__MAIN_TEXT__

Page 1


สารบัญ

หน้า

รายชื่อสถาบันเครือข่ายนิเทศศาสตร์ที่ร่วมจัดการประชุมงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8 005 รายชื่อคณะกรรมการจัดงานประชุมวิชาการ“งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8 006 รายชื่อสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมการประชุมวิชาการ“งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8 007 กำ�หนดการการจัดงานประชุมวิชาการ “งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8 009

กลุ่ม 1: ห้องประชุม มิลลิเนียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19

การเปลี่ยนผ่านทางการสื่อสารของสัญรูปนาคสู่อัตลักษณ์บุคคลในสื่อสังคม • กฤษณ์ ทองเลิศ และณชรต อิ่มณะรัญ 021 การถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน : กรณีศึกษา นครวัด – นครธม ประเทศกัมพูชา • รัฐพล ไชยรัตน์ 27 กระบวนการสร้างสรรค์โดยการดัดแปลงเรื่องเล่าข้ามสื่อจากบทพระราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้นเรื่องสายไป เสียแล้ว • มนฤดี ธาดาอำ�นวยชัย, ขวัญเรือน กิติวัฒน์ และธนามล ธนสถิตย์ 28 ทัศนวิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณาในโรมาเนีย • เวทิต ทองจันทร์ 40 การใช้นวัตกรรมสื่อใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายุคไทยแลนด์ 4.0 • วโรชา สุทธิรักษ์ 54 เทคโนโลยวีเออาร์กับการสื่อสารที่เปลี่ยนไป: กรณีศึกษาฟุตบอลโลก ครั้งที่ 21 (รัสเซีย 2018) • ดิษฐา จำ�ปาแขก 64 การสร้างสรรค์ผลงานสตอปโมชัน ‘Meta’ สำ�หรับคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม • ศักรา ไพบูลย์ 73 การรับแนวความคิด “Responsive Design” มาใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการไทย • ปรเมศวร์ รัมยากูร 80 การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก • ภัทราพร เจริญรัตน์ 89 การสื่อความหมายผ่านยุคสมัยด้วยรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมม ตลาดหนองมน • กิตติธัช ศรีฟ้า 97 พรีเซนเตอร์ : บทบาทสำ�รองของนักกีฬาไทยในยุคดิจิทัล • พิทักษ์พงศ์ พงษ์พิพัฒน์ 102 ที่เล่าเรื่อง: อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติ และบ้านแอนน์ แฟร้งค์ในฐานะพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมผ่าน การเล่าเรื่อง

• ยุทธนา สุวรรณรัตน์ 109

22

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


หน้า

จินตนาการเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาครั้ง ‘บ้านเมืองยังดี’ในละครโทรทัศน์เรื่อง ‘บุพเพสันนิวาส’ • สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ 114 การรู้ในการสื่อสาร • อรรถเดช สรสุชาติ 124

กลุ่ม 2 : ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7

รูปแบบการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือ และการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพ ในการสอน • ประกิจ อาษา และสุธาวัลย์ ธรรมสังวาลย์ 131

การเสริมสร้างกีฬาศิลปะบังคับม้าประกอบดนตรีในประเทศไทย

• อภิภู พรหมโยธี และจุฑา มนัสไพบูลย์ 142 พฤติกรรมการซื้อเสื้อสโมสรของแฟนคลับสโมสรฟุตบอลการท่าเรือ เอฟซี

• ธีร์ คันโททอง 157 การสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟิกเพื่อแสดงถึงความปลอดภัยของเฟอร์นิเจอร์สำ�หรับเด็ก • วรฐ จินตนานุวัฒน์ และมนฤดี ธาดาอำ�นวยชัย 165 ปัจจัยเชิงสาเหตุพฤติกรรมการเปิดรับชมรายการโทรทัศน์แบบสื่อออนไลน์ของผู้ชม LINE TV ในเขต กรุงเทพมหานคร • จักรพล เจริญกิจ, ประภัสสร วงษ์ดี และสมศักดิ์ จัตตุพรพงษ์ 177 ความขัดแย้งและความรุนแรงในมิวสิควิดีโอเพลงไทยร่วมสมัยกรณีศึกษา: เพลง ปาน ธนพร แวกประยูร • มนฑิรา ธาดาอำ�นวยชัย และธีระศักดิ์ พรหมดิเรก 186 ปัจจัยความสำ�เร็จของแฟนเพจเฟซบุ๊ก Wongnai ที่มีผลต่อความสนใจใช้บริการร้านอาหาร • มนฑิรา ธาดาอำ�นวยชัย, ณัฏฐณิชา ณ นคร และณัฐพันธุ์ เจนสกุล 195 การบริหารประสบการณ์ลูกค้าในธุรกิจร้านกาแฟ กรณีศึกษา แบรนด์ The First Espresso • วุฒิพัฏฐ์ พฤกษ์ปาริชาติ และบุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ 208 การรับรู้ภาพลักษณ์แบรนด์ Made of Fabricของผู้บริโภค • พิชชาภรณ์ กิตติ์ธนัทหิรัญ และพิชญ์พธู ไวยโชติ 221 การเปิดรับสื่อ ความพึงพอใจและความต้องการข้อมูลข่าวสารจากองค์การบริหารส่วนตำ�บลบ้านควนของ ประชาชนในพื้นที่ตำ�บลบ้านควน • ธิดารัตน์ ภรามร, สันทัด ทองรินทร์ และไพบูรณ์ คเชนทรพรรค์ 227 การสื่อความหมายของสติ๊กเกอร์ไลน์ที่ประกอบสร้างจากอัตลักษณ์เฉพาะบุคคลล • สมเกียรติ ศรีเพ็ชร 231 การพัฒนารูปแบบจดหมายข่าวนิเทศสาส์นของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม • สุทธิ เรืองรัตนสุนทร, ชุติภา สิงห์ศักดิ์เสรี และจารุณี วรรณศิริกุล 242

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

3


หน้า

กลุ่ม 3 : ห้อง 19-702/1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7

ส่วนประสมทางการตลาดเพื่อการบริการที่มีผลต่อภาพลักษณ์เชิงกลยุทธ์ ผ่านสื่อออนไลน์ : กรณีศึกษา สายการบิน บางกอกแอร์เวย์ส

• กฤดิทัช เดชะพงศ์ธนา และกาญจนา มีศิลปวิกกัย 252

การพัฒนาสื่อแอปพลิเคชั่น แบบโมชั่นกราฟิก ร่วมกับกลยุทธ์การเรียนรู้เกมมิฟิเคชั่นเรื่อง ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้ใน การสื่อสารเกี่ยวกับการเดินทางในชีวิตประจำ�วัน • อารีนา อารยะกุลม, สรัญญา เชื้อทอง และประภัสสร วงษ์ดี 258 Punctuation in Television Soap Opera “Love Destiny” • เจตน์จันทร์ เกิดสุข 267

กระแสนิยมของผู้ฟังที่มีต่อธุรกิจเพลงในยุคดิจิทัล • ไกรเทพ จิตตวรากูล, มานิษต์ ชฎาชียวิวัฒน์ และจักรีรัตน์ แสงวารี 270 พฤติกรรมการสมัครงานผ่านสื่อออนไลน์ของผู้ว่างงาน • นิพนธ์ สังกลม, สุขุมวิทย์ เหมแดง และจักรีรัตน์ แสงวารี 277 การพัฒนาของเกมออนไลน์สู่วงการอีสปอร์ต (E-Sport) • เมธัส รักษาชาติ และจักรีรัตน์ แสงวารี 283 ภัยคุกคามที่มาจากภาพฝังใจของชาวต่างชาติที่มีต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยสยาม พ.ศ. 2560-2561 • ศิริชัย ศิริกายะ, เจตน์จันทร์ เกิดสุข และสมเกียรติ ศรีเพ็ชร 290 กระบวนการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางในมิวสิควิดีโอเพลง “ปีศาจ” ของ ณัฐวุฒิ (แม็กซ์) เจนมานะ • ชโลธร จันทะวงศ์ 296 เอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์ละครเวทีแนวเอ็กซเพรสชันนิสม์ของออกัสต์ สตรินเบิร์ก • จุฑารัตน์ การะเกตุ 304 ‘JOYLADA’ แอปพลิเคชันนิยายแชทออนไลน์โฉมหน้าใหม่ของวรรณกรรมไทย • ชญาณี ฉลาดธัญญกิจ 313 การสื่อสารความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายผ่านศิลปะบันเทิงเกาหลี • อนรรฆอร บุรมัธนานนท์ 319 การสร้างกรอบความคิดในงานนาฏศิลป์โดยอาศัยแนวคิดการสื่อสารเชิงสุนทรียะ : กรณีศึกษา การแสดงชุด In the Spirit • วณิชชา ภราดรสุธรรม 325

กลุ่ม 4 : ห้อง 19-702/2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7

คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของกีฬาอีสปอร์ต • ภควัต เจริญลาภ, มนฑิรา ธาดาอํานวยชัย และปีเตอร์ กัน 331 การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของกลุ่มผู้หญิงวัยทำ�งานในการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออนไลน์ • สุนทรา เพ็งคุ้ม และกิตติมา ชาญวิชัย 342 การสื่อสารของ “พริตตี้” ผ่านการรีวิวสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมความงามบนเฟซบุ๊ก • ชลารัตน์ เพ็ญสุภา และกิตติมา ชาญวิชัย 351 44

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


หน้า

กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์ ผ่านมุมมองที่ปรึกษากลยุทธ์ กรณีศึกษา : ธุรกิจประเภทสุขภาพและ ความงาม • กุลชา ตั้งมหาศุกร์ และบุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ 358 ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อธุรกิจล้างและพิมพ์ฟิล์มภาพยนตร์ในประเทศไทย • อิงฟ้า นิมิบุตร 367 เทคนิคการสร้างสรรค์งานโฆษณายอดนิยมทางยูทูปปี พ.ศ. 2560 ในประเทศไทย • เปรมินทร์ หงษ์โต และณัฐพงค์ แย้มเจริญ 373 ช่องทางการจัดจำ�หน่ายสินค้าและบริการของภาครัฐในยุคการตลาด 4.0 • นิพนธ์ สังกลม, จามร สมศักดิ์ และจักรีรัตน์ แสงวารี 383 กลยุทธ์การตลาดของกลุ่มธุรกิจบันเทิง • ไกรเทพ จิตตวรากูล, กันตพงค์ บำ�รุงรักษ์ และจักรีรัตน์ แสงวารี 391 พฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชั่น Joox Music Thailand ของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ปี 2561 • เอกสิทธิ์ อวยชัยวัฒน์, ปวรรศ จันทร์เพ็ญ และฐานทัศน์ ชมภูพลี 400 ‘ทวิตช์’ สื่อใหม่ของบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง • กัญฉกาจ ตระการบุญชัย 404 การแต่งหน้าเจ้าสาวเพื่อสื่อความหมายในงานมงคลสมรส • กฤษณ์ คำ�นนท์์ 409 การเปิดรับข่าวสาร ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้รถยนต์อีโคคาร์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพ มหานคร • พงศ์อิศเรศ ไทยสะเทือน 417 พัฒนาการ การปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของนิตยสารไทยในยุคดิจิทัล • ศศิธร สมอินทร์ 424

กลุ่ม 5 : ห้องประชุม ออดิทอเรียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19

การผลิตสื่อวีดิทัศน์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการบริโภคข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ • พัฒนพงศ์ ประภาศรี, พนิดา วงศ์สง่า และธนัท สมณคุปต์ 431 พันเรื่องราวจาก Pantip สู่หนึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์สั้นเรื่อง The Room Story • นราวิชญ์ ภิญโญฤทธิ์, ศุภกฤษฎิ์ นราพิสุทธิ์, ศุภฤกษ์ น้อยพจนา และปริญญา ภูนะ 438 จากส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในชีวิตสู่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์สั้นเรื่อง “ Sorry Bro (น้องรัก) ” • ศุภชัย บุญเทพ, อภิชาต ศรีปิ่นแก้ว, สิทธิชัย นาคซื่อตรง, ศรัณย์ อนุสรณ์ และศิริชัย สมนาม 446 กระบวนการสร้างสรรค์สร้างสรรค์อินโฟกราฟิกเรื่องสงครามโลก War never changes • อธิเบศ เกตุแฟง, กิตติคุณ เริ่มตระกูล และธรพงศ์ สะอิ้งทอง 452 กระบวนการสร้างสรรค์สร้างสรรค์อินโฟกราฟิกแนะแนวการศึกษา Guide Ga • พุทธพจน์ ปรีชา, ณัฐพล วงษ์โท และกัมปนาถ สุวรรณรัต 453

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

5


หน้า

ภาพยนตร์สั้นเรื่อง เครื่องรางแห่งความสุข (Pace Maker) • วัชรากร สดสว่าง, จิรายุ โสภณ, ธนากร ภวทัญญู, วาทิตย์ เรือนก้อน, ปริยาภัทร มะปาโท, ศุภสิน อิ่มสุขสันต์ และกัมปนาท ไชยกุก 454 ภาพยนตร์สั้นเรื่อง เข็ดแล้วคราวนี้ (No More Bet) • ฉัตรมงคล กูลกิติโกวิทย์, วรากร กำ�เนิดรัตน์, ฤทธิพงษ์ ฤทธิ์กันโต, ณัฐชยา โพธิรัตน์, และสุพิชฌาย์ พาผล 455 ภาพยนตร์สั้นเรื่อง รัก ฝัน ร็อค (Hope) • ศุภกิจ แมลงภู่, สรายุทธ พะกะยะ, วรพล สกุลณี, ธนธรณ์ ภัทจารีสกุล, ปรุฬห์ วุฒิพุทธางกูร, อภิสรา อนุสี เกียรติศักดิ์ พิรุณกาญจน์, ศักดิ์ศิริ ไวยประเสิรฐ, กิตติภา มงคลการ และสุทธิศักดิ์ การิม 456 กระบวนการสร้างสรรค์งานภาพถ่ายนกขนาดเล็ก • ณัฐวุฒิ สิงห์หนองสวง 457 การผลิตสื่อด้านสุขภาพเพื่อสร้างความเข้าใจในระบบการเผาผลาญของร่างกายก่อนการลดนํ้าหนัก และ การลดนํ้าหนักแบบ Low carb Hi Fat หรือ Ketogenic Diet ในรูปแบบของสื่อภาพเคลื่อนไหว 2 มิติ • ลัทธสิทธิ์ ทวีสุข, หทัยภัทร รัตนมงคลพร และณิชมน เกิดศรีเล็ก 463 การสร้างสรรค์จิตรกรรมดิจิทัลชุด “วัดเซนโซจิ 2018” • สุริยะ ฉายะเจริญ 469 เทคนิคในการกำ�กับภาพยนตร์สั้นของนักศึกษาโครงงานภาพยนตร์ ปีการศึกษา 2560 : กรณีศึกษา ภาพยนตร์สั้นเรื่องเข็ดแล้วคราวนี้ • มนต์ศักดิ์ เกษศิรินทร์เทพ และสมคเน วรวิวัฒน์ 475 การผลิตตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “ NINGURU FORET ” • ณัฏฐพล อมรทัต 484 กระบวนผลิตวีดีโอไวรัล “โครงการสถานีตำ�รวจลํ้าสมัย” สำ�หรับสถานีตำ�รวจภาษีเจริญ • ธนัช นนท์ขุนทด 488

66

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


รายชื่อสถาบันเครือข่ายนิเทศศาสตร์ที่ร่วมจัดการประชุม “งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8

• • • • • • • • • • • •

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สถาบันกันตนา

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

7


รายชื่อคณะกรรมการจัดงานประชุมวิชาการ “งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8

88

ที่ปรึกษา

รศ.ดร.ศิริชัย ศิริกายะ

อำ�นวยการ

ปิยะศักดิ์ ชมจันทร์

การเงิน

ณัฐวุฒิ สิงห์หนองสวง

ประสานงานผู้ทรงคุณวุฒิ

ชญาณี ฉลาดธัญกิจ

ประสานงานผู้ส่งบทความ

เอกสิทธิ์ อวยชัยวัฒน์

ศิลปกรรม

สุธาวัลย์ ธรรมสังวาลย์

สถานที่

สุทธิ เรืองรัตนสุนทร

ประเมินผล

ธีรวันท์ โอภาสบุตร

ฝ่ายอาหาร-เครื่องดื่ม

พลอยชนก วงศ์ภัทรไพศาล ฐานทัศน์ ชมภูพล

ฝ่ายลงทะเบียน-ต้อนรับ

พลอยชนก วงศ์ภัทรไพศาล ปวรรศ จันทร์เพ็ญ

ฝ่ายประสานงาน (ห้องมิลลิเนียม) ฝ่ายประสานงาน (ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์) ฝ่ายประสานงาน (ห้อง 19-702/1) ฝ่ายประสานงาน (ห้อง 19-702/2) ฝ่ายประสานงาน (ห้องออดิทอเรียม)

ประกิจ อาษา ยุทธนา สุวรรณรัตน์ สุธาวัลย์ ธรรมสังวาลย์ สมเกียรติ ศรีเพ็ชร ชโลธร จันทะวงศ์ จุฑารัตน์ การะเกตุ จารุณี วรรณศิริกุล ลัทธสิทธิ์ ทวีสุข ผศ. เวทิต ทองจันทร์ มนต์ศักดิ์ เกษศิรินทร์เทพ

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


รายชื่อสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมการประชุมวิชาการ “งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8

• • • • • • • • • • • • • • • • •

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเนชั่น มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาศรีปทุม มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันกันตนา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

9


การประชุมวิชาการ “งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8

The Proceedings of the 8 Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works

กลุ่ม 1: ห้องประชุม มิลลิเนียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขวัญเรือน กิติวัฒน์ รองศาสตราจารย์ ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์

1010

กลุ่ม 2: ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7

กลุ่ม 3 : ห้อง 19-702/1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7

ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย รองศาสตราจารย์ รจิตลักษณ์ แสงอุไร รองศาสตราจารย์ อวยพร พานิช รองศาสตราจารย์ เมตตา วิวัฒนานุกูล

ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิพรรณ บิลมาโนชญ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนา ทิมเมือง

กลุ่ม 4 : ห้อง 19-702/2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7

กลุ่ม 5: ห้องประชุม ออดิทอเรียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19

ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย รองศาสตราจารย์ ดร. กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา มีศิลปวิกกัย

ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ คุณจักรพันธ์ุ ณ สงขลา คุณนิธิวัฒน์ ธราธร

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


กำ�หนดการ การประชุมวิชาการ “งานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางด้านนิเทศศาสตร์” ครั้งที่ 8

กลุ่ม 1: ห้องประชุม มิลลิเนียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขวัญเรือน กิติวัฒน์ รองศาสตราจารย์ ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ ช่วงเช้า ผู้นำ�เสนอ กฤษณ์ ทองเลิศ ณชรต อิ่มณะรัญ รัฐพล ไชยรัตน์ มนฤดี ธาดาอำ�นวยชัย ขวัญเรือน กิติวัฒน์ ธนามล ธนสถิตย์ เวทิต ทองจันทร์ วโรชา สุทธิรักษ์ ดิษฐา จำ�ปาแขก ศักรา ไพบูลย์

เวลา 10.00 น. - 12.00 น. ชื่อผลงาน การเปลี่ยนผ่านทางการสื่อสารของสัญรูปนาคสู่อัตลักษณ์บุคคล ในสื่อสังคม การถ่ายภาพภูมทิ ศั น์วฒ ั นธรรมเพือ่ การท่องเทีย่ วในกลุม่ ประเทศ อาเซียน : กรณีศึกษา นครวัด – นครธม ประเทศกัมพูชา กระบวนการสร้างสรรค์โดยการดัดแปลงเรื่องเล่าข้ามสื่อจากบท พระราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้นเรื่องสายไปเสียแล้ว

สถาบัน มหาวิทยาลัยรังสิต

ทัศนวิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณาในโรมาเนีย การใช้นวัตกรรมสือ่ ใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายุคไทยแลนด์ 4.0 เทคโนโลยวีเออาร์กับการสื่อสารที่เปลี่ยนไป: กรณีศึกษาฟุตบอล โลก ครั้งที่ 21 (รัสเซีย 2018) การสร้ า งสรรค์ ผ ลงานสตอปโมชั น ‘Meta’ สำ � หรั บ คณะ นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต มหาวิทยาลัยพะเยา

มหาวิทยาลัย นเรศวร สถาบันกันตนา

มหาวิทยาลัยสยาม

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

11


กลุ่ม 1: ห้องประชุม มิลลิเนียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขวัญเรือน กิติวัฒน์ รองศาสตราจารย์ ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ ช่วงบ่าย ผู้นำ�เสนอ ปรเมศวร์ รัมยากูร ภัทราพร เจริญรัตน์ กิตติธัช ศรีฟ้า

พิทักษ์พงศ์ พงษ์พิพัฒน์ ยุทธนา สุวรรณรัตน์ สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ อรรถเดช สรสุชาติ

1212

เวลา 13.00 น. - 16.00 น. ชื่อผลงาน สถาบัน การรับแนวความคิด “Responsive Design” มาใช้ในการออกแบบ มหาวิทยาลัยสยาม เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการไทย การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต การสือ่ ความหมายผ่านยุคสมัยด้วยรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมตลาด มหาวิทยาลัย หนองมน เทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ พรีเซนเตอร์ : บทบาทสำ�รองของนักกีฬาไทยในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต ที่เล่าเรื่อง: อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติและบ้าน มหาวิทยาลัย แอนน์ แฟร้งค์ ในฐานะพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมผ่านการเล่าเรื่อง ธรรมศาสตร์ จินตนาการเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาครั้ง ‘บ้านเมืองยังดี’ ในละคร จุฬาลงกรณ์ โทรทัศน์เรื่อง ‘บุพเพสันนิวาส มหาวิทยาลัย การรู้ในการสื่อสาร นักวิชาการอิสระ

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


กลุ่ม 2: ห้องประชุม ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย รองศาสตราจารย์ รจิตลักษณ์ แสงอุไร รองศาสตราจารย์ อวยพร พานิช รองศาสตราจารย์ เมตตา วิวัฒนานุกูล ช่วงเช้า เวลา 09.00 น. - 12.00 น. ผู้นำ�เสนอ ประกิจ อาษา สุธาวัลย์ ธรรมสังวาลย์ อภิภู พรหมโยธี จุฑา มนัสไพบูลย์ ธีร์ คันโททอง วรฐ จินตนานุวัฒน์ มนฤดี ธาดาอำ�นวยชัย จักรพล เจริญกิจ ประภัสสร วงษ์ดี สมศักดิ์ จัตตุพรพงษ์ ธีระศักดิ์ พรหมดิเรก มนฑิรา ธาดาอำ�นวยชัย

ชื่อผลงาน สถาบัน รูปแบบการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือ และการ มหาวิทยาลัยสยาม ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอน การเสริมสร้างกีฬาศิลปะบังคับม้าประกอบดนตรีในประเทศไทย สถาบันกันตนา พฤติกรรมการซื้อเสื้อสโมสรของแฟนคลับสโมสรฟุตบอลการ ท่าเรือ เอฟซี การสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟิกเพื่อแสดงถึงความปลอดภัยของ เฟอร์นิเจอร์สาหรับเด็ก ปัจจัยเชิงสาเหตุพฤติกรรมการเปิดรับชมรายการโทรทัศน์แบบสือ่ ออนไลน์ของผู้ชม LINE TV ในเขตกรุงเทพมหานคร"

มหาวิทยาลัยเนชั่น สถาบันกันตนา

มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระ จอมเกล้าธนบุรี ความขัดแย้งและความรุนแรงในมิวสิควิดีโอเพลงไทยร่วมสมัย มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา: เพลง ปาน ธนพร แวกประยูร กรุงเทพ

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

13


กลุ่ม 2: ห้องประชุม ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย รองศาสตราจารย์ รจิตลักษณ์ แสงอุไร รองศาสตราจารย์ อวยพร พานิช รองศาสตราจารย์ เมตตา วิวัฒนานุกูล ช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. - 16.00 น. ผู้นำ�เสนอ ณัฐพันธุ์ เจนสกุล มนฑิรา ธาดาอำ�นวยชัย ณัฏฐณิชา ณ นคร วุฒิพัฏฐ์ พฤกษ์ปาริชาติ บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ พิชชาภรณ์ กิตติ์ธนัทหิรัญ พิชญ์พธู ไวยโชติ ธิดารัตน์ ภรามร สันทัด ทองรินทร์ ไพบูรณ์ คเชนทรพรรค์ สมเกียรติ ศรีเพ็ชร สุทธิ เรืองรัตนสุนทร ชุติภา สิงห์ศักดิ์เสรี จารุณี วรรณศิริกุล

1414

ชื่อผลงาน สถาบัน ปัจจัยความสำ�เร็จของแฟนเพจเฟซบุ๊ก Wongnai ที่มีผลต่อความ มหาวิทยาลัย สนใจใช้บริการร้านอาหาร" กรุงเทพ การบริหารประสบการณ์ลูกค้าในธุรกิจร้านกาแฟ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัย แบรนด์ The First Espresso" หอการค้าไทย การรับรู้ภาพลักษณ์แบรนด์ Made of Fabric ของผู้บริโภค มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย การเปิดรับสือ่ ความพึงพอใจและความต้องการข้อมูลข่าวสารจาก มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนตำ�บลบ้านควนของประชาชนในพื้นที่ตำ�บล สุโขทัยธรรมาธิราช บ้านควน การสือ่ ความหมายของสติก๊ เกอร์ไลน์ทปี่ ระกอบสร้างจากอัตลักษณ์ มหาวิทยาลัยสยาม เฉพาะบุคคล การพัฒนารูปแบบจดหมายข่าวนิเทศสาส์นของ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


กลุ่ม 3 : ห้อง 19-702/1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ช่วงเช้า ผู้นำ�เสนอ กฤดิทัช เดชะพงศ์ธนา กาญจนา มีศิลปวิกกัย อารีนา อารยะกุล สรัญญา เชื้อทอง ประภัสสร วงษ์ดี เจตจันทร์ เกิดสุข ไกรเทพ จิตตวรากูล มานิษต์ ชฎาชียวิวัฒน์ จักรีรัตน์ แสงวารี นิพนธ์ สังกลม สุขุมวิทย์ เหมแดง จักรีรัตน์ แสงวารี เมธัส รักษาชาติ จักรีรัตน์ แสงวารี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิพรรณ บิลมาโนชญ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนา ทิมเมือง เวลา 9.00 น. - 12.00 น.

ชื่อผลงาน ส่วนประสมทางการตลาดเพื่อการบริการที่มีผลต่อภาพลักษณ์ เชิงกลยุทธ์ผา่ นสือ่ ออนไลน์ : กรณีศกึ ษา สายการบินบางกอกแอร์ เวย์ส " "การพัฒนาสือ่ แอปพลิเคชัน่ แบบโมชัน่ กราฟิก ร่วมกับกลยุทธ์การ เรียนรู้เกมมิฟิเคชั่นเรื่อง ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับ การเดินทางในชีวิตประจำ�วัน"

สถาบัน มหาวิทยาลัย ศรีปทุม

พฤติกรรมการสมัครงานผ่านสื่อออนไลน์ของผู้ว่างงาน

มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต

การพัฒนาของเกมออนไลน์สู่วงการอีสปอร์ต (E-Sport)

มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต

มหาวิทยาลัย เทคโนโลยี พระจอมเกล้า ธนบุรี Punctuation in Television Soap Opera “Love Destiny” มหาวิทยาลัยสยาม กระแสนิยมของผู้ฟังที่มีต่อธุรกิจเพลงในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

15


กลุ่ม 3 : ห้อง 19-702/1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ช่วงบ่าย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิพรรณ บิลมาโนชญ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนา ทิมเมือง เวลา 13.00 น. - 16.00 น.

ผู้นำ�เสนอ ศิริชัย ศิริกายะ เจตน์จันทร์ เกิดสุข สมเกียรติ ศรีเพ็ชร" ชโลธร จันทะวงศ์

ชื่อผลงาน สถาบัน ภัยคุกคามที่มาจากภาพฝังใจของชาวต่างชาติที่มีต่อนักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม พ.ศ. 2560-2561

จุฑารัตน์ การะเกตุ

มหาวิทยาลัยสยาม

ชญาณี ฉลาดธัญญกิจ อนรรฆอร บุรมัธนานนท์ วณิชชา ภราดรสุธรรม

1616

กระบวนการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางในมิวสิควิดีโอเพลง “ปีศาจ” ของ ณัฐวุฒิ (แม็กซ์) เจนมานะ เอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์ละครเวทีแนวเอ็กซเพรสชันนิสม์ขอ งออกัสต์ สตรินเบิร์ก ‘JOYLADA’ แอปพลิเคชันนิยายแชทออนไลน์โฉมหน้าใหม่ของ วรรณกรรมไทย การสื่อสารความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายผ่านศิลปะบันเทิง เกาหลี การสร้างกรอบความคิดในงานนาฏศิลป์โดยอาศัยแนวคิดการ สื่อสารเชิงสุนทรียะ : กรณีศึกษา การแสดงชุด In the Spirit

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works

มหาวิทยาลัยสยาม

มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม


กลุ่ม 4 : ห้อง 19-702/2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย

ช่วงเช้า ผู้นำ�เสนอ ภควัต เจริญลาภ มนฑิรา ธาดาอํานวยชัย ปีเตอร์ กัน สุนทรา เพ็งคุ้ม กิตติมา ชาญวิชัย ชลารัตน์ เพ็ญสุภา กิตติมา ชาญวิชัย กุลชา ตั้งมหาศุกร์ บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อิงฟ้า นิมิบุตร เปรมินทร์ หงษ์โต ณัฐพงค์ แย้มเจริญ

รองศาสตราจารย์ ดร. กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา มีศิลปวิกกัย เวลา 9.00 น. - 12.00 น. ชื่อผลงาน คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของกีฬาอีสปอร์ต

การสื่ อ สารผ่ า นเฟซบุ๊ ก ของกลุ่ ม ผู้ ห ญิ ง วั ย ทำ � งานในการซื้ อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออนไลน์ การสือ่ สารของ “พริตตี”้ ผ่านการรีววิ สินค้าผลิตภัณฑ์เสริมความ งามบนเฟซบุ๊ก กลยุทธ์การสือ่ สารการตลาดออนไลน์ ผ่านมุมมองทีป่ รึกษากลยุทธ์ กรณีศึกษา : ธุรกิจประเภทสุขภาพและความงาม ผลกระทบของเทคโนโลยี ดิ จิ ทั ล ต่ อ ธุ ร กิ จ ล้ า งและพิ ม พ์ ฟิ ล์ ม ภาพยนตร์ในประเทศไทย เทคนิคการสร้างสรรค์งานโฆษณายอดนิยมทางยูทปู ปี พ.ศ. 2560 ในประเทศไทย

สถาบัน มหาวิทยาลัย

กรุงเทพ

มหาวิทยาลัย นเรศวร มหาวิทยาลัย นเรศวร มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย สถาบันกันตนา มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

17


กลุ่ม 4 : ห้องอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย

ช่วงบ่าย ผู้นำ�เสนอ นิพนธ์ สังกลม จามร สมศักดิ์ จักรีรัตน์ แสงวารี ไกรเทพ จิตตวรากูล กันตพงค์ บำ�รุงรักษ์ จักรีรัตน์ แสงวารี

เอกสิทธิ์ อวยชัยวัฒน์ ปวรรศ จันทร์เพ็ญ ฐานทัศน์ ชมภูพล" กัญฉกาจ ตระการบุญชัย กฤษณ์ คำ�นนท์์ พงศ์อิศเรศ ไทยสะเทือน

ศศิธร สมอินทร์

1818

รองศาสตราจารย์ ดร. กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา มีศิลปวิกกัย เวลา 13.00 น. - 16.00 น. ชื่อผลงาน

สถาบัน

ช่องทางการจัดจำ�หน่ายสินค้าและบริการของภาครัฐในยุคการตลาด มหาวิทยาลัยเกษม 4.0 บัณฑิต กลยุทธ์การตลาดของกลุ่มธุรกิจบันเทิง

มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต

พฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชั่นบริการฟังเพลงและวิทยุออนไลน์ มหาวิทยาลัยสยาม ‘จูค๊ ’ ของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ปี 2561 มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัย ราชภัฏศรีสะเกษ การเปิดรับข่าวสาร ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้รถยนต์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏศรีสะเกษ อีโคคาร์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพ

‘ทวิตช์’ สื่อใหม่ของบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง การแต่งหน้าเจ้าสาวเพื่อสื่อความหมายในงานมงคลสมรส

มหานคร พัฒนาการ การปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของนิตยสารไทยในยุค มหาวิทยาลัย ราชภัฏศรีสะเกษ ดิจิทัล

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


กลุ่ม 5: ห้องประชุม ออดิทอเรียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ช่วงเช้า ผู้นำ�เสนอ พัฒนพงศ์ ประภาศรี พนิดา วงศ์สง่า ธนัท สมณคุปต์ นราวิชญ์ ภิญโญฤทธิ์ ศุภกฤษฎิ์ นราพิสุทธิ์ และคณะ ศุภชัย บุญเทพ อภิชาต ศรีปิ่นแก้ว และคณะ อธิเบศ เกตุแฟง กิตติคุณ เริ่มตระกูล ธรพงศ์ สะอิ้งทอง พุทธพจน์ ปรีชา ณัฐพล วงษ์โท กัมปนาถ สุวรรณรัต วัชรากร สดสว่าง, จิรายุ โสภณ และคณะ ฉัตรมงคล กูลกิติโกวิทย์, วรากร กำ�เนิดรัตน์ และ คณะ ศุภกิจ แมลงภู่, สรายุทธ พะกะยะ และคณะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ อาจารย์จักรพันธุ์ ณ สงขลา คุณนิธิวัฒน์ ธราธร เวลา 9.00 น. - 12.00 น. ชื่อผลงาน สถาบัน การผลิตสื่อวีดิทัศน์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการบริโภคข้าว สถาบันเทคโนโลยี กล้องเพื่อสุขภาพ พระจอมเกล้าเจ้า คุณทหารลาดกระบัง พันเรื่องราวจากพันทิปสู่หนึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน สถาบันกันตนา ภาพยนตร์สั้น เรื่องเดอะรูมสตอรี่ จากส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในชีวิตสู่แรงบันดาลใจในการ สถาบันกันตนา สร้างสรรค์งานภาพยนตร์สั้นเรื่องน้องรัก กระบวนการผลิตอินโฟกราฟิกกรณีศึกษาสงครามโลกครั้งที่1-2 มหาวิทยาลัยสยาม

กระบวนการผลิ ต อิ น โฟกราฟิ ก แนะแนวการศึ ก ษาระดั บ มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัย ‘Guide Gai‘ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง เครื่องรางแห่งความสุข (Pace Maker

มหาวิทยาลัยสยาม

ภาพยนตร์สั้นเรื่อง เข็ดแล้วคราวนี้ (No More Bet)

มหาวิทยาลัยสยาม

ภาพยนตร์สั้นเรื่อง รัก ฝัน ร็อค (Hope)

มหาวิทยาลัยสยาม

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

19


กลุ่ม 5: ห้องประชุม ออดิทอเรียม อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 19 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย

ช่วงบ่าย ผู้นำ�เสนอ

เวลา 13.00 น. - 16.00 น. ชื่อผลงาน

สถาบัน

ณัฐวุฒิ สิงห์หนองสวง ลัทธสิทธิ์ ทวีสุข หทัยภัทร รัตนมงคลพร

กระบวนการสร้างสรรค์งานภาพถ่ายนกขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยสยาม การผลิตสือ่ ด้านสุขภาพเพือ่ สร้างความเข้าใจในระบบการเผาผลาญของ มหาวิทยาลัยสยาม ร่างกายก่อนการลดนาํ้ หนัก และ การลดนํา้ หนักแบบคาร์โบไฮเดรตตํา่ ไขมันสูงหรือคีโตเจนิคไดเอตในรูปแบบของสื่อภาพเคลื่อนไหว 2 มิติ

สุริยะ ฉายะเจริญ มนต์ศักดิ์ เกษศิรินทร์เทพ สมคเน วรวิวัฒน์ ณัฏฐพล อมรทัต ธนัช นนท์ขุนทด

การสร้างสรรค์จิตรกรรมดิจิทัลชุด “วัดเซนโซจิ 2018” เทคนิคในการกำ�กับภาพยนตร์สั้นของนักศึกษาโครงงานภาพยนตร์ ปี การศึกษา 2560 : กรณีศึกษาภาพยนตร์สั้นเรื่องเข็ดแล้วคราวนี้ การผลิตตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “Ninguru Foret” กระบวนผลิตวีดโี อไวรัล “โครงการสถานีต�ำ รวจลํา้ สมัย” สำ�หรับสถานี ตำ�รวจภาษีเจริญ

ณิชมน เกิดศรีเล็ก

2020

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ อาจารย์จักรพันธุ์ ณ สงขลา

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works

มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยสยาม


การเปลี่ยนผ่านทางการสื่อสาร ของสัญรูปนาคสู่อัตลักษณ์บุคคลในสื่อสังคม Communicative Transition of NAGA Icon to Personal Identity in Social Media

กฤษณ์ ทองเลิศ* ณชรต อิ่มณะรัญ** บทคัดย่อ บทความเรือ่ งนีม้ วี ตั ถุประสงค์เพือ่ อธิบายการเปลีย่ นผ่านทางการสือ่ สารของสัญรูปนาคจากรูปลักษณะพญานาค ในโลกบาดาลตามวรรณกรรมเนื่องในศาสนาสู่ประติมากรรมพญาศรีสัตตนาคราช สัญลักษณ์ริมฝั่งแม่นํ้าโขง จังหวัด นครพนม และการเปลีย่ นผ่านเนือ้ หาสัญรูปนาคสูส่ อื่ สังคมออนไลน์ทเี่ ชือ่ มโยงกับอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล ทัง้ นีโ้ ดยใช้ แนวคิด “งานศิลปะในยุคของการผลิตซํ้าแบบจักรกล” ของวอลเตอร์ เบนยามิน และแบบจำ�ลองการสื่อสารของ Jakobson เป็นแนวทางหลักในการอธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านของสัญรูปนาคจากวรรณกรรมสู่ประติมากรรมและ สื่อสังคม การสะท้อนภาพปรากฏการณ์ในบทความนี้เพื่อเป็นการขยายประเด็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดย ใช้มายาคติเรื่องนาคซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการสร้างสรรค์งานทางการสื่อสารร่วมสมัย Abstract This article had the primary objective to expound the communicative transition of Naga icon from the characteristics of the King of Naga in the underworld, according to the religious literature on the sculpture of Phaya Si Sattanakkharat – the symbol of Mekong riverside, Nakhon Phanom, to the contents of Naga icon in the online social media in relation to personal identity. The concept of “The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction” developed by Walter Benjamin and Jakobson’s communication model were employed as the main guideline for the exposition of the transitional phenomenon of Naga icon from literatures to sculptures and social media. The contemplation of such phenomenon had the purpose to expand the issue on driving the creative economy by adopting the mythology of Naga as the cultural capital to create work in the form of contemporary communication. เมื่อสัญรูปนาคเริ่มออกเดินทาง… เรื่องราวความศรัทธาของผู้คนในแต่ละสังคมมักผูกติดกับมายาคติ ตำ�นานความเชื่อของแต่ละพื้นถิ่นล้วนดำ�รง อยู่ในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่คนในยุคปัจจุบันสามารถนำ�ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ทั้งในแง่งานศิลปะ แขนงต่าง ๆ และแบบแผนทางพิธีกรรมที่ร้อยรัดความเป็นชุมชนเข้าด้วยกัน รวมถึงการสานความสัมพันธ์ออกสู่สังคม ภายนอก ก่อให้เกิดพลวัตทางการสือ่ สารเกีย่ วกับเรือ่ งราวความศรัทธานัน้ ให้ด�ำ รงอยู่ ทัง้ นีโ้ ดยมีเทคโนโลยีทางการสือ่ สาร เป็นตัวเร่งให้จินตนาการของผู้คนถูกแปลงให้เป็นรูปธรรมและนำ�ไปสู่การแผ่กระจายเรื่องราวในวงกว้างได้ง่ายขึ้น * อาจารย์ประจำ�หลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ** อาจารย์ประจำ�วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

21


นาคจัดเป็นสัญรูปทางการสื่อสารที่มีพัฒนาการ มาอย่างยาวนาน ดำ�รงอยู่คู่กับสังคมพุทธศาสนา และ พราหมณ์ฮินดู จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากวรรณกรรม ทางศาสนาได้กล่าวถึงเรือ่ งราวของนาคไว้หลายเหตุการณ์ เช่น ศาสนาฮินดู กล่าวถึงเหตุการณ์กวนเกษียรสมุทรที่ พญาอนั น ตนาคราชทำ � หน้ า ที่ ต่ า งเชื อ กชั ก พั น รอบเขา พระสุเมรุ ในวรรณกรรมเนื่องในพุทธศาสนากล่าวถึง มหากาฬนาคราช ผูส้ นองตอบคำ�อธิฐานของพระมหาบุรษุ ในตอนอธิฐานลอยถาดเป็นพญานาคแสดงปาฎิหารย์ท�ำ ให้ ถาดทอดลอยขึน้ ทวนกระแสนาํ้ แล้วจมลงสูเ่ มืองบาดาลอัน เป็นที่เก็บถาดทองของอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ นอกจากนี้เรื่องราวที่นิยมเขียนในงานภาพจิตรกรรมอีก เรื่องหนึ่งที่โดดเด่นคือ มุจลินทนาคราช ผู้ซึ่งแผ่พังพาน ปกป้องพายุฝนถวายแด่พระพุทธเจ้า ครัง้ พระพุทธเจ้าตรัส รู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดังตัวอย่างภาพที่ 1

ภาพที่ 1 มุจลินทนาคราชแผ่พงั พานปกป้องพายุฝนถวายแด่พระพุทธเจ้า ที่มา จิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ความเป็นจริงเกี่ยวกับนาคในวรรณกรรมทาง ศาสนาถือเป็นความจริงในแบบอุดมคติดังที่ สันติ เล็ก สุขุม (2554) ได้กล่าวถึงความคิดที่สะท้อนผ่านโลกทัศน์ ในงานศิลปะเนื่องในศาสนาซึ่งศิลปินแสดงออกถึงความ สมจริงทีป่ รากฏผ่านโลกทัศน์ 2 ลักษณะคือ โลกทัศน์แบบ อุดมคติ และความสมจริงแบบตะวันตก โดยแนวคิดเกีย่ ว กับนาคเป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านงานภาพยนตร์ งานละครวิทยุโทรทัศน์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสถานที่ที่ เกีย่ วข้องกับความเชือ่ เกีย่ วกับพญานาค เช่น ป่าคำ�ชะโนด จังหวัดอุดรธานี บั้งไฟพญานาคกลางลำ�นํ้าโขง ล้วนเป็น ปรากฏการณ์ที่บ่งชี้ความสนใจของสาธารณชนและได้ สะท้อนถึงโลกทัศน์ความเป็นจริงแนวอุดมคติทตี่ งั้ บนพืน้ ฐานความศรัทธา ในขณะที่โลกทัศน์แนวเหตุผลนิยมได้ 2222

พยายามหาคำ�ตอบเพื่อสนองต่อความเป็นจริงในทาง วิทยาศาสตร์ แต่กม็ อิ าจยืนยันข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์ ได้ เส้นทางการเดินทางของนาคในอุดมคติจนถึงสัญรูป แห่งนาคในงานสื่อสมัยใหม่จึงเป็นพัฒนาการที่ไม่รู้จบ และยังคงเป็นความคลุมเครือดังที่ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (2560) กล่ า วว่ า แม้ วิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี จ ะ ก้าวหน้า แต่กท็ �ำ หน้าทีร่ บั ใช้ความเชือ่ ทีเ่ ป็นมโนทัศน์เดิม เทวตำ�นานมักสร้างขึ้นภายหลังเพื่ออธิบาย “สิ่งที่มีอยู่ ก่อน” เพื่อเป็นการสร้างความหมายของสิ่งนั้นตามที่ ต้องการทัง้ นีเ้ ทวตำ�นานไม่ได้มไี ว้เพียงเพือ่ เป็นคำ�อธิบาย หากแต่ยงั มีหน้าทีป่ กปิด เปลีย่ นแปลง หรือซ่อนเร้นความ หมายของสัญลักษณ์อกี ด้วย การศึกษาเรือ่ งราวจึงต้องใช้ ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนา ปรัชญา ศิลปะ ภาษาศาสตร์ จนถึงความรู้ลับ ๆ ลึก ๆ ที่ “รหัส นัย” จากตัวผูศ้ กึ ษาเองทำ�ให้งานแบบนีม้ ลี กั ษณะทีเ่ รียก ว่า “คลุมเครือวิทยา” อย่างไรก็ตามพญานาคได้กลายเป็นแรงบันดาล ใจในการสร้างสรรค์ศลิ ปะหลายแขนงเช่นวรรณกรรม ดัง ที่ ลักษณวดี(2554) (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์) พรรณนาลักษณะพญานาคไว้ในวรรณกรรมว่า “งูหงอน ฉานปานชาดแต้ม ดวงเนตรแม้นทับทิมเฉิดฉาย เกล็ดละ เลื่อมเขียวสุวรรณภูมิพรรณราย เคราสีสังข์ละม้ายขน จามรี” นอกจากนี้ยังมีงานประติมากรรมที่ปรากฏใน สถานที่ที่มีความเกี่ยวพันกับตำ�นานพญานาค ซึ่งมักเป็น สถานที่สำ�คัญทั้งในเชิงศาสนาและสัญลักษณ์แหล่งท่อง เที่ยว ทำ�ให้สัญรูปนาคเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ใน สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งมีเทคโนโลยีทางการสื่อสารโดย เฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟนที่ช่วยให้การบันทึกและเผย แพร่เรื่องราวเกี่ยวกับนาคเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว ทุก คนสามารถนำ�เรื่องราวของพญานาคไปเผยแพร่ต่อในแง่ มุมทีห่ ลากหลาย ทัง้ ทีก่ อ่ ให้เกิดคุณค่าต่อตนเอง เศรษฐกิจ และสังคม ปรากฏการณ์ดงั กล่าวนีม้ คี วามเชือ่ มโยงกับสัญ รู ป แห่ ง นาคที่ ไ ด้ รั บ การถ่ า ยทอดความหมายไปตาม แนวทางที่คนแต่ละคนปรารถนาจะให้เป็น อนึ่ง การเปลี่ยนผ่านของสัญรูปนาคในความ หมายของบทความนี้ ผู้เขียนได้อิงทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน (Transition Theory) ซึง่ พัฒนามาจากทฤษฎีปฏิสมั พันธ์ เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic interaction) เสนอโดย Chick and Meleis (อ้างใน บุญมี ภูด่านงัว ,2013) โดยหมาย ถึง “กระบวนการของการเคลือ่ นหรือการผ่านจากจุดหนึง่

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


หรือสภาวะหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งหรืออีกสภาวะหนึ่งของ ชีวิต ประกอบด้วยกระบวนการที่มีระยะหรือขั้นตอน มี ช่วงเวลา ตัง้ แต่เริม่ ต้นจนกระทัง่ สิน้ สุดหรือคงทีแ่ ละมีการ รับรู้ โดยเป็นการให้ความหมายต่อประสบการณ์ตอ่ บุคคล ร่วมด้วยเสมอ” ซึ่งในบทความนี้การเปลี่ยนผ่านทางการ สื่อสารของสัญรูปนาคเป็นผลจากการตอบสนองของ บุคคลต่อกระบวนการเปลี่ยนรูปทางศิลปะ อันเกิดจาก บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมโดยมีผลกระทบต่อ คนในบริบทและสถานการณ์การสื่อสารของสัญรูปนาค การเดินทางของนาค จากสือ่ วรรณกรรมสูป่ ระติมากรรมบนพืน้ ทีศ่ กั ดิส์ ทิ ธิ… ์ วรรณกรรมทีเ่ กีย่ วกับนาคในทางพุทธศาสนาได้ ส่งผลต่อคติความเชื่อประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ใน สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ผูกพันกับพื้นที่ทาง ภูมศิ าสตร์ในพืน้ ทีล่ มุ่ แม่นาํ้ โขงดังเช่นปรากฏการณ์บงั้ ไฟ พญานาค เจริญ สุวรรณศักดิ์ชัย (2560) ได้กล่าวถึง ตำ�นานพญานาคว่า แม่นํ้าโขงเกิดจากการแถตัวของ พญานาค และเชื่ อ ว่ า ในวั น ออกพรรษาซึ่ ง เป็ น วั น ที่ พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่ง ลุ่มแม่นํ้าโขงต่างชื่นชมยินดีจึงจุดบั้งไฟถวายการเสด็จ กลับของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทกุ ปี แนวคิด ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับโลกทัศน์แบบอุดมคติที่มี ความเชื่อว่านาคมีอยู่จริงและได้รับการแสดงออกผ่าน ประเพณีบุญบั้งไฟพญานาคของจังหวัดในแถบลุ่มนํ้าโขง ในส่วนของงานประติมากรรมสัญรูปนาค ถือได้ ว่ า ประติ ม ากรรมองค์ พ ญาศรี สั ต ตนาคราช จั ง หวั ด นครพนม เป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่ของจังหวัดโดยได้มกี าร ประกอบพิ ธี อั ญ เชิ ญ องค์ พ ญาศรี สั ต ตนาคราชขึ้ น ประดิษฐานบริเวณริมฝั่งแม่นํ้าโขง ในเดือนกันยายน 2560 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างคติ ความเชื่ อ เรื่ อ งโลกบาดาลกั บ โลกมนุ ษ ย์ ถื อ เป็ น พื้ น ที่ คลุมเครือที่ซึ่งมโนทัศน์เชิงอุดมคติถูกทำ�ให้เป็นรูปธรรม เป็นพื้นที่ที่ให้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางการสื่อสารที่มี ลักษณะเฉพาะ มีพื้นที่สำ�หรับการสื่อสารภายในบุคคล (Intrapersonal communication) และในฐานะแลนด์ มาร์คของจังหวัดนครพนมย่อมเป็นการเปิดพืน้ ทีเ่ พือ่ การ ถ่ายภาพของนักท่องเทีย่ ว เนือ่ งจากประติมากรรมนาคมี ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความเหมาะสมต่อ การถ่ายภาพบุคคลเพื่อการเผยแพร่ในสังคมออนไลน์

ภาพที่ 2 การรำ�บวงสรวงพิธีเปิดประติมากรรมพญาศรีสัตตนาคราช จ.นครพนม ที่มา www.twitter.com/#ศรีสัตตนาคราช บันทึกภาพ โดย อภิวัตร มังคะคีรี 1 สิงหาคม 2560

การสร้างสรรค์และประดิษฐานประติมากรรม รูปนาคดังกล่าวนี้ เป็นการผลิตซั้าสัญรูปนาค ที่มีการบู รณาการร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีการผลิตซัา้ ในการหล่อ จากแบบพิมพ์ซงึ่ ไม่มขี อ้ จำ�กัดเรือ่ งจำ�นวนชิน้ งานกับการ ยึดถือตัวแบบที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการสื่อสารจาก วรรณกรรม และนำ�มาประดิษฐานในเขตพืน้ ทีท่ อี่ งิ บริบท เกี่ ย วกั บ พญานาคอย่ า งมาก ซึ่ ง ทำ � ให้ ตั ว งานยั ง คงมี เอกลักษณ์ทางจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน อันเป็นการแก้ปญ ั หาในเรือ่ งจิตวิญญาณของงานศิลปะได้ อย่างลงตัวดังที่ Benjamin (1986) ได้ให้ทัศนะว่าการ ผลิ ต ซั้ า งานศิ ล ปะที่ มี ค วามสมบู ร ณ์ แ บบมั ก ขาดองค์ ประกอบทีส่ �ำ คัญประการหนึง่ คือ การปรากฏในเวลาและ สถานที่ (Time and Space) ซึ่งเป็นการตั้งอยู่อย่าง เฉพาะเจาะจงในสถานที่หนึ่ง ๆ ทั้งนี้ Benjamin เห็นว่า ลักษณะอันเฉพาะเจาะจงของการผลิตซั้างานศิลปะไม่ สามารถแยกออกจากความผูกพันกับประเพณี ทั้ ง นี้ เนื่ อ งจากงานศิ ล ปะชิ้ น แรกของมนุ ษ ย์ เ กิ ด ขึ้ น เพื่ อ ใช้ ประกอบพิธีกรรม โดยเริ่มจากพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ จนต่อมาเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาทำ�ให้กลิ่น อายของศิลปะไม่ถูกแยกออกจากพิธีกรรม จากแนวคิดดังกล่าวจะเห็นได้วา่ สัญรูปนาคดำ�รง อยู่ในฐานะงานที่มีคุณค่าด้านพิธีกรรม (Cult Value) ซึ่ง สะท้อนผ่านภาพที่ 2 แสดงถึงการรำ�บวงสรวงพญานาค ในฐานะพิธีกรรม อย่างไรก็ตาม Benjamin ได้อธิบายให้ เห็นว่าการทีง่ านศิลปะได้ผกู ติดกับหน้าทีท่ างพิธกี รรมนัน้ เป็นไปเพื่อรับใช้ความเชื่อต่าง ๆ ที่เป็นฐานสนับสนุน อำ�นาจทางการเมือง ในแง่นี้หน้าที่ทางพิธีกรรมจึงเป็น หัวใจสำ�คัญที่กำ�หนดคุณค่าของงานศิลปะ ในขณะที่สัญ รูปนาคดังกล่าวยังมีคณ ุ ค่าด้านการจัดแสดง (Exhibition

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

23


Value) ในฐานะที่เป็นแลนด์มาร์คเพื่อการถ่ายภาพของ นักท่องเที่ยว ลักษณะคุณค่าทั้ง 2 ประการดังกล่าวนี้ ก่อ ให้ เ กิ ด ประเด็ น ข้ อ วิ จ ารณ์ ใ นแง่ ข องจิ ต วิ ญ ญาณแบบ ดั้งเดิมกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมบริโภคดังที่ อรรถสิทธิ์ สิทธิดำ�รง (2558) กล่าวว่า กลิ่นอายไม่ต่างอะไรกับการ ดำ�รงอยู่กับคุณค่าที่ยึดโยงอยู่กับวิถีชีวิตในชุมชนก่อน สมั ย ใหม่ การล่ ม สลายของกลิ่ น อายเป็ น ผลมาจาก พัฒนาการของเทคโนโลยีการผลิตซั้าที่ได้เปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางสังคมจากชุมชนก่อนสมัยใหม่มาเป็นสังคม บริโภค (Consumer of Culture) ที่มุ่งตอบสนองความ ต้องการของมนุษย์ด้วยการทำ�วัฒนธรรมให้เป็นสินค้า (Commodification of Culture) ผ่านความก้าวหน้า ของเครือ่ งจักรกลซึง่ สามารถผลิตซัา้ สิง่ ของต่าง ๆ รวมทัง้ ชิ้นงานทางศิลปะเพื่อให้คุณสมบัติพิเศษของการผลิตซั้า มีผลต่อผูช้ มแต่ละคนเป็นการเฉพาะจนส่งผลทำ�ลายการ ดำ�รงอยู่ของกลิ่นอายในท้ายที่สุด ลักษณะปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านการ ใช้สญ ั รูปประติมากรรมพญาศรีสตั ตนาคราชเพือ่ การผลิต ของทีร่ ะลึกได้แก่ ประติมากรรมจำ�ลอง ภาพพิมพ์ เครือ่ ง ประดับ แหวน สร้อยคอ ซึ่งเป็นของที่ระลึกที่สามารถ สร้างอัตลักษณ์ให้กับผู้เป็นเจ้าของเมื่อถูกนำ�ไปใช้ในการ เผยแพร่ ภ าพถ่ า ยบุ ค คลเพื่ อ การเผยแพร่ ใ นสื่ อ สั ง คม ออนไลน์ กระบวนการดังกล่าวถือเป็นการประกอบสร้าง ตัวตนทางสังคม ก่อให้เกิดรูปแบบทางการสื่อสารที่ข้าม ผ่ า นสื่ อ จากงานประติมากรรมรูป นาคไปสู่สื่อสังคม ออนไลน์ เมือ่ การสร้างประติมากรรมสัญรูปนาคก่อให้เกิด การเผยแพร่สู่สังคมออนไลน์ จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าคุณค่าใน เชิงพิธีกรรมกับคุณค่าในเชิงการจัดแสดงเป็นสิ่งที่ไม่อาจ แยกจากกันได้ ดังนั้นการเดินทางของสัญรูปนาคจึงเป็น ปรากฏการณ์ร่วมของวิถีการเดินทางของผู้คนในสังคม เพราะการปรากฏของสัญรูปประติมากรรมนาคมาพร้อม กับการหลัง่ ไหลของนักท่องเทีย่ ว ทิพย์สดุ า ปทุมมานนท์ (2541) ได้กล่าวถึงแนวคิดการปรากฏพร้อมของ “กาละ ในเทศะ” (A temporal now) โดยเสนอว่า เป็นการ ปรากฏพร้อมของกาลทัง้ สามในสถานทีห่ นึง่ ๆ ได้แก่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทำ�ให้ผู้ที่อยู่ ณ พื้นที่นั้นได้รับการก ระตุน้ (Provocative) เพือ่ ให้เกิดการระลึกถึงบางสิง่ บาง อย่างทีม่ นี ยั ยะเชือ่ มโยงกับภาพในอดีต (Nostalgia) และ มีความเชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนรูปบางสิ่งบางอย่างใน 2424

อนาคต (Transformative) ซึ่งในกรณีของพื้นที่แลนด์ มาร์คพญาศรีสตั ตนาคราชอาจกล่าวได้วา่ มิตขิ องเวลาใน อดี ต คื อ มายาคติ แ ละตำ � นานที่ ม าของพญานาค มิ ติ ปั จ จุ บั น คื อ นั ก ท่ อ งเที่ ย วได้ เข้ า มาสู่ พื้ น ที่ ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ (Sacred zone) เพือ่ กิจกรรมทัง้ ในเชิงคุณค่าทางพิธกี รรม และการชมงานประติมากรรมทีไ่ ด้รบั การจัดแสดงไว้ และ มิ ติ ใ นอนาคตคื อ ผลจากการถ่ า ยภาพบุ ค คลคู่ กั บ ประติมากรรมนาคแล้วนำ�สู่การแบ่งปันสู่สังคมออนไลน์ นาคกับการเปลี่ยนผ่านทางการสื่อสารสู่สื่อสังคม… การเปลีย่ นผ่านทางการสือ่ สารในบริบทของงาน นี้เป็นการพิจารณาถึงภาวะที่สัญรูปนาคได้มีการเปลี่ยน รูปจากสื่อวรรณกรรมเป็นงานภาพจิตรกรรมฝาผนังใน ศาสนสถานและ/หรืองานประติมากรรมในพืน้ ทีศ่ กั ดิส์ ทิ ธิ์ ครัน้ เมือ่ เทคโนโลยีการสือ่ สารได้พฒ ั นามาถึงยุคของสมา ร์ทโฟนได้ท�ำ ให้เกิดปรากฏการณ์การถ่ายภาพเพือ่ แบ่งปัน (Sharing) และการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลสู่ สังคมออนไลน์ ซึง่ ปรากฏการณ์ดงั กล่าวก่อให้เกิดรูปแบบ และเนื้อหาของงานสัญรูปนาคที่มีความแตกต่างหลาก หลาย ความหมายของสัญรูปนาคได้เปลี่ยนผ่านจากโลก ทัศน์แบบอุดมคตินยิ มไปสูค่ วามหลากหลายของโลกทัศน์ ที่มีการผสมผสานกับโลกทัศน์ในเชิงจินตนาการ โดยมี เทคโนโลยีการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือการประกอบสร้าง ความหมายไปสู่ สั ง คมออนไลน์ ดั ง ภาพที่ 3 ผู้ ใช้ อินสตราแกรม นามว่า “Moet.Natrada” ได้ระบุสถาน

รูปที่ 3 ภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเดินทางของพญานาคสู่สื่อสังคมออนไลน์ ที่มา Instagram โดย “Moet.Natrada”

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ที่ถ่ายภาพว่า “ลานพญาศรีสัตตนาคราช” โดยเผยแพร่ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2561 เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึง การเดินทางของพญานาคสู่สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งสื่ออัต ลักษณ์รูปแบบการใช้ชีวิตและบุคลิกภาพไปพร้อม ๆ กัน ในการประกอบสร้างตัวตนของบุคคลร่วมกับ ประติมากรรมนาค เป็นอัตลักษณ์ของบุคคลที่เชื่อมโยง มิติความสัมพันธ์กับคติความเชื่อในเรื่องนาคที่มีความ หลากหลาย และมักสะท้อนถึงโลกทัศน์ของบุคคลทีม่ ตี อ่ นาค ทั้งนี้ กัญญรัตน์ เวชชศาสตร์ (2559) ได้ประมวล มโนทัศน์เรือ่ งนาคของชนชาติไททีส่ ะท้อนให้เห็นจากงาน วรรณกรรม งานศิลปะ ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม ไว้จำ�นวน 15 มโนทัศน์ ได้แก่ 1) มโนทัศน์นาคเป็น บรรพบุรุษ 2) มโนทัศน์นาคเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3) มโนทัศน์ นาคในฐานะที่เป็นเทพ 4) มโนทัศน์นาคมีอิทธิฤทธิ์พลัง อำ�นาจ 5) มโนทัศน์นาคศรัทธาในพระพุทธศาสนาหรือ เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา 6) มโนทัศน์นาคเป็นผู้ปก ปักรักษาสถานทีส่ �ำ คัญ 7) มโนทัศน์นาคมีรปู ลักษณ์คล้าย งูใหญ่และรูปลักษณ์ที่ท่อนบนเป็นมนุษย์ท่อนล่างเป็นงู 8) มโนทัศน์เกี่ยวกับที่อยู่ของนาค 9) มโนทัศน์นาคมีอยู่ จริง 10) มโนทัศน์นาคเป็นเจ้าแห่งนํ้าและแผ่นดิน 11) มโนทั ศ น์ น าคที่ เ กี่ ย วข้ อ งการเกษตรและความอุ ด ม สมบูรณ์ 12) มโนทัศน์นาคกับการสร้างบ้านเรือนและที่ อยูอ่ าศัย 13) มโนทัศน์นาคกับโหราศาสตร์ 14) มโนทัศน์ นาคเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ และ 15) มโนทัศน์รูปลักษณ์ ของนาคมีความงามทางศิลปะ ทัง้ นีภ้ าพบุคคลทีถ่ า่ ยคูก่ บั ประติมากรรมนาคที่ได้รับการนำ�เสนอสู่สังคมออนไลน์ จะสะท้อนถึงมโนทัศน์ร่วมกับอัตลักษณ์ของบุคคลอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ อัตลักษณ์เป็นสิ่งที่บุคคลกำ�หนดตัวตนของตน องผ่านการใช้สัญลักษณ์ ซึ่งอาจเป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับรูป แบบการใช้ชีวิต เช่น การเป็นนักท่องเที่ยว การเป็นนัก แสวงบุญ ทางด้านบุคลิกภาพ เช่น การเป็นคนใฝ่ในธรรม ความรักครอบครัว ทางด้านสถานภาพทางสังคม เช่น สถานภาพการเป็นเพื่อน การเป็นคู่รัก เป็นต้น ลักษณะ อั ต ลั ก ษณ์ เ หล่ า นี้ เ ป็ น สิ่ ง ที่ ป รากฏร่ ว มกั บ สั ญ รู ป ประติมากรรมนาค จากการศึกษาเบื้องต้นได้พบว่าภาพ ทีม่ กี ารเช็คอินระบุพนื้ ทีแ่ ลนด์มาร์คพญาศรีสตั ตนาคราช จังหวัดนครพนม มีมิติเนื้อหาที่สะท้อนโลกทัศน์และอัต ลักษณ์ เช่น “อธิฐานเอาเด้อ” “ความเชื่อไม่มีตัวตน แต่ มีอิทธิพลต่อความสำ�เร็จ” “ขอให้ลูกมีแต่ความสุขความ

เจริญ” “สัมฤทธิผ์ ลจริง ๆ นะคะ” ให้ชว่ ยปกป้องคุม้ ครอง ปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกไป” “โชคลาภก้อนใหญ่ ค้าขายรํ่า รวย ออเดอร์ไหลมาเทมา” เป็นต้น จากตัวอย่างข้อความ สถานะทีแ่ สดงใต้ภาพบุคคลร่วมกับประติมากรรมนาคดัง กล่าว สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์แบบอุดมคตินิยมที่เชื่อ ว่าพญานาคมีจริงและสามารถบันดาลคุณประโยชน์ให้ได้ และยังสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของบุคคลทั้งในแง่วิถีชีวิต บุคลิกภาพ และสถานภาพทางสังคม ที่มีความแตกต่าง หลากหลาย การเปลี่ยนผ่านของสัญรูปนาคในทุก ๆ สื่อจะ พบว่าองค์ประกอบทางสุนทรียภาพของนาคเป็นองค์ ประกอบทางการสร้างสรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยองค์ประกอบ ทางศิลปะของลายเส้นและรายละเอียดต่าง ๆ มีคุณค่า ทางด้านความงดงาม นาคจึงถูกนำ�มาทำ�ให้ปรากฏในงาน สร้างสรรค์ประเภทต่าง ๆ จนถึงงานสื่อสารมวลชนและ สื่อสมัยใหม่ Jakobson (1987) ได้กล่าวถึงหน้าที่ในเชิง สุนทรียภาพดังกล่าวว่าลักษณะของเนื้อหาสารใด ๆ ก็ ต ามย่ อ มต้ อ งมี ห น้ า ที่ ใ นการสื่ อ สารความงามเสมอ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ กัญญรัตน์ เวชชศาสตร์ (2559) ที่นำ�เสนอมโนทัศน์ของนาคว่ามีความงามทาง ศิลปะ ด้วยรูปลักษณ์หรือสรีระของนาคที่ส่วนเศียรมี ความสง่างาม ลำ�ตัวมีลักษณะทอดยาว สามารถคดโค้ง ได้ จึงเป็นสิง่ ทีเ่ อือ้ ต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบ ต่ า ง ๆ ได้ อ ย่ า งงดงาม ด้ ว ยเหตุ นี้ จึ ง ทำ � ให้ มี ก ารนำ � มโนทัศน์ เรื่องนาค และรูปลักษณ์หรือสรีระของนาคมา ผลิตซั้าอย่างต่อเนื่อง แม้รูปแบบการผลิตซั้าจะมีการ เปลี่ยนแปลงไป ตามยุคสมัย แต่มโนทัศน์เรื่องนาคข้าง ต้นยังคงปรากฏอยูเ่ ช่นเดิม ดังนัน้ จึงทำ�ให้กล่าวได้วา่ มโน ทัศน์เรือ่ งนาคเป็นสิง่ ทีอ่ ยูน่ อกเหนือเงือ่ นไขของกาลเวลา จากแสงสว่างของบั้งไฟสู่งานวิจัยทางการสื่อสาร… สัญรูปนาคได้เปลี่ยนผ่านการสื่อสารไปตามยุค สมัยทีม่ รี ะดับของเทคโนโลยีทางการสือ่ สารทีแ่ ตกต่างกัน แม้วิทยาการสร้างสรรค์จะพัฒนาไปอย่างมาก แต่ยังคง รับใช้โลกทัศน์แบบดั้งเดิม ในกรณีของสัญรูปนาคตลอด จนมายาคติเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ยังคงเป็นประเด็น ทางการศึกษาทั้งในทางนิเทศศาสตร์และสาขาวิชาที่ เกี่ยวข้อง โดยมีรูปแบบการศึกษาในเชิงสหวิทยาการ แม้ ศาสตร์ของการวิจัยจะมีพัฒนาการไปเพียงใด แต่โลก ทัศน์แบบอุดมคติและโลกทัศน์แบบเหตุผลนิยมยังคงอยู่ บนเส้ น ทางการศึ ก ษาวิ จั ย ควบคู่ กั น ในขณะที่ ใ นยุ ค

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

25


ปัจจุบนั ภายใต้บริบทการส่งเสริมงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) การวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดการ ประกอบสร้างงานสร้างสรรค์เป็นประเด็นทางการศึกษา ทีย่ งั คงน่าสนใจ ตัวอย่างประเด็นทางการศึกษาทีเ่ ชือ่ มโยง กับบทความนีอ้ าจประกอบด้วย 1) การเปลีย่ นสัญรูปนาค จากงานการสื่อสารแนวประเพณีไปสู่การสื่อสารในสื่อ ใหม่ 2) ประเด็นทางการสื่อสารเชิงสัญญาณศาสตร์และ ประติมานวิทยา (Iconography) เกี่ยวกับการตีความ สัญลักษณ์สญ ั รูปนาคเพือ่ การสือ่ ความหมายในบริบทต่าง ๆ เช่น งานพระเมรุมาศ งานสถาปัตยกรรม เป็นต้น 3) การสื่อสารทางการเมืองเกี่ยวกับระบบสัญลักษณ์ของ

นาคในสังคมลาวซึ่งมีแนวคิดในเรื่อง “นาคยุดครุฑ” สะท้ อ นถึ ง การต่ อ ต้ า นทางการเมื อ งต่ อ สยามในเชิ ง สัญลักษณ์การสื่อสาร จากตัวอย่างประเด็นดังกล่าวผู้เขียนขอส่งท้าย ด้วยบทประพันธ์ของ ลักษณวดี (2554) ซึง่ สะท้อนแง่คดิ ต่อการสังเกตศึกษาและการตีความเกี่ยวกับสัญรูปนาค (ตลอดจนสัญลักษณ์ทเี่ กีย่ วข้องกับมายาคติในสังคมไทย) อย่างน่าสนใจว่า “โลกนี้ เหลือที่ จะนึกฝัน เป็นมายา แปรผัน เปลี่ยนได้ง่าย จริง-เท็จ เท็จ-จริง ปะปนไป จริงตรงไหน เท็จตรงไหน ใครรู้จริง”

บรรณานุกรม

ภาษาไทย กัญญรัตน์ เวชชศาสตร์. (2559). “มโนทัศน์เรื่องนาคของชนชาติไท”. Veridian E Journal Silpakorn University ฉบับภาษา ไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปะ. 9(1) มกราคม-เมษายน, 1099-1116. คมกฤช อุ่นเต็กเค่ง. (2560). ภารตะ-สยาม ผี พราหมณ์ พุทธ?. กรุงเทพฯ : มติชน. เจริญ สุวรรณศักดิ์ชัย. (2560). ตำ�นานพญานาคราช. กรุงเทพฯ : C&N BOOK. ทิพย์สุดา ปทุมมานนท์. (2541). สถาปัตยกรรม กัมปนาทแห่งความสงัด. กรุงเทพฯ : สำ�นักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บุญมี ภูด่านงัว. (2013). “ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน: การประยุกต์ใช้ในการพยาบาลครอบครัว”. Thai Journal of Nursing Council. 28(4) October-Decemder, 107-120. สันติ เล็กสุขุม. (2555). คุยกับงานช่างไทยโบราณ. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. อรรถสิทธิ์ สิทธิดำ�รง,พิพัฒน์ พสุธารชาติ,ปิยศิลป์ บุลสถาพร. (2558). กลิ่นไอ การเมือง และภาพยนตร์ อ่าน “งานศิลปะในยุค ของการผลิตซั้าแบบจักรกล” ของวอลเตอร์ เบนยามิน. กรุงเทพฯ : สำ�นักพิมพ์วิภาษา. ภาษาต่างประเทศ Jakobson, Roman. (1990). Language in Literature. London : The Belknap Press of Harvard University Press. Jenkins, Henry. (2006). Convergence Culture : Where Old and New Media Collide. New York : New York University Press. “Moet.Natrada” [ออนไลน์] เข้าถึงจาก Instagram, 21 เมษายน 2561.Walter Benjamin. (1986). The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction. New York : Schocken Books. ระบบออนไลน์ ลักษณวดี. (นามแฝง). (2554). บาดาล. กรุงเทพฯ : บ้านวรรณกรรม.“ศรีสตั ตนาคราช” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก www.twitter. com/#ศรีสัตตนาคราช, 23 เมษายน 2560. The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction. (2560). สืบค้น 23 สิงหาคม 2560, จาก http://web.mit. edu/allanmc/www/benjamin.pdf.

