Page 1

วิธีเอาชนะความตาย...ของผู ป ้ ่ วย ระยะสุดท้าย

รวบรวมโดย นพ.พศิน หิรญ ั หลาย


คํานํ า ้ หนังสือเล่มนี ้ เรียบเรียงขึนด้วยเหตุ ที่ว่า จากประสบการณ์ของผมในฐานะที่เป็ น แพทย ์ประจําโรงพยาบาลชุมชนคนหนึ่ งที่มีโอกาสดูแลผูป้ ่ วยหลายรูปแบบ บางโรค ก็รก ั ษาให ้หายได้ บางโรคไม่จําเป็ นต้องทําอะไรก็หายได้เอง บางโรคต้องส่งไปให ้ ่ แพทย ์ที่เชียวชาญเฉพาะด้านรั กษา แต่บางโรครักษายังไงก็ไม่หาย มีแต่รอวันตาย ่ หรือทีเรียกว่า ผู ป ้ ่ วยระยะสุดท้าย ้ ่ต้องทนดูผป บ่อยครังที ู ้ ่ วยกลุ่มนี ้ค่อยๆ ทรุดลง โดยที่ทําอะไรไม่ได้เลย และค่อยๆ ตายไป คนแล้วคนเล่า บางคนผูป้ ่ วยและญาติทําใจได้ ขอไปตายอย่างสงบที่บ ้าน ้ ้ วิตกันไปด้วย บางคนผูป้ ่ วยหรือญาติทําใจยอมรับไม่ได้ เวลาจะสินใจก็ ทําการยือชี วิธีการต่างๆ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ หรือการกดหน้าอกเพื่อทําให ้หัวใจกลับมา ่ วนใหญ่สด เต้นใหม่ ซึงส่ ุ ท ้าย ด้วยสภาพร่างกายที่ทนไม่ไหว ผูป้ ่ วยก็เสียชีวิตใน ที่สุด ในฐานะแพทย ์ผมคงบอกตัวเองว่า ผมทําดีที่สุดแล้ว..เราช่วยเขาได้ เท่านี ้ แต่ในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ ง ผมกลับเห็นว่า นี่ เรากําลังทําร้ายให้เขา ทุกข ์ทรมานก่อนตายหรื อเปล่า …ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี ้หรือที่เราจะช่วยผูป้ ่ วย เหล่านี ้ได้ และจากการศึกษาข ้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็ทําให ้ผมได้ค้นพบ “วิธีเอาชนะความ ตาย…ของผู ป ้ ่ วยระยะสุดท้าย” ดังที่จะได้กล่าวในหนังสือเล่มนี ้ครับ ผมหวังเป็ นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี ้คงจะเป็ นประโยชน์ต่อท่านผูอ้ ่านทุกๆ ท่าน ทัง้ ่ ้ คลากรทางการแพทย ์ ที่เป็ นผูป้ ่ วยระยะสุดท ้าย ผูป้ ่ วยทัวไป ญาติผป ู ้ ่ วย รวมทังบุ อนึ่ งโปรดใช ้หลัก กาลามสูตรก่อนเชือ่ และหากหนังสือเล่มนี ้มีข ้อผิดพลาดประการ ใด ผมขอน้อมรับผิดชอบแต่เพียงผูเ้ ดียว และกราบขออภัยมา ณ ที่นี ้ด้วย

ขอให ้เอาชนะความเจ็บป่ วยได้ด้วยกันทุกท่านครับ Titapoonyo http://www.dhammatan.net


สารบัญ บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องความเจ็บป่ วย - บุพกรรมเรื่องโรคภัยของพระพุทธเจ ้า - ความทุกข ์ทรมานของผูป้ ่ วยระยะสุดท้าย

1 3 5

บทที่ -

10 11 13 14 17 18

2 พุทธวิธีชนะความเจ็บป่ วย วิธีการต่ออายุ สวดมนต ์รักษาโรคได้จริงหรือ สมาธิรก ั ษาโรคได้อย่างไร วิธีทําสมาธิแบบง่ายๆ การอธิษฐานจิต

บทที่ 3 ตัวอย่างบุคคลที่เอาชนะโรคระยะสุดท้าย

19

บทที่ -

23 24 28 32

4 วิธีเอาชนะความตาย ตายแล้วไปไหน เวลาที่สําคัญที่สุดของชีวิต คนใกล้จะตายควรแนะนํ าอย่างไร

บทที่ 5 สําหรับบุคลากรทางการแพทย ์ : การดูแลผูป้ ่ วยให ้ตายดี - พินัยกรรมชีวิต - หน่ วย Palliative Care (พัลเลียทีฟแคร ์)

34 35 41

บทที่ 6 การดู แลหลังความตาย - การอุทิศส่วนกุศลให ้คนตาย - การทําบุญให ้สัมภเวสี

43 44 49

ภาคผนวก : บทสวดโพชฌังคปริตร

51


1

บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องความเจ็บป่ วย

ความเจ็บป่ วยเป็ นเรื่องปกติของมนุ ษย ์ เพราะ การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็ นทุกข ์ สามัญของมนุ ษย ์ทุกคนที่จะต้องพบ ดังที่พระพุทธองค ์ทรงตรัสว่า “พยาธิธม ั โมมหิ พยาธิง อะนะตีโต แปลว่า เรา มีความเจ็บไข้เป็ นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้” และยังทรงสอน อีกว่า การเจ็บป่ วยทางกาย อาจเกิดได้จากปัจจัยต่างๆ 8 ประการคือ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.

มีดีเป็ นเหตุ มีเสมหะเป็ นเหตุ มีลมเป็ นเหตุ ้ั มีทงดี ลม และเสมหะเป็ นเหตุ ฤดู กาลเปลี่ยน ่ รักษาสุขภาพไม่สมําเสมอ ถู กทําร้าย ผลกรรม

สาเหตุความเจ็บป่ วยทางกายใน 7 ประการแรก อาจป้ องกันและรักษาให ้หายได้ ด้วยยา แต่โรคที่เกิดจากกรรมเก่า ไม่อาจป้ องกันหรือรักษาได้ด้วยยาอย่าง เดียว ต้องอาศัยการรักษาทางใจ ด้วยการเจริญกุศลกรรมที่มากพอจะทําให ้ วิบากกรรมเหล่านั้นเบาบางลง ได้แก่ การปล่อยชีวิตสัตว ์ที่ถึงฆาต การรักษา ศีล การสวดมนต ์ไหว้พระ และการทําสมาธิภาวนา เข ้าช่วยอีกทางหนึ่ ง ซึง่ ผมจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป แต่พระครูธรรมธร (เล็ก) วัดท่าขนุ น ท่านยืนยันว่า ความเจ็บป่ วยส่วนใหญ่ล ้วน เกิดจากวิบากกรรมเก่า ดังเนื ้อความที่ยกมาดังนี ้

http://www.dhammatan.net


2

สนทนาก ับพระอาจารย ์เล็ก สุธม ั มปั ญโญ เก็บตกบ ้านอนุ สาวรีย ์ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๓

โรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่เกิดจากกรรมเก่าที่ทํามา ถาม : หนู มีอาชีพเป็ นหมอ น้องสาวที่อยู่ด ้วยกันเรียนจัดดอกไม้ ขณะคุยโทรศัพท ์ กันอยู่ดีๆ เขาก็พูดไม่ได้ อ่อนแรงไปค่ะ ขนาดหนู เป็ นหมอ ยังคิดว่าไม่น่าจะมาเกิด กับน้อง หนู พยายามทําใจยอมรับ แต่หนู ก็ยงั ทําใจไม่ได้ ตอบ : ไม่ต ้องยอมรับจ ้ะ เขาให้เราทําหน้าที่ แต่เราทําผิดเอง เราทําผิดตรงที่ ้ ไปตังใจให ้ยอมรับ ถ้ากําลังใจของเราไม่พอ จะยอมรับไม่ได้ ให้เปลี่ยนกําลังใจ ของเราไปทําหน้าที่แทน อย่างเช่นว่า ต้องดูแลเขาอย่างไร จะต้องรักษาเขาอย่างไร ต้องฟื ้ นฟูสภาพจิตใจ เขาอย่างไร แสดงว่าเราหลงประเด็นเอง ้ วน ถาม : น้องหนู ยงั นอนที่ ไอ.ซี.ยู. ตังแต่ ั ที่ ๑๕ แล้ว เหมือนกับเขาดีขน ึ ้ แต่ก็ยงั ไม่รบั รู ้ ้ ตอบ : ภาษาพระเขาบอกว่า วาระกรรมมาถึงพอดี เอาอย่างนี ..อะไรๆ เราก็จ่าย มาแล้ว จ่ายอีกสักหมื่นห ้าก็แล้วกัน ไปบอกเขาว่าจะปล่อยชีวิตสัตว ์ ปล่อยพวกวัว ้ ่ ควายให ้เขา แล้วอุทิศให ้เจ ้ากรรมนายเวรให ้เขาอโหสิกรรมให ้ด้วย แต่ต ้องไปซือที โรงฆ่าสัตว ์ แถว ๆ โรงฆ่าสัตว ์ปทุมธานี ก็ได้ ้ โรงฆ่าสัตว ์ปทุมธานี อยู่ตรงกันข ้ามกับ ธนาคารโคกระบือของในหลวง เราซือจากโรง ฆ่าสัตว ์ก็จงู ข ้ามไปที่ธนาคารโคกระบือ ให ้เขาเอาเข ้าบัญชีไปเลย เท่ากับว่าเรา ช่วยชีวิตสัตว ์ใหญ่ เรื่องของ โรคภัยไข้เจ็บ ส่วนใหญ่เกิดจากกรรมเก่าที่ทํามา ในการที่เราไป ฆ่าคนฆ่าสัตว ์เอาไว้ จึงต้องคืนให ้เขาด้วยชีวิต อาการที่หนักแบบนี ้ควรจะคืนเขา ด้วยชีวิตของสัตว ์ใหญ่ จะให ้ไปช่วยชีวิตคนก็คงหาที่ไหนไม่ได้ เพราะไม่มีใครเอา คนไปฆ่าให ้เราเห็น ก็ต ้องเอาสัตว ์มีชวี ิตนี่ แหละ ลองไปเลือกดู…ราคาน่ าจะไม่เกิน หนึ่ งหมื่นห ้าพันบาท ไปสื่อสารกับคนป่ วย ถ้าเขาสามารถกระพริ บตาได้หรื อจับ มือเราบีบได้ ก็ ้ บอกให้เขารับรู ้ พอทําเสร็จก็กลับมาบอกเขาอีกที บอกให้เขาตังใจว่ าบุญ

http://www.dhammatan.net


3

้ ้ ขออุทิศให้ก ับเจ้ากรรมนายเวร อย่างน้อยๆ ก็เป็ นแสงสว่าง ที่เราทําทังหมดนี หนึ่ งที่ปลายอุโมงค ์ มีทางดีกว่าไม่มีเลย ************************** โรคที่เกิดจากกรรมเก่า ไม่ว่าจะเป็ นการได้รับอุบต ั ิเหตุต่างๆ หรือ การเจ็บไข ้ได้ ่ วนใหญ่เป็ น ป่ วย เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส ์ โรคอัมพฤกษ ์อัมพาต เป็ นต้น ซึงส่ ่ ผลจากการละเมิดกุศลกรรมบท 10 อัน ซึงประกอบด้วย กรรมทางกาย 3 ประการ กรรมทางวาจา 4 ประการ และ กรรมทางใจ 3 ประการ ได้แก่ กรรมบถ ๑๐ ประการ ๑. ไม่ฆ่าสัตว ์ หรือไม่ทรมานสัตว ์ให ้ได้รับความลําบาก ๒. ไม่ลก ั ทรัพย ์ คือไม่ถือเอาทรัพย ์ของผูอ้ ื่นที่เขาไม่ให ้ด้วยความเต็มใจ ๓. ไม่ทําชูในบุ ้ ตรภรรยาและสามีของผูอ้ ื่น (ขอแถมนิ ดหนึ่ ง ไม่ดื่มสุราและเมรัยที่ทําให ้มึนเมาไร ้สติ) ๔. ไม่พูดจาที่ไม่ตรงความเป็ นจริง ๕. ไม่พูดวาจาหยาบคายให ้สะเทือนใจผูร้ บั ฟั ง ๖. ไม่พูดส่อเสียดยุให ้รําตําให ้รัว่ ทําให ้ผูอ้ ื่นแตกร ้าวกัน ๗. ไม่พูดจาเพ้อเจ ้อเหลวไหล ๘. ไม่คิดอยากได้ทรัพย ์ของผูอ้ ื่นที่เจ ้าของเขาไม่ยกให ้ ๙. ไม่คิดประทุษร ้ายใคร คือไม่จองล้างจองผลาญเพื่อทําร ้ายใคร ่ ่ ๑๐. เชือพระพุ ทธเจ ้าและปฏิบต ั ิตามคําสังสอนของท่ านด้วยดี ดังจะขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ช ัดเจน คือ บุพกรรมในเรื่องความเจ็บป่ วยของพระ พุทธองค ์ ดังนี ้

บุพกรรมเรื่ องความเจ็บป่ วยของพระพุทธเจ้า

กรรมที่ทําให้หอ ้ พระโลหิต ในอดีตกาล พระโพธิสต ั ว ์และพระเทวทัตเกิดเป็ นพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดากัน ้ ดาล่วงลับไปแล้วเกิดทะเลาะด้วยเหตุแห่งทรัพย ์ พระโพธิสต ครันบิ ั ว ์มีกําลังมากกว่า ้ ้ จึงกดน้องชายนอนลงกับพืนดิน แล้วกลิงศิลาก้อนใหญ่ทบ ั ไว้ประสงค ์จะให้ตาย

http://www.dhammatan.net


4

ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสต ั ว ์ต้องเสวยทุกข ์ในอบายเป็ นเวลานาน แม้ใน ่ ปัจจุบน ั ด้วยเศษกรรมทีเหลืออยู่ พระพุทธเจ ้าจึงต้องถูกสะเก็ดศิลาที่พระเทวทัตกลิง้ ลงมาหมายจะให ้ทับพระองค ์กระเด็นมากระทบนิ ้วพระบาทจนห ้อพระโลหิต ขณะที่ ้ พระพุทธเจ ้าเสด็จดําเนิ นขึนบนเขาคิ ชฌกูฏ กรรมที่ต้องถู กผ่าตัด ในอดีตกาล พระโพธิสต ั ว ์เกิดเป็ นบุตรของนักเลงผูห ้ นึ่ ง เมื่อเจริญวัยจึงประพฤติตน ้ ่ งพระ เป็ นผูช ้ อบก่อการทะเลาะวิวาทหาเรื่องฆ่าฟั นกันด้วยความเคยชิน ครังหนึ โพธิสต ั ว ์ถือดาบเดินเข ้าไปในเมือง ไล่ฆ่าฟั นชาวเมืองผู ไ้ ม่มีความผิด จนถึง แก่ความตายเป็ นจํานวนมาก ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสต ั ว ์ต้องเสวยทุกข ์ในอบายเป็ นเวลานาน แม้ใน ่ ปัจจุบน ั ด้วยเศษกรรมทียังเหลืออยู่ พระพุทธเจ ้าจึงต้องให ้หมอชีวกโกมารภัจทํา การผ่าตัดเอาโลหิตร ้ายออกจากนิ ้วพระบาทที่ห ้อพระโลหิต เนื่ องจากถูกสะเก็ด ้ ศิลาที่พระเทวทัตกลิงลงมากระเด็ นมากระทบโดยแรง กรรมที่ทําให้ปวดพระเศียร ในอดีตกาล พระโพธิสต ั ว ์เกิดในหมู่บ ้านชาวประมงในเกวัฏฏคาม วันหนึ่ งพระ โพธิสต ั ว ์กับพวกบุรษ ุ ชาวประมงไปยังที่เขาฆ่าปลาเพื่อนํ าไปจําหน่ าย เห็นคน ้ ทังหลายฆ่าปลาด้วยการทุบหัวเกิดความโสมนัสยินดีในอกุศลกรรมนั้น ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสต ั ว ์ต้องเสวยทุกข ์ในอบายเป็ นเวลานาน แม้ใน ่ ปัจจุบน ั ด้วยเศษกรรมทียังเหลืออยู่ พระองค ์บังเกิดในตระกูลศากยราช แม้จะได้ บรรลุความเป็ นพระพุทธเจ ้าแล้วก็ยงั ได้เสวยความเจ็บปวดที่พระเศียรอย่างรุนแรง ทันที่ที่ทราบข่าวว่าพระเจ ้าวิฑูฑภะทําลายล้างเหล่าศากยะถึงความพินาศไปด้วยกัน ้ เกือบทังหมด กรรมที่ทําให้ปวดพระปฤษฎางค ์ (ปวดหลัง) ้ ในอดีตกาล พระโพธิสต ั ว ์เกิดในตระกูลคหบดี เป็ นผูม้ ีรป ู ร่างเตียแต่ มีพละกําลัง ้ ้ ้ ่ ่ แข็งแรง ครังนันมีนักมวยปลําผูห ้ นึ งเทียวท้าทายเหล่าชนในเมือง ให ้มาประลองกําลัง กับตน ปรากฏว่าไม่มีผใู ้ ดสามารถเอาชนะได้ พระโพธิสต ั ว ์เห็นดังนั้นจึงเข ้าไป ้ น ประลองฝึ กมือ อาศัยความประมาท นักมวยปลําผู ้ ั้น ถู กพระโพธิสต ั ว ์จับตัว ้ ้ ้ ยกขึนหมุนไปโดยรอบ แล้วปล่อยทิงลงมา นักมวยปลําได้รบ ั บาดเจ็บที่ กระดู กสันหลัง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสต ั ว ์ต้องเสวยทุกข ์ในอบายเป็ นเวลานาน ด้วยเศษ ่ กรรมทียังเหลืออยู่ ในชาตินี้ทําให ้พระองค ์บังเกิดทุกขเวทนาด้วยการปวด พระปฤษฏางค ์ ขณะที่ประทับนั่งเป็ นเวลานาน โดยมิได้เคลื่อนไหวอิ ริยาบถ ในกาล

http://www.dhammatan.net


5

บางคราวพระองค ์จึงตรัสกับพระสารีบต ุ รและพระโมคคัลลานะ ให ้แสดงธรรมต่อจาก พระองค ์ กรรมที่ทําให้ลงพระโลหิต ้ พด้วยการรับรักษาโรคทัวไป ่ ในอดีตกาล พระโพธิสต ั ว ์เกิดเป็ นแพทย ์ หาเลียงชี ้ งมาช ้านาน ไม่มีผใู ้ ดรักษาให ้หายได้ เศรษฐีผู ้ บุตรเศรษฐีผห ู ้ นึ่ งป่ วยด้วยโรคเรือรั บิดาจึงมาข ้อร ้องให ้พระโพธิสต ั ว ์ทําการรักษา พระองค ์ประกอบยาขนานหนึ่ งให ้ ้ ผูป้ ่ วยดื่ม ครันอาการทุ เลาลง พระโพธิสต ั ว ์เรียกร ้องค่าดูแลรักษา เศรษฐีตอบแทน ด้วยกหาปณะเล็กน้อย พระโพธิสต ั ว ์ไม่พอใจจึงประกอบยาให้อีกขนานหนึ่ ง ่ ตรเศรษฐีบริ โภคแล้วเกิดอาการถ่ายเป็ นโลหิตจนถึงแก่ความตาย เมือบุ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระโพธิสต ั ว ์ต้องเสวยทุกข ์ในอบายเป็ นเวลานาน ด้วยเศษ ่ ้ กรรมทียังเหลืออยู่ ในชาตินีทําให ้พระองค ์เกิดอาการลงพระโลหิต หลังจากเสวยสู กรมัททวะที่นายจุนทะถวาย จนต้องปรินิพพาน ่ า กรรม แม้จะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม เมื่อถึงวาระที่กรรม นั้นจะ ชือว่ ให ้ผลแม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ ้า ผูป้ ระเสริฐสุดในไตรภพ ก็ยงั มิอาจ ่ ้ หลีกเลียงให ้พ้นไปได้ด้วยประการฉะนัน

ขุททกนิ กาย อปทานเล่ม ๘ ภาค ๑ อรรถกถาพุทธวรรค พุทธาปทาน ททกนิ กาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓

, ขุ

ความทุกข ์ทรมานของผู ป ้ ่ วยระยะสุดท้าย

้ อว่ ่ าความเจ็บป่ วยย่อมไม่มีใครปรารถนา ดังพุทธพจน์ที่ทรงตรัสว่า “การไม่ ขึนชื มีโรค เป็ นลาภอ ันประเสริ ฐ” อย่าว่าแต่ผป ู ้ ่ วยระยะสุดท้ายเลยครับ แม้แต่การ ่ เจ็บไข ้ธรรมดา หรือโรคปวดหัวธรรมดานี ก็ทรมานมากแล้ว ่ าลังป่ วยด้วยโรคต่างๆ ที่แพทย ์ คําว่า ผู ป ้ ่ วยระยะสุดท้าย ในที่นี ้ หมายถึง ผูท ้ ีกํ แผนปัจจุบน ั ลงความเห็นว่า ไม่สามารถทําให ้หายได้ และโรคมีความรุนแรงมาก

http://www.dhammatan.net


6

้ ่อยๆ และคาดการณ์ว่าจะเสียชีวิตในเวลาไม่นานนัก เช่น มะเร็งระยะสุดท้าย ขึนเรื ที่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ แล้ว หรือผูป้ ่ วยไตวายระยะสุดท้ายที่ไม่ได้รับการ ฟอกไต ผูป้ ่ วยด้วยโรคใดๆ ที่มีภาวะแทรกซ ้อนรุนแรงจนอวัยวะต่างๆ ทํางาน ้ ล้มเหลว เช่น ผูป้ ่ วยอัมพฤกษ ์อัมพาตที่นอนนานๆ จนเกิดปอดบวมและติดเชือใน กระแสเลือด มีภาวะช็อคจนทําให ้อวัยวะต่างๆ ทํางานล้มเหลว เป็ นต้น ผมขอยกตัวอย่างผูป้ ่ วยมะเร็งระยะสุดท้าย.. ผูป้ ่ วยกลุ่มนี ้มีความทุกข ์ทรมานหลายอย่าง ดังนี ้ - อย่างแรกเลย เมื่อรูว่้ าตัวเองเป็ นมะเร็ง นั่นคือความกังวลเรื่องโรค ความ กลัวต่างๆ บางคนกลัวตาย บางคนกลัวความเจ็บปวด บางคนเครียดกับโรค มาก กลับยิ่งทําให ้โรคทรุดลงเร็วขึน้ นั่นเป็ นเหตุผลที่ทําให ้ญาติบางคน บังคับหรือขอร ้องให ้แพทย ์ปิ ดบังผูป้ ่ วยไม่ให ้รับรูความจริ ้ งเกี่ยวกับโรคที่เป็ น ่ นสิ่งที่ผิดต่อผูป้ ่ วย เพราะเขาควรจะได้รับรูโรคที ่เขาเป็ น เนื่ องจาก (ซึงเป็ ้ ์ อผูอ้ ื่นแม้แต่ญาติ) และเป็ นเหตุผลที่ เป็ นเจ ้าของร่างกาย ย่อมมีสิทธิเหนื แพทย ์จํานวนมากเลี่ยงที่จะบอกความจริงกับผูป้ ่ วย แต่เลือกที่จะบอกกับ ้ ที่รู ้ ญาติแทน และส่วนใหญ่แพทย ์มักพูดให ้กําลังใจผูป้ ่ วยเกินจริง คือทังๆ ้ ้เพื่อให ้ผูป้ ่ วยไม่วิตก ว่าหมดหวัง แต่ก็บอกว่ามีโอกาสหาย เป็ นต้น ทังนี กังวลกับโรคจนทําให ้โรคทรุดเร็ว แต่คําถามคือ เป็ นสิ่งที่ดีต่อผูป้ ่ วยจริงหรือ ?? - ความทรมานอย่างที่สอง คือความทรมานจากโรค โรคบางโรคมีอาการ เจ็บปวดมาก อย่างเช่น มะเร็งสมอง มะเร็งลําไส้ ผูป้ ่ วยบางรายจําเป็ นต้อง ใช ้ยาแก้ปวดที่แรงที่สุด คือ มอร ์ฟี น บางคนจําเป็ นต้องทําให ้ติดยาไปเลย แต่เมื่อยาหมดฤทธิก็์ กลับมาปวดทรมานเช่นเดิม อย่าว่าแต่ปวดจากมะเร็ง เลย หากใครเคยเป็ นโรคไมเกรนธรรมดา เวลาปวด บางคนถึงกับเอาหัว ่ ยบไม่ได้เลยกับการปวดจากมะเร็งสมอง เขกฝาบ ้านก็มี ซึงเที - ความทรมานอย่างที่สาม คือ ความทรมานจากการรักษา ปัจจุบน ั เทคโนโลยีทางการแพทย ์ เจริญก้าวหน้ากว่าสมัยก่อนมาก และก็มีการ พัฒนาไปเรื่อยๆ โรคที่แต่ก่อนเป็ นแล้วตายก็สามารถรักษาให ้หายได้ หรือ ้ ยืดอายุผป ู ้ ่ วยให ้ยาวนานขึนได้ สําหรับการรักษาโรคมะเร็ง ก็มีทงการผ่ ั้ าตัด การให ้ยาเคมีบําบัด การฝั งแร่ หรือการฉายรังสี สําหรับมะเร็งระยะแรกๆ ก็ ถือว่าเป็ นเรื่องดี เพราะอาจทําให ้หายได้ แต่สําหรับมะเร็งสุดท้ายเป็ นเรื่องที่ น่ าคิด เพราะการรักษาทุกอย่าง ย่อมมีผลข ้างเคียง สมัยผมเป็ นนักศีกษา แพทย ์ เคยได้ยินอาจารย ์สอนเรื่องมะเร็งบางอย่างว่า ผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตาย ่ ่ว่า อาจยืดอายุผป และก็มีหลายเคสที่ได้รับการผ่าตัดโดยความเชือที ู ้ ่ วยไป ได้อีกเล็กน้อย แต่ก็มีหลายเคสเช่นกันที่เสียชีวิตระหว่างผ่าตัด ……. นอกจากนี ้ การให ้ยาเคมีบําบัดสําหรับผูป้ ่ วยมะเร็งสุดท้าย จุดประสงค ์คือ ่ ้ ป้ ่ วยไม่มีผลข ้างเคียงจากยา ก็ถือว่าเป็ น ยืดอายุผป ู ้ ่ วยออกไป ซึงบางครั งผู เรื่องดี แต่หลายคนก็ต ้องทนกับผลข ้างเคียงต่างๆ เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ได้ ผมร่วง หรือบางทียาไปกดภูมิคมกั ุ ้ นจนทําให ้ติด ้ เชือได้ง่ าย และเสียชีวิตจากโรคแทรกซ ้อนเหล่านี ้ สําหรับบทสุดท้ายแห่ง ้ วิตก็คือ ชีวิต เมื่อร่างกายทนไม่ไหวแล้ว หายใจเองไม่ได้ กระบวนการยือชี

http://www.dhammatan.net


7

การใส่ท่อช่วยหายใจเข ้าไปในหลอดคอ แล้วต่อให ้เครื่องช่วยหายใจทํางาน แทนร่างกาย และเมื่อหัวใจหมดสภาพคือหยุดเต้น กระบวนการฟื ้ นคืนชีพ ด้วยการนวดหัวใจ ก็ต ้องทําตามแนวทางการรักษา สุดท้ายบางคนหัวใจ กลับมาเต้นได้ แต่เป็ นเจ ้าชายนิ ทราต้องนอนใส่เครื่องช่วยหายใจไปเรื่อยๆ จนกว่าหัวใจจะหยุดเต้นใหม่แล้วค่อยช่วยฟื ้ นคืนชีพกลับมาอีกครัง้ …… สรุปว่ากว่าจะเสียชีวิตได้ ต้องผ่านความทรมานมามากมายอย่างที่กล่าวมา ข ้างต้น - อ่านมาถึงจุดนี ้ ท่านผูอ้ ่านคงจะรับรูถึ้ งความทรมานของผูป้ ่ วยระยะสุดท้าย มากขึน้ และสําหรับท่านผูอ้ ่านที่เป็ นผูป้ ่ วยระยะสุดท้าย ก็อย่าพึ่งตกอก ้ ตกใจท ้อแท ้สินหวั งไปครับ เพราะในหนังสือเล่มนี ้ ผมมีวิธีเอาชนะความ ่ ่ ดหัวใจครับว่า หากท่านปฏิบต เจ็บป่ วยเหล่านี ้มาบอกครับ ซึงผมเชื อสุ ั ิตาม จะสามารถเอาชนะโรคร ้ายได้แน่ นอนครับ ….

