Page 1

มหาสติ

1


มหาสติ

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย :

อาจารย์ ปริญญา ตันสกุล MBA., M.S. นักวิชาการสัมผัสพิเศษ ประธานชมรมจิตจักรวาลศึกษาแห่งโลก

The Universal of Chitchakraval Study Assembly สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2543 ห้ามลอกเลียนแบบ ถ่ายเอกสาร ตีพิมพ์ ในรูปแบบใดๆ ไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

ฃเลขมาตรฐานสากลประจำ�หนังสือ ISBN 978-616-xxxx-xx-x เจ้าของลิขสิทธิ์ ปริญญา ตันสกุล เดือนปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2557 บรรณาธิการ ดารา ภูมิวัฒน์ ผู้ได้รับอนุญาตให้จัดพิมพ์เผยแพร่ สำ�นักพิมพ์จิตจักรวาล 1783/84 ลาดพร้าว 35/1 ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. 10310 โทรศัพท์ 0-2512-3176, 0-2938-0062, 0-2511-3260 ราคาจำ�หน่าย xxx บาท


ค�ำน�ำผู้เขียน หนังสือชุดจิตจักรวาล ซีรสี่ ์ 7 เล่มนีเ้ ป็นงานการถ่ายทอดคลืน่ ความ คิดจากจิตจักรวาลอันดับต่อเนื่องที่ส�ำคัญอีกเล่มหนึ่งซึ่งมีคุณค่าต่อมวล มนุษยชาติอย่างยิ่ง นอกจากจะมีความเข้มข้นด้วยเนื้อหาสาระถ้วนทุกตัว อักษรแล้ว ยังสอดคล้องกับยุคสมัย กาลเวลา และสถานการณ์ปลาย ๆ ยุค พลังงานเก่าที่ก�ำลังผ่านเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ ค.ศ.2000-2003 อีกต่างหาก ด้วย มหาสติ ธรรมชาติสมาธิยุคพลังงานใหม่ เป็นรางวัลจากพลังงาน ความรักสูงสุดของจิตจักรวาลดวงใหญ่ หรือพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของ เรา มีพระประสงค์ที่จะประทานให้แก่บุตรซึ่งมีเครื่องยนต์แห่งกรรมเป็น มนุษย์ในยุคนีไ้ ด้เข้าถึงความหมายของค�ำว่า "สติ" กับ "สมาธิ" ในวิถปี ฏิบัติ ที่ถูกต้องแท้จริง และเข้าถึงความเป็นธรรมชาติแห่งจิตตนเอง พร้อม ๆ กับ กลวิธีช�ำระจิตในชีวิตประจ�ำวัน ผ่านความมีสติที่เรียกว่า ธรรมชาติสมาธิ เพื่อการถอดรหัสของจิตหยาบอันมากมีด้วยประจุลบ ซึ่งเป็นรหัสพันธะ สัญญากรรมของตนกับเครื่องยนต์แห่งกรรมอื่น ๆ ที่สั่งสมสร้างไว้หลายภพ ชาติแล้ว ให้มีประจุบวกเพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้าไปเบียดแทรกประจุลบที่ไม่พึง ประสงค์ทยี่ งั คงมีอยูท่ งั้ หมดให้เกิดความเป็นกลางโดยมีประจุบวกทีส่ ร้างใหม่ ผ่านความมีสติจากธรรมชาติสมาธิในชีวติ ประจ�ำวันหรือในยามตืน่ เพือ่ ท�ำให้ จิตของตน คืนสู่ความเป็นสุญญตา หรือจิตเดิมแท้ซึ่งมีเพียงแค่ประจุบวกที่ เป็นคลื่นพลังงานความถี่ด้านบวกที่มนุษย์เรียกว่าจิตซึ่งเปี่ยมด้วยรักและ เมตตา ให้มันมีคุณสมบัติของจิตเดิมเมื่อแรกแบ่งภาคตนเอง เดินทางเข้ามา


4

ปริญญา ตันสกุล

สู่รูปธรรมมนุษย์บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ให้จงได้

ปลายทางแห่งมหาสติ จากธรรมชาติสมาธิ คือ นิพพานนั่นเอง

มนุษย์ต้องรู้ว่าจิตวิญญาณหรือจิตวิญญาณตัวตนแก่นแท้ในความ เป็นมนุษย์ของตนเองนัน้ จิตจักรวาลดวงใหญ่ผเู้ ป็นพระบิดา ซึง่ เป็นจ้าวแห่ง จักรวาลสากล ทรงเป็นพระผู้ก�ำหนดสร้างหรือให้ก�ำเนิดทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ มวลเล็กมวลใหญ่ทกุ สรรพสิง่ ทางกายภาพทีแ่ ลเห็น และทีห่ า่ งไกลออกไปใน เอกภพที่ตามนุษย์ไม่อ่านสัมผัสรู้ดูเห็นอีกมากมายนั้นไม่ว่าสรรพสิ่งใด ๆ ที่ ทรงสร้างขึน้ ล้วนมีแก่นแท้เป็นสุญญตาด้วยกันทัง้ หมดทัง้ สิน้ ถ้าเป็นก้อนหิน หนึ่งก้อน แก่นแท้ของมันคือพลังงานที่พระบิดาก�ำหนดสร้างไว้คือคลื่น พลังงานความถี่ทางไฟฟ้าด้านบวก ที่มนุษย์เรียกว่า ความรัก นั่นเอง เพราะ คลื่นความถี่ที่ว่านี้จึงท�ำให้มวลเล็กละเอียดระดับอณูสามารถเกาะเกี่ยว เหนี่ยวรั้งกันไว้กลายเป็นหินก้อนหนึ่งให้มนุษย์สัมผัสเห็นรูปธรรมของมันได้ ดาวเคราะห์โลกกับดวงอาทิตย์ของระบบต่างก็มีคลื่นพลังงานความรักของ ตนเองมอบให้แก่กนั และกัน จึงสามารถเหนีย่ วรัง้ กันไว้ให้อยูใ่ นระบบเดียวกัน ได้ตลอดมา คลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก จากแก่นแท้ภายใน เปลือกนอกของสรรพสิ่งนั้น ๆ ก็คือพลังงานแห่งความรัก และพลังงาน แห่งความรักคือความเป็น "สุญญตา" ที่ว่านี้ จิตวิญญาณในเครือ่ งยนต์แห่งกรรมของมนุษย์กเ็ ช่นกัน มันมิได้ตา่ ง ไปจากเทหวัตถุใด ๆ ของพระบิดาที่ทรงก�ำหนดสร้างขึ้นไว้ในจักรวาลสากล เลย ถ้วนทุกรูปธรรมเมือ่ แรกสร้างจิตวิญญาณแล้วมอบหมายให้ขา้ มมิตมิ าสู่ รูปธรรมมนุษย์โลกในภพชาติแรก ล้วนมีความเป็นสุญญตาด้วยกันทัง้ สิน้ แต่


มหาสติ

ปรากฎว่าสภาวะจิตสุญญตาดังกล่าวกลับเสื่อมลงจนแทบหาจิตเดิมแท้ไม่ พบ เพราะมนุษย์แต่ละคนเกิดการบกพร่องทางสติและจิตส�ำนึกจากการหลง มิตทิ างกายภาพของดาวเคราะห์โลก จนลืมมิตแิ ก่นแท้ของตนไป การละเลย หน้าที่ต่อพระบิดาอันพึงมีต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อดาวเคราะห์ของตน กลายเป็นบทบาทใหม่ทนี่ ำ� ความผิดพลาดอันยิง่ ใหญ่ให้เกิดภัยต่อตนเอง และ ต่อดาวเคราะห์โลกดวงนี้ ตราบวันนี้ในปี ค.ศ.2000 มันเนิ่นนานผ่านมาแล้ว 60,800 ปีเศษ หลายชีวิตได้เปลี่ยนเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนเองมาแล้ว หลายรูปธรรม จนมีโอกาสกลับคืนสูค่ วามเป็นมนุษย์อกี ครัง้ ในภพชาตินขี้ ณะ ที่ยังไม่อาจช�ำระจิตหยาบของตนกลับคืนสู่ความเป็นสุญญตาได้เลย จิตจักรวาลดวงใหญ่ จ้าวแห่งจักรวาลอันไพศาลนีท้ รงเพียรพยายาม ช่วยเหลือทุกวิถีทางที่จะให้บุตรของพระองค์คือมนุษย์ทั้งหลายมีส�ำนึกใน ความสูงส่งของตนเอง เพือ่ การแสดงบทบาททางจิตและการกระท�ำทีถ่ กู ต้อง โดยใช้วธิ กี ารอันแยบยลมากมาย ผ่านบุตรพระบิดาบางคนในบางยุคสมัยให้ เข้ามาท�ำหน้าทีฉ่ ดุ ช่วยด้วยเครือ่ งยนต์แห่งกรรมของมนุษย์ดว้ ยกันเองหลาย ครั้ง ในบทบาทแตกต่างกันไป อีกทั้งยังใช้สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ธรรมชาติ อัน ประกอบด้วย ดิน น�้ำ ลม ไฟ ลักษณะของภัยร้ายทางธรรมชาติ คอยตัก เตือนบุตรของพระองค์ถ้วนทุกคนให้ส�ำเหนียกรู้ในความไม่ถูกต้องของการ ด�ำเนินชีวิตของแต่ละคนในแต่ละถิ่นที่ หนักบ้างเบาบ้างตามความผิดพลาด บกพร่องนั้นอีกด้วย แต่มนุษย์ทั้งหลายกลับเหมือนนัยน์ตามืดบอด ไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับความรักความเมตตาจากผู้เป็นพระบิดาของจิตวิญญาณของ ตนเองตลอดมา ยังคงพาจิตเดิมแท้บริสุทธิ์หลุดไปจากความเป็นสุญญตายิ่ง ขึน้ เรือ่ ย ๆโดยยึดเอาจิตส�ำนึกปรารถนาความสุข ความสะดวกสบายทางกาย ไว้อย่างมั่นคง ยิ่งยึดมั่นถือมั่นกันมากเท่าใดกิเลสก็หนาปัญญาก็นิ่มมากขึ้น เท่านั้น คงเหลือความเป็นมนุษย์ไว้แค่จิตหยาบที่ท�ำงานกับสมองซีกซ้ายน�ำ

5


6

ปริญญา ตันสกุล

ขวา ซึง่ ไม่มพี ลังอ�ำนาจพอทีจ่ ะน�ำพาจิตวิญญาณของตนกลับคืนสูค่ วามเป็น มาของตนเองอันสูงส่งกว่าในดินแดนแห่งสุญญตาหรือ "นิพพาน" ที่ตนจาก มาเสียนานได้ เหมือนลืมคิดถึงบ้าน ลืมพระบิดาผูเ้ ป็นผูใ้ ห้กำ� เนิดจิตวิญญาณ กระท�ำตนเหมือนไม่เบื่อหน่ายกับการเวียนว่ายในโลกแห่งวัฏสงสารกันบ้าง เลย ขณะที่อีกหลายรายแม้มีจิตส�ำนึกแห่งการเป็นนักรบแห่งแสงสว่าง กระท�ำตนเป็นผูแ้ สวงหาและเป็นผูป้ ฏิบตั อิ ย่างมีเป้าหมายชัดเจน แต่กลับติด อยู่กับเส้นทางที่งมงายทั้งในสิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องเพราะความไม่รู้แจ้ง เข้าถึงปัญญาญาณในตนเองไม่ได้ ทัง้ ๆ ทีก่ ารศึกษาสัจธรรมแห่งชีวติ ผูเ้ รียน รู้จะต้องน�ำตนเองให้เข้าถึงการใช้ปัญญาญาณให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยแสวง หาเพือการเรียนรูส้ กู่ ารปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเองไปตามทีเ่ รียนรู้ ให้เกิดการเห็นแจ้ง รูแ้ จ้งไปตามนัน้ จึงสามารถเชือ่ มัน่ ในสิง่ ทีต่ นรูไ้ ด้ แต่มนุษย์กลับไม่ปฏิบตั เิ ช่น นั้น คอยแต่แสวงหาครูที่เข้าใจว่าเขาเป็นผู้รู้ เพื่อช่วยให้ตนเองรู้จริงตามครู บ้างโดยเอาความศรัทธาในตัวตนของครูหรือความอยากรู้ของตนเป็นตัว ตัดสินว่า เชื่อไม่เชื่อ-ใช่ไม่ใช่กันมาตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์ย่อมหนีความ งมงายไม่พ้น เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าความรู้ของครูที่ตนเชื่อหรือไม่เชื่อตาม แก่นแท้ของความรูน้ นั้ ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ มันคือความจริงทีจ่ ริงแท้หรือ เปล่า การน�ำตนเองสู่ทักษะการใช้ปัญญาญาณ หรือสติปัญญาของ วิญญาณระดับต้น แม้จะยังไม่ถึงขั้นคิดเองเป็นเห็นเองได้ก็ตาม แต่ก็ สามารถน�ำเอาความรู้ของครูมาพิจารณาหรือลองปฏิบัติตามเพื่อพิสูจน์ ความถูกต้องเหมาะสมให้เห็นแจ้งได้อย่างไม่ยากเย็น

การรูจ้ ริงของมนุษย์ จึงมีโอกาสรูผ้ ดิ รูถ้ กู จนงมงายได้งา่ ยก็เพราะ


มหาสติ

เหตุนี้ จิตจักรวาลดวงใหญ่ได้มอบพลังงานแห่งความรักครั้งสุดท้าย ผ่าน คลื่นความคิดเป็นผลึกแห่งความรู้แจ้งในข่าวสารการช�ำระโลก และความรู้ ใหม่ที่ยากต่อการหยั่งถึงมาให้บุตรทั้งหลายในยุคนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อม ๆ กับการเปิดเผยพระองค์ให้ทกุ คนได้รโู้ ดยไม่เคยแสดงความจริงของพระองค์ มาก่อน ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้มีโอกาสรับรู้กับในผลงานล�ำดับถัดไป ถือว่า เป็นการทุ่มเทครั้งสุดท้ายเพื่อให้โอกาสแก่บุตรที่เหลวไหล ก่อนการลงแส้ เพือ่ เก็บเครือ่ งยนต์แห่งกรรมทีไ่ ม่เอาไหน พร้อมขยะเทคโนโลยีทที่ ำ� ให้หนัก โลกจนดาวเคราะห์โลกและเอกภพเสียสมดุลอยู่ในขณะนี้ ภาวนาให้บตุ รทัง้ หลายทีม่ บี ญ ุ บารมีได้อา่ นจิตจักรวาลเล่มนีท้ กุ คน จงเกิดจิตส�ำนึกสุดท้ายก่อนวาระพิพากษาซึง่ ทรงก�ำหนดไว้แล้วจะถึงก�ำหนด เถิด เพื่อได้รับโอกาสให้เป็นผู้ถูกละเว้นไว้ในจ�ำนวนของ 1 ใน 6 ล้านรูป ธรรมมนุษย์ สูก่ ารสร้างโลกให้ศวิ ไิ ลซ์ในยุคพลังงานใหม่ ยุคแห่งพระศาสดา ศรีอาริยะเมตไตรย์ อันมีประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางแห่งโลกที่แต่ละ ชนชาติมีความเป็นหนึ่งเดียวกันแท้จริงในอีกไม่นานนี้แล้ว ภัยธรรมชาติทวี่ กิ ฤตรุนแรง ผ่านพายุหมุน คลืน่ ยักษ์สงู 300 เมตร ที่สามารถกลบกลืนเกาะขนาดใหญ่อันเป็นที่ตั้งของประเทศได้ภายใน 3 นาที แผ่นดินไหวระดับ 14 ริคเตอร์ ภูเขาไฟระเบิดในที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน น�้ำท่วมใหญ่ที่ไหลบ่ามาจากป่าและขุนเขา จนกระทั่งถึงพลังเสียง กัมปนาทจากฟ้าในระดับความถี่ถึง 30 เดซิเบล ที่ท�ำให้เกิดการเสียสติ และสติแตกตายจากการระเบิดภายในเครื่องยนต์แห่งกรรม ไม่ใช่มายาที่ เคี่ยวขับเป็นค�ำขู่ แต่มันคือแส้ลงโทษที่จะบอกให้รู้ว่าธรรมชาติพิบัติภัย คือบทลงโทษของพระบิดา และค�ำกล่าวหาทีว่ า่ พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

7


8

ปริญญา ตันสกุล

ผูเ้ ป็นจ้าวแห่งสากลจักรวาล ทัง้ มีจริงและแสดงความศักดิส์ ทิ ธิช์ วั่ นิรนั ดร์ แต่กาลเวลาที่ผ่านมา จะหาผู้รู้จักและเข้าถึงพระบิดาได้น้อยนักก็ตาม ความรู้ใหม่เรื่องธรรมชาติสมาธิในเล่มนี้ พระบิดาทรงมอบให้บุตร ทั้งหลายทีจ่ ะได้รับการละเว้นได้ใช้ปฏิบตั ิ เพือ่ น�ำตนเองสูค่ วามเป็นสุญญตา เพือ่ กลับคืนสูพ่ ระบิดาและจิตจักรวาลของตนเอง ซึง่ เฝ้ารอคอยจิตวิญญาณ ของตนที่ ถู ก แบ่ ง ภาคออกมานานแล้ ว ขอจงหมั่ น ใช้ เ ป็ น แนวทางสู ่ วัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่ของตนเองอย่างมั่นคง พร้อมกันนั้นพระบิดาได้ทรง มอบ กฤตสติ หรือ กริชสติ มาให้ในตอนท้ายของเล่มนี้ด้วยเพื่อใช้ช่วยเหลือ ตนเอง ในการปกป้องภัยพิบัติอันอาจกระทบกระเทือนจิตวิญญาณของตน จากเสียงดังที่ได้ยิน และจากภาพบาดใจบาดตาแห่งหายนะโลกที่จะแลเห็น ในเร็ว ๆ นี้ ให้สามารถครองสติได้หนักแน่นมัน่ คงยิง่ ขึน้ นัน่ เอง เมือ่ การช�ำระ โลกของพระบิดาเสร็จสิ้นลง พระศาสดาพระองค์ใหม่จะเปิดเผยพระองค์ แผ่นดินไทยนีภ้ ายในไม่กปี่ ี เพือ่ ปลุกปลอบขวัญก�ำลังใจและให้บตุ รทัง้ หลาย ยึดมั่น ประคองกันคืนสู่นิพพานต่อไป ด้วยความรักและปรารถนาดี ปริญญา ตันสกุล ผู้ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล 22 มิถุนายน 2543


มหาสติ

9

สารบัญ ค�ำน�ำ ธรรมชาติสมาธิยุคพลังงานใหม่ สมาธิในยุคพลังงานเก่า ศาสตร์เเห่งการหยั่งรู้ กรรมฐานยุคพลังงานเก่า จงช�ำระจิตด้วยความรู้ใหม่ให้เห็นเเจ้ง ความมีสติในตนเอง 5 ประการ หลักการสร้างสติในชีวิตประจ�ำวัน หลักปฏิบัติเพื่อการครองสติ กิเลสดับมหาสติเกิด หลักสร้างมหาสติสู่ธรรมชาติสมาธิ วิธีสร้างมหาสติในชีวิตประจ�ำวัน กฤตสติ อาวุธคู่ใจของนักรบเเห่งเเสงสว่าง กฤตสติสู่จิตเป็นสุญญตา

3 10 21 50 76 88 110 134 167 187 198 227 270 280


10

ปริญญา ตันสกุล

1

ธรรมชาติสมาธิ ยุคพลังงานใหม่ ในการถ่ายทอดคลื่นความรู้ใหม่ เป็นข่าวสารจากจิตจักรวาลมายัง มวลมนุษย์โลกที่ได้กระท�ำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่อจะสร้างความรู้ แจ้งในสิง่ ทีม่ นุษย์ไม่อาจล่วงรู้ ให้ได้รหู้ ลายเรือ่ ง หนึง่ ในนัน้ ก็คอื การยกระดับ คลื่นพลังงานที่สมดุลของดาวเคราะห์ดลกเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกสองเท่า ด้วย สมการสามมิติคือ 6-6-6 ขณะที่ในยุคพลังงานเก่าค่าความสมดุลจะอยู่ที่ ระดับสมการ 3-3-3 เท่านั้น นอกจากนั้นยังได้เผยให้รู้อีกด้วยว่า ค่าพลังงานระดับต�่ำในยุค พลังงานเก่านัน้ มันเกีย่ วข้องกันกับอ�ำนาจแม่เหล็กของดาวเคราะห์โลก ซึง่ ก็


มหาสติ

อยูใ่ นระดับต�ำ่ ด้วยเช่นกัน โดยอ�ำนาจแม่เหล็กจะท�ำหน้าทีก่ ำ� กับการเปิดปิด บานประตูมติ ิ ทีเ่ รียกว่า ตาทีส่ าม ทีต่ ดิ ตัง้ อยูบ่ ริเวณหน้าผากตรงแนวกึง่ กลาง ระหว่างคิ้วมนุษย์นั่นเอง ถ้าอ�ำนาจแม่เหล็กโลกมีค่าต�่ำ บานประตูมิติบานนี้มันจะปิดสนิท แน่นจนยากทีจ่ ะติดต่อสร้างความสัมพันธ์กบั จักรวาลได้ มนุษย์จะมีโอกาสรู้ แจ้งด้วยการใช้ปัญญาญาณเชื่อมโยงกับรูปธรรมจิตจักรวาลที่เป็นองค์ความ รู้ ในสนามพลังจักรวาล หรือกับรูปธรรมอื่น ๆ เพื่อการสื่อภาษาที่สามกัน ค่อนข้างยาก ในยุคพลังงานเก่าผู้สามารถจะเข้าถึงการใช้ภาษาที่สามคือ ภาษาจิตในการใช้ปัญญาญาณผ่านช่องทางนี้ จึงค่อนข้างมีอุปสรรคและมี น้อยรายมากที่จะเข้าถึงได้ แต่ในยุคพลังงานใหม่เป็นต้นไป มนุษย์โลกยุคพลังงานใหม่ทุกคน จะง่ายขึ้นเพราะอุปสรรคลดลง หากต้องการฝึกฝนให้เกิดปัญญาญาณเพื่อ การใช้ภาษาจิตเป็นภาษาที่สาม ผ่านบานประตูมิติบานนี้ เนื่องจากว่า ขณะ นี้จักรวาลได้ตัดสินใจลงมือกระท�ำทางเทคนิคต่อดาวเคราะห์โลก เพื่อยก ระดับค่าความสมดุลของระบบโลกให้สูงขึ้นทั้งระบบโดยรวมทั้ง อ�ำนาจแม่ เหล็กของดาวเคราะห์โลก ดวงนีด้ ว้ ย เพือ่ แก้ไขการเสียสมดุลด้านต่างๆของ ดาวเคราะห์โลก ให้กลับคืนสู่ความสมดุลในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากใน ยุคพลังงานเก่าดาวเคราะห์โลกได้ขาดความสมดุลไปมาก โดยมนุษย์โลกเอง ล้วนมีส่วนร่วม เช่น

ความสมดุลของน�้ำหนักมวลดาวเคราะห์ทั้งระบบ

ความสมดุลทางพลังงานในระบบ

ความสมดุลของแรงสั่นสะเทือนเป็นจิตส�ำนึกของดาวเคราะห์โลก

11


12

ปริญญา ตันสกุล

ระดับความสมดุลของแม็กนิโตสเฟีย

อื่นๆ

ความสมดุลของเครือ่ งยนต์แห่งกรรมคืออวัยวะร่างกายมนุษย์ และ

ซึ่งมีผลต่อแรงเหวี่ยงรอบตัวเองของโลก พิกัดต�ำแหน่งของดาว เคราะห์โลกในระบบสุริยจักรวาล แรงความโน้มถ่วงของโลก การเจริญพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์โลก เป็นต้น เมื่อโลกมีพลังอ�ำนรจมากขึ้นในระบบสุริยจักรวาลนี้ แน่นอนว่า มนุษย์ทุกคนซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันกับดาวเคราะห์โลก ย่อมมีพลังอ�ำนาจใน ตนเองเพิม่ ขึน้ ในทางด้านบวกด้วย ซีง่ มันเป็นความรักทีร่ ปู ธรรมทางพลังงาน ในสากลจักรวาล มอบให้แก่มนุษย์และดาวเคราะห์แห่งทางเลือกเสรีดวงนี้ นั่นเอง พลังอ�ำนาจด้านหนี่งซึ่งมนุษย์ยุคพลังงานใหม่จะได้รับ คือ อ�ำนาจ แห่งความรู้แจ้ง ด้วยการใช้ปัญญาญาณ หรือคลื่นการสั่นสะเทือนของจิต เพื่อการคิดรู้ ในการสื่อภาษาสากลกับจักรวาล ในการหยั่งรู้ สิ่งใดเรื่องใดที่ ตนประสงค์รู้ โดยไม่ต้องใช้วิธีการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์โลกที่เคยชินเคย ใช้กันอยู่ กับการสื่อเป็นภาษาที่สามกับรูปธรรมอื่นๆ มนุษย์ยคุ พลังงานใหม่ทกุ คนจะต้องรับรางวัลนีใ้ ห้ได้ และปฏิบตั มิ นั ให้ได้ด้วย ดังนี้

มนุษย์ในยุคพลังงานใหม่ จะเข้าถึงการรับรางวัลนี้ได้ ต้องปฏิบัติ

1. จิตต้องสงบเป็นสมาธิ


มหาสติ

2. คิดเป็น

3. จิตส�ำนึกต้องสั่นสะเทือนด้านบวกเสมอ

4. ไม่งมงาย

มนุษย์จะต้องรูค้ วามจริงเกีย่ วกับตนเอง ในความส�ำคัญของสิง่ ทีจ่ ะ กล่ า วต่ อ ไปนี้ ด ้ ว ยว่ า มั น เชื่ อ มโยงสั ม พั น ธ์ กั น อย่ า งไร เพื่ อ การเข้ า ใจ วัตถุประสงค์ของการสร้างสมาธิของตนเอาไว้ในเบื้องต้นให้ถูกต้อง คือ

การสร้างสมาธิ เพื่อก่อให้เกิดสติปัญญา

การใช้สติปัญญา ต้องอาศัยคลื่นสมอง

คลืน่ สมอง ต้องอาศัยการสัน่ สะเทือนของเซลล์สมองจ�ำนวนมาก

เซลล์สมองจ�ำนวนมากๆ ต้องอาศัยการฝึกฝนการใช้สติปัญญา เป็นประจ�ำ

การใช้สติปัญญาได้เต็มที่ ต้องอาศัยการมีสมาธิ

ความจริงทีจ่ ริงแท้กบั ค�ำกล่าวข้างต้นนัน้ มีสว่ นสัมพันธ์กบั ทีม่ นุษย์ ต้องรู้ และสร้างความพร้อมให้ตนเองอยู่ 3 ส่วนคือ

1. การสร้างสมาธิ

2. จ�ำนวนเซลล์สมอง

3. การใช้สติปัญญาจากสมาธิ

หากจะอธิบายคร่าวๆ ไว้ในเบื้องต้น ในการสร้างความพร้อมให้

13


14

ปริญญา ตันสกุล

ตนเองทัง้ 3 ส่วนทีก่ ล่าวมาซึง่ จะได้ขยายความให้ละเอียดต่อไปก็คอื ส�ำหรับ มนุษย์ในยุคพลังงานใหม่ จะสามารถสร้างสมาธิให้ตนเองได้สะดวกกว่าและ ง่ายกว่าในยุคพลังงานเก่า เนื่องจากดาวเคราะห์โลกมีพลังอ�ำนาจมากขึ้น เครื่องยนต์แห่งกรรมของตัวมนุษย์เองก็ได้รับการปรับปรุงฟื้นฟูด้วยคลื่น ความถี่แม่เหล็กด้านบวก ซึ่งจักรวาลได้ส่งเข้ามาสู่ระบบโลกอย่างต่อเนื่อง ตลอด 10 ปีทกี่ ระท�ำทางเทคนิคต่อระบบดาวเคราะห์โลก จนมีความเหมาะ สมกว่ายุคพลังงานเก่า ด้วยการปฏิบัติสมาธิแบบใหม่ เรียกว่า “ธรรมชาติสมาธิ” ไม่ใช่ เทคนิคสมาธิแบบเดิมอีกก็ได้ การปฏิบัติเทคนิคสมาธิแบบเก่า ใช้วิธีก�ำหนดจิต เพ่งจิต หรือรวม จิต เอาไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ อาจเป็นภาพนิ่ง แสง สี เสียง ค�ำ พูดที่ไร้ความหมาย หรือลมหายใจเข้าออกแล้วแต่ผู้ปฏิบัติจะเลือกก�ำหนด ขึ้น แล้วเพ่งจิตอยู่ที่สิ่งนั้นอย่างต่อเนื่องคราวละ 20 นาทีบ้างเป็นชั่วโมงบ้าง โดยต้องหมั่นฝึกฝนเป็นประจ�ำ ถึงจะสามารถสร้างความช�ำนาญในการ ส�ำรวมจิตของตนให้สงบงันอยู่กับสิ่งที่ก�ำลังเพ่งมันอยู่ได้ สภาวะสมาธิก็จะเกิดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ดวงปัญญาแท้จริงที่ถูก ความไม่สงบของจิตหยาบมันบดบังอยู่ ได้แสดงตัวออกมาให้มนุษย์ได้ใช้ ประโยชน์กันต่อไป ซึ่งเป้าหมายของสมาธิยุคพลังงานเก่าก็เพื่อการใช้สติ ปัญญาให้เกิดการรู้แจ้งนั่นเอง

ไม่ใช่เพียงแค่ท�ำจิตให้สงบอยู่อย่างที่คิด

การใช้สติปัญญาในสภาวะจิตมีสมาธิ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณา สัจธรรมในการช�ำระกิเลสทีจ่ ติ มันติดยึดอยูใ่ ห้รแู้ จ้ง จนเกิดการปล่อยวางมัน


มหาสติ

ออกไปจากจิต จนว่างจากมายาทุกสิ่งที่จิตมันเคยชินและยึดติดอยู่ สู่การ หลุดพ้นไปจากมันได้หมดสิ้น และเพื่อสร้างอ�ำนาจปัญญาญาณสู่การหยั่งรู้ ไปพร้อมกันด้วย แต่ส�ำหรับการปฏิบตั สิ มาธิยคุ พลังงานใหม่ ทีเ่ รียกว่า “ธรรมชาติ สมาธิ” มนุษย์ไม่จ�ำเป็นต้องปฏิบตั ติ ามเทคนิคเหล่านัน้ เลยก็ได้ จะปฏิบตั ิ ควบคูก่ นั ไปกับค�ำแนะน�ำต่อไปนีก้ ไ็ ด้ ไม่เสียหายอะไร ล้วนเป็นผลดีทงั้ สิน้ การปฏิบตั สิ มาธิแบบใหม่หรือธรรมชาติสมาธิ มีวตั ถุประสงค์สำ� คัญ 2 ประการคือ

1. เพื่อฝึกฝนการรับฟังข่าวสารจากจักรวาล

2. เพื่อการล่วงพ้นไปจากการก่อผลกรรม และการฟันฝ่ากรรม ได้ถูกต้อง ถ้าน�ำเอาวัตถุประสงค์ของการปฏิบตั ธิ รรมชาติสมาธิทงั้ 2 ประการ มารวมให้เป็นความหมายเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่า ธรรมชาติสมาธิ คือ การใช้เวลารับฟังข่าวสารจากจักรวาล และ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับจักรวาลในมิตคิ ขู่ นาน ผ่านการก ระท�ำทางจิตส�ำนึกที่สั่นสะเทือนด้านบวก เพื่อการใช้สติปัญญาของ วิญญาณ หรือ “ปัญญาญาณ” และการกระท�ำที่ถูกต้อง ต่อตนเองและผู้ อื่นในมิติทางกายภาพด้วยความรักไปพร้อมๆกัน จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ ธรรมชาติสมาธิ ส�ำหรับ มนุ ษ ย์ ยุ ค พลั ง งานใหม่ไ ม่ได้มีส่วนใดแตกต่างไปจากเทคนิ คสมาธิ แ ละ กรรมฐานในยุคพลังงานเก่าเท่าใดนัก

15


16

ปริญญา ตันสกุล

เพราะเทคนิคสมาธิแบบเก่าและกรรมฐาน เป็นแนวทางการปฏิบตั ิ ส�ำหรับพระหรือนักบวชทีล่ ะวางทางโลกเพือ่ ขันอาสาในการพัฒนาตนเอง สู่ การท�ำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือดาวเคราะห์โลกในการค�้ำจุนจิตส�ำนึกของโลก หรือคลื่นความถี่สนามแม่เหล็กโลกของระบบโครงข่ายให้อยู่ในระดับสมดุล แทนมนุษย์สว่ นใหญ่ดว้ ยการยกระดับสติปญ ั ญา พัฒนาจิตส�ำนึกของตน ผ่าน แนวทางการปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นนั้นโดยตรง แต่ละขัน้ ตอนการปฏิบตั ิ จึงมีความแตกต่างกับการปฏิบตั ธิ รรมชาติ สมาธิอยูต่ รงทีเ่ มือ่ รวมจิตให้เกิดพลังได้แล้ว ยุคพลังงานเก่าจะต้องน�ำเอาข้อ สัจธรรมของศาสดามาพิจารณาเพื่อให้เกิดการรู้แจ้งไปทีละขั้น ในการช�ำระ กิเลสตัณหาและตัวตนออกไปจากจิตให้หมดสิน้ ด้วยอ�ำนาจทางปัญญาทีจ่ ะ เพิ่มสูงขึ้นไปตามระดับความสามารถ ในการปล่อยวางของจิตแต่ละขั้นนั้น จนกว่าจิตจะสงบบริสุทธิ์ไร้การติดยึดสิ่งใดอย่างถาวร อันเป็นบั้นปลายของ การปฏิบัติคือ การหลุดพ้น หรือนิพพาน ทัง้ หมดนัน้ เป็นด้านของพระหรือนักบวชยุคพลังงานเก่าเขากระท�ำ กัน และถูกสอนกันมาอย่างนั้น เพราะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกหรือมนุษย์ที่ ดาษดื่นในสังคมอีกแล้ว การที่มนุษย์นอกอารามวัดจะน�ำเอาแนวทางเหล่านั้นมาใช้ปฏิบัติ กันในชีวติ จริง ย่อมเป็นสิง่ ดีงามยิง่ เพราะดีกว่าผูท้ ไี่ ม่ใส่ใจฝักใฝ่มนั หลายเท่า นัก แต่มีข้อคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า การจะถอดแบบน�ำเอาปฏิบัติการทาง เทคนิคทั้งหมดนั้น มาใช้ปฏิบัติกันในชีวิตจริงของตนที่ยังขาดความสันโดษ ยังมีครอบครัว ยังมีสังคม และยังมีภาระหน้าที่ในการด�ำเนินชีวิต ซึ่งเต็มไป


มหาสติ

ด้วยบทเรียนและแบบทดสอบทัง้ พันธสัญญาและพันธกรรม เหมือนอยูค่ นละ ด้านกันกับพระหรือนักบวชนั้น มันไม่อาจยังประโยชน์สูงสุดกับการกระท�ำ ตามแบบอย่างที่ดีงามนั้นได้เลย อย่างน้อยมนุษย์สว่ นใหญ่ทฝี่ กั ใฝ่กบั การกระท�ำตามแบบค�ำสอนใน ยุคพลังงานเก่า ยังมีข้อจ�ำกัดด้านเวลาในการกระท�ำ ความสับสนวุ่นวายไร้ สมดุลทางอารมณ์ กับภาระในชีวิต และความเข้าใจในเทคนิคการปฏิบัติที่ ถูกต้อง ประโยชน์ที่ได้รับจากการกระท�ำดังกล่าวจึงขาดความเหมาะสมไป อย่างน่าเสียดาย เพราะไม่อาจน�ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สขุ ในชีวติ จริงได้อย่าง ที่มันควรจะเป็น ซึ่งมนุษย์เองย่อมรู้ดีว่า ที่ตนปฏิบัติเทคนิคสมาธิตามแบบพลังงาน ยุคเก่าเป็นประจ�ำ ครั้งละกี่นาทีกี่ชั่วโมงก็ตาม มนุษย์สามารถท�ำได้แค่เพียง จิตสงบเกิดปิตสิ ขุ เพียงชัว่ ขณะนัง่ ปฏิบตั สิ มาธิอยูอ่ ย่างนัน้ เมือ่ เลิกปฏิบตั ิ ทุก อย่างก็กลับมาเป็นตัวเราคนเดิม จิตเดิมมีนิสัยอย่างไร มันก็จะยังคงเป็นเช่น นั้นอยู่ สติปัญญาแต่เดิมมีระดับใดมันก็ยังคงมีอยู่เท่านั้นเอง ความก้าวหน้าทีม่ นุษย์ได้รบั ผลจากการกระท�ำ จะเป็นไปอย่างเชือ่ ง ช้า การคิดและการกระท�ำเป็นจิตส�ำนึกก็ยังมีผิดๆ ถูกๆ อยู่ดังเดิม ใช่หรือไม่ มนุษย์คงไม่ลมื ว่าวัตถุประสงค์ของการส�ำรวมจิตให้เป็นสมาธิ คือ การมีสติ สามารถควบคุมอารมณ์รสู้ กึ และการนึกคิดของตนได้ โดยเฉพาะ อารมณ์หยาบๆรายวัน ที่บั่นทอนสติปัญญา และสร้างปัญหาแก่ตนเอง กับผู้อื่น ในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง เพื่อให้เกิดการคิดถูก ต้องท�ำถูกต้องต่อกันเสมอ

การสร้างกรรมให้เกิดผลกรรมในทางโลกและมิติคู่ขนานอันเกิด

17


18

ปริญญา ตันสกุล

จากจิ ต มั น ก็ จ ะไม่ เ กิ ด ขึ้ น การชดใช้ ก รรมด้ ว ยการมี ภ พชาติ ข องจิ ต วิญญาณของตน มันย่อมไม่เกิดขึ้นภายใต้กฎแห่งกรรมเหมือนที่ตนเคย ผิดพลาดจนต้องกลับมาแก้ไขตนเองใหม่ในภพชาตินี้อีกต่อไปด้วย มนุษย์ควรรู้ว่า การมีสติหมายถึงการรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองที่เกิด ขึ้น และรู้เท่าทันเงื่อนไขการกระท�ำของผู้อื่นทั้งด้านบวกและด้านลบ ที่จะมี ผลให้เกิดการสั่นสะเทือนทางอารมณ์รู้สึกต่อตนเอง และสามารถระงับหรือ ยับยั้งมันได้ทันท่วงที ก็ถือว่าเกิดสติ จิตครองสมาธิได้ระดับหนึ่งแล้ว ถ้ายับยั้งอารมณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้หมดแล้วหันมาใช้สติ ปัญญาเพื่อการคิดและการตัดสินใจ โดยน�ำเอาเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมา เป็นเครือ่ งพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึง่ เป็นเรือ่ งจริงทีต่ นเผชิญอยูใ่ นขณะนัน้ ไม่ใช่สัจธรรมของศาสดา มันจะช่วยให้มนุษย์เองได้รบั ประโยชน์จากจิตทีม่ สี ติเป็นสมาธิตาม ธรรมชาตินั้น สู่การสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกที่ถูกต้อง คือ ด้านบวก ได้เสมอ หากรู้สร้างธรรมชาติสมาธิที่ว่านี้อย่างถาวรแล้ว ความสงบสุขใน จิตใจและสันติสุขอันเกิดจากความเป็นหนึ่งเดียวในสังคมมนุษย์เองจะเกิด เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้มากกว่า การเลียนแบบการกระท�ำของเทคนิคสมาธิ แบบเก่าอยู่อย่างนั้น เมื่อมนุษย์หมั่นรักษาจิตด้วยการครองสติตั้งมั่น ทุกนาทีในการ ด�ำเนินชีวิตในแต่ละวันได้เรื่อยๆ ความก้าวหน้าทางปัญญาญาณ และการ ปลดเปลื้องจิตให้หลุดไปจากกิเลสและตัวตน มันจะหมดสิ้นไปได้เองในวัน ใดวันหนึง่ ข้างหน้า ซึง่ ขึน้ อยูก่ บั ว่ามนุษย์มคี วามเพียรและเข้าใจกุศโลบายใน การรักษาจิต ครองสติ และเฉลียวฉลาดในการใช้สติปัญญาพิจารณาแต่ละ


มหาสติ

เรื่องราวที่ตนเผชิญได้แยบคายลึกซึ้งเพียงใด ธรรมชาติสมาธิยุคพลังงานใหม่ เป็นการอบรมจิตเพื่อการช�ำระ กิเลส ด้วยวิธีธรรมชาติ โดยใช้สถานการณ์จริงจากบทเรียนจริงในชีวิต เป็นบทฝึกฝนและทดสอบตนเอง ซึ่งให้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้ทันที ดีกว่าการเปลืองเวลานั่งขัดสมาธิ หลับตา ดับกิเลสกันชั่วคราว แต่กลับเอามาใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ หรือใช้ได้ก็เพียงเพื่อตนเองเท่านั้น ถ้ามนุษย์หมัน่ ฝึกฝนตนเองจนสามารถครองสติ สร้างสมาธิแก่ตนเอง ได้อย่างสิ้นเชิง ในการสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น จนมอบความรัก ผ่านพฤติกรรมด้านบวกให้แก่ผอู้ นื่ ได้โดยไม่เลือกหน้า ไม่วา่ เขาจะกระท�ำถูก ต้องหรือไม่ถูกต้องต่อตนเองก็ตาม เช่น การอดทน อดกลั้น และการให้อภัย หรือการมีจิตใจโอบอ้อมเอื้อเฟื้อ พร้อมต่อการให้อย่างเดียว ซึ่งสอดคล้อง กันกับคุณสมบัติของทุกสรรพสิ่งที่กระท�ำต่อกันด้วยพลังงานความรัก หรือ พลังงานด้านบวกในสากลจักรวาลแล้ว เท่ากับว่ามนุษย์นั้นเข้าถึงความมีสติสูงสุด ที่เรียกว่า มหาสติ เรียบร้อยสิ้นเชิงแล้วเช่นกัน

การรู้เท่าทันเงื่อนไขที่ก�ำลังจะมากระทบจิตใจได้ล่วงหน้า

การรู้เท่าทันอารมณ์รู้สึกที่ก�ำลังเกิดขึ้นในจิตใจ แล้วดับมันลงได้ ทันทีนั้น

การคิดรู้ได้ว่าที่ถูกต้องและควรท�ำ คืออย่างไร ?

การคิดรู้ได้ว่า ที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรกระท�ำ คืออย่างไร ?

19


20

ปริญญา ตันสกุล

คุณสมบัตทิ งั้ 4 ประการทีก่ ล่าวนัน้ คือ ความหมายของค�ำว่า “มหา สติ” ซึ่งรวมไว้ด้วยอ�ำนาจพลังจิตที่เกิดขึ้น 2 ประการ คือ การรู้แจ้ง และ การหยั่งรู้ ผ่านการใช้สติปัญญาที่เรียกว่า ปัญญาญาณ นั่นเอง เพียงแค่มนุษย์มีสติ มหัศจรรย์แห่งจิตมันย่อมเกิดได้เองเสมอ เมื่อ เกิดได้แล้วมันจะก้าวหน้าของมันไปเองอย่างต่อเนือ่ ง ขอเพียงจงอย่าละเลย มันเสียก่อนเท่านั้น ...................


มหาสติ

2

สมาธิในยุคพลังงานเก่า โลกยุคพลังงานเก่า วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติสมาธิก็เพื่อการท�ำ จิตตนเองให้พร้อมต่อการใช้งาน งานส�ำคัญทีจ่ ติ ต้องท�ำ ก็คอื การสัน่ สะเทือน สูงสุดให้เกิดการคิดรูด้ ว้ ยกระบวนการของสมองซีกขวาน�ำซีกซ้าย ซึง่ เป็นสติ ปัญญาของจิตวิญญาณ อันเป็นปฏิบัติการทางเทคนิคเพื่อเปลี่ยนระบบการ

21


22

ปริญญา ตันสกุล

คิด จากการใช้สมองซีกซ้ายน�ำซีกขวาในชีวิตประจ�ำวัน ที่มนุษย์แต่ละคน ล้วนเคยชินใช้กันอยู่ตามธรรมชาติ ไปสู่กระบวนการคิดรู้ระบบใหม่ด้วย ตนเอง ปฏิบตั กิ ารทางเทคนิคในการสร้างสมาธิในยุคพลังงานเก่า จึงมักจะ ใช้วิธีท�ำจิตให้นิ่ง หรือท�ำจิตให้สงบด้วยการปลีกวิเวก ฝึกปฏิบัติในสถานที่ เงียบสงัด ปราศจากการรบกวนของสิ่งเร้าภายนอกใดๆ วิธีการฝึกจิตให้เกิดสมาธิของพวกเขาก็คือ การภาวนามันตราสอง ถึงสามพยางค์ทไี่ ร้ความหมาย การก�ำหนดลมหายใจเข้าออก การคิดถึงสิง่ ใด สิ่งหนึ่ง หรือการมองภาพนิ่งภาพใดภาพหนึ่ง เพื่อให้จิตของตนจับอยู่กับสิ่ง นั้นเป็นเวลานานๆ เมื่อจิตสงบหรือนิ่งจนช�ำนาญแล้ว การสั่นสะเทือนทางปัญญาเพื่อ การคิดรู้จึงจะเริ่มแสดงอ�ำนาจออกมาได้ เพราะสมองซีกซ้ายจะเกิดการไร้ ส�ำนึกจากการปฏิบัติจิตดังกล่าวนั้น เหตุที่สมองซีกซ้ายไร้ส�ำนึกก็เพราะว่า สภาวจิตมนุษย์ในขณะนั้น ปลอดจากอารมณ์หยาบทัง้ หมด และการนึกคิดทีส่ บั สนกันหลายเรือ่ งในเวลา เดียวกัน ตามธรรมชาติของจิตทีท่ ำ� งานร่วมกับการใช้สมองซีกซ้ายน�ำซีกขวา ในชีวิตประจ�ำวันนั่นเอง ถ้ามนุษย์สามารถดับอารมณ์หยาบๆได้แม้เพียงชัว่ คราว และฝึกการ คิดโดยให้จิตจับจดอยู่กับสิ่งใดเพียงสิ่งเดียว สมองซีกซ้ายมันจะเกิดการไร้ ส�ำนึกทันที เพราะไม่มีอารมณ์หยาบๆของจิตกระตุ้นให้มันท�ำงานตามที่มัน เคยชินอีกต่อไป


มหาสติ

เมื่อจิตเริ่มเข้าสู่ความสงบเป็นสมาธิแล้ว ปฏิบัติการทางเทคนิคใน ยุคพลังงานเก่าขั้นต่อไปก็คือ การปฏิบัติในแบบที่มนุษย์เรียกว่า สมถะ กรรมฐาน หรือ วิปสั สนากรรมฐาน โดยมนุษย์อาจปฏิบตั อิ ย่างใดอย่างหนึง่ หรือเลือกปฏิบตั สิ มถะกรรมฐานก่อน เมือ่ ฝึกได้ระดับสูงสุดแล้ว ค่อยต่อยอด ด้วยการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันต่อไป การปฏิบตั สิ มถะกรรมฐาน หลังจากจิตสงบเป็นสมาธิในเบือ้ งต้น ด้วยปฏิบัติการทางเทคนิคแล้ว ก็เพื่อการช�ำระจิตของตนให้หลุดพ้นไป จากกิเลสและตัณหาหยาบๆ ที่ห่อหุ้มจิต ติดยึดอยู่ภายนอก ในเรื่องของ ความอยากไม่อยาก ชอบไม่ชอบ พอใจไม่พอใจ ด้วยสติปัญญาเบื้องต้น ในการพิจารณาสรรพสิง่ ทัง้ หลายทัง้ ปวง เพือ่ ให้เกิดการรูแ้ จ้งว่าทุกสรรพ สิ่งล้วนไม่เที่ยงแท้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของมันได้อย่างแท้จริงเลย เพราะมัน ล้วนเป็นมายาทั้งหมดทั้งสิ้น เมือ่ รูแ้ จ้งจนเกิดการยอมรับความจริงนีไ้ ด้ การละวางของจิตก็จะ เกิดขึ้น จิตก็จะมีพลังอ�ำนาจมากขึ้น เพราะเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวมาก ขึ้น เนื่องจากไม่ถูกแบ่งออกไปท�ำหน้าที่ด้านความอยากไม่อยากอีกแล้ว เมือ่ จิตมีพลังอ�ำนาจจากการปฏิบตั ทิ างเทคนิคในขัน้ ทีส่ องแล้ว พวก เขาก็ หั น มาปฏิ บั ติ จิ ต ในขั้ น สู ง สุ ด กั น ต่ อ ไป นั่ น คื อ การปฏิ บั ติ วิ ป ั ส สนา กรรมฐาน การปฏิบตั วิ ปิ สั สนากรรมฐาน คือ การใช้สติปญ ั ญาทีย่ กระดับสูง ขึ้นนั้น พิจารณาสัจธรรมขั้นสุดท้ายในเรื่องของการละตัวตนของจิต ไม่ ให้เกิดการยึดติดโดยสิ้นเชิง โดยเกิดการรู้แจ้งได้ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นมายา เหล่านั้นไม่ได้แตกต่างไปจากความเป็นตัวตนของตนเลย หากละวางมา

23


24

ปริญญา ตันสกุล

ยาอื่นๆได้ ก็ควรละวางจากตัวตนของตนได้ด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดการรู้แจ้งและยอมรับได้แล้ว ความทุกข์และความสุขที่ เคยยึดติดอยู่ในใจก็ไม่มีอีกต่อไป กระบวนการทางเทคนิ ค ในการปฏิ บั ติ ส มาธิ ข องมนุ ษ ย์ ในยุ ค พลังงานเก่าขั้นสูงสุด มีวัตถุประสงค์พอสังเขปดังกล่าวนี้ ซึ่งมันจะต้องผ่าน การฝึกจิตไปทีละขั้น เต็มไปด้วยความมีมานะหมั่นเพียรอย่างยิ่ง มันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่อธิบายด้วยถ้อยความแค่เพียงสองสาม ย่อหน้าเท่านั้น ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติทางเทคนิคทั้งหลายในยุคพลังงานเก่า มัก จะเป็นพระหรือนักบวชและคนใกล้วดั ทัง้ สิน้ บุคคลเหล่านีม้ วี ตั ถุประสงค์การ ปฏิบัติสมาธิกันเพื่อท�ำจิตให้สงบ พบปิติสุขจากการดับอารมณ์หยาบๆได้ ปลายทางคือนิพพาน เมื่อถึงที่สุด คือละวางมายาหรือตัวตนของตนกันได้ โดยสิ้นเชิงแล้ว การปฏิบัติสมาธิด้วยวิธีการทางเทคนิคยุคพลังงานเก่า นอกจากผู้ ปฏิบัติจะต้องอาศัยความมุ่งมั่นมีมานะและความตั้งใจอย่างแรงกล้าแล้ว ยัง จะต้องทุม่ เทเวลาในแต่ละวันให้กบั การฝึกฝน เพือ่ การปฏิบตั จิ ติ ของตนอย่าง มาก เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและทักษะ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการยก ระดับสภาวจิตไปทีละขัน้ เนือ่ งจากจะต้องดับอารมณ์หยาบๆรายวัน อันเกิด จากการสั่ ง สมประสบการณ์ ไว้ ม ากมายมาตั้ ง แต่ เ กิ ด จนมั น กลายเป็ น ธรรมชาติของตนไปแล้วเสียให้หมดสิน้ ทัง้ ยังจะต้องดับจิตทีต่ ดิ ยึดอยูก่ บั ตัว ตนของตน จนก่อให้เกิดการรู้ทุกข์รู้สุข ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของจิตให้ได้อีกต่าง หากด้วย

หลายรายก็เกิดการท้อแท้เสียกลางคัน เพราะปฏิบตั เิ ท่าใดก็ไม่บรรลุ


มหาสติ

วัตถุประสงค์ ไม่เกิดความก้าวหน้าเหมือนคนอื่นๆเขา ขณะที่หลายรายเข้า ถึงสมาธิในระดับต้นเพียงแค่ปดิ กัน้ อารมณ์หยาบๆของตนเอาไว้ภายใน และ ท�ำจิตให้นงิ่ นอนได้ขณะปฏิบตั กิ ารทางเทคนิคอยูป่ ระเดีย๋ วประด๋าว ก็ตดิ อยู่ กับสภาวะนั้น ไม่สร้างความก้าวหน้าให้ตนเองต่อไปเท่าที่ควรท�ำ เนื่องจาก ไปหลงติดยึดอยูก่ บั ความปิตสิ ขุ ซึง่ มันเกิดขึน้ มาเองเมือ่ จิตสงบ ไม่วา่ มนุษย์ ผู้ปฏิบัติคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ก็นับว่าน่าเสียดายโอกาสอันดีงามที่เขวี้ยง ทิ้งไปอย่างยิ่ง มนุษย์ในยุคพลังงานเก่า ที่ปฏิบัติสมาธิขั้นสูงสุดจนส�ำเร็จ จะ สามารถบอกเล่ามนุษย์ยคุ ปัจจุบนั นีไ้ ด้วา่ ในสภาวจิตสูงสุดทีเ่ ข้าถึงมันได้นนั้ มันจะมีอ�ำนาจการสั่นสะเทือนให้เกิดสติปัญญาอีกระบบหนึ่ง ที่ใช้เพื่อการ หยั่งรู้ ที่เรียกว่า ปัญญาญาณ โดยที่มันสามารถจะให้ค�ำตอบเพื่อแก้ปัญหา ใดๆในชีวิต ที่ตนยังแก้ไม่ตก คิดไม่ออก บอกไม่ได้มาตลอด ซึ่งมันจะผุดโผล่ ขึ้นมาเอง ทั้งๆที่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยด้วยซ�้ำไป และยิ่งฝึกฝนตนเองให้ เข้าถึงสภาวะสมาธิสงู สุดได้อย่างช�ำนาญ จิตจะเกิดสภาวะการใช้ปญ ั ญาญาณ เพื่อการหยั่งรู้ได้เป็นอาจิณ ก็จะสามารถคิดรู้ด้วยการหยั่งรู้เรื่องใดๆก็ได้ใน ทันทีที่คิด

ไม่ว่าเรื่องยากๆหรือง่ายๆ

ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น

ไม่ว่าจะไกลตัว หรือใกล้ตัว

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิติโลกหรือมิติคู่ขนาน

จนกระทัง่ เรือ่ งใหม่สงิ่ ใหม่ทไี่ ม่เคยมีเป็นความรูอ้ ยูใ่ นจักรวาลโลก ก็

25


26

ปริญญา ตันสกุล

ไม่ใช่เรื่องยากหรือแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ส�ำหรับผู้ที่เข้าถึงได้อย่าง ช�ำนาญสักนิดเดียว ไม่ว่ามนุษย์คนใด หากปฏิบัติทางเทคนิคได้ถูกต้องไป ตามที่กล่าวนี้ ย่อมกระท�ำได้ทั้งสิ้น ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบัน มีผู้หันมาฝึกและสอนการปฏิบัติสมาธิ ตามแนวทางการปฏิบัติ ที่สืบทอดมาจากยุคพลังงานเก่ากันมากขึ้น มีทั้งถูก ต้องบ้าง ไม่ถกู ต้องเพราะเกิดการคิดปรุงแต่งกันเองบ้าง ซึง่ ไม่วา่ ถูกต้องหรือ ที่ตะแบงไปจากเดิม กลับเข้าถึงสภาวะสูงสุดของสมาธิในการสร้างปัญญา ญาณเพื่อการหยั่งรู้ และใช้ปัญญาญาณน�ำตนเองสู่การหลุดพ้นคือนิพพาน กันไม่ได้แทบทั้งสิ้น

ท�ำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

ฝ่ายที่ปฏิบัติกันอย่างถูกต้อง แต่กลับเข้าถึงการใช้ปัญญาญาณเพื่อการหยั่ง รู้และเพื่อการหลุดพ้นสู่นิพพานไม่ได้ เหตุเพราะว่า

1. หลงติดยึดอยู่กับความสุขในจิต

การติดยึดกับความปิติสุขอันเกิดจากจิตสงบเป็นสมาธิในเบื้องต้น เป็น เพราะว่ า ภาวะทางอารมณ์ดังกล่าว มนุษย์ที่ เข้ า ถึ ง มั นได้ ไ ม่ เ คยมี ประสบการณ์ทางอารมณ์เช่นนั้นมาก่อน เพราะมันเป็นความปิติสุขเหนือ ความสุขใดๆในชีวติ จริงๆด้วย เหมือนเด็ก ๆได้เห็นได้อมลูกกวาดขนมหวาน เข้าจึงพากันติดอกติดใจในรสชาติเลิศลิ้นนั้น กลายเป็นว่าพาจิตเข้าสู่กิเลส และตัณหาเข้าให้อีก ทั้งๆที่เพิ่งจะดับอารมณ์หยาบๆ ท�ำจิตให้เป็นสมาธิไป หมาดๆ เมื่อจิตเกิดการยึดติด ความก้าวหน้าทางสมาธิจึงไม่เกิดขึ้น โอกาส ในการใช้ปัญญาญาณเมื่อเข้าถึงภาวะการหยั่งรู้ได้แล้วจึงไม่มี


มหาสติ

2. ปฏิบัติสมาธิเพื่อท�ำจิตให้สงบเบื้องต้น

เนือ่ งจากในการด�ำเนินชีวติ ของมนุษย์ แต่ละวันจะต้องผ่านบทเรียน และบททดสอบตนเองตามพันธสัญญาและพันธกรรมมาก มีเรือ่ งราวมากมาย ที่ต้องเผชิญ ก่อให้เกิดความวุ่นวายสับสนในการด�ำเนินชีวิต สร้างความยุ่ง ยากในการตัดสินใจและแก้ปัญหา สร้างความทุกข์ระทมให้ต้องเผชิญ เพื่อ การฟันฝ่ามันไปซ�้ำแล้วซ�้ำเล่า จนหลายคนรู้สึกว่าเสมือนจมอยู่ในกองทุกข์ ขณะที่อีกมากราย เสมือนตกอยูท่ า่ มกลางความมืดมิด แลหาแสงสว่างเพือ่ เป็นทางออกของตน ไม่เจอเลยก็มไี ม่นอ้ ย ล้วนแล้วแต่ทำ� ให้เกิดความเก็บกด ความกดดัน จนขาด ความสมดุลทางอารมณ์อย่างมาก มนุษย์จะต้องรู้ว่า บทเรียนและบททดสอบเหล่านั้น แม้มันจะเป็น บุรพกรรมของตนทีไ่ ด้วางแผนไว้ให้ตนเองต้องเผชิญในภพชาติปจั จุบนั จาก การกระท�ำในอดีตชาติก็ตาม แต่มันก็เป็นบททดสอบที่ส�ำคัญส�ำหรับตนเอง เพื่อการแก้ไขใหม่เสียให้ถูกต้องด้วยความมีสติ ด้วยการใช้สติปัญญา และ ความรับผิดชอบของตนทีไ่ ม่อาจเลีย่ งหนีได้ จนแม้กระทัง่ จะเกิดความท้อแท้ ขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม มันคือความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การทีม่ นุษย์หนั หน้าเข้าหาการปฏิบตั สิ มาธิ เพือ่ ฝึกจิตของตนให้ มีพลังแข็งแกร่งด้วยอ�ำนาจแท้จริงที่มีอยู่ ไม่ใช่เป็นเพราะบทเรียนและ บททดสอบในชีวิต ที่ดูเหมือนยุ่งยากหนักหนาเหล่านั้นหรือ มันเป็นสัญชาตญาณที่จิตวิญญาณของมนุษย์เอง สร้างแรง บันดาลใจให้มนุษย์นนั้ ใฝ่หาความดีงาม ในยามทีจ่ ติ หยาบมันอ่อนล้าเสมอ เพื่อเชิญชวนให้ตนเองหันมาท�ำหน้าที่เพื่อจิตวิญญาณกันบ้าง

27


28

ปริญญา ตันสกุล

แต่มนุษย์ก็ต้องรู้ว่า การมีเป้าหมายของการท�ำสมาธิ โดยหวังเพียง แค่การท�ำจิตใจให้สงบจนเกิดปิติสุข เพื่อน�ำปิติสุขที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ใน ขณะปฏิบัติทางเทคนิคเพียงแค่ไม่กี่นาที มาทดแทนหรือชดเชย สิ่งที่ไม่อาจ ท�ำให้ตนเองเกิดอารมณ์รู้สึกเช่นนั้นในชีวิตจริงได้ มันช่วยเหลือตนเองได้เพียงท�ำให้จิตหยาบได้มีโอกาสพักผ่อนบ้าง เท่านัน้ เอง เป็นการพักผ่อนในยามทีจ่ ติ มันหลับใหล เพราะไปเก็บกดอารมณ์ กับความคิดทีพ่ ลุง่ พล่านหรือสับสนเอาไว้ในเบือ้ งลึก ด้วยวิธใี ช้ มันตรา สะกด จิตหยาบของตนเองไว้ให้มันไร้ส�ำนึก ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น เหมือนกับการใช้ยาสลบแก่จิตให้มันหยุดบทบาทไปพักหนึ่ง โดย อาศัยพลังอ�ำนาจของจิตใต้ส�ำนึกมาสะกดมันไว้ หรืออาจเกิดจากการจูงจิต หยาบของตน ให้มนั เบีย่ งเบนไปจากสภาวะเดิม ด้วยการให้มนั เปลีย่ นมาจับ ยึดเอาสิ่งที่ตนเองน�ำมาล่อเป้า ด้วยวิธีการเอาจิตมาจับที่ลมหายใจเข้าออก บ้าง เสียงเพลงเสียงดนตรีบ้าง หรือภาพนิ่งภาพใดภาพหนึ่งบ้าง

เมื่อจิตสงบแล้ว เคยถามตนเองกันบ้างหรือไม่ว่า

ความปิติสุขจากความสงบที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ท�ำให้ตนเกิดสติ ปัญญาขึ้นมาบ้างหรือไม่?

เมื่อได้เกิดความปิติสุขแล้ว ตนได้ท�ำอะไรต่อไป?

ได้ใช้ปญ ั ญาทีเ่ กิดขึน้ ขณะนัน้ พิจารณาสัจธรรมสูก่ ารรูแ้ จ้ง เพือ่ ละกิเลส ปลดตัณหาออกไปจากจิตหยาบของตน ให้มันละเอียดขึ้นมา บ้างหรือไม่?

