Page 1


อนุสาวรียพ ์ ่อข ุนเม็งรายมหาราช เชียงราย

ตัง้ อยู่ในตัวเมืองเชียงราย บริเวณทางแยกที่จะไปอาเภอแม่จนั พ่อขุนเม็งรายเป็ นกษัตริยอ์ งค์ที่ 25 แห่ง ราชวงศ์ลวะ เป็ นโอรสของพญาลาวเม็ง และพระนางเทพคาขยาย หรือพระนางอัว้ มิ่งจอมเมือง ประสูตเิ มื่อวันอาทิตย์ แรม 9 คา่ เดือน 3 ปี จอ พุทธศักราช 1782 หลังจากเสด็จขึน้ ครองราชย์ได้ 1 ปี พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงราย เป็ นเมืองหลวงแทนหิรญ ั นครเงินยาง และเสด็จสวรรคตในปี พุทธศักราช 1860

พ่อขุนเม็งรายเป็ นโอรสของพญาลาวเม็งแห่งราชวงศ์ลวั ะจังคราชกษัตริยผ์ คู้ รองเมืองหิรญ ั นครเงินยาง เชียงแสน กับพระนางอัว้ มิ่งจอมเมือง ประสูตเิ มื่อ วันอาทิตย์ แรม 9 คา่ เดือนอ้าย ปี กุน เอกศกจุลศักราช 601 ตรง กับพุทธศักราช 1782 และเสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1854 รวมพระชนมายุได้ 72 พรรษา พ่อขุนเม็ง รายได้สร้างเมืองเชียงรายขึน้ บนดอยทอง จากรากฐานเดิมที่เคยเป็ นเมืองมาก่อน เมื่อปี พ.ศ. 1805 ทรงเป็ นปฐม กษัตริย์ แห่งราชวงศ์มงั ราย และรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็ นอาณาจักรล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรืองจวบจน ปั จจุบนั


อนุสาวรียพ์ ่อขุนเม็งรายมหาราช ประดิษฐานอยู่บริเวณห้าแยกพ่อขุนอ.เมืองเชียงราย โดยประชาชนชาว เชียงรายร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ ทาพิธีเปิ ดอนุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2507 ใช้งบประมาณในการ ก่อสร้างทัง้ สิ้น 80,000 บาท เพื่อน้อมราลึกถึงพระเกียรติคณ ุ ของพ่อขุนเม็งราย ปั้ นโดย นายปกรณ์ เล็กฮอน ลักษณะของอนุสาวรียค์ ือ เป็ นพระรูปของพระองค์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดเท่าครึ่ง ทรงฉลองพระองค์ดว้ ย เครื่องทรงพระมหากษัตริยล์ า้ นนาโบราณ ประทับยืนบนฐานสูงประมาณ 3 เมตร ทรงถือดาบด้วยพระหัตถ์ซา้ ยแนบ กับพระเพลา ทรงสวมาลัยพระกร ทรงสวมธามรงค์ที่พระหัตถ์ขวาตรงนิว้ นางและนิว้ ก้อย ที่พระหัตถ์ซา้ ยตรงนิว้ ชี้ และทรงฉลองพระบาท ปั จจุบนั มีตงุ หลวงเฉลิมพระเกียรติประดับอยู่ทางด้านหลังอนุสาวรียด์ ว้ ย และที่ตรงฐานใต้ พระบรมรูปมีคาจารึกว่า "พ่อขุนเม็งรายมหาราช พ.ศ.1782 - 1860 ทรงสร้างเมืองเชียงรายขึน้ เป็ นเมืองแรกเมื่อ พ.ศ. 1805 ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาไทยให้เป็ นปึ กแผ่น และทรงสร้างความสามัคคีระหว่างชนชาติไทย "

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยผาตัง้

ดอยผาตัง้ ตัง้ อยู่ที่บา้ นผาตัง้ หมูท่ ี่ 14 ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย สูงกว่าระดับนา้ ทะเล 1,635 เมตร ห่างจาก ภูชี้ฟ้าประมาณ 30 ก.ม. เป็ นที่ตงั้ ของหมูบ่ า้ นชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนัน้ อดีตเคยเป็ นส่วน หนึง่ ของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตัง้ ถิ่นฐานอยู่ที่ ดอยผาตัง้ เช่นเดียวกับที่ดอยแม่สลอง

ลักษณะเป็ นสันเขาคดเคี้ยว มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนทาให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามจับตา ความสวยงามที่ เป็ น ลักษณะเฉพาะ ของดอยผาตัง้ ไม่ว่าจะเป็ นจุดชมทะเลหมอกที่งดงามและอลังการในยามเช้า ชมพระอาทิตย์อศั ดง ยามเย็น มองเห็นดวงตะวันกลมโตสีสม้ ฉูดฉาดค่อยๆ ลับทิวเมฆกลืนลงไปตามแนวสันเขายิ่งงดงาม ประทับใจ ในช่วงทุกวันที่ 31 ธ.ค. – ต้นม.ค.ของทุกปี จะมีเทศกาล ชมทะเลหมอกดอกซากุระบาน


จุดท่องเที่ยวมี่น่าสนใจ

1. จุดชมวิวผาบ่องประต ูสยาม เป็ นหน้าผาหอนขนาดใหญ่ตรงกลางเป็ นเนินช่องเขาเหมือนประจู เป็ น ช่องทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

2.จุดชมวิวช่องผาขาด เป็ นขุดชมวิวที่อยู่ใกล่วิวผาบ่องประตูสยาม ลักษณะเป็ นผาหิน ที่ขาดแยกจาก กันเป็ นช่องมองลงไปเห็น ทิวทัศน์ ประเทศลาวและ สายแม่นา้ โขงได้ชดั เจน


3.จุดชมทะเลหมอกเนิน 102 จากจุดผาขาดเดินขึน้ ดอยต่อไปยัง เนิน 102 ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็ นเนินเขาลูกหนึง่ บนดอยผาตัง้ เป็ นจุดชมทะเลหมอกและ พระอาทิตย์ขนึ้ และพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่ นักท่องเที่ยวนิยมไปมากที่สดุ สามารถมอง เห็นทะเลหมอกได้กว้างไกลสุดตา ละลอก คลื่นอยู่ไกลๆ

การเดินทาง โดยรถยนต์สว่ นตัว จากจังหวัดเชียงราย ใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า (ทาง หลวงหมายเลข 1233, 1173 และ 1152) 50 กิโลเมตร บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ (ทางหลวง 1020) 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด (ทางหลวง 1155)17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตัง้ อีก 15 กิโลเมตร แล้วเดิน เท้าต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว 103 สภาพเส้นทางบางช่วงสูงชัน เป็ นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแล ของกองทัพภาคที่ 3 บนดอยผาตัง้ มีที่พกั สถานที่กางเต็นท์และร้านอาหาร สามารถไปเที่ยวได้ตลอดปี

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลอง ตัง้ อยู่ ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง เป็ นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวจีนฮ่อ แห่งกองพล 93 ที่ตงั้ หลักแหล่งบนดอย แห่งนีม้ านาน ปั จจุบนั ชุมชนชาวจีนบนดอยแม่สลอง มีชื่อว่า หมูบ่ า้ นสันติคีรี ตัง้ อยู่ที่ความสูง จากระดับนํา้ ทะเล เฉลี่ย 1,200 ม. มีทศั นียภาพที่สวยงามและอากาศเย็นสบายตลอดปี รายได้หลักมาจากการปลูก ชาอู่หลง บ้านสันติคีรี เป็ นชุมชนขนาดใหญ่ มีประชากร ประมาณ 800 หลังคาเรือน มีทงั้ วัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด ระบบไฟฟ้ า โทรศัพท์ และธนาคารทหารไทย ที่ให้บริการ อย่างสมบูรณ์แบบ ประวัติดอยแม่สลอง

ในช่วงสงครามโลกครัง้ ที่2ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงครัง้ ใหญ่ในจีน เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ นําโดย เหมา เจ๋อตุง ยึดอํานาจสําเร็จ พรรคก๊กมินตัง๋ จึงถอยร่น ไปปั กหลักที่เกาะไต้หวัน กองพล 93 กลายเป็ นกองกําลัง พลัด ถิ่น ถูกกดดันอย่างหนัก จนถอยร่นเข้ามาใน เขตพม่า แต่ถกู ฝ่ ายพม่าผลักดัน เกิดการปะทะ กันหลายครัง้ จนต้อง ถอยร่นมาจนถึงเทือกดอยตุงชายแดนไทย ฝ่ ายพม่าได้รอ้ งเรียนไป ยังสหประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ.2496 และมีมติให้ อพยพ กองกําลังพลัดถิ่นไปยังประเทศไต้หวัน แต่ทหารสังกัดนายพลหลี่เหวินฝาน และนายพลต้วนซีเหวินราว 3 หมื่นคน ทําเรื่องขอลี้ภยั ในประเทศไทย


เนือ่ งจากไม่แน่ใจในอนาคต เพราะไต้หวัน เป็ นเพียงเกาะเล็กๆ รัฐบาลไทยอนุญาติโดยจัดสรรให้ทหารของ นายพลหลี่เหวินฝาน ไปอยู่ที่ถาํ้ ง้อบ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่วนทหารสังกัดนายพลต้วน ซีเหวิน15,000 คน อยู่บนดอย แม่สลอง ตัง้ แต่ปี พ.ศ.2504 เพื่อใช้เป็ น กันชนกับชนกลุม่ น้อยทําให้ ดอยแม่สลอง

ในยุคแรกเป็ น ดินแดนลี้ลบั ต้องห้าม มีปัญหายาเสพติด และกองกําลัง ติดอาวุธมาตลอด ทางการไทยได้ พยายามแก้ปัญหาโอน กองกําลังเหล่านีม้ า อยู่ในความดูแลของ กองบัญชา การทหารสูงสุด กระทัง่ ปี พ.ศ.2515 ครม.มีมติรบั ทหารจีนคณะชาติให้อาศัยในแผ่นดินไทย อย่างเป็ นทางการ ยุตกิ ารค้าฝิ่ น ปลดอาวุธ และหันมาทํา อาชีพเกษตรกรรม โดยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มโครงการ ปลูกชา และปลูกสนสามใบ เพื่อทดแทนป่ า ชุมชนบนดอยแม่สลองได้ชื่อใหม่ เป็ นบ้านสันติคีรี การเดินทาง 1. รถยนต์สว่ นตัว เดินทางไปยังดอยแม่สลองได้ 2 เส้นทางคือ - จาก อ. เมืองเชียงราย ใช้ทางหลวงหมายเลข 10 มายัง อ. แม่จนั 29 กม.จากนัน้ เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวง หมายเลข 1089 (แม่จนั -ท่าตอน) บริเวณหลัก กม. 856 ก่อนถึงทางเข้าตัว อ. แม่จนั เล็กน้อย ผ่านนํา้ พุรอ้ นป่ าตึง (กม. 78) ลานทองวิลเลจ (ระหว่าง กม. 73-74 ) และบ้านห้วยหินฝน เมื่อถึงด่านตรวจยาเสพติด สามแยกกิ่วสะไต หลัก กม. 55 ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางขึน้ ดอยคดเคี้ยวอีก 15 กม. - เส้นทางสายเก่า ใช้ทางหลวงหมายเลข 10 ผ่าน อ. แม่จนั มุง่ หน้าไป อ. แม่สาย เมื่อถึงหลัก กม. 860 มีทาง แยก ซ้ายมือ มีป้ายบอกทางไปดอยแม่สลองชัดเจน เส้นทางสายนีค้ อ่ นข้างแคบและคดเคี้ยว ผ่านหมูบ่ า้ นชาวเขา เผ่าต่าง


ๆ เป็ นระยะ ๆ เมื่อถึงบ้านป่ าเมี่ยง หลัก กม. 10 จะเป็ นสามแยกศูนย์พฒ ั นาและสงเคราะห์ชาวเขา แยกขวา เป็ นทาง หลวงหมายเลข 1338 ไปพระตําหนักดอยตุง ให้เลี้ยวซ้ายตามทางหลวง 1234 ระยะทาง 25 กม. ผ่านบ้าน อีกอ้ สามแยก ตรงหลัก กม. 9 ให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 16 กม. จะถึงดอยแม่สลอง 2. รถโดยสารประจาทาง ขาไปดอยหัวแม่คา - นัง่ รถสองแถวสีเขียวแก่สายแม่จนั -ท่าตอนท่ารถอยู่ในตลาดแม่จนั ลงรถที่ดา่ นตรวจกิ่วสะไต จากนัน้ ต่อรถ สอง แถวจากกิ่วสะไต ไปแม่สลอง เวลาออกไม่แน่นอน แต่จะมีรถมารอรับผูโ้ ดยสารเป็ นระยะ ๆ หรือรอโบกรถ เข้าไป ก็ได้ - รถสองแถวสีฟ้าสายป่ าซาง-แม่สลอง บริเวณบ้านป่ าซาง มีรถตัง้ แต่ เวลา 07.00-16.00 น. เหมาไป -กลับ 800 บาท รถคิว คนละ 60-100 บาท ขากลับจากแม่สลอง รถจะรอผูโ้ ดยสารตรงบริเวณ เซเว่นอีเลฟเว่น

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยวาวี

ดอยวาวี ตั้งอยู่ หมู่ 1 ต.วาวี อ.แม่สรวย เป็ นหมู่บา้ นขนาดใหญ่ ของชาวจีนฮ่อ บนดอยวาวี ยังมีความเป็ น เอกลักษณ์ อีกอย่างหนึ่ง ที่ชวนให้หลงใหล หลงรส นัน่ ก็คือ เสน่ห์แห่ง "ชา" ที่ชาวบ้านบนดอยวาวี ปลูกกันเป็ น อาชีพหลัก อย่างเป็ นล่า เป็ นสัน เพราะที่นี่มีชาวจีนฮ่อ หรื อจีนยูนนานมาอาศัยอยู่ ยุคเดียวกับกองพล 93 ที่ ดอยแม่สลอง (ที่ข้ ึนชื่อเรื่ องชาเช่นกัน) ส่ งผลให้บนดอยวาวีนิยมปลูกชากันมาก ชาบนดอยวาวี มีท้ งั ชาพันธุ์พ้นื เมืองสายพันธุ์ "อัสสัม" ชาสายพันธุ์ไต้หวันอย่างชิง ชิง เบอร์ 12, 13 และชา "อู่หลง" ที่มีความโดดเด่น เป็ นอย่าง ยิง่ เพราะดอยวาวี ถือเป็ นแหล่งปลูกชาอู่หลงแห่งแรกของ เมืองไทย

บนดอยวาวียงั ไม่หมดของดีเพียงเท่านี้ เพราะการที่ดอยแห่งนี้ มีชนเผ่าอาศัยอยูถ่ ึง 13 ชนเผ่า อาทิ อาข่า (มีอยูเ่ ยอะ ที่สุด) มูเซอ ลีซอ เย้า กะเหรี่ ยง จีนฮ่อ และเผ่าอื่นๆ ก็ทาให้ดอยแห่งนี้ มีวฒั นธรรมและประเพณี การแต่งกาย บ้านเรื อน และ ภาษา ของแต่ละชนเผ่า ที่เป็ นเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป แต่วา่ ทุกคนบนดอยวาวี ต่างก็อยูร่ ่ วมกันอย่างสันติสุข ท่ามกลาง ขุนเขาและธรรมชาติที่โอบล้อม


จุดท่ องเทีย่ วทีน่ ่ าสนใจ

1.ชมไร่ ชาและชิมชา นอกจากจะมีชาให้ชิมให้ชอ้ ป (หาซื้ อหาชิมได้ตามร้านขายชาทัว่ ไป) แล้ว ดอยวาวียงั มีชาให้ ชมด้วย ซึ่ งนอกจาก ไร่ ชา ที่ชาวบ้านปลูกเรี ยงราย ลดหลัน่ ไปตามไหล่เขาแล้ว ดอยวาวียงั มีตน้ "ชาพันปี " ที่บา้ นใหม่พฒั นา เป็ นหนึ่ง ในจุดสนใจทางการท่องเที่ยว ชาพันปี ต้นนี้ วัดเส้นรอบวงบริ เวณโคนต้นได้ 150 เซนติเมตร สู งถึง 20 เมตร เป็ นชา สายพันธุ์อสั สัม ที่ข้ ึนเองตามธรรมชาติ บนดอยวาวีมาช้านานแล้ว ชาวบ้านนิยมนาใบมาทา "เมี่ยง" กินให้ความ กระชุ่มกระชวย

3. ชมทะเลหมอกดอยกาดผี เป็ นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อ.แม่สรวย ดอยกาดผีเป็ นชะง่อนผาที่ระดับความสู ง ประมาณ 1,500 ม. อยูบ่ น เทือกดอยช้าง ในหน้าหนาวอากาศเย็นจัดมองเห็นสายหมอก ก่อตัวที่หุบเบื้องล่าง มีทิวทัศน์ สวยงามมาก ไม่แพ้จุด ชมทะเลหมอกที่ภูช้ ีฟ้า แต่เส้นทางไปค่อนข้างทุรกันดาร ระยะทางเกือบ 20 กม. วิธีที่สะดวกที่สุด คือ ติดต่อเลาลี รี สอร์ ต ซึ่ งมีทวั ร์ แบบวันเดียวไปชมทะเลหมอกที่ดอยกาดผี และไร่ ชากลางหุ บเขาในฤดูหนาว เส้นทางไปยัง ดอย กาดผี จะผ่านบ้านชาวเขาเผ่าอาข่า และเผ่าเย้า ซึ่ งยังคงขนบธรรมเนียมประเพณี ของชนเผ่า


การเดินทาง 1. รถยนต์ ส่วนตัว ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปดอยช้าง แต่ขบั ไปตามถนน รพช. บ้านตีนดอย - บ้านใหม่หมอกจ๋ าม ระยะทาง 55 กม. ช่วง 22 กม. แรก เป็ นทางลาดยาง คดเคี้ยวขึ้นดอย ผิวถนนเป็ นหลุมบ่อ ผ่านทางแยกขึ้นดอยช้าง บ้านทุ่ง พร้าว บ้านห้วยไคร้ จากนั้นเป็ นถนนลูกรัง อีก 13 กม. จนถึงบ้างโป่ งกลางน้ า จากนั้น เป็ นทางลาดยางอีก 20 กม. ผ่านด่าน ตรวจของ ตชด. ที่ 237 รร.วาวีวทิ ยาคม หมู่บา้ นวาวีอยูซ่ า้ ยมือ เป็ นชุมชนใหญ่เห็นได้ชดั เจน 2. รถประจาทาง มีรถสองแถวสี เหลืองสายแม่สรวย -วาวี ท่ารถอยูห่ น้าที่วา่ การ อ.แม่สรวย มีรถตั้งแต่ 08.00-17.00 น. เวลาออกแล้วแต่จานวนผูโ้ ดยสาร ค่าโดยสาร 50 บาท เที่ยวกลับมีรถออกจากบ้านวาวี ท่ารถอยูห่ น้าร้านชาศิริภณั ฑ์ มีรถ ตลอดวัน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ถนนคนเดิน เชียงราย : Chaingrai Walking Street

ถนนคนเดินเชียงราย หรือ กาดเจียงฮายราลึก จะมีทกุ วันเสาร์ บริเวณถนนธนาลัยสุดสาย ใจกลางเมือง เชียงราย ถนนคนเดินที่นถี่ ือว่าคึกคักสุดๆ เพราะเต็มไปด้วยสินค้าแฮนด์เมด มีของตกแต่งบ้าน ของพื้นเมือง ของที่ ระลึกวางขายมากมายยาวเหยียด และไฮไลท์ของที่นไี่ ม่เหมือนใคร คือ จะมีลานไว้สาหรับให้นกั ท่องเที่ยวมาเต้นราวง กัน ซึ่งเราจะเห็นคนเฒ่า คนแก่ มาเต้น ดูแล้วชวนให้นกึ ถึงวันวานเสียจริง เปิ ดตัง้ แต่เวลา 16.00 น.-24.00น (เฉพาะวันเสาร์)

กาดเจียงฮายราลึก คืนชีวิตให้ช ุมชน คืนถนนให้คนเดิน

จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงราย จัดงานถนนคนเดิน กาดเจียงฮายราลึก รูปแบบล้านนาใน อดีต ร่วมย้อนอดีตล้านนา พลิกฟื้ นภูมิปัญญาท้องถิ่น คืนชีวิตให้ชมุ ชน ท ุกวันเสาร์ของเดือน โดย เริม่ มาตัง้ แต่ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมา ณ บริเวณถนนธนาลัย ตัง้ แต่สี่แยกสานักงานยาสูบ ไปจนถึง สี่ แยกธนาคารออมสิน ระยะทาง 1500 เมตร อยูใ่ จกลางเมืองเชียงรายและปั จจุบนั ได้ขยายระยะทางออกไปอีก โดยมีเริ่มตัง้ แต่เวลา 16.00 น.-24.00 น. ทุกวันเสาร์ ซึ่งจะกาหนดแบ่งออกเป็ น 3 โซน โดย


โซนที่ 1 ผลิตภัณฑ์ชาวเขา

เป็ นแหล่งรวมของชุมชนโอท็อปชัน้ นาของเชียงราย ร้านสินค้าโครงการหลวง สินค้าและ

โซนที่ 2 จาหน่ายสินค้าทาด้วยมือ และหัตถกรรม งานฝี มือทัง้ จากเยาวชนและประชาชน การแสดงภูมิ ปั ญญาท้องถิ่นของคนเมือง กิจกรรมสปา สมุนไพร และนวดแผนไทย และ โซนที่

3

เป็ นพื้นที่แสดงนิทรรศการ จาหน่ายสินค้า และของที่ระลึก กาดหมัว้ คัวแลง

นอกจากนี้ ยังกาหนดให้ผจู้ าหน่ายสินค้าและอาหารให้ใช้บรรจุภณ ั ฑ์ที่ทามาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ใช้ถงุ กระดาษ ถ้วยชามที่ทามาจากใบตอง ตะกร้าไม้ไผ่ และลดการใช้ถงุ พลาสติก เพื่อร่วมกันรณรงค์รกั ษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อนด้วย จังหวัดเชียงราย

สาหรับ บรรยากาศในงานนัน้ จะตกแต่งบริเวณงานด้วยโคมไฟแบบล้านนาและตุงทอ ซึ่งจะสะท้อนเอกลักษณ์ ของเชียงรายให้งดงามและน่าชื่นชมมากขึน้ ทาให้นกั ท่องเที่ยวรูส้ ึกได้ถึงบรรยากาศแบบล้านนา ในสมัยก่อน และเพื่อ รักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อนนัน้ เทศบาลได้กาหนดให้ผจู้ าหน่ายสินค้าและอาหาร ในแต่ละโซน ให้ใช้บรรจุ ภัณฑ์ที่ทามาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ใช้ถงุ กระดาษ ถ้วยชามที่ทาจากใบตอง ตะกร้าไม้ไผ่และลดการใช้ถงุ พลาสติก เป็ นต้น

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ทงุ่ ดอกบัวตองดอยหัวแม่คา

ทุ่งดอกบัวตองดอยหัวแม่คา ตัง้ อยู่ที่ หมู่ 4 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง ห่างจากบ้านเทอดไทย 35 กม.เป็ น หมูบ่ า้ นชาวเขาเผ่า อาข่าและลาหู่ ตัง้ อยู่บนสันเขาตะเข็บชายแดนไทย-พม่า มีทิวทัศน์สวยงาม พื้นที่สว่ นหนึง่ อยู่ใน เขตวนอุทยานดอยหัวแม่คา เมื่อลมหนาวมาเยือนทุ่งดอกไม้สีทองเหลืองอร่าม ในช่วงกลางเดือนพ.ย.ทุ่งดอกบัวตอง ก็เริ่มมบานสะพรัง่ งดงามไปทัว่ ทัง้ ขุนเขา ดอกบัวตองขึน้ สลับกันระหว่างบ้านชาวเขา นอกจากนีย้ งั สามารถชมพระ อาทิตย์ขนึ้ จากขอบฟ้ าส่องแดดสีอ่อนผ่านไอหมอก ในหุบเขายังมีกลุม่ ทะเลหมอคลอเคลียภูเขาที่วนอุทยานดอยหัวแม่ คาได้อีกด้วย สถานที่ที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

1.หมู่บา้ นหัวแม่คา เสน่หข์ องดอยหัวแม่คาก็คือการที่หมูบ่ า้ นชาวเขาอยู่สลับกับท้องทุ่งดอกบัว ตอง สามารถเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตได้ มีทงั้ ชาวม้ง ลีซอ และอาข่า อยู่รวมกัน โดยยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและ เอกลักษณ์ของตนไว้อย่าง เหนียวแน่นระหว่างเดือน ธ.ค.-ม.ค. จะตรงกับการจัดงานปี ใหม่ของแต่ละเผ่าชาวเขาจะ แต่งชุดประจาเผ่าที่สวยงาม


2.วนอ ุทยานดอยหัวแม่คา ซึ่งเป็ นที่ทาการอุทยานฯ ตัง้ อยู่ที่ความสูงประมาณ 1300 เมตรอยู่ห่างจาก หมูบ่ า้ นหัวแม่คาไปประมาณ 2 ก.ม. เป็ นจุดชมวิวสูงสุด ของดอยหัวแม่คา เป็ นจุดชมวิวที่มีทิวทัศน์สวยงามเป็ นวิว ภูเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงรายกัน สวยงามมากในช่วงเช้าสามารถ เห็นทะเลหมอกไปปกคลุมอยู่ทวั ่ ภูเขาจากหมูบ่ า้ นไป วนอุทยานต้องใช้รถขับ เคลื่อนเท่านัน้


การเดินทางไปทงุ่ ดอกบัวตองดอยหัวแม่คา 1. รถยนต์สว่ นตัว จากกรุงเทพเข้าตัวเมืองเชียงราย เข้าทางหลวงหมายเลข 1 จนถึงตัวเมืองเชียงราย และเข้าทางหลวงหมายเลข 110 สู่ อ. แม่จนั จากนัน้ เลี้ยวเข้าสูท่ างหลวงหมายเลข 1130 ตรงทางแยกขึน้ ดอยแม่ สลองผ่านบ้านบางปูเลย บ้านสันติคีรีเมื่อพ้นเขตบ้านแม่สลองใน เข้าสูท่ างหลวงหมายเลข 1234 ผ่านทางแยก แม่ สลอง -บ้านเทอดไทยเลี้ยวซ้ายเข้าแยกบ้านเทอดไทย ขับตามทางไปเรื่อยจะมี ป้าบบอกไปวนอุทยานหัวแม่คาขับตาม ป้าย จะเห็นศูนย์สง่ เสริมเกษตรที่สงู ดอยหัวแม่คา จะถึงหมูบ่ า้ นหัวแม่คาก่อน เส้นทางจาก เชียงรายมาถึงหมูบ่ า้ นหัว แม่คา รถทุกชนิด สามารถเข้าได้ แต่เส้นทางจากหมูบ่ า้ นไปยังวนอุทยานประมาณ 2 กม หากนารถส่วนตัว ต้อง ใช้ รถขับเคลื่อนสี่ลอ้ เท่านัน้ หากไม่มีรถชนิดนีส้ ามารถจอดรถไว้ที่หมูบ่ า้ นแล้วว่าจ้า่ งรถชาวบ้านที่นนั ่ ขึน้ ไปชาวบ้านชื่อ คุณต่าหลี่ สามารถสอบถามจากคน ในหมูบ่ า้ นได้เลย ไปกลับราคา 1000 บาท 2. รถโดยสารประจาทาง 1. ขาไปดอยหัวแม่คา เชียงราย-บ้านป่ าซาง จากตัวเมืองเชียงรายนัง่ รถประจาทางสายเชียงราย - แม่สาย มาลง ที่บา้ น ป่ าซาง จากนัน้ ต้องนัง่ รถสองแถว 2 ต่อ คือ บ้านป่ าซาง-บ้านเทอดไทย ใช้บริการรถสองแถวสีฟ้าสายป่ าซาง-เทอดไทย ท่ารถอยู่ที่บา้ นป่ าซาง มีรถตัง้ แต่ 08.00-17.00 น.แต่ตอ้ งรอให้ ผูโ้ ดยสาร ครบจึงจะสามารถออกออกเดินทางได้ ซึ่งต้องรอนานมากหากไม่ชว่ งเทศกาล ท่องเที่ยว หากต้องการ ประหยัดเวลา ในการเดินทางเหมารถไปบ้านเทอดไทย ราคาค่ารถแล้วแต่ตกลง บ้านเทอดไทย-ดอยหัวแม่คา เมื่อมาถึงบ้านเทอดไทยแล้วจากนัน้ ต้องเช่าเหมารถสองแถวไปดอยหัวแม่คา ค่าเช่าประมาณ 2500 บาท / เที่ยว แต่ ถ้าไปรับไปส่งและ ค้าง ด้วยราคา 3500 บาท ไม่มีรถสองแถวไปถึงหัวแม่คาโดยตรงต้องเหมาเท่านัน้ เบอร์โทรคิวรถ บ้านเทอดไท 086 115 4183 คุณแทน ขากลับจากดอยหัวแม่คา ในกรณีเหมารถสามารถนัดรถสองแถวมารับโดยนัดเวลากันได้ แต่หากไม่ตอ้ งการเหมารถ อาจมีรถของชาวบ้านที่จะ ลงมาจาก ดอยหัวแม่คาทุกวัน โดยสามารถมาลงรถที่บา้ นเทอดไทย แล้วต่อ รถไปยังจุดหมายต่อไปของการเดินทาง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ้านดาหรือ พิพิธภัณฑ์บา้ นดา

บ้านดาหรือพิพิธภัณฑ์บา้ นดาตัง้ อยู่ที่ต.นางแลอ.เมืองจ.เชียงรายสร้างขึน้ โดยอ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปิ น แห่งชาติ ที่มีฝีมือทางด้านจิตรกรรมปฏิมากรรม ได้สร้างงานด้านศิลปะไว้มากมาย ทัง้ ทางด้านภาพเขียนและด้าน ปฏิมากรรมหลายชิ้น ลักษณะ ของ บ้านดาจะ เป็ นกลุม่ บ้าน ศิลปะแบบล้านนา ทุกหลังทาด้วยสีดา ซึ่งเป็ นที่มาของ คาว่า “บ้านดา” และยังเป็ นสีที่ อ. ถวัลย์โปรดปราน อีกด้วย


ซึ่งบ้านเหล่านีไ้ ม่ได้สร้างไว้สาหรับอยู่อาศัยแต่สร้างไว้สาหรับเก็บสิ่งของสะสมต่างต่าง ของอาจารย์ถวัลย์ นอกจากนัน้ ยังมีอีกหนึง่ หลังที่ยงั สร้างไม่เสร็จ คือพิพิธภัณฑ์ที่ใช้แสดงผลงานของอ.ถวัลย์ สร้างด้วยไม้สกั ทัง้ หลัง มีลวดลายแกะสลักที่ สวยงามอย่างยิ่งนับว่าเป็ นอีกสถานที่หนึง่ ที่แสดงถึงเอกลักษณ์และศิลปะแบบล้านนาที่ ทรงคุณค่าและควรอนุรกั ษ์ในจังหวัด บ้านดา เปิ ดให้เข้าชมเข้าชมฟรี ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ตัง้ แต่เวลา 8.00-17.00 น. การเดินทาง โดยรถยนต์สว่ นตัวสามารถเดินทางได้โดยใช้ถนนเส้น ซุปเปอร์ไฮเวย์ตรงไปทางแม่สาย ผ่านมหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงรายไปประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงหมูบ่ า้ นนางแล ให้สงั เกตซ้ายมือจะเป็ นบริษทั เสริมสุข หรือบริษทั เป๊ปซี่นะ คะ จากนัน้ จะเห็นซอยทางด้านซ้ายมือ ให้เลี้ยวไป ตามเส้นทางจะมีป้ายสีฟ้าบอกทางเป็ นระยะ จากปากซอยถึงบ้านดา ก็ประมาณ 300 เมตร จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระธาต ุดอยต ุง

พระตาหนักดอยตุงเริ่มดาเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่26ธันวาคม 2530เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรม ราชชนนี มี พระชนมายุ 88 พรรษา โดยก่อนหน้านัน้ มีพระราชกระแสว่า หลังพระชนมายุ 90 พรรษา จะไม่เสด็จไป ประทับที่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สานักงานราชเลขานุการในพระองค์ จึงได้เลือกดอยตุง ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงาม ขณะเดียวกันสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เมื่อทรงทอดพระเนตรพื้นที่ เมื่อต้นปี พ.ศ.2530 ก็ทรงพอพระ ราชหฤทัย และมีพระราชดาริจะสร้างบ้านที่ดอยตุงพร้อมกันนี้ ยังมีพระราชกระแสรับสัง่ ว่าจะปลูกป่ าบนดอยสูงจึง กาเนิดเป็ นโครงการพัฒนาดอยตุงขึน้ โครงการพัฒนาดอยตุงเริ่มดาเนินการโดยความร่วมมือจากหน่วยราชการทุก ส่วน สาหรับผูท้ ี่มาเที่ยวพระตาหนักดอยต ุง จะมีจดุ ที่น่าสนใจให้เยีย่ มชม 3 จุด ดังนี้ คือ 1. หอพระราชประวัติ

ซึ่งตัง้ อยู่ดา้ นหน้าสุดของพระตาหนัก


2. อาคารพระตาหนักดอยต ุง

3. พระธาต ุดอยต ุง พระธาต ุศักดิ์สิทธิ์ประจาปีก ุน

สิ่งที่นา่ สนใจในพระธาตุดอยตุงคือ เป็ นเจดียส์ ีทองขนาดเล็กสององค์ สูงประมาณ 5 ม. บนฐานสี่เหลี่ยมย่อ มุม มีซมุ้ จระนาสี่ทิศ องค์ระฆังและปลียอดมีขนาดเล็ก พระธาตุดอยตุง อยู่บนดอยสูงแวดล้อมด้วยป่ ารกครึ้ม เรียกว่า สวนเทพารักษ์ เชื่อกันว่า เป็ นที่สถิตของเทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเข้าชมพระตาหนักดอยต ุง - สามารถสอบถามรายละเอียดๆได้ที่ โทร.053-767-001 ,053-767-015-7 และ เว็บไซต์ http://www.doitung.orgเปิ ดให้เข้าชมตัง้ แต่เวลา 07.30 - 17.30 น. - ค่าธรรมเนียมเข้าชมพระตาหนัก 70 บาท ชมสวนแม่ฟ้าหลวง 80 บาท หอพระราชประวัติ 30 บาท บัตรรวมเข้า ชม ทัง้ สามที่ 150 บาท - มีรา้ นอาหารของโครงการ ร้านกาแฟดอยตุง ร้านจาหน่ายของที่ระลึก การเดินทาง 1. รถยนต์สว่ นตัว ใช้ทางขึน้ ดอยตุงสายใหม่ ผ่านบ้านไทยใหญ่ร่มไทร กม.2 ผ่านจุดชมวิว กม.12 จากนัน้ เลี้ยวซ้ายระหว่างหลัก กม. 12 และ 13 ไปอีก 2 กม. จะถึงพระตาหนัก ระยะทาง 15 กม. หรือใช้ทางขึน้ สายเก่า โดยขับเลยแยกบ้านสันกองราว 1 กม. เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1149 ที่บา้ นห้วยไคร้ ระหว่างหลัก กม.871-872 เป็ นทางขึน้ ดอยตุง สายเก่า เส้นทางสูงชันกว่าสายใหม่ แต่ระยะทางสัน้ กว่าเล็กน้อย ถนนจะไปบรรจบกับทางขึน้ สายใหม่ใกล้ กม. 2. รถโดยสารประจาทาง จาก อ. เมืองเชียงรายนัง่ รถสายเชียงราย-แม่สาย ไปลงที่บา้ นห้วยไคร้ เพื่อต่อรถสองแถวสีมว่ งขึน้ ไปดอยตุงที่


สถานี ขนส่งท่องเที่ยวดอยตุง โทร.053-667-433 ค่าเช่าเหมา 750 บาท (ไปกลับ) นัง่ ได้ 12 คน หรือค่าโดยสาร คนละ 60 บาท ครบ 12 คน รถออก รถสองแถวจะพาไปยังพระธาตุดอยตุง ตลาดสินค้าพื้นเมืองชาวเขา หน้าศูนย์ วิจยั พืชไร่ ใกล้อ่างเก็บนา้ และพระตาหนักดอยตุง ใช้เวลาเดินทางและพาเที่ยว 3 ชม. เข้าชมพระตาหนัก 70 บาท ชม สวนแม่ฟ้าหลวง 80 บาท หอพระราชประวัติ 30 บาท บัตรรวมเข้าชมทัง้ สามที่ 150 บาท

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ไร่บ ุญรอด

ไร่บ ุญรอดหรือสิงห์ปาร์คเชียงรายเป็ นไร่ของบริษทั บุญรอดผูผ้ ลิตเบียร์สิงห์ เส้นทางเดียวกับวัดร่องขุน อ.เมือง จ.เชียงราย เป็ นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สวยงามภายในไร่บญ ุ รอดมีการจัดแต่งสวนดอกไม้เมืองหนาว สีสนั สวยงามนานาชนิด มีพื้นที่ เกษตรกรรมและไร่ชากว่า 600 ไร่ โดยจัดเป็ นรูปแบบฟาร์มทัวร์ให้ผทู้ ี่สนใจได้เข้ามา เยี่ยมชม ไร่บ ุญรอด ปลูกพืชหลายชนิด ตามความเหมาะสมกับสภาพดิน มีชาพันธุอ์ ่หู ลง รวมทัง้ แปลงเกษตร ผสมผสาน และกิจกรรมต่างๆให้นกั ท่องเที่ยวได้มาสัมผัส

เทศกาลฤดูหนาวฟาร์มเฟสติวัล ออน เดอะฮิลล์(Farm Festival on the Hill) ครัง้ ที่4ระหว่างวันที่ 25 - 29 พฤศจิกายน 2558 สิงห์ปาร์คมีแสดงบอลลูนยักษ์ และจัดคอนเสิรต์ ให้ชมฟรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุค ของไร่บญ ุ รอด https://www.facebook.com/boonrawdfarm


โดยการท่องเที่ยวฟาร์มทัวร์ภายในบุญรอดต้องใช้บริการรถราง (shutter bus) ซึ่งทางไร่ได้จดั เตรียมไว้โดย รถจะออกทุก 15 นาที จุดแวะมีทงั้ หมด 4 จุด จุดแรกคือทุ่งดอกคอสมอส จุดที่ 2 คือ ให้อาหารยีราฟและม้าลาย จุด ที่ 3 คือ ศูนย์กีฬาและสันทนาการหรือบ้านแดงจุดนีเ้ ป็ นจุดเช่าจักรยานและกิจกรรม zip line และจุดที่ 4 คือจุดชมวิว ไร่ชา 360 และร้านอาหารภูภริ มย์ โดยจุดนีส้ ามารถนารถเข้ามาจอดได้ ซึ่งในระหว่างที่เรานัง่ รถรางชมไร่ก็จะได้เห็น บรรยากาศของไร่ชาที่กว้างใหญ่ ตลอดทาง

กิจกรรม ทางไร่บญ ุ รอดยังมีบริการให้เข้าจักรยานสาหรับนักท่องเที่ยวที่รกั ในการปั น่ โดยได้จดั ทาเลนสาหรับจักรยาน ไว้โดยเฉพาะ โดยมีจกั รยานให้เลือก 2 แบบ คือ - จักรยาน 2 ที่นงั ่ อัตราค่าบริการ 1 ชัว่ โมง 150 บาท 2 ชัว่ โมง 200 บาท 6 ชัว่ โมง หรือ 1 วัน 400 บาท - จักรยานเสือภูเขา อัตราค่าบริการ 1 ชัว่ โมง 100 บาท 3 ชัว่ โมง หรือ 1/2 วัน 250 บาท6 ชัว่ โมง หรือ 1 วัน 400 บาท โดยสามารถเช่าได้ที่ จุดที่ 3 บ้านแดง ซึ่งนารถเข้าไปได้ ที่ตงั้ ไร่สิงห์ปาร์คเชียงรายเปิ ดให้เข้าเที่ยวชมตลอดปี การบริการรถฟาร์มทัวร์สาหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวชม ไร่วัน จันทร์-ศุกร์ รถฟาร์มทัวร์ให้บริการเป็ นรอบๆ ตัง้ แต่เวลา 8.30 - 17.00 น.โดยออกทุกครึ่งชัว่ โมง ไร่บญ ุ รอด โทร 091 576 0374 053 172 870 https://www.facebook.com/SinghaparkChiangrai


การเดินทาง โดยรถยนต์สว่ นตัวตัง้ อยู่เส้นทางเดียวกับวัดร่องขุน่ เลี้ขวเข้ามาตรงส้นทางวัด วัดร่องขุน่ จะถึงก่อนหลัง จากนัน้ ขับเลยไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึงไร่บญ ุ รอด หากไม่มีรถสาธารณะวิ่งผ่านต้องเหมารถสองแถวหรือ ตุก๊ ๆจากตัวเมืองเชียงราย เข้ามาที่นี่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ล่องเรือแม่น้ากก

การล่องเรือเที่ยวลานา้ กกเป็ นกิจกรรมที่ขนึ้ ชื่อของจ.เชียงรายแต่การล่องเรือจากเชียงรายไปบ้านท่าตอน เป็ นการแล่นเรือทวนสายนา้ จึงใช้เวลามากกว่าการล่องเรือจากบ้านท่าตอนมาจ.เชียงรายแต่จดุ ท่องเที่ยวเด่นๆอยู่ใน เขต อ. เมืองเชียงรายเป็ นส่วนใหญ่ (สาหรับการล่องแพต้องล่องจากบ้านท่าตอนมายัง จ. เชียงราย เท่านัน้ ) - ควรเตรียมหมวก แว่นกันแดด ครีมกันแดด นา้ ดื่ม ของขบเคี้ยวติดตัวไปด้วย กิจกรรม

1.ล่องเรือเที่ยว สองฝัง่ แม่นา้ กกมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ระหว่างทางยังสามารถแวะชมหมูบ่ า้ นชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ ตลอด เส้นทาง แม่นา้ กกมีตน้ กาเนิดจากเทือกเขาในเขตพม่า ไหลไปทางทิศเหนือจากบ้านท่าตอน อ. แม่อาย จ. เชียงใหม่ แล้วไหลลงแม่นา้ โขงที่บา้ นสบกก อ. เชียงแสน ที่เที่ยวบนลานา้ กก ได้แก่ บ้านแม่สลัก (เขตแดนเชียงใหม่-เชียงราย) บ้านใหม่ (หมูบ่ า้ นไทยใหญ่) บ้านเมืองงาม (หมูบ่ า้ นกะเหรี่ยง) บ้านจะคือ (หมูบ่ า้ นมูเซอ) บ้านผามูบใหม่ (บ้านมูเซอ ใหม่) ฯลฯ และมีจดุ นัง่ ช้างเที่ยวป่ าอยู่ที่ปางช้าง บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร สามารถนัง่ ช้างต่อไปยังนา้ ตกห้วยแม่ซา้ ยได้ บริการเรือล่องแม่น้ากกท่าเรือเชียงรายมีวิ่งประจาทางระหว่างเชียงราย-ท่าตอนวันละหนึ่งเที่ยวออกเวลา 10.30 น.


2. การล่องแก่ง (ล่องแม่น้ากก) การล่องแก่งเป็ นกิจกรรมหนึง่ ที่นกั ท่องเที่ยวชอบการผจญภัยโดยท่านสามารถสัมผัสกับการผจญภัยที่สนุก และสะใจได้โดยการนัง่ เรือจากท่าเรือ เชียงราย ล่องนา้ กกทวนกระแสนา้ ขึน้ ไปถึงหมูท่ ี่ 9 บ้านแม่สลัก ต.ห้วยชมภู อ. เมือง จ. เชียงราย ซึ่งเป็ นชาวเขาเผาลาหู, อิ้วเมี่ยน และจีนห้อ และที่นแี้ หละเป็ นจุดเริ่มของการล่องแก่ง 3. ขี่ชา้ งเที่ยว..บ้านกะเหรีย่ งรวมมิตร. กระเหรี่ยงเป็ นหมูบ่ า้ นกะเหรี่ยงที่ได้รบั การพัฒนาคุณภาพโดยใช้การท่องเที่ยวจากองค์กร เอกชนและประสบ ความสาเร็จจากการนาช้างมาเป็ นพาหนะนาเที่ยวหมูบ่ า้ นชาวเขา ปั จจุบนั จัดเป็ นศูนย์กลางชาวเขาในแถบ อ.เมือง จ. เชียงราย

ที่ตงั้ ท่าเรืออยู่ที่สะพานแม่ฟ้าหลวง อ. เมืองเชียงราย ห่างจากตัวเมือง 2 กม.


วนอ ุทยานภ ูชี้ฟ้า

วนอุทยานภูชี้ฟ้าอยู่ในเขตป่ าสงวนแห่งชาติป่าแม่อิงฝัง่ ขวาและป่ าแม่งาวท้องที่บา้ นร่มฟ้ าทองหมูท่ ี่ 9 และ บ้านร่มฟ้ าไทย หมูท่ ี่ 10 ตาบลปอ อาเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายสถานที่แห่งนีค้ รัง้ หนึง่ เคยเป็ นสมรภูมิรบที่เกิด จากความขัดแย้งทางความคิด และนโยบายการบริหารการปกครองระหว่างกลุม่ คนที่จดั ตัง้ ตนเป็ นพรรค คอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่รฐั ที่ตอ้ งเข้ามาปราบปรามหลังจากมีเหตุการณ์นอง เลือด แต่หลังจาก เรื่องราวต่างๆได้คลี่คลายลง ความสงบสุขได้กลับคืนสูผ่ ืนป่ าอีกครัง้ ความสวยงามของสถานที่แห่งนีจ้ ึงได้ถกู ค้นพบและบอกเล่ากล่าวขานกันเรื่อยมา

วนอุทยานแห่งนีน้ กั ท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาในช่วงฤดูหนาวเพื่อที่จะได้ สัมผัสอากาศที่หนาวเย็น และได้ชม ความงามของดอกชงโคป่ าสีขาวที่ออกดอกบานสะพรัง่ นอกจากนีก้ ารเดินทางมาในช่วงนีย้ งั จะได้สมั ผัสทะเลหมอกที่ เหมือนดัง่ ประโยค ที่ว่า “สายหมอกโอบกอดขุนเขา” สามารถกางเต็นต์พกั ผ่อนได้


การเดินทาง

ภูชี้ฟ้าอยู่ห่างจากอาเภอเมืองจังหวัดเชียงรายประมาณ144 กิโลเมตรการเดินทางจากอาเภอเมือง จังหวัด เชียงราย ไปยังภูชี้ฟ้าได้ตามแนวเส้นทางดังนี้ 1.จากอาเภอเมืองเชียงรายไปอาเภอเทิง ผ่านสามแยกโรงเรียนภูซางวิทยาคม บ้านสบบงและสามแยกบ้าน ม่วงชุมแล้วเดินทางต่อไป ก็จะถึงภูชี้ฟ้า 2.ไปตามทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ผ่านนา้ ตกภูซาง ด่านบ้านฮวก เส้น ทางสายนีเ้ ป็ นทางลาดยาง 104 กิโลเมตรและทางดินลูกรัง 40 กิโลเมตร ผ่านจุดท่องเที่ยวสาคัญ 3 แห่งได้แก่ นา้ ตกภูซาง (อุทยานแห่งชาติภซู าง) ด่านบ้านฮวก หมูบ่ า้ นชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และศูนย์สง่ เสริมเกษตรที่สงู ดอยผาหม่น ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: วนอุทยานภูชี้ฟ้า (หัวหน้าฯ 08 1883 4510) หรือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.เทิง ที่ว่า การ อ.เทิง โทร.053-795345

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระแก้ว

ตัง้ อยู่ที่ถนนไตรรัตน์ ใจกลางเมืองเชียงราย วัดนีเ้ องที่ได้คน้ พบ พระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณี รัตนปฏิมากร ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดศรีรตั นศาสดาราม(วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ ในปั จจุบนั ตามประวัตเิ ล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 1897 ในสมัย พระเจ้า สามฝัง่ แกน เป็ นเจ้าเมือง ครองเชียงใหม่นนั้ ฟ้ าได้ผา่ เจดียร์ า้ งองค์หนึง่ และได้พบ พระพุทธรูปลงรักปิ ดทอง อยู่ภายในเจดีย์ ต่อมารักกะเทาะออก จึงได้พบว่า เป็ นพระพุทธรูป สีเขียวที่สร้างด้วยหยก ซึ่งก็คือ พระแก้วมรกตนัน่ เอง ปั จจุบนั วัดพระแก้ว เชียงราย เป็ นที่ประดิษฐาน พระหยก ซึ่งสร้างขึน้ ใหม่ ในวาระที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุครบ 90 พรรษา


สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดพระแก้ว เชียงราย 1. พระเจดีย ์

เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๗๗ ได้เกิดฟ้ าผ่า ลงองค์พระเจดียพ์ งั ทลายลง และได้พบพระแก้วมรกตซ่อนไว้ในพระเจดีย์ หลังจากนัน้ ได้อญ ั เชิญพระแก้วมรกตไป ประดิษฐาน ณ เมืองต่างๆ คือ ลาปาง เชียงใหม่ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานคร ตามลาดับ กรมศลปากรได้ประกาศขึน้ ทะเบียนองค์พระเจดีย์ เป็ น โบราณสถาน สาคัญของชาติ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ 2. พระอ ุโบสถ

พระวิหารทรงเชียงแสนมีลกั ษณะฐานเตีย้ เชิงหลังคาลาดตา่ สร้างขึน้ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๓ ได้รบั พระราชทาน วิสงุ คามสีมา เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๕ พระประทานในอุโบาถ (พระเจ้าล้านทอง) เป็ นพระพุทธรูปสาริด ปาง มารวิชยั นับเป็ นพระพุทธรูปในสกุล ช่างศิปปาละที่ใหญ่ และสวยงามที่สดุ ในประเทศไทย


3. หอพระหยก

อาคารทรงล้านนาโบราณ เป็ นที่ประดิษฐาน "พระพุทธรตนากร นวุตวิ ัสสานุสรณ์มงคล" หรือ "พระหยก เชียงราย" บนผนังอาคาร แสดงกิจกรรม จากตานานพระแก้วมรกต และภาพวาดการสร้าง และพิธีอญ ั เชิญพระหยก เชียงรายสูพ่ ระอารามในวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๔ การเดินทาง โดยรถยนต์สว่ นตัว เมื่อถึงห้าแยกพ่อขุนเม็งรายกลางตัวเมืองเชียงรายให้เลี้ยวซ้ายแล้วตรงไป เรื่อยๆ จน สุดทางสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 100 เมตร จะเห็นวัดพระแก้วอยู่ทางขวามือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดร่องขนุ่

ออกแบบและสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพฒ ั น์ศิลปิ นที่มีชื่อเสียงของไทยสร้างขึน้ ด้วยแรงปณิธานที่ มุง่ มัน่ รังสรรค์ งานศิลปะ ที่งดงามแปลกตาผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทัง้ ลวดลายปูนปั้ นประดับ กระจก และจิตรกรรรมฝาผนัง ขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของวัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวว วาวเป็ นเชิงชัน้ ลดหลัน่ กันไปหน้าบันประดับ ด้วยพญานาคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถเป็ นฝี มือภาพเขียนของอาจารย์เอง อ ุโบสถวัดร่องขนุ่ ล้วนแต่มีความหมายยิง่

โบสถ์ เพราะอาจารย์อยากจะเนรมิตวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ เป็ นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ โบสถ์ เปรียบเหมือนบ้าน ของพระพุทธเจ้า กระจกขาว หมายถึง พระปั ญญาธิคณ ุ ของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทัว่ โลกมนุษย์ และจักรวาล


สะพานขาว หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุง่ สูพ่ ทุ ธภูมิ ครึง่ วงกลมเล็กหมายถึ โลกมนุษย์

วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามารหรือพระราห ู หมายถึงกิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ผทู้ ี่จะเข้า เฝ้ า พระพุทธเจ้าใน พุทธภูมิตอ้ งตัง้ จิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็ นการชาระ จิตให้ ผ่องใสก่อนที่จะเดินผ่านขึน้ ไปพบกับพระราหูอยู่เบื้องซ้าย และพญามัจจุราชอยู่เบื้องขวา อสูรกลืนกัน16 ตน บนสันของสะพาน หมายถึง อุปกิเลส 16 จากนัน้ ก็จะถึง กึ่งกลางสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็ นที่อยู่ของเทวดา สระน้าด้านล่าง หมายถึง สีทนั ดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตงั้ อยู่ดว้ ยกัน 6 ชัน้ ด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลง ไปสูพ่ รหม 16 ชัน้ แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอกรอบพระอุโบสถ ดอกบัวทิพย์ 4 ดอกและบานประตู4บานบานสุดท้ายเป็ นกระจกสาม เหลี่ยมแทนความว่าง ซึ่งหมายถึง ความ หลุดพ้น แล้วจึงก้าวข้ามธรประตูเข้าสูพ่ ทุ ธภูมิภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทัง้ หมด ผนัง 4 ด้าน เพดานและพื้นล้วนเป็ นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมารมุง่ เข้าสูโ่ ลกุตตรธรรมส่วนบนของหลังคา โบสถ์


ที่ตงั้ ต. ป่ าอ้อดอนชัย อ. เมือง จ. เชียงราย เปิ ดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 6.30 - 18.00 น. ห้องแสดงภาพ : เปิ ดให้เข้าชมวันจันทร์ - ศุกร์ 8.00 - 17.30 น. ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 8.00 - 18.00 น. การเดินทาง 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว ถนนสายเชียงราย - กรุงเทพฯ ถ้ามาจากกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ วัดร่องขุน่ จะอยู่ ก่อนถึงตัวเมืองเชียงราย13ก.ม ตรงหลัก ก.ม ที่ 816 ถนนพลหลโยธิน (หมายเลข 1/A2 ) เลี้ยวเข้าไปประมาณ 100 เมตร จะมีป้ายบอกเป็ นระยะๆ 2. โดยรถสาธารณะ สามารถขึน้ รถสองแถวสีนา้ เงินรถประจาทางสายที่ผานวัดร่องขุน่ ได้ที่สถานีขนส่ง เชียงรายเก่า และลงปากทางเข้าวัดจากนัน้ เดินเข้า ไปอีกนิดนึง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สวนแม่ฟ้าหลวง

สวนแม่ฟ้าหลวงเป็ นสวนดอกไม้เมืองหนาว ในหุบเขาสร้างขึน้ เมื่อปี พ.ศ.2535เดิมมีพื้นที่12ไร่มีการปลูก ดอกไม้หมุนเวียนสลับ ให้ออกดอกไม่ซา้ กันตลอดสามฤดู ล้อมรอบประติมากรรมชื่อ "ความต่อเนือ่ ง" เป็ นรูปเด็ก ยืนต่อตัวที่กลางสวน นอกจากนี้ ยังจัดแต่งสวนหินซึ่งประดับด้วยหินภูเขากลมเกลี้ยงขนาดใหญ่ สวนนา้ อุดมด้วย ไม้นา้ พันธุต์ า่ งๆ บัว และสวนปาล์มที่รวบ รวมปาล์มไว้มากมายในพื้นที่ 13 ไร่ สวนแม่ฟ้าหลวงจึงมีพื้นที่ทงั้ สิ้น 25 ไร่


สวนแม่ฟ้าหลวงเป็ นสวนไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ มีดอกไม้เมืองหนาวอาทิดอกซัลเวียพิทเู นีย บีโกเนีย กุหลาบ ดอกลาโพง ไม้มงคลต่าง ๆ นอกจากนัน้ ยังมีไม้ยืนต้นและซุม้ ไม้เลี้อยอีกมากกว่า 70 ชนิด และยังมีรปู ปั้ น ต่อเนือ่ ง ฝี มือปั้ นของคุณมีเซียม ยิปอินซอย มีศาลาชมวิวและร้านจาหน่ายสินค้าของที่ระลึก โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สวนแม่ฟ้าหลวงสร้างโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และใน บริเวณใกล้กบั สวนแม่ฟ้าหลวงจะมีหอพระราชประวัตซิ ึ่งจัดแสดงนิทรรศการ เกี่ยวกับ พระราชประวัติ และพระราช กรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

การเดินทาง พระ ตาหนักดอยตุงอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 110 ไป 45 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1149 ไปประมาณ 15 กิโลเมตร สาหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถประจา ทางสามารถใช้บริการรถสองแถวสีมว่ ง บริเวณปากทาง รถออกตัง้ แต่ 07.00 น. มีรถออกทุก 20 นาที

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สวนร ุกขชาติดอยช้างมูบ เชียงราย หรือ สวนร ุกขชาติแม่ฟ้าหลวง

สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ หรือ สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ตัง้ อยู่บนสูงสุดของเทือกเขาดอยตุง เป็ นสวนรวม พันธุไ์ ม้หาอยาก โดยเฉพาะดอกกุหลาบพันปี หลากหลายสายพันธุจ์ าก นานาประเทศ ได้ถกู ปลูกไว้ที่นี้ จนผลิดอก ออกมาให้นกั ท่องเที่ยวได้ชมความงดงามกัน


สวนรุกขชาติดอยช้างมูบหรือสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ตัง้ อยู่บนจุดสูงสุดของเทือกเขาดอยตุงที่ระดับ ความสูง 1,520 เมตร จากระดับนา้ ทะเล เป็ นสวนพันธุไ์ ม้ที่สร้างขึน้ เพื่อรวมพันธุไ์ ม้หายาก โดยเฉพาะ ก ุหลาบพันปี (ไรโดนเดนดรอน) หลากสี หลายสายพันธุจ์ ากนานาประเทศ ในเอเซีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย ก็ได้ นามาปลูกจนผลิดอกงดงามกันที่นี่ จะยิ่งสวยงามมากในช่วงที่ดอกซากูระเมืองไทยหรือนางพญาเสือโคร่งบานในราว ต้น เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ คนในพื้นที่เค้าบอกว่า หากมาเที่ยวในช่วงนัน้ จะสวยงามที่สดุ เลย ประวัติสวนร ุกขชาติแม่ฟ้าหลวง

ป่ าบนดอยช้างมูบเป็ นป่ าเสื่อมโทรมจากการทาไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่ นไม้ใหญ่ถกู ตัดโค่นจนเป็ นเขา หัวโล้น เมื่อครัง้ ที่สมเด็จพระศรีนครินทราฯ เสด็จมาพบแต่หญ้าปกคลุม จึงมีพระประสงค์ที่จะฟื้ นฟูให้กลับสูส่ ภาพ ป่ าที่อดุ มสมบูรณ์ดงั เดิม ในปี พ.ศ. 2535 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนองพระราชดาริสร้างสวนรุกขชาติพื้นที่ 250 ไร่ บนดอยช้างมูบ เพื่อรวบรวมพันธุไ์ ม้ที่เคยพบบนดอยช้างมูบ และเทือกดอยตุงขึน้ เพื่ออนุรกั ษ์พนั ธุไ์ ม้พื้นถิ่นเอาไว้ พร้อมกับปลูกสนสามใบเป็ นไม้เบิกนา สร้างร่มเงา


ภายในจัดเป็ นเส้นทางลัดเลาะไปใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ที่เป็ นพันธุไ์ ม้พื้น เมือง และพันธุไ์ ม้ป่าหายากจานวนมาก ทัง้ กล้วยไม้ดิน พญาเสือโคร่ง สนภูเขา และที่นา่ สนใจที่สดุ ก็คือกุหลาบพันปี ที่เป็ นไม้เด่น และเน้นปลูกในสวนรุกขชาติ แห่งนีม้ ากที่ส ุ สวนร ุกขชาติแม่ฟ้าหลวง อยู่ใกล้กบั ทางแยกเส้นทางดอยตุงไป อ. แม่สาย โดยไม่ตอ้ งย้อนกลับลงไปทางบ้านห้วย ไคร้ ค่าธรรมเนียมเข้าชม 50 บาท เปิดเวลา 07.00-17.00 น.

