Î Í Ì‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪14‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺍﳌﺼﺎﺩﺭ ﻭﺍﳌﺮﺍﺟﻊ‬ ‫ﺍﻟﻘﺮﺁﻥ ﺍﻟﻜﺮﱘ‪ .‬ﻣﺼﺤﻒ ﺍﳌﺪﻳﻨﺔ ﺍﳌﻨﻮ‪‬ﺭﺓ ﻟﻠﻨﺸﺮ ﺍﳊﺎﺳﻮﰊ‪ .‬ﺍﻹﺻﺪﺍﺭ ‪ .1.0‬ﳎﻤ‪‬ﻊ ﺍﳌﻠﻚ ﻓﻬﺪ ﻟﻄﺒﺎﻋﺔ ﺍﳌﺼﺤﻒ‬ ‫ﺍﻟﺸﺮﻳﻒ‬ ‫ﺍﻷﺣﺎﺩﻳﺚ ﺍﻟﻨﺒﻮﻳ‪‬ﺔ‪ .2008 .‬ﺍﳌﻜﺘﺒﺔ ﺍﻟﺸﺎﻣﻠﺔ‪ .‬ﺍﻟﺘﺨﺮﻳﺞ ﺑﻮﺍﺳﻄﺔ ﺍﻵﻟﻴ‪‬ﺔ ﺍﻻﻟﻜﺘﺮﻭﻧﻴ‪‬ﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﺑﻦ ﻛﺜﲑ‪ ،‬ﺃﺑﻮ ﺍﻟﻔﺪﺍﺀ ﺇﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﻋﻤﺮ ﺑﻦ ﻛﺜﲑ ﺍﻟﻘﺮﺷﻲ‪. 1998 .‬ﺍﻟﺒﺪﺍﻳﺔ ﻭﺍﻟﻨﻬﺎﻳﺔ‪.‬ﲢﻘﻴﻖ ﺩ‪ .‬ﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﻋﺒﺪ ﺍﶈﺴﻦ‬ ‫ﺍﻟﺘﺮﻛﻲ‪ .‬ﻫﺠﺮ ﻟﻠﻄﺒﺎﻋﺔ ﻭﺍﻟﻨﺸﺮ‪.‬‬ ‫ﺍﻹﻣﺎﻡ‪ ،‬ﺃﲪﺪ ﻋﻠﻲ )ﺩ‪ .1995 .(.‬ﺍﳌﺴﺘﻘﺒﻞ ﻟﻺﺳﻼﻡ‪ .‬ﻁ‪.1‬ﺗﻘﺪﱘ ﺍﻷﺳﺘﺎﺫ ﻋﻤﺮ ﻋﺒﻴـﺪ ﺣﺴـﻨﻪ‪ ،‬ﺇﺻـﺪﺍﺭ ﻭﺯﺍﺭﺓ‬ ‫ﺍﻷﻭﻗﺎﻑ ﻭﺍﻟﺸﺆﻭﻥ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ ﺑﺪﻭﻟﺔ ﻗﻄﺮ‪.‬‬ ‫ﺟﺎﺩ‪ ،‬ﺍﳊﺴﻴﲏ ﺳﻠﻴﻤﺎﻥ )ﺩ‪ .1996 .(.‬ﻭﺛﻴﻘﺔ ﻣﺆﲤﺮ ﺍﻟﺴﻜﺎﻥ ﻭﺍﻟﺘﻨﻤﻴﺔ ‪ ..‬ﺭﺅﻳﺔ ﺷﺮﻋﻴﺔ‪ .‬ﻁ‪ .1‬ﺗﻘﺪﱘ ﺍﻷﺳﺘﺎﺫ ﻋﻤﺮ‬ ‫ﻋﺒﻴﺪ ﺣﺴﻨﻪ‪ .‬ﺇﺻﺪﺍﺭ ﻭﺯﺍﺭﺓ ﺍﻷﻭﻗﺎﻑ ﻭﺍﻟﺸﺆﻭﻥ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ ﺑﺪﻭﻟﺔ ﻗﻄﺮ‪.‬‬ ‫ﺻﻔﻲ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺍﳌﺒﺎﺭﻛﻔﻮﺭﻱ‪ .2000 .‬ﺍﳌﺼﺒﺎﺡ ﺍﳌﻨﲑ ﰲ ﻬﺗﺬﻳﺐ ﺗﻔﺴﲑ ﺍﺑﻦ ﻛﺜﲑ‪ .‬ﻁ‪ .2‬ﺍﻟﺮﻳﺎﺽ ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﺴ‪‬ﻼﻡ‬ ‫ﻟﻠﻨﺸﺮ ﻭﺍﻟﺘﻮﺯﻳﻊ‪،‬‬ ‫ﻋﺮﻭﺓ‪ ،‬ﺃﲪﺪ ﻋﺮﻭﺓ ‪ .1987 .‬ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﻟﺪﻳﻦ ‪ ..‬ﻣﻨﺎﻫﺞ ﻭﻣﻔﺎﻫﻴﻢ‪ .‬ﻁ‪ .1‬ﺩﻣﺸﻖ ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻔﻜﺮ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﻐﺰﺍﱄ‪ ،‬ﳏﻤﺪ ﺍﻟﻐﺰﺍﱄ‪ .2000 .‬ﺧﻠﻖ ﺍﳌﺴﻠﻢ‪ .‬ﻁ‪ .14‬ﺩﻣﺸﻖ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻘﻠﻢ‪.‬‬ ‫ﻣﺴﻌﻮﺩ‪ ،‬ﻋﺒﺪ ﺍ‪‬ﻴﺪ ﺑﻦ ﻣﺴﻌﻮﺩ‪ .1999.‬ﺍﻟﻘﻴﻢ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳ‪‬ﺔ ﻭﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﺍﳌﻌﺎﺻﺮ‪ .‬ﻁ‪ .1‬ﺗﻘﺪﱘ ﺍﻷﺳﺘﺎﺫ ﻋﻤﺮ‬ ‫ﻋﺒﻴﺪ ﺣﺴﻨﻪ‪ .‬ﺇﺻﺪﺍﺭ ﻭﺯﺍﺭﺓ ﺍﻷﻭﻗﺎﻑ ﻭﺍﻟﺸﺆﻭﻥ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ ﺑﺪﻭﻟﺔ ﻗﻄﺮ‪.‬‬ ‫ﺍﳌﻴﺪﺍﱐ‪ ،‬ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺣﺴﻦ ﺣﺒﻨﻜﺔ‪ .1999 .‬ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ ﻭﺃﺳﺴﻬﺎ‪ .‬ﻁ ‪ .5‬ﺩﻣﺸﻖ‪ :‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻘﻠﻢ‪.‬‬ ‫ﺍﳍﻴﱵ‪ ،‬ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺴﺘﺎﺭ )ﺩ‪ .2004. (.‬ﺍﳊﻮﺍﺭ‪ :‬ﺍﻟﺬﺍﺕ‪..‬ﻭﺍﻵﺧﺮ‪ .‬ﻁ‪ .1‬ﺗﻘﺪﱘ ﺍﻷﺳﺘﺎﺫ ﻋﻤﺮ ﻋﺒﻴﺪ ﺣﺴﻨﻪ‪ .‬ﺇﺻﺪﺍﺭ ﻭﺯﺍﺭﺓ‬ ‫ﺍﻷﻭﻗﺎﻑ ﻭﺍﻟﺸﺆﻭﻥ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴ‪‬ﺔ ﺑﺪﻭﻟﺔ ﻗﻄﺮ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪15‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺟﻬﻮﺩ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﻹﺻﻼﺣﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‬

‫‪บทความวิจัย‬‬

‫∗‬

‫ﺣﺴﻦ ﻣﺎ ﻫﻲ ﻧﻨﻎ‬ ‫ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﺯﺍﻕ ﺳﻠﻴﻤﺎﻥ‬

‫∗∗‬

‫ﻣﺴﺘﺨﻠﺺ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬ ‫‪‬ﺪﻑ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ ﺇﱃ ﺗﺴﻠﻴﻂ ﺍﻟﻀﻮﺀ ﻋﻠﻰ ﺟﻬﻮﺩ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﻹﺻﻼﺣﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﰲ‬ ‫ﺍﻟﺼﲔ‪ ،‬ﺣﻴﺚ ﺗﺘﻀﻤﻦ ﻋﻠﻰ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﻋﻦ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻭﺇﺻﻼﺡ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪ ،‬ﻣﻊ ﺗﻮﺿﻴﺢ ﺳﲑﺓ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ‬ ‫ﻭﺟﻬﻮﺩﻩ ﰲ ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﻌﻠﻴﻢ ﻭﺁﺛﺎﺭﻩ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ‪ ،‬ﺍﻟﱵ ﻗﺎﻡ ‪‬ﺎ ﻣﻦ ﺧﻼﻝ ﺗﺮﲨﺔ ﻭﺗﺄﻟﻴﻒ ﺍﻟﻌﺪﻳﺪ ﻣﻦ ﺍﳌﺆﻟﻔﺎﺕ ﻭﰲ ﳐﺘﻠﻒ‬ ‫ﺍ‪‬ﺎﻻﺕ‪ .‬ﻭ‪‬ﺞ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﺍﳌﻨﻬﺞ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻲ ﰲ ﲢﻘﻴﻖ ﺃﻫﺪﺍﻑ ﺍﻟﺮﺳﺎﻟﺔ‪ .‬ﻭﺃﻓﻀﺖ ﺇﱃ ﻧﺘﺎﺋﺞ ﻋﺪﻳﺪﺓ ﻭﺃﳘﻬﺎ‪ ،‬ﺃﻭ ﹰﻻ‪ :‬ﺃﻥ‬ ‫ﺍﻹﺳﻼﻡ ﺩﺧﻞ ﺇﱄ ﺍﻟﺼﲔ ﻗﺒﻞ ﺃﻛﺜﺮ ﻣﻦ ﺃﻟﻒ ﻭﺛﻼﲦﺎﺋﺔ ﺳﻨﺔ‪ ،‬ﻭﻳﻨﺘﺸﺮ ﺍﳌﺴﻠﻤﻮﻥ ﰲ ﻛﺎﻓﺔ ﺃﳓﺎﺀ ﺍﻟﺼﲔ‪ ،‬ﻭﻋﺪﺩﻫﻢ‬ ‫ﻳﺼﻞ ﺇﱃ ﲬﺴﲔ ﻣﻠﻴﻮﻧﺎ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻘﻮﻝ ﺍﻟﺮﺍﺟﺢ‪ .‬ﺛﺎﻧﻴﹰﺎ‪ :‬ﺑ‪‬ﻌﺘﱪ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﻣﻦ ﺃﺑﺮﺯ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﲔ ﰲ‬ ‫ﺍﻟﻘﺮﻥ ﺍﻟﻌﺸﺮﻳﻦ‪ .‬ﺛﺎﻟﺜﹰﺎ‪ :‬ﺑﺮﺯ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﺍﻟﺼﻴﲏ ﺍﳌﺴﻠﻢ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﳐﻠﺼﻮﻥ ﺧﺪﻣﻮﺍ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻭﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪ ،‬ﻭ ﺃﺳﻬﻤﻮﺍ ﰲ‬ ‫ﻧﺸﺮ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺍﻹﺳﻼﻣﻲ‪ .‬ﺭﺍﺑﻌﹰﺎ‪ :‬ﳍﻢ ﺩﻭ ‪‬ﺭﺍ ﺑﺎﺭ ‪‬ﺯ ﺍ ﰲ ﻧﺸﺮ ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﻣﻊ ﺇﺻﻼﺡ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﻛﻤﺎ ﳍﻢ ﺇﺳﻬﺎﻣﺎﺕ‬ ‫ﻭﺍﺿﺤﺔ ﰲ ﳎﺎﻻﺕ ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﻌﻠﻴﻢ ﻭﺍﻟﺘﺄﻟﻴﻒ ﻭﺍﻟﺘﺮﲨﺔ‪ .‬ﺧﺎﻣﺴﹰﺎ‪ :‬ﺭﻏﻢ ﺍﻷﺣﻮﺍﻝ ﺍﻟﺼﻌﺒﺔ ﺍﻟﱵ ﺃﺿﺮ‪‬ﺕ ﺑﺎﳌﺴﻠﻤﲔ ﺇﻻ‬ ‫ﺃﻥ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﺳﺘﻄﺎﻉ ﺃﻥ ﻳﺜﺒﺖ ﻋﻠﻰ ﻣﺒﺎﺩﺋﻪ ﺣﱴ ﺇﻳﺼﺎﻝ ﺃﻫﺪﺍﻓﻪ ﻟﻜﺎﻓﺔ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪ .‬ﺳﺎﺩﺳﹰﺎ‪ :‬ﻗﺪ‪‬ﻡ ﻣﻨﻬﺞ ﻭﻃﺮﻕ‬ ‫ﺗﻌﻠﻴﻤﻴﺔ ﺗ‪‬ﻜﺴﺐ ﺍﻟﻄﺎﻟﺐ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﺍﻟﻠﺘﲔ ﳛﺘﺎﺟﻬﺎ ﰲ ﲢﻘﻴﻖ ﺍﻻﺳﺘﻤﺮﺍﺭ ﻭﺍﻟﺘﻘﺪﻡ ‪‬ﺘﻤﻌﻪ‪.‬‬

‫∗‬

‫ﻃﺎﻟﺐ ﰲ ﻣﺮﺣﻠﺔ ﺍﳌﺎﺟﺴﺘﲑ ﻗﺴﻢ ﺍﻟﺘﺎﺭﻳﺦ ﻭﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﻛﻠﻴﺔ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺎﺕ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﲜﺎﻣﻌﺔ ﺟﺎﻻ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪.‬‬

‫∗∗‬

‫ﺩﻛﺘﻮﺭﺍﻩ ﰲ ﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﳏﺎﺿﺮ ﲟﺮﺣﻠﺔ ﺍﳌﺎﺟﺴﺘﲑ ﰲ ﻗﺴﻢ ﺍﻟﺘﺎﺭﻳﺦ ﻭﺍﳊﻀﺎﺭﺓ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﲜﺎﻣﻌﺔ ﺟﺎﻻ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‬

‫‪อัล-นูร‬‬


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

16

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2011

Abstract The main purpose of this research is to highlight the role of Chen Ke Li in the dissemination of Islamic culture in China, that Includes talking about Islam and Islamic culture in China, and Chen Ke Li’s Biography, and His efforts in education and his scholarly achievements. To achieve the purpose of this study, the researcher adopted a historical analytic methodology of study had uncovered the following factors: (1) More than one thousand and three hundred years ago Islam has been introduced to China, Muslims now scattered throughout the country, and Their number has reached more than fifty million. (2) Chen ke Li is distinguished Muslim scholar in China in the Twentieth Century. (3) Emerged in Chinese society are sincere Muslim scholars who served Islam and Muslims and contributed to the spread of Islam. (4) He has significant role in the dissemination of Islamic culture in China. Particularly in the area of education, authoring and translation. (5) Despite the difficult conditions experienced by Muslims, Chen Ki Li has provided the Muslim communities in china with relevant methodologies that are necessary for their progress. (6) Presented the methodology and methods of teaching gives the student of science and knowledge needed to achieve sustainability and progress of society.

อัล-นูร


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪17‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺍﳌﻘﺪﻣﺔ‬ ‫ﻟﻘﺪ ﺍﺷﺘﻬﺮ ﰲ ﺍﻷﻭﺳﺎﻁ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ ﺃﻋﻼﻡ ﺗﺮﺑﻮﻳﻮﻥ ﻣﺴﻠﻤﻮﻥ‪ ،‬ﻭﻛﺎﻥ ﳉﻬﻮﺩﻫﻢ ﺍﻷﺛﺮ ﺍﻷﻛﱪ‬ ‫ﰲ ﺍﺳﺘﻤﺮﺍﺭﻳﺔ ﺍﻧﺘﺸﺎﺭ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﰲ ﳎﺘﻤﻊ ﻣﻐﻠﻖ ﻻ ﻳﻘﺒﻞ ﺍﻟﺘﻐﻴﲑ ﰲ ﺍﻋﺘﻘﺎﺩﺍﺗﻪ ﺍﻟﺪﻳﻨﻴﺔ‪ .‬ﻭﻗﺪ ﻛﺎﻥ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﺃﺣﺪ‬ ‫ﻫﺆﻻﺀ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﲔ‪ ،‬ﺣﻴﺚ ﻧﺬﺭ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﳋﺪﻣﺔ ﺩﻳﻨﻪ ﻭﺇﺧﻮﺍﻧﻪ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪.‬‬ ‫ﻭﻧﻈﺮﺍ ﻷﳘﻴﺔ ﺍﻟﻮﻗﻮﻑ ﻋﻠﻰ ﻓﻜﺮ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﻌﺎﱂ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻱ ﻭﻣﺎ ﺧﻠﹼﻔﻪ ﻣﻦ ﺗﺮﺍﺙ ﻓﻜﺮﻱ ﻭﺗﺮﺑﻮﻱ ﻭﺩﻋﻮﻱ‪ ،‬ﻛﺎﻥ‬ ‫ﻣﻦ ﺃﺳﺒﺎﺏ ﺍﺧﺘﻴﺎﺭﻱ ﳍﺬﺍ ﺍﳌﻮﺿﻮﻉ‪ ،‬ﳌﺎ ﺯﺧﺮﺕ ﺑﻪ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﻣﻦ ﺳﲑﺓ ﻋﻄﺮﺓ‪ ،‬ﺟﺪﻳﺮﺓ ﺑﺄﻥ ﺗﱪﺯ ﻣﻌﺎﳌﻬﺎ‪ ،‬ﻭﻳ‪‬ﺬﻛﺮ ﻓﻴﻬﺎ‬ ‫ﻣﺎ ﻗﺪ‪‬ﻣﻪ ﻟﻺﺳﻼﻡ ﻭﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪ ،‬ﻭﻏﲑ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﻛﺬﻟﻚ‪.‬‬ ‫ﻓﻘﺪ ﻛﺎﻥ ﳍﺬﺍ ﺍﳌﻔﻜﺮ ﺑﺎﻟﻎ ﺍﻷﺛﺮ ﰲ ﺗﻮﺟﻴﻪ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﻭﺍﻟﺜﻘﺎﻓﻴﺔ ﻟﺪﻯ ﻣﺴﻠﻤﻲ ﺍﻟﺼﲔ ﺍﻟﺬﻳﻦ ﻋﺮﻓﻮﺍ‬ ‫ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻣﻨﺬ ﻋﻬﻮﺩﻩ ﺍﻷﻭﱃ‪ ،‬ﻭﲤﺴﻜﻮﺍ ﺑﺘﻌﺎﻟﻴﻤﻪ ﻭﺃﺣﻜﺎﻣﻪ‪ ،‬ﻭﻋﺎﺷﻮﺍ ﰲ ﺃﺣﻮﺍﻝ ﳐﺘﻠﻔﺔ‪ ،‬ﺇﻻ ﺃ‪‬ﻢ ﻛﺎﻧﻮﺍ ﰲ ﻭﻗﺖ ﻫﺬﺍ‬ ‫ﺍﻟﺪﺍﻋﻴﺔ ﺃﻗﻠﻴﺔ ﻣﻀﻄﻬﺪﺓ ﻣﺴﺘﻬﺪﻓﺔ ﰲ ﻋﻘﻴﺪ‪‬ﺎ ﻭﺩﻳﻨﻬﺎ‪ .‬ﻭﺭﻏﻢ ﻫﺬﺍ ﱂ ﻳﻬﺘﻢ ﺑﺬﻟﻚ ﺍﻻﺿﻄﻬﺎﺩ ﻭﱂ ﻳﺮﺿﺦ ﻟﺘﻠﻚ‬ ‫ﺍﻟﺘﺤﺪﻳﺎﺕ‪ ،‬ﳑﺎ ﻛﺎﻥ ﻟﻪ ﺃﺛﺮ ﰲ ﺗﻨﻤﻴﺔ ﻓﻜﺮﻩ ﻭﺗﻘﻮﻳﺔ ﺇﳝﺎﻧﻪ‪ ،‬ﻭﺻﻼﺑﺔ ﻣﻮﻗﻔﻪ ﰲ ﺍﻟﺪﻓﺎﻉ ﻋﻦ ﻋﻘﻴﺪﺗﻪ ﻭﺩﻳﻨﻪ ﻭﺣﻴﺎﺗﻪ‬ ‫ﻛﻤﺎ ﺟﻌﻞ ﻣﻨﻪ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﺍﻟﻘﻮﻱ ﺍﳌﺘﻌﻠﻢ‪ ،‬ﺍﳌﻌﻠﻢ ﻟﻐﲑﻩ‪ .‬ﻭﻛﺎﻟﺪﻋﺎﺓ ﺍﳌﺨﻠﺼﲔ ﺇﱃ ﺍﷲ‪ ،‬ﻻ ﳜﺎﻑ ) ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﻣﻦ‬ ‫ﺍﻟﻈﺮﻭﻑ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴﺔ ﻭﺍﻟﺴﻴﺎﺳﻴﺔ ﻭﺍﻻﻗﺘﺼﺎﺩﻳﺔ ﺍﶈﻴﻄﺔ ﺑﻪ‪ ،‬ﻭﺍﳌﺆﺛﺮﺓ ﰲ ﺑﻴﺌﺘﻪ ﻭﺣﻴﺎﺗﻪ‪ .‬ﻭﻫﺬﻩ ﺍﻟﺼﻌﻮﺑﺎﺕ ﻛﻠﻬﺎ‬ ‫ﺃﺳﻬﻤﺖ ﺇﺳﻬﺎﻣﺎ ﺇﳚﺎﺑﻴﺎ ﰲ ﺗﻜﻮﻳﻨﻪ ﻭﺟﻌﻠﺖ ﻣﻨﻪ ﺩﺍﻋﻴﺔ ﺫﺍ ﻓﻀﻞ ﺗﺮﺑﻮﻱ ﻛﺒﲑ ﻋﻠﻰ ﻣﺴﻠﻤﻲ ﺍﻟﺼﲔ ﲨﻴﻌﺎ‪ ،‬ﻭﺫﻟﻚ‬ ‫ﻣﻦ ﺧﻼﻝ ﺟﻬﻮﺩﻩ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﻳﺔ ﻭﻣﻮﺍﻗﻔﻪ ﺍﻟﺒﻄﻮﻟﻴﺔ ﻭﺍﳉﻬﺎﺩﻳﺔ ﺍﳌﺘﻤﺜﻠﺔ ﰲ ﺍﳌﻘﺎﻻﺕ ﻭﺍﳌﺆﻟﻔﺎﺕ ﺍﳌﻨﺸﻮﺭﺓ‪،‬‬ ‫ﻭﺗﺮﺍﲨﻪ ﻣﻦ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ ﺇﱃ ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﺔ‪ .‬ﻭﻗﺪ ﺗﻈﺎﻓﺮﺕ ﺗﻠﻚ ﺍﻟﻌﻮﺍﻣﻞ ﻛﻠﻬﺎ ﻟﺘﺸﻜﻞ ﻓﻜﺮﺍ ﺇﺳﻼﻣﻴﺎ ﻭﺍﻋﻴﺎ ﻳﺘﻌﺎﻣﻞ ﻣﻊ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ‬ ‫ﻭﻳﺆﺛﺮ ﺑﺸﻜﻞ ﺇﳚﺎﰊ ﰲ ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﻭﺍﻟﻴﻮﻣﻴﺔ ﳌﺴﻠﻤﻲ ﺍﻟﺼﲔ‪.‬‬ ‫ﺃﳘﻴﺔ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬ ‫ﺗﺄﰐ ﺃﳘﻴﺔ ﻫﺬ ﺍ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﰲ ﻛﻮﻧﻪ ﻳﺒﺤﺚ ﰲ ﺷﺨﺼﻴﺔ ﺇﺳﻼﻣﻴﺔ ﺻﻴﻨﻴﺔ ﰲ ﻭﺍﻗﻊ ﻏﲑ ﻣﺴﻠﻢ‪ ،‬ﻭﰲ ﻇﺮﻭﻑ‬ ‫ﺳﻴﺎﺳﻴﺔ ﻭﺛﻘﺎﻓﻴﺔ ﻣﻌﻘﺪﺓ‪ .‬ﻭﻋﻠﻰ ﺍﻟﺮﻏﻢ ﻣﻦ ﺫﻟﻚ ﲤﻴﺰﺕ ﺗﻠﻚ ﺍﻟﺸﺨﺼﻴﺔ ﺑﻄﺎﺑﻊ ﳑﻴﺰ ﻋﻦ ﻛﺜﲑ ﻣﻦ ﺍ ﻟﺸﺨﺼﻴﺎﺕ‬ ‫ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﻋﺎﺻﺮ‪‬ﺎ؛ ﻓﻘﺪ ﺍﺗﺼﻒ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﺑﺎﻟﻌﺪﻳﺪ ﻣﻦ ﺍﻟﺼﻔﺎﺕ ﺍﻟﺮﻓﻴﻌﺔ ﺍﻟﱵ ﺍﺳﺘﺤﻖ ‪‬ﺎ ﺃﻥ ﹸﳜﻠﹼﺪ ﺫﻛﺮﻩ‬ ‫ﻭﻳ‪‬ﻌﺘﲎ ﲜﻬﻮﺩﻩ ﻭﺇﺳﻬﺎﻣﺎﺗﻪ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ؛ ﻓﻜﺎﻥ ﻫﺬﺍ ﺍﻟ ‪‬ﻌﻠﹶﻢ ﻣﻨﺬ ﺻﻐﺮﻩ‪ ،‬ﻭﰲ ﺑﺪﺍﻳﺔ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺣﺎﻣﻼ ﻫ ‪‬ﻢ ﺍﻹﺳﻼﻡ‪،‬‬ ‫ﺭﺍﻏﺒﺎ ﰲ ﺗﻐﻴﲑ ﻭﺍﻗﻊ ﻣﺆﺳﻒ ﻳ‪‬ﻈﻠﻢ ﻓﻴﻪ ﺍﳌﺴﻠﻤﻮﻥ‪ ،‬ﻭﻳ‪‬ﻌﺘﺪﻯ ﻋﻠﻰ ﺣﻘﻮﻗﻬﻢ‪ .‬ﻭﻛﺎﻧﻮﺍ ﰲ ﺍﻟﻮﻗﺖ ﻧﻔﺴﻪ ﻳﻌﺎﻧﻮﻥ ﻣﻦ‬ ‫ﻇﻠﻤﺔ ﺍﳉﻬﻞ ﻭﺍﻟﺘﻐﺮﻳﺐ ﻋﻦ ﺩﻳﻨﻬﻢ‪ ،‬ﻓﻜﺎﻧﺖ ﺗﺴﻮﺩ ﺑﻴﻨﻬﻢ ﻋﺎﺩﺍﺕ ﻭﺃﻋﺮﺍﻑ ﻭﺗﻘﺎﻟﻴﺪ ﺑﻌﻴﺪﺓ ﻛﻞ ﺍﻟﺒﻌﺪ ﻋﻦ ﺍﻹﺳﻼﻡ‪،‬‬ ‫ﻭﳐﺎﻟﻔﺔ ﰲ ﻛﺜﲑ ﻣﻨﻬﺎ ﻟﺘﻌﺎﻟﻴﻤﻪ ﻭﻫﺪﺍﻩ‪.‬‬ ‫ﻭ ﺟ‪‬ﻪ ﺫﻟﻚ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ ﺍﳌﺮﻳﺮ ﺷﺨﺼﻴﺔ ) ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﻭﺻﻘﻞ ﺍﻫﺘﻤﺎﻣﺎﺗﻪ ﻭﺗﻮﺟﻬﺎﺗﻪ ﻣﻨﺬ ﻭﻗﺖ ﻣﺒﻜﺮ ﻣﻦ‬ ‫ﺣﻴﺎﺗﻪ‪ ،‬ﻓﻌﻤﻞ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺍﳉﺎﺩ ﻋﻦ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﺍﻟﺬﻱ ﻳﺆﻫﻠﻪ ﻟﻠﻌﻤﻞ ﺍﻟﻨﺎﺟﺢ ﻭ ﻳ‪‬ﺴﻌﻔﻪ ﰲ ﺗﻨﻤﻴﺔ ﳎﺘﻤﻌﻪ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻨﻬﻮﺽ‬ ‫ﺑﺄﺣﻮﺍﻝ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ؛ ﻓﻜﺎﻧﺖ ﺣﻴﺎﺗﻪ ﻛﻠﻬﺎ ﺟﻬﺎﺩﹰﺍ ﻭﺳﻌﻴﹰﺎ ﺩﺅﻭﺑﹰﺎ‪ ،‬ﲢﺮ‪‬ﻯ ﰲ ﻛﻞ ﳊﻈﺔ ﻣﻨﻬﺎ ﻛﻴﻔﻴﺎﺕ ﺍﻟﻨﻔﻊ ﻭﺍﻟﻨﺼﺢ‬ ‫ﻭﺍﻟﺘﻮﺟﻴﻪ‪ ،‬ﻣﺸﺎﻓﻬﺔ ﻭﻛﺘﺎﺑﺔ‪ ،‬ﻭﱂ ﻳﺮﺿﺦ ﰲ ﺳﺒﻴﻞ ﺫﻟﻚ ﻷﻳﺔ ﺿﻐﻮ ﻁ؛ ﺑﻞ ﺍﺳﺘﻤﺮ ﰲ ﻣﻮﺍﺟﻬﺔ ﲨﻴﻊ ﺍﻟﻌﻘﺒﺎﺕ ﺍﻟﱵ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪18‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻭﺍﺟﻬﺘﻪ ﻭﺟﺎﻫﺪ ﺟﻬﺎﺩﺍ ﻣﺴﺘﻤﺮﺍ ﺇﱃ ﺃﻥ ﺍﻣﺘﺪﺕ ﺇﻟﻴﻪ ﻳﺪ ﺍﻟﻈﻠﻢ ﻭﺍﻟﻄﻐﻴﺎﻥ ﺍﻟﱵ ﻗﻀﺖ ﻋﻠﻰ ﺫﻟﻚ ﺍﻟﻌﺰﻡ ﻭﺍﳌﺜﺎﺑﺮﺓ ﺑﻌﻤﻞ‬ ‫ﻏﺎﺩﺭ‪ ،‬ﱂ ﻳﻜﻦ ﻟﺪﻳﻬﺎ ﺣ ﹼﻞ ﺳﻮﺍﻩ؛ ﻓﻬﻮ ﺍﳊﻞ ﺍﻟﺬﻱ ﺗﻠﺠﺄ ﺇﻟﻴﻪ ﺍﻟﺴﻠﻄﺎﺕ ﺍﻟﻈﺎﳌﺔ ﺣﻴﻨﻤﺎ ﺗﻌﺠﺰ ﻋﻦ ﺗﺜﺒﻴﻂ ﺍﻟﺼﺎﺩﻗﲔ‬ ‫ﻋﻦ ﳘﻤﻬﻢ‪ ،‬ﻭﺗﻴﺄﺱ ﻣﻦ ﺻﺮﻓﻬﻢ ﻋﻦ ﲢﻘﻴﻖ ﺭﺳﺎﻟﺘﻬﻢ‪.‬‬ ‫ﺫﻟﻚ ﻫﻮ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ ﺍﻟﺬﻱ ﻋﺎﺵ ﰲ ﻇﻠﻪ ) ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ‪ ،‬ﻭﺗﻠﻚ ﻫﻲ ﺻﻔﺎﺗﻪ ﻭﳑﻴﺰﺍﺗﻪ ﺍﻟﱵ ﺟﻌﻠﺖ ﻣﻨﻪ‬ ‫ﺷﺨﺼﻴﺔ ﻓﺎﻋﻠﺔ ﰲ ﺯﻣﻦ ﻳ‪‬ﻌﺪ ﻣﻦ ﺃﺣﻠﻚ ﺍﻷﺯﻣﺎﻥ ﺍﻟﱵ ﻣﺮﺕ ‪‬ﺎ ﲨﻬﻮﺭﻳﺔ ﺍﻟﺼﲔ ﺍﻟﺸﻌﺒﻴﺔ‪ .‬ﻛﻞ ﺫﻟﻚ ﺟﻌﻞ ﳍﺬﻩ‬ ‫ﺍﻟﺸﺨﺼﻴﺔ ﺃﳘﻴﺔ ﺧﺎﺻﺔ ﺩﻋﺖ ﺇﱃ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﻋﻦ ﺃﺣﻮﺍﳍﺎ ﻭﺍﻻﻃﻼﻉ ﻋﻠﻰ ﺃﻋﻤﺎﳍﺎ ﻭﺟﻬﺎﺩﻫﺎ ﻭﺗﻘﺪﱘ ﺫﻟﻚ ﰲ‬ ‫ﺻﻔﺤﺎﺕ ﻣﺸﺮﻗﺔ ﺑﺴﲑ‪‬ﺎ‪ ،‬ﻟﺘﻨﺘﻔﻊ ‪‬ﺎ ﺍﻷﺟﻴﺎﻝ‪ ،‬ﻭﺗﻘﺘﺪﻱ ﺑﻌﺰﳝﺘﻬﺎ ﻭﳘﺘﻬﺎ‪.‬‬ ‫ﺃﻫﺪﺍﻑ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬ ‫ﺣﺎﻭﻝ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺍﻟﻜﺸﻒ ﻋﻦ ﺩﻭﺭ ) ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﰲ ﺍﻹﺻﻼﺡ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻱ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﻱ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪،‬‬ ‫ﻭﺧﺪﻣﺔ ﻗﻀﻴﺔ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻭﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﻫﻨﺎﻙ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻮﻗﻮﻑ ﻋﻠﻰ ﻓﻜﺮﻩ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻱ ﻭﻣﻜﺎﻧﺘﻪ ﻭﺃﺛﺮﻩ ﰲ ﺍﳌﺴﲑﺓ ﺍﻹﺻﻼﺣﻴﺔ‬ ‫ﳌﺴﻠﻤﻲ ﺍﻟﺼﲔ‪ ،‬ﻭﺇﻣﻜﺎﻧﻴﺔ ﺍﻹﻓﺎﺩﺓ ﻣﻨﻬﺎ ﰲ ﺣﺎﺿﺮﻫﻢ ﻭﻣﺴﺘﻘﺒﻠﻬﻢ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﺬﺍ ﻫﺪﻓﺖ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ ﺇﱃ ﺍﻟﺘﻌﺮﻑ ﻋﻠﻰ ﺍﻵﺭﺍﺀ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﻟـ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﻭﲢﻠﻴﻞ ﺁﺛﺎﺭ ﺁﺭﺍﺋﻪ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﰲ‬ ‫ﻭﺍﻗﻊ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﺑﺎﻟﺼﲔ‪.‬‬ ‫ﻭﻟﺘﺤﻘﻴﻖ ﺫﻟﻚ ﺳﻌﺖ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ ﳓﻮ ﲢﻘﻴﻖ ﺍﻷﻫﺪﺍﻑ ﺍﻟﻔﺮﻋﻴﺔ ﺍﻵﺗﻴﺔ‪:‬‬ ‫‪.1‬ﻣﻌﺮﻓﺔ ﺍﻟﺴﲑﺓ ﺍﻟﺬﺍﺗﻴﺔ ﻟﻠﻤﻔﻜﺮ ﺍﻟﺼﻴﲏ ﺍﳌﺴﻠﻢ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ(‪.‬‬ ‫‪.2‬ﻣﻌﺮﻓﺔ ﺍﳉﻬﻮﺩ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﻳﺔ ﺍﻟﱵ ﻗﺎﻡ ‪‬ﺎ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ(‪.‬‬ ‫‪.3‬ﺩﺭﺍﺳﺔ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ ﺍﻟﺬﻱ ﻋﺎﺵ ﰲ ﻇﻠﻪ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﺣﱴ ﺃﺻﺒﺢ ﺷﺨﺼﻴﺔ ﻓﺎﻋﻠﺔ ﰲ ﺗﻠﻚ ﺍﻟﻔﺘﺮﺓ ‪.‬‬ ‫ﺣﺪﻭﺩ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬ ‫ﲟﺎ ﺃﻥ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺪﺭﺍﺳﺔ – ﺟﻬﻮﺩ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﻹﺻﻼﺣﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ– ﳐﺼﺼﺔ ﳉﻬﻮﺩ ﺍﻟﺪﺍﻋﻴﺔ‬ ‫ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﻹﺻﻼﺣﻴﺔ ‪ ،‬ﻓﺈﻥ ﻫﺬﺍ ﺍﻟﻌﻨﻮﺍﻥ ﻳﻠﺰﻣﻨﺎ ﲝﺪﻭﺩ ﺗﺎﺭﳜﻴﺔ ﻭﻣﻮﺿﻮﻋﻴﺔ ﻫﻲ‪:‬‬ ‫) ‪ (1‬ﺍﳊﺪﻭﺩ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻴﺔ‪ :‬ﻭﻓﻴﻬﺎ ﻳﻠﺘﺰﻡ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﲝﻴﺎﺓ ﺍﻟﺪﺍﻋﻴﺔ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﳋﺎﺻﺔ‪ ،‬ﻭﻣﺎ ﺭﺍﻓﻖ ﺫﻟﻚ ﻣﻦ‬ ‫ﺃﺣﺪﺍﺙ ﻣﺆﺛﺮﺓ ﰲ ﺣﻴﺎﺗﻪ‪ ،‬ﻭﲢﺪﻳﺪﹰﺍ ﻣﻦ ﻋﺎﻡ ‪ 1923‬ﺇﱃ ‪1970‬ﻡ‪.‬‬ ‫)‪ (2‬ﺍﻟﻨﺎﺣﻴﺔ ﺍﳌﻮﺿﻮﻋﻴﺔ‪ :‬ﻭﻫﻲ ﻣﻮﺿﻮﻉ ﺍﻹﺻﻼﺡ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻱ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﻱ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪.‬‬ ‫ﻭﻻ ﳜﺮﺝ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﻋﻦ ﻫﺬﻩ ﺍﳊﺪﻭﺩ ﺍﳌﺮﺳﻮﻣﺔ ﺇﻻ ﻣﺎ ﺗﻘﺘﻀﻴﻪ ﺍﻟﻔﺎﺋﺪﺓ ﻭﺣﺴﺐ ﺍﻟﻀﺮﻭﺭﺓ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ‬

‫ﻣﻨﻬﺞ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬

‫ﺳﻮﻑ ﻳﺘﺒﻊ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﰲ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺒﺤﺚ ﺍﳌﻨﻬﺞ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻲ ﻣﻊ ﺍﻻﻋﺘﻤﺎﺩ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﺘﺤﻠﻴﻞ‪ :‬ﻭﺫﻟﻚ ﻋﻦ ﻃﺮﻳﻖ ﺗﺘﺒﻊ‬ ‫ﺍﳊﻘﺎﺋﻖ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻴﺔ‪ ،‬ﻭﻣﻘﺎﺭﻧﺔ ﺑﻌﻀﻬﺎ ﺑﺒﻌﺾ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﰒ ﲢﻠﻴﻠﻬﺎ ﻭﺍﳋﺮﻭﺝ ﲟﻮﻗﻒ ﻭﺍﺿﺢ‪ ،‬ﻣﻊ ﺗﻔﺴﲑ ﺍﻷﺣﺪﺍﺙ‬ ‫ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻴﺔ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪19‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻧﺘﺎﺋﺞ ﺍﻟﺒﺤﺚ‬ ‫ﺕ ﻫﺬﻩ ﺍﻟﺮﺳﺎﻟﺔ ﳏﺎﻭﻟﺔ ﺍﻟﻜﺸﻒ ﻋﻦ ﻓﻜﺮ ﻋ‪‬ﻠ ‪‬ﻢ ﻣﻦ‬ ‫ﺍﳊﻤﺪ ﷲ ﺍﻟﺬﻱ ﺑﻨﻌﻤﺘﻪ ﺗﺘﻢ ﺍﻟﺼﺎﳊﺎﺕ‪ ،‬ﻓﻘﺪ ﺣﻮ ْ‬ ‫ﺃﻋﻼﻡ ﻣﺴﻠﻤﻲ ﺍﻟﺼﲔ‪ ،‬ﻟﻠﺘﻌﺮﻑ ﻋﻠﻰ ﺍﻷﺣﻮﺍﻝ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺍﶈﻴﻄﺔ ﺑﺎﳌﻔﻜﺮﻳﻦ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﲔ ﰲ ﺫﻟﻚ ﺍﻟﺒﻠﺪ‪ ،‬ﻭﺍﳌﺆﻫﻼﺕ‬ ‫ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔﺍﻟﱵ ﻳﺘﺴﲎ ﳍﻢ ﲢﺼﻴﻠﻬﺎ‪ ،‬ﻭﻗﺪﺭﺍﺕ ﺍﻟﻌﻄﺎﺀ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﻳﺘﺤﻠﹼﻮﻥ ‪‬ﺎ‪ ،‬ﻭﻣﺎ ﻳﻮﺍﺟﻬﻮﻧﻪ ﰲ ﻣﻘﺎﺑﻞ ﺫﻟﻚ ﻣﻦ‬ ‫ﺻﻌﻮﺑﺎﺕ ﻭﻣﻌﻮ‪‬ﻗﺎﺕ‪.‬‬ ‫ﻭﳏﺎﻭﻟﺔ ﺍﻟﻜﺸﻒ ﺃﻳﻀﺎ ﻋﻦ ﻣﺪﻯ ﺗﺄﺛﲑ ﺗﻠﻚ ﺍﻟﺼﻌﻮﺑﺎﺕ ﰲ ﺣﻴﺎﺓ ﺫﻟﻚ ﺍﳌﻌﻠﻢ‪ ،‬ﻭﺣﺠﻢ ﺍﻟﻘﺪﺭﺍﺕ‬ ‫ﻭﺍﻹﺳﻬﺎﻣﺎﺕ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﻳﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﻟﻪ ﰲ ﻇﻞ ﺍﻟﻈﺮﻭﻑ ﺍﳌﻌﻴﺸﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﻋﺎﺻﺮﻫﺎ‪ ،‬ﻭﰲ ﻇﻞ ﺍﻟﺴﻴﺎﺳﺎﺕ ﺍﳌﺘﺒﻌﺔ‬ ‫ﺁﻧﺬﺍﻙ‪.‬ﻭﺗﺄﺛﲑ ﺫﻟﻚ ﺍﳌﻌﻠﻢ ﻋﻠﻰ ﺍﻟﻮﺍﻗﻊ ﺍﻟﺼﻴﲏ ﳌﺴﻠﻤﻲ ﺫﻟﻚ ﺍﻟﺰﻣﺎﻥ ﻭﰲ ﺍﻷﺯﻣﻨﺔ ﺍﻟﻼﺣﻘﺔ‪.‬‬ ‫ﻭﻗﺪ ﺗﻮﺻ‪‬ﻞ ﺍﻟﺒﺎﺣﺚ ﻣﻦ ﺧﻼﻝ ﺗﻠﻚ ﺍﶈﺎﻭﻟﺔ ﺇﱃ ﻋﺪﺩ ﻣﻦ ﺍﻟﻨﺘﺎﺋﺞ ﻭﺍﻟﺘﻮﺻﻴﺎﺕ‪.‬‬ ‫)‪ (1‬ﺿﻌﻒ ﺍﳌﺴﺘﻮﻯ ﺍﻟﺘﻌﻠﻴﻤﻲ ﺍﻹﺳﻼﻣﻲ ﻋﻤﻮﻣﺎ ﺃﺛﺮ ﰲ ﺿﻌﻒ ﺍﳌﻌﺮﻓﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﺍﻟﺼﻴﲏ‬ ‫ﺍﳌﺴﻠﻢ‪) .‬ﺑﺪﺭ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺣﻲ‪ (88 :1950 ،‬ﻛﻤﺎ ﻛﺎﻥ ﻟﻠﺒﻌﺜﺎﺕ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺇﱃ ﺧﺎﺭﺝ ﺍﻟﺼﲔ ﺃﺛﺮ ﰲ ﻭﺟﻮﺩ ﻋﺪﺩ ﻛﺒﲑ ﻣﻦ‬ ‫ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﺍﻟﺬﻳﻦ ﻗﺎﻣﻮﺍ ﺑﺎﻟﺘﺄﻟﻴﻒ ﻭﺍﻟﺘﺮﲨﺔ‪) .‬ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ‪(23 :2003 ،‬‬ ‫)‪ (2‬ﺍﻻﻫﺘﻤﺎﻡ ﲟﻦ ﺗ‪‬ﻠﻤﺲ ﻓﻴﻬﻢ ﻣﺆﺷﺮﺍﺕ ﺍﻟﻨﺒﻮﻍ ﺍﻟﻌﻠﻤﻲ ﻳﺼﻨﻊ ﻣﻨﻬﻢ ﺭﺟﺎﻻ ﻋﻈﻤﺎﺀ ‪‬ﻳﻬ‪‬ﻴﺌﻬﻢ ﳋﺪﻣﺔ ﺍﻟﻌﻠﻢ‬ ‫ﳘﺘﻪ ﻋﻈﻴﻤﺔ ‪‬ﺒﻪ ﺍﻟﻘﺪﺭﺓ ﻋﻠﻰ‬ ‫ﻭﺍﻟﺪﻳﻦ‪) .‬ﺗﲔ ﺩﻥ‪ (99 :2004 .‬ﻛﻤﺎ ﻳﺒﲏ ﺍﻟﻌﺰﻡ ﻭﺍﻹﺭﺍﺩﺓ ﰲ ﻧﻔﺲ ﺍﻹﻧﺴﺎﻥ ﲡﻌﻞ ﹼ‬ ‫ﻣﻮﺍﺟﻬﺔ ﺃﺷﺪ ﺍﻟﺼﻌﺎﺏ ﻭﺃﻗﺴﺎﻫﺎ‪ .‬ﻣﺜﺎﻝ ﺫﻟﻚ ﻣﺜﺎﺑﺮﺓ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﻭﺇﻓﺎﺩﺗﻪ ﻣﻦ ﻣﻮﺍﻗﻒ ﺍﶈﻦ ﻭﺍﻟﺸﺪﺍﺋﺪ‪.‬‬ ‫ﺗﺘﺄﺛﺮ ﻛﺎﻓﺔ ﺍﻟﻈﺮﻭﻑ ﰲ ﺍﻟﺒﻠﺪﺍﻥ ﺑﺎﻷﻭﺿﺎﻉ ﺍﻹﳚﺎﺑﻴﺔ ﻭﺍﻷﻭﺿﺎﻉ ﺍﻟﺴﻠﺒﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺗﻌﺘﺮﻱ ﺍﻟﺴﻴﺎﺳﺔ ﺃﻭ ﺍﻻﻗﺘﺼﺎﺩ‬ ‫ﺃﻭ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ‪) .‬ﺟﻮ ﻗﻮﻭ ﺗﺸﲔ‪(123 :1957 ،‬‬ ‫)‪ (3‬ﻛﺎﻥ ﻟـ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﺟﻬﻮﺩ ﻋﻠﻤﻴﺔ ﺑﺎﺭﺯﺓ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﺍﻟﺼﻴﲏ ﺍﳌﺴﻠﻢ؛ ﻓﻘﺪ ﺃﻟﻒ ﻭﻧﺎﻇﺮ ﻭﻛﺘﺐ‬ ‫ﻭﺧﻄﺐ ﻭﺍﺟﺘﻬﺪ ﻛﺜﲑﺍ ﰲ ﺧﺪﻣﺔ ﺩﻳﻦ ﺍﻹﺳﻼ���‪ .‬ﻭﻛﺎﻧﺖ ﺗﻠﻚ ﺍﳉﻬﻮﺩ ﺫﺍﺕ ﻏﺎﻳﺎﺕ ﻧﺒﻴﻠﺔ‪ ،‬ﻓﻘﺪ ﻫﺪﻑ ﺇﱃ ﺍﻻﺭﺗﻘﺎﺀ‬ ‫ﺑﺎﻟﻌﻠﻮﻡ ﻭﻧﺸﺮﻫﺎ ﺑﲔ ﺻﻔﻮﻑ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪ .‬ﻭﻫﺪﻑ ﺃﻳﻀﺎ ﺇﱃ ﺗﻌﺮﻳﻒ ﻏﲑ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﺑﺎﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﻟﻠﻌﻤﻞ ﻋﻠﻰ‬ ‫ﺗﻘﺮﻳﺐ ﻭﺟﻬﺔ ﻧﻈﺮﻫﻢ ﻟﻔﻬﻢ ﺣﻘﻴﻘﺔ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﻭﻧﻘﺎﺋﻪ‪ .‬ﻛﻤﺎ ﻫﺪﻑ ﺇﱃ ﺗﺮﺑﻴﺔ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﻭﺍﻟﻌﻤﻞ ﻋﻠﻰ ﻧﺸﺮ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ‬ ‫ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﻹﺯﺍﻟﺔ ﺍﳉﻬﻞ ﺍﻟﺴﺎﺋﺪ ﻭﺇﺯﺍﻟﺔ ﺃﺳﺒﺎﺑﻪ ﻭﻣﺸﻜﻼﺗﻪ‪ .‬ﺇﺿﺎﻓﺔ ﺇﱃ ﺭﻏﺒﺘﻪ ﰲ ﲨﻊ ﺍﻟﻘﻮﻣﻴﺎﺕ ﺍﳌﺴﻠﻤﺔ ﻋﻠﻰ ﻣﻨﻬﺞ‬ ‫ﺗﺮﺑﻮﻱ ﻣﻮﺣﺪ‪ ،‬ﻭﺍﻟﻌﻤﻞ ﻋﻠﻰ ﲢﺴﲔ ﺍﻟﻄﺮﻕ ﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ ﰲ ﺍﳌﺴﺎﺟﺪ ﻭﻛﺬﻟﻚ ﺗﻄﻮﻳﺮ ﻣﻨﻬﺎﺝ ﺗﺮﺑﻮﻱ ﺟﺪﻳﺪ‪ ،‬ﻭﻃﺮﻕ‬ ‫ﺗﻌﻠﻴﻤﻴﺔ ﺻﺤﻴﺤﺔ‪ .‬ﻭﻓﻴﻤﺎ ﻳﺄﰐ ﻋﺪﺩ ﻣﻦ ﺍﳌﻄﺎﻟﺐ ﺍﳌﺘﻀﻤﻨﺔ ﻟﻸﻧﺸﻄﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺃﺑﺮﺯﺕ ﺟﻬﻮﺩﻩ ﺍﻟﻔﻜﺮﻳﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ‪.‬‬ ‫) ﺑﺪﺭ ﺍﻟﺪﻳﻦ‪(165 :1992 ،‬‬ ‫)‪ (4‬ﺗﺸﻜﻞ ﺍﻟﻌﻘﺒﺎﺕ ﻭﺍﳌﺸﺎﻕ ﰲ ﺣﻴﺎﺓ ﺍﻟﺪﺍﻋﻴﺔ ﻋﻮﺍﻣﻞ ﻓﻌﺎﻟﺔ ﰲ ﺗﺰﻭﻳﺪ ﺍﻟﺪﺍﻋﻴﺔ ﺑﺪﻭﺍﻓﻊ ﺍﻟﺘﺤﺪﻱ ﻭﺍﻟﻌﻤﻞ‬ ‫ﻟﺒﻠﻮﻍ ﺍﻵﻣﺎﻝ ﻭﺍﻷﻫﺪﺍﻑ‪ ،‬ﻭﳒﺪ ﺫﻟﻚ ﰲ ﺣﻴﺎﺓ )ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ( ﻭﺟﻬﻮﺩﻩ ﺍﻟﺪﻋﻮﻳﺔ ﺍﻟﺒﺎﺭﺯﺓ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﺍﳌﺴﻠﻢ ﺍﻟﺼﻴﲏ‪،‬‬ ‫ﻛﻤﺎ ﻭﺍﺟﻪ ﺧﻼﳍﺎ ﻛﺜﲑﹰﺍ ﻣﻦ ﺍﻟﺼﻌﻮﺑﺎﺕ ﻭﺍﻟﺸﺪﺍﺋﺪ‪ .‬ﻭﻟﻜﻦ ﻋﺰﳝﺘﻪ ﺍﻟﺪﻋﻮﻳﺔ ﻛﺎﻧﺖ ﺗﻌﺰﺯ ﺗﻮﺟﻬﻪ ﳓﻮ ﺍﻟﺪﻋﻮﺓ‪ ،‬ﻓﻠﻢ‬ ‫ﻳ ‪‬ﻜ ﹼﻞ ﻭﱂ ﻳﻴﺄﺱ‪ ،‬ﻭﺍﺳﺘﻤﺮ ﰲ ﻣﺴﲑﺗﻪ ﺇﱃ ﺃﻥ ﺍﺳﺘﺸﻬﺪ ﻋﺎﻡ ‪1970‬ﻡ‪ ،‬ﻋﻠﻰ ﺇﺛﺮ ﺣﻜﻢ ﺍﻹﻋﺪﺍﻡ ﺍﻟﺬﻱ ﺻﺪﺭ ﻋﻦ ﻧﻈﺎﻡ‬ ‫ﺍﳊﻜﻢ ﺍﻟﺸﻴﻮﻋﻲ‪) .‬ﻗﻮﺍ ﺟﺎﻥ ﻓﻮ‪(56 :1993 ،‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪20‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫) ‪ (5‬ﺃﻥ ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﻻﺑﺪ ﺃﻥ ﺗﻘﻮﻡ ﻋﻠﻰ ﺃﺳﺲ ﻭ ﻗﻮﺍﻋﺪ ﻭﻣﺮﺗﻜﺰﺍﺕ ﺩﻳﻨﻴﺔ ﻭﺃﺧﻼﻗﻴﺔ ﲢﻜﻢ ﺳﲑ‪‬ﺎ ﻭﺗﻀﺒﻂ‬ ‫ﺳﻠﻮﻛﻬﺎ‪ ،‬ﻭ ﻟﻠﺪﻋﻮﺓ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﲦﺎﺭﺍ ﺣﺘﻤﻴﺔ ﺗﺘﺒﻊ ﺗﻄﺒﻴﻘﻬﺎ‪ ،‬ﻓﺄﻱ ﺯﺭﻉ ﻻ ﺑﺪ ﺃﻥ ﻳﺆﰐ ﺃﻛﻠﻪ‪ .‬ﻛﻤﺎ ﺃﻥ ﺍﻟﺪﻋﻮﺓ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ‬ ‫ﻻﺑﺪ ﺃﻥ ﳚﺪﺍﻥ ﻏﺎﻳﺘﻬﻤﺎ ﻛﻨﺘﻴﺠﺔ ﺣﺘﻤﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺍﻟﺘﻮﺻﻴﺎﺕ‬ ‫‪ .1‬ﺇﻥ ﺍﻷﺣﻮﺍﻝ ﺍﻟﱵ ﲤ ‪‬ﺮ ‪‬ﺎ ﺍﻷﻗﻠﻴﺎﺕ ﺍﳌﺴﻠﻤﺔ ﰲ ﺍﻟﺪﻭﻝ ﻏﲑ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﺗﺪﻋﻮ ﺃﻣﺔ ﺍﻹﺳﻼﻡ ﺇﱃ ﲢﻘﻴﻖ‬ ‫ﺍﻟﺘﻮﺍﺻﻞ ﻭﺍﻟﺪﻋﻢ ﻟﺘﻠﻚ ﺍﻷﻗﻠﻴﺎﺕ ﻭﻣﺘﺎﺑﻌﺔ ﺃﺣﻮﺍﳍﺎ ﺑﺎﺳﺘﻤﺮﺍﺭ‪.‬‬ ‫‪ .2‬ﺇﻥ ﺍﻟﺘﻌﺮﻑ ﻋﻠﻰ ﺣﻴﺎﺓ ﺍﻟﺸﻌﻮﺏ ﻭﻣﺴﺮ‪‬ﺍ‪‬ﺎ ﻭﻣﻌﺎﻧﺎ‪‬ﺎ ﻳﻘﺘﻀﻲ ﻛﺸﻒ ﺍﻟﺒﺤﻮﺙ ﺍﻟﻌﻠﻤﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﻮﺍﺻﻞ‬ ‫ﺍﳌﻌﺮﰲ‪ ،‬ﻭﻫﻮ ﰲ ﺣﻖ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﺃﻭﱃ‪.‬‬ ‫‪.3‬ﺿﺮﻭﺭﺓ ﺗﻘﺪﱘ ﲝﻮﺙ ﻋﻼﺟﻴﺔ ﻟﻸﻭﺿﺎﻉ ﺍﻟﺴﻠﺒﻴﺔ ﺍﻟﱵ ﺗﻌﻴﺸﻬﺎ ﺍﻷﻗﻠﻴﺎﺕ ﺍﳌﺴﻠﻤﺔ‪.‬‬ ‫ﻻ ﺑﺪ ﻟﻠﺪﺍﻋﻴﺔ ﺃﻥ ﻳﻜﻮﻥ ﳐﻠﺼﺎ ﰲ ﺩﻋﻮﺗﻪ ﲝﻴﺚ ﻻ ﳛﺘﺎﺝ ﻷﺣﺪ ﻭﻻ ﻳﺘﻄﻠﻊ ﳌﺎ ﻋﻨﺪ ﺍﻟﻨﺎﺱ‪ ،‬ﺑﻞ ﻳﻌﺘﻤﺪ‬ ‫ﻋﻠﻰ ﺭﺑﻪ ﰒ ﻋﻠﻰ ﻧﻔﺴﻪ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪21‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺍﳌﺼﺎﺩﺭ ﻭﺍﳌﺮﺍﺟﻊ‬ ‫ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﻧﺎﻓﻊ‪1999 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﺼﲔ ﻣﻌﺠﺰﺓ ﻬﻧﺎﻳﺔ ﺍﻟﻘﺮﻥ ﺍﻟﻌﺸﺮﻳﻦ‪ .‬ﺍﻟﻘﺎﻫﺮﺓ‪ .‬ﻣﺮﻛﺰ ﺍﻷﻫﺮﺍﻡ ﻟﻠﺘﺮﲨﺔ ﻭﺍﻟﻨﺸﺮ‪.‬‬ ‫ﺑﺪﺭ ﺍﻟﺪﻳﻦ ﺣﻲ‪1950 ،‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﻌﻼﻗﺎﺕ ﺑﲔ ﺍﻟﻌﺮﺏ ﻭﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﻣﻜﺘﺒﺔ ﺍﻟﻨﻬﻀﺔ ﺍﳌﺼﺮﻳﺔ‪.‬‬ ‫ﺑﺪﺭ ﺍﻟﺪﻳﻦ‪ ،‬ﻝ ﺣﻲ‪1992 .‬ﻡ‪ .‬ﺗﺎﺭﻳﺦ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ ﰲ ﺍﳌﺎﺿﻲ ﻭﺍﳊﺎﺿﺮ‪ .‬ﻟﺒﻨﺎﻥ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻹﻧﺸﺎﺀ ﻟﻠﻄﺒﺎﻋﺔ ﺍﻟﻨﺸﺮ‪.‬‬ ‫ﺗﺸﺎﻭ ﺑﺎﻭ ﻗﻮﻱ‪ ،‬ﻣﻮﺳﻰ ﲨﻌﺔ‪2003 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﻛﺘﺎﺏ ﺑﺎﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ‪ .‬ﺗﻘﺪﱘ ﺍﻟﺪﻛﺘﻮﺭ ﳏﻤﺪ‬ ‫ﺍﻟﺰﺣﻴﻠﻲ‪ .‬ﺳﻮﺭﻳﺎ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺑﻴﺒﺖ ﺍﳊﻜﻤﺔ‪.‬‬ ‫ﺗﺸﺎﻧﻎ ﺯﻭﻥ ﻳﺎﻥ‪1995 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻻﺗﺼﺎﻻﺕ ﺍﻟﻮﺩﻳﺔ ﺍﳌﺘﺒﺎﺩﻟﺔ ﺑﲔ ﺍﻟﺼﲔ ﻭﻋﻤﺎﻥ ﻋﱪ ﺍﻟﺘﺎﺭﻳﺦ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻌﻠﻮﻡ ﺍﻻﺟﺘﻤﺎﻋﻴﺔ‬ ‫ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ‪2003 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ‪ ،‬ﳎﻤﻮﻉ ﻣﺬﻛﺮﺍﺕ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ‪ .‬ﻛﺘﺎﺏ ﺑﺎﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﺔ‪.‬‬ ‫ﺗﲔ ﺩﻥ‪2004 .‬ﻡ‪ .‬ﻃﺮﻳﻖ ﺃﻣﻞ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ‪ .‬ﺑﻜﲔ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻨﺸﺮ‪.‬‬ ‫ﺟﻮ ﻗﻮﻭ ﺗﺸﲔ‪1957 .‬ﻡ‪.‬ﺍﻟﻜﺎﻣﻞ ﰲ ﺗﺎﺭﻳﺦ ﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﺷﻨﻐﻬﺎﻱ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﺸﻌﺐ‪.‬‬ ‫ﺟﲔ ﻳﻲ ﺟﻴﻮ‪ .‬ﳎﻠﺔ "ﺑﻨﺎﺀ ﺍﻟﺼﲔ"‪1982 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﳌﺴﻠﻤﻮﻥ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﺳﻠﺴﻠﺔ ﺛﻘﺎﻓﻴﺔ‪ .‬ﺑﻜﲔ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺑﻨﺎﺀ ﺍﻟﺼﲔ‪.‬‬ ‫ﺣﺴﻦ ﺍﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺣﺴﻦ‪ ،‬ﻭﻋﺒﺪ ﺍ‪‬ﻴﺪ ﻋﺒﺎﺩﻛﻦ‪ ،‬ﻭﺇﲰﺎﻋﻴﻞ ﺍﻟﻨﺤﺮﺍﻭﻱ‪ .1998 .‬ﺍﻟﺪﻋﻮﺓ ﺇﱃ ﺍﻹﺳﻼﻡ‪ .‬ﻁ‪ .2‬ﺍﻟﻘﺎﻫﺮﺓ‪.‬‬ ‫ﻣﻜﺘﺒﺔ ﺍﻟﻨﻬﻀﺔ ﺍﳌﺼﺮﻳﺔ‪.‬‬ ‫ﻓﻬﻤﻲ ﻫﻮﻳﺪﻱ‪1987 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻹﺳﻼﻡ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﺑﻜﲔ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻌﻠﻮﻡ ﺍﻻﺟﺘﻤﻌﺎﻋﻴﺔ ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﺔ ﻟﻠﻨﺸﺮ‪.‬‬ ‫ﻓﻴﻨﻎ ﺟﲔ ﻳﻮﺍﻥ‪ 1992 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻹﺳﻼﻡ ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﻁ ‪ .2‬ﺍﳌﻄﺒﻮﻉ ﺑﺎﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﺔ ﰲ ﻣﺪﻳﻨﺔ ﻳﻨﺘﺸﻮﺍﻥ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻜﺘﺐ‬ ‫ﺍﻟﺸﻌﺐ ﻟﻠﻨﺸﺮ ﺑﻨﻴﻨﺸﻴﺎ‪.‬‬ ‫ﻗﻮﺍ ﺟﺎﻥ ﻓﻮ‪1993 ،‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﺍﳌﺴﺠﺪﻳﺔ ﰲ ﺍ‪‬ﺘﻤﻊ ﺍﻟﺼﻴﲏ ﺍﳌﺴﻠﻢ‪ .‬ﺑﻜﲔ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﺼﲔ ﺍﻟﻨﻮﻡ ﻟﻠﻨﺸﺮ‪.‬‬ ‫ﱄ ﻫﻮﺍ ﻳﲔ‪2006 .‬ﻡ‪ .‬ﺍﻟﻌﻼﻗﺔ ﺍﻟﺘﺎﺭﳜﻴﺔ ﺑﲔ ﺍﻟﺼﲔ ﻭﺍﻟﻌﺮﺏ‪ .‬ﻫﻮﻧﻎ ﻛﻮﻧﻎ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺗﻴﻤﺎ‪.‬‬ ‫ﱄ ﻫﻮﺍ ﻳﻴﻨﻎ‪2007 .‬ﻡ‪ .‬ﳎﻠﺔ ﺍﻟﺼﲔ ﺍﻟﻴﻮﻡ‪ .‬ﻣﻘﺎﻝ‪ :‬ﺍﳊﻮﺍﺭ ﺍﳊﻀﺎﺭﻱ ﺍﻟﺼﻴﲏ ﺍﻟﻌﺮﰊ‪ .‬ﻳﻨﺎﻳﺮ‪.‬ﻛﺎﻧﻮﻥ ﺛﺎﱐ‪.‬‬ ‫ﻣﺎ ﺟﻲ ﺗﺎﻧﻎ‪2003 .‬ﻡ‪ .‬ﺣﻴﺎﺓ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ‪ .‬ﻛﺘﺎﺏ ﺑﺎﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﺼﻴﻨﻴﺔ‪ .‬ﻣﺪﻳﻨﺔ ﻧﻴﻨﺸﺎ ﺍﻟﺼﲔ‪ .‬ﺩﺍﺭ ﺍﻟﻨﺸﺮ ﺍﻟﺸﻌﱯ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪23‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬ ‫‪บทความวิจัย‬‬

‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ‪ :‬ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺩﺍﻥ ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ‬ ‫ﺩﺍﱂ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ ﺩﻓﻄﺎﱐ‬ ‫∗‬

‫ﻟﻘﻤﺎﻥ ﻏﺰﺍﱄ ﻣﺄﺳﻴﻼﺀ‬ ‫ﻭﻱ ﻳﻮﺳﻒ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺳﻴﺪﻱﺀ‬

‫∗∗‬

‫ﺍﺑﺴﺘﺮﺍﻙ‬ ‫ﺩﺍﱂ ﺍﺭﺗﻴﻜﻞ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﻓﻨﻮﻟﻴﺲ ﺧﻮﺑﺎ ﻣﻐﻜﺎﺟﻲ ﺩﺍﻥ ﻣﻨﻠﻴﱵ ﺗﻨﺘﻎ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻳﻎ ﺗﺮﻛﻨﻞ ﺩﻓﻄﺎﱐ ﻓﺪ ﻓﺮﺗﻐﺎﻫﻦ‬ ‫ﺃﺑﺪ ﻳﻐﻚ ‪ 20‬ﻡ ﻳﺄﻳﺖ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺑﺎﺋﻲ ﻣﻐﻨﻎ ﺟﺎﺱ‪٢‬ﺙ ﻛﻔﺪ ﺃﻭﻣﺔ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺍﱂ‬ ‫ﻛﺎﻟﻐﻦ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﺍﺳﻼﻡ ﻣﻼﻳﻮ ﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﺩﺍﺗﺎ ﻓﻨﻮﻟﻴﺴﻦ ﺍﻳﻦ ﺩﻛﻮﻣﻔﻮﻝ ﻣﻨﺮﻭﺳﻲ ﺩﻭﺍ ﻗﺎﻋﺪﺓ؛ ﻓﺮﺗﺎﻡ‪ ،‬ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ‪ ،‬ﻳﺄﻳﺖ‬ ‫ﻗﺎﻋﺪﺓ ﺃﺳﺎﺳﻲ ﻳﻐﺪﺃﺩﺍﻛﻦ ﺩﻏﻦ ﺳﺮﺍﻣﻲ ‪ 18‬ﺍﻭﺭﻍ ﺍﻳﻨﻔﻮﺭﻣﻦ ﺗﺮﺩﻳﺮﻱ ﺩﺭﻓﺪ ﻛﻠﻮﺍﺭﺉ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻛﺎﺟﲔ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﻣﺮﻳﺪ‪٢‬ﺙ‬ ‫ﺩﺍﻥ ﻋﻠﻤﺎﺀ‪ ٢‬ﺳﺰﻣﺎﻧﺚ‪.‬ﻛﺪﻭﺍ‪ ،‬ﻗﺎﻋﺪﺓ ﻛﻔﻮﺳﺘﻜﺄﻥ ﺍﺗﻮ ﻓﺜﻠﻴﺪﻳﻘﻜﻦ ﺩﻭﻛﻮﻣﻴﻨﺘﺎﺭﻱ‪ .‬ﺩﺍﺗﺎ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺩﻓﺮﲰﺒﻬﻜﻦ ﺳﺨﺎﺭﺍ‬ ‫ﻛﺮﻳﺘﻴﺲ‪ .‬ﺣﺎﺻﻴﻞ ﻛﺎﺟﲔ ﺍﻳﻦ ﺩﺩﺍﻓﱵ ‪‬ﻮﺍ ﻧﺎﻡ ﻟﻐﻜﻒ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺧﻲﺀ ﰎ‪،‬‬ ‫ﻻﻫﲑﺙ ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺍﺛﻨﲔ ‪ 10‬ﺟﻮﱄ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1929‬ﻡ‪ ،‬ﺩﻛﻤﻔﻮﻍ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻓﻨﺎﺭﻳﻖ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺩﺍﻥ‬ ‫ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﺍﱂ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ ﻳﺄﻳﺖ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﺃﻣﻔﺖ ﺑﻨﺘﻮﻕ؛ ﻓﺮﺗﺎﻡ‪ ،‬ﻓﻨﻮﺑﻮﻫﻦ ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺳﻲ‬ ‫ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‪ .‬ﻛﺪﻭﺍ‪،‬ﻓﻨﻮﺑﻮﻫﻦ ﳉﻨﺔ ﺍﳌﺪﺍﺭﺱ ﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﺍﱂ ﳉﻨﺔ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﻣﻨﻮﻟﻴﺲ‬ ‫ﺩﺍﻥ ﻣﺜﻴﻤﻖ ﻛﺮﻳﺎ‪ ٢‬ﻛﺄﺋﻤﺄﻥ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻣﻨﺠﺎﺩﻱ ﻛﻮﺭﻳﻜﻮﻟﻮﻡ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻛﻔﺪ ﺳﻜﻮﻟﻪ‪ ٢‬ﺃﺋﺎﻡ ﺳﻮﺍﺳﺘﺎ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﻛﺘﻴﺊ‪‬‬ ‫ﻓﻨﻮﺑﻮﻫﻦ‪‬ﳎﻠﺲ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﳎﻠﺲ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺳﻔﺮﺕ ﺑﺮﻓﺘﻮﻯ‪ ،‬ﻣﺜﺎﺗﻮﻛﻦ ﺃﻭﻣﺔ ﺩﺍﻥ ﻣﺜﻴﺒﺎﺭﻛﻦ‬ ‫ﺃﺟﺎﺭﺍﻥ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ‪ .‬ﻛﺄﻣﻔﺖ‪ ،‬ﻓﻨﻮﺑﻮﻫﻦ ﻓﺮﺳﺎﺗﻮﺍﻥ ‪‬ﻤﺄ ﺧﺎﺭﻳﺖ‪ ،‬ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﻓﺮﺳﺎﺗﻮﺍﻥ ﺍﻳﻦ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﺑﺮﺧﺮﺍﻣﻪ‬ ‫ﺩﺳﺴﺘﻐﻪ ﻣﺴﺠﺪ ﺗﻴﺊ ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻼﺗﻦ ‪‬ﺎﻱ ﺩﺍﻥ ﺗﺮﻣﺎﺳﻮﻕ ﺟﻮﺉ ﺩﺍﺋﺮﺓ ﺧﻨﻖ ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻐﺌﻮﺭﺍ‪.‬‬

‫‪‬ﻓﻼﺟﺮ ﺳﺮﺟﺎﻥ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﺑﱳ ﺳﺠﺎﺭﻩ ﺩﺍﻥ ﲤﺪﻭﻥ ﺍﺳﻼﻡ‪ ،‬ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ‪‬‬ ‫‪‬ﺩﻛﺘﻮﺭ ﻓﻠﺴﻔﻪ ﺩﺍﱂ ﺟﻮﺭﻭﺳﻦ ﺟﻐﺮﺍﰲ‪ ،‬ﻓﻨﺸﺮﺡ ﻓﺮﻭﺋﺮﱘ ﺳﺮﺟﺎﻥ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ‪ ،‬ﺟﺎﺑﱳ ﺳﺠﺎﺭﻩ ﺩﺍﻥ ﲤﺪﻭﻥ ﺍﺳﻼﻡ‪ ،‬ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

24

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา July-December 2011

Abstract The main purpose of this research was to study and examine about the role and the contribution of the teacher Haji Abdurrahman Bin Ahmad Pombing who was a prominent person in contributing his services to Muslims among Malay society in Pattani in the mid 20th century. In order to achieve this purpose, the interview and the library research were developed and utilized as means of data collection. In the primary study, the researcher interviewed about 18 people consisting of the teacher Haji Abdurrahman’s family, his students and scholars during his time. In addition, the researcher also examined through documentary analysis and presented in critically. The results of the study indicated that the inclusive name of the teacher Pombing was the teacher Haji Abdurrahman Bin Ahmad, born on Monday, July 10th in 1929, in the village of Pombing, Panariq, Pattani. As for his role and his contribution in building knowledge culture at Pattani was through the four figures. First, it was built through Muassasah Ma’had Assaqafah Al-Islamiah School Pombing whether in the school itself and the surrounding area. The second was writing the papers through Pattani school organization. The third was through Pattani Ulama council such as answering about Islam, creating a peace building among society and spreading the teaching of Islam. Then the last one was through the association with the Thai language name “Thamma Charit”. In this figure, his role was as a lecturer in each of the three southern Thai mosque including Chanak, Songkhla.

อัล-นูร


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪25‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻓﻨﺪﻫﻮﻟﻮﺍﻥ‬ ‫ﺇﻥ ﺍﳊﻤﺪ ﷲ‪،‬ﳓﻤﺪﻩ‪ ،‬ﻭﻧﺴﺘﻌﻴﻨﻪ‪ ،‬ﻭﻧﺴﺘﻐﻔﺮﻩ‪ ،‬ﻭﻧﺘﻮﺏ ﺇﻟﻴﻪ‪ ،‬ﻭﻧﻌﻮﺫ ﺑﺎﷲ ﻣﻦ ﺷﺮﻭﺭ ﺃﻧﻔﺴﻨﺎ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﺳﻴﺌﺎﺕ‬ ‫ﺃﻋﻤﺎﻟﻨﺎ‪ ،‬ﻣﻦ ﻳﻬﺪﻩ ﺍﷲ ﻓﻼﻣﻀﻞ ﻟﻪ‪ ،‬ﻭﻣﻦ ﻳﻀﻠﻞ ﺍﷲ ﻓﻼ ﻫﺎﺩﻱ ﻟﻪ‪ ،‬ﻭﺃﺷﻬﺪ ﺃﻥ ﻻ ﺇﻟﻪ ﺇﻻ ﺍﷲ ﻭﺣﺪﻩ ﻻﺷﺮﻳﻚ ﻟﻪ‪،‬‬ ‫ﻭﺃﺷﻬﺪ ﺃﻥ ﳏﻤﺪﺍ ﻋﺒﺪﻩ ﻭﺭﺳﻮﻟﻪ ‪ ،‬ﺗﺴﻠﻴﻤﺎ ﻛﺜﲑﺍ‪ ،‬ﺃﻣﺎ ﺑﻌ���؛‬ ‫ﺳﺴﻮﻏﺌﻮﻫﺚ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﻓﺪ ﺃﻭﻝ ﻓﻤﺒﻴﻨﺄﻥ ﺃﻭﻣﺘﺚ‪ ،‬ﳑﻮﻻﻛﻦ ﺩﻏﻦ ﻓﺮﻳﻨﺘﻪ ﳑﺒﺎﺥ ﺳﻬﻴﻐﺊ ﻣﺮﻳﻚ ﻣﻨﺠﺎﺩﻱ‬ ‫ﺃﻭﻣﺔ ﻳﻎ ﺑﺮﻓﻐﺘﻬﻮﺍﻥ )ﻋﻠﻤﺎﺀ(‪ .‬ﻛﺪﻭﺩﻭﻗﻜﻦ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺩﺍﱂ ﻓﻨﺪﺍﻏﻦ ﺍﺳﻼﻡ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺗﻴﻐﺌﻲ‪ ،‬ﻣﻠﻴﺎ ﺩﺍﻥ ﺗﺮﻓﻮﺟﻲ ﻛﺮﺍﻥ ﺑﺎﺛﻖ‬ ‫ﺩﻟﻴﻞ‪ ٢‬ﺩﺭﻓﺪ ﺍﻟﻘﺮﺁﻥ‪ ،‬ﺣﺪﻳﺚ ﺩﺍﻥ ﺇﲨﺎﻉ ﻋﻠﻤﺎﺀ‪ .‬ﻣﻨﻮﺭﻭﺕ ﺳﺠﺎﺭﻩ ﺗﺎﻧﻪ ﻣﻼﻳﻮ‪ ،‬ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﻣﺎﺳﻮﻕ ﻛﺒﻮﻣﻲ ﻓﻄﺎﱐ‬ ‫ﻓﺪ ﻓﺮﻳﻐﻜﺖ ﻓﺮﺳﻴﻐﺌﺎﻫﻦ ﲰﻨﺠﻖ ﺃﺑﺪ ﻙ‪7-‬ﻡ ﻻﺋﻲ‪ ،‬ﺗﺘﺎﰲ ﻓﻄﺎﱐ ﻣﻨﺠﺎﺩﻱ ﻧﺌﺎﺭﺍ ﺍﺳﻼﻡ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1457‬ﻡ ﺳﺘﻠﻪ‬ ‫ﺭﺍﺟﺎ ﻓﻬﺮﺃﻳﺎﺗﻮ‪‬ﺍﻳﻨﺪﺭﺍ ﳑﻠﻮﻕ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺗﺎﻏﻦ ﺷﻴﺦ ﺻﻔﻲ ﺍﻟﺪﻳﻦ‪ ،‬ﻣﻨﻜﻞ ﻓﺪ ﺃﺑﺪ ﻙ‪ 15-‬ﺳﻬﻴﻐﺊ ﺃﺑﺪ ﻙ‪19-‬ﻡ ﺍﺳﻼﻡ‬ ‫ﺗﻠﻪ ﺑﺮﻛﻤﺒﻎ ﺳﺨﺎﺭﺍ ﻣﺜﻠﻮﺭﻭﻩ‪ ،‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺗﺮﺗﻮ‪‬ﺚ ﻓﻮﻝ ﺑﱪﺍﻑ ﺑﻮﺍﻩ ﻓﻮﺳﺖ ﻓﺜﻴﺒﺎ ﺭﺍﻥ ﺍﺳﻼﻡ ﻳﻎ ﺩﻓﻐﺌﻴﻞ ﺳﺒﺎﺋﻲ‬ ‫ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‪ ،‬ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻳﻎ ﺗﺮﺑﺴﺮ ﻓﺪ ﺯﻣﺎﻥ ﺍﻳﺖ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺑﻨﺪﺍﻍ ﺩﺍﻱ ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻳﺄﺭﺍﻍ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﻳﻎ‬ ‫ﺩﺃﺳﺎﺱ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺷﻴﺦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻘﺎﺩﺭ ﺑﻦ ﻣﺼﻄﻔﻰ ﺍﻟﻔﻄﺎﱐ‪ ،‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺩﺇﻳﻜﻮﰐ ﻓﻮﻝ ﺩﻏﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺑﺮﻣﲔ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻳﺄﺭﻳﻎ‪،‬‬ ‫ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ؛ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﲰﻼ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻣﻐﺎﻍ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ؛ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﻭﺍﻝ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻣﺎﻳﻮﺭ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﺩﺍﻥ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‬ ‫ﺗﻠﻮﻕ ﻣﺎﻧﻖ ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﺑﺎﺧﻖ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻧﺎﺭﺍﺗﻴﻮﺍﺕ‪ .‬ﲰﻮﺍ ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺳﻲ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﳑﺄﻳﻨﻜﻦ ﻓﺮﺍﻧﻦ ﻣﺎﺳﻴﻎ ‪ ٢‬ﺩﺍﱂ‬ ‫ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺃﺳﺎﺱ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ ﻣﻐﻴﻜﻮﺕ ﺟﻨﺮﺍﺳﻲ ﻓﻼﻓﻴﺲ‪.‬‬ ‫ﺳﺎﻟﻪ ﺳﺌﻮﺭ ﻍ ﺟﻨﺮﺍﺳﻲ ﻓﻼﻓﻴﺲ ﻳﻎ ﺗﺮﻛﻨﻞ ﺩﻓﻄﺎﱐ ﻓﺪ ﻓﺮﺗﻐﺎﻫﻦ ﺃﺑﺪ ﻙ‪ 20 -‬ﻡ ﺍﻳﺖ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺳﺎﻟﻪ ﺳﺌﻮﺭ ﻍ ﺟﻨﺮﺍﺳﻲ ﻓﺮﺗﺎﻡ ﻳﻎ ﻣﺜﻴﺒﺎ ﺭﻛﻦ ﺗﻮﺣﻴﺪ ﺳﻠﻒ ﺩﺍﻥ‬ ‫ﻣﻐﺌﺎﺑﻮﻍ ﺳﻴﺴﺘﻴﻢ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﻏﻦ ﺳﻴﺴﺘﻴﻢ ﺳﻜﻮﻟﻪ‪ .‬ﻣﻌﻠﻮﻣﺎﺕ ﺍﻳﺘﻮﻟﻪ ﻳﻎ ﻣﻨﺪﻭﺭﻭﻍ ﻓﻨﻮﻟﻴﺲ ﺍﻭﻧﺘﻮﻕ‬ ‫ﳑﺒﻮﺍﺕ ﺳﺎﺗﻮ ﻛﺎﺟﲔ ﻣﻐﻨﺄﻱ ﻛﺘﻮﻛﻮﻫﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‪ ،‬ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺩﺍﻥ ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ ﺩﺍﱂ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪،‬‬ ‫ﲰﻮﺋﺎ ﻛﺎﺟﲔ ﺍﻳﻦ ﺩﺍﻓﺖ ﳑﱪﻱ ﺋﻤﱪﺍﻥ ﻳﻎ ﺟﻠﺲ ﺗﻨﺘﻎ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻓﻨﺪﻋﻮﺓ ﺩﺍﱂ ﻣﻨﺌﻘﻜﻦ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺭﻧﺘﺎﻭ ﺍﻳﻦ‪.‬‬ ‫ﺑﻴﻮﺋﺮﺍﰲ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‬ ‫‪-1‬ﻻﺗﺮ ﺑﻼﻛﻎ ﻓﺮﻳﺒﺎﺩﻱ ﺩﺍﻥ ﻛﻠﻮﺍﺭﺉ‬ ‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ ﻓﺪ ﻓﺮﺗﻐﻬﻦ ﺃﺑﺪ ﻙ‪ 20-‬ﻡ ﻳﻐﺘﺮ‬ ‫ﻛﻨﻞ ﺩﻏﻦ ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻛﺮﺍﻥ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻻﻫﲑ ﺩﺳﺒﻮﺍﻩ ﻛﻤﻔﻮﻍ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ) ‪‬ﺎﺱ ‪‬ﺎﻱ‪:‬‬ ‫ﻓﻮﻣﻴﻎ(‪ ،‬ﺩﺩﺍﺋﺮﺓ ﻓﻨﺎﺭﻳﻖ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺍﺛﻨﲔ ﺗﻐﺌﻞ ‪ 10‬ﺟﻮﱄ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1929‬ﻡ )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ‬ ‫ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ & 16 :2002 ،‬ﺷﻌﺮﺍﱐ ﻋﺒﺪﺍﻟﻘﺎﺩﺭ‪ .(53:1985‬ﺃﻳﻬﺚ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﺧﻲﺀ ﰎ‪ ،‬ﺍﻳﺒﻮﺙ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﺣﺠﺔ ﻭﺍﻥ‬ ‫ﻳﻪ ﺑﻨﺖ ﻭﺍﻥ ﺗﻴﻪ ﺑﻦ ﺩﺭﺍﺗﻦ‪ ،‬ﻛﺪﻭﺍ‪ ٢‬ﺍﻳﻪ ﺩﺍﻥ ﺍﻳﺒﻮﺙ ﻣﻴﻤﻎ ﻭﺭﺋﺎ ﺃﺻﻞ ﻛﻤﻔﻮﻍ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .‬ﻣﻨﻜﻞ‪‬ﻣﻮﻳﻐﺚ ﺩﺭﻱ ﺳﺒﻠﻪ‬ ‫ﺍﻳﺒﻮ ﺑﺮﺃﺻﻞ ﺩﺭﻱ ﻛﻮﺗﺎ ﺗﺮﺱ‪ ،‬ﺭﺍﻣﻦ‪ ،‬ﺟﺎﻻ ﻣﺮﻭﻓﺎﻛﻦ ﺇﺳﺘﺮﻱ ﻳﻐﻜﺪﻭﺍ ﺑﻜﺲ ﻣﻴﻜﻮﻍ ﻣﻮﺩﺍ ﻛﻔﺪ ﺭﺍﺟﺎ ﺭﺍﻣﻦ ﻳﻎ‬ ‫ﺑﺮﻧﺎﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﻟﺒﻴﻪ )ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ (3 :574 .‬ﻛﺮﺍﻥ ﺭﺍﺟﺎ ﺭﺍﻣﻦ ﺍﻳﺖ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ‪ 4‬ﺍﻭﺭﻍ ﺇﺳﺘﺮﻱ‪.‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪26‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺃﻧﻖ ﺳﻮﻟﻮﻍ ﺩﺭﻱ ﺗﻴﺊ ﺍﻭﺭﻍ ﺃﺩﻳﻖ ﺑﺮﺍﺩﻳﻖ‪ ،‬ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻟﻼﻛﻲ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﻋﺒﺪﺍﳊﻠﻴﻢ ) ﻓﺄﺩﺍﻟﻴﻎ( ﺩﺍﻥ‬ ‫ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻓﺮﻣﻔﻮﺍﻥ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﻋﺎﺋﺸﺔ ) ﻣﺄﺧﻲﺀ ﺷﻪ(‪ .‬ﻋﺒﺪﺍﳊﻠﻴﻢ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﺩﻭﺍ ﺍﻭﺭﻍ ﺃﻧﻖ ﺩﺭﻓﺪ ﺳﺎﻟﻪ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﺍﻳﺒﻮ ﺩﺭﻓﺪ‬ ‫ﺑﱪﺍﻑ ﺍﻭﺭﻍ ﺍﻳﺒﻮ؛ ﻓﺮﺗﺎﻡ‪ ،‬ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺩﺍﻥ ﻛﺪﻭﺍ‪ ،‬ﺧﺪﳚﺔ‪ .‬ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺇﺳﺘﺮﻱ ﻛﻔﺪ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ ﺑﻦ ﺣﺴﻦ ﳏﻤﺪ‬ ‫ﺃﻣﲔ ﺍﺗﻮ ﺗﺮﻛﻨﻞ ﺩﻏﻦ ﺃﺳﺘﺎﺫ ﻣﺖ ﺗﻴﻪ ﻣﺖ ﻣﲔ‪ ،‬ﻳﻎ ﺗﺮﺑﻮﻧﻮﻩ ﺩﻛﻤﻔﻮﻍ ﺧﺆﺧﻮﺍ )‪ (KHU’KHUA‬ﻓﺪ ‪ 27‬ﺭﺑﻴﻊ ﺍﻷﻭﻝ‬ ‫‪ 1401‬ﻫـ ﺑﺮﲰﺄﻥ ‪ 31‬ﺟﻨﻮﺍﺭﻱ ‪ 1981‬ﻡ‪ .‬ﻣﻨﻜﻞ ﻋﺎﺋﺸﺔ ﻓﻮﻝ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﺗﻴﺊ ﺍﻭﺭﻍ ﺃﻧﻖ؛ ﻓﺮﺗﺎﻡ ﺣﺎﺝ ﻧﻮﺭﺍﻟﺪﻳﻦ‬ ‫ﻋﺜﻤﺎﻥ ) ﺳﻜﺎﺭﻍ ﺳﻼﻛﻮ ﺃﻣﲔ ﻋﺎﻡ ﻣﺆﺳﺴﺔ ﻣﻌﻬﺪ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ( ‪ .‬ﻛﺪﻭﺍ ﻓﺎﻃﻤﺔ ﺩﺍﻥ ﻛﺘﻴﺊ ﻣﺮﱘ‬ ‫)ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ(‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪ .(2009‬ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﺻﻔﺔ ﺩﺍﻥ ﺃﺧﻼﻕ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﻣﺮﻧﺪﻩ ﺩﻳﺮﻱ‪ ،‬ﺗﺮﺳﺜﻮﻡ‪،‬‬ ‫ﺑﻴﺠﻖ ﺩﺍﻥ ﺑﺮﺳﻮﻏﺌﻮﻩ‪ ،‬ﺑﺮﺍﱐ ﺳﺮﺕ ﺗﺌﺲ ﺃﺗﺲ ﻓﻨﺪﻳﺮﻳﻦ ‪ ،‬ﻻﻓﻎ ﺩﺍﺩﺍ‪ ،‬ﻗﻮﺍﺓ ﺇﻳﻐﺎﺗﻦ ‪ ،‬ﺗﻴﺪﻕ ﻣﻐﻨﻞ ﻓﻨﺔ ﺩﺍﻥ ﻟﺴﻮ‪،‬‬ ‫ﺑﺮﺍﻛﺘﻴﻒ‪ ،‬ﺑﺎﺛﻖ ﳑﱪﻱ ﺳﻼﻡ ﺑﺌﻴﺘﻮ ﺟﻮﺉ ﺑﺮﺩﻭﻋﺎﺀ ﺩﺍﻥ ﺃﻣﺖ ﺋﻤﺮ ﳑﺎﻛﻲ ﺟﻮﺑﻪ ﺩﺍﻥ ﺳﺮﺑﻦ ﻓﻮﺗﻴﻪ ﺳﺘﻴﻒ ﻣﺎﺱ‬ ‫ﺩﺍﻥ ﲤﻔﺖ ) ﺃﻏﻜﻮ ﺃﲪﺪ ﺯﻛﻲ ﺑﻦ ﺃﻏﻜﻮ ﻋﻠﻮﻱ‪ ،‬ﺍﻟﻔﻜﺮﺓ‪ ،2008 ،‬ﺑﻴﻞ‪66 :11 .‬؛ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺃﲪﺪ ﺭﺃﻭ ) ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪،‬‬ ‫‪ 23‬ﺃﻓﺮﻳﻞ ‪2010‬؛ ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ ) ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪2009‬؛ ﺍﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﻋﺒﺪﺍﷲ ) ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 27 ،‬ﺟﻮﱄ ‪& 2009‬‬ ‫ﳏﻤﺪ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺧﺎﻳﺎ )ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 4 ،‬ﻣﺎﺥ ‪.(2008‬‬ ‫‪ -2‬ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ‬ ‫‪ -2.1‬ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﺩﺳﻜﻮﻟﻪ ﺭﻧﺪﻩ‬ ‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻣﻮﻷﻱ ﺑﻼﺟﺮ ﺩﺳﻜﻮﻟﻪ ﺭﻧﺪﻩ ﻛﺒﻐﺴﺄﻥ ﺳﻬﻴﻐﺊ ﺩﺭﺟﻪ ‪3‬‬ ‫ﺳﻬﺎﺝ ﺩﻛﻤﻔﻮﻍ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪ 1937‬ﻡ ) ﺳﻬﺎﺭﻭﺳﺚ ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ ﺗﺎﻣﺖ ﺩﺭﺟﻪ ‪ ) (4‬ﻣﺆﺳﺴﺔ‬ ‫ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪.(16: 2002 ،‬‬ ‫‪ -2.2‬ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‬ ‫ﺳﺘﻠﻪ ﻛﻠﻮﺍﺭ ﺩﺭﻱ ﺳﻜﻮﻟﻪ ﺭﻧﺪﻩ ﻛﺒﻐﺴﺄﻥ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻣﻨﺮﻭﺱ ﺑﻼﺟﺮ‬ ‫ﺃﺋﺎﻡ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺻﻐﲑ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺩﻫﺎﻥ ﺃﻧﻖ ﻛﻔﺪ ﺗﺆﳝﻦ ﻛﻮﺍﻻﺑﺮﻭﺍﺱ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻓﻨﺎﺭﻳﻖ‪،‬‬ ‫ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﺳﻼﻣﺎ ‪ 7‬ﺗﺎﻫﻮﻥ ﻳﺄﻳﺖ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1946-1940‬ﻡ )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪.(16 :2002 ،‬‬ ‫ﺳﺘﻠﻪ ﺍﻳﺖ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1947‬ﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﻓﻴﻨﺪﻩ ﺑﻼﺟﺮ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻭﺍﻥ ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﻭﺍﻥ ﺍﺩﺭﻳﺲ‬ ‫ﺑﺮﻣﲔ ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻳﺄﺭﻳﻎ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﺳﻼﻣﺎ ‪ 3‬ﺑﻮﻟﻦ ﺳﻬﺎﺝ ‪ ،‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺑﺮﻓﻴﻨﺪﻩ ﻓﻮﻝ ﺑﻼﺟﺮ ﺩ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺣﺎﺝ ﺣﺴﻦ ﺑﻦ ﳏﻤﺪ ﺃﻣﲔ ﻣﻖ ﺃﻏﺌﻮﻝ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻣﺎﻳﻮﺭ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﻟﺒﻴﻪ ﻛﻮﺭﻍ ﺳﺘﺎﻫﻮﻥ )ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪،‬‬ ‫‪ ،2002‬ﺑﻴﻞ‪.(3 :574 .‬‬ ‫‪ -2.3‬ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﺩﻣﻜﺔ‬ ‫ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1948‬ﻡ‪ ،‬ﺳﺘﻠﻪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺑﺮﺃﻭﺳﻴﺎ ‪ 19‬ﺗﺎﻫﻮﻥ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺑﺮﻏﻜﺖ ﻛﻤﻜﺔ ﺃﻧﺘﻮﻕ ﺑﻼﺟﺮ ﺩﺳﺎﻥ ) ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ ، (3 :574 .‬ﻓﺮﺟﺎﻟﻨﻨﺚ ﻣﻐﺌﻮﻧﺎ ﻛﻔﻞ‬ ‫ﻷﻭﺕ ﺑﺮﺗﻮﻟﻮﻕ ﺩﺭﻱ ﻓﻼﺑﻮﻫﻦ ﻓﻮﻻﻭ ﻓﻴﻨﻎ ﻳﻎ ﳑﺎﻛﻲ ﻣﺎﺱ ﺳﻼﻣﺎ ‪ 23‬ﻫﺎﺭﻱ )ﺃﻏﻜﻮ ﺃﲪﺪ ﺯﻛﻲ ﺑﻦ ﺃﻏﻜﻮ ﻋﻠﻮﻱ‪،‬‬ ‫ﺍﻟﻔﻜﺮﺓ‪ ،2008 ،‬ﺑﻴﻞ‪ .(65 :11 .‬ﲰﺎﺱ ﺑﺮﺍﺩﺍ ﺩﻣﻜﺔ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻔﻼﺟﺮﻱ ﻋﻠﻤﻮ ﺩﺍﱂ ﺩﻭﺍ ﺃﻟﲑﺍﻥ ﻳﺄﻳﺖ ﻳﻎ ﻓﻮﺭﻣﻞ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪27‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫) ﺭﲰﻲ( ﺩﺍﻥ ﻳﻎ ﺇﻳﻨﻔﻮﺭﻣﻞ ) ﺗﻴﺪﻕ ﺭﲰﻲ(‪ .‬ﻓﻤﺒﻼﺟﺮﺍﻥ ﻳﻎ ﺇﻳﻨﻔﻮﺭﻣﻞ ﻳﺄﻳﺖ ﻣﻨﺪﺍﳌﻲ ﻋﻠﻤﻮ ﺃﺋﺎﻡ ﺩﻣﺴﺠﺪ ﺍﳊﺮﺍﻡ‬ ‫ﺳﺨﺎﺭﺍ ﺗﻠﻘﻲ ﺩﺭﻓﺪ ﺗﻮﻛﻮﻩ‪ ٢‬ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻳﻎ ﺗﺮﻛﻨﻞ ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ ﻳﺄﻳﺖ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1948‬ﻡ – ‪1951‬ﻡ‪ .‬ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﺗﻮﻛﻮﻩ‬ ‫ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻳﻎ ﻓﺮﻧﻪ ﻣﻐﺎﺟﺮﺙ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﺷﻴﺦ ﺳﻴﺪ ﻋﻠﻮﻱ ﺑﻦ ﻋﺒﺎﺱ ﺍﳌﺎﻟﻜﻲ ﺍﳌﻜﻲ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﺣﺴﻦ ﳏﻤﺪ ﻣﺸﺎﻁ ﺍﳌﻜﻲ‪ ،‬ﺷﻴﺦ‬ ‫ﺳﻴﺪ ﺃﻣﲔ ﺍﻟﻜﺘﱯ ﺍﳌﻜﻲ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﻭﺍﻥ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﻭﺍﻥ ﻋﺒﺪﺍﻟﻘﺎﺩﺭ ﺍﻟﻔﻄﺎﱐ ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﺃﲪﺪ ﺃﺣﻴﺎﺩ ﺍﻻﻧﺪﻭﻧﻴﺴﻲ‪ ،‬ﺷﻴﺦ‬ ‫ﺩﺍﻭﺩ ﺳﻠﻴﻤﺎﻥ ﺍﻟﻜﻠﻨﺘﺎﱐ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻘﺎﺩﺭ ﺍﳌﻨﺪﻳﻠﻲ ﺍﻻﻧﺪﻭﻧﻴﺴﻲ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﺣﻴﻢ ﺑﻦ ﺍﺩﺭﻳﺲ ﺍﻟﻜﻠﻨﺘﺎﱐ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﻧﻮﺡ‬ ‫ﻓﻠﻔﻼﱐ ﺩﺍﻥ ﺷﻴﺦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻌﺰﻳﺰ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺑﻦ ﺑﺎﺯ ﺍﳌﻜﻲ )ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ(‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪.(2009‬‬ ‫ﻣﻨﻜﻞ ﻓﻤﺒﻼﺟﺮﺍﻥ ﻳﻎ ﻓﻮﺭﻣﻞ ﻓﻮﻝ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﺎﺳﻮﻗﻜﻲ ﻣﺪﺭﺳﺔ ﺍﻟﺴﻌﻮﺩﻳﺔ‪ ،‬ﺑﺮﻣﻮﻻ ﺩﻏﻦ ﻛﻠﺲ ﺍﺑﺘﺪﺍﺋﻲ‬ ‫ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪ 1952‬ﻡ‪ .‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻣﺜﻤﺒﻮﻍ ﻓﻤﺒﻼﺟﺮﺍﻥ ﺩﻓﺮﻳﻐﻜﺖ ﻳﻎ ﻟﺒﻴﻪ ﺗﻴﻐﺌﻲ ﻓﻮﻝ ﺩﻣﻌﻬﺪ ﺍﻟﻌﻠﻤﻲ‬ ‫ﺍﻟﺴﻌﻮﺩﻱ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1953‬ﻡ )ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ .(3 :574.‬ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﺋﻮﺭﻭﺙ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﺷﻴﺦ ﻋﺒﺪﺍﳌﻠﻚ‬ ‫ﻣﻼ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﺳﻌﻴﺪ ﺍﳉﻨﺪﻝ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﳏﻤﻮﺩ ﺍﻟﺼﻮﺍﻑ ﺍﻟﻌﺮﺍﻗﻲ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﺍﺑﻮ ﺍﻟﻮﻓﺎ ﺍﳌﺼﺮﻱ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﺑﺪﺭﺍﻥ‪ ،‬ﺷﻴﺦ ﻣﺘﻮﱄ ﺩﺍﻥ‬ ‫ﺷﻴﺦ ﻋﻠﻲ ﺍﻟﺴﺒﺎﻋﻲ‪.‬‬ ‫ﺳﺘﺮﻭﺳﺚ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1958‬ﻡ – ‪1960‬ﻡ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﻼﺟﺮ ﺩﻛﻠﻴﺔ ﺍﻟﺸﺮﻳﻌﺔ ﻳﻎ ﺳﻜﺎﺭﻍ ﺍﻳﻦ ﺩﻛﻨﺎﱄ ﺩﻏﻦ‬ ‫ﻳﻮ ﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺃ ﻡ ﺍ ﻟﻘﺮ ﻯ ‪ ،‬ﻣﻜﺔ ‪ ،‬ﺗﺘﺎ ﰲ ﺗﻴﺪ ﻕ ﲤﺖ‪ .‬ﺳﺘ ﻠﻪ ﺍ ﻳﺖ ‪ ،‬ﻛﻤﺒﺎ ﱄ ﻓﻮ ﻝ ﳑﻔﻼ ﺟﺮ ﻱ ﺳﺨﺎ ﺭ ﺍ ﺍ ﻳﻨﻔﻮ ﺭ ﻣﻞ‬ ‫ﺩﻣﺴﺠﺪﺍﳊﺮﺍﻡ‪  .‬ﺩﲰﻔﻴﻎ ﳑﻔﻼﺟﺮﻱ ﻋﻠﻤﻮ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺟﻮﺉ ﻣﻐﺎﺟﺮ ﻓﻼ ﺟﺮ ‪ ٢‬ﻓﻄﺎﱐ ﻳﻐﺒﺎﺭﻭ ﺩﺍﺗﻎ ﻛﻤﻜﺔ‪ .‬ﻓﺪ‬ ‫ﻣﺎﺱ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﻓﺮﺧﻴﺄﻱ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﻓﻼﺟﺮ‪ ٢‬ﻓﻄﺎﱐ ﻳﻐﱪﺍﺩﺍ ﺩﻣﻜﺔ ﺳﻬﻴﻐﺊ ﻣﻠﻨﺘﻴﻘﻜﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻛﺘﻮﺍ‬ ‫ﺑﺪﺍﻥ ﻓﻼﺟﺮ ﻓﻄﺎﱐ ﻳﺄﻳﺖ ﲨﻌﻴﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﺍﻟﻔﻄﺎﻧﻴﺔ‪ .‬ﲡﻮﺍﻧﺚ ﺍﻭﻧﺘﻮﻕ ﳑﻠﻴﻬﺎﺭﺍ ﻓﺮﻓﺎﺩﻭﺍﻥ ﺩﺍﻥ ﻣﻨﺠﺎﺉ ﻛﺒﺎﺟﻴﻘﻜﻦ‬ ‫ﺩﺍﱂ ﻛﺎﻟﻐﻦ ﻓﻼﺟﺮ‪ ۲‬ﻓﻄﺎﱐ ﺩﻣﻜﺔ‪ .‬ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﺃﻏﺌﻮﺗﺎ ﺑﺪﺍﻥ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺍ���ﺎﻟﻪ ﺣﺎﺝ ﺯﻛﺮﻳﺎ ﺑﻦ ﻟﻄﻔﻲ )ﻛﻼﺑﺎ(‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﻭﺍﻥ‬ ‫ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ) ﻛﺮﻳﺴﻴﻚ( ‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﺍﲰﺎ ﻋﻴﻞ ﻓﻴﺘﺴﻮﺍﻥ ) ﻟﺌﻮﺭ‪ ،‬ﺃﻳﻬﻨﺪﺍ ﻛﻔﺪ ﺩ ﻛﺘﻮﺭ ﺳﻮﺭﻳﻦ ﻓﻴﺘﺴﻮﺍﻥ‪ ،‬ﺑﻜﺲ‬ ‫ﻣﻨﺘﺮﻱ ﻟﻮﺍﺭ ﺗﺎﻳﻠﻨﺪ( ‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﺣﺴﺐ ﺍﷲ ) ﻛﺆﻓﻮ( ‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﱐﺀ ﳏﻤﻮﺩ ) ﻓﻨﺎﺭﻳﻖ( ‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﺃﺭﺷﺪ ) ﻓﺎﻟﺲ( ‪ ،‬ﺣﺎﺝ‬ ‫ﻋﺒﺪﺍﳍﺎﺩﻱ ) ﺟﺎﻻ( ﺩﺍﻥ ﺩﻛﺘﻮﺭ ﻋﺒﺪﺍﻟﻐﲏ ﺑﻦ ﻳﻌﻘﻮﺏ ) ﺟﺎﻫﺎ‪ ،‬ﺳﻜﺎﺭﻍ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻓﻨﺸﺮﺡ ﺩﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ‬ ‫ﺑﻐﺴﺎ‪ ،‬ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ( )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ & 7 :1972 ،‬ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪.(4 :574 .‬‬ ‫‪ -3‬ﻓﺮﻛﻬﻮﻳﻨﻦ ﺩﺍﻥ ﺃﻧﻖ‪۲‬ﺙ‬ ‫ﻓﺮﺗﺎﻡ ﻛﺎﱄ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺑﺮﻭﻣﻬﺘﻐﺊ ﻛﺘﻴﻚ ﺑﺮﺃﻭﺳﻴﺎ‪19‬ﺗﺎﻫﻮﻥ ﻳﺄﻳﺖ ﻓﺪ‬ ‫ﺗﺎﻫﻮﻥ‪1948‬ﻡ ﺩﻏﻦ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﺋﺎﺩﻳﺲ ﺋﻮﺭﻭﺙ ﻳﻐﻔﺮﺗﺎﻡ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﻓﺎﻃﻤﺔ ﺑﻨﺖ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺻﻐﲑ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‬ ‫ﻛﻮﺍﻻﺑﺮﻭﺍﺱ‪ ،‬ﻓﺮﻛﻬﻮﻳﻨﻦ ﺍﻳﻦ ﺑﺮﻟﻐﺴﻮﻍ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﺗﺘﺎﰲ ﺇﺳﺘﺮﻳﺚ ﺗﻴﺪﻕ ﺑﺮﻏﻜﺖ ﺑﺮﺳﺎﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻛﻤﻜﺔ‪.‬ﺇﺳﺘﺮﻳﺚ ﺩﻛﲑﱘ‬ ‫ﻛﻤﺪﻳﻨﺚ ﻛﻤﻜﺔ‪ .‬ﺳﻠﻔﺲ ﺩﻭﺍ ﺗﺎﻫﻮﻥ ﺇﺳﺘﺮﻳﺚ ﺩﺭﻭﻣﻪ ﺍﻳﺒﻮ ﻣﻖ ﺧﻴﻚ ﻧﺐ )ﺍﻳﺒﻮ ﺳﻮﺩﺍﺭﺍ ﺇﺳﺘﺮﻳﺚ(‪ ،‬ﻓﺎﺳﻐﻦ ﺍﻳﻦ ﺑﺎﺭﻭ ﺩﺑﻨﺮﻛﻦ‬ ‫ﺗﻴﻐﺌﻞ ﺑﺮﺳﺎﻡ ) ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ .(4 :574 .‬ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﺍﻭﺭﻍ ﻳﻎ ﳑﺒﺎﻭﺍﺀ ﺇﺳﺘﺮﻳﺚ ﻓﺎﻃﻤﺔ ﻛﻤﻜﺔ ﻳﺄﻳﺖ‬ ‫ﺣﺎﺝ ﻭﺍﻥ ﻧﻮﺡ ﺑﻦ ﻭﺍﻍ ﻧﺎﻭﻍ )ﻛﻼﺑﺎ( ﺑﺎﻑ ﺳﻮﺩﺍﺭﺍ ﺑﺎﺋﻲ ﺯﻛﺮﻳﺎ ﻟﻄﻔﻲ‪ )‬ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ‪ 29 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪ .(2009‬ﺳﺘﻠﻪ ﺗﻴﻐﺌﻞ‬ ‫ﺩﻣﻜﺔ‪ ،‬ﻣﺮﻳﻚ ﺑﺮﺩﻭﺍ ﺩﻛﺮﻧﻴﺎﻛﻦ ﺳﺆﺭﻍ ﺃﻧﻖ ﻓﺮﻣﻔﻮﺍﻥ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﻣﺮﱘ ﺗﺘﺎﰲ ﺩﻏﻦ ﻛﻬﻨﺪﻕ ﺍﷲ ‪ ،‬ﺇﺳﺘﺮﻱ ﺩﺍﻥ ﺃﻧﻖ ﻛﺴﺎﻳﻐﻨﺚ‬ ‫ﻣﻨﻴﻐﺌﻞ ﺩﻧﻴﺎ‪ .‬ﺃﻧﻘﺚ ﻣﻨﻴﻐﺌﻞ ﺩﻧﻴﺎ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1952‬ﻡ )ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ(‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪ .(2009‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪28‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫‪1957‬ﻡ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﻛﻬﻮﻳﻦ ﻓﻮﻝ ﺩﻏﻦ ﺳﺆﺭﻍ ﺋﺎﺩﻳﺲ ﺋﻮﺭﻭﺙ ﻳﻐﱪﻧﺎﻡ ﻣﺮﱘ ﺑﻨﺖ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺍﺗﻮ ﻓﺄﺩﺍﻋﻴﻞ ﻓﻄﺎﱐ ﺩﺍﻥ‬ ‫ﺩﻛﺮﻧﻴﺎﻛﻦ ﺍﷲ ‪ ‬ﺩﻭﺍ ﺍﻭﺭﻍ ﺃﻧﻖ ﻳﺄﻳﺖ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺩﺍﻥ ﳏﻤﺪ ﺃﻣﲔ )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .(17: 2002 ،‬ﻓﺪ‬ ‫ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪ 1960‬ﻡ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻟﻎ ﻛﺘﺎﻧﻪ ﺟﺎﻭﻱ ﺗﻨﻔﺎ ﺇﺳﺘﺮﻱ ﺩﺍﻥ ﺃﻧﻘﺚ ﺑﺮﺳﺎﻡ‪ ،‬ﻛﺮﺍﻥ ﺇﺳﺘﺮﻱ ﻳﻐﻔﺮﺗﺎﻡ ﺩﺍﻥ ﺃﻧﻘﺚ‪،‬‬ ‫ﺳﺒﺎﺋﻴﻤﺎﻥ ﺗﻠﻪ ﺩﺳﺒﻮﺕ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﻣﻨﻴﻐﺌﻞ ﺩﻧﻴﺎ ﻟﺒﻴﻪ ﺃﻭﻝ ﻻﺋﻲ‪ ،‬ﻣﻨﻜﻼ ﺇﺳﺘﺮﻱ ﻳﻐﻜﺪﻭﺍ ﻓﻮﻝ ﺃﻏﺌﻦ ﺍﻭﻧﺘﻮﻕ ﻓﻮﻟﻎ ﻛﺘﺎﻧﻪ ﺟﺎﻭﻱ‬ ‫)ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ .(4 :574 .‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1965‬ﻡ ﺇﺳﺘﺮﻳﺚ ﻣﻨﻴﻐﺌﻞ ﺩﻧﻴﺎ ﺩﻣﻜﺔ‪ ،‬ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ﻳﻎ‬ ‫ﺳﺎﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﻛﻬﻮﻳﻦ ﻓﻮﻝ ﺩﻏﻦ ﺳﺆﺭﻍ ﺋﺎﺩﻳﺲ ﺳﻔﻮﻓﻮﺙ ﻳﺄﻳﺖ ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺑﻨﺖ ﺃﲪﺪ‪ ،‬ﺩﻛﻤﻔﻮﻍ ﺑﻐﺌﻼﻍ‪ ،‬ﺩﺍﺋﺮﺓ ﻓﻨﺎﺭﻳﻖ‪،‬‬ ‫ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﺩﺍﻥ ﺩﻛﺮﻧﻴﺎﻛﻦ ‪ 14‬ﺍﻭﺭﻍ ﺃﻧﻖ؛ ‪ 8‬ﺍﻭﺭﻍ ﻟﻼﻛﻲ ﺩﺍﻥ ‪ 6‬ﺍﻭﺭﻍ ﻓﺮﻣﻔﻮﺍﻥ‪ .‬ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1974‬ﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺑﺮﻓﻮﻟﻴﺌﺎﻣﻲ ﻳﺄﻳﺖ ﺑﺮﻛﻬﻮﻳﻦ ﻓﻮﻝ ﺩﻏﻦ ﻛﻠﺜﻮﻡ ﺑﻨﺖ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺃﻧﻖ ﻛﻔﺪ ﻭﺍﻥ ﺳﻠﻤﺔ ﺑﻨﺖ ﺗﺆﻛﻼﺑﺎ ﺩﺍﻥ ﺩﻛﻮﺭﻧﻴﺎﻛﻦ ‪ 7‬ﺍﻭﺭﻍ‬ ‫ﺃﻧﻖ‪ 3 ،‬ﺍﻭﺭﻍ ﻟﻼﻛﻲ ﺩﺍﻥ ‪ 4‬ﺍﻭﺭﻍ ﻓﺮﻣﻔﻮﺍﻥ‪ .‬ﺑﺮﺩﺍﺳﺮﻛﻦ ﻛﺘﺮﺍﻏﻦ ﺩﺃﺗﺲ ﺩﺍﻓﺖ ﺩﺳﻴﻤﻔﻮﻟﻜﻦ ‪‬ﻮﺍ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﺃﻧﻖ‬ ‫ﺳﺮﺍﻣﻲ ‪ 24‬ﺍﻭﺭﻍ‪ 13 ،‬ﺍﻭﺭﻍ ﻟﻼﻛﻲ ﺩﺍﻥ ‪ 11‬ﺍﻭﺭﻍ ﻓﺮﻣﻔﻮﺍﻥ ﺩﺭﻱ ‪ 4‬ﺍﻭﺭﻍ ﺇﺳﺘﺮﻱ )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪،‬‬ ‫‪.(17 : 2002‬‬ ‫‪ -4‬ﻓﻐﺎﺭﻭﻩ ﺩﺍﱂ ﺑﻴﺪﺍﻍ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ‬ ‫ﻓﻐﺎﺭﻭﻩ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﺍﱂ ﻣﺸﺎﺭﻛﺘﺚ ﺳﺎﻏﺖ ﺑﺎﺛﻖ ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﻷﻳﻦ؛‬ ‫ﻓﺮﺗﺎﻡ ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺭﻭﻫﺚ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﻛﺮﻳﺎ ﺗﻮﻟﻴﺴﻨﺚ ﻳﺄﻳﺖ ﻛﺘﺎﺏ ﺍﻟﺘﻮﺣﻴﺪ‪ ،‬ﻛﺘﺎﺏ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺳﺎﺭﻳﻐﻦ ﺩﺭﻓﺪ‬ ‫ﻛﺎﺭﺍﻏﻦ ﺷﻴﺦ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻮﻫﺎﺏ ﻳﻐﱪ ﺃﻟﲑﺍﻥ ﺳﻠﻒ‪ .‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻣﻨﺨﻴﺘﻘﻜﻨﺚ ﺩﻓﻄﺎﱐ ﺳﺮﺕ‬ ‫ﻣﺜﻴﺒﺎﺭﻛﻨﺚ ﺩﺳﺴﺘﻐﻪ ﺳﻜﻮﻟﻪ ﺃﺋﺎﻡ ﺳﻮﺍﺳﺘﺎ ﻓﻄﺎﱐ )ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﻋﺒﺪﺍﷲ )ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 27 ،‬ﺟﻮﱄ ‪.(2009‬‬ ‫ﻛﺪﻭﺍ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﻓﻐﺎﺭﻭﻩ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺃﻫﻠﻲ ﻓﺘﻮﻯ ﻛﺮﺍﻥ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺳﻼﻛﻮ ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺗﻮﺍ ﳉﻨﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ‬ ‫ﻓﻄﺎﱐ ﺩﺍﻥ ﺃﻏﺌﻮﺗﺎ ﺩﺍﺭ ﺍﻹﻓﺘﺎﺀ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﺓ ﻭﺍﻹﺭﺷﺎﺩ ﺍﻟﺴﻌﻮﺩﻳﺔ )ﺃﻏﻜﻮ ﺃﲪﺪ ﺯﻛﻲ ﺑﻦ ﺃﻏﻜﻮ ﻋﻠﻮﻱ‪ ،‬ﺍﻟﻔﻜﺮﺓ‪،2008 ،‬‬ ‫ﺑﻴﻞ‪66 :11.‬؛ ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﻋﺒﺪﺍﷲ )ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 27 ،‬ﺟﻮﱄ ‪ & 2009‬ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ(‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪.(2009‬‬ ‫ﻛﺘﻴﺊ ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﻓﻐﺎﺭﻭﻩ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻛﺘﻮﺍ ﻓﻨﺘﺪﺑﲑﺍﻥ ﺩﺍﱂ ﺑﱪﺍﻑ ﺑﻴﺪﻍ ﺳﻔﺮﺕ ﻓﻐﺎﺳﺲ‬ ‫ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‪ ،‬ﻓﻐﻮﺭﻭﺱ ﻫﺮﺗﺎ ﻭﻗﻒ ﺩﺍﻥ ﻓﻤﻴﻤﻔﲔ ﺃﻭﻣﺔ )ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﻋﺒﺪﺍﷲ )ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 27 ،‬ﺟﻮﱄ ‪.(2009‬‬ ‫ﻛﺄﻣﻔﺖ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﻓﻐﺎﺭﻭﻩ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻓﻨﺨﺮﺍﻣﻪ ﺃﻭﺋﺎﻡ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻗﺚ ﺳﻨﺪﻳﺮﻱ ﺍﺗﻮ‬ ‫ﺩﺳﺴﺘﻐﻪ ﻣﺴﺠﺪ ﺗﻴﺌﺎ ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻼ ﺗﻦ ‪‬ﺎﻱ ﺗﺮﻣﺎﺳﻮﻕ ﺧﻨﻖ ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻐﺌﻮﺭﺍ ) ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﻋﺒﺪ ﺍﻟﻠﻄﻴﻒ‬ ‫)ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 24 ،‬ﺃﻓﺮﻳﻞ ‪.(2010‬‬ ‫ﻛﻠﻴﻤﺎ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﻓﻐﺎﺭﻭﻩ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻳﻎ ﻣﺎﻫﲑ ﺩﺍﱂ ﻛﺒﺎﺛﻘﻜﻦ ﺑﻴﺪﺍﻍ ﻋﻠﻤﻮ ﲰﺄﺩﺍ ﻋﻠﻤﻮ‬ ‫ﺃﺋﺎﻡ‪ ،‬ﻋﻠﻤﻮ ﺃﻟﺔ‪ ،‬ﻋﻠﻤﻮ ﻛﻤﺸﺎﺭﻛﱳ‪ ،‬ﻋﻠﻤﻮ ‪‬ﺎﺱ‪ ،‬ﻋﻠﻤﻮ ﻣﻴﺘﺎﻣﻴﺘﻴﻚ ﺍﺗﻮ ﻋﻠﻤﻮ ﻛﺼﻴﺤﺎﺗﻦ ) ﺯﻛﺮﻳﺎ ﻟﻄﻔﻲ‬ ‫)ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ(‪ 29 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪.(2009‬‬ ‫ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﺍﻥ ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ ﺩﻓﻄﺎﱐ‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪29‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺳﺘﻠﻪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻓﻮﻟﻎ ﺩﺭﻱ ﻣﻜﺔ ﻓﺪ ﺃﺧﲑ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1960‬ﻡ‪ 2503/‬ﺏ‪،‬‬ ‫ﻛﺪﻭﺩﻭﻗﻜﻨﺚ ﺩﻓﻄﺎﱐ ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ ﺳﻼﻛﻮ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺟﻨﺮﺍﺳﻲ ﻓﻼﻓﻴﺲ ﻳﻎ ﻋﺎﱂ ﺩﺍﱂ ﻛﺒﺎﺛﻘﻜﻦ ﺑﻴﺪﺍﻍ ﻋﻠﻤﻮ ﲰﺄﺩﺍ‬ ‫ﻋﻠﻤﻮ ﺃﺋﺎﻡ ﻣﺎﻫﻮﻓﻮﻥ ﻋﻠﻤﻮ ﻛﺪﻧﻴﺄﻥ‪ .‬ﺩﻏﻦ ﻛﻘﻮﺍﺗﻦ ﻛﻌﺰﺍﻣﻦ ﺑﺴﺮﺕ ﻛﻌﻠﻤﻮﺍﻧﺚ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﺍﻓﺖ ﳑﺒﻴﻨﺎ ﺃﻭﻣﺔ ﺩﺍﱂ‬ ‫ﺑﻨﺘﻮﻕ ﻓﻤﺒﺎﻏﻮﻧﻦ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ‪ .‬ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﻓﺮﺍﻧﻨﺚ ﺳﻔﺮﺕ ﺑﺮﺇﻳﻜﻮﺕ‪:‬‬ ‫‪ -1‬ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺳﻲ ﻓﻐﺎﺟﲔ‬ ‫ﺳﺘﻠﻪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻓﻮﻟﻎ ﺩﺭﻱ ﻣﻜﺔ‪ ،‬ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1961‬ﻡ ‪ 2504/‬ﺏ ﺗﻮﺍﻥ‬ ‫ﺋﻮﺭﻭ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺳﺒﻮﺍﻩ ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺳﻲ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺃﺋﺎﻡ ﻳﻐﺪﻛﻨﺎﱄ ﺩﻏﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺃﺗﺲ ﺳﺒﻴﺪﺍﻍ ﺗﺎﻧﻪ ﺳﻠﻮﺍﺱ ‪ 32‬ﺭﺍﻱ )ﻟﺒﻴﻪ‬ ‫ﻛﻮﺭﺍﻍ ‪ 30‬ﺍﻳﻜﺮ( ﻳﻐﺪ ﻭﺍﻗﻒ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﺣﻨﻔﻴﺔ ﺑﺮﺳﺎﻡ ﺃﻳﻬﺚ ﻳﺄﻳﺖ ﻛﻮﻧﻮ‪ .‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﺒﻠﻲ ﻻﺋﻲ‬ ‫ﺳﻠﻮﺍﺱ ‪ 40‬ﺭﺍﻱ ﺩﺍﻥ ﻣﻮﺍﻗﻔﻜﻦ ﲰﻮﺍﺙ‪ .‬ﺃﻭﺳﻬﺎ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺍﻳﻦ ﺩﺑﻨﺘﻮ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺑﱪﺍﻑ ﺍﻭﺭﻍ ﺃﻧﺘﺎﺭﺍﺙ ﻓﺄﺩﺍ ﺃﻭﺍﻍ ﺑﺎﻣﺮ‬ ‫)ﺃﻭﺍﻍ ﺑﻦ ﻃﻴﺐ(‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﺣﻨﻔﻴﺔ )ﻓﺄﻏﻪ ﻳﻪ(‪ ،‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ ﺩﺍﻥ ﻓﺄﺧﻴﻚ ﻣﻦ )ﻋﺜﻤﺎﻥ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ(‪ ،‬ﻓﻨﺪﻭﺩﻭﻕ‬ ‫ﻛﻤﻔﻮﻍ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ ،‬ﻛﻤﻔﻮﻍ ﺑﺎﻣﺮ‪ ،‬ﻛﻤﻔﻮﻍ ﻧﺎﺧﺄ‪ ،‬ﻛﻤﻔﻮﻍ ﻧﺄﻓﺎﺩﺍﻍ‪ ،‬ﻛﻤﻔﻮﻍ ﺑﻐﻜﻼﻍ ﺩﺍﻥ ﻓﻨﺪﻭﺩﻭﻕ ﻛﻤﻔﻮﻍ ﺳﻜﻴﺘﺮﺙ‬ ‫ﺗﻮﺭﻭﺕ ﳑﺒﻨﺘﻮ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﻏﻦ ﺗﻨﺎﺉ ﺑﺌﻴﺘﻮ ﺟﻮﺉ ﻫﺮﺗﺎ )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .(17 :2002 ،‬ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﺳﻴﺴﺘﻴﻢ‬ ‫ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﺑﺎﺋﻲ ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺳﻲ ﺍﻳﻦ ﺑﻮﻛﻨﻠﻪ ﻣﺮﻭﻓﺎﻛﻦ ﺳﺒﻮﺍﻩ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺗﺮﺍﺩﻳﺴﻲ ﻣﺎﳍﻦ ﻣﺮﻏﻜﻮﻣﻲ ﺳﻴﺴﺘﻴﻢ ﻓﻐﺎﺟﲔ‬ ‫ﺗﺮﺍﺩﻳﺴﻲ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﻥ ﻓﺮﺳﻜﻮﳍﻦ ﺳﻜﺎﻟﻴﺌﻮﺱ )ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ .(4 :574.‬ﺳﻸﻳﻦ ﺩﺭﻱ ﻣﻐﺎﺟﺮ‪،‬‬ ‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﻨﻮﻫﻲ ﻣﺎﺱ ﻫﺎﺭﻳﻨﺚ ﺩﻏﻦ ﺑﺮﺑﺎﺋﻲ ﻛﺌﻴﺎﺗﻦ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﺩﺍﱂ ﻛﺎﻭﺍﺳﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺑﺌﻴﺘﻮ ﺟﻮﺉ ﺩﻛﺎﻭﺍﺳﻦ‬ ‫ﺳﻜﻴﺘﺮﺙ‪ .‬ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﻛﺌﻴﺎﺗﻦ ﺩﺩﺍﱂ ﻛﺎﻭﺍﺳﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﻣﻐﺎﻭﻝ ﻫﺮﺗﺎ ﻭﺍﻗﻒ ﺑﺎﺋﻲ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‪ ،‬ﻣﺜﻴﱪ ﺗﻮﺣﻴﺪ ﺳﻠﻒ‪،‬‬ ‫ﳑﺒﻨﺘﻮﻕ ﻛﻮﺭﻳﻜﻮﻟﻮﻡ ﻣﻌﻬﺪﺍﻟﻨﺎﺷﻴﺌﲔ‪ ،‬ﻣﻐﺎﺩﺍﻛﻦ ﻓﺮﺍﺗﻮﺭﺍﻥ ﻫﺎﺭﻳﻦ ﻓﻼﺟﺮ‪ ،‬ﻣﻐﺎﻭﻝ ﻓﻼﺟﺮ‪ ،‬ﻣﻨﻮﺑﻮﻫﻜﻦ ﺩﻳﻮﺍﻥ ﻓﻼﺟﺮ‪،‬‬ ‫ﻣﻐﺎﺩﺍﻛﻦ ﻓﻴﺴﺘﺎ ﺳﻮﻛﻦ ﺑﺮﻓﺎﺳﻮﻗﻜﻦ‪ ،‬ﳑﺒﻼ ﺃﻧﻖ ﻳﺘﻴﻢ‪ ،‬ﻣﻐﺎﺩﺍﻛﻦ ﻓﺮﻭﺋﺮﻡ ﺟﺎﻫﻴﺖ ﻣﻨﺠﺎﻫﻴﺖ ﺩﺍﻥ ﻣﺎﺳﻖ ﳑﺎﺳﻖ ﻛﻔﺪ‬ ‫ﻓﻼﺟﺮ‪ ،‬ﻣﻐﺎﺩﺍﻛﻦ ﳎﻠﺲ ﻓﺮﻫﻴﻤﻔﻮﻥ ﻓﻼﺟﺮ ﻻﻡ‪ ،‬ﻣﻼﺗﻴﻪ ﻓﻼﺟﺮ ﻫﻴﺪﻭﻑ ﺳﺨﺎﺭﺍ ﺃﻭﺭﺋﺎﻧﻴﺴﺎﺳﻲ‪ ،‬ﻣﻨﻮﻟﻴﺲ ﻛﺮﻳﺎ‪٢‬‬ ‫ﻛﺄﺋﻤﺄﻥ‪ ،‬ﻣﺜﺪﻳﺎﻛﻦ ﻛﻠﻐﻜﻔﻦ‪ ٢‬ﺍﻭﻧﺘﻮﻕ ﳑﺎﺟﻮﻛﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﻥ ﻓﻼﺟﺮ ﻳﻎ ﺑﻠﻮﻡ ﻓﺮﻧﻪ ﺍﺩ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‪ ٢‬ﻷﻳﻦ ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ‬ ‫ﺳﻔﺮﺕ ﺍﻳﻨﺠﲔ ﺍﻟﺘﺮﻳﻚ‪ ،‬ﻓﻨﺘﺲ ﺷﺮﺍﺣﻦ‪ ،‬ﻛﻮﱂ ﺇﻳﻜﻦ‪ ،‬ﻓﺮﻓﻮﺳﺘﻜﺄﻥ‪ ،‬ﺭﻭﻣﻪ ﺗﺘﺎﻣﻮ‪ ،‬ﻛﻠﻴﻨﻴﻚ‪ ،‬ﻛﺪﺍﻱ ﺷﺮﻳﻜﺔ ﺩﺍﻥ ﻷﻳﻦ‪.٢‬‬ ‫ﻣﻨﻜﻞ ﻛﺌﻴﺎﺗﻦ ﺩﻛﺎﻭﺍﺳﻦ ﺳﻜﻴﺘﺮﺙ ﺳﻔﺮﺕ ﺑﺮﺧﺮﺍﻣﻪ‪ ،‬ﻣﻐﺎﺟﺮ ﺗﺎﺩﻳﻜﺎ‪ ،‬ﺑﺮﺧﻄﺒﺔ ﺩﻣﺴﺠﺪ‪ ٢‬ﺩﺍﻥ ﺑﺮﺩﻋﻮﺓ ﺩﻏﻦ ﻣﻨﺨﺌﻪ‬ ‫ﻛﻤﻨﻜﺮﺍﻥ ﺗﺮﺃﻭﺗﺎﻡ ﺷﺮﻙ ﺩﺍﻥ ﺧﺮﺍﻓﺎﺕ‪.‬‬ ‫‪ -2‬ﻣﺜﻴﺒﺎﺭ ﻛﺮﻳﺎ‪ ٢‬ﻛﺄﺋﻤﺄﻥ‬ ‫ﻛﺌﻴﺌﻴﻬﻦ ﺩﺍﻥ ﻛﺴﻮﻏﺌﻮﻫﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺃﻣﺖ ﺛﺎﺕ ﻫﻴﻐﺊ‬ ‫ﺩﻓﺮﺧﻴﺄﻱ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺭﺍ ﻛﻦ ‪ ٢‬ﺙ ﺩﺭﻱ ﻛﺎﻟﻐﻦ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ ﺳﻬﻴﻐﺊ ﺗﻮ ﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﻟﻨﺘﻴﻖ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻛﺘﻮﺍ ﳉﻨﺔ ﺍﳌﺪﺍﺭﺱ‬ ‫ﻓﻄﺎﱐ )ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .(8 :1972 ،‬ﺳﻸﻳﻦ ﻣﻨﺠﺎﺩﻱ ﻛﺘﻮﺍ ﻛﻔﺪ ﳉﻨﺔ ﺍﻳﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺟﻮﺉ‬ ‫ﺑﺮﻓﺮﺍﻧﻦ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻓﻨﻮﻟﻴﺲ ﺩﺍﻥ ﻓﺜﻴﻤﻖ ﻛﻔﺪ ﺑﻮﻛﻮ‪ ٢‬ﻳﻐﺪﻛﻠﻮﺍﺭﻛﻦ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﳉﻨﺔ ﺍﻭﻧﺘﻮﻕ ﺩﺟﺎﺩﻳﻜﻦ ﻛﻮﺭﻳﻜﻮﻟﻮﻡ ﻓﻐﺎﺟﲔ‬ ‫ﻛﻔﺪ ﺳﻜﻮﻟﻪ ‪ ٢‬ﺃﺋﺎﻡ ﺳﻮﺍﺳﺘﺎ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﺑﻮﻛﻮ ﺗﻮﻟﻴﺴﻨﺚ؛ ﻛﺘﺎﺏ ﺗﻮﺣﻴﺪ ‪ ،‬ﺷﺮﺡ ﻣﱳ ﺍﻷﺭﺑﻌﲔ ﺍﻟﻨﻮﻭﻳﺔ‪،‬‬ ‫ﺍﻟﺘﻔﺴﲑ ﺍﻟﻮﺍﺿﺢ‪ ،‬ﺍﻻﻧﺸﺎﺀ ﺍﳌﺪﺭﺳﻲ‪ ،‬ﺍﻟﻘﺮﺍﺀﺓ ﻭﺍﳌﻄﺎﻟﻌﺔ ﺩﺍﻥ ﺗﻔﺴﲑ ﺍﻟﺬﻛﺮﺍﳊﻜﻴﻢ ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻔﺎﲢﺔ‪.‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪30‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫‪ -3‬ﻣﺜﺎﺗﻮ ﺃﻭﻣﺔ ﺩﺍﻥ ﺑﺮﻓﺘﻮﻯ‬ ‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺳﺎﻟﻪ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ ﻳﻎ ﺗﺮﻟﻴﺒﺖ ﺩﺍﱂ ﺃﻭﺳﻬﺎ ﳑﺒﻴﻨﺎ‬ ‫ﻓﺮﻓﺎﺩﻭﺍﻥ ﺃﻭﻣﺔ‪ ،‬ﻛﻌﺰﺍﻣﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻳﻎ ﺗﻴﻐﺌﻲ ﺩﺍﱂ ﺣﺎﻝ ﺍﻳﻦ ﺗﺮﳕﻔﻖ ﺛﺎﺕ ﻫﻴﻐﺊ ﺩﺑﺮﻱ ﺃﻣﺎﻧﺔ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺗﻮﺍ‬ ‫ﻓﺮﺗﺎﻡ ﻛﺎﱄ ﺑﺎﺋﻲ ﳉﻨﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﳉﻨﺔ ﺍﻳﻦ ﺑﺮﺍﺩﺍ ﺩﺑﺎﻭﻩ ﻧﺄﻭﻏﻦ ﳎﻠﺲ ﺍﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﻭﻻﻳﺔ ﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﻓﻨﻮﺑﻮﻫﻦ ﳉﻨﺔ‬ ‫ﺍﻳﻦ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺑﺮﻓﻮﳔﺎ ﺩﺭﻱ ﻓﺮﻛﺮﻳﺴﻴﺲ ﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺗﻨﺘﻎ ﻣﺴﺄﻟﻪ ﺧﻼﻓﻴﺔ ﺳﻔﺮﺕ ﺑﻮﺍﺕ ﻣﺎﻛﻦ ﻛﻤﺎﺗﲔ ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺣﺮﺍﻣﻜﻦ‬ ‫ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺑﻨﺪﻍ ﻛﺒﻮﻥ‪ .‬ﺣﺎﻝ ﺍﻳﻦ ﻣﻨﻴﻤﺒﻮﻟﻜﻦ ﻛﻔﻮﺭ ﻣﻐﻜﻔﻮﺭ ﺩﻛﺎﻟﻐﻦ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﺍﺳﻼﻡ ﻓﻄﺎﱐ‬ ‫ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ‪ .‬ﺩﻣﻲ ﻣﺜﻠﺴﻴﻜﻦ ﻓﺮﻣﺴﺄﳍﻦ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﻏﻦ ﻧﺎﻡ ﻳﻐﺪﻓﺮﺗﻮﺍ‬ ‫ﳉﻨﺔ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﻣﻐﺎﺩﺍﻛﻦ ﳎﻠﺲ ﻓﺮﻫﻴﻤﻔﻮﻧﻦ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺗﺮﻛﻤﻮﻛﺎ ﺍﻭﻧﺘﻮﻕ ﺳﺎﻡ‪ ٢‬ﳑﺒﻴﻨﺨﻎ ﺩﺍﻥ ﻣﻨﺨﺎﺭﻱ ﺟﺎﻟﻦ ﻛﻠﻮﺍﺭ‪،‬‬ ‫ﳎﻠﺲ ﺍﻳﻦ ﺩﺃﺩﺍﻛﻦ ﻓﺪ ﺗﻐﺌﻞ ‪ 20‬ﺃﻭﺋﻮﺱ ‪ 1972‬ﻡ‪ 2514 /‬ﺏ ‪ ،‬ﺑﺮﲰﺄﻥ ‪ 10‬ﺭﺟﺐ ‪ 1392‬ﻫـ ) ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ‬ ‫ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ‪ 18 :2002 ،‬؛ ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ ) ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ( ‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪ & 2009‬ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪ ،‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ ‪2002 ،‬‬ ‫‪،‬ﺑﻴﻞ‪ .(5 :574 .‬ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ‪ ،‬ﺩﲰﻔﻴﻎ ﻣﺜﻠﺴﻴﻜﻦ ﻣﺴﺄﻟﻪ ﺧﻼﻓﻴﺔ ﺍﻳﺖ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺟﻮﺉ ﺩﻟﻨﺘﻴﻖ ﺳﺒﺎﺋﻲ‬ ‫ﻓﺜﻤﻔﻲ ﺍﺳﻼﻡ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﺩﺍﺭ ﺍﻹﻓﺘﺎﺀ ﻭﺍﻟﺪﻋﻮﺓ ﻭﺍﻹﺭﺷﺎﺩ ﺍﻟﺴﻌﻮﺩﻳﺔ ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺗﻮﺍ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺷﻴﺦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻌﺰﻳﺰ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺑﻦ ﺑﺎﺯ‪‬‬ ‫‪‬ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ א‪‬ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ & 8:1972‬ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ(‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪.(2009‬‬ ‫‪ -4‬ﻣﺜﻤﻔﻲ ﺧﺮﺍﻣﻪ ﺃﺋﺎﻡ‬ ‫ﻣﻨﻮﺭﻭﺕ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ )ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ‪ 24 ،‬ﺃﻓﺮﻳﻞ‪ (2010‬ﺳﺠﻖ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1972‬ﻡ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ‬ ‫ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﻟﻨﺘﻴﻖ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ ﺳﻴﺎﻡ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺳﺎﻟﻪ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻓﻨﺪﻋﻮﺓ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺍﱂ ﺭﳔﺎﻏﻦ " ‪‬ﻤﺄ‬ ‫ﺧﺎﺭﻳﺖ"‪ .‬ﺗﻴﺊ ﺍﻭﺭﻍ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻻﺋﻲ ﺩﻟﻨﺘﻴﻖ ﺑﺮﺳﺎﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‪ ،‬ﻣﺮﻳﻚ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﺣﺎﺝ ﺷﺎﻓﻌﻲ ﻧﺎﻓﻜﻮﻥ ) ﺑﺎﻧﻜﻮﻙ(‪،‬‬ ‫ﺣﺎﺝ ﻣﻮﺳﻰ )ﺃﻳﻮﺗﻴﺎ( ﺩﺍﻥ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ ) ﺑﺮﺃﻭﻝ(‪ .‬ﺍﻳﻜﺘﻴﺒﻴﱵ ﺑﺎﺋﻲ ﺟﻮﺭﻭ ﺩﻋﻮﺓ ﺩﺍﱂ ﺭﳔﺎﻏﻦ‬ ‫ﺍﻳﻦ ﺍﻳﺎﻟﻪ ﻣﺜﻤﻔﺎﻳﻜﻦ ﺧﺮﺍﻣﻪ ﺃﺋﺎﻡ ﻛﻔﺪ ﻣﺄﻧﺴﻲ ﺩﺳﺴﺘﻐﻪ ﻣﺴﺠﺪ ﺩﺍﱂ ﺗﻴﺊ ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻼﺗﻦ ‪‬ﺎﻱ ﺩﺍﻥ ﺗﺮﻣﺎﺳﻮﻕ‬ ‫ﺟﻮﺉ ﺩﺍﺋﺮﺓ ﺧﻨﻖ‪ ،‬ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻐﺌﻮﺭﺍ‪ .‬ﺟﺪﻭﻝ ﻓﺜﻠﻐﺌﺎﺭﺃﻥ ﺧﺮﺍﻣﻪ ﺍﻳﻦ ﺩﺳﺪﻳﺎﻛﻦ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﳎﻠﺲ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﺑﺎﺋﻲ‬ ‫ﻭﻻﻳﺔ ﻣﺎﺳﻴﻎ‪.٢‬‬ ‫‪1‬‬