ทําไมผมถึงกล่าวว่าการช่วยฟื ้ นคืนชีพผู ป ้ ่ วยระยะสุดท้าย อาจ เป็ นการทําร้ายผู ป ้ ่ วย

การช่วยฟื ้ นคืนชีพ หมายถึง กระบวนการที่ประกอบไปด้วยการกดหน้าอก การ ใส่ท่อช่วยหัวใจ การให ้ยากระตุนหั ้ วใจ และบางกรณี อาจต้องใช ้การช็อคหัวใจด้วย ่ ไฟฟ้ าร่วมด้วย ซึงจะทําในกรณี ท่ผู ี ป้ ่ วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นใหม่ๆ แนวทางการดู แลผู ป ้ ่ วยระยะสุดท้ายมี 2 แนวทาง คือ 1. การดู แลแบบเต็มที่ กล่าวคือ ให ้การรักษาผูป้ ่ วยทุกอย่างตามแนว ทางการดูแลรักษาโรคนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็ นผ่าตัด ให ้ยาเคมีบําบัด การทํา หัตถการต่างๆ และหากสภาพร่างกายผูป้ ่ วยแย่ลง หายใจเองไม่ไหว ก็ให ้ การรักษาโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ ต่อเข ้ากับเครื่องช่วยหายใจ และหาก ทรุดลงจนหัวใจหยุดเต้น ก็ให ้การช่วยฟื ้ นคืนชีพตามแนวทางการรักษา หากช่วยฟื ้ นคืนชีพไปได้จนแพทย ์เห็นสมควร (ส่วนใหญ่ประมาณ 30 นาที) แล้วหัวใจยังไม่กลับมาเต้น ให ้แพทย ์พิจารณาหยุดช่วยฟื ้ นคืนชีพ

http://www.dhammatan.net


8

้ วิตผูป้ ่ วยให ้นานที่สุดเท่าที่จะทําได้ ข้อดีของวิธีนี้คือ ช่วยยือชี ข้อเสีย คือ เป็ นการทรมานผูป้ ่ วย เพราะหัตถการต่างๆ ทําให ้เจ็บปวด ้ น ้ ทังสิ 2. การดู แลแบบประคับประคอง หมายถึง การดูแลผูป้ ่ วยด้วยยาหรือให ้ ออกซิเจนอย่างเดียว โดยไม่ทําหัตถการใดๆ ที่จะทําให ้ผูป้ ่ วยได้รับความ ทรมาน เพื่อให ้ผูป้ ่ วยทรมานน้อยที่สุด และหากร่างกายทนไม่ไหว จะไม่ทํา ้ ป้ ่ วยไว้ กล่าวคือ ไม่ชว่ ยฟื ้ นคืนชีพนั่นเอง เพื่อให ้ หัตถการใดๆ ที่จะยือผู ผูป้ ่ วยจากไปอย่างสงบ ่ ้ ซึงแนวทางเหล่ านี ้แพทย ์จะชีแจงให ้ผูป้ ่ วยและญาติตด ั สินใจ(ส่วนใหญ่จะเป็ นญาติ ์ ดสินใจแทน เป็ นแต่เพียงผูแ้ นะแนวทาง เพราะผูป้ ่ วยมักไม่มีสติ) แพทย ์ไม่มีสิทธิตั เท่านั้น และต้องปฏิบต ั ิตามสิ่งที่ผูป้ ่ วยและญาติได้เลือกแล้ว สําหรับกรณี ที่แพทย ์ยัง ้ บ ไม่ได้คุยแนวทางการดูแลดังกล่าวกับผูป้ ่ วยและญาติ หากเกิดกรณี ฉุกเฉิ นขึนกั ผูป้ ่ วย แพทย ์จะต้องถือแนวทางที่ 1 เป็ นหลักคือ เต็มที่ทุกอย่าง ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการช่วยฟื ้ นคืนชีพแต่อย่างใด เพราะตามสถิติทางการแพทย ์ หากเราสามารถช่วยฟื ้ นคืนชีพผูป้ ่ วยที่มีภาวะหัวใจ หยุดเต้นเฉี ยบพลัน หากช่วยได้เร็วภายใน 4 นาที อาจช่วยให ้ผูป้ ่ วยกลับมามีชวี ิต ได้ ≥ 30% หรือประมาณ 1 ใน 3 เลยทีเดียว แต่น่ นหมายถึ ั งผูป้ ่ วยส่วนใหญ่ที่ยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่ จึงมีโอกาสฟื ้ น ้ ขึนมาได้ แต่สําหรับผูป้ ่ วยระยะสุดท้ายที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว โอกาสฟื ้ นคืนชีพ สําเร็จมีนอ้ ยมากๆ และถึงหัวใจกลับมาเต้นได้ แต่ก็ไม่นาน เดี๋ยวก็หยุดเต้นใหม่ ในฐานะแพทย ์คนหนึ่ ง สําหรับผูป้ ่ วยระยะสุดท้ายที่ร่างกายทนไม่ไหวจนถึงขนหั ั้ วใจ หยุดเต้น ผมไม่อยากทําการช่วยฟื ้ นคืนชีพเลย เพราะเป็ นการทรมานผูป้ ่ วยเฉยๆ โดยมองไม่เห็นโอกาสสําเร็จ และพระพุทธองค ์ทรงสอนว่า ก่อนตายหากจิตผ่องใส ย่อมได้ไปสู่สค ุ ติ แต่หากจิตเศร ้าหมองก่อนตาย ต้องไปสู่ทค ุ ติ คืออบายภูมิทงั้ 4 แล้วท่านผูอ้ ่านลองคิดดูว่าคนที่กําลังถูกใส่ท่อช่วยหายใจหรือกดหน้าอกอยู่นี่ จิต ท่านจะผ่องใสหรือเศร ้าหมองผมว่าส่วนใหญ่น่าจะจิตเศร ้าหมอง แต่ถ ้าจิตท่านผ่องใส ได้นี่ แสดงว่าท่านเก่งจริงๆ แสดงว่าฝึ กจิตมาดี ่ าเรื่องนี ้ยังเป็ นปัญหาของโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง คือ มุมมองของ ผมเชือว่ แพทย ์และของญาติไม่เหมือนก ัน…. เท่าที่ผมเคยได้สอบถามบุคลากรทางการแพทย ์คนอื่นๆ ว่าถ้าตัวเองเป็ นผูป้ ่ วยระยะ ้ สุดท้าย ทุกคนที่ผมถามมา(รวมทังความคิ ดของผมเองด้วย) จะเลือกแนวทางที่ 2 คือการดูแลแบบประคับประคอง ตรงกันข ้ามกับญาติส่วนใหญ่จะเลือกแนวทางที่ 1 คือเต็มที่ทุกอย่าง เพราะยังทํา ใจยอมรับความตายของผูป้ ่ วยที่จะมาเยือนยังไม่ได้

http://www.dhammatan.net


9

้ ปัจจัยที่ทําให ้มุมมองของทังสองฝ่ ายไม่เหมือนกัน ผมคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจาก ่ ่ ขาดการสือสารทีดีระหว่างแพทย ์ก ับผู ป ้ ่ วยและญาติ แพทย ์มีข ้อมูลต่างๆ ้ มากมายจนทําให ้ได้ข ้อสรุปว่าไม่ควรช่วยฟื นคืนชีพ แต่ฝ่ายผูป้ ่ วยและญาติไม่ได้ ้ ่แพทย ์กลับพูดตรงข ้ามโดยการให ้กําลังใจว่าโรคจะดี รับรูด้วย ้ ตรงกันข ้ามบ่อยครังที ้ อหายได้ เพื่อไม่ให ้ผูป้ ่ วยกังวล นอกจากนี ้ ระบบการสาธารณสุขบ ้านเราก็ ขึนหรื รูๆ้ กันอยู่ว่า แพทย ์มีนอ้ ยเมือเทียบกับจํานวนผูป้ ่ วย ทําให ้แพทย ์ไม่มีเวลามา สื่อสารกับผูป้ ่ วยและญาติได้อย่างที่ควรจะเป็ น ้ มที่ ผมว่าทางออกที่ดีท่สุ ี ดคือ การที่แต่ละโรงพยาบาลควรจัดตังที ประกอบด้วย สหสาขาวิชาชีพ เพื่อดู แลผู ป ้ ่ วยกลุ่มนี ้ โดยเฉพาะ และนํ า ้ แนวทางของพุทธศาสนาเข ้ามาช่วยให ้ผูป้ ่ วยระยะสุดท้ายมีความสุขในชีวิตบันปลาย และช่วยให ้ผูป้ ่ วยได้ตายดี เหมือนที่มีบางโรงพยาบาลหลายแห่งได้ทําเป็ นรูปเป็ นร่าง และน่ าเอาเป็ นตัวอย่าง ยกตัวอย่างคือ ทีมที่เรียกตัวเองว่า หน่ วย Palliative ่ ่องนี ้ผมจะนํ ามากล่าวเกี่ยวกับ บทบาทของ Care (พัลเลียทีฟแคร ์) เป็ นต้น ซึงเรื บุคลากรทางการแพทย ์ในบทที่ 5 อีกทีครับ… ้ ก่อนจบหัวข ้อนี ้ ผมขอยกตัวอย่างการมรณภาพของพระอริยะทังหลาย ครูบา ้ ่ ่ ้ วิต อาจารย ์ทังหลายเท่าทีผมทราบประวัติมา ไม่มีองค ์ใดเลยทีให ้แพทย ์ทําการยือชี มีแต่บอกบรรดาลูกศิษย ์เอาไว้ก่อนตอนที่ท่านยังมีสติว่า อย่าทําการฟื ้ นคืนชีพ เด็ดขาด ปล่อยให้ท่านจากไปอย่างสงบ…

http://www.dhammatan.net


10

บทที่ 2 พุทธวิธีชนะความเจ็บป่ วย

้ จากบทที่แล้ว คงทําให ้รูสาเหตุ ้ ความเจ็บป่ วยทังหลายกั นดีแล้ว บทนี ้จะว่าด้วย วิธีการเอาชนะความเจ็บป่ วยที่นอกเหนื อจากการดูแลทางการแพทย ์ไม่ว่าจะเป็ น การแพทย ์แผนปัจจุบน ั แผนโบราณ หรือการแพทย ์ทางเลือก หากรักษาตาม ่ แนวทางดังกล่าวแล้วโรคยังไม่หาย โรคนั้นอาจมีสาเหตุมาจากกรรมเก่า ซึงต้องใช ้ พุทธวิธีเข ้าช่วย..

การต่ออายุป้องก ันอุปฆาตกรรม พูดถึงเรื่อง ความตาย ในทางพุทธศาสนาแบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภท คือ ๑. กาลมรณะ หมายถึง ความตายในเวลาอันสมควร เหมือนมนุ ษย ์หรือสัตว ์โลก ้ ่ดําเนิ นชีวิตไปตามปกติ ก็สนชี ทังหลายที ิ ้ วิตตามธรรมชาติ อันเนื่ องมาจาก ้ - ตายเพราะสินอายุ (อายุกขมรณะ) หมายความว่า เป็ นความตายของ ้ ่ ้ ้ สัตว ์ทังหลายทีต้องตายโดยสินอายุข ัย สัตว ์ทังหลายย่ อมมีชวี ิตอยู่ด ้วยการกําหนด ้ ขอบเขตแห่งการตังอยู่ของชีวิตรูป มีกําหนดขอบเขตอายุข ัยของตนไปตามภูมิที่ตน เกิด ้ - ตายเพราะสินกรรม (ก ัมมักขยมรณะ) หมายความว่า เป็ นความตาย ้ ่ ของสัตว ์ทังหลายทีเกิดขึน้ เพราะชนกกรรม ที่มีหน้าที่ส่งผลให ้เกิดปฏิสนธิ ในภพนั้น ๆ และ อุปถัมภกกรรม ที่มีหน้าที่ช่วยอุดหนุ นให ้รูปนามที่เกิดจาก ้ ่ได้ในภพนั้น ๆ ได้มีการสินสุ ้ ดแห่งกรรมทังสองดั ้ ชนกกรรมให ้ตังอยู งกล่าวนี ้ ้ ้ - ตายเพราะสินอายุ และสินกรรม (อุภยักขยมรณะ) หมายความว่า เป็ น ้ ่ถึงแก่ความตายนั้น มีอายุยืนอยู่ได้จนกระทัง้ ความตายของสัตว ์ทังหลายที ครบอายุข ัยและอํานาจของกุศลชนกกรรม หรืออกุศลชนกกรรม ก็พอดี ้ ดแห่งอายุ หมดลงพร ้อมกับความสินสุ

http://www.dhammatan.net


11

๒. อกาลมรณะ หมายถึง ความตายในเวลาที่ยังไม่สมควร คือ ตายเพราะถูกกรรม เข ้ามาตัดรอน (อุปฆาตกรรม) ทําให ้ต้องตายด้วยสาเหตุต่าง ๆ อันเนื่ องมาจาก ตายเพราะประสบอุปัทวเหตุ (อุปจเฉทกมรณะ) หมายความว่า เป็ นความตายของ ้ ่ต้องประสบกับเหตุให ้ต้องตายลงด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ถูกฆ่าตายบ ้าง สัตว ์ทังหลายที ้ ้ เมื่อตาย ถูกรถชนตายบ ้าง เป็ นความตายที่อายุและกรรมของสัตว ์ทังหลายยั งไม่สิน ก่อนอายุข ัยเช่นนี ้ ต้องกลายเป็ น วิญญาณที่รอการเกิด หรือที่เรียกว่า สัมภเวสี จนกว่าจะถึงอายุข ัยของตนเอง จึงจะได้ไปเกิดตามภพภูมิต่างๆ สุดแท้แต่กรรมที่ตน ่ สังสมมา (สัมภเวสีในที่นี ้ผูเ้ ขียนหมายถึง วิญญาณที่รอการไปเกิด แต่ใน พระไตรปิ ฎก สัมภเวสี หมายความรวมถึง พรหม เทวดา มนุ ษย ์ และสัตว ์ใน ้ อบายภูมิทงหมดเพราะยั ั้ งอยู่ในวิสยั ที่ต้องเวียนตายเวียนเกิดทังหมด ) การป้ องก ัน อุปฆาตกรรมที่ทําให้ตายก่อนอายุข ัย หลวงพ่อฤาษีฯ แนะนํ าว่า ให้ทําบุญต่ออายุ โดยการปล่อยสัตว ์ที่เขากําลังจะฆ่า เช่น ปล่อยปลาในตลาด ไถ่ชวี ิตโค-กระบือ เป็ นต้น และทําสังฆทานที่มีพระพุทธรูป ้ ้ หน้าตักตังแต่ 4 นิ ้วขึนไปด้วย แล้วอุทิศบุญให ้กับเจ ้ากรรมนายเวร ควรทําเป็ น ้ ้ ่งดี เพราะเราไม่รวู่ ้ า อุปฆาตกรรม จะ ประจําอย่างน้อยปี ละครังหรือได้เดือนละครังยิ มาเมื่อใด ้ ้ แต่อย่าเข ้าใจผิดว่าจะต่ออายุได้เรื่อยๆ นะครับ เพราะหากสินอายุ ข ัยหรือสินกรรม แล้ว ทุกคนก็ต ้องตายหมด....

วิธีการต่ออายุ โดย พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

การต่ออายุก็ต ้องทําให ้มันถูก ถ้าทําไม่ถก ู แล้วก็เสียเงินเปล่า ถ้าบังเอิญเป็ น ้ อายุข ัยต่อเท่าไรไม่สําเร็จผล เพราะเชือไฟเดิมดับ หมดบุญบารมีที่ทํามา การหมดบุญบารมีนั้นแม้อายุข ัยก็ไม่แน่ บางคนเป็ นเด็กก็หมดอายุข ัย บางคนก็ เป็ นหนุ่ มเป็ นสาว บางคนวัยกลางคน บางคนก็ถึงวัยแก่ อายุข ัยนี่ ไม่แน่ นอนนัก ่ ั าหนด คําว่า อายุข ัย นี่ หมายความว่าก่อนที่จะเกิด กฎของกรรมดีหรือกรรมชวกํ

http://www.dhammatan.net


12

ชีวิตให ้มาเท่าไรถ้ากําหนดชีวิตมา ๒๐ ปี ก็ต ้องแค่ ๒๐ ปี ๑๐ ปี ก็ต ้อง ๑๐ ปี ๓ วัน ก็ต ้องแค่ ๓ วัน นี่ เป็ นอายุข ัยต่อไม่ได้ ถ้าตายก่อนนั้นเขาเรียกว่า อุป ฆาตกกรรม หรือว่า อกาลมรณะ อย่างนี ้ต่อได้ ้ และถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษท ั ทังหลายจะต่ ออายุแบบนี ้ ก็ต่อเสียทุกวันก็หมด เรื่องกัน วิธีต่อทุกวันก็หมายความว่า ให้ทุกท่านมีความเคารพในพระ รัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริ ยสงฆ ์อย่างจริ งจัง และก็ ต้องเว้นจากกรรมที่ เป็ น ปาณาติบาต และ ถ้ามีเวลาเดินผ่านไป มีใครเขา ้ ้ หาปลาหาเต่า ที่เขาจะฆ่ามันให ้ตายก็ออกสตางค ์ซือพอกํ าลังที่เราจะซือได้ แล้วก็ นํ าไปปล่อยในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยในหม้อข ้าวหม้อแกงของเรานะไปปล่อยใน สถานที่ ๆ เธอจะมีความสุขในแม่นํ้าก็ได้ หนอง คลอง บึงก็ได้ปล่อยให ้เธอรอด ชีวิต ตามวิธีโบราณาจารย ์ท่านสอนไว้อย่างนี ้นะว่า วิธีต่ออายุใหญ่ คือถึงปี หนึ่ งถ้าเป็ น วันเกิดหรือเป็ นวันสําคัญของเรา วันไหนก็ได้ทํากับข ้าว ทําอาหารพิเศษตามที่เรา พอใจ เท่าที่ทุนจะพึงมี จัดการใส่บาตรแก่พระสงฆ ์ในพระพุทธศาสนา แล้วก็ถ ้าหา กว่ามีสตางค ์ก็สร ้างพระพุทธรูปสัก ๑ องค ์ พระพุทธรูปนี่ จะเป็ นพระดินเหนี ยวก็ได้ เป็ นพระปูนซีเมนต ์ก็ได้ เป็ นปูนปลาสเตอร ์ก็ได้ หรือพระโลหะก็ได้ไม่จํากัด เพราะ เป็ นรูปพระแล้ว มีอานิ สงส ์เสมอกัน แต่ต ้องมีหน้าตักไม่นอ้ ยกว่า ๔ นิ ้ว ถวายไว้ เป็ นสมบัติของสงฆ ์หลังจากนั้นก็เอาสัตว ์ที่จะพึงถูกฆ่าตาย อย่างที่เขานํ าเอามาขาย ้ เพื่อแกงหรือที่เขาทอดแหสุ่มปลาได้ ถ้ามีสตางค ์ก็ไปซือเขาสั กตัว ๒ ตัว ตาม กําลัง แล้วปล่อยไป และก็อท ุ ิศส่วนกุศลให ้ แก่เจ ้ากรรมนายเวร และเทวดาผูร้ ก ั ษาชีวิต ท่านบอกว่าถ้าทําอย่างนี ้เป็ นนิ จ คําว่า อุปฆาตกกรรม คือกรรมที่เข ้ามาริดรอนก่อนอายุข ัยก็ดี และ อกาลมรณะ การที่ จะตายก่อนอายุข ัยก็ดี จะไม่มีสําหรับผูท ้ ี่ทําแบบนี ้ แต่ทว่าถ้ากรรมอย่างนี ้เข ้ามาถึง แค่ป่วยไม่มากก็เป็ นของธรรมดา เรื่องการต่ออายุนี่ มีในพระพุทธศาสนา แต่ว่าวิธีการต่ออายุขององค ์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ ้า ถ้าเดี๋ยวนี ้ที่ทํากันก็จ่ายหนักอยู่เหมือนกันนะ เอาพระไปสวดตัง้ ้ ้าวทังนํ ้ ้านี่ บางทีก็ต ้องจ่ายสตางค ์ด้วย แย่เหมือนกันนะพระเองก็จะ ๗ วันนี่ เสียทังข ทนไม่ไหว ก็เลยใช ้สายสิญจน์ก็แล้วกัน แต่ว่าสายสิญจน์ที่ทํากันนั้น ก็อย่าลืมพระ รัตนตรัย แต่ทางที่ดีญาติโยมพุทธบริษท ั ถ้าจะทําอย่างนั้นนะ ถ้าคนป่ วยจริง ๆ อย่า ้ ่ง ปล่อยให ้ไม่มีความรูสึ้ กตอนที่สติยงั อยู่ดี ๆ อยู่ ให ้นิ มนต ์พระไปสวดสักครังหนึ แต่ไม่ใช่สวด อภิธรรมหากเป็ นสวด พระปริตร วงสายสิญจน์ล ้อมรอบ ถ้าผูป้ ่ วย ้ จะต้องตายเพราะสินอายุ ข ัยก็ต ้องตายแน่ สายสิญจน์ป้องกันไม่ได้ แต่ว่าถ้าท่านผู ้ นั้นจะตาย อย่าลืมว่าคนป่ วยก็เหมือนกับคนที่ตกนํ ้า ว่ายนํ ้าไม่เป็ นเราส่งอะไรให ้ เกาะเขาก็จะเกาะ ส่งไม้ให ้เกาะเธอก็เกาะ ส่งสุนัขเน่ าให ้เกาะ เธอก็เกาะ เพราะ ต้องการทรงชีวิตอยู่ ก็เช่นกันถ้าคนป่ วย เห็นพระสวด พระปริตร จิตของคนป่ วย ในตอนนั้น ได้รับสมาทานศีลก่อน เวลานั้นก็จะรับการสมาทานศีลอยู่ด ้วย

http://www.dhammatan.net


13

สติสมั ปช ัญญะสมบูรณ์ ทําให ้เป็ นคนที่มีศีลเวลาที่มีการสวด พระปริตร จิตก็จะฟั ง พระสวดด้วยความเคารพ จิตจะยึดอยู่กบั พระ หลังจากพระกลับแล้ว จิตจะจับอารมณ์นั้นตลอด เพราะในขณะป่ วยไม่มีโอกาส ทําลายศีลต่อไปอีกเพราะกําลังป่ วยอยู่ก็ไม่สามารถที่ จะไปฆ่าใครหรือลักขโมยใคร ถือว่าเป็ นคนป่ วยที่มีศีลบริสท ุ ธิ ์ ถ้ามีการถวายทานด้วย ไม่ว่าทานนั้นจะเป็ น ธูป เทียน ดอกไม้ หรือปัจจัยโภชนาหารก็ตามถือว่าเป็ นการถวายทานแก่พระสงฆ ์ กําลังของทานจะช่วยคนป่ วยได้อีกแรงหนึ่ ง อีกประการหนึ่ ง ด้านอนุ สสติ ถ้ามีพระพุทธรูปด้วย จิตของเธอจะจับพระพุทธรูป เป็ นพุทธานุ สสติ จําเสียงสวดเป็ น ธัมมานุ สสติ การนึ กถึงพระสงฆ ์ ไปสวดก็เป็ น สังฆานุ สสติ ถ้าเป็ นอายุข ัยที่จะพึงตายบาปกรรมใด ๆ ที่ทํามาแล้วในกาลก่อนจะไม่ มีโอกาสให ้ผลในเวลานั้น เหลือแต่บญ ุ อย่างเดียวที่จะประคับประคองคนนั้นไปสวรรค ์ ไปพรหมโลกหรือไปนิ พพาน ที่มา หนังสือโอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 หน้า 34

