Issuu on Google+


bon voyage

108

IMAGE february 2012

- เรื่อง / ภาพ ปิยะลักษณ์ นาคะโยธิน -

01


LOVELY LES BAUX DE PROVENCE ล้อรถยนต์ที่เช่ามาเตรียมหมุนอีกครั้ง เพื่อนร่วมทาง นั่งหลังพวงมาลัยเพราะชำนาญการขับเกียร์กระปุก อย่างที่ชาวฝรั่งเศส (หรือบริษัทรถเช่า) ยังนิยมกันอยู่ แต่อาการจับพวงมาลัยซ้ายขับรถชิดขวานั้นยังเกร็งๆ คอยจะ ชิดซ้ายแบบบ้านเราอยู่บ้าง ส่วนฉันทำได้แค่บอกทางดูแผนที่ไปแบบ ถูกบ้างมั่วบ้างตามประสาทริปขับรถเที่ยวต่างถิ่น จะช่วยขับรถบ้างก็ ไม่สามารถ เพราะในฝรั่งเศสนั้นรถยนต์เช่าแบบเกียร์ธรรมดามีมาก กว่าและถูกกว่ารถเกียร์อัตโนมัติ เราใช้ถนนหลวงสายเล็กขับไปแบบ สบายๆ ชมทิวทัศน์ แวะถ่ายรูปดอกทานตะวัน ทุง่ ลาเวนเดอร์ ซือ้ สบู่ ซื้อน้ำมันมะกอกจากโรงกลั่นที่ตั้งอยู่ตามรายทาง จนมาถึงจุดหมาย ที่ Les Baux de Provence หมู่บ้านที่สวยที่สุดของประเทศฝรั่งเศส จะบอกว่ า เลส์ โบซ์ เดอ โปรวองซ์ ซึ่งต่อไปขอเรียกสั้นๆ ว่า ‘เลส์ โบซ์’ เป็นหมู่บ้านที่สวย ที่สุดก็อาจจะเกินจริงไปเล็กน้อย บอกว่ า เป็ น หนึ ่ ง ใน ‘หมู ่ บ ้ า นที ่ สวยที่สุดของฝรั่งเศส’ จะถูกต้อง กว่ า เพราะ Les Plus Beaux Villages de France (Most Beautiful Villages in France) นั้นคือสมาคม ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อโปรโมตความเป็น หมู่บ้านเล็กๆ ที่ทรงคุณค่าทาง ประวั ต ิ ศ าสตร์ แ ละวั ฒ นธรรม รวมทั ้ ง ปกป้ อ งความดี ง ามของ หมู่บ้านให้คงอยู่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ มีชีวิต ไม่ใช่สวนสนุกที่ใครๆ จะ มาเที ่ ย วเล่ น หรื อ ลงทุ น ทำอะไร เกินเลยไปได้ สมาคมฯ เองก็ไม่มีนโยบายจะไปเชื้อเชิญหมู่บ้านไหน มาเป็นสมาชิก ตรงข้าม หมู่บ้านที่สนใจอยากเข้าเป็นสมาชิกต้อง ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากสมาคมฯ เริ่มจากส่งใบสมัครเข้าไปโดย ต้องมีคณ ุ สมบัตเิ ด่น 3 ประการคือ เป็นเขตชนบท มีประชากรมากทีส่ ดุ 2,000 คน ภายในพื ้ น ที ่ ห มู ่ บ ้ า นต้ อ งมี อ นุ ส รณ์ ส ถานหรื อ แหล่ ง ประวัตศิ าสตร์ทไ่ี ด้รบั การคุม้ ครองอย่างน้อย 2 แห่ง และต้องมีหลักฐาน การสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่โดยเทศบาลเมืองต้องเป็นผูย้ น่ื ใบสมัคร เมื่อผ่านเกณฑ์คัดเลือก คณะกรรมการของสมาคมฯ ก็จะลง พืน้ ทีไ่ ปประเมิน ตรวจสอบคุณภาพต่างๆ หากได้รบั คัดเลือกก็จะมีการ ลงนามเป็นทางการระหว่างนายกเทศมนตรีเมืองกับประธานสมาคมฯ แล้วเมือง (หรือหมูบ่ า้ น) นัน้ ๆ ก็สามารถพะโลโก้บอกผ่านสาธารณชน ว่าเป็น ‘หมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส’ ซึ่งในแง่การท่องเที่ยวแล้ว เป็นกลยุทธ์ที่ดีทีเดียว เพราะเป็นคู่มือเที่ยวอย่างดีให้คนที่ชอบไป เมืองเล็กเมืองน้อยได้มีรายชื่อและกากบาทเมืองที่อยากไปไว้ในใจ