‫ﻓﻨﻬﺠﺮﻫﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻛﺘﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‬ ‫ﻣﻨﻮﺭﻭﺕ ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ ) ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪ (4 :574 .‬ﺧﻮﺭﻳﺌﺎ ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ ‪‬ﺎﻱ ﺗﺮﻫﺎﺩﻑ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ ،‬ﺳﺒﺎﺋﻴﻤﺎﻥ ﺗﻠﻪ ﺩﻓﺎﻓﺮﻛﻦ ﻓﺪ ﻫﻼﻣﻦ ﺗﺮﺳﺒﻠﻮﻡ ﺍﻳﻦ‪ .‬ﳑﻘﺴﺎ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﻫﺠﺮﺓ‬ ‫ﻛﺘﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ ،‬ﺍﻳﻦ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺑﺮﻓﻮﳔﺎ ﺩﺭﻱ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻓﺮﻧﻪ ﺗﺮﻟﻴﺒﺖ ﺩﺍﻥ ﺍﻛﺘﻴﻒ ﺩﺍﱂ ﺳﺒﻮﺍﻩ ﺑﺪﺍﻥ ﻓﻼﺟﺮ ﻓﻄﺎﱐ ﺩﻣﻜﺔ ﻓﺪ‬ ‫ﻣﺎﺱ ﺩﻫﻮﻟﻮ ﻳﺄﻳﺖ " ﲨﻌﻴﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﺍﻟﻔﻄﺎﻧﻴﺔ"‪ .‬ﺗﺘﺎﰲ ﺑﺎﺋﻲ ﻓﻐﻜﺎﺟﻲ‪ ،‬ﻟﺒﻴﻪ ﺑﺮﻓﻨﺪﺍﻓﺖ ‪‬ﻮﺍ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺍﺩﺍﻟﻪ‬ ‫ﺳﺌﻮﺭ ﻍ ﻳﻎ ﺳﻮﻛﺎ ﺑﺮﺋﺄﻭﻝ ﺩﻏﻦ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﺗﺮﺃﻭﺗﺎﻣﺚ ﻓﻤﻴﻤﻔﲔ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﻓﺮﻳﻐﻜﺖ ﻋﻠﻤﺎﺀ‪ ،‬ﻓﺌﺎﻭﺍﻱ ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ ﺍﺗﻮ‬ ‫ﻓﺠﻮﺍﻍ ﻛﻤﺮﺩﻳﻜﺄﻥ ﻛﺮﺍﻥ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻟﺒﻴﻪ ﺳﻮﻛﺎ ﻛﻔﺪ ﻓﺮﻓﺎﺩﻭﺍﻥ ﺃﻭﻣﺔ‪ .‬ﺑﺌﻴﺘﻮ ﺟﻮﺉ ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺩﺍﻥ ﻓﻐﺎﺭﻭﻫﺚ‬ ‫‪ 1‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ ﺧﺎﻓﺄﻛﻴﺎ )ﺑﺮﺃﻭﻝ( ﺃﻳﻬﻨﺪﺍ ﻛﻔﺪ ﺩﻛﺘﻮﺭ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﻟﻄﻔﻲ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪31‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺳﺎﻏﺖ ﻗﻮﺍﺓ ﺑﻮﻛﻦ ﺳﻘﺪﺭ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻗﺚ ﺳﻬﺎﺝ ‪‬ﻜﻦ ﺩﺳﻠﻮﺭﻭﻩ ﺗﻴﺊ ﻭﻻﻳﺔ ﺳﻼﺗﻦ ‪‬ﺎﻱ‪ .‬ﺃﺧﲑ ﺙ‪ ،‬ﺳﺒﺎﺋﻴﻤﺎﻥ ﻳﻎ‬ ‫ﺩﺧﺮﻳﺘﺎﻛﻦ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺃﲪﺪ ﺭﺃﻭ )ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ‪ 23 ،‬ﺃﻓﺮﻳﻞ ‪ (2010‬ﻧﺎﻡ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺗﻠﻪ ﺗﺮﺧﺎﺗﺖ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ ﺳﻴﺎﻡ‬ ‫ﺩﺍﱂ ﺳﻨﺎﺭﺍﻱ ﻫﻴﺘﻢ ) ‪ . (BLACK-LIST‬ﺩﲰﻔﻴﻎ ﺍﻳﺖ‪ ،‬ﻣﻨﻨﺘﻮ ﺳﻮﺩﺍﺭﺍﺙ ﺩﺑﻮﻧﻮ ﻩ‪ ،‬ﺳﺒﺎﺋﻴﻤﺎﻥ ﻓﻐﻜﺎﺟﻲ ﺗﻠﻪ ﺳﺒﻮﺕ ﻓﺪ‬ ‫ﻫﻼﻣﻦ ‪ 3‬ﻳﺄﻳﺖ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ ﺑﻦ ﺣﺴﻦ ﳏﻤﺪ ﺃﻣﲔ ﻓﺪ ﺗﻐﺌﻞ ‪ 27‬ﺭﺑﻴﻊ ﺍﻷﻭﻝ ‪ 1401‬ﻫـ‪ ،‬ﺑﺮﲰﺄﻥ ‪31‬‬ ‫ﺟﻨﻮﺍﺭﻱ ‪1981‬ﻡ ) ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ ) ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ( ‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪ .(2009‬ﻣﻚ ﺩﺍﱂ ﺗﺎﻫﻮﻥ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺍﻳﺖ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺑﺮﻫﺠﺮﺓ‪ ،‬ﻓﺪ ﻣﻮﻻﺙ ﻛﻠﻮﻧﺪﻍ‪ ،‬ﻛﻮﺗﺒﻬﺎﺭﻭ‪ ،‬ﻛﻠﻨﱳ‪ ،‬ﺳﻬﻴﻐﺊ ﻣﻨﺠﻠﻎ ﺃﺧﲑ ﺃﻭﻛﺘﻮﺑﺮ ‪1981‬ﻡ‪ ،‬ﺃﺗﺲ ﻓﻼﻭﺃﻥ ﺳﺌﻮﺭﻍ‬ ‫ﻓﻤﺒﻮﺭﻭﻍ ﺑﺮﻧﺎﻡ ﺣﺎﺝ ﻭﺍﻥ ﻋﺜﻤﺎﻥ ﺑﻦ ﻭﺍﻥ ﺃﲪﺪ‪ ،‬ﻛﻤﺪﻳﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﻫﺠﺮﺓ ﻓﻮﻝ ﻛﺘﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ) ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ‪،‬‬ ‫ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ ،2002 ،‬ﺑﻴﻞ‪.(6 - 5 :574 .‬‬ ‫ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‬ ‫ﺳﺒﺎﺋﻴﻤﺎﻥ ﺗﻠﻪ ﺩﻛﺘﻬﻮﻱ ﺳﺘﻠﻪ ﻣﺎﻥ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﻫﺠﺮﺓ ﻛﻤﻠﻴﺴﻴﺎ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ‬ ‫ﺋﻮﺭﻭ ﺗﻴﺪﻕ ﺑﺮﺩﱘ ﺩﻳﺮﻱ ‪‬ﻜﻦ ﺑﺮﺋﻨﺪﻳﻎ ﺑﺎﻫﻮ ﺩﺍﱂ ﳑﱪﻱ ﺩﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﻣﻠﻴﺴﻴﺎ‪ .‬ﻣﻚ ﻓﺮﺍﻧﻨﺚ ﺑﻮﻛﻦ ﺳﺪﻳﻜﻴﺖ‬ ‫ﺩﺍﱂ ﳑﺒﻴﻨﺎ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ ﺩﺳﺎﻥ‪ ،‬ﺗﺮﺃﻭﺗﺎﻡ ﺩﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮﺍ‪ ،‬ﻜﻦ ﻟﺒﻴﻪ ﺑﺎﺛﻖ ﺩﺭ ﻓﺪ ﻓﻄﺎﱐ ﺳﻔﺮﺗﻴﻤﺎﻥ ﻓﻐﻜﺎﺟﻲ ﺩﺍﻓﺖ‬ ‫ﻣﻌﻠﻮﻣﺎﺕ ﺩﺭﻓﺪ ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪ ،(2009‬ﻣﻚ ﺩﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﻓﺮﺍﻧﻦ‪٢‬ﺙ ﺳﻔﺮﺕ ﺑﺮﺇﻳﻜﻮﺓ‪:‬‬ ‫ﻓﺮﺗﺎﻡ‪ ،‬ﻓﻨﺸﺮﺡ ﺩﺳﻜﻮﻟﻪ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ ﻛﻮﻟﻴﺞ ﺃﺋﺎﻡ ﺳﻠﻄﺎﻥ ﺯﻳﻦ ﺍﻟﻌﺎﺑﺪﻳﻦ ﻛﻮﺍﻻﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ )‪ (KUSZA‬ﻓﺪ‬ ‫ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1982‬ﻡ ﺳﻬﻴﻐﺊ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1997‬ﻡ‪ ،‬ﺩﻛﻮﺳﺰﺍ ﺍﻳﺖ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺗﻠﻪ ﻣﻐﺎﺟﺮ ﻓﻠﺒﺎﺋﻲ ﻛﻮﺭﺳﻮﺱ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ‬ ‫ﺩﺍﱂ ﻓﻠﺒﺎﺋﻲ ﻓﺮﻳﻐﻜﺖ ﺩﺭﻱ ﻓﺮﻳﻐﻜﺖ ﺩﻳﻔﻠﻮﻣﺎ ﻟﻨﺠﻮﺗﻦ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ‪ .‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﻮﻛﻦ ﺳﻬﺎﺝ ﺗﻠﻪ‬ ‫ﻣﻨﺨﻮﺭﻫﻜﻦ ﻋﻠﻤﻮﺙ ﻛﻔﺪ ﻭﺭﺋﺎ ﻓﻼﺟﺮ ﻛﻮﺳﺰﺍ ﺳﻬﺎﺝ‪ ،‬ﻣﺎﻟﻪ ﻋﻠﻤﻮﺙ ﺍﻳﺖ ﺗﻮﺭﻭﺓ ﺩﻓﺮﺃﻭﻟﻴﻬﻲ ﺳﺨﺎﺭﺍ ﺗﻴﺪﻕ‬ ‫ﻟﻐﺴﻮﻍ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﻭﺍﺭﺋﺎ ﻓﻜﺮﺟﺎ ﺩﺍﻥ ﻓﻨﺸﺮﺡ ﻛﻮﺳﺰﺍ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﻓﺮﻭﺋﺮﻡ ﻛﺮﻭﺣﺎﻧﲔ ﻳﻐﺪﺃﺩﺍﻛﻦ ﺩﻛﻮﺳﺰﺍ‪.‬‬ ‫ﻛﺪﻭﺍ‪ ،‬ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺗﻮﺍ ﳎﻠﺲ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1990‬ﻡ‪ .‬ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺳﺎﻡ ﺩﻏﻦ ﳉﻨﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ‬ ‫ﺩﻫﻮﻟﻮ ﻳﺄﻳﺖ ﺑﺮﺃﻭﺳﻬﺎ ﺩﺍﱂ ﻓﺮﻓﺎﺩﻭﺍﻥ ﺃﻭﻣﺔ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ .‬‬ ‫ﻛﺘﻴﺊ ‪ ،‬ﺇﻣﺎﻡ ﺩﺍﻥ ﺧﻄﻴﺐ ﺩ ﻣﺴﺠﺪ ﻛﻮﺳﺰﺍ ﺋﻮﻍ ﺑﺎﺩﻕ‪ ،‬ﻛﻮﺍﻻ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﻓﺪ ﺗﻐﺌﻞ ‪ 1993‬ﻡ ﻣﺎﳍﻦ‬ ‫ﺗﺮﻣﺎﺳﻮﻕ ﻛﻠﻨﱳ‪.‬‬ ‫ﻛﺄﻣﻔﺖ ‪ ،‬ﻓﻨﺨﺮﺍﻣﻪ ﺍﺋﺎﻡ ﺩﻛﺎﻭﺍﺳﻦ ﻛﻮﺍﻻﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﺭﻭﻣﻪ‪ ،‬ﺩﻓﺠﺎﺑﺔ‪ ،‬ﺩﺳﻮﺭﺍﻭ‪ ٢‬ﺍﺗﻮ ﺩﻣﺴﺠﺪ ‪٢‬؛‬ ‫ﺳﺘﻐﻪ ﺩﺭﻓﺪﺙ ﺩ ﻓﺠﺎﺑﺔ ﳌﺒﺎﺋﺎ ﻛﻤﺎﺟﻮﺍﻥ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﺗﻐﻪ ﺩﺍﻥ ﻓﺠﺎﺑﺔ ﺩﻭﱄ ﻳﻐﻤﻬﺎ ﻣﻠﻴﺎ ﺳﻠﻄﺎﻥ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ .‬ﺑﺌﻴﺘﻮ‬ ‫ﺟﻮﺉ‪ ،‬ﺩﺳﻮﺭﺍﻭ ﺣﺎﺝ ﺯﺑﲑﻛﻮﺍﻻﺇﻳﺒﺎﻱ‪ ،‬ﺳﻮﺭﺍﻭ ﺗﺎﻣﻦ ﻓﺮﻧﺎﻡ ﻛﻮﺍﻻﺇﻳﺒﺎﻱ ﺩﺍﻥ ﺳﻮﺭﺍﻭ ﻧﻴﺴﺎﻥ ﺃﻣﻔﺖ ﺗﻨﺠﻮﻍ‪.‬‬ ‫ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﺩﻣﺴﺠﺪ ﺳﺘﻐﻪ ﺩﺭﻓﺪ ﺙ؛ ﻣﺴﺠﺪ ﺗﻐﻜﻮ ﺗﻐﻪ ﺯﻫﺮﺓ‪ ،‬ﻣﺴﺠﺪ ﺭﺍﺟﺎ ﺑﻮﻛﻴﺔ ﺑﺴﺮ‪ ،‬ﻣﺴﺠﺪ ﺭﺍﺟﺎ ﺧﻨﺪﺭﻳﻎ‪،‬‬ ‫ﻣﺴﺠﺪ ﺯﻳﻦ ﺍﻟﻌﺎﺑﺪﻳﻦ ﺩﺍﻥ ﻣﺴﺠﺪ ﺩﺍﺭﺍﻟﺴﻼﻡ ﺩﺍﻥ ﻷﻳﻦ‪٢‬ﺙ‪.‬‬ ‫ﻛﻠﻴﻤﺎ‪ ،‬ﻓﻨﺨﺮﺍﻣﻪ ﺩﺍﱂ ﺭﳔﺎﻏﻦ ﻓﺮﺽ ﻋﲔ ﺭﺍﺩﻳﻮ ﺗﻠﻴﺒﻴﺸﲔ ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ )‪ .(R.T.M‬ﺳﻴﺎﺭﺍﻧﺚ ﺳﺘﻴﻒ ﻫﺎﺭﻱ ﺳﺒﺖ‬ ‫ﻣﻠﻴﻔﻮﰐ ﺗﻴﺊ ﻛﻮﺍﻻ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﻳﺄﻳﺖ ﻛﻮﺍﻻ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪،‬ﻛﻮﺍﻻ ﺑﺮﻭﺍﻍ ﺩﺍﻥ ﻛﻮﺍﻻ ﺇﻳﺒﺎﻱ ﻓﺪ ﺗﻐﺌﻞ ‪1997‬ﻡ‪.‬‬ ‫ﻛﺄﱎ‪ ،‬ﺃﻏﺌﻮﺗﺎ ﳎﻠﺲ ﻓﺘﻮﻯ ﺩﺟﺎﺑﱳ ﻣﻔﱵ ﻧﺌﺮﻱ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1996‬ﻡ ‪2008 -‬ﻡ‪.‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪32‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻛﺘﻮﺟﻪ ‪ ،‬ﺃﻏﺌﻮﺗﺎ ﳎﻠﺲ ﺍﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺍﻥ ﻋﺎﺩﺕ ﻣﻼﻳﻮ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ) ‪ (MAIDAM‬ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪ 1996‬ﻡ ‪-‬‬ ‫‪2008‬ﻡ‪ ،‬ﻣﻚ ﺩﺃﻧﺘﺎﺭﺍ ﻓﺮﻭﺟﻴﻘﺚ ﻳﺄﻳﺖ ﻣﻐﻮﺭﻭﺱ ﺯﻛﺎﺓ‪ ،‬ﻫﺮﺗﺎ ﻭﺍﻗﻒ‪ ،‬ﺑﻴﺖ ﺍﳌﺎﻝ ﺩﺍﻥ ﳑﱪﻱ ﻓﺘﻮﻯ ﺩﺍﻥ ﻷﻳﻦ‪٢‬ﺙ‪.‬‬ ‫ﻛﻼﻓﻦ‪ ،‬ﳑﺒﻴﻨﺎ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﺭﺍﻟﺴﻼﻡ ﻓﺪ ﺗﻐﺌﻞ ‪1999‬ﻡ ﺩﻛﻮﺍﻻﺇﻳﺒﺎﻱ‪،‬ﻛﻮﺍﻻﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪.‬‬ ‫ﻛﺴﻤﺒﻴﻠﻦ‪ ،‬ﻣﻐﺎﺟﺮ ﻛﺘﺎﺏ‪٢‬ﻳﻐﺪ ﺗﻮﻟﻴﺲ ﺍﻭﻟﻴﻪ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻋﻠﻤﺎﺀ‪‬ﻓﻮﻓﻴﻮﻟﺮ ﺩﻣﺼﺮ ﻳﺄﻳﺖ ﺷﻴﺦ ﺩﻛﺘﻮﺭ ﻳﻮﺳﻒ‬ ‫ﺍﻟﻘﺮﺿﺎﻭﻱ ﺩﺃﻧﺘﺎﺭﺍﺙ؛ ﺍﳊﻼﻝ ﻭﺍﳊﺮﺍﻡ ﰲ ﺍﻹﺳﻼﻡ ‪ ،‬ﻏﲑ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ﰲ ﳎﺘﻤﻊ ﺍﳌﺴﻠﻤﲔ ‪ ،‬ﻓﻘﻪ ﺍﻟﺰﻛﺎﺓ ‪ ،‬ﻣﻼﻣﺢ‬ ‫ﺍﺠﻤﻟﺘﻤﻊ ﺍﳌﺴﻠﻢ ‪ ،‬ﺍﻟﻨﻴﺔ ﻭﺍﻹﺧﻼﺹ ‪ ،‬ﺍﻹﺟﺘﻬﺎﺩ ﰲ ﺍﻟﺸﺮﻳﻌﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ‪ ،‬ﺍﻟﻔﺘﺎﻭﻯ ﺑﲔ ﺍﻹﻧﻀﺒﺎﻁ ﻭﺍﻟﺘﺴﻴﺐ ‪،‬‬ ‫ﺍﻟﻌﺒﺎﺩﺓ ﰲ ﺍﻻﺳﻼﻡ‪ ،‬ﻓﻘﻪ ﺍﻷﻭﻟﻮﻳﺎﺕ‪ ،‬ﻓﺘﺎﻭﻯ ﻣﻌﺎﺻﺮﺓ‪ ،‬ﻣﺪﺧﻞ ﳌﻌﺮﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻡ‪ ،‬ﺍﳊﻴﺎﺓ ﺍﻟﺮﺑﺎﻧﻴﺔ ﻭﺍﻟﻌﻠﻢ‪ ،‬ﺍﻟﺘﻮﻛﻞ‪،‬‬ ‫ﺍﻟﺼﺤﻮﺓ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ‪ ،‬ﺻﺤﻮﺓ ﺭﺍﺷﺪﺓ ‪ ،‬ﺃﻭﻟﻮﻳﺎﺕ ﺍﳊﺮﻛﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ) ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ ) ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ( ‪ 27 ،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ‬ ‫‪.(2009‬‬ ‫ﻛﺴﻔﻮﻟﻮﻩ ‪ ،‬ﻣﻨﻮﻟﻴﺲ ﻛﺮﻳﺎ ‪ ٢‬ﻛﺄﺋﻤﺄﻥ ﺩﺃﻧﺘﺎﺭﺍﺙ؛ ﻓﻐﻨﺎﻟﻦ ﺣﺪﻳﺚ ‪ ،‬ﺃﺻﻮﻝ ﺍﻟﺘﻔﺴﲑ ‪ ،‬ﻋﻠﻢ ﻣﺼﻄﻠﺢ‬ ‫ﺍﳊﺪﻳﺚ‪ ،‬ﻋﻠﻢ ﺍﻷﺧﻼﻕ‪ ،‬ﺗﻌﻠﻴﻖ ﻣﱳ ﺍﻷﺟﺮﻭﻣﻴﺔ‪ ،‬ﺃﻓﻜﺎﺭ ﺟﻬﺎﺩﻳﺔ ﰲ ﺍﻻﺳﻼﻡ‪ ،‬ﺃﺳﺲ ﺣﺮﻛﺔ ﺍﻟﺪﻋﻮﺓ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ‪،‬‬ ‫ﻣﻘﺪﻣﺔ ﻋﻠﻢ ﺟﻬﺎﺩ ﺩﺟﺎﻟﻦ ﺍﷲ ‪ ، ‬ﻣﻜﺎﻧﺔ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ‪ ،‬ﺃﺧﻼﻕ ﺍﻟﻌﻠﻤﺎﺀ ‪ ،‬ﺍﻳﻀﺎﺡ ﺍﻟﻮﺭﻗﺎﺕ ﻋﻠﻰ ﻣﱳ ﺍﻟﻮﺭﻗﺎﺕ‪،‬‬ ‫ﻋﻴﺎﺩﺓ ﺍﳌﺮﻳﺾ ﻭﺗﺸﻴﻴﻊ ﺍﳌﻴﺖ‪ ،‬ﻓﺮﳌﺒﺌﺄﻥ ﳎﻠﺲ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﺍﳉﻬﺎﺩ ﰲ ﺳﺒﻴﻞ ﺍﷲ‪ ،‬ﻣﺒﺎﺩﻱﺀ ﺍﳉﻬﺎﺩ ﰲ ﺳﺒﻴﻞ‬ ‫ﺍﷲ‪ ،‬ﺣﻔﻆ ﺍﻟﻜﻠﻴﺎﺕ ﺍﳋﻤﺲ‪ ،‬ﻣﱳ ﻏﺎﻳﺔ ﺍﻟﺘﻘﺮﻳﺐ ﻋﻠﻰ ﻣﺬﻫﺐ ﺍﻹﻣﺎﻡ ﺍﻟﺸﺎﻓﻌﻲ‪ ،‬ﺷﺮﺡ ﻋﻤﺪﺓ ﺍﻷﺣﻜﺎﻡ ﻟﻺﻣﺎﻡ‬ ‫ﺍﳌﻘﺪﺳﻲ‪ ،‬ﺍﻟﻠﻐﺔ ﺍﻟﻌﺮﺑﻴﺔ ﻟﻐﲑﺍﻟﻨﺎﻃﻘﲔ ﺩﺍﻥ ﺗﻔﺴﲑ ﺳﻮﺭﺓ ﺍﻟﻔﺎﲢﺔ ) ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ ) ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ( ‪ 27،‬ﺃﻛﺘﻮﺑﺮ ‪.(2009‬‬ ‫ﻛﺘﺎﺏ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺍﻳﺖ ﺍﺩﺍ ﻳﻎ ﺩﺧﻴﺘﻘﻜﻨﺚ ﺩﺍﻥ ﺍﺩﺍ ﺑﻨﺘﻮﻕ ﻣﺎﻧﻮﺳﻜﺮﻳﻒ‪ .‬ﺳﺘﺮﻭﺳﺚ‪ ،‬ﺍﺩ ﺟﻮﺉ ﺩﺟﺎﺩﻱ ﺗﻴﻜﺲ‬ ‫ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺩﻛﻮﺳﺰﺍ ﺩﺍﻥ ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﺭﺍﻟﺴﻼﻡ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪.‬‬ ‫ﻣﺮﻳﺪ ﺩﺍﻥ ﻓﻐﻴﻜﻮﺕ‬ ‫ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺍﻛﺘﻴﻒ ﺳﻼﻣﺎ ‪ 50‬ﺗﺎﻫﻮﻥ )‪ (2008 -1958‬ﻳﺄﻳﺖ‬ ‫ﲰﻨﺠﻖ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻣﻐﺎﺟﺮ ﺩﻣﻜﺔ ﲰﺒﻴﻞ ﺑﻼﺟﺮﺙ ﺳﻼﻣﺎ ‪ 3‬ﺗﺎﻫﻮﻥ ) ‪ (1960 -1958‬ﺳﻠﻔﺲ ﺍﻳﺖ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﻛﻤﺒﺎﱄ ﻛﻔﻄﺎﱐ ﺳﺮﺕ ﻣﻐﺄﺳﺎﺳﻜﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﺍﻥ ﺗﺘﻒ ﺩﺳﻴﺘﻮ ﺳﻼﻣﺎ ‪ 20‬ﺗﺎﻫﻮﻥ ) ‪(1981 -1961‬‬ ‫ﻛﻤﺪﻳﻨﺚ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﻫﺠﺮﺓ ﻛﻤﻠﻴﺴﻴﺎ‪ ،‬ﻣﻚ ﺩﺍﱂ ﺗﻴﺊ ﺗﻴﻤﻔﻮﻩ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻣﻐﺎﺟﺮ ﺳﺘﻴﻒ ﻫﺎﺭﻱ‪،‬‬ ‫ﺑﺮﺧﺮﺍﻣﻪ‪ ،‬ﺑﺮﺧﻄﺒﺔ ﺩﺍﻥ ﺑﺮﻓﺘﻮﻯ‪ .‬ﲰﻮﺍﺙ ﺍﻳﺖ‪ ،‬ﺩﺟﺎﻟﻨﻜﻦ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﺗﺎﻧﻪ ﺳﻮﺧﻲ ﻣﻜﺔ‪ ،‬ﺩﺭﻭﻣﻬﺚ ﺳﻨﺪﻳﺮﻱ‪ ،‬ﺩﺳﻮﺭﺍﻭ‪٢‬‬ ‫ﺍﺗﻮ ﺩﻣﺴﺠﺪ ‪ ، ٢‬ﺩﺍﻥ ﻷﻳﻦ ‪٢‬ﺙ ‪ ،‬ﺳﻬﻴﻐﺊ ﺃﺧﲑ ﺣﻴﺎﺗﺚ ﻳﺄﻳﺖ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪ 2008‬ﻡ ) ﺳﻼﻣﺎ ﺳﺘﻐﻪ ﺃﺑﺪ( ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺑﺮﺟﺎﻱ ﻣﻨﺨﻴﺘﻖ ﺭﺍﻣﻲ ﻣﺮﻳﺪ ﻣﻨﺠﺎﺩﻱ ﻋﺎﱂ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺩﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‪ ٢‬ﺃﺋﺎﻡ ﻳﻎ ﺑﺮﻭﻳﺒﺎﻭﺍ ﺩﺍﻥ ﺩﺣﺮﻣﺎﰐ‪ .‬ﺳﺒﻬﺌﲔ ﻣﺮﻳﻚ‬ ‫ﻣﻮﳔﻮﻝ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺗﻮﺀ ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺗﺮﺃﻭﺗﺎﻡ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﻣﻨﻜﻞ ﺳﺒﻬﺌﲔ ﻳﻎ ﻷﻳﻦ ﻣﻮﳔﻮﻝ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺋﻮﺭﻭ‪ ٢‬ﺃﺋﺎﻡ‪،‬‬ ‫ﺋﻮﺭﻭ‪ ٢‬ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ ﺩﺍﻥ ﻓﻨﺸﺮﺡ‪ ۲‬ﺩﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺗﻮ ﻓﺌﺎﻭﺍﻱ‪ ٢‬ﺩﺍﱂ ﻓﻨﺘﺪﺑﲑﺍﻥ ﻛﺄﻭﺋﻤﺄﻥ‪ ،‬ﻓﻤﱪﻳﺘﺎ ﺩﺍﻥ ﺟﻮﺉ ﻓﻨﺪﻋﻮﺓ‬ ‫ﺳﻮﻛﺮﻳﻼ ‪.‬‬ ‫ﺑﺮﺇﻳﻜﻮﺓ ﺩﺳﻨﺎﺭﻳﻜﻦ ﺳﺠﻤﻠﻪ ﺃﻣﻔﺖ ﻓﻮﻟﻮﻩ ﺍﻭﺭﻍ ﻣﺮﻳﺪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮ ﺭﻭ ﻳﻎ ﺃﺋﻖ ﺗﺮﻧﺎﻡ ﺩﺍﻥ ﺩﻛﻨﺎﱄ ﺭﺍﻣﻲ‪.‬‬ ‫ﺳﻨﺎﺭﺍﻱ ﺍﻳﻦ ﺩﺑﻮﺍﺕ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﻧﺎﻡ ﲤﻔﺖ ﺩﺭﻱ ﻣﺎﻥ ﻣﺮﻳﺪ ﺑﺮﻛﻨﺄﻥ ﺑﺮﺃﺻﻞ ﺍﺗﻮ ﺑﺮﺋﻴﺎﺓ ﺩﻣﺎﺳﻮﻗﻜﻦ ﺩﺍﱂ ﺗﻨﺪﺍ ﻛﻮﺭﻭﻍ‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪33‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫) ﺇﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﻋﺒﺪﺍﷲ ) ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ( ‪ 27 ،‬ﺟﻮﱄ ‪ 2009‬؛ ﳏﻤﺪ ) ﺃﻣﲔ( ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ) ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ( ‪ 21 ،‬ﺩﻳﺴﻤﱪ ‪& 2009‬‬ ‫ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪.(60-59 :1972 ،‬‬ ‫‪ .1‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻌﺰﻳﺰ )ﺗﺆﺑﺎﻻ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .2‬ﺣﺎﺝ ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ )ﻟﻮﻍ‪ ،‬ﺗﻠﻮﺑﻦ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .3‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﳌﺆﻣﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﻣﻨﺼﻮﺭ ) ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺑﻐﺌﻮﻟﻜﻮﻳﻞ‪ ،‬ﻓﺄﻓﻮﻏﻪ(‬ ‫‪ .4‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺧﻲﺀ ﺳﻲ ) ﻟﻴﺪﻭﻍ‪ ،‬ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺗﻮﺍ ﳎﻠﺲ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .5‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﻃﺎﻫﺮ )ﺩﻭﺍﻝ‪ ،‬ﺭﺍﻛﻖ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .6‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﺃﺭﺷﺪ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻮﻫﺎﺏ )ﺑﻴﺪﻳﻞ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﲞﻪ ﺑﻴﺪﻳﻞ(‬ ‫‪ .7‬ﺣﺎﺝ ﻳﻮﺳﻒ ﺑﻦ ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﻧﻮﺭ )ﻓﺎﻱ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .8‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﺣﻴﻢ ﺑﻦ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﺍﺷﻴﺪ )ﺗﻠﻮﺑﻦ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .9‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﻮﺩ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ )ﺧﺎﺭﻗﻜﺮﻳﺎﻥ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .10‬ﺣﺎﺝ ﳐﺘﺎﺭ ﺑﻦ ﺣﺎﺝ ﺷﻬﺎﺏ ﺍﻟﺪﻳﻦ )ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﻭﻛﻮ(‬ ‫‪ .11‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﻴﺪﺍﷲ ﺑﻦ ﳏﻤﻮﺩ )ﺩﻭﺳﻮﻥ ﺛﻮﺭ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .12‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ ﺑﻦ ﺣﺴﻦ ﳏﻤﺪ ﺃﻣﲔ )ﻣﻨﻨﺘﻮ ﺳﻮﺩﺍﺭﺍ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻛﺎﺟﲔ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .13‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﺷﻴﺪ ﺑﻦ ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﻧﻮﺭ ) ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﺎﻱ(‬ ‫‪ .14‬ﺣﺎﺝ ﺣﺴﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻘﺎﺩﺭ ﻗﻄﺎ )ﻓﻨﺸﺮﺡ ﺩﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ ﺩﺍﻥ ﺇﻣﺎﻡ ﻣﺴﺠﺪ ﺳﺮﻭﻍ(‬ ‫‪ .15‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ )ﻛﻮﺍﻻﺑﺮﻭﺍﺱ‪ ،‬ﻣﺪﻳﺮ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻛﻮﺍﻻ ﺑﺮﻭﺍﺱ(‬ ‫‪ .16‬ﺣﺎﺝ ﺍﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﻫﺄ )ﻻﻫﺎ‪ ،‬ﻣﺪﻳﺮ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .17‬ﺣﺎﺝ ﺣﺴﻦ ﺑﻦ ﺣﺎﺝ ﻭﺍﻥ ﻏﻪ )ﺇﻣﺎﻡ ﻣﺴﺠﺪ ﺑﺎﻟﻖ‪ ،‬ﺗﻠﻮﺑﻦ(‬ ‫‪ .18‬ﺣﺎﺝ ﺳﻠﻴﻤﺎﻥ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ )ﺗﺆﺑﺎﻻ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻧﺪﺗﺆﻣﺒﻮﻍ‪ ،‬ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .19‬ﺣﺎﺝ ﻧﻮﺭﺍﻟﺪﻳﻦ ﺑﻦ ﻋﺜﻤﺎﻥ )ﺃﻧﻖ ﺳﻮﺩﺍﺭﺍ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻛﺎﺟﲔ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﺃﻣﲔ ﻋﺎﻡ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .20‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﻌﺰﻳﺰ )ﺧﺮﻏﺘﺎﺩﻭﻥ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﺳﻜﻮﻟﻪ ﻛﺒﻐﺴﺄﻥ ﺧﺮﻏﺘﺎﺩﻭﻥ(‬ ‫‪ .21‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺑﻦ ﺯﻛﺮﻳﺎ ﺻﻤﺪﻱ )ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺋﺘﻪ ﲬﺒﻪ(‬ ‫‪ .22‬ﺣﺎﺝ ﺧﻲﺀ ﻧﻪ )ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺟﻠﻮﺭ(‬ ‫‪ .23‬ﺣﺎﺝ ﺍﻟﻴﺴﻊ ﺑﻦ ﻳﺲ ﺩﻭﻻﺀ )ﺇﻣﺎﻡ ﻣﺴﺠﺪﻛﻤﻔﻮﻍ ﺑﻨﺪﻍ‪ ،‬ﺧﻜﻮﺍﺱ(‬ ‫‪ .24‬ﺣﺎﺝ ﻃﺎﻫﺮ )ﺇﻣﺎﻡ ﻣﺴﺠﺪ ﻓﺎﺳﲑ‪ ،‬ﻣﺎﻱ ﻛﲔ(‬ ‫‪ .25‬ﺩﻛﺘﻮﺭ ﻧﻮﺭﺍﻟﺪﻳﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺩﺍﻗﺎﻫﺎ )ﻣﻠﻮﺭ‪ ،‬ﻛﺘﻮﺍ ﻓﺠﺎﺑﺖ ﺃﻭﺭﻭﺳﻦ ﻓﻼﺟﺮ ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .26‬ﺣﺎﺝ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﺣﺴﻦ )ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺳﻮﻛﻦ‪ ،‬ﻧﺎﺭﺍﺗﻴﻮﺍﺕ(‬ ‫‪ .27‬ﺣﺎﺝ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﺣﺴﻦ )ﺇﻣﺎﻡ ﻣﺴﺠﺪ ﻓﻨﺪﺍﻥ‪ ،‬ﻣﺎﻱ(‬ ‫‪ .28‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﻜﺮﱘ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ )ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ ،‬ﻓﻜﺮﺟﺎ ﺩﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪34‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫‪ .29‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﻤﺮ )ﺟﻠﻮﺭ‪ ،‬ﻣﺪﻳﺮ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻧﺪﺗﺆﻣﺒﻮﻍ‪ ،‬ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .30‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﺃﻣﲔ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ )ﺃﻧﻖ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻛﺎﺟﲔ ﺍﻳﻦ‪ ،‬ﻓﻨﺘﺪﺑﲑ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺩﺍﻥ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺳﺎﻳﻒ(‬ ‫‪ .31‬ﺣﺎﺝ ﺭﻣﻠﻲ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ )ﺗﺮﻧﻎ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺋﺘﻪ ﲬﺒﻪ(‬ ‫‪ .32‬ﺣﺎﺝ ﺑﺸﲑ ﺑﻦ ﺃﺩﻡ )ﺧﻜﻴﻞ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺋﺘﻪ ﲬﺒﻪ(‬ ‫‪ .33‬ﺣﺎﺝ ﺃﺷﻌﺮﻱ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ )ﺇﻣﺎﻡ ﻣﺴﺠﺪ ﺗﻨﺪﻭﻍ‪ ،‬ﻣﺎﻱ(‬ ‫‪ .34‬ﺣﺎﺝ ﱐﺀ ﻋﻤﺮ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ )‪‬ﺎﺋﲔ ﻛﺄﻣﺎﻧﻦ ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .35‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﻮ ﺩ ﺑﻦ ﺻﺎﱀ )ﻫﻮﺗﻦ ﻛﻮﱂ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﺳﻜﻮﻟﻪ ﻛﺒﻐﺴﺄﻥ ﺗﺎﻳﺄ‪ ،‬ﺗﻠﻮﺑﻦ(‬ ‫‪ .36‬ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺧﻲﺀ ﻟﻮﻍ )ﻣﻐﺎﺑﻎ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ(‬ ‫‪ .37‬ﺣﺎﺝ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺭﺃﻭ )ﺧﻄﻴﺐ ﻣﺴﺠﺪ ﻛﺪﺍﻱ ﺑﺎﺭﻭ ﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .38‬ﺣﺎﺝ ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺧﺎﻳﺎ )ﻛﺘﻮﺍ ﻓﻮﺳﺖ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﻟﻘﺮﺁﻥ ﺍﻟﻜﺮﱘ‪ ،‬ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺭﺟﺎﻻ(‬ ‫‪ .39‬ﺃﺳﺘﺎﺫ ﻳﻮﺳﻒ ﺑﻦ ﺧﺎﻟﺪ )ﳑﺒﺎﻻ‪ ،‬ﺭﺍﻣﻦ‪ ،‬ﻓﻤﱪﻳﺘﺎ ﺩﻓﻮﺳﺖ ﺑﺮﻳﺘﺎ ﺳﻼﺗﻦ ‪ 9 TV‬ﻫﺎﺩﻳﺎﻱ‪ ،‬ﺳﻐﺌﻮﺭﺍ(‬ ‫‪ .40‬ﻓﻨﻮﻟﻮﻍ ﻓﺮﻭﻓﻴﺴﻮﺭ ﲪﻴﺪﺓ ﺑﻨﺖ ﺃﲪﺪ ﺃﺩﻱ ) ﻻﻟﻮﺭ‪ ،‬ﺗﻠﻮﺑﻦ‪ ،‬ﻓﻨﺸﺮﺡ ﺩﻛﻮﻟﻴﺞ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ‪ ،‬ﻓﺮﻳﻦ‬ ‫ﺱ ﺃﻭﻑ ﺳﻮﻏﻜﻼ ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ‪ ،‬ﻛﻤﻔﻮﺱ ﻓﻄﺎﱐ(‬ ‫ﻛﺴﻮﺩﺍﻫﻦ ﻳﻎ ﺑﺄﻳﻚ‬ ‫ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺩﺍﻥ ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺑﺌﻴﺘﻮ ﺑﺴﺮ ﺳﻬﻴﻐﺊ ﺗﻴﺪﻕ ﺩﺍﻓﺖ‬ ‫ﺩﻫﻴﺘﻮﻍ ﺩﺍﱂ ﻓﺮﻛﻤﺒﺎﻏﻦ ﺧﺰﺍﻧﺔ ﻋﻠﻤﻮ ﺍﺳﻼﻡ ﻛﻔﺪ ﻣﺸﺎﺭﻛﺖ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﻓﻄﺎﱐ‪ ،‬ﺗﺎﻳﻠﻨﺪ ﺩﺍﻥ ﺩﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ ،‬ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ‪ .‬ﻣﻚ‬ ‫ﺟﺎﺑﱳ ﺣﺎﻝ ﺇﺣﻮﺍﻝ ﺍﺋﺎﻡ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﻳﺄﻳﺖ ﺩﺩﻳﻮﺍﻥ ﺑﺴﺮ ﻭﻳﺴﻤﺎ ﺩﺍﺭﺍﻹﳝﺎﻥ ﺗﻠﻪ ﻣﻐﺄﻧﻮﺋﺮﻫﻜﻦ ﻛﻔﺪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪1996‬ﻡ‪ ،‬ﺳﺘﺮﻭﺳﺚ ﻻﺋﻲ‪ ،‬ﻣﻐﺄﻧﻮﺋﺮﻫﻜﻦ ﻓﻮﻝ ﻛﻔﺪﺙ ﺳﺒﺎﺋﻲ ﺗﻮﻛﻮﻩ‬ ‫ﻣﻊ ﺍﳍﺠﺮﺓ ﻧﺌﺮﻱ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ ﻓﺪ ﺗﺎﻫﻮﻥ ‪ 1423‬ﻫـ‪2002 /‬ﻡ ‪ .‬ﺃﺧﲑﺙ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺟﺎﺗﻮﻩ ﺳﺎﻛﻴﺖ ﺩﺍﻥ ﻣﺎﺳﻮﻕ‬ ‫ﻫﻮﺳﻔﻴﺘﻞ ‪ 19‬ﻫﺎﺭﻱ‪ .‬ﻣﻚ ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺃﺣﺪ ‪ 25‬ﺻﻔﺮ ‪1429‬ﻫـ ﺑﺮﲰﺄﻥ ‪ 4‬ﻣﺎﺭﺥ ‪2008‬ﻡ ﻣﻐﻬﺎﺩﰲ ﺍﷲ ‪ ‬ﻓﺪ ﺟﻢ‬ ‫‪ 8.00‬ﻓﺎﺋﻲ ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ‪ ،‬ﺩﻏﻦ ﺃﻭﺳﻴﺎﺙ ‪ 79‬ﺗﺎﻫﻮﻥ‪ .‬ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﺟﻨﺎﺯﻫﺚ ﺩﲰﺎﺩﻳﻜﻦ ﺩﺳﻴﺴﻲ ﻗﺒﻮﺭ ﺷﻴﺦ ﺍﺑﺮﺍﻫﻴﻢ‪ ،‬ﻛﻤﻔﻮﻍ‬ ‫ﺟﺎﻟﻦ ﻓﻮﺳﺎﺭﺍ‪ ،‬ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ ،‬ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ )ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺃﲪﺪ )ﺩﻭﻛﻮﻣﻦ(‪ 9 ،‬ﻣﺎﺥ ‪ .(2008‬ﺍﻭﺭﻍ ﻣﺜﺮﺗﺄﻱ ﺻﻼﺓ ﺟﻨﺎﺯﻫﺚ ‪1000‬‬ ‫ﺍﻭﺭﻍ ﻟﺒﻴﻪ‪ ،‬ﺗﺮﻣﺎﺳﻮﻕ ﻳﻐﺪ ﻓﺮﺗﻮﺍ ﳎﻠﺲ ﺃﺋﺎﻡ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ ،‬ﻣﻔﱵ‪ ،‬ﺩﻛﺘﻮﺭ‪ ٢‬ﺩﺍﻥ ﻛﺘﻮﺍ ﺟﺒﺎﺗﻦ ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ ﻳﻎ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‬ ‫ﻓﺮﻧﻪ ﺑﺮﺻﺤﺎﺑﺔ ﺩﻏﻦ ﻣﺮﻳﻚ ﺍﻳﺖ‪ ،‬ﺳﺘﺮﻭﺳﺚ ﻓﻮﻝ ﺳﻮﺩﺍﺭﺍ ﻣﺴﻠﻤﲔ ﺩﺭ ﻓﺪ ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ ﺩﺍﻥ ﻓﻄﺎﱐ ) ﳏﻤﺪ ﻧﻈﺮﻱ‬ ‫) ﲤﻮﺑﻮﺍﻝ( ‪ 9 ،‬ﻣﺎﺥ ‪  . (2008‬ﲰﻮﺋﺎ ﺍﷲ ‪ ‬ﻣﻨﺨﻮﺧﻮﺭﻱ ﺭﲪﺘﺚ ﻛﺄﺗﺲ ﺭﻭﺡ ﺍﳌﺮﺣﻮﻡ ﺩﺍﻥ ﻣﻨﻤﻔﺘﻜﻦ ﺍﳌﺮﺣﻮﻡ‬ ‫ﺑﺮﺳﺎﻡ‪ ۲‬ﺩﻏﻦ ﻓﺎﺭﺍ ﺃﻭﻟﻴﺎﺀ‪ ،‬ﺷﻬﺪﺍﺀ ﺩﺍﻥ ﺃﻧﺒﻴﺎﺀ‪ .‬ﺁﻣﲔ ﻳﺎﺭﺏ ﺍﻟﻌﺎﳌﲔ‬ ‫ﻓﻨﻮﺗﻮﻑ‬