สวดมนต ์รักษาโรคได้จริงหรือ

(จากหนังสือ โพชฌังคปริตร พุทธฤทธิ ์ พิชต ิ โรค)

ตามประวัติศาสตร ์พระพุทธศาสนา มีปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธเจ ้าทรงรักษาพระ สาวกผูอ้ าพาธด้วยพระพุทธมนต ์อยู่หลายครัง้ หลายรูป หรือแม้แต่พระองค ์เองเมื่อ ประชวร ได้ให ้พระสาวกสวดสาธยายพระพุทธมนต ์ถวายเพื่อบรรเทาความเจ็บไข ้ นี่ จึงเป็ นเรื่องยืนยันได้ว่า พระพุทธมนต ์มีอานุ ภาพรักษาโรคทางกายและโรคทางใจ ่ นัยว่า โรคทางกายและโรคทางใจเกี่ยวข ้องกันอย่างแยกไม่ออก จะต้อง ได้ ซึงมี รักษาควบคู่กน ั ไป พุทธศาสนิ กชนพึงเอาใจใส่ดแู ลสุขภาพกายและใจ อย่าละเลย อย่างใดอย่างหนึ่ ง ดังคําที่พระเดชพระคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ์ ปยุตโต) ท่านแนะนํ าไว้ว่า “เป็ นธรรมดาว่า กายกับใจนั้นเป็ นสิ่งที่อาศัยกันและกัน พอกายเจ็บป่ วยไม่สบาย ่ คนทัวไปก็ มก ั จะพาลจิตใจไม่สบาย เศร ้าหมองกระวนกระวาย กระสับกระส่ายไป ่ ้ รบั ประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายเศร ้าหมอง ผิวพรรณซูบซีด ด้วย เริมต้นตังแต่ เป็ นสิ่งที่เนื่ องอาศัยกัน ในทางตรงกันข ้าม คือในทางที่ดี ถ้าจิตใจดีสบาย บางทีก็กลับมาช่วยกาย เช่นใน ยามเจ็บป่ วย ถ้าจิตใจสบาย เช่นมีกําลังใจ หรือจิตใจผ่องใสเบิกบาน โรคที่ เป็ นมากก็กลายเป็ นน้อย หรือที่จะหายยากก็หายง่ายขึน้ ยิ่งถ้าหากว่ากําลังใจที่ดี

http://www.dhammatan.net


14

นั้นมีมากถึงระดับหนึ่ ง ก็ไม่เพียงแต่ให ้โรคบรรเทาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยรักษาโรค ้ ้ก็อยู่ที่ว่าจะช่วยทําใจของเราหรือรักษาใจของเราได้มากแค่ไหน ไปด้วยเลย ทังนี พระพุทธเจ ้า และพระมหาสาวกนั้น ท่านมีจิตใจที่พัฒนาให ้ดีงามเต็มที่ มีสข ุ ภาพ ด้านจิตที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ ก็จึงเรียกเอาด้านจิตมาช่วยด้านกาย ได้เต็มที่ ถ้าไม่เหลือวิสยั ของเหตุปัจจัย ก็เอาของดีที่มีในใจออกมารักษากายที่เป็ น โรคให ้หายไปได้” ้ ้ขึนอยู ้ แต่ใช่ว่าการสวดมนต ์จะช่วยรักษาโรคให ้หายได้ทุกอย่าง ทังนี ่กบั เหตุปัจจัย ่ 3 ประการ ดังทีพระนาคเสนเถระได้กล่าวเป็ นอุทาหรณ์เปรียบเทียบไว้ใน หนังสือมิ ลินทปัญหาว่า “อาหารตามปกติแล้วเป็ นสิ่งรักษาชีวิตแต่หากทานเกินขนาด และธาตุไฟหย่อนไม่ ย่อยเผาผลาญแล้วเป็ นเหตุให ้ถึงตายได้ อาหารจึงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้เสมอไป พระ ปริตรที่สวดก็เช่นกันบางทีก็รก ั ษาได้ บางทีก็รก ั ษาไม่ได้ เพราะมีเหตุ 3 ประการ คือ ้ 1. ถูกแรงกรรมปิ ดกัน ้ 2. ถูกกิเลสปิ ดกัน ่ 3. มีจิตไม่เชือในพระปริ ตร” บทสวดมนต ์ที่นิ ยมสวดรักษาโรค คือ บทโพชฌังคปริตร และการสวดบท พุทธคุณ หรือที่เรียกว่า บทอิติปิโส จํานวนเท่าอายุ + 1 สําหรับ วิธีสวดโพ ชฌังคปริ ตรพิชิตโรค ศึกษารายละเอียดได้ในภาคผนวกท้ายบทครับ …

สมาธิรก ั ษาโรคได้อย่างไร ประโยชน์ของสมาธิมีอย่างมากมาย ถ้าว่าถึงประโยชน์สงู สุดก็คือ เพื่อเตรียมจิตให ้ พร ้อมที่จะใช ้ปัญญาให ้รูแจ ้ ้งเห็นจริงในสภาวธรรม ในที่นี ้จะกล่าวเฉพาะที่มีผลต่อ การรักษาโรค พระเดชพระคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ์ ปยุตโต) ท่าน กล่าวว่า “สมาธิ… ช่วยเสริมสุขภาพกายและใช ้แก้ไขโรคได้ ร่างกายกับจิตใจอาศัยกันและมี ่ ่อกายไม่สบาย จิตใจก็พลอยอ่อนแอเศร ้าหมองขุน อิทธิพลต่อกัน ปุถช ุ นทัวไปเมื ่ มัว ้ ่ ้ ้ ่ ครันเสียใจไม่มีกําลังใจก็ยิงซําให ้โรคทางกายนันทรุดหนักลงไปอีก แม้ในเวลาที ร่างกายเป็ นปกติ พอประสบเรื่องราวให ้เศร ้าเสียใจรุนแรง ก็ล ้มป่ วยเจ็บไข ้ไปได้ ส่วนผูท ้ ี่มีจิตใจเข ้มแข็งสมบูรณ์ เมื่อเจ็บป่ วยกายก็ไม่สบายอยู่แค่กายเท่านั้น จิตใจ ไม่พลอยป่ วยไปด้วย ยิ่งกว่านั้นกลับใช ้ใจที่สบายมีกําลังจิตเข ้มแข็งนั้น หันกลับมา ส่งอิทธิพลบรรเทาหรือผ่อนเบาโรคทางกายได้อีกด้วย อาจทําให ้โรคหายง่ายและไว ขึน้ หรือแม้แต่ใช ้กําลังสมาธิระงับทุกขเวทนาทางกายไว้ก็ได้”

http://www.dhammatan.net


15

กรรมฐานแก้กรรมแก้โรค หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

หลวงพ่อจรัญท่านได้เมตตาสอนเรื่อง กรรมฐานแก้กรรม ได้รับการพิสจู น์ จากหลายท่านแล้วว่า สามารถแก้กรรมต่างๆ ให ้เบาบางลงได้ ไม่ว่าจะเป็ น ลูก เกเร สามีติดสุรา หรือแม้แต่โรคภัยไข ้เจ็บต่างๆ ผมขอยกคําสอนหลวงพ่อมา บางส่วนดังนี ้ครับ .. “…..เราต้องแก้กรรมของเราเสีย อ๋อ ! ปาณาติบาตเมื่อชาติก่อนติดมา เรา ้ ยขาในขณะนี ้ เราจะต้องรับสนองผลงานในโอกาสหน้า เราก็ รีบ ยังไม่ง่อยเปลียเสี บําเพ็ ญกุศล ด้วยการปฏิบต ั ิกรรมฐาน เราก็มาบําเพ็ ญทานศีลและภาวนา สวดมนต ์เป็ นนิ จ อธิษฐานจิตเป็ น ้ ประจํา อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตาให ้สรรพสัตว ์ทังหลาย ที่เราไปสร ้าง ้ ต รูบ้ ้าง ไม่รบ กรรมมาครังอดี ู ้ ้าง รูเท่ ้ าทันหรือไม่เท่าทันก็ตาม ถ้า ้ ้ รูเท่ ้ าไม่ถึงการณ์เช่นนี แล้ว ขอสรรพสัตว ์ทังหลายจงอโหสิ กรรมให ้แก่ข ้าพเจ ้า มัน ก็จะน้อยลงไป ยกตัวอย่างอาตมาเป็ นต้น อาตมารูตั ้ ว ๖ เดือน ก็ขออโหสิกรรมทุกวัน ว่าเราก็ไปหักคอนกมามาก หลาย เราก็บอกว่า พ่อนกเอ๊ยตอนที่ข ้าพเจ ้าเป็ นเด็กรูเท่ ้ าไม่ถึงการณ์ อย่าเอา โทษเราเลย ขอให ้โทษเราลดลงไป ให ้อภัยโทษเถิด เหมือนให ้การกับศาลรับสภาพ ฉะนั้น ศาลจะเมตตาเราที่ให ้ความสะดวกในการพิจารณาของศาล จึงลดโทษลงไปอีก ๖๐% เราอาจจะรอดจากความตายได้เลย ก็เตรียมให ้รถชนคอหักหมุนได้ แล้วก็ ้ ดในชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ผ่านจากหนักเป็ นเบาได้ กลับมาใช ้เวรกรรมให ้สินสุ คือมิได้ปฏิเสธทุกข ้อหาด้วยกรรมฐาน แก้กรรมได้อย่างนี ้ โดยรูตั ้ วของเราเอง ญาติโยมผูป้ ฏิบต ั ิธรรมทุกท่าน ถ้ามีเวทนาต้องสู ้ กําหนดให ้ได้ ปวดท้อง ปวดขา หรือปวดตรงไหน ปวดหนอ ตายให ้ตาย เดี๋ยวท่านจะเห็นกรรม เมื่อ อดีตชาติท่านทําอะไรไว้ท่านจะโล่งใจนะ ท่านจะดีใจเดี๋ยวท่านจะได้แก้กรรมด้วย การแผ่เมตตา อโหสิกรรม ข ้าพเจ ้าจะไม่ปฏิเสธกรรมทุกข ้อหา นี่ กรรมฐานแก้ กรรมอย่างนี ้

http://www.dhammatan.net


16

บางทีเรามีเวทนาหน่ อยเลิกเลย ไม่รจะแก้อย่ ู้ างไร ครูอาจารย ์เขาบอก กําหนด ปวดหนอ ๆ นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยามานั่งปฏิบต ั ิ เดี๋ยวนี ้ จบปริญญาโทเป็ นอาจารย ์ที่ขอนแก่นไปแล้ว ปวดหนอ ๆ ปวดหนักเข ้ามาบอกแม่ ้ ยุพิน บอกหนูไม่หาย แม่ยพ ุ ินให ้กําหนดต่อไป พอวันที่ ๓ นึ กขึนได้ เมื่ออยู่ชนั้ ้ น ใส่เกลือทังเป็ ้ น กําหนดหนักเข ้า ประถมสอง ประถมสาม หักขาเขียด หักทังเป็ ให ้อโหสิกรรม แผ่เมตตาให ้สัตว ์เสีย นี่ แหละกรรมฐานแก้กรรม ก็เลยเบาลงไปและ หายวับไปกับตา ไม่ปวดขาอีกต่อไป เขาบอกว่าไปหักขาขวาเขียดและปวดขาขวามาตลอด พออโหสิกรรมว่าไม่ ปฏิเสธ เราไปหักขาเขามาจริง เราปวดอย่างนี ้ เขาก็ต ้องปวดอย่างนั้นแหละ เราก็ ต้องใช ้หนี ้ด้วยการปวดไป ทรมานพอสมควรแก่เวลา และเรากําหนดจิตแผ่เมตตา ต่อเมื่อออกจากกรรมฐาน อโหสิกรรมเสีย นี่ เรียกว่า กรรมฐานแก้กรรมอย่างนี ้ สามารถจะไม่ปวดอีกต่อไปแล้ว บางคนปวดตา บอกว่า “ไม้แทงตา ไม้แหลมมาแทงตาปวดเหลือเกิน ” กําหนดเข ้าโยม ไม่มีใครไปแทง กําหนดเสีย นึ กถึงคุณพระพุทธเจ ้า พระธรรม พระสงฆ ์ เป็ นคนข ้างวัดนี ้เอง แต่ไม่เคยทํากรรมฐาน เดี๋ยวภาพนิ มิตออกมาทันที โยมคนนี ้อายุ ๗๐ กว่าแล้ว ภาพนิ มิตออกมาว่า เมื่อยังแข็งแรงอยู่ มาลัก หน่ อไม้วด ั นี ้ หน่ อไหนที่เอาไม่ได้ เอาไม้แหลมแทงให ้มันเสีย แทงหน่ อไม้วด ั เลย ตัวเองก็ต ้องปวดตาอย่างนี ้ พอรูช้ ัดเข ้าก็ขออโหสิกรรม พระสงฆ ์อนุโมทนาและก็ หายปวดตาจนชีวิตหาไม่ นี่ กรรมฐานแก้กรรมอย่างนั้น บางคนไม่รพอปวดก็ ู้ เลิกไปเลย ไม่เอาแล้ว ชอบสบาย รับรองท่านจะไม่รู ้ ๋ กฎแห่งกรรม เดียวจะว่าอาตมาหลอกไม่ได้นะ อาตมาผ่านมาแล้วนะ ขอฝากผู ้ ปฏิบต ั ิธรรมไว้ด้วย เป็ นคนจริงหรือเปล่า ถ้าจริงต้องได้ผลแน่ …”

http://www.dhammatan.net


17

วิธีทําสมาธิแบบง่ายๆ

การทําสมาธิจะทําตอนไหนหรือในกิ ริยาใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็ นนั่ง นอน ยืน เดิน หลังการสวดมนต ์ ควรนั่งสมาธิสก ั 10 นาทีเป็ นอย่างน้อย เพื่อให ้จิตใจปลอดโปร่ง สบาย ้ วิธีทําสมาธิแบบง่ายๆ คือ นั่งกับพืนหรื อบนเก้าอี ้ วางมือวางเท้าอย่างไรก็ได้ ให ้อยู่ ในท่าพอดีไม่ ฝืนร่างกายจนถึงกับเกร็ง อย่าให ้หลังโค้งงอ เมื่อปรับร่างกายเข ้าที่แล้ว ให ้หลับตาลงเบาๆ สบายๆ คล้ายๆ กับกําลังพักผ่อน ไม่บีบเปลือกตาจนแน่ น จากนั้นเอาจิตมากําหนดที่ปลายจมูก (หรือที่อื่นตามที่ท่านรูมาก็ ้ ได้) หายใจเข ้า บริกรรมว่า พุท หายใจออกบริกรรมว่า โธ ให ้จิตแนบแน่ นอยู่กบั ลมหายใจเข ้า ออก หรืออยู่กบ ั คําบริกรรมว่า พุท -โธ ให ้กําหนดเช่นนี ้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะ สงบนิ่ งเป็ นสมาธิแล้วก็ไม่ต ้องบริกรรมอีก แต่ขณะใดจิตฟุ้ งซ่านรีบใช ้สติดึงจิต กลับมาที่คําบริกรรมเพื่อให ้จิตมีที่ยึดเหนี่ ยวอยู่กบั อารมณ์กรรมฐาน การแผ่เมตตา หลังจากสวดมนต ์นั่งสมาธิ พลังใจของเราย่อมเต็มเปี่ ยมไปด้วยบุญ เพราะได้ บําเพ็ ญบุญตามหลักไตรสิกขาครบถ้วน คือ - ขณะสวดมนต ์ผูส้ วดมีความสํารวมกายไม่ให ้คึกคะนอง วาจากล่าวแต่คํา พุทธภาษิต เรียกว่า ศีล ้ นอยู ่ - จิตใจของผูส้ วดจะจดจ่อกับบทสวดไม่วอกแวก ตังมั ่ในอารมณ์เดียวคือ การสวดมนต ์ เรียกว่า สมาธิ - ผูส้ วดมีความเพียรที่จะละชว่ ั มีการระลึกถึงแต่สิ่งดีงาม มีความรูตั ้ วทัว่ พร ้อมว่าตนกําลังทําความดีอยู่ เรียกว่า ปั ญญา ้ ้ ตนเองและผูอ้ ื่นต่อไป ขอให ้ท่านตังใจนํ าบุญนี ้ไปก่อประโยชน์สข ุ ทังแก่ สมเด็จพระพุฒาจารย ์ (โต พรหมรังสี) ท่านสอนว่า “ขณะที่จิตของท่านเป็ นสมาธิ และแผ่เมตตาออกไปนั้น บุญกุศลที่ได้เท่ากับสร ้าง ้ ง” โบสถ ์ทังหลั (ดูบทแผ่เมตตาที่ภาคผนวกท้ายบท)

http://www.dhammatan.net


18

การอธิษฐานจิต

การอธิษฐานจิต เป็ นขนตอนสุ ั้ ดท้ายหลังจากทําบุญทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็ นการสวด มนต ์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา เสร็จแล้วให ้อธิษฐานจิต การอธิษฐานเป็ นการ ้ าหมายว่าบุญต่างๆ ที่เราทํา ทําไปเพื่ออะไร บางคนปรารถนาความรวย บาง ตังเป้ คนปรารถนาสวรรค ์หรือพรหม บางคนปรารถนาพระนิ พพาน บางคนปรารถนา พุทธภูมิคือต้องการเป็ นพระพุทธเจ ้าในอนาคตกาล เรียกกันว่า พระโพธิสต ั ว์ ่ ยกตัวอย่างคือ ในหลวงเรานี เองครับ ทีนี้ว่าด้วยเรื่องความเจ็บป่ วย ถ้าอยากหายจากโรคภายหลังทําบุญแล้ว ก็ต ้อง อธิษฐานให ้หายจากโรค ดังตัวอย่างที่นํ ามาให ้ดูครับ ตัวอย่างบทอธิษฐานจิตหลังสวดมนต ์นั่งสมาธิ “ข ้าพเจ ้าขออาราธนาพระบารมี 30 ทัศ ขององค ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ ้า ที่ เสด็จนิ พพานไปแล้ว มากยิ่งกว่าเม็ ดกรวดเม็ ดทรายในท้องมหาสมุทรทัง้ 4 ด้วย เดชะพระพุทธานุ ภาพ พระธรรมมานุ ภาพ พระสังฆานุ ภาพ พระบารมีพระโพธิสต ั ว์ ้ พระปัจเจกโพธิสต ั ว ์เจ ้า พระอรหันต ์ทังหลายและพระบารมีขององค ์พระสมณะโคดม ้ ้ ่ข ้าพเจ ้าได้ทํา บรมครู ขอได้ส่งพลังมายังตัวข ้าพเจ ้า รวมทังขอกุ ศลผลบุญทังหมดที ้ อดีตชาติจนถึงปัจจุบน มาตังแต่ ั ชาติ จงเป็ นปัจจัยให ้ข ้าพเจ ้าหายจากโรคภัยไข ้เจ็บ ้ ้ งหมดขอให ้ และสรรพเคราะห ์ทังหลายในกายของข ้าพเจ ้า จงหายไปสินทั ้ข ้าพเจ ้าเป็ น ้ ่ ผูช ้ นะต่ออุปสรรคและมารทังหลาย และขอให ้ได้ถึงซึงพระนิ พพานในชาตินี้ด้วย เทอญ” จะเลือกสวดมนต ์หรื อเจริ ญกรรมฐานดี ้ หากถามว่าควรเลือกสวดมนต ์หรือเจริญกรรมฐานเพื่อรักษาโรคดี ข ้อนี หลวง พ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน ท่านแนะนํ าเอาไว้ว่า “ สวดมนต ์เป็ นยาทา วิปัสสนาเป็ นยากิน” ้ ้ น ….. แต่หลวงพ่อว่าถ้าจะให ้หายเร็วก็ต ้องทังทาทั งกิ

http://www.dhammatan.net


19

บทที่ 3 ตวั อย่างบุคคลที่เอาชนะโรคระยะสุดท้าย ตัวอย่างที่ 1 หายจากมะเร็งระยะสุดท้ายด้วยการสวดมนต ์ ทําบุญทํา ทาน และเจริ ญสมาธิ

ผูเ้ รียบเรียงหนังสือ โพชฌังคปริ ตร พุทธฤทธิ ์ พิชิตโรค ได้กล่าวถึง ประสบการณ์ของ คุณอารี ย ์ อาจน้อย หรื อพี่เปี ย เจ ้าของร ้านคุณเปี ย ซึง่ ่ จั้ กกัน ขายของที่ระลึกให ้กับนักท่องเที่ยวแถวท่าช ้าง สนามหลวง กรุงเทพฯ ซึงรู ้ เมื่อครังไปปฏิ บต ั ิธรรมที่เชียงใหม่ต ้นปี 2551 เธอเล่าให ้ฟั งว่า ่อเลย “ตลอดชีวิตที่ผ่านมา พี่ไม่เคยเจ็บป่ วยหนักถึงขนต้องล้มหมอนนอนเสื ั้ ่ ่อปี 45 พี่ไม่สบายต้องเข ้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าพี่เป็ นมะเร็งระยะ จนกระทังเมื สุดท้าย มีเวลาอีกไม่เกิน 6 เดือน แรกทีเดียวพี่ตกใจ ท้องใจมาก แต่ก็ทําใจได้ใน ที่สุด เลยปลงตกว่า ไหนๆ ก็จะตายแล้ว ขอทําความดีก่อนตายดีกว่า จะได้มีบญ ุ ช่วย ้ ้ ้ ให ้ขึนสวรรค ์ ตังแต่นนมาจึ ั งได้ไหว้พระสวดมนต ์ ทําบุญทําทาน และทําสมาธิ ตลอด ไม่ว่าที่บ ้านหรือมีโอกาสไปวัด นับจนบัดนี ้เป็ นเวลาถึง 6 ปี แล้ว พี่ก็ยงั ไม่ ตาย นอกจากไม่ตายแล้ว การค้าขายของพี่กลับดีขน ึ ้ บางวันมีรายได้ไม่ตํ่ากว่า สอง-สามหมื่นบาท”

http://www.dhammatan.net


20

้ ตัวอย่างที่ 2 กรรมฐานรักษาโรคมะเร็ง ของ สามเณรธีรวิทย ์ ยิมสวน จากหนังสือ กฎแห่งกรรม เล่มที่ 6 โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

