Page 1


SGL CARE Contact Center : 02-622-1700-3 SGL CARE Fax Ordering : 02-622-1704 SGL CARE Online : sales@sgl1.com

สั่งง่ายๆ สบายๆ ได้ของเร็วทันใจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SGL CARE Contact Center : 02-622-1700-3 Fax : 0-2622-1704 E-mail : sales@sgl1.com www.sgl1.com , www.siamgloballubricant.com , www.lube999.com


Food

grade Lubri- สาเหตุที่เราต้องใช้ฟู้ดเกรดนั้น มีเหตุผลสำ�คัญ cant คือ ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น คือ เพื่อความปลอดภัย ดังนี้

เกรดพิเศษ สำ�หรับการใช้งาน กั บ เครื่ อ งจั ก รในสายการผลิ ต อาหาร ซึ่ ง มี โ อกาสที่ จ ะปน เปื้อนไปในระหว่างกระบวนการ ผลิต สำ�หรับผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ทั่ ว ไปเมื่ อ มี ก ารใช้ ง านก็ จ ะเกิ ด การเปลี่ยนแปลงทางเคมี เกิด สารไดออกซิน (Dioxin) (รวม สารฟิ ว แรน ซึ่ ง เป็ น สารที่ มี ส่วนประกอบคล้ายคลึงกับสารไดออกซินทั้งคุณสมบัติ อันตราย และแหล่งกำ�เนิด) เป็นสารเคมีที่คงตัวได้ดี ในดิน ไม่ย่อยสลายเมื่อถูกความร้อน ไม่ละลายในนํ้า แต่ละลายได้ดีในไขมัน จึงสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของสิ่ง มีชีวิตได้ การได้รับสารไดออกซินจากการสูดดมหรือ รับประทานอาหารที่มีสารไดออกซินปน เปื้อนอยู่เป็น เวลานาน จนเกิดการสะสมในร่างกายมากเกินไปจะ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งในระบบทางเดินหายใจ ตับ ท่อนนํ้าดี รวมไปถึงความพิการของทารกและการ แท้งบุตรของหญิงมีครรภ์ได้

1. ปลอดภัยสำ�หรับผู้บริโภคจากประสบการณ์ ที่ผ่านมา แทบจะไม่มีใครรับประกันได้เลยว่าผลิตภัณฑ์ หล่ อ ลื่ นที่ ใ ช้ ใ นโรงงานผลิ ต อาหาร จะไม่ สั ม ผั ส กั บ ผลิตภัณฑ์อาหาร การเปลี่ยนไปใช้เชลล์ซึ่งเป็นนํ้ามัน ประเภท Food Grade ที่ไม่มีพิษจึงให้ความอุ่นใจกับผู้ ผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร 2. ปลอดภัยสำ�หรับผู้ผลิตด้านชื่อเสียง ในกรณี ที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น นี่คือการปกป้องชื่อเสียงที่ สั่งสมมาด้วยความยากเย็นของผู้ผลิต และเป็นการลด ค่าใช้จ่ายในด้านการประกันภัย


มาตรฐาน NSF HT-1( Heat Transfer fluids with Incidental Food Contact ) Stated limit : 10 ppm for HT-1 เอกสารการรับรองมาตรฐาน NSF H 1 ( Incidental Food Contact ) จะต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ นั้นๆ พร้ อ มระบุ C ode Product ซึ่ ง แม้ ว่ า จะอยู่ ในซี่ รี่ ส์ เดียวกัน บริษัทผู้ผลิตเดียวกัน ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์คนละ ตัวก็จะต้องมีคนละใบจะใช้ใบเดียวกันไม่ได้ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ห ล่ อ ลื่ น ที่ เ ป็ น ฟู้ ด เกรดต้ อ งผ่ า น มาตรฐาน NSF H 1 ( Incidental Food Contact ) ,NSF 3H, NSF HT-1 และ FDA Code 21 CFR 178.3570 เท่านั้น NSF H 2( No food contact possible) ไม่ ถือว่าเป็นฟู้ดเกรด และเอกสารเหล่านี้ ต้องออกโดยองค์ที่เป็นเจ้าของมาตรฐานเท่านั้น บริษัท ผู้ผลิตไม่สามารถออกเอกสารรับรองนี้เองได้

สำ � หรั บ National Sanitation Foundation (NSF) ได้ พั ฒ นาปรั บ ปรุ ง มาตฐาน NSF H 1 ( Incidental Food Contact )ตั้งแต่เมื่อกลางปี 2007 และได้ประกาศมาตรฐานตัวใหม่ ISO 21469 SIPCเมื่อกลางปี 2008 ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรฐานตัวนี้ ค่อนข้างที่จะเข้มงวดเพิ่มขึ้นจาก NSF H 1 อีกด้วย

สำ�หรับมาตรฐานฮาลาลและโคเชอร์จะมีการ มาตรฐาน NSF H 1 ( Incidental Food เปลี่ยนแปลงข้อมูลและแก้ไขรายการสินค้าทุกๆปี Contact ) Stated limit : 10 ppm for H1 and 1 ppm for Silicone มาตรฐาน NSF 3H (Direct Food Contact) และ FDA Code 21 CFR 178.878 Stated limit : 120 ppm for 3 H


เพื่ อ ความมั่ น ใจในความปลอดภั ย ของการ ผลิตอาหาร องค์กรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ต่างมีหน้าที่พิจารณารับรองนํ้ามันหล่อลื่นในหมวด อาหารที่ใช้ในโรงงานผลิตอาหาร การรับรองในระดับ โลกนั้นมีองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) และ NSF International เป็นผู้กำ�กับดูแล เป็นต้น 1. องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ( US FDA : United States Food and Drug Administration ) องค์ ก ารอาหารและยาของสหรั ฐ อเมริ ก ามี ห น้ า ที่ ตามกฎหมายในการกำ � กั บ การรั บ รองด้ า นอาหาร และยาที่จะวางจำ�หน่ายในตลาดของสหรัฐอเมริกา FDA มีคู่มือที่เรียกว่า ประมวลกฎหมายรัฐบาลกลาง มาตรา 21 หมวด 178.3570 ว่าด้วยนํ้ามันหล่อลื่น ที่อาจมีโอกาสสัมผัสกับอาหารและอาจถูกนำ�มาใช้ กับเครื่องจักรในการผลิต การบรรจุภัณฑ์ การเตรียม และการจัดส่ง หรือเก็บรักษาอย่างปลอดภัย นํ้ามัน หล่อลื่นที่มีส่วนผสมที่ผ่านการรับรองจาก FDA ถือ เป็นสารผสมอาหารชนิดไม่สัมผัสโดยตรง กล่าวอีก นัยหนึ่ง คือ สารที่อาจจะมีโอกาสสัมผัสกับอาหาร ตราบเท่าที่สารเหล่านั้นอยู่ในระดับที่ไม่เกินเกณฑ์ กำ�หนดของทางการ คือ 10 ส่วนใน ล้านส่วนสำ�หรับ นํ้ามันไฮโดรคาร์บอน 2. กระทรวงเกษตรของสหรั ฐ อเมริ ก า ( USDA: United States Department of Agriculture ) จนกระทั่งเดือนกันยายน 2541 หน่วยงาน ตรวจสอบและความปลอดภัยของอาหาร กระทรวง เกษตรของสหรัฐอเมริกา ได้จัดพิมพ์รายชื่อของสาร

ที่เหมาะสมและส่วนผสมอื่นๆ ที่มิใช่อาหาร แต่ถูกจัด ไว้ในหมวดสาร หล่อลื่นประเภท Food Grade หรือ มาตรฐาน USDA H1 (หรือ “สมุดปกขาว”) ออกเผย แพร่ กระทรวงเกษตรของสหรั ฐ อเมริ ก าได้ อ อก แถลงการณ์เกี่ยวกับนํ้ามันหล่อลื่นที่ได้รับการรับรอง ซึ่งหมายความว่าสารเคมีที่ใช้ในนํ้ามันหล่อลื่นต้องมี รายนามอยู่ในรายชื่อขององค์การอาหารและยาของ สหรัฐอเมริกาด้วย กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาให้คำ�จำ�กัด ความของนํ้ามันหล่อลื่นกลุ่ม H1 และ H2 ดังนี้ H1: นํ้ามันหล่อลื่น “ที่อาจจะมีโอกาสสัมผัสกับ อาหาร” ด้วยเงื่อนไขพิเศษในการรับรอง ตามรายการ ที่ 21 CFR. 178.3570 หรือ 178.3620 ขององค์การ อาหารและยา H2: นํ้ า มั น หล่ อ ลื่ น ประเภทอื่ น ที่ ห้ า มไม่ ใ ห้ สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ใช้บริโภค (กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ สัมผัสกับอาหารเลย) ในเดือนกันยายน 2541 กระทรวงเกษตรของ สหรั ฐ อเมริ ก าได้ ย กเลิ ก การทบทวนและการรั บ รอง นํ้ามันหล่อลื่นทั้งหมด ในเมื่อผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม H1 ทุก ประเภทของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาต้องได้ รับการรับรองทุกๆ สองปี การรับรองที่ผ่านมาจึงถือ เป็นโมฆะ ผู้รับจ้างจึงควรให้บุคคลที่สาม (เช่น NSF) จด ทะเบียนนํ้ามันหล่อลื่น และออกหนังสือรับรองให้กับ ลูกค้าซึ่งจำ�หน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหาร H1