ได้ใช้จิตหยาบที่ละกิเลสตัณหาได้แล้ว เข้าถึงปัญญาญาณเพื่อ


มหาสติ

การละทิ้งอัตตาตัวตนได้หมดสิ้น จนเข้าถึงสภาวะการหยั่งรู้ สู่ความเป็น อัจฉริยะทางปัญญาดุจพระอรหันต์กันต่อไปอีกหรือไม่? ผูท้ ปี่ ฏิบตั สิ มาธิทางเทคนิคทัง้ หลาย ย่อมมีคำ� ตอบเดียวกันแน่นอน เลยว่า “ไม่” เพราะไปก�ำหนดเป้าหมายของตนเอาไว้ตรงที่ การท�ำจิตใจให้สงบ ให้มันหลับใหลไปชั่วคราว นั่นเอง จึงไม่อาจเข้าถึงวัตถุประสงค์สูงสุดของ การท�ำสมาธิเทคนิค ตามแบบอย่างทีส่ บื ทอดมาจากยุคพลังงานเก่าอย่างถูก ต้องแท้จริงได้ มนุษย์ยคุ ปัจจุบนั จ�ำนวนมาก ยังมีความเข้าใจทีส่ บั สนอีกอย่างหนึง่ ว่า การปฏิบัติสมาธิทางเทคนิค ด้วยการนั่งขัดสมาธิหลับตาภาวนาอยู่เป็น ประจ�ำ คือการช�ำระจิตให้สะอาดผ่องใสบริสุทธิ์ จนถึงขั้นล้างวิบากกรรมทั้ง มวลอันเป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณของตนได้ และเป็นการบ�ำเพ็ญเพียร เพื่อสั่งสมบุญกุศล ในการน�ำตนเองสู่การหลุดพ้นคือนิพพานในบั้นปลายได้ จนแม้กระทั่งการคิดเข้าใจว่า การใช้เวลาปฏิบัติสมาธิเทคนิคชั่วไม่ กี่นาที เพื่อแผ่ความรักแผ่เมตตาให้แก่สรรพสิ่งอื่นๆในระบบโลกของตน คือ การสร้างกรรมดีที่จะน�ำตนเองหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลก โดยดับการเกิด ดับได้ ล้วนเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนค่อนไปทางงมงายทั้งสิ้น มนุษย์จะต้องรู้ว่า ระหว่างการปฏิบัติสมาธิเพื่อท�ำให้จิตใจสงบจน เกิดปิติสุข กับการช�ำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์มันเป็นคนละเรื่องกัน จิตใจมนุษย์จะสะอาดบริสทุ ธิแ์ ท้จริงได้ จะต้องปลดเปลือ้ งกิเลสและ ตัณหาที่จิตมันยึดเกาะไว้ออกให้หมด ด้วยการขัดเกลามันต่างหาก

29


30

ปริญญา ตันสกุล

การขัดเกลามันออกได้ ก็ต้องใช้สติปัญญาในภาวะสมาธิเข้าจัดการ มันเท่านัน้ ซึง่ ศาสดาของมนุษย์ได้ทรงสอนสัง่ แนะน�ำไว้นานนับพันปีมาแล้ว ว่า จะช�ำระจิตได้ในยุคนั้นต้องผ่านการปฏิบัติกรรมฐานแต่เพียงอย่างเดียว จะเลือกใช้วธิ ใี ดก็ได้จากทีท่ รงแนะน�ำไว้ ก็เข้าถึงวัตถุประสงค์แห่งสมาธิสงู สุด ได้เช่นกัน มนุษย์จะต้องรู้ว่า การปฏิบัติสมาธิเพียงแค่ท�ำจิตให้สงบ ด้วยการ นัง่ หลับตาภาวนา ก็ไม่มวี นั ลบล้างวิบากกรรม ระเบิดกรรม ซึง่ เป็นคุณสมบัติ ของจิตวิญญาณที่น�ำติดตัวมาจากภพชาติอดีตได้ เพราะพลังอ�ำนาจทางจิต จากการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น ไม่มีวันเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้แน่นอน หรือแม้จะเข้าถึงพลังอ�ำนาจจิตสูงสุดได้ ด้วยการสัง่ จิตใต้สำ� นึกทีท่ ำ� หน้าทีเ่ ก็บรหัสบุรพกรรมไว้ ให้มนั ระเบิดกรรมหรือสลัดกรรมทัง้ หมดของตน ทิ้งไป มนุษย์ก็จะไม่มีวันกระท�ำส�ำเร็จได้อย่างที่คิด เพราะกรรมใดๆที่มนุษย์กระท�ำไว้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ในทุก เรือ่ งราว รวมทัง้ บุรพกรรมจากอดีตชาติทจี่ ติ วิญญาณถือติดตัวมาด้วยในภพ ชาตินี้ มันถูกสร้างขึ้นไว้ในรูปของรหัสบุรพกรรมแม่เหล็ก ซึ่งมันจะเกาะติด อยู่กับ จิตใต้ส�ำนึก ที่เร้นอยู่ทั่วไปในกายมนุษย์อย่างแนบแน่น โดยยังถูกก�ำกับเอาไว้ดว้ ยต่อมไร้ทอ่ บางต่อม ซึง่ มนุษย์เรียกว่า จักร หรือจักรา และเส้นใยเกลียวแม่เหล็กทีเ่ ร้นอยูใ่ นนิวคลิโอไทด์ของแต่ละเซลล์ ร่างกายอีกต่างหากด้วย นอกจากนั้น กรรมใดๆที่มนุษย์กระท�ำไว้ นอกจากจะก�ำกับบันทึก ไว้ด้วยจิตใต้ส�ำนึกและเส้นใยเกลียวแม่เหล็กที่เป็นรหัสบุรพกรรมอดีตชาติ แล้ว กรรมที่กระท�ำในปัจจุบันชาติ อันเกิดจากการกระท�ำทางจิตส�ำนึกทั้ง


มหาสติ

ด้านบวกและด้านลบ จิตใต้ส�ำนึกยังน้อมน�ำมันออกมาภายนอก ในรูปของ พลังงานกรรมที่มีคุณสมบัติกรรมเกาะติดอยู่ด้วย ร้อยเรียงกันไว้ตามล�ำดับ ของการกระท�ำ สั่งสมไว้ในมิติคู่ขนาน เชื่อมต่อกับศีรษะมนุษย์แต่ละคนเอา ไว้อย่างไม่บกพร่องตกหล่น ไม่ว่ามนุษย์คนนั้นจะหลับหรือตื่น จะนั่งยืนหรือเดินทางไปไหนมา ไหนในจักรวาลโลก จนกระทั่งออกเดินทางไปนอกบรรยากาศโลก ทะลุมิติ ของกาลเวลา จิตใต้ส�ำนึกก็จะยังคงดูแลรักษาทั้งหมดไว้เป็นอย่างดี โดยมีรปู ธรรม อาร์คทอเรียน หนึง่ ในรูปธรรมชัน้ สูง ซึง่ เป็น ผูช้ ที้ าง ประจ�ำรูปธรรมมนุษย์แต่ละคน มาตัง้ แต่ภพชาติแรกของการมาสูร่ ปู ธรรม มนุษย์ของจิตวิญญาณนั้น จะคอยท�ำหน้าที่ทางเทคนิคช่วยเหลืออยู่อย่าง ใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผิดพลาดบกพร่องอีกแรงหนึ่งด้วย

การปฏิบัติสมาธิเพื่อลบล้างกรรม หรือ ระเบิดกรรมจึงเป็นไปไม่ได้

การล้างกรรมหรือระเบิดคุณสมบัติของพลังงานกรรมที่เป็นอณู หยาบๆ แม้ต้องอาศัยพลังอ�ำนาจจิตใต้ส�ำนึกก็จริงอยู่ แต่ต้องเป็นไปตาม กระบวนการที่ถูกจัดวางไว้เท่านั้น

กระบวนการที่ถูกจัดวางไว้ ก็คือ

มนุษย์ทุกคนต้องชดใช้กรรมของตนทุกเรื่องราว ด้วยการฟันฝ่า มันไป ผ่านการอดทน อดกลั้น ให้อภัย และการตัดสินใจที่ถูกต้องในเรื่องที่ เผชิญนั้นให้ได้ ซึ่งหมายถึง การใช้พลังอ�ำนาจแห่งความรักบริสุทธิ์ กับการก ระท�ำทางจิตส�ำนึกด้านบวกเท่านั้น จิตใต้ส�ำนึกจึงจะรับค�ำสั่งให้ระเบิดกลุ่ม คุณสมบัติของพลังงานกรรมนั้นๆ ให้มันแตกสลายกลายเป็นกลางได้ตาม

31


32

ปริญญา ตันสกุล

ต้องการ มนุษย์จงรู้ว่า ไม่มีใครสามารถ ตัดกรรม สลัดกรรม หรือท�ำคุณ สมบัติกรรมของตนให้เป็นกลางได้ ไม่ว่าจะมีอ�ำนาจวิเศษปานใดก็ตาม นอกจากกระท�ำที่จิตส�ำนึกของตนเท่านั้น พระอริยเจ้าทีเ่ ฝ้าเวียนปฏิบตั สิ มาธิ เพือ่ สัง่ สมประสบการณ์ทางจิต ในแต่ละภพชาติ ถ้าหากยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูงสุด คือท�ำให้จิตละตัวตนได้ หมดสิ้นอย่างถาวร จิตใต้ส�ำนึกก็จะไม่ช่วยเหลือให้เกิดการระเบิดคุณสมบัติ กรรมทั้งหมด ที่จิตวิญญาณถือเป็นภาระอยู่ในมิติคู่ขนาน ทุกอย่างที่เคยมีอยู่ มันก็จะยังคงอยู่อย่างครบถ้วน เพียงแต่ว่าถ้า หมั่นอยู่ในสมาธิและถือครองมันไว้ พลังงานกรรมที่จะสร้างใหม่อันเกิดจาก อารมณ์และจิตส�ำนึกบกพร่อง มันก็จะไม่เกิดขึ้นมาอีกเท่านั้นเอง หรือถ้าพระอริยเจ้ารูปนั้น ปฏิบัติสมาธิเพื่อเป้าหมายแห่งนิพพาน พลังงานกรรมที่มีคุณสมบัติด้านบวก ซึ่งมีมวลหยาบๆ อันเกิดจาก ความ อยาก ทีก่ ล่าวนัน้ มันจะเกิดขึน้ ในมิตคิ ขู่ นานให้เป็นภาระของจิตวิญญาณอยู่ ต่อไป ท่านจะยิง่ ไม่มวี นั หลุดพ้นไปจากจักรวาลโลกได้ อาจช่วยได้แค่เพียง ท�ำให้จติ วิญญาณของตนยกตัวสูงขึน้ ไปจากพืน้ โลก หนีแรงดึงดูดของโลกไป ได้ไกลกว่าจิตวิญญาณมนุษย์ทั่วไป เพราะมีน�้ำหนักมวลน้อยกว่า อาจจะ ด�ำรงอยู่ในระดับชั้นที่มนุษย์เรียกว่า เทพเทวดา หรือท�ำนองนั้นเท่านั้น ซึ่ง ล้วนต้องย้อนคืนกลับมาสู่การเกิดใหม่อีกต่อไป เพื่อช�ำระจิตให้บริสุทธิ์ ไร้ ความอยากทีย่ งั เหลืออยูใ่ ห้หมดจดให้ได้เสียก่อน จึงจะหลุดพ้นได้แท้จริงเมือ่ นั้น


มหาสติ

แต่การจะกลับย้อนมาสู่รูปธรรมมนุษย์ได้อีกครั้ง ในครั้งต่อไปนั้น จะกินเวลานานนับร้อยนับพันปีตามมิติกาลเวลาโลกเลยทีเดียว

เหตุผลแห่งการรอเนิ่นช้า เช่นนี้มี 2 ข้อคือ

1. รอจนกว่าการหลงมิตแิ ห่งจิตจะสิน้ สุดลง ทีม่ นุษย์เรียกว่า บารมี จิตหยาบเสื่อม จนเกิดการส�ำนึกได้ว่าหลงผิดด้วยตนเอง 2. รอโอกาสเหมาะสมในการมาสู่รูปธรรมมนุษย์ ตามสัดส่วน กรรมของจิตวิญญาณแต่ละดวงที่รอคอยโอกาสอยู่ด้วยกัน จิ ต วิ ญ ญาณรูปธรรมใดมีคุณ สมบัติท างพลั ง งานกรรมเหลื อ อยู ่ มากกว่าจะได้รับโอกาสก่อนเสมอ ที่เหลือคุณสมบัติน้อยถึงน้อยมากจึงต้อง รอนาน ซึง่ มนุษย์ตอ้ งรูค้ วามจริงไว้ดว้ ยว่า ในยุครอยต่อของพลังงานเก่ากับ พลังงานใหม่ของดาวเคราะห์โลก ยังคงมีจติ วิญญาณในระดับชัน้ ต่างๆทีด่ ำ� รง อยู่ในจักรวาลโลก ขอบเขต 60,000 กิโลเมตรจากพื้นโลกนั้น มีมากมายนับ ไม่ถ้วน ที่ยังคงรอคอยการแก้ไขตนเองด้วยการมาสู่รูปธรรมมนุษย์ เพราะ สอบตกซ�้ำชั้นกันมาหลายภพชาติ และจิตวิญญาณดวงใหม่ๆจ�ำต้องถูกแบ่ง ภาคมาสู่รูปธรรมมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือค�้ำจุนพลังงานของโลกอยู่เนือง ๆ ที่หลุดพ้นกลับไปได้มีน้อยนิด ที่ด�ำรงอยู่และผู้มาใหม่มีมากขึ้น จน ระดับความสมดุลทางน�้ำหนักมวลของระบบดาวเคราะห์โลกสูญเสียไป จึง เป็นสาเหตุหนึ่งที่จักรวาลจ�ำเป็นต้องยกระดับความสมดุลทางพลังงานครั้ง ใหญ่ของดาวเคราะห์โลกอยู่ในขณะนี้

ส่วนการหมัน่ ปฏิบตั สิ มาธิ เพือ่ การแผ่เมตตาหรือความรัก ด้วยการ

33


34

ปริญญา ตันสกุล

หวังสั่งสมบุญกุศลอยู่อย่างนั้น ก็ไม่มีวันเข้าถึงนิพพานได้ ถ้าหากไม่สามารถ ตัดกิเลสตัณหา และดับความมีตัวตนด้วยการรู้แจ้งแท้จริงให้ได้เสียก่อน อย่าเข้าใจว่า สมาธิช่วยให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์หลุดจากกิเลส ตัณหาและตัวตนได้เอง มันเพียงแค่ชว่ ยให้จติ สงบชัว่ คราวเท่านัน้ เหมือน การทีม่ นุษย์ช�ำนาญในการขีจ่ กั รยานอยู่ การไม่ได้ขจี่ กั รยานเพียงชัว่ คราว มันก็ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์จะไม่สามารถขี่จักรยานได้ดังเดิมอีกแล้ว ถึงอย่างไรจะนานแค่ไหน ก็ยงั คงขีม่ นั ได้อยูด่ งั เดิม เพราะความช�ำนาญยัง คงมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน มนุษย์จงรู้ว่า การท�ำตนเองให้ลืมทักษะในการขี่จักรยาน เป็น เรื่องยากส�ำหรับมนุษย์แล้วการท�ำจิตให้หลุดพ้นไปจากกิเลสตัณหาและ ดับการติดยึดตัวตนของตน มันยากกว่าหลายเท่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ท�ำไม่ ได้ หากมนุษย์ใช้พลังอ�ำนาจจิตของตน เข้าถึงการรูแ้ จ้งสูงสุดจนเห็นความ จริงด้วยปัญญา บนเส้นทางของนักรบแห่งแสงสว่าง ได้อย่างถูกต้อง ตาม วิธีเทคนิคยุคพลังงานเก่าที่ตนเลือกใช้กันอยู่นั้นให้จงได้ กรณีการปฏิบัติสมาธิที่ไม่ถูกต้อง ในปัจจุบันนับวันจะมีผู้สับสนกัน มากขึน้ เพราะน�ำเอาปฏิบตั กิ ารทางเทคนิคของสมาธิแบบเก่า ไปสูก่ ารสร้าง พิธีกรรมทางจิต จนผิดเพี้ยนไปจากของเดิม ท�ำให้วัตถุประสงค์ของการท�ำ สมาธิ เพือ่ ยกระดับสติปญ ั ญาสูก่ ารใช้สติปญ ั ญาสูงสุด คือ ปัญญาญาณ เพือ่ การหลุดพ้นและการหยั่งรู้ ตามล�ำดับขั้นของ “ฌาน”ต่างๆ เกิดการเบี่ยง เบนไปจากวัตถุประสงค์เดิม เพราะไปหลงยึดติดอยูก่ บั “ญาณ” ซึง่ เป็นพลัง อ�ำนาจพิเศษของจิตอันเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการฝึกฝนเทคนิคสมาธิ นั่นเอง


มหาสติ

ถ้า “ฌาน” หมายถึง ระดับขั้นของจิตทั้ง 189 ดวงซึ่งแยกกันท�ำ หน้าที่ต่างๆ ถูกลดละบทบาทลงไปทีละขั้น ท�ำให้มันไร้ส�ำนึกรู้ลงไปเรื่อย ๆ เข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด ที่เรียกว่าเกิดฌานขั้นสูงสุด คือ หลุดพ้นได้ทกุ ดวงแล้ว “ญาณ” ก็หมายถึง ความสามารถหรือความเฉลียว ฉลาดในการใช้ปัญญาญาณ ในระดับต่างๆของจิตของฌานนั้นนั่นเอง จิตมนุษย์ที่สามารถดับอารมณ์หยาบๆที่เป็นกิเลสได้มากเท่าใด ใน สภาวะของสมาธิ มันจะสร้างแรงสั่นสะเทือนทางความคิด เพื่อการใช้สติ ปัญญาของสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

มันจะเป็นการคิดอย่างมีมิติ

การคิดในเชิงสังเคราะห์มิใช่การวิเคราะห์

การคิดในลักษณะของการน�ำเอาจิตของตนเข้าเป็นส่วนหนึง่ ของสิง่ ที่ก�ำลังคิดนั้น ตามศาสตร์แห่งการเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเป็น กฎทางกายภาพของจักรวาลที่เป็นสากลนั่นเอง ประสิทธิภาพหรือพลังอ�ำนาจของจิต ในสภาวะที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากจิตทีย่ ดึ ติดกับตัวตนและการปรุงแต่งได้มากเท่าใด มันจะยิง่ มีพลัง อ�ำนาจสูงขึ้นมากเท่านั้น พลังอ�ำนาจของจิตในขัน้ นี้ มีไว้เพือ่ การคิดและการหยัง่ รู้ ทัง้ สอง ด้าน รวมเรียกว่า ปัญญาญาณ เพื่อการคิดรู้ ผู ้ ที่ ป ฏิ บั ติ เ ทคนิ ค สมาธิ แ บบเก่ า หลายราย ได้ ค ้ น พบความ มหัศจรรย์ของจิตในเรือ่ งนีแ้ ล้วกลับไปเพลิดเพลินกับญาณพิเศษทีเ่ กิดขึน้ จนจิตเข้าไปยึดติดกับสิง่ ใหม่นนั้ เลยยากทีจ่ ะปลดเปลือ้ งมันหนักกว่าเดิม

35


36

ปริญญา ตันสกุล

โดยละทิ้งการสร้างทักษะการใช้ญาณเพื่อการหยั่งรู้ไปอย่างน่าเสียดาย การปฏิ บั ติ จิ ต ด้ ว ยวิ ธี เ ทคนิ ค สมาธิ ใ นขั้ น สมถะกรรมฐานหรื อ วิปัสสนากรรมฐานโดยท�ำจิตให้ดิ่งสู่ฌานขั้นต่างๆได้จนเกิดญาณ หรือสติ ปัญญาระบบใหม่ขึ้น ขณะก�ำลังปฏิบัติการอยู่นั้น หากไม่น�ำสติปัญญาที่เกิด ขึ้นไปใช้ เพื่อการพิจารณาสัจธรรมอันเป็นความจริงที่ยากต่อการคิดเข้าใจ แบบจิตมนุษย์ปกติ เพือ่ การรูแ้ จ้งในสิง่ นัน้ จะได้เลิกยึดติดหรือละวางมันออก ไปจากจิตของตนไปทีละเรื่อง ก็นับว่าน่าเสียดายโอกาสดีๆอย่างยิ่ง เพราะ ปัญญาญาณ หรือ สติปัญญาของจิตวิญญาณ เท่านั้น จึงจะช่วยให้มนุษย์ บรรลุวตั ถุประสงค์ในการช�ำระจิตให้บริสทุ ธิไ์ ด้ เนือ่ งจากมันมีพลังอ�ำนาจสูง กว่าและช�ำนาญกว่าสมองซีกซ้าย อันเป็นกลไกการคิดปกติของคนเรา ซึ่ง ท�ำงานร่วมกับจิตหยาบของตนมาตั้งแต่เกิด จิตหยาบมันจะท�ำหน้าที่ร่วมกับสมองซีกซ้ายน�ำขวา โดยมีอา รมณ์หยาบๆเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยตลอดเวลา การเรียนรู้ของจิตหยาบสามารถท�ำได้แค่เพียงการรู้จริงและการ เข้าใจเท่านัน้ โดยเอาแน่นอนไม่ได้วา่ เมือ่ รูจ้ ริงและเข้าใจแล้ว จิตของตน มันจะยอมรับยอมจ�ำนนด้วยจิตส�ำนึกแท้จริงไปด้วยหรือไม่ ซึ่งธรรมชาติ ของจิตหยาบแล้ว หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความจริงของตนเองที่มันยึด ติดอยู่ แม้จะรูจ้ ริงในสิง่ นัน้ และเข้าใจมันดีแล้ว แต่มกั จะมีอาการดือ้ รัน้ ไม่ จ�ำนนไม่ยอมรับอยู่ลึกๆ ต่อความจริงนั้นเสมอ เพราะมีอ�ำนาจของจิตที่ เกาะติดไว้ด้วยกิเลสคอยบงการมันอยู่ แต่ส�ำหรับจิตที่ถูกช�ำระให้บริสุทธิ์และละเอียดใกล้ความเป็นหนึ่ง เดียวมากขึ้น ไม่มีสภาวะทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีพลังอ�ำนาจกดปุ่ม


มหาสติ

ใช้สมองซีกขวา เพือ่ การคิดรูท้ เี่ รียกว่าหยัง่ รูไ้ ด้เป็นอย่างดี เมือ่ จิตทีส่ ร้างคลืน่ การคิดสัน่ สะเทือนได้เต็มที่ เพราะไม่มคี ลืน่ อารมณ์หยาบๆ และการคิดสับสน เข้ามาลดทอนพลังอ�ำนาจ เซลล์สมองซีกขวามันก็จะท�ำหน้าที่ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ สามารถจะคิดรูอ้ ะไรๆได้อย่างรวดเร็ว แม้ในปัญหายากๆทีส่ มองซีก ซ้ายท�ำไม่ได้ จนเมื่อเกิดการรู้แจ้งในความจริงใดๆที่น�ำมาขบคิดได้แล้ว มนุษย์จะเกิดความเข้าใจและยอมรับมันโดยไม่มกี เิ ลสใดๆเข้ามาต่อต้าน และ ท�ำให้ไขว้เขว เหตุเพราะจิตนั้นผ่านการช�ำระกิเลสมาแล้วนั่นเอง จิตมนุษย์ยิ่งสะอาดหมดจดจากกิเลสมากเท่าใด ยิ่งเข้าใกล้จิต วิญญาณคือแก่นแท้ของตนมากขึน้ เท่านัน้ หากช�ำระได้หมดสิน้ ก็ยอ่ มเข้า ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในทันที ความหมายของประโยคในย่อหน้าข้างบนนั้น ต้องการขยายความ เพื่อให้มนุษย์เข้าใจว่าธรรมชาติได้จัดวางสมองซีกซ้ายน�ำซีกขวา เพื่อให้ มนุษย์ได้ใช้ก่อนตั้งแต่แรก เนื่องจากจักรวาลและรูปธรรมพลียะเดี้ยน รวม รูปธรรมอื่นๆ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านไมโครไบโอและศาสตร์ด้านพลังงาน ทราบดีว่า มนุษย์จะต้องใช้มันเพื่อการเรียนรู้ตัวตน ซึ่งเป็นมายาหรือสิ่ง หยาบๆให้เข้าใจเสียก่อน ตัวตนในความหมายนี้มิได้หมายถึงสิ่งที่เป็นวัตถุธาตุที่เป็นรูปธรรม สัมผัสรู้ดูเห็นได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นจากการ นึกคิด นึกฝัน จินตนาการ อารมณ์รสู้ กึ ทัง้ หลาย ไปจนถึงอุดมคติและทัศนคติ เข้าไว้ดว้ ย แม้ตวั ตนเหล่านีเ้ ป็นแค่เพียงความคิดรูส้ กึ ทีเ่ ร้นอยูภ่ ายใน อันเกิด จากการท�ำหน้าทีข่ องจิตร่วมกับสมองซีกซ้ายน�ำขวาก็ตาม แต่จติ จักรวาลยัง

37


38

ปริญญา ตันสกุล

ถือว่ามันคือตัวตนหรือที่มนุษย์เรียกกันว่า นามรูป อยู่เช่นเดียวกัน คือ

เหตุทจี่ ดั ว่ามันเป็นเรือ่ งของตัวตนหรืออัตตา ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1. การคิดรูส้ กึ ทางอารมณ์ใดๆ มันจะกลายเป็นผลึกทีม่ มี วลหยาบๆ เกาะติดไปกับคลื่นการสั่นสะเทือนทางอารมณ์รู้สึกในระบบไฟฟ้าแม่เหล็ก เกิดขึ้นในมิติคู่ขนานเสมอ ซึ่งมันก็คือก้อนมวลหยาบๆ ที่เป็นพลังงานกรรม ของมนุษย์นั่นเอง การคิดรู้สึกทางอารมณ์ส่วนใหญ่ ที่เกิดขึ้นในจิตใจมนุษย์แต่ละวัน มันคือตัวการขับเคลื่อนการกระท�ำของมนุษย์นี่เอง ซึ่งอาจเรียกว่า เกิดจาก ความคิดต้องการหรือไม่ต้องการ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าต้องการก็จะสนองตอบ ถ้าไม่ต้องการก็จะปฏิเสธด้วยการต่อสู้ ต่อต้าน หรือเลี่ยงหนี เป็นเช่นนี้ตลอดทั้งวัน ความต้องการหรือความอยากของจิตมนุษย์ มันสร้างตัวตนของ มวลหยาบๆ จากการคิดรูส้ กึ ขึน้ ไว้ในมิตคิ ขู่ นาน เป็นพลังงานกรรมอยูท่ กุ เมื่อ การคิดรู้สึกของมนุษย์จึงจัดเป็นเรื่องของนามรูปด้วยดังกล่าวแล้ว 2. เหตุผลประการถัดมาก็คือ การคิดรู้สึกทางอารมณ์ต่างๆของ มนุษย์ ไม่ว่าจะก่อให้เกิดการกระท�ำในมิติทางกายภาพขึ้นหรือไม่ก็ตาม แต่ ทีม่ าของการคิดรูส้ กึ ทางอารมณ์ในทุกเรือ่ งราวและทุกกรณี ล้วนเกิดจากการ ที่จิตมนุษย์มันเรียนรู้เรื่องความมีตัวตนของตนได้แล้วนั่นเอง ความมีตวั ตนของตน หมายถึง จิตมันเกิดการยึดติดกับความเป็น “ตัวเรา” กับ “ตัวเขา” จนมันสามารถแยกได้อย่างช�ำนาญว่า


มหาสติ

ตัวเราเป็นผู้ให้ เป็นผู้กระท�ำ

ตัวเขาเป็นผู้ได้รับ

ตัวเขาเป็นผู้กระท�ำ ตัวเราเป็นผู้ถูกตัวเขากระท�ำ

เมือ่ เกิดการคิดรูส้ กึ ยึดติดตัวตนเข้า การตอบสนองแบบต่างๆจึงเกิด ขึ้นตามมา ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเรื่องของจิตหยาบที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องตัว ตนทั้งสิ้น ต่อเมื่อมนุษย์ได้เรียนรู้เรื่องตัวตนจากจิตหยาบที่ท�ำงานร่วมกับ สมองซีกซ้ายน�ำขวาได้จนช�ำนาญแล้ว มนุษย์จึงจ�ำเป็นต้องยกระดับสติ ปัญญา พัฒนาจิตใจตน เปลีย่ นมาใช้สมองอีกซีกหนึง่ ทีถ่ กู สร้างไว้พร้อมแล้ว ตั้งแต่อายุ 20 ปีกันบ้าง เพราะสมองซีกขวานี้ มันมีหน้าที่ไว้ให้มนุษย์ใช้เรียนรู้ เรื่องของ อนัตตา คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน และไม่ก่อให้เกิดการสร้างตัวตน อันเป็นจิตที่ลึก ละเอียดกว่ากันต่อไป การปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิในยุคปัจจุบนั มีผสู้ ามารถเข้าถึงพลังอ�ำนาจ จิตเบือ้ งต้นได้ไม่นอ้ ย แต่นา่ เสียดายทีพ่ วกเขากลับใช้พลังอ�ำนาจจิตนัน้ ไปฝึก ให้มันท�ำหน้าที่ รับรู้ตัวตน แทนการหาหนทางดับความมีตัวตน ด้วยการ สอนให้มัน เห็นในสิ่งที่ตามองไม่เห็น ได้ยินในสิ่งที่หูไม่ได้ยิน จนกลายเป็น อ�ำนาจวิเศษเฉพาะตัวไป ซึ่งแท้จริงแล้วขอย�้ำว่า ไม่ว่าผู้ใดที่สามารถปฏิบัติจิตให้เกลี้ยงเกลา หมดจดไปจากตัวตนหรือกิเลส ได้ระดับหนึ่งด้วยวิธีเทคนิคสมาธินั้น ญาณ พิเศษดังกล่าวนี้จะเป็นแค่เพียงผลพลอยได้บนเส้นทางผ่านเท่านั้นเอง

39


40

ปริญญา ตันสกุล

พระอริยะเจ้าทั้งหลายของมนุษย์ มีค�ำตอบเดียวกันนี้อยู่แล้ว แม้ กระทัง่ ผูท้ ยี่ งั ไม่สามารถดับความมีตวั ตนทีจ่ ติ ยึดเกาะมันไว้ได้ แต่สามารถข่ม จิตหยาบให้มันสงบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจากปฏิบัติการทางเทคนิค เพื่อไม่ให้ อารมณ์มันพลุ่งพล่านได้ชั่วคราวในขณะนั้น แล้วหันมาฝึกการมองเห็นด้วย จิต หรือการได้ยนิ เสียงด้วยหู โดยใช้สภาวจิตในยามสงบงันเป็นสมาธิชวั่ คราว นัน้ ฝึกให้มนั ช�ำนาญกับการได้เห็นหรือได้ยนิ ไปเรือ่ ย ๆไม่นานมันก็สามารถ จะเห็นภาพจริงที่ต้องการได้โดยไม่ต้องใช้ตามอง หรือได้ยินเสียงอะไรที่หูไม่ ได้ยินตามที่อยากเห็นอยากฟังได้ในที่สุด ใครที่รู้เทคนิคการฝึกจิตเพื่อการนี้ ย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย แต่น่าเสียดายที่มนุษย์มากราย ลงความเห็นกันว่า เป็นเรื่องวิเศษ อัศจรรย์ พากันติดยึดมันเข้าให้ จนบางคนฝึกจิตในลักษณะเบี่ยงเบนจาก แนวทางการหลุดพ้นและการหยั่งรู้ดังกล่าวนี้ ให้มันเชี่ยวชาญไปในทางก้าว ล่วงมนุษย์คนอื่น ๆ สร้างความผิดบาปก่อกรรมให้ตนเองเพิ่มเข้าไปอีก เพราะกิเลสเป็นตัวพาไป ทัง้ ๆทีไ่ ม่ใช่หนทางของนักรบแห่งแสงสว่าง เลยแม้แต่น้อย แทนที่จะช�ำระจิตกลับกลายเป็นยั่วยุจิตใจให้ติดกิเลสในการ ยึดติดตัวตนเข้าให้ด้วย การที่มนุษย์เมื่อสิ้นชีวิตลง โดยไม่สามารถดับจิตรู้ตัวตน อันก่อให้ เกิดการมองเห็นภาพและการคิดรู้สึกด้วยอารมณ์หยาบ ๆ ที่ไม่ใช่ความรัก บริสุทธิ์ และไม่ใช่สติปัญญาของจิตวิญญาณที่มีไว้คิดรู้อยู่อย่างเดียว ทั้งการ คิดรู้สึกทางอารมณ์และการมองเห็นภาพของจิต หรือการฟังทางเสียง มันจะถูกถ่ายทอดคุณสมบัตจิ ากจิตหยาบสูจ่ ติ วิญญาณของตนอย่าง ครบถ้วน ตามที่จิตมันช�ำนาญเมื่อก่อนตาย ท�ำให้จิตวิญญาณของตนในมิติ


มหาสติ

คู่ขนาน กลายเป็นมีความสามารถและความช�ำนาญในเรื่องเดียวกันตามไป ด้วย การมองเห็นภาพและการได้ยินเสียงจนแม้กระทั่งการคิดรู้สึก มัน จะกลายเป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณของตนไป ทั้งๆที่กายหยาบคือ เครื่องยนต์แห่งกรรมของตนไม่มีแล้ว คงเหลือเพียงรูปธรรมทางพลังงาน เท่านั้น แต่จิตวิญญาณจะสร้างตัวตนไปตามคุณสมบัติของจิตที่มันช�ำนาญ เช่น สร้างกายหยาบขึน้ มาให้ตนเอง สร้างความรูส้ กึ ทางอารมณ์ การคิด การ มองเห็น และการได้ยิน ด้วยพลังอ�ำนาจจิตของตนขึ้นมา โดยหลงเข้าใจไป ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นจริงตามนั้น ทั้งๆที่ในมิติคู่ขนานที่ตนด�ำรงอยู่มัน มิได้เป็นเช่นนั้นเลย สภาวะดังกล่าวนี้ คือการหลงมิตแิ ห่งจิต ของจิตวิญญาณ อันเกิด จากความล้มเหลวตัง้ แต่ครัง้ เป็นมนุษย์นนั่ เอง มันคือความทุกข์ทรมานที่ ยาวนานเหลือเกิน การฝึกปฏิบตั สิ มาธิทางเทคนิคในยุคพลังงานเก่าจึงจ�ำเป็นจะต้องมี ครูผู้บริสุทธิ์และเข้าใจแท้จริงเป็นผู้ช่วยเหลือเสมอ เพื่อให้การปฏิบัติเดินสู่ แนวทางที่ถูกต้อง แนวทางทีถ่ กู ต้องแบ่งตามล�ำดับขัน้ ตอนการปฏิบตั ทิ ศี่ าสดาสอนสัง่ ไว้ ด้วยวัตถุประสงค์ส�ำคัญ 4 ประการตามล�ำดับ คือ

1. ท�ำจิตให้สงบพร้อมต่อการใช้ปัญญาญาณ

2. ใช้ปัญญาญาณเพื่อการรู้แจ้ง จนดับกิเลสตัณหาได้หมดจด

3. ใช้ปัญญาญาณเพื่อการรู้แจ้ง จนดับความมีตัวตนหรือมายา

41


42

ปริญญา ตันสกุล

ได้หมดสิ้น คือ นิพพาน 4. ใช้ปัญญาญาณเพื่อการหยั่งรู้ทุกสิ่งที่ต้องการ โดยไม่ต้องผ่าน การเรียนรู้ใดๆมาก่อน ด้วยเหตุดงั กล่าวนี้ ถ้าฝึกจิตของตนให้เบีย่ งเบนไปจากแนวทางการ ใช้ปัญญาญาณดังกล่าวแล้ว แม้มันจะเกิดผลทางการปฏิบัติจริงๆก็ตาม มัน มิใช่เป้าหมายสูงสุดของการเป็นมนุษย์เลยแม้แต่นอ้ ย ซ�ำ้ ยังเป็นการเพิม่ ภาระ แก่จิตวิญญาณของตนเอง ให้ต้องย้อนกลับสู่การเกิดใหม่เพื่อแก้ไขตนเองใน ภพชาติตอ่ ไป จนกว่าจะกลับเข้าสูก่ ารปฏิบตั ทิ ถี่ กู ต้องดังกล่าวข้างต้นนัน้ ใน ภพชาติใดภพชาติหนึ่งข้างหน้า ซึ่งความจริงที่จริงแท้มันเป็นของมันเช่นนี้ เสมอ จงปล่อยให้ญาณพิเศษจากอ�ำนาจจิตทีบ่ ริสทุ ธิข์ องตน มันแสดง ความเฉลียวฉลาดและความสามารถของมันเองโดยไม่ต้องไปฝึกฝนมัน เลย จงรู้สึกเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายไปกับมันเถิด ถึงอย่างไรมันก็เป็น คุณสมบัติหนึ่งของตัวเราอยู่แล้ว หากจะกล่าวโดยรวมแล้ว วัตถุประสงค์ของการปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิ แบบเก่าในยุคพลังงานเก่า ก็เพื่อค้นหาสติปัญญาแท้จริงของตนให้พบ ด้วย วิธีการรวมจิตของตนให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วประคองมันไว้นานๆ เมื่อค้นพบ สติปัญญาได้แล้ว จะน�ำเอาสติปัญญาที่ได้พิจารณาสัจธรรมทั้งหลาย ที่องค์ พระศาสดาทรงสือ่ สอนไว้ ให้รแู้ จ้งเห็นจริง เพือ่ การละวางกิเลส คือ อารมณ์ หยาบๆ และ ตัณหา คือ ความรู้สึกต่างๆ เมือ่ ละวางมันได้หมดจดแล้ว จึงค่อยๆใช้สติปญ ั ญาพิจารณาสัจธรรม เกี่ยวกับเรื่องตัวตน ซึ่งเป็น มายา ให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริงอีกต่อหนึ่ง จน


มหาสติ

สามารถละวางจิตของตนได้หมดจดแล้ว จิตโดยรวมก็จะบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หมดจด ไม่มีอารมณ์หยาบๆ และไม่ถือตัวตนของตนใดๆอีก นั่นก็เท่ากับว่า มนุษย์สามารถรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวกันกับ จิต วิญญาณ ของตนได้แล้ว จิตที่สามารถเข้าถึงซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณได้ คงจะมีเพียงสติปัญญาระบบใหม่ที่เรียกว่า ปัญญาญาณ เอาไว้คิดรู้ ด้วย กระบวนการหยั่งรู้ของสมองซีกขวา กับอารมณ์รักหรือคลื่นจิตที่สั่น สะเทือนด้านบวกอย่างเดียว การกระท�ำใดๆในชีวิต จะอยู่ในลักษณะของการคิดและการกระ ท�ำที่ถูกต้องเสมอ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงพลังอ�ำนาจทางปัญญาและ การกระท�ำ อันเป็นคุณสมบัติแท้จริงของตนให้ปรากฏต่อผู้อื่น โดยมี พลังงานความรักจากการสั่นสะเทือนของจิต ที่สมองซีกขวามันช�ำนาญ เอาไว้เหนี่ยวรั้งผู้อื่นและทุกสรรพสิ่งในระบบเดียวกันให้เป็นหนึ่งเดียว ตามกฎสากลทางกายภาพของจักรวาลในที่สุด ดังเคยกล่าวไว้เสมอว่า หน้าที่ต่อจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนก็ คือ จะต้องท�ำอย่างไรเพื่อสามารถน�ำจิตหยาบของเครื่องยนต์แห่งกรรม เข้า ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณของตนเองให้จงได้ การที่จะเข้าถึงมันได้ มนุษย์จะต้องหาหนทางท�ำให้เครื่องยนต์แห่ง กรรมของตน หลุดพ้นไปจากอ�ำนาจของจิตหยาบกันเสียก่อน การท�ำให้จิต หยาบที่ท�ำงานร่วมกับสมองซีกซ้ายมันไร้ส�ำนึกได้ ก็ต้องท�ำให้จิตหยาบมัน ละวางกิเลสตัณหาและการยึดติดตัวตนนั่นเอง

43


44

ปริญญา ตันสกุล

การปฏิบัติเทคนิคสมาธิแบบเก่าและการปฏิบัติกรรมฐาน จีงเป็น เส้นทางสู่การรู้แจ้งเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น หากมนุษย์กระท�ำได้ เป็นผลส�ำเร็จ ก็สามารถเข้าถึงสภาวะนิพพานของจิตวิญญาณได้ตามต้องการ เพราะตัวการสร้างพลังงานกรรมในมิติคู่ขนาน คือ จิตหยาบ กลายเป็น บริสทุ ธิแ์ ท้จริงได้แล้ว เครือ่ งยนต์แห่งกรรมของตน มันจะเป็นแค่เพียงสรรพ สิ่งหนึ่งที่มีชีวิต ที่สามารถแสดงออกละกระท�ำการใดๆบนดาวเคราะห์โลก ตามอ�ำนาจการสั่นสะเทือนของจิตวิญญาณของตนได้โดยตรง โดยไม่มีจิต หยาบคอยเป็นอุปสรรคอยู่อีกตลอดไป นั่นเท่ากับว่ามนุษย์สามารถท�ำให้เครื่องยนต์แห่งกรรม เป็นเครื่อง มือของจิตวิญญาณซึง่ เป็นตัวแทนของจิตจักรวาลของตน ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย ให้เข้ามาสู่รูปธรรมมนุษย์เพื่อสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลง กระบวนการ สร้างใหม่ และกระบวนการเพือ่ การด�ำรงอยู่ คือ รักษาความสมดุลของระบบ ดาวเคราะห์โลกได้โดยสิ้นเชิง หรื อ อาจเรี ย กได้ ว ่ า สามารถน�ำตนเองเข้ า ถึ ง ความเป็ น หนึ่ ง เดียวกันกับจิตวิญญาณหรือจิตจักรวาลของตน ได้เรียบร้อยแล้ว เป็นอันสอดคล้องกับเจตนารมณ์หรือพันธสัญญาของจิตจักรวาล ซึง่ จิตวิญญาณแต่ละคนถือภาระหน้าที่เหล่านั้น มาปฏิบัติการบนดาวเคราะห์ โลก ตั้งแต่เข้าสู่รูปธรรมมนุษย์ในภพชาติแรกแล้ว มนุษย์จงรู้ว่า ตนเองเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในจักรวาลนี้ และเป็นสรรพ สิ่งหนึ่งในสากลจักรวาลที่จิตจักรวาลและรูปธรรมชั้นสูงทั่วไป ล้วนชื่นชม ยกย่องต่อการรับหน้าที่อันส�ำคัญแทนจิตจักรวาลของตน บนดาวเคราะห์ โลกดวงนี้ ในฐานะที่เป็นรูปธรรมมีชีวิตที่แตกต่างกว่าสรรพสิ่งอื่นในสากล


มหาสติ

จักรวาล ซึ่งมีเปลือกนอกของจิตวิญญาณที่เป็นรูปธรรมทางพลังงาน เป็น เครื่องยนต์แห่งกรรมที่มีชีวิตโดยแตกต่างจากเทหวัตถุใดๆที่มีมวลหยาบ ๆ ห่อหุ้มพลังงานที่เป็นแก่นแท้ของตนไว้อย่างสิ้นเชิง ดาวเคราะห์โลกจึงได้รับโอกาสให้เป็น ดาวเคราะห์แห่งทางเลือก เสรี เป็นพิเศษกว่าดาวดวงอื่นๆ ซึ่งมนุษย์โลกเท่านั้น ที่สามารถเลือกตัดสิน ใจใดๆ อย่างเสรีได้ในทุกเรือ่ ง จะตัดสินใจผิดก็ได้ จะตัดสินใจถูกต้องก็ได้ และ เมื่อพบว่าตัดสินใจผิด ก็สามารถตัดสินใจให้ถูกต้องกว่าอีกก็ได้ หลายคนอาจสงสัยว่า โอกาสพิเศษเช่นนี้จักรวาลมอบเป็นรางวัล พิเศษแก่ความเป็นมนุษย์โลกท�ำไม? ค�ำตอบมีอยู่ว่า เนื่องจากเครื่องยนต์แห่งกรรมที่เป็นโครงสร้างทาง ชีววิทยาทัง้ ระบบ รวมทัง้ จิตหยาบ ล้วนเป็นสรรพสิง่ ทีถ่ กู สร้างขึน้ บนโลกเพือ่ เป็นที่รองรับจิตวิญญาณจากต่างมิติ เข้ามาปฏิสนธิเป็นแก่นแท้อีกทอดหนึ่ง เนือ่ งจากจิตจักรวาลทัง้ หลาย ซึง่ เป็นผูส้ ร้างกระบวนการต่าง ๆ ใน สากลจักรวาล ไม่อาจน�ำตนเองเข้าสู่ระบบโลกโดยตรงได้ ด้วยเหตุผลส�ำคัญ 2 ประการคือ 1. ดาวเคราะห์โลกเต็มไปด้วยการเกิดใหม่ของสรรพสิ่งและการ แตกดั บ ทางกายภาพตามวั ฏ จั ก รธรรมชาติ ควบคู ่ ไ ปกั บ กระบวนการ เปลี่ยนแปลงที่ไม่คงที่ด้านพลังงานของระบบในมิติคู่ขนานด้วย หากจิตจักรวาลซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงาน เข้ามาท�ำหน้าที่เอง โดยตรง จะสามารถสร้างกระบวนการต่างๆ ในมิติของพลังงานเท่านั้น แม้ จะสามารถใช้กระบวนการทางพลังงานก่อให้เกิดปรากฎการณ์และมายาใน

45


46

ปริญญา ตันสกุล

มิตทิ างกายภาพ เพือ่ ลดหรือเพิม่ มวลต่างๆในระบบโลก ก็ตอ้ งใช้เวลาทีค่ อ่ น ข้างยาวนาน ไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องที่เกิดขึ้น ในระบบโลกได้ เครือ่ งยนต์แห่งกรรมคือกายมนุษย์ จึงต้องถูกสร้างขึน้ ให้มชี วี ติ ด้วย วิธีพิเศษ แล้วแบ่งภาคตนเองเข้ามาปฏิสนธิทางจิตวิญญาณ เพื่อให้ใช้ เครื่องยนต์แห่งกรรมเป็นเครื่องมือกระท�ำในมิติทางกายภาพ และจิต วิญญาณเองโดยอาศัยพลังของจิตใต้ส�ำนึกหรือเมอร์คขะบาห์ที่น�ำติดตัวมา จากต่างมิติด้วย เป็นผู้กระท�ำในมิติคู่ขนาน หรือมิติของพลังงานนั่นเอง 2. การส่งจิตจักรวาลเข้าสูร่ ะบบโลกโดยตรง จะมีผลต่อความสมดุล ของแรงสัน่ สะเทือนของจิตส�ำนึกของดาวเคราะห์โลก มีผลต่อค่าน�ำ้ หนักมวล ในระบบโลกของดาวเคราะห์ และค่าความสมดุลของพลังงาน อันเป็นเรื่อง ยุ ่ ง ยากทางเทคนิ ค มากกว่ า วิ ธี ที่ ไ ด้ ตั ด สิ น ใจเลื อ กใช้ ต ราบจนปั จ จุ บั น นี้ นั่นเอง การที่ รู ป ธรรมมนุ ษ ย์ ถู ก สร้ า งขึ้ น เพื่ อ ให้ เ ป็ น เครื่ อ งมื อ ของจิ ต วิญญาณ มีหน้าที่หลักด้านการให้พลังงานด้านบวกต่อดาวเคราะห์โลก เพื่อ ช่วยเหลือให้เกิดแรงเหวี่ยงรอบตัวเองของดาวเคราะห์อย่างสมดุลต่อเนื่อง จะต้องอาศัยแรงสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวกของมนุษย์เป็นส�ำคัญ ซึง่ มันยังมีผลต่อการยกระดับจิตส�ำนึกของโลก คือ แม็กนิโตสเฟีย หรือโครง ข่ายสนามแม่เหล็กโลกให้สูงขึ้นถึงระดับ 60,000 กิโลเมตรจากพื้นโลกไป พร้อมกันด้วย จิตวิญญาณทุกดวงที่มาสู่รูปธรรมมนุษย์จึงจ�ำเป็นจะต้องถือ เอา พันธสัญญา หรือบทละครของตนเองมาแสดงร่วมกับจิตวิญญาณของ มนุษย์คนอื่นๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ด้วยตนเองแล้ว มนุษย์คนอื่นๆ ก็คือ ผู้ที่ ตนต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเป็นครอบครัวนั่นเอง

นั่นคือเรื่องราวของภพชาติแรกที่มาสู่รูปธรรมมนุษย์ดาวเคราะห์


มหาสติ

โลก เหตุที่ต้องถือบทละครกันมาก็เพื่อ ให้มันเป็นบททดสอบตนเอง ด้วยข้อสอบที่ตนสร้างขึ้นยากและง่าย บ้างก็ท้าทายปะปนกันไป เพื่อให้บท ทดสอบเหล่านั้นเป็นเงื่อนไขของจิตหยาบ ในการสั่นสะเทือนเป็นจิตส�ำนึก ด้านบวกให้ได้ ยิ่งบททดสอบเป็นเรื่องทารุณโหดร้ายจิตใจมากเท่าใด ถ้า มนุษย์สามารถแสดงความอดทน อดกลัน้ และให้อภัยต่อสมาชิกผูร้ ว่ มแสดง ได้ แทนที่จะเล่นบทผู้ร้ายคือสอบตก มันจะสามารถให้พลังงานด้านบวกที่ โลกต้องการได้อย่างมากมาย ถ้ามันจะเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ได้ มนุษย์แต่ละคนจะต้องถูก ปิดบังมิติไม่ให้ล่วงรู้ความจริงดังกล่าวนี้เท่านั้น เทคนิคในการปิดบังมิติไว้ไม่ให้ล่วงรู้ความจริง อันเป็นเบื้องหลังค วามเป็นมาของตนพร้อมบทละครในพันธสัญญา จักรวาลจัดวางไว้ 2 ประการ คือ 1. ให้มนุษย์ใช้สติปัญญาของจิตหยาบ คือ สมองซีกซ้ายน�ำขวาใน การคิดรูเ้ สียก่อน เพราะจิตหยาบกับสมองซีกซ้ายน�ำซีกขวา ไม่มพี ลังอ�ำนาจ พอทีจ่ ะเปิดประตูมติ คิ อื ตาทีส่ าม สร้างความสัมพันธ์กบั จิตจักรวาลรูปธรรม ใดๆทีด่ ำ� รงอยูเ่ หนือจักรวาลโลก เพือ่ การหยัง่ รูค้ วามลับของตนเบือ้ งหลังมิติ โลกได้ นอกจากจะหาวิธีเข้าให้ถึงกระบวนการใช้สมองซีกขวาน�ำซ้ายที่เป็น ระบบใหม่ เพื่อการหยั่งรู้ด้วยสติปัญญาของจิตวิญญาณของตนเท่านั้น แต่ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะมีจิตหยาบของเครื่องยนต์แห่งกรรมเป็น อุปสรรคอยู่

2. การเปิดบานประตูมิติคือตาที่สาม ซึ่งเป็นช่องทางการใช้ภาษา

47


48

ปริญญา ตันสกุล

สากลจักรวาลของมนุษย์ ไม่ว่าจะสามารถเข้าถึงการใช้สมองซีกขวาอันเป็น สติปัญญาของจิตวิญญาณได้แล้วก็ตาม ในยุคพลังงานเก่าของดาวเคราะห์ ดวงนีน้ นั้ มันกระท�ำได้ยากมาก เนือ่ งจากประตูบานนีถ้ กู ก�ำกับไว้ดว้ ยอ�ำนาจ แม่เหล็กในระดับต�่ำ ตามสมการสามมิติคือ 3-3-3 จึงท�ำให้มนุษย์เปิดมัน ออกจากการปิดสนิทได้ยากยิ่ง ยุคพลังงานเก่าจึงมีผู้เข้าถึงอ�ำนาจการหยั่งรู้ โดยสื่อภาษาจิตกับ สากลจักรวาลได้น้อยมาก ทั้งหมดนั้นคือ ความลับเบื้องหลังมิติโลกที่น�ำมาย�้ำอีกครั้ง ซึ่ง มนุษย์ยุคพลังงานเก่าทุกคนที่ต้องการรู้แจ้ง จะต้องปฏิบัติตนเพื่อหาค�ำ ตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง แต่ที่น�ำมาเปิดเผยให้รู้ในที่นี้เป็นเพราะว่า บททดสอบดังกล่าว ส�ำหรับมนุษย์โลก รวมทัง้ บททดสอบและบทเรียนโลกด้านพันธกรรมของ แต่ละคน ได้ถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว ส�ำหรับยุคพลังงานใหม่ที่จะถึงนี้ จึงเปิดเผยมาให้ล่วงรู้กันไว้ จะได้ปฏิบัติเสียให้ถูกต้องกว่าอดีตที่ผ่านมา เพราะบททดสอบและบทเรียนต่าง ๆ มันยังจะคงมีอยู่อีกต่อไป ไม่ได้ ยกเลิกด้วย เพียงแต่เฉลยค�ำตอบมาให้รู้เท่านั้น ในยุคพลังงานเก่า จิตจักรวาลจึงจ�ำเป็นต้องหาหนทางชีน้ ำ� แนวทาง การปฏิบัติต่างๆ ที่ถูกต้องส�ำหรับมนุษย์โลก จิตจักรวาลดวงใหญ่ และจิต จักรวาลผูม้ คี วามรักอันสูงส่ง จึงได้เข้ามาสูม่ ติ โิ ลกในบทบาทของศาสดา ผูน้ ำ� คัมภีรจ์ กั รวาลมาสือ่ สอนในแต่ละยุคสมัย เพือ่ ให้มนุษย์ได้ใช้แก้ไขตนเองและ เข้าสู่แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมตลอดมา

หนึ่งในคัมภีร์จักรวาลที่ส�ำคัญคือ การสอนให้มนุษย์รู้จักปฏิบัติ


มหาสติ

เทคนิคสมาธิและกรรมฐาน โดยมีบทแทรกคือ การสร้างวินัยและการเสริม พลังงานจิตด้วยศีลและธรรมะ เพื่อท�ำให้จิตพร้อมต่อการปฏิบัติทางเทคนิค ดังกล่าวได้ง่ายและได้ผลรวดเร็วขึ้นนั่นเอง การท�ำสมาธิแบบเก่าจากยุคพลังงานเก่า จึงมีวตั ถุประสงค์ส�ำคัญ ต่างๆทั้งหมดที่ได้กล่าวไว้ในบทนี้ ไม่มีเหตุผลอื่นใดแล้ว น่าเสียดายที่มนุษย์ปัจจุบัน หยิบเอาวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ เทคนิคสมาธิกนั มาแค่บางส่วนเท่านัน้ หลายรายก็สร้างสมาธิดว้ ยการฝึกฝน จิตให้ไปเป็นอืน่ ซึง่ ยังประโยชน์อนั ใดไม่ได้เลย นอกจากความงมงายของตน เท่านั้น การเข้าถึงสภาวะการหลุดพ้น คือ นิพพาน และการหยั่งรู้ด้วย ปัญญาญาณ มนุษย์ต้องฝึกจิตให้มีพลังอ�ำนาจ ไม่ใช่ฝึกจิตให้เกิดฤทธิ์ เพราะฤทธิ์กับอ�ำนาจมันอยู่กันคนละด้าน จิตที่มีอ�ำนาจ สามารถสร้างฤทธิ์ได้โดยอัตโนมัติ และจิตที่มี อ�ำนาจสามารถควบคุมฤทธิ์ได้ แต่ฤทธิ์สร้างอ�ำนาจให้จิตไม่ได้ เพราะจิต นั้นไร้ปัญญาญาณ หากฝึกจิตให้มีฤทธิ์ ต้องสร้างจิตให้มีอ�ำนาจควบคู่กันไปด้วย ความสมดุลของจิตจึงจะเกิดได้ และเป็นคุณแก่ตนมากกว่า

49


50

ปริญญา ตันสกุล

3

ศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ ในยุคพลังงานเก่า การปฏิบัติเทคนิคสมาธิเพื่อการส�ำรวมจิตให้มี พลัง ก็เพื่อท�ำจิตให้พร้อมต่อการใช้สติปัญญาได้อย่างเต็มที่ เพราะอ�ำนาจ ทางปัญญาเท่านั้น จึงจะสามารถดับจิตหยาบในจ�ำนวน 189 ดวงที่มันไป หลงยึดติดกับกิเลส ตัณหา และตัวตนเสียจนโงหัวไม่ขึ้น จนบดบังอ�ำนาจ


มหาสติ

ทางการคิดรูซ้ งึ่ มีประโยชน์กว่าให้ลดทอนลงไป เพราะมันจะเอาแต่นกึ เอาแต่ รู้สึก เอาแต่ใจ มากกว่าเอาสติปัญญาหาเหตุผล โดยมนุษย์เองสามารถเห็น ความจริงได้ว่า วันๆหนึ่งเราแสดงออกหรือกระท�ำใดๆ ด้วยจิตส�ำนึกถูกต้อง แท้จริงของความเป็นตัวเราเอง โดยไม่มอี ารมณ์พาไป ไม่มที กุ ข์ไม่มสี ขุ ได้วนั ละกี่ครั้งกี่เรื่องกันได้บ้าง? การแสดงออกหรือการกระท�ำใดๆ โดยใช้อารมณ์รู้สึกและการนึก ได้ ตามการสั่นสะเทือนของจิตหยาบนั้น เท่ากับว่าตัวเราไม่มีโอกาสเป็นตัว ของตัวเองเลย เราตกเป็นทาสของสิ่งเร้าที่มากระทบสัมผัสจิตของเราให้มัน สัน่ ไหว แล้วพาให้เราแสดงบทบาทไปตามนัน้ ทัง้ ๆทีค่ วามจริงของตัวเราอาจ ไม่มีนิสัยอย่างนั้น ไม่ต้องการแสดงออกหรือกระท�ำอย่างนั้นเลย มนุษย์ที่ตกเป็นทาสของสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเงื่อนไข เท่ากับว่าตก เป็นทาสอารมณ์ของตนเอง และยังตกเป็นผู้ถูกจูงจิตวิญญาณโดยสิ่ง แวดล้อมนั้นไปในขณะเดียวกันด้วย ถ้ามนุษย์จะแสดงออกหรือกระท�ำใดๆในชีวิตประจ�ำวันโดยมีผู้อื่น คอยเป็นเงื่อนไขให้เราแสดงออกหรือกระท�ำตอบสนองต่อเขาอยู่ทั้งวี่วัน มนุษย์เช่นเราก็ไม่อาจค้นพบอ�ำนาจในตนเองแท้จริงได้ มนุษย์ที่มีอ�ำนาจแท้จริง หมายถึง มนุษย์ที่พร้อมต่อการแสดงออก ทางความคิดและการตัดสินใจใดๆ สู่การกระท�ำตามที่ตนต้องการได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องมีผู้ใดคอยจูงใจ ไม่ต้องมีใครบังคับหรือร้องขอ

การแสดงออกหรือกระท�ำในสิ่งที่ควรท�ำ

การไม่ท�ำในสิ่งไม่สมควรท�ำ

51


52

ปริญญา ตันสกุล

หลักการแสดงออกของมนุษย์ทั้ง 2 ประการนั้น คือ บทบาทของ มนุษย์ที่สามารถเข้าถึงพลังอ�ำนาจสูงสุดในตนเองได้แล้ว เนื่องจากสามารถ สร้างแรงสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกของตนได้ดว้ ยตนเอง ไม่ตอ้ งอาศัยเงือ่ นไข แวดล้อม และไม่ตกเป็นทาสอารมณ์รู้สึกของตนเอง แต่สามารถคิดได้เอง ตัดสินใจแสดงออกหรือกระท�ำได้เอง และพร้อมที่จะรับรางวัล เมื่อการ แสดงออกหรือการกระท�ำของตนถูกน�ำออกมาแสดง และทุกอย่างสิ้นสุดลง การปฏิบัติเทคนิคสมาธิเบื้องต้น จึงมีประโยชน์ส�ำหรับมนุษย์ เพื่อ การคิดรู้และการเรียนรู้สิ่งใดๆในชีวิต ประจ�ำวันอย่างยิ่ง ในการสร้างสมาธิ เบื้องต้นอาจไม่ต้องเปลืองเวลาไปกับพิธีกรรมทางเทคนิคก็ได้

เพียงแต่มนุษย์ปฏิบัติตนดังนี้ คือ

1. คิดแต่สิ่งที่ต้องการคิด

2. คิดทีละเรื่องราว

3. ไม่สนใจสิ่งอื่นขณะก�ำลังคิด

4. คิดโดยไม่ตั้งเป้าหมาย และไม่ก�ำหนดเงื่อนไขให้ตนเอง เพื่อ การคิดออกหรือคิดได้ การคิดอย่างมีสมาธิ และรักษาสมาธิของตนเอาไว้ในระหว่างการคิด เป็นการท�ำจิตของตนให้พร้อมต่อการใช้สติปัญญาอย่างเต็มพลังที่มีอยู่ ซึ่ง เป็นสิง่ จ�ำเป็นอย่างยิง่ การคิดแต่สงิ่ ทีต่ อ้ งการคิดก็เพือ่ ก�ำกับจิตของตนไม่ให้ วอกแวกสัน่ ไหว ไปนึกถึงเรือ่ งอืน่ ๆทีไ่ ม่ได้เกีย่ วข้องกับการคิดในขณะนัน้ และ เป็นการจัดระบบการคิดของตนไม่ไห้เกิดการสับสน เนือ่ งจากจิตหลายๆดวง มันแยกกันไปท�ำงาน เพื่อการสร้างกระบวนการคิดของสมอง พร้อมๆกัน


มหาสติ

หลายเรื่องราว จะท�ำให้พลังอ�ำนาจทางความคิดถดถอยลง การคิดแต่สิ่งที่ต้องการคิด ย่อมดีกว่าการนึกคิดพร้อมๆกันทีละ หลายเรื่อง การที่กำ� ลังใส่ใจอยู่กับเรือ่ งหนึ่ง แต่ใจไปนึกไปคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ซึง่ ยังไม่ใช่เวลาจะต้องไปนึกคิดมัน จึงเป็นการบัน่ ทอนอ�ำนาจการสัน่ สะเทือน ของจิต เพื่อกระตุ้นให้สมองเต็มส่วนเกิดการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความคิด ในทางต�่ำลงกว่าความเป็นจริงได้เสมอ ทั้งยังท�ำให้สมองเกิดความสับสนใน การท� ำ งานของมั น จนออกอาการมึ น ศี ร ษะ ปวดเวี ย นประสาท สร้ า ง ความเครียดทางประสาทให้มนุษย์โดยไม่จ�ำเป็นอีกด้วย การคิดทีละเรื่องราว ก็มีผลต่อการสร้างและรักษาสมาธิในการคิด ของมนุษย์เช่นกัน ซึ่งมันไม่แตกต่างไปจากการคิดแต่สิ่งที่ต้องการคิดเท่าใด นัก การคิดแต่สิ่งที่ต้องการคิด หมายถึง การรู้จักเลือกคิดและฉลาดคิด เพื่อ จัดล�ำดับความจ�ำเป็นในการหยิบเอาสิ่งนั้นมาคิดก่อนคิดหลัง ตามล�ำดับ ความต้องการนั่นเอง เมื่อเลือกเรียงล�ำดับสิ่งที่จะน�ำมาขบคิดได้แล้ว ก็ปฏิบัติไปตามนั้น คือ คิดทีละเรื่องราว คิดทีละขั้นตอนตามที่จัดล�ำดับไว้ การไม่สนใจสิ่งอื่นขณะก�ำลังคิดเรื่องนั้นอยู่ ก็เพื่อไม่ให้จิตของตน ส่วนหนึ่งหันไปท�ำหน้าที่รับรู้ดูเห็น หรือรับฟังสรรพสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับ การคิดรูอ้ ยูใ่ นขณะนัน้ อันจะท�ำให้อำ� นาจการสัน่ สะเทือนของจิตลดลง คลืน่ สมองลดทอนอ�ำนาจลง จนสติปัญญาที่จะใช้ต่อเรื่องเดิมที่ก�ำลังคิดต้อง ถดถอยหรือขาดตอนลงไปได้ ผลการคิดที่ได้รับอาจผิดพลาดเบี่ยงเบนหรือ ไม่ลกึ ซึง้ แยบยลพอก็เป็นได้ หรืออาจถึงขัน้ เกิดความสับสนทางความ คิด จน เกิดการคิดผิดมากกว่าถูก ไปจนถึงการคิดไม่ออกเลยก็เป็นได้

53


54

ปริญญา ตันสกุล

นอกจากนั้นไม่แน่ว่าสิ่งเร้าอื่นๆ ที่ท�ำให้เราเบี่ยงเบนความสนใจไป เพียงแว่บเดียว มันอาจมีผลต่อจิตให้เกิดการรับรู้อารมณ์ ปลุกให้มันตื่นจาก หลับใหลขึน้ มาอาละวาด จนท�ำให้สมาธิทมี่ อี ยูน่ นั้ ขาดไป ไม่อาจคิดรูใ้ นสิง่ ที่ ก�ำลังคิดและต้องการคิดต่อไปได้อีกแล้วก็ได้ ในประการสุดท้ายของการสร้างและรักษาสมาธิ เพือ่ การคิดรูอ้ ย่าง มีพลังอ�ำนาจก็คือ การไม่ตีกรอบตนเองเอาไว้ในการคิดนั้น อันจะก่อให้เกิด การรับรูท้ างอารมณ์ทเี่ กิดจากเงือ่ นไขซึง่ ตนเองเป็นผูก้ ำ� หนดมันขึน้ มาโดยไม่ ตัง้ ใจ จนลดทอนอ�ำนาจทางการคิดลงไป เพราะจิตสัน่ ไหวเกิดอารมณ์หยาบๆ บางอย่างแทรกซ้อน การตีกรอบตนเองในการคิดรู้ของมนุษย์ มีหลายแบบ เท่าที่พอจะ แสดงให้เห็นความจริงได้มีดังนี้

1.ก�ำหนดเวลาในการคิดไว้ล่วงหน้า

ไว้

2.ก�ำหนดจ�ำนวนเรื่องที่จะคิด ภายในก�ำหนดเวลาที่ตั้งเป้าหมาย

การคิดหรือการกระท�ำใดๆในชีวิต ถ้ามนุษย์ตีกรอบตนเองไว้ ด้วย ปริมาณและข้อจ�ำกัดของเงื่อนเวลา มันจะมีผลต่อการลดทอนสติปัญญา ซึ่ง เป็นอ�ำนาจทางการคิดรู้ของตนได้สูงยิ่ง เนื่องจากเป็นการน�ำตนเองเข้าสู่ เงือ่ นไขใหม่ ทีม่ ผี ลต่อจิตใจบางส่วน ให้แบ่งไปนึกถึงข้อก�ำหนดหรือข้อจ�ำกัด ที่เป็นเงื่อนไขนั้นในเวลาเดียวกันด้วย แน่นอนว่ามันมีแต่จะบีบคั้นจิตใจจน ท�ำให้สติปัญญามืดมนลงไปหลายเท่า เพราะมันจะน�ำตนเองไปสู่ความวิตก กังวล ความเร่งร้อน ความไม่แยบยลในการคิด และความประมาทอันเกิด จากการขาดการคิดรอบด้านนั่นเอง


มหาสติ

ท�ำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

การก�ำหนดจ�ำนวนเรือ่ งทีต่ นต้องคิดให้ออก คิดให้ได้ ภายในเวลาที่ จ�ำกัด ไม่ได้แตกต่างไปจากการใช้อำ� นาจบังคับจิตกับสมองของตน ให้มนั ท�ำ หน้ า ที่ อ ย่ า งเต็ ม ประสิ ท ธิ ภ าพ โดยที่ ต นเองก็ ยั ง ไม่ รู ้ เ ลยว่ า ค� ำ ว่ า เต็ ม ประสิทธิภาพ คือการคิดออกคิดได้ตามที่ตนตั้งเป้าหมายไว้ มันจะเป็นไปดัง ความคาดหวังหรือไม่ อ�ำนาจทางสติปัญญาที่มีอยู่ มันจะช่วยให้ตนประสบผลตาม ต้องการได้แน่หรือไม่? เรื่องที่ขบคิดเหล่านั้น ยากหรือง่ายต่อการขบคิดส�ำหรับตนเอง หรือเปล่า? เงือ่ นไขจ�ำนวนเรือ่ งและก�ำหนดเวลา สอดคล้องกับความเป็นจริง ของตนหรือเปล่า? ค�ำถามส�ำคัญทัง้ สามประการ เป็นค�ำถามทีม่ นุษย์ควรไถ่ถามตนเอง แล้วหาค�ำตอบด้านบวกทีส่ อดคล้องกับความหวังของตนให้ได้เสียก่อน ความ มัน่ ใจและความเชือ่ มัน่ จึงจะเกิดขึน้ มาได้ แต่ปกติแล้วมนุษย์สว่ นใหญ่ทชี่ อบ ตีกรอบตนเองเอาไว้ด้วยข้อจ�ำกัด ด้วยเป้าหมาย มักจะมองข้ามเรื่องส�ำคัญ ตรงนี้ไปเสมอ เพราะเมื่อตีกรอบ สร้างวงจ�ำกัดตัวเองไว้อย่างนั้น มันจะมี ประเด็นของ คิดส�ำเร็จหรือไม่ส�ำเร็จ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย จิตส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งแยกออกไปรับรู้กับความวิตกกังวล จิตบาง ดวงก็ไปท�ำหน้าที่สร้างอารมณ์ร้อนรน จนสมองขาดความแยบยลในการ คิด

55


56

ปริญญา ตันสกุล

การขีดข้อจ�ำกัดด้วยการตีกรอบการคิดของตนไว้ ก็เท่ากับว่า มนุษย์ได้วางแผนท�ำลายอ�ำนาจสมาธิของตนด้วยอารมณ์หยาบๆไว้ล่วง หน้า ตั้งแต่ต้นแล้ว ความรูท้ างเทคนิคส�ำหรับบุคคลในรัว้ วัด เพือ่ เผยแพร่แนะน�ำสูน่ อก วัดในเรือ่ งเทคนิคสมาธิ จึงเป็นประโยชน์เบือ้ งต้นส�ำหรับมนุษย์ทกุ คนในการ ใช้สติปัญญาเพื่อการคิดรู้ ในการสร้างตนเองและสร้างโลกมาตั้ง แต่ยุค พลังงานเก่าแล้ว แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงการหาวิธีน�ำสติปัญญาของ สมองซีกซ้ายที่ใช้กันอยู่ตามปกติ ออกมาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพ อัน เป็นประโยชน์ต่อการใช้สติปัญญาเบื้องต้น เพื่อการคิดรู้และการเรียนรู้ เท่านั้น

การรู้จริงกับการรู้แจ้ง

กระบวนการคิดรูแ้ ละการเรียนรูใ้ นชีวติ ประจ�ำวันของมนุษย์ อันเกิด จากจิตท�ำงานร่วมกับสมองซีกซ้ายน�ำขวา เป็นกระบวนการใช้สติปัญญาที่ ถูกจัดวางไว้ให้มนุษย์ ได้เริ่มเรียนรู้จากสิ่งง่ายเรื่องง่ายๆไปหาสิ่งที่ยากกว่า โดยเริ่มจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมซึ่งมวลหยาบๆ เรื่องหยาบๆ ไปจนถึงมวลเล็ก ละเอียดเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่เกินระบบประสาทสัมผัสทั้งห้าจะสัมผัสรู้ดู เห็นมันได้ ถ้วนทุกสิง่ ทีส่ มองซีกซ้ายมันช�ำนาญจึงอยูใ่ นลักษณะของ สมการ เส้นตรง กับ ความเป็นเหตุเป็นผลเสมอ สมองซีกซ้ายน�ำซีกขวาในการคิดรู้และเรียนรู้ของมนุษย์ จึงท�ำงาน ได้ดี แต่มีขีดจ�ำกัดอยู่ในเรื่องต่อไปนี้คือ


มหาสติ

การคิดค�ำนวณตัวเลข

การวิเคราะห์แยกแยะ

การใช้เหตุและผลหรือตรรกะ

การจดจ�ำได้

การท�ำความเข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรม

การถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นค�ำพูด

บทบาทหน้าที่อันเป็นความช�ำนาญด้านหลักของสมองซีกซ้ายข้าง ต้นนั้น มนุษย์น�ำมันออกมาใช้เพื่อการเรียนรู้ ให้เกิดการรู้จริง กันชั่วชีวิต การรู้จริง หมายถึง การคิดรู้และการเรียนรู้ใดๆ บนพื้นฐานของ เหตุและผล จากการวิเคราะห์วจิ ยั การพิสจู น์ทดลอง และการคิดค�ำนวณ จนเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างชัดเจนถ่องแท้ การรู้จริงอันเกิดจากการเรียนรู้ส�ำหรับมนุษย์แล้ว จะต้องน�ำไป ปฏิบตั ไิ ด้ตามนัน้ เสมอ การปฏิบตั อิ าจหมายถึง การน�ำไปใช้ประโยชน์ทางการ ปฏิบัติหรือเพื่อสื่อสอน ถ่ายทอดให้บุคคลอื่นๆที่ยังไม่รู้กันต่อไป การเรียนรู้ของมนุษย์เพื่อให้รู้จริง ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้ปะปนกัน ไปในทุกเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตนเอง เรื่องของบุคคลอื่น เรื่องราว ทางวิชาการ เรื่องของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จนแม้กระทั่งเรื่องของนรก สวรรค์ โลกและบาดาล มนุษย์ก็จะยึดติดอยู่กับการใช้สมองซีกซ้ายน�ำขวา เพื่อการเรียนรู้ให้รู้จริงไปเสียทุกเรื่อง