2626

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว ในกลุ่มประเทศอาเซียน : กรณีศึกษา นครวัด – นครธม ประเทศกัมพูชา

Culture Landscape Photography for ASEAN Tourism : Case Study Angkor Wat, Angkor Thom, Cambodi

รัฐพล ไชยรัตน์ * บทคัดย่อ ในปีคริสตศักราช 2016 ASEAN National Tourism Organization (ASEAN NTOs) ได้เปิดตัวการรณรงค์ ให้ ในปีคริสตศักราช 2017 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวอาเซียน (VisitASEAN@50 Golden Celebration 2017 tourism campaign) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งกลุ่มประเทศอาเซียน นำ�ไปสู่การร่วมมือในการสร้างสรรค์ อัตลักษณ์การท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน ภายใต้ความหลากหลายของมิติมุมมองทางวัฒนธรรม (cultural perspectives) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการถ่ายภาพเชิงสารคดี วิจัย และสร้างสรรค์ภาพถ่ายภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมใน พื้นที่ของ นครวัด - นครธม ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่สำ�คัญที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ ประเทศกัมพูชาและในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยศึกษาร่องรอยและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ลักษณะ ทางกายภาพ และลักษณะการใช้งานในทางปฏิบัติของพราะราชสถานและศาสนสถานโบราญแห่งนี้ ภาพถ่ายเชิงสารคดี จะถูกนำ�วิเคราะห์ความหมายทีส่ ะท้อนถึงความสำ�พันธ์ระหว่างภูมทิ ศั น์และวัฒนธรรมท้องถิน่ ร่วมสมัย และแสดงให้เห็น ถึงพลวัตและการพัฒนาของชุมชนและสังคมท้องถิน่ จากอดีตจนถึงปัจจุบนั ในยุคก่อนนครวัด ยุคนครวัด และยุคหลังนคร วัด ผลการวิจัยได้แบ่งแยกการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายออกได้ตาม ประเภทของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม 4 ประเภท คือ ภูมิทัศน์ซึ่งได้ออกแบบและสร้างสรรค์อย่างตั้งใจจากมนุษย์ (designed landscape), ภูมิทัศน์ ซึ่งเกิดจากความหลาก หลายของแหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้คน (ethnographic landscapes), ภูมิทัศน์ วัฒนธรรมที่เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ (historical sites) และ ภูมิทัศน์ในท้องถิ่นที่เกิดจากกิจกรรมทางสังคมและ วัฒนธรรมของชุมชน (vernacular landscapes) คำ�สำ�คัญ: การถ่ายภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรม / การท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน / นครวัด / นครธม Keywords: culture landscape photography; ASEAN Tourism; Angkor Wat, Angkor Thom

* ดร. ประจำ�ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

27


กระบวนการสร้างสรรค์โดยการดัดแปลงเรื่องเล่าข้ามสื่อ จากบทพระราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้นเรื่องสายไปเสียแล้ว Creative process applying transmedia adaptation approach from royal literary work to short film “Too Late” (Sai Pai Sia Laew)

มนฤดี ธาดาอำ�นวยชัย* ขวัญเรือน กิติวัฒน์* และธนามล ธนสถิตย์* บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” โดยการ ดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์ซงึ่ เป็นสือ่ สิง่ พิมพ์เป็นภาพยนตร์สนั้ ความยาว 15 นาที และศึกษาความคิดเห็นทีม่ ตี อ่ รูปแบบ และเนื้อหาของกลุ่มผู้ชมภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” รวมไปถึงเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์งานข้าม สื่อจากบทพระราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้น การวิจัยนี้ใช้การผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์คณะ ผู้ผลิตภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” และ การวิจัยเชิงปริมาณโดยการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างผู้ชม ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” จำ�นวน 213 คน ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” เป็นไปตามแนวคิดงานวิจัยเชิง สร้างสรรค์ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์และศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา เถาทอง โดยกระบวนการ สร้างสรรค์เริ่มจากการกำ�หนดแนวคิด ซึ่งแนวคิดหลักของเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” คือ การสำ�นึกผิด จากนั้นเป็นขั้นตอน ของการออกแบบร่าง คือ การพัฒนาบทภาพยนตร์ ไปสู่การพัฒนาแบบ คือ การออกแบบงานสร้างซึ่งเป็นขั้นตอนของ การเตรียมการถ่ายทำ� การคัดเลือกนักแสดง สถานที่และการกำ�หนดงบประมาณ หลังจากการออกแบบงานสร้างแล้วจึง ลงมือประกอบสร้าง นั่นคือการถ่ายทำ�จริง เมื่อถ่ายทำ�เสร็จนำ�มาเก็บรายละเอียด คือการดำ�เนินการหลังการถ่ายทำ�ได้แก่ การตัดต่อภาพและเสียง จนได้ภาพยนตร์สนั้ ทีพ่ ร้อมสำ�หรับการเผยแพร่ อันเป็นขัน้ ตอนของการนำ�เสนอผลงาน หลังการนำ� เสนอผลงาน ยังมีอีกขั้นสุดท้ายก่อนจบกระบวนการสร้างสรรค์อันได้แก่ การประเมินผล ซึ่งก็คือ การศึกษาความคิดเห็น ของผูช้ มภาพยนตร์หลังได้ชมภาพยนตร์แล้ว โดยเป้าประสงค์หลักของการสร้างภาพยนตร์เรือ่ งนีค้ อื มุง่ เน้นให้ผชู้ มตระหนัก ถึงภัยของยาเสพติด นอกจากนีย้ งั ได้ขอ้ ค้นพบเพิม่ เติมว่าปัจจัยทีต่ อ้ งคำ�นึงถึงในการดัดแปลงสารผ่านสือ่ ได้แก่ สาระสำ�คัญ ของเรื่อง ความสมจริง และความเข้าใจในธรรมชาติของสื่อที่จะทำ�การแปลงสาร องค์ความรู้ที่ได้รับจากการดัดแปลงบท พระราชนิพนธ์เป็นภาพยนตร์สั้นได้แก่ ประสบการณ์ในการทำ�งาน บทภาพยนตร์เป็นส่วนที่สำ�คัญที่สุดในการผลิต ภาพยนตร์ การเล่าเรือ่ งราวให้คนอืน่ เข้าใจเราต้องกำ�กับตัวเองให้ได้กอ่ น การดัดแปลงสารผ่านสือ่ นัน้ เนือ้ หาต้องดีมศี กั ยภาพ ในการเผยแพร่ไปยังสือ่ อืน่ ๆ ในส่วนความคิดเห็นของกลุม่ ตัวอย่างทีม่ ตี อ่ ภาพยนตร์สนั้ เรือ่ งนี้ พบว่า เนือ้ หาของภาพยนตร์ มีความเหมาะสมและสมจริง มีเนื้อหาที่ดีและมีคุณค่าทำ�ให้มีความเกรงกลัวต่อภัยของยาเสพติด คำ�สำ�คัญ: การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ / กระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะ / การดัดแปลงเนื้อหาข้ามสื่อ Abstract This research aimed at studying the creative process applying the transmedia adaptation approach from print media to short film “Too late” (Sai Pai Sia Laew) , to study the audiences’opinions toward the short film and to generate the knowledge of the transmedia adapatation from print media to short film. * อาจารย์ประจำ�สถาบันกันตนา 2828

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


Both qualitative and quantitative research approach were applied to collect data by interviewing short film production crew and distributing questionnaires to 213 short film viewers. Results indicated that the creation process of “Too late” short film started from design conception which is “Fenitence”. Once getting the main concept of the story then the next step was design visualization that is script development then continued to design development which is the production design including the preproduction process which consisted of casting , location sculpting and budgeting. After that it was ready to shoot the film. Once the shooting was finished , the file was sent to the lab for visual and sound editing. This process was desing refinement. On this stage, the film was finished and ready for presentation and evaluation. The evaluation technique for this research was to explore the audiences’opionions toward the short film after viewing the whole film. Samples thought this story is suitable, good and worth to produce as short film and the content made them afraid of the drug dangers. Keywords: Creative research / Creative practice Transmedia adaptation, บทนำ� ปัจจุบนั เรากำ�ลังเดินหน้าเข้าสูย่ คุ ไทยแลนด์ 4.0 ยุ ค ที่ มี ช่ อ งทางการสื่ อ สารใหม่ ๆ เกิ ด ขึ้ น มากมาย พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป อย่างมากทำ�ให้คนทำ�งานด้านสื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับ เทคโนโลยีทพี่ ฒ ั นาไปอย่างรวดเร็ว ในอดีตการสร้างสรรค์ เนือ้ หาผ่านสือ่ จะเน้นการสร้างสรรค์เพือ่ สือ่ ใดสือ่ หนึง่ โดย เฉพาะ แต่ในปัจจุบันเราสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อ นำ�เสนอผ่านสื่อหลายๆช่องทางในเวลาเดียวกัน ปัญหาสำ�หรับคนทำ�สือ่ ในปัจจุบนั จึงไม่ใช่ปญ ั หา เรือ่ งช่องทางในการนำ�เสนอซึง่ ถูกจำ�กัดเหมือนในอดีตต่อ

ไป แต่ปัญหาสำ�คัญสำ�หรับคนทำ�สื่อในปัจจุบันคือ การ ให้ความสำ�คัญกับเนือ้ หาทีจ่ ะนำ�เสนอ ในแต่ละวันเราจะ พบว่ามีภาพยนตร์นำ�เสนอผ่านโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์มากขึ้น จำ�นวนละครที่ผลิตขึ้นเพื่อเผย แพร่ทางสถานีโทรทัศน์ดจิ ทิ ลั มีจ�ำ นวนมากขึน้ อันเนือ่ งมา จากจำ�นวนสถานีที่เพิ่มมากขึ้น การสร้างสรรค์เนื้อหา ผ่านสื่อจึงมีการแข่งขันกันสูง ผู้ผลิตต้องพยายามคิด สร้ า งสรรค์ เ นื้ อ หามาถ่ า ยทอดเพื่ อ ตอบสนองความ ต้ อ งการของผู้ ช มให้ ทั น เวลา ด้ ว ยเหตุ นี้ ผู้ ส ร้ า งสรรค์ เนื้ อ หาจึ ง ต้ อ งค้ น คว้ า หาเรื่ อ งเล่ า ประเภทต่ า งๆมา ถ่ายทอดเป็นผลงานสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นการนำ�เสนอ ในรูปแบบของภาพยนตร์หรือละคร เรื่ อ งเล่ า ที่ มี ก ารนำ � มาสร้ า งสรรค์ เ ป็ น ละคร โทรทัศน์หรือภาพยนตร์โดยมากมักจะเป็นเรือ่ งเล่าทีเ่ ป็น ผลงานผ่านสื่อประเภทต่างๆมาก่อน อาทิ นวนิยาย เรื่อง สั้น ละครวิทยุ หนังสือ หรือ พงศาวดาร ในการนำ�เอา เรือ่ งเล่าต่างๆซึง่ มีลกั ษณะเป็นสือ่ สิง่ พิมพ์มาถ่ายทอดผ่าน ช่ อ งทางสื่ อ ที่ นำ � เสนอทั้ ง ภาพและเสี ย งอย่ า งละคร โทรทัศน์หรือภาพยนตร์จงึ จำ�เป็นทีจ่ ะต้องมีการดัดแปลง เนือ้ หาเพือ่ ให้เหมาะกับธรรมชาติของสือ่ โดยเฉพาะการ ดัดแปลงเนื้อเรื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อที่ใช้ทักษะ ทางการอ่านและจินตนาการภาพในหัวตามสิ่งที่ได้อ่าน มาเป็นสื่อละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ที่มีทั้งภาพและ เสียง การถ่ายทอดจินตนาการของผูเ้ ขียนออกมาเป็นภาพ ทีเ่ ป็นรูปธรรมมากขึน้ ในภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์จงึ เป็นสิ่งจำ�เป็นหรือหัวใจสำ�คัญของการดัดแปลงเรื่องเล่า ข้ามสื่อ Henry Jenkins (2007) กล่าวถึงการดัดแปลง เรื่องข้ามสื่อว่าเป็น กระบวนการซึ่งองค์ประกอบสำ�คัญ ของนิยายได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นระบบในช่องทาง ต่างๆเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ บันเทิงที่เป็นเอกภาพและสอดประสานกัน สื่อแต่ละสื่อ ช่วยเปิดเผยเรื่องราวที่เหมาะสมกับธรรมชาติของสื่อ แต่ละประเภท ซึง่ ต่อมาในปี 2011 เขาได้ให้แนวคิดเสริม ในเรื่องการดัดแปลงข้ามสื่อว่าเป็นการไหลของเนื้อหา ผ่านสือ่ ประเภทต่างๆ หรืออีกนัยหนึง่ คือ การนำ�เรือ่ งเล่า เดียวกันจากสื่อหนึ่งมาเล่าซํ้าในอีกสื่อหนึ่ง ซึ่งเมื่อจะนำ� ไปเผยแพร่ในอีกสื่อหนึ่งจะต้องมีการตีความเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น การแปล Harry Potter จากหนังสือเป็น ภาพยนตร์ห ลาย ๆ ภาค หมายถึงการคิดให้ลึ ก โดย

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

29


ละเอียดว่า ฮอควอร์ตควรมีหน้าตาอย่างไร หากจะปรากฏ บนแผ่ น ฟิ ล์ ม ภาพยนตร์ เพราะในนิ ย ายเป็ น การ จินตนาการผ่านตัวหนังสือ ผู้กำ�กับศิลป์หรือผู้ออกแบบ งานสร้ า งต้ อ งขยายและเพิ่ ม เติ ม ในส่ ว นนี้ ล งไปใน กระบวนการสร้างสรรค์ภาพให้ปรากฏ การดัดแปลง (Adaptation) และการเพิ่มส่วนขยาย (Extension) จึง เป็นสองขั้วที่ผู้สร้างสรรค์ภาพต้องหาจุดกึ่งกลางให้พบ การสร้างสรรค์งานโดยการดัดแปลงเนือ้ หาข้าม สือ่ จึงเป็นสิง่ ทีส่ �ำ คัญสำ�หรับผูส้ ร้างสรรค์สอื่ ในยุคปัจจุบนั ควรศึกษาอันเนื่องมาจากจะได้ใช้เป็นแนวทางหนึ่งของ การปรับตัวและเรียนรูก้ ารถ่ายทอดเรือ่ งราวให้เหมาะสม กับธรรมชาติของสือ่ โดยยังรักษาคุณค่าของเรือ่ งดัง้ เดิมไว้ ในปีการศึกษา 2558 ซึ่งตรงกับปีที่สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระ ชนมายุ 60 พรรษา สถาบันกันตนาได้รว่ มเฉลิมพระเกียรติ ในการเผยแพร่ พ ระอั จ ฉริ ย ภาพทางการประพั น ธ์ ใ ห้ ปรากฏ จึงได้อญ ั เชิญบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเรือ่ ง “สายไปเสียแล้ว” มาให้นกั ศึกษาชัน้ ปีที่ 3 ผลิตเป็นภาพยนตร์สนั้ เนือ่ งจาก บทพระราชนิพนธ์ฯทรงคุณค่าในด้านเนือ้ หาสาระสะท้อน ถึงโทษของยาเสพติด ที่ส่งผลร้ายต่อผู้ที่ไปเกี่ยวข้องทั้ง ทางตรงและทางอ้อม และยังแทรกคำ�สอนในเรื่อง การ เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วน ตน ไปค้าขายยาเสพติด เป็นความผิดทางกฎหมาย มี โทษทัณฑ์กำ�หนดไว้สูงสุดถึงประหารชีวิต การดัดแปลง บทพระราชนิพนธ์เป็นภาพยนตร์สั้นความยาว 15 นาที สะท้อนถึงแนวคิดด้านการเล่าเรือ่ งข้ามสือ่ (Transmedia Storytelling) จากบทพระราชนิพนธ์เรื่องสั้นในรูปแบบ สื่อสิ่งพิมพ์สู่การสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นซึ่งเป็นสื่อที่นำ� เสนอทั้งภาพและเสียง นอกจากจะเป็นกรณีตัวอย่างในการดัดแปลง เนื้อหาข้ามสื่อแล้ว การสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” ยังสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการ สร้ า งสรรค์ ง านศิ ล ปะในเชิ ง วิ ช าการในลั ก ษณะของ Practice-led หรือ Practice-based คือการสร้างศิลปะ วิจัย ซึ่งก็คือการทำ�งานสร้างสรรค์โดยให้การปฏิบัติเป็น เครื่องมือนำ�ทางไปสู่การค้นคว้าความรู้ใหม่ การสร้างสรรค์ศิลปะวิจัยแท้จริงแล้วเป็นการ วิ จั ย แนวใหม่ ที่ บู ร ณาการระหว่ า งการวิ จั ย และการ สร้างสรรค์เข้าด้วยกัน เรียกว่า การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ซึ่ง 3030

เป็นการวิจยั ทีม่ ตี น้ กำ�เนิดจากสาขาศิลปะ โดยแนวทางที่ สาขาศิลปะใช้ในการพัฒนาองค์ความรู้สองรูปแบบหลัก คือ การสร้างสรรค์ศิลปะวิชาการ สร้างสรรค์ศิลปะ-วิจัย และการวิจยั ศิลปะ การสร้างสรรค์ศลิ ปะ-วิจยั (Practiceled หรือ Practice-based ) เป็นการทำ�งานสร้างสรรค์ โดยให้การปฏิบตั เิ ป็นเครือ่ งมือนำ�ไปสูค่ วามรูใ้ หม่ในสาขา นั้นๆ ผลสรุปของการสร้างสรรค์คืองานสร้างสรรค์ ผล สรุปเป็นงานวิจัยก็คือ งานวิจัย ในขณะที่การวิจัยศิลปะ หรือ Research/Theoretical Practice เป็นการศึกษา หรือการค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยวิธวี ทิ ยาการวิจยั เพือ่ ให้ ได้มาซึ่งข้อมูลคำ�ตอบหรือข้อสรุปรวมที่จะนำ�ไปสู่ความ ก้าวหน้าทางวิชาการหรือเอื้อต่อการนำ�วิชาการนั้นไป ประยุกต์ การศึกษากระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สนั้ เรื่อง “สายไปเสียแล้ว”จึงเป็นกรณีตัวอย่างในการวิจัย เชิงสร้างสรรค์แบบ Practice-led หรือ Practice-based คือการทำ�งานสร้างสรรค์โดยให้การปฏิบัติเป็นเครื่องมือ นำ�ไปสู่องค์ความรู้ใหม่ โดยงานวิจัยครั้งนี้จะศึกษาถึง กระบวนการสร้างสรรค์โดยการดัดแปลงเนื้อหาข้ามสื่อ จากบทพระราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสีย แล้ว” เพือ่ เป็นแนวทางในการ บูรณาการระหว่างการวิจยั และการสร้างสรรค์ผลงานการเล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia storytelling) อันเป็นองค์ความรู้ใหม่ของสาขา วิชาต่อไป ประเด็นในการศึกษา (1) การสร้างสรรค์ด้วยการดัดแปลงเรื่องเล่า ข้ามสือ่ จากบทพระราชนิพนธ์สภู่ าพยนตร์สนั้ เรือ่ ง “สาย ไปเสียแล้ว” มีกระบวนการอย่างไร (2) ผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสีย แล้ ว ”มี ค วามคิ ด เห็ น ต่ อ เนื้ อ หาและรู ป แบบการสร้ า ง อย่างไร (3) องค์ ค วามรู้ ที่ ไ ด้ รั บ จากกระบวนการ สร้างสรรค์โดยการดัดแปลงเรื่องเล่าข้ามสื่อจากบทพระ ราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” วัตถุประสงค์ของการศึกษา (1) เพือ่ ศึกษาถึงกระบวนการสร้างสรรค์โดยการ ดั ด แปลงเรื่ อ งเล่ า ข้ า มสื่ อ จากบทพระราชนิ พ นธ์ สู่ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว”

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(2) เพื่อศึกษาถึงทัศนคติทั้งในด้านรูปแบบและ เนื้อหาของกลุ่มผู้ชมภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” (3) เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์งาน ข้ามสื่อจากบทพระราชนิพนธ์สู่ภาพยนตร์สั้น ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (1) ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงาน ข้ามสื่อจากบทประพันธ์สู่ภาพยนตร์สั้น (2) ได้ แ นวทางในการดำ � เนิ น การวิ จั ย เชิ ง สร้างสรรค์ให้กับสาขาวิชานิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์และ ศิลปกรรมศาสตร์ (3) ทำ�ให้เข้าใจถึงกระบวนการสร้างสรรค์งาน ศิลปะด้วยการดัดแปลงเรื่องเล่าข้ามสื่อ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจยั ครัง้ นีไ้ ด้ใช้กรอบแนวคิดด้านงานวิจยั เชิง สร้างสรรค์ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์ด้านการ วิจัยและศาสตร์ด้านการสร้างสรรค์งานศิลปะ และกรอบ แนวคิดด้านการเล่าเรือ่ งข้ามสือ่ ซึง่ กระบวนการสำ�คัญของ บทประพันธ์ได้มีการเผยแพร่อย่างเป็นระบบผ่านช่อง ทางการเผยแพร่หลายๆช่องทางโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ การสร้างสรรค์ประสบการณ์บันเทิงที่เป็นเอกภาพและ สอดประสานกันแนวคิดการวิจยั เชิงสร้างสรรค์และแนวคิด กระบวนการผลิ ต ภาพยนตร์ ซึ่ ง จะทำ � ให้ เ ข้ า ใจถึ ง กระบวนการผลิตภาพยนตร์จากเริ่มต้นจนเสร็จสมบูรณ์ โดยภาพยนตร์จัดว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทหนึ่ง แนวคิดการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ การวิจยั เชิงสร้างสรรค์เป็นการวิจยั ทีม่ ตี น้ กำ�เนิด จากสาขาศิลปะ ซึ่งแนวทางที่สาขาศิลปะใช้ในการพัฒนา องค์ความรู้สองรูปแบบหลัก คือ การสร้างสรรค์ศิลปะ วิชาการ สร้างสรรค์ศิลปะ-วิจัยและการวิจัยศิลปะ การ สร้างสรรค์ศิลปะ-วิจัย (Practice-led หรือ Practicebased ) เป็นการทำ�งานสร้างสรรค์โดยให้การปฏิบัติเป็น เครื่องมือนำ�ไปสู่ความรู้ใหม่ในสาขานั้นๆ ผลสรุปของการ สร้างสรรค์คอื งานสร้างสรรค์ ผลสรุปเป็นงานวิจยั ก็คอื งาน วิจัย ส่วนการวิจัยศิลปะ หรือ Research/Theoretical Practice เป็นการศึกษาหรือการค้นคว้าอย่างมีระบบด้วย วิธีวิทยาการวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลคำ�ตอบหรือข้อสรุป รวมที่จะนำ�ไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการหรือเอื้อต่อ

การนำ�วิชาการนั้นไปประยุกต์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ได้ อธิบายถึงกรอบคำ�อธิบายทางวิชาการในการประกอบ สร้ า งงานศิ ล ปกรรม (ศิ ล ปวั ต ถุ - ศิ ล ปะการแสดง)เพื่ อ วิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์ศลิ ปะ-วิจยั 7 ขัน้ ตอน ไว้ดงั ต่อ ไปนี้ (1) การกำ�หนดแนวคิด (Design conception) 1.1 ความคิดที่จะสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ เกิดจากสิ่งใดบ้าง 1.2 การนำ�ความคิดจากสิง่ เหล่านัน้ มา ประมวลกันเป็นแนวคิดของท่านมีวิธีการอย่างไร 1.3 แนวคิดที่เกิดขึ้นมักมีหลายแนว ท่านเลือกแนวใดมาพัฒนา เพราะเหตุใด และมีวิธีการ อย่างไร 1.4 แนวคิดของท่านมักมีกรอบความ คิดกำ�กับ ท่านจำ�กัดขอบเขตของงานศิลปกรรมอย่างไร (2) การออกแบบร่าง (Design visualization) 2.1 การออกแบบร่าง เป็นการแปร ความคิดในข้อที่ 1 ให้เป็นรูปร่างชัดเจนแทนคำ�อธิบาย ท่านแปรอย่างไร 2.2 การออกแบบร่างอาจมีหลายชิ้น เพือ่ พิจารณาความเป็นไปได้ จากนัน้ ท่านเลือกแบบใดแบบ หนึ่งมาพัฒนาต่อ ท่านมีเหตุผลทางวิชาการในการเลือก อย่างไรเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน (3) การพัฒนาแบบ (Design development) 3.1 การพัฒนาแบบร่างที่เลือกแล้วใน ข้อที่ 2 ให้เป็นแบบจริงที่มีรายละเอียดครบถ้วนมีขั้นตอน อย่างไร 3.2 -การทำ�แบบจริงต้องคำ�นึงถึงปัจจัย ในการประกอบสร้างหลายอย่าง อาทิ วัสดุ วิธกี าร ขัน้ ตอน การทำ�งาน เทคนิคพิเศษ รายละเอียดที่สำ�คัญ การปรับ แบบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ท่านใช้วิชาการในแต่ละขั้นตอน อย่าง อธิบายการปรับทั้งที่สำ�เร็จและไม่สำ�เร็จหรือสำ�เร็จ น้อยกว่าที่ท่านมุ่งหวัง 3.3 การทำ�แบบจริงมีการเขียนแบบ รายละเอียดเท่าจริงในบางรายการเพื่อให้นำ�ไปใช้ในการ ประกอบสร้างได้แม่นยำ� ท่านมีวิธีเขียนแบบรายละเอียด ที่ว่านี้อย่างไร 3.4 การทำ�แบบจริงบางกรณีมีการทำ� หุ่นจำ�ลองย่อส่วนบ้างเท่าจริงบ้างแล้วแต่กรณี ท่านเลือก

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

31


ทำ�ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือไม่เพราะเหตุใด หากทำ�มีขั้นตอน และวิธีการอย่างไร (4) การประกอบสร้าง (Design construction) 4.1 การประกอบสร้างเป็นการผลิตผล งานจริง ท่านต้องจัดเตรียมปัจจัยต่างๆในการประกอบ สร้างอย่างไร 4.2 การประกอบสร้างมีขั้นตอนโดย ละเอียดอย่างไรบ้าง แต่ละขั้นตอนมีความสำ�คัญอย่างไร 4.3 ในระหว่างการประกอบสร้างมักมี ปัญหาเกิดขึ้นในลักษณะต่างๆ ท่านค้นพบเหตุแห่งปัญหา และใช้หลักวิชาใดแก้ไขให้สำ�เร็จลุล่วง 4.4 การประกอบสร้างอาจทำ�ให้ได้ ประสบการณ์ใหม่ๆ ท่านถอดประสบการณ์เหล่านั้นมาได้ หรือไม่ อย่างไร (5) การเก็บรายละเอียด (Design Refinement) 5.1 การเก็บรายละเอียดเป็นขั้นตอน สำ�คัญทีท่ �ำ ให้ผลงานศิลปะสมบูรณ์ ท่านได้ท�ำ งานขัน้ ตอน นีอ้ ย่างไรบ้าง แต่ะขัน้ ตอนมีวธิ กี ารเก็บรายละเอียดอย่างไร 5.2 ผลของการเก็บรายละเอียดทำ�ให้ งานศิลปะดีขึ้นกว่าก่อนเก็บรายละเอียดอย่างไร 5.3 การเก็บรายละเอียดมีความรู้ใหม่ ที่ท่านพบหรือไม่ อะไรบ้าง (6) การนำ�เสนอผลงาน (Design presentation) 6.1 ผลงานศิลปกรรมย่อมมีรูปลักษณ์ แตกต่างกันไปตามสาขาวิชาและเฉพาะชิ้นงาน ซึ่งต้องนำ� ผลงานมาเสนอให้สาธารณชนได้ดูได้ฟัง ดังนั้นการนำ� เสนอผลงานจึงต้องมีวิธีการที่เหมาะสม ท่านมีวิธีการนำ� เสนออย่างไรบ้าง และวิธีที่ท่านตัดสินใจเลือกทำ�นั้นดี อย่างไร 6.2 การตัดสินใจเลือกบุคคล วันเวลา สถานที่ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการนำ�เสนอผลงาน 6.3 การประมาณการผลลัพธ์และผลที่ ได้รับจริง (จำ�นวนวัน เวลา รอบที่แสดง คนดู ฯลฯ) (7) การประเมินผล (Design evaluation) 7.1 การประเมินผลควรวัดจากอย่าง น้อย 3 กลุ่มคือ ผู้ร่วมงานระดับบริหาร ผู้ร่วมงานระดับ ปฏิบัติการ ผู้ชมผลงาน 7.2 การประเมินผลผู้ชมควรวัดจาก นิทรรศการทางทัศนศิลป์หรือศิลปะการแสดง ควรมีการ นับจำ�นวนและการประเมินความรับรู้ ความคิดเห็น วิธกี าร 3232

ควรเป็นอย่าไร เหตุผลในการเลือกวิธีนั้น 7.3 ข้อมูลของผูช้ มควรอภิปรายให้เห็น ว่ามีผลอย่งไรต่องานศิลปกรรมที่จัดแสดง 7.4 ความคิ ด เห็ น ของผู้ ช มที่ ก รอก แบบสอบถามหรือเขียนลงในสมุดเยีย่ มชมเป็นอย่างไรและ สะท้อนแนวทางอะไรต่องานศิลปกรรมที่แสดง แนวคิดเรื่องการเล่าเรื่องข้ามสื่อ Henry Jenkins (2007) กล่าวถึงการเล่าเรื่อง ข้ามสื่อว่าเป็น กระบวนการซึ่งองค์ประกอบสำ�คัญของ นิยายได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นระบบในช่องทางต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างสรค์ประสบการณ์บันเทิงที่ เป็นเอกภาพและสอดประสานกัน สื่อแต่ละสื่อช่วยเปิด เผยเรือ่ งราวทีเ่ หมาะสมกับธรรมชาติของสือ่ แต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรือ่ ง The Matrix ข้อมูลสำ�คัญของ ภาพยนตร์ได้รับการถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ 3 เรื่อง แอนิ เมชั่นขนาดสั้น หนังสือการ์ตูนและวีดีโอเกม ไม่มีสื่อใด เพียงสื่อเดียวที่สามารถให้ข้อมูลที่จำ�เป็นที่ทำ�ให้เข้าใจ จักรวาลของ The Matrix ส่วนขยายอาจมีหลายหน้าที่ ตัวอย่างเช่น บีบีซี ใช้ละครวิทยุในการรักษาความสนใจของผู้รับชมในเรื่อง Doctor Who เป็นเวลานานนับ 10 ปี ระหว่างที่ไม่มีตอน ใหม่ๆผลิตออกฉายทางโทรทัศน์ ส่วนขยายนีจ้ ะทำ�ให้มมี มุ มองของตัวละครและแรงจูงใจ เช่นในกรณีของเว็บไซด์ Dawson’s Creek และ Veronica Mars ซึ่งสร้างสรรค์ ข่าวใหม่ๆหรือวารสารที่เกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ และอาจ นำ � เสนอแง่ มุ ม ของโลกในนิ ย าย เช่ น เว็ บ ของ Daily Planet ตีพิมพ์เรื่องสั้นเผยแพร่ในแต่ละสัปดาห์โดย ดีซี คอมมิ ค ส์ ตลอดการนำ � เสนอ 52 ตอน เพื่ อ รายงาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วจักรวาลของซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย หรืออาจเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ที่แสดงในซีรี่ส์ เช่น The Clone Wars ซึง่ ออกอากาศทางการ์ตนู เน็ทเวิรค์ เพือ่ เชื่อมโยงช่วงเวลาที่เหลื่อมลํ้าระหว่าง Star Wars II และ III ส่วนขยายเพิม่ เติมความเป็นจริงให้กบั โลกนิยายทัง้ หมด กรณีภาพยนตร์สั้น “สายไปเสียแล้ว” เป็นการ เล่าเรื่องข้ามสื่อ จาก เรื่องสั้นซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี มา พัฒนาเป็นบทภาพยนตร์สั้นเพื่อผลิตเป็นภาพยนตร์สั้น ความยาว 15 นาทีอันเป็นผลงานสร้างสรรค์ กรณีศึกษา ในครั้งนี้ ซึ่งในการ “ทำ�” วรรณกรรมเพื่อการอ่านมาเป็น

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


วรรณกรรมเพือ่ การแสดงนัน้ จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา (2544 : 38) ได้อธิบายกระบวนการดัดแปลงวรรณกรรมเพื่อการ อ่านมาเป็นวรรณกรรมไว้ว่า ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ (1) การอ่านอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถเข้าถึง หัวใจของวรรณกรรมต้นเรื่องให้ได้เป็นเบื้องแรกก่อน การ ดัดแปลงวรรณกรรมนั้น “หัวใจ”ของเรื่อง จะต้องคงไว้ให้ ได้ ส่วนที่แตกต่างกันจะเป็นส่วนของรายละเอียด (2) รูปแบบการนำ�เสนอ ได้แก่ประเภทของตัว บทของการแสดงแต่ละประเภทมีเงือ่ นไขในการสร้างแตก ต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการนำ�เสนอและเวลาของการ แสดงแต่ละประเภท โดย ผูเ้ ขียนบทต้องคำ�นึงถึงเวลาทีจ่ ะ นำ � เสนอให้ พ อเหมาะกั บ การดำ � เนิ น เรื่ อ งและการ ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการให้ครบ (3) การเลือกตัวละคร ฉาก และบทสนทนามาใส่ ในบทการแสดง ส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ ตัวละคร ฉากและบทสนทนานั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ (4) การตรวจแก้ คือ การตรวจทานบทเพื่อให้มี ความสมบูรณ์เป็นขัน้ ตอนสุดท้ายการดัดแปลงเนือ้ หาข้าม สื่อ เช่น จากนวนิยายสู่ภาพยนตร์ ย่อมมีการดัดแปลง เนื้อหาให้เหมาะสมกับสื่อที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก รูปแบบหรือประเภท (Form/Genre) ของสือ่ มี “ตรรกะ” ของตนโดยเฉพาะตามวั ต ถุ ป ระสงค์ ใ นการสื่ อ สาร ไวยากรณ์ของสื่อ และธรรมชาติในการสื่อสารนั้นๆ กล่าว อีกนัยหนึง่ คือ รูปแบบหรือประเภทของสือ่ เกิดขึน้ จากการ ผสมผสานของเนื้อสาร (Message) กับตัวสื่อ (Channel) อันเป็นความหมายของคำ�ว่า “สื่อ”(Media) (ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์และคนอื่นๆ, 2543:25) งานวิจัยครั้งนี้ได้ใช้แนวคิด “การเล่าเรื่องข้าม สือ่ ” และ “การดัดแปลง” มาเป็นแนวทางในการศึกษาถึง การดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์เรือ่ ง“สายไปเสียแล้ว” จาก วรรณกรรมเรื่องสั้นซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์สู่ภาพยนตร์สั้น ซึ่ง จำ�เป็นต้องมีการดัดแปลงและขยายความเพือ่ ให้เหมาะสม กับการนำ�เสนอผ่านสือ่ “ภาพยนตร์” ซึง่ เป็นสือ่ ทีม่ รี ปู แบบ แตกต่างจาก “สื่อสิ่งพิมพ์” วิธีการวิจัย การดำ�เนินการวิจัยใช้การวิจัย 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) จากการวิ เ คราะห์ เ อกสารที่ เ กี่ ย วข้ อ ง (Document Research) และการสั ม ภาษณ์ เชิ ง ลึ ก

(Depth – Interview) ทีมงานผู้ผลิตภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” (2) การวิเคราะห์เชิงปริมาณ(Quantitative Research) ด้วยการสำ�รวจจากการใช้แบบสอบถามทั้งใน แบบแจกกับกลุม่ ตัวอย่างโดยตรงโดยให้กลุม่ ตัวอย่างได้ชม ภาพยนตร์สั้นก่อนแล้วจึงตอบแบบสอบถาม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) กลุ่ ม ตั ว อย่ า งในการสั ม ภาษณ์ เ จาะลึ ก (In-Depth Interview) โดยเป็นการสัมภาษณ์เจาะลึกถึง กระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสีย แล้ ว ” ประกอบด้ ว ยกลุ่ ม ที่ ป รึ ก ษาโครงการ ผู้ กำ � กั บ ภาพยนตร์ ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ผู้ช่วยผู้กำ�กับภาพยนตร์ ผูก้ �ำ กับภาพ ผูอ้ �ำ นวยการสร้างฝ่ายผลิตและผูจ้ ดั หาสถาน ที่ในการถ่ายทำ� (2) กลุ่ ม ตั ว อย่ า งในการสำ � รวจความเห็ น ต่ อ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” โดยวิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบง่ายผ่านกลุม่ ตัวอย่างซึง่ เป็นนักเรียนทีเ่ ข้าร่วม โครงการ Little Farm Project และนักศึกษาด้าน ภาพยนตร์ จ ากมหาวิ ท ยาลั ย หอการค้ า ไทยและ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล (1) แบบสัมภาษณ์เจาะลึกสำ�หรับทีมงานผลิต ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว”โดยการสร้างแบบ สัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview)โดยครอบคลุมเนือ้ หาเกีย่ วกับ กระบวนการดัดแปลง เนื้อหาภาพยนตร์ กระบวนการผลิตภาพยนตร์ และสิ่งที่ ได้รับจากการผลิตภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” (2) แบบสอบถามเป็นแบบสอบถามเพื่อศึกษา ความเห็นหลังได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง “สายไปเสียแล้ว โดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น ๒ ส่วน ครอบคลุมเนื้อหา เกีย่ วกับข้อมูลทัว่ ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุ การศึกษา และข้อมูลความคิด เห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “สายไปเสียแล้ว” ผู้วิจัยนำ�แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามให้ผู้ เชี ย วชาญ ตรวจสอบเนื้ อ หาความเหมาะสม และดู สอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีที่ได้ศึกษา

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

33


วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลทุตยิ ภูมิ การเก็บรวบรวม ข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการเก็บ รวบรวมข้อมูลปฐมภูมโิ ดยทำ�การเก็บรวบรวมข้อมูลจาก การสัมภาษณ์ทผี่ วู้ จิ ยั สร้างขึน้ แล้วทำ�การบันทึกข้อมูลใน แบบบันทึกการสัมภาษณ์ และทำ�การบันทึกเสียงการ สั ม ภาษณ์ แ ละการเก็ บ รวบรวมข้ อ มู ล จากการ แบบสอบถาม โดยทำ�การแจกให้กับกลุ่มตัวอย่างให้ท�ำ หลังการรับชมภาพยนตร์เรื่อง “สายไปเสียแล้ว” การวิเคราะห์ขอ้ มูลและนำ�เสนอข้อมูล ประกอบ ด้วย การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จากการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis) และบทสัมภาษณ์เชิงลึกและการ วิเคราะห์เชิงปริมาณ จากแบบสอบถามผู้ชมภาพยนตร์ สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” ผลการวิจัย การสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสีย แล้ว” เป็นการดัดแปลงเนื้อหาจากบทพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี การ ดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์มาสู่ภาพยนตร์จำ�เป็นต้อง เข้ า ใจในประเด็ น หลั ก ของเรื่ อ งเป็ น อย่ า งแรก ต้ อ ง ถอดรหั ส โครงสร้ า งเป็ น ส่ ว นๆอย่ า งชั ด ชั ด เจนแล้ ว พิ จ ารณาให้ ดี ว่ า อั น ใดเป็ น ประเด็ น หลั ก อั น ใดเป็ น ประเด็นรองบ้าง และมีกี่ประเด็น การสร้างภาพยนตร์ จากเรือ่ งทีม่ อี ยูแ่ ล้ว เราอาจไม่จ�ำ เป็นต้องดำ�เนินเรือ่ งตาม หนังสือทุกอย่าง แต่ประเด็นสำ�คัญของเรื่องจะต้องคงไว้ อย่างครบถ้วน การถอดรหัสต่างๆจึงจำ�เป็นต้องอาศัย ประสบการณ์ในการตีความให้กระจ่างในทุกๆประเด็น ซึง่ จะทำ�ให้เรื่องราวและหนังมีความสอดคล้องกันเป็นหนึ่ง เดียว แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ขั้นตอนในสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นด้วยการ ดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์มาเป็นภาพยนตร์สั้นมีราย ละเอียดต่างๆดังนี้ (1) การกำ�หนดแนวคิด (Design conception) ได้แก่ การการหาประเด็นสำ�คัญของเรื่อง ซึ่งประเด็นที่ สำ�คัญที่สุดของเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” คือ การสำ�นึกผิด และกว่าจะสำ�นึกผิด ก็สายไปเสียแล้ว (2) การออกแบบร่าง (Design visualization) ได้แก่ เป็นการแปรความคิดในข้อที่ 1 ให้เป็นรูปร่างชัดเจน แทนคำ�อธิบาย ซึ่งก็คือการพัฒนาบทภาพยนตร์สั้น โดยมี 3434

บางส่วนที่ยังคงยึดตามบทพระราชนิพนธ์และบางส่วนมี การดัดแปลงเพื่อให้การเล่าเรื่องมีความกระชับมากขึ้น เนื่องจากภาพยนตร์สั้นมีเวลาในการนำ�เสนอที่ค่อนข้าง จำ�กัด ส่วนที่ยึดตามบทพระราชนิพนธ์คือ เรื่องราวการ ค้ายาของพันและการได้รบั พิพากษาให้ได้รบั โทษประหาร ชีวิต ส่วนที่การดัดแปลง ได้แก่ ปีที่เกิดเหตุการณ์ โดยผู้ เขี ย นบทได้ ป รั บ ให้ เรื่ อ งราวเกิ ด ขึ้ น ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ เนื่องจากในปีดังกล่าวมีการกวาดล้างคดียาเสพติดมาก และเป็นปีสดุ ท้ายทีม่ กี ารลงโทษการประหารชีวติ ด้วยการ ยิงเป้า หลังจากนั้นได้เปลี่ยนการลงโทษเป็นการฉีดยา ซึ่ง ผู้ผลิตมองว่าการลงโทษด้วยการยิงเป้าน่าจะสร้างความ รูส้ กึ และผลกระทบได้มากกว่าการฉีดยา จึงมีการดัดแปลง บทดังกล่าว ในขั้นตอนนี้สิ่งสำ�คัญคือ ต้องเข้าใจแนวคิด หลั ก ซึ่ ง เป็ น ประเด็ น สำ � คั ญ ของเรื่ อ งเล่ า เดิ ม ไม่ ว่ า จะ ดัดแปลงส่วนขยายของเรือ่ งในส่วนใดก็ตามแต่แนวคิดหลัก ของเรื่องจะต้องคงอยู่ไม่ว่าจะนำ�เสนอผ่านสื่อใดก็ตาม นอกจากการปรับยุคของเหตุการณ์แล้วผู้เขียน บทภาพยนตร์สั้นยังปรับให้สภาพครอบครัวของพันมี ขนาดเล็กลงกว่าในบทพระราชนิพนธ์ โดยตามบทพระ ราชนิพนธ์ พันมีน้องห้าถึงหกคน แต่ในภาพยนตร์สั้นมี เพียงแม่และน้องสาวคนเดียว เพราะต้องการสื่อความ หมายว่าพันเป็นผู้ชายคนเดียวในครอบครัวจึงต้องรับ ภาระในการเลี้ยงดูครอบครัวเป็นหลัก และความผูกพัน ระหว่างพี่ชายกับน้องสาวสามารถสร้างความผูกพันใน ครอบครัวได้ดกี ว่าเพศเดียวกัน อีกทัง้ เวลาในการนำ�เสนอ มีเพีย15 นาทีทำ�ให้ไม่สามารถนำ�เสนอรายละเอียดของ ตัวละครได้มาก จึงจำ�เป็นต้องลดจำ�นวนตัวละครลง ซึ่ง ด้วยเหตุที่มีเวลาในการนำ�เสนอจำ�กัดทำ�ให้ต้องตัดทอน เรือ่ งราวในอดีตของพันออก เพราะสือ่ ภาพยนตร์สามารถ ย่นย่อระยะเวลาในการเล่าเรือ่ งได้มากกว่าคำ�บรรยายใน เรื่องสั้น ซึ่งต้องบรรยายให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการตาม การพัฒนาบทภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสีย แล้ว”ใช้เวลานานถึง 3 เดือนเพราะต้องการที่จะเก็บทุก ประเด็นของเรือ่ งจากพระราชนิพนธ์ให้ครบถ้วน ละเมียด ละมัย และไม่ละทิ้งความเป็นครอบครัว รวมทั้งการปรับ สมดุลของความเป็นดราม่าและแอ็คชัน่ ให้เหมาะสมและ มีความเป็นไปได้ในการสร้างภาพยนตร์ของนักศึกษา โดย ให้อยูใ่ นงบประมาณทีเ่ ป็นไปได้และเกิดความซาบซึง้ เมือ่ ได้บทภาพยนตร์ร่างสุดท้ายจึงเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนา แบบต่อไป

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(3) การพัฒนาแบบ (Design development) คือ การพัฒนาแบบร่างที่เลือกแล้วในข้อที่ 2 ให้เป็นแบบ จริงที่มีรายละเอียดครบถ้วน เป็นขั้นตอนของการนำ�บท ภาพยนตร์ สั้ น ที่ ส มบู ร ณ์ แ ล้ ว กระจายไปยั ง คณะผู้ สร้างสรรค์ภาพยนตร์สนั้ ในส่วนต่างๆ ได้แก่ ฝ่ายคัดเลือก นักแสดง ฝ่ายจัดหาสถานที่ ฝ่ายศิลป์ ฝ่ายผลิต ฝ่าย บริหารจัดการเพื่อเตรียมการก่อนการถ่ายทำ� ซึ่งหลักๆ สำ�คัญที่ดำ�เนินการในขั้นตอนนี้ได้แก่ การกำ�หนดงบ ประมาณ การคัดเลือกนักแสดง โดยนักแสดงหลักของ เรื่องประกอบด้วย พัน แม่พัน น้องสาวพัน หลวงตาผู้ที่ พันให้ความเคารพและวิชยั เพือ่ นสมัยเด็กทีช่ กั ชวนให้ไป ค้ายาเสพติด ทั้งนี้นักแสดงที่เลือกมารับบทสำ�คัญนี้ส่วน ใหญ่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ยกเว้น แม่พันและหลวงตาที่ เลือกนักแสดงที่มีประสบการณ์มาร่วมงานด้วย การเตรี ยมงานอีกด้านที่จำ�เป็นคือการเลือกสถานที่ซึ่งพบว่า สถานทีห่ ลักๆทีต่ อ้ งใช้ถา่ ยทำ�ภาพยนตร์เรือ่ งนีไ้ ด้แก่ เส้น ทางรถไฟ บ้านเก่าพัน ต้นโพธิ์และคุก สำ�หรับเส้นทาง รถไฟนัน้ ในบทพระราชนิพนธ์ไม่มกี ารกล่าวถึง แต่คณะผู้ ผลิตต้องการให้สมจริงที่สุดจึงปรับเปลี่ยนการส่งยาเสพ ติดให้ใช้เส้นทางรถไฟเป็นหลัก อีกฝ่ายหนึ่งที่จำ�เป็นใน การพัฒนาแบบคือ การแต่งกายและหน้าผมของนักแสดง ซึง่ ในเรือ่ งนีก้ �ำ หนดเวลาในเรือ่ งเป็นพุทธศักราช 2546 ซึง่ เป็นปีที่มีการกวาดล้างคดียาเสพติดกันมาก และเป็นปี สุดท้ายที่มีการตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า การ จัดการด้านการแต่งกายจึงต้องให้สอดคล้องกับช่วงเวลา ที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น (4) การประกอบสร้าง (Design construction) คือ การประกอบสร้างเป็นการผลิตผลงานจริง ซึ่งก็คือ การลงมือถ่ายทำ�จริงซึ่งในระหว่างการประกอบสร้างมัก มีปัญหาเกิดขึ้นในลักษณะต่างๆ ทำ�ให้ผู้สร้างสรรค์ต้อง แก้ปัญหาเหล่านี้ให้ผ่านพ้นจนประกอบสร้างงานศิลปะ ให้สำ�เร็จ สำ�หรับการประกอบสร้างภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” นั้นปัญหาหลักๆที่ผู้สร้างสรรค์เผชิญ คือ การถ่ายทำ�แข่งกับเวลาบนรถไฟที่เดินทางจากสถานี งิว้ รายไปยังชุมทางหนองปลาดุก ซึง่ จะต้องมีการวางแผน เป็นอย่างดีเพื่อให้การถ่ายทำ�เดินไปอย่างราบรื่นและทัน เวลาที่รถไฟจอดลง ณ สถานีปลายทาง ปั ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น อี ก ประการคื อ การกำ � กั บ อารมณ์ของนักแสดงซึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ทำ�ให้ต้อง มีการถ่ายซํ้าหลายรอบ การถ่ายทำ�ไม่เสร็จตามเวลาต้อง

ย้ายไปถ่ายเพิม่ ในวันต่อไป แต่ดว้ ยความรูด้ า้ นการบริหาร จัดการของผู้สร้างสรรค์สามารถย้ายไปถ่ายเพิ่มในอีกวัน หนึง่ โดยไม่กระทบต่อเวลาของการถ่ายทำ�ทีว่ างไว้ส�ำ หรับ วันถัดไป (5) การเก็บรายละเอียด (Design refinement) คือ การเก็บรายละเอียดเป็นขัน้ ตอนสำ�คัญทีท่ �ำ ให้ผลงาน ศิลปะสมบูรณ์ ภายหลังจากถ่ายทำ�ภาพยนตร์เสร็จสิ้น แล้ว การเก็บรายละเอียดของภาพยนตร์คือ การดำ�เนิน การหลังการถ่ายทำ� ได้แก่ การตัดต่อภาพและเสียง โดย ในส่วนของภาพนั้นนักศึกษาได้ดำ�เนินการเอง ส่วนเสียง ได้รบั ความอนุเคราะห์จากบริษทั ทีด่ แู ลงานด้านเสียงของ กลุม่ กันตนาได้แก่ บริษทั กันตนาซาวด์สตูดโิ อ จำ�กัดช่วย ดำ�เนินการให้จงึ ทำ�ให้งานเก็บรายละเอียดมีความสมบูรณ์ มากขึ้น (6) การนำ�เสนอผลงาน (Design presentation) คือ ผลงานศิลปกรรมย่อมมีรูปลักษณ์แตกต่างกันไปตาม สาขาวิชาและเฉพาะชิน้ งาน ซึง่ ต้องนำ�ผลงานมาเสนอให้ สาธารณชนได้ดูได้ฟัง ดังนั้นการนำ�เสนอผลงานจึงต้อง มี วิ ธี ก ารที่ เ หมาะสม สำ � หรั บ การนำ � เสนอผลงาน ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว”โครงการฯได้จัด ทำ�การเผยแพร่ผา่ นกิจกรรมและสือ่ แขนงต่างๆ ได้แก่การ เผยแพร่ภาพยนตร์ตัวอย่างขนาดสั้นความยาว ๑.๓๐ นาทีผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ Youtube และ Facebook การจัดฉายในโรงภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ ณ โรงภาพยนตร์พารากอนซีเนเพล็กซ์ สยามพารากอน โดยคณะผูด้ �ำ เนินการโครงการฯได้จดั ฉายภาพยนตร์รอบ ปฐมทัศน์และได้ทูลฯเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุ ม ารี เสด็ จ พระราชดำ � เนิ น ไปทอด พระเนตรภาพยนตร์สนั้ เฉลิมพระเกียรติเรือ่ ง “สายไปเสีย แล้ว” ณ โรงภาพยนตร์พารากอนซีเนเพล็กซ์ ศูนย์การค้า สยามพารากอน และการจัดฉายในโรงภาพยนตร์ KMM ผ่านโครงการภาพยนตร์ต่อต้านยาเสพติด (7) การประเมินผล (Design evaluation) โดย การประเมินผลควรวัดจากอย่างน้อย 3 กลุ่มคือ ผู้ร่วม งานระดับบริหาร ผู้ร่วมงานระดับปฏิบัติการ ผู้ชมผล งาน สำ�หรับการประเมินผลภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไป เสียแล้ว” ได้ทำ�การสัมภาษณ์ผู้ร่วมงานระดับบริหาร ได้แก่ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ได้แก่ อาจารย์นนทรีย์ นิมิบุตร สัมภาษณ์คณะผู้ผลิตได้แก่ นักศึกษาระดับชั้นปี ที่ 3 และ 4 ของสถาบันกันตนา และสำ�รวจความคิดเห็น

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

35


ของผู้ชมภาพยนตร์หลังจากได้รับชมภาพยนตร์สั้นทั้ง เรื่องแล้ว พบว่าในส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานมี ความพึงพอใจต่อผลงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น ส่วนความ คิ ด เห็ น ของผู้ ช มนั้ น พบว่ า กลุ่ ม ตั ว อย่ า งที่ ไ ด้ รั บ ชม ภาพยนตร์สั้นเรื่องสายไปเสียแล้วส่วนใหญ่เห็นว่า การ สร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” มีความ เหมาะสมและสมจริง ทั้ง ในด้านการนำ�เสนอเนื้อหา เทคนิคการนำ�เสนอ ฉาก อุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้า และเครือ่ งแต่งกาย ส่วนด้านเนือ้ หานัน้ กลุม่ ตัวอย่างเห็น ว่าเนื้อหาทำ�ให้ไม่คิดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทำ�ให้เห็นว่า ผู้ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ยาเสพติ ด จะมี จุ ด จบที่ ไ ม่ ดี และ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ดีมีคุณค่าต่อสังคม ซึ่ง ก็สอดคล้องกับเจตนาของผู้สร้างสรรค์ท่ีต้องการให้เห็น ถึง การสำ�นึกผิดของตัวละครหลักทีก่ ว่าจะสำ�นึกผิดก็เป็น ไปตามชื่อเรื่อง คือ สายไปเสียแล้ว กล่ า วโดยสรุ ป ปั จ จั ย ที่ ต้ อ งคำ � นึ ง ถึ ง ในการ ดัดแปลงสารผ่านสื่อในกรณีของภาพยนตร์สั้น “สายไป เสียแล้ว” มีดังนี้ (1) สาระสำ�คัญของเรือ่ ง ผูพ้ ฒ ั นาบทจะต้องอ่าน เนือ้ หาและดึงเอาสาระสำ�คัญทีต่ อ้ งการจะสือ่ กับผูช้ มออก มาให้ได้ (2) ความสมจริง ผู้พัฒนาบทต้องทำ�ให้ผู้ชม ภาพยนตร์เชือ่ ว่าเรือ่ งราวทีน่ �ำ เสนอในภาพยนตร์มคี วาม เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในความสมจริงนี้คือ การแปร จินตนาการของผู้ประพันธ์ที่ถ่ายทอดไว้ในบทประพันธ์ ดั้งเดิมออกมาเป็นภาพบนจอภาพยนตร์โดยจะต้องเก็บ ทุกประเด็นของเรื่องจากบทประพันธ์เดิมให้ครบถ้วน (3) ความเข้าใจในธรรมชาติของสื่อที่จะทำ�การ แปลงสาร สื่อแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึง ไม่สามารถยึดตามเรื่องเดิมได้ทั้งหมด ต้องมีการดัดแปลง เนือ้ หาให้สอดรับกับธรรมชาติของสือ่ ใหม่ทจี่ ะนำ�เสนอด้วย โครงการผลิตภาพยนตร์ส้ันเรื่อง “สายไปเสีย แล้ว”ทำ�ให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงหลังจากได้ เรียนรู้ทฤษฎีด้านการกำ�กับภาพยนตร์ทำ�ให้นักศึกษาได้ เข้าใจระบบการทำ�งานในกองถ่ายทำ�ภาพยนตร์ได้ดีขึ้น ซึ่งองค์ความรู้ใหม่ที่นักศึกษาได้รับจากโครงการผลิต ภาพยนตร์ครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้ (1) ประสบการณ์ในการทำ�งาน ซึ่งพบว่าการ ทำ�งานทุกครั้งย่อมมีอุปสรรคและความล้มเหลวเกิดขึ้น หากเราลดความมั่นใจในการทำ�งานลงบ้างเล็กน้อย จะ 3636

ทำ�ให้เราสามารถก้าวพ้นผ่านอุปสรรคและนำ�ความล้ม เหลวนั้นมาเป็นประสบการณ์เพื่อการทำ�งานในอนาคต (2) บทภาพยนตร์เป็นส่วนที่สำ�คัญที่สุดในการ ผลิตภาพยนตร์ หากบทไม่เสร็จสมบูรณ์ ขั้นตอนการเตรี ยมงานการถ่ายทำ�อื่นๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ และแม้จะเป็นผู้ เขียนบทภาพยนตร์ทมี่ คี วามสามารถมากเพียงใดก็ตาม ก็ จำ�เป็นที่จะต้องนำ�บทไปให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาและไม่มี ทางที่จะไม่ต้องปรับแก้เลย อาจต้องมีการปรับแก้เพื่อ ความเหมาะสมในอีกหลายร่างกว่าจะสมบูรณ์พร้อมถ่าย ทำ� ดังนั้นจึงควรมีการทำ�งานล่วงหน้าเพื่อที่จะสามารถ ควบคุมเวลาในการผลิตภาพยนตร์ได้ (3) การกำ�กับตัวเอง ผู้กำ�กับภาพยนตร์เรื่องนี้มี ความเห็นว่าสิง่ ทีย่ ากทีส่ ดุ ในการทำ�งานครัง้ นีค้ อื การกำ�กับ ตัวเอง กล่าวคือ เราจะเล่าเรื่องราวให้คนอื่นเข้าใจได้ อย่างไร จะทำ�ให้นกั แสดงเข้าใจสิง่ ทีเ่ ราต้องการสือ่ สารและ สื่อสารออกไปให้ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด (4) การดัดแปลงสารผ่านสื่อ เนื้อหาดีต้องมี ศั ก ยภาพในการแพร่ ข ยายไปยั ง สื่ อ อื่ น ๆเพื่ อ ขยาย ประสบการณ์ให้กับผู้ชม เนื้อหาที่ดีต้องมีความสามารถ ในการเล่าเรือ่ งต่อเนือ่ ง มีความหลากหลาย สามารถขยาย ดัดแปลงเป็นฉบับต่างๆได้มากมาย นักเล่าเรื่องข้ามสื่อ ต้องหาประเด็นสำ�คัญในการนำ�เสนอให้พบ เพราะแม้ว่า สื่อจะแตกต่างกันแต่เนื้อหาสาระหลักจำ�เป็นที่ต้องคงไว้ โดยอาจทำ�การปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงเนื้อหาอื่นๆที่ ไม่ใช่เนือ้ หาหลักเพือ่ ให้สอดคล้องกับปริบทและธรรมชาติ ของสื่อที่จะนำ�เสนอ (5) หลักสูตรที่ได้ศึกษามาเป็นประโยชน์ต่อ การนำ�มาปรับใช้ในการลงมือทำ�งานจริง หากจะเพิม่ เติม ควรเพิม่ เติมด้านการบริหารจัดการด้านการเงิน บัญชีและ ภาษี เ พื่ อ การดำ � เนิ น งานจั ด การงบประมาณการผลิ ต ภาพยนตร์ต่อไป อภิปรายผลการวิจัย กระบวนการดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “สายไปเสี ย แล้ ว ” เป็ น ภาพยนตร์ สั้ น สามารถนำ � มา วิเคราะห์ตามแนวทางการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ 7 ขั้นตอน ของศาสตราจารย์กิตติคุณ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ เมื่อนำ� แนวทางการวิ เ คราะห์ ขั้ น ตอนการทำ � งานศิ ล ปะเชิ ง สร้างสรรค์มาวิเคราะห์กับกระบวนการผลิตภาพยนตร์ ทั่วไปจะพบว่าสามารถเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


แนวคิดของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ การกำ�หนดแนวคิด

แนวคิดของ ศ.ปรีชา เถาทอง ความคิด

การออกแบบร่าง การพัฒนาแบบ

รูปแบบ

การประกอบสร้าง การเก็บรายละเอียด

เนื้อหาสาระ

การนำ�เสนอผลงาน การประเมินผล

ความหมาย

กระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” การศึ ก ษาประเด็ น สำ � คั ญ ของเรื่ อ ง ได้แก่ “การสำ�นึกผิด” การพัฒนาบท การเตรียมการก่อนการ ถ่ายทำ� ได้แก่ การกำ�หนดงบประมาณ การจัดหาสถานทีถ่ า่ ยทำ� การคัดเลือก นักแสดง การออกแบบเสือ้ ผ้า หน้าผม ของนักแสดง การลงมือถ่ายทำ�จริง การดำ�เนินการหลังการถ่ายทำ� ได้แก่ การตัดต่อภาพและเสียง ปฐมทั ศ น์ การจั ด ทำ � โครงการ ภาพยนตร์ต่อต้านยาเสพติด และการ ประเมินความคิดเห็นของผู้บริหาร ผู้ ปฏิบัติการและผู้ชมผลงาน

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบกระบวนการศิลปะวิจัยกับกระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “สายไปเสียแล้ว” จากตารางจะพบว่ากระบวนการทำ�งานศิลปะ เชิงสร้างสรรค์มีความคล้ายคลึงกับกระบวนการผลิต ภาพยนตร์ซงึ่ จัดได้วา่ เป็นงานศิลปะประเภทหนึง่ โดยขัน้ ตอนการพัฒนาเปรียบได้กับการกำ�หนดแนวคิดและการ ออกแบบร่างของศาสตราจารย์กติ ติคณ ุ สุรพล วิรฬุ ห์รกั ษ์ และประเด็นความคิดของศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา เถาทอง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเป็นการวางแนวคิดในการนำ� เสนอภาพยนตร์สั้นว่าจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นใดเป็นหลัก ลำ � ดั บ ต่ อ มาคื อ ขั้ น เตรี ย มการก่ อ นการผลิ ต เปรียบได้กบั การออกแบบร่างและการพัฒนาซึง่ จัดอยูใ่ น กระบวนการของการวางรูปแบบ โดยในขั้นนี้จะเป็นการ เขียนบท การกำ�หนดงบประมาณ การคัดเลือกนักแสดง การจัดหาสถานที่และการออกแบบเครื่องแต่งกายและ หน้าผม ขัน้ การถ่ายทำ�คือการประกอบสร้างและการวาง เนื้อหาสาระ ซึ่งเป็นการเริ่มลงมือถ่ายทำ�จริงและแก้ ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการถ่ายทำ� ขั้ น หลั ง การถ่ า ยทำ � คื อ การเก็ บ รายละเอี ย ด คื อ กระบวนการตัดต่อภาพและเสียง และขั้นเผยแพร่คือ การนำ�เสนอและการประเมินผล คือการนำ�ภาพยนตร์ไป จัดฉายตามช่องทางต่างๆได้แก่ โรงภาพยนตร์ สถานี

โทรทัศน์และสือ่ ออนไลน์รวมไปถึงการประเมินความรูส้ กึ ของผู้ชมหลังได้รับชมภาพยนตร์แล้ว ในด้านกระบวนการดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์ วิธกี ารทีค่ ณะผูผ้ ลิตภาพยนตร์น�ำ มาประยุกต์ใช้สอดคล้อง กับแนวคิดการดัดแปลงเรื่องเล่าข้ามสื่อของ Henry Jenkins ที่ว่าการนำ�เรื่องเล่าเดียวกันจากสื่อหนึ่งมาเล่า ซํ้าในอีกสื่อหนึ่ง ซึ่งเมื่อจะนำ�ไปเผยแพร่ในอีกสื่อหนึ่งจะ ต้องมีการตีความเพิม่ เติมและยังสอดคล้องกับแนวคิดของ จักรกฤษณ์ ดวงพัตราทีว่ า่ ผูเ้ ขียนบทจำ�เป็นต้องอ่านอย่าง ละเอียดเพื่อให้สามารถเข้าถึงหัวใจของวรรณกรรมต้น เรือ่ งให้ได้ การดัดแปลงวรรณกรรมนัน้ “หัวใจ”ของเรือ่ ง จะต้องคงไว้ให้ได้ ส่วนที่แตกต่างกันจะเป็นส่วนของราย ละเอียด เมือ่ นำ�ทัง้ สองแนวทางมาปรับใช้ในการดัดแปลง เรือ่ งเล่าข้ามสือ่ นัน้ ผูด้ ดั แปลงต้องคงหัวใจสำ�คัญของเรือ่ ง ไว้และขยายความเพิม่ เติมเพือ่ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ของสื่อใหม่ที่ต้องการนำ�เสนอ ผู้เขียนบทต้องคำ�นึงถึง เวลาที่จะนำ�เสนอให้พอเหมาะกับการดำ�เนินเรื่องและ การครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการให้ครบ โดยต้องคำ�นึงว่า ตัวละคร ฉากและบทสนทนาไม่สามารถแยกออกจากกัน

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

37


ได้ ผู้จัดทำ�บทต้องจินตนาการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความ สมบูรณ์ โดยต้องเคารพบทประพันธ์เดิม และภาพยนตร์ เน้นการนำ�เสนอด้วยภาพไม่สามารถอธิบายรายละเอียด ได้เท่าหนังสือจึงต้องมีการปรับบทสนทนาให้เหมาะแก่ การแสดง นอกจากนี้ยังมีความสอดคล้องกับแนวคิดการ ดัดแปลงเนื้อหาของ Henry Jenkins ที่ว่าการเล่าเรื่อง ข้ามสื่อต้องมีเรื่องที่ดี มีพลังและมีศักยภาพในการแพร่ ขยายไปยั ง สื่ อ อื่ น ๆได้ มี พ ลั ง ในการแชร์ แ ละผลั ก ดั น ประสบการณ์ให้ผคู้ น และเนือ้ หาทีด่ ตี อ้ งมีความสามารถ ในการเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องและมีความหลากหลาย มี ความสามารถขยายดัดแปลงเป็นฉบับอื่นๆได้มากมาย และเนื้อหาที่ดีต้องสร้างความรู้สึกอินลงไปในหัวใจและ แก่นแท้ของความรูส้ กึ นึกคิดของผูร้ บั สาร แทรกซึมเข้าไป ในกิจวัตรประจำ�วัน ให้ผู้บริโภคสามารถฝังตัวเสพเรื่อง นัน้ ได้เสมือนตัวเขาเป็นส่วนหนึง่ และเมือ่ เขาออกจากการ รับชมเรื่องนั้นแล้ว เรื่องนั้นก็ยังมีส่วนทำ�ให้เขาสามารถ ใช้ได้ในกิจวัตรประจำ�วัน ในด้านองค์ความรู้ที่ได้รับสามารถนำ�ไปใช้ใน การปรับปรุงรายวิชาสำ�หรับหลักสูตรการผลิตภาพยนตร์ ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเทคนิคการผลิตนั้นทาง สถาบั น กั น ตนามี ร ายวิ ช าในการให้ ค วามรู้ ม ากพอ สามารถเตรียมให้นักศึกษาก้าวเข้าสู่การทำ�งานได้อย่าง มืออาชีพ สิง่ ทีค่ วรเพิม่ เติมคือด้านการจัดการการเงิน การ บัญชี ภาษีและกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่กองถ่ายทุกกองจะ ต้ อ งดำ � เนิ น การให้ ถู ก ต้ อ งตามกฎ ระเบี ย บของทาง ราชการ รวมไปถึ ง ความรู้ ร อบตั ว โดยเฉพาะสภาพ เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เหล่านี้จำ�เป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญซึ่งเคยมีประสบการณ์การทำ�งาน ในกองถ่ายมาบรรยายเสริมให้นักศึกษาได้รับความรู้เพื่อ นำ�ไปประยุกต์ใช้กับการทำ�งานจริง

หย่อนโทษกับผู้กระทำ�ความผิดในข้อหานี้ (3) โรงเรี ย นควรนำ � เสนอบทเรี ย นที่ ก ระตุ้ น จิตสำ�นึกด้านยาเสพติดในทุกภาคการศึกษาโดยแทรกซึม ไปในทุกรายวิชาเพือ่ ปลูกฝังให้เยาวชนรูถ้ งึ อันตรายของยา เสพติดในทุกๆด้าน ข้อเสนอแนะสำ�หรับการวิจัยในอนาคต (1) นอกจากการศึกษาการดัดแปลงเนื้อหาสื่อ จากเรื่ อ งสั้ น เป็ น ภาพยนตร์ แ ล้ ว ควรทำ � การศึ ก ษา กระบวนการดัดแปลงสารผ่านสื่อประเภทอื่นนอกจาก ภาพยนตร์สนั้ อาทิเช่น การดัดแปลงจากละครวิทยุมาเป็น ละครโทรทั ศ น์ การดั ด แปลงจากละครโทรทั ศ น์ เ ป็ น ภาพยนตร์ การดัดแปลงเนือ้ หาจากเรือ่ งเล่าเอเชียเป็นเรือ่ ง เล่าฝั่งตะวันตก เป็นต้น (2) การวิจัยเชิงสร้างสรรค์จัดเป็นงานวิจัยแขนง หนึง่ ซึง่ สามารถสร้างองค์ความรูใ้ หม่ๆให้กบั สาขาวิชาด้าน ศิลปกรรมศาสตร์และนิเทศศาสตร์ได้ นอกจากการผลิต ภาพยนตร์แล้ว การผลิตสื่อบันเทิงแขนงอื่นๆสามารถจัด เป็นการวิจยั เชิงสร้างสรรค์ได้ โดยสามารถถ่ายทอดแนวคิด วิธปี ฏิบตั งิ าน ประสบการณ์การแก้ปญ ั หาอุปสรรคต่างๆที่ เกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงานมาให้ผู้สนใจได้รู้ และพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในเชิงแนวคิด ทฤษฎีใหม่ๆได้ ดังนัน้ งานวิจยั ในอนาคตจึงอาจทำ�การศึกษากระบวนการ สร้างสรรค์สื่อบันเทิงอื่นๆเพื่อเป็นแนวทางสำ�หรับการ ศึกษาด้านการจัดการสื่อบันเทิงต่อไปในอนาคต

ข้อเสนอแนะทั่วไป (1) รัฐบาลควรให้ความสำ�คัญกับประเด็นยาเสพ ติดให้มากโดยควรส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อบันเทิงเพื่อ กระตุน้ ให้ประชาชนตระหนักรูถ้ งึ พิษภัยของยาเสพติดและ ร่วมกันเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดไม่ให้เกิดขึ้นกับเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ (2) รัฐบาลควรกำ�หนดบทลงโทษต่อผู้ที่กระทำ� ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้หนักและไม่ควรให้มีการลด 3838

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


บรรณานุกรม

ภาษาไทย คณะศิลปกรรมการผลิตสือ่ สถาบันกันตนา.เบือ้ งหลังภาพยนตร์ “สายไปเสียแล้ว” (๒๕๕๙).[วีดทิ ศั น์].นครปฐม : สถาบันกันตนา คณะศิลปกรรมการผลิตสื่อ สถาบันกันตนา(2559). สรุปผลการดำ�เนินโครงการผลิตภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เรื่อง สายไปเสียแล้ว. นครปฐม: สถาบันกันตนา จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา (2544). แปลแปลงและแปรรูปบทละคร. กรุงเทพมหานคร:สำ�นักพิมพ์สยาม. ถิรนันท์ อนวัชศิรวิ งศ์ และคณะ (2543).นิเทศศาสตร์กบั เรือ่ งเล่าและการเล่าเรือ่ ง. กรุงเทพมหานคร:โครงการสือ่ สันติภาพ คณะ นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธาม เชื้อสถาปนศิริ. เล่าเรื่องข้ามสื่อ (Transmedia :storying telling). วารสารนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า 2(1):59-88 : มกราคม-มิถุนายน 2558. ปรีชา เถาทอง (2557). แนวทางการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์ศิลปะวิชาการ”. วารสารสมาคมนั ก วิ จั ย ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม). วิชยุตม์ ปูชิตากร (2556). สัมพันธบทข้ามสื่อและข้ามวัฒนธรรมเรื่อง “ริง”ในนวนิยาย ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์และหนังสือ การ์ตูน. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต. จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (2559).การวิจัยศิลปกรรมศาสตร์.เอกสารการประชุมวิชาการงานวิจัยนาฏกรรมแนวสร้างสรรค์. วันที่ 29 สิงหาคม 2559 ภาษาต่างประเทศ Bastian Cleeve (2006). Film production management.3rd edition. Amsterdam : Elsevier/Focal Press. ระบบออนไลน์ Henry Jenkins (2007). Transmedia Storytelling 101(online). Source:http://henryjenkins.org/2007/03/transmedia _storytelling_101.html สัมภาษณ์ ชวกร ทองเกื้อ.2560,3 พฤศจิกายน. สัมภาษณ์ นนทรีย์ นิมิบุตร. 2560,20 ตุลาคม. สัมภาษณ์. ปริยะ ศรีวาณิชรักษ์. 2560,3 ตุลาคม. สัมภาษณ์. ภัทราภา แจ้งในเมือง. 2560,1 พฤศจิกายน. สัมภาษณ์ ศิวกร รัตนโกเมนทร์. 2560,15 ตุลาคม. สัมภาษณ์. หฤทธิ์ ณ สงขลา. 2560,5 ตุลาคม. สัมภาษณ์.

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

39


ทัศนวิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณาในโรมาเนีย Visual Ethnomethodological in Romania

เวทิต ทองจันทร์ * บทคัดย่อ ทัศนวิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณาในโรมาเนีย มีจุดมุ่งหมายสำ�คัญ คือ การศึกษาวิธีคิดแบบสามัญสำ�นึกในชีวิต ประจำ�วันของชาวโรมาเนียที่ปรากฏจากการสังเกตแล้วสร้างสรรค์การสื่อความหมายจากภาพถ่าย โดยมีนักวิจัยเป็น เจ้าของผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง ซึ่งได้ข้อสรุปแนวคิดเพื่อสร้างสรรค์ คือ ประเทศโรมาเนียเป็นหน้าต่างแสดงความ เป็นยุโรปเดิม (Window to view the old Europe) แบ่งหัวข้อย่อยในการสร้างสรรค์ผลงานภาพชุด ออกเป็น 5 ชุด คือ 1. ชาวโรมาเนีย (People) 2. ลักษณะบรรยากาศของบ้านเมืองและชุมชน (Environment) 3. ศรัทธาศาสนา (Religion) 4. อาหาร (Food) 5. ความรู้สึกส่วนตัวของผู้วิจัยในฐานะผู้สร้างสรรค์งาน (What I feel) Abstract The main objective of the creative research entitled “Visual Ethnomethodological in Romania” was to study of Romanian apparent daily routine and common senses visualised through photography of the researcher as the photographer. The concept of the work were “Romania: the Window to view the old Europe” which divided to 5 photographic sets 1. Romanian People 2. Environment of the cities and communities 3. Religion Faith 4. Romanian Food 5. What I feel: the Artist expression. ที่มาและแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจที่ทำ�ให้เกิดงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์เชิงศิลปะนี้ เกิดจากการที่ผู้วิจัยได้มีโอกาสใช้ระยะเวลาระยะ หนึ่งในประเทศโรมาเนียในฐานะอาจารย์รับเชิญ (Visiting Lecturer) จึงใช้วิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณา ในการศึกษาวิจัย กลุ่มคน (ethnos) กับการใช้ชีวิตประจำ�วันของชาวโรมาเนียผ่านภาพถ่ายที่แสดงออกถึงชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมที่ มีลักษณะเฉพาะตัว โดยผู้วิจัยเป็นชาวไทยที่พำ�นักอยู่ในประเทศโรมาเนียในฐานะผู้มาเยือนจากต่างทวีป จึงใช้วิธีการ สังเกตุวิธีคิดแบบสามัญสำ�นึกในชีวิตประจำ�วัน เช่น ความเป็นอยู่ การเดินทาง อาหารการกิน กิจกรรมด้านศาสนา ประกอบกับการศึกษาความเป็นมา เรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตร์ของชาติและสังคม ผ่านทางพิพธิ ภัณฑ์ สถานทีส่ �ำ คัญ และ คำ�บอกเล่าของคนในชุมชน และบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตประจำ�วันของชาวโรมาเนียด้วยภาพถ่ายเชิงสารคดี โดยบันทึก ตามความเป็นจริงทีป่ รากฏขึน้ ของวิถชี วี ติ (Documentary Photography) เพือ่ เน้นการสือ่ ความหมายตามสามัญสำ�นึก ของการใช้ชีวิตของชาวโรมาเนีย และผู้วิจัยขอขอบพระคุณกองทุน Erasmus+ สำ�หรับการศึกษาในประเทศโรมาเนียใน ครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง วัตถุประสงค์การวิจัยและกรอบการวิจัย การศึกษาวิธีคิดแบบสามัญสำ�นึกในชีวิตประจำ�วันของชาวโรมาเนียที่ปรากฏจากการสังเกตด้วยการสื่อความ หมายจากภาพถ่าย ระหว่าง วันที่ 2-14 ต.ค.2560 ณ เมืองบูคาเรสต์ และ เมืองการาช ประเทศโรมาเนีย

* ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และหัวหน้าภาควิชาสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม 4040

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง Harold Garfinkel (1967, p10-11) ได้ให้แนว ความคิด ว่า วิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณา (Ethnomethodological) เป็นวิธีการศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มทางสังคม และวัฒนธรรมกลุม่ ใดกลุม่ หนึง่ และพรรณาถึงวัฒนธรรม ที่เป็นสามัญสำ�นึกของกลุ่มคนนั้น วิธีวิทยานี้เป็นการ ปฏิบัติการที่ผู้วิจัยแฝงตัวเข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มคนหรือ ชุมชน และค้นหาลักษณะของการดำ�เนินชีวิตของบุคคล หรือของกลุ่มบุคคลในสังคมหนึ่งๆ หรือในชุมชนหนึ่งๆ ตามโดยศึกษาวิธีการคิดที่ชี้ให้เห็นว่า (indexical expression) วิธคี ดิ แบบสามัญสำ�นึก ความเชือ่ ทัศนคติ ค่า นิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา และภาษา เป็น อย่างไร ในขณะเดียวกัน Sarah Pink ได้ให้ขอ้ เสนอแนะ ในการใช้ภาพถ่าย และเทคโนโลยีใน วิธีวิทยาชาติพันธุ์ วรรณา ไว้ว่า นักวิจัยชาติพันธ์ุวรรณาทำ�งานเหมือนช่าง ภาพ (Ethnographer as Photographer, 2007, p 68-69) ผูว้ จิ ยั จะสะท้อนภาพถ่ายทางชาติพนั ธุว์ รรณาโดย เข้าใจถึงแนวคิดนีเ้ ป็นการให้ขอ้ มูลผ่านการถ่ายภาพ และ เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างช่างภาพกับกลุม่ คนทีศ่ กึ ษา ว่ามีจดุ ยืนและหน้าทีค่ นละด้าน ช่างภาพเป็นผูบ้ นั ทึกภาพ และสะท้อนภาพออกมาให้เห็น ในขณะที่ ผู้ถูกถ่ายภาพ (photographic subjects) ก็ยงั คงตัวตนของตนเองด้วย การแสดงออกในแบบตนเอง ผู้ วิ จั ย จึ ง ใช้ แ นวคิ ด วิ ธี วิ ท ยานี้ ในการสร้ า ง กระบวนการสร้างสรรค์งาน จากวิธีคิดแบบสามัญสำ�นึก ในการใช้ชีวิตประจำ�วันของชาวโรมาเนีย และสะท้อน ออกมาภาพสื่อภาพถ่าย กระบวนการสร้างสรรค์งาน (1) ขัน้ ตอนการศึกษาข้อมูลพืน้ ฐาน ผูว้ จิ ยั ศึกษา ความเป็นมา ประวัติศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจพื้นฐานของ ประชาชนประเทศโรมาเนียจากแหล่งค้นคว้าต่าง ๆ ดังนั้ 1.1 การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารที่ เกี่ยวข้อง อาทิเช่น Ilie Zanfir (2014) ได้บันทึกรูปแบบ เรียงความเล่าเรื่อง (Essays) กล่าวถึงการพัฒนาเมือง การาช (Galati) เมืองอุตสาหกรรมริมแม่นํ้าดานูป ที่ได้ ระบุ ว่ า เมื อ งนี้ เ ป็ น จุ ด ศู น ย์ ก ลางของการค้ า และ อุตสาหกรรมของยุโรปตะวันออก ในต้นศตวรรษที่ 20 มี การพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะ แต่ได้ หยุดลงเนือ่ งจากเกิดการถูกยึดครองโดยกองทัพเยอรมัน

ในสมัยสงครามโลกครัง้ ทีห่ นึง่ หลังจากนัน้ ในปัจจุบนั ก็ยงั คงเป็นเมืองอุตสาหกรรม (ตามภาพประกอบที่ 1) และ Gruenwald และ Stanciu (2013) ได้กล่าวแนะนำ�เมือง บูคาเรสต์ ว่าเป็นศูนย์กลางของการผสมผสานศิลปะด้าน สถาปัตยกรรมในยุโรปตะวันออก ถูกเรียกขานว่า เมือง ปารีสน้อย (Little Paris) เพราะมีเอกลักษณ์ในการผสม ผสานศิลปะสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยที่ถูกจักรวรรดิออตโต มันยึดครอง (Brancovian style) จนเมือ่ ชาวโรมาเนียได้ รับอิสรภาพ จึงเกิดแนวทางศิลปะของตนเอง (Neo Romanian style) และในศตวรรษที่ 19 ก็ได้รับอิทธิพล จากฝรัง่ เศสเป็นอย่างสูงจึงมีแนวทางของ Art Nouveau (ตามภาพประกอบที่ 2) และในยุ ค คอมมิ ว นิ ส ต์ สถาปัตยกรรมต่างๆในเมืองหลวง ของประเทศโรมาเนีย ก็มลี กั ษณะเหมือนชุมชนทีอ่ าศัยในตึกแบบอุตสาหกรรม (Communist era style) ซึ่งคล้ายกับสถาปัตยกรรมใน ประเทศเกาหลีเหนือ

ภาพที่ 1 ภาพมุมสูงของเมืองการาช เมืองอุตสาหกรรมริมแม่นํ้าดานูป

ภาพที่ 2 ภาพอาคารสถาปัตยกรรมในเมืองปารีสน้อย เมืองบูคาเรสต์

1.2 การพูดคุยหาข้อมูลจากบุคคล เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าทีส่ ถานเอกอัครราชทูตไทย มัคคุเทศน์ เป็นต้น ซึง่ รวมถึงการนำ�เทีย่ วไปยังย่านชุมชน ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะ ย่านตลาด เขตอารามบ้านพระ สงฆ์ของคริสตศาสนานิกายออโธดอกซ์ และศึกษาข้อมูล

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

41


เชิงลึกจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งจะมีลักษณะการ คัดเลือกเรื่องราวเฉพาะเด่นๆ ในแต่ละช่วงเวลาของ ประวัติศาสตร์ชาติ มานำ�เสนอให้กับผู้ชม (2) สังเกตุปรากฏการณ์ ในสังคม เช่น พฤติกรรม ในชีวิตประจำ�วันของผู้คนในสถานที่ต่างๆ การอยู่ การ กิน ลักษณะการทำ�งาน การใช้เวลาว่าง การใช้ชีวิตร่วม กัน และการมีปฏิสมั พันธ์ตอ่ กันในสังคม นอกจากนัน้ แล้ว ยังมีวฒ ั นธรรมทีเ่ ป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิน่ ต่างๆ ด้วย (3) บั น ทึ ก ภาพถ่ า ยเพื่ อ บอกเล่ า เรื่ อ งราว กระบวนการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้น เป็นลักษณะขนานกัน ไปทัง้ 3 กระบวนการ (Parallel) โดยจะนำ�ข้อมูลทีไ่ ด้เพิม่ เติมในระหว่างการดำ�เนินการ มาสร้างสรรค์ภาพถ่ายเพิม่ ขึ้น เพื่อสื่อความหมายผ่านภาพถ่ายให้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ผลงาน (Photographic Equipments) อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ ผู้ วิจัยเดินทางไปยังประเทศโรมาเนียด้วยตนเองเพียงคน เดียว จึงใช้กล้องถ่ายภาพ Nikon D750 จำ�นวน 2 กล้อง เพือ่ สะดวกในการบันทึกภาพโดยไม่ตอ้ งเปลีย่ นเลนส์ โดย กล้องแต่ละตัวจะติดตั้งเลนส์ 2 ช่วงให้แตกต่างกัน คือ Nikon AFS 24-120 f/4 G และ Nikon AFS 58 mm f/1.4 G นอกจากนัน้ แล้วก็ยงั ใช้กล้องถ่ายภาพ SJ Action Camera M20 ซึ่งเป็นเลนส์มุมกว้างถึง 166 องศา ช่วย ให้ ผู้ วิ จั ย สามารถสร้ า งสรรค์ ภ าพมุ ม กว้ า งได้ เ พิ่ ม ขึ้ น นอกจากนัน้ แล้วยังใช้ขาตัง้ กล้องขนาดพกพา Manfrotto Be Free เพือ่ ช่วยในการสร้างสรรค์ภาพทีต่ อ้ งใช้ชตั เตอร์ ความเร็วตํ่า และใช้คอมพิวเตอร์ Mac Book Pro 13” Ratina ในการเก็บข้อมูล ตกแต่งภาพ และตรวจสอบผล งานภาพถ่าย และผู้วิจัย ขอขอบพระคุณ บจก.นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) ในการสนับสนุนอุปกรณ์กล้องและ เลนส์ดังกล่าวในงานวิจัยครั้งนี้ด้วย การตรวจสอบข้อมูล (ภาพถ่าย) หลังจากที่ได้สร้างสรรค์งานเสร็จแล้ว ผู้วิจัยได้ นำ�ผลงานภาพชุดที่สร้างสรรค์มานำ�เสนอในชั้นเรียน ณ มหาวิทยาลัย Danubius รวมทั้งหมด 2 ครั้ง ซึ่งมีผู้เรียน เป็นนักศึกษาชาวโรมาเนีย ตามรายละเอียด ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 10 ตุลาคม 2560 นักศึกษาชั้นปี ที่ 1 ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ รวม 4242

19 ท่าน อาจารย์ผู้สอน 1 ท่าน และ อาจารย์ผู้ประสาน งาน อีก 1 ท่าน รวมทั้งหมด 21 ท่าน และครั้งที่ 2 วันที่ 11 ตุลาคม 2560 นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาจิตวิทยา การสื่อสาร คณะนิเทศศาสตร์ รวม 24 ท่าน อาจารย์ผู้ สอน 1 ท่าน และ อาจารย์ผู้ประสานงาน อีก 1 ท่าน รวม ทั้งหมด 26 ท่าน คำ�แนะนำ�จากการนำ�เสนอ อาจารย์และนักศึกษาจากการนำ�เสนอในชั้น เรียนทั้ง 2 ครั้ง มีข้อแนะนำ�ดังต่อไปนี้ ผลงานภาพถ่าย ผูส้ ร้างสรรค์สร้างผลงานได้นา่ ประทับใจ จังหวะในการจับ ภาพได้ดี มีองค์ประกอบภาพที่ช่วยในการเล่าเรื่องได้ดี และมีความสวยงามสะดุดตา นอกจากนัน้ แล้ว ยังให้ความ เห็นอีกว่า ภาพที่นำ�เสนอเป็นภาพที่ชาวโรมาเนียพบเห็น ได้ทั่วไป ไม่นึกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนแปลกหน้า และ มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างมากต่อผู้วิจัย ผลการวิจัย ประเทศโรมาเนีย อยู่ในทวีปยุโรปตะวันออก มี ประชากรประมาณ 19 ล้านคน (ข้อมูลจาก National Institute of Statistics of Romania) ใช้โรมาเนียซึ่งมี รากศัพท์มาจากภาษาละติน ผูค้ นส่วนใหญ่นบั ถือศาสนา คริสต์นิกายออโธดอกซ์ มีเมืองหลวง คือ บูคาเรสต์ โดย มีภูมิศาสตร์ใกล้เคียง คือ เทือกเขาคาร์เพเทียน แม่นํ้า ดานูป ฮังการี เซอร์เบีย ยูเครน บัลแกเรีย เส้นเวลา (Timeline) สำ�คัญทางประวัตศิ าสตร์ ของประเทศโรมาเนีย มี ดังนี้ • ศตวรรษที่ 5 โรมันตะวันตก ล่มสลาย (กรุงโรม) • ศตวรรษที่ 14 โรมาเนียถูกจักรวรรดิออตโต มันยึดครอง (เมืองหลวง คือ กรุงคอนสแตนติโนเปิล) • ช่วง WW I และ II ถูกเยอรมัน ยึดครอง • หลังสงคราม รัสเซียจัดการให้เป็นคอมมิวนิสต์ • ปฏิวตั ใิ หญ่ ในปี 1989 และเป็นประชาธิปไตย ในปัจจุบัน ผลจากการค้นคว้าข้อมูลผ่านบุคคลต่างๆ ข้อมูล เบื้องต้น ที่เป็นข้อมูลสำ�คัญที่ชาวโรมาเนียแนะนำ�กับผู้ วิจัยในฐานะคนต่างถิ่น คือ การเข้าใจถึง “ที่มา”ของชาว โรมาเนีย 3 เรื่อง คือ ตำ�นานของโรมุลุส และ แรมุส สถาปัตยกรรมเสาทราจัน และเรือ่ งราวของมาตาฮารีสาย ลัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


เรื่องที่ 1 ตำ�นานของโรมุลุส และ แรมุส (771 ปีกอ่ นคริสตกาล) เป็นบุคคลในตำ�นานเกีย่ วกับการก่อตัง้ กรุงโรม ทั้งสองเป็นบุตรชายฝาแฝดของเรอา ซิลวิอา นักบวชหญิงพรหมจรรย์ กับมาร์ส เทพเจ้าแห่งสงคราม โรมุ ลุ ส และแรมุ ส ถู ก ทิ้ ง ไว้ ริ ม แม่ นํ้ า ไทเบอร์ ม าตั้ ง แต่ แบเบาะ และเติบโตขึ้นจากการเลี้ยงดูของหมาป่า (ตาม ภาพประกอบที่ 3) เมื่ออายุ 18 ปี โรมุลุสและแรมุสออก เดินทางจากหมูบ่ า้ นเพือ่ ไปตัง้ หมูบ่ า้ นใหม่ หมูบ่ า้ นของโร มุลุสชื่อ “โรม” หมู่บ้านของแรมุสชื่อ “รีมอเรีย” ต่อมา ทัง้ คูเ่ กิดขัดแย้งกันและได้ประลองกำ�ลังกันและแรมุสเสีย ชีวิต ส่วนโรมุลุสได้เป็นกษัตริย์องค์แรกของโรม ซึ่งเป็น ที่มาของคำ�ว่า โรมาเนีย ที่แปลว่า ชาวโรมัน

ภาพที่ 3 รูปปั้นโรมุลุส และ แรมุส ดื่มนํ้านมของหมาป่า

เรื่องที่ 2 “เสาทราจัน” (Trajan’s Column) คื อ เสาสั ญ ลั ก ษณ์ แ ห่ ง ชั ย ชนะของจั ก รพรรดิ ท ราจั น (Emperor Trajan) แห่งจักรวรรดิโรมัน (ตามภาพ ประกอบที่ 4) เป็ น สั ญ ลั ก ษณ์ แ ห่ ง เกี ย รติ ย ศ และ เครือ่ งหมายแห่งอำ�นาจอันเกรียงไกรของโรมันในอดีต โดย สร้างตามมติของสภาแห่งโรมัน (The Roman Senate) เพื่อสดุดีพระเกียรติแด่จักรพรรดิทราจัน ที่มีชัยชนะต่อ สงครามดาเชี่ยน (The Dacian wars) เมื่อปี ค.ศ.113 เมืองหลวงบูคาเรสต์ ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่เดิมที่เสา ทราจันตั้งอยู่