3. NSF International - NSF เป็นบริการเกี่ยวกับการสาธารณสุข และความปลอดภัย แต่ไม่มีสัมพันธ์ใดๆ กับรัฐบาล - เพื่อสานต่อการจัดการของตนเอง NSF ได้ จำ�ลองขั้นตอนและระบบต่างๆ ตามรายชื่อของสารที่มี คุณสมบัติที่เหมาะสมและส่วนผสมอื่นๆ ที่มิใช่อาหาร (หรือ “สมุดปกขาว”) - ปัจจุบัน ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนของ NSF เป็ น แบบเดี ย วกั บ ระเบี ย บเดิ ม ของกระทรวงเกษตร ของสหรัฐอเมริกา รวมตลอดไปจนถึงการใช้สารตาม มาตรฐาน H1 และ H2 - การขึ้ น ทะเบี ย น NSF H1 (ตามด้ ว ย หมายเลขทะเบียน)บนบรรจุภัณฑ์ของนํ้ามันหล่อลื่น แสดงว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนกับ NSF ตามระเบี ย บว่ า ด้ ว ยโอกาสที่ อ าจจะสั ม ผั ส กั บ อาหารได้ - การขึ้นทะเบียนแบบปีต่อปีเป็นสิ่งที่จำ�เป็น เพื่ อ ให้ ผ ลิ ต ภั ณฑ์ นั้ น ยั ง อยู่ ในรายชื่ อ ของสารที่ ได้ รั บ อนุญาต - การขึ้นทะเบียนกับ NSF เป็นเรื่องของความ สมัครใจของผู้จัดส่งนํ้ามันหล่อลื่น 4. KOSHER มาตฐานอาหารของกลุ่ ม ผู้ นั บ ถื อ ศาสนา ยูดาย ซึ่งมีกฎบัญญัติหลายประการเกี่ยวกับการปฏิบัติ ตัว ในชีวิตประจำ�วัน ซึ่งรวมถึงการแต่งตัวและการ รับประทานอาหาร อันเป็นที่มาของมาตรฐานโคเชอร์ คำ�สอนในศาสนายูดายมีข้อกำ�หนด เกี่ยวกับอาหารไว้ เพื่อใช้พิจารณาว่าอาหารนั้นเป็นไปตามหลักศาสนา

และยอมรับได้หรือไม่ ที่เรียกว่า kashruth โดยอาหาร ที่เหมาะสม เป็นไปตามข้อกำ�หนด และได้รับอนุญาต ให้รับประทานได้เรียกว่า โคเชอร์ สิ่งที่เป็นเครื่องวัดว่า อาหารนั้น เป็นหรือไม่เป็นโคเชอร์ ได้แก่ แหล่งวัตถุดิบ ภาชนะ เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการ ผลิต อาหารหรือวัตถุดิบที่จะผ่านโคเชอร์ ต้องได้รับ การอนุญาตจากองค์กร แรมไบ ( Orthodox Rabbinic authority) 5. Halal มาตรฐานการผลิ ต อาหารของกลุ่ ม ผู้ นั บ ถื อ ศาสนาอิ ส ลาม ซึ่ ง มี ก ฏบั ญ ญั ติ เ กี่ ย วกั บ การวั ต ถุ ดิ บ ขั้ น ตอนการผลิ ต อั น เป็ น ที่ ม ามาตรฐานฮาลาล ซึ่ ง อาหารที่ผ่านมาตรฐานฮาลาลต้องได้รับการตรวจสอบ และอนุญาตจาก สมาพันธ์มุสลิม ( Islamic and/or Muslim Association) ซึ่งมีศูนย์แต่ละประเทศ


ปัจจุบัน ประชากรโลกมีจำ�นวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำ�ให้ เกิดภาวะอาหารขาดแคลน การเพิ่มกำ�ลังการผลิตสินค้าด้านอาหาร ของประเทศที่มีการผลิตภาคเกษตรกรรมเป็น หลักจึงมีความจำ�เป็น ทั้งนี้เพื่อการบริโภคทั้งภายในและการส่งออก อย่างไรก็ดีในด้านการ ส่งออกปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศมีการแข่งขันและกีด กันใน ประเทศคู่ค้าค่อนข้างสูงและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของลูกค้า แนวทางสำ�คัญในการผลักดันให้สินค้าด้านอาหารมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของลูกค้า และมีความปลอดภัยสามารถแข่งขัน กับประเทศคู่ค้าได้ โดยการนำ�ระบบคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปใน ระดับสากลมาใช้ในกระบวนการผลิต อาหารได้แก่ 1. หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice ; GMP) 2. ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ในการผลิตอาหาร (Hazard AnalysisCritical Control Points ; HACCP) 3. ระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ระบบการ จัดการความปลอดภัยของอาหารตามมาตรฐาน ISO 22000 : 2005 ซึ่งแต่ละระบบมีหลักการดังนี้ หลั ก เกณฑ์ แ ละวิ ธีก ารที่ ดี ใ นการผลิ ต (Good Manufacturing Practice ; GMP) ระบบ GMPเป็นการจัดการสภาวะ แวดล้อมของกระบวนการผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะ มุ่งเน้นการ จัดการความปลอดภัยของอาหารขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นเกณฑ์หรือข้อ กำ�หนดขั้นพื้นฐานที่จำ�เป็นในการผลิตอาหาร เพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และทำ�ให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบัน GMP ได้ ถูกกำ�หนดให้เป็นกฎหมาย โดยสำ�นักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้กำ�หนดไว้ในเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และ การเก็บรักษาอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 193 (พ.ศ.2543) และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 239 (พ.ศ.2544) ซึ่งประกอบด้วยข้อกำ�หนด 6 หัวข้อ ดังนี้ 1.สถานที่ตั้งและอาคารผลิต 2.เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต 3.การควบคุมกระบวนการผลิต 4.การสุขาภิบาล 5.การบำ�รุงรักษาและการทำ�ความสะอาด 6.บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน

ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมใน การผลิตอาหาร (Hazard AnalysisCritical Control Points ; HACCP) ระบบ HACCP คือ ระบบที่ใช้เพื่อป้องกันอันตรายในอาหาร ที่ เกิดจาก 3 สาเหตุ ได้แก่ - อันตราย ทางชีวภาพ หมายถึง อันตรายที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ส่วนมากเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ ปรสิต และไวรัส อันตรายทางสารเคมี หมายถึง อันตรายที่เกิดจากสารเคมี เช่น สารเร่งการเจริญเติบโต ยา กำ�จัดศัตรูพืช ปุ๋ย ยารักษาโรค รวมถึงสารพิษในธรรมชาติและสารพิษ จากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น อะฟลาท็อกซิน เห็ดที่เป็นพิษ เป็นต้น - อันตรายทางเคมี หมายถึง อันตรายที่เกิดจากสารเคมีที่ เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิต - อันตราย ทางกายภาพ หมายถึง อันตรายที่เกิดจากการมี วัตถุแปลกปลอมปนอยู่ในอาหาร เช่น เศษแก้ว เศษกระจก โลหะ ไม้ พลาสติก หิน กระดูก ก้างปลา เป็นต้น ระบบการจัดการคุณภาพระบบนี้เป็นเสมือนหนึ่งระบบการ จัดการด้านความปลอดภัยของ อาหารที่มุ่งเน้นในการป้องกันไม่ให้มี อันตรายที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อ ผู้บริโภคที่ปนเปื้อนมาในอาหาร ที่ทำ�การผลิต โดยการดำ�เนินการประเมินอันตรายและกำ�หนดระบบ การควบคุมในกระบวนการผลิต ซึ่งระบบ HACCP ประกอบด้วยหลักการ 7 ข้อ คือ 1.ดำ�เนินการวิเคราะห์อันตรายและระบุมาตรการป้องกัน 2.หาจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม 3.กำ�หนดค่าควบคุมวิกฤต 4.กำ�หนดระบบเพื่อตรวจเฝ้าระวังควบคุมจุดวิกฤตที่ต้อง ควบคุม 5.กำ�หนดวิธีการแก้ไข เมื่อตรวจพบว่าจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม เฉพาะจุดใดจุดหนึ่งไม่อยู่ ภายใต้การควบคุม 6.กำ�หนดวิธีการทวนสอบเพื่อยืนยันประสิทธิภาพการดำ�เนิน งานของระบบ 7.กำ�หนดวิธีการจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิบัติ และบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เหมาะสมตามหลักการและการประยุกต์ใช้


ระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

ประกั น คุ ณ ภาพอี ก ทั้ ง ช่ ว ยยกระดั บ ให้ ก ารผลิ ต อาหารมี คุ ณ ภาพ เป็นระบบที่สามารถนำ�ไปประยุกต์เข้ากันได้กับมาตรฐาน มาตรฐานและ มีความปลอดภัยอันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับ สากลอื่น สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งการนำ�ระบบดังกล่าวที่มี ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น หลักการจัดการและระบบเอกสารเข้ามาเสริมในการผลิต อาหาร จะ สามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอาหารที่ผลิต และสามารถมี เอกสารอ้างอิง 1.จันทร์นา สงวนรุ่งวงศ์, 2549. คู่มือการประยุกต์ใช้ GMP ระบบเอกสารที่สามารถทวนสอบปัญหาและการแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง และ 5ส ในอุตสาหกรรมอาหาร. กรุงเทพฯ :สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่ง ซึ่งจะช่วยให้อาหารที่ผลิตปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยโครงสร้างของมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 ประกอบ ชาติ. 2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) เรื่อง วิธีการ ด้วย ISO 9000 ISO 9001 และ ISO9004 โดย ISO 9000 ได้กล่าว ถึงหลักการของระบบการบริหารงานคุณภาพ แนวคิด และคำ�นิยาม ผลิต เครื่องมือ เครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร 3. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 239) เรื่อง แก้ไข ISO9001 เป็นข้อกำ�หนดของระบบการบริหารงานคุณภาพที่แสดงให้ เห็นถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการและความคาด เพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ. 2543 4. สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ, 2551. การตีความ หวังของลูกค้า โดยรวมเอา ISO 9001, ISO 9002 และ ISO 9003 เข้าด้วยกันเป็นฉบับเดียว และ ISO 9004 เป็นแนวทางเพื่อการ ข้อกำ�หนดตามมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (ISO 22000 : 2005) . กรุงเทพฯ : สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ. ปรับปรุงสมรรถนะขององค์กร 5. สุมณฑา วัฒนสินธุ์, 2543. ความปลอดภัยของอาหาร ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารตามมาตรฐาน (การใช้ ร ะบบ HACCP). กรุงเทพฯ : สำ�นักพิมพ์สมาคมส่งเสริม ISO 22000 : 2005 ข้อกำ�หนดของระบบการจัดการความปลอดภัย ของอาหารตามมาตรฐาน ISO 22000 : 2005 นี้ จัดทำ�ขึ้นเพื่อ เทคโนโลยี. 5. เอกพล ปานขำ�.2548, ISO 22000 กับแนวโน้มอุตสาห กรรรมอาหาร. วารสารฟอร์ ควอลิตี้.ปีที่ 11.ฉบับที่ 88 .หน้า 83-860. ประยุกต์ใช้สำ�หรับองค์กรต่าง ๆ ในห่วงโซ่อาหาร เริ่ม ตั้งแต่ฟาร์ม องค์กรผู้ผลิตวัตถุดิบเบื้องต้นหรือเกษตรกร องค์กรผู้ผลิตหรือแปรรูป องค์กรที่ทำ�หน้าที่กระจายสินค้า องค์กรส่ง ขายหรือขายปลีก หรือ ผู้ให้บริการทางอาหาร จนถึงผู้บริโภค เพื่อ สามารถควบคุมอันตรายที่เกิดขึ้น และเกิดมั่นใจว่าอาหารมีความ ปลอดภัยต่อการบริโภค โดยใช้หลักการของ ISO 9001: 2000 GMP และ HACCP ร่วมกัน เพื่อกำ�หนดเป็นระบบที่สามารถนำ�มาใช้จัดการ ในเรื่องความปลอดภัยของอาหารได้ ซึ่งข้อกำ�หนดทั้งหมดในระบบ ISO 22000 : 2005 ประกอบด้วย 4 หลักการ ที่สำ�คัญ คือ โปรแกรม ขั้นพื้นฐาน หลักการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิฤตที่ต้องควบคุม ระบบ การจัดการ และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการส่ง เสริมให้มีการนำ�ระบบนี้มาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ทางสำ�นักงาน มาตรฐานอุตสาหกรรมจึงได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับ ที่ 3441 (พ.ศ.2548) เรื่อง กำ�หนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร - ข้อกำ�หนดสำ�หรับองค์กร ในห่วงโซ่อาหารมาตรฐานเลขที่ มอก.22000 - 2548 จากหลักการ ของระบบคุณภาพทั้ง 4 ระบบที่กล่าวถึงข้างต้น หากผู้ผลิตอาหารได้ นำ�ระบบคุณภาพเหล่านี้ไปใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร จะเป็นการ


ความรู้เกี่ยวกับโคเชอร์

ศาสนา ยูดายมีข้อกำ�หนดเกี่ยวกับอาหารที่ถูกต้องสอดคล้อง กับหลักศาสนาเรียกว่า “คัชรูท” (Kashruth) อาหาร ที่เหมาะสม เป็น ไปตามข้อที่กำ�หนดและหลักเกณฑ์ที่ได้รับอนุญาตให้รับประทานได้ ข้อกำ�หนดนั้นเรียกว่า โคเชอร์ คำ�ว่าโคเชอร์เป็นภาษาฮีบรูว์ แปลว่า “สะอาด” หรือ “เหมาะสม” หรือ “เป็นที่ยอมรับ” อา หารโคเชอร์ ที่ผ่านพิธีกรรมสวดของนักการศาสนาหรือ แรบไบนั้น มิใช่เป็นอาหารโคเชอร์ เพราะชาวยะฮูดีทุกคนที่นับถือ ศาสนายูดายรวมถึงการศาสนาหรือแรบไบ ก็ต้องมีบทสวดก่อนรับ ประทานอาหาร เพื่ อ ระลึก ถึง พระคุณของแหล่ง อาหาร ดั งนั้ นบท สวดดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ว่าอาหารนั้นจะเป็นหรือไม่เป็น โคเชอร์

ให้บริโภคได้ แต่ได้ระบุห้ามไว้จำ�นวน 24 ประเภท ตามหลักใหญ่ของ ศาสนาที่เรียกว่า Shulchan Aruch ได้ อนุโลมในเรื่องนี้และให้ถือว่า สัตว์ปีกชนิดใดที่ได้รับประทานกันเป็นประเพณีมาช้านานแล้วเป็น โคเชอร์ ยิวในสหรัฐอเมริกาถือว่า ไก่ ไกงวง เป็ด และห่านเป็นโคเชอร์ • ปลา ที่อนุญาตให้บริโภคต้องเป็นปลาที่มีครีบและเกล็ด ส่วนสัตว์นํ้าที่มีเปลือกหรือกระดอง เช่น หอย ปู กุ้ง ไม่เป็นโคเชอร์คือ ไม่ได้รับอนุญาตให้บริโภค ยกเว้นอาหารทะเล เช่น กุ้ง กุ้งก้ามกราม เหล่านี้เป็นโคเชอร์ • องุ่น และผลิตภัณฑ์สินค้าที่ผลิตจากองุ่น และองุ่นที่เป็น ผลไม้ธรรมชาตินั้นเป็นโคเชอร์ แต่ผลิตภัณฑ์จากองุ่นจะต้องได้รับ การพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ไวน์จากองุ่นเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในพิธีการ ทางศาสนา จึงถือว่าเป็นโคเชอร์ไปโดยปริยาย แต่ผลิตภัณฑ์จากองุ่น อื่ น ๆ จะต้ อ งทำ � จากนํ้ า องุ่ นที่ ได้ รั บ การตรวจตราโดยตลอดตั้งแต่ กระบวนการผลิตแรกจน ถึงกระบวนผลิตสุดท้ายถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ ที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาให้ เป็นโคเชอร์ • เนยแข็ง (Cheese) เช่น Cheddar, Muenster, Swiss อาหาร ประเภทนี้จะได้รับการรับรองได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การตรวจ สอบของ นักการศาสนาหรือบวชในศาสนาอย่างสมํ่าเสมอ โรงงาน เนยแข็งโดยทั่วไปมักใช้เยื่อในจากกระเพาะวัวไม่ได้เป็นโคเชอร์ เนย แข็งที่เป็นโคเชอร์จะต้องได้จากการตกตะกอนด้วยเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น • ผักและผลไม้ โดยทั่วไปเป็นโคเชอร์ แต่ต้องปราศจากหนอน และแมลง