‫ﺩﺍﻓﺖ ﺩﺭﻭﻣﻮﺳﻜﻦ ‪‬ﻮﺍ ﻛﻬﻴﺪﻭﻓﻦ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﺋﻮﺭﻭ ﺍﺗﻮ ﺳﺌﻮﺭﻍ ﻋﺎﱂ ﺩﺍﱂ ﻛﺎﺥ ﻣﺎﺕ ﺍﺳﻼﻡ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﻣﻠﻴﺎ ﺩﺍﻥ‬ ‫ﺗﺮﺣﺮﻣﺖ ﻛﺮﺍﻥ ﺃﺟﺎﺭﺍﻥ ﺍﺳﻼﻡ ﻣﻐﻤﺒﻴﻞ ﺑﺮﺍﺓ ﺩﻏﻦ ﻣﻨﻮﻧﺘﻮﺕ ﻋﻠﻤﻮ‪ ،‬ﺗﺮﺃﻭﺗﺎﻡ ﻋﻠﻤﻮ ﺃﺋﺎﻡ‪ ،‬ﻣﻚ ﻋﻠﻤﻮ ﺍﻳﺖ ﻓﺴﱵ‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪35‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺑﺮﺋﻮﺭﻭ‪ .‬ﺑﺌﻴﺘﻮ ﺟﻮﺉ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺟﻨﺮﺍﺳﻲ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﻓﺪ ﻓﺮﺗﻐﺎﻫﻦ‬ ‫ﺃﺑﺪ ﻙ‪ 20 -‬ﻡ‪ .‬ﻛﺪﻭﺩﻭﻗﻜﻨﺚ ﺩﺩﺍﱂ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﺳﺌﻮﺭ ﻍ ﻣﻠﻴﺎ ﺩﺍﻥ ﺗﺮﺣﺮﻣﺖ ‪‬ﻜﻦ ﺩﺳﻨﺠﻮﻏﻲ ﺩﻏﻦ ﻛﻌﻠﻤﻮﺍﻧﺚ‪.‬‬ ‫ﺳﻸﻳﻦ ﺩﺭ ﻓﺪ ﺍﻳﺖ ﻓﻮﻝ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺳﺌﻮ ﺭﻍ ﻳﻎ ﺑﻴﺠﻖ ﺳﺮﺕ ﺑﺮﺃﻣﺎﻧﺔ ﺩﺍﱂ ﻓﺮﻓﺎﺩﻭﺍﻥ ﺃﻭ ﻣﺔ ﺩﺳﺘﻴﻒ ﻓﻴﻬﻖ ﲰﺄﺩﺍ‬ ‫ﺩﻛﺎﻟﻐﻦ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﻋﻮﺍﻡ ﺍﺗﻮ ﻓﺎﺭﺍ‪ ٢‬ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺳﻔﺮﺗﺚ‪.‬‬ ‫ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﻓﻨﺪﻳﺪﻳﻘﻜﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﺑﱪﺍﻑ ﻓﺮﻳﻐﻜﺖ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﲰﺄﺩﺍ ﺳﺨﺎﺭﺍ ﻓﻮﺭﻣﻞ ﺍﺗﻮ ﺍﻳﻨﻔﻮﺭﻣﻞ‪.‬‬ ‫ﻣﻨﻜﻞ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻓﻮﺭﻣﻞ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﺳﻜﻮﻟﻪ ‪ .٢‬ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﻳﻎ ﺍﻳﻨﻔﻮﺭﻣﻞ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﺋﺎﻱ ﺗﺮﺍﺩﻳﺸﻴﻮﻧﻞ ﲰﺄﺩﺍ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ‪٢‬‬ ‫ﺩﻓﻄﺎﱐ ﺍﺗﻮ ﻣﺴﺠﺪﺍﳊﺮ ﺍﻡ ﺩﻣﻜﺔ‪ .‬ﺳﻸﻳﻦ ﺩﺭ ﻓﺪ ﺑﻼﺟﺮ ﺃﺋﺎﻡ ﻓﻮﻝ ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺟﻮﺉ ﺑﻮﻟﻴﻪ ﻣﻐﻮﺍﺳﺄﻱ ‪‬ﺎﺱ‬ ‫ﺍﻳﻐﺌﺮﻳﺲ ﻳﻎ ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ ﺟﻮﺉ ﺋﻮﺭﻭ‪ ۲‬ﻳﻎ ﻣﺎﻫﲑ ﺩﺍﱂ ‪‬ﺎﺱ ﺗﺮﺳﺒﻮﺕ ﺍﻳﺖ ﺗﺮﺣﺪ‪ ،‬ﻣﻚ ﺩﺳﻴﻨﻴﻠﻪ ﳑﺒﻮﻗﺘﻴﻜﻦ‬ ‫‪‬ﻮﺍ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﻮﻛﺎ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ‪ ،‬ﺗﺘﺎﰲ ﺑﻮﻛﻦ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺗﺮﺍﺩﻳﺴﻲ ‪‬ﻜﻦ ﺳﺒﻮﺍﻩ ﺍﻭﺭﺋﺎﻧﻴﺴﺎﺳﻲ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻳﻎ‬ ‫ﻣﺮﻏﻜﻮﻣﻲ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﻥ ﺳﻜﻮﻟﻪ ﺳﻜﺎﻟﻴﺌﻮﺱ‪ .‬ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﻓﺪ ﻣﺎﺱ ﺍﻳﺖ ﺍﺩﺍﻟﻪ ﺳﺒﻮﺍﻩ ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺳﻲ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﻳﻐﺘﺮﻛﻨﻞ‬ ‫ﺩﻧﻮﺳﻨﺘﺎﺭﺍ‪ .‬ﻣﻚ ﺩﺭﻱ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺍﻳﻨﻴﻠﻪ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﳑﺄﻳﻨﻜﻦ ﻓﺮﺍﻧﻦ ﻓﻨﺘﻴﻎ ﺩﺍﱂ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ ﲰﺄﺩﺍ ﺩﻓﻄﺎﱐ ﺍﺗﻮ‬ ‫ﺩﻣﻠﻴﺴﻴﺎ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﺍﻳﻜﺘﻴﻮﻳﱵ ﻣﻐﺎﺟﺮ‪ ،‬ﺑﺮﺧﺮﺍﻣﻪ‪ ،‬ﺑﺮﺩﻋﻮﺓ‪ ،‬ﻣﻐﻬﺎﻓﻮﺳﻜﻦ ﺷﺮﻙ ﺩﺍﻥ ﺧﺮﺍﻓﺎﺕ‪ ،‬ﺑﺮﻓﺘﻮﻯ ﺩﺍﻥ ﻣﺜﻴﺒﺎﺭﻛﻦ‬ ‫ﻛﺮﻳﺎ‪ ٢‬ﻛﺄﺋﻤﺄﻥ‪ ،‬ﺩﺍﻥ ﺳﺒﺎﺋﻴﺚ‪.‬‬ ‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺗﻴﺪﻕ ﺗﻮﻣﻔﻮ ﻛﻔﺪ ﻣﺪﻋﻮ )‪ (Topic‬ﻳﻎ ﺗﺮﺗﻨﺘﻮ ﺩﺍﻥ ﲤﻔﺘﺚ ﺳﻔﺮﺕ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﻓﻄﺎﱐ ﺳﻬﺎﺝ‪ ،‬ﲤﻔﺖ‬ ‫ﻳﻎ ﻣﺎﺟﻮ ﺳﻬﺎﺝ ﺩﺍﻥ ﺑﻨﺪﺭ ﻳﻎ ﻣﺎﺟﻮ ﺩﺍﻥ ﺳﺆﻣﻔﺎﻣﺚ‪ .‬ﺗﺘﺎﰲ ﺩﻏﻦ ﻛﺈﺧﻼﺻﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﺍﱂ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ ﻋﻠﻤﻮ‬ ‫ﺍﻳﺖ‪ ،‬ﺃﺧﲑﺙ‪ ،‬ﻻﻫﲑ ﻧﺘﻴﺠﻪ‪ ٢‬ﻳﻎ ﳑﻮﺍﺳﻜﻦ‪.‬‬ ‫ﺩﻏﻦ ﺩﻣﻜﲔ‪ ،‬ﺳﺎﺗﻮ ﻓﺮﻛﺎﺭﺍ ﻳﻎ ﺗﻴﺪﻕ ﺗﺮﻫﻴﻨﺪﺭ ﺩﺭﻱ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﻳﺄﻳﺖ ﺧﺎﺑﺮﺍﻥ ﺗﺮﺃﻭﺗﺎﻡ ﻛﺘﻴﻚ ﻣﻐﻬﺎﺩﺍﰲ‬ ‫ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﺩﺍﱂ ﺑﱪﺍﻑ ﻓﺮﻳﻐﻜﺘﺚ؛ ﲰﺄﺩﺍ ﻣﺸﺎ ﺭﻛﺔ ﻋﻮﺍﻡ‪ ،‬ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﻣﻠﻴﺎ‪ ،‬ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﻳﻎ ﺑﺮﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﺍﺗﻮ ﺑﻮﻛﻦ‬ ‫ﺍﺳﻼﻡ‪ ،‬ﲰﻮﺍﺙ ﺍﻳﺖ ﻣﻼﻟﻮﻱ ﻋﻘﻴﺪﺓ‪ ،‬ﻓﻬﺎﻣﻦ ﺩﺍﻥ ﻛﺒﻮﺩﺍﻳﺄﻧﺚ‪ .‬ﺍﻳﻨﻴﻠﻪ ﺳﺎﻏﺖ ﻓﺎﻳﻪ ﺑﺎﺋﻲ ﻓﻨﺪﻋﻮﺓ ﺩﺍﱂ ﻣﻐﻬﺎﺩﻓﻴﺚ‪.‬‬ ‫ﺗﺘﺎﰲ ﺩﻏﻦ ﻛﻘﻮﺍﺗﻦ ﺍﳝﺎﻥ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺳﺮﺕ ﻛﺼﱪﺍﻧﺚ‪ ،‬ﺃﺧﲑﺙ‪ ،‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺑﺮﺟﺎﻱ ﺩﺍﱂ ﻣﻐﻬﺎﺩﰲ ﲰﻮﺍﺙ ﺍﻳﺖ‪.‬‬ ‫ﺃﺩﺍﻓﻮﻥ ﻣﺮﻳﺪ‪ ٢‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ‪ ،‬ﻛﺒﺎﺛﻘﻜﻦ ﻣﺮﻳﻚ ﺗﺮﻛﻨﻞ ﺩﻓﻄﺎﱐ ﻳﻎ ﳑﺄﻳﻨﻜﻦ ﻓﺮﺍﻧﻦ ﻓﻨﺘﻴﻎ ﺩﺍﱂ ﻣﻨﺌﻘﻜﻦ ﺍﺋﺎﻡ‬ ‫ﺍﺳﻼﻡ ﺳﻠﻔﺴﺚ‪ .‬ﲰﻮﺍ ﻣﺮﻳﺪﺙ ﺍﻳﺖ ﳑﻔﻮﺛﺄﻱ ﻓﻐﻜﺔ ﻳﻐﺘﺮﻧﺎﻡ ﺳﻔﺮﺕ ﺗﺆﺋﻮﺭﻭ ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ ‪ ۲‬ﺃﺋﺎﻡ‪ ،‬ﺋﻮﺭﻭ‪۲‬‬ ‫ﻛﺮﺍﺟﺄﻥ‪ ،‬ﻓﻨﺸﺮﺡ ﺩﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ‪ ،‬ﻓﺌﺎﻭﺍﻱ ﺩﺍﱂ ﻓﻨﺘﺪﺑﲑﺍﻥ ﺃﺋﺎﻡ‪ ،‬ﻓﻤﱪﻳﺘﺎ ﺩﺍﻥ ﻓﻨﺪﻋﻮﻩ ﺳﻮﻛﺮﻳﻼ‪ .‬ﺍﻳﻨﻴﻠﻪ ﳑﺒﻮﻗﻴﺘﻜﻦ‬ ‫‪‬ﻮﺍ ﻛﺈﺧﻼﺻﻦ ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺩﺍﻥ ﻛﺒﻴﺠﻘﺴﺄﻧﺄﻧﺚ ﺩﺍﱂ ﻣﻨﺪﻳﺪﻳﻖ ﺟﻨﺮﺍﺳﻲ ﻳﻎ ﻓﻼﻓﻴﺲ‪.‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪36‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﺭﺟﻮﻋﻜﻦ‬ ‫ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ ﺍﻟﻔﻄﺎﱏ‪ .2009 .‬ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺑﺴﺮﺩﺭﻱ ﻓﻄﺎﱐ‪ .‬ﺍﻳﺪﻳﺴﻲ ﻛﺪﻭﺍ‪ .‬ﻛﻮ‪‬ﺒﺎﺭﻭ‪ :‬ﳎﻠﺲ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺍﻥ ﻋﺎﺩﺓ‬ ‫ﺍﺳﺘﻌﺎﺩﺓ ﻣﻼﻳﻮﻛﻠﻨﱳ‪.‬‬ ‫ﺃﲪﺪ ﻓﺘﺤﻲ ﺍﻟﻔﻄﺎﱏ‪" . 2002 .‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ ﺍﻟﻔﻄﺎﱏ ﻓﻨﺮﳝﺎ ﺃﻧﻮﺋﺮﺍﻩ ﺗﻮﻛﻮﻩ ﻣﻊ‬ ‫ﺍﳍﺠﺮﺓ ﻧﺌﺮﻱ ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪1423‬ﻫﺠﺮﻳﺔ"‪ .‬ﻓﻐﺎﺳﻮﻩ‪ 1) 574.‬ﺍ ﻓﺮﻳﻞ‪-‬ﺟﻮﱄ ‪2002‬ﻡ(‪.21-2 .‬‬ ‫ﺍﻏﻜﻮ ﺃﲪﺪ ﺯﻛﻲ ﺑﻦ ﺃﻏﻜﻮ ﻋﻠﻮﻱ‪ ".2008 . ‬ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺍﻟﻔﻄﺎﱐ"‪ .‬ﺍﻟﻔﻜﺮﺓ‪11.‬‬ ‫)ﺟﻮﱄ – ﺳﺒﺘﻤﱪ ‪2008‬ﻡ(‪.67-65 ،‬‬ ‫ﺣﺴﻦ ﻣﺪﻣﺎﺭﻥ‪2001‬ﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﻥ ﻣﺪﺭﺳﺔ ﺩﻓﻄﺎﱏ‪‬ﺑﺎﻏﻲ‪:‬ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﻛﺒﻐﺴﺄﻥ ﻣﻠﻴﺴﻴﺎ‪.‬‬ ‫‪‬ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ‪‬א ‪‬א‪ ‬‬ ‫ﺷﻌﺮﺍﱐ ﻋﺒﺪﺍﻟﻘﺎﺩﺭ‪1985‬א‪ ‬‬ ‫‪MA ..‬ﺑﻨﺪﻭﻍ‪:‬ﺍﻳﻨﺴﺘﻴﺘﻮﺓ ﺃﺋﺎﻡ ﺍﺳﻼﻡ ﻧﺌﺮﻱ‪.‬‬ ‫ﳏﻤﺪ ﻻﺯﻡ ﻻﻭﻱ‪2005 ‬ﺳﺠﺎﺭﻩ ﺩﺍﻥ ﻓﺮﻛﻤﺒﺎﻏﻦ ﺍﺋﺎﻡ ﺃﻧﻮﰐ ﻣﺸﺎﺭﻛﺔ ﻣﻼﻳﻮ ﻓﻄﺎﱏ‪ ‬ﻛﻮﻟﻴﺞ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ ‪:‬‬ ‫ﻓﻮﺳﺖ ﻛﺒﻮﺩﺍﻳﺄﻥ ﺍﺳﻼﻡ‪.‬‬ ‫ﳏﻤﺪ ﻳﺎﺳﲔ ﺑﻦ ﻣﻮﺩﺍ‪1401‬ﺍﺳﻼﻡ ﺩﺍﻥ ﲤﺪﻭﻥ ﻣﺄﻧﺴﻲ‪‬ﺳﻮﺟﺎﻥ‪ )8‬ﺫﻭﺍﳊﺠﺔ‪1401‬ﻫـ‪/‬ﺃﻗﺘﻮﺑﺮ ‪1981‬ﻡ‪‬‬

‫‪ 4844‬‬

‫ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ 40 .2002.‬ﺗﺎﻫﻮﻥ ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .‬ﺕ‪ .‬ﺗﺖ‪.‬‬ ‫ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ 10 .1972 .‬ﺗﺎﻫﻮﻥ ﻣﺆﺳﺴﺔ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪.‬ﺕ‪.‬ﺗﺖ‪.‬‬ ‫ﻧﺎﻡ‪ ۲‬ﺍﻳﻨﻔﻮﺭﻣﻦ ﻓﻴﻠﻴﻬﻦ ﺃﻭﺗﺎﻡ‬ ‫‪11 . 50‬‬

‫ﺍﺑﺮﺍﻫﻴﻢ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ‪ .‬ﻣﺪﻳﺮ ﻣﺆﺳﺴﺔ ﻣﻌﻬﺪ ﺍﻟﺜﻘﺎﻓﺔ ﺍﻻﺳﻼﻣﻴﺔ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‪ .‬ﺩﻣﺆﺳﺴﻬﺚ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺍﺛﻨﲔ ﺟﻢ‬ ‫ﻓﺎﺋﻲ‪.2009/7/27.‬‬ ‫ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﺭﺃﻭ‪ .‬ﺧﺎﻃﻴﺐ ﻣﺴﺠﺪ ﻛﺪﺍﻱ ﺑﺎﺭ ﻭ‪ .‬ﺩﺭﻭﻣﻪ ﺟﺎﻻ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﲨﻌﺔ ﺟﻢ ‪  11  00 ‬ﻓﺎﺋﻲ‪‬‬

‫‪.2010/4/23‬‬

‫ﺯﻛﺮﻳﺎ ﺑﻦ ﻟﻄﻔﻲ‪ .‬ﻓﻨﺸﺮﺡ ﻛﻮﻟﻴﺞ ﺃﺋﺎﻡ ﺳﻠﻄﺎﻥ ﺯﻳﻦ ﺍﻟﻌﺎﺑﺪﻳﻦ‪ .‬ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﺭﺍﻟﺴﻼﻡ‪ .‬ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ .‬ﻓﺪ ﻣﺎﱂ ﲨﻌﺔ ﺟﻢ‬ ‫‪ 7.15‬ﻣﺎﱂ‪.2009/10/29.‬‬ ‫ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ‪ .‬ﻓﻐﺎﺳﺲ ﻣﺪﺭﺳﺔ ﺍﻟﺮﲪﺎﻧﻴﺔ ﺑﺮﺃﻭﻝ‪ .‬ﺩﺭﻭﻣﻬﺚ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﲬﻴﺲ ﺟﻢ ‪ 1‬ﺗﻐﻬﺎﺭﻱ‪.‬‬ ‫‪.2008/10/23‬‬ ‫ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﻟﻠﻄﻴﻒ‪ .‬ﻓﻐﺎﺳﺲ ﻣﺪﺭﺳﺔ ﺍﻟﺮﲪﺎﻧﻴﺔ ﺑﺮﺃﻭﻝ‪ .‬ﺩﺭﻭﻣﻬﺚ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺳﺒﺖ ﺟﻢ ‪ 1‬ﺗﻐﻬﺎﺭﻱ‪.‬‬ ‫‪.2010/4/24‬‬ ‫ﻋﺒﺪﺍﻟﻜﺮﱘ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ‪ .‬ﻓﻜﺮﺟﺎ ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ‪ .‬ﺩﺑﻴﻨﺄﻥ ﺭﻳﻜﺘﻮﺭ ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺛﻼﺙ‬ ‫ﺟﻢ‪ 900‬ﻓﺎﺋﻲ‪200794‬‬ ‫‪อัล-นูร‬‬


‫‪มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา‬‬ ‫‪July-December 2011‬‬

‫‪37‬‬

‫‪วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย‬‬ ‫‪ปีที่ 6 ฉบับที่ 11‬‬

‫ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺑﻨﺖ ﺃﲪﺪ‪ .‬ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﺭﺍﻟﺴﻼﻡ‪ .‬ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺃﺣﺪ ﺟﻢ ‪ 9‬ﻓﺎﺋﻲ‪.2008/3/9.‬‬ ‫ﻓﻮﺯﻳﺔ ﺑﻨﺖ ﺃﲪﺪ‪ .‬ﺩﻓﻮﻧﺪﻭﻕ ﺩﺍﺭﺍﻟﺴﻼﻡ‪ .‬ﺗﺮﻏﺌﺎﻧﻮ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺛﻼﺙ ﺟﻢ ‪ 10‬ﻓﺎﺋﻲ‪.2009/10/27.‬‬ ‫ﳏﻤﺪ ﺃ ﻣﲔ ﺑﻦ ﻋﺒﺪ ﺍ ﻟﺮ ﲪﻦ‪ .‬ﺎ ﺋﲔ ﻓﻨﺘﺪ ﺑﲑ ﻓﻮ ﻧﺪ ﻭ ﻕ ﺳﺎ ﻳﻒ‪ .‬ﺩ ﻓﻮ ﻧﺪ ﻭ ﻗﺚ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎ ﺭ ﻱ ﺍ ﺛﻨﲔ ﺟﻢ ‪1 2‬‬ ‫ﺗﻐﻬﺎﺭﻱ‪.2009/12/21.‬‬ ‫ﳏﻤﺪ ﺑﻦ ﻋﺒﺪﺍﷲ ﺧﺎ ﻳﺎ‪ .‬ﻛﺘﻮﺍ ﻓﻮﺳﺖ ﺧﺪﻣﺔ ﺍﻟﻘﺮﺁﻥ‪ ،‬ﻓﺎﻛﻮﻟﱵ ﻓﻐﺎﺟﲔ ﺍﺳﻼﻡ‪ ،‬ﻳﻮﻧﻴﱪﺳﻴﱵ ﺍﺳﻼﻡ ﺟﺎﻻ‪ .‬ﺩﺃﺗﺲ‬ ‫ﻛﺮﻳﺘﺎ‪ .‬ﻓﺪ ﻫﺎﺭﻱ ﺛﻼﺙ ﺟﻢ‪ 700‬ﻣﺎﱂ‪ 2008/3/4 ‬‬

‫‪อัล-นูร‬‬


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

39

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทความวิชาการ

A Review on the Conception and Application of Education from Al-Sunnah Mohd Muhiden Abdul Rahman∗ Mohamad Azrien Mohamed Adnan∗∗ Abstract In line with the supremacy of al-Hadith as the second source of Islam, as well as the core of Islamic studies, al-Hadith has been placed as a distinctive privilege. One of which is the comprehensiveness, akin to al-Quran, that encompasses every aspect of human life including the aspect of education, which is of utmost importance to human resource development. Failure in the aspects of education will cause the whole aspects of human life to collapse. Truthfully, erroneous education strategies and modules are the culprit to the failure of today's education system. This article will delve into the concept of education that holds the essence of al-Quran and al-Hadith. It fits perfectly with the role and capacity of Rasulullah PBUH as a brilliant murabbi (educator) who had succeeded in cultivating remarkably excellent and ideal generations in the history of human civilization.

∗ Assoc. Prof. PhD, (al-Hadith) teacher at Academy of Islamic Studies, University of Malaya, Nilam Puri ∗∗ M. Ed, (Education) is a senior language teacher at Academy of Islamic Studies, University of Malaya, Nilam Puri

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

40

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทคัดย่อ ในสายรายงานที่น่าเชื่อถือของ อัลหะดีษ นับว่าเป็นบทบัญญัติลําดับที่สองของอิสลาม เช่นเดียวกับหลักการ ศึกษาอิสลาม หะดีษถือว่าเป็นหลักบัญญัติที่เด่นชัดครอบคลุมรองลงมาจากอัลกุรอาน ซึ่งได้ครอบคลุมในทุกแง่มุม ของวิถีชีวิตของมนุษยชาติ รวมทั้งด้านการศึกษา ความสําคัญสูงสุดต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากการศึกษาที่ เกิดความคลุมเครือจะนําผลไปสู่ข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์ การจัดการกลยุทธิ์การศึกษาที่ตกบกพร่องเป็นผลที่ทําให้สู่ ความคลุมเครือของระบบการศึกษา บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาที่เกี่ยวกับสาระสําคัญของอัลกรุอาน และอัล หะดี ษ ที่ ได้สอดคล้องกั บ แนวปฏิ บัติหรื อบทบาทที่ได้ถ่ายทอดจากท่านรอซูล (ซ.ล) ในการที่ไ ด้ ตัรบียะห์ (อบรม) เยาวชนในสมัยนั้น ให้ประสบสู่ความสําเร็จ ซึ่งเป็นยุคที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

41

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Introduction Islam is a dynamic religion that entails none other than dynamic measures in the effort to spread and sustain such dynamic religion like Islam. Therefore, the knowledge pertaining to Islamic education is a vital instrument to the spreading and sustaining the religion of Islam in order to free mankind from the darkness of ignorance into the light of true faith; from the imprisonment of delusive submission towards the creatures to the employment of complete submission unto the Creator himself. This re-orientation coupled with the existing potential had attuned mankind for the title of ahsan Taqwim (the best of creations), consequently raising mankind to a strategic position, i.e. Allah's humble servants and vicegerents to walk the earth. In the process of executing the given tasks and responsibilities, the universal and ideal education is put at stake. The only universal and ideal education is indeed the Islamic education founded on al-Quran and as-Sunnah. Through Islamic education, man as Allah's vicegerents would never express impiety of any form towards Him. In fact, the implementation of all his activities lies within the boundaries of total devotion towards Allah SWT. The Definition of as-Sun nah The literal meaning of as-Sunnah is Tariqah, or the path to follow regardless of whether it is good or bad. Conversely, in the term of Islamic code, as-Sunnah is defined as everything that had been passed down from Rasulullah PBUH with reliable references, be it verbal, actions, testimonials and personal nature. In other words, as-Sunnah denotes all matters related to the good self of our Prophet PBUH and is also known as alHadith (See al-Si baei: 47). The Definition of Education The origin of the word education lies in the Latin language and it comes from the verb "educare" which means to bring up, rear, train, raise, support, etc. Education is a Latin noun meaning the act of educating (Word press, 2008: on internet), and in English the term education encompasses both the teaching and learning of knowledge, proper conduct, and technical competency (Wikipedia, oninternet). In Arabic language, the term is always translated as 'tarbiyyah' which means supervision (H.Ramyulis, 2002: 13). Tarbiyyah is very much different from ta'lim (teaching). ta'lim is a part of tarbiyyah whereas tarbiyyah surrounds the process of ta'lim. ta'lim plays no part in the advancement of knowledge and channeling information, while tarbiyyah serves beyond the expansion of the mind and intellect. In fact, it embodies the physical, spiritual, intellectual, emotional and behavioral development (al-Maktabah al-Tacawuniy, oninternet). Etymologically, in the west the word tarbiyyah means education, propagation, edification and so on. Yet, terminologically, the word tarbiyyah means the effort rendered by educators in delivering a generation who remain true to their own religious belief. Islamic scholars, however, define 'tarbiyyah' as a deed that would influence one's demeanor (cAbdul Wahab cAbdul Salam Tawilah, 1997: 11). The two definitions are quite similar

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

42

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

for they both demand for a change. The only thing that tells apart one education system from another is the fundamentals to its application, which is commonly based on the conventional doctrine of a nation or their religion. Therefore, the main objective of education for the westerners is to improve their livelihood while propagating the ideology of humanism and the sort. In other words, the westerners have made materialism as the number one agenda in their education, which is absolutely the opposite to the education in the perspective of Islam. Islamic education system is based on religious principles and values that emphasize upon physical, spiritual, emotional, intellectual and behavioral education (Abdul Rahman al-Nahlawi, 1979: 2627). The Source of Islamic Education Since Islamic education is based on religious principles and values, most definitely it shares the same sources that constitute the religion itself, i.e. al-Quran and as-Sunnah. It is not possible for the execution of Islamic education method in the absence of both al-Quran and as-Sunnah. Being the fundamentals and sources of the teachings of Islam, it is crucial for the Islamic education method to have sound grasp on both al-Quran and as-Sunnah to ensure that the execution of the method will not deviate in reaching its goals. Furthermore, al-Quran has been found to have provided education guide to an effect illustrated in the outstanding personalities of the Prophet PBUH and his prominent companions r.anhum. Hadhrat Aisyah r.anha was once asked about the conduct of the Prophet PBUH, and she replied in a single sentence:

"‫ﺁﻥ‬‫ﻪ ﺍﻟ ﹸﻘﺮ‬ ‫ﺧﹸﻠ ﹸﻘ‬ ‫"ﻛﹶﺎ ﹶﻥ‬ Meaning: "His conduct is al-Quran". Even Allah SWT has explicated the revelation of the Holy Quran in His words: zÑ Ð ÏÎ Í Ì Ë ÊÉ È Ç Æ Å Ä Ã Â Á{ Meaning: "Those who reject Faith Say: Why is not the Quran revealed to him all at once? Thus (it is

revealed), that We may strengthen your heart thereby, and We have rehearsed it to you in slow, well-arranged stages, gradually" (Surah al-Furqan, 25: 32) This verse contains two elements of education. Firstly is to consolidate the heart and infuse faith, and secondly to teach the recitation of al-Quran with tarteel (reading in accordance to certain rules). Hence, we shall find that the life of Rasulullah PBUH is sheer profession of the Holy Quran as had been

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

43

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

described by hadhrat Aisyah r.anha. The same goes to the companions r.anhum for they had nominated the Prophet PBUH as their role model. In this respect, the companions had narrated: ‫ ﺣﺪﺛﻨﺎ ﻋﺜﻤﺎﻥ ﺑﻦ ﻋﺜﻤﺎﻥ ﻭﻋﺒﺪ ﺍﷲ ﺑﻦ ﻣﺴﻌﻮﺩ ﻭﻏﲑﳘﺎ ﺃﻬﻧﻢ ﻛﺎﻧﻮﺍ ﺇﺫﺍ ﺗﻌﻠﱠﻤﻮﺍ‬: ‫"ﻗﺎﻝ ﺃﺑﻮﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﲪﻦ ﺍﻟﺴﻠﻤﻲ‬ :‫ ﻗﺎﻟﻮﺍ‬،‫ﻣﻦ ﺍﻟﻨﱠﱯ ﺻﻠﱠﻰ ﺍﷲ ﻋﻠﻴﻪ ﻭﺳﻠﻢ ﻋﺸﺮ ﺁﻳﺎﺕ ﱂ ﻳﺘﺠﺎﻭﺯﻭﻫﺎ ﺣﱴ ﻳﻌﻠﻤﻮﺍ ﻣﺎ ﻓﻴﻬﺎ ﻣﻦ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﻟﻌﻤﻞ‬ "‫ﻓﺘﻌﻠﱠﻤﻨﺎ ﺍﻟﻘﺮﺁﻥ ﻭﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﺍﻟﻌﻤﻞ ﲨﻴﻌﹰﺎ‬ Meaning: Abu Abdul Rahman as-Sulami had said: "Uthman ibn Uthman and Abdullah ibn Mas cud

and the others had narrated to us that, whenever they (the companions) had learnt from the Prophet PBUH ten ayaah (from al-Quran), they would not have proceeded unless they had truly mastered the constitutions on both grounds of philosophy and conduct, and they would say: we learned al-Quran both in its knowledge and execution" Therefore, al-Quran was the ultimate foundation and source in Islamic education pioneered by the first murabbi, Rasulullah PBUH, to the extent that al-Quran became a priority above all others in their lives. As a matter of fact, al-Quran is lavish in methodology and approach to education (Abdul Rahman al-Nahlawi, Ibid: 20-21). The second source of Islamic education is as-Sunnah. As-Sunnah occupies the function to explicate and expound the Holy Quran. Allah SWT said in the Holy Quran: z \ [ Z Y X W V U{ Meaning: "and We have sent down unto you (also) the Message; that you may explain clearly to men

what is sent for them' (Surah al-Nahl, 16: 44) Apart from the aforementioned purpose, as-Sunnah offers the counsel for the whole of Islamic laws and teachings that are stipulated in al-Quran as well as the ones that are not, as justified by Imam asy-Syafi'e regarding the verse in the Holy Quran: z [ Z Y{ Meaning: "and to instruct them in Scripture and Wisdom" (Surah al-Jumu'ah, 62: 2)

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

44

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

And also in the words of the Prophet PBUH:

‫ﺃﻻ ﺃﱐ ﺃﻭﺗﻴﺖ ﺍﻟﻘﺮﺁﻥ ﻭﻣﺜﻠﻪ ﻣﻌﻪ‬ Meaning: "Have I not been conferred al-Quran and the like of it (as-Sunnah) (Abu Dawud, al-Sunan, j 5 ) The Role of As-Sunnah in Education Looking at the main role and function of as-Sunnah, i.e. to explicate and expound the Holy Quran, it could be derived that as-Sunnah assumes a distinctive role and function in the context of education. The two prime roles are: (1) To elucidate the fundamentals of comprehensive Islamic education as found in al-Quran and consequently the other fundamentals which are not found in al-Quran (2) Enterprise the approach in education which Rasulullah PBUH had applied upon his companions r.anhum. As a rephrase, if as-Sunnah is the fundamentals to education and given the right attention and focus by all educators, then, it is believed that as-Sunnah would be the driving force in the effort to nurture a faith-clad generation apposite to carry out the responsibilities as Allah's vicegerents to walk the earth. In addition, whoever engages in erudition of the philosophy of as-Sunnah, enlightenment shall dawn upon him to understand the profuse fundamentals and foundations of comprehensive and universal nature of tarbiyyah (supervision) Yusuf Muhammad Siddig, 1412: 14-15). Rasulullah PBUH, an Exemplary Murabbi Those who read thoroughly the sirah (life-long journey) and history of the life of our beloved Prophet PBUH will come to know that Rasulullah PBUH was not only a Messenger and an Apostle of Allah SWT, but also a murabbi (educator). In fact, the duties of an educator correspond to the duties of a Messenger to a certain degree. This is because a Messenger was designated to educate and supervise men to perfection, which is consistent with the objective of Islamic education, namely to tailor perfect beings (insan kamil) with regards to their physical, spiritual, emotional, intellectual and behavioral aspects (al-Nahlawi, 1979: 26-27). Allah SWT said in the Holy Quran: zÈ Ç Æ Å Ä Ã Â Á{ Meaning: "You have indeed in the Messenger of Allah a beautiful pattern (of conduct)" (Surah al-Ahzab, 33: 21)

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

45

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

The role and duties of the Messenger of Allah PBUH as a murabbi had inspired the compilation of hadith that signify any of the physical, spiritual, emotional, behavioral as well as intellectual aspects relative to education, thus the emergence of numerous books comprising the collections, one of which is "at-Targhib wat-Tarhib", authored by al-Hafiz al-Mundiri (m. 656H). This book is intensely touching in its directions of enjoining good and forbidding evil. Among others are "al-Adab al-Mufrad", authored by Imam al-Bukhariy (m. 256H), and "Tuhfat al-Mawlud", authored by Ibn al-Qayyim al-Jawziyyah (m. 751H). Besides the books that incorporate specific emphasis on education, there are various collections of hadith that are mostly focused on the aspects of education, for example Sunan Sittah, and many more (al-Nahlawi, Ibid: 24-25). The Concept and Objective of Education According to As-Sunnah As highlighted previously, education is a process of educating, training and moulding an individual in the entire spiritual, physical, emotional, intellectual and behavioral aspects. Hence, it is an important instrument to the materialization of every objective deliberated in the perception of life of world view. Islam, in its dominant sphere, comprises every single aspect of human life purported to imbue acknowledgement of the Creator and gain His proximity, therefore, this similar all-inclusive manner is highly due to the Islamic education that holds the essence of al-Quran and as-Sunnah. In the opinion of Imam al-Ghazali, "the objective of education is to attain nearness to Allah SWT, not status and fame, and a learner should be discreet in his course as to avoid any ill-intention to pursue status, wealth, commit fraudulence upon the ignorance or display vanity amidst his friends." (Abdul Salam Yussof, 2003: 53) Al-Quran and its substantiation in as-Sunnah had perpetually insisted the position of man as Allah's servant. Hence, the main objective of education is generally to prepare man as the servant of Allah SWT. In other words, the main purpose of Islamic education is to fulfill the obligation of total submission towards Allah SWT. Allah SWT said in the Holy Quran: zh g f e d c{ Meaning: "I have only created Jinns and men, that they may serve Me". (Surah al-Dhariyat, 51: 56) The mission to cultivate and deliver a servant of Allah SWT is very challenging, thus the weighty attention given by the Prophet PBUH on the matters of education reported in many hadith. Moreover, as-Sunnah has accounted a broader and all-embracing definition of education. 'Tarbiyyah' is considered as a process of ri'ayah (leadership) whilst the concept of ricayah is rather far-reaching than tarbiyyah, where ricayah bears the meaning of conserving and managing (al-Sunnah, at internet). Rasulullah PBUH had said:

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

46

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

‫ﻉ‬ ‫ ﻭﺍﻟﺮﺟﻞ ﺭﺍ ﹴ‬،‫ﻉ ﻭﻫﻮ ﻣﺴﺆﻭﻝ ﻋﻦ ﺭﻋﻴﺘﻪ‬ ‫ ﺍﻹﻣﺎﻡ ﺭﺍ ﹴ‬،‫" ﻛﻠﻜﻢ ﺭﺍﻉ ﻭﻛﻠﻜﻢ ﻣﺴﺆﻭﻝ ﻋﻦ ﺭﻋﻴﺘﻪ‬ ‫ ﻭﺍﳌﺮﺃﺓ ﺭﺍﻋﻴﺔ ﻋﻠﻰ ﺃﻫﻞ ﺑﻴﺖ ﺯﻭﺟﻬﺎ ﻭﻣﺴﺌﻮﻟﺔ ﻋﻦ ﻋﻦ‬،‫ﻋﻠﻰ ﺃﻫﻞ ﺑﻴﺘﻪ ﻭﻫﻮ ﻣﺴﺌﻮﻝ ﻋﻦ ﺭﻋﻴﺘﻪ‬ ."‫ﻉ ﻭ ﻣﺴﺌﻮﻝ ﻋﻦ ﺭﻋﻴﺘﻪ‬ ‫ ﻭﻛﻠﻜﻢ ﺭﺍ ﹴ‬،‫ﻉ ﰲ ﻣﺎﻝ ﺳﻴﺪﻩ ﻭﻣﺴﺌﻮﻝ ﻋﻦ ﺭﻋﻴﺘﻪ‬ ‫ ﻭﺍﳋﺎﺩﻡ ﺭﺍ ﹴ‬،‫ﺭﻋﻴﺘﻬﺎ‬ Meaning: "Lo! All of you are leaders and shall be questioned on the Day of Judgement in respect of

your trust. So, the king is a head unto his subjects and shall be questioned in respect of them; the husband is a head unto his wife and shall be questioned in respect of her; the wife is a head unto her husband's house and the children, and shall be questioned in respect of them all; the slave is a watchman unto his master's effects and shall be questioned in respect of those. So you are all shepherds, and you shall be questioned in respect of that entrusted to you" (Muslim, Al-Sahih, No.1829) The term ricayah used in the above hadith provides an illustration of authority and accountability of an individual upon his subordinates. Both authority and accountability surround the issues pertinent to education and simultaneously justifying the significance of the aspects of education in Islam that no one will be void of the responsibility. The usage of the term raci also portrays that education in Islam is not merely about giving lesson and propagation, but it stretches beyond those. Terminologically, raci means conservation, management and leadership. This also shows that the field of education itself is an enormous and sufficient scope encompassing every process of perfecting a being with regards to spiritual, physical, emotional, intellectual, behavioral and social aspects. And each individual from the highest of rank, i.e. the leader of a dominion, to the lowest, i.e. the slave and bondsman, is encumbered with the responsibility of educating. The Prophet PBUH had said:

"‫" ﻣﺎ ﻣﻦ ﻋﺒﺪ ﻳﺴﺘﺮﻋﻴﻪ ﺍﷲ ﺭﻋﻴﺔ ﻓﻠﻢ ﳛﻄﻬﺎ ﺑﻨﺼﺤﻪ ﺇﻻ ﱂ ﳚﺪ ﺭﺍﺋﺤﺔ ﺍﳉﻨﺔ‬ Meaning: "Not a servant was bestowed control by Allah SWT unto his subjects, hence he failed to

guard them by giving counsel, except he shall be deprived the fragrance of Jannah" (al-Bukhariy, al-Sahih, No:7151 and Muslim, al-Sahih, No:142) If a careful observation is made on the definitions of education and compared with the contents of the abovementioned hadith, there would be no discrepancy. In fact, the concept of education contrived through as-Sunnah is more universal and sufficient for it, including the spiritual, physical, emotional, intellectual and behavioral education. Spiritual Education Rasulullah PBUH had urged considerably on spiritual education that he had named it as the foundation to comprehensive education. Rasulullah PBUH Said in a hadith:

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

47

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

"‫ ﻭﺣﺠﺒﺖ ﺍﳉﻨﺔ ﺑﺎﳌﻜﺎﺭﻩ‬،‫"ﺣﺠﺒ��� ﺍﻟﻨﺎﺭ ﺑﺎﻟﺸﻬﻮﺍﺕ‬ Meaning: "Hell is ornamented with elements fancied by cardinal desires, whilst paradise is

surrounded by elements detested by cardinal desires" (al-Bukhariy, al-Sahih, No:6487) Paradise, the pinnacle of every Muslim's aspiration, is fenced by elements much disliked by carnal passions which have made it impossible to anyone's reach unless they possess unwavering faith-driven spirits and souls. And those kinds of spirits and souls seemed farfetched unless they went through effective process of education and tarbiyyah. The following hadith exerts the call for education upon the spirits and souls to secure them from yielding to the lure of cardinal cravings. Rasulullah PBUH had said:

‫ ﺇﻥ ﺃﺻﺎﺑﺘﻪ ﺳﺮﺍﺀ‬،‫ ﻭﻟﻴﺲ ﺫﻟﻚ ﻷﺣﺪ ﺇﻻ ﻟﻠﻤﺆﻣﻦ‬،‫ ﺇﻥ ﺃﻣﺮﻩ ﻛﻠﻪ ﻟﻪ ﺧﲑ‬،‫" ﻋﺠﺒًﺎ ﻷﻣﺮ ﺍﳌﺆﻣﻦ‬ "‫ ﻓﻜﺎﻥ ﺧﲑًﺍ ﻟﻪ‬،‫ ﻭﺇﻥ ﺃﺻﺎﺑﺘﻪ ﺿﺮﺍﺀ ﺻﱪ‬،‫ ﻓﻜﺎﻥ ﺧﲑًﺍ ﻟﻪ‬،‫ﺷﻜﺮ‬ Meaning: "How extraordinary of a believer, for everything that comes his way is regarded

goodness and it is not so for anyone but a believer. Whenever bestowed with prosperity, he shall be grateful and that is good for him, whenever tried with adversity, he shall forbear and that too is good for him" (Muslim, al-Sahih, No:7500) Only willing and tough spirits are able to smile in times of calamity and be thankful when blessed with bounties. Physical Education As-Sunnah had stressed considerably on physical education just as much as it had on the previously discussed spiritual education. The Prophet PBUH had said:

‫ﺍﳌﺆﻣﻦ ﺍﻟﻘﻮﻱ ﺧﲑ ﻭﺃﺣﺐ ﺇﱃ ﺍﷲ ﻣﻦ ﺍﳌﺆﻣﻦ ﺍﻟﻀﻌﻴﻒ‬ Meaning: "A believer who is strong is better and more beloved to Allah SWT than the one who is weak" ( Muslim, Syarh Sahih, j 16: 215) The word strong is used in the general context; it does not refer to the strong religious belief alone, but covers every aspect of strength including physical sturdiness, which can be obtained by following the health guide prescribed in Islam. Allah SWT said in the Holy Quran: ¶ µ ´ ³ ² ± ° ¯ ® ¬ « ª © ¨{ Ê É È Ç Æ Å Ä Ã Â Á À ¿¾ ½ ¼ » º ¹ ¸ zË

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

48

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Meaning: "Against them make ready your strength to the utmost of your power, including steeds of

war, to strike terror into (the hearts of) the enemies, of Allah and your enemies, and others besides, whom ye may not know, but whom Allah doth know. whatever ye shall spend In the cause of Allah, shall be repaid unto you, and ye shall not be Treated unjustly" (Surah al-Anfal, 8: 60) Physical strength is very much significant in one's life for it can be directly associated with the power of the mind. A frail physique will most probably not contribute to a prudent mind. Quoted from an Arabian proverb:

‫ﺍﻟﻌﻘﻞ ﺍﻟﺴﻠﻴﻢ ﰲ ﺍﳉﺴﻢ ﺍﻟﺴﻠﻴﻢ‬ Meaning: "A sensible mind comes from a healthy body" That is the rationale to physical strength being a part of the aim in the Islamic education founded on alQuran and as-Sunnah. To achieve a healthy body, Islam has suggested useful guides either in the habit of hygiene and healthy diet, or physical exercise. Every Muslim who constantly obeys Allah's commandments be it the obligatory deeds or non-obligatory ones, for them are exclusive advantageous, because every deed will return two benefits. Worldly benefit and also the benefit reserved for the hereafter. In the hereafter, they shall be immune from infliction meanwhile in this world the deeds actually provide physical training. Most of the routine instructed in Islam such as prayer, fasting, pilgrimage, ablution and many others, are rendered not only as a symbol of obedience and surrender unto Allah SWT but simultaneously, though indirectly, serve as multiple physical exercise. This is partially a form of physical education alongside the spiritual education. Apart from the collateral benefit of getting exercise through religious deeds, Islam has further proposed and encouraged its followers frequently perform exercise. Even Rasulullah PBUH himself had wished for his people to engage in a number of activities that not only strengthen the body but also to flaunt vitality against their adversaries as a preparation for battle. Among the types of exercise suggested by the Prophet PBUH is archery, equestrian, sprinting, swimming, martial arts, etc. The Prophet PBUH had said:

‫ ﺃﻻ ﺇﻥ ﺍﻟﻘﻮﺓ ﺍﻟﺮﻣﻲ‬،‫ ﺍﻻ ﺇﻥ ﺍﻟﻘﻮﺓ ﺍﻟﺮﻣﻲ‬،‫ ﺍﻻ ﺇﻥ ﺍﻟﻘﻮﺓ ﺍﻟﺮﻣﻲ‬،‫ﻭﺃﻋﺪﻭﺍ ﳍﻢ ﻣﺎ ﺍﺳﺘﻄﻌﺘﻢ ﻣﻦ ﻗﻮﺓ‬ Meaning: "Be prepared with all your might to face them (the enemy), make known unto yourself that no

might is but the might of archery (Rasulullah PBUH repeated this 3 times)" (Muslim, al-Sahih, j 13: 64) Intellectual Education In addition to the spirit and soul, as-Sunnah has given special emphasis on the mind or intellectual education. In fact, the first ever verse revealed by Allah SWT upon His Messenger PBUH was

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

49

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

regarding mind and intellectual development. It is coherent with the merit of the mind that symbolizes a man's dignity if applied by its rightful function. Says Allah SWT in the Holy Quran: z b a ` _ ~ ، | { z ، x w v ، t s r q ،o n m l k { Meaning: "Proclaim! (or Read!) In the name of your Lord and cherisher, who created - Created man, out

of a (meer) clot of congealed blood: Proclaim! And your Lord is Most Bountiful - He Who taught (the use of) the Pen - Taught man that which he knew not" (Surah al-cAlaq, 96: 1-5) The encouragement to learn to read and write stated in al-Quran is found to be the basic foundation to intellectual development. The order to utilize the pen as a learning tool is a manifestation directed at the development of the mind, which at the same time instructing to act and make all endeavors towards the growth and advancement of knowledge. And thereby shall have man en route towards the main goal of Islamic education, i.e. to become humble servants of Allah SWT and His vicegerents on earth. This is due to the fact that only knowledge is capable of generating the development and civilization of man at every individual, society, national and international levels. And this mind and intellectual process will only occur through the process of education and tarbiyyah. The Prophet PBUH had said: "....‫"ﺗﻌﻠﻤﻮﺍ ﺍﻟﻌﻠﻢ ﻭﻋﻠﹼﻤﻮﻩ ﺍﻟﻨﺎﺱ‬ Meaning: "Acquire knowledge and teach it to others" (al-Hakim, al-Mustadrak, j 4: 333) Knowledge does not simply generate civilization and advancement of man in this world but also the success in this life as well as the life in the hereafter. This is because knowledge, especially knowledge in Islamic laws, is the foundation to success both in this world and the hereafter, for it is impossible to attain the correct execution of deeds and practices without knowledge, and relatively, man can never do without the correct and acceptable deeds to accomplish happiness in this world and the hereafter. Emotional Education Besides spiritual and physical education, Islamic education considers greatly upon emotional education, for emotion is the most important component in the aspects of education. Therefore, Islam through al-Quran and as-Sunnah educates the sentiment, motivation and wishes of the young generation by means of consolidation of faith together with righteous values, and trains them to control and nurture their emotions. Says Allah SWT in the Holy Quran: z [ Z Y XW V U T S R Q P O N { Meaning: ".....who restrain anger, and pardon (all) men - for Allah loves those who do good" (Surah Ali 'Imran, 3: 134) อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

50

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Rasulullah PBUH had said:

‫ ﺇﳕﺎ ﺍﻟﺸﺪﻳﺪ ﺍﻟﺬﻱ ﳝﻠﻚ ﻧﻔﺴﻪ ﻋﻨﺪ ﺍﻟﻐﻀﺐ‬،‫ﻟﻴﺲ ﺍﻟﺸﺪﻳﺪ ﺑﺎﻟﺼﺮﻋﺔ‬ Meaning: "Not a champion he who had dominated by his fists, but a champion is he who had

dominated himself in the presence of anger' (al-Bukhariy, al-Sahih, j 10: 431) As a matter of fact, Rasulullah PBUH had uttered the same answer when the companions had asked for his advice time and again, which was: Meaning: "Don't you be angry'

‫ﻻ ﺗﻐﻀﺐ‬

(al-Bukhariy, al-Sahih, j 10: 431) This shows that Islam deems emotional education weighty since excellent emotional condition is highly conducive for delivering a good individual as well as harmonious environment, and also a agreeable and compassionate society. Behavioral Education Sculpting a noble character is the major object in every education despite the ideology or religion. Beautifying self-conduct is also the core to the civilization of mankind and the world, and the foundation to decent and well-balanced life. It was for this reason the Prophet PBUH had been deputed. The Prophet PBUH had said:

‫ﺇﳕﺎ ﺑﻌﺜﺖ ﻷﲤﻢ ﻣﻜﺎﺭﻡ ﺍﻷﺧﻼﻕ‬ Meaning: "Verily, I have been sent for perfecting the conduct' (Ahmad, Musnad, j 2: 381 and al-Hakim, Mustadrak, j 2 : 613) Rasulullah PBUH had delineated the distinction of noble behavior in the eyes of Allah SWT. When asked about the one who is most beloved by Allah SWT, Rasulullah PBUH had said:

‫ﺃﺣﺴﻨﻬﻢ ﺃﺧﻼﻗﺎ‬ Meaning: "the best among them in their conduct' (al-Tabaraniy, Mujmac al-Zawai'd wa Manba' al-Fawa'id, j. 8:27) The most beloved and cherished by Allah SWT is likewise the most beloved and cherished by Rasulullah PBUH. Rasulullah PBUH had said:

‫ﱄ ﻭﺍﻗﺮﺑﻜﻢ ﻣﲏ ﳎﻠﺴﺎ ﻳﻮﻡ ﺍﻟﻘﻴﺎﻣﺔ ﺃﺣﺎﺳﻨﻜﻢ ﺃﺧﻼﻗﺎ‬ ‫ﺇﻥ ﻣﻦ ﺃﺣﺒﻜﻢ ﺇ ﹼ‬  

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

51

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Meaning: "Indeed, whoever among you is most beloved and nearest to me in the assembly on The Day

of Judgement is the best among you in his conduct' (al-tirmiziy, al-Sunan, No. 2018) Undeniably, the one who is most decorous and most beloved to Allah SWT is Rasulullah PBUH, hence the example of excellent personality in the good self of our Prophet PBUH. This is evident in Allah's SWT compliment unto His Messenger PBUH. Says Allah SWT in the Holy Quran: zn m l k{ Meaning: "And you (stand) on an exalted standard of character" (Surah al-Qalam, 68: 4) Therefore it is duly indispensible to have Rasulullah PBUH as the example and role model in behavioral education and formulation. Says Allah SWT in the Holy Quran: zÈ Ç Æ Å Ä Ã Â Á{ Meaning: "You have indeed in the Messenger of Allah a beautiful pattern (of conduct)" (Surah al-Ahzab, 33: 21) Conclusion Based on the facts addressed throughout this article, it could be deduced that Islam, through its two principal sources al-Quran and as-Sunnah, gives much emphasis on the aspects of education. Islam had been decreed for this sole purpose from the very beginning, to educate man to become perfect beings as well as Allah's vicegerents to walk the earth. Al-Quran and as-Sunnah are opulent with education guide that embodies spiritual, physical, intellectual, emotional and behavioral education parallel to the criteria most fitted to a caliph that is meant to administer and manage the universe. In addition, the Prophet PBUH was the first murabbi deserved to be the best role model in the context of education.

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

52

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Bibliography H. Ramayulis (prof. Dr.). 2002, Ilmu Pendidikan Islam. Jakarta: Kalam Mulia. c Abdul Wahab Abdul Salam Tawilah. 1997. al-Tarbiyah al-Islamiyyah wa Fann al-Tadris. Cairo: Dar al-Salam. c Abdul Rahman al-Nahlawi. 1979. Usul al-Tarbiyah al-Islamiyyah wa Asalibiha. Dimasyq: Dar al-Fikr. Abi Dawud, Sulaiman al-Ashcth. n.d. Sunan Abi Dawud.. j. 5. n.p. Yusuf Muhammad Siddiq. 1412H. al-Nazariyyah al-Tarbawiyyah fi turuq Tadris al-Hadith al-Nabawiy. Dammam, KSA: Dar Ibnu al-Qayyim. c Abdul Salam Yussof. 2003. Imam al-Ghazali: Pendidikan Berkesan. Kuala Lumpur: Utusan Publication. Bukhariy, Abu cabdullah Muhammad bin Ismail al-jacfi. 1987. Al-jamic al-Sahih. no. 3. Beirut: Dar Ibnu kathir. Muslim bin Hajaj al-Qashairiy al-Naisaburiy. n.d. Sahih al-Muslim. j 3. Beirut. Dar: Ihya' al-turahth al-carabiy. Al-Hakim, Abu cAbdullah Muhammad bin cAbdullah bin Ali. 1990. Al-Mustadarak cala al-Sahihain. j4. Beirut. Dar: al-Macrifah Ibnu Hajar al-cAsqalaniy. 1426H. Fath al-Bari Syarh Sahih al-Bukhariy. j 10. Al-Maktabah al-Waqafiyyah. Ahmad Ibnu Hambal 1993. Al-Musnad Ahmad. j. 2. no. 2. Beirut. Dar: Ihya' al-turahth al-carabiy.1 Hadith sahih Al-Huthaimiy, Nuruddin Ali bin Abi Bakr. 1994. Majmac al-Zawai'd wa Manbac al-Fawa'id, j. 8. Beirut. Dar al-Fikri Al-Tarmidhiy, Abu cisa Muhammad bin cisa al-Salmi. n.d. al-Jamic al-Sahih. j4. Beirut. Dar: Ihya' al-turahth al-carabiy.