ภาพที่ 4 ศิลปะงานแกะสลัก ที่ใช้ประกอบรอบเสาทราจัน

เรือ่ งที่ 3 “มาตา ฮารี” (Magaretha Geetruida Zelle) แต่ ง งานกั บ รู ด อล์ ฟ แมคลาว (Rudolph MacLeod) นายทหารแห่งกองทัพอาณานิคมดัตช์เชื้อ สายสก็ อ ต ไปใช้ ชี วิ ต ร่ ว มกั น ที่ ช วา อาณานิ ค มของ ฮอลันดาสมัยนัน้ หลังแต่งงานสามี มีปญ ั หาชีวติ จากความ เจ้าชู้ของเธอ สามีจึงตอบโต้ด้วยการมั่วกับหญิงอื่น เมื่อ ทั้งคู่เดินทางกลับฮอลันดาก็ตัดสินใจแยกกันอยู่ เธอจึง เดินทางไปกรุงปารีสตามลำ�พังในปี 1905 เธอสร้างชื่อ เสียงขึน้ มาด้วยการเป็นนักเต้นระบำ�แบบตะวันออก ด้วย ชุดที่ประดับด้วยอัญมณีแพรวพราวทั่วร่าง ภายใต้ชื่อใน วงการว่า “มาตา ฮารี” (ตามภาพประกอบที่ 5) หลังจาก นัน้ เธอจึงหันไปเป็นนางบำ�เรอให้กบั ชนชัน้ สูง ทัง้ นักการ เมือง และนายทหารในหลายประเทศ ทำ�ให้ฝรั่งเศส พยายามให้เธอล้วงความลับจากนักการทูต นักการเมือง นายทหาร รวมถึงมกุฎราชกุมารวิลเฮล์มแห่งปรัสเซีย แต่ เธอถูกทูตเยอรมันหักหลัง จึงถูกรัฐบาลฝรัง่ เศสจับกุมและ สัง่ ประหารชีวติ ตำ�นานกล่าวว่า เธอเลือกทีจ่ ะเผชิญหน้า กับความตายอย่างกล้าหาญขอให้เพชฌฆาตไม่ตอ้ งปิดตา ของเธอขณะลั่นไก

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

43


จากผลของการศึกษาเชิงชาติพนั ธุว์ รรณา ผูว้ จิ ยั จึงได้บันทึกภาพสร้างสรรค์งาน โดยสะท้อนความเป็น “โรมาเนีย” ตามแรงบันดาลใจ ทีไ่ ด้มสี ว่ นร่วม ได้ขอ้ สรุป จากที่ปรากฎให้เห็นได้จากชีวิตประจำ�วัน คือ โรมาเนีย เป็นหน้าต่างแสดงความเป็นยุโรปเก่า และได้ผลงาน สร้างสรรค์ ดังต่อไปนี้ Romania : Window to view the old Europe ประเด็นที่ 1 บรรยากาศโดยรวม (Environment) มีสถาปัตยกรรมทีห่ ลากหลายแต่คงความคลาสสิค มี ก ารอนุ รั ก ษ์ อ าคารในยุ ค สงครามโลกครั้ ง ที่ 1 (ช่ ว ง ทศวรรษ 1920) เมืองเงียบสงบปราศจากความวุ่นวาย ผูค้ นให้ความสำ�คัญกับการอนุรกั ษ์สงิ่ แวดล้อม และมีนยิ ม เพลงยุคทศวรรษ 1980 (ตามภาพประกอบที่ 7-17) ภาพที่ 5 ภาพมาตาฮารีแสดงการเต้นเปลื้องผ้า

ทั้ง 3 เรื่องราวนี้ ผู้วิจัยได้แนวทางสืบค้นข้อมูล จากบุ ค คล และได้ ค้ น คว้ า จากการแสดงนิ ท รรศการ ภายในพิพธิ ภัณฑ์ระดับชาติในเมืองบูคาเรสต์ จึงได้ใช้เป็น แนวทางในการทำ�ความเข้าใจความเป็นชนชาติโรมาเนีย จากการสื่อความหมายผ่านเรื่องราวทั้ง 3 เรื่อง คือ ความ มีที่มาที่ไปตามตำ�นานของชนชาติ ประเทศแห่งนี้เป็น ศู น ย์ ก ลางของโลกมาก่ อ น และความภู มิ ใ จในยุ ค สงครามโลกครั้งที่ 1 (หลังยุควิคตอเรียน) ซึ่งเป็นความ นิยม “โลกเก่า” ของชาวโรมาเนีย ทีส่ ามารถพบได้ในสือ่ ภายในประเทศ เช่น สือ่ โทรทัศน์ ทีย่ งั คงใช้เรือ่ งราวในยุค สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นบริบทในภาพยนตร์มิวสิควีดิโอ ของเพลงพื้นเมืองในปัจจุบัน ชื่อเพลง ZI-I RUSEASCA DUPA MINE ของศิลปิน NADIA DULUMAN เล่าเรื่อง ราวการกลับมาของวีรบุรุษสงคราม และเป็นที่ชื่นชอบ ของสาวๆ หมู่บ้านในชนบท (ตามภาพประกอบที่ 6)

ภาพที่ 7 ภาพอาคารสถาปัตยกรรมยุคกลาง (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 8 ภาพโบสถ์แบบศิลปะโรมาเนส (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 6 ภาพจากมิวสิควีดีโอ เพลง ZI-I RUSEASCA DUPA MINE ของศิลปิน NADIA DULUMAN

4444

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ภาพที่ 9 ภาพอาคารในแบบ Art Nouveau ที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 15 ภาพต้นโอ๊ค (Oak Tree) ที่ถูกอนุรักษ์ไว้ใน CERNICA MONASTERY ซึ่งเป็นบ้านของพระสงฆ์นิกายออโธดอกซ์ (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 10 ภาพอาคารในแบบ Modern ในยุคคอมมิวนิสต์ (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 16 รองอธิการบดี มหาวิทยาลัย Danubius เก็บผลโอ๊ค (Acorn) ให้ลองชิม (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 11 ภาพมุมกว้างภายในร้านหนังสือ Carturesti Carusel (Carousel of Light) (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

ภาพที่ 17 ภาพหอนาฬิกาในสวนสาธารณะ แสดงถึงความเจริญของ ยุคอุตสาหกรรม และความรักในการอยู่กับธรรมชาติของผู้คน (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย) ประเด็นที่ 2 ผู้คน (People) ชาวโรมาเนีย มีจิตใจรักสงบ ให้ความเคารพต่อกฏหมาย มีระเบียบ มีความสุขกับการใช้ชวี ติ รักสัตว์ เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัข รักธรรมชาติ รักการผ่อนคลายในสวนสาธารณะ และรักเด็ก ให้ความสำ�คัญกับกิจกรรมนอกบ้านของเด็กๆ (ตามภาพ ประกอบที่ 18-53)

ภาพที่ 12-14 ภาพผู้คนบนท้องถนน แม้ในยามวิกาลก็เดินได้อย่าง ปลอดภัย หรือแม้ในยามฝนตกก็ยังมีผู้คนออกมาเดินทาง (ภาพในหมวดบรรยากาศโดยรวมของโรมาเนีย)

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

45


• ภาพที่ 18 ภาพหนุ่มสาวเดินคลอเคลีย ใจกลางเมืองหลวง (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 19 - 21 ภาพชีวิตยามบ่ายคล้อย แบบสบาย ๆ (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 22-23 ภาพคนชราเดินไปโบสถ์ อย่างกระฉับกระเฉง และภาพการสูบบุหรี่ ในที่สาธารณะ (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 24-26 ภาพพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ดอกไม้ แ ละผลไม้ เ มื อ งการาช (ภาพใน หมวดผู้คน)

4646

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ภาพที่ 27 ภาพพนักงานในร้านอาหารย่าน Old Town ภาพที่ 28 ผู้คนถูกฝึกให้มีมารยาทในการข้ามถนนเป็นอย่างดี (ภาพในหมวดผู้คน) (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 29 - 30 เดินทางท่ามกลางสาย ฝน (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 31-33 ภาพความผูกพันของผู้คน โรมาเนียกับสุนัข (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 34-36 ภาพสุนขั ในถนนสาธารณะ (ภาพในหมวดผู้คน)

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

47


• ภาพที่ 37-38 ภาพสุนขั ในถนนสาธารณะ (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 39-41 ภาพเด็กๆ ในที่สาธารณะ (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 42-43 ภาพเด็กๆ ในที่สาธารณะ (ภาพในหมวดผู้คน)

• ภาพที่ 44-46 ภาพการใช้ชีวิตบนท้อง ถนนที่ดูแปลกตาสำ�หรับผู้วิจัย (ภาพใน หมวดผู้คน)

• ภาพที่ 47-49 ภาพหนุ่มสาวเดินเล่น ท่ามกลางสายฝนอย่างสนุกสนาน (ภาพใน หมวดผู้คน)

4848

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


• ภาพที่ 50-51 ภาพผูค้ นใช้ชวี ติ ท่ามกลาง สายฝน (ภาพในหมวดผู้คน)

ภาพที่ 52 ภาพชายหนุ่มซื้อดอกไม้ (ภาพในหมวดผู้คน)

ภาพที่ 55 ภาพนักบวชหญิงในศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ (ภาพในหมวดศาสนา)

ประเด็นที่ 3 ศาสนา (Religion) มีศรัทธาใน ศาสนาสูง วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันที่มีการประกอบพิธีทาง ศาสนา เมืองจึงเงียบสงบ ร้านค้าปิดทั้งเมือง มีการ สนับสนุนศาสนาและรักษาไว้ซงึ่ วิถขี องคริสต์ออโธดอกซ์ (วิถีคริสต์โบราณ) (ตามภาพประกอบที่ 53-61)

ภาพที่ 56 ภาพโบสถ์คริสต์ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์ (ภาพในหมวดศาสนา)

ภาพที่ 53 ภาพสัญญะแสดงความหมายทางศาสนา

ภาพที่ 57 ภาพบริเวณอาราม (ภาพในหมวดศาสนา)

ภาพที่ 54 ภาพพระสงฆ์ในศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ (ภาพในหมวดศาสนา)

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

49


• ภาพที่ 58-60 ภาพโบสถ์ขนาดเล็กที่ พบเห็นได้ทั่วไป (ภาพในหมวดศาสนา)

• ภาพที่ 61-63 ภาพภายในโบสถ์คริสต์ นิกายออโธดอกซ์ (ภาพในหมวดศาสนา)

• ภาพที่ 64-66 ภาพกิจกรรมของพระสงฆ์ และผู้ดูแลวัด (ภาพในหมวดศาสนา)

• ภาพที่ 67-68 ภาพสัญลักษณ์ทางศาสนา พบเห็นได้เป็นปกติทั่วไป (ภาพในหมวด ศาสนา)

5050

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ประเด็นที่ 4 อาหาร (Food) ชาวโรมาเนียใช้ ส่วนประกอบอาหารทีม่ คี วามสด อาหารส่วนใหญ่มคี วาม เปรี้ยว ในขณะเดียวกัน เกษตรกรมีความเชี่ยวชาญด้าน การผลิตชีส นํ้าผึ้ง แฮม และเบคอน (ตามภาพประกอบ ที่ 68-77) • ภาพที่ 68 8 ภาพเคบับ (Kebab) อาหารของชาวอาหรับ อิทธิพลของ จักรวรรดิออตโตมัน (ภาพในหมวดอาหาร) • ภาพที่ 69-71 ภาพร้านขนมปังที่ตั้งอยู่ทั่ว ทุกเมือง (ภาพในหมวดอาหาร)

• ภาพที่ 72-73 ภาพเครื่องกรองนํ้าในปลาย ศตวรรษที่ 19 และภาพเณรกับผลิตภัณฑ์แยม ผลไม้ในอาราม (ภาพในหมวดอาหาร)

• ภาพที่ 74-75 ภาพสลัดและชุดอาหารเช้า ที่ เน้นความสดของส่วนผสม (ภาพในหมวด อาหาร)

• ภาพที่ 76-77 ภาพชุดอาหาร ที่เน้นความ สดของส่วนผสม (ภาพในหมวดอาหาร)

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

51


• ภาพที่ 78-79 ภาพร้านขนมปังที่ตั้งอยู่ทั่ว ทุกเมือง (ภาพในหมวดอาหาร)

ภาพที่ 80 ภาพ Polenta เครือ่ งเคียงยอดนิยมจากแป้งข้าวโพดของชาวโรมาเนีย (ภาพในหมวด อาหาร)

ประเด็นที่ 5 ความรู้สึกของผู้สร้างสรรค์งานในฐานะผู้มาเยือน (What I feel) มีความรูส้ กึ สงบ และปลอดภัย รูส้ กึ ถึงความงามสง่า (Elegant) และความภูมิใจ (Pride) ของชาวโรมาเนีย (ตามภาพประกอบที่ 80-85) • ภาพที่ 80-81 ภาพความรู้ สึ ก ของผู้ สร้างสรรค์งานในฐานะผู้มาเยือน (ภาพใน หมวดความรูส้ กึ ของผูส้ ร้างสรรค์งานในฐานะ ผู้มาเยือน)

• ภาพที่ 82-83 ภาพความรู้ สึ ก ของผู้ สร้างสรรค์งานในฐานะผู้มาเยือน (ภาพใน หมวดความรูส้ กึ ของผูส้ ร้างสรรค์งานในฐานะ ผู้มาเยือน)

• ภาพที่ 84-85 ภาพความรู้ สึ ก ของผู้ สร้างสรรค์งานในฐานะผู้มาเยือน (ภาพใน หมวดความรูส้ กึ ของผูส้ ร้างสรรค์งานในฐานะ ผู้มาเยือน)

5252

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเทศศาสตร์ การศึกษาวิธคี ดิ แบบสามัญสำ�นึกในชีวติ ประจำ� วั น ของชาวโรมาเนี ย ที่ ป รากฏจากการสั ง เกตแล้ ว สร้างสรรค์การสือ่ ความหมายจากภาพถ่าย โดยมีนกั วิจยั เป็นเจ้าของผลงานสร้างสรรค์ของตนเองในงานวิจัยเชิง สร้างสรรค์ “ทัศนวิธีวิทยาชาติพันธุ์วรรณาในโรมาเนีย” นี้ สามารถนำ�มาใช้และมีความสำ�คัญในการถ่ายภาพเชิง สารคดี ตามที่ กฤษณ์ ทองเลิศ (2554 หน้า 141) ระบุ ว่า ภาพถ่ายเชิงสารคดี เป็นภาพถ่ายที่ยืนยันความเป็น จริ ง ของปรากฏการณ์ และสามารถสื่ อ เรื่ อ งราวได้ สอดคล้องกับเนือ้ หาสารคดี มีการจัดถ่ายภาพบนพืน้ ฐาน ของความจริงเพื่อให้ภาพสวยงาม หรือสื่อความหมายได้ ชัดเจนขึ้นได้ แต่จะต้องไม่ทำ�มากไปจนบิดเบือนข้อเท็จ จริงหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การสร้างสรรค์

ด้วยวิธีคิดแบบสามัญสำ�นึกของกลุ่มคนนี้ จึงเป็นสาระ สำ�คัญในการปฏิบัติการสร้างสรรค์ภาพถ่ายเชิงสารคดี ข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำ�คัญ ดังต่อไปนี้ (1) ควรมีการศึกษาวิเคราะห์สื่อภาพถ่ายของ ช่างภาพชาวโรมาเนีย เพื่อนำ�มาเปรียบเทียบมุมมองต่อ สามัญสำ�นึกในชีวติ ประจำ�วันว่าเป็นอย่างไร มีความแตก ต่างหรือไม่ อย่างไร (2) ผลงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ชิ้นนี้ มีเพียงมุม มองในเมืองหลวง และเมืองท่า ยังขาดมุมมองของวิถี เกษตรกร และ เมืองท่องเที่ยว เนื่องจากมีเวลาน้อยเกิน ไป ทำ�ให้ขาดข้อมูล (ภาพถ่าย) ทีเ่ กีย่ วข้องกับวิถชี าวบ้าน นอกเขตเมือง เช่น เมือง Brasov และเมือง Transilvania

บรรณานุกรม

ภาษาไทย กฤษณ์ ทองเลิศ. (2554). การถ่ายภาพเชิงวารสารศาสตร์: เทคนิค แนวคิด การวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: อินทนิล. ภาษาต่างประเทศ Garfinkel, H. (1967). Studies in ETHNOMETHODOLOGY, 16th Edition. Prentice-Hall, Inc., Englewood Ciffs, New Jersey, USA. Gruenwald, I. & Stanciu.,T. (2013). Blyth, A. (Translated from Romanian). Bucharest: Illustrated Guide. Monitor Oficial. Bucharesti, Romania. Ilie, Z. (2014). Iamandi, P. (Translated from Romanian). Galati and the Danube: Danubian Essays. Axis Libri Publishing House. Galati, Romania. Pink, S. (2007). Doing Visual Ethnography, 2nd Edition. Sage Publication. California, USA. ระบบออนไลน์ สโมสรศิลปวัฒนธรรม. (2560). “มาตา ฮารี” นักระบำ�เปลื้องผ้า โสเภณี และสายลับสองหน้า (ผู้บริสุทธิ์?). เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_5515. ค้นเมื่อ [2560, มิถุนายน 8]. Duluman, N. (2017). Zi-i ruseasca dupa mine. เข้าถึงได้จาก https://youtu.be/rqA23Gx7krk. ค้นเมื่อ [2560, มิถุนายน8]. National Institute of Statistics of Romania. (2017). Population Access. เข้าถึงได้จาก http://www.insse.ro/cms/ en. ค้นเมื่อ [2560, มิถุนายน 8].

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

53


การใช้นวัตกรรมสื่อใหม่ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนายุคไทยแลนด์ 4.0

The Use of New Media Technology to Spread Buddhism in Thailand 4.0

วโรชา สุทธิรักษ์ * บทคัดย่อ พระพุทธศาสนาถือว่าเคียงคู่กับชาติไทยมาโดยตลอด มีบทบาทสำ�คัญต่อการดำ�รงชีวิตของคนไทยมาทุกยุค ทุกสมัย มีการผสมผสานกับลัทธิอื่นหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น การดำ�รงอยู่ของพระพุทธศาสนาจำ�เป็นต้องมีผู้ทำ�หน้าที่ใน การเผยแผ่หลักธรรมคำ�สัง่ สอนของพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนือ่ ง และจำ�เป็นต้องมีการเปลีย่ นแปลงให้ทนั ต่อยุคสมัยและ ปรับให้เข้ากับบริบทของสังคม การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยมีหลายวิธีการ เช่น การเทศนา การปาฐกถา การอภิปราย การโต้วาที การสนทนา การเขียนบทความ และวิธีการเผยแผ่อื่นๆ ซึ่งสำ�คัญยิ่งต่อความเจริญและความ เสื่อมของพระพุทธศาสนา เมื่อเริ่มมีเทคโนโลยีเข้ามานอกจากจะใช้วิธีการดั้งเดิมแต่โบราณ นับตั้งแต่การเข้ามาของวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ที่พระสงฆ์ได้ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีการนำ�เอาเทปคลาสเซ็ท มาบันทึก การบรรยายธรรม การสวดมนต์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็น ซีดีและเอ็มพี 3 เพราะบันทึกไฟล์เสียงได้มากขึ้น พ.ศ.2550 อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นเทคโนโลยีสื่อใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำ�คัญ และมีแนวโน้มที่จะขยายโตมากขึ้นเรื่อยๆ มีการ สร้างเว็บไซค์ขององค์การทางพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง เป็นจำ�นวนมาก ดังนั้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน ไทยจึงมีการพัฒนาและนำ�เอาสื่อใหม่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น face book Line YouTube Instagram หรือ Twister ได้รับ ความนิยมเพิม่ มากขึน้ เพราะเข้าถึงประชาชนและพุทธศาสนิกชนได้งา่ ยและกว้างขวาง ไม่จ�ำ กัดเวลาและสถานทีส่ ามารถ เข้าไปศึกษาพระธรรมได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีของสือ่ ใหม่ ต้องเป็นไปอย่างมีคณ ุ ธรรม จริยธรรมและ ไม่บิดเบือนพระธรรมคำ�สอนของพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฏก คำ�สำ�คัญ : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา / นวัตกรรมสื่อใหม่ Abstract Buddhism has been around in Thailand for a long time. It plays a crucial role in the Thai way of life as it is integrated into Thai beliefs and local culture. The retention of Buddhism partly depends on Buddhist apostles who continually preach Lord Buddha’s teaching (Dhamma) and its adaptation to social contexts in each period of time. There are many ways to spread Buddhism such as monk edification, discussion, debate, article writing, etc. This process is vital to determining whether Buddhism prospers or deteriorates. Since media technology was introduced, it has been employed by Buddhist monk in the process of spreading Buddhism along with the traditional ways. Apart from TV and radio broadcasting, Buddhist prayer and Dhamma lectures are recorded in various mediums, from cassette tapes to CDs and finally MP3s today. In 2007, Internet, the new media technology has changed the way of spreading Buddhism significantly. There is an increase in creating websites by Buddhist organizations and famous monks. Therefore the spread of Buddhism in Thailand has been * พันเอกหญิง อาจารย์ประจำ� สาขาวิชา วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต 5454

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


improved by the use of new media. For example: Facebook, Line, YouTube, Instagram and Twitter. New media became popular as it can easily reach a sizeable group of Buddhists to study Buddhism without time and space limitation. However, to use new media technology efficiently, moral and ethics have to be considered. The Buddhist Dhamma must not be distorted from Tripitaka. Keywords: spread Buddhism / new media technology บทนำ� ประเทศไทยมี ป ระวั ติ ศ าสตร์ ม ายาวนาน มี สถาบันทีอ่ ยูค่ บู่ า้ นคูเ่ มือง 3 สถาบันหลัก คือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะ สถาบั น ศาสนาชาวไทยส่ ว นใหญ่ ร้ อ ยละ 95 นั บ ถื อ พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นศาสนาประจำ� ชาติ และเคียงคู่อยู่กับชาติไทยมาโดยตลอด พระพุทธ ศาสนาจึงได้เข้ามามีบทบาทที่สำ�คัญยิ่งในการดำ�รงชีวิต ของคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ได้มกี ารผสมผสานจากลัทธิ อืน่ หรือวัฒนธรรมท้องถิน่ อย่างกลมกลืน การดำ�รงอยูซ่ งึ่ พระพุทธศาสนาจำ�เป็นต้องมีผู้ที่ทำ�หน้าที่ในการเผยแผ่ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างต่อเนื่อง และจำ�เป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุค สมัยที่เปลี่ยนแปลงและ ปรับตัวเองให้เข้ากับบริบทของ สังคม หลักคำ�สอนสำ�คัญของพระพุทธศาสนา เน้น เรือ่ งของการพันทุกข์ สอนให้รจู้ กั ทุกข์และสอนให้รวู้ ธิ กี าร ดั บ ทุ ก ข์ ใ ห้ พั น จากอวิ ช ชา (ความไม่ รู้ ค วามจริ ง ใน ธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้แก่ อริยสัจ 4 หรือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ซึ่งเป็นสัจธรรมอันจริง แท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติ สัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎ แห่งกรรม ได้แก่ไตรลักษณ์ (หลักอภิปรัชญาของพระพุทธ ศาสนา) แล้วเลือกใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะ กับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความไม่ ประมาทในชีวิตให้มีความสุข (ด้วยการสั่งสมบุญบารมี) ลักษณะสภาพพืน้ ฐานธรรมชาติทเี่ ป็นสากลหนึง่ อันได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป) ทุกขัง

(ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก) และอนัตตา (ความความ ไม่มีแก่น สาระ ให้ถือเอาเป็นตัวตนของเราและของ ใคร ๆ ได้อย่างพระพุทธแท้จริง) หลักการเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อ ให้การดำ�เนินงานเผยแผ่หลักธรรมคำ�สัง่ สอนในพระพุทธ ศาสนาแพร่หลายออกไปทุกสารทิศ มีผู้เลื่อมใสศรัทธา เคารพน้ อ มนำ � เอาหลั ก ธรรมในพระพุ ท ธศาสนาไป ประพฤติปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงแยกวิเคราะห์ผู้รับสาร ตามสติปัญญา ซึ่งต่างไปจากหลักการสื่อสารของนัก วิชาการตะวันตกทีว่ เิ คราะห์ผรู้ บั สารตามหลักพืน้ ฐานง่าย ๆ เช่น ลักษณะทางกายภาพ จิตใจ เช่น หลักทฤษฎีความ แตกต่างระหว่างบุคคล ที่ให้ข้อคิดว่าบุคคลมีความแตก ต่างในด้าน บุคลิกภาพ สภาพจิตวิทยา ทัศนคติ ค่านิยม ความเชือ่ ถือ แตกต่างกัน เนือ่ งจากมีการเรียนรูจ้ ากสภาพ แวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่สำ�หรับพระพุทธองค์ทรงแบ่ง บุ ค คลที่ จ ะสั่ ง สอน ตามระดั บ ปั ญ ญา ซึ่ ง ลึ ก ซึ้ ง กว่ า พระองค์จะแสดงธรรม ตามความเหมาะสมของบุคคล ทรงมองเห็นว่าบุคคลมีความสามารถทางปัญญาแตกต่าง กัน 4 ระดับ หรือที่คนุ้ เคยว่า “ บัว 4 เหล่า คือผูม้ ปี ัญญา สามารถทีจ่ ะบรรลุตามได้ จนถึงผูท้ ยี่ ังมีกเิ ลสหนาคือไม่ สามารถสั่งสอนได้ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนานัน้ มีวตั ถุประสงค์ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มี 5 ประการด้วยกัน ได้แก่ (1) เพื่อให้ประชาชนรู้จักพระพุทธศาสนาตามวัยของตน (2) เพือ่ ปลูกฝังศีลธรรมและวัฒนธรรมของประชาชน (3) เพือ่ ให้ประชาชนจงดำ�เนินชีวติ ตามหลักพระพุทธศาสนา (4) เพื่อให้ประชาชนจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระ มหากษัตริย์ และ (5) เพื่อความมั่นคงและก้าวหน้าของ พระพุทธศาสนา การจะให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคงวัฒนา ถาวรสืบต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น ก็คือการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาโดยพระภิกษุสงฆ์ และจำ�เป็นจะต้องมีการดำ�เนิน การ คือ มีการกำ�หนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายในการ เผยแผ่ กำ�หนดตัวบุคคลและวิธีการ รวมถึงการใช้งบ ประมาณ อีกทัง้ มีการเชือ่ มโยงระหว่างสถาบันศาสนาและ องค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ทั้งที่เป็นภาครัฐและภาค เอกชน ทำ�ให้การสื่อสารเพื่อการเผยแผ่และพัฒนามีการ เชื่อมโยงและขยายออกไปได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

55


การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทย การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยใน ปัจจุบนั มีหลายวิธกี าร เช่น การเทศนา การปาฐกถา การ อภิปราย การโต้วาที การสาธิต การสนทนา การเขียน บทความ วิธีการเผยแผ่อื่นๆอีกมาก ถือว่ามีความสำ�คัญ อย่ า งยิ่ ง ต่ อ ความเจริ ญ และความเสื่ อ มของพระพุ ท ธ ศาสนา ดังนัน้ พระสงฆ์ผเู้ ป็นนักเผยแผ่ ย่อมต้องตระหนัก ถึงบทบาทหน้าทีห่ ลัก จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา คือ การนำ�ธรรมะไปสู่ประชาชนที่เป็น พุทธบริษัท เพื่อให้เขาเหล่านั้นปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ อันก่อให้เกิดความสงบสุขแก่ตนเองและแก่สังคมโดย ทั่วไป พระสงฆ์ผู้ทำ�หน้าที่ดังกล่าวนี้เรียกว่า “พระนัก เทศน์, พระนักเผยแผ่, พระธรรมจาริก พระสงฆ์ผเู้ ป็นนัก เผยแผ่ ต้องตระหนักถึงบทบาทหน้าที่หลัก ต้องศึกษาให้ เข้าใจถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ รูปแบบ และวิ ธี ก ารเทศนาต้ อ งมี ก ารประยุ ก ต์ ป รั บ เปลี่ ย นให้ เหมาะสมกับยุคสมัยเพื่อให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นไปได้อย่างสะดวกและเป็นที่ยอมรับของประชาชน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยโบราณและ สมัยปัจจุบนั มีวธิ กี ารทีแ่ ตกต่างกัน ในสมัยเมือ่ พระพุทธเจ้า ทรงมีพระชนม์อยู่ ตัง้ แต่ส�ำ เร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้เลือกบุคคลทีค่ วรจะสัง่ สอนให้รโู้ ดยใช้วธิ เี ทศนาสัง่ สอน ดังที่ปรากฏในธรรมจักรกัปปวัตนสูตร พระพุทธ องค์ได้ทรงเลือกปัจจวัคคี ในการเทศนาสั่งสอนเป็นกลุ่ม แรก เพราะทรงเห็นว่าปัจจวัคคีเป็นผูท้ มี่ พี นื้ ความรูเ้ ดิมใน การปฏิบัติอยู่แล้ว และในครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรง พระชนม์อยูโ่ ดยสวนใหญ่แล้วการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือการเทศนาธรรมวินยั ข้อประพฤติและข้อปฏิบตั ใิ ห้ถงึ ความดับทุกข์ โดยใช้การสอนแบบเล่านิทานบ้าง เปรียบ เทียบบ้าง ถามตอบบ้าง เป็นต้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน แล้ว บรรดาพระสาวกที่ได้สดับพระธรรมคำ�สั่งสอนของ พระพุทธเจ้าครั้งเมื่อพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์อยู่ก็ได้ ท่องจำ�ไว้ ได้นำ�คำ�สั่งสอนเหล่านั้นมันสั่งสอนสืบทอด ต่อๆกันมาโดยวิธีการเทศนาเป็นวิธีการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาแบบดั่งเดิม จนกระทั้งถึงปัจจุบันก็ยังใช้วิธีการ เทศนาและการบรรยายธรรมอยู่ อีกอย่างในสมัยโบราณ ศูนย์การเรียนรู้ คือวัดและพระราชวังในการเรียนการสอน วิธกี ารสอนแบบโบราณคือการท่องจำ�พระธรรมวินยั และ แบบทดสอบความจำ�คือการสอบปากเปล่า และได้มกี าร 5656

พัฒนามาเป็นการเขียนอย่างปัจจุบันนี้ การพัฒนารูปแบบการเผยแผ่ธรรมะด้วยรูป แบบการเทศนาและการบรรยายธรรม เน้นวิธกี ารแนะให้ ทำ�นำ�ให้ดู มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติโดยใช้เสียงเป็นสื่อ นำ� เพื่อสร้างความสนใจแก่คนฟัง ด้วยการใช้เสียงเพื่อ การเทศนาธรรมและการบรรยายธรรมแก่ประชาชน ตาม ความถนั ด ของพระสงฆ์ แ ต่ ล ะรู ป มี ก ารเทศนาแบบ ธรรมวัตร อ่านตามคัมภีร์ เทศนาแบบปฏิภาณ หรือ สังเกตดูเหตุการณ์เฉพาะทีเ่ กิดขึน้ ในขณะนัน้ แสดงพระ ธรรมเทศนาหรือการบรรยายธรรมแค่พทุ ธศาสนิกชน ทัง้ ที่เป็นงานโครงการธรรมะสัญจรและการเทศนาผ่านงาน ประเพณี อาทิ เนื่องวันสำ�คัญทางศาสนา งานศพ งาน อบรมอื่น ๆ เป็นต้น เมื่อเริ่มมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาการเผยแผ่ พระพุทธศาสนานอกจากจะใช้วธิ กี ารแบบดัง้ เดิมทีอ่ ยูใ่ น วัด เริ่มมีการใช้ช่องทางการติดต่อสื่อแบบเพิ่มมากขึ้น วิทยุกระจายเสียงเป็นเครื่องมือแรกๆ ที่วัดและพระสงฆ์ ใช้เป็นแหล่งเผยแผ่ธรรมไปสูพ่ ทุ ธศาสนิกชนและกลุม่ คน ต่างๆ ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2498 ได้เริม่ มีการจัดตัง้ สถานีวทิ ยุ โทรทัศน์เกิดขึน้ ในประเทศไทย พระสงฆ์สว่ นหนึง่ ได้ใช้สอื่ วิทยุโทรทัศน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยมีการ บรรยายธรรม สนทนาธรรมผ่านรายการธรรมทางสถานี โทรทัศน์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 การเข้ามาของเทปคาส เซ็ท (Compact Cassette) นอกจากทำ�ให้ตลาดธุรกิจ เพลงไทยไม่ว่าจะเป็นเพลงลูกทุ่งหรือเพลงไทยสากล ขยายตัวแล้ว ทีน่ า่ สนใจก็คอื ได้มกี ารเผยแพร่ธรรมะผ่าน เทปคาสเซ็ท ที่โดดเด่นมากก็คือ การบันทึก คำ�บรรยาย ธรรมของท่านพทุธทาสภิกขุ ปี พ.ศ.2530 การเข้ามาของซีดีและเอ็มพีสาม ได้มีการผลิตไฟลเ์สียงการบรรยายธรรม บทสวดมนต์ ประวัติเกจิอาจารย์ และอื่นๆ แจกแบ่งปันในรูปลักษณ์ ของซีดี(CD) และเอ็มพีสาม (MP3) ที่มาแทนเทปคลาส เซ็ทมากขึ้น ในระยะแรกเป็นการผลิตซั้าเสียงเทศนาธร รมเก่าๆ ที่เคยได้รับการบันทึกไว้ ต่อมาได้รับความนิยม มากขึ้น ทั้งพระสงฆ์ วัด และองค์กรทางพระพุทธศาสนา ต่างๆ ได้ผลิตการบรรยายธรรม นิทานชาดก ประวัตสิ ถาน ที่สำ�คัญทางพุทธศาสนา และอื่น ๆบันทึกลงในซีดี หรือ เอ็มพีสาม นับเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เข้าถึง พุทธศาสนิกชนโดยเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก หลังจากที่ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมแห่ง

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 40 ได้ก�ำ หนด ให้ ค ลื่ น ความถี่ ใช้ ใ นการส่ ง วิ ท ยุ ก ระจายเสี ย ง วิ ท ยุ โทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสาร ของชาติเพือ่ ประโยชน์สาธารณะ ให้มอี งค์กรของรัฐทีเ่ ป็น อิ ส ระทำ � หน้ า ที่ จั ด สรรคลื่ น ความถี่ แ ละกำ � กั บ ดู แ ล ประกอบกิ จ การวิ ท ยุ ก ระจายเสี ย งวิ ท ยุ โ ทรทั ศ น์ ก าร ดำ�เนินการดังกล่าวคำ�นึงถึงประโยชน์สงู สุดของประชาชน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทำ�ให้มีวิทยุชุมชน เพื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมาย โดยวัดหรือองค์กร ทางพระพุทธศาสนามากกว่า 300 สถานี ใช้สื่อวิทยุชุม ชมในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่เนื่องจากขาดการ สนั บ สนุ น และมี ก ารแข่ ง ขั น กั น อย่ า งรุ น แรง รวมทั้ ง ระเบียบข้อบังคับต่างๆของ กสทช.ทำ�ให้ต้องปิดตัวลง เหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง นอกจากวิทยุชุมชนเพื่อพระพุทธศาสนาที่มี มากมายแล้วยังมีสถานีโทรทัศน์เพือ่ พระพุทธศาสนาเกิด ขึ้นเป็นจำ�นวนมากเช่นกัน ที่ผ่านมาบางสถานีก็ต้องล้ม เลิกไปเพราะประสบปัญหาด้านการเงินเช่นเดียวกับวิทยุ ชุมชนเพื่อพระพุทธศาสนา คงเหลืออยู่ไม่กี่สถานี เช่น “สถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” ตั้ง อยู่ที่ วัด ยานนาวา มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The World Buddhist Television of Thailand (WBTV) เป็นต้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็น เทคโนโลยีที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสำ�คัญ คือ การเกิด ขึ้นของพื้นที่เก็บไฟล์ขนาดมหาศาล และสามารถเข้าถึง ได้จากทัว่ โลก สิง่ ทีเ่ คยอยูใ่ นเทป วิดโี อ สามารถแปลงเป็น ไฟล์ ดิ จิ ทั ล และเปิดโอกาสให้มีก ารดาวน์โ หลด เช่น สำ�นักสงฆ์ป่าสามแยกของพระเกษม อาจิณศีโล เผยแผ่ คลิปในยูทปู (YouTube) คลิปของวัดพระธรรมกาย พระ มหาวุฒชิ ัย (ว.วชิรเมธี) ที่ใช้ทวิสเตอร ์และเฟซบุ๊กในการ เผยแผ่ เป็นการปรับตัวของวงการสงฆ์ในการเผยแผ่ธรรม และเกิดการสร้างช่องทางการเข้าถึงใหม่ ๆ เมื่อโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีของสื่อสมัยใหม่ เข้ามาแทนที่ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ย่อมมีการ เปลีย่ นช่องทางการเผยแผ่เช่นกัน โดยหันไปใช้สอื่ ใหม่กนั มากขึ้น

ความหมายของสื่อใหม่ สื่อใหม่ (New Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่ เกิดขึน้ ใหม่ เกิดจากการหลอมรวมเทคโนโลยีการสือ่ สาร ภายใต้พัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสาร และภาษา ระบบตัวเลข (Digital Language) กล่าวคือ เทคโนโลยี การ สื่อสาร 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) เทคโนโลยีด้านการพิมพ์ (Printing Technology) (2) เทคโนโลยีการแพร่ภาพและ กระจายเสียง (Broadcast Technology) (3)เทคโนโลยี สื่ อ สารโทรคมนาคมและ คอมพิวเตอร์ (Information and Communication Technology) เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ โปรแกรม CHAT: MSN, ICQ, Perch, Skype รวมถึง เครือข่าย สังคม (Social Media Network) เช่น Hi5, Facebook, Multiply, Twitter , Camfrog, Web board, Website, นักข่าวมือถือ “โมโจ” (Mobile Journalist), MMS, SMS (ไม่เกิน 70ตัวอักษร), E-Magazine, E-book, Blog, นัก ข่าว พลเมือง (Citizen Reporter), นอกจากนี้ยังมีคำ� ศัพท์ที่เกี่ยวข้องได้แก่ สื่อออนไลน์ (Online Media) หมายถึง สื่อที่ เป็นสื่อทางเลือก สื่อเสริม หรือสื่อใหม่ เข้าถึงได้ตลอด เวลา โต้ตอบกับผู้รับสารได้ในทันที จัดเก็บสารสนเทศไว้ ได้โดยง่าย เช่น เครือข่ายอินทราเน็ต (Intranet) เอ็กซ์ ทราเน็ต (Extranet) บริการส่งข้อความสัน้ (SMS) บริการ ส่งข้อความสือ่ ผสม (MMS) เน้นความสดใหม่ของข่าว เน้น ข่าวเชิงลึก (ข่าวเชิงสืบสวน) เน้นความมีส่วนร่วมของผู้ อ่านผ่านกระดานข่าว (web board) เน้นส่วนร่วมโดย สร้างพื้นที่ส่วนตัว หรือ Blog เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป ได้เข้ามามีสว่ นร่วมในการรายงานข่าวทีเ่ ผยแพร่ผา่ นทาง เว็บไซต์ สื่อดิจิทัล (DigitalMedia) หมายถึง สื่อที่อาศัย ระบบคอมพิวเตอร์เป็นช่องทางในการสื่อสาร ซึ่งอยู่ใน ภาวะหลั ง สมั ย ใหม่ (Post Modernity) ซึ่ ง มี ค วาม แปรปรวนในระบบ คุ ณ ค่ า วิ ธี คิ ด และรสนิ ย ม ที่ มี อินเตอร์เน็ตเป็นสำ�คัญ เป็นสือ่ ทีถ่ กู พัฒนาโดยเทคโนโลยี ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆเข้ามา เกีย่ วข้องทีเ่ น้นความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์เป็นหลัก แต่ด้วยความรวดเร็วจึงทำ�ให้มัน เป็นสื่อที่มีความฉาบฉวย ขาด ความละเอียดรอบคอบ ขาดการกลั่นกรองและรวมถึงความน่าเชื่อถือลดลงไป

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

57


ด้วย การเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ ไปสู่ยุคดิจิทัลหลอม รวม สื่อจึงต้องมีการปรับตัวไปตามเทคโนโลยี ผู้รับสาร และช่องทางการรับสาร สื่อใหม่ เป็นสื่อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีจากระบบอนาล็อก หรือสื่อดั้งเดิม มาเป็น ระบบดิจิทัล ทำ�หน้าที่ส่งสารได้หลายอย่างรวมกัน คือ ภาพ เสียง และข้อความไปพร้อมกัน เข่นInternet Website E-Book E-mail เป็นต้น และสามารถตอบสนอง ความต้องการข้อมลข่าวสารได้อย่างอิสระมากขึ้น สือ่ ดิจทิ ลั สมัยใหม่มลี กั ษณะเนือ้ หาทีไ่ ม่ผกู ติดกับ อุ ป กรณ์ ที่ ใช้ แต่ ผู้ ใช้ ส ามารถเข้ า ถึ ง เนื้ อ หานั้ น ได้ จ าก อุปกรณ์หลากหลาย เข่น อ่านหนังสือจากอินเตอร์เน็ต ดู ภาพยนตร์ แ ละรายการโทรทั ศ น์ ร วมทั้ ง เชื่ อ มต่ อ อินเตอร์เน็ต ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์ ซึง่ คุณสมปติในข้อนีเ้ ป็น ผลมาจากการหลอมรวมของสื่อ (Media Convergence) เนื่องจากความก้าวหน้า ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และ การสื่ อ สารโทรคมนาคม ทำ � ให้ เ กิ ด การผสมผสาน กลมกลืนหรือการหลอมรวมกันของสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่ สามารถแบ่งแยกความแตกต่างของสื่อเล่นนั้นได้การ หลอมรวมของ ทำ�ให้เกิดบริการใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยี ดัง กล่าวอย่างมากมาย ข้อมูลที่ส่งผ่านสื่อดิจิทัล สมัยใหม่ มีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และข้อวาม ซึ่งถูกบีบ อัดไว้ใช้พนื้ ทีใ่ นการเก็บข้อมูลน้อย จึงสามารถ เก็บเนือ้ หา และข้อมูลไว้โนอุปกรณ์ทมี่ ขี นาดเล็ก เข่นโทรศัพท์สมาร์ท โฟน และทรัมไดรฟขนาดเล็ก การเข้าถึงข้อมูล ของสื่อ ทำ�ได้ง่ายและรวดเร็ว ผูร้ บั สารในยุคหลังโพสโมเดิรน์ มักใช้ชวี ติ อยูก่ บั หน้าจอเป็นหลัก ทัง้ ในการทำ�งานและในด้านการ ใช้ชวี ติ ปล่อยตัวตนให้อยู่ในโลกโซเชียลมากกว่าชีวิตจริง อย่าง เช่นโปรแกรมทีเ่ ช้าถึงโลกโซเชียลทีม่ บี ทบาท มากในยุคนี้ เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์และอินสตราแกรม ที่แสดง ให้เห็นถึงการสร้างตัวตนใหม่ ภาพลักษณ์ใหม่ หรือแม้แต่ การหลบลี้ตัวเองออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง เข้าสู โลกของภาพลวงตา ที่คิดไปว่าเป็นจริง ผู้รับสาร ในยุคนี้ มักมีการให้ความสำ�คัญกับอารมณ์ความรู้สึกและภาพ ลักษณ์ของตนเองมากเป็นพิเศษ รายงานผลการสำ�รวจพฤติกรรมผูใ้ ช้อนิ เทอร์เน็ต ในประเทศไทย ปี 2560 พบว่า Gen Y และ Z ครองกลุ่ม ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุด โดยที่ Gen Y ยังคงครองแชมป์ 5858

คนที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต 7 ชั่วโมง 12 นาทีต่อวัน ทั้งวัน ทำ�งานและวันหยุด ในขณะที่กลุ่ม Gen Z และ Gen X ก็ จะลดหลั่นลงมา ส่วนกลุ่ม Baby Boomer นั้นแม้ว่าจะ เป็นกลุ่มที่ใช้น้อยที่สุดแต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่ไม่ได้ “น้อย” เพราะมีการใช้ค่าเฉลี่ยที่ 4 ชั่วโมง 54 ต่อวัน สำ�หรับวัน ทำ�งาน และ 4 ชั่วโมง 12 นาทีต่อวัน สำ�หรับวันหยุด ส่วนกิจกรรมที่คนทำ�บนออนไลน์ก็ยังคงเป็น Social Media เป็นหลัก รองลงมาคือการดูทวี ี ดูหนัง ฟัง เพลงออนไลน์ (ซึ่ ง ก็ ส อดคล้ อ งกั บ ตั ว เลขการใช้ ง าน Facebook / LINE / YouTube ในประเทศไทยที่มีการ ใช้เยอะมากใน 3 Platform นี้) ความน่าสนใจคือคนไทยมีแนวโน้มจะใช้อนิ เตอร์เน็ตมาก ขึ้นเรื่อยๆ โดยจากรายงานระบุว่า 61.1% บอกว่ามีการ ใช้อนิ เตอร์เน็ตเพิม่ ขึน้ จากเดิม ในขณะทีม่ เี พียง 8.1% ที่ บอกว่าใช้งานลดลง Thailand Zocial Awards 2018 เปิดข้อมูล Social Media ในไทย พบมีการส่งข้อความกันมากถึง 3.6 พันล้านข้อความ โดย Twitter เป็นแพลตฟอร์มที่มี การเติบโตทีน่ า่ จับตามากทีส่ ดุ ขณะที่ Facebook นัน้ ถูก นำ�ไปใช้ในด้าน Social Commerce มากขึน้ โดยปัจจุบนั ผู้ใช้ Social Media ไทยอยู่บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดังนี้ Facebook 49 ล้านคน เติบโตขึ้น 4% (อันดับ 8 ของ โลก) เวลาที่มีการเข้าใช้สูงสุดคือ 18.00–23.00น. Instagram 13.6 ล้านคน เติบโตขึน้ 24% (อันดับ 14 ของโลก) ผูใ้ ช้งานส่วนใหญ่อยูใ่ นกรุงเทพฯ (6.5 ล้านคน) ส่วนเวลา ที่ใช้งานสูงสุดคือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เนื่องจาก มีการ ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ และคาดว่าผู้ที่ใช้ Face Book จะ อยู่ในเกณฑ์อายุ 50 ขึ้นไปมากขึ้น มีการโพสต์ Twitter 12 ล้านคน เติบโตขึน้ 33% (มี Active User 5.7 ล้านคน) เวลาที่ใช้งานสูงสุดอยู่ ระหว่าง 20.00 – 01.00 น. สำ�หรับการใช้ LINE มีจำ�นวน 41 ล้ า นคน มี ก ารเติ บ โตของของผู้ ใช้ อ ยู่ ใ น New Generation คือกลุ่ม Baby Boomers, Gen X มากขึ้น ยุคการสื่อสารโดยโทรคมนาคมและดิจิตอลการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ในปัจจุบนั โลกได้กา้ วเข้าสูย่ คุ สังคมข้อมูลข่าวสาร อย่างแท้จริง ทำ�ให้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้บริโภค เปลีย่ นแปลงไปอย่างสิน้ เชิง ส่งผลให้การดำ�เนินทางธุรกิจ และสังคมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความก้าวหน้าทางด้าน

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทำ�ให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่ง อำ�นวยความสะดวกสบายต่อการดำ�ชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยี ได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำ�รงชีวิตได้ เป็นอย่างดี พัฒนาการของเทคโนโลยีท�ำ ให้ชวี ติ ความเป็น อยู่เปลี่ยนไปมาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้ เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำ�ให้ การสือ่ สารด้วยข้อความและภาษาเพิม่ ขึน้ มาก เทคโนโลยี พัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียง ทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อ ประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และ คอมพิวเตอร์ท�ำ ให้มกี ารใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสาร มากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสือ่ ต่าง ๆ ทีใ่ ช้ในการกระจายข่าวสาร มีการแพร่ภาพ ทางโทรทัศน์ผา่ นดาวเทียมเพือ่ รายงานเหตุการณ์สด เห็น ได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาท ของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนา อุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ที่ ก้ า วหน้ า ทำ � ให้ เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลงเข้ า สู่ ยุ ค สั ง คม สารสนเทศ ชีวิตความเป็นอยู่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร จำ�นวนมาก การสือ่ สารโทรคมนาคมกระจายทัว่ ถึง ทำ�ให้ ข่าวสารแพร่กระจ่ายไปอย่างรวดเร็ว สังคมในปัจจุบนั เป็น สั ง คมไร้ พ รมแดนเพราะเรื่ อ งราวของประเทศหนึ่ ง สามารถกระจายแพร่ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้อย่าง รวดเร็ว หลังจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางวิทยุ และโทรทัศน์ได้รบั ความนิยม จนกระทัง่ มีการจัดตัง้ สถานี วิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาและสถานีโทรทัศน์พระพุทธ ศาสนาเป็นจำ�นวนมาก และเมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ได้กลายเป็นเทคโนโลยีทไี่ ด้รบั ความนิยมและสะดวกทีส่ ดุ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆในทวีปเอเชียทีม่ กี ารนำ� อินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ ประมาณปี พ.ศ. 2530 จากนั้น เป็นต้นมาการใช้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ใน ประเทศไทยได้รบั ความนิยมอย่างสูงและมีความต้องการ ใช้งานเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทั้งปริมาณผู้ใช้และปริมาณอัตรา การรับส่งข้อมูลที่มีปริมาณมากขึ้นทุกวัน ในยุคแรกๆ คณะสงฆ์ไทยยังไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการนำ�เอาพระไตรปิฎก บันทึกลงแผ่นซีดีรอม ครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2531

มหาวิทยาลัยมหิดลโดยศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัย มหิดล ได้จัดทำ�พระไตรปิฎกฉบับซีดีรอมขึ้นเนื่องในวัน วิสาขบูชา ในโครงการพระไตรปิฎกฉบับภาษาลีจำ�นวน 45 เล่ม และได้พัฒนาโปรแกรมสืบค้นพระไตรปิฎก จน กระทัง่ ปีพทุ ธศักราช 2540 จึงได้จดั ทำ�พระไตรปิฎกฉบับ ภาษาไทย และยังได้มีการพัฒนาอีกตามลำ�ดับ ประกอบ ด้วยพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษาไทย 45 เล่ม พระ ไตรปิฎกฉบับบาลีอักษรไทย 45 เล่ม พระไตรปิฎกฉบับ บาลีอักษรโรมัน 45 เล่ม อรรถกถาและคัมภีร์อื่น ๆ พระ ไตรปิฎกฉบับบาลีอกั ษรไทย 70 เล่ม อรรถกถาและคัมภีร์ อื่น ๆ พระไตรปิฎกฉบับบาลีอักษรโรมัน 70 เล่ม และ พระไตรปิฎกภาษาเทวนาครีและสิงหล ปัจจุบันมี การนำ � เอาพระไตรปิ ฎ กเผยแผ่ ท างอิ น เตอร์ เ น็ ต เป็ น จำ�นวนมาก มีทั้งฉบับภาษาไทย ภาษาบาลี และภาษา อังกฤษเป็นต้น คนรุน่ ใหม่สามารถศึกษาพระพุทธศาสนา ผ่านสือ่ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ทกุ โอกาสทีต่ อ้ งการ โดย ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ด้านคณะสงฆ์มีหลายองค์กรได้นำ�เอาหลักธรรม ของพระพุทธศาสนา ข่าวสารขององค์กรและข่าวสารทาง ศาสนาเผยแผ่ทางอินเทอร์เน็ต ในส่วนขององค์กรนัน้ เริม่ ต้นทีอ่ งค์กรทางด้านการศึกษาคือมหาวิทยาลัยมหามกุฎ ราชวิทยาลัยได้สร้างเว็บไซต์ภายใต้โดเมนเนมว่า mbu. ac.th และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ มีเว็บไซต์ภายใต้โดเมนเนมว่า mcu.ac.th เมื่อมีเว็บไซต์เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงทำ�ให้ องค์กรทางศาสนา วัด สถาบันองค์กรอิสระต่างๆได้สร้าง เว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนา เช่น วัดป่าบ้านตาดประมาณปีพทุ ธศักราช 2544 จากนั้นก็มีวัดและองค์กรทางศาสนาใช้วิธีการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาทางอินเทอร์เน็ตหลายแห่งโดยผ่านทาง เว็บไซต์ จากข้อมูลของสำ�นักงานพระพุทธศาสนาแห่ง ชาติได้ระบุเว็บไซต์ของวัดต่าง ๆ ไว้คือ เว็บไซต์วัดใน ประเทศไทยมีจำ�นวน 47 เว็บไซต์ เว็บไซต์วัดไทยในต่าง ประเทศมีจ�ำ นวน 32 เว็บไซต์ เว็บไซต์องค์กรทางศาสนา มีจ�ำ นวน 21 เว็บไซต์ เว็บไซต์ความรูท้ างศาสนามีจ�ำ นวน 29 เว็บไซต์ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ วัดท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุและ วัดปา กนํ้า ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เป็นต้น เว็บไซต์วัดไทยในต่างประเทศ เช่น วัดพรหม คุณาราม ประเทศสหรัฐอเมริกา วัดไทยลอสแองเจลิส

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

59


ประเทศสหรัฐอเมริกา วัดป่าสันติธรรม ประเทศอังกฤษ วัดพุทธปิยวราราม ประเทศเยอรมนี และ วัดศรีนคริ นทรวราราม ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น เว็บไซต์ขององค์กรทางศาสนา เช่น มหาเถร สมาคม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) มหาวิ ท ยาลั ย มหาจุ ฬ าลงกรณราชวิ ท ยาลั ย (มจร.) องค์ การพุ ท ธศาสนิก สัมพันธ์แห่ง โลก ศูนย์พิทักษ์ พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และ ยุวพุทธิกสมาคม แห่งประเทศไทยฯ เป็นต้น เว็บไซต์ท่ีให้ความรู้ทางศาสนา เช่น พุทธทาส ศึกษา หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถร บ้านพระดอทคอม . ธรรมะเดลิเวอรี่ Buddhism Today เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อกับพระพุทธ ศาสนา ที่ไม่ได้จัดเข้าในทำ�เนียบของสำ�นักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ แยกตามประเภทดังนี้ เว็บไซต์ธรรมะ จำ�นวน 227 เว็บไซต์ เว็บไซต์ประวัติพระพุทธศาสนา จำ�นวน 17 เว็บไซต์ เว็บไซต์วันสำ�คัญทางพระพุทธ ศาสนาจำ�นวน 3 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับพระบรม สารีริกธาตุ พระเจดีย์จำ�นวน 10 เว็บไซต์ เว็บไซต์ พระพุ ท ธรู ป จำ � นวน 22 เว็ บ ไซต์ เว็ บ ไซต์ เรื่ อ งราว พระพุทธประวัติจำ�นวน 13 เว็บไซต์ เว็บไซต์พระสาวก จำ�นวน 30 เว็บไซต์ เว็บไซต์พระสงฆ์ไทยจำ�นวน 32 เว็บไซต์ เว็บไซต์ทางด้านการศึกษาศาสนาจำ�นวน 43 เว็บไซต์ เว็บไซต์องค์กร และหน่วยงานศาสนาจำ�นวน 40 เว็บไซต์ เว็บไซต์วัดและสถานที่ปฏิบัติธรรมจำ�นวน 392 เว็บไซต์ เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมจำ�นวน 36 เว็บไซต์ เว็บไซต์พระไตรปิฎก จำ�นวน 13 เว็บไซต์หนังสือ ธรรมะจำ�นวน 9 เว็บไซต์ เว็บไซต์สุภาษิตจำ�นวน 8 เว็บไซต์ เว็บไซต์คติธรรม และคำ�กลอนจำ�นวน 11 เว็บไซต์ ซีดธี รรมะจำ�นวน 3 เว็บไซต์ เว็บไซต์เสียงสวดมนต์ mp3 จำ�นวน 7 เว็บไซต์ เว็บไซต์นทิ านธรรมะ จำ�นวน 9 เว็บไซต์ เว็บไซต์รปู ภาพจำ�นวน 35 เว็บไซต์ เว็บไซต์บอร์ดสนทนา ธรรมจำ�นวน 9 เว็บไซต์ เว็บไซต์บทสวดมนต์จำ�นวน 11 เว็บไซต์ เว็บไซต์เสียงแสดงธรรม mp3 จำ�นวน 21 เว็บไซต์ เว็บไซต์ศาสนพิธีจำ�นวน 8 เว็บไซต์ เว็บไซต์ ศาสนาพุทธ(อังกฤษ)จำ�นวน 12 เว็บไซต์ เว็บไซต์ค�ำ ศัพท์ จำ�นวน 6 เว็บไซต์ และเว็บไซต์ทั่วไปจำ�นวน 45 เว็บไซต์ พระสงฆ์ไทยในปัจจุบันใช้ประโยชน์จากระบบ อินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ มากขึ้น จากการ รวบรวม เว็บไซต์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ปี 2556 6060

พบว่ามีเว็บไซต์มากถึง 1,246 เว็บไซต์ รูปแบบในการนำ� เสนอของแต่ละเว็บไซต์ก็มีความหลากหลาย วิธีการนำ� เสนอก็มีความแตกต่างกัน ประสิทธิผลเบื้องต้นสำ�รวจ จากจำ�นวนคนทีเ่ ข้ามาดูเว็บไซต์กม็ ปี ริมาณทีแ่ ตกต่างกัน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากอดีตถึงปัจจุบัน ได้รับการพัฒนาให้ทันกับยุคสมัย จากยุคแรกที่ใช้วิธีมุข ปาฐะ (การบอกเล่าต่อ ๆ กันมาโดยมิได้เขียนเป็นลาย ลักษณ์อักษร) ต่อมาใช้วิธีจารึกลงบนผนังถ้ำ� จารึกลงใบ ลาน พิมพ์เป็นหนังสือ เผยแผ่ทางสถานีวทิ ยุกระจายเสียง และทางสถานีโทรทัศน์ พอมาถึงปัจจุบันก็มีการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาโดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดย เฉพาะอินเทอร์เน็ตผ่านทางเว็บไซต์โดยวัดองค์กรและ สถาบันสงฆ์ได้เปิดเว็บไซต์ในนามของวัดหรือองค์กร นอกจากนัน้ ยังมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านทางเครือ ข่ายทางสังคมอื่นๆอีกเป็นจำ�นวนมาก การเกิดขึ้นของเฟสบุ๊ค และโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำ�ให้ แต่ละคนสามารถแสดงออกความคิดเห็นได้อย่างกว้าง ขวาง เฟสบุค๊ Line YouTube กลายเป็นพืน้ ที่ ในการนำ� เสนอธรรมะของเหล่าพระสงฆ์ที่มีขื่อเสียง เช่น พระไพศาล วิสาโล พระนักวิชาการ นักคิดนักเขียน พระพุทธศาสนารุ่นใหม่ เป็นนักปฏิบัติธรรม บรรยาย ธรรมออกมาทางสื่อมากมาย ได้ทำ� Facebook Page เปิดให้โยมเข้ามาตั้ง “ปุจฉา” แล้วท่านจะ “วิสัชชนา” ตอบคำ�ถามธรรมเป็นระยะๆ พร้อมกับทำ� micro-content นำ�เสนอมุมมองทางพุทธศาสนาของท่านเอง รวม ถึงนำ�ธรรมะของพระเถระผู้ใหญ่มาแชร์ด้วย ที่ http:// www.visalo.org/ โดยมีการบูรณาการกันระหว่าง Content ในเว็บไซต์นี้กับ Facebook ของท่านอย่าง กลมกลืน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ที่รู้จักในนามปากกา ว.วชิรเมธี เป็นพระนักวิชาการ นักคิดนักเขียน และนัก บรรยายธรรมในปัจจุบัน ได้น้อมนำ�เอาคำ�สอนของพระ ศาสดามานำ�เสนอให้คนทัว่ ไปเข้าใจได้งา่ ย ในFace book พระครูปลัดกวีวัฒน์ ธีรวิทย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิ วาส ได้ใช้ Face book ในการไลฟ์สดถ่ายทอดกิจกรรม สำ�คัญทางพุทธศาสนา เช่น พิธเี วียนเทียนในวันวิสาขบูชา การโต้วาทีจากตำ�นานนักพูดของเมืองไทย ญัตติ “ศีล ธรรม สำ�คัญกว่า กฎหมาย” เป็นต้น พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เป็นพระรุ่นใหม่ที่ เทศนาได้ตลกโดนใจคนทั่วไป แนวทางการพูดตลกนั้น

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


‘เข้าถึง’ คนจำ�นวนมากได้ดี เป็นพระเทศน์สนุกผูท้ สี่ นใจ ติดตามธรรมของท่าน ตามไปดูได้ตาม YouTube หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช พระนักปฎิบัติ สอนดูจิต ติดตามไปได้ที่ http://www.dhamma.com/ มีการผลิต Content เอาไว้หลากหลาย format ทั้งวิดีโอ เสียง ปฏิทนิ ธรรม ทัง้ หมดเป็นงานสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สนับสนุนโดยมูลนิธสิ อื่ ธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในเว็บมีการแปลไว้หลายภาษา อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส ฯลฯ จากผลการวิจัย เรื่องรูปแบบการสื่อสารด้าน พระพุทธศาสนาสู่คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยยุคปัจจุบัน พบว่าพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารด้านพระพุทธศาสนา ของคนรุ่ น ใหม่ ได้ ใช้ โ ทรศั พ ท์ มื อ ถื อ เป็ น เครื่ อ งมื อ อิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้สื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์บ่อย ที่สุด รองลงมาได้แก่ โน๊ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต ตามลำ�ดับ การเปิดรับข่าวสารด้านพระพุทธศาสนาพบ ว่ า คนส่ ว นใหญ่ มี ค วามถี่ ใ นการเปิ ด รั บ ข่ า วสารด้ า น พระพุทธศาสนามีความถี่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยใช้เวลา ในการรับฟังผ่านสังคมออนไลน์ครั้งละไม่เกิน 30 นาที โปรแกรมการสื่อสารสังคมออนไลน์ที่ใช้เปิดรับข่าวสาร ด้านพระพุทธศาสนามากที่สุดคือ Facebook รองลงมา คือ You Tube และ Instagram รูปแบบการสือ่ สารด้าน พระพุทธศาสนาสู่คนรุ่นใหม่ พบว่าควรใช้เฟรสบุ๊คเป็น ช่องทางการสื่อสารและนำ�เสนอด้วยภาพวีดีโอ สำ�หรับ ด้านเนือ้ หาทีต่ อ้ งการเปิดรับคือข่าวสารเกีย่ วกับพระพุทธ ศาสนาทีใ่ ช้ภาษาไม่เป็นทางการเป็นหลัก และการติดตาม จะยึดตัวบุคคล ส่วนรูปแบบในการนำ�เสนอต้องน่าสนใจ มีการจัดเรียงเนื้อหาจากง่ายไปยาก เข้าใจง่าย การคัด ประเด็นด้านพระพุทธศาสนา ต้องสอดคล้องกับความ ต้องการและวิถีชีวิตประจำ�วัน และการสื่อสารออนไลน์ จะสำ�เร็จต้องทำ�งานเป็นกลุ่ม ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 นับเป็นก ระแสที่ได้รับการกล่าวถึง และวิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ อย่างมากมาย เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของรัฐบาล ที่จะ ขับเคลือ่ นประเทศไทยไปสูเ่ ป้าหมาย “มัน่ คง มัง่ คัง่ ยัง่ ยืน” โดยเฉพาะอย่างยิง่ นโยบายทีจ่ ะเปลีย่ นเศรษฐกิจแบบเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ในแง่มุมของ พระพุทธศาสนาในฐานะสถาบันหลักหนึ่งในสังคมไทย ที่ ได้เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาสังคมไทย ก็จะพบว่า ใน อดีตพระพุทธศาสนาประสบความสำ�เร็จในการสร้างความ

อยู่ดีมีสุขให้กับสังคมไทย จนคนไทยมีลักษณะนิสัยที่เด่น ชัด คือ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบสนุกและชอบทำ�บุญ ซึง่ นับเป็นความวิเศษอย่างหนึง่ ของวัฒนธรรมไทย ทีส่ ามา รถบูรณาการความสนุกกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนาใน เรื่องบุญเข้าด้วยกัน ดังปรากฏในประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นงานบวชนาค งานแต่งงาน งานวันสงกรานต์ เป็นต้น เมื่อสังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการ พัฒนาประเทศ โดยมุง่ การพัฒนาทีเ่ น้นวัตถุตามแบบอย่าง ตะวันตก พระพุทธศาสนาก็เริม่ สูญเสียบทบาททีม่ ตี อ่ การ พัฒนาประเทศอย่างที่เคยเป็นมา เนื่องจากสังคมไทยไป รับวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทยเริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะ การรับเอาความเจริญก้าวหน้าแบบตะวันตกเข้ามา สมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ได้ วิเคราะห์ไว้ว่า การที่สังคมไทยได้รับเอาความเจริญแบบ ตะวันตกเข้ามา ทำ�ให้สังคมไทยรับเอาความเจริญตาม แบบอย่างตะวันตกอย่างเต็มที่ แต่การรับเอาวัฒนธรรม ดังกล่าวนัน้ ไม่สอดคล้องกับภูมหิ ลังของสังคมไทย ซึง่ เป็น วัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม และมีความเป็นอยู่ที่สะดวก สบายอยูแ่ ล้ว กลับเสพติดความสบายจากวัฒนธรรมตะวัน ตกมากยิง่ ขึน้ และกลายเป็นคนมักง่ายมากยิง่ ขึน้ โดยขาด พื้ น ฐานของวั ฒ นธรรมวิ ท ยาศาสตร์ แ ละวั ฒ นธรรม อุตสาหกรรมทีเ่ ป็นวัฒนธรรมแห่งการใฝ่รแู้ ละสูส้ งิ่ ยาก สิง่ ที่ต้องดำ�เนินการด่วน ก็คือ จะต้องสร้างคนไทยให้มี วั ฒ นธรรมของความใฝ่ รู้ สู้ สิ่ ง ยากขึ้ น มาเพื่ อ พั ฒ นา ประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยการสร้างจิตใจของนัก ผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมา สิ่งที่สังคมไทยจะต้อง ดำ�เนินการอีกประการหนึง่ ก็คอื การรักษาวัฒนธรรมแห่ง เมตตาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ได้แก่ การรักษาความมีนํ้าใจ ความรัก ความปรารถนาดี การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือ กันต่างๆ ตลอดจนการนับถือกันเป็นพี่น้อง เป็นต้น อัน เป็นพื้นเพภูมิหลังของสังคมไทยมาแต่เดิม การพั ฒ นาสั ง คมไทยที่ จ ะก้ า วไปสู่ ก ารเป็ น “ประเทศไทย 4.0” เพือ่ พัฒนาประเทศให้มศี กั ยภาพเพือ่ ก้าวไปสู่การแข่งขันกับนานาชาติ หรือการที่จะก้าวไปสู่ การเป็นผู้นำ�ในเวทีโลก จึงจำ�เป็นที่จะต้องนำ�เอาหลัก ธรรมและแนวคิดทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ อย่าง น้อยก็จะต้องปรับเปลีย่ นวัฒนธรรมใหม่ โดยหันมาเน้นใน การสร้ า งวั ฒ นธรรมแห่ ง ความใฝ่ รู้ แ ละสู้ สิ่ ง ที่ ย าก ซึ่ ง วัฒนธรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ด้วยการศึกษาหรือ พัฒนาคนให้มีคุณภาพและศักยภาพนั่นเอง

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

61


สรุป พระพุทธศาสนามีอายุยืนยาวมาได้หลายพันปี แสดงถึงว่ามีการสืบทอด การสอน เผยแผ่ หรือการสือ่ สาร คำ�สอนของพระพุทธศาสนาไปยังพุทธศาสนิกชน ด้วยวิธี การท่องจำ�แบบดัง้ เดิม จนมาถึงการใช้เทคโนโลยีสารเทศ อินเทอร์เน็ต เครือข่ายสังคมออนไลน์ในยุคนี้ เพื่อช่วย เผยแผ่ พระธรรมของพระพุทธศาสนาในโลกยุคปัจจุบัน การสื่อสารมีการพัฒนาไปถึงระดับเครือข่ายทั่วโลก (Internet) การส่งข้อมูลไป ทัว่ โลกอย่างไร้พรมแดน แต่การ เผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องอาศัยสื่อทางสารสนเทศโดย เฉพาะทาง เอกสาร หนังสือต่างๆ ยังจำ�เป็น ต้องใช้เป็น หลัก เพราะให้ประโยชน์ แบบประโยชน์สูง ประหยัดสุด ทั้ ง ยั ง เป็ น หลั ก ฐานเก็ บ รั ก ษาไว้ ไ ด้ ใ นระยะเวลานาน เหมาะแก่ผู้ศึกษา และสะดวกในการผลิต การเผยแผ่ได้ อย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น การนำ�เทคโนโลยีของสือ่ ใหม่มาใช้เป็นเครือ่ งมือ นี้ให้เกิดประโยชน์ในการเผยแผ่ พุทธศาสนา เพราะหาก จะใช้วิธีการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเดิมอาจเข้าไม่ถึง สังคมยุคใหม่หรือคน รุ่นใหม่ก็เป็นได้ เพราะสังคมสมัย ปัจจุบนั ประชาชนไม่คอ่ ยมีเวลาไปปฏิบตั ธิ รรม ฟังเทศน์ หรือ ศึกษาพระธรรมคำ�สอนที่วัดเหมือนสมัยอดีตที่ผ่าน มา การเผยแผ่พระธรรมคำ�สอนผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตและ สือ่ ออนไลน์ตา่ งๆ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึง่ ทีส่ ามารถทำ�ให้ เข้าถึงประชาชนได้ง่ายและกว้างขวางมากที่สุด ไม่จำ�กัด เวลา และสถานที่ ผู้ใช้อยู่ที่ไหนเวลาใดก็สามารถที่จะ เข้าไปศึกษาพระธรรมคำ�สอนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ที่ทำ�งาน ที่บ้าน หรืออยู่ในต่างประเทศก็ตาม แต่การใช้ เทคโนโลยี ส ารสนเทศดั ง กล่ า ว ต้ อ งเป็ น ไปอย่ า งมี คุณธรรม จริยธรรม รวมทัง้ ไม่เป็นการบิดเบือนพระธรรม คำ�สอนของพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎก การใช้วิธีการแบบสื่อสมัยใหม่ประยุกต์พุทธวิธี การในการเผยแผ่ให้เป็นการเผยแผ่แบบเชิงรุก คือ การ เข้าใจและเข้าถึงด้วยการใช้ส่ือออนไลน์ที่ทันสมัย การ เผยแผ่ที่ประยุกต์เข้ากับสังคมที่มีความหลากหลายแตก ต่ า งกั น ได้ หลั ก คำ � สอนก็ ต้ อ งสามารถเปลี่ ย นไปตาม สถานการณ์ โดยไม่ยดึ ติดกับรูปแบบเดิม แต่ตอ้ งประยุกต์ ให้เหมาะกับสถานการณ์ทเี่ กิดขึน้ การเผยแผ่ค�ำ สอนผ่าน สือ่ สังคมออนไลน์มรี ะบบเครือข่ายของคณะสงฆ์ไทยและ จะกลายเป็นเครือข่ายสังคมพระพุทธศาสนาออนไลน์ สามารถศึกษาได้ทุกหนทุกแห่งและตลอด เวลาเป็นรูป 6262

แบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโลกปัจจุบันให้มั่นคง เจริญรุ่งเรือง ข้อเสนอแนะ พุทธศาสนากำ�ลังเผชิญกับการท้าทายในยุคของ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร เป็นยุคทีเ่ ทคโนโลยี ได้เชื่อมโยงให้โลกสามารถเชื่อมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ มนุษยชาติสามารถเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่าง รวดเร็ว สำ�หรับพระพุทธศาสนานัน้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารได้ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ ต่อพระพุทธศาสนา ผลกระทบด้านบวก เช่น การเผย แพร่พระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวางทั่วโลก ผูค้ นสามารถเข้าถึงพระธรรม คำ�สอนผ่านทางเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารได้โดยสะดวก ทุกที ทุกเวลา ในขณะเดี ย วกั น ก็ ส่ ง ผลกระทบด้ า นลบ เช่ น การใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เผยแพร่คำ�สอน ของพระพุทธศาสนาที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสม การดูหมิ่น พระพุทธศาสนาโดยกลุม่ คนต่างศาสนา สิง่ ทีค่ วรให้ความ สำ�คัญและไม่มองข้ามคือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศดัง กล่าวต้องเป็นไปอย่างมีคุณธรรมจริยธรรมไม่ละเมิด ลิ ข สิ ท ธิ์ ซ อฟต์ แวร์ แ ละเนื้ อ หาที่ มี ลิ ข สิ ท ธิ์ รวมทั้ ง ไม่ เป็นการบิดเบือนพระธรรมคำ�สอนของพระพุทธศาสนา ตามพระไตรปิฏก (1) ควรมีการฝึกอบรมแก่พระสงฆ์สามเณรและ ผู้ที่สนใจโดยทั่วไปเกี่ยวกับการใช้สื่อใหม่ เพื่อเผยแผ่ พระพุทธศาสนา โดยมีการกำ�หนดแนวปฏิบัติในการใช้ สือ่ ใหม่ ทีเ่ หมาะสมถูกต้องตามพระธรรมวินยั สำ�หรับพระ สงฆ์สามเณร รวมทั้งควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ วัด สำ�นักสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่มีความ พร้อม จัดตัง้ เป็นศูนย์การเรียนรูด้ า้ นการผลิตสือ่ ใหม่เพือ่ เผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธ ศาสนาผ่านระบบ e-Learning (2) พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ธรรมะ และมีรูปแบบการนำ�เสนอที่น่าสนใจ ใช้ภาษาที่ เข้าใจง่าย สำ�หรับแท็บเล็ตและโทรศัพท์เคลือ่ นที่ เผยแพร่ ในทุกระดับชั้นการศึกษาและประชาชนทั่วไปที่มีความ สนใจ (3) สนับสนุนให้วัดต่างๆทั่วประเทศมีเว็บไซต์ ของวัด เพื่อเป็นการสื่อสารสองทางกับประชาชนซึ่งจะ ช่วยส่งเสริมให้คนมีความใกล้ชิดธรรมะมากขึ้น

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(4) ควรมีองค์กรและผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำ�หน้าที่ กำ�หนดมาตรฐานและตรวจสอบเนื้อหาของธรรมะที่ถูก ต้องตามพระไตรปิฎก เผยแพร่ในสื่อใหม่ (5) สนับสนุนให้มีการแปลหนังสือธรรมะเป็น ภาษาต่างประเทศ เผยแพร่ในรูปแบบ e-Book เพื่อให้ผู้ ทีส่ นใจโดยเฉพาะชาวต่างประเทศสามารถเข้ามาศึกษาได้

การนำ�เทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้มาใช้เผยแผ่ ธรรมะหรือเป็นสื่อในการนำ�สารที่ดีไปสู่ประชาชนก็จะ ตรงกับประสงค์ของพระพุทธองค์ในการส่งพระธรรมทูต ชุดแรกออกไปประกาศศาสนา ทัง้ นีเ้ พือ่ ความวัฒนาถาวร ของพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไป

บรรณานุกรม

ภาษาไทย พระครูวนิ ยั ธรจักรี ศรีจารุเมธีญาณ (2560) บทบาทพระสงฆ์ไทยในสังคมยุคโลกาภิวตั น์. กรุงเทพฯ :วารสารสันติศกึ ษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 พระมหาธนิต สิริวฒฺฑโน รูปแบบและกระบวนการสื่อสารพุทธธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของพระสงฆ์ในสังคมไทย.เชียงใหม่ :วารสารวิจัยราชภัฎเชียงใหม่ประจำ�ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 เมษายน-ธันวาคม 2558 พระครูโฆษิตสังฆพิทักษ์ (ประเวท ถาฐาน) ความสำ�คัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทยในฐานะเป็นศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ :วารสารวิชาการธรรมทรรศน์ปที ี่ 17 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) วสิฐพัชร์ วาฤทธิ์ และคณะ(2557) รูปแบบการสื่อสารด้านพุทธศาสนาสู่คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยยุค ปัจจุบัน .กรุงเทพ ฯ: สำ�นักงานเลขาธิการวุฒิสภา ระบบออนไลน์ 18 ก.ค.55 ,การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอดีต แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยโบราณ.สืบค้นจาก : ruepanya. muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id. [24เม.ย.61] โกศล อนุสิม ( 1 ตุลาคม 2555). นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1).สืบค้นจาก:https:// www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000120406 [ 25 เม.ย.61] ตราชัง่ แห่งความดี [นามแฝง] (4กันยายน 2560) .มส. แนะบัณฑิตศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 ต้องผลิตสือ่ มวลชนของสงฆ์ สืบค้น จาก: siampublic.com/religious/2541/religion-graduate-school-thailand-4-0 [ 25 เม.ย.61] ส่วนข่าวและรายการภูมิภาค สำ�นักประชาสัมพันธ์เขต ๘ กาญจนบุรี ( 25 ม.ค. 56).หลักคำ�สอนสำ�คัญของพระพุทธศาสนา. สืบค้นจากewt.prd.go.th/ewt/region8/ewt_news.php?nid=2269&filename=news_r6 [ 27 เม.ย.61] ธนภณ สมหวัง . สำ�นักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม (16 พ.ค. 2560).พระพุทธศาสนากับการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 สืบค้นจาก : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641259 (2 [ 25 เม.ย.61] ประเภทของสื่อ สืบค้นจาก www.medialiteracy-th.com/2018/02/12/ [ 24 เม.ย.61] พีร์ พงศ์พพิ ฒ ั นพันธุ์ (10 ธันวาคม 2560โลก). 4.0 กับความเป็นรัฐพุทธของไทย สืบค้นจาก: https://siamrath.co.th/n/27778 [ 28 เม.ย.61] หลักคำ�สอนสำ�คัญของพระพุทธศาสนา.สืบค้นจาก:ewt.prd.go.th/ewt/region8/ewt_news.php?nid=2269&filename =news_r6[ 19 พ.ค.61] อุษณีย์ ศรีสวัสดิ.์ ความพึงพอใจและการใช้ประโยชน์แอปพลิเคชันไลน์เพือ่ การศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ที่ กำ�ลังศึกษาในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย สืบค้นจาก : mct. rmutp.ac.th/jmct/wp-content/uploads/2017/05/Issue1-2_page14-21.pdf [ 28 เม.ย.61] .