ในแง่ ข องมรดกทางประวั ต ิ ศ าสตร์ แ ละวั ฒ นธรรมก็ จ ะได้ ร ั บ การ คุ้มครองด้วย ปัจจุบันสมาชิกหมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศสมีอยู่ด้วยกัน 156 หมู่บ้านทั่ว 21 แคว้น และ 69 จังหวัด เลส์ โบซ์เข้าข่ายหมู่บ้านสวย สุดได้ไม่ยาก เพราะเพียบพร้อมคุณสมบัติตั้งแต่ปราสาทเลส์ โบซ์ที่ ซากอาคารค่ อ นข้ า งสมบู ร ณ์ โบสถ์ หอสวด ประตู เ มื อ ง ป้ อ ม ปราการ ถนนสายแคบลดเลี้ยวขึ้นลงเนินตามแบบเมืองโบราณ โดย มีอาคารที่ได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และ สถาปัตยกรรมถึง 22 แห่ง เลส์ โบซ์ ว างตั ว อยู ่ บ น ที ่ ร าบสู ง ใจกลางทิ ว เขาอั ล ปี ย ์ (Alpilles) ในเขตบู ช ส์ - ดู - โรน (Department Bouches-du-Rhône)

แคว้นโปรวองซ์-แอลป์-โก้ตดาซูร์ (Provence-Alpes-Côte d’Azur)

ทางใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งการอยู่บน ที่สูงให้วิวพาโนรามากว้างไกล ย่อมเป็นผลดีตอ่ การสอดส่องภูม-ิ ประเทศโดยรอบและระแวดระวัง ภัยจากศัตรูนอกบ้าน จึงมีการ ตั ้ ง ถิ ่ น ฐานมาช้ า นานตั ้ ง แต่ ย ุ ค ก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำ แต่ หลั ก ฐานลายลั ก ษณ์ อ ั ก ษรนั ้ น ปรากฏในชื่อ Balcium Castrum เมื่อศตวรรษที่ 10 โดย Les Baux คือนามสกุลของลอร์ดที่ปกครอง สืบต่อกันมา แต่การสร้างอาคารต่างๆ มากมายนั้นกระทำในช่วง ศตวรรษที่ 13 โดย Lords Hugues และ Barral des Baux ในสมัย กลาง ตระกูลเลส์ โบซ์กลายเป็นหนึ่งในตระกูลชั้นนำของโปรวองซ์ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางกินอาณาเขตไปจนถึงส่วนหนึ่งของอิตาลี ครอบครองเมืองหรือป้อมปราการ 79 แห่งภายใต้ชื่อดินแดนโบซ์ (Terres Baussenques หรือ Baux Lands) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจ แห่งความเป็นหนึ่งเดียวที่ได้มาจากบุคลิกของลอร์ดที่เข้าสู้รบ โดย ปราการบนเนินเขาก็นับเป็นที่มั่นแข็งแกร่งในการสู้รบช่วงสงคราม แต่เมื่อ Alix เจ้าหญิงองค์สุดท้ายของตระกูลเลส์ โบซ์สิ้นพระชนม์ (นับเป็นการสิ้นสุดเชื้อสายตระกูลเลส์ โบซ์แท้ๆ ไปด้วย) พระเจ้า 01 หมู่บ้านเลส์ โบซ์ที่ราวกับ เดินเข้าในหมู่บ้านโบราณ บนเนินเขาสูง