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

53

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทความวิจัย

ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบพหุระดับของสมรรถนะบุคลากรทางการศึกษา ในสํานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา ทีส่ ่งผลต่อประสิทธิผล ของสํานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ อาดุลย์ พรมแสง∗ วินยั ดําสุวรรณ∗∗ จรัส อติวิทยาภรณ์ ∗∗∗ อิศรัฏฐ์ รินไธสง∗∗∗∗ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลและสร้างรูปแบบความสัมพันธ์แบบพหุระดับของสมรรถนะของ หัวหน้างาน สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงาน และสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย หัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา จํานวน 912 คน ผู้อํานวยการกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษา จํานวน 199 คน และ ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นท���่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย เป็นแบบประเมินชนิดมาตราประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย แบบประเมินสมรรถนะของ หัวหน้างาน และประเมินประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ แบบประเมินสมรรถนะของ ผู้อํานวยการกลุ่มงาน และ แบบประเมินสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้ผู้ตอบแบบประเมินเป็น ผู้ประเมินตนเอง แบบประเมินทั้ง 3 ฉบับมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .99 , .98 และ.98 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมสําเร็จรูป และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ด้วยโปรแกรม HLM 6.04 คําสําคัญ สมรรถนะบุคลากรทางการศึกษา, ประสิทธิผลของสํานักงาน, เขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้, ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบพหุระดับ

นักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาภาวะผู้นําทางการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ รองศาสตราจารย์ ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ∗∗∗ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗∗∗ อาจารย์ ภาควิชาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

54

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Abstract The objective of this research is to study the influences and the creation of the model of Causal Relationship for Multi-Levels of director’s Competencies of the work group and the competencies of the director under the office of Educational service area which affects the accomplishment of the office of Educational service area in the 14 southern provinces. The samplings group used for this research are composed of work supervisors who are under the Educational service area numbering of 912 persons. The directors of work group who are under the Educational service area numbering of 199 persons and the directors of Educational service area in the 14 southern provinces numbering of 30 persons. The tool used for this research was The assessment of 5 categories measurement sheets total of 3 issues which contains competencies assessment of work supervisors and accomplishment assessment of Educational Service area in the 14 Southern provinces. The competencies assessment form of the director of work group and the competencies assessment form of the directors who are under the office of Educational service area by the method of assessment from the respondence. The three assessment forms contained the value of confidence as follow .99, .98 and .99 respectively. All these were carried out by the method research of HLM 6.04 Keywords: Educational Competencies, Effectiveness of Office, Educational service area in the 14 southern provinces, The multiple causal relationship.

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

55

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทนํา องค์การจะมีประสิทธิผลได้นั้นจะต้องเกิดมาจากสมรรถนะในการทํางานระดับบุคคล ซึ่งถือว่าเป็น ระดับพื้นฐานที่สําคัญต่อการประสบความสําเร็จในเป้าหมายขององค์การ(Gibson. et al 1997:18) สมรรถนะของ บุคลากรในองค์ก ารมีส่ วนสํ าคัญยิ่ ง ต่ อ ผลสําเร็จ ขององค์ก าร สมรรถนะบุ ค คล (Personal Competency) มี ความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิผลของงาน (Spencer and Spencer.1993) กระทรวงศึกษาธิการ (2548:4-5) ได้ กําหนดให้มีระบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เน้นสมรรถนะ โดยนําไปผูกกับระบบการเลื่อนวิทยฐานะ และเงินค่าตอบแทนวิทยฐานะเพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนา สํานักคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (2552) ได้มีแนวทางการประเมินคุณภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวิทย ฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ต้องผ่านการประเมิน 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 วินัยคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 คุณภาพการปฏิบัติงานโดยพิจารณาจากสมรรถนะในการปฏิบัติงาน คือพิจารณาจากสมรรถนะหลักและ สมรรถนะประจําสายงาน และด้านที่ 3 ผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงต่อผลการจัดการศึกษาภายในเขตพื้นที่ที่ รับผิดชอบ โดยมีผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทําหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุด มีรองผู้อํานวยการสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มงาน มีผู้อํานวยการกลุ่มงานและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภายในกลุ่มงาน จํานวน 7 กลุ่มงาน ประกอบด้วย กลุ่มอํานวยการ กลุ่มนโยบายและแผน กลุ่มบริหารงานบุคคล กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมิ น ผลการจั ด การศึ ก ษา กลุ่ ม ส่ ง เสริ ม การจั ด การศึ ก ษา กลุ่ ม ส่ ง เสริ ม สถานศึ ก ษาเอกชน และ หน่ ว ย ตรวจสอบภายใน ยกเว้นสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลาเขต 3 จะ ไม่มีกลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน เนื่องจากถูกแยกออกไปเป็นสํานักงานการศึกษาเอกชนของแต่ละจังหวัด จากการศึกษาแนวคิดเรื่องสมรรถนะบุคคล ที่ส่งผลโดยตรงกับประสิทธิผลของงาน พบว่าสมรรถนะของ ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ย่อมส่งผลต่อสมรรถนะของกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สมรรถนะของสํ า นั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาย่ อ มส่ ง ผลต่ อ ประสิ ท ธิ ผ ลของสํ า นั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาในที่ สุ ด ลักษณะความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลนี้ มีความสอดคล้องกับโครงสร้างและธรรมชาติของข้อมูลทางการศึกษา ซึ่งมัก เกี่ยวข้องกับข้อมูลหลายระดับ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์ต่อกันทั้งระหว่างตัวแปรที่อยู่ระดับเดียวกันและ ระหว่างตัวแปรข้ามระดับ ในลักษณะความสัมพันธ์เชิงถ่ายโยง ตัวแปรที่อยู่ระดับสูงกว่ามีแนวโน้มที่จะส่งผลทางตรง หรือทางอ้อมต่อตัวแปรที่อยู่ระดับต่ํากว่า ในลักษณะความสัมพันธ์เชิงถ่ายโยง ระหว่างตัวแปรข้ามระดับ (Cross Level Relationship) (ศิริชัย กาญจนวาสี. 2548:4) จากหลักการนี้โครงสร้างของข้อมูลในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา จึง เป็นข้อมูลแบบพหุระดับ (Multilevel Data) คือ สมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นข้อมูลใน ระดับสูงกว่า มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อสมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูล ในระดั บ รองลงมา และสมรรถนะของหั ว หน้ า งาน ซึ่ ง เป็ น ระดั บ ปฏิ บั ติ ก ารจะได้ รั บ อิ ท ธิ พ ลจากสมรรถนะของ ผู้อํานวยการกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามลําดับ จากการศึ ก ษายั ง ไม่ พ บว่ า มี ง านวิ จั ย ที่ ศึ ก ษาในเรื่ อ งความสั ม พั น ธ์ แ บบพหุ ร ะดั บ รวมทั้ ง อิ ท ธิ พ ลของ สมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานและสมรรถนะของหัวหน้า งานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้นผู้วิจัยจึงศึกษา เกี่ยวกับอิทธิพลของสมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานและ สมรรถนะของหั ว หน้ า กลุ่ ม งานในสํ า นั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษา ที่ ส่ ง ผลต่ อ ประสิ ท ธิ ผ ลของสํ า นั ก งานเขตพื้ น ที่

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

56

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ ผลการศึกษาในครั้งนี้ จะทําให้ได้รูปแบบความสัมพันธ์แบบพหุระดับ รวมทั้งอิทธิพล ของสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานและสมรรถนะของ หัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัด ภาคใต้ ซึ่งจะนําไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สมรรถนะของผู้อํานวยการ กลุ่มงานและสมรรถนะของหัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผล โดยตรงต่อสถานศึกษา คุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษาโดยรวม กรอบแน���คิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้นําแนวคิดของสมรรถนะบุคคลและแนวคิดเกี่ยวกับประสิทธิผลองค์การ มากําหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย ในครั้ง จากการศึกษาแนวคิดทางทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และระดับของข้อมูลตามโครงสร้างการบริหารงานของสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษา ผู้วิจัยจึงกําหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยกําหนดให้ความสัมพันธ์ของตัวแปรเป็นแบบพหุระดับที่มี 3 ระดับ ตัวแปรที่อยู่ระดับสูงกว่า มีแนวโน้มที่จะส่งผลทางตรงหรือทางอ้อมต่อตัวแปรที่อยู่ระดับต่ํากว่า ในลักษณะความสัมพันธ์เชิงถ่าย โยง ระหว่างตัวแปรข้ามระดับ (Cross Level Relationship) โดยที่สมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชาในระดับสูงกว่า เป็นตัวแปรระดับที่ 3 สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งทํา หน้าที่บริหารงานในกลุ่มงาน และอยู่ในโครงสร้างระดับต่ํากว่า เป็นตัวแปรระดับที่ 2 และสมรรถนะของหัวหน้างาน ซึ่งเป็นหน่วย ข้อมูลที่อยู่ในระดับต่ําสุดตามโครงสร้างของการแบ่งงาน เป็นตัวแปรในระดับที่ 1 ตัวแปรทั้ง 3 ระดับมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สอดคล้องกับแนวคิดหลักของการวิจัยคือ สมรรถนะบุคคล มีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิผล ของงาน และมีลักษณะโครงสร้างข้อมูลแบบพหุระดับ ดังภาพประกอบต่อไปนี้

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

อัล-นูร

 

57

 

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

58

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

วัตถุประสงค์ของการวิจยั 1. เพื่อศึกษาอิทธิพลของสมรรถนะหัวหน้างาน สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานและสมรรถนะของ ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ 2. เพื่อสร้างรูปแบบความสัมพันธ์แบบพหุระดับของสมรรถนะหัวหน้างาน สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่ม งาน และสมรรถนะของผู้ อํ านวยการสํ านั กงานเขตพื้ นที่ การศึ กษาในสํ า นั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาที่ มี อิ ท ธิ พ ลต่ อ ประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ สมมุติฐานการวิจัย 1. สมรรถนะของหัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผล ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ 2. สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ย ประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ ในระดับกลุ่มงาน 3. สมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ในระดับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา วิธีดําเนินการวิจัย ประชากร งานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกจากประชากรทั้งหมด ประกอบด้วย ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ จํานวน 30 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 30 คน ผู้อํานวยการกลุ่มงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขตละ 7 กลุ่มงาน ยกเว้นสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา เขต 3 รวม 11 เขต มี 6 กลุ่มงาน เนื่องจากได้แยกกลุ่มงานเอกชนออกไปเป็นสํานักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด รวมผู้อํานวยการกลุ่มงานทั้งหมด 199 กลุ่มงาน และหัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นงานย่อยจากกลุ่มงาน รวมจํานวนหัวหน้างานใน แต่ละสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตละ 38 คน ยกเว้น ในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา เขต 3 รวม 11 เขต มีเขตละ 32 คน เนื่องจากไม่มีกลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน จึงมีจํานวนหัวหน้างาน ทั้งหมดใน 30 เขตพื้นที่การศึกษา 1,074 คน รวมจํานวนประชากรทั้งหมด 1,303 คน เครือ่ งมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบประเมินสมรรถนะชนิดมาตราประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็น 3 ฉบับ ดังนี้ เครื่องมือฉบับที่ 1 แบบประเมินสมรรถนะของหัวหน้างาน จํานวน62 ข้อ และแบบประเมินประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา จํานวน 70 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น .99 เครื่องมือฉบับที่ 2 แบบประเมิ น สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงาน จํานวน 62 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น .98 เครื่องมือฉบับที่ 3 แบบประเมิ น สมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา จํานวน 62 ข้อ มี ค่าความเชื่อมั่น .98

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

59

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

การเก็บรวบรวมข้อมูล ดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ไปยังสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 30 เขต ใน 14 จังหวัดภาคใต้ และเก็บรวบรวมแบบประเมินส่งคืนทางไปรษณีย์ให้กับผู้วิจัย โดยผู้วิจัยเป็นผู้อํานวยความสะดวกใน การส่งแบบประเมินกลับคืน ผลการเก็บข้อมูลพบว่า แบบประเมินหัวหน้างานและประเมินประสิทธิผลของสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษา จํานวน 1,074 ฉบับ ได้รับตอบกลับคืนจํานวน 912 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 84.92 แบบประเมินผู้อํานวยการ กลุ่มงาน จํานวน 199 ฉบับ ได้รับตอบกลับคืนจํานวน 199 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 และแบบประเมินผู้อํานวยการ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา จํานวน 30 ฉบับ ได้รับตอบกลับคืนจํานวน 30 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยลงรหัสข้อมูลและบันทึกข้อมูลด้วยโปรแกรมสําเร็จรูป และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ ทดสอบสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1, 2 และ 3 ในการวิเคราะห์การถดถอยพหุระดับ ด้วยโปรแกรม HLM 6.04 สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์โมเดลว่าง (Null Model) เมื่อใช้ประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นตัวแปรตาม พบว่ า ค่ าเฉลี่ ยรวมของประสิ ทธิ ผลจากทุ กเขตพื้ นที่ การศึ กษา มี นั ยสํ าคั ญทางสถิ ติ ที่ ระดั บ .001 ส่ วนประกอบความ แปรปรวนระดับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระดับกลุ่มงาน และระดับบุคคลมีความผันแปรระหว่างระดับอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ .001ตามลําดับ 2. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะหัวหน้างาน ในระดับที่ 1 พบว่า สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (ACH1) มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องฯและทํางานเป็นทีม (ING-TEAM) มีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 สมรรถนะการสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ (EXP1) การมองภาพองค์รวม (CT1) และการดําเนินการเชิงรุก (PRO1) มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 แสดงว่า สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (ACH1) การสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ (EXP1) การมองภาพองค์รวม (CT1) การดําเนินการเชิงรุก (PRO1) และการยึดมั่นในความถูกต้องฯและทํางานเป็นทีม (INGTEAM) ของหัวหน้างาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนสมรรถนะการบริการที่ดี (SERV1) และ สมรรถนะการวิเคราะห์ (AT1) ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ทั้งนี้ตัวแปรอิสระระดับที่ 1 สมรรถนะของหัวหน้างานร่วมกันอธิบาย ความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 55.49 (R2= 0.5549) 3. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะผู้อํานวยกา���กลุ่มงาน ในระดับที่ 2 พบว่า สมรรถนะการยึด มั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมของผู้อํานวยการกลุ่มงาน (ING2) มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดง ว่า สมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมของผู้อํานวยการกลุ่มงาน (ING2) มีอิทธิพลทางลบต่อ ค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนสมรรถนะอื่นๆ ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ทั้งนี้ตัวแปรอิสระ ระดับที่ 2 สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 41.18 (R2= 0.4118) 4. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในระดับที่ 3 พบว่า ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยรวมประสิทธิผลมีอิทธิผลต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนสมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ไม่มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ย

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

60

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ โดยตัวแปรอิสระระดับที่ 3 สามารถอธิบาย ความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ร้อยละ 31.58 (R2= 0.3158) 5. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะหัวหน้างาน ในระดับที่ 1 และสมรรถนะผู้อํานวยการกลุ่ม งานในระดับที่ 2 พบว่า สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของหัวหน้างาน (ACH1) มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนสมรรถนะการสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ (EXP1) สมรรถนะการมองภาพองค์รวม (CT1) สมรรถนะการดําเนินการเชิงรุก (PRO1) และสมรรถนะการยึดมั่นใน ความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมและการทํางานเป็นทีม (ING-TEAM) มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนสมรรถนะการการวิเคราะห์ (AT1) และการ บริการที่ดี (SERV1) ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ สําหรับสมรรถนะผู้อํานวยการกลุ่มงานในระดับที่ 2 ไม่พบสมรรถนะตัวใด มีนัยสําคัญทางสถิติ 6. ผลการวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความแปรปรวนค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรในระดับที่ 1 ที่มี นัยสําคัญทางสถิติ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรสมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (ACH1) การสั่งสมความ เชี่ยวชาญในอาชีพ (EXP1) การดําเนินการเชิงรุก (PRO1) และ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมและ การทํางานเป็นทีม (ING-TEAM) ของหัวหน้างาน มีนัยสําคัญทางสถิติที่ .001 แสดงว่า มีความแปรปรวนเพียงพอใน การวิเคราะห์ให้เป็นตัวแปรตามในระดับที่ 2 ส่วนสมรรถนะการมองภาพองค์รวม (CT1) และการวิเคราะห์ (AT1) ของ หัวหน้างาน ไม่มีความแปรปรวนเพียงพอในการวิเคราะห์ให้เป็นตัวแปรตามในระดับที่ 2 7. ผลการวิเคราะห์ตัวแปรตามจากค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรระดับที่ 1 ในการวิเคราะห์ระดับที่ 2 ผู้อํานวยการกลุ่มงาน พบว่า เมื่อกําหนดให้ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยการสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพของหัวหน้างาน (EXP1 Slope) และการดําเนินการเชิงรุกของหัวหน้างาน (PRO1Slope) เป็นตัวแปรตาม พบว่า สมรรถนะการมองภาพองค์รวม ของผู้อํานวยการกลุ่มงาน (CT2) มีนัยสําคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยมีค่าเท่ากับ 0.346 และ -0.312 ตามลําดับ ส่วนค่า สัมประสิทธิ์การถดถอยสมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (ACH1 Slope) และสมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและ จริยธรรมและการทํางานเป็นทีม (ING-TEAM slope) ในระดับหัวหน้างาน ไม่มีนัยสําคัญทางสถิต 8. ผลการวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความแปรปรวนค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรในระดับที่ 2 ที่มี นัยสําคัญทางสถิติ พบว่า สมรรถนะการมองภาพองค์รวมของผู้อํานวยการกลุ่มงาน (CT2) เมื่อสมรรถนะการสั่งสม ความเชี่ยวชาญในอาชีพของหัวหน้างาน (EXP1 Slope) เป็นตัวแปรตาม และสมรรถนะการมองภาพองค์รวมของ ผู้อํานวยการกลุ่มงาน (CT2) เมื่อสมรรถนะการดําเนินการเชิงรุกของหัวหน้างาน (PRO1 Slope) เป็นตัวแปรตาม ไม่มี ความแปรปรวนเพียงพอในการวิเคราะห์ให้เป็นตัวแปรตามในระดับที่ 3 จึงไม่ทําการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไป 9. รูปแบบความสัมพันธ์แบบพหุระดับของสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมรรถนะของ ผู้อํานวยการกลุ่มงาน และสมรรถนะของหัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ มีรูปแบบดังต่อไปนี้

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

61

ACH3 SERV3 SELF การวิเคราะหระดับที่ 3 (สํานักงานเขตพื้นที่)

TW3 AT.CT CI DEV VIS

ACH2 SERV2 EXP2 การวิเคราะหระดับที่ 2 (กลุมงาน)

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

 

ING2 TW2 AT2

-0.075 0.071 0.125 0.047

Y..

0.020 0.020 -0.131 0.014

-0.059

ACH1Slope EXP1Slope

0.066

PRO1Slope 0.025

ING-TEAM Slope

-0.027

Y.j

0.049 -0.087

0.311* -0.256*

CT2 PRO2 ACH1 SERV1

การวิเคราะหระดับที่ 1 (บุคคล)

EXP1 AT1 CT1 PRO1 ING-TEAM

อัล-นูร

0.034 -0.093 0.153** 0.001 0.259*** 0.091

Yij

0.200*** 0.340*** 0.073**

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

62

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

อภิปรายผลการวิจัย จากผลการศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบพหุระดับของบุคลากรทางการศึกษาในสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่กรศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ ผู้วิจัยอภิปรายผลการวิจัยตาม วัตถุประสงค์การวิจัยดังนี้ 1. อิทธิพลของสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สมรรถนะของผู้อํานวยการกลุ่มงานและ สมรรถนะของหัวหน้างานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 14 จังหวัด ภาคใต้ 1.1 จากการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะหัวหน้างานในระดับที่ 1 ผลจากการวิเคราะห์พบว่า สมรรถนะที่ มีอิทธิผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มี 5 สมรรถนะ คือ สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ การสั่งสมความ เชี่ยวชาญในอาชีพ การมองภาพองค์รวม การดําเนินการเชิงรุก และสมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและ ทํางานเป็นทีม ซึ่งผู้วิจัยขออภิปรายในรายละเอียดแต่ละสมรรถนะดังนี้ สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีอิทธิผลต่อค่าประสิทธิผลสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งนี้เนื่องจากสมรรถนะการ มุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นความมุ่งมั่นจะปฏิบัติราชการให้้ดี หรือให้เกินมาตรฐานที่มีอยู่ โดยมาตรฐานนี้ อาจเป็นผลการปฏิบัติงานที่ ผ่านมาของบุคลากร หรือเกณฑ์์วัดผลสัมฤทธิ์ ที่ส่วนราชการกําหนดขึ้น อีกทั้งยังหมายรวมถึงการสร้างสรรค์ พัฒนาผลงาน หรือกระบวนการปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่ยากและท้าทายชนิดที่อาจไม่เคยมีผู้ใดสามารถกระทําได้มาก่อน ซึ่ง ก.ค.ศ. มีมติ ให้นําพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในส่วนของการกําหนดระดับตําแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือน และเงินประจําตําแหน่ง มาใช้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เพื่อให้ข้าราชการมีความ มุ่งมั่น ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ให้มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีการพัฒนาผลงาน ให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยตัวชี้วัด คือ คุณภาพงาน ด้านความถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ การนํานวัตกรรม ทางเลือกใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน และความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลงานอย่าง ต���อเนื่อง สอดคล้องกับ จิตรา ปราชญ์นิวัตน์ (2549) ศึกษาสมรรถนะของสาธารณสุขอําเภอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จําเป็นในการบริหารและการปฏิบัติงานของสาธารณสุขอําเภอ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า สมรรถนะที่จําเป็นในการ ปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของสาธารณสุขอําเภอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มากที่สุดคือ สมรรถนะด้านการทํางานให้ บรรลุผลสัมฤทธิ์ สมรรถนะการสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ มีอิทธิผลต่อประสิทธิผลสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้ เนื่องจาก สมรรถนะการสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ เป็นการค้นคว้า หาความรู้ ติดตามองค์ความรู้และเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ในวงวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนางาน ความมุ่งมั่นและกระตือรือร้นในการพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพื่อนําความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่องาน ต่อตนเอง และต่อองค์กร รวมถึงมีการกําหนดเป้าหมายและทบทวนกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการ พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสมรรถนะหลัก (Core Competency)ตามมาตรฐานตําแหน่ง และมาตรฐานวิชาชีพ ของครูและบุ คลากรทางการศึกษา ตามที่ ก.ค.ศ.กําหนด การพัฒ นาสมรรถนะทางวิชาชีพ ของครู และบุคลากร ทางการศึกษา โดยยึดหลักการประเมินสมรรถนะ (Competency Based Approach) จะทําให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรู้ จุดเด่น จุดด้อยของความสามารถในการปฏิบัติงานของตน และสามารถพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการ จําเป็นของตนเอง ส่งผลต่องานที่รับผิดชอบและผลสําเร็จของหน่วยงาน (สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากร ทางการศึกษา, 2552) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ประมา ศาสตระรุจิ (2550) ได้ศึกษาการพัฒนาเกณฑ์สมรรถนะ

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

63

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ในการประเมิ น ผลการปฏิ บั ติ ง านของผู้ บ ริห ารศูน ย์ ศึ ก ษาเทคโนโลยี ท างการศึ ก ษา สํ านัก บริ ห ารการศึก ษานอก โรงเรียน ประกอบด้วย 8 สมรรถนะหลัก ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะที่มีความสําคัญที่สุดในการประเมินอยู่ใน ลําดับที่สามคือ การสั่งสมความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน สมรรถนะการมองภาพองค์รวม มีอิทธิผลต่อประสิทธิผลสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้เนื่องจาก สมรรถนะการ มองภาพองค์รวมเป็นสมรรถนะที่กําหนดเฉพาะสําหรับกลุ่มงาน เพื่อสนับสนุนให้ข้าราชการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่ หน้าที่ และส่งเสริมให้ปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ให้ได้ดียิ่งขึ้น สมรรถนะการมองภาพองค์รวมเป็นความสามารถใช้กฎพื้นฐาน หลักเกณฑ์ ตลอดจนสามัญสํานึกในการปฏิบัติหน้าที่ ระบุประเด็นปัญหาหรือแก้ปัญหาในงานได้ การคิดในเชิงสังเคราะห์ มอง ภาพองค์ รวมจนได้ เป็นกรอบความคิดหรื อแนวคิ ดใหม่ อันเป็นผลมาจากการสรุ ปรูปแบบ ใช้ กฎพื้นฐานทั่วไป ประยุ กต์ ประสบการณ์ ทฤษฏี หรือแนวคิดที่ซับซ้อน อธิบายภาพองค์รวม คิดนอกกรอบ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และสามารถ ประยุ กต์ แนวทางต่ างๆ จากสถานการณ์ หรื อข้ อมู ลหลากหลายและนานาทั ศนะ (สุ ทธา ทาสี . 2549:18, สํ านั กงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. 2548:105-106) ซึ่ง วิภาดา คุณาวิกติกุล (2549) ได้กล่าวว่า ทักษะในการสังเคราะห์ เป็น การนําความรู้ที่มีอยู่หลายๆ ทางมาประกอบกันเพื่อสร้างแผนงานใหม่และนําไปแก้ปัญหาในงานได้ การนําเอาความคิดมาสร้าง หรือประเมินการสร้างและประยุกต์ใช้ความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะทําให้หัวหน้างานได้เปรียบคนอื่นๆ ประสมพร วชิร รัตนากรกุล (2549) ได้ทําการศึกษา เรื่อง การพัฒนาแบบพฤติกรรมสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพการพยาบาล ของพยาบาล วิชาชีพ สายการบริหารการพยาบาล ระดับหัวหน้างานการพยาบาล ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะตามหน้าที่ ในลําดับที่ 2 คือ การมององค์ภาพรวม มีพฤติกรรมบ่งชี้สมรรถนะตามหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพระดับหัวหน้างานสูงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสามารถ ใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบประเมินสมรรถนะของผู้บริหารการพยาบาลระดับหัวหน้าได้ สมรรถนะการดําเนินการเชิงรุกมีอิทธิผลต่อประสิทธิผลสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งนี้เนื่องจาก สมรรถนะการ ดําเนินการเชิงรุกจัดอยู่ในกลุ่มสมรรถนะด้านการใฝ่สัมฤทธิ์ในหน้าที่งาน (Task Achievement Competencies) สมรรถนะด้านนี้ เป็นประเภทของสมรรถนะที่จะทําให้บุคคลเป็นผู้ท่ีทํางานได้อย่างมีประสิทธิผล และเป็นผู้ท่ีประสบความสําเร็จ ความคิดริเริ่ม เป็นแรงขับที่ต้องการให้บุคลากรได้ทําสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ที่จะทําให้บุคลากร และงานประสบความสําเร็จ เป็นสมรรถนะขั้นสูง ด้านหนึ่ง ที่แยกผู้ท่ีปฏิบัติงานสูงกับต่ําได้ พฤติกรรมที่สําคัญได้แก่ มีการลงมือกระทําโดยปราศจากการถูกถามหรือถูก ต้องการให้ทํางาน ริเริ่มโครงการของบุคคลหรือกลุ่ม และให้ความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์ในการทํางานให้สําเร็จ (Zwell, 2000) ในการปฏิบัติงานในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ตอบสนองนโยบายของหน่วยงานอื่นที่นอกเหนือจากหน่วยงานต้นสังกัด หัวหน้างานมีการวางแผนแนวทางการดําเนินงานไว้ ล่วงหน้า สามารถดําเนินงานได้อย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์ภาระงาน วางแผนการดําเนินงาน ประสานงานกับบุคคลหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหา กับสภาพการปฏิบัติงานในภาวะเร่งด่วนได้ สามารถจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าหรือเหตุ วิกฤติอย่างฉับไว มีใจเปิดกว้าง ยอมรับความคิดแปลกใหม่และหาแนวทางที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา สามารถ คาดการณ์และลงมือกระทําการล่วงหน้าเพื่อสร้างโอกาสหรือหลีกเลี่ยงปัญหาในการปฏิบัติงานที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะเวลา รวดเร็ว ทดลองใช้วิธีการที่แปลกใหม่ในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน และสร้างบรรยากาศ ของการคิดริเริ่มให้เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานและกระตุ้นให้เพื่อนร่วมงานเสนอความคิดใหม่ ๆ ในการทํางานเพื่อแก้ปัญหาหรือ สร้างโอกาสในระยะยาว สอดคล้องกับงานวิจัยของประสมพร วชิรรัตนากรกุล (2549) ศึกษาพบว่า สมรรถนะการดําเนินการเชิง รุก มีพฤติกรรมบ่งชี้สมรรถนะตามหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพระดับหัวหน้างานสูงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางใน การสร้างแบบประเมินสมรรถนะของผู้บริหารการพยาบาลระดับหัวหน้าได้ สมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมจริยธรรมและทํางานเป็นทีม มีอิทธิผลต่อประสิทธิผลสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้บริหารจัดการโดยให้ความสําคัญการพัฒนาด้านการยึด อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

64

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

มั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะบุคลากรทาง การศึกษาที่ปฏิบัติง านในสํานัก งานเขตพื้น ที่การศึกษา ซึ่งจะต้องมีพฤติกรรมที่เ ป็นแบบอย่างที่ ดีรักศั กดิ์ศ รี ข อง ข้าราชการ มีเมตตาธรรมแก่ผู้ร่วมงาน เสียสละเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ไม่เอาเปรียบผู้ร่วมงาน มีความ ยุติธรรมและมีเหตุผล มีความห่วงใยและเอื้ออาทรต่อผู้ร่วมงาน ยึดมั่นในหลักศาสน���และหลักการครองตน มีความ ตรงต่อเวลา มีความขยันและอดทน สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ มีการทํางานในลักษณะของการทํางานเป็นทีม ซึ่ง อาคม วัดไธสง (2549:167) ได้กล่าวว่า ในการบริหารการศึกษาให้ประสบผลสัมเร็จ การทํางานเป็นทีมเป็นสิ่งสําคัญ ผู้บริหารจะต้องสร้างทีมให้เกิดขึ้น เนื่องจากการทํางานมีหลายฝ่ายและหลายกลุ่ม ถ้าหากมีการจัดการที่ดี การ คัดเลือกสมาชิก การเลือกผู้นํา ตลอดทั้งการสร้างความเชื่อถือเชื่อไว้ใจกัน และความมุ่งมั่นในความสําเร็จของทีม ร่วมกันแล้ว การบริหารจัดการศึกษาจะต้องประสบผลสําเร็จอย่างแน่นอน สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพล เรือน (2548:99-100) ได้กําหนดสมรรถนะหลักในด้านการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และจริยธรรม สําหรับ ข้ า ราชการ ในการครองตนและประพฤติ ป ฏิ บั ติ ถู ก ต้ อ งเหมาะสมทั้ ง ตามหลั ก กฎหมายและคุ ณ ธรรมจริ ย ธรรม ตลอดจนหลักแนวทางในวิชาชีพของตนโดยมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เพื่อธํารงรักษาศักดิ์ศรี แห่งอาชีพข้าราชการ และเป็นกําลังสําคัญในการสนับสนุนผลักดันให้ภารกิจหลักของหน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่ กําหนดไว้ และการทํางานเป็นทีม เป็นความตั้งใจที่จะทํางานร่วมกับผู้อื่น เป็นส่วนหนึ่งในทีมงาน หน่วยงาน หรือ องค์กร โดยผู้ปฏิบัติมีฐานะเป็นสมาชิกทีม มิใช่ในฐานะหัวหน้าทีม และมีความสามารถในการสร้างและดํารงรักษา สัมพันธภาพกับสมาชิกในทีม สอดคล้องกับการศึกษาของ เสนาะ สภาพไทย (2549) ได้ศึกษาเรื่อง หลักการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีตามคิดเห็นของนักเรียนเสนาธิการทหารบก ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนเสนาธิการทหารบก ให้ ความเห็นว่า การบริหารบ้านเมืองและสังคมที่ดีของรัฐบาลมีความสําคัญอยู่ในระดับสูง ได้แก่ ด้านความโปร่งใส ด้าน ความมีส่วนร่วม ด้านความรับผิดชอบ ด้านความคุ้มค่า ด้านนิติธรรม และด้านคุณธรรม อยู่ในระดับปานกลาง 1.2 จากผลการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะผู้อํานวยการกลุ่มงาน ในระดับที่ 2 พบว่า สมรรถนะที่ มีนัยสําคัญทางสถิติมีเพียง 1 สมรรถนะ คือ สมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม โดยสมรรถนะ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมของผู้อํานวยการกลุ่มงานมีอิทธิผลทางลบต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้แสดงว่า ผู้อํานวยการกลุ่มงานที่มีสมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม จริยธรรมสูง ทําให้ประสิทธิผลของการปฏิบัติงานต่ําลง เนื่องจากลักษณะผู้นําที่มีคุณธรรม จริยธรรมสูง มีพฤติกรรม การปฏิบัติมุ่ง การประนีประนอมสูง การตัด สินใจคํานึงถึงจิตใจของผู้ร่วมงานเป็นหลัก ไม่มีความเด็ดขาดในการ ตัดสินใจสั่งการ จึงทําให้ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานลดลอง สอดคล้องกับ อาคม วัดไธสง (2549:34) ได้กล่าวว่า ลักษณะผู้นําแบบมีประสิทธิภาพน้อย เป็นผู้นําแบบประนีประนอม เป็นผู้นําแบบนักบุญ กล่าวคือ การตัดสินใจ คํานึงถึงจิตใจของสมาชิกทุกคน ทุกฝ่าย เป็นผู้นําที่ตัดสินใจไม่ดี มีความลังเล ขาดความเด็ดขาด บางครั้งไม่คํานึงถึง ประสิ ท ธิ ภ าพของงาน เป็ น ผู้ นํ า มี จิ ต ใจ เมตตากรุ ณ าต่ อ สมาชิ ก ไม่ ก ล่ า วโทษหรื อ ตํ า หนิ ใ คร จะพยายามรั ก ษา บรรยากาศแห่งความเป็นมิตรเป็นกันเอง ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้อํานวยการกลุ่มงานเป็นผู้นํากลุ่มเป็นบุคคลที่ดูแลรับผิดชอบ การดําเนินงานภาพรวมภายในกลุ่มงาน ซึ่งแต่ละกลุ่มงานประกอบด้วยบุคคลหลายคนอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจําเป็น หลักเกณฑ์หรือกรอบให้ประพฤติปฏิบัติ จึงต้องนําสมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมสําหรับ บุคคลที่อยู่ในอาชีพใดอาชีพหนึ่งปฏิบัติตาม เพื่อเป็นการสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์สําหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาชีพนั้น ให้ทํางานร่วมกันอย่างสงบสุข สอดคล้องกับ เกียรติศักดิ์ ศรีสมพงษ์ (2548) ได้กล่าวว่าปัญหาและแนวทางแก้ไขการ บริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ด้านความโปร่งใส ด้านหลักนิติธรรม และด้าน หลักการมีส่วนร่วม

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

65

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

1.3 จากผลการวิเคราะห์ตัวแปรอิสระที่เป็นสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในระดับที่ 3 พบว่า ไม่ มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งผลการวิจัยไม่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย แสดงให้ เห็นได้ว่า สมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในด้าน การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การพัฒนาตนเอง การทํางานเป็นทีม การวิเคราะห์และสังเคราะห์ การสื่อสารและจูงใจ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการมีวิสัยทัศน์ ไม่มีอิทธิ ผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้เนื่องจาก กระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกยุคปัจจุบัน มี ผลกระทบต่อการบริหารจัดการศึกษาของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิด แนวปฏิบัติ ในด้านการบริหารจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก อาทิเช่น การ บริหารเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปการเรียนรู้ การบริหารจัดการความรู้ การประกันคุณภาพการศึกษา การบริหารโรงเรียนเป็นนิติ บุคคล โดยเฉพาะการกระจายอํานาจการบริหารจัดการไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่ง เป็นมิติใหม่ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัด การศึกษาในรูปของคณะกรรมการ ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป (เมตต์ เมตต์การุณ์ จิต. 2547:197) ดังนั้นหน่วยงาน ส่วนกลาง และหน่วยงานระดับเขตพื้นที่การศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงระบบแนวคิดจากการติดตาม ควบคุม กํากับตรวจสอบ และกําหนดวิธีการดําเนินงานจากส่วนกลาง ไปสู่การทําหน้าที่ด้านนโยบายและแผนเป็นหลัก (สถาบัน พัฒนาผู้บริหารการศึกษา. 2548:18) นอกจากนี้สํานักงานสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามีโครงสร้างองค์การแบบเก่าที่จัดแบ่งงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ในองค์การออกเป็นหมวดหมู่ ตามหน้าที่ที่เหมือนกันตามแนวดิ่งจากบนสู่ล่าง โดยทั่วไปโครงสร้างแบบนี้ จะมี ความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มต่างๆ น้อยมาก เพราะบุคลากรแต่ละกลุ่มจะรับผิดชอบในการทํางานเฉพาะให้บรรลุเป้าหมายของ ฝ่ายตนเท่านั้น ส่วนการประสานงาน การควบคุมขององค์การโดยรวมจะใช้สายบริหารบังคับบัญชาแนวดิ่งที่มีผู้บริหารระดับสูง เป็นผู้ใช้อํานาจตัดสินใจสั่งการอยู่เบื้องบน แต่เมื่อถึงยุคปัจจุบันที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทําให้โครงสร้างองค์การ แบบแนวดิ่งของการบังคับบัญชาเกิดปัญหา เนื่องจากระยะระหว่างหัวหน้ากับพนักงานล่างสุดห่างกันเกินไป การตัดสินใจต่างๆ ล้าช้า อีกทั้งมีพรมแดนกั้นระหว่างฝ่ายต่างๆ ทําให้การประสานความร่วมมือทําได้ยาก ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุค ปัจจุบัน (สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์. 2545:441) จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทําให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งบริหารจัดการในภาพรวมของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ไม่สามารถแสดงสรรถนะในการบริหารงานได้เท่าที่ควร เพราะทุกอย่างมีกรอบแนวทางในการ ปฏิบัติอยู่แล้ว จึงมีผลทําสมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีอิทธิต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของ สํานักงานสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สรุป ผลการวิเคราะห์สมรรถนะหัวหน้างาน ในระดับที่ 1 พบว่า สมรรถนะการมุ่งผลสัมฤทธิ์ การสั่งสมความเชี่ยวชาญใน อาชีพ การมองภาพองค์รวม การดําเนินการเชิงรุก และการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม จริยธรรมและการทํางานเป็น ทีม ของหัวหน้างาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนสมรรถนะการบริการที่ดีและสมรรถนะ การวิเคราะห์ของหัวหน้างานไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สําหรับสมรรถนะของผู้อํานวยการ กลุ่มงาน ในระดับที่ 2 พบว่า สมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมของผู้อํานวยการกลุ่มงาน มี อิทธิพลทางลบต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยที่สมรรถนะอื่นๆ ไม่มีอิทธิพลต่อค่าเฉลี่ย ประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในระดับที่ 3 พบว่า สมรรถนะของผู้ อํ านวยการสํานั กงานเขตพื้ นที่ การศึ กษา ไม่ มี อิ ทธิ พลต่ อค่ าเฉลี่ ยประสิทธิ ผลของสํ านั กงานเขตพื้ นที่ การศึกษา อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

66

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม HLM ขั้นตอนการเตรียมข้อมูลนั้นมีความยุ่งยากซับซ้อน หากผู้วิจัย ต้องการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบพหุระดับด้วยโปรแกรม HLM ผู้วิจัยควรศึกษาและทําความเข้าใจในโปรแกรมเป็น อย่างดีเพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลได้อย่างถูกต้อง 1.2 ควรกําหนดกลุ่มตัวอย่างให้มากขึ้น ในทุกระดับ เพราะถ้ากลุ่มตัวอย่างน้อยจะทําให้ตัวแปรอิสระไม่ส่งผล ต่อตัวแปรตาม และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยที่ได้จากการวิเคราะห์ในระดับผู้อํานวยการกลุ่มมีค่าต่ํา ซึ่งทําให้ความ คลาดเคลื่อนของการสุ่มมีค่ามาก อันจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ระดับสํานักงานเขตมีค่าน้อยลงด้วย 1.3 ควรมีการนําโปรแกรมอื่น เช่น Mplus Lisrel มาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อดูประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ ข้อมูลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบพหุระดับ ของแต่ละโปรแกรมว่า สารสนเทศที่ได้มีความแตกต่างกันอย่างไร 1.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ตัวแปรสมรรถนะผู้อํานวยการ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีอิทธิต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้นจึงน่าจะได้มีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อค้นหาตัวแปรที่มีอิทธิผลต่อค่าเฉลี่ยประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อประโยชน์ในการนําผลการวิจัยไป พัฒนาสมรรถนะผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่อไป 2. ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปปฏิบัติ 2.1 ในระดับหัวหน้างานพบว่า สมรรถนะที่มิอิทธิพลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา คือ การ มุ่งผลสัมฤทธิ์ การสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม การมองภาพองค์รวม และการดําเนินการเชิงรุก ดังนั้น ผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถ กําหนดแนวทางการพัฒนาสมรรถนะ ของบุคลากรทางการศึกษาในระดับหัวหน้างาน เพื่อพัฒนาประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยมุ่งเน้นการ พัฒนาสมรรถนะด้าน การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การสั่งสมความเชี่ยวชาญในอาชีพ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและ จริยธรรม การมองภาพองค์รวม และการดําเนินการเชิงรุก ให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม 2.2 ในระดับผู้อํานวยการกลุ่มงาน พบว่า สมรรถนะที่มิอิทธิพลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา คือ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม ดังนั้นผู้ท่ีเกี่ยวข้องในระดับกระทรวงศึกษาธิการ สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา กําหนดนโยบายและแผนการพัฒนาสมรรถนะของ บุคลากรทางการศึกษาในระดับผู้อํานวยการกลุ่มงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยมุ่งเน้น การพัฒนาสมรรถนะด้านการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม 2.3 ในระดับผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา พบว่า สมรรถนะของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาไม่มีอิทธิผลต่อประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรใส่ใจ กับสภาพขององค์การภายในสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย เช่น การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มงาน การส่งเสริม การทํางานเป็นทีม การส่งเสริมการติดต่อสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ การส่งเสริมการใช้ภาวะผู้นําแบบไม่เป็นทางการ เป็น ต้น อันนําไปสู่ประสิทธิผลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

67

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. 2548. หนังสือ ที่ ศธ ๐๒๐๖.๓/ว.๒๕ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ. สืบค้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2551. http://www.moe.go.th/webtcs/Table6/Law/law25/law25.htm เกียรติศักดิ์ ศรีสมพงษ์. 2548. การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสํานักงานเขต พืน้ ที่การศึกษาสุพรรณบุร.ี วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. กาญจนบุรี : มหาวิทยาลัยกาญจนบุรี. จิตรา ปราชญ์นิวัฒน์. 2549. สมรรถนะของสาธารณสุขอําเภอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญา สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ประมา ศาสตระรุจิ. 2550. การพัฒนาเกณฑ์สมรรถนะในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา สํานักงานบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน. ปริญญาการศึกาดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ประสมพร วชิรรัตนากรกุล. 2549. การพัฒนาแบบพฤติกรรมสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ ตามบันไดวิชาชีพการ พยาบาล สายบริหารการพยาบาลระดับหัวหน้างานการพยาบาล. การศึกษาอิสระพยาบาลศาสตรมหา บัณฑิต. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยเซนต์หลุยส์. เมตต์ เมตต์การุณ์จิต. 2547. การบริหารการจัดการศึกษาแบบมีสว่ นร่วม. กรุงเทพฯ: บุ๊ค พอยท์. วิภาดา คุณาวิกติกุล. 2549. การพัฒนาบุคลากรพยาบาล. เชียงใหม่: โชตนา พริ้นท์. ศิริชัย กาญจนวาสี. 2548. การวิเคราะห์พหุระดับ: Multi–Level Analysis. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา. 2552. โครงการพัฒนาระบบการพัฒนาครูและบุคลากร ทางการศึกษา. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2552. http://www.nidtep.go.th/competency/index.htm สถาบันพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา. 2548. หลักการจัดการศึกษายุคใหม่. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา. สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. 2548. คู่มือสมรรถนะราชการพลเรือน. กรุงเทพฯ: บริษัท พี เอ ลิฟวิ่ง จํากัด. สานักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุ���ลากรทางการศึกษา. 2552. กรอบแนวทางการประเมินคุณภาพการ ปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา.สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2553, สุทธา ทาสี. 2549. ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับกระบวนการบริหารงานสาธารณสุขของหัวหน้าสถานีอนามัย จังหวัดสุพรรณบุร.ี วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ: หาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์. 2548. ภาวะผู้นํา: ทฤษฏีและปฏิบัติ: ศาสตร์และศิลป์สู่ความเป็นผู้นําที่สมบูรณ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. เสนาะ สภาพไทย. 2549. หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามความคิดเห็นของนักเรียนเสนาธิการทหารบก. ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยบูรพา. อาคม วัดไธสง. 2549. หน้าทีผ่ นู้ ําในการบริหารการศึกษา. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ. Gibson, J.L., Ivancevich, J.M. and Donnelly, J.H. 1997. Organizational: Behavior, Structure, Process. Boston: McGrawHill Companies, Inc. Spencer, LM. and Spencer, SM. (1993) . Competence at Work: Models for Superior Performance. Retrieved December 11, 2005, from www.joe.org/joe/1999december/iw4.html Zwell, M. (2000) . Creating a Culture of Competence. NewYork: John Wiley and Sons, Inc.

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

69

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทความวิจัย

แนวคิดและวิธีการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม มนูศกั ดิ์ โต๊ะเถือ่ น∗ นิเลาะ แวอุเซ็ง∗∗ บทคัดย่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนําเสนอแนวคิดและวิธีการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิง เอกสาร เก็บรวบรวมข้อมูลจากอัลกุรอาน อัลหะดีษ และทัศนะของปวงปราชญ์อิสลาม จากการศึกษาพบว่า การ ปลูกฝังจริยธรรมในอิสลามมีเป้าหมายเพื่อสร้างมุสลิมที่สมบูรณ์ทั้งในด้านการศรัทธาและการปฏิบัติตามบทบัญญัติ ของศาสนา ผู้ทําหน้าที่ปลูกฝังจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ความยําเกรง ความรอบรู้ ความสุภาพ และควรตระหนักอยู่ เสมอว่าเป็นงานที่จะถูกสอบสวนและรับผลตอบแทนในโลกหน้า ลักษณะพิเศษของการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลามคือ การปลูกฝังหลักการศรัทธา การปลูกฝังแบบองค์รวม การปลูกฝังแบบต่อเนื่อง และการปลูกฝังแบบมีส่วนร่วม ส่วน แนวทางการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลามมี 6 วิธีการ ได้แก่ 1) วิธีการสร้างแบบอย่างที่ดี 2) วิธีการสร้างแรงจูงใจ 3) วิธีการตักเตือน 4)วิธีการนําเสนอประวัติศาสตร์อิสลาม 5)วิธีการจัดกิจกรรมปลูกฝังจริยธรรมอย่างสม่ําเสมอ และ 6) วิธีการจัดสภาพแวดล้อมที่ดี คําสําคัญ : การปลูกฝัง, จริยธรรม, อิสลาม

นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อาจารย์ประจํา ภาควิชาอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

∗∗

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

70

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Abstract This article was aimed to present thoughts and methods of inculcating ethics in Islam using documentary analysis approach. Sources of documents were drawn from al-Quran, al-Hadith, and views of Muslim scholars. The analysis is revealed that inculcation of ethics in Islam was aimed at producing perfect Muslims in both their faith and commitment to religious jurisdictions. Ethical inculcators should be sincere, pious, knowledgeable, polite, and realize that they will be accounted and rewarded in the hereafter. A distinctive form of inculcation of ethics in Islam is acknowledged as faithful, holistic, continuing and participative inculcation. Rather, there are six methods of inculcating ethics in Islam i.e., being good role model, motivating, advising, teaching Islamic history, conducting activities to promote ethics constantly, and creating conducive environment. Keywords: INCULCATOIN, ETHICS, ISLAM

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

71

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทนํา จริยธรรมเป็นธรรมนูญที่มนุษย์ใช้ในการดําเนินชีวิต เพื่อเป็นเกณฑ์ในการประเมินระหว่างความดีและความ ชั่ว เป็นข้อตัดสินการดําเนินชีวิตของบุคคล และสังคม ระหว่างความสวยงาม และความน่ารังเกียจ หลักการใช้ชีวิต ของมนุษย์จึงต้องยึดการมีจริยธรรมที่ดี ซึ่ง นํ าไปสู่ความสุข ของบุค คล และสัง คม ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จาก การศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของอิสลาม พบว่า การก่อตั้งอาณาจักรอิสลามในยุคแรกๆ ยึดหลักการบริหาร และการจัดการบ้านเมืองตามหลักการที่ได้จากอัลกุรอานและอัลหะดีษ ภายใต้ร่มเงาการปกครองที่มีหลักจริยธรรม เป็นฐาน บรรดามุสลิมในยุคแรกๆรับการปลูกฝัง การอบรม และแบบอย่างจริยธรรมดีงามจากท่านเราะสูล  มาใช้ ในการดําเนินชีวิต และยึดมั่นในการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ ทําให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชาติอื่น และมีผู้สนใจ เข้ า รั บ อิ ส ลามเป็น จํา นวนมาก สัง คมอิ ส ลามจึง เป็น สัง คมแบบอย่ า งแก่ สั ง คมอื่ น ๆ ดั ง ที่อั ล ลอฮฺ  ได้ต รัส ไว้ ใ น อัลกุรอานว่า È Ç Æ Å Ä Ã Â Á À ¿ ¾ ½ ¼ » º ¹ ¸{ z× Ö Õ Ô Ó Ò Ñ ÐÏ Î Í Ì Ë Ê É

ความว่า “และบรรดาผู้ท่ีได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ท่ีนครมะดีนะฮ.(ชาวอันศอร) และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้าการ อพยพของพวกเขา (ชาวมุฮาญิรีน) พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา และจะไม่พบความต้องการหรือความอิจฉา อยู่ในทรวงอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้ และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเองถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความ ต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดปกป้องความตระหนี่ท่อี ยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสําเร็จ” (ซูเราะห์ อัลหัชรฺ, 59: 9) จากโองการชี้ให้เห็นว่าการมีจริยธรรมดีงามเป็นเหตุให้มุสลิมสามารถสร้างความรัก และความสัมพันธ์ไมตรี ที่ดีต่อคนอื่นได้ ดังนั้นเพื่อให้เห็นถึงความสําคัญและแนวทางการปลูกฝังจริยธรรมของมุสลิมในยุคแรกๆ และสร้าง ความตระหนักในเรื่องการปลูกฝังจริยธรรมแก่เยาวชนมุสลิมในปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการปลูกฝัง จริยธรรมในอิสลาม โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยข้อมูลเชิงเอกสารจากแหล่งข้อมูลที่สําคัญ 2 แหล่ง คือ 1) เอกสารขั้น ปฐมภูมิ (Primary Sources) ได้แก่ คัมภีร์อัลกุรอาน และหนังสืออรรถาธิบายอัลกุรอาน หนังสืออัลหะดีษที่เป็นอัศเศาะ หาหฺและหะดีษหะสัน1 หนังสือต่างๆของปวงปราชญ์อิสลามที่กล่าวถึงกรอบการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม และ หนังสือทางด้านการบริหารการศึกษาอิสลามและครุศาตรอิสลาม 2) เอกสารขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sources) ได้แก่ เอกสารและงานวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังจริยธรรมที่มีความสอดคล้องกับอัลกุรอานและอัลหะดีษ โดย รวบรวมแล้วแยกตามหัวข้อที่ได้กําหนด คือ จริยธรรมในอิสลาม การปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม คุณลักษณะพิเศษ ของการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม และการสังเคราะห์กรอบแนวคิดการปลูกฝังอัคลากฺในอิสลาม ซึ่งผลการศึกษา สามารถใช้เป็นแนวทางในการปลูกฝังจริยธรรมต่อไป

1

อัล-นูร

มีสายรายงานที่ถูกต้องและสวยงามไม่ใช่สายรายงานที่ถูกแต่งสํานวนขึ้นมา

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

 

72

ผลการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับแนวคิดการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม จริยธรรมในอิสลาม (อัคลาก) เป็นคําที่แสดงถึงรากฐาน หรือหลักการดําเนินชีวิตของมนุษย์ ผ่านจริยธรรมที่ ดีงามของท่านเราะสูล  ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแบบอย่างจากอัลลอฮฺ  ดังที่ท่านเราะสูล  ได้ทรงกล่าวไว้

"‫ﻕ‬ ‫ﺧﻠﹶﺎ ﹺ‬ ‫ﺢ ﺍﹾﻟﹶﺄ‬ ‫ﻟ‬‫ﺎ‬‫ﻢ ﺻ‬ ‫ﻤ‬ ‫ﺗ‬‫ﻟﺄﹸ‬ ‫ﻌﹾﺜﺖ‬ ‫ﺎ ﺑ‬‫ﻧﻤ‬‫"ﹺﺇ‬ ความว่า “แท้จริงแล้วข้าได้ถูกส่งมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมดีงามให้มีความสมบูรณ์” (บันทึกโดย อิบนิ อัล-ฮัมบัล, เลขที่: 8952) และตามที่ได้ระบุในอัลกุรอาน อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ทรงตรัสว่า zn m l k {

ความว่า “และแท้จริงเจ้า (มุหัมมัด) คือ ผู้มีจริยธรรมสูงส่ง” (ซูเราะห์ อัลเกาะลัม, 68: 4) พระนางอาอิชะฮ์ (เราะฎิญัลลอฮุอันฮา) ได้กล่าวถึงอุปนิสัยของท่านเราะสูล  ว่าเป็นไปตามที่อัลกุรอานได้ ยกย่องท่านเนื่องจากการยึดมั่นปฏิบัติตามอัลกุรอาน และดําเนินชีวิตด้วยการปฏิบัติตามคําสั่งใช้ และห่างไกลจาก คําสั่งห้าม เมื่อมีเศาะหาบัตมาถามถึงเรื่องอัคลากฺของท่านเราะสูล 

"‫ﻪ ﺍﻟﻘﹸﺮﺁ ﹸﻥ‬ ‫ﺧﹸﻠ ﹸﻘ‬ ‫"ﻛﹶﺎ ﹶﻥ‬ ความว่า "นางได้กล่าวว่า “อุปนิสัยของท่าน คือ อัลกุรอาน” (บันทึกโดย อิบนิ อัล-ฮัมบัล, เลขที่: 24601) เหตุนี้จุดประสงค์ของการแต่งตั้งท่านเป็นศาสนทูตนอกจากจะเป็นผู้ทําหน้าที่เผยแพร่ศาสนา ยังมีหน้าที่ อบรมและปลูกฝังจริยธรรมแก่มวลมนุษย์ ด้วยการเผยแพร่แบบอย่างจริยธรรมที่ดีงาม และแสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ของ ศาสนา คือ การมีจริยธรรม เช่นเดียวกับเป้าหมายของบรรดาศาสนทูต และบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้านี้ ดังนั้นบุคคลใดมี จริยธรรมดีงาม เขาจะได้รับความสําเร็จ ด้วยการเป็นที่รัก และได้อยู่ใกล้ชิดท่านเราะสูล  ในวันแห่งการพิพากษา ดังที่ท่านเราะสูล  ได้กล่าวไว้

"‫ﻨﻜﹸﻢ ﺃﹶﺧﻠﹶﺎﻗﹰﺎ‬‫ﺳ‬ ‫ﺎ‬‫ﺔ ﹶﺃﺣ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﺎ‬‫ﻘﻴ‬ ‫ﻡ ﺍﻟ‬ ‫ﻮ‬‫ﺎ ﻳ‬‫ﻠﺴ‬‫ﺠ‬‫ﻲ ﻣ‬‫ﻣﻨ‬ ‫ﺮﹺﺑﻜﹸﻢ‬ ‫ﻭﺃﹶﻗ‬ ‫ﻲ‬ ‫ﺒﻜﹸﻢ ﹺﺇﹶﻟ‬‫ﺣ‬ ‫ﻦ ﹶﺃ‬‫"ﹺﺇﻥﱠ ﻣ‬ ความว่า “แท้จริงบุคคลที่เป็นที่รัก และมีตําแหน่งใกล้ชิดฉันมากกว่าพวกท่านทั้งหลายในวันแห่งการพากษา คือบุคคลที่มีจริยธรรมสูงที่สุดจากพวกท่าน” (บันทึกโดย อัลตัรมิซีย,์ เลขที่: 2018) หลั กการของศาสนาอิสลามมีความสัม พันธ์กับจริยธรรมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็ นด้านการศรัทธา และด้าน บทบัญญัติศาสนา ผู้ศรัทธาจะต้องพันธนาการชีวิตของเขากับจริยธรรมในทุกสถานภาพ จิตศรัทธามั่นคง รําลึกถึง

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

73

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

พระผู้เป็นเจ้า และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์ของ การศรัทธา ตามที่ท่านเราะสูล  ได้ทรงกล่าวไว้ว่า

"‫ﺧﹸﻠﻘﹰﺎ‬ ‫ﻢ‬ ‫ﻬ‬‫ﺴﻨ‬  ‫ﺣ‬ ‫ﺎ ﹶﺃ‬‫ﺎﻧ‬‫ﻳﻤ‬‫ﻦ ﹺﺇ‬ ‫ﻴ‬‫ﻣﹺﻨ‬ ‫ﺆ‬ ‫ﻤﻞﹸ ﺍﹾﻟﻤ‬ ‫"ﹶﺃ ﹾﻛ‬ ความว่า “ผู้ที่มีความศรัทธาสมบูรณ์ที่สุด คือผู้มีจริยธรรมมากที่สุด” (บันทึกโดย อบีดาวูด, เลขที่: 4062, ติรมีซีย์ เลขที่: 1162, และ อิบนิ ฮัมบัล, เลขที่: 7396) การศรัทธาดังกล่าว หมายถึง การมีคุณธรรม อันเป็นคุณลักษณะทางจริยธรรม และเป็นชื่อรวมของบรรดา กิจการงานที่ดีงามทั้งหลาย ดังที่อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ)ได้ตรัสไว้ว่า QPONMLK JIHGFED CB{ ^]\[ ZYXWVUTS R l k j ih g f e d c b a ` _ z w v u ts r q po n m

ความว่า “ หาใช่คุณธรรมไม่ การที่พวกเจ้าผินหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แต่ทว่า คุณธรรมนั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  และวันปรโลก และศรัทธาต่อมลาอิกะฮ์ ต่อบรรดาคัมภีร์ และนะบีทั้งหลาย และบริจาคทรัพย์ทั้งๆ ที่มีความรักในทรัพย์นั้น แก่บรรดาญาติที่สนิทและบรรดาเด็กกําพร้า และแก่บรรดาผู้ยากจน และผู้ท่อี ยู่ในการเดินทาง และบรรดาผู้ท่ีมาขอ และบริจาคในการไถ่ทาส และเขาได้ดํารงไว้ซึ่งการละหมาด และชําระ ซะกาต และ(คุณธรรมนั้น) คือบรรดาผู้ที่รักษาสัญญาของพวกเขาโดยครบถ้วน เมื่อพวกเขาได้สัญญาไว้ และบรรดาผู้ ที่อดทนในความทุกข์ยาก และในความเดือดร้อน และขณะต่อสู้ในสมรภูมิ ชนเหล่านี้แหละคือผู้ท่ีพูดจริง และชน เหล่านี้แหละคือผู้ที่มีความยําเกรง” (ซูเราะห์ อัลบะเกาะเราะฮฺ, 2: 177) และท่านเราะสูล  ทรงกล่าวไว้

