Issuu on Google+


ทางรอดสุดทายของคนบาปที่ไมตองไปใชกรรมในนรก

บรรณาธิการ/เรียบเรียง : ศักดิ์สิทธิ์ พันธุสัตย

ออกแบบปก : อนุชิต คําซองเมือง รูปเลม/จัดอารต : ทศพร ธรรมกุล ภาพประกอบ : สมควร กองศิลา, ธนรัตน ไทยพานิช


ปดบัญชีกรรม เปดทางหนีนรก บรรณาธิการ/เรียบเรียง : ศักดิ์สิทธิ์ พันธุสัตย ออกแบบปก : อนุชิต คําซองเมือง, รูปเลม : ทศพร ธรรมกุล ภาพประกอบ : สมควร กองศิลา, ธนรัตน ไทยพานิช พิสูจนอักษร : อรัญ มีพันธ, อรทัย คําแพง

ISBN 978-616-268-124-0

สรางสรรคและลิขสิทธิ์

บริษัท สํานักพิมพเลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน จํากัด 105/95-96 ถนนประชาอุทิศ ซอย 45 แขวงบางมด เขตทุงครุ กรุงเทพฯ 10140 โทร./แฟกซ 02-872-7667

เชิญรวมเผยแผเปนธรรมทาน

โทร. 02-872-9191, 02-872-8181, 02-872-7227, 02-872-9898 LC2YOU@GMAIL.COM, LC2YOU@HOTMAIL.COM

WWW.LC2U.COM, WWW.พุทธะ.NET

พิมพที่ : หจก. แอลซีพี ฐิติพรการพิมพ 105/66-67 ถนนประชาอุทิศ ซอย 45 แขวงบางมด เขตทุงครุ กรุงเทพฯ 10140 โทร./แฟกซ 02-872-9577 www.thitiporn.com


หลักตัดสินกอนเชื่อ พระพุทธเจาไดใหหลักกอนการตัดสินใจเชือ่ หรือยึดถือคําสอน หรือคําพูดของใครๆ เอาไวดังนี้ “ทานทั้งหลาย อยาพึงเชื่อตามถอยคําที่ไดยินไดฟงมา อยาพึงเชื่อตามถอยคําที่สืบๆ กันมา อยาพึงเชื่อโดยตื่นขาววาไดยินวาอยางนี้ อยาพึงเชื่อโดยการอางตํารา อยาพึงเชื่อโดยการคาดคะเน อยาพึงเชื่อโดยการตรึกตามอาการ อยาพึงเชื่อโดยชอบใจวาตรงกับความเห็นของตน อยาพึงเชื่อโดยเชื่อวาผูพูดสมควรเชื่อได อยาพึงเชื่อโดยความนับถือวาผูนี้เปนครูของเรา เมื่อใดทานทั้งหลายพึงรูดวยตนเองวาธรรมเหลานี้เปนกุศล ไมมีโทษ ผูรูสรรเสริญ เปนไปเพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นทานทั้งหลายควรเขาถึง (ยึดถือ) ธรรมเหลานั้นเถิด” เก็บความจาก เกสปุตตสูตร พระไตรปฎกเลมที่ ๒๐ ขอที่ ๕๐๕ ความดีที่เกิดจากหนังสือเลมนี้ ขอนอมถวายบูชาแดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และมอบเปนกตเวทิตาคุณแดมารดา บิดา ครูบาอาจารย ผูมีพระคุณทุกทาน เจากรรมนายเวร สรรพสัตวทั้ง ๓๑ ภูมิ และหากหนังสือเลมนี้หมดประโยชนแกทานแลว กรุณาสงตอใหกับผูอื่น ตอไป เพือ่ เพิม่ พูนธรรมทานบารมีแกตน และรวมเผยแผ รักษาพุทธธรรม คําสอนใหดํารงอยูสืบตอไป สาธุ


คํานํา ไมมีใครไมเคยทําบาป และไมมีใครไมเกรงกลัวตอผลบาป ที่จะตามมา คนมีบาปติดตัวก็เปรียบเหมือนวัวสันหลังหวะที่หวาดระแวงวาจะมีอีกาหรือนกแรงโฉบลงมาจิกแผล คนทําบาปก็หวาดระแวงตอการใหผลของบาปเชนกัน แมบางคนจะถูกกิเลส คือความ โลภ โกรธ หลงครอบงําจนลืมกลัวบาปกลัวกรรรมไปบางชั่วคราว ก็ตาม แตที่สุดแลวจิตที่สํานึกผิดชอบชั่วดียอมปรากฏในใจเขาใน สักวัน และเมื่อนั้นเขาจะรูสึกหวาดกลัวตอผลบาปเปนอยางมาก คนที่เคยทําบาปทั้งที่สํานึกไดและสํานึกไมไดก็ดี ไมมีใคร ไมอยากทีจ่ ะหนีจากผลบาปทีต่ นทํา เชนเดียวกับคนทีท่ าํ ผิดกฎหมาย ไมอยากที่จะติดคุก ชาวพุทธสวนใหญมักเขาใจคลาดเคลื่อนกับ คําสอนที่วา “ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว” คือเขาใจวาใครทําอะไรไว ยอมไดรับผลกรรมนั้นเสมอ ไมสามารถที่จะแกไขได หรือกรรมที่ทํา ไมสามารถที่จะตัดกรรมได แมวาผูทําผิดนั้นจะสํานึกผิดและยอมกลับตัว แลวก็ตาม ดังนั้น ใครที่ทําชั่วเอาไวจะตองไปตกนรกแนนอน !!! ความเขาใจคลาดเคลื่อนดังกลาวนี้ ทําใหชาวพุทธหลายคน ตองยอมกมหนารับชะตากรรม หรือไมยอมที่จะกลับตัวใหม เพราะ คิดวาอยางไรก็หนีไมพน นรกอยูแ ลว ความเปนจริง หลักของพระพุทธศาสนาสอนเรื่องการแกกรรม หรือการตัดกรรมอยางเดียวเทานั้น ไมไดสอนเรือ่ งอืน่ เปาหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือการเขาถึง พระนิพพาน และการเขาถึงพระนิพพานนี่แหละคือการตัดกรรม โดยเด็ดขาด


ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงสอนเรื่องการตัดกรรรม สอนเรื่อง การแกปญ  หา การดับทุกข ปญหาอะไรหรือทุกขแบบไหนทีไ่ มสามารถ แกไขได นั่นไมใชคําสอนทางพระพุทธศาสนา ถาเปนคําสอนของ พระพุทธเจา ทุกขตองแกไขได รวมถึงกรรมดวย หนังสือ ปดบัญชีกรรม เปดทางหนีนรก ไดชี้ชองทางของ การแกกรรมสําหรับผูที่เคยทําผิดมาแลว ไมอยากจะไปเกิดในนรก หรือในอบายภูมเิ พือ่ ชดใชกรรม การแกกรรมนีแ้ บงออกเปน ๒ ลักษณะ คือการปดบัญชีหนีนรกแบบชั่วคราวกอนตาย และการปดบัญชีหนี นรกแบบถาวร ซึ่งขอปฏิบัติที่กลาวไวในหนังสือเลมนี้ ผูอานทุกทาน สามารถปฏิบัติไดและเกิดผลไดจริง หวังเปนอยางยิ่งวา ทานทั้งหลายจะไดรับประโยชนจากหนังสือ เลมนี้ไมมากก็นอย าตุ จิรํ สตํ ธมฺโม ขอพระสัทธรรมของพระผูมีพระภาค จงดํารงอยูสิ้นกาลนาน

บรรณาธิการ/เรียบเรียง โปรดใชเลมนี้ใหคุมสุดคุม & อานแลว -> แบงกันอานหลายทานนะจะ

อานสิบรอบ ระดมสมองคิดสิบหน ฝกฝนปญญา พัฒนาการประยุกตใชในชีวิตประจําวัน จิตมีสติสัมปชัญญะ รูเทาทันสรรพสิ่ง ฉลาดใช เฉลียวคิด ชีวิตจักสนุก สุข สงบ เย็น เฉกเชนพระนิพพาน สํานักพิมพเลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน ปรารถนาใหทุกครอบครัวมีความสุข


สารบัญ นรก-สวรรค์ ควำมจริงที่ต้องเชอด้วยเหตุผล - นรก-สวรรค์มีจริงหรือ พิสูจน์ได้อย่ำงไร - ทำงพิสูจน์นรก-สวรรค์ที่ถูกวิธี - กำรวำงท่ำทีที่ถูกต้องต่อนรก-สวรรค์

๙ ๑๗ ๒๑

ทัวร์นรก - นรก ๓ แบบ - ทัวร์นรกในโลกหน้ำ - ทัวร์มหำนรก - ทัวร์นรกขุมกลำง - ทัวร์นรกขุมเล็ก

๒๕ ๓๑ ๓๔ ๓๙ ๔๑

บันทึกกรรม บัญชนรก - ผู้บันทึกกรรม - ผู้บันทึกกรรมที่แท้จริง - กรรมในจิตสุดท้ำยเป็นผู้ก�ำหนดภพภูมิ - กรรมให้ผลตำมหน้ำที่ - กรรมที่ท�ำให้เกิดในนรก

๔๙ ๕๒ ๕๕ ๕๘ ๖๑

ยุทธวิธีแก้กรรม ปดบัญชนรก - คนชวกลับใจท�ำดี สำมำรถปดบัญชนรกได้ - พระพุทธเจ้ำยืนยัน กำรหนีกรรมท�ำได้จริง - ปฏิบัติกำรเพื่อหนีนรก - เปำหมำยเพื่อหนีนรก

๘๗ ๙๑ ๙๓ ๑๒๖


อำกำศ ท่ำมกลำงสมุทร ชองภูเขำอันเป็นที่เข้ำไป สวนแห่งแผ่นดิน ที่บุคคลสถิตอยู่แล้ว พึงพ้นจำกกรรมอันลำมกได้ ไม่มีเลย (พุทธพจน์) พระไตรปฎกฉบับหลวง (ภำษำไทย) เล่มที่ ๒๕ หน้ำ ๒๒ ข้อที่ ๑๙


นรก-สวรรคมีจริงหรือ พิสูจนไดŒอย‹างไร แทบทุกครั้งที่มีการเอื้อนเอย หรือหยิบยกเรื่องนรก-สวรรค ขึน้ มาสนทนากัน คําถามทีม่ กั ถูกถามเปนอันดับแรกก็คอื นรก-สวรรค มีจริงหรือไม และจะพิสูจนใหเห็นไดอยางไร ขอสงสัยเกีย่ วกับเรือ่ งนรก-สวรรคมจี ริงหรือไม และจะพิสจู น ไดอยางไรนัน้ มิใชจะเกิดขึน้ แตเฉพาะในสมัยยุคโลกาภิวตั นนเี้ ทานัน้ แตเปนขอสงสัยทีถ่ กเถียงกันมานาน ตัง้ แตสมัยกอนพระพุทธศาสนา จะอุบัติขึ้นเสียอีก ดังเชนในหนังสือเรียนนักธรรมชั้นตรี วิชา พุทธประวัติ ในตอนตนของหนังสือไดระบุถึงทิฏฐิ คือความเห็นเกี่ยวกับ ความตายของคนในสมัยนั้นวามี ๒ ฝายดวยกัน คือ

ฝายแรกมีความเห็นวา คนเราตายแลวเกิด สวนอีกฝายเห็นวา ตายแลวสูญ ซึ่งตางฝายตางก็ยืนยันวาความคิดของตนถูก และพยายามหาหลักฐานมาพิสูจนใหฝายตรงขามเห็น แตไมวา จะพยายามอยางไรก็ไมมฝี า ยใดหาหลักฐานยืนยันให อีกฝายเห็นจริงตามที่ตนเชื่อได ๙