02 มุมหนึ่งของ ‘หมู่บ้านที่สวย ที่สดุ ของฝรั่งเศส’

IMAGE february 2012

109


หลุยส์ที่ 3 แห่งซิซิลี เคาน์ตฺแห่งโปรวองซ์จึงยึดปราสาทมารวมเข้า กับดินแดนของพระองค์ ดินแดนโบซ์ต่อมากลายเป็นราชอาณาจักร (Crown Lands) เมื่อโปรวองซ์ผนวกรวมกับฝรั่งเศสภายใต้กษัตริย์ หลุยส์ที่ 11 แต่พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสทรงไม่ไว้วางพระทัยในป้อมปราการอันแข็งแกร่งและห่างไกลจากราชสำนัก เกรงว่าจะตกไปอยู่ ในเงื้อมมือศัตรู จึงบัญชาให้ทำลายปราสาทลงเสียในปี ค.ศ. 1483 อย่างไรก็ตาม ด้วยประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง กษัตริย์ฝรั่งเศส ทรงรวมดินแดนของตระกูลโบซ์เข้ากับอาณาจักรฝรั่งเศส โดยที่เลส์ โบซ์ไม่ต้องยอมจำนนต่อเคาน์ตฺแห่งโปรวองซ์ จนเข้าสู่ยุคฟื้นฟู ศิลปวิทยาการ ยุคทองของเลส์ โบซ์ก็มาถึงเมื่อมีการสร้างเมืองและ อาคารบางส่วนในปราสาทขึ้นใหม่ แต่พอปี 1631 เมื่อกบฏลุกฮือ จากเมืองเอ็กซ์-ออง-โปรวองซ์มาหาที่หลบภัยในเลส์ โบซ์ กองทหาร ของคาร์ดินัล ริเชอลิเยอเข้าล้อมเมือง เมื่อการสู้รบสิ้นสุดลงป้อมปราการก็โดนทำลายอีกครั้ง ในปี 1642 พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ยก ตำแหน่งลอร์ดแห่งเลส์ โบซ์ให้แด่ Hercule Grimaldi ในความดีความ ชอบที่สนับสนุนนโยบายของพระองค์ด้วยตำแหน่ง Marquis des Baux ซึ ่ ง ได้ ตกทอดสู่ผู้ส ืบเชื้ อสายราชตระกูล กรีมั ลดีจนถึง องค์ ปัจจุบันคือเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งราชรัฐโมนาโก แต่หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ดินแดนของมาร์คิสแห่งโบซ์ผนวก เข้ากับฝรั่งเศส เมืองเลส์ โบซ์ก็ถูกทิ้งร้างเหลือประชากรเพียง 400 คนในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากที่เคยมีประชากร 3,000 คนใน ศตวรรษ 13 อย่างไรก็ดี สิ่งน่าจารึกอยู่ที่ปี 1821 ระหว่างที่นัก ธรณีวิทยาชาวฝรั่งเศส Pierre Berthier สำรวจพื้นที่บริเวณเลส์ โบซ์ ไปพบหินแร่สีแดงๆ ในอะลูมิเนียม จึงตั้งชื่อตามสถานที่พบว่า

บ็อกไซต์ (Bauxite) ขณะที่เมืองเลส์ โบซ์ชุบชีวาขึ้นมาอีกครั้งช่วงหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมและท่องเที่ยว ซึ่ง ต้องขอบคุณ Raymond Thuillier นายกเทศมนตรีเลส์ โบซ์ที่เปิดร้าน อาหาร L’Oustau de Baumanière จนโด่งดังในหมู่ประมุขแห่งรัฐ