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

63


เทคโนโลยีวีเออาร์กับการสื่อสารที่เปลี่ยนไป กรณีศึกษาฟุตบอลโลก ครั้งที่ 21 (รัสเซีย 2018) ดิษฐา จำ�ปาแขก * บทคัดย่อ บทความนี้น�ำ เสนอมุมมองเทคโนโลยีสมัยใหม่ VAR ทีน่ ำ�มาใช้กับวงการฟุตบอลส่งผลต่อปริบทการสือ่ สาร รวม ถึงพฤติกรรมของแฟนฟุตบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 21 เทคโนโลยีใหม่ได้ถูกนำ�ไปทดลองใช้ในการแข่งขัน ฟุตบอลหลายรายการ ก่อนที่จะนำ�มาใช้อย่างเต็มรูปแบบในฟุตบอลโลกครั้งนี้ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อนในวงการฟุตบอล เทคโนโลยีเอื้อต่อผู้ตัดสิน ลดข้อผิดพลาดในการทำ�หน้าที่ต่างจากอดีตที่ผ่านมา สามารถหยุดเกมการแข่งขันได้ หากไม่แน่ใจในคำ�ตัดสิน เรียกดูภาพช้าประกอบการตัดสิน และสามารถกลับคำ�ตัดสินทำ�ให้การตัดสินมีความชัดเจน รวม ถึงแฟนฟุตบอลพอใจกับผลการแข่งขันที่เกิดขึ้น เทคโนโลยีให้ความสะดวกกับผู้ตัดสิน แต่ก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันกีฬาฟุตบอลตั้งแต่อดีต ความต่อเนื่องของ เกมกีฬาที่หายไป รวมถึงความรู้สึกของนักกีฬา ซึ่งผู้วิจัยพบว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในการที่จะพัฒนา เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ควบคู่กับการแข่งขันฟุตบอลทุกระดับ หรือ ควรจะยุติเนื่องจากทำ�ให้เสน่ห์ และความต่อเนื่องของ เกมกีฬาฟุตบอลนั้นขาดหายไป Abstract This article presenting a view on modern technology VAR applied to football affect the communication include the behavior of football fan in the 21st World Cup. This new technology has been tested in many football matches. Before the full use of this World Cup, a new phenomenon never happened before in football. Technology conducive to the referee. Reduce mistakes in acting different from the past. Can stop the game if the uncertainty in the verdict. Browse for slower images. And can return the verdict, making the decision is clear. Football fans are satisfied with the result. Technology provides convenience to the referee. It has changed the form of football since the past. Continuation of the lost sport game. Including the feeling of the players. The researcher found that. There is no conclusion in developing this technology, coupled with the football competition at all levels, or should stop because of the moment. And the continuation of the football game is missing. หากจะเอ่ยถึงกีฬายอดนิยม กีฬาฟุตบอลได้รับความสนใจมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ จะเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อ เห็นทีมชาติไทยลงทำ�การแข่งขัน แฟนบอลคนไทยทั้งประเทศมักจะให้ความสนใจเสมอ ไม่ว่าจะลงทำ�การแข่งขันภายใน

* หัวหน้าสาขาวิชาการสื่อสารสื่อใหม่ คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 6464

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ประเทศ หรือ ไปแข่งขันยังต่างแดน นอกจากทีมชาติไทย จะเป็นที่ได้รับความสนใจแล้ว ทีมฟุตบอลจากสโมสร ฟุตบอลภายในประเทศ ที่ลงทำ�การแข่งขันในรายการ ฟุตบอล โตโยต้าไทยลีก 2018 ก็ได้รับความนิยมจะเห็น ได้จาก การมีแฟนคลับของแต่ละสโมสร การติดตามเชียร์ ทีมรักของตนเอง ตลอดจนทำ�ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ของท้องถิน่ นัน้ ๆ ซึง่ มีรากฐานมาจากการเชียร์ฟตุ บอลใน ท้องถิ่น คนไทยไม่ได้ให้ความสำ�คัญและสนใจเฉพาะ กีฬาฟุตบอลภายในประเทศเท่านั้น ยังให้ความสนใจ ฟุตบอลรายการต่างๆของต่างประเทศอีกด้วย จะเห็นได้ จาก การถ่ายทอดสดฟุตบอลต่างประเทศ เช่น พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ , ลาลีกา สเปน , บุนเดส ลีกา เยอรมัน และ อื่นๆ ผ่านทางสื่อสารมวลชนในช่องทางต่างๆให้กับผู้รับ สาร หรือ คนดูได้ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน (Live) เหมือนคนดูในสนามจากต่างประเทศ ฟุตบอลโลกนั้นถือเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ได้รับ ความนิยมทั่วโลก คนดูในประเทศไทยให้ความสนใจใน เกมการแข่งขันจำ�นวนมาก แม้ทมี ชาติไทยไม่เคยเข้าร่วม การแข่งขันในรอบสุดท้ายก็ตามที ในอดีตที่ผ่าน ลิ ข สิ ท ธิ์ ใ นการเผยแพร่ ผ่ า นสื่ อ มี ข้ อ จำ � กั ด มากมาย เนือ่ งจากมูลค่าของลิขสิทธิใ์ นการถ่ายทอดสดสูงมาก แต่ ในปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ใน การเผยแพร่สำ�หรับถ่ายทอดสดการแข่งขันใน ฟุตบอล โลกครัง้ ที่ 21 ประเทศรัสเซีย 2018 “ค่าลิขสิทธิ์ จากทาง ฟีฟ่า กำ�หนดมาในราคา 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 960 ล้านบาท สำ�หรับลิขสิทธิ์เพียงปี 2018 เพียงปีเดียว เนื่ อ งจากมี เ วลาเหลื อ น้ อ ย ต้ อ งรี บ เจรจาและเซ็ น สัญญา”(Positioning) เกมกีฬาก็ได้มกี ารพัฒนารูปแบบ และ กฎ กติกา เพื่อให้ทันต่อยุคทันต่อสมัยนิยมของคนดู เช่นเดียวกับ พัฒนาการของสือ่ การนำ�เทคโนโลยีมาใช้ในการถ่ายทอด สด รวมถึงการนำ�เทคโนโลยีมาช่วยกรรมการในการ พิจารณาเกมการแข่งขันให้มคี วามยุตธิ รรม เทีย่ งตรงมาก ยิ่งขึ้น แต่ทว่าเทคโนโลยีมักมีทั้งด้านดีและผลเสียซึ่งต้อง พิจารณาอย่างรอบคอบกับสิ่งที่ได้มาและต้องเสียไป ซึ่ง บทความนี้จะอภิปรายถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นของการใช้ เทคโนโลยี VAR เข้ามาช่วยในการตัดสินโดยเฉพาะ ฟุตบอลโลกครัง้ นืท้ ี่ 21 (รัสเซีย 2018) กับการสือ่ สารของ ฟุตบอลโลก ที่เปลี่ยนไป

(1)เทคโนโลยี กั บ การกี ฬ าเพื่ อ การตั ด สิ น ที่ ยุติธรรม ในอดีตกีฬาทีไ่ ด้รบั ความนิยม มีการปรับเปลีย่ น กฎ กติกา ระยะเวลาในการแข่งขัน บางชนิดกีฬาคำ�นึง ถึงเวลาในการถ่ายทอดสดเพื่อที่จะให้ทันต่อยุคทันต่อ สมัย เหตุการณ์ปจั จุบนั ให้มากทีส่ ดุ เพือ่ ตอบสนองความ ต้องการของคนดูให้มากที่สุด รวมถึงอธิบาย กฎ กติกา ให้งา่ ยและสามารถเข้าถึงคนทีเ่ ริม่ จะมีความสนใจในกีฬา นั้นๆในเบื้องต้นสามารถเข้าใจ และดูเกมการแข่งขันได้ อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น การปรับเปลี่ยนกฎ กติกา การแข่งขัน สอดรับ กับพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ควบคู่กันไปในแต่ละยุค แต่ละสมัย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภททีม หรือ กีฬา ประเภทบุคคล ก็จะนำ�เทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยให้กับ ผู้ ทำ�หน้าที่ตัดสิน ชี้ขาด ผลการแข่งขัน ดังที่ปรากฏในโลก ของการแข่งขัน อาทิเช่น การนำ�เทคโนโลยี Hawk Eyes มาใช้ในการแข่งขันกีฬาเทนนิส เพื่อพิจารณาลูกลงใน คอร์ทหรือนอกคอร์ท เช่นเดียวกันกับ กรณีของการขอ Challenge ในกีฬาแบตมินตัน การดูวิดีโอ Challenge ของนักกีฬาเทควันโด จังหวะปัญหาทีเ่ กิดขึน้ ขณะทำ�การ แข่งขัน ในขณะที่กีฬาประเภททีม ที่ปรากฏเห็นได้ชัดคือ การ Challenge ในกีฬาวอลเล่ย์บอลทั้งในระดับสโมสร และในระดับโลก อีกทัง้ กีฬาอาชีพอย่าง อเมริกนั ฟุตบอล ก็ได้ใช้ระบบ Instant Replay ให้สิทธิ์กับกรรมการดู ภาพช้าและอาจจะมีการเปลี่ยนคำ�ตัดสินใหม่ได้หลังจาก นั้ น รวมถึ ง กี ฬ ารั ก บี้ ได้ ใช้ รู ป แบบของ TMO หรื อ Television Match Official ผู้ตัดสินสามารถดูจังหวะที่ เกิดปัญหาผ่านระบบวิดีโอก็ได้เช่นกับกีฬาชนิดอื่นๆ การนำ�เทคโนโลยีมาช่วย ทำ�ให้เกิดความเที่ยง ตรง ในการตัดสินการแข่งขันคลายข้อสงสัย ความกังขา ในการตัดสินกีฬาที่จะต้องใช้พึ่งพามนุษย์ซึ่งมีความผิด พลาดได้เสมอ(Human Error) โดยเฉพาะสายตาของ มนุษย์และการชี้ขาดแต่ละคะแนนจนกว่าการแข่งขันจะ จบลงมีผลแพ้ ชนะ สิง่ ทีส่ ะท้อนจากเทคโนโลยีชว่ ยตัดสิน ต้องแลกมาด้ว ยความไม่ต่อเนื่องของเกมการแข่ ง ขั น (Discontinuous)จะต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีการขอให้ผู้ ตัดสินพิจารณาการตัดสินใหม่จากภาพช้า(Replay)ที่ได้ บันทึกไว้ คนดูกฬี าในแต่ละประเภทเข้าใจและในการหยุด การแข่งขันเพียงชั่วครู่ แต่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งอธิบาย ด้วยภาพช้า (Replay) ผูช้ มรายการถ่ายทอดสดผ่านสือ่ ก็

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

65


สามารถรับชมได้ด้วยเช่นกันกับแฟนกีฬาในสนาม เป็น เรื่องดีที่ให้แฟนกีฬามีส่วนร่วมและเข้าใจใน กฎ กติกา และความถูกต้องชัดเจนในการทำ�หน้าที่ตัดสินของผู้ ตัดสินในกีฬาแต่ละประเภท (2) อดีต – ปัจจุบัน เทคโนโลยีกำ�หนดชีวิต ประจำ�วันของมนุษย์ แนวคิดที่ว่า เทคโนโลยีสื่อสารเป็น ตัวกำ�หนดพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ (Communication Technology Determinism) วิเคราะห์ถึงความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีในแต่ละยุคแต่ละสมัย จะเป็น ปัจจัยกำ�หนดพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์และสืบต่อ มาถึงสังคมในแต่ละสังคม ซึ่งมีแนวคิดดังนี้ เทคโนโลยี การสื่อสารเป็นพื้นฐานของทุกสังคม สังคมทุกสังคมต้อง มีการสื่อสารภายในสังคม อีกทั้งประเภทของเทคโนโลยี ในแต่ละสังคมนั้นมีรูปแบบที่เหมาะสมในแต่ละสังคมที่ แตกต่างกันออกไป บางเทคโนโลยีไม่เหมาะสมกับบาง ท้องถิ่นไม่สามารถเหมารวมเทคโนโลยีในโลกนี้ให้ใช้ได้ เท่าเทียมกันทุกท้องที่ การใช้ เ ทคโนโลยี จ ะเป็ น ตั ว นำ � ไปสู่ ก าร เปลี่ ย นแปลงทางสั ง คม รวมถึ ง การเปลี่ ย นแปลง เทคโนโลยี ก ารสื่ อ สารแต่ ล ะครั้ ง ย่ อ มนำ � มาซึ่ ง การ เปลี่ยนแปลงทางสังคมเสมอ จากแนวคิ ด ดั ง กล่ า ว ในปั จ จุ บั น ทำ � ให้ อ ย่ า ง ชัดเจนว่า ยุคของสือ่ ใหม่(New Media) ในปัจจุบนั มนุษย์ พึ่ ง พาเทคโนโลยี ใ นการดำ � รงชี วิ ต ซึ่ ง มนุ ษ ย์ ไ ม่ รู้ ตั ว ว่ า เทคโนโลยีได้ครอบงำ�(Dominated)พฤติกรรมบางอย่าง ของมนุษย์ เช่น พฤติกรรมในชีวิตประจำ�วันที่ใช้สื่อสังคม ออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) ไลน์ (Line) ในทุก เช้าจะต้องเช็คข่าว ข้อมูลข่าวสารความเป็นไปของสังคม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือ รับข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาใน รูปแบบตัวอักษร (Text) จากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ แตก ต่างพฤติกรรมการใช้สื่อดั้งเดิม ที่จะต้องเปิดโทรทัศน์ หรือ วิทยุกระจายเสียง รวมถึงอ่านหนังสือพิมพ์กระดาษ แม้แต่การบริการ โอนเงิน จ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่า นํ้า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต ฯลฯ ในปัจจุบัน ไม่ จำ�เป็นทีจ่ ะต้องไปธนาคาร หรือ ร้านสะดวกซือ้ เพือ่ ชำ�ระ เงินเหมือนอดีต เพียงแค่ติดตั้ง แอปพลิเคชั่น(Application)ของธนาคารก็ ส ามารถที่ จ ะ โอนเงิ น จ่ า ยค่ า สาธารณู ป โภคได้ ซึ่ ง เป็ น ผลมาจากการพั ฒ นาของ เทคโนโลยีและพฤติกรรมการเปลีย่ นไปของมนุษย์นนั่ เอง 6666

สอดคล้องกับงานวิจยั ของ ภาณุวฒ ั น์ กองราช ได้กล่าว ถึงพฤติกรรมของวัยรุ่นที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ พบ ว่า ส่วนใหญ่ใช้เพื่อ การโต้ตอบบนกระดานสนทนา การ เข้าร่วมกลุ่มต่างๆ การเล่นเกม การตอบคำ�ถาม การแบ่ง ปันรูปภาพ การแบ่งปันวีโอ การค้นหาเพื่อนเก่า การส่ง ข้อความ การแสดงความคิดเห็น (Comment) การกด ถูกใจ (Like) สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาถึงพฤติกรรมของ ผู้ ใช้ สื่ อ ที่ เ ป็ น ไปในทิ ศ ทางเดี ย วกั น กั บ เทคโนโลยี ที่ ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เมือ่ เทคโนโลยีเปลีย่ นสือ่ ย่อมมีการเปลีย่ นแปลง สอดรับกับเทคโนโลยี ตัวเทคโนโลยีนี้เองที่จะมีส่วน กำ�หนดพฤติกรรมของมนุษย์ในแต่ละสังคมทีม่ คี วามแตก ต่างกันออกไปตามปริบทของตนเอง (3) เทคโนโลยีเอื้อต่อการตัดสินกีฬาฟุตบอล จากอดีตถึงปัจจุบัน ทุกชนิดทุกประเภทของกีฬามีการ เปลี่ยนวิธีการเล่น กฎ กติกา การแข่งขันเพื่อให้ทันต่อ สมั ย ทั น ต่ อ สถานการณ์ ใ นปั จ จุ บั น อี ก ทั้ ง มี ก ารนำ � เทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ตัดสิน ชี้ขาดการแข่งขันสามารถที่ จะตัดสินการแข่งขันง่ายขึ้น แต่ละยุคแต่ละสมัยมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเอื้อ ให้กับผู้ตัดสินในการทำ�หน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เที่ยงตรงมากที่สุดในการทำ�หน้าที่ชี้ขาดผลการแข่งขัน เริ่มจากการสื่อสารขั้นพื้นฐาน การนำ�ไมค์ไร้สาร (Wireless Microphone) ติดที่ตัวผู้ตัดสิน และผู้ช่วยผู้ตัดสิน ทั้งสองคน รวมถึง ผู้ตัดสินคนที่ 4 ซึ่งจะคอยควบคุมการ ตัดสิน เป็นพืน้ ฐานทีส่ �ำ คัญในการสือ่ สารระหว่างผูต้ ดั สิน หลักและผู้ช่วยผู้ตัดสินในระหว่างการแข่งขัน การใช้เทคโนโลยี โกลไลน์ (Goal-line Technology) จะช่วยสือ่ สารให้ผตู้ ดั สินทราบว่าลูกฟุตบอลนัน้ เข้าประตูหรือไม่ กรณีนมี้ กั จะพบเมือ่ ลูกฟุตบอลยังไม่ขา้ ม เส้นผู้รักษาประตูแต่ผู้ตัดสินตัดสินให้เป็นประตูของทีม บุก ซึ่งจะทำ�ให้ทีมที่ตั้งรับเสียเปรียบ เทคโนโลยีนี้ช่วย แก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวได้ นำ�มาใช้จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง อุปกรณ์ที่ติดไว้ที่ข้อมือผู้ตัดสินและจะส่งสัญญาณไปที่ผู้ ตัดสินเมื่อมีการทำ�ประตูเกิดขึ้น ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา เทคโนโลยีทจี่ ะเอือ้ ต่อผูต้ ดั สินในการทำ�หน้าทีม่ ไี ม่มากนัก ทำ�ให้กีฬาและเทคโนโลยีต้องพัฒนาไปควบคู่กันเพื่อให้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(4) การรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันที่ เปลี่ยนไป ฟุตบอลโลกกับการถ่ายทอดสดการแข่งขัน มายั ง ประเทศไทยนั้ น เป็ น ของคู่ กั น มาอย่ า งยาวนาน แต่ละครัง้ จะมีขอ้ กำ�หนดด้านลิขสิทธิแ์ ละข้อจำ�กัดในการ ถ่ายทอดการแข่งขันทีแ่ ตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันการ พั ฒ นาของเทคโนโลยี ด้ า นต่ า งๆที่ เ อื้ อ อำ � นวยให้ ก าร ถ่ายทอดสดการแข่งขันง่ายขึ้น “ช่องทางการออกอากาศในประเทศไทย ฟรีทีวี เคเบิล ทีวี และ อื่นๆ สำ�หรับฟรีทีวีในประเทศไทยที่ได้ลิขสิทธิ์ ในการถ่ายทอดสดได้แก่ทาง True4U, AmarinTV และ ช่อง 5 โดยทาง True4U ได้ขออนุญาตทาง กสทช. เป็น กรณีพเิ ศษเพือ่ ออกอากาศช่อง True4U ในระบบ HD ซึง่ คนไทยจะได้ชมฟุตบอลโลกครัง้ นีผ้ า่ นฟรีทวี ใี นระบบ HD ช่อง True4U ได้ถ่ายทอดสดมากที่สุด” (Brand Inside ธุรกิจคิดใหม่ ) 4.1 ระบบ HD และ 4K ในการ ถ่ายทอดสดเคเบิลทีวี ระบบความคมชัดในการถ่ายทอด สดฟุตบอลโลกตลอด 20 ครั้งที่ผ่านมา พัฒนาการของ เทคโนโลยีการถ่ายทอดสดมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในฟุตบอล โลกครั้งนี้ ได้มีการถ่ายทอดสดด้วยระบบHD และ 4K “เคเบิลทีวี TrueVisions ได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด โดยรับชมฟุตบอลโลกแบบ HD ช่อง True Sport HD3 เป็นหลัก ช่องรองคือ True Sport HD2 ถ่ายทอดสด ใน ระบบ 4K มีการถ่ายทอดสดครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่ง จำ�กัดเฉพาะลูกค้าสมาชิก Platinum HD และ Gold HD เท่านั้นสามารถรับชมฟุตบอลโลกแบบ 4K ได้ 56 นัด” (Brand Inside ธุรกิจคิดใหม่) 4.2 Application ชมฟุตบอลโลก ใน การรับชมฟุตบอลโลกครัง้ นี้ บริษทั TrueVisions ได้สร้าง Application TrueID เพื่อเพิ่มช่องทางในการชมการ แข่งขันแบบถูกลิขสิทธิ์ ซึง่ จะทำ�ให้ผชู้ มนัน้ ไม่จ�ำ เป็นทีจ่ ะ ต้องดูผ่านโทรทัศน์ในช่วงที่มีการถ่ายทอดสดเหมือน ฟุตบอลโลกในอดีตทีผ่ า่ นมา สามารถรับชมผ่านโทรศัพท์ มือถือ หรือ อุปกรณ์อเิ ล็คทรอนิคส์อนื่ ๆ เช่น ไอแพด แท็บ เลด ที่ติดตั้งแอปพลิเคชั่นนี้ นอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางด้วย สายการบินไทย สามารถรับชมการถ่ายทอดสด ได้จาก เครือ่ งบินโดยสาร Airbus 350-900, Boeing 787-8 และ 787-9 มีบริการ Live TV on Board อีกด้วย (Brand Inside ธุรกิจคิดใหม่ )

(5) VAR เทคโนโลยีก�ำ หนดการเปลีย่ นแปลงโลก ฟุตบอล เทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) คือระบบการตัดสินโดยใช้ภาพช้า ภาพรีเพลย์ ในการ แข่งขัน โดยใช้ผู้ตัดสิน 2 คนประจำ�อยู่หน้าจอโทรทัศน์ สื่อสารกับผู้ตัดสินที่หนึ่งกลางสนาม เมื่อผู้ตัดสินเกิดข้อ สงสัยสามารถที่จะเข้ามาดูจอมอนิเตอร์และสื่อสารไปยัง ผู้ที่ควบคุม VAR เพื่อพิจารณาตัดสินตามสิ่งที่ได้เห็นจาก ภาพช้าดังกล่าว เทคโนโลยีนี้นำ�มาใช้อย่างเป็นทางการในนัดชิง ชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ระหว่าง ทีมเรอัล มาดริด กับ ทีมคลับ อเมริกา ในปี 2016 ในขณะที่การ จัดการแข่งขันฟุตบอลสโมสรในหลายประเทศได้น�ำ ไปใช้ อาทิ ฟุตบอล ฮุนได เอลีก ลีกสูงสุดของออสเตรเลีย ,ฟุตบอลกัลโช เซเรีย อา อิตาลี เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ใน สหรัฐอเมริกา รวมถึงบางสนามของการแข่งขันฟุตบอล โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ประเทศไทยก็ได้มีการใช้ในการ ตัดสินด้วยเช่นกัน อีกทั้งในการแข่งขัน ฟุตบอล ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชัน่ คัพ 2017 ฟีฟา่ หน่วยงานหลักทีจ่ ดั การ แข่งขัน ก็ได้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเต็ม รู ป แบบเพื่ อ หาข้ อ สรุ ป ก่ อ นที่ จ ะนำ �ไปใช้ จ ริ ง ในการ แข่งขัน ฟุตบอลโลกครั้งที่ 21 ประเทศรัสเซีย 2018 (6) เทคโนโลยี VAR กับ การสื่อสารในสนาม ฟุตบอลทีเ่ ปลีย่ นไป การแข่งขันฟุตบอลโลกทุกยุคทุกสมัย นอกจากพละกำ�ลัง ความสามารถเฉพาะตัว ความสามัคคี ของนักกีฬาภายในทีม สมาธิแ ละความมุ่งมั่นเมื่ อ ลง ทำ�การแข่งขันแล้ว การแข่งขันจะสมบูรณ์แบบได้จะต้อง มีกลไกลในการตัดสินชีข้ าด คือ ผูต้ ดั สิน ทีม่ คี วามยุตธิ รรม เป็นพืน้ ฐาน การทำ�หน้าทีผ่ ตู้ ดั สินและผูช้ ว่ ยผูต้ ดั สิน แฟน ฟุตบอลเชื่อว่า ผู้ตัดสินนั้น เป็นกลไกสำ�คัญกลไกหนึ่งใน การนำ � มาซึ่ ง เกมการแข่ ง ขั น ที่ มี ค วามยุ ติ ธ รรมและ สามารถบอกทั่วโลกได้ว่า ทีมที่ได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศ นั้นเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก ไม่ได้มาจากความช่วยเหลือ ของผู้ตัดสินแต่อย่างใด เทคโนโลยี VAR ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา หลักในการทำ�หน้าที่ของผู้ตัดสิน 4 ประการ 1.ได้ประตู หรือ ไม่ได้ประตู 2.สมควรได้จุดโทษหรือไม่ได้ 3.การให้ ใบแดงโดยตรงการไล่นกั กีฬาออกจากการแข่งขัน 4.ความ คิดพลาดของทีมผู้ตัดสิน ( BBC SPORT ) สิ่งสำ�คัญที่รองรับเทคโนโลยี VAR นั่นคือ การ

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

67


ติดตั้งกล้องในสนามแข่งขัน ซี่งในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้ใช้ กล้องรวมทัง้ สิน้ 33 ตัวในสนามแข่งขัน แบ่งประเภทกล้อง ออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ 1. Super Slow-Motion ติด ตั้งบริเวณ ด้านข้างเสาประตู 2 ฝั่ง ด้านข้างสนาม 2 ด้าน และกลางสนามอีก 1 ตำ�แหน่ง 2. Ultra Slow-Motion ติดตั้งด้านข้างเสาประตู ถัดจากกล้อง Super SlowMotion 3.Ultra High-Definition ติดตั้งบริเวณกลาง สนาม 1 ตัวคนละฝั่งกับ Super Slow-Motion และ สุดท้าย 4. Var Offside-Camera ติดตั้งบริเวณใกล้ๆกับ เส้นกึ่งกลางสนามจำ�นวนกล้อง 2 ตัวในฝั่งเดียวกัน ซึ่ง ระบบบ VAR ทุกสนามทีม่ กี ารแข่งขันจะลิงค์สญ ั ญาณเข้า สู่ศูนย์กลาง ในการควบคุมที่ กรุงมอสโก เมืองหลวงของ รัสเซีย ตัง้ แต่วนิ าทีแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครัง้ ที่ 21 เริ่มการแข่งขัน ระหว่างเจ้าภาพ ทีมรัสเซีย กับ ทีม ซาอุดิอาระเบีย พร้อมกับการใช้เทคโนโลยี VAR อย่าง เป็นทางการในทัวร์นาเม้นท์การแข่งขันฟุตบอลทีย่ งิ่ ใหญ่ ทีส่ ดุ ของโลก ก็ซงึ่ ได้ท�ำ ให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในการทำ� หน้าทีข่ องผูต้ ดั สินตลอดจนการสือ่ สารโดยทีม่ เี ทคโนโลยี เป็นตัวกำ�หนดดังนี้ 6.1 การสือ่ สารด้วยระบบทีมงาน VAR ก่อนลงทำ�การแข่งขันฟุตบอลโลกในแต่ละเกม ในอดีตที่ ผ่านมาจะมีเพียงการขึ้นภาพ ข้อความ หมายเลขเสื้อ ใน รูปแบบของกราฟิก นักเตะ โค้ช ผู้ตัดสิน ผู้ช่วยผู้ตัดสิน เท่านั้นแต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเห็นได้ว่ามีการสื่อสาร ให้เห็นถึงการทำ�งานของผู้ตัดสินที่ควบคุมในห้อง VAR จำ�นวน 4 คน ซึง่ ฟีฟา่ (FIFA) องค์กรทีค่ มุ ดูแลการแข่งขัน ฟุ ต บอลทั่ ว โลกได้ คั ด เลื อ ก 13 ผู้ ตั ด สิ น ให้ ทำ � หน้ า ที่ พิจารณา VAR ตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 21 ประเทศรัสเซียนี้ ผูต้ ดั สินทีท่ �ำ หน้าทีไ่ ด้รบั การอบรมจาก ฟีฟา่ แต่ละคนจะมีทกั ษะ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งทั้ง 13 คนนี้จะแบ่งทำ�หน้าที่แต่ละนัดประจำ�ตำ�แหน่ง 4 ตำ�แหน่งหลัก ได้แก่ VAR AVR1 AVR2 AVR3 ซึ่งทำ� หน้าที่ต่างกัน กล่าวคือ VAR จะทำ�หน้าที่ดูเหตุการณ์ใน หน้ากล้องหลักและกล้องย่อย รวมถึงทำ�หน้าที่ในการ สื่อสารกับกรรมการหลักในสนาม ในขณะที่ AVR1 จะดู ในส่ ว นของจอหลั ก ในขณะดำ � เนิ น การแข่ ง ขั น ถ้ า เกิ ด เหตุการณ์ในสนามจอหลักจะได้รับการตรวจสอบและ เสนอไปยัง VAR ให้ร่วมพิจารณา AVR2 ในส่วนนี้หน้าจอ 6868

จะจับภาพ จังหวะการลํ้าหน้าโดยเฉพาะ ส่วนสุดท้าย AVR3 จะตรวจสอบสัญญาณการถ่ายทอดสด เพื่อให้ สัญญาณของระบบ VAR มีความชัดเจนอยู่เสมอเพื่อ รองรับ VAR และ AVR2 เมื่อมีการเรียกดูของกรรมการ หลักในสนาม ซึ่งเทคโนโลยี VAR นั้นเป็นการจับภาพมุม กล้องที่ดีที่สุด เพื่อคอยตรวจสอบจังหวะปัญหา ให้ข้อ เสนอแนะกับผู้ตัดสินที่ทำ�หน้าที่ในสนามเมื่อผู้ตัดสิน พิจารณาจังหวะปัญหาจากจอมอนิเตอร์ขา้ งสนาม สือ่ ให้ เห็นว่ามีกรรมการอีกชุดหนึง่ ทีจ่ ะคอยให้ค�ำ แนะนำ�ในการ ตัดสินด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ถูกต้อง ชัดเจน 6.2 การสื่อสาร การชี้ขาดในสนาม กำ�หนดด้วยเทคโนโลยี เมื่อเกิดปัญหาในเกมการแข่งขัน ที่ผู้ตัดสิน ต้องการที่จะขอดูจังหวะด้วยเทคโนโลยี VAR อันดับแรกคือ ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหยุดเกมและแสดงถึง ภาษาท่าทาง (Body Language)ส่งสัญญาณมือของผู้ ตั ด สิ น ในการสื่ อ ถึ ง การขอพิ จ ารณาคำ � ตั ด สิ น ด้ ว ย เทคโนโลยี VAR ซึ่งคณะกรรมการที่อยู่ในห้องควบคุมจะ ทราบด้วยสัญญาณมือ และเตรียมเลือกภาพ จังหวะ ปัญหา ที่ผู้ตัดสินหลักต้องการใช้ประกอบการตัดสินใน การหยุดเกมครั้งนี้ ซึ่งการหยุดเกมเพื่อตัดสินนั้นจะใช้ เวลานานเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ตัดสิน หลักก่อนที่จะกลับลงไปสนามพร้อมทำ�สัญญาณมือหลัง จากพิจารณาแล้ว จึงจะยืนยันหรือเปลีย่ นแปลงคำ�ตัดสิน ก่อนหน้าที่ได้ตัดสินไป รูปแบบการตัดสินนี้จะลดความ ผิดพลาดในการตัดสินของผู้ตัดสินหลักได้อย่างมาก และ ไม่เป็นประเด็นการตัดสินที่ผิดพลาดในภายหลัง แม้เกม การแข่งขันจะไม่ต่อเนื่องเหมือนเดิมก็ตาม “มันชัดเจน มากว่า VAR นัน้ น่าจะกลายเป็นส่วนหนึง่ ของฟุตบอล มัน ทำ�ให้การตัดสินของผูต้ ดั สินง่ายขึน้ จาก 96% ผูต้ ดั สินไม่ ผิดพลาด จะมีเพียง 4% เท่านั้นที่ตัดสินผิดพลาด แต่เมื่อ ใช้ VAR จะพบกว่าความผิดพลาดหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือ เพียง 2% เท่านั้นที่ผู้ตัดสินจะพลาดได้” (ไมค์ ไรลี่ย์, หัวหน้าผู้ตัดสินชาวอังกฤษ ,Sports Shorts ) 6.3 ความ(ไม่)ต่อเนื่องของเกมการ แข่งขัน กับ ความถูกต้องทีป่ รากฏ การแข่งขันกีฬาในทัวร์ นาเม้นท์อื่นๆในระดับสากลที่ผ่านมาไม่เคยใช้เทคโนโลยี ในการช่วยการตัดสิน เช่น วอลเลย์บอล , รักบี้ , เทนนิส แต่เมื่อมีการนำ�มาช่วยการตัดสินทำ�ให้เกมการแข่งขัน หยุดชะงักชัว่ คราว แต่สงิ่ ทีไ่ ด้กลับมานัน้ เป็นการพิจารณา ตัดสินอย่างรอบคอบของผู้ตัดสินด้วยเทคโนโลยีเป็นตัว

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ช่ ว ย ซึ่ ง แฟนกี ฬ าไม่ เข้ า ใจและไม่ ย อมรั บ ในช่ ว งแรก เนื่องจากเข้าใจว่าเกมการแข่งขันควรจะมีความต่อเนื่อง (Continuous) แม้จะผิดพลาดบ้างก็ได้ท�ำ ให้กฬี ายังคงไว้ ซึ่งเสน่ห์ของกีฬานั้น ๆ เมื่อมีการนำ�เทคโนโลยีมาใช้ใน หลายชนิดกีฬาทำ�ให้ เกิดการพัฒนาจากสิ่งที่คนดูไม่ ยอมรับกลับกลายเป็น เริ่มมีการยอมรับและนำ�มาใช้ กลายเป็นมาตรฐานทีข่ าดไม่ได้ โดยเฉพาะเมือ่ มีปญ ั หาใน เกมการแข่งขัน ฝ่ายที่เสียเปรียบสามารถที่จะร้องขอผู้ ตัดสินให้พจิ ารณาปัญหาดังกล่าวจากเทคโนโลยีทมี่ อี ยู่ ซึง่ อาจจะทำ�ให้ฝา่ ยเสียเปรียบกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบจาก เทคโนโลยี ที่ ผู้ ตั ด สิ น ได้ พิ จ ารณาอย่ า งถี่ ถ้ ว นแล้ ว ใน ฟุตบอลโลกครั้งที่ 21 นี้ มีเกมการแข่งขันหลายจังหวะที่ ปัญหา ผู้ตัดสินไม่ทันต่อเกมการแข่งขันที่มีความรวดเร็ว ทุกวินาทีฟตุ บอลเคลือ่ นที่ มีการปะทะ เมือ่ ตัดสินไปแล้ว แต่ไม่มั่นใจในการตัดสิน สามารถขอหยุดเกมการแข่งขัน ชั่วขณะหนึ่งในการเช็คข้อมูล ดูภาพจังหวะปัญหาที่เกิด ขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาและสื่อสารกับห้องควบคุม VAR แล้วมักจะมีการกลับคำ�ตัดสิน ทีท่ �ำ ให้ได้ผลลัพธ์ตรง ข้ามกับคำ�ตัดสินไม่มีการโต้แย้งจากนักเตะทั้งสองทีมแต่ อย่างใด ปรากฏการณ์นไี้ ม่เคยเกิดขึน้ เลยในฟุตบอลโลก 20 ครัง้ ทีผ่ า่ นมา เทคโนโลยีมสี ว่ นอย่างมากทำ�ให้เกิดการ เปลีย่ นแปลงรูปแบบเกมการแข่งขันทีเ่ คยต่อเนือ่ ง ให้หยุด ลงชั่วขณะหนึ่ง สอดคล้องกับ อดีตผู้ตัดสินชาวอังกฤษ เดวิด อัลล่าเลย์ ที่กล่าวว่า “แฟนฟุตบอลต้องตัดสินเอง ว่า เค้าอยากได้แบบไหนระหว่างเกมหยุดชั่วขณะ เพื่อ พิจารณาและตัดสินได้อย่างที่ถูกต้อง หรือ จะปล่อยให้ เกมดำ�เนินการแข่งขันต่อไปโดยไม่ต้องสนใจว่าจะตัดสิน ถูกต้องหรือไม่” (BBC SPORT) ด้วยธรรมชาติของกีฬาฟุตบอล เสน่ห์ ของเกมลูกหนัง ที่เกมการแข่งขันที่ต้องใช้พละกำ�ลังกาย เกมการแข่งขันทีล่ นื่ ไหลต่อเนือ่ งตลอดเกม อาจจะมีหยุด บ้างเพราะกรรมการเป่าฟาวล์ตามแต่สมควรซึง่ ก็หยุดเกม ไม่นานนัก แต่เมือ่ VAR เข้ามามีสว่ นร่วมในเกมการแข่งขัน การหยุ ด เพื่ อ ให้ ผู้ ตั ด สิ น พิ จ ารณาภาพรี เ พลย์ ทำ � ให้ ธรรมชาติ หรือ เสน่ห์ของฟุตบอลหายไป ตลอดจนความ รู้สึกของแฟนฟุตบอลที่การแข่งขันไม่ต่อเนื่องตลอดเกม เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ในเรื่องนี้ก็ได้มีผู้กล่าวถึงการ หยุดเกมบ่อยๆเป็นการทำ�ลายความรูส้ กึ อารมณ์รว่ มของ การแข่งขัน

“มันเป็นเรื่องแปลก นักเตะไม่สามารถ ที่จะกอดกัน แสดงความดีใจได้ทันทีหลังทำ�ประตูเค้าต้อง ดู ที่ ก รรมการก่ อ น มั น ทำ � ให้ ก ารเล่ น ฟุ ต บอลขาดสี สั น อารมณ์ร่วมอย่างชัดเจน (ซิโมเน่ อินซากี้ ,โค้ชทีมลาซิโอ อิตาลี) “ฟุตบอลเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ขณะนี้นัก ฟุตบอลไม่รู้เลยว่าจะได้ประตูหรือไม่ได้ประตูควรจะดีใจ ไหม นี่หล่ะเป็นความตายของกีฬาฟุตบอล” (ซามี่ เคอิล่า , นักฟุตบอลจูเวนตุส อิตาลี )เทคโนโลยี VAR มิได้เอื้อให้ผู้ ตัดสินทำ�หน้าที่อย่างสะดวกเท่านั้น ในทางตรงข้ามก็ได้ ทำ�ลายความต่อเนือ่ งของเกมการแข่งขัน เสน่หข์ องฟุตบอล รวมถึงเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสารในกีฬาฟุตบอลทุก ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เปลี่ยนไปอย่างถาวรอีกด้วย 6.4 การมีส่วนร่วมของแฟนบอลใน สนาม และ แฟนฟุตบอลที่รับชมผ่านสื่อทั่วโลก แนวคิดของ VAR โดย โจฮันเนสส์ โฮสมุลเลอร์ หัวหน้า ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ ฟีฟ่า ได้กล่าว ถึงประเด็นการมีส่วนร่วมของแฟนฟุตบอลในสนามว่า “หลังจากที่ผู้ตัดสินได้พิจารณาจากการรับชม VAR แล้ว การนำ�เสนอภาพรีเพลย์ให้กบั แฟนฟุตบอลในสนามได้รบั ชมเช่นเดียวกันกับแฟนฟุตบอลที่รับชมผ่านสื่อ” (BBC SPORT) สิ่งที่ปรากฏเป็นไปตามที่ฟีฟ่าได้เสนอแนวทาง ไว้ เมื่อมีการพิจารณา VAR เสร็จแล้วจะมีการนำ�เสนอ จังหวะปัญหาดังกล่าวให้กบั แฟนฟุตบอลในสนามแข่งขัน ซึง่ จะเป็นรูปแบบเดียวกันกับแฟนฟุตบอลทีร่ บั ชมผ่านสือ่ ในช่องทางต่างๆ แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถจะ ช่วยเหลือผูต้ ดั สินในการทำ�หน้าทีใ่ ห้ถกู ต้องตามสิง่ ทีค่ วร จะเป็น ภาพหรือวิดีโอรีเพลย์ที่ปรากฏนั้นจะทำ�ให้แฟน ฟุตบอลทั้งสองทีมที่รับชมการแข่งขันไม่ว่าช่องทางใด ก็ตาม ได้ความรู้สึกที่ดีต่อเทคโนโลยีและคำ�ตัดสินเพราะ มีหลักฐานทีเ่ ห็นพร้อมๆกันในสนามทัว่ โลกจะไม่เกิดกรณี การตัดสินค้านสายตาแฟนฟุตบอลในการทำ�หน้าทีข่ องผู้ ตัดสิน ในอดีตสิง่ เหล่านีท้ �ำ ให้แฟนฟุตบอลไม่พอใจ ส่งผล ในวงกว้างโดยการเอาประเด็นเหล่านี้ไปสื่อสารต่อกับ แฟนฟุตบอลด้วยกันในโลกออนไลน์ ในขณะทีก่ ารตัดสิน ที่ชัดเจนด้วยเทคโนโลยีนั้นจะไม่มีประเด็นที่สื่อถึงความ รู้สึกไม่พอใจในผลการแข่งขัน ทำ�ให้การสื่อสารในโลก สังคมออนไลน์เปลี่ยนไปแฟนฟุตบอลมีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็นต่อผลที่ได้รับจากการใช้ VAR

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

69


6.5 การตัดสินผิดพลาดเป็น ศูนย์ใน การแข่งขันฟุตบอลโลกทีผ่ า่ นมา เมือ่ มีฝา่ ยใดฝ่ายหนึง่ เสีย ประโยชน์จากการตัดสิน ผู้เล่นฝ่ายเสียประโยชน์ มักจะ กดดั น ผู้ ตั ด สิ น ด้ ว ยคำ � พู ด กริ ย า ท่ า ทางที่ ขึ ง ขั ง มี วัตถุประสงค์เพือ่ ให้ผตู้ ดั สินกลับคำ�ตัดสิน ในบางกรณีจะ ปรากฏภาพที่ผู้ตัดสิน เข้าไปขอความช่วยเหลือ ขอคำ� ปรึกษาจากผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ทำ�หน้าที่ข้างสนามในการ พิจารณาตัดสิน หรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฟุตบอลโลกครั้งที่ 21 นี้ เมื่อมีการ ตัดสินเกิดขึ้นและมีการทักท้วงของทีมที่เสียประโยชน์ ภาพที่ปรากฏ กรรมการจะนำ�มือมาจับบริเวณหูฟังของ การสื่อสาร เพื่อขอคำ�แนะนำ�ในเบื้องต้น เป็นการสื่อสาร ให้เห็นว่าจังหวะปัญหานี้ควรจะเป็นอย่างไร ถ้าผู้ตัดสิน มั่นใจแล้วว่าตัดสินถูกต้องก็จะปล่อยผ่านไป แต่ถ้าไม่ ชัดเจนเนื่องจากตัวผู้ตัดสินเองไม่ได้อยู่ใกล้เหตุการณ์ ไม่ แน่ใจว่า การตัดสินครั้งนี้สามารถที่จะชี้ขาดการแข่งขัน ในเวลาทีเ่ หลือได้อย่างชัดเจน จะทำ�สัญญาณมือแสดงให้ เห็นว่าต้องการที่จะพิจารณาจากระบบ VAR ซึ่งจะมีจอ มอนิเตอร์ด้านข้างสนามให้กับกรรมการในสนามรับชม จังหวะปัญหาทีเ่ กิดขึน้ พร้อมทัง้ สือ่ สารกับกรรมการ VAR อีกทางหนึ่งด้วย สำ�หรับเสียงตอบรับในวงการฟุตบอล นั้น ที่สนับสนุนส่วนใหญ่พอใจที่ทำ�ให้วงการลูกหนังมี ความเป็นธรรมมากขึ้น แก้ไขจังหวะเกมที่มีปัญหาได้ ลด ความกดดันให้กับผู้ตัดสินที่ทำ�หน้าที่ ซึ่งเดิมตัดสินใจ จังหวะเพียงเสี้ยวนาทีด้วยตนเอง ก็สามารถปรึกษากับ ทีมงานที่คอยใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบตลอดเวลา “อดีตผู้ตัดสินที่เคยทำ�หน้าที่ในสนามทั้งหมดเห็นว่าควร จะมีระบบนี้ เพราะเราสามารถที่จะกลับไปพิจารณา เหตุการณ์ย้อนหลังได้และสามารถพูดได้ว่า ถ้าผมเห็น ภาพในมุมต่างๆเหมือนตอนผมทำ�หน้าที่อยู่นั้น ผมอาจ จะมีการตัดสินที่แตกต่างจากเดิม มันดีสำ�หรับผู้ตัดสิน และดีสำ�หรับเกมการแข่งขันด้วย” (อดีตผู้ตัดสินชาว อังกฤษ เดวิด อัลล่าเลย์, BBC SPORT) 6.7 ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกหน้าใหม่ในทศวรรษที่ 21 ฟุตบอลโลกตลอด 20 ครั้งที่ดำ�เนินการจัดการแข่งขันที่ ผ่านมา มักจะมีการกล่าวถึง ตำ�นาน ประวัติศาสตร์เรื่อง ราวของการแข่งขันเป็นทีจ่ ดจำ�มากมายในแต่ละยุคแต่ละ สมัย หนึง่ ในประเด็นทีถ่ กู หยิบยกมา ก็คอื การตัดสินทีผ่ ดิ พลาดของทีมผู้ตัดสิน ซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วไป 7070

ที่สามารถจะเกิดความผิดพลาดได้ตลอด ทั้งที่ไม่ตั้งใจให้ เกิดเหตุการณ์ก็ตามที ซึ่งในความรู้สึกของนักเตะ โค้ช ตลอดจนแฟนฟุตบอลทีมทีเ่ สียผลประโยชน์ ย่อมไม่พอใจ ที่ได้จากรึกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกในฐานะผู้แพ้ โดยมีกลไกของการตัดสินเข้ามาเกีย่ วข้อง การตัดสินของ ผูต้ ดั สินทีม่ โี อกาสทีจ่ ะเห็นจังหวะในเกมการแข่งขันเพียง เสี้ยววินาทีเป็นตัวกำ�หนดผลการแข่งขันทั้งหมด รวมถึง การเล่าเรื่องราวผ่านสื่อจากอดีตจนถึงปัจจุบัน “การทำ�ประตูดว้ ยมือของ มาราโดน่า ที่เรียกว่า Hand Of God กับทีมชาติอังกฤษ รวมถึงการ พั ก บอลด้ ว ยมื อ ของ เธี ย รี่ อองรี ในเกมกั บ ที ม ชาติ ไอร์แลนด์ 2009 สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับ VAR ทั้งสิ้น มัน ไม่เกีย่ วกับจังหวะนีค้ วรจะเป็นจุดโทษ หรือ ไม่ใช่ แต่ดว้ ย เหตุผลอืน่ ทีค่ วรพิจารณาเกีย่ วกับความชัดเจนและลดข้อ ผิ ด พลาดในการตั ด สิ น ซึ่ ง คนดู เ ห็ น กั น ทั้ ง สนาม แต่ กรรมการตัดสินผิดพลาด หรือ ตัดสินออกมาแบบไม่ ยุติธรรม” (อดีตผู้ตัดสินชาวอังกฤษ เดวิด อัลล่าเลย์, BBC SPORT) การนำ�เทคโนโลยี VAR มาช่วยในการ ตัดสินก็เพือ่ ลดความผิดพลาดในการทำ�หน้าที่ เพือ่ ให้การ ตัดสินนั้นเกิดเที่ยงตรง ยุติธรรม จากผลการตัดสินที่ ปรากฏต่ อ สายตาแฟนฟุ ต บอลทั่ ว โลก เหตุ ก ารณ์ ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นในอดีตจากผลการ ตัดสินอันผิดพลาดของผูต้ ดั สิน มีแนวโน้มว่าจะไม่ปรากฏ มากนักนับจากฟุตบอลโลกครั้งที่ 21 นี้เป็นต้นไป (7) เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมแฟนฟุตบอล เปลีย่ นในอดีตการรับชมฟุตบอลโลกมีขอ้ กำ�หนดทางด้าน ลิขสิทธิ์(License) แพร่ภาพผ่านสื่อโทรทัศ น์เท่านั้น (Broadcasting) และเมือ่ ศึกษาย้อนกลับไปอีกพบว่า บาง ปีทมี่ กี ารจัดการแข่งขันกำ�หนดเฉพาะบางช่องโทรทัศน์ที่ สามารถถ่ายทอดสดได้ รวมถึงกำ�หนดกล่องสัญญาณผ่าน ดาวเทียม (Satellite Box) ให้เฉพาะบริษทั ทีไ่ ด้รบั ลิขสิทธิ์ อย่างเป็นทางการในการเผยแพร่ออกอากาศ ทำ�ให้แฟน ฟุตบอลบางคนที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอต้องไปรวมตัวดู ฟุตบอลร่วมกับคนอื่น ตามสถานที่ต่างๆที่จัด เช่น ลาน กว้างหน้าห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร บ้านของเพือ่ นสนิท ที่มีการถ่ายทอดสด เพื่อรับชมรวมถึงมีกิจกรรมของผู้ สนับสนุนกิจกรรม (Sponsor) ซึ่งมีกิจกรรมอื่นๆเสริมใน สถานที่จัดงานเป็นกิจกรรมกลุ่ม (Mass Activities)ใน

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การรับชมฟุตบอลที่จะเห็นได้ในอดีต สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างเห็นได้ชัดใน ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีช่องทางในการรับชมที่หลากหลาย จากเดิมที่เคยเป็นกิจกรรมกลุ่ม(Mass Activities) การ รวมตัวดูฟุตบอลในสถานที่ต่างๆ ไม่ปรากฏเท่าที่ควร เพราะพฤติกรรมการรับชมเปลี่ยนแฟนฟุตบอลสามารถ รับชมการถ่ายทอดสดแบบส่วนตัวผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ เครื่องมือสื่อสารอื่นๆได้ กลายเป็นกิจกรรมเฉพาะ บุคคล(Individual)เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนตาม 7.1 ปรัชญากีฬา,แฟนฟุตบอล,VAR ตั้งแต่มีกีฬาชนิดแรกของโลกเกิดขึ้นปรัชญาของกีฬา เป็นการปะลองกำ�ลังของมนุษยชาติ ใครที่มีพละกำ�ลัง มากกว่า แข็งแรงกว่า จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันได้รับ การยกย่ อ งในสั ง คม และกี ฬ าก็ ก ลายเป็ น กิ จ กรรม สันทนาการหนึ่งในสังคม นำ�มาสู่บรรทัดฐานในสังคม สอนให้นกั กีฬาและคนในสังคมยอมรับและเคารพผูแ้ พ้ ผู้ ชนะ มีนํ้าใจเป็นนักกีฬาดูกีฬาเพื่อความบันเทิง สนุกกับ การแข่ ง ขั น อย่ า งไรก็ ต ามเมื่ อ มี ก ารพั ฒ นาและ เปลี่ยนแปลงชนิด ประเภทกีฬาต่างๆเกิดขึ้นมากมายใน โลกปัจจุบันทำ�ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง การแข่งขันกีฬา มิใช่แค่ การปะลอง กำ�ลังเหมือนในอดีต เมื่อมีสื่อมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องทำ� หน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร นำ�เสนอการแข่งขัน ทั ว ร์ น าเมนท์ ต่ า งๆ ประกอบการพั ฒ นาเทคโนโลยี ทางการสือ่ สาร ทำ�ให้กฬี ากลายเป็นธุรกิจมีมลู ค่าทางการ ตลาดมหาศาล ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวนักกีฬา หรือ ทีมที่ มีชื่อเสียง มีมูลค่าทางการตลาดมีตัวเงินเป็นตัวกำ�หนด ปรัชญาการแข่งขันที่เดิมมีการสั่นคลอน ผลการแข่งขัน แพ้ ชนะ ตกรอบ เข้ารอบ ถูกตีเป็นมูลค่าตัวเงินทั้งสิ้นจะ เห็นภาพนักเตะที่พยายามทำ�ให้ทีมได้เปรียบด้วยการ แกล้งล้ม นอนลงกับพื้นแสดงอาการเจ็บปวดจากการ ปะทะ(Acting) หลอกผู้ตัดสิน กดดันผู้ตัดสินให้ไล่คู่ต่อสู้ ฝ่ายตรงข้ามออกเพือ่ ให้ทมี ได้เปรียบและมีโอกาสทีจ่ ะได้ รั บ ชั ย ชนะเมื่ อ มี ตั ว ผู้ เ ล่ น ที่ ม ากกว่ า แฟนฟุ ต บอลก็ มี ทัศนคติที่เปลี่ยนไป ต้องการให้ทีมชนะเท่านั้น ทำ�ให้ กิจกรรมในสังคมที่เป็นกิจกรรมสันทนาการดูเพื่อความ สนุกสนานบันเทิงเปลี่ยนไปกลายเป็นความจริงจัง เอา เป็นเอาตายกับผลการแข่งขัน อาจจะด้วยมีกจิ กรรมอืน่ ๆ เข้ า มาเกี่ ย วข้ อ ง เช่ น การพนั น ในเกมกี ฬ า ความ

เปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยีทที่ �ำ ให้คนเข้าถึงง่ายขึน้ สังคม กีฬากลายเป็นธุรกิจกีฬาอย่างเต็มตัว ซึ่งสะท้อนภาพ ชัดเจนว่า พฤติกรรมของแฟนฟุตบอลให้ความสนใจในทีม ที่ชนะ เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก ตามที่สื่อมวลชนนำ� เสนอข่าวหรือรายงานการแข่งขัน เทคโนโลยี VAR เป็นสิ่งเดียวที่จะกำ�หนด ความ ถูกต้อง ชี้ขาดผลการแข่งขัน ด้วยพฤติกรรมของแฟน ฟุตบอลเปลีย่ นต้องการได้ผลลัพธ์ในสนามทีโ่ ปร่งใส ชัดเจน ปราศจากความคลุมเครือจากการทำ�หน้าทีข่ องผูต้ ดั สิน แต่ สิง่ ทีแ่ ฟนฟุตบอลต้องยอมรับและต้องปรับตัวให้สอดรับกับ เทคโนโลยีนี้ คือการยอมรับในรูปแบบกีฬาฟุตบอลที่ เปลีย่ นไป มีการหยุดเกมเป็นระยะๆ เกมการแข่งขันไม่ตอ่ เนื่องแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง เป็นประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของวงการฟุตบอลในศตวรรษที่ 21 บทสรุป ในอดีตทีผ่ า่ นมาเทคโนโลยีมกี ารพัฒนาก้าวหน้า อย่ า งต่ อ เนื่ อ งเช่ น เดี ย วกั น กั บ แวดวงกี ฬ าย่ อ มมี ก าร เปลี่ยนแปลง กฏ กติกา ให้ทันต่อยุคทันต่อสมัยเช่นกัน ในชีวิตปัจจุบันเทคโนโลยีมีส่วนสำ�คัญในการกำ�หนด พฤติกรรม การกระทำ�บางอย่างของมนุษย์ (Technology Determinism) รวมถึง การนำ�เทคโนโลยีมาใช้กับ กีฬา โดยมีความเชื่อที่ว่า เทคโนโลยีนั้นจะช่วยพัฒนา วงการกีฬาให้ดมี ากยิง่ ขึน้ ดัง่ เช่นการนำ�เทคโนโลยีมาใช้ใน ชีวิตประจำ�วันทั่วไป รูปแบบเทคโนโลยีใหม่ได้ถกู นำ�มาใช้ในฟุตบอล โลกครั้งที่ 21 นี้เพื่อให้การแข่งขันมีความยุติธรรม เที่ยง ตรงมากยิ่งขึ้นในการทำ�หน้าที่ของผู้ตัดสิน ลดความผิด พลาดของการทำ�หน้าที(่ Human Error) เทคโนโลยีมกั จะ มี 2 ด้านเสมอ ด้านดี(Positive Effect)ช่วยในการพัฒนา และส่งเสริมให้วงการกีฬามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เอื้อ อำ�นวยให้ผู้ตัดสินทำ�หน้าที่ ลดข้อผิดพลาดในการตัดสิน รวมถึงแฟนฟุตบอลพอใจในคำ�ตัดสินเมื่อเกิดปัญหา ซึ่ง ได้เห็นภาพ ซึ่งสื่อออกมาจาก VAR พร้อมกันทั่วโลก สอดคล้ อ งกั บ คำ � ตั ด สิ น ที่ ป รากฏ การตั ด สิ น ที่ ค วาม ยุติธรรม ปรากฏหลักฐานนั้นเป็นสิ่งที่ทุกสังคมเรียกร้อง ให้เกิดขึน้ โดยเฉพาะในวงการกีฬาฟุตบอลทีม่ กี ารแข่งขัน กันสูง ผลเสีย(Negative Effect) สิง่ ทีต่ ามมาอย่างเห็นได้ ชัด คือ ความไม่ต่อเนื่องของเกมฟุตบอลเหมือนในอดีต เหตุเพราะผู้ใช้เทคโนโลยีต้องหยุดเพื่อพิจารณาภาพรี

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

71


เพลย์ ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของแฟนฟุตบอลทั้งใน และรับชมผ่านสือ่ จะต้องเปลีย่ นพฤติกรรมการรับชมกีฬา อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งจะไม่เกิดเหตุการณ์ สำ�คัญๆอันเป็นประวัตศิ าสตร์ฟตุ บอลจากการตัดสินทีผ่ ดิ พลาดอีกต่อไป เหมือนครั้งในอดีต ไม่ว่าเทคโนโลยีจะ พัฒนาไปอย่างไร หากผู้ใช้เทคโนโลยีเลือกที่จะปฏิเสธ ผู้ ตัดสินไม่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็เป็น”สิทธิ์”ของผู้

ตัดสินที่สามารถทำ�ได้ในจุดนี้เองอาจจะก่อให้เกิด ข้อผิด พลาดในการทำ�หน้าทีข่ องผูต้ ดั สินเหมือนในอดีตทีผ่ า่ นมา ยังไม่มขี อ้ สรุปในเชิงประจักษ์วา่ เทคโนโลยี VAR กับกีฬา ฟุตบอล ควรจะพัฒนาควบคู่กันไปเพื่อยกระดับการ แข่งขันโดยเฉพาะผู้ตัดสินให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม หรือ ควรยุตเิ พราะได้ท�ำ ลายเสน่ห์ ความต่อเนือ่ งของเกม การแข่งขันซึ่งเป็นสิ่งสำ�คัญที่สุดของกีฬาชนิดนี้

บรรณานุกรม

ภาษาไทย ภาณุวัฒน์ กองราช : การศึกษาพฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของวัยรุ่นในประเทศไทย : กรณีศึกษา Facebook , วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พฤษภาคม .2554) ระบบออนไลน์ Positioning : ชำ�แหละ งบฟุตบอลโลก 2018 มูลค่า 1,400 ล้าน (16 พฤษภาคม 2561) https://positioningmag. com/1170283 BrandInsight สรุปช่องทางชมฟุตบอลโลก 2018 ฟรีทีวี เคเบิลทีวี และบนเครื่องบิน! (3 มิ.ย. 2561) https://brandinside. asia/world-cup-2018-how-to-watching คม ชัด ลึก : “VAR” การเปลีย่ นแปลงครัง้ ใหญ่ของเกมลูกหนัง (29 มิถนุ ายน 2561) http://www.komchadluek.net/news/ sport/285249 Marketeer:VAR ไทม์แมนชีน ย้อนเวลา เพื่อความถูกต้อง หรือ ทำ�ลายเกมฟุตบอล (4 กรกฏาคม 2561) https://marketeer online.co/archives/61305 BBC SPORT: VAR: Report shows technology has been 98.9% accurate in decision-making (22 JANUARY 2018) https://www.bbc.com/sport/football/42781236 FIFA.com : VAR at the 2018 FIFA World Cup #FootballTechnology https://football-technology.fifa.com/en/ innovations/var-at-the-world-cup/#thedecisionprocess SPORTS SHORTS : Technology in Sport : is football lagging behind, Jack Blakey (16 January 2018)

7272

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การสร้างสรรค์ผลงานสตอปโมชัน “เมตา” สำ�หรับคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

“Meta”, Stop Motion Animation Production for Faculty of Communication Arts, Siam University ศักรา ไพบูลย์ * บทคัดย่อ บทความสร้างสรรค์ทางวิชาการนิเทศศาสตร์ฉบับนี้ เพื่อศึกษารูปแบบ กระบวนการวางแผน สร้างสรรค์งานอ นิเมชั่นในรูปแบบสตอปโมชัน “Meta” สำ�หรับคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม โดยวัตถุประสงค์ที่สำ�คัญในการ ศึกษาครัง้ นีค้ อื (1) เพือ่ ศึกษาลักษณะการสร้างสรรค์สอื่ ประสมสตอปโมชัน่ แอนิเมชัน เช่น การขยับวัตถุควบคูก่ บั พิกซิลเล ชัน ทั้งเทคนิคและแนวคิดในการ สื่อสาร เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ชม (2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคข้อจำ�กัดในการสร้าง ผลงานตลอดจนวิธีการแก้ไข การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายสำ�คัญเพื่อนำ�องค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ปรับปรุงการสอนแก่นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้จะทำ�การศึกษาจากการสร้างสรรค์งานอนิเมชั่นในรูปแบบส ตอปโมชั่น “Meta” ที่ได้น�ำ ไปใช้ เป็นคลิปเปิดแนะนำ�ช่องยูทูป ของคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม โดยผู้เขียน บทความ ได้ทำ�หน้าที่เป็นผู้อำ�นวยการสร้าง ผู้กำ�กับ และผู้ตัดต่อ ของผลงานสตอปโมชั่นชิ้นนี้ คำ�สำ�คัญ : สตอปโมชัน / พิกซิลเลชัน / อัตตา(เมตา) Abstract This creative academic article in ‘“Meta”, Stop Motion Animation Production for Faculty of Communication Arts, Siam University’ aims to present the knowledge, techniques and tools involved in producing the Stop Motion animation piece of the titular titled. The objectives of this study are: (1) Study the creative process in integrated types of stop motion i.e. object-based and pixilation, as well as the creative thoughts in visualising each key scenes for audiences’ understanding. (2) Identifying problems, limitations and solutions that were used to solve them. The outcome of this study will be used to apply in teaching the students at Faculty of Communication Arts, Siam University. In this creative academic article will utilise the commissioned stop motion animation “Meta” for the Faculty of Communication Arts, Siam University which utilised as overall introductory video clip at the faculty’s YouTube Channel. The author of this article was the producer, director and editor of the project. Keywords : Stop Motion / Pixilation / Meta Inspiration The stop motion animation “Meta” draws inspiration from the self-referential aspect of contemporary media which often references itself, its genre, or the actual production itself. The famous * อาจารย์ประจำ�คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

73


usage of meta references in media is not something new or breakthrough, it has been done in various forms of media throughout history. Metareferences can be found in literature, painting, films, comics, etc. however, the author drew inspiration mainly from the films. Metareference Metareference is a form of self-reference which refer to itself in various different methods, to draw attention to, or reflecting upon issues within itself, the media or methods utilised in turn, “self-reflexively become objects of reflection and communication in their own right” (Wolf, Werner. 2009). A more colloquial term of metareference is ‘Breaking the fourth wall’ coined from the work in theatre, where the fourth wall is “the invisible wall which is imagined to exist across the front of the stage in proscenium-arch staging, which separates the audience from the actors and through which the audience can see but the actors cannot” (Mangan, 2013), to break the fourth wall, the theatre performer turns and interact with the audience, hence the fourth wall is broken. Examples of metareferences in popular media that has influenced this work are as follows.

Figure showing the famous metareference fourth wall break in Spaceballs (Mel Brooks, 1987)

7474

“Spaceballs” (1987) This 1987 Mel Brooks comedy famously has its characters pop in a video of the film itself, finding themselves on the screen. Rick Moranis hysterically says, “What the hell am I looking at? When does this happen in the movie?” (Strassberg and Rodriguez, 2014) The main humour of this scene stems from usage of life feed to mimic the rolling of the film currently shown that infer to the audience that what the characters experiencing is concurrently happening.

Figure showing the titular character Ferris Bueller addressing the audience after the end credit

“Ferris Bueller’s Day Off” (1986) The titular character often breaks the fourth wall by talking and addressing to the audience as if he is the audience’s buddy, starting from the beginning of film to tell about his technique to fool the parents up until the end of the film after end credits rolled to tell the audience to go home. Case Study : “Meta” The author was commissioned by the current dean of the Faculty of Communication Arts to create a short stop motion to shortly demonstrate the faculty, the students, and what can be expected. The brief specified the usage of stop motion as the medium of choice, mainly due to the physicality of the art form as well as how the digital imaging technology enables more accessibility to the contemporary generations with its unique charm of its ‘rawness’ and ‘practical effects’ that helps distinguished

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


itself from other universities’ introductory video clips which are mainly 5-10 minutes story-driven plots and dramatic or effects-driven productions. The stop motion “Meta” utilises a combination of stop motion technique with ‘Object-based’ stop motion and ‘Pixilation’ that involves human actors moving frame-by-frame to convey the story. Multiple camera angles are utilised as if the camera itself is a character and narrater that slowly revealing the scenes, thus slowly letting the audience know they are watching the metareference of the video being produced. Equipment The following equipments were used for the production (1) Camera Gear 1.1 DSLR Camera, Canon EOS 5D Mark III and Canon EOS 600D 1.2 Lens, Canon EF-S 18-55mm f/3.5-5.6 IS, Canon EF 24-70mm f/2.8L 1.3 Micro USB cable adapter 1.4 2 Tripods (2) Lighting Equipment 2.1 2-4 LED Bulbs and mounts 2.2 Light Stands (3) Software (3.1) Dragonframe 4 (3.2) Adobe Premiere Pro CC

Pre-Production (1) Obtaining the brief and requirements 1.1 The clip uses stop motion as demonstration to capabilities of students to produce a stop motion production 1.2 The stop motion should involve a Lego® Minifigures as a character 1.3 The output must not exceed 2 minutes in length 1.4 The output should demonstrate the students life, working projects, and facilities. 1.5 The production utilises students as cast and crew to practice their skills in media production. (2) Draft up the script and rough storyboard sketches to explain each scene. 2.1 The author took keen interest in the idea of self-referential meta in contemporary media that parodies or refers to itself as such and using the creative process itself as the means to convey the message. 2.2 The key scenes are laid out chronologically as it happens 2.3 The transition from one ‘view’ to another ‘frame’

Figure of draft storyboard to convey ideas of each scene and sequence transitions.

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

75


After the story has been approved, the author contacted the students regarding this production in order to set up the designated date and locations. Production The Production team consists of a team of students as both actors and crew. (1) Camera Operators (Students) 1.1 Controls the operation of camera for each shot 1.2 Checking camera focus and kept consistent settings throughout each scene (2) Director (author) 2.1 Oversees the production process 2.2 Direction of movements and characters actions. 2.3 Keeping tracks of completed scenes. (3) Actors (Students) 3.1 Acting in each designated scenes. 3.2 Camera operators become actors themselves at the key point transition. The author stood as director of the production and at the beginning of shooting day has gather the cast and crew to explain the roles and how the production would be filmed. Each scene was designed to be shot consecutively and chronologically, as the students has experiences in stop motion production prior to this production, they grasps the production basics easily. The author explained what is required of each scene while allowed creative freedom of the crew as to how to approach the making of each shot with available equipment. Once the crew has decided on how to film the scene, the author had them testing out 7676

the camera movement with video clip through their mobile phones to see how it should turn out. The production scheduled to finish within two days, with some incongruent transition that require minimal reshoot in the second day.

Figure showing the assisted camera movements by the crew in the early scene

Post Production The post production process consists mainly of collecting all photographs from the two main cameras then precessed and edited with photo processing and video editing application software as follows. (1) Import the photographs into photo editing software Adobe Lightroom, then proceed to batch crop frames into consistent 16:9 format ratio. (2) Check each frame for any inconsistencies and remove them in necessary. (3) Colour correct some scenes for consistencies and continuity. (4) Export the edited frames in sets as JPEG then import them into video editing

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


software. (5) Video editing by putting each frame into consecutive order, adjust speed and duration. (6) Adjust the key transition frames for continuity. (7) Adding background music to match the pacing. (8) Adding minor special effects, as well as colour grading each scenes to make them stand out. (9) Export the edited video in 1080p HD format suitable for distribution via online platform, i.e. YouTube

In order to let the audience submerge into the meta of the process from one format to another, I.e. from paper storyboard transitioning to actual Lego stop motion then, to how it was shot to how that behind the scene was shot, to the post processing of the prior behind the scene. The author who edit the footage must utilise the frame to make one appear as if follows the other. This is done by scaling the frame, rotate etc. to match the previous frame. At certain transition scenes the frame is repeated without audience suspecting that it is a repeat scene, this method was achieved by scaling out the frame as well as rotate it slightly so that it matches the camera shaky movements of a stop motion.

Figure showing the video transition editing to match the subsequence frames.

Figure showing transition from the Lego stop motion to behind the scene of this production

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

77


Figure showing transition from the Lego stop motion to behind the scene of this production

Figure showing transition from the scene depicting stop motion production to behind the scene of itself.

Figure showing the transition from behind the scene of itself to the actual editing of the prior scene.

Figure showing the character breaking the fourth wall by nodding to the audience.

Conclusion of case study The creative process in the stop motion “Meta” key elements are how each scenes depicts process of producing the stop motion and the transition that connects the frames from paper to Lego Minifigures to the person behind the camera animating the Minifigures to the crew behind the scene to the whole team revealed to be editing the prior scene, thus creating the allusion to meta in the production of the stop motion piece itself. The conclusion of this case study is aimed to identify the creative processes involved in the production, problems, obstacles and limitations as follows:

7878

(1) Camera movement: the camera of this stop motion does not stay put, the camera itself has to move at the same pace as each movement of the character or actors. The crew must work together to move the camera along the designated path as well as making sure the subject remain in the frame. Utilising the recent models of DSLR Camera which comes with rotatable screen that can be viewed from various angles has helped the production immensely due to its flexibility for the scene required. (2) Matching the transition frame: due to scenes require switching set, the crew is assisted by a computer software specialises in stop motion called Dragonframe, this software enables the feature ‘Onion Skin’ which overlays

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


the composed shot with Live View from the connected camera thus the subsequent shot can be aligned to be as close to the previous one. Despite having an assisted software to compose the shot, the scene still require some editing in order to match the frame as close to perfection as possible.

(3) Reshoot: the planned production was to have it shot chronologically, the crew ran into trouble figuring out how the first scene should be shot, subsequently delaying the following scene of Lego stop motion. The crew decided to put the Lego stop motion production to the following day, and focus the efforts in remaining scenes as it requires more manpower.

บรรณานุกรม

ภาษาต่างประเทศ Taylor, Richard (1996). Encyclopaedia of Animation Techniques. Philadelphia: Running Press. Wolf, Werner (2009). Metareference across Media. Theory and Case Studies. Amsterdam: Rodopi. Mangan, Michael (2013). The Drama, Theatre and Performance Companion. Basingstoke, GB: Palgrave Macmillan. ระบบออนไลน์ Schroeder, Jordan (2016). Breaking the Fourth Wall: The effects of Metareferences and Direct Address in Fictional Narrative. Yale University. From https://cogsci.yale.edu/sites/default/files/files/Thesis2016S chroeder.pdf Retrieved [2018, June 20] Strassberg and Rodriguez (2014). 14 Films That Famously Break the Fourth Wall. Backstage.com. From https:// www.backstage.com/news/14-films-famously-break-fourth-wall/ Retrieved [2018, June 20]

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

79


การรับแนวความคิด “Responsive Design ในการออกแบบเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการไทย

Adoption of “Responsive Design” Concept to the Websites of Government Units in Thailand

ปรเมศวร์ รัมยากูร * บทคัดย่อ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม Thailand 4.0 ล่าสุดนั้น การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design เป็นสิง่ จำ�เป็นสำ�หรับการพัฒนาเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการของไทย เพือ่ ทีจ่ ะบรรลุตามแผนงานดังกล่าว ทัง้ นีเ้ พือ่ ตอบ สนองความต้องการของประชาชน ซึง่ เป็นผูร้ บั สาร ทีม่ คี วามนิยมในการค้นคว้าหาข้อมูลผ่านทางอุปกรณ์ไร้สาย ซึง่ เว็บไซต์ แบบ Responsive จะสามารถแสดงผลได้ดีในทุกอุปกรณ์ และทุกขนาดหน้าจอ ท้ายที่สุดประชาชนย่อมจะมีความพึง พอใจในการใช้เว็บไซต์ผ่านโทรศัพท์มือถือ และจะกลับมาใช้งานอีก การศึกษาชิ้นนี้ใช้ประเด็นในเรื่อง 1) การรับ Responsive Design มาใช้ 2) การจัดวางตำ�แหน่งเมนูต่างๆให้ใช้ งานง่าย และ 3) การมีปริมาณข้อมูลที่เหมาะสม มาใช้ศึกษาเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการจำ�นวน 147 เว็บไซต์ จากการ ศึกษาพบว่า เว็บไซต์หน่วยงานราชการไทยมีการใช้ Responsive Design แล้ว 80 เว็บไซต์ คิดเป็นร้อยละ 54.42 ใน ขณะที่เว็บไซต์ที่เป็น Responsive Design แล้วนั้น เกินครึ่งนึง (ร้อยละ 58) ยังมีการใส่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เกี่ยวข้อง และ มีปริมาณมากลงไปในเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ที่มีการใช้ Responsive Design อย่างดีเยี่ยมมีเพียง 30 เว็บไซต์ คิดเป็นร้อย ละ 20.4 ของเว็บไซต์ที่ใช้ศึกษาทั้งหมด Abstract Following to Thailand latest economic model, called “Thailand 4.0”, Responsive Web Design is necessary for all government websites in order to achieve the said economic model and fulfil the need of information for Thai people. The main point is Thai people nowadays prefer to use mobile internet to search and browse the information from the website, which responsive website is be able to perfectly display the website in any kind of mobile device and every screen size. As a result, the users will be gratified by mobile website using-experience and return to use the website again. The study was made to 147 government websites by focusing on 1) Responsive web design adoption 2) Easy Navigation of the websites and 3) Proper and relevant content. The study was found that 80 government websites implemented with responsive design (54.42%). However, from those implemented websites, 58% of them providing unnecessary and too much content in their website. Only 20.4% of the government websites was classed as a great responsive design websites.