¹Ã¡-ÊÇÃä ÁÕ¨ÃÔ§¹Ð·‹Ò¹

äÁ‹àª×èÍËÃÍ¡ ¨Ð¾ÔÊÙ¨¹ 䴌͋ҧäÃËÅÐ

หรือแมแต���นสมัยทีพ่ ระพุทธเจาตรัสรูแ ละประกาศพระศาสนา มีผฟู ง ธรรมเกิดความเลือ่ มใสและปฏิบตั ติ ามคําสัง่ สอนจนรูแ จงเห็นจริง ในธรรมอยางมากมาย เปนที่ยอมรับของมวลมหาประชาชนอยาง กวางขวาง มีผคู นหันมาใหความเคารพนับถือพระพุทธศาสนาเกือบทัง้ ชมพูทวีป และแมพระองคจะทรงรับรองและยืนยันกับชนในสมัยนั้น วานรก-สวรรคมีจริง แตก็ยังมีคนอีกมากที่ยังสงสัยและอยากพิสูจน ใหเห็นจริงกับตา ดังเชนเรื่องของพระยาปายาสิที่ทรงคนควาเพื่อหาบทพิสูจน วาโลกหนามีหรือไม คนตายแลวเกิดหรือไมเกิด เพื่อใหเห็นถึงความ พยายามที่จะหาบทพิสูจนในเรื่องนี้ของคนยุคพุทธกาลไดชัดเจนขึ้น จึงขอนําเรื่องในปายาสิราชัญสูตร๑ มาเลาประกอบดังตอไปนี้ ๑ พระไตรปฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) เลมที่ ๑๐ หนา ๒๓๔ ขอ ๓๐๑-๓๐๒

๑๐


พระยาปายาสิพิสูจนโลกหลังความตาย สมัยหนึ่ง หลังพระผูมีพระภาคเจาเสด็จดับขันธปรินิพพาน แลวไมนาน พระมหากุมารกัสสปเถระ ผูเปนพระอรหันต พรอมดวย หมูภิกษุ ๕๐๐ รูปเดินทางจาริกไปยังเมืองเสตัพยนคร หัวเมืองขึ้น ของแควนโกศล มีพระยาปายาสิเปนผูดูแล ซึ่งพระยาปายาสินี้เปน ผูส นใจและคนควาทดสอบในเรือ่ งเกีย่ วกับการตายแลวเกิดหรือไมเกิด จนไดบทสรุปเปนที่แนนอนวา โลกหนาไมมี คนตายแลวไมเกิดอีก จากนัน้ เมือ่ ไดยนิ อาจารยหรือเจาลัทธิคนใดสอนวาโลกหนามี คนตาย แลวจะตองไปเกิด พระยาปายาสินี้ก็จะเขาไปหาและกลาวคัดคาน พรอมยกหลักฐานเหตุผลมาประกอบจนอาจารยและเจาลัทธินนั้ จนมุม และหาขอโตแยงไมได พระยาปายาสิครัน้ รูว า พระกุมารกัสสปเถระ พระทีม่ ชี อื่ เสียง โดงดังและยังเปนพระอรหันตเดินทางมาที่เมืองของพระองค ก็ประสงค จะไปสนทนาสอบถามความเห็นเกี่ยวกับโลกหนาวามีจริงหรือไม จึงได เดินทางไปและขอเขาพบเพื่อสอบถามขอสงสัย âš˹ŒÒÁÕ¨ÃÔ§ ËÃ×ÍäÁ‹¢ÍÃѺ

ÁÕ¨ÃÔ§ ÁËÒº¾ÔµÃ

๑๑


พระยาปายาสิสอบถามพระเถระวา “โลกอื่นมีหรือไม” พระเถระตอบวา “มี มหาบพิตร” “ขาพเจาวาไมมี” “ขอเรี ย นถามมหาบพิ ต ร พระอาทิตย พระจันทร เปนโลกนี้ หรือโลกอื่น” “เปนโลกอื่น” “เมื่อเห็นอยูเชนนี้ เหตุไฉนจึงตรัสวาโลกอื่นไมมี” “ขาพเจาเคยสั่งเสียกับญาติของขาพเจาขณะที่เขากําลัง จะตายวา ถาตายแลวไปตกนรกหรือขึ้นสวรรคก็ขอใหกลับมา บอกดวย แตก็ไมมีใครกลับมาบอกสักคน ถาโลกหนามีจริง ทําไม ไมเห็นใครกลับมาบอกเลย” “มหาบพิตร ธรรมดาวาพระองคจับโจรผูกอคดีรายแรง ไวได และโจรผูนั้นขอรองพระองควาขอใหปลอยเขาไปสักวันสองวัน เพื่อจะกลับไปสงขาวแกญาติพี่นอง พระองคจะยอมปลอยเขาไป ตามคําขอหรือไม” “ไมปลอยแน ขืนปลอยไป ¢ŒÒ¢Íä»ÅÒ àÁÕÂÊÑ¡¤×¹¹Ð เขาก็คงหนีไปไมกลับมา” äÁ‹ ä´Œ

๑๒


“ขอนี้ฉันใด ผูทํากรรมชั่วไปตกนรกแลว จะขออนุญาตจาก ทาวยมบาลกลับมาสงขาวแกพระองคนั้น ยอมเปนไปไมได อนึ่ง บุคคลที่เดินไปตกในขุมอุจจาระ เมื่ออาบนํ้าชําระกาย ประพรม นํ้าหอม สวมเสื้อผาไหมอยางดีแลว หากมีผูขอใหบุคคลนั้นกลับ ลงไปในหลุมอุจจาระ พระองคคิดวาเขาจะกลับลงไปอีกหรือไม”