ศิลปิน บุคคลมีชื่อเสียง และสาธารณชนก็พากันมาเยือนจนได้พบ เสน่ห์ของเมืองเล็กๆ แห่งนี้เข้า ในปี ค.ศ. 1966 André Malraux นักเขียน นักผจญภัย และ

รัฐมนตรีหลายกระทรวงตลอดช่วงสมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ได้ลงนามในบทบัญญัติที่ยกเลส์ โบซ์ทั้งเมืองให้อยู่ในความคุ้มครอง ของกระทรวงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อันจัดเป็นยุคเรอเนสซองส์ อีกครั้งของเลส์ โบซ์ ก่อนที่จะมีการบูรณะปรับปรุงเมืองกันอีกเพื่อ เข้าร่วมเป็นสมาชิกหมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศสในปี 1999 เราจอดรถไว้ตรงที่จอดรถนอกเขตเมือง แล้วค่อยๆ เดินเข้าตัว เมืองแบบตัวเอียง��� ไต่ขึ้นเนินเขาไป ลำพังแค่มองจากถนนเบื้องล่าง ระหว่างนั่งรถมา เลส์ โบซ์ก็ให้บรรยากาศเมืองโบราณบนเนินเขา กลางทุ่งได้น่าดูชม ครั้นเข้ารัศมีเมืองก็เป็นอันตกหลุมรักโดยทันใด แม้ว่าจะได้เยี่ยมชมหมู่บ้านบนเนินเขาสไตล์โปรวองซ์แบบนี้มา หลายต่อหลายหมู่แล้ว หากซากป้อมปราการและปราสาทเลส์ โบซ์ อันตระหง่านงามช่วยปรุงรสจัดจ้านให้หมู่บ้านแห่งนี้น่าดูน่าชมยิ่ง ขึ้น ร่องรอยการอยู่อาศัยของคนถ้ำ ซากปรักโรมัน ในหมู่บ้านหินที่ ไม่ต้องอาศัยสีใดๆ มาทาตัวอาคาร แค่สีของหินปูนออกขาวเจือๆ เทาสุดคลาสสิกในตัวเอง จากนั้นให้เป็นหน้าที่ของการตกแต่งและ ข้าวของสารพัน 110

IMAGE february 2012

03

04


05

06

07

08

07 09

10

03 04 05 06 07 08 09 10 11

เลส์ โบซ์ตั้งอยู่บนเนินกลาง ทิวเขาอัลปีย์ La Chapelle des Penitents Blancs หอสวดจากกลาง ศตวรรษ 17 ช่อดอกลาเวนเดอร์ กลิ่นหอมจรุงใจ ร่องรอยโรมันที่ทิ้งไว้เป็น ประวัติศาสตร์ของ เลส์ โบซ์ เดอ โปรวองซ์ ผลิตภัณฑ์ทอ้ งถิน่ ของเลส์ โบซ์ คือน้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง ไวน์ แนวหลังคาโค้งของอาคาร ทิวทัศน์ในทิวเขาหินที่มอง จากปราสาทเลส์ โบซ์ ของที่ระลึกจากโปรวองซ์ ร้านเฟอร์นิเจอร์ ชวนชมด้วยเก้าอี้

11

IMAGE february 2012

111


12

13

14

12 13 14 15 16 17 18

112

ร้านขายของสไตล์โปรวองซ์ ชวนซื้อตั้งแต่ต้นหมู่บ้าน ตัวเมืองสีโมโนโทนด้วย หินปูนที่นำมาก่อสร้าง ร้านเล็กร้านน้อย ที่มีอยู่ทั่วเมือง Grand Rue Frédéric Mistral ถนนสายใหญ่ มุ่งสู่ศาลาว่าการเมือง ผลิตภัณฑ์ผ้าสีสดใส หมู่บ้านเลส์ โบซ์เป็นลักษณะ หมู่บ้านเนินเขาคดเคี้ยว ด้วยซอกมุม อาคารจากศตวรรษก่อน บนถนนกาลาด (Rue de la Calade)