57


58

ปริญญา ตันสกุล

การเรี ย นรู ้ ด ้ ว ยกระบวนการดั ง กล่ า วนี้ จิ ต จั ก รวาลเรี ย กว่ า เป็นการเรียนรู้ด้วยการคิดแบบจิตมนุษย์

ถ้าเป็นมนุษย์ก็เรียกว่า การคิดแบบวิทยาศาสตร์นั่นเอง

มนุษย์ไม่รู้หรอกว่า ความช�ำนาญของสมองซีกซ้ายของตน มันมีข้อ จ�ำกัดคุณสมบัติเอาไว้ มันไม่อาจสามารถใช้ท�ำงานเพื่อการคิดและการเรียน รู้ได้ไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันมิได้ถูกจัดวางให้มีความเป็นอัจฉริยะถึงขนาด นั้นได้ ลองพิจารณาความจริงประการหนึง่ ก็ได้วา่ บรรดานักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยียุคปัจจุบัน ที่มนุษย์โลกต่างยอมรับและชื่นชมในพลังทางสติ ปัญญาของสมองซีกซ้ายน�ำขวาของพวกเขา ก็ยงั ติดอยูก่ บั กรอบจ�ำกัดทีก่ ล่าว นี้ทั้งสิ้น ซึ่งพวกเขาสามารถเรียนรู้และคิดรู้ได้แค่เรื่อง ควันตัมฟิสิกส์ เกี่ยว กับอนุภาคของคลืน่ ทีต่ าหรือเครือ่ งมือวิทยาศาสตร์ชกั จะมองไม่เห็นแล้ว ว่า รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง มนุษย์กเ็ ลยเปลีย่ นความสนใจจากมวลทีเ่ ป็นตัวตนหรือรูปธรรม ไป สังเกต ร่องรอย หรือปรากฎการณ์ของสิ่งนั้น เพื่อหาค�ำอธิบายรูปธรรมนั้น แทนกันแล้ว เพราะพวกเขายังคงใช้สมองซีกซ้ายน�ำขวากันอยู่ พวกเขาจึง ต้องพยายามคล�ำหา ตัวตน รูปธรรม หรือแม้แค่เงาทีเ่ ป็นปรากฏการณ์ของ มันก็ยังดี เพื่อที่จะอธิบายถึงสิ่งนั้นให้ได้ ในขณะที่ยังมีอีกมากมายนักใน จักรวาลโลกและสากลจักรวาล ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันค้นพบตัวตนและปรากฏ การณ์ของมันได้ง่ายนัก อย่าว่าแต่สิ่งใดในสากลจักรวาลเลย กับแค่เรื่องของแสงซึ่งเป็น คลืน่ พลังงานรูปหนึง่ มนุษย์กม็ องไม่เห็นอนุภาคทีต่ นค้นพบ ทีเ่ รียกว่า”โฟ


มหาสติ

ตอน”ด้วยซ�้ำไป ที่รู้ว่า อนุภาคโฟตอน มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 186,000 ไมล์ ต่อวินาที ก็ได้จากการสังเกตปรากฏการณ์ของแสง ในห้องทดลองด้วย เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์กันเท่านั้นเอง ทีล่ กึ ซึง้ เล็กลงไปกว่าโฟตอน มนุษย์กร็ จู้ กั กับอนุภาคอีกชนิดหนึง่ เมือ่ ไม่นานมานี้ จากการทดลองใช้อนุภาคบางชนิดยิงอนุภาคโฟตอนของ แสงตัวหนึ่ง ให้มันแตกตัวออกจากกัน เกิดเป็นอนุภาคที่เล็กลงสองตัว แล้วสังเกตปรากฏการณ์ของอนุภาคทีเ่ กิดใหม่ จนพบความมหัศจรรย์ของ แสงอีกบางเรื่องที่น่าทึ่งส�ำหรับพวกเขาอยู่จนทุกวันนี้ พวกเขาเริม่ รูด้ วี า่ การพยายามใช้สมองซีกซ้ายศึกษาธรรมชชาติ เพือ่ ท�ำความเข้าใจธรรมชาติและเพือ่ ควบคุมธรรมชาติ ด้วยสติปญ ั ญาจากอ�ำนาจ สมองที่มีข้อจ�ำกัดคุณสมบัติไว้ พวกเขาไม่มีวันเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติ ในสากลจักรวาลได้อย่างแน่นอน เพราะแก่นแท้ของธรรมชาติที่เป็นสากล จักรวาล มันเป็นมิติของพลังงานไม่ใช่มิติทางกายภาพ หากเป็นเรื่องที่จะกล่าวกันในมิติโลกให้เข้าใจง่ายขึ้น อาจกล่าวได้ ว่า ศาสตร์จักรวาลมันไม่ใช่มีแต่เรื่องของตัวตนหรือมายา ที่เป็นรูปธรรม แต่ มันเป็นเรื่องของปรัชญาหรือจิตต่างหาก การมุง่ แต่จะเรียนรูแ้ ละคิดรูแ้ ต่สง่ิ ทีเ่ ป็นตัวตนหรือมายาของสรรพ สิ่งในธรรมชาติ มันเหมือนกับการที่ มนุุษย์งมงายอยู่กับเงาของแก่นแท้ เท่านั้น ดังเช่นมนุษย์เอาแต่จะศึกษาค้นคว้าเรื่องปรากฏการณ์ของแสง เพื่ออธิบายตัวตนของแสง มนุษย์ย่อมไม่มีทางเข้าถึงสิ่งที่ตนต้องการรู้ได้

59


60

ปริญญา ตันสกุล

เพราะด้านที่ศึกษาค้นคว้าหาตัวมันอยู่นั้น มันมิได้มีตัวตนอย่าง ทีค่ ดิ แบบจิตมนุษย์เลย เพราะมันเป็นด้านของเงาทีว่ ทิ ยาศาสตร์โลกหลง ผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว การจะเข้าถึงแก่นแท้ของสรรพสิง่ ในสากลจักรวาลทีม่ นุษย์เรียกกัน ว่าธรรมชาตินั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินขีดจ�ำกัดของสมองซีกซ้ายน�ำซีก ขวา ในการคิดรู้และเรียนรู้เพื่อให้รู้จริงเสมอ เพราะสิ่งที่มนุษย์เสี้ยมสอนกัน มาตัง้ แต่วยั เด็ก ให้ยดึ ถือสิง่ ทีแ่ ลเห็นเป็นตัวตนแท้จริงกันหมด มันเป็นความ เชื่อที่ งมงาย มาตั้งแต่บัดนั้นแล้ว การเรียนรูด้ ว้ ยสมองซีกซ้ายน�ำขวา จึงช่วยให้มนุษย์ได้ใช้สติปญ ั ญา ค้นคว้าหาความจริงจากเงาหรือมายาของแก่นแท้กันเท่านั้นเอง การเรียนรู้และการคิดรู้แบบวิทยาศาสตร์ จึงเป็นแค่เพียงการรู้ จริงเท่านั้น นอกจากนัน้ ขีดจ�ำกัดในการรับรูข้ องมนุษย์กบั การรูจ้ ริงในสิง่ ทีเ่ รียน รู้หรือค้นพบมา จากการศึกษาเงาหรือมายาใดๆ หากเรื่องดังกล่าวเกิด เกี่ยวข้องกับตนเองหรือพวกตัวขึ้นมาเมื่อใด มันยังมีปัญหาอยู่อีกว่า ความ จริงที่ค้นพบนั้น มนุษย์จะยอมรับมันได้มากน้อยแค่ไหน การรู้จริงของมนุษย์ในสิ่งใดๆที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือพวกตัว ทีไ่ ม่เกีย่ วกับศาสตร์ทางวิชาการ มันยังมีปญ ั หาเรือ่ งการยอมรับ ไม่ยอมรับ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่างหากด้วย ถ้ามีใครสักคนช่วยสงเคราะห์อธิบายอย่างมีเหตุผล และแสดงหลัก ฐานอ้างอิงต่อตัวเราในเรือ่ งทีเ่ ราบกพร่องผิดพลาด ไม่วา่ ด้านความคิด ความ


มหาสติ

เชื่อ หรือการกระท�ำใดๆของตัวเรา จนถึงขั้นจ�ำนนด้วยเหตุผลและหลักฐาน แล้ว ถามว่าแม้ตัวเราจะเกิดความรู้ความเข้าใจจนเห็นจริงไปตามเขา แต่ใจ เราก็ยังปฏิเสธความจริงของตัวเราเองอยู่เนืองๆ ใช่หรือไม่? ด้วยเหตุน้ี การใช้สมองซีกซ้ายที่มีขีดจ�ำกัดในการใช้งาน เพื่อการ คิดแบบวิทยาศาสตร์ในการมองหาตัวตนของสรรพสิง่ นอกจากบัน้ ปลายจะ คว้าได้แค่เพียงเงาแล้ว มันยังไม่มอี ำ� นาจเพียงพอต่อการน�ำความรูค้ วามเข้าใจ ทีไ่ ด้มา ก่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลงหรือเกิดผลทางการปฏิบตั สิ ำ� หรับตัวมนุษย์ เองเลยแม้แต่น้อย ศาสตร์ ส ากลจั ก รวาล อั น เป็ น ศาสตร์ สู ง สุ ด ที่ เ หนื อ กว่ า วิ ธี วิทยาศาสตร์โลก คือ ศาสตร์ด้านอภิปรัชญาต่างหาก ที่จะสามารถเข้าถึง แก่นแท้ของทุกสรรพสิง่ เข้าถึงกฎสากลทางกายภาพของแก่นแท้ของทุก สรรพสิ่งในจักรวาลได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ศาสตร์ด้านอภิปรัชญาสอนให้มนุษย์ เข้าถึงกฎเกณฑ์ทางกายภาพของจักรวาล ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านพลังงาน สอน ให้มนุษย์มองผ่านตัวตนเข้าไปให้ถึงแก่นแท้ของตัวตนต่างๆที่มนุษย์หลงยึด ติด มองข้ามการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล ก้าวผ่านการทดลองด้วยเครื่องมือ วิทยาศาสตร์ และการคิดค�ำนวณตามทฤษฎีเรขาคณิตบนเลขฐาน 10 ไปให้ สิ้น โดยให้มนุษย์เปลีย่ นมาใช้กระบวนการคิดรูแ้ บบใหม่ โดยมีขอ้ แม้วา่ จะต้องหาหนทางเข้าถึงมันให้ได้เสีย ก่อน ถ้าเข้าถึงมันได้ มนุษย์จะเข้าถึงแก่นแท้ได้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ต้อง มองหาตัวตนของสรรพสิ่งใดๆอีก ไม่ต้องแสวงหาหนทางพิสูจน์ทดลอง ไม่

61


62

ปริญญา ตันสกุล

ต้องสับสนกับตัวเลขผิดๆบนฐานสิบอยู่อีกต่อไป หากจะกล่าวเป็นภาษามนุษย์ ศาสตร์ดา้ นอภิปรัชญาของจักรวาล ทีเ่ หนือกว่าวิทยาศาสตร์โลก เป็นการรวมเอาศาสตร์ทกุ ศาสตร์เข้าไว้เป็น หนึ่งเดียว โครงสร้างหลักของศาสตร์นี้ เป็นเรื่องของพลังงานที่แยกย่อย ลงไป จนถึงอนุภาคปรมาณูในแต่ละสเป็คตรัมของแสงเลยทีเดียว หรือ อาจเรียกว่า อนุภาคของคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็กก็ได้ ถ้ามนุษย์จะเข้าถึงมันได้ มนุษย์จะต้องเริ่มจากการศึกษาค้นคว้า เรือ่ งคุณสมบัตขิ องแสงหรือคลืน่ แสงความถีย่ อ่ ยๆในแต่ละสเป็คตรัม ไม่ใช่ ศึกษากันแต่เรือ่ งปรากฏการณ์ของแสงอยูด่ า้ นเดียว ปรากฏการณ์กบั คุณ สมบัติมันแตกต่างกันเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว ถ้าจะเข้าถึงมันให้ได้งา่ ยขึน้ นักวิทยาศาสตร์โลกจะลองหันมาศึกษา เรือ่ งคุณสมบัตขิ องจิตทีอ่ ยูใ่ นเครือ่ ง ยนต์แห่งกรรมของตนก็ได้ เพราะมันไม่ ได้หนีไปไหน มันมีเปลือกนอกคือร่างกายห่อหุ้มเอาไว้ให้แล้ว เพราะ คุณสมบัติของจิตมนุษย์ก็คือคุณสมบัติเดียวกันกับเรื่องของแสง ซึ่งอยู่ในรูป ของคลืน่ ไฟฟ้าแม่เหล็กชนิดเดียวกับคลืน่ แสงใดๆในสากลจักรวาล หรือไม่ก็ ลองหันมาศึกษาปรัชญาทางศาสนา ที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตบ้างก็ได้ จะ พบว่ามันมิได้งมงายอย่างที่คิดเลย การใคร่รจู้ ริง โดยติดยึดอยูก่ บั เหตุผลหยาบๆ บนพืน้ ฐานของตัว ตนหรือปรากฏการณ์ที่ตนต้องพิสูจน์รู้ดูเห็น ตามความเชื่อเยี่ยงการคิด แบบจิตมนุษย์ จะไม่มีวันเข้าถึงศาสตร์อันลึกซึ้งที่ว่านี้ได้เลย เพราะเรื่อง ของแก่นแท้หรือพลังงาน มันเป็นมิตทิ เี่ หนือกว่ามิตทิ างกายภาพของโลก ทีต่ อ้ งใช้พลังอ�ำนาจทางจิตสัมผัสรูด้ ว้ ยตนเองเท่านั้น จึงจะเกิดการรูแ้ จ้ง


มหาสติ

เห็นแจ้งได้ การพยายามเรียนรูใ้ ดๆด้วยสมองซีกซ้ายน�ำขวา เพือ่ น�ำความรูท้ ไี่ ด้ มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แล้วท�ำลายของเก่าที่มีอยู่ มันคือความช�ำนาญของ สมองซีกซ้ายอย่างยิง่ หากพบว่าบางสิง่ ทีต่ อ้ งการรูจ้ ริงมันยากขึน้ มนุษย์อาจ เรียนรู้กันด้วยวิธีเลียนแบบ ลอกแบบ หรือที่ฉลาดไปกว่านั้นก็จะท�ำตนเป็น นักเคมีเพือ่ การเล่นแร่แปรธาตุ ซึง่ เป็นความฉลาดทีข่ าดความบริสทุ ธิ์ เพราะ ลวงได้ทั้งตนเองและผู้อื่น การเล่นแร่แปรธาตุของมนุษย์ หมายถึง การน�ำเอาความจริงจาก การรูจ้ ริงของผูอ้ นื่ มาผสมผสานกันกับความรูเ้ ก่าทีต่ นแอบจดจ�ำมาจากผูอ้ นื่ ให้เกิดเป็นส่วนผสมทางความรู้ใหม่ส�ำหรับตนเอง เสมือนหนึ่งเป็นการสร้าง สิ่งใหม่ของตนขึ้นมาบนโลกใบนี้ นั่นคือการแสดงออกถึงขีดจ�ำกัดการใช้สติ ปัญญาของสมองซีกซ้ายน�ำขวาของตนว่า ถึงที่สุดของระดับสติปัญญาแล้ว มันจะกระตุน้ ให้มนุษย์ท�ำตนเป็นนักเคมีไปทันที เมือ่ ถึงจุดนีแ้ ล้ว ความภาค ภูมใิ จในตนเองย่อมไม่มี เพราะการกระท�ำเช่นนีม้ นั ไม่ใช่การแสดงพลังอ�ำนาจ ทางปัญญาของตนเลยแม้แต่น้อย ถ้ามนุษย์เริ่มรู้ตัวว่าสติปัญญาปกติของสมองซีกซ้ายมันเริ่มเหนื่อย ล้าแล้ว ลองท�ำให้มันไร้ส�ำนึกดูสิ แล้วเปลี่ยนมาใช้สมองซีกขวาน�ำซีกซ้าย แทนบ้าง จะพบว่าพลังอ�ำนาจแท้จริงทางปัญญาของตนมันยังคงมีอยู่อย่าง เหลือใช้ โดยไม่ต้องเป็นนักเคมีเล่นแร่แปรธาตุให้อับเฉาเลยสักนิดเดียว ความรู้ใดๆจากการรู้จริงของมนุษย์ ที่ยังคงเรียนรู้ด้วยสมองซีก ซ้ายน�ำขวานั้น มันยังคงเป็นความรู้หยาบๆของเงาหรือเปลือกนอก ที่ไม่ ลึกซึง้ ถึงแก่นแท้ และการรูจ้ ริงใดๆในเรือ่ งของตนเองทีบ่ กพร่องต้องแก้ไข

63


64

ปริญญา ตันสกุล

มันไม่อาจน�ำไปสู่การยอมรับอย่างสิ้นเชิงได้ การรูแ้ จ้งเห็นแจ้งเท่านัน้ จึงจะเข้าถึงความลึกซึง้ ทัง้ สองประการ ที่กล่าวมา ความรู้ทางศาสนาที่ศาสดาเสี้ยมสอนไว้หลายพันปี ในยุคพลังงาน เก่า จึงไม่หยุดยั้งไว้เพียงแค่สอนให้มนุษย์ปฏิบัติเทคนิคสมาธิ เพื่อการใช้สติ ปัญญาร่วมกับจิตหยาบทีถ่ กู ท�ำให้มนั สงบได้ แต่ยงั แนะน�ำให้ปฏิบตั ติ อ่ ไปอีก ขั้นหนึ่ง ก็คือ การรวมจิตให้มีพลังอ�ำนาจสูงขึ้นไปอีก เพื่อการเปลี่ยนกลไก ในการใช้สมองมาเป็นซีกขวาน�ำซ้ายแทน เมือ่ เข้าถึงสภาวะสมาธิได้แล้ว หลักการพืน้ ฐานขัน้ แรกเริม่ ก็คอื สอน สั่งให้มนุษย์ท�ำจิตให้สงบเป็นอาจิณ เพื่อให้จิตมันเคยตัวก่อนด้วยการถือศีล เพื่อละเว้นการกระท�ำใดๆที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมต่อทุกสรรพสิ่งในระบบ เดียวกัน ซึ่งการกระท�ำเหล่านั้นล้วนเกิดได้เพราะมนุษย์ยอมตกเป็นทาส อารมณ์และสิ่งเร้า ท�ำให้จิตไม่สงบ ยากที่จะควบคุม หรือที่เรียกกันว่า ไร้สติ หรือขาดสติ นั่นเอง การละเว้นความชัว่ ด้วยการถือศีล จึงเป็นการสร้างสติแก่ตน เพือ่ สอนให้จิตมันสงบงันเพื่อง่ายขึ้นต่อการปฏิบัติเทคนิคสมาธิ เมื่อมนุษย์สามารถครองสติได้แล้ว ก็จะยังไม่สามารถใช้กุญแจไข ประตูสู่การใช้สมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายได้ง่ายนัก ยังต้องใช้วิธี ปฏิบัติธรรม หรือการหมั่นท�ำความดีงามต่อผู้อื่นและทุกสรรพสิ่งด้วย เพราะการท�ำความดีงามแต่ละครัง้ ของมนุษย์ มันจะน�ำไปสูอ่ ารมณ์ ที่สั่นสะเทือนภายในใจกลางของจิตใจจากจุดเดียวกันได้ คือ ความรัก ไม่ว่า


มหาสติ

จะเป็น ความอดทน อดกลั้น การให้อภัย หรือจะเรียกว่า ความมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาก็ได้ พฤติกรรมการแสดงออกทางจิตและการกระท�ำภายนอกต่อผู้อื่น และทุกสรรพสิ่ง ในกลุ่มพฤติกรรมทางอารมณ์ด้านบวกเหล่านี้ จิตจักรวาล เรียกว่าการสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวก เมื่อมันเกิดขึ้นและแสดงออก ไปเมื่อใด ผลลัพธ์ของการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้กระท�ำ ก็ คือ อาการปิติสุข เบิกบานใจ ภาคภูมิใจในการกระท�ำของตน นั่นคือรหัสของคลื่นความถี่ในการสั่นสะเทือนของคลื่นจิตทางด้าน บวก ทีใ่ นสภาวะปกติเกิดขึน้ ได้นอ้ ยครัง้ มาก เพราะมันเกิดตอนทีม่ นุษย์ครอง สติได้ การสั่นสะเทือนจึงสูงกว่าปกติ พลังอ�ำนาจจึงมากขึ้นตามไปด้วย คลื่นความถี่ทางด้านบวกจากอารมณ์รู้สึกเช่นนี้ ถ้าเกิดขึ้นในยามที่ ดวงจิตทั้งระบบบริสุทธิ์สะอาด ผ่องแผ้วกว่าจิตหยาบธรรมชาติที่ขาดการ ดูแล มันจะเป็นคลื่นความถี่ที่สูงกว่าปกติ ซึ่งสมองซีกซ้ายไม่อาจรับรู้ได้อีก ต่อไปแล้ว เพราะมันไม่ชำ� นาญ คลืน่ ดังกล่าวจะสอดคล้องเหมาะสมต่อการก ระตุ้นให้สมองซีกขวาที่รอการใช้งานอยู่นานแล้ว ตื่นขึ้นจากการหลับใหล มี อ�ำนาจเหนือน�ำสมองซีกซ้ายให้ท�ำงานตามโปรแกรมของตนเองบ้าง การถือศีลปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ กับการฝึกความมีสติและ ปฏิบัติเทคนิคสมาธิของคนทั่วไป จึงเป็นการหาหนทางเปลี่ยนระบบการ คิดของสมองจากซ้ายน�ำขวา ไปเป็นขวาน�ำซ้ายนั่นเอง ผูท้ พี่ อใจและติดใจกับการปฏิบตั สิ มาธิแล้วเกิดความสุขพิเศษ เพราะ อารมณ์สงบไปชั่วคราวจากการเก็บกดมันไว้แล้วหยุดอยู่แค่นั้น ก็นับว่า สามารถเข้าถึงการใช้สมองซีกขวา เพือ่ เข้าหาพลังอ�ำนาจทางปัญญาทีส่ งู กว่า

65


66

ปริญญา ตันสกุล

ซึง่ ตนเองมีอยูไ่ ด้แล้วแต่เขวีย้ งประโยชน์ใหญ่กว่าทิง้ ไปอย่างน่าเสียดาย หาก ได้รู้ความจริงที่จะกล่าวให้รู้ต่อไปนี้ เมือ่ มนุษย์เริม่ เข้าถึงสมาธิได้ สมองซีกขวามันจะท�ำหน้าทีน่ ำ� ซีกซ้าย โดยอัตโนมัติ อาการทางอารมณ์ที่มนุษย์จะรู้ได้คือ ความสุข ความเบิกบาน ซึ่งรวมกันแล้วเรียกว่า ความปิติ ก็คืออารมณ์เดียวกันกับความรักนั่นเอง เพราะสมองซีกขวามันช�ำนาญอยู่เพียงอารมณ์เดียว ทันทีที่มันสั่นสะเทือน ขึ้นมาเมื่อไหร่ จะให้พลังงานความรักชนิดนี้ออกมาด้วยเสมอ ทันทีที่จิตมนุษย์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทางด้านบวก มันจะไป กระตุ้นให้เซลล์สมองซีกขวา ทุกเซลล์ที่มีอยู่ เกิดการสั่นสะเทือนพร้อมกัน เป็นหนึ่งเดียว พร้อมที่จะให้จิตสร้างคลื่นการคิดรู้ใดๆได้ทันทีนั้น

มันพร้อมที่จะช่วยคิดให้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้

มันพร้อมทีจ่ ะหาค�ำตอบให้ โดยไม่ตอ้ งเปลือเวลาวิเคราะห์ พิสจู น์ ทดลอง ได้

มันพร้อมที่จะคิดได้ทุกเรื่อง ที่สมองซีกซ้ายยังคิดไม่ออก บอกไม่

มันพร้อมที่จะคิดได้ แม้เป็นสิ่งใหม่เรื่องใหม่ในโลก

บางครั้งมันสามารถให้ค�ำตอบที่คาใจอยู่ได้ทันที ทั้งๆที่ขณะนั้น ยังไม่ทันจะคิดเลย อ�ำนาจทางปัญญาของสมองซีกขวาน�ำซ้ายเช่นนี้ มนุษย์จะเรียกว่า มันสมองอัจฉริยะ ก็ได้ ซึ่งทุกคนล้วนมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่พลังอ�ำนาจของ


มหาสติ

ใครมากน้อยกว่าใคร ขึ้นกับจ�ำนวนเซลล์สมองซีกขวาที่ตนสั่งสมพัฒนามัน ขึน้ มาได้เท่าใด และแรงสัน่ สะเทือนของจิตจากความเป็นหนึง่ เดียวกันในขณะ ปฏิบัติสมาธิอยู่นั้น อยู่ในระดับใด ความมหัศจรรย์ของสมองซีกขวาน�ำซ้ายข้างต้น เหนือกว่าสมอง ซีกซ้ายที่ใช้มันมาตั้งแต่เกิดหลายเท่า จิตจักรวาลจึงเรียกว่า “ปัญญา ญาณ” ไม่ใช่ “สติปัญญา” ปัญญาญาณ เป็นอ�ำนาจทางสติปญ ั ญาของสมองซีกขวา ซึง่ เป็นคลืน่ การคิดรู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับคลื่นจิต ที่มันจะสามารถทะลุทะลวงฝ่ามิติที่ สูงกว่าหรือต�่ำกว่าได้อย่างไร้ขีดจ�ำกัด ผู้เข้าถึงมันได้จะสามารถใช้ปัญญาญาณเพื่อการคิดรู้ด้วยวิธีใหม่นี้ ซึ่งจิตจักรวาลเรียกว่า การหยั่งรู้ อันเป็นวิธีที่สมองซีกซ้ายน�ำขวาท�ำไม่ได้ เช่น

การมองเห็นในสิ่งที่ตาเนื้อมองไม่เห็น

การได้ยินในสิ่งที่หูไม่ได้ยิน

การล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

การเข้าถึงความลับเบื้องหลังมิติโลกของตนเองหรือผู้อื่น

การหยั่งรู้จิตใจผู้อื่น

การสื่อภาษาจิตเป็นภาษาสากลจักรวาลกับรูปธรรมอื่นๆ

การค้นพบความรู้ใหม่ในสิ่งที่คนอื่นยังไม่รู้

67


68

ปริญญา ตันสกุล

ทั้งหมดพอสังเขปเหล่านั้น คืออ�ำนาจของสมองซีกขวาน�ำซ้าย ยิ่ง ในชีวิตปกติมนุษย์สามารถพัฒนาเซลล์สมองด้วยการหมั่นคิด รู้คิด และคิด ได้อย่างถูกต้องเสมอ เซลล์สมองของมนุษย์ทั้งซีกขวาและซีกซ้ายก็จะถูก พัฒนาขึ้นให้ได้ใช้งานกันอย่างมากมาย การพัฒนาเซลล์สมองทีด่ ที สี่ ดุ ควรจะเริม่ ตัง้ แต่วยั เด็กเล็ก พ่อแม่ ควรฝึกให้เด็กรูจ้ กั คิด รูจ้ กั การใช้เหตุผลให้มากกว่าสอนให้เด็กเรียนรูเ้ รือ่ ง อารมณ์หยาบๆกับการสอนให้จดจ�ำ ควรสอนให้เด็กเรียนรูเ้ รือ่ งศิลปะ เรือ่ ง ของหลายมิติบ้าง เด็กที่ควรกระตุ้นเซลล์สมองได้แล้ว ก็คือวัยแรกของการเกิด เป็นต้นไป พ่อแม่ควรรูจ้ กั การลูบไล้ศรี ษะลูก ตรงทีต่ งั้ ของสมองส่วนหน้า ทั้งซ้ายขวา ตรงกลางกระหม่อม และท้ายทอย ให้ทั่วทุกส่วน ไม่ว่าตอน อาบน�้ำให้ลูก ตอนพักผ่อนนอนหลับ หรือยามที่ลูกก�ำลังดื่มนม คลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวกจากปลายนิ้วและฝ่ามือพ่อแม่ อัน เกิดจากความรักบริสทุ ธิ์ จะช่วยกระตุน้ พร้อมการสัมผัสหนังศีรษะของลูก ขณะทีก่ ะโหลกศีรษะยังไม่เป็นอุปสรรค ท�ำให้เซลล์สมองได้รบั แรงกระตุน้ ด้วยคลื่นความรัก ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก ให้เกิด การสั่นสะเทือน เพื่อให้มันช่วยออกค�ำสั่งเส้นใยเกลียวแม่เหล็กในส่วน กลาง เกิดการสร้างใหม่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเด็กโตถึงวัยเยาว์ ระหว่าง 6-9 ปีเป็นต้นไป การเรียนรู้เรื่องที่ เกี่ยวกับศิลปะ การสอนให้รู้จักคิด คือสิ่งจ�ำเป็นประการต่อมาที่พ่อแม่ผู้ ปกครองพึงปฏิบัติ เพราะมันจะช่วยให้เซลล์สมองวิวัฒนาการได้อย่างเต็มที่ และถ้าเขารู้จักใช้มัน โอกาสที่เซลล์สมองจะเสื่อมลง 10%ในทุก 9 ปี ตาม


มหาสติ

ค่าเฉลีย่ ในคนปกติกจ็ ะไม่เกิดขึน้ หรือถ้าไม่เข้าไปเกีย่ วข้องกับสนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าเทียมบ่อยๆ จนท�ำให้ขั้วต่างทางไฟฟ้าของเซลล์สมองเสียสมดุล ท�ำให้ เส้นใยเกลียวแม่เหล็กของเซลล์นั้นมีค�ำสั่งผิดพลาด บอกให้เซลล์ของตน ท�ำลายตนเองเสียก่อน เรือ่ งราวของการหยัง่ รู้ เป็นเรือ่ งหนึง่ ทีม่ นุษย์สว่ นใหญ่เชือ่ ว่าเป็นไป ได้ แต่ยังขาดความเข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งค�ำตอบขั้นแรกได้กล่าวไว้ ทั้งหมดนั้นแล้ว

ความรู้ขั้นต่อไปที่มนุษย์ควรรู้ก็คือ

ปัญญาญาณมันท�ำให้มนุษย์เกิดการหยัง่ รูไ้ ด้อย่างไร? และ ท�ำไมจึงเรียกว่าปัญญาญาณ?

มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ เมือ่ จิตสร้างแรงสัน่ สะเทือนไปกระตุน้ การท�ำงานของ สมองซีกขวาให้พร้อมใช้งานได้แล้ว ทันทีทมี่ นุษย์วางความคิดเข้าไปทีละเรือ่ ง เซลล์สมองจะสัน่ สะเทือนพร้อมกันทัง้ ระบบ เกิดเป็นคลืน่ การคิดขึน้ อ�ำนาจ การสั่นสะเทือนของจิต จะกระตุ้นให้ต่อมไร้ท่อทุกต่อมที่ท�ำหน้าที่ด้าน พลังงานภายในเครื่องยนต์แห่งกรรม ซึ่งถูกจัดวางไว้ภายในเครื่องยนต์แห่ง กรรมทัง้ ระบบ ทีอ่ ยูภ่ ายใต้การควบคุมด้วยกลไกทางไฟฟ้าเชือ่ มโยงกับสนาม พลังงานจักรวาล ซึ่งนอกเหนือการควบคุมของจิตใจและประสาทสมอง มัน จะสั่นสะเทือนขึ้นไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน จากกลางสู่บน จากบนสู่กลาง ลงไปถึงเบื้องล่าง และจากล่างสู่บน วนกลับลงมาข้างล่างอยูอ่ ย่างต่อเนือ่ ง เพือ่ สร้างแรงขับเคลือ่ นทางไฟฟ้าของ ของคลืน่ การคิดในระบบการใช้ปญ ั ญาญาณ โดยอ�ำนาจการสัน่ สะเทือนของ

69


70

ปริญญา ตันสกุล

จิตส�ำนึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ซึ่งการท�ำงานของต่อมไร้ท่อทั้งหมดก็เพื่อให้ เกิดพลังอ�ำนาจของจิตใต้ส�ำนึกของมนุษย์นั่นเอง พลังอ�ำนาจจากจิตใต้สำ� นึกอันเกิดจากความร่วมมือของต่อมไร้ท่อ เหล่านั้น จะเป็นตัวน�ำในการเปลี่ยน แปลงระบบไฟฟ้าของคลื่นการคิด จาก ระบบไฟฟ้าเคมีไปเป็นคลืน่ ความถีท่ างไฟฟ้าแม่เหล็ก ตรงบริเวณบานประตู มิติที่มนุษย์เรียกว่า ตาที่สาม หรือนักวิทยาศาสตร์ชีววิทยาเรียกว่า ต่อมไพ นีล ต่อมไร้ท่อต่อมนี้มันจะถูกปิดแง้มไว้ด้วยอ�ำนาจแม่เหล็กโลก คลื่น ความถีท่ างไฟฟ้าแม่เหล็กซึง่ เป็นคลืน่ การคิดรูด้ ว้ ยปัญญาญาณ จะท�ำให้ตอ่ ม ไพนีลเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เพื่อเปิดประตูมิติบานนี้ออก แล้วน�ำ ตนเองแผ่พลังอ�ำนาจออกสู่จักรวาลภายนอกร่างกายมนุษย์ ไปยังเป้าหมาย ที่เป็นแหล่งความรู้หรือองค์ความรู้ต่อไป โดยมันจะเดินทางไปหาเป้าหมาย นั้นได้เอง มนุษย์ต้องไม่เดินไปหรือเคลื่อนไหวตนเองไปหยิบจับลูบคล�ำสิ่ง นั้นๆเลย คลื่นปัญญาญาณในการคิดรู้ จะมีคุณสมบัติของค�ำถามที่ตนอยาก รู้ในขณะนั้นติดไปกับคลื่นด้วย โดยมันจะอาศัยเส้นแรงของระบบโครงข่าย สนามแม่เหล็กโลกเส้นใดเส้นหนึง่ เป็นตัวน�ำพาคลืน่ ไปสูเ่ ป้าหมาย ทัง้ ๆทีอ่ ยู่ ในมิติทางกายภาพของจักรวาลโลก ทั้งที่อยู่ในมิติคู่ขนาน จนกระทั่งเหนือ ขอบเขตจักรวาลโลกไกลออกไป เท่าที่อ�ำนาจการสั่นสะเทือนของจิตส�ำนึก ผู้นั้นมีมากน้อยเท่าใดในขณะนั้น และทิศทางการหันหน้าท�ำมุมฉากกับเส้น แรงสนามแม่เหล็กโลก อยูใ่ นพิกดั ต�ำแหน่งถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ในขณะ ที่ก�ำลังใช้ความคิดในระบบนี้อยู่


มหาสติ

ถ้าการคิดรู้นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติคู่ขนานเบื้องหลังมิติโลก และเป็นการคิดค้นความรู้ใหม่ ศาสตร์ใหม่ ที่ไม่เคยมีในจักรวาลโลกมาก่อน คลืน่ การคิดรูด้ ว้ ยปัญญาญาณจะเดินทางไปจนสุดขอบของจักรวาลโลก ไกล ออกไปในสนามพลังงานจักรวาลที่เป็นสากล ณ ทีน่ นั้ จะเต็มไปด้วยรูปธรรมจิตจักรวาลผูร้ แู้ จ้งในทุกสรรพสิง่ จาก การคิดรู้ได้เอง และจากความช�ำนาญในการสั่งสมความรู้ไว้กับตน รูปธรรม จิตจักรวาลที่เคลื่อนไหลไปมาบนสนามพลังงานสากลเหล่านี้ คือ องค์ความ รู้ ที่มนุษย์โลกทุกคน สามารถสร้างความสัมพันธ์ด้วยกระบวนการใช้ปัญญา ญาณเช่นนี้ได้เสมอ

ทันทีทคี่ ลืน่ การคิดรูข้ องมนุษย์ เดินทางไปสร้างความสัมพันธ์กบั จิต จักรวาลรูปธรรมใด ที่มีค�ำตอบตรงตามที่ต้องการ การถ่ายทอดคุณสมบัติ ของความรูน้ นั้ ให้แก่คลืน่ การคิดรูจ้ ะเกิดขึน้ ทันที และถ้าจิตจักรวาลรูป ธรรม นั้นไม่ช�ำนาญ หรือไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ก็จะช่วยเหลือท�ำหน้าที่ เป็นสื่อกลางน้อมน�ำเอาความรู้ที่เชื่อมโยงมาจากจิตจักรวาลอื่นที่เชี่ยวชาญ เรื่องนั้นมาให้เอง และเมื่อคลื่นการคิดรู้นั้นได้รับค�ำตอบมาเป็นผลึกการคิด รู้ได้แล้ว การกลับตัวของคลื่นความคิด จะเกิดขึ้นทันที

คลื่นการคิดรู้นั้นจะบรรทุกเอาผลึกการคิดรู้ที่ได้รับ เดินทางย้อน

71


72

ปริญญา ตันสกุล

กลับเข้าสูจ่ ดุ ศูนย์กลางของการสัน่ สะ เทือน ผ่านมาตามเส้นแรงแม่เหล็กโลก เข้าสู่ประตูมิติที่ยังเปิดอ้าอยู่จนถึงสมองซีกขวา เพื่อท�ำการสังเคราะห์ผลึก การคิดรู้นั้น โดยมีต่อมไร้ท่อสูงสุดเป็นผู้แยกย่อยข้อมูลออกมาจากผลึกการ คิดรู้ แล้วส่งต่อให้สมองอีกทอดหนึ่ง เพื่อแปลความหมายของคลื่นความถี่ ทางความรู้ที่ได้รับ ออกมาเป็นความเข้าใจในความรู้นั้น ตามที่สมองซีกขวา ช�ำนาญในที่สุด ถ้าหากเข้าใจแล้วมนุษย์อยากจะพูดออกมาเพือ่ บอกเล่าสูผ่ อู้ นื่ คลืน่ ข้อมูลรู้จะถูกส่งต่อไปยังสมองซีกซ้าย เพื่อให้มันใส่รหัสเป็นภาษาพูดต่อไป หลังจากที่มนุษย์ได้ค�ำตอบเป็นที่พอใจแล้ว ยังมีค�ำถามที่ต้องการรู้ อีก ก็จัดวางค�ำถามเข้าไปใหม่ กระบวน การต่างๆมันจะเป็นไปเช่นนี้เสมอ กระบวนการดังกล่าวมันจะเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะการเดินทาง ของคลื่นระบบนี้สามารถเดินทางได้เท่ากับความเร็วแสงที่เปลี่ยนค่าเป็น สองเท่าในทุกวินาทีนั่นเอง ส�ำหรับมนุษย์ที่เพิ่งเข้าถึงการใช้อ�ำนาจทางปัญญาญาณใหม่ๆ ยัง ไม่ช�ำนาญต่อการคิดรู้ด้วยการหยั่งรู้เช่น นั้น แรกๆอาจต้องใช้เวลามากขึ้น เพือ่ รอคอยจนกว่าจะได้รบั ค�ำตอบทีต่ อ้ งการ โดยเฉพาะเรือ่ งยากๆ เนือ่ งจาก ต้องใช้เวลาให้กับคลื่นที่เดินทางไปและกลับอยู่บ้าง

มนุษย์จึงต้อง มีความอดทนต่อการฝึกฝนตนเอง

มีความมุ่งมั่นกับการกระท�ำ

รู้จักการคิดทีละเรื่อง


มหาสติ

คิดให้ได้เป็นเวลานานๆ โดยไม่ละเลิกกลางคัน หากยังไม่ได้รับค�ำ ตอบที่ต้องการ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ความมีศรัทธาต่อการกระท�ำของตนเอง และ สมาธิในขณะปฏิบัติ การใช้ปญ ั ญาญาณเพือ่ การหยัง่ รูใ้ นสภาวจิตมีสมาธินี้ มนุษย์สามารถ เริ่มต้นฝึกฝนการใช้มัน คิดหาค�ำตอบง่ายๆใกล้ตัวไปก่อนก็ได้ แต่ไม่ควรล่วง ละเมิดพลังอ�ำนาจในตนเองของคนอื่น โดยหยั่งรู้จิตใจคนอื่นขณะที่เจ้าตัว หรือจิตวิญญาณของเขาไม่อนุญาต เพราะมันจะไม่มีทางส�ำเร็จได้ในขณะที่ ตนเองเริ่มฝึกใหม่ นอกจากการถูกลวงโดยจิตของตนเองเท่านั้น หรือถ้าปฏิบัติได้แล้ว การกระท�ำเช่นนั้นก็จะท�ำให้พลังอ�ำนาจของ ตนในการใช้มนั เสือ่ มถอยลงไปเรือ่ ยๆ จนเหลือแค่เพียงอุปาทานในบัน้ ปลาย เท่านั้นเอง การหยั่งรู้จิตใจผู้อื่น หรือสรรพสิ่งทั้งหลาย คือ การสื่อภาษาสากล ซึง่ เป็นภาษาจิตทีม่ นุษย์นอ้ ยรายจะเข้าถึงได้ ขณะทีห่ ลายรายยังไม่ลว่ งรูแ้ ละ ไม่เชื่อว่าเป็นจริง รูปธรรมทีม่ จี ติ เอาไว้คดิ รู้ ไม่วา่ จะอยูใ่ นสภาวะแบบใดในจักรวาลนี้ ล้วนสามารถสือ่ เป็นภาษาเดียวกันได้เสมอ แม้บางรูปธรรมจะไม่มปี ากไว้พดู หรือมีไว้พูดแต่เป็นคนละภาษากัน ก็สามารถสื่อได้เข้าใจกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะหยั่งรู้หรือสื่อภาษา มันคือกระบวนการแลกเปลี่ยน คุณสมบัตขิ องคลืน่ ความคิดรูร้ ะหว่างกันอยูน่ นั่ เอง จะเป็นการสือ่ สารทาง เดียวหรือสองทางก็ได้ทั้งสิ้น

73


74

ปริญญา ตันสกุล

มนุษย์ที่สามารถเข้าถึงการใช้งานสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายได้อย่าง ช�ำนาญ จะเป็นมนุษย์จ�ำพวกที่มีจิตใจค่อนข้างบริสุทธิ์สงบ หรือไม่ก็สมาธิ แก่กล้าจากการฝึกฝนอยู่เป็นประจ�ำ ซึ่งประโยชน์จากการใช้ปัญญาญาณนี้ สามารถท�ำให้มนุษย์เข้าถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง และศาสตร์ด้านอภิปรัชญา เหนือวิทยาศาสตร์โลกได้อย่างสิ้น เชิง สิ่งใด เรื่องใด ที่วิทยาศาสตร์โลกยัง ไม่รู้ หรือรูแ้ ต่อธิบายไม่ได้ มนุษย์กจ็ ะสามารถบ่งบอกได้อย่างแจ่มแจ้งในทุก เรื่องราวที่ตนหยั่งรู้มา สติปญ ั ญาของมนุษย์ปกติ จะเป็นแค่เพียงคลืน่ การคิดรูใ้ นกรอบของ เหตุผล การพิจารณาด้วยการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลเท่านัน้ แต่ปญ ั ญาญาณ จะเป็นคลื่นการหยั่งรู้ที่อยู่นอกเหนือเหตุผล เหนือมิติของกาลเวลา ไร้ขอบ เขตจ�ำกัด เป็นคลืน่ การคิดรูท้ จี่ ะน�ำไปสูก่ ารสังเคราะห์ขอ้ มูลโดยตรง ไม่ตอ้ ง ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้แบบเก่า การเข้าถึงอ�ำนาจของการหยั่งรู้ได้ของมนุษย์ จึงไม่ใช่เรื่อง อัศจรรย์ส�ำหรับการเป็นผู้วิเศษเลย เพราะไม่ว่าผู้ใดหากปฏิบัติเป็นและ ถูกต้อง ต่างก็สามารถเข้าถึงมันได้ทั้งสิ้น มีขอ้ จ�ำกัดอยูท่ หี่ ากผูใ้ ดต้องการฝึกปฏิบตั ิ โดยมีความอยากหรือ กิเลสติดอยู่กับจิตแม้เพียงนิดเดียว ก็ยากที่จะเข้าถึงสภาวะนี้ได้ การรู้จริงกับการรู้แจ้งจึงแตกต่างกัน ด้วยกระบวนการและความ หมายทั้งหมด เท่าที่เผยมิติซึ่งเคยลี้ลับ มาให้มนุษย์โลกได้รู้พอสังเขปได้บ้าง ข้างต้นนั้นเอง การสร้างอ�ำนาจการหยั่งรู้ด้วยปัญญาญาณส�ำหรับมนุษย์โลกแล้ว มันมีความจ�ำเป็นที่ทุกคนต้องท�ำให้ได้ ต้องเข้าให้ถึง เพราะในยุคพลังงาน


มหาสติ

ใหม่ทุกคนจะต้องสื่อสารเป็นภาษาสากลกับจักรวาลได้ เนื่องจากมันมีบท เรียนใหม่บทหนึ่งส�ำหรับมนุษย์ที่จิตจักรวาลได้จัดสรรมาให้ใหม่ เพราะบท เรียนกรรมได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่อง จากได้เปิดเผยค�ำเฉลยความจริงที่เป็น ค�ำตอบมาให้หมดสิ้นแล้ว เพื่อให้มนุษย์มีความพร้อมต่อบทเรียนใหม่ หนึ่ง ในสองบทที่มนุษย์ยุคพลังงานใหม่จะได้เผชิญ นัน่ คือการสร้างความสัมพันธ์กนั กับรูปธรรมมีชวี ติ อืน่ ๆ จากจักรวาล อืน่ และกาแล็กซีอ่ นื่ แม้ทกุ วันนีม้ นุษย์มากรายยังไม่เชือ่ ว่าพวกเขาล้วนมีจริง เลยก็ตาม

75


76

ปริญญา ตันสกุล

4

กรรมฐานยุคพลังงานเก่า ได้กล่าวถึงเรื่องศาสตร์แห่งการหยั่งรู้กันไปแล้ว เพื่อให้มนุษย์ส่วน ใหญ่ที่ยังไม่อาจเข้าถึงการใช้งานมันได้ และไม่เชื่อว่าเป็นไปได้จริง ได้รู้และ เข้าใจด้วยค�ำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ เท่าที่จะพอสื่อเป็นภาษาหนังสือไว้ ในที่นี้ได้


มหาสติ

มนุษย์ที่สามารถรู้และเข้าใจ จนเกิดการยอมรับปฏิบัติตาม ความรู้ ใหม่ใดๆทีถ่ า่ ยทอดไว้ในคัมภีรจ์ ติ จักรวาลทุกเล่ม ในตอนใดตอนหนึง่ หรือทุก เรื่องราว ด้วยจิตส�ำนึกถูกต้องแท้จริงของตนเอง ซึ่งหมายถึง คิดตามก่อน เชื่อแล้วน�ำไปสร้างผลต่อตนเองด้วยการปฏิบัติไปตามที่ได้รู้นั้น นั่นเท่ากับ ว่ามนุษย์เองเกิดการรู้แจ้งในเรื่องนั้นแล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลาพิจารณา แสวงหาค�ำตอบด้วยอ�ำนาจปัญญาญาณที่ตนยังไม่อาจเข้าถึงได้แต่อย่างใด ความเข้าใจแจ่มแจ้งกรณี ศาสตร์การใช้ปัญญาญาณ เพื่อการหยั่งรู้ ของจิตนี้ก็เช่นกัน หากมนุษย์ได้รู้แล้วท�ำความเข้าใจ จนถึงขั้นปฏิบัติไปตาม นั้นได้จริง การรู้แจ้งในเรื่องนี้ก็เป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งเช่นเดียวกัน เส้นทางของนักรบแห่งแสงสว่างในยุคพลังงานเก่า เป็นเส้นทางที่ ค่อนข้างมีอุปสรรคมากกว่ายุคปัจจุบันหลายเท่า โดยเฉพาะการใช้พลัง อ�ำนาจจิตของตนเพื่อเปิดบานประตูมิติ คือ ต่อมไพนีล หรือ ตาที่สามออก ในการสร้างความสัมพันธ์กับจักรวาล ด้วยการใช้ปัญญาญาณเพื่อการหยั่งรู้ ในสิ่งที่ต้องการรู้และควรรู้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ด้วยการศึกษา การ วิเคราะห์ และการพิสูจน์ทดลอง ในการมองหารูปธรรมที่เป็นตัวตนของสิ่ง นัน้ หรือเพือ่ การสือ่ สารเป็นภาษาสากลกับรูปธรรมอืน่ ด้วย ปัญญาญาณ หรือ คลื่นจิต ที่มีคุณสมบัติข้อมูลในการคิดเป็นภาษาพูดของตนที่ยังไม่ได้พูดติด ไปกับคลื่นนั้นด้วย อุปสรรคในการเปิดประตูมติ เิ พือ่ สือ่ ภาษาทีส่ าม ซึง่ เป็นภาษาสากล จักรวาลนี้ เกิดจากอ�ำนาจแม่เหล็กของดาวเคราะห์โลกเองในยุคพลังงานเก่า มีคา่ ต�ำ่ มาก อ�ำนาจแม่เหล็กโลกมีคา่ ต�ำ่ มากเท่าใด มันจะก�ำกับบานประตูมติ ิ บานนี้ไว้สนิทแน่นมากขึ้นเท่านั้น

77


78

ปริญญา ตันสกุล

การจะเปิดมันออกได้ มนุษย์จะต้องใช้พลังอ�ำนาจจิตอันเกิดจากการ สั่นสะเทือนทางอารมณ์ด้านบวก และการคิดรู้ในระดับความถี่สูงตั้งแต่คลื่น ความถีเ่ ดลต้าและคอสมิคขึน้ ไป ซึง่ เหนือไปกว่าคลืน่ ความถีเ่ มือ่ วัดกันทีค่ ลืน่ สมองปกติในระดับแอลฟ่าตั้งมากมาย อ�ำนาจการสัน่ สะเทือนของคลืน่ จิตทีท่ ำ� งานร่วมกันเป็นหนึง่ เดียวกัน การสั่นสะเทือนเป็นคลื่นสมองของมนุษย์ จะขึ้นกับปัจจัยที่ส�ำคัญอยู่ 2 ประการคือ

1. จิตสงบเป็นสมาธิได้มากน้อยเพียงใดในขณะนั้น

2. จิตที่สงบอยู่นั้น มีความผ่องใสบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้แค่ไหน

ถ้ามนุษย์รกู้ ลวิธที ที่ ำ� ให้จติ สงบเป็นสมาธิ แม้เพียงปฏิบตั ทิ างเทคนิค ชัว่ คราว พลังอ�ำนาจการสัน่ สะเทือนของจิตก็สามารถเกิดได้ทางด้านบวกใน ระดับหนึง่ ถ้าฝึกฝนกระท�ำซ�ำ้ อยูเ่ ช่นนีเ้ ป็นประจ�ำ มันก็จะสามารถยกระดับ การสั่นสะเทือนของคลื่นจิตและสมองขึ้นไปได้อีกระดับหนึ่ง แต่จะไม่ถึงขั้น สูงสุดได้ การฝึกปฏิบตั สิ มาธิตอ้ งควบคูก่ นั ไปกับการปลดเปลือ้ งจิตให้หลุดไป จากกิเลสตัณหาทีละขัน้ ด้วยความหมัน่ เพียร ไปจนกระทัง่ จิตหลุดพ้นไปจาก ตัวตนได้แท้จริงเท่านั้น ตลอดเส้นทางการปฏิบตั สิ ายนี้ อ�ำนาจการสัน่ สะเทือนของคลืน่ จิต และสมองจะยกระดับสูงขึ้นไปทีละน้อยๆ จนถึงขั้นสูงสุดได้ หากไม่หยุดอยู่ ตรงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง หรือเกิดการละเลิกปฏิบัติเสียกลางคัน

ระดับความถี่สูงย่อมก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จึงจะ


มหาสติ

สามารถเปิดบานประตูมิติเพื่อการใช้ปัญญาญาณ สร้างอ�ำนาจการหยั่งรู้สู่ การรูแ้ จ้งใดๆได้ ซึง่ ในยุคพลังงานเก่า ปฏิบตั กิ ารทางเทคนิคเพือ่ วัตถุประสงค์ ที่กล่าวนี้คือ การปฏิบัติกรรมฐาน นั่นเอง กรรมฐาน หมายถึง ต้นก�ำเนิดหรือบ่อเกิดแห่งกรรมหรือการกระ ท�ำใดๆของมนุษย์ ซึ่งต�ำแหน่งที่ตั้งของมันก็คือ จิตมนุษย์ นั่นเอง การปฏิบัติกรรมฐาน จึงหมายถึง การปฏิบัติจิต หรือการอบรมจิต เพื่อขัดเกลาแก้ไขให้หมดจด ดับจิตที่รู้อารมณ์รู้สึก ดับจิตที่รู้ตัวตน แล้วยึด ติดความช�ำนาญในเรื่องเหล่านี้ ที่มีแต่จะสร้างพลังงานกรรมในมิติคู่ขนาน และผลกรรมในมิตโิ ลกให้หมดสิน้ คงเหลือเพียงจิตทุกดวงทีร่ วมกันเป็นหนึง่ เดียว ส�ำหรับการสัน่ สะเทือนพร้อมกันในเรือ่ งเดียวกัน ด้วยวัตถุประสงค์ของ การคิดรู้ จากผลลัพธ์ของการสั่นสะเทือนที่เรียกว่า ปัญญาญาณ แต่เพียง หน้าที่เดียวให้จงได้ การปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อเริ่มเข้าสู่สภาวะสมาธิได้บ้างแล้ว ในยุค พลังงานเก่าจึงกระท�ำกัน 2 ขั้นตอนเสมอ ขั้นตอนแรก มนุษย์จะต้องฝึก สมถะกรรมฐาน การกระท�ำเช่นนี้ก็ เพือ่ รวมจิตให้เกิดพลังมากขึน้ จนพร้อมต่อการน�ำไปใช้ในขัน้ ตอนการปฏิบตั ิ ทางเทคนิคทีส่ งู กว่าต่อไป ส่วนใหญ่กรรมวิธขี องสมถะกรรมฐาน มักจะใช้วธิ ี การเพ่งจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

อาจใช้วิธีมองภาพนิ่ง

อาจใช้วิธีนึกภาวนาค�ำที่ไม่มีความหมาย

อาจใช้วิธีให้จิตไปจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก

79


80

ปริญญา ตันสกุล

อาจใช้วิธีการเดินจงกรม

หรืออาจใช้วิธีฟังเสียงใดเสียงหนึ่ง

จนกระทั่งถึงการเพ่งกษิณ เพื่ออบรมจิตของตนให้มันนิ่งอยู่กับสิ่ง ใดสิ่งนั้นอยู่เป็นเวลานานๆ อาจครั้งละ 20 นาที หรือนานเป็นชั่วโมงก็ได้ ถ้าจิตนิง่ อยูก่ บั สิง่ ทีต่ นเพ่งมันอยูไ่ ด้นานๆจนเคยชิน มนุษย์กส็ ามารถ บงการจิตของตนให้มันไปสนใจหรือเพ่งอะไรง่ายขึ้น หรือจิตมันอ่อนโยนอยู่ ภายใต้การควบคุมของตน เพื่อให้มันท�ำอะไรๆที่ตนต้องการได้อย่างสะดวก ขึ้น ในช่วงระหว่างการปฏิบตั สิ มถะกรรมฐาน ซึง่ เป็นช่วงของการอบรม จิตขั้นต้นนั้น จิตของมนุษย์จะค่อยๆ อ่อนโยนลงไปเรื่อยๆ ตามความมุ่งมั่น ของแต่ละคนในการฝึกฝนมัน ยิ่งจิตอ่อนโยนลงได้มากเท่าใด พลังอ�ำนาจ ของมันก็จะค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ความว่อกแว่กหวั่นไหวจะค่อยๆน้อย ลงไปทุกที ซึง่ ในยุคพลังงานเก่า เรียกสภาวะทีจ่ ติ มันอ่อนโยนลง จนพลังอ�ำนาจ จิตเพิ่มขึ้นในแต่ละระดับว่า “ฌาน” ถ้าแบ่งออกอย่างหยาบๆ ก็ได้ 5 ระดับ หากละเอียดลงไปอีกหน่อยก็ได้ 6 ระดับ เมื่อจิตอ่อนโยนจนเกิดฌานสูงสุดได้แล้ว มนุษย์จะได้น�ำเอาพลัง อ�ำนาจจิตสูงสุดนัน้ ไปสร้างแรงสัน่ สะเทือนให้เกิดคลืน่ การคิดทีส่ มองซีกขวา ในการน� ำ สมองซี ก ซ้ า ยให้ ท� ำ งาน เพื่ อ การคิ ด รู ้ ร ะบบใหม่ อ ย่ า งเต็ ม ประสิทธิภาพเท่าที่มีอยู่กันต่อไป

มนุษย์ต้องรู้ไว้ด้วยว่า การปฏิบัติจิตทางเทคนิค ด้วยวิธีสมถะ


มหาสติ

กรรมฐานนี้ แม้จะเกิดฌานจนเกิดพลังอ�ำนาจทางจิตสูงส่งแค่ไหน แต่ คุณสมบัติจิตนั้นจะยังไม่ใสสะอาดบริสุทธิ์อยู่ดังเดิม หากถอนจิตออกจาก กรรมฐานและละสมาธิไปเมื่อใด คุณสมบัติของจิตที่เป็นจิตหยาบก็จะกลับ มาแสดงบทบาทตามเดิมอีกทุกครั้งไป นั่นหมายถึงว่า กิเลสตัณหาทางอารมณ์รู้สึกของมนุษย์ มันก็จะยัง คงพะรุงพะรังอยู่ดังเดิม มีมนุษย์บางราย ในยุคช่วงต่อกับยุคพลังงานใหม่ที่จะมาถึงนี้ เมื่อ ฝึกจิตของตนในสภาวะสมาธิดว้ ยสมถะกรรมฐานแล้ว สามารถสร้างฌานชัน้ สูงๆให้บังเกิดแก่จิตตนเองได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วกว่ามนุษย์คนอื่นๆ มาก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีฝึกจิตด้วยการเพ่งกสิณ โดยเอาจิตของตนไป จับอยูท่ สี่ รรพสิง่ ใดสิง่ หนึง่ ทีเ่ ป็นองค์ประกอบของคลืน่ พลังงานไฟฟ้าแม่เหล็ก ซึ่งไม่ใช่ดินไม่ใช่น�้ำ แต่เป็นสรรพสิ่งที่เกี่ยวกับไฟ เช่น หลอดไฟ ดวงอาทิตย์ ลาวาภูเขาไฟ เปลวเทียน หรือดาวฤกษ์ต่างๆในจักรวาล และอื่นๆ ซึ่งสรรพสิ่งเหล่านี้บางสิ่งมนุษย์เลือกใช้ตาเพ่งมอง และบางสิ่งเพ่ง มองด้วยตาเนื้อไม่ได้ เขาก็จะใช้วิธีสร้างจินตนาการด้วยการนึกเห็นภาพเอา สรรพสิง่ ดังกล่าวในหมวดนีล้ ว้ นมีคณ ุ สมบัตอิ ย่างเดียวกัน คือ รังสีความร้อน และแสงสว่าง ซึง่ เป็นคลืน่ พลังงานความถีแ่ ม่เหล็กทีม่ นั สัน่ สะเทือนอยูอ่ ย่าง เดียวกัน คือรังสีความร้อนและแสงสว่าง ซึง่ เป็นคลืน่ พลังงานความถีแ่ ม่เหล็ก ที่มันสั่นสะเทือนอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และเป็นคลื่นการสั่นสะเทือน ทางด้านบวกชนิดเดียวกันกับคลืน่ การสัน่ สะเทือนของจิตในสภาวะสมาธิดว้ ย

การฝึกของเขาระยะแรกๆ ก็เพียงแต่เอาจิตไปจับหรือเพ่งสรรพสิ่ง

81


82

ปริญญา ตันสกุล

นั้นอยู่นิ่งๆ คลื่นของจิตที่สื่อออกไปจะเกิดการเสริมกันกับคลื่นความถี่อัน เป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่งนั้น จนเป็นหนึ่งเดียวกันโดยอัตโนมัติ เท่ากับว่า มนุษย์ได้อบรมจิตของตน ให้รู้จักกับการสั่นสะเทือนที่สูงกว่าคุณสมบัติ แท้จริงของจิตปกติของตนเองได้แล้ว ยิ่งหมั่นฝึกฝนปฏิบัติบ่อยๆ อ�ำนาจของจิตในการสั่นสะเทือนเป็น พลังจิตก็จะสูงขึ้นเกินมนุษย์ธรรมดาทัว่ ไปได้เหมือนกัน ถ้ามนุษย์ไม่หยุดอยู่ เพียงแค่นั้น หลังจากที่สร้างอ�ำนาจพลังจิตของตนเพิ่มขึ้นได้แล้ว อาจใช้ อ�ำนาจจิตทีม่ อี ยูส่ ร้างคลืน่ การสัน่ สะเทือนทีเ่ หนือกว่าสรรพสิง่ นัน้ เข้าให้บา้ ง เช่น ให้มันสั่นสะเทือนน้อยลง เพื่อดับความร้อนแรง และหรี่แสงของมันให้ น้อยลงในจินตนาการของตนที่สัมผัสรู้ได้ด้วยจิตของตนเอง โดยใส่ความคิด บงการมันเข้าไปในคลืน่ จิตด้วย บ่อยครัง้ เข้าก็อาจมีอำ� นาจทีจ่ ะบงการสรรพ สิ่งนั้นได้จริงๆ ซึ่งวิธีการปฏิบัติจิตนอกเส้นทางสมถะกรรมฐาน ด้วยบท อัศจรรย์เช่นนี้ ในช่วงต้นยุคพลังงานเก่า บรรดาฤาษี ดาบส นักพรต นักบวช จนถึงระดับอรหันต์ ล้วนเคยปฏิบัติทดลองกันเป็นผลส�ำเร็จมาแล้วทั้งสิ้น มนุษย์ต้องรู้ว่า จิตมนุษย์เองคือบ่อเกิดแห่งอ�ำนาจและฤทธิ์ จิต จักรวาลจึงย�้ำเสมอว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังอ�ำนาจอยู่ในตนเอง ทั้ง อ�ำนาจด้านบวกและอ�ำนาจด้านลบ ที่สามารถน�ำมันออกมาแสดงได้ทั้ง ในมิติโลกและมิติคู่ขนาน คือมิติทางพลังงาน หากเป็นมิตโิ ลก ก็คอื การแสดงพลังอ�ำนาจทางสติปญ ั ญา ก่อให้ เกิดการกระท�ำใดๆในชีวิตประจ�ำวัน ส่วนในมิตคิ ขู่ นาน ก็เป็นการกระท�ำทางจิตของมนุษย์เอง เพราะ มนุษย์มสี มองกับร่างกาย ไว้เป็นเครือ่ งมือกระท�ำในมิตทิ างกายภาพ และ


มหาสติ

มนุษย์ยังมีพลังอ�ำนาจจากจิตใต้ส�ำนึก ไว้เป็นเครื่องมือให้เกิดการกระท�ำ ในมิติคู่ขนานถ้วนทุกคนไป ถ้ามนุษย์ค้นพบพลังอ�ำนาจทางจิตของตนได้ แล้วน�ำมันออกมา แสดงหรือกระท�ำทางด้านบวกด้วยจิตส�ำนึกทีส่ นั่ สะเทือนด้านบวก จากการ คิดและการกระท�ำ เพือ่ การสร้างตนเองและสร้างโลก มนุษย์ยอ่ มได้รบั รางวัล ด้านบวก แต่ถ้าน�ำมันออกมาแสดงหรือกระท�ำด้านลบ ด้วยจิตส�ำนึกที่สั่น สะเทือนทางด้านลบ จากการคิดและการกระท�ำเพื่อการสร้างตนเองแต่ ท�ำลายสรรพสิ่งอื่น มนุษย์ย่อมได้รับรางวัลด้านลบ คือ ผลกรรมในมิติคู่ ขนาน เช่นเดียวกัน เพราะนั่นคือกฎโลกที่ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือมันได้ และยังสอดคล้องกับ กฎเกณฑ์ทางกายภาพ (พลังงาน) ในสากลจักรวาล ซึง่ มนุษย์เรียกว่า กฎของ ธรรมชาติ อีกด้วย แต่ถา้ สามารถเข้าถึงมัน และน�ำมันออกมาแสดงโดยไม่เป็นคุณเป็น โทษกับใคร มันก็เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ทีจ่ ะเป็นพรสวรรค์ตดิ ไป กับจิตวิญญาณสู่การเกิดเป็นรูปธรรมมนุษย์ในภพชาติต่อไปเท่านั้น ในยุคพลังงานเก่า วัตถุประสงค์ของการปฏิบตั สิ มถะกรรมฐานเพือ่ การรวมพลังจิตนั้น ก็เพื่อให้มันพร้อมต่อการใช้งาน งานที่จิตต้องท�ำก็คือ การสั่นสะเทือนสูงสุดของเซลล์สมองเพื่อให้ เกิด ปัญญาญาณ ในการพิจารณาสัจธรรม เพื่อให้เกิดจิตส�ำนึกที่ถูกต้อง ใน เรื่องราวที่จิตหยาบเข้าถึงไม่ได้ให้เกิดการรู้แจ้ง คือเข้าใจและยอมรับมัน สู่

83


84

ปริญญา ตันสกุล

การปฏิบัติจิตไปตามความรู้ที่ตนรู้แจ้งนั้น มนุษย์ยคุ นัน้ จึงต้องยกระดับจิตส�ำนึกของตนไปอีกขัน้ หนึง่ หลังจาก ทีป่ ฏิบตั จิ ติ ด้วยสมถะกรรมฐานจนบรรลุฌานสูงสุดได้แล้ว พวกเขาจะอบรม จิตด้วยวิธี วิปสั สนากรรมฐาน ซึง่ หมายถึงการใช้จติ พิจารณาท�ำความเข้าใจ กฎเกณฑ์ทางกายภาพของจักรวาลอย่างถ่องแท้ เพื่อท�ำให้จิตที่เคยหลงผิด ในบางสิ่ง ที่เคยงมงายในบางเรื่อง ให้มันยอมจ�ำนนจนมุม เลิกละการติดยึด สิ่งเหล่านั้นให้หมด นั่นคือ กิเลส ตัณหา และความเข้าใจผิด หรือสับสน ระหว่างตัวตนที่เป็นมายากับแก่นแท้ เมือ่ สามารถดับจิตดวงทีห่ ลงผิดติดยึดกับความงมงายได้ทงั้ หมด จิต ก็จะเป็นหนึ่งเดียว คือเหลือแต่ทักษะในการคิดรู้กับอารมณ์รัก คือคลื่นการ สั่นสะเทือนด้านบวกสูงสุดเท่านั้น มันคือสภาวะนิพพานของจิตนั่นเอง เพราะสามารถท�ำให้จิตดับ ไปจากกิเลสตัณหา และการยึดติดตัวตนหมดสิ้นแล้ว การใช้ปัญญาญาณท�ำความเข้าใจ ด้วยการพิจารณาสัจธรรมต่างๆ ในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน มนุษย์จะหยิบยกเอามาพิจารณาไปทีละเรื่อง เมื่อ รู้แจ้งได้เรื่องหนึ่ง จิตก็จะสะอาดขึ้นระดับหนึ่ง ยุคพลังงานเก่าเขาจะเรียกว่า ได้ญาณ หรือ เกิดญาณ ระดับหนึ่ง ซึ่งมันจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หรือจะเรียกว่าเป็น การยกระดับสติปัญญาแห่ง การรู้แจ้ง ก็ได้ ปฏิบัติการทางเทคนิคกรรมฐาน เพื่อการช�ำระจิตหยาบ ในยุค พลังงานเก่าตามที่กล่าวไว้พอสังเขปทั้งหมดในบทนี้นั้น ก็เพื่อต้องการเชื่อม