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สวนสัตว์เชียงใหม่

สวนสัตว์เชียงใหม่ เป็ นสวนสัตว์ในความดูแลขององค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตัง้ อยู่บริเวณ ทางขึน้ ดอยสุเทพ บนถนนห้วยแก้ว ตาบลสุเทพ อาเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เปิ ดให้บริการทุกวัน ตัง้ แต่ 8.00 น. - 17.00 น. มีสตั ว์อยู่ในสวนสัตว์จานวนมาก เช่น เม่น นกยูง เสือโคร่ง เสือขาว กวาง แรด ฮิปโปเตมัส ช้าง หมี อีเห็น และยังมีสว่ นจัดแสดงหมีแพนด้า ช่วงช่วง และ หลินฮุ่ย จากประเทศจีน ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่มีโบราณ สถานที่ชื่อว่าวัดกูด่ ินขาว ที่เป็ นซึ่งตัง้ อยู่ในบริเวณเวียงเจ็ดลิน และมีการแสดงความสามารถของสัตว์ เช่น นกมา คอลว์ นาก นกกระทุง และมีสว่ นจัดแสดงเพนกวินและแมวนา้

นอกจากนี้ สวนสัตว์เชียงใหม่ยงั เป็ นที่ตงั้ ของเชียงใหม่ซอู ควาเรียม ศูนย์แสดงพันธ์สตั ว์นา้ ครบวงจร ที่มี อุโมงค์นา้ ความยาวกว่า 133 เมตร ซึ่งจัดว่ายาวที่สดุ ในโลก แบ่งเป็ นอุโมงค์นา้ เค็ม 66.5 เมตร และอุโมงค์นา้ จืด 66.5 เมตร โดยเชียงใหม่ ซู อควาเรียมได้รวบรวมปลานา้ จืดแห่งลุม่ แม่นา้ โขงและโลกใต้ทะเลด้วยกัน เพื่อให้ชีวิตน้อย ใหญ่ได้อาศัยพึ่งพิง


ประวัติ

สวนสัตว์เชียงใหม่กอ่ ตัง้ ขึน้ โดยนายฮาโรลด์ เมสัน ยัง (Mr.Harold Mason Young) มิชชัน่ นารีชาวอเมริกนั ผู้ เข้ามาเป็ นอาสาสมัครสอนการยังชีพในป่ าให้แก่พวกทหารและตารวจชายแดน ในช่วงสงครามเกาหลี (พ.ศ. 2493 2496) โดยอาศัยพื้นที่บา้ นที่ตนเช่าอยู่คือ บ้านเวฬุวัน เชิงดอยสุเทพ ซึ่งเป็ นของนาย กี นิมมานเหมินท์ (พ.ศ. 2431 - 2508) และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ (พ.ศ. 2437 - 2524) เป็ นสถานที่เริ่มต้น โดยเริ่มเปิ ดเป็ นสวนสัตว์เล็กๆ ของเอกชนขึน้ เป็ นครัง้ แรกเมื่อประมาณ พ.ศ. 2495 โดยจ้างคนพื้นเมืองและชาวเขาจานวนไม่มากนักช่วยดูแล

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

เชียงใหม่ ไนท์ ซาฟารี หมูท่ ี่ ๑๒ ตาบลหนองควาย อาเภอหางดง ตัง้ อยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตาบลแม่เหียะและตาบลสุเทพ อาเภอเมืองเชียงใหม่ และ ตาบลหนองควาย อาเภอหางดง พื้นที่ทงั้ หมดประมาณ ๘๑๙ ไร่ เป็ นสวนสัตว์กลางคืนที่มีความสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวสามารถชมสัตว์ตา่ ง ๆ ด้วยการนัง่ รถลากเปิ ดโล่ง เช่น ช้าง ยีราฟ ม้าลาย สิงโต หมีควาย เสือ ไฮยีนนา และจระเข้ เป็ นต้น นอกจากนีย้ งั จัดเส้นทางเดินชมสัตว์ป่าในบรรยากาศ สวยงามริมฝัง่ ทะเลสาบ แวดล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ไปตามถนนห้วยแก้ว เลี้ยวซ้ายเข้าสูท่ าง หลวงหมายเลข ๑๒๑ ทางไปอาเภอหางดง ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร เปิ ดบริการช่วงกลางวัน: วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. และวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. และช่วงกลางคืนเปิ ดทุกวันเวลา ๑๘.๐๐ – ๒๒.๓๐ น.


บัตรเข้าชม ชาวไทยผูใ้ หญ่ราคา ๒๕๐ บาท เด็ก ๑๒๕ บาท ชาวต่างประเทศ ผูใ้ หญ่ ๕๐๐ บาท และเด็ก ๓๐๐ บาท โทร ๐ ๕๓๙๙ ๙๐๕๐, ๐ ๕๓๙๙ ๙๐๐๐, ๐ ๒๕๙๕ ๔๓๙๐ นอกจากนีย้ งั ให้บริการบ้านพัก/ เต็นท์ แวดล้อมด้วยธรรมชาติ สิ่งอานวยความสะดวกครบครัน โทร. ๐ ๕๓๙๙ ๙๐๑๕, ๐ ๕๓๙๙ ๙๐๗๙ จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยปุย

เป็ นส่วนหนึง่ ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เป็ นอุทยานแห่งชาติลาดับที่ 24 ของ ประเทศ มีลกั ษณะของพื้นที่เป็ นภูเขาสูงสลับซับซ้อนอยู่ในแนวเทือกเขาถนนธงไชย นอกจากนี้ ยังเป็ นแหล่งต้นนา้ ลา ธารที่สาคัญของตัวเมืองเชียงใหม่ และพื้นที่บางส่วนของอาเภอรอบ ๆ สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่จะหนาวเย็นและชุม่ ชื้น เนือ่ งจากได้รบั ไอนา้ จากเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่เกือบตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตา่ สุดในพื้นที่อยู่ระหว่าง 10-12 องศาเซลเซียส

ยอดดอยปุยสูง 1,658 เมตร จากระดับนา้ ทะเล เป็ นจุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีอากาศ เย็นสบายตลอดทัง้ ปี บนยอดดอยปกคลุมด้วยป่ าสนเขาผืนใหญ่ และเป็ นแหล่งดูนกที่นา่ สนใจแห่งหนึง่ ดอยสุเทพและ ดอยปุยเป็ นถิ่นอาศัยของนกมากกว่า 300 ชนิด เช่น ไก่ฟ้าหลังขาว นกกางเขนนา้ หลังดา นกศิวะปี กสีฟ้า ฯลฯ ในช่วงฤดูหนาวยังมีนก อพยพบินย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยอีกเป็ นจานวนมาก หลายชนิดเป็ นนกหายาก โดยเฉพาะ นกเขน นกจับแมลงสีคราม นกเดินดงอกลาย นกปี กแพรสีมว่ ง ฯลฯ


ใกล้กบั ยอดดอยปุยมีสถานที่สาหรับกางเต็นท์ ซึ่งสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 250 คน ซึ่ง ห่างจากพระตาหนักภูพิงคราชนิเวศน์ประมาณ 7 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างแคบและลาดชัน สาหรับผูท้ ี่ไม่ชิน เส้นทาง ควรเดินทางไปถึงก่อนเวลา 17.00 น. เพื่อความสะดวกและปลอดภัย

บ้านม้งดอยปุย บ้านม้งดอยปุย ตัง้ อยู่หมูท่ ี่ 11 ตาบลสุเทพ อาเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มี จานวนประชากรประมาณ 747 คน (ข้อมูลเมื่อปี 2550) ซึ่งราษฎรส่วนมาก ประกอบอาชีพค้าขาย และบางส่วน ทา การเกษตร ภานใน หมูบ่ า้ นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่นา่ สนใจหลายอย่าง ได้แก่ บ้านม้งดอยปุย บ้านม้งดอยปุย ตัง้ อยู่หมู่ ที่ 11 ตาบลสุเทพ อาเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีจานวนประชากรประมาณ747 คน (ข้อมูลเมื่อปี 2550) ซึ่งราษฎรส่วนมาก ประกอบอาชีพค้าขาย และบางส่วน ทาการเกษตร ภานในหมูบ่ า้ นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่นา่ สนใจ หลายอย่าง


ดอยส ุเทพ

ดอยสุเทพไม่เพียงแต่เป็ นที่ตงั้ ของวัดพระบรมธาตุ ดอยสุเทพ ปูชนียสถานคูบ่ า้ นคูเ่ มืองเชียงใหม่ และพระ ตาหนัก ภูพิงค์ราชนิเวศน์ที่ประทับช่วงฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ทว่าดอยสูงแห่งนีย้ งั สมบูรณ์ดว้ ย สภาพ ธรรมชาติทงั้ พืชพรรณและสัตว์ป่า โดยเฉพาะนก ประกอบกับการเดินทางเข้าถึงสะดวก เพราะเชิงดอยอยู่ห่าง จาก ตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 6 กิโลเมตร และบนเส้นทางขึน้ สูย่ อดดอยประมาณ 16 กิโลเมตร ก็มีสถานที่ท่องเที่ยว ต่างๆ ให้เที่ยวชมได้ตลอด ดอยสุเทพ เดิมชื่อว่า “ดอยอ้อยช้าง” สาหรับดอยสุเทพที่เรียกกันในปั จจุบนั นีเ้ ป็ น ชื่อที่ ได้มาจาก “พระฤาษีวาสุเทพ” ซึ่งเคยบาเพ็ญตบะอยู่ที่เขาลูกนีเ้ มื่อพันกว่าปี มาแล้ว


จุดสนใจ อนสุ าวรียค์ ร ูบาศรีวิชยั

1.อนสุ าวรียค์ ร ูบาศรีวิชยั นักบุญแห่งล้านนา ซึ่งเป็ นบุคคลแรกที่บกุ เบิกสร้างถนนขึน้ ไปบนดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ.2477 ในสมัยก่อนการขึน้ ไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนัน้ เป็ นเรื่องที่ยากลาบากเหลือเกิน เพราะไม่มี ถนนสะดวกสบายเหมือนปั จจุบนั ทางเดินก็แคบๆ และ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่ าเขาลาเนาไพร และปี นเขาต้องใช้เวลา ยาวนานถึง 5 ชัว่ โมงกว่าจนมี คากล่าว ขานกันทัว่ ไปในสมัยนัน้ ว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มี โอกาสได้กราบไหว้พระธาตุ ดอยสุเทพ พระครูบาศรีวิชยั


วัดพระธาต ุดอยส ุเทพราชวรวิหาร

2.วัดพระธาต ุดอยส ุเทพราชวรวิหาร พระธาตุประจาปี เกิดปี มะแม เป็ นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มี ความสาคัญทางศาสนาและประวัตศิ าสตร์ของนครเชียงใหม่ ตัง้ อยู่บนดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึน้ เมื่อ พ.ศ.1927 มีบนั ไดนาคทอดยาวขึน้ ไปสูว่ ัด 306 ขัน้ ภายใน วัดเป็ นที่ประดิษฐานขององค์เจดีย์ ทรงมอญ ที่ใต้ฐาน พระเจดียม์ ีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าบรรจุอยู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพมีชื่อ เต็มว่า “วัด พระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร”


การเดินทาง 1. รถยนต์สว่ นตัว สามารถนารถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถยนต์สว่ นตัว ขับขึน้ ไปได้ - จาก อ. เมืองเชียงใหม่ เดินทางโดยรถยนต์ไปตามถนนห้วยแก้ว-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผา่ นสวนสัตว์เชียงใหม่ และ ผ่านอนุสาวรียค์ รูบาศรีวิชยั จากอนุสาวรียฯ์ ถนนเริ่มขึน้ เขาชันระยะทางประมาณ14 กิโลเมตรผ่านนา้ ตก ห้วยแก้ว ถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร จากนัน้ เดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยถึงทางแยกด้านขวามือ มีป้ายบอก ทางเข้าที่ทา การ อุทยานฯ - จากดอยสุเทพประมาณ 4 ก.ม. ไปพระตาหนักภูพิงค์ (รถบัสไม่สามารถเข้าถึงได้และจากจากพระตาหนักภูพิงค์ราช นิเวศน์ไปประมาณ 4 กิโลเมตร ไปยังบ้านม้งดอยปุย เส้นทางจะคดเคี้ยว และลาดชันควรขับรถด้วยความ ระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยควรจอดรถทิ้งไว้ที่พระตาหนัก แล้วนัง่ รถสองแถวบริการนาเที่ยวพระตาหนัก ภูพิงคราชนิเวศน์ ยอดดอยปุย และบ้านม้งดอยปุย จะดีกว่าค่ะ - การเดินทางไปสันกูใ่ ช้เส้นทางพระตาหนักภูพิงค์-ยอดดอยปุย ผ่านทางแยกบ้านแม้วไปอีก 3 ก.ม. สภาพถนน เป็ น ถนนลาดยางแต่คอ่ นข้างแคบ ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง - ยอดดอยปุย อยู่ห่างจากพระตาหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ประมาณ 7 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างแคบ และลาดชัน ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง ทางขึน้ เลยสันกูไ่ ปประมาณ 1 ก.ม. 2. รถโดยสารประจาทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่นงั ่ รถโดยสารมาลงหน้าสวนสัตว์เปิ ดเชียงใหม่ แล้วต่อ รถโดยสารนาเที่ยวดอยสุเทพ หรืออาจจะเหมาไปก็ได้ หากไม่ได้เหมาไปรถโดยสารนาเที่ยวจะไปยังจุดที่สาคัญๆ ได้แก่ พระธาตุดอยสุเทพ พระตาหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และบ้านม้งดอยปุย หากต้องการไปเที่ยวในจุดอื่นๆ เพิ่มเติม่ สามรถ ต่อรองกันราคาเพิ่มเติมได้

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์เดิมมีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่ เรียกว่า ดอยอ่างกานัน้ มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองนา้ อยู่แห่งหนึง่ ลักษณะเหมือนอ่างนา้ แต่กอ่ นนีม้ ีฝูงกา ไปเล่นนา้ กันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า ดอยอ่างกา ดอยอินทนนท์ นีเ้ ป็ นส่วนหนึง่ ของเทือกเขาหิมาลัยซึ่ง พาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่นี่


สถานที่ที่น่าสนใจ ยอดดอยอินทนนท์

1.ยอดดอยอินทนนท์ จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 เป็ นยอดดอยที่สงู ที่สดุ ในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศ หนาวเย็นตลอดปี อเป็ นที่ตงั้ สถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็ นที่ประดิษฐาน สถูปเจ้าอิน ทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สดุ ท้ายซึ่งเล็งเห็นความสาคัญของป่ าไม้และหวงแหนดอย หลวงเป็ น อย่างมากต้องการที่จะ อนุรกั ษ์ไว้จนชัว่ ลูกชัว่ หลาน ท่านผูกพันกับที่นมี่ ากจึงสัง่ ว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วให้แบ่งเอา อัฐสิ ว่ น หนึง่ มาไว้ที่นี่

พระมหาธาต ุนภเมทนีดลและพระมหาธาต ุนภพลภ ูมิสิริ


2.พระมหาธาต ุนภเมทนีดลและพระมหาธาต ุนภพลภ ูมิสิริ ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึน้ โดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทยโดยพระมหาธาตุ นภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดุลยเดช เนือ่ งในวโรกาสทรงเจริญ พระชนมพรรษา ครบ 5 รอบเมื่อพ.ศ. 2530และพระมหาธาตุน ภพลภูมิสิรสร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินนี าถ ใน วโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2535 พระมหาธาตุทงั้ 2 องค์นี้ มีรปู ทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็ นรูป12 เหลี่ยมมีระเบียงแก้วโดยรอบ เป็ น 2 ระดับ ยอดปลีขององค์เป็ นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริก ธาตุ และ พระพุทธรูปบูชารอบบริเวณสามารถ มองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์ได้อย่างสวย งาม

การเดินทาง 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว ระยะทางจากตัวเมืองขึน้ ไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ประมาณ 106 กิโลเมตร ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ไป ตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่-จอมทอง ถึงหลักกิโลเมตรที่ 57 ก่อนถึง อาเภอจอมทอง 1 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กิโลเมตร ถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็ นถนนลาดยางอย่างดีแต่ทางค่อนข้างสูงชัน รถที่นาขึน้ ไปจะต้องมีสภาพดี 2. รถโดยสารประจาทาง นัง่ รถสองแถวสายเชียงใหม่-จอมทองบริเวณประตูเชียงใหม่ จากนัน้ ขึน้ รถ สองแถวที่หน้าวัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหารหรือที่นา้ ตกแม่กลาง ซึ่งจะเป็ นรถโดยสารประจาทางไปจนถึงที่ทา การอุทยานฯตรงหลักกิโลเมตรที่ 31 และหมูบ่ า้ นใกล้เคียงแต่หากต้องการจะไปยังจุดต่าง ๆ ต้องเหมาไปคันละ ประมาณ 800 บาท

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ถนนนิมมานเหมินทร์

ถนนนิมานเหมินทร์ ถือว่าเป็ น ฮิปสรีทชื่อดังของเมืองเชียงใหม่เลยทีเดียว ถนนสายการค้าและบันเทิงเต็ม ไปด้วยร้านค้า ร้านกาแฟ ที่พกั และร้านอาหาร แนวๆ มากมาย โดดเด่นด้วยสถาปั ตยกรรมและไอเดียสร้างสรรค์และ ร้านค้าต่างต่าง นานา หลากหลายประเภท ก็จะตัง้ แต่ตาถนนนิมานเหมินทร์ 1 ถึง ถนนนิมานเหมินทร์ 17 กันเลย ทีเดียว


ที่ตงั้ ถนนนิมานเหมินทร์ ตัง้ อยู่ตาบลสุเทพ อาเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทาง 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่มาตามถนนห้วยแก้ว ผ่านกาดสวนแก้ว ถึงสี่แยกรินคา ให้เลี้ยวขวาก็จะถึง ถนนนิ มานเหมินทร์ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ผา่ นประตูสวนดอกเข้าถนนสุเทพ เมื่อถึงสามแยกสานักงานสาธารณสุขจังหวัด เชียงใหม่ให้เลี้ยวขวาก็จะถึงจากตัวเมืองเชียงใหม่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ประต ุท่าแพ

ประต ูท่าแพ’ แลนด์มาร์ค แห่งหนึง่ ของเชียงใหม่ ไม่ว่านักท่องเที่ยวชาวไทยหรือต่างชาติ ต้องไม่พลาดมา เยือนสักครัง้ บริเวณนีจ้ ึงกลายเป็ นย่านที่คึกคัก เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ที่พกั และตลาดเก๋ๆผุดขึน้ มากมาย

ประวัติ

ประตูท่าแพซึ่งตัง้ อยู่ในปั จจุบนั นี้ เทศบาลนครเชียงใหม่และกรมศิลปากรได้ร่วมกันสร้างขึน้ มาใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยอาศัยหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์และโบราณคดี ประกอบกับภาพถ่ายประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึง่ ซึ่งถ่ายเมื่อปี พ.ศ. 2422 ประตูท่าแพที่ถกู เรียกกันในปั จจุบนั นัน้ แท้จริงมีนามว่า "ประตูเชียงเรือก" เพราะอยู่ใกล้ หมูบ่ า้ นเชียงเรือก สร้างขึน้ ครัง้ แรกในรัชสมัยพญามังราย เมื่อแรกตัง้ เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1839 ส่วนประตูท่า แพของจริงนัน้ เดิมเคยตัง้ อยู่บริเวณสี่แยกวัดแสนฝาง ซึ่งเป็ นประตูของแนวกาแพงเมืองชัน้ นอก ต่อมาเมื่อมีการรื้อ แนวกาแพงชัน้ นอกออกจึงเหลือแต่ประตูเชียงเรือกที่เป็ น ประตูชนั้ ใน ชาวบ้านจึงเรียกประตูเชียงเรือกนีว้ ่าประตูท่าแพ แทน


‘ ถนนคนเดินท่าแพ’ หรือ ‘ถนนคนเดินเชียงใหม่’ เสน่หแ์ ห่งคา่ คืนวันอาทิตย์ที่โดนใจ ที่นถี่ ือเป็ นถนนคน เดินขนาดใหญ่ที่สดุ ของเมืองไทย รวบรวมสินค้าหัตกรรมพื้นบ้าน งานแฮนด์เมด งานศิลปะ สินค้าไอเดียเก๋ ราคาเป็ น มิตร และถ้าจะให้ครบสูตรต้องเดินชิมอาหารพื้นเมือง ของกินเล่น และขนมขบเคี้ยวสุดอร่อยค่ะ ปั จจุบนั ถนนสายนี้ คึกคัก มากไปด้วยผูค้ น จนกลายเป็ นอีกหนึง่ สัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ที่นกั ท่องเที่ยวต้องไม่ พลาด! เปิ ดทุกวันอาทิตย์ตงั้ แต่ 17.00 – 22.00 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระตาหนักภ ูพิงค์ราชนิเวศน์

ประวัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึน้ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔และ พระราชทานนาม พระตาหนักองค์นวี้ ่าภูพิงคราชนิเวศน์ โดยทรงเลือกจาก หนึง่ ใน ๒ ชื่อ ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครัง้ เป็ นที่ พระศาสนโสภณ เป็ นผูค้ ิดชื่อถวาย คือ “พิงคัมพร” กับ “ภูพิงคราชนิเวศน์” พระตาหนักแห่งนี้ ใช้เป็ นที่ประทับในโอกาสที่เสด็จพระราชดาเนินแปร พระราชฐานมาประทับแรม ที่จงั หวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงงาน และเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคเหนือ รวมทัง้ เพื่อ รับรองพระราชอาคันตุกะที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกบั ไทยในโอกาส ต่างๆ การที่ทรงเลือกสร้างที่จงั หวัดเชียงใหม่ เนือ่ งจากมีอากาศเย็นสบาย ภูมิประเทศสวยงาม อีกทัง้ เคยเป็ นเมืองหลวงมาก่อน ผูค้ นพลเมืองยังดารงรักษาจารีต ขนบธรรมเนียม ประเพณีอนั ดีงามไว้


สถาปัตยกรรม พระตาหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ มีลกั ษณะเป็ นแผนผังแบบเรือนไทยภาคกลางที่เรียกว่า “เรือนหมู”่ มีรปู แบบสถาปั ตยกรรมเป็ นไทยประเพณีประยุกต์ ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูงหลังคาทรงไทย

ข้อแนะนาในระหว่างการเข้าชมพระตาหนักภ ูพิงค์ราชนิเวศน์  

ห้ามส่งเสียงดังหรือก่อความไม่สงบในลักษณะใดๆ โปรดแต่งกายให้เหมาะสม ห้ามสวมกางเกงขาสัน้ , เสื้อกล้ามและเสื้อแขนกุด


มีบริการเช่าผ้าด้านใน ก่อนเข้าชมบริเวณพระตาหนัก (CLOTH RENTEL)        

เสื้อ (Shirt) 20 บาท/Baht ผ้าถุง (Skirt) 20 บาท/Baht กางเกง (Pants) 20 บาท/Baht ห้ามเข้าแปลงดอกไม้และสนามหญ้า, ห้ามเด็ดดอกไม้ ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด ห้ามนาสุนขั และสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้าโดยเด็ดขาด เวลาทาการ (ทุกวัน) 08.30 – 16.30 น. เวลาจาหน่ายบัตร 08.30 – 11.30 น., 13.00 - 15.30 น.

งดการเข้าชมในระหว่างเสด็จแปรพระราชฐาน (เดือนมกราคม-ต้นเดือนมีนาคม)

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่เป็ นพิพิธภัณฑสถานระดับภาค อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร โดยมี จุดมุง่ หมายเพื่อเป็ นพิพิธภัณฑ์ชาติพนั ธุว์ ิทยา และศูนย์กลางการศึกษา การอนุรกั ษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของ จังหวัดเชียงใหม่ และของภาคเหนือตอนบน หรือที่เรียกมาแต่โบราณว่า ล้านนา มีรปู ทรงเป็ นอาคารจัตรุ มุขทรงไทย ประยุกต์ สองชัน้ ตรงยอดจัว่ ประดับด้วยกาแลซึ่งเป็ นแบบศิลปะตกแต่งพื้นเมืองล้านนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตบิ์ รมราชินนี าถ เสด็จพระราช ดาเนินทรงเปิ ดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรภายในอาคารเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2516 ปั จจุบนั พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ได้รบั การปรับปรุงทัง้ เนือ้ หาการจัดแสดง อาคาร สถานที่ และสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ ให้สามารถเป็ นแหล่งเรียนรูท้ ี่มีประสิทธิภาพ เป็ นแหล่ง ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่นา่ สนใจ และเป็ นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจาภาคอย่างแท้จริง


ส่วนจัดแสดงแบ่งเป็ น2ชัน้ ชัน้ ละ3ส่วนโดยรวบรวมสิ่งของที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือไว้ เช่น พระพุทธรูปสกุลช่างสมัยล้านนาต่างๆ และพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน เครื่องไม้แกะสลัก เครื่องถ้วยภาคเหนือ เครื่องใช้ในชีวิตประจาวันของชาวล้านนาและชาวเขาเผ่าต่างๆ ภาพถ่ายประวัตศิ าสตร์ของเชียงใหม่ ผูท้ ี่สนใจ ประวัตศิ าสตร์ยงั จะได้ศึกษาจากเนือ้ หานิทรรศการที่นาเสนอเรื่องราวและหลักฐานภูมิเดิมก่อนมาเป็ นแผ่นดินล้านนา

การตัง้ ถิ่นฐานของมนุษย์กอ่ นประวัตศิ าสตร์ เรื่องราวที่นา่ สนใจของเผ่าลัวะ และหริภญ ุ ไชยรัฐแรกของ ภาคเหนือ ต่อเนือ่ งมาจนถึงการสถาปนานครเชียงใหม่ เรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความเสื่อมของ ราชอาณาจักรล้านนา จากนัน้ เข้าสูย่ คุ ของนครเชียงใหม่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรสยาม การค้า และ เศรษฐกิจ การดารงชีวิตและพัฒนาการทางสังคม ตลอดจนแสดงถึงวิวัฒนาการของศิลปกรรมล้านนาและศิลปะใน ประเทศไทย นอกจากนีย้ งั มีนทิ รรศการหมุนเวียนในชัน้ ล่างอีกด้วย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ตงั้ อยู่ที่ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ (เชียงใหม่-ลาปาง) ใกล้ๆ กับวัดเจ็ดยอด เปิ ด ให้เข้าชมทุกวัน ตัง้ แต่เวลา 09.00-16.00 น. หยุดวันจันทร์และวันอังคารช่วงวันสงกรานต์ และวันปี ใหม่ ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท นักเรียน นักศึกษาฟรี รายละเอียด โทร. 0 5322 1308 หรือ จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


มัสยิดบ้านฮ่อ เชียงใหม่

มัสยิดเฮดายาต ูลอิสลามบ้านฮ่อ (จีน: 王和清真寺; พินอิน: wánghé qīngzhēnsì ) หรือเรียกสัน้ ๆ ว่ามัสยิดบ้านฮ่อ ตัง้ อยู่ในตาบลช้างคลาน ในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ใกล้กบั ไนท์บาซาร์ มัสยิดแห่งนีส้ ร้างขึน้ โดย ชาวจีนมุสลิมที่อพยพมาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน หรือที่เรียกว่า จีนฮ่อ


ในปี พ.ศ. 2458 ชาวจีนมุสลิมที่อพยพมาตัง้ ถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่ ตกลงกันร่วมบริจาคเงินซื้อที่ดิน และสาหรับการก่อสร้างตัวอาคารของมัสยิดเป็ นอาคารที่กอ่ ด้วยอิฐถือปูน เป็ นจานวนเงินประมาณ 3,000 รูปี (ประมาณ 2,400 บาท) ซึ่งถือว่าเป็ นอาคารมัสยิดหลังแรกของชาวยูนนานมุสลิม ที่ได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ใน ประเทศไทย ในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านเวียงพิงค์ ซึ่งเป็ นที่รจู้ กั กันโดยทัว่ ไปว่า “มัสยิดอิสลามบ้านฮ่อ” โดยมีบคุ คลที่มี บทบาทสาคัญในการก่อสร้างอาคารมัสยิดครัง้ นี้ 8 ท่าน ได้แก่ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.

ท่านขุนชวงเลียง ลือเกียรติ ต้นตระกูล “วงศ์ลือเกียรติ” ท่านเย่ เอ๋อโกเถ่อว ท่านเย่ ฮัว่ เถี่ยน ต้นตระกูล “พงษ์พฤษฑล” ท่านนะสือชิง ต้นตระกูล “ธีระสวัสดิ์” ท่านหมู่ หย่งชิน ต้นตระกูล “อนุวงค์เจริญ” ท่านม้า สุซาน ท่านลี หวิ่นโซะ ต้นตระกูล “ลีตระกูล” ท่านม้าฝูเม้ย ต้นตระกูล “อินทนันท์”

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดเจดียห์ ลวงวรวิหาร

วัดเจดียห์ ลวงเป็ นพระอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระเจดีย์ ที่ปัจจุบนั มี ขนาด ความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็ นองค์พระเจดียท์ ี่มีความสาคัญที่สดุ องค์หนึง่ ในเชียงใหม่ วัดเจดียห์ ลวงสร้าง อยู่กลางใจ เมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็ นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ปั จจุบนั บริเวณ วัด เจดียห์ ลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีสิ่งสักกาละหลากหลายได้แก่ เจดียห์ ลวง อินทขีล ต้นยาง กุมภัณฑ์ พระฤๅษี ซึ่ง สะท้อนพัฒนาการคติจกั รวาลได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่แวดล้อมของ เมืองชีวิต สิ่งที่น่าสนใจในวัดเจดียห์ ลวง :: วิหารหลวง

1.วิหารหลวง วิหารหลวงของวัดนีเ้ จ้าคุณอุบาลีคณ ุ ปรมาจารย์ (สิริจนั ทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็ น ผูส้ ร้างขึน้ ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ หน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบนั ไดนาคเลื้อยงดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึน้ ไปเป็ นซุม้ ประตู วิหาร นาคคูน่ เี้ ป็ นฝี มือ เก่าแก่ที่มีมาตัง้ แต่เดิมได้ชื่อว่าเป็ นนาคที่สวยที่สดุ ของ มี พระอัฎฐารสเป็ นพระประธานในพระ วิหารหลวง หล่อด้วย ทองสาริด ปางห้ามญาติสงู 18 ศอก พระนางติโลกะจุดา ราชมารดาของพญาติโลกราช โปรด ฯให้หล่อขึน้ เมื่อ พ.ศ. 1954 สมัยรัชกาลที่ 5 ใช้วิหารวัดเจดียห์ ลวงเป็ นที่ทาพิธีถือนา้ พิพฒ ั น์สจั จา แทนการใช้ที่ วิหารวัดเชียงมัน่


พระเจดียห์ ลวง

2.พระเจดียห์ ลวงเริ่มสร้างขึน้ เมื่อ พ.ศ. 1934 สมัยพญาแสนเมืองมา สมัยพญาติโลกราช โปรดให้ สร้างเสริมให้มีสว่ นสูง 80 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้าง ด้านละ 56 เมตรปรับรูปทรงเป็ น แบบโลหะปราสาทของลังกา รูปลักษณ์ทรงเจดียแ์ บบพุกาม ดัดแปลงซุม้ ตรงสี่มมุ ของมหาเจดีย์ มีรปู ปั้ นช้างคา้ รายล้อมรอบองค์เจดียห์ ลวงนัน้ มี 28 เชือก การสร้างรูปปั้ น ช้างนัน้ เป็ นการส่งเสริมกาลังเมืองในทางด้านไสยศาสตร์เพื่อให้เมืองมีความแข็งแรง ยิ่งขึน้ นอกจากนีย้ งั มีพิธีการ สักการบูชาพญาช้างทัง้ 8 เชือก เพราะเชื่อว่า จะทาให้เกิดสวัสดิมงคล นาความสงบสุข มาสูบ่ า้ นเมือง ศัตรูไม่กล้า มารุกรานยา่ ยีเมืองได้ เพราะชื่อพญาช้างที่ตงั้ ขึน้ นัน้ เป็ นพลังอานาจก่อเกิดเดชานุภาพ อิทธิฤทธิ์ ข่มขูบ่ ดบัง ขวางกัน้ กาจัด ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให้แพ้ภยั แตกพ่ายหนีไปเอง


เสาอินทขิล

3.เสาอินทขิล เสาอินทขิลเดิมตัง้ อยู่ในบรเวณพิ้นที่ซึ่งตานานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียกว่า "สายดือเมือง" เมื่อ พระเจ้ากาวิละย้าย ออกจากเวียงป่ าซางซึ่งอยู่นาน 14 ปี 4 เดือน 20 วันเข้าสูน่ ครเชียงใหม่ เมื่อเดือน 6 ขึน้ 12คา่ ย้ายเข้าวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2339 เพื่อ "ส้างบ้านแปลงเมือง" นาเชียงใหม่ส่ ู ยุคเก็บผักใส่ชา้ เก็บข้าใส่เมือง ฟื้ น อานาจ เชียงใหม่จนประสบชัยใน พ.ศ.2343 จึงเรียกชื่อเมืองเชียงใหม่ว่า "เมืองรัตตนติงสาภินวปุปรี" พร้อมก่อรูป กุมภัณฑ์รปู สุเทวฤษไว้ใกล้หออินทขีล ที่วัดโชติอารามวิหาร ในเดือนมิถนุ ายน 2533 ถึงเดือน ธันวาคม 2535 กรมศิลปากรได้ว่าจ้างบริษทั ศิวกรการช่าง จากัด บูรณปฎิสงั ขรณ์พระธาตุเจดียห์ ลวง ด้วยงบประมาณ 35 ล้าน บาท รักษารูปทรงที่เหลืออยู่จากครัง้ แผ่นดินไหว ให้มนั ่ คงยิ่งขึน้ โดยทาฐานกว้างด้านละ 60 เมตรและเสริม เติมส่วน ที่มี ร่องรอยเช่น ช้างทัง้ 8 เชือก รอบพระเจดียแ์ ต่ได้รบั การวิจารณ์หนัก และปั จจุบนั มีความพยายามให้ ปฏิสงั ขรณ์ พระเจดียใ์ ห้เต็มองค์โดยนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช เป็ นองค์ประธาน ราวกับจะให้ร่องรอยพังทลาย ที่เป็ นหลักฐาน ทางประวัตศิ าสตร์หมดสิ้นไป


การเดินทาง 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว วัดเจดียห์ ลวงอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม ไม่ไ่ กลจากวัดพระสิงห์ 2.โดยรถสาธารณะ สามารถนัง่ รถสองแถวสีแดงที่ให้บริการรอบเมืองค่าโดยสารแล้วแต่ระยะทาง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

วัดพระสิงห์ หรือมีชื่อเต็มว่า วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็ นวัดสาคัญวัดหนึง่ ของเมืองเชียงใหม่ เป็ นวัดที่ ประดิษฐาน พระสิงห์ (พระพุทธสิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คเ่ ู มืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็ นศิลปะ เชียงแสนรูจ้ กั กันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึง่ วัดพระสิงห์ มี สถาปั ตยกรรมล้านนาอันงดงามเป็ นที่รจู้ กั และ คุน้ ชื่อ กันอย่างดี วัดพระสิงห์ยงั เป็ นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่ที่ให้ความศรัทธาและจะเดิน ทาง มาเคารพ สักการะ กันอย่างเนือ่ งแน่นเป็ นประจา สิ่งที่น่าสนใจ โบสถ์

1.โบสถ์ เป็ นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมขุ โถงทัง้ ด้านหน้าด้านหลัง ลักษณะอาคารและการตกแต่งเป็ น แบบศิลปะล้านนา โดยแท้ ด้านข้างแลเห็นหน้าต่างขนาดใหญ่ตเี ป็ นช่องแบบไม้ระแนง แต่ภายในเป็ นหน้าต่างจริง มี ลายปูนปั้ นบริเวณ ซุม้ ประตูทางเข้า หน้าบันมีลกั ษณะวงโค้งสองอันเหนือทางเข้าประกบกัน เรียกว่า คิ้วโก่ง เหนือคิ้ว โก่งเป็ น วงกลม สองวงคล้ายดวงตา ที่เสาและส่วนอื่นๆ มีปูนปั้ นนูน มีรกั ปั้ นปิ ดทอง วิจิตรพิสดารมาก


หอไตร

2.หอไตร สร้างเป็ นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ผนังด้านนอกประดับด้วยทวยเทพปูนปั้ น ทาเป็ นรูปเทพพนมยืน บ้างก็เหาะประดับ อยู่โดยรอบ เป็ นฝี มือช่างสมัยพระเมืองแก้ว ประมาณ พ.ศ. 2476 เจ้าแก้วนวรัฐได้ซ่อมแซมขึน้ ใหม่ที่ฐาน หอไตรปั้ นเป็ นลายลูกฟักลดบัว ภายในประดับด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ เช่น นางเงือกมีปีก คชสีหม์ ีปีก กิเลน เป็ นต้น และมีลายประจายามลักษณะคล้ายลายสมัยราชวงศ์เหม็งของจีน

การเดินทาง 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว วัดพระสิงห์จะตัง้ อยู่บริเวณคูเมืองด้านในบริเวณ ถนนสิงหราชจรดกับถนนราช ดาเนิน 2.โดยรถสาธารณะสามารถนัง่ รถสองแถวสีแดงที่ให้บริการรอบเมืองค่าโดยสารแล้วแต่ระยะทาง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดโลกโมฬี

ตัง้ อยู่เลขที่ 229 ถนนมณีนพรัตน์ ตาบลศรีภมู ิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึน้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๗๐ โดยพระ เกษเกล้าโปรดให้ยกบ้านหัวเวียงให้เป็ นวัด จากนัน้ ได้สร้างเจดีย์ และวิหาร ในปี พ.ศ. ๒๐๗๑ เมื่อพระเกษเกล้า ฯ สวรรคตได้นาอัฐมิ าบรรจุที่เจดียข์ องวัดนีด้ ว้ ย วัดโลกโมฬีได้กลายเป็ นวัดร้างมาหลายร้อยปี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2544 คณะสงฆ์จงั หวัดเชียงใหม่ได้ทาการรื้อฟื้ นจากการเป็ นวัดร้างให้เป็ นวัดที่มี พระสงฆ์จาพรรษาอยู่ ได้ ดาเนินการพัฒนาบูรณะวัดโลกโมฬี จนกระทัง่ วันที่ 9 ตุลาคม 2544 กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมตั ิ ให้ยกฐานะจากวัดร้าง มาเป็ นวัดมีพระสงฆ์อยู่จาพรรษาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ปั จจุบนั วัดโลกโมฬีเป็ นศูนย์กลางการศึกษาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยมีการจัดกิจกรรมขึน้ ในเทศกาล ต่างๆ สิ่งสาคัญภายในวัดประกอบด้วยเจดียท์ รงปราสาท สันนิษฐานว่าสร้างขึน้ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๗๑ มีประติมากรรม รูปเทวดาที่ประดับตามมุมของเจดีย์ วิหารหลวง เป็ นวิหารที่สร้างขึน้ ใหม่ภายหลังการบูรณะวัด เป็ นศิลปะแบบ ล้านนา มีความงดงามและปราณีต


ศาสนสถานภายในวัด

1.เจดียท์ รงปราสาท สันนิษฐานว่าสร้างขึน้ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๗๑ มีประติมากรรมรูปเทวดาที่ประดับตามมุมของเจดีย์ 2 วิหารหลวง เป็ นวิหารที่สร้างขึน้ ใหม่ภายหลังการบูรณะวัด เป็ นศิลปะแบบล้านนา มีความงดงามและปราณีต 3 หอมณฑปพระนางเจ้าจิรประภามหาเทวี ภายในประดิษฐานรูปหล่อพระนางจิรประภามหาิิ เทวี 4.กุฏิสงฆ์ และกุฏิสมเด็จ สร้างด้วยประติมากรรมแบบล้านนาผสม

ที่ตงั้ ถนนมณีนพรัตน์ ตาบลศรีภมู ิ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50100

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศูนย์บริวารช้าง

ที่ศนู ย์บริบาลช้างได้รบั อนุญาตให้เป็ นที่ที่ชา้ งจะสามารถเดินไปมาได้อย่างเป็ นอิสระกินและเล่นได้เท่าที่ชอบ ได้พร้อมๆกัน ช้างสามารถใช้งวงดูดนา้ พ่นนา้ ใส่ตวั เองเพื่อระบายความร้อนหรือเล่นโคลนให้เย็นลง กลุม่ ช้างมีอิสระ ในการเลือกกลุม่ ที่เป็ นครอบครัวของตัวเอง โดยปกติแล้วก็จะเป็ นหนึง่ ในบรรดาลูกช้างรอบๆที่อาศัยอยู่ในสวนแห่งนี้ กลุม่ ช้างสามรถเลืกที่จะมีหรือไม่มีปฏิสมั พันธ์กบั มนุษย์ก็ได้ ศูนย์บริบาลช้างให้ประสบการณ์กบั ผูช้ มที่แตกต่างกัน ของช้างเอเชีย แทนการที่จะนัง่ ดูชา้ งแสดงหรือการขีบ่ นหลังของพวกช้างเอง ผูเ้ ข้าชมจะเห็นการให้ชา้ งกินหญ้า เล่น และสื่อสารกันดัง่ อยู่กนั ในป่ าและยังเป็ นองค์กรที่ไม่แสวงหากาไร ค่าใช้จ่ายของผูท้ ี่เข้าชมช้างในศูนย์บริบาลนัน้ นาไป สนับสนุนการเลี้ยงช้าง

ต่อจากนัน้ นักท่องเที่ยวจะได้เดินพาช้างลงไปในแม่นา้ และได้ใกล้ชิดกับช้างมองในสายตาของกลุม่ ช้างใน ขณะที่คณ ุ อาบนา้ ให้ รูส้ ึกได้ถึงความแข็งแรงของงวงช้างเมื่อมือของคุณยื่นกล้วยให้ ดูพฤติกรรมในชีวิตประจาวัน ต่างๆ เช่นถูร่างกายกับต้นไม้และพลิกหูและหางโบกสะบัดไปมาและดูแม่ชา้ งที่แสดงความ รักความห่วงใยต่อลูกช้างใน กลุม่


ที่ศนู ย์บริบาลช้างคุณจะรูส้ ึกได้ในทันทีว่า ทาไมช้างถึงได้เป็ นสัตว์คบ่ ู ารมีของพระมหากษัตริยไ์ ทยมาตัง้ แต่ สมัยโบราณ การมาเยือนยังศูนย์บริบาลช้าง เป็ นกิจกรรมที่นาแนะสาหรับนักท่องเที่ยวที่ตอ้ งการมาดูชา้ งเอเชีย เปิ ดให้เข้าชม: ทุกวันตัง้ แต่เวลา 7.30 น. - 17.00 น. -ข้อมูล ศูนย์บริบาลช้าง เป็ นสถานคุม้ ภัยสาหรับช้างที่ซึ่งช้างสามารถใช้ชีวิตได้อย่างช้าง! ศูนย์นตี้ งั้ อยู่ที่ อาเภอแม่แตง ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ในปั จจุบนั มีชา้ ง 32 ตัวใช้ชีวิตอยู่ที่นอี่ ย่างสงบสุขเสรี -ที่อยู่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ค่าเข่าชม : ฟรีทงั้ คนไทยและต่างประเทศ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ตัง้ อยู่ในพื้นที่อทุ ยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เลขที่ 202 หมูท่ ี่ 7 ตาบลบ้าน หลวง อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ราษฎรที่อาศัยบนพื้นที่สว่ นใหญ่เป็ นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าม้ง ซึ่ง บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ทาไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด และฝิ่ น ส่งผลให้ป่าที่เคยสมบูรณ์กลายสภาพเป็ นป่ าเสื่อมโทรม

ความเป็นมาของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั มีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาเหล่านัน้ ให้มีพื้นที่ทากินเป็ นหลักแหล่ง และได้รบั การถ่ายทอดวิชาความรูท้ างด้านการเกษตรแผนใหม่ ปรับปรุงฐานะความเป็ นอยู่ให้ดีขนึ้ ด้วยการหันมาทา การเกษตรแบบถาวร อันเป็ นที่มาของการจัดตัง้ “สถานีวิจยั โครงการหลวงอินทนนท์” ในปี พ.ศ.2522 ณ บริเวณ บ้านขุนกลาง เพื่อเป็ นสถานีวิจยั ของมูลนิธิโครงการหลวงอีกแห่งหนึง่ ดาเนินงานวิจยั ด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล รวมทัง้ ถ่ายทอดผลงานวิจยั ไปสูก่ ารส่งเสริมให้เป็ นรายได้ของครอบครัวเกษตรกร ทัง้ ชาวกะเหรี่ยง และ ม้งในหมูบ่ า้ นรอบๆ สถานีฯ พร้อมกับการพัฒนาปั จจัยพื้นฐานพัฒนาด้านสังคมและการอนุรกั ษ์ป่าต้นนา้ ลาธาร และ โปรดให้เป็ น “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” ในปี พ.ศ.2550

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติแม่เมย

อ ุทยานแห่งชาติแม่เมย เริ่มมีการสารวจว่าจัดตัง้ ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2532 เป็ นหน่วยงานกองอุทยาน แห่งชาติ กรมป่ าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ใช้ชื่อว่า อุทยานแห่งชาติแม่เมยนัน้ เพราะว่ามีแม่นา้ เมยซึ่งกัน้ ระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า เป็ นเขตด้านทิศตะวันตกเกือบ 50 กิโลเมตร จากทิศเหนือจรดทิศใต้ อีกทัง้ แม่นา้ เมยนัน้ เป็ นแม่นา้ ที่แปลกคือ จะไหลมาทางทิศใต้ ขึน้ ไปทางทิศเหนือ พื้นที่ที่ทาการสารวจจัดตัง้ เป็ นอุทยาน แห่งชาติ ส่วนหนึง่ เป็ นพื้นที่ของวนอุทยานถา้ แม่อสุ ุ และรวมพื้นที่ของป่ าสงวนแห่งชาติป่าท่าสองยางบางส่วน เป็ น แนวเทือกเขาถนนธงชัย โดยเริ่มจากตาบลแม่ตา้ น ผ่านตาบลแม่สอง จนถึงตาบลท่าสองยาง อาเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีพื้นที่ทงั้ หมดประมาณ 713,750 ไร่ หรือ 1,142 ตารางกิโลเมตร


ลักษณะภ ูมิประเทศของอ ุทยานแห่งชาติแม่เมย ส่วนมากเป็ นภูเขาสลับซับซ้อนมีที่ราบน้อยมาก โดยมี ความสูงเฉลี่ย 680 เมตร จากระดับนา้ ทะเล จุดสูงสุด 1,250 เมตร จากระดับนา้ ทะเลปานกลาง ปกคลุมไปด้วยป่ า ไม้ที่คอ่ นข้างสมบูรณ์ แต่ไม้ใหญ่มีนอ้ ย เป็ นแหล่งต้นนา้ ที่สาคัญของลานา้ แม่สอง ลานา้ แม่อสุ ุ ลานา้ แม่สลิดหลวง และแม่นา้ เมย


ลักษณะภ ูมิอากาส จะมีฝนตกชุกมากในฤดูฝนตัง้ แต่เดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคม ซึ่งไม่เหมาะสมต่อ การท่องเที่ยว ฤดูรอ้ นอากาศค่อนข้างอบอุ่น และจะหนาวถึงหนาวจัดในฤดูหนาว ซึ่งเป็ นช่วงที่เหมาะแก่การรองเที่ยว ชมทะเลหมอก และสภาพทิวทัศน์ทวั ่ ไปเป็ นอย่างมาก พื้นที่อทุ ยานแห่งชาติแม่เมยได้รบั อิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตก เฉียงใต้ ที่พดั จากทะเลอันดามัน ประกอบกับอยู่ในตาแหน่งด้านหน้าเขา ทาให้ได้รบั ลมมรสุมมากกว่าบริเวณอื่น มีฝน ตกชุกเหมือนภาคใต้ฝัง่ ตะวันตก การเดินทาง การเดินทางรถยนต์ – จากจังหวัดตากมาอาเภอแม่สอด และอาเภอท่าสองยาง รวม ประมาณ164 กิโลเมตร จากอาเภอท่าสองยางใช้ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (แม่สอด – แม่สะเรียง) ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร ถึงทางแยกแม่สลิดหลวง เลี้ยวขวาตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1267 (แม่สลิด-อมก๋อย) ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร เส้นทาง ค่อนข้างชัน ถึงที่ทาการอุทยานแห่งชาติแม่เมย – ถา้ แม่อสุ อุ ยู่ห่างจากอาเภอท่าสองยางตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (แม่สอด – แม่สะเรียง) ระยะทาง ประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตามถนน รพช. ผ่านบ้านทีโนะโคะ ระยะทาง 2 กิโลเมตร ถึงถา้ แม่อสุ ุ รถโดยสารประจาทาง การเดินทางโดยรถโดยสารประจาทาง สามารถขึน้ รถได้ที่สถานีขนส่งหมอชิต ซึ่งจะมีรถจากกรุงเทพฯ เดินทางมาอาเภอแม่สอด ของบริษทั ขนส่ง จากัด และบริษทั เชิดชัย ทัวร์ มีทงั้ รถปรับอากาศชัน้ 2 รถปรับอากาศชัน้ 1 และรถ VIP จานวนประเภทละ 3 เที่ยวต่อวัน โดยช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.00 น. ส่วนช่วงเย็น เวลาประมาณ 20.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชัว่ โมง เมื่อถึงสถานีขนส่งอาเภอแม่สอด จะมีรถโดยสารแม่สอด – แม่สะเรียง ซึ่งจะผ่านปากทางเข้าที่ทาการอุทยานฯ ใช้ เวลาเดินทางประมาณ 2 – 3 ชัว่ โมง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เขตรักษาพันธส์ ุ ตั ว์ป่าอม้ ุ ผาง

เขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าอุม้ ผางมี พื้นที่1,619,280ไร่เป็ นเขตป่ าอนุรกั ษ์เพื่อการสงวนและรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและเป็ นผืนป่ าตะวันตกที่เป็ นต้นกาเนิดของแหล่งมรดกโลก

พื้นที่สว่ นใหญ่เป็ นภูเขาสูงสลับซับซ้อนอากาศจะหนาวและเย็นมากในระหว่าง เดือนพฤศจิกายนกุมภาพันธ์ พรรณไม้สว่ นใหญ่เป็ นป่ าดงดิบ ป่ าผลัดใบ สัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ เสือลายเมฆ สมเสร็จ เลียงผา เหยี่ยว นกกระทุง ได้รบั การประกาศเป็ นเขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าอุม้ ผาง เมื่อ พ.ศ. 2532 สถานที่นา่ สนใจภายในเขตฯ ได้แก่ นา้ ตกทีลอซู คาว่า ทีลอซูเป็ นภาษากะเหรี่ยงแปลว่านา้ ตกดา ตัง้ อยู่ในเขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าอุม้ ผาง ห่างจากที่ทาการเขตฯ 3 กิโลเมตร มีลกั ษณะเป็ นนา้ ตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตัง้ อยู่บนความสูงจากระดับนา้ ทะเล900เมตรเกิดจากลาห้วย กล้อท้อลานา้ ทัง้ สาย ตกลงสูห่ น้าผาสูงชันมีนา้ ไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวนา้ ตกประมาณ500เมตร ไหล ลดหลัน่ เป็ นชัน้ ๆมีความสูงประมาณ300เมตรล้อมรอบด้วยป่ าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็ นนา้ ตกที่มีความสวยงามมากติด อันดับ1ใน6ของโลกซึ่งการเดินทางไปชมนา้ ตก แต่ละชัน้ บางครัง้ จะต้องเดินผ่านสายนา้ ตกควรใช้ความระมัดระวัง มากเป็ นพิเศษ การเดินทางรถยนต์จากอาเภออุม้ ผางใช้เส้นทางสายอุม้ ผางแม่สอดถึงหลักกิโลเมตร ที่161 มีทางแยกซ้ายที่บา้ นแม่กลองใหม่ไปด่านเดลอ หรือจุดตรวจ “เขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าอุม้ ผาง” เป็ นระยะทาง 30 กิโลเมตร


ข้อควรปฏิบตั ิในการเดินทางท่องเที่ยวอม้ ุ ผาง การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในเขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าอุม้ ผาง หรือนา้ ตกทีลอซู นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้อง ดาเนินการขออนุญาตก่อ น โดยผ่านการประทับตรา สป. 7 จากกรมป่ าไม้ (แบบฟอร์มดังกล่าวสามารถติดต่อผ่านชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และอนุรกั ษ์อมุ้ ผาง) เพราะพื้นที่ นีไ้ ม่ใช่พื้นที่ท่องเที่ยว เป็ นการอนุญาตให้เข้าไปในฐานะผูศ้ ึกษาธรรมชาติโดยเฉพาะในช่วงเวลาเทศกาลวัน หยุดจะมีนกั ท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเขตอาเภออุม้ ผาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นา้ ตกทีลอซูเป็ นจานวนมาก ก่อให้เกิดปั ญหาความแออัดในแหล่งธรรมชาติตลอดจน ปั ญหาเรื่องขยะรวมถึงห้อง สุขาไม่เพียงพอ และถนนเสียหาย

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เขื่อนภ ูมิพล

เป็ นเขือ่ นอเนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย ลักษณะเป็ นเขือ่ นคอนกรีตรูปโค้ง เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2496 แล้วเสร็จทาพิธีเปิ ดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เขือ่ นนีเ้ ดิมชื่อ เขื่อนยันฮี พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หวั ได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็ นชื่อเขือ่ นว่า เขื่อนภ ูมิพล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500

เขือ่ นภูมิพลสร้างปิ ดกัน้ ลานา้ ปิ งที่บริเวณเขาแก้ว อาเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรศั มีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร ความกว้างของสันเขือ่ น 6 เมตร อ่างเก็บนา้ สามารถรองรับนา้ ได้สงู สุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เขือ่ นภูมิพลเป็ นเขือ่ นโค้งที่สงู เป็ นอันดับ 27 ของโลก


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ได้เสด็จพระราชดาเนินทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2504 การก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขือ่ น ระบบส่งไฟฟ้ า และอาคารโรงไฟฟ้ า พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หวั ได้เสด็จพระราชดาเนินทรงเปิ ดเขือ่ น เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2507

หน่วยงานที่กอ่ ตัง้ ขึน้ มาควบคุมการก่อสร้างบารุงรักษาและบริหารงานเขือ่ นภูมิพล เมื่อ พ.ศ. 2500 เป็ น รัฐวิสาหกิจมีชื่อว่า "การไฟฟ้ ายันฮี" ซึ่งต่อมาได้ควบรวมกับรัฐวิสาหกิจ "การลิกไนต์" และ "การไฟฟ้ า ตะวันออกเฉียงเหนือ" เป็ น การไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อ พ.ศ. 2511 มีผวู้ ่าการคนแรกคือนาย เกษม จาติกวณิช

ที่ตงั้ เขาแก้ว อาเภอสามเงา จังหวัดตาก จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เจดียย์ ุทธหัตถี

เจดียย์ ทุ ธหัตถี หรือ เจดียเ์ ฉลิมพระเกียรติพระเจ้ารามคาแหงมหาราช ชาวบ้านทัว่ ไปเรียกว่า เจดียช์ น ช้าง ตัง้ อยู่บนดอยช้าง ตาบลเกาะตะเภา อ.บ้านตาก ดอยช้างเป็ นเนินดินเล็ก อยู่ทางเหนือของดอยพระธาตุไป เล็กน้อย เจดียน์ เี้ ป็ นโบราณสถาน มีอายุอยู่ในสมัยกรุงสุโขทัยรวม 700 ปี เศษ องค์เจดียย์ ทุ ธหัตถีอยู่เยื้องกับวัดพระ บรมธาตุประมาณ 200 ม.