้ “อาตมาชือ่ สามเณร ธีรวิทย ์ ยิมสวน ภูมิลําเนาเดิมอยู่บ ้านเลขที่ ๒๓ /๕ ตําบลสระสี่มุม อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม โยมบิดาชือ่ นายแก้ว ยิม้ ้ สวน โยมมารดาชือ่ นางทองใบ ยิมสวน จบการศึกษาชนประถมศึ ั้ กษาปี ที่ ๖ จากโรงเรียนวัดราชวราราม ในอําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม อาตมาเพิ่ง บวชเป็ นสามเณรที่วัดอัมพวัน เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๕ นี ้ โดยมีหลวงพ่อ พระภาวนาวิสท ุ ธิคณ ุ เป็ นพระอุปัชฌาย ์ และอาตมามีอายุได้ ๑๔ ปี พอดี อาตมา ้ ้ เกิด พอเกิดมาก็เป็ นโรคหัวใจ อายุได้ประมาณ ๗ ปี ก็เป็ น เป็ นคนขีโรคมาตั งแต่ ่ อาการเริ่มแรกคือมีเม็ ดขึนที ้ ่เส้นคอ ทําให ้ โรคหอบ อายุ ๙ ปี เป็ นโรคมะเร็ง ซึงมี ติดต่อโรคได้ง่าย พออายุได้ ๑๑ ปี ก็เป็ นโรคไตโตอีก แต่ร ้ายแรงที่สุดก็คือ ่ ผลทําให ้อาตมาเป็ นคนที่ภูมิต ้านทานน้อย เป็ น โรคมะเร็งที่ต่อมนํ ้ าเหลือง ซึงมี เหตุให ้ติดต่อโรคได้ง่าย ้ อาตมาเป็ นมะเร็งได้ ๒ ปี ครันอายุ ๑๑ ขวง ก็มีอาการปวดตรงคอที่เป็ น ้ ว มารูว่้ าเป็ นโรคมะเร็ง มะเร็ง ทําให ้ไม่สามารถเหลียวคอได้ ถ้าจะหันต้องหันไปทังตั จริง ๆ เมื่อมีอายุได้ ๑๓ ปี เพราะได้ไปตรวจพบที่โรงพยาบาลศิ ริราช ก่อนจะไป ที่โรงพยาบาลศิ ริราช อาตมาเคยรักษายาแผนโบราณ เขาให ้ทานยาหม้อ ทานไป ได้สักประมาณ ๒ เดือน อาการก็ไม่ดีขน ึ ้ มีแต่ทรุดลง เลยต้องเปลี่ยนหมอ หมอ แผนโบราณคนที่สอง รักษาอยู่ ๓ เดือน เป็ นยาต้ม และให ้ปูนที่กินกับหมากมา ้ ่สามไปตรวจที่ ทา หมอบอกว่าเป็ นโรคฝี ประคําร ้อย รักษาแล้วก็ไม่หาย ครังที โรงพยาบาลศิ ริราช หมอให ้ตรวจอย่างละเอียด ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ หมอเขาเจาะเลือด เอ๊กซเรย ์ฟิ ล ์มปอด เจาะไขสันหลัง หลังจากนั้น ้ ้ หมอก็ได้ไปคุยกับโยมแม่สก ั พักหนึ่ ง แล้วให ้ไปซือยา หลังจากซือยา หมอก็ฉีดยา ่ ให ้ ๑ เข็ม และให ้ยามารับประทาน หลังจากทีหมอฉี ดยามาให ้ ๒ วัน อาตมาก็ เกิดอาการปวดที่หลอดลมด้านใน จากนั้นอยู่มาได้ประมาณ ๑๙ วันหลังจากฉี ด ยา ก็เริ่มมีอาการผมร่วง ตอนแรกที่จะรูว่้ าผมร่วงก็คือ อาตมาไปเล่นกับเพื่อน ถูกเพื่อนเอานํ ้าสาด ผมก็ร่วงตามนํ ้าลงมา พอเอามือลูบที่ผม ผมก็ร่วงหลุดติดมือมา อาตมารีบไปถาม

http://www.dhammatan.net


21

โยมพ่อโยมแม่ว่าทําไมผมจึงร่วง โยมพ่อโยมแม่ก็บอกว่า คงเป็ นเพราะฉี ดยามา ่ จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ร่วงจนกระทังหมดศี รษะ ่ คืนวันที ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ อาตมามีอาการเจ็บที่หน้าอก เหนื่ อย หอบ แน่ นหน้าอก หายใจไม่ออก โยมก็พาอาตมาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้บ ้าน ที่สุด คือโรงพยาบาลจันทรุเบกษา พอไปถึงเขาก็ รีบให ้ออกซิเจนโดยใช ้เครื่องช่วย ่ั หายใจ และพ่นยาขยายหลอดลมแก้โรคหอบให ้อาตมาและให ้พ่นทุก ๆ ๔ ชวโมง ่ นที่ ๑๘ ก็กลับมาที่บ ้าน ตอนเย็นของวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ จนกระทังวั อาตมามีอาการคลื่นไส้ พอ ๓ ทุ่มก็อาเจียนออกมาเป็ นเลือด จึงถูกนํ าส่ง ้ ่ง โรงพยาบาลจันทรุเบกษาอีกครังหนึ พอไปถึงหมอก็ทําการตรวจและล้างท้อง หมอใหญ่ตรวจแล้วก็วินิจฉัยโรค ออกมาว่า อาตมาเป็ นโรคลิมโฟมา (ศัพท ์ภาษาอังกฤษทางการแพทย )์ คือโรงมะเร็ง ในต่อมนํ ้าเหลือง หมอก็บอกว่าที่โรงพยาบาลไม่มียา เขาแนะนํ าให ้ไปรักษาที่ โรงพยาบาลศิ ริราช ตอนเช ้าวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ อาตมาถูกส่งไปที่โรงพยาบาลศิ ริ ราช หมอตรวจอาการแล้วก็บอกว่า “ให้ยาไม่ได้ เพราะว่าภู มิตา้ นทานไม่ พอ ให้กลับบ้าน ” อาตมารูสึ้ กเสียใจอย่างมาก เพราะยังไม่อยากตาย ทัง้ ๆ ที่ รูตั ้ วเองว่าคงจะไม่รอดแล้ว ต้องตายแน่ ๆ แต่ก็ทําใจไม่ได้ เพราะยังไม่อยากตาย กําลังใจตกมาก ท ้อแท ้ อยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก พอกลับมาบ ้าน อาการของ ้ อาตมาก็ทรุดมาก ทรุดลงเรื่อย ๆ ปวดที่คอมาก จนไม่สามารถขยับเขยือนจะทํ า ้ ่ ้ ให ้คอสะเทือน เพราะต่อมนํ าเหลืองทีคอมันใหญ่ขนจนเห็ ึ นได้ช ัด ต่อมามีคนแนะนํ า ให ้มาหาหลวงพ่อจรัญที่วัดอ ัมพวัน โยมพ่อมีกําลังใจมาก และคิดว่าหลวงพ่อคง จะช่วยได้ ทําให ้โยมพ่อมีความหวังว่า ลูกคงจะรอดได้ ก็เลยรีบไปลางานกับเถ้าแก่ แล้วบอกกับเถ้าแก่ว่า จะพาลูกไปรักษาที่วัดอัมพวัน เถ้าแก่เฮียฮวดก็ให ้เฮียวัฒน์ กับเฮียต๊อกพามาส่งที่วัดอัมพวัน วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ อาตมามาถึงวัดอัมพวัน รอพบหลวงพ่อ ่ จด หลวงพ่อสังให้ ั ยาให้และให้ทานยาเดี๋ยวนั้นเลย ่ เข้าไปปฏิบ ัติกรรมฐานทันที ให ้แม่ใหญ่ ดแู ล ให้แม่ชีซูงอ พร้อมก ับสังให้ ้ ่ ้ เป็ นผูส้ อน แม่ใหญ่ก็ให ้เริมปฏิบต ั ิวน ั นันเลย ตอน ๑ ทุ่ม ไปจนถึง ๓ ทุ่ม ่ ่ อาตมาต้องทานยาทีหลวงพ่อสังและปฏิบต ั ิกรรมฐานทุก ๆ วัน วันละประมาณ ๑๐ ่ ้ ชวโมง ั จากนัน ๒ สัปดาห ์ ก็มีอาการดีขน ึ้ อาการปวดที่คอ กระเทือนและ เหลียวไม่ค่อยได้เริ่มหายไป และอาการเหนื่ อยหอบหายไปเลย ไม่เป็ นอีก ่ เลย เหลืออยู่แต่อาการของโรคมะเร็ง ซึงถ้าไปกดมั นก็ยงั ปวดอยู่ อาตมาก็มีกําลังใจ ่ ่ ้ ่ ่ ้เวลามาอยู่ ปฏิบต ั ิอย่างสมําเสมอต่อมาเรือย ๆ อาการดีขนจนกระทั ึ งผมขึ น้ ซึงใช วัดประมาณ ๑ เดือน ผมจึงขึน้ อาตมาได้นุ่ งขาวห่มขาวมาตลอด และปฏิบต ั ิ ่ ่ สมําเสมอ จนกระทัง ๔ เดือนต่อมา จึงขอเข ้าบรรพชาเป็ นสามเณรดังกล่าวแล้ว ข ้างต้น ่ ดให ้อาตมาฉันทุกวัน มียาฟ้ าทลายโจร นํ ้ามันมนต ์ของหลวงพ่อ ยาที่หลวงพ่อสังจั และยาที่ปั้นเป็ นลูกกลอน เป็ นยาที่ใช ้บอระเพ็ ด ๑ กก . ไพล ๑ กก . เกลือ ๑ กก. นํ ามาตํ่าผสมกันและดองไว้ ๑๕ วัน ถึงจะทานได้

http://www.dhammatan.net


22

เมื่อทานยา ขณะกลืนจะมีอาการขม และพอทานหมดจะรูสึ้ กเค็มมากจน ้ แสบคอ ทานยากมาก ในปั จจุบ ันนี ้ อาการต่าง ๆ ของอาตมาดีขึนมาก อาการหอบหายไปเลย อาการปวดที่ลําคอก็ไม่มี ที่เหลืออยู่ก็ตรงคอที่ไป เจาะ มันยุบลง แต่ยงั ไม่หาย จะเป็ นเม็ ดอยู่เล็กน้อย แต่ไม่มีอาการเจ็บแล้ว อาตมารู ส ้ ึกดีใจมาก เริ่มมีความหวังใหม่ในชีวิต สบายใจมาก ที่รอดมา จนถึงบัดนี ้ เป็ นเพราะความกรุณาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ให ้ยา และที่สําคัญที่สุดคือ ครู บาอาจารย ์ที่สอนวิปัสสนากรรมฐานให้ จน สามารถรักษาโรคมะเร็งหายได้ อาตมาจะขอบวชอยู่ในบวรพระพุทธศาสนา และจะปฏิบต ั ิธรรม และรับใช ้ตอบแทน พระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาวิสท ุ ธิคณ ุ และวัดอัมพวัน และทุก ้ ๆ คนที่ช่วยเหลือ อาตมาตังใจว่ าจะอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนาให ้นานตราบเท่า ชีวิตจะหาไม่” ที่ยกตัวอย่างมาเป็ นแต่เพียงส่วนน้อยเท่านั้นครับ ยังมีอีกหลายตัวอย่าง หากท่าน ใดสนใจสามารถศึกษาได้ในหนังสือ กฎแห่งกรรม ของหลวงพ่อจรัญ นะครับ ….

http://www.dhammatan.net


23

บทที่ 4 วิธีเอาชนะความตาย

สําหรับผูป้ ่ วยระยะสุดท ้าย หากปฏิบต ั ิตามวิธีในบทที่ 2 และ 3 แล้ว โรคยังไม่หาย อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น เป็ นกรรมที่หนักมากจนผลบุญที่เราทําไม่เพียง พอที่จะแก้ไขได้ หรืออาจจะเป็ นเพราะเรายังขาดศรัทธา ความเพียรที่เพียงพอ ไม่ ก็เป็ นเพราะถึงอายุข ัยที่เราจะต้องตายจริงๆ แล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็ นเพราะอะไร ในเมื่อ มาถึงจุดนี ้แล้วในเมื่อ ความตาย เป็ นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว มันถึงวาระที่จะ ยอมรับความตาย และหาวิธีเอาชนะความตายให้ได้ บทนี ้ ถือเป็ นบทที่สําคัญอย่างมาก และเป็ นเรื่องที่ทุกคนต้องรู ้ ไม่ใช่เฉพาะ ์ ผูป้ ่ วย เพราะทุกคนมีสิทธิตายตอนไหนก็ ได้ เหมือนดังบทกลอนที่มีคนแต่งกันขําๆ แต่แฝงไว้ด้วยแง่คิดดังนี ้ครับ... แม้นยังไม่ ถึงคราตาย วายชีวาตม ์ จะพิฆาต ยังไง ไม่อาสัญ แต่ถ ้าถึง ที่ตาย วายชีวน ั ้ ่ ไม่จมฟั ิ น ทิมเหงือก....ยังเสือกตาย วิธีเอาชนะความตาย ไม่ใช่ทํายังไงไม่ให ้ตาย เพราะเป็ นไปไม่ได้ ทุกคนต้องตาย แต่ วิธีเอาชนะความตาย หมายถึง เอาชนะความกลัวตาย และหาทางให้ ้ ้ขึนกั ้ บกําลัง ตายแล้วไปสู ่สุคติ มีสวรรค ์ พรหม หรื อแม้แต่นิพพาน ทังนี ของจิตก่อนตายเป็ นสําคัญ

http://www.dhammatan.net


24

ทําไมคนเราถึงกลัวตาย สาเหตุที่ทําให ้เรากลัว เพราะความไม่รู ้ เนื่ องจากไม่รู ้ จิตก็จะปรุงแต่งไปต่างๆ นานา เกิดอุปาทานไปต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือ หลายคนจะกลัวความมืด เพราะเราไม่รวู่ ้ าในความมืดมีอะไรบ ้าง บางคนกลัวว่าจะมีผีหรือสัตว ์ร ้าย/โจรหรือ เปล่า ทําให ้คิดไปต่างๆ นานา แต่พอเปิ ดไฟเกิดความสว่าง เมื่อรูว่้ าไม่มีอะไร ความกลัวก็หายไป เช่นเดียวกันกับเรื่องความตาย เรากลัวตายเพราะไม่รูว้ ่า ชีวิตหลังความตายเป็ นอย่างไร ตายแล้วไปไหน จะได้รบ ั ความลําบาก หรื อไม่ ดังนั้นหากเราอยากกําจัดความกลัวตาย ก็ต ้องศึกษาให ้รูว่้ า ชีวิตหลังความตาย เป็ นอย่างไร ตายแล้วเราจะไปอยู่ไหน เมื่อรูแล้ว ้ ก็จะไม่กลัวตายอีกต่อไป ….

ตายแล้วไปไหน พระพุทธองค ์ทรงตรัสว่า “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิก ังขา ่ ตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทุคติเป็ นที่ไป แปลว่า เมือจิ จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิก ังขา ่ ตผ่องใสไม่เศร้าหมอง สุคติเป็ นที่ไป” แปลว่า เมือจิ

นั่นคือจิตก่อนตายจะเป็ นตัวกําหนดว่า ตายแล้วจะไปไหน หากจิตก่อนตายเศร ้า หมอง ก็จะไปสู่ทค ุ ติภม ู ิ อันได้แก่ อบายภูมิทงั้ 4 ได้แก่ นรก อสุรกาย เปรต และเดรัจฉาน ตามแต่บพ ุ กรรม หากจิตก่อนตายผ่องใส ย่อมไปสู่สค ุ ติภม ู ิ อัน ได้แก่ มนุ ษย ์ สวรรค ์ พรหม และนิ พพาน ตามแต่กําลังของจิต

http://www.dhammatan.net


25

ตัวที่จะกําหนดว่าจิตก่อนตายจะเศร ้าหมองหรือผ่องใสนั้นคือ กรรมหรือการกระทํา ่ ่ั ่ ั จะ ที่เราสังสมไว้ในขณะมี ชวี ิตอยู่น่ นเอง ั หากทํากรรมชวไว้มาก ผลกรรมชวก็ ่ ั ่เคยกระทํามา ทําให ้จิตเศร ้าหมอง และนํ าไปเกิดใน กําหนดให ้จิตคิดถึงความชวที ทุคติภม ู ิน่ นเอง ั ้ บ แต่เรื่องของจิตนี ้เป็ นสิ่งที่ฝึ กกันได้ ในเมื่อเรารูแล้วว่ ้ าจะตายดีหรือตายไม่ดี ขึนกั ่ อมตายไว้ จิตก่อนตาย ดังนั้น วิธีที่ดีท่สุ ี ด คือ อย่ากลัวตาย แล้วก็หมันซ้ บ่อยๆ ให ้จิตเคยชินกับความตายเอาไว้ โดยนึ กว่า เราอาจจะตายตอนนี ้ ก็ได้ และให้นึกถึงสิ่งที่เป็ นกุศลไว้ เช่นบุญกุศลต่างๆ ที่เคยทํา แต่ถา้ จะให้ดี ที่สุดคือ นึ กถึงพระพุทธเจ้าไว้ ว่าเราขอยึดพระพุทธเจ้าเป็ นที่พึ่ง ตายไป ขอไปอยู ่ก ับพระพุทธเจ้า ร่างกายหรื อข ันธ ์ห้านี ้ มันไม่เที่ยง มีแต่นํา ความทุกข ์มาให้ ตอนนี ้ มันก็กา ํ ลังจะหมดสภาพแล้ว ร่างกายนี ้ มันไม่ใช่ เราไม่ใช่ของเรา ตายไปก็เป็ นศพเน่ าเหม็นแล้วก็เสื่อมสภาพไป ไม่มีใคร ้ อว่ ่ าร่างกายหรื อข ันธ ์ห้านี ้ เราไม่ตอ เขาต้องการ ขึนชื ้ งการมันอีกต่อไป ้ อบายภู มิทงั 4 เราก็ไม่ตอ ้ งการไปเกิด สวรรค ์ พรหม เราก็ไม่ตอ ้ งการ เราต้องการอย่างเดียวคือ ไปอยู ่ก ับพระพุทธเจ้า ….หากตอนจะตายเราทํา อารมณ์ได้อย่างนี ้ รับรองว่าได้ไปสู่สค ุ ติแน่ นอน เรื่องนี ้มียืนยันไว้ในพระไตรปิ ฎก ดังจะขอนํ ามาเล่าสู่กน ั ฟั งดังนี ้ครับ … เรื่องมัฏฐกุณฑลี เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี ทรงปรารภมัฏฐกุณฑลี ตรัส พระธรรมบทพระคาถาที่ 2 นี ้ ่ นเศรษฐีท่มี มัฏฐกุณฑลีเป็ นชายหนุ่ ม มีบิดาชือ่ อทินนปุพพกะ ซึงเป็ ี ความตระหนี่ ไม่เคยบริจาคทานให ้แก่ผใู ้ ด แม้แต่เครื่องประดับสําหรับบุตรชายเขาก็ทําให ้เอง เพื่อ เป็ นการประหยัดค่าใช ้จ่าย(ค่ากําเหน็ จ)สําหรับช่างเงินช่างทอง เมื่อบุตรชายคนนี ้ ล้มเจ็บลง แทนที่ท่านเศรษฐีจะไปจ ้างแพทย ์มาทําการรักษาก็ใช ้ยากลางบ ้านมา ่ รักษาตามมีตาม เกิด จนกระทังอาการของบุ ตรชายเข ้าขนโคมา ั้ เมื่อรูว่้ าบุตรชาย จะต้องตายแน่ แล้ว เขาก็นําบุตรชายที่มีอาการร่อแร่ใกล้ตายนั้นออกไปนอนเสีย นอกบ ้าน เพื่อที่ว่าคนอื่นๆที่มาเยี่ยมลูกชายที่บ ้านจะได้ไม่สามารถมองเห็นทรัพย ์ สมบัติของเขาได้ ในเช ้าวันนั้น พระศาสดาทรงใช ้ข่ายคือพระญาณของพระองค ์ ทําการตรวจดู อัธยาศัยของคนที่จะได้เสด็จไปโปรด ก็ได้พบมัฏฐกุณฑลีนี้มาปรากฏอยู่ในข่าย ดังนั้นเมื่อพระองค ์เสด็จเข ้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีจึงได้ไปประทับยืนอยู่ ที่ใกล้ ประตูบ ้านของ อทินนบุพกเศรษฐี พระศาสดาทรงฉายฉัพพรรณรังสีไปยังที่ที่มัฏฐ กุณฑลีนอนหันหน้าเข ้าหาตัวเรือน มัฏฐกุณฑลีได้หันกลับมามองดูพระศาสดา แต่ ตอนนั้นอาการป่ วยของเขาร่อแร่จนไม่สามารถทําสิ่งใดได้นอกจากน้อม ้ วิตด้วยจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธา ใจทําการเคารพพระศาสดา เมื่อมัฏฐกุณฑลีสินชี ต่อพระศาสดา ก็ได้ไปเกิดอยู ่ในสวรรค ์ชนดาวดึ ั้ งส ์

http://www.dhammatan.net


26

เมื่อไปเกิดอยู่บนสวรรค ์แล้ว มัฏฐกุณฑลีมองลงมาด้วยตาทิพย ์ เห็นบิดาเข ้าไปรําพึง รําพันถึงเขาอยู่ในป่ าช ้า ก็ได้แปลงตัวมาเป็ นชายชรา มีรป ู ร่างเหมือนกับมัฏฐกุณฑ ลีไม่มีผิด ร่างแปลงนั้นได้บอกบิดาของเขาว่าเขาได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค ์ชนดาวดึ ั้ งส ์ แล้ว และได้พูดกระตุนบิ ้ ดาให ้ไปทูลนิ มนต ์พระศาสดามารับภัตตาหารที่บ ้าน และที่ ้ าถามขึนมาว่ ้ บ ้านของอทินนปุพพกเศรษฐีก็มีการตังคํ า เป็ นไปได้หรื อไม่ที่บุคคล ตายแล้วจะไปเกิดบนสวรรค ์เพียงแค่ทําใจให้มีศรัทธาใน พระพุทธเจ้า ้ น ้ ดังนั้น เท่านั้น โดยไม่มีการถวายทาน และรักษาศีลแต่ประการใดทังสิ พระศาสดาจึงทรงอธิษฐานจิตให ้มัฏฐกุณฑลีมาปรากฏในร่างของเทวดา และมัฏฐ กุณฑลีก็ได้มาปรากฏตัวในร่างของเทวดาพร ้อมด้วยเครื่องประดับที่เป็ นทิพย ์ และ ได้บอกว่าตนได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค ์ชนดาวดึ ั้ งส ์จริงๆ เมื่อมีหลักฐานพยานปรากฏ ่ เช่นนี ้แล้ว คนที่มาชุมนุ มกันอยู่ ณ ที่นั้นก็เกิดความมันใจว่ าบุตรชายของอทินนปุ พพกเศรษฐี ไปเกิดบนสวรรค ์เพียง แค่ทําใจให ้มีศรัทธาในพระศาสดาเท่านั้นเองได้ จริงๆ ต่อแต่นั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทที่ 2 นี ้ว่า มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา ฺ มโนมยา มนสา เจ ปสนฺ เนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมนฺ วติ ฉายา ว อนุ ปายินีฯ ทุกสิ่งทุกอย่างมีใจนํ า มีใจเป็ นใหญ่ สําเร็จได้ด้วยใจ ถ้าคนเรามีใจบริสท ุ ธิ ์ ์ จะพูดจะกระทําก็พลอยบริสท ุ ธิไปด้วย เพราะการพูดและกระทําอันบริสท ุ ธินั์ ้น ความสุขย่อมตามสนองเขา เหมือนเงาติดตามตน. เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง สัตว ์แปดหมื่นสี่พันได้บรรลุธรรม มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร

http://www.dhammatan.net


27

บรรลุโสดาปัตติผล อทินนกปุพพกพราหมณ์ บรรลุโสดาปัตติผลเช่นกัน และเขาได้ บริจาคทรัพย ์เป็ นจํานวนมากในพระพุทธศาสนา ************************************

่ องหลีกเลี่ยงก่อนตาย... มิจฉาทิฐิ 3 อย่าง ทีต้

นิ ยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ ที่แสดงไว้ใน สามัญญผลสูตร แห่งสีลข ันธวัคค ความเห็น ผิดชนิ ดนี ้ถือว่ารุนแรงที่สุด คือ จัดว่าเป็ น มิจฉัตตนิ ยตธรรม คือ เป็ นกรรม ่ หนัก ต้องลงนรกอย่างเดียว แม้ว่าจะทําบุญอย่างอืนไว้ มากก็ตาม นิ ยตมิจฉาทิฏฐิ มี ๓ ประเภท คือ ้ ่กําลังเป็ นไปอยู่นั้น ไม่ได้อาศัย ๑. อเหตุกทิฏฐิ มีความเห็นว่า สัตว ์ทังหลายที เนื่ องมาจากเหตุแต่อย่างใด คือ ความเห็นผิดคิดว่าไม่มีเหตุ เป็ นการปฏิเสธ ่ รบ เหตุ คือ เมือได้ ั ผลดีผลร้ายต่างๆ ก็เห็นว่าเป็ นไปตามคราว คราวที่มี โชคดีกไ็ ด้รบ ั ผลดี คราวที่มีโชคร้ายก็ได้รบ ั ผลไม่ดี ไม่มีเหตุอะไรที่จะมา ้ ทําให้ได้ผลดีผลร้าย ปฏิเสธเหตุในการทําดี ทําชว่ ั ของบุคคลทังหลาย ่ าเป็ นเหตุที่จะก่อให้เกิดผลได้ ฉะนั้นการ ที่กระทําก ันอยู ่ทุกวันนี ้ ไม่เชือว่ ปฏิเสธเหตุนี้ก็เท่าก ับว่าปฏิเสธผลไปด้วย ๒. นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นว่า การทําอะไร ๆ ก็ตาม ผลที่จะได้รับนั้นย่อมไม่มี คือ ความเห็นผิดคิดว่า ไม่มีผลแห่งกรรมที่ทําไว้ เป็ นการปฏิเสธผล ผู ท ้ ี่ ้ มีความเห็นชนิ ดนี ้ ย่อมมีอจ ุ เฉททิฏฐิดว้ ย คือเห็นว่าสัตว ์ทังหลายตาย แล้วก็สูญไม่มีการเกิดอีก มีความเห็นว่าไม่มีสิ่งที่เรี ยกว่า สมมติสจั จะ ไม่ มีสิ่งที่เรี ยกว่า คติธรรมดา หรื อ คลองธรรมตามเหตุและผล ้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สมมติสจั จะ เช่น ไม่มีมารดาบิดา สัตว ์บุคคลเกิดสืบเชือสายกั น ่ ้ ่ ่ มาตามเรืองตามราวเท่านัน จึงไม่มีใครทีจะต้องนับถือว่าเป็ นบิดามารดา แม้ทีนับถือ ว่าเป็ นสมณะ พราหมณ์ ภิกษุ สามเณร ก็ไม่มีเป็ นต้น

http://www.dhammatan.net


28

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า คติธรรมดา หรือที่เป็ นไปตาม คลองธรรม เช่น ทําดีได้ดี ทําชว่ ั ได้ชว่ ั อย่างนี ้ก็ไม่มี ้ ๓. อกริ ยทิฏฐิ มีความเห็นว่า การที่สัตว ์ทังหลายกระทํ ากิจการต่าง ๆ นั้น ไม่ สําเร็จเป็ นบุญ หรือเป็ นบาปแต่อย่างใดเลย คือ มีความเห็นว่าการกระทําของ ้ ่ ั ไม่ชือ ่ สัตว ์ทังหลาย ถึงแม้ว่าจะทําดี ก็ไม่ชอว่ ื่ าเป็ นบุญ ถึงแม้กระทําชวก็ ่ าการกระทําไม่ว่าดีหรื อไม่ดีกแ ว่าเป็ นบาป แต่เชือว่ ็ ค่เป็ นไปตามธรรมดา ่ ญ ไม่เชือบาป ่ ไม่เชือบุ ่ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ พระพุทธองค ์ทรงสอนว่า ให้เชือกฎแห่ งกรรม ให้ ่ ่ ่ ่ เชือว่า ทําดีย่อมได้ดี ทําชวย่ ั อมได้ชวั ให้เชือว่า บาปบุญมีจริ ง ภพภู มิ ต่างๆ เป็ นต้นว่า สวรรค ์นรกและนิ พพานมีจริ ง ชาติกอ ่ นชาติหน้ามีจริ ง ่ ่งต่างๆ เหล่านี ้ โดยเฉพาะพวกที่เชือว่ ่ า ตายแล้วสู ญ คน หากใครไม่เชือสิ นั้นตายไปต้องลงนรกสถานเดียว….. ************************************** เราทุกคนควรระลึกถึงความตายอยู่เสมอ และพยายามดูจิตของตัวเองก่อนตาย ไม่ให ้เศร ้าหมอง หากกลัวตาย ความกลัวจัดเป็ นกิเลสชนิ ด ปฏิฆะ เป็ นอารมณ์ เศร ้าหมองของจิต หากตายด้วยอารมณ์แบบนี ้ จะต้องไปเกิดในอบายภูมิทน ั ที ่ ้ เรืองนี ผมขอนํ าคําสอนของหลวงพ่อฤาษีฯ พระอรหันต ์แห่งวัดท่าซุง มาให ้ท่าน ผูอ้ ่านพิจารณาดังนี ้ครับ ….