ŧä»ÍÕ¡ÊÔ äÁ‹àÍÒ

“ไมแนนอน พระคุณเจา” “ขอนี้ฉันใด ก็เปรียบเหมือนญาติของพระองคที่ทําดีแลว ไปเกิดในสวรรค ไดเสวยทิพยสมบัติที่ละเอียดประณีต สวมเสื้อผา อันเปนทิพย โลกมนุษยของเรายอมเปนดุจหลุมอุจจาระสําหรับเทวดา ดังนั้น จึงไมมีเทวดาลงมาสงขาวแกพระองค อนึ่ง วันหนึ่งคืนหนึ่ง ในเมืองสวรรคนนั้ เทากับ ๑๐๐ ปในโลกมนุษยทเี ดียว หากเทพทีเ่ ปน ญาตินั้นคิดวาจะเสวยสมบัติสักวันสองวันกอน จึงคอยลงมาสงขาว แกพระองค เมื่อถึงตอนนั้นพระองคจะเปนอยางไร” ๑๓


¤§¨Ð½˜¹´Õ ·íÒäÁ¶Ö§¹Í¹ ÍÁÂÔéÁ

“ก็คงตายไปแลวหละ แตยังมีขอสงสัยอยูอีกวา เราเคยให ทหารจับนักโทษประหารขังไวในตุมแลวฉาบฝาปด ตมบนเตา เมื่อรู วาเขาตายแลวก็ยกลง คอยเปดฝาออกเพื่อจะดูวาวิญญาณของผูนั้น จะออกไปทางใด แตก็ไมเห็น แสดงวาคนตายแลวสูญ ไมมีอะไร ไปเกิด โลกหนาไมมี” “มหาบพิตร พระองคเคยบรรทมหลับกลางวันแลวทรงฝนวา ไดเสด็จไปที่นั่นที่นี่บางหรือไม” “เคย พระคุณเจา” “ถามวา แลวนางสนมกํานัล ทหารที่คอยอารักขาอยู เห็น วิญญาณที่ออกไปของพระองคหรือไม” “ไมเห็น พระคุณเจา” “มหาบพิตร ขนาดคนเปนยังไมสามารถที่จะเห็นวิญญาณ ของคนเปนดวยกัน จะกลาวไปไยถึงคนเปนจะเห็นวิญญาณของคนที่ ตายแลวเลา” ๑๔


พระยาปายาสิสอบถามขอสงสัยอีกวา “แตขาพเจาก็ยังสงสัยอยู คือวาขาพเจาเคยใหจับนักโทษ มัดแขนมัดขาแลวชั่งดู หลังจากนั้นใหเอาเชือกรัดคอจนตายแลวจึง ชั่งนํ้าหนักดู ปรากฏวานํ้าหนักเมื่อตอนที่ยังไมตายกลับเบากวาตอนที่ ตายแลว ความเปนจริงตอนยังไมตายทีว่ ญ ิ ญาณยังอยูน า จะหนักกวา นี่อีกเหตุผลหนึ่งที่ขาพเจาไมเชื่อวาวิญญาณมีจริง” พระเถระชี้แจงวา “มหาบพิตร ธรรมดาวากอนเหล็กทีเ่ ผาไฟจนแดง ความรอน ยังระอุอยูยอมมีนํ้าหนักเบากวากอนเหล็กที่เย็นแลว ฉันใด รางกาย ที่ปราศจากพลังของวิญญาณ ยอมมีนํ้าหนักมากกวา ฉันนั้น” ยังมีขอ สงสัยอีกมากทีพ่ ระยาปายาสิซกั ถามพระกุมารกัสสปะ ซึ่งแตละคําถามเปนคําถามที่ชวนสงสัยแทบทั้งสิ้น สวนพระกุมารกัสสปเถระทานก็ตอบใหพระองคเขาใจ ยกอุปมาอุปไมยมาอธิบาย จนทําใหพระยาปายาสิเชือ่ อยางหมดขอสงสัยวาโลกหนามีจริง นรกสวรรคมีจริง คนตายแลวไปเกิดจริง ๑๕


พิสูจนไม‹ถูกทาง ก็ไกลห‹างความจริง หลวงพอชา สุภัทโท พระสุปฏิปนโน แหงวัดหนองปาพง จังหวัดอุบลราชธานี เคยพูดถึงการพิสูจนโลกหนาเอาไววา

“ผูที่ถามถึงโลกหนาวามีจริงไหม ก็เหมือนกับถามวา วันพรุงนี้มีจริงไหม คําตอบก็คือ พรุงนี้มีจริง แตครั้นจะใหหยิบเอาวันพรุงนี้มาแสดงใหดูตอหนาวันนี้ มันก็ทําไมได เพราะเปนเรื่องที่เหลือวิสัย” เรื่องนรก-สวรรคจึงเปนเรื่องที่ยากแกการพิสูจน คนที่เชื่อวา นรก-สวรรคมจี ริง ก็หาอะไรมาพิสจู นใหคนทีไ่ มเชือ่ ใหเชือ่ ไดวา มีจริง อยางไร สวนคนที่ไมเชื่อก็เชนเดียวกัน ไมมีหลักฐานมายืนยันใหคน ที่เชื่อเห็นไดวานรก-สวรรคไมมีจริง ดังนัน้ เรือ่ งนรก-สวรรค จึงยังเปนสิง่ ทีไ่ มสามารถทีจ่ ะพิสจู น ใหเห็นจริงได และยิ่งถาหาทางพิสูจนในทางที่ผิดๆ ก็ยิ่งจะทําให หลงทาง หรือไดรบั คําตอบทีผ่ ดิ ๆ และหลงเชือ่ ผิดๆ ไป อยางทีพ่ ระยา ปายาสิพยายามพิสูจนทดลองจนเกิดความเชื่อมั่นวาโลกหนาไมมี คนตายแลวไมเกิดอีก ตอเมือ่ ไดรบั คําชีแ้ จงจากพระกุมารกัสสปเถระ จนเขาใจแจมแจงแลว จึงไดเปลีย่ นทัศนคติเสียใหม แตกวาจะเปลีย่ นได ก็ตองอธิบายกันยืดยาว ๑๖