"‫ﳋﻠﹸﻖ‬ ‫ﻦ ﺍ ﹸ‬ ‫ﺴ‬  ‫ﺣ‬ ‫ﺮ‬ ‫"ﹶﺍﹾﻟﹺﺒ‬ ความว่า “คุณธรรม คือ จริยธรรมที่ดีงาม (หุสนุ้ลคุลุค)” (บันทึกโดย มุสลิม, เลขที่: 6681) นอกจากนี้ จริยธรรมมีความสัมพันธ์กับบทบัญญัติของศาสนา เนื่องจากการมีศรัทธามั่นคงเป็นผลทําให้เกิด พฤติกรรมที่ดีงาม และส่วนหนึ่งจากความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมกับบทบัญญัติของศาสนา ท่านเราะสูล  ทรง กล่าวไว้

‫ﻭﻟﹶﺎ‬ ،‫ﻣﻦ‬ ‫ﺆ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﻮ‬ ‫ﻭ ﻫ‬ ‫ﻬﺎ‬‫ﺮﺑ‬ ‫ﺸ‬  ‫ﻳ‬ ‫ﻦ‬ ‫ﻴ‬‫ﺣ‬ ‫ﺮ‬ ‫ﻤ‬ ‫ ﺍﳋﹶـ‬‫ﺮﺏ‬ ‫ﺸ‬  ‫ﻳ‬ ‫ﻭﻻ‬ ،‫ﻣﻦ‬ ‫ﺆ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﻮ‬ ‫ﻭ ﻫ‬ ‫ﺰﻧﹺﻲ‬ ‫ﻳ‬ ‫ﻦ‬ ‫ﻴ‬‫ﺣ‬ ‫ﺍﻧﹺﻲ‬‫ﺰﻧﹺﻲ ﺍﻟﺰ‬ ‫ﻳ‬ ‫"ﻟﹶﺎ‬ "‫ﻦ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﺆ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﻮ‬ ‫ﻭﻫ‬ ‫ﺴ ﹺﺮﻕ‬  ‫ﻳ‬ ‫ﻦ‬ ‫ﻴ‬‫ﺣ‬ ‫ﺎ ﹺﺭﻕ‬‫ ﺍﻟﺴ‬‫ﺴ ﹺﺮﻕ‬  ‫ﻳ‬

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

74

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ความว่า “ผู้กระทําการผิดประเวณี (ซินา) จะไม่กระทําผิดประเวณี ขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา และผู้ท่ีดื่มเหล้า จะไม่ดื่ม ขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา และขโมยจะไม่ลักขโมยสิ่งของผูอ้ ื่นขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย,์ เลขที่: 2295) จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ขาดการศรัทธา และขาดการจริยธรรมดีงาม สามารถกระทําในสิ่งที่ไม่ดีได้ และในเรื่อง การปฏิบัติศาสนกิจ (อิบาดะฮฺ) เช่น การละหมาดสามารถยับยั้งจากการกระทําที่ไม่ดีและน่ารังเกลียด ตามคําบัญชา ใช้ของอัลลอฮฺ  zº ¹ ¸ ¶ µ ´ ³² ± {

ความว่า “และจงดํารงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทําลามก และความชั่ว” (ซูเราะห์ อัลอันกะบูต, 29: 45) และในเรื่องการบริจาคทาน (ซะกาต) เพื่อทําความสะอาดหัวใจให้เกิดความบริสุทธิ์จากความตระหนี่ และ ความเห็นแก่ตัว อัลลอฮฺ  ตรัสว่า z p o n m l k j{

ความว่า “(มุหัมมัด) เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาเป็นทาน เพื่อทําให้พวกเขาบริสุทธิ์ และ ล้างมลทินของพวกเขาด้วยส่วนตัวที่เป็นทานนั้น” (ซูเราะห์ อัตเตาบะฮฺ, 9: 103) จากความสัมพันธ์นี้ จะเห็นได้ว่าปัจจัยสําคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์ จึงต้องเริ่มจากการ ขัดเกลาจิตใจภายในออกมาสู่ความประพฤติภายนอก สังคมใดก็ตามหากสมาชิกในสังคมขาดการยึดมั่นในหลัก จริยธรรมแล้ว สังคมนั้นย่อม ขาดความสามัคคี ขาดความรัก และขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม (อัตตัรบียะฮฺ) หมายถึง การส่งเสริมคุณลักษณะด้านต่างๆของมนุษย์ ผ่าน วิธีการขัดเกลาจิตใจ การสร้างจิตพิสัย การอบรม การปลูกฝังแบบลําดับขั้นอย่างมีความต่อเนื่อง การควบคุมเป็น ระบบ การแสดงตัวอย่างที่เหมาะสมกับบุคคล สถานที่และเวลา การใช้วิธีการชี้นําสอดคล้องตัวบุคคล การสร้าง แรงจูงใจ การเปลี่ยนแปลง การยกระดับคุณภาพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์ มี ความสมบูรณ์ และมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คุณลักษณะสําคัญของผู้ปลูกฝังจริยธรรมพึงมี ได้แก่ 1) ความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) เนื่องจากเป็นหลักสําคัญ ที่อัลลอฮฺ  ได้ทรงสั่งใช้บรรดาผู้ศรัทธา ในการประกอบความดีงาม พระองค์ตรัสในอัลกุรอานว่า z o n m l k j i h{

ความว่า “และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทําอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ  เป็นผู้มีเจตนา บริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์” (ซูเราะห์ อัลบัยยินะฮฺ, 98 :5)

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

75

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

2) ความยําเกรงต่ออัลลอฮฺ  ด้วยการปฏิบัติตามคําสั่งใช้และห่างไกลจากคําสั่งห้ามของพระองค์ ท่านเราะสูล  ทรงกล่าวไว้ว่า

"‫ﻢ‬ ‫ﻫ‬ ‫ﺗﻘﹶﺎ‬‫ﺱ ﻗﹶﺎ ﹶﻝ ﹶﺃ‬ ‫ﺎ ﹺ‬‫ ﺍﻟﻨ‬‫ﺮﻡ‬ ‫ﻦ ﹶﺃ ﹾﻛ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﻪ‬ ‫ﻮ ﹶﻝ ﺍﻟﻠﱠ‬‫ﺭﺳ‬ ‫ﺎ‬‫ﻴ ﹶﻞ ﻳ‬‫"ﻗ‬ ความว่า “ได้มีผู้หนึ่งกล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ บุคคลใดที่มีเกียรติมากที่สุดในหมู่มนุษย์ ท่าน กล่าวว่า ผู้ที่มีความยําเกรง (ตักวา) มากที่สุดในหมู่พวกเขา” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย,์ เศาะหีห. เลขที่: 3353) 3) ความรู้รอบด้าน (อัลอิลมุ) โดยเฉพาะเรื่องการสอนและหลักการปลูกฝังจริยธรรม และความรู้เรื่องสิ่งที่ศาสนา อนุมัติ (หะล้าล) และสิ่งที่ศาสนาห้าม (หะรอม) ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบดีว่าผู้มีความรอบรู้กับผู้ท่ีขาดความรู้ไม่มีความเท่า เทียมกัน อัลลอฮฺ  ได้ตรัสไว้ว่า zÍÌ Ë Ê É È Ç Æ Å {

ความว่า “จงกล่าวเถิดมุหัมมัด บรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญา เท่านั้นที่จะใคร่ครวญ” (ซูเราะห์ อัซฺซุมัร, 39: 9) 4) ความสุภาพ (อัลหิลมุ) เป็นคุณลักษณะสําคัญซึ่งช่วยให้ผู้ปลูกฝังจริยธรรมได้รับความดึงดูด ความน่าสนใจ การ ยอมรับ เชื่อฟังและปฏิบัติตาม รวมถึงเป็นคุณลักษณะที่อัลลอฮฺ  ทรงรัก ซึ่งท่านเราะสูล  ได้กล่าวแก่ ท่านอับดุล ก็อยซฺ (เราะฎิญัลลอฮุอันฮฺ)

"‫ﺎﺓﹸ‬‫ﺍ َﻷﻧ‬‫ﻢ ﻭ‬ ‫ﺤ ﹾﻠ‬  ‫ﻪ ﺍﹾﻟ‬ ‫ﺎ ﺍﻟﱠﻠ‬‫ﻬﻤ‬ ‫ﺒ‬‫ﺤ‬  ‫ﻳ‬ ‫ﻴ ﹺﻦ‬‫ﺘ‬‫ﺼﹶﻠ‬  ‫ﺧ‬ ‫ﻚ‬  ‫ﻴ‬‫"ﹺﺇﻥﱠ ﻓ‬ ความว่า “แท้จริงในตัวของท่านนั้น มีสองสิ่งที่อัลลอฮฺ  ทรงรัก คือ ความสุภาพและความอดทน” (บันทึกโดย มุสลิม, เศาะหีห. เลขที่: 126) 5) ความรู้สึกรับผิดชอบ (อัลอิสติชอารุ บิลมัสอูลียะฮฺ) คือ ความตระหนักอยู่เสมอว่า ความรับผิดชอบนี้จะต้องถูก สอบสวนในโลกหน้า อัลลอฮฺ  ได้ตรัสไว้ว่า zÊ É È Ç {

ความว่า “และแน่นอนพวกเจ้าจะถูกสอบสวนถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทําไว้ ” (ซูเราะห์ อันนะหฺลุ, 16: 93) และท่านเราะสูล  ได้ทรงกล่าวถึงการตอบแทนความดีงามสําหรับบุคคลที่เชิญผูอ้ ื่นสู่ความดีงาม ไว้ว่า

"‫ﻪ‬ ‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﺟ ﹺﺮ ﻓﹶﺎ‬ ‫ﻣﹾﺜﻞﹸ ﹶﺃ‬ ‫ﻴ ﹴﺮ ﹶﻓﹶﻠﻪ‬‫ﺧ‬ ‫ﻋﻠﹶﻰ‬ ‫ﺩﻝﱠ‬ ‫ﻦ‬ ‫ﻣ‬ " ความว่า “ใครก็ตามที่ชี้นําความดี (ให้ผู้อื่น) สําหรับเขาจะได้รับการตอบแทนความดี เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติ ความดีนั้น” (บันทึกโดย มุสลิม, เศาะหีห. เลขที่: 5007) อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

76

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ดังนั้นเป้าหมายของการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม เป็นการปฏิบัติตามคําสั่งใช้ของอัลลอฮฺ  และเราะสูล ของพระองค์ เพื่อขัดเกลาหัวใจของมนุษย์ให้บริสุทธิ์ ปลูกฝังอุปนิสัยที่ดีงาม และขจัดจิตวิญญาณที่ไม่ดีทั้งหลาย โดย แสวงหาความโปรดปราน และความผูกพันระหว่างบ่าวกับผู้สร้าง รวมทั้งเป็นการทะนุบํารุงสังคมให้เกิดความสงบสุข ร่ม เย็น ตราบใดที่สมาชิกในสังคมต่างยึดมั่นอยู่คุณงามความดี ตั กเตื อนกัน ส่ง มอบความรัก ความไมตรี ความ ปรองดอง และให้การเกียรติต่อกัน ระหว่างผู้ปกครองกับบุตรหลาน สมาชิกในครอบครัว เครือญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เพื่อนสนิท และบุคคลทั่วไปในสังคม ลักษณะพิเศษของการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม ได้แก่ 1) การปลูกฝังหลักการศรัทธา เพื่อให้หัวใจมีความ ศรัทธามั่นคง และยึดมั่นในการทําความดีงาม เห็นได้จากความทุ่มเทของบรรดาศาสนทูตที่ได้เผยแพร่หลักการศรัทธา ก่อนหลักการปฏิบัติ เช่นเดียวกับท่านเราะสูล  ที่ได้ใช้เวลาการเผยแพร่เรื่องหลักการศรัทธา ณ นครมักกะฮ์ ก่อนที่ จะเผยแพร่หลักการปฏิบัติศาสนกิจ ณ นครมะดีนะฮ์ ในเวลาต่อมา การศรัทธาจึงเป็นแรงผลักดันภายในสู่พฤติกรรมที่ ดีงามภายนอก 2) การปลูกฝังแบบองค์รวมหมายถึง การให้ความสําคัญต่อโครงสร้างของมนุษย์ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะ ด้านจิตวิญญาณ สติปัญญา และร่างกาย โดยไม่ได้ละเลยส่วนใด ส่วนหนึ่งจากการปลูกฝังจริยธรรมด้านจิตวิญญาณ ท่านเราะสูล  ได้ทรงกล่าวไว้ว่า

‫ ﺃﹶﻻ‬،‫ ﹸﻛﻠﱡﻪ‬‫ﺴﺪ‬ ‫ﺠ‬  ‫ﺪ ﺍﹾﻟ‬ ‫ﺴ‬  ‫ﺕ ﹶﻓ‬  ‫ﺪ‬ ‫ﺴ‬  ‫ﻭﹺﺇﺫﹶﺍ ﹶﻓ‬ ،‫ ﹸﻛﻠﱡﻪ‬‫ﺴﺪ‬ ‫ﺠ‬  ‫ﺢ ﺍﹾﻟ‬ ‫ﺻﹶﻠ‬  ‫ﺖ‬  ‫ﺤ‬  ‫ﺻﹶﻠ‬  ‫ﻐ ﹰﺔ ﹺﺇﺫﹶﺍ‬ ‫ﻀ‬  ‫ﺪ ﻣ‬ ‫ﺴ‬ ‫ﺠ‬  ‫ﻰ ﺍﹾﻟ‬‫"ﹺﺇﻥﱠ ﻓ‬ "‫ﺐ‬  ‫ﻰ ﺍﹾﻟ ﹶﻘ ﹾﻠ‬‫ﻭﻫ‬ ความว่า “แท้จริงในร่างกายนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง เมื่อมันดี ร่างกายนั้นก็ดีด้วย แต่เมื่อมันเสีย ร่างกายทุกส่วนก็ จะเสียไปด้วย จงจําไว้ว่า ก้อนเนื้อนั้น คือ หัวใจ” (บันทึกโดย อัล บุคอรีย,์ เศาะหีห. เลขที่ 50) 3) การปลูกฝังแบบต่อเนื่อง คือ การปลูกฝังตลอดชีวิต เริ่มจากพ่อแม่จะเป็นผู้ปลูกฝังในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นก็จะ เรียนรู้จากโรงเรียน และสังคมตามลําดับ เช่นเดียวกับการแสวงหาความรู้และการทําความเข้าใจศาสนา ซึ่งเป็นหน้าที่ เหนื อ มุ ส ลิ ม ทุ ก คนต้ อ งรั บ ผิ ด ชอบ และมี บ ทบาทในการดํ า เนิ น งานอย่ า งเต็ ม ที่ เ พื่ อ ให้ เ กิ ด อะมานะฮฺ และความ รับผิดชอบสมบูรณ์ ดังที่ท่านเราะสูล  ได้เตือนผู้ศรัทธาในเรื่องนี้ไว้ว่า

‫ﻭ ﹲﻝ‬‫ﺴﺆ‬  ‫ﻣ‬ ‫ﻮ‬ ‫ﻭﻫ‬ ، ‫ﻉ‬ ‫ﺍ ﹴ‬‫ﺱ ﺭ‬ ‫ﺎ ﹺ‬‫ﻋﻠﹶﻰ ﺍﻟﻨ‬ ‫ﻱ‬‫ ﺍﱠﻟﺬ‬‫ﻣﲑ‬ ‫ ﻓﹶﺎ َﻷ‬، ‫ﻪ‬ ‫ﺘ‬‫ﻴ‬‫ﻋ‬ ‫ﺭ‬ ‫ﻦ‬ ‫ﻋ‬ ‫ﻭ ﹲﻝ‬‫ﺴﺆ‬  ‫ﻣ‬ ‫ﻢ‬ ‫ﻭ ﹸﻛﻠﱡ ﹸﻜ‬ ، ‫ﻉ‬ ‫ﺍ ﹴ‬‫ﻢ ﺭ‬ ‫"ﹶﺃ ﹶﻻ ﹸﻛﻠﱡ ﹸﻜ‬ "‫ﻢ‬ ‫ﻬ‬ ‫ﻨ‬‫ﻋ‬ ‫ﻭ ﹲﻝ‬‫ﺴﺆ‬  ‫ﻣ‬ ‫ﻮ‬ ‫ﻭﻫ‬ ، ‫ﻪ‬ ‫ﺘ‬‫ﻴ‬‫ﺑ‬ ‫ﻫ ﹺﻞ‬ ‫ﻋﻠﹶﻰ ﹶﺃ‬ ‫ﻉ‬ ‫ﺍ ﹴ‬‫ﺟ ﹸﻞ ﺭ‬ ‫ﺍﻟﺮ‬‫ ﻭ‬، ‫ﻪ‬ ‫ﺘ‬‫ﻴ‬‫ﻋ‬ ‫ﺭ‬ ‫ﻦ‬ ‫ﻋ‬ ความว่า “พึงทราบเถิดว่า ท่านทุกคนมีหน้าที่ และทุกท่านจะต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของพวกท่าน ผู้นําก็มี หน้าที่ และต้องถูกถามถึงความรับผิดชอบของเขา และผู้ปกครองก็มีหน้าที่ต่อครอบครัวของเขา และต้องถูกถามถึง ความรับผิดชอบต่อครอบครัวเช่นเดียวกัน” (บันทึกโดย บุคอรีย์, เศาะหีห. เลขที่: 6605) 4) การปลูกฝังแบบมีส่วนร่วม โดยไม่มีการจํากัดว่าเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ ของทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันตั้งแต่สถาบันอันเป็นรากฐานของสังคม กล่าวคือ ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่มี บทบาทในการสร้างสมาชิกในสังคม ครอบครัวที่ดีจะต้องตั้งมั่นอยู่บนฐานศรัทธาที่ถูกต้อง ด้วยการประพฤติ ปฏิบัติ และการเอาใจใส่ต่อหลักการของศาสนา อันเป็นปัจจัยที่จะค้ําจุนให้เกิดความรัก ความผูกพัน ความกลมเกลียว ความ สงสาร ความปรารถนาดี การตักเตือนช่วยเหลือกันทําความดี และการยําเกรงต่ออัลลอฮฺ  ต่อมาคือโรงเรียนเป็น

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

77

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

สถาบันการศึกษาที่มีบทบาทให้ความรู้ ความเข้าใจ และความคิดที่ล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและอัคลากฺของเยาวชน ซึ่ ง ปั จ จุ บั น ถื อ เป็ น เป้ า หมายสํ า คั ญ ของบรรดานั ก วิ ช าการอิ ส ลามและนั ก ฟื้ น ฟู สั ง คม ในการดํ า เนิ น การปลู ก ฝั ง จริยธรรมให้แก่เยาวชนมุสลิม และมัสยิด เป็นสถานที่รวมจิตใจ และเป็นบ้านของอัลลอฮฺ  ที่สามารถหลอมจิต วิญญาณแห่งศรัทธาของมุสลิมให้เข็มแข็ง มุสลิมที่มีหัวใจบริสุทธิ์และมีความศรัทธาอย่างแท้จริง จะมีความรู้สึกผูกพัน กับมัสยิดเป็นอย่างมาก พวกเขาจะมามัสยิดเพื่อทําอิบาดะฮฺอย่างสม่ําเสมอ ด้วยจิตสํานึกดีว่า มัสยิด คือ บ้านแห่ง การทําความดี บ้านแห่งการปรึกษาหารือ บ้านแห่งการสอนและการศึกษา ผลการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับวิธีการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม นักวิชาการอิสลามได้นําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการปลูกฝังจริยธรรมที่สอดคล้องตามหลักการอิสลาม ใน บริบทขององค์การทางการศึกษาไว้หลากหลายวิธีการ เพื่อตอบรับปัญหาสําคัญในการปลูกฝังจริยธรรมแก่นักเรียนที่ ต้องคํานึงถึงอย่างเร่งด่วน คือ 1) ครูผู้สอนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี 2) ใช้วิธีการปลูกฝังจริยธรรมไม่ถูกต้อง และ 3) นํา ���นังสือและสื่อที่มีลักษณะขัดแย้งต่อหลักการศรัทธาและหลักการปฏิบัติของศาสนามาใช้ ซึ่งจากการประมวลวิธีการ ปลูกฝังจริยธรรมต่างๆ ที่ได้จากอัลกุรอาน อัลหะดีษ วรรณกรรม และเอกสารวิชาการต่างๆของอิสลาม สามารถจัด กลุ่มวิธีการปลูกฝังออกเป็น 6 วิธีการ โดยใช้หลักเกณฑ์คัดเลือกวิธีการที่มีความหมายหรือนิยาม และรูปแบบการ ดําเนินการปลูกฝังใกล้เคียงกัน ดังนี้ (ดูรูปที่ 1)

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

1. การสร้าง แบบอย่างทีด่ ี

2.การสร้าง แรงจูงใจ วิธีก ารปลูก ฝัง จริย ธรรม ตามกรอบแนวคิ ด ของ อิสลาม

3.การตักเตือน

4. ก า ร นํ า เ ส น อ ประวั ติ ศ าสตร์ อิสลาม 5. การจัดกิจกรรม ปลูกฝังอัคลากฺ อย่างสม่ําเสมอ

6 . ก า ร จั ด ก า ร สภาพแวดล้อมที่ดี

 

 

78

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

- การให้ความสําคัญเรื่องการปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี - การปฏิบัติตนด้วยอัคลากฺที่ดีงามตามแบบอย่างของท่าน เราะสูล (ศ็อลฯ) และบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) - การให้ความสําคัญ การชื่นชมยกย่อง และการตอบ แทนความดีงามแก่นักเรียนที่มีอัคลากฺดีงาม - การกําหนดบทลงโทษและการลงโทษนักเรียนที่มี พฤติกรรมไม่ดี - การปลูกศรัทธาเรื่องการสอบสวนและผลตอบแทน ความดีความชั่วในโลกหน้า - การสอนและการชี้นํา - การให้คําปรึกษา และแนะนํา - การอบรม - การนําอุทาหรณ์สอนใจจากประวัติศาสตร์อิสลาม ที่มีแหล่งที่มาจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ - การยกตัวอย่าง เหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบัน - การสังเกตพฤติกรรม - การใช้รูปแบบเป็นขั้นตอน - การวัดและประเมินความเปลี่ยนแปลง - การสร้างบรรยากาศความศรัทธาภายในครอบครัว โรงเรียน และสังคม - การให้ความสําคัญต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว - การเอาใจใส่เรื่องอิทธิพลจากสื่อต่างๆ

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

79

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

จากรูปที่ 1 สามารถอธิบายวิธีการปลูกฝังจริยธรรมภายใต้กรอบแนวทางของอิสลาม ตามที่อัลกุรอาน อัลหะดีษ และ บรรดานักวิชาการอิสลามได้นําเสนอทั้งหมด ภายใต้ 6 วิธีการ โดยสรุป ดังนี้ 1) วิธีการสร้างแบบอย่างที่ดีตามคุณลักษณะดีงาม ซึ่งเห็นได้จากท่านเราะสูล  และบรรดาศาสนทูต ของอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) เป็นวิธีการปลูกฝังอัคลากฺที่ให้ผลความสําเร็จมากที่สุด หากไม่มีแบบอย่างแล้ว การอบรมสั่งสอน เพียงอย่างเดียวย่อมไม่มีประโยชน์เลย แบบอย่างของผู้ศรัทธาจึงต้องมีความสอดคล้องกับสิ่งที่เขาสอนผู้อื่น อัลลอฮฺ  ตรัสว่า z ~ } |{ z y x w v u t {

ความว่า “พวกเจ้าใช้ให้ผู้คนกระทําความดี2 โดยที่พวกเจ้าลืมตัวของพวกเจ้าเองกระนั้นหรือ? และทั้งๆ ที่ พวกเจ้าอ่านคัมภีร์กันอยู่ แล้วพวกเจ้าไม่ใช้ปัญญากระนั้นหรือ?” (ซูเราะห์ อัลบะเกาะเราฮฺ, 2: 44) 2) วิธีการสร้างแรงจูงใจ เป็นการปลูกฝังศรัทธาเรื่องการสอบสวนและผลตอบแทนในโลกนี้และโลกหน้าที่ ถูกต้องจากอัลกุรอาน และแบบอย่างของท่านเราะสูล  ด้วยรูปแบบโน้มน้าวจิตใจที่มีลักษณะเป็นนามธรรม และ รูปธรรม เช่น การกล่าวชื่นชม การส่งเสริม การให้เกียรติ และการให้รางวัลตอบแทนสําหรับนักเรียนที่มีอัคลากฺดีงาม การปรามด้วยเกณฑ์การลงโทษและการลงโทษแก่นกั เรียนที่มีพฤติกรรมไม่ดีงาม ตัวอย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺ  ได้ทรงสร้างแรงจูงใจแก่บ่าวของพระองค์ เกี่ยวกับบรรดาผู้ท่ีมีความรู้และมีความ ศรัทธานั้นจะมีตําแหน่งฐานันดรที่สูง ณ พระองค์ ซึ่งต่างจากบุคคลทั่วไป อัลลอฮฺ  ตรัสว่า Ê É È Ç Æ Å ÄÃ Â Á À ¿ ¾ ½ ¼ » º ¹ ¸{ zÑ Ð Ï Î ÍÌ Ë

ความว่า “ผู้ท่ีเขาเป็นผู้ภักดีในยามค่ําคืน ในสภาพของผู้สุญูด และผู้ยืนละหมาดโดยที่เขาหวั่นเกรงต่อโลก อาคิเราะฮฺ และหวังความเมตตาของพระเจ้าของเขา (จะเหมือนกับผู้ท่ีตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) กระนั้นหรือ?) จง กล่าวเถิดมุหัมมัด บรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ?3 แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะ ใคร่ครวญ” (ซูเราะห์ อัซฺซุมัร, 39: 9) 3) วิธีการตักเตือน เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาและการให้เหตุผลชี้นําบุคคลสู่สัจธรรม ผู้ปลูกฝังอัคลากฺ ต้องคํานึงถึงความเหมาะสมของตัวบุคคล วิธีการ เวลา และสถานที่ เพื่อให้เกิดความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ การ ตักเตือนที่แท้จริง คือ การตักเตือนด้วยความบริสุทธิ์ใจมุ่งหวังผลตอบแทนจากอัลลอฮฺ (สุบหฺฯ)ด้วยไม่ใช่การมุ่งหวัง 2

นักปราชญ์ของยิวได้แนะนําให้บางส่วนของพวกเขาศรัทธาต่อท่านนะบีมูฮัมมัด แต่พวกเขาเองไม่ยอมศรัทธา คือหวั่นเกรงการลงโทษในวันอาคิเราะฮฺ และหวังความเมตตา คือ หวังการตอบแทนด้วยสวนสวรรค์ แน่นอน สภาพของบุคคลสอง จําพวกนั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน อิมามอัลฟัครฺกล่าวไว้ในหนังสืออัลตัฟซีรอัลกะบีรว่า พึงทราบเถิดว่า อายะฮฺนี้เป็นการบ่งชี้ถึงเคล็ดลับที่ประหลาด ประการแรกก็คือ พระองค์ทรงเริ่มด้วยการกล่าวถึงการกระทํา และจบลงด้วยการกล่าวถึงวิชาความรู้ ส่วนที่ว่าการกระทํานั้นก็คือ การภักดี การสุญูด และการยืนละหมาด ส่วนที่ว่าวิชาความรู้ก็คือ คําตรัสของพระองค์ที่ว่า “บรรดาผู้รู้กับบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ” อันนี้เป็นการชี้บ่งว่าความ สมบูรณ์ของมนุษย์นั้น อยู่ที่เป้าหมายทั้งสอง คือการกระทําและความรู้ 3

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

80

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ผลประโยชน์ อํานาจ หรือชื่อเสียงใดๆ อัลลอฮฺ  ได้แจ้งให้ผู้ศรัทธาทราบถึงการตักเตือนของบรรดาศาสนทูตก่อน หน้าท่านเราะสูล  กับประชาติของพวกเขาในอดีต เช่น นบีนูห์ นบีฮูด นบีศอลิห์ นบีลูฏ และนบีชุอีบ (ขออัลลอฮฺ  ทรงประทานความสันติมีแด่พวกเขา) ในสูเราะฮฺ อัชชุอะรออฺ อายะฮฺ ที่ 109 ,127, 145, 164 และ 180 เพื่อเป็นการ ยืนยันความบริสุทธิ์ใจของพวกเขาในการเรียกร้องสู่ศาสนาของพระองค์ เป็นจํานวนถึง 5 ครั้ง อัลลอฮฺ  ตรัสว่า z ã â á à ß Þ ÝÜ Û Ú Ù Ø{

ความว่า “และฉันมิได้ข อค่าตอบแทนในการนี้จากพวกท่าน หากแต่ค่าตอบแทนของฉัน มิได้ม าจากผู้ใ ด นอกจากพระเจ้าแห่งสากลโลก” (ซูเราะห์ อัชชุอะรออฺ, 26: 109) 4) วิธีการนําเสนอประวัติศาสตร์อิสลาม เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในประวัติศาสตร์อาศัยแหล่งที่มาจากอัล กุรอานและอัลหะดีษ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นตัวอย่าง อุทาหรณ์ และเตือนใจ โดยเฉพาะการนําเสนอ ประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวที่มีการกล่าวในอัลกุรอานนั้น มีความดึงดูดและน่าสนใจ ด้วยรูปแบบการนําเสนอที่มี โวหาร ความสละสลวย และสํานวนที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจ อันมีผลต่อจิตใจ ความรู้สึก และผลักดันให้มนุษย์เกิดความ ต้องการพัฒนาและปรับปรุงตนเอง ตัวอย่างเรื่องราวที่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสามารถนําไปใช้ในการปลูกฝังอัคลากฺแก่นักเรียน ได้แก่ เรื่องราวของบรรดานบีต่างๆ ชีวประวัติของท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) เหตุการณ์ความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ  ให้รอดพ้น จากสายตาของพวกกุเรชในวันที่ท่านเราะสูล  อพยพสู่นครมะดีนะฮฺ การปรามลูกของท่านนบีนูห์ (อะลัยฮิสลาม) ให้ ออกห่างจากการอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในวันที่น้ําท่วมโลก เหตุการณ์ความมหัศจรรย์ในวัยเยาว์ของท่านน บีอิสมาอีล (อะลัยฮิสลาม) เหตุการณ์การรอดพ้นจากการตามล่าของพวกฟิรอูนของท่านนบีมูซา (อะล���ยฮิสลาม) เรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่ออิสลามของบรรดาเคาะลีฟะฮฺ (เราะฎิญัลลอฮุอันฮุม) การดําเนินชีวิตของบรรดาเศาะ หาบะฮฺ (เราะฎิญัลลอฮุอันฮุม) และเหตุการณ์อื่นๆอีกมากมายที่จะสร้างความรู้สึกรักต่ออัลลอฮฺ  และเราะสูลของ พระองค์ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนมีจริยธรรมที่ดีงาม 5) วิธีการจัดกิจกรรมปลูกฝังจริยธรรมอย่างสม่ําเสมอ เป็นวิธีการการส่งเสริมการปฏิบัติจริงให้สอดคล้อง กับความรู้อย่างเป็นขั้นตอนอย่างมีระบบ มีความต่อเนื่อง และการติดตาม รวมถึงการประเมินผลอยู่ตลอดเวลาเพื่อ ศึกษาระดับความสําเร็จ ซึ่งผลการศึกษาสามารถนํามาปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาวิธีการให้ดียิ่งขึ้น การจัดกิจกรรมที่ มีความต่อเนื่องและมีความเป็นขั้นตอนนี้เห็นได้จากรายงานของท่านอิบนฺ อับบาส (เราะฎิญัลลอฮุอันฮฺ) เกี่ยวกับท่าน เราะสูล  ได้สั่งเสียท่านมุอาส (เราะฎิญัลลอฮุอันฮฺ) ไว้ว่า

‫ﺓ‬ ‫ﺩ‬ ‫ﺎ‬‫ﺷﻬ‬ ‫ﻢ ﹺﺇﻟﹶﻰ‬ ‫ﻬ‬ ‫ﻋ‬ ‫ﺩ‬ ‫ ﺍ‬: ‫ﻤ ﹺﻦ ﹶﻓﻘﹶﺎ ﹶﻝ‬ ‫ﻴ‬‫ ﹺﺇﻟﹶﻰ ﺍﹾﻟ‬‫ﻨﻪ‬‫ﻋ‬ ‫ﻪ‬ ‫ﻲ ﺍﻟﱠﻠ‬ ‫ﺿ‬  ‫ﺭ‬ ‫ﺎﺫﹰﺍ‬‫ﻣﻌ‬ ‫ﺚ‬ ‫ﻌ ﹶ‬ ‫ﺑ‬ ‫ﻢ‬ ‫ﺳﻠﱠ‬ ‫ﻭ‬ ‫ﻪ‬ ‫ﻴ‬‫ﻋﹶﻠ‬ ‫ﻪ‬ ‫ﺻﻠﱠﻰ ﺍﻟﱠﻠ‬  ‫ﻲ‬ ‫ﻨﹺﺒ‬‫"ﹶﺃﻥﱠ ﺍﻟ‬ ‫ﻢ‬ ‫ﻴ ﹺﻬ‬‫ﻋﹶﻠ‬ ‫ﺽ‬  ‫ﺮ‬ ‫ﺘ‬‫ﺪ ﺍ ﹾﻓ‬ ‫ﻪ ﹶﻗ‬ ‫ﻢ ﹶﺃﻥﱠ ﺍﻟﻠﱠ‬ ‫ﻬ‬ ‫ﻤ‬ ‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﻚ ﹶﻓﹶﺄ‬  ‫ﻟ‬‫ﻟ ﹶﺬ‬ ‫ﻮﺍ‬‫ﻢ ﹶﺃﻃﹶﺎﻋ‬ ‫ﻫ‬ ‫ﻪ ﹶﻓﹺﺈ ﹾﻥ‬ ‫ﻮ ﹸﻝ ﺍﻟﻠﱠ‬‫ﺭﺳ‬ ‫ﻲ‬‫ﻭﹶﺃﻧ‬ ‫ﻪ‬ ‫ﻪ ﹺﺇﻟﱠﺎ ﺍﻟﱠﻠ‬ ‫ﹶﺃ ﹾﻥ ﻟﹶﺎ ﹺﺇﹶﻟ‬ ‫ﺪﹶﻗ ﹰﺔ‬ ‫ﺻ‬  ‫ﻢ‬ ‫ﻴ ﹺﻬ‬‫ﻋﹶﻠ‬ ‫ﺽ‬  ‫ﺮ‬ ‫ﺘ‬‫ﻪ ﺍ ﹾﻓ‬ ‫ﻢ ﹶﺃﻥﱠ ﺍﻟﻠﱠ‬ ‫ﻬ‬ ‫ﻤ‬ ‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﻚ ﹶﻓﹶﺄ‬  ‫ﻟ‬‫ﻟ ﹶﺬ‬ ‫ﻮﺍ‬‫ﻢ ﹶﺃﻃﹶﺎﻋ‬ ‫ﻫ‬ ‫ﺔ ﹶﻓﹺﺈ ﹾﻥ‬ ‫ﻴﹶﻠ‬‫ﻭﹶﻟ‬ ‫ﻮ ﹴﻡ‬ ‫ﻳ‬ ‫ﻲ ﹸﻛﻞﱢ‬‫ﺕ ﻓ‬  ‫ﺍ‬‫ﺻﹶﻠﻮ‬  ‫ﺲ‬  ‫ﻤ‬ ‫ﺧ‬ "‫ﻢ‬ ‫ﺋ ﹺﻬ‬‫ﺍ‬‫ﻋﻠﹶﻰ ﹸﻓ ﹶﻘﺮ‬ ‫ﺩ‬ ‫ﺮ‬ ‫ﻭﺗ‬ ‫ﻢ‬ ‫ﺋ ﹺﻬ‬‫ﺎ‬‫ﻦ ﹶﺃ ﹾﻏﹺﻨﻴ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﺧﺬﹸ‬ ‫ﺆ‬ ‫ﻢ ﺗ‬ ‫ﻟ ﹺﻬ‬‫ﺍ‬‫ﻣﻮ‬ ‫ﻲ ﹶﺃ‬‫ﻓ‬ ความว่า “แท้จริงท่านนบี  ได้แต่งตั้งมุอาส (เราะฎิญัลลอฮุอันฮฺ) ให้ทําหน้าที่ (ผู้ปกครอง) ที่เมืองเยเมน ดังนั้นท่านนะบี  ทรงกล่าวว่า :ท่านจงเชิญชวนพวกเขาสู่ชะฮาดะฮฺ (การรับอิสลาม) คือ ให้ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้า

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

81

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

อื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ  และแท้จริงฉัน (มุหัมมัด) คือเราะสูลของอัลลอฮฺ  ดังนั้นหากพวกเขายอมรับเรื่อง ดังกล่าว ท่านจงสอนพวกเขาว่า แท้จริงอัลลอฮฺ  ได้ทรงกําหนดฟัรฎูการละหมาดห้าเวลาแก่พวกเขาในวันหนึ่งและ คืนหนึ่ง ดังนั้นหากพวกเขายอมรับเรื่องดังกล่าว ท่านจงสอนพวกเขาว่า แท้จริงอัลลอฮฺ  ทรงกําหนดให้บรรดาผู้ท่ีมี ความร่ํารวยบริจาคทาน (เศาะดะเกาะฮฺ) เอาจากทรัพย์สินของพวกเขา และบริจาคมันแก่บรรดาผู้ที่มีความขัดสนของ พวกเขา ” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย,์ เลขที่: 1395) และ 6) วิธีการจัดการสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นการสร้างบรรยากาศการศรัทธา และการปฏิบัติความดี มี อิ ท ธิ พ ลต่ อ การเปลี่ ย นแปลงพฤติ ก รรมของบุ ค คลอย่ า งยิ่ ง หากขาดความเข้ า ใจ ขาดความร่ ว มมื อ กั น และให้ ความสํ าคัญ ในเรื่ องนี้แล้ว ความสําเร็จในการปลูกฝังจริยธรรมย่อมไม่เกิดขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของเด็กจะมี ความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ เช่นเดียวกับต้นไม้ที่งอกงามและเติบใหญ่แข็งแรงได้ด้วยพื้นดินที่มีความ อุดมสมบูรณ์ ดังที่อัลลอฮฺ  ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า z NM L K J I H GF E D C B A {

ความว่า“และเมืองที่ดีนั้น (มีดินดี) ผลิตผลของมันจะงอกออกมาด้วยอนุมัติแห่งพระเจ้า และเมืองที่ไม่ดี นั้น ผลิตผลของมันจะไม่ออกนอกจากในสภาพแกร็น” (ซูเราะห์ อัลอะรอฟ, 7: 58) และท่านเราะสูล  ได้เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างบุคคลที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีและ สภาพแวดล้อมที่เสื่อมเสียว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตามที่ท่าน อบี บุรดะฮฺ บิน อบี มูซา (เราะฎิญัลลอฮุอันฮฺ) ได้รายงานจากบิดาของท่าน (เราะฎิญัลลอฮุอันฮฺ) กล่าวว่า ท่านเราะสูล  ทรงกล่าวว่า

‫ﻦ‬ ‫ﻣ‬ ‫ﻚ‬  ‫ﺪﻣ‬ ‫ﻌ‬ ‫ﻳ‬ ‫ﺩ ﻟﹶﺎ‬ ‫ﺍ‬‫ﺤﺪ‬  ‫ﻛ ﹺﲑ ﺍ ﹾﻟ‬ ‫ﻭ‬ ‫ﻚ‬  ‫ﺴ‬  ‫ﻤ‬ ‫ﺐ ﺍ ﹾﻟ‬ ‫ﺣ ﹺ‬ ‫ﺎ‬‫ﻤﹶﺜ ﹺﻞ ﺻ‬ ‫ﻮ ِﺀ ﹶﻛ‬ ‫ﺴ‬  ‫ﺲ ﺍﻟ‬ ‫ﻴ ﹺ‬‫ﺠﻠ‬  ‫ﺍ ﹾﻟ‬‫ﻟ ﹺﺢ ﻭ‬‫ﺎ‬‫ﺲ ﺍﻟﺼ‬ ‫ﻴ ﹺ‬‫ﺠﻠ‬  ‫ﻣﹶﺜﻞﹸ ﺍ ﹾﻟ‬ " ‫ﺎ‬‫ ﹺﺭﳛ‬‫ﻨﻪ‬‫ﻣ‬ ‫ﺠﺪ‬ ‫ﺗ ﹺ‬ ‫ﻭ‬ ‫ﻚ ﹶﺃ‬  ‫ﺑ‬‫ﻮ‬ ‫ﻭ ﹶﺛ‬ ‫ﻚ ﹶﺃ‬  ‫ﻧ‬‫ﺪ‬ ‫ﺑ‬ ‫ﺤ ﹺﺮﻕ‬  ‫ﺩ ﻳ‬ ‫ﺍ‬‫ﺤﺪ‬  ‫ ﺍﹾﻟ‬‫ﻛﲑ‬ ‫ﻭ‬ ‫ﳛﻪ‬ ‫ ﹺﺭ‬‫ﺠﺪ‬ ‫ﺗ ﹺ‬ ‫ﻭ‬ ‫ﻪ ﹶﺃ‬ ‫ﺘﺮﹺﻳ‬‫ﺸ‬  ‫ﺗ‬ ‫ﺎ‬‫ﻚ ﹺﺇﻣ‬  ‫ﺴ‬  ‫ﻤ‬ ‫ﺐ ﺍﹾﻟ‬ ‫ﺣ ﹺ‬ ‫ﺎ‬‫ﺻ‬ "‫ﺧﺒﹺﻴﹶﺜ ﹰﺔ‬ ความว่า “เปรียบเพื่อนที่ดี และเพื่อนที่เลว ดังเช่น คนขายน้ําหอม กับช่างตีเหล็ก คนขายน้ําหอมจะไม่ก่อ ผลเสียใดแก่ท่าน บางทีท่านจะซื้อน้ําหอม หรือ ท่านจะได้กลิ่นหอมจากเขา และช่างตีเหล็กที่ร่างกายของท่านอาจจะ ถูกไฟเผาไหม้ หรือเสื้อผ้าของท่าน หรือท่านจะได้กลิ่นที่เหม็นจากเขา” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย,์ เศาะหีห, เลขที่: 2101) บทสรุป การปลูกฝังจริยธรรม เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากในภาวะสังคมโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะเป็นตัวชี้วัดสภาพ ความเจริญหรือความต่ําทรามของมนุษย์ เป็นสื่อการพัฒนา การแก้ปัญหา และการสร้างสมาชิกที่ดี และอารยะธรรม ดีงามของสังคม การปลูกฝังจริยธรรม (อัคลากฺ) ตามแนวทางของอิสลาม ผ่านสื่อและวิธีการที่มีหลักฐานมาจากอัลกุ รอาน และแบบฉบับจากท่านเราะสูล  สอดคล้องตามกระบวนการของอิสลาม และถือเป็นภารกิจสําคัญที่มุสลิมทุก คนต้องร่วมมือกัน เพื่อตอบรับคําสั่งใช้ของอัลลอฮฺ  ที่ว่า

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

82

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

zÉÈ Ç Æ Å Ä ÃÂ Á À ¿ {

ความว่า “และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยําเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็น บาป และเป็นศัตรูกัน” (ซูเราะห์ อัลมาอิดะฮฺ, 5: 2) ดั ง นั้ น ผู้ ศ รั ท ธาต้ อ งสร้ า งบรรยากาศความเป็ น ญะมาอะฮฺ ที่ ใ ห้ ค วามร่ ว มมื อ กั น กระทํ า ความดี ง าม และ ตักเตือนกันสู่สัจธรรม ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะตกอยู่ในความขาดทุน อัลลอฮฺ (สุบหฺฯ) ตรัสว่า zPO N M L K J I H ،F E D C ،A {

ความว่า “ขอสาบานด้วยกาลเวลา แท้จริงมนุษย์นั้น อยู่ในการขาดทุน นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและกระทํา ความดีทั้งหลายและตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกันให้มีความอดทน” (ซูเราะห์ อัลอัศรฺ, 103: 1-3)

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

83

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บรรณานุกรม สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย. พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมแปลเป็นภาษาไทย. อัลมาดีนะห์ อัลมูเนาวา เราะห์: ศูนย์กษัตริย์ฟาฮัด เพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน. 1998. c Abdu al-Ghaniy cUbud. 1985. “Fi al- Tarbiyat al- Islamiyat”. Kuliyat al-Tarbiyat-Yami‘at ‘Ain Shams: Dar alFikr al-‘Arabiy. c Abdu al-Rohฺman al-Nahฺlawiy. 2033. Usul al-Tarbiyat al- Islamiyat wa Asal ibiha Damishq: Dar al-Fikr. 2003. c Abdu al-Rohman Hasan Hanbakat al-Midaniy. 1999. “al–Akhlaq al–Islamiyat wa-Ususuha” .Bairut: Dar alshamiyat. c Abu Abdullah, Mustฺ ฺafa Bin al-‘Aadawiy Shalbayah. 1997. “Fikh al-Akhlaq wa al- Mucaalat macaa al-Muminin” Yiddat: Dar Majid al- casiriy. Abu Dawud, Sulaiman Ibn al-Ash al-Sijistani. “Sunan Abi Dawud” (‫ )ﺳﻨﻦ ﺍﰊ ﺩﺍﻭﺩ‬s.l. : Dar al-Hadith,1986. Ahmad bin Hanbal. “Musnad al-Imam Ahmad bin Hanbal” (‫)ﻣﺴﻨﺪ ﺍﻹﻣﺎﻡ ﺃﲪﺪ ﺑﻦ ﺣﻨﺒﻞ‬. Bairut : Dar ’Ihya’ alTurath al-‘Arabiy. ,1978. Ahฺmad Farid. al-Tarbiyat ‘ala Manhaj Ahl al-Sunat wa al-Jamaat (‫ )ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﻋﻠﻰ ﻣﻨﻬﺞ ﺃﻫﻞ ﺍﻟﺴﻨﺔ ﻭﺍﳉﻤﺎﻋﺔ‬. alRiyad :Dar Tฺayibat Lilnashr wa al-Tawzi‘I,2004. al-Bukhariy, Muhammad Ibn Isma‘il. “Sahih al-Bukhariy” (‫ ) ﺻﺤﻴﺢ ﺍﻟﺒﺨﺎﺭﻱ‬. al-Riyad : Dar al-Salam ,1997. al-Tirmidhiy, Muhammad bin ‘Isa. “Sunan al-Tirmidhiy” (‫ﻱ‬  ‫ ) ﺳﻨﻦ ﺍﻟﺘﺮﻣﺬ‬. al-Riyad : Maktabat al-Ma‘arif ,2003. Hฺadฺat bint Muhฺammad bin Falihฺ al- Zฺaghir ���Ta‘aamul al-Rasul SL. ma‘a al-Atฺfal Tarbawiyan” ( ‫) ﺗﻌﺎﻣﻞ ﺍﻟﺮﺳﻮﻝ ﺻﻠﻰ ﺍﷲ ﻋﻠﻴﻪ ﻭﺳﻠﻢ ﻣﻊ ﺍﻷﻃﻔﺎﻝ ﺗﺮﺑﻮﻳﺎ‬. Qatฺar : Dar al-Kutฺub al- Qatฺariyat ,2008. Khalid Ahฺmad al-Shantut. al-Tarbiyat al-Atฺfal fi al-Hฺadith al-Sharif (‫ )ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﺍﻷﻃﻔﺎﻝ ﰲ ﺍﳊﺪﻳﺚ ﺍﻟﺸﺮﻳﻒ‬. alMadinat al-Munawarat : Maktabat al-Malik Fahad al-Watฺaniyat Athnaa al-Nashr. 1996. Miqdad Yaljin. “Manhaj Udฺul al-Tarbiyat al- Islamiyat al-Mutฺawir” (‫ )ﻣﻨﻬﺞ ﺃﺻﻮﻝ ﺍﻟﺘﺮﺑﻴﺔ ﺍﻹﺳﻼﻣﻴﺔ ﺍﳌﻄﻮﺭ‬. alRiyad :Dar ‘Alam al-Kutฺub. ,2007. Muhammad bin al-Lutfi al-Sibbagh. Nasorat fi al-Usrat al-Muslimah (‫ )ﻧﻈﺮﺍﺕ ﰲ ﺍﻷﺳﺮﺓ ﺍﳌﺴﻠﻤﺔ‬. Bairut : al-Maktab al-Islamiy.1985. Muslim, Muslim bin al-Hajjaj al-Qusyaayriy. “Sahih Muslim” (‫ )ﺻﺤﻴﺢ ﻣﺴﻠﻢ‬. al-Qahirat : Dar al-Maktabah ,1981. Musฺtafa Hilmiy . “al-Akhlaq Baina al-Falasafat wa-‘Ulamaa al-Islamiy” (‫ )ﺍﻷﺧﻼﻕ ﺑﲔ ﺍﻟﻔﻼﺳﻔﺔ ﻭ ﻋﻠﻤﺎﺀ ﺍﻹﺳﻼﻡ‬. Bairut : Dar al-Kutub al-‘Ilmiyat. ,2004.

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

85

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทความวิจัย

การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูล ซอหมาด ใบหมาดปันจอ ∗ รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ ∗∗ วาทิต ระถี*** บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลามในจังหวัดสตูล และเปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน จังหวัดสตูล จําแนกตาม ขนาดของโรงเรียน ประสบการณ์ทางการบริหาร และคุณวุฒิทางการศึกษาของผู้บริหาร รวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จํานวน 66 คน ด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมาซึ่งแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามมี ลักษณะเลื อกตอบตามรายการ ตอนที่ 2 วัดระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลมีลักษณะประมาณค่า 5 ระดับ โดย แบบสอบถามมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.78 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอน บราชเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย ค่า F-test ผลการวิจัยพบว่า ระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัด สตูลโดยรวมมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลาง ( X = 3.62) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านหลักนิติธรรม หลักความ โปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม และหลักความคุ้มค่า อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.53, 3.52, 3.50, และ 3.57 ตามลําดับ ด้านหลักคุณธรรมและหลักความรับผิดชอบอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ย 3.83 และ 3.68 ตามลําดับ ผลการเปรียบเทียบระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัด สตูล โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจาณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง มีระดับการ ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูล ด้านหลักความคุ้มค่า มากกว่า ผู้บริหารในโรงเรียนขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คําสําคัญ หลักธรรมาภิบาล, การบริหารจัดการสถานศึกษา, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม.

นักศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ อาจารย์ ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗∗ อาจารย์ ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

86

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Abstract The objectives of this research were to study the level of The Use of Principle of Good Governance for Management of Islamic Private School in Satun Province and to compare the use of Principle of Good Governance for Management of Islamic Private School by size of school, the administrative experience and the qualifications of administrators. The data collected from the 66 administrators of Islamic Private School using stratified random and simple random. A questionnaire that developed by the researcher which is divided into two: part one the profile of the respondent look like listed choice. The part two is the level of the use of Principle of Good Governance for Management of Islamic Private School look around the 5 level. The query is based on the content validity index was 0.78 and coefficient alpha of Cronbach was 0.98.The statistics were used in this study were frequency, percentage, mean, standard deviation. And hypothesis testing with the F-test. The results showed that level of principles of good governance of the private Islamic schools in Satun Province, the overall mean score ( X = 3.62) when considering each component. The rule of law,the principle of transparency, The participation principles and value principles were moderate with the average 3.53, 3.52, 3.50, and 3.57, were in order respectively. For the moral principles and principle participate were the high average3.83and 3.68, were in order respectively. The comparison of the level of principles of good governance for Management of Islamic Private School. The overall is no difference. When consideration of each component found that the administrators of small and medium- size school have the level of The Use of Principle of Good Governance for Management of Islamic Private School in Satun Province higher then the administrators of large size school there were statistically significant at the .05 level. Keywords: Good Governance, Administration school, Islamic Private School.