IMAGE february 2012

15

16


17

18

จากบ้านหินที่กลายร่างเป็นร้านค้า ร้านอาหาร แต่งแต้มสีสัน ให้เมือง เพราะโทนสีและข้าวของของโปรวองซ์นั้นเจิดจ้าอยู่แล้ว สี เหลืองก็สดราวดอกทานตะวันเบ่งบาน สีแดงก็เจิดจ้าดุจเปลวแสง อาทิตย์ แถมพกหลากหลายเฉดไล่สีอย่างมีชั้นเชิงและหัวศิลปะของ ชาวโปรวองซ์ ก็ทำให้จุดหมายที่ปราสาทเลส์ โบซ์ห่างออกไปทีละ น้อยๆ ค่าทีม่ วั แต่หยุดดูดสิ เพลย์ แวะเยีย่ มชมสินค้าในร้าน ทัง้ ดมสบู่ กลิ่นต่างๆ ลองทาโลชั่น ทาบสีผ้าปูโต๊ะ หยิบชามสีเหลืองสดมา

ชั่งน้ำหนักด้วยมือแล้วก็ปล่อยวางไว้ที่เดิมเมื่อนึกได้ว่ากระเป๋าเดินทางยังต้องระหกระเหินอีกพักใหญ่ ยังไม่นับว่าต้องหยุดถ่ายรูปแทบ จะทุกห้านาที เพราะมองมุมไหนก็น่ากดชัตเตอร์ไปเสียหมด แค่แสง เงาธรรมดาที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์แผดร้อนกระทบกำแพงหิน โพลนๆ ก็เอ้อ ถ่ายรูปซะหน่อย สถาปัตยกรรมจากต่างยุคสมัยเชิญชวนให้ก้าวล่วงย้อนเวลา เข้าไปถึงสมัยกลางครั้งที่ปราสาทแรกสร้าง โบสถ์เซนต์วินเซนต์ (St. Vincent’s Church) จากศตวรรษที่ 12 ในศิลปะโรมาเนสก์และเรอเนสซองส์ เป็นสิ่งก่อสร้างประจำของเลส์ โบซ์โดยแท้ นั่นคือการ สร้างให้ฝั่งทิศใต้ของอาคารครึ่งหนึ่งลึกเข้าไปในหิน มีการเพิ่มทาง เดินยาวสู่แท่นบูชาในปี 1609 และเสริมงานศิลป์ในยุคสมัยด้วยของ กำนัลจากเจ้าชายเรนเนียร์ที่ 3 แห่งโมนาโก คือหน้าต่างกระจกสีที่ Max Ingrand ทำขึ้นในปี 1960 ในหอสวดมนต์ที่ขุดเข้าไปในหินยังมี เกวียนแห่พระบุตรที่ใช้ทำพิธีมิสซาในคืนก่อนวันคริสต์มาส หรือพิธี ปาสตราช (Pastrage) ประเพณีคริสต์มาสของโปรวองซ์ ซึ่งมีพิธีแห่ ด้านหน้าโบสถ์เป็นประจำทุกเทศกาลคริสต์มาส อาคารใกล้ ก ั น คื อ La Chapelle des Pénitents Blancs

(Penitents’ Chapel) หอสวดจากกลางศตวรรษ 17 ที่สร้างโดยคณะ สงฆ์ Brotherhood of White Penitents แม้จะโดนทำลายลงไป แต่ คณะสงฆ์ Brotherhoods of Langue d’Oc ก็สร้างขึ้นมาใหม่ในปี 1937 ภายในหอสวดมีภาพเฟรสโก้บอกเล่าถึงประเพณีคริสต์มาส ของโปรวองซ์โดยฝีมือของ Yves Brayer จิตรกรชาวเมืองแวร์ซายส์ที่ ไปร่ำเรียนศิลปะที่สถาบันศิลปะสมัยใหม่แห่งกรุงปารีส เขาเดินทาง ไปที่ต่างๆ มากมายตั้งแต่โมร็อกโก สเปน อิตาลี แล้วก็วาดรูปวิถี ชี ว ิ ต ของผู ้ ค น จนเมื ่ อ มาโปรวองซ์ ก ็ ต ิ ด ใจในทั ศ นี ย ภาพของ เมดิเตอร์เรเนียนและบรรยากาศชนบทที่หลอมรวมกับสถาปัตยกรรม อย่างกลมกลืน เขามาโปรวองซ์ครั้งละหลายเดือนในทุกปีจนกลาย เป็นที่โปรดไปตลอดชีวิต ผลงานของเขามีแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งฝรั่งเศสและต่างประเทศ รวมถึงที่เลส์ โบซ์ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ของเขา อยู่ใน Hôtel des Porcelet อาคารหลังงามของตระกูลปอร์ซเลต์ผู้

มั่งคั่งในโปรวองซ์ Musée Yves Brayer เปิดทำการเมื่อปี 1991 จัด

แสดงภาพวาดสีน้ำ ภาพสีน้ำมัน ดรอว์อิ้งมากกว่าร้อยชิ้นจาก

การทำงานศิลป์มาเกือบหกสิบปี ผู้ที่ชอบภาพวาดทิวทัศน์แคว้น

โปรวองซ์ ประเทศสเปน และอิตาลีเป็นได้เดินชมอย่างอิ่มตาอิ่มใจ พิ พ ิ ธ ภั ณ ฑ์ อ ี ก แห่ ง ที ่ น ่ า สนใจก็ ค ื อ Musée des Santons

(Santons Museum) ซึ่งอาคารพิพิธภัณฑ์สร้างบนแนวกำแพงเมือง เก่า ชุมชนเลส์ โบซ์ได้ซื้อมาเพื่อใช้เป็นห้องรักษาการณ์ โรงเรียน ศาล และศาลาว่าการเมืองตั้งแต่กลางศตวรรษ 17 ถึงปี 1960 โดย ยังคงเพดานโค้งสไตล์เรอเนสซองส์ไว้ ภายหลังจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงรูปประดับเล็กๆ ที่ใช้ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส (Santon) และ ภาพวาดอันเกี่ยวเนื่องกับการประสูติของพระเยซู รูปประดับเหล่านี้ IMAGE february 2012

113


How to get there & facts

จากกรุงเทพฯ นั่งเครื่องบินไปลงเมืองหลัก ของฝรั่งเศสอย่างปารีส มาร์เซย ลียง หรือนีซ สายการบินแอร์ฟรานซ์มีเที่ยวบิน ตรงกรุงเทพฯ-ปารีสทุกวัน และต่อเครื่อง ไปเมืองต่างๆ ได้สะดวก สำรองที่นั่งที่ สายการบินแอร์ฟรานซ์ โทรศัพท์ (02) 610-0808, www.airfrance.co.th

แนะนำให้เช่ารถขับเที่ยวเมืองเล็กๆ ลัดเลาะไปในแคว้นโปรวองซ์ แต่ควรเริ่ม เช่ารถขับจากเมืองใหญ่ เช่น อาวิญง (Avignon) เมืองริมแม่น้ำโรน (Rhone) ที่เคยเป็นพระราชวังประทับของสมเด็จ พระสันตะปาปาในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ซึ่งห่างจากเลส์ โบซ์ เดอ โปรวองซ์ไปทาง ใต้ราว 30 กิโลเมตร เมืองอาร์ลส์ (Arles) 20 กิโลเมตร มาร์เซย (Marseille) 80 กิโลเมตร โดยสามารถนั่งรถไฟด่วน (TGV) จากสถานีรถไฟลียงแห่งปารีส (Paris-Gare de Lyon) เพียง 2 ชัว่ โมง 40 นาที ถึงสถานีทีจีวีอาวิญง เที่ยวอาวิญงก่อน 2-3 วัน แล้วค่อยไปเช่ารถเที่ยว ซื้อตั๋ว รถไฟด่วนแบบเที่ยว หรือตั๋วรถไฟเที่ยว ฝรั่งเศส (French Railpass) ได้ที่ตัวแทน จำหน่ายในเมืองไทย www.raileurope.co.th บริษัทรถเช่าติดต่อไปจากเมืองไทยเลย เช่น Avis, Sixt, Hertz