ทางพิสูจนนรก-สวรรคที่ถูกวิธี การพิสูจนเรื่องนรก-สรรคนั้น เราไมอาจจะพิสูจนผาน อายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ได เพราะอาตยนะ เหลานี้จะรับรูไดเฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่หยาบเทานั้น ไมสามารถสัมผัสสิง่ ทีล่ ะเอียดมากๆ ได ไมตอ งดูไกล ดูอยางประสาท สัมผัสข���งสุนัขที่มีกายหยาบเหมือนกับมนุษยก็ยังมีความสามารถ รับรู มองเห็น ดมกลิ่น ฟงเสียง ไดละเอียดกวามนุษยมาก นรก-สวรรคเปนเรือ่ งของจิตวิญญาณทีม่ คี วามละเอียดประณีต แมกระทัง่ ประสาทสัมผัสของสุนขั ก็ยงั ไมอาจรับรูห รือสัมผัสได ดังนัน้ การพิสจู นเรือ่ งนรก-สวรรค การตายแลวเกิด จึงไมอาจพิสจู นไดทาง กายภาพ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะพิสูจนไดก็ตองอาศัยการสัมผัส ทางจิตเทานั้น และการที่จิตดวงใดจะสามารถมองเห็นหรือสัมผัสกับนรกสวรรคได ดวงจิตดวงนั้นตองมีพลังที่เรียกวา กําลังสมาธิ ถึงขั้นที่ มีตาทิพยหูทิพยเทานั้น ดังเชนพระสัมมาสัมพุทธเจา เหลาพระอรหันตสาวก พระอริยสงฆบางทานที่ไดฌานอภิญญา ซึ่งทานเหลานี้ ตางก็กลาวยืนยันมาโดยตลอดวานรก-สวรรคมีจริง คงมีแตพวกเรา ทีไ่ มมหี ทู พิ ยตาทิพยเทานัน้ ทีย่ งั สงสัยเรือ่ งนรก-สวรรคและถกเถียงกัน อยางไมรูจบ คิดดี พูดดี ทําดี = ชีวีเปนสุข ๑๗


ถาหากทานไมสามารถทีจ่ ะพัฒนาจิตหรือทําสมาธิจนไดหทู พิ ย ตาทิพย ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะพิสูจนได คือตองรอเวลาใหตัวทานมี สภาพเปนวิญญาณเหมือนกับเทวดาหรือสัตวนรกเสียกอน นัน่ หมายความ วาตองตายกลายเปนผีหรือเปนวิญญาณเสียกอน เมือ่ ถึงเวลานัน้ ก็จะ ประจักษแจงไดเองวานรก-สวรรค หรือโลกหนามีจริงหรือไม มีเพียง ๒ ทางนี้เทานั้นที่จะพิสูจนนรก-สวรรคได ทางอื่น นอกจากนีไ้ มมี ถาหากอยากจะพิสจู นใหเห็นจริงดวยตนเอง ก็ใหเลือก วิธีใดวิธีหนึ่ง รับรองวาไดทราบความจริงอยางแนนอน ñ. à¨ÃÔÞÊÁÒ¸Ô

·Ò§¾Ôʨ٠¹¹Ã¡-ÊÇÃäÁ¨Õ ÃÔ§ÁÕ ò ·Ò§

๑๘

ò. µÒÂ


พิสูจนไปจะไดŒประโยชนอะไร ขาพเจาเคยถามใครหลายๆ คนวา อยากจะพิสจู นเรือ่ งนรกสวรรคไปทําไม ก็ไดรบั คําตอบวา อยากทราบความจริงวานรก-สวรรค มีจริงหรือไม ขาพเจาถามตอไปวาถาพิสูจนไดวาสวรรคมีจริง นรกมี จริง หรือพิสจู นไดวา สวรรคไมมี นรกไมมี แลวจะทําอะไรตอไป เขา ตอบวา ก็จะไดทาํ ดีมากๆ ไมทาํ ความชัว่ ตายไปจะไดไปเกิดในสวรรค ไมไปเกิดในนรก ขาพเจาถามเขาไปวา แลวคิดวาชีวิตนี้ทั้งชีวิตคิดวาจะพิสูจน เรื่องนรก-สวรรคใหรูแจงเห็นจริงไดไหม เขาตอบวา ไมได ขาพเจา จึงบอกเขาไปวา ถามัวรอใหพสิ จู นไดกอ นวานรก-สวรรคมจี ริงแลวจึง คอยทําดี ชีวิตนี้ทั้งชีวิตคงไมมีเวลาเหลือพอที่จะใหทําความดี และ คงจะตองตายกอนที่จะไดรูวานรก-สวรรคมีจริง พระพุทธเจาตรัสไวในพระสูตรสูตรหนึง่ วา “บุรษุ คนหนึง่ ถูกยิง ดวยลูกศรอาบยาพิษลมลง บรรดาญาติทั้งหลายไดตามหมอมาเพื่อ ชวยผาตัดเอาลูกศรออก แตชายคนนั้นกลับกลาวหามวา ตราบใดที่ยัง ไมรูวาใครยิง ยิงดวยสาเหตุใด คนยิงอยูที่ไหนชื่ออะไร เปนลูกเตาเหลาใคร และหัวลูกศรที่ยิงนั้นทําดวยไม เหล็ก หรือกระดูกสัตว เขา จะไมยอมใหรักษา กวาจะทราบเรื่องทั้งหมด บุรุษคนนั้นก็คงสิ้นใจ ตายกอน” ขอนี้ฉันใด คนที่กลาววาเราจะไมยอมทําดี หรือหยุด ทําความชั่ว จนกวาจะพิสูจนใหเห็นกอนวานรก-สวรรคมีจริง และ กวาเขาจะรูความจริง ตัวเขาก็คงจะตายไปเกิดในนรกเรียบรอยแลว ๑๙