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

87

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทนํา ปัจจุบันทุกประเทศมีการเปลี่ยนแปลง มีแนวทางการปรับปรุงการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมโดยมี เป้าประสงค์ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของประชาชน รัฐธรรมนูญแต่ ละฉบับมีความพยายามในการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยเน้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วน ร่วมในการตัดสินใจของภาครัฐมากขึ้น การประกันคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ภาครัฐมีการบริหารการ ปกครองที่โปร่งใสสามารถถูกตรวจสอบได้ โดยประชาชนมากขึ้นซึ่งมีเป้าหมายร่วมกัน 3 ทางคือ การบริหารมุ่ง ผลสัมฤทธิ์ การปรับเปลี่ยนภาครัฐ และการบริหารแบบพหุภาคี (สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน : 2546 ) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 39 ระบุไว้ โดยชัดเจนว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการกระจายอํานาจการบริหาร การจัดการศึกษา ด้านวิชาการงบประมาณการ บริหารบุคลากรและการบริหารงานทั่วไป ไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี. 2551: 34) และให้สถานศึกษามีอํานาจหน้าที่ความ รับผิดชอบ มีความเป็นอิสระคล่องตัวในการตัดสินใจในการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพตามหลักการกระจายอํานาจ จัดได้ว่าเป็นความก้าวหน้าของการพัฒนามนุษย์และถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งสําคัญเพื่อพัฒนาคนไทยทุก คนให้พร้อมสําหรับการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์ และเน้นหลักสําคัญว่าผู้เรียนมีความสําคัญที่สุดทุกคนสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ การบริหารจัดการการศึกษา ผู้บริหารครูผู้สอนบุคลากรทางการศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง จะต้องเข้าใจในอํานาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ เนื่องจากการศึกษาเป็นกิจการสาธารณะที่มีผู้เกี่ยวข้อง และมี ผลกระทบจากการบริการจํานวนมากดังนั้นเพื่อให้การบริหารและการตัดสินใจมีความถูกต้องและก่อประโยชน์สูงสุด ต่อผู้มารับบริการ สถานศึกษาควรดําเนินการโดยใช้ระบบการบริหารเป็นองค์คณะมากที่สุดเท่าที่จะทําได้โดยรูปแบบ ที่ใช้ได้แก่ การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Base Management : SBM) ในรูปแบบคณะกรรมการ สถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้แทน ศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นเลขานุการ ร่วมกันวางนโยบายในการบริหารให้สอดคล้อง กับความต้องการของผู้ปกครองและชุมชนมากที่สุด ภายใต้กรอบที่กฎหมายกําหนด ในการบริหารงานเพื่อให้ภารกิจ ของโรงเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์นั้น นอกจากจะต้องใช้ทรัพยากรเบื้องต้นในการบริหารงานอันได้แก่ คน เงิน พัสดุ เทคนิคการจัดการแล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมทั้งผู้ท่ีมีส่วนได้เสียในการจัดการศึกษาจะต้องมีส่วนร่วมใน การบริหารอย่างจริงจังซึ่งการที่องค์ค���ะที่กล่าวถึงจะเข้ามามีบทบาทในการบริหารนั้นจะต้องทราบถึงบทบาทและ หน้าที่ของตนเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะครูนอกจากจะต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองแล้วยังต้อง ตระหนักถึงความสํานึกรับผิดชอบในหน้าที่ซึ่งครูจะต้องมีอยู่ในตัวตน จึงจะสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ได้ ซึ่ง ความสํานึกรับผิดชอบในหน้าที่นั้นความหมายก็บ่งบอกในตัวอยู่แล้วว่า ผู้บริหารหรือครูผู้สอนหน้าที่ที่รับผิดชอบที่ สําคัญคือการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความรู้ คุณธรรม จริยธรรมให้เกิดแก่เยาวชน แต่การที่จะสร้างลักษณะดังกล่าว ได้ ผู้บริหาร และหรือครูผู้สอนจะต้องเริ่มที่ตนเองเสียก่อน โดยเฉพาะในปัจจุบันถ้าครูขาดความสํานึกรับผิดชอบใน หน้าที่แล้ว นอกจากจะส่งผลกระทบถึงการจัดการศึกษาแล้วยังส่งผลกระทบถึงความเจริญก้าวหน้าของตนเองและ ประเทศชาติ เนื่องจากมีองค์กรอิสระทั้งภาครัฐและเอกชนที่คอยตรวจสอบถึงการบริหารจัดการอยู่มากมาย รวมทั้ง ประชาชนก็รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเองมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการตรวจสอบการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบการทํางานของผู้บริหารและครูผู้สอนนั่นเองนอกจากนี้รัฐยังกําหนดให้สถานศึกษาเป็น “นิติ

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

88

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บุคคล” เพื่อให้การบริหารจัดการ การศึกษาเกิดความคล่องตัวและผู้มารับบริการเกิดความพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งการ กําหนดให้สถานศึกษาเป็น “นิติบุคคล” นี้เองได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งในการปฏิรูป ระบบราชการนี้จัดว่าเป็นสิ่งใหม่ในระบบราชการไทยและเพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปตามเจตนารมณ์ จึงออกระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 และได้ตราเป็นพระ ราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในเวลาต่อมา เพื่อให้ทุกกระทรวง ทุกกรมและส่วนราชการถือปฏิบัติ การบริหารจัดการของสถานศึกษาซึ่งมีหน้าที่ให้บริการการศึกษาแก่ประชาชนและ เป็นสถานศึกษาของรัฐ จึงต้องนําระเบียบ และพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวมาบูรณาการในการบริหารจัดการศึกษาเพื่อ เสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้กับโรงเรียนการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดี มีการใช้ศัพท์ในภาษาไทยโดย นักวิชาการต่าง ๆได้แก่ หลักธรรมาภิบาล การปกครองที่ดี ธรรมรัฐ กลไกประชารัฐ กลไกภาคราชการที่มีคุณภาพ ประชาคมภาคราชการที่ดี กลไกราชการที่ดี สํานักนายกรัฐมนตรีเรียกว่า “การบริหารจัดการบ้านเมือง และสังคมที่ ดี” เพื่อให้เข้าใจได้ตรงกันในที่นี้ขอใช้คําว่า “หลักธรรมาภิบาล” และใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Good Governance อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีนักวิชาการ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่ให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมองโดย ภาพรวมแล้วจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน ในส่วนที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ปรองดองสร้างสรรค์การ บริหารเป็นไปอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส ยุติธรรม และการมีส่วนร่วมของผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งจะต้องผสมผสานกัน เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพร้อมกันนี้สํานักนายกรัฐมนตรีได้กําหนด หลักการ บริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีหรือ “หลักธรรมาภิบาล” ไว้ทั้งหมด 6 ประการ ด้วยกันคือ หลักนิติธรรม หลัก คุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า (สัญญา ชาวไร่ม, 2546: 2- 3) สถานศึกษาซึ่งมีหน้าที่ให้บริการการศึกษาและเป็นสถานศึกษาของรัฐ จึงต้องนําหลักการว่าด้วยการบริหาร กิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี หรือ “หลักธรรมาภิบาล” ซึ่งมีด้วยกัน 6 ประการตามที่กล่าวมาแล้วมาบูรณาการใช้ใน การบริหารจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการบริหาร จัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาการบริหารและการตัดสินใจมีความถูกต้องก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้มารับบริการ รวมทั้งจะสามารถลดความ ขัดแย้งทั้งต่อผู้มารับบริการและบุคลากรในสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี การรับรู้หลักการบริหารจัดการ โดยใช้หลักธรร มาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจึงเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งในการบริหารจัดการการศึกษา (สํานักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. 2546: 3) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นโรงเรียนเอกชนตามมาตรา 15 (1) และ 15(2) แห่งพระราชบัญญัติ โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นที่รู้จักกันดีในนามว่า “ปอเนาะ” ซึ่งจัดตั้งอยู่กระจัด กระจายในพื้นที่ของจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และมีบ้างในเขตภาคกลางโดยกําหนดหลักสูตรการสอนแบบแบ่งชั้นและระดับต่างๆทั้งด้านวิชา ศาสนา วิชาสามัญและวิชาชีพ มีการอบรม ประชุมและสัมมนาครูรวมทั้งการประเมินและการนิเทศ ปัจจุบันจังหวัดสตูลมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั้งสิ้นจํานวน 16 โรงเรียน เมื่อพิจารณากับจํานวน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาทั้งจังหวัดสตูลแล้วจะเห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่จะนิยมเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลาม ซึ่ง ถือได้ว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีบทบาทที่สําคัญต่อการให้การศึกษาแก่เยาวชนเพื่อเป็น สะพานเชื่อมต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ดั้งนั้นการบริหารจัดการสถานศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลามจําเป็นต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพมาตรฐานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งด้านการบริหารจัดการและด้าน วิชาการ (สํานักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล: 2552 สืบค้นจาก http://www.opes.go.th)

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

89

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูลว่า ได้มีการนําหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษามากน้อยเพียงใด และทําการเปรียบเทียบว่า โรงเรียนที่มีลักษณะต่างกันมีผลต่อการใช้หลักธรรมาภิบาลหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะสามารถนําไปเผยแพร่ให้กับผู้ท่ี เกี่ยวข้องและผู้ท่ีสนใจนําไปเป็นข้อมูลในการส่งเสริมการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยใช้หลักธรรมาภิบาลซึ่งจะ ก่อให้เกิดระบบการบริหารจัดการที่ดีต่อไป วิธีการดําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสตูล โดย ผู้ตอบแบบสอบถามคือผู้บริหารสถานศึกษาจํานวน 16 โรงเรียน โรงเรียนละ 5 คน ได้ประชากรทั้งหมด 80 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสตูลโดยผู้ตอบ แบบสอบถามคือผู้ปฏิบัติงานสายบริหารสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย ผู้รับใบอนุญาต ผู้อํานวยการ รองผู้อํานวยการ ผู้จัดการ หรือผู้ท่ีทําหน้าที่หัวหน้าฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการบริ���ารสถานศึกษา ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจํานวน 66 คน ซึ่ง ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (Proportional Stratified Sampling) โดยใช้อําเภอของโรงเรียนเป็นชั้น (Strata) 2. เครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจัย การดําเนินการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมาเองจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษา เพื่อต้องการทราบถึงระดับการรับรู้ โดยศึกษาจาก ความรู้ ความ เข้าใจพฤติกรรมการปฏิบัติงาน และความตระหนักของผู้ตอบแบบสอบถามโดยเครื่องมือเป็นแบบสอบถามความ คิดเห็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า ของ ลิเคิร์ทจํานวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 2 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบเลือกรายการ จํานวน 3 ข้อ ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้การบริหารจัดการโดยใช้หลักธรรมาภิบาล เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 75 ข้อ 3. วิธีการดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดําเนินการเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยตามลําดับดังนี้ 3.1 การประสานงานโดยหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ ถึงสํานักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดสตูล เพื่อขออนุญาตเก็บข้อมูลจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสังกัด 3.2 นําหนังสือแนะนําตัวจากสํานักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูลไปยังโรงเรียนเพื่อดําเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 4.1 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ 4.1.1 การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เป็นการหาค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยได้นําแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องด้านโครงเนื้อหาและ ภาษา โดยการคํานวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) เพื่อให้มีความสมบูรณ์

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

90

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

เกิดความเข้าใจแก่ผู้ตอบและสามารถวัดได้ตรงกับเรื่องที่ต้องการศึกษา แล้วนํามาปรับปรุงให้มีความเหมาะสมมีความ ถูกต้องก่อนที่จะนําไปใช้เก็บข้อมูลจริง 4.1.2 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยผู้วิจัยนําแบบสอบถามไปทดลองใช้กับผู้บริหารโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย และนําแบบสอบถามมาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยวิธีหาค่า สัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha Coefficient) ของครอนบาค 4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดําเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสําเร็จรูปทางสังคมศาสตร์ spss/pc วิเคราะห์หา ค่าสถิติต่างๆ ดังนี้ 4.2.1 ค่าร้อยละ (percentage) ของจํานวนผู้ตอบแบบสอบถามตามสถานภาพของการเป็นผู้บริหารใน โรงเรียน 4.2.2 นําคะแนนที่ได้จากข้อ 1 มาหาค่าเฉลี่ย และหาค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นรายข้อ และรวมทุกข้อ เป็นรายด้าน จากนั้นจึงนําค่าเฉลี่ยมากกําหนดการแปลความหมายและผลที่ได้ออกเป็น 3 ระดับโดยแบ่งตามระดับ ความคิดเห็นของ (Best, John W., 1981) 4.2.3 ทดสอบสมมติฐาน โดยการทดสอบทดสอบ F-test โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) เพื่อทดสอบนัยสําคัญเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรที่มีตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป สรุปผลและอภิปรายผลการวิจัย การสรุปผล จากการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้หลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูล สรุปได้ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารโรงเรียนที่มี ขนาดเล็ก จํานวน 35 คน ร้อยละ 53.00 รองลงมาคือขนาดกลาง จํานวน 28 คน ร้อยละ 42.40 และขนาดใหญ่ จํานวน 3 คน ร้อยละ 4.50 โดยส่วนใหญ่แล้วผู้บริหารมีประสบการณ์ในการบริหารระหว่าง 6-10 ปี จํานวน 29 คน ร้อยละ 43.90 รองลงมาคือ น้อยกว่า 5 ปี จํานวน 23 คน ร้อยละ 34.80 และมีประสบการณ์ตั้งแต่ 11 ปี ขึ้นไป มีจํานวนน้อยที่สุด คือ 14 คน ร้อย ละ 21.20 และด้านการศึกษาสูงสุดของผู้บริหาร ผู้บริหารส่วนใหญ่จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี จํานวน 41 คน ร้อยละ 62.10 รองลงมาคือ สูงกว่าปริญญาตรี จํานวน 17 คน ร้อยละ 25.80 และต่ํากว่าปริญญาตรีมีจํานวน น้อยที่สุด 8 คน ร้อยละ 12.10 2. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คือหลักนิติธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม และหลักความคุ้มค่า มีสองด้านที่อยู่ในระดับสูง คือ ด้านหลักคุณธรรมและด้านหลักความรับผิดชอบ 3. ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนแยกเป็น รายด้าน ดังนี้ 3.1 ด้านหลักนิติธรรมการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนในด้านหลักนิติธรรมโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง มีเพียงข้อเดียวที่อยู่ในระดับสูงคือ ประเด็น การชี้แจงแนะนําแนวทางการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ ข้อบังคับให้บุคลากรมีความเข้าใจตรงกัน

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

91

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

3.2 ด้านหลักคุณธรรมการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนในด้านหลักคุณธรรมโดยรวมและราย ข้ออยู่ในระดับสูง 3.3 ด้านหลักความโปร่งใส การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนในด้านหลักความโปร่งใส โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง มีข้อเดียวที่อยู่ในระดับสูง คือ การให้ความไว้วางใจ มอบหมายให้บุคลากรรับผิดชอบงานที่สําคัญต่างๆ 3.4 ด้านหลักความรับผิดชอบ การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนในด้านหลักความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงเช่นกัน 3.5 ด้านหลักการมีส่วนร่วม การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนในด้านหลักการมีส่วนร่วม โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง แต่มีบางข้อที่อยู่ใน ระดับสูง 3.6 ด้านหลักความคุ้มค่า การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียน ในด้านหลักความคุ้มค่า โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง แต่มีข้อเดียวที่อยู่ในระดับสูง คือ การรณรงค์ให้บุคลากรใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด 4. วิเคราะห์เปรียบเทียบการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนโดยจําแนกตามตัวแปรดังนี้ 4.1 ขนาดของโรงเรียนพบว่า การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียน เมื่อจําแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจาณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านหลักความคุ้มค่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สําหรับด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักความรับผิดชอบและด้าน หลักการมีส่วนร่วม พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน โดยที่ในด้านหลักความคุ้มค่านั้น ผู้บริหารที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนมากกว่าผู้บริหารที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2 ประสบการณ์ ก ารบริ ห ารพบว่ า การใช้ ห ลั ก ธรรมาภิ บ าลในการบริ ห ารโรงเรี ย น จํ า แนกตาม ประสบการณ์การบริหาร โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจาณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักนิติ ธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักการมีส่วนร่วม ไม่มีความ แตกต่างกันด้วยเช่นกัน 4.3 คุณวุฒิทางการศึกษาของผู้บริหาร พบว่า การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียน จําแนกตาม วุฒิการศึกษาสูงสุดของผู้บริหาร โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจาณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านหลักความคุ้มค่า ด้าน หลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรมด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักการมีส่วนร่วม ไม่มี ความแตกต่างกัน อภิปรายผล 1. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูลเมื่อพิจารณาใน ภาพรวมแล้วมีค่าเฉลี่ยการใช้ธรรมาภิบาลอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการใช้หลักธรร มาภิบาลในการบริหารโรงเรียนของผู้บริหารมีระดับการใช้ธรรมาภิบาลที่แตกต่างกัน คือด้านหลักนิติธรรมมีการใช้ใน ระดับปานกลาง ด้านหลักคุณธรรมมีการใช้ในระดับสูง ด้านหลักความโปร่งใสมีการใช้ในระดับปานกลาง ด้านหลัก ความรับผิดชอบมีการใช้ในระดับสูง ด้านหลักการมีส่วนร่วมมีการใช้ในระดับปานกลาง และด้านหลักความคุ้มค่ามี การใช้ในระดับปานกลาง และมีประเด็นที่ควรอภิปรายดังนี้ อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

92

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

1.1 การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักนิติธรรม พบว่าผู้บริหารมีการใช้ธรรมาภิบาลในการ บริหารโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลางโดยเฉพาะการที่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสตูลมีการ กําหนดกฎระเบียบข้อบังคับของการปฏิบัติงานโดยเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมในการกําหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับ โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษาปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษาเพื่อให้ เกิ ด ประสิ ท ธิ ภ าพในการบริ ห ารสถานศึ ก ษารวมถึง ทํา ให้บุ คลากรในสถานศึก ษามีระเบีย บวินั ย ในการทํา งานซึ่ ง สอดคล้องกับเจือจันทร์ จงสถิตอยู่ (2544 : 12) ได้กล่าวไว้ในหนึ่งองค์ประกอบของธรรมาภิบาลว่าการบริหารงานให้ บรรลุตามภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพต้องสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่แก่ทีมงานเช่นเดียวกับ อัจฉรา โยมสินธุ์ (2542 : 18) ได้กล่าวเกี่ยวกับองค์ประกอบของธรรมาภิบาลไว้คือการปฏิบัติที่เป็นเลิศ องค์กรหรือผู้บริหารต้อง ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานในทุกด้านมุ่งสู่ความเป็นเลิศ มุ่งสร้างความสมบูรณ์แบบ โดยมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายและผลักดันสนับสนุนให้ทุกฝ่ายมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ส่วนการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตาม หลั ก นิ ติ ธ รรมที่ มี ค่ า เฉลี่ ย สู ง คื อ ผู้ บ ริ ห ารสถานศึ ก ษามี ก ารชี้ แ จงแนะนํ า แนวทางการปฏิ บั ติ ต นให้ ถู ก ต้ อ งตาม กฎระเบียบข้อบังคับให้บุคลากรมีความเข้าใจตรงกันซึ่งสอดคล้องกับเจือจันทร์ จงสถิตอยู่ (2544 : 18) ได้กล่าวไว้ใน หนึ่งองค์ประกอบของธรรมาภิบาลว่าการบริหารงานให้บรรลุตามภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพต้องสร้างความเข้าใจใน บทบาทหน้าที่แก่ทีมงาน 1.2 การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักคุณธรรมพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการใช้ธรรมภิบาลใน การบริหารโรงเรียนอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะ โดยผู้บริหารสถานศึกษาได้มุ่งเน้นการให้ความเสมอภาคความยุติธรรม แก่บุคลากร มีการมอบหมายให้บุคลากรมีการปฏิบัติงานตามความสามารถของบุคคลที่มีความแตกต่างกันตามความ เหมาะสม มีคุณธรรมจริยธรรมในตนเอง พร้อมทั้งสามารถปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่ผู้ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา เพื่อให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ปลูกฝังความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นแก่บุคลากรในสถานศึกษาเป็นอย่างดีเพื่อให้บุคลากรมีความรักสามัคคีเกิดขึ้นในหมู่คณะ ซึ่งจะ ส่งผลดีต่อการทํางานแบบหมู่คณะ มีการรับฟังความคิดเห็นของบุคลกรร่วมงานอย่างเป็นธรรมและเป็นกลาง ให้ ความเชื่อถือไว้วางใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรปกป้องบุคลากรไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง มีการใช้อํานาจในการบังคับ บัญชาอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมีอัธยาศัยดีมีน้ําใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ร่วมงานด้วยความจริงใจ ซึ่งสอดคล้องกับ สายพิณ ภู่ผล (2544: 16) ซึ่งได้ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารตามแนวปฏิรูปการศึกษาในโรงเรียน ประถมศึกษา อําเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่าผู้บริหารต้องมีปฏิภาณไหวพริบ รับรู้และเข้าใจสัมพันธ์ต่างๆ ได้ ดีและต้องมีความจริงใจน่าเชื่อถือ มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อผู้ร่วมงานในการบริหารสถานศึกษาจะต้องใช้วาจาสุภาพ เหมาะสมและให้เกี ยรติบุค ลากรเพื่อให้ บุคลากรมีความศรัท ธา และเคารพในตั ว ผู้ บ ริห ารซึ่งจะทํ า ให้ส่ง ผลดี ต่ อ บรรยากาศองค์กรในที่สุด และเป็นไปในทิศทางเดียวกันของเจือจันทร์ จงสถิตอยู่ (2544: 9) ได้กล่าวไว้ว่าการบริหาร ตามหลักธรรมาภิบาลนั้นผู้บริหารควรบริหารจัดการด้วยความเป็นธรรมให้ความยุติธรรมกับทีมงาน ในขณะเดียวกัน อัจฉรา โยมสินธุ์ (2542: 19) ได้กล่าวไว้ในองค์ประกอบหนึ่งของธรรมาภิบาลเกี่ยวกับความยุติธรรมว่าความยุติธรรม ถือเป็นหลักจริยธรรมพื้นฐานในการบริหารซึ่งนักบริหารจะต้องมีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน ผู้บริหารควร ดูแลบุคลากรทุกคนอย่างยุติธรรมมีการส่งเสริมความดีและมีการตักเตือนหรือลงโทษผู้กระทําความผิด ดังนั้นผู้บริหาร จะต้องมีคุณธรรมในตัวเอง ตระหนักถึงความยุติธรรม ความเสมอภาคในการบริหารจัดการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งทําให้ ผู้บริหารสามารถบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีเอกภาพสามารถนําพาองค์กรไปสู่ความสําเร็จได้อย่างมีศักยภาพ 1.3 การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักความโปร่งใส พบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีการใช้ธรรมาภิบาล ในการบริหารโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลางโดยที่ผู้บริหารสถานศึกษามีการแต่งตั้งคณะกรรมการการเบิกจ่ายถูกต้อง

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

93

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ตามระเบียบ โดยได้มุ่งเน้นความโปร่งใสในกระบวนการทางด้านงานงบประมาณทั้งในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ การแสดงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อทําให้เกิดศักยภาพและความน่าเชื่อถือในการบริหารสถานศึกษาซึ่งสอดคล้องกับ อัจฉรา โยมสินธุ์ (2542: 19) ได้กล่าวไว้ว่าองค์ประกอบหนึ่งของธรรมาภิบาลเกี่ยวกับความโปร่งใสไว้ว่า ความโปร่งใส ถือเป็นหัวใจสําคัญของการบริหารงาน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะผลการดําเนินงานและรายงานทางการเงิน จะต้องโปร่งใส เชื่อถือได้โดยที่ วนิดา แสงสารพันธ์ (2543: 39) ก็ได้กล่าวในองค์ประกอบหนึ่งของธรรมาภิบาล เกี่ยวกับความโปร่งใสไว้ว่า การบริหารงานที่เปิดเผยมีระบบกติกาที่ตรงไปตรงมา ทําให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะทําให้การทุจริตและบิดเบือนผลประโยชน์สาธารณะเกิดขึ้นได้ยากจะเห็นได้ว่าองค์กร ใดที่มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมีความโปร่งใสทุกขั้นตอนทั้งระบบข้อมูลสารสนเทศและกระบวนการ บริหารจะส่งผลให้องค์กรมีความน่าเชื่อถือซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องตระหนักและเห็นความสําคัญของหลักความ โปร่งใสในการนํามาใช้ในการบริหารสถานศึกษา 1.4 การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักความรับผิดชอบ พบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีการใช้ธรรมาภิ บาลในการบริหารโรงเรียนอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษามีการกําหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ของสถานศึกษาอย่างชัดเจน การใช้ธรรมาภิบาลตามหลักความรับผิดชอบโดยได้มุ่งเน้นในการกําหนด วิสัยทัศน์ พันธ กิจ เป้าหมายนโยบายของสถานศึกษา เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายในการดําเนินงานของ สถานศึ ก ษา การวางแผน การประสานงานการบั ง คั บ บั ญ ชาของสถานศึ ก ษาทั้ ง ในและนอกสถานศึ ก ษารั บ ฟั ง ข้อเสนอแนะของบุคลากรร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นระยะ เน้นให้บุคลากรร่วมรับผิดชอบในกระบวนการเรียน รวมถึงการจัด ทํารายงานประจํ าปีซ่ึง เป็น หน้าที่รับ ผิ ด ชอบโดยตรงของสถานศึก ษาที่ต้องปฏิบัติเ นื่ องจากจะเป็ น ตัว กํ า หนดทิ ศ ทางของสถานศึ ก ษา ผู้ บ ริ ห ารจะเป็ น ผู้ ขั บ เคลื่ อ นและจะต้ อ งเป็ น ผู้ นํ า ที่ จ ะรั บ ผิ ด ชอบคุ ณ ภาพของ สถานศึกษาซึ่งสอดคล้องกับวนิดา แสงสารพันธ์ (2543: 39) ได้กล่าวไว้ว่าความรับผิดชอบเป็นบทบาทภาระหน้าที่ท่ี ผู้บริหารต้องปฏิบัติ โดยการจัดองค์กร การกําหนดกฎเกณฑ์ที่เน้นการดําเนินงานที่สนองต่อความต้องการขององค์กร ทั้ ง ยั ง ต้ อ งสามารถที่ จ ะตรวจสอบและวั ด ผลการดํ า เนิ น งานได้ ทั้ ง ในเชิ ง ปริ ม าณ เชิ ง คุ ณ ภาพเช่ น เดี ย วกั บ กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 19) ซึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลว่าต้องมีการ วางแผนและดําเนินงานตามแผนที่วางไว้ การวางแผนมีส่วนร่วมให้ผู้บริหารมีทิศทางในการบริหาร ดังนั้นผู้บริหารต้อง มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนการ สามารถดําเนินการบริหารตามแผนที่กําหนดไว้รวมทั้งการกํากับ ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานตามแผนเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กําหนดไว้ ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาควร ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการที่จะกําหนดทิศทางของสถานศึกษาซึ่งทําให้เป้าหมายของสถานศึกษามีความ ชัดเจนทําให้การดําเนินงานการบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักความรับผิดชอบซึ่งผลการวิจัยมีค่าเฉลี่ยระดับปานกลาง คือ การให้ความตระหนักและเห็นความสําคัญในการมีส่วนร่วมกับชุมชน การส่งเสริมให้บุคลากรและชุมชนมีส่วนร่วมใน การจัดทําธรรมนูญของโรงเรียนและแผนปฏิบัติงานประจําปีของสถานศึกษา การเปิดโอกาสให้บุคลากรและชุมชนมี ส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา และการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการ จัดกิจกรรมต่างๆของสถานศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องให้ความสําคัญและเปิด โอกาสให้ ชุม ชนได้ เ ข้า มามีส่ ว นร่ว มในการดํ าเนิน งานของโรงเรี ย นพร้ อ มทั้ ง สถานศึ ก ษาควรเปิ ด โอกาสให้ชุ ม ชน บุคคลภายนอกได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับ อรพินท์ สพโชคชัย (สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2552, จาก: http://www.kpi.ac.th./kpiuser/ governance deflist.asp.) ที่ได้กล่าวถึง ลักษณะหนึ่งของกลไกประชารัฐที่ดีไว้ว่าการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Public Participation) นั้นเป็นกลไก อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

94

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

กระบวนการประชาชน(ชายและหญิง) มีโอกาสและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็น โอกาส ในการเข้าร่วมในทางตรงและทางอ้อมโดยผ่านกลุ่มผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกจากประชาชนโดยชอบธรรม การเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมอย่างเสรี รวมถึงการให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชนและให้เสรีภาพแก่สาธารณชน ในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ คุณลักษณะสําคัญประการหนึ่งที่สาธารณชนจะมีส่วนร่วมคือการมีรูปแบบ การปกครองและบริหารงานที่กระจายอํานาจในทํานองเดียวกันนี้ บุญเลิศ ทิพจร (2544: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแนว ทางการมีส่ว นร่วมของชุมชนในการบริห ารโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของบุคลากรในชุมชนอําเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา ชุมชนมีความเห็นที่ให้ แผนงานการบริ ห ารโรงเรี ย นควรมาจากชุ ม ชน การจั ด องค์ ก รที่ มี ชุ ม ชนร่ ว มกํ า หนดรู ป แบบที่ ห ลากหลาย การ อํานวยการเป็นไปตามระบบการบริหารที่มีชุมชนมีส่วนร่วมในการกําหนดระบบการบริหาร การประสานงานที่ให้ โรงเรียนเป็นแกนกลางในการประสานงานตามแผน เห็นได้ว่าการที่ทุกภาคส่วนได้มีการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีส่วนทําให้สถานศึกษามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นผู้บริหารเองก็ต้องเป็นคนที่คอยผลักดันส่งเสริมให้มีการทํางานร่วมกัน อยู่เสมอ 1.5 การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักการมีส่วนร่วม พบว่าผู้บริหารสถานศึกษามีการใช้ธรรมาภิ บาลในการบริหารโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลางโดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้บุคลากรได้ร่วมกันกําหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของสถานศึกษา โดยได้จัดโครงสร้างการบริหารงานและปฏิทินปฏิบัติง านของ สถานศึกษายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร อีกทั้งการกํากับติดตามนิเทศการปฏิบัติงานของบุคลากร การร่วมกันวางแผนการ ดําเนินงานร่วมกับบุคลากรและการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศยังไม่ค่อยมีระบบและไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร อีกทั้ง ผู้บริหารสถานศึกษาขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพรวมทั้งยังขาดการจัด สวัสดิการแก่บุคลากรของสถานศึกษาในระดับที่เหมาะสม และการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรเป็นไปอย่าง ไม่ค่อยเป็นระบบ และไม่ค่อยได้นําผลการประเมินบุคลากรมาพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการสถานศึกษา มีการ วินิจฉัยสั่งการและการรับผิดชอบในการวินิจฉัยสั่งการบนข้อมูลที่ไม่ค่อยจะเที่ยงธรรม จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพการ บริหารจัดการโดยใช้ธรรมาภิบาลบางประเด็นอยู่ในระดับปานกลาง ดังที่สว่าง คําภีระ (2544: บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริห ารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการประถมศึกษา อําเภอทุ่งหัวช้าง สํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดลําพูน เพื่อเข้าสู่การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ผลการศึกษา พบว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนด้านการวางแผน มีการปรับเปลี่ยนในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง คือ เปิดโอกาสให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวแทนชุมชน ครู และนักเรียนได้มีส่วน ร่วมในการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการตรวจสอบ ประเมินโครงการกิจการนักเรียนซึ่งในทํานองเดียวกันนี้ไพบูลย์ คุณชมภู (2546: 17) ได้ศึกษาการบริหารงานบุคลากรของโรงเรียนประถ���ศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสํานักงาน ประถมศึกษาอํ า เภอเมื องจัง หวัด ลํ าพูน จากการศึ กษาพบว่าในประเด็น การประเมิ น นั้น ได้มีการประเมิน ผลการ ปฏิบัติงานอย่างยุติธรรม และมีการนําผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนปีต่อไป ขาดงบประมาณสนับสนุน ในการพัฒนาบุคลากร ไม่มีวินัยในตนเอง และการประเมินผลปฏิบัติงานไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนดังนั้นในการบริหาร สถานศึกษานั้นต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสได้รับรู้ในการประเมินของสถานศึกษาเพื่อให้สถานศึกษาได้ พัฒนาไปอย่างเป็นระบบและมีศักยภาพ ส่วนการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักการมีส่วนร่วมซึ่งการวิจัยมีค่าเฉลี่ยที่สูงคือ การ กําหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายของการศึกษาชัดเจน มีการมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรปฏิบัติงานและการจัดทํา แผนการปฏิบัติงานของสถานศึกษาได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน รวมถึงมีการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูได้จัดกิจกรรม

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

95

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

การเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสําคัญพร้อมทั้งสนับสนุนให้ครูได้จัดทําแผนงานโครงการต่างๆเพื่อสนับสนุน กิ จ กรรมการเรี ย นการสอนโดยสอดคล้ อ งกั บ กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร (2546: 1) ที่ ไ ด้ ก ล่ า วเกี่ ย วกั บ การบริ ห าร สถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลว่าต้องมีการวางแผนและดําเนินงานตามแผนที่วางไว้ การวางแผนมีส่วนร่วมให้ ผู้บริหารมีทิศทางในการบริหาร ดัง นั้นผู้บริหารต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ย วกั บการวางแผนการ สามารถ ดําเนินการบริหารตามแผนที่กําหนดไว้รวมทั้งการกํากับ ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานตามแผนเพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายที่กําหนดไว้ ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักถึงความรับผิดชอบในการที่จะกําหนดทิศทางของ สถานศึ ก ษาซึ่ ง ทํ า ให้ เ ป้ า หมายของสถานศึ ก ษามี ค วามชั ด เจนทํ า ให้ ก ารดํ า เนิ น งานการบริ ห ารเป็ น ไปอย่ า งมี ประสิทธิภาพ 1.6 การใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารตามหลักความคุ้มค่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการใช้ธรรมาภิบาลในการ บริหารโรงเรียนอยู่ใ นระดับปานกลางอันเนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษายังไม่ค่อยให้ความสําคัญด้านการจัดสรร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดตามความจําเป็น การส่งเสริมให้บุคลากรใช้วัสดุ ท้องถิ่นในการจัดทําสื่อการเรียนการสอน การใช้ประโยชน์จากพื้นที่บริเวณของโรงเรียนให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่สุด การควบคุมให้มีการซ่อมแซมบํารุงให้อาคารพื้นที่ต่างๆสามารถใช้สอยได้ตลอด รวมทั้งการรณรงค์ให้บุคลากร ใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างประหยัด ขาดการวางแผนสํารวจความต้องการในการใช้วัสดุอุปกรณ์ของบุคลากรเพื่อให้ สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้อาคารสถานที่ รวมทั้งวั ส ดุอุปกรณ์ของสถานศึกษาในการจัดกิจกรรมต่างๆ ขาดการมุ่งเน้นการจัดการทรั พยากรที่ มีอยู่ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้ทรัพยากรของสถานศึกษาซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ได้ทํากิจกรรมร่วมกันอันจะส่งผลให้ชุมชนเล็งเห็นและตระหนักถึงความสําคัญของสถานศึกษาซึ่งสอดคล้องกับเจือ จันทร์ จงสถิตอยู่ (2545: 9) ที่ได้กล่าวไว้ในองค์ประกอบหนึ่งของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลว่าการบริหารต้อง คํานึงถึงประสิทธิภาพ และต้องใช้ทรัพากรอย่างคุ้มค่า ดังนั้นผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่ริเริ่มและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่มี อยู่ให้มีความคุ้มค่าที่สุดตามหลักธรรมาภิบาล 2. เปรียบเทียบการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนตามตัวแปรขนาดของโรงเรียน ประสบการณ์ทางการบริหาร และวุฒิทางการศึกษาของผู้บริหาร ที่แตกต่างกันในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจังหวัด สตูล มีประเด็นที่ต้องอภิปรายคือ 2.1 เมื่อเปรียบเทียบตามตัวแปรขนาดของโรงเรียนแล้ว พบว่า การใช้หลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูลโดยรวมไม่แตกต่างกันทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ แต่เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านหลักความคุ้มค่าจะมีความแตกต่างกันโดยที่ผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาด เล็กและขนาดกลางมีระดับการใช้หลักธรรมาภิบาลด้านหลักความคุ้มค่ามากกว่าผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มี ขนาดใหญ่อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ โดยค้านกับผลการวิจัยของ ปรีชา มีบุญ (2549: บทคัดย่อ) ที่ได้ทําการศึกษาพฤติกรรมนักเรียนจากการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการ นักเรียนตามความคิดเห็นของครูในสถานศึกษาทึ่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 3–4 ในจังหวัดระยองพบว่ามีความ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ การที่ผลวิจัยปรากฏเช่นนี้เนื่องจากโรงเรียนขนาดใหญ่มีขอบข่ายหน้าที่ความรับผิดชอบมากกว่าโรงเรียน ขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรต่างๆในการบริหารจัดการที่มากกว่าและสิ้นเปลืองกว่า ส่งผลให้ ผลลัพธ์ด้านความคุ้มค่าต่ํากว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง ต่างกับโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและขนาดกลางมี ขอบข่ายการหน้าที่ความรับผิดชอบและการใช้ทรัพยากรที่น้อยกว่าซึ่งสามารถดูแลได้ทั่วถึงกว่าโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

96

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

2.2 เมื่อเปรียบเทียบตามตัวแปรประสบการณ์ทางการบริหารแล้วพบว่าการใช้หลักธรรมาภิบาลในโรงเรียน โดยรวมไม่มีความแตกต่างกันทั้งผู้บริหารที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี ระหว่าง 6–10 ปี และตั้งแต่ 11 ปี ขึ้นไป ซึ่งผลการ วิเคราะห์ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และไม่สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของปรีชา มีบุญ (2549:118) ได้ ทําการศึกษาพฤติกรรมนักเรียนจากการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานกิจการนักเรียนตามความคิดเห็นของครูใน สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 3-4 ในจังหวัดระยอง จากการศึกษา พบว่าพฤติกรรมนักเรียนจากการใช้ หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานกิจการนักเรียน ตามความคิดเห็นของครูในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้น ที่ 3-4 ในจังหวัดระยอง จําแนกตามประสบการณ์ โดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ 2.3 เมื่อเปรียบเทียบตามตัวแปรวุฒิทางการศึกษาสูงสุดของผู้บริหารแล้วพบว่าการใช้หลักธรรมาภิบาลใน โรงเรียนโดยรวมไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งผู้บริหารที่มีวุฒิทางการศึกษาต่ํากว่าปริญญาตรีหรือระดับปริญญาตรีหรือ สูงกว่าปริญญาตรี ซึ่งผลการวิเคราะห์ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1.1 จากผลการศึกษาพบว่าผู้บริหารมีการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารอยู่ในระดับที่น่าพอใจมีเพียงบาง ประเด็นเท่านั้นที่ผู้บริหารนําหลักธรรมาภิบาลไปใช้น้อย ผู้บริหารสถานศึกษาจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องในการบริหารสถานศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมและ���วรให้มีการอบรมสัมมนาเกี่ยวกับ หลักธรรมาภิบาลในการบริหารสถานศึกษาให้มากเพื่อที่จะให้ผู้บริหารสถานศึกษานําไปประยุกต์ใช้ในการบริหาร สถานศึกษาของตน อันจะทําให้เกิดประสิทธิภาพและศักยภาพในการทํางานของสถานศึกษาต่อไป 1.2 ผู้บริหารควรให้ความสําคัญกับการให้ความเสมอภาคของบุคลากรให้มากทั้งในด้านการสั่งการให้ รับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ การพิจารณาความดีความชอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในสถานศึกษา ดังนั้นผู้บริหารต้องให้ความสําคัญเป็นพิเศษในเรื่องดังกล่าวให้มากที่สุด 1.3 จากผลการศึกษาเปรียบเทียบสถานศึกษาที่มีผู้บริหารที่ประสบการณ์ในการดํารงตําแหน่งต่างกันนั้นจะ เห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันโดยเฉพาะกลุ่มที่มีบุคลากรจํานวนมากนั้นการบริหารย่อมมีความซับซ้อนมากกว่ากลุ่มที่ มีบุคลากรน้อย ฉะนั้นผู้บริหารจึงควรให้มีการบังคับใช้กฎข้อบังคับที่เป็นไปตามสภาพสถานศึกษา ไม่เข้มงวดเกินไปจน ทําให้บุคลากรเกิดความอึดอัดและผู้บริหารก็ต้องไม่ละเลยในการปลูกจิตสํานึก ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความตระหนัก ในการอยู่ภายใต้กฎข้อเดียวกัน ไม่ละเมิดกฎในการอยู่ร่วมกันในสถานศึกษา 1.4 จากการเปรียบเทียบสถานศึกษาที่มีผู้บริหารที่ประสบการณ์ในการดํารงตําแหน่งทั้งสามกลุ่มแล้วนั้น ใน การที่ จ ะพั ฒ นาทั ก ษะกระบวนการการบริ ห ารสถานศึ ก ษานั้ น จากผลการศึ ก ษาแสดงให้ เ ห็ น ว่ า ผู้ บ ริ ห ารที่ มี ประสบการณ์ในการบริหารน้อยที่สุดและมากที่สุดมีระดับการใช้ธรรมาภิบาลน้อยกว่าผู้บริหารที่มีประสบการณ์ใน การบริหารในระดับกลาง ดังนั้นการที่จะอบรมหรือพัฒนาทักษะกระบวนการการบริหารสถานศึกษานั้นต้องคํานึงถึง ประสบการณ์ในการบริหารด้วย เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการจัดการต่อไป 2. ข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยต่อไป 2.1 ควรศึกษาวิจัยการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารในทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งในระดับ สถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับชาติต่อไป 2.2 ควรศึกษาวิจัยให้ครอบคลุมทุกสถานศึกษาในจังหวัดสตูล เพื่อให้ทราบถึงภาพรวมในการบริหารโดยใช้ หลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษาจังหวัดสตูล

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

97

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บรรณานุกรม ธนันชัย รัตน์ไตรแก้ว. 2546. การประเมินการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์. วิทยานิพนธ์ การศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. นครสวรรค์: มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์. ไพฑูรย์ บัวชิต. 2550. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการสถานสึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามหาสารคาม เขต 2. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม. ปรีชา มีบุญ. 2549. การศึกษาพฤติกรรมนักเรียนจากการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานกิจการนักเรียนตาม ความคิดเห็นของครูในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 3-4 ในจังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต. จันทบุร:ี มหาวิทยาลัยราชภัฎรําไพพรรณี. ศิริยา โถแก้ว. 2550. “การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล: กรณีศึกษาโรงเรียนสิริวุฒิวิทยา จังหวัดสมุทรปราการ”. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต. ธนบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี. สํานักงานการศึกษาเอกชน. 2552. สารสนเทศการศึกษาเอกชน จังหวัดสตูล. สตูล: สํานักงานการศึกษาเอกชน. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2552, http://www.opes.go.th สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. 2546. การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. สุวรรณ ทองคํา. 2545. สภาพการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียน สังกัดสํานักงาน การประถมศึกษาจังหวัด สิงห์บุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ เทพสตรี. Best, John W. 1981. Research in Education. 3 rd ed. Englewood cliffs, New Jersey: Prentice. Hall Inc.

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

99

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทความวิจัย

กระบวนการถ่ายทอดการปฏิบตั ิตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามสําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นาซีเราะห์ เจะมามะ∗ จิดาภา สุวรรณฤกษ์∗∗ อมลวรรณ วีระธรรมโม∗∗∗ มุฮาํ หมัดซากี เจ๊ะหะ∗∗∗∗ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ในบริบทบ้าน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และชุมชน สําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ บิดา มาดา ผู้อํานวยการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อาจารย์ที่ปรึกษา กลุ่มเพื่อน โต๊ะอีหม่าม ผู้ใหญ่บ้าน จํานวน จังหวัดละ 90 คน ผลการศึกษาวิจัย พบว่า (1) บ้านมีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ด้วยการสอนให้เยาวชนรู้จัก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีบิดามารดาปฏิบัติตามหลักปฏิบัติ 5 ประการเป็นตัวอย่างให้เยาวชนปฏิบัติ (2) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนา อิสลาม โดยการสอนให้เด็กประพฤติตัวตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามซึ่งประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 5 ประการ หลักศรัทธา 6 ประการ และหลักอิฮซาน (3) ชุมชน มีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ด้วยการให้เยาวชนมีส่วน ร่ว มในการทําบุญ และทํา กิ จ กรรมในวัน สํา คัญ ทางศาสนาอิ ส ลามที่ชุม ชนจั ด ขึ้น โดยสมาชิกชุ ม ชนปฏิบัติต นเป็ น แบบอย่าง และข้อเสนอแนะ คื อ ควรศึกษาองค์ประกอบอื่ น ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นในด้านคุณธรรม จริยธรรมอิสลาม ควรศึกษาวิถีการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามจากโรงเรียนอื่น เพื่อนําผล ที่ได้มาเป็นแนวทางในการขัดเกลาเยาวชนให้เป็นคนดี คําสําคัญ: กระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม; จังหวัดชายแดนภาคใต้

นักศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗ Ph.D. ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (ค.ด.การศึกษานอกระบบโรงเรียน)อาจารย์สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗∗ Ph.D.การศึกษาดุษฎีบัณฑิต อาจารย์ประจําภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ∗∗∗∗ Ph.D. (in Law) อาจารย์ประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

100

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Abstract The objective of this research was to study the process of conveying Islamic doctrinal practices in contexts of homes, private Islamic schools and communities for the youth in private Islamic schools in the three southern border provinces. The sample groups consisted of parents, advising teachers, students’ group of friends, imams, and village headmen, derived by specified sampling, totaled to 90 people from each province. It was found from the results of the research that (1) homes: the Islamic doctrinal practices were conveyed to the youth by teaching so that they would recognize mutual assistance with others through parents as a role model of following the 5 principles of practices, (2) private Islamic schools: the Islamic doctrinal practices were conveyed to the youth by given instruction to behave conforming to the Islamic doctrine which consists of 5 principles of practices, 6 articles of faith, and Ihsan. (3) The process of transfer for the community is one of process to comply with the doctrine of Islam, With the doctrine of Islam, With the youth who involved in philanthropy. And to do the best activities of the important days of Islam that the members to do a good model to ought to follow practice. Keywords: The transfer of practical process for Islamic; southern border provinces

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

101

มหาวิทยาลัยอ���สลามยะลา  July-December 2011

บทนํา มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่งของชาติ และปัจจัยที่สําคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม สิ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มี คุณภาพเป็นอันดับแรก และเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ การศึกษา เพราะการศึกษาเป็น เครื่องมือในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรม เพราะการศึกษาเป็นหนทางที่ สร้างบุคคลไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และทําให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า แต่จะเจริญก้าวหน้าอย่างดีเยี่ยมนั้นจะต้องมี หลักศีลธรรม คุณธรรมที่ดีงามในตัวบุคคลนั้นด้วย และสิ่งสําคัญที่รองจากการศึกษาก็คือ การมีศาสนาเป็นเครื่องยึด เหนี่ยวทางจิตใจ (อับดุลรอมะ สามะอาลี. 2550: 1) การวิจัยครั้งนี้มีที่มาจากปัญหาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทําให้ทรัพยากรต่างๆ ก็ เปลี่ยนไปตามสภาพ เช่น ทรัพยากรมนุษย์ ในที่นี่คือตัวเด็กวัยรุ่น ในขณะที่วัยรุ่น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นบุคคลที่ ต้องการการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นบุคคลมีคุณภาพทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ส่ิงที่ เกิดขึ้นรอบตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบและพฤติกรรมให้เข้ากับสภาพแวดล้อมสังคม และวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้น ทําให้เป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเครื่องบ่งบอกว่าในสังคมแม้คนที่มีความรู้มากก็ไม่สามารถ พัฒนาไปได้ด้วยดี ถ้าคนในสังคมขาดคุณธรรมและจริยธรรม หรือการละทิ้งภารกิจที่ต้องปฏิบัติ เช่นการปฏิบัติตามหลัก คําสอนของศาสนาอิสลาม ที่มุสลิมต้องพึงปฏิบัติให้ครบ ทั้ง 5 ประการ ที่บัญญัติไว้ ความเสื่อมโทรมก็ทําให้สังคมเสื่อม โทรมตามไปด้วย เพราะศาสนาถือว่าเป็นเครื่องมืออีกวิธีทางหนึ่งที่จะทําให้คนในสังคม ละทิ้งกิเลศ ของตัวเองได้ โดยไม่ดึง วัตถุในปัจจุบันนี้มาครอบงําจิตใจของเราจนมากเกินไป ศาสนาก็จะช่วยพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองได้ (ประไพ มุ่งจํากัด, 2538: 1) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเดิมมีชื่อเรียกว่า ปอเนาะ และบุคลากรใน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลามประกอบด้วย โต๊ะครู ครูสอนศาสนา และครูสอนวิชาสามัญ ครูสอนศาสนาซึ่งเรียกว่า อุสตาซ สําหรับครู สอนวิชาสามัญในแต่ละโรงเรียนนั้นประกอบด้วย ครูท่ีเป็นข้าราชการสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการทางราชการส่งตัวมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่สอนวิชาสามัญในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดย ได้รับเงินเดือนจากราชการ (ตายูดิน อุสมาน และคณะ. 2545: 2) ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เป็นสถาบันศึกษาที่จัดการเรียนการสอนศาสนาอิสลาม หรือ เป็นแหล่งการเรียนรู้อิสลามที่สําคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของมุสลิมในสังคมจังหวัด ชายแดนภาคใต้ สถานศึกษาดังกล่าวได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงชีวิตมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากความ มืดมนไปสู่แสงสว่างที่ถูกต้องตามหลักของศาสนา เช่น จากการกราบไหว้บูชาภูตผีปีศาจหรือรูปเจว็ด มาเป็นการ ศรัทธาและยึดมั่นต่อพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้หรือไกลนั้น สถาบันศึกษาปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดชายแดน ภาคใต้ จะต้องคงอยู่พร้อมกับไม่เปลี่ยนแปลงบทบาทในการผลิตเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรมอย่างแน่นอน แม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยน ความเจริญด้านเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในสังคมมนุษย์มากขึ้น เนื่องจากชาวไทยมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยึดหลักการอิสลามอย่างเหนียวแน่นในการดํารงชีวิตของพวกเขาว่า ผู้รู้จะต้องสอนผู้ที่ไม่รู้ หากไม่ปฏิบัติเช่นนั้นแล้ว จะต้องได้รับโทษทางศาสนาอิสลามอย่างแน่นอน ฉะนั้น การยกเลิกหรือการยุบสถาบันศึกษาดังกล่าว รัฐไม่สมควรกระทําไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ดังที่เกิดขึ้น แล้วในอดีตซึ่งมีมติคณะรัฐมนตรีไม่ให้จัดตั้งปอเนาะขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ได้อนุญาตให้โต๊ะครูดําเนินการจดทะเบียน

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

102

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงปอเนาะเป็นโรงเรียน แต่เนื่องจากถาบันศึกษาปอเนาะ เป็นแหล่งเรียนรู้อิสลามที่สําคัญ สถานศึกษาดังกล่าวก็ยังมีการดําเนินการสอนและเกิด ขึ้นหรือจั ด ตั้ ง ใหม่ม าตลอดโดยไม่ห ยุ ด ยั้ง แม้ว่าจะขั ด กั บ กฎหมายบ้านเมืองก็ตาม ข้อความที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิสลาม ก็เช่นเดียวกันกับสถาบันศึกษาปอเนาะ จะต้องคงอยู่กับสังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้สืบไป แต่อาจจะมีการพัฒนาในด้านการจัดการเรียนการสอนโดยการนําเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการจัดการเรียน การสอนให้มีคุ ณ ภาพและประสิท ธิ ภ าพยิ่ ง ขึ้น หรืออาจจะมีการเปิดสอนวิชาสามัญหรื อ วิชาชีพ ในสถาบัน ศึ ก ษา ปอเนาะ เพื่อให้ผู้เรียนที่สําเร็จการศึกษาจากสถาบันศึกษาปอเนาะแล้ว สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและ ครอบครัวได้อย่างมีความสุขในการดํารงชีวิตในสังคมต่อไป อย่างไรก็ตาม อัตลักษณ์ของสถาบันศึกษาดังกล่าว คงไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น จะให้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพราะโต๊ะครูต้องการที่จะอนุรักษ์ให้ สภาพหรือระบบการจัดการเรียนการสอนในสถาบันศึกษาปอเนาะ เป็นมรดกสืบทอดไปยังลูกหลานของชาวไทยมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดไป จากสภาพที่กล่าวมาข้างต้น ทําให้ผู้วิจัยได้ศึกษาถึงกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของ ศาสนาอิสลาม ในบริบทบ้าน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และชุมชน สําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลาม 3 จังหวัดชายภาคใต้ ว่าทั้ง 3 สถาบัน มีบทบาทอย่างไรสอนให้เยาวชนมีพฤติกรรมที่ดี เพื่อนําผลการวิจัยมาเป็น แบบอย่างในการแก้ปัญหา และพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม อันเป็นพื้นฐานของคนที่มีคุณภาพ คือ คน เก่ง คนดี และคนมีความสุข ซึ่งเยาวชนดังกล่าวจะเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ในบริบทบ้าน โรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม และชุมชน สําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายภาคใต้ วิธดี ําเนินการวิจัย การวิ จัย เรื่ อง กระบวนการถ่ า ยทอดการปฏิ บัติ ต ามหลัก คํา สอนของศาสนาอิ ส ลามสํา หรั บ เยาวชนใน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ศึกษาได้กําหนดวิธีการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผู้ให้ข้อมูลหลัก 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. วิธีการสร้างและตรวจสอบเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักได้แก่ บิดา มารดา โต๊ะครู อาจารย์ โต๊ะอิหม่าม ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มเพื่อน ทั้งเขต เทศบาลเมืองและเขตองค์การบริหารส่วนตําบล สําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ โดยใช้การเจาะจงจังหวัดละ 30 คน รวมทั้งสิ้น 90 คน  

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

103

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

2. กลุ่มผู้รับการถ่ายทอด ได้แก่ เยาวชนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั้งในเขตเทศบาลเมืองและเขต องศ์กรบริหารส่วนตําบล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นนักเรียนที่อาจารย์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม คัดสรรแล้วว่าเป็นนักเรียนที่มีพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมเด่น จํานวนจังหวัดละ 10 คน รวมทั้งสิ้น 30 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยดังนี้ แบบสัมภาษณ์ ผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (formal Interview) และเตรียมแนวคําถามกว้างๆ มาล่วงหน้า โดย สัมภาษณ์แบบมีจุดสนใจ ทําความสนิทสนมกับเด็กในกลุ่มตัวอย่าง โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนของ อาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนเอกเชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างความไว้วางใจ และพยามยามหันความสนใจ กล่าวคือ เมื่อเห็นว่าผู้ถูกสัมภาษณ์พูดนอกเรื่องหรือนอกเหนือจากจุดที่สนใจ ก็พยายามโยงเข้าหาประเด็นที่ต้องการสัมภาษณ์ ทั้งนี้เพื่อจะได้อยู่ในขอบเขตการวิจัย (สุภางค์ จันทวานิช, 2542: 75) และเก็บข้อมูลด้วยการจดบันทึก 3. เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบสัมภาษณ์ มีจํานวน 4 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 สําหรับผู้ปกครองนักเรียน ได้แก่ บิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่ รวมทั้งสิ้น 30 คน ประกอบด้ว ย จังหวัดละ 10 คน โดยจะขออธิบายเป็นรายจังหวัด คือ จังหวัดนราธิวาส ยะลา และจังหวัดปัตตานี โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์สําหรับบิดามารดา ผู้ปกครอง และญาติผู้ใหญ่ ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์ของการแสดงความคิดเห็น แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ไก้แก่ ด้านสัมพันธภาพใน ครอบครัว ด้านการอบรมเลี้ยงดูบุตรตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม และด้านวิถีชีวิตแบบอิสลาม ชุ ด ที่ 2 สําหรับผู้อํานวยการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และอาจารย์ที่ปรึกษา โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์สําหรับผู้อํานวยการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อาจารย์ท่ี ปรึกษา ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์ของการแสดงความคิดเห็น แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ไก้แก่ ด้านการถ่ายทอด จริยธรรม ด้านการส่งเสริมให้รําลึกถึงการเป็นมุสลิมที่ดี และด้านการเรียนรู้ ตอนที่ 3 แบบสัมภาษณ์ให้แสดงความคิด และข้อเสนอแนะ สําหรับ ผู้อํานวยการโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิสลาม และครูผู้สอน ซึ่งเป็นแบบสอบถามปลายเปิดโดยแบ่งออกเป็น 2 ข้อ 3.1 อุดมการณ์ และแนวคิดในการสอนตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม 3.2 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเยาชน และปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขพัฒนา เยาวชน ให้มีพฤติกรรมที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรมตามหลักศาสนาอิสลาม 3.3 ข้อเสนอแนะ ชุ ด ที่ 3 สําหรับสัมภาษณ์สําหรับโต๊ะอิหม่าม และผู้ใหญ่บ้าน โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์สําหรับอิหม่าม และผู้ใหญ่บ้าน ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์ของการแสดงความคิดเห็น แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ไก้แก่ ด้านบริบทชุมชนและด้าน กิจกรรมบําเพ็ญประโยชน์ อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

104

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ชุ ด ที่ 4 แบบสัมภาษณ์สําหรับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป สําหรับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ตอนที่ 2 แบบสัมภาษณ์ของการแสดงความคิดเห็น ด้านการคบเพื่อนกลุ่มเพื่อน 4. การวิเคราะห์ขอ้ มูล การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้นํารายละเอียดที่ได้จากการจดบันทึกแต่ละคําถามมาเรียบ เรียงเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปเป็นภาพรวม รวมทั้งสรุปความคิดเห็นของ บิดา มารดา ผู้อํานวยการ อาจารย์ท่ีปรึกษา อิหม่าม ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มเพื่อน สําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์พบว่า (1) บ้านมีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ด้วยการสอนให้เยาวชนรู้จัก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีบิดามารดาปฏิบัติตามหลักปฏิบัติ 5 ประการเป็นตัวอย่างให้เยาวชนปฏิบัติ (2) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิส ลาม มีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนา อิสลาม โดยการสอนให้เด็กประพฤติตัวตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามซึ่งประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 5 ประการ หลักศรัทธา 6 ประการ และหลักอิฮซาน (3) ชุมชน มีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ด้วยการให้เยาวชนมีส่วน ร่ว มในการทําบุญ และทํา กิ จ กรรมในวัน สํา คัญ ทางศาสนาอิ ส ลามที่ชุม ชนจั ด ขึ้น โดยสมาชิกชุ ม ชนปฏิบัติต นเป็ น แบบอย่าง อภิปรายผล การอภิปรายผลการวิจัย ผลการศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามสําหรับเยาวชนในโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากบ้าน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และชุมชน มี ประเด็นสําคัญที่จะมาอธิบายได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามอิสลามจากบ้าน ผลการวิจัยพบว่า มีครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้ากัน มีครอบครัวที่ฐานะยากจน จะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ดูแล บ้านและน้องๆ และมีครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันต้องอยู่กับญาติผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้แล้วทุกผลการศึกษาก็มีวิธีการ ถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม มีการสอนที่คล้ายกัน โดยสอนให้เยาวชนปฏิบัติตามหลักคํา สอน 5 ประการ หลักศรัทธา 6 ประการ และหลักคุณธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัมพันธภาพในครอบครัว โดยบิดา มารดาจะทํากิจกรรมร่วมกัน พูดคุยถามไถ่ทุกข์สุขของปัญหาลูก และหาแนวทางแก้ไข ให้คําปรึกษาที่ดี ให้ความ อบอุ่นแก่ลูก ส่งผลให้บุตรมีประพฤติดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ อารง สุทธาศาสน์ (2541: 36) ได้กล่าวใกล้เคียง กับพิเชฏฐ์ กาลามเกษตร์ แปลจาก ครุชีด อะหมัด (2540: 71) ได้อธิบายว่า การสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว มุสลิมที่สมาชิกในครอบครัวได้พบปะพูดคุยกับบุตร การปฏิสัมพันธ์กันโอกาสและสถานที่ต่างๆ และสัมพันธภาพที่ สมาชิกในครอบครัวมีต่อกัน จํานวนเวลาเป็นชั่วโมง นาที โดยประมาณที่บิดามารดาใช้อยู่กับบุตรในแต่ละวัน ความ

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

105

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ใกล้ชิดบุตร และความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดา และสอดคล้องกับ จรัล มะลูลีม (2541 : 64) ได้กล่าวไว้ใกล้เคียง กับพิเชฎฐ์ กาลามเกษตร์ แปลจาก ครุชีด อะหมัด (2540: 69) ว่าครอบครัวมุสลิมเป็นครอบครัวใหญ่ประกอบด้วย ปู่ ตา ยาย พ่อ แม่ บุตรอยู่อาศัยในบ้านเดียวกัน ผู้อาวุโสในครอบครัวจะได้รับความเคารพ บิดาเป็นผู้ตัดสินในเรื่องต่างๆ โดยทั่วไปการเลือกคู่แต่งงานจะทําการคัดเลือกโดยครอบครัว ดังนั้นชี้ให้เห็นว่า สัมพันธ์ภายในครอบครัวมุสลิมนั้น ผู้ชายมีฐานะเป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารทั่วไปของครอบครัว หาเลี้ยงและดูแลความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับสังคม รวมทั้งดูแลระเบียบวินัยในครอบครัว ส่วนผู้หญิงเป็นศูนย์กลางใ���การจัดระเบียบครอบครัวเป็นศูนย์กลางของญาติ จําแนกสิทธิ และรับผิดชอบร่วมกับสามีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ได้สัดส่วนระหว่างสมาชิกทุกคน ความสัมพันธ์ ระหว่างบิดามารดาต่อบุตรตามแนวคิดนี้สามารถทํานายลักษณะของศาสนาของเด็กได้ว่า เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ หลักธรรม และนําเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตของตน ที่ส่งผลให้มีพฤติกรรมดี การอบรมเลี้ยงดูนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเยาวชน เป็นการขัดเกลาให้เด็กเป็นคนดี มีวิธีการอบรมเลี้ยงดู ของบิดาซึ่งเห็นได้จากที่ครอบครัวเป็นตัวแบบ บิดามารดาส่วนใหญ่จะให้ความรัก ความเอาใจใส่ต่อบุตร สอนให้ลูกอยู่ ในกรอบอิสลามที่ให้ปฏิบัติ สอนให้ลูกเป็นคนดี มีความกตัญญูตอบแทนคุณต่อบุพการี การให้อภัย ช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน มีความปรองดองกัน สอนให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สอนไม่ให้เป็นเด็กดื้อ เป็นเด็กที่ไ ม่ซน มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ควบคุมดูแลให้บุตรเป็นคนมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ พึ่งพาตนเองได้ และรู้จักแบ่งปันกัน สามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกันกินอาหารให้ถูกหลักศาสนากําหนด จะทําให้กายใจบริสุทธิ์ได้ ซื่อสัตย์กับตัวเอง ห้าม ลักขโมย ไม่ทําให้ผู้อื่นเดือดร้อน และที่สําคัญจะต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ส่งผลให้บุตรประพฤติดีทั้ง 3 จังหวัดได้ สอดคล้องกับแนวคิดอามีนะห์ ดํารงผล (2543 : 15 – 35) ที่ได้อธิบายว่าวิธีในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นภาระหน้าที่ร่วมกันทั้ง พ่อและแม่ พ่อเป็นครูใหญ่และแม่เป็นครูผู้สอน การเลี้ยงลูกไม่ได้หมายความเฉพาะการให้อาหาร เพื่อให้ร่างกาย แข็งแรงและเจริญเติบโต หรือดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่หมายถึงความรวมถึงวิธีการต่างๆ ที่พ่อแม่ทําทุกอย่าง มีแบบแผนและขั้นตอน เพื่อให้ลูกเจริญเติบโตและพัฒนาทั้งร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และสามารถดําเนินชีวิตอยู่ใน สังคมได้อย่างมีความสุข โดยพ่อแม่ที่อยู่ในแนวทางอิสลามมีหน้าที่ส่งเสริมให้เจริญเติบโต และพัฒนาด้านต่างๆ สิ่งที่ จะต้องอบรมสั่งสอนมีดังนี้ (1) สอนให้เขารู้จักอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง (2) สอนให้เขารู้จักศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) (3) สอนให้เขากลัวบาป ละเว้นความชั่ว กระทําความดี (4) สอนให้เขาพูดในสิ่งที่ดีๆ (5) เมื่อเขาอายุได้ 7 ปี ใช้ให้เขาทําการละหมาด (6) และเมื่อเขาอายุได้ 10 ปี ถ้าเขาไม่ละหมาดก็อนุญาตให้เฆี่ยนตีได้ และให้แยกที่นอนระหว่างผู้หญิงกับ ผู้ชาย ดังที่กล่าวมา และให้ลูกรู้จักพระเจ้าและศรัทธาในพระองค์อย่างมั่นคง ให้ลูกรู้ว่าตนเกิดมาได้อย่างไร ใครเป็น ผู้สร้าง เกิดมาทําไม ตายแล้วจะไปไหน รู้จุดมุ่งหมายในการกระทําสิ่งต่างๆ มีความภาคภูมิใจในความเป็นมุสลิมกล้า แสดงเอกลักษณ์ของความเป็นมุสลิม โดยปฏิบัติตนให้เป็นมุสลิมที่ดี และสอดคล้องกับผลการศึกษาของสุชิรา บุญทัน (2541: บทคัดย่อ) ที่พบว่าปัจจัยทางครอบครัวที่สัมพันธ์กับจริยธรรมด้านความกตัญญูกตเวที ลักษณะครอบครัว ลักษณะการอบรมเลี้ยงดู อาชีพของผู้ปกครอง และประเภทของครอบครัว สามารถพยากรณ์จริยธรรมด้านความ กตัญญูกตเวทีได้ทั้งหมดโดยปัจจัยด้านลักษณะการเลี้ยงดูสามารถพยากรณ์จริยธรรมด้านความกตัญญูกตเวทีได้ดี ที่สุด จึงสรุปได้ว่า แนวคิดด้านการอบรมเลี้ยงดูบุตรตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม วิถีชีวิตแบบอิสลาม