ลักษณะอาหารโคเชอร์ ปัจจัยที่จะเป็นเครื่องวัดว่าอาหารนั้นเป็นโคเชอร์ได้แก่ • แหล่งวัตถุดิบ • และเครื่องครับ (ประเภทภาชนะ เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตอาหารด้วย กระบวน การรับรองโคเชอร์ต้องอาศัยปัจจัยสองสิ่งดังกล่าว ข้างต้นนี้เป็นหลักในการ พิจารณาให้เครื่องหมายโคเชอร์ และใน อดีตการตัดสินพิจารณาให้เครื่องหมายโคเชอร์เป็นหน้าที่ของนักการ ศาสนา (Rabbi) แต่ ปัจจุบันมีบริษัทตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งโดย นักการศาสนาเข้ามาทำ� หน้าที่เป็นผู้ให้คำ�แนะนำ� ตรวจสอบและออก 2. เครื่อง ครัว คำ�ว่า “เครื่องครัว” หมายถึงภาชนะ เครื่อง หนังสือรับรองโคเชอร์ คือ เป็น Kosher auditor ซึ่งคล้ายกับบริษัทที่ ให้บริการ ISO Auditor บริษัทพวกนี้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากแรบไบอีก มือและเครื่องใช้ในการประกอบอาหาร ตลอดจนเครื่องจักรที่ใช้ใน การผลิตอาหร เครื่องครัวที่เคยใช้ทำ�อาหารที่ได้รับการรับรองแล้วว่า ที (Orthodox Rabbinic authority) เป็นโคเชอร์หากนำ�มา ใช้ทำ�อาหารที่มีส่วนประกอบที่ไม่เป็นโคเชอร์ เครื่องมือนั้นก็หมดสภาพโคเชอร์ไป หากนำ�กลับมาใช้ทำ�อาหารที่เป็น คัมภีร์เตารอฮกับโคเชอร์ 1. แหล่ง วัตถุดิบ การตรวจสอบพิจารณา “แหล่งวัตถุดิบ โคเชอร์อีก อาหารที่ได้ก็จะไม่ใช่โคเชอร์อีกต่อไป แม้ว่าส่วนประกอบ อาหาร” ว่าเหมาะสมที่จะเป็นโคเชอร์หรือไม่นั้นคัมภีร์เตารอฮ ซึ่งพวก ที่นำ�มาทำ�อาหารทั้งหมดจะเป็นโคเชอร์ก็ตาม ดังนั้น เครื่องครัวที่ นักการศาสนาหรือนักบวชในศาสนายูดายรุ่นหลังได้ตีความและขยาย ประกอบอาหารโคเชอร์และอาหารที่ไม่เป็นโคเชอร์จึงต้องแยกออก ควาในราย ละเอียดจัดหมวดหมู่ และอธิบายกฎเกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบัน จากกัน 2.1 วิ ธีคื น สภาพโคเชอร์ เครื่ อ ง ครั ว ที่ เคยปรุ ง อาหารที่ ขึ้น ซึ่งอาหารหมวดสำ�คัญ ๆ นั้น ได้แก่ ไม่ เ คยเป็ น โคเชอร์สามารถทำ�ให้กลับมามีสภาพโคเชอร์ได้ อีก โดย • เนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เป็นสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง กระบวนการคืนสภาพโคเชอร์ที่เรียกว่า “Kosherization” ซึ่ง มีวิธี หรือมีกีบเท้า ยกเว้นสุกร • สัตว์ ปีก ในคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้ว่าสัตว์ปีกประเภทใดอนุญาต การที่ต่างกันไปตามประเภทเครื่องครัวและลักษณะของอาหาร ถ้า อาหารที่ ไม่ ใ ช่ โ คเชอร์ ที่ เป็ นของเหลว เช่ น ซุ ป วิ ธ ี ก ารคื น สภาพ


โคเชอร์ Kosherization คือ ลวกเครื่องครัวที่ใส่อาหารจำ�นวนนั้นด้วย นํ้าเดือด ถ้าเป็นอาหารที่ใช้เตาอบ การคืนสภาพโคเชอร์ (Kosherization) สามารถทำ�ได้โดยนำ�ภาชนะที่ใส่อาหารที่ไม่เป็นโคเชอร์นั้นมาอบ ด้วยความร้อนสูง เป็นต้น เนื้อสัตว์จะเป็นโคเชอร์ได้หรือไม่นั้นต้องมีการตรวจสอบขั้น ต่าง ๆ ตั้งแต่โรงเชือดสัตว์ไปจนถึงร้านขาย พนักงานที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการผลิตตั้งแต่โรงฆ่าสัตว์ไปจนถึงคนขายเนื้อ ก็ต้องได้รับการ ฝึกอบรมในกระบวนการรับรองโคเชอร์ด้วย

ออโทด็อกซ์ (Orthodox Union) และ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อ กำ�หนดต่าง ๆ ในสัญญาเพื่อการขอรับรองแล้วสัญญาฉบับนั้นจะถูกส่ง ไปยังสำ�นักงานใหญ่เพื่อ ออกใบรับรองโคเชอร์ต่อไป • ขั้นตอนสุดท้าย - ส่งตัวอย่างสินค้าที่ติดแลากแสดงเครื่องหมายโคเชอร์เพื่อ พิจารณาอนุมัติครั้งสุดท้าย

ระยะเวลาการขอรับรอง โดย ปกติ ระยะเวลาในการขอรับรองโคเชอร์ประมาณ 3 เดือน ขั้นตอนระเบียบปฏิบัติการขอรับรองโคเชอร์ และบางทีก็ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกระบวนการผลิตและลักษณะ • ขั้นเตรียมการและยื่นคำ�ร้องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ โรงงานว่าถูก สุขลักษณะตามมาตรฐานโคเชอร์หรือไม่ บริษัท โรงงาน และรายละเอียดของสินค้าที่ขอรับรองไปที่สำ�นักงาน Orthodox Union (ou) โดยทาง : ค่าธรรมเนียมการรับรอง - ออนไลน์ (WWW.OUKOSHER.ORG) ค่า ธรรมเนียมในการรับรองขึ้นอยู่กับสัดส่วนและตัวแปร - โทรสาร ในการดำ�เนินการในแต่ละ บริษัท / สถานประกอบการ เช่น ระยะ - ไปรษณีย์ ทางในการเดินทางเพื่อดำ�เนินการตรวจสอบ ความถี่ในการการตรวจ • ขั้ นจั ด หาเจ้ า หน้ า ที่ ป ระสานงานจากผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ด้ า น สอบ ความซับซ้อนในกระบวนการผลิต และจำ�นวนสินค้าที่ขอรับรอง ศาสนายูดายเพื่อชี้แจง รายละเอียดเกี่ยวกับ :โคเชอร์ ความรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายโคเชอร์ - การจัดการด้านเอกสาร - เพื่อชี้แจงข้อสงสัยและความต้องการของผู้ยื่นคำ�ร้องขอ รับรอง กลุ่มเครื่องหมาย Kosher จำ�แนกออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน คือ - ให้คำ�ปรึกษาแนะนำ�อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ รับรอง • ระดับ Kosher หรือ Glatt Kosher • ขั้ นตรวจโรงงาน/สถานประกอบการโดยตั ว แทนผู้ ท รง • ระดับ Kosher - Pareve คุณวุฒิด้านศาสนายูดาย เพื่อดำ�เนินการดังนี้ • ระดับ Kosher - Dairy - เพื่อดูแลกำ�กับกระบวนการผลิตเพื่อการขอรับรองสินค้าที่ • ระดับ Kosher - Dairy Equipment ถูกต้องและรวดเร็ว • ระดับ Kosher - Dairy Equipment - ทำ�รายงานสรุปผลเพื่อยื่นไปยังสำ�นักงานใหญ่ (OU) หมายเหตุ : รายจ่ายในหมวดนี้ผู้ยื่นคำ�ร้องขอรับรองเป็นผู้รับผิดชอบ • ขั้นตอนพิจารณาผลการตรวจสอบ - เจ้าหน้าที่ประสานงานจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนายูดาย ที่จัดหาไว้ให้ตรวจสอบ เอกสารสรุปผลการตรวจที่ส่งมาที่สำ�นักงานใหญ่ - ดำ�เนินการแนะนำ�แก้ไขข้อบกพร่องเพื่ออกใบรับรองต่อไป • ขั้นตอนการทำ�พันธะสัญญาซึ่งรวมถึง - ระเบี ย บปฏิ บั ติ แ ละข้ อ กำ � หนดต่ า ง ๆ ขององค์ ก าร