มหาสติ

โยงความคิดเข้าใจ ให้เกิดการรู้แจ้งส�ำหรับมนุษย์ในยุคพลังงานใหม่ว่า มี วัตถุประสงค์หลักส�ำคัญแต่เพียงเรื่องเดียวคือ การหาวิธีรวมกายหรือ เครื่องยนต์แห่งกรรม กับ จิต ที่เป็นกลไก การขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรม ให้เป็นหนึ่งเดียวกับ จิตวิญญาณ อัน เป็นตัวแทนของ จิตจักรวาล ที่เป็นแก่นแท้ของรูปธรรมมนุษย์ให้จงได้ นั่นเอง ธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน มีเพียงจิตกับกายเท่านัน้ ทีส่ มั พันธ์กนั อยู่ โดยที่จิตกับกายไม่อาจเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณได้โดย สิ้นเชิงเลย เพราะตราบใดที่รูปธรรมมนุษย์ทุกคนยังปฏิบัติตนให้มีบทบาท เหมือนเทหวัตถุใดๆในจักรวาล ที่ไร้จิตใจ ไร้อารมณ์รู้สึก ให้มีเพียงการสั่น สะเทือนภายในเป็นคุณสมบัตขิ องตน แล้วแสดงแต่คณ ุ สมบัตขิ องตนออกมา มนุษย์ก็เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งสามสิ่ง หรือเป็นเหมือนสรรพสิ่ง อื่นๆในจักรวาลไม่ได้ มนุษย์ต้องล่วงพ้นไปจากเครื่องยนต์แห่งกรรม หรือโครงสร้าง ทางชีววิทยาทั้งระบบ โดยยอมให้มันมีเพียงแค่ชีวิต เพื่อให้มันเป็นเพียง เปลือกนอกที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ไว้ภายใน และให้มันเป็น เพียงเครื่องมือของจิตวิญญาณ ในการท�ำหน้าที่ร่วมกับดาวเคราะห์โลก เท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎทางกายภาพของจักรวาล ก็คือ รูปธรรมหยาบๆภายนอกไม่ใช่ตวั ตนแท้จริง มันเป็นแค่ตวั แทนของ บางสิ่งซึ่งเป็นแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใน

85


86

ปริญญา ตันสกุล

ก้อนหินหนึ่งก้อนที่มนุษย์เห็น จึงไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของมันเลย มัน เป็นแค่เพียงตัวแทนของบางสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของมัน คือ พลังงาน ซึ่งเร้นอยู่ ภายในเครื่องยนต์แห่งกรรมหรือร่าง กายมนุษย์ก็เป็นแค่เปลือกนอก หรือ ตัวแทนของจิตวิญญาณ ก็คือพลังงานที่เร้นอยู่ภายในอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง ถ้ามนุษย์ท�ำลายกิเลสตัณหา ดับจิตทีห่ ลงงมงายกับตัวตนทัง้ หมด ได้ ก็เท่ากับว่าการหลงมิติของจิตหยาบมอดดับลง เครื่องยนต์แห่งกรรม ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากเทหวัตถุใดๆในจักรวาล ที่มีแก่นแท้คือ พลังงานเป็นผูส้ ร้างกระบวนการใดๆ ให้เกิดตามคุณสมบัตแิ ท้จริงของมัน ได้ตลอดไป มันจะต่างกันกับสรรพสิ่งอื่นในจักรวาลก็ตรงที่ มนุษย์มีชีวิต สามารถใช้เครื่องยนต์แห่งกรรมก่อให้เกิดการกระท�ำทางกายภาพ เพื่อ การสร้างตนเอง สร้างโลก และรักษาความสมดุลของระบบโลกในทาง กายภาพไปพร้อมๆกับการกระท�ำในมิตคิ ขู่ นานของจิตวิญญาณแต่ละคน ได้ด้วย ขณะทีด่ าวเคราะห์ตา่ งๆ หรือเทหวัตถุทงั้ หลายมีแต่มวลหยาบๆ ภายนอกที่ไร้ชีวิต ไม่อาจแสดงพลังอ�ำนาจจากคุณสมบัติของแก่นแท้ ภายใน ผ่านเปลือกนอกที่เป็นมวลหยาบๆ เหมือนเครื่องยนต์แห่งกรรม อันแสนวิเศษ ซึ่งถูกบรรจงสร้างขึ้นบนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ได้ เพียงแค่ท�ำให้จิตหยาบไร้ส�ำนึก หยุดบทบาทของมันลงอย่างสิ้น เชิงได้ตลอดไป รูปธรรมมนุษย์ก็จะเป็นแค่มวลๆหนึ่งที่เกาะติดอยู่กับโลก เป็นส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์โลก ที่หมุนรอบตัวเองไปพร้อมกันกับโลก โคจรรอบดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะ ด�ำรงอยู่ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก


มหาสติ

นี้ และมีการสั่นสะเทือนของแก่นแท้ภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมน�ำ พลังงานความรักออกมาภายนอก เหนี่ยวรั้งตนเองไว้กับทุกสรรพสิ่งใน ระบบเดียวกัน เพื่อการเป็นหนึ่งเดียว การท�ำจิตหยาบให้ไร้สำ� นึก ก็คอื การท�ำให้จติ ของตนเป็นอิสระจาก ทุกสิ่ง ให้มันเป็นตัวของตัวมันเอง

ไม่รู้จักทุกข์สุข ไม่รู้กิเลสตัณหา ไม่รู้ตัวตนของตน

รู้แค่คิดรู้จากคลื่นจิตและสมอง ที่สั่นสะเทือนด้านบวกอย่างเดียว เพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวกไว้เท่านั้นเอง การปฏิบตั กิ รรมฐานยุคพลังงานเก่า เป็นเทคนิคการช�ำระจิตเพือ่ การหลุดพ้น คือ นิพพาน ดังได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น

87


88

ปริญญา ตันสกุล

5

จงช�ำระจิตด้วยความรู้ใหม่ให้เห็นแจ้ง มนุษย์จ�ำนวนมากมายเข้าใจว่าการปฏิบัติเทคนิคสมาธิเยี่ยงสมณะ หรือนักบวชผู้อาสาตนเองช่วยเหลือดาวเคราะห์โลกโดยตรง ในการค�้ำจุน ระบบโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลก เพื่อประคับประคองให้จิตส�ำนึกของโลก เต้นยกตัวสูงขึ้นสอดประสานกันกับระบบโครงข่ายสนามพลังงานจักรวาล


มหาสติ

สากล ในขณะที่มนุษย์จะท�ำหน้าที่เพียงเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนพวกเขา เหล่านั้น เป็นการปฏิบัติจิตที่จะสามารถขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์และ น�ำจิตวิญญาณของตนสูก่ ารหลุดพ้นคือนิพพานได้ ซึง่ การคิดเข้าใจเช่นนีเ้ ป็น ความเชื่อที่งมงาย เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง แท้แล้วเป็นการฝึกจิตตนให้อยูใ่ นกรอบ มีความสงบเรียบร้อยแค่ เพียงชั่วคราว โดยไม่ซ่อนเร้นเอาความซุกซนอันเป็นนิสัยเดิมไว้ภายใน เมื่อเลิกปฏิบัติการทางเทคนิคเมื่อใด นิสัยซุกซนเคยเป็นแบบใดมันก็จะ แสดงบทบาทของมันไปตามนิสัยเดิมได้อีก มนุษย์จะถือว่าการปฏิบัติเทคนิคสมาธิเยี่ยงผู้อาสาเหล่านั้น เป็นการท�ำให้จิตมันหลับไหลชั่วคราวก็ได้ หรือเป็นการท�ำให้จิตของตน ได้พักผ่อนบ้างก็กล่าวได้เช่นกัน มนุษย์ต้องรู้ว่า การปฏิบัติเทคนิคสมาธิของบรรดาผู้อาสาดังกล่าว เป็นเพียงแค่ปฏิบัติการทางเทคนิคบทหนึ่งในหลายบทหลายขั้นตอนของ สมณะ ที่จะท�ำให้จิตใจพร้อมต่อการรวมพลังให้เป็นหนึ่งเพื่อให้เกิดอ�ำนาจ ทางคลื่นความถี่ของจิตสูงสุด ในกระบวนการสร้างใหม่รวม 2 ด้านด้วยกัน ที่ มันจะเกิดขึ้นพร้อมกันคือ 1. คลืน่ ความรัก ผ่านอารมณ์ปติ เิ บิกบาน เพือ่ น�ำมันไปใช้กระตุน้ ให้เกิดคลื่นในข้อ 2 2. คลื่นปัญญา ผ่านการใช้ปัญญาญาณเพื่อการหยั่งรู้สู่การเห็น แจ้งรู้แจ้ง ของระบบสมองซีกขวาน�ำซีกซ้าย

การปฏิบัติสมาธิทางเทคนิคของสมณะ จึงจ�ำต้องก้าวสู่ขั้นตอนที่

89


90

ปริญญา ตันสกุล

สองคือ การปฏิบัติสมถะกรรมฐานทันทีที่รวมจิตสู่ความสงบได้แล้ว ความสงบทีเ่ กิดขึน้ เป็นผลจากการหยุดยัง้ ความซุกซนของจิตแต่ละ ดวงเอาไว้ดว้ ย ความมีสติ ในขัน้ ของเทคนิคสมาธินนั่ เอง ซึง่ การหยุดยัง้ ความ ซุกซนได้ไม่ได้แปลว่าจะขจัดขัดเกลาจิตแต่ละดวงให้ละเลิกนิสัยซุกซนอัน เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของมันลงได้แต่อย่างใด เป็นแค่เพียงกดเก็บปิดกั้น มันเอาไว้ด้วยพลังอ�ำนาจแห่งการมีสติ เท่านั้นเอง ความสงบงันของจิตทีเ่ คยซุกซนอยู่ จะน�ำไปสูป่ ฏิบตั กิ ารทางเทคนิค สมถะกรรมฐาน ซึ่งขั้นนี้คือการรวมจิตทั้งหมดให้มันสั่นสะเทือนต่อสิ่งที่ เลือกรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เพียงเรื่องเดียวสิ่งเดียว ด้วย วิธีการเพ่งจิต ต่อสิ่งนั้นอย่างมั่นคง จะท�ำให้จิตทุกดวงเกิดการสั่นสะเทือน ขึ้นพร้อมกันเป็นคลื่นความถี่อย่างเดียวกันและเป็นระบบเดียวกันขึ้นมาได้ หากเพ่งจิตอย่างมุ่งมั่นและหมั่นท�ำจนช�ำนาญ พลังอ�ำนาจการสั่น สะเทือนเป็นคลื่นพลังงานจิตจะค่อย ๆ ยกระดับคลื่นความถี่สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ จนเข้าถึงระดับสูงสุดได้แล้ว สมณะก็จะก้าวสู่การปฏิบัติเทคนิค วิปัสนา กรรมฐาน กันต่อไป ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย ปฏิบตั กิ ารตอนสุดท้ายนีก้ เ็ พือ่ อาศัยคลืน่ จิตความถีส่ งู ไปช่วยกระตุน้ ให้กลุ่มเซลล์สมองซีกขวามันตื่นรู้ด้วยพลังงานความรัก หรือความปิติของ พลังจิตที่เกิดขึ้นนั้น สู่การสร้างกระบวนการในการใช้สติปัญญาระบบใหม่ ทางสมอง เพื่อให้เกิดปัญญาญาณในการหยั่งรู้สู่การรู้แจ้งต่อไป ปัญญาญาณ ที่เกิดขึ้นจากผลลัพธ์ของการกระท�ำทางเทคนิคของ จิตเช่นนี้เป็นสติปัญญาที่ใช้ในการสังเคราะห์ข้อมูลรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่ตัวเอง โปรแกรมมันเข้าไว้ที่ในจิตในขณะนั้น


มหาสติ

การสังเคราะห์ข้อมูลใด ๆ ที่ได้มาจากปัญญาญาณของตนเอง เรียกว่า “การรู้แจ้ง” การสังเคราะห์ข้อมูลใด ๆ ที่ได้มาจากปัญญาญาณในการหยั่งรู้ ของผู้อื่นเรียกว่า “การเห็นแจ้ง” ทั้งการรู้แจ้งเห็นแจ้ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน เพราะ มันหมายถึงการเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ โดยไม่มปี ระเด็นใดสับสนสงสัยอยูอ่ กี เลย และสามารถน�ำความรูใ้ หม่ทไี่ ด้มา ขัดเกลาจิตใจให้ผอ่ งใสบริสทุ ธิไ์ ด้ดว้ ยตนเอง โดยไม่ตอ้ งมีใครบงการหรือจูงใจ และไม่ต้องอาศัยมนตราศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ว่า

ประเด็นที่เป็นความแตกต่างอยู่ตรงที่มาของผลึกแห่งความรู้นั้น ๆ

รูแ้ จ้งได้เอง หรือเป็นความรูแ้ จ้งจากการรูแ้ จ้งของผูอ้ นื่ โดยตนเอง น�ำมันมาสังเคราะห์ให้เห็นแจ้งไปตามความจริงที่จริงแท้นั้นด้วยตนเอง เท่านั้น การน�ำเอาความรู้ใหม่จากการรู้แจ้งด้วยตนเอง หรือการเห็นแจ้ง จากประสบการณ์ผ่านบุคคลอื่นมาใช้ในการขัดเกลาจิตใจตน คือการน�ำมัน มาใช้ประโยชน์ที่ส�ำคัญ 3 ประการคือ

1. การประหารกิเลสของจิต

กิเลสของจิต คือ ตัวการที่ท�ำให้เกิดจิตหยาบ อารมณ์หยาบ ๆ ของ มนุษย์

91


92

ปริญญา ตันสกุล

การประหารกิเลสคือการดับอารมณ์หยาบ ๆ จิตหยาบ ๆ ของตน ให้หมดสิ้น อันเกิดจากจิตส�ำนึกที่ถูกต้องกว่าด้วยการมองเห็นความจริงได้ ว่า มันคือขยะในจิตที่น�ำไปสู่พฤติกรรมขยะโดยแท้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งพึงปรารถนา ของตนและผู้อื่นเลย เพราะอ�ำนาจกิเลสไม่อาจน�ำมาซึ่งความส�ำเร็จใด ๆ ใน ชีวิตและความสุขแท้จริงแก่ตนได้นั่นเอง เมื่อเกิดการรู้แจ้งด้วยจิตส�ำนึกแท้จริงเช่นนี้แล้ว การละวางปลด ปล่อยมันทิ้งไปจากการยึดติดของจิตก็จะบรรลุผลส�ำเร็จได้ในที่สุด

2. การเลิกยึดติดตัวตน

การยึดติดตัวตนของจิต หมายถึง การท�ำความเข้าใจกฎสากล จักรวาลได้อย่างถ่องแท้วา่ ไม่วา่ สิง่ เป็นนามรูปหรือรูปธรรมก็ตาม ทุกสิง่ ล้วน เป็น “มายา” ทั้งสิ้น แต่มันจะเป็นสิ่งสัมผัสได้ผ่านการคิดรู้สึก หรือจากการ สัมผัสด้วยกายของตนก็ตามโดยรู้ได้ว่า รูปธรรมใดที่มีมวลสัมผัสได้ มีภาพที่นึกเห็นได้จากการคิดรู้สึก ล้วนเป็นมายาทั้งสิ้น แก่นแท้ของสรรพสิ่งที่แลเห็นและนึกเห็น คือ พลังงาน ไม่ใช่ตัว ตนที่ประกอบด้วยมวลหยาบ ๆ หรือภาพในจินตนาการคิดฝันที่เห็นนั้น ถ้าจะกล่าวทบทวนความรู้เรื่องนี้ เพื่อช่วยให้มนุษย์เห็นแจ้งได้ชัด แจ้งขึ้น ก็คงจะต้องน�ำเอากฎเกณฑ์ทางกายภาพของสากลจักรวาล และ เรื่อง ความลับของมนุษย์เบื้องหลังมิติโลก มากล่าวซ�้ำย�้ำสติไว้ในที่นี้อีก ครั้ง เพราะถ้ามนุษย์ไม่ล่วงรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ มนุษย์จะไม่มีวันรู้แจ้งเห็นแจ้งเพื่อ การเลิกยึดติดตัวตนของจิตหยาบได้เลย


มหาสติ

จงท�ำความเข้าใจกับความจริงที่จริงแท้ต่อไปนี้อีกครั้ง

กฎเรื่องการเกิดตัวตนหรือมายา

มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ ในสากลจักรวาลทุกหนแห่ง รูปธรรมทีเ่ ป็นวัตถุหรือ เทหวัตถุใด ๆ ก็ตามล้วนเป็นสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อการด�ำรงอยู่ ชั่วคราวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ จนกระทั่งถึงวัตถุต่าง ๆ ในระบบโลก ไม่วา่ จะมีชวี ติ หรือไม่มชี วี ติ ก็ตาม จักรวาลถือเป็นสรรพสิง่ หนึง่ ที่ถูกสร้างใหม่ ภายใต้กฎเกณฑ์ทางกายภาพ (พลังงาน) ของสากลจักรวาล ทั้งสิ้น มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ ทุกหนแห่งในจักรวาล คือสนามพลังงานอันประกอบ ด้วยคลืน่ ความถีร่ ะดับต่าง ๆ สอดแทรกเคลือ่ นไหลไปมาอยูต่ ลอดเวลา โดยที่ ตามนุษย์ถูกปกปิดมิติไว้ไม่อาจมองเห็นได้ ระดับความถี่ของคลื่นพลังงานแต่ละชนิดในจักรวาล หมายถึง มิติ ต่าง ๆ ที่มนุษย์เรียกนั่นเอง มีทั้งคลื่นความถี่ต�่ำ ๆ ไปจนถึงเหนือความถี่แสง จากคลื่นอัลฟ่าไปจนถึงคอสมิก จนแทบนับมิติไม่ถ้วน คลืน่ ความถีม่ ติ ติ า่ ง ๆ จะมีการเคลือ่ นไหลในมิตเิ ดียวกันหรือเปลีย่ น ระดับมิตจิ ากสูงกว่าสูต่ ำ�่ กว่า และจากต�ำ่ ไปสูม่ ติ ทิ สี่ งู กว่าอยูอ่ ย่างต่อเนือ่ งไม่ หยุดนิ่ง ซึ่งหมายถึงในจักรวาลจะมี กระบวนการเปลี่ยนแปลวมิติของ พลังงานอยู่ตลอดเวลา

จนแม้กระทั่งในระบบโลกก็เช่นเดียวกัน

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานในสนามพลังงานสากล จักรวาลทั้งระบบใหญ่ คือที่มาของค�ำว่า “ความไม่เที่ยงแท้” นั่นเอง

93


94

ปริญญา ตันสกุล

ความจริงในข้อนี้ เป็นสิง่ ทีม่ นุษย์ถกู ปกปิดมิตไิ ว้ตงั้ แต่เกิด เพราะ เป็นเรื่องราวในมิติคู่ขนาน มนุษย์จึงไม่เข้าใจกันมานานนับพันปี

ผู้รู้แจ้งได้ด้วยปัญญาญาณเท่านั้นจึงจะยอมรับและเข้าใจ

นอกจากนั้ น สิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย์ ต ้ อ งรู ้ กั น อี ก ประเด็ น หนึ่ ง ก็ คื อ ไม่ ว ่ า กระบวนการเปลีย่ นแปลงทางพลังงาน มันจะเกิดขึน้ ทีใ่ ด ๆ ในสากลจักรวาล ถ้าทีห่ นึง่ ทีใ่ ดการเปลีย่ นแปลงเป็นไปในทางเพิม่ ขึน้ มันจะต้องมีอกี ทีใ่ ดทีห่ นี่ งเปลีย่ นแปลงไปในทางลดลงพร้อมกันเสมอ ไม่วา่ สองสถานทีด่ งั กล่าวนัน้ จะ ห่างไกลกันสักกี่ร้อยพันปีแสงก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อท�ำให้เกิดความสมดุลกันตลอดไปนั่นเอง หรือหากที่ใดที่ หนึ่ ง มี ก ารลดค่ า พลั ง งาน จะต้ อ งมี อี ก สถานที่ ห นึ่ ง เกิ ด กระบวนการ เปลี่ยนแปลงไปในทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงสรุปได้พอสังเขปว่า กระบวนการทางพลังงานที่ไม่หยุดนิ่งของ สากลจักรวาล จะมีกระบวนการส�ำคัญหลัก ๆ อยู่ 3 ประการคือ

1. กระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลง

2. กระบวนการเพื่อการสร้างใหม่

3. กระบวนการเพื่อการด�ำรงอยู่หรือการสมดุลกัน

กระบวนการส�ำคัญข้างต้นนัน้ จึงเป็นกฎเกณฑ์ทางกายภาพในสากล จักรวาลนั่นเอง

มนุษย์ยังจะต้องรู้อีกด้วยว่า


มหาสติ

ไม่ว่าที่ใดในสากลจักรวาล จนแม้ในระบบโลกก็ตาม ขณะที่มี กระบวนการเปลีย่ นแปลงทางพลังงานเกิดขึน้ มันจะก่อให้เกิด “ผลลัพธ์” ของกระบวนการนั้นปรากฎขึ้นมาด้วยเสมอ ผลลัพธ์ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานมันจะแสดง ตัวออกมา 2 ลักษณะคือ

1. ปรากฎการณ์พิเศษชั่วขณะ

ปรากฎการณ์พิเศษนี้ จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยมันจะ แสดงตัวออกมาในระหว่างที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวทาง พลังงานเกิดขึ้นชั่วคราว ภายในระยะเวลาไม่นานนัก เมื่อกระบวนสิ้นสุดลง เมื่อใด ปรากฎการณ์ดังกล่าวมันจะหายไปทันที

เช่น การมองเห็นฟ้าแลบฟ้าผ่า

ความร้อนของสายไฟฟ้าขณะที่มีกระแสเคลื่อนไหลผ่าน

กรณีตวั อย่างทัง้ สองกรณี เป็นสิง่ ทีม่ นุษย์สามารถสังเกตหรือพิสจู น์ ได้เสมอ เพราะมันเกิดจากกระบวนการเปลีย่ นแปลงหรือการถ่ายเทพลังงาน ในระยะเวลาสั้น ๆ นั่นเอง ถ้าการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆ หรือก้อนเมฆกับพื้นดิน มันสิ้นสุดลง ฟ้าแลบฟ้าผ่าก็จะสิ้นสุดลง เสียงดังโครมครืนมันก็จะสิ้นสุดลง ตามไปด้วย หรือถ้าปิดสวิทซ์หยุดการไหลของกระแสไฟฟ้า ความร้อนของ สายไฟฟ้านั้นก็จะค่อย ๆ ลดลงจนเป็นปกติในเวลาชั่วครู่เท่านั้นเอง

2. ปรากฎการณ์ระยะยาวหรือมายา

95


96

ปริญญา ตันสกุล

ปรากฎการณ์ทแี่ สดงตัวให้เห็นระยะยาว จักรวาลเรียกว่า “มายา” โดยสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นมายานั้นล้วนเป็นทุกสิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่า ตัว ตน ทีส่ ามารถสัมผัสจับต้องมองเห็นได้ใน มิตทิ างกายภาพ ซึง่ มนุษย์หลงผิด คิดเข้าใจว่า มันมีอยู่ด�ำรงอยู่อย่างถาวร ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้แตกต่างไปจาก ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในข้อ 1 เลยสักนิดเดียว ตัวตนทีม่ นุษย์เห็นทัง้ หมดจนแม้แต่รปู ธรรมของมนุษย์เอง ล้วนเกิด จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน ตามกฎเกณฑ์ทางกายภาพของ สากลจักรวาลทั้งสิ้น

มนุษย์จะต้องรู้ว่า

ถ้ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน กระบวนการใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงขณะใดขณะหนึ่งแล้ว ผลลัพธ์ของกระบวนการนัน้ มันจะแสดงตัวออกมาให้มนุษย์เห็นในมิตทิ าง กายภาพ เป็นรูปร่างเป็นตัวตนขึ้นเสมอ ตราบใดทีก่ ระบวนการเปลีย่ นแปลงทางพลังงานยังไม่สนิ้ สุด ตัว ตนหรือรูปธรรมนัน้ ก็จะยังคงอยูต่ ลอดไป แต่ถา้ กระบวนการเปลีย่ นแปลง ทางพลังงานดังกล่าวสิ้นสุดลง ตัวตนที่แลเห็นว่ามันด�ำรงอยู่ก็จะเสื่อม สลายหายไปทันทีเช่นกัน ซึง่ มนุษย์อาจนึกไม่ถงึ ว่าสรรพสิง่ ทัง้ หลายทีต่ นแลเห็นและสัมผัส ได้รอบ ๆ ตัวนั้น ทุกสิ่งเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น ทุกคนจึงไม่เข้าใจว่า ความมีตัว ตนทีต่ นรูอ้ ยู่ มันจะเป็นสิง่ ทีไ่ ม่ใช่ตวั ตนได้อย่างไร ? เนือ่ งจากแต่ละสรรพ สิ่งมันด�ำรงอยู่ให้ตนเห็นตราบวันตายเลยก็มีมาก หลายอย่างที่มีชีวิตมัน กลับเติบโตทุกวันคืน หรือแม้ดวงดาวต่าง ๆ ก็เห็นมันด�ำรงอยู่อย่างนั้น


มหาสติ

ยาวนานด้วย เพราะเหตุว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน ซึ่งเกิดขึ้นต่อ เนือ่ งยาวนานจนก่อให้เกิด “มายาของตัวตน” ขึน้ มาให้เห็นนัน้ กระบวนการ เปลีย่ นแปลงทางพลังงานยังไม่สนิ้ สุดนัน่ เอง มันจึงยังคงด�ำรงอยูอ่ ย่างนัน้ แต่ ต้องเข้าใจว่ามันไม่อาจด�ำรงอยู่หรือตั้งอยู่อย่างถาวรได้ตลอดไปแม้สิ่งเดียว ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์หรือสิ่งอื่น ๆ จนแม้กระทั่งรูปธรรมหรือ ร่างกายมนุษย์เองก็ตาม มันย่อมมีการเสื่อมสลายไปในที่สุดด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานของมันสิ้นสุดลง รูปธรรมมนุษย์ที่เป็นทารก เริ่มต้นจากการปฏิสนธิในครรภ์มารดา จนก่ อ ร่ า งสร้ า งรู ป เป็ น กายหยาบขึ้ น มาได้ จ นถึ ง ก� ำ หนดคลอด ก็ คื อ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานเพื่อการสร้างใหม่ของสากลจักรวาล โดยต้องใช้เวลานานถึง 270 วันจึงสามารถสร้างเด็กทารกที่พร้อมต่อการ ลืมตาดูโลกคนหนึ่งได้ ซึง่ กระบวนการเปลีย่ นแปลงนีเ้ กิดขึน้ ภายในรูปธรรมมารดาในระยะ แรก เมือ่ คลอดแล้วกระบวนการเปลีย่ นแปลงเพือ่ การสร้างใหม่ คือการเจริญ เติบโตทางกายภาพของเด็กก็จะยังคงด�ำเนินต่อไปตราบถึงวัยผูใ้ หญ่ จากนัน้ คงเหลือกระบวนการสร้างใหม่อยู่บางระบบเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงทางพลังงานของวัยผู้ใหญ่จะเป็นไปเพื่อการด�ำรง อยู่จนกว่ากระบวนการต่าง ๆ มันจะสิ้นสุดลง รูปธรรมมนุษย์ซึ่งเรียกว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม มันก็จะดับสลายไปในที่สุดเอง

สรรพสิ่งอื่นก็ล้วนไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษไปจากกฎ

97


98

ปริญญา ตันสกุล

เกณฑ์ที่ทางกายภาพในสากลจักรวาลเลย ไม่มีสิ่งใดอยู่ยั่งยืนในจักรวาลได้ สิ่งมีชีวิตต้องตาย ก้อนหินแข็งต้องมีสึกกร่อนผุพัง เหล็กต้องมี สนิมให้เกิดการผุกร่อนแม้มันจะเป็นเหล็กกล้าก็ตาม น�้ำก็ยังมีระเหยเป็น ไอ ไอน�้ำก็ยังมีวันเปลี่ยนเป็นหยดน�้ำ มนุ ษ ย์ จ งอย่ า น�ำเอาสารสั ง เคราะห์ บ างอย่ า ง อั น เป็ น ขยะ เทคโนโลยีมากล่าวอ้างถึงความทนทานแข็งแกร่งของมวลหยาบ ๆ แม้ มันจะดูคงทนไม่อาจก�ำจัดหรือท�ำลายมันได้งา่ ย ๆ แต่มนุษย์ไม่รหู้ รอกว่า มันย่อมมีวันสลายเช่นกัน แต่ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อการเปลี่ยนแปลงทาง พลังงาน ภายในรูปธรรมของมันค่อนข้างยาวนานเป็นพิเศษต่างหาก สรรพสิง่ สังเคราะห์เหล่านีจ้ งึ เป็นขยะรกโลกทีม่ นุษย์สร้างกระบวนการให้ เกิดเป็นมายาของสรรพสิ่งนั้นขึ้นมาเอง เนือ่ งจากความเสือ่ มสลายของสรรพสิง่ รอบตัวมนุษย์เป็นภาพทีเ่ กิด ขึ้นในมิติทางกายภาพ อันเกิดจากกฎเกณฑ์ทางกายภาพในสากลจักรวาล ว่าด้วยกระบวนการทางพลังงานที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งที่เป็นมายาหรือ ตัวตนนั้น ๆ นี่เอง ศาสดาของมนุษย์จึงทรงสอนสั่งเรื่องความไม่มีตัวตน แท้จริงของสรรพสิง่ ทัง้ หลายทัง้ ปวงว่า มันคือมายา ทุกสรรพสิง่ ล้วน ไม่เทีย่ ง แท้ ด้วยการน�ำเอาภาพรวมของการเกิดแก่เจ็บตายมาแสดงให้มนุษย์เกิดสติ ขึ้น แทนที่จะอธิบายในเรื่องของพลังงานที่เป็นแก่นแท้โดยตรงดังกล่าวมา ข้างต้น เหตุเพราะว่ามนุษย์ยุคต้น ๆ ของยุคพลังงานเก่าที่ผ่านมา ยังไม่มี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพลังงานดีพอ เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ยังไม่ เจริญก้าวหน้าดังเช่นทุกวันนี้

ถ้ามนุษย์ไม่ท�ำความเห็นแจ้งในเรื่องที่กล่าวมานี้ การหลงผิดติดยึด


มหาสติ

กับตัวตนของสรรพสิ่งและตนเองมันก็จะยังคงอยู่ต่อไป โอกาสจะน�ำจิตวิญญาณของตนให้หลุดพ้นไปจากกรรมที่ก่อผล กรรมแก่ตน โอกาสจะช่วยให้จิตวิญญาณของตนพ้นไปจากอาการหลงมิติของ จิตอันเกิดจากการติดยึดกิเลสและตัวตนของจิตหยาบ ซึ่งสมองซีกซ้ายมัน ช�ำนาญ และ โอกาสของการชดใช้กรรมพร้อมกับการไม่สร้างผลกรรมขึ้นมาใหม่ เห็นทีจะห่างไกลความเป็นจริงเหลือเกิน ทีก่ ล่าวมาทัง้ หมดข้างต้นนัน้ เป็นเรือ่ งทีเ่ กีย่ วข้องกับการน�ำเอาความ รู้แจ้งของตนเองหรือการเห็นแจ้งจากประสบการณ์การรู้แจ้งของผู้อื่น มา พิจารณาเพื่อการแก้ไขช�ำระจิตใจของตนรวมสองประการแล้ว นั่นคือการประหารกิเลสในใจตน และการดับความมีตัวตนของตน และสรรพสิ่งทั้งหลายให้หมดสิ้น ต่อไปนี้จะเป็นประเด็นที่สาม

3. การก้าวพ้นดีชั่ว

การที่มนุษย์จะก้าวพ้นความดีความชั่วอย่างที่เสี้ยมสอนกันมา ยาวนาน ด้วยการคิดเข้าใจทีผ่ ดิ จนก่อให้เกิดผลกรรมทัง้ ดีทงั้ ชัว่ ทัง้ ในมิตทิ าง กายภาพคือในสังคมมนุษย์ดว้ ยกันเอง และในมิตทิ างพลังงานหรือมิตคิ ขู่ นาน ทีต่ ามองไม่เห็น จนก่อให้เกิดการท�ำดีทำ� ชัว่ ต่อกันเป็นวัฏสงสาร และเกิดเป็น พลังงานกรรมดี ๆ ชั่ว ๆ ซึ่งมีมวลหยาบ ๆ ท�ำให้จิตวิญญาณต้องมีภาระด้าน น�ำ้ หนักมวลของรูปธรรมตนเอง ถูกโลกดึงดูดเหนีย่ วรัง้ ไว้จนไม่อาจน�ำตนเอง หลุดพ้นไปจากระบบโลกได้ ต้องย้อนกลับสูก่ ารเกิดใหม่เพือ่ หาทางก�ำจัดผล

99


100

ปริญญา ตันสกุล

กรรมทางพลังงานให้เป็นกลางได้หมด ด้วยการมีภพชาตินับไม่ถ้วน ซึ่งถ้ามนุษย์จะพ้นไปจากความมีดีมีชั่วได้อย่างเห็นแจ้ง มนุษย์จะ ต้องท�ำความเข้าใจในประเด็นส�ำคัญดังต่อไปนี้คือ

1. ละเลิกการท�ำดีได้ดี ท�ำชั่วได้ชั่ว

2. รู้ว่าตนเองเป็นใคร? มาจากไหน? มาเกิดบนดาวเคราะห์โลก ท�ำไม?

3. รู้กฎเกณฑ์ทางกายภาพในสากลจักรวาล

4. ดับกิเลสและการติดยึดตัวตนของจิตหยาบให้ได้

มนุษย์จะต้องรู้ว่า เรื่องราวของการท�ำความดีเพื่อหวังจะได้ดี กับ การท�ำความชั่วเพื่อได้รับผลกรรมชั่วนั้น มันเป็นกฎเกณฑ์ทางกายภาพใน สังคมมนุษย์โลกเองเท่านั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์สากลของจักรวาล ซึ่งว่าด้วยเรื่อง ของแก่นแท้คือพลังงานล้วน ๆ มนุษย์ต้องรู้ว่าภายในรูปธรรมของตน มีจิตหยาบเป็นตัวขับเคลื่อน การกระท�ำด้วยตัวการขับเคลื่อนที่เรียกว่า อารมณ์ และมีสมองเป็นตัวป้อน ข้อมูลหรือสร้างข้อมูลตามคลื่นอารมณ์เสมอ คลื่นอารมณ์และข้อมูลจากสมองมนุษย์ที่ปล่อยไปตามธรรมชาติ คือ จิตใจ ที่สร้างอารมณ์หยาบ ๆ ร่วมกับความคิดจากสมองซีกซ้ายน�ำขวา ที่แต่ละคนล้วนคุ้นเคยกับการใช้มันมาตั้งแต่เยาว์วัย มันจะก่อให้เกิดกลุม่ พลังงานทีม่ มี วลหยาบ ๆ ด้วยคลืน่ ความถีต่ ำ�่ ๆ ต่างชนิดต่างมิติกันกับคลื่นความถี่ของพลังงานในสากลจักรวาล ปรากฎใน


มหาสติ

สนามพลังงานจักรวาลขึ้นทุกครั้งที่มนุษย์แสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ใน จิตใจขึ้น การที่มนุษย์ใช้สมองซีกซ้ายท�ำงานร่วมกับจิตใจที่สร้างอารมณ์ หยาบ ๆ นี่เอง จิตมนุษย์เหล่านี้จักรวาลจึงเรียกว่าเป็น “จิตหยาบ” และ อารมณ์หยาบ ๆ อันเกิดจากการติดยึดกับกิเลสและตัวตนในแต่ละกรณี มันจะถูกเปลี่ยนระบบเป็นคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กด้วยอ�ำนาจของพลังจิตใต้ ส�ำนึกทีเ่ ป็นอัตโนมัติ ซึง่ จิตวิญญาณถือติดตัวมาด้วย โดยมันจะถูกน้อมน�ำ ออกมาภายนอกร่างกาย ในลักษณะของการแผ่รงั สีคล้ายการแผ่รงั สีความ ร้อน ที่เรียกว่า “เรดิเอชั่น” ผ่านออกมาทางตาที่สามหรือประตูมิติเสมอ คลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็ก อันเกิดจากอารมณ์หยาบ ๆ ของ มนุษย์ทปี่ รากฎเป็นกลุม่ พลังงานทีม่ มี วลหยาบ ๆ ด้วยคลืน่ ความถีต่ ำ�่ ๆ รวม กันเป็นกลุ่มก้อน มันจะไม่อาจเคลื่อนไหลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง พลังงานใด ๆ ร่วมกัน กลุ่มพลังงานทั้งหลายในสากลจักรวาลหรือในสนาม พลังงานของจักรวาลโลกได้ เนือ่ งจากเป็นกลุม่ พลังงานทีส่ นั่ สะเทือนด้านลบ เมื่อเปรียบกับคลื่นความถี่ในการสั่นสะเทือนของพลังงานอื่น ๆ ในสากล จักรวาลที่เป็นแก่นแท้ ซึ่งความถี่สูงกว่าทางด้านบวกหรืออยู่ในมิติที่สูงกว่า พลังงานอันเกิดจากอารมณ์หยาบ ๆ รายวันของมนุษย์ มันจึงเข้ากันไม่ได้กบั พลังงานสากล นอกจากการรวมตัวจับกลุ่มของพวกเดียวกันเอง กลายเป็น มวลหยาบ ๆ ของ พลังงานกรรม ที่มนุษย์นั้นต้องรับผิดชอบเท่านั้น การรับผิดชอบก็คอื เมือ่ เครือ่ งยนต์แห่งกรรมหมดสิน้ อายุขยั ใช้งาน จิตวิญญาณของตนจะต้องรับเอามวลหยาบ ๆ ของพลังงานกรรมนั้นมาเป็น มวลของตัวแล้วรอโอกาสกลับสู่การเกิดเป็นรูปธรรมมนุษย์ใหม่เป็นภพชาติ ต่อไป เพือ่ ใช้จติ ส�ำนึกของรูปธรรมมนุษย์จดั การให้พลังงานกรรม มวลหยาบ

101


102

ปริญญา ตันสกุล

ๆ ของตนเกิดการแตกสลายไร้คุณสมบัติกรรม ด้วยการใช้สมองซีกขวาและ ความรักทางอารมณ์ที่บริสุทธิ์คิดตัดสินใจกระท�ำต่อบททดสอบตนเองใน ลักษณะของเรือ่ งราวเดิม ๆ ในความสัมพันธ์กบั มนุษย์คนอืน่ ๆ ทีเ่ คยเกิดขึน้ ให้ตนเองได้เผชิญมาแล้วในภพชาติอดีตอีกครั้ง หรือหลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ ภพชาติต่อไป หากยังผิดพลาดเหลวไหลหรือสอบตกอยู่อย่างนั้น ถ้าสอบผ่านคือ สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและรู้จักให้ความรักต่อผู้อื่นเป็นอารมณ์ได้ มวล หยาบ ๆ ของพลังงานกรรมของตนในกรณีนนั้ ๆ จะแตกสลายถือเป็นไร้กรรม ในทันที เรือ่ งของผลกรรมในมิตทิ างกายภาพในสังคมมนุษย์ เป็นเรือ่ งราวที่ มนุษย์เรียนรูไ้ ด้เข้าใจง่ายเพราะสามารถเกิดขึน้ และตอบสนองทันตาเห็น แต่ ความลับเบื้องหลังมิติโลกนั้นมนุษย์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จะต้องท�ำให้ ตนเองรู้แจ้งหรือใช้ความรู้ที่กล่าวนี้น�ำตนเองให้เกิดการเห็นแจ้งให้จงได้ เท่านั้น และจะต้องรู้ด้วยว่า ได้ดี

ไม่ว่าการท�ำดีเพื่อหวังผลตอบแทนหรือการท�ำดีเพราะ “อยาก”

การท�ำชั่วต่อผู้อื่น เพราะ “อยาก” ต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้าน และ หลีกเลี่ยง ทั้งหมดนั้นล้วนเกิดจากอารมณ์หยาบ ๆ รายวันที่น�ำไปสู่การสร้าง มวลหยาบ ๆ ทางพลังงานกรรมของจิตใจในมิติคู่ขนานที่มนุษย์ไม่รู้ ในขณะ เดียวกันทั้งสิ้น


มหาสติ

ในชั่วโมงหนึ่งเกิดอารมณ์ทางจิตใจหยาบ ๆ กับใครกี่เรื่องกี่คน จ�ำนวนกลุม่ พลังงานกรรมทีเ่ ป็นผลกรรมไม่วา่ ด้านบวกหรือด้านลบ มันก็จะ เกิดขึ้นโดยตนเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นไว้ในมิติทางพลังงานของจักรวาลโลก เท่านั้น และมันจะยังด�ำรงอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะหาทางท�ำให้มันแตกสลาย ไปเท่านั้นเอง การจะเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายส�ำหรับ มนุษย์นกั หากไม่มคี วามเพียรและขาดการรูแ้ จ้งหรือเห็นแจ้งในเรือ่ งทีค่ วร รู้เหล่านี้ มนุษย์จึงควรกระท�ำดีเพียงเพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีที่ควรกระท�ำ จะถูกต้องกว่าการกระท�ำความดีเพราะอยากได้รางวัล ด้วยการตัง้ เป้าหมาย ของการท�ำดีนั้นไว้ หรือไม่ควรท�ำชั่วเพราะอยากตอบแทนผู้อื่นด้วยอารมณ์ ด้านลบ และไม่ควร ไม่กระท�ำชั่ว เพราะ ไม่อยากท�ำ แต่ จ งละเว้ น การกระท� ำ ชั่ ว เพราะเห็ น ว่ า เป็ น สิ่ ง ไม่ ค วรท� ำ จาก จิตส�ำนึกแท้จริง และความรักบริสุทธิ์ในจิตใจคนเหล่านั้น การที่มนุษย์จะก้าวพ้นความมีดีมีชั่วได้ ด้วยเงื่อนไขประการที่สอง คือ ต้องรู้ว่าตนเองแท้จริงไม่ใช่ ความมีเขามีเรา จากการติดยึดกับรูปธรรม มนุษย์ของกันและกัน แก่นแท้ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน เป็นพลังงานที่เร้นอยู่ ภายในรูปธรรมมนุษย์ต่างหาก ซึ่งก็คือ “จิตวิญญาณ” ที่เมื่อร่างกายดับลง อารมณ์รู้สึกนึกคิดเมื่อตอนเป็นมนุษย์เป็นเช่นไร ตนเองก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เสมอ แม้จะเป็นจิตวิญญาณเหลือเพียงแก่นแท้ในมิติคู่ขนานแล้วก็ตาม

103


104

ปริญญา ตันสกุล

โดยจิตวิญญาณคือรูปธรรมทางพลังงานที่เกิดจากการแบ่งภาค ตนเองของ จิตจักรวาล อันเป็นภาคแรกที่สูงส่งซึ่งเคยด�ำรงอยู่ในสนาม พลังงานจักรวาลสากลมาก่อน เหนือระดับพื้นโลกขึ้นไปไม่น้อยกว่า 6 หมื่น กิโลเมตร เหนือไปจากระดับที่มนุษย์จัดว่ามีรูปธรรมทางพลังงานที่เป็นจิต วิญญาณชั้นสูง จ�ำพวกเทพเทวดาด�ำรงอยู่ขึ้นไปอีก จิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน แบ่งภาคตนเองเป็นจิตวิญญาณ เดินทางเข้าสู่มิติโลกเพื่อให้มาเป็นแก่นแท้ภายในรูปธรรมมนุษย์ ให้ใช้รูป ธรรมมนุษย์เป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมของจิตวิญญาณ เพื่อเข้ามาท�ำหน้าที่ ของตนภายในระบบโลก ในการเป็นเพื่อนร่วมงานกับดาวเคราะห์โลกให้ดี ที่สุด เพื่อช่วยค�้ำจุนความสมดุลทางกายภาพของสรรพสิ่งในระบบโลก ด้วย การกระท�ำทางกายภาพของรูปธรรมมนุษย์และการกระท�ำทางจิตใจหรือ อารมณ์ เพือ่ ค�ำ้ จุนความสมดุลทางพลังงานของดาวเคราะห์โลกในมิตคิ ขู่ นาน ไปพร้อม ๆ กันทั้งสองด้าน การกระท�ำใด ๆ ของมนุษย์ จักรวาลจึงเรียกว่า การกระท�ำทาง จิตส�ำนึกเพราะเกิดการกระท�ำทางจิตด้วยอารมณ์รู้สึก และการกระท�ำ ทางกายภาพนัน่ เอง ซึง่ การสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวกเท่านัน้ ทีจ่ ติ จักรวาลของมนุษย์เองและดาวเคราะห์โลกต้องการ มนุษย์ทุกคนจึงต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อโลก ในการค�้ำจุนความ สมดุลของโลกทั้งทางกายภาพและทางพลังงาน ด้วยการใช้อารมณ์รักที่เป็น ด้านบวกจากจิตใจบริสทุ ธิร์ ว่ มกับหนึง่ สมองและสองมือของแต่ละคนให้เป็น หนึ่งเดียวกันทั้งระบบ อันประกอบด้วย

ดาวเคราะห์โลกของมนุษย์


มหาสติ

เพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งอื่น ๆ ในระบบโลก

โดยทั้งหมดจะต้องเหนี่ยวรั้งกันและกันไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งโลก ได้ให้ความรักแก่มนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านการปฏิสนธิแล้วมากมาย ทั้งสิ่ง แวดล้อมที่เหมาะสม อ�ำนาจแม่เหล็กดาวเคราะห์ แรงความโน้มถ่วงที่ใช้ เหนี่ยวรั้งมนุษย์กับทุกสรรพสิ่งในระบบ และพืชพันธุ์ธัญญาหารรวมทั้ง พลังงานทั้งแผ่นดิน ในขณะที่ โ ลกก� ำ ลั ง รอค� ำ ตอบจากมนุ ษ ย์ แ ต่ ล ะคนอยู ่ ว ่ า ได้ แสดงออกอย่างไรในการให้ความรักโลกเป็นการตอบแทนบ้าง เพียงการ ท�ำหน้าทีข่ องจิตวิญญาณของตนได้อย่างน่าชืน่ ชม ตามอ�ำนาจหน้าทีท่ ไี่ ด้รบั มอบหมายให้เข้ามาในระบบเพื่อปฏิบัติกันเสียที แทนที่จะแยกตนเองออก ไปจากโลกเพราะไม่เข้าใจว่าตนเองมีคุณค่าและมีความหมายต่อโลกมาก หากมนุษย์บกพร่องต่อหน้าที่วิกฤตโลกจะเกิดขึ้นจนไม่อาจหลีก เลี่ยงได้เลย ยิ่งกระท�ำผิดต่อโลกด้วยการท�ำลายความสมดุลของระบบโลก หายนะของดาวเคราะห์ดวงนี้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้เช่นกัน

การขุดเจาะท�ำลายโลกทางกายภาพจนเสียงสมดุล

การสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้รกโลก

การกระท�ำต่อกันด้วยจิตส�ำนึกด้านลบ จนไม่อาจให้พลังงานด้าน บวกต่อโลกในระดับที่ต้องการด้วยการกระท�ำที่ไม่ถูกต้องต่อมนุษย์ด้วย กันเอง เพราะขาดการรู้แจ้งอันเกิดจากไม่สามารถเปลี่ยนกลไกการใช้ สมองจากซีกซ้ายน�ำขวาไปเป็นขวาน�ำซ้ายได้ เพียงแค่ช�ำระจิตหยาบให้ สะอาดและการน�ำเอาความรักในจิตใจตนเองออกมาแสดงต่อผู้อื่นและ

105


106

ปริญญา ตันสกุล

โลกเท่านั้นเอง เพียงเงือ่ นไขส�ำคัญทัง้ 3 ประการนี้ ดาวเคราะห์โลกก็มปี ญ ั หาน่า ห่วงใยแล้ว

การจะล่วงพ้นความมีดีมีชั่วของมนุษย์ ประการถัดมาก็คือ

มนุษย์จะต้องหันมาใส่ใจในกฎเกณฑ์ทางกายภาพของจักรวาลด้วย เพราะเป็นเรือ่ งของแก่นแท้ทที่ กุ คนต้องรู้ ไม่ใช่เรือ่ งของกายหยาบซึง่ เป็นไป ตามกฎเกณฑ์ของจักรวาลโลกอยู่ด้านเดียว เนื่องจากเรื่องของกายภาพมัน เป็นแค่เรื่องราวของมายาเท่านั้น ต่อให้มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกัน ไกลขนาดไหน ถ้ายังคงใช้สมองซีกซ้ายน�ำขวาในการค้นคว้าคิดรูก้ นั อยู่ มนุษย์ จะหลงติดยึดอยู่กับมิติทางกายภาพที่เป็นตัวตนหรือมายาซึ่งสมองซีกซ้าย มันช�ำนาญกว่าซีกขวาเสมอ การค้นหาแก่นแท้ในมิตพิ ลังงานจะไม่มวี นั ส�ำเร็จได้เนือ่ งจากมนุษย์ หลงผิดเสียตัง้ แต่ตน้ แล้ว เพราะแก่นแท้ของมายาทีเ่ ป็นตัวตนของมนุษย์นนั้ มันคือ ความว่างเปล่า เนื่องจากมันเป็นด้านของเงาไม่ใช่แก่นแท้ของสรรพ สิ่งเลย แก่นแท้ของเงาหรือด้านที่เป็นมายา มันย่อมพบได้แค่มายา เท่านั้น การทีม่ นุษย์ไม่เชือ่ เรือ่ งจิตวิญญาณว่ามีจริง เพราะมนุษย์ใช้สมอง ซีกซ้ายกับจิตที่มีอารมณ์หยาบ ๆ ของตนคิดคว้ามองหามัน


มหาสติ

ด้วยการค้นหาตัวตนเอาจากด้านของตัวตนทีเ่ ป็นมายา ไม่ใช่ดา้ น ของแก่นแท้ที่เป็นพลังงาน เป็นการค้นหาจากด้านที่เป็นปรากฎการณ์ ไม่ใช่ด้านคุณสมบัติ ของแก่นแท้

มนุษย์จึงไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้ของตนเองได้จนบัดนี้

ค�ำว่า “โลกมายา” จึงหมายถึง การมองโลกและสรรพสิ่งด้วยจิต ร่วมกับสมองซีกซ้ายน�ำขวาเพือ่ มองหาตัวตนหรือมายา และเพือ่ การสร้างตัว ตนหรือมายาขึน้ ใหม่ของบรรดานักวิทยาศาสตร์โลกและมนุษย์ทมี่ ธี รรมชาติ ของสมองซีกซ้ายน�ำขวา เพื่อการเรียนรู้และคิดรู้สึกนั่นเอง การจะก้าวพ้นความมีดมี ชี วั่ เพือ่ ขัดเกลาจิตใจตนในประการสุดท้าย คือ การดับกิเลสและเลิกติดยึดตัวตนของจิตหยาบนั้น เป็นเพราะถ้ามนุษย์ รู้ความจริงว่า ความรักเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าด้านบวก ที่ ตนสร้างขึ้นมาในสนามพลังงานจักรวาลโลกจากจิตใจของตน อันเป็น พลังงานชนิดเดียวกันกับที่ด�ำรงอยู่ในสนามพลังงานจักรวาลสากล ผล กรรมซึ่งเป็นมวลหยาบ ๆ ของกลุ่มพลังงานกรรมมันก็จะไม่เกิดขึ้น กับกิเลสของจิตมนุษย์ หากยังมีอยู่มันจะน�ำไปสู่ความอยากดี อยากมี อยากเป็น อยากท�ำ หรือไม่อยากสารพัดสารพัน มนุษย์จะไม่มวี นั พ้นไปจากความมีดีมีชั่วได้ การไม่มีตัวเขาและไม่มีตัวเรา ไม่ว่าด้านการถูกกระท�ำหรือเป็นผู้ กระท�ำก็ตาม มนุษย์ยอ่ มหลุดพ้นไปจากการกระตุน้ อารมณ์หยาบ ๆ ของตน

107


108

ปริญญา ตันสกุล

ที่เกิดขึ้นมาได้ตลอดไป การไม่มีอะไรดีอะไรชั่วย่อมดับลงตามไปด้วย เพราะมนุษย์จะมีแต่ การกระท�ำ ไม่มีผลของการกระท�ำเกิดขึ้นในการคิดรู้สึกอีกเลย การไม่มผี ลของการกระท�ำ เพราะไม่มผี กู้ ระท�ำ และผูถ้ กู กระท�ำเกิด ขึ้น เป็นความรู้สึกทางอารมณ์ แม้ในความเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่เรียกว่า พฤติกรรมการกระท�ำมันเกิดขึ้นจริงก็ตาม แต่นั่นเป็นมิติด้านกายภาพ เป็นการกระท�ำทางกายหรือเครือ่ งยนต์แห่งกรรมทีเ่ ป็นมายา ไม่ใช่เรือ่ งของ แก่นแท้ ผู้ที่ติดยึดตัวตนหยาบ ๆ คือผู้ที่หลงในมิติของมายาที่จิตหยาบยังมี อ�ำนาจครอบง�ำการกระท�ำใด ๆ ของกายหยาบของตนอยู่ หรืออาจเรียกว่า เกิดการติดยึดจากการ หลงรูป ก็ได้ เพราะยังไม่เข้าถึงแก่นแท้อันเป็นตัวตน แท้จริงของตนได้

ดับกิเลสได้ ดับความมีตัวตนที่ยึดติดได้

การก้าวพ้นไปจากการกระท�ำใด ๆ เพื่อการได้ดีได้ชั่ว จะบรรลุ ผลทันที เพราะมนุษย์นั้นได้ช�ำระจิตหยาบของตน ยกระดับมันสู่การเป็น เครื่องมือของจิตวิญญาณในการปฏิบัติหน้าที่ของตนร่วมกับโลกได้แล้ว ความรูใ้ หม่ทถี่ า่ ยทอดมาให้ทงั้ หมดในบทนี้ เพือ่ ต้องการชีใ้ ห้มนุษย์ ทีง่ มงายจากการเข้าใจผิดในเรือ่ งของการปฏิบตั ิ เทคนิคสมาธิ ทีด่ เู หมือนจะ เป็นการกระท�ำทีด่ งี ามว่า ไม่อาจน�ำตนเองสูก่ ารหลุดพ้นของจิตวิญญาณ คือ นิพพานในบั้นปลายได้ เพราะมันไม่ใช่เทคนิคในการขัดเกลาจิตใจเพื่อการ ประหารกิเลสที่ตนมีอยู่


มหาสติ

มันเป็นเพียงการสร้างสติด้วยการก�ำหนดรู้ ให้จิตมีพลังอ�ำนาจอัน เกิดจากจิตแต่ละดวงร่วมกันท�ำหน้าที่อยู่กับเรื่องเดียวสิ่งเดียว จากการ ก�ำหนดให้มันรู้อยู่เท่านั้นเอง และยังเป็นการสร้างสติด้วยการกุมสติตนไว้ ชัว่ คราว ไม่อาจสร้างมหาสติขนึ้ มาจริง ๆ ในการด�ำเนินชีวติ ตามปกติของตน ร่วมกันกับมนุษย์คนอื่น ๆ ที่ตนคบหาสมาคมได้เลย การก่อกรรมท�ำเข็ญต่อกันก็จะยังคงมีอยูต่ อ่ ไปเมือ่ เลิกปฏิบตั สิ มาธิ จากช่วงสั้น ๆ นั้น วัตถุประสงค์ของการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของ สังคมมนุษย์ สร้างตนเอง และสร้างโลกใบนี้ ย่อมเป็นความเลื่อนลอยต่อไป มนุษย์จึงควรหันมาสร้างความมีสติในตนเอง ไม่ท�ำลายสติผู้อื่น ที่ เรียกว่า มหาสติ ให้จงได้ สติปัญญาแท้จริงอันเกิดจาก ธรรมชาติสมาธิ ใน ยามตืน่ รูย้ อ่ มน�ำความเบิกบานหรือความสุขแท้จริงมาให้แก่ตนเองและผูอ้ นื่ ได้มากกว่าการนั่งจับเจ่าอยู่กับการสะกดจิตตนเอง หรือบังคับจิตใจตนเอง ให้อยูใ่ นอาการสงบในระยะสัน้ ๆ โดยลุกไปท�ำงานอืน่ ไม่ได้อย่างทีป่ ฏิบตั กิ นั หลายเท่านัก

.....

109


110

ปริญญา ตันสกุล

6

ความมีสติในตนเอง 5 ประการ มนุษย์ได้รู้แล้วว่า การปฏิบัติเทคนิคสมาธิที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถอดแบบมาจากการปฏิบัติจิตของสมณะในรั้วอาราม เพียงแค่บางส่วน


มหาสติ

เสีย้ ว มันขาดความเหมาะสมต่อการน�ำมนุษย์เองทีย่ งั ต้องเกีย่ วข้องกับสังคม สู่การยกระดับสติปัญญาและพัฒนาจิตส�ำนึก เพื่อผนึกกาย จิตและจิต วิญญาณของตนให้เป็นหนึง่ เดียวสูก่ ารหลุดพ้นได้ เนือ่ งจากการปฏิบตั เิ ทคนิค สมาธิของมนุษย์มันเป็นแค่เพียงการบังคับจิตของตนให้สงบด้วยการฝึก ก�ำหนดรู้เพื่อการรวมจิตของตนให้เกิดพลังอ�ำนาจชั่วคราว ท�ำให้มันได้พัก ผ่อนในระยะเวลาสั้นๆ ดังที่มนุษย์เรียกว่าภาวะของจิตสงบเท่านั้นเอง ภาวะจิตทีส่ งบชัว่ คราว คือความมีสติชวั่ คราวเท่านัน้ มนุษย์จะต้อง ถามตนเองต่อไปว่าการกระท�ำเช่นนีม้ นั ช่วยให้มนุษย์ขจัดกิเลสและช�ำระจิต หยาบของตนให้มันสะอาดใสบริสุทธิ์ได้จริงหรือ ในเมื่อเลิกปฏิบัติมันแล้ว มนุษย์ยงั ต้องโลดแล่นท�ำหน้าทีข่ องมนุษย์เองร่วมกับผูอ้ น่ื อีกมากมาย มนุษย์ พบตนเองว่าสามารถกุมสติของตนเองเอาไว้ได้ เหมือนขณะที่ปฏิบัติเทคนิค สมาธิอยู่ได้หรือเปล่า ค�ำตอบที่มนุษย์จะได้รับก็คือ “ไม่” มนุษย์ยังก่อกรรม ท�ำเข็ญกับผูอ้ นื่ ด้วยพฤติกรรมทางอารมณ์ให้เป็นเงือ่ นไขต่อกันอยูด่ งั เดิม ผล กรรมในมิติทางพลังงานหรือมิติคู่ขนานมันก็ยังเกิดขึ้นจากจิตหยาบของตน อยู่ต่อไป ด้วยอารมณ์หยาบ ๆ ของจิตที่ยังคงอยู่ดังเดิม และความขัดข้องใน ความสัมพันธ์กันกับผู้อื่น อันเกิดจากการกระท�ำไม่ถูกต้องของตนเอง หรือ เกิดจากผู้อื่นกระท�ำไม่ถูกต้องต่อตนเองมันก็ยังคงเป็นไปอยู่ดังเดิม เทคนิคสมาธิของมนุษย์ จึงไม่อาจช่วยให้ตนเองมีสติถาวร และ ช่วยให้ผู้อื่นไม่เกิดการขาดสติได้เลย การสร้างมหาสติในสังคมมนุษย์ ใน อันที่จะน�ำไปสู่ธรรมชาติสมาธิ ก่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมทางปัญญา บนพื้นฐานของความรักที่พึงมีต่อกัน เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันใน สังคมมนุษย์จึงไม่เคยเป็นจริงได้ มนุษย์จึงยังคงตกอยู่ในบ่วงกรรมที่ พันธนาการซึ่งกันและกันไว้ ไม่อาจเข้าถึงภาวะนิพพานที่ต้องการได้

111


112

ปริญญา ตันสกุล

แท้จริงเลย ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าการปฏิบัติเทคนิคสมาธิตามวิถี สมณะในรั้วอารามเป็นสิ่งไม่ถูกต้องไม่ดีงาม แต่มันมีความไม่เหมาะสม ส�ำหรับมนุษย์ในสังคมทั่วไปที่ต้องการก่อให้เกิดปัญญาสมาธิ ยกระดับสติ ปัญญาของตนด้วยการก้าวพ้นกิเลสจากการช�ำระจิตหยาบ เพื่อการปฏิบัติ จริงในชีวติ ประจ�ำวันด้วยการฝึกฝนตนเองและช่วยเหลือผูอ้ นื่ ไปพร้อม ๆ กัน จากสถานการณ์ที่เป็นจริงโดยตรงได้ เพราะเทคนิคสมาธิที่ฝึกฝนได้มันยัง ต้องผ่านการฝึกฝนเพือ่ การน�ำไปใช้ในชีวติ ประจ�ำวันอีกทอดหนึง่ ซึง่ เป็นเรือ่ ง ยากหากมนุษย์สว่ นใหญ่ในสังคมยังเป็นตัวการท�ำลายความมีสติของผูอ้ นื่ อยู่ ไม่ได้เกือ้ กูลต่อการรักษาสติเพือ่ รักษาความสมดุลทางอารมณ์ของกันและกัน ไว้ ตราบใดที่โครงสร้างทางพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมยังไม่ แข็งแกร่งพอ เพราะขาดการเอาใจใส่ตนเอง ในการฝึกความมีสติเพือ่ การ รักษาสติรว่ มกันไว้ จะด้วยการฝึกสมาธิเทคนิคหรือธรรมชาติสมาธิในชีวติ ประจ�ำวัน และการขัดเกลาจิตใจตนเองแล้ว มนุษย์จะเอาตัวรอดด้วยการ ไปสวรรค์คนเดียวเหมือนโลกยุคพลังงานเก่าไม่ได้แน่ จิตจักรวาลจ�ำนวนมากมายที่เพิ่มขึ้นที่จ�ำต้องอาสาแบ่งภาคตนเอง ส่งจิตวิญญาณข้ามมิติมาสู่รูปธรรมมนุษย์บนดาวเคราะห์โลก เพื่อให้เข้ามา ช่วยเหลือท�ำหน้าที่สร้างความสมดุลในระบบโลกในด้านโลกพลังงานและ ด้านกายภาพ ผ่านเครือ่ งยนต์แห่งกรรมและจิตส�ำนึกของมนุษย์ เพราะมนุษย์ ส่วนใหญ่ที่ด�ำรงอยู่ในมิติโลก บกพร่องและล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ จิตวิญญาณต่อการเป็นเพือ่ นร่วมงานกับโลก โดยตกอยูใ่ นขัน้ บ่วงกรรมทีต่ น กระท�ำผิดพลาด เพราะขาดการรู้แจ้งอันเนื่องมาจากความงมงายเหลวไหล


มหาสติ

และไม่ใส่ใจสัจธรรม พากันติดใจในวัตถุและเทคโนโลยีที่ตนสร้างขึ้นและ เข้าใจว่าเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนคือตัวตนแก่นแท้ ทั้ง ๆ ที่มันถูกสร้าง ขึ้นมาบนโลกใบนี้เพื่อเป็นเปลือกนอกของจิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ของตน ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในการสร้างสมดุลทางกายภาพให้แก่โลกต่างหาก ร่างกายมนุษย์จึงเป็นเพียงแค่มายา ซึ่งเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในจักรวาลนี้ ที่เกิด จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานจนก่อให้เกิดตัวตนหรือมายาขึ้น มาชั่วคราวเท่านั้นเอง การที่มนุษย์จะไปสวรรค์คนเดียวไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าไป สวรรค์ที่เกิดจากการหลงมิติของจิตวิญญาณสู่การเป็นเทพเทวดาของจิต วิญญาณชัน้ สูง เพราะมีผลกรรมอันเป็นมวลพลังงานหยาบ ๆ ติดตัวอยูเ่ พียง เล็กน้อยจึงลอยตัวด�ำรงอยูภ่ ายในจักรวาลโลกระดับสูงกว่าจิตวิญญาณมนุษย์ ทั่วไป ที่ยังคงมีมวลพลังงานกรรมคุณสมบัติด้านลบหยาบ ๆ ติดตัวอยู่ มากกว่า โดยต่างก็ต้องรอโอกาสสู่การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อยู่ด้วยกันทั้ง สิ้น เพื่อหาหนทางก�ำจัดมวลหยาบ ๆ ของพลังงานกรรมด้านลบของตนกัน อยู่ แต่คำ� ว่าสวรรค์ในทีน่ หี้ มายถึงบริเวณทีเ่ ป็นสนามพลังงานจักรวาลสากล ของเอกภพ ซึ่งอยู่นอกเหนืออ�ำนาจแรงดึงดูดเหนี่ยวรั้งของดาวเคราะห์โลก และดาวเคราะห์ดวงใด ๆ ในสากลจักรวาล ถ้ามนุษย์ชว่ ยให้จติ วิญญาณของ ตนไม่เกิดการเพิม่ น�ำ้ หนักมวลขึน้ มาจากเดิม มนุษย์กจ็ ะต้องไม่สร้างผลกรรม ด้านลบหรือด้านบวกแม้เพียงก้อนเดียวของพลังงานใหม่ อันเกิดจากการก ระท�ำทางอารมณ์กับใคร ๆ เลยในชีวิตประจ�ำวัน การสร้างมหาสติไว้ร่วมกันในสังคมมนุษย์ด้วยการฝึกความมีสติ และไม่ท�ำลายสติของกันและกัน คือหนทางที่จะน�ำมนุษย์พากันไปสู่ สภาวะหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลกเป็นหมู่คณะได้ การปลีกวิเวกหามุม

113


114

ปริญญา ตันสกุล

สงบด้วยการมีความสุขอยู่กับเทคนิคสมาธิแต่เพียงล�ำพังภายในเวลาสั้น ๆ จึงไม่อาจบรรลุความจริงได้เลย เพราะมันไม่ต่างไปจากการพักผ่อน นอนหลับ เพือ่ การท�ำให้สมองซีกซ้ายและจิตใจตนไร้ส�ำนึกชัว่ คราวเท่านัน้ เอง การน�ำเอาเทคนิคสมาธิและสมถะกรรมฐาน จากกระบวนการปฏิบตั ิ จิตตามวิธีแห่งสมณะผู้ละวางตนเองไปจากสังคมมนุษย์แล้ว ซึ่งมีอยู่หลาย ขั้นตอนมาใช้เพียงบางส่วนด้วยความไม่เข้าใจ ไม่รู้แจ้ง นอกจากเป็นความดี งามทีข่ าดความเหมาะสม ไม่อาจน�ำมนุษย์เข้าถึงวัตถุประสงค์แท้จริงได้แล้ว มันยังอาจน�ำมนุษย์ผปู้ ฏิบตั นิ นั้ ลืน่ ไถลเข้าไปหาความงมงายอืน่ ๆ ได้อกี ด้วย เรื่องง่าย ๆ จะกลายเป็นยากขึ้นไปอีก