่ าคัญทีสุ ่ ดของชีวิต เวลาทีสํ

้ ท่านสาธุชนพุทธบริษท ั ทังหลาย และพระคุณเจ ้าที่เคารพ ที่กล่าวมาแล้ว กล่าวถึง ความตาย ความจริงเรื่องความตายมีเรื่องเล่าสู่กน ั ฟั ง บรรดาท่านพุทธบริษท ั ท่าน บอกว่า “คนเราจะตาย จะเห็นนิ มิตก่อน” ตามที่หนังสือโบราณท่านเขียนไว้ แล้วก็คนโบราณ โบราณสมัยนี ้ สมัยหลวงพ่อ ปาน ท่านก็เขียนไว้ ท่านบอกว่า ลอกมาจากตํารา ก็ไม่ทราบว่า ตําราเล่มไหน เหมือนกัน ท่านบอกว่า คนก่อนจะตายต้องเห็นนิ มิต เรื่องนี ้สําคัญ บรรดาท่าน พุทธบริษท ั คนจะตายต้องเห็นนิ มิต คือ ๑. เวลาก่อนจะตาย ถ้าเห็นไฟ กองไฟ หรือดวงไฟ แสดงว่า คนนั้นตรงไปนรก ทันที ไม่ผ่านสํานักของพระยายม ๒. ถ้าเห็นป่ า จะเกิดเป็ นสัตว ์เดรัจฉาน

http://www.dhammatan.net


29

๓. ถ้าเห็นก้อนเนื ้อ จะเกิดเป็ นคน ๔. ถ้าเห็นสิ่งที่เป็ นบุญ เป็ นกุศล ของที่เคยให ้ทานหรือวัดที่เคยทําบุญ พระที่เคย ไหว้ จะเป็ นพระพุทธรูปก็ตาม พระสงฆ ์ก็ตาม เป็ นอันว่า สิ่งที่เป็ นบุญ เป็ นกุศล อย่างนี ้ก็จะไปเกิดบนสวรรค ์ ไปสู่สค ุ ติ ตามที่ท่านเขียนมาอย่างนี ้ อาตมาก็ไม่ใช่ต ้องการพิสจู น์ แต่ก็เข ้าไปประสบโดยคาด ไม่ถึง นั่นก็คือ มีอยู่ว่า มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ ง ชือ่ จวน นามสกุลว่าอย่างไรก็จําไม่ได้ อยู่จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา ้ ่ ๒ สมัยท่านจอมพลแปลก เป็ นนายก ฯ เวลานั้น เมื่อเวลาสมัยสงครามโลกครังที ้ ก็เกณฑ ์คนไปทํางานที่เพชรบูรณ์ ตามลีลาที่เขาเล่ากันบอกว่า ตังใจจะต่ อต้าน ญี่ปุ่ น ว่าอย่างนั้นชาวบ ้านพูด แต่ท่านจอมพลแปลกไม่ได้พูดให ้ฟั ง แต่ท่านมา ้ แถลงการณ์ทางวิทยุทีหลัง ก็คล้ายคลึงแบบนี ้ ต้องการจะเอาคนงานทังหมดเป็ น ่ ่ ่ ทหารต่อต้านญีปุ่ น จะเอานักเรียนนายร ้อยไปไว้ทีนัน เป็ นผูบ้ งั คับหมวด อย่างนี ้ เป็ นต้น ก็เป็ นอันว่า เมื่อเลิกสงคราม เธอเลิกงานมาแล้ว ก็ปรากฎว่าเป็ นโรค เป็ นไข ้ ต่อมาก็เป็ นวัณโรค คือ เป็ นโรคฝี ในท้อง เป็ นโรคปอด วันหนึ่ ง เป็ นวันสุดท้ายของ ชีวิตของเธอ อาตมาไปเทศน์ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ก็พอดีกลับมา เขาบอกว่า จวน ป่ วยหนัก เป็ นเวลาเย็น ประมาณสัก ๔ โมงเย็นก็นิมนต ์พระไปเป็ นเพื่อน ๔ องค ์ อาตมาด้วย ๑ องค ์ เป็ น ๕ องค ์ ที่ไปเป็ นเพื่อนไม่ใช่คิดว่ากลัวใครจะทําร ้าย ที่ นํ าไปแบบนั้นก็คิดว่าคนป่ วยหนัก ถ้าเห็นพระอาจจะเป็ นมงคลก็ได้ เพราะว่าตาม ตําราท่านบอกว่า ถ้าเป็ นสิ่งที่เป็ นกุศล คนนั้นจะไปสวรรค ์ พอไปถึงเข ้าจริง ๆ จวนก็อาการหนักจริง ๆ หายใจเบา หายใจช ้า ๆ แล้วก็เบาลง ๆ แต่ว่าอาตมาไปนั่งข ้าง ๆ ก็เรียกชือ่ “จวน จําฉันได้ไหม?” เธอเหลียวหน้ามา ก็พยักหน้าตอบว่า “จําได้” เสียงเบามาก ก็ถามเธอว่า “เวลานี ้เห็นอะไรไหม? ไม่ใช่เห็นฉัน มีภาพอะไรลอยข ้างหน้าบ ้าง ?” เธอก็ตอบว่า “เวลานี ้มีภาพไฟลอยข ้างหน้า ” เธอก็แสดงอาการหวาดกลัวมาก กลัว ไฟ เมื่อฟั งเท่านั้นก็ตกใจ คิดว่า ท่าจะไม่ได้การแล้ว นิ มิตตามที่ท่านเขียนไว้ปรากฏ นึ กในใจ ไม่พูด คิดว่า นิ มิตอย่างนี ้ ถ้าเห็นไปนรกทันที ก็คิดอะไรไม่ถก ู ถามว่า “จวน ภาวนา พุทโธ ไหม ?” เธอส่ายหน้าบอกว่า “คิดไม่ออก” ่ จึงหันไปหาภรรยาเขา อาตมาก็จําชือภรรยาไม่ ได้ ลืมเสียแล้ว ถามว่า “มีสตางค ์ไหม?” เธอก็บอกว่า “มี”

http://www.dhammatan.net


30

ก็เลยบอกว่า “ถ้ามีละก็ ขอสัก ๒๐ บาทได้ไหม?” เธอก็นําธนบัตรใบละ ๒๐ บาทมาให ้ ้ อาตมาก็ไปใส่มือจวน เอามือทังสองประกบกั นในท่าพนมมือ บอกว่า “จวน เอาอย่างนี ้นะ ชีวิตเป็ นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็ นของเที่ยง เราจะตาย ้ หรือไม่ตายนั้น ไม่มีความสําคัญ ตังใจทํ าบุญก็แล้วกันนะ เวลานี ้ฉันมาพร ้อมกัน ้ ้ ๔ องค ์ ขอจวนตังใจชํ าระหนี ้สงฆ ์ คิดว่าของต่าง ๆ ในวัดทังหลาย ที่มีพระสงฆ ์ก็ ดี หรือไม่มีพระสงฆ ์ เป็ นวัดร ้างมีพระพุทธรูปก็ดี หรือว่าเป็ นวัดร ้างไม่มีพระพุทธรูป ก็ตาม หรือเป็ นที่ธรณี สงฆ ์ ไม่มีสภาพเป็ นวัดก็ตาม เราไปนํ าอะไรมาจากที่นั่นก็ ตาม จะเป็ นของหนักก็ดี ของเบาก็ดี ของน้อยก็ตาม ของมากก็ตาม มีค่ามากก็ ตาม มีค่าน้อยก็ตาม ขอชําระหนี ้สงฆ ์ด้วยเงิน ๒๐ บาท ” เธอก็พูดเบา ๆ ตาม แล้วก็นอ้ มทําท่าผงกศีรษะนิ ดหน่ อย ก็เลยบอกพระท่านบอก ว่า ้ “คุณทังหลาย ถ้าเห็นชอบ ให ้ สาธุ พร ้อมกันนะ ” ้ พระทังหลายก็ “สาธุ” พร ้อมกัน ่ นมามาก ้ พอพระสงฆ ์สาธุพร ้อมกัน รูสึ้ กว่าจิตใจของเธอสดชืนขึ ถามว่า “จวน เวลานี ้เห็นภาพอะไร ไฟหายไปแล้วหรือยัง ” เธอก็ตอบ“ไฟหายไปแล้ว” ถามว่า “เธอเห็นภาพอะไร” เธอบอก “เห็นภาพพระประธานในอุโบสถวัดบางนมโค ” เพราะว่าเธอบวชวัดนั้น เธอก็ไปทําวัตรเป็ นประจํา ถามว่า “เห็นช ัดไหม” เธอก็บอก “เห็นช ัด อยู่ใกล้มาก” ก็บอก “จวน นึ กในใจก็ได้นะ ออกเสียงมันจะเหนื่ อย นึ กภาวนาในใจว่า พุทโธ ” แทนที่เธอจะนึ กในใจ เธอก็ออกเสียงว่า “พุทโธ ๆ ๆ ๆ” เบา ๆ

http://www.dhammatan.net


31

เธอว่าไปสัก ๓ – ๔ ครัง้ รูสึ้ กว่าหายใจเบาลง แต่ว่ามีเสียงเล็กน้อย ถามว่า “จวน เวลานี ้เห็นพระไหม” เธอตอบว่า “เห็นพระ” ้ ถามว่า “ช ัดขึนไหม” เธอก็ตอบว่า “ช ัดเจนแจ่มใสมาก สุกสว่างมาก ใหญ่กว่าเดิมมาก ” บอก “ถ้าอย่างนั้น นึ กถึงพระเป็ นที่พึ่งนะ นึ กถึงเวลานี ้เราอยู่กบั พระพุทธเจ ้า ภาพ ที่เห็น คือ ภาพพระพุทธเจ ้า พระพุทธเจ ้ามาสงเคราะห ์ จะหายจากโรค ถ้า จําเป็ นต้องตายก็ไปสวรรค ”์ ้ ดหนึ่ ง เธอตอบว่า “พอพูดจบก็มีวิมานลอยมาอยู่ข ้างหน้า พระก็ช ี ้ แสดง เธอยิมนิ ว่า วิมานนี ้เป็ นของเธอ” จึงถามเธอว่า “เวลานี ้ ต้องการอยู่บ ้านหรือต้องการอยู่วิมาน ” เธอก็ตอบเบา ๆ ว่า “ต้องการวิมานครับ ” ้ ก็ไม่ต ้องการรบกวนให ้เหนื่ อยต่อไป ก็บอกว่า “ตังใจไปวิ มานนะ ภาวนาว่า พุทโธ ” เธอก็ภาวนาเบา ๆ ว่า “พุทโธ ๆ ๆ ๆ” ในที่สุดก็เงีบบไปพร ้อมกับคําภาวนา และลมหายใจเข ้า-ออก รวมความว่า เธอ ตายคู ่ก ับพุทโธ เป็ นอันว่า นิ มิตเครื่องหมายนี่ บรรดาท่านพุทธบริษท ั มีจริง อาตมาผ่านแบบนี ้มา หลายสิบราย ที่พบมาเองนะ ไม่ใช่หลายราย หลายสิบราย และวิธีแก้ของอาตมาก็ มีวิธีเดียววิธีนี้ เพราะว่าอย่างอื่นเวลานั้น มันแก้กันไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงิน ชําระหนี ้สงฆ ์ ถ้าบังเอิญไม่เป็ นหนี ้สงฆ ์ ก็เป็ นสังฆทานและวิหารทาน รวมความว่า เป็ นบุญใหญ่ท่เขาจะพึ ี งได้รับ นี่ เป็ นอันว่า มนุ ษย ์เราที่ตายนี่ บรรดาท่านพุทธ บริ ษท ั ทุกคนจะเห็นนิ มิตก่อน จากหนังสือ ตายแล้วไม่สญ ู หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

http://www.dhammatan.net


32

คนใกล้จะตายควรแนะนํ าอย่างไร

"..ถ้าป่ วยใหม่ๆ อาตมาแนะนํ าให้ทําดังนี ้ คือ ๑) ให ้นํ าพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร พร ้อมอาหารและของใช ้ที่จําเป็ น นํ าไปให ้ ้ ตอธิษฐานว่า ผูป้ ่ วยเห็นและให ้ตังจิ ้ ้ ขอถวายเป็ นสังฆทานแก่พระสงฆ ์ในพระพุทธศาสนา "ของทังหมดนี ้ ้ ให้เจ้ากรรมนายเวรของผู ป เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทังหมดนี ้ ่ วยได้ โมทนาและ อโหสิกรรมให้ผูป ้ ่ วยด้วย" ้ แล้วญาติก็นําของทังหมดไปถวายพระเป็ นสังฆทาน จิตใจของผูป้ ่ วยจะได้สบาย เพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทําบุญ ๒) ถ้าจะให ้ดีขนไปอี ึ้ ก ก็ควรนํ าเงินจะมากหรือน้อยตามแต่ศรัทธา ให ้ผูป้ ่ วย ้ ถือเงินไว้และให ้ตังจิตอธิษฐานว่า ้ "เงินจํานวนนี ้ ขอถวายชําระหนี ้ สงฆ ์ตังแต่ อดีตจนถึงปั จจุบ ัน ถ้าเคย ไปหยิบหรื อนํ าของสงฆ ์มาโดยเจตนาหรื อไม่ได้เจตนาก็ตาม" ้ ๓) ในระหว่างที่นอนป่ วยอยู่ ควรนํ าพระพุทธรูปมาตังไว้ให ้ผูป้ ่ วยได้มองเห็น ้ ่ผูป้ ่ วยเห็นไม่ถนัด ผูป้ ่ วยลืมตาขึนมาเมื ้ ่อใดก็จะเห็นพระทันที จิต อย่าไปตังไว้ในที ของผูป้ ่ วยจะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบายช่วยให้คลายจากทุกขเวทนาได้บา้ ง ่ และถ้าตายเมือใดก็ จะไม่ลงนรก ้ ๔) ถ้าป่ วยมากมีทก ุ ขเวทนามาก ควรแนะนํ าสันๆ ให้นึกถึง ่ พระพุทธเจ้า หรืออย่างใดอย่างหนึ งดีกว่า ถ้าไปแนะนํ ายาวๆ จะเกิดอาการกลุม้ ๕) ถ้าต้องการให ้ผูป้ ่ วยตายแล้วไปพระนิ พพาน ให ้นึ กภาวนาว่า "นิ พพานัง ้ สุข ัง" ถ้าคิดว่าป้ องกันไม่ให ้ลงนรกก็ให ้ภาวนาว่า "พุทโธ" ให ้บอกสันๆ อย่าบอก ยาว ๖) ถ้าผูป้ ่ วยภาวนาไม่ไหว ก็ให ้นึ กถึงพระพุทธรูปองค ์ใดองค ์หนึ่ งก็ได้ ให ้นึ ก ถึงพระไว้หรือจะนึ กถึงพระสงฆ ์ก็ได้ อย่าไปแนะนํ ายาวๆ เพราะเวลานั้นทุกขเวทนา มากจะทําให ้กลุม้ ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนํ าไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุมจะ ้ ทําให ้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่ วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรื อๆ อย่าไปพู ดมาก ฉะนั้น การแนะนํ าคนป่ วยก่อนตาย ต้องระมัดระวังให ้ดี.." ้ ้ายบทนี ้ ด้วยบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ได้แต่งเอาไว้ดังนี ..้ ผมขอทิงท

http://www.dhammatan.net


33

“ อย่าเข ้าใจ ไปว่า ต้องเรียนมาก ถ้ารูจริ ้ ง สิ่งเดียว ก็ง่ายดาย เมื่อเจ็บไข ้ ความตาย จะมาถึง ระวังให ้ ดีดี ‘นาทีทอง’ ถึงนาที สุดท ้าย อย่าให ้พลาด ด้วยจิตว่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่งอัน ตกกระได พลอยกระโจน ให ้ดีดี สมัครใจ ดับไม่เหลือ เมื่อไม่เอา

http://www.dhammatan.net

ต้องปฏิบต ั ิ ลําบาก จึงพ้นได้ ่ ลอง รูดั ้ บให ้ ไม่มีเหลือ เชือก็ ่ อย่าพรันพรึ ง หวาดไหว ให ้หม่นหมอง คอยจดจ ้อง ให ้ตรงจุด หลุดได้ทัน ้ ตังสติ ไม่ประมาท เพื่อดับข ันธ ์ สารพัน ไม่ยึดครอง เป็ นของเรา จะถึงที่ มุ่งหมาย ได้ง่ายเข ้า ก็ดบ ั 'เรา' ดับตน ดลนิ พพานฯ”


34

บทที่ 5 สําหรับบุคลากรทางการแพทย ์ การดู แลผู ป ้ ่ วยให้ตายดี

บทนี ้ผมสรุปมาจาก หนังสือ การดู แลผู ป ้ ่ วยให้ตายดี แต่งโดย นพ.สันต ์ หัตถีรต ั น์ นายกสมาคมเวชศาสตร ์ฉุ กเฉิ นแห่งประเทศไทย และประธาน คณะอนุ กรรมการฝึ กอบรมและสอบความรูความชํ ้ านาญในการประกอบวิชาชีพเวช กรรม สาขาเวชศาสตร ์ฉุ กเฉิ น ของแพทยสภา หนังสือเล่มหากท่านผูอ้ ่านได้ลอง อ่านดู จะเห็นถึงจิตที่มีเมตตาของท่านที่มีต่อผูป้ ่ วยอย่างมาก และท่านยังได้แนะนํ า เทคนิ คการสื่อสารกับผูป้ ่ วยและญาติที่เป็ นประโยชน์มากครับ หากใครมีโอกาส แนะนํ าให ้หามาอ่านดูครับ ….

สิ่งที่ไม่พึงกระทําสําหรับการตายดี -

การปกปิ ดความจริงเกี่ยวกับการเจ็บป่ วย การให ้ความหวังที่ไม่อาจเป็ นจริงได้ การให ้การรักษาพยาบาลที่เพิ่มความทุกข ์ทรมาน การให ้การรักษาพยาบาลที่ตรงข ้ามกับความต้องการของผูป้ ่ วย การปฏิเสธที่จะรับฟั งความคิดเห็นของผูป้ ่ วย ้ ป้ ่ วย การทอดทิงผู การพูดและ/หรือการแสดงอากัปกิ ริยาอันไม่สมควร การกูชี ้ พผูป้ ่ วยที่หมดหวัง /ระยะสุดท้าย

http://www.dhammatan.net


35

พินย ั กรรมชีวิต

พินัยกรรมชีวิต (Living Wills) หรือ หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค ์จะรับบริการ สาธารณสุข (Advance Medical Directives) ตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 มีประเด็นน่ ารูดั ้ งนี ้ครับ 1. สิทธิปฏิเสธบริ การสาธารณสุขที่เป็ นไปเพียงเพื่อยืดการตายใน วาระสุดท้ายของชีวิต หรื อเพื่อยุติความทรมานจากการเจ็บป่ วย เป็ นการระบุเจตนาไม่ประสงค ์จะรับบริการสาธารณสุขใดไว้ล่วงหน้า เป็ นการ เคารพสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ต่างจากกรณี การุณยฆาต หรือการ ช่วยเหลือให ้ผูอ้ ื่นฆ่าตัวตาย การุณยฆาต (mercy killing) เป็ นการกระทําหรืองดเว้นการกระทําโดยมี ่ ทําในบางประเทศ) เป็ นเรื่องที่ข ัดต่อ เจตนาให ้ผูป้ ่ วยถึงแก่ความตาย (ซึงมี ศีลธรรม(เท่ากับฆ่าคน)และผิดจริยธรรมของแพทย ์ 2. ผู ท ้ ี่ทําหนังสือแสดงเจตนาฯ ตามร่างกฎกระทรวง จะถู กทอดทิง้ หรื อไม่? ผูป้ ่ วยยังคงได้รับ การดู แลรักษาแบบประคับประคอง ( palliative care) คือ การดูแลให ้ผูป้ ่ วยบรรเทาความทุกข ์ทรมาน เยียวยาจิตใจผูป้ ่ วย ้ และญาติ มิได้ถูกทอดทิงจากแพทย ์พยาบาลที่ให ้การดูแลรักษาแต่อย่างใด 3. การดู แลรักษาแบบประคับประคองคืออะไร? องค ์การอนามัยโลก (WHO) ให ้ความหมายไว้ว่าเป็ น “แนวทางปฏิบต ั ิใน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูป้ ่ วยและสมาชิกในครอบครัวที่เผชิญกับ ปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวเนื่ องกับความเจ็บป่ วยขนวิ ั้ กฤต โดยการป้ องกันและ

http://www.dhammatan.net


36

้ บรรเทาความทุกข ์ทรมานด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยการค้นหาปัญหาตังแต่ ้ ้ เริ่มต้น รวมทังการรั กษาอาการปวด การแก้ไขปัญหาต่างๆ ทังทางกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ”

4.

5.

6.

7.

้ จะเห็นว่าต้องอาศัยทีมงานหลายฝ่ ายทังแพทย ์ พยาบาล นักกายภาพบําบัด เภสัชกร นักจิตวิทยา นักสังคมศาสตร ์ โภชนากร อาสาสมัคร ผูใ้ ห ้การ เยียวยาทางจิตวิญญาณตามวัฒนธรรม ความเชือ่ ศาสนา เช่น นักบวช พระ และสมาชิกในครอบครัวผูป้ ่ วย การทําหนังสือแสดงเจตนาฯ มีกีรู่ ปแบบ? กฎหมายไม่ได้กําหนดบังคับรูปแบบการทําหนังสือไว้ จึงทําหนังสือได้ 2 วิธีการคือ 1. เขียนหรือพิมพ ์หนังสือแสดงเจตนาฯ ด้วยตนเอง 2. การแสดงเจตนาด้วยวาจาต่อแพทย ์ พยาบาลที่ให ้การรักษา ญาติหรือ ผูใ้ กล้ชิด ในกรณี ที่ผูป้ ่ วยไม่สามารถเขียนหนังสือได้หรือเป็ นคนพิการ แล้วให ้ผูอ้ ่นช่ ื วยเขียนแทนหรือพิมพ ์ข ้อความให ้ และควรมีชอผู ื่ เ้ ขียน หรือผูพ ้ ิมพ ์หนังสือแสดงเจตนาฯ หรือพยานด้วย ่ ใครทีสามารถทําหนังสือแสดงเจตนาฯ นี ้ ได้? ผูท ้ ี่มีสติสมั ปช ัญญะบริบรู ณ์ทก ุ คน สามารถทําหนังสือแสดงเจตนาฯ ได้ ้ ้ แต่ควรมีอายุตงแต่ ั 18 ปี ขึนไป กรณี ต่ากว่ ํ า 18 ปี สามารถทําได้เช่นกัน และจะต้องให ้พ่อ แม่ ผูป้ กครอง หรือญาติที่เป็ นคนดูแลปกครองเด็กให ้ ความยินยอมในการตัดสินใจร่วมกับเด็กด้วยเสมอ เราจะทําหนังสือแสดงเจตนาฯ นี ้ ได้อย่างไร ควรขอคําแนะนํ าจาก ใคร ต้องมีพยานรู เ้ ห็นด้วยหรื อไม่? ทุกคนสามารถทําได้ด้วยตนเอง แต่อาจขอรับทราบข ้อมูลความเจ็บป่ วย ของตน จากผูป้ ระกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข กฎหมายมิได้บังคับให ้ต้องมีพยานรูเห็ ้ นในการทําหนังสือ แต่ควรมีพยานรู ้ เห็นอย่างน้อย 2 คน เพื่อความสะดวกในการพิสจู น์ความถูกต้องของ หนังสือดังกล่าว ฝ่ ายหนึ่ งควรเป็ นบุคคลที่ไว้วางใจหรือสมาชิกในครอบครัว ญาติ เพื่อนร่วมงาน อีกฝ่ ายหนึ่ งควรเป็ นแพทย ์หรือพยาบาลที่ให ้การรักษา ผูป้ ่ วย กรณี ผู ป ้ ่ วยได้ทําหนังสือแสดงเจตนาฯ ไว้ แต่คนในครอบครัวหรื อ ญาติใกล้ชิดไม่เห็นด้วยก ับการทําหนังสือดังกล่าว แพทย ์หรื อ ่ ผู เ้ กียวข้ องควรปฏิบ ัติเช่นไร? แพทย ์หรือผูด้ แู ลรักษา ต้องเคารพสิทธิและความประสงค ์ของผูป้ ่ วยเป็ น สําคัญ แต่เพื่อป้ องกันความเข ้าใจไม่ตรงกันหรือความข ัดแย้งที่อาจเกิดขึน้ ก็ควรหารือทําความเข ้าใจกับคนในครอบครัวหรือญาติใกล้ชิด เพื่อให ้ เข ้าใจสภาวะความเจ็บป่ วยของผูป้ ่ วย การดําเนิ นของโรค แนวทางการดูแล ้ แจงแนวทางที ้ ่จะเกิดประโยชน์สงู สุดต่อผูป้ ่ วย และเป็ นโอกาส รักษา รวมทังชี ่ ที่จะรับฟั งปัญหา ความกังวล หรือประเด็นอันอาจนํ ามาซึงความข ัดแย้ง ่ ่ ่ เพือแพทย ์หรือผูท ้ ีรักษา จะปรึกษาแพทย ์ท่านอืน หรือใช ้ดุลยพินิจตัดสินใจ ่ ทําการรักษาเพือประโยชน์สงู สุดของผูป้ ่ วย

http://www.dhammatan.net


37

่ 8. ผู ป ้ ระกอบวิชาชีพหรื อผู เ้ กียวข้ องของโรงพยาบาล ที่ปฏิบ ัติตาม หนังสือแสดงเจตนาฯ จะได้รบ ั ความคุม ้ ครองตามกฎหมายหรื อไม่? พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 คุมครองแพทย ้ ์หรือผูป้ ระกอบวิชาชีพ ด้านสาธารณสุข มิให ้ถือว่าการปฏิบต ั ิตามหนังสือแสดงเจตนาฯ นั้นเป็ น ความผิดทางอาญา เพราะเป็ นเรื่องที่ไม่ข ัดต่อกฎหมายหรือจริยธรรมแต่ อย่างใด หากแพทย ์หรือผูเ้ กี่ยวข ้องทําไปโดยเจตนาดี นอกจากนั้น กฎหมายมิได้กําหนดโทษของผูท ้ ี่ไม่ได้ปฏิบต ั ิตามหนังสือแสดง เจตนาฯ ไว้ และหากเป็ นการดําเนิ นการด้วยเจตนาดีก็ไม่เป็ นความผิดตาม กฎหมาย เช่น แพทย ์พยาบาลบางท่านอาจจะไม่สบายใจที่จะปฏิบต ั ิตาม หนังสือแสดงเจตนาในการยุติการรักษาที่ทําไปแล้ว ก็ควรทําความเข ้าใจ กับญาติหรือคนใกล้ชิด และแนะนํ าให ้ปรึกษาแพทย ์พยาบาลท่านอื่นแทนก็ ได้ บางกรณี ผป ู ้ ่ วยหรือญาติมีสิทธิปฏิเสธค่าบริการและค่าใช ้จ่ายใดๆ ่ เกียวกับการให ้บริการผูป้ ่ วยต่อสถานพยาบาล ที่ข ัดต่อเจตนาของผูป้ ่ วย ่ ตามหนังสือแสดงเจตนาฯ ได้ตามกฎหมายทัวไป ตัวอย่างหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค ์จะรับบริ การสาธารณสุข ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

http://www.dhammatan.net


38

ื แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะร ับบริการสาธารณสุขฯ หน ังสอ ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบ ัญญ ัติสข ุ ภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เขียนที่ ................................... วันที่ ................................... ื่ -นามสกุล) .............................................................................. อายุ.............ปี ข ้าพเจ ้า (ชอ บัตรประจําตัวประชาชน หมายเลข.................................................................................................. ทีอ ่ ยูท ่ ต ี่ ด ิ ต่อได ้ ....................................................................................................................... ............................................................................................................................................... หมายเลขโทรศัพท์ ............................................หมายเลขโทรศัพท์ทท ี่ ํางาน ................................... อีเมล์(ถ ้ามี)................................................................................................................................ ื ฉบับนี้ ข ้าพเจ ้ามีสติสม ั ปชญ ั ญะสมบูรณ์ และมีความประสงค์ทใี่ ชส้ ท ิ ธิตามมาตรา 12 1. ขณะทําหนั งสอ แห่งพระราชบัญญัตส ิ ข ุ ภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 2. เมือ ่ ข ้าพเจ ้าอยูใ่ นวาระสุดท ้ายของชวี ต ิ หรือเมือ ่ ข ้าพเจ ้าได ้รับทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่ วยจากโรคที่ ไม่อาจรักษาได ้ ข ้าพเจ ้าขอปฏิเสธการรับบริการสาธารณสุขทีเ่ ป็ นไปเพียงเพือ ่ ยืดการตายในวาระ ื่ กํ า กับ บริก ารสาธารณสุข ที่ สุด ท ้ายของช วี ต ิ หรือ เพื่อ ยุต ก ิ ารทรมานจากการเจ็ บ ป่ วย โดยได ้ลงช อ ข ้าพเจ ้าขอปฏิเสธไว ้ ดังต่อไปนี้ บริการสาธารณสุขทีข ่ ้าพเจ ้าขอปฏิเสธ

ื่ กํากับ ลงชอ

ี เมือ การฟื้ นชพ ่ หัวใจหยุด การเจาะคอ ้ อ การใชเครื ่ งชว่ ยหายใจ การให ้สารอาหารและนํ้ าทางสายยาง อืน ่ ๆ ระบุ.......................................................................... ........................................................................................