GMP คืออะไร Good Manufacturing Practice (GMP) หมาย ถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารเป็นเกณฑ์หรือ ข้อกำ�หนดขั้นพื้นฐานที่จำ� เป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อ ให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามและทำ�ให้สามารถผลิตอาหาร ได้อย่าง ปลอดภัย โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่อาจจะ ทำ�ให้อาหารเป็นพิษเป็นอันตราย หรือเกิดความไม่ปลอดภัย แก่ผู้บริโภค GMP มี 2 ประเภทดังนี้ - GMP สุขลักษณะทั่วไป หรือ General GMP เป็น หลักเกณฑ์ที่นำ�ไปใช้ปฏิบัติสำ�หรับอาหารทุกประเภท - GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ หรือ Specific GMP เป็น ข้อกำ�หนดที่เพิ่มเติมจาก GMP ทั่วไปเพื่อมุ่งเน้นในเรื่องความ เสี่ยง และความปลอดภัยของแต่ละผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะ มากยิ่งขึ้น หลักการของระบบ GMP หลักการของ GMP จะ ครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ตั้ง ของสถานประกอบการ โครงสร้างอาคารระบบการผลิตที่ดี มีความปลอดภัย และมีคุณภาพได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นับ ตั้ ง แต่ เริ่ ม ต้ น วางแผนการผลิ ต ระบบควบคุ ม ตั้ ง แต่ วั ต ถุ ดิ บ ระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สำ�เร็จรูปการจัดเก็บการควบคุม คุณภาพและการขนส่งจนถึงผู้บริโภค มีระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์รวมถึงระบบการ จัดการที่ดีในเรื่อง สุขอนามัย (Sanitation และHygiene) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายมีคุณภาพและความปลอดภัยเป็น ที่มั่นใจเมื่อถึงมือผู้บริโภค ทั้งนี้ GMP ยังเป็นระบบประกัน คุณภาพขั้นพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ระบบประกันคุณภา พอื่นๆต่อไปเช่นระบบ HACCP (Hazards Analysis and Critical Control Points) และ ISO 9000 อีกด้วย GMP ในประเทศไทย สำ�หรับประเทศไทย สำ�นักงานคณะกรรมการอาหาร

และยา (อย.) นับเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจรับรอง ระบบ GMP อาหารในประเทศไทย รวมทั้งมีหน้าที่ในการ ตรวจติดตามการปฏิบัติของผู้ประกอบการอาหารและนํ้าดื่ม ไทย ให้มีการปฏิบัติให้สอดคล้องกับ GMP ที่บังคับใช้ตาม กฎหมาย ระบบ GMP อาหารเข้ามาในประเทศ และเป็นที่รู้จัก ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 และตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ ผ่านมาสำ�นักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำ�เนินการ เกี่ยวกับระบบ GMP ดังนี้ เริ่มจากการอบรมทั้งกับผู้ประกอบ การและเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เข้าใจหลักการ ของระบบ จัด ทำ�โครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารประเภทต่างๆ สำ�นักงานคณะกรรมการอาหาร และยาได้นำ� ระบบ GMP มาใช้ พั ฒ นาสถานที่ ผ ลิ ต อาหาร ของ ประเทศเป็นครั้งแรกในลักษณะส่งเสริมและยกระดับ มาตรฐานการผลิตในอุตสาหกรรม อาหารแก่ผู้ประกอบการ แบบสมั ค รใจภายใต้ แ ผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉบับที่ 6 และตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมา สำ�นักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ดำ�เนินการในเรื่อง นี้เป็นขั้นตอน ตามลำ�ดับกล่าวคือ เริ่มจากจัดทำ�โครงการฯ เสนอเพื่อให้สภาวิจัยฯให้ความเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ GMP ของ ประเทศต่างๆโดยจัดลำ�ดับความสำ�คัญของผลิตภัณฑ์ที่ มีต่อการบริโภคและต่อ เศรษฐกิจของประเทศเช่นนํ้าบริโภค เครื่องดื่มนมพร้อมดื่มและอาหารกระป๋องเป็น ต้น จัดการ ฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เข้าใจ ในหลักการของระบบ นอกจากนั้นมีการตรวจสอบก่อนและ หลังการอบรมให้ความรู้พร้อมทั้งมีการประเมิน ผลและออก ใบเกียรติบัตรให้เพื่อเป็นแรงจูงใจซึ่งการดำ�เนินการครั้งนั้นทั้ง หมดเพื่อประเมินและกระตุ้นผู้ประกอบการให้มีความสนใจที่ จะพัฒนาสถานที่ผลิต เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง


หลังจากนั้นในปี 2535 เป็นต้นมาสำ�นักงานคณะกรรมการ อาหารและยา โดยกองควบคุมอาหารได้มีมาตรการให้การ รับรองระบบ GMP (Certificate GMP) แก่ผู้ประกอบการใน ลักษณะสมัครใจ การบังคับใช้ GMP ตามกฎหมาย GMP ที่นำ�มาเป็นมาตรการบังคับใช้เป็นกฎหมาย นั้นได้นำ�แนวทางข้อกำ�หนดของ Codex มาประยุกต์ใช้ ซึ่ง เป็ นที่ ย อมรั บ ของสากล แต่ มี ก ารปรั บ ในรายละเอี ย ดบาง ประเด็นหรือปรับให้ง่ายขึ้น (Simplify) เพื่อให้เหมาะสมกับ ศักยภาพของผู้ผลิตอาหารภายในประเทศให้สามารถปฏิบัติได้ จริง แต่ยังมีข้อกำ�หนดที่เป็นหลักการที่สำ�คัญเหมือนกับของ Codex แต่สามารถนำ�ไปใช้ได้กับสถานประกอบการทุกขนาด ทุกประเภททุกผลิตภัณฑ์ตามสภาพการณ์ ของประเทศไทย นอกจากนี้ ยั ง เป็ นการพั ฒ นามาตรฐานสู ง ขึ้ น มาจากหลั ก เกณฑ์ขั้นพื้นฐาน (Minimum Requirement) ที่ สำ�นักงาน คณะกรรมการอาหารและยาใช้ในการพิจารณาอนุญาตผลิต จึงเป็นเกณฑ์ซึ่ง ทั้งผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รู้จักคุ้นเคย กันดีและปฏิบัติกันอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการปฏิบัติในราย ละเอียดบางประเด็นที่เคร่งครัดและจริงจังมาก ขึ้น ซึ่งอาจ กล่าวได้ว่า GMP สุขลักษณะทั่วไปนี้ ผู้ประกอบการสามารถ นำ�ไปปฏิบัติตามได้จริงในทางปฏิบัติ ในขณะที่กฎระเบียบข้อ บังคับหลักการสำ�คัญยังมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

ประกอบการรายย่อยมีการผลิตโดยไม่คำ�นึงถึงความปลอดภัย ของผู้ บริโภคทำ�ให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนเชื่อจุลินทรีย์ใน ผลิตภัณฑ์ ทำ�ให้ผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สำ�นักงาน คณะกรรมการอาหารและยาจึงเห็นว่า จำ�เป็นที่จะต้องมีมาตรการและหาวิธีการแก้ไข และป้องกัน ในเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งนี้จะเน้นการควบคุมสถาน ที่ แ ละกระบวนการผลิ ต โดยใช้ ห ลั ก การ GMP เฉพาะ ผลิตภัณฑ์เข้ามาเป็นหลักเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย เพื่อให้ ผู้ ผ ลิ ต นํ้ า บริ โภคมี ค วามตระหนั ก มี ก ารควบคุ มตรวจสอบ และเห็ นความสำ � คั ญ ในเรื่ อ งคุ ณ ภาพมาตรฐานและความ ปลอดภัยของ ผลิตภัณฑ์ หลักการของ GMP นํ้าบริโภคที่ไทย บังคับใช้เป็นกฎหมายนั้นจะใช้แนวทางของกฎหมายอเมริกา ที่กำ�หนดอยู่ใน Code of Federal Regulation title ที่ 21 Part 129 Processing and botting of bottled drinking waterและมาตรฐานสากล Codex (Code of Hyfiene for Bottled/Packaged Drinking Waters) ซึ่งสอดคล้อง กับ GMP สุขลักษณะ ทั่วไปโดยมีการขยายเนื้อหาในหมวดที่ เกี่ยวกับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ ถูกต้องของ ผลิตภัณฑ์นํ้าบริโภคเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมได้ครบถ้วน ทุกจุด ของการผลิตมากยิ่งขึ้น GMP ที่เป็นกฎหมายบังคับใช้ของประเทศไทยมีด้วย กัน 2 ฉบับคือ