ความจริง การรูว า นรก-สวรรคมจี ริงหรือไมนนั้ มีความสําคัญ นอยมาก เมื่อเทียบกับการเรงละความชั่ว และประกอบกรรมดี เพื่อใหชีวิตของตนพนจากความทุกข ณ ชาติปจจุบันที่มีระยะเวลา เพียงนอยนิด เหมือนกับการผาตัดเอาลูกศรออกเพื่อชวยชีวิต ยอม สําคัญยิ่งกวาการรูวาคนยิงชื่ออะไร บานอยูไหน เปนลูกเตาเหลาใคร ซึ่งการรูนั้นไมไดชวยใหเขามีชีวิตรอดจากความตายไดเลย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นิพนธไวในหนังสือ ชีวิตนี้นอยนัก แตสําคัญนัก วา

“ชีวิตของเราแตละคนนั้น ไดผานการเวียนวายตายเกิดมาแลวมากมาย และในแตละชาติที่เกิดก็ไดสรางกรรมทั้งดีและชั่วเอาไวมากมาย มีโอกาสเพียงชาตินี้ชาติเดียวเทานั้น ที่เราจะแกไขและปลดเปลื้องออกจากกรรมทั้งหมดได ซึ่งถาหากมัวจะรอพิสูจนนรก-สวรรคใหรูกอนจึงคอยทําความดี ก็คงไมทันกาล”

คอยๆ อาน คอยๆ คิด มิตองเรงอานใหจบ ชีวิตจักสนุก สุข สงบ นิ่ง ยิ้ม เย็น เห็นทางออกของปญหา มีปญญาสรางสรรคสิ่งดีงามใหมๆ สํานักพิมพเลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน ปรารถนาใหทุกคนมีความสุข

๒๐


การวางท‹าทีที่ถูกตŒองต‹อนรก-สวรรค การพิสูจนนรก-สวรรคใหเห็นชัดดวยตัวของเราเองนั้น เปน เรื่ อ งที่ เ ป น ไปได ย ากสํ า หรั บ ชาวบ า นธรรมดาที่ ต  อ งทํ า มาหาเงิ น วุนวายอยูกับการมุงการเมืองอยางเราๆ โอกาสเทากับศูนยก็วาได ดังนั้น เมื่อโอกาสเปนศูนย เราทานทั้งหลายจึงจําตองวางทาที ในเรื่องนี้ใหถูกตอง คือเมื่อเราไมอาจพิสูจนไดดวยตนเอง เราก็ควร เลือกเชือ่ บุคคลทีค่ วรเชือ่ ถือได และในฐานะทีเ่ ราเปนชาวพุทธ บุคคล ที่นาเชื่อถือที่สุด และเปนที่พึ่งใหกับเรามากที่สุดก็คือ พระพุทธเจา ตราบใดที่เรายังพิสูจนดวยตนเองไมไดก็ใหเชื่อพระพุทธเจาไปกอน พระพุทธเจาทรงสอนและชี้ชัด พรอมยืนยันหนักแนนวา นรก-สวรรคมีจริง โลกหนามีจริง คนตายแลวหากยังมีกิเลสตองไป เกิดใหมจริง ดังพระดํารัสทีต่ รัสไวในพระไตรปฎก ฉบับหลวง (ภาษา ไทย) เลมที่ ๒๕ หนา ๒๒ ขอ ๑๙ วา

คนบางพวกยอมเขาถึงครรภ บางพวกมีกรรมอันลามกยอมเขาถึงนรก ผูที่มีคติดียอมไปสูสวรรค ผูที่ไมมีอาสวะยอมปรินิพพาน

๒๑


หมายความวา คนเราเมื่อตายไปแลว มีทางไป ๔ ทางดวยกัน คือ บางคนไปเกิดในครรภ คือเกิดเปนสัตว เปนมนุษย ใครที่ทํา กรรมชั่วเอาไวยอมไปเกิดในนรก (คําวา นรก ในที่นี้หมายรวมถึง พวกเปรต อสุรกายดวย) ผูที่ประกอบกรรมดียอมไปสวรรค สวน คนที่หมดกิเลสยอมไมเกิดอีก ตามพระดํารัสนี้ พระพุทธเจาทรงยืนยันแนนอนวานรกสวรรคมีจริง และทรงสอนใหเราประกอบแตกรรมดี ละเวนการทํา ชัว่ ทุกอยาง เพราะการทําดีจะทําใหอยูด มี สี ขุ สวนการทําชัว่ จะทําให ชีวิตอยูรอนนอนทุกข หากเรายังไมสนิทใจที่จะปลงใจเชื่อวานรก-สวรรคมีจริง ก็ไมเปนไร แตขอใหเรายึดหลักปลอดภัยไวกอน คือเชื่อหรือไมเชื่อ ก็ใหทําความดีเอาไวกอน เพราะหากเราทําความดีแลว อยางนอย ความทุกขความเดือดรอนก็ไมเกิดขึ้นแกเราในชาตินี้ และถาหาก โลกหนาไมมี เราก็ไมมีอะไรเสียหาย ในทางตรงกันขามถาหากเรา เลือกทําความชั่ว นอกจากจะทุกขเดือดรอนในปจจุบันแลว ถาหาก โลกหนามีจริง นรกมีจริง เราก็ตอ งไปตกนรกชดใชกรรมอีก เดือดรอน ทั้งในโลกนี้และโลกหนา