ลักษณะของเจดียย์ ทุ ธหัตถี เป็ นศิลปะแบบสุโขทัยคล้ายกับองค์อื่น ทัว่ ไปในเมืองสุโขทัย ก่ออิฐถือปูน ฐานกว้าง 12 ม. เป็ นเรือนธาตุรปู สี่เหลี่ยมย่อมุมขึน้ ไปสูง 16 ม. มีร่องรอยการซ่อมแซมตลอดมา แต่ไม่เสียทรงเดิม ฐานพุ่มมีลายปั้ นเป็ นรูปหน้าสิงห์สวยงาม หน้าสิงห์บา้ นทิศเหนือยังสมบูรณ์บา้ นอื่น ชารุดและมีรอยซ่อม องค์เจดีย์ ส่วนใหญ่มีคราบตะไคร่นา้ จับอยู่ทวั ่ ไป จะมีการขุดแต่งหรือถากถางสถานที่ก็ตอ่ เมื่อใกล้วันจะมีงานเทศกาล

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยสอยมาลัย

ตัง้ อยู่ในเขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าแม่ตนื่ จ.ตาก และ จ.เชียงใหม่ ยอดดอยอยู่สงู กว่าระดับนา้ ทะเลประมาณ 1,664 เมตร และเป็ นยอดเขาสูงที่สดุ ของเขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าแม่ตนื่ ซึ่งก่อนขึน้ ไปพิชิต ดอยสอยมาลัย ได้นนั้ ต้องขออนุญาตก่อนทุกครัง้ เหตุเพราะถือว่าเป็ นเขตที่มีความเปราะบางทางพันธุกรรมสูง ดังนัน้ การขอเข้าใช้พื้นที่ จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

บนยอด ดอยสอยมาลัย นอกจากจะมองเห็นทิวทัศน์ และความงดงามของอ่างเก็บนา้ เขือ่ นภูมิพลได้ แล้วนัน้ ดอยสอยมาลัย ยังมีสิ่งที่นา่ สนใจอีกหนึง่ อย่าง คือ สลาแมนเดอร์ หรือเรียกอีกชื่อหนึง่ ว่า จิ้งจกน้า เป็ น สัตว์นา้ ดึกดาบรรพ์ที่หายาก ลักษณะคล้ายจิ้งจก ลาตัวสีชมพู


สาหรับสภาพป่ าโดยทัว่ ไปของ ดอยสอยมาลัย เป็ นป่ าสนเมืองหนาว มีจดุ ชมวิวทะเลหมอกในยามเช้า ช่วง ปลายฝนต้นหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เป็ นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวที่สดุ นักท่องเที่ยวสามารถ กางเต็นท์พกั แรมได้บริเวณที่ทาการฯ โดยจะต้องขออนุญาตที่หน่วยพิทกั ษ์ป่ากิ่วสามล้อก่อนขึน้ ดอยสอยมาลัยทุก ครัง้ การเดินทาง จากหลวงหมายเลข 1 มุง่ หน้าไป อ.บ้านตาก 22 กิโลเมตร เลี้ยวซ้านเข้า อ.บ้านตาก ไปข้ามแม่นา้ ปิ ง ไป ตามทางหลวงหมายเลข 1175 ประมาณ 45 กิโลเมตร ระหว่างทางมีแหล่งท่องเที่ยวสาคญ ได้แก่ หลวงพ่อทันใจ เจดียพ์ ระบรมธาตุประจาปี เกิด ปี มะเมีย ที่วัดพระบรมธาตุ, เจดียย์ ทุ ธหัตถี และวัดพระพุทธบาทดอยโล้น

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ดอยหัวหมด

อยู่ในเขตอาเภออุม้ ผาง เป็ นจุดชมทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึง่ ลักษณะเป็ นภูเขาหินปูน ที่ ทอดตัว เป็ นแนวยาวหลายลูกติดต่อกัน บนภูเขาเหล่านีไ้ ม่มีตน้ ไม้ใหญ่ขนี้ มีแต่ตน้ หญ้าเตีย้ ๆ เช่น ปรง ต้นเทียน ซึ่งจะออก ดอกบานในช่วงฤดูฝน ได้ชื่อว่า ดอยหัวหมด เพราะต้นไม้หายหมดส่วนใหญ่โปรแกรมท่องเที่ยว ดอยหัวหมดจะพ่วง ไปกับการท่องเที่ยวนา้ ตกทีลอซู


ดอยหัวหมด เป็ นจุดชมวิวซึ่งเหมาะที่จะดูพระอาทิตย์ขนึ้ -ตก และดูทะเลหมอกท่ามกลางทิวเขา สลับซับซ้อน ในยามเช้าโดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวเวลา ควรขึน้ ไปดูทะเลหมอกประมาณ 05.00-06.00 น. การชม ทะเลหมอกขึน้ ยามเช้าควรไปถึงจุดชมวิวก่อนพระอาทิตย์ขนึ้ เวลา 05.00-06.00 น. จะได้สมั ผัสกับทะเล หมอกใน ตอนพระอาทิตย์ขนึ้ ยามเช้าที่ สวยงามอีกแห่งหนึง่ ของประเทศไทย อากาศบนดอยค่อนข้างเย็น มีลมพัด ตลอดเวลา

ทะเลหมอกดอยหัวหมดจะมี 2 จุด คือ จุดชมวิวจุดแรกอยู่ที่ กม.9 ต้องเดินขึน้ เขาไป 20 นาที ระยะทาง ประมาณ 1.5 ก.ม. เดินขึน้ ไปตามเขาซึ่งชันเล็กน้อย แต่เดินง่ายไม่ลาบากมานัก ทะเลหมอกจุดนีจ้ ะเป็ นจุดที่งดงาม ที่สดุ สามารถมองเห็นวิวได้โดยรอบ จุดชมวิวอีกจุดหนึง่ อยู่ประมาณ กม. 10 มีทางแยกซ้ายไปลานจอดรถ จากนัน้ เดินทางเท้าขึน้ ไปบนยอดดอยหัวหมดประมาณ 300 เมตร การเดินทาง โดยรถยนต์จากตัวอาเภออุม้ ผางไปยังเส้นทางหลวงหมายเลข 1090 ทางไปบ้านปะละทะ เมื่อไปถึง ประมาณ กม. 10-11 จะพบทางแยกซ้ายไปดอยหัวหมดขับไปตามเส้นทางคับแคบก็จะถึงบริเวณที่จอดรถเชิง ดอย การเดินทาง จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกทีลอซ ู

ตัง้ อยู่ในเขตรักษาพันธุส์ ตั ว์ป่าอุม้ ผาง อาเภออุม้ ผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทาการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็ นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า นา้ ตกดา มีลกั ษณะเป็ นนา้ ตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตัง้ อยู่บนความสูงจาก ระดับนา้ ทะเล 900 เมตร เกิดจากลาห้วยกล้อท้อ ลานา้ ทัง้ สายตกลงสูห่ น้าผาสูงชัน มีนา้ ไหลแรงตลอดปี ความกว้าง ของตัวนา้ ตกประมาณ 500เมตร ไหลลดหลัน่ เป็ นชัน้ ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร เป็ นนา้ ตกที่มีขนาดใหญ่เป็ น อันดับ 6 ของเอเชียตามความจริงต้องออกเสียงว่า "ทีลอชู" และ เป็ นคานามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "นา้ ตก" ชื่อ "ทีลอซู" เป็ นความพยายามแปลความหมายทีละคา โดย "ที" หรือ "ทิ" แปลว่า "นา้ " "ลอ" หรือ "ล่อ" แปลว่า "ตก" แต่ "ชู" ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนัน้ จึงมีความพยายาม ทาให้เป็ นคาที่มีความหมาย เนือ่ งจาก "ซู" แปลว่า "ดา" จึงนาไปสูก่ ารเรียกว่า "ทีลอซู" และแปลว่า "นา้ ตกดา"


การเดินทางท่องเที่ยวนา้ ตกทีลอซูหลังจากมาถึงจุดกางเต้นท์แล้ว จะมีเส้นทางเดินไปยังนา้ ตก ระยะทาง 1.5 กม. เป็ นเส้นทางศึกษาธรรมชาติผา่ นป่ าไผ่และป่ าเบญจพรรณ ระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติ และ พืชพันธุต์ ามจุดต่างๆ ให้นกั ท่องเที่ยวได้ศึกษา เมื่อถึงบริเวณนา้ ตก จะเห็นละอองนา้ ฟุ้ งกระจายไปทัว่ โขดหิน เบื้องล่าง มองเห็นธารนา้ ตกลงมาจากผาหินปูนซึ่งอยู่สงู ประมาณ300ม. ตามแนวกว้างกว่า500 ม.

ท่ามกลางป่ าครึ้มอาจ แบ่งธารนา้ ตกได้เป็ นสามกลุม่ คือกลุม่ ด้านซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าหานา้ ตก) เป็ นกลุม่ ใหญ่ที่สดุ สูงที่สดุ และเป็ น ด้านที่สวยที่สดุ มีธารนา้ ตกหลายสายไหลลดหลัน่ ลงมาเป็ นชัน้ เชิง ส่วนกลุม่ ตรงกลาง สายนา้ ไหลลงมาจาก หน้าผาสูงชันใกล้เคียงกบกลุม่ ซ้ายมือแต่ไม่เป็ นชัน้ และแคบกว่า ส่วนกลุม่ ทางขวามือ มีสายนา้ ตกมากและ หน้าผาเตีย้ กว่าสองกลุม่ แรก เมื่อมองทัง้ สามกลุม่ รวมกันจะเห็น นา้ ตกทีลอซู ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม บริเวณ ด้านล่าง มีทางเดินไปยังจุดชมวิวทิวทัศน์บนยอดเขาฝัง่ ตรงกันข้าม เป็ นจุดที่มองเห็น น้าตกทีลอซ ู ได้ สวยงาม และชัดเจนขึน้ ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 1 ชม


การเดินทาง 1.โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน)เดินทางสู่ จ.ตาก โดยก่อนถึงตัว เมืองตาก 7 กม.ให้เลี้ยว ซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 5(ตาก-แม่สอด) สู่ อ.แม่สอด ในระยะทาง 86 กม. แล้วก็จะเจอ ทางหลวงหมายเลข 1090 สุดทางสาย 1090 ที่อมุ้ ผาง เส้นทางจากแม่สอดไปอุม้ ผาง เป็ นเส้นทางลอยฟ้ า ระยะทาง 169 กม. มีโค้ง 1219 โค้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชัว่ โมง ในการผ่านพ้นจากเส้นทางนี้ เส้นทางแคบ และคดเคี้ยวไปตามไหล่ เขา คนขับควรมีฝีมือในการขับรถที่ชานาญพอสมควรสาหรับใครที่มีปัญหาเรื่องเมารถ ควร เตรียม ยาแก้เมารถ ไว้ดว้ ย 2.โดยรถประจาทาง นัง่ รถจากสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ สายกรุงเทพ- แม่สอด ไปต่อรถเพื่อไปยังอาเภอ อุม้ ผาง โดยรถสองแถวจาก อ.แม่สอด ไปยังอุม้ ผาง เที่ยวแรก 07.00น. ออกชม.ละคัน เที่ยวสุดท้ายเวลา 15.00 น. ค่าโดยสารคนละ 120 บาท

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกนางครวญ

พบพระเป็ นอาเภอทางผ่านจากอาเภอแม่สอดไปยังอาเภออุม้ ผาง หลายคนที่มีจดุ หมายปลายอยู่ที่การ ผจญภัยในอุม้ ผาง ส่วนใหญ่จะมองข้ามอาเภอนีไ้ ป แต่ในความเป็ นจริงพบพระก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ให้ชมกัน หลายแห่ง โดยเฉพาะนา้ ตกในเขตอาเภอพบพระมีให้เลือกเที่ยวกันถึง 3 แห่ง ได้แก่ น้าตกพาเจริญ น้าตกเจดียโ์ ค๊ะ และ น้าตกนางครวญ

นา้ ตกนางครวญตัง้ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 1206 บริเวณสะพานคอนกรีดก่อนถึงตัวเมืองพบพระ เล็กน้อย แต่เดิมชื่อน้าตกเพอะพร ต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็ นพบพระตามชื่ออาเภอ แต่ทา้ ยสุดก็ถกู เปลี่ยนชื่อมาเป็ น นา้ ตกนางครวญ นา้ ตกแห่งนีเ้ ป็ นนา้ ตกหินปูนขนาดกลางมีลกั ษณะลดหลัน่ เป็ นชัน้ ๆ คล้ายแก่ง มีตน้ นา้ มาจากลา คลองข้างทาง ปั จจุบนั การเที่ยวชมแบ่งออกเป็ น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงชัน้ แรกเป็ นชัน้ ปลอดภัยที่สดุ มีแอ่งนา้ ใสให้เล่นนา้ ส่วนอีกชัน้ ต้องเดินปี นป่ ายลงไปเบื้องล่าง นับเป็ นชัน้ ที่สามารถชมทัง้ นา้ ตกได้อย่างสวยงามที่สดุ นา้ ตกนางครวญ ตัง้ อยู่ริมทางเดินเที่ยวชมสะดวกจึงเหมาะสาหรับทุกเพศทุกวัย


หลังเที่ยวชมนา้ ตกนางครวญหากไม่เข้าไปเที่ยวชมบรรยากาศภายในตัวเมืองพบ พระ ก็ยงั มีสอง จุดหมายปลายทางให้เลือกคือ ขับรถกลับไปทางอาเภอแม่สอดระหว่างทางมีนา้ ตกสวยๆ 2 แห่งให้ชม คือ น้าตก เจดียโ์ ค๊ะ และน้าตกพาเจริญ จากนัน้ นอนพักแรมในตัวเมืองแม่สอด ส่วนเส้นทางที่ 2 ไปผจญภัยในอาเภออุม้ ผาง ผ่านทางถนนลอยฟ้าที่มีทางโค้งมากถึง 1,219 โค้ง น่าเวียนหัวแต่คมุ้ เพราะอุม้ ผางมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังติด อันดับโลกให้เที่ยวชมกันเพียบ หนึง่ ในนัน้ คือ น้าตกทีลอซ ู มหานทีอนั ยิ่งใหญ่ที่สดุ ของตาก ที่ตงั้ อาเภอพบพระ จังหวัดตาก การเดินทาง จากอาเภอแม่สอด ใช้ทางหลวงหมายเลข 1090 (แม่สอด-อุม้ ผาง) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 26 จะพบทางแยกขวาเข้าสูท่ างหลวงหมายเลข 1206 สูอ่ าเภอพบพระ ขับตรงไปตามทางจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 12 จะ พบนา้ ตกนางครวญตัง้ อยู่ทางด้านขวามือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกพาเจริญ

ตัง้ อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาตินา้ ตกพาเจริญ เป็ นนา้ ตกหินปูนที่สวยงามด้วยชัน้ นา้ ตกที่ไหล ลดหลัน่ ลงมา เป็ นชัน้ เล็กชัน้ น้อยจานวนมาก นัก มีนา้ ตลอดปี มีถึง 97 ชัน้ และตัง้ อยู่ริมทางหลวงไม่ไกลจาก เมืองแม่สอด จึงเป็ น จุดที่นยิ มแวะมาท่องเที่ยวและพักผ่อน อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาตินา้ ตกพาเจริญ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใน อาเภอแม่สอด และอาเภอพบพระ จังหวัดตาก ประกอบไปด้วยป่ าที่อดุ มสมบูรณ์พื้นที่เป็ น ภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็ น แหล่งต้นนา้ ลาธาร และยังเป็ นต้นกาเนิดของห้วยแม่ละเมา ชื่อของนา้ ตกตัง้ ตามชื่อของ ผูก้ อ่ การร้ายคอมมิวนิสต์ซึ่ง เป็ นผูพ้ บนา้ ตกคนแรกนามว่า สหายพา ต่อมาชาวบ้านเข้ามาอาศัยในพื้นที่บริเวณนี้ จนเกิดเป็ นชุมชนที่เจริญขึน้ จึง ต่อคาว่าเจริญท้ายชื่อนา้ ตกเป็ นนา้ ตกพาเจริญ นอกจากนีย้ งั มีเรียกนา้ ตกนีอ้ ีก ชื่อหนึง่ ว่า นา้ ตกร่มเกล้า 97 ชัน้


การเดินทาง โดยรถยนต์ นา้ ตกพาเจริญ อยู่ริมทางหลวงหมายเลข1090 บริเวณกิโลเมตรที่ 36-37 ครับ มีทาง ลูกรังแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 700 เมตร จะถึงตัวนา้ ตก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกแม่ภาษา

"นา้ ตกแม่กาษา" เป็ นนา้ ตกขนาดใหญ่ ที่มีทางเดินขึน้ ไปบนเขาสูง มีถา้ และธารนา้ กว้างประมาณ 5 เมตร เป็ นทางจากปากถา้ ถึงนา้ ตก จากเส้นทางสายแม่สอด - แม่ระมาด (ทางหลวงหมายเลข 105) ประมาณกิโลเมตรที่ 13-14 มีป้ายทางเข้าเขียนว่า "บ้านแม่กื๊ดสามท่า"


ซึ่งจากปากทางเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร และมีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็ นทาง แคบขรุขระ สองข้างทางเป็ นไม้ลม้ ลุกขึน้ สูง ในฤดูฝนมีนา้ มากแต่ในฤดูแล้งไม่มีนา้ เลย ทางเข้านา้ ตกนีย้ งั ไม่ดี และใน บริเวณนา้ ตกยังไม่มีสิ่งอานวยความสะดวกแก่นกั ท่องเที่ยว ผูท้ ี่รกั การขีจ่ กั รยานแบบผจญภัยสามารถนาจักรยานไป ขีไ่ ด้ มีทางขึน้ ลงสร้างความสนุกสนานท้าทายให้แก่ผขู้ ไี่ ม่นอ้ ย ที่อยู:่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 , แม่กาษา , 63110 แม่สอด , ตาก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ผาสามเงา

ผาสามเงา อยู่ในตาบลย่านรี จากอาเภอเมือง ใช้เส้นทางหมายเลข 1107 (เจดียย์ ทุ ธหัตถี - เขือ่ นภูมิ พล) ผ่านทางแยกไปเจดียย์ ทุ ธหัตถีประมาณ 25 กิโลเมตร หรือถ้าใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถึงกิโลเมตรที่ 463 จะ มีทางแยกซ้ายเข้าเขือ่ นภูมิพลไปประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงอาเภอสามเงา ทางทิศตะวันตกของแม่นา้ ปิ ง จะมองเห็น ขุนเขาใหญ่ลกู หนึง่ ชาวบ้านเรียกว่า "ผาสามเงา" เพราะเป็ นที่เชิงเขาริมหน้าผานัน้ เจาะเป็ นช่องลึกเข้าไปในเนือ้ ภูเขา เรียง กัน 3 ช่อง


ประดิษฐานพระพุทธรูปปิ ดทองช่องละองค์มีบนั ไดไม้ให้นกั ท่องเที่ยวขึน้ ไปนมัสการพระพุทธรูปได้ จากตานานที่เล่าสืบ ต่อกันมาว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.1206 มีพระฤาษีสององค์สร้างเมืองหริภญ ุ ชัย (ลาพูน) และให้ คนมาทูลเชิญราชวงศ์กษัตริยจ์ ากเมืองละโว้หรือลพบุรีในปั จจุบนั ไปครองเมืองหริภญ ุ ชัย พระนางจามเทวี ได้รบั มอบหมายให้ไปครองเมืองตามคาเชิญ พระนางจึงเสด็จมาทางชลมารค ขึน้ มาตามลานา้ ปิ ง ปรากฏว่าเมื่อมาถึงบริเวณหน้าผาแห่งนีเ้ กิดเหตุมหัศจรรย์มีฝนและพายุใหญ่พดั กระหนา่ จนเรือไม่ สามารถแล่นทวนนา้ ขึน้ ไปได้และปรากฏเงาพระพุทธรูปสามองค์ที่ หน้าผาริมนา้ ปิ งแห่งนี้ พระนางจึงสัง่ ให้เจาะหน้า ผาและสร้างพระพุทธรูปบรรจุไว้ในช่อง ช่องละองค์ ด้วยเหตุนจี้ ึงได้ชื่อว่า "ผาสามเงา" สืบมา ที่ตงั้ อาเภอ สามเงา ตาก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระบรมธาต ุ

“วัดพระบรมธาตุบา้ นตาก” อยู่ที่ ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก จ.ตาก ฝัง่ ตะวันตกของแม่นา้ ปิ ง เดิมวัดแห่งนี้ เป็ นเมืองตากเก่า ก่อนที่จะมีการย้าย ตัวเมืองไปอยู่ที่ ต.ระแหง ตัวเมืองตากในปั จจุบนั ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร อันมีประวัตยิ าวนานตัง้ แต่สมัย พระนางจามเทวี ล่องเรือเสด็จไปเมืองลาพูน หยุดพักบริเว ณแห่งนี้ พบว่าเป็ นเมืองร้าง จึงได้สงั ่ ให้มีการฟื้ นฟูบรู ณะเมืองแห่งนี้ จนกลายเป็ นชุมชนเมืองตาก วัดพระบรมธาตุบา้ นตาก ยังปรากฏในศิลาจารึของพ่อขุนรามคาแหง ที่ทรงกระทายุทธหัตถี ชนะศึกเจ้าเมืองฉอด บนเนินเขาใกล้กบั พระบรมธาตุ ประมาณ ๕๐๐ เมตร


ตามตานานพระเจ้าเลียบโลก ซึ่งเขียนเป็ นภาษาเหนือ กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จ โปรดสัตว์ลอ่ งมาตามลานา้ ปิ ง พระองค์ได้เสด็จมายัง ดอยมะหิยงั กะ ในเขตตัวเมืองตาก ตรัสกับพระอานนท์ว่า สถานที่นเี้ ป็ นสถานที่สาราญ ร่มรื่น หากเราตถาคตปรินพิ พานแล้วให้นาอัฐแิ ละเกศากลับมายังดอยมะหิยงั กะ


ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินพิ พาน พระอรหันต์ทงั้ ๔ ได้นาพระบรมสาริกธาตุของ พระองค์ พร้อมด้วยเกศาอีก ๔ องค์ มาประดิษฐานยังดอยมะหิยงั กะ แล้วก่อเจดียร์ ปู ทรงสี่เหลี่ยมแล้ว นาพระบรม สารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อเป็ นที่สกั การบูชาของมนุษย์และเทวดาทัง้ หลาย การเดินทาง ห่างจากอ.บ้านตากประมาณ 36 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 1107 ประมาณ 35 กม. เลี้ยวซ้าย เข้าสูท่ างหลวงหมายเลข 1175 อีกประมาณ 1 กม. จะแลเห็นวัดพระบรมธาตุอยู่ทางซ้ายมือ หรือถ้าใช้ เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ตรงกม.ที่ 442 เข้าอ.บ้านตากประมาณ 300 ม. เลี้ยวขวาเข้าตลาดบ้านตากไปจนสุดถนน แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านสะพานข้ามแม่ปิงแล้ว เลี้ยวขวาผ่านวัดท่านา เลี้ยวซ้ายผ่านวัดทุ่งยัง้ ไปจนสุดถนน เลี้ยวขวาไปจน สุดทางลาดยางเข้าถนนลูกรังจนถึงสามแยก แล้วแยกซ้ายอีก 200 ม. ถึงวัดพระบรมธาตุ ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ

สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอหรือที่ปัจจุบนั เรียกว่า ศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรตาก (ดอย มูเซอ) ตัง้ อยู่หมูบ่ า้ นมูเซอ เลขที่ 65 หมู่ 6 ตาบลแม่ทอ้ อาเภอเมือง จังหวัดตาก ตามเส้นทางสายจังหวัดตากแม่สอด กม.ที่ 27 และห่างจากกรุงเทพฯ ตามถนนพหลโยธินประมาณ 450 กิโลเมตร ศูนย์วิจยั และพัฒนาการ เกษตรตาก เริ่มก่อตัง้ เมื่อ พ.ศ. 2502 โดยหลวงสารวจพร้อมคณะ เป็ นผูม้ าสารวจเพื่อหาพื้นที่ทาการทดลองปลูก กาแฟทางภาคเหนือ และเห็นว่าพื้นที่นเี้ หมาะสมที่จะปลูกกาแฟ จึงได้เริ่มจัง้ ตัง้ เป็ นสถานีกาแฟดอยมูเซอ ต่อมานา ชาขึน้ มาปลูกและมีการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานี จนถึงปั จจุบนั ดังต่อไปนี้ คือ จากสถานีกาแฟดอยมูเซอ สถานีกสิกรรม ดอยมูเซอ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปั จจัยการผลิตตาก จนสิ้นสุดที่ ศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรตาก


ศูนย์วิจยั ฯ ตาก มีเนือ้ ที่ประมาณ 3,000 ไร่ จาแนกเนือ้ ที่ออกเป็ นส่วนต่างๆ ดังนี้ บริเวณอาคารและที่ อยู่อาศัยประมาณ 70 ไร่และ แปลงทดลองปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก พืชสมุนไพร ประมาณ 1,000 ไร่และบริเวณ ที่ใช้ทาประโยชน์อย่างอื่นประมาณ 1,900 ไร่เศษ พื้นที่ มีสภาพเป็ นเขาลูกเนินสลับกับแอ่งเขามีสว่ นลาดเทมากกว่า 15% ระดับความสูงของพื้นที่เฉลี่ยปลานกลาง ระหว่าง 850-1,000เมตร จากระดับนา้ ทะเล แหล่งนา้ ได้จาก นา้ ฝน , นา้ ในห้วยและอ่างเก็บนา้ ภายในศูนย์ฯ

ศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรตากตัง้ อยู่บริเวณดอยมูเซอซึ่งเปรียบได้กบั ถิ่นเสมือนเป็ นประตูสพ่ ู ื้นที่ ท่อง เที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดตาก บนพื้นที่เกือบ 3,000 ไร่ ณ ดอยมูเซอแห่งนี้ เป็ นที่ตงั้ ของศูนย์บริการ วิชาการด้านพืชและปั จจัยการผลิตตาก 1 และเป็ นสถานที่ที่เหมาะแก่การ พักผ่อน และศึกษาหาความรูใ้ นเรื่องราวที่ เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจ พืชสวนชนิดต่างๆ และสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวไทยเผ่ามูเซอไปพร้อม ๆ กัน ในฤดูหนาวอากาศบนดอยมูเซอหนาวจัดไม่แพ้ที่อื่น เวลาเปิดทาการ : 08.30 - 16.30 ที่อยู่

ตัง้ อยูบ่ นเทือกเขาถนนธงชัย อาเภอวังเจ้า จังหวัดตาก

เบอร์โทร +66 5551 2131 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สะพานแขวน หรือ สะพานสมโภชกร ุงรัตนโกสินทร์

สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี หรือที่เรียกว่า "สะพานแขวน" สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2525 โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เพื่อสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

ขนาดกว้าง 2.50 ม. ยาว 700 ม. ฐานรากและเสาเป็ นคอนกรีต จานวน 5 จุด พื้นทาด้วยไม้โยง ยึดด้วย ลวดสลิงขนาดใหญ่ซึ่งในอดีตสามารถใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์สญ ั จร ไปมาได้แต่ปัจจุบนั เป็ นสะพานสาหรับ เดินชมทิวทัศน์แม่นา้ ปิ ง และมีการประดับไฟสวยงามในยามคา่ คืน


สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เป็ นสะพานแขวนที่สวยงาม เหมาะสาหรับชมความงามของลานา้ ปิ งบริเวณ โดยรอบมีสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็ นสวนสาธารณะที่สวยงาม มีสวนสุขภาพ และสนามกีฬาหลาย ประเภท ยาวตามลานา้ ปิ ง มีอาคารกิตติคณ ุ สาหรับใช้จดั กิจกรรมงานต่าง ๆ

ในปั จจุบนั บริเวณสะพานแขวนและสวนเฉลิมพระเกียรติฯ เป็ นบริเวณที่จงั หวัดตากใช้จดั งานประเพณีลอย กระทงสายไหลประทีปพันดวงซึ่ง เป็ นงานประเพณีประจาท้องถิ่น จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สะพานมิตรภาพไทยพม่า

สะพานมิตรภาพไทย-พม่า หรือ ประตูเชื่อมอันดามันสูอ่ ินโดจีน ตัง้ อยู่ที่ตาบลท่าสายลวด สุดทางหลวง หมายเลข 105 (สายตาก-แม่สอด) เป็ นสะพานที่สร้างข้ามแม่นา้ เมย ระหว่างอาเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับเมืองเมีย วดี สหภาพพม่า มีความยาว 420 เมตร กว้าง 13 เมตร สร้างขึน้ เพื่อเชื่อมถนนสายเอเชียจากประเทศไทยสูส่ หภาพ เมียนมาร์ ตลอดจนภูมิภาคเอเชียใต้ ถึงตะวันออกกลางและยุโรป เป็ นประตูส่ ู อินโดจีนและอันดามัน สาหรับแม่นา้ เมย หรือแม่นา้ ต่องยิน เป็ นเส้นกัน้ เขตแดนไทย เมียนมาร์ที่ยาวถึง 327 กิโลเมตร แม่นา้ สายนีแ้ ปลกกว่าแม่นา้ ทัว่ ไปคือ ไหลขึน้ ทางทิศเหนือ โดยมีจดุ กาเนิดที่บา้ นนา้ ด้น (เป็ นนา้ ที่ผดุ ขึน้ จากใต้ดิน) อาเภอพบพระ ไหลผ่านอาเภอแม่สอด อาเภอแม่ระมาด อาภอท่าสองยาง ผ่านบ้านสบเมย อาเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน บรรจบกับแม่นา้ สาละวิน ไหลเข้าเขตพม่าลงอ่าวมะตะบัน


สาหรับประชาชนชาวไทยและผูท้ ี่มีภมู ิลาเนาอยู่ในอาเภอแม่สอด สามารถเดินทาง หรือนารถยนต์ขา้ มไปได้ โดยทาบัตรผ่านแดนชัว่ คราวได้ที่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สอด เสียค่าธรรมเนียมทัง้ ในฝัง่ ประเทศไทย และฝัง่ ประเทศพม่า และเสียค่าประกันภัยรถยนต์ตามที่กาหนด สอบถามข้อมูลก่อนเดินทางได้ที่ ด่านตรวจคนเข้าเมือง อาเภอแม่สอด โทร. 0 5556 3002, 0 5556 300 สามารถเดินทางเข้าไปได้ไม่เกิน 2 กิโลเมตร รายละเอียดติดต่อ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สอด โทร. 0 5556 3000, 0 5556 3002

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ่อเกลือสินเธาว์

บ่อเกลือ ตัง้ อยู่ใน อ. บ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวเมืองน่าน ประมาณ 80 กิโลเมตร เกลือเป็ นสิ่งที่มีบทบาท ต่อชุมชนคนเมืองน่านและบ้านเมืองโดยรอบ เป็ นอย่างมากทัง้ สุโขทัย ล้านช้าง และล้านนา เพราะพื้นที่เหล่านีอ้ ยู่ ห่างไกลจากทะเล

เรื่องเกลือของบ่อเกลือยังได้ปรากฏหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ตามพงศาวดารเมืองน่านซึ่ง พระเจ้าสุริยะพงษ์ ผริตเดชอดีตเจ้าหลวงเมืองน่านได้แต่งรวบรวมขึน้ ไว้ มีขอ้ ความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่สาคัญ แห่งนีว้ ่า เดิมทีเขตอาเภอบ่อเกลือเป็ นป่ าดงพงไพร ไม่มีผคู้ นอาศัยอยู่ มีหนองนา้ ซึ่งพวกสัตว์ตา่ ง ๆ ชอบมากินนา้ ในหนองนา้ แห่งนีเ้ ป็ นประจา และยังมีนายพรานผูห้ นึง่ มาล่าสัตว์ และเห็นพวกเหล่าสัตว์ทงั้ หลายมักจะกินนา้ ที่นเี่ ป็ น ประจา เมื่อลองชิมดูจึงรูว้ ่ามีรสเค็ม


ประเพณีเกี่ยวกับเกลือของที่นี่

ราวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันแรม 8 คา่ ของเดือน 5 จะมีงานบวงสรวงเจ้าหลวง หมูบ่ า้ นบ่อ หลวงจะปิ ดกัน้ ไม่ให้บคุ คลภายนอกเข้าออกหมูบ่ า้ นด้วยยานพาหนะทุกชนิด ยกเว้นการเดินเท้าเข้ามาเป็ นเวลา 3 วัน “ชาวบ้านจะต้องทาพิธีเลี้ยงผีเมืองและเจ้ารักษาบ่อเกลือคือ เจ้าซางคา ซึ่งจะมีหน้าที่รกั ษาปากบ่อ เวลาใครมาจะ บ่อเกลือจะเห็นข้อความเขียนเตือนไม่ให้ใครขึน้ เหยียบปากบ่อโดยเฉพาะบุคคลภายนอกขึน้ ไปข้างบน เพราะมีเจ้ารักษา อยู่ ถ้าใครจะขึน้ ตักนา้ เกลือ ก็ตอ้ งเลี้ยงเจ้าก่อน เลี้ยงด้วยไก่ 1-2 ตัว เหล้าขาว 1 ขวด ทาพิธีเลี้ยง เลี้ยงเสร็จแล้วถึง ขึน้ ตักนา้ เกลือ ที่ตงั้ และอาณาเขต อาเภอบ่อเกลือตัง้ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน ประมาณพิกดั เส้นรุง้ ที่ 19 องศา 8 ลิปดา 30 พิลิปดาตะวันออกและเส้นแวงที่ 101 องศา 10 ลิปดา 0 พิลิปดาเหนือ มีเนือ้ ที่ปกครองประมาณ 523,781.25 ไร่ หรือประมาณ 838.05 ตารางกิโลเมตร คิดเป็ นเนือ้ ที่รอ้ ยละ 7.40 ของเนือ้ ที่จงั หวัดน่านทัง้ หมด การเดินทางเพื่อมาชมบ่อเกลือสินเธาว์ภ ูเขาแห่งเดียวในโลกนี้ สามารถเดินทางโดย รถยนต์สว่ นตัว จากตัวเมืองน่าน ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน-ทุ่งช้าง) ประมาณ 59 กม. ถึง อ.ปั ว แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (ปั ว-ดอยภูคา-บ่อเกลือ) ประมาณ 46 กม. ถึงทางแยกที่ อ.บ่อเกลือ หากมาโดยรถประจาทาง จากอ.เมืองน่าน นัง่ รถสายน่าน-ปั ว แล้วต่อรถสายปั ว-บ่อเกลือ ลงที่ อ.บ่อเกลือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ่อเกลือสินเธาว์

บ่อเกลือ ตัง้ อยู่ใน อ. บ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวเมืองน่าน ประมาณ 80 กิโลเมตร เกลือเป็ นสิ่งที่มีบทบาท ต่อชุมชนคนเมืองน่านและบ้านเมืองโดยรอบ เป็ นอย่างมากทัง้ สุโขทัย ล้านช้าง และล้านนา เพราะพื้นที่เหล่านีอ้ ยู่ ห่างไกลจากทะเล

เรื่องเกลือของบ่อเกลือยังได้ปรากฏหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ตามพงศาวดารเมืองน่านซึ่ง พระเจ้าสุริยะพงษ์ ผริตเดชอดีตเจ้าหลวงเมืองน่านได้แต่งรวบรวมขึน้ ไว้ มีขอ้ ความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่สาคัญ แห่งนีว้ ่า เดิมทีเขตอาเภอบ่อเกลือเป็ นป่ าดงพงไพร ไม่มีผคู้ นอาศัยอยู่ มีหนองนา้ ซึ่งพวกสัตว์ตา่ ง ๆ ชอบมากินนา้ ในหนองนา้ แห่งนีเ้ ป็ นประจา และยังมีนายพรานผูห้ นึง่ มาล่าสัตว์ และเห็นพวกเหล่าสัตว์ทงั้ หลายมักจะกินนา้ ที่นเี่ ป็ น ประจา เมื่อลองชิมดูจึงรูว้ ่ามีรสเค็ม


ประเพณีเกี่ยวกับเกลือของที่นี่

ราวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันแรม 8 คา่ ของเดือน 5 จะมีงานบวงสรวงเจ้าหลวง หมูบ่ า้ นบ่อ หลวงจะปิ ดกัน้ ไม่ให้บคุ คลภายนอกเข้าออกหมูบ่ า้ นด้วยยานพาหนะทุกชนิด ยกเว้นการเดินเท้าเข้ามาเป็ นเวลา 3 วัน “ชาวบ้านจะต้องทาพิธีเลี้ยงผีเมืองและเจ้ารักษาบ่อเกลือคือ เจ้าซางคา ซึ่งจะมีหน้าที่รกั ษาปากบ่อ เวลาใครมาจะ บ่อเกลือจะเห็นข้อความเขียนเตือนไม่ให้ใครขึน้ เหยียบปากบ่อโดยเฉพาะบุคคลภายนอกขึน้ ไปข้างบน เพราะมีเจ้ารักษา อยู่ ถ้าใครจะขึน้ ตักนา้ เกลือ ก็ตอ้ งเลี้ยงเจ้าก่อน เลี้ยงด้วยไก่ 1-2 ตัว เหล้าขาว 1 ขวด ทาพิธีเลี้ยง เลี้ยงเสร็จแล้วถึง ขึน้ ตักนา้ เกลือ ที่ตงั้ และอาณาเขต อาเภอบ่อเกลือตัง้ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน ประมาณพิกดั เส้นรุง้ ที่ 19 องศา 8 ลิปดา 30 พิลิปดาตะวันออกและเส้นแวงที่ 101 องศา 10 ลิปดา 0 พิลิปดาเหนือ มีเนือ้ ที่ปกครองประมาณ 523,781.25 ไร่ หรือประมาณ 838.05 ตารางกิโลเมตร คิดเป็ นเนือ้ ที่รอ้ ยละ 7.40 ของเนือ้ ที่จงั หวัดน่านทัง้ หมด การเดินทางเพื่อมาชมบ่อเกลือสินเธาว์ภ ูเขาแห่งเดียวในโลกนี้ สามารถเดินทางโดย รถยนต์สว่ นตัว จากตัวเมืองน่าน ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน-ทุ่งช้าง) ประมาณ 59 กม. ถึง อ.ปั ว แยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (ปั ว-ดอยภูคา-บ่อเกลือ) ประมาณ 46 กม. ถึงทางแยกที่ อ.บ่อเกลือ หากมาโดยรถประจาทาง จากอ.เมืองน่าน นัง่ รถสายน่าน-ปั ว แล้วต่อรถสายปั ว-บ่อเกลือ ลงที่ อ.บ่อเกลือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจงั หวัดน่าน เปิ ดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมตัง้ แต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดต่อ โทร. 054-710561

เดิมเป็ นที่ประทับของ เจ้าผูค้ รองนครน่าน เรียกว่า "หอคา" ภายในจัดแสดง ศิลปะ โบราณวัตถุ ต่างๆ ประวัตศิ าสตร์ และชีวิตความเป็ นอยู่ ของชาวพื้นเมืองภาคเหนือ และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ สิ่งสาคัญที่สดุ คือ "งาช้างดา" ซึ่งไม่ทราบประวัติ ความเป็ นมา สันนิษฐานว่า เป็ นงาข้างซ้าย มีสีนา้ ตาลเข้ม ไปทาง ดา มีรปู ลักษณะ เป็ นงาปลียาว 94 เซนติเมตร หนัก 48 กิโลกรัม งาช้างดานี้ ถือเป็ นของคูบ่ า้ น คูเ่ มืองของจังหวัดน่าน ส่วนลักษณะตัวอาคารโอ่ โถงงดงามก่ออิฐถือปูนแข็งแรง แต่ตกแต่งให้อ่อนช้อยสวยงามด้วยลายลูกไม้ นับเป็ น สถาปั ตยกรรมก่อสร้าง ที่ ดีเด่นแห่งหนึง่ ของเมืองไทย


นอกจากนีย้ งั มีการจัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็ นอยู่และเครื่องใช้ของชนกลุม่ น้อยในเมืองน่าน รวม 5 เผ่า ด้วยกัน คือ ไทยลื้อ แม้ว เย้า ถิ่น และผีตองเหลือง ส่วนบริเวณห้องจัดแสดงชัน้ บน เป็ นการจัดแสดงเรื่องราว เกี่ยวกับประวัตศิ าสตร์ของเมืองน่าน การสร้างเมือง และ โบราณสถานที่สาคัญ รูปถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เครื่องใช้ เงินตรา อาวุธ ศิลาจารึก และเครื่องถ้วยชามที่คน้ พบในเมืองน่าน การเดินทางไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจงั หวัดน่าน โดยรถยนต์สว่ นตัว พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน ตัง้ อยู่ในตัวเมือง ตามเส้นทางหลวง หมายเลข 101 ก่อนเข้าตัวเมือง จะมี ทางแยกซ้ายมือ ไปสูพ่ ิพิธภัณฑ์

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


กิจกรรมล่องแก่ง

ล่องแก่งแม่นา้ ว้าตอนกลางแก่งนา้ ระดับ ๓-๕ ความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร ใช้เวลา ๓ วัน ๒ คืน ผ่านอุทยาน แห่งชาติดอยภูคาและ อุทยานแห่งชาติแม่จริม

ล่องแก่งลานา้ ว้าตอนล่างเส้นทางล่องแก่งลานา้ ว้าเดิมเป็ นเส้นทางล่องไม้สกั ที่ถกู ลักลอบตัดจาก ผืนป่ าใน เขตอาเภอแม่จริมและอาเภอเวียงสา ตลอดลานา้ ว้าไหลผ่านหุบเขา สองฝัง่ เป็ นภูเขาสูงสลับซับซ้อนผ่านแก่งต่าง ๆ กว่า ๒๒ แก่ง ซึ่งมีระดับความยากง่ายอยู่ที่ระดับ ๓-๕ ( ระดับ ๓ เป็ นระดับปานกลาง ระดับ ๔ เป็ นระดับยาก ระดับ ๕ เป็ นระดับยากมาก ) แก่งที่ใหญ่ที่สดุ และยากที่สดุ คือแก่งหลวง บางจุดของลานา้ เป็ นหาดทรายที่สามารถจอดแพ เพื่อให้ลงเล่นนา้ บางแห่งเป็ นจุดปางช้างสาหรับขึน้ ช้างต่อไปที่บา้ นหาดไร่ ช่วงเวลาที่ปริมาณนา้ ขึน้ สูงสุดคือ เดือน สิงหาคม และช่วงที่ปริมาณนา้ น้อยที่สดุ คือ เดือนเมษายน ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สดุ สาหรับการล่องแก่งนา้ ว้า คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม


ที่ตงั้ : อ ุทยานแห่งชาติแม่จริม ต.น้าปาย อ.แม่จริม จ.น่าน 55170 โทร.0-5473-1757

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วนอ ุทยานถ้าผาต ูบ

วนอุทยานถา้ ผาตูบตัง้ อยู่ในท้องที่บา้ นผาตูบ ตาบลผาสิงห์ อาเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน อยู่ในเขตป่ าสงวน แห่งชาติ “ ป่ าถา้ ผาตูบ ” ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 212 (พ.ศ. 2507) ลงวันที่ 23 เมษายน 2507 เป็ นป่ าที่มีสภาพ ธรรมชาติสวยงาม มีหน้าผาและถา้ ที่วิจิตรพิศดารหลายแห่ง มีที่ราบล้อมรอบ มีแอ่งนา้ อยู่กลางหุบเขาชาวบ้าน เรียกว่า “ หนองน่าน ” และบ่อนา้ บนยอดเขา เรียกว่า “ บ่อนา้ ทิพย์ ” เนือ้ ที่จดั เป็ นวนอุทยาน 582 ไร่ กรมป่ าไม้ได้ ดาเนินการจัดตัง้ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2521 ปั จจุบนั อยู่ในความควบคุมดูแลของสานักงานป่ าไม้จงั หวัดน่าน

ลักษณะพื้นที่สภาพป่า เป็ นป่ าดงดิบบนภูเขาหินติดต่อเป็ นเทือกเขาเดียวกัน มีหน้าผาสูงชัน มีถา้ ทัง้ หมด ประมาณ 7 แห่ง มีพนั ธุไ์ ม้ชนิดต่าง ๆ ขึน้ อยู่ตามพื้นราบเชิงเขา มีแหล่งนา้ กลางหุบเขา มีบ่อนา้ บนยอดเขา มีนา้ ตลอดปี


จุดเด่นที่น่าสนใจ วนอุทยานถา้ ผาตูบมีสภาพธรรมชาติอนั งดงามตามธรรมชาติ กล่าวคือมีสภาพเป็ น ภูเขา มีหน้าผาสูงและมีถา้ ต่าง ๆ เช่น ถา้ ผาตูบ ถา้ พระ ถา้ เบี้ย ถา้ เจดียแ์ ก้ว ถา้ ขอน ถา้ ผาสวรรค์ แต่ละถา้ เข้าชมได้ และยังมีทางแยกขึน้ สูย่ อดเขาเพื่อชมทิวทัศน์รอบ ๆ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในเมืองน่านได้ชดั เจน สาหรับบ่อนา้ ทิพย์มีนา้ ตลอดปี อยู่สงู จากระดับพื้นดิน ประมาณ 300 เมตร เป็ นบ่อนา้ ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน บริเวณปากถา้ มี พรรณไม้หลายชนิดขึน้ อยู่ทาให้บรรยากาศร่มรื่น สวยงามร่มเย็นตลอดทัง้ วัน ในวันขึน้ 15 คา่ เดือน 5 (เหนือ) ชาวบ้านผาตูบ จะมีการจัดงานประเพณีปิดทองพระพุทธรูปซึ่งสถิตอยู่บริเวณเชิงเขาถา้ พระ งานนีเ้ รียกว่า “งานถา้ ผาตูบ ”

โดยการเดินทาง ไปเช้า - เย็นกลับ หรือติดต่อสอบถามได้ที่สานักงานป่ าไม้จงั หวัดน่านโดยตรง โทร. (054)710815 และสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 5614292 - 3 ต่อ 719 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพญาวัด

วัดพญาวัด ของเมืองน่าน เป็ นวัดที่จะถึงก่อนวัดพระธาตุเขาน้อย ซึ่งสมัยก่อนถือว่าบริเวณวัดเป็ นเขตกลาง เมืองของเมืองน่าน ถ้าจะไปวัดพระธาตุเขาน้อย แนะนาให้มาไหว้พระที่วัดพญาวัดก่อนเลย


วัดพญาวัด แต่เดิมบริเวณที่ตงั้ วัดเป็ นเขตศูนย์กลางเมืองน่านในสมัยที่ยา้ ยเมืองจากพระบรมธาตุแช่แห้งมา ตัง้ อยู่ริมฝัง่ ตะวันตกของแม่นา้ น่าน

สถูปเจดียส์ ร้างด้วยศิลาแลงในสมัยพระนางจามเทวีเป็ นทรงซุม้ สี่เหลี่ยมซ้อนกัน 5ชัน้ แต่ละชัน้ ประดิษฐาน พระ พุทธรูปยืนซึ่งได้รบั อิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยยอดซุม้ ก่ออิฐวงโค้งเป็ นรูปแบบการก่อสร้างสมัยพระเจ้าติโลกราช แห่งนครเชียงใหม่แสดงให้เห็นว่ามีการบูรณะในสมัยนัน้ ซึ่งเป็ นสมัยที่อิทธิพลของศิลปะเชียงใหม่ได้เข้ามาแทนที่ศิลปะ สุโขทัยแล้ว


ในพระอุโบสถประดิษฐานจะมี “พระเจ้าฝนแสนห่า” ซึ่งชาวเมืองน่านเคยนามาแห่ขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล นอกจากนัน้ ยังมีธรรมาสน์แกะสลักฝี มือช่างพื้นเมืองน่านที่เก่าที่สดุ เท่าที่ เคยพบ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยเจ้า อัตถวรปั ญโญ ราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 24

เจดียจ์ ามเทวี หรือพระธาตุวัดพญาวัด ปูชนียสถานที่เก่าแก่ และสาคัญแห่งหนีง่ ของจังหวัดน่าน ด้วยช่าง ได้นารูปแบบ มาจาก จังหวัดลาพูน ในยุคที่ลา้ นนากาลัง รุ่งเรืองถึงขีดสุด ทัง้ ทางศาสนาจักรและอาณาจักร และ เมืองน่าน ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของล้านนาอย่างเต็มที่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระธาต ุแช่แห้ง พระอารามหลวง

วัดพระธาตุแช่แห้ง หมู่ 3 บ้านหนองเต่า ตาบลม่วงตีด๊ อาเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เดิมเป็ นวัดราษฎร์ ปั จจุบนั เป็ นพระอารามหลวง ประดิษฐานอยู่ ณ อาเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร องค์พระธาตุตงั้ อยู่บนเนินเขาลูกเตีย้ ๆ เป็ นสีทองสุกปลัง่ สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เนือ่ งจากสูงถึง 2 เส้น เป็ น อนุสรณ์ของความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต

ร ูปแบบสถาปัตยกรรม


ตัวพระธาตุตงั้ อยู่บนเชิงเนินปูดว้ ยอิฐ ลาดขึน้ ไปยังยอดเนิน กว้างประมาณ 20 วา มีบนั ไดนาคขนาบทัง้ สอง ข้าง องค์พระเจดียเ์ ป็ นแบบล้านนา ฐานเป็ นสี่เหลี่ยมซ้อนกันขึน้ ไปจนสูง ใช้แผ่นทองเหลืองบุรอบฐาน แล้วลงรักปิ ด ทอง จากพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พระยาการเมือง เจ้านครน่านได้อญ ั เชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก กรุง สุโขทัย มาประดิษฐานไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และตามตานานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงนา้ ที่ริม ฝัง่ แม่นา้ น่านทางทิศตะวันออก ที่บา้ นห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนามาถวาย แต่ผลสมอนัน้ แห้ง มาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนาผลสมอนัน้ ไปแช่นา้ ก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นจี่ ะมีผนู้ าพระบรมสารีริกธาตุ มาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนีว้ ่า พระธาตุแช่แห้ง


งานประจาปี

พระธาตุแช่แห้งได้จดั งานประจาปี ฉลองพระธาตุประจาปี ราวกลางเดือนหกฝ่ ายเหนือ ซึ่งตรงกับเดือนสี่ฝ่ายใต้


ความสาคัญ 1. ศาสนสถานสาคัญประจาจังหวัดน่าน 2. พระธาตุแช่แห้ง ใช้เป็ นสถานที่ประกอบพิธีนา้ อภิเษกนา้ บ่อแก้ว จังหวัดน่าน ใช้ทานา้ อภิเษก 3. พระธาตุแช่แห้ง เป็ นพระธาตุประจาปี เกิด ของคนที่เกิดปี เถาะ (ปี นักษัตรกระต่าย) การเดินทางไปวัดพระธาต ุแช่งแห่ง สาหรับการเดินทางไปท่องเที่ยว นมัสการ วัดพระธาตุแช่แห้ง นัน้ สามารถเดินทางได้โดยการใช้เส้นทาง หลวง หมายเลข 1168 หรือ จะใช้เส้นทางสายน่านแม่จริม ก็ได้

จัดทาโดย นางสาวปวีณา

วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุเบ็งสกัด

วัดพระธาตุเบ็งสกัด ตัง้ อยู่บา้ นแก้ม หมูท่ ี่ 5 ตาบลปั ว อาเภอปั ว จังหวัดน่าน เป็ นสถาปั ตยกรรมไทยลื้อ ที่ได้ มีการปรับเปลี่ยน รูปแบบหลายครัง้ ลักษณะวิหารเป็ นทรงสูงแต่หลังคาจะกดตา่ แบบช่างล้านนาเดิม


มีลาดบัวที่ฐานตอนล่างของพระวิหาร ด้านข้างของวิหารเจาะหน้าต่างเป็ นบานเล็ก ๆ แคบ ๆ หน้าวิหารมี ลักษณะเป็ น มุขโถงโล่ง ๆ ภายในวิหาร ซึ่งภายในประกอบด้วยเสา เรียงสองแถว ตรงสูแ่ ท่นฐานชุกชี ประตูดา้ นหน้า วิหาร เป็ นประตูใหญ่กว้างและสูงประกอบด้วยลวดลายปูนปั้ นผสมผสานระหว่าง ศิลปะเก่ากับใหม่ เจดียพ์ ระธาตุ เป็ งสะกัด ความหมายของพระธาตุตามตานาน หมายถึง สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึน้ จากบ่อดินที่ใช้ไม้แหย่ ลงไป แล้วไม้ ขาดเป็ นท่อน ๆ เหมือนมีอะไรมากัดให้ขาด และมีลาแสงเกิดขึน้ เจดียเ์ ป็ นรูปทรงฐานระฆังควา่ เป็ นมุมแปดเหลี่ยม ลดหลัน่ กัน เป็ นชัน้ ๆ ไม่มีลวดลายเป็ นศิลปะแบบพะเยา หรือที่เรียกว่าเจดีย์ ทรงพะเยา ซึ่งมีมากที่พะเยา เชียงราย และบริเวณแถบภาคเหนือ ตอนบน ภายในองค์พระเจดียป์ ระดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งถือเป็ นศูนย์รวมศรัทธา ของชุมชน เป็ นสถาปั ตยกรรมของช่างน่าน วัดตัง้ อยู่บนเนินสูงมองเห็นหมูบ่ า้ นอยู่เบื้องล่าง ด้านหลังเป็ นเนินเขา นับเป็ นการเลือกสรรชัยภูมิที่สง่ ให้วัดดูโดดเด่นเป็ นสง่า

การเดินทาง จาก อ.ปั ว ผ่านธนาคารกสิกรไทย กลับรถตรงเกาะกลางเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง 1256 ทางเข้าตรงข้าม โรงเรียนวรนครเข้าไป ประมาณ 200 เมตร และแยกซ้ายอีก 200 เมตร

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุเบ็งสกัด

วัดพระธาตุเบ็งสกัด ตัง้ อยู่บา้ นแก้ม หมูท่ ี่ 5 ตาบลปั ว อาเภอปั ว จังหวัดน่าน เป็ นสถาปั ตยกรรมไทยลื้อ ที่ได้ มีการปรับเปลี่ยน รูปแบบหลายครัง้ ลักษณะวิหารเป็ นทรงสูงแต่หลังคาจะกดตา่ แบบช่างล้านนาเดิม


มีลาดบัวที่ฐานตอนล่างของพระวิหาร ด้านข้างของวิหารเจาะหน้าต่างเป็ นบานเล็ก ๆ แคบ ๆ หน้าวิหารมี ลักษณะเป็ น มุขโถงโล่ง ๆ ภายในวิหาร ซึ่งภายในประกอบด้วยเสา เรียงสองแถว ตรงสูแ่ ท่นฐานชุกชี ประตูดา้ นหน้า วิหาร เป็ นประตูใหญ่กว้างและสูงประกอบด้วยลวดลายปูนปั้ นผสมผสานระหว่าง ศิลปะเก่ากับใหม่ เจดียพ์ ระธาตุ เป็ งสะกัด ความหมายของพระธาตุตามตานาน หมายถึง สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึน้ จากบ่อดินที่ใช้ไม้แหย่ ลงไป แล้วไม้ ขาดเป็ นท่อน ๆ เหมือนมีอะไรมากัดให้ขาด และมีลาแสงเกิดขึน้ เจดียเ์ ป็ นรูปทรงฐานระฆังควา่ เป็ นมุมแปดเหลี่ยม ลดหลัน่ กัน เป็ นชัน้ ๆ ไม่มีลวดลายเป็ นศิลปะแบบพะเยา หรือที่เรียกว่าเจดีย์ ทรงพะเยา ซึ่งมีมากที่พะเยา เชียงราย และบริเวณแถบภาคเหนือ ตอนบน ภายในองค์พระเจดียป์ ระดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งถือเป็ นศูนย์รวมศรัทธา ของชุมชน เป็ นสถาปั ตยกรรมของช่างน่าน วัดตัง้ อยู่บนเนินสูงมองเห็นหมูบ่ า้ นอยู่เบื้องล่าง ด้านหลังเป็ นเนินเขา นับเป็ นการเลือกสรรชัยภูมิที่สง่ ให้วัดดูโดดเด่นเป็ นสง่า

การเดินทาง จาก อ.ปั ว ผ่านธนาคารกสิกรไทย กลับรถตรงเกาะกลางเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง 1256 ทางเข้าตรงข้าม โรงเรียนวรนครเข้าไป ประมาณ 200 เมตร และแยกซ้ายอีก 200 เมตร

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดภ ูมินทร์

ตัง้ อยู่ที่บา้ นภูมินทร์ อาเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ใกล้กบั พิพิธภัณฑสถาน-แห่งชาตินา่ น เดิมชื่อ "วัดพรหม มินทร์" เป็ นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็ นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทงั้ สี่ทิศแกะสลัก ลวดลาย โดยช่างฝี มือล้านนาสวยงามมาก นอกจากนีฝ้ าผนัง แสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผา่ นมาตาม พงศาวดารของเมืองน่าน วัดภูมินทร์ถกู สร้างขึน้ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ ครอง เมืองน่านได้สร้างขึน้ หลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏในคัมภีรเ์ มือง เหนือว่าเดิมชื่อ "วัดพรหมมิ นทร์" แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็ นวัดภูมินทร์


สิ่งที่น่าสนใจของวัดภ ูมินทร์

1. พระอ ุโบสถจต ุรมุข

ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็ นหนึง่ เดียวในประเทศไทยก็คือ เป็ นพระ อุโบสถทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์นาคสะดุง้ ขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลาตัวนาค พระอุโบสถ จตุรมุขนีก้ รมศิลปกรได้สนั นิษฐานว่า เป็ นพระอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทยพระอุโบสถ ตรงใจกลาง ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทงั้ สี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกัน ประทับนัง่ บนฐานชุกชี เป็ นพระพุทธรูปปางมารวิชยั ผูท้ ี่ไปชมความงามของ พระอุโบสถนีไ้ ม่ว่าจะเดินขึน้ บันไดทิศไหน ก็จะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุก ด้าน


2. ภาพจิตรกรรมฝาผนัง

วัดภูมินทร์ได้รบั การบูรณะครัง้ ใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้ เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึน้ ในช่วงนี้ ภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ในวัด ภูมินทร์เป็ น ชาดกในพุทธศาสนา แต่ถา้ พิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนัน้ มีภาพที่นา่ สนใจอยู่ หลายภาพ เช่น ภาพเด่น ของ ภาพปู่ม่าน ย่าม่าน ซึ่งเป็ นคาเรียก ผูช้ ายผูห้ ญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบ สนทนากัน ผูช้ ายสักหมึก ผูห้ ญิง แต่งกายไตลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของ หนุม่ สาวคูน่ มี้ ีความประณีตมาก ภาพนี้ ได้รบั การ ยกย่องว่าเป็ นภาพที่งามเป็ นเยี่ยมของวัดภูมินทร์


3. สถ ูปเจดียพ ์ ระมาลัยโปรดโลก

ภายในก็จะเป็ นรูปปั้ นจาลองนรกสาหรับคนที่ทาบาปว่าจะได้รบั ผลกรรมเช่นไร เพื่อเป็ นการยา้ เตือนใจ

การเดินทางไปวัดภ ูมินทร์ โดยรถยนต์สว่ นตัว จากทางหลวงหมายเลข 1080 เข้าสูต่ วั เมืองน่าน ตามถนนมหายศ เมื่อผ่านวัด สวนตาล แยกขวาเข้าถนนผากอง ผ่าน เทศบาลเมืองน่าน วัดภูมินทร์จะอยู่ทางด้านขวามือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เสาดินนาน้อย ( ฮ่อมจ๊อม ) และคอกเสือ

คือ เป็ นเสาดินที่มีลกั ษณะแปลกตาดินนาน้อย เกิดจากการที่ดินตะกอน ทับถม ถูกเลื่อนตัวสูงขึน้ จากผิวดิน ผ่านเวลานานหลายล้านปี ถูกนา้ และฝนกัดเซาะจนทาให้เกิดรูปร่างประหลาด แปลกตาอย่างที่เห็น สันนิษฐานว่าเสา ดินนาน้อยมี อายุประมาณ 30,000-10,000 ปี และเคยเป็ นก้นทะเลมาก่อน


เสาดินนาน้อย

มีลกั ษณะเป็ นหุบผาและแท่งดินผสมหินลูกรังสีแดงปนส้ม รูปทรงต่าง ๆ กันไป บ้างเป็ นแท่งแหลม บ้างเป็ น แท่งมนกลม คล้ายฉากคล้ายหลืบม่าน แล้วแต่จะจินตนาการให้เป็ นรูปอะไร กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ บริเวณรอบ ๆ เสาดินจะเปลี่ยนสีเป็ นสีเหลือง แดง ส้ม นา้ ตาล ตัดกับสีนา้ เงินเข้มของท้องฟ้ า สวยงามน่าชม

คอกเสือ

ซึ่งมีลกั ษณะเป็ นแอ่งลึกจากเนินดินด้านบนประมาณ10 ม.มีทางลงไปชมทาด้วยไม้อยู่ทางด้านใต้ เมื่อลงไป จะพบว่าบริเวณรอบ ๆ หุบผามีลกั ษณะเป็ นหลืบม่าน เป็ นร่อง รอยยาว รวมถึงมีแท่งดินรูปร่างต่าง ๆ กระจัด กระจายอยู่ภายในเหมือนกับที่เสาดิน คอกเสือ มีพื้นที่นอ้ ยกว่าประมาณ 10 ไร่ แต่ก็มีความงดงามเฉพาะตัว แตกต่าง ไปจากที่เสาดินจึงไม่ควรพลาดชมทัง้ สองแห่ง


เดินทางไปที่เสาดินนาน้อย ( ฮ่อมจ๊อม ) และคอกเสือ 1.โดยรถยนต์สว่ นตัว จากกรุงเทพฯ ผ่านนครสวรรค์ พิษณุโลกถึงแพร่ จากแพร่ตามถนนยัตรกิจโกศล ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ไปถึงอาเภอเวียงสา เลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้ า ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1026 จากอาเภอเวียงสาไป อาเภอนาน้อย มีทางแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 1083 ขับเข้ามาประมาณ 10 กว่า กม. จะ พบป้ายให้ไปทาง เสาดินนาน้อย เลี้ยวขวามาอีกประมาณ 10 กม. ก็จะถึงเสาดินนาน้อย 2.โดยรถยนต์ประจาทาง หากเดินทางมาเองสามารถใช้บริการรถ กรุงเทพฯ-เวียงสา เวียงสา-นา น้อย-สามแยกบ้านใหม่ แล้วเหมารถ สองแถว 300 บาท

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


หมูบ่ า้ นไทยลื้อหนองบัว

การท่องเที่ยวหมูบ่ า้ นไทยลื้อหนองบัว คืออีกหนึง่ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตที่มีชื่อเสียงและเป็ นสถานที่ ท่องเที่ยวที่สาคัญของจังหวัดน่าน หมูบ่ า้ นแห่งนีเ้ ป็ นหมูบ่ า้ นที่มีฝีมือในการทอผ้าพื้นเมืองที่สวยงาม เรียกว่า “ผ้าลายนา้ ไหล” ซึ่งเป็ นแหล่งใหญ่ที่สดุ ในจังหวัดน่าน นับเป็ นหัตถกรรมที่ตกทอดมาหลายยุคหลายสมัย โดย ประชากรส่วนใหญ่เป็ นชาวไทลื้อที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองล้าแคว้น สิบสองปั นนา มลฑล ยูนาน ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อ

ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อ คือ งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผา้ ฝ้าย บางสมัยนิยมใช้เส้นไหมจากต่างถิ่น ทอ ลวดลายที่เรียกว่า "ลายเกาะ" ด้วยเทคนิคการล้วง ซึ่งปั จจุบนั นิยมเรียกว่าลายน้าไหล มีการฟื้ นฟูและถ่ายทอด ศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือในปั จจุบนั


วัฒนธรรม

ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นในภูมิภาค คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็ นบ้านไม้ มีใต้ถนุ สูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถนุ เลี้ยงสัตว์ แต่ในปั จจุบนั วิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เรือน ที่ยงั คงสภาพเป็ นเรือนไม้แบบเดิมสถาปั ตยกรรมแบบไทลื้อผสมล้านนายังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน

ที่อยู่ และการเดินทาง โดยหมูบ่ า้ นไทยลื้อหนองบัวตัง้ อยู่ในเขตพื้นที่ของตาบลป่ าคา อาเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เดินทางจากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1080 ระยะทาง 41 กิโลเมตร ก่อนถึงอาเภอท่าวัง ผามีทางแยกซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตร

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


หอศิลป์ ริมน่าน

หอศิลป์ ริมน่าน เป็ นหอแสดงงานศิลปะของเอกชนขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 13 ไร่ ตัง้ อยู่ริมแม่นา้ น่าน ทางเข้า ติด ริมถนนทางหลวง (กม.20) ห่างจากตัวอาเภอเมืองน่านไปประมาณ 20 กิโลเมตร เป็ นแหล่งรวมศิลปะและ วัฒนธรรมของจังหวัดน่าน ก่อตัง้ และดาเนินการโดยศิลปิ นชาวน่าน หอศิลป์ ขึน้ ในสภาพภูมิประเทศที่เป็ นธรรมชาติ เพื่อให้คนที่มาเสพศิลปะนัน้ ได้ความรูส้ ึกสบายใจและพักผ่อน ไปด้วย

ภาพที่จดั แสดงส่วนมากมักจะจัดแสดงเพียงเพื่อให้ผชู้ มได้เข้าถึงศิลปะ เหมือนได้ไปพบปะเพื่อนใหม่ที่ชื่อศิลปะ ให้มากขึน้ นอกจากนีห้ อศิลป์ ริมน่านก็ถือได้ว่าเป็ นสถานที่รวมพลังของคนน่านเช่นกัน เพราะเมื่อมีการจัดกิจกรรม เปิ ดงานศิลปะ ก็จะมีภาคส่วนต่างๆ ของจังหวัดน่านเข้ามาร่วมด้วย เช่น ศูนย์ประสานงานประชาคม ซึ่งก็เหมือนกับ ว่าหอศิลป์ และส่วนอื่นๆ ของจังหวัดได้ชว่ ยกันทาเพื่อสังคม และประชาชนก็จะเข้ามาสนับสนุนหอศิลป์ ซึ่งก็ได้ ประโยชน์ดว้ ยกันทัง้ สองทาง


สาหรับผูท้ ี่มาพักผ่อนที่จงั หวัดน่านก็ไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมนิทรรศการภาพทัง้ จากศิลปิ นชื่อดัง และ ศิลปิ น ภูมิภาคที่จะหมุนเวียนมาจัดแสดงให้ท่านได้มาซึมซับงานศิลปะไปพร้อมๆกับสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ว่าจะเป็ นสวน สวย ภายในหอศิลป์ แม่นา้ น่าน และทิวเขาที่โอบล้อม รวมถึงมีสินค้าที่ระลึกที่เป็ นงานประยุกต์ศิลป์ ต่างๆ เช่น ผ้าทอ มือ โปสการ์ด หนังสือ และงานภาพพิมพ์ของอ.วินยั ไว้ให้ได้เลือกซื้อเป็ นของฝากด้วย


รายละเอียดเพิ่มเติม สถานที่ตงั้ : 122 หมู่ 2 ต.บ่อ อ.เมือง จ.น่าน 55000 เบอร์โทร : 054 798 046 , 081 898 2912 , 081 32 2912 เปิ ดบริการ : 09.00 น. – 17.00 น. ทุกวันพฤหัส – วันอังคาร ปิ ดบริการ : วันพุธ การเดินทางไปหอศิลป์ ริมน่าน โดยรถยนต์สว่ นตัว จากตัวอาเภอเมืองน่าน ขับรถขึน้ ไปทางตอนเหนือของจังหวัด และเดินทางไปตาม เส้นทางที่จะไป อ.ท่าวังผา อ. ปั ว อ.ทุ่งช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ ขับรถไปเรื่อย ๆ จะพบเส้นทางที่รายล้อมไปด้วย ต้นไม้และธรรมชาติ 2 ข้างทาง ถึง กม.ที่ 20 ก็จะถึง หอศิลป์ ริมน่านแล้วค่ะ อยู่ทางด้านขวามือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อนุสาวรียว์ ีรกรรมพลเรือนตารวจและพิพิธภัณฑ์ทงุ่ ช้าง

อนุสาวรียว์ ีรกรรมพลเรือนตารวจทหารและพิพิธภัณฑ์ทหารทุ่งช้างนัน้ อาจจะดูไม่เหมือนเเหล่งท่องเที่ยว อื่นๆ มากนัก เเต่จากการจุดที่ตงั้ ของตัวอนุสาวรียท์ ี่อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 84 ของเส้นทางสาย น่าน ทุ่งช้าง นัน้ ซึ่งเป็ นช่วงที่สงู อีกเเห่งเเละมีวิวทิวทัศน์ที่เเสนจะงดงามก็ทาให้มนั กลายเป็ นจุดเเวะพักของนักเดินทางที่จะมาเที่ยว จังหวัดน่านได้เเวะพักผ่อนอิริยาบถเเละชื่นชมความสวยงามของวิวทิวทัศน์ที่มีทงั้ ทิวเขาที่เเสนจะงดงามในบรรยากาศ ของอากาศที่เย็นสบายๆ


ประวัติที่มา

อนุสาวรียว์ ีรกรรม พลเรือน ตารวจ ทหาร และ พิพิธภัณฑ์ทหารทุ่งช้าง นัน้ ก็เนือ่ งมาจากเหตุการณ์ในช่วงที่ ประเทศไทยนัน้ ต้องประสบกับภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ เเละพื้นที่ของจังหวัดน่านนัน้ ก็เรียกว่าเป็ นพื้นที่สีเเดงที่เต็มไป ด้วยการสูร้ บที่ดเุ ดือด ซึ่งเหตุการณ์ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2518 ผูก้ อ่ การร้ายคอมมิวนิสต์ หรือ ผกค ได้บกุ ดจมตี ฐานที่มนั ่ ของทหารในสังกัดของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ซึ่งตัง้ ฐานที่มนั ่ อยู่ในบริเวณนี้ โดยมีกาลังที่ ประจาฐานอยู่ 69 นาย เเละจากการสูร้ บที่ดเุ ดือดเป็ นเวลานานในวันนัน้ ทาให้มีทหารเสียชีวิตในการปฏิบตั หิ น้าที่ไป 17 นาย เเต่ผลของการสูร่ บคือสามารถรักษาฐานที่มนั ่ เอาไว้ได้ เเละมีพลเรือนเเละตารวจจานวนหนึง่ ที่เข้าร่วมต่อสู้ ได้รบั บาดเจ็บ ทาให้ในเวลาต่อมาจึงมีการสร้างอนุสาวรียเ์ เห่งนีเ้ พื่อเป็ นเกียรติให้กบั ผูท้ ี่เสียชีวิตในวันนัน้


สาหรับ อนุสาวรียว์ ีรกรรม พลเรือน ตารวจ ทหาร และ พิพิธภัณฑ์ทหารทุ่งช้าง มีการอกเเบบให้มีขนาด เท่ากับคนจริงในท่าที่กาลังยกธงชาติไทยจานวนสามนาย บนฐานหินอ่อนสีดาที่มีการจารึกเหตุการณ์เเละรายชื่อของ ผูเ้ สียชีวิตเอาไว้ ซึ่งจากจุดของอนุสาวรียจ์ ะโอบล้อมไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่มีความสวยงามเป็ นอย่างมากเลยทีเดียว เเละ ใกล้ๆ กันนัน้ ก็ยงั เป็ นที่ตงั้ ของพิพิธภัณฑ์ทหารทุ่งช้าง ที่เเสดงอาวุธยุทธโธปกรณ์มากมายที่ใช้ในสมัยนัน้ อีกด้วย นับว่าเป็ นอีกจุดที่นา่ เเวะเที่ยวชมอย่างมาก สาหรับการเดินทางมายัง อนสุ าวรียว์ ีรกรรม พลเรือน ตารวจ ทหาร และ พิพิธภัณฑ์ทหารทงุ่ ช้าง คุณสามารถใช้เส้นทางถนนสาย น่าน – ทุ่งช้าง พอมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 84 ก็จะถึงเเล้ว เพราะจะตัง้ ติดกับ ถนนเลย เเละโดดเด่นมองเห็นเเต่ไกล

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติศรีน่าน

มีพื้นที่ประมาณ 583,750 ไร่ หรือ 934 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อาเภอเวียงสา อาเภอนาน้อย และอาเภอนาหมื่น เทือกเขาสลับซับซ้อนที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ขนานกันทัง้ ทางทิศตะวันตก และตะวันออกแบ่ง พื้นที่ออกเป็ น ฝัง่ ตะวันตกและฝัง่ ตะวันออก สองฝัง่ แม่นา้ เป็ นป่ าเบญจพรรณและป่ าเต็งรัง จุดเด่นของที่นี่ 1. ดอยเสมอดาว


ดอยเสมอดาว เป็ นพื้นที่ที่มีลานกว้างโค้งไปตามสันเขาเหมาะสาหรับการพักผ่อนชมพระอาทิตย์ ขึน้ และ พระอาทิตย์ตกในเวลาเดียวกัน และยังสามารถ ชมทะเลหมอกในยามเช้า ชมดาวและแสงไฟจากตัวอาเภอนาน้อยใน ยามคา้ คืนได้อย่างสวยงาม

2. ผาหัวสิงห์

ผาหัวสิงห์ เป็ นหน้าผามีรปู ร่างเหมือนสิงโตนอนหมอบหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสามารถมองเห็น ทิวทัศน์ ได้ 360 องศา ทิศเหนือมองเห็นตัวอาเภอเวียงสา ทิศใต้มองเห็นทิวเขาเป็ นแนวยาว ทิศตะวันออกมองเห็น ผาชู้ แม่นา้ น่าน ทิศตะวันตกมองเห็นตัวอาเภอนาน้อย เกือบทัง้ หมด และเป็ นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกจุด หนึง่ มีเส้นทาง เดินสารวจธรรมชาติให้ผรู้ กั การปี นป่ ายและการผจญภัยได้


3 .ผาชู้

มีลกั ษณะเป็ นผาหินขนาดใหญ่ตงั้ ตระหง่านกลางขุนเขาเขียวขจีหลายแสนไร่ บริเวณเชิงผาชูเ้ ป็ นที่ตงั้ ที่ทา การ อุทยานฯ ในฤดูหนาว สามารถมองเห็นทะเลหมอกได้จากยอดผาชู้ และเมื่อหมอกจางลง จะมองเห็นลานา้ น่าน ทอดตัวคดเคี้ยวอยู่ที่ปลายผืนป่ า ผาชูเ้ ป็ นสถานที่ตงั้ เสาธงที่ยาวที่สดุ ในประเทศไทย ต้องร้องเพลงชาติ 12 จบกว่า จะเชิญธงชาติขนึ้ สู่ ยอดเขา ซึ่งสายเสาธงมีความยาวกว่า 200 เมตร ที่อยูข่ องอ ุทยานแห่งชาติศรีน่าน อุทยานแห่งชาติศรีนา่ น ตู้ ปณ. 14 ตาบลศรีสะเกษ อาเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 55150 โทร. 054 701106 หรือกรมอุทยานแห่งชาติฯ โทร 02 579 7223 , 02 561 2919 ต่อ 724 ,725 การเดินทางไปอ ุทยานแห่งชาติศรีน่าน 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว อุทยานแห่งชาติศรีนา่ นอยู่ห่างจากตัวอาเภอนาน้อย 20 กิโลเมตร ตามทางหลวง หมายเลข 1083 สายนาน้อย-ปางไฮ ระหว่างทางมี จุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นเทือกเขาที่อยู่ในเขตอุทยานฯ และ แม่นา้ น่านที่ไหล คดเคี้ยว ได้อย่างชัดเจน แม่นา้ น่านไหลผ่านอุทยานฯ ไปจนถึงอาเภอปากนาย 2.โดยรถประจาทาง ใช้รถสายกรุงเทพฯ-น่าน ลงที่อาเภอเวียงสา แล้วต่อรถประจาทาง สายเวียงสานาน้อย-นาหมื่น ลงที่สามแยกบ้านใหม่แล้วเหมารถสองแถว เข้าอุทยานฯ จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติภ ูหินร่องกล้า

ตัง้ อยู่บนรอยต่อของสาม จังหวัด คือ อ.ด่านซ้าย จังหวัดเลย อ.นครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อ.หล่ม สัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนือ้ ที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็ นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็ นพื้นที่ที่ มีธรรมชาติแปลก และสวยงาม ทัง้ ยังเป็ นดินแดนแห่งประวัตศิ าสตร์เป็ นยุทธภูมิ ที่สาคัญ อันเนือ่ งจาก ความขัดแย้งของลัทธิ และแนว ความคิดทางการเมือง อุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้าจึงเป็ นอุทยานแห่งชาติเพียง แห่งเดียวในประเทศไทย ที่รกั ษาไว้ซึ่งประวัตศิ าสตร์ ของการสูร้ บและความสวยงามทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ลักษณะภูมิอากาศภูหินร่องกล้ามีลกั ษณะภูมิอากาศคล้าย ภูกระดึงและภูหลวง เนือ่ งจากมีความสูง ในระดับไล่เลี่ย กัน อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิ จะตา่ ประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฤดูรอ้ นอากาศ จะเย็นสบาย ฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

เนือ่ งจากอุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้า เป็ นอุทยานทางประวัตศิ าสตร์ ซึ่งมีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม แปลกตาผิดจาก อุทยานแห่งชาติโดยทัว่ ไป ดังนัน้ จุดที่นา่ สนใจต่างๆ จึงแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทคือ ด้าน ประวัตศิ าสตร์ ได้แก่ สถานที่ที่อดีตผูก้ อ่ การ ร้ายคอมมิวนิสต์ เคยใช้เป็ นที่อยู่อาศัย เป็ นที่ ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ


ด้านธรรมชาติที่สวยงาม


การเดินทาง 1.รถยนต์สว่ นตัว การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้ามีหลายเส้นทาง แต่ที่นยิ มกันคือ ใช้ทาง หลวงหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก ถึงสามแยกบ้านแยง มีป้ายบอกทางแยกขวาผ่านบ้านห้วยตีนตัง่ -บ้าน ห้วยนา้ ไซ-ฐานพัชรินทร์ สูท่ ี่ทาการอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า ระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึง่ คือ จากเพชรบูรณ์ตามทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอาเภอหล่มสัก อาเภอหล่มเก่า บ้านวัง บาล บ้านเหมืองแบ่ง บ้านแม้วทับเบิก ถึงอุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้า รวมระยะทางประมาณ 104 กิโลเมตร เป็ น ทางลาดยาง ค่อนข้างสูงชันและ คดเคี้ยวมาก ควรใช้รถสภาพดีมีกาลังสูงและใช้ความระมัดระวังอย่างมาก 2.รถประจาทาง ที่อาเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีรถสองแถวบริการขึน้ ภูหินร่องกล้าทุกวัน วิ่งวันละ 7 เที่ยว ออกเวลา 08.00, 09.30, 11.00, 12.30, 14.00, 15.30 และ 17.00 น. รถจะจอดอยู่บริเวณตลาดสมใจ (ท่ารถนครไทย) ค่าโดยสารคนละ 20 บาท หรือเช่าเหมาคันละประมาณ 550 บาท ถ้าค้างแรมประมาณ 750 บาท

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เจดียย์ อดด้วน (เขาสมอแคลง)

มีอายุราว 700 ปี พงศาวดารเหนือบันทึกไว้ว่า พระยาจิตรไวย แห่งเจ้าเมืองน่านสร้างเจดียอ์ งค์นเี้ พื่อบรรจุ พระธาตุของพระอรหันต์เถระ เจ้า คือ พระอุบาลีเถระและพระศิริมานนท์เถระ ซึ่งเป็ นพระสงฆ์ 2 รูปที่ได้รบั นิมนต์เป็ น ประธานฝ่ ายสงฆ์สร้างพระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีรตั นมหาธาตุวรมหาวิหาร


มีการซ่อมแซมและบูรณะมาหลายครัง้ แล้ว ลักษณะเจดียเ์ ป็ นทรงลังกา มีฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 3 ชัน้ หลังจากนัน้ จะเป็ นฐานย่อแปดเหลี่ยมแล้วขึน้ เป็ นองค์ระฆัง ลักษณะเด่นของที่นคี่ ือบริเวณยอดเจดียอ์ งค์ระฆังจะมี เพียงแค่ครึ่งซีกเท่า นัน้

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ทงุ่ โนนสน

ทุ่งโนนสนอีกหนึง่ จุดท่องเที่ยวสาหรับคนที่รกั การเดินป่ าศึกษาธรรมชาติและการแค้มป์ ปิ้ ง โดยเป็ นทุ่ง หญ้าสลับกับป่ าสนเขาที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว ตามบริเวณลานหินจะเต็มไปด้วยดอกไม้ เล็กๆ เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน ฯลฯ

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนที่เคยมีโอกาสมาเยือนอุทยานแห่งชาติท่งุ แสลงหลวง อุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียง ของอาเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แน่นอนว่าต้องไม่ พลาดที่จะไปเยือน อีกหนึง่ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ของอุทยานแห่งชาติท่งุ แสลงหลวง อย่าง "ทุ่งโนนสน" อย่างแน่นอน


ทุ่งโนนสนอีกหนึง่ จุดท่องเที่ยวสาหรับคนที่รกั การเดินป่ าศึกษาธรรมชาติและการแค้มป์ ปิ้ ง โดยเป็ นทุ่ง หญ้าสลับกับป่ าสนเขาที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว ตามบริเวณลานหินจะเต็มไปด้วยดอกไม้ เล็กๆ เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน ฯลฯ รวมทัง้ กล้วยไม้ดินนานาชนิด เช่น เอื้องม้าวิ่ง ยี่โถปี นัง ฯลฯ

ด้วยเหตุนที้ ่งุ โนนสนจึงนับว่าเป็ นทุ่งดอกไม้ที่สวยงามที่สดุ แห่งหนึง่ นอกจากนีย้ งั สามารถพบรอยเท้าสัตว์ ป่ าพวกเก้ง กวางป่ า ได้ไม่ยาก การเดินทาง สามารถเดินทางโดยรถ ยนต์จากหน่วยพิทกั ษ์อทุ ยานแห่งชาติที่ สล.8 (หนองแม่นา) มาประมาณ 17 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าเข้าไปอีก 15 กิโลเมตร จึงจะถึง ปั จจุบนั เป็ นที่นยิ มสาหรับ กิจกรรมปั น่ จักรยาน เสือภูเขาเช่นกัน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกแก่งซอง

รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว

นา้ ตกแก่งซองเป็ นสายนา้ ที่เกิดจากลานา้ เข็กลดระดับ ทาให้เกิดธารนา้ ที่มีลกั ษณะคล้ายนา้ ตกขึน้ มา แต่มี ขนาดใหญ่กว่านา้ ตกสกุโณทยานซึ่งอยู่บนเส้นทางสายเดียวกัน ที่นคี่ ณ ุ จะได้เพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ของ บ้านเรือนต่างๆ ที่ตงั้ อยู่ริมนา้ ตก ซึ่งมาพร้อมกับสะพานแขวนไว้เดินชมแม่นา้ เข็ก รวมทัง้ สามารถข้ามไปยัง หมูบ่ า้ น ฝัง่ ตรงข้ามได้นอกจากนีไ้ ม่ไกลจากนา้ ตกแก่งซองมากนัก จะมีรา้ นอาหาร ร้านกาแฟ ตลอดจนบริการล่องแก่งนา้ เข็ก ที่ตนื่ เต้นสนุกสนาน ซึ่งล่องได้เฉพาะช่วงฤดูนา้ หลากประมาณสิงหาคมถึงตุลาคมเท่านัน้ ตัง้ อยู่ที่ ตาบลแก่งซอง ริม ทางหลวงหมายเลข 12 บริเวณ กม.45


เวลาเปิดทาการ : 07.00 - 18.00 ที่อยู่ ตาบลแก่งซอง อาเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เบอร์โทร +66 5525 2742-3

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกแก่งโสภา “ไนแองการาเมืองไทย” ที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

“ไนแองรา” นา้ ตกที่สวยที่ สุดแห่งหนึง่ ของโลกที่อยู่ระหว่างประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา นอกจาก ความสวยที่ว่ามาแล้ว สิ่งหนึง่ ที่ทาให้นา้ ตกแห่งนีม้ ีชื่อเสียงก็คือ ความยิ่งใหญ่ เพราะ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศแคนาดา หรือสหรัฐอเมริกาก็สามารถชมวิวของนา้ ตกแห่งนี้ ได้เช่นเดียวกัน พูดมาซะขนาดนีค้ งไม่ตอ้ งบรรยายอะไรอีกแล้ว เราจะไปพาเที่ยวกันเลย

เมืองไทยก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยไม่แพ้ที่ใดในโลกค่ะ วันนีเ้ ราจึงพาไปเที่ยวกันที่ “ไนแองการาเมืองไทย” หรือ “นา้ ตกแก่งโสภา” อาเภอวังทอง จังหวัดพิษณุ โลก นา้ ตก แก่งโสภานัน้ ถ้าจะให้มากกว่าปกติหรือพิเศษแล้ว จะต้องไปในช่วงฤดูหนาว-ฤดู ร้อนนัน้ ก็คือตัง้ แต่ชว่ งสิ้นปี ไปจนถึงเดือนที่รอ้ นที่สดุ ของประเทศไทยกัน เลยทีเดียว ทา ให้นา้ ตกแห่งนีก้ ลายเป็ นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งที่นกั ท่องเที่ยวมักจะไปกัน ในช่วงปี ใหม่นนั้ เองค่ะ ในช่วงฤดูนจี้ ะเป็ น ช่วงที่สายนา้ จะลดระดับความรุนแรงของตัวเองลงค่ะ ทาให้สามารถมองเห็นนา้ ตกแห่งนีไ้ ด้ครบทัง้ 3 ชัน้


นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินลงไปยังจุดชมวิวด้านหน้าของตัวนา้ ตกเพื่อสัมผัส กับสายนา้ เย็นๆและความ สวยงามนัน้ ได้เต็มตาจุใจเลยค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าในช่วงฤดูฝนจะไปเที่ยวไม่ได้นะคะ ในช่วงฤดูนกี้ ็ไปเที่ยวได้คะ่ นา้ ตกในช่วง ฤดูฝนคงจะคุน้ ๆตากันมาแล้วนะคะ คือ นา้ ตกเนีย่ จะเป็ นสีขน่ ุ ของดินหินที่เมื่อเจอกับกระแสนา้ แรงๆก็จะพัดพาให้ เป็ น ตะกอนไปตามสายนา้ ค่ะ ยิ่งทาให้นา้ ตกมีความแรงมากขึน้ ไปอีกนัน่ เอง ทาให้ทางผูท้ ี่ดแู ลนัน้ จะต้องมีการนารัว้ กันมา ตัง้ ไว้ เพื่อกันไม่ให้นกั ท่องเที่ยวเดินลงบันไดผ่านไปยังจุดชมวิวทางด้านหน้าของ นา้ ตก เพื่อที่จะป้องกันอันตรายที่ อาจจะเกิดขึน้ ได้ จากการลื่นล้ม ถูกกระแสนา้ ด้านหน้าพลัดปลิว หรืออุบตั เิ หตุตา่ งๆค่ะ

สาหรับท่านใดที่ยงั มีงบไม่พอหรือกลัวการไปต่างประเทศถึงทวีปอเมริกาแล้วล่ะ ก็ ลองไปนา้ ตกแก่งโสภา ก่อนก็ได้คะ่ รับรองว่าจะได้รบั ความสดชื่นและตืน่ ตาตืน่ ใจไปกับบรรยากาศและความสวยงาม ให้ร่างกายได้เติมเต็ม ความสุขเล็กๆน้อยๆที่ขาดหายไปยามที่อากาศร้อนสะบัดใน เดือนเมษายน และไม่ตอ้ งเดินทางไปไกลถึงครึ่งโลกแล้ว ล่ะก็ แนะนาว่านา้ ตกแก่งโสภาจะต้องเป็ นตัวเลือกที่นา่ สนใจไม่นอ้ ยเลยทีเดียวค่ะ เพราะ ไหนจะสวย ประหยัดงบเหมาะ กับเศรษฐกิจแล้วยังเดินทางไปเที่ยวกันเองได้สะดวกอีกด้วยค่ะ… จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ผาชูธง

อยู่ห่างจากลานหินปุ่ มประมาณ 500เมตร เป็ นหน้าผาสูงชัน สามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้าง ไกลโดยเฉพาะภาพ วิวพระอาทิตย์ตกดินจะ สวยงามไม่แพ้จดุ ชมวิวอื่น ๆ บริเวณนีเ้ คยเป็ นสถานที่ซึ่งผกค.จะขึน้ ไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครัง้ เมื่อรบชนะ

ผาชูธงเป็ นจุดชมทิวทัศน์ที่มีความสวยงาม สามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้ถึง 360 องศา ในช่วง ปลายฤดูฝน – ฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจานวนไม่นอ้ ยจะยอมตืน่ ตัง้ แต่ร่งุ สางแล้วเดินทางมายังผาชูธง แห่งนีเ้ พื่อรอ ชมความงดงามของทะเลหมอกในยามเช้า ภาพของสายหมอกสีขาวบางเบาซึ่งแผ่ขยายปกคลุมไปทัว่ ผืนป่ าสีเขียวขจี เบื้อง ล่างเป็ นสิ่งที่ทาให้ใครต่อใครหลาย ๆ คนตัง้ ใจอดทนลุกขึน้ จากที่นอนพร้อม ๆ กับถ่างตาฝ่ าความยากลาบาก ออกมาเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความประทับใจนีเ้ อาไว้ ในเลนส์กล้องและความทรงจา


เนือ่ งจากผาชูธงตัง้ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของภูหินร่องกล้า ในยามเย็นหน้าผาแห่งนีจ้ ึงกลายเป็ นจุดชมพระ อาทิตย์ตกอีกแห่งหนึง่ ซึ่งมีชื่อ เสียงไม่แพ้ลานหินปุ่ ม นักท่องเที่ยวที่เลือกพักค้างแรมบนภูหินร่องกล้าตัง้ แต่ 2 คืนขึน้ ไปอาจจะเลือกเดินทางมาเฝ้ ารอชมความงดงามของอาทิตย์อสั ดงยามยา่ สนธยา ณ ลานหินปุ่ มในวันแรก แล้วจึงมา เก็บภาพบรรยากาศที่แตกต่าง ณ ผาชูธงในวันที่สองหรือวันถัด ๆ ไปก็ได้

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ล่องแก่งลำน้ำเข็ก พิษณุโลก

บนทางหลวงหมาย เลข 12 พิษณุโลก - หล่มสัก นับตัง้ แต่ ก.ม.53 มาจนถึง ก.ม.46 ระยะทางตามลา นา้ ประมาณ 8-9 ก.ม. คือช่วงหนึง่ ของลานา้ เข็ก ที่มีความเหมาะสมแก่การล่องแก่งด้วยเรือยาง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชัว่ โมง จุดเด่นของการล่องแก่งลานา้ เข็กคือ นักท่องเที่ยวจะได้สมั ผัสความสนุก ตืน่ เต้น เร้าใจ จนลืมเหนือ่ ย เพราะ มีจานวนแก่งมากมาย 13-18 แก่ง ระดับความยาก 3-5 ตลอดช่วงการล่องแก่ง เริ่มจากแก่งเล็กๆ ไปจนบางแก่ง เป็ นเชิงชัน้ นา้ ตก บางแก่งเป็ นเหมือนขัน้ บันไดยาวนับร้อยเมตรลดระดับลงไป

ลักษณะของลานา้ เข็กเป็ นลานา้ ที่ไม่ใหญ่นกั ในหน้าฝนจะเปลี่ยนเป็ นสีนา้ ตาลขุน่ และในช่วงหน้าแล้งจะ เปลี่ยนเป็ นสีเขียวใส ลานา้ นีจ้ ะมีเกาะแก่งมากมาย ความรุนแรงของกระแสนา้ จะขึน้ อยู่กบั ระดับนา้ ถ้าเป็ นช่วงที่ฝน ตกชุก ความรุนแรงของกระแสนา้ จะมากตามมาด้วย การเดินทางไปล่องแก่งก็คอ่ นข้างสะดวก เพราะลานา้ จะอยู่ใกล้ ถนน ลงจากรถก็ลงเรือต่อได้ เมื่อถึงจุดขึน้ จากเรือก็สามารถขึน้ รถต่อได้เช่นกัน ไม่ตอ้ งเดินไกลๆ เหมือนการล่อง แก่งสถานที่อื่น จัดทาโดยนำงสำวปวีณำ วงษ์กระนวน


ลาน หินปุ่ม

เป็ นลานกว้างโดยมีหินขึน้ ตะปุ่ มตะป่ ากระจายอยู่เต็มลาน หินที่ว่านีม้ ีลกั ษณะเป็ นเสาหินกลมมนเตีย้ ๆ เรียงกันเป็ นแถวอย่างน่าดู โดยปุ่ มหินดังกล่าวมีความสูงเพียง15 เซนติเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร และด้วยความที่ลานหินปุ่ มนีต้ งั้ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติฯ จึงนับเป็ นจุดชมวิวพระ อาทิตย์ตกที่สวยงามมากแห่งหนึง่

หลังจากที่เราชมวิวบริเวณผาชูธงแล้ว จุดถัดมาก็จะเป็ น“ซันแครก” บริเวณลานกว้างที่มีร่องรายทาง ประวัตศิ าสตร์ของการต่อสูจ้ ารึกไว้ให้เราได้ เห็นเช่น รอยหลุมระเบิดและรอยกระสุนปื นที่เป็ นในช่วงการกวาดล้าง คอมมิวนิสต์ รวมถึงป้อมปื นต่อสูอ้ ากาศยานที่ตงั้ โดดเด่นอยู่กลางลาน ซึ่งที่บริเวณนีน้ อกจากเรื่องราวทาง ประวัตศิ าสตร์การเมืองที่มีความสาคัญ แล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ ซันแครก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นา่ ทึ่ง อัน เกิดการจากการบีบอัดและยกตัวของผิวโลก สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณนีเ้ คยเป็ นทะเลมาก่อน และเมื่อเวลาผ่านไปทัง้ แสงแดด สายลม นา้ ฝน รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงระหว่างกลางวันและกลางคืน ทาให้หินบริเวณนีเ้ กิดรอย แตกเป็ นชัน้ ๆ คล้ายเกล็ดปลาเรียงตัวกันสูงกว่า 2 เมตรการเดินเที่ยวชมไปตามจุดต่างๆ นี้ ต้องบอกว่าเรียกเหงือ่ กันได้อยู่


ที่ตงั้ ต ้ ู ปณ. 3 อาเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก 65120

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ลานหินแตก

ลานหินแตกตัง้ อยู่ในเขตอ ุทยานแห่งชาติภ ูหินร่องกล้า ซึ่งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อาเภอ ด่านซ้าย จังหวัดเลย อาเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และ อาเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็ น พื้นที่ที่ มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสวยงามแปลกตา อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี ยิ่งในฤดูหนาว อุณหภูมิจะตา่ ประมาณ 4 องศาเซลเซียส ฤดูรอ้ นอากาศจะเย็นสบาย ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ยทัง้ ปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

ลานหินแตก สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งอยู่ห่างจากฐานพัชรินทร์ 300 เมตร ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็ นหินที่ มีรอยแตกเป็ นแนวยาว คล้ายกับแผ่นดินแยก สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการโก่งตัวหรือเคลื่อนตัวของผิวโลก บาง ร่องมีขนาดแคบ นิดเดียวเพียงแค่ตน้ หญ้าชอนไช บางร่องกว้างประมาณหนึง่ ก้าวของคนข้าม และบางรอยแยกกว้าง เกินกว่าจะกระโดดข้ามพ้น และความลึกของ ลานหินแตก นีม้ ีระยะที่แตกต่างกัน ไม่สามารถคาดคะเนได้ โดยรอบ บริเวณนัน้ ยังปกคลุมไปด้วยตะไคร่ ไลเคน มอสเฟิ ร์น และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ การเดินทางอ ุทยานแห่งชาติภ ูหินร่องกล้า อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 500 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ ประมาณ 6 ชัว่ โมง ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลก 120 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ใช้ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) แยกเข้าทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 32 ผ่านจังหวัดอยุธยา สิงห์บรุ ี ชัยนาท นครสวรรค์ จากนัน้ แยกขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 ประมาณ 130 กิโลเมตร ถึงตัว เมืองพิษณุโลก จากตัวเมือง เส้นทางที่สะดวกที่สดุ คือใช้ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 12 สายพิษณุโลก – หล่มสัก จากนัน้ แยกซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2013 ไปทางอาเภอนครไทย ก่อนถึงตัวอาเภอ มีทางแยกขวามือ ตามทางหลวงหมายเลข 2331 มุง่ หน้าสู่ อ ุทยานแห่งชาติภ ูหินร่องกล้า เส้นทางค่อนข้างสูงชัน และคดเคี้ยวเป็ น ระยะ จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดเจดียย์ อดทอง

เป็ นวัดที่ตงั้ อยู่นอกกาแพงเมืองพิษณุโลกไปทางเดียวกับวัดอรัญญิก เป็ นเจดียด์ อกบัวตูมศิลปสมัยสุโขทัย เฉพาะยอดทรงดอกบัวตูมเห็นรอยกะเทาะของปูนทาให้เห็นการเสริมยอดโดยการพอกปูน เพิ่มที่ยอดแหลมของดอก บัวตูม เป็ นเจดียศ์ ิลปะสมัยสุโขทัยที่ยงั คงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในพิษณุโลก วัดนีม้ ีพระพุทธาจารย์โตให้ได้กราบไหว้ ขอพรกันด้านในวิหารพระพุทธาจารย์โต ซึ่งอยู่ดา้ นข้างเจดีย์

สถานที่ท่องเที่ยววัดเจดียย์ อดทอง ตัง้ อยู่บนถนนพญาเสือ เช่นเดียวกับวัดอรัญญิก ปั จจุบนั เหลือ เพียงเจดียท์ รงดอกบัวตูม ซึ่งเป็ นศิลปะสมัยสุโขทัยเพียงองค์เดียวของจังหวัดที่สมบูรณ์ มีฐานกว้างประมาณ 9 เมตร สูง 20 เมตร


วัดเจดียท์ องไม่ปรากฏว่าสร้างในสมัยใด จากการพิจารณาพระเจดียป์ ระธานของวัด ซึ่งเป็ นทรงบัวตูมซึ่ง เป็ นสถาปั ตยกรรมศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลาย สันนิษฐานว่า สร้างในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไท) คราวเสด็จมาครองเมืองพิษณุโลก ๗ ปี ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๐๕ - ๑๙๑๒ และได้มีการบูรณะกันต่อมาตลอดสมัย สุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์

พระเจดียป์ ระธานมีรปู ทรงดอกบัวตูม เป็ นสถาปั ตยกรรมสมัยสุโขทัยที่ยงั คงเหลืออยู่ใน จังหวัด พิษณุโลกเพียงองค์เดียวเท่านัน้


พระวิหาร ตัง้ อยู่บริเวณด้านหน้าของพระเจดียป์ ระธานปั จจุบนั มีรปู ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า อยู่ในสภาพ ชารุดทรุดโทรมมาก คงเหลือฐานขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๒ เมตร สูง ๐.๕๐ เมตร เท่านัน้

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดนางพญา

ตัง้ อยู่บริเวณเดียวกับวัดราชบูรณะ ถัดไปทางทิศตะวันออก มีลกั ษณะสถาปั ตยกรรมสมัยเดียวกับวัด ราชบูรณะต่างกันที่วัดนางพญาไม่มีพระอุโบสถมีแต่วิหาร วัดนีม้ ีชื่อเสียงในด้านพระเครื่อง เรียกว่า พระนางพญา ซึ่ง เล่าลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ พระนางพญาเป็ นสุดยอดพระ หนึง่ ในชุดเบญจภาคี พระเครื่องนางพญามีชื่อเสียง ทางด้านเมตตามหานิยม โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่เป็ นนักปกครองและหัวหน้างาน ต้องดูแลลูกน้องจานวนมาก โดยจะ มีความเชื่อว่าจะทาให้ผใู้ ต้ปกครองยาเกรงประดุจ "นางพญา" ปั จจุบนั หาได้ยากมาก มีก็แต่ที่ได้สร้างจาลองขึน้ ภายหลัง


วัดนางพญา วัดสาคัญแห่งหนึง่ ในวงการพระเครื่อง และวงการนีค้ งไม่มีใครไม่รจู้ กั สมเด็จนางพญา พระเครื่องที่โด่งดังที่ยากจะได้เห็นของจริงแท้ๆ กันสักครัง้ เนือ่ งจากมีราคานิยมค่อนข้างสูง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระศรีรตั นมหาธาต ุวรมหาวิหาร

วัดพระศรีรตั นมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือชื่อที่เรียกกันทัว่ ไปว่า "วัดใหญ่" ตัง้ อยู่ที่ ถนนพุทธบูชา ริมฝัง่ แม่นา้ น่านด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เป็ นพระอารามหลวง ชัน้ เอก ชนิดวรมหาวิหาร เป็ นที่รจู้ กั โดยทัว่ ไปในฐานะสถานที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธรูปที่ได้รบั การยกย่องว่าสวยงามที่สดุ ใน ประเทศไทย

วัดพระศรีรตั นมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็ นวัดที่มีประวัตยิ าวนานมาตัง้ แต่สมัย กรุงสุโขทัย มี สถาปั ตยกรรม ศิลปกรรม และประติมากรรมที่งดงามยิ่ง ถือได้ว่าเป็ นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันลา้ ค่าของเมือง พิษณุโลก


จุดที่น่านใจของวัด พระเหลือ

พระเหลือ หลังจากสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาแล้ว พระยาลิไทรับสัง่ ให้ ช่างนาเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือนามารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชยั ขนาดเล็ก หน้าตัก กว้าง 1 ศอกเศษ เรียกชื่อพระพุทธรูปนีว้ ่า “พระเหลือ”เศษ ทองยังเหลืออยู่อีกจึงได้หล่อพระสาวกยืนอยู่ 2 องค์ ส่วนอิฐที่กอ่ เตา พระปรางค์ประธาน

พระปรางค์ประธาน องค์พระปรางค์ตงั้ อยู่ ณ ศูนย์กลางของวัด เป็ นพระปรางค์ประธาน และเป็ นปู ชนียสถานที่สาคัญที่สดุ ของวัด การก่อสร้างพระปรางค์ของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ได้ทาตามคตินยิ ม ของหัวเมืองราชธานี ของอาณาจักรสุโขทัยในสมัยนัน้ คือประสงค์ให้พระปรางค์เป็ นหลักเป็ นประธานของวัด และเป็ น ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รูปแบบของพระปรางค์เมื่อเริ่มสร้างสันนิษฐานว่า เป็ นเจดียท์ รงดอกบัวตูม โดย สร้างครอบพระสถูปเจดียท์ ี่สร้างในรัชสมัยของพ่อขุนศรีนาวนาถม เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึน้ ไป ครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลก ได้โปรดให้บรู ณะพระปรางค์โดยดัดแปลงพระเจดีย์ ได้ให้เป็ นรูปแบบพระปรางค์แบบขอม ตามพระราชนิยมในสมัยกรุงศรีอยุธยา


พระวิหารพระเจ้าเข้านิพพาน

วิหารพระเจ้าเข้านิพพาน เป็ นวิหารขนาดกลางตัง้ อยู่ทางทิศใต้ของวิหารพระพุทธชินราชนอกเขตระเบียง คต ภายในประดิษฐานหีบปิ ดทอง(สมมุต)ิ บรรจุพระบรมศพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทาด้วยศิลาตัง้ อยู่บน จิตรากาธานประดับด้วยลวดลายลงรักปิ ดทองร่องกระจกสวยงาม ที่ปลายหีบมีพระบาททัง้ สองยื่นออกมา และ บริเวณด้านหน้า หรือด้านท้าย หีบพระบรมศพ มีพระมหากัสสปะเถระ นัง่ นมัสการพระบรมศพ ซึ่งนับว่าเป็ น โบราณวัตถุที่สาคัญของวัดพระศรีรตั นมหาวรวิหาร โดยผูส้ ร้างถือคติว่าเป็ นการจาลองสังเวชนียสถานของ พระพุทธเจ้า คาดว่ามีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

ที่ตงั้ 92/3 ถนนพุทธบูชา ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดอรัญญิก ( จังหวัด พิษณุโลก )

วัดอรัญญิกเป็ นวัดโบราณสมัยสุโขทัย ตัง้ อยู่อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก บริเวณนอกกาแพงเมือง ประมาณ 1 กิโลเมตร ตามความนิยมในสมัยสุโขทัยที่สร้างวัดในป่ าและ ให้ชื่อว่า "อรัญญิก"

ลักษณะสถาปั ตยกรรมของวัด เจดียอ์ งค์ ประธานเป็ นทรงลังกา ฐานกลม องค์ระฆังเหลือครึ่งซีกจนถึง บัลลังก์ พบร่องรอยการบูรณะจึงมีรปู แบบผสมผสาน พบซากอุโบสถ ซากใบเสมาหินศิลปสมัยสุโขทัย พระพุทธรูป ศิลปะเชียงแสน สุโขทัย และอยุธยา มีคนู า้ ล้อมเนินดิน จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ตัง้ อยู่ในโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมติดกับเสาหลักเมือง ถัดเข้าไปตามถนนเลียบแม่นา้ นับเป็ นหลักฐาน ทางโบราณคดีอีกชิ้นที่สาคัญของจังหวัด ซึ่งจากการที่กรมศิลปากรได้เข้ามาขุดค้นบริเวณที่ตงั้ ของศาลฯ ได้พบว่า เดิมเคยเป็ นแนวเขตพระราชฐานพระราชวังจันทน์ อันเป็ นสถานที่ประสูตขิ องสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และปั จจุบนั กรมศิลปากรได้จดั สร้างศาลาทรงไทยโบราณตรีมขุ โดยมีพระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขนาดเท่าองค์จริง ประทับนัง่ พระหัตถ์ทรงพระสุวรรณภิงคารหลัง่ นา้ ในพระอิริยาบถประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง พร้อมกับมีการ จัดงานสักการะพระบรมรูปในวันที่ 25 มกราคมของทุกปี


เวลาเปิดทาการ : 07.00 - 18.00 ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช - ที่อยู่ ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


หน้าวัดราชบูรณะ

การเดินทางมายังวัดราชบูรณะจะเข้าทางประตูวัดติดถนน มิตรภาพ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดนางพญา ที่ใน อดีตเป็ นวัดพี่วัดน้องมีอาณาเขตติดกัน และเนือ่ งจากวัดนางพญาไม่มีอโุ บสถ จึงดูเหมือนกับว่าวัดนางพญากับวัด ราชบูรณะเป็ นวัดเดียวกัน โดยมีพระอุโบสถของวัดราชบูรณะอยู่ตรงกลาง ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนพิษณุโลก-หล่ม สัก ทาให้วัดราชบูรณะกับวัดนางพญาแยกออกจากกันชัดเจน ทาให้สามารถเดินทางเข้าวัดราชบูรณะได้ 2 ทาง คือ ถนนมิตรภาพ กับถนนเลียบแม่นา้ น่าน


เจดียด์ า้ นตะวันออก ในวันนีเ้ ราเริ่มเดินเข้าวัดจากประตูดา้ นทิศ เหนือติดกับถนนมิตรภาพ เข้ามาใน บริเวณวัดจะเห็นเจดียอ์ งค์นกี้ อ่ นสิ่งอื่นๆ แต่เจดียอ์ งค์นถี้ กู สร้างขึน้ มาในรุ่นหลังแล้ว พระอ ุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูน กว้าง 10 เมตร ยาว 18 เมตร สูง 10 เมตร ผนังหนาราว 50 เซนติเมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีทางขึน้ 2 ทาง มีประตู 2 คู่ มีหน้าต่างด้านละ 4 คู่ พื้นภายในพระ อุโบสถยกระดับสูงจากพื้นดินประมาณ 1.75 เมตร มีกาแพงแก้วล้อมรอบอีกชัน้ กว้าง 20 เมตร ยาว 25 เมตร เดือนเมษายน พ.ศ.2502 มีการตัดถนนมิตรภาพ (พิษณุโลก-หล่มสัก) ผ่านระหว่างวัดราชบูรณะ กับวัดนางพญา (เดิมทีทงั้ สองวัดมีพื้นที่ตดิ กัน วัดนางพญาไม่มีอโุ บสถ จึงดูเหมือนทัง้ สองวัดนีเ้ ป็ นวัดเดียวกัน) ในการตัดถนนสายนี้ ทาให้มีพื้นที่บางส่วนของพระอุโบสถวัดราชบูรณะถูกตัดออกไป เป็ นถนน ใบเสมามุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือต้องรื้อ ถอนแล้วสร้างใหม่

สิ่งอื่นๆในวัดราชบูรณะสิ่งที่นา่ สนใจภายในวัดนอกจากสถานที่ สาคัญๆ อย่างเจดีย์ พระวิหารหลวง พระอุโบสถแล้วก็มี ต้นโพธิ์อายุนบั ร้อยปี มีบนั ไดเงินบันไดทองให้เดินขึน้ เป็ นการลอดต้นโพธิ์ตามความเชื่อว่าจะทาให้ มี โชคลาภดี เสริมดวงชะตา

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


"เขาค้อ"

แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รบั ความนิยมมากที่สดุ แห่งหนึง่ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เหตุที่เรียกกันว่า "เขาค้อ" เพราะป่ าบริเวณนีเ้ ดิมมีตน้ ค้อซึ่งเป็ นไม้ตระกูลปาล์มขึน้ อยู่มาก สาหรับสภาพภูมิอากาศบนเขาค้อนัน้ จะเย็นสบายสด ชื่นตลอดทัง้ ปี แม้ในฤดูรอ้ น และค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทัง้ ปี อยู่ที่ประมาณ 18 - 25 องศา เซลเซียสเท่านัน้ นอกจากนี้ ยังมีทศั นียภาพที่สวยงาม และเป็ นแหล่งชมทะเลหมอกที่สวยมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตามบนเขาค้อมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็ น "อนสุ าวรียจ์ ีนฮ่อ" อนุสาวรีย์ ทหารอาสาจากหน่วยรบกองพลที่ 93 ซึ่งมาช่วยรบในพื้นที่เขาค้อ และเสียชีวิตในการสูร้ บ ตัง้ อยู่เลยกิโลเมตรที่ 23 ของทางหลวงหมายเลข 2196 ไปเล็กน้อย


การเดินทาง

เพชรบูรณ์ - เขาค้อ รถส่วนตัว ใช้เส้นทางหลวงหมาย เลข 21 (สระบุรี - หล่มสัก) ถึงสามยกนางัว่ ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตาม ทางหลวงหมายเลข 2258 จะผ่านเนินมหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผลทางการเกษตร จนถึงสี่แยกสะเดาะพง ถ้าตรงไปจะเห็นทางแยกเข้าพระตาหนักเขาค้อ แต่ถา้ เลี้ยวขวา ไปตามทางหลวง หมายเลข 2196 จะผ่านแยกทางขวา เข้าหอสมุดนานาชาติเขาค้อ ตรงไปถึงสามแยกรื่นฤดี แล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านพิพิธภัณฑ์อาวุธ และอนุสรณ์ผเู้ สียสละเขาค้อ เมื่อตรงไปจะผ่านที่ว่าการอาเภอเขาค้อ หน่วยราชการต่างๆ และผ่านพระบรมธาตุเจดีย์ กาญจนาภิเษก และไร่ บี.เอ็น. รถสองแถว นัง่ รถสองแถวสายเพชรบูรณ์ - เขาค้อ ค่ารถโดยสารประมาณ 50 - 60 บาท จะผ่านเนิน มหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผลทางการเกษตร สามแยกรื่นฤดี หอสมุดนานาชาติเขาค้อ ไปสุดสายที่ตลาดพัฒนา เยื้องที่ว่าการอาเภอเขาค้อ หากต้องการเที่ยวทัว่ บริเวณเขาค้อ ควรเหมารถสองแถวเที่ยวจะสะดวกกว่า ราคาเหมา ประมาณ 700 - 800 บาท/วัน


จากอาเภอหล่มสัก - เขาค้อ นัง่ รถสองแถวสายหล่มสัก - แคมป์ สน ไปลงที่สามแยกแคมป์ สน ค่ารถประมาณ 35 - 40 บาท แล้วต่อ รถสองแถวสายแคมป์ สน - เขาค้อ ค่ารถประมาณ 10 - 20 บาท รถจะผ่านไร่ บี.เอ็น. ไปสุดสายที่ว่าการอาเภอเขา ค้อ หากต้องการเที่ยวทัว่ บริเวณเขาค้อ ควรเหมารถสองแถวเที่ยวจะสะดวกกว่า ราคาเหมาประมาณ 700 - 800 บาท/วัน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ถนนคนเดินไทหล่ม

ถนนคนเดินไทหล่มตัง้ อยู่ที่ถนนรณกิจอาเภอหล่มสัก ตลอดสองฟากฝัง่ ถนนสายรณกิจนีย้ งั คงเป็ น บ้านเรือนไม้โบราณ 2 ชัน้ ตัง้ เรียงรายซึ่งถือว่าเป็ นถนนสายเก่าแก่ของอาเภอหล่มสัก

ทุกเย็นวัน เสาร์ เวลา 17.00-22.00 น.พ่อค้าแม่คา้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็ นชาวอาเภอหล่มสักจะมาตัง้ ร้านค้า เรียงรายตลอด ถนนเส้นนี้ จาหน่ายอาหารพื้นเมืองที่หารับประทานยาก อาทิ ขนมจีนไทหล่ม ปิ้ งไก่ขา้ วเบือ ข้าว หลามพญาลืมแกง ฯลฯ สินค้าพื้นเมือง เสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าทามือของชาวบ้านที่สามารถซื้อเป็ นของฝาก ของที่ระลึก


วันเปิดทาการ : วันเสาร์ - วันเสาร์ เวลาเปิดทาการ : 17.00 - 22.00 ถนนรณกิจ อาเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เบอร์โทร +66 5670 1060

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ทุง่ ทานตะวันที่บึงสามพัน

"ทุ่งทานตะวันที่บึงสามพัน" เป็ นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึง่ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ ครอบคลุมสองหมูบ่ า้ นคือ บ้านเขาพลวงและบ้านป่ ายาง ในตาบลสระแก้ว อาเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์


บริเวณเขาพลวงมีการปลูกทานตะวันครอบคลุมเต็ม ไปทัง้ พื้นที่นบั หมื่นไร่ ซึ่งจะบานสะพรัง่ เต็มที่รบั กับสายลมหนาวในช่วงเดือนธันวาคม - มกราคมของทุกปี เมื่อดอกทานตะวันบานในตอนเช้ารับกับแสงแดดอ่อนๆ ภูเขาบริเวณนีจ้ ะกลายเป็ นทุ่งทานตะวันที่มีสีเหลืองอร่าม ท่ามกลางเนินเขาสูงตา่ สลับกันของภูจกุ ที่เป็ นฉากหลัง ตัด กับขอบฟ้ าสีครามที่สวยงามสุดสายตา ดอกทานตะวันที่ท่งุ บึงสามพันนีจ้ ะมีลกั ษณะเด่นและสวยงามกว่าที่อื่นเนือ่ ง จากเป็ นสายพันธุท์ ี่มีขนาดใหญ่ ประกอบกับมีภมู ิประเทศเป็ นเนินเขามีพื้นดินที่อดุ มสมบูรณ์ ทาให้การเจริญเติบโต เป็ นไปอย่างเต็มที่ ทุ่งดอกทานตะวันที่บึงสามพันนีเ้ ป็ นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะในการจะไปกับ เพื่อนหรือท่องเที่ยว แบบครอบครัวก็ได้

ในเดือนธันวาคมของทุกๆปี ทางอาเภอบึงสามพันจัด งาน “ตะวันบานบนภูที่บึงสามพัน” ซึ่งภายในงานก็ จัดให้มีกิจกรรมหลายๆอย่าง อาทิเช่น มีการจัดประกวดดอกทานตะวันที่ใหญ่ที่สดุ การประกวดธิดาตะวัน การแปร รูปเมล็ดทานตะวัน และการจาหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถชมและซื้อติดไม้ตดิ มือกลับบ้าน หลังจากได้ซึมซับกับความสวยงามของดอกทานตะวัน ทิวเขาและอากาศอันบริสทุ ธิ์จนพอใจแล้ว สามารถสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อบต.สระแก้ว โทร. 0-5681-0801 หรือที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานักงานพิษณุโลก โทร. 0-5525-2742-3 การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ผ่านอาเภอหนองไผ่เมื่อถึงสี่แยกราหุล ช่วง หลักกม. 146-147 ให้เลี้ยวเข้าสูท่ างหลวงหมายเลข 225 เส้นทางไปจังหวัดชัยภูมิ ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เมื่อถึงช่วงหลักกิโลเมตรที่ 14 จะพบทางสี่แยกบ้านซับบอน จากนัน้ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสูท่ างรพช. ที่ 2102 (ซับบอน-เขาพลวง) ไปอีกประมาณ 14 กิโลเมตร

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เนินพิศวง

ความมหัศจรรย์ของเนินดังกล่าวอยู่ที่ "รถสามารถถอยหลังขึ้นเนินเขาได้เองโดยไม่ตอ้ งขับ" โดยเมื่อ ขับรถไปถึงจุดที่เป็ นเนินพิศวงจะมีป้ายบอก พร้อมมีเส้นขีดไว้เป็ นสัญลักษณ์ จอดรถที่เส้นดังกล่าว หลังจากนัน้ ก็ ปลดเกียร์ว่าง ผลที่ได้คือ แทนที่รถจะไหลลงเนินด้านหน้า กลับไหลขึน้ เนินซะอย่างนัน้

มหัศจรรย์อย่างนี้ ทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า ปรากฏการณ์ดงั กล่าวเกิดจากภาพลวง ตา เพราะในความเป็ นจริง เมื่อวัดระดับความสูงของพื้นที่สองจุดแล้ว ความสูงของเนินจะมีระดับตา่ กว่าช่วงที่เป็ น ทางขึน้ เนิน

สาหรับเนินมหัศจรรย์ หรือเนินพิศวงดังกล่าว อยู่ที่บริเวณ กิโลเมตรที่ 17.5 ถนนสายนางัว่ -สะเดาะพง (ทางหมายเลข 2258) อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และบริเวณกิโลเมตรที่ 68 สายตาก - แม่สอด จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระตาหนักเขาค้อ

ตัง้ อยู่บนเขาย่าพระตาหนักนีส้ ร้างขึน้ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ในวโรกาสที่เสด็จ พระราชดาเนินทอดพระเนตรงานโครงการในพระราชดาริ และทรงตรวจเยี่ยมราษฎรอาเภอเขาค้อและอาเภอ ใกล้เคียง เป็ นอาคารคอนกรีตครึ่งวงกลมมีทงั้ หมด 15 ห้อง รูปทรงแปลกตาไปจากพระตาหนักอื่น สามารถขอ อนุญาตเจ้าหน้าที่เข้าชมบริเวณโดยรอบพระตาหนักได้ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2196 พอถึง ประมาณกิโลเมตรที่ 29 ให้ไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร มีทางแยกด้านซ้ายไปพระตาหนัก ทางขึน้ เขาค้อค่อนข้างสูง ชัน รถยนต์ควรมีสภาพดี และกาลังเครื่องยนต์สงู


ที่ตงั้ ที่อยู่: 2258, ตาบล เขาค้อ อาเภอ เขาค้อ เพชรบูรณ์ 67270

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ภ ูทับเบิก

ตัง้ อยู่ที่ตาบลวังบาล จ. เพชรบูรณ์ ที่มีความสูงจากระดับนา้ ทะเลประมาณ 1,768 เมตร ซึ่งเป็ น จุดสูงสุดของจังหวัด เพชรบูรณ์ ภูมิประเทศมีความงดงามเป็ นที่กล่าวถึง เป็ นความงามของทะเลภูเขาตามธรรมชาติ ป่ าไม้ อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสทุ ธ์ เย็นสบายตลอดปี ในตอนเช้ามีหมอกและกลุม่ เมฆตัดกับยอดภูสีเขียว

มีไร่กะหลา่ ปลีที่ปลูกลดหลัน่ ไปตามไหล่เขา ภูทบั เบิกเป็ นสถานที่ ที่มีความสาคัญมากที่หนึง่ เพราะเป็ นจุด รองรับนา้ ฟ้ ากลางหาว เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542เวลา 15.59 น. ณ สานักสงฆ์บา้ นทับเบิก เพื่อนาไปรวมเป็ นนา้ เพชรน้อมเกล้าถวายเป็ นพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในพระราช พิธี มหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 เป็ นสถานที่ที่มีเครื่องวัดอุณหภูมิที่ใหญ่ที่สดุ ในประเทศไทยและยังเป็ นเส้นทางเชื่อมโยงสูแ่ หล่ง ท่องเที่ยว และประวัตศิ าสตร์ที่สาคัญ คือ อุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้า


สิ่งที่น่าสนใจ

1. ชมทะเลหมอก ภูทบั เบิกยังเป็ นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามและอลังการอีกแห่งหนึง่ ซึ่งมีสาย หมอก ลอยคลอกเคลียตามไหล่เขาให้ได้ชมแทบทุกจุด ทัง้ หน้าที่พกั และบริเวณจุดชมวิวสูงสุดซึ่งเป็ นหอวัดอุณหภูมิ 2 ชมไร่กะหล่าปลี ปั จจุบนั ไร่กะหลา่ ปลีได้ถกู นามาทารีสอร์ทเยอะ ทาให้แปลงกะหลา่ เหลือให้ชมน้อย แต่ก็ ยังพอมีให้เห็นอยู่บา้ งแต่ไร่ที่พื้นที่กว้าง หน่อย จะอยู่ถดั ไปจากจุดชมวิวไปเยอะ เลยไปในส่วนที่ตงั้ ของไม้กางเขน กะหลา่ ปลีจะมีให้ชมเยอะในช่วงเดือนก.ค. และ พ.ย. การเดินทาง 1.รถยนต์สว่ นตัว - เส้นทางจากกรุงเทพฯ ( ห้างฟิ วเจอร์ปาร์ครังสิต ) ใช้ถนนพหลโยธิน ( ทางหลวงหมายเลข 1 ) มุง่ หน้าสูจ่ งั หวัด สระบุรี ประมาณ 75 กิโลเมตร จะถึงตัวเมืองสระบุรี จากนัน้ ขับตรงไปมุง่ หน้าสูจ่ งั หวัดลพบุรี ประมาณ 16กิโลเมตร สูภ่ ทู บั เบิก จากเพชรบูรณ์ ใช้ทางหลวง หมายเลข 21 ประมาณ 40 กิโลเมตร ถึงสี่แยกหล่มสักตรงไปตามทางหลวง หมายเลข 203 อีก 13 กิโลเมตร พบป้ายบอกทาง ไปอุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้าตามทางหลวง 2011 และทาง หลวงหมายเลข 2331 อีก 40 กิโลเมตร ถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมของ อุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้าจาก ตรงนีม้ ี ทางแยกขวาเข้าหมูบ่ า้ นทับเบิกไปอีก 6 กิโลเมตร เส้นทางจากหล่มเก่ามาภูทบั เบิกจะสูงชันและ คดเคี้ยว มาก รถบัส ไม่สามารถขึน้ ได้ ผูท้ ี่ใช้รถยนต์หรือรถตู้ ควรขับรถด้วย ความระมัดระวัง