* อาจารย์ประจำ� คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม 8080

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ความสำ�คัญของปัญหา ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตนับเป็นเครือข่ายข้อมูล ข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทำ�หน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล ข่าวสารต่างๆทัว่ โลกในรูปแบบไร้พรมแดนกล่าวคือไร้ขอ้ จำ�กัดทัง้ ในเรือ่ งของระยะทาง และเวลา (Space&Time) ผูใ้ ช้อนิ เทอร์เน็ตสามารถใช้อนิ เทอร์เน็ตทีไ่ หน เมือ่ ใดก็ได้ จนทำ�ให้ประชากรทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และนิยมใช้ อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก ไม่วา่ จะเพือ่ ความบันเทิง เปิด รับข่าวสาร ใช้ในการทำ�งาน-ทำ�ธุรกิจ หรือแม้แต่ใช้ อินเทอร์เน็ตในกิจวัตรประจำ�วันทัว่ ๆไป ด้วยจุดเด่นต่างๆ เหล่านี้ทำ�ให้ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 4,000 ล้านคนทัว่ โลก มากเกินครึง่ นึงของประชากรบนโลก โดย ในปีคศ. 2017 ที่ผ่านมามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่ม ขึ้นถึง 250 ล้านคน “เว็บไซต์” (Website) ถือเป็นสื่อสำ�คัญอย่าง หนึง่ ทีท่ �ำ ให้อนิ เทอร์เน็ตได้รบั ความนิยม กล่าวคือเว็บไซต์ สามารถแสดงข้ อ มู ล ข่ า วสารออกมาในรู ป แบบทั้ ง ข้อความ ภาพ และเสียง ซึ่งสามารถรวมจุดเด่นของสื่อ ประเภทต่างๆในอดีต (Traditional Media) อย่างสื่อสิ่ง พิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุได้ทั้งหมด และยังมีจุดเด่นของ เรือ่ งความไร้ขอ้ จำ�กัดในเรือ่ งของ Space&Time อีกด้วย ทำ�ให้ปจั จุบนั เว็บไซต์เป็นสือ่ ทีน่ ยิ มกันอย่างกว้างขวาง ซึง่ บทบาทการเป็นสื่อของเว็บไซต์นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆใน ปัจจุบัน จนทำ�ให้ปัจจุบันผู้ใช้ หรือผู้รับสารนั้นเปิดรับสื่อ อินเทอร์เน็ตมากถึง 6 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่เปิดรับสื่อ แบบ Traditional Media เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ในอดีตนั้นเว็บไซต์ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นใน ปัจจุบัน มีการพัฒนาตั้งแต่การแสดงผลแบบธรรมดามี เพียงข้อความล้วนในยุคแรก ก่อนจะมีการพัฒนาต่อมา เป็นลำ�ดับทั้งการมีภาพประกอบ มีภาพเคลื่อนไหว มีลูก เล่นต่างๆมากมายเกิดขึ้นในเว็บไซต์ตามลำ�ดับ ซึ่งในยุค แรกนั้นเว็บไซต์จะถูกออกแบบโดยเน้นไปที่การใช้งานใน คอมพิวเตอร์เป็นหลัก เนือ่ งจากการใช้อนิ เทอร์เน็ตในยุค นัน้ ยังต้องต่อผ่านคอมพิวเตอร์เท่านัน้ ผูพ้ ฒ ั นาเว็บไซต์จงึ สามารถใส่ ข้ อ มู ล ที่ เ ป็ น ข้ อ ความ รู ป ภาพ และภาพ เคลื่ อ นไหวต่ า งๆได้ ต ามแต่ เ ทคโนโลยี ข องอุ ป กรณ์ คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นๆจะสนับสนุน ตัวอย่างเช่นในยุค หนึง่ มีการใส่ไฟล์ประเภท Flash ในเว็บไซต์กนั อย่างแพร่ หลาย เพราะเป็นไฟล์ที่เพิ่มลูกเล่นต่างๆในการแสดง ข้อมูลในเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นไฟล์ที่มีขนาด

ใหญ่และใช้เวลาในการถ่ายโอนข้อมูลสูง แต่คอมพิวเตอร์ ในยุคนั้นก็สามารถโหลดไฟล์ประเภทนี้กันได้อย่างไม่มี ปัญหา ผู้พัฒนาเว็บไซต์จึงนิยมใส่ไฟล์ Flash ลงไปใน เว็บไซต์ ต่อมาการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ไร้สาย หรือที่เรียกกันว่า Mobile Internet โดยเฉพาะการใช้ ผ่านโทรศัพท์มือถือเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น โดยปัจจัย หลักที่สนับสนุนการใช้ Mobile Internet ดังกล่าวคือ เครือข่ายไร้สายของผู้ให้บริการมีการพัฒนากันอย่างต่อ เนื่อง และในส่วนของเครือข่ายไร้สายก็มีการพัฒนาทาง เทคโนโลยีกันอยู่ตลอดตั้งแต่ระบบ GSM ไล่เรียงกันมา จนถึง 4G ในปัจจุบัน นอกจากนี้อุปกรณ์ไร้สาย อย่าง โทรศัพท์มอื ถือนัน้ ก็มกี ารพัฒนาทางด้าน Hardware มา โดยตลอด จนทำ�ให้การใช้อนิ เทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ไร้สาย นั้ น ไม่ แ ตกต่ า งจากการใช้ อิ น เทอร์ เ น็ ต ผ่ า นทาง คอมพิวเตอร์แต่อย่างใด จากเหตุผลของการพัฒนาทาง ด้าน Mobile Internet และอุปกรณ์ไร้สายดังกล่าวนี้ ทำ�ให้เราสามารถถ่ายโอนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต และ เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆกันได้อย่างรวดเร็วเท่าเทียม กับการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางคอมพิวเตอร์แบบปกติ ผลของความนิ ย มนั้ น ทำ � ให้ จำ � นวนผู้ ใ ช้ อิ น เทอร์ เ น็ ต ผ่ า นทางอุ ป กรณ์ ไร้ ส ายนั้ น เพิ่ ม ขึ้ น อย่ า ง รวดเร็ว ซึ่งทาง “We Are Social” ดิจิทัลเอเยนซี่ และ “Hootsuite” ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติการใช้งาน อินเทอร์เน็ตทั่วโลกประจำ�ปี คศ. 2017 พบว่าจาก ประชากรทั่วโลกประมาณ 7 พันล้านคนนั้นโดยเฉลี่ยมี การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือโดยเฉลี่ยทั้ง โลกสู ง ถึ ง 112% สำ � หรั บ ประเทศไทยนั้ น มี ก ารใช้ อินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือสูงถึง 46 ล้านคน จากประชากรทัง้ สิน้ 69 ล้านคน ทีน่ า่ สนใจกว่านัน้ คือคน ไทยใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเฉลี่ย ใน 1 วันเป็นเวลา 4 ชั่วโมง 56 นาที ซึ่งเป็นจำ�นวนที่สูง ที่สุดในโลก ผลกระทบของ Mobile Internet ที่มีต่อเว็บไซต์ การเติบโตแบบก้าวกระโดดของอินเทอร์เน็ต ทำ�ให้เกิดเว็บไซต์ต่างๆขึ้นอย่างมากมาย จนทำ�ให้ข้อมูล ข่าวสารในเว็บไซต์นั้นมีจำ�นวนมหาศาล เกิดการแข่งขัน ระหว่างเว็บไซต์ในเชิงธุรกิจ เพือ่ หารายได้ให้กบั หน่วยงาน

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

81


ของตนเอง ท้ายที่สุดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจึงมีโอกาสเลือกที่ จะใช้เว็บไซต์ที่ถูกใจตนเองมากที่สุด กล่าวคือสามารถ สนองตอบต่อความต้องการข้อมูลข่าวสารของผูใ้ ช้ได้เป็น อย่างดี จนผู้ใช้เกิดความประทับใจและกลับมาใช้ใหม่ เรื่อยๆ ซึ่งเว็บไซต์ก็จะได้จำ�นวนเข้าชมที่สูงขึ้นจนนำ�ไปสู่ ผลลัพท์เชิงธุรกิจ เช่นการขายโฆษณา การเก็บค่าสมาชิก ฯลฯ จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับแนวความ คิดของ ชแรมม์ (Shramm, 1973) ทีไ่ ด้กล่าวไว้วา่ ผูใ้ ช้สอื่ จะใช้ความพยายามน้อยทีส่ ดุ แต่สามารถบรรลุเป้าหมาย ของเขาได้ดีที่สุด เว็บไซต์ซึ่งเป็นสื่อยุคใหม่นั้น ต่างจึงต้องดำ�เนิน งานโดยดู ที่ ค วามต้ อ งการของผู้ รั บ สาร หรื อ ผู้ ใ ช้ อินเทอร์เน็ตเป็นสำ�คัญ ดั่งจะเห็นได้จากวิวัฒนาการของ เว็บไซต์จากอดีตจนถึงปัจจุบนั ทีม่ กี ารปรับเปลีย่ นรูปแบบ หน้าตาของเว็บไซต์มาโดยตลอด มีการจัดวางเมนูต่างๆ ให้ใช้งานง่าย (Web Navigation) มีช่องให้ใส่คำ�ค้นเพื่อ ผู้ใช้จะได้ค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการได้ทันที หรือมีลูกเล่น ต่างๆทัง้ ภาพและเสียงในเว็บไซต์ของตนเพือ่ ทีจ่ ะมัดใจให้ ผู้ใช้กลับมาใช้บริการอยู่เรื่อยๆ ในสมัยยุคที่ Mobile Internet เริ่มเป็นที่นิยม นั้นเว็บไซต์ต่างๆก็ได้จัดทำ�เว็บไซต์ของตนเองให้เป็นรูป แบบสำ�หรับการเข้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือเรียกว่า Mobile Site ซึง่ ในยุคนัน้ การออกแบบเว็บไซต์จะถูกแบ่ง ออกเป็น 2 รูปแบบอย่างชัดเจนคือ 1) เว็บไซต์แบบปกติ ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ และ 2) Mobile Site ที่เป็นเว็บไซต์ สำ�หรับใช้ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการเข้าเว็บไซต์ในยุคนั้น มักมีตวั เลือกให้ผใู้ ช้คลิกว่าจะเข้าไปชมเว็บไซต์ในรูปแบบ ใด หรือมีการตอบสนองเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บไซต์ที่ถูก ต้องแบบอัตโนมัติตามแต่อุปกรณ์ที่ผู้ใช้เข้าชมเว็บไซต์ อย่างไรก็ตามการที่ต้องออกแบบเว็บไซต์เป็น สองแบบ และการที่โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไร้สาย ต่างๆมีความละเอียดหน้าจอที่แตกต่างกัน และ Browser ทีใ่ ช้เข้าชมเว็บไซต์มกี ารแสดงผลทีไ่ ม่เหมือนกัน ทำ�ให้ ผู้พัฒนาเว็บไซต์ในยุคนั้นต้องพบกับความยากลำ�บาก และใช้ทรัพยากรทางบุคลากรเป็นจำ�นวนมาก ต้องมีการ ทดสอบเว็บไซต์ในอุปกรณ์ไร้สายเกือบทุกระบบปฏิบัติ การ (Operation System – OS) ทุก Web Browser และแทบจะทุกขนาดหน้าจอหลักๆของอุปกรณ์ไร้สาย ใน ยุคนั้นการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมา 1 เว็บไซต์อาจต้องใช้ บุคลากรหลายสิบคนเลยทีเดียว 8282

แนวความคิดการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design ในยุคปัจจุบันเป็นยุคของอุปกรณ์ไร้สายอย่าง แท้จริงนั้น ทำ�ให้การออกแบบเว็บไซต์ได้เปลี่ยนมุมมอง การออกแบบใหม่ โดยนั ก ออกแบบจะยึ ด หลั ก การ ออกแบบเพื่อแสดงผลในโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ไร้ สายก่อนเป็นอับดับแรก หรือที่เรียกกันว่า “Mobile First” เนื่องจากผู้ใช้ต่างเข้าชมเว็บไซต์ผ่านทางโทรศัพท์ มือถือแทบทั้งสิ้น จากเดิมที่ยึดเอาความสวยงามและ ความต้ อ งการของเจ้ า ของเว็ บ ไซต์ ก่ อ น ซึ่ ง ในเชิ ง นิเทศศาสตร์แล้วอาจกล่าวได้ว่าการออกแบบเว็บไซต์ได้ เปลี่ยนจากการยึดเอาความต้องการของผู้ส่งสารมาก่อน (ทีมทำ�เว็บไซต์) มาเป็นการตอบสนองความต้องการของ ผู้รับสาร หรือผู้ใช้เว็บไซต์ ที่ปัจจุบันนิยมใช้เว็บไซต์ผ่าน ทางโทรศัพท์มอื ถือเป็นหลัก ซึง่ สอดคล้องกับแนวคิดของ กลุ่ม Uses and Gratification อีธาน มาร์คอทท์ (Ethan Marcotte) นับเป็น คนแรกที่ได้บัญญัติคำ�ว่า Responsive Design ขึ้นหลัง จากทีเ่ ขาเขียนบทความชือ่ ว่า “A List Apart” ซึง่ พูดเกีย่ ว กั บ การเปลี่ ย นแปลงที่ ร วดเร็ ว ของอุ ป กรณ์ ท าง อินเทอร์เน็ต ทั้งในเรื่องของ ระบบปฏิบัติการ, Browser, ขนาดหน้าจอ รวมไปถึงการสามารถพลิกไปมาขอหน้าจอ (Screen Orientation) จนทำ�ให้การออกแบบเว็บไซต์โดย แยกตามลักษณะของอุปกรณ์ดังกล่าวนั้นแทบเป็นไม่ได้ ซึ่งอีธานได้เสนอแนวความคิดในการออกแบบเว็บไซต์ที่ ยืดหยุน่ และสามารถเปลีย่ นแปลงรูปแบบการแสดงผลได้ ตามขนาดของหน้าจอจะเป็นทางออกที่ดีและยั่งยืนที่สุด แนวความคิดการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design หรือ Responsive Web Design (มัก เรียกย่อว่า RWD) นั้น คือการออกแบบเว็บไซต์เพียงครั้ง เดียว แต่สามารถนำ�ไปแสดงผลในอุปกรณ์ที่มีขนาดหน้า จอ และลักษณะอืน่ ๆทีแ่ ตกต่างกันได้ โดยเว็บไซต์จะปรับ รูปแบบการแสดงผลให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ของผู้ใช้เอง ไม่วา่ จะเป็นคอมพิวเตอร์แบบตัง้ โต๊ะ หรืออุปกรณ์ไร้สาย ประเภทต่างๆ โดยผู้ใช้ไม่ต้องคลิกเลือกหรือใช้ความ พยายามใดๆในการปรับแต่งอุปกรณ์ของตนเอง ทั้งนี้ผู้เขียนได้ศึกษาหลักการออกแบบเว็บไซต์ แบบ Responsive Design ที่ถูกต้อง ผ่านแหล่งข้อมูล ต่างๆ และได้สรุปออกมาเป็นประเด็นดังนี้

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(1) ความยืดหยุ่นในการแสดงผล Flexible – ส่วนที่เป็นจุดเด่นของ Responsive Design นั้น ขนาด ฟอนท์, ภาพ, และขอความต้องสามารถเปลี่ยนแปลง ขนาดและการจัดวาง (Layout) ตามขนาดหน้าจอได้ อย่างเหมาะสม โดยจะไม่มีการยึดการแสดงผลที่เป็น Column แบบตายตัว (2) ใช้งานได้งา่ ย Easy Navigation – เนือ่ งจาก พฤติกรรมของผูใ้ ช้หนั มาเข้าเว็บไซต์ผา่ นทางโทรศัพท์มอื ถือ เมนูต่างๆ และการใช้งานในเว็บไซต์ตอ้ งสามารถคลิก หรือพิมพ์ได้อย่างสะดวก มีขนาดของปุม่ ต่างๆทีไ่ ม่เล็กจน เกินไป และอาจต้องคำ�นึงถึงการกดควบคุมต่างๆ ด้วยมือ เพียงข้างเดียว โดยไม่มเี มาส์หรืออุปกรณ์อนื่ ๆช่วยในการ ควบคุม (3) ให้ข้อมูลเท่าที่จำ�เป็น Only Necessary Content – การเข้าเว็บไซต์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่มี ความจำ�กัดของขนาดหน้าจอ และความเร็วในการใช้ อินเทอร์เน็ตนั้น หากข้อมูลที่เป็นทั้งภาพและข้อความ มี ปริมาณมากเกินไปจนทำ�ให้โหลดข้อมูลได้ช้า หรือข้อมูล ที่ผู้รับสารต้องการหาอยู่นั้นอยู่ลึกเกินไป ผู้ใช้ย่อมไม่ อยากกลับมาใช้เว็บไซต์อีก ผลของการที่การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design นัน้ ทำ�ให้ความนิยมในการเข้าเว็บไซต์ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ไร้สายอื่นๆเป็นที่ นิยมมากไปอีก กล่าวคือผูใ้ ช้สามารถใช้โทรศัพท์มอื ถือทีม่ ี ติดตัวอยู่เข้าไปค้นหาข้อมูลได้ทันที โดยผลที่ได้รับนั้นไม่ แตกต่างจากการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเข้าชมเว็บไซต์แต่ อย่างใด ในส่วนของเว็บไซต์เองนัน้ สามารถลดขัน้ ตอนการ ทำ�งานได้เป็นอย่างมาก ซึงผลที่เห็นชัดที่สุดคือการลด ต้นทุนในการจ้างพนักงานมาพัฒนาเว็บไซต์ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 การออกแบบเว็บไซต์ ตามแนวคิด Responsive Design

E-Government จนถึง Thailand 4.0 ในไทย จากตัวเลขของจำ�นวนผูใ้ ช้อนิ เทอร์เน็ตในไทยที่ ได้กล่าวไปตามข้างต้นนัน้ ทางภาครัฐของไทยก็เห็นความ สำ�คัญของอินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์มาโดยตลอดดังจะ เห็นได้จากการมีการกล่าวถึงสื่ออินเทอร์เน็ตในแง่มุม ต่างๆผ่านทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ มาโดยตลอด ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ ที่ 9 ได้มีการกำ�หนดกรอบนโยบาย IT 2010 (ช่วงปี พ.ศ. 2544 – 2553) ซึ่งได้ระบุกลยุทธ์ในการพัฒนาที่สำ�คัญ 5 ด้านด้วยกัน ได้แก่ E-Government, E-Commerce, EIndustry, E-Education และ E-Society ซึ่งในส่วนของ E-Government นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ (1) ภาครัฐต่อภาคธุรกิจ (G2B) เป็นรูปแบบการ ให้บริการของภาครัฐบาลต่อภาคธุรกิจ โดยภาคธุรกิจ สามารถค้นหาข้อมูลหรือทำ�ธุรกรรมผ่านทางเว็บไซต์ ของ หน่วยงานรัฐได้ (2) ภาครัฐต่อประชาชน (G2C) ประชาชน สามารถใช้บริการค้นหาข้อมูลหรือดำ�เนินธุรกรรมโดย ผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐได้ (3) ภาครัฐต่อภาครัฐด้วยกัน (G2G) เป็นรูปแบบ การทำ � งานที่ แ ต่ ล ะหน่ ว ยงานในภาครั ฐ สามารถแลก เปลี่ยนข้อมูลต่างๆผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ โดยมีการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายสารสนเทศระหว่าง หน่วยงานของกระทรวงต่างๆเข้าด้วยกัน รวมทัง้ การเชือ่ ม โยงไปทีห่ น่วยงานระดับท้องถิน่ ทัง้ นีเ้ พือ่ ลดระยะเวลาใน การแลกเปลี่ ย นข้ อ มู ล ของทางราชการ และเพิ่ ม ประสิทธิภาพในการทำ�งาน (4) ภาครัฐต่อพนักงานในสังกัด (G2E) พนักงาน ในสังกัดกระทรวง ทบวง กรม กอง ต่างๆสามารถค้นหา ข้อมูลที่ต้องการภายในหน่วยงานสังกัดของตนเองได้ ทำ�ให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพใน การทำ�งานมากขึ้น จากประเภทของ E-Government ทั้ ง 4 ประเภท เราจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์เป็นกลจักรที่สำ�คัญใน การขับเคลื่อนแผยพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับนี้ ซึ่งต่อมาใน ยุคปัจจุบนั วันที่ 8 มีนาคม 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “รัฐบาล ดิจิทัล กุญแจสู่ประเทศไทย 4.0” ในงานสัมมนา “วิสัย ทัศน์รัฐบาลดิจิทัลประเทศไทย : Thailand Digital

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

83


Government Vision 2017 - 2021” โดยสาระสำ�คัญ ของแผนพัฒนารัฐบาลดิจทิ ลั ของประเทศไทยได้กล่าวถึง ในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าภาครัฐไทยจะยกระดับสู่การเป็น รัฐบาลดิจิทัลที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน มีการ ทำ � งานแบบอั จ ฉริ ย ะ ให้ บ ริ ก ารโดยมี ป ระชาชนเป็ น ศูนย์กลาง และขับเคลือ่ นให้เกิดการเปลีย่ นแปลงได้อย่าง แท้จริง โดยอยู่บนพื้นฐานของ ซึ่งแผนดังกล่าวมักเรียก ย่อ ๆ ว่า Thailand 4.0 (1) การบู ร ณาการเชื่ อ มโยงข้ อ มู ล และการ ดำ�เนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน (Government Integration) (2) การนำ�เทคโนโลยีและอุปกรณ์ดจิ ทิ ลั มาสนับ สนุนการปฏิบัติงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม (Smart Operations) (3) ประหยัด และคุม้ ค่า การยกระดับงานบริการ ภาครั ฐ ให้ ต รงกั บ ความต้ อ งการของประชาชนที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Citizen-centric Services) (4) การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่รัฐบาล ดิจิทัลในทุกระดับของบุคลากรภาครัฐ ซึ่งรวมไปถึงการ เปลี่ยนแปลงองค์กรในขั้นตอนการทำ�งาน เทคโนโลยี และกฎระเบียบ (Driven Transformation) จากแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลข้างต้น จะเห็นได้ ว่ามีการกล่าวถึงการบริการของภาครัฐให้ตรงตามความ ต้องการของประชน เน้นการใช้งบประมาณไม่ฟุ่มเฟือย และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ซึ่ง สอดคล้องกับยุคของ Mobile Internet ในปัจจุบัน ที่ ประชาชนนิยมใช้โทรศัพท์มอื ถือ หรืออุปกรณ์ไร้สายอืน่ ๆ เข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น กอปรกับการ ที่มีแนวความคิด Responsive Design ที่ทำ�ให้การเข้า เว็บไซต์ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆทำ�ได้ง่าย และเว็บไซต์เอง ก็ใช้งบประมาณในการดำ�เนินงานที่ลดลงนั้น ผู้เขียนคิด ว่าการทีห่ น่วยงานภาครัฐจะทำ�ตามวิสยั ทัศน์ของรัฐบาล ในการจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้นจะต้องตอบสนอง ความต้องการทางข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อดิจิทัลของ ประชาชนให้ตรงจุด ซึ่งการใช้แนวความคิดออกแบบ เว็บไซต์แบบ Responsive Design นั้นเป็นสิ่งจำ�เป็นที่ จะทำ�ให้ประชาชนสามารถเข้าเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก สบาย ในส่วนของรัฐบาลเองก็จะใช้เทคโนโลยีทเี่ หมาะสม ตามยุ ค สมั ย และลดงบประมาณแผ่นดินในการดูแ ล 8484

เว็บไซต์ได้อย่างมหาศาล ซึ่งจะทำ�ให้รัฐบาลบรรลุตาม แผนการพัฒนาดังกล่าวได้โดยง่าย ขอบเขตการศึกษา จากการที่ข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ตนั้นมี จำ�นวนมากมายมหาศาล จนทำ�ผูใ้ ช้อนิ เทอร์เน็ต หรือผูร้ บั สารยุคใหม่ ต้องที่มีความกระตือรือร้น (Active) ในการ หาข้อมูลข่าวสารผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆตลอดเวลา ซึ่ง สอดคล้องกับทฤษฎีของกลุ่ม Uses and Gratification ทีผ่ รู้ บั สารจะเลือกใช้สอื่ โดยคาดหวังผลทีต่ นจะได้รบั จาก การใช้สื่อนั้นๆ โดยผู้เขียนจะใช้ Model การวิเคราะห์สื่อ โดยดูเอาความต้องการของผู้รับสารเป็นส่วนสำ�คัญ ทั้งนี้ผู้เขียนมีความสนใจว่าเว็บไซต์ของหน่วย งานราชการไทยในปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาให้อยู่ในรูปแบบ ของ Responsive Design แล้วหรือไม่ หากมีการใช้แนว ความคิดดังกล่าวแล้ว เว็บไซต์ทใี่ ช้มกี ารรับ Responsive Design มาใช้ได้อย่างถูกต้องมากน้อยเพียงไร โดยจะ ศึกษาดูตามประเด็นดังต่อไปนี้ (1) เว็บไซต์หน่วยงานนั้นๆได้ใช้การออกแบบ Responsive Design แล้วหรือยัง (2) การจัดวางเมนูต่างๆมีความเหมาะสมมาก น้อยเพียงไร (Easy Navigation) (3) ข้อมูลในเว็บตอบสนองความต้องการของผู้ ใช้มากน้อยเพียงไร (Necessary Content) โดยดูทั้งแง่ มุมความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และปริมาณของเนื้อหา ผูเ้ ขียนใช้หน้ารวมเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ ไทยของกรมประชาสัมพันธ์(http://www.prd.go.th/ main.php?filename=links_gov) เป็นจุดเริ่มในการ ศึกษา และได้ค้นคว้าหาเว็บ URL เพิ่มเติมในกรณีที่ URL ไม่สามารถเข้าได้ หรือไม่ใช่ข้อมูลล่าสุด รวมถึงหน่วยงาน ที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ หรือสังกัดใหม่ ทั้งนี้ผู้เขียนได้ตัด หน่วยงานทีไ่ ม่สามารถหาข้อมูลเว็บไซต์อนั ปัจจุบนั ได้ และ หน่วยงานที่ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง หากแต่เป็นเพียง เพจย่อย ของหน่วยงานที่ตนเองสังกัดอยู่ออกไป ในท้าย ทีส่ ดุ ผูเ้ ขียนได้เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการไทยมาศึกษา ทั้งหมด 147 เว็บไซต์ ตามที่ได้แนบมาในภาคผนวชนี้ การศึกษาทำ�โดยการเข้าไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว ทุกเว็บไซต์ผ่านทางคอมพิวเตอร์ผ่าน Browser แบบ Google Chrome, โทรศัพท์มือถือ iPhone 7, iPad Tablet รุ่น iPad2 และ โทรศัพท์มือถือ Samsung S7

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


Edge ทั้งนี้เพื่อให้การแสดงผลในเว็บไซต์นั้นหลากหลาย ให้มากที่สุดทั้งระบบปฏิบัติการ และขนาดหน้าจอ การรายงานผลผูเ้ ขียนรายงานผลการศึกษาตาม ประเด็นทัง้ 3 ประเด็น โดยรายงานผลจำ�นวนความถีข่ อง เว็บไซต์ และนำ�ความถีม่ าคิดเป็นจำ�นวนร้อยละ เมือ่ เทียบ กับจำ�นวนเว็บไซต์ทไี่ ด้ใช้ศกึ ษาทัง้ หมด ซึง่ ผูเ้ ขียนได้น�ำ ผล ดังกล่าวมาวิเคราะห์ต่อไป นอกจากนี้ผู้เขียนยังรายงาน ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องอื่นๆที่พบระหว่างการทำ�การ ศึกษาด้วย ผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่าเว็บไซต์หน่วยงานราชการ ไทยมีการใช้ Responsive Design แล้ว 80 เว็บไซต์ จาก จำ�นวนเว็บไซต์ที่ใช้ศึกษาทั้งหมด 147 เว็บไซต์ คิดเป็น ร้อยละ 54.42 โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมกี ารใช้ Responsive Design ทัง้ หมด ใน ขณะทีห่ น่วยงานสังกัดกระทรวงการต่างประเทศไม่มกี าร ใช้ Responsive Design เลย ในส่วนการจัดวางเมนูเพือ่ ให้ใช้บริการได้งา่ ยนัน้ ผู้ศึกษาได้ดูความชัดเจนในการงานผ่านอุปกรณ์ไร้สาย เป็นหลัก สามารถคลิกเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลได้ง่ายผ่าน ปุ่ม (Button) ที่ชัดเจน การมีช่อง Search เพื่อใช้ค้นคว้า หาข้อมูลได้ทนั ที รวมถึงการจัดวางทีท่ �ำ ให้ใช้งานเว็บไซต์ ได้อย่างสะดวกนั้น การศึกษาพบว่ามีเว็บไซต์ของหน่วย งานราชการไทยทำ � Easy Navigation ได้ อ ย่ า งมี ประสิทธิภาพจำ�นวน 28 เว็บไซต์ คิดเป็นจำ�นวนร้อยละ 35 จากจำ�นวนเว็บไซต์ที่เป็น Responsive ทั้งหมด 80 เว็บไซต์ ปั ญ หาที่ ผู้ ศึ ก ษาพบคื อ เว็ บ ไซต์ ห น่ ว ยงาน ราชการไทย มักใช้ปุ่มที่มีขนาดเล็ก หรือใส่ข้อความที่ เยอะจนเกินไปจนทำ�ให้ผู้ใช้ไม่รู้ว่าจะต้องคลิกตรงไหน เมื่อเข้าเว็บไซต์ผ่านทางอุปกรณ์ไร้สายที่มีขนาดหน้าจอ เล็ ก รวมถึ ง เว็ บ ไซต์ ห ลายเว็ บ ยั ง มี ก ารจั ด เรี ย งเมนู ที่ กระจัดกระจาย ไม่เรียงลำ�ดับความสำ�คัญของลิงก์ให้ดี ส่วนสุดท้ายในเรื่องปริมาณ และความสำ�คัญ ของข้อมูลในเว็บไซต์นั้น ผู้ศึกษาได้สำ�รวจดูว่าหน่วยงาน นัน้ ๆได้ใส่เนือ้ หาทีเ่ กีย่ วข้องกับหน่วยงานตนหรือไม่ และ เป็ น ข้ อ มู ล ที่ ผู้ รั บ สารต้ อ งการเข้ า มารั บ ข้ อ มู ล หรื อ ไม่ นอกจากนี้ผู้ศึกษาได้ดูว่าจำ�นวนปริมาณของข้อความ และภาพจะต้องไม่มากจนเกินไปจนลำ�บากในการใช้งาน

ผ่านมือถือที่มีขนาดหน้าจอเล็ก หรือการดาวน์โหลด ข้อมูลผ่าน Mobile Internet จนทำ�ให้แสดงผลช้า การศึกษาพบว่ามีเว็บไซต์ทใี่ ส่ขอ้ มูลไม่เหมาะสม หรือเยอะจนเกินไปจำ�นวนถึง 46 เว็บไซต์ คิดเป็นร้อยละ 58 จากเว็บไซต์ที่เป็น Responsive ทั้งหมด 80 เว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลไม่เหมาะสมที่พบมากที่สุดคือการเผยแพร่ผล การทำ�งานในหน่วยงาน รวมถึงข่าวภายในหน่วยงานราช การนั้นๆ จนไม่คำ�นึงถึงวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน และ คำ�นึงถึงผู้ใช้ซึ่งเป็นประชาชนที่เข้ามาหาข้อมูล ตัวอย่าง เช่นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความรู้พื้นฐานด้านต่างๆ ให้กลับประชาชน แต่กลับไม่มีข้อมูลความรู้เผยแพร่ใน เว็บไซต์ กลับมีแต่ข่าวการทำ�งานภายในหน่วยงานนั้นๆ เต็มหน้าเว็บไซต์เป็นต้น นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารอื่นๆที่ มากจนเกินพอดี ที่พบเป็นจำ�นวนมากได้แก่การใส่ฟังก์ชั่ นที่ไม่เหมาะสมกับเว็บไซต์ Responsive เช่นตัวอักษร เคลือ่ นไหว ภาพกระพริบ ภาพลิงก์ตา่ งๆทีไ่ ม่เกีย่ วข้องกับ หน่วยงาน และภาพ Logo Exchange ระหว่างหน่วยงาน ราชการด้วยกันเอง ที่ท้ายหน้าเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วน ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้รับสารที่เข้ามาค้นคว้า หาข้อมูล และทำ�ให้เว็บไซต์โหลดช้า เมื่อเข้าชมผ่านทาง อุปกรณ์ไร้สายอีกด้วย จากการศึกษาทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าว มีหน่วย งานราชการทีม่ เี ว็บไซต์ทมี่ กี ารออกแบบครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้ง 3 ประเด็นกล่าวคือมีการใช้ Responsive Design มี การจัดวางเมนูและการเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างสะดวก และมีข้อมูลที่นำ�เสนอในเว็บไซต์เป็นไปอย่างเหมาะสม นั้น มีจำ�นวนทั้งสิ้น 30 เว็บไซต์ คิดเป็นร้อยละ 20.4 ของ จำ�นวนเว็บไซต์ที่ใช้ศึกษาทั้งหมด 147 เว็บไซต์ ตัวอย่าง เว็บไซต์ที่ดีได้แก่ เว็บไซต์ของกรมสรรพากร, กรมขนส่ง ทางบก, สำ�นักนโยบาย และแผนพลังงาน, กระทรวง พาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำ�นักงานประกันสังคม และกระทรวงสาธารณสุขดังภาพที่ 2

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

85


ภาพที่ 2 เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจัดว่าเป็น Responsive Design ที่ดี นอกจากประเด็นที่ใช้ศึกษาทั้ง 3 ประเด็นนี้ ผู้ เขียนยังพบว่าเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการไทย หลาย เว็บไซต์ทไี่ ด้ออกแบบเว็บไซต์เป็นแบบ Responsive แล้ว แต่กลับมีหน้าหลักทีย่ งั ให้ผใู้ ช้เลือกว่าจะเข้าไปยังเว็บไซต์ แบบเดิม ที่เหมาะกับการเข้าผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือ เว็บไซต์แบบ Responsive แบบใหม่ ทั้งที่จริงแล้วหน่วย งานนั้นสามารถมีแต่เว็บไซต์แบบ Responsive เพียง อย่างเดียว ซึ่งจะทำ�ให้การดูแลเว็บไซต์สะดวกกว่า และ ประหยัดงบประมาณมากขึน้ ตัวอย่างเว็บไซต์ดงั กล่าวเช่น เว็ บ ไซต์ ข องกรมชลประทาน กรมสรรพากร และ สำ�นักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นต้น บทสรุป: การรับ Responsive Design มาใช้ในเว็บไซต์ ของหน่วยงานราชการไทย จากการวิ เ คราะห์ สื่ อ เว็ บ ไซต์ ข องหน่ ว ยงาน ราชการไทย โดยใช้มมุ มองความต้องการของผูร้ บั สารหรือ ประชาชนเป็นสำ�คัญนัน้ จะเห็นได้วา่ เว็บไซต์ของราชการ ครึ่งนึงยังไม่เห็นความสำ�คัญของการนำ� Responsive Design มาใช้ในเว็บไซต์ ผลที่เกิดขึ้นคือ การที่ Mobile Internet เป็นที่นิยมในประเทศไทยจนประชาชนหันมา เข้าเว็บไซต์ผา่ นทางอุปกรณ์ไร้สายกันแทบทุกคนนัน้ เมือ่ ประชาชนอยากเข้าไปหาข้อมูลข่าวสารในเว็บไซต์ของ หน่วยงานราชการไทย เว็บไซต์ยงั ไม่สามารถแสดงผลผ่าน ทางโทรศัพท์มอื ถือได้อย่างถูกต้อง ประชาชนย่อมไม่เกิด ความประทับใจ (Gratification) จนไม่อยากกลับมาใช้อกี (Uses) ซึง่ หากรัฐบาลต้องการให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจทัง้ 8686

ในแผนของ E-Governemnt และ Thailand 4.0 ประสบ ความสำ�เร็จนั้น การผลักดันให้เว็บไซต์ของหน่วยงาน ราชการเป็น Responsive Design ทุกเว็บไซต์เป็นสิ่ง สำ�คัญเป็นอย่างมาก เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูล ข่าวสารของประชาชนผ่านสื่อดิจิทัล ยุค ใหม่ และยัง เป็นการลดงบประมาณในการดูแลจัดการเว็บไซต์อกี ด้วย เช่นเดียวกับหน่วยงานที่มีการนำ� Responsive Design มาใช้แล้วนัน้ ผูเ้ ขียนคิดว่าปัญหาสำ�คัญคือหน่วย งานนั้นๆยังคงไม่มองที่ความต้องการของผู้รับสาร หรือ ประชาชนเป็ น สำ � คั ญ ผู้ เขี ย นยั ง พบว่ า เว็ บ ไซต์ ห ลาย เว็บไซต์เน้นการนำ�เสนอเพียงข่าวภายในของหน่วยงาน ตนเอง เผยแพร่รูปภาพ และข้อมูลการทำ�งานของผู้ใหญ่ ในหน่วยงานแต่เพียงอย่างเดียว จนลืมไปว่าพันธกิจหลัก ของหน่วยงานคืออะไร หน่วยงานราชการทัง้ หลายควรตัง้ คำ�ถามถามตนเองว่า ประชาชน หรือผู้รับสาร เข้ามายัง เว็บไซต์ของหน่วยงานเพื่อหาข้อมูลอะไรมากที่สุด เพียง เท่านี้หน่วยงานก็จะทราบว่าเว็บไซต์ต้องมีข้อมูลด้านใด นำ�เสนอในเว็บไซต์บ้าง และต้องมีการจัดวางเมนูอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้สะดวกที่สุด จน เกิดความประทับใจ และกลับมาใช้อีก นอกจากนีผ้ เู้ ขียนยังพบว่าเว็บไซต์ของหน่วยงาน ที่ มี วั ต ถุ ป ระสงค์ ห ลั ก ในการเผยแพร่ ข้ อ มู ล ที่ เ ป็ น ประโยชน์ให้กับประชาชนหลายเว็บไซต์ เช่นหน่วยงานที่ ให้ข้อมูลทางการเกษตร ข้อมูลทางการแพทย์ด้านต่างๆ และข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมหลายๆด้าน ยังไม่มีการนำ� Responsive Design มาใช้ในเว็บไซต์ ซึ่ง

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


เป็นเรือ่ งน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เนือ่ งจากเว็บไซต์เหล่า นีม้ โี อกาสใช้จดุ เด่นของ Mobile Internet ทีไ่ ม่มอี ปุ สรรค ในเรื่องของเวลา และสถานที่ มาใช้ในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารที่จำ�เป็นให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในถิ่นธุรกัน ดาร หรือตามต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ซึง่ หากหน่วยงาน ดังกล่าวมีการพัฒนาเว็บไซต์ตาม 3 ประเด็นทีไ่ ด้เสนอไป ประชาชนกลุ่มดังกล่าวจะสามารถเข้ามาหาข้อมูลผ่าน ทางเว็บไซต์ได้อย่างสะดวกสบาย ข้อเสนอแนะ ในเชิงการวิจยั นัน้ จากแนวคิดการิเคราะห์สอื่ ที่ มีการตั้งคำ�ถามว่ารูปแบบการจัดการด้านสื่อสารมวลชน นั้นมีความจำ�เป็นที่จะนำ�ระบบข้าราชการมาใช้มากน้อย เพี ย งไร จะใช้ ไ ด้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพหรื อ ไม่ (การ วิเคราะห์สื่อ แนวคิดและเทคนิค: กาญจนา แก้วเทพ) ซึ่ง จากผลการศึกษาจะเห็นว่าเว็บไซต์หลายเว็บนั้นชอบเอา

เนือ้ หาทีไ่ ม่เกีย่ วกับวัตถุประสงค์ขององค์กรเช่นรูปของผู้ บังคับบัญชามาแสดงในหน้าเว็บไซต์ หรือจำ�นวนเนื้อหา ทีไ่ ม่เกีย่ วข้องกับวัตถุประสงค์ของหน่วยงานมีจ�ำ นวนมาก ในเว็บไซต์นั้น การทำ�วิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับระบบการ ทำ�งานในการทำ�เว็บไซต์ภายในหน่วยงานราชการแต่ละ หน่วยงานจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ว่าหน่วย งานนั้นๆจะมีปัญหาในการจัดการและออกแบบเว็บไซต์ ภายใต้การบริหารงานแบบราชการหรือไม่อย่างไร สำ�หรับข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานราชการนัน้ ผู้เขียนเห็นว่าหน่วยงานราชการควรมีการศึกษาเว็บไซต์ ทีด่ ที ไี่ ด้รายงานไปตามข้างต้น เพือ่ ทีจ่ ะใช้เป็นต้นแบบใน การพัฒนาเว็บไซต์ของตนเอง สำ�หรับรัฐบาลควรจะมีการ ประชุมผูด้ แู ลเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงาน เพือ่ ให้นโยบาย และแนวทางในการออกแบบเว็บไซต์ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุ ตามแผนงานทีไ่ ด้ตงั้ ไว้ และจะทำ�ให้การออกแบบเว็บไซต์ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

บรรณานุกรม ภาษาไทย กาญจนา แก้วเทพ. (2556). สื่อสารมวลชน:ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำ�กัดภาพพิมพ์. กาญจนา แก้วเทพ. (2552). การวิเคราะห์สื่อ แนวคิดและเทคนิค. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำ�กัดภาพพิมพ์. สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. (2561). สารกับการสื่อความหมาย. กรุงเทพฯ: บริษัท แดแน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำ�กัด. ภาษาอังกฤษ Antony Mayfield. (2010). Me and My Web Shadow. How to Manage Your Reputation Online. GraphyCems. Bax, Meyer and Wilkins. (2013). Cambridge Marketing Handbook: Digital. CPI Antony/Rowe. ระบบออนไลน์ เจาะลึกพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของ คนไทย ม.ค. 2018 แบบละเอียดยิบ. เข้าถึงได้จาก http://www.depa. or.th/th/article/digital-startup-กลไกสำ�คัญในการพัฒนาประเทศสู-่ thailand-40 ค้นเมือ่ [2561, เมษายน 12] รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์: ทางสู่ความสำ�เร็จ…..ปัญหาที่ต้องเร่งฟันฝ่า. เข้าถึงได้จาก https://positioningmag. com/17410/ ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 12] รู้จักกับ Thailand 4.0 แบบเข้าใจง่าย อ่านรอบเดียว เล่าได้เป็นช่องเป็นฉาก. เข้าถึงได้จาก https://www.bangkok banksme.com/article/10053 ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 12] สถิตผิ ใู้ ช้ดจิ ทิ ลั ทัว่ โลก “ไทย” เสพติดเน็ตมากสุดในโลก-“กรุงเทพ” เมืองผูใ้ ช้ Facebook สูงสุด. เข้าถึงได้จาก https:// www.marketingoops.com/reports/behaviors/thailand-digital-in-2018/ ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 12] Digital Startup กลไกสำ�คัญในการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0. เข้าถึงได้จาก http://www.depa.or.th/th/ar ticle/digital-startup-กลไกสำ�คัญในการพัฒนาประเทศสู่-thailand-40 ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 12]

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

87


Ethan Marcotte. (2010). “Responsive Web Design”. Alistapart. เข้าถึงได้จาก https://alistapart.com/ article/responsive-web-design/ ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 15] Jenny Gove. (2018). “What Makes a Good Mobile Site”. Google. เข้าถึงได้จาก https://developers.google. com/web/fundamentals/design-and-ux/principles/ ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 15] John Polacek. “What The Heck Is Responsive Web Design?”. Github. เข้าถึงได้จาก http://johnpolacek. github.io/scrolldeck.js/decks/responsive/ ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 16] Nicolas Wright. “What Is Responsive Web Design & Why Do You Need It?”. Upwork Global. เข้าถึงได้ จาก https://www.upwork.com/hiring/mobile/what-is-responsive-web-design/ ค้นเมื่อ [2561, เมษายน 16] Steve Cartwright. (2014). “What Makes a Good Responsive Website Design”. Website Designs. เข้าถึง ได้จาก https://website-designs.com/website-design/what-makes-a-good-responsive-design/ ค้น เมื่อ [2561, เมษายน 15]

8888

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก

Language Use for Communication in Facebook Website

ภัทราพร เจริญรัตน์์ * บทคัดย่อ เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี มาแล้วที่เว็บไซต์เฟซบุ๊กได้ก่อตั้งขึ้น และมีการขยายการใช้งานอย่างแพร่หลายเป็นที่ นิยมใช้กันทั่วโลก จนมีจำ�นวนกว่าหนึ่งพันล้านคนที่เข้าใช้เว็บไซต์เฟซบุ๊กในปี ค.ศ. 2012 และเมื่อปี ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ผลวิจัยพบว่า ประชากรประมาณ 1 ใน 4 ของโลกใช้เฟซบุ๊กทุกเดือน โดยผู้ใช้รายใหม่ส่วนมากอยู่นอกโซนยุโรปและ อเมริกาเหนือ (BBC New, 2017) ส่วนคนไทยนั้นมียอดการใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 41 ล้านราย ติดอันดับ 8 ของโลก (positioningmag, 2016) สำ�หรับการสื่อความหมายในเว็บไซต์ เฟซบุ๊กนั้นจะมีการใช้ภาษา 2 รูปแบบด้วยกัน คือ 1. รูป แบบวัจนภาษา และ 2. รูปแบบอวัจนภาษา สำ�หรับรูปแบบวัจนภาษา ได้แก่ ภาษาเขียนทีม่ กี ารพิมพ์ตวั อักษรเพือ่ สนทนา โต้ตอบ การโพสต์ประโยคต่าง ๆ เป็นข้อความ โดยใช้คำ�หรือสำ�นวนในรูปแบบที่แสดงความเป็นตัวตนของผู้ใช้งาน หรือ การใช้คำ�พูดที่ขึ้นอยู่กับโอกาส เหตุการณ์ปัจจุบัน มีการเล่นคำ�ภาษาอังกฤษ การสร้างศัพท์ใหม่ที่มีความหมายเข้าใจกัน เฉพาะกลุ่ม และรูปแบบอวัจนภาษา ได้แก่ สติ๊กเกอร์ รูปภาพ อิโมจิ อีโมติคอน ไฟล์GIF สัญลักษณ์พิเศษต่าง ๆ ซึ่ง เป็นการให้ผู้รับสารได้เข้าใจความหมายจากรูปภาพที่เห็นคำ�สำ�คัญ : สตอปโมชัน พิกซิลเลชัน อัตตา(เมตา) คำ�สำ�คัญ: การใช้ภาษา / การสื่อสาร / เฟซบุ๊ก Abstract Facebook website has been established more than a decade and has been apparently used worldwide. BBC News (2017) reported that there were billions of people using Facebook worldwide in 2012, and it was appeared that more than a quarter of the world populations used Facebook regularly each month in 2016. Mostly, the new Facebook users reside in the regions outside European and North American areas. Positioningmag (2016) has also reported that there were 41 million of Thai people becoming Facebook users which ranked as the world’s eighth highest frequently using Facebook. The language use they communicated in Facebook can be generated into two forms: verbal language and non-verbal language. Verbal language can be described as written language which was expressed in the forms of typing sentences, phrases, idioms in order to deliver the conversation course and to express the users’ feelings and identities. Sometimes, the users typed several words anticipated to an upcoming situation. They also adapted some English vocabulary and initiated some jargons for their own understanding with their peers. On the contrary, non-verbal language can be described as stickers, pictures, emoji, emoticon, attached GIF file or any special symbols which are used to convey the message to the readers for better understanding. Keywords : Language Use / Communication / Facebook * ดร. อาจารย์ประจำ�คณะนิเทศศาสตร์ ม.เกษมบัณฑิต รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

89


บทนำ� เมือ่ ปี พ.ศ. 2557 ศูนย์วจิ ยั มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้แสดงให้เห็นผลสำ�รวจความคิดเห็นใน หัวข้อ “ภาษาไทยบนสังคมออนไลน์ของคนรุน่ ใหม่” โดย เก็บข้อมูลกับประชาชนคนรุน่ ใหม่ทมี่ อี ายุ 15-35 ปี ทีพ่ กั อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำ�นวน 1,218 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.7 เห็น ว่าการใช้ภาษาไทยในปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤตและควรช่วย รณรงค์อย่างจริงจัง และมีเพียงร้อยละ 15.3 เท่านั้นที่ เห็นว่าการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารปัจจุบันไม่ได้อยู่ในขั้น วิกฤติจึงไม่จำ�เป็นต้องมีการรณรงค์ สำ�หรับผู้ที่มีอิทธิพล ต่อการใช้ภาษาไทยในปัจจุบนั มากทีส่ ดุ คือ ดารา นักร้อง ร้อยละ 36.0 รองลงมา คือ สื่อมวลชน ร้อยละ 33.3 และ ครู อาจารย์ ร้อยละ 19.2 ส่วนแหล่งที่มักจะพบเห็นการ ใช้ภาษาไทยทีส่ ะกด ออกเสียงผิดเพีย้ นไป หรือมีค�ำ แปลก ๆ บ่อยที่สุดนั้น ร้อยละ 77.4 บอกว่าเห็นจากการคุยไลน์ และการเขียนคอมเมนท์ผ่านเฟซบุ๊ก รองลงมาร้อยละ 15.8 เห็นจากการพูดคุยตาม ๆ กันในหมู่เพื่อน ๆ และ ร้อยละ 6.8 เห็นจากพิธีกร ตัวละครในทีวี ภาพยนตร์ จากผลสำ�รวจได้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารใน ปัจจุบันของคนไทยรุ่นใหม่ที่เป็นยุคแห่งสังคมออนไลน์ นั้น มีช่องทางการสื่อสารเกิดขึ้นใหม่หลายรูปแบบหลาย ทางเลือกรองรับตามความชอบ และความถนัดของการ ใช้งาน ซึ่งการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ จะทำ�ให้ผู้ ใช้งานสามารถติดต่อกับผูอ้ นื่ ได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว จึงเป็น ผลให้เกิดการกร่อนของภาษาหรือเรียกว่าภาษาวิบัติเกิด ขึ้นในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารแบบ ส่วนตัว หรือการสือ่ สารแบบเปิดสาธารณะ ซึง่ แอปพลิเค ชันที่คนส่วนใหญ่จะเห็นการใช้ภาษาไทยของคนทุกเพศ ทุกวัยในการสือ่ สารมากทีส่ ดุ และเป็นทีน่ ยิ มใช้กนั ในกลุม่ คนไทยรุ่นใหม่มากที่สุดนั่นก็คือ แอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก (Facebook) วัตถุประสงค์ (1) เพื่อนำ�เสนอรูปแบบการใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสารในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก (2) เพื่ออธิบายความหมายของการใช้ภาษารูป แบบต่างๆ ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก (3) เพือ่ ให้เกิดการตะหนักเรือ่ งการใช้ภาษาไทย เพื่อการสื่อสารให้ถูกต้อง 9090

ความหมายและลักษณะของภาษา คำ�ว่า “ภาษา” นั้น มีผู้ทำ�การศึกษา และให้ นิยามความหมายเอาไว้เป็นจำ�นวนมาก ดังจะได้ยก ตัวอย่างที่สำ�คัญมาดังนี้ พัชนี เชยจรรยา, เมตตา วิวัฒนานุกูล และ ถิร นันท์ อนวัชศิริวงศ์ (2541 : 23) ได้ให้ความหมายของคำ� ว่า ภาษา ไว้ว่า หมายถึง ระบบสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น สัญลักษณ์ทเี่ กิดจากการพูดหรือการเขียน ซึง่ สมาชิกของ สังคมใช้ในทางที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานเพื่อให้เกิดความ หมายร่วมกัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 822) อธิบายไว้ว่า ภาษา หมายถึง ถ้อยคำ�ที่ใช้พูดหรือ เขียนเพือ่ สือ่ ความของชนกลุม่ ใดกลุม่ หนึง่ เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษา ราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม ; เสียงตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ กาญจนา นาคสกุล (2545 : 4) พูดถึงความหมาย ของคำ�ว่า ภาษา ว่าหมายถึง สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์ ใช้เพื่อสื่อสารกัน สิ่งที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ อาจจะเป็นอะไร ก็ได้เท่าทีม่ นุษย์ก�ำ หนดขึน้ ภาษาตามความหมายนีจ้ งึ กิน ความหมายกว้าง และมีคำ�ขยายได้มาก เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ซึ่งเรียกว่า วัจนภาษา รวมทั้งภาษาใบ้ ภาษา เงียบ ภาษาท่าทาง เครื่องหมาย สัญญาณต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่ง เรียกกันว่า อวัจนภาษา อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2548 : 1) กล่าวว่า ภาษาเป็นสมบัติของมนุษย์ เป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ สื่อสารกัน มนุษย์ในสังคมมีภาษาเฉพาะตนเช่นเดียวกับ มีวัฒนธรรมเฉพาะตน นักมานุษยวิทยาจัดภาษาให้เป็น ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร การสื่อสารในชีวิตประจำ�วันของมนุษย์ รวมทั้ง การดำ�เนินงานนิเทศศาสตร์ด้านต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ต้อง มีความเกีย่ วข้องกับภาษาด้วยกันทัง้ สิน้ ซึง่ ภาษาทีม่ นุษย์ เราใช้ในการสื่อสารจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ด้วยกัน คือ (1) ภาษาที่ใช้ถ้อยคำ� หรือ เรียกว่า วัจนภาษา (Verbal language) แบ่งเป็น ภาษาพูด คือ เสียงพูด หรือ เสียงซึ่งมีความหมายตามกลุ่มคนที่พูดภาษาเดียวกัน

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


และภาษาเขียน คือ ตัวอักษรที่เขียนขึ้นเป็นเครื่องหมาย แทนเสียง โดยภาษาเขียนนี้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทน ภาษาพูดอีกต่อหนึ่ง วัจนภาษาก่อให้เกิดการสื่อสารด้วย การพู ด และการเขี ย นอั น เป็ น วิ ธี ก ารสื่ อ สารใน กระบวนการสื่อความหมายของมนุษย์ (2) ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ� หรือ เรียกว่า อวัจนภา ษา (Nonverbal language) คือ ภาษาที่ใช้กิริยาท่าทาง สายตา สีหน้า วัตถุ การเคลื่อนไหว เครื่องหมาย รูปภาพ กลิ่น รสชาติ สัญลักษณ์ และอื่น ๆ เป็นต้น ระดับของภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการพูด การฟัง การ อ่าน หรือการเขียน สิ่งที่ผู้ส่งสารควรคำ�นึงถึงควบคู่ไปกับ ความสำ � คั ญ ของสารก็ คื อ ระดั บ ของภาษา โดยต้ อ ง พิจารณาว่า ผู้รับสารนั้นเป็นใคร มีภูมิหลัง พื้นฐานความ รู้ อายุ หน้าที่การงาน สถานภาพทางสังคม และปัจจัยอื่น ๆ เป็นเช่นไร เพือ่ ทีจ่ ะได้เลือกสรรถ้อยคำ�มาใช้ได้อย่างถูก กาลเทศะและมีความเหมาะสมที่สุด นักภาษาศาสตร์จะ นิยมแบ่งระดับของภาษาออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ดังนี้ (1) ภาษาระดับพิธีการ เป็นภาษาที่ใช้ในโอกาส ที่มีความสำ�คัญเป็นพิเศษ (2) ภาษาระดั บ ทางการ เป็ น ภาษาที่ ใช้ ใ น หนังสือ ตำ�ราวิชาการ การประชุมที่มีแบบแผน เป็นต้น (3) ภาษาระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ใช้เพื่อ ให้เกิดความเข้าใจกันด้วยความรวดเร็ว ผู้ฟังสามารถ เข้าใจง่าย ลดความเป็นระเบียบแบบแผนลงมาจากภาษา ระดับทางการ (4) ภาษาระดับสนทนา เป็นภาษาที่ใช้ในการ สื่อสารระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์ยังไม่ถึงขั้นสนิท สนม (5) ภาษาระดับกันเอง ใช้กับบุคคลที่สนิทสนม คุ้นเคยกันเป็นพิเศษ เช่น ระหว่างเพื่อนสนิท บุคคลใน ครอบครัว ซึ่งอาจดูไม่สุภาพสำ�หรับบุคคลทั่วไป เพราะ จะมีค�ำ ทีเ่ ข้าใจกันเฉพาะกลุม่ รวมไปถึงคำ�ทีเ่ ปิดเผยไม่ได้ Facebook Application (แอปพลิเคชัน เฟซบุ๊ก) Facebook (เฟซบุ๊ก) คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต มีการเปิด ตัวในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 2004 ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก) ชาวอเมริกัน ซึ่ง อนุญาตให้ใครก็ได้เข้าสมัครลงทะเบียนเป็นสมาชิกฟรี

และเมื่อเป็นสมาชิกแล้วก็จะสามารถสร้างพื้นที่ส่วนตัว สำ � หรั บ แนะนำ � ตั ว เองได้ นอกจากจะมี พื้ น ที่ ใ ห้ ส ร้ า ง โปรไฟล์แนะนำ�ตัวเองแล้ว สมาชิกยังสามารถตัง้ ประเด็น ถามตอบในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความสั้น ๆ ทักทายคุยกันแบบสด ๆ เล่นเกมส์ แบบเป็นกลุ่ม กับผู้อ่ืนได้ รวมถึงสามารถทำ�กิจกรรม อื่น ๆ ผ่านแอปพลิเคชันเสริม (Applications) ที่มีอยู่ อย่างมากมาย ทัง้ นีส้ มาชิกเฟซบุก๊ สามารถเลือกทีจ่ ะเป็น เพื่อนกับคนที่รู้จักหรือไม่รู้จักได้ตามที่ต้องการ ซึ่งการที่ สมาชิกเลือกที่จะเป็นเพื่อนกับผู้อื่นนั้นคือการยอมรับให้ ผู้ ที่ เ ป็ น เพื่ อ นคนนั้ น ๆ ได้ รั บ ทราบข้ อ มู ล และการ เคลื่อนไหวต่าง ๆ ของตนเองบนเฟซบุ๊ก แต่ทั้งนี้เฟซบุ๊ก จะอนุญาตให้สมาชิกรับเพื่อนได้ไม่เกิน 5,000 คน กรณี ที่สมาชิกต้องการให้ผู้อื่นรับทราบความเคลื่อนไหวของ ตนเองแต่มีเพื่อนเกิน 5,000 คนแล้ว จะต้องให้ผู้ที่อยาก เป็นเพือ่ นกดติดตาม (Follow) จึงจะสามารถทราบความ เคลื่อนไหวได้ การสื่อสารในเฟซบุ๊ก การสื่อสารในเฟซบุ๊กนั้นผู้ใช้งานจะใช้ภาษา ประจำ�ชาติของตัวเองในการสื่อสารเป็นหลัก แต่ก็จะมี การใช้ภาษาที่สองหรือสามในการสื่อสารด้วย เพื่อให้ สมาชิกที่เป็นเพื่อนชาติอื่นเข้าใจความหมายที่ตนเอง สื่อสารออกมาได้ ภาษาที่ใช้พูดคุยหรือเขียนโพสต์ในเฟ ซบุ๊กจะเป็นภาษาไม่เป็นทางการ จึงจะเห็นคำ�แปลก ๆ ศัพท์ใหม่ ศัพท์เฉพาะกลุ่ม หรือการเขียนคำ�ที่ไม่เป็นไป ตามหลักไวยากรณ์ที่ถูกต้อง สำ�หรับภาษาที่สมาชิกเฟ ซบุก๊ ใช้ท�ำ การสือ่ สารกันนัน้ จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. วัจนภาษา (Verbal) และ 2. อวัจนภาษา (Non Verbal) (1) วัจนภาษา (Verbal) เป็นการสือ่ ความหมาย ด้วยคำ�พูดซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในรูปแบบของภาษาพูดและ ภาษาเขียน โดยภาษาพูดจะเป็นการสนทนาด้วยการออก เสียง สำ�หรับเวบไซต์เฟซบุ๊กผู้ที่เป็นสมาชิกจะสามารถ ติดต่อกับสมาชิกคนอืน่ ได้ดว้ ยการโทรศัพท์หาสมาชิกคน อื่นได้โดยการใช้แอปพลิเคชัน Facebook Messenger ซึ่งมีลักษณะการสื่อสารคล้ายกับการโทรศัพท์ตามปกติ คือใช้วาจาในการสื่อสาร แต่จะไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ความ มีประสิทธิภาพในเรื่องเสียงและภาพที่สื่อสารกันนั้นจะ ขึ้นอยู่กับสัญญาณอินเทอร์เน็ตของแต่ละบุคคล การ

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

91


สือ่ สารด้วยวิธนี เี้ ป็นทีน่ ยิ มอย่างมากของสมาชิก เฟซบุก๊ เนื่องจากสามารถพูดคุยได้สะดวก และเลือกที่จะทำ�การ สนทนาทั้งที่เป็นแบบได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียว หรือ เลือกทีจ่ ะเห็นหน้าและปฏิกริ ยิ าในขณะนัน้ ของผูส้ นทนา ฝั่งตรงข้ามได้อีกด้วย จึงทำ�ให้ผู้สื่อสารและผู้รับสารมี ความใกล้ชดิ สนิทสนมกัน ได้รบั รูอ้ ารมณ์ของแต่ละฝ่ายใน ระหว่างทำ�การสนทนากันได้เป็นอย่างดี การใช้ภาษาพูด ที่นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของไทยเป็นห่วงคือการ เพี้ ย นคำ � เช่ น ในเวลาที่ ส นทนาพู ด คุ ย กั น สมาชิ ก เฟซบุก๊ มักจะพูดให้มเี สียงสัน้ ลง หรือยาวขึน้ หรือไม่มกี าร ออกเสียงควบกลํ้าเลย ประเภทนี้เรียกได้ว่ากลุ่มเพี้ยน เสียง เช่น จะพูดคำ�ว่า ตัวเอง ก็กลายเป็นพูดว่า ตะเอง หรือ จะพูดคำ�ว่า เค้า ก็กลายเป็น เก๊า แม้แต่คำ�ว่า สวัสดี ก็จะเหลือแค่ หวัดดี เป็นต้น สำ�หรับภาษาเขียนนั้นจะมีลักษณะเป็นถ้อยคำ� ทีใ่ ช้ในการสือ่ ความหมายด้วยการพิมพ์ตวั อักษร เนือ่ งจาก การติดต่อ สือ่ สารในเฟซบุก๊ จะเน้นไปทีก่ ารโพสต์ขอ้ ความ การเขียนเป็นประโยคเพื่อแสดงความรู้สึก บอกเล่าถึง สถานการณ์ในขณะนั้น ๆ หรือการเล่าเรื่องแบบยาว ๆ เพื่อบรรยายความ แต่การเขียนในเฟซบุ๊กนั้นเป็นการ เขียนที่ไม่เป็นทางการ สมาชิกที่ใช้งานจึงมีการใช้ภาษา ด้วยการพิมพ์แบบง่าย ๆ สั้น ๆ อาจมีการสะกดผิดบ้าง มีการใช้คำ�ไทยผสมกับคำ�ต่างประเทศบ้าง เป็นภาษา เฉพาะกลุ่ม และคำ�ใหม่ที่คิดขึ้นมาเองบ้าง ดังนั้นสิ่งที่จะ พบเจอได้ บ่ อ ยสำ � หรั บ การสื่ อ สารด้ ว ยภาษาเขี ย นใน เฟซบุ๊ก ก็คือ 1.1 การเปลี่ ย นรู ป สระ พยั ญ ชนะ วรรณยุกต์ ให้แตกต่างจากเดิม หรือการย่อคำ� ในทีน่ สี้ มา ชิกเฟซบุ๊กจะพิมพ์ข้อความหรือคำ�หนึ่ง ๆ ด้วยการตัดคำ� ให้สั้นลง มีการสะกดคำ�ให้ต่างไปจากศัพท์เดิม หรือรวบ คำ�เพือ่ แปลงเป็นคำ�ใหม่ให้กะทัดรัดขึน้ เพราะการทำ�เช่น นี้จะทำ�ให้สามารถพิมพ์สนทนาโต้ตอบกันได้รวดเร็วขึ้น เช่น • มะกี้ ย่อมาจาก เมื่อสักครู่นี้ • ชิมิ ย่อมาจาก ใช่ไหม • ว่างัย ย่อมาจาก ว่าอย่างไร • เคร้ ย่อมาจาก โอเค • เด๋ว ย่อมาจาก เดี๋ยว

ตารางที่ 1 ตัวอย่างการเปลี่ยนรูปหรือย่อคำ�และความ หมาย การเปลี่ยนรูปหรือย่อคำ�

สุดยอด แน่นอน คิดถึง ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

พรุ่งนี้ อิจฉา

1.2 การสร้ า งคำ � แปลกใหม่ ขึ้ น มา หมายถึง การใช้ค�ำ ทีไ่ ม่มบี ญ ั ญัตไิ ว้ในพจนานุกรมไทย แต่ เป็นคำ�ทีส่ มาชิกในกลุ่มเฟซบุ๊ก คิดขึ้นมาใหม่ ซึง่ สามารถ สื่อสารเข้าใจความหมายกันเองได้ เช่น วงวาร เป็นคำ�ทีเ่ กิดจากการพิมพ์ผดิ แต่สามารถเข้าใจ ความหมายร่วมกันได้ว่า หมายถึง สงสาร บ่องตง เป็นคำ�ที่เพี้ยนมาจากคำ�ว่า บอกตรง ๆ • ฉํ่าวาว เป็นคำ�เฉพาะกลุ่มที่หมายถึง ดีมาก สวย • ลำ�ใย เป็นคำ�ใหม่มีไว้ใช้เฉพาะกลุ่ม ซึ่งไม่ได้มีความ หมายว่าผลไม้ชนิดหนึ่ง แต่หมายถึง อ้อยอิ่ง ชักช้า น่า รำ�คาญ ตารางที่ 2 ตัวอย่างการสร้างคำ�ใหม่และความหมาย การสร้างคำ�ใหม่ขึ้นมาใช้ / ความหมาย

• ใส ๆ น่ารัก อ่อนโยน อ่อนหวาน

• ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ต้องรู้เรื่อง

• สร้างกระแส ทำ�ให้เป็นประเด็น • ดีงาม เริ่ด สุดยอด โดดเด่น

9292

ความหมาย

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การสร้างคำ�ใหม่ขึ้นมาใช้ /ความหมาย

น่าสงสาร

อลังการ ยิ่งใหญ่

ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

1.3 การใช้ภาษาต่างประเทศ คือ การ พิมพ์ภาษาไทยทับศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือตัดเอาคำ�ต่าง ประเทศมาใช้แบบสั้น ๆ เพื่อให้พิมพ์สะดวกมากขึ้น เช่น • มิส เป็นการพิมพ์ภาษาไทยทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำ�ว่า miss แปลว่า คิดถึง • เฟล เป็นการพิมพ์ภาษาไทยทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำ�ว่า fail แปลว่า แย่ ท้อแท้ ผิดหวัง • CU เป็นการนำ�ตัวอักษรภาษาอังกฤษมาพิมพ์ยอ่ จากคำ� ว่า see you หมายถึง แล้วเจอกัน • U2 เป็นการนำ�ตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลขมาพิมพ์ ย่อจากคำ�ว่า you too หมายถึง เธอก็เหมือนกัน ตารางที่ 3 ตัวอย่างการใช้ภาษาต่างประเทศและความหมาย

1.4 การใช้ตวั อักษรหรือสระตัวสุดท้าย ซํ้า ๆ เขียนต่อท้ายจะเป็นการพิมพ์ซํ้าหลาย ๆ ครั้งเพื่อ เน้นยํา้ แสดงความหมายและความรูส้ กึ ของคำ� ๆ นัน้ เช่น • ยุไหนนนนนน หมายถึง อยู่ที่ไหน • เต็มเบยยยยย หมายถึง เต็มไปหมดเลย • เบื่อออออออ หมายถึง เบื่อมาก ตารางที่ 4 ตัวอย่างการใช้ตัวอักษรหรือสระตัวสุดท้าย ซํ้า ๆ เขียนต่อท้ายและความหมาย

การใช้ตัวอักษร-สระตัวสุดท้ายซํ้า / ความหมาย

อยากไปเที่ยวในที่ที่ไกลมากๆ อยากรับประทานมาก ว่างมาก

การใช้ภาษาต่างประเทศ / ความหมาย จำ�ได้แม่นยำ�

แฟนคลับคุณหมอ

ใช่ ถูกต้อง แน่นอน

สุขสันต์วันเกิดครับ

น่ารักมาก

สวัสดีตอนเช้า สวัสดีพี่บอล - ทักทายพี่บอล

ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

ใจร้ายมาก ใจร้ายที่สุด ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

1.5 การใช้ค�ำ หยาบคาย เป็นการสะกด คำ�หยาบให้ดูแปลกใหม่ อาจมีการเติมพยัญชนะเข้าไป เพิ่ม หรือ เปลี่ยนแปลงวรรณยุกต์และสระบางตัวเพื่อให้ มีนํ้าหนักคำ�หยาบน้อยลงกว่าเดิม เช่น กรู มาจากคำ�ว่า กู แมร่ง มาจากคำ�ว่า แม่ง แสรด สาส มาจากคำ�ว่า สัตว์

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

93


ตารางที่ 5 ตัวอย่างการใช้คำ�หยาบและความหมาย

ถุย

2.2 อิโมจิ (Emoji) หมายถึง อักษร ภาพที่ ส มาชิ ก เฟซบุ๊ ก เลื อ กใช้ ม าเสริ ม ต่ อ ท้ า ยคำ � ใน ประโยคหรืออาจใส่ไว้กลางประโยค แม้กระทัง่ จะนำ�มาใส่ หน้าประโยคเลยก็ได้เพื่อให้ข้อความน่าสนใจมากขึ้น ไม่ ให้รู้สึกว่าน่าเบื่อที่ประโยคนั้นมีแต่ตัวอักษร อิ โมจิเป็นรูปภาพที่มีความหมายเหมือนสติ๊กเกอร์แต่จะมี ขนาดเล็กกว่าสามารถใช้ตอ่ ท้ายประโยคทีพ่ มิ พ์ได้ครัง้ ละ หลาย ๆ รูป ซึ่งอิโมจิจะมีรูปเป็นสัญลักษณ์ในหมวดหมู่ ต่าง ๆ มากมาย เช่น อาหาร กีฬา สถานที่ การแสดง ท่าทางต่าง ๆ เป็นต้น

จัญไร

ตารางที่ 7 ตัวอย่างการใช้อิโมจิและความหมาย

การใช้คำ�หยาบ / ความหมาย

ไอ้สัตว์

ควาย

ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

อีควาย

2. อวัจนภาษา (Non Verbal) เป็นการสื่อสาร ความหมายของสมาชิกในเฟซบุก๊ ทีไ่ ม่ได้ใช้ตวั อักษรเขียน เป็นข้อความ แต่สอื่ สารกันด้วยการใช้รปู ภาพแบบต่าง ๆ คือ 2.1 สติ๊กเกอร์ (Stickers) จะเป็น รูปภาพคน สัตว์ สิ่งของ ที่แสดงถึงอารมณ์ต่าง ๆ ซึ่ง สติ๊ ก เกอร์ บ างรู ป จะเป็ น เพี ย งรู ป ภาพอย่ า งเดี ย วแต่ สติก๊ เกอร์บางรูปก็จะมีตวั อักษรเขียนแสดงความหมายไว้ ด้วย การใช้สติ๊กเกอร์นั้นสมาชิกเฟซบุ๊กจะสามารถใช้ได้ ครั้งละ 1 ภาพ ต่อการพิมพ์โต้ตอบ 1 ครั้งเท่านั้น ดังนี้ ตารางที่ 6 ตัวอย่างการใช้สติ๊กเกอร์และความหมาย การใช้สติ๊กเกอร์ / ความหมาย

9494

รักจังเลย ขอบคุณมาก น่าเอ็นดู พูดถูกใจ

ดีมาก ยอดเยี่ยม เก่ง

สู้ๆ เป็นกำ�ลังใจให้

ตกลง ใช่เลย เห็นด้วย

การใช้อิโมจิ / ความหมาย

ร้องเพลง เสียงดนตรี บทเพลง

สาวน้อยคนนี้อยู่ที่เกาะซึ่งมี อักษรภาพต้นมะพร้าวเป็น ตัวเสริมความเข้าใจ

เสียใจมาก ร้องไห้ ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน 2.3 อีโมติคอน (Emoticon) สัญลักษณ์

หรือตัวอักษรพิเศษ เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อความหมาย แทนอารมณ์ความรูส้ กึ ในการสนทนาโต้ตอบกัน ด้วยการ พิ ม พ์ เ ครื่ อ งหมายพิ เ ศษต่ า ง ๆ ที่ อ ยู่ บ นแป้ น พิ ม พ์ (Keyboard) เมื่อเครื่องหมายที่พิมพ์มาประกอบกันแล้ว จะเกิดเป็นรูปภาพที่แสดงถึงอารมณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมี ความหมายชัดเจน เช่น (^_^) หมายถึง ยิ้มแบบดีใจ \(^o^)/ หมายถึง ตื่นเต้น ดีใจมาก (>_<) หมายถึง โกรธ ผิดหวัง

ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ตารางที่ 8 ตัวอย่างการใช้อโี มติคอนหรือสัญลักษณ์พเิ ศษ และความหมาย อีโมติคอน / ความหมาย

งง สับสน ตาลาย วุ่นวาย ไม่เข้าใจ พูดไม่ถูก

มีความสุขมาก

เสียใจมาก นํ้าตาไหล

ไหว้ พนมมือแสดงความเคารพ ที่มา : เฟซบุ๊กผู้เขียน

2.4 ไฟล์ GIF (จิ ฟ ) มาจากคำ � ว่ า Graphics Interchange Format เป็นรูปแบบของแฟ้ม ภาพทีเ่ ป็นทัง้ ภาพนิง่ และภาพเคลือ่ นไหว ซึง่ ปัจจุบนั เป็น ที่นิยมใช้ในสังคมสมาชิกเฟซบุ๊กเพราะเพิ่งถูกนำ�มาใช้ได้ ไม่นานนัก โดยภาพที่ใช้นั้นมักจะเป็นภาพเคลื่อนไหวใน แนวขำ�ขัน มีทั้งแบบที่เฟซบุ๊กมีให้ใช้อยู่แล้ว และแบบที่ สมาชิกสามารถทำ�ขึ้นมาเองและนำ�มาใช้สนทนาโต้ตอบ แสดงความหมายในเฟซบุ๊กได้

ภาพที่ 1 อารมณ์เสีย โกรธ โมโหมาก

ภาพที่ 2 ตกใจ ประหลาดใจ

บทสรุป การสือ่ สารระหว่างสมาชิกในเวบไซต์เฟซบุก๊ ด้ว ยกันนั้น เป็นช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยเป็นที่นิยม เพราะไม่จ�ำ เป็นต้องกดโทรศัพท์เพือ่ โทรหาคูส่ นทนาและ รอสายรวมถึงถ่ายทอดออกมาเป็นคำ�พูดในขณะนั้น แต่ สามารถทักหาเพื่อสื่อสารได้ตลอดเวลาทั้งในขณะที่ผู้ที่ ต้องการสือ่ สารด้วยนัน้ ออนไลน์อยูห่ รืออาจจะไม่ได้อยูใ่ น ขณะนั้น แต่สามารถมาตรวจสอบและโต้ตอบกลับได้ใน ภายหลัง อีกทั้งสามารถใช้คำ�พูดสั้น ๆ หรือรูปภาพแทน การอธิบายความหมายที่ยาว ๆ ได้อีกด้วย การใช้ภาษา ในการสือ่ สารของสมาชิกเฟซบุก๊ นัน้ สมาชิกสามารถเลือก ได้ว่าจะสื่อสารในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นวัจนภาษาหรือ อวัจนภาษา แต่โดยหลักแล้วการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กจะ เป็นการสื่อสารเพื่อช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลให้เพิม่ มากขึน้ ไม่วา่ จะอยูใ่ กล้หรือไกลกันขนาดไหน ก็สามารถสื่อสารกันได้ตลอดเวลา ทั้งนี้การใช้ภาษาจึงมี ความสำ�คัญมากเพราะการรับสารจากผู้ส่งสารที่มีที่มา จากแหล่งต่าง ๆ นั้นเป็นการพยายามเข้าถึงความรู้สึก นึกคิดของผูส้ ง่ สารทีต่ อ้ งการถ่ายทอดเรือ่ งราว ไปทำ�การ พิจารณา วิเคราะห์ และตีความสารจากผู้ที่ส่งสารส่งมา ในการรับรู้เรื่องราวผ่าน วัจนภาษาและอวัจนภาษานั้น สิ่งสำ�คัญที่เราต้องตระหนักถึงคือภาษามีอิทธิพลในการ กำ�หนดทิศทางของความคิดผู้รับสาร ดังนั้นผู้ส่งสารควร มีศิลปะในการใช้ภาษาเพื่อให้ผู้รับสารได้เข้าใจเรื่องราว ตรงตามทีผ่ สู้ ง่ สารต้องการสือ่ ความหมาย ซึง่ มีผลให้ผรู้ บั สารเชือ่ ถือ ปฏิบตั ติ าม เห็นคล้อยตามได้ บุคคลแต่ละคน ย่อมมีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปตามแต่สถานการณ์ โอกาส และบุคคลที่ทำ�การสื่อสารด้วย การสื่อสารกับ บุคลทีม่ ลี กั ษณะแตกต่างกันในสภาวะทีแ่ ตกต่างกันส่งผล ให้การใช้ภาษาในการสือ่ สารมีความสำ�คัญ จึงจำ�เป็นต้อง พิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ทำ�การสื่อสารด้วย

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

95


ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางสังคม คือ ชาติกำ�เนิด สถานภาพ ทางสังคมของผูท้ เี่ ราต้องการจะสือ่ สาร คุณวุฒกิ ารศึกษา วัยวุฒิ อาชีพการงาน เพศ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาวะทางอารมณ์ หากผูส้ อื่ สารได้ค�ำ นึงถึงเรือ่ งดังกล่าว แล้วนั้นก็จะเป็นการสะท้อนการสื่อสารผ่านการใช้ภาษา ในด้านอารมณ์ ความรู้สึก ทรรศนะ และวิธีคิดของผู้ส่ง

สาร ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีความถูกต้องและเหมาะสม การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารอย่างถูกต้องและเหมาะ สมนั้น ย่อมทำ�ให้การสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ ทุกประเภทมี ประสิทธิภาพและได้ผลตามวัตถุประสงค์ของผูส้ ง่ สารและ ผู้รับสารโดยสมบูรณ์

บรรณานุกรม ภาษาไทย กาญจนา นาคสกุล. (2545). ระบบเสียงภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พัชนี เชยจรรยา, เมตตา วิวัฒนานุกูล และ ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์. (2541). แนวคิดหลักนิเทศศาสตร์ : ประมวลศัพท์ วิชาการ ทฤษฎีสำ�คัญ วิธีศึกษาวิจัย = Key concepts in communication. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: คณะ นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น. วิภาวี จันทร์แก้ว. (2561). อาจารย์ประจำ�สาขาวิชาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษม บัณฑิต. สัมภาษณ์. วันที่ 21 พฤษภาคม 2561. อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2548). ภาษาในสังคมไทย : ความหลากหลาย การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนา. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ระบบออนไลน์ ศูนย์วจิ ยั มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์). (2014). ภาษาไทยบนสังคมออนไลน์ของคนรุน่ ใหม่. [ออนไลน์]. สืบค้น เมื่อ 1 พฤษภาคม 2018. จาก http://bangkokpoll.bu.ac.th. BBC NEWS. (2017). ผู้ใช้เฟซบุ๊กเกือบแตะ 2 พันล้านรายต่อเดือน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2561. จาก https://www.bbc.com/thai/international-39801793. POSITIONING. (2016). คนไทยติดหนึบ ‘โซเชียล มีเดีย’ ยอดเฟซบุก๊ ทะลุ 41 ล้านราย ติดอันดับ 8 ของโลก. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2018. จาก https://positioningmag.com/1092090.

9696

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


การสื่อความหมายผ่านยุคสมัย ด้วยรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมม ตลาดหนองมน กิตติธัช ศรีฟ้า * บทคัดย่อ ตลาดหนองมนเป็นชุมชนเก่าแก่ ที่เคยเฟื่องฟูมาก่อนที่จะเกิดภาวะเศษฐกิจ พ.ศ. 2540 โดยชุมชนแห่งนี้เป็น ชุมชนค้าขายอย่างแท้จริง สังเกตได้จากรูปแบบอาคารที่ปรากฏอยู่ในตลาดแห่งนี้ ตั้งแต่อาคารยุคแรกจนถึงปัจจุบัน จะ เห็นได้ว่าเป็นอาคารพาณิชย์ทั้งสิ้น และที่น่าสนใจที่สุดคือ ตลาดหนองมนมีอาคารพาณิชย์ทุกแบบ กล่าวคือ มีทุกยุค ตั้งแต่เริ่มแรกที่เป็นห้องแถวชั้นเดียว และพัฒนาการมาจนเป็นตึกแถวแบบหลายชั้น ซึ่งโดยปกติในชุมชนอื่นมักจะมีไม่ ครบทุกยุคสมัยเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อาคารพาณิชย์ในหนองมนจึงสามารถเล่าเรื่องราวของตนเองผ่านสถาปัตยกรรมได้ อย่างน่าสนใจ ทำ�ให้เรามองเห็นช่วงกำ�เนิด รุ่งเรือง และการหยุดนิ่ง ได้อย่างชัดเจน โดยบทความชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์ 2) เพือ่ ศึกษาหาความเป็นมาทางสถาปัตยกรรมอาคารพาณิชย์ 2)เพือ่ เปรียบเทียบเหตุการณ์ส�ำ คัญกับสถาปัตยกรรมในหนอง มน 3)เพือ่ ศึกษาพัฒนาการรูปแบบอาคารพาณิชย์ในหนองมน และจากการศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมทัง้ หมดในตลาด หนองมน ทำ�ให้พบว่า หนองมนเป็นพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยกันมาต่อเนื่องยาวนาน เป็นแหล่งเศษฐกิจของคนพื้นที่และ ละแวกใกล้เคียง สถาปัตยกรรมเหล่านั้นกำ�ลังบันทึกเรื่องราวของตนเอง ผ่านยุคสมัย และสถาปัตยกรรมเหล่านั้นกำ�ลัง สื่อความหมายเรื่องราวโดยนัยยะกับผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา คำ�สำ�คัญ: ห้องแถว / ตึกแถว / หนองมน / สถาปัตยกรรม Abstract Nong Mon Market is a traditional community. It has been booming before the crisis in 1997. The community is a true trading community. Observe the building model that appears in this market. From early to present. It is seen as a commercial building. And the most interesting is. Nong Mon Market has all types of commercial buildings, ie, there are all ages from the very beginning. And developed into a multi-storey townhouse. Normally, in other communities, this is not always the case. As such The commercial buildings in Nongmon are able to tell their story through architecture. We see the prosperity and the standstill. Clearly By this article. Objective 2) To study the origin of commercial buildings. 2) To compare important events with architecture in Nongmon. 3) To study the development of commercial buildings in Nongmon. And from the study of all architecture in the market Nongmon, it is found that Nongmon is a residential area for a long time. It is a source of people and areas of the neighborhood. Those architectures are recording their stories through the ages and their architecture is conveying the meaning of the story to the people who have passed through.