สำ�หรับ GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ (Specific GMP) นั้ น สำ � นั ก งานคณะกรรมการอาหารและยาได้ กำ � หนดให้ นํ้ า บริ โภคเป็ น ผลิ ต ภั ณฑ์ ช นิ ด แรกที่ ผู้ ป ระกอบการจะต้ อ ง ปฏิบัติตาม GMP เฉพาะ เนื่องจากการผลิตมีกระบวนการ ที่ไม่ซับซ้อนและลงทุนไม่สูง รวมทั้งผู้ประกอบการนํ้าดื่มใน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นจำ�นวนมาก จากการตรวจสอบจำ�นวน ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากสำ�นักงานคณะกรรมการ อาหาร และยาและสำ�นักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ในปี 2546 มีประมาณ 4,000 ราย ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้

1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่193) พ.ศ. 2543 และ(ฉบับที่239) พ.ศ.2544 เรื่องวิธีการผลิตเครื่อง มื อ เครื่ อ งใช้ ใ นการผลิ ต และการเก็ บ รั ก ษาอาหาร(GMP สุขลักษณะทั่วไป) 2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่220) พ.ศ. 2544 เรื่องนํ้าบริโภคในภาชนะบรรจุปิดสนิท(ฉบับที่3) (GMP นํ้าบริโภค)


GMP กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้สำ�หรับผู้ผลิต 8. การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน อาหารรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ส่วนรายเก่ามี 9. การสุขาภิบาล ผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2546 10. บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน 11. บันทึกและรายงาน ข้อกำ�หนด GMP สุขลักษณะทั่วไป สำ�หรับวัตถุประสงค์ในแต่ละข้อกำ�หนดนั้นเช่นเดียว ข้อกำ�หนด GMP สุขลักษณะทั่วไปมี 6 ข้อกำ�หนดดังนี้ กับ GMP ของสุขลักษณะทั่วไป แต่ GMP นํ้า บริโภคนั้นจะ เน้นประเด็นการควบคุมกระบวนการการผลิตนํ้าบริโภคโดย 1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต ขยายราย ละเอียดในการควบคุมเพื่อป้องกันการปนเปื้อน 2. เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต ชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ข้อ 3-8 ซึ่ง เป็นขั้นตอนในการผลิตและมี 3. การควบคุมกระบวนการผลิต การเพิ่มเติมในส่วนของบันทึกและรายงานเพื่อให้ผู้ ผลิตเห็น 4. การสุขาภิบาล ความสำ�คัญและประโยชน์ในการเก็บข้อมูลรายงานบันทึกที่ 5. การบำ�รุงรักษาและการทำ�ความสะอาด เกี่ยวข้องเช่น ผลวิเคราะห์แหล่งนํ้าและผลิตภัณฑ์เป็นต้นซึ่ง 6. บุคลากรและสุขลักษณะ จะช่วยป้องกันหรือแก้ไขเมื่อเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ได้ ในแต่ละข้อกำ�หนดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ผลิตมี มาตรการป้องกันการปน เปื้อนอันตรายทั้งทางด้านจุลินทรีย์ เคมีและกายภาพ ลงสู่ผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมาจากสิ่งแวดล้อม ตัวอาคารเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ การดำ�เนินงานในแต่ละขั้น ตอนการผลิตรวมถึงการจัดการในด้านสุขอนามัยทั้งใน ส่วน ของความสะอาดการบำ�รุงรักษาและผู้ปฏิบัติงาน ข้อกำ�หนด GMP นํ้าบริโภค ข้อกำ�หนด GMP นํ้าบริโภคมี 11 ข้อกำ�หนด ดังนี้

1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต 2. เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต 3. แหล่งนํ้า 4. การปรับคุณภาพนํ้า 5. ภาชนะบรรจุ 6. สารทำ�ความสะอาดและฆ่าเชื้อ 7. การบรรจุ


มาตรฐาน BRC เป็นมาตรฐานที่จัดทำ�ขึ้นมาโดย ต้องมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนที่เน้นในเรื่องการทำ�ความ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีก (The British Retail Con- สะอาด รวมถึงมาตรการต่างๆต้องมีการทบทวนและนำ�ไปใช้ sortium) ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว ประกอบด้วย 6 ส่วนหลักๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 4. Product Control 1. HACCP System ในข้อกำ�หนดมาตรฐาน BRC นั้นจะครอบคลุมทั้ง องค์กรต้องดำ�เนินการจัดทำ�ระบบ HACCP ตาม ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งการระบุและประเมินความเสี่ยง มาตรฐานของ codex ซึ่งจะต้องมีการนำ�ไปใช้อย่างทั่วถึง ใน การเกิดหรืออันตรายที่มีต่อความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอน ครอบ คลุมทั้งองค์กรและธำ�รงรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง บนพื้น การออกแบบและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ฐานการประเมินความเสี่ยงที่พิจารณาทั้งโอกาสการเกิด และ จัดการและจัดเก็บวัตถุดิบชนิดพิเศษ เช่น สารที่ก่อให้เกิด ความรุนแรง การดำ�เนินการจัดทำ�นั้นต้องได้รับการสนับสนุน อาการภูมิแพ้ อินทรีย์สารการเสียสภาพเนื่องจากการเก็บ จากผู้บริหาร ซึ่งต้องแสดงความมุ่งมั่นในการจัดทำ� ตลอดจน หรือการปนเปื้อนข้ามระหว่างการเก็บ เป็นต้น ซึ่งการดำ�เนิน การตั้งทีมงาน และหัวหน้าทีม HACCP องค์กรต้องดำ�เนิน การดั ง กล่ า วเพื่ อ ให้ เ กิ ด ความมั่ น ใจว่ า สิ นค้ า ที่ ผ ลิ ต มี ค วาม การจัดทำ�โปรแกรมพื้นฐาน (prerequisite programme) ปลอดภัย สอดคล้องตามกฎหมาย และได้คุณภาพตามที่ลูกค้า เพื่อสนับสนุนระบบ HACCP และควบคุมอันตรายที่เกิดขึ้น ต้องการ 2. Quality Management System องค์กรต้องจัดทำ�ระบบบริหารคุณภาพ ซึ่งต้องจัดทำ� เป็นเอกสาร นำ�ไปใช้ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร โดยจะต้องมี การทบทวนและปรับปรุงตามความเหมาะสมและสมํ่าเสมอ องค์กรต้องมีการจัดทำ�นโยบายคุณภาพที่แสดงถึงความมุ่งมั่น ที่จะผลิตสินค้าที่ มีความปลอดภัย สอดคล้องตามกฎหมาย และรับผิดชอบต่อลูกค้า คู่มือคุณภาพที่องค์กรจัดทำ�จะต้อง ครอบคลุมข้อกำ�หนดในมาตรฐานของ BRC โดยข้อกำ�หนด นั้นเน้นในเรื่องการตรวจติดตามภายใน การปฏิบัติการแก้ไข และการสอบกลับเมื่อสินค้ามีปัญหา 3. Factory Environment Standards บริ เวณที่ ตั้ ง ของโรงงานต้ อ งป้ อ งกั นการปนเปื้ อ น และเอื้อให้มีการผลิตสินค้าที่มีความปลอดภัย ซึ่งต้องสอด คล้ อ งตามกฎหมาย โดยองค์ ต้ อ งควบคุ ม ดู แ ลสิ่ ง แวดลอม ทั้งภายนอกและภายในให้มีความเหมาะสม ซึ่งองค์กรต้อง พิจารณากิจกรรมและสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบ โดย