การครองสติ 5 ประการที่พึงปฏิบัติเป็นอาจิณมีดังนี้

1. ไม่ใช้อารมณ์น�ำปัญญา

จากการไม่ใช้อารมณ์น�ำปัญญา หมายถึง การมีความสามารถเก็บ กดอดกลัน้ อารมณ์หยาบ ๆ ของตนอันเกิดจากการกระตุน้ หรือปลุกเร้า ด้วย พฤติกรรมไม่ถกู ต้องของผูอ้ น่ื ไว้ ไม่ได้เสียสมดุลทางอารมณ์ไปจากสภาวะจิต ปกติได้ เนื่องจากสมองซีกซ้ายของมนุษย์ที่ใช้กันตามธรรมชาตินั้น มันเป็น ระบบอัตโนมัติที่ท�ำงานร่วมกันได้อย่างดีกับจิตหยาบ ด้วยคลื่นการสั่น สะเทือนของจิตความถีต่ ำ�่ ๆ ทีเ่ ป็นอารมณ์หยาบ ๆ รายวันหลากหลายนัน่ เอง มนุษย์ต้องรู้ว่า คลื่นอารมณ์หยาบ ๆ ของจิตมันจะเป็นตัวกระตุ้น ให้สมองคิด รูส้ กึ และตัดสินใจกระท�ำหรือสัง่ การให้กระท�ำเป็นระบบอัตโนมัติ ถ้าจิตส�ำนึกมนุษย์สนั่ สะเทือนด้วยการกระตุน้ ของอารมณ์หยาบ ๆ จิตส�ำนึก นั้นมันจะสั่นสะเทือนด้านลบ ก่อนให้เกิดอารมณ์และการกระท�ำด้านลบไป


มหาสติ

ตามคลื่นไฟฟ้าด้านลบของจิตเสมอ มันคือการใช้สัญชาตญาณของจิตเอง ไม่ใช่เกิดจากการใช้สติปัญญาที่แท้จริง ถ้ามนุษย์ครองสติได้ มนุษย์จะใช้สติ ปัญญาสร้างแรงสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกให้เกิดการกระท�ำโดยไม่มีคลื่น อารมณ์หยาบ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง การกระท�ำใด ๆ ต่อมนุษย์คนอื่น ย่อมมี ความถูกต้องเหมาะสมกว่าจะช่วยให้ผอู้ นื่ ไม่ตนอบสนองด้วยพฤติกรรมด้าน ลบตอบแทนกลับมาเช่นกัน กระบวนการทางอารมณ์จากจิตมนุษย์ ที่ท�ำงานร่วมกันกับสมอง นัน้ เป็นเรือ่ งส�ำคัญทีม่ นุษย์ควรศึกษาท�ำความเข้าใจให้แจ้ง เหมือนศึกษาให้ รู้ว่าเครื่องยนต์กลไกที่ใช้งานอยู่นั้นมันท�ำอะไรได้บ้าง? จะใช้งานมันให้เกิด ประโยชน์อย่างเต็มที่เต็มประสิทธิภาพได้อย่างไร? แม้จะมีเครื่องมือไว้ใช้ที่ ทันสมัย ท�ำงานได้หลายฟังก์ชั่น แต่ไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจว่าวิธีการใช้งานมันต้อง ท�ำอย่างไรแล้ว ถึงมีเครื่องมือชั้นดีเยี่ยมแค่ไหนก็ได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าเสมอ กลไกของจิตกับสมองมนุษย์ก็เช่นกัน มนุษย์เคยรู้กันมาแล้วว่า มัน เป็นตัวการสร้างปัญหาระหว่างมนุษย์ดว้ ยกันเองในสังคมอย่างมากมาย และ มันยังเป็นตัวการสร้างปัญหาซึ่งเป็นภาระของจิตวิญญาณในบั้นปลาย ด้วย ผลกรรมที่เป็นพลังงานมวลหยาบ ๆ ที่จิตวิญญาณของตนต้องรับไว้ในทันที ทีเ่ ครือ่ งยนต์แห่งกรรมดับลงหรือสิน้ อายุขยั เพราะจิตหยาบของมนุษย์ในรูป ธรรมของแต่ละคน มันคือไดนาโมตัวหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางเอาไว้ให้เป็นเครื่อง ปั่นไฟเพื่อป้อนออกมาภายนอกร่างกายสู่มิติคู่ขนานได้ด้วยอ�ำนาจของ จิตใต้ส�ำนึกเสมอ และเป็นจิตหยาบที่เองที่ท�ำให้มนุษย์รับรุ้ว่าตนได้สร้าง พลังงานกรรมทีม่ มี วลหยาบ ๆ เกิดขึน้ แล้วในมิตคิ ขู่ นาน จากผลลัพธ์ของมัน ที่มนุษย์สัมผัสได้ด้วยตนเอง ในปรากฎการณ์ที่มนุษย์เรียกว่า อาการทาง อารมณ์รู้สึก ในทุกครั้งที่จิตมันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น และมันเป็นของมัน

115


116

ปริญญา ตันสกุล

เช่นนั้นตลอดมา ในแต่ละวัน ใครจ�ำได้บ้างว่าได้สร้างพลังงานกรรมด้วยอารมณ์ ด้านลบไว้กบั มนุษย์คนอืน่ ๆ หรือสรรพสิง่ ต่าง ๆ ในระบบเดียวกัน คนละ กี่มากน้อย คงจ�ำไม่ได้แน่นอนเพราะมนุษย์ไม่เคยรู้แจ้งในกรณีที่ว่านี้มา ก่อนเลย มนุษย์รู้อย่างเดียวว่าถ้าสร้างกรรมชั่วย่อมหลุดพ้นไม่ได้ ไป นิพพานไม่ได้ หรือไปสวรรค์ไม่ได้ จึงถือศีลกินเจกันยกใหญ่ ใฝ่เทคนิค สมาธิเยี่ยงสมณะปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย งมงายกับลัทธิประหลาดกัน ตลอดมา แต่ก็ยังไม่อาจหาทางกลับบ้านของตนได้อยู่อย่างนั้น ทีห่ าทางกลับบ้านสูภ่ าวะนิพพานไม่ได้เพราะไม่รวู้ า่ วิธที ถี่ กู ต้องควร ท�ำอย่างไร ทั้ง ๆ ที่หลักการมีง่าย ๆ คือ

1. ยกระดับสติปัญญา

2. พัฒนาจิตส�ำนึก

3. ฝึกความมีสติ

4. ด�ำริดีด�ำริชอบ

การยกระดับสติปัญญา ก็คือการพัฒนาจิตใจตนเองให้ล่วงพ้นไป จากอารมณ์หยาบ ๆ รายวันเสียให้สิ้น การจะก้าวพ้นอารมณ์หยาบ ๆ ได้ มนุษย์จะต้อง ละวางกิเลส ปฏิเสธตัวตน ให้ได้เสียก่อน เมื่อจิตใจสงบลง เพราะการกระท�ำดังกล่าวได้จนเป็นธรรมชาติแล้ว จิตทุกดวงมันจะมีพลัง อ�ำนาจสูงขึ้นมาเอง ดังมนุษย์เรียกขานว่ามันจะบังเกิด ฌาน ในระดับที่สูง ขึ้นเรื่อย ๆ ระดับฌานก็คือระดับของคลื่นความถี่ของจิตที่มนุษย์สามารถ ท�ำให้เกิดการสั่นสะเทือนสูงสุดได้นั่นเอง หากมนุษย์สามารถท�ำให้มันสงบ


มหาสติ

งันเป็นที่สุดได้ พลังอ�ำนาจจิตหรือฌานย่อมสูงสุดได้เช่นกัน มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ พลังอ�ำนาจทางปัญญาอันเกิดจากกระบวนการทาง สมอง ไม่ว่าจะใช้กลไกอัตโนมัติของสมองซีกซ้ายน�ำขวาที่ทุกคนเคยชินอยู่ กับมัน หรือสามารถรู้วิธีกดปุ่มเพื่อการใช้ระบบใหม่ให้สมองซีกขวามาท�ำ หน้าที่น�ำสมองซีกซ้ายเพื่อการคิดรู้แทนได้ก็ตาม ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัย พลังการขับเคลื่อนของจิตของตนทั้งสิ้น มันจะเกิดเองคิดเองท�ำงานได้เอง โดยไม่อาศัยจิตช่วยเหลือไม่ได้เลยย มนุษย์ที่สร้างฌานอันเป็นอ�ำนาจทาง พลังจิต ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกฝนปฏิบัติมันได้สูงสุดมากเท่าใด คลื่นความถี่ สูงสุดอันเป็นคลืน่ ไฟฟ้าเคมีมนั จะไปกระตุน้ เซลล์สมองซีกซ้ายให้นำ� สมองซีก ขวาบางกลุม่ เซลล์เกิดการสัน่ สะเทือนเพือ่ การใช้งานในการคิดรูไ้ ด้อย่างเต็ม ประสทิธิภาพ ซึ่งมนุษย์จะพบว่าความสามารถในการวิเคราะห์ เรียนรู้เรื่อง ราวต่าง ๆ ในด้านที่เป็นมายาหรือรูปธรรมที่จับต้องสัมผัสได้ หรือการคิดได้ ในสิ่งที่เป็นรูปธรรม มันจะแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นผลึกความคิดที่แยบยล และยอดเยีย่ มอย่างยิง่ ซึง่ จะแตกต่างจากคนทีจ่ ติ ใจไม่สงบ สร้างกระบวนการ คิดด้วยจิตทีเ่ ต็มไปด้วยกิเลสและการติดยึดกับตัวตนของตน คนพวกนีม้ กั จะ กลายเป็นคน กะโหลกหนา ปัญญาทึบ ให้มนุษย์ได้เห็นอยู่มากมาย พวกนี้ จะแสดงถึงความโง่เขลาเบาปัญญา แสดงพฤติกรรมทางปัญญาได้ตำ�่ กว่าวุฒิ ภาวะทางวิญญาณหลายเท่า บ้างก็แพ้ภัยตนเอง บ้างก็ป่วยเป็นโรคท้อแท้ บ้างก็ถูกมนุษย์คนอื่นจูงจิตวิญญาณไป จนต้องตกเป็นทาสของผู้อื่นทั้งกาย และใจ เพราะเข้าถึงพลังอ�ำนาจสูงสุดในตนเองที่มีอยู่เหมือนคนอื่น ๆ ไม่ได้ นอกจากนัน้ พลังอ�ำนาจการคิดจากสมอง ยังเป็นความสามารถของ มนุษย์ในการใช้สติปัญญาของตนเพื่ออ�ำนาจในการกระท�ำใด ๆ ในชีวิตอีก ด้วย การคิดและการกระท�ำทีถ่ กู ต้อง อันเกิดจากพลังอ�ำนาจทางปัญญาสูงสุด

117


118

ปริญญา ตันสกุล

ที่มนุษย์เข้าถึงได้ รวมเรียกกระบวนการนี้ว่า การสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึก ด้านบวก ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนจะต้องปฏิบัติกัน เพื่อการสร้าง ตนเอง สร้างสังคมและสร้างโลกใบนี้ให้สมกับที่ขันอาสาเข้ามาสู่รูปธรรม มนุษย์ เพือ่ ท�ำหน้าทีท่ างจิตวิญญาณผ่านการกระท�ำใด ๆ ในมิตกิ ายภาพของ โลกให้ถูกต้องและไม่บกพร่อง ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนของการพัฒนาจิตส�ำนึกส�ำหรับมนุษย์แล้ว ย่อมหมายถึงการฝึกใช้สติปัญญาให้มันคิดได้อย่างถูกต้องให้ได้ทุกเรื่อง ราวทีค่ ดิ และกล้าต่อการใช้อ�ำนาจในการแสดงมันออกมาเป็นการกระท�ำ ในชีวิตประจ�ำวันได้ตรงกับที่คิดเช่นกัน หากมนุษย์สามารถกระท�ำเช่นนี้ได้จนเป็นธรรมชาติของตนเอง แล้ว เท่ากับว่ามนุษย์เกิดความก้าวหน้าสู่ขั้นตอนที่สองได้เรียบร้อยแล้ว และบางครั้งยังก้าวผ่านไปสู่ขั้นที่สี่ คือการด�ำริชอบด้วยซ�้ำไป แต่มนุษย์ไม่ตอ้ งสงสัยหรอกว่าท�ำไมจึงสามารถข้ามขัน้ ตอนของการ ฝึกความมีสติไปสู่ขั้นสุดท้ายที่กล่าวได้ง่าย ๆ ค�ำตอบคือเป็นเพราะเหตุว่า การด�ำเนินชีวิตในสังคมมนุษย์นั้น พฤติกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่เป็น พฤติกรรมทางปัญญานั้น บ่อยครั้งที่อ�ำนาจของกิเลสและการติดยึดตัวตน มันมักจะโผล่ขนึ้ มาได้ในยามทีจ่ ติ มันคับขันเสมอ ถ้าถูกยัว่ ยุให้จนมุมในขณะ ที่ขาดการฝึกฝนความมีสติอย่างมีทักษะสูงสุดมาก่อน ถ้าโชคดีไม่เผชิญกับ สถานการณ์คับขันทางจิตใจ จากการกระท�ำของมนุษย์คนอื่น ๆ ได้ มนุษย์ ย่อมเข้ถึงการด�ำริดีด�ำริชอบได้ไม่ยากนัก ทั้งหมดนั้นคือขั้นตอนส�ำคัญขั้นพื้นฐาน ที่มนุษย์ต้องหมั่นเพียร ฝึกฝนปฏิบัติกันให้ได้ เพื่อการใช้สติปัญญาของสมองซีกซ้ายน�ำซีกขวา ด้วย


มหาสติ

ความสงบงันของจิตหยาบทีย่ งั ไม่บริสทุ ธิ์ เท่าทีม่ นุษย์สามารถจะปลุกให้เซลล์ สมองทุกกลุ่มของซีกซ้ายที่มันจะท�ำงานร่วมกับสมองซีกขวาบางส่วน ได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพกันเสียในเบือ้ งต้น ก่อนทีจ่ ะหาวิธกี ดปุม่ เปลีย่ นระบบ การใช้ปัญญา โดยน�ำเอาสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายแทนในบั้นปลายกันต่อไป หลายคนอาจสงสัยว่า กระบวนการของสมองซีกขวาน�ำซีกซ้าย มันมีไว้ท�ำไม? มันเหนือกว่าการใช้สมองซ้ายน�ำขวาตามธรมชาติที่เป็น อัตโนมัติแค่ไหน? ค�ำตอบก็คือมันเป็นกลไกในการสร้างสติปัญญาของจิต วิญญาณ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ นั่นเอง กลไกของสมองซีกขวาน�ำซ้าย มันเป็นกลไกของแก่นแท้ของรูปธรรมมนุษย์ทุกคน ที่ถูกติดตั้งเอาไว้เพื่อรอ คอยให้มนุษย์ใช้งานมัน ตัง้ แต่วยั 18-20 ขวบแล้ว ทันทีทสี่ ะพานเชือ่ มสมอง ทั้งสองซีกถูกสร้างเสร็จสิ้น แต่มนุษย์ไม่เคยรู้แจ้งในกลไกของตนเองมาก่อน รู้แค่เพียงว่าถ้าสมองซีกขวามันท�ำงานน�ำซีกซ้ายเมื่อใด ฮอร์โมนพิเศษที่นัก วิทยาศาสตร์โลกเรียกว่า สารเอ็นโดรฟีน มันจะถูกขับเคลือ่ นออกมาเมือ่ นัน้ ก่อให้เกิดอาการผ่อนคลายความเครียด จิตใจเบิกบานเป็นสุขอย่างบอกไม่ ถูก ผู้ที่ปฏิบัติเทคนิคสมาธิล้วนเคยเผชิญกับอาการเช่นนี้มาแล้วจนติดนิสัย พอใจกับการปฏิบตั สิ มาธิกนั ยกใหญ่ ความก้าวหน้าทางปัญญาสมาธิจงึ ไปไม่ ถึงไหนจนทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติมันมาเสียแรมปี ติดยึดเพราะท�ำแล้วมีความสุขที่แตกต่างจากสุขใด ๆ ในชีวิต ประจ�ำวันนั่นเอง จักรวาลมีความแยบยลในการสร้างเครื่องยนต์แห่งกรรม ที่เป็นรูป ธรรมมนุษย์เสมอ มนุษย์ไม่รู้หรอกว่า ฮอร์โมนพิเศษที่ว่านี้ มันคือรางวัลที่ ถูกก�ำหนดติดตัง้ เอาไว้ให้มนุษย์ทสี่ ามารถเข้าถึงการกดปุม่ ใช้กลไกของสมอง ซีกขวาน�ำซ้ายได้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคความเหนือ่ ยยาก และความพากเพียร

119


120

ปริญญา ตันสกุล

ค่อนข้างยาวนาน จนอาจก่อให้เกิดความอ่อนล้าทางกายภาพของระบบ อวัยวะทีเ่ กีย่ วข้องได้ ทันทีทมี่ นุษย์กดปุม่ ใช้งานมันได้ ฮอร์โมนพิเศษดังกล่าว มันจะหลั่งออกมาโดยอัตโนมัติ เพื่อกระตุ้นให้ต่อมไร้ท่อทุกต่อมภายใน เครื่องยนต์แห่งกรรม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่ส�ำคัญของแก่นแท้ คือจิต วิญญาณที่ต่อมพิทูอิทารี่ เกิดการสั่นสะเทือนสูงสุดพร้อมกัน เพื่อเตรียม พร้อมต่อการติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับจักรวาล ในมิติคู่ขนานซึ่งเป็นมิติ ทางพลังงาน ที่จิตมนุษย์ในขณะนั้นพร้อมต่อการสร้างความสัมพันธ์ได้แล้ว ขณะเดียวกันมันจะช่วยเติมเต็มพลังงานชีวติ ของระบบชีววิทยาทีส่ ญ ู เสียไป ขึ้นมาใหม่ ให้คืนสู่ความสมดุลอีกครั้งอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้สารอาหาร พิเศษจากการบริโภคในภาวะปกติของมนุษย์เลย ความอ่อนล้าจะหดหาย ความหิวโหยจะหมดไป ความเครียดจะ ถูกก�ำจัด และความปิติสุขเบิกบานจะแสดงตัวตนออกมาแทน

กับค�ำถามที่ว่า สมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายระบบนี้ มีไว้ท�ำไม?

ค�ำตอบเดียวก็คือ การยกระดับจิตใจและกายของตนสู่ความเป็น หนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณ นั่นเอง การยกระดับหมายถึง การหาทางกด ปุม่ เข้าถึงการใช้สติปญ ั ญาของวิญญาณของตน คือสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายให้ ได้นนั่ เอง ก็อย่างทีเ่ คยเผยให้มนุษย์รมู้ าหลายครัง้ หลายตอนว่า สมองซีกซ้าย น�ำขวาเป็นสติปญ ั ญาเบือ้ งต้นทีต่ ดิ ตัง้ ไว้ให้มนุษย์ได้เรียนรูเ้ รือ่ งหยาบ ๆ ก่อน เพือ่ การรูจ้ ริงในทุกสิง่ ทีก่ ายหยาบของตนสามารถสัมผัสได้ เพราะเป็นภาระ หน้าที่แรกในพันธะสัญญาที่แก่นแท้ของมนุษย์ คือจิตวิญญาณซึ่งถือติดตัว มาด้วยจากต่างมิติ เพื่อกระท�ำหน้าที่สร้างความสมดุลทางกายภาพให้แก่ ระบบดาวเคราะห์โลก ตามทีไ่ ด้รบั มอบหมายอ�ำนาจในการปฏิบตั มิ าจากจิต จักรวาล อันเป็นภาคแรกที่สูงส่ง แม้มันจะเป็นด้านของมายาในความหมาย


มหาสติ

ของสรรพสิ่งในสากลจักรวาลกาม ซึ่งจะบรรลุผลการกระท�ำได้ก็ต้องอาศัย เครื่องยนต์แห่งกรรมคือรูปธรรมมนุษย์เป็นเครื่องมือเท่านั้น เพาะเป็นเรื่อง ง่ายกว่าและจ�ำเป็นกว่าส�ำหรับมนุษย์ที่จะต้องกระท�ำให้มันลุล่วง เมือ่ บรรลุผลในการใช้มนั ได้แล้ว จึงละเว้นไว้ให้มนุษย์หาหนทางเข้า สู่การกดปุ่มใช้กลไกของสมองที่ถูกแบ่งระบบไว้เป็นสองซีก ในส่วนที่ยังไม่ อาจเข้าถึงตามปกติวิสัยได้เพื่อการใช้มันต่อไป เพราะสมองซีกขวาน�ำซ้ายมี ไว้เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนของกลุ่มเซลล์สมองที่หลับใหลมานาน ให้มันตื่น ขึ้นมาท�ำงานตามหน้าที่ในพันธะสัญญาของจิตวิญญาณ ในการสร้างความ สมดุลของดาวเคราะห์โลกทัง้ ระบบด้วยเครือ่ งยนต์แห่งกรรมของมนุษย์เช่น เดียวกัน แต่เป็นความสมดุลอีกด้านหนึ่งคือด้านพลังงานที่มนุษย์สามารถ มอบให้แก่ดาวเคราะห์โลกดวงนี้ได้กันทุกคน ซึ่งเคยบอกให้มนุษย์รู้ว่ามัน เป็นการกระท�ำในมิตคิ ขู่ นานนัน่ เอง แม้จติ หยาบของมนุษย์ทที่ ำ� งานร่วมกับ สมองซีกซ้ายมันสามารถให้พลังงานไฟฟ้าแก่โลกในมิติคู่ขนานได้ แต่เป็น พลังงานที่โลกไม่ต้องการเลย เพราะมันเป็นแค่เพียงพลังงานที่มีคุณสมบัติ กรรม ซึ่งมีมวลหยาบ ๆ เท่านั้น มันมีแต่จะท�ำให้เป็นขยะทางพลังงานในมิติ คู่ขนานภายในระบบโลกอย่างเดียว แต่ถ้ามนุษย์สามารถเข้าถึงการใช้สมอง ซีกขวาน�ำซ้ายได้ หรือใช้สติปัญญาของจิตวิญญาณของตนได้ พลังงานจิตใน รูปของอารมณ์มนุษย์และอ�ำนาจในการใช้สติปัญญา มันจะเปลี่ยนเป็น คุณสมบัติของแก่นแท้ที่จะมีแต่พลังงานความรักหรืออ�ำนาจเหนี่ยวรั้งแทน การผลักไส และอ�ำนาจการหยั่งรู้ด้วยการวิเคราะห์หรือพิสูจน์รู้ด้านตัวตน หรือรูปธรรมที่เป็นมายาของสากลจักรวาลไปในที่สุด มันจะเป็นการหยั่งรู้ด้วยจิตปัญญา โดยไม่ต้องสัมผัสเห็น ไม่ต้อง เปลืองเวลาคิดรูเ้ รียนรูใ้ ด ๆ และไม่ตอ้ งใกล้ชดิ กับสิง่ ทีเ่ ป็นประเด็นในการ

121


122

ปริญญา ตันสกุล

คิดด้วยซ�้ำไป เมือ่ สร้างพลังงานความรักเกิดขึน้ มาได้แล้ว จงระวังความคิดของ ตนด้วย จงคิดรู้เพื่อรู้ท�ำสิ่งใด ๆ เท่านั้น โดยไม่คิดรู้เพื่อรู้ท�ำปามอ�ำนาจ ของความออยากไม่อยาก หรือท�ำสิ่งใดแล้วหวังสิ่งตอบแทนโดยเด็ดขาด สาระของความอยากไม่ อ ยากและสาระที่ ต ้ อ งการเป็ น ผล ตอบแทนนั้น มันจะก่อให้เกิดเป็นมวลหยาบ ๆ ทางพลังงาน ซึ่งมี คุณสมบัติไปตามความคิดต้องการนั้นในทุกเรื่องราว จะท�ำให้พลังงาน ไฟฟ้าทีใ่ ห้แก่โลกไม่บริสทุ ธิ์ ซึง่ โลกไม่ตอ้ งการและยังก่อให้เกิดพลังงานที่ มีคุณสมบัติของกรรมขึ้นมาอีกด้วย ไม่ได้เป็นผลดีต่อโลและจิตวิญญาณ ที่เป็นแก่นแท้ของตนเลย ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมนุษย์เข้าถึงความรักอันแท้จริง ด้วยจิตหยาบที่ สะอาดบริสุทธิ์ได้ จักรวาลจึงได้มอบสมองซีกขวาน�ำซ้ายเอาไว้ให้มนุษย์ใช้ หยั่งรู้ แทนที่จะใช้เรียนรู้แบบปกติ เพราะการหยั่งรู้ด้วยสมองระบบใหม่นี้ จะปลอดภัยจากการรู้คิดรู้ทำ� รู้อยากที่มนุษย์ทุกคนเคยชินได้ การก่อกรรม ในมิติคู่ขนานก็จะไม่เกิดขึ้น อริยะในยุคพลังงานเก่าจ�ำนวนมากมายต้องถูกกักบริเวณไว้ใน ระบบโลกอย่างยาวนาน เนือ่ งจากน�ำจิตวิญญาณอันสูงส่งของตนก้าวพ้น ไปจากแรงดึงดูดของโลกไม่ได้ เหตุเพราะขาดการรู้แจ้งในเรื่องที่กล่าวนี้ แทบทั้งสิ้น ซ�้ำยังหลงมิติในแดนมายาว่าเป็นสวรรค์อีกต่างหากด้วย การกระท�ำไม่ถูกต้องต่อกัน การคิดผิดตัดสินใจผิดของมนุษย์ นอกจากการคิดไม่รอบคอบแล้ว ล้วนเกิดจากอุปสรรคอันเกิดจากอารมณ์ ของตนทั้งสิ้น อารมณ์มนุษย์ย่อมน�ำไปสู่การคิดที่สับสนและการตัดสินใจที่


มหาสติ

ผิดพลาดเสมอ เพราะอารมณ์หยาบ ๆ รายวันเป็นคลื่นความถี่ต�่ำไม่อาจ กระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนของกลุ่มเซลล์สมองทั้งระบบได้ อ�ำนาจทาง ปัญญาจึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ความสามารถในการใช้สติปัญญาจึงหย่อน ยานลงตามไปด้วย

2. ไม่ปรารถนาของผู้อื่น

ความไม่ปรารถนาของผู้อื่น หมายถึง ความอยาก ที่เป็นกิเลสดี ๆ นีเ่ อง ในทีน่ จี้ ะหมายถึงความไม่อยากด้วย เพราะไม่วา่ จะเป็นความปรารถนา ด้านใดก็ตาม มันย่อมน�ำไปสู่อารมณ์ที่ไม่สมดุลได้ทั้งสิ้น ถ้าความสมดุลทาง อารมณ์บกพร่องมันจะท�ำให้เกิดพฤติกรรมมนุษย์บกพร่องผิดพลาดในการ แสดงออกและกระท�ำต่อตนเองหรือผู้อื่นได้เสมอ ความผิดพลาดในการแสดงออกต่อผูอ้ นื่ จากความอยากได้ของผูอ้ นื่ เช่น การเอาเปรียบเบียดเบียนกัน การยื้อแย่งเพื่อให้ได้มา การคดโกง การ ช่วงชิง การลักขโมย เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากความไม่มีสติของตน ที่จะน�ำไปสู่ผลของการขาดสติของผู้อื่นที่ถูกกระท�ำทั้งสิ้น

หากละสิ่งนี้ได้ มหาสติระหว่างมนุษย์ด้วยกันจะบังเกิดขึ้น

3. ไม่ตื่นใจต่อสิ่งเร้า

ช่องทางประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้นและกายสัมผัส รวมทั้ง การนึกคิดต่าง ๆ เป็นช่องทางที่ถูกสร้างขึ้นไว้ให้มนุษย์เรียนรู้และรับรู้ สิ่ง แวดล้อมใด ๆ ได้ตลอดเวลา หน้าที่หลักของมนุษย์ในการใช้ประสาทสัมผัส เหล่านั้นก็เพื่อให้เกิดกระบวนการรับรู้สู่การเรียนรู้เท่านั้น แต่มนุษย์กลับ แสดงบทบาทของตนเกินความจ�ำเป็นกันเสียเป็นส่วนมาก หลายรายแสดง

123


124

ปริญญา ตันสกุล

กันเสียจนเคยชินจนกลายเป็นธรรมชาติไปในที่สุด บทบาททีแ่ สดงเกินหน้าทีจ่ นกลายเป็นธรรมชาติของตน ทีก่ ล่าว นี้คือ มนุษย์แทนฆีจะรับรู้ทุกสรรพสิ่งเอาไว้เพื่อการเรียนรู้ แต่มนุษย์กลับ ไปใช้กระบวนการรับรู้เพื่อการรับเอาเสมอ การมองเห็ น สิ่ ง ใดแล้ ว บอกตนเองได้ ว ่ า แลเห็ น อะไรบ้ า ง คื อ กระบวนการรับรู้เพื่อการเรียนรู้ แต่ถ้ามองเห็นสิ่งใดเหล่านั้นแล้ว จนก่อให้ เกิดการบอกได้ว่าสวยไม่สย แล้วจิตใจมีการสั่นไหวไปตามที่รู้สึกนั้น แสดง ว่ามนุษย์ได้กระท�ำเกินเลยบทบาทของตนไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ เมื่อเกิด การรับรูข้ นึ้ ก็รบั เอาสิง่ ทีร่ นู้ นั้ มาปรุงแต่ง จนบังเกิดความพอใจไม่พอใจต่อสิง่ นั้นต่อไป ทั้ง ๆ ที่มนุษย์ไม่ควรกระท�ำเช่นนั้นเลย การตืน่ ตาตืน่ ใจต่อสิง่ เร้า หรือการสัน่ ไหวใด ๆ ทางจิตใจเมือ่ ได้สมั ผัส รับรู้สิ่งเร้า ท�ำให้ความสมดุลทางอารมณ์ของตนเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้านั้น เท่ากับว่ามนุษย์กลายเป็นคนอ่อนแอไปในทันที เนือ่ งจากความหมายของค�ำ ว่า คนอ่อนแอ ถ้าเป็นทางร่างกายส่อแสดงว่าเป็นคนขี้โรคไม่มีภูมิคุ้มกันที่ จะต้านทานเชื้อโรคร้ายได้ หากมีเชื้อโรคใดเข้าไปสู่ระบบชีววิทยาของตน ก็ จะเกิดอาการเจ็บไข้ได้ปว่ ยไปตามพิษร้ายของเชือ้ โรคนัน้ เสมอ แต่ถา้ ร่างกาย แข็งแรงมีภูมิต้านทานเชื้อโรคได้ เท่ากับว่ามนุษย์นั้นมีพลังอ�ำนาจในตนเอง ทางร่างกายที่แข็งแกร่งพอ ซึ่งมันไม่แตกต่างไปจากผู้ที่มี จิตใจอ่อนแอ คือ อ่อนไหวไปตามสิ่งเร้ารอบตัว จิตใจไม่มั่นคงไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ แสดงว่าจิตใจนัน้ ไร้ภมู คิ มุ้ กันหรือภูมติ า้ นทาน ซึง่ เรียกว่า ความมีสติ ทีม่ นุษย์ ทุกคนล้วนสร้างมันขึน้ มาเองได้ทงั้ สิน้ ความมีสติคอื การรูเ้ ท่าฆันอารมณ์ของ ตนเองที่จะสมดุลอยู่ แต่คอยควบคุมมันเอาไว้ เพื่อให้มันมีอ�ำนาจเหนือกว่า สิ่งเร้าใด ๆ รายรอบตัว ไม่ให้สิ่งเร้าที่ตนได้รับรู้นั้นมาสั่นสะเทือนทางจิตใจ


มหาสติ

ให้เกิดการสั่นไหวท�ำให้อารมณ์แปรปรวนไปตามสิ่งเร้านั้นได้ มนุษย์ที่มีสติ อยู่ตลอดเวลา จะสามารถรับรู้ใด ๆ เพื่อการเรียนรู้สิ่งนั้นโดยมั่บเอามันมา ปรุงแต่งได้เสมอ

การรับรู้โดยไม่รับเอา จะบรรลุผลได้เพราะความมีสติเท่านั้น

ถ้าร่างกายทีแ่ ข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ สามารถสร้างภูมติ ้านทาน โรคร้ายได้ ความมีสติของมนุษย์จากจิตใจทีห่ นักแน่นมัน่ คง ก็ยอ่ มสามารถ เป็นภูมิต้านทานสิ่งเร้าไม่ให้เข้ามาก่อกวนจิตใจ ให้สั่นไหวไปตามมันได้ เช่นกัน การบริโภคสารอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และการคอย ระวังตนเองให้พน้ ไปจากการสัมผัสเชือ้ โรคร้าย สามารถช่วยให้มนุษย์ดำ� เนิน ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข มีพลังอ�ำนาจทางกายที่จะกระท�ำสิ่งใด ๆ ในชีวิต ของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การบ�ำรุงรักษาจิตใจตนไว้ดว้ ยความสงบุขหล่อเลีย้ งมันไว้ดว้ ยความ รักบริสุทธิ์ ไม่ใช่อารมณ์หยาบ ๆ รายวัน มันจะช่วยให้มนุษย์มีพลังจิตที่ แข็งแกร่งได้ กับการที่คอยรักษาสติของตนเองไว้ ด้วยการหมั่นเตือนตนเอง เสมอหากพบว่าก�ำลังสั่นไหวเคลิ้มคล้อยไปกับสิ่งเร้าใด ๆ แล้วรีบดับมันลง ทันทีนั้น มนุษย์จะสามารถพัฒนาความมีสติของตนเองให้สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ หากท�ำได้ถงึ ระดับหนึง่ แล้ว การรูเ้ ท่าฆันสิง่ ใด ๆ ล่วงหน้าว่ามันจะพาให้จติ ใจ อ่อนไหวไปด้านใดอย่างไร แล้วไม่ไปใส่ใจมันเสียตั้งแต่ต้น การไม่ใส่ใจมันก็ คือความมีสติ ที่จะเป็นภูมิต้านทานสิ่งเร้าทั้งหลายได้เป็นอย่างดี จิตใจตนก็ จะรอดพ้นไปจากสิง่ เร้าทีย่ วั่ ยุกเิ ลสทางอารมณ์ เสมือนหนึง่ โรคร้ายของจิตใจ ได้เช่นเดียวกัน

125


126

ปริญญา ตันสกุล

การติดยึดสั่นไหวไปกับสิ่งเร้า มันไม่ได้ต่างอะไรกับการติดเชื้อโรค ซึง่ อาการของการป่วยทางจิตคือกิเลสนีเ่ อง โรคร้ายของจิตมันจะท�ำให้จติ ใจ ไม่สมดุลแสดงความอ่อนแอออกมา ท�ำให้รา่ งกายของมนุษย์เองซึง่ เป็นเครือ่ ง มือในการแสดงออกของใจ ย่อมแสดงอาการป่วยหรือไม่สมดุลไปด้วยเช่นกัน หากจิตป่วยด้วยความอยาก การแสดงออกทางกายเป็นพฤติกรรมก็พลอย บกพร่องไปตามความอยากนั้นได้ ถ้าใจป่วยหนักพฤตกรรมใด ๆ ที่แสดง อาการป่วยออกมาก็หนักหนาตามไปด้วยเสมอ มนุษย์จะไม่อาจแสดงความ เป็นตัวของตัวเองได้เลย ซึ่งมนุษย์ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือ ไม่อาจกระท�ำ การสิ่งใดด้วยจิตส�ำนึกของตนเองแท้ ๆ ไม่อาจละเว้นการกระท�ำใด ๆ ที่ไม่ ถูกต้องทีต่ นเองก็รอู้ ยูไ่ ด้ มนุษย์จะเรียกตนเองว่าเป็นผูม้ พี ลังอ�ำนาจในตนเอง ได้อย่างไรกัน ถ้ามนุษย์ครองสติได้ โดยไม่ตนื่ ใจต่อสิง่ เร้า มนุษย์ยอ่ มสามารถช่วย เหลือผู้อื่นที่เกี่ยวข้องให้ครองสติของเขาเอาไว้ได้เช่นเดียวกัน มหาสติ อัน เกิดจากความมีสติของทั้งสองฝ่ายก็จะเกิดขึ้นมาได้ การล่วงพ้นพฤติกรรม ทางอารมณ์จะแสดงต่อกันก็จะบรรลุผล น�ำไปสู่การแสดงพฤติกรรมทาง ปัญญา ซึ่งะเป็นหนทางที่สร้างสรรค์กว่าได้ตลอดไป

4. ไม่ก้าวล่วงด้วยถ้อยค�ำ

มนุษย์จากอดีตในยุคพลังงานเก่าถึงปัจจุบันนี้ ทวีจ�ำนวนเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อย ๆ การติดต่อสร้างความสัมพันธ์กันด้วยกระบวนการสื่อสาร ด้วย การใช้ภาษาสนทนากันหรืออาศัยเทคโนโลยี นับวันมีความจ�ำเป็นมากยิง่ ขึน้ เรื่อย ๆ จมนุษย์เองกล่าวขานกันว่าดาวเคราะห์โลกดวงนี้ก�ำลังเข้าสู่ยุคแห่ง การไร้พรมแดน ไปเสียแล้ว


มหาสติ

เทคโนโลยีการสื่อสารของมนุษย์ ไม่ว่าภาษาพูดหรือภาษาเขียนที่ ถ่ายทอดสือ่ ถึงกันนัน้ มนุษย์ได้อาศัยคลืน่ ความถีท่ างไฟฟ้า ในระดับคลืน่ วิทยุ จากอุปกรณ์เครือ่ งมือสือ่ สารทีค่ ดิ ค้นสร้างกันขึน้ มา ก็นบั ว่าเป็นสติปญ ั ญาที่ น่าชืน่ ชมในระดับหนึง่ ในฐานะทีย่ งั เข้าถึงการสือ่ ภาษาสากลอันเป็นภาษาที่ สาม ด้วยอุปกรณ์ที่เป็นอวัยวะส�ำคัญที่ถูกจัดวางเอาไว้ในโครงสร้างทาง ชีววิทยาของตนกันไม่ได้ มนุษย์เองก็คงจะต้องวุ่นวายอยู่กับการถ่ายทอด ภาษาพูดและความคิดของตนผ่านเครื่องมือสื่อสารแบบใหม่ ๆ ที่จะคิดค้น กันขึ้นมาให้เป็นขยะรกโลกกันต่อไปอีก มนุษย์จะต้องรูว้ า่ เครือ่ งยนต์แห่งกรรมของตนนัน้ นอกจากสามารถ เลือกภาษาระหว่างกันได้ด้วย ภาษาท่าทาง ภาษาพูด และภาษาเขียนเป็น อักษร ดังที่ทุกคนใช้กันอยู่ในชีวิตประจ�ำวันแล้ว มนุษย์สามารถที่จะสื่อสาร ถึงกันและโต้ตอบกันได้อีกภาษาหนึ่งคือภาษาจิต หรือภาษาสากลอีกต่าง หากด้วย หากกล่าวให้ชัดเจนก็คือ มนุษย์สามารถสื่อได้ถึง 3 ภาษา ด้วย เครื่องยนต์แห่งกรรมของตนเอง นั่นคือ

ภาษากาย

ภาษาวาจา

ภาษาจิต

ภาษากาย สื่อได้โดยอาศัยช่องทาง อาการแสดงออกทางอวัยวะ ร่างกายทีเ่ ป็นภาษาท่าทางหรือภาษาใบ้ทสี่ ามารถเข้าใจได้ แปลความหมาย ได้โดยไม่ตอ้ งมีถอ้ ยค�ำ และภาษาตัวหนังสือในการเขียนซึง่ ต้องใช้การสังเกต

127


128

ปริญญา ตันสกุล

และการอ่านท�ำความเข้าใจ ภาษาวาจา ก็คือ การใช้วิธีเปล่งเสียงเป็นค�ำพูดออกมาให้ได้ยิน ซึ่ง ต้องใช้ปากพูดและใช้หูรับฟัง ทัง้ ภาษากายและภาษาวาจา จะเริม่ ต้นสร้างข้อมูลเพือ่ การสือ่ สาร และการรับรู้ สู่การแปลความหมายให้เกิดความเข้าใจ ล้วนต้องอาศัย กระบวนการทางสมองเป็นศูนย์ปฏิบตั กิ ารและมีอ�ำนาจของพลังจิต ทีเ่ ป็น คลืน่ ไฟฟ้าเคมีภายในโครงสร้างทางชีววิทยา เป็นผูข้ บั เคลือ่ นกระบวนการ เสมอ การสื่อสารใด ๆ ระหว่างกันจึงจะบังเกิดผลได้ มนุษย์จะต้องยอมรับว่า ทัง้ ภาษากายและภาษาวาจา ในการสือ่ และ รับรู้ระหว่างกันจ�ำเป็นต้องอาศัยกลไกของจิตกับประสาทสมองเสมอ การที่ มนุ ษ ย์ จ ะสื่ อ แสดงออกมาเป็ น ภาษาท่ า ทางและภาษาวาจาซึ่ ง เรี ย กว่ า พฤติกรรมภายนอก ออกมาได้ และการเข้าใจความหมายของภาษาจาก อาการหรือพฤติกรรมนั้น ๆ ได้ มันจะต้องเริ่มต้นด้วยพฤติกรรมภายในคือ จิตกับสมองที่เกิดขึ้นมาก่อนถูกถ่ายทอดออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอกให้ เห็นเสมอ และเมือ่ มนุษย์ได้รบั รูผ้ า่ นช่องทางประสาทสัมผัสทัง้ ห้า จะสามารถ ถอดรหัสแปลความหมายให้ตนเข้าใจได้ก็ต้องอาศัยจิตกับมองซึ่งมันท�ำงาน คู่กันดุจฝาแฝดเท่านั้น จะเห็นได้ว่า จิตกับสมองเป็นจุดก�ำเนิดและเป็นจุดสุดท้าย ของ กระบวนการสื่อภาษาส�ำหรับมนุษย์ทุกคนเสมอ ภาษากายหรือภาษาท่าทางของมนุษย์กับภาษาวาจา เป็นภาษา หยาบ ๆ อันเกิดจากกายหยาบที่เป็นโครงสร้างทางกายภาพของระบบ ชีววิทยาของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งกายหยาบหรือร่างกายมนุษย์มันเป็นแค่เพียง


มหาสติ

มายา ทีถ่ กู สร้างขึน้ มาบนดาวเคราะห์โลกให้มนั เป็นสรรพสิง่ หนึง่ เพือ่ ใช้เป็น เปลือกนอกห่อหุม้ แก่นแท้แต่ละคนเข้าไว้ภายใน เนือ่ งจากแก่นแท้ของสรรพ สิง่ ใด ๆ ในจักรวาลสากลจะด�ำรงอยูอ่ ย่างโดดเดีย่ วเปล่าเปลือยโดยไร้เปลือก นอกห่อหุ้มไม่ได้ แม้จิตจักรวาลและจิตวิญญาณในมิติคู่ขนานเบื้องหลังมิติ โลกทุกรูปธรรม ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงานและเป็นตัวตนแก่นแท้ในความ หมายของจักรวาลสากล ก็ล้วนต้องมีเปลือกนอกห่อหุ้มตนเองไว้ ที่เรียกว่า “เมอร์คขะบาห์” ด้วยกันทั้งสิ้น เมอร์คขะบาห์ ของรูปธรรมทางพลังงานทีเ่ ป็นแก่นแท้ ซึง่ ห่อหุม้ อยู่ภายนอกแก่นแท้ของตนไว้ จะมีหน้าที่ส�ำคัญ 3 ประการ คือ

1. เป็นเปลือกนอกของแก่นแท้

2. เปลี่ยนแปลงรูปทรงเรขาคณิตของรูปธรรมของตนให้เหมาะสม กับสิ่งแวดล้อม

3. เป็นพาหนะใช้เคลื่อนที่เดินทาง

ถ้าจะเปรียบไปแล้วหน้าที่ส�ำคัญของเมอร์คขะบาห์ ซึ่งเป็นเปลือก นอกของจิตจักรวาลหรือจิตวิญญาณใด ๆ ก็ไม่แตกต่างไปจากเครื่องยนต์ แห่งกรรมหรือร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นเปลือกนอกสุดที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณที่ เป็นแก่นแท้ของตนไว้นั่นเอง เพราะนอกจากร่างกายมนุษย์จะท�ำหน้าที่ห่อ หุ้มจิตวิญญาณเอาไว้ภายในให้เกิดการด�ำรงอยู่อย่างสมดุล ขณะที่อยู่ในมิติ ทางกายภาพแล้ว ร่างกายมนุษย์จะสามารถเจริญเติบโตมีพฒ ั นาการทางกาย ได้ และใช้เป็นพาหนะของจิตวิญญาณในการเดินทางไปไหนมาไหนในมิตทิ าง กายภาพของดาวเคราะห์โลกได้เช่นเดียวกัน

129


130

ปริญญา ตันสกุล

ที่กล่าวให้รู้ทั้งหมดนี้เพื่อต้องการแสดงให้มนุษย์รู้แจ้งยิ่งขึ้นว่า อัน ที่จริงแล้ว ภาษามนุษย์ใช้สื่อสารกันอยู่นั้น เป็นการใช้ความถนัดในการสื่อ อยู่แต่เพียงด้านเดียว นั่นคือ ภาษาในด้านของมายา ไม่ใช่ภาษาของแก่น แท้ของตนเลย ถ้ามนุษย์พิจารณากระบวนการสื่อภาษาของตนให้ถ่องแท้แล้ว จะ พบว่าภาษาในด้านของมายาที่เคยชินเคยใช้กันอยู่นี้ มันจะต้องเริ่มต้นและ สิน้ สุดกระบวนการกันจริง ๆ ทีแ่ ก่นแท้ของตนทัง้ สิน้ แม้มนุษย์จะมองหยาบ ๆ ว่าเป็นเรื่องของการใช้อวัยวะของตนตามหน้าที่ของมันไปตามธรรมชาติ ด้วย ในเมื่อแก่นแท้ของตนเอง เริ่มต้นกระบวนการสื่อภาษาได้ และ แปลความหมายของภาษากายทีส่ มั ผัสรับรูไ้ ด้ ท�ำไมมนุษย์ไม่ฝกึ ฝนตนเอง สูก่ ารใช้มนั เป็นภาษาทีส่ าม โดยไม่ตอ้ งอาศัยช่องทางของมายาเป็นเครือ่ ง มือกันบ้างเล่า

ภาษาของแก่นแท้ของมนุษย์ที่ว่านี้ ก็คือ ภาษาจิต นั่นเอง

เนื่องจากจิตวิญญาณของมนุษย์ซึ่งเป็นแก่นแท้ คือรูปธรรมทาง พลังงาน ทีไ่ ม่ได้แตกต่างไปจากแก่นแท้ของทุกสรรพสิง่ ในสากลจักรวาล โดย มีคณ ุ สมบัตใิ นการคิดรูไ้ ด้ทกุ สรรพสิง่ หากมนุษย์สามารถฝึกฝนตนเองให้เข้า ถึงการใช้ภาษาของแก่นแท้ของตนได้ มนุษย์กจ็ ะสามารถสือ่ เป็นภาษาทีส่ าม เป็นภาษาสากล กับแก่นแท้ทกุ สรรพสิง่ ได้ทวั่ สากลจักรวาลเมือ่ ต้องการ โดย อาศัยเส้นแรงแม่เหล็กโลกของระบบโครงข่ายเป็นสื่อน�ำ ในการสร้างความ สัมพันธ์ของกระบวนการของตนกับรูปธรรมอืน่ ๆ ทัง้ ทีด่ ำ� รงอยูใ่ นระบบโลก เองหรือนอกระบบโลกก็ตาม โดยไม่ต้องอาศัยการสร้างอุปกรณ์เครื่องมือ


มหาสติ

สื่อสารให้สิ้นเปลืองเวลา วัตถุดิบและงบประมาณ จนกลายเป็นขยะรกโลก มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นปัจจุบันนี้เลย อย่างไรก็ตาม ในการสือ่ ภาษาพูดของมนุษย์เป็นถ้อยค�ำนัน้ ล้วนเกิด จากจิตกับสมอง หากจิตไม่สงบอารมณ์ไม่สมดุล มันจะก่อให้เกิดพฤติกรรม ไม่สมดุลตามไปด้วย ถ้าจิตคิดไม่ดีการแสดงออกเป็นภาษากาย คือการพูด การเขียนย่อมไม่ดี ไม่เหมาะสมเสมอ เมือ่ ภาษาทีส่ อื่ ออกไปยังผูอ้ นื่ ขาดความ เหมาะสม ย่อมสร้างภาวการณ์รบั รูข้ องจิตของผูอ้ นื่ ให้เกิดการเสียสมดุลทาง อารมณ์ ท�ำให้จิตไม่สงบหรือขาดสติ พลอยท�ำให้มนุษย์คนอื่นนั้นคิดไม่ดีต่อ ตนเองขึน้ มาบ้าง ซึง่ มันจะน�ำไปสูก่ ารแสดงออกทางค�ำพูดและการกระท�ำที่ ไม่เหมาะสมของเขา ที่จะกระท�ำตอบกลับมาได้ทันที การก้าวล่วงใครด้วยถ้อยค�ำ ไม่ว่าจะเกิดจากการปากพล่อย คือ พูดสือ่ โดยไม่คดิ เพราะติดเป็นนิสยั เคยตัว หรือเกิดจากการคิดไม่ดตี อ่ ผูอ้ นื่ ก็ตาม ย่อมน�ำไปสู่การท�ำลายสติของผู้อื่นเช่นกัน สิง่ ที่เรียกว่า “มหาสติ” จึงไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้เลย การคิดไม่ดีหรือการปากพล่อยโดยไม่ยั้งคิดก่อน มักจะน�ำไปสู่ พฤติกรรมก้าวล่วงมนุษย์คนอืน่ ด้วยถ้อยค�ำเสมอ เช่น การพูดเฆ็จ การใส่รา้ ย ป้ายสี การนินทา การจาบจ้วงก้าวร้าว การส่อเสียดเหยียดหยาม กากล่าว ค�ำหยาบคาย ซึง่ ผูอ้ นื่ รับไม่ได้ทงั้ สิน้ มนุษย์จงึ ควรคิดก่อนพูดและระมัดระวัง การใช้ถ้อยค�ำของตนเอาไว้ตลอดเวลา ไม่ให้เกิดการก้าวล่วงผู้อื่นให้จงได้

5. ไม่ท�ำร้ายตนเอง

ในทีน่ หี้ มายถึง การท�ำลายสติตนเอง ไม่วา่ จะวิธกี ารใดก็ตาม มนุษย์ จะต้องหลีกเลี่ยงมันให้จงได้เพราะมนุษย์รู้ดีว่าต่างต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

131


132

ปริญญา ตันสกุล

อยูเ่ ป็นสังคม ซึง่ จ�ำต้องใช้พฤติกรรมทางปัญญาสร้างความสัมพันธ์กนั เท่านัน้ มนุษย์เองจึงจะร่วมกันสร้างตนเองและสร้างโลกด้วยความเป็นหนึง่ เดียวกัน ได้ และการจะสามารถเข้าถึงพฤติกรรมทางปัญญาได้ มนุษย์จะต้องสร้าง มหาสติระหว่างกันให้จงได้เสียก่อน ซึ่งมหาสติจะเกิดได้ก็ต้องเริ่มจากแต่ละ คนล้วนด�ำรงอยู่ด้วยความมีสติเท่านั้น มนุษย์ท�ำลายสติของตนได้ 2 วิธี คือ วิธีกระท�ำกับตนเองโดยตรง และโดยอ้อม การกระท�ำเพื่อท�ำลายสติของตนโดยตรงก็คือ

การเสพเครื่องดองของมึนเมา

การท�ำลายสติของตนให้ขาดสติโดยอ้อมก็คือ การเล่นเสี่ยงพนัน และการเป็นคนเจ้าอารมณ์เพราะอ่อนไหวง่าย

ความมึนเมา

ความเพ้อฝันในสิง่ ทีเ่ ป็นจริงไม่ได้ การหลงเชือ่ ในสิง่ ทีต่ นอธิบาย ไม่ได้

ความเครียด

ความพยาบาท

ความท้อแท้ซึมเศร้า ความขลาดกลัว

การเอาแต่ใจตนและการกล้าในสิ่งที่ไม่ควรกล้า

อารมณ์รู้สึกเหล่านี้ ล้วนน�ำไปสู่การท�ำลายสติของตนได้ทุกเมื่อ ซึ่ง มนุษย์ต้องหลีกเลี่ยงมันให้พ้น เพราะมันจะน�ำไปสู่การแสดงพฤติกรรมใด ๆ


มหาสติ

ที่เป็นเงื่อนไขให้บุคคลอื่นเสียสมดุลทางอามณ์จากการขาดสติ แล้วแสดง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ตอบสนองต่อตนเอง เพื่อการต่อสู้ ต่อต้าน และ ตอบโต้อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ความมีสติในตนเอง 5 ประการที่กล่าวมาในบทนี้ คือ หลักการ ครองสติของตน เพื่อสร้างมหาสติและช่วยกันประคับประคองมันเอาไว้ ในยามตืน่ ในการด�ำเนินชีวติ ประจ�ำวันซึง่ มันจะน�ำมนุษย์ไปสู่ การปฏิบตั ิ จิตให้เป็น “ธรรมชาติสมาธิ” เพื่อการใช้พฤติกรรมทางปัญญาได้อย่างมี ประสิทธิภาพในยามตื่นนั่นเอง ธรรมชาติสมาธิที่สร้างได้ด้วยมหาสติระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มันจะ ช่วยก่อประโยชน์ในการสร้างงาน สร้างชีวิต และสร้างโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่ง มีความเหมาะสมกว่าการที่มนุษย์จะหยิบฉวยเอาบางส่วนบางตอนของ เทคนิคสมาธิมาใช้ โดยท�ำให้จิตหลับใหลชั่วคราวมากนัก

133


134

ปริญญา ตันสกุล

7

หลักการสร้างสติในชีวิตประจ�ำวัน

มนุษย์หลายราย มีข้อสับสนสงสัยกันมากว่า

ค�ำว่า “สติ” มันหมายความว่าอย่างไร?


มหาสติ

ที่ตนเองเข้าใจมันอยู่ในปัจจุบันนั้นถูกต้องแน่แท้แค่ไหน เป็นความ เข้าใจที่งมงายอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ นับเป็นเรื่องส�ำคัญยิ่ง ส�ำหรับผู้ที่หมั่นปฏิบัติสมาธิที่เป็นเทคนิคกัน อยู่ จะต้องมีความรูค้ วามเข้าใจในเรือ่ งของสติกนั เสียให้แจ่มแจ้ง จะได้ไม่หลง เข้าใจว่าการบริหารจิตและการอบรมจิตของตนนัน้ มีแค่เพียงการหมัน่ ปฏิบตั ิ เทคนิคสมาธิอย่างทีต่ นก�ำลังปฏิบตั กิ นั เท่านัน้ หรือเข้าใจต่อไปอีกว่า ผลของ การหมั่นเจริญเทคนิคสมาธิวันละสั้น ๆ อยู่เป็นประจ�ำ มันจะท�ำให้ตนเอง เกิดการเปลีย่ นแปลงในทางทีต่ อ้ งการ มันจะช่วยให้ตนสามารถเปลีย่ นแปลง ผู้อื่นได้ หรือเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ และสามารถสร้างพลังอ�ำนาจทางจิต ให้ตนเองเพื่อการสร้างอิทธิฤทธิ์สู่การเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์คนอื่นได้ ซึ่ง แท้จริงแล้วเป็นความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอยู่มาก ความจริงที่มนุษย์ต้องรู้ก็คือ เทคนิคสมาธิไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสิ่ง ต่อไปนี้เลย คือ

1. แก้ไขพฤติกรรมบกพร่องของจิตหยาบ

2. ท�ำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว

3. สร้างอ�ำนาจในการใช้ปัญญาญาณเพื่อการหยั่งรู้

4. แก้ไขผลกรรมใด ๆ ที่เคยสั่งสมมันไว้ในมิติคู่ขนาน

5. น�ำตนเองสู่การหลุดพ้นคือนิพพาน

6. เป็นปฏิบัติการเพื่อสร้างกุศลกรรม

ศาสดาทรงสือ่ สอนสมณะให้ปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิ ไว้เป็นขัน้ ตอนหนึง่

135


136

ปริญญา ตันสกุล

ในการยกระดับกายกับจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณเพื่อสร้าง อ�ำนาจให้ตนเองด้านปัญญาญาณ เพื่อการติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับรูป ธรรมทางพลังงาน ในสากลจักรวาลเท่านัน้ ซึง่ รูปธรรมทางพลังงานดังกล่าว มีอยู่ชนิดหนึ่ง ที่สมณะหรือแม้แต่มนุษย์ทุกคนจะต้องสามารถเข้าถึงได้ก่อน ทันทีที่พบพลังอ�ำนาจในการใช้ปัญญาญาณได้ ก็คือ จิตจักรวาลทั้งหลายทั้ง ปวงในสนามพลังงานสากล ซึ่งล้วนเป็นผู้รู้แจ้งและเป็นคลังแห่งความรู้หรือ องค์ความรุอ้ นั ยิง่ ใหญ่ของมนุษย์ในทุกศาสตร์ ทุกด้า ทุกแขนง ทัง้ ๆ ทีม่ นุษย์ รู้แล้ว ยังไม่รู้ และยังไม่รู้ว่าตนเองต้องรู้ ไม่วา่ ความจริงในด้านกายภาพ อันเกิดจากความสามารถของสมอง ซีกซ้ายน�ำขวาหรือความรูแ้ จ้งเห็นแจ้งในด้านปรัชญาหรืออภิปรัชญา ซึง่ เป็น ศาสตร์ดา้ นแก่นแท้ทเี่ ป็นพลังงานอันเกิดจากสติปญ ั ญาของสมองซีกขวาน�ำ ซ้าย ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาให้มนุษย์ ผ่านผู้ที่เข้าถึงการใช้ปัญญาญาณ แทบทั้งสิ้น มนุ ษ ย์ อ าจเข้ า ใจผิ ด คิ ด ว่ า การใช้ ส มองซี ก ซ้ า ยน� ำ ขวาของนั ก วิทยาศาสตร์เพื่อการคิดค้นคว้าหรือพิสูจน์รู้และการวิเคราะห์สิ่งใด ๆ นั้น ความรู้ใหม่ใด ๆ ที่เขาได้มาจนสามารถสร้างทฤษฎีต่าง ๆ และสร้างสิ่งใหม่ ขึน้ ตัง้ มากมายนัน้ ได้มาจากการกระท�ำแบบลองผิดลองถูกหรือเกิดจากความ สามารถในการพิสูจน์ทดลอง ด้วยความซุกซนของตัวเขาเอง แท้แล้วมนุษย์ จะต้องอาศัยเครื่องมือส�ำคัญอยู่ 3 ชิ้น จึงจะค้นพบความรู้ใหม่ได้ นั่นคือ

1. สัญชาตญาณ

2. แรงบันดาลใจ

3. ความคิดสร้างสรรค์


มหาสติ

ถ้าหากพวกเขาคนใด เข้าถึงการใช้เครื่องมือทั้งสามสิ่งนี้ไม่ได้ พวกเขาจะไม่มีวันค้นพบความรู้ใหม่ ๆ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาบนดาว เคราะห์ดวงนี้ได้เลย เครื่องมือส�ำคัญทั้งสามชิ้นที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนมี อยู่ โดยจิตวิญญาณซึง่ เป็นแก่นแท้ของตนต่างถือติดตัวกันมาจากต่างมิติ เพือ่ ให้มนุษย์ได้ใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการสร้างตนเองและสร้างโลกใบนี้ใน ระดับต้น ๆ ขณะที่ยังไม่อาจเข้าถึงการใช้สมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายด้วยวิธีการ กดปุ่มได้

ถ้าพวกเขาไม่ใส่ใจรับฟังสัญชาตญาณของตนเองบ้าง

ถ้าพวกเขาไม่มคี วามปรารถนาอย่างแรงกล้าในการค้นคว้าสิง่ นัน้

ถ้าพวกเขาไม่รู้จักการใช้ความคิดสร้างสรรค์

ดาวเคราะห์โลกดวงนีจ้ ะไม่มอี ะไรใหม่เลย ในส่วนทีเ่ กิดจากหนึง่ สมองกับสองมือของมนุษย์ ทัง้ สัญชาตญาณ แรงบันดาลใจและการคิดสร้างสรรค์เป็นเครือ่ งมือ ส�ำคัญที่นักวิทยาศาสตร์โลกคนส�ำคัญได้ใช้มันอย่างช�ำนาญแม้ไม่รู้ตัว ซึ่งถ้า พวกเขามีความมุ่งมั่นกับการค้นคว้าพิสูจน์ทดลองในเรื่องใด ๆ โดยอาศัย เครือ่ งมือส�ำคัญดังกล่าวนีอ้ ยู่ จักรวาลจะช่วยเหลือด้วยการเปิดมิตทิ างปัญญา ให้เขาสามารถสร้างความสัมพันธ์กับจิตจักรวาลรูปธรรมใดรูปธรรมหนึ่งซึ่ง มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขาก�ำลังคิดรู้ ให้ได้รู้ลู่ทางในการคิด ให้ได้คิดใน สิ่งที่ควรรู้ ให้พิจารณาดูในสิ่งที่ควรศึกษา ซึ่งจะสอดคล้องกับแรงแห่งความ

137


138

ปริญญา ตันสกุล

ปรารถนาทีเ่ ขาสร้างมันขึน้ มาเอง ผลลัพธ์ทเี่ ขาจะได้รบั อย่างเป็นรูปธรรมใน อันที่จะน�ำไปสู่ความรู้ใหม่กับการค้นพบใหม่ของเขาจะถูกส่งมอบจาก จักรวาลผ่านมายังบางขั้นตอนในการกระท�ำของเขาเอง คือ

การตัง้ สมมติฐาน ด้วยแนวทางการคิดทีถ่ กู ต้องมากกว่าผิดพลาด

การใช้สัญชาตญาณผ่านการสังเกตสิ่งที่ควรสนใจ

การสร้างแนวคิดใหม่เพื่อเป็นประเด็นใหม่ในการค้นคว้า

หากเป็นความรู้ส�ำหรับโลกด้านกายภาพ จักรวาลจะไม่ขอก้าวล่วง ให้เกินเลยมากไปกว่าการชี้แนวทางและการสร้างแนวคิดให้มนุษย์ที่ก�ำลังมี ความปรารถนาต่อสิง่ นัน้ อยูเ่ ท่านัน้ หน้าทีใ่ นการคิดและการกระท�ำใด ๆ ขึน้ อยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์เอง เพราะดาวเคราะห์โลกดวงนี้เป็นดาว เคราะห์แห่งทางเลือกเสรีที่มนุษย์ทุกคนได้รับการจัดวางให้มีพลังอ�ำนาจใน ตนเองเหนือสรรพสิ่งใดในจักรวาลสากลกันอยู่แล้ว จิตจักรวาลทุกรูปธรรม ต่างรู้ดีว่า พวกเขาและมนุษย์ทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใดบ้าง แต่ไม่รู้ล่วงหน้าได้ว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์นั้นแล้ว มนุษย์จะตัดสินใจ อย่างไรบ้าง จะเดินหน้า จะท้อแท้ถอยหลัง จะนั่งนิ่งอยู่กับที่ จะหลีกหนีไป ไกลห่างหรือการวางบทบาทได้ถกู หรือผิด มันเป็นเรือ่ งทีม่ นุษย์ได้รบั อนุญาต ให้ตัดสินใจด้วยตนเองทั้งสิ้น จักรวาลกระท�ำเพียงถ่ายทอดข้อมูลเป็นผลึกการคิดและวิธคี ดิ มา ให้ตามทีต่ อ้ งการจะคิดรูเ้ ท่านัน้ ผลึกการคิดรูเ้ พือ่ การรูจ้ ริง จะเป็นรางวัล ทีม่ นุษย์ตอ้ งกระท�ำด้วยตนเอง เพราะมันเป็นด้านมายาไม่ใช่เรือ่ งของแก่น แท้


มหาสติ

แต่ถ้าเป็นความสามารถในการใช้ปัญญาญาณได้โดยตรง จิตจักา วาลจะพร้อมมอบผลึกการคิดรูม้ าสูก่ ระบวนการคิด ผ่านศูนย์รวมการท�ำงาน ของสมองให้มนุษย์เกิดการรู้แจ้งได้เลย เพราะมันเป็นด้านของแก่นแท้ที่ เกี่ยวข้องกับกฎสากลจักรวาล ซึ่งสติปัญญาปกติของจิตหยาบไม่ช�ำนาญ เนื่องจากเป็นด้านที่ไม่มีตัวตน ต้องอาศัยการรู้แจ้งเห็นแจ้งเท่านั้น การที่มนุษย์บางรายเข้าใจว่า การปฏิบัติเทคนิคสมาธิเยี่ยงสมณะ ทั้งหลายสามารถน�ำตนเองให้เข้าถึงเป้าหมาย 6 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงเป็นความเชื่อที่งมงายแล้ว ด้วยเหตุผลที่ควรรู้ดังต่อไปนี้ 1. เทคนิคสมาธิทมี่ นุษย์หยิบฉวยมาใช้ปฏิบตั ิ ไม่อาจแก้ไขพฤติกรรม บกพร่องของจิตหยาบได้ เพราะเทคนิคสมาธิเป็นแค่เพียงท�ำให้มนั เกิดอาการ สงบ ไร้จิตส�ำนึกลงชั่วคราวจากการกดดันมันเอาไว้เท่านั้น 2. เทคนิคสมาธิท�ำให้จิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิธีการ แก้ไขทีถ่ กู ต้องเป็นแค่เพียงกดบังคับมันเอาไว้ไม่ให้แสดงอาการทีม่ นั ช�ำนาญ ออกมาเท่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากเด็กน้อยที่มีนิสัยซุกซนหรือก้าวร้าว แต่เก็บง�ำ พฤติกรรมของตนไว้ภายใน เพราะกลัวไม้เรียวของผู้ใหญ่ที่ขู่ว่าจะเที่ยนตี นั่นเอง ถ้าไม่ขู่ให้กลัว ไม่มีไม้เรียว หรืออยู่ลับหลังผู้ใหญ่ เด็กก็จะแสดง นิสัยของตนนั้นออกมาได้อีก เพราะการขู่ให้กลัวคือการกระตุ้นให้ยับยั้ง การกระท�ำ ไม่ใช่การแก้ไขนิสัยที่บกพร่องของเด็กเลยสักนิด 3. เทคนิคสมาธิสร้างอ�ำนาจในการใช้ปญ ั ญาญาณ อันเป็นสติปญ ั ญา ของวิญญาณเพือ่ การสร้างความสัมพันธ์กบั จักรวาลสูก่ ารหยัง่ รูไ้ ม่ได้ นอกจาก อาจท�ำได้เพียงการใช้ภาษาที่สามคือภาษาจิตเท่านั้น หากจิตมีพลังอ�ำนาจ

139


140

ปริญญา ตันสกุล

จากการฝึกฝนเพียงพอ เพราะเทคนิคสมาธิเป็นขั้นตอนหนึ่งในการท�ำจิตให้ พร้อมต่อการฝึกฝนให้มีพลังอ�ำนาจ พลังอ�ำนาจที่จะเกิดขึ้นจากจิตที่เป็น สมาธิแล้วมันจะไปช่วยเหลือให้มนุษย์ทตี่ อ้ งการกดปุม่ เปลีย่ นกลไกการใช้สติ ปัญญาสู่ระบบใหม่ที่ต้องการได้ต่อไป เทคนิคสมาธิสร้างพลังอ�ำนาจสูงสุดทางจิตไม่ได้ หากจิตแม้สงบ แต่ขาดความบริสุทธิ์ เพราะยังไม่ได้ช�ำระจิตนั้นเสียก่อน สมณะทีป่ ฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิจงึ จ�ำเป็นต้องยกระดับจิตของตนให้สงู ขึน้ ด้วยการใช้เวลาว่างดังกล่าวเจริญสติและภาวนา เพือ่ พิจารณาข้อสัจธรรม ทั้งหลายไปตามแนวทางและแนวคิดที่องค์ศาสดาของเขาทรงสั่งสอนไว้ ซึ่ง พวกเขาจะมองสัจธรรมเพื่อท�ำความเข้าใจเหมือนกับการศึกษาสรรพสิ่งใน ทางกายภาพทีม่ ตี วั ตนไม่ได้ พวกเขาจะต้องมองหาแก่นแท้ของมันเท่านัน้ จึง จะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นแจ้งได้ในอีกไม่นาน หลังจากที่จิตของเขาค่อย ๆ บริสุทธิ์ขึ้นสะอาดขึ้นจากการรู้แจ้งเห็นแจ้งไปทีละเรื่องแล้วละวางสิ่งนั้นไป จากจิตเสียทีละสิ่ง พวกเขารู้แจ้งได้มากเท่าใด จิตจะใสบริสุทธิ์จนมีพลังอ�ำนาจสูง ขึ้นได้เรื่อย ๆ หากพวกเขาหยั่งรู้ได้หมดสิ้นในทุกสรรพสิ่ง อ�ำนาจการหยั่งรู้จะ ถึงขัน้ ตรัสรูเ้ ลยทีเดียว ซึง่ หมายถึง คิดรูไ้ ด้ในทุกสรรพสิง่ ทีต่ อ้ งการรูน้ นั่ เอง