* อาจารย์ประจำ�คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

97


หนองมนเป็นชุมชนค้าขายที่เคยรุ่งเรืองมากใน อดีต สมัยที่บางแสนยังได้รับความนิยมเรื่องสถานที่ตาก อากาศ ก่อนที่จะเกิดภาวะเศษฐกิจ พ.ศ.2540 หนองมน เงียบเหงาลงเพราะพิษเศษฐกิจ หากแต่ก็ยังคงอยู่ได้ใน ฐานะแหล่งการค้า ถึงแม้จะไม่รุ่งเรืองอย่างที่เคย แต่ก็ยัง ไม่เคยตายไปเหมือนตลาดโบราณในหลาย ๆ แห่ง หนอง มนมีสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นอาคารพาณิชย์ ที่น่า สนใจคือ อาคารพาณิชย์ในหนองมนมีตั้งแต่ห้องแถวใน ยุคแรกของการมีอาคารพาณิชย์ และมีทุกรูปแบบใน พัฒนาการของตึกแถว จึงทำ�ให้เห็นได้ว่า วัฒนธรรมการ ค้าในหนองมน ตัง้ แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั ไม่เคยตาย ไม่เคย หยุดนิ่ง ชุมชนหนองมนเคลื่อนไหวตามแรงเศษฐกิจ นั้น แสดงให้เห็นได้วา่ ชุมชนแห่งนีค้ อื “ชุมชนแห่งการค้าขาย อย่างแท้จริง” ดังนั้นการศึกษาเรื่องอาคารพาณิชย์ใน ชุมชนแห่งนี้ จะทำ�ให้เข้าใจพัฒนาการทางเศษฐกิจผ่าน รูปแบบสถาปัตยกรรมได้เป็นอย่างดี วัตถุประสงค์ (1) เพือ่ ศึกษาหาความเป็นมาทางสถาปัตยกรรม อาคารพาณิชย์ (2) เพื่ อ เปรี ย บเที ย บเหตุ ก ารณ์ สำ � คั ญ กั บ สถาปัตยกรรมในหนองมน (3) เพือ่ ศึกษาพัฒนาการรูปแบบอาคารพาณิชย์ ในหนองมน ขอบเขตเรื่อง บทความฉบั บ นี้ มุ่ ง ประเด็ น ไปที่ รู ป แบบ สถาปัตยกรรมอาคารพาณิชย์ ในบริเวณตลาดหนองมน เป็นหลัก เพือ่ ศึกษาพัฒนาการของสถาปัตยกรรมอาคาร พาณิชย์ และนำ�ไปเทียบเคียงกับสถาปัตยกรรมอาคาร พาณิชย์ในกรุงเทพฯ รวมไปถึงเทียบเคียงกับเหตุการณ์ สำ�คัญต่าง ๆ ที่มีผลให้เกิดการเป็นแปลงในด้านการ ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวในหนองมน นิยามศัพท์ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ระบุ ถึงความหมายของ “ตึกแถว” ซึ่งหมายรวมถึง “หอง แถว” ไวดังนี้ “ตึกแถว น. อาคารที่ก่อด้วยอิฐฉาบปูนหรือ คอนกรีตทำ� เป็นห้อง ๆ เรียงติดกันเป็นแถว, หอ ง แถวก็เรียก” อย่างไร 9898

ก็ตาม กฎกระทรวงและขอบัญญัติทองถิ่นที่ออก ตาม ความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้ กำ�หนดนิยามของ “ตึกแถว” และ “ห้องแถว ” ที่แตก ต่างกันตามวัสดุที่ใชสำ�หรับก่อสร้างกล่าวคือ “ตึกแถว” หมายความวา อาคารทีพ่ กั อาศัยหรือ อาคารพาณิชย์ยซ งึ่ ปลู ก สร้ า งติ ด ต่ อ กั น เป็ น แถวเกิ น กว่ า สองห  อ ง และ ประกอบด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่ และ “ห้องแถว” หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรือ อาคา รพาณิชย์ยซ งึ่ ปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง และประกอบด้วยวัตถุอันไม่ใช่วัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ บทความ “ตลาดหนองมน” เป็นชือ่ เรียกสถานทีแ่ ห่งหนึง่ ในตำ�บลแสนสุข จังหวัดชลบุรี มีลักษณะเป็นชุมชนเก่า แก่ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดชลบุรีประมาณ 11 -12 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากทางแยกเข้าหาดบางแสนเพียง ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ในอดีตตลาดหนองมนนับเป็น แหล่งการค้าที่ เจริญมากที่สุดในจังหวัดชลบุรี ทั้งสองฝั่ง เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินกันเต็มไปทั้งตลาด โดยส่วนมากมา จับจ่ายใช้สอยเพือ่ ซือ้ ของฝากไปให้ญาติพนี่ อ้ ง โดยตลาด แห่งนีเ้ ป็นตลาดขายสินค้าพืน้ เมือง และของทีร่ ะลึกทีม่ ชี อื่ ของจังหวัดชลบุรี ได้แก่ อาหารแห้ง เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยหลอด ปลาลิวกิว กะปิ นาํ้ ปลา ฯลฯ ขนม และอาหาร สำ�เร็จรูป เช่น ห่อหมก กล้วยฉาบ เผือกฉาบ ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม และขนมหวานนานาชนิด เช่น ข้าวหลาม ขนมจาก ขนมไทยต่าง ๆ และ เครื่องจักรสานที่ทำ�จาก ไม้ไผ่ หรือหวายที่มาจากอำ�เภอพนัสนิคม ซึ่งมีฝีมือการ สานประณีตละเอียด ตลาดหนองมนในอดีต ผู้เริ่มก่อตั้งหรือเป็น เจ้าของตลาดนัน้ เป็นคหบดีชาวจีน เริม่ จากก่อสร้าง “ห้อง แถว” ให้เช่า (ภายในที่ดิน) ห้องแถว” หมายถึง อาคาร ที่พักอาศัยหรือ อาคารพาณิชย์ยซึ่งปลูกสร้างติดต่อกัน เป็นแถวเกินกว่าสองห้องและประกอบด้วยวัตถุอันไม่ใช่ วัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ เมื่อมีห้องแถวขึ้นมาก็มีคนมา อยู่อาศัย มีการค้าขาย มีร้านกาแฟ ร้านขายอาหารจีน ร้านขายของ ร้านตัดผม ร้านขายยา ร้านรับตัดเสือ้ ผ้า ร้าน ขายของชำ� ร้านขายส่งสินค้าไปตามชุมชนชาวไทยทีห่ า่ ง ออกไป มีส่วนกลางที่เป็นตลาดขายผักสด อาหารสด มี เขียงหมู เขียงเนื้อสด เป็นต้น โดยห้องแถวในระยะแรก ของตลาดหนองมนนั้น เป็นลักษณะเรือนแถวไม้ชั้นเดียว

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ต่อมามีพัฒนาการณ์เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น และพัฒนา มาเป็นเรือนแถวครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้น โดยชั้นล่างก่อปูน และชั้นบนเป็นไม้มีระเบียงด้านหน้าเพิ่มขึ้นมา ต่อมาก ลายเป็นอาคารปูนสองชั้นเรียงต่อกันเป็นแถว และภาย หลั ง มี ก ารสร้ า งอาคารปู น มากขึ้ น ซึ่ ง เริ่ ม มี ค วามสู ง มากกว่าสองชั้นขึ้นไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของ เศรษฐกิจของชุมชน จนเราเรียกกันว่า “ตึกแถว”

รวมถึงที่พักอาศัยเพิ่มมากขึ้น จนไม่เพียงพอต่อความ ต้ อ งการ จึ ง มี ก ารสร้ า งเรื อ นแถวไม้ เ พิ่ ม เติ ม โดยใช้ โครงสร้างแบบเดิมหากแต่มีสองชั้น กล่าวคือ ยังคงเรือน แถวไม้หากแต่เป็นสองชั้นโดยใช้ชั้นล่างขายของส่วนชั้น บนนัน้ เป็นทีพ่ กั อาศัย มีการปูพนื้ ปูนและกระเบือ้ ง กำ�แพง ยังคงทำ�ด้วยไม้ ประตูเป็นแผ่นไม้เรียงต่อกันที่ละแผ่นใน รางที่ทำ�จากไม้เช่นเดิม หลังคามุงด้วยสังกะสี และยังไม่มี ระเบียงด้านหน้า ซึ่งในยุคเรือนแถวไม้สองชั้นยุคแรกนี้ เรือนแถวไม้ยังไม่เน้นความสวยงามมากนัก หากแต่เน้น ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก

ภาพที่ 1 ห้องแถวไม้ชั้นเดียว ที่มาภาพ: กิตติธัช ศรีฟ้ ภาพลายเส้นห้องแถวไม้ชั้นเดียวในตลาดหนองมน

วิวัฒนาการมาจากห้องแถวไม้ของชาวจีนที่มา อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยห้องแถวไม้ดังกล่าวยังคง พบเห็นอยู่ที่ตลาดหนองมนบางส่วน ซึ่งจากการสอบถาม คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณตลาด หนองมนจึงได้ข้อมูลเบื้อง ต้นมาว่า เรือนแถวไม้ชุดแรก ๆ เป็นเรือนแถวไม้ชั้นเดียว เดิมทีบริเวณพื้นมิได้เป็นปูน หากแต่เป็นเพียงพื้นดินอัด แน่น กำ�แพงทำ�ด้วยไม้ ประตูเป็นแผ่นไม้เรียงต่อกันที่ละ แผ่นในรางทีท่ �ำ จากไม้ หลังคามุงด้วยจาก ต่อมาจึงเปลีย่ น วัสดุมุงหลังคามาเป็นสังกะสี และเทพื้นปูน หลังจากยุคเริ่มแรกของเรือนแถวไม้ในตลาด หนองมน ซึ่งเดิมที่เป็นการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ภายในชุมชนของตนเอง และชุมชนใกล้เคียงเป็นหลัก หากแต่หนองมนอยู่ใกล้ “หาดบางแสน” ซึ่งเป็นสถานที่ ต่างอากาศในยุคแรก ๆ บางแสน เดิมเป็นชายทะเลรกร้าง ตั้งอยู่ใน ตำ�บลแสนสุข กระทั่ง พ.ศ.2486 เริ่มให้มีการ สร้างสถานตากอากาศขึ้นมีการสร้าง โรงแรม และ ที่พัก ต่าง ๆ ดำ�เนินการโดยบริษทั แสนสำ�ราญ จึงเรียกว่าสถาน ตากอากาศแสนสำ�ราญตามชือ่ บริษทั ต่อมาใน พ.ศ. 2503 จึงโอนให้สำ�นักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเปลี่ยนชื่อ เป็น สถานตากอากาศบางแสน จึงทำ�ให้มีนักท่องเที่ยว จำ�นวนมากหลัง่ ไหลเข้ามาภายในพืน้ ที่ ส่งผลให้เกิดความ เจริญทางเศษฐกิจการค้าภายในตลาดหนองมนอย่างต่อ เนื่ อ ง จนเริ่ ม มี ก ารค้ า ขายให้ กั บ นั ก ท่ อ งเที่ ย วในช่ ว ง ประมาณปี 2๕15 มีผลทำ�ให้ความต้องการแหล่งค้าขาย

ภาพที่ 2 เรือนแถวไม้สองชั้น บริเวณชั้นสองยังไม่มีระเบียงด้านหน้า ที่มาภาพ: กิตติธัช ศรีฟ้า ภาพวาดลายเส้นเรือนแถวไม้สองชั้น บริเวณชั้นสองยังไม่มีระเบียงด้านหน้าในตลาดหนองมน

ต่อมาเมื่อการค้าขายดีขึ้นตามลำ�ดับ เรือนแถว ชุดใหม่กเ็ กิดขึน้ โดยมีโครงสร้างทุกอย่างใกล้เคียงของเดิม ทุกอย่าง หากแต่มีการเพิ่มเติมระเบียงด้านหน้าบ้าน บริเวณชัน้ สอง ในขณะเดียวกันนีก้ พ็ บว่าเกิดเรือนแถวชุด ใหม่ขึ้น ซึ่งคาดว่าร่วมสมัยกันกับเรือนแถวไม้สองชั้นมี ระเบียงที่ชั้นสอง กล่าวคือ พบว่ามีเรือนแถวในลักษณะ เดียวกันหากแต่ชนั้ ล่างก่ออิฐถือปูแล้ว จึงเรียกว่าเรือนแถว ครึ่งไม้ครึ่งปูน มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน มีระเบียงที่ หน้าบ้านชัน้ สองเหมือนกัน ต่างกันเพียงชัน้ ล่างทีม่ กี ารก่อ อิฐถือปูนเท่านั้นเอง ราว พ.ศ. 2525 โดยเทียบเคียงกับสถาปัตยกรรม ของตึกแถวในกรุงเทพฯ พบว่ามีเรือนแถวที่ก่อสร้างด้วย ปูนทั้งหลัง มีลักษณะสองชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ยัง ไม่มีดาดฟ้า และงานออกแบบเป็นลักษณะเหลี่ยมมุม คล้ายกล่อง ยุคนี้เรียกได้ว่าเป็นยุคของ “ตึกแถว” ช่วง

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

99


แรกใน ตลาดหนองมน ทีม่ กี ารก่ออิฐถือปูน ต่อมาห้องแถว ไม้เก่าในยุคแรก ๆ เริม่ ชำ�รุดทรุดโทรมจึงมีการรือ้ ทิง้ และ สร้างตึกแถวขึ้นจำ�นวนมากในตลาดหนองมน “ตึกแถว” ทีม่ ลี กั ษณะก่ออิฐถือปูนนัน้ ตามหลัก ฐานที่ พ บ มี ข้ อ สั น นิ ษ ฐานว่ า “ตึ ก แถว” เกิ ด ขึ้ น ใน ประเทศไทยพร้อมถนนสายแรกในประเทศไทยนั้นคือ “ถนนเจริ ญ กรุ ง ” ซึ่ ง เป็ น ถนนที่ พ ระบาทสมเด็ จ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึน้ ในปี พ.ศ. 2404 โดยพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นของบรรดาเจ้าขุน มูลนาย และหน่วยราชการ โดยในอดีตคนไทยส่วนใหญ่ เดินทางสัญจรกันทางนํา้ เป็นหลัก เศรษฐกิจกิจหรือแหล่ง การค้าจึงเจริญอยู่ตามชายคลอง แต่เมื่อมีการตัดถนนขึ้น ทำ�ให้การสัญจรเปลีย่ นรูปแบบไป เศรษฐกิจหรือแหล่งการ ค้าก็เปลีย่ นไปเช่นกัน เมือ่ การค้าย้ายแหล่งจากชายคลอง มาอยู่บนถนน บรรดาเจ้าขุนมูลนายจึงสร้างเป็นตึกแถว ให้คนยากจนเช่า และทำ�เป็นสัญญาระยะยาว เช่น บริเวณ เวิ้งนาครเขษม หรือชุมชนหวั่งหลี ที่มีรูปแบบตัวตึกที่อยู่ ติดกันตลอดแนว โดยใช้ผนังร่วมกัน ด้านในทีไ่ ม่ตดิ ถนนก็ เป็นบ้านพักอาศัยธรรมดา แต่สว่ นทีอ่ ยูต่ ดิ ถนนหรือหัวมุม ก็มกั จะเป็นร้านของขาย จนกลายเป็นต้นแบบของตึกแถว ของพื้นที่ต่อ ๆ มา เมื่ อ ถึ ง ยุ ค ที่ ต้ อ งเร่ ง สร้ า งเมื อ ง ในช่ ว งหลั ง สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงนั้น ในระยะแรกบ้านเมืองมี ซากปรักหักพังอยูม่ าก จึงจำ�เป็นต้องบูรณะ และเริม่ สร้าง อาคารที่พักอาศัยกันครั้งใหญ่ ตึกแถวเป็นตัวเลือกแรก ๆ เนื่องจากสร้างง่าย แข็งแรง และสามารถทำ�การค้าได้ ถัด มาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นยุค ทองในเรือ่ งการตืน่ ตัว และเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงสุด เห็นได้จากมีการร่างแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคม แห่งชาติฉบับที่ 1 ขึ้นมา เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง รวมไปถึงการจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสร้าง ที่ อ ยู่ อ าศั ย ขึ้ น มาอย่ า งเช่ น กองเคหสถาน กรม ประชาสงเคราะห์ หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยผล พวงหนึ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น นั้ น ก็ คื อ การขยายตั ว ด้ า นอสั ง หา ‘ตึกแถว’ รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘แฟลต’ จำ�นวนมาก เมือ่ ประเทศไทยผ่านยุคทีต่ อ้ งเร่งสร้างเมืองมาได้ ก็ถงึ เวลา ก้าวเข้าสู่ ยุคทีค่ วามเจริญเรียกหา หลังจากทีป่ ระเทศไทย ผ่านวิกฤตทางการเมืองช่วงปี 2519 มาได้ เริม่ มีการเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนือ่ ง พืน้ ทีห่ ลายแห่งกลายเป็นย่าน ธุรกิจที่สำ�คัญของ เช่น สุขุมวิท เพชรบุรี หรือสีลม ก็ตาม 100 100

ที มีผลทำ�ให้ราคาที่ดินพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ เองบรรดาเจ้าของทีด่ นิ เหล่านี้ จึงถือโอกาสสร้างตึกสูงเพือ่ รองรับกับสภาพเศรษฐกิจทีเ่ ปลีย่ นไป อีกทัง้ ลดระยะเวลา ทำ�สัญญาเช่าให้เหลือเพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น ในขณะ เดียวกันโครงการทางด้านคมนาคมต่าง ๆ ก็มีการพัฒนา ขึ้น ทั้งรถไฟลอยฟ้า และใต้ดิน มีผลให้เกิดการก่อสร้าง คอนโดมิเนียมขึ้นจำ�นวนมาก หากแต่ว่า ตึกแถวเองก็ยัง คงได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ขาย เนื่องจากยังคง ทำ�การค้าได้ตามหน้าอาคาร ซึ่งยุคนี้เองที่คาดว่าส่ง อิทธิพลงานออกแบบตึกแถว มายังตลาดหนองมน ระยะ นีต้ ลาดหนองมนเจริญสุดขีด และเป็นตลาดทีไ่ ด้มาตรฐาน ในสมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากในช่วงนั้นระบบเศรษฐกิจภายในประเทศดีมาก มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การก่อสร้างตึกแถวในตลาด หนองมนก็ขยายตัวตามเศษฐกิจ จนมีการสร้างตึกแถวที่ มีมากกว่าสองชั้นและมีดาดฟ้า

ภาพที่ 3 ตึกแถวในยุค ที่ก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง ที่มาภาพ: กิตติธัช ศรีฟ้า ภาพถ่ายตึกแถวในยุค ที่ก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง ที่ตลาดหนองมน

เมือ่ ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างหวัง ประเทศไทยเข้า สู่ยุคฟองสบู่แตก ในช่วงปี 2540 ระยะนี้ตึกแถวเริ่มไม่ได้ รับความสนใจเท่าที่ผ่านมา เนื่องจากมีอาคารอยู่อาศัย แบบใหม่เกิดขึ้นที่เรียกว่า “ทาวน์เฮาส์” ซึ่งเหมาะสม ชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะด้วยขนาด และราคา ที่เหมาะสมกับ ช่วงทีป่ ระเทศไทยเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจตกตาํ่ ทำ�ให้เกิด มีเหตุตึกแถวร้าง ไม่มีใครเข้าไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะ ย่านเศรษฐกิจหลายแห่งที่ทำ�การค้าในตึกแถวพากันปิด

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


เงียบไป รวมทั้งหนองมนก็พบกับปัญหานักท่องเที่ยว ซบเซาเช่นกัน ส่งผลให้การก่อสร้างต่าง ๆ หยุดชงักไป หมด ดังนั้นเราจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตึกแถวใน บริเวณตลาดหนองมนมากนัก มิหนำ�ซัา้ ยังเริม่ เกิดตึกแถว ร้างในตลาดหนองมน บริเวณที่ยังทำ�การค้าอยู่คงเหลือ เพียงตึกแถวที่ติดกับถนนสุขุมวิทขาเข้าเท่านั้น เมื่อผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 มาแล้ว เศรษฐกิจ เริม่ ดีขนึ้ ตามลำ�ดับ และกลับมาเฟือ่ งฟูอกี ครัง้ แต่ดเู หมือน สถานการณ์ของตึกแถวจะไม่คึกคักเช่นเคย โดยเฉพาะ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา รูปแบบตึกแถวแบบดั้งเดิมเริ่ม ไม่มีการก่อสร้างรวมไปถึงมีการทุบทำ�ลายบางส่วน อาจ เพราะมีการขยายของเมืองที่มากขึ้น และการพลิกโฉม ของกิจการคอนโดมิเนียมตามเส้นทางสถานีรถไฟฟ้า ทีม่ ี ขีดความสามารถจุคนได้มากกว่า ทำ�ให้สะดวกต่อการ คมนาคม เจ้าของตึกแถวจำ�นวนไม่นอ้ ยเริม่ ขายตึกหรือไม่ ก็ทบุ ทิง้ แล้วเปลีย่ นมาสร้างคอนโดมิเนียมแทน เช่นเดียว กับแหล่งพืน้ ทีต่ กึ แถวโบราณ ทีท่ ยอยหมดสัญญา จึงไม่ใช่ เรื่องแปลกเลยที่จะเห็นชุมชนโบราณที่เคยเรียงรายด้วย ตึกแถวเริ่มหายไปทีละแห่งสองแห่ง เช่น ชุมชนสามย่าน

ซอยหวั่งหลี ฯลฯ ช่วงเวลาเดียวกันนี้ที่ตลาดหนองมนก็ ยังคงซบเซาอย่างต่อเนือ่ ง นักท่องเทีย่ วเริม่ หดหายเพราะ พิ ษ เศษฐกิ จ เมื่ อ การค้ า ซบเซา การพั ฒ นาด้ า น อสังหาริมทรัพย์ก็หยุดลง ดังนั้นเราจึงไม่เห็นตึกแถวรูป แบบใหม่ ๆ หลังจากยุค พ.ศ. 2540 มากนัก จึงกล่าวได้ ว่าจวบจนปัจจุบันการก่อสร้างตึกแถวในเมืองไม่มีให้เห็น อีกต่อไป เหลือเพียงตึกแถวดั่งเดิมที่เคยก่อสร้างมาเมื่อ นานมาแล้ว และยังคงใช้ประโยชน์ทางการค้าได้เท่านั้น บทสรุป จากการศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมทัง้ หมดใน ตลาดหนองมน ทำ�ให้พบว่า หนองมนเป็นพืน้ ทีท่ มี่ กี ารอยู่ อาศัยกันมาต่อเนือ่ งยาวนาน จัดได้วา่ เป็นชุมชนทีเ่ ข้มแข็ง และเป็นแหล่งเศษฐกิจที่แท้จริง โดยเห็นได้จากหลักฐาน ที่พบได้ว่า มีอาคารพาณิชย์ปรากฏอยู่ตั้งแต่ยุคสมัยแรก เริ่มจวบจนถึงยุคปัจจุบัน จึงกล่าวได้ว่า สถาปัตยกรรม เหล่านัน้ กำ�ลังบันทึกเรือ่ งราวของตนเอง ผ่านยุคสมัย และ สถาปัตยกรรมเหล่านั้นกำ�ลังสื่อความหมายเรื่องราวโดย นัยยะกับผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา

บรรณานุกรม

ภาษาไทย ควิน ลิมป์. การศึกษาตึกแถวในสมัยรัชกาลที่ 5 จากแผนที่ กรุงเทพฯ ปีพ.ศ. 2450. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชา สถาปัตยกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2553 ชนิดา ตันติตยาพงษ์. ภาพพจน์ตลาดหนองมนในทรรศนะของนักท่องเทีย่ ว. ปัญหาพิเศษ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, สาขา วิชาบริหารทั่วไป, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย บูรพา. 2546 ชูวิทย์ สุขฉายา. ตึกแถวกับการออกแบบชุมชน. วิทยานิพนธ์ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบ ชุมชนและผังเมือง บัณฑิตวิทยาลัยศิลปากร, 2518 น. ณ ปากนํ้า [นามแฝง]. แบบแผนบ้านเรือนในสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 4 ปรับปรุงเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : สำ�นักพิมพ์เมืองโบราณ, 2543 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เพ็ญศรี ฉันทวรางค์. แนวทางการเปลี่ยนแปลงของตึกแถว ในกรุงเทพมหานคร วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชา สถาปัตยกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529. เยาวภา จันทร์สอน. ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2550 สำ�นักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำ�ระประวัตศิ าสตร์ไทย. ประวัตศิ าสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2475. กรุงเทพฯ: กองจดหมายเหตุแห่งชาติกรมศิลปากร, 2525

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

101


พรีเซนเตอร์ : บทบาทสำ�รองของนักกีฬาไทยในยุคดิจิทัล Presenter: Secondary role for Thai athletes in digital age.

พิทักษ์พงศ์ พงษ์พิพัฒน์ * บทคัดย่อ ในปัจจุบันวงการกีฬาประเทศไทยนั้นพัฒนาขึ้น กีฬาหลายประเภทที่ไม่เคยจัดการแข่งขันในรูปแบบอาชีพมา ก่อนก็มีการจัดการแข่งขันในรูปแบบอาชีพมากขึ้น ทำ�ให้นักกีฬาในประเทศไทยมีรายได้จากการแข่งขันกีฬาอย่างมาก หรือกีฬาทีเ่ ป็นรูปแบบอาชีพมาก่อนแล้วจากการพัฒนาและฝึกซ้อมอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา จึงทำ�ให้ มีนักกีฬาหรือทีมกีฬาจากประเทศไทยขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆของโลกและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จากการทีน่ กั กีฬาเป็นทีร่ จู้ กั เป็นทีร่ กั และมีอทิ ธิพลต่อประชาชนเช่นนี้ จึงส่งผลให้นกั กีฬาทัง้ หลายมีมลู ค่าทางการ ตลาดที่สูงขึ้น จะเห็นได้จากการที่สินค้าหรือการรณรงค์ต่างๆ เริ่มหันมาใช้นักกีฬาเป็นพรีเซนเตอร์มากขึ้น แม้การใช้ นักกีฬาเป็นพรีเซนเตอร์สนิ ค้าหรือการรณรงค์ตา่ งๆนัน้ ไม่ใช่เรือ่ งใหม่ แต่ทนี่ า่ สนใจ คือ ในสมัยก่อนสินค้าหรือการรณรงค์ ต่างๆที่ใช้นักกีฬาเป็นพรีเซนเตอร์นั้น ก็จะอยู่ในวงแคบๆ ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะข้อจำ�กัดของภาพลักษณ์หรือบุคลิกภาพ ของนักกีฬา แต่ในปัจจุบันภาพลักษณ์และบุคลิกภาพของนักกีฬานั้นแตกต่างจากสมัยก่อน นักกีฬาในยุคนี้มีการดูแลตัว เองมากขึ้น มีบุคลิกภาพที่ดูเป็นสากล มีเสน่ห์ดึงดูดใจ โดยวัดได้จากนักกีฬาหลายคนในปัจจุบันนี้มีกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ (แฟนคลับ) ติดตามเป็นจำ�นวนมากไม่แพ้ศลิ ปินดารานักแสดงในระดับแนวหน้าของเมืองไทย ยกตัวอย่างเช่น ชนาธิป สรง กระสินธ์, ชาริล ชัปปุยส์ นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย อีกทั้งกลุ่มนักกีฬายังมีความน่าสนใจต่อการโฆษณาหรือการตลาด ไม่แพ้กลุม่ บุคคลทีม่ ชี อื่ เสียงเกีย่ วกับการโฆษณา (Celebrity Endorsement) กลุม่ อืน่ ๆ ยิง่ ในยุคดิจทิ ลั ในปัจจุบนั ทีน่ กั กีฬา มีสื่อโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเองทำ�ให้ยิ่งง่ายต่อการเข้าถึง จึงเป็นสาเหตุให้ในปัจจุบันมีนักกีฬามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ สินค้าและบริการตลอดจนถึงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ตา่ งๆในแทบทุกรูปแบบอย่างไรข้อจำ�กัด ตัง้ แต่สนิ ค้าและผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับความงาม อาหารหรือเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ยานพาหนะ ฯลฯ และน่าสนใจว่าในอนาคตภายหน้านั้น นักกีฬาจะมีอิทธิพลกับวงการโฆษณาและการตลาดขึ้นอีกมากเพียงใด คำ�สำ�คัญ พรีเซนเตอร์ / นักกีฬาไทย / ยุคดิจิทัล Abstract There has been a rapid development in Thailand’s sport scene recently. Many new categories of sport that used to compete in an amateur level are now competed in a professional level. Such change enabled athletes in Thailand to gain much more income from competitions. As for the existing sports that have been compete in professional level for a long time are further improved in terms of appropriate training courses according to sport science principles. Such emergences pushed Thai athletes and Thai national teams to the forefront and globally accepted in the sporting world. People are influenced by these famous and endearing athletes; therefore, this increases their market value. As for evidence, more and more products or campaigns use athletes as presenter. Although the use of famous athlete as a presenter is nothing new, but the interesting aspect is the * อาจารย์ประจำ�คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต 102 102

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


use of athlete as presenter in the old time was previously confined in a limited scope of product or campaign. Such restriction might be a result from stereotypical athlete’s image limitations. But athlete’s image nowadays is largely different from the olden days. Athletes today take better care for themselves. Their appearances are more refined, universal, and attractive. One of the best indicators of this phenomenon is the increase of athlete’s fanatics (also known as ‘fan club’) comparable to the of Thailand’s A-list actors and actresses; e.g. Chanathip Songkrasin, Charyl Chappuis, as they are a member of Thailand national football team. Also, athletes can draw immense attention from various advertisements or other marketing channels equivalent to other celebrity endorsements. Especially in the present day of digital age, athletes have their own different social media, thus, making it easier for people to get in touch with them. As a result, more and more athletes become presenters for merchandises, services, or even publicized in various campaigns without limitations whatsoever. Whether it is a beauty care product, food, consumer goods, motor vehicle, et cetera. It is very interesting how this phenomenon of athlete’s influence on advertisement and marketing world would evolve in the future. Keyword: Presenter / Thai Athlete / Digital Age. บทนำ� จุดมุ่งหมายสูงสุดของการทำ�โฆษณาหรือการ ตลาดก็คือ การที่สินค้าและบริการสามารถดึงดูดใจผู้ บริโภค ทำ�ให้ผู้บริโภคมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าและบริการ จนท้ายที่สุดก็จูงใจให้ซื้อสินค้าและบริการดังกล่าว เงิน จำ�นวนมหาศาลถูกใช้ไปกับการจ้างพรีเซนต์เตอร์ที่มีชื่อ เสียงมาเป็นผู้นำ�เสนอสินค้า ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นศิลปิน ดารานักแสดงทั้งในประเทศ หรือ ต่างประเทศ แต่ในยุค

ปัจจุบนั นักกีฬาก็เป็นอีกหนึง่ กลุม่ ทีท่ างสินค้าและบริการ ตลอดไปจนถึงการรณรงค์ประสาสัมพันธ์เริม่ นำ�มาเป็นพรี เซนตรอร์มากขึ้น และก็ได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มเป้า หมายเป็นอย่างดี ทั้งนี้ด้วยบุคลิกภาพของนักกีฬาที่มี ความแข็งแรง สง่างามตามแบบฉบับของนักกีฬาแล้ว นักกีฬาส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังให้ความสำ�คัญกับภาพ ลักษณ์และยังดูแลรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง บวกกับ ในยุคดิจิทัลที่แต่ละคนสามารถสร้างช่องทางการติดต่อ ทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง อาทิ facebook Instagram twitter ทำ�ให้นกั กีฬาจึงมีมลู ค่าและพลังมากขึน้ ทางการ ตลาดไม่แพ้ศิลปินหรือดารานักแสดง ยกตัวอย่างจากตัวเลขของการติดตามจากโซเชีย ลมีเดีย เช่น Instagram หากเป็นดารานักแสดงระดับแถว หน้าของเมืองไทยก็จะมียอดติดตาม Instagram ระดับ หลักแสนขึน้ ไปจนถึงหลักล้าน ซึง่ ปัจจุบนั นีห้ ากไปดูยอด การติดตาม Instagram ของนักกีฬาระดับแถวหน้าของ เมืองไทยก็เริ่มมียอดติดตามไม่แพ้กัน และยังคงเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง เช่น ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลทีม ชาติไทยสังกัดสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร (consadole sapporo) สโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น (J-league 1) มียอดติดตาม Instagram อยู่ที่ 2 ล้านคน ชาริล ชัปปุยส์ นักฟุตบอลทีมชาติไทยสังกัดสโมสร SCG เมืองทองยูไนเต็ดสโมสรในลีกสูงสุดของประเทศไทย (Thai League T1) มียอดติดตาม Instagram อยู่ที่ 1.4 ล้านคน สารัช อยูเ่ ย็น นักฟุตบอลทีมชาติไทยสังกัดสโมสร SCG เมืองทองยูไนเต็ดสโมสรในลีกสูงสุดของประเทศไทย (Thai League T1) มียอดติดตาม Instagram อยู่ที่ 1.2 ล้านคน เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีม ชาติไทยชุดใหญ่ มียอดติดตาม Instagram อยูท่ ี่ 1.1 ล้าน คน ปลืม้ จิตร์ ถินขาว นักกีฬานักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย มียอดติดตาม Instagram อยู่ที่ 847,000 คน รัชนก อิน ทนนท์ อดีตนักกีฬาแบดมินตันมือวางอันดับ 1 ของโลก ประเภทหญิงเดี่ยว มียอดติดตาม Instagram อยู่ที่ 405,000 คน สาเหตุทที่ �ำ ให้นกั กีฬาไทยมีความนิยมสูงขึน้ และ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดังกล่าวนั้น อาจเป็นเพราะ ลักษณะของนักกีฬาเปลี่ยนไปตามยุคสมัย รูปแบบของ การจัดการแข่งขันกีฬาต่างๆภายในประเทศไทยนั้นมี ความเป็นสากลมากขึ้น นักกีฬาสามารถเรียกตัวเองว่า “นักกีฬาอาชีพ” ได้ในหลายชนิดกีฬา นักกีฬาสามารถมี

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

103


รายได้เพียงพอทีจ่ ะเลีย้ งตัวเองได้ ไม่เหมือนกับสมัยก่อน ที่รูปแบบการแข่งขันกีฬาในประเทศไทยในหลายชนิด กีฬาเป็นแบบ “สมัครเล่น” นักกีฬาจะมีรายได้ก็ต่อเมื่อ มีการแข่งขันกีฬารายการต่างๆ เช่น การแข่งขันกีฬา South-East Asian Games (SEA Games), Asian Games หรือ Olympic Games ซึ่งรายได้ของนักกีฬาก็ จะมาจากเบี้ยเลี้ยงของสมาคมกีฬาต้นสังกัดของตัวเอง ซึง่ ก็เป็นรายได้ทนี่ อ้ ยมากจนน่าตกใจ นักกีฬาต้องไปหวัง ให้คว้ารางวัลความสำ�เร็จมาให้ได้ เพือ่ จะได้รบั เงินรางวัล พิเศษที่เรารู้จักกันในชื่อ “เงินอัดฉีด” มากบ้างน้อยบ้าง ตามความสำ�เร็จและความยากของรายการแข่งขันกีฬา (Tournament) นั้นๆ ในช่วงเวลาปกติของนักกีฬาบาง คนยังคงต้องประกอบอาชีพประจำ�เพื่อให้มีรายได้เป็น หลักเลีย้ งตัวเองด้วยความจำ�เป็น แทนทีจ่ ะได้เอาเวลาไป ฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันก็ไม่สามารถจะทำ�ได้ ในปั จ จุ บั น ความมั่ น คงของนั ก กี ฬ าไทยนั้ น เปลีย่ นไปมาก ทัง้ รูปแบบนักกีฬาอาชีพและนักกีฬาสมัคร เล่น นักกีฬาสามารถมีรายได้จากการทำ�อาชีพนักกีฬา เพี ย งอย่ า งเดี ย วก็ เ พี ย งพอกั บ การเลี้ ย งดู ตั ว เองและ ครอบครัว โดยไม่ต้องเอาเวลาไปประกอบอาชีพอื่นๆอีก สามารถทุม่ เทเวลากับการฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ และด้วย ความเปลีย่ นแปลงไปของวิถชี วี ติ ในสังคมรวมไปถึงความ ก้าวหน้าทีไ่ ร้พรมแดนของเทคโนโลยี ทำ�ให้นกั กีฬามีชอ่ ง ทางการสื่อสารกับแฟนคลับที่ชื่นชมในตัวของนักกีฬา และยังสามารถขยายฐานความนิยมของตนเองได้อกี ด้วย การใช้สอื่ โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ตา่ งอะไรกับดารานักแสดง ในวงการบันเทิง ยิง่ มีฐานแฟนคลับและผูต้ ดิ ตามมากก็ยงิ่ มีพลังในการตลาดมากขึ้นตามมา นักกีฬาที่มีชื่อเสียง หลายๆคนจึงถูกจ้างให้เป็นพรีเซนต์เตอร์ให้กบั สินค้าและ บริการตลอดจนถึงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ตา่ งๆ ซึง่ ใน สมัยก่อนการที่สินค้าและบริการต่างๆจะใช้นักกีฬามา เป็นพรีเซนต์เตอร์นั้นก็อาจจะอยู่ในวงแคบๆ หรือเป็นสิ่ง ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ นั ก กี ฬ าเองและตรงกั บ กลุ่ ม เป้ า หมาย เฉพาะ เช่น นักกีฬาเป็นพรีเซนต์เตอร์รองเท้ากีฬา หรือ นักกีฬามาเป็นพรีเซนต์เตอร์ให้กบั ผลิตภัณฑ์เพือ่ สุขภาพ บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ในปัจจุบันจะเห็น ได้ว่ามีสินค้าและบริการที่แตกต่างกับที่กล่าวไปแล้วจ้าง นักกีฬามาเป็นพรีเซนต์เตอร์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น สินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความงาม นั่นแสดงให้เห็นว่า นักกีฬาในสมัยนี้มีภาพลักษณ์ที่ดี มีจุดขายที่มากกว่า 104 104

ความเป็นนักกีฬา และตอบสนองความต้องการของกลุ่ม เป้าหมายได้เป็นอย่างดี จากทีก่ ล่าวมาทัง้ หมดจะเห็นได้ถงึ อิทธิพลของ นักกีฬาทีม่ ตี อ่ การโฆษณา ทีไ่ ม่แพ้กลุม่ คนทีม่ ชี อื่ เสียงกลุม่ อืน่ ๆ ดังทีน่ กั วิชาการได้แบ่งกลุม่ บุคลทีม่ เี ชือ่ เสียเกีย่ วกับ การโฆษณาและการตลาดไว้ ผ่ า นทฤษฎี Celebrity Endorsement ไว้ จึงขอสรุปให้เห็นภาพคร่าว ๆ ดังนี้ ทฤษฎีเกี่ยวกับการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง (Celebrity Endorsement) นักวิชาการมากมายได้ให้คำ�จำ�กัดความของ Celebrity Endorsement ไว้โดยสรุปได้ คือ กลุ่มบุคคล ที่มีชื่อเสียงจากความสำ�เร็จในหลากหลายอาชีพต่างๆ ทำ�ให้เป็นที่รู้จักของสังคมและมีอิทธิพลที่ผู้บริโภคจะมี พฤติกรรมลอกเลียนแบบในสิง่ ทีค่ นเหล่านีส้ อื่ สารออกมา ในหลายรูปแบบ บุคคลทีม่ ชี อื่ เสียง (Celebrity) แบ่งออก ได้ 7 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ดารานักแสดง (Actor, Actress) คือ กลุม่ บุคคลทีส่ วมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆในภาพยนตร์ หรือในละคร ดารานักแสดง (Actor, Actress) อาจเป็น ทีร่ จู้ กั ในสังคมมากทีส่ ดุ ในบรรดากลุม่ Celebrity ทัง้ หมด เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่ายและจะมีอิทธิพลมากใน ช่วงเวลาที่ละครหรือภาพยนตร์เข้าฉายอยู่ จึงมักถูกใช้ เป็นพรีเซนต์เตอร์สินค้าและบริการต่างๆมากกว่ากลุ่ม Celebrity ทั้งหมด กลุม่ ที่ 2 นักร้อง (Singer) คือ กลุม่ บุคคลทีม่ ชี อื่ เสียงและเป็นทีร่ จู้ กั มาจากการร้องเพลง นักร้อง (Singer) อาจเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มอันเนื่องจากความชัดเจนของ เอกลักษณ์ในแนวเพลงต่างๆ ของนักร้องคนนัน้ ๆ ซึง่ ทีม่ า ของการเป็นนักร้องในสมัยก่อนอาจมีได้หลากหลายรูป แบบแต่ปัจจุบันมักมาจากเวทีการประกวดในรูปแบบ Reality ซึง่ ทำ�ให้นกั ร้องเหล่านีม้ ฐี านของแฟนคลับ (Fan Club) เป็นจำ�นวนมากและนั่นจึงหมายถึงอิทธิพลต่อผู้ บริโภคเมื่อนำ�นักร้องเหล่านี้มาเป็นเป็นพรีเซนต์เตอร์ สินค้าและบริการต่างๆ กลุ่มที่ 3 นักร้องมาสู่ดารา, ดารามาสู่นักร้อง (Singer-Actor, Actress หรือ Actor,Actress-Singer) คือ กลุ่ม ดารานักแสดง (Actor, Actress) และ นักร้อง (Singer) อาจมีลักษณะงานที่ต่างกันชัดเจนแต่ก็มีความ คล้ายกันอยูพ่ อสมควร ซึง่ หากกลุม่ คนทัง้ 2 กลุม่ นีม้ คี วาม

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


สามารถและความพยายามมากพอก็จะสามารถทำ�ในอีก สิ่งได้ เห็นได้จากตัวอย่างในสังคมที่บางคนเข้าเป็นดารา และก็สามารถต่อยอดไปเป็นนักร้องได้หรือนักร้องบางคน ก็สามารถมาแสดงละครได้อย่างมีศักยภาพโดยที่ยังคง ประสบความสำ�เร็จและมีชื่อเสียงไม่แพ้กันทั้งสองด้าน กลุ่ ม ที่ 4 ความสามารถทางกี ฬ า (Sport Figures) คื อ บุ ค คลที่ มี ค วามสามารถด้ า นกี ฬ าและ ประสบความสำ�เร็จจากการแข่งขันกีฬาประเภทนั้นๆใน ระดับชาติหรือขึน้ ไปถึงระดับนานๆชาติ นักกีฬาทีป่ ระสบ ความสำ�เร็จเหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมัน พยายามฝึกซ้อมจนสามารถประสบความสำ�เร็จได้ในทีส่ ดุ หากเป็นสมัยก่อน Celebrity กลุ่มนี้อาจดูห่างไกลที่ใคร จะทำ�ความรู้จักและอาจจะมีแฟนคลับติดตามเพียงกลุ่ม เล็กๆที่ชื่อชอบในกีฬาชนิดนั้นๆ แต่ในปัจจุบันนักกีฬามี ภาพลักษณ์ทแี่ ตกต่างกับสมัยก่อน การติดตามกีฬาก็งา่ ย เพราะมีการถ่ายถอดสดการแข่งขัดมากมาย นักกีฬามีสอื่ โซเชียลมีเดียต่างๆทำ�ให้ผทู้ ชี่ อื่ ชอบสามารถติดตามได้งา่ ย ขึ้น นักกีฬาจึงมีอิทธิพลมากขึ้นกว่าสมัยก่อนในการเป็น เป็นพรีเซนต์เตอร์สินค้าและบริการต่างๆ กลุ่ม 5 พิธีกร, ผู้ประกาศข่าว (New Anchors & MC) คือ บุคคลที่ทำ�หน้าที่รายงานข่าวสารในสื่อหรือ รายการต่างๆ ต้องเป็นคนที่พูดจาฉะฉาน ชัดเชน และใช้ ภาษาได้ดที งั้ ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศในบางครัง้ ในปัจจุบนั พิธกี ร, ผูป้ ระกาศข่าว (New Anchors & MC) ต้องมีบคุ ลิกภาพและหน้าตาดี เพือ่ ต่อยอดไปสูง่ านอืน่ ใน วงการได้ ในปัจจุบันพิธีกร, ผู้ประกาศข่าวก็มีฐานแฟน คลับเช่นเดียวกับดาราหรือนักร้อง แต่ก็อาจไม่มากเท่า กลุ่ม 6 นางงาม (Beauty) คือ บุคคลที่ผ่านการ ประกวดนางงามในเวทีต่างๆ และพาตัวเองเข้าสู่วงการ ไม่ว่าจะเป็น ดารา นักร้อง หรือ พิธีกรและผู้ประกาศข่าว โดยภาพลักษณ์ของ นางงาม (Beauty) อาจจะแตกต่าง กันไปตามเวทีทเี่ ข้าประกวด ซึง่ นัน่ ก็จะส่งผลต่องานต่างๆ ในวงการที่จะเข้ามาด้วย กลุ่ม 7 ชื่อเสียงฐานะทางสังคม (High-So) คือ บุคคลทีม่ ฐี านะและชือ่ เสียงในวงสังคม อาจจะมาจากการ ประสบความสำ�เร็จในธุรกิจที่ทำ�อยู่ มีบุคลิกดี หน้าตาดี แต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะเข้าถึงได้ยากเว้นแต่คน กลุม่ นีจ้ ะเข้ามาสูง่ านในวงการ เช่น ดารา นักร้อง นักกีฬา หรือ อื่นๆ ก็จะทำ�ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้

จากทฤษฎีเกี่ยวกับการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่ มีชื่อเสียง (Celebrity Endorsement) ได้กล่าวถึงกลุ่ม บุคคนทีม่ อี ทิ ธิพลต่อการโฆษณาไว้อย่างชัดเจน จะเห็นได้ ว่ากลุม่ ของนักกีฬานัน้ ก็มคี วามน่าสนใจไม่แพ้ Celebrity กลุ่มอื่นๆ และมีศักยภาพและพลังมากพอที่จะนำ�พาให้ สินค้าและบริการต่างๆนั้นประสบความสำ�เร็จในแง่ของ ผลทางการตลาดได้ในฐานะพรีเซนเตอร์ โดยจากที่ได้ ทำ�การสำ�รวจเบื้องต้นมีนักกีฬาไทยเป็นพรีเซนต์เตอร์ สินค้าและบริการต่างๆอยู่หลายชนิดด้วยกัน จึงขอยก ตัวอย่างบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้ • ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลทีมชาติไทย สั ง กั ด สโมสรคอนซาโดเล่ ซั ป โปโร (consadole sapporo) สโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น (J-league 1) สินค้าและบริการที่เป็นพรีเซนต์เตอร์ถ่าน ไฟฉายพานาโซนิค alkaline, กาแฟเบอร์ดี้, แบรนด์ซุป ไก่สกัด, Vasline Men, เครื่องดื่ม SPONSOR, ขนมบาม คูเฮน (Baumkuchen) ตราซึมูกิ (TSUMUGI) ผลิตโดย บริษัทอิชิย่า (ISHIYA) เป็นโฆษณาที่ชนาธิป ได้รับเป็น พรีเซนตร์หลังจากเดินทางไปร่วมทีมสโมสรคอนซาโด เล ซัปโปโร ที่ประเทศญี่ปุ่น • ชาริล ชัปปุยส์ นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย สังกัดสโมสร SCG เมืองทองยูไนเต็ดสโมสรในลีกสูงสุด ของประเทศไทย (Thai League T1) สินค้าและบริการ ที่เป็นพรีเซนต์เตอร์ สเปรย์ระงับกลิ่นกายนีเวีย Nivea Men, ทาโรสเต็กปลาฮอตชิลลี่, บรีส เอกเซล, รถยนต์ All-new Suzuki SWIFT, เครื่องดื่มตราช้าง, beIN SPORTS • สารัช อยูเ่ ย็น นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยสังกัด สโมสร SCG เมืองทองยูไนเต็ดสโมสรในลีกสูงสุดของ ประเทศไทย (Thai League T1) สินค้าและบริการที่เป็น พรีเซนต์เตอร์ แบรนด์ซุปไก่สกัด, Vasline Men, เครื่อง ดื่ม SPONSOR, มิวสิค VDO เพลง เชือกวิเศษ ศิลปิน ลา บานูน เป็นเพลงไทยทีม่ ยี อดเข้าชมใน youtube มากทีส่ ดุ เป็นอันดับ 1 จำ�นวนยอดเข้าชมถึง 433 ล้านครั้ง • ทริสตอง โด นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยสังกัด สโมสร SCG เมืองทองยูไนเต็ดสโมสรในลีกสูงสุดของ ประเทศไทย (Thai League T1) สินค้าและบริการที่เป็น พรีเซนต์เตอร์ Vasline Men, เรโซน่า Sweat or Regret, รถยนต์ Ford Focus • เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตผู้จัดการฟุตบอล

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

105


ทีมชาติไทยชุดใหญ่ สินค้าและบริการทีเ่ ป็นพรีเซนต์เตอร์ หลังคา BlueScope Zacs, แบรนด์ซุปไก่สกัด, ดีคอล เจน, เครื่องดื่ม SPONSOR • นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม นักกีฬาฟุตบอลทีม ชาติไทยสังกัดสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดสโมสรในลีกสูงสุด ของประเทศไทย (Thai League T1) สินค้าและบริการ ที่เป็นพรีเซนต์เตอร์ เจเล่ บิวตี้, การ์นิเย่ เมน พาวเวอร์ ไวท์ เซรั่ม • กวิน ธรรมสัจจานันท์ นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติ ไทยสังกัดสโมสร โอเอช ลูเวิน สโมสรในลีกดิวิชั่น 2 ประเทศเบลเยียม สินค้าและบริการที่เป็นพรีเซนต์เตอร์ กาแฟ kopiko, ปูน SCG, เครื่องดื่ม SPONSOR, นํ้ามัน เครื่อง พีที แมกซ์นิตรอน • รัชนก อินทนนท์ นักกีฬาแบดมินตันหญิงทีม ชาติไทย อันดับ 1 ใน 10 ของโลก สินค้าและบริการที่ เป็นพรีเซนต์เตอร์ นมแมกโนเลีย กิงโกะ พลัส, ปลา แมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ ตราโรซ่า, โฆษณารณรงค์ “รักกีฬา เชียร์กีฬา อย่าพนัน” • ปลื้มจิต ถินขาว นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติ ไทย สินค้าและบริการที่เป็นพรีเซนต์เตอร์นํ้ายาล้างจาน ไลปอน เอฟ, ปีโป้กัมมี่, แปรงจัดฟัน ซิสเท็มมา โอดี, แบรนด์ซุปไก่สกัด • นุศรา ต้อมคำ� นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติ ไทย สินค้าและบริการทีเ่ ป็นพรีเซนต์เตอร์ แปรงจัดฟัน ซิ สเท็มมา โอดี, ปีโป้กัมมี่ • อองตวน ปินโต นักกีฬานักมวยไทย สินค้าและ บริการทีเ่ ป็นพรีเซนต์เตอร์ Dutch mill GREEK โยเกิรต์ , แบรนด์ซุปไก่สกัด, Nivea Men นักกีฬาอืน่ ๆ ทีเ่ คยมีผลงานการเป็นพรีเซนเตอร์ ให้กับสินค้าต่าง ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น อาทิ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ (นักกีฬาฟุตบอล), อดิศักดิ์ ไกรษร (นักกีฬาฟุตบอล), เอรียา จุฑานุกาล (นักกีฬากอล์ฟ), ธงชัย ใจดี (นักกีฬากอล์ฟ), ฐาปไพพรรณ ไชยศรี (นักกีฬา วอลเลย์บอล), ปิยะนุช แป้นน้อย (นักกีฬาวอลเลย์บอล), ทัดดาว นึกแจ้ง (นักกีฬาวอลเลย์บอล), วิลาวัณย์ อภิญญา พงศ์ (นักกีฬาวอลเลย์บอล), อรอุมา สิทธิรักษ์ (นักกีฬา วอลเลย์ บ อล), พรพรรณ เกิ ด ปราชญ์ (นั ก กี ฬ า วอลเลย์บอล), อัจฉราพร คงยศ (นักกีฬาวอลเลย์บอล), เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร (ผู้ฝึกสอนกีฬาวอลเลย์บอล), แสนชัย ส.คําสิงห์ (นักกีฬามวยไทย), ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง 106 106

(นักกีฬาฟุตซอล) ฯลฯ นักกีฬาที่ยกตัวอย่างมาในกลุ่ม หลังนี้ อาจไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าและบริการมาก เท่ากับกลุ่มแรก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากหลายเหตุผลด้วย กัน เช่น นักกีฬาดังกล่าวอาจเป็นนักกีฬาที่เล่นกีฬา ประเภทที่ ยั ง ไม่ ไ ด้ รั บ ความนิ ย มเป็ น วงกว้ า งใน ประเทศไทย ถึงแม้นกั กีฬาคนนัน้ จะมีชอื่ เสียมากในระดับ โลกก็ตาม หรือ ภาพลักษณ์ของนักกีฬาคนนัน้ อาจมีความ จำ�กัดเฉพาะมากเกินไป ทำ�ให้ยงั ไม่เป็นทีน่ า่ สนใจ เช่น เอ รียา จุฑานุกาล นักกีฬากอล์ฟหญิงมือวางอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งเคยชนะเลิศรายการ Ricoh Women’s British Open และ U.S. Women’s Open ซึ่งเป็น แข่งขันระดับ major 1 ใน 4 รายการใหญ่ของ LPGA Tour เป็นที่รู้จักในระดับโลก แต่ในประเทศไทย กีฬา กอล์ปยังไม่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เอริยา จึงไม่ ได้เป็นพรีเซนเตอร์สนิ ค้ามากนัก เป็นต้น และเพือ่ ให้เห็น ภาพมากยิ่งขึ้นจึงจะขอยกตัวอย่างการโฆษณาหรือการ สือ่ สารทางการตลาดตลอดจนถึงข่าวสารต่างๆทีเ่ กีย่ วข้อง มาอภิปรายและวิเคราะห์ในบางส่วน เพื่อให้เห็นถึงเหตุ และผลของการทีส่ นิ ค้าและบริการนัน้ ว่า ทำ�ไมถึงได้เลือก ใช้นักกีฬามาเป็นพรีเซนเตอร์ในการโฆษณาสินค้าและ บริการของตน ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 1 ตัวอย่างแคมเปญ “ทีมกัปตัน ทุ่มเทสู่ทุกจุดหมาย” สินค้า แบรนด์ซุปไก่สกัดเรียงลำ�ดับจากซ้ายไป ขวา ชนาธิป สรงกระสินธ์ (นักกีฬาฟุตบอล), สารัช อยู่เย็น (นักกีฬา ฟุตบอล), ปลื้มจิต ถินขาว (นักกีฬาวอลเลย์บอล) เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอล)

แบรนด์ใช้กัปตันนักกีฬาทีมชาติ 4 คน ได้แก่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตกัปตันฟุตบอลทีมชาติไทย และโค้ชฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่(ในขณะนัน้ ), ชนาธิป สรงกระสินธ์ กัปตันทีมชาติไทยชุด U23 ชิงแชมป์เอเชีย 2559, สารัช อยู่เย็น กัปตันทีมชาติไทยชุดเหรียญทอง ซีเกมส์ที่ประเทศสิงคโปร์ และปลื้มจิตร์ ถินขาว กัปตัน ทีมวอลเลย์บอลไทย

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ในส่วนของสาเหตุที่แบรนด์เลือกใช้นักกีฬาทีม ชาติไทยนั้น เพราะมองว่าผู้บริโภครู้จักคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว และมีการแข่งขันกีฬาอย่างต่อเนื่อง ทำ�ให้สื่อสารให้ผู้ บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และนักกีฬาทั้ง 3 คน คือ ชนาธิป, สารัช และปลื้มจิตร์ ทั้ง 3 คน มีฐานแฟนคลับที่เป็นผู้ หญิงอยูเ่ ป็นจำ�นวนมาก และอยูใ่ นกระแสความสนใจของ คนที่ชื่นชอบกีฬา จึงเชื่อว่าจะช่วยขยายฐานผู้บริโภคใน กลุ่มของผู้หญิงที่ปัจจุบันมีอยู่ในสัดส่วน 35% เพิ่มเป็น 40% ในปีนี้ ซึง่ แบรนด์ได้ทมุ่ งบประมาณถึง 90 ล้านบาท สำ�หรับแคมเปญนี้ พร้อมกับตัง้ เป้าว่ารายได้จะเติบโตเพิม่ ขึ้น 7-10% ภายในสิ้นปี

ภาพประกอบที่ 2 ตัวอย่างแคมเปน “We Standout” สินค้า รถยนต์ All New Suzuki SWIFT เรียงลำ�ดับจากซ้ายไปขวา ชาริล ชัปปุยส์ (นักกีฬาฟุตบอล), วิโอเลต วอเทียร์ (นักร้องนักแสดง)

Suzuki ใช้ชาริล ชัปปุยส์ นักฟุตบอลทีมชาติ ไทยและ วิโอเลต วอเทียร์ นักร้องนักแสดงชื่อดัง เป็นพรี เซนเตอร์ เพือ่ สะท้อนภาพลักษณ์ทที่ นั สมัย และไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่าง โดยเจาะเป้าหมายเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวในวัย ทำ�งานและตั้งเป้ายอดขายภายในปีนี้ประมาณ 15,700 คัน โดยชาริล ชัปปุยส์ เองก็ได้กล่าวถึงรถ All New Suzuki SWIFT ไว้สั้นๆว่า “ชอบในความทันสมัยของตัว รถและการขับขี่ที่คล่องตัว เป็นรถที่มีความโดดเด่น และ เป็นตัวของตัวเองเช่นเดียวกันกับตนที่มีความคล่องตัว เป็นคุณสมบัติเด่น” ข้อสังเกต เมื่อเทียบกับประเทศอื่นเช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย หรือประเทศในภูมภิ าคยุโรป โฆษณา All New Suzuki SWIFT ประเทศไทยเป็นประเทศเดียว ที่มี Brand Ambassador

ภาพที่ 3 ภาพข่าว การต่อสัญญาพรีเซนเตอร์ปลากระป๋องโรซ่าของ รัชนก อินทนนท์ เรียงลำ�ดับจากซ้ายไปขวา รัชนก อินทนนท์ (นักกีฬาแบดมินตัน), สุวิทย์ วังพัฒนมงคล (ผู้อำ�นวยการฝ่ายการ ตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำ�กัด)

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์ อาหาร จำ�กัด ได้กล่าวถึงทีม่ าของการต่อสัญญากับรัชนก ในการเป็นพรีเซ็นเตอร์ปลากระป๋องโรซ่าเป็นปีที่ 2 ว่า โร ซ่าได้มีการเจรจาที่จะนำ�รัชนกมาเป็นพรีเซนเตอร์ตั้งแต่ ก่อนทีร่ ชั นกจะทำ�ผลงานได้ดี โดยรัชนกสรมารถชนะเลิศ การแข่งขันรายการระดับซูเปอร์ซรี ยี ์ ได้ใน 3 สัปดาห์ตดิ ๆ กันเมือ่ ปี 2016 โดย รัชนกมีสญ ั ญาในการเป็นพรีเซนเตอร์ ให้กับปลากระป๋องโรซ่า 1 ปี และช่วงปลายของสัญญา รัชนกมีอาการบาดเจ็บรบกวนทำ�ให้ผลงานตกลงไปอย่าง เห็นได้ชัด ทางโรซ่าจึงได้จัดทำ�คลิปโฆษณาชื่อ “นางฟ้า ตกสวรรค์” ออกมาชวนคนไทยให้กำ�ลังใจรัชนกโดย เฉพาะก่อนการแข่งขัน all england badminton 2017 ซึง่ ได้รบั เสียงตอบรับมากมาย มีชาวไทยให้ก�ำ ลังใจรัชนก เป็นจำ�นวนมาก และท้ายที่สุด รัชนกก็สามารถกลับมา ชนะเลิศการแข่งขัน ซึง่ เป็นช่วงเวลาทีโ่ รซ่ากำ�ลังพิจารณา เรือ่ งสัญญาใหม่กบั รัชนกพอดี และไม่มเี หตุผลอะไรทีท่ าง โรซ่าจะไม่ตอ่ สัญญากับรัชนก เราต้องการมีสว่ นสำ�คัญใน การกระตุ้นให้รัชนกกลับมาสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง โดยการเซ็นสัญญาในครั้งนี้นอกจากตัวเลขค่า พรีเซนเตอร์แล้วยังจะมีเรื่องของเงินรางวัลเพิ่มเติมตาม ผลงานของรัชนก โดยยึดจากอันดับโลกของ BWF ของ รัชนก ในทุกๆ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ซึ่งหมายความ ว่า หาก รัชนก สามารถรักษาอันดับโลกตั้งแต่ 1 – 10 ได้ ก็จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติม โดยในแต่ละอันดับก็จะ ได้รบั เงินสนับสนุนลดหลัน่ กันไป ดังนัน้ รัชนกจะได้คา่ ตัว เท่าไรขึ้นอยู่กับผลงานของเจ้าตัวเอง ถือว่าเป็นการผลัก ดันนักกีฬาทางอ้อม โรซ่าต้องการเข้ามาสนับสนุนนักกีฬา ไม่ ใช่ ส นั บ สนุ น แต่ ใ นช่ ว งเวลาที่ นั ก กี ฬ าประสบความ สำ�เร็จเท่านั้น แต่โรซ่าต้องการสนับสนุนนักกีฬาในช่วง เวลาที่นักกีฬาต้องการกำ�ลังใจ เพื่อให้นักกีฬาคนนั้น ๆ

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

107


กลับมาประสบความสำ�เร็จได้อีกครั้ง จากทั้ง 3 ตัวอย่าง สามารถสรุปได้ดังนี้ จากตัวอย่างที่ 1 สินค้าเลือกใช้นักกีฬาที่เป็น กัปตันทีมในกีฬายอดนิยมทีม่ ผี ตู้ ดิ ตามชมเป็นจำ�นวนมาก ในประเทศ ทำ�ให้สินค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ง่ายผ่านฐานแฟนคลับของกีฬาและนักกีฬา การเลือก นักกีฬาทีเ่ ป็นกัปตันหรือหัวหน้าทีมนัน้ ก็ท�ำ ให้ภาพลักษณ์ ของสินค้าดูเข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำ�ส่งผลในเชิงบวกกับ สินค้าได้อีกทางหนึ่ง ในส่วนของตัวอย่างที่ 2 การจับคู่ เป็นพรีเซนเตอร์ระหว่านักกีฬากับดารานักร้อง ทำ�ให้ สินค้านั้นสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างและหลาก หลายยิ่ ง ขึ้ น และการที่ สิ น ค้ า ดั ง กล่ า วเลื อ กจั บ คู่ พ รี เซนเตอร์ในลักษณะเช่นนี้ ย่อมหมายถึงมุมมองทีม่ ตี อ่ ฐาน ผู้บริโภคที่เป็นแฟนคลับของนักกีฬานั้นมีอิทธิพลและมี ความสำ�คัญต่อสินค้าดังกล่าวมากพอสมควร เรามักไม่ได้ พบเห็นลักษณะการจับคูน่ กั กีฬากับดารานักร้องเช่นนีใ้ น โฆษณายุคก่อนๆ และในตัวอย่างที่ 3 นั้นนอกเหนือจาก การคาดหวังผลทางการตลาดแล้ว ยังมีนัยยะของการส่ง เสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรอย่างชัดเจน เห็นได้จาก การแสดงเจตจำ�นงและความจริงใจของผูบ้ ริหารระดับสูง ของสินค้าทีอ่ ยากมีสว่ นร่วมในการพัฒนาวงการกีฬาด้วย การสนับสนุนนักกีฬาทั้งในเวลาที่ทำ�ผลงานได้ดีและไม่ดี ตลอดไปถึงการสร้างแรงจูงใจในเรือ่ งของเงินค่าตอบแทน ที่จะแปรผันไปตามผลงานของนักกีฬาในปีนั้น ๆ

สรุป โฆษณาและการตลาดในยุคดิจทิ ลั อย่างทุกวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีตในหลายมิติ การที่ จะทำ�โฆษณาให้ประสบความสำ�เร็จในยุคดิจิทัลนี้ถือเป็น เรื่องที่ยากและท้าทาย การวางแผนให้โฆษณามีความดึง ดูใจ น่าสนใจและประสบความสำ�เร็จในท้ายที่สุดนั้น เป็น สิ่งที่ครีเอทีฟตลอดจนผู้ที่เกี่ยงข้องต้องพิจารณากันอย่าง ถี่ถ้วนในทุกประเด็น การที่นักกีฬามีมูลค่าทางการตลาด สูงขึน้ นัน้ ย่อมถือเป็นอีกหนึง่ ทางเลือกทีด่ ใี นการเป็นส่วน หนึง่ ของการวางแผนโฆษณาและการตลาด เพราะนักกีฬา นั้นมีความแตกต่างที่น่าสนใจหากเทียบกับกลุ่ม Celebrity ทั้งหมด เชื่อได้ว่าจากนี้นักกีฬาจะมีการพัฒนาตัวเอง ให้มีมูลค่าทางการตลาดสูงยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อต่อยอดความ สำ�เร็จทีห่ ลากหลายในอนาคต และจะทำ�ให้การโฆษณามี การเลื อ กนั ก กี ฬ ามาเป็ น พรี เซนต์ เ ตอร์ ม ากยิ่ ง ขึ้ น เมื่ อ นักกีฬามีอทิ ธิพลและมูลค่าทางการตลาดเพิม่ ขึน้ และจาก การที่นักกีฬามีรายได้จากทางอื่นนอกเหนือจากการเล่น กีฬาอาชีพ ก็มโี อกาสสูงทีน่ กั กีฬาเหล่านัน้ จะประสบความ สำ�เร็จมากขึ้นทั้งในเส้นทางสายกีฬาหรืออาชีพอื่นๆ และ เมื่ออาชีพนักกีฬามีทั้งชื่อเสียง รายได้ ความมั่นคง ตลอด ไปจนถึงความยินยมในมิติต่างๆที่จะตามมา ย่อมเป็นแรง ดึงดูให้คนหันมาเป็นนักกีฬามากขึ้น ส่งผลให้ประเทศมี นักกีฬาที่มีคุณภาพเข้าสู่สารบบของวงการกีฬา ทำ�ให้ วงการกีฬาของประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างยังยืนต่อไป

บรรณานุกรม ภาษาไทย ภัสสรนันท์ เอนกธรรมกุล (2553) ผลกระทบจากการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง (Celebrity) ที่เป็นผู้นำ�เสนอสินค้าหลาก หลายตราสินค้าในงานโฆษณา. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตุล อัคนิบุตร, นธกฤต วันต๊ะเมล์ (2556) อิทธิพลของการโฆษณาที่ใช้พรีเซนเตอร์นักร้องเกาหลีต่อทัศนคติและความ ตั้งใจซื้อของวัยรุ่นหญิงในกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบบออนไลน์ บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำ�กัด. (2559). [ออนไลน์]. แบรนด์ซุปไก่ อิงกระแสกีฬาฟีเวอร์ ดึง 3 นักกีฬาดัง นั่ง แท่นพรีเซ็นเตอร์ เอาใจสาวๆ. [สืบค้นวันที่ 1 มิถนุ ายน 2561] จาก https://positioningmag.com/1099499 บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำ�กัด. (2561). [ออนไลน์]. บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำ�กัด เผยโฉม All New Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง. [สืบค้นวันที่ 1 มิถุนายน 2561] จาก http://www. siamsport.co.th/auto/other/view/53039 บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำ�กัด. (2560). [ออนไลน์]. “โรซ่า” มุ่งมั่นกระตุ้น “รัชนก” คืนฟอร์มต่อสัญญา พรีเซนเตอร์ผลักดันสร้างผลงาน. [สืบค้นวันที่ 1 มิถุนายน 2561] จาก http://www.siamsport.co.th/ badminton/other/view/19042 108 108

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ที่เล่าเรื่อง: อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติ และบ้านแอนน์ แฟร้งค์ในฐานะพื้นที่ แห่งการมีส่วนร่วมผ่านการเล่าเรื่อง The storytelling-place: Museum of Kirati and Anne Frank House as the space of participation through narration

ยุทธนา สุวรรณรัตน์ * บทคัดย่อ บทความชิน้ นีเ้ ขียนขึน้ เพือ่ ชีใ้ ห้เห็นสถานทีท่ สี่ ามารถเล่าเรือ่ งได้ดว้ ยตัวของสถานทีเ่ องเช่นเดียวกับการเล่าเรือ่ ง ในสือ่ ต่างๆ โดยใช้มมุ มองเรือ่ งการข้ามผ่านทางการสือ่ สารอธิบายให้เห็นการสร้างการมีสว่ นร่วมผ่านการเล่าเรือ่ ง ใช้การ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ด้วยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาสถานที่ใน ฐานะงานสร้างสรรค์ทางการเล่าเรื่อง Abstract This article aims to indicate the places that can do storytelling by themselves just like storytelling in various media. The concept of transcommunication was employed to describe participation through narration. The data were collected from documents and direct experience. Desired that this work will be the starting point of regarding the places as the creative work in narration. บทนำ� บทความชิ้นนี้มีที่มาจากเหตุผลสองประการร่วมกัน ประการแรกคือผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปยัง สถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศและได้พบความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งที่ถูกสร้างขึ้นอยู่บนแนวคิด ของการเล่าเรื่องข้ามสื่อ แม้ว่าผู้สร้างสถานที่เหล่านั้นจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ประการที่สอง ผู้เขียนได้รับผิดชอบสอนใน รายวิชาการเล่าเรื่องข้ามสื่อแก่นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งเป็นวิชาใหม่ที่เพิ่งเปิดสอนในภาคการ ศึกษาที่2 ปีการศึกษา2560 เป็นครั้งแรก ทำ�ให้ผู้สอนจำ�เป็นต้องค้นคว้าและรวบรวมตัวอย่างผลงานการเล่าเรื่องในรูป แบบที่แปลกให้เพื่อเป็นประเด็นในการพูดคุยในชั้นเรียนกับนักศึกษา เมื่อได้พบสถานที่ที่น่าสนใจและได้ศึกษาเรื่องการ เล่าเรื่องข้ามสื่อในมุมมองที่ต่าง จึงเป็นที่มาของการเขียนบทความชิ้นนี้อันเป็นบทความที่จะอธิบายให้เห็น “สถานที่” ที่ ไม่ใช่ เพียงแค่ในฐานะของบริบทการสือ่ สาร แต่คอื พืน้ ทีท่ มี่ กี ารเล่าเรือ่ งและการมีสว่ นร่วมของผูใ้ ช้สอื่ เกิดขึน้ อย่างน่าสนใจ การเล่าเรือ่ งข้ามสือ่ เป็นกลวิธกี ารนำ�เสนอเนือ้ หาทีเ่ กิดขึน้ ในยุควัฒนธรรมหลอมรวม เรือ่ งเล่าหนึง่ เรือ่ งจะถูกนำ�เสนอใหม่ ได้ในหลากหลายรูปแบบทั้งการใช้สื่อผสม(multi-media) การข้ามสื่อ(cross-media) การข้ามพ้นสื่อ(transmedia) ไป จนถึงการข้ามผ่านทางการสื่อสาร(trans-communication)(ยุทธนา สุวรรณรัตน์, 2559) โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัว กำ�หนดรูปแบบการสื่อสารที่เกิดขึ้น ผ่านการร่วมกันสร้างความหมายโดยมีองค์ประกอบการสื่อสารแต่ละตัวที่มีบทบาท และหน้าที่ที่เป็นพลวัต(ศิริชัย ศิริกายะ,2558) พลวัตหนึ่งที่มีความน่าสนใจคือการเปลี่ยนบทบาทของผู้รับสารมาเป็นผู้ ร่วมสร้างเนือ้ หา(prosumer) อันเป็นบทบาทของผูร้ บั สารทีเ่ กิดขึน้ ในยุควัฒนธรรมหลอมรวมผ่านการเล่าเรือ่ งข้ามพ้นสือ่

* นักศึกษาปริญญาโท สาขาการวิจัยทางสังคม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

109


(Jenkins, 2006) บทความชิ้นนี้จะอธิบายให้เห็นความ น่าสนใจของสถานทีส่ องสถานทีไ่ ด้แก่ อนุสรณ์สถานแห่ง ความรักของคุณหญิงกีรติและบ้านแอนน์ แฟร้งค์ ซึง่ เป็น สถานทีท่ แี่ สดงให้เห็นการสร้างการมีสว่ นร่วมของผูใ้ ช้สอื่ ผ่านการเล่าเรื่องข้ามสื่อ จากหนังสือสูส่ ถานที:่ การข้ามผ่านทางการสือ่ สารของ สองเรื่องเล่า อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติ และบ้านแอนน์ แฟร้งค์ตา่ งเป็นสองสถานทีท่ ถี่ กู สร้างขึน้ มาจากงานวรรณกรรมทัง้ สิน้ อนุสรณ์สถานแห่งความรัก ของคุณกีรติมีที่มาจากงานวรรณกรรมเรื่อง “ข้างหลัง ภาพ” บทประพันธ์ของศรี บูรพา สำ�หรับบ้านแอนน์ แฟร้งค์มีที่มาจากวรรณกรรมเรื่อง “Anne Frank the diary of a young girl” หรือในชื่อฉบับแปลภาษาไทย ว่า “บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์” วรรณกรรมทั้งสอง เป็นงานวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงและมีคุณค่าทั้งมิติด้าน วรรณศิลป์และด้านสังคมวัฒนธรรม และผู้เขียนเห็นว่า หากเอ่ยชื่องานวรรณกรรมทั้งสอง คงจะมีผู้อ่านงาน วรรณกรรมน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก หากเรามองงานวรรณกรรมทั้ง สองเป็นงาน สร้างสรรค์ทางการสื่อสารประเภทเรื่องเล่า งานทั้งสอง ถูกนำ�เสนอในรูปแบบหนังสือเล่ม หากแต่มีที่มาต่างกัน ตรงที่ ข้างหลังภาพ เป็นหนังสือวรรณกรรมทีถ่ กู เขียนขึน้ ครั้งแรกเพื่อนำ�เสนอเป็นตอนๆ ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์(ศรี บูรพา, 2555) ในขณะที่บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ ถูกแปลงมาจากบันทึกประจำ�วัน(สังวร ไกรฤกษ์, 2555) แต่ในทีส่ ดุ แล้วงานทัง้ สองต่างถูกดัดแปลงมาสูห่ นังสือเล่ม ซึ่งถือเป็นการนำ�เสนอเรื่องเล่าแบบข้ามสื่อ(cross-media) โดยเรือ่ งเล่าทัง้ สองยังคงให้รปู แบบสือ่ หลักในการนำ� เสนอเนือ้ หาคือข้อความ(text) แต่ทงั้ นีเ้ มือ่ มีการแปลงมา สู่หนังสือเล่มจึงได้มีการเพิ่มเติมภาพ(visual) โดยภาพที่ ใช้ในที่นี้ส่วนใหญ่เป็นภาพถ่าย(photograph) ลักษณะ เช่นนีแ้ สดงให้เห็นว่าในขณะทีม่ กี ารแปลงเรือ่ งเล่าข้ามสือ่ จากหนังสือพิมพ์และสมุดบันทึกมาสูห่ นังสือเล่ม เรือ่ งเล่า ถูกนำ�เสนอผ่านสื่อข้อความผสมไปกับภาพถ่ายเกิดเป็น รูปแบบของการใช้สื่อผสมไปด้วยในเวลาเดียวกัน โดย ภาพถ่ายมีใช้มากในหนังสือบันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ ในขณะที่เรื่องข้างหลังภาพ มีภาพไม่มากนัก เนื่องจาก เป็นเรือ่ งเล่าทีไ่ ม่ได้มาสร้างเรือ่ งจริง แต่ทงั้ นีผ้ ผู้ ลิตหนังสือ 110 110

ก็ได้แทรกภาพถ่ายภูมทิ ศั น์ของสถานทีท่ ถี่ กู พูดถึงในเรือ่ ง ภาพที1่ .และ2.แสดงให้เห็นภาพถ่ายทีถ่ กู นำ�เข้ามาใช้รว่ ม กับข้อความในหนังสือเรื่องข้างหลังภาพและบันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ ตามลำ�ดับ

ภาพที่ 1 ภาพถ่ายทิวทัศน์ที่มิตาเกะในหนังสือ ข้างหลังภาพ

ภาพที่ 2 ตัวอย่างภาพถ่ายในหนังสือบันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์

จากการแปลงเนือ้ หาข้ามสือ่ มาสูห่ นังสือเล่ม ใน เวลาต่อมาเรื่องเล่าจากวรรณกรรมทั้งสองถูกแปลงรูป แบบการนำ�เสนอใหม่อีกครั้งในรูปแบบของการข้ามผ่าน ทางการสื่อสาร หนังสือเรื่องข้างหลังภาพ ถูกตีความ หมายใหม่และนำ�เสนอในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ชื่อว่า “อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติ” โดย จุ ฬ ญาณนนท์ ศิ ริ ผ ล ซึ่ ง มี ทั้ ง ส่ ว นที่ เ ป็ น นิ ท รรศการ

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ชั่วคราวที่ได้จัดแสดงไปแล้ว ณ BANGKOK CITYCITY GALLERY และงานถาวร ณ Museum of Kirati ซอย อรรถการประสิทธิ์ กรุงเทพฯ สำ�หรับบ้านแอนน์ แฟร้งค์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้น ณ สถานที่จริงที่เป็นที่หลบ ซ่อนของแอนน์ แฟร้งค์และครอบครัว ตั้งอยู่ในโซน เซนทรั ล อั ม สเตอร์ ดั ม กรุ ง อั ม สเตอร์ ดั ม ประเทศ เนเธอร์แลนด์ สร้างโดย Anne Frank Foundation เปิด ให้เข้าชมตั้งแต่ปี 1960 ภาพที่3.และ4. ด้านล่างนี้แสดง ให้เห็นสถานที่ทั้งสองได้แก่ พิพิธภัณฑ์ Museum of Kirati และพิพิธภัณฑ์ Anne Frank House ซึ่งคือบ้าน ตั้งแต่หลังที่สามถึงหลังที่ห้า ตามลำ�ดับ

เล่าในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้อาศัยการใช้สื่อผสม (multimedia) ทั้งสื่อภาพวาด , งานโสตทัศน์ที่นำ�เสนอ เรือ่ งราวบางส่วนในวรรณกรรมผ่านการแสดงของศิลปิน เจ้าของผลงาน - จุฬญาณนนท์ ศิริผล – ทั้งในบทบาท ของนพพรและคุณหญิงกีรติ รวมทั้งงานประติมากรรม ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้างหลังภาพ เช่น รูปปั้นคุณ หญิงกีรตินงั่ บนเก้าอี้ ขนาดความสูง 17 นิว้ เพือ่ ไว้ส�ำ หรับ ผู้เข้าร่วมชมงานสักการะบูชาเพื่อขอความรัก(adaymagazine, 2561) ซึ่งเราสามารถมองงานศิลปะที่ถูกจัด แสดงเหล่านีใ้ นฐานะเป็น “สือ่ ” ทีถ่ กู นำ�มาใช้เป็นวัตถุดบิ ในการเล่าเรื่องผ่านพิพิธภัณฑ์ในฐานะช่องทางการนำ� เสนอ สิ่งนี้แสดงให้เห็นการข้ามผ่านทางการ สื่อสารในมิติของสื่อที่ใช้ในการสร้างความ หมายจากหนังสือเล่มที่ใช้เพียงสื่อข้อความ และรูปภาพมาสู่งานศิลปะ ดังตัวอย่างภาพที่ 5 ด้านล่างนี้แสดงให้เห็นสื่อโสตทัศน์ที่ถูกนำ� เสนอในการเล่าเรื่องครั้งนี้ แสดง โสตทัศน์ที่ ถูกนำ�เสนอในอนุสรณ์สถานแห่งความรักของ คุณหญิงกีรติ

ภาพที่ 5 โสตทัศน์ที่ถูกนำ�เสนอในอนุสรณ์สถานแห่ง ความรักของคุณหญิงกีรติ ภาพที่ 3 อนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติ (ภาพบน) ภาพที่ 4 พิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟร้งค์ (ภาพล่าง)

ที่เล่าเรื่อง : เมื่อสถานที่มีเรื่องเล่า การดำ�รงอยูข่ องสถานทีท่ งั้ สองสามารถอธิบาย และให้ความหมายได้ในหลายมุมมอง ผู้เขียนพิจารณา สถานทีท่ งั้ สองในฐานะงานสร้างสรรค์ทางการสือ่ สารด้าน การเล่าเรือ่ ง หากเราพิจารณาอนุสรณ์สถานแห่งความรัก ของคุณหญิงกีรติเป็นการนำ�เสนอเรือ่ งเล่าหนึง่ ชิน้ จะเห็น ได้วา่ สถานทีแ่ ห่งนีถ้ กู เล่าใหม่ในรูปแบบของการข้ามผ่าน ทางการสือ่ สาร มีการเปลีย่ นแปลงทัง้ ตัวสือ่ และเนือ้ หาที่ นำ�เสนอ ในมิติของตัวสื่อเห็นได้ชัดว่าการนำ�เสนอเรื่อง

ไม่เพียงแต่การเปลี่ยนองค์ประกอบด้านสื่อที่ ใช้ในการเล่าเรือ่ ง อีกสิง่ หนึง่ ทีถ่ อื เป็นลักษณะเด่นของการ ข้ า มผ่ า นทางการสื่ อ สารของเรื่ อ งข้ า งหลั ง ภาพมาสู่ พิพิธภัณฑ์คือการเปลี่ยนประเด็นและเนื้อหา กล่าวคือ ศิลปินสร้างผลงานชิ้นนี้โดยสร้างความหมายให้สถานที่ แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่นพพรได้สร้างให้ แก่คุณหญิงกีรติ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงใน หนังสือเรื่องข้างหลังภาพ หากแต่เป็นเรื่องราวที่ศิลปิน สมมติขึ้นมาใหม่ ผู้ที่ได้ชมก็รับรู้ได้ถึงความจริงที่ว่านี่คือ สิง่ ทีน่ พพรสร้างขึน้ เพือ่ มอบให้แก่คณ ุ หญิงกีรติ อาจเรียก ได้ว่าการเกิดขึ้นของสถานที่ดังกล่าวมีลักษณะของการ สร้างความจริงเชิงสมมติ (hyperreality) ให้แก่เรื่องข้าง

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

111


หลังภาพในยุคปัจจุบัน การข้ามผ่านทางการสื่อสารของ บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์มลี กั ษณะเช่นเดียวกับเรือ่ ง ข้างหลังภาพคือเปลีย่ นรูปแบบสือ่ จากข้อความและภาพ มาสู่สื่อผสม ทั้งในรูปแบบของโสตทัศน์ ภาพถ่าย แต่สิ่ง ทีถ่ อื เป็นจุดเด่นของพิพธิ ภัณฑ์บา้ นแอนน์ แฟร้งค์คอื การ จำ�ลองสภาพความเป็นอยู่ในเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ใน หนังสือ ซึ่งผู้เข้าชมจะสามารถรับรู้เรื่องราวของแอนน์ แฟร้งค์ได้ผา่ นการเล่าเรือ่ งในรูปแบบของ “บ้าน” ไปตาม ห้องต่างๆ ตามลำ�ดับ ภาพที่ 6 ด้านล่างนี้แสดงให้เห็น สภาพภายในห้องนอนของแอนน์ แฟร้งค์ (พิพธิ ภัณฑ์บา้ น แอน์ แฟร้งค)

ภาพที่6. ห้องนอนแอนน์ แฟร้งค์ภายในพิพิธภัณฑ์บ้านแอน์ แฟร้งค์

การนำ�เสนอของพิพิธภัณฑ์บ้านแอนน์ แฟร้งค์ ไม่ได้ถกู สร้างความหมายใหม่อย่างเช่นอนุสรณ์สถานแห่ง ความรักของคุณหญิงกีรติ แต่สิ่งที่ทำ�ให้ผู้เขียนสัมผัสได้ ว่าบ้านแอนน์ แฟร้งค์กำ�ลังเล่าเรื่องให้แก่ผู้เข้าชมคือการ ใช้เทคนิคการนำ�เสนอข้อความในหนังสือซึ่งเป็นการตัด ข้อความสั้นๆ ไว้ ณ ส่วนต่างๆ ของบ้าน โดยเฉพาะผนัง หรือพื้นที่ว่างในห้อง โดยเป็นข้อความที่ช่วยกำ�กับความ หมายให้แก่องค์ประกอบหรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในห้อง ที่เล่าเรื่อง : การมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมผ่านสถานที่ที่ เล่าเรื่อง การทำ�ให้สถานที่ที่เกิดเรื่องเล่าหรือมีการเล่า เรื่องด้วยตัวของมันเอง สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ เข้าชมได้ไม่แตกต่างจากการมีสว่ นร่วมของผูใ้ ช้สอื่ แต่ขอ้ สังเกตทีน่ า่ สนใจจากการเกิดขึน้ ของสถานทีท่ เี่ ล่าเรือ่ งคือ 112 112

เมือเรือ่ งเล่าถูกแปลงจากหนังสือทัง้ หนังสือเรือ่ งข้างหลัง ภาพและบันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ ซึ่งมีลักษณะของ การเป็นสือ่ ร้อน(McLuhan,1964) หนังสือได้อรรถาธิบาย รายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างกระจ่างชัดเจน จนผู้อ่าน สามารถรับรู้เรื่องราวได้อย่างแจ่มชัด ศรี บูรพาเขียน อธิบายลักษณะของคุณหญิงกีรติ จนผู้อ่านสามารถนึก ภาพตามได้ ใช้การเล่าผ่านมุมมองการเล่าเรือ่ งของตัวเอก คื อ นพพร ซึ่ ง ในบางครั้ ง เรี ย กตั ว เองว่ า “ข้ า พเจ้ า ” ประกอบกับการนำ�เสนอในเนื้อหาที่ใช้บทสนทนาควบคู่ ไปกับบทบรรยายอย่างลงตัว สิ่งเหล่านี้ทำ�ให้ผู้อ่านได้รับ รู้เรื่องราวได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับบันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ที่ใช้เทคนิคของการเขียนบันทึก ส่ ว นตั ว ผู้ อ่ า นอ่ า นบั น ทึ ก ดั ง กล่ า วใน ฐานะคนนอกที่แอบอ่านบันทึก แต่กลับ รู้สึกราวกับว่าแอนน์ แฟร้งค์ได้เล่าเรื่อง ราวเหล่านั้นกับตัว แต่เมื่อเรื่องเล่าทั้ง สองข้ามผ่านการสื่อสารไปสู่สถานที่ที่ เล่าเรื่อง รายละเอียดที่มากมายแจ่มชัด อย่างในหนังสือไม่สามารถหยิบมานำ� เสนอได้ทั้งหมด หากแต่เป็นการร่วมกัน ให้ขอ้ มูลผ่านสือ่ หลากหลายประเภท ไม่ ได้ให้รายละเอียดที่แจ่มชัดด้านใดด้าน หนึง่ เป็นพิเศษ จึงกล่าวได้วา่ เรือ่ งเล่าเมือ่ ปรากฏอยูใ่ นสถานทีท่ งั้ สองมีลกั ษณะของสือ่ เย็น สิง่ เหล่า นี้จึงทำ�ให้ผู้เข้าชมต้องใช้การมีส่วนร่วมอย่างมากในการ รับชมเนื้อหาที่ถูกนำ�เสนอ จุดนี้ผู้เขียนมองว่าคือจุดเด่น หรือข้อได้เปรียบของการนำ�เสนอเรือ่ งเล่าผ่านสถานที่ จะ ทำ�ให้ผู้เข้าชมต้องค่อยๆ ใช้การรับรู้ผ่านผัส สะต่างๆ ประกอบกัน อันส่งผลให้ผู้เข้าชมต้องใช้การมีส่วนร่วม อย่างมากในการรับเรือ่ งเล่า และสิง่ นีเ้ องทีผ่ เู้ ขียนมีความ เห็นว่าทำ�ให้ผเู้ ขียนรูส้ กึ ไปกับสถานทีน่ นั้ ๆ และเรียกสถาน ที่ทั้งสองว่าที่ที่เล่าเรื่อง บทสรุปที่เล่าเรื่อง : หนึ่งทางเลือกของการสร้างเรื่อง เล่าข้ามสื่อ การนำ�เสนอเรื่องเล่าทางการสื่อสารผ่านสถาน ที่ที่เล่าเรื่องจะสามารถขยายกลุ่มผู้รับสารของเรื่องเล่า และยังสามารถสร้างความรู้สึก “อิน” ให้เกิดขึ้นแก่ผู้เข้า ชมได้ ปั จ จุ บั น มี ก ารจำ � ลองหรื อ สร้ า งสถานที่ ขึ้ น มา มากมายเพือ่ รองรับกิจกรรมการท่องเทีย่ วและวิถชี วี ติ อีก

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


รูปแบบหนึ่งของคนในยุคปัจจุบัน หากลองพยายาม “สร้างเรื่อง” ให้เกิดขึ้นกับสถานที่นั้นๆ ก็น่าจะทำ�ให้ สถานที่มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น และ “เรื่องที่สร้าง” หาก

เป็นเรือ่ งทีม่ คี วามเกีย่ วข้องกับเรือ่ งเล่าทีผ่ คู้ นคุน้ เคยก็นา่ จะยิง่ สร้างความน่าสนใจและความประทับใจให้แก่ผทู้ ไี่ ด้ ชมไปอีกนาน

บรรณานุกรม ภาษาไทย ยุทธนา สุวรรณรัตน์.(2559). การข้ามผ่านทางการสือ่ สารของบทพระราชนิพนธ์เรือ่ งไกลบ้าน. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ศรีบูรพา, นามปากกา.(2555). ข้างหลังภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 46. กรุงเทพฯ: สำ�นักพิมพ์ดอกหญ้า. ศิริชัย ศิริกายะ.(2558). แบบจำ�ลองการสื่อสารในยุคดิจิทัล. วารสารนิเทศสยามปริทัศน์ 15: 8-13. สังวรณ์ ไกรฤกษ์, ผู้แปล.(2555). บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สำ�นักพิมพ์ผีเสื้ออังกฤษ. ระบบออนไลน์ ปิยะดา ปริกัมศีล. ตามไปดูอนุสรณ์สถานแห่งความรักของคุณหญิงกีรติที่นิทรรศการ Museum of Kirati. [ออนไลน์]. 2560. แหล่งที่มา: https://www.adaymagazine.com/articles/going-museum-kirati. [4 กรกฎาคม 2561]

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

113


จินตนาการเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาครั้ง ‘บ้านเมืองยังดี’ ในละครโทรทัศน์เรื่อง ‘บุพเพสันนิวาส’ สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ * บทคัดย่อ งานวิจยั เรือ่ ง “จินตนาการเกีย่ วกับกรุงศรีอยุธยาครัง้ ‘บ้านเมืองยังดี’ ในละครโทรทัศน์เรือ่ ง ‘บุพเพสันนิวาส’” ต้องการศึกษาความหมายของพื้นที่เชิงจินตนาการในจิตสำ�นึกของผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างความรู้สึกอันเป็น ความหมายเชิงอารมณ์และประสบการณ์ทเี่ ชือ่ มโยงความรูส้ กึ นึกคิดและค่านิยมของกลุม่ คนในปัจจุบนั ผ่านละครโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของวัฒนธรรมบันเทิงตามกรอบแนวคิดความทรงจำ�ศึกษา ด้วยการวิจัยด้วยวิธีวิทยาเล่าเรื่องจาก ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และผู้ชมละครโทรทัศน์เรื่องบุพเพสันนิวาสจำ�นวน 5 ท่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา จินตนาการที่อยู่ในความคิดคำ�นึงถึงอดีตยุคกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองและความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่ออารมณ์ความรู้สึก ของผู้คนในสังคมปัจจุบันใน 3 มิติ ได้แก่ ภูมิสถานในจินตนาการ ความใฝ่ฝันของผู้คน และอัตลักษณ์ชุมชน จากการศึกษาพบว่ากรุงศรีอยุธยาครัง้ บ้านเมืองยังดีเป็นดินแดนในฝันทีผ่ คู้ นใช้หลีกหนีออกไปจากความเป็นจริง ในชีวิตประจำ�วัน โดยสะท้อนผ่านภาพวิถีชีวิตริมฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยาที่อุดมสมบูรณ์ สวยงาม และสงบสุขนำ�พาผู้คนหวน คืนกลับสูค่ วามเรียบง่ายไม่ล�ำ บากในอดีต ความใฝ่ฝนั ของผูค้ นปรารถนาสังคมในอุดมคติของโลกตะวันออกทีเ่ ห็นเด่นชัด 2 ประการ ได้แก่ คติจักรพรรดิราชที่มีผู้ปกครองทรงธรรมมีหน้าที่บำ�บัดทุกข์บำ�รุงสุข เป็นที่พึ่งในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย และคติโลกพระศรีอาริย์ที่ผู้คนรูปสวย ร่ำ�รวยทรัพย์กินดีอยู่ดี มีเมตตาต่อกัน อยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียม อันเป็นความ สมบูรณ์แบบสวรรค์บนดิน อัตลักษณ์หรือตัวตนหลักของผูค้ นในชุมชนเกิดจากความรูส้ กึ เชือ่ มโยงกับชาติพนั ธุ์ ชนชัน้ และ ศาสนาร่วมกัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจาก “เรื่องเล่า” ที่ถูกถ่ายทอดจากมุมมองที่มีเมืองหลวงเป็นศูนย์กลาง ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่าจินตนาการร่วมของผู้คนเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาในละครเรื่องนี้วางอยู่บนฐานความคุ้นชิน เกี่ยวกับภาพจำ�ในอดีตตามที่รับรู้ถ่ายทอดกันมา แต่ได้กรองภาพที่เป็นด้านไม่ดีออกเสียหมดคงเหลือไว้แต่เพียงภาพที่ดี งามเช่นรัฐไทยเป็นมหาอำ�นาจในภูมภิ าคทีเ่ ปีย่ มด้วยความเมตตาและเฉลียวฉลาดสามารถรอดพ้นจากชาติตะวันตกทีเ่ ป็น ภัยคุกคาม ทั้งนี้เพื่อช่วยเยียวยาวิกฤตตัวตนของผู้คนในสังคมปัจจุบัน. คำ�สำ�คัญ: ความทรงจำ�ทางวัฒนธรรม / ความทรงจำ�ศึกษา / ปรากฏการณ์โหยหาอดีต / วิกฤตอัตลักษณ์ Abstract The research “The imagination of golden period in Krung Sri Ayutthaya era in television drama ‘Buppesannivas’ ” aims to study meaning of imaginative space in the consciousness of people. In particular, the emotional structure, emotional meaning, and experience that connects the senses and values of today’s people through television drama, which is a form of entertainment culture based on Memory Studies. Using the narrative method with 5 participants in the creation and the audience of television drama ‘Buppesannivas’. The purpose is to study the imagination of golden period in Krung Sri Ayutthaya era and the relationship between the emotions of people in the present society in 3 aspects which are imaginary place, people’s ambition and the identity of the community. * นิสิตปริญญาเอกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 114 114