3. แม ้ว่าข ้าพเจ ้าจะปฏิเสธการรับบริการสาธารณสุขตาม ข ้อ 2. แต่ข ้าพเจ ้ายินดีทจ ี่ ะได ้รับการดูแลรักษา แบบประคับประคอง ี ด ้านสาธารณสุขอํานวยความสะดวกตามความประสงค์ของ 4. ข ้าพเจ ้าขอความกรุณาผู ้ประกอบวิชาชพ ข ้าพเจ ้า ตามความเหมาะสมและความเป็ นไปได ้ในทางปฏิบต ั ิ ดังต่อไปนี้ ี ชวี ต … ความประสงค์ทจ ี่ ะเสย ิ ทีบ ่ ้าน … การเยียวยาทางจิตใจอืน ่ ๆ ระบุ....................................................................................... .....................................................................................................................................

-1-

http://www.dhammatan.net


39

ื แสดงเจตนาฯ นี้ เกิดขึน 5. หากมีกรณีความไม่ชัดเจนในหนั งสอ ้ ในชว่ งทีข ่ ้าพเจ ้าไม่มส ี ติสัมปชัญญะ ื่ สารกับผู ้อืน ิ หรือญาติของข ้าพเจ ้า คือ หรือไม่อาจสอ ่ ได ้ตามปกติ ขอให ้บุคคลใกล ้ชด ื่ นามสกุล)...................................................................เป็ นผู ้ทําหน ้าทีอ (ชอ ่ ธิบายเจตนาของข ้าพเจ ้า ื แสดงเจตนาต่อหน ้าพยาน และลงนามไว ้ท ้ายหนังสอ ื นี้แล ้ว ข ้าพเจ ้าได ้ทําหนังสอ ื่ .................................................................................... ลงชอ ื่ -สกุล.............................................................................. ชอ ผู ้แสดงเจตนา

ื่ .................................................................................... ลงชอ ื่ -สกุล.............................................................................. ชอ ิ หรือญาติ บุคคลใกล ้ชด

ื่ .............................................................. ลงชอ

ื่ .............................................................. ลงชอ

ื่ -สกุล........................................................... ชอ

ื่ -สกุล........................................................... ชอ พยาน

พยาน

ิ หรือญาติ บุคคลใกล้ชด ื่ -นามสกุล ...................................................................มีความสม ั พันธ์เป็ น ................................ ชอ บัตรประจําตัวประชาชน หมายเลข................................................................................................... ทีอ ่ ยูท ่ ต ี่ ด ิ ต่อได ้ ........................................................................................................................ ............................................................................................................................................... หมายเลขโทรศัพท์ ............................................หมายเลขโทรศัพท์ทท ี่ ํางาน ................................... พยาน ื่ -นามสกุล .................................................................มีความสม ั พันธ์เป็ น................................... ชอ ทีอ ่ ยูท ่ ต ี่ ด ิ ต่อได ้ ........................................................................................................................ ............................................................................................................................................... หมายเลขโทรศัพท์ ............................................หมายเลขโทรศัพท์ทท ี่ ํางาน ...................................

-2-

http://www.dhammatan.net


40

พยาน ื่ -นามสกุล ..................................................................มีความสม ั พันธ์เป็ น.................................. ชอ ทีอ ่ ยูท ่ ต ี่ ด ิ ต่อได ้ ........................................................................................................................ ............................................................................................................................................... หมายเลขโทรศัพท์ ............................................หมายเลขโทรศัพท์ทท ี่ ํางาน ...................................

หมายเหตุ

หนั ง ส ือ แสดงเจตนาฯ นี้ เ ป็ นเพี ย งตั ว อย่ า งเพื่ อ อํ า นวยความสะดวกแก่ ื แสดงเจตนาไม่ป ระสงค์จ ะรั บบริก ารสาธารณสุข ฯ ผู ้ประสงค์จ ะทํ าหนั งส อ ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตส ิ ข ุ ภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ทัง้ นีผ ้ ู ้แสดงเจตนาฯ สามารถนํ าไปปรับปรุงให ้ตรงกับเจตนาของตนได ้

-3-

http://www.dhammatan.net


41

หน่ วย Palliative Care (พัลเลียทีฟแคร ์)

ปัจจุบน ั โรงพยาบาลบางแห่งในเมืองไทยเริ่มมีหน่ วยดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจแก่ผป ู ้ ่ วย ่ ระยะสุดท ้ายทีเรียกกันในทางการแพทย ์ ว่า หน่ วย Palliative Care (พัลเลีย ทีฟแคร ์) ตามหลักคิดใหม่ที่ว่า กลุ่มผูป้ ่ วยที่ไม่สามารถรักษาให ้หายขาดได้แล้ว การดูแลด้านจิตใจจึงมีความสําคัญไม่นอ้ ยกว่าการรักษาทางกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น ่ าทีมโดย หมอเต็มศักดิ ์ - โรงพยาบาลสงขลานคริ นทร ์ (มอ.) ซึงนํ พึ่งรัศมี แพทย ์รังสีรก ั ษา ์ ดถึงการงานตามหน้าที่ “ คนไข ้ของผมครึ่ง “ผมเป็ นหมอรังสีรก ั ษา” หมอเต็มศักดิพู ต่อครึ่ง รักษาไม่หายแล้ว ถ้าเอาตามหลักการแพทย ์ก็หมดหนทางอยู่ตรงนี ้ เราก็ รูสึ้ กว่ายังให ้คนไข ้ได้ไม่เต็มที่ ” ่ าทีมโดย หมอคมสรรค ์ พงษ ์ภักดี - โรงพยาบาลนครปฐม ซึงนํ วิสญ ั ญีแพทย ์ คุณหมอได้เล่าในหนังสือ วิธีดูแลคนที่เรารัก ถึงงานที่ งานที่ท่านและเพื่อนพยาบาลในกลุ่มทํากันอยู่ “ จะถามเขาก่อนว่าชอบอะไร ชอบทําบุญใส่บาตร สวดมนต ์ไหว้พระก็ชวนเขาทํา แต่ไม่จํากัดอยู่แค่เรื่อง ศาสนา บางคนชอบฟั งเพลงก็เปิ ดเพลงฟั ง บางคนชอบอยู่กบั ญาติมิตรที่ รายล้อมทําให ้เขารูสึ้ กถึงความอบอุ่น ความผูกพันในครอบครัวช่วยให ้เขา เผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ ” หมอเล่าให ้ฟั งถึงคนไข ้บางรายที่เคยให ้ความช่วยเหลือ “คนไข ้คนหนึ่ ง ลูกๆ ยอมรับแล้วว่าแม่คงไม่ไหว แต่ลูกสาวคนสุดท้องที่ เพิ่งมาถึง บอกว่าต้องปั้ มอีก อาจเพราะไม่ได้ดูแลก ันมาก่อนเท่าที่ สังเกตดู คนที่ไม่ค่อยได้ดูแลก ัน มักมีความข ัดแย้งในใจสู ง เลยต้อง แสดงการทําอะไรเพื่อคนไข้มาก เพราะความรู ส ้ ึกผิดในใจหรื อไม่ ้ อ ันนี ผมขอไม่พูดถึง ผมก็คย ุ กับเขาตรงๆ ว่า คุณยายอายุเกือบ 90 ้ ่ แล้ว การปัมอาจทําให ้ซีโครงหัก เจ็บปวดทรมาน แล้วถึงอย่างไรก็ไม่ใช่จะ ้ ทําให ้คนไข ้ฟื ้ นขึนมาเป็ นปรกติได้ แล้วจะทรมานไปเพื่ออะไร การยืดลม หายใจออกไปเป็ นความต้องการของเรา หรื อของคนไข้ก ันแน่ ผม บอกเขาด้วยว่า ไม่ได้ต้องการก้าวก่ายเรื่องในครอบครัว ไม่ได้ช ักจูงโน้ม ่ น้าวให ้เชืออะไร แต่ส่งที ิ ่ต้องการจะบอกคือ วาระสุดท้ายเป็ นสิ่งสําคัญ

http://www.dhammatan.net


42

่ เป็ นโอกาสสุดท้ายที่จะได้อยู ่ก ับคนรักซึงหาไม่ ได้อีกแล้ว ในที่สุด เขาก็เข ้าใจ และยืนอยู่ข ้างเตียงจนคนไข ้เสียชีวิต ทุกคนได้รับรูการ ้ ่ ่ เปลียนแปลงของคนทีเขารักจนวาระสุดท้าย” - ในฐานะที่ผมเรียนจบจากขอนแก่น ต้องขอกล่าวถึง รพ.ศรี นคริ นทร ์ ซะ หน่ อยครับ ซึง่ รพ.ศรีนครินทร ์ก็มีทีม Palliative Care เช่นกัน และมี กิจกรรมดีๆ เท่าที่ทราบมา เช่น การนิ มนต ์พระมารับบิณฑบาตที่ตึกผูป้ ่ วย ้ั ชน้ั 6,5,4 และ 3 ลงมาเรื่อยๆ เพื่อให ้ผูป้ ่ วยได้ทําบุญ ทุกวันศุกร ์ ไล่ตงแต่ นอกจากนี ้ในตึกผูป้ ่ วยมะเร็งยังมีการนิ มนต ์พระมาเทศน์และพาทําสมาธิอีก ด้วย นับว่าเป็ นโชคดีของผูป้ ่ วยจริงๆ ครับ … ผมขออนุโมทนาบุญกับบุคลากรทางการแพทย ์ทุกๆ ท่านที่มีส่วนช่วยให ้ผูป้ ่ วยได้ ตายดี และหวังเป็ นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตอันใกล้นี ้คงมี หน่ วย Palliative Care ทุกโรงพยาบาลนะครับ ……

http://www.dhammatan.net


43

บทที่ 6 การดู แลหลังความตาย จัดงานศพให้แก่ผูต ้ าย ผู ต ้ ายจะได้บุญตอนไหน ?

ถาม : เวลาเราจัดงานศพให ้ผูต้ าย ผูต้ ายได้บุญตอนไหน ตอนที่เราอุทิศ ? ตอบ : ถ้าบุคคลนั้นสามารถรับอนุโมทนาได้ คือ รับส่วนกุศลแล้ว อนุโมทนาได้ ก็จะได้ตอนที่เราประกาศอุทิศส่วนกุศล ดังนั้น..ตอนที่เราอุทิศ ่ ้ ้ ส่วนกุศล เมื่อ พระยถาสัพพี เราควรจะออกชือ-นามสกุ ล ว่ากุศลที่สร ้างในครังนี ขอให ้แก่ใคร ขอให ้เขามาโมทนา เราจะได้รับประโยชน์ความสุขเท่าไร ขอให ้เขา ได้รับด้วย ถาม : แล้วที่พระสวด สวดให ้ใคร ? ่ั ตอบ : สวดให้คนเป็ นฟั ง คือให ้รูว่้ าสิ่งที่ทํา อะไรดีอะไรชวแล้วให ้เลือกทํา แต่ ้ ่ สมัยนี เขาฟั งบาลีกน ั ไม่ออก มีหลายวัดทีพยายามปรับปรุงด้วยการสวดมนต ์แปล ่ ในเมือสวดมนต ์แปล เราฟั งออก จะได้เก็บเอาหลักธรรมนั้นไปใช้ในการ ดําเนิ นชีวิต แต่เท่าที่อาตมาเจอก็มก ั จะพนมมือเฉยๆ บางคนก็หน ั ไปคุยกันอีก ต่างหาก ก็เลยกลายเป็ นไม่ได้ประโยชน์อะไร ้ ความจริงถ้าเราตังใจน้ อมจิตฟั งด้วยความเคารพ จะเป็ นกุศลใหญ่อีกส่วนหนึ่ งที่อุทิศ ให ้แก่ผต ู ้ ายได้ เพราะเท่ากับว่าเรากําลังปฏิบต ั ิใน ธัมมานุ สติ ถ้าเราระลึกว่าสิ่งที่ ่ พระสวดอยู่เป็ นพระธรรมคําสังสอนของพระพุ ทธเจ ้าก็ได้ทัง้ พุทธานุ สติ ธัมมานุ สติสงั ฆานุ สติ ด้วย กลายเป็ นเราปฏิบต ั ิกรรมฐานใหญ่ซงได้บุ ึ่ ญมากที่จะอุทิศ ให ้แก่ผต ู ้ ายได้ เห็นผูส้ วดที่เป็ นพระสงฆ ์อยู่ก็ได้ ้ มของ แต่ปัจจุบน ั เป็ นแค่รป ู แบบพิธีกรรม การกระทํามักจะผิดไปจากเจตนาดังเดิ บรรพบุรษ ุ ของเรา ่ กวันนี ้เวลาที่วัดมีงานศพ อาตมาต้องประกาศก่อนเคลื่อนศพเสมอว่า แม้กระทังทุ ้ ญาติ โยมทังหลายมาส่ งศพ ให้เดินตามโลงศพ ไม่ใช่ทะลึ่งไปจู ง

http://www.dhammatan.net


44

สายสิญจน์..! การจู งสายสิญจน์เป็ นหน้าที่ของพระ คนที่จะเดินข้างหน้า ก็คือ บุคคลที่ถือกระถางธู ปก ับรู ปผู ต ้ ายเท่านั้น แล้วโยมเห็นไหม ? บางที่เขา ้ แย่งกันจูงสายสิญจน์จนพระไม่มีที่จะจูง การจู งศพขึนเมรุ เป็ นหน้าที่พระเณร ส่วนญาติโยมตามไปส่งเท่านั้น แต่ที่อื่นเขาไม่ค่อยกล้าว่า ไม่ค่อยกล้าบอกเพราะกลัวโยม อาตมาเองไม่ค่อยจะ เกรงใจโยมหรอก ต่อให ้ใหญ่มาแค่ไหน ผิดท่าผิดทางอาตมาด่ากระจาย เพราะ ถ้า ่ เราไม่บอกในสิ่งที่ถู กต้อง เขาก็จะผิดต่อก ันไปเรื่อยๆ จนกระทังภายหลั ง จะกลายเป็ นถู กไปเอง เพราะเขาทําต่อๆ ก ันมา รุ่นแล้วรุ่นเล่า สนทนาก ับพระครู ธรรมธรเล็ก สุธมฺมป�ฺโญ เก็บตกบ้านอนุ สาวรี ย ์ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๓

การอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง (พระราชพรหมยาน)

การอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย “..การอุทิศส่วนกุศลในพระพุทธศาสนา ไม่ต ้องใช ้นํ ้า การที่พระเจ้าพิม พิสาร เป็ นองค ์แรกที่อุทิศส่วนกุศลโดยใช้นํ้า ก็เพราะท่านเพิ่งพบ พระพุทธเจ้า เนื่ องจากศาสนาพราหมณ์เขาถือว่า ถ้าจะให้อะไรก ับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอานํ ้ าราดลงไป ท่านยังชินอยู ่ก ับประเพณี ของ ้ พราหมณ์ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้หา้ ม เพราะเห็นว่าใจท่านตังตรงเวลา อุทิศส่วนกุศล เรื่องการกรวดนํ ้านี ้ สมัยเมื่ออาตมาบวชได้วันที่สอง ขณะเจริญพระกรรมฐานได้มีผี ตัวผอมก๋องเข ้ามานั่งอยู่ข ้างหน้า อาตมาก็สวด “อิมินา ปุญญกัมเมนะ อุปัชฌา ยา” หมายถึงอุปัชฌาย ์ แต่อป ุ ัชฌาย ์ก็ยงั ไม่ตาย “คุณุตตรา อาจาริยู ” ให ้ คู่สวด ่ ้ ่งบท เห็นเดินมา ๒ คน อีก คู่สวดก็ยงั ไม่ตาย ว่าเรือยไปยังไม่ทน ั จะจบเหลืออีกตังครึ เอาโซ่คล้องคอลากผีที่นั่งอยู่ข ้างหน้าไปเลย ผลปรากฏว่ายังไม่ได้ให ้ผีเลย พอตอนเช ้าไปบิณฑบาตกลับมาฉันข ้าว พอฉันเสร็จล้างบาตรเช็ดเรียบร ้อย ปกติ ั นี ้ท่านไม่ยถาฯ ท่านนั่งเฉยมองหน้าถาม ฉันเสร็จหลวงพ่อปานท่านจะยถาฯ แต่วน ว่า

http://www.dhammatan.net


45

“ไงพ่อคุณ พ่ออิมินาคล่อง สวดอย่างนั้นผีจะได้กินเหรอ ” ท่านให ้แปลอิมินาแปลว่าอย่างไรบ ้าง อุปัชฌาย ์ก็ยงั ไม่ตาย คู่สวดญัตติคือท่านก็ยงั ไม่ตายมาให ้ท่าน ผีที่อยู่ข ้างหน้าทําไมไม่ให ้ ท่านก็บอกว่า “ทีหลังผีมาละก็ ผีมน ั อยู่นานไม่ได้ บางทีก็หลบหน้าเขามานิ ดหนึ่ ง ถ้ามานั่งใกล้เรา ทุกขเวทนาอย่างเปรตนี่ ไฟไหม้ทงตั ั้ ว หอกดาบฟั น เวลาที่เรา เจริญพระกรรมฐานอยู่ บุญของเรานี่ สามารถจะช่วยให ้เขามีความสุขได้ เพราะถ้า มานั่งข้างหน้าใกล้ๆเรานี่ ไฟจะดับ หอกดาบจะหลุดไป แต่ว่าจะอยู ่นาน ไม่ได้ ต้องพู ดให้เร็วเพราะเขาจะต้องไปรับโทษ เวลาอุทิศส่วนกุศลให ้ว่าเป็ น ้ ่สุด ” ภาษาไทยช ัดๆ และให ้สันที

้ ้ ให ้บอกว่า “บุญใดที่ฉันบําเพ็ญมาแล้วตังแต่ อดีตถึงปั จจุบ ัน ผลบุญทังหมด นี ้ จะมีประโยชน์ ความสุขแก่ฉันเพียงใด ขอเธอจงโมทนาผลบุญนั้นและ ้ รับผลเช่นเดียวก ับฉันตังแต่ บ ัดนี ้ เป็ นต้นไป” วันหลังผีตวั ใหม่มา ตัวก่อนที่ถูกลากคอไปมาไม่ได้แล้ว ผีตวั ใหม่ผอมก๋องเอาทนาย มาด้วย ยืนอยู่ข ้างหลังนางฟ้ าที่มีทรวดทรงสวย เป็ นเทวดาใหญ่มากบอกว่า “ท่านนั่งอยู่นี่ไงล่ะ จะให ้ท่านช่วยอะไรก็บอกท่านสิ ” ้ ผีผอมก๋องพู ดไม่ออกเพราะกรรมมันปิ ดปาก อาตมานึ กขึนมาได้ ถ้าขืนให ้อยู่ นานเดี๋ยวโซ่คล้องคอลากไปอีก จึงอุทิศส่วนกุศลให ้ตามที่หลวงพ่อปานสอน จึง บอกว่า ้ “ตังใจโมทนาตาม ทีหลังมา ข ้าไม่ให ้พูดแล้วข ้าให ้เลย ” ้ ้ พอว่าจบผีผอมก๋องก็ก ้มลงกราบ กราบไปครังแรกลุ กขึนมาก็ ผอมตามเดิม กราบ ้ ่ ้ ้ ่ ้ ครังทีสองลุกขึนมาก็ผอมตามเดิม พอกราบครังทีสามลุกขึนมา คราวนี ้ ชฎา แพรวพราวเช้งวับไปเลย ้ การได้รบ ั ส่วนกุศลนี ้ ขึนอยู ่ก ับท่านนั้นมีโอกาสโมทนา ท่านก็ได้รบ ั แต่ ้ ่ ถ้าท่านนันไม่มีโอกาสโมทนาก็ไม่ได้รบ ั เปรียบ เหมือนเราเอาสิงของไปให ้ แต่ ผูร้ บั เขาไม่รบ ั เขาก็จะไม่ได้ของ ถ้าพวกเขาอยู่ในนรก ไฟไหม้ทงวั ั้ น ถูก ้ น ถ้าเราเอาขนมไปให ้กิน เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้กินขนม สรรพาวุธสับฟั นทังวั ปรทัตตูปชีวีเปรตเป็ นเปรตระดับที่ ๑๒ แบ่งเป็ น ๒ พวกคือ พวกที่มีกรรมบางอยู่ ข ้างหน้า เราอุทิศให ้แผ่กระจายเขาโมทนาได้ แต่พวกที่มีกรรมหนาอยู่ข ้างหลัง ให ้ ์ แผ่กระจายนี่ เขาโมทนาไม่ได้ ถึงแม้จะมีสิทธิโมทนาก็ ตาม เขาก็ไม่มีโอกาส พวกปรทัตตูปชีวีเปรตมายืนอยู่นานไม่ได้ ส่วนสัมภเวสีก็มีความหิวแต่อยู่นานได้ จึง ต้องให ้เจาะจงเฉพาะตรง ถ้าไม่ให ้ตรงเฉพาะก็รบั ไม่ได้เพราะกรรมหนัก ฉะนั้นการ ้ ่สุด อุทิศส่วนกุศล เวลาจะให ้ ให ้ว่าเป็ นภาษาไทยให ้เรารูเรื ้ ่องและให ้สันที

http://www.dhammatan.net


46

การอุทิศส่วนกุศลแก่บค ุ คลต่างๆ ที่ตายไปแล้ว ่ ่ ถ้านึ กได้ออกชือเขาก็ ดี เพราะถ้ากรรมหนาอยู่นิด ถ้าออกชือเจาะจงเขาก็ ได้รับ ื่ า เลย ถ้านึ กไม่ออกก็ว่ารวมๆ “ญาติกด ็ ี ไม่ใช่ญาติกด ็ ี ” ถ้า ขืนไปนั่งไล่ชอน่ กลัวจะไม่หมด มีอยู่คราวหนึ่ งนานมาแล้วไปเทศน์ด ้วยกัน ๓ องค ์ บังเอิญมี ่ อารมณ์คล้ายคลึงกัน วันนั้นทายกนํ าอุทิศส่วนกุศลออกชือคนตายกั บบรรดาญาติ ้ ่ ้ ่ ทังหลายทีตายไปแล้ว ปรากฏว่าบรรดาผีทงหลายก็ ั เข ้ามาเป็ นหมืนล้อมรอบศาลา ่ ้ คนทีเป็ นญาติกโ็ มทนาแล้วผิวพรรณดีขึน พวกที่มิใช่ญาติกเ็ ดินร้องไห้ กลับไป ตอนท ้ายมีคนถามถึงการอุทิศส่วนกุศลว่าทําอย่างไร พระองค ์หนึ่ งท่านเลยบอกว่า “ญาติโยมที่นํ าอุทิศส่วนกุศล อย่าให ้ใจแคบเกินไปนัก อย่าลืมว่าการทําบุญแต่ละคราว พวกปรทัตตูปชีวีเปรตก็ดี พวกสัมภเวสีก็ดี จะมา ยืนล้อมรอบคอยโมทนา แต่ถ ้าเราให ้แก่ญาติ ญาติก็จะได้ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติก็ ้ ้ จะไม่ได้ ฉะนั้นควรจะให ้ทังหมดทั งญาติ และไม่ใช่ญาติ ” และตอนที่พระให้พร เจ ้าภาพและทุกท่านที่บําเพ็ ญกุศลแล้ว มีการถวาย ้ ตอธิษฐานตามความประสงค ์ การ สังฆทานก็ดี การเจริญพระกรรมฐานก็ดี ควรตังจิ ้ ตอธิษฐานเรียกว่า “อธิษฐานบารมี ” ถ้าท่านตังใจเพื ้ ่อพระนิ พพานก็ต ้อง ตังจิ อธิษฐานเผื่อไว้ โดยอธิษฐานว่า ้ ้ จงเป็ นปั จจัยให้ขา้ พเจ้าเข้าถึงพระนิ พพานในชาติ “ขอผลบุญทังหมดนี ปั จจุบ ันนี ้ แต่ถา้ หากข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิ พพานเพียงใด จะไปเกิดใหม่ ในชาติใดก็ตาม ขอคําว่า “ไม่มี” จงอย่าปรากฏแก่ขา้ พเจ้า” ถ้าเราต้องการอะไรให ้มันมีทก ุ อย่าง จะไม่รวยมากก็ชา่ ง เท่านี ้ก็พอแล้ว