5. Process Control องค์กรต้องดำ�เนินการตามขั้นตอนและแสดงให้เห็น ถึงการควบคุมตลอดจนดำ�เนินการทวนสอบกระบวนการและ อุปกรณ์เพื่อให้สามารถทำ�การผลิตสินค้าได้อย่างปลอดภัย สอดคล้ อ งตามกฎหมายของผลิ ต ภั ณ ฑ์ และเป็ น ไปตาม คุณภาพที่กำ�หนดไว้ ซึ่งการควบคุมการปฏิบัติงานทั้งหมด ต้องทำ�อย่างมีประสิทธิภาพ โดยองค์กรต้องกำ�หนดระเบียบ ปฏิบัติการทวนสอบ การเฝ้าติดตามด้วย 6. Personnel องค์กรต้องมั่นใจว่าพนักงานในองค์กรต้องได้รับการ ฝึกอบรม และควบคุมให้มีการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงพนักงานต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถ ในการปฏิ บั ติ ต ามที่ ไ ด้ รั บ มอบหมาย องค์ ก รต้ อ งจั ด ทำ � มาตรฐานการควบคุ ม สุ ข ลั ก ษณะส่ ว นบุ ค คลที่ ใ ช้ ใ นการ ควบคุมพนักงานขององค์กร และผู้เยี่ยมชม


วั ต ถุ ป ระสงค์ เพื่ อ สนั บ สนุ น การปฏิ บั ติ ท างการค้ า ที่ เป็ นธรรม และ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค จากการบริโภคผลิตภัณฑ์ อาหาร ซึ่งในปัจจุบันองค์กรการค้าโลก (WTO) ได้ใช้เป็น หลัก อ้างอิง ในการดำ�เนินการทางการค้าระหว่างประเทศ ในส่วนของ การรับรองความปลอดภัยด้านสุขภาพของผู้บริโภค และ การ คุ้มครองการกีดกันทางการค้า โดย Codex ได้ร่วมแนวทางในการ ประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ขึ้น ปัจจุบัน HACCP ถูกใช้เป็นหลัก อ้างอิงสำ�หรับผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร และ หน่วยงานควบคุม คุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจาก Codex ได้พัฒนาขึ้นโดย HACCP คืออะไร ประเทศสมาชิก 160 ประเทศ ดังนั้นระบบคุณภาพ HACCP จึง ได้มีการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ในการประกันความปลอดภัย การวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หรือ ของผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อสนับสนุนและอำ�นวยความสะดวก ใน Hazard Analysis and Critical Control Point (HACCP) การดำ�เนินการค้าระหว่างประเทศ หมายถึง ระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ใช้ เป็นเครื่องมือในการชี้เฉพาะเจาะจง, ประเมิน และ ควบคุม ประโยชน์ของระบบ HACCP อันตรายทั้งอันตรายทางชีวภาพ เคมี และกายภาพ ที่มีโอกาสเกิด ขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหาร 1. สร้ า งความมั่ น ใจต่ อ ความปลอดภั ย ในการบริ โภค ระบบ HACCP ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จาก ผลิตภัณฑ์อาหาร นานาประเทศถึงประสิทธิภาพ การประกันความปลอดภัย ของ 2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิด ผลิตภัณฑ์อาหารสำ�หรับผู้บริโภค เนื่องจากระบบ HACCP เป็น ขึ้นในผลิตภัณฑ์อาหาร อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมอันตราย ณ จุดหรือขั้นตอนการ 3. ลดจำ�นวนตัวอย่างที่ต้องสุ่มตรวจ ผลิตที่อันตราย เหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้น จึงสามารถประกันความ 4. ลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่า การตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุดท้าย 5. อำ � นวยความสะดวกในการดำ � เนิ นการค้ า ระหว่ า ง หรือ การควบคุมคุณภาพที่ใช้กันอยู่เดิม ซึ่งมีความจำ�กัดของ ประเทศ ขนาดตัวอย่างที่สุ่ม นอกจากนั้นระบบ HACCP ยัง มีศักยภาพ 6. เพิ่มอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ สอดคล้องกับข้อ ในการระบุบริเวณหรือขั้นตอน การผลิตที่มีโอกาสเกิดความผิด กำ�หนดของประเทศคู่ค้า พลาดขึ้นได้ แม้ว่าจุดหรือในขั้นตอนดังกล่าว จะยังไม่เคยเกิด อันตรายมาก่อนซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำ�เนินงาน ประวัติของระบบ HACCP ใหม่ ระบบ HACCP สำ�หรับการจัดการด้านความปลอดภัย ทำ�ไมต้องใช้ระบบ HACCP ของอาหารมีรากฐานมาจากการพัฒนา 2 ครั้ง ครั้งแรกเกี่ยวกับ Dr. W.E. Deming ซึ่งได้ตั้งทฤษฎีการจัดการคุณภาพ (Theories คณะกรรมการอาหารระหว่ า งประเทศ FAO/WHO of Quality Management) ที่ใช้กันแพร่หลายและปัจจัยสำ�คัญใน หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า Codex ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2505 ได้ พัฒนา การพลิกผันคุณภาพของสินค้าญี่ปุ่น ในช่วงปี 1950 Dr.Deming มาตรฐานอาหาร แนวทางและข้ อ แนะนำ � ต่ า ง ๆ ขึ้ น โดยมี


และคณะได้ พั ฒ นาระบบการจั ด การคุ ณ ภาพโดยรวม (Total Quality Management, TQM) ซึ่งเน้นการเข้าถึงระบบโดย รวมในการผลิต ทำ�ให้สามารถปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นในขณะ เดียวกันสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ การพัฒนาใหญ่ครั้งที่สอง เป็นการพัฒนาความคิดของ ระบบ HACCP โดยตรง ความคิดของระบบ HACCP ได้เริ่ม จัดทำ�ขึ้นในช่วงปี 1960 โดยบริษัท Pillsbury ร่วมกับกองทัพ สหรั ฐ อเมริ ก าและองค์ ก าร NASA โดยเป็ นการร่ ว มมื อ เพื่ อ พั ฒ นาการผลิ ต อาหารที่ ป ลอดภั ย สำ � หรั บ โครงการอวกาศ ที่ ต้องการโปรแกรมข้อบกพร่องเป็นศูนย์ (Zero-Defects Programme) เพื่อประกันความปลอดภัยของอาหารสำ�หรับนักบิน อวกาศขณะเดินทางในอวกาศ บริษัท Pillsbury จึงได้นำ�ระบบ HACCP มาใช้ เพราะเชื่อว่าเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยสูงสุด โดยไม่เน้นการทดสอบผลิตภัณฑ์สุดท้ายระบบ HACCP จะ เน้น การควบคุมกระบวนการเท่าที่จะทำ�ได้ตั้งแต่เริ่มต้นการผลิต โดย การควบคุมพนักงานและ/หรือเทคนิคการตรวจติดตามอย่างต่อ เนื่องที่จุดวิกฤต ที่ต้องควบคุม (Critical Control Point; CCP) บริษัท ได้เสนอแนวความคิด HACCP ต่อสาธารณชนในการ ประชุ ม เกี่ ย วกั บ การป้ อ งกั นทางด้ า นอาหาร (Food Protection) ในปี 1971 ต่อมาในปี 1974 สำ�นักงานอาหารและยาของ สหรัฐอเมริกา (US.FDA) ได้ประกาศใช้หลักการ HACCP ที่เสร็จ สมบูรณ์เพื่อเป็นกฎหมายสำ�หรับอาหารกระป๋องที่มีความเป็นกรด ตํ่าอย่างเป็นทางการ ในระยะแรกของช่วงปี 1980 บริษัทอาหารที่ สำ�คัญอื่น ๆ ได้เริ่มนำ�ระบบ HACCP ไปใช้ ในปี 1985 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกา (The National Academy of Science; USA) ได้แนะนำ�ว่าควร นำ�ระบบ HACCP มาใช้ในการจัดทำ�กระบวนการผลิตอาหารเพื่อ ความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหาร ต่อมาได้มีการแนะนำ�ให้ ใช้ระบบ HACCP เพื่อความปลอดภัยของอาหารอย่างกว้างขวาง จากหน่วยงานหลายแห่ง เช่น International Commission for Microbiological Standards for Food; ICMSF, International Association of Milk, Food and Environmental Sanitarium; IAMFES