- อีกเส้นทางหนึง่ ใช้เส้นทางด้านอาเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ผ่านอุทยานแห่งชาติภหู ินร่องกล้าเลยที่ทาการ อุทยานฯ มาประมาณ 24 กิโลเมตร จะถึงภูทบั เบิกหากขับรถต่อไปจะมาบรรจบกับเส้นทางที่ จะลงไปยังอาเภอหล่ม เก่า 2.รถประจาทาง การเดินทางมายังภูทบั เบิกหากไม่มีรถยนต์มาเอง ต้องนัง่ รถโดยสารมาลงที่หล่ม สัก การเดินทางมาหล่มสัก หลังจากนัน้ เหมาสองแถว ที่อยู่บริเวณหล่มสักเพื่อขึน้ สูภ่ ทู บั เบิกอัตราค่าจ้างประมาณ 1,200 บาท หรือแล้วแต่ตกลงเบอร์รถสองแถว โทร 086 119 1092

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ไร่กานัลจุล

ไร่กานันจุล (ฟาร์มสเตย์) คือ ผูบ้ กุ เบิกการทาไร่สม้ เขียวหวานส่งออกขายทัว่ ประเทศและประเทศเพื่อน บ้าน รายแรก ๆ ของประเทศไทย ตัง้ แต่ พ.ศ. 2479 ปั จจุบนั เป็ นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนเนือ้ ที่กว่า 10,000 ไร่ มีลกั ษณะเป็ นสวนเกษตรแบบผสมผสาน มีพื้นที่บ่อปลา 3,000 ไร่ มีสมาชิกเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม 2,600 ราย ใน 26 จังหวัดของประเทศ มีสวนผลไม้ อาทิ สวนส้ม 1,200 ไร่ 200,000 ต้น มีสม้ โชกุน(ส้มเขียว กานันจุล) 90% ส้มโอ(ขาวกานันจุล) และ ส้มเช้ง 10% สวนสละพันธุห์ ม้อ ที่ปลูกรายใหญ่ที่สดุ ของประเทศ บน พื้นที่ 200 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตตลอดทัง้ ปี


เอาเป็ นว่าถ้ามาเพชรบูรณ์แล้วไม่แวะ ไร่กานันจุลนัน้ ถือว่ามาไม่ถึงนะคะ นอกจากนัน้ ไร่กานันจุล มีสาขา ต่างจังหวด อีก 20 สาขา ตัวแทนจาหน่ายกว่า 100 รายทัว่ ไทย ลองเข้าไปชม และช็อปกันนะคะ อินเทรนสุดๆ มี ร้านค้าออนไลน์ก็สะดวกดีคะ่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ร้านไร่กานัลจุลสาขา 1 โทร. 056 771109, ร้านไร่กานัลจุลสาขา 2 โทร. 056 771287 ที่อยูบ่ ริษทั ไร่นายจุล คุน้ วงศ์ จากัด 442 ม.3 ถ.สามัคคีชยั ต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67210 โทร. 0-5677-1101-4 โทรสาร 0-5677-1106 Call Center 056-771-555

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดช้างเผือก

วัดช้างเผือกเป็ นวัดที่ประดิษฐานศพของพระครูพชั ราจารย์ หรือหลวงพ่อทบ ที่บรรจุสพอยู่ในโลงแก้ว วึ่งศพของท่านไม่เน่าเปื่ อยเลย และเป็ นที่เตารพสักการะของคนจังหวัดเพชรบูรณ์ และผูท้ ี่เดินทางผ่าน ในเดือน มีนาคมจะมีงานประจาปี คือ งานครบรอบวันมรณภาพของหลวงพ่อทบเป็ นประจาทุกปี

หลวงพ่อทบได้ศึกษาวิชาอาคมจากเขมรจนเป็ นที่เลื่องลือทางด้านเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อเสียงทางด้านแคล้วคลาดจากภยันตราย อยู่ยงคงกระพัน


วัดนีต้ งั้ ขึน้ เมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏ และไม่ทราบว่าใครเป็ นผูส้ ร้าง มีเอกสารอ้างอิงของวัดเท่าที่ปรากฏ คือ ใบประกาศพระราชทานที่ดินให้เป็ นวิสงคามสี เมื่อพระวินยั ธรรมจอนเป็ นเจ้าอาวาส ตามตานาน เล่าว่าที่ตงั้ ของ วัดเป็ นที่พกั ของกองทัพในคราวที่มีสงคราม มีกองทัพช้างเผือกมาพัก เมื่อช้างเผือกตาย จึงสร้างวัดขึน้ ในบริเวณนี้ และบรรจุกระดูกช้างไว้ในเจดียอ์ งวัด ในบริเวณวัดมีวิหารเก่าแก่ ศิลปะแบบพื้นบ้านเพชรบูรณ์ และมีเจดีย์ 1 องค์ ชาวบ้านเรียก เจดียใ์ จร้าย มีเรื่องเล่าในอดีตว่า ถ้าผูใ้ ดมาใกล้เจดียอ์ งค์นจี้ ะมีอาการเจ็บไข้โดยไม่มีสาเหตุ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดไตรภ ูมิ

ตัง้ อยู่ที่ถนนเพชรรัตน์เป็ นวัดเก่าแก่ เป็ นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูป คูบ่ า้ นคูเ่ มืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ พระพุทธมหาธรรมราชาเป็ นพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปสมัยลพบุรี ชาวบ้านพบ ในแม่นา้ ป่ าสักบริเวณหน้าวัด จึงได้อญ ั เชิญมาประดิษฐานที่วัดนี้ ต่อมาพระพุทธรูปองค์นไี้ ด้หายไป และมีผพู้ บใน แม่นา้ บริเวณที่พบครัง้ แรกจึงถือกันเป็ นประเพณีของจังหวัด เพชรบูรณ์ คือ ผูว้ ่าราชการจังหวัดจะเป็ นผูอ้ มุ้ พระพุทธรูปลงดาไปยังก้นแม่นา้ แล้วโผล่ขนึ้ มา ทาเช่นนีจ้ นครบทัง้ 4 ทิศ ถือว่าเป็ นสิริมงคลแก่จงั หวัด และถ้าไม่ได้ กระทาพิธีอมุ้ พระดานา้ จะเกิดฝนแล้งพิธีอมุ้ พระดานา้ นีจ้ ะทาใน วันขึน้ 15 คา่ เดือน 10


ประวัตมิ ีตานานเล่าว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริยแ์ ห่งนครธมได้พระราชทานพระพุทธมหาธรรมราชาแก่ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ. หล่มสัก) ในครัง้ ที่ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางสิงขรมหาเทวี พระธิดาของพระองค์ เพื่อเป็ นพระคูบ่ า้ นคูเ่ มือง แต่หลังจากพ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง (อ. นครไทย) ร่วมกัน กอบกูอ้ ิสรภาพให้แก่คนไทย พระนางสิงขรมหาเทวีทรงแค้นเคืองมาก จึงเผาเมืองราดจนย่อยยับ เสนาอามาตย์ตอ้ ง อัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาหลบหนีไฟ โดยล่องแพมาตามแม่นา้ ป่ าสัก แต่เนือ่ งจากแม่นา้ มีความคดเคี้ยว ประกอบกับกระแสนา้ ไหลเชี่ยวกราก ทาให้แพแตก องค์พระจมหายไปในแม่นา้ จนกระทัง่ ชาวประมงไปพบ จึงเกิด ประเพณีอมุ้ พระดานา้ ในเวลา สิ่งน่าสนใจ

พระพุทธมหาธรรมราชาเป็ นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยลพบุรี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 13 นิว้ สูง 18 นิว้ ไม่มีฐาน พระพักตร์กว้าง มีลกั ษณะเป็ นเหลี่ยม พระโอษฐ์แบะ แลดูนา่ เกรงขาม พระกรรณยาวเกือบ จรดพระอังสา พระเศียรทรงเทริดหรือชฎา ทรงสร้อยพระศอ พาหุรดั และประคตเป็ นลวดลายงดงาม ประดิษฐาน บนโต๊ะบูชาในศาลาไม้ มีจานวนสององค์ องค์จริงคือองค์บนสุด ส่วนองค์ที่อยู่ดา้ นล่างหล่อจาลองขึน้ ใหม่เพื่อใช้ ประกอบพิธีอมุ้ พระดานา้ เนือ่ งจากองค์จริงหล่อด้วยสัมฤทธิ์ เมื่อนาลงดานา้ บ่อยๆ เกรงว่าจะทาให้องค์พระหมอง คลา้ หรือชารุดเสียหาย จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุผาซ่อนแก้ว

สถานที่อนั เป็ นธรรมภูมิที่งดงามซึ่งเรียกว่าผาซ่อนแก้วนี้ มีธรรมชาติเป็ นภูเขาที่สงู ใหญ่ ซ้อนกันเป็ นทิวเขา เรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบตั ธิ รรม และบนยอดเขาสูงตระหง่านนัน้ มีถา้ อยู่บนปลายยอดเขา ซึ่งมีชาวบ้าน ทางแดงหลายคน ได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้ า และลับหายเข้าไปในถา้ บนยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็ นพระบรม สารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็ นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตาม ๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” และพุทธ สถานที่มาตัง้ ในจุดที่โอบล้อมด้วยทิวเขาดังกล่าว จึงเรียกว่า “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” เพื่อเป็ นนิมิตมงคลแก่ ชาวบ้านทางแดง และผูม้ าปฏิบตั ธิ รรมสืบไป

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก่อตัง้ ขึน้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ในนาม “พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว” ได้รบั การอนุมตั ิ จัดตัง้ เป็ นวัด ในมงคลนามว่า “วัดพระธาตุผาแก้ว” เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จากคณะกรรมการมหาเถร สมาคม โดยมีพระครูปลัด ปารมี สุรยุทโธ เป็ นเจ้าอาวาส ซึ่งปั จจุบนั ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็ น “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับบริเวณที่ตงั้ ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”


วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วตัง้ อยู่ในชัยภูมิธรรม ณ บริเวณเนินเขาในหมูบ่ า้ นทางแดง ต.แคมป์ สน อ.เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์ โดย คุณภาวิณี และ คุณอุไร โชติกลู ได้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายเริ่มแรกจานวน ๒๕ ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็ น สถานที่ปฏิบตั ธิ รรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทัว่ ไป ปั จจุบนั มีผรู้ ่วมถวายปั จจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทัง้ สิ้นมีที่ดิน รวม ๙๑ ไร่ ที่อยู:่ 95 หมู่ 7 บ้านทางแดง, ต.แคมป์ สน อ.เขาค้อ, เพชรบูรณ์ 67280

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดมหาธาต ุ

ตัง้ อยู่เชิงสะพานป่ าถ่านทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พงศาวดารบางฉบับ กล่าวว่าวัดนี้ สร้างในสมัยสมเด็ จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯให้อญ ั เชิญพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธาน ของวัดเมื่อพ.ศ.1927 พระปรางค์วัดมหาธาตุถือเป็ นปรางค์ที่สร้างในระยะ แรก ของสมัยอยุธยาซึ่งได้รบั อิทธิพลของปรางค์ขอมปนอยู่ ชัน้ ล่างก่อสร้างด้วย ศิลาแลงแต่ที่เสริมใหม่ ตอนบน เป็ นอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงปฏิสงั ขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริม ให้สงู กว่าเดิมแต่ขณะนี้ ยอด พังลงมาเหลือเพียงชัน้ มุขเท่านัน้ จึงเป็ นที่นา่ เสียดายเพราะมีหลักฐานว่า เป็ นปรางค์ ที่มีขนาดใหญ่มาก


วัดมหาธาต หมายถึงวัดอันเป็ นที่สถิตของพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึน้ ในสมัยขุน หลวงพะงัว่ เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่เข้าใจว่าการก่อสร้างเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระราเมศวรจารีตของการสร้างพระ เจดีย์ ขนาดใหญ่ เอาไว้ในเมือง ซึ่งถือสมมุตวิ ่า พระเจดียน์ นั้ เป็ นที่สถิตของพระบรมสารีริกธาตุ และวัดนัน้ ถือว่าเป็ นวัด ศักดิ์สิทธิ์ ทัง้ มักจะมีชื่อว่า วัดมหาธาตุ หรือวัดพระศรีมหาธาตุ หรือวัดพระศรีรตั นมหาธาตุ ปรากฏโดยทัว่ ไปในทุก ภูมิภาค จารีตดังกล่าวนีจ้ ะ เริ่มในสมัยใดนัน้ ไม่ทราบได้ แต่หากจะพิจารณาเฉพาะ อาณาจักรอยุธยาจะเห็นได้ว่า ธรรมเนียม ดังกล่าวเริ่มตัง้ แต่สมัย่แรกๆ ทีเดียววัดมหาธาตุจึงเป็ นวัดที่สาคัญที่สดุ วัดหนึง่ ของอาณาจักร ในฐานะที่ เป็ นตัวแทน ของพระพุทธเจ้า อีกทัง้ หากจะพิจารณาดูสถานที่ตงั้ ก็จะเห็นว่าอยู่ใกล้ชิดกับพระบรมมหาราชวัง เป็ น อย่างยิ่ง ดังนัน้ วัดนีจ้ ึงเป็ นที่ประทับของสมเด็จ พระสังฆราช (ฝ่ ายคามวาสี)มาตลอดจนสิ้นกรุงศรีอยุธยา(ส่วน พระสังฆราชฝ่ าย อรัญวาสีนนั้ ประทับอยู่ที่วัดใหญ่ชยั มงคล หรือ สานักวัดป่ าแก้ว)


การเดินทาง

1. โดยรถยนต์สว่ นตัว จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตรงไปจนถึงสี่แยกไฟ แดงที่ 2 เลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนัก ผ่านบึงพระราม จะเห็นวัดมหาธาตุอยู่ทางซ้ายมือ เปิ ดให้ เข้าชมทุก วันตัง้ แต่เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หมายเหตุ ตัง้ แต่ เวลาประมาณ 19.30น.-21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน 2. โดยรถสาธารณะ จากสถานีหมอชิตใหม่ มีบริการรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศไป จังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกวัน วันละ หลายเที่ยว ทัง้ รถโดยสารปรับอากาศชัน้ 1 กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา และรถโดยสารปรับอากาศชัน้ 2 กรุงเทพฯ-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร-พระนครศรีอยุธยา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 2852-66 หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th หรือรถตูโ้ ดยสารจากอนุสาวรียช์ ยั สมรภูมิและฟิ วเจอร์ปาร์ค รังสิต นัง่ รถมาลงสุดสายจาก นัน้ ต่อรถมอเตอร์ไซต์หรือรถท้องถิ่นไปยังวัดมหาธาตุ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรที่สงู เพชรบูรณ์

อยู่ในพื้นที่ลม่ ุ นา้ เข็กเขตรอยต่อจังหวัดพิษณุโลก ห่างจากอาเภอเขาค้อ 14 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมือง เพชรบูรณ์ 43กิโลเมตร สภาพพื้นที่มีความสูงจากระดับนา้ ทะเลปานกลาง 660 - 800 เมตร สภาพพื้นที่เป็ นพื้นที่ ราบ 30% อากาศหนาวเย็นตลอดทัง้ ปี ๑๑.๑ ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรกั ษ์ดา้ นการเกษตร แหล่งอนุรกั ษ์ความ หลากหลายของ ไม้ผลเมืองหนาว ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและพืชสมุนไพร มีจดุ ชมวิว มีบา้ นพัก ร้านค้า ร้านอาหาร ให้บริการ


ที่ตงั้ ตัง้ อยู่เลขที่ 51 หมู่ 3 บ้านเสลียงแห้ง ตาบลสะเดาพง อาเภอเขาค้อจังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (056)810024 โทรสาร (056)810025 E-mail: khaokho@doa.go.th

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

อุทยานประวัตศิ าสตร์ศรีเทพ เป็ นโบราณสถานสาคัญแห่งหนึง่ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทยานมีพื้นที่ ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ศรีเทพเป็ นเมืองโบราณที่อยู่ในท้องที่อาเภอศรีเทพ เดิมมีชื่อว่า "เมืองอภัย สาลี" ถูกค้นพบเมื่อสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมือง นีเ้ สียใหม่ว่า "เมืองศรีเทพ" เมื่อปี พ.ศ. 2447-2448 เมืองโบราณศรีเทพนีม้ ีลกั ษณะเป็ นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ตงั้ ของเมืองอยู่ในชุมทาง ที่สามารถติดต่อกับภาคอื่น ๆ ได้สะดวก ดังนัน้ จึงได้รบั อิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจาก อาณาจักรข้างเคียง มาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็ นต้น เมืองศรีเทพสร้างขึน้ ในยุคของขอมเรือง อานาจ ซึ่งคาดว่ามีอายุไม่ตา่ กว่า 1,000 ปี โดยดูจากหลักฐานทางสถาปั ตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ตก ทอดมาถึงปั จจุบนั ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปั ตยกรรมและศิลปกรรม สันนิษฐาน ว่าเจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16


อุทยานประวัตศิ าสตร์ศรีเทพได้รบั รางวัล Thailand Tourism Award ประจาปี 2543 2 รางวัลคือ รางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยมและรางวัลสื่อเผย แพร่ประชาสัมพันธ์ดา้ น อินเทอร์เน็ตดีเด่น

ที่ตงั้ เมืองศรีเทพอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 107 กิโลเมตร ห่างจากอาเภอวิเชียรบุรี ประมาณ 25 กิโลเมตร มีเนือ้ ที่ประมาณสองพันไร่เศษ มีกาแพงเมืองที่กอ่ ด้วยดินล้อมรอบ และมีคเู มืองนอกกาแพง มีประตูเมืองทัง้ สี่ทิศ ภายในเมืองมีปรางค์สมัยลพบุรีอยู่สององค์ เรียกว่า ปรางค์องค์พี่และปรางค์องค์นอ้ ง ทางทิศ เหนือนอกกาแพงเมืองออกไปมีสระนา้ สองแห่ง ชื่อสระแก้วและสระขวัญ ในสมัยก่อนเมืองศรีเทพต้องส่งส่วยนา้ จาก สระทัง้ สองนี้ เพื่อนาไปใช้ทานา้ พิพฒ ั ยสัตยา เพราะถือว่าเป็ นนา้ ศักดิ์สิทธิ์

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติทงุ่ แสลงหลวง

ทงุ่ แสลงหลวง หรือที่รจู้ กั กันดีในนาม “ทงุ่ หญ้าสะวันนาแห่งเมืองไทย” เป็ น อุทยานแห่งชาติที่มี ขนาดใหญ่ เป็ นอันดับ 3 ของประเทศ มีเนือ้ ที่ประมาณ 789,000 ไร่หรือ 1,262.40 ตารางกิโลเมตร ทุ่งแสลงหลวง มีพื้นที่ ครอบคลุม อ.วังทอง อ.นครไทย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก และใน อ.เขาค้อ อ.วังโป่ ง จ.เพชรบูรณ์ สาหรับ ชื่อ ของอุทยานแห่งชาติมีการสันนิษฐานว่ามีการ ตัง้ ชื่อตามพันธุไ์ ม้ชนิดหนึง่ ที่มีอยู่ในพื้นที่ป่าแห่งนี้ คือ ต้นแสลงใจ ซึ่งมีขนึ้ อยู่เป็ นจานวนมาก ประกอบกับมีสภาพภูมิประเทศเป็ นเนิน มีป่าหลายชนิด และสัตว์ป่าชุกชุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ป่ าทุ่งแสลงหลวงและพื้นที่ป่าอื่นๆในจังหวัดต่างๆ ได้รบั การก่อตัง้ ให้เป็ นอุทยานแห่งชาติ ซึ่ง อ ุทยานแห่งชาติทงุ่ แสลงหลวง มี สภาพธรรมชาติ และลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยพันธุไ์ ม้สตั ว์ป่านานาชนิดซึ่งเป็ นสถานที่ที่เหมาะแก่การ ไปท่องเที่ยว


สถานที่ที่น่าสนใจในเขตอ ุทยาน

1.ทงุ่ แสลงหลวง อยู่ห่างจากที่ทาการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 25 กิโลเมตร เป็ นทุ่งหญ้าแบบ สะวันนา มีพื้นที่เป็ นที่โล่งกว้างใหญ่เนือ้ ที่ประมาณ 16 ตารางกิโลเมตร ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่ าเบญจพรรณจะพบ สัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง

2.ทงุ่ นางพญา เป็ นทุ่งหญ้าแบบสวันนาเช่นเดียวกันมีเนือ้ ที่ประมาณ 5 ตรกม. เป็ นป่ าสนที่สมบูรณ์ แห่งหนึง่ ในช่วงปลายฤดูฝนต่อถึงฤดูหนาว หากมาในช่วงเช้าก่อน 10 โมง จะได้พบความความงามของแสงแดดที่ พาดผ่านบริเวณป่ าสน งดงามยิ่งนัก ทุ่งหญ้าแห่งนีจ้ ะมี ความสวยงามเหมาะแก่การนัง่ รถชมวิวและตัง้ ค่ายพักแรม การเดินทางจาก ทุ่งแสลงหลวงไปอีกประมาณ 16 กม. นักท่องเที่ยวบางกลุม่ นิยมขับรถเข้ามากางเต้นท์กนั ที่นี่


3.ทงุ่ โนนสน เป็ นทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่ าสนเขา ตัง้ อยู่ใจกลางอุทยานฯ บนยอดเขาโคกสน มี ลักษณะคล้าย ทุ่งแสลงหลวงและทุ่งนางพญา ในช่วงปลายฝนต้นหนาวจะมีดอกไม้หลายชนิดผลัดใบ เช่น ดอกดุสิตา เอื้องม้าวิ่ง กระดุมเงิน ยี่โถปี นัง หม้อข้าวหม้อแกงลิง ทุ่งนีเ้ หมาะแก่การเดินป่ าซึ่งห่างจากที่ทาการอุทยานฯ หนองแม่ นา ประมาณ31 กิโลเมตร

การเดินทาง 1.รถยนต์สว่ นตัว สามารถใช้เส้นทางได้2 เส้นทาง -เส้นทางแรกจากจังหวัดเพชรบูรณ์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข21 ไปทางอาเภอหล่มสัก ระยะทางประมาณ13 กิโลเมตร ถึงบ้านนางัว่ แล้วเลี้ยวซ้าย ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2258 ขึน้ เขาค้อผ่านสี่แยกบ้านสะเดาะพงผ่านพระ ตาหนักเขาค้อ ตรงไปจนถึงบ้านทางตะวันเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ4 กิโลเมตรจะถึงหน่วยจัดการอุทยานฯ ทุ่งแสลง หลวง ที่1 (หนองแม่นา) -เส้นที่สองจากจังหวัดพิษณุโลกใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก ประมาณ 100 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสูเ่ ขาค้อผ่านหน้าอาเภอเขาค้อ ถึงสี่แยกบ้านสะเดาะพงแล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข2258 ผ่าน พระตาหนักเขาค้อตรงไปบ้านทางตะวัน เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงหน่วยจัดการอุทยานฯ ทุ่งแสลง หลวง ที่1 (หนองแม่นา) - ส่วนทางเข้าด้านถนนสายพิษณุโลก-หล่มสักบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 80 เป็ นที่ทาการของอุทยาน มีบา้ นพักไว้ บริการนักท่องเที่ยว จานวน 8 หลัง ราคา 1,000 - 2,400 บาท มีเต็นท์ให้เช่าพักได้ 3-5 คน ราคา 250-400 บาท ในกรณีนาเต็นท์มาเอง เสียค่าพื้นทีกางเต็นท์ ราคา 30 บาท/คน/คืน 2.รถประจาทาง เริ่มต้น บขส.พิษณุโลก โดยนัง่ รถพิษณุโลก - หล่มสัก - เพชรบูรณ์ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 80 ถึงที่ทาการอุทยานฯ แต่ถา้ เดินทางไปทุ่งแสลงหลวงต้องนัง่ รถไปลงที่สามแยกตาบลแคมป์ สน โดยต่อรถหรือเหมา รถสองแถว ไปยัง หน่วยพิทกั ษ์อทุ ยานแห่งฃาติที่ สล.8 ( หนองแม่นา)

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติน้าหนาว

อยู่ในท้องที่อาเภอหล่มเก่า อาเภอหล่มสัก อาเภอนา้ หนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และอาเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็ นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สดุ แห่งหนึง่ ซึ่งเป็ นแนวเขตกัน้ ระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือ และเป็ น แหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึง่ ของเพชรบูรณ์ ได้รบั ความนิยมในหมูน่ กั เดินทางที่ชอบการเดินป่ าศึกษา ธรรมชาติ


ที่ตงั้ อ ุทยานแห่งชาติน้าหนาว อ. นา้ หนาว จ. เพชรบูรณ์ 67260 โทรศัพท์ 0 5672 9002 อีเมล์ การเดินทาง 1.รถยนต์สว่ นตัว ที่ทาการอุทยานแห่งชาตินา้ หนาว อยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 103 กิโลเมตร อยู่ห่างจาก อาเภอหล่มสักประมาณ 55 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ตามทางหลวงหมายเลข 12 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 50 มีป้าย ชี้ทางเข้าสูอ่ ทุ ยานแห่งชาติซึ่งเป็ นทางลูกรัง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร 2.โดยรถประจาทาง สามารถขึน้ รถจากขอนแก่นหรือหล่มสัก ซึ่งผ่านหน้าที่ทาการอุทยานแห่งชาติ ทุกวัน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


คม้ ุ เจ้าหลวงเมืองแพร่

เป็ นสถาปั ตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น ซึ่งมีรปู ทรงเป็ นแบบสถาปั ตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือทรงขนม ปั งขิง ซึ่งเป็ นที่นยิ มในสมัยนัน้ หลังคามุงด้วยไม้เรียกว่า “ไม้แป้นเกล็ด” ไม่มีหน้าจัว่ เป็ นแบบหลังคาเรือนปั้ นหยา มี มุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมาด้านหน้าของตัวอาคาร หลังคามุขมีรปู ทรงสามเหลี่ยม ทัง้ ปั้ นลม และชายคานา้ รอบตัวอาคาร ประดับด้วยไม้แกะฉลุสลักลวดลายอย่างสวยงาม ซึ่งเป็ นฝี ช่างชาวจีน ที่มีชื่อเสียงในสมัยนัน้


ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูนมี2ชัน้ ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซงุ ท่อน ส่วนใหญ่เป็ นไม้แก่น ไม้แดง และไม้ เนือ้ แข็ง รองรับฐานเสาทัง้ หลัง ภายใต้ตวั อาคารซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร มีหอ้ งสาหรับคุมขัง ข้าทาส บริวาร ซึ่งกระทาความผิด จานวน 3 ห้อง คุม้ เจ้าหลวงเก่าหลังนี้ มีความหรูหรา สง่างามและโอ่โถงมาก มีประตู 72 บาน จุดที่น่าสนใจ

ภายในเป็ นห้องใต้ดิน มีหอ้ งสาหรับคุมขัง ข้าทาส บริวาร ใช้เป็ นที่คมุ ขังข้าทาสบริวารที่กระทาความผิด ร้ายแรง อันนีน้ า่ กลัวมากดูเหมือนมีศาลตัง้ อยู่ขา้ งใต้ดว้ ย เพราะจะเป็ นห้องที่ไม่มีแสงสว่างเข้าไปได้ บรรยากาศน่า กลัวมาก ส่วน คุกใต้อาคารคุม้ เจ้าหลวงใช้เป็ นที่คมุ ขังนักโทษมายาวนานกว่า 50 ปี จนกระทัง่ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาส คุกทาสแห่งนีเ้ ลยกลายมาเป็ นที่คมุ ขังนักโทษทัว่ ๆ ไปของเจ้า เมือง หรือข้าหลวง ในสมัยต่อๆมา จนกระทัง่ มีการสร้างเรือนจาเมืองแพร่ขนึ้ คุกทาสอันยาวนานของคุม้ เจ้าหลวง เมืองแพร่จึงว่างลง

เปิดเวลา 08.30 -16.30 น. เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สานักงานจังหวัดแพร่ โทร 0 5451 1411 ตัง้ อยูท่ ี่ : ตัง้ อยูใ่ นบริเวณจวนผูว้ ่าราชการจังหวัดแพร่ ถนนคม้ ุ เดิม จ.แพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


คม้ ุ วงศ์บ ุรี

บ้านวงศ์บรุ ีสร้างเมื่อพ.ศ. 2450 โดยเจ้าพรหม ( พลวงพงษ์พิบลู ย์ ) และ เจ้าสุนนั ตา วงศ์บรุ ี ธิดาเจ้าบุรี ( พระยาบุรีรตั น์ ) ช่างที่สร้างบ้านหลังนีม้ าจากเมืองกวางตุง้ ประเทศจีน และใช้ชา่ งไม้พื้นถิ่น เป็ นบ้านไม้สกั สองชัน้ แบบ ยุโรปประยุกต์ ฐานเป็ นอิฐและซีเมนต์สงู จากพื้น 1 เมตร หลังคาสองชัน้ มีชอ่ งระบายลมระหว่างชัน้ ทัง้ สอง เพื่อเพิ่ม การไหลเวียนของอากาศ เนือ่ งจากบ้านหันหน้าเข้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จึงมีลมพัดเย็นในฤดูรอ้ น

บ้านทรงปั้ นหยา 2 ชัน้ มีเพดานสูง หลังคาสูง จุดเด่นของอาคารนีค้ ือ ลวดลายไม้แกะสลักที่หน้าจัว่ ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายนา้ หน้าต่าง และประตู ที่ประตูดา้ นหน้าเป็ นปูนปั้ นรูปแพะ ซึ่งเป็ นตัวแทนของหลวงพงษ์พิบลู ย์ และแม่ เจ้าสุนนั ทาซึ่งเกิดในปี แพะ ต่อมาได้มีการซ่อมแซม แต่ลวดลายแกะสลักยังคงเป็ นของเดิม ภายในบ้านตกแต่ง ด้วยสิ่งของ เครื่องใช้เก่าแก่ของตระกูล ที่ถ่ายทอดกันมาหลาย ชัว่ อายุ


ความโดดเด่นของบ้านวงศ์บ ุรี

ที่สวยงามด้วยศิลปกรรมและมีอายุเก่าแก่ ทาให้บา้ นหลังนีไ้ ด้รบั รางวัล บ้านอนุรกั ษ์ดีเด่นประจาปี 2536 จากสมาคมสถาปนิคสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทัง้ ยังมีการเผยแพร่บา้ นวงศ์บรุ ีในหนังสือต่าง ๆ จานวนมาก ที่ตงั้ บ้านวงศ์บรุ ี ตัง้ อยู่เลขที่ 50 ถนนคาลือ (ถนนหลังจวนผูว้ ่า สี่แยกพระนอนเหนือ ใกล้กบั วัดพงษ์ สุนนั ท์ ) อาเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็ นบ้านของเจ้าพรหม(หลวงพงษ์พิบลู ย์) ผูส้ ืบเชื้อสายมาจากอดีตเจ้าเมืองแพร่ และ เจ้าสุนนั ทา วงศ์บรุ ี ธิดาเจ้าบุรี (พระยาบุรีรตั น์) ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2440 เปิดให้นกั ท่องเที่ยวได้เข้าชมท ุกวัน ตัง้ แต่ 08.30 - 17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 30 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียน นักศึกษาตามจิตศรัทธา

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ถ้าผานางคอย

ผานางคอยเป็ นส่วนหนึง่ ของภูเขาหินปูน ที่ตงั้ ตระหง่านกลางป่ าปกคลุมด้วยแมกไม้นอ้ ยใหญ่ อดีตเมื่อผืนป่ า ยังอุดมสมบูรณ์ ละแวกนีเ้ ต็มไปด้วยสัตว์มากมายหลายชนิด โดยเฉพาะกวางป่ า เป็ นที่มาของชื่ออาเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

ถา้ แห่งนีม้ ิถกู ร้อยเรียงเรื่องราวให้เข้ากับตานานนิทานพื้นบ้าน จากหยดหินก่อให้เกิดรูปทรงผูห้ ญิงกาลัง โอบอุม้ ลูกน้อย รอคอยการกลับมาของชายอันเป็ นที่รกั ของเธอ โดดเด่นอยู่ที่ลานกลางถา้ เป็ นที่มาของชื่อ ถา้ ผานาง คอย ตานานรักยิ่งใหญ่ของเจ้าแม่อรัญญาณี หญิงสาวสูงศักดิ์ กับชายอันเป็ นที่รกั


เมื่อ800 ปี ที่แล้วสมัยอาณาจักรแสนหวี องค์หญิงอรัญญาณีผสู้ งู ศักดิ์ รักกับคะนองเดช หัวหน้าฝี พาย จอรัญญาณีตงั้ ครรภ์แล้วหนีมาด้วยกันจนถึงกลางป่ าถูกทหารตามล่ามาอย่างกระชัน้ ชิด ทหารยิงคะนองเดชแต่ พลาดถูกกลางอุระนางอรัญญาณี ทัง้ สองหลบเข้ามาอยู่ในถา้ นางอรัญญาณีได้ให้ชายที่รกั หนีไป และพูดว่า "หญิง จะรออยู่ที่นี่ ชัว่ กัลปาวสาน" แรงอธิษฐานดังกล่าวทาให้นางกลายเป็ นหิน มือโอบพระโอรสไว้บนตัก เป็ นที่มาของชื่อ ถา้ ผานางคอย

เมื่อเดินพ้นโค้งลานรักพระนาง มองไปทางขวาเล็กน้อย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาตัง้ ตระหง่านโดดเด่น นัน่ คือ หินนางคอย หัวใจสาคัญของถา้ หินปูนที่หยดย้อยทาให้เกิดรูปทรงเหมือนหญิงสาว กาลังก้มหน้าโอบอุม้ ลูกน้อยนัง่ อยู่บนแท่นหิน ผูม้ าเยือนต้องยืนอยู่ห่างจากหินนางคอยประมาณ 10 เมตร จะเป็ นจุดที่เห็นได้ชดั ว่ามีรปู ร่างเหมือน ผูห้ ญิงอุม้ ลูก


การเดินทาง ถา้ ผานางคอยแห่งนี้ ตัง้ อยู่ที่บา้ นผาหมู อาเภอร้องกวาง ห่างจากตัวอาเภอเมืองแพร่ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่-ร้องกวาง ( ทาง หลวงหมายเลข 101 ) ถึงกิโลเมตรที่ 58-59 จะถึงถนนทางเข้าถา้ ผานาง คอยด้านซ้ายมือ เข้าไปเพียง 800 เมตรก็ถึงตัวถา้ ที่ตงั้ อาเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกตาดหมอก หรือ น้าตกแม่คอย

นา้ ตกตาดหมอก หรือ นา้ ตกแม่คอยอาเภอเมือง จ.แพร่ แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของเมืองแพร่ เป็ นนา้ ตกที่มี ความสวยงามมาก และภายในนา้ ตกก็ยงั คงซึ่งธรรมชาติที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์


ส่วนการเดินทาง ก็เดินทางไปได้ดว้ ยรถยนต์เส้นทางการไปนา้ ตกก็สะดวกมากค่ะ เพราะนา้ ตกอยู่อยู่ที่ตาบลสวนเขือ่ น ห่างจาก ตัวจังหวัดประมาณ 22 กิโลเมตร เป็ นนา้ ตกขนาดใหญ่ มี 3 ชัน้ สวยงามมาก แต่ตอ้ งเดินทางเท้าเข้าไปอีกราว 1 กิโลเมตร ที่อยู่ อยู่ที่ตาบลสวนเขือ่ น อยู่ในอาเภอเมือง จังหวัดแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


น้าตกเอราวัณ

เป็ นนา้ ตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝัง่ แม่นา้ แควใหญ่ ตัง้ อยู่ที่ อาเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็ นนา้ ตกที่ มีระยะทางยาวประมาณ 1,500 เมตร ติดต่อกัน ซึ่งแบ่งออกเป็ นชัน้ ๆ ได้ 7 ชัน้ เป็ นนา้ ตกขนาดใหญ่


เดิมมีชื่อว่า นา้ ตกสะด่องม่องลาย ตามชื่อลาห้วยม่องล่ายซึ่งเป็ นต้นนา้ ของนา้ ตกที่เกิดจากยอดเขา ตาม่อง ล่ายใน เทือกเขาสลอบ สายนา้ จะไหลมาตามชัน้ หินเป็ นระยะทางประมาณ 1,500 เมตร แบ่งออกเป็ นชัน้ ใหญ่ๆได้ 7 ชัน้ แต่ละชัน้ มีีความสวยงามร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ในชัน้ ที่ 7 อันเป็ นชัน้ บนสุดของนา้ ตกลักษณะของนา้ ตก ชัน้ ที่ 7 ลักษณะสายนา้ ไหลบ่า มองดูคล้ายกับหัวช้างเอราวัณซึ่งมี 3 หัว จึงกลายมาเป็ นที่มาของชื่อนา้ ตก จนคน ทัว่ ไปรูจ้ กั และขนานนามว่า “นา้ ตกเอราวัณ

สิ่งที่รสู้ ึกได้เมื่อมาถึงยังบริเวณนา้ ตก คือความเย็นสบายแต่เมื่อได้เห็นตัวนา้ ตกก็ตอ้ งตะลึงในความงามของ ตัว นา้ ตกที่นา้ ใสแจ๋ว มองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาใต้ผืนนา้ ที่สะท้อนแสงเป็ นสีฟ้าอมเขียวมรกตคล้าย นา้ ใน สระ ว่ายนา้ ที่เป็ นเช่นนัน้ ก็เนือ่ งมาจากลักษณะของภูเขาใน อุทยานฯเอราวัณ เป็ นเป็ นเทือกเขาหินปูนที่เกิดจาก การทับ ถมของ เปลือกหอย ปู หรือปะการัง เมื่อมีการตกตะกอนขุน่ ในช่วงล่างของธารนา้ มันจะทาให้แสงที่สอ่ งลงมาจะ ทาให้ สะท้อนเป็ นสีฟ้าหรือสีเขียวมรกตสวยงามมาก


การเดินทางมาถ้าน้าตกเอราวัณ

1. โดยรถยนต์สว่ นตัว ไปตามถนนเพชรเกษมหรือไปตามถนนบรมราชชนนี ผ่านนครชัยศรี บ้านโป่ ง ท่า มะกา ท่าม่วง ถึงจังหวัด กาญจนบุรี รวมระยะทาง 129 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึง่ ชัว่ โมงครึ่ง สาหรับ การเดินทางจากตัวเมือง กาญจนบุรีไปยัง อุทยานแห่งชาติเอราวัณสามารถใช้ได้ คือ เริ่มต้นจากจังหวัดกาญจนบุรี ไปตามทางหลวงจังหวัด หมายเลข 3199 ถึง เขตของการไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทยเขือ่ นศรีนครินทร์ ข้าม สะพานไปยังตลาดเขือ่ น ศรีนครินทร์ แล้วจึงเลยเข้า ไปยังที่ทาการอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ระยะทางทัง้ สิ้นประมาณ 70 กิโลเมตร เดินทาง จากอุทยานแห่งชาติไทรโยค จะมีเส้นทางบริเวณบ้านวังใหญ่อยู่ห่างจาก นา้ ตกไทรโยคน้อย ประมาณ 6 กิโลเมตร ลัดออกไปบ้านโป่ งปั ดบริเวณเขือ่ น ท่าทุ่งนาระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไป ตามถนน หมายเลข 3199 อีกประมาณ 25 กิโลเมตร ถึงที่ ีี ี่ทาการอุทยานแห่งชาติเอราวัณ 2. โดยรถสาธารณะ รถโดยสารธรรมดา/รถโดยสารปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ทกุ 15 นาที ตัง้ แต่เวลา 04.00-20.30 น. ถึง จังหวัดกาญจนบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชัว่ โมง 30 นาที หลังจากนัน้ เดินทางโดยรถโดยสารประจาทาง จาก สถานีขนส่งกาญจนบุรี หมายเลข 8170 กาญจนบุรี-เอราวัณ ออก ทุก 1 ชัว่ โมง ตัง้ แต่เวลา 08.00-17.20 น. เพื่อเดิน ทางเข้าสูอ่ ทุ ยานแห่งชาติเอราวัณจากนัน้ นัง่ รถสายกาญจนบุรี เอราวัณ ไปลงหน้าที่ทาการอุทยานแห่ง ชาติเอราวัณ แล้วเดินเข้าไปยังนา้ ตกอีก 500 เมตร ค่าโดยสารรถประจา ทาง 40 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชัว่ โมง 30 นาที หรือออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ชัน้ 1 ช่อง 21 สายกรุงเทพฯ-ด่านเจดียส์ ามองค์ ตัง้ แต่เวลา 05.00-19.00 น. โดย แวะจอดที่สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชัว่ โมง 30 นาที หลังจากนัน้ เดินทางโดยรถโดยสารประจา ทางสายกาญจนบุรี-เอราวัณ เพื่อเดินทางเข้าสูอ่ ทุ ยานแห่งชาติเอราวัณ จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ้านประทับใจ (บ้านเสาร้อยต้น)

เป็ นบ้านไม้สกั ทัง้ หลัง ผูเ้ ป็ นเจ้าของบ้าน คือ ค ุณพ่อกิจจา ชัยวัณณค ุปต์ (ถึงแก่กรรมไปแล้ว เมื่อวันที่ 7 มิถนุ ายม 2527) ปั จจุบนั คุณแม่ลายอง ชัยวัณณคุปต์ ภรรยาเป็ นผูด้ แู ล บ้าน ประทับใจ ได้เริ่มทาการก่อสร้าง ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2515 โดยมีคณ ุ พ่อกิจจา เจ้าของบ้าน เป็ นผูอ้ อกแบบแปลนและตกแต่งบ้านด้วยตัวท่านเอง โดยใช้ไม้ สักท่อน ขนาดใหญ่ ตัง้ เป็ นเสาบ้านจานวนทัง่ หมด 130 ต้น ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2519


ปั จจุบนั บ้าน ประทับใจก็ยงั คงเป็ นบ้านส่วนบุคคล แต่ก็ได้เปิ ดให้เป็ นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึง่ ของ จังหวัด แพร่ ชัน้ ล่างของบ้าน บางส่วนจะจัดทาเป็ นโชว์รมู และที่จาหน่ายสินค้าเพื่อเป็ นของที่ระลึก ชัน้ บน ประกอบด้วย ห้องพักส่วนตัว ชานมะปรางซึ่งเป็ นชานนัง่ เล่นที่มีร่มของต้นมะปรางประดับอยู่ ด้านหลังมีชานตะวันสาหรับ นัง่ รับ แสงแดดในตอนเช้า และส่วนของพิพิธภัณฑ์ชมของเก่าที่บอกเรื่องราวทางประวัตศิ าสตร์


บ้านประทับใจ เปิดให้เข้าชมท ุกวัน ตัง้ แต่เวลา 08.00 - 17.00 น. อัตราค่าเข้าชม 20 บาท ข้อมูลการเดินทางไปบ้านประทับใจ (บ้านเสาร้อยต้น) บ้านประทับใจ (บ้านเสาร้อยต้น) ตัง้ อยู่เลขที่ 59 หมู่ 13 ตาบลป่ าแมต อาเภอเมือง แพร่ ไปตามทางหลวง หมายเลข 1023 (แพร่-ลอง) เลี้ยวขวาหน้าวิทยาลัยเทคนิคแพร่ ผ่านสุสานประตูมาร (ทางซ้ายมือ) แล้วเลี้ยวซ้าย ประมาณ 350 เมตร เลี้ยวซ้าย 200 เมตร เลี้ยวซ้ายอีก 100 เมตร บ้านประทับใจอยู่ทางซ้ายมือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระธาต ุปูแจ

วัดพระธาต ุปูแจ ตัง้ อยู่ที่บา้ นบุญเริง หมูท่ ี่ 4 บ้านบุญเริง ตาบลบ้านเวียง อาเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ปั จจุบนั กรมศิลปากรได้ขนึ้ ทะเบียน เป็ นโบราณสถานแห่งชาติ พระธาตุปูแจประดิษฐานในเจดียส์ ี่เหลี่ยมจัตรุ สั ยาว ด้านละ 4 เมตร สูง 4 เมตร บรรจุพระธาตุตาตุม่ ข้างขวา(กระดูกข้อเท้า)ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็ นโบราณ สถานที่สาคัญอยู่ที่จงั หวัดแพร่ สร้างมาแต่โบราณนานหลายร้อยปี หลายยุคหลายสมัย และมีเจ้าผูค้ รองนคร แพร่หลาย ๆ พระองค์ได้ บูรณปฏิสงั ขรณ์เป็ นประจาเสมอมา งานนมัสการพระธาตุปูแจ หรืองานขึน้ พระธาตุ ตรง กับวันขึน้ 11-15 คา่ เดือน 3 ของทุกปี (เดือน5 เหนือ)

ตานาน

ในสมัยที่พระโพธิสตั ว์เสวยพระชาติเป็ นเนือ้ ทรายทองได้ถกู นายพรานติดตามรอยเป็ นเวลานาน เมื่อเดินทาง มาถึงเขาลูกนีเ้ กิดอาการบาดเจ็บ ขัดเบา (อาการของโรคปั สสาวะไม่ออก)ได้รบั ทุกข์ทรมานอยู่เป็ นเวลานาน 3 วัน จึง ถึงแก่ความตาย การเกิดขัดเบา(อาการของโรคปั สสาวะไม่ออก) ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ปวดแจ


เมื่อพระโพธิสตั ว์ได้เป็ นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้เสด็จมาเผยแพร่ธรรมให้ประชาชนถึงดอยม่วงคา (อาเภอเมือง พะเยา)เสด็จ ตามรอยทางเดิมถึงเขาลูกนี้ ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์ซึ่งเสด็จตามจึงทูลถามว่า มีอะไรเกิดขึน้ ที่นี่ ก็ตรัสเล่าถึงความหลังให้ฟังโดยตลอด พระอานนท์ก็ทลู ขอว่าแห่งนีค้ วรเป็ นที่สกั การะแห่งพุทธศาสนิกชนทัง้ หลายใน กาลภายหน้าสืบไป พระพุทธเจ้าจึงพระราชทานเกศาเส้นหนึง่ ให้แก่พระอานนท์ ณ บัดนัน้ พระอินทร์ก็เนรมิตรผอบมา รองรับบรรจุพระเกศาไว้ นาไปประดิษฐ์ในอุโมงค์เขาลูกนี้ และต่อมาได้สร้างพระธาตุปูแจ ไว้ให้ประชาชนได้กราบไว้ สักการบูชา

จัดทาโดยนางสาว ปวีณา วงษ์กระนวน


พระธาต ุพระลอ

พระธาตุพระลออยู่ที่ตาบลบ้านกลางห่างจากอาเภอสองประมาณ 3 กิโลเมตร เป็ นพระธาตุเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี สร้างขึน้ เป็ นอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงความรักอมตะของพระลอแห่งนครแมนสรวงและพระเพื่อน-พระแพงแห่ง เมืองสรอง เป็ นต้นกาเนิดของวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอซึ่งจัดว่าเก่าแก่ที่สดุ สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งขึน้ ในสมัยกรุง ศรีอยุธยาตอนต้น

บทประพันธ์ลิลิตพระลอได้รบั การยกย่องว่าเป็ นยอดลิลิตบทหนึง่ เพราะบรรยายได้ อย่างไพเราะ คือ.... เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใดพี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทัว่ หล้า สองเขือพี่หลับใหลลืมตืน่ ฤาพี่ สองพี่คิดเองอ้าอย่าได้ ถามเผือ


บริเวณที่ตงั้ ของวัดเป็ นพื้นที่ของชุมชนเมืองสรองโบราณ มีองค์พระธาตุเก่าแก่ อายุกว่า 400 ปี มีความเชื่อ ว่า เป็ นอนุสรณ์ความรักอมตะของพระลอแห่งนครแมนสรวงกับพระเพื่อน พระแพง พระธิดาของเมืองสรอง เป็ นต้น กาเนิดของวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ ซึ่งได้รบั ยกย่องว่าเป็ นสุดยอดบทร้อยกรองประเภทลิลิตของชาติไทย นอกจากนัน้ รอบๆ บริเวณกาแพงเมืองสรองโบราณ ยังชมวิวพระธาต ุพระลอ จากองค์พระธาตุเดินต่อเข้าไป ด้านหลังวัด สุดที่แนวกาแพงวัด ซึ่งสร้างอยู่บนพื้นที่สงู มองไปไกลๆ จะเห็นทุ่งนากว้างใหญ่อยู่ขา้ งล่างมีแนวกาแพง ดินสามชัน้ ให้ได้เดินชมทัศนียภาพอันสวยงาม

การเดินทาง ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 101 ประมาณ 24 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าสูท่ างหลวงหมายเลข 103 อีกราว 18กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาสูอ่ าเภอสองใช้ทางหลวงหมายเลข 1154 กม. ที่ 54

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่

ประวัติ ก่อตัง้ ขึน้ เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนายภุชงค์ กันทาธรรม บุตรชายของนายทอง กันทาธรรม อดีตหัวหน้าเสรี ไทยสายแพร่เพื่อเป็ นการแสดงความเคารพคารวะต่อ บรรพบุรษุ ผูก้ ล้าหาญ

นายปรีดี พนมยงค์ และนายทอง กันทาธรรมเป็ นหัวแรงหลักในการดาเนินงานปฏิบตั กิ ารครัง้ แรก เมื่อ เดือนกันยายน พ.ศ. 2487 เรียกว่า ปฏิบตั กิ ารฮอทฟูท โดย ร.ท. บุญมาก เทศบุตร และ ร.ต. วิมล วิริยะวิทย์ เป็ นผู้ ปฏิบตั ภิ ารกิจกระโดดร่มลงที่แพร่พร้อมสัมภาระ มีศนู ย์บญ ั ชาการอยู่ที่บา้ นหนองม่วงไข่ ได้รบั การสนับสนุนทาง อากาศ โดยการกระโดร่มครัง้ ต่อไปอีก 3 ครัง้ ซึ่งเป็ นระยะที่ได้ตงั้ ศูนย์ไซเรนขึน้ ที่กรุงเทพฯ แล้วมีการนัดหมาย ชัดเจนระหว่างทางอากาศและภาคพื้นดิน เรียกปฏิบตั กิ ารทัง้ 3 ครัง้ นีว้ ่า ปฏิบตั กิ ารนิวเมอรัล


การกาเนิดเสรีไทย นัน้ เกิดขึน้ ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบุรพา กองทัพญี่ปุ่นด้วยกาลังที่เหนือกว่า ได้เข้า มายึดครองประเทศไทยและดินแดนส่วนใหญ่ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ทาให้รฐั บาลไทยใน ขณะนัน้ จาเป็ นต้องให้ความร่วมมือแก่ญี่ปุ่น ดังนัน้ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นกับไทยได้ลงนามในกติกา สัญญาเป็ นพันธมิตรกัน ประเทศไทยจึงได้ประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา บรรดาคนไทยทัง้ ในและ ต่างประเทศ

ผูม้ ีจิตสานึกในความเป็ นคนไทยจึงรวมพลังก่อเกิดขบวนการเสรีไทย โดยเชื่อว่าการรบในระยะยาวกาลังของ ฝ่ ายพันธมิตรจะเติบโตและสามารถเอาชนะสงครามได้ ไทยอาจประสบปั ญหาเป็ นฝ่ ายแพ้สงคราม ขบวนการเสรีไทย จึงได้ตดิ ต่อพร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ ายพันธมิตรในทุกทาง ในระหว่างเวลา 3 ปี ครึ่ง ของสงครามโลกครัง้ ที่ 2 นี้ ขบวนการเสรีไทยได้ร่วมปฏิบตั กิ าร ทัง้ การทหาร ด้านการทูต และการเมืองด้วยความสุขมุ รอบคอบ ได้สร้างความ ประทับใจในความจริงใจของขบวนการเสรีไทยแก่ฝ่ายพันธมิตร เมื่อญี่ปุ่นยอมจานนโดยปราศจากเงือ่ นไข เมื่อ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ฝ่ ายพันธมิตรจึงได้แจ้งให้ผสู้ าเร็จราชการ แทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็ นหัวหน้า ขบวนการเสรีไทยว่าสัมพันธมิตรไม่ถือว่าประเทศไทยแพ้สงคราม ไม่ตอ้ งถูกยึดครอง และให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศกับนานาชาติกลับคืนสูส่ ถานภาพเหมือนก่อนสงคราม ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 นายปรีดี พนมยงค์ จึงได้กาหนดให้วันที่ 16 สิงหาคม เป็ นวันที่ระลึกถึง วีรกรรมกูช้ าติของขบวนการเสรีไทย


สาหรับพิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่นนั้ เปิ ดให้ขา้ ราชการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษาเข้าชมฟรี ทุกวัน หากเข้าชม เป็ นกลุม่ คณะสามารถติดต่อล่วงหน้าจะได้จดั วิทยากรบรรยายให้ความรูไ้ ปด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์ มีรปู ภาพ ข้อมูล ขบวนการเสรีไทย ที่จดั เรียงรายพร้อมประวัตติ า่ งๆ ให้ศึกษา นอกจากนีย้ งั มีการจาหน่ายของที่ระลึกประเภทเสื้อ แก้วกาแฟ พวงกุญแจ สาหรับผูส้ นใจอีกด้วย พิพิธภัณฑ์เสรีไทย ตัง้ อยู่ดา้ นหลังของโรงแรมภราดร ถนนยันตรกิจโกศล อาเภอเมือง จังหวัดแพร่ ให้เป็ น แหล่งเรียนรู้ การเสียสละที่ยิ่งใหญ่เพื่อชาติ แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจเพื่อประเทศชาติ ขบวนการเสรีไทยในภาคเหนือมีศนู ย์กลางอยู่ที่เมืองแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ภ ูเขาหินปะการัง

ธรรมชาติใช้เวลาหลายล้านปี ในการชะล้าง กัดกร่อนพังทลายชัน้ หิน ยุบตัว จนเหลือแต่ยอดแหลม ให้มลี กั ษณะคล้ายปะการังให้ชมบน ยอดดอย ภูเขาหินปะการัง อยู่ในพื้นที่อทุ ยานแห่งชาติดอยผากลอง มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติจากจุดบริการนักท่องเที่ยวถึงยอด ดอย ประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็ นทางเดินที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึน้ ไม่สงู ชันมากนัก แต่บางช่วงเป็ นหินแหลมคม ต้องระมัดระวังในการเดิน ผ่านด้วย ระหว่างทางจะมีจดุ พัก ให้นงั ่ พักรับลม จากแอร์ธรรมชาติ ที่เกิดจากลมพัดเอาความชืน้ ผ่านออกมาจากปากถา้ เล็กๆ แคบๆ ทาให้เราสัมผัสได้ถึงความเย็นเหมือนนัง่ ในห้องแอร์ธรรมชาติ ^_^

ยอดภูเขาหินปะการัง

ยอดภูเขาหินปะการัง ชมวิวมุมกว้างรอบทิศ ขึน้ สวยงามมาก

๓๖๐ องศา ยิ่งถ้าขึน้ ชมช่วงเช้า มีแดดอ่อนๆ แสงแดดจะส่องทาให้เห็นรูปร่างของหินปะการังชัดเจน


ภ ูเขาหินปะการัง

ภ ูเขาหินปะการัง อยู่บนยอดเขา บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติดอยผากรอง อ.ลอง จ.แพร่ การเดินทาง จากจังหวัดแพร่มาตามเส้นทางแพร่-ลอง ทางหลวงหมายเลข ๑๐๒๓ กิโลเมตรที่ ๑๗-๑๘ ศูนย์บริการฯ จะอยู่ทางขวามือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุช่อแฮ

วัดพระธาตุชอ่ แฮ พระอารามหลวง เป็ นวัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คบ่ ู า้ นคูเ่ มืองจังหวัดแพร่ และเป็ นวัดพระธาตุประจาปี เกิด ของผูท้ ี่เกิดปี ขาล บุคคลใดที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่แล้วจะต้องมานมัสการพระธาตุชอ่ แฮ เพื่อเป็ นสิริมงคลกับตนเอง จนมีคากล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุชอ่ แฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพ


ลักษณะสถาปัตยกรรม วัดพระธาตุชอ่ แฮ พระอารามหลวง เป็ นวัดที่ตงั้ อยู่เนินเขาเตีย้ สูงประมาณ 28 เมตร องค์พระธาตุชอ่ แฮเป็ นเจดียศ์ ิลปะเชียงแสนแบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุดว้ ยทองดอกบวบหรือทองจังโก องค์พระธาตุสงู 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ลักษณะองค์พระธาตุตงั้ อยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชัน้ ถัดขึน้ ไปเป็ นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชัน้ รองรับ ถัดไปเป็ นฐานบัวควา่ และชุดท้องไม้แปดเหลี่ยม ซ้อนลด ชัน้ กันขึน้ ไป 7 ชัน้ จากนัน้ เป็ นบัวระฆัง 1 ชัน้ และหน้ากระดานหนึง่ ชัน้ จนถึงองค์ระฆังแปดเหลี่ยม ถัดขึน้ ไปเป็ น บัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสองและปล้องไฉน ส่วนยอดฉัตรประดับตกแต่งด้วยเครื่องบนแบบล้านนา มีรวั้ เหล็กรอบองค์ พระธาตุ 4 ทิศ มีประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูได้สร้างซุม้ แบบปราสาทล้านนาไว้อย่างสวยงาม


ประเพณีการไหว้พระธาต ุช่อแฮ

เป็ นประเพณีที่ปฏิบตั สิ ืบต่อกันมาช้านาน เดิมจะจัด 5 วัน 5 คืน ในปี พ.ศ. 2536 ได้เปลี่ยนแปลงเป็ น 7 วัน 7 คืน วันแรกของงาน จะเริ่มขึน้ ในวันขึน้ 9 คา่ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ไต้ของทุกปี ซึ่งถือว่าการจัดงานไหว้พระธาตุชอ่ แฮ ยึดถือตามจันทรคติเป็ นหลัก ประเพณีไหว้พระธาตุชอ่ แฮ เมืองแพร่ แห่ ตงุ หลวง ในการจัดงานมีขบวนแห่อนั ยิ่งใหญ่ประกอบไปด้วยริ้วขบวนของทุกอาเภอ การฟ้ อนรา ขบวนช้างเจ้าหลวง และเครื่องบรรณาการ ขบวน แห่ กังสดาล ขบวนแห่หมากเป็ ง ขบวนต้นผึ้ง ขบวนแห่ผา้ ห่มองค์พระธาตุ 12 ราศี ซึ่งประกอบด้วยขบวนตุง 12 ราศรี ขบวนข้าวตอกดอกไม้ ต้นหมาก ต้นผึ้ง ต้นดอก ขบวนแห่ผา้ ห่มองค์พระธาตุ 12 ราศรี ขบวนกังสดาล ขบวน ตุง ขบวนฟ้ อนรา มีการเทศน์และมีการเทศน์และฟังเทศน์มหาชาติ มหาเวสสันดรชาดก ทัง้ กลางวันและกลางคืน สาหรับกลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดงาน

การเดินทางมาเที่ยววัดพระธาต ุช่อแฮ ถนนสายหลัก คือ ถนนช่อแฮ เริ่มตัง้ แต่สี่แยกบ้านทุ่ง อาเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็ นสี่แยกใจกลางเมืองแพร่ เข้าสูถ่ นนช่อแฮ และตรงไปตามถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร่ สนามบินจังหวัดแพร่ หมูบ่ า้ นเหล่า หมูบ่ า้ นนาจักร หมูบ่ า้ นแต (กวีรตั น์) หมูบ่ า้ นมุง้ สถานที่ตงั้ ของวัดพระธาตุชอ่ แฮอยู่ในบริเวณเขต เทศบาลตาบลช่อแฮ ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองจังหวัดแพร่ ที่ตงั้ ตัง้ อยู่เลขที่ 1 หมูท่ ี่ 11 ถนนช่อแฮ ตาบลช่อแฮ อาเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วนอ ุทยานแพะเมืองผี

เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็ นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็ นรูปร่างลักษณะต่างๆ แพะ แปลว่า ป่ าละเมาะ เมืองผีแปลว่า เงียบเหงา ได้มีการประกาศจัดตัง้ เป็ นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2524 มีเนือ้ ที่ 167 ไร่ เป็ นสถานที่มีความสวยงามด้าน ธรณีวิทยา หน้าผา เสาดิน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติวนอุทยานแพะเมือง ผี ตานาน

ในสมัยนัน้ มีครูบาปั ญโญ ฯ เป็ นเจ้าอาวาสวัดนา้ ชา ตาบลนา้ ชา ซึ่งชาวบ้านได้พร้อมใจกันนิมนต์มาเป็ น เจ้า อาวาสองค์แรก ของวัดนา้ ชาและได้บอกเล่าประวัตแิ พะเมืองผีสืบทอดติดต่อกันมาว่า มีหญิงชราคนหนึง่ ซึ่งชาวบ้าน เรียกว่า “ ย่าสุม่ ” เข้าไปหาผัก หน่อไม้ เป็ นอาหาร แต่หลงป่ าแล้วไปพบหลุมเงิน ทองคา จึงได้นาเงิน และทองคา ใส่ ถุงแล้วเตรียมหาบ จะกลับบ้าน เสร็จแล้วเกิดหลงป่ าอีก โดยไม่สามารถนาเอาหาบเงิน ทองคา ออกมาได้ ย่าสุม่ จึง วางหาบจะกลับบ้านเสร็จแล้วเกิด ย่าสุม่ จึงวางหาบแล้วหาไม้มาคาดเป็ นราว (ราวไม้) ต่อมาออกจากป่ าจน ถึงบ้าน และ เดินกลับไปราวไม้ที่คาดไว้เป็ นแนวทางไว้


ซึ่งปั จจุบนั เป็ นร่องทางนา้ พบเห็นได้ เป็ นแนวออกไปทางบ้านนา้ ชา ทิศตะวัน ออกของ แพะเมืองผี ย่าสุม่ จึง ได้ชกั ชวนชาวบ้านให้เข้าไปด้วยปรากฏว่า ชาวบ้านก็ได้ตดิ ตามย่าสุม่ เข้าไปถึงจุดที่ ย่าสุม่ วางหาบไว้แต่ ไม่พบเงินและ ทองคา ในหาบแต่อย่าใด ไม่รวู้ ่าหายไปได้อย่างไร ชาวบ้านจึงขนานนามสถานที่นนั้ ว่า “ แพะย่าสุม่ คาดราว ” และได้ ช่วยกันค้นหา พบรอยเท้าคนเดินและชาวบ้านได้เดินตามรอยเท้าเหล่านัน้ ไปจนกระทัง่ มาถึงพื้นที่ซึ่งชาวบ้าน ขนาน นามว่า “ แพะเมืองผี ”

การเดินทางไปวนอ ุทยานแพะเมืองผี นับว่าสะดวกมากหากมีรถไปเอง เดินทางจากจังหวัดแพร่ ตาม เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างจังหวัดแพร่-จังหวัดน่าน ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กม. จะ มีทางแยกขวามือไปวนอุทยานแพะเมืองผีอีก 3 กม. ถนนลาดยางตลอด ถ้าหากไม่มีรถไปเองก็ตดิ ต่อว่าจ้างเหมาะรถโดยสารจากสถานี บ.ข.ส.จังหวัดแพร่ หรือมอเตอร์ไซด์รบั จ้างก็ ได้ รวมระยะทางประมาณ 10 กม ที่อยู่

อยู่ในท้องที่ ตาบลแม่หล่าย ตาบลลานา้ ซ่า ตาบลทุ่งทุ่งโฮ่ง อาเภอเมือง จังหวัดแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศาลหลักเมืองแพร่

ศาลหลักเมืองแพร่ เป็ นสถานที่เคารพศักดิ์สิทธิ์ของคนจังหวัดแพร่ และคนต่างจังหวัดที่มาอาศัย หรือทางาน ที่จงั หวัดแพร่ แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า สะดือเมือง ตัง้ อยู่ถนนคุม้ เดิม เยื้องจวนผูว้ ่าราชการจังหวัดแพร่ เป็ น ศาลหลักเมืองที่สวยงาม สร้างด้วยศิลปะแบบล้านนาลงรักปิ ดทอง ประกอบด้วยเสาไม้สกั ขนาดใหญ่ฝังในผนังปูน อย่างกลมกลืนทัง้ สี่มมุ ศาลหลักเมืองแพร่

เมื่อปี พ.ศ.1387ขุนหลวงพล เป็ นเจ้าหลวงผูค้ รองเมืองแพร่ซึ่งมีชื่อว่าเมืองพล หรือ พลรัฐนคร เป็ นชื่อ ดัง้ เดิมของเมืองแพร่ ในสมัยที่กอ่ สร้างเมืองขึน้ คร้งแรก บางครัง้ เรียกว่า พลนคร ชื่อพลนครปั จจุบนั มีปรากฎเป็ น ชื่อ วิหารในวัดหลวง ตาบลในเวียง อาเภอเมืองแพร่ ซึ่งวัดหลวงเป็ นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับการ สร้างเมืองแพร่ เป็ นวัดที่เจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอดจนหมดยุคเจ้าเมืองตานาน


ยอดหลังคาเป็ นรูปทรงเจดียพ์ ลิ้วงามด้วยใบโพธิ์ ต่อมาได้รบั พระราชทานเสาหลักเมืองแพร่เป็ นเสาไม้ยมหิน ขนาดเขือ่ งจากองค์พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ได้อญ ั เชิญมาประดิษฐานในศาลหลักเมืองแพร่หลังใหม่วันที่ 6 มิถนุ ายน พ.ศ.2537 ส่วนศิลาจารึกที่ใช้เป็ นศาลหลักเมืองแพร่เดิม ตัง้ ไว้ดา้ นหลังของเสาหลักเมือง นอกจากที่นี่ จะ เป็ นที่ตงั้ ศาลหลักเมืองแพร่ แล้วยังเป็ นที่ตงั้ จารึกศาลหลักเมือง จารึกศาลหลักเมืองแพร่ วัสดุที่ใช้ทา แผ่นหิน ตัวอักษร ภาษาเมือง หรืออักษรลานนา เนือ้ หา เป็ นเรื่องราว การสร้างวัดศรีบญ ุ เรือง ตาบลในเวียง อาเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ที่มา มีคนพบทิ้งไว้และเห็นว่าเป็ นแผ่นหินที่มี ความศักดิ์สิทธิ์ ตัง้ อยู่ ถนนคุม้ เดิม อาเภอเมือง จังหวัดแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติดอยผากอง

อุทยานแห่งชาติดอยผากลองตัง้ อยู่ในห้องที่อาเภอลอง จังหวัดแพร่ แต่เดิมเคยเป็ นวนอุทยานสวนหิน มหาราชซึ่งจังตัง้ ขึน้ เพื่อเป็ นการเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั เนือ่ งในวโรกาสทรงมีพระชนมพรรษา ครบ 5รอบในปั จจุบนั เป็ นอุทยานแห่งชาติที่กาลังดาเนินการประกาศจัดตัง้ อย่างเป็ น ทางการ อุทยานแห่งชาติ

ดอยผากลองครอบคลุมเนือ้ ที่ 125 ตารางกิโลเมตร มีจดุ ชมวิวที่สวยงามอีกหลายแห่ง สามารถท่องเที่ยว ได้ตลอดทัง้ ปี พืชพรรณและสัตว์ป่า สภาพพื้นที่โดยทัว่ ไปเป็ นภูเขาสูงชัน ที่สลับซับซ้อนวางตัวในแนวเหนือใต้บางแห่ง เป็ นพื้นที่ราบ บนภูเขามีหินโผล่ขนึ้ มาจากพื้นดิน ตามธรรมชาติ พื้นที่สว่ นใหญ่เป็ น ป่ าเบญจพรรณป่ าดิบ แล้ง และ ป่ าเต็งรัง มีสตั ว์ป่าที่หายาก และใกล้ จะสูญพันธุอ์ ยู่หลายชนิด แหล่งท่องเที่ยวและจุดเด่นที่นา่ สนใจ ได้แก่ สวนหิน มหาราช ถา้ ผากลอง ถา้ จันทร์ผา ถา้ เอราวัณแก่งหลวง ภูเขาหิน ปะการัง หรือ ร่องหินแตก เส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ


ประเภทการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่ 2 เส้นทาง อยู่บริเวณสวนหินมหาราชและภูเขาหินปะการังกิจกรรมท่องเที่ยว ส่วน นันทนาการที่มีใน อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง ได้แก่ การเดินป่ าศึกษาธรรมชาติเที่ยวถา้ ตัง้ แค้มป์ พักแรม ดูนก ล่องแก่ง ปี นเขา ขีจ่ กั รยานชมธรรมชาติเป็ นต้น การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร ไปตามทางหลวง 1023 (กม.ที่19-20 ถนน แพร่-ลอง ) ที่ตงั้ ตัง้ อยู่ในห้องที่อาเภอลอง จังหวัดแพร่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา

วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติเมืองโกศัย

อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย เป็ นอุทยานแห่งชาติที่ตงั้ อยู่ในเขตอาเภอลอง อาเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และอาเภอ เถิน อาเภอสบปราบ อาเภอแม่ทะ จังหวัดลาปาง มีลกั ษณะภูมิประเทศเป็ นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่ าดง ดิบเขา ป่ าเบญจพรรณ และป่ าเต็มรัง นอกจากนีย้ งั มีป่าสนและทุ่งหญ้าในบริเวณยอดเขาสูง เป็ นแหล่งกาเนิดแม่นา้ หลายสาย และมีสตั ว์ป่าหลายชนิด เช่น หมูป่า หมี เสือโคร่ง เลียงผา เป็ นต้น โดยมีจดุ เด่นคือดงตะเคียนทองอายุกว่า ร้อยปี ที่มีขนาด 3-4 คนโอบ สถานที่ที่น่าสนใจ

1. น้าตก มีนา้ ตกหลายแห่งในอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย ได้แก่ นา้ ตกแม่เกิ๋งหลวง และนา้ ตกแม่เกิ๋งน้อย เป็ นนา้ ตกที่ไหลลดหลัน่ เป็ นชัน้ ๆ จึงได้ชื่อว่า แม่เกิ๋ง ซึ่งเป็ นภาษาพื้นเมือง หมายถึงขัน้ บันได นอกจากนีย้ งั มีนา้ ตกแม่ สิน นา้ ตกแม่จอก นา้ ตกแม่ป้าก นา้ ตกแม่รงั และนา้ ตกขุนห้วย


2. บ่อน้าร้อนแม่จอก อยู่ห่างจากที่ทาการอุทยานประมาณ 5 กิโลเมตร บ่อนา้ ร้อนมีอณ ุ หภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส

ที่ตงั้

จ.แพร่ ประเทศไทย มีพ้ ืนที่ 256,250 ไร่ ( 410 ตร.กม. )

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติหว้ ยน้าดัง แม่ฮ่องสอน

อุทยานแห่งชาติหว้ ยน้าํ ดังแม่ฮ่องสอน เป็ นที่ที่ถือว่าเป็ นอลังการของทะเลหมอกเลยก็ว่าได้ อุทยาน แห่งชาติหว้ ยนา้ ดัง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อาเภอแม่แตง อาเภอเชียงดาว อาเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และ อาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพป่ าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็ นป่ าต้นนา้ ลาธาร มี จุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามและจุดชมวิวที่สามารถชมบรรยากาศอันร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณห้วยนา้ ดัง ที่มีชื่อว่า ทะเลหมอกที่งดงามยิ่ง มีชื่อเสียงแห่งหนึง่ ของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติหว้ ยนา้ ดังมียอดดอยที่มีธรรมชาติ งดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทัง้ มีโป่ งเดือดซึ่งเป็ นนา้ พุรอ้ นธรรมชาติ ส่วนการล่องแพในลา นา้ แม่แต่งก็เป็ นที่นยิ มมากขึน้ เรื่อย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร


สภาพอากาศโดยทัว่ ไปของ อ ุทยานแห่งชาติ ห้วยน้าดัง เป็ น แบบทุ่งหญ้าสะวันนา ฤดูรอ้ น เริ่มตัง้ แต่ กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 36 องศาเซลเซียส ฤดูฝน เริ่มตัง้ แต่กลางเดือน พฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ปริมาณนา้ ฝนเฉลี่ยตลอดปี 1,134 มิลลิเมตร ฤดูหนาว เริ่มตัง้ แต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิตา่ สุดประมาณ 14 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 26 องศาเซลเซียส และสาย หมอกที่อบอวลบน ห้วยน้าดัง คือ หมอกที่เกิดขึน้ ในหุบเขา (Radiation Fog) เนือ่ งจากเวลากลางคืนในหุบเขา อุณหภูมิจะลดตา่ ลง ทาให้เกิดการกลัน่ ตัวเป็ นละอองนา้ และปรากฏเป็ นทะเลหมอกในเวลาเช้าหรือหลังฝนตก


การเดินทางไป อ ุทยานแห่งชาติ ห้วยน้าดัง

เดินทางโดยรถยนต์ จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ระยะทางประมาณ 37 กิโลเมตร ถึงตลาดแม่มาลัย อาเภอแม่แตง ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1095 สาย เชียงใหม่-ปาย อีกประมาณ 65 กิโลเมตร ถึงด่านตรวจอุทยานฯ ห้วยน้าดัง ซึ่งอยู่ดา้ นขวามือ เข้าไปอีก 6 กิโลเมตร ถึงที่ทาการอุทยานฯ และหากเดินทางต่อไปอีก 1 กิโลเมตร จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือ เดินทาง โดยรถประจาทาง จากสถานีขนส่งเชียงใหม่ ใช้บริการรถสายเชียงใหม่-ปาย อัตราค่าโดยสาร 40 บาท/คน ใช้ เวลาเดินทางประมาณ 3 ชัว่ โมง ติดต่อสอบถามเรือ่ งที่พกั และสิ่งอานวยความสะดวกอุทยานแห่งชาติหว้ ยนา้ ดัง โทร. 0 5347 1669 หรือ กรมอ ุทยานแห่งชาติฯ โทร. 0 2562 0760

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


จุดชมวิวดอยกิ๋วลม

เป็ นจุดชมพระอาทิตย์ขนึ้ และ ทะเลหมอกในช่วงหน้าหนาวนีท้ ี่สวยงามมีชื่อเสียงมาก พื้นที่ครอบคลุม อาเภอแม่แตง อยู่ในอุทยานแห่งชาติหว้ ยนา้ ดัง แม่ฮ่องสอน อาเภอปาย และจังหวัดเชียงใหม่ รวมเนือ้ ที่ได้ ประมาณ 179.5 ตร.กม หรือ 112,187.5 ไร่ ลักษณะเป็ นเทือกเขาสลับซับซ้อน


การเดินทาง อุทยานตัง้ อยู่ระหว่างเชียงใหม่ - ปายกิโลเมตรที่ 65 เลี้ยวไปอีก 6 กม. จะถึงบริเวณที่ทาการอุทยาน มี ทัง้ บ้านพักและบริการเต็นท์ให้แก่นกั ท่องเที่ยว

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ถนนคนเดินปาย

เริ่มคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวทัง้ ชาวไทย และต่างชาติ เขามาทาอะไรกันที่ปาย สาหรับนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ก็ ล่องแก่งแพยาง พักผ่อนริมนา้ ปาย อ่านหนังสือ เที่ยววัด ปั้ นจักรยาน หรือเช่ามอเตอร์ไซท์ขบั พักอยู่ เกสท์เฮ้าสท์ราคาถูกๆ แถวต้วเมืองปาย ใกล้ถนนคนเดิน

ลักษณะของถนนคนเดิน อ.ปาย เดิมที่มีเพียงการวางแผงสินค้าที่ระลึกเล็ก ๆ ริมถนนของชาวบ้านในอาเภอ ปาย จาพวกสินค้าพื้นเมืองประเภทหัตถกรรมต่าง ๆ ของชาวเขา เช่น หมวก เสือผ้ ่้ า รองเท้าลูกปั ด กาไล สร้อยคอ อาศัยแสงไฟอันน้อยนิดจากท้องถนน บ้างก็ใช้ตะเกียง หรือแสงจากเทียน กลุม่ ลูกค้าส่วนใหญ่เน้นที่ชาวต่างชาติ มากกว่า ชาวบ้านเริ่มขายอาหารท้องถิ่น เปิ ดเป็ นร้านค้าอาหารยุโรป นา้ ดื่ม เหล้า เคาว์เตอร์เบียร์ ฯลน พอ นักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึน้ ในช่วง ปี 51-55 นี้ เริ่มมีรา้ นค้าจาพวก โปสท์การ์ด รถเข็นขายโรตี มัน เผือกเผา ก๋วยเตีย๋ วร้านเบเกอร์รี่ ร้านปลาหมึกย่าง สุดแล้วแต่จะนามาขายกัน ผสมปนเปกันจนไม่มีเอกลักษณ์เดิมซะเท่าไร


สาหรับคนที่ไม่เคยไปปายหรือ ไปไม่บ่อย ก็คงไม่คอ่ ยเห็นถึงความแตกต่าง แต่เสน่หข์ องถนนคนเดินอีก อย่างถือ ร้านขายโปสท์การ์ดนีค่ รับ ถือว่าเป็ นสีสรรปาย ไม่ว่าจะเป็ นยามคาคืน หรือกลางวัน ทาให้ได้มมุ มองความ คลาสิค น่าหลงใหลไม่นอ้ ย

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ้านรักไทย

ตัง้ อยู่หมูท่ ี่ 6 ตาบลหมอกจาแป่ อาเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็ นหมูบ่ า้ นชาวจีนยูนนานอดีต ทหาร จีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตัง๊ ” บ้านรักไทยอยู่สงู จากระดับนา้ ทะเล กว่า 1,776 เมตร ทาให้พื้นที่ เหมาะสม อย่างยิ่งกับการปลูกชาพันธุด์ ี และพืชเมืองหนาว ทิวทัศน์ของ หมูบ่ า้ นโอบล้อมไปด้วยทิวเขา แมกไม้ที่ อุดมสมบูรณ์ บ้านรักไทยเป็ นแหล่งท่องเที่ยวที่ขนึ้ ชื่อในเรื่องของชาและขาหมูห่ มัน่ โถว คล้ายกับดอยแม่สลอง (กองพลเดียวกัน) นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวที่แห่งนีเ้ พื่อดื่มดา่ กับการชิมชา และ ทานขาหมูหมัน่ โถว บ้างก็หลีกหนี ความวุ่นวายมาหา ความเงียบสบาย ของบ้านรักไทยแห่งนี้ บ้านรักไทยยังมีกิจกรรมหลายอย่างไว้ให้นกั ท่องเที่ยว ได้สนุกสนาน เช่น การเดินป่ าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศน์นอ้ ย พาเข้าไปชม "คุกดิน" และการขีม่ า้ พาข้ามแดนไป ฝัง่ พม่า ที่บา้ นรักไทย ยังมีเกสถ์เฮาส์ริมนา้ (บ้านดิน) ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ตอ้ งกับสัมผัสกับ ธรรมชาติแบบใกล้ ชิดอีกด้วย กิจกรรมที่น่าสนใจ สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยูข่ องชาวจีนยูนนานกับบ้านดิน

1. สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยูข่ องชาวจีนยูนนานกับบ้านดิน


2. ชิมชาฟรี

3.ชมไอหมอกลอยเหนือน้า

4. ชมไร่ชา


5.ชมวิถีชีวิตของชาวจีนยูนนา

การเดินทาง 1. โดยรถส่วนตัว ใช้เส้นทางแม่ฮ่องสอน - ปาย (1095) ออกจากตัวแม่ฮ่องสอนไปประมาณ 15 กม. จะ มีทางแยกซ้ายมือมีป้าย บอกทางไปภูโคลนให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป (เส้นทางเดียวกับภูโคลน) ระยะทางจากปากทาง - บ้าน รักไทยประมาณ 29 กม. เมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าไปแล้วก็ตรงไปเรื่อย ๆ เลยครับเส้นทางจะผ่านภูโคลน นา้ ตกผ่าเสื่อ พระ ตาหนักปางตอง ทางจะเป็ นทางขึน้ เข้าชันมีโค้งหักศอกพอสมควร (น้อง ๆ อ่างขาง) เส้นทางนีจ้ ะเลยบ้านรวมไทยไป อีก 7 กม. ก็จะถึงบ้านรักไทย 2. รถโดยสารประจาทาง จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ขึน้ รถสองแถวสายแม่ฮ่องสอน - บ้านรักไทย (แม่ ออ)ท่ารถอยู่ที่หลังตลาดสายหยุด มีเที่ยว

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ปางองุ๋

หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดาริปางตอง 2 (ปางอุง๋ )” เป็ นโครงการในพระราชดาริของ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หวั ที่ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนีเ้ ป็ นพื้นที่อนั ตราย อยู่ตดิ แนวชายแดนพม่ามีกองกาลัง ต่างๆ มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตดั ไม้ทาลายป่ าอยู่เสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั และ สมเด็จพระราชินนี าถจึงมีพระราชดาริ ให้รวบรวมราษฎรกลุม่ น้อยบริเวณนัน้ และพัฒนาความเป็ นอยู่ ส่งเสริม อาชีพปลูกป่ า สร้างอ่างเก็บนา้ โดยมีพระราชประสงค์สร้าง ความมัน่ คงแนวชายแดน พัฒนาความเป็ นอยู่ของ ราษฎร ให้ดีขนึ้ และฟื้ นฟูอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยงั ่ ยืนตลอดไป


ปางอุง๋ มีลกั ษณะเป็ นพื้นที่เป็ นอ่างเก็บนา้ ขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บนา้ เป็ นทิวสนที่ปลูกเรียง รายกัน ปางองุ๋ ที่หลายๆ คนอาจยังไม่เข้าใจความหมาย คาว่า “ปาง” ซึ่งหมายถึงที่พกั ของคนทางานในป่ า ส่วน “องุ๋ ” นัน้ เป็ นภาษาเหนือหมายถึงที่ลม่ ุ ตา่ คล้ายกระทะใบใหญ่มีนา้ ขังเฉอะแฉะ ก็นา่ จะหมายถึงที่พกั ริมอ่างเก็บนา้ นีเ่ อง ภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บในยามเช้า ทาให้ปางอุง๋ กลาย เป็ น เป็ นสถานที่ท่องเที่ยว ยอดฮิตสุดแสนโรแมนติกติดอันดับต้นๆของ แม่ฮ่องสอน จนได้รบั ขนานนาม ว่าเป็ น "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย" ยิ่ง ยามพระอาทิตย์ขนึ้ จะสะท้อนผืนนา้ ผ่านทิวสน และไอหมอกบางๆ ยิ่งเป็ นภาพที่ สร้างความประทับยากจะลืมเลือน แม้ในกระทัง่ เวลาที่หมอกเลือนลางหายไปก็ยงั คงความงาม


การเดินทาง 1.โดยรถส่วนตัว เส้นทางที่1 - จากกรุงเทพถ้าขับรถไปเองอาจใช้เส้นทางกรุงเทพ-ฮอด ผ่านอยุธยา-นครสวรรค์-ตาก ถึง อาเภอลี้ แยกซ้ายเข้า อาเภอ แล้วเดินทางต่อไปตามเส้นทาง ลี้-บ้านโฮ่ง ก่อนถึง อาเภอบ้านโฮ่ง จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายไปทะเลสาบ ดอย เต่า ขับไปจนถึงฮอด จากนัน้ ใช้เส้นทาง ฮอด - แม่ฮ่องสอน ผ่าน อาเภอขุนยวม เข้าสู่ อาเภอเมือง แม่ฮ่องสอน - จาก เมืองแม่ฮ่องสอนสูป่ างอุง๋ ตามเส้นทางสู่ แม่ฮ่องสอน-ปางมะผ้า-ปาย ขับไปเรื่อย ๆ ผ่านนา้ ตก ผาเสื่อ ผ่านพระ ตาหนักปางตอง เข้าสูบ่ า้ นหมอกจาแป๋ หมูบ่ า้ นใหญ่เป็ นจุดแยก ซ้ายไปปางอุง๋ ขวาไปถา้ ปลา (ระยะทางไปถา้ ปลาแค่ 3 ก.ม.)เลี้ยวซ้ายจากนีไ้ ป หนทางคดโค้งไต่เขาชันขึน้ เรื่อยๆ มาถึง บ้านนาป่ าแปก หมูบ่ า้ นรวมมิตรที่จะเห็นชาวบ้าน ทัง้ กระเหรี่ยงและไทยใหญ่ แต่งกายเป็ นเอกลักษณ์ เลี้ยวซ้ายเข้า หมูบ่ า้ นรวมไทย ผ่านหมูบ่ า้ นรวมไทย ก็เข้าถึง จุดหมายโครงการสวนป่ าในพระราชดาริปางตอง 2 “ปางอุง๋ ” ทะเลสาบสวยแต่ถา้ ตรงไปเป็ น หมูบ่ า้ นรักไทย หมูบ่ า้ น ของชาวจีน จากกองพล 93 เส้นทางที่2 - มุง่ หน้าไปจังหวัดเชียงใหม่แล้วค่อยต่อไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขาขึน้ จากเชียงใหม่แนะนาเส้นทางแม่มาลัย-ปายปางมะผ้า มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ก่อนถึงแม่ฮ่องสอน จะถึงทางเข้าบ้านหมอกจาแป่ ให้เลี้ยวขวาเข้า ไปตาม ทางจะมีป้ายบอกทางไป บ้านรวมไทย นา้ ตกผาเสื่อ พระตาหนักปางตอง บ้านรักไทย ซึ่งอยู่ทางเดียวกัน ประมาณ 25 กิโลเมตรมีทางแยกซ้าย ป้ายเล็กๆ เขียนว่า บ้านรวมไทย ให้เลี้ยวเข้าไปผ่านหมูบ่ า้ นห้วยมะเขือส้ม ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงบ้านรวมไทย หรือ ปางอุง๋ 2.โดยสารรถประจาทาง จากแม่ฮ่องสอน ให้ไปที่หน้าตลาดสายหยุด ถามหาคิวรถปางอุง๋ จะมีรถสอง แถวประจาทางขึน้ ไปยังปางอุง๋ (บ้านรวมไทย) เป็ นสาย แม่ฮ่องสอน-ห้วยมะเขือส้ม เที่ยวไป 09.00 น. และ 14.00 น., เที่ยวกลับ 06.00 น. และ 11.00 น.หรืออาจจะเหมารถจาก หน้าตลาดสายหยุดไปเลยก็ได้อตั รค่าโดยสาร ประมาณ 600 บาท สาหรับคนที่ตอ้ งการรถสองแถวนาเที่ยวปางอุง๋ ติดต่อ โทร 081 784 5121, 086 115 2816 ราคาวันละ 1600 บาท โดยจะนาเที่ยวปางอุง๋ บ้านรักไทย พระตาหนักปางตอง ภูโคลน โดยจะมารับเวลาตี 5 ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน หรือแล้วจะตกลงสถานที่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ปาย

เมืองเล็กๆที่ถกู โอบล้อมไปด้วยขุนเขาสูงตระหง่านเป็ นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนีม้ กั ปกคลุมด้วยสายหมอกละอองนา้ จางๆยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้ าสี คราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็ นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผูค้ น ด้วยความเป็ นเอกลักษณ์นี้ ปาย ได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทัง้ ตัวผมเองให้มาสัมผัส มนต์เสน่หแ์ ห่งนี้


การเดินทาง รถโดยสาร วิ่งประจาจาก เชียงใหม่ สีสม้ (ออกจะเก่าซะหน่อย)สนุกดีมีฝรัง่ นัง่ เป็ นเพื่อนเยอะแยะ หรือ รถต ้ ู ไปรับ-ส่ง ปาย-เชียงใหม่ วิ่งทุกวัน วันละหลายๆเที่ยว

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระตาหนักปางตอง

หรือ “ศูนย์บริการและพัฒนาที่สงู ปางตองตามพระราชดาริ ” ตัง้ อยู่ในเขตตาบลหมอกจาแป่ เมือง แม่ฮ่องสอน ก่อตัง้ ขึน้ เมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยเป็ นศูนย์บริการและพัฒนาแห่งที่สองของโครงการพัฒนาตาม พระราชดาริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ทงั้ หมด 5,353 ไร่ ดยใช้เป็ นสถานที่สาหรับการทดลองค้นคว้าวิจยั และ สาธิตชาวไทยภูเขาในพื้นที่สงู ได้แก่ บ้านปางตอง (ไทยใหญ่,กะเหรี่ยง) บ้านนาป่ าแปก (ม้ง,ไทยใหญ่) บ้านห้วยมะเขือ ส้ม การเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์เมืองหนาวเพื่อส่งเสริมให้แก่ราษฎร (ม้ง,ไทยไหญ่) และ บ้านรวมไทย (ไทยใหญ่) ที่สว่ นมากมีอาณาเขตติดขอบชายแดนพม่า

จุดแรกเมื่อผ่านเข้าสูเ่ ขตพระตาหนัก ไม่ควรพลาดการแวะสักการะ “ศาลทหารเสือ” และ “ศาลมหาราช” เพื่อความ เป็ นสิริมงคลศาลนีส้ ร้างขึน้ เพื่อถวายองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เมื่อ 400 ปี เศษที่ผา่ นมาตาม บันทึก พระองค์ทรง กรีธาทัพไปตีได้เมือง “หงสาวดี” จากนัน้ จะไปตีเมืองตองอูตอ่ แต่กองทัพยังไม่พร้อม ขัดสน เสบียง อาหารด้วยจึงต้องยกทัพกลับ เดินทัพกลับมาทาง "ปางตอง" แม่ฮ่องสอน ปาย แม่มาลัย เชียงใหม่ กลับ อยุธยา ดังนัน้ จึงตัง้ เป็ นอนุสรณ์สถานเพื่อราลึกถึงพระองค์ไว้ที่นี่


ด้านในสุดจะเป็ นที่ตงั้ ของพระตาหนักปางตองซึ่งเป็ นที่ประทับของพระบรมวงศานุ วงศ์ยามเสด็จฯ เยือน แม่ฮ่องสอนเรือนพระตาหนักแห่งนีต้ งั้ อยู่บนเนินเขาโดดเด่นมองเห็นได้อย่าง ชัดเจน รอบบริเวณพระตาหนัก ร่มรื่น ด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ ดอกไม้เป็ นพวงระย้าส่งกลิ่นหอมคลุง้ อวดผีเสื้อที่บินว่อนอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถที่ จะเดินขึน้ ไปชมภูมิทศั น์ดา้ นบนรอบๆ พระตาหนักได้ ใกล้ๆ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เมื่อมองลงมาด้านล่าง จะ เห็นทุ่งเลี้ยงแกะได้บรรยากาศไม่ตา่ งกับชนบทในต่างประเทศ การเดินทาง โดยรถส่วนตัว จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมาทางเดียวกับการเดินทางไปปางอุง๋ ใช้ เส้นทางสายแม่ฮ่องสอน – ปาย (ทางหลวงหมายเลข 1095) ถึงกิโลเมตรที่ 10 (ก่อนถึงเมืองแม่ฮ่องสอน)เลี้ยวซ้ายไปยังบ้านหมอกจาแป่ ตรงขึน้ เขาไปเรื่อยๆก็เจอหากมาจากอาเภอปายใช้ เส้นทางจากปาย ผ่านอาเภอปางมะผ้า และอาเภอเมือง ก่อนถึง ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ประมาณ 17 กิโลเมตร (ผ่านถา้ ปลา) แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมูบ่ า้ นหมอกจาแป่

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ภ ูชี้เพ้อ

ตัง้ อยู่ในหน่วยจัดการต้นนา้ แม่หยอด อ.ขุนยวมใกล้กบั ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อคู อในระดับความสูง 1818 เมตรจากระดับนา้ ทะเล ภูชี้เพ้อ ถือเป็ นจุดวิวแห่ง ใหม่ที่ยงั ไม่คอ่ ยมีใครรูจ้ กั เป็ นจุดชมวิวสาหรับชมพระอาทิตย์ขนึ้ และสายหมอกคลอเคล้าไปตามทิวเขาสลับซับ ซ้อนอันงดงาม หากมาในช่วงที่ดอกบัว ตองบาน สามารถมองเห็นวิว ของทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อคุ อในมุมสูงได้ในอีกมุมซึ่งสวยงาม มาก

บนหน่วยจัดการต้นนา้ แม่หยอดมีบา้ นพักแต่ยงั ไม่ได้เปิ ดอย่างเป็ นทางการ มีจดุ กางเต้นท์แต่ไม่คอ่ ยสะดวก เท่าใดนักเนือ่ งจากติดต่อค่อนข้างยาก หากต้องการมาเที่ยวภูชี้เพ้อแนะนาให้พกั ตามที่พกั หรือกางเต้นท์บริเวณทุ่ง ดอกบัวตองหรือในตัวอ.ขุนยวม จากนัน้ ให้ที่พกั ติดต่อรถเช่าให้ก็ได้ สามารถติดต่อรถเช่าได้ที่สวนดอยแม่อคู อ ที่พกั ซึ่งตัง้ อยู่บริเวณทุ่งดอกบัวตองซึ่งมีบริการจัดหารถเช่าให้ ค่าช่ารถ 600 - 800 บาท เป็ นรถกระบะนัง่ ได้ 10-12 คน เบอร์โทร 089 6357078


การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปยังทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อคู อ หน่วยจัดการต้นนา้ แม่หยอดจะอยู่กอ่ น ถึงทุ่งดอกบัวตอง 5 ก.ม. มีป้ายบอกอยู่ตรง ปากทางเข้า ส่วนการเดินทางจากทางเข้าหน่วยจัดการต้นนา้ แม่หยอด ไปยังจุดเริ่มเดินเท้าไป ยังจุดชมวิวภูชี้เพ้อรถที่สามารถเข้าไปได้ คือ รถกระบะ เท่านัน้ รถเก๋ง รถตูไ้ ม่สามารถขึน้ ได้ เนือ่ งจากเส้นทางบางช่วงไม่คอ่ ยดีนกั เป็ นดินลูกรัง ค่อนข้างชัน หลังจากถึงหน่วยจัดการต้นนา้ แม่หยอด ต้องเดินเท้า ขึน้ ไปในเส้นทางที่คอ่ นช้างชันอีกประมาณ 1 ก.ม. ใช้เวลาเดินประมาณ 30- 45 นาที ควรเริ่มเดินเท้าขึน้ ไป ประมาณตี 5 ครึ่งเพื่อให้ทนั พระอาทิตย์ขนึ้ ควรนาไฟฉายติดตัวไปด้วย

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


“วัดกา้ ก่อ”

(กา้ ก่อภาษาไทยใหญ่แปลว่า “ดอกบุนนาค”)ตามประวัตกิ ล่าวว่าวัดกา้ ก่อสร้างขึน้ เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ . ศ 2433 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึน้ 13 คา่ เ เดือน 2 ปี ขาล จ . ศ . 1252 โดยเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด นามว่า ‘' ครูบาเฒ่า ‘' ชาวไทใหญ่ผอู้ พยพมาจากเมืองเชียงทอง เป็ นผูร้ ิเริ่มสร้างวัดนีข้ นึ้ ชาวบ้านทัว่ ไปขนานนาม ท่านว่า ‘' ตุเ๊ จ้าเจียงตอง ‘' ( ออกเสียงตามภาษาพื้นเมือง ) หมายถึงพระที่มาจากเมืองเชียงของนัน่ เอง ประวัดการ ก่อตัง้ วัดกา้ ก่อพอจะสรุปได้ว่าเมื่อครัง้ ที่ครูบาเฒ่าอพยพมาจาก เมืองเชียงทองเข้ามาสูจ่ งั หวัดแม่ฮ่องสอนนัน้ ท่าน ได้เดินทางมาจนพบที่ว่างขนาดครึ่งสนามฟุตบอลอยู่ท่ามกลางป่ าไม้ลอ้ มรอบ สามารถสร้างวัดได้โดยไม่ตอ้ งตัดไม้ ทาลายป่ าหรือทาการปรับพื้นที่ให้ ๆ อีกจึงได้ชกั ชวนชาวบ้านมาดูและตัดสินใจสร้างวัดขึน้ ในที่นนั้ โดยชาวบ้านเป็ นผู้ หาวัสดุกอ่ สร้างและลงแรงกันเอง

วัดกา้ ก่อมีลกั ษณะทางสถาปั ตยกรรมแบบไทใหญ่ คือมีการสร้างวัดโดยฝี มือของช่างชาวไทใหญ่ที่ได้เข้า มาอาศัยและได้ศรัทธาใน วัดนี้ วัดกา้ ก่อมีสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่น คือมีซมุ้ ประตูทางเข้าไปสูศ่ าลาการเปรียญ หรือที่ เรียกว่า “ส่างหว่าง” เป็ นเอกลักษณ์ทางสถาปั ตยกรรมของอาคารทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนตาม แบบสถาปั ตยกรรมไต(ไทใหญ่) จะมีเฉพาะอาคารวัดเท่านัน้ ไม่มีในอาคารบ้านเรือนของชาวบ้านทัว่ ๆไป ในสมัยก่อน เมื่อจะเข้าไปในวัดชาวบ้านจะนิยมถอดรองเท้าไว้แล้วเดินเข้าวัดทาง “ส่างหว่าง” เนือ่ งจากเชื่อกันว่าถ้าสวมรองเท้าเข้า ไปในวัดนอกจากจะไม่เคารพสถานที่แล้ว เวลาเดินออกจากวัดนัน้ ยังจะมีดินมีทรายติดรองเท้าไปด้วยถือว่าเป็ นบาป มาก และเพื่อไม่ให้นาสิ่งสกปรก สิ่งไม่ดีไม่งามทัง้ หลายเข้าไปในวัดและในขณะเดียวกันก็จะไม่เอาอะไรออก จากวัดไป


ดังนัน้ เมื่อเรายืมสิ่งของจากวัดเช่น ถ้วย จาน ฯลฯ ของวัดไปใช้ในงานบุญต่าง ๆแล้ว เวลาส่งคืนวัดหาก สิ่งของใดขาดไปต้องรีบเอาสิ่งนัน้ ในบ้านมาใช้แทนหรือไม่ก็ ซื้อใหม่มาใช้แทนทันที โดยจะถือว่าสิ่งของของตนไปอยู่ใน วัดดีกว่าสิ่งของในวัดมาอยู่ในบ้านของตน ส่างหว่างเป็ นสถาปั ตยกรรมไต (ไทใหญ่) ซึ่งสร้างขึน้ ในปี พ.ศ. 2484 โดย นายส่วยจิ่ง นางยุน้ ตรีทอง เป็ นเจ้าศรัทธาสร้างถวาย ที่ตงั้ ถนนสีหนาทบาร ุง ตาบลจองคา อาเภอเมือง แม่ฮ่องสอน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

วัดพระธาต ุดอยกองมูเป็ นวัดศักดิ์สิทธิ์คบ่ ู า้ นคูเ่ มืองของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาช้านาน ตัง้ อยู่บน ดอยกองมู ทางทิศตะวันตกของ ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพียง 3 ก.ม.เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108 ตรง บริเวณ อนุสาวรียพ์ ระยาสิงหนาทราชาขึน้ ไปทางซ้ายมือ เป็ นทางลาดยางขึน้ ภูเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะ ถึงบริเวณวัดพระธาตุดอยกองมูเดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอยประกอบ ด้วยพระธาตุเจดียท์ ี่สวยงาม 2 องค์ พระ เจดียอ์ งค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็ นที่บรรจุพระธาตุของ พระโมคคัลลานะ เถระ ซึ่งนามา จาก ประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดียอ์ งค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอน คน แรก จากวัดพระธาตุ ดอยกองมูนสี้ ามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่าง ชัดเจน และ สวยงามมากวัดนีม้ ี งานเทศกาลประจาปี หลายงาน เช่น ในวันปี ใหม่ วันสงกรานต์

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดพระธาต ุดอยกองมู

1.พระธาต ุเจดียอ์ งค์ใหญ่


2.พระธาต ุเจดียอ์ งค์

4.จุดชมวิว การเดินทาง 1.โดยรถส่วนตัววัดพระธาตุดอยกองมู ตัง้ อยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมือง แม่ฮ่องสอน เดินทางโดยแยกจากทาง หลวงสาย 108 ตรงบริเวณอนุสาวรียพ์ ระยาสิงหนาทราชาขึน้ ไปทางซ้ายมือ เป็ นทางลาดยางขึน้ ภูเขาไปอีก ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัด 2. โดยรถสาธารณะ สามารถเหมารถตุก๊ ๆหรือสองแถวในเมืองเพื่อขึน้ ไปยังพระธาตุดอยกองมู จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศูนย์วฒ ั นธรรมจีนยูนาน บ้านสันติชล อ.ปาย

หมูบ่ า้ นสันติชลตัง้ อยู่ในตาบลเวียงใต้ อาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวอาเภอปาย 4.5 ก.ม. เป็ นชุมชนท่องเที่ยวที่นาเสนอเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ของชาวจีนยูนนานอันเป็ นรากฐานของ ชุมชนมาเป็ นจุดดึงดูด นักท่องเที่ยว และยังใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็ นเครื่องมือของการพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน ทัง้ ด้านการฟื้ นฟู อนุรกั ษ์ และสืบสานวัฒนธรรมจีนยูนนาน การพัฒนาอาชีพ ที่สง่ เสริมชีวิตความเป็ นอยู่ของคนในชุมชน

ในอดีตหมูบ่ า้ นแห่งนีเ้ ป็ นหมูบ่ า้ นเกือบปิ ดเพราะปั ญหายาเสพติด ทาให้คนภายนอกไม่กล้าเข้าไปเที่ยวใน ชุมชน ปั จจุบนั ปั ญหาดังกล่าวได้หมดไปหลังนโยบาย ปราบปรามยาเสพติดตัง้ แต่ปี 2546 เป็ นต้นมา ชุมชนจึง ร่วมกัน วิเคราะห์ตนเอง พบว่าหมูบ่ า้ นยังมีปัญหาหลายประการที่รอการแก้ไขได้แก่ ไร้สญ ั ชาติการศึกษารายได้เสริม การจัดการผลผลิตทางการเกษตรที่ลน้ ตลาดและราคาตกตา่ โดยเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ร่วมกัน การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็ นประเด็นที่ชมุ ชนให้ความสนใจ เพื่อหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว


เมื่อเข้ามาในบรรยากาศในหมูบ่ า้ นจาลองเหมือนเราได้กา้ วเข้ามาสู่ ประเทศจีน เนือ่ งจากลักษณะของการ ตกแต่ง สถานที่จะเป็ นสไตล์จีนยูนานทัง้ หมด สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นเมื่อก้าวย่างเข้าไปในเขตของศูนย์วัฒนธรรม คือ มังกรสีสดพันอยู่กบั เสา ซี่งตัง้ อยู่บนเนินหินสีเข้ม ด้านหน้าของเนินหินมีอกั ษรภาษาจีน เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับ บ้าน ดินสีสม้ พลาสเทลสดใสตัดกับสีทอ้ งฟ้ าใสตัง้ เรียงรายอยู่ มีรา้ นของที่ระลึก เช่น รองเท้า เสื้อผ้า ชา ผลไม้ดองและ อบแห้ง อาหารแปรรูปชนิดต่างๆฯจาหน่ายแก่นกั ท่องเที่ยว และมีรา้ นอาหารจีนยูนานให้บริการด้วย อาหารที่เลี่ยง ชื่อ ขาหมู หมัน่ โถว ที่รสชาติอร่อย กิจกรรมที่น่าสนใจ

นอกจากการเดินเยี่ยมชมบรรยกาศยังมีการโล่ชิงช้าแบบชาวเขาลักษณะเหมือนชิงช้าสวรค์ ให้นกั ท่องเที่ยว ได้ สนุกสนานกัน ค่าบริการคนละ 25 บาท นัง่ ได้ 4 ท่าน และอีก 1กิจกรรม คือ การขีม่ า้ รอบ ก้อนหินใหญ่ คิด ราคา 3รอบ 50 บาท ขีม่ า้ เข้าหมูบ่ า้ น สันติชล 1 ชัว่ โมง 300 บาท และบริการใส่ ชุดชาวจีน ถ่ายรูปตามจุดต่างๆ การเดินทาง โดยรถส่วนตัว อยู่ห่างจากตัวอาเภอปายประมาณ 4.5 กิโลเมตร จะตัง้ อยู่เส้นทางเดียวกับเลยจากวัดนา้ ฮู เล็กน้อย จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สะพานซ ูตองเป้

ตัง้ อยู่ที่บา้ นกุงไม้สกั อาเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตรมีความ กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร เป็ นสะพานไม้ซึ่งกลายเป็ นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็ นที่นยิ มอีกแห่งหนึง่ ซูตอง เป้ เป็ นภาษาไทใหญ่แปลว่า อธิษฐานสาเร็จ หรือบางคนก็บอกว่าแปลว่า ความสาเร็จ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า หากได้มา ยืนอยู่กลางสะพานแล้วอธิษฐานขอความ ความสาเร็จใดๆ ก็จะพบกับความสมหวัง นับว่าเป็ นสะพานไม้ไผ่ที่ยาวที่สดุ ในประเทศไทย

ด้วยความสวยงามคลาสสิกเป็ นเอกลักษณ์ของสะพานกับที่พาดผ่าทุ่งนา ที่โอบล้อมด้วยหุบเขาและสาย หมอกคลอเคล้าแสงอาทิตย์ ในยามเช้า รวมถึงภาพนักท่องเที่ยวที่เฝ้ ารอใส่บาตร เป็ นภาพเสน่หใ์ นยามเช้าที่หลาย คนต่างหลงไหลที่อยากจะมาเยือนสะพานไม้ แห่งศรัทธานีซ้ ักครัง้ หนึง่ ซึ่งหากมาในช่วงฤดูฝนในช่วงเดือนก.ย. – ปลายต.ค ก็จะได้พบกับท้องทุ่งนาเขียวขจี และในช่วงต้นถึง กลางเดือน พ.ย. ซึ่งอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวก็จะได้ พบกับข้าวออกรวงเหลืองทอง


หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศและร่วมทาบุญตักบาตรพระสงฆ์จะเริ่ม บิณฑบาตประมาณเวลา 06.00 น. ของทุกวัน โดยท่านจะเดินจากสะพานฝัง่ สวนธรรมภูสมะไปเรื่อยๆ จนสุดสะพาน ไปยังหมูบ่ า้ น และจะเดินกลับผ่านมายังสะพานและ กลับไปยังสวนธรรมฯ ประมาณช่วงเวลา 7 โมง – 8 โมง ซึ่งหาก มาไม่ทนั 6 โมงเช้า ก็สามารถมารอในช่วงเวลานีก้ ็ได้ การเดินทาง จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนให้ใช้เส้นทางแม่ฮ่องสอน-ปางมะผ้า (ทางหลวงหมายเลข1095) เส้นทางเดียวกับ ทางไปภูโคลน โดยสามารถ เข้าได้ 2 ทาง คือ ทางแรกจะถึงก่อนเป็ นทางเข้าทางสวนธรรมภูสมะ จากปากทางเข้า ผ่านเส้นทางดินแดงลูกรังไปประมาณ 400 เมตร จากนัน้ เดินขึน้ ไปยังสวนธรรมภูสมะก็จะเจอกับสะพานไม้ทอดยาว ไปยังเบื้องล่าง เดินลงไปเรื่อยๆ จนถึงสะพานฝัง่ หมูบ่ า้ กุงไม้สกั เส้นทางที่สองขับต่อไปอีกนิดไปทางภูโคลนจะมีทางแยกเข้าไปทางหมูบ่ า้ นกุงไม้ สัก ขับไปตามถนนของ หมูบ่ า้ นอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะเจอที่จอดรถด้านหน้าและทางเดินเข้าไปยังสะพานซูตองเป้จะเป็ นทางเดินเล็กๆ จากนัน้ เดินไปตามทางโค้งวนของ สะพานขึน้ ไปยังฝัง่ สวนธรรมภูสมะ เส้นทางนีจ้ ะเป็ นที่นยิ มของนักท่องเที่ยว มากกว่า

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


หมูบ่ า้ นกระเหรีย่ งคอยาว

กะเหรีย่ งคอยาวเป็ นชนกลุม่ น้อยมีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศพม่า เมื่อสมัยก่อนเกิดการสูร้ บครัง้ ใหญ่ ระหว่างกอง กาลังกะเหรี่ยงกับรัฐบาลทหารพม่า มีผลทาให้ประชากรกะเหรี่ยงคอยาวได้รบั ผลกระทบจึงพากัน อพยพหนีภยั สงครามเข้ามาอาศัยตามตะเข็บ แนวชายแดน และบางส่วนได้เข้ามาอาศัยในเขตประเทศไทยในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็ นหมูบ่ า้ นกะเหรี่ยงคอยาว สามารถเที่ยวชมได้ในหลายพื้นที ถึงแม้ว่าในปั จจุบนั หมูบ่ า้ น กะเหรี ยงคอยาวจะแปรสภาพไป ตามสังคมที่เปลี่ยนไป ดูเป็ นในลักษณะเชิงธุรกิจมากขึน้ ไม่เป็ นธรรมชาติของ ชุมชนและวิถี ชีวิตดัง้ เดิมเหมือนแต่กอ่ น แต่ถึงอย่างไร กะเหรี่ยงคอยาว ยังถือว่าเป็ นไฮไลท์ของ การท่องเที่ยว แม่ฮ่องสอน ที่ยงั ได้รบั ความนิยมแก่นกั ท่องเที่ยวทัง้ ชาวไทยและชาวต่างชาติไม่เปลี่ยน แปลง แม่ฮ่องสอนสามารถชมกระเหรีย่ งคอยาวได้ทงั้ 3 หมู่บา้ น

1. บ้านห้วยเสือเฒ่า เป็ นหมูบ่ า้ นกะเหรี่ยงคอยาวที่อยู่ใกล้เมืองมากที่สดุ รถยนต์สามารถเข้าถึงจึงมี นักท่องเที่ยวแวะเข้ามาเที่ยวชม กะเหรี่ยงคอยาวที่นเี่ ป็ นจานวนมาก นอกจากนีบ้ า้ นแต่ละหลังจะมีการนาของที่ระลึก มาขายให้กบั นักท่องเที่ยวเพื่อเป็ นการสร้างรายได้ การเดินทาง จากตัวเมืองไปทางอาเภอขุนยวมผ่านหน้าศาลากลาง ถึงแยกไฟแดงซ้ายมือจะมีป้อมตารวจ เล็ก ๆ ตรงมุมถนน ให้เลี้ยว


2. บ้านในสอย เป็ นกะเหรี่ยงคอยาวที่อพยพมาจากบ้านนา้ เพียงดิน บ้านในสอยเป็ นชุมชนกะเหรี่ยงขนาด ใหญ่พอๆ กับที่บา้ นนา้ เพียงดินมีวิถีชีวิตความเป็ นอยู่ที่คล้ายกัน ตัง้ บ้านเรือนอยู่ในหุบเขา มีลาห้วยไหลผ่าน การเดินทาง จากแม่ฮ่องสอนให้มง่ ุ หน้าไปตามเส้นทางที่จะไปอาเภอปางมะผ้าและอาเภอปาย ทางหลวง หมายเลข 1095พอไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 198 -199 จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านรักไทย จากนัน้ ให้เลี้ยวตาม ป้ายไป ขับไปเรื่อย ๆ จะเจอสามแยกมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านในสอย ขับไปตามป้ายบอกทางไปเรื่อย ๆ ก็จะ ถึงหมูบ่ า้ น สภาพทางช่วง 2 กิโลเมตรสุดท้ายจะเป็ นถนนลูกรัง ต้องข้ามลาห้วย และขึน้ เนินค่อนข้างชัน ควรใช้ บริการรถเช่าเข้าชมหมูบ่ า้ น หากขับรถไปเอง รถโฟร์วีลก็ไม่มีปัญหาอะไรรถมอเตอร์ไซต์เข้าถึงได้

3. บ้านน้าเพียงดิน บ้านนา้ เพียงดินเป็ นชุมชนดัง้ เดิมของกะเหรี่ยงคอยาวที่อพยบจากฝัง่ ประเทศพม่าเข้า มาอยู่ในไทย ก่อนที่จะแยกไปอยู่ที่บา้ นนา้ เพียงดินและ บ้านในสอย ดังนัน้ ที่นจี่ ึงเป็ นชุมชนที่คอ่ นข้างใหญ่และเก่าแก่ และยังคงดารงวิถีชีวิตแบบชาวกระเหรี่ยงดัง้ เดิมอยู่มาก หมูบ่ า้ นตัง้ อยู่ริมนา้ ปาย การไปชมกระเหรี่ยงคอยาวที่นี่ จาเป็ นจะต้องล่องเรือตามแม่นา้ ปายเข้าไปตลอด สองฝัง่ นา้ ที่ ล่องไปงดงามด้วยวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติท่งุ นาและ ป่ าเขา เรือจะพาไปจอดเที่ยวภายในหมูบ่ า้ นซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมภายในหมูบ่ า้ นได้ 1-2 ชัว่ โมง การเดินทาง จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเลี้ยวขวาตรงโรงแรมธาราแม่ฮ่องสอนตามเส้นทางไปโป่ งแดง ประมาณ 14 กิโลเมตร ก่อนถึงสะพานข้ามแม่นา้ ปายให้แยกซ้ายไปตามแม่นา้ จะเห็นเรือหางยาวไว้บริการ ไปบ้านนา้ เพียงดิน หรือจะขับรถไปสุดทางเพื่อลงเรือที่บา้ นห้วยเดื่อก็ได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชัว่ โมง ค่าโดยสารเหมา ลา ประมาณ 500 บาท นัง่ ได้ 8 คน ติดต่อท่าเรือบ้านห้วยเดื่อ โทร. 0 5361 3160 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติ ถ้าปลา – น้าตกผาเสื่อ, แม่ฮ่องสอน

แม่ฮ่องสอนเป็ นจังหวัดที่มีพื้นที่ทางธรรมชาติอดุ มสมบูรณ์มากมาย หลากหลายที่ ซึ่งในแต่ละปี สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ ให้มาเที่ยวเป็ นจานวนมาก Travel MThai ขอเสนออีกหนึง่ ที่เที่ยว ทางธรรมชาติ ที่นา่ สนใจอีกแห่งหนึง่ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน กันที่ อ ุทยานแห่งชาติ ถ้าปลา – น้าตกผาเสื่อ นอกจากสัมผัสอากาศบริสทุ ธิ์จากป่ าเขาแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าไปชม ปลาตัวโต ที่อาศัยอยู่ในถา้ ศักธิ์สิทธิ์ แห่งนีด้ ว้ ย ถ้าปลา

ตัง้ อยู่ที่อทุ ยานแห่งชาติถา้ ปลา-นา้ ตกผาเสื่อ ตาบลห้วยผา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณโดยรอบเป็ นลา ธารและป่ าเขา ถา้ ปลาตัง้ อยู่บริเวณเชิงเขามีลกั ษณะเป็ นแอ่งนา้ ขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1.50 เมตร ภายในแอ่งนา้ มีนา้ ไหลออกจากถา้ ใต้ภเู ขาอยู่ตลอดเวลา จึงเป็ นสถานที่ที่มีความพิเศษ แตกต่างไปจากสถานที่ ท่องเที่ยวอื่นๆ เนือ่ งจากว่าภายในถา้ มีความมหัศจรรย์อยู่อย่างหนึง่ ก็คือ บรรดาหมูป่ ลาจานวนมากที่มาอยู่อาศัย ในถ้าแห่งนีน้ เี่ อง


ปลาตัวโตๆ ที่อาศัยอยู่ใน ถ้าปลา จานวนมากนัน้ คือ ปลามุง ปลาคัง หรือปลาพลวง เป็ นปลามีเกล็ด ขนาดใหญ่ในวงศ์เดียวกับปลาคาร์ฟ และถึงแม้จะมีอยู่เป็ นจานวนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าทาอันตราย เนือ่ งจากมีความ เชื่อว่าเป็ นปลาเจ้า หากใครนาไปรับประทานแล้วจะต้องมีอนั เป็ นไป ปั จจุบนั บริเวณอุทยานถา้ ปลาได้รบั การปรับปรุง เป็ นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มกั แวะมาพักผ่อนที่วนอุทยานฯแห่งนี้ วนอ ุทยานถ้าปลาเปิดให้เข้าชมท ุกวัน ตัง้ แต่เวลา 06.00-19.00 น. อ ุทยานแห่งชาติถ้าปลา-น้าตกผาเสื่อ 70 หมู่ 1 ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน 58000 โทร.082-191-1746

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติสาละวิน

อุทยานแห่งชาติสาละวินมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อาเภอสบเมย อาเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่ ส่วนใหญ่เป็ นเทือกเขาสูงสลับกับที่ราบริมฝัง่ นา้ ซึ่งปกคลุมไปด้วยป่ า เบญจพรรณ และป่ าเต็งรัง และมีสภาพป่ าไม้ที่ สมบูรณ์ธรรมชาติ ทิวทัศน์และลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น แม่นา้ สาละวิน มีเนือ้ ที่ประมาณ 450,950 ไร่ หรือ 721.52 ตารางกิโลเมตร

ลักษณะภ ูมิอากาศภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติสาละวิน (ลุม่ นา้ คง) แบ่งออกเป็ น 3 ฤดูกาล คือ ฤดูรอ้ น ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถนุ ายน-ตุลาคม ฤดูหนาว ระหว่างเดือน พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์


พืชพรรณและสัตว์ป่า มี สภาพป่ าที่อดุ มของป่ าเบญจพรรณ ป่ าดิบแล้ง ป่ าเต็งรัง พันธุไ์ ม้สาคัญที่พบ มี สัก แดง ประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง ตะเคียนหนู ตะเคียนทอง เต็ง รัง เหียง พลวง ฯลฯ

การเดินทาง

รถยนต์ เดินทางจากอาเภอแม่สะเรียงใช้เส้นทางตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1194 ระยะประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วเข้าทางแยกขวามือไปตามทางอีก 4 กิโลเมตร จะถึงที่ทาการอุทยานแห่งชาติ หากต้องการเดินทาง ต่อไปที่หน่วยพิทกั ษ์อทุ ยานแห่งชาติ ที่ สว.4 (บ้านแม่สามแลบ) ต้องเดินทางโดยรถยนต์ (ถนนลาดยาง) อีก ประมาณ 50 กิโลเมตร จากบ้านแม่สามแลบ หากต้องการเดินทางต่อไปที่หน่วยพิทกั ษ์อทุ ยานแห่งชาติ ที่ สว.1 (บ้านท่าตาฝัง่ ) สามารถเดินทางได้ทางเรือโดยสาร เรือออกจากท่าเรือบ้านสามแลบ ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น. (ค่าโดยสาร 1,000 บาทต่อผูโ้ ดยสาร 10 คน : ข้อมูลเดือนตุลาคม 2549) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 40 นาที จะถึงหน่วยพิทกั ษ์อทุ ยานแห่งชาติ (บ้านท่าตาฝัง่ ) จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติแจ้ซอ้ น