รู้แจ้งได้มากเท่าใด ปัญญาญาณก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นกระบวนการของสมณะที่มีศีลมีธรรม เป็นกรอบปฏิบตั ิ ในฐานะของผูอ้ าสาท�ำหน้าทีแ่ ทนมนุษย์สว่ นใหญ่ เพือ่ การ


มหาสติ

ค�้ำจุนระบบโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลก ที่ปลีกตนเองออกไปจากสังคมโลก พวกเขาไม่ใช่ผทู้ ำ� หน้าทีส่ ร้างตนเองเหมือนมนุษย์สว่ นใหญ่อกี แล้ว และไม่ใช่ ผูส้ ร้างโลกทางกายภาพอีกต่อไปเช่นกัน พวกเขาจึงต้องแสดงตนเป็นผูล้ ะวาง ภาระทางด้านสังคมโลกจนสิน้ ทุกสิง่ ไม่ตอ้ งการปฏิสมั พันธ์กบั มนุษย์บนพืน้ ฐานของการสร้างตนเองอีกต่อไปแล้ว นอกจากการท�ำหน้าทีเ่ ป็นผูแ้ สดงแบบ อย่างที่ดีงาม และถ่ายทอดความรู้ที่ดีงามแบ่งปันสู่คนส่วนใหญ่ให้เข้าถึงกฎ สากลจักรวาลในด้านของแก่นแท้ เพื่อให้มนุษย์ทุกคนตระหนักถึงหน้าที่ที่ ต้องกระท�ำเพือ่ จิตวิญญาณของตนกันบ้าง แทนทีจ่ ะสนองความต้องการทาง กายอยูด่ า้ นเดียว การทีพ่ วกเขาจะเสีย่ งต่อการสร้างกรรมให้เกิดผลกรรมกับ มนุษย์คนอื่น ๆ จากความผิดพลาดทั้งโดยตรงโดยอ้อมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ น้อยกว่าคนส่วนใหญ่ในสังคม ศาสดาจึงแนะน�ำให้พวกเขามุ่งมั่นกับเทคนิคสมาธิ เพื่อช่วยเหลือ ตนเองให้เข้าถึงอ�ำนาจหน้าที่ตามที่อาสาไว้ และเข้าถึงปัญญาญาณเพื่อช่วย เหลือมนุษย์คนอื่น ด้วยความรู้แจ้งของตนในด้านที่มนุษย์ผู้มีจิตหยาบยังไม่ อาจเข้าถึงมันได้ให้ได้รู้ การที่มนุษย์หยิบเอาเทคนิคสมาธิมาใช้ จึงเป็นแค่เพียงช่วยให้เกิด สติทางเทคนิคชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้นเอง ซึ่งมันจะก้าวหน้าต่อไปได้ จะต้อง ปฏิบัติตามกระบวนการที่เต็มรูปแบบเยี่ยงสมณะให้ได้ด้วยเท่านั้น ปัญญา ญาณจึงจะบังเกิดได้ ถ้ามนุษย์ข่มพฤติกรรมที่บกพร่องของจิตหยาบไว้ได้ชั่วคราว เมื่อ ถอนสมาธิเข้าสู่การด�ำเนินชีวิตปกติ พฤติกรรมที่บกพร่องของจิตแต่เดิมซึ่ง เป็นอารมณ์หยาบ ๆ มันย่อมจะถูกน�ำออกมาแสดงต่อผูอ้ นื่ ในชีวติ ประจ�ำวัน อยู่ดังเดิมต่อไป พลังจิตจึงไม่สูงพอที่จะเข้าถึงการใช้ปัญญาญาณได้เลย

141


142

ปริญญา ตันสกุล

4. เทคนิคสมาธิไม่อาจช่วยแก้ไขผลกรรมใด ๆ ที่ตนสั่งสมไว้ในมิติ คู่ขนานได้เลย เพราะผลกรรมซึ่งเป็นมวลหยาบ ๆ ของพลังงานกรรม ไม่ว่า จะมีคุณสมบัติด้านบวกคือกรรมดี หรือด้านลบคือกรรมชั่วก็ตาม มนุษย์จะ แก้ไขด้วยการท�ำให้คุณสมบัติของมันเป็นกลางได้หมดสิ้นก็ต่อเมื่อมนุษย์จะ ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เดิมที่ตนเคยเผชิญมาแล้วในภพชาติอดีต ซึ่ง เคยตัดสินใจผิดพลาดเอาไว้ เพื่อการตัดสินใจใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น หรือจะ ต้องเผชิญกรรมดีด้วยสถานการณ์ดี ๆ ที่ตนเองเคยร้องขอไว้ในภพชาติอดีต จากการกระท�ำดีแล้วหวังสิง่ ตอบแทนนัน้ เท่านัน้ มันไม่มวี ธิ อี นื่ ใดในการแก้ไข ผลกรรมหรือท�ำให้คุณสมบัติของพลังงานกรรมในมิติคู่ขนานเป็นกลางหรือ ไร้คุณสมบัติกรรมนอกเหนือไปจากนี้ได้เลย

การยอมรับในความผิดพลาดของตนด้วยจิตส�ำนึกแท้จริง

การได้ตัดสินใจใหม่อย่างถูกต้อง

การเผชิญกับสิ่งดี ๆ ในชีวิตตามที่ร้องขอไว้

เงือ่ นไขทัง้ สามประการนีเ้ ท่านัน้ มนุษย์จงึ สามารถล่วงพ้นกรรมเก่า นั้นได้ การนั่งหลับตาภาวนา ข่มจิตด้วยสติทางเทคนิคและการแผ่เมตตา ใด ๆ ไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ไขผลกรรมของตนที่สั่งสมไว้ได้ก็เพราะเงื่อนไข ดังกล่าวนั้น ซึ่งมันะช่วยได้แค่เพียงการหยุดสร้างผลกรรมใหม่กับมนุษย์คน อื่น ๆ ในขณะที่นั่งนอนปฏิบัติเทคนิคสมาธิกันอยู่เท่านั้น เพราะก�ำลังวิเวก ไม่ได้สุงสิงกับใคร ไม่มีใครสร้างปัญหาทางอารมณ์ให้ตนเอง และไม่เป็นผู้ สร้างปัญหาทางอารมณ์ให้ใคร ในอันทีจ่ ะก่อให้เกิดพันธกรรมระหว่างตนเอง กับผู้อื่นขึ้นมาได้เท่านั้น


มหาสติ

5. เทคนิคสมาธิไม่อาจน�ำตนเองสูก่ ารหลุดพ้นคือนิพพานได้ เพราะ ผูท้ จี่ ะหลุดพ้นสูน่ พิ พานได้ จะต้องไม่มผี ลกรรมซึง่ เป็นพลังงานทีม่ มี วลหยาบ ๆ เหล่านั้น มันจะถูกเหนี่ยวรั้งด้วยอ�ำนาจแม่เหล็กของเมอร์คขะบาห์ อัน เป็นเปลือกนอกของรูปธรรมจิตวิญญาณให้เข้าไปเกาะติดรายรอบ ยังผลให้ จิตวิญญาณมีน�้ำหนักมวลเพิ่มขึ้นจนมีผลต่อแรงดึงดูดของโลก ท�ำให้ไม่อาจ น�ำตนเองออกไปจากระบบโลกหนีแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ออกไปได้ นอกจากย้อนกลับสู่การเกิดใหม่เป็นภพชาติใหม่ เพื่อหาทางก�ำจัดผลกรรม ทางพลังงานที่มีอยู่ให้หมดสิ้นเสียก่อน จิตวิญญาณจึงจะเป็นอิสระ สามารถ หลุดพ้นออกไปจากระบบโลกได้ ซึ่งเรียกว่านิพพานนั่นเอง ในเมื่อเทคนิคสมาธิไม่ใช่หนทางก�ำจัดพลังงานกรรมตามข้อ 4 ที่ กล่าวไว้ มนุษย์จะเข้าถึงนิพพานได้อย่างไรกัน 6. เทคนิคสมาธิไม่ได้เป็นปฏิบัติการทางจิตเพื่อสร้างกุศลกรรม โดยตรง แต่เป็นการสร้างความพร้อมทางเทคนิคให้ตนเอง เพื่อการปฏิบัติ หน้าทีท่ างจิตวิญญาณของตนได้เท่านัน้ กุศลกรรมจะต้องเป็นกรรมหรือการก ระท�ำทีด่ งี าม ทัง้ ในมิตโิ ลกและมิตขิ องจิตวิญญาณไปพร้อมกันด้วย ซึง่ มันจะ ต้องผ่านกระบวนการสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวกของตนเท่านั้น การ อยูเ่ ฉยนิง่ ด้วยจิตทีร่ สู้ กึ เบาสบายไม่ใช่การสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวก แท้จริง จึงเรียกว่าเป็นการสร้างกุศลกรรมไม่ได้ หากเป็นการแผ่เมตตามอบ ความรักให้ผู้อื่น เป็นได้แค่เพียงกุศลกรรมทางจิตด้านเดียวเท่านั้นเอง แต่ ทางโลกด้านกายภาพยังไม่เกิดการสั่นสะเทือนตามไปด้วยเลย หน้าที่ของ มนุษย์จะต้องกระท�ำทั้งสองด้านเสมอ จึงจะบรรลุพันธสัญญาอย่างสมบูรณ์ แท้จริง

จากความรู้ที่ควรรู้ทั้งหมดข้างต้น ในเรื่องของความเข้าใจเกี่ยวกับ

143


144

ปริญญา ตันสกุล

เทคนิคสมาธิเหล่านี้น�ำมากล่าวไว้เพื่อจะชี้ให้มนุษย์ท่ีไม่ใช่สมณะเข้าใจว่า การทีแ่ นะเน้นให้มนุษย์หนั มาฝึกความมีสติ เพือ่ การสร้างมหาสติรว่ มกัน ด้วย หลักของธรรมชาติสมาธิมันจะก่อประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นในสังคมได้ มากกว่าการเน้นปฏิบัติเทคนิคสมาธิ ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งดีงามอันควรสนับสนุน และสรรเสริญ แต่มันเป็นการเลือกปฏิบัติที่ขาดความเหมาะสมและงมงาย กับความไม่รู้โดยแท้ มนุษย์จะต้องรูว้ า่ ดาวเคราะห์โลกยุคพลังงานใหม่ตอ่ ไปนี้ หน้าที่ ของมนุษย์ทุกคนด้านกายภาพคือการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ ด้วยความรักที่แต่ละคนมีอยู่ หน้าทีด่ า้ นจิตวิญญาณก็คอื หยุดสร้างผลกรรม น้อมน�ำพลังงาน จิตด้านบวกมอบให้โลกใบนี้ มีทักษะด้านสมาธิที่สามารถรับฟังข่าวสาร จากจักรวาลได้ ด้วยปัญญาญาณเท่านั้น เรื่องมรรคผลนิพพานจะเป็น รางวัลที่มนุษย์มอบให้ตนเองโดยไม่ต้องมุ่งหวังหรือร้องขอ ถ้ามนุษย์ไปตั้งความหวัง ตั้งเป้าหมายหรือร้องขอ มนุษย์จะใช้ ความอยากได้นนั้ สร้างพลังงานกรรมเป็นผลกรรมทีม่ มี วลหยาบ ๆ อันเกิด แต่ความอยากขึ้นมาอีก ท�ำให้จิตวิญญาณของตนหลุดพ้นไปจากโลกไม่ ได้อยู่ต่อไป ไม่ว่ามนุษย์จะเป็นชนชาติใด ศาสดาของตนจะเป็นใคร จะ เชือ่ ไม่เชือ่ เรือ่ งกฎสากลจักรวาลและกฎโลกทีม่ นุษย์สร้างกันขึน้ มาเอง โดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์กันหรือไม่ ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือความจริงที่จริงแท้ที่ว่านี้ได้ เลย ด้วยเหตุนคี้ ำ� กล่าวทีเ่ คยเผยมาให้รทู้ วี่ า่ “มนุษย์จะไปสวรรค์คนเดียว ไม่ได้” จึงหมายถึงการคิดจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการปฏิบัติสมาธิคน


มหาสติ

เดียวทุกวัน วันละสั้น ๆ นั้นมนุษย์จะไปถึงสวรรค์ไม่ได้ เพราะในชีวิตประจ�ำ วันยังมีโอกาสเสี่ยงกับการสร้างพันธกรรมกับมนุษย์คนอื่นอยู่ดังเดิม แม้จะ มีสมาธิในตอนปฏิบัติแก่กล้าแค่ไหนก็ไปไม่พ้นแน่นอน มหาสติอันเป็นบ่อเกิดธรรมชาติสมาธิเท่านั้น มนุษย์จึงจะจูงมือ กันไปสวรรค์ขั้นหลุดพ้นคือนิพพานได้ในบั้นปลาย นิพพานที่เป็นสวรรค์ ในที่นี้หมายถึง การกลับคืนสู่ความเป็นจิต จักรวาลของตนแต่เดิมในสนามพลังงานจักรวาลสากลนอกระบบโลก ไม่ใช่สวรรค์ทเี่ ป็นแดนมายาแห่งเทพเทวดาอันเกิดจากการหลงมิตขิ องจิต วิญญาณ ผู้มีผลกรรมด้านบวกติดตัวอยู่มากกว่าด้านลบ ซึ่งยังคงอยู่ใน บริเวณที่โลกส่งแรงดึงดูดไปถึงอย่างที่คิดกัน หากพิจารณาค�ำว่า “สติ” จากความรู้ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น มนุษย์จะพอเข้าใจได้บ้างว่าค�ำกล่าวนี้หมายถึง อาการตื่นรู้ของจิต จากการ ที่จิตมันมีส�ำนึกรู้อยู่เสมอนั่นเอง ถ้าจะสร้างสติ มนุษย์จงึ ต้องช่วยเหลือตนเองให้มกี ารตืน่ รูข้ องจิตอยู่ ตลอดเวลา โดยเฝ้าติดตามมัน คอยดูแลมันไว้ ไม่พลาดไปแม้แต่เสี้ยววินาที เพื่อคอยระงับยับยั้งมันไว้ไม่ให้สั่นไหวแสดงอาการออกนอกลู่นอกทาง จน เกิดการเสียสมดุลทางอารมณ์รสู้ กึ ทีจ่ ะพลอยให้การนึกคิดของตนเสียสมดุล ตามไปด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดพฤติกรรมขยะ กระทบต่อผู้อื่นจนก่อพันธกรรม ร่วมกันขึ้นมาได้ การสร้างสติให้ตนเอง ด้วยอาการตืน่ รูข้ องจิตในทุกขณะ สามารถ กระท�ำต่อตนเองได้ดังต่อไปนี้

145


146

ปริญญา ตันสกุล

1. รู้อาการของใจ

2. รู้อาการทางกาย

3. รู้ที่มาของอาการทางใจและกาย

4. รู้ผลของอาการใด ๆ ที่รู้นั้น

5. รู้จักการปล่อยวางอาการเหล่านั้นเสีย

6. รู้ตลอดในยามตื่น

การฝึกสติ 6 ขั้นสู่การตื่นรู้

การสร้างสติในชีวิตประจ�ำวัน ขณะที่ตนเองต้องท�ำหน้าที่ของการ เป็นมนุษย์ ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับผู้อื่น ต้องอยู่ฆ่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ เป็นเงื่อนไขให้เกิดอาการสั่นไหวทางจิตใจอยู่ทุกขณะนั้น จะเป็นปฏิบัติการ ทางจิตที่ส�ำคัญ ในการสร้างสติสู่ธรรมชาติสมาธิ ให้บังเกิดแก่ตนเองได้ โดย สภาวะธรรมชาติสมาธินั้น มันไม่ได้แตกต่างไปจากสภาวะที่เกิดจากเทคนิค สมาธิซึ่งมนุษย์ปัจจุบันก�ำลังมุ่งมั่นกระท�ำกันอยู่ในมุมวิเวกภายในช่วงเวลา สั้น ๆ แต่อย่างใด นอกจากนั้น การสร้างสติในยามตื่นให้เป็นธรรมชาติสมาธิ ยังจะช่วยให้มนุษย์ที่อ้างไม่มีเวลาพอกับการใช้เวลาแต่ละวันเพื่อการนั่ง ปฏิบัติเทคนิคสมาธิ สามารถใช้แนวทางใหม่นี้ฝึกฝนตนเองให้เกิดธรรมชาติ สมาธิ ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติได้เช่นกัน โดยไม่ต้องห่วงใยเรื่องเวลาและไม่ ต้องบ้าคลั่งกับพิธีกรรมที่ไม่เข้าใจ

วัตถุประสงค์ของการฝึกสติ

การฝึกสติเพื่อสร้างความมีสติแก่ตนเองในยามตื่น อันเป็นเส้นทาง


มหาสติ

สู่ธรรมชาติสมาธิ ที่แนะน�ำให้มนุษย์ยุคพลังงานใหม่ ซึ่งยังต้องรับใช้ตนเอง รับใช้ผู้อื่น และช่วยเหลือดาวเคราะห์โลกของตนดวงนี้ให้เกิดความสมดุล ความเสมอภาค และการสร้างใหม่ทั้งสองด้าน คือด้านกายภาพซึ่งเป็นเรื่อง ของวัตถุธาตุ และด้านพลังงานในมิติคู่ขนานซึ่งเป็นด้านของแก่นแท้ของทุก สรรพสิ่งในสากลจักรวาล ให้ทุกคนหันมาสนใจปฏิบัติกันนั้น ก็เพื่อยัง ประโยชน์ท่ีถูกต้องเหมาะสมกว่าส�ำหรับตัวมนุษย์เอง ตามวัตถุประสงค์ ส�ำคัญดังต่อไปนี้ คือ

1. เพื่อควบคุมพฤติกรรมทางจิตของตนเอง

ปกติแล้วธรรมชาติของจิตมนุษย์ทงั้ 189 ดวง เจ้าของมันสามารถทีจ่ ะบงการ หรือควบคุมมันได้ด้วยตัวเอง เพราะจิตทุกดวงในรูปธรรมมนุษย์ มันได้ผ่าน การพัฒนาสู่การยกระดับให้เป็นจิตละเอียดถึงระดับสี่ คือสามารถเรียนรู้ได้ วิเคราะห์ได้ สังเคราะห์ได้ถ้าใช้เป็น มันเป็นจิตที่พัฒนามาไกลกว่าการใช้ สัญชาตญาณแต่เพียงอย่างเดียวตั้งนับพันปีแล้ว มนุษย์จงึ ควรหันมาใส่ใจใน การใช้มนั บริหารมันด้วยตนเอง แทนทีจ่ ะปล่อยให้มนั แสดงพฤติกรรมไปตาม สัญชาตญาณของมันเองอยูอ่ ย่างเดิมเสียจนเคยตัว จนยากทีจ่ ะขัดเกลาแก้ไข กันได้ง่าย ๆ ธรรมชาติในการใช้สญ ั ชาตญาณของจิตเองคือ มันจะอ่อนไหวต่อสิง่ เร้ารายรอบตัวที่มาสัมผัสกระทบกับโสตประสาทสัมผัสทั้งห้า และอ่อนไหว ต่อหน้าทีน่ กึ คิดเพ้อฝันสร้างจินตนาการของจิตบางดวงทีเ่ กิดเองในตัวมนุษย์ ได้อย่างฉับไวและง่ายดาย มนุษย์ฆั่วไปส่วนใหญ่จะตกเป็นทาสทางอารมณ์ ของตนซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความอ่อนไหวจากจิตใจ เมื่อกระทบสัมผัสกับสิ่ง เร้าอยูต่ ลอดทัง้ วัน ท�ำให้ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย มองดูคล้ายตกเป็นทาสทาง วิญญาณของผู้อื่นไม่มีผิด

147


148

ปริญญา ตันสกุล

ถ้ามีเงือ่ นไขด้านลบมากระทบจิตใจ มันจะเสียสมดุลจากปกติไปใน ด้านลบ หากเป็นเงื่อนไขด้านบวก มันก็จะเสียสมดุลไปในด้านบวก อาการ เสียสมดุลไปไม่วา่ ด้านลบหรือบวกมันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ดว้ ยการแสดงออก ทางอารมณ์ ซึ่งเป็นอารมณ์หยาบ ๆ รายวันในกลุ่มของความรัก ความโลภ ความโกรธ และความสับสนสงสัยคละเคล้ากันไปตลอดทั้งวัน มนาย์จึงมี อารมณ์ปั่นป่วนแปรปรวนเหมือนควบคุมตนเองไม่ได้ โดยตกเป็นทาสของ สิ่งแวดล้อมอยู่อย่างนั้น จนดูเหมือนว่าไม่แตกต่างไปจากมนุษย์หุ่นยนต์ ซึ่ง มีผู้อื่นคอยกดปุ่มรีโมทให้แสดงอาการทางจิตไปตามที่เขาต้องการอยู่ด้าน เดียว ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีพลังอ�ำนาจพอที่จะบงการจิตใจตนเองได้ไม่ต้องให้ ใคร ๆ มาบงการกดปุ่มด้วยซ�้ำไป การฝึกมีสติ จะช่วยให้มนุษย์รู้เท่าทันอารมณ์ใด ๆ ของตนเอง เพื่อ การบังคับควบคุมมันไม่ให้สั่นไหวไปตามสิ่งเร้านั้นง่ายดายนัก หรือเมื่อเกิด แล้วก็สามารถบงการมันให้ละวางอารมณ์นนั้ ๆ เสียทันที ความสมดุลในจิตใจ เพราะไม่มีการสั่นไหวใด ๆ ก็จะเกิดขึ้นตามต้องการได้ สัตว์เดรัจฉานเท่านั้น ที่จะแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์อันเกิด จากสัญชาตญาณของมัน แต่ส�ำหรับมนุษย์แล้วจะต้องล่วงพ้นไปสูก่ ารใช้ พฤติกรรมทางปัญญาให้ได้เท่านัน้ จึงจะเรียกได้วา่ เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง การที่จะยับยั้งพฤติกรรมทางอารมณ์ของตนได้ จะต้องรู้วิธีควบคุม มัน เข้าใจกระบวนการของมัน และเห็นคุณค่าของการเป็นนายมันเสียก่อน เท่านั้น

2. เพื่อยับยั้งการสร้างผลกรมในมิติแห่งจิต

มนุษย์จะต้องรูว้ า่ ผลกรรมใด ๆ ทีม่ นุษย์รจู้ กั และเข้าใจทัง้ หลายนัน้


มหาสติ

ในศาสตร์สากลจักรวาลมันหมายถึงการกระท�ำของแก่นแท้ ไม่ใช่การกระท�ำ ในซีกของมายาที่เป็นเปลือกนอกของแก่นแท้เท่านั้น การกระท�ำกรรมของ มนุษย์ในด้านแก่นแท้ จึงเป็นการกระท�ำในลักษณะของการสั่นสะเทือนใน จิตใจ ก่อให้เกิดคลื่นไฟฟ้าเคมีย่านความถี่ต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้ ด้วยอารมณ์หยาบ ๆ แบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั่นเอง ถ้าจิตใจมนุษย์ไร้การควบคุม ปล่อยให้มันสั่นไหวเกิดอาการไปตาม เงื่อนไขสิ่งเร้าบวกบ้างลบบ้าง วัน ๆ หนึ่งมนุษย์จะไม่อาจจดจ�ำได้เลยว่า ตนเองได้กอ่ กรรมจนเกิดพลังงานกรรมทีเ่ ป็นผลกรรมอะไรใหม่ ๆ ขึน้ มาบ้าง และสร้างใหม่กันขึ้นมาสั่งสมไว้ในแต่ละวันจ�ำนวนมากมายสักเท่าใด เพราะ มันมากเสียจนจ�ำไม่ได้ ขณะที่หลายรายยังไม่เคยคิดจะจดจ�ำมันด้วยซ�้ำไป ยิ่งถ้ามนุษย์ไม่ฝึกฝนตนเองให้มีสติไว้ ขณะที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังคม คิด ค�ำนวณเอาด้วยสมองซีกซ้ายที่ตนช�ำนาญเองก็ได้ว่าชั่วอายุขัยตราบถึงวันนี้ ผลกรรมทั้งที่ดีและไม่ดีมันจะมีสักกี่มากน้อย

ในยุคพลังงานเก่า มนุษย์เข้าใจอย่างงมงายว่า

ท�ำกรรมดีจะได้ไปสวรรค์ ท�ำกรรมชั่วตายไปต้องตกนรก

ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว คือการกระท�ำใด ๆ ของตนต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสิ่งในระบบเดียวกัน ที่พิสูจน์รู้ดูเห็นได้ในทางกายภาพด้วยตา เนือ้ หรือหูฟงั ว่า มีผกู้ ระท�ำและมีผถู้ กู กระท�ำ โดยมีผลของการกระท�ำเกิด ขึ้นให้เห็นระหว่างสองฝ่ายได้เสมอ การคิดเข้าใจเช่นนัน้ ยังมีสว่ นผิดอยูต่ รงทีว่ า่ โลกของวิญญาณซึง่ เป็น ด้านของแก่นแท้ในมิติคู่ขนานอันเป็นมิติทางพลังงาน ที่ตรงข้ามกันกับด้าน กายภาพซึ่งเป็นด้านของมายา แท้แล้วไม่ได้มีเมืองมายาเช่นสวรรค์นกดังที่

149


150

ปริญญา ตันสกุล

หลงมิติกันอยู่เลย มันเป็นแค่เพียงสนามพลังงานของจิตจักรวาลภายในมิติ โลกสูงจากพืน้ โลกไม่เกิน 6 หมืน่ กิโลเมตร เท่านัน้ เอง ในสนามพลังงานเหล่า นี้จะรูปธรรมทางพลังงานที่เป็นรูปทรงเราขาคณิตเฉพาะตัวด�ำรงอยู่ตาม ระดับชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ซึ่งมันจะแปรตามน�้ำหนักมวลของรูปธรรมและพลัง อ�ำนาจเฉพาะตัวในรูปของการสัน่ สะเทือนเป็นคลืน่ ความถีด่ า้ นบวกสูงสุด ใน นิวเคลียสของรูปธรรมนั้นเป็นส�ำคัญ ถ้ามีพลังอ�ำนาจฆัดเทียมกันและมีน�้ำ หนักมวลเท่า ๆ กันก็จะสามารถด�ำรงอยู่ในระดับขั้นเดียวกันได้ จากระดับ พืน้ โลกไปจนสุดขอบจักรวาลโลกทีอ่ ำ� นาจแรงดึงดูดของโลกส่งไปไม่ถงึ จะมี รูปธรรมทางพลังงานต่าง ๆ ด�ำรงอยู่ในระดับขั้นต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งรวมทั้งจิตวิญญาณของผู้ท่ีสิ้นชีวิตไปแล้วก�ำลังรอโอกาสย้อนกลับสู่การ เกิดใหม่ที่กล่าวนี้ด้วย เลย

ความจริงแท้เหล่านีล้ ว้ นเป็นวิทยาศาสตร์ทงั้ สิน้ ไม่ใช่เรือ่ งงมงาย

เพราะความเชือ่ เรือ่ งสวรรค์นรกนีเ่ อง สิง่ ทีเ่ ดิมแท้ดเู ป็นวิทยาศาสตร์ ต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นเรื่องของอภิปรัชญาไปในที่สุด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ โลกเข้าไม่ถึงมัน จะเข้าใจได้ต้องใช้ปัญญาญาณจากสมองซีกขวาน�ำซ้าย อัน เกิดจากการฝึกฝนตนเองให้มีทักษะในการกดปุ่มใช้มันเท่านั้น มนุษย์ต้องรู้ว่า ความเชื่อเรื่องมีสวรรค์นรกมันจะท�ำให้จิตวิญญาณ เกิดการหลงมิตขิ องตนขึน้ ตามความเชือ่ ของจิตหยาบนัน้ เสมอ เมือ่ เกิดอาการ หลงมิตไิ ปอย่างไร เมอร์คขะบาห์ซงึ่ เป็นส่วนเปลือกนอกของรูปธรรมของตน ผู้มีหน้าที่เปลี่ยนแปลงรูปทรงเรขาคณิตและกระท�ำใด ๆ ในมิติคู่ขนาน ไป ตามทีจ่ ติ ในนิวเคลียสของตนคิดต้องการหรือเชือ่ จะรับค�ำสัง่ สร้างภาพมายา ไปตามอาการหลงมิตินั้นขึ้นทันที มายาแห่งสวรรค์นรกมันจึงเกิดขึ้นมาได้


มหาสติ

เพราะเหตุนี้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันมิได้มีของมันอยู่ในสนามพลังงานสากล จักรวาลตรงไหนเลย มนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเองเพราะความไม่รู้โดยแท้ ท�ำให้แดนสวรรค์นรกกลายเป็นมายาที่เป็นจริง ส�ำหรับผู้ยังหลงมิติแห่งจิต อยู่ตลอดมา

มนุษย์จึงควรกระท�ำความดีเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งดี

ไม่กระท�ำความชั่วเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี

จะถูกต้องเหมาะสมกว่าการท�ำดีเพื่อหวังไปสวรรค์หรือนิพพาน ด้วยการตั้งเป้าหมายของการท�ำดีของตนไว้ หรือการไม่ท�ำชั่วเพราะไม่ อยากท�ำชั่ว เนื่องจาก “รู้ชั่ว” กับค�ำว่า “ไม่อยากท�ำชั่ว” ผลลัพธ์ที่เกิด ขึ้นจากพฤติกรรมของจิตมันต่างกัน เหตุเพราะไม่อยากหรืออยาก เป็นเรื่องของอารมณ์รู้สึกของตัวจิต เอง เมือ่ มันเกิดการสัน่ สะเทือนขึน้ จะเกิดเป็นพลังงานทีม่ มี วลหยาบ ๆ เพราะ มีขอ้ มูลของความต้องการติดไว้ดว้ ยเสมอ ซึง่ มันจะปรากฎขึน้ ในมิตพิ ลังงาน ภายนอกร่างกายมนุษย์จากมิตินั่นเอง เมอร์คขะบาห์หรือจิตใต้ส�ำนึกนี้ จะ ท�ำหน้าทีเ่ ป็นเครือ่ งมือของจิตส�ำนึก ในการแปลงระบบคลืน่ ไฟฟ้าเคมีทเี่ กิด ขึ้นจากจิตในร่างกาย ไปเป็นคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กให้สามารถแผ่ออกมาสู่ จักรวาลภายนอกร่างกายได้ทกุ ครัง้ ทุกเรือ่ งราวทีเ่ กิดอารมณ์รสู้ กึ นึกคิดตลอด ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนอย่างไม่บกพร่องเลย การท�ำกรรมดีเพื่อหวังสิ่งดี ตอบแทนหรือท�ำกรรมชัว่ ในมิตแิ ห่งจิตมันจึงก่อให้เกิดผลกรรมในมิตคิ ขู่ นาน ทีต่ ามองไม่เห็น ในรูปของกลุม่ พลังงานกรรมทัง้ บวกและลบสะสมไว้มากมาย ก่ายกอง จนท�ำให้จติ วิญญาณของตนต้องรับเอาไว้เมือ่ สิน้ อายุขยั เพือ่ รอคอย การเกิดใหม่และการกลับมาสู่การเกิดใหม่จนนับภพชาติแทบไม่ถ้วน

151


152

ปริญญา ตันสกุล

มันต่างจากค�ำว่า “รู้ชั่ว” ตรงที่การรู้ชั่วเป็นผลจากการรู้คิดด้วยสติ ปัญญา ไม่ใช่อารมณ์หยาบ ๆ ของจิต คลื่นการคิดรู้ในลักษณะนี้จะไม่มีวัน ก่อผลกรรมที่เป็นพลังงานมวลหยาบ ๆ ได้เลย เพราะไม่มีอารมณ์เข้ามา เกี่ยวข้อง คลื่นอารมณ์เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สร้างใหม่ในมิติคู่ ขนานทั้งที่ดีและไม่ดี ซึ่งเป็นผลการกระท�ำหรือผลกรรมในมิติคู่ขนาน และ ผลกรรมอันเกิดจากจิตนี่เอง คือตัวการส�ำคัญที่ท�ำให้จิตวิญญาณหลุดพ้นไป จากจักรวาลโลกไม่ได้ ต้องย้อนกลับสู่การเกิดใหม่เพื่อแก้ไขตนเองดังได้เคย กล่าวไว้หลายครั้งแล้ว ถ้ามนุษย์มสี ติรเู้ ท่าทันอารมณ์อนั เกิดจากจิตของตนเอง ขณะด�ำเนิน ชีวิตไปในสังคมไม่ยอมให้มันสั่นไหวไปตามเงื่อนไขที่คนอื่นแสดงออกหรือ กระท�ำต่อตัวเรา หรือไม่ยอมให้มันสั่นไหวไปตามสิ่งยั่วยุปลุกเร้าใด ๆ เอาไว้ ได้ทงั้ หมดทัง้ สิน้ หรือควบคุมมันได้ดพี อในระดับหนึง่ การปรุงแต่งของจิตจน เกิดการสั่นสะเทือนทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด ในรูปของความอยากไม่อยาก พอใจไม่พอใจมันก็จะไม่เกิดขึน้ การสร้างผลกรรมในมิตทิ างพลังงานด้วยจิต ของตนย่อมถูกระงับยับยั้งไว้ได้ตามไปด้วย

3. เพื่อยับยั้งการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์

วั ต ถุ ป ระสงค์ ใ นข้ อ นี้ เ กี่ ย วเนื่ อ งกั บ ความสามารถในการยั บ ยั้ ง พฤติกรรมของจิตจากข้อหนึ่งและข้อสองโดยตรง กล่าวคือ ถ้าหากมนุษย์มี สติพอทีจ่ ะควบคุมพฤติกรรมทางจิตของตนเอาไว้ได้ มันจะช่วยให้ตนเองเป็น มนุษย์ที่สมดุลได้เมื่อนั้น การเป็นมนุษย์ที่สมดุล หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถในการ แสดงออกหรือกระท�ำต่อผู้อื่นด้วยพฤติกรรมทางปัญญาแทนพฤติกรรม


มหาสติ

ทางอารมณ์ได้นั่นเอง มนุษย์ที่ขาดความสมดุล จะเป็นผู้ที่แสดงออกหรือกระท�ำต่อผู้อื่น ไปตามอารมณ์ของตนที่เกิดขึ้นในขณะนั้นเสมอ ถ้าอารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนแปลงอย่างไร พฤติกรรมที่กระท�ำต่อผู้อื่นมันก็จะเป็นไปเช่นนั้นด้วย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายหรือคุ้มดีคุ้มร้าย คือบทบาทที่มนุษย์แต่ละคนจะแสดงออก มาให้เห็นหรือกระท�ำต่อผูอ้ นื่ ได้ตลอดวัน ส่วนใหญ่อารมณ์ทเี่ กิดจากจิตหยาบ ซึ่งท�ำให้มนุษย์ขาดความสมดุล มักจะเป็นพฤติกรรมในกลุ่มของความโลภ ความโกรธ และความหลงหรืองมงาย พฤติกรรมเหล่านีเ้ มือ่ แสดงออกมาแล้ว มีผลกระทบต่อผู้อื่น มักจะน�ำไปสู่เงื่อนไขทางอารมณ์ด้านลบของผู้อื่นจน ท�ำให้ผู้อื่นที่เป็นปกติดีอยู่เกิดการเสียสมดุลทางอารมณ์ตามไปด้วย ธรรมชาติของมนุษย์ก็คือ ถ้าใครดีก็ดีตอบ ใครชั่วก็ชั่วตอบ มันเป็น กันเช่นนี้เสมอ ถ้ามนุษย์ยับยั้งการแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่สมดุลของตน ที่จะกระท�ำต่อผู้อื่นไม่ได้ ผู้ที่ถูกกระท�ำหรือได้รับผลกระทบนั้นย่อมมีการ ต่อสู้ ตอบโต้หรือต่อต้านตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง จนก่อให้เกิดการตอบ สนองกันด้านลบไม่รู้สิ้นสุด ที่เรียกว่า วัฏสงสาร นั่นเอง ถ้าวัฏสงสารเกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ด้วยกันเมื่อใด การสร้างพันธ กรรมร่วมกันไว้ เพื่อจูงมือกันกลับมาสู่การเกิดใหม่ในภพชาติต่อ ๆ ไปก็ จะได้เผชิญกับสถานการณ์เดิมดังเช่นชาตินี้อีก เพื่อร่วมมือกันแก้ไขใหม่ ให้ถูกต้องด้วยการแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ถูกต้องต่อกันให้จงได้ ด้วยการมอบความรักให้กนั ผ่านความอดทน อดกลัน้ และการให้อภัย เพือ่ แก้ไขพันธกรรมนัน้ ให้หมดสิน้ ในทุกเรือ่ งราว จึงจะน�ำตนเองคือแก่นแท้สู่ การหลุดพ้นได้

153


154

ปริญญา ตันสกุล

การมีสติเพื่อยับยั้งอารมณ์หยาบ ๆ ไม่ได้ก่อพฤติกรรมทางอารมณ์ ที่ไม่ถูกต้องต่อผู้อื่นได้ จะสามารถช่วยให้มนุษย์เองพ้นจากการสร้างพันธ กรรมระหว่างกันได้เป็นอย่างดี และยังจะช่วยให้มนุษย์เข้าถึงการมอบความ รักให้กันได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย เพราะไม่มีอุปสรรคจากจิตหยาบที่จะเข้ามา คอยขัดขวางอีกต่อไป

4. เพื่อสร้างโอกาสในการใช้สติปัญญาแท้จริงของตน

วัตถุประสงค์ข้อนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์จะเข้าใจได้ง่ายมาก เพราะมนุษย์ มักคุน้ เคยกันดีอยูแ่ ล้วว่า ถ้ายามใดทีจ่ ติ สงบเป็นสมาธิ มนุษย์จะพบว่าตนเอง เสมือนหนึง่ ฉลาดขึน้ มีความคิดอ่านทีแ่ ยบยลลึกซึง้ และรอบคอบขึน้ กว่าปกติ ทั้งยังมีความสามารถในการเป็นคนช่างจดจ�ำอีกต่างหากด้วย เนื่องจากจิต มนุษย์ไม่เกิดการแบ่งแยก แต่มันถูกใช้ให้ท�ำหน้าที่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวคือ คิดและจ�ำเรื่องนั้นโดยไม่แบ่งแยกออกไปท�ำหน้าที่อื่นให้สับสน พลังอ�ำนาจ ของจิตที่จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นการคิดรู้จึงสูงกว่าระดับปกติ ถ้าหากว่ามนุษย์สามารถระงับยับยั้งอารมณ์ของตนได้ด้วยความมี สติ คือตืน่ รูอ้ ยูต่ ลอดเวลา มนุษย์ยอ่ มเข้าถึงความสามารถในการใช้สติปญ ั ญา ได้เป็นอย่างดี การแสดงออกหรือกระท�ำใด ๆ ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย กระท�ำหรือถูกกระท�ำ มันย่อมมีความถูกต้องเหมาะสมมากขึ้นตามไปด้วย เสมอ การกระท�ำที่ถูกต้องย่อมเกิดจากการตัดสินใจที่ถูกต้อง และการ ตัดสินใจทีถ่ กู ต้องย่อมมาจากการคิดทีถ่ กู ต้อง อันเกิดจากการใช้สติปญ ั ญา แท้ ๆ โดยไม่เกี่ยวกับกระบวนการทางอารมณ์ใด ๆ

มนุษย์จะต้องรู้ว่าการก่อพันธกรรมทั้งในมิติโลกและมิติคู่ขนาน


มหาสติ

หมายถึงการกระท�ำทีไ่ ม่ถกู ต้องระหว่างมนุษย์ดว้ ยกันด้วยพฤติกรรมขยะทัง้ ทางกายและค�ำพูด ซึง่ เป็นการกระท�ำด้วยเครือ่ งยนต์แห่งกรรมในด้านมายา ในขณะทีจ่ ติ ใจเกิดการสัน่ สะเทือนเป็นคลืน่ สัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านลบ ก่อให้เกิดพลังงานใหม่เป็นมวลหยาบ ๆ ที่จะถูกน้อมน�ำออกมาจากภายใน เพื่อสั่งสมไว้ในสนามพลังงานนอกร่างกายไปพร้อมกันด้วย แต่ในบางขณะที่มนุษย์อาจแสดงออกทางจิตส�ำนึกได้อย่างถูกต้อง แต่ไม่รอบคอบในการใช้สติปัญญาแท้ ๆ ของตนที่มีอยู่ มนุษย์จะเกิดการ ตัดสินใจผิดพลาดในการกระท�ำต่อผู้อื่น จนกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขทาง อารมณ์ด้านลบต่อตัวเขาได้เช่นกัน มันจะท�ำให้เขาเสียสมดุลทางอารมณ์จน แสดงพฤติกรรมตอบสนองกลับมาเป็นด้านลบ ทั้ง ๆ ที่เราอาจไม่ตั้งใจไม่ เจตนาเลย สถานการณ์อย่างนี้ก็สามารถจะน�ำไปสู่พันธกรรมที่ทั้งสองต้อง ชดใช้ดว้ ยการกลับมาแก้ไขใหม่ในภพชาติตอ่ ไปด้วยเหมือนกัน เพือ่ จะได้ผา่ น บทเรียนนี้ไปให้ได้ วัตถุประสงค์ของการฝึกสติ ให้เกิดการตื่นรู้ตลอดเวลาทั้ง 4 ประการนี้ จึ ง เป็ น แนวทางการปฏิ บั ติ ที่ ถู ก ต้ อ งกว่ า ส�ำหรั บ มนุ ษ ย์ ที่ ปรารถนาการหลุดพ้น และเข้าถึงการใช้สติปัญญาของวิญญาณของตน ที่เรียกว่าปัญญาญาณได้เป็นอย่างดี ซึ่งมันจะมีประโยชน์กว่าการนั่ง ปฏิบัติเทคนิคสมาธิอยู่คนเดียวเงียบ ๆ หรือนั่งหลับตาข่มจิตให้สงบเห็น แสงโน่นแสงนี่มากนัก ขณะที่บางรายเหลวไหลไปกว่านั้น ด้วยเข้าใจไปว่าการเห็นแสงสี นั่นนี่คือความก้าวหน้าของเทคนิคสมาธิที่ตนปฏิบัติอยู่ ทั้ง ๆ ที่มันคือมายา อันเกิดจากจิตที่ตนก�ำหนดรู้เพื่อดูเห็นมันเองไม่ใช่หรือ ถ้าถามจิตส�ำนึกของ ตนแล้วมันบอกว่าไม่รู้หรือปฏิเสธว่าไม่จริง ก็ให้ลองถามจิตไร้ส�ำนึกของตน

155


156

ปริญญา ตันสกุล

ดูสิว่า มันแอบจดจ�ำท�ำรหัสรู้เอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้วใช่หรือไม่ จักรวาลไม่ได้ ปฏิเสธว่าแสงสีพลังงานที่เคลื่อนไหลอยู่ทั้งภายในกายและนอกกายมนุษย์ ไม่มจี ริง ถ้ามนุษย์เพียงแค่ยกระดับจิตหยาบของตนเข้าหาแก่นแท้ได้เรือ่ ย ๆ และฝึกการใช้ปญ ั ญาญาณให้กล้าแข็งขึน้ ถึงระดับหนึง่ แล้ว พลังอ�ำนาจแท้จริง ที่จะสัมผัสรู้สึกกับแสงสีและคลื่นพลังงานอันเป็นมายาของแก่นแท้ใด ๆ ใน สากลจักรวาล มันจะเกิดเองโดยไม่ตอ้ งไปก�ำหนดมันเลย นัน่ คือของจริงต่าง หาก สมณะที่เป็นอริยะทั้งหลายล้วนไม่เคยกล่าวเท็จ ลองค้นคว้าหาความ จริงจากการรู้แจ้งของผู้สมดุลเหล่านั้นดูได้ ที่น่าห่วงใยคือพวกที่เข้าใจว่า หนทางการปฏิบัติเทคนิคสมาธิที่ จักรวาลก็ยอมรับว่าดี แต่พวกเขาเข้าใจว่าการท�ำเช่นนี้ คือสุดยอดของการ เป็นนักรบแห่งแสงสว่างแล้ว ความสุดยอดที่พวกเขาคิดก็คือ สามารถใช้วิธี สมาธิเทคนิคของตนแสวงหาแสงสว่าง ในความหมายของตนก็คอื ความว่าง ถ้าเขาหามันพบได้เมื่อใดเขาเชื่อว่าตนได้บรรลุมรรคผลสูงสุดแล้ว บางราย กลับตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิไปเลยก็มี ทั้ง ๆ ที่ค�ำว่า แสงสว่างกับความว่าง มัน เป็นคนละเรื่องกัน การเป็นนักรบแห่งแสงสว่างก็คอื ความสามารถในการก�ำจัดพลังงาน กรรมทั้งหมดได้และเข้าถึงแสงสว่างทางปัญญาที่เรียกว่า ปัญญาญาณเพื่อ การรู้แจ้ง ขณะที่ความว่างในจิตเป็นแค่เพียงอาการสงบของจิตชั่วขณะหนึ่ง จากการข่มมันไว้ให้ไร้ส�ำนึก ท�ำให้มันหยุดบทบาทของมันไว้ชั่วคราวเท่านั้น เอง การข่มจิตให้ไร้ส�ำนึกทางเทคนิค มันต่างจากการมีสติด้วยการรู้ ส�ำนึกที่เรียกว่า “ตื่นรู้” ด้วยวิธีการที่เป็นธรรมชาติ 6 ขั้นตอนหลายเท่า นัก


มหาสติ

นอกจากนั้นเทคนิคสมาธิที่มีเป้าหมายอยู่ที่ “ความว่าง” ก็เป็น แค่ความส�ำเร็จในการปฏิบัติจิตระดับต้นเท่านั้น ยังประโยชน์แก่ตนเอง และเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ไม่ได้สักกี่มากน้อยเลย จะถ่ายทอดผู้อื่นได้เพียง แนะน�ำให้ท�ำตาม แล้วเติมสีสันของความว่างไปตามที่ตนเชื่อว่าจริง หรือ เท่าที่ตนจะปรุงแต่งได้เท่านั้น กิเลสตัณหาในจิตยังไม่ได้ช�ำระ ปัญญาญาณยังไม่เกิด ผลกรรม เก่าที่ค้างคายังไม่ได้ก�ำจัดให้หมดสิ้นไป ขณะที่กรรมใหม่ ๆ ก็ยังคงท�ำอยู่ ถึงจะรูจ้ กั ความว่างเปล่าก็ไม่ใช่แสงสว่างทีเ่ ป็นปลายทางแห่งนิพพานแต่ อย่างใด มนุษย์จะต้องรู้ว่า วิธีการข่มจิตของตนให้ไร้ส�ำนึกชั่วคราวขณะ ปฏิบัติเทคนิคสมาธินั้น ไม่ได้แตกต่างไปจาก การใช้อำ� นาจท�ำลายอ�ำนาจ ด้วยอ�ำนาจที่เหนือกว่า แต่อย่างใด ซึ่งวิธีการเช่นนี้มนุษย์โลกทั่วไปมักนิยม ปฏิบัติกัน แต่มนุษย์เองก็ไม่เคยพบว่าชัยชนะของตนจากการใช้อ�ำนาจที่ เหนือกว่าสร้างชัยชนะอย่างถาวรได้มิใช่หรือ? การข่มจิตใจตนให้ไร้ส�ำนึกลงชั่วคราว มันมิได้แตกต่างไปจากการ นอนหลับของมนุษย์ในยามพักผ่อนร่างกายเลย เพราะจิตของตนก็ได้มโี อกาส พักผ่อนไปพร้อมกันในอาการไร้ส�ำนึกด้วย ความช�ำนาญของจิตแต่เดิมอัน เป็นคุณสมบัติของจิตหยาบ เคยมีอย่างไรมันก็ยังคงมีอยู่อย่างนั้น พอตื่นมา รู้ส�ำนึกแล้วมันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของมันไปจากเดิมเลย ถ้าการ นอนหลับเพือ่ ท�ำให้จติ มันไร้สำ� นึกลงชัว่ คราวแค่ขา้ มคืนสามารถเปลีย่ นแปลง จิตใจและนิสัยของมนุษย์ได้จริง ดาวเคราะห์โลกก็คงไม่สับสนวุ่นวายมาก เรือ่ งหลายราว จนจิตจักรวาลจ�ำนวนมากมายต้องเข้ามาช่วยเหลืออยูใ่ นขณะ นี้แน่นอน

157


158

ปริญญา ตันสกุล

ถ้ามนุษย์จะเลือกปฏิบตั เิ ยีย่ งเทคนิคสมาธิของสมณะ มนุษย์จะต้อง น�ำกระบวนการทั้งหมดทุกขั้นตอนมาใช้ ไม่ใช่เลือกเอาแค่เพียงบางตอน เท่านัน้ เทคนิคสมาธิอย่างเดียวจะน�ำมนุษย์ทไ่ี ม่ใช้สมณะหรือสมณะเองก็ตาม เข้าถึงแสงสว่างซึ่งเป็นปลายทางแห่งนิพพานไม่ได้

เทคนิคการฝึกสติด้วยการตื่นรู้

ก่อนอื่นมนุษย์จะต้องรู้ว่า การฝึกสติที่จะกล่าวทั้ง 6 ขั้นตอนต่อไป นี้นั้นไม่ใช่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นปฏิบัติการทางจิตที่มนุษย์กระท�ำต่อ ตนเองได้ทกุ หนแห่งและทุกเวลา ขณะทีต่ อ้ งโลดแล่นไปในสังคมในแต่ละวัน ด�ำเนินชีวิตแสดงบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นไปตาม ปกติ ขณะทีป่ ฏิบตั จิ ติ ของตนไปตามแนวทางนีไ้ ด้ในเวลาเดียวกัน ไม่ตอ้ งปลีก วิเวกไม่ตอ้ งแบ่งเวลาจากการท�ำภารกิจของตนให้ยงุ่ ยากก็สามารถปฏิบตั ไิ ด้ เสมอ

ขั้นตอนการปฏิบัติมีดังนี้ คือ

1. รู้อาการของใจ

ในบรรดาจิตทั้ง 189 ดวงนั้น จิตบางกลุ่มมันจะคอยท�ำหน้าที่รับรู้ อาการของจิตดวงอืน่ ๆ เมือ่ สัน่ สะเทือนเป็นคลืน่ อารมณ์รสู้ กึ เกิดขึน้ จากการ สัมผัสรูส้ งิ่ เร้าใด ๆ รวมอยูใ่ นนัน้ ด้วย มนุษย์จงึ ควรรูจ้ กั ใช้มนั ให้เป็นประโยชน์ เพื่อการนี้ อาการของใจก็คือ จิตที่แสดงอาการเป็นอารมณ์รู้สึกให้มนุษย์รับรู้ ได้เสมอ จงใช้จิตที่ท�ำหน้าที่เป็นตัวรู้หรือรับรู้อาการของจิตด้วยกันเอง คอย ติดตามเฝ้าดูแลการเปลีย่ นแปลงแสดงบทบาทของมันไว้ทกุ ระยะ โดยเริม่ ต้น


มหาสติ

ติดตามเฝ้าดูตงั้ แต่สภาวะจิตของตนยังอยูใ่ นสภาวะทีส่ มดุลตัง้ แต่ตน้ เท่านัน้ จงถามตนเองก่อนว่า ขณะทีเ่ ฝ้าดูอาการของมันอยูน่ นั้ จิตอยูใ่ นสภาวะปกติ หรือสมดุลอยู่หรือไม่ สังเกตให้ได้ว่า ถ้าจิตอยู่ในสภาวะสมดุล มันมีอาการที่รู้สึกได้เป็น แบบใด ปกติแล้วจะรู้สึกว่าโปร่งโล่งราบเรียบ หรือจะสังเกตอาการทางกาย เพื่อหาจุดสมดุลก็ได้ เช่น การหายใจเข้าออกเป็นปกติ ประมาณ 15-20 ครั้ง ต่อนาทีหรือไม่ ชีพจรเต้นปกติหรือไม่ เป็นต้น เมื่อพบแล้วจงวางความสนใจ ไว้ที่สภาวะดังกล่าวนั้นอย่างมั่นคง ถ้ามีสิ่งเร้าใดมากระทบสัมผัสเมื่อใด จิต มันจะเกิดอาการสัน่ ไหวขึน้ ซึง่ ปกติโดยภาพรวมแล้วมันมักจะเกิดขึน้ อยูส่ อง ด้าน ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งเสมอ ด้านหนึ่งคือสุขใจ กับอีกด้านหนึ่งคือทุกข์ใจ หรือพอใจกับไม่พอใจนั่นเอง ช่องทางที่สิ่งเร้าจะมากระทบสัมผัสกับจิตของตน มี 3 ช่องทาง คือ ตาดู หูได้ยินได้ฟังและการนึกคิดของจิตเอง เมื่อจิตซึ่งท�ำหน้าที่รับสัมผัสรู้ สัน่ สะเทือนขึน้ แล้ว จิตอีกกลุม่ หนึง่ จะท�ำหน้าทีป่ รุงแต่งข้อมูลทีไ่ ด้รบั มา มัน จะท�ำหน้าที่เชื่อมโยงถึงการโดยอัตโนมัติ แบบทันทีทันควัน ถ้าไม่ติดเบรก มันไว้เสียก่อน ธรรมชาติแล้วเมื่อเกิดการรับรู้ มั้นจะน�ำไปสู่การรับเอามา เพื่อ การปรุงแต่งเป็นอารมณ์ในทันที การเฝ้าระวังอาการของใจ ก็คอื การเฝ้าดูอาการรับรูแ้ ละผลของการ รับเอานี่เอง เพื่อการบอกตนเองได้ว่าก�ำลังสุขใจหรือทุกข์ใจ อันเกิดจาก อารมณ์ที่สั่นไหวไปตามสิ่งเร้านั้น

2. รู้อาการทางกาย

159


160

ปริญญา ตันสกุล

อาการทางกายเกิดจากการสัมผัสทางกาย โดยสิง่ เร้าต่าง ๆ ภายนอก ซึง่ มันจะน�ำไปสูก่ ระบวนการรับรูแ้ ละรับเอามาปรุงแต่งของจิต เช่นเดียวกับ อาการของใจในขั้นแรกเช่นกัน จงบอกตนเองให้ได้ว่าก�ำลังสุขกายหรือทุกข์ กายทันทีที่รับรู้สัมผัสนั้นเสมอ ในขณะเดียวกัน ก็ตอ้ งรูใ้ ห้ได้วา่ อาการทางกายทีต่ นก�ำลังแสดงออก ต่อผูอ้ นื่ เป็นการกระท�ำอยูน่ นั้ มันเป็นเงือ่ นไขจากความสุขใจหรือทุกข์ใจหรือ ไม่

3. รู้ที่มาของอาการทางใจและกาย

เมื่อมนุษย์รู้เท่าทันอาการทางกายและใจของตนได้แล้ว จะต้อง พิจารณาย้อนกลับไปด้วยว่า สาเหตุของการสัน่ ไหวของจิตใจด้านใดด้านหนึง่ นั้นคืออะไร เงื่อนไขใดหรือสถานการณ์ใดเป็นเหตุให้เกิดอาการทางจิตใจ ตามทีร่ บั รูไ้ ด้ในขณะนัน้ กันแน่ จงพิจารณากันให้แน่ดว้ ยสติปญ ั ญาทีม่ อี ยูเ่ ท่า ที่จะสามารถกระท�ำได้

4. รู้ผลของอาการใด ๆ ที่รู้นั้น

การรู้ที่มาของอาการทางจิตใจได้อย่างชัดแจ้ง จะช่วยให้มนุษย์เอง มองเห็นธรรมชาติของจิตใจตนเองได้ชดั ขึน้ ว่า เงือ่ นไขใดหรือสถานการณ์ใด มันจึงน�ำไปสู่อารมณ์รู้สึกอย่างไรที่ตนก�ำลังรับรู้มันอยู่นั้น เพื่อจะพิจารณา ต่อไปอีกว่า อารมณ์รู้สึกเช่นนั้นมันจะน�ำไปสู่การแสดงออกหรือการกระท�ำ แบบใด เป็นการแสดงออกหรือกระท�ำทีถ่ กู ต้องเหมาะสมหรือไม่ และตนควร จะแสดงออกหรือกระท�ำมันหรือไม่

5. รู้จักการปล่อวางอาการเหล่านั้นเสีย


มหาสติ

เมื่อมนุษย์ได้พิจารณาถึงขั้นตอนที่สี่แล้ว มันจะช่วยให้เกิดการตัดสินใจได้ อย่างถูกต้องว่า คนพึงแสดงออกหรือกระท�ำพฤติกรรมใดจึงจะถูกต้องเหมา สะมทีส่ ดุ หรืองดเว้นไม่แสดงพฤติกรรมนัน้ ออกมา ถ้าพบว่ามันไม่เหมาะสม เอาเสียเลย ตั้ ง แต่ ป ฏิ บั ติ ก ารขั้ น ที่ ห นึ่ ง ถึ ง ขั้ น ที่ สี่ นี้ คื อ ความมี ส ติ ที่ เ ป็ น ธรรมชาติ อันเกิดจากการใช้จิตในใจของตนเป็นเครื่องมือนั่นเอง

6. รู้ตลอดในยามตื่น

เทคนิคการฝึกสติทั้ง 5 ขั้นดังกล่าวนั้น คือการปฏิบัติการทางจิต ที่เป็นกระบวนการ ซึ่งมันจะเกิดทักษะความช�ำนาญขึ้นมาได้ต้องอาศัย การหมั่นฝึกฝน จนกลายเป็นธรรมชาติของตนให้จงได้ การกระท�ำเช่นนี้ เพือ่ บงการจิตของตนให้แสดงคุณสมบัตทิ เี่ หนือกว่าสัญชาตญาณของสัตว์ ทีช่ �ำนาญด้านอารมณ์รสู้ กึ ว่องไวต่อสิง่ เร้า เปลีย่ นมาเป็นการใช้สติปญ ั ญา ตามกฎของเหตุและผลแทนนั่นเอง การตอบสนองสิ่งเร้าเป็นการกระท�ำ ใด ๆ ด้วยอารมณ์รู้สึกของจิต มันไม่ได้แตกต่างจากการใช้สัญชาตญาณ ของสัตว์เดรัจฉานเท่าใดนัก ถ้ามนุษย์สามารถยกระดับจิตตนเองสู่การใช้ สติปัญญาแทนอารมณ์รู้สึกได้ ความมีเหตุมีผลในการคิดการตัดสินใจ และ การแสดงออกย่อมมีหลักการมากขึ้น ซึ่งมันจะเป็นการแสดงออกด้วย พฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้นตามไปด้วย ในการด�ำเนินชีวิตร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม หากมนุษย์ฝึกตนเอง ให้มีสติด้วยเทคนิคการปฏิบัติทั้ง 6 ประการนี้ได้ จนสามารถยกระดับสติ ปัญญาของตนให้สูงขึ้นได้เรือ่ย ๆ คือการคิดและการกระท�ำที่ถูกต้องได้มาก ขึ้น โดยกระท�ำผิดพลาดต่อผู้อื่นน้อยลง จนกระทั่งไม่เกิดการผิดพลาดอีก

161


162

ปริญญา ตันสกุล

เลย นัน่ ก็คอื ความก้าวหน้าทีม่ นุษย์สามารถบอกได้วา่ สติปญ ั ญาเหล่านัน้ มัน เกิดจาก ธรรมชาติสมาธิ นั่นเอง ธรรมชาติสมาธิ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ มนุษย์มีสติจากการปฏิบัติจิต ของตนผ่านกระบวนการทั้ง 6 ขั้นนั้นในทุกขณะจิต โดยไม่ปล่อยให้สิ่งเร้าใด ๆ เล็ดลอดออกไปจากกระบวนการนีแ้ ม้เพียงสิง่ เดียว ถ้ามนุษย์ปฏิบตั มิ นั จน เคยชินได้ มันจะช่วยเหลือให้มนุษย์คนอื่น ๆ เกิดความมีสติอันเกิดจากการ ที่ตัวเราไม่ท�ำลายสติของเขาไปพร้อม ๆ กันกับตัวเราด้วย ยิ่งถ้าตัวเขาเองก็ มุง่ มัน่ กับการฝึกสติเช่นเดียวกันกับตัวเราอยูด่ ว้ ย พฤติกรรมใด ๆ ทีแ่ สดงออก หรือกระท�ำต่อกันมันจะมีความถูกต้องเหมาะสมอย่างน่าสรรเสริญ เมื่อต่างคนต่างฝ่ายไม่เป็นตัวการท�ำลายสติของใครได้ตลอดไป สิง่ ทีเ่ รียกว่า “มหาสติ” มันก็จะเกิดขึน้ มาได้ในสังคมมนุษย์ การสร้างสรรค์ สังคมของตนร่วมกับผู้อื่นด้วยสติปัญญาอันเกิดจากธรรมชาติสมาธิ จะ น�ำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว ความก้าวหน้าและความมั่งคั่งได้ ขณะเดียวกัน นอกจากภาพรวมด้านกายภาพในสังคมมนุษย์ทาง ด้านบวก อันเกิดจากมหาสติที่กล่าวแล้ว ความมีสติของแต่ละคนมันจะช่วย เปิดมิติทางปัญญาให้ยกระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามความช�ำนาญในการใช้มัน จนในที่สุดพลังอ�ำนาจทางปัญญาจะกลายเป็นพลังอ�ำนาจสูงสุดของตนเอง ที่สามารถควบคุมอารมณ์รู้สึกของจิตหยาบแต่เดิมเอาไว้ได้โดยสิ้นเชิง จิต หยาบจะถูกขัดเกลาเผาช�ำระไปทีละน้อย ๆ จนกว่าจะสิ้นฤทธิ์ เมื่อจิตทั้ง ระบบเกิดความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วหมดสิ้นแล้ว มนุษย์จะสามารถครองสติของ ตนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม จนกลายเป็นธรรมชาติของตนไปในที่สุด ขณะที่เพื่อน มนุษย์คนอืน่ ๆ เขาก็มโี อกาสจะเป็นเช่นเดียวกันกับตัวเราด้วย โดยต่างก็ชว่ ย เกื้อกูลต่อกันตลอดไป


มหาสติ

มนุษย์จะเข้าถึงมหาสติได้ จะเห็นแก่ตวั โดยใส่ใจฝึกสติให้แก่ตนเอง แต่เพียงล�ำพังไม่ได้เลย ไม่ว่าจะด้วยวิธีสร้างธรรมชาติสมาธิในยามตื่นที่ว่านี้ หรือวิธีเทคนิคสมาธิแบบสมณะ มนุษย์จะไม่มีวันเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดที่ ต้องการได้แน่นอน นอกจากจะจูงมือกันก้าวไปสูเ่ ป้าหมายนัน้ ร่วมกันเท่านัน้ โดยต้องไม่มีใครกระท�ำผิดต่อใคร ยั่วยุให้ใครต้องสติแตกเสียกลางคัน สังคมมนุษย์ที่ไม่ใช่อารามของสมณะ จะไปสวรรค์คนเดียวไม่ได้ ก็เพราะเหตุนี้ เมื่อมนุษย์โลกยุคพลังงานใหม่สามารถร่วมมือกันให้เข้าถึง “มหา สติ” สูธ่ รรมชาติสมาธิได้แล้ว อาจมีขอ้ สงสัยว่าตนเองจะก้าวไกลไปสูอ่ ำ� นาจ การหยั่งรู้ด้วยการใช้ปัญญาญาณได้อย่างไร มนุษย์จงเชื่อมั่นว่า เส้นทางใหม่ในการฝึกสติเพื่อสร้างมหาสติสู่ ธรรมชาติสมาธินั้น แม้จะดูไม่ศักดิ์สิทธิ์อย่างการนั่งปฏิบัติเทคนิคสมาธิที่ หลายคนก�ำลังปฏิบตั อิ ยูแ่ ละรูก้ นั ดีวา่ จะน�ำพาตนเองไปสูก่ ารใช้ปญ ั ญาญาณ ได้หากปฏิบตั ถิ กู ต้อง แต่ธรรมชาติสมาธิกเ็ ป็นเส้นทางทีน่ ำ� ตนเองเข้าถึงการ ใช้ปญ ั ญาญาณได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย วันดีคนื ดีทจี่ ติ หยาบถูกช�ำระได้หมดจด จากปฏิบัติการ 6 ประการที่กล่าวแล้วหรือเกือบหมดจดก็ตาม มนุษย์จะค้น พบความอัศจรรย์ใจในตนเองได้ ในชั่วขณะใดขณะหนึ่งที่ตนเข้าถึงการหยั่ง รู้บางสิ่งได้เองอย่างไม่ตั้งใจ หรือเพียงแค่คิดในเรื่องนั้นเท่านั้น แรก ๆ อาจ สงสัยสนเองว่าคิดรู้ได้อย่างไร ค�ำตอบที่ได้มันถูกต้องจริงหรือ ยิ่งน�ำตนเอง พ้นไปจากความสับสนสงสัยในตนเองได้มากเท่าใด ผลึกการคิดรู้มันจะยิ่ง หลัง่ ไหลสูก่ ระบวนการคิดของตนดุจสายธารเลยทีเดียว ขอเพียงแค่ครองสติ ให้เป็นธรรมชาติไว้ได้ตลอดไปเท่านั้น

163


164

ปริญญา ตันสกุล

การกระท�ำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายเช่นนี้ มันอาจตรงกันข้ามกับ การคิดแบบจิต มนุษย์ที่ชอบท�ำเรื่องง่าย ๆ ให้มันกลายเป็นเรื่องยากโดยไม่ จ�ำเป็นอยูเ่ สมอ มนุษย์จงอย่าลืมว่าในการด�ำเนินชีวติ ของตนในแต่ละวันนัน้ หน้าที่ส�ำคัญของมนุษย์ที่จะแสดงบทบาทใด ๆ บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้จะ ต้องกระท�ำพร้อมกันทั้งสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งมนุษย์อาจกระท�ำเพื่อกายสังขารของตนเอง แต่จะต้อง กระท�ำสิ่งเดียวกันนั้นเพื่อจิตวิญญาณของตนไปพร้อม ๆ กันด้วย จะเน้น แค่เพียงด้านใดด้านเดียวไม่ได้ การด�ำเนินชีวิตในสังคมของมนุษย์ แต่ละคนจะมีบทละครในพันธ สัญญาทีจ่ ติ จักรวาลของตนเขียนมันขึน้ มาตัง้ แต่กอ่ นเข้าสูร่ ปู ธรรมมนุษย์ภพ ชาติแรก เพื่อเป็นบททดสอบตนเองว่าจะสามารถเข้าถึงการมอบความรัก ผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกผู้ร่วมแสดงบทละครของตนที่เป็น ครอบครัวกับวงศาคณาญาติได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับ สถานการณ์ยั่วยุต่าง ๆ ที่ตนเองในภพชาติก่อน ๆ ได้สร้างเป็นบทละครบท ใหม่ซ้อนบทละครบทเก่าขึ้นมา ที่เรียกว่าพันธกรรม โดยมีมนุษย์ทั่วไปเป็น ผู้ร่วมแสดงอีกเวทีหนึ่งด้วย เท่านั้นยังไม่พอ มนุษย์ก็ยังต้องมีความสัมพันธ์ กันกับมนุษย์คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในบทละครบทใด ๆ อีกต่างหาก ซึ่ง ตนเองกับบุคคลเหล่านัน้ ต่างก็อาสาเข้ามาอยูใ่ นบทเรียนแห่งดาวเคราะห์โลก ร่วมกัน เพือ่ จะสานบทเรียนของตนไปให้ได้ บทเรียนทีส่ ำ� คัญบทหนึง่ คือ การ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในระบบโลกให้จงได้ ไม่ว่าแต่ละคนจะเป็นใคร เชื้อชาติศาสนาใดหรืออยู่ตรงซอกหลืบใดบนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ก็ตาม หากมนุษย์ไม่ฝึกสติในตนเอง ขณะแสดงบทบาทของตนที่ต้อง สัมพันธ์กนั กับมนุษย์คนอืน่ ๆ โดยไม่อาจสร้างมหาสติจากธรรมชาติสมาธิ