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

106

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

วิถีชีวิตแบบอิสลามมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเยาวชน ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามที่ได้บัญญัติไว้ในอัลหะดิษที่ จะต้องดําเนินในชีวิตประจําวัน และจะต้องสอดคล้องตามหลักความเชื่อ และการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนา อิสลาม ซึ่งสามารถนํามาประกอบการตัดสินใจ เลือกอาชีพ เลือกคบเพื่อน เลือกกระทํากิจกรรมในยามว่่าง เลือกวิธีพักผ่่ อนหย่ ่ อนใจ ตลอดจนเลื อกที่ จะกระทํ าหรื อไม่ กระทํ าพฤติ กรรมผิ ดศี ลธรรมในสถานการณ์ ต่ างๆ ซึ่ ง เห็ น ได้ จ ากที่ ครอบครัวเป็นแบบอย่างให้กับลูกๆ เช่น สอนให้ลูกเลือกทานแต่สิ่งที่ดีๆถูกหลักศาสนาอิสลาม เลือกแต่งกายที่จะต้อง มิดชิด เลือกที่จะปฏิบัติถ้าเห็นว่าสิ่งนั้นดีและละเว้นสิ่งที่ไม่ดี สอนให้รู้มารยาทในการรับประทานอาหาร การกล่าวดุ อาห์ หรือแม้แต่การใช้คําทักทาย (อัสสาลามมุอาลัยกุม) การรับคําทักทาย (วาอาลัยกุมมุสสาลาม) ซึ่งวิถีชีวิตแบบอิ ลามนั้นทั้ง 3 จังหวัดได้สอดคล้องกับเสาวนีย์ จิตต์หมวด (2544: 89) ได้กล่าวว่าผู้ท่ีนับถือศาสนาอิสลามจะมีวิถีใน การดําเนินชีวิต หรือวัฒนธรรมอยู่ในครรลองของวัฒนธรรมอิสลามเป็นหลัก แต่น่ันมิได้หมายความว่า มุสลิมจะ ปฏิเสธในการปฏิบัติตามวัฒนธรรมอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้ามศาสนาอิสลามกลับแสดงให้เห็น และยอมรับใน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สอดคล้องกับ จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง (2543: 2) กล่าวว่า ชาวมุสลิมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนา (Ethno-religious Group) ที่ธํารงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่าง เข้มแข็ง ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมมุสลิมผูกพันแนบแน่นอยู่กับศาสนาอิสลามจนแทบจะกล่าวได้ว่า “เป็นเนื้อเดียวกัน” ดังนั้นอาจมองว่า อุดมการณ์ แนวปฏิบัติ รวมทั้งพิธีกรรมทางศาสนา เป็นเอกลักษณ์ที่สําคัญที่สุดของการเป็นมุสลิม และ สอดคล้องกับ นันท์วดี แดงอรุณ (2550: 15) ที่อธิบายถึง วิถีชีวิตแบบอิสลาม หมายถึง การที่บุคคลเอกที่จะดําเนิน ชีวิตประจําวันตามความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับพ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง คนไข้ เพื่อนบ้าน เด็ก และผู้ใหญ่ สัตว์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา ทั้งในยามสงบและยามสงครามในอิสลามมนุษย์จะได้พบวัฒนธรรม ศีลธรรม จรรยามารยาทที่เป็นมาตรฐานอันเดียวกัน ไม่ว่าคนมุสลิมผู้นั้นจะมาจากเผ่าพันธุ์ สีผิว หรือพูดภาษาใดก็ ตาม ตัวอย่างเช่น การกล่าวสลามในการทักทาย การกล่าวนามของอัลลอฮ์ ก่อนกินอาหาร และการทํากิจกรรมต่างๆ การห้ามดื่มสุราก็เป็นข้อห้ามที่เด็ดขาด โดยไม่มีการยกเว้นอนุญาตให้ดื่มในบางโอกาสเป็นต้น ในอิสลาม มนุษย์จะรู้ว่า ควรจะแต่งงานกับใคร และใครบ้างที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงาน ด้วยการแต่งงานของเขาควรจะเป็นอย่างไร เมื่อมี ปัญหาที่จะต้องหย่าร้างเขาควรจะทําอย่างไร จึงจะเกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย เมื่อมีการตาย เขาควรจะจัดการ กับศพและทรัพย์สินของคนตายอย่างไร และอื่นๆ ในอิสลาม มนุษย์จะเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็น เจ้าแล้ว มุสลิมทุกคนมีความเท่าเทียมกันไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมาจากชนชั้นหรือสีผิวใด เขาจะได้พบว่ามุสลิมทุกคนมี หน้าที่ต่อพระเจ้าอย่างเท่าเทียมกันและหน้าที่ดังกล่าวนี้ก็มิได้เป็นของชนชั้นหนึ่งชนชั้นใด และหากเขาต้องการที่จะมี ความใกล้ชิดหรือติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้า เขาก็สามารถติดต่อกับพระองค์โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยนักบวชทําหน้าที่เป็น นายหน้าติดต่อให้ และที่สําคัญที่สุดคือในอิสลาม มนุษย์จะได้พบกับอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และผู้ทรงสร้างเขา ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพอันมากมายมหาศาลให้แก่เขา ผู้ทรงให้ค���ามกรุณาปราณีและความ เมตตาแก่เขา ผู้ทรงให้กําลังใจแก่เขาในยามที่เขาต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบาก ผู้ทรงให้หลักประกันในการตอบ แทนความดีที่เขาปฏิบัติถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นก็ตาม และทําให้เขาไม่รู้สึกท้อแท้ในการที่จะทําความดีต่อไป กระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามสําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากบ้าน มีความสําคัญต่อพฤติกรรมของเยาวชนโดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

107

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

2. ผลการศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามจากโรงเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม ผลการวิจัยพบว่าพบว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมีกระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคํา สอนของศาสนาอิสลาม ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้นสอนในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เช่น สอนให้เป็นคนดี ละเว้นความชั่ว มีความรัก ความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือเพื่อนที่ตกทุกข์ได้ยาก มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม ต้องมี ความสามัคคี ปรองดองฯลฯ สอดคล้องกับ (อิมรอน มะลูลีม, 2539: 10) ได้อธิบายว่า สันติ ความบริสุทธิ์ การยอม จํานนและการเชื่อฟังและการปฏิบัติตามสําหรับความหมายทางศาสนาคําว่า อิสลาม หมายถึง การยอมจํานนต่อ เจตนารมณ์ของพระเป็นเจ้า และเชื่อฟังกฎหมายของพระองค์ สอดคล้องกับ (Hussein,1981: 30) กล่าวว่า จริยธรรม หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงความรู้สึกเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ใจ ความซื่อสัตย์ ในอิสลามจะกล่าวถึงลักษณะของ จริยธรรมที่มีต่ออัลลอฮต่อเพื่อนมนุษย์ และต่อสิ่งอื่นบนหน้าแผ่นดินนี้หรือ พฤติกรรมของตนมุสลิมที่ได้ประพฤติปฏิบัติ ที่ดี ที่ถูกต้อง ที่ควร ตามกฎระเบียบต่างๆ ที่อิสลามได้กําหนดขึ้นและการประพฤติปฏิบัติดังกล่าวรวมทั้งพฤติกรรมทางใจ วาจา และกาย ซึ่งจะทําให้ผู้ปฏิบัตได้รับความสุขทั้งกายและใจในการดํารงชีวิตทั้งบนโลกนี้และในโลกหน้า จริยธรรมเป็น พฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและใจของมนุษย์ และสอดคล้องกับบารมาวีย์ อูมาวีย์ (Barrmawi. 1978 : 43) ได้แบ่ง จริยธรรมออกเป็น 2 ส่วนคือ พฤติกรรมที่ดี (Akhlaaqul Mahmudah) และพฤติกรรมที่ไม่ดี (Akhlaaqul Madzmumah) ดังนี้ 1. พฤติกรรมที่ดี (Akhlaaqul Mahmudah) ได้แก่ 1) ความซื่อสัตย์ 2) ความสงบสุข 3) การให้อภัย 4) มนุษยสัมพันธ์ที่ดี 5) การให้อภัย 6) การทําดี 7) ให้ เกียรติแขก 8) มีความละอาย 9) ห้ามปรามในสิ่งที่ชั่ว 10) ความสุภาพ 11) ตัดสินด้วยความยุติธรรม 12) ความเป็นพี่ น้องกัน 3) ความอดทน 14) บริสุทธิ์ 15) ความกตัญู 16) การช่วยเหลือ 17) สันติภาพ 18) ความสะอาด 19) ภักดี ต่ออัลลอฮ 20) ถ่อมตน 21) พอใจในสิ่งที่มีอยู่ 22) มีความมั่นใจ 23) ความเมตตากรุณา 2. พฤติกรรมที่ไม่ดี ( Akhlaaqul Madzmumah) ได้แก่ 1) เห็นแก่ตัว 2) อบายมุข 3) ตระหนี่ 4) โกหก 5) เสพของมึนเมา 6) การทําลาย 7) กดขี่ 8) ไ ม่กล้า 9) ทําบาปใหญ่10)ขี้โกรธ11) โกงเรื่องชั่งดวง 12) นินทา 13)เย่อหยิ่ง 14) เล่ห์เลี่ยม 15) อยู่เพื่อโลกวัตถุ 16) อิจฉา 17) แค้น 18) ฆ่าตัวตาย 19) ฟุ่มเฟือย 20) อวดดี 21) ไม่สํานึกบุญคุณ 22) รักร่วมเพศ 3) ใส่ร้าย 24) เกี่ยวข้องกับ ดอกเบี้ย 25) ดูถูกผูอ้ ื่น 26) ลักขโมย 27) มีกิเลส ที่สําคัญนอกเหนือจากนั้นยังได้สอนให้เยาวชนพึ่งรําลึกการเป็นมุสลิมที่ดี ทําให้เยาวชนได้รับการถ่ายทอด คุณธรรมจริยธรรม อย่างลึกซึ้งมากขึ้นโดยให้เด็กได้ตระหนักถึงหลักการทั้งสองอย่างอยู่ในใจนับตั้งแต่การสอนให้ เรียนรู้หลักคําสอนของอิสลามมีกี่ประเภท จนกระทั่งเรียนรู้ถึงหลักปฏิบัติ หลักศรัทธา และหลักอิฮซาน โดยใช้ วิธีการถ่ายทอด หลักปฏิบัติ 5 ประการ ประกอบด้วย หลักปฏิบัติ ประกอบด้วย 1) ปฏิญาณเข้ารับนับถืออิสลาม 2) ละหมาดให้ครบ 5 เวลา 3) นํามาซึ่งทานบังคับ 4) ทําหัจญ์ และ5) ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนศีล และหลักศรัทธา 6 ประการ ส่วนหลักศรัทธา 6 ประการ ประกอบด้วย 1) ศรัทธาในพระเจ้า 2) ศรัทธาในมลาอีกะฮ์ 3) ศรัทธาในนบี 4) สรัทธาในคัมภีร์ 5) ศรัทธาในโลกหน้า และ 6) ศรัทธาในลิขิตของพระเจ้า และหลักอิฮซาน เป็นวิชาที่ว่าด้วยการ อบรมจิตใจของมนุษย์ตามคําสอนของศาสนาอิสลามเพื่อจะแสดงพฤติกรรมที่ดีงามออกมา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ของ ฟาดีละห์ ยอแม (2551: 25) อธิบายว่า การเป็นมุสลิมที่ดีจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สําคัญ ดังต่อไปนี้

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

108

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

1. มีความศรัทธาที่ลุ่มลึก (1) รักอัลลอฮฺ รักรอซูล และรักการเสียสละในหนทางของอัลลอฮเหนือสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮ (2) เชื่อฟังและปฏิบัติตาม (3) เกรงกลัวอัลลอฮฺ (4) เชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลทุกเรื่อง (5) ยอมรับการกําหนดของอัลลอฮฺ (6) มีอามัลที่ซอและฮฺ (7) เสียสละในหนทางของอัลลอฮฺ 2. มีความเข้าใจอิสลามทีล่ ึกซึง้ ซึง่ ศาสนาอิสลามมีลักษณะพิเศษ ดังนี้ (1) ร๊อบบานีย๊ะฮฺ (2) เป็นศาสนาที่มีความเป็นสากล (3) เป็นศาสนาที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ (4) เป็นศาสนาที่ง่ายดาย (5) เป็นศาสนาที่มีความยุติธรรม (6) เป็นศาสนาที่มีความสมดุล (7) เป็นศาสนาที่มีเสถียรและพลวัฒน์ 3. มีบุคลิกภาพที่สง่างาม (1) บริสุทธิ์ใจ (2) ทําตามแบบอย่างท่านศาสดา (3) อดทน (4) เคร่งครัดตามหลักการศาสนา (5) ถ่อมตน (6) สมถะ (7) มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี 4. มีวิธีคดิ แบบอิสลาม (Islamic thinking) (1) สิ่งที่ได้หะลาลย่อมมีประโยชน์ในตัวของมันเอง และสิ่งใดที่หะรอมย่อมมีโทษในตัวของมันเอง (2) ชะรีอะฮฺย่อมอยู่เหนืออารมณ์และเหตุผล (3) คนแปลกหน้า เช่ น บิด ามารดาสอนให้ ลู ก รู้จั ก คํ า ว่ า กลั ว และการยํ า เกรงต่ อ พระเจ้ า เพี ย งองค์ เ ดี ย ว และชี้ ใ ห้ ลู ก เห็ น ความสําคัญของศาสนาอิสลาม ซึ่งบิดามารดาอาจจะถ่ายทอดโดยการเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติของ เด็กด้วยวิธีการสื่อสาร แบบจูงใจตามหลักการเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งสามารถนํามาเป็นแนวทางในการศึกษาพฤติกรรม ของเยาวชนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดู โดยมีการส่งเสริมการรําลึกการเป็นมุสลิมที่ดีจากครอบครัว ซึ่งเป็นตัวเรียนรู้ใน เรื่องการคบหาเพื่อน การเลือกเพื่อนที่ดี เพื่อเป็นตัวช่วยเสริมแรง ตัวกระตุ้นที่อยากจะกระทํา หรือเลือกที่จะไม่กระทํา ซึ่งสอดคล้องกับ สนธยา พลศรี (2535 : 195) ได้กล่าวถึง การเรียนรู้ไว้ว่า เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

109

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

มากมาย เช่น ความพร้อมของบุคคล ความแตกต่างระหว่างบุคคล การฝึกหัด การเสริมแรง การจูงใจ สิ่งเร้าและการ ตอบสนอง ทฤษฎีการเรียนรู้ ที่จําแนกได้ 2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มทฤษฎีความรู้ความเข้าใจหรือทฤษฎีสนาม (Cognitive or Field Theories) มีแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ ว่าเป็นการที่มนุษย์รวบรวม การรับรู้และแนวความคิดต่างๆ เข้าเป็นระเบียบแบบแผนที่มีความหมายก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจลักษณะส่วนรวมของเหตุการณ์ และเกิดการหยั่งเห็น (Insight ในการแก้ปัญหา) 2) กลุ่มทฤษฎีความสัมพันธ์ (Aaaociatinistic Theories) มีแนวคิดว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือประสบการณ์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ หมายถึง การ เปลี่ยนแปลงด้านความรู้ความเข้าใจ การเปลี่ยนแปลงทักษะในการคิด การทํางาน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทัศนคติด้วย และ สอดคล้องกับ สุมน อมรวิวัฒน์ (2533 : 151 – 171) ได้เสนอแนวทางการเรียนรู้เพื่อพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขาที่ ประกอบด้วย การฝึกหัดอบรม การควบคุมกายและวาจา การฝึกหัดและการอบรมจิตใจ และการฝึกหัดอบรมเพื่อ ความรู้ระดับสูง การเรียนรู้ท่ีแท้จริงย่อมสอดคล้องกับความเป็นจริงของวิถีชีวิต การจัดกระบวนการเรียนรู้ จึงต้องช่วยสร้าง สมรรถภาพให้ผู้เรียนสามารถเผชิญ ผจญ ผสมผสาน และเผด็จปัญหาได้ กระบวนการเผชิญสถานการณ์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การรวบรวมข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้และหลักการ 2) การประเมินค่าและประโยชน์ 3) การเลือกและตัดสินใจ 4) การฝึกปฏิบัติ กระบวนการสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนัสิการ ประกอบด้วย 1) ขั้นการสร้างศรัทธา 2) ขั้นการศึกษาข้อมูลและฝึกทักษะการคิด 3) ขั้นสรุป กระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ส่งผลให้เยาวชน สามารถนํามาเป็นแนวทางการปฏิบัติตนให้เป็นคนดีได้ จึงสรุปได้ว่าความศรัทธาที่เยาวชนมีต่อหลักคําสอนทาง ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลมากที่สุดต่อพฤติกรรมของเยาวชนให้เป็นคนดีโดย มาจากการอบรมสั่งสอน และการที่ได้รับ การถ่ายทอดจากอาจารย์ และการคบเพื่อนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. ผลการศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนอิสลามจากชุมชน ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนมีวิธีการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม ด้วยการ ให้เด็กมี ส่วนร่วมในการทําบุญ และกิจกรรมในวันสําคัญทางศาสนาที่ชุมชนปฏิบัติสืบต่อกันมา โดย สมาชิกชุมชนปฏิบัติตน เป็นแบบอย่าง ทั้งนี้เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมที่อยู่ใกล้มัสยิด สุเหร่า และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และมีการเข้าร่วมทําบุญตามเทศกาลต่างๆ ของมัสยิดอยู่เสมอ ทําให้เด็กซึมซับวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมา เห็นได้จากทั้ง 30 กรณีศึกษา ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของมัสยิด สุเหร่า และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และช่วยกิจกรรมในชุมชนทุกกรณีศึกษา ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า เกิด จากการถ่ายทอดจากบริบทชุมชน ทางด้านสังคมได้มีการช่วยงานชุมชนในการทําบุญ และกิจกรรมตามประเพณีต่างๆ อย่างสม่ําเสมอ ทําให้เด็กมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกิจกรรมและบําเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่มีสภาพเอื้อต่อการ

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

110

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

กระทําความดีของบุคคล กระตุ้นให้บุคคลมีความซื่อสัตย์ และผลักดันให้บุคคลกระหายที่จะกระทําดี ซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของศักดิ์ไทย สุรกิจบวร (2545 : 96-98) ที่ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของการรับรู้ทางสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมของ บุคคลเป็นความพยายามของบุคคลที่จะทําความเข้าใจพฤติกรรมทางสังคมของบุคคลอื่นๆ เพื่อต้องการที่จะค้นหาว่า บุคคลมีเจตนา หรือความต้องการอะไรอยู่เบื้องหลังของพฤติกรรมนั้น เป็นการควบคุมความสัมพันธ์ให้คงอยู่ใน ขอบเขตที่บุคคลต้องการ สภาพแวดล้อมทางสังคมจึงเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่น และมีผลต่อ การปลูกฝังพฤติกรรมจริยธรรมในช่วงวัยต่างๆ ของชีวิต ทั้งนี้เพราะบรรยากาศของชุมชน กิจกรรม สถานที่ การ ประกอบอาชีพ รายได้ การดําเนินชีวิตของคนในชุมชน เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างยิ่งต่อความคิดและ พฤติกรรมของวัยรุ่นและคนในสังคมนั้น จึงสรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมเป็นองค์ประกอบที่มีความสําคัญที่ก่อเกิด จริยธรรมในบุคคลได้สูง สรุปผล การศึกษากระบวนการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามสําหรับเยาวชนในโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ แบ่งออกเป็น 2 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผลการวิจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น การนําผลการวิจัยที่ได้ไปใช้แนวทางแก่ 1.1 บิดา มารดา ผู้ปกครอง บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ มีบทบาทในการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอน ของศาสนาอิสลามต่อเยาวชน ส่งผลให้เยาวชนเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งการถ่ายทอดของบิดามารดาเป็นการ ขัดเกลาที่สําคัญ จะส่งผลต่อพฤติกรรมของเยาวชน แต่ในสังคมปัจจุบันบิดามารดามักไม่มีเวลาให้กับบุตร จึงส่งผลให้ เด็กต้องพึ่งตนเอง และไม่มีหลักในการดํารงชีวิตที่ดี บิดามารดาควรให้ความรักและอบอุ่นต่อบุตร เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่ดี งามเป็นพื้นฐานในการดํารงชีวิตในอนาคตของเยาวชน 1.2 การสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อาจารย์มีบทบาทสําคัญในการถ่ายทอดหลักคําสอนทาง ศาสนาอิสลาม วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องสําหรับเยาวชน กระตุ้นให้เยาวชนมีความเชื่อและศรัทธาในการทําความดี รู้จัก กฎแห่งกรรมจึงควรส่งเสริมให้มีการสอนหลักคําสอนของศาสนาอิสลามแก่เยาวชนมากขึ้น 1.3 ชุมชนที่มีการสืบทอดธรรมเนียมประเพณีและถือปฏิบัติวิถีทางศาสนาอิสลาม จะมีส่วนในการขัดเกลา ทางสังคม ทําหน้าที่ทักทอความคิดแก่บุคคลในชุมชนให้มีจิตสํานึกในการดํารงไว้และสืบต่อไปสู่อนุชนรุ่นหลัง การ เสียสละ การร่วมกิจกรรมของบุคคลในชุมชนจะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่ดีของเยาวชน ในชุมชนโดยตรง ผู้นําชุมชนควรดูและเอาใจใส่สภาพแวดล้อมของชุมชน ดูแลเอาใจใส่ และช่วยเหลือเยาวชนของชุมชน ให้เป็นคนดี ตอนที่ 2 ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาองค์ประกอบอื่นที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นในด้านคุณธรรมจริยธรรมอิสลาม 2. ควรศึกษาวิถีการถ่ายทอดการปฏิบัติตามหลักคําสอนของศาสนาอิสลามจากโรงเรียนอื่น เพื่อนําผลที่ ได้มาเป็นแนวทางในการขัดเกลาเยาวชนให้เป็นคนดี

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

111

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บรรณานุกรม อับดุลรอมะ สามะอาลี. 2550. บทบาทครูสอนศาสนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในการพัฒนาชุมชน จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง. วิทยานิพนธ์. (สําเนา). กรมวิชาการ. 2523. การประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับจริยธรรมไทย. กรุงเทพฯ: กองวิจัยการศึกษา ครุซีด อะหมัด. 2540. ชีวิตครอบครัวในอิสลาม.แปลจาก Family life in Islam โดยพิเชษฎธ์ กาลาม เกษตร. กรุงเทพมหานคร: อิสลาม ควะเคเดมี. งามตา วนินทานนท์. 2528. รายงานวิจัยฉบับที่ 50 ลักษณะทางพุทธศาสนาและ พฤติกรรม ศาสตร์ของบิดามารดา ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูบุตร. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ ประสานมิตร จรัญ มะลูลีม. 2541. เอเซียตะวันตกศึกษา: ภาพรวมทางสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: สถาบัน เอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สนธยา พลศรี. ทฤษฎี และหลักการพัฒนาชุมชน. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ โอเดียมสโตร์ (2545: 31 – 33) ฟาดีละห์ ยอแม. 2551. การเป็น มุสลิมที่ดี. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551. จาก http.//baanmulimah.com. มุฮัมหมัด เหมอนุกูล. เราจะเลีย้ งลูกอย่างไร และอะไรคือหน้าทีข่ องพ่อแม่. พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ 2541. อามีนะห์ ดํารงผล (รศ). สาระน่ารู้เกี่ยวกับชีวิตมุสลิม. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ เอดิสัน เพรส โพรดักส์ 2549. สนธยา พงศรี. 2545. ���ฤษฏี สังคมศาสตร์กับการพัฒนาสังคม. (สุราษฏร์ธานี วิทยาลัยครูสุราษฏร์) สัญญา สัญญาวิวัฒน์. มปป. สังคมวิทยาการเมือง .พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพฯ เจ้าพระการวัฒน์. สังคมวิทยา. การเมือง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ เจ้าพระยาการ. สัญญา สัญญาวิวัฒน์. 2526. การพัฒนาชุมชน, พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ. โดยวัฒนาพาณิช อารง สุทธาศาสน์. 2543. ”สถาบันครอบครัวอิสลาม:บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในรวมบทความสังคมวิทยา และ มนุษย์วิทยา. มปพ. อารง สุทธาศาสน์, (บรรณาธิการ) .2541. สภาบันครอบครัวอิสลามและการมี ภรรยาสี่คน. กรุงเทพมหานคร: ออฟ เซ็ทเพรส. นราธิวาสในวันนี้. 2551. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552, http://www pocnara.coth/naracity/01-nara.p/p.

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

113

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทความวิจัย

ผลของการเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรือ่ งอารมณ์ ทีม่ ีต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักศึกษาปริญญาตรี วาสนา ณ สุโหลง∗ คณิตา นิจจรัลกุล∗∗ ชิดชนก เชิงเชาว์∗∗∗ บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ (80/80) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังจากเรียนโดย บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ กับการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง อารมณ์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ กลุ่มตัวอย่างที่นํามาใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่ง ใหญ่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ได้มา โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จํานวน 60 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 30 คน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มทดลองเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่ม ควบคุมเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบแผนการวิจัย คือ ทดสอบหลังอย่างเดียวและมีกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ 2) แบบประเมินคุณภาพ ของบทเรียนตามเกณฑ์การประเมินแบบรูบริกส์ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบเป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียน บนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ มีประสิทธิภาพ 84.93/82.50 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียน โดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ สูงกว่า การเรียนโดยการสอนแบบปกติ เรื่องอารมณ์ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ อยู่ใน ระดับมาก คําสําคัญ: บทเรียนบนเว็บ, ไฮเปอร์เควสท์, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

∗∗

Assoc. Prof. Ph.D. (Curriculum and Instruction).ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยาเขตปัตตานี ∗∗∗

Assoc. Prof. Ph.D. (Research Design and Statistics) ภาควิชาประเมินผลและวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิทยาเขตปัตตานี

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

114

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

Abstract The purpose of this research were 1) to develop Hyper Quest on emotion topic with the efficiency at 80/80, 2) to compare the learning achievement of undergraduate students after the Hyper Quest on emotion topic and the traditional instruction were used, and (3) to study students’ satisfaction toward Hyper Quest on emotion topic. The subjects of this research were 60 undergraduate students in the second semester of the academic year 2010 from Rajamangala University of Technology Srivijaya, Nakhon Sri Thammarat Campus, Thung Yai which selected by simple random sampling method. They were divided into 2 groups which consisted of 30 students each group as follows : The first was an experimental group using HyperQuest on emotion topic while another was a control group. The research designed was Posttest - only and the control group. The research instruments consisted of : 1) Hyper Quest on emotion topic2) a rubric for evaluating, 3) lesson plans, 4) achievement test, and 5) questionnaires on students’ satisfaction toward the Hyper Quest emotion topic. The data were analyzed by arithmetic mean, standard deviation and t-test independent. The findings were as follows: 1) The effectiveness of Hyper Quest were 84.93/82.50 2) The learning achievement of students who were instructed by Hyper Quest on emotion topic was higher than the ones who were instructed through traditional instruction with statistically significant at the .05 level. 3) The students’ satisfaction toward Hyper Quest on emotion topic was at the high level. Keywords : Web Based Instruction, Hyper Quest, Learning Achievement

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

115

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บทนํา ปัจจุบันการเรียนการสอนแบบ e-Learning ได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษาของไทยเพิ่มมากขึ้น แต่ สถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบดังกล่าวได้อย่างเต็มรูปแบบ อันเนื่องมาจากการขาด แคลนบทเรียนที่มีประสิทธิภาพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสําคัญมากกับการนําเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ ใน หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่ว่าด้วยการนําเทคโนโลยีด้านต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพและมี ประสิทธิภาพ (ชม ภูมิภาค, 2544: 16-17) ดังนั้นการจัดการศึกษาในปัจจุบันจึงได้นํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกในการ เรียนของผู้เรียนมากยิ่งขึน้ และสิ่งที่มีบทบาทสําคัญอย่างมากในขณะนี้ คือเทคโนโลยีเวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web: WWW) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในอินเทอร์เน็ตขณะนี้ เนื่องจากทําให้ได้ข้อมูลสารสนเทศในลักษณะสื่อ หลายมิติที่มีประสิทธิภาพมาก ผู้เรียนสามารถมีการโต้ตอบ กับสื่อได้ทันที นอกจากนี้ความสามารถด้านสื่อประสม (Multimedia) ยัง ทํ าให้สิ่ง ที่อ ยู่บนจอคอมพิว เตอร์มิ ใช่มีเพี ยงข้ อความที่น่าเบื่ ออีกต่อไป การเพิ่ มสี สันของข้อความ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และเสียงให้กับข้อมูลต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและเพิ่มคุณค่าให้กับข้อมูลที่เสนอได้เป็น อย่างมาก จากศักยภาพของเวิลด์ ไวด์ เว็บ จึงเหมาะ ที่จะนํามาใช้ในการศึกษาและการเรียนการสอนในสถานศึกษา (กิดานันท์ มลิทอง, 2544: 334-335) โดยเฉพาะการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นการจัดการศึกษาขั้นสูงที่ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักการค้นคว้า แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง นอกเหนือจากการฟังบรรยายจากผู้สอนในชั้นเรียน (จุฑารัตน์ ศราวณะวงศ์, 2544: 42) จากจุดเด่นของเวิลด์ ไวด์ เว็บ และหลักการในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทําให้การเรียนการสอน ด้วยกิจกรรมและนําเสนอบนเว็บได้รับการยอมรับ การเรียนการสอนบนเว็บมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาและสถานที่ ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบมีความกระตือรือร้น ในการเรียนมากยิ่งขึ้นและมีความตั้งใจใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยผู้สอนเป็นผู้แนะนํา เป็นที่ปรึกษา และแนะนําแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนให้กับผู้เรียน (น้ํามนต์ เรือง ฤทธิ์, 2546: 3) บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เป็นการจัดการเรียนการสอนบนเว็บที่เน้นทักษะกระบวนการ 4Is คือ Inquiry (การสืบสวนสอบสวน) Investigation (การสืบเสาะ) Integration (การบูรณาการ) และ Interaction (การ ปฏิสัมพันธ์) มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในบริบทการเรียนรู้ท่ีเป็นไปตามลําดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องกัน ผู้เรียน ต้องเข้าไปศึกษาข้อมูลต่างๆ จากแหล่งเรียนรู้ท่ีมีอยู่หลากหลายในบทเรียน โดยผู้สอนเป็นผู้เตรียมทรัพยากรหรือ แหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เน้นให้ผู้เรียนค้นพบแล���สร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเองโดยใช้สารสนเทศจากแหล่งต่างๆ บน อินเทอร์เน็ตในลักษณะการใช้สื่อประสม (Multimedia) เช่น ซีดีรอม ข้อความเสียง วีดิทัศน์ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่ายดิจิตอล ฯลฯ เพื่อเกิดการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ และตรงจุดประสงค์การเรียนรู้ มาสนับสนุนผู้เรียนในการ เรียนรู้ขั้นการคิดเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์และการประเมินค่าข้อมูลด้วยการสื่อสารที่มีอยู่ในเวิลด์ ไวด์ เว็บ มาใช้ในการ สื่อสารเพื่อการเรียนรู้จนผู้เรียนสามารถนําความรู้มาสร้างองค์ความรู้ใหม่และสื่อสารสิ่งที่ค้นพบไปเผยแพร่ เป็นวิธีการ ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม การเรียนและส่งเสริมให้มีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ดังนั้นการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญให้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องพยายามสร้างสิ่งจูงใจให้เกิดขึ้น เพื่อให้ ผู้เรียน เกิดความสนใจและรู้สึกรักที่จะเรียน ซึ่งเท่ากับว่าผูส้ อนช่วยหยิบยื่นความสําเร็จให้แก่ผู้เรียน

อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

116

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

จากผลการสอบวิชาจิตวิทยาทั่วไป ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ที่ผู้วิจัยรับผิดชอบนั้นพบว่า นักศึกษา ส่วนใหญ่ได้คะแนนสอบไม่ดี เนื่องจากวิชานี้เป็นวิชาที่มีเนื้อหาค่อนข้างเยอะและรายละเอียดมาก รวมถึงผู้สอนเน้น การสอนแบบบรรยายเป็ น ส่ ว นใหญ่ จึ ง ทํ า ให้ นัก ศึ ก ษาขาดความกระตื อ รื อ ร้ น เบื่ อ หน่า ยและไม่ ค่ อ ยสนใจเรี ย น เท่าที่ควร ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงเห็นความสําคัญของการเสริมสร้างอารมณ์ด้านบวกหรือแรงจูงใจใน การเรียนให้เกิดขึ้น กับนักศึกษา เพราะอารมณ์สามารถกระตุ้นและกําหนด ทิศทางให้นักศึกษาแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่ ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้เช่นเดียวกับการทํางานของสมอง เพื่อช่วยให้นักศึกษาเกิดความตื่นตัว มีความสุขและสนุกสนาน ในการเรียนวิชาจิตวิทยาทั่วไปมากยิ่งขึ้น จากความสําคัญและปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจ ศึกษาผลของการเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง และสามารถนําองค์ความรู้ท่ีได้ค้นพบมาสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการ จัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ๆ ที่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ (80/80) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ กับการเรียนโดยการสอนแบบปกติ เรื่อง อารมณ์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ วิธีการดําเนินงาน 1. ประชากร คื อ นั ก ศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิ ทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชั ย วิ ทยาเขต นครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 01-220-004 จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จํานวน 120 คน 2. กลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขต นครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จํานวน 60 คน กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม ทดลอง และกลุ่มควบคุม ดําเนินการสุ่มโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจํานวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจํานวน 30 คน ซึ่งคละเด็กเก่ง ปานกลางและอ่อน 3. เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 3.1 บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.93 / 82.50 3.2 แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนตามเกณฑ์การประเมิน Rubrics ของ Alice Christie และได้รับการ ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอน 3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง อารมณ์แบบ Hyper Quest และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนจํานวน 30 ข้อและหลังเรียน 30 ข้อชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และ 0.84 ตามลําดับ

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

117

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

3.5 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่ผ่านการเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีการของลิเคิร์ท แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research Design) โดยใช้รูปแบบทดสอบหลังอย่างเดียว และมีกลุ่มควบคุม (Posttest –Only Control Group Design) (ชิดชนก เชิงเชาว์, 2539: 118) ผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ เครื่องมือ ที่ใช้วัด กิจกรรมระหว่างเรียน (E1) แบบทดสอบหลังเรียน (E2)

กลุ่ม ตัวอย่าง 30 30

คะแนนเต็ม

คะแนนเต็ม

50 20

1500 600

คะแนนรวม ที่ได้ 1,274 495

E 84.93 82.50

จากตารางที่ 1 พบว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทํากิจกรรมระหว่างเรียน เท่ากับ 84.93 และร้อยละ ของคะแนนเฉลี่ยจากการทําแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 82.50 แสดงว่า บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กําหนดไว้ คือไม่น้อยกว่า 80/80 เมื่อคิดจากการทํากิจกรรมระหว่างเรียนและ แบบทดสอบหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 2. ผลจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิธีการจัดการเรียนรู้ N X S.D. t เรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest 30 16.17 1.66 11.024* เรียนโดยการสอนแบบปกติ 30 11.63 1.52 P< .05* จากตารางที่ 2 แสดงว่า นักศึกษาที่เรียนด้วยการเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ พบว่าใน ภาพรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ อยู่ในระดับมาก ( X = 4.39 , S.D. = 0.62) สรุปและอภิปรายผล สรุปผลการวิจยั 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ มีค่าเท่ากับ 84.93/82.50 สรุปได้ว่า บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ มีค่าไม่ น้อยกว่า 80/80 อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

118

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ กับการ เรียนโดยการสอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ มีความพึงพอใจอยูใ่ นระดับมาก การอภิปรายผล การวิจัย เรื่อง ผลการเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักศึกษาปริญญาตรี จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถอภิปรายผล ได้ดังนี้ 1. จากผลการวิจัยที่พบว่า บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่องอารมณ์ มีประสิทธิภาพ 84.93/82.50 หมายความว่า บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เกิดกระบวนการเรียนรู้ร้อยละ 84.93 และสามารถ เปลี่ยนพฤติกรรม การเรียนเฉลี่ยร้อยละ 82.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ คือ มีค่าไม่น้อยกว่า 80/80 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย ของพนัดดา เทพญา (2549: 60) พบว่า บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง ผ้าเกาะยอ อยู่ในระดับดี-ดีมาก และ ประสิทธิภาพของบทเรียนเท่ากับ 82.33/81.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เป็นเพราะว่าบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ ถูกสร้างและได้รับการพัฒนาขึ้นตามกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา โดย ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ ทดลองใช้ และประเมินประสิทธิภาพหลายขั้นตอนทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน สูงขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2520: 136) ที่กล่าวว่า การหาประสิทธิภาพ ของสื่อการเรียนการ สอน เป็นการประเมินเพื่อตัดสินว่า สื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพในระดับใด เพราะระดับ ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนที่จะช่วย ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนจะพึง พอใจว่า หากสื่อการเรียนการสอน มีประสิทธิภาพถึงระดับที่กําหนดไว้นั้นแล้ว สื่อการเรียนการสอนนั้นก็มีคุณค่าที่จะ นําไปใช้สอนกับผู้เรียน และคุ้มค่าแก่การลงทุนผลิตออกมาเป็นจํานวนมาก อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ช่วย ให้ผู้เรียนเข้าใจ เนื้อหาได้เร็วขึ้นเร้าความสนใจง่ายต่อการใช้ และผู้เรียนได้เรียนตามระดับความสามารถของตนเอง 2. จากการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่เรียน โดยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ สูงกว่าผู้เรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง อารมณ์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้และสอดคล้องกับงานวิจัยของพ นัดดา เทพญา (2549: 62) ที่ศึกษาเรื่อง ผลของการเรียนโดยบทเรียนแบบ Hyper Quest ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียน โดยบทเรียนแบบ Hyper Quest เรื่อง ผ้าเกาะยอ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ เรื่อง ผ้าเกาะยอ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าบทเรียนนี้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น สามารถนําความรู้ท่ีได้จากการค้นคว้าไปใช้ในกิจกรรมระหว่างเรียนได้ ซึ่งลักษณะของบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เป็นบทเรียน ที่ออกแบบโดยเน้นให้ผู้เรียนใช้สารสนเทศมากกว่าการแสวงหาสารสนเทศ สนับสนุนให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า ซึ่งต้องอาศัย กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยผู้วิจัยได้นําทักษะกระบวนการ 4Is ได้แก่ Inquiry (การสืบสวนสอบสวน) Investigation (การสืบเสาะ) Integration (การบูรณาการ) และ Interaction (การมีปฏิสัมพันธ์) ที่ เน้นการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลาและมีผู้สอนเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการเรียน เพื่อเป็นการโดย กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ให้กับผู้เรียนได้เข้าไปศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการสืบสวนสอบสวน (Inquiry Method) ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จนค้นพบความรู้เพื่อนํามาเป็นคําตอบสําหรับทําภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งผู้เรียนสามารถ ทบทวนเนื้อหาที่ไม่เข้าใจได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นในบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest ผู้เรียนได้มีโอกาสมี

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

119

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างกันทั้งผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้สอนหรือผู้เรียนกับสื่ออื่น ๆ โดยวิธีการสืบเสาะ (Investigation) แลกเปลี่ยนความคิด เห็นเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ที่ค้นคว้ามาได้ระหว่างกันผ่านช่องทางที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ ในบทเรียน เช่น กระดานเสวนา (Webboard) การสนทนา ระหว่างกัน (Chat) ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้เรียน ได้ พัฒนาทักษะการคิด เช่น การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกัน เพื่อเลือก ใช้ข้อมูลที่มีผ่าน กระบวนการกลั่นกรองความถูกต้องและน่าเชื่อถือมาบูรณาการ (Integration) เป็นความรู้เพื่อสร้างชิ้นงานใหม่ เช่น การออกแบบและจัดทําแผ่นพับเพื่อให้ความรู้เรื่องต่าง ๆ และสามารถนําไปเผยแพร่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด กระบวนการเรียนรู้ “เพลิน” หรือ “Plearning Process” ของชัยอนันต์ สมุทรวานิช (2542: 10-11) ซึ่งมาจากคําว่า Play and Learn หรือการเล่นและเรียน เป็นความเพลิดเพลิน ที่เกิดจากการเล่นเรียนนั้นเอง ด้วยเหตุนี้เองเชื่อว่าการให้ผู้เรียน เล่นเรียนโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาให้มีส่วนช่วยนั้น จะทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนอย่างเพลิดเพลินและสามารถควบคุม ทิศทางการเรียนรู้ ของผู้เรียนได้ การเน้นให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จะทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของซุลราณี แวยูโซะ (2551: 105) ที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดย Team – Based Learning มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงกว่านักศึกษาที่เรียนโดยการสอนแบปกติ อย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าบทเรียนผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดย Team – Based Learning ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมที่จะนําไปใช้ประกอบการ เรียนการสอนได้เป็นอย่างดี โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กันภายในกลุ่มและมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ ผู้สอนได้จัดไว้ 3. จากผลของการประเมินระดับความพึงพอใจของผู้เรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วย บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ อยู่ในระดับมาก เนื่องจากผู้เรียนรู้สึกสนุกสนานกับการเรียนด้วย บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เพราะว่าบทเรียนมีลักษณะเป็นสื่อมัลติมีเดีย มีทั้งภาพกราฟิกภาพเคลื่อนไหว ข้อความ เสียงและเวบลิงค์ต่าง ๆ รวมทั้งมีเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนที่น่าสนใจ อีกทั้งผู้เรียนเรียนด้วยความสบาย ใจสามารถเข้าเรียนตอนไหน เวลาใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของตนเอง เพราะไม่มีการบังคับ ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ Wu Kuamg Ming (1998: Abstract) ที่ศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะของเว็บช่วยสอนว่าควรมีลักษณะ อย่างไร ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า เจตคติของผู้เรียนที่มีต่อเว็บช่วยสอนเป็นสิ่งสําคัญในการเรียน โดยผู้เรียนจะมีเจต คติเกี่ยวกับเว็บช่วยสอนในด้านต่างๆ คือ จะให้ความสนใจในการจัดโครงสร้างเนื้อหา องค์ประกอบที่มีภายในว่า จะต้องมีลักษณะโดดเด่น การใช้มัลติมีเดียต้องมีลักษณะที่น่าสนใจ รวมถึงการให้ปฏิสัมพันธ์ย้อนกลับจะต้องมี ตลอดเวลาและยังสอดคล้องกับงานวิจัยของน้ํามนต์ เรืองฤทธิ์ (2546: 127) ที่พบว่าผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียนบนเว็บ มีความพึงพอใจต่อบทเรียนในระดับดี ในด้านของการนําเสนอ ภาพประกอบ ตัวอักษร เนื้อหาและปฏิสัมพันธ์กับ บทเรียน อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดของกิดานันท์ มลิทอง (2544: 263) และ ณัฐกร สงคราม (2543: 68) ได้ กล่าวถึงข้อดีของการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายไว้ คือ การเรียนการสอนบนเครือข่ายมีความยืดหยุ่นและ สะดวกสบายในการเรียน ผู้เรียนควบคุมตนเอง มีรูปแบบมัลติมีเดียที่หลากหลาย มีแหล่งทรัพยากรข���งข้อมูลมากมาย และทันสมัย สามารถเผยแพร่ผลงานได้ อีกทั้งเป็นการเพิ่มทักษะทางเทคโนโลยีให้กับผู้เรียนด้วย ซึ่งผู้วิจัยพบว่าสาเหตุ ที่ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ เกิดจากรูปแบบการ เรียนการสอนบนเว็บเป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ ที่ผู้เรียนไม่คุ้นเคยมาก่อนทําให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึก แปลกใหม่น่าสนใจ อีกทั้งเป็นสื่อที่อยู่ในกระแสที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่สําหรับผู้เรียนบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับ การใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตอาจเกิดความรู้สึกยุ่งยากในการเรียน ซึ่งถ้าผู้เรียนเกิดความคุ้นเคยจากการเรียนบน อัล-นูร

 


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

120

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

เว็บมากขึ้น จะทําให้รูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเรียนการสอนที่สามารถนํามาช่วย แก้ปัญหาในด้านทรัพยากรการเรียนรู้ได้อีกทางหนึ่ง สรุปได้ว่า บทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เรื่อง อารมณ์ ที่ได้พัฒนาขึ้นในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่กําหนดและสามารถนําไปใช้ในการเรียนการสอนได้จริง ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้ 1. ผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมแนวคิดแบบ 4Is เพื่อการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน เช่น การสมมติสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากสถานการณ์ ที่เป็นปัญหาจริงนําไปสู่การ เรียนรู้ใหม่ๆ อย่างแท้จริง 2. ควรมีการจัดเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่ออํานวยความสะดวกใน การเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียน 3. ผู้สอนควรเพิ่มสื่อมัลติมิเดียให้มีความหลากหลายในการสร้างบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest มากขึ้น เช่น ภาพเคลื่อนไหว ภาพกราฟิก เสียงบรรยาย เสียงดนตรีประกอบ เป็นต้น เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในบทเรียนและสามารถ โต้ตอบกับผู้รียนได้ ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครัง้ ต่อไป 1. ควรมีการศึกษาถึงความคงทนในการเรียนรู้หลังจากเรียนด้วยบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest 2. ควรศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ ในการสร้างบทเรียนบนเว็บแบบ Hyper Quest เพื่อนํามาปรับ ใช้กับเนื้อหาและรายวิชาอื่น ๆ

 

อัล-นูร


วารสาร AL-NUR บัณฑิตวิทยาลัย ปีที่ 6 ฉบับที่ 11

 

121

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา  July-December 2011

บรรณานุกรม กิดานันท์ มลิทอง. 2544. เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จุฑารัตน์ ศราวณะวงศ์. 2544. ผลของการเรียนบนเครือข่ายต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การใช้เครื่องมือช่วย สืบค้นสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตของนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (สําเนา) ชม ภูมิภาค. “เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา.” เทคโนโลยีสือ่ สารการศึกษา. 7,1 (2544), 16-17. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ. 2520. ระบบสื่อการสอน. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยอนันต์ สมุทรวณิช. 2542. เพลินเพือ่ รู.้ กรุงเทพฯ: บริษัท พี.เพรส จํากัด. ชิดชนก เชิงเชาว์. 2539. วิธวี ิจยั ทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ซุลราณี แวยูโซะ. 2551. “ผลของการเรียนด้วยบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดย Team– Based Learning ที่มีตอ่ ผลสัมฤทธิข์ องนักศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี”. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรามหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (สําเนา) น้ํามนต์ เรืองฤทธิ์. 2546. “การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ วิชาเทคโนโลยีการถ่ายภาพ เรื่อง กล้องถ่ายภาพและ อุปกรณ์ในการถ่ายภาพ สําหรับนักศึกษาปริญญาตรี ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา”. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัย ศิลปากร. (สําเนา) พนัดดา เทพญา. 2549. “ผลของการเรียนโดยบทเรียนแบบ Hyper Quest ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3”. วิทยานิพนธ์ศึกษามหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาหา วิทยาลัยสงขลานครินทร์. (สําเนา) รัตนา อนันต์ชื่น. 2551. “การพัฒนาบทเรียนมัลติมีเดียด้วยโปรแกรม MOODLE วิชาฟุตบอล 2 สําหรับนักศึกษา ปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา”. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรามหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยี และสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (สําเนา) Wu, K.M. 1998. The Development and Assessment of a Prototype DescriptiveStatistic Course Segment on The WORLD WIDE WEB (WEBBASED INSTRUCTION) (online). Avaliable: http://www.7.ewebcity.com/prachynun/abstracts/1999_05.html. [2008, July 11]

อัล-นูร

 


วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา หลักเกณฑ์และคําชี้แจงสําหรับการเขียนบทความวิชาการ หรือ บทความวิจยั วารสาร อั ล-นู ร บัณ ฑิ ต วิท ยาลัย มหาวิทยาลั ย อิ ส ลามยะลา จั ด ทํา ขึ้น เพื่ อส่ ง เสริ มให้ค ณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษาได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการแก่สาธารณชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนองค์ ความรู้ และแนวปฏิ บัติ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ทั้ ง นี้ ทางกองบรรณาธิ ก ารวารสาร อั ล -นู ร บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา จึงได้กําหนดระเบียบการตีพิมพ์บทความดังกล่าว ดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 บทความที่มีความประสงค์จะลงตีพิมพ์ในวารสาร อั ล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลั ย อิสลามยะลา ต้องเป็นบทความใหม่ ไม่คัดลอกจากบทความอื่นๆ และเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารอื่น มาก่อน ข้อที่ 2 ประเภทบทความวิชาการและบทความวิจัย ในส่วนบทความวิจัยนั้น ผู้ที่มีความประสงค์จะลง ตีพิมพ์ในวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา บทความนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจาก อาจารย์ที่ปรึกษา ข้ อ ที่ 3 บทความดั ง กล่ า วต้ อ งชี้ แ จงให้ กั บ กองบรรณาธิ ก ารวารสาร อั ล -นู ร บั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เพื่อพิจารณา สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินบทความ ข้อที่ 4 ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ ต้องมีสาขาชํานาญการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อบทความที่จะลง ตีพิมพ์ในวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ข้อที่ 5 การประเมินบทความวิชาการต้องประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยหนึ่งท่าน และต้องมี คุณวุฒิในระดับปริญญาเอก หรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไป ในสาขาชํานาญการนั้น หรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน หรือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านวิชาการการศึกษาหรือการ ทําวิจัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคมาการศึกษา ข้อที่ 6 ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏในวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ทางกองบรรณาธิการเปิดเสรีด้านความคิด และไม่ถือว่า เป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ

การเตรี ย มต้ น ฉบับสําหรับ การเขี ย นบทความวิ ช าการ หรื อบทความวิ จัย ในวารสาร อัล -นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 1. วารสาร อัล-นูร เป็นวารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ได้จัดพิมพ์ ปีละ 2 ฉบับ 2. บทความที่จะลงตีพิมพ์ในวารสาร อัล-นูร จะต้องจัดส่งในรูปแบบไฟล์ และสําเนา ตามที่อยู่ดังนี้ กองบรรณาธิการวารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา 135/8 ม. 3 ต. เขาตูม อ. เมือง จ. ปัตตานี 94160 โทร: 073-418610-4 ต่อ 124 แฟกซ์: 073-418615-16 3. บทความวิ ช าการสามารถเขี ย นได้ ใ นภาษา มลายู (รู มี / ยาวี ) , อาหรั บ , อั ง กฤษ, หรื อ ภาษาไทย และ บทความต้องไม่เกิน 14 หน้า 4. แต่ละบทความต้องมี บทคัดย่อตามภาษาบทความที่ได้เขียน และ บทคัดย่อภาษาอังกฤษต้องมีจํานวนคํา ประมาณ 200-250 คํา


5. บทความภาษามลายู ต้องยึดหลัดตามพจนานุกรมภาษามลายู ที่ได้รับรองและยอมรับจากสถาบันศูนย์ภาษา ประเทศมาเลเซีย 6. บทความดังกล่าวต้องเป็นบทความใหม่ ไม่คัดลอกจากบทความอื่นๆ และเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์ใน วารสารอื่นมาก่อน 7. การเขียนบทความต้องคํานึงถึงรูปแบบดังนี้ 7.1 บทความภาษาไทย พิมพ์ด้วยอักษร TH Niramit AS ขนาด 14 7.2 บทความภาษาอาหรับ พิมพ์ด้วยอักษร Arabic Traditional ขนาด 16 7.3 บทความภาษามลายูยาวี พิมพ์ด้วยอักษร Adnan Jawi Traditional ขนาด 16 7.4 บทความภาษามลายูรูมี พิมพ์ด้วยอักษร TH Niramit AS ขนาด 14 7.5 บทความภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยอักษร TH Niramit AS ขนาด 14 8. ใช้ฟรอนท์ Transliterasi สําหรับชื่อและศัพท์ที่เป็นภาษาอาหรับ ที่เขียนด้วยอัขระ รูมี ตามที่บัณฑิตวิทยาลัยได้ ใช้ หากบทความนั้นได้เขียนด้วยภาษามลายูรูมี และ ภาษาอังกฤษ

รายละเอียดอื่นๆ 1. ตาราง รูปภาพ และแผนภูมิ ควรคัดเลือกเฉพาะที่สําคัญ และต้องแยกออกจากเนื้อเรื่องหน้าละรายการ 2. ในส่วนของเอกสารอ้างอิงให้ใช้คําว่า บรรณานุกรม 3. สําหรับชื่อหนังสือให้ใช้เป็นตัวหนา (B) 4. ในส่วนของอายะฮฺอัลกุรอ่านให้ใส่วงเล็บปิด-เปิด ﴾.....﴿ และสําหรับอายะฮฺอลั กุรอ่านที่มากกว่าหนึง่ บรรทัด ให้จัดอยู่ในแนวเดียวกัน 5. ในส่วนของฮาดีษให้ใส่เครื่องหมายคําพูด "......" และสําหรับอัลฮาดีษที่มากกว่าหนึ่งบรรทัดให้จัดอยู่ในแนว เดียวกัน 6. ในส่วนของคําพูดบรรดาอุลามาอฺหรือนักวิชาการไม่ต้องใส่เครื่องหมายใดๆ 7. ให้จัดลําดับบรรณานุกรมเป็นไปตามลําดับภาษาของบทความนัน้ ๆ 8. ให้ใช้อ้างอิงอายะฮฺอลั กุรอ่านดังนี้ อัลบะเกาะเราะห์, 2:200 9. ใช้คําว่าบันทึกโดย แทนคําว่ารายงานโดย ตัวอย่าง (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ เลขที่:213) 10. และการเรียงลําดับในการอ้างอิงหนังสือดังนี้ ชื่อผู้แต่ง. ปีที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. ชือ่ ผู้แปล. สถานทีพ่ ิมพ์. สํานักพิมพ์. 11. ให้ใส่วุฒิการศึกษาเจ้าของบทความ ที่ปรึกษาสําหรับในส่วนของบทความวิจัย ใน Foot Note ตัวอย่างเช่น อับดุลอาซิส แวนาแว∗ มุฮําหมัดซากี เจ๊ะหะ∗∗ ∗นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม) คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัย อิสลามยะลา ∗∗Ph.D. (Law) อาจารย์ประจําสาขาวิชาชะรีอะฮฺ คณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


บทความทั่วไปและบทความวิจัย 1.ชื่อเรื่อง 2.ผู้แต่ง 3.บทคัดย่อ 4.คําสําคัญ 5.บทนํา 6.เนื้อหา (วิธีดําเนินการวิจัยสําหรับบทความวิจัย) 7.บทสรุป (สรุปผลและอภิปรายผลการวิจัยสําหรับบทความวิจัย) 8.บรรณานุกรม

บทวิพาทษ์หนังสือ/Book Review 1.หัวข้อที่วิพาทษ์ 2.ชื่อผู้วิพาทษ์ หรือผู้ร่วมวิพาทษ์ (ถ้ามี) 3.เนื้อหาการวิพาทษ์หนังสือ 4.ข้อมูลทางบรรณานุกรม

การอ้างอิงในบทความ มีดังนี้ 1.ตัวอย่างการอ้างอัลกุรอ่านในบทความ: zอายะฮฺ อัลกุรอ่าน…………………………….……………………………{ (อัล-บะเกาะเราะห์, 73: 20). 2.ตัวอย่างการอ้างหะดีษในบทความ: “บทหะดีษ……………………………………………………………………..” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ , หะดีษเลขที:่ 2585)

2.ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรม: Ibn Qudamah, cAbdullah bin Ahmad. 1994. al-Mughni. Beirut: Dar al-Fikr. Ahmad Fathy. 2001. Ulama Besar Dari Patani. Bangi: Penerbit Universiti Kebangsaan Malaysia. Mohd. Lazim Lawee. 2004. Penyelewengan Jemaah Al-Arqam dan Usaha Pemurniannya. Bangi: Penerbit Universiti Kebangsaan Malaysia. นิเลาะ แวอุเซ็ง และคณะ. 2550. การจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้. วิทยาลัยอิสลามศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี


สารบัญ /‫ﻓﻬﺮﺱ‬ ‫ﺔ‬‫ﺎﺕ ﺍﻷﺧﻼﻗﻴ‬‫ﻣﻌًـﺎ ﰲ ﻣﻮﺍﺟﻬﺔ ﺍﻟﺘﺤﺪﻳ‬ ‫ﺍﳌﻌﺎﺻﺮﺓ‬ ‫ﺟﻬﻮﺩ ﺗﺸﻦ ﻛﻲ ﱄ ﺍﻹﺻﻼﺣﻴﺔ ﻭﺍﻟﺘﺮﺑﻮﻳﺔ‬ ‫ﰲ ﺍﻟﺼﲔ‬

1-14

‫ﺇﲰﺎﻋﻴﻞ ﻟﻄﻔﻲ ﺟﺎﻓﺎﻛﻴﺎ‬ ‫ﺪ ﺑﻦ ﺩﺍﻭﺩ ﲰﺎﺭﻭﻩ‬‫ﳏﻤ‬

15-21

‫ﺣﺴﻦ ﻣﺎ ﻫﻲ ﻧﻨﻎ‬ ‫ﻋﺒﺪ ﺍﻟﺮﺯﺍﻕ ﺳﻠﻴﻤﺎﻥ‬

: ‫ﻋﺒﺪﺍﻟﺮﲪﻦ ﺑﻦ ﺃﲪﺪ ﻓﻮﻣﺒﻴﻎ‬ ‫ﺗﻮﺍﻥ ﺋﻮﺭﻭ ﺣﺎﺝ‬  ‫ﻟﻘﻤﺎﻥ ﻏﺰﺍﱄ ﻣﺄﺳﻴﻼﺀ‬  ‫ﻓﺮﺍﻧﻦ ﺩﺍﻥ ﺳﻮﻣﺒﺎﻏﻨﺚ ﺩﺍﱂ ﳑﺒﺎﻏﻮﻥ ﺑﻮﺩﺍﻳﺎ‬ ‫ﻭﻱ ﻳﻮﺳﻒ ﺍﲰﺎﻋﻴﻞ ﺳﻴﺪﻱﺀ‬ ‫ ﻋﻠﻤﻮ ﺩﻓﻄﺎﱐ‬23-37 39-52

Mohd Muhiden Abdul Rahman Mohamad Azrien Mohamed Adnan

53-67

อาดุลย์ พรมแสง วินยั ดําสุวรรณ จรัส อติวทิ ยาภรณ์ อิศรัฏฐ์ รินไธสง

69-83

มนูศักดิ์ โต๊ะเถือ่ น นิเลาะ แวอุเซ็ง

85-97

ซอหมาด ใบหมาดปันจอ รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ วาทิต ระถี

กระบวนการถ่ายทอดการปฏิบตั ิตามหลักคําสอนของ ศาสนาอิสลามสําหรับเยาวชนในโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 99-111

นาซีเราะห์ เจะมามะ จิดาภา สุวรรณฤกษ์ อมลวรรณ วีระธรรมโม มุฮาํ หมัดซากี เจ๊ะหะ

ผลของการเรียนโดยบทเรียนบนเว็บแบบ HyperQuest เรือ่ งอารมณ์ ทีม่ ีตอ่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของ นักศึกษาปริญญาตรี 113-121

วาสนา ณ สุโหลง คณิตา นิจจรัลกุล ชิดชนก เชิงเชาว์

A Review on the Conception and Application of Education from Al-Sunnah ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบพหุระดับของ สมรรถนะบุคลากรทางการศึกษาในสํานักงานเขต พืน้ ที่การศึกษา ที่สง่ ผลต่อประสิทธิผลของ สํานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาใน 14 จังหวัดภาคใต้ แนวคิดและวิธีการปลูกฝังจริยธรรมในอิสลาม การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดสตูล

E-journal http://www.tci-thaijo.org/index.php/NUR_YIU/issue/archive


วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ฉบับที่ 11 (กรกฎาคม-ธันวาคม) 2011