อ ุทยานแห่งชาติแจ้ซอ้ น ตัง้ อยู่หมูท่ ี่ 8 ตาบลวังเงินถนนลาปาง-เดินชัย บริเวณอุทยานฯมีธารนา้ แร่ ที่เต็มไปด้วยโขดหินธรรมชาติที่สวยงามแทรกกอยู่ท่ามกลางแอ่งนา้ ร้อน นา้ แร่ที่มีอณ ุ หภูมิสงู ถึง 70 – 80 องศา เซลเซียส สามารถแช่ไข่ให้สกุ ได้ภายใน 15 นาที ไข่จะมีลกั ษณะไข่แดงสุกไข่ขาวสุกไม่แข็งจะเหมือนมะพร้าวอ่อนเมื่อ นามาปรุงเป็ น “ ยาไข่แช่นา้ แร่ ”ร่อยยิ่งนักบริเวณนา้ ตกแจ้ซอ้ น อุทยานแห่งชาติแจ้ซอ้ นห่างกันประมาณ1กิโลเมตร ธารนา้ จากนา้ ตกแจ้ซอ้ นไหลมาบรรจบกับธารนา้ ร้อนจากนา้ แร่ กลายเป็ น ธารนา้ อุ่น ทางอุทยานฯจึงสร้างที่อาบ นา้ แร่ขนึ้ อย่างมาตรฐานเพื่อ บริการแก่นกั ท่องเที่ยวเพื่อจะได้มาแช่นา้ แร่ อุทยานแห่งชาติแจ้ซอ้ น ได้รบั รางวัล “อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจาปี 2543 ” ตามที่ กรมป่ าไม้ได้จดั งานวัน สถาปนากรมป่ าไม้ครบรอบ 104 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยได้จดั ประกวดอุทยานแห่งชาติ ดีเด่นด้านการ ท่องเที่ยวประจาปี 2543


สถานที่ที่น่าสนใจในเขตอ ุทยาน

1.บ่อน้าร้อนแจ้ซอ้ นเป็ นแหล่งนา้ พุรอ้ นที่มีสภาพการเกิดทางธรณีวิทยา มีกลิ่นกามะถันอ่อน ๆ จานวน 9 บ่อ ตัง้ อยู่รวมกันในบริเวณ พื้นที่ทาการอุทยานฯ ประมาณ 3 ไร่ ภายในพื้นที่มีโขดหินน้อยใหญ่กระจัด กระจายอยู่ทวั ่ ไป และมีไอนา้ ลอยกรุ่นขึน้ มาจากบ่อปกคลุมรอบบริเวณนา้ พุรอ้ น มีอณ ุ หภูมิเฉลี่ย 73 องศาเซลเซียส เป็ นที่นยิ มนาไข่ไก่และ ไข่นกกระทามา แช่สาหรับไข่ไก่แช่นานประมาณ 17 นาที ไข่แดงจะแข็งมี รสชาติมนั อร่อย ส่วน ไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่า


2 .น้าตกแม่มอญเป็ นนา้ ตกที่มีนา้ ไหลแรงจากชะง่อนผาสูงลงสูห่ บุ เหวเบื้องล่างนา้ จะตกลงมาเป็ นช้น ๆ สวยงาม ไม่เหมาะแก่การเล่นนา้ อยู่ห่าง จากที่ทาการ อุทยานฯ 5 กิโลเมตร

3 .น้าตกแม่ข ุน อยู่ใกล้กบั นา้ ตกแม่มอญ มีลกั ษณะเป็ นนา้ ตกสายยาว สูงประมาณ 100 เมตร ไหล ลงมาบรรจบกับนา้ ตกแม่มอญ ต้องเดินเท้าจากที่ทา การอุทยานฯ 5 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวควรติดต่อเจ้าหน้าที่ อุทยานฯ นาทาง การเดินทาง 1.รถยนต์สว่ นตัว - จากสนามกีฬาประจาจังหวัดไปตามถนนสายลาปาง-ห้างฉัตร (สายเก่า) เลี้ยวขวาที่สามแยกบ้านนา้ โท้งไป ตาม ถนนสาย1157 เส้นลาปาง-ห้วยเป้ง-เมืองปาน ไปประมาณ 55 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนสาย 1287 เมืองปานแจ้ห่ม ไปประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 1252 เส้นข่วงกอม-ปางแฟง อีก 11 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้าย เข้า อุทยานฯไปตามถนน รพช. อีก 3 กิโลเมตร ถึงที่ทาการอุทยานฯ - จากตัวเมืองลาปางไปตามทางหลวงหมายเลข 1035 เส้นลาปาง-แจ้ห่ม ไปจนถึงประมาณกิโลเมตรที่ 58 เลี้ยว ซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1287 ซึ่งเป็ นทางเข้าไปอาเภอเมืองปาน แล้วเลี้ยวขวาที่สามแยก ใช้ทางหลวง หมายเลข1252 เส้น ข่วงกอม-ปางแฟน ป่ ระมาณ 11กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าอุทยานฯ ตามถนน รพช. อีก 3 กิโลเมตร ถึงที่ทาการอุทยานฯ


- เส้นทางจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1006 ผ่านอาเภอสันกาแพง แล้วเข้าสูถ่ นนสาน ถ้วย แก้วบ้านแม่กาปอง ผ่านบ้านป่ าเหมี้ยง ถึงที่ทาการอุทยานฯ 2.รถโดยสารประจาทาง มีคิวรถโดยสารประจาทางสายลาปาง-แจ้ซอ้ นถึงที่ทาการอุทยานฯ อยู่บริเวณ ถนนตลาดเก่า ราคา 50 บาท ออกจากลาปางเวลา 08.00-18.00 น. หรือเหมารถประมาณ 350 บาท

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


กาดกองต้าหรือตลาดจีน

ที่ชาวบ้านเรียกติดปาก เป็ นย่านตลาดเก่าตัง้ อยู่ขนานกับลานา้ วัง ในซอยตลาดจีนริมนา้ มีอาคาร โบราณอายุเหยียบร้อยปี บนถนนตลาดเก่าตลอดทัง้ สาย ชุมชนกาดกองต้าถือเป็ นถนนสายเศรษฐกิจ ที่มีความ เป็ นมาที่เก่าแก่ และมีคณ ุ ค่าทางประวัตศิ าสตร์ กาดกองต้า หมายถึงตลาดตรอกท่านา้ ในอดีตเคยเป็ น ตลาดที่มี ความเจริญรุ่งเรืองมากตัง้ แต่สมัยรัชกาลที่ 5 เนือ่ งจากเมืองลาปางนัน้ เคยเป็ นศูนย์กลางทางการค้าของ ภาคเหนือ ย่านการค้าส่วนมากมักเกิดขึน้ ริมฝัง่ แม่นา้ สายใหญ่อย่างแม่นา้ วัง ทาให้เกิดชุมชนที่เข้ามาทาธุรกิจ เช่น อังกฤษ พม่า และจีน ซึ่งเป็ นกลุม่ ที่เข้ามาทาการค้ามากที่สดุ จนกลายเป็ นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ ชาวบ้านจึง เรียกกาดกองต้าว่า ตลาดจีน


ในอดีตย่านนีม้ ีผคู้ นจากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ยาวนานกว่า 100 ปี อาคารบ้านเรือนบริเวณสองฝัง่ แม่นา้ วังจึงมี รูปแบบสถาปั ตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรป จีน และพม่า ดังนัน้ ถนนตลาดเก่าเส้นนีจ้ ึงเต็มไปด้วย บ้านเรือนสวย ๆ หลากสไตล์บา้ นเรือนสิ่งก่อสร้าง มีทงั้ เรือนแบบไทยภาคกลาง เรือนล้านนา เรือนพม่า ที่ดจู ะโดด เด่นเห็นจะเป็ น เรือน แบบจีน และเรือนขนมปั งขิงแบบฝรัง่ ตะวันตก ย่านการค้ากาดกองต้า คึกคักรุ่งเรืองจนถึงยุค สมัยที่การคมนาคมขนส่งทางนา้ หมด ความสาคัญ ลงไป เพราะมีีการคมนาคมทางบกทัง้ ทางรถไฟและทางรถยนต์ เข้ามาแทนที่ กาดกองต้า ก็กลายเป็ นย่านเก่าที่ เงียบเหงาซบเซาลงไปตามกาลเวลา


จนกระทัง่ ด้วยสานึกรักบ้านเกิดของคนภายในชุมชน ได้ตกแต่งบูรณะฟื้ นฟูให้อาคารเก่ามีชีวิตชีวาขึน้ มา อีกครัง้ และ กลายเป็ นถนนสายวัฒนธรรมที่สวยงามมีเอกลักษณ์ ยิ่งเมื่อได้มีการปลุกฟื้ นชีวิตชีวาด้วยการจัดถนน คนเดิน ในช่วงคืนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตัง้ แต่เวลา 17.00 น. - 22.00 น. ก็ยิ่งทาให้ผมู้ าเดินเที่ยวชมและ พ่อค้า แม่คา้ ที่ นาสินค้า มาวางขายต่างหวนระลึกถึงบรรยากาศเก่าๆในอดีตเมื่อร้อยกว่าปที่ผา่ นมาได้เป็ น อย่างดีเป็ น มรดกลา้ ค่า และแม่เหล็กดึงดูด นักท่องเที่ยว ผูโ้ หยหาอดีตอันคลาสสิก การเดินชมกาดกองต้าในวันนี้ ต้องถือว่าเป็ น รายการ ท่องเที่ยวเมืองลาปางที่ตอ้ งไม่พลาดชม และมีบรรยากาศหลากหลายให้เลือกสัมผัส การเดินทาง 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว จากตัวเมืองลาปางขับรถมายังเส้นถนนรัษฎาข้ามสะพานรัษฎา้้ เลี้ยวซ้ายเข้าถนน เส้นชุมชนเก่ากาดกองต้า หากต้องการ มาเที่ยวถนนคนเดินกาดกองต้าจะปิ ดไม่ให้รถเข้ามาสัญจรตัง้ แต่ 4โมงเย็น เป็ นต้นไปเพราะฉะนัน้ ต้อง หาที่จอดรถในบริเวณใกล้ๆแล้วเดินมาอีกที 2.รถโดยสารจากสถานีขนส่งเทศบาลนครลาปางสามารถนัง่ รถสองแวถโดยสารที่ให้บริการบริเวณ สถานีขนส่งค่าโดยสารคนละ 20 บาท หรือจะเหมารถสี่ลอ้ ค่าโดยสารคนละ 20 บาท เช่นกัน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


นัง่ รถม้าชมเมืองลาปาง (ลาปาง)

ชมเมืองเก่าอันงดงามแห่งนีด้ ว้ ยการนัง่ รถม้าชมเมือง เริ่มตัง้ แต่ศาลากลางเก่า วนรอบเมืองที่ยงั คงไว้ ซึ่งความเงียบสงบของผูค้ น ระหว่างทางสามารถชมวัดวาอาราม และแวะชมแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย

สามารถมาขึน้ รถม้าได้ที่หน้าศาลากลางหลังเก่า บริการระหว่างเวลา 06.00-16.00 น. และหน้าโรงแรม ทิพย์ชา้ งลาปาง โรงแรมเวียงลคอร และโรงแรมลาปางเวียงทอง บริการระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. โดยมีสอง เส้นทางหลักๆ ให้เลือก


เส้นทางรอบเมืองเล็ก เริ่มต้นที่ศาลากลางเก่า รถจะเลี้ยวซ้ายตรงสามแยกเข้าถนนทิพย์ชา้ ง สองฟากถนนมี ร้านค้าที่เป็ นตึกแถวเก่าๆ ให้ชมก่อนจะเลี้ยวซ้ายที่สามแยกการไฟฟ้ าฯ จะเห็นแม่นา้ วังไหลขนานไปกับถนนทาง ด้านขวา ผ่านห้าแยกหอนาฬิกา ซึ่งเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของเมือง นักท่องเที่ยวมักถ่ายภาพคูก่ บั รถม้าเป็ นที่ ระลึกกันที่จดุ นี้ จากนัน้ รถม้าจะพาเข้าถนนบุญวาทย์ ย่านใจกลางธุรกิจการค้า ตึกแถวสองฟากเป็ นสิ่งก่อสร้าง สมัยใหม่ และมาสิ้นสุดตรงจุดเดิม ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

เส้นทางรอบเมืองใหญ่ ขึน้ ที่ศาลากลางเก่า เป็ นเส้นทางเดียวกับเส้นทางรถม้ารอบเมืองเล็กไปจนถึงสาม แยกการไฟฟ้ าฯ แต่ไม่เลี้ยวซ้ายไปหอนาฬิกาจะตรงไปตามถนนวังขวาเลียบแม่นา้ วัง ผ่านบ้านไม้เก่าชื่อบ้านบะเก่า ทางด้านซ้ายมือ ผ่านสวนสาธารณะเขลางค์นคร เลี้ยวซ้ายข้างสวนมาผ่านย่านตลาดอัศวินซึ่งเป็ นแหล่งบันเทิงยาม คา่ คืน คึกคักบนถนนท่าคร่าวน้อย ผ่านห้าแยกหอนาฬิกาเข้าถนนบุญวาทย์ สิ้นสุดทางที่จดุ เดิม ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ราคา 200 บาท


หากสนใจเช่าเป็ นชัว่ โมง จะสามารถเลือกเส้นทางชมเมืองได้ตามความต้องการ ในราคา 300 บาท และยัง สามารถแวะถ่ายรูปได้อีกด้วย ติดต่อสมาคมรถม้าลาปาง โทร. 0 5421 9255

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ้านเสานัก ลาปาง

เลขที่ 6 ถนนราษฎร์วัฒนา ตาบลเวียงเหนือ อาเภอเมือง เป็ นบ้านไม้ที่มีเสาไม้สกั มากถึง 116 ต้น จึง เรียกว่าบ้านเสานัก (ตามภาษาพื้นเมือง “นัก” มีความหมายว่า “มาก”) สร้างขึน้ เมื่อ พ.ศ. 2438 โดยหม่องจันโอง ต้นตระกูลจันทร ชวิโรจน์ ลักษณะศิลปะพม่าผสมล้านนา ประกอบด้วยเรือนใหญ่ซึ่งเป็ นเรือนหมู่ มีเสาไม้สกั รองรับ นา้ หนักบ้านถึง 116 ต้น หน้าบ้านมีตน้ สารภีอายุ 133 ปี แต่เดิมบ้านเสานักเป็ นสถานที่ตอ้ นรับแขกบ้านแขกเมือง และใช้เป็ นสถานที่จดั ขันโตกและงานพิธีมงคล


เปิ ดให้เข้าชมบ้านและของสะสมต่าง ๆ ทุกวันเวลา 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชมพร้อมเครื่องดื่ม 30 บาท พระภิกษุ เด็ก นักเรียน นักศึกษา ชมฟรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5422 7653, 08 6910 7408, 08 1568 0033, 08 1724 4063 email: baansaonak116@hotmail.com, เวลาเปิดทาการ : 10.00 - 17.00 ที่อยู่ เลขที่ 6 ถนนราษฎร์วฒ ั นา ตาบลเวียงเหนือ อาเภอเมือง จังหวัดลาปาง เบอร์โทร +66 5422 7653, +668 6910 7408, +668 1568 0033, +668 1724 4063

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดปงสน ุก

ลาปาง – เปิ ดตานาน “วัดปงสนุก” แห่งเขลางค์นคร ธรรมสถานหนึง่ เดียวของไทย ที่พึ่งได้รบั รางวัล “Award of Merit” จาก UNESCO ในปี 2008 เผยเส้นทางการอนุรกั ษ์ศิลปวัฒนธรรม-สถาปั ตยกรรมเก่าแก่ ที่ เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศ จากชุมชน-รัฐ

วัดปงสนุก หรือวัดปงสนุกเหนือ ตัง้ อยู่ในเขต ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลาปาง เป็ นวัดสาคัญคูก่ บั จังหวัดลาปางมาช้านาน สันนิษฐานว่าสร้างขึน้ ในสมัยที่เจ้าอนันตยศ ราชบุตรของพระนางจามเทวีแห่งหริภญ ุ ไชย (ลาพูน) เสด็จมาสร้างเขลางค์นคร (ลาปาง) เมื่อ พ.ศ.1223 หรือ 1,328 ปี ก่อน ซึ่งเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผา่ นมา พระ ครูโสภิตขันตยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดปงสนุกด้านเหนือ อ.เมือง จ.ลาปาง พึ่งรับมอบรางวัลดี (Award of Merit) ด้าน การอนุรกั ษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ตามโครงการ 2008 Asia-Pacific Heritage Award for Cultural Heritage Conservation จากองค์การ UNESCO โดยมีดร.ริชาร์ด อิงเกิลฮาร์ท” ที่ปรึกษาอาวุโสในผูช้ ว่ ย ผูอ้ านวยการใหญ่ดา้ นวัฒนธรรมประจาองค์การยูเนสโก เป็ นผูถ้ วายรางวัลหออารักษ์


วิหารหลังมียอด หรือวิหารพระเจ้าพันองค์ หรือวิหาร 12 ราศี หรือวิหารสะเดาะเคราะห์ ราว พ.ศ. 2386 เจ้าหลวงมหาวงศ์ได้ไปฟื้ นฟูเมืองพะเยาขึน้ ใหม่ รูบาอินทจักรพระอุปัชฌาย์ของครูบาอาโนชัยธรรมจินดามุนี ได้นาชาวพะยาว (พะเยา) อพยพกลับ แต่ก็ยงั คงเหลืออีกจานวนหนึง่ ที่ไม่ยอมกลับ ละได้มาตัง้ รกรากอยู่กบั ชาวบ้าน ปงสนุก ตัง้ แต่นนั้ มาชื่อวัดและหมูบ่ า้ นจึงเหลือเพียง “ปงสนุก” เพียงชื่อเดียว

ปั จจุบนั “วัดปงสนุก” ได้กลายเป็ นแหล่งรวมของสิ่งสาคัญหลายอย่างที่ทรงคุณค่าทางด้าน ศิลปวัฒนธรรม สถาปั ตยกรรม มากมาย อาทิ พระพุทธรูปไม้ เสาหงส์ ซุม้ ประตูโขง ภาพพระบฎ เขียนเรื่องพระเวน สันดรบนผ้าและกระดาษสา หีบธรรมโบราณ และธงช้างเผือกขนาดใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทางวัดได้นามารวมไว้ เป็ นพิพิธภัณฑ์

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระแก้วดอนเต้า หรือ วัดพระแก้วดอนเต้าส ุชาดาราม

ตัง้ อยู่ที่ตาํ บลเวียงเหนือ อําเภอเมืองลําปาง จังหวัดลําปาง วัดพระแก้วดอนเต้าเป็ นวัดที่เก่าแก่และ สวยงาม มีอายุนบั พันปี เคยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรตั นปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตัง้ แต่ปี พ.ศ.1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดพระแก้วดอนเต้าได้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า

มีตาํ นานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่าหมากเต้า) และนํามา ถวาย เจ้าอาวาส เพื่อแกะสลักเป็ นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ต่อมาถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุ ลําปางหลวง จนถึงปั จจุบนั ปูชนียสถานที่สาํ คัญในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ พระเจดียอ์ งค์ใหญ่ บรรจุพระเกศา ธาตุของพระพุทธเจ้า มณฑปศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ วิหารประดิษฐานพระพุทธ ไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าพอๆกับวัดนี้ นอกจากนีย้ งั มี วิหารหลวงและพิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา การเดินทางไปยังวัด พระแก้วดอนเต้า ต้องข้ามสะพานรัชฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้ว ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรจะเห็น องค์พระธาตุ ตัง้ เด่นอยู่ บนเนิน


วัดพระแก้วดอนเต้า

เป็ นที่ตงั้ ของพระบรมธาตุดอนเต้าซึ่งเป็ นพระเจดียอ์ งค์ใหญ่ บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้ามณฑป ศิลปะพม่า ลักษณะงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่และวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ พอๆกับการสร้างวัดนี้ นอกจากนีย้ งั มีวิหารหลวงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติลา้ นนาและวิหารพระเจ้าทองทิพย์

เหตุที่วัดนีไ้ ด้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตาํ นานกล่าวว่า นางสุชาดา ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (หมาก เต้า) และนํามาถวายพระเถระรูปนัน้ จึงจ้างช่างให้นาํ มรกตนัน้ ไปแกะสลักเป็ นพระพุทธรูป ซึ่งก็คือ พระแก้วดอนเต้า ซึ่งต่อมาได้รบั การอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลาํ ปางหลวงสาเหตุ จากตํานานบอกว่า มีผไู้ ปฟ้ องเจ้าเมือง ลําปางในขณะนัน้ ว่า พระเถระและนางสุชาดาเป็ นชูก้ นั เจ้าเมืองลําปางจึงให้จบั นางสุชาดาไปประหารชีวิต ส่วนพระ เถระองค์นนั้ ทราบข่าวก็ได้อญ ั เชิญพระพุทธรูปหนีไป โดยได้นาํ ไปฝากไว้ที่วัดพระธาตุลาํ ปางหลวงจนถึงปั จจุบนั ส่วน สถานที่ตงั้ บ้านของนางสุชาดาก็ได้มีผมู้ ีจิตศรัทธาในคุณงามความดีของนาง บริจาคเงินสร้างวัดขึน้ ชื่อวัดสุชาดาราม แต่มีบางสันนิษฐานบอกว่าเนือ่ งจากวัดพระแก้วดอนเต้า และ วัดสุชาดาราม นัน้ ร้างลง แต่บางที่ก็มีการสันนิษฐาน เพิ่มว่า น่าจะเป็ นเพราะย่านนีเ้ ป็ นสวนหมากเต้า และเป็ นที่ดอน จึงชื่อพระธาตุว่า พระบรมธาตุดอนเต้า และชื่อวัดว่า วัดพระธาตุดอนเต้า และต่อมาเมื่อมีการประดิษฐานพระแก้วดอนเต้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็ น วัดพระแก้วดอนเต้า


ที่อยู:่ ตาบล เวียงเหนือ อาเภอเมืองลาปาง ลาปาง โทรศัพท์:054 218 154

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระเจดียช์ าวหลัง

วัดเจดียซ์ าวหลังตัง้ อยู่ที่อาเภอเมือง บนถนนลาปาง-แจ้ห่ม เป็ นวัดที่งดงามแห่งหนึง่ ของจังหวัด ลาปาง ซาวเป็ น ภาษาเหนือ หมายถึง 20 หลัง เป็ นภาษาเหนือเช่นกันหมายถึงองค์ เมื่อรวมกันเป็ นวัดเจดียซ์ าวหลัง จึงหมายถึง วัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ วัดนีเ้ ป็ นปูชนียสถานที่สาคัญของจังหวัดลาปางสร้างแต่โบราณ ทรงคุณค่าทัง้ ทาง ด้านประวัติ ศาสตร์และโบราณวัตถุ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภญ ุ ชัยที่องค์พระเจดีย์ ทาให้ สันนิษฐานได้ว่า วัดนีส้ ร้างมานานกว่าพันปี เจดียแ์ ต่ละองค์เป็ นลักษณะสถาปั ตยกรรมแบบเจดียพ์ ม่าขนาดเล็ก มีสี ทองเป็ นประกาย ตัง้ อยู่บนฐานเหลี่ยม ยอดเจดียต์ กแต่งประดับด้วยฉัตรอย่างสวยงาม มีความเชื่อกันว่าภายใน แต่ ละเจดียม์ ี พระเกศาธาตุบรรจุอยู่

จุดเด่นของวัด คือ องค์พระธาต ุเจดียซ์ าว ที่มีศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่า เชื่อกันว่าหากใคร นับได้ครบ 20 องค์ถือ ว่าเป็นคนมีบ ุญ นอกจากองค์พระธาต ุเจดียซ์ าวแล้วสิ่งที่นา่ ชมภายในวัดคือ ศิลปะ ล้านนาผสมศิลปะพม่า ข้างหมูพ่ ระเจดียม์ ีวิหาร หลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสาริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าทันใจ


พระอุโบสถหลังใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระประธาน เป็ นพระพุทธรูปปางมารวิชยั ที่มีพทุ ธลักษณะงดงาม บานประตู ทัง้ สามเป็ น ของโบราณเขียนลวดลายรดนา้ ละเอียดสวยงาม เสาซุม้ ประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจก สีเป็ น ลักษณะศิลปะสมัยใหม่ และที่ศาลาการเปรียญเรือนไม้ชนั้ เดียวด้านหลังพระอุโบสถ ได้จดั เป็ นพิพิธภัณฑ์แสดง โบราณวัตถุที่ชาวบ้านนามาถวาย นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ชาวบ้านได้ขดุ พบพระพุทธรูปทองคาบริสทุ ธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง มามอบให้แก่ทางวัดซึ่งพระพุทธรูปองค์นชี้ ื่อว่า พระแสนแซ่ทองคา เป็ นพระพุทธรูปปางมาร วิชยั ศิลปะสมัยล้านนา ลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปองค์นคี้ ือ สามารถถอดออกเป็ นชัน้ ส่วนต่างๆ แล้วประกอบ กลับเข้า ไปใหม่ได้พระพุทธรูปทองคาองค์แรกที่ขนึ้ ทะเบียนเป็ นโบราณวัตถุแห่ง ชาติ การเดินทางจากตัวเมืองลาปางข้ามสะพานรัษฎาภิเศก ตรงไปถึงสี่แยกโรงฆ่าสัตว์ เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง หมายเลข 1035 ผ่านสุสานไตรลักษณ์ไปราว 1.5 กม. จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 1 กม. วัดเจดียซ์ าวหลัง อยู่ทางซ้ายมือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุลาปางหลวง

ตัง้ อยู่ในเขตตาบลลาปางหลวง อาเภอเกาะคา จังหวัดลาปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลาปาง ไปทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร วัดพระธาตุลาปางหลวง เป็ นวัดคูบ่ า้ นคูเ่ มืองลาปางมาแต่โบราณ ตาม ตานานกล่าวว่ามีมาตัง้ แต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลายเป็ นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สดุ แห่ง หนึง่ ของไทย งดงามด้วยสถาปั ตยกรรมเก่าแก่มากมายพระธาต ุลาปางหลวง เป็ นพระธาตุประจาปี เกิดของ คนปี ฉลู ด้วยเริ่มสร้างในปี ฉลูและเสร็จในปี ฉลู เช่นกัน ฐานเป็ นบัวลูกแก้ว ส่วนองค์เป็ นทรงกลมแบบล้านนาภาย นอกบุ ด้วยทองจังโก ยอดฉัตรทาด้วยทองคา มีลายสลักดุนเป็ นลวดลายประจายามแบบต่างๆ ลักษณะเจดีย์ แบบนีไ้ ด้สง่ อิทธิพลให้พระธาตุหริภญ ุ ไชย และพระบรมธาตุจอมทอง ภายในองค์พระเจดียบ์ รรจุพระเกศาและ พระอัฐธิ าตุ จาก พระนลาฎข้างขวา พระศอด้านหน้าและด้านหลัง ที่รวั้ ทองเหลืองรอบองค์พระธาตุมีรกู ระสุนปื นที่ หนานทิพย์ ช้างยิง ท้าวมหายศปรากฏอยู่


นอกจากนีว้ ัดพระธาตุลาปางหลวงยังเป็ นที่ประดิษฐาน “พระแก้วดอนเต้า” (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูป คูบ่ า้ นคู่ เมืองของจังหวัดลาปาง เป็ นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะล้านนาสลักด้วยหยกสีเขียว ทุกปี จะมีงานนมัสการ พระแก้ว ดอนเต้าในวันเพ็ญเดือน 12 นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุลาปางหลวงได้ระหว่างเวลา 07.30-17.00 น.

การเดินทาง 1. โดยรถยนต์สว่ นตัว วัดพระธาตุลาปางหลวงตัง้ อยู่ที่ ตาบลลาปางหลวง ห่างจากตัวเมืองลาปาง ประมาณ 18 กิโลเมตร ตามทางหลวงสายลาปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอาเภอเกาะ คา จากนัน้ เลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าอีก 1 กิโลเมตร 2.รถโดยสาร หากเดินทางโดยรถโดยสารประจาทางสามารถใช้บริการรถสองแถวสีฟ้าที่ถนนรอบเวียง ใกล้ตลาดออมสิน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดม่อนปู่ยักษ์

วัดม่อนปู่ ยักษ์ หรือวัดม่อนสัณฐาน ตัง้ อยู่บริเวณทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ของตัวเมืองลาปาง ปั จจุบนั ซึ่ง อยู่ทาง ฝัง่ ตะวันออกของแม่นา้ วัง พื้นที่ตงั้ วัดอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ไม่สงู นักกลางเมืองลาปาง เลขที่ 15 ถ.วัดม่อนจา ศีล ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลาปาง มีเนือ้ ที่ 15 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย เป็ นวัดที่มีรปู แบบ ศิลปะพม่า เช่นเดียวกับวัดพม่าทัว่ ไปในล้านนาได้รบั การบูรณะปฏิสงั ขรณ์เรื่อยมา มีอาคารหลัก 3 หลัง คือ กุฏิไม้ ศิลปะพม่า วิหาร อุโบสถซึ่งสร้างอย่างก่ออิฐถือปูนโบราณ

วัดม่อนปู่ ยักษ์ ซึ่งน่าจะมีอายุราวกลาง พุทธศตวรรษที่ 24 ในช่วงปี พ.ศ.2425 ถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ในตานานกล่าวไว้ว่า ในสมัยพุทธกาลเมื่อครัง้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จไปโปรดสัตว์ พร้อมด้วยพระ อรหันต์เผยแผ่พระพุทธศาสนา มาทางทิศบูรพานัน้ ครัง้ ผ่านมาทางแว่นแคว้นแห่งหนึง่ ก็ปรากฏมียกั ษ์อยู่ตนหนึง่ ขัดขวางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ และได้ขบั ไล่เมื่อพระผูม้ ีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมาทางป่ าบ้าน พระบาท จนถึงบริเวณป่ าม่อนจาศีล ก็ไล่มาทันกัน


ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดม่อนจาศีลท่ามกลางพระอรหันต์ ทรงเห็นว่า ยักษ์ตนนัน้ น่าจะหยุด กระทาการขัดขวางเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงให้ยกั ษ์ ตนนัน้ เข้าเฝ้ าและฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้า ยักษ์ได้เกิด อัศจรรย์ปิติใจตนเอง จึงก้มลงกราบแทบพระบาท ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและขอบาเพ็ญศีลภาวนาที่มอ่ น จาศีล ครัน้ เวลาล่วงเลยไปไม่นาน ยักษ์ตนนัน้ ตายลงและได้มาตายที่มอ่ นปู่ ยักษ์ อันอยู่ไม่ไกลจากม่อนจาศีลมากนัก ต่อมาได้มีผพู้ บรอยพระพุทธบาท และรอยเท้ายักษ์บริเวณวัดพระบาท ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างวัดขึน้ โดยสร้างวัด คร่อมรอยพระพุทธบาทเพื่อยกให้สงู ขึน้ เป็ นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนโดยทัว่ ไป

ที่อยู:่ 213 หมู่ 1 ป่ าขาม ตาบล พระบาท อาเภอเมืองลาปาง ลาปาง 52000 โทรศัพท์:054 010 418 เวลาทาการ: วันนี้เปิดทาการ ·เปิด 24 ชัว่ โมง จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดศรีช ุม

เป็ นโบราณสถานในเขตอุทยานประวัตศิ าสตร์สโุ ขทัย จังหวัดสุโขทัย ตัววัดเป็ นโบราณสถานตัง้ อยู่ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นอกกาแพงเมืองวัดนีเ้ ป็ นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชยั องค์ใหญ่ซึ่งมีนามว่า "พระอจนะ" องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในมณฑป พระพุทธอจนะ เป็ นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และมีมนต์ เสน่หแ์ ละเอกลักษณ์ชวนให้นกั ท่องเที่ยวมาเที่ยวชมและสักการะอย่างไม่ขาดสาย ในปั จจุบนั ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ห่างจากตัวโบราณสถานนัก มีวัดสร้างใหม่มีพระภิกษุสงฆ์จาพรรษา ใช้ชื่อว่าวัดศรีชมุ เช่นเดียวกัน

"วัดศรีชมุ " มาจากคาเรียกพื้นเมืองเดิม ซึ่งหมายถึง ต้นโพธิ์ ดังนัน้ ชื่อ ศรีชมุ จึงหมายถึงดงของต้น โพธิ์ แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนีแ้ ล้ว จึง เรียกสถานที่นนั้ ว่า "ฤๅษีชมุ "


ของสาคัญของวัด

วัดศรีชมุ มีการวางผังที่แปลกกว่าวัดทัว่ ไป ที่ใช้มณฑปที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ประดิษฐานเป็ นประธาน ของวัดเปรียบเป็ นอุเทสิกเจดีย์ และมีพระวิหารต่อออกมาแบบที่เป็ นที่นยิ มในสมัยนัน้ นักโบราณคดีให้ความเห็นว่า มณฑปพระอจนะน่าจะสร้างโดยมีคติเป็ นพระคันธกุฎี คือที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล การเดินทาง ตัง้ อยู่บนถนนจรดวิถีถ่อง ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคาแหง ห่างจากตัวเมือง สุโขทัยมาตามทางหลวงหมายเลข 12 (สุโขทัย-ตาก) ประมาณ 12 กม. อุทยานประวัตศิ าสตร์สโุ ขทัยเปิ ดให้เข้าชม ทุกวัน เวลา 06.00-21.00 น. นักท่องเที่ยวชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท และเวลา 9.00-21.00 น. โบราณสถานต่างๆ ถูกสาดส่องด้วยแสงไฟ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดศรีรองเมือง

เป็ นวัดพม่าอีกวัดหนึง่ ในจังหวัดลาปางที่มีความงดงามมาก ตัง้ อยู่ที่บา้ นท่าคราวน้อย ตาบลสบตุย๋ ในเขตอาเภอเมืองลาปาง ตามประวัตคิ วามเป็ นมาของวัดศรีรองเมืองนัน้ กล่าวกันว่าสร้างขึน้ ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2447 โดยคหบดี ชาวพม่าที่เข้ามาทาไม้ในเมืองลาปางโดยใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ 7 ปี ภายในวัดนีม้ ีทงั้ วิหารใหญ่และ วิหารน้อย


วัดศรีรองเมือง เดิมมีชื่อว่า วัดท่าคะน้อยพม่า มีพระวิหารไม้สกั ทองที่สวยงามที่สดุ ในจังหวัดลาปาง กล่าวกันว่าเหมือนวิมานของพระอินทร์ สร้างขึน้ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เวลาสร้างถึง 7 ปี วัดศรีรองเมืองกาเนิด ในดินแดนที่เมื่อก่อนเต็มไปด้วยป่ าสัก ภายในมีศิลปะพม่าที่นา่ สนใจคือ วิหารที่มีหลังคาซ้อนกันเป็ นชัน้ ๆ ภายในมีเสา ที่โดดเด่น เสาทุกต้นของวิหารมีการใช้กระจกสลับสีลวดลายทองตัง้ แต่โคนเสาจนถึงปลายเสา บางส่วนของจัว่ หลังคา ได้ถอดแบบมาจากปราสาทเมืองมัณฑเลย์

ตามประวัตคิ วามเป็ นมาของวัดศรีรองเมือง สร้างขึน้ ตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2447 โดยคหบดีชาวพม่าที่เข้ามา ทาไม้ในเมืองลาปาง ของบริษทั บอมเมย์เบอร์มา่ ในสมัยนัน้ ลาปางเป็ นศูนย์กลางการค้าขายและการทาป่ าไม้ เหตุที่มี อาชีพตัดไม้ โค่นต้นไม้ในป่ า จึงได้สร้างวัดศรีรองเมืองนีไ้ ด้เพื่อเป็ นที่พึ่งทางจิตใจ ขอขมาต่อธรรมชาติ อีกทัง้ เพื่อ อธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่ าคุม้ ครอง ที่ตงั้ อาเภอเมืองลาปาง จังหวัดลาปาง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศูนย์อนุรักษ์ชา้ งไทย

ตัง้ อยู่ที่บา้ นทุ่งเกวียน ตาบลเวียงตาล อยู่ในความดูแลของอุตสาหกรรมป่ าไม้ภาคเหนือ องค์การ อุตสาหกรรมป่ าไม้ (ออป.) แต่เดิม ออป. เป็ นศูนย์ฝึกลูกช้างซึ่งเป็ นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก โดยเริ่มดาเนินการมา ตัง้ แต่ พ.ศ. 2512 เป็ นสถานที่เลี้ยงและฝึ กลูกช้างเพื่อให้เชื่อฟังคาสัง่ และมีความชานาญในการ ทาไม้ขณะที่แม่ชา้ งไป ทางานในป่ า และเนือ่ งจากมีนโยบายปิ ดป่ าซึ่งทาให้ชา้ งต้องว่างงาน ศูนย์ฝึกลูกช้างจึงถูกปรับมาเป็ นสถานที่ดแู ลช้าง แก่และเจ็บป่ วย และที่นยี่ งั เป็ นสถานที่ตงั้ ของโรงพยาบาลช้างด้วย


ศูนย์อนุรกั ษ์ฯ อยู่ในความดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่ าไม้ (ออป.) ใน พ.ศ. 2512 ออป.ได้จดั สถานที่ เลี้ยงและฝึ กลูกช้างให้เชื่อฟังคาสัง่ และมีความชานาญในการ ทาไม้ ที่บา้ นปางหละ อาเภองาว แต่เนือ่ งจากมีนโยบาย ปิ ดป่ าทาให้ชา้ งว่างงาน ศูนย์ฝึกลูกช้างจึงถูกเปลี่ยนมาเป็ นสถานที่ดแู ลช้างแก่และเจ็บป่ วย ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 ออป. ได้กอ่ ตัง้ ศูนย์อนุรกั ษ์ชา้ งไทยขึน้ และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้แก่

การแสดงช้างซึ่ง มี 3 รอบ เวลา 10.00 น. 11.00 น. และ 13.30 น. มีการอาบนา้ ช้างก่อนเวลา แสดง คือ 09.45 น. สาหรับวันธรรมดา และเวลา 13.15 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชม ผูใ้ หญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ต่างชาติ ผูใ้ หญ่ 170 บาท เด็ก 110 บาท ส่วนช้างแท็กซี่ หรือขีช่ า้ งชมธรรมชาติ ขีช่ า้ งท่องไพร มีทกุ วัน เวลา 08.00-15.30 น. นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการได้หลาย เส้นทาง สอบถามรายละเอียด โทร. 0 5482 9329, 0 5482 9333 เวลาเปิดทาการ : 08.30 - 16.30 ที่อยู่ อาเภอห้างฉัตร จังหวัดลาปางเบอร์โทร05424 7871, 05424 7979, 054228108


การเดินทางห่างจากตัวเมืองลาปาง 24 กิโลเมตร ริมทางหลวงหมายเลข 11 สายลาปาง-ลาพูน บริเวณกิโลเมตรที่ 28-29 หากโดยสารรถประจาทาง ขึน้ รถที่จะไปเชียงใหม่จากสถานีขนส่งลาปาง มาลงหน้าศูนย์ อนุรกั ษ์ชา้ งไทย

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สะพานรัษฎาภิเศก จ.ลาปาง

สะพานรัษฎาภิเศก จ.ลาปาง หรือ ที่ชาวจังหวัดลาปางเรียกติดปากว่าสะพานขาว ตัง้ อยู่ที่ถนน รัษฎา สะพาานรัษฎาภิเศก เป็ นสะพานข้ามแม่นา้ วัง เดิมเป็ นโครงส้รางไม้ สมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้านคร ลาปาง สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2436 ตรงกับรัชสมัยของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ 5 ซึ่งใน สมัยนัน้ นับเป็ นสะพานที่ใหญ่ที่สดุ มีความยาวถึง 120 เมตร สะพานรัษฎาภิเศกนี้ มีชื่อมาจากการสร้างสะพานเพื่อ ถวายเป็ นที่ระลึกในงานพิธีรชั ดาภิเษกรัชกาล ที่ 5 ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานชื่อ สะพาน ว่า รัษฎาภิเษก เป็ นสะพาน คอนกรีตสริมเหล็ก ทาสีขาวโดดเด่นสะดุดตา สวยงามด้วยรูปทรงโค้งคันธนูรวม ๔ โค้ง ตัง้ ขวางเต็มลานา้ วัง มี สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงความเป็ นมาอยู่หลายประการ ได้แก่

1. เสาสี่ตน้ ที่ตงั้ อยู่ตรงหัวสะพานฝัง่ ละสองต้น หมายถึงความมัน่ คงแข็งแรง 2. พวงมาลายอดเสาทัง้ สี่ดา้ น ของเสา เพื่อราลึกถึงพระมหากรุณาธิคณ ุ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หวั 3. ครุฑสีแดง ด้านหน้าเสาทุกต้น เป็ นตราสัญลักษณ์ของแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 6 4. ไก่หลวง หรือไก่ขาว ตรงกลางเสา เป็ นสัญลักษณ์ประจานครลาปาง ที่อยู:่ ถนนรัษฎา อาเภอเมืองลาปาง ลาปาง 52100 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สานักปฏิบตั ิธรรมหลวงพ่อเกษมเขมโก

สานักปฏิบตั ธิ รรมหลวงพ่อเกษม เขมโก ตัง้ อยู่ชานเมืองลาปาง ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามถนนสาย ลาปาง-แจ้ห่ม ภายในบริเวณ มีรปู ปั้ นขนาดใหญ่ของหลวงพ่อเกษมเขมโก พระเกจิอาจารย์อนั เป็ นที่เคารพนับถือของ บรรดา พุทธศาสนิกชนทัว่ ประเทศ ยืนเด่นอยู่ ด้านหน้า หลังรู ปู ปั้ นมีมณฑปลักษณะเป็ นอาคารทรงไทย ประยุกต์ มี รูปปั้ นหุ่นขีผ้ ึ้งของหลวงพ่อเกษม และห้องด้านซ้ายเป็ นที่ตงั้ โลงแก้วกระจกใสบรรจุศพ

ที่ตงั้ อาเภอเมืองลาปาง ลาปาง

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เหมืองแม่เมาะ

ตัง้ อยู่อาเภอแม่เมาะ จังหวัดลาปางเป็ นเหมืองถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งใช้เป็ นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้ าแม่เมาะ พิพิธภัณฑ์ศนู ย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) ตัง้ อยู่บริเวณทางเข้าสวนพฤกษชาติ เป็ นอาคารชัน้ เดียว เป็ น ศูนย์นทิ รรศการถาวร จัดแสดงเรื่องเกี่ยวกับธรณีวิทยาของประเทศไทย และเน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดลาปาง โดยตรง ประกอบด้วยส่วนจัดแสดง 3 ส่วนคือ 1. โถงกลาง

จัดแสดงวีดีทศั น์นาเรื่องก่อนการเข้าชม เป็ นความรูเ้ บื้องต้นเกี่ยวกับถ่านหินในประเทศไทย


2. ห้องธรณีวิทยา

จัดแสดงวีดิทศั น์ภาพยนตร์สามมิติ เรื่องกาเนิดโลกและกาเนิดถ่านหิน และ มีนทิ รรศการ เกี่ยวกับธรณีวิทยา และฟอซซิลที่พบในบริเวณพื้นที่เหมืองแม่เมาะ

3. ห้องผลิตไฟฟ้า

จัดแสดงแบบจาลอง ขัน้ ตอนตัง้ แต่เริ่มทาเหมืองจนผลิตออกมาเป็ นกระแสไฟฟ้ า

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติแม่ปิง

ครอบคลุมพื้นที่อาเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน อาเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยที่ ทาการอุทยานฯ ตัง้ อยู่ที่อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน เป็ นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึง่ ของจังหวัดลาพูนที่ ได้ ขึน้ ชื่อว่าบรรยกาศที่เป็ นธรรมชาติและทัศนนียภาพ สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายทัง้ ภูเขา นา้ ตก และทุ่ง หญ้ากว้าง เหมาะสาหรับคนที่รกั ความสงบและชื่นชมในความเป็ นธรรมชาติ


การเดินทางรถยนต์ 

จากกรุงเทพมหานครโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A1 (พหลโยธิน) ผ่านจังหวัดต่าง ๆ ขึน้ มาทาง ภาคเหนือ ผ่านจังหวัดตาก เข้าเขตอาเภอเถิน จังหวัดลาปาง แล้วแยกซ้ายเข้าเส้นทางหมายเลข 106 ที่ตอ่ เนือ่ งมาจากจังหวัดลาพูน จนถึงกิโลเมตรที่ 47 แล้วแยกซ้ายเข้า เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1087 เข้า สูอ่ ทุ ยานแห่งชาติแม่ปิง โดยที่ทาการอุทยานแห่งชาติแม่ปิงอยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 20 – 21 รวมระยะทาง 587 กิโลเมตร - จากจังหวัดเชียงใหม่โดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ผ่านอาเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เข้าเขต อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน ผ่านอาเภอป่ าซาง อาเภอบ้านโฮ่ง จนถึงอาเภอลี้ ผ่านอาเภอลี้ประมาณ 3 กิโลเมตรจะถึงทางแยกขวาเข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1087 เข้าสูอ่ ทุ ยานแห่งชาติแม่ปิง รวม ระยะทาง 155 กิโลเมตร - จากจังหวัดลาปางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A1 (พหลโยธิน) มาทางทิศใต้แล้วแยกขวาเข้าสู่ อาเภอเกาะคา โดยใช้ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1274 ผ่านอาเภอเสริมงาม อาเภอลี้ จะถึงทางแยกซ้ายเข้า เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 106 ประมาณ 3 กิโลเมตรจะถึงทางแยกขวา เข้าเส้นทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1087 เข้าสูอ่ ทุ ยานแห่งชาติแม่ปิง รวมระยะทาง 123 กิโลเมตร

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


กชู่ า้ ง กมู่ า้

เป็ นโบราณสถานที่ตงั้ อยู่คก่ ู นั เป็ นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คบ่ ู า้ นคูเ่ มืองอีกแห่งหนึง่ ที่ชาวลาพูนให้ความเคารพ นับถือ เมื่อต้องการ สมหวังในสิ่งใด ก็มกั จะมา ขอพรกันที่นี่ เรียกได้ว่าเป็ นทัง้ โบราณสถานที่มีความสาคัญเชิง ประวัตศิ าสตร์ และโบราณคดี ตลอดจนเป็ น ที่ยึดเหนีย่ วจิตใจ ของคนในชุมชน ด้วยความเชื่อว่าเป็ นสุสานช้าง ศึก - ม้าศึก คูบ่ ารมีของพระนางจามเทวี

กูช่ า้ ง ตามตานานเล่าว่าสร้างขึน้ เพื่อบรรจุซากพระยาช้าง ชื่อ ปู่ กา่ งาเขียว หมายถึงช้างสีคลา้ งาสี เขียว เป็ นช้างคูบ่ ารมีของ พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริยแ์ ห่งนครหริภญ ุ ไชย ปู่ กา่ งาเขียวเป็ นช้างที่มีฤทธิ์มาก เมื่อ ออกศึกสงคราม เพียงแค่ชา้ งหันหน้าไปทาง ศัตรู ก็ทาให้ศัตรูอ่อนแรงลงได้ หลังจากช้างปู่ กา่ งาเขียวล้มเมื่อวันขึน้ 9 คา่ เดือน 9 พระนางจามเทวีโปรดให้นาซากช้างมาฝังไว้ที่นี่ และเนือ่ งจากเมื่อยังมีชีวิตอยู่เป็ นช้างที่มีอิทธิฤทธิ์วิเศษ หากงาช้างชี้ไปทางใด ก็จะทาให้เกิดภัยพิบตั แิ ละผูค้ นล้มตาย


พระนางจึงโปรด ให้สร้างเจดียท์ รงสูงครอบไว้โดยให้ปลายงาชี้ขนึ้ ฟ้ า กูช่ า้ ง เป็ นเจดียล์ กั ษณะพิเศษ ไม่ใช่เจดียท์ ี่พบได้ทวั ่ ไป เป็ นเจดียฐ์ านเขียงกลม ซ้อนเหลื่อมกันขึน้ ไปห้าชัน้ รองรับฐานบัวควา่ องค์ระฆังเป็ นทรงกลม แต่จะยืดสูงขึน้ ไปกว่าปกติ ลักษณะคล้ายทรงกรวยก่อด้วยอิฐสูง ประมาณ 30 เมตร ยอดเจดียไ์ ม่แหลมอย่างเจดีย์ ทัว่ ไป แต่เป็ นยอดตัดมีปล่องคล้ายบ่อนา้ ด้านบน ลักษณะคล้าย เจดียบ์ อบอคยีใน อาณาจักรพยู ทางตะวันตกเฉียง ใต้ของพม่า และ เจดียง์ ะ๊ จเวนะตาว ในเมืองพุกาม และเจดียบ์ ริวารรอบๆ เจดียม์ หาโพธิ์ที่พทุ ธคยา ประเทศอินเดีย สันนิษฐานได้ว่ากูช่ า้ งได้รบั อิทธิพลมาจากเจดียแ์ บบพม่า

กมู่ า้ ตัง้ อยู่ดา้ นหลังกูช่ า้ งเชื่อกันว่าเป็ นที่บรรจุซากม้าทรงของพระเจ้ามหันตยศ พระราชโอรสของพระ นางจามเทวี ฐานสี่เหลี่ยม องค์เจดียท์ รงระฆังควา่ ส่วนยอดหักพังทลายลงไปแล้ว ด้านหน้าโบราณสถานกูช่ า้ งกูม่ า้ นี้ เทศบาลเมืองลาพูนได้ปรับปรุงให้เป็ นสถานที่ พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน ชาวลาพูนให้ความเคารพนับถือกูช่ า้ ง มาก มีการสร้างศาลเจ้าพ่อกูช่ า้ งไว้ในทางทิศตะวันออกใกล้กบั องค์เจดียด์ า้ นหน้า ศาลเจ้าพ่อกูช่ า้ ง มีรปู ปั้ นจาลอง ของปู่ กา่ งาเขียว เพื่อให้ประชาชนทัว่ ไปได้มาสักการะ เชื่อกันว่าหากได้ลอดท้องพระยาช้างเชือกนี้ จะเป็ นสิริมงคลแก่ ชีวิต ประสบความสาเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ในวันขึน้ 9 คา่ เดือน 9 ของทุกปี จะมีงานรดนา้ ดาหัว และบวงสรวงเจ้า พ่อ เพื่อขอขมาลาโทษ และขอพรให้ปกปั กษ์รกั ษาประชาชนจากความทุกข์ทงั้ ปวง


การเดินทางไปกชู่ า้ ง กมู่ า้ กูท่ งั้ สองนีต้ งั้ อยู่ใกล้ชมุ ชนวัดไก่แก้ว ตาบลในเมือง อาเภอเมืองลาพูน ห่าง จากตัวเมืองลาพูนไปทางเหนือ (ออกจากเมืองลาพูนไปทาง ถนนเชียงใหม่ ขลาพูนสายเก่า) ประมาณ 2 กิโลเมตร หากไปจากเชียงใหม่ ใช้ถนนเชียงใหม่ - ลาพูนสายเก่า สังเกตโรงเรียน จักรคาคณาทร ขับเลยมานิดเดียว เลี้ยวเข้า ถนนเล็กๆ ข้างโรงเรียน มีป้ายบอกตลอดทาง

จัดทาโดย นาสาวปวีณา วงษ์กระนวน


คร ูบาศรีวิชยั

ตัง้ อยู่เชิงดอยติ บริเวณวัดพระธาตุดอยติ ตาบลป่ าสัก อาเภอเมืองลาพูน ห่างจากตัวเมืองลาพูน ประมาณ 5 กิโลเมตรตามถนนสายเชียงใหม่-ลาปาง พระครูบาศรีวิชยั เป็ นพระเถรเจ้า นักพัฒนาแห่งล้านนาไทย ผูพ้ ฒ ั นาทัง้ ด้านจิตใจและด้านถาวรวัตถุให้แก่ชาวล้านนาไทยไว้อย่างอเนก อนันต์ ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 24212481 ถิ่นฐานบ้านเดิมของท่านอยู่ที่ ตาบลแม่ตนื่ อาเภอลี้ จึงเป็ นความภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของชาวลาพูน ที่ได้เป็ น บ้านเกิดเมืองนอนของนักบุญผูย้ ิ่งใหญ่แห่งล้านนา

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เดอะซัน นิวเซ็นเตอร์

สวนสนุกสาหรับทุกคนในครอบครัว ภายในแบ่งออกเป็ นโซนต่างๆ มากมาย เช่น สวนนา้ ที่อวดโฉม ความงามด้วยนา้ ตกจาลองและธารนา้ พร้อมสไลเดอร์เติมเต็มความสนุกสนาน สวนสนุกสาหรับเด็กเล็กและผูใ้ หญ่ สวนไม้ดอกไม้ประดับ ร้านค้าของฝาก ของที่ระลึก ศูนย์อาหาร ห้องประชุม และลานกิจกรรมสาหรับการท่องเที่ยว เป็ นหมูค่ ณะ ค่าบัตรเข้าสวนนา้ เด็กคนละ 100 บาท / ผูใ้ หญ่คนละ 120 บาท ค่าบัตรเข้าสวนสนุก เด็กคนละ 150 บาท / ผูใ้ หญ่คนละ 200 บาท เปิ ดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5352 8259 หรือ www.facebook.com/thesunnewcenter


ที่ตงั้ :ตัง้ อยู่หลังนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลาพูนหากเดินทางโดยรถยนต์ขบั ไปทางอาเภอ บ้านธิ จาก แยกสันป่ าฝ้าย (หน้า BigC ลาพูน) โดยใช้เส้นทางหมายเลข 1147 ลาพูน-บ้านธิ ไปทางนิคมฯ ฝัง่ ตะวันออก ประมาณ 4 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย อีก 3.5 กิโลเมตร จะพบกับ เดอะซัน นิว เซ็นเตอร์ อยู่ทางซ้ายมือ เวลาเปิดทาการ : 10.00 - 20.00 ที่อยู่ 209 หมู่ 5 บ้านเหมืองกวัก ตาบลมะเขือแจ้ อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน เบอร์โทร +66 5352 8259 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ถนนคนเดินจังหวัดลาพูน

จะเริ่มเปิ ดตัง้ แต่วันศุกร์ ทุกวันศุกร์ ถนนสายเงียบเชียบของลาพูนจะคืนสูค่ วามมีชีวิตชีวาอีกครัง้ ด้วยการจัดงานถนนคนเดิน "คืนวิถีชีวิตให้ชมุ ชน คืนถนนให้คนเดิน" ที่มีการจาหน่ายสินค้าพื้นเมือง สินค้าทามือ อาหารอร่อยขึน้ ชื่อของเมืองลาพูน พร้อมๆ กับชมความคลาสสิกของวัดเก่าแก่ จวนผูว้ ่า บ้านเก่าในอดีต วัดพระธาตุ และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ราวกับพาคุณย้อนเวลากลับไปสูค่ วามรุ่งเรืองในอดีตได้อีก ครัง้


ที่ตงั้ : จัดขึน้ ที่ถนนรอบเมืองในบริเวณหน้าประตูนครหริภญ ั ชัย อินทยงยศ อาเภอเมืองลาพูนเปิ ดขายทุกวัน ศุกร์ตงั้ แต่เวลาประมาณ 15.00 น.เป็ นต้นไป วันเปิดทาการ : วันศ ุกร์ - วันศ ุกร์ เวลาเปิดทาการ : 15.00 - 22.00 ที่อยู่ ถนนรอบเมืองใน อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พระพุทธเฉลิมสิรริ าช วัดศรีดอนชัย

พระพุทธเฉลิมสิรริ าชเป็ นพระพุทธรูปปางลีลา ที่มีความสูง 59 ศอก เป็ นพระพุทธรูปที่สงู และใหญ่ ที่สดุ ในภาคเหนือ[1] สร้างขึน้ เมื่อวันที่ 17 มิถนุ ายน พ.ศ. 2536 และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2538 โดยศรัทธาของ ประชาชน ร่วมกับนายเคบัคกลิม ชาวจีน จากประเทศมาเลเซีย เพื่อถวายเป็ นพระราชกุศลเนือ่ งในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ภูมิ พลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี โดยจังหวัดลาพูน กราบบังคมทูลขอ พระราชทานนามพระพุทธรูป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่พระราชทานนาม


ประดิษฐาน ณ วัดศรีดอนชัย วัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตัง้ อยู่หมูท่ ี่ 10 บ้านสันมะนะ ตาบลบ้านธิ อาเภอ บ้านธิ จังหวัดลาพูน วัดศรีดอนชัย ว่า "พระพุทธเฉลิมสิริราช" การเดินทาง การเดินทางจากตัวเมืองลาพูน สามารถเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 11 (เชียงใหม่ลาปาง) ระหว่างกิโลเมตรที่ 76-77 จะมีทางแยกเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เหริญภ ุญไชย ลาพูน

พิพิธภัณฑ์ช ุมชนเมือตัง้ อยู่ในเมืองลาพูน ด้านหลังพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภญ ุ ชัย โดยใช้พื้นที่ ของคุม้ เจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ ลาพูน ซึ่งเป็ นอาคารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี เป็ นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัตคิ วามเป็ นมา อันยาวนานของเมืองลาพูน เมืองที่มีความศรัทธา ทางพระพุทธศาสนาที่ร่งุ เรืองจากอดีตจนถึงปั จจุบนั ร่วมเรียนรู้ เมืองลาพูนผ่านภาพถ่าย ทัง้ บุคคล เหตุการณ์ และสถานที่ตา่ ง ๆ ซึ่งที่นถี่ ือเป็ นพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีชีวิตโดยมี การจัดแสดงภาพ เมืองลาพูน สิ่งของเครื่องใช้และวิถีชีวิตของ ชาวเมืองลาพูน ในอดีตได้อย่างงดงามเข้าใจง่าย


พิพิธภัณฑ์ช ุมชนเมือง"ตัง้ อยูบ่ นถนนวังซ้าย ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน อยู่ บริเวณด้านหลังพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ลาพูน เปิดให้ชมตัง้ แต่เวลา09.00-16.00 น. ท ุกวัน โดยไม่ เสียค่าใช้จ่าย โทร 0-5351-1500 จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดจามเทวี

หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดกูก่ ดุ ตัง้ อยู่บนถนนจามเทวี ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน เป็ น วัดเก่าแก่ที่สาคัญมา ตัง้ แต่สมัยล้านนาไทย ที่มีความสาคัญทัง้ ทางด้านประวัตศิ าสตร์ และโบราณคดีตามหลักฐานที่ ได้พบศิลาจารึกเชื่อว่า พระราชโอรส ของพระนางจามเทวีคือ พระเจดียม์ หันตยศ และพระเจ้าอนันตยศโปรดให้สร้าง วัดนีข้ ึ้ นเพื่อถวายพระเพลิง แล้วโปรดให้สร้าง เจดียเ์ หลี่ยมมียอดหุม้ ด้วยทองทองเรียกชื่อว่า สุวรรณจังโกฏิ พระ เจดียส์ วุ รรณจังโกฏิ หรือพระเจดียจ์ ามเทวี เป็ นเจดียส์ ี่เหลี่ยมแบบ พุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมี พระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็ นชัน้ ๆพรศิลปกรรมของลพบุรีมีพระ พุทธรูป ยืนปาง ประทานพรอยู่ในซุม้ พระ ทัง้ สี่ดา้ นด้านละ 15 องค์ รวม 60 องค์ ภายในพระเจดียบ์ รรจุอฐั ขิ องพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ แห่งนครหริ ภุญชัย ต่อมาจะเป็ นสมัยใดไม่ทราบแน่ชดั ยอดพระเจดียไ์ ด้หกั หายไป ชาวบ้านจึงเรียกว่ากูก่ ดุ พระเจดีย์ องค์นมี้ ีชื่อ เป็ น ทางการว่า พระเจดียส์ วุ รรณจังโกฎพระเจดียอ์ งค์นี้ ถือเป็ นแบบสถาปั ตยกรรมที่มีความสาคัญในศิลปกรรมหริ ภุญชัย