มหาสติ

ของกันและกันได้แล้ว มนุษย์แต่ละคนจะไม่มีวันเข้าถึงการสอบผ่านบท ทดสอบในพันธสัญญา การสอบผ่านบททดสอบในพันธกรรมจากอดีตชาติ และการสอบผ่านบทเรียนโลกดังกล่าวได้เลย จิตจักรวาลดวงใหญ่จึงได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบท เรียนโลกได้แสดงออกซึง่ ความรักแท้จริงแก่มนุษย์ยคุ พลังงานใหม่อกี ครัง้ หนึง่ ด้วยการมอบเงื่อนไขส�ำคัญเป็นบทเรียนใหม่มาให้อีกบทหนึ่งเพื่อเป็นแรง สนับสนุนให้มนุษย์โลกเข้าถึงความเป็นหนึง่ เดียวกันได้งา่ ยขึน้ นัน่ คือการเปิด มิตใิ ห้มนุษย์แห่งดาวเคราะห์โลกสร้างความสัมพันธ์กบั รูปธรรมทีม่ ชี วี ติ และ จิตส�ำนึกเช่นเดียวกับมนุษย์จากต่างดาวและต่างกาแล็กซี่ อันเป็นบทเรียน ใหม่ที่ท้าทายยิ่งนัก มหาสติจากธรรมชาติสมาธิสำ� หรับมนุษย์ยคุ พลังงานใหม่ คือความ รูใ้ หม่ทที่ กุ คนสามารถใช้สติปญ ั ญาพิจารณาได้เองว่า คือความถูกต้องเหมาะ สมกว่าจริงหรือไม่ ขอย�ำ้ ว่ามันจะเหมาะสมไปไม่ได้ถา้ รังแต่จะปฏิบตั เิ ทคนิค สมาธิอยูค่ นเดียว เวลาสัน้ ๆ โดยมีเป้าหมายเพียงแค่เข้าถึงสิง่ ทีเ่ รียกว่า ความ ว่าง แล้วเป็นสุขที่ในใจ ขณะสมองหลั่งฮอร์โมนแอนโดรฟีนออกมาจนเกิด การเสพติดสมาธิไปอย่างไม่รตู้ วั ขณะทีน่ อกสมาธินนั้ ยังต้องไปเผชิญหน้ากับ ผู้อื่นด้วยจิตหยาบดวงเดิม ๆ ยังล้มเหลวกับความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างกัน ดังเดิม ยังเสีย่ งกับการสอบตกในบททดสอบและบทเรียนต่าง ๆ อยูอ่ ย่างเดิม เพราะไม่ได้สร้างความพร้อมให้จิตตนเองอย่างแท้จริงเลย กว่าจะปฏิบัติ เทคนิคสมาธิจนเข้าถึงความว่างได้ มนุษย์กไ็ ด้วางแผนอนาคตชาติจากการก ระท�ำผิด ๆ ถูก ๆ ในชาตินี้ไปก่อนที่จะแก้ไขอะไรได้ทันท่วงทีแล้ว การฝึกสติเพื่อสร้างมหาสติร่วมกันในสังคมมนุษย์ จะช่วยให้แต่ละ คนในสังคมใช้พฤติกรรมทางปัญญาต่อกันมากขึ้นได้ ในสังคมจะเต็มไปด้วย

165


166

ปริญญา ตันสกุล

ความสุข ความรักและอบอุน่ อันเป็นสัจธรรมผ่านความรูส้ กึ บริสทุ ธิท์ กี่ อ่ เกิด ขึ้นภายในจิตใจแต่ละคนเสมอ ซึ่งมันจะสอดคล้องกันกับบุคลิกของจิต จักรวาลของตนเอง อันเป็นตัวตนภาคแรกของแต่ละคน ทีเ่ คยด�ำรงอยูอ่ สิ ระ ในสนามพลังงานจักรวาลสากลนอกระบบโลก โดยมีคลื่นความถี่ด้านบวก เทียบได้กบั ความรัก มีสสี นั เป็นแสงสว่างเทียบได้กบั ความสุขและมีความร้อน เทียบได้กับความอบอุ่น ซึ่งทั้งความร้อนและแสงสว่างคือตัวแทนของความ รักของแก่นแท้นั่นเอง ถ้ามนุษย์สามารถด�ำเนินชีวติ ร่วมกันโดยเข้าถึงอารมณ์รสู้ กึ เช่นเดียว กับบุคลิกของแก่นแท้ได้แล้ว กลไกการใช้สติปัญญาของจิตกับกระบวนการ ทางสมองมันจะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะอารมณ์รู้สึกดังกล่าวจะ กระตุน้ ให้ตอ่ มไร้ทอ่ บางต่อมเกิดการสัน่ สะเทือนทีร่ นุ แรงกว่าปกติ เพือ่ เสริม สร้างพลังงานในการคิดรูไ้ ปสูก่ ารใช้สติปญ ั ญาอีกระบบหนึง่ ซึง่ รอการใช้งาน มานานแล้วให้มันตื่นขึ้นมาท�ำหน้าที่แทนระบบเก่า ที่มันช�ำนาญแค่การคิด เรื่องตัวตนกับอารมณ์หยาบ ๆ ไปสู่อีกมิติหนึ่งในการคิดรู้ที่ลึกละเอียดกว่า เป็นด้านที่ไร้ตัวตนไร้อารมณ์หยาบ ๆ มีแค่เพียงคลื่นพลังงานกับคุณสมบัติ ทางพลังงานที่เรียกว่าความรู้ ที่ต้องอาศัยการสัมผัสรู้ด้วยวิธีหยั่งรู้ จากการ สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาด้วยปัญญาญาณเท่านั้น การรู้แจ้งจะบังเกิดขึ้นตาม มาโดยไม่ต้องตั้งเป้าหมายใด ๆ ไว้ล่วงหน้าเลย


มหาสติ

8

หลักปฏิบัติเพื่อการครองสติ

มนุษย์ได้ทราบความจริงกันไปแล้วว่า

ความมีสติในยามตืน่ คือ ธรรมชาติสมาธิ ซึง่ สามารถช่วยให้ผอู้ นื่ เกิดความมีสติตามไปด้วย กระบวนการนี้จึงเรียกรวมว่า “มหาสติ”

167


168

ปริญญา ตันสกุล

การสร้างมหาสติจึง น�ำไปสู่ธรรมชาติสมาธิ ของมนุษ ย์ ที่จ ะ สามารถหลุดพ้นไปจากพฤติกรรมทางอารมณ์ สูก่ ารแสดงพฤติกรรมทาง ปัญญา จนก้าวหน้าสู่การรู้แจ้งด้วยการใช้ปัญญาญาณ หรือสติปัญญา ของวิญญาณของตนได้ในบั้นปลาย การครองสติของตนเอาไว้ให้ได้ในชีวิตประจ�ำวัน จึงเป็นคุณต่อ ตนเองและผู้อื่นมากกว่าการใช้เวลาแต่ละวันสั้น ๆ ไปกับการปฏิบัติเทคนิค สมาธิ เพราะมันจะช่วยเหลือได้เพียงยอมให้จติ ของตนได้มโี อกาสพักผ่อนแค่ เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติเทคนิคสมาธิแบบเก่าพึงรู้ว่าการกระท�ำ เช่นนัน้ มันเป็นขัน้ ตอนแรกของการท�ำจิตและกายให้พร้อม ท�ำให้มนั ยอมสงบ และสยบหรือท�ำให้มนั อ่อนโยนลง เพือ่ ทีจ่ ะฝึกให้มนั สัน่ สะเทือนร่วมกันเป็น หนึ่งเดียวให้ได้ในขั้นต่อมา และการน�ำพลังอ�ำนาจสูงสุดที่เกิดขึ้นในจิตนั้น ไปสู่การใช้สติปัญญาเพื่อการตรัสรู้ ด้วยกลไกทางสมองระบบใหม่นั่นเอง มนุษย์จะต้องรู้ว่า การเปลี่ยนกลไกของสมองสู่การใช้สติปัญญา ระบบใหม่นั้น จิตมนุษย์นอกจากจะต้องปราศจากอารมณ์หยาบ ๆ รายวัน ได้แล้ว มันยังจะต้องสามารถสร้างแรงสัน่ สะเทือนเป็นคลืน่ ไฟฟ้าเคมีความถี่ สูงในยามปกติดว้ ย จึงจะสามารถปลุกให้เซลล์สมองซีกขวาตืน่ ขึน้ มาท�ำหน้าที่ น�ำสมองซีกซ้าย จากการหลับไหลอยู่เป็นนานได้ ทันทีที่กลไกนี้เริ่มท�ำงาน ปัญญาญาณหรือสายธารแห่งคลืน่ การคิดหยัง่ รูข้ องมนุษย์มนั จะแสดงตัวออก มาเมื่อนั้นเอง

การถือศีลปฏิบัติธรรม

การท�ำให้จิตสงบและบริสุทธิ์

การหยุดยั้งกิเลสและยึดติดตัวตน


มหาสติ

การพ้นไปจากความมีดีมีชั่ว

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น คือการเตรียมจิตของตนให้พร้อมต่อการใช้ ปัญญาญาณเพื่อการรู้แจ้งนั่นเอง ทุกอย่างมันจะเป็นไปเองเกิดเองได้โดย อัตโนมัติ มนุษย์ไม่จำ� เป็นต้องไปเพ่งไปตัง้ เป้าหมายใด ๆ กับตัวตนของกลไก ภายในของตนเลย เหตุที่น�ำมาเผยให้รู้เพียงเพื่อให้ได้รู้และเข้าใจกลไกการ ท�ำงานของมันเท่านัน้ เนือ่ งจากมนุษย์ยงั ติดยึดอยูก่ บั ความเป็นรูปธรรมหรือ ตัวตนกันอยู่ หากไม่ขยายความอย่างเป็นรูปธรรม อาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ ถูกต้องกันอีก แม้จะพยายามหลีกเลีย่ งการถ่ายทอดความรูใ้ ด ๆ ไม่ให้มนุษย์ เกิดการยึดติดตัวตนหรือรูปธรรมตลอดมาก็ตาม แต่ส�ำหรับกรณีนี้ถือเป็น กรณีพิเศษที่เชื่อว่าน่าจะเหมาะสมแล้ว ถ้ามนุษย์สามารถครองสติของตนได้ตลอดวันของทุก ๆ วัน ความ ก้าวหน้าในปัญญาสมาธิเพื่อการใช้ปัญญาญาณในการหยั่งรู้ สู่การรู้แจ้ง จะ เกิดเป็นทักษะที่ก้าวหน้าขึ้นไปทีละระดับ ด้วยเงื่อนไขส�ำคัญ 2 ประการคือ

1. พลังอ�ำนาจจิตที่เป็นสมาธิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ที่เรียกว่า “ฌาน”

2. เซลล์สมองถูกปลุกให้ตนื่ เพือ่ การใช้งานเพิม่ ขึน้ เรือ่ ย ๆ ทีเ่ รียก ว่า “ญาณ”หลุด การจะน�ำตนเองเข้าถึงอ�ำนาจทางปัญญาญาณระดับสูงสุดในการ สร้างความสัมพันธ์กับจักรวาลเพื่อการหยั่งรู้และเพื่อสื่อภาษาสากลด้วยจิต ของตนกับรูปธรรมใด ๆ ในจักรวาลนั้น จ�ำเป็นต้องอาศัยความมีมานะ พากเพียรเป็นส�ำคัญ โดยต้องหมั่นปฏิบัติอยู่เป็นนิจเท่านั้น ความช�ำนาญใน การใช้มันและยกระดับมันให้สูงขึ้นไปทีละขั้นจึงจะเกิดขึ้นมาได้

169


170

ปริญญา ตันสกุล

รายที่มีพรสวรรค์จากการฝึกฝนตนเองมาแต่ภพชาติอดีต อาจ บรรลุผลส�ำเร็จจากการกระท�ำของตนได้ในภพชาตินี้ หรือในอีกไม่กี่ภพ ชาติข้างหน้า รายทีย่ งั ไร้ประสบการณ์ ไม่มพี รสวรรค์มาก่อน หากเริม่ ต้นในภพ ชาตินี้จะสามารถประสบผลส�ำเร็จได้ในอีกไม่กี่ภพชาติข้างหน้า ถ้าไม่ละ เลิกเสียกลางคัน และฝึกปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง จิตจักรวาลทั้งหลายล้วนรู้ดีว่า การที่มนุษย์สักรายจะสามารถเข้า ถึงความจริงเหล่านี้ได้ มันไม่ใช่กรณีที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก นอกเสียจากว่า มนุษย์จะต้องมีความมุ่งมั่นกับการกระท�ำ มีความศรัทธากับการกระท�ำของ ตนเอง และเชือ่ มัน่ ว่าสิง่ ทีต่ นน�ำมาปฏิบตั นิ นั้ คือความถูกต้องแท้จริง ไม่ใช่สงิ่ งมงายให้ได้เสียก่อนเท่านัน้ เพราะมนุษย์จะต้องสอบให้ผา่ นบททดสอบแห่ง ดาวเคราะห์โลก จนนับข้อนับเรือ่ งราวแทบไม่ถว้ น ซึง่ บางข้อเหล่านัน้ มนุษย์ เขียนบทละครนั้นขึ้นมาเอง โดยอาศัยมนุษย์คนอื่น ๆ เป็นผู้ช่วยเหลือ ขณะ ทีบ่ างบทบางตอนเป็นบทเรียนโลกทีม่ นุษย์คนอืน่ สร้างขึน้ มาให้ตนเผชิญเพือ่ ทดสอบว่ามนุษย์จะตัดสินใจกับมันอย่างไร ทุ ก บททุ ก ตอนมันคือบททดสอบความมี สติ ข องมนุ ษ ย์ ทั้ งสิ้ น เพราะความมีสติเป็นพื้นฐานของมนุษย์แห่งดาวเคราะห์โลก ที่จะน�ำจิต วิญญาณแก่นแท้ของตนสูก่ ารหลุดพ้นไปจากระบบโลก ถึงสภาวะนิพพาน ได้ เมื่อกล่าวถึงค�ำว่า “นิพพาน” แล้ว มนุษย์จะต้องรู้ให้ได้ว่าแท้จริง แล้ว นิพพานหมายถึงการหลุดพ้นไปจากกฎแห่งกรรมทีเ่ ป็นกฎโลก คงเหลือ แค่การด�ำรงอยู่ภายใต้กฎสากลจักรวาลอย่างเดียว นิพพานจึงเป็นสภาวะ


มหาสติ

หนึง่ ของจิตวิญญาณ ทีส่ ามารถน�ำตนเองพ้นไปจากอ�ำนาจแรงดึงดูดของดาว เคราะห์โลกได้ เพราะมวลหยาบ ๆ ของพลังงานกรรมทีเ่ ป็นผลกรรมซึง่ สร้าง ขึ้นเมื่อตอนอยู่ในรูปธรรมมนุษย์ ถูกท�ำให้คุณสมบัติเป็นกลางได้หมดสิ้น ท�ำให้รูปธรรมทางพลังงานของจิตวิญญาณนั้นมีน�้ำหนักมวลคงที่เท่ากับน�้ำ หนักมวลเดิมของตน เมื่อแบ่งภาคมาสู่รูปธรรมมนุษย์ในภพชาติแรก โดย สามารถน�ำตนเองกลับสู่การรวมตัวกันกับภาคแรกที่เป็นนิวเคลียสของจิต จักรวาล ซึง่ รอคอยอยูจ่ นเป็นหนึง่ เดียวกัน และท�ำให้จติ จักรวาลของตนเกิด ความสมดุล สามารถด�ำรงอยู่เพื่อสร้างกระบวนการต่าง ๆ ในสากลจักรวาล นอกระบบโลกได้อีกครั้งหนึ่ง นิพพาน จึงไม่ใช่ดินแดนใดดินแดนหนึ่ง เยี่ยงการคิดแบบจิตมนุษย์ แต่เป็นสนามพลังงานจักรวาลที่อ�ำนาจแรงดึงดูดของโลกกระท�ำไม่ถึง จึง ท�ำให้รปู ธรรมทางพลังงานทีส่ มดุลของจิตจักรวาลสามารถเคลือ่ นทีเ่ ดินทาง ไปไหน ๆ ในสนามพลังงานทั้งในจักรวาลโลกหรือในที่ไหน ๆ ได้ทั่วจักรวาล

แต่ถ้าจะถามว่า “แดนนิพพาน” คือที่ไหน ?

ค�ำตอบที่พอจะอธิบายให้มนุษย์เข้าใจได้ก็คือ แดนนิพพานของจิต วิญญาณหมายถึงที่ไหน ๆ ก็ได้ในจักรวาลโลก ที่จิตวิญญาณนั้นสามารถเดิน ทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรี โดยพ้นไปจากอ�ำนาจเหนี่ยวรั้งทาง พลังงานจากสนามพลังงานที่ตนด�ำรงอยู่ ในที่นี้หมายถึงอ�ำนาจแรงดึงดูด เหนี่ยวรั้งของดาวเคราะห์โลกนั่นเอง จิตวิญญาณนั้นเป็นอิสระได้เช่นนี้ก็ต่อ เมื่อ รูปธรรมทางพลังงานของตนต้องไม่มีมวลหยาบ ๆ อันเกิดจากผลกรรม ซึง่ เป็นคุณสมบัตทิ างพลังงานของจิตหยาบเมือ่ ตอนเป็นมนุษย์ได้สร้างขึน้ ไว้ ในมิติคู่ขนานซึ่งเป็นมิติทางพลังงาน จนต้องรับไว้เป็นคุณสมบัติของตนหลัง จากเครื่องยนต์แห่งกรรมดับลง กล่าวง่าย ๆ ก็คือการก่อผลกรรมไว้ในมิติคู่

171


172

ปริญญา ตันสกุล

ขนานของมนุษย์ หมายถึงมนุษย์ได้ก่อให้เกิดการเพิ่มมวลหยาบ ๆ ของจิต วิญญาณของตนในมิติคู่ขนานด้วย ท�ำให้รูปธรรมทางจิตวิญญาณมีจ�ำนวน มวลเพิ่มมากขึ้นจากเดิม จึงมีน�้ำหนักมากขึ้นเพราะถูกกระท�ำจากอ�ำนาจ แรงดึงดูดของโลก จนไม่สามารถน�ำพาตนเองหนีออกไปจากแรงดึงดูดของ โลก เพื่อหลุดพ้นออกไปจากระบบโลกได้ดังเดิม เนือ่ งจากจิตวิญญาณทุกรูปธรรมทีเ่ ข้าสูร่ ปู ธรรมมนุษย์ในระบบโลก เพือ่ เข้ามาปฏิบตั หิ น้าทีเ่ ป็นเพือ่ นร่วมงานกับโลกใบนีน้ นั้ ปกติแล้วจะสามารถ ด�ำรงอยู่คู่ดาวเคราะห์โลกกันได้อย่างไม่มีวันตาย เนื่องจากบรรพบุรุษของ เครื่องยนต์แห่งกรรมได้ก�ำหนดให้เซลล์ทุกเซลล์ของร่างกายมีการสร้างใหม่ และด�ำรงอยู่อย่างยาวนาน แต่ปรากฎว่าจิตหยาบของมนุษย์กลับเป็น อุปสรรคส�ำคัญท�ำให้เครือ่ งยนต์แห่งกรรมของตนต้องมีวนั ตายเกิดขึน้ เพราะ มนุษย์ได้สร้างพันธกรรมของตนขึ้นมาซ้อนทับพันธสัญญา จนก่อให้เกิดกฎ แห่งกรรมในระบบโลก ทับซ้อนกฎจักรวาลไว้อีกชั้นหนึ่ง กฎแห่งกรรมก็คือ วัฏจักรการมีภพชาติในการเกิดดับ ซึ่งจิตจักรวาลต้องเข้ามาท�ำหน้าที่ช่วย เหลือจัดสรรการมีอายุขยั ของเครือ่ งยนต์แห่งกรรมของมนุษย์แต่ละคน ตาม สัดส่วนของพลังงานกรรมทีส่ งั่ สมกันไว้ ถ้าใครมีมากก็จะได้รบั โอกาสให้ตาย แล้วเกิดใหม่ได้โดยไม่หมดเวลารอคอยโอกาสนานนัก ถ้าใครมีน้อยกว่าก็จะ ต้องรอโอกาสกลับสู่การเกิดใหม่ยาวนานกว่า และผู้ที่มีพลังงานกรรมติดตัว กลับมาสู่การเกิดใหม่ในภพชาตินั้นมาก ๆ ก็จะได้รับโอกาสให้มีอายุขัย ยาวนานกว่า ถ้าสามารถฟันฝ่ากรรมของตนในแต่ละเรื่องราวไปได้อย่างถูก ต้องเหมาะสม จนสามารถท�ำให้คุณสมบัติของพลังงานกรรมเป็นมิติคู่ขนาน เป็นกลางได้เรื่อย ๆ เหล่านี้เป็นต้น

นอกจากนั้นการมีอายุขัยของมนุษย์แต่ละคน ในการเข้ามาสู่รูป


มหาสติ

ธรรมมนุษย์ในแต่ละภพชาติ ยังได้รบั โอกาสมากน้อยตามสัดส่วนของจ�ำนวน รูปธรรมของจิตวิญญาณทีก่ ำ� ลังรอคอยโอกาสกลับสูก่ ารเกิดใหม่อกี ต่างหาก ด้วย ซึง่ ดาวเคราะห์โลกทุกวันนี้ ยังมีจำ� นวนรูปธรรมจิตวิญญาณอยูม่ ากมาย และนับวันจะทวีจ�ำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่างก็ล้วนเป็นผู้รอคอยโอกาสด้วย กันทั้งสิ้น เหตุเพราะว่าจิตวิญญาณในยุคพลังงานก�ำลังแบ่งภาคมาจากจิต จักรวาลเพื่อเข้ามาท�ำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกในรูปธรรมมนุษย์นั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านัน้ ทีส่ ามารถน�ำตนเองสูก่ ารหลุดพ้นออกไปจากจักรวาล ได้ เมือ่ พันธสัญญาของตนเสร็จสิน้ ลงและร่างกายดับลง จิตวิญญาณส่วนใหญ่ จึงต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างยาวนาน ในขณะที่เมื่อมาเกิดแล้วก็ยัง บกพร่องต่อหน้าที่ โดยไม่อาจบรรลุในพันธสัญญาตามที่จิตวิญญาณได้รับ มอบหมายให้มาท�ำหน้าทีร่ กั ษาความสมดุลของระบบโลกได้ในภพชาติเดียว จิตจักรวาลรูปธรรมอื่นต้องเข้ามาสู่รูปธรรมมนุษย์ด้วยการแบ่งภาคของตน เข้ามาสู่ระบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฎว่าจ�ำนวนรูปธรรมของจิตวิญญาณที่ ถูกส่งเข้ามาใหม่และทีย่ งั วนเวียนอยูก่ บั การตายแล้วเกิดใหม่ กลับกลายเป็น ผู้บกพร่องและล้มเหลวในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมามากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ ผู้สามารถบรรลุการรู้แจ้งสู่การหลุดพ้นได้ มีสัดส่วนที่น้อยกว่าหลายเท่านัก การแบ่ ง ปั น โอกาสให้ แ ก่ กั น และกั น เพื่ อ การแก้ ไขตนเองในการก� ำ จั ด คุณสมบัติของพลังงานกรรมของแต่ละคน ด้วยการกลับเข้ามาสู่รูปธรรม มนุษย์จึงจ�ำเป็นต้องกระท�ำ มิเช่นนั้นแล้วความสมดุลทางน�้ำหนักมวลของ รูปธรรมต่าง ๆ ในมิตโิ ลกจะเสียไป หากให้จติ วิญญาณทัง้ หมดทีร่ อคอยโอกาส กันอยู่ในระบบโลก กลับมาสู่การเกิดใหม่พร้อม ๆ กัน การแบ่งปันโอกาสดัง กล่าวนี้ มนุษย์แต่ละคนจึงต้องมีอายุขยั ของเครือ่ งยนต์แห่งกรรมแตกต่างกัน ไปตามสัดส่วนของพลังงานกรรมของตนที่มีอยู่ เมื่อคิดค�ำนวณค�ำเปรียบ เทียบกันกับจิตวิญญาณทัง้ หมดแล้ว โดยมีความสมดุลทางน�ำ้ หนักมวลทีด่ าว

173


174

ปริญญา ตันสกุล

เคราะห์โลกจะได้รบั เป็นเกณฑ์ ซึง่ วิธกี ารก�ำหนดอายุขยั ของเครือ่ งยนต์แห่ง กรรมนัน้ เป็นหน้าทีข่ องผูช้ ที้ างซึง่ เป็นรูปธรรมทางพลังงานสองสามรูปธรรม จะท�ำหน้าทีเ่ ป็นช่างเทคนิคประจ�ำตัวมนุษย์แต่ละคนตัง้ แต่การมาสูร่ ปู ธรรม มนุษย์ในภพชาติแรก โดยคอยดูแลช่วยเหลือมนุษย์คนนั้น ๆ ตั้งแต่การเกิด จนถึงการตาย แล้วย้อนกลับมาสู่การเกิดใหม่โดยไม่บ่นเบื่อ ซึ่งพวกเขาจะ ก�ำหนดวันตายของเครือ่ งยนต์แห่งกรรมของจิตวิญญาณนัน้ ๆ ไว้ดว้ ยจ�ำนวน เกลียว ของเส้นใยเกลียวแม่เหล็กดีเอ็นเอ ที่เว้นอยู่ในนิวคลิโอไทด์ของเซลล์ ร่างกายมนุษย์ทุก ๆ เซลล์นั่นเอง มนุษย์แต่ละคนจึงต้องมีวันตายโดยไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้พ้น การ มีภพชาติจึงต้องเกิดขึ้นโดยตัวมนุษย์เองเป็นผู้สร้างกฎนี้ ขณะที่จิต จั ก รวาลโดยรู ป ธรรมชั้ น สู ง ท�ำหน้ า ที่ เ พี ย งคอยดู แ ลช่ ว ยเหลื อ ให้ กระบวนการของมนุษย์ในมิตคิ ขู่ นานเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมเท่านัน้ ความยุ่งยากทั้งหลาย จิตหยาบของมนุษย์เป็นผู้ก่อมันขึ้นมาเองทั้ง สิ้น จักรวาลไม่ได้เป็นผู้ควบคุมหรือคอยบงการแต่อย่างใด หน้าทีข่ องมนุษย์แต่ละคน ไม่วา่ ชาติใดภาษาใด นอกจากจะกระท�ำ ตนเป็นเพื่อนร่วมงานของดาวเคราะห์โลกให้ดีที่สุดด้วยการสร้างแรงสั่น สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวกได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นธรรมชาติของ ตนให้จงได้ เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวกแก่โลกในมิติคู่ขนานที่ใช้ สนับสนุนการเหวี่ยงรอบตัวเองของดาวเคราะห์โลก โดยไม่สร้างผลกรรมที่ มีคณ ุ สมบัตดิ า้ นลบและบวกขึน้ ไปในมิตคิ ขู่ นานไปพร้อมกันด้วย และสามารถ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันกับมนุษย์คนอื่น ๆ ได้อย่างลงตัวแล้ว มนุษย์ทุก คนจะต้องหาหนทางน�ำจิตวิญญาณของตนสูก่ ารหลุดพ้นไปจากระบบโลกให้ ได้ด้วย ซึ่งศาสดาของมนุษย์เรียกว่า นิพพาน นั่นเอง


มหาสติ

จิตวิญญาณที่สามารถหลุดพ้น หรือนิพพานได้ จะสามารถเดิน ทางกลับสู่วิหารแห่งการวางแผนเป็นครั้งแรกของจิตจักรวาล ก่อนการ แบ่งภาคตนเองมาสู่รูปธรรมมนุษย์ สถานที่ซึ่งนิวเคลียสของจิตจักรวาล ถูกยึดรัง้ ไว้ได้ทนั ที เพือ่ การรวมตัวกันคืนสูส่ มดุลอีกครัง้ ก่อนทีจ่ ะเดินทาง กลับคืนสู่สนามพลังงานจักรวาลสากลนอกระบบโลกซึ่งตนเคยด�ำรงอยู่ ต่อไป หากมนุษย์จะถามว่าแดนนิพพานเป็นสถานที่ใดกันแน่ ก็พอจะ ตอบอย่างเป็นรูปธรรมได้วา่ ณ ทีใ่ ดก็ได้ทพี่ น้ ไปจากอ�ำนาจแรงดึงดูดของ โลก จะเป็นมิติคู่ขนานที่ซ้อนอยู่กับมิติทางกายภาพของโลกหรือนอก ระบบโลก ล้วนเป็นดินแดนนิพพานได้ท้ังสิ้น หากมวลของรูปธรรมทาง พลังงานนัน้ ไม่มากพอทีจ่ ะตอบโต้กบั แรงดึงดูดเหนีย่ วรัง้ ของดาวเคราะห์ โลกได้ โลกมนุษย์ในยุคพลังงานเก่า จิตวิญญาณจ�ำนวนมากทีเ่ ป็นอิสระไป จากเครือ่ งยนต์แห่งกรรม แต่มกี ารถ่ายทอดคุณสมบัตขิ องจิตหยาบไปให้แก่ จิตวิญญาณของตนหลายชนิด จนท�ำให้จิตวิญญาณเกิดการหลงมิติแห่งจิต ตามไปด้วย อาการหลงมิติส่วนใหญ่ คือ การหลงในมายา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มี จริงไม่มีตัวตนหรือเป็นอนัตตาในมิติทางพลังงานที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่ง ในสากลจักรวาลนั่นเอง เมื่อจิตวิญญาณนั้น ๆ เกิดอาการหลงมิติแห่งจิตขึ้น เมอร์คขะบาห์ผมู้ พี ลังอ�ำนาจอันสูงส่งซึง่ เป็นเปลือกห่อหุม้ ภายนอกรูปธรรม ของตน ก็จะสร้างมายาให้เกิดขึ้นไปตามที่จิตคิดเข้าใจผิดนั้นทันที ในยุค พลังงานเก่า สิง่ ทีเ่ กิดขึน้ จากการหลงมิตแิ ห่งจิตของจิตวิญญาณทัง้ หลาย ก่อ ให้เกิดมายาขึ้นในมิติคู่ขนานภายในระบบโลกอีกสองมิติ ทั้ง ๆ ที่มันมิได้มี อยู่จริงเป็นจริงเลย คือ

175


176

ปริญญา ตันสกุล

มิติของสวรรค์ และมิติของนรก

เมื่อมันเป็นของมันเช่นนี้นั้นเท่ากับว่า ภายในขอบเขตของจักรวาล โลก ไกลออกไปไม่เกิน 6 หมื่นกิโลเมตร มนุษย์จ�ำนวนมากโดยจิตวิญญาณ ผู้รอคอยโอกาสการกลับสู่รูปธรรมมนุษย์ในภพชาติใหม่ได้สร้างเมืองมายา ขึน้ มาเอง จากการหลงมิตขิ องจิตวิญญาณของตนกับการหลงมายาคือตัวตน อันเกิดจากความงมงายและการหลงผิดเพราะไม่รู้แจ้ง เมืองมายาที่เป็น สวรรค์กบั มายาการเป็นเทพเทวดาของตน และเมืองมายาทีเ่ ป็นนรกกับมายา แห่งความทุกข์ทรมาน ในรูปธรรมมายาของคนที่เป็นนั่นเป็นนี่ที่น่าเกลียด น่ากลัว คือปรากฎการณ์ทเี่ กิดขึน้ ในมิตคิ ขู่ นานซ้อนกับมิตโิ ลก และมันจะยัง ด�ำรงอยู่ต่อไปส�ำหรับมนุษย์ที่ติดยึดกับมายาเพราะการหลงมิติของจิต เมื่อ สังขารดับ สถานที่เหล่านี้จะเป็นที่รองรับการไปเยือนตามการสั่นสะเทือน ของจิตวิญญาณนั้น ๆ ตลอดไป ถ้ามนุษย์ไม่อาจก้าวพ้นไปจากการหลงมิติ ของจิต การหลงมิติของจิตหยาบว่า ถ้าท�ำดีจะได้ไปสวรรค์ไปนิพพานใน แดนสรวง ไปเกิดเป็นเทพเทวดาขัน้ ต่าง ๆ ตามกรรมดีทกี่ อ่ ขึน้ มากน้อย แล้ว เชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงแล้วปฏิบัติตนไปตามความเชื่อนั้น หรือการหลเชื่อ ว่า ถ้ากระท�ำความเชื่อหรือผิดบาปจะต้องตกนรกโลกันต์ ไปเกิดเป็นเปรต หรือสัตว์นรก ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ชีวิตจริงได้กระท�ำผิด บาปไปมาก เมื่อสังขารดับลงแล้ว จิตวิญญาณของตนจะเกิดอาการหลงมิติ ไปตามความเชื่อที่งมงายนั้นทันที การขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไปตามความเชื่อที่เป็นความหลงนั้น ย่อมไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้


มหาสติ

เพราะเหตุแห่งการหลงมิติของจิตนี่เอง ในยุคพลังงานเก่าศาสดาจึงสอนสั่ง ให้มนุษย์ได้รวู้ า่ ภายในขอบเขตจักรวาลโลก จึงมีอยูด่ ว้ ยกัน 3 ภพ คือ สวรรค์ นรกและโลกมนุษย์ และมนุษย์เชื่อหรือไม่ว่าทั้งสามภพที่ว่านี้ มันล้วนเป็น ดินแดนแห่งมายาทั้งสิ้น ซึ่งทรงเผยว่าทุกสรรพสิ่งที่แลเห็นไม่ว่าจะเป็นภพ ใดในสามภพนี้ล้วนเป็น อนัตตา ไม่ใช่ อัตตา คือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแต่เป็น มายาทั้งนั้น รูปธรรมที่แลเห็นในมิติทางกายภาพของโลกก็เป็นแค่เปลือกนอก ของตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเป็นแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใน คือพลังงาน รูปธรรมที่ มนุษย์เห็นได้สัมผัสได้ที่เป็นมวลหยาบ ๆ จึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็น มายา เพราะเป็นตัวแทนของแก่นแท้ทเี่ ร้นอยูภ่ ายในนัน่ เอง เหตุทมี่ วลหยาบ ๆ เกิดขึน้ มาได้และตัง้ อยูไ่ ด้เพราะภายในของมันมีกระบวนการเปลีย่ นแปลง ทางพลังงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตามกฎสากลจักรวาล การ เปลี่ยนแปลงทางพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเกิดยังที่ใด ๆ มันจะมีมายาหรือตัวตนเกิดขึ้นให้เห็น อันเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการ เปลี่ยนแปลงที่ก�ำลังเกิดขึ้นอยู่นั้นเสมอไป ถ้ากระบวนการทางพลังงานที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เสร็จสิ้นลงเมื่อใด รูปธรรมที่มนุษย์เห็นเป็นตัวตนตั้งอยู่นั้น มันก็จะดับสูญไปทันที รูปธรรมต่าง ๆ ทีม่ นุษย์ยดึ ถือว่า มีตวั ตน จึงล้วนแล้วแต่เป็นโลก มายาเพราะเหตุนี้ ส�ำหรับภพแห่งสวรรค์และนรกก็เช่นเดียวกัน มันเป็นภาพแห่งมายา ทีจ่ ติ วิญญาณโดยเมอร์คขะบาห์เป็นผูส้ ร้างขึน้ มาให้ ตามการสัน่ สะเทือนของ จิ ต วิ ญ ญาณในการคิ ด อั น เกิ ด จากการหลงมิ ติ ข องจิ ต ที่ ไ ด้ รั บ ถ่ า ยทอด คุณสมบัติมาจากจิตหยาบเมื่อตอนเป็นมนุษย์นั่นเอง มนุษย์เลยล่วงรู้ความ

177


178

ปริญญา ตันสกุล

ลับข้อหนึ่งซึ่งเคยเผยให้รู้ไว้ในหนังสือ จิตจักรวาลซีรี่ส์ 1 ไปแล้ว เกี่ยวกับ อ�ำนาจหน้าที่ของเมอร์คขะบาห์ คงยังจดจ�ำกันได้ว่าเมอร์คขะบาห์คือ พลังงานทีเ่ ข้มข้นกว่าทีห่ อ่ หุม้ อยูภ่ ายนอกสุดของรูปธรรมจิตจักรวาลของตน เมื่อด�ำรงอยู่ในสนามพลังงานจักรวาลสากลนอกระบบโลก และเป็นส่วนที่ จิตวิญญาณน�ำติดตัวมาด้วยเพื่อห่อหุ้มรูปธรรมของตนที่แบ่งภาคมาจากจิต จักรวาลแต่เดิม ในการเดินทางมาสูร่ ปู ธรรมมนุษย์ ไม่เช่นนัน้ จิตวิญญาณเอง ก็ไม่อาจด�ำรงคุณสมบัตทิ สี่ มดุลของตนเอาไว้ได้ หากไม่มเี มอร์คขะบาห์ทหี่ อ่ หุ้มเป็นเปลือกนอกเอาไว้ หน้าที่ของพลังงานส่วนนอกสุดที่ว่านี้ ถ้าเร้นอยู่ในโครงสร้างของ เครือ่ งยนต์แห่งกรรม คือกายมนุษย์ จะท�ำหน้าทีเ่ ป็นผูช้ ว่ ยเหลือจิตส�ำนึกให้ เกิดการกระท�ำในมิตทิ างพลังงานหรือมิตคิ ขู่ นานตามค�ำสัง่ ของจิตส�ำนึกเสมอ เพื่อให้การกระท�ำใด ๆ ของมนุษย์ในมิติทางกายภาพ เป็นการกระท�ำในมิติ คูข่ นานซึง่ เป็นมิตขิ องแก่นแท้ดว้ ยในเวลาเดียวกัน เพือ่ ให้จติ วิญญาณซึง่ เป็น แก่นแท้ของมนุษย์ได้บรรลุวตั ถุประสงค์ในการสร้างพลังงานทีส่ มดุลในระบบ โลก ด้วยการกระท�ำทางจิตส�ำนึกของมนุษย์ได้นนั่ เอง มนุษย์อาจกล่าวได้วา่ จิตใต้สำ� นึกจากเมอร์คขะบาห์ของจิตวิญญาณของตนซึง่ ถือติดตัวมาด้วยจาก ต่างมิตินั้น มีหน้าที่เสมือนเป็น เครื่องมือแปลงระบบทางไฟฟ้าประจ�ำกาย มนุษย์ ก็ได้ การสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกของมนุษย์ในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ด้านบวกหรือลบ มันจะก่อให้เกิดคลืน่ ความถีข่ องจิตกับสมองในรูปคลืน่ ไฟฟ้า เคมีเสมอ ซึง่ จิตใต้สำ� นึกมันจะท�ำหน้าทีช่ ว่ ยแปลงระบบคลืน่ ไฟฟ้าเคมีทเี่ กิด ขึน้ ไปเป็นคลืน่ ความถีท่ างไฟฟ้าแม่เหล็ก เพือ่ ให้สามารถแผ่ออกมาภายนอก ร่างกายสู่สนามพลังงานภายนอกได้ ไม่ว่าคลื่นไฟฟ้าดังกล่าวจะมีคุณสมบัติ


มหาสติ

ของคลื่นความคิดต้องการอันเกิดจากสมอง ติดมากับคลื่นไฟฟ้าของจิตด้วย หรือไม่ มันจะถูกแปลงระบบเพือ่ น้อมน�ำสูภ่ ายนอกได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง ในทุกเรื่องราว การเกิดผลกรรมในมิติคู่ขนานของมนุษย์ด้วยกระบวนการทาง พลังงาน ล้วนใช้ช่องทางนี้ทั้งสิ้น กรณีทเี่ มอร์คขะบาห์ดำ� รงอยูเ่ ป็นเปลือกนอกห่อหุม้ รูปธรรมของจิต วิญญาณ หรือจิตจักรวาลอยู่ในสนามพลังงานจักรวาล นอกรูปธรรมมนุษย์ นั้น มันจะท�ำหน้าที่ส�ำคัญ 3 ประการคือ

1. รักษาความสมดุลของระบบไว้

พลังงานส่วนเปลือกนอกที่เรียกว่า “เมอร์คขะบาห์” นี้จะเป็น พลังงานที่เข้มข้นที่สุด มีอณูของมวลหยาบกว่าพลังงานกลุ่มอื่นที่เร้นอยู่ใน ภายในใจกลาง มีการสัน่ สะเทือนอยูต่ ลอดเวลา สามารถวัดค่าการสัน่ สะเทือน ได้ด้วยคลื่นเสียงที่เกิดขึ้น รูปธรรมจิตจักรวาลหรือจิตวิญญาณจะด�ำรงตน อย่างสมดุลได้ก็ต้องอาศัยพลังงานส่วนนี้ห่อหุ้มตนเองไว้เท่านั้น

2. เป็นพาหนะเดินทาง

พลังงานส่วนนี้จะมีการสื่อสารกันกับจิตที่เป็นนิวเคลียสในใจกลาง ตลอดเวลา ซึง่ ในใจกลางรูปธรรมทีเ่ รียกว่าจิตนัน้ ก็เป็นพลังงานเช่นเดียวกัน แต่มคี วามสามารถในการคิดรูไ้ ด้เองในทุกเรือ่ งราวคือ รูแ้ จ้งเสมอ ถ้าจิตส่วน นิวเคลียสมีความคิดต้องการว่าจะเปลี่ยนไปยังที่ใด เมอร์คขะบาห์ที่จะท�ำ หน้าที่น�ำพารูปธรรมของตนไปยังจุดหมายนั้นทันที ด้วยความเร็วของแสงที่ เปลีย่ นค่าเป็นสองเท่าในทุกวินาที ตามกาลเวลาบนโลกซึง่ รวดเร็วมากขนาด

179


180

ปริญญา ตันสกุล

ที่ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ เลย คลื่นความถี่ของจิตมนุษย์ก็สามารถเดินทางได้โดยพลังอ�ำนาจของ จิตใต้ส�ำนึกเป็นผู้ขับเคลื่อนพาไปบนเส้นแรงสนามแม่เหล็กโลก สู่ทุกปลาย ทางได้ด้วยอัตราความเร็วไม่แตกต่างกัน

3. เปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือรูปธรรมของตน

การช่วยเหลือในการเปลี่ยนแปลงรูปธรรมเรขาคณิตของตนก็เพื่อ ลดอุปสรรคในการเคลื่อนที่เดินทางไปในสนามพลังงาน ที่มีสิ่งกีดขวาง ลักษณะต่าง ๆ กัน ให้สามารถฝ่าไปได้โดยสะดวกนั่นเอง โดยจะย่อส่วน ตนเองให้เล็กลงหรือโตขึน้ และเปลีย่ นแปลงรูปร่างได้ตามทีจ่ ติ ต้องการเสมอ ในขณะทีป่ ริมาตรของรูปทรงเป็นจินตภาพและจ�ำนวนมวลหรือน�ำ้ หนักมวล ของตนยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาตรนั้น หลักการเพิม่ หรือลดปริมาตรของรูปธรรมของตน เมอร์คขะบาห์ใช้ วิธีเพิ่มหรือลดที่ว่างภายในรูปธรรมของตน ขณะมวลยังคงเดิมนั่นเอง จะเห็นได้ว่า ด้วยคุณสมบัติหรือหน้าที่ในประการที่สามนี้เอง ที่จิต วิญญาณทั้งหลายซึ่งอยู่ในอาการหลงมิติของจิตในเรื่องสวรรค์นรก คิดสร้าง มายาเหล่านีข้ นึ้ มาได้เป็นเรือ่ งเป็นราว เป็นตัวเป็นตนขึน้ โดยพลังอ�ำนาจของ เมอร์คขะบาห์ทเี่ ป็นผูส้ ร้างมันขึน้ มาให้เอง เพือ่ ตอบสนองความต้องการของ จิตวิญญาณนั้น เพราะมันคิดเองไม่เป็นเต้นเองไม่ได้ และสงสัยไม่เป็น ไม่ว่า จิตวิญญาณจะคิดถูกคิดผิด มันจะสร้างสรรค์มายาตอบสนองการคิดต้องการ ให้เสมอ

นรกสวรรค์จึงเป็นภพแห่งมายาอีกเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่เผยมา


มหาสติ

ให้รู้นี้ การที่มนุษย์จะต้องยกระดับสติปัญญาของตน ก็เพื่อให้พ้นไปจาก ความงมงายในเรื่องตัวตนในเรื่องของกิเลสตัณหา โดยใช้สติปัญญาประหาร มันให้สนิ้ เพือ่ ดับการหลงมิตขิ องจิตหยาบ ทีม่ นั จะถ่ายทอดคุณสมบัตไิ ปสูจ่ ติ วิญญาณ เมือ่ เครือ่ งยนต์แห่งกรรมดับลง ให้เกิดอาการหลงมิตคิ ดิ สร้างมายา ให้เกิดทุกข์จากความสับสนวุ่นวายส�ำหรับแก่นแท้ของตนเสียให้ได้ ตั้งแต่ ตอนเป็นมนุษย์นั่นเอง มนุษย์จึงต้องน�ำตนเองสู่การรู้แจ้งจากการหยั่งรู้ด้วย ปัญญาญาณ แล้วใช้ปัญญาอันสูงส่งของจิตวิญญาณประหารสิ่งที่จิตหยาบ ยึดติดให้หมดสิ้นกันเสียในภพชาตินี้ มนุษย์จะต้องรู้ว่า ผู้ฝึกจิตตนเองให้มีพลังอ�ำนาจในการหยั่งรู้ความ ลับเบื้องหลังมิติโลกในยุคที่ผ่านมาถึงปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องสองภพ คือนรก สวรรค์นนั้ พวกเขาเกิดความเชือ่ กันอย่างงมงายมากขึน้ เมือ่ จิตไปพบเห็นภพ มายาเหล่านีเ้ ข้าจริง ๆ จึงเกิดความเชือ่ กันยกใหญ่วา่ มันมีจริง โดยไม่ได้รแู้ จ้ง เห็นแจ้งว่าทัง้ หมดทัง้ สิน้ ทีเ่ ห็น มันเป็นแค่แดนมายาเท่านัน้ เอง ถ้าจะเปรียบ ไปแล้วก็เหมือนกับการทีม่ นุษย์ไปเทีย่ วชมเมืองจ�ำลอง ทีส่ ร้างขึน้ เลียนแบบ ของจริงแล้วหลงเข้าใจผิดคิดว่ามันคือของจริง เพราะไม่ล่วงรู้มาก่อนว่ามัน คือเมืองจ�ำลองต่างหาก แดนมายากับเมืองจ�ำลองมันแตกต่างกันก็ตรงที่ แดนมายาสร้างขึน้ จากการหลงมิตขิ องจิตวิญญาณ แต่เมืองจ�ำลองสร้างขึน้ จากการย่อส่วนของ จริงสถานทีจ่ ริงทีม่ นั มีอยูจ่ ริง ให้คนดูทไี่ ม่รทู้ มี่ าเกิดความรูส้ กึ นึกคิดไปว่าเป็น ของจริง ซึ่งการจ�ำลองคือการสร้างมายา การเข้าใจว่าของจริงก็คืออาการ หลงมิติของจิตนั่นเอง

181


182

ปริญญา ตันสกุล

อาการหลงมิติของจิตมนุษย์เองก็มีมากมาย เช่น การไม่เชื่อว่าตาย แล้วเกิดใหม่ การมีอยู่ของกฎแห่งกรรม การมีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้ของ รูปธรรมของตน หรืออื่น ๆ ซึ่งเป็นอาการหลงมิติของจิตเช่นกัน เพราะไม่รู้ ว่ามันมีจริงเนื่องจากยังเข้าถึงความลับเบื้องหลังมิติโลกไม่ได้ การหลงมิติว่า ตายแล้วดับสูญ กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องเหลวไหล เรื่องจิตวิญญาณเป็นเรื่อง งมงาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องไร้สาระ ล้วนเป็นบทสรุปของคนที่หลงมิติแห่ง จิตทั้งสิ้น

ถ้ามนุษย์ยังคอยแต่จะถามหาตัวตน

ยังคิดแบบวิทยาศาสตร์ด้วยสมองซีกซ้ายน�ำขวา

ถ้ามนุษย์ยังเข้าถึงการใช้ปัญญาญาณ เพื่อการสังเคราะห์ข้อมูล ด้วยกลไกการหยั่งรู้เพื่อการรู้แจ้งด้วยแก่นแท้ ที่เป็นกระบวนการทาง พลังงานของจิตวิญญาณของตนอีกระบบหนึ่ง ที่แต่ละคนล้วนมีอยู่ยังไม่ ได้ อาการหลงมิติทางจิต อันเกิดจากความงมงาย มนุษย์ย่อมไม่มี วันล่วงพ้น การฝึกตนเองให้มสี ติ เพือ่ สร้างมหาสติให้เกิดขึน้ ในสังคมมนุษย์โลก คือการร่วมมือกันของมนุษย์เองที่จะน�ำตนเองและผู้อื่นให้ถึงพร้อมต่อการ ละเว้นการสร้างกรรม ให้เกิดผลกรรมทั้งในมิติกายภาพต่อมนุษย์คนอื่น ๆ และในมิตทิ างพลังงานทีจ่ ะเป็นผลกรรมทางพลังงาน ให้ตอ้ งชดเชยด้วยการ ฟันฝ่าข้ามภพชาติไม่รู้สิ้นสุด และการก้าวสู่การฝึกฝนจิตของตนให้มีพลัง อ�ำนาจ เพือ่ เปลีย่ นกลไกทางสมองสูก่ ารใช้ปญ ั ญาญาณให้เกิดการรูแ้ จ้ง เพือ่ น�ำเอาความรู้ใหม่เหล่านั้นเป็นเครื่องประหารกิเลสของจิตหยาบของตนให้


มหาสติ

หมดสิ้น การรู้แจ้ง คือ หนทางเดียวที่จะช่วยให้มนุษย์ประหารกิเลสของจิต หยาบทั้งหมดได้ ถ้ามนุษย์ประหารกิเลสของจิตหยาบได้ การสร้างกรรมใหม่ย่อม ไม่มี และสามารถจะก�ำจัดคุณสมบัตพิ ลังงานกรรมของตนให้เป็นกลางได้ ถ้าก�ำจัดพลังงานกรรมทั้งหมดได้อย่างสิ้นซาก มนุษย์ก็สามารถ น�ำจิตวิญญาณของตนสู่การหลุดพ้น คือเข้าถึงภาวะนิพพานได้ มนุษย์สามารถน�ำตนเองเข้าถึงภาวะนิพพานได้ ขณะที่ยังด�ำรง ชีวิตอยู่ ถ้าสามารถประหารกิเลส ดับความมีตัวตน ก้าวพ้นไปจากความ ดีความชั่วทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิงแล้ว มนุษย์ที่ยังลังเลสงสัยหรือไม่เชื่อว่า ความรู้ที่รู้แจ้งได้ด้วยปัญญา ญาณ มันมีอ�ำนาจสูงพอที่จะประหารกิเลสของจิตหยาบของตนได้จริงหรือ ไม่ จะต้องปฏิบตั มิ นั ด้วยตนเองให้เข้าถึงการรูแ้ จ้งให้จงได้เสียก่อนเท่านัน้ จึง จะรู้ว่านี่คือความจริงที่จริงแท้ เนื่องจากไม่สามารถจะอธิบายให้มนุษย์ที่ยัง คงใช้สติปญ ั ญาจากสมองซีกซ้ายน�ำขวาในระบบเก่า ทีย่ ดึ ติดกับอารมณ์หยาบ ๆ กับความมีตวั ตนอยูใ่ ห้เข้าใจความจริงของจักรวาลในข้อนีไ้ ด้งา่ ยนัก เพราะ มันไม่มตี วั ตนให้พสิ จู น์รเู้ ยีย่ งการคิดแบบจิตหยาบ ซึง่ สมองซีกซ้ายมันช�ำนาญ นั่นเอง เนื่องจากมนุษย์แต่ละคน ล้วนมีบทเรียนกรรมและบททดสอบต่าง ๆ ทีจ่ ติ วิญญาณแก่นแท้ของตนน�ำติดตัวมาจากต่างมิตดิ ว้ ยกันทัง้ สิน้ มันเป็น แผนการที่ตนต้องเผชิญจากการกระท�ำผิดพลาดไว้ในภพชาติอดีตทั้งสิ้น ซึ่ง

183


184

ปริญญา ตันสกุล

อาจเรียกว่าเป็น พันธกรรม ก็ได้ การที่มนุษย์ต้องเผชิญกรรมต่าง ๆ จึง เป็นการเผชิญกับสถานการณ์หรือเงื่อนไขเดิมในภพชาติอดีต ที่ถูกจัด โปรแกรมให้ต้องเผชิญกับมันอีกครั้งซ�้ำ ๆ กันไปทุกภพชาติ หากตัดสินใจ ผิดกระท�ำผิดซ�้ำแล้วซ�้ำอีก จนกว่าจะตัดสินใจใหม่ได้อย่างถูกต้องเท่านั้น เงื่อนไขและสถานการณ์นั้นจึงจะหมดไปได้ ความมีสติจึงสามารถช่วยให้ มนุษย์ได้มีโอกาสใช้สติปัญญา เพื่อการสร้างแรงสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกที่ ถูกต้อง ด้วยอารมณ์การคิดการตัดสินใจและการกระท�ำทีถ่ กู ต้องต่อผูอ้ นื่ ซึง่ เป็นสมาชิกผูร้ ว่ มพันธกรรมของตนในชีวติ ประจ�ำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการด�ำเนินชีวิตร่วมกันเป็นสังคมมนุษย์จึงต้องรู้ว่า

สิง่ ทีต่ นเผชิญในแต่ละเรือ่ งราว ในทุกนาทีของแต่ละวันนัน้ ไม่วา่ จะต้องเผชิญกับเรื่องใดสถานการณ์ใด กับผู้ใด ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย แม้แต่นอ้ ย ทุกสถานการณ์เงือ่ นไขล้วนเป็นไปตามแผนการทีต่ นเองได้วาง ไว้ในภพชาติก่อนทั้งสิ้น

การทีม่ นุษย์กำ� ลังเดินอยูด่ ี ๆ มีใครบางคนวิง่ เข้ามาชนจนผงะหงาย

การได้พบกับคนแปลกหน้า แม้เพียงแค่ไม่กี่นาทีแล้วจากไป

การได้มีโอกาสไปร่วมงานใด ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจไว้ล่วงหน้า

การถูกคนอื่นเข้าใจผิด หรือคิดร้ายต่อตนเองโดยไม่รู้เหตุผล

การพลาดพลั้งตกบันใดจนเจ็บเนื้อเจ็บตัวที่มนุษย์ว่าประมาทเอง

การมีใครบางคนหยิบยื่นลาภผลมาให้ โดยไม่คาดคิดมาก่อน

การทีก่ ำ� ลังเผชิญหน้ากับใครบางคนในสถานการณ์ใด ๆ สถานการณ์


มหาสติ

หนึ่ง แล้วเกิดความรู้สึกเป็นความคิดแว่บหนึ่งว่า เหมือนตนเองเคยอยู่ใน เหตุการณ์และเงื่อนไขนั้นมาแล้ว แต่จ�ำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ มันเป็นความทรงจ�ำ ที่คลับคล้ายคลับคลาว่า ใครคนนั้นแสดงท่าทางกิริยาและพูดจาเหมือนเคย ได้ยินได้เห็นมาก่อนแล้วทั้งสิ้น ขณะที่การพูดจาการวางท่าทางของตนเอง กับใครคนนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันกับที่จ�ำได้นึกได้ชั่วแว่บหนึ่งนั้นเลย ตัวอย่างบางเรื่องราวข้างต้น ล้วนเป็นแผนการของมนุษย์เองที่ ได้กระท�ำไว้ในอดีตชาติทงั้ สิน้ บางเรือ่ งราวเป็นพันธกรรมของตนทีจ่ ะต้อง ตัดสินใจใหม่อีกครั้งให้ถูกต้อง และบางเรื่องราวตนเองจะเป็นแค่เพียง สมาชิกของคนอื่น เพื่อช่วยเหลือเข้าให้ประสบผลส�ำเร็จในการแก้ไขตัว เขา ที่กระท�ำผิดพลาดในเรื่องนั้นในอดีตชาติก็เป็นได้ เมือ่ ความจริงทีจ่ ริงแท้มนั เป็นเช่นนี้ มนุษย์สามารถจะกระท�ำหน้าที่ ของตนได้อย่างถูกต้อง ช่วยเหลือผู้อื่นให้กระท�ำหน้าที่ของเขาต่อพันธกรรม ได้อย่างถูกต้อง และสามารถกระท�ำต่อผูอ้ นื่ ได้อย่างถูกต้อง ก็ตอ้ งอาศัยพลัง อ�ำนาจทางปัญญาและความรักบริสทุ ธิท์ ตี่ นมีอยูเ่ ท่านัน้ และการจะเข้าถึงสิง่ นี้ได้ มนุษย์จึงต้องเริ่มจากการมีสติและการครองสติให้ได้เสียก่อน

หลักการครองสติของมนุษย์ที่สมดุล

แนวทางการปฏิบตั ิ เพือ่ การรักษาสติหรือครองสติของตนไว้ในยาม ตื่น เพื่อการสร้างตนเองและสร้างสังคมร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยอยู่เหนือ กฎแห่งกรรมได้ จะประกอบด้วยเงื่อนไขส�ำคัญรวม 5 ประการ คือ

1. ไม่ใช่อารมณ์น�ำปัญญา

2. ไม่ปรารถนาของผู้อื่น

185


186

ปริญญา ตันสกุล

3. ไม่ตื่นใจต่อสิ่งเร้า

4. ไม่ก้าวล่วงใครด้วยถ้อยค�ำ

5. ไม่ท�ำร้ายตนเอง

ทั้งหมดนั้นเป็นความมีสติในตนเอง 5 ประการ ในการสร้างความ สมดุลทางจิตส�ำนึก ด้วยการคิดรู้สึกและการกระท�ำใด ๆ ในชีวิตประจ�ำวัน โดยไม่นำ� ไปสูก่ ารท�ำลายความสมดุลทางจิตส�ำนึกของผูอ้ นื่ และจิตส�ำนึกของ ตนเองด้วย ถ้ามนุษย์ละเลยต่อความมีสติทั้งหมด หรือเพียงข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ประการนี้ มนุษย์จะต้องเผชิญกับอุปสรรคในการด�ำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น อย่างแน่นอน อุปสรรคทีเ่ กิดขึน้ ถ้าตนเองไม่ได้เป็นผูร้ เิ ริม่ ก่อขึน้ มา ก็อาจเกิด จากผู้อื่นเป็นผู้ก่อขึ้นโดยมีตนเองเป็นผู้กระท�ำตอบคละเคล้ากันไปเสมอ


มหาสติ

9

กิเลสดับ มหาสติเกิด ในบททีผ่ า่ นมา ได้แนะเน้นกลวิธกี ารเข้าถึงมหาสติดว้ ยวิธกี ารครอง สติของตนให้เทีย่ งในชีวติ ประจ�ำวัน ด้วยการสร้างคุณสมบัตติ า่ ง ๆ ทางจิตใจ

187


188

ปริญญา ตันสกุล

เพื่อค�้ำจุนความสมดุลทางอารมณ์รู้สึก การนึกคิดและการกระท�ำ รวมเรียก ว่าการสร้างความสมดุลทางจิตส�ำนึกของตนเองไว้ ไม่ให้แสดงออกหรือ กระท�ำต่อผู้อื่นด้วยพฤติกรรมไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม จนกลายเป็นเงื่อนไข ด้านลบของผูอ้ น่ื ท�ำให้ผอู้ นื่ เกิดการเสียสมดุลทางอารมณ์แล้วแสดงออกหรือ กระท�ำตอบต่อตัวมนุษย์เองผูส้ ร้างเงือ่ นไขให้เขา ด้วยจิตส�ำนึกทีส่ นั่ สะเทือน ด้านลบตอบสนองกลับมาได้ วิธปี ฏิบตั จิ ติ ดังกล่าว เป็นแค่เพียงวิธกี ารหนึง่ ทีม่ นุษย์สามารถเลือก ใช้ปฏิบตั กิ นั ในชีวติ ประจ�ำวันได้ เพือ่ ให้มหาสติทเี่ กิดขึน้ น�ำไปสูป่ ญ ั ญาสมาธิ ในระดับต้น ในการคิดรู้ที่แยบยลขึ้นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่าง แยบยลขึ้นนั่นเอง แต่ยังมิใช่วิธีการที่ถาวร ยังไม่ใช่วิธีการที่จะน�ำไปสู่พลัง อ�ำนาจทางปัญญาของตนชัน้ สูงสุดได้อย่างแท้จริง เพียงแค่ดกี ว่าการนัง่ สมาธิ ในมุมสงบอยู่เพียงล�ำพังอยู่อย่างเดียว ด้วยการท�ำจิตให้หลับไหล ท�ำสมอง ซีกซ้ายให้ไร้ส�ำนึกจากการหยุดยั้งอารมณ์หยาบ ๆ เอาไว้ชั่วคราว โดยไม่ สามารถสร้างกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อการสร้างใหม่และเพื่อ การด�ำรงอยู่ร่วมกันกับมนุษย์คนอื่น ๆ ได้ การปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิของมนุษย์ยคุ พลังงานเก่านัน้ มนุษย์ยงั เข้าใจ คลาดเคลือ่ นว่าสามารถจะน�ำพาตนเองสูน่ พิ พานได้ ยิง่ ฝึกจนมีสมาธิแก่กล้า มากเท่าใด มนุษย์กลับยิ่งสร้างความงมงายเพราะไม่เข้าใจให้ตนเองมากยิ่ง ขึ้นเท่านั้น บางคนฝึกสมาธิเสียจนติดกับความปิตสิ ขุ ทีเ่ กิดขึน้ ในจิต จนกลาย เป็นสิง่ เสพติดไปในชีวติ ประจ�ำวัน ความก้าวหน้าในการสร้างปัญญาสมาธิ จึงไม่เกิด


มหาสติ

มนุษย์จะต้องรู้ว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิเพราะเกิดสติ อารมณ์หยาบ ๆ รายวันของมนุษย์กับการคิดนึกที่สับสนที่ซับซ้อนมันถูกจ�ำกัดไว้ชั่วขณะ จะ ท�ำให้สมองซีกซ้ายไร้ส�ำนึกลงชั่วคราว พลันความอิ่มเอิบเบิกบานในจิตจะ ก่อตัวขึ้นมาแทน อารมณ์ดังกล่าวนี้มันจะไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมน ชนิดหนึ่งในสมอง ในความควบคุมของต่อมพิทูอิทารี่ ผู้น�ำหน้าที่เป็นเปลือก ชั้นในของจิตวิญญาณของมนุษย์น่ันเอง ฮอร์โมนดังกล่าวมันมีคุณสมบัติไม่ ต่างไปจากสารเสพติดบางชนิดที่มนุษย์คุ้นเคย ที่เมื่อเสพแล้วจะท�ำให้จิตใจ มนุษย์แช่มชื่นเบิกบานเป็นสุข มองโลกได้อย่างสุนทรีย์กว่าสภาวะจิตปกติ เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในสมองซีกขวานั้น ไม่มี คุณสมบัตดิ า้ นลบในการลดทอนพลังอ�ำนาจทางปัญญาแต่อย่างใด และไม่มี ผลร้ายในการท�ำลายความสมดุลของระบบย่อยของเครื่องยนต์แห่งกรรม เหมือนเช่นสารเสพติดที่มนุษย์เสพมันเข้าไป แม้มันจะมิใช่ผลเสียหาย กับการติดยึดปิติสุขอันเกิดจากเทคสิค สมาธิประจ�ำวันก็ตาม แต่มันเป็นการท�ำลายโอกาสก้าวหน้าของมนุษย์ เอง บนเส้นทางสู่การใช้ปัญญาญาณต่างหาก บางคนฝึกเทคนิคสมาธิเสียจนหลงเข้าใจว่า ความสงบงันของจิตที่ หมั่นปฏิบัติกันเป็นประจ�ำนั้นมันสามารถหยุดยั้งการสร้างกรรมให้เกิดผล กรรมได้ ย่อมน�ำตนเองเข้าถึงสภาวะนิพพานของจิตวิญญาณของตนได้ด้วย เช่นกัน นีเ่ ป็นความคิดเข้าใจทีไ่ ม่ถกู ต้องอีกอย่างหนึง่ ของมนุษย์ เพราะการ ทีม่ จี ติ สงบชัว่ คราวนัน้ มันเป็นแค่การดับวัฏสงสารในการสร้างพันธกรรมกับ มนุษย์คนอืน่ ๆ เอาไว้ได้ว ชัว่ ขณะทีก่ ำ� ลังปฏิบตั มิ นั อยู่ หรือเรียกว่า นิพพาน กรรม ชั่วคราวเท่านั้นเอง เมื่อจบชีวิตลงไปในภพชาตินี้ จิตวิญญาณของตน

189


190

ปริญญา ตันสกุล

ก็ยงั ไม่อาจหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลกคือนิพพานอย่างแท้จริงได้ เหตุเพราะ ว่าจิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ของรูปธรรมมนุษย์เอง ยังจะต้องแบกขนภาระ พลังงานกรรมที่สั่งสมไว้แต่ก่อนเก่าทั้งหมดที่มีอยู่เอาไว้ดังเดิมต่อไป ไม่ว่า มนุษย์จะใช้เวลาว่างตลอดวันกับการปฏิบัติเทคนิคสมาธิจนเกือบชั่วชีวิตนี้ ก็ตาม ผลกรรมใด ๆ ที่เคยมีอยู่มันก็จะยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งมนุษย์จะน�ำจิต วิญญาณของตนให้หลุดพ้นได้ต้องไร้พลังงานกรรมที่สั่งสมไว้ในมิติคู่ขนาน โดยสิ้นเชิงเท่านั้น การปฏิบัติสมาธิเทคนิคของมนุษย์ ไม่อาจท�ำให้มนุษย์เข้าถึงภาวะ นิพพานได้ เพราะปฏิบตั กิ ารนีไ้ ม่มกี ระบวนการใด ๆ ทีม่ นุษย์กระท�ำ สามารถ ท�ำให้คุณสมบัติของพลังงานกรรมด้านบวกและลบเป็นกลาง คือระเบิดอณู ของพลังงานกรรมทั้งหมดหรือแม้เพียงบางส่วนได้เลย มันเป็นเพียงแค่หยุด การสร้างพลังงานกรรมใหม่ ๆ ไว้ได้ชั่วคราวต่างหาก เพราะขณะนั้นมนุษย์ มีจิตหยาบสงบงัน และมนุษย์เองกักบริเวณตนเองไว้กับความสงบวิเวก ไม่ ได้ปฏิสัมพันธ์กันกับมนุษย์คนอื่น ๆ บางคนฝึกสมาธิเทคนิคจนสร้างสมาธิได้ระดับหนึง่ แล้ว กลับน�ำเอา ความรูใ้ หม่บางเศษเสีย้ วของคัมภีร์ จักรวาลในด้านทีเ่ กีย่ วข้องกับอภิปรัชญา ว่าด้วยศาสตร์เรื่องพลังงานของแก่นแท้ สอนให้จิตของตนที่ก�ำลังรวมตัวกัน เป็นหนึง่ เดียว เกิดทักษะใหม่ในการเรียนรูต้ วั ตนทีเ่ ป็นนามรูปต่าง ๆ เช่น ฝึก การมีตาทิพย์สามารถมองเห็นเหตุการณ์ลว่ งหน้า มองเห็นรูปธรรมสีแสงของ พลังงานที่ตามนุษย์ปกติมองไม่เห็นได้ ฝึกการมีหูทิพย์ที่สามารถได้ยินได้ฟัง คลื่นเสียงในระดับความถี่ที่หูมนุษย์ธรรมดาไม่อาจสัมผัสได้ บางคนก็ฝึกจิต ของตนในการก้าวล่วงจิตมนุษย์คนอืน่ ๆ ด้วยการหยัง่ จิต การจูงจิตและการ สะกดจิต เป็นต้น โดยเข้าใจว่าเป็นอ�ำนาจวิเศษที่ตนสร้างได้ และเป็นฤทธิ์