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


The study shows that the golden period in Krung Sri Ayutthaya erais a dream land that people use to escape from reality in everyday life. By reflecting on the scenic lifestyle along the Chao Phraya River, the fertile, beautiful and peaceful bring people back to simplicity. In the past, the ambition of the people is a desire for the ideal society of the East that can clearly see 2 perspectives which are the emperor’s motto, who has the righteous guardian, has the duty to heal people who suffering from the chaos of the country. And the Utopia’s motto that the beautiful and rich are wealthy, having mercy to each other, based on equality which is heavenlike perfection. The identity of the community came fromthe feelings that link to ethnicity, race and religion. This is the result of “story” that was conveyed from a capital-centric perspective. The researchers noted that the co-imagination of people in Ayutthaya in this drama is based on familiarity with past images as perceived, but the dark side is eliminated. There is only bright side leftsuch asThailand is a beautiful country, a land of great kindness and wisdom, able to escape from the threatening of Western nation. This will help to cure the identity crisis of people in today’s society. Keywords: Cultural Memory / Memory / StudiesNostalgia / Identity Crisis ( บทความชิ้นนี้พัฒนามาจากเวทีการเสวนาเพื่อเผยแพร่ ผลการวิจัยการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยจิตวิทยาการ สือ่ สารสูก่ ารเรียนรูล้ ะครยุคดิจทิ ลั สนับสนุนโดยหลักสูตร นิเทศศาสตรดุษฎีบณ ั ฑิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย)

ความเป็นมาและความสำ�คัญของปัญหา ละครโทรทัศน์เรือ่ ง บุพเพสันนิวาส ออกอากาศ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวสี ชี อ่ ง 3 ได้รบั ความนิยมทัง้ จาก ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ก่อให้เกิดกระแส สนใจในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชอย่างกว้างขวาง ถึงแม้ว่าละคร โทรทัศน์เรื่องนี้จะมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อความ บันเทิงของผู้ชมเป็นหลัก แต่ก็ยังคงปรากฏร่องรอยของ อุดมการณ์ชาตินยิ มและจินตนาการเกีย่ วกับความสงบสุข ของอยุธยาแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะจนผู้ชมเกิดอารมณ์ ถวิลหาอดีตเมื่อครั้งบ้านเมืองยังเจริญรุ่งเรืองดี วรรษชล ศิริจันทนันท์ (2561) กล่าวว่าละคร โทรทัศน์เรื่อง บุพเพสันนิวาส นำ�เสนอภาพในอดีตที่มอง ข้ามความขัดแย้งของคนไทยในราชสำ�นักโดยนำ�เสนอว่า สังคมและวัฒนธรรมของอยุธยาเป็นสังคมที่ “สงบสุข ไม่มีการคอรัปชั่น และมีฝรั่งเป็นส่วนเกิน” เพื่อสนอง ความปรารถนาของผูช้ มบางส่วนซึง่ ไม่พอใจในปัจจุบนั อัน แสนจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และไร้ซึ่ง ความปรองดองจนเกิดความโหยหาอดีตขึน้ สอดคล้องกับ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (2561) ที่มองว่าความนิยมใน ละครอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับบริบททางการเมือง ของแต่ละยุคสมัย กล่าวคือทุกครั้งที่ชาติสั่นคลอนจาก การเมือง สังคมเกิดความโกลาหล ละครและภาพยนตร์ อิงประวัติศาสตร์จะกลับมารุ่งเรืองเสมอ ละครโทรทัศน์และภาพยนตร์องิ ประวัตศิ าสตร์ โดยส่วนใหญ่มโี ครงเรือ่ งคล้ายคลึงกันคือพาผูช้ มย้อนกลับ ไปในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เช่นเรื่อง บางระจัน อ ตีตา ฟ้าใหม่ และศรีอโยธยา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยกำ�ลัง ถูกรุกรานจากพม่า ทำ�ให้ประชาชนต้องรวมตัวกันเพื่อ ต่ อ สู้ กั บ ศั ต รู แ ละสามั ค คี กั น ดั ง เช่ น ที่ ใช้ กั น ในยุ ค ของ ชาตินยิ ม ดังนัน้ สารของละครอิงประวัตศิ าสตร์จงึ วางใน บริบทใหม่คือส่งเสริมให้คนในชาติรักกันภายใต้ภาวะ สังคมที่แตกแยก รู้จักหน้าที่ของตนเองที่มีต่อชาติ และ ส่งเสริมความสามารถของกษัตริย์ ทว่าตัวละครเอกของ ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสไม่ได้เป็นกษัตริย์หรือชนชั้นนำ� ชัน้ สูงทีจ่ บั ต้องไม่ได้ ถึงแม้วา่ จะมีตวั ละครบางตัวจะมีตวั ตนจริงทางประวัติศาสตร์ในยุครุ่งเรืองแต่ก็ไม่ได้ขับเน้น ความเป็นชาตินิยม และใช้กลวิธีการเล่าเรื่องได้อย่างมี สีสนั ท่ามกลางสภาพของสังคมและการเมืองในปัจจุบนั ที่ ยุ่งเหยิง ขาดความมั่นคง เชื่อมั่น ต่อรัฐบาล และยากต่อ

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

115


การทำ�นายอนาคตของประเทศ ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิด ความรู้สึกของการโหยหาอดีต (Nostalgia) ได้ง่าย การดู ละครย้อนยุคไปเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดีจึงทำ�ให้ผู้ชมรู้สึก หลีกเร้นกลับไปสู่อดีต เพราะอย่างน้อยอดีตก็เป็นสิ่งที่ มั่นคงกว่าปัจจุบันและอนาคต อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านประวัตศิ าสตร์ได้ วิจารณ์ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสด้านความสมจริง อาทิ ฉากป้อมเพชรที่ปรากฏในละครยังคงมีสภาพสวยงาม หากพิจารณาในช่วงเวลาตามบทประพันธ์และดูหลักฐาน ชัน้ ต้นทางประวัตศิ าสตร์ สภาพของป้อมน่าจะทรุดโทรม มาก หรือไม่ก็กำ�ลังได้รับการบูรณะปรับปรุงโดยนายช่าง ฝรั่งเศสชื่อ เดอ ลามาร์ (พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, 2561) นอกจากนี้ ยังมีค�ำ วิจารณ์ดา้ นความสมจริงของ เครือ่ งแต่งกายตัวละครชาวต่างชาติวา่ มีขอ้ บกพร่องเรือ่ ง การออกแบบการตัดเย็บและการใช้ผ้าที่ถูกลักษณะ เช่น คอนสแตนติน ฟอลคอน และมาเรีย กีมาร์ เนือ่ งจากมีรปู แบบสมัยใหม่และผิดสัดส่วนเป็นอย่างมาก โดยโครงร่าง เงาทัง้ เสือ้ ผ้าและทรงผมค่อนข้างคล้ายสมัยวิคตอเรียตอน ต้นราว ค.ศ.1830-1840 ซึ่งผิดยุคสมัยไปเกือบ 200 ปี (ลุพธ์ อุตมะ, 2561) ทางด้านกิจจา ลาโพธิ์ (2561) หัวหน้าฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกายในละครชี้แจงว่าได้ ออกแบบเสื้อผ้าชาวต่างชาติในละครโดยพัฒนาขึ้นจาก ข้อมูลทีค่ น้ คว้าในบันทึกต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นจดหมายเหตุ พงศาวดาร ภาพจิตรกรรมต่างๆ สมุดข่อย สมุดไทย หรือ แม้แต่ตู้พระธรรม แล้วพยายามที่จะทำ�ให้ใกล้เคียงกับ ความเป็นข้อเท็จจริงมากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่ม รายละเอียดเพื่อความสวยงาม เหมาะสมกับตัวนักแสดง และต้องการสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครเอกให้ดูแตก ต่างจากตัวละครตัวอื่น ความซับซ้อนยอกย้อนของ การสร้างหรือการเสนอภาพของอดีตจนถึงเรื่องราวของ อดีตที่นำ�เสนอจึงไม่สามารถแยกออกได้จากตัวของผู้ ถ่ายทอดรวมทัง้ จินตนาการของยุคสมัย ดังทีป่ ริตตา เฉลิม เผ่า กออนันตกูล (2557) ได้กล่าวไว้วา่ แม้แต่งานของนัก ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการค้นคว้า แยกแยะ จัดระเบียบอธิบาย ประเมินหลักฐานต่างๆจาก อดีต เพื่อเสนอภาพข้อเท็จจริงจากอดีต ก็ยังมิอาจยืนยัน ได้ว่างานเขียนทางประวัติศาสตร์นั้นคือความจริงจาก อดีต ถึงแม้ละครเรือ่ งบุพเพสันนิวาส จะจัดอยูใ่ นประเภท ละครอิงประวัติศาสตร์แต่แน่นอนว่าผู้สร้างสรรค์ไม่ได้มี วัตถุประสงค์จะเสนอความจริงทางประวัติศาสตร์ที่มี 116 116

ความถูกต้องแม่นยำ� แต่เป็นการถ่ายทอดจินตนาการ เกี่ ย วกั บ กรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยาครั้ ง บ้ า นเมื อ งยั ง ดี ผ่ า นละคร โทรทัศน์ซงึ่ เป็นสือ่ ทางวัฒนธรรมทีม่ ผี ลในการสร้างความ ทรงจำ�เกี่ยวกับอดีตได้อย่างมีพลังมากกว่าหลักฐานหรือ ข้อเขียนทางประวัติศาสตร์เสียอีก ปัญหานำ�วิจัย (1) จินตนาการเกีย่ วกับอดีตในยุคกรุงศรีอยุธยา เจริญรุ่งเรืองในละครเรื่องบุพเพสันนิวาสเป็นอย่างไร (2) จินตนาการเกี่ยวกับอดีตยุคกรุงศรีอยุธยา เจริ ญ รุ่ ง เรื อ งในละครเรื่ อ งบุ พ เพสั น นิ ว าสสะท้ อ น ปรากฏการณ์ในสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างไร วัตถุประสงค์ (1) เพือ่ ศึกษาจินตนาการเกีย่ วกับอดีตในยุคกรุง ศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส (2) เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในสังคมไทยยุค ปัจจุบนั ซึง่ เป็นผลมาจากจินตนาการเกีย่ วกับอดีตยุคกรุง ศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ขอบเขตงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเฉพาะจินตนาการเกี่ยว กับอดีตในยุคกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาสเท่านัน้ โดยสะท้อนผ่านมุมมองของ ศัลยา สุขะนิวตั ติ์ ผูเ้ ขียนบทละครโทรทัศน์เรือ่ งบุพเพสันนิวาส, ศ.ดร.สุเนตร ชุตนิ ธรานนท์ ผูเ้ ชีย่ วชาญด้านประวัตศิ าสตร์ และผูเ้ ขียนบทภาพยนตร์องิ ประวัตศิ าสตร์, กิจจา ลาโพธิ์ ผูอ้ อกแบบเสือ้ ผ้าและทรงผมในละครเรือ่ งบุพเพสันนิวาส และ ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวฒ ั น์ ผูช้ มทีช่ นื่ ชอบละครเรือ่ ง บุพเพสันนิวาสและหลงใหลอดีตยุคกรุงศรีอยุธยา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (1) เข้าใจจินตนาการเกี่ยวกับอดีตในยุคกรุง ศรีอยุธยาเจริญรุง่ เรืองจากมุมมองต่างๆทัง้ นักวิชาชีพ นัก วิชาการ และผู้ชมละครโทรทัศน์ (2) ขยายฐานความรู้ทางนิเทศศาสตร์ และ เป็นการสะสมต่อยอดองค์ความรูท้ างวิชาการด้านการเล่า เรื่องในการถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับอดีตในยุคกรุง ศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรือง

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(3) ประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการประกอบ วิชาชีพด้านการเขียนบทละครโทรทัศน์ ตลอดจนเป็น แนวทางในการพัฒนาศักยภาพละครโทรทัศน์ไทยให้มี คุณภาพยิ่งๆขึ้นไปในอนาคต แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (1) แนวคิดเรือ่ งความทรงจำ�ศึกษา “ความทรง จำ�” คือ ปรากฏการณ์ทางสังคม ซึง่ บางคนอาจเรียกความ ทรงจำ�ว่า “ประสบการณ์ชีวิต” แต่ประสบการณ์ของ แต่ละคนมิใช่เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น หาก เป็นประสบการณ์ของชีวติ ตนเองทีผ่ สมผสานเข้ากับชีวติ ครอบครัว ที่สำ�คัญ ประสบการณ์ชีวิตยังประกอบด้วย พลังทีส่ �ำ คัญของความเปลีย่ นแปลงของสังคม โดยเฉพาะ ส่วนที่ตัวเองสัมพันธ์อยู่ร่วม ซึ่งได้เชื่อมและกำ�หนดชีวิต ส่วนตัวและชีวิตครอบครัวให้มีความหมายรูปแบบใดรูป แบบหนึ่งขึ้นมา ความทรงจำ�นี้จะบอกว่าเราเป็นใครมา จากไหน (อรรถจั ก ร สั ต ยานุ รั ก ษ์ , http://www. bangkokbinews.com : สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2553 ) จากประสบการณ์ ข องปั จ เจกทั้ ง กรณี ค วาม สัมพันธ์กับคนในสังคม การทำ�กิจกรรมใดๆ หรืออยู่ใน เหตุการณ์ร่วมกันจนเกิดเป็นความทรงจำ�ร่วมของคนใน สังคม การจดจำ�จะเกีย่ วข้องกับการหลอมรวมภาพลักษณ์ และอุดมคติจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม “พื้นที่ ความทรงจำ�” (sites of memory) จึงมาจากปัจเจกชน กับกลุม่ สังคม ความทรงจำ�ร่วมของคนในสังคมก่อให้เกิด เอกภาพในสังคม ทำ�ให้สงั คม “มีเรือ่ งเล่า” ซึง่ หล่อหลอม ให้เกิดอัตลักษณ์ทางสังคมขึ้น (Maurice Halbwach : 1983) และอัตลักษณ์เหล่านี้ก็จะถูกนำ�ไปใช้เพื่อสร้าง ความเป็นชุมชน อันมีพื้นที่ประวัติศาสตร์ร่วมกัน ปิแอร์ นอร่า (Pierre Nora : 1984,อ้างใน เยาว นุช เวศร์ภาดา,2545 : 33) ได้เสนอว่าในความเป็นจริง แล้วสังคมหาได้เป็นเอกภาพตามอุดมคติไม่ แต่ “ความ ทรงจำ�” ได้ก่อรูปขึ้นในปริมณฑลของการต่อสู้แย่งชิง และการแบ่งแยก ทั้งนี้จากการศึกษา “พื้นที่แห่งความ ทรงจำ�” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างชาติของฝรั่งเศส ซึ่งได้ นำ�ไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติ จากการศึกษา ประวัติศาสตร์ของการสร้างความทรงจำ�ผ่านสัญลักษณ์ บนพืน้ ทีเ่ พือ่ ทดแทนอัตลักษณ์ทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็น “พื้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์” หรือเป็น “บริบทอันศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งชุมชนได้จินตนาการว่าตนเอง

ได้เข้าไปอยู่ อย่างไรก็ดี รูปธรรมของ “พื้นที่แห่งความ ทรงจำ�” ครอบคลุมบริบทของพื้นที่และเวลา นับตั้งแต่ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ (landscape) พรมแดน ประเทศ บุคคลในประวัตศิ าสตร์ อนุสาวรีย์ อาคาร ภาษา วรรณกรรม คำ�ขวัญ อนุสาวรีย์ พิพธิ ภัณฑ์ วัตถุทางศิลปะ และสัญลักษณ์ จนถึงของที่ระลึก องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้หลอมรวมขึ้นเป็น “อาณาจักรแห่งความทรงจำ�” ซึง่ ถูกสร้างขึน้ แทนสิง่ ทีไ่ ม่มอี ยูใ่ นขณะนีอ้ กี แล้ว ภาพอดีต ทีถ่ กู สร้างขึน้ มา ถือเป็นปฏิบตั กิ ารทางความหมาย (hermeneutic practice) ซึ่งเกิดจากการจัดวางตรรกะของ การสร้าง “พื้นที่แห่งความทรงจำ�” ขึ้นมาใหม่ เมื่อนำ� สถานทีแ่ ต่ละแห่งมาเชือ่ มต่อเข้าด้วยกัน ก็จะได้ภาพรวม ของสั ญ ลั ก ษณ์ ใ หม่ ที่ ห มายถึ ง “ความเป็ น ชุ ม ชน ประวัติศาสตร์” ของพื้นที่นั้น ๆ นอกจากนี้ “พื้นที่ความทรงจำ�” ยังทำ�หน้าที่ เป็นพื้นที่บรรจุร่องรอย หรือการก่อรูปของสำ�นึกแห่ง ความทรงจำ� ซึ่งผู้มีอำ�นาจได้เลือกสรรมาเป็นตัวแทน อุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึง่ แม้ความทรงจำ�จะเป็นเรือ่ ง ของอดีตอันไกลโพ้น มีความเลือนราง ไม่ว่าจะเป็นความ ทรงจำ � ร่ ว มของคนในสั ง คม หรื อ ความทรงจำ � ระดั บ ปัจเจกบุคคล แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ ที่ใช้เครื่องมือที่เป็น “วิทยาศาสตร์” ทำ�ให้ความทรงจำ�มี ความชอบธรรม มีข้อเท็จจริงมาสนับสนุนเป็นที่เข้าใจได้ และก่อประโยชน์ต่อการอธิบายอดีต (2) แนวคิดการศึกษาเรือ่ งเล่านัน้ แต่เดิมวิธกี าร เข้าถึงความรูห้ รือความจริงตามปรัชญาตามกระบวนทัศน์ ปฏิฐานนิยม (Positivism) ความรู้ หรือความจริงนัน้ ดำ�รง อยู่รูปวัตถุวิสัย และตายตัวในธรรมชาติอย่างเป็นกลาง ความจริงไม่จ�ำ เป็นต้องให้ความหมายหรือตีความ (องอาจ นัยพัฒน์, 2551) โดยยึดหลักการและกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่สำ�คัญในการเข้าถึงความรู้ หรือความจริงที่ต้องปราศจากความลำ�เอียง อคติหรือ ความรูส้ กึ เข้ามาเกีย่ วข้อง ทัง้ ยังเป็นกฎทีเ่ ป็นหนึง่ เดียวมี ความเป็นสามัญการ (Generalization) สามารถที่จะ ศึกษาแบบแยกส่วนระหว่างเหตุและผล ผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำ�ผลที่ ได้มาใช้อธิบาย ปรากฏการณ์ ท างสั ง คมด้ ว ยกฎหรื อ ทฤษฎี ที่ เ ป็ น คำ � อธิบายเชิงสาเหตุ มีการตรวจสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ วิถปี ฏิบตั ทิ คี่ นส่วนใหญ่เชือ่ ตามความคิดนวสมัยโดยหลัก

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

117


กฎ และระเบียบ สร้างความกดทับต่อผู้คน บางส่วนใน สังคมให้ถูกมองว่าเป็นคนที่แตกต่างหรือคนชายขอบ (Legal Pluralism) เช่น ผูพ้ กิ ารหรือผูท้ สี่ ญ ู เสีย คุณสมบัติ บางอย่าง ผูท้ เี่ บีย่ งเบนทางเพศ หรือกลุม่ คนทีอ่ ยูไ่ กลจาก ความทันสมัย ตามแนวคิดของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) กลายเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม ไม่ เป็นที่ยอมรับและไม่สามารถดำ�รงความเป็นตัวตนของ ตนเองได้ ทำ�ให้บุคคลดังกล่าวถูกเบียดไปอยู่นอกกรอบ ของวาทกรรม (Discourse) ของแนวคิดนวสมัยผ่านเรือ่ ง เล่าหลัก (Grand Narrative) ทั้งที่ยังมีเรื่องเล่ารอง อีก มากมายทีถ่ กู กีดกันและไม่เคยได้น�ำ เสนอออกมาให้สงั คม ส่วนใหญ่ได้รับรู้ การศึกษาเรื่องเล่านั้นมีความเชื่อตามปรัชญา วิจัยแบบกระบวนทัศน์ทางเลือก (Alternative Paradigms) เชื่อว่าความรู้นั้นเกิดจากการให้ความหมายหรือ การตี ค วามจากมนุ ษ ย์ ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ ใ นรู ป ของวั ต ถุ วิ สั ย ที่ สามารถวัดหรือประเมินค่าได้ นภาภรณ์ หะวานนท์ (2552) พบว่าการศึกษาเรื่องเล่านั้นให้ความสนใจกับ บุคคลทีใ่ ห้ความหมายกับประสบการณ์มากมายทีผ่ า่ นเข้า มาในชีวิต และถูกมองว่าการวิจัยสามารถเคลื่อนไปสู่ ความคิดทีว่ า่ ความจริงถูกสร้างโดยกระบวนการทางสังคม มนุ ษ ย์ ใช้ เรื่ อ งเล่ า และเรื่ อ งราวที่ ส ร้ า งขึ้ น ในการจั ด ระเบียบออกมาเป็นบท ตอน หรือฉากต่างๆ วิธกี ารศึกษา เรือ่ งเล่า ยังให้ความสำ�คัญกับผูเ้ ล่าเรือ่ งซึง่ มีประสบการณ์ ที่นักวิจัยให้ความสนใจในฐานะเป็นผู้ร่วมวิจัยที่เป็นผู้รู้ และสามารถสะท้อนตัวตนออกมาแทนการมองว่าผู้เล่า เป็นวัตถุเพื่อการศึกษาในกระบวนการวิจัย วิธีการศึกษา เรือ่ งเล่ายังเป็นประเด็นใหม่ในการวิจยั และก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมศาสตร์อีกด้วย (3) แนวคิดเกีย่ วกับการประกอบสร้างความจริง ทางสังคม (The social construction of reality) เป็น หนึ่ ง ในแนวคิ ด ที่ อยู่ภายใต้ก รอบคิดวัฒ นธรรมศึกษา (Cultural Studies) (กาญจนา แก้วเทพ, 2549) ซึ่ง แนวคิดนีม้ องการวิเคราะห์สอื่ มวลชนว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่ ช่องทางการสื่อสาร (Channel) ในกระบวนการสื่อสาร สำ�หรับการเผยแพร่และถ่ายทอดวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ สื่อมวลชนยังเป็นแหล่งกำ�เนิดในการสร้างสรรค์ ของ สั ง คม เพราะการสื่ อ สารนั้ น เป็ น กระบวนการทาง สัญลักษณ์ที่สร้างสรรค์ รักษา แก้ไข และตกแต่งความ 118 118

เป็นจริงหนึ่งๆ ด้วย แนวคิดการสร้างความเป็นจริงทาง สังคมมองว่าสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นจริง” (Reality) นั้น มิใช่สิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา (Construct) และเชื่อว่าในสังคมยุคปัจจุบันนี้ สื่อมวลชนเป็นสถาบัน สำ�คัญที่จัดวางรูป (Structure) ความเป็นจริง และการ สร้างความเป็นจริงทางสังคมของสื่อมวลชนนั้นจะส่งผลก ระทบได้หลายระลอก ทัง้ ระยะแรก ระยะทีส่ อง และระยะ ยาว Stuart Hall ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมร่วม สมัยแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมเสนอว่าสื่อเป็นกลไก ด้านอุดมการณ์ของสังคม โดยทีไ่ ม่ได้ท�ำ การครอบงำ�สังคม หรือเป็นเพียงตัวสะท้อนอุดมการณ์แบบหยาบๆ เท่านั้น แต่สอื่ ทำ�หน้าทีเ่ ป็น “ตัวประกอบสร้างความเป็นจริงของ สังคม” (Social Construction of Reality) อีกด้วย ระเบียบวิธีวิจัย การวิ จั ย เรื่ อ ง “จิ น ตนาการเกี่ ย วกั บ กรุ ง ศรีอยุธยาครั้ง ‘บ้านเมืองยังดี’ ในละครโทรทัศน์เรื่อง ‘บุพเพสันนิวาส’” เป็นการวิจยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่สนใจข้อมูลด้านจินตนาการเกี่ยวกับอดีต ยุคกรุงศรีอยุธยาเจริญรุง่ เรืองในละครโทรทัศน์ โดยใช้การ วิจยั ด้วยวิธวี ทิ ยาเล่าเรือ่ ง (Narrative Method) ประกอบ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-deptn Interview) เพื่อศึกษา จินตนาการทางประวัตศิ าสตร์ (Historical Imagination) ผ่านละครโทรทัศน์ เพื่อศึกษาความหมายของพื้นที่เชิง จิ น ตนาการในจิ ต สำ � นึ ก ของผู้ ค นโดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง โครงสร้างความรู้สึกอันเป็นความหมายเชิงอารมณ์และ ประสบการณ์ทเี่ ชือ่ มโยงความรูส้ กึ นึกคิดและค่านิยมของ กลุ่มคนในปัจจุบันผ่านละครโทรทัศน์ซึ่งถือเป็นรูปแบบ หนึง่ ของวัฒนธรรมบันเทิงตามกรอบแนวคิดความทรงจำ� ศึกษา (Memory Studies) ด้วยการวิจัยจากข้อมูลเรื่อง เล่าจากผู้มีส่ว นร่ว มในการสร้างสรรค์แ ละผู้ชมละคร โทรทัศน์เรื่องบุพเพสันนิวาสจำ�นวน 5 ท่าน ได้แก่ • จันทร์ยวีร์ สมปรีดา (รอมแพง) เจ้าของนิยาย “บุพเพสันนิวาส” • ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” • ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำ�นวยการสถาบันเอเชียศึกษา • กิจจา ลาโพธิ์ -ผู้ออกแบบเสื้อผ้าและทรงผมในละคร

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


“บุพเพสันนิวาส” • ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการ ปัญญาภิวัฒน์ ผู้ชื่นชอบละคร “บุพเพสันนิวาส” ผลการวิจัย จากการศึกษาพบว่ากรุงศรีอยุธยาครัง้ บ้านเมือง ยังดีเป็นดินแดนในฝันที่ผู้คนใช้หลีกหนีออกไปจากความ เป็นจริงในชีวติ ประจำ�วัน โดยสะท้อนผ่านภาพวิถชี วี ติ ริม ฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยาที่อุดมสมบูรณ์ สวยงาม และสงบสุข นำ�พาผูค้ นหวนคืนกลับสูค่ วามเรียบง่ายไม่ล�ำ บากในอดีต โดยสาเหตุที่ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา หรือ “รอมแพง” เจ้ า ของบทประพั น ธ์ นิ ย าย “บุ พ เพสั น นิ ว าส” เลื อ ก ประวัตศิ าสตร์ยคุ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) นั้นได้ให้เหตุผลว่า “…สาเหตุที่เลือกใช้ยุค นีเ้ ป็นฉากหลัง เพราะอยากเลือกยุคสมัยทีย่ งั ไม่คอ่ ยมีคน เขียนถึงมากนัก เพื่อให้งานเขียนออกมามีความแตกต่าง และน่าสนใจ สมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นยุครุง่ เรืองทาง ด้านการค้า มีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัย เข้ามาค้าขายกัน มาก เรียกว่ารุ่งเรืองแทบทุกด้านก็ว่าได้ แล้วยุคนี้ยังมี การเมืองที่น่าสนใจด้วย อย่างกรณีของฟอลคอนกับ สมเด็ จ พระนารายณ์ เป็ น จุ ด ที่ น่ า สนุ ก ของเรื่ อ ง แต่ การเมืองในสมัยนั้นก็มีความคิดเห็นที่หลากหลาย แล้วก็ หลากหลายหลักฐาน เราก็เลือกมาใช้กผ็ สมกันทัง้ เอกสาร ชั้นต้น ชั้นรอง ทั้งพงศาวดาร ทั้งจดหมายเหตุของฝรั่ง แล้วเล่าเรื่องไล่ตามลำ�ดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ของเรื่อง 6 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2225 จนถึงสมเด็จพระ นารายณ์สวรรคต พ.ศ. 2231 ดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้ว ก็ ใ ช้ จิ น ตนาการแทรกเข้ า ไปในเหตุ ก ารณ์ แ ต่ ล ะ เหตุการณ์…” (จันทร์ยวีร์ สมปรีดา (รอมแพง), สัมภาษณ์ เมื่อ 1 เมษายน 2561) ศัลยา สุขะนิวัตติ์ ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” ได้เล่าถึงความรู้สึกเมื่อต้องถ่ายทอด เรื่องราวในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากบท ประพันธ์เป็นบทละครโทรทัศน์ว่า “...ต้องยอมรับว่า ความคิดแรกหลังอ่านบทประพันธ์เรื่องนี้ จะรู้สึกว่าเนื้อ เรื่องค่อนข้างยากที่จะทำ�เป็นละครให้ดึงดูดคนดู เพราะ เป็นหนังสือทีค่ อ่ นข้างเรียบร้อย ไม่มอี ะไรหวือหวาตืน่ เต้น ไม่มีความขัดแย้งอะไรในเนื้อเรื่องที่เป็นความรุนแรง ตัว ละครก็ไม่คอ่ ยจีด๊ จ๊าดหรือมีสสี นั มาก แต่สงิ่ หนึง่ ทีร่ สู้ กึ คือ

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกสวยงาม อ่อนโยน มี ความ Feel Good ทำ�ให้ได้เห็นภาพของความสงบร่มเย็น ในอยุธยา และเรื่องราวต่างๆ ที่มีความน่ารัก ตั้งแต่ นางเอกกับพระเอกทีม่ คี วามสัมพันธ์ทนี่ า่ รักต่อกัน ทำ�ให้ ได้ลนุ้ ไปด้วย และเป็นความรักทีไ่ ม่ได้อยูบ่ นความขัดแย้ง อะไรที่รุนแรง ดังนั้นเมื่อรับเขียนบทก็แอบมีความกังวล ใจเล็กน้อย แต่ก็คิดอย่างหนึ่งว่าเรื่องนี้น่าจะทำ�ให้คนดูมี ความสุขได้ กับภาพในอดีตทีส่ วยงาม รวมทัง้ ความเชือ่ ใจ ว่าบรอดคาซท์จะทำ�ละครออกมาได้ดี…” (ศัลยา สุขะนิ วัตติ์, สัมภาษณ์เมื่อ 22 เมษายน 2561) ประวัติศาสตร์ของไทยในรัชสมัยสมเด็จพระ นารายณ์ ม หาราชแห่ ง อยุ ธ ยาในความทรงจำ � ของผู้ สร้างสรรค์ตัวบท (text) จึงถูกมองว่าเป็นประวัติศาสตร์ ไทยช่วงที่โดดเด่นส่วนหนึ่งเพราะมักถูกเล่าและถ่ายทอด โดยคนต่างชาติที่ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรจากการที่จะ บิดเบือนสิ่งที่เขาเห็นมากนักโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ สังคมและชีวติ ของคนไทยในยุคนัน้ ซึง่ “รอมแพง” ผูเ้ ขียน นิยายและ ศัลยา สุขะนิวตั ติ์ ผูเ้ ขียนบทละครโทรทัศน์เรือ่ ง นี้เองต่างก็เห็นพ้องต้องกัน และดูเหมือนว่าจะพยายาม สะท้อนภาพของคนในสมัยนั้นอย่างเท่าเทียมตั้งแต่คน ระดับสูงสุดจนถึงไพร่และใกล้เคียงกับความเป็นจริงเท่าที่ จะทำ�ได้โดยอาศัยเอกสารอ้างอิงจากบันทึกของชาวต่าง ชาติที่จารึกไว้ในยุคนั้น ดังที่บทประพันธ์ในพรรณนาถึง ภาพทิวทัศน์สองฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยาไว้ว่า “สองฟากฝั่ง แม่นํ้าเจ้าพระยาเต็มไปด้วยบ้านเรือนและต้นไม้ที่ทอดกิ่ง ระริมนํ้า ส่วนใหญ่หากไม่เป็นเรือนยกสูงเป็นเสาไม้ไผ่มัด รวมก็เป็นเสาไม้ใหญ ผนังหรือฟากก็ล้วนเห็นเป็นไม้ไผ่ ขัดแตะ หาฝาเรือนทีเ่ ป็นไม้สกั เหมือนทีบ่ า้ นออกญาโหรา ธิบดียากเต็มที บางคราวก็เห็นเป็นเรือนแพริมนํ้า ผู้คน ทำ�งานกันขวักไขว่ไม่ว่างมือเลยสักคนเดียว การแต่งกาย ก็ไม่ผิดจากบ่าวไพร่บ้านออกญาโหราธิบดีนัก บางคนก็ พาดสไบปิดปทุมถันไม่มิดมองเห็นโผล่วับๆแวมๆ...เกศสุ รางค์มองเห็นเรือสำ�เภาและเรือมีหลังคาเป็นกระเบื้อง ลูกฟูกอีกกลุม่ ใหญ่ ลักษณะใหญ่โตปากเรือกว้างดูแข็งแรง น่าเกรงขาม” (นิยายบุพเพสันนิวาส หน้า 103) ลักษณะภูมิสถานริมฝั่งสองแม่นํ้าเจ้าพระยาที่ ปรากฏทัง้ ในนิยายและละครโทรทัศน์แตกต่างจากข้อเท็จ จริงตามการรับรู้จากหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาวกรุงศรีอยุธยาชาวจีน นิยมปลูกเรือนแพอาศัยอยู่แน่นขนัดและมีการถ่ายเทสิ่ง

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

119


ปฏิกูลลงในแม่นํ้าเจ้าพระยา อีกทั้งการสัญจรทางนํ้าก็ แออัด การเดินทางโดยเรือค่อนข้างเป็นไปได้ยากและไม่ สะดวก “...ความเป็นเมืองของพระนครศรีอยุธยาแล เห็นได้จากบริเวณตัวเมืองทีม่ กี �ำ แพงและแม่นาํ้ ล้อม และ บริเวณโดยรอบของเมืองที่นอกจากมีแม่นํ้าหลายสาย แยกแยะกันออกไปแล้ว ยังมีคลองทีข่ ดุ ลัดและเชือ่ มแม่นํ้ าลำ�นาํ้ ต่างๆ มากมาย เป็นโครงสร้างพืน้ ฐาน [Hydraulic infrastructure] ที่สัมพันธ์กับการเกิดย่านที่อยู่อาศัยที่ เป็นตลาด แหล่งหัตถกรรม แหล่งอุตสาหกรรม และแหล่ง ปลูกข้าวทำ�นาอีกมากมาย ภาพพจน์ของสังคมลุ่มแม่นํ้า ทีแ่ ลเห็นก็คอื สองฝัง่ แม่นาํ้ ในเขตเมือง จะมีบา้ นเรือนเรียง รายเป็นแถวๆ ไปไม่ตํ่ากว่า ๒-๓ แถว จากริมตลิ่งยื่นลํ้า ลงไปในพืน้ นาํ้ บ้านเรือนเหล่านัน้ ล้วนตัง้ อยูบ่ นเสาสูงพ้น ระดับนํ้าท่วมถึงในฤดูนํ้า แถวหน้าของบ้านเรือนก็คือ เรือนแพที่ขึ้นลงได้ตามระดับนํ้าในฤดูนํ้าและฤดูแล้ง เรือ แพส่ ว นใหญ่ เ ป็ น ร้ า นค้ า ที่ อ าจเคลื่ อ นย้ า ยได้ ใน จดหมายเหตุชาวต่างประเทศบางคนบอกว่า ผู้ที่อยู่บน เรือนแพเหล่านีค้ อื คนจีน การทีส่ ร้างบ้านเรือนอยูต่ ามชาย ฝั่งแม่นํ้าก็คือการได้อาศัยกระแสนํ้าพัดพาสิ่งสกปรกให้ หมดไปนั่นเอง...มีความเคลื่อนไหวและแออัดของผู้คนที่ สัญจรไปมาโดยทางเรือ...” (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2559) เช่นเดียวกับรายละเอียดของเครื่องแต่งกายนักแสดงที่ ต้องดูดีกว่าความเป็นจริงตามยุคสมัยตามขนบของการ สร้างสื่อบันเทิงที่ไม่ใช่สารคดี ดังที่ กิจจา ลาโพธิ์ ผู้ ออกแบบเสื้อผ้าละคร “บุพเพสันนิวาส” ได้ชี้แจงว่า “...เสื้อผ้าชาวต่างชาติในละครเป็นเรื่องที่ยาก ทีส่ ดุ เรือ่ งหนึง่ การออกแบบพัฒนาขึน้ จากข้อมูลทีค่ น้ คว้า และพยายามทีจ่ ะทำ�ให้ใกล้เคียงกับความเป็นข้อเท็จจริง มากที่สุด แต่ก็ได้เพิ่มรายละเอียดเพื่อความสวยงามและ ให้ เ หมาะสมกั บ ตั ว นั ก แสดง นอกจากนี้ ท างสถานี ที่ ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครเอกให้ดูแตกต่าง จากตัวละครตัวอื่น จึงเป็นเหตุให้ตัวละครเหล่านี้ฟันไม่ ดำ�…” (กิจจา ลาโพธิ์, สัมภาษณ์เมื่อ 1 เมษายน 2561) นอกจากเครือ่ งแต่งกายแล้ว ทรงผมก็ยงั ถือเป็นสิง่ ทีแ่ สดง อัตลักษณ์ที่สำ�คัญของตัวละครอีกด้วย กิจจา ลาโพธิ์ เล่า ถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบทรงผมของตัวละคร ต่างๆ ในละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ดังนี้ “..ทรงผมของแม่หญิงการะเกดทรงนี้เรียกว่า ‘ทรงมหาดไทย’ มี 2 แบบคือตัดสั้น หรือปล่อยผมยาว 120 120

ผมด้านบนแสกกลางและตั้งกระบังขึ้นสูง การะเกดเป็น ลูกพระยาจากเมืองสองแคว ซึ่งเป็นเมืองรองของอยุธยา เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นสูง แต่ไม่ถึงกับสูงศักดิ์ที่สุด เรียกว่า ‘ทรงเกล้ามวยทัดดอกไม้’ หากสังเกตกันดีๆ ตอนที่ การะเกดมาอยู่บ้านคุณพระในช่วงแรกๆ เธอทำ�ผมเกล้า เนื่องจากเธอมาจากเมืองสองแคว พิษณุโลก เป็นเมือง ทางภาคเหนือตอนใต้ การแต่งกายและทรงผมจึงได้รับ อิ ท ธิ พ ล ม า จ า ก พ ม่ า แ ล ะ ล้ า น น า เ มื่ อ ม า อ ยู่ ที่ พระนครศรีอยุธยาจึงทำ�ผมตามชนชั้นสูงของอยุธยา...” (กิจจา ลาโพธิ์, สัมภาษณ์เมื่อ 1 เมษายน 2561) นอกจากทรงผมของตัวละครเอกอย่างแม่หญิง การะเกดแล้ว ทรงผมของตัวละครอื่นๆก็ถูกออกแบบให้ แตกต่างออกไปตามจินตนาการของผูส้ ร้างสรรค์ เช่น ทรง ผมของแม่หญิงจันทร์วาด ทีเ่ ป็นตัวละครนางรองของเรือ่ ง ไว้ผมทรง ‘โซงโขดง’ หรือทรงผมยาวเกล้าเป็นมวยอยู่ กลางศีรษะรัดเกล้าเป็นห่วงยาว มีเกี้ยวหรือพวงมาลัย สวมตามความนิยมของสตรีชั้นสูงในสมัยสุโขทัย “...แบบสุโขทัยเป็นทรงที่แม่หญิงจันทร์วาดทำ� เป็นทรงผมเกล้ามวยสูงพร้อมใส่เครื่องหัว ในละครกล่าว ว่าเธอเป็นลูกของพระยาโกษาเหล็ก ซึง่ ตามประวัตศิ าสตร์ เป็นเหมือนพี่น้องของพระนารายณ์มหาราช กินนมจาก เต้าเดียวกัน ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กนั ดังนัน้ จันทร์วาด จึ ง เป็ น เหมื อ นลู ก ของชนชั้ น สู ง …” (กิ จ จา ลาโพธิ์ , สัมภาษณ์เมื่อ 1 เมษายน 2561) ทรงผมที่ ป รากฏในเรื่ อ งไม่ เ พี ย งแต่ แ สดงอั ต ลักษณ์ที่แตกต่างทางกลุ่มชนและชาติพันธุ์แล้ว ยังแสดง ถึงสถานภาพชนชั้นทางสังคมของตัวละครอีกด้วย เช่น คุณหญิงจำ�ปาไว้ผม ‘ทรงผมปีก’ ไว้จอนยาวสองข้างใบหู “...คุณหญิงจำ�ปาทำ�ผม ‘ทรงผมปีก’ ทรงนีเ้ ป็น ทรงผมสั้น เสยผมด้านหน้าขึ้นไป และไว้ปอยข้างหู เป็น ทรงทีไ่ ด้รบั ความนิยมในสตรีทมี่ ฐี านะและยศศักดิ์ ในสมัย อยุธยา และส่วนมากจะเป็นสตรีที่มีอายุที่จะทำ�ทรงนี้ ส่วนทรงมหาดไทยเหมือนเป็นทรงสมัยนิยมทีส่ าวๆ นิยม ทำ�กัน การเซตผมของคนสมัยอดีต จะเซตให้อยู่ทรงด้วย ขีผ้ งึ้ และล้างออกด้วยมะกรูด และขีเ้ ถ้า แต่ในละครก็ตอ้ ง ใช้สเปรย์ และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ส่วนเวลาจะปิด ผมหงอก คนโบราณจะใช้วธิ จี บั เขม่า มาพอกผมให้ด�ำ ขลับ คุณหญิงจำ�ปาเลยผมดำ�ขลับอยูต่ ลอดเวลา...” (กิจจา ลา โพธิ์, สัมภาษณ์เมื่อ 1 เมษายน 2561)

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


แตกต่างจากทรงผมของพวกบ่าวไพร่อย่างนาง ผิน นางแย้ม นางปริก ทีเ่ ป็นชนชัน้ ล่างใช้แรงงานจะไว้ผม ‘ทรงดอกกระทุม่ ยาวทัง้ ศีรษะ’ เป็นการรวบผมง่ายๆ หวี เสยผมทั้งหมดรวบไว้ด้านหลัง เพื่อความคล่องตัวและ ทำ � งานได้ อ ย่ า งสะดวก กระฉั บ กระเฉง นอกจากจะ สะท้อนชีวิตของผู้คนธรรมดา ซึ่งแตกต่างจากละครหรือ ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ของไทยส่วนใหญ่ที่มักจะ เกี่ยวกับราชวงศ์ ศึกสงครามและการรักษาเอกราชของ ประเทศที่สัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเราเท่านั้น แต่ ละคร “บุพเพสันนิวาส”ยังทำ�หน้าที่ “ฟื้นอดีต” ให้แก่ ผู้คนในสังคมอีกด้วย “...สมัยก่อนละครหรือภาพบนตร์จะทำ�ภายใต้ ‘เพดาน’ หนึง่ ทีเ่ รียกว่าเป็นการ ‘ฟืน้ อดีต’ ภายใต้เพดาน หรื อ กรอบคิ ด ทางประวั ติ ศ าสตร์ ที่ เราก้ า วไม่ พ้ น คื อ ‘กรอบประวัตศิ าสตร์ชาติ’ แม้ละครบุพเพสันนิวาสจะไม่ สามารถลบภาพกรอบประวั ติ ศ าสตร์ ช าติ ไ ปได้ ห มด เพราะยังมีประเด็นการรักษาเอกราชของสยามอยู่ แต่ ละครเรื่องนี้สามารรถครองใจผู้คนได้เพราะมีดีมากกว่า แกว่างดาบสู้รบกัน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ�ให้ละครเรื่อง นีไ้ ด้กระแสตอบรับจากนานาชาติ ละครอิงประวัตศิ าสตร์ เรื่องอื่น เราหมกมุ่นอยู่กับสงครามของเรา ซึ่งผู้ชมต่าง ประเทศเข้าไม่ถึง ไม่รู้เรื่องว่าเรากำ�ลังทะเลาะกัน แย่งชิง หรือรบกันเรือ่ งอะไร...” (สุเนตร ชุตนิ ธรานนท์, สัมภาษณ์ เมื่อ 3 เมษายน 2561) ความพยายามในการฟื้ น อดี ต คื อ การศึ ก ษา “ประวัตศิ าสตร์จริงๆ อย่างทีเ่ ราเป็น” แต่ในทีส่ ดุ เราก็พบ ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ย่อมมี “อคติ” “ตัวตน” “ภูมิปัญญา” “บริบท” ของคนศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ (ไชยันต์ รัชชกูล, 2547) ฉะนั้นการกลับมาค้นหาตัว ตน หรือการให้ความสำ�คัญกับประวัติศาสตร์ของคนใน ยุคนีเ้ กิดจากวิกฤติอตั ลักษณ์วา่ “ฉันคือใคร ?” และ “ฉัน จะอยู่ในโลกยุคใหม่นี้ได้อย่างไร ?” ด้วยเหตุนี้ ละคร “บุพเพสันนิวาส” จึงมีนัยยะ ของการเป็นวัฒนธรรมที่สร้างอัตลักษณ์ไทยไม่ว่าจะเป็น ในแง่ของการกระตุ้นการท่องเที่ยวแหล่งโบราณสถาน ตามรอยละครโทรทัศน์ทั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และลพบุรี การแต่งชุดไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา การใช้ ภาษาไทยโบราณ การสร้างกระแสความสนใจข้อมูลทาง ประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งแนวคิดว่าคนไทยนั้นโหย หาอดีตเพื่อแสวงหามายาคติในความมั่นคง

สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ สถาบั น การจั ด การปั ญ ญาภิ วั ฒ น์ ผู้ ชื่ น ชอบละคร “บุพเพสันนิวาส” จนนำ�มาสู่การแต่งกายชุดไทยเลียน แบบและเดินทางตามรอยโบราณสถานทีป่ รากฏในละคร เรื่องนี้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว่า “...ไม่ได้ แต่งชุดไทยเพราะรักชาติหรืออยากส่งเสริมวัฒนธรรม กระแสแต่งชุดไทยฟีเวอร์เป็นเพราะคนอยากแต่ง แต่หา โอกาสใส่สไบ นุง่ โจงกระเบนไม่ได้ อาจช่วยปลุกความรูส้ กึ บางอย่างที่เป็นรากเหง้าของเราขึ้นมา วัฒนธรรมไทยไม่ ควรเป็นความพิเศษ แต่ควรทำ�ให้เคยชินจนเป็นเรือ่ งปกติ ความเป็นไทยไม่จำ�เป็นต้องโบราณ แต่มันต้องอยู่ในชีวิต ประจำ�วัน ถุงพลาสติกรัดหนังยางก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรม ไทยได้ อย่าทำ�ให้ความเป็นไทยมันเข้าไม่ถึง จับต้องไม่ได้ ในชีวิตปกติ พี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนสมัยก่อนเข้าห้อง นํ้า มีประจำ�เดือน ต้องทำ�อย่างไร ต้องใช้กาบมะพร้าว แทนผ้าอนามัยแล้วคันไหม คนไม่ค่อยพูดถึง และละคร เรื่องนี้กล้าพูด...” (สกุลศรี ศรีสารคาม, สัมภาษณ์เมื่อ 7 เมษายน 2561) จากข้อมูลดังกล่าวทำ�ให้เห็นปัญหาด้านการ บริหารข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมกล่าวคือข้อมูลส่วน ใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทยถูกออกแบบมานำ� เสนอให้คนส่วนน้อย เช่น นักวิชาการหรือผูท้ สี่ นใจเท่านัน้ คนภายในประเทศส่วนใหญ่จะจำ�แบบเรียนที่ถูกให้ท่อง ในตำ�ราเรียนได้ไม่มาก จึงใช้วิธีสังเกตและเรียนรู้จาก ละครโทรทัศน์องิ ประวัตศิ าสตร์แทนที่ เนือ่ งจากเรือ่ งราว ที่ปรากฏในละครไมได้ห่างไกลจากการรับรู้และการใช้ ชีวติ ในกระแสปัจจุบนั ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงขาดองค์ ความรู้ ที่ จ ะบริ โ ภคผลผลิ ต ทางประวั ติ ศ าสตร์ แ ละ วั ฒ นธรรม เว้ น แต่ เ กิ ด เป็ น กระแสละครหรื อ แฟชั่ น ชั่วคราวเท่านั้น อภิปรายผลการศึกษา ละครเรือ่ ง “บุพเพสันนิวาส” สร้างคุณปู การแก่ สังคมไทยหลายด้าน ด้านสำ�คัญที่สุดคือการสร้างความ สุ ข ให้ กั บ ชาวไทยท่ า มกลางปั ญ หาปากท้ อ งที่ ส ร้ า ง ความเครียดแก่ชาวไทยมาในระยะหลายปี การปรากฏ ขึน้ ของละครโทรทัศน์บพุ เพสันนิวาส ทำ�ให้คนไทยมีความ สุขที่จะได้รับชมละครอิงประวัติศาสตร์ที่ไม่เคร่งเครียด จนเกินไป ผู้ชมจึงได้หลุดพ้นจากโลกแห่งความจริงไป ชั่วคราว การช่วยให้ผู้ชมได้หลีกหนี (Escape) จากโลก

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

121


แห่งความจริงชั่วคราว คือบทบาทที่สำ�คัญประการหนึ่ง ของสื่ อ มวลชนและละครโทรทั ศ น์ ละครเรื่ อ ง “บุพเพสันนิวาส” จึงถูกใจผู้ชมทั้งประเทศ จินตนาการเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาครั้ง ‘บ้าน เมืองยังดี’ ในละครโทรทัศน์เรือ่ ง ‘บุพเพสันนิวาส’ นีเ้ กิด จากองค์ประกอบที่ผสมผสานลงตัวระหว่างเรื่องจริงกับ เรื่องแต่งซึ่งฐานความเชื่อของนักวิชาการและนักผลิตสื่อ สายหลังสมัยใหม่ที่มีความเชื่อประการหนึ่งว่าเรื่องเชิง ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีความสมบูรณ์ในตัวเอง องค์ความรู้ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างๆในโลกล้วนเกิดขึ้นจากการ ประกอบสร้างของรัฐ นักประวัติศาสตร์ และคำ�บอกเล่า ของผูค้ น ประวัตศิ าสตร์ทผี่ า่ นมาหลายร้อยปีมกั หลงเหลือ หลักฐานไว้ไม่มากนัก ความจริงส่วนมากที่เราได้รับรู้กัน ในปัจจุบนั ล้วนเกิดจากการประมวลผล และการคาดเดา ของผู้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เองนักคิดกลุ่มหลังสมัยใหม่จึงมัก ปฏิเสธชุดความเชื่อของนักประวัติศาสตร์ในอดีตและ พร้อมที่จะย้อนแย้งประวัติศาสตร์ในทุกแง่มุม รวมถึงผู้ เขียนนิยาย ผูเ้ ขียนบทละครโทรทัศน์ ตลอดจนผูม้ สี ว่ นใน การสร้างสรรค์องค์ประกอบศิลป์ในละครโทรทัศน์เรือ่ งนี้ ก็เช่นกัน ที่ต่างก็กำ�ลังตีความประวัติศาสตร์อยุธยายุค พระนารายณ์ผ่านมุมมองของตนเอง เป็นการรื้อสร้าง (Reconstruction) ประวัติศาสตร์ผ่านละครโทรทัศน์ท่ี เน้นความบันเทิง โดยการนำ�เอาตัวละครจากเรื่องแต่ง เข้าไปผสมกับเหตุการณ์จริงในอดีต ทำ�ให้ตวั ละครสมมติ ปะทะสังสรรค์กบั ตัวละครทีม่ ตี วั ตนอยูจ่ ริงในสมัยอยุธยา เป็นการวิพากษ์ประวัติศาสตร์ผ่านสายตัวละครสมมติ จากยุคปัจจุบัน และแสดงให้เห็นถึงจินตนาการ ความ ใฝ่ฝัน และอัตลักษณ์หรือตัวตนของผู้คนในสังคมไทย จินตนาการเกีย่ วกับกรุงศรีอยุธยาครัง้ บ้านเมือง ยังดีเป็นดินแดนในฝันที่ผู้คนใช้หลีกหนีออกไปจากความ เป็นจริงในชีวติ ประจำ�วัน โดยสะท้อนผ่านภาพวิถชี วี ติ ริม ฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยาที่อุดมสมบูรณ์ สวยงาม และสงบสุข นำ�พาผูค้ นหวนคืนกลับสูค่ วามเรียบง่ายไม่ล�ำ บากในอดีต โดยเฉพาะกลุม ชนชัน้ กลางในสังคมเมืองหลวง กระแสดัง กลาวไดรับการจํากัดความวาเป็น “ปรากฏการณ์โหยหา อดีต” (Nostalgia) โดยเกิดขึ้นจากความทรงจําตออดีต ที่เกิดขึ้นตอบุคคลแตละกลุ่มชน และกระแสโหยหาหา อดีตไดแผขยายในวงกวางและตอเนื่องจนเสมือนเป็นก ระแสนิ ย มหลั ก ของชนชั้ น กลางไทยในป  จ จุ บั น โดย 122 122

สะท้อนผ่านลักษณะพื้นที่ทางกายภาพที่มีรากลลึกทาง ประวัติศาสตร์ ภาพลักษณ์ และกิจกรรมที่ปรุงแต่งขึ้นใน แบบโรแมนติก (Romantic) ทีเ่ ป็นภาพอุดมคติ (Utopia) ตามความเขาใจมิติเชิงวัฒนธรรมของผูคนในพื้นที่ ความใฝ่ฝันของผู้คนปรารถนาสังคมในอุดมคติ ของโลกตะวันออกที่เห็นเด่นชัด 2 ประการ ได้แก่ คติ จักรพรรดิราชที่มีผู้ปกครองทรงธรรมมีหน้าที่บำ�บัดทุกข์ บำ�รุงสุข เป็นที่พึ่งในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย และคติโลก พระศรีอาริย์ที่ผู้คนรูปสวย ร่ำ�รวยทรัพย์กินดีอยู่ดี มี เมตตาต่อกัน อยูบ่ นพืน้ ฐานความเท่าเทียม อันเป็นความ สมบูรณ์แบบสวรรค์บนดิน ซึง่ เป็นมรดกตกทอดทางความ คิดทีร่ บั มาจากคัมภีรโ์ บราณทีบ่ นั ทึกเรือ่ งราวในอดีต และ มีหน้าทีเ่ ป็นส่วนหนึง่ ของการสถาปนาและรักษาระเบียบ ของสังคม ซึง่ เชือ่ กันว่าพระมหากษัตริยท์ ที่ รงภูมธิ รรมจะ สามารถช่วยจัดระเบียบสังคมให้เข้ารูปเข้ารอยจนกลาย เป็ น โลกในอุ ด มคติ ไ ด้ ด้ ว ยเหตุ นี้ อุ ด มการณ์ “ราชา ชาตินิยม” จึงฝังลึกในสังคมไทย และมีผลต่อความใฝ่ฝัน ของผู้ค นในสังคมไทยที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหา กษัตริย์ ความกินดีอยู่ดี และความเท่าเทียมกันภายใต้ อุดมการณ์ราชาชาตินิยม อัตลักษณ์หรือตัวตนของผู้คนในชุมชนเกิดจาก ความรู้สึกเชื่อมโยงกับชาติพันธุ์ ชนชั้น และศาสนาร่วม กัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจาก “เรื่องเล่า” ที่ถูกถ่ายทอด จากมุมมองที่มีเมืองหลวงเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ยัง ปรากฏร่องรอยของอุดมการณ์ชาตินยิ มและภาพของฝรัง่ ที่เป็น ‘คนเก่ง’ แต่ไม่ใช่ ‘คนดี’ ภาพความทรงจำ�ในอดีต เปนสวนสําคัญสวนหนึ่งในการสรางตัวตนของมนุษย์ แต่ละคน จึงเป็นรูปแบบการรับรู้วิธีคิดหรือวิธีใหความ หมายประสบการณชีวิตในอดีตที่มนุษย์แต่ละคใช้ในการ ผลิต ปรับแต่ง หรือทำ�ความเข้าใจแล้วเล่าเรื่องสวนตัว (Private Narrative) ความทรงจําสวนบุคคล (Personal Memory) หรือภาพตัวแทนเชิงอัตลักษณข องมนุษยแ ตล ะ คน (Self-identity Representation) ความทรงต่ออดีต เป็นรูปแบบหนึง่ ของความทรงจาํ รว มทีถ่ กู ประกอบสรา ง ทางสังคมโดยเชื่อมโยงกับความตองการของปจจุบัน เปนสําคัญ ด้วยเหตุนี้ ความทรงจํานั้นจึงมักเลื่อนไหล ถูกนําเสนอหลายสํานวนที่เนื้อหาแตกตาง เปนเรื่องเลา ที่มาจากเสียงที่หลากหลายและไม่กลมกลืนกัน ประเด็น หลักทีส่ �ำ คัญคือการผลิตซํา้ ตอรอง และชวงชิงความทรง จําวาดวยมรดกของผูเกี่ยวของฝายตางๆ ซึ่งทําใหเกิด

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


พลวัตในการดํารงอยูของความจําตออดีตที่ถูกนำ�เสนอ ด้วยเหตุนี้ จินตนาการเกี่ยวกับความทรงจำ�ในอดีตที่ถูก เล่าผ่านละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” โดยใช้ กลวิธีการเล่าย้อนอดีตของตัวละครยุคปัจจุบันไปสู่ยุค ของนารายณ์มหาราช จึงเป็นการยอนกลับไปจําลอง ประสบการณใ นอดีตขึน้ มาใหมอ กี ครัง้ เรียกไดวา เปนการ เรียกหาอดีตที่เลือนหายไปแลวใหกลับคืนมา (To Call Up a Vanished Past) ทำ�ให้สามารถจินตนาการเกี่ยว กับอดีต สร้างความรู้สึกร่วมเกี่ยวกับอดีต และกล่าวอ้าง

กับผู้คนได้อย่างมั่นใจว่าโลกสมมุติของสิ่งที่ผ่านเลยไป แล้ว ได้รับการจำ�ลองขึ้นมาใหม่ และนั่นคือภาพอดีต ที่แทจริง (Authentic Past) ซึ่งช่วยสนองตอบนโยบาย รั ฐ บาลไทยที่ กำ � ลั ง เน้ น ความเป็ น ชาติ นิ ย มอยู่ พ อดี ประกอบกับผู้ชมเองก็อยู่ในช่วงวิกฤตอัตลักษณ์แสวงหา ตัวตนความเป็นไทยอยู่เช่นกัน ดังนั้น เมื่อละครโทรทัศน์ เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” พาย้อนไปหาจินตนาการเกี่ยว กับอดีตอันสวยงามของสังคมไทยเก่าก่อน จึงปลุกกระแส โหยหาอดีตของผู้ชมและสังคมไทยให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

บรรณานุกรม ภาษาไทย กุลยา วิวิตเสวี. ชาตินิยมในโลกไร้พรมแดน. กรุงเทพมหานคร: สายธาร, 2554. ไชยันต รัชชกูล. 2557. ปนอดีตเปนตัว. กรุงเทพฯ: อาน. ธงชัย วินิจจะกูล. (2544, พฤศจิกายน). “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม จากยุคอาณานิคมอำ�พรางสู่ราชา ชาตินิยมใหญ่ หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน” ศิลปวัฒนธรรม. 23(1) : 56-65. นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย,เมืองไทย,แบบเรียนและอนุสาวรีย์ ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำ�นึก. กรุงเทพมหานคร : มติชน, 2557. ประอรรัตน์ บูรณมาตร์. หลวงวิจิตรวาทการกับบทละครประวัติศาสตร์. กรุงเทพมหานคร :มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2528. เปรมโรจน์ บางอ้อ. “แนวคิดชาตินยิ มในแบบเรียนประวัตศิ าสตร์ระดับชัน้ ประถมศึกษา ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ), 2556. วิรชั นิยมธรรม. คิดแบบพม่า : ว่าด้วยชาติและวีรบุรษุ ในตำ�ราเรียน. มหาสารคาม : สำ�นักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2551. พิมพร สุนทรวิริยกุล. กระบวนการประกอบสร้างอุดมการณ์ในละครโทรทัศน์ไทยในช่วงภาวะวิกฤตทางการเมือง. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2528. สุเนตร ชุตินธรานนท์ และคณะ. ชาตินิยมในแบบเรียนไทย. กรุงเทพมหานคร: มติชน, 2557. สายชล สัตยานุรกั ษ์. ความเปลีย่ นแปลงในการสร้างชาติไทยและความเป็นไทยโดยหลวงวิจติ รวาทการ. กรุงเทพมหานคร: มติชน, 2545. เสกสรร ประเสริฐกุล. รัฐชาติ ชาติพันธุ์ และความทันสมัย (บทความเสนอในการประชุมวิชาการ ชาตินิยมกับพหุ วัฒนธรรม), 2551. สัมภาษณ์ กิจจา ลาโพธิ์. (1 เมษายน 2561). สัมภาษณ์. จันทร์ยวีร์ สมปรีดา (รอมแพง). (1 เมษายน 2561). สัมภาษณ์. ศัลยา สุขะนิวัตติ์. (22 เมษายน 2561). สัมภาษณ์. สกุลศรี ศรีสารคาม. (25 พฤษภาคม 2561). สัมภาษณ์. สุเนตร ชุตินธรานนท์. (3 เมษายน 2561). สัมภาษณ์. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

123


การรู้ในการสื่อสาร

Communication Literacy

อรรถเดช สรสุชาติ * บทคัดย่อ แนวคิด “การรู้เท่าทันสื่อ”หรือ Media Literacy ถูกนำ�มาจัดการเรียนการสอนกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ต่อมาได้น�ำ เอาแนวคิดเกีย่ วกับ การรูส้ ารสนเทศซึง่ เกิดขึน้ มาก่อนแล้วเข้ามาผนวกรวมกัน จนกลายมาเป็น “การรูเ้ ท่าทัน สื่อและสารสนเทศ” หรือ Media and Information Literacy ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามจากการที่องค์ประกอบของ กระบวนการสื่อสารนั้นมีมากกว่า สื่อ และสารสนเทศ บทความฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอนำ�เสนอแนวความคิดที่ผู้เขียนมีความ คิดเห็นว่าเป็นแนวความคิดทีม่ คี วามครอบคลุมการรูใ้ นกระบวนการสือ่ สารมากทีส่ ดุ นัน่ คือแนวคิดเกีย่ วกับ “การรูใ้ นการ สื่อสาร” หรือ “Communication Literacy” ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ในต่างประเทศถูกจัดทำ�เป็นหลักสูตรในการจัดการ เรียนการสอนอย่างแพร่หลายในหลายมหาวิทยาลัย เช่นTexas Tech University, The State University of New York ดังนั้น แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นที่สิ่งน่าสนใจและน่าจะทำ�การทบทวนกันใหม่อีกครั้งในแวดวงวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ใน ประเทศไทยเรา คำ�สำ�คัญ: การรู้เกี่ยวกับสื่อ / การรู้สารสนเทศ / การรู้ในการสื่อสาร Abstract Media literacy concept was managed in education nowadays. At next time conceptual of information literacy was mixed with media literacy that it became too media and information literacy. However the element of the communication process much more than media and information. This article would present the concept that it was the most covered in the communication literacy. This concept was used in many universities in America, for example, Texas Tech University or The State University of New York. So this concept is interesting and it should be review in Thailand Communication Arts again. Keyword: Media literacy / information literacy / Communication Literacy

บทนำ� การสื่อสารทำ�ให้มนุษย์สามารถเข้าใจซึ่งกันและกัน มนุษย์สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ส่งผลให้ชมุ ชนหรือสังคมเกิดการขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง สังคมพัฒนาไปควบคูก่ ับการสื่อสารที่พฒ ั นาไปอย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน ในยุคประวัติศาสตร์มนุษย์ได้ทำ�การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านรหัส หรือ สัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่กลุ่มคนเหล่านั้นสร้างขึ้นมาจึงทำ�ให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น เช่น ภาพวาดสีในผนังถ้ำ�ต่างๆ ที่แสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น ซึ่งเมื่อนำ�มาวิเคราะห์ในแบบจำ�ลองกระบวนการ สื่อสารของเบอร์โล (Berlo K, David) ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ส่งสาร (S) สาร (M) ช่องทางหรือสื่อ (C) ผู้รับสาร (R) * นิเทศศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยและนักวิชาการอิสระ 124 124

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ภาพวาดในผังถ้ำ�ต่างๆนั้น ก็คือสื่อที่นำ�พาเรื่องราว เหล่านั้นมาสู่ผู้รับสารในยุคปัจจุบันนั่นเองจึงอาจจะ กล่าวได้ว่า การสื่อสารนั้นสามารถเชื่อมโยงกาลเวลา ก็ว่าได้ โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมามนุษย์ได้พยายาม สร้างสรรค์รหัส สัญญาณ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขึ้น มา โดยมีวตั ถุประสงค์เพือ่ ใช้ในการสือ่ สารระหว่างกัน หรือเพื่อสื่อความหมายว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะ เป็นการสร้างเครือ่ งประดับ การทาสีทหี่ น้าเพือ่ ให้รวู้ า่ เป็นชนเผ่าเดียวกัน รหัสหรือสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งก็ได้ พัฒนาจนกลายเป็นภาษาประจำ�กลุ่มคนนั้น ๆ เช่น อักษรรูปลิ่มหรืออักษรคูนิฟอร์มในยุคเมโสโปเตเมีย (สุวิทย์ ไพทยวัฒน์, 2554) ส่วนสัญญาณ (Sign) บาง อย่างก็ถูกยอมรับว่าสามารถสร้างความเข้าใจตรงกัน และถูกใช้ร่วมกันในเวลาต่อมา เช่น การใช้สัญญาณ เสียงจากการตีกลองเพือ่ เรียกรวมคน หรือการก่อกอง ไฟให้มคี วันเพือ่ แสดงให้เห็นว่ากำ�ลังร้องขอความช่วย เหลือ (กาญจนา แก้วเทพ, 2554; น.101 - 104) เมื่อ มนุษย์มภี าษาใช้เป็นของตนเองและผลทีเ่ กิดจากการ สือ่ สารระหว่างกันก็คอื เกิดการสร้างข้อตกลงระหว่าง กันในกลุม่ ชนนัน้ ๆ ทัง้ ในด้านแบบแผนการดำ�เนินชีวติ (life style) รวมถึงพิธีกรรม (Ritual) ต่าง ๆ จนใน ที่สุดก็เกิดเป็นวัฒนธรรม (Culture) ของแต่ละกลุ่ม ชนนั้น ๆ และหากว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชนไหนเกิด การพัฒนาไปจนถึงจุดทีไ่ ด้รบั การยอมรับจากกลุม่ ชน อื่นๆ และถูกนำ�ไปเป็นแบบแผน วัฒนธรรมนั้นก็จะ กลายเป็นอารยธรรม (Civilization) หรืออาจจะกล่าว ได้ว่า “การสื่อสารก่อให้เกิดอารยธรรมนั่นเอง” รูปแบบและวิธีการสื่อสารสื่อสารเกิดการ เปลีย่ นแปลงไปตามกาลเวลา ผนวกกับการพัฒนาของ เทคโนโลยีทเี่ กีย่ วข้องกับการสือ่ สาร โดยเฉพาะ ใน ปี ค.ศ. 1446 – 1455 โจฮัน กูเตนเบอร์ก (Johann Gutenburg) ได้คิดค้นและประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้น ณ จุดนี้เองทำ�ให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในปริมาณที่ มากนั้นก็เป็นไปได้อย่างสะดวกและขยายวงออกไป อย่างกว้างไกล จนมาถึงการนำ�เอาคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า โดย “แม๊กซ์เวลล์” มาเป็นสื่อนำ�พาข้อมูลข่าวสารไป ยั ง ผู้ รั บ ในรู ป แบบคลื่ น วิ ท ยุ การสื่ อ สารจึ ง เริ่ ม มี บทบาทและความสำ�คัญอย่างมากถูกใช้เป็นกลไกใน

การขับเคลือ่ นในทุกภาคส่วนของสังคม (จอห์นนพดล วศินสุนทร, 2557) และเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปจน มาถึงยุคเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้การ สือ่ สารเริม่ มีความสลับซับซ้อนมากขึน้ ตามไปด้วย การ สื่อสารถูกนำ�มาใช้หลายด้าน ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งพัฒนาของเทคโนโลยีสื่อ สังคมออนไลน์ ส่งผลให้พฤติกรรมการสื่อสารของ มนุษย์นนั้ เริม่ เปลีย่ นแปลงไปด้วยเช่นกัน ในระยะเวลา ที่ผ่านมาก่อนที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารจะพัฒนา มาจนเกิดสื่อสังคมออนไลน์นั้น นักวิชาการด้านการ สือ่ สารและนักวิชาการด้านสารสนเทศได้ท�ำ การศึกษา อย่ า งจริ ง จั ง ในองค์ ป ระกอบของการสื่ อ สารที่ เกี่ยวข้องกับการดำ�เนินชีวิตและกิจกรรมการสื่อสาร มาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี ค.ศ. 1992 นักวิชาการ ด้านการสื่อสารก็ได้ทำ�การศึกษาไปที่การทำ�ความ เข้าใจเกี่ยวกับสื่อ ซึ่งจะหมายถึงสื่อมวลชน จนเกิด เป็นองค์ความรูแ้ ละการจัดการเรียนการสอนในหัวข้อ “Media Literacy” แต่อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นใน ช่วงปี ค.ศ.1974 นักวิชาการด้านสารสนเทศศาสตร์ นัน้ ก็ท�ำ การศึกษาในหัวข้อ “Information Literacy” โดย พอล ซูร์คาวสกี้ (นฤมล รักษาสุข, 2555) ซึ่งจะ เห็ น ว่ า การศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ “Information Literacy”นั้นเริ่มขึ้นก่อน “Media Literacy” และ ต่อมาจึงมีการนำ�เอาทัง้ 2 คำ�นีม้ าใช้รว่ มกันกลายเป็น “Media and Information Literacy” ในที่สุด “Literacy” ในมุ ม มองของนิ เ ทศศาสตร์ แ ละ สารสนเทศศาสตร์ “Literacy” คำ�ๆนี้ ในแวดวงวิชาการทาง นิเทศศาสตร์ได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง “การรู้ เท่าทัน” เช่น “Media Literacy” หมายถึง “การรู้ เท่าทันสือ่ ” ซึง่ ในบทความนีผ้ เู้ ขียนจะไม่ใช้ค�ำ ว่ารูเ้ ท่า ทั น เพราะ ในพจนานุ ก รมภาษาอั ง กฤษทั้ ง ฉบั บ “Cambridge English Dictionary” หรือ “Oxford Dictionary” ไม่ได้มฉี บับไหนแปลว่าการรูเ้ ท่าทัน ซึง่ ทั้ง 2 ฉบับต่างก็ให้ความหมายไว้ตรงกันว่า หมายถึง ความสามารถในการอ่านและเขียน หรือความรูค้ วาม สามารถในเรื่องใดๆอย่างเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ดังนั้น

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

125


คำ�ว่า การรู้เท่าทัน จึงเป็นการแปลที่เกิดจากความ เข้าใจไปเองและเป็นความพยายามในการประดิษฐ์ค�ำ ให้ฟงั ดูสละสลวยของนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ใน ประเทศไทย ในบทความนี้ผู้เขียนจะใช้คำ�ว่า “การรู้ เกี่ยวกับสื่อแทน” ส่วนในทางสารสนเทศศาสตร์นั้น ให้ความหมายไว้ค่อนข้างตรงและชัดเจนอยู่แล้วว่า หมายถึง “การรู้” เช่น “Information Literacy หมายถึง การรู้สารสนเทศ” ซึ่งทั้ง Media Literacy และ Information Literacy มีผใู้ ห้ความหมายไว้ โดย ในปี ค.ศ. 1992 องค์การ Aspen Media Literacy Leadership Institute ได้ให้คำ�จำ�กัดความคำ�ว่า “Media Literacy” หรือ การรู้เกี่ยวกับสื่อ ไว้ว่า หมายถึง “ความสามารถในการเข้าถึงเนื้อหาที่สื่อนำ� เข้าใจบทบาทหน้าที่ ของสื่อที่มีต่อสังคม

เข้าใจในการทำ�หน้าที่ ของสื่อ ในแต่ละสถานการณ์

เสนอ รวมถึงวิเคราะห์ประเมินเนื้อหาเหล่านั้นและ สามารถสร้างสรรค์สื่อในหลายๆ รูปแบบ” (อุษา บิ๊ กกิ้นส์, 2554 อ้างถึงใน สรียา ทับทัน, 2557: น.4) ส่วน “Information Literacy” หรือ การรูส้ ารสนเทศ นัน้ จะหมายถึง “ความสามารถของบุคคลในการระบุ ความต้องการสารสนเทศของตนเอง รูจ้ กั ใช้เครือ่ งมือ และกระบวนการค้นหาเพื่อระบุแหล่งสารสนเทศ สามารถประเมิ น วิ เ คราะห์ สั ง เคราะห์ แ ละใช้ สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” (พอล ซูรค์ าวสกี,้ 1974 อ้างถึงใน นฤมล รักษาสุข, 2555) ซึ่งสามารถ แสดงเป็นภาพคู่ขนานกันเพื่อเปรียบเทียบได้ ดังนี้ ภาพที่ 1 การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) วิเคราะห์และประเมิน รู้และมีความสามารถใน เนื้อหาที่สื่อนำ�เสนอ การสร้างสรรค์สื่อในรูป โดยสามารถเข้าใจถึง แบบต่างๆเพื่อนำ�เสนอ วัตถุประสงค์ที่สื่อนำ�เสนอ

ภาพที่ 2 การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) รู้ถึงความสามารถด้าน รู้และเข้าใจถึงความ เทคโนโลยีสารสนเทศ รู้และมีความสามารถใน รู้ถึงผลกระทบที่เกิดจาก ต้องการในด้าน ของตนเองและรู้ว่าจะ การวิเคราะห์และประเมิน การใช้สารสนเทศหรือมี สารสนเทศของตนเองได้ คุณค่าสารสนเทศที่ตนเอง สามารถแสวงหา จริยธรรมในการใช้ อย่างชัดเจน สารสนเทศที่ตนเอง สืบค้นมา สารสนเทศ ต้องการได้อย่างไรผ่าน แหล่งสารสนเทศแบบใด

126 126

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


หากเราพิจารณาจากภาพประกอบคำ�ว่า “สื่อ” ใน บริ บ ทของการรู้ เ กี่ ย วกั บ สื่ อ คื อ “สื่ อ ที่ ใช้ ” และ “สื่อมวลชน” ดังนั้นในแนวคิดทางนิเทศศาสตร์ การ รูเ้ กีย่ วกับสือ่ จึงหมายถึงการมีความสามารถของผูร้ บั สารที่ ส ามารถรู้ แ ละเข้ า ใจต่ อ บทบาทหน้ า ที่ ข อง สือ่ มวลชนในแต่ละสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ สิ่งที่สื่อมวลชนนำ�เสนอมาได้ รวมถึงผู้รับสารมีความ รูค้ วามสามารถในการสร้างสรรค์สอื่ ด้วยเช่นกัน ดังนัน้ การรู้เกี่ยวกับสื่อของบุคคลในฐานะผู้รับสารและผู้ สร้างสาร และเราอาจจะตีความได้ว่า “การรู้” ใน แนวคิดนี้ หมายถึง การรู้ของบุคคลอย่างลึกซึ้งรอบ ด้ า นและเข้ า ใจอย่ า งลึ ก ซึ้ ง ในทุ ก ๆด้ า นที่ เ กี่ ย วกั บ สือ่ มวลชน เพือ่ ให้การรับข้อมูลข่าวสารจากสือ่ มวลชน เป็นไปอย่างชาญฉลาดและไม่สง่ ผลกระทบเชิงลบต่อ ผู้รับสาร และสามารถที่จะสร้างสรรค์สื่อได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นัน่ เอง ส่วนคำ�ว่า “สารสนเทศ” นัน้ ใน บริบทของการรู้สารสนเทศจะพบว่ามีความหมายที่ ตรงและชัดเจน ซึ่งหมายถึงข้อมูลข่าวสารและหาก เทียบเคียงในองค์ประกอบของกระบวนการสื่อสาร SMCR ก็จะอยูใ่ นส่วนองค์ประกอบ M หรือ Message นั่นเอง แต่สิ่งที่น่าสังเกต คือ การรู้ในศาสตร์ของ สารสนเทศ จะมุง่ เน้นไปทีค่ วามรูค้ วามสามารถของผู้ ใช้สารสนเทศ ซึ่งได้แก่ การที่ผู้ใช้สารสนเทศรู้และ เข้าใจว่าตนเองว่าต้องการสารสนเทศแบบใด และมี ความสามารถทีจ่ ะสืบค้นโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่ า งไรจากแหล่ ง ใด รวมทั้ ง สามารถที่ จ ะนำ � สารสนเทศนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูป ธรรม ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายความได้ว่า “การรู้” ใน บริบทของการรู้สารสนเทศนั้น หมายถึง การที่ผู้ใช้มี ความรู้ ค วามเข้ า ใจที่ ลึ ก ซึ้ ง และรอบด้ า นเกี่ ย วกั บ สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศนั่นเอง สิง่ ทีม่ คี วามคล้ายกันอีกประการ ในประเด็น การรู้เกี่ยวกับสื่อ และการรู้สารสนเทศ คือ เป็นการ ศึกษาที่ผู้รับสารเช่นกัน ทำ�ให้พบว่าไม่ว่าจะเป็นการ ที่ผู้รับสารเปิดรับสื่อมวลชนแล้วสามารถวิเคราะห์ หรื อ ประเมิ น คุ ณ ค่ า ได้ หรื อ การที่ ผู้ ใช้ ส ารสนเทศ สืบค้นสารสนเทศและนำ�ไปใช้ประโยชน์ได้นั้น ทั้ง 2 กิจกรรมล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการสื่อสารทั้งสิ้น

และเมือ่ มีทน่ี �ำ เอา 2 แนวคิดนีม้ ารวมกันจนกลายเป็น “Media and Information Literacy” และถูกให้ค�ำ จำ�กัดความว่า “การรู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ” เบื้องต้นอาจจะดูเหมือนว่าเป็นการวางระบบและ แนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับการสื่อสารที่ครบถ้วน และดูเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในแวดวงวิชาการด้านการ สื่อสาร ซึ่งผู้เขียนคิดว่า คำ�ว่า การรู้เกี่ยวกับสื่อและ สารสนเทศนั้น อาจจะยังไม่ครอบคลุมในบริบทของ การเรียนการสอนทางนิเทศศาสตร์สกั เท่าใด เนือ่ งจาก กระบวนการสือ่ สารนัน้ มีองค์ประกอบทีม่ ากกว่าสือ่ ที่ เป็นช่องทางทั่วไปหรือสื่อมวลชนรวมทั้งสารสนเทศ และในกระบวนการสื่อสารนั้นหากจะให้การสื่อสาร เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การรู้เกี่ยวกับสื่อ และการรู้สารสนเทศนั้นยังอาจจะไม่เพียงพอ เพราะ ผู้ ที่ ทำ � การสื่ อ สารนั้ น บางครั้ ง ก็ อ าจจะอยู่ ใ น สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป และการรู้เกี่ยวกับ สื่อในบริบทของผู้รับสารอาจแตกต่างจากการรู้เกี่ยว กั บ สื่ อ ในบริ บ ทของผู้ ส่ ง สาร หรื อ การสื บ ค้ น สารสนเทศของผูร้ บั สารกับการใช้สารสนเทศของผูส้ ง่ สารก็อาจจะแตกต่างกันได้เช่นกัน ดังนั้นผู้เขียนจึงมี ความคิดเห็นว่าหากจะให้การสือ่ สารเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งสาร ผู้รับสาร หรือ ผู้ใช้สารสนเทศ จำ�เป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ลึก ซึ้งในทุกมิติของกระบวนการสื่อสาร ซึ่งก็คือ “การรู้ ในการสื่อสาร” หรือ Communication Literacy นั่นเอง ซึ่งหลักสูตร Communication Literacy นั้น ถูกดำ�เนินการอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น Communication Literacy Course ของ The State University of New York และ Communication Literacy Curriculum ของ Texas Tech University เป็นต้น การรูใ้ นการสือ่ สาร (Communication Literacy) จากการทบทวนเอกสารผู้เขียนพบว่า คำ�ว่า “Literacy” ตามความหมายทีแ่ ท้จริงของพจนานุกรม ภาษาอังกฤษทัง้ ฉบับ Cambridge English Dictionary และ Oxford Dictionaries ต่างก็ให้ความหมาย ไว้ตรงกันว่าหมายถึง “Competence or knowl-