ที่พัก มีให้เลือกทั้งโรงแรมและเบดแอนด์

เบรกฟาสต์ สามารถหารายชือ่ ได้จากเว็บไซต์ ของการท่องเที่ยวเลส์ โบซ์ เดอ โปรวองซ์

www.lesbauxdeprovence.com หรืออาจจะ ลองเข้าพักที่โรงแรมห้าดาวพะยี่ห้อ Relais & Châteaux และร้านอาหารระดับตำนาน ของเมืองคือ Oustau de Baumanière - Val d’Enfer 13520 Les Baux-de-Provence โทรศัพท์ (+33 รหัสประเทศฝรั่งเศส) 04 (รหัสเมือง) 90 54 33 07 เว็บไซต์ www. oustaudebaumaniere.com มีสปาบริการด้วย

ที่กิน มีร้านอาหารและคาเฟ่อยู่ทุกถนน ของเลส์ โบซ์ ส่วนใหญ่เป็นอาหารโปรวองซ์ และใช้ผลิตภัณฑ์ทอ้ งถิน่ อย่างน้ำมันมะกอก ชีส และไวน์ มีคาเฟ่ของปราสาทด้วยคือ Café des Baux - Rue du Trencat 13520 Les Baux-de-Provence โทรศัพท์ 04 90 54 52 69, www.cafedesbaux.com เปิดเดือน เมษายนถึงพฤศจิกายน เวลา 12.00-15.00 น. ช่วงหน้าร้อนเพิม่ รอบเย็น เวลา 19.00-21.30 น.; Auberge du Château - Rue du Trencat 13520 Les Baux-de-Provence โทรศัพท์ 04 90 54 50 48 เปิดบริการตลอดปี ด้วยอาหารโปรวองซ์และปาสต้าโฮมเมด 114