นอกจากนีย้ งั มีโบราณสถานที่สาคัญ คือ เจดียแ์ ปดเหลี่ยม ลักษณะทางสถาปั ตยกรรมมีแผนผังเป็ นรูป แปดเหลี่ยมซ้อนลดหลัน่ กันขึน้ ไป สามารถแบ่งได้เป็ นสามส่วน คือ ส่วนฐานประกอบด้วยฐานแปดเหลี่ยมซ้อนกันสอง ชัน้ ถัดขึน้ ไปเป็ นชัน้ บัวถลารองรับองค์เรือนธาตุ โดยส่วนล่างของเรือนธาตุ ทาเป็ นฐานลดท้องไม่ลงเล็กน้อยจาก ระดับผนังของเรือนธาตุ ส่วนเรือนธาตุมีผงั เป็ นรูปแปดเหลี่ยมทรงสูง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ซุม้ มีลกั ษณะเป็ นวงโค้งสาม การเดินทางไปวัดจามเทวีวัดจามเทวีตงั้ อยู่บนถนนสายลาพูน-สันป่ าตอง (ถนนจามเทวี) ห่างจากศาลากลาง จังหวัดไปทางทิศตะวันตก 1.5 กิโลเมตร จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุดอยเวียง

วัดนีส้ นั นิษฐานว่าสร้างขึน้ ในสมัยพระนางจามเทวี เมื่อพ.ศ.1220 ซึ่งตามตานานจารึกในใบลานเล่าว่า ขุน หลวงปาละวิจามาตัง้ เมืองที่นที่ ี่เป็ นเมืองหน้าด่าน และได้สร้างวัดขึน้ บนยอดดอย ต่อมาเกิดเหตุไฟป่ าได้ไหม้ลกุ ลาม วัดเสียหาย ทาให้เหลือแต่เจดียแ์ ละศาลาเล็กๆ เพียงหลังเดียว อย่างไรก็ตาม วัดนีย้ งั เป็ นที่ประดิษฐานเจดียธ์ าตุดอย เวียงอันเก่าแก่ซึ่งมีพระบรม สารีริกธาตุบรรจุอยู่ รวมทัง้ พระพุทธรูปเก่าแก่อีก 3 องค์ องค์แรกเป็ นพระพุทธรูป ทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชยั หน้าตักกว้าง 29 นิว้ ที่เรียกกันว่า “พระเจ้าสายฝน” เพราะเคยมีเรื่องเล่าว่าครัง้ หนึง่ ฝน แล้ง


ชาวบ้านเดือดร้อนเลยนาพระองค์นมี้ าแห่ขอฝนปรากฎว่าฝนก็ตกตามที่ขอส่วนองค์ ที่สองหน้าตักกว้าง 99 นิว้ ประดิษฐานที่ศาลาการเปรียญ และองค์ที่สามหน้าตักกว้าง 89 นิว้ ประดิษฐานที่เชิงดอย พระพุทธรูปทัง้ สอง องค์นี้ ข้างในเป็ นศิลาแลงและข้างนอกฉาบปูน สมัยที่คน้ พบนัน้ เหลือไม่เต็มองค์ เห็นแต่เศียรปั กดินชาวบ้านจึง เรียกว่า “พระเจ้าดาดิน” และทุกปี ในวันแรม 8 คา่ เดือน 7 จะมีประเพณีสรงนา้ พระธาตุที่ได้สร้างบรรยากาศที่มี ชีวิตชีวาคืนสูว่ ัดแห่ง นี้ เวลาเปิดทาการ : 08.00 - 16.30 ที่อยูห่ มู่ 9 บ้านดอยเวียง ตาบลบ้านธิ อาเภอบ้านธิ จังหวัดลาพูน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระธาต ุหริภ ุญไชยวรมหาวิหาร


เป็ นปูชนียสถานสาคัญในภาคเหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คเ่ ู มืองลาพูนมาอย่าง ยาวนานตัง้ อดีตนับเวลา มากกว่าพันปี ตัง้ อยู่ใจกลางเมืองลาพูน ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 150 เมตร มีถนนล้อมรอบสี่ดา้ น คือ ถนนอัฏฐารสทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคลทางทิศใต้ ถนนรอบเมืองทาง ทิศตะวันออก นอกจากนัน้ ยังเป็ นองค์พระ ธาตุประจาปี เกิดของคนเกิดปี ระกา อีกด้วย

ประวัติพระธาต ุหริภ ุญไชย

ครัง้ หนึง่ พระเจ้าอาทิตยราช โปรดให้ชา่ งสร้างปราสาท แล้วปลูกหอจัณฑาคาร (ที่พระบังคน) ไว้ใกล้กบั ปราสาทนัน้ โดยพระองค์มิได้ทรงทราบว่าที่นนั้ มีพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ เมื่อ สร้างเสร็จแล้ว เวลาพระองค์เสด็จไปลงพระบังคนครัง้ ใด ก็จะมีกาตัวหนึง่ ที่เฝ้ าอยู่ นัน้ บินมาถ่ายมูลต้องพระเศียร กระพือปี กบินโฉบพระเศียร ทากิริยาขับไล่พระองค์ให้ไปพ้นจากที่นนั้ พระเจ้าอาทิตยราช ทัง้ ทรงพิโรธ ทัง้ อัศจรรย์ พระทัย จึงรับสัง่ ให้ขา้ ราชบริพาร ช่วยจับกาตัวนัน้ มาให้ได้ แต่ทาอย่างไรก็จบั กาตัวนัน้ ไม่ได้ จนพระเจ้าอาทิตยราช ต้องบนบานต่อเทวดาผูร้ กั ษาพระนครให้จบั กาตัวตัน้ ในที่สดุ ก็จบั ได้แล้วนาไปขังไว้


คืนนัน้ ทรงพระสุบินว่า เทพยดามาแจ้งแก่พระองค์ว่า ให้เอาทารกเกิดได้ 7 วัน ไปขังรวมกับกา ทารกได้ ฟังเสียงกาทุกวันก็จะฟังภาษากาออกครัง้ บรรทมตืน่ แล้ว พระเจ้าอาทิตยราช ก็โปรดให้ทาตามที่ทรงพระสุบินทุก ประการ เมื่อทารกอายุได้ 9 ขวบ ก็สามารถรูภ้ าษา และพูดกับกาได้ พระเจ้าอาทิตยราช ก็โปรดให้ถามสาเหตุที่กา ประพฤติตอ่ พระองค์แต่หนหลัง ก็ทรงทราบว่า บริเวณหอจัณฑา คาร เป็ นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระ บรมศาสดา และกาได้รบั คาสัง่ ให้เฝ้ ารักษาสถานที่นี้ จึงได้ทาอาการทักท้วง พระเจ้าอาทิตยราช ทรงเลื่อมใสศรัทธา ในพระบรมศาสดาเป็ นอันมาก จึงโปรดให้รื้อหอจัณฑาคาร และขุดดินไม่ดีออกไปทิ้งนอกพระนคร แล้วนาดินดีมาถม ปราบพื้น ให้เรียบ แล้วโรยด้วยทราย ตัง้ พิธีมณฑลปั กราชวัตรฉัตรธง แต่งด้วยดอกไม้หอม และจุดเทียนทาการ สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ทัง้ ยังป่ าว ประกาศชาวเมือง ให้มาสักการะบูชาด้วย เมื่อประกอบพิธีสกั การะบูชา แล้ว ผอบแวขนาดเท่าปลีกล้วย ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก็ผดุ ขึน้ มาจากพื้นดิน ให้เห็นเป็ นปาฏิหาริยท์ วั ่ กัน ทุก คนที่อยู่ ณ ที่นนั้ ต่างปี ติยินดีอย่างยิ่ง

การเดินทางเดินทางมาบนถนนสายเอเชียมุง่ ตรงมายังตัวจังหวัดลาพูนพอถึงตัวเมืองก็ใช้เส้น ทาง ถนนเจริญราษฎร์ วัดตัง้ อยู่ตดิ ริมถนนหาง่ายหลังจากนัน้ ก็เดินทางกลับมาไหว้พระนางจามเทวีโดยใช้ถนนเส้น เดียวกัน เดินทางโดยรถประจาทางมีรถประจาทางวิ่งจากกรุงเทพเข้าตัวเมืองลาพูนทุกวัน จากนัน้ ก็ใช้บริการรถ ท้องถิ่นเข้าไปยังตัววัด

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระพุทธบาทตากผ้า

เดิมเป็ นวัดราษฎร์ ได้รบั พระราชทานวิสงุ คามสีมาเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และได้รบั การยก ฐานะเป็ นพระอารามหลวงชัน้ ตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ตัง้ อยู่ในเนือ้ ที่ประมาณ ๑๗๕ ไร่ ซึ่งเป็ นเนินเขาเตีย้ ๆ อยู่ใกล้ดอย (เขา) ๒ ลูกคือ ดอยช้างและดอยเครือ อยู่ห่างจากเมืองลาพูนประมาณ ๑๙ กิโลเมตร เป็ นปูชนียสถานที่สาคัญแห่งหนึง่ ของจังหวัดลาพูน หรือของภาคเหนือ


ปั จจุบนั วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็ นศูนย์กลางที่สาคัญของการศึกษาพระปริยตั ธิ รรม ทัง้ แผนกนักธรรม และบาลี ของพระภิกษุสามเณรในภาคเหนือ นอกจากนีแ้ ล้ว ทางวัดได้จดั ให้มีการปฏิบตั ธิ รรมควบคูไ่ ปกับการศึกษา ได้จดั ตัง้ สานักวิปัสสนากรรมฐานขึน้ เพื่อเป็ นที่ปฏิบตั ธิ รรมสาหรับพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และผูส้ นใจ ทัว่ ไป ที่ตงั้ ๒๗๙ หมู่ ๖ ต.มะกอก อ.ป่ าซาง จ.ลาพูน ๐๕๓-๐๐๕๒๐๐

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระยืน

ตัง้ อยู่ตาบลเวียงยอง อาเภอเมือง จังหวัดลาพูน อีกหนึง่ วัดเก่าแก่ของลาพูน ชื่อเดิมว่า วัดพฤทธมหา สถาน ซึ่งพระเจ้าธรรมมิกราช กษัตริยห์ ริภญ ุ ชัย เป็ นผูส้ ร้างขึน้ เมื่อ พ.ศ. 1606-1611 พระเจดียเ์ ป็ นทรงมณฑป มี พระพุทธรูปยืนทัง้ สี่ทิศ เครื่องบนประกอบด้วยเจดียห์ า้ ยอด โดยมีเจดียท์ รงระฆังและเจดียท์ รงกลมขนาดเล็กเป็ น ประธาน คล้ายกับอานันทเจดียท์ ี่เมืองพุกาม และพระเจดียว์ ัดป่ าสัก จังหวัดเชียงราย

โบราณสถานที่สาคัญคือพระเจดียพ์ ระยืนเป็ นศิลปกรรมพม่า คล้ายกับเจดียว์ ัดสัพพัญญูในเมืองพุกาม สร้างแบบยกพื้นลดหลัน่ กันเป็ นชัน้ ลานประทักษิณชัน้ บนมีเจดียข์ นาดเล็กประจามุมแบบอย่างเช่นนีม้ ีกอ่ นศิลปะพุกาม เรือนธาตุเป็ นทรงสี่เหลี่ยมจระนายื่นออก ทัง้ ๔ ด้านเหนือเรือนธาตุเป็ นหลังคาลาดรองรับชุดฐานซ้อนต่อยอดทรง ระฆังบัลลังก์ปลีและปล้องไฉนนอกจากนีย้ งั มีพระวิหารสร้างเมื่อปี พุทธศักราช ๑๒๐๙สมัยพระนางเจ้าจามเทวีปฐม กษัตริยแ์ ห่งนครหริภญ ุ ไชยตัววิหารสร้างเป็ น ๒ตอนฐานล่างสูงประมาณ ๔เมตรกว้างประมาณ ๑๒ เมตรยาว ๒๔ เมตร วิหารหลังนี้ เดิมมีมขุ บันไดนาคขึน้ ทางด้านเหนือ ๒ ทาง เฉพาะด้านหน้า ทิศตะวันออกมuห้องเล็กอยู่ดา้ นหน้า ๑ ห้อง ใช้เป็ นที่สอนนักธรรมและธรรมศึกษา มีระเบียงเดินรอบตัววิหารด้านบนทัง้ ๔ มุมมีฉตั ร ตัง้ อยู่บนฐานทัง้ ๔ มุมสวยงามมากฉัตรทาด้วยไม้ลงรักปิ ดทองภายหลังเกิดการชารุดขึน้ ท่านเจ้าอาวาสคือเจ้าคุณพระมงคลญาณมุนี จึงได้ปฏิสงั ขรณ์ใหมjยังคงเหลือรูปแบบของพระวิหารเท่าที่ปรากฏอยู่ในปั จจุบนั นีซ้ ึ่งได้บรู ณะสังขรณ์ใหม่


การเดินทาง

วัดพระยืนอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอาเภอเมืองลาพูน จังหวัดลาพูน เดินทางโดยตรงเข้าเมืองลาพูนทางแยก ดอยติ (แยกจาก หมายเลข 11 เข้าหมายเลข 114) ประมาณ 4 กิโลเมตร มีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าไปที่ทาการอาเภอ เมือง อีกประมาณ 500 เมตร วัดพระยืนจะอยู่ ทางขวามือ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ศูนย์พฒ ั นาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม

แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่เพียงจะเปิ ดโลกของการเรียนรูท้ งั้ ทางด้านเกษตรกรรมและ วัฒนธรรมเท่านัน้ หากยังเป็ นการตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ฯ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคณ ุ ต่อปวงชนชาวไทยอีกด้วย โดย ที่มาของศูนย์ฯ แห่งนี้ เกิดขึน้ เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่บา้ นพระบาทห้วยต้มในปี พ.ศ.2521 ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่และชีวิตความเป็ นอยู่ของราษฎรชาวไทยภูเขาที่ ยากจนและขาดแคลน ที่ทากิน พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ รับหมูบ่ า้ นพระบาทห้วยต้มอยู่ในความดูแลของมูลนิธิโครงการ หลวง โดยมีพื้นที่ 24,084.93 ไร่นนั ่ เอง ซึ่งปั จจุบนั ทางศูนย์ฯ ได้เปิ ดเป็ นแหล่งท่องเที่ยวและมีบา้ นพักรวมทัง้ เต็นท์ สาหรับพักแรมไว้บริการ ท่องเที่ยววัฒนธรรม

ความน่าสนใจของที่นเี่ ริ่มตัง้ แต่วิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็ นชาวกะเหรี่ยงที่รบั ประทานอาหาร มังสวิรตั ิ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น โดยจะมีประเพณีทาบุญข้าวใหม่ ที่เกิดขึน้ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวขึน้ ยุง้ ฉางแล้วประมาณเดือนมกราคมของทุกปี ยิ่งกว่านัน้ แล้ว คุณจะได้ชมวิถีชีวิต ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ณ บ้านกะเหรี่ยงโบราณ บ้านนา้ บ่อน้อย ที่ยงั คงรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น


ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายในศูนย์พฒ ั นาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้มแห่งนี้ สามารถแบ่งพื้นที่ ออกเป็ น 4 ส่วน ได้แก่ แปลงสาธิตพืชผักแปลกใหม่ ได้แก่ ฟักบัตเตอร์นตั ฟักจานบิน ฟักคอหงส์ และพริกเม็กซิกนั เผ็ดและหวาน, แปลงสาธิตผักที่สง่ เสริมให้เกษตรกรปลูก ได้แก่ มะเขือม่วงก้านดา คะน้ายอดดอยคา แปลงสาธิตการ ปลูกไม้ผลเมืองร้อน ได้แก่ มะม่วงพันธุจ์ ากต่างประเทศ มะเฟื อง สายพันธุไ์ ต้หวัน มะปราง เสาวรส อโวคาโด บ๊วย และท้อ แปลงไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพร เช่น การปลูกกุหลาบหนู การปลูกตะไคร้หอม เพื่อนามาสกัดเป็ น นา้ มันหอมระเหย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พฒ ั นาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม บ้านผาลาด ตาบล นาทราย อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน 51110 โทร. 0 5351 8059 หรือสานักพัฒนาเกษตรที่สงู โทร.0 5328 1238 เวลาเปิดทาการ : 08.00 - 17.00 ที่อยู่ ตาบลนาทราย อาเภอลี้ เบอร์โทร +66 5351 8059, +66 5328 1238

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


สะพานขาวทาชมภ ู

สร้างขึน้ หลังจากก่อสร้างอุโมงค์รถไฟขุนตานเสร็จ เมื่อปี พ.ศ.2462 โดยมีนายพลเอก กรมขุน กาแพงเพชรอัครโยธิน เป็ นวิศวกรควบคุมงาน เป็ นสะพานทางรถไฟสีขาวโดดเด่นเป็ นสง่าอยู่กลางทุ่ง ถัดจากอุโมงค์ ขุนตาน แตกต่างจากสะพานรถไฟอื่น คือเป็ นโครงคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาว 87.3 เมตร ซึ่งนับเป็ นเรื่องแปลกและท้า ทาย เนือ่ งจากปกติสะพานรถไฟจะสร้างด้วยเหล็ก เพราะสามารถทนต่อแรงสะเทือนและอ่อนตัวได้ดีกว่า แต่เนือ่ งจาก ช่วงเวลาที่สร้างสะพานเป็ นภาวะสงครามไม่สามารถหาเหล็กมาสร้าง สะพานได้ แต่ดว้ ยการคานวณและควบคุมงาน ที่ยอดเยี่ยม ทาให้สะพานทาชมพูยงั คงใช้งานได้อยู่จนถึงทุกวันนี้


หลายๆ คนอาจไม่ทราบว่า เส้นทางของขบวนรถไฟสายเหนือที่มงุ่ ตรงสูจ่ งั หวัดเชียงใหม่นนั้ จะมีสถานที่ ท่องเที่ยวที่นา่ สนใจแอบซ่อนตัวอยู่ในกลางหุบเขาของจังหวัดลาพูน ถึง 2 แห่ง นัน่ คือ อุโมงค์ขนุ ตาน อุโมงค์ทาง รถไฟลอดผ่านที่ยาวที่สดุ ในประเทศไทย และสะพานทาชมภู หรือ สะพานขาวชาวลาพูน

ทัง้ นีเ้ มื่อขบวนรถไฟแล่นออกจากลาปางไม่นานนักรถไฟก็จะลอดผ่านอุโมงค์ขนุ ตานซึ่งเป็ นจุดสูงที่สดุ ของ เส้นทางรถไฟในประเทศไทย และเมื่อออกจากถา้ ขุนตาน ทางรถไฟจะคดเคี้ยวโค้งซ้ายโค้งขวา ลงจากเนินสูงรางเหล็ก ทอดผ่านท้องทุ่งนา มีขนุ เขาทะมึนสีนา้ เงินเข้มเป็ นฉากหลังบริเวณนี้ ก่อนที่ขบวนรถจะผ่านสะพานคอนกรีตรูปโค้งสี ขาว ซึ่งหลายคนที่เห็นจะพูดเป็ นเสียงเดียวกันว่า เป็ นภาพที่สวยงามมาก โดยภาพที่นกั ท่องเที่ยวนัง่ รถไฟผ่านจะเห็น สะพานทาชมภู สะพานสีขาวที่ตงั้ ตระหง่าน อวดโฉมประชันความงามแข่งกับสีสนั ของธรรมชาติ 2 ข้างทาง… ว่าแต่ อุโมงค์ขนุ ตาน และสะพานทาชมภู สะพานขาวของชาวลาพูน

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติดอยข ุนตาล

เป็ นเทือกเขากัน้ เขตแดนระหว่างจังหวัดลาพูนที่ตาบลทาปลาดุก อาเภอแม่ทา และตาบลบ้านเอื้อม อาเภอเมืองลาปาง ตาบลเวียงตาล ตาบลวอแก้ว อาเภอห้างฉัตร จังหวัดลาปางที่อาเภอห้างฉัตรและอยู่กึ่งกลาง เส้นทางคมนาคมทางรถไฟ ระหว่างลาปาง-ลาพูน ประกาศเป็ นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2518 มี เนือ้ ที่ทงั้ สิ้น 159,556 ไร่ ดอยขุนตาลประกอบด้วยป่ าไม้หลายลักษณะ มีทงั้ ป่ าดงดิบ และป่ าสน มี 4 ยอดเขา จาก เชิงดอยถึงยอดสูงสุดต้องเดินเท้าประมาณ 7 กิโลเมตร

สภาพป่าของดอยข ุนตาลแบ่งออกเป็ น 3 ประเภทตามระดับความสูงของพื้นที่เหนือระดับนา้ ทะเล 1. ที่ความสูงระดับตา่ (352-850 เมตร) แต่เดิมบริเวณนีเ้ ป็ นป่ าสัก ปั จจุบนั ประกอบด้วยป่ าที่กาลังฟื้ น สภาพที่มีไผ่ผสมกับไม้ผลัดใบ หรือป่ าผลัดใบ (ป่ าเบญจพรรณ) ขึน้ อยู่ 2. ที่ความสูงระดับปานกลาง (850-1,000 เมตร) เป็ นบริเวณที่ตอ่ เนือ่ งระหว่างป่ าผลัดใบระดับตา่ กับ ป่ าดิบสน เกิดเป็ นป่ าที่ผสมระหว่างป่ าดิบกับป่ าผลัดใบ โดยพบทัง้ สนสองใบ และสนสามใบ


3. ที่ความสูงระดับยอดเขา (1,000-1,373 เมตร) ป่ าบริเวณนีส้ ว่ นใหญ่ประกอบด้วยไม้เนือ้ แข็งเป็ นส่วน ใหญ่ และมีสนสามใบปะปนด้วย

อุโมงค์ขนุ ตาลมีวิศวกรช่างเยอรมันมาสารวจการเจาะอุโมงค์ซึ่งเป็ นหินแกรนิต เมื่อปี พ.ศ. 2450 ในสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ 5 และเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.2461 นับเป็ นการเปิ ดเส้นทางคมนาคมสูภ่ าคเหนือ ที่สาคัญ ครัง้ หนึง่ ของไทยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีการเจาะอุโมงค์นี้ เป็ นการเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งจนเกิด อุบตั เิ หตุทาให้ เสียชีวิตบ่อยครัง้ คนงานที่มาเป็ นกรรมกรรับจ้างขุดเจาะอุโมงค์ ส่วนมากจะเป็ นชาวอีสานและคนพื้นเมือง การเดินทางสามารถใช้เส้นทางได้ดงั นี้ 1. รถไฟ เป็ นทางที่สะดวกที่สดุ สายเหนือลงที่สถานีรถไฟขุนตาลแล้วเดินเท้าขึน้ ที่ทาการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร 2. รถยนต์ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าสูอ่ ทุ ยานฯ ดอยขุนตาล ระหว่างกิโลเมตรที่ 46 และ 47 ซึ่งเป็ นถนนลาดยางระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เป็ นถนนลาดยาง มีความสูงชันควรใช้รถสภาพดี รถบัสไม่สามารถขึน้ ได้ โทรศัพท์ : 0 5354 6335 (VoIP), 08 1032 6341 (จนท.) สถานที่ตงั้ : อ ุทยานแห่งชาติดอยข ุนตาล ต.ทาปลาด ุก อ. แม่ทา จ. ลาพูน 51140

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


กาแพงเมืองพิชยั

เมืองโบราณพิชยั ตัง้ อยู่ที่หมู่ 2 บ้านหน้าพระธาตุ ตาบลในเมือง อาเภอพิชยั จังหวัดอุตรดิตถ์ มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ ทิศเหนือ

: ติดกับบ้านดินแดง ตาบลไร่ออ้ ย อาเภอพิชยั

ทิศตะวันออก : ติดกับหมู่ 7 บ้านคลองกะชี ตาบลในเมือง อาเภอพิชยั ทิศใต้

: ติดกับหมู่ 3 ตาบลในเมือง อาเภอพิชยั

ทิศตะวันตก

: ติดกับแม่นา้ น่าน

กาแพงเมืองพิชยั เป็ นเนินดินลูกรังที่มีเนือ้ ที่กว้างขวางมีตน้ ไม้ตน้ หญ้าปกคลุมหน้าดินตลอดตามแนวพื้นดิน และสถานที่ นีเ้ ป็ นกาแพงเมืองพิชยั ในอดีตที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีประวัตยิ าวนาน แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองใน อดีต และเป็ นสถานที่สาคัญคือ เป็ นโบราณสถานทางประวัตศิ าสตร์ของ อาเภอ พิชยั จังหวัดอุตรดิตถ์

จัดทาโดย นางสาว ปวีณา วงษ์กระนวน


เขื่อนสิรกิ ิตติ์

เขื่อนสิรกิ ิติ์ หรือที่เรียกกันในชื่อท้องถิ่นว่า เขือ่ นท่าปลา จัดเป็ นเขือ่ นดินที่มีขนาดใหญ่ที่สดุ ในประเทศไทย อยู่ในอาเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กัน้ แม่นา้ น่าน ที่ไหลลงมาจากอาเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เดิมอยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังได้ตดิ ตัง้ โรงไฟฟ้ าพลังงาน และมอบให้การไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็ นผูร้ บั ผิดชอบดูแลต่อไป ทัง้ นี้ พื้นที่เหนือเขือ่ นเป็ นแอ่งเก็บนา้ ขนาดใหญ่ และเป็ นสถานที่ท่องเที่ยวที่สาคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ดว้


เดิมเขือ่ นนี้ เรียกชื่อว่า "เขื่อนผาซ่อม" ภายหลังได้รบั พระบรมราชานุญาต ให้อญ ั เชิญพระ นามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินนี าถ ขนานนามว่า "เขื่อนสิรกิ ิติ์" เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 โดยก่อสร้างปิ ดกัน้ แม่นา้ น่าน บริเวณเขาผาซ่อม ตาบลผาเลือด อาเภอท่า ปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ สถานที่ที่ถ่องเที่ยวภายในเขื่อน 1 พระพุทธสิริสตั ตราช 2 สวนสุมาลัย 3 เดินป่ า 4 บริเวณสันเขือ่ น

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


นา้ ตกแม่พลู

นา้ ตก แม่พลู อยู่ที่หมู่ 4 บ้านต้นเกลือ ตาบลแม่พลู เป็ นนา้ ตกที่เกิดจากการตกแต่งธารนา้ โดยการเทปูนให้ นา้ ไหลลดหลัน่ จากบนเขาสูงลงมา ดูคล้ายนา้ ตกธรรมชาติ สูงหลายชัน้ สภาพโดยรอบร่มรื่น บริเวณใกล้ๆ นา้ ตก เป็ นสวนลางสาด บริเวณนา้ ตกมีรา้ นจาหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหารและที่จอดรถไว้บริการ

เพียงแรกเห็นคุณอาจคิดว่าความสวยงามตรงหน้าเกิดขึน้ จากธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้ว นา้ ตกสายนี้ ได้รบั การสร้างสรรค์ขนึ้ มาจากธารนา้ โดยการเทปูนเพื่อทาให้นา้ ไหลลดหลัน่ ลงมา เป็ นชัน้ ๆ จากภูเขาสูง ท่ามกลาง บรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย และใกล้บริเวณนา้ ตกยังมีสวนลางสดอันเป็ นผลไม้ที่ขนึ้ ชื่อของอุตรดิตถ์อีก ด้วย


การเดินทางจากอาเภอ เมืองถึงอาเภอลับแล ระยะทาง 8 กิโลเมตร จากนัน้ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1043 ประมาณ 12 กิโลเมตร หรือขึน้ รถสองแถวที่ถนนตุลาสถิตย์ ในตัวเมืองรถจะออกทุก 30 นาที ตัง้ แต่เวลา 06.00– 17.30 น. หรือจะเหมาแท๊กซี่ไปก็ได้ สถานที่ตงั้ : นา้ ตกแม่พลู อยู่ที่หมู่ 4 บ้านต้นเกลือ ตาบลแม่พลู อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


บ่อเหล็กน้าพี้ จ.อ ุตรดิตถ์

บ่อเหล็กนา้ พี้ อยู่ที่หมู่ 1 บ้านนา้ พี้ ตาบลนา้ พี้ ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 56 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 11 และเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1245 เป็ นโบราณสถานซึ่งมีความสาคัญ เนือ่ งจากเป็ น แหล่งเหล็กกล้า ที่นามาทาพระแสงดาบตัง้ แต่สมัยโบราณ เดิมมีอยู่ดว้ ยกันหลายบ่อ มีบ่อหนึง่ เรียกว่า บ่อพระแสง ห้ามมิให้ผใู้ ดขุดเหล็กจากบ่อนี้ โดยสงวนไว้ใช้ทาพระแสงดาบสาหรับพระมหากษัตริยเ์ ท่านัน้ และ บ่อพระขรรค์ เป็ น บ่อที่ในสมัยโบราณมีชา่ งทาพระขรรค์ถวายพระมหากษัตริย์ ได้นาแร่เหล็กนา้ พี้จากบ่อพระขรรค์ไปถลุงทาพระขรรค์

ภายในบริเวณมี พิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กนา้ พี้ รวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับประวัตเิ หล็กนา้ พี้ โดยจัดแสดง และจาลองให้เห็นถึงกระบวนการ ขัน้ ตอนการตีเหล็กนา้ พี้ ตัง้ แต่การขุดแร่เหล็กนา้ พี้จนตีเป็ นดาบที่มีความแกร่งและ ความคมเป็ นเลิศ ดาบนา้ พี้จึงเป็ นอาวุธคูก่ ายของขุนศึกและนักรบไทยในสมัยโบราณตลอดมา


ศาลเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้าพี้

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีตานานเกี่ยวกับเหล็ก นา้ พี้ ที่เล่าไปแล้ว ชาวบ้านที่บา้ นนา้ พื้และพื้นที่ใกล้เคียงเคารพศรัทธา มาก มีคนมากราบไหว้อยู่เป็ นประจา แม้แต่ในวันธรรมดา ที่ผมมาก็ยงั มีคนมาไหว้พร้อมเครื่องแก้บนต่างๆ ชาวบ้าน เล่าว่าศาลเจ้าพ่อบ่อเหล็กนา้ พี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ขอโชคของลาภก็สมปรารถนา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2542 เปิดให้เข้าชมฟรีท ุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. เหล็กนา้ พี้ในสมัยโบราณ นิยมนาไปตีเป็ นพระแสงราชศัสตราของพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีความเชื่อว่าเป็ นเหล็ก ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถแก้อาถรรพณ์ อยู่ยงคงกรพันและป้องกันภูตผีปีศาจได้เป็ นอย่างดี จึงเหมาะสาหรับผูท้ ี่ตอ้ งเดิน ทาไปในถิ่นแปลกที่อยู่เป็ นประจา และผูท้ ี่ตอ้ งพักค้างอ้างแรมในสถานที่ตา่ งๆอยู่เสมอ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


ปราสาท พระนวราชบพิตร

ปราสาทพระนวมะราชบพิตร วัดหน้าพระธาตุ อ.พิชยั จ.อุตรดิตถ์ หลวงพ่อโต Wat Naprathat Amphoe Phichai Uttaradit วัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตและพระสถูปนัน้ มีชื่อว่า "วัดหน้าพระ ธาตุ" ตัง้ อยู่ในกาแพงเมืองพิชยั เป็ นที่เคารพกราบไหว้ของมหาชนมานับพันปี

ปราสาทพระนวมะราชบพิตร ภายในบริเวณวัดมีโบราณวัตถุที่นา่ สนใจคือ "หลวงพ่อโต" พระพุทธรูปปูนปั้ นขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 3 วา เดิมทีมีตานานเล่าขานกันมาว่าสร้างโดยพระยา โคตรบอง เมื่อ พ.ศ.1470 หลวงพ่อประดิษฐานอยู่ในวิหารแบบปราสาทจัตรุ มุข มีเนือ้ ที่ 99 ตาราง วา พระเจดียเ์ ป็ น ยอด 5 องค์ ความสูง 49 เมตร


นอกจากเป็ นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตแล้ว ยังเป็ นที่ประดิษฐาน "พระบรมสารีริกธาตุ" และ รอยพระพุทธบาทจาลอง พระบรมสารีริกธาตุเป็ นส่วนแห่งพระสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าที่ตรัสแก่ พระอานนท์เมื่อใกล้ปรินพิ พาน ให้ประดิษฐานในพระสถูปท่ามกลางชุมชนอันมีมาแต่ทิศ ทัง้ 4 เพื่อเป็ นที่กราบไหว้ สักการบูชาของเทพยดาและมนุษย์ทงั้ หลาย ซึ่งโทณพราหมณ์ได้จดั แบ่ง ถวายกษัตริยแ์ ละพราหมณ์ 8 นคร นาไปก่อพระสถูปบรรจุไว้ในนครต่างๆ เป็ นครัง้ แรก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


เมืองลับแล

เมืองลับแลดินแดนเมืองแม่หม้าย ชายใดลงเข้าไปแล้วต้องกลับมาเที่ยวใหม่แน่นอน เป็ นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ เป็ นชุมชนเล็กๆ และที่สาคัญมาเมืองลับแลแล้วต้องมาชิมหมี่พนั ข้าวแคบ

เมืองลับแล อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ ประมาณ 8 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 3 กม. เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1041 ประมาณ 6 กม. เป็ นเมืองโบราณที่มีมาตัง้ แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ได้เคยเสด็จมาเมื่อ วันที่ 24 ตุลาคม 2444


ความเป็ นมาของคาว่า “ลับแล” นัน้ ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพว่า เดิม ชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีขา้ ศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตัง้ ชุมชนอยู่ เนือ่ งจากเป็ นที่ ป่ าดงหลบซ่อนตัวง่าย และภูมิประเทศเป็ นเมืองอยู่ในระหว่างเขามีที่เนินสลับ กับที่ตา่ คนต่างเมือง ถ้าไม่คนุ้ เคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ ง่าย แต่ปัจจุบนั มีถนนตัดผ่านทาให้สภาพป่ าหมดไป ความลึกลับของเมืองจึงหายไป และยังมีอีกหลายตานานที่ กล่าวถึงเมืองลับแล

เรื่องเมืองลับแล เป็ นนิทานพื้นบ้านเล่ากันว่าเป็ นเมืองของคนดี มีความซื่อสัตย์สจุ ริต โกหกคาเดียวไม่ได้ ลูกเขยเห็นลูกร้องไห้ กล่อมแบบไหนก็ไม่หยุด หลุดปากหลอกลูกว่า แม่มาแล้ว …เท่านัน้ แหละ ก็ตอ้ งออกจากเมือง ขอเพียงสัจจะวาจา แม่มายเมืองลับแล หญิงที่ควรยกย่อง เชิดชูในคุณความดี ยอมเสียสละความรักเพื่อธารงจารีตประเพณี ของการรักษาวาจาสัตย์ไว้ ซึ่งเป็ นคุณสมบัตขิ องชาวเมืองลับแลทุกคน จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วนอ ุทยานต้นสักใหญ่

อุทยานแห่งชาติตน้ สักใหญ่ ตัง้ อยู่ในเขตพื้นที่จงั หวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ มีคลองขนาดใหญ่ เป็ นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตสัตว์ทงั้ หลายของที่นี่ โดยอุทยานแห่งชาติตน้ สักใหญ่ มีพื้นโดยรวมทัง้ หมด 324,240.80 ไร่ หรือ 518.80 ตารางกิโลเมตร ได้รบั การประกาศเป็ นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2546 นับเป็ น อุทยานแห่งชาติลาดับที่ 103 ของประเทศไทย


ต้นสักใหญ่ เป็ นต้นไม้สกั ที่โตที่สดุ ในโลกปั จจุบนั ที่ยงั ยืนต้นอยู่จดั ที่สงู จากพื้นดิน 1.30 เมตร ลาต้นโต 9.85 เมตร (วัดเมื่อ 13 ตุลาคม 2525) สูงประมาณ 47 เมตร มีอายุซึ่งประมาณว่าไม่นอ้ ยกว่า 1,500 ปี บริเวณ รอบ ๆ ต้นสักใหญ่ประกอบด้วยต้นสักขนาดย่อม ลูกไม้สกั บริเวณวนอุทยานต้นสักใหญ่สภาพป่ าธรรมชาติ โดยทัว่ ไปสภาพดี ป่ าธรรมชาติดงั กล่าวปรากฏตามเนินเขาสูง ตา่ ๆ สลับกันไปเป็ นทิวทัศน์สวยงามมาก การเดินทาง 1 ป่ าคลองตรอนฝั่งซ้าย (ภูเมี่ยง) จากอาเภอเมืองอุตรดิตถ์ เดินทางตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (พิษณุโลก-เด่นชัย) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 107-108 (สามแยกบ้านป่ าขนุน) แยกไปตามทางหลวงจังหวัด หมายเลข 1047 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 36-37 สามารถเที่ยวชมถา้ จัน และเมื่อเดินทางต่อไปตามทางหลวง จังหวัดหมายเลข 1047 อีกประมาณ 11 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าที่ทาการอุทยานแห่งชาติตน้ สักใหญ่ โดยเดินทาง ตามทางแยกเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร ถึงที่ทาการอุทยานแห่งชาติตน้ สักใหญ่

2 ป่ าคลองตรอนฝั่งขวา (ต้นสักใหญ่) 1. จากทางหลวงสายพิษณุโลก - อุตรดิตถ์ ตรงกิโลเมตรที่ 104 - 110 เข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 1047 ไป อีก 53 กิโลเมตร จึงถึงวนอุทยานต้นสักใหญ่ 2. จากทางหลวงสายอุตรดิตถ์ - เขือ่ นสิริกิติ์ - นา้ ปาด แยกเข้าไปตรงกิโลเมตรที่ 64–65 เข้าไปตามทางหลวง หมายเลข 1047 ไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตร จึงถึงวนอุทยานต้นสักใหญ่ ที่ตงั้ อาเภอนา้ ปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

จัดทาโดย นางสาว ปวีณา วงษ์กระนวน


วัดท่าถนน

วัดท่าถนน เดิมชื่อ วัดวังเตาหม้อ อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ ประดิษฐานหลวงพ่อเพ็ชร พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ 1 หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทงั้ องค์ ในบริเวณวัดมีอาคารศิลปะแบบตะวันตก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2474 เป็ นโรงเรียนปริยตั ธิ รรมและภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณรในเมือง มีลกั ษณะสถาปั ตยกรรมสวยงาม และ อุโบสถซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งได้รบั ยกย่องว่าสวยงามที่สดุ ในจังหวัดอุตรดิตถ์

หลวงพ่อเพ็ชร เป็ นพระพุทธรูปสาริดปางมารวิชยั ขัดสมาธิเพชร ศิลปะเชียงแสนสิงห์หนึง่ หน้าตักกว้าง 32 นิว้ มีพทุ ธลักษณะงดงามมาก ชาวอุตรดิตถ์นบั ถือว่า เป็ นพระพุทธรูปสาคัญประจาเมืองอุตรดิตถ์ มีงานนมัสการ ประจาปี ในวันกลางเดือนสี่ของทุกปี ที่อยู:่ อาเภอเมืองอ ุตรดิตถ์ อ ุตรดิตถ์ โทรศัพท์: 055 411 703

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดพระยืนพุทธบาทย ุคล

วัดพระ ยืนพุทธบาทยุคล อยู่เลยวัดพระบรมธาตุท่งุ ยัง้ ไปตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 500 เมตร วัดอยู่ทางซ้ายมือของถนนใกล้ทางแยก ภายในมีมณฑปเป็ นศิลปะแบบเชียงแสน ครอบรอยพระพุทธบาทคูท่ ี่ ประดิษฐานบนฐานดอกบัวสูงประมาณ 1.5 เมตร ที่วัดพระยืนพุทธบาทยุคลนี้ ยังมีพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปางมารวิชยั ศิลปะสุโขทัยเรียกกันว่า หลวงพ่อพุทธรังสี เดิมประดิษฐานอยู่ในมณฑปมีปูนพอกหุม้ ไว้ทงั้ องค์ ต่อมา ได้กระเทาะปูนออกและนาไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถที่สร้างใหม่


วัดพระยืนพุทธบาทย ุคลเป็ น วัดโบราณร่วมสมัยกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ โดยมีปูชนียสถานที่มีตานาน เรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองทุ่งยัง้ ร่วมกัน ภายในวัดมีศาสนสถานและโบราณวัตถุที่สาคัญคือ มณฑปศิลปะเชียง แสนครอบรอยพระพุทธบาทประทับยืนทาด้วยศิลาแลง (มณฑปกว้าง 4 เมตร ยาว 49 เมตร)[1] และหลวงพ่อพระ พุทธรังสีภายในอุโบสถ เป็ นพระประธานปางมารวิชยั สมัยสุโขทัย

วัดพระยืนพุทธบาทยุคล มีที่ธรณีสงฆ์ 136 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา วัดแห่งนีเ้ คยได้รบั ยกย่องให้เป็ นวัด พัฒนาตัวอย่างประจาปี พ.ศ. 2536 อีกด้วย วัดพระยืนพุทธบาทย ุคล หรือ วัดพระยืน ตัง้ อยู่ที่บนเนินเขา บ้านพระแท่น หมูท่ ี่ 6 ตาบลทุ่งยัง้ อาเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งตัง้ อยู่ทางด้านทิศตะวันตก บนเนินเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอด

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


วัดใหญ่ท่าเสา อ ุตรดิตถ์

วัดใหญ่ท่าเสา ตัง้ อยู่ที่ถนนสาราญรื่น ตาบลท่าเสา อาเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็ นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย [1] มีโบราณสถานและปูชนียวัตถุมากมาย ปั จจุบนั วัดใหญ่ท่าเสา ได้รบั การขึน้ ทะเบียนเป็ นโบราณสถาน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 114 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2540 มีพื้นที่ได้รบั ประกาศเป็ นโบราณสถานประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 51 ตารางวา

อาณาเขตโบราณสถาน วัดใหญ่ท่าเสาได้รบั การขึน้ ทะเบียนเป็ นโบราณสถาน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 114 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2540 มีพื้นที่ได้รบั ประกาศเป็ นโบราณสถานประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 51 ตารางวา ครอบคลุมเขต พุทธาวาสที่เป็ นที่ตงั้ อุโบสถ หอไตรและศาลาการเปรียญทัง้ หมด


วัดใหญ่ท่าเสาตัง้ อยูท่ ่ีถนนสาราญรื่น ตาบลท่าเสา อยู่ใกล้กบั สถานีรถไฟท่าเสา วัดนีม้ ีวิหารเก่าแก่ซึ่งมี บานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า และมีหอไตรโบราณที่มีรปู แบบสีสนั สวยงาม ซึ่งใช้เป็ น ที่เก็บพระไตรปิ ฎก

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


หอวัฒนธรรมจังหวัดอ ุตรดิตถ์

หอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ถนนแปดวา อยู่ใกล้กบั จวนผูว้ ่าราชการจังหวัด เป็ นศูนย์รวมโบราณวัตถุที่ สาคัญของชาวอุตรดิตถ์ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าและเป็ นหลักฐานอ้างอิงทางประวัตศิ าสตร์ โบราณวัตถุที่สาคัญ ชิ้นหนึง่ คือ ยานมาศ หรือ คานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชัน้ กว้าง 73 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร สูง 1.45 เมตร เป็ นฝี มือช่างสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยานมาศนีส้ มเด็จเจ้าฟ้ ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ได้ทรงบันทึกไว้ใน จดหมายเหตุ

คันแรกทรงพบที่อาเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท อีก 2 คัน พบที่วัดพระศรีรตั นมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ครัน้ มาถึงอุตรดิตถ์ก็พบอีกคันที่วัดท่าเสา ต่อมา พระราชประสิทธิคณ ุ (ทองคา) เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ วัดท้าย ตลาด ไปพบยานมาศนีใ้ นบริเวณวัดบ้านด่านคุง้ ยาง จึงนามา เก็บรักษาไว้ที่วัดท้ายตลาด


ปั จจุบนั ได้นามาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนชมที่หอวัฒนธรรมแห่งนี้ และจะเปิ ดให้ชมฟรีเฉพาะ วันพฤหัสบดีและ วันอาทิตย์เท่านัน้ ช่วงเช้าตัง้ แต่เวลาตีหา้ จะมีชาวบ้านจากอาเภอต่าง ๆ นาของพื้นบ้านและของเก่ามาขาย? สามารถ ชมวิถีชีวิตชาวบ้านได้ สาหรับผูท้ ี่ตอ้ งการเข้าชมหอวัฒนธรรม.

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อนุสาวรียพ ์ ระยาพิชยั ดาบหัก

ประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์สร้างขึน้ เพื่อเป็ นเกียรติประวัตใิ นความกล้า หาญ รักชาติและเสียสละ เมื่อครัง้ พระยาพิชยั ครองเมืองพิชยั ในสมัยธนบุรี ท่านได้สร้างเกียรติ ประวัตไิ ว้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2316 พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชยั พระยาพิชยั ได้ยกทัพไป สกัดทัพพม่าจนแตกพ่ายกลับไป การรบในครัง้ นัน้ ดาบคูม่ ือของพระยาพิชยั ข้างขวาได้หกั ไปหนึง่ เล่ม แต่ก็ยงั รบได้ชยั ชนะต่อทัพพม่า ด้วยวีรกรรมดังกล่าว จึงได้สมญานามว่า พระยาพิชยั ดาบหัก


พิพิธภัณฑ์ในบริเวณอนุสาวรียฯ์

1 พิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้าพี้ใหญ่ที่ส ุดในโลกเป็ นที่เก็บรักษาดาบเหล็กนา้ พี้ใหญ่ที่สดุ ใน โลก มีนา้ หนัก 557.8 กิโลกรัม ฝักดาบทาด้วยไม้ประดู่ ฝังลวดลายมุกหุม้ ปลอกเงินสลักสลาย และ 2 พิพิธภัณฑ์พระยาพิชยั ซึ่งเก็บรวบรวมประวัตขิ องพระยาพิชยั ดาบหัก รวมทัง้ แบบจาลอง สนามรบ และวิถีชีวิตในสมัยอยุธยาตอนปลาย เครื่องมือเครื่องใช้โบราณ อนสุ าวรียฯ์ และพิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าเยีย่ มชมตัง้ แต่เวลา 08.00-18.00 น. ท ุกวัน

พิพิธภัณฑ์ อาคารสองข้างซ้ายและขวาของอนุสาวรียพ์ ระยาพิชยั ดาบหักทางด้านซ้ายมือ ของเราเป็ นพิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กนา้ พี้ใหญ่ที่สดุ ในโลกส่วนด้านขวาเป็ นวิถีชีวิตความเป็ นอยู่ของชาว อุตรดิตถ์และชาวพิชยั เก็บโบราณวัตถุมากมายหลายชิ้นเอาไว้กอ่ นอื่นไปชมดาบเหล็กนา้ พี้ใหญ่ที่สดุ ใน โลกกันก่อนครับ


ดาบเหล็กน้าพี้ใหญ่ที่ส ุดในโลก คือดาบเหล็กน้าพี้ดาบนา้ พี้อนั เลื่องชื่อไม่เฉพาะในด้าน ความแข็งแกร่งแต่ยงั คงมีความสวยงามอย่างฝี มือช่างไทย เจ้าของดาบเล่มนีเ้ ป็ นช่างดีเหล็ก ชื่อนาย ประเสริฐ ทองดีคนบ้านนา้ พี้ บริจาคให้พิพิธภัณฑ์ ข้างอนุสาวรียพ์ ระยาพิชยั ดาบหัก ให้เราได้มายล โฉมจนทุกวันนี้

ดาบโบราณ สิ่งหนึง่ ที่แสดงอยู่ในตูข้ องพิพิธภัณฑ์หลังเล็กๆแห่งนีน้ อกจากจะเป็ น โบราณวัตถุพวกภาชนะ ชาม ไห ก็จะมีดาบโบราณที่นา่ สนใจหลายเล่ม อย่างเช่นที่เห็นอยู่ในรูปนี้ เป็ น อาบอายุหลายร้อยปี จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อนุสาวรียพ ์ ระศรีพนมมาศ (ทองอิน แซ่ตนั )

อามาตย์ตรี พระศรีพนมมาศ (ทองอิน แซ่ตนั ) (พ.ศ. 2404 - 12 มีนาคม พ.ศ. 2465) อดีตนายอาเภอลับ แลในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ท่านได้สร้างความเจริญให้แก่อาเภอลับแลเป็ นอย่างมาก เช่น เป็ นผูว้ างผังเมืองลับแล สร้างฝายหลวง พัฒนาการศึกษา รวมทัง้ ส่งเสริมการเกษตร เป็ นบุคคลที่คนอาเภอลับ แลให้ความเคารพนับถือสืบมาจนกระทัง่ ปั จจุบนั

ประวัติ

พระศรีพนมมาศ ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคลมปั จจุบนั อันเนือ่ งมาจากโรคเบาหวานเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2464 รวมอายุได้ 60 ปี โดยได้รบั พระราชทานเพลิงศพ เมื่อ วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2465 ณ ประราพิธีซึ่ง ตัง้ ขึน้ ข้างบ้านพระศรีพนมมาศ โดย พระกัลยาวัฒนวิศิษฐ์ เป็ นประธานการจัดงาน และพร้อมด้วยบุตรหลานและ ภริยาของท่าน


อนสุ าวรีย ์ พระศรีพนมมาศ ตัง้ เด่นเป็ นสง่าอยู่ตาบลศรีพนมมาศ อาเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สี่แยก ตลาดลับแล สร้างขึน้ โดยพ่อค้าประชาชน และข้าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเป็ นอนุสรและราลึกถึงบุญคุณ ตลอดจนทูลเกียรติคณ ุ ของท่านเพราะท่านเป็ นนักปกครองที่นาความเจริญมาสูท่ อ้ ง ถิ่นเป็ นอเนกนับประการ อนุสาวรีย์ พระศรีพนมมาศ อยู่ตรงสี่แยก ตลาดลับแล เดิมพระศรีพนมมาศเป็ นนายอากรสุรา

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อุทยานแห่งชาติคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

มีพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ นอกจากจะเป็ นคลองขนาดใหญ่ยงั มีลาห้วยต่างๆ เกิดขึน้ ยังมีจดุ เด่นทางธรรมชาติที่ สาคัญ และสวยงาม คือนา้ ตกห้วยเนียม นา้ ตกกกมอนแก้ว ถา้ จัน ถา้ เจดีย์ ถา้ เสือดาว ถา้ ผาตัง้ เขาภูเมี่ยง และหน้า ผาที่สวยงามเป็ นที่รจู้ กั ของประชาชนทัว่ ไป สะดวกสบายในการไปพักผ่อนหย่อนใจ มีเนือ้ ที่ประมาณ 324,240.80 ไร่ หรือ 518.80 ตารางกิโลเมตร

ความเป็นมา

อุทยานแห่งชาติคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ประกอบไปด้วยป่ าธรรมชาติที่สมบูรณ์และนา้ ตกที่สวยงาม หลาย แห่ง เช่น นา้ ตกห้วยโปร่ง นา้ ตกห้วยคอม และนา้ ตกห้วยเนียม พร้อมทัง้ ยอดภูเขาควา่ เรือ และภูเขาหงายเรือ และมีคลองที่ชื่อว่า “คลองตรอน” เป็ นคลองซึ่งลาห้วยต่างๆ ไหลมารวมกันที่คลองนีแ้ ละไหลลงสูแ่ ม่นา้ น่าน อีกทัง้ ยัง เป็ นป่ าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็ นที่รจู้ กั ของประชาชน และหน่วยงานใกล้เคียงโดยทัว่ ไป จึงขออนุมตั ติ งั้ ชื่ออุทยานแห่งชาติ ว่า “คลองตรอน”


เป็ นเทือกเขาสูงตา่ มีแนวเทือกเขาที่ สาคัญคือ เขาภูเมี่ยง เขาควา่ เรือ เขาหงายเรือ เขาสามเหลี่ยม เขาหยวก เขาถนน เขาแดด เขาไม้ผา เขาตักบอน เขานา้ ย้อย เขาผักขวง เขาจันทร์ ยอดเขาที่สงู ที่สดุ อยู่ดา้ นทิศตะวันออกคือ เขาภูเมี่ยง สูง 1,500 เมตรจากระดับนา้ ทะเลปานกลาง แหล่งกาเนิดห้วยที่สาคัญไหลจากแนวตะวันออกไปสูแ่ นว ตะวันตกและไหลสูแ่ ม่นา้ น่าน ได้แก่ ห้วยคลองม้ามืด เป็ นต้น

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน


อ ุทยานแห่งชาติภ ูสอยดาว

อุทยานแห่งชาติภสู อยดาว มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่านา้ ปาด ท้องที่ตาบลม่วงเจ็ดต้น ตาบลนาขุม ตาบลบ้านโคกอาเภอบ้านโคกตาบลห้วยมุน่ อาเภอนา้ ปาดจังหวัดอุตรดิตถ์ตาบลบ่อภาค

จุดเด่นที่น่าสนใจ

จุดเด่นที่น่าสนใจ และเป็ นที่ดงึ ดูดใจของนักท่องเที่ยว คือ การได้ชมทุ่งดอกไม้สมี ว่ งที่เรียกว่า"ดอกหงอนนาค" และดอกไม้ หลากสีสนั สลับให้เห็นอยู่ทวั ่ ลานสน ซึ่งจะบานในช่วงฤดูฝนตัง้ แต่เดือน ส.ค. - ก.ย ของทุกปี


น้าตกภูสอยดาว

น้าตกภูสอยดาว อยู่ริมเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1268 ใกล้กบั ที่ทาการอุทยานแห่งชาติ มีทงั้ หมด 5 ชัน้ แต่ละชัน้ มีชอื่ ไว้อย่างไพเราะว่า ภูสอยดาว สกาวเดือน เหมือนฝัน กรรณิการ์ และสุภาภรณ์ มีนา้ ไหลตลอดปี

ลานสนสามใบภูสอยดาวและทงุ่ ดอกไม้ในป่าสน

ลานสนสามใบภูสอยดาวและทงุ่ ดอกไม้ในป่าสน เป็ นพื้นที่ป่าธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณ 1,000 กว่าไร่ เป็ นที่ราบบน เทือกเขาภูสอยดาว ตัง้ อยู่สงู จากระดับนา้ ทะเลประมาณ 1,633 เมตร สภาพพื้นที่ของลานสนสามใบจะเป็ นเนินสูงตา่ สลับกันไป เป็ นป่ า สนสามใบพืชชัน้ ล่างเป็ นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี จะมีดอกไม้ดนิ ชูชอ่ แย่งกัน ออกดอกเป็ นกลุม่ หนาแน่น เช่นดอกหงอนนาค, ดอกสร้อยสุวรรณา และดอกหญ้ารากหอมในฤดูหนาวจะมีดอกกระดุมเงิน, กล้วยไม้ รองเท้านารีอินทนนท์และต้นเมเปิ ลซึ่งจะ เปลีย่ นเป็ นสีแดงสวยงามมากการเดินทางไปเที่ยวลานสนสามใบภูสอยดาว ต้องเดินทางเท้า จากนา้ ตกภูสอยดาวขึน้ สูย่ อด ภูสอยดาวระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 4-6


การเดินทาง โดยรถยนต์ 

จากจังหวัดพิษณุโลก ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1246 ถึงบ้านแพะ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1143 ผ่านอาเภอชาติตระการ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1237 ผ่านบ้านบ่อภาคไปบรรจบ กับเส้นทางแผ่นดินหมายเลข 1268 ถึงนา้ ตกภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภสู อยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตร จากจังหวัดอุตรดิตถ์ใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1047 (อุตรดิตถ์-นา้ ปาด) จนถึงอาเภอนา้ ปาดแล้วเข้าสูท่ างหลวง จังหวัดหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตร จึงเข้าสูท่ างหลวงจังหวัดหมายเลข 1268 ไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทาการ อุทยานแห่งชาติ รวมระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร

โดยรถประจาทาง 1.เ ริ่มจากการเดินทางจากกรุงเทพที่สถานีขนส่งหมอชิตซื้อตัว๋ ไปลงที่จงั หวัด พิษณุโลกราคาเริ่มต้นประมาณ 300 กว่าบาท (การ

เดินทางมาที่ จ.พิษณุโลก ดูจะสะดวกกว่าและนักเดินทางนิยมใช้เส้นทางนี้)ใช้เวลาประมาณ 5 ชัว่ โมง 2.ควรกะเวลาให้พอดีมาถึงที่นป ี่ ระมาณตี 5 ให้ทนั รถประจาทางไปอ.ชาติตระการเที่ยวแรก ราคาประมาณ 80 บาท ใช้เวลาประมาณ 3 ชัว่ โมง (หรือจะใช้บริการเหารรถแท็กซี่หรือสองแถวที่ขนส่งให้ไปส่งที่ถสู อยดาวเลยก็ ได้มบี ริการประมาณ 2500 บาทต่อเที่ยว ไม่รอ รับกลับ ถ้าให้มารับกลับต้องคุยราคากับเขาดูนา่ จะแพงมากเพราะเขาต้องตีไปตีกลับหลาย เที่ยว 3.เมือ ่ ไปถึงอ.ชาติตระการก็ตอ่ วินมอเตอร์ไซต์ไปลงที่ตลาด อยู่ไม่ไกลนัก ประมาณ 20 บาท หาไรกินลองทองที่ตลาดรอรถสองแถว 4.จากนัน ้ รอรถสองแถวสีสม้ จะออกจากตลาดชาติตระการ 10.30 กับ 12.30 เท่านัน้ ในแต่ละ่ วัน(อาจมีการคลาดเคลือ่ น)และต้อง สอบถามก่อนว่าเวลาไหนจะ ผ่านไปภูสอยดาวบางที 10.30 อาจจะไม่ผา่ น ก็ตอ้ งนัง่ 12.30 ไปถ้าเวลา 10.30 ผ่านก็ไปถึงเกือบบ่าย 2 ก็ยงั พอขึน้ ภูสอยดาวทัน(แต่ฝีท้าวต้องขัน้ โปร) เวลา 12.30 ก็ถดั ไปอีกถ้าเดินไวก็ยงั ขึน้ ได้ ราคาคนละ 100 บาท 5. ส่วนคนที่เดินทางโดยรถสองแถวจะมีปัญหาตอนขากลับ คือบางวันอาจไม่มร ี ถสองแถว หรือมีแต่เราอาจจะลงมาไม่ทนั ถ้าไม่มรี ถขา กลับหรืออาจจะลองนัดหมายกับคนขับดูตกลงเรื่องราคาและวันกลับให้ ดี ไม่งนั้ อาจต้องนอนต่อข้างล่างอีกคืน อิอิ หรือมีอีกวิธีที่คือ ขอติดรถคนอื่นมาลงที่อ.ชาติตระการ หรือบางทีอาจจะโชคดีเค้ามาที่ตวั เมืองพิษณุโลก วิธีนจี้ ะใช้ได้ผลก็ตอ้ งมี สมาชิกประมาณ 1-3 คน ดูจะง่ายในการขอเค้าติดรถ

จัดทาโดย นางสาวปวีณา วงษ์กระนวน

เที่ยวเมืองเหนือกับเรา กับสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ebook  

ข้อมูลเที่ยวไทย Thai Travel Guide รายละเอียดและภาพสวยๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด +++++++ รวบรวมข้อมูลโดย ++++++++ นางสาวปวีณา วงษ์...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you