หลักการทั่วไปว่าด้วยสุขลักษณะอาหารของ Codex (The Codex Alimentarius General Principles of Food Hygiene) ในการประชุ ม คณะกรรมาธิ ก าร Codex (Codex Alimentarius Commission, CAC) ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 7 กรกฏาคม 1993 ณ กรุงเวนีวา ที่ประชุม ได้ตระหนักถึงความสำ�คัญของระบบ HACCP เพื่อใช้ในการ ควบคุมอาหาร จึงได้กำ�หนดการใช้ “แนวการปฏิบัติสำ�หรับการ ประยุกต์ใช้ระบบ HACCP” (Guidelines for the Application of the Hazard Analysis Critical Control Point System) (ALINORM 93/13 A, App II) คณะกรรมการได้รับแจ้งว่าจะ มีการร่างหลักการทั่วไปว่าด้วยสุขลักษณะของอาหารที่ผ่านการ แก้ไขแล้วเข้าไปใช้ร่วมกับระบบ HACCP คณะกรรมาธิการ ได้ทบทวนแก้ไขอีกครั้งในการประชุม ครั้งที่ 22 ในเดือนมิถุนายน 1997 ในภาคผนวกของหลักการ ทั่วไปด้านสุขลักษณะของอาหาร และแนวทางปฏิบัติในการนำ�ไป ประยุกต์ใช้ หลักการทั่วไปว่าด้วยสุขลักษณะอาหารของ Codex นั้น จะเป็นรากฐานเพื่อความมั่นใจในสุขลักษณะของอาหาร หลัก การทั่วไปจะเป็นการติดตามห่วงโซ่อาหาร โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้น ของการผลิตไปจนกระทั่งถึงผู้บริโภคสุดท้าย โดยเน้นการควบคุม สุขลักษณะที่สำ�คัญในแต่ละขั้นตอนพร้อมกับแนะนำ�การใช้ระบบ HACCP ใน ส่วนที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อเสริมให้มีความปลอดภัย ของอาหารมากขึ้น การควบคุมนี้ได้รับการยอมรับเป็นสากลว่า เป็นสิ่งจำ�เป็นเพื่อความมั่นใจใน ความปลอดภัยและความเหมาะ สมของอาหารสำ�หรับการบริโภคและการค้าระหว่างประเทศ การประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ใน ส่วนต่าง ๆ ของโซ่อาหารจะขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ว่าการปฏิบัติ นั้นจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practices; GMPs) และหลักการทั่วไปว่าด้วย สุขลักษณะอาหารของ Codex (The Codex Alimentarius General Principles of Food Hygiene) ความสามารถของ


อุตสาหกรรมที่จะใช้ระบบ HACCP ขึ้นกับระดับการปฏิบัติตาม โปรแกรมเบื้องต้นเหล่านี้ ความสำ�เร็จของการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ต้อง การพันธะสัญญาและความร่วมมือของฝ่ายบริหารการบังคับใช้ อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังต้องการคณะทำ�งานที่เกิดจากการผสม ผสานของผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่าง ๆ เช่น ทางด้านเกษตรกรรม ปศุ สั ต ว์ จุ ล ชี ว วิ ท ยา สาธารณสุ ข วิ ท ยาศาสตร์ ก ารอาหาร อนามัย สิ่งแวดล้อม เคมี วิศวกรรม ฯลฯ อย่างเหมาะสมและ สอดคล้องกับสถานการณ์ การประยุกต์ใชัระบบ HACCP จะ สอดคล้องกับการใช้ระบบการจัดการคุณภาพ เช่น การบริหาร คุณภาพโดยรวม (Total Quality Management; TQM) อนุกรม ISO 9000 ซึ่งระบบ HACCP เป็นทางเลือกหนึ่งของการจัดการ ด้านความปลอดภัยของอาหาร ระบบ HACCP กับการค้า จากการประชุมรอบอุรุกวัยของ Multilateral Trade Negotiation ซึ่ ง เริ่ ม ประชุ ม ที่ Punta del Este เมื่ อ เดื อ น กันยายน 1986 และสรุปผลที่เมือง Marrakech เดือนเมษายน 1994 ในข้ อ ตกลง Marrakech ให้ จั ด ตั้ ง องค์ ก ารการค้ า โลก (World Trade Organization; WTO) แทนข้อตกลงทั่วไปว่าด้วย ภาษีศุลกากรและการค้า (Gerneral Agreement on Tariffs and Trade; GATT) การประชุมรอบอุรุกวัยนี้เป็นครั้งแรกที่เกี่ยวข้อง กับการค้าเสรีของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งอยู่นอกเหนือข้อ ตกลงในครั้งก่อน ๆ คณะกรรมาธิการ Codex ได้มีข้อเสนอที่สำ�คัญเกี่ยว กับความตกลงว่าด้วยการประยุกต์ใช้มาตรการสุขอนามัยและสุข อนามัยพืช (The Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures; SPS) และความตกลงว่าด้วย อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (The Agreement on the Techical Marriers to Trade; TBT, 1994) จุ ด ประสงค์ ข องข้ อ ตกลง SPS มี เพื่ อ ให้ มั่ น ใจใน มาตรการที่ จั ด ทำ � โดยรั ฐ บาลเพื่ อ ปกป้ อ งชี วิ ต และสุ ข ภาพของ มนุษย์ สัตว์ และพืชในด้านเกษตรกรรมเท่านั้น และเป็นข้อตกลง

ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างกฏหมายและศีลธรรมเพื่อป้องกันการกีด กันทางการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ได้เกิดจากข้อ กำ�หนดทาง กฏหมาย ข้อตกลง SPS นั้นจะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของ อาหารโดยกำ�หนดการทำ�งานเพื่อให้ประเทศสมาชิกนำ�ไปจัดทำ�ให้ สอดคล้องกับมาตรการนี้ มาตรการ SPS จะต้องมีพื้นฐานทางวิ ทยาศาตร์และมีการนำ�ไปใช้อย่างเท่าเทียมกันและโปร่งใส รวม ทั้งไม่อาจใช้เป็นข้อกีดกันที่ไม่เป็นธรรมทางการค้า ข้อตกลง SPS จะช่วยกระตุ้นรัฐบาลให้วางพื้นฐานมาตรการ ระดั บ ชาติ ให้ ส อดคล้ อ งกั บ มาตรฐาน แนวทางปฏิ บั ติ แ ละข้ อ แนะนำ�ที่พัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำ�มาตรฐาน สากล เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตอาหารที่ปลอดภัยสำ�หรับตลาดทั้ง ในและต่างประเทศ ข้อตกลง TBT มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการใช้ข้อกำ�หนด ทางเทคนิคระดับชาติหรือระดับภูมิภาค หรือมาตรฐานทั่วไปเพื่อ เป็ น สิ่ ง กี ด กั นทางเทคนิ ค ที่ ไม่ เป็ นธรรมต่ อ การค้ า ข้ อ ตกลงจะ ครอบคลุมมาตรฐานทุกชนิด รวมทั้งข้อกำ�หนดทางด้านคุณภาพ ของอาหาร ยกเว้นความต้องการที่เกี่ยวกับมาตรการ SPS และ จะรวมถึงมาตรการต่าง ๆ ที่จัดทำ�ขึ้นเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการ หลอกลวงในเชิงเศรษฐศาสตร์ (economic fraud) ข้อตกลง TBT เน้นให้ใช้มาตรฐานสากล ดังนั้นสมาชิก ของ WTO จึงควรนำ�มาตรฐานสากลไปใช้ทั้งหมดหรือบางส่วน ยกเว้นเมื่อมาตรฐานสากลนั้นไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เหมาะสม กับสถานการณ์ในประเทศ มาตรฐานแนวทางปฏิ บั ติ แ ละข้ อ แนะนำ � อื่ น ๆ ของ Codex จะเป็ น พื้ นฐานสำ � หรั บ การคุ้ ม ครองผู้ บ ริ โ ภคภายใต้ ข้อตกลง SPS โดยที่ผ่านมาแม้ว่ามาตรฐานและแนวทางปฏิบัติ ตลอดจนข้อแนะนำ�ของ Codex ไม่ได้รับความสำ�คัญและไม่คอย คุ้มครองผู้บริโภคตลอดจนในการค้าระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน งานของคณะกรรมาธิ ก าร Codex ซึ่ ง รวมทั้ ง แนวทางปฏิ บั ติ สำ�หรับการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ได้นำ�มาใช้เป็นเอกสาร อ้ า งอิ ง สำ � หรั บ เป็ นข้ อ กำ � หนดด้ า นความปลอดภั ย ของอาหาร ระหว่างประเทศ ดังนั้นแนวทางปฏิบัติในการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ของ Codex จะต้องชัดเจน มิฉะนั้นอาจเกิดข้อขัดแย้ง ด้านความปลอดภัยของอาหารขึ้น


สารพันเรื่องราวน้ำมัน Food grade Lubricant ฉบับ เดือนพฤศจิกายน  

สารพันเรื่องราวน้ำมัน Food grade Lubricant ฉบับ เดือนพฤศจิกายน

สารพันเรื่องราวน้ำมัน Food grade Lubricant ฉบับ เดือนพฤศจิกายน  

สารพันเรื่องราวน้ำมัน Food grade Lubricant ฉบับ เดือนพฤศจิกายน

Advertisement