มหาสติ

ของจิตตนทีเ่ หนือมนุษย์คนอืน่ ๆ ไป ทัง้ ๆ ทีก่ ารกระท�ำเช่นนีเ้ ป็นการน�ำเอา ความมีตัวตนและกิเลส หรืออุปาทานเข้าครอบง�ำจิตของตนที่ว่างเว้นจาก กิเลสปกติทยี่ งั คงมีอยูแ่ ต่เดิม ให้มนั เพิม่ มากขึน้ อีก จนถึงยากต่อการขัดเกลา มันให้ใสบริสุทธิ์ได้ง่าย ๆ บางคนฝึกจิตของตนในยามจิตสงบเป็นสมาธิ ด้วยการใช้พลังอ�ำนาจ ทางจิตที่เกิดขึ้นไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง เพื่อสร้างอ�ำนาจทางฤทธิ์จนรู้สึกว่า ตนเองเหนือมนุษย์เหนือธรรมชาติ แล้วหลงผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษเป็น ผู้ยิ่งใหญ่ในสากลจักรวาล อันเกิดจากจิตไร้ส�ำนึกชักน�ำไป ทั้ง ๆ ที่อ�ำนาจ เช่นนีผ้ รู้ แู้ จ้งในกฎสากลจักรวาลและเข้าใจกลไกของจิตใจในเครือ่ งยนต์แห่ง กรรม ไม่ว่านใดก็สามารถจะกระท�ำได้ทั้งสิ้น เพราะพลังอ�ำนาจของมนุษย์มี ศูนย์กลางการสัน่ สะเทือนอยูท่ จี่ ติ ซึง่ ท�ำหน้าทีร่ ว่ มกันกับจิตปัญญาคือสมอง เพียงแต่ภาพผลอันเกิดจากการกระท�ำนัน้ มันเป็นอุปาทานหรือมายาแห่งจิต เท่านั้น ในขณะที่ความเป็นจริงมันมิได้เป็นเช่นนั้นเลย บางคนฝึกเทคนิคสมาธิเสียจนดิ่งลึกและดื่มด�่ำกับความปิติสุข ที่ อาบอิ่มชะโลมจิตใจ เกิดพลังงานชีวิตขึ้นจากกระบวนการทางไฟฟ้าเคมี ภายในร่างกายอย่างมากมาย จนท�ำให้เซลล์ทั่วร่างกายเกิดการสั่นสะเทือน ขึน้ เป็นอาการต่าง ๆ ปรากฎให้เห็น เนือ่ งจากพลังงานจิตทีเ่ กิดขึน้ จากเทคนิค สมาธินั้นไม่ได้ถูกน�ำไปใช้ประโยชน์ ตามแนวทางของสมาธินั่นเอง การสั่น สะเทือนทางกายที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจะสามารถแสดงเป็นอาการต่าง ๆ ได้ ตามการคิดของจิตในขณะนัน้ เช่น ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นนกก็จะสามารถออกท่า ทางเป็นนกให้เห็น ถ้าคิดว่าตนเองเป็นกบก็จะแสดงท่ากระโดดดีดตัวขึ้นได้ ถ้าคิดว่าตนเองเหาะหรือลอยตัวได้การลอยตัวหรือเหาะได้ก็จะเกิดขึ้นชั่ว ขณะหนึง่ นัน้ ถ้าคิดว่าตนเองเป็นเทพเทวดาทีม่ อี ากัปกิรยิ าแบบใดก็จะแสดง

191


192

ปริญญา ตันสกุล

ท่าทางไปตามที่นึกคิดและจ�ำได้นั้น เป็นต้น ซึ่งมันจะเป็นไปได้โดยอัตโนมัติ ด้วยกระบวนการหลงมิติของจิตที่ตัวมนุษย์เองไม่เข้าใจ และถ้ามนุษย์คนใด มีข้อมูลดังกล่าวในจิต ก็จะสามารถแสดงอาการต่าง ๆ เหล่านั้นได้เช่นกัน หากถูกจูงจิตใจโดยมีพลังอ�ำนาจเหนือกว่าที่ตนศรัทธา ช่วยท�ำหน้าที่ โปรแกรมค�ำสั่งจิตให้แทน ขณะที่ก�ำลังอยู่ในสภาวะพลังงานล้นเหลือนั้น อาการทีแ่ สดงออก ไม่ได้เกิดจากการซ้อนทับของจิตวิญญาณอืน่ ใด ทีม่ นุษย์กำ� ลังสวมบทบาทของเขาอยูเ่ ลยแม้แต่นอ้ ย แต่เป็นการแสดงอาการ ไปตามที่จิตมันคิดเอาเองต่างหาก เพราะการที่จิตวิญญาณดวงอื่นจะเข้ามา ซ้อนทับจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และกระท�ำได้อย่างง่ายดายเช่นนัน้ เลย ผูจ้ ะสามารถเชือ่ มโยงกันกับรูปธรรม ทางวิญญาณในต่างมิติได้ จะต้องมีความเหมาะสมหลายประการ เช่น จิต วิญญาณทีเ่ ป็นแก่นแท้ของรูปธรรมมนุษย์นนั้ อนุญาติแล้วหรือไม่ ซึง่ ปกติแล้ว จะยินยอมไม่ได้ มนุษย์ผนู้ นั้ มีความสัมพันธ์กนั กับจิตวิญญาณทีอ่ า้ งถึงในอดีต ชาติมาก่อนหรือไม่ ถ้าไม่เคยมีความสัมพันธ์กนั มาก่อนไม่วา่ ในภพชาติใดภพ ชาติหนึ่งในอดีตแล้ว เหตุการณ์กรณีนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถึงที่สุดแล้วมัน คือความงมงายในสิ่งที่มนุษย์อธิบายไม่ได้นั่นเอง การปฏิบัติเทคนิคสมาธิมีหลายวิธี วิธีที่ก่อให้เกิดพลังงานชีวิตที่ล้น เหลือ ดังเช่นกรณีที่ร่างกายเกิดการสั่นสะเทือนจนออกอาการไปตามการ โปรแกรมของจิตดังกล่าวนี้น้ัน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาน�ำตนเองเข้าสู่สมาธิ ภายในเวลาสั้น ๆ ด้วยการน�ำจิตตนเองไปยึดเหนี่ยวกับตัวตนบุคคลผู้น�ำ พิธกี รรมด้วยแรงศรัทธาของตน เพือ่ น�ำจิตของตนเข้าสูค่ วามเป็นหนึง่ เดียวกัน กับผูน้ ำ� ทีต่ นศรัทธานัน้ ถ้ามีสมาชิกผูร้ ว่ มพิธกี รรมจ�ำนวนมากคนมากเท่าใด ศูนย์รวมทางพลังงานจิตที่เกิดขึ้นจะมีพลังงานที่เข้มข้นจากอ�ำนาจจิตสมาธิ


มหาสติ

ของสมาชิกแต่ละคนรวมกัน ณ ศูนย์กลางคือผู้น�ำพิธีกรรมนั้นนั่นเอง ซึ่งมัน จะช่วยยกระดับพลังอ�ำนาจของจิตของสมาชิกแต่ละคนให้เพิ่มขึ้นด้วย กระบวนการนี้ได้อย่างง่ายดาย ส่วนใหญ่แล้วพลังอ�ำนาจทางจิตที่เกิดจาก กระบวนการนี้ เกิดจากจิตกึ่งสมาธิเท่านั้น คือ จิตที่เป็นสมาธิไม่เต็มร้อย เพราะจิตยังไม่สงบแท้จริง แต่อำ� นาจจิตทีเ่ กิดขึน้ มาได้เป็นเพราะมนุษย์ปลุก จิตบางดวงที่ยอมตามอยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้ มนตรา หรือ มันตระ อันเป็น ภาษาจิต ทีเ่ มือ่ เปล่งออกมาเป็นคลืน่ เสียงแล้ว มันจะมีผลต่อการสัน่ สะเทือน อย่างรุนแรงของคลื่นจิตได้ การภาวนามนตราจึงเป็นการกระตุ้นให้จิตของ ตนเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงได้วิธีหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ฝ่ายชมชอบฤทธิ์มัก นิยมฝึกฝนกัน เหตุที่ศาสดาไม่แนะเน้นให้ปฏิบัติเช่นนี้ เป็นเพราะว่าฤทธิ์ทางจิต ทีเ่ กิดขึน้ มันจะเกิดได้แค่เพียงระยะสัน้ แล้วมันก็ดบั ไป ไม่อาจประคองมันไว้ นาน ๆ เท่าที่ต้องการอีก ทั้งมันเกิดพลังอ�ำนาจมากเสียจนเกินความจ�ำเป็น อีกต่างหากด้วย และที่ส�ำคัญคือมันตราจะเป็นตัวการท�ำให้จิตทุกดวง ทั้ง จิตส�ำนึก จิตไร้ส�ำนึกและจิตใต้ส�ำนึก มันเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นพร้อมกัน โดยยากทีจ่ ะควบคุมมันได้ ซึง่ มันไม่มปี ระโยชน์อนั ใดอีกด้วย การสัน่ สะเทือน ทางจิตส�ำนึกอย่างเดียวเท่านั้น คือกลไกการใช้งานที่ถูกต้องเหมาะสมกว่า เพราะเป็นพลังเย็นที่รุนแรงดุจไฟเย็น ที่สมองมนุษย์ถูกโปรแกรมไว้ให้ตอบ รับมันได้ เพื่อช่วยสร้างคลื่นแห่งปัญญาญาณ ถ้ามีปริมาณเหลือใช้มันจะถูก เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปของพลังงานชีวิตในความควบคุมของต่อมทัยมัสต่อไป ก็การปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิมวี ตั ถุประสงค์เพือ่ การเข้าถึงสติปญ ั ญา ของวิญญาณหรือการใช้ปัญญาญาณมิใช่หรือ?

ความมีสมาธิแก่กล้า จะช่วยให้จติ มีพลังอ�ำนาจสูงส่ง สามารถสร้าง

193


194

ปริญญา ตันสกุล

แรงสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าความถี่สูง ๆ ที่เหมาะสมต่อการก ระตุน้ เซลล์สมองซีกขวาให้ทำ� หน้าทีส่ มองซีกซ้ายเพือ่ การคิดรูร้ ะบบใหม่ หรือ การหยัง่ รูส้ จั ธรรมทีไ่ ม่เกีย่ วข้องกับความมีตวั ตนหรือเข้าถึงการรูแ้ จ้งเห็นแจ้ง ในสรรพสิ่งที่เป็นอนัตตา ที่สมองซีกซ้ายไม่เข้าใจโดยแท้ ผู้ที่ไม่สามารถเปลี่ยนกลไกการคิดรู้ของระบบสมอง จากซีกซ้าย น�ำขวา สู่ซีกขวาน�ำซ้ายได้ย่อมไม่มีทางเข้าถึงกฎสากลจักรวาลหรือ สัจธรรมอันสูงส่งได้ เนือ่ งจากเป็นสิง่ ทีอ่ ยูเ่ หนือการคิดแบบจิตมนุษย์ปกติ ที่ติดยึดอยู่กับความมีตัวตนหรือรูปธรรม การคิดแบบจิตมนุษย์เป็นการ คิดในทางกายภาพที่เป็นมายา ที่มนุษย์ว่าเป็นอัตตาทั้งสิ้น ซึ่งสมองซีก ซ้ายมันเคยชินและยึดติดอยู่ มนุษย์จะต้องไม่ลืมว่า เหนือความมีตัวตนนั้น คือมิติคู่ขนานอัน เป็นมิติทางพลังงาน ซึ่งเป็นมิติของแก่นแท้ของสรรพสิ่งใด ๆ ทั่วทั้ง จักรวาล มนุษย์จะเรียนรู้ได้ต้องเข้าให้ถึงการรู้แจ้งเห็นแจ้งผ่านการหยั่งรู้ ด้วยการใช้สมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายให้ได้เท่านั้น การคิดแบบวิทยาศาสตร์กับการคิดแบบจิตมนุษย์ ล้วนใช้สมองซีก ซ้ายน�ำขวาตามธรรมชาติแต่เดิมมาด้วยกันทั้งสิ้น วิทยาศาสตร์จึงต้องการ การพิสูจน์รู้ เรียนรู้ เพื่อให้รู้จริงและสัมผัสได้ ศาสตร์ต่าง ๆ ของมนุษย์จึงมุ่ง เรียนรู้สื่อสอนกัน เกี่ยวกับเรื่องของสรรพสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์หรือมายา เท่านัน้ โดยไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้ของจักรวาลในมิตทิ สี่ งู กว่าได้ เพราะไม่อาจ รู้ ไม่อาจเห็น ไม่อาจได้ยิน ไม่อาจสัมผัสมันได้ เนื่องจากกลไกการใช้สมอง ถูกติดมิติไว้ มนุษย์ส่วนใหญ่จึงไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงศาสตร์อภิปรัชญาของ จักรวาล มนุษย์เคยชินเคยใช้กลไกทางสมองตามธรรมชาติกันมาอย่างไร ก็ จะยังคงใช้มันอยู่อย่างนั้น ขณะที่สมองซีกขวาจะน�ำซีกซ้ายให้มนุษย์ใช้งาน


มหาสติ

มันได้ มนุษย์จะต้องกดปุ่มใช้งานมันได้ตัวมนุษย์เอง นั่นคือ การหยุดอารมณ์หยาบ ๆ ให้ได้ จะท�ำให้สมองซีกซ้ายมันไร้ส�ำนึก ไปเอง สร้างความปิติเบิกบานในจิตใจ จากการกระท�ำความดีงาม ด้วย การมอบพลังงานความรักบริสุทธิ์ให้ผู้อื่น โดยไม่คิดหวังสิ่งตอบแทน ความรักบริสุทธิ์ เป็นอารมณ์ด้านบวกที่สมองซีกซ้ายมันไม่ ช�ำนาญ พวกมนุษย์สร้างแรงสั่นสะเทือนให้มันเกิดขึ้นมาได้ มันจะช่วย เปิดมิติการท�ำงานของสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายได้โดยอัตโนมัติ

ถ้าจะกดปุ่มใช้งานมัน มนุษย์จะต้องกระท�ำเช่นที่ว่านี้เท่านั้น

การปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิ การถือศีลปฏิบตั ธิ รรมและการสร้างมหา สติสู่ธรรมชาติสมาธิ ล้วนชี้น�ำให้มนุษย์เดินทางสู่การใช้กระบวนการทาง สมองระบบใหม่นี้ทั้งสิ้น อริยะสงฆ์หรือมนุษย์อัจฉริยะ สามารถใช้ปัญญาญาณได้ ล้วน ต้องเข้าสู่กระบวนการที่ว่านี้ทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน การปฏิบัติสมาธิ จึงเป็นพื้นฐานของมนุษย์ในทางปฏิบัติ เพื่อน�ำ ตนเองเข้าถึงพลังอ�ำนาจสูงสุดที่ตนมีอยู่ นั่นคือ พลังอ�ำนาจของแก่นแท้คือ จิตวิญญาณของตนนั่นเอง มนุษย์ไม่รู้หรอกว่า การเป็นรูปธรรมมนุษย์ แห่งดาวเคราะห์โลก เป็นรูปธรรมที่ยิ่งใหญ่และมีอ�ำนาจจากการสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกที่ไม่มี รูปธรรมอื่นใดเทียบได้ ซึ่งไม่ใช่ผู้มีสติปัญญาต�่ำกว่าที่มีชีวิตอยู่ภายในระบบ

195


196

ปริญญา ตันสกุล

โลกเท่านั้น จิตวิญญาณทุกระดับชั้นในการคิดแบบจิตมนุษย์ ไม่ว่าจะมี พลังงานกรรมเกาะติดอยูม่ ากน้อยเท่าใด มีการสัน่ สะเทือนของนิวเคลียสสูง เพียงใดเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว พวกเขาซึ่งด�ำรงอยู่ในมิติคู่ขนานเหล่านั้น ทัง้ ทีม่ นุษย์รจู้ กั และทัง้ ทีม่ นุษย์กราบไหว้สกั การะศรัทธา อธิษฐานต่อเขาเพือ่ ร้องขอนั่นนี่อยู่ทุกวัน ๆ นั้น แท้แล้วพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้มีพลังอ�ำนาจใด ๆ เหนือกว่าความเป็นมนุษย์เลย เพราะพวกเขายังต้องช่วยเหลือตนเอง ด้วยการรอโอกาสกลับมาเกิดเป็นรูปธรรมมนุษย์ เพื่อใช้อ�ำนาจของการเป็น มนุษย์ ท�ำพลังงานกรรมทีเ่ หลืออยูใ่ ห้เป็นกลางให้หมดสิน้ เพราะพวกเขายัง ไม่มีอ�ำนาจพอที่จะท�ำเช่นนั้นขณะด�ำรงอยู่ในมิติคู่ขนานได้ มนุษย์ต่างหาก ทีม่ พี ลังอ�ำนาจสูงส่งกว่า จะเลือกสร้างกรรมเพือ่ วางแผนอนาคตชาติในการก ลับสู่การเกิดใหม่อย่างไรก็ได้ จะเลือกก�ำจัดพลังงานกรรมของตนสู่การหลุด พ้นคือนิพพานก็ได้อย่างเสรี จะเลือกเป็นคนดีก็ได้คนชั่วก็ได้ ขณะที่จิต วิญญาณเหล่านั้นไม่มีอ�ำนาจที่จะกระท�ำได้ มนุษย์จึงควรท�ำความกระจ่างในเรื่องนี้เสีย เพื่อมองให้เห็นพลัง อ�ำนาจในตนเองอย่างถ่องแท้ ดับความงมงายเสียให้สิ้น แล้วร้องขอสิ่งใด ๆ จากตนเองแทนการร้องขอต่อพวกเขา มนุษย์จะได้รับทุกสิ่งที่ร้องขอต่อ ตนเองเสมอ เพราะมนุษย์รักตนเอง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และพร้อมที่จะท�ำทุก สิ่งมอบให้แก่ตนเองกันดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ? การหวังพึ่งพาผู้อื่นกับการพึ่งตนเอง ไม่ยากเลยที่จะตอบว่าอย่าง ไหนคือทางเลือกที่ดีกว่ากัน ระหว่างทางเลือกทั้งสองทางที่กล่าวนี้ การร้องขอต่อสิง่ ศักดิส์ ทิ ธิท์ มี่ นุษย์เรียกขาน มันจะได้ผลก็ตอ่ เมือ่ จิต วิญญาณศักดิส์ ทิ ธิข์ องมนุษย์ยงั หลงมิตแิ ห่งจิตอยู่ โดยใช้ความรักของตนเป็น เครื่องมือในการเกื้อกูลให้เกิดผลตามที่มนุษย์ร้องขอเพราะพวกเขายังเข้าใจ


มหาสติ

ผิดว่า นั่นคือการกระท�ำความดีงามที่จะบังเกิดผลกรรมที่ดีต่อตนเองได้ ใน อันที่จะเพิ่มแรงสั่นสะเทือนของจิตในนิวเคลียสของรูปธรรมของตนในมิติคู่ ขนานได้ หรืออาจกระท�ำเพียงเพื่อความเมตตาสงสาร เพราะทนต่อการ ร้องขอรบเร้าของมนุษย์ไม่ได้ก็ตาม ความผิดบาปของพวกเขาก็จะยังถูกก่อ ขึ้น

197


198

ปริญญา ตันสกุล

10

หลักการสร้างมหาสติสธู่ รรมชาติสมาธิ ในบทก่อน ได้เคยให้รู้แล้วว่า ส�ำหรับมนุษย์ยุคพลังงานใหม่ซึ่งทุก คนล้วนมีหน้าที่สร้างตนเองและสร้างโลก บนพื้นฐานของความสมดุลของ ระบบโลกและความเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น มันจะเกิดผลตามต้องการได้ มิใช่ เกิดจากความงมงาย ความมักมากและความเห็นแก่ตวั ของใคร ๆ ซึง่ กฎสากล จักรวาลที่มนุษย์เรียกกันว่า “สัจธรรม” ผ่านธรรมะของศาสดาต่าง ๆ ที่ มนุษย์รู้จักนั้น อาจดูเป็นเพียงแค่ปรัชญาที่ยากต่อการเข้าใจและการน�ำมา


มหาสติ

ใช้ปฏิบัติในชีวิตจริง แต่มนุษย์จงรู้เถิดว่ามันเป็นความรู้ขั้นสูงที่จะเข้าใจได้ ด้วยการรูแ้ จ้ง อันเกิดจากปัญญาญาณของสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายในการคิด รูเ้ ท่านัน้ ไม่ใช่สมองซีกซ้ายน�ำขวาอันเป็นสมองทีม่ นุษย์ใช้คดิ ร่วมกับจิตหยาบ รายวันแต่อย่างใด สมองซีกซ้ายสร้างไว้ให้มนุษย์ใช้คิดรูส้ ิ่งทีเ่ ป็นรูปธรรม ซึง่ เป็นด้านของเงาหรือมายาของตัวตนแก่นแท้เท่านัน้ ขณะทีส่ มองซีกขวาสร้าง ไว้ให้มนุษย์ใช้คิดรู้ในเรื่องของแก่นแท้ ที่มนุษย์ไม่เห็นตัวตนคือพลังงานกับ คุณสมบัติของแก่นแท้ต่างหาก สมองซีกซ้ายจึงช�ำนาญแต่เรื่องหยาบ ๆ ที่ มันจะคล�ำหารูปธรรมอยู่ร�่ำไป มันจะเชื่อว่าใช่เลยก็ต่อเมื่อได้สัมผัสลูบคล�ำ ตามสมการเส้นตรงหรือทีร่ ะบบประสาทสัมผัสทางกายภาพของตนส�ำเหนียก รู้ได้เท่านั้นเอง ปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์โลกได้เข้าถึงจุดสูงสุดในการใช้สมอง ซีกซ้ายศึกษาท�ำความเข้าใจสิง่ ทีต่ นเองเรียกว่าตัวตน เพราะความหลงงมงาย กันได้แล้ว ต่อแต่นี้ไปเขาจะไม่เห็นอะไรข้างในนั้นอีก เนื่องจากส่วนที่เขาคิด กันว่าคือตัวตนมันคือเงาหรือมายาของแก่นแท้ การคล�ำหาแก่นแท้ของเงา มนุษย์ย่อมพบเจอแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น เพราะแก่นแท้ของเงาก็คือเงา หรือคือ ความไม่มี-ไม่เป็น นั่นเอง สมองซีกซ้ายน�ำขวาในการใช้งานของมนุษย์ มันถูกสร้างขึ้นไว้ ให้มนุษย์ใช้มันเพียงเท่านั้นจริง ๆ ถ้ามนุษย์จะศึกษาท�ำความเข้าใจใน เรื่องของแก่นแท้ จะต้องรู้วิธีการน�ำมันออกมาใช้ให้ได้เสียก่อน ด้วยการ ท�ำสมองซีกขวาน�ำซีกซ้ายให้ได้ มีดหั่นผักกับอีโต้สับกระดูก มันเป็นมีดเหมือนกันก็จริง ต่างมี คุ ณ สมบั ติ ส ่ ว นตั ว ที่ ต รงกั น คื อ ความคมกริ บ แต่ ที่ ไ ม่ เ หมื อ นกั น ตรง คุณสมบัตเิ หมาะสมทีผ่ ผู้ ลิตหรือผูส้ ร้างเขาก�ำหนดเอาไว้ให้ใช้ตา่ งหาก จะ เอามีดหั่นผักไปสับกระดูกย่อมไม่มีวันส�ำเร็จได้ แต่มีดอีโต้ที่ใช้สับกระดูก

199


200

ปริญญา ตันสกุล

กลับใช้หั่นผักได้ด้วย หากต้องการใช้มัน สมองซีกซ้ายกับซีกขวาของมนุษย์กม็ ไิ ด้แตกต่างกับตัวอย่างของ มีดสองเล่มที่ว่านั้นเลย ถ้าการเพ่งจิตด้วยเทคนิคสมาธิ เพื่อท�ำจิตให้มีพลังเป็นหนึ่งเดียว พร้อมต่อการใช้งานได้ การเพ่งจิตก็ไม่ตา่ งไปจากการฝึกความมีสตินนั่ เอง แม้ มันจะง่ายต่อการปฏิบตั เิ พราะมันคืออุบาย แต่มนั น�ำไปใช้ในชีวติ จริงของคน โดยตรงไม่ได้ การฝึกสร้างสติในชีวติ จริงจากบทเรียนจริงในชีวติ ของตน ขณะ ทีต่ อ้ งฟันฝ่ามันไป อาจมีทงั้ เรือ่ งดี ๆ และเลวร้ายหนักหนา จนบางคราถึงขัน้ หาสติของตนไม่พบเอาเสียเลยนั้น ถ้ามนุษย์สามารถสร้างสติ ท�ำจิตให้สงบ งันไม่สั่นไหวได้ จักรวาลจะไม่เรียกว่ามนุษย์มี “สติ” แต่เรียกว่า “มหาสติ” เพราะมันยิ่งใหญ่ยอดเยี่ยมกว่ามาก ค�ำว่า “มหาสติ” จึงหมายถึงการที่มนุษย์สามารถท�ำจิตให้สงบ บริสุทธิ์และเป็นอิสระเหนือทุกสิ่ง ไม่ตกเป็นทาสทางอารมณ์ของตนเองได้ โดยสิ้นเชิง ด้วยการรู้แจ้งในทุกสิ่งที่เผชิญจนเกิดความเข้าใจได้ ยอมรับได้ และปฏิบัติได้ มนุษย์จะต้องรู้ว่า ในด้านของการเป็นมนุษย์ล้วนเคยชินกับค�ำว่า รู้ จริง เสมอ การรูจ้ ริงของมนุษย์อยูใ่ นกรอบของการเข้าใจและสามารถอธิบาย ในสิ่งที่รู้นั้นได้ ซึ่งเป็นความแตกฉานทางการเรียนรู้ด้วยสติปัญญา เพื่อ แสวงหาความรูน้ นั้ มาใส่ตวั ประดับภูมริ ขู้ องตน ให้ได้ชอื่ ว่ารูจ้ ริงในสิง่ นัน้ และ รู้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ส�ำหรับการรู้แจ้ง มันกลับมีนัยต่างกันมาก การรูแ้ จ้ง เน้นกันทีค่ วามเข้าใจรอบด้านต่อเรือ่ งนัน้ ไม่ใช่สงิ่ นัน้ เรือ่ ง นั้นคือ คุณสมบัติของสรรพสิ่งที่เป็นแก่นแท้ที่พิจารณามันอยู่ แต่ค�ำว่า สิ่ง


มหาสติ

นั้น มันหมายถึงตัวตนรูปธรรมในการคิดแบบจิตมนุษย์อันเกิดจากการหลง มิติแห่งจิตของหยาบ ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน การรู้แจ้งจึงหมายถึง การรู้ การเข้าใจทีน่ ำ� ไปสูก่ ารยอมรับไปตามทีร่ นู้ นั้ อย่างสิน้ สงสัย โดยเชือ่ ว่าจริงตาม ทีไ่ ด้รโู้ ดยไม่ตอ้ งมีใครเสีย้ มสอน จากการพิสจู น์ดว้ ยตนเองจากการหยัง่ รูน้ นั้ เมื่อกล่าวถึงเรื่อง เรื่องนั้น กับ สิ่งนั้น มนุษย์ควรจะรู้ต่อไปอีกว่า ถ้ า มนุ ษ ย์ ก� ำ ลั ง มองหาเรื่ อ งนั้ น ของสิ่ ง นั้ น แสดงว่ า มนุ ษ ย์ ก� ำ ลั ง มองหา คุณสมบัตขิ องแก่นแท้ของสิง่ นัน้ อยู่ แต่ถา้ มนุษย์มองหาสิง่ นัน้ แสดงว่ามนุษย์ ก�ำลังมองหาเปลือกนอกของแก่นแท้ของสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน ส�ำหรับจักรวาล แล้วรูปธรรมที่เป็นสรรพสิ่งนั้นมันจะไม่มีความหมายใด ๆ เลย ถ้าหากสรรพ สิ่งนั้นไม่มีแก่นแท้เร้นอยู่ภายใน และแสดงคุณสมบัติของแก่นแท้ออกมา ภายนอกไม่ได้ ในสากลจักรวาลจึงถือเอาคุณสมบัติของแก่นแท้ของถ้วนทุก สรรพสิ่งเป็นเครื่องพิจารณาเสมอ ในด้านของการเป็นมนุษย์ก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วการคิดแบบจิต มนุษย์ที่คล้าย ๆ กันก็คือ การมองกันและกันในแง่ของความเป็นสรรพสิ่ง หนึ่งมากกว่า การจะมองหาคุณสมบัติของกันและกัน หรือบ้างก็มองแบบ ภาพรวมเหมารวมกันไปหมด การมองกันแค่เพียงหน้าตา ท่าทาง บุคลิกภาพภายนอก และความ เป็นอยู่ของเขา นั่นคือการมองเปลือกนอกของตัวเขา การมองกันที่คุณธรรม ความดีงาม ความรู้ สติปัญญา ทักษะความ สามารถ ความกล้าหาญ ผ่านบทบาทพฤติกรรมที่เขาแสดงออกหรือกระท�ำ ให้เห็น นั่นคือการมองเห็นกันและกันที่คุณสมบัติของแก่นแท้

ค�ำกล่าวของมนุษย์เองที่ว่า

201


202

ปริญญา ตันสกุล

“คนทุกคนล้วนมีคณ ุ ค่า” มันจะมาจากไหน ถ้าไม่มาจากการมอง ที่คุณสมบัติของกันและกัน มันจะต่างกันตรงที่ใครมีคุณค่าด้านใด ก็อาจ เหมือนกันตรงกันหรือคนละด้านเท่านั้น ในด้านของการเป็นมนุษย์ ยังมีตัวอย่างที่จะสนับสนุนความจริงดัง กล่าวนี้ได้อีกมากมาย เช่น แพทย์ผู้จ่ายยา จะมองที่คุณสมบัติยามากกว่ารูป ธรรมของเม็ดยา โหราศาสตร์จะเน้นทีค่ ณ ุ สมบัตขิ องดวงดาวมากกว่าจะสนใจ ลักษณะของดวงดาว นักเคมีจะสนใจคุณสมบัตขิ องสารเคมีมากกว่ารูปธรรม ของสารเคมีนั้น ผู้ปกครองของนักเรียนจะสนใจครูที่มีคุณสมบัติทางความรู้ และการสอนดี ๆ มากกว่ารูปธรรมของตัวครู เป็นต้น การที่มนุษย์บริโภคอาหาร แต่สนใจในรูปรสมากกว่าคุณค่าทาง โภชนาการ

การที่มนุษย์คบคนที่ใบหน้า แต่ไม่ดูที่จิตใจ

การที่มนุษย์ศรัทธาต่อสิ่งใดอย่างงมงาย โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร อย่างไร ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้ง 3 แบบ มันเกิดจากความงมงายจากการ หลงมิติของจิต ที่ไปยึดติดกับเปลือกนอกที่ไม่ใช่แก่นแท้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี นอกจากคุณค่าที่แตกต่างกันแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่เป็น แก่นแท้จะมีคุณสมบัติของแก่นแท้ที่ตรงกันและเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็ คือ ตรงใจกลางหรือนิวเคลียสของสรรพสิง่ นัน้ จะสัน่ สะเทือนให้เกิดคลืน่ ความถี่ด้านบวกเหมือนกันหมด โดยมันจะแสดงตนออกมาเป็นอ�ำนาจ ภายนอก ในรูปของคลื่นความถี่แม่เหล็กด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งมนุษย์อาจรับรู้


มหาสติ

มันได้จากความร้อน แสงสว่าง กลิ่นไอ และสีสัน มันเป็นปรากฏการณ์ หรือมายาของแก่นแท้นั้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทุกอย่างได้เสมอ เพราะ การสัน่ สะเทือนของแก่นแท้ทกุ สรรพสิง่ มันจะเกิดขึน้ อย่างต่อเนือ่ งไม่หยุด นิ่ง คลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้ามีไว้เพื่อเหนี่ยวรั้งสรรพสิ่งอื่น ๆ ให้มาอยู่ ในระบบเดียวกันกับตนนั่นเอง ถ้ามองในด้านของมนุษย์ที่เป็นรูปธรรมหนึ่ง ซึ่งก็เป็นอีกสรรพสิ่ง หนึ่งในสากลจักรวาลเช่นกัน พฤติกรรมการแสดงออกและการกระท�ำใด ๆ จึงหมายถึงการน�ำเอาคุณสมบัติภายในของแต่ละคนออกมาแสดงต่อผู้อื่น จากจุดศูนย์กลางของการสัน่ สะเทือนของตน คือนิวเคลียสของแก่นแท้ทไี่ ม่ใช่ จิตหยาบ ถ้ามนุษย์สามารถดับจิตหยาบได้ มนุษย์ก็จะเข้าถึงซึ่งความเป็น แก่นแท้ของตัวเองได้ แก่นแท้จะเกิดการสัน่ สะเทือนทุกครัง้ ไปเมือ่ มนุษย์คดิ เพื่อกระท�ำใด ๆ ซึ่งมันจะเป็นการคิดได้อย่างถูกต้องและการตัดสินใจที่ถูก ต้อง เพือ่ การกระท�ำหรือแสดงออกทีถ่ กู ต้องต่อผูอ้ นื่ ได้เสมอ มันจะมีแต่ดา้ น บวกคือถูกต้องดีงาม ไม่มีด้านลบคือไม่ถูกต้องตลอดไป เพราะมันเป็น คุณสมบัติของแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาล ที่มันจะเป็นของมัน เช่นนั้นเสมอ คลืน่ การสัน่ สะเทือนของแก่นแท้ ทีข่ บั เคลือ่ นคุณสมบัตใิ ด ๆ ออก มาภายนอก เพื่อการกระท�ำต่อมนุษย์คนอื่นและสรรพสิ่งนั้น มันจะสั่น สะเทือนเป็นคลืน่ ไฟฟ้าแม่เหล็กให้ปรากฎในมิตคิ ขู่ นาน อันบ่งบอกถึงพลัง อ�ำนาจแท้จริงของมนุษย์คนนัน้ ทีจ่ ะใช้ในการเหนีย่ วรัง้ สรรพสิง่ อืน่ ไว้เป็น พวกเดียวกับระบบเดียวกันได้มากน้อยเพียงใด พลังอ�ำนาจในการเหนีย่ ว รั้งที่เป็นคลื่นความถี่แม่เหล็กด้านบวกนี้ ขึ้นกับว่าค่าของการสั่นสะเทือน ภายในแก่นแท้นั้นสูงต�่ำเท่าใด ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างไปจากอ�ำนาจเฉพาะตัว

203


204

ปริญญา ตันสกุล

ของดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดวงจันทร์ ที่ต่างล้วนมีพลังอ�ำนาจของแก่น แท้ของตนไว้เหนี่ยวรั้งกันและกันไว้นั่นเอง มนุษย์จงรู้ว่า อ�ำนาจการเหนี่ยวรั้งระหว่างแก่นแท้ของสรรพสิ่งที่ ไม่มีชีวิตเหมือนมนุษย์นั้น มันคือ พลังงานความรัก ที่มนุษย์แสดงออกต่อ กันในมิตทิ างกายภาพผ่านพฤติกรรมด้านบวกจากจิตส�ำนึกทีส่ นั่ สะเทือนด้าน บวกต่อกันและกันนั่นเอง เพราะคลื่นพลังงานของจิตที่ปรากฎในมิติของ พลังงานทันทีที่มนุษย์แสดงความรักต่อกัน ก็คือ คลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่ เหล็กด้านบวก ชนิดเดียวกันกับการแสดงออกทางอ�ำนาจของแก่นแท้ใด ๆ ในสากลจักรวาลเช่นกัน มันจะมีอ�ำนาจในการเหนี่ยวรั้งมนุษย์ไว้กับคนอื่น ๆ ที่ตนแสดงออกต่อเขา ให้เป็นพวกเดียวกันได้ ไม่เกิดการแตกแยกขัดแย้ง กันให้วุ่นวาย การผลั ก ไสกั น ด้ ว ยอ�ำนาจด้ า นลบจากการสั่ น สะเทื อ นทาง จิตส�ำนึกด้านลบ มันเกิดจากจิตหยาบไม่ใช่จิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ จึง ไม่มอี �ำนาจในการเหนีย่ วรัง้ กันไว้ได้ การกระท�ำไม่ถกู ต้องต่อกันจึงย่อมน�ำ ไปสู่ความแตกแยกขัดแย้งไม่รู้จบ มนุษย์จงรู้ไว้ด้วยว่า การผลักไสกันระหว่างสรรพสิ่ง มันมีอยู่แต่ เฉพาะสังคมมนุษย์ในระบบดาวเคราะห์โลกเท่านั้น ในสากลจักรวาลอัน ไพศาลนี้ไม่ได้เป็นดังเช่นมนุษย์โลกเลย เหตุที่มนุษย์กระท�ำการก้าวร้าว ต่อกัน ก้าวล่วงพลังอ�ำนาจของกันและกัน เป็นเพราะมนุษย์ยงั ดับการหลง มิติจากจิตหยาบของเครื่องยนต์แห่งกรรม น�ำตนเองเข้าถึงแก่นแท้คือจิต วิญญาณอันผ่องใสที่รอให้มนุษย์ใช้งานอยู่เนิ่นนานแล้วกันไม่ได้

ศาสดาผูน้ ำ� ทางศาสนาของมนุษยชาติ จึงได้สอื่ สอนให้มนุษย์ทำ� จิต


มหาสติ

หยาบของตนให้บริสุทธิ์ด้วยการช�ำระกิเลสตัณหาและดับความเกาะติดตัว ตน จากการหลงมิติของจิตหยาบให้หมดสิ้น ผ่านสัจธรรมค�ำสอนและ แนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์แต่ละคนหลุดพ้นจากการตกอยู่ใต้ อ�ำนาจของจิตหยาบเข้าถึงแก่นแท้ของตนให้ได้ แม้จะต้องผ่านการเกิดกันกี่ ภพชาติก็ตาม มนุษย์จะเข้าสู่เส้นทางสายนี้ได้ ต้องเริ่มจากการฝึกความมีสติ เพื่อ ส�ำรวมจิตให้เกิดสมาธิ มีพลังอ�ำนาจทางปัญญากันเสียก่อนนัน่ เอง แล้วใช้สติ ปัญญานัน้ ค่อย ๆ พิจารณาให้เกิดการรูแ้ จ้งละวางกิเลสตัณหาและตัวตนของ จิตหยาบไปทีละน้อยจนกว่าจะหมดสิ้นได้ แต่ส�ำหรับมนุษย์ยุคพลังงานใหม่ สังคมมนุษย์เต็มไปด้วยผู้คนและ สรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกันกับตนเองอยู่มากมาย เกี่ยวข้องกันด้วยพันธะ สัญญา ด้วยภาระหน้าที่ ด้วยบทบาททางสังคม และด้วยบทเรียนโลก การ จะปลีกวิเวกใช้เวลาไปกับการท�ำเทคนิคสมาธิ แล้วละทิง้ ทางโลกไปชัว่ คราว เพียงชั่วครู่ชั่วยาม กับความปิติสุขอันเกิดจากจิตสงบได้มีเวลาพักผ่อนนั้น ดู เหมือนว่ามันก่อประโยชน์สูงสุดในชีวิตจริง เพื่อหยุดการสร้างกรรมให้เกิด ผลกรรมทางอารมณ์และทางกายภาพระหว่างตนเองกับมนุษย์ผอู้ นื่ ไม่ได้เลย จึงเท่ากับว่าถ้ามนุษย์ยังติดอยู่กับทางโลก แม้จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบกับการ ปฏิบตั เิ ทคนิคสมาธิ ก็ไม่อาจหยุดยัง้ การสร้างผลกรรมในชีวติ ประจ�ำวัน จาก การกระท�ำผิด ๆ ถูก ๆ อันเกิดแต่กิเลสที่มันยังคงคาอยู่ในจิตใจ ร่วมกับใคร อื่น ๆ ได้นั่นเอง

การสร้างมหาสติสู่ธรรมชาติสมาธิ จึงเป็นความเหมาะสมกว่า

ด้วยเหตุนจี้ งึ สามารถขยายความหมายของการฝึกสร้างมหาสติ เพือ่

205


206

ปริญญา ตันสกุล

ให้เกิดสภาวะจิตที่เรียกว่า ธรรมชาติสมาธิ ในขณะด�ำเนินชีวิตไปตามปกติ ในแต่ละวัน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องได้ 5 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ธรรมชาติสมาธิ ไม่เน้นพิธีกรรม

2. ธรรมชาติสมาธิ ไม่มีปาฏิหาริย์

3. ธรรมชาติสมาธิ ไม่ใช่การงมงาย

4. ธรรมชาติสมาธิ ไม่เกี่ยวข้องกับเทคนิคแต่เป็นเรื่องธรรมชาติ

5. ธรรมชาติสมาธิ สร้างอ�ำนาจฌานและญาณได้เอง

6. ธรรมชาติสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดได้ท�ำได้ในยามตื่น

ความหมาย 6 ประการของธรรมชาติสมาธิ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้เกิดปัญญาสูงสุด เท่าทีจ่ ติ ทัง้ หมดสามารถละเลิกการรับรูอ้ ารมณ์รสู้ กึ และ ตัวตน หันมาสั่นสะเทือนให้เกิดคลื่นการคิดรู้ร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดการสั่น สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวก คือการคิดการตัดสินใจกระท�ำที่ถูกต้องใด ๆ ในชีวิต และปลดปล่อยแรงสั่นสะเทือนด้านบวกออกมาในรูปของพลังงาน ความรักได้พร้อมกันนั่นเอง ก่อนที่มนุษย์จะได้รับบทเรียนเพื่อการฝึกฝนตนเองให้เกิด มหาสติ สู่ธรรมชาติสมาธิที่ว่านี้ มนุษย์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน เกี่ยว กับเรื่องคุณสมบัติของจิตในเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนกันเสียก่อน

องค์ประกอบหลักของจิตมนุษย์

จิตภายในกายมนุษย์ที่เร้นอยู่ในเครื่องยนต์แห่งกรรม ซึ่งเป็น


มหาสติ

โครงสร้างทางชีววิทยาและเป็นเปลือกนอกของแก่นแท้ ทีห่ อ่ หุม้ จิตวิญญาณ ของแต่ละคนไว้ภายในนั้น ประกอบด้วย จิตย่อย ๆ รวมกันทั้งสิ้น 189 ดวง ต่างก็จะสามารถแบ่งหน้าทีก่ นั เพือ่ การรับรูแ้ ละการกระท�ำทีแ่ ตกต่างกันออก ไปเป็นกลุม่ ๆ แต่ละกลุม่ จะมีความช�ำนาญเฉพาะทาง โดยพอจะจัดแบ่งกลุม่ ของจิตตามหน้าที่เฉพาะของตนออกได้ 5 ส่วนหรือ 5 กลุ่มตามล�ำดับดังนี้ คือ

1. จิตรู้ทุกข์สุข

เป็นกลุ่มของจิตซึ่งมีหน้าที่ในการแสดงออกเป็นอารมณ์รู้สึกที่ เกี่ยวข้องกับความทุกข์ความสุขในชีวิตประจ�ำวันของคนเรานี่เอง ถ้าพอใจก็ เป็นสุข ถ้าไม่พอใจก็เป็นทุกข์ มีความวิตกกังวลอยู่ก็เป็นทุกข์ ขลาดกลัวก็ เป็นทุกข์ ไม่สะดวกสบายก็เป็นทุกข์ ไม่เข้าใจก็เป็นทุกข์ ไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ ถ้าเป็นด้านตรงข้ามกับทีว่ า่ มา ก็บอกตนเองว่าสุข ทัง้ ๆ ทีไ่ ม่วา่ ใจตนจะบอก ว่าทุกข์หรือสุขแท้แล้วมันก็คอื ความทุกข์ทงั้ สิน้ ไม่มสี งิ่ ใดกรณีใดทีจ่ ะเป็นสุข แท้จริงเลยสักนิดเดียว เหตุทจี่ ติ กลุม่ นีบ้ อกว่าทุกข์หรือสุข เพราะมันไปติดยึดกับตัวตนกับ กิเลสเข้าให้ โดยที่ทั้งกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตเองและตัวตนที่จิตไปยึดเข้าไว้นั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้ ทุกสิ่งมีการเสื่อมสลายคลายไปเรื่อย ๆ กิเลสตัณหา ของจิตเองก็ไม่เคยแท้เทีย่ ง มันเปลีย่ นอารมณ์รสู้ กึ ไปได้เรือ่ ย ๆ ขณะทีต่ วั ตน ที่ ติ ด ยึ ด ว่ า ทุ ก ข์ ว ่ า สุ ข นั้ น มั น ก็ แ ค่ เ พี ย งมายาอั น เกิ ด จากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางพลังงานของสรรพสิ่งนั้นของแก่นแท้ของมันอยู่ ที่เห็นมัน ด�ำรงอยูเ่ พราะกระบวนการของมันยังไม่แล้วเสร็จ ถ้าแล้วเสร็จเมือ่ ใด ตัวตน นั้นเรื่องนั้นมันก็จะหายไป ผ่านไปหรือเสื่อมไป

207


208

ปริญญา ตันสกุล

ถ้าเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ พอเกิดขึ้นมาให้เราได้เผชิญแล้ว สถานการณ์จบแล้วทุกอย่างก็สิ้นสุดลง กลายเป็นอดีตไปแล้ว ถ้าเป็นสรรพสิง่ ของหรือตัวตนทีค่ ดิ หวังสุขใจเมือ่ ได้ครอบครอง มัน ก็ใช่ว่าจะเป็นความสุขชั่วนิรันดร์อย่างที่คิด ลองสังเกตดูก็ได้ว่าแรกได้รับมัน ใหม่ ๆ จะเป็นสุขใจ ตื่นเต้นไปกับมัน ชั่วไม่นานเท่านั้นเอง จะกลายเป็นเริ่ม เบื่อหน่ายแทนความสุขความพอใจเมื่อแรกเริ่มทันที และสรรพสิ่งนั้นก็เช่น กัน นานวันมันก็เสื่อมสลายตัวมันเองไปตามกาลเวลา มนุษย์ก็จะเปลี่ยน ความรู้สึกจากสุขใจในการครอบครองมัน ไปเป็นความทุกข์ในบั้นปลายอีก ครัง้ ไม่วา่ ระยะเวลาทีท่ อดออกไปในขณะทีย่ งั ครอบครองตัวตนของมันจนถึง วันเสื่อมสลายจะนานแค่ไหน แต่สุดท้ายเมื่อคราวเสื่อมลง มนุษย์ย่อมพบ ความทุกข์กับการสูญเสียอีกครั้ง หรืออาจเกิดทุกข์ได้อีกกรณีหนึ่งหลังจาก เป็นสุขใจที่ได้มาแล้ว คือทุกข์ว่าจะรักษามันถนอมมันไว้ได้อย่างไร นี่ก็เป็น ทุกข์แบบการคิดของมนุษย์แบบพื้น ๆ เช่นกัน กฎสากลจักรวาลข้อหนึ่งคือ ทุกสรรพสิ่งที่มนุษย์แลเห็นล้วนเป็น อนัตตา คือไม่มีความเป็นตัวตนที่ตั้งอยู่แท้จริงตามที่แลเห็นเลย ตัวตนที่แท้ จริงของมันคือแก่นแท้หรือพลังงานทีเ่ ร้นอยูภ่ ายใน ทีต่ ามองไม่เห็น รูปธรรม ภายนอกทีเ่ ป็นมวลหยาบ ๆ จะรูปทรงอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นแค่ตวั แทนของ แก่นแท้และเป็นแค่เปลือกนอกห่อหุ้มแก่นแท้ซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงต่างหาก การทีม่ นุษย์มองเห็นมันว่ามีตวั ตนเพราะว่าแก่นแท้ภายในมีการสัน่ สะเทือน เพือ่ สร้างกระบวนการทางพลังงาน อันเป็นคุณสมบัตขิ องตนอยูอ่ ย่างต่อเนือ่ ง ไม่ว่าจะเกิดกระบวนการใด ๆ ทางพลังงานขึ้นในสากลจักรวาล ผลลัพธ์ของ กระบวนการที่ก�ำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น มันจะปรากฎเป็นตัวตนหรือมายา หรือ ปรากฎการณ์ให้มนุษย์เห็นเสมอ ถ้ากระบวนการของแก่นแท้ทเี่ กิดขึน้ สิน้ สุด


มหาสติ

ลงเมื่อใด ทั้งตัวตนของมันหรือมายาหรือปรากฏการณ์ที่เห็นอยู่มันก็จะดับ สลายหายไปเมื่ อ นั้ น มนุ ษ ย์ จ ะไม่ มี วั น เห็ น มั น อี ก ต่ อ ไปจนกว่ า จะมี กระบวนการเกิดขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง สรรพสิ่งบางอย่างมันตั้งอยู่นานกว่า กระบวนการจะสิ้นสุด มนุษย์จึงยิ่งหลงว่ามันมีจริง การมองเห็นตัวตนแล้วยึดติดว่าเป็นของจริง มีจริง โดยไม่เข้าใจ กฎทางพลังงานของสากลจักรวาล ถือเป็นการหลงมิติของจิตหยาบกลุ่ม นี้นั่นเอง มนุษย์จะต้องสร้างความรู้แจ้งในความจริงที่จริงแท้ข้อนี้ และ ยอมรับมันด้วยจิตส�ำนึกทีถ่ กู ต้องแล้วยอมปล่อยวางมันเสีย จิตกลุม่ รูท้ กุ ข์ สุขนี้จึงจะดับลงได้ จิตมนุษย์รู้ทุกข์รู้สุขได้ ก็เพราะมันไปหลงมิติเอาว่าสิ่งนั้นเรื่องนั้นมี ตัวตนจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่จริงอย่างที่เห็นนั่นเอง และเรื่องของอารมณ์รู้สึกทุกข์ หรือสุขนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่จิตของเราบอกกับตัวเราเองว่าอย่างนั้น มัน บอกเราว่าทุกข์เราก็ทุกข์ บอกว่าสุขเราก็สุขตามไปที่จิตมันคิดมันบอก ลอง ถามตัวเองบ้างเถิดว่า ถ้าจะเปลีย่ นการรับรูข้ องจิตเสียใหม่ไม่เป็นไปตามนัน้ เมือ่ เผชิญหน้ากับเงือ่ นไขใดหรือสิง่ เร้าใดเข้า รีบบอกตนเองเสียก่อนว่าไม่เป็น ทุกข์ ไม่เป็นสุข จะท�ำได้หรือไม่ หากท�ำได้ยอ่ มแสดงว่ามนุษย์ได้ดบั จิตรูท้ กุ ข์ สุขในขณะนั้นได้แล้ว

2. จิตรู้จ�ำหรือรู้ตัว

จิตกลุ่มนี้หมายถึง จิตกลุ่มที่รับผิดชอบในส่วนที่เรียกว่า การมี สติสัมปชัญญะ หมายถึงการนึกได้จ�ำได้ และการรู้ตัวว่าขณะนี้ตนก�ำลังท�ำ อะไรอยู่ ท�ำอะไรมาแล้ว และก�ำลังจะท�ำอะไรต่อไป เช่น รู้ตัวว่าก�ำลังหลับ

209


210

ปริญญา ตันสกุล

ก�ำลังนอน ก�ำลังตื่น ก�ำลังเดิน ก�ำลังอ่านหนังสือ ก�ำลังหิว ก�ำลังหาว ก�ำลัง มีภยั มาใกล้ตวั หรือจ�ำได้วา่ อะไรเป็นอะไร และนึกคิดในสิง่ ทีย่ งั มาไม่ถงึ หรือ ก�ำลังจะท�ำต่อไป จิตกลุม่ นีท้ เี่ ป็นอุปสรรคทางปัญญาของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรือ่ ง การนึกคิดที่มันมักจะคอยคิดคอยนึกอะไรของมันไปเรื่อยเปื่อย ทั้ง ๆ ที่ตัว เราเองไม่ได้สั่งไม่ได้ต้องการให้มันท�ำเช่นนั้นเลย ขณะที่จิตกลุ่มอื่นก�ำลังท�ำ หน้าที่อยู่ จิตกลุ่มนึกคิดนี้ก็เข้าแทรกสอดให้ไปนึกเรื่องอื่นอยู่ตลอดเวลา ท�ำให้จิตหลายดวงหลายกลุ่มแย่งหน้าที่กันท�ำ จนคลื่นจิตสับสนเพราะลด ทอนกันเอง อ�ำนาจทางปัญญาจึงตกต�่ำลงตามไปด้วย การสร้างธรรมชาติสมาธิ จึงต้องรักษาสติของตนไว้เพือ่ ฝึกจิตให้ นึกคิดสิ่งใดที่ต้องการนึกคิดแต่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น อ�ำนาจการใช้สติ ปัญญาของจิตจึงจะเกิดขึ้นได้

3. จิตรู้รับรู้

จิตกลุม่ นีม้ นุษย์เรียกว่าเป็นการใช้สญ ั ชาตญาณทางวิญญาณ ซึง่ เป็น คลื่นพลังงานจากการสั่นสะเทือนของจิตอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อคอยท�ำหน้าที่รับ รู้ผ่านระบบประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น และการสัมผัสกาย ซึ่งมันจะ ท�ำหน้าที่ของมันอยู่ตลอดเวลาในยามตื่น เพื่อส่งคลื่นการสัมผัสรู้ที่มันได้รับ ไปยังจิตกลุ่มอื่นให้ท�ำหน้าที่ รับเอา ต่อไป การเป็นคนอยากรู้ อยากเห็น ของมนุษย์แต่ละคนล้วนเกิดจาก ธรรมชาติของจิตรู้รับรู้ทั้งสิ้น

มนุษย์ที่ตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจของจิตกลุ่มนี้ จึงมักเป็นคนสอดรู้สอด


มหาสติ

เห็น ไวต่อการรับรูท้ กุ สิง่ ทีเ่ ข้ามากระทบสัมผัสตนเอง ไม่วา่ มันจะผ่านการรับ รูเ้ ข้ามาทางสือ่ ใด เป็นรับเอามันไว้ทกุ สิง่ เสมอ ถ้ามนุษย์กระท�ำตนเช่นนี้ พลัง อ�ำนาจของจิตทีใ่ ช้เพือ่ การคิดรูท้ างปัญญาในขณะนัน้ ก็จะลดทอนอ�ำนาจให้ ตกต�่ำลง เพราะมีคลื่นการรับรู้เพื่อการรับเอาเข้ามาสอดแทรก คนที่ท�ำตัวหลุกหลิกอยู่ไม่นิ่ง คอยเงี่ยหูฟังคนนั้น เดี๋ยวตาหันไป มองคนนี้ จิตไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่คิดที่ท�ำมันอยู่ จึงเรียกว่าไร้สมาธิ เพราะไม่ใส่ใจในสิ่งที่ก�ำลังกระท�ำอยู่นั่นเอง ประสิทธิภาพในการท�ำงาน และคุณภาพของงานย่อมต�่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ หน้าที่ของมนุษย์ จึงต้องละเลิกความสนใจใด ๆ ที่ผ่านประสาท สัมผัสเข้ามา ด้วยการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนก�ำลังกระท�ำมันอยู่แต่ เพียงสิ่งเดียวให้ได้เท่านั้น การจดจ่อตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดได้มากเท่าใด การปิด ประตูแห่งการรับรู้จากช่องทางอื่นจะท�ำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย นั่นคือการใช้ วิธีที่เคยสื่อสอนไว้ในหนังสือชุดจิตจักรวาลซีรี่ส์ 3 ที่เป็นคัมภีร์จักรวาลว่า ด้วยเรือ่ ง อย่าคิดแบบจิตมนุษย์ ด้วยหลักของ การรับรูแ้ ต่ไม่รบั เอา นัน่ เอง การรับรู้มนุษย์ไม่อาจห้ามจิตกลุ่มนี้ให้ไร้ส�ำนึกได้ เพราะมันเป็น กลไกอัตโนมัติ มนุษย์ท�ำได้เพียงอย่าไปสนใจรับฟังมัน และไม่รับเอามันมา ถ่ายทอดให้จิตกลุ่มอื่นต่อไปให้ได้ ความสงบงันของจิตกลุ่มนี้มันจะเกิดขึ้น เองได้ หรือไม่ก็การท�ำงานของมันจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ปัญญาได้อีก ต่อไป

4. จิตรู้คิดปรุงแต่ง

จิตกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คอยรับคลื่นการรับรู้ที่ได้มาจากจิตกลุ่มอื่น ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้ง 3 กลุ่ม คือ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับ

211


212

ปริญญา ตันสกุล

รู้รสชาติ การสัมผัสทางกาย และการนึกเอาเองของมนุษย์ที่เกิดขึ้นให้สัมผัส รู้อยู่ตลอดเวลา จิตกลุ่มนี้เองที่เป็นปัญหาสูงสุดส�ำหรับมนุษย์เพราะมันจะ คอยคิดปรุงแต่งสิ่งที่มันได้รับรู้มาไปตามกิเลสที่ตัวมันเองยึดเป็นคุณสมบัติ อยู่ ท�ำให้เกิดความอยากไม่อยาก อันเป็นอารมณ์รู้สึกที่จะน�ำไปสู่การตัดสิน ใจกระท�ำโดยไม่ได้ใช้สติปัญญาที่มีอยู่เลย การแสดงออกหรือกระท�ำใด ๆ ของมนุษย์สว่ นใหญ่ เกิดจากการ ตกอยู่ใต้อ�ำนาจบงการของจิตกลุ่มนี้ทั้งสิ้น มนุษย์จึงค้นหาอ�ำนาจทาง ปัญญาของตนไม่พบ เพราะตกเป็นทาสอารมณ์ไปเสียก่อน ยิง่ ถ้าจิตกลุม่ นีม้ นั ยึดติดคุณสมบัตกิ เิ ลสเอาไว้มาก มนุษย์กจ็ ะยิง่ ขาด ความเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น

การยึดติดกิเลสของจิตมนุษย์ แบ่งได้เป็น 4 ชนิดคือ

คิดของรักของหวง ด้วยการลุม่ หลงมัวเมาในรูปรสกลิน่ เสียงกาย สัมผัสและการนึกฝันเอาเอง ติดยึดกับความเชื่อของตนเอง หรือความคิดของตัวด้วยการดื้อ รั้น ไม่ปรับปรุงตนเอง

ติดยึดกับการที่มีตัวเขาตัวเรา ด้วยการเห็นแก่ตัว

การติดยึดของรักของหวง

จิตทีท่ ำ� หน้าทีต่ ดิ ยึดอยูก่ บั ของรักของหวง เกิดจากการปรุงแต่งของ จิต เมือ่ ได้รบั สัมผัสรูข้ อ้ มูลทีถ่ กู ส่งมาจาก จิตผูร้ บั รู้ ซึง่ เป็นจิตกลุม่ ทีส่ ามจาก การรับสัมผัสรูผ้ า่ นช่องทางประสาทสัมผัสทัง้ ห้า ซึง่ เป็นสิง่ แวดล้อมภายนอก


มหาสติ

และการนึกคิดเอาเองของจิตซึ่งเป็นสิ่งเร้าภายใน โดยรับเอาข้อมูลเหล่านั้น มาปรุงแต่งทางอารมณ์ด้วยกิเลส จนเกิดความรู้สึกคือตัณหาตามล�ำดับ

อารมณ์ที่เป็นกิเลสมี 3 ชนิด คือ

ความอยากหรือความใคร่

ความไม่อยาก

ความไม่แน่ใจว่าอยากหรือไม่อยาก หรือลังเลสับสน

เมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นแล้ว มันจะน�ำไปสู่ตัณหาอยู่ 3 ชนิด คือ

พอใจหรือชอบใจ

ไม่พอใจ หรือไม่ชอบใจ

ไม่รู้ว่าจะเลือกข้างไหน หรือเฉย ๆ

ถ้ามนุษย์ได้เห็นได้ยนิ ได้ฟงั ได้สมั ผัสสิง่ ใด กิเลสตัณหามันจะเกิดขึน้ ทันทีทนั ควันจนบอกไม่ได้วา่ กิเลสตัณหาอย่างไหนมันเกิดก่อนกัน เพราะจิต กลุ่มช่างปรุงแต่งนี้มันจะท�ำงานเร็วมาก ถ้ามนุษย์ได้สัมผัสรู้สิ่งใดเรื่องใดที่ ตรงกับนิสัยเคยชินของจิต ซึ่งมนุษย์เรียกว่า ถูกใจ มนุษย์จะเกิดความใคร่ที่ จะใกล้ชดิ ใครจะได้เป็นเจ้าของ ใคร่ทจี่ ะได้หยิบจับชมเชย ถ้าได้สมใจก็พอใจ หากไม่ได้ดังใจก็ขัดเคืองใจ ถ้าอยากได้มาก ๆ ก็จะคิดหาวิธีการกระท�ำใด ๆ เพื่อที่จะให้ได้มันมา ถ้าได้สมั ผัสรูก้ บั สิง่ ที่ ไม่ถกู ใจ ไม่ตรงกับนิสยั เคยชินเคยชอบของจิต มนุษย์กจ็ ะปฏิเสธหรือหลบเลีย่ งมัน หากหลบเลีย่ งไม่ได้มนุษย์กจ็ ะต่อสู้ หรือ

213


214

ปริญญา ตันสกุล

ต่อต้านมันจนสุดฤทธิ์ การปรุงแต่งของจิตในสิ่งที่สัมผัสรับรู้มานั้น คือ การวาดฝันและ จินตนาการทีไ่ ม่เป็นจริงหรือจะเรียกว่าเพ้อฝันก็ได้ เพือ่ ท�ำให้ตนเอง หลงรูป รสกลิ่นเสียงและกายสัมผัส นั่นเพราะเข้าใจผิดว่ามันคือ ตัวตน ที่แท้จริงที่ จะท�ำให้ตนมีความสุข มีความพอใจได้หากได้ครอบครองมัน ถ้าถูกใจก็จะ เกิดความอยากได้ อยากรู้ อยากดู อยากเห็น อยากเป็น อยากท�ำ ถ้าปรุง แต่งแล้วรูส้ กึ ไม่ถกู ใจ ก็จะเกิดความไม่อยากได้ ไม่อยากดู ไม่อยากรู้ ไม่อยาก เห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อารมณ์ทเี่ ป็นกิเลสของจิตอันเกิดจากการปรุงแต่งเหล่านี้ มันจะน�ำ ไปสู่ความพอใจไม่พอใจของจิตอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ

พอใจที่จะแสดงออกซึ่งความอยาก เพราะถูกใจมาก

ไม่พอใจที่จะแสดงออกซึ่งความอยาก เพราะมีเงื่อนไขอื่นบีบคั้น

พอใจที่จะไม่แสดงออกซึ่งความอยาก เพราะมีสติ

พอใจที่จะแสดงออกซึ่งความไม่อยาก เพราะมีสติ

กล่าวโดยรวมก็คือ การที่จิตติดยึดกับของรักของหวง จนเกิดการ ลุ่มหลงในสิ่งนั้นเพราะมันมีความอยากในการเป็นเจ้าของสิ่งนั้นนั่นเอง

การติดยึดกับความเชื่อส่วนตัว

จิตที่ติดยึดกับสิ่งที่เป็นของตัวไว้อย่างแน่นหนา มักจะเป็นมนุษย์


มหาสติ

พวกดื้อรั้นไม่ยอมรับฟังใคร ไม่เปิดใจกว้างพอต่อการรับฟังความรู้ใหม่จาก ใคร ๆ แม้มันจะถูกต้องดีงามกว่าก็ตาม จะเชื่อตามสิ่งที่ตนคิด ยึดติดกับสิ่ง ที่ตนรู้ โดยไม่ยอมเปลี่ยนแลงใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะคิดว่าของตนเหนือกว่า ดี กว่า แน่กว่า และถูกต้องกว่า จนไม่ยอมให้มีการปรับปรุงตนเองเลย มนุษย์ที่มีจิตประเภทนี้มักไม่ค่อยประสบความก้าวหน้าทางภูมิรู้ ภูมิปัญญา ไม่ยอมแสวงหาสิ่งใหม่ความรู้ใหม่มาใส่ตน จึงไม่เกิดการพัฒนา ตนเอง เพราะหลงตนเอง ความสุขส�ำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิตการงาน จึงเป็นไปได้ยาก มีโอกาสย�่ำอยู่กับที่หรือล้าหลังมากกว่า

ถ้าจิตเคยชินอยู่เช่นนี้ โอกาสในการใช้สติปัญญาย่อมไม่มี

การติดยึดกับความงมงาย

จิตทีต่ ดิ ยึดอยูก่ บั ความเชือ่ หรือความรูใ้ หม่ใด ๆ โดยทีต่ นเองศรัทธา หรือมั่นใจในเรื่องนั้นสิ่งนั้น แล้วถือมันไว้เป็นคุณสมบัติของตัว เสมือนเป็น สิ่งหนึ่งส่วนหนึ่งของชีวิตเสียจนแนบแน่น ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เข้าใจ อธิบายสิ่งนั้น ไม่ได้ และพร้อมจะต่อต้านคนอื่นที่เขาไม่ยึดติดสิ่งนั้นเหมือนตนเองเสมอ นี่ คืออาการของคนงมงายแบบหนึ่ง จิตที่ยอมเชื่อตามคนอื่นในความรู้ใหม่ที่ได้รับทันที โดยไม่ได้ใช้สติ ปัญญาของตนไตร่ตรองพิจารณาหาความถูกต้องแท้จริงให้เกิดการเห็นพ้อง ไปตามสิ่งที่รู้นั้นเสียก่อน ได้ยินได้ฟังแล้วเชื่อเลย เพราะศรัทธาผู้ที่หยิบยื่น ความรูใ้ หม่ให้นนั้ นีก่ เ็ ป็นความงมงายอีกเช่นกัน ไม่วา่ วามรูใ้ หม่นนั้ มันจะถูก หรือผิดก็ตาม

จิตทีป่ ฏิเสธความรูใ้ หม่ทเี่ ขายืน่ หยิบยืน่ ให้ในทันทีทไี่ ด้ฟงั โดยไม่ทนั

215


216

ปริญญา ตันสกุล

ยัง้ คิดไม่ทนั ใช้สติปญ ั ญาเข้าพิจารณาหาความจริงความถูกต้องเสียก่อนอย่าง รอบคอบถ่องแท้เท่าที่พึงกระท�ำ ทั้ง ๆ ที่ความรู้ใหม่นั้นอาจถูกต้องหรือไม่ ถูกต้องก็ตาม มันก็ไม่พ้นความงมงายอีกเช่นกัน ความงมงายจึงหมายถึง การตอบรับหรือปฏิเสธความรูใ้ หม่ใด ๆ ที่คนอื่นเขาหยิบยื่นให้ โดยไม่ผ่านการใช้สติปัญญา คิดพิจารณาอย่างมี เหตุผลจนเข้าใจเสียก่อนนั่นเอง ถ้ามนุษย์ยอมให้ตนเองตกเป็นทาสