Issuu on Google+


• กำำ เนิด เทคโนโลยีส ำรสนเทศและกำรสื่อ สำร • ประวัต ิโ ดยย่อ ของเทคโนโลยีส ำรสนเทศและกำรสื่อ สำร • ควำมหมำยและควำมสำำ คัญ ของเทคโนโลยีส ำรสนเทศและ กำรสื่อ สำร • เทคโนโลยีส ำรสนเทศและกำรสื่อ สำรที่ใ ช้ใ นชีว ิต ประจำำ วัน • กระแสโลกำภิว ฒ ั น์ข องเทคโนโลยีส ำรสนเทศและกำร สื่อ สำร • บทบำทควำมสำำ คัญ ของเทคโนโลยีส ำรสนเทศ  


กำรติดต่อในยุคแรก ๆ เป็นกำรบอกกันปากต่อปาก ต่อมามีการสื่ อสารกัน ด้วยตัวอักษรที่จารึ กบนวัสดุต่าง ๆ ซึ่งกลายมาเป็ นการส่ งจดหมายถึงกัน จากนั้นมีการสื่ อสาร กันด้วยวิธีการที่หลากหลายและมีความรวดเร็ วมากขึ้น ซึ่งอาศัยหลักวิชาด้านวิศวกรรมไฟฟ้ า และอิเล็กทรอนิกส์ เปลี่ยนคำาพูด ข้อความหรื อภาพ เป็ นสัญญาณไฟฟ้ าส่งไปตามสาย หรื อ เปลี่ยนเป็ นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า


เทคโนโลยีโทรคมนำคมกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่ละ ด้ำนมีประวัติหรือพัฒนำกำร ดังนี้ เทคโนโลยีคมนาคม เริ่ มจากการประดิษฐ์โทรเลขของ แซมวล มอร์ส(Samual Morse) ในปี พ.ศ. 2380 นับว่าเป็ นครั้งแรกที่ข่าวสารถูกแปลงเป็ นสัญญาณไฟฟ้ าส่ งไปตามสายเป็ นระยะทางไกลๆได้ในปี พ.ศ. 2401 ได้มีการวางสายเคเบิลใต้มหาสมุทรแอตแลนติก ทำาให้เกิดการสื่ อสารข้ามทวีประหว่างทวีป อเมริ กากับทวีปยุโรปขึ้นเป็ นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2419 อเล็กซำนเดอร์ แกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell)ได้ประดิษฐ์โทรศัพท์ จำกนั้นเครือ ข่ำยโทรศัพท์ได้ขยำยตัวออกไปอย่ำงรวดเร็ว จนในปัจจุบันสำมำรถ ติดต่อสื่อสำรกันได้ด้วยระบบโทรศัพท์ทำงไกลอัตโนมัติ นับเป็น พัฒนำกำรอันยิ่งใหญ่ด้ำนเทคโนโลยีเครือข่ำย โทรคมนำคม


คลื่นวิทยุ

ในปี พ.ศ. 2430 โดย ไฮน์ริช แฮตน์ (เฮิร์ต) (Heinrich Hertz) มีการพัฒนาการค้นพบ

พ.ศ. 2437 กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi) สามารถประดิษฐ์เครื่ องรับส่ งวิทยุ เครื่ องแรกได้สาำ เร็ จ พ.ศ. 2477-2479 จอห์น เฟลมมิง (John Flemming) และ ลี เดอ ฟอเรสต์ (Lee De Forest) ได้ประดิษฐ์หลอดสุ ญญากาศ พ.ศ. 2497 วลาดิเมียร์ สวอริ คิน (Vladimir Zworykin) ได้ประดิษฐ์หลอดภาพโทรทัศน์ พ.ศ. 2490 ชอกลีย ์ บาร์ดีน และ แบรตเทน (Schockley, Bardeen and Brattain) ได้ ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ พ.ศ. 2500 คิลบี และ นอยส์ (Jack Kilby, Robert Noyce) ได้ประดิษฐ์วงจรรวมหรื อไอซี พ.ศ. 2504 บริ ษทั เอทีแอนด์ที ได้สร้างดาวเทียมสื่ อสาร เทลสตาร์ 1 เป็ นดาวเทียมสื่ อสาร ดวงแรกของโลก


คลืน่ วิทยุ

หลอดสุ ญญากาศ

เครื่องรับส่ งวิทยุ

หลอดภาพโทรทัศน์


ทรานซิ สเตอร์

วงจรรวมหรือไอซี

ดาวเทียมสื่ อสาร เทลสตาร์ 1


เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ยุคที่ 1 พ.ศ. 2489 – 2501

เป็ นการประดิษฐ์เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มิใช่เครื่ อง คำานวณ โดยเมาช์ลีและเอ็กเคอร์ต (Mauchly and Eckert) ได้นาำ แนวความคิดนั้นมา ประดิษฐ์เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิ ทธิ ภาพมากเครื่ องหนึ่งเรี ยกว่า ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Calculator) ซึ่ งต่อมาได้ทาำ การปรับปรุ งการ ทำางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิ ทธิ ภาพดียิง่ ขึ้น และได้ประดิษฐ์ เครื่ อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ขึ้นเพือ่ ใช้ในการสำารวจสำามะโน ประชากรประจำาปี


ยุคที่ 2 พ.ศ. 2502 – 2506 มีการนำาทรานซิ สเตอร์ มาใช้ในเครื่ องคอมพิวเตอร์จึงทำาให้เครื่ องมีขนาดเล็กลง และสามารถเพิม่ ประสิ ทธิ ภาพในการทำางานให้มีความรวดเร็ วและแม่นยำามากยิง่ ขึ้น นอกจาก นี้ ในยุคนี้ยงั ได้มีการคิดภาษาเพื่อใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาฟอร์แทน (FORTRAN)จึงทำาให้ง่ายต่อการเขียนโปรแกรมสำาหรับใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ยุคที่ 3 พ.ศ. 2507 – 2512 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เริ่ มต้นภายหลังจากการใช้ทรานซิสเตอร์ได้เพียง 5 ปี เนื่องจาก ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับวงจรรวม (Integrated-Circuit) หรื อเรี ยกกันย่อๆ ว่า "ไอซี " (IC) ซึ่ งไอซี น้ ีทาำ ให้ส่วนประกอบและวงจรต่างๆ สามารถวางลงได้บนแผ่นชิป (chip)เล็กๆ เพียงแผ่นเดียว จึงมีการนำาเอาแผ่นชิปมาใช้แทนทรานซิ สเตอร์ทาำ ให้ประหยัดเนื้ อที่ได้มาก


ยุคที่ 4 พ.ศ. 2513 – 2532 เป็ นยุคที่นาำ สารกึ่งตัวนำามาสร้างเป็ นวงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integrated : VLSI) ซึ่งสามารถย่อส่ วนไอซี ธรรมดาหลายๆ วงจรเข้ามาในวงจรเดียวกัน และมีการประดิษฐ์ ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ขึ้น ทำาให้เครื่ องมีขนาดเล็ก ราคาถูกลง และมีความสามารถในการทำางานสู งและรวดเร็ วมาก จึงทำาให้มีคอมพิวเตอร์ ส่ วนบุคคล (Personal Computer) ถือกำาเนิดขึ้นมาในยุคนี้ ยุคที่ 5 พ.ศ. 2533 – ปัจจุบัน ในยุคนี้มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ และความสะดวกสบายในการใช้งานอย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้างเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบพกพาขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึ้นใช้งานในยุคนี้ กับโปรแกรม เป็ นต้น


เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) หมายถึง การนำา เทคโนโลยีดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดา้ นการสื่ อสารโทรคมนาคม มาช่วยในการรวบรวม ประมวลผล สรุ ป จัดเก็บ และเผยแพร่ สารสนเทศที่ ได้ในรู ปแบบต่าง ๆ เช่น ตัวเลข ตัวอักษร ภาพ และเสี ยง เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุ ด


1) IT หมายถึง อุปกรณ์ (Hardware) และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) ซึ่ งใช้เพือ่ การเข้า ถึง แก้ไข จัดเก็บ รวบรวม ควบคุม และนำาเสนอสารสนเทศในรู ปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (1) Hardware ได้แก่ Personal Computers, Scanners และ Digital Cameras เป็ นต้น (2) Software ได้แก่ Database Storage Programs และ Multimedia Programs เป็ นต้น 2) CT หมายถึง อุปกรณ์โทรคมนาคม (Tele-communication Equipment) ใช้เพื่อประโยชน์ ในการค้นหาและเข้าถึงสารสนเทศ ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร โมเด็ม และคอมพิวเตอร์ เป็ นต้น


ำ อนของ การเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพือ่ ประหยัดทรัพยากร ลดความซ้าซ้ ข้อมูล และสะดวกในการใช้งาน การเชื่อมโยงเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกัน เรี ยกว่า ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เป้ าหมายของเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ คือ 1) มีการใช้ทรัพยากรทางฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ร่วมกัน 2) สามารถใช้ขอ้ มูลร่ วมกันได้สาำ หรับทุกคนที่อยูใ่ นระบบเครื อข่าย 3) การติดต่อระหว่างผูใ้ ช้แต่ละคนมีความสะดวกสบายขึ้น


ปัจจุบนั เรานิยมจัดประเภทของเครื อข่ายตามขนาดทางภูมิศาสตร์ที่ระบบเครื อข่ายนั้น ครอบคลุมอยู่ จำาแนกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (รุ จพร ชนาชัย และคณะ, 2546.) 1) เครื อข่ายแลนหรื อเครื อข่ายบริ เวณเฉพาะที่ (LAN หรื อ Local Area Network) เป็ นเครื อข่ายที่นิยมใช้ภายในสำานักงานอาคารเดียวกันและองค์กรที่อยูใ่ นบริ เวณ เดียวกันหรื อใกล้กนั เป็ นเครื อข่ายระยะใกล้ การเชื่อมต่อสามารถใช้สายเคเบิล สายโค แอกซ์ หรื อสายเส้นใยแก้ว ช่วยเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการทำางานขององค์กรและสามารถ ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่ วมกันได้ ตัวอย่างของเครื อข่ายนี้ ได้แก่ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย โรงเรี ยน และบริ ษทั หรื อห้างร้านต่าง ๆ


2) เครื อข่ายแมนหรื อเครื อข่ายบริ เวณนครหลวง (MAN หรื อ Metropolitan Area Network) เป็ นเครื อข่ายที่มีการเชื่อมต่อผูใ้ ช้ที่อยูใ่ นเขต เมืองเดียวกัน เป็ นเครื อข่ายขนาดกลางที่สร้างขึ้นเพื่ออำานวยความสะดวกแก่ ประชาชนของเมืองนั้นหรื อเขตการปกครองนั้น เช่น เครื อข่ายของรัฐต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริ กา 3) เครื อข่ายแวนหรื อเครื อข่ายบริ เวณกว้าง (WAN หรื อ Wide Area Network) เป็ น เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันระยะไกล ครอบคลุมพื้นที่ท้ งั ประเทศ ระหว่างประเทศ หรื อทัว่ โลก โดยอาศัยอุปกรณ์ ดาวเทียม สายเส้นใยแก้วนำาแสงหรื อไมโครเวฟเป็ นตัวกลางในการสื่ อสาร ระบบเครื อข่ายประเภทนี้ ที่เรารู้จกั กันดีก็คือ เครื อข่ายอินเทอร์เน็ต


อินเทอร์เน็ต คำาว่า อินเทอร์เน็ต มาจากคำาเต็มว่า International Network หรื อเขียนแบบย่อว่า Internet หมายความว่า เครื อข่ายนานาชาติหรื อเครื อข่ายสากล คือ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ทวั่ โลกเข้าด้วยกัน โดยเป็ นระบบเครื อข่ายของเครื อข่าย (Network of Networks) ในปัจจุบนั มีเครื่ อง คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันอยูม่ ากกว่า 60 ล้านเครื่ อง มาเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยน ข่าวสารกัน การที่คอมพิวเตอร์ ที่แตกต่างกันหลายชนิดจำานวนมากมายทัว่ โลก เชื่อมโยง กันได้ จะต้องใช้เกณฑ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อหรื อโพรโทคอล (Protocol) เดียวกัน จึงจะ เข้าใจกันได้ และเกณฑ์วธิ ี ที่นาำ มาใช้กบั การเชื่อมโยงต่ออินเทอร์เน็ตในปัจจุบนั มีชื่อ เรี ยกว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP)


การใช้อินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน สามารถสรุ ปที่สาำ คัญได้ดงั นี้ 1. ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สะดวก และรวดเร็ ว 2.ใช้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลจ่าง ๆ ทัว่ โลกได้ 3. ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ต่างระบบได้ 4.สามารถส่ งข้อมูลได้หลายรู ปแบบ 5.ให้ความบันเทิงในรู ปแบบต่าง ๆ เช่น การฟังเพลง เล่นเกม เป็ นต้น 6. ใช้สื่อสารด้วยข้อความซึ่ งเป็ นการพูดคุยกันระหว่างผูใ้ ช้อินเทอร์ เน็ตโดยการพิมพ์ ข้อความโต้ตอบ 7. ใช้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ 8. ซื้ อขายสิ นค้าและบริ การ


ปัจจุบนั ย่อมมีการติดต่อสื่ อสารกับบุคคลหรื อสังคมอื่นอยูเ่ สมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู ้ความคิดเห็นหรื อการรับรู ้ขอ้ มูลข่าวสารในชีวติ ประจำา วันด้วยสื่ อ ต่าง ๆ เช่น หนังสื อพิมพ์ วิทยุกระจายเสี ยง วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร ล้วน เป็ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งสิ้ น นี้เป็ นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน ชีวติ ประจำาวัน ความเจริ ญก้าวหน้าของวิทยาการใหม่ ๆ ก่อให้เกิด เครื่ องมือในการอำานวย ความสะดวกในการใช้บริ การอย่างรวดเร็ ว เช่น การทำาบัตรประจำาตัวประชาชน สามารถ ให้บริ การโดยเชื่อมต่อ ระบบออนไลน์ (online system) ซึ่งเป็ นระบบสายตรงที่มี ประโยชน์มาก และเป็ นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จาำ เป็ น


กระแสโลกาภิวฒั น์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารในปัจจุบนั ช่วย ให้ความเป็ นอยู่ ในชีวติ ประจำาวันของเราสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อเปรี ยบเทียบกับยุคก่อน การเดินทางและติดต่อสื่ อสารระหว่างกันสามารถทำาได้ง่ายขึ้น มีการนำาเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งาน ในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งส่ งผลให้วทิ ยาการต่างๆ เจริ ญก้าวหน้าและ ทันสมัยอย่างรวดเร็ ว การติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในส่ วนต่างๆของโลกได้ทนั เหตุการณ์ สามารถรับรู ้ข่าวสารข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ท้ งั ที่อยูห่ ่างไกลกันคนละสถานที่ เช่น การ ถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบดาวเทียมจากประเทศต่างๆ การใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์พิมพ์ รายงาน สร้างภาพกราฟิ ก


ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำาให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่ ง อำานวยความสะดวกสบายต่อการดำารงชีวติ เป็ นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริ มปัจจัยพื้น ฐานการดำารงชีวติ ได้เป็ นอย่างดี เทคโนโลยีทาำ ให้การสร้างที่พกั อาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสิ นค้าและให้บริ การต่างๆ เพือ่ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้ น เทคโนโลยีทาำ ให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสิ นค้าได้เป็ นจำานวนมาก มีราคาถูกลง สิ นค้า ได้คุณภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งให้บริ การด้านข้อมูล ข่าวสารด้วยกลไก อิเล็กทรอนิกส์ ทำาให้มีการติดต่อสื่ อสารกันได้สะดวก รวดเร็ วตลอดเวลา จะเห็นว่าชีวติ ปัจจุบนั เกี่ยวข้อง กับเทคโนโลยีเป็ นอันมาก ซึ่งส่ วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการ ทำางาน


เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความหมายที่กว้างขวาง รอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับการใช้ สารสนเทศอยูม่ าก ดังนี้ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็ นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ ระบบ นักเรี ยนอาจเห็น พนักงานการไฟฟ้ าไปที่บา้ นพร้อมเครื่ องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพือ่ บันทึกข้อมูลการใช้ ไฟฟ้ าในการสอบที่มีผเู ้ ข้าสอบจำานวนมากก็มีการใช้เดินสอดำาระบายตามช่องที่เลือก ตอบ เพือ่ ให้เครื่ องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เมื่อไปซื้ อสิ นค้าที่หา้ งสรรพสิ นค้าก็มี การใช้รหัสแท่ง (bar code) พนักงานจะนำาสิ นค้าผ่านการตรวจของเครื่ องอ่านรหัสแท่ง เพือ่ อ่านข้อมุลการซื้ อสิ นค้า เมื่อไปที่หอ้ งสมุดก็พบว่าหนังสื อมีรหัสแท่งเช่นเดียวกัน การใช้รหัสแท่งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูล จะเห็นได้วา่ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากคอมพิวเตอร์สามารถ เก็บได้หลายแบบ


2.การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มกั จะเก็บในสื่ อต่างๆ เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซี ดี และ เทป ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำามาประมวลผลตามความต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็ นกลุ่ม เรี ยงลำาดับข้อมูล คำานวณ หรื อจัดการคัดแยกข้อมูลที่จดั เก็บนั้น


3. การแสดงผลลัพธ์ คือการนำาผลจากการประมวลผลที่ได้ มาแสดงผลลัพธ์ให้อยู่ ในรู ปแบบต่าง ๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็ นตัว หนังสื อ รู ปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์มีท้ งั ที่แสดงเป็ น ภาพ เสี ยง และวีดิทศั น์ เป็ นต้น


4.การทำาสำาเนา เมื่อมีขอ้ มูลที่จดั เก็บในสื่ ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การทำาสำาเนาจะทำาได้ ง่ายและทำาได้เป็ นจำานวนมากอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำาสำาเนาจัดได้วา่ เป็ นเทคโนโลยี สารสนเทศอีกประเภทหนึ่งที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เรามีเครื่ องพิมพ์ เครื่ องถ่าย เอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทาอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผ่นบันทึก ซี ดีรอม ซึ่ งสามารถทำา สำาเนาได้เป็ นจำานวนมาก


5. การสื่ อสารโทรคมนาคม เป็ นวิธีการที่จะส่ งข้อมูลหรื อข่าวสารจากที่ หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรื อกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมากๆ ปัจจุบนั มี ระบบสื่ อสารโทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ และเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบของสื่ อหลายอย่าง เช่น สายโทรศัพท์ เส้นใยนำาแสง เคเบิลใต้นา้ ำ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ และ ดาวเทียม         


ลักษณะสำ าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ลักษณะเด่นที่สาำ คัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ มีดงั นี้ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การทำางานรวดเร็ ว ถูกต้อง และแม่นยำา ในระบบการ จัดการขององค์กรทุกแห่งต้องใช้ขอ้ มูลเพือ่ การดำาเนินการและตัดสิ นใจ ระบบธุรกิจจึงใช้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่ อสารเป็ นเครื่ องมือช่วยในการดำาเนินการเพื่อ ให้การทำางานมีความรวดเร็ ว ถูกต้อง และแม่นยำา เช่น ใช้ในระบบฝากถอนเงิน และระบบ จองตัว๋ เครื่ องบิน


2. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำาให้การบริ การกว้างขวางขึ้น เมื่อมีการพัฒนาระบบ เก็บและใช้ขอ้ มูล ทำาให้การบริ การต่างๆอยูใ่ นรู ปแบบการบริ การแบบกระจาย ผูใ้ ช้สามารถ สัง่ ซื้อสิ นค้าจากที่บา้ น สามารถถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบาง มหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บา้ นได้


3. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยดำาเนินการในหน่วยงานต่างๆ ปัจจุบนั ทุกหน่วยงานต่าง พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลเพือ่ ใช้ในองค์กร ประเทศไทยมีระบบทะเบียน ราษฎร์ที่จดั ทำาด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บ ข้อมูลภาษีซ่ ึ งในปัจจุบนั องค์กรทุกระดับเห็นความสำาคัญที่จะนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมา ใช้


4. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยงานในชีวิตประจำาวัน


ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อชีวติ ความเป็ นอยูแ่ ละสังคมมีมาก มีการ เรี ยนรู ้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศกล่าวไว้ ดังนี้ 1. การสร้างเสริ มคุณภาพชีวติ ที่ดีข้ ึน สภาพความเป็ นอยูข่ องสังคมเมือง มีการพัฒนา ใช้ระบบสื่ อสารโทรคมนาคม เพือ่ ติดต่อสื่ อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กบั เครื่ องอำานวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่ องปรับอากาศ ใช้ควบคุมระบบ ไฟฟ้ าภายในบ้าน เป็ นต้น


2. เสริ มสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำาให้เกิดการกระจายไปทัว่ ทุกหนแห่งแม้แต่ถ่ินทุรกันดารทำาให้มีการกระจายโอกาสการ เรี ยนรู ้มีการใช้ระบบการเรี ยนการสอนทางไกล การกระจายการเรี ยนรู ้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบนั มีความพยายามที่ใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครื อข่ายสื่ อสาร


3. สารสนเทศกับการเรี ยนการสอนในโรงเรี ยน การเรี ยนการสอนในโรงเรี ยน มีการนำา คอมพิวเตอร์และเครื่ องมือประกอบช่วยในการเรี ยนรู ้ เช่น วีดิทศั น์ เครื่ องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำานวณระดับคะแนน จัดชั้นเรี ยน ทำารายงาน เพือ่ ให้ผบู ้ ริ หารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรี ยน ปัจจุบนั มีการเรี ยนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรี ยนมากขึ้ น


4. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่ งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลาย อย่าง จำาเป็ นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่ า จำาเป็ นต้องใช้ขอ้ มูล มีการใช้ ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำาลองรู ป ำ แบบสภาวะสิ่ งแวดล้อมเพื่อปรับปรุ งแก้ไข การเก็บรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้าในแม่ นา้ ำ ต่างๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรี ยก ว่า โทรมาตร เป็ นต้น


5. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้ องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ลว้ นแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบ ควบคุม มีการใช้ระบบป้ องกันภัย ระบบเฝ้ าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำางาน


6. การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิ ชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสิ นค้า อุตสาหกรรมจำาเป็ นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลง เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ขอ้ มูลข่าวสารเพือ่ การบริ หารและการจัดการ การดำาเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริ การกับลูกค้า เพือ่ ให้ซ้ื อสิ นค้าสะดวกขึ้น


7. ความคิดและการสร้างสรรค์ เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบเกี่ยวข้องกับทุกเรื่ อง ในชีวติ ประจำาวัน และมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทมากยิง่ ขึ้น



bank