IMAGE february 2012

19

Fleur-de-lis ดอกลิส หรือ ดอกลิลี่ สัญลักษณ์ อิงฝรั่งเศส

ทำขึ้นในช่วงศตวรรษ 17-19 จากดินเหนียวปั้นบ้าง เปเปอร์มาร์เช่ บ้าง ดวงตาทำจากแก้วสีเขียวอมเหลือง เผยให้เห็นถึ���เทศกาล คริสต์มาสที่เป็นประเพณีดั้งเดิมและสำคัญยิ่งกับเลส์ โบซ์ นอกจาก นี้ ยังมีอาคารประวัติศาสตร์อีกหลายแห่ง อาทิ แมนชั่นจากศตวรรษ 16 ของ Jean de Brion ที ่ ไ ด้ ร ั บ การบู ร ณะโดยช่ า งพิ ม พ์ ร ะดั บ มาสเตอร์ Louis Jou ผู้มีส่วนอย่างมากในการบูรณะเมืองให้ฟื้นชีวิต ขึ้นมาใหม่ แมนชั่นแห่งนี้กลายเป็นสถาบันหลุยส์ ชู (Louis Jou Foundation) ซึ่งมีผลงานศิลปะ เฟอร์นิเจอร์ งานศิลปะที่เขาสะสมไว้ อย่ า งเช่ น งานแกะลายฝี ม ื อ โกย่ า งาน จิตรกรรม ประติมากรรม เซรามิก รวมถึงมี เครื่องพิมพ์ที่เขาเคยใช้มาจัดแสดงให้ดูด้วย ขณะที่แมนชั่นสไตล์เรอเนสซองส์ที่สวยงาม อีกแห่งคือ Hôtel de Manville สร้างเมือ่ ปี 1571 โดยตระกู ล ร่ ำ รวยที ่ น ำโดย Claude de Manville จุดเด่นอยู่ที่นานากระจกบานกว้าง ทำให้แสงส่องเข้ามามากในอาคารซึ่งบัดนีค้ อื ศาลาว่าการเมืองเลส์ โบซ์ เดอ โปรวองซ์ เมื่อผ่านประตูทางเข้าไปชมปราสาท เลส์ โบซ์ แ ล้ ว ก็ จ ะพบกั บ หอสวดสไตล์ โรมาเนสก์ประจำปราสาทคือ ชาแปล แซงต์แบลส (Chapelle Saint-Blaise) ซึ่งผู้มาเยือน สามารถเข้ า ไปชมภาพยนตร์ ส ั ้ น เรื ่ อ ง A Bird’s Eye View of Provence ฉายภาพ มรดกอันรุ่มรวยและทำเลอันดีเยี่ยมที่ทำให้ โปรวองซ์เป็นแคว้นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งจะได้พบกับ ทิวทัศน์อันน่าตื่นตาของทิวเขาอัลปีย์และอาณาบริเวณโดยรอบที่ พร่างพรมไปด้วยไร่องุ่น สวนมะกอก ป่าละเมาะ ทำให้การเดินชม หอคอย ปราการโบราณ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ดำเนินไป อย่ า งแนบเนี ย นกั บ ธรรมชาติ ร ายรอบ ด้ ว ยปราสาทเลส์ โบซ์ ครอบคลุมพื้นที่ 7 เฮกตาร์ในทำเลที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ลานกว้ า งริ ม หน้ า ผาจึ ง สามารถใช้ เ ป็ น ลานจั ด แสดง ในเดื อ น เมษายนถึงกันยายนจะมีทั้งโชว์การยิงธนู ฝึกเหยี่ยว และการแสดง สาธิตการใช้อาวุธโบราณโดยนักแสดงแต่งกายในชุดโบราณมายิง ปืนใหญ่ และอาวุธสมัยยุคกลางที่เป็นเครื่องเหวี่ยงกระสุน (สมัย กลางใช้เหวี่ยงหิน) หนักถึง 7 ตัน ต้องใช้ทหาร 60 นายช่วยกันติดตั้ง แต่ก็ยิงได้อย่างแม่นยำด้วยการง้างจนได้วิถีกระสุน 200 เมตรแล้วก็ สามารถยิงก้อนหินหนัก 50-100 กิโลกรัมไปถล่มศัตรูได้ ทั้งนี้ เราพลาดการแสดงโชว์ต่างๆ ไปเพราะไม่ทันได้รู้ก่อน และพอเดินชมปราสาทเลส์ โบซ์เสร็จก็มัวแต่เอ้อระเหยลอยชายอยู่ ในหมู่บ้าน ดูอาคาร ดูเงา ดูข้าวของ แล้วก็แวะกินอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อวนเวียนอยู่ในโปรวองซ์ที่กาลเวลาหาได้เป็น ปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตไม่ หากอยู่ที่เราทำอะไรกับห้วงเวลาที่ ผ่านไปนั่นมากกว่า แต่เดี๋ยวก่อน หยุดมองนาฬิกาแวบหนึ่ง บ่าย คล้อยมากแล้ว การเดินทางสู่จุดหมายต่อไปไม่มากระยะทางนัก หากไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัดของสถานที่ตั้งที่พักในค่ำคืนนั้น ไหนจะต้อง เผื่อเวลาหยุดแวะถ่ายรูปทุ่งดอกไม้ในแสงแดดที่เริ่มโรยรา ไหนจะ ต้องเผื่อเนวิเกเตอร์ที่หนักไปทางมั่วทำหลงทางอีก ล้อรถยนต์จึงได้หมุนอีกครั้งโดยไม่ลืมชิดขวาสู่ท้องถนน ของโปรวองซ์ต่อไป


bon voyage - les baux de provence