รวมสรางสายใยสัมพันธรักแหงครอบครัวใหอบอุน ดวยการมอบหนังสือเลมนี้ใหคนที่รัก โรงเรียน หองสมุด เยาวชน เพื่อสานสุขใหสังคมนาอยูยิ่งขึ้น

๒๒


“บุคคลไม่พึงดูหมิ่นบำปว่ำ มีประมำณน้อยจักไม่มำถึง หม้อน�้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยดน�้ำ ที่ตกทีละหยดๆ ฉันใด คนพำลสงสมบำปแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบำป ฉันนั้น” พุทธพจน์


นรก ๓ แบบ นรกจัดเปนหนึ่งในอบายภูมิ ๔ หรือ���ุคติภูมิ ๔ ไดแก นรก เปรต อสุรกาย สัตวดิรัจฉาน ซึ่งจัดเปนภูมิแหงความเสื่อม ไมมี ความเจริญ เต็มไปดวยความทุกขทรมาน เปนที่เกิดของคนที่ทํา กรรมชั่วตางๆ ในทางพระพุทธศาสนาไดอธิบายถึงลักษณะนรกวามี ๓ ลักษณะดวยกัน คือ ๑. นรกในชาติหนา ๒. นรกในชาติปจจุบัน ๓. นรกในใจ นรกในชาติหนา หมายถึง ดินแดนสําหรับลงโทษวิญญาณ ของคนที่ทําบาปเอาไว ซึ่งจะตองไปชดใชกรรมหลังจากที่ตายจาก โลกนี้ไปแลว

๒๕


นรกในชาติปจจุบัน หมายถึง การ ไดรับโทษจากการทําชั่วในชาติปจจุบัน ที่ เรียกวากรรมใหผลทันตา เชน ขายยาบา แลวถูกจับติดคุก ไปปลนคนอืน่ ถูกเจาทรัพย แทงเจ็บปางตาย ติดอบายมุข เลนการพนัน จนหมดตัวกลายเปนขอทาน เปนตน นรกในใจ หมายถึ ง ความทุ ก ข ใ จ ความร อ นใจ ความกระวนกระวายใจที่เกิด จากการที่ตนไปทําชั่วแลวกลัว วาคนอื่นจะรู เกรงจะถูกจับได เกิดความสํานึกผิดในบาปที่ตน กระทํา รวมถึงสภาพจิตทีร่ อ นรนเปนทุกขเพราะความโลภ โกรธ หลง นรกชนิดนี้ตรงกับคําที่เรามักพูดหรือไดยินอยูบอยๆ วา “สวรรคใน อก นรกในใจ” คือยามใดที่ใจสบายก็เปนสวรรค แตยามใดที่ใจ วาวุนเปนทุกขก็เทากับตกนรก นรกลักษณะที่ ๒ และ ๓ เปนนรกที่ปราชญทางพระพุทธศาสนาทานอธิบายขยายเพิ่มเติมจากนรกในโลกหนา ดวยประสงค จะอธิบายนรกในเชิงที่มีเหตุมีผลที่คนสมัยใหมจะยอมรับเรื่องของ กฎแหงกรรมได เพราะลําพังการยกนรกในโลกหนามาแสดงใหเขา กลัวหรือเชือ่ ตามโดยไมมเี หตุผลทีพ่ อเชือ่ ถือได ก็จะทําใหคนสมัยใหม ดูเบาคําสอนทางพระพุทธศาสนาวาไรสาระได ๒๖


นรกกวŒางใหญ‹แต‹แออัดดŒวยคนบาป ในบรรดาอบายภูมิทั้ง ๔ นรกถือเปนภูมิที่มีโทษหนักและมี ความเปนอยูท ที่ กุ ขทรมานทีส่ ดุ พืน้ ทีข่ องนรกมีอาณาเขตทีก่ วางใหญ ไพศาลกวาภูมขิ องเปรต อสุรกาย และสัตวดริ จั ฉานมากมายหลายเทา นรกแตละขุมมีเนื้อที่เทียบไดกับพื้นที่ของประเทศหนึ่งประเทศ และ นรกมีมากถึง ๔๕๖ ขุม คิดดูวาดินแดนของนรกจะกวางใหญไพศาล เพียงใด แตถึงเนื้อที่ของนรกจะกวางใหญไพศาลถึงเพียงนี้ เชื่อหรือไม วานรกทุกขุมตางแออัดไปดวยสัตวนรก ไมมีแมพื้นที่วางจะใหยืน ไมตางจากสภาพของคุกตารางบนโลกที่ไมวาจะกวางใหญเพียงไรแต ก็ยงั แออัดไปดวยนักโทษมากมาย ดวยเหตุเพราะผูค นนับวันยิง่ เสือ่ ม ศีลธรรม ไมมีความละอายตอการทําชั่ว ขาดความยับยั้งชั่งใจ และไม เกรงกลัวผลของบาป เราจึงเห็นผูคนในปจจุบันกลาทําสิ่งที่เลวราย มากขึน้ บางครัง้ ก็เลวรายเกินจะเชือ่ วาเปนการกระทําของมนุษย อาทิ ขาวที่มีเด็กหญิงวัย ๘ ขวบไปเที่ยวงานกับพอแลวหายตัวไป ตํารวจ สืบพบวาถูกชายคนหนึง่ พาไปขมขืนแลวฆาหมกศพไวในปา จากการ สอบปากคําเขาใหการวาเคยกอคดีลกั ษณะเชนเดียวกันนีม้ าหลายครัง้ แลว และคดีที่ทําสวนใหญจะเปนเด็ก ฟงแลวก็ทาํ ใหสลดหดหูใ จวาเหตุใดมนุษยเราถึงไดกลากระทํา ในสิ่งที่เลวรายถึงเพียงนี้ บางครั้งก็เลวรายยิ่งกวาสัตวในภูมิที่ตํ่ากวา เสียอีก ๒๗