้ ่ งสักกีปี่ ๆ บุญก็ยงั มีอยู ่ การทําบุญไปแล้วครังหนึ ถ้าทําไปแล้วสัก ๓๐ ปี ก็ยงั อุทิศส่วนกุศลได้ บุญไม่หาย ไม่ใช่เราทําบุญแล้ว เดี๋ยวเดียวบุญหายไป ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าทําบุญแล้วไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ผูท ้ ําเป็ นผูไ้ ด้ ่ ่ บุญเต็มทีสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว อยู่ทีว่าเราจะให ้เขาหรือไม่ให ้ ถ้าเราไม่ให ้เราก็กิน คนเดียว ทีนี้ถ้าเราให ้เขาบุญของเราก็ไม่หมด ส่วนที่เราให ้ไปไม่ได้ยุบไปจาก ของเดิม อย่างเรื่องของ พระอนุ รุทธ สมัย ที่ท่านเกิดเป็ นคนเกี่ยวหญ ้าช ้างของมหา เศรษฐี เวลาที่ท่านทําบุญแล้ว เจ ้านายมาขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญจะ แบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ ้าที่ท่านรับบาตร ท่านก็เปรียบเทียบให ้ฟั งว่า

http://www.dhammatan.net


47

“สมมติว่าโยมมีคบและก็มีไฟด้วย แต่คนอื่นเขามีแต่คบไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสง สว่างก็มาขอต่อไฟที่คบของโยม แล้วคบของทุกคนก็สว่างไสวหมด อยากทราบว่า ไฟของโยมจะยุบไปไหม” ท่านพระอนุ รท ุ ธก็ตอบว่า “ไม่ยบ ุ ” แล้วพระปัจเจกพุทธเจ ้าท่านก็บอกว่า “การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน เราให ้เขา เขาก็โมทนา แต่บญ ุ ของเราก็ยงั อยู่ เต็ม ๑๐๐ เปอร ์เซ็นต ์ ไม่ได้หายไป”

ท่านพระยายมราชได้มาบอกอาตมาเรื่องการอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย ่ นปวารณาออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ว่า เมือวั “ที่สํานักท่านพระยายมราชจะหยุดทํางานเรี ยกว่า “หยุดนรกการ ๓ วัน” คือ วันออกพรรษา วันปวารณา และวันรุ่งขึน้ รวมเป็ น ๓ วัน วันมหา ปวารณาเป็ นวันสําคัญท่านไม่สอบสวน พวกที่คอยการสอบสวน ตามปกติเขามี อิสระอยู่แล้วจะไปไหนก็ได้ แต่ถึงเวลาสอบสวนก็จะมาเองเพราะกฏของกรรมบังคับ คนที่มาคอยอยู่ที่นี่ จะมีโอกาสพ้นนรกหรือไม่ก็ยงั ไม่แน่ ถ้าบรรดาญาติฉลาด หมายถึงทําบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลเจาะจงให ้ตรงเฉพาะคนเดียว โดยเอ่ยชือ่ นามสกุล อย่าให ้คนอื่น เพราะเวลานั้นยังเป็ นเวลาปลอดอยู่ มีสภาพคล้าย สัมภเวสี ” อาตมาจึงถามว่า “ทําบุญอะไร พวกนี ้ จึงจะไปสวรรค ์ชนสู ั้ งและมีความสุข มาก” ท่านตอบว่า “แดนใดที่ไม่มีบญ ุ ทําแล้วก็ไม่ได้รับเหมือนกัน หมายความว่าพระสงฆ ์ ่ ้ ทีเราไปทําบุญนัน เป็ นพระแค่ศีรษะกับห่มผ้าเหลือง ไม่ปฏิบต ั ิในศีล สมาธิ ้ ปัญญาให ้ครบถ้วนเรียกว่า “สมมติสงฆ ์” อย่าง นี ทําไปเท่าไรก็ไม่มีผล อุทิศส่วน กุศลให ้คนตายเขาก็ไม่ได้รับ ถ้าทําบุญในเขตที่มีบญ ุ น้อย ผูร้ บั ก็มีอานิ สงส ์น้อยมี ่ ความสุขน้อย ทําบุญในเขตทีมีอานิ สงส ์ใหญ่ ผูร้ บั ก็มีอานิ สงส ์มากได้รับผลบุญมาก ก็มีความสุขมาก และการสร ้างบุญเต็มร ้อยเปอร ์เซ็นต ์ก็ขนอยู ึ้ ่กบั สร ้างดีก็ได้บุญ ถ้า สร ้างไม่ดีก็ได้บาป หมายถึงก่อนจะทําบุญก็กินเหล้าก่อน พอพระกลับก็กินเหล้ากัน ้ อีก แต่ถ ้าหากตังใจทํ าบุญโดยมีเจตนาบริสท ุ ธิ ์ ไม่มีบาปมีแต่บญ ุ อย่างนี ้ผูส้ ร ้างบุญ ก็ได้บุญเต็มร ้อยเปอร ์เซ็นต ์ คือบุญนี่ จะต้องได้แก่ผส ู ้ ร ้างบุญก่อน แล้วผูส้ ร ้างจึงจะ ่ อุทิศส่วนกุศลให ้คนอืนได้” ท่านจึงบอกว่า “สังฆทาน ดีที่สุด ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ท่านจะช่วยได้ จริ งๆ ต้องเฉพาะคนที่ไปคอยการสอบสวนที่สํานักท่านเท่านั้น อย่าง สัมภเวสี เปรต อสุรกาย ไม่ผ่านท่าน ท่านช่วยไม่ได้ และคนที่ตายแล้ว ลงนรกทันที ท่านก็ชว ่ ยไม่ได้เพราะไม่ได้ผ่านสํานักท่าน

http://www.dhammatan.net


48

อาตมาจึงถามท่านว่า “ทําอย่างไรความแน่ นอนจึงจะปรากฏ ท่านจึงจะช่วยได้” ท่านก็เลยบอกว่า “เอาอย่างนี ้ก็แล้วกัน ลูกหลานอาตมาคือลูกหลานของผม ” ให ้บอกลูกหลานว่า “เวลาทําบุญเสร็จแล้วอุทิศส่วนกุศลให ้คนตาย ” ่ั ถ้ายังไม่มนใจให ้บอกท่านว่า “ถ้าบุคคลนั้นยังไม่มีโอกาสโมทนาเพียงใด ขอท่านพระยายมราชเป็ น ่ ่ ้น“ พยานด้วย หากว่าพบเธอผู น ้ ั้นเมือใด ขอให้บอกเธอโมทนาเมือนั ่ ชวี ิตอยู่คนเราทําทังบุ ้ ญทังบาป ้ เพราะ ไม่แน่ นัก เนื่ องจากขณะทีมี เวลาตายไปแล้ว ถ้าไปอยู่ที่สํานักท่านพระยายามราช บางทีกรรมบางอย่างมันปิ ดปาก เวลาถามถึง ้ งนึ กไม่ออกอีก ก็ เรื่องบุญทําให ้นึ กไม่ออกตอบไม่ได้ หากว่าท่านถามถึง ๓ ครังยั ต้องปล่อยให ้ลงนรกไป แต่ถ ้าเวลาอุทิศส่วนกุศลขอให ้ท่านเป็ นพยาน เพียงแค่นี้ พอโผล่หน้าเข้าไปท่านก็จะประกาศว่า ที่เคยขอให้ท่านเป็ นสักขีพยาน และท่านก็จะประกาศกุศลนั้นบอกให้ โมทนา ก็จะไปสวรรค ์เลยโดยไม่ตอ ้ งมีการสอบสวน.. ” ************************************ คําอุทิศส่วนกุศล ้ “อิทงั ปุ ญญะผะลัง ” ผลบุญใดที่ข ้าพเจ ้าทังหลายได้บํ าเพ็ ญแล้ว ณ โอกาสนี ้ ้ ้ ข ้าพเจ ้าทังหลายขออุ ทิศส่วนกุศลนี ้ให ้แก่เจ ้ากรรมนายเวรทังหลาย ที่เคยล่วงเกิน ้ มาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ ้ากรรมนายเวรทังหลายจงโมทนาส่ วนกุศล ้ ้ ้ นี ขอจงอโหสิกรรมให ้แก่ข ้าพเจ ้าตังแต่วน ั นี ตราบเท่าเข ้าสู่พระนิ พพาน บทอุทิศส่วนกุศลท่อนแรกนี ้ ให ้แก่เจ ้ากรรมนายเวร หลวงปู่ โตท่านมาบอก และบทอุทิศส่วนกุศลอีก ๓ ท่อน ท่านพระยายมราชท่านมาบอก มีดงั นี ้ ท่อนที่สอง ้ ้ ่ปกปักรักษา และข ้าพเจ ้าทังหลายขออุ ทิศส่วนกุศลนี ้ ให ้แก่เทพเจ ้าทังหลายที ้ ่ ้ ข ้าพเจ ้า และเทพเจ ้าทังหลายทั วสากลพิ ภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ ้าทังหลาย และพระยายมราชจงโมทนาส่วนกุศลนี ้ ขอจงเป็ นสักขีพยาน ในการบําเพ็ ญกุศล ้ ้ด้วยเถิด ของข ้าพเจ ้าในครังนี ท่อนที่สาม ้ ่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี และขออุทิศส่วนกุศลนี ้ให ้แก่ท่านทังหลายที ้ เสวยความทุกข ์อยู่ก็ดี เป็ นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทังหลายจงโมทนาส่ วน

http://www.dhammatan.net


49

กุศลนี ้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข ้าพเจ ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัด เดี๋ยวนี ้เถิด ท่อนที่สี่ ้ ผลบุญใดที่ข ้าพเจ ้าทังหลายได้บํ าเพ็ ญมาแล้ว ณ โอกาสนี ้ ขอผลบุญนี ้ จงเป็ น ้ ่ ปั จจัยให้ขา้ พเจ้าทังหลายได้ เข้าถึงซึงพระนิ พพานในชาติปัจจุบ ันนี ้ เถิด..” ***************************************

เรื่อง การทําบุญให้สม ั ภเวสี

เรื่องนี ้ขอนํ าคําสอนของหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง มากล่าวดังนี ้.. การทําบุญสงเคราะห ์ญาติหรื อผู ท ้ ี่ไม่ใช่ญาติสําหรับผู ท ้ ี่ตายไปเป็ น สัมภเวสี ต้องทําอย่างไรจึงจะบรรลุผลอย่างแท้จริ ง “..ต้องรูนะว่ ้ าการตายไปเป็ น สัมภเวสี คือตายอย่างไร คือบุคคลที่ตายด้วยอํานาจ ้ อุปฆาตกรรม คือยังไม่สินอายุ ข ัย เช่น ฟ้ าผ่าตาย สุนัขกัดตาย งูกด ั ตาย คลอด บุตรตาย ถูกฆ่าตาย รถชนตาย สรุปว่าตายปัจจุบน ั ทันด่วนนั่นเอง คนที่ตายตามอายุข ัย ตายปุ๊บจะต้องไปเกิดตามกําลังบุญและกําลังบาป ถ้าเวลา ้ ้น คนบาป ต้องไปตามบาปทันที ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว ์ กําลังจะสินใจนั เดรัจฉาน) ถ้าคนบุญ ไปตามบุญทันที (มนุ ษย ์ เทวดา พรหม นิ พพาน) ทีนี้คน ์ ที่ตายก่อนอายุข ัย ยังไม่มีสิทธิไปตามบุ ญและบาป จะไปอบายภูมิก็ไม่ได้ ไปสวรรค ์ ก็ไม่ได้ ตอนนี ้แหละเขาเรียกว่า สัมภเวสี บุคคลที่ตายไปเป็ นสัมภเวสี ถ้าหากว่า ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา ลูกหลาน มี ความฉลาด เมื่อทําบุญจะถวาย สังฆทาน หรืออะไรก็ตาม ต้องระบุชอเจาะจงให ื่ ้แต่ ่ ่ ้ ่ ผูเ้ ดียว อย่าเผือคนอืน อย่างนี จะได้รับทันที เป็ นผี (โอปปาติกะ )ทีมีความสุข แล้วก็คนนั้นเมื่อถึงวาระอายุข ัย จะไม่ไปนรกแล้ว แต่จะไปสวรรค ์ก่อน ตามกําลัง บุญที่อุทิศให ้ โดยผูน ้ ั้นได้อนุโมทนาบุญนั้นด้วย ..” อีกตอนหนึ่ งหลวงพ่อสอนเอาไว้ว่า...

http://www.dhammatan.net


50

“...บรรดาพุทธบริษท ั โปรดทราบไว้ว่า กรรมที่เป็ นอุปฆาตกรรมที่มาตัดรอนทําให ้คน ตายก่อนอายุข ัย ตายแล้วไปเกิดเป็ นสัมภเวสี บรรดาสัมภเวสีที่เดินเกลื่อนไปเกลื่อน มาในโลกมนุ ษย ์ มีรป ู ร่างหน้าตาคล้ายคนธรรมดา เวลาที่ตายแต่งตัวแบบไหน นุ่ ง ผ้าประเภทไหนก็แต่งตัวแบบนั้น มีความกังวลอยู่อย่างหนึ่ งคือ มีความทุกข ์ใจไม่รจะ ู้ เกิดที่ไหนได้แน่ นอน บรรดาสัมภเวสีพวกนี ้มีความลําบาก ถ้าญาติของเราตาย ้ ด้วยอํานาจของสัมภเวสี คือยังไม่สินอายุ ข ัย เช่น ฟ้ าผ่าตาย คลอดบุตรตาย ถูก ฆ่าตาย ถูกรถชนตาย เป็ นต้น แต่ก็ไม่แน่ นักบรรดาพวกนี ้ถึงอายุข ัยก็มี แต่ก็เผื่อ เหนี ยวไว้ก่อน สมมุติว่าเขาเป็ นสัมภเวสี พอตายไปแล้วก็ไม่ต ้องทําบุญมาก ทําบุญให ้ได้บุญช ัดๆ หาอาหารชนิ ดที่ไม่มีบาป อย่าทุบแม้แต่ไข่สก ั ๑ ฟอง เอา ผ้าไตรมา ๑ ไตร พระพุทธรูปมา ๑ องค ์ นิ มนต ์พระมารับสังฆทานที่บ ้าน ทํา เงียบๆ อย่ามีเหล้ายาปลาปิ ้ ง เมื่อทําบุญเสร็จก็อท ุ ิศส่วนกุศลให ้เฉพาะคนที่ตาย ้ ไม่ให ้ใครทังหมด ทําอย่างนี ้ท่านพวกนี ้จะมีความสุข ได้รับผลบุญทันที มีความผ่อง ใส มีความอิ่มเอิบ เมื่อเข ้าถึงอายุข ัยเมื่อใด พวกนี ้จะไปถึงด้านของสวรรค ์ก่อน …” ที่มา : หนังสือ ตายไม่สญ ู ...แล้วไปไหน ของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราช พรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง อธิบายเพิ่มเติม - เหตุที่หลวงพ่อไม่ให ้ใช ้ไข่ทําอาหารเพื่อถวายสังฆทาน เนื่ องจากป้ องกันไม่ให ้ผิด ์ งๆ หมายความว่า โดยทัวไปไข่ ่ ศีลข ้อ 1 เพื่อให ้เป็ นบุญที่บริสท ุ ธิจริ ที่เราใช ้ ทําอาหารหากเป็ นไข่ที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ย่อมไม่ผิดศีลแต่อย่างใด ได้แก่ ไก่ ่ ั ไป แต่หากเป็ นไข่ที่เกิดจากการปฏิสนธิแล้ว ถือว่าเป็ นการพรากชีวิต พันธุ ์ไข่ทวๆ ด้วยเหตุนี้เพื่อป้ องกันหลวงพ่อเลยไม่ให ้ใช ้ไข่ทําอาหาร... ้ ้ - พระพุทธรูปที่ถวาย หลวงพ่อแนะนํ าว่าควรใช ้พระหน้าตักตังแต่ 5 นิ ้วขึนไป ้ ้ - การถวายสังฆทานควรใช ้พระตังแต่ 4 รูปขึนไป

http://www.dhammatan.net


51

ภาคผนวก บทสวดโพชฌังคปริตร (และอิติปิโสเท่าอายุ +1) โพชฌังคปริ ตร เป็ นคาถาที่โบราณจารย ์แต่งรวมใจความสู ตร ๓ สู ตร คือ มหาก ัสสปโพชฌังคสู ตร มหาโมคัลลานโพชฌังคสู ตรและมหาจุนท โพชฌังคสู ตร ทัง้ ๓ สู ตร มีเนื ้ อหาความกล่าวถึงอานิ สงส ์การเจริ ญ ้ จกิ ริยา โพชฌงค ์ ๗ ประการเหมือนก ัน แต่นํามาแต่งให้เป็ นคําตังสั เพื่อให้พระปริ ตรเป็ นธรรมโอสถเกิดพลังพระ พุทธมนต ์ในการรักษาโรค

วิธีสวดโพชฌังคปริตร พิชต ิ โรค การสวดมนต ์ให้เกิดอานุ ภาพรักษาความเจ็บไข้อาจทําได้ 2 วิธี คือ ่ ผู ป ้ ่ วยสวดด้วยตนเอง หรื อ ให้ผูอ ้ ืนสวดให้ ฟั ง โดยสามารถสวดได้ทุกที่ไม่ ้ ่จะสวด เนื่ องจากคําสวดเป็ นบาลีอาจสวดผิด-ถูก จํากัด ขอเพียงแต่มีความตังใจที บ ้างก็ไม่เป็ นไร สวดบ่อยเข ้าจะชินไปเอง จะสวดคําแปลด้วยหรือไม่สวดก็ได้ แต่ควร อ่านคําแปลเพื่อจะได้รูความหมายของบทสวด ้ ทําให ้เกิดความศรัทธามากขึน้ และ การสวดไม่ใช่การบ่นในใจ จึงควรสวดออกเสียงให ้ดังพอประมาณและไม่เร็วเกินไป โดยสวดตามลําดับดังนี ้ 1. บทกราบพระรัตนตรัย 2. บทนอบน้อมพระพุทธเจ้า 3. บทไตรสรณคมน์ 4. บทสรรเสริ ญพระพุทธคุณ 5. บทสรรเสริ ญพระธรรมคุณ 6. บทสรรเสริ ญพระสังฆคุณ 7. บทโพชฌังคปริ ตร 8. บทสัพพมงคลคาถา 9. ทําสมาธิ 10. บทแผ่เมตตาแก่ตวั เอง 11. บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว ์ 12. บทแผ่กศ ุ ล 13. บทอธิษฐานจิต

http://www.dhammatan.net


52

1. บทกราบพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พระผูม้ ีพระภาคเจ ้า เป็ นพระอรหันต ์, ้ ง , ตรัสรูชอบได้โดยพระองค ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข ์สินเชิ ้ ์เอง; พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ข ้าพเจ ้าอภิวาทพระผูม้ ีพระภาคเจ ้า, ผูร้ ู ้ ผู ้ ตื่น ผูเ้ บิกบาน. (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็ นธรรมที่พระผูม้ ีพระภาคเจ ้า , ตรัสไว้ดีแล้ว; ธัมมัง นะมัสสามิ. ข ้าพเจ ้านมัสการพระธรรม. (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ ้า , ปฎิบต ั ิดีแล้ว; สังฆัง นะมามิ. ข ้าพเจ ้านอบน้อมพระสงฆ ์. (กราบ)

2. บทนอบน้อมพระพุทธเจ้า (สวด 3 จบ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อม แด่พระผูม้ ีพระภาคเจ ้า, พระองค ์นั้น; ่ นผูไ้ กลจากกิเลส; อะระหะโต, ซึงเป็ สัมมาสัมพุทธัสสะ. ตรัสผูช ้ อบได้โดยพระองค ์เอง

3. บทไตรสรณคมน์ พุทธัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ข ้าพเจ ้าถือเอาพระพุทธเจ ้า พระธรรม และพระสงฆ ์ เป็ นที่พึ่งตราบถึงพระ นิ พพาน; ***หมายเหตุ บทนี ้สวดเพื่อปฏิญาณตนรับเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ์เป็ น ที่พึ่ง หรือเป็ นผูน ้ ํ าในชีวิต คือ ยอมมอบกายถวายชีวิตอยู่ภายใต้การนํ าของพระ ่ ่ รัตนตรัย ในทีนี ้จะแตกต่างจากการสวดโยทัวไป เพราะมีความนิ ยมว่า หากสวดให ้ ่ ผูป้ ่ วยฟั ง หรือสวดสะเดาะเคราะห ์ต่อชะตาให ้เพิมคําสวดว่า "ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง" แปลว่า ตราบถึงพระนิ พพาน ทุติยม ั ปี พุทธัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยม ั ปี ธัมมัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยม ั ปี สังฆัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ,

http://www.dhammatan.net


53

้ ่ 2 ข ้าพเจ ้าถือเอาพระพุทธเจ ้า พระธรรม และพระสงฆ ์ เป็ นที่ แม้ครังที พึ่งตราบถึงพระนิ พพาน;

ตติยม ั ปี ตติยม ั ปี ตติยม ั ปี

พุทธัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง ชีวิตงั ยาวะ นิ พพานัง สะระณัง คัจฉามิ,

้ ่ 3 ข ้าพเจ ้าถือเอาพระพุทธเจ ้า พระธรรม และพระสงฆ ์ เป็ นที่พึ่ง แม้ครังที ตราบถึงพระนิ พพาน;

4. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ อิติปิ โส ภะคะวา, พระผูม้ ีพระภาคเจ ้านั้น; อะระหัง, เป็ นผูไ้ กลจากกิเลส; สัมมาสัมพุทโธ, เป็ นผูต้ รัสรูชอบได้โดยพระองค ้ ์เอง; วิชชาจะระณะสัมปั นโน, เป็ นผูถ้ ึงพร ้อมด้วยวิชาและจรณะ; สุคะโต, เป็ นผูไ้ ปแล้วด้วยดี ; โลกะวิทู, เป็ นผูร้ โลกอย่ ู้ างแจ่มแจ ้ง; อะนุ ตตะโร ปุ ริสะทัมมะสาระถิ , เป็ นผูส้ ามารถฝึ กบุรษที่สมควรฝึ กได้ อย่างไม่ มีใครยิ่งกว่า ; ้ สัตถา เทวะมะนุ สสานัง, เป็ นครูผส ู ้ อนของเทวดา และมนุ ษย ์ทังหลาย ; พุทโธ, เป็ นผูร้ ู ้ ผูต้ ่น ื ผูเ้ บิกบานด้วยธรรม; ่ ภะคะวาติ, เป็ นผูม้ ีความจําเริญ จําแนกธรรมสังสอนสั ตว ;์

5. บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวากขาโต ภะคะวะโต ธัมโม, พระธรรม เป็ นสิ่งที่พระผูม้ ีพระภาคเจ ้า ตรัสไว้ ดีแล้วโดยพระองค ์เอง; สันทิฏฐิโก, เป็ นสิ่งที่ผูศ้ ึกษาและปฏิบต ั ิพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ;

http://www.dhammatan.net


54

อะกาลิโก, เป็ นสิ่งที่ควรกล่าวกะผูอ้ ื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ; โอปะนะยิโก, เป็ นสิ่งที่ควรน้อมเข ้ามาใส่ตวั ปั จจัตตัง เวทิตพ ั โพ วิญ�ู หีติ. เป็ นสิ่งที่ผูร้ ก็ ู ้ รได้เฉพาะตน; ู้

6. บทสรรเสริญพระสังฆคุณ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ใด, ปฏิบต ั ิดีแล้ว;

สงฆ ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ ้าหมู่

อุชป ุ ะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ ้า หมู่ใด, ปฏิบต ั ิตรงแล้ว; ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ ้า หมู่ใด, ปฏิบต ั ิเพื่อรูธรรมเป็ ้ นเครื่องออกจากทุกข ์แล้ว; สามีจิะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ ้า หมู่ใด, ปฏิบต ั ิสมควรแล้ว; ยะทิทงั , ได้แก่บค ุ คลเหล่านี ้คือ :จัตตาริ ปุ ริสะยุคานิ อ ัฏฐะ ปุ ริสะปุ คคะลา, คู่แห่งบุรษ ุ 4 คู่ นับเรียงตัว บุรษ ุ ได้ 8 บุรษ ุ ; เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั้นแหละ สงฆ ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาค เจ ้า; อาหุเนยโย, เป็ นสงฆควรแก่สก ั การะที่เขานํ ามาบูชา ; ปาหุเนยโย, เป็ นสงฆควรแก่สก ั การะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ; ทักขิเณยโย, เป็ นผูค้ วรรับทักษิณาทาน; ่ อ ัญชลีกะระณี โย, เป็ นผูท ้ ี่บุคคลทัวไปควรทํ าอัญชลี ; อะนุ ตตะรัง ปุ ญญักเขตตัง โลก ัสสาติ. เป็ นเนื ้อบุญของโลก ไม่มีนาบุญ อื่นยิ่งกว่า.