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

127


edge in a specified area” ซึ่งแปลได้ว่าเป็นความ สามารถหรือการที่มีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบ เฉพาะเจาะจง (ทีม่ า: https://en.oxforddictionaries.com/definition/literacy) (ทีม่ า:https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/literacy) ดังนั้น ตามความคิดเห็นของผู้เขียน การรู้ และเข้ า ใจอย่ า งลึ ก ซึ้ ง รอบด้ า นในทุ ก มิ ติ ข อง กระบวนการสื่อสารนั้น หรือการรู้ที่ครอบคลุมในทุก แง่มมุ ในทุกองค์ประกอบของกระบวนการสือ่ สาร เช่น นี้ จึงจะสามารถเรียกได้วา่ เป็น “การรูใ้ นการสือ่ สาร” หรือ Communication Literacy อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งสารรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ ผู้รับสารในทุกมิติทั้งในด้านทักษะด้านการสื่อสาร พฤติกรรมการใช้สื่อ เนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่ผู้รับสาร สนใจหรือต้องการ ก็จะทำ�ให้ผู้ส่งสารสามารถจัด เตรียมและนำ�เสนอสารได้อย่างตรงตามความต้องการ ของผูร้ บั สารได้ ซึง่ ก็จะทำ�ให้การสือ่ สารนัน้ บรรลุตาม วัตถุประสงค์ของทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารนั่นเอง ซึ่ง การที่จะสามารถรู้ในผู้รับสารในทุกมิตินั้นผู้ส่งสารก็ ต้องทำ�การวิเคราะห์ผู้รับสารนั่นเอง และผู้ส่งสารใน กรณีนี้ได้แก่ ผู้วางแผนงานด้านโฆษณาส่วนผู้รับสาร ก็คือผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นจะ เห็นได้ว่า “การรู้ในการสื่อสาร” เป็นปรากฏการณ์ที่ เกิดขึน้ อยูแ่ ล้วเป็นประจำ�ในกระบวนการสือ่ สาร และ เป็นสิ่งที่จำ�เป็น หากเพียงแต่ในการจัดการเรียนการ สอนด้านนิเทศศาสตร์ในปัจจุบันกลับตัดเอาเพียงแค่ มิติของสื่อมาใช้เพื่อจัดการเรียนการสอนเท่านั้น ถึง แม้ว่าในภายหลังมีผู้นำ�เสนอแนวคิดในการเชื่อมโยง สารสนเทศเข้ามาด้วยก็ตาม ซึ่งผู้เขียนมองว่ายังไม่ ครอบคลุมในทุกมิตขิ องกระบวนการสือ่ สารสักเท่าใด การจัดหลักสูตร หรือประเด็นในการสอนเพียงแค่ การ รู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ จึงยังไม่น่าจะเพียงพอ การจัดการเรียนการสอนของสาขานิเทศศาสตร์จึง ควรจะจัดการเรียนการสอนในประเด็น หรือหัวข้อ การรู้ในการสื่อสาร ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางและหัวข้อ ในการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมและชัดเจน มากที่สุด และการรู้ในการสื่อสารก็สามารถที่จะแยก 128 128

ออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การรู้ในการสื่อสารของผู้ส่ง สาร และการรู้ในการสื่อสารของผู้รับสาร เช่นนี้จึงจะ ครอบคลุมและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง การรู้ในการสื่อสารของผู้ส่งสาร (Communication Literacy of Sender) การรูใ้ นการสือ่ สารโดยเฉพาะในด้านผูส้ ง่ สาร นั้นเป็นสิ่งสำ�คัญ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการรู้และ เข้าใจอย่างลึกซึง้ รอบด้านในทุกมิตทิ เี่ กีย่ วข้องกับตัวผู้ ส่งสารเอง เช่น รู้ว่าตนเองอยู่ในบทบาทไหนมีหน้าที่ อะไร หรือรูว้ า่ เมือ่ สือ่ สารออกไปแล้วจะเกิดผลกระทบ อย่างไร ดังนั้นการรู้ในการสื่อสารในด้านผู้ส่งสารเรา อาจจะวิเคราะห์ได้ดังนี้ (1) การรูใ้ นบทบาทและหน้าที่ (Status and Function of Sender) หมายถึง การรูใ้ นบทบาทและ หน้าที่ของตนเองในฐานะผู้ส่งสารในกระบวนการสื่อ สารนั้นๆ เช่น ในฐานะ สื่อมวลชน ผู้ประกาศข่าว ผู้ ดำ�เนินรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นผู้ส่งสารที่ต้องรู้ในบทบาทหน้าที่ของตนเองว่า มีหน้าที่นำ�พาข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงไปสู่ ประชาชน คนเหล่ า นี้ ต้ อ งรู้ ว่ า ในบทบาทหน้ า ที่ นี้ เป็นการนำ�เสนอข้อเท็จจริงที่ไม่ควรมีความคิดเห็น ส่วนตัวแฝงเข้าไปด้วยอย่างนีเ้ ป็นต้น ส่วนกลุม่ ตัวแทน โฆษณาก็ควรต้องรูใ้ นบทบาทหน้าทีข่ องตนเองว่าควร สื่อสารอย่างไรที่ไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ต้องรู้ว่า ในบทบาทหน้าทีน่ หี้ ากทำ�การโฆษณาทีเ่ กินความจริง ย่อมสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมอย่างนีเ้ ป็นต้น การเป็นผู้ส่งสารนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสร้างผลกระทบ ต่อผูร้ บั สารได้เป็นอย่างสูง ดังนัน้ การรูใ้ นบทบาทและ หน้าที่ของตนเองจึงเป็นสิ่งสำ�คัญ (2) การรู้ในทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) หมายถึง การรู้ในศักยภาพและความ สามารถของตนเองในฐานะผู้ส่งสาร เช่น การที่จะ สือ่ สารเรือ่ งใดเรือ่ งหนึง่ นัน้ ผูส้ ง่ สารต้องประเมินได้วา่ ตนเองมีความเชี่ยวชาญหรือรู้อย่างลึกซึ้งในประเด็น เหล่านั้นหรือไม่ รู้อย่างลึกซึ้งในสารที่จะสื่อออกไป มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังหมายความรวมถึง ทักษะด้านการใช้ภาษาทัง้ วัจนภาษา และอวัจนภาษา ของผู้ส่งสารด้วยเช่นกัน

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(3) การรู้เกี่ยวกับสื่อ (Media Literacy) หมายถึง การรู้ถึงข้อดีและข้อจำ�กัดของสื่อแต่ละ ประเภท รูท้ จี่ ะเลือกใช้สอื่ แต่ละประเภทให้เหมาะสม กับบริบทที่ทำ�การสื่อสาร รวมทั้งรู้ว่าสื่ออะไรเหมาะ สมกับแต่ละกลุ่มของผู้รับสารเพื่อที่จะให้การสื่อสาร นั้นสัมฤทธิ์ผล รวมทั้งรู้และมีความสามารถในการ สร้างสรรค์สื่อได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในความหมายนี้ “สื่อ” จะหมายถึงช่องทางที่ผู้ส่ง สารใช้ ส่ ว นการรู้ เ กี่ ย วกั บ สื่ อ ในขณะที่ ห มายถึ ง สื่อมวลชน การรู้ในลักษณะนี้จะหมายถึง การรู้และ เข้าใจอย่างลึกซึ้งในบทบาท หน้าที่ของสื่อมวลชน วัตถุประสงค์ของสื่อมวลชน ความหมายในข่าวสารที่ สื่อมวลชนนำ�เสนอทั้งในความหมายตรงและความ หมายแฝง ดังนั้นการที่ผู้ส่งสารจะนำ�สิ่งที่สื่อมวลชน นำ�เสนอไปเผยแพร่ตอ่ จึงควรทีจ่ ะรูเ้ กีย่ วกับสือ่ มวลชน ดังที่ผู้เขียนกล่าวมานั่นเอง (4) การรู้ในผู้รับสาร (Receiver) หมายถึง การรู้และเข้าใจเกี่ยวกับผู้รับสารในทุกมิติทั้งในด้าน ทักษะทางการสือ่ สาร อุนสิ ยั บุคลิกลักษณะ พฤติกรรม การใช้สื่อ และทัศนคติ เป็นต้น และการที่จะสามารถ รูใ้ นผูร้ บั สารได้ระดับนีก้ ต็ อ้ งทำ�การศึกษาผูร้ บั สาร ซึง่ ในทางโฆษณาและทางการตลาดก็คือการวิเคราะห์ พฤติกรรมผู้บริโภคนั่นเอง (5) การรู้ในความรับผิดชอบในหน้าที่และรับ ผิดชอบในสิ่งที่ทำ�ตามหน้าที่ (Responsibility and Accountability) หมายถึง การรู้ที่จะรับผิดชอบต่อ หน้าที่ในการสื่อสารเช่น สื่อมวลชนมีหน้าที่อย่างไรก็ ควรจะทำ�ตามหน้าที่นั้น และรู้ที่จะรับผิดชอบในผลที่ เกิดจากการทำ�หน้าที่สื่อสารนั้นๆ เมื่อสื่อมวลชนหรือ ผู้ส่งสารได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปแล้ว แล้วเกิดผลก ระทบเชิงลบต่อบุคคลหรือต่อสังคม ก็ควรจะมีความรับ ผิดชอบ ซึง่ ความหมายของการรูใ้ นส่วนนีก้ จ็ ะเชือ่ มโยง กับการรู้ในจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารนั่นเอง การรู้ ใ นการสื่ อ สารของผู้ รั บ สารหรื อ ผู้ ใ ช้ ส าร (Communication Literacy of Receiver or User) การรูใ้ นการสือ่ สารของผูร้ บั สารนัน้ เป็นสิง่ ที่ จะทำ�ให้ผู้รับสารสามารถเปิดรับสื่อและเลือกเปิดรับ

เนื้อหาสาร หรือสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถใช้ประโยชน์จากสารสนเทศที่เปิดรับ ได้อย่างเป็นรูปธรรม การรูใ้ นการสือ่ สารของผูร้ บั สาร สามารถจำ�แนกได้ดังนี้ (1) การรู้ ใ นบทบาทหน้ า ที่ ข องผู้ รั บ สาร (Status and Function of Receiver) หมายถึง การ ที่ผู้รับสารรู้ในบทบาทและหน้าที่ของตนเองในฐานะ ผูร้ บั สาร รูว้ า่ ควรจะปฏิบตั อิ ย่างไร เช่น เมือ่ ตนเองอยู่ ในฐานะผูเ้ ข้าร่วมฟังการสัมมนา ก็ตอ้ งรูว้ า่ ต้องควบคุม กริยามารยาทตนเองในฐานะผู้ฟังให้เหมาะสม หรือ เมื่ออยู่ในวงสนทนาแล้วเกิดประเด็นที่อาจจะก่อให้ เกิดความขัดแย้ง ในฐานะผู้ร่วมสนทนาต้องรู้ว่าจะ ต้องปฏิบตั อิ ย่างไร ทีจ่ ะไม่ท�ำ ให้ประเด็นความขัดแย้ง เกิดลุกลามมากไปกว่าเดิม (2) การรูใ้ นทักษะด้านการสือ่ สารของตนเอง (Communication skill) การรู้ในส่วนนี้ หมายถึง ผู้รับสารต้องรู้ตนเองว่ามีทักษะและความสามารถ ด้านการสื่อสารอย่างไร รู้ว่าตนเองต้องการสารใด รู้ ว่าจะต้องสืบค้นจากแหล่งใด และรู้ว่าสิ่งที่เป็นข้อ จำ�กัดของตนเองในด้านทักษะการสือ่ สารคืออะไร เช่น ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ ทักษะด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้เพื่อที่จะได้สามารถพัฒนาตนเองได้ต่อไป (3) การรู้ในสื่อ (Media Literacy) การรู้ใน ส่วนนี้ของผู้รับสาร อาจหมายถึง การรู้ว่าจะเปิดรับ สือ่ อย่างไร จะเข้าถึงสือ่ นัน้ ๆได้อย่างไร ซึง่ สือ่ ในทีน่ จี้ ะ หมายถึง ช่องทางต่างๆที่ผู้รับสารเปิดรับ ส่วนการรู้ ในสื่อซึ่งหมายความถึงสื่อบุคคล เช่น สื่อมวลชนนั้น การรู้ในมุมนี้จะหมายถึง การที่ผู้รับสารสามารถคิด อย่างมีวิจารณญาณ รู้ได้ว่าสื่อมวลชนเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารมานัน้ เป็นจริงหรือเท็จอย่างไร มีวตั ถุประสงค์ ใดแอบแฝงมาด้วยหรือไม่ ซึ่งการรู้ในส่วนนี้อาจจะ สอดคล้องกับทีน่ กั วิชาการให้ความไว้วา่ หมายถึง การ รู้ เ ท่ า ทั น สื่ อ ซึ่ ง อย่ า งไรก็ ค งเป็ น เพี ย งส่ ว นย่ อ ยใน กระบวนการรูใ้ นการสือ่ สารอยูด่ นี นั่ เอง การทีผ่ รู้ บั สาร จะสามารถรู้ในสื่อในส่วนนี้ ผู้รับสารก็อาจจะต้องมี ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการกำ�หนดวาระข่าว หรือการ กำ�หนดประเด็นข่าว (Agenda Setting) ด้วยเช่นกัน

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

129


(4) การรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากการสื่อสาร (Benefits) กรณีนี้ผู้เขียนหมายถึง การที่ผู้รับสารจะ ใช้ประโยชน์ที่ได้จากการสื่อสารนั้น ต้องรู้ที่จะใช้ให้ เกิดประโยชน์ทงั้ ต่อตนเองและต่อผูอ้ นื่ หรือต่อสังคม ต้องรู้ที่จะใช้ประโยชน์โดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อ ตนเอง ต่อผูอ้ นื่ หรือต่อสังคม ตัวอย่างเช่นผูร้ บั สารเปิด รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ หรือข้อมูลใดๆก็ตาม โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะจริงหรือจะเท็จ แล้วนำ�ไปเผยแพร่ ต่อด้วยเกิดความเข้าใจไปเองว่าเป็นข้อมูลที่เป็นจริง ด้วยคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งหาก ไม่มีการทบทวนหรือสืบค้นให้ชัดเจน ข้อมูลข่าวสาร ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ตรง กันข้ามก็เป็นได้เช่นกัน การรู้เกี่ยวกับสื่อ การรู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ หรือ “การรู้ในการสื่อสาร” (Media Literacy Media and Information Literacy or Communication Literacy) จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้เขียนมีความคิดเห็น และข้อสงสัยว่า การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน

ในคณะหรือสาขาวิชานิเทศศาสตร์นนั้ จึงอาจจะยังไม่ ครอบคลุม เพราะมุ่งเน้นให้ความสำ�คัญไปที่บางองค์ ประกอบ เช่น การสอนในเรื่อง Media Literacy หรือ การรูเ้ กีย่ วกับสือ่ นัน้ เพียงพอแล้วหรือยัง และถึงแม้จะ มีการนำ�เอาแนวคิดของศาสตร์ด้านสารสนเทศเข้ามา ผนวกรวมจนกลายเป็น Media and Information Literacy หรือการรู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ ซึ่งใน ความคิดเห็นของผู้เขียนนั้นคิดว่ายังไม่ครอบคลุมสัก เท่ า ใด จึ ง เป็ น ที่ น่ า สนใจว่ า วงการวิ ช าการด้ า น นิเทศศาสตร์ในประเทศไทยควรจะทำ�การวิพากษ์ หลักสูตรกันอีกครัง้ หรือไม่ นักวิชาการ และคณาจารย์ ด้านนิเทศศาสตร์ในประเทศไทยควรทำ� “การจัดการ ความรู้ ” (Knowledge Management) ทาง นิเทศศาสตร์ทมี่ อี ยูม่ ากมายหรือไม่ เพือ่ ให้เกิดการเรียน การสอนในหลักสูตร Communication Literacy หรือ “การรู้ในการสื่อสาร” อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อให้การ เรี ย นการสอนด้ า นนิ เ ทศศาสตร์ ใ นประเทศไทย สามารถผลิตนักสื่อสารที่มีความสามารถในการรู้ใน การสื่อสารอย่างเชี่ยวชาญ และก้าวสู่ความเป็นสากล ในด้านการเรียนการสอนนิเทศศาสตร์อย่างแท้จริง

บรรณานุกรม ภาษาไทย กาญจนา แก้วเทพ. (2554). “ทฤษฎีการสื่อความหมาย ในเอกสารการสอนชุดวิชา การสร้างสารในงานนิเทศศาสตร์ หน่วยที่ 2”. นนทบุรี: สำ�นักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธธรมาธิราช. สรียา ทับทัน. (2557). การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ. บทความปริทัศน์. วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม ปีที่ 13 ฉบับ ที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2557 หน้าที่ 1 – 5 สุวิทย์ ไพทยวัฒน์. (2554). อารยธรรมตะวันตก ในเอกสารการสอนวิชา อารยธรรมมนุษย์ หน่วยที่ 3. สาขาวิชา ศิลปศาสตร์. สำ�นักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ระบบออนไลน์ จอห์นนพดล วศินสุนทร. (2557). มายาวิธี กับกลวิธีการเบี่ยงเบนความสนใจในการสื่อสาร. (ออนไลน์). เข้าถึงจาก http://johnnopadon.blogspot.com/2010/04/blog-post_14.html . สืบค้นเมื่อ 20/ 03/ 2561 นฤมล รักษาสุข. (2555). ประเด็นสำ�คัญเกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศ. (ออนไลน์). เข้าถึงจาก http://management. kpru.ac.th/docs/sam/. สืบค้นเมื่อ 20/ 03/ 2561

130 130

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


รูปแบบการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอน

Media Production on Mobile and Using Online Social Networks to Support Teaching Potential

ประกิจ อาษา* และสุธาวัลย์ ธรรมสังวาลย์* บทคัดย่อ การประเมินรูปแบบการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยงสำ�หรับโรงเรียนมัธยมศึกษา (ย่านฝั่ง ธนบุรี) รวม 10 โรงเรียนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินกระบวนการดำ�เนินโครงการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบน โทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนด้านกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเก็บ ข้อมูลกับผู้เข้าร่วมโครงการโดยใชแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการประเมินกระบวนการดำ�เนินโครงการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือ และการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพในการสอนในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก และ (2) ประเมิน ผลการดำ�เนินงานของโครงการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริม ศักยภาพในการสอนในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนอบรม คำ�สำ�คัญ : การพัฒนาครู / การผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือ / การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอน Abstract The purposes of an evaluation project for developing the teacher quality by using the process of Coaching & Mentoring System: The 10 secondary educational schools (Thonburi Area) were to evaluate the operating processes in raising teacher quality monitoring in “Media Production on Mobile and Using Online Social Networks to Support Teaching Potential Project” by using online questionnaire. The research results was as (1) The evaluation of Media Production on Mobile and Using Online Social Networks to Support Teaching Potential Project”in raising teacher quality were in high level. and (2) The evaluation of the overall “Media Production on Mobile and Using Online Social Networks to Support Teaching Potential Project” processes in raising teacher quality. The teacher’s posttest score higher than pretest score. Keyword : Developing the Teacher Quality / Media Production on Mobile / Using Online Social Networks to Support Teaching Potential

* อาจารย์ประจำ�คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

131


บทนำ� พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัตินิยามการศึกษาไว้ในมาตรา 4 ว่า “การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรูเ้ พือ่ ความเจริญงอกงาม ของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก อบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิด จากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัย เกื้ อ หนุ น ให้ บุ ค คลเรี ย นรู้ อ ย่ า งต่ อ เนื่ อ งตลอดชี วิ ต ” นอกจากนี้ยังได้กำ�หนดความมุ่งหมายของการจัดการ ศึกษาไว้ในมาตรา 6 ว่า “การจัดการศึกษาต้องเป็นไป เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และ คุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการดำ�รงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข” จากนิยามดังกล่าว จะเห็นได้อย่าง ชัดเจนว่าการศึกษาเป็นกลไกสำ�คัญในการพัฒนามนุษย์ ให้มีความสมบูรณ์ และการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นสามารถ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรพัฒนามนุษย์ให้เป็น บุคคลเกิดการเรียนรูต้ ลอดชีวติ เพือ่ ให้สอดคล้องกับนิยาม ของการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ การฝึกอบรมเป็นการให้การศึกษาตลอดชีวิต ประเภทหนึง่ สำ�หรับทุกคนโดยไม่จ�ำ กัดเพศ อายุ และวุฒิ การศึกษา เป็นการเพิ่มพูนปรับปรุงคุณภาพชีวิตและ ประสิทธิภาพการท างาน ซึ่งวิจิตร อาวะกุล (2540) ได้ กล่ า วว่ า การฝึ ก อบรมเป็ น กระบวนการเปลี่ ย นแปลง ปรับปรุง พัฒนา พฤติกรรมของบุคคลในองค์การโดยการ ให้ บุ ค คลเรี ย นรู้ เข้ า ใจ ให้ เ กิ ด ทั ก ษะ มี เ จตคติ ที่ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง หรือพึงปรารถนาของ องค์การ อย่างไรก็ตามการฝึกอบรมจะประสบผลสำ�เร็จ และบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้น จำ�เป็นต้องอาศัยความ พร้อมทัง้ ทางด้านหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และ การฝึกปฏิบตั ิ ทีต่ อ้ งมีความสัมพันธ์และต่อเนือ่ งกันอย่าง เป็นระบบ ปัจจุบนั การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพือ่ การ ศึกษาเป็นการนำ�เครื่องมือที่มีอยู่บนระบบอินเตอร์เน็ต มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และ เสริมสร้างทักษะที่จำ�เป็นสำ�หรับครูและนักเรียน ทั้งยัง เป็นการลดข้อจำ�กัดด้านเวลาและสถานที่ในการเรียนรู้ โดยเครื่องมือเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานของยุคเว็บ 4.0 ที่ นักเรียนและครูสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการเรียนรูร้ ว่ มกัน ทัง้ ยังเป็นการสร้างองค์ความ 132 132

รู้ใหม่ที่ได้จากประสบการณ์ตรงอีกด้วย ตัวอย่าง เครือ ข่ายสังคมออนไลน์ทใี่ ช้เป็นเครือ่ งมือในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ Google Classroom, Facebook, Line, Twitter, Web Blog, YouTube และ Google Apps เป็นต้น โดย ครูต้องเข้าใจคุณลักษณะของเครื่องมือแต่ละชนิด เพื่อ วางแผนและเลื อ กใช้ ไ ด้ ต รงกั บ ความต้ อ งการและ สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ การเรียนการสอนในยุคปัจจุบนั ปรับเปลีย่ นจาก ระบบการเรียนการสอนที่ครูเป็นผู้บรรยายแต่ผู้เดียว มา เป็นการใช้เทคโนโลยีควบคูไ่ ปกับการสอน และครูเปลีย่ น บทบาทจากผู้ให้ความรู้ เป็นผู้ชี้แนะ การเรียนการสอน แบบเดิมทีค่ รูเป็นศูนย์กลางไม่สามารถช่วยให้นกั เรียนเกิด ทักษะที่จำ�เป็นในศตวรรษที่ 21 ได้ดีพอ ดังนั้นครูจึงต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนและเข้าใจบทบาทของนักเรียน และครูที่ถูกต้อง เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะที่สำ�คัญ และจำ�เป็นอยู่เสมอ จะช่วยพัฒนาให้นักเรียนมีความ พร้อมในการใช้ชวี ติ อย่างมีความสุขในศตวรรษที่ 21 ทีส่ งิ่ แวดล้อมรอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การใช้ เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการเรียนการสอน เป็นเรื่อง สำ�คัญในปัจจุบัน ที่ครูผู้สอนสามารถนำ�มาประยุกต์ใช้ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและเป็นเทคนิคที่ จะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกทางหนึ่งด้วย กิจกรรมพัฒนาครูโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริม ศักยภาพในการสอนจึงมีความสนใจที่จะนำ�เสนอการ เรียนการสอน โดยใช้กระบวนการการจัดการเรียนการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Learning) ในการ ให้ผู้เรียนได้สืบเสาะหาความรู้ อภิปราย สรุปและสร้าง องค์ ค วามรู้ ใ หม่ โดยเชื่ อ มโยงสิ่ ง ที่ เ รี ย นรู้ เ ข้ า กั บ ประสบการณ์หรือความรู้เดิม จนเกิดเป็นความรู้ใหม่ เครื่ อ งมื อ ออนไลน์ ที่ มี อ ยู่ อ ย่ า งหลากหลายบน อินเทอร์เน็ตนั้น มีประสิทธิภาพสำ�หรับการใช้งานที่แตก ต่างกัน โดยนับวันจะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว คำ�ถามคือ เราจะนำ�เครื่องมือดังที่กล่าวข้างต้น มาสร้างให้เกิดแหล่งเรียนรู้เพื่อเป็นประโยชน์สำ�หรับ นักเรียนได้อย่างไร โดยที่ครูสามารถดึงเครื่องมือเหล่านี้ ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นรูป ธรรมและอย่างยั่งยืน การที่ครูมีความเข้าใจในเทคนิค/ แทคติค ของเครื่องมือ ผนวกกับ กลยุทธ์การสอน และ สร้างให้เกิดเป็นรูปแบบทีน่ า่ สนใจสำ�หรับนักเรียนนัน้ นับ เป็นสิ่งที่ท้าทายสำ�หรับครูเป็นอย่างยิ่ง

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


วัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาครูและส่งเสริมศักยภาพในการ สอนโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ และเพื่อศึกษารูป แบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ทเี่ ป็นประโยชน์ตอ่ การเรียน การสอนในระดับมัธยมศึกษา (2) เพื่อประเมินกระบวนการดำ�เนินโครงการ พัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้ เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพในการสอนด้าน กิจกรรมการเรียนการสอน (3) เพือ่ ประเมินผลการดำ�เนินงานของโครงการ พัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้ เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพในการสอนด้าน ความคิดเห็น ผลการดำ�เนินงานโครงการพัฒนาครู โดยการผลิตสือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริม ศักยภาพในการสอนด้านกิจกรรมการ เรียนการสอน กระบวนการดำ�เนินโครงการพัฒนาครู โดยการผลิตสือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริม ศักยภาพในการสอนด้านกิจกรรมการ เรียนการสอน

กิจกรรมการเรียนการสอนในด้านผลสัมฤทธิท์ งั้ ระบบเป็น รายบุคคล ขอบเขตของการประเมิน ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยในครั้งนี้คณะผู้วิจัยมุ่งศึกษาความคิด เห็นของผูท้ มี่ สี ว่ นเกีย่ วข้องกับโครงการพัฒนาครูโดยการ ผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนด้านกิจกรรมการ เรี ย นการสอนดั ว ยกระบวนการสร้ า งระบบพี่ เ ลี้ ย ง (Coaching & Mentoring) ในด้านต่าง ๆ ดังแสดง รายละเอียดในตารางที่ 1

รายละเอียด ตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรูข้ องผูเ้ ข้าร่วม ผลทดสอบก่อนอบรม (Pretest) โครงการ และ หลังอบรม (Posttest)

1. กิจกรรมการเรียนการสอน 2. วิทยากรและวิธีการนำ�เสนอ 3. วัสดุ อุปกรณ์ประกอบการเรียนการ สอน 4. การวัดและประเมินผล 5. การบริหารจัดการโครงการ ปัญหาและอุปสรรคและข้อเสนอแนะ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะใน ในการดำ�เนินงาน กระบวนการดำ�เนินโครงการ

1. ความเหมาะสมของหลักสูตร 2. ความเหมาะสมของวิทยากรและวิธี การนำ�เสนอ 3. ความเหมาะสมของการบริ ห าร จัดการหลักสูตร ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะใน กระบวนการดำ�เนินโครงการ

ตารางที่ 1 ขอบเขตด้านเนื้อหาการวิจัยรูปแบบการพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอน

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

133


ขอบเขตประชากรและผู้ให้ข้อมูลสำ�คัญ ผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาครูพัฒนาครูโดยการ ผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนด้วยกระบวนการ สร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) รวม 50 คน (โรงเรียนละ 5 คน) ดังนี้ • โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม • โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล • โรงเรียนมัธยมวัดดาวคะนอง • โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ • โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม • โรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนมหรรณพาราม • โรงเรียนวัดบวรมงคล • โรงเรียนวัดรางบัว • โรงเรียนวัดราชบพิธ ประโยชน์ที่ได้รับ (1) ทำ�ให้ครูผเู้ ข้าร่วมโครงการณ สามารถพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพในการสอนโดยใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ และเพื่อศึกษารูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่ การเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา (2) ทำ�ให้ทราบว่าโครงการพัฒนาครูโดยการ ผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนด้วยกระบวนการ สร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) บรรลุ วัตถุประสงค์ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เข้า ร่วมโครงการหรือไม่ มากน้อยเพียงใด เพือ่ ใช้เป็นกระบวน การในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการออกแบบ จัดทำ� และพัฒนาโครงการ รวมทั้งวิธีการพัฒนาครู (3) ทำ � ให้ ท ราบว่ า โครงการพั ฒ นาครู โ ดยใช้ กระบวนการสร้างระบบพีเ่ ลีย้ ง (Coaching & Mentoring) มีความเหมาะสมในด้านกระบวนการดำ�เนินโครงการหรือ ไม่ เพื่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการดำ�เนินงานต่อไป วิธีดำ�เนินการ การดำ�เนินโครงการพัฒนาครูโู ดยการผลิตสือ่ บน โทรศัพท์มอื ถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริม ศักยภาพในการสอนด้วยกระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) รายละเอียดการอบรมใน ตารางที่ 2 134 134

เวลา 09.00 น. 09.30 น. 10.00 น. 10.15 น. 11.15 น. 12.00 น. 13.00 น. 14.45 น. 15.00 น. 15.30 น.

กิจกรรม

ลงทะเบียน กิจกรรมละลายพฤติกรรม และการ ทดสอบก่อนอบรม รับประทานอาหารว่าง การบรรยาย “More than Mobile” กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์การสร้างห้อง เรียนออนไลน์ Google Classroom รับประทานอาหารกลางวัน กิจกรรมเข้าฐานการเรียนรู้ • Google Form • Adobe Spark • Issuu • QR Code • YouTube (Playlist) รับประทานอาหารว่าง กิจกรรมระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์ กิจกรรมการเรียนการสอนบนโทรศัพท์ มือถือ การนำ�เสนอแนวทางการผลิตสื่อบน โทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่าย สังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพในการ สอนของผู้อบรม 10 โรงเรียน

ตารางที่ 2 รายละเอียดการอบรมโครงการฯ (1) กิจกรรมละลายพฤติกรรม และทดสอบก่อน อบรมเป็นกิจกรรมแรก อออกแบบขึน้ มาเพือ่ ให้ผเู้ ข้าร่วม กิจกรรมได้มโี อกาสเปิดใจ ทำ�ลายกำ�แพงกัน้ ความสุขของ การอยูร่ ว่ มกัน แสดงความเป็นตัวเอง ทำ�ความรูจ้ กั กันมาก ขึน้ ถือเป็นกิจกรรมเริม่ ต้นทีต่ อ้ งทำ�ก่อนเริม่ กิจกรรมอืน่ ๆ แล้วจึงเริ่มการทดสอบก่อนอบรมทั้ง 50 คน เพื่อเก็บ รวบรวมข้อมูล นอกจากนี้คณะผู้ดำ�เนินโครงการทำ�การ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อระดม ความคิดเห็น (Brainstorming ) เป็นส่วนหนึ่งของการ ทดสอบก่อนอบรมเพือ่ ประเมินความรูค้ วามเข้าใจเกีย่ วกับ การผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือ และการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนดังภาพที่ 1

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ภาพที่ 1 กิจกรรมละลายพฤติกรรมและการทดสอบก่อนอบรม

(2) การบรรยาย “More than Mobile” และ กิจกรรมกลุม่ สัมพันธ์การสร้างห้องเรียนออนไลน์ Google Classroom อาจารย์ประกิจ อาษา บรรยายเพื่อเสริม ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ มือถือเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 โดย การประยุกต์ใช้โทรศัพท์เพือ่ การศึกษาในลักษณะของการ เรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นการเรียนที่ยืดหยุ่น ผู้เรียน สามารถเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลได้ตามต้องการ ในทุกที่ ทุก เวลาและเรียนได้ตามความต้องการของตนเอง เพราะ ศักยภาพของโทรศัพท์มือถือเปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ พกพาโดยที่ ส ามารถเชื่ อ มต่ อ ความสามารถหลั ก ของ โทรศัพท์มือถือเข้าร่วมกับแอปพลิเคชันของโทรศัพท์เอง โดยผู้สอนและผู้เรียนใช้งานร่วมกันติดตั้งโปรแกรมเสริม สำ�หรับเพิม่ ความสามารถของโทรศัพท์ โดยรูปแบบนัน้ ขึน้ อยูก่ บั แพลตฟอร์มของโทรศัพท์และระบบปฏิบตั กิ าร ตาม ที่กล่าวมาทำ�ให้ครูสามารถออกแบบห้องเรียนออนไลน์ เพื่อตอบสนองความต้องการเรียนของผู้เรียน ส่งเสริมการ ศึ ก ษาเป็ น แหล่ ง ข้ อ มู ล ข่ า วสารที่ ป ระโยชน์ ตลอดจน สร้างสรรค์กิจกรรมการเสริมทักษะ เป็นต้น

3.1 ฐานการเรียนรู้ Google Form เป็นส่วนหนึ่งในบริการของกลุ่ม Google Docs ที่ช่วยให้ เราสร้างแบบสอบถามออนไลน์ หรือใช้สำ�หรับรวบรวม ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ครูสามารถนำ�ไปปรับประยุกต์ใช้ งานได้หลายรูปแบบอาทิ เช่น การทำ�แบบฝึกหัด การสั่ง การบ้าน ตลอดจนแบบสำ�รวจความคิดเห็น เป็นต้น 3.2 ฐานการเรียนรู้ Adobe Spark เป็นบริการสร้างเนือ้ หาบนเครือข่ายสังคม์ออนไลน์ (Content Online) แบบครบวงจรเพียงหนึ่งเดียวสำ�หรับการ สร้างและแบ่งปันเรือ่ งราวความประทับใจ ในการนำ�เสนอ ครูสามารถเล่าเรือ่ งราวในรูปแบบทีส่ วยงามทีป่ ระกอบไป ด้วยรูปภาพ ข้อความ และวฺีดิีโอ 3.3 ฐานการเรียนรู้ Issuu เป็นเว็บไซต์ อัพโหลดเอกสารนามสกุล .Pdf และแปลงเป็นหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ในรูปแบบ Page Flip สามารถ สร้างจุดเชื่อมโยงเอกสาร (Hyperlink) ไปยังเว็บไซต์ที่ เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกได้ ทำ�ให้ครู สามารถออกแบบหนังหนังสือได้สมบูรณฺ์ขึ้น 3.4 ฐานการเรียนรู้ QR Code (Quick Response) เพือ่ ให้ครูสามารถนำ� QR Code มาประยุกต์ ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ และข้อมูลที่เป็นตัวอักษรได้อีก มากมาย นอกจากนี้ QR Code สามารถบันทึก URL ของ ข้อมูลส่วนต่างๆ ข้อมูลบน QR Code ทุก ๆ อย่างก็จะถูก จัดเก็บเข้ามือถือทันที 3.5 ฐานการเรียนรู้ YouTube เพื่อ รวบรวมเนื้อหาวืดิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาห้องเรียน ออนไลน์ไว้ในช่องทางเดียวกันเพือ่ อำ�นวยความสะดวกใน การเป็นเนื้อหาอ้างอิงในการเรียนการสอน โดยจัดทำ�ใน รูปแบบ Playlist เพื่ืิอให้ผู้เรียนสามารถศึกษาเรื่องราว ต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง (4) กิจกรรมการเรียนการสอนบนโทรศัพท์มอื ถือ เริ่มจากการให้แต่ละโรงเรียนสร้างห้องเรียนออนไลน์แต่ หัวข้อที่โรงเรียนสนใจ โดยกำ�หนดให้สร้างห้องเรียน ออนไลน์บนบริการ Google Classroom ซึ่งเป็นบริการ ที่ช่วยอำ�นวยความสะดวกด้านการศึกษา ถูกออกมาเพื่อ ให้ครูมีเวลาที่ติดต่อสื่อสารกับนักเรียนมากขึ้น

(3) กิจกรรมเข้าฐานการเรียนรู้ โดยฐานการเรียน รู้ที่สำ�คัญในการสร้างห้องเรียนออนไลน์ 5 ฐานดังนี้ รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

135


ภาพที่ 2 ฐานการเรียนรูห้ ้องเรียนออนไลน์

การประเมินโครงการ คณะผู้จัดทำ�โครงการรวบรวมข้อมูลจากการ ทดสอบก่อนอบรม (Pretest) และหลังอบรม (Posttest) เรื่ อ งวิ ธี ก ารพั ฒ นาครู พั ฒ นาครู โ ดยการผลิ ต สื่ อ บน โทรศัพท์มอื ถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริม ศักยภาพในการสอน (Media Production on Mobile and Using Online Social Networks to Support Teaching Potential) โดยผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เข้าร่วม โครงการพัฒนาครูโดยการผลิตสือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการ สอนด้วยกระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) จำ�นวน 50 คน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการ ประเมินประกอบด้วย (1) แบบทดสอบเรือ่ การผลิตสือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพใน การสอนเป็นแบบสอบความรูก้ อ่ นและหลังอบรม จำ�นวน 20 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยแบบหลายตัว เลือก (Multiple Choice) (2) แบบสอบถามเพื่อประเมินกระบวนการ ดำ�เนินโครงการและปัญหาอุปสรรคในการ ดำ�เนินงาน จำ�นวน 3 ตอนมีรายละเอียดดังนี้

136 136

ฉบั บ ที่ 1 แบบสอบถามสำ � หรั บ ผู้ เข้ า ร่ ว ม โครงการ เป็นข้อคำ�ถามเกีย่ วกับการประเมินกระบวนการ ดำ�เนินโครงการและปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ ดำ�เนินโครงการ ประกอบด้วยการประเมินใน 3 ด้านคือ 1) ความเหมาะสมของโครงการ 2) ความเหมาะสมของ วิทยากรและวิธีการนำ�าเสนอ และ 3) ความเหมาะสม ของการบริหารจัดการโครงการ ซึง่ เป็นแบบสอบถามแบบ มาตรประเมินค่า 5 ระดับ และข้อคำ�ถามปลายเปิด ฉบั บ ที่ 2 แบบการประเมิ น ผลการพั ฒ นา สมรรถนะศึกษานิเทศก์เป็นข้อคำ�ถามเกี่ยวกับแผนการ กลยุทธ์ แนวทาง วิธีการ รูปแบบ ระบบ เครื่องมือ และ รายงานผล Coaching and Mentoring ซึ่ ง เป็ น แบบสอบถามประเภทแบบมาตรประเมินค่า 5 ระดับ และข้อ คำ�ถามปลายเปิด ฉบับที่ 3 แบบการประเมินผลการพัฒนาครูตาม สมรรถนะ (สำ�หรับครู) เป็นข้อคำ�ถามเกี่ยวกับโครงการ กระบวนการอบรมและผลลัพธ์ที่เกิดจากการอบรม ซึ่ง เป็นแบบสอบถามประเภทแบบมาตรประเมินค่า 5 ระดับ และข้อคำ�ถามปลายเปิด นอกจากนีย้ งั มีแบบสัมภาษณ์เกีย่ วกับโครงการ พั ฒ นาครู สำ � หรั บ สั ม ภาษณ์ เ ป็ น ข้ อ คำ � ถามเกี่ ย วกั บ โครงการ กระบวนการอบรมและผลลัพธ์ที่เกิดจากการ อบรม โดยผู้ให้ข้อมูล คือ ครูผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาครู โดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่าย สั ง คมออนไลน์ ส่ ง เสริ ม ศั ก ยภาพในการสอนด้ ว ย กระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) ในช่วงแรกของการอบรม และทำ�การทดสอบช่วง หลังอบรมในการอบรม การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาความคิดเห็น ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับครูผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนาครู โดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่าย สั ง คมออนไลน์ ส่ ง เสริ ม ศั ก ยภาพในการสอนด้ ว ย กระบวนการสร้างระบบพีเ่ ลีย้ ง (Coaching & Mentoring) โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการและคณะผู้ดำ�เนินโครงการเป็น หน่วยในการวิเคราะห์ (Unit of Analysis) หลังจากได้รบั ข้อมูลจากการทดสอบ สอบถาม และสัมภาษณ์เรียบร้อย แล้ว คณะผู้จัดทำ�โครงการข้อมูลทั้งหมดมาจัดระเบียบ ข้อมูล และทำ�การวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


(1) การทดสอบความแตกต่างของคะแนนสอบ ก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการพัฒนาครูโดยการผลิต สือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ส่งเสริมศักยภาพในการสอนด้วยกระบวนการสร้างระบบ พี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) (2) การวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นต่อโครงการ พัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้ เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนด้วย กระบวนการสร้างระบบพีเ่ ลีย้ ง (Coaching & Mentoring) ซึ่งในการวิิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นมาตรประเมินค่า 5 ระดับ ผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์ตามแนวคิดของเบสท์ (Best, 1981) มา ใช้ในการแปลความหมายโดยใช้เกณฑตามตารางที่ 3 ค่าเฉลีย่ ระหว่าง • 4.50 - 5.00 • 3.50 - 4.49 • 2.50 - 3.49 • 1.50 - 2.49 • 1.00 - 1.49

หมายความว่า มีความเหมาะสมมากทีส่ ดุ มีความเหมาะสมมาก มีความเหมาะสมปานกลาง มีความเหมาะสมน้อย มีความเหมาะสมน้อยทีส่ ดุ

ตารางที่ 3 เกณฑ์ตามแนวคิดของเบสท์ (3) การวิเคราะห์ขอ้ มูลจากการสัมภาษณจากการ ศึกษานิเทศก์ และจากการจัดสนทนากลุม่ วิทยากรในการ อบรมและติดตาม Coaching & Mentoring โดยใช้การ วิเคราะห์เนือ้ หา (Content analysis) ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล ตอนที่ 1 ผลการประเมินกระบวนการดำ�เนิน โครงการพัฒนาครูโดยการผลิตสือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการ สอนด้วย กระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) 1.1 ผลการประเมินด้านความเหมาะ สมของโครงการพบว่าในภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก โดยมีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 3.76 เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อพบว่า “รูปแบบ กิจกรรมการอบรม” มีคา่ เฉลีย่ สูงทีส่ ดุ (4.37) รองลงมาคือ “ฐานการเรียนรูส้ ามารถสร้างความรูค้ วามเข้าใจทีถ่ กู ต้อง ต่อการปฏิบตั แิ ละการนำ�ไปประยุกต์ใช้” (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ

4.21) และ “เนื้อหาและการนำ�เสนอเนื้อหา” (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 4.10) ตามลำ�ดับ 1.2 ผลการประเมินด้านวิทยากรและ การบรรยายพบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่า เฉลีย่ เท่ากับ 4.21 เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อพบว่า “วิทยากร มีมมุ มองแนวคิดทีท่ นั สมัย สามารถนำ�ไปสูก่ ารปฏิบตั ”ิ มี ค่าเฉลีย่ สูงทีส่ ดุ (4.30) รองลงมาคือ “การเปิดโอกาสให้ซกั ถามและความชัดเจนในการตอบปัญหา” (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 4.19) และ “การนำ�เสนอเนื้อหาของวิทยากรมีความ ชัดเจน”(ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 4.13) ตามลำ�ดับ 1.3 ผลการประเมินด้านความพึงพอใจ ต่อการบริหารจัดการโครงการพบว่าในภาพรวมอยูใ่ นระดับ มากโดยมีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 3.88 เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อพบ ว่า “ความพึงพอใจในภาพรวมของโครงการฯ” มีคา่ เฉลีย่ สูงที่สุด (3.99) รองลงมาคือ “คุณภาพของสื่อ/โสต ทัศนูปกรณ์” (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 3.97) และ “การอำ�นวยความ สะดวกในการอบรม” (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 3.91) ตามลำ�ดับ 1.4 ผลการพัฒนาสมรรถนะศึกษา นิเทศก์ในภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 2.69 เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อพบว่า “กลยุทธ์ แนวทาง วิธกี าร รูปแบบ ระบบการ Coaching and Mentoring ทีส่ ามารถ พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ การวิจยั ในชัน้ เรียน มี ความเหมาะสม” และ “รายงานผลการ Coaching and Mentoring เพือ่ พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ ทีส่ ง่ เสริมคุณภาพผูเ้ รียน” มีคา่ เฉลีย่ สูงทีส่ ดุ (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 2.75) รองลงมาคือ “เครือ่ งมือประกอบการ Coaching and Mentoring มีความเหมาะสม” มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 2.67 ตามลำ�ดับ นอกจากนีย้ งั พบว่าครูผรู้ ว่ มโครงการฯ มีความคิด เห็นต่อผลการพัฒนาครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่า เฉลีย่ เท่ากับ 3.98 เมือ่ พิจารณาเป็นรายข้อพบว่า “หลักสูตร คูม่ อื สือ่ และเอกสาร ประกอบการฝึกอบรมมีความเหมาะ สม” มีคา่ เฉลีย่ สูงทีส่ ดุ (4.11) รองลงมาคือ “ความสามารถ บริหารจัดการโครงการเพือ่ ส่งเสริมตามความต้องการร่วม กันของโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะกิจกรรม ที่สามารถส่งผลให้โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้าน คุณภาพการศึกษาได้อย่างรวดเร็ว หรือเห็นผลอย่างเป็น รูปธรรม ค่าเฉลีย่ เท่ากับ 4.11 ตามลำ�ดับ

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

137


ตอนที่ 2 ผลการประเมินผลการดำ�เนินงานของ โครงการพัฒนาครูโดยการผลิตสือ่ บนโทรศัพท์มอื ถือและ การใช้ เ ครื อ ข่ า ยสั ง คมออนไลน์ ส่ ง เสริ ม ศั ก ยภาพใน การสอนด้วย กระบวนการสร้างระบบพีเ่ ลีย้ ง (Coaching & Mentoring) 2.1 ผลการทดสอบก่อนและหลังการ อบรมในการอบรมนัน้ ได้ด�ำ เนินการสอบวัดก่อนการอบรม และเมือ่ การอบรมสิน้ สุดได้มกี ารสอบวัดหลังการอบรม ได้ ผลดังตารางที่ 4 ระยะเวลา ก่อนอบรม หลังอบรม

ค่าเฉลี่ย 13.46 17.68

ตารางที่ 4 ผลการทดสอบก่อนและหลังการอบรม จากตารางที่ 4 พบว่า คะแนนเฉลีย่ หลังการอบรม มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 17.68 สูงกว่าคะแนนเฉลีย่ ก่อนอบรม ซึง่ มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 13.46 ความรูค้ วามเข้าใจและประโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากโครงการ ผูเ้ ข้ารับการอบรมส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า เป็น โครงการทีม่ ปี ระโยชน์ ได้รบั ความรูใ้ นเนือ้ หาทีว่ ทิ ยากร บรรยาย แต่เนือ่ งจากการประสานงานและระยะเวลาใน การอบรมค่อนข้างกระชั้นชิด อีกทั้งมีระยะเวลาในการ ปฏิบตั งิ าน รวมถึงระยะเวลาในการนิเทศก์ก�ำ กับติดตาม ที่ค่อนข้างน้อย ทำ�ให้ความรู้ท่ไี ด้รับอาจไม่เต็มที่ แต่ก็ สามารถนำ�ความรูท้ ไ่ี ด้จากการอบรมและจากการปฏิบตั ิ รวมถึ ง ข้ อ เสนอแนะในการนิ เ ทศก์ ข องคณะผู้จัด ทำ � โครงการไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบตั งิ านในชีวติ ประจำ�วัน ได้ ทัง้ นีส้ ว่ นใหญ่เห็นควรให้มกี ารจัดโครงการในลักษณะ เช่นนีอ้ กี แต่ควรขยายระยะเวลาในโครงการให้มากกว่านี้ ตอนที่ 3 การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการ ดำ�เนินโครงการพัฒนาครููโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือ ถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพใน การสอนด้วยกระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring) ในการดำ�เนินโครงการนั้น ได้มีการ สอบถามความคิดเห็นผูม้ สี ว่ นเกีย่ วข้องกับโครงการเกีย่ ว กับปัญหาและอุปสรรคในการดำ�เนินโครงการฯ ดังนี้ 138 138

3.1 ปัญหาและอุปสรรคในเรือ่ งวิทยากร และวิธีการนำ�เสนอเนื้อหาในการบรรยายควรเป็นเรื่อง เฉพาะเจาะจง ไม่มากจนเกินไป 3.2 ปัญหาและอุปสรรคในเรือ่ งการวัด และประเมินผลควรเพิม่ ความถีใ่ นการสังเกต ติดตามหรือ การนิเทศก์ให้มากกว่า 1 ครัง้ และในการนิเทศก๋นน้ั ควร เพิม่ การนิเทศก์โดยให้ขอ้ เสนอแนะด้วยวาจาเพิม่ เติมจาก เอกสาร เพือ่ ให้สามารถนำ�ไปใช้ได้จริง 3.3 ปัญหาและอุปสรรคในเรื่องการ บริหารจัดการหลักสูตร ระยะเวลาในการอบรมค่อนข้างสัน้ การสื่อสารระหว่างผู้ดำ�เนินการจัดโครงการและผู้เข้ารับ การอบรม อภิปรายผล (1) ผลการประเมินกระบวนการดำ�เนินโโครงการ พัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้ เครือข่ายสังคมออนไลน์สง่ เสริมศักยภาพในการสอนด้วย กระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยง (Coaching & Mentoring)มีความเหมาะสมในระดับมาก เนือ่ งจากกระบวนการ ดำ�เนินโครงการมีระบบ สอดคล้องกับความต้องการของเข้า รับการอบรมมีคมู่ อื สือ่ และเอกสารประกอบการฝึกอบรม ทำ�ให้เข้าใจง่ายมากยิง่ ขึน้ สอดคล้องกับเขมณัฏฐ์ มิง่ ศิริ ธรรมและศุภนิตา สุดสวาสดิ (์ 2555) ทีก่ ล่าวว่า คุณภาพ เนือ้ หาในการออกแบบจะต้องคำ�นึงถึงความต่อเนือ่ งของ เนือ้ หา ความยากง่ายของภาษาต้องให้เหมาะสมกับระดับ ของผูเ้ รียน นำ�เสนอข้อมูลครบถ้วน ตรงตามวัตถุประสงค์ นอกจากนีย้ งั สอดคล้องกับศันสนีย์ สังสรรค์อนันต์ (2555) ทีก่ ล่าวว่า เนือ้ หาในการฝึกอบรมทีม่ ลี �ำ ดับขัน้ ตอน ของการฝึกอบรมเหมาะสมและสะดวกมีการแก้ไขให้เหมาะ สมก่อนนำ�ไปใช้จริง ปริมาณของเนือ้ หาได้ปรับให้มคี วาม เหมาะสมกับเวลา ทำ�ให้สามารถเรียนโดยไม่ต้องรีบเร่ง ความยากง่ายของเนือ้ หามีความเหมาะสมช่วยให้เข้าใจง่าย ขึน้ และการเลือกวิทยากรทีม่ คี วามสามารถในการถ่ายทอด ท าให้ผเู้ ข้ารับการอบรมได้รบั ความรูอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ และยังสอดคล้องกับสายยนต์ จ้อยนุแสง (2552) ทีก่ ล่าว ว่า วิทยากรจัดกิจกรรมให้ผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมได้มสี ว่ นร่วม สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระหว่างผู้เข้าอบรมด้วยกันและกับวิทยากรอย่างเป็น กัลยาณมิตร และสอดคล้องกับความต้องการพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนของตนเอง ช่วยให้ผเู้ ข้ารับการ

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ได้รบั ความรูอ้ ย่างต่อเนือ่ ง และความพึงพอใจต่อการบริหาร จัดการโครงการ มีความเหมาะสมในระดับมาก ทัง้ นีอ้ าจ เป็นเพราะคณะผู้จัดทำ�โครงการได้พัฒนาให้ผ้อู บรมได้มี ส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มที่ สามารถศึกษาหาความรูไ้ ด้ ด้วยตนเอง ทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา รวมทั้งได้ฝึก ปฏิบตั กิ จิ กรรมจากสือ่ ได้หลากหลาย ท าให้ผอู้ บรมมีความ กระตือรือร้น เกิดความสนใจทีจ่ ะเรียนรูต้ อ่ การใช้เทคโนโลยี ซึง่ ครูผสู้ อนต้องพยายามปรับตัวเองให้ทนั กับยุคปัจจุบนั (2) ผลการพัฒนาสมรรถนะและศึกษานิเทศก์ มี คุณภาพในระดับมาก ทัง้ นีอ้ าจเป็นเพราะตลอดการดำ�เนิน โครงการ คณะผ้จู ดั ทำ�โครงการให้ผเู้ ข้ารับการอบรมมีสว่ น ร่วมในการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ตามความสามารถและความ สนใจของผูเ้ ข้ารับการอบรม ส่งผลให้การพัฒนาครูผสู้ อนมี คุณภาพมากขึน้ สอดคล้องกับบุษรา สังวาลย์เพ็ชร (2548) ที่กล่าวว่าการดำ�เนินโครงการจะต้องจัดให้ผู้เข้ารับการ อบรมได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ ให้มีความรู้และ ทักษะทีเ่ พียงพอ และแสวงหาความรูด้ ว้ ยตนเองอย่างต่อ เนื่องตลอดชีวิต ส่วนกิจกรรมที่ใช้ในชุดฝึกอบรม ควรมี กิจกรรมทีห่ ลากหลาย น่าสนใจ ซึง่ ทำ�ให้ผรู้ บั การฝึกอบรม ได้ใช้ปฏิบตั กิ จิ กรรมเพือ่ ให้เกิดการเรียนรูอ้ ย่างแท้จริง และ สอดคล้องกับงานวิจยั ของสายยนต์ จ้อยนุแสง (2552) ที่ กล่าวว่า การดำ�เนินโครงการอย่างเป็นขัน้ ตอน นำ�เสนอ อย่างเป็นระบบ มีการเรียงลำ�ดับเนือ้ หาจากง่ายไปหายาก มีข้ันตอนในการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เข้าอบรมเป็นสำ�คัญ ทำ�ให้ผ้เู ข้ารับการอบรมสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อ เนื่อง ผลการดำ�เนินการจัดกิจกรรม กำ�หนดกิจกรรมได้ อย่างชัดเจน และมีสว่ นร่วมในกิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้ครู ทุกคนใช้แผนการจัดการเรียนรู้เป็นแนวทางในการจัด กิจกรรมทุกครัง้ สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรูโ้ ดย ประยุกต์ทฤษฎีพหุปัญญาและกำ�หนดกิจกรรมได้อย่าง ชัดเจน และสอดคล้องกับพหุปญ ั ญาแต่ละด้านของผูเ้ รียน และสอดคล้องกับงานวิจยั ของ Sheldon (2013) ทีศ่ กึ ษา ผลการฝึกอบรมครูเพือ่ การเป็นครูมอื อาชีพ โดยใช้การมี ส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรมการใช้ คูม่ อื จากนัน้ ในแต่ละขัน้ ตอนมีการวิเคราะห์การทำ�งานและ ผลลัพธ์ทไ่ี ด้เป็นระยะๆ โดยมีกระบวนการเป็น ขัน้ ตอน ผล ทีไ่ ด้ท�ำ ให้สามารถทำ�งานได้อย่างเป็นระบบ สามารถแก้ไข ปัญหาพฤติกรรมของผูเ้ รียนและทำ�ให้ผสู้ อนมีความเป็นมือ อาชีพ สามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้

(3) คะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมสูงกว่าคะแนน เฉลี่ยก่อนอบรม น่าจะมีผลมาจากการจัดทำ�โครงการ เป็นการฝึกอบรมโดยความสมัครใจของผูเ้ รียนและตรงกับ ความต้องการของผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับศักรินทร์ ชน ประชา (2550) ทีก่ ล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นกระบวนการที่ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ตรงกับความต้องการ การติดตามผลเป็นขัน้ ตอนทีม่ คี วามสำ�คัญขัน้ ตอนหนึง่ ใน การฝึกอบรมจะต้องติดตามผลของการฝึกอบรมว่าประสบ ผลส าเร็จหรือไม่เพียงพอประการใด ผูเ้ ข้ารับการฝึกอบรม มีการเปลีย่ นแปลงหรือพัฒนาจากก่อนการฝึกอบรมอย่างไร บ้ า ง เพื่อ ที่จ ะได้ น าผลลั พ ธ์ ม าใช้ ป ระกอบการพั ฒ นา โครงการฝึกอบรมและผู้เข้ารับการฝึกอบรมต่อไป และ Roberts (2013) ที่กล่าวว่า การฝึกอบรมที่มีการจัดหา ข้อมูลและสารสนเทศให้กบั ผูเ้ ข้าอบรมทีง่ า่ ยต่อการใช้งาน สามารถนำ�กลับไป เรียนรูไ้ ด้ดว้ ยตนเอง ตอบสนองความ ต้องการของผูเ้ ข้ารับการอบรม ทำ�ให้เกิดบรรยากาศและสิง่ แวดล้อมของการเรียนรูท้ ด่ี สี �ำ หรับผูเ้ ข้ารับการฝึกอบรม ส่ง ผลทำ�ให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นและโครงการ ประสบผลสำ�เร็จไดั ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเพือ่ การนำ�โครงการไปใช้ (1) หลังการเข้าร่วมโครงการผูเ้ ข้าอบรมมีความรู้ เรือ่ งการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่าย สังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอน สูงกว่าก่อน การเข้าร่วมโครงการ รวมทัง้ มีขอ้ เสนอให้มกี ารจัดอบรมอีก ดังนั้นควรมีการขยายผลโครงการนี้กับครูกลุ่มสาระหลัก เหล่านี้ โดยขยายให้ครอบคลุมครูทย่ี งั ไม่เข้าร่วมโครงการ แต่ควรมีการจัดกลุ่มผู้เข้าอบรมตามระดับความสามารถ หรือตามสาระการเรียนรู้ (2) มหาวิทยาลัยสยามควรจัดโครงการนีอ้ กี และ ควรมีการ Coaching and Mentoring จากผู้นิเทศก์ ภายนอก หรือให้ครูผเู้ ข้าร่วมโครงการฯ สามารถเลือกผูน้ ิ เทศก์ได้ตามความต้องการ (3) ควรมีการเพิม่ ระยะเวลาในการเขียนแผนการ จัดการเรียนรูฯ้ สำ�หรับคุณครูและมีการขยายช่วงเวลาการ นิเทศก์ Coaching and Mentoring ให้มากขึน้ (4) ผูน้ เิ ทศก์ในระดับมหาวิทยาลัยควรมีแนวทาง การนิ เ ทศก์ ใ นลั ก ษณะเดี ย วกั น เพื่อ ส่ ง เสริ ม การสร้ า ง ห้องเรียนออนไลน์ทม่ี ปี ระสิทธิภาพมากขึน้

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

139


ภาพที่ 3 ภาพหมู่ผู้เข้าร่วมอบรม การพัฒนาครูโดยการผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอน

ข้อเสนอแนะเพือ่ การดำ�เนินงานครัง้ ต่อไป (1) ควรมีการวิจยั เพือ่ ประเมินโครงการโดยศึกษา ผลของโครงการโดยเฉพาะ ผลการจัดการเรียนรูท้ เ่ี น้นการ ผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนทีเ่ กิดขึน้ กับผูเ้ รียน (2) ควรมีการประเมินผลโครงการ Coaching and Mentoring เรือ่ ง ารผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการ สอน เกีย่ วกับผลกระทบ ประสิทธิผล ความยัง่ ยืน และการ ถ่ายทอด ขยายผล ของโครงการทีเ่ กิดขึน้ กับครู นักเรียน และผูท้ เ่ี กีย่ วข้องอืน่ ๆ

140 140

(3) ควรมี ก ารศึ ก ษาวิ จัย เพื่อ พั ฒ นารู ป แบบ โครงการ Coaching and Mentoring เพือ่ พัฒนาวิธกี าร รผลิตสื่อบนโทรศัพท์มือถือและการใช้เครือข่ายสังคม ออนไลน์ส่งเสริมศักยภาพในการสอนของครูท่สี ่งผลต่อ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน นำ�ไป ปฏิบตั แิ ละพัฒนาสูก่ ารทำ�ผลงานวิชาการ (4) ควรมีการนิเทศก์ ติดตาม โดยให้บุคคลใน สังกัด เช่น เครือข่ายภาคกลางตอนล่างร่วมกันนิเทศก์การ จัดการเรียนรูข้ องครู และมีการประชุมชีแ้ จง เพือ่ ให้วธิ กี าร ประเมินไปในทิศทางเดียวกัน และมีการร่วมกันสรุปเพือ่ ให้ ข้อมูลย้อนกลับสูส่ ถาบัน

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


บรรณานุกรม ภาษาไทย เขมณัฏฐ์ มิง่ ศิรธิ รรม และศุภนิตา สุดสวาสดิ.์ 2555. ความต้องการชุดฝึกอบรมออนไลน์เพือ่ การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สำ�หรับครู. วารสาร Veridian E-Journal มหาวิทยาลัยศิลปากร.ปีท่ี 5 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2555 บุษรา สังวาลย์เพ็ชร. 2548. การพัฒนาชุดฝึกอบรม เรือ่ งไอซีทเี พือ่ การเรียนการสอนสำ�หรับครูโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บ�ำ รุง จังหวัดกาญจนบุร.ี วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิจติ ร อาวะกุล. 2540. การฝึกอบรม. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศันสนีย์ สังสรรค์อนันต์. 2555. การพัฒนาชุดฝึกอบรมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรือ่ ง หลักการออกแบบบทเรียนออนไลน์ สำ�หรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษา แขนงวิชาเทคโนโลยีและสือ่ สารการศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช.วารสารพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยรังสิต ปีท่ี 6 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2555 สายยนต จ์ อ้ ยนุแสง. 2552. การพัฒนาชุดฝึกอบรมครูเพือ่ เสริมสร้างความสามารถด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดย ประยุกต์ ทฤษฎีพหุปญ ั ญา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาษาต่างประเทศ Anthony Adornnato. 2018. Mobile and Social Media Journalism. SAGE Publishing.

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

141


การเสริมสร้างกีฬาศิลปะบังคับม้า ประกอบดนตรีในประเทศไทย Enhancing Dressage in Thailand

อภิภู พรหมโยธี* และจุฑา มนัสไพบูลย์**

บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรีในประเทศไทยโดย เทียบเคียงกับต่างประเทศ และเพื่อศึกษาแนวทางที่จะทำ�ให้กีฬาประเภทนี้สามารถเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้รับชมมาก ขึ้น การศึกษานี้ได้การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฬาขี่ม้า ประเภทศิลปะการบังคับม้า และมีการเทียบเคียง (Benchmarking) กับประเทศที่กีฬาประเภทนี้ได้รับความนิยม และ ประสบความสำ�เร็จด้านการแข่งขัน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จำ�นวน 8 คน และใช้แบบสอบถามเพื่อ วิเคราะห์แนวทางการรับชมกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรีในประเทศไทย ในกลุ่มตัวอย่างจำ�นวน 200 คน ที่รับชมสื่อวีดิทัศน์กีฬาศิลปะบังคับม้าประกอบดนตรีในประเทศไทย ที่ผู้วิจัยจัดทำ�ขึ้น ผลการวิจยั พบว่า การเทียบเคียงกีฬาขีม่ า้ ประเภทศิลปะการบังคับม้าในประเทศไทยกับประเทศทีก่ ฬี าดังกล่าว มีความก้าวหน้า ซึ่งประเทศไทยจัดการแข่งขันเฉลี่ยต่อปี คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.35 ของการแข่งขันในประเทศที่มีการ พัฒนาของกีฬาอย่างประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าความสนใจต่อกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรี ในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมถือเป็นปัจจัยที่ต้องเสริมสร้างปัจจัยที่ 1 ทำ�ให้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ปัจจัยที่ 2 ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยที่ 3 องค์ความรู้และการฝึกสอน ปัจจัยที่ 4 การจัดการแข่งขัน และปัจจัยที่ 5 ทักษะของนักกีฬา ดังนั้นการเสริมสร้างกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า ซึ่งต้องทำ�ให้กีฬาได้รับความนิยมมากขึ้น จากผู้สนใจทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการรับชมของผู้สนใจทั่วไป จากแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์การรับชมกีฬาขี่ม้า ประเภทศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรีในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่รับชมสื่อ วีดิทัศน์มีพึงพอใจต่อสื่อวีดิทัศน์ ใน ระดับพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 68.5 และระดับพึงพอใจมากคิดเป็นร้อยละ 20 และมีความเข้าใจรูปแบบการ แข่งขันโดยเฉพาะกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรีที่ถูกต้องหลังชมสื่อวีดิทัศน์ คิดเป็นร้อยละ 91 ดัง นั้นการใช้สื่อวีดิทัศน์สามารถสร้างการรับรู้มากขึ้น Abstract The purposes of this research were to promote the sport of dressage in Thailand by benchmarking with other dressage-culture countries and to explore modes of dissemination of this type of equestrian sports in order to grow spectator and participant base in general public. Data collections were carried out through the review of literatures and interviews with the dressage sport experts. Then benchmarking was performed with those of the countries where dressage had been popular. England was used as a case study because of its successfulness in dressage riding competition. Indepth interviews were conducted with 8 equestrian sport experts. In addition, questionnaire was structured for use in the analysis of the dressage viewing modes in Thailand. Copies of questionnaire * นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการสื่อบันเทิง คณะศิลปกรรมการผลิตสื่อ สถาบันกันตนา ** รองศาสตราจารย์ ดร.สาขาวิชาการจัดการสื่อบันเทิง คณะศิลปกรรมการผลิตสื่อ สถาบันกันตนา 142 142

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


were handed out to 200 research participants who had been watching the researcher-made video, ‘The sport of dressage in Thailand’. Results indicated that benchmarking of dressage events with that of aforementioned country; Thailand average yearly dressage performances was only 1.35 percent of those in England where the sport has been very progressive. This means that the sport of dressage has not yet been popular in Thailand; this is Factor 1, the particular factor to be enhanced. Factor 1; consequently, makes the negative impact on the other factors such as Factor 2: related business sectors, Factor 3: knowledge base and training, Factor 4: competition processes, and Factor 5: the athlete aptitude. Therefore, it is imperative that the sport of dressage has to be enhanced in order to create more popularity among the general interested-in groups of people. These ideas are in consistent with the information received from the general audience. Analysis of data obtained from the completed questionnaire regarding the sport of dressage in Thailand revealed satisfaction among the research samples after watching the video mentioned above. The highest satisfaction score was 68.50 percent whereas the high satisfaction group scored 20 percent. Moreover, ninety-one percent (91%) of the audience understood the sport format especially of dressage riding after viewing the video. Therefore, the use of video playback can create greater cognitive processes through visual perception. บทนำ� ม้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความใกล้ชิดกับ มนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ มนุษย์นำ�ม้ามาเลี้ยงและใช้ งานกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินทางขนส่ง การทหาร และกีฬา มีการค้นพบภาพม้าบนศิลาจารึกและหินสลัก ต่าง ๆ เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช การขี่ม้าของหญิง

ชาวลิเบียในแคว้นเอเชียไมเนอร์เมื่อ 1,800 ปีก่อนคริสต์ ศักราช และอีก 300 ปีต่อมา ชาวพื้นเมืองใบตีเนียนจึง ได้เริ่มใช้ม้าเทียมรถขึ้น และพัฒนาไปสู่การแข่งรถเทียม ม้าคู่ (Chariots) ซึง่ กิจกรรมทีม่ นุษย์ใช้มา้ ย่อมต้องมีการ ควบคุมหรือบังคับม้าให้ได้ มนุษย์เริ่มฝึกฝนม้าในการ ทหารเมื่อประมาณ 430 ปีก่อนคริสต์ศักราช เพื่อให้ม้า สามารถเคลือ่ นไหวตามท่วงท่าจังหวะทีเ่ หมาะสมสำ�หรับ การสู้รบหรือโจมตีศัตรู และยุคต่อมาศิลปะการบังคับม้า ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนในปี ค.ศ.1572 มีการ ก่อตั้งโรงเรียนสอนขี่ม้า (Imperial Spanish Riding School of Vienna) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึง่ วิธกี ารฝึกศิลปะการบังคับม้ายังคงใช้แบบแผนพืน้ ฐาน มาถึงปัจจุบัน (โสภณ ชูช่วย, 2536, สารานุกรมไทย สำ�หรับเยาวชนโดย พระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 19, 2539 และ Xenophon Dakyns, 2008) ความผูกพันระหว่างม้ากับมนุษย์ที่เป็นเวลาช้า นาน ได้พฒ ั นาเป็นกิจกรรมกีฬาทีเ่ ป็นกีฬาเพียงชนิดเดียว ที่มนุษย์กับสัตว์อยู่ในทีมเดียวกัน หัวใจสำ�คัญของการได้ รับชัยชนะในกีฬาเกิดขึ้นจากสัมพันธภาพที่มาจากความ เชื่อใจและการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างคนกับม้า กีฬาขี่ม้าได้เริ่มแพร่หลายสากล ในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 ได้มีการก่อตั้งสมาคมขึ้นเรียกว่า สมาคมนัก ขี่ม้าสมัครเล่นแห่งประเทศไทย (Thailand Amature Equestrian Association) ซึง่ ต่อมาได้พฒ ั นาเป็นรูปแบบ ของการแข่ ง ขั น ภายใต้ ก ารควบคุ ม โดยสมาพั น ธ์ ขี่ ม้ า นานาชาติ (Federation Equestrian International) กีฬาขี่ม้าถูกแบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1) ศิลปะการ บังคับม้า (Dressage) 2) กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Show jumping) 3) อีเว้นติ้ง (Eventing) 4) รถม้า (Driving) 5) ยิมนาสติกบนหลังม้า (Vaulting) 6) การขี่ ม้ า วิ บ าก (Endurance) และ7) เรนนิ่ ง (Reining) (โกลัญญา ประชุมชัย,2557) กี ฬ า ขี่ ม้ า ป ร ะ เ ภ ท ศิ ล ป ะ ก า ร บั ง คั บ ม้ า (Dressage) เป็นการควบคุมม้าที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นพื้นฐานที่นักกีฬาขี่ม้าต้องมีทักษะพื้นฐานของกีฬาขี่ ม้าประเภทอื่น ๆ โดยนักกีฬาต้องมีทักษะการแข่งขันที่ ต้องให้มา้ แสดงการบังคับตามลักษณะการเคลือ่ นไหวตาม กติ ก า กรรมการจะใช้ ก ารตั ด สิ น จากความสวยงาม ความสง่า ตามเงื่อนไข เช่น หัวข้อการเปลี่ยนฝีเท้าม้า

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ทางนิเทศศาสตร์ ครั้งที่ 8 |

143


นักกีฬาต้องควบคุมให้มา้ เดิน ให้วงิ่ เหยาะ ต้องปฏิบตั ติ าม คำ�สั่ง แม้กระทั้งจังหวะการลงนํ้าหนักและทิศทางให้ถูก ต้องและสัมพันธ์กับดนตรีประกอบ นอกจากเป็นการใช้ ศิลปะการบังคับม้าแล้ว ยังต้องใช้สมั พันธภาพระหว่างคน กับม้าที่เป็นทักษะขั้นสูงของการแข่งขันกีฬาขี่ม้า อันเกิด จากการฝึกซ้อมมากกว่าการแข่งขันกีฬาขีม่ า้ ประเภทอืน่ ๆ และอาจกล่าวได้ว่าศิลปะการบังคับม้าเปรียบเสมือน การเล่นกีฬายิมนาสติก ทีต่ อ้ งควบคุมม้าเคลือ่ นไหวสรีระ พร้อมกับจังหวะดนตรีให้งดงาม กีฬาขีม่ า้ ประเภทศิลปะ การบังคับม้าได้เข้าบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ.1912 และเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในทวีปยุโรป (Yvonne Barteau,2016) ประเทศอังกฤษเป็นประเทศทีก่ ฬี าขีม่ า้ ประเภท ศิลปะการบังคับม้ามีความก้าวหน้า มีการจัดการแข่งขัน กีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า เฉลี่ยต่อปีจำ�นวน 1,913 รายการ (The British Horse Society; ข้อมูลถึง วันที่ 5 เมษายน 2561) ขณะทีป่ ระเทศไทยจัดการแข่งขัน เฉลี่ยต่อปีจำ�นวน 26 รายการ (สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่ง ประเทศไทย; ข้อมูลถึงวันที่ 5 เมษายน 2561) การจัดการ แข่งขันของไทยหากเปรียบเทียบกับอังกฤษ ไทยจัดการ แข่งขันฯ คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.35 ของอังกฤษ ในด้าน ความนิยมการเข้าชมการแข่งขันกีฬาขี่ม้า ผู้ชมโดยมาก จะรู้ จั กกี ฬ าขี่ ม้ า ประเภทกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Show jumping) เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากกติกามีความ เข้าใจง่ายและรูปแบบการแข่งขันมีความตืน่ เต้น ต่างจาก การชมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า ที่ต้องเข้าใจกติกาการแข่งขัน ทำ�ให้รูปแบบการเสริม สร้างกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า มีการพัฒนา ให้เป็นทีน่ ยิ มมากขึน้ จากวิธกี ารหนึง่ คือ การเพิม่ อรรถรส การรับชมโดยทำ�ให้กีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับ เป็นการแสดงประกอบดนตรี ทำ�ให้ทักษะและความ สามารถของนักกีฬาและม้า มีความน่าสนใจและเป็นที่ นิยมมากขึ้น (สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย, 2561 และโกลัญญา ประชุมชัย, 2557) ในต่ า งประเทศกี ฬ าขี่ ม้ า ประเภทศิ ล ปะการ บังคับม้า สามารถสร้างรายได้ และมีการสนับสนุนส่งเสริม นักกีฬาขี่ม้า ให้เป็นอาชีพซึ่งมีคุณค่าเทียบเท่ากับการ สำ � เร็ จ การศึ ก ษาระดั บ อุ ด มศึ ก ษา และการส่ ง เสริ ม อุตสาหกรรมการเลี้ยงม้าในประเทศเยอรมัน นอกจาก เพื่อการแข่งขันแล้ว ยังส่งออกคิดเป็นค่าผลิตภัณฑ์มวล 144 144

รวมของประเทศ (Gross Domestic Product; GDP) ซึง่ มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 5 (Yvonne Barteau,2016) สำ�หรับในประเทศไทยด้วยจำ�นวนนักกีฬามีสดั ส่วนทีน่ อ้ ย เมือ่ เทียบกับนักกีฬาในประเทศทีก่ ฬี าขีม่ า้ ประเภทศิลปะ การบังคับม้ามีความก้าวหน้าและพัฒนาแล้ว กลุ่ม นักกีฬาไทยค่อนข้างเป็นผูท้ มี่ ที นุ ทรัพย์เนือ่ งจากเป็นกีฬา ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นที่น่าเสียดายเมื่อนักกีฬาที่สนใจ เล่นจนเกิดทักษะในกีฬาแล้ว แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน จากภาครัฐ ดังเห็นได้จากจำ�นวนรายการทีจ่ ดั การแข่งขัน ที่ถือเป็นปัจจัยในการพัฒนากีฬาขี่ม้า ทำ�ให้นักกีฬาไม่ สามารถพัฒนาต่อยอดความสามารถได้เท่าที่ควร เพื่อ ผลักดันให้กฬี าขีม่ า้ ประเภทศิลปะการบังคับม้าประกอบ ดนตรีมแี นวทางปฏิบตั เิ พือ่ สูก่ ารพัฒนาในระดับสากล จึง ควรศึกษาโดยการเทียบเคียงตัวแบบของประเทศทีม่ กี าร พัฒนากีฬาศิลปะการบังคับม้า การเปรียบเทียบจากผู้ที่พัฒนามาแล้ว เพื่อ ศึกษาข้อจำ�กัด หรือหาความสามารถทีแ่ ตกต่าง ด้วยการ วิเคราะห์เทียบเคียงจากข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะเป็นตัว แบบที่ช่วยนำ�การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพ ด้วยการ เรียนรูว้ า่ คนทีป่ ระสบความสำ�เร็จมีวธิ กี ารอย่างไร และนำ� วิธกี ารนัน้ ปรับปรุงวิธดี �ำ เนินการของตนเอง (Striking for the best of the best) แนวทางการสร้างสรรค์พัฒนา เช่นนี้ เรียกว่า การเทียบเคียง (Benchmarking) (Daan Spijkers ,2017 และ Arnout Geeraert ,2015) ซึ่ง แนวคิดการเทียบเคียงมีความเป็นไปได้ที่จะนำ�มาใช้กับ การพัฒนากีฬาศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรี เพราะ ในต่างประเทศที่กีฬาศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรี ที่มีความก้าวหน้าก็ได้มีการนำ�รูปแบบวิธีการที่ผู้ฝึกสอน ของชาติคู่แข่งเปรียบเทียบแล้วนำ�มาใช้ โดยปรับบริบท ให้มีความเหมาะสมกับประเทศของตน (Rebecca M. Didier, 2013) นอกจากทักษะและความสามารถของนักกีฬาขี่ ม้าประเภทศิลปะบังคับม้าการเสริมสร้างกีฬาศิลปะบังคับ ม้าในประเทศไทย สิ่งสำ�คัญยิ่งของการพัฒนากีฬา คือ กำ�ลังใจ ความนิยมหรือความสนใจจากผู้ชม แต่ด้วย ข้อจัดเรื่องจำ�นวนรายการที่จัดการแข่งขัน และจำ�นวนผู้ ชม ของประเทศไทยที่มีจำ�นวนน้อยมาก การเสริม สร้างกีฬาศิลปะบังคับม้าให้เป็นที่นิยมแพร่หลายดังเช่น ประเทศที่กีฬาฯ มีความก้าวหน้า การศึกษาวิเคราะห์ ข้อมูลทำ�ให้ทราบว่า กติกาของกีฬาประเภทนี้ยากต่อ

| The Proceedings of the 8th Acadamic Conference on Communication Research and Creative Works


ความเข้าใจส่งผลต่อความนิยม และอาจทำ�ให้ผู้ชมไม่ได้ สมมติฐานงานวิจัย รับอรรถรสการรับชมเท่าทีค่ วร จึงมีการพัฒนาการจัดการ (1) ศิลปะการบังคับม้าประกอบดนตรีเป็นกีฬา แข่ ง ขั น ให้ มี ลั ก ษณะของการแสดงทั ก ษะและความ ที่ต้องใช้ทั้งทักษะความชำ�นาญ และความแม่นยำ�ของ สามารถของนักกีฬา ในการบังคับม้าประกอบตามจังหวะ นักกีฬาในการควบคุมม้าในรูปแบบต่าง ๆ สำ�หรับฝึกสอน ดนตรี ทั้งนี้การสร้างความเข้าใจเรื่องดังกล่าว ต้องอาศัย นักกีฬา ประกอบกับการจัดทำ�ดนตรีประกอบที่เหมาะ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อวีดิทัศน์ ที่เป็นสื่อที่สามารถ สม เพิ่มความน่าสนใจให้กีฬาศิลปะการบังคับม้าเป็น ลำ�ดับเรื่องราวประเด็นการถ่ายทอด และผลิตเป็นเรื่อง อรรถรสทางความบันเทิงเชิงศิลปะ เดียวให้บรรลุวตั ถุประสงค์ เกิดความเข้าใจต่อกลุม่ ผูส้ นใจ (2) การใช้สอื่ เพือ่ สร้างการรับรู้ เรือ่ ง กีฬาศิลปะ เดิ ม และสร้ า งความนิ ย มและความสนใจต่ อ กลุ่ ม ใหม่ บังคับม้าประกอบดนตรี ให้บุคคลทั่วไปสนใจมากขึ้น (Kelley H, 2016) ย่อมทำ�ให้เกิดการพัฒนากีฬาศิลปะการบังคับม้าต่อไป จากความสำ�คัญของการ เสริมสร้างกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะ กรอบแนวคิดการวิจัย การบังคับม้า เพื่อให้ศักยภาพของ นักกีฬาเป็นทีป่ รากฏในระดับสากล ปั จ จั ย ของการพั ฒ นากี ฬ าขี่ ม้ า เปรี ย บเที ย บโดยใช้ แ นวคิ ด การ ยิ่ ง ขึ้ น การนำ � การศึ ก ษาปั จ จั ย ที่ ประเภทศิลปะการบังคับม้า เทียบเคียง (Benchmarking) กับ พัฒนาการขี่ม้าประเภทศิลปะการ - นักกีฬา t ประเทศที่มีความก้าวหน้าในกีฬาขี่ บังคับม้าในประเทศไทยมาเทียบ - สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า เคียงกับระดับสากล จะทำ�ให้ทราบ - กรรมการ วิธกี ารปฏิบตั ิ และนำ�ข้อมูลจากการ - เจ้าของคอกม้า เทียบเคียงมาเรียนรู้สู่พัฒนาต่อไป - ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ โดยการศึ ก ษาครั้ ง นี้ ยั ง ใช้ ผ ลการ (ผู้ฝึกสอน,ผู้ชมที่เข้าใจกติกา) วิเคราะห์ขอ้ มูลทีเ่ กีย่ วข้องกับปัจจัย - บุคคลทั่วไป ในการรับรู้กีฬาศิลปะการบังคับม้า จากผู้ชม ในเรื่องความเข้าใจเพื่อ รูปแบบ การเพิ่มสมรรถนะที่แตกต่าง ขยายกลุม่ ผูช้ มให้เกิดความนิยมและความสนใจต่อกีฬาฯ - การฝึกซ้อม มากขึน้ ใช้การนำ�เสน