ผูเ ขียนเคยไดยนิ คําถามอยูค าํ ถามหนึง่ ทีค่ นสมัยใหมคยุ กันวา “ประตูนรกนัน้ ปด ไมอยากตอนรับคน สวนประตูสวรรคนนั้ เปดยินดีตอ นรับอยูเ สมอ แตเหตุไฉนผูค นจึงหลัง่ ไหลไปนรกมากกวา สวรรค” คําตอบก็คือ “บนสวรรคนั้นคนมันนอย ไปแล ว เงี ย บเหงา ไม ส นุ ก สวนนรกนั้นคนมันเยอะ ไปแลวทําใหรูสึกคึกคัก มีอะไรตื่นเตน หวาดเสียวใหดูอยูตลอดเวลา แถมยังไดเจอะเจอเพื่อนเกาๆ สมัย เปนมนุษยอีกดวย” คําตอบนี้ถึงจะเปนคําตอบเลนๆ แตก็เปนคําตอบที่สะทอน ใหเห็นถึงความคิดความรูสึกของคนในยุคปจจุบันที่ไมไดใหความ สําคัญกับเรือ่ งบุญ-บาป นรก-สวรรคมากไปกวาความสนุกทีไ่ ดทาํ ตาม ความชอบใจ หรือตามกิเลสของตน จึงไมแปลกทีน่ รกจะคับคัง่ ไปดวย สัตวนรก สวนสวรรคจะเงียบเหงาวังเวง

คอย ๆ อาน คอย ๆ คิด

คราคิดติดขัด หยุดพักสักนิด ทําจิตใหสงบ จักพบทางออก

๒๘


อย‹าดูหมิ่นบาป แมนรกอาจดูเปนเรื่องสนุกสําหรับบางคน แตถาหากวา ตกนรกจริงๆ ก็คงสนุกไมออกเปนแน ดังพุทธดํารัสที่วา “คนชั่ว เมื่อความชั่วยังไมใหผล เขายอมระริกระรี้เริงรา ตอเมื่อใดบาปใหผล เขายอมครํ่าครวญโศกาในนรก เหมือนนกกระสาแกขนรวงยืนซบเซาในหนองนํ้าแหง” เรื่องนรกจึงไมใชเรื่องสนุกที่จะเอาชีวิตไปทดลองเลน หากแต เปนเรื่องที่ตองใหความสําคัญและจงยําเกรงใหดี อยาไดทําชั่วใดๆ ไมวาความชั่วนั้นจะเล็กหรือใหญก็ตาม เพราะงูแมจะตัวเล็กก็ยอม มีพิษรายแรง ถูกฉกกัดเมื่อใดก็ถึงแกความตายได ฉันใด ความชั่ว ก็เชนเดียวกัน แมบางครั้งความชั่วเล็กนอยก็อาจทําใหตองทุกขทรมาน อยางมากมาย อาทิเชน เรื่องของภิกษุรูปหนึ่งที่พายเรือไปในแมนํ้าแลวเอา มือยืน่ ลงไปจับตะไครนาํ้ ทําใหตะไครนาํ้ ขาด ผิดศีลในขอที่ “หามภิกษุ พรากของเขียวที่เกิดกับที่ใหหลุดจากที่” คือหามเด็ด ตัด ถอน ขุด หรือทําลายตนไม ใบไม พืชผักทุกชนิด ภิกษุที่ทําผิดศีลขอนี้ ตามพระวินยั ทานใหแสดงอาบัติ๑ ตอหนาภิกษุอนื่ ซึง่ ภิกษุรปู ดังกลาว ทานก็ตั้งใจเอาไววาเมื่อกลับขึ้นบกแลวจะแสดงอาบัติ แตทานกลับ ลืมเสีย เวลาลวงเลยไปจนทานชราและใกลมรณภาพ ไดสํารวจดู ๑ แสดงอาบัติ เปนการกลาวบอกหรือการสารภาพความผิดกับภิกษุดวยกัน

และสัญญาวาจะสํารวมไมทําความผิดเชนนั้นอีก

๒๙


ความบริสุทธิ์ของศีลของตน ก็นึกขึ้นไดวาตนเคยพรากของเขียวและ ยังไมไดแสดงอาบัติ จะหาภิกษุมาแสดงอาบัติในขณะนั้นก็ไมมี ทาน ไดมรณภาพลงในขณะนัน้ และไปเกิดเปนพญานาคชือ่ วา เอการปตต นานนับพุทธันดร๑ เลยทีเดียว อันทีจ่ ริงภิกษุรปู นีท้ า นไดรกั ษาศีลขออืน่ ๆ ไดบริสทุ ธิ์ มีเพียง ศีลขอนี้ขอเดียวเทานั้นที่ทําผิดและลืมแสดงอาบัติ ซึ่งศีลที่ทาน ทําผิดนัน้ ก็มไิ ดใหญโตหรือสรางความเสียหายอะไรมากมาย แตทาํ ไม ผลที่ไดรับจึงหนักหนาสาหัสนัก นี่แหละทานจึงสอนวา

อยาไดดูหมิ่นบาปแมเพียงเล็กนอย เพราะบาปเล็กนอย เมื่อนําไปรวมกับบาปอื่นๆ ที่เราทํา ก็กลายเปนบาปกอนใหญได ประจวบเหมาะบาปนั้นอาจกลายเปนฟางเสนสุดทาย หรือนํ้าหยดสุดทายที่ทําใหนํ้าลนถวยได

๑ พุทธันดร คือชวงเวลาทีว่ า งเวนจากศาสนาของพระพุทธเจา มาจากคําวา พุทธ

(พระพุทธเจา) + อันตระ (วางเวน) หมายถึงชวงเวลาตัง้ แตศาสนาของพระพุทธเจาองคหนึ่งสิ้นสุดลงยาวไปถึงการเกิดขึ้นของพระพุทธเจาองคใหม

๓๐


ปิดบัญชีกรรม เปิดทางหนีนรก