http://www.dhammatan.net


55

7. โพชฌังคปริตร โพชฌังโค สติสงั ขาโต, โพชฌงค ์ กล่าว คือ สติ ; ธัมมานัง วิจะโย ตะถา, ธัมมวิจยะ; วิ ริยม ั ปี ติปัสสัทธิ-

วิ ริยะ ปี ติ ปัสสิทธิ;

โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร, และโพชฌงค ์อื่นอีก 2:สะมาธุเปกขะโพชฌังคา, คือสมาธิและอุเบกขา; สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา, ธรรม 7 ประการนี ้ อัน พระมุนี ทรงเห็นทัว่ ตรัสไว้ชอบแล้ว; ภาวิตา พะหุลีกะตา, ทรงบําเพ็ ญ กระทําให ้มากแล้ว; สังวัตตันติ อภิญญายะ, ย่อมเป็ นไป เพื่ออภิญญา; นิ พพานายะ จะ โพธิยา, เพื่อพระนิ พพาน และโพธิญาณ; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวสัจวาจานี ้ ; โสตถิ เม โหตุสพ ั พะทา. ขอความสวัสดีจงมีแก่ข ้าพเจ ้าเถิด. เอก ัสมิง สะมะเย นาโถ, สมัยหนึ่ ง พระโลกนาถ; โมคคัลลานัญจะ ก ัสสสะปั ง คิลาเน ทุกขิตา ทิสวา, ทอดพระเนตร เห็นพระโมคคัลลานะ และพระกัสสปะ อาพาธ เป็ นทุกข ์; โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ, จึงแสดงโพชฌงค ์ 7 ให ้ฟั ง; เต จะ ตัง อะภินันทิตวา, พระเถระทัง้ 2 ยินดีพุทธภาษิตนั้น; ้ โรคา มุจจิงสุง ตังขะเณ, โรคทังหลาย ก็สงบ ในขณะนั้น; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวสัจวาจานี ้ ; โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา. ขอความสวัสดีจงมีแก่ข ้าพเจ ้าเถิด. เอกะทา ธัมมะราชาปิ , คราวหนึ่ ง องค ์พระธรรมราชา เอง; เคลัญเญนาภิปีฬิโต, ทรงพระประชวรไข ้;

http://www.dhammatan.net


56

จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง, เถระกล่าวโพชฌงค ์ 7 นั้นถวายโดยเคารพ ;

่ ้พระจุนท รับสังให

สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส, ทรงบันเทิง พระ หฤทัย หายจากพระประชวร โดยแท้จริง; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวสัจวาจานี ้ ; โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา. ขอความสวัสดีจงมีแก่ข ้าพเจ ้าเถิด. ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง, ก็ อาพาธเหล่านั้น อัน มหาฤษี ทัง้ 3 ละได้แล้ว ไม่กลับเป็ นอีก ; มัคคาหะตะกิเลสา วะ, ดุจกิเลสที่อริยมรรคกําจัดแล้ว; ปั ตตานุ ปปั ตติธม ั มะตัง , ถึงความไม่เกิดอีกเป็ นธรรมดา; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, ด้วยการกล่าวสัจวาจานี ้ ; โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา. ขอความสวัสดีจงมีแก่ข ้าพเจ ้าเถิด. จากหนังสือ สวดมนต ์ เจริ ญกรรมฐาน ตามแนวทางหลวงพ่อจรัญ วัด อ ัมพวัน ท่านให้สวดเพิ่มเติมอีก 3 บท คือ พาหุงฯ มหากาฯ และ พุทธคุณดังนี ้

บทพุทธช ัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธน ั ตัง ครี เมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธม ั มะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถ ัทธะ ยักข ัง ข ันตีสท ุ น ั ตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ นาฬาคิ ริง คะชะวะรัง อะติม ัตตะภู ตงั ทาวัคคิจก ั กะมะสะนี วะ สุทารุณัน ตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ อุกขิตตะข ัคคะมะติห ัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถ ังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสงั ขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ ก ัตตะวานะ ก ัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกา ยะมัชเฌ

http://www.dhammatan.net


57

สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ สัจจัง วิหายะ มะติสจั จะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิ ตะมะนัง อะติอ ันธะภู ตงั ปั ญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธงั มะหิทธิง ปุ ตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยัน โต อิทธู ปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทฏ ั ฐะหัตถ ัง พรัหมัง * วิสุทธิชต ุ ิมิทธิพะ กาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะ ลานิ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอ ัฏฐะคาถา โย วาจะโนทินะทิเน สะระเต มะตัน ที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกข ัง สุข ัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปั ญโญ * พรัหมัง อ่านว่า พรัมมัง

บทมหาการุณิโก มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณิ นัง ปู เรตวาปาระมี สัพพา ปั ตโต สัมโพธิมต ุ ตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ ชะยันโต โพธิยา มู เล สักยานัง นันทิวฑ ั ฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะรา ชิตะปั ลลังเก สีเส ปะฐะ วิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อ ัคคัปปั ตโต ปะโมทะติฯ สุนัก ข ัตตัง สุม ังคะลัง สุปะ ภาตัง สุหฏ ุ ฐิตงั สุขะโณ สุมห ุ ต ุ โต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ** จาริ สุ ปะทักขิณัง กายะก ัมมัง วา จาก ัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนก ัมมัง ปะณิ ธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ ก ัตตะวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักข ันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุ ภาเวนะสะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักข ันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุ ภาเวนะสะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

http://www.dhammatan.net


58

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักข ันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุ ภาเวนะสะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ ** พรัหมะ อ่านว่า พรัมมะ ้ ต ้นจนจบบทพาหุงมาหากาฯ แล้ว ก็ให ้สวดเฉพาะบทพระ หลังจากสวดมนต ์ตังแต่ พุทธคุณ หรืออิติปิโส ให ้ได้จํานวนเท่ากับอายุของตนเอง แล้วสวดเพิ่มไปอีกหนึ่ งจบ ตัวอย่างเช่น ถ้าอายุ ๓๕ ปี ต้องสวด ๓๖ จบ จากนั้นจึงค่อยแผ่เมตตา อุทิศส่วน กุศล

พุทธคุณเท่าอายุเกิน ๑ (อิติปิโสเท่าอายุ+๑) อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปั นโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุ ตตะโร ปุ ริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุ สสานัง พุทโธภะคะวาติ

8. สัพพมงคลคาถา ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักข ันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุ ภาเวนะ

สะทา โสตถี ภะวันตุเม.

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักข ันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุ ภาเวนะ

สะทา โสตถี ภะวันตุเม.

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักข ันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุ ภาเวนะ

สะทา โสตถี ภะวันตุเม.

้ ้ ขอมงคลทังปวงจงมี ขอเทวดาทังปวงจงคุ มครอง ้ ด้วยอานุ ภาพของพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ ์ ขอความสวัสดี จงมีแก่ข ้าพเจ ้าในกาลทุกเมื่อ.

9. ทําสมาธิ หลังการสวดมนต ์ ควรนั่งสมาธิสก ั 10 นาที เป็ นอย่างน้อย เพื่อให ้จิตใจ ปลอดโปร่งสบาย ร่างกายเรายังต้องอาบนํ ้าทําความสะอาดทุกวัน จิตใจก็เช่นกัน ต้องชําระล้างด้วยการปล่อยวางความคิดต่างๆ ให ้หมดไปจากใจ

http://www.dhammatan.net


59

แผ่เมตตา 10. บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง อะหัง สุขิโต โหมิ, ขอให ้ข ้าพเจ ้ามีความสุข ; นิ ททุกโข โหมิ, ปราศจากความทุกข ์; อะเวโร โหมิ,

ปราศจากเวร; ้ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทังปวง ;

อ ัพยาปั ชโฌ โหมิ,

อะนี โฆ โหมิ , ปราศจากความทุกข ์กาย ทุกข ์ใจ ; สุขี อ ัตตานัง ปะริ หะรามิ , มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให ้พ้นจากทุกข ์ภัย ้ นเถิ ้ ด. ทังสิ

11. บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว ์ ้ ่เป็ นเพื่อนทุกข ์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทังหมด ้ สัพเพ สัตตา, สัตว ์ทังหลายที ้ น; ้ ทังสิ อะเวโร โหนตุ,

จงเป็ นสุขเป็ นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย ;

อ ัพยาปั ชโฌ โหนตุ, เลย;

่ นและกัน จงเป็ นสุขเป็ นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึงกั

อะนี โฆ โหนตุ, จงเป็ นสุขเป็ นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข ์กายทุกข ์ใจเลย ; สุขี อ ัตตานัง ปะริ หะรันตุ, จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให ้พ้นจากทุกข ์ ้ นเถิ ้ ด. ภัยทังสิ

12. บทแผ่ส่วนกุศล การแผ่กศ ุ ล เป็ นการอุทิศความดีท่เราทํ ี าแล้วให ้ผูอ้ ่นมี ื มารดาบิดา เป็ น ่ ้ ่ ต้น เรือยมาตามลําดับ ทําให ้เราได้บุญมากขึน ดังทีพระพุทธเจ ้าตรัสว่า ปัตติ ทานมัย บุญที่เกิดจากการอุทิศบุญของตนให ้ผูอ้ ่นนั ื ่ นเอง อิทงั เม มาตาปิ ตู นัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ มาตาปิ ตะโร, ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่มารดาบิดาของข ้าพเจ ้า , ขอให ้มารดาบิดาของ ข ้าพเจ ้ามีความสุข ;

http://www.dhammatan.net


60

อิทงั เม ญาตีนัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ ญาตะโย, ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่ญาติทงหลายของข ั้ ้าพเจ ้า , ขอให ้ญาติทงหลาย ั้ ของข ้าพเจ ้ามีความสุข ; อิทงั เม คะรุปัชฌายาจะริ ยานัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ คะรุปัชฌายาจะริ ยา, ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่ครูอป ุ ัชฌาย ์และอาจารย ์ของข ้าพเจ ้า , ขอให ้ครู อุปัชฌาย ์และอาจารย ์ของข ้าพเจ ้ามีความสุข ; อิทงั สัพพะเทวะตานัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา, ้ ้ ้ ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่เทวดาทังหลายทั งปวง , ขอให ้เทวดาทังหลายทั ง้ ปวงมีความสุข ; อิทงั สัพพะเปตานัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา, ้ ้ ้ ้ ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่เปรตทังหลายทั งปวง , ขอให ้เปรตทังหลายทั งปวง มีความสุข ; อิทงั สัพพะเวรี นัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี , ้ ้ ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่เจ ้ากรรมนายเวรทังหลายทั งปวง , ขอให ้เจ ้ากรรม ้ ้ นายเวรทังหลายทั งปวงมี ความสุข ; อิทงั สัพพะสัตตานัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา, ้ ้ ้ ้ ขอส่วนบุญนี ้ จงสําเร็จแก่สต ั ว ์ทังหลายทั งปวง , ขอให ้สัตว ์ทังหลายทั งปวงมี ความสุขถ้วนหน้ากัน เทอญ ;

อธิษฐานจิตเพิ่มบุญบารมี เมื่อแผ่เมตตาจบแล้ว พึงอธิษฐานจิตนึ กคิดปรารถนาแต่สิ่งดีงาม คําว่า ่ ้ อธิษฐาน โดยทัวไปหมายถึ ง การตังใจมุ ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ ง, การนึ กปรารถนาสิ่ง ้ ่ ที่ต้องการจากสิ่งศักดิสิ์ ทธิ ์ แต่ในทางธรรมหมายถึง ความตังใจมั นคงตั ดสินใจ ่ ่ แน่ นอนทีจะทําความดี ดังที หลวงพ่อพุทธทาส กล่าวไว้ว่า ้ "...ตอนที่กล่าวอธิษฐานจิตของตัวเอง คือตังความปรารถนาของตั วเองว่า ขอให ้เป็ น ้ เลสอาสวะใน อย่างนั้น ขอให ้เป็ นอย่างนี ้ รวมใจความสําคัญอยู่ที่ว่า ขอให ้สินกิ ที่สุด นี ้เป็ นเรื่องดี คือไม่รจั ู ้ กลืมวัตถุประสงค ์มุ่งหมาย... ้ ้ บทอธิษฐานจิตนั้น ตังความปรารถนาอั นสูงไว้เป็ นเบืองหน้ า แล้วก็ย ้อมจิตให ้เป็ น อย่างนั้นจริงๆ อยู่เสมอแล้ว แน่ นอนทีเดียว ไม่ต ้องมีใครมารับประกันก็รบั ประกัน ตัวเองได้ว่า ความเป็ นไปในชีวิตของเราผูเ้ ป็ นสาวกของพระพุทธองค ์นั้น จักเดินไป อย่างถูกทางอย่างรวดเร็วที่สุด"

http://www.dhammatan.net


61

13. บทอธิษฐานจิต "ระตะนัตตะยานุ ภาเวนะ ด้วยอานุ ภาพแห่งพระรัตนตรัย ขอให้ ้ ทุกข ์ โศก โรค ภัย ศัตรู อุปสรรคอ ันตรายทังปวงของข้ าพเจ้าจงพินาศ ไป ขอความชนะ ความสําเร็จ ทรัพย ์และลาภ ความสวัสดี ความมี โชค ความสุข ความมีกา ํ ลัง สิ ริ อายุ วรรณะ โภคสมบัติ ธรรมสาร สมบัติ และความสําเร็จกิจในความเป็ นอยู ่ จงบังเกิดมีแก่ขา้ พเจ้า หาก ่ ข้าพเจ้ายังไม่ถึงซึงพระนิ พพาน ยังต้องวนเวียนอยู ่วฏ ั สงสาร ขอให้ ่ ข้าพเจ้าได้เกิดเป็ นมนุ ษย ์ทีสมบู รณ์ ไปเกิดในตระกู ลที่ดีเป็ น สัมมาทิฏฐิ เป็ นผู ม ้ ีธรรมบริ สุทธิ ์ ตราบเท่าถึงพระนิ พพาน เทอญ นิ พพานะปั จจะโย โหตุ" หมายเหตุ : หากผูอ้ ่านเห็นว่าบทสวดจากหนังสือเล่มนี ้ตัวหนังสือเล็ก อ่านยาก ่ สามารถไปดาวโหลดบทสวดมนต ์ฉบับแยกต่างหาก ซึงผมทํ าแยกไว้ให ้อ่านได้ง่าย ้ ่ ขึนได้ทีเวบไซต ์ http://www.dhammatan.net/download

http://www.dhammatan.net


62

ส่วนเสริ มพิเศษ สมัยเป็ นเด็กผมเคยสงสัยว่า ผมเกิดมาเพื่ออะไร เป้ าหมายสูงสุดของผมคืออะไร ้ ตอนสมัยห ้าหกขวบ คิดเอาไว้ว่าโตขึนอยากเป็ นคนขายไอศกรีม จะได้กินไอศกรีม อร่อยๆ ทุกวัน ต่อมาสมัยประถมก็อยากเป็ นคนฉายหนัง จะได้ดูหนังบ่อยๆ นั่น เป็ นความอยากของเด็กๆ ที่ปรุงแต่งไปตามสภาพแวดล้อม ้ นมั ้ั ธยม ได้ศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา หนังสือเขาสอนว่าเป้ าหมาย เมื่อสมัยขึนช สูงสุดของคนเราคือ ไปพระนิ พพาน แต่เขาสอนว่า นิ พพานแปลว่า สู ญ ไม่ เหลืออะไรเลย ไม่เหลือแม้แต่จิตวิญญาณ ผมมานั่งคิดนอนคิด ว่าหากเราเวียน ว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ ก็คงจะดีกว่า แค่เราทําบุญมากๆ ก็จะได้เกิดในสวรรค ์ แค่นี้ ก็มีความสุขแล้ว ไม่อยากไปนิ พพานหรอก ไม่อยากจะสู ญสลายไปโดยที่ไม่ เหลืออะไรเลย… ดังนั้นคําว่า นิ พพาน เป็ นเรื่องไกลตัวผมมากในตอนนั้น เป้ าหมายคือ ตายไปจะไปอยู ่สวรรค ์ กว่าจะได้รูว่้ า หลงผิด ก็เมื่อไม่นานมานี ้เอง หลังจากที่ได้ศึกษาคําสอนครูบา ้ ่ หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านว่า นิ พพานนั้นไม่สูญ อาจารย ์ต่างๆ ทังสายหลวงปู่ มัน สิ่งที่สู ญจากพระนิ พพานคือ กิเลส เท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าและพระ อรหันต ์ในอดีตท่านยังอยู ่ อยู ่บนพระนิ พพาน พระนิ พพานมีอยู ่ ไม่ได้ สู ญสลายไปแต่อย่างใด ท่านว่า นิ พพานเป็ นสถานที่ที่มีแต่ความสุขบรมสุข ที่ไม่อาจเอาความสุขของ ่ น สวรรค ์หรือแม้แต่พรหมไปเทียบได้ ความสุขของสวรรค ์และพรหมนั้นไม่จีรงั ยังยื ้ ้ ด …. สุดท้ายเราก็ต ้องลงมาเวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสารทังหลายไม่ มีที่สินสุ ส่วนนี ้เป็ นของขวัญพิเศษแด่ท่านผูท ้ ี่เบื่อหน่ ายการเวียนว่ายตายเกิดทุกท่าน ผม ขอนํ าวิธีการหรือแนวทางที่เราจะไปสู่พระนิ พพานได้ตรงที่สุดและเป็ นวิธีที่ง่ายที่สุด ดังคําสอนหลวงพ่อฤาษีฯ พระอรหันต ์แห่งวัดท่าซุง ดังนี ้ครับ …(พูดถึงเรื่องนิ พพาน หลายท่านมักออกปากว่ายังไม่เคยคิด เพราะบารมียงั ไม่เต็ม แต่ตราบใดที่เรายังคิด แบบนี ้ จะอีกกี่ร ้อยกี่พันชาติมน ั ก็ไม่เต็มหรอกครับ เพราะคําว่า บารมีเต็ม คือ กําลังใจเราเต็ม หากเราจะทําให ้มันเต็มในชาตินี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ)

http://www.dhammatan.net


63

่ ด ลัดตัดตรงทีสุ ่ ด การเข้าพระนิ พพานในวิธีทีง่่ ายทีสุ โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

่ แยก สําหรับ การที่จะเข ้าพระนิ พพานนั้น จิตจะต้องถูกฝึ กมาแล้วเป็ นอย่างดี ซึงก็ ย่อยออกไปได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุด ลัดตัดตรงที่สุด คือ ่ น ่ และเคารพพระรัตนตรัยเป็ นที่พึ่งสู งสุด (สุดจิต 1. ไม่สงสัย เชือมั ่ ่ ้ รวมไปถึงพระธรรมคําสอนในข ้อที่ว่า … สุดใจ) ตลอดชีวิต ซึงความเชื อนี “นิ พพานัง ปรมัง สุข ัง… *พระนิ พพานเป็ นสุขอย่างยิ่ง*” “นิ พพานัง ปรมัง สู ญญัง … *พระนิ พพานเป็ นที่ที่สู ญจากกิเลส จาก ้ อวิชชาทังมวล*” ่ นได้ว่ ่ จากพระธรรมทัง้ ๒ ประโยคนี ้ ทําให ้เราเชือมั า พระนิ พพานเป็ นสถานที่ที่มี ่ ่ นอย่ ่ อยู่จริง ซึงองค ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ ้าท่านประทับอยู่จริง เมื่อเราเชือมั าง สุดจิตสุดใจ ว่า พระนิ พพานมีจริง องค ์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ ้ามีพระองค ์อยู่ จริง การที่เราจะได้มโนมยิทธิหรือไม่ นั้น ไม่ใช่สิ่งที่สําคัญที่สุด ่ น ่ เชือมั ่ นว่ ่ าพระนิ พพานมีอยู่จริง องค ์สมเด็จ สิ่งที่สําคัญที่สุด นั่นคือ ความเชือมั พระสัมมาสัมพุทธเจ ้าท่านมีอยู่ จริง พระองค ์ทรงเป็ นผูท ้ ี่ประทับอยู่บนพระนิ พพาน ่ นในสิ ่ ่งเหล่านี ้แล้ว ให ้ลงมือปฏิบต ่ จริง เมื่อเชือมั ั ิตามพระธรรมคําสังสอน ที่พระองค ์ ้ ้ั ท่านทรงชีแนะเอาไว้ สิ่งนั้นคือ ขนตอนต่ างๆ ที่ลัดที่สุด เร็วที่สุด ตัดตรงที่สุด ซึง่ มีดงั นี ้ 2. มีศีล 5 (เป็ นอย่างน้อย) ้ ่ทําความดี (ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด หรือยิ่งใหญ่เพียงไหนก็ตาม) ให้ 3. ทุกครังที อธิษฐานขอไปพระนิ พพาน ว่า…ด้วยกุศลผลบุญนี ้ ขอจงเป็ นปั จจัยให้ขา้ พเจ้าเข้าสู ่พระนิ พพานใน ชาติปัจจุบ ันนี ้ ด้วยเถิด ่ … ภพภู มิอืนใด ไม่ว่าจะเป็ น อบายภู มิ โลกมนุ ษย ์ สวรรค ์ พรหม หรื อ

http://www.dhammatan.net


64

อรู ปพรหมก็ตาม ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา…ข้าพเจ้าปรารถนาเพียงพระ ่ ่ ้น.. นิ พพานเป็ นที่สุด..ตายเมือไหร่ ขอไปพระนิ พพานเมือนั 4. พิจารณานึ กถึงความตายอยู ่เสมอ ้ ใช่ เรา ไม่ใช่ของๆ เรา เราไม่มี พร ้อมกับพิจารณาให ้เห็นว่าสังขารร่าง กายนี ไม่ ในสังขารร่างกายนี ้ สังขารร่างกายนี ้ไม่มีในเรา… นึ กน้อมพิจารณาจนจิตยอมรับ สภาพตามความเป็ นจริง … และมีการปล่อยวางในสังขารร่างกายนี ้ 5. พิจารณาตัดข ันธ ์ 5 และพิจารณาถึงความทุกข ์ ความไม่เที่ยงของ สรรพสิ่งต่างๆ อยู ่เสมอ… ่ บสิ่งที่ไม่ชอบใจ เมื่อทุกข ์ขนาดนี ้แล้ว มีแต่โรคภัยไข ้เจ็บแบบนี ้ ต้องกระทบกระทังกั ้ ไม่พอใจทังหลาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักและคนที่รักเรา … สิ่งเหล่านี ้มันทุกข ์ใช่ไหม… เมื่อ ทุกข ์ขนาดนี ้แล้วเรายังอยากที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีกหรือไม่ ่ ่ น ่ และ จับภาพ 6. เมือพบความจริ งของชีวิตแล้ว … ต่อมา ให้จิตเชือมั พระพุทธเจ้า หรื อ ภาพพระพุทธรู ปที่เรารักชอบ ่ นที่ประทับแห่งองค ์สมเด็จพระผูม้ ีพระภาคเจ ้าเป็ นที่สุด … (ไม่ว่า ที่พระนิ พพานซึงเป็ ่ าความดี ละเว้นความชว่ ั และอธิษฐาน เราจะได้ มโนมยิทธิหรือไม่ก็ตาม) … หมันทํ ให ้บ่อยๆ ทําจนจิตชิน จนเขาภาวนาของเขาเองได้ยิ่งดี ว่า … “สังขารร่างกายนี ้ เป็ นทุกข ์ เป็ นรังของโรค มีแต่ความสกปรกโสโครก ่ ่ น่ าเบือหน่ าย …ถ้าข้าพเจ้าตายลงเมือไหร่ ขอให้ดวงจิต ของข้าพเจ้าพุ่ง ่ ตรงสู ่พระนิ พพานเป็ นทีสุดด้วยเถิด และขอให้ขา้ พเจ้าได้พบองค ์สมเด็จ พระผู ม ้ ีพระภาคเจ้าบนพระนิ พพานนั้นโดยทันทีดว้ ยเถิด“ ่ ข้อสําคัญของการเข้าพระนิ พพาน คือ จิตจะต้องเกิดอาการเบือหน่ ายใน ร่างกาย(ข ันธ ์5) อย่างจริ งๆ จัง… ้ ดังนั้น ต้องมีการพิจารณาตัดข ันธ ์ 5 พิจารณาถึงความตาย ความทุกข ์ทังหลาย อยู่เสมอๆ ้ …พิจารณาบ่อยๆ วันละหลายๆ ครังได้ก็ จะดีมาก… ่ จารณามากเข้าๆ จิตอาจจะเบือจนนึ ่ แต่เมือพิ กอยากจะฆ่าตัวตาย ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาสมทบเข ้าไปว่า … “ถึงสังขารร่างกายนี ้เป็ นทุกข ์ น่ าเบื่อ หน่ าย แต่ข ้าพเจ ้าจะยังคงรักษาธาตุข ันธ ์นี ้ต่อไป เพื่อยังประโยชน์ต่อสรรพชีวิตอื่น ่ และ ธํารงไว้ซึงพระพุ ทธศาสนา ตราบจนกว่าจะ ถึงอายุข ัยของข ้าพเจ ้าเอง ” เสร็จแล้ว พยายามพิจารณาทุกสิ่งให ้เป็ น “ธรรมดา” ยอมรับสภาพของชีวิตตาม ้ ความเป็ นจริงที่เกิดขึน…

http://www.dhammatan.net


65

เมื่อใกล้ตายจิตจะมารวมตัวกันเองโดยไม่ต ้องบังคับ … เพราะจิตมีความชินกับการที่ จิตเราจับอยู่ที่พระพุทธองค ์ และพระนิ พพานเสมอ… ่ น ่ ว่า …ตายเมือไหร่ ่ ้ ให้เชือมั เราขึนพระนิ พพานแน่ นอน…

……นิ พพานะ ปั จจะโย โหตุ…….

http://www.dhammatan.net

วิธีชนะความตาย..ของผู้ป่วยระยะสุดท้าย  

หนงั สือเล่มนี้ เรียบเรยี งขนึ้ ดว้ ยเหตทุ ี่ว่า่ ่จากประสบการณข์ องผมในฐานะที่เป็น แพทยป์ ระจาํ โรงพยาบาลชมุ ชนคนหนึงทีมีโอกาสดแู ลผปู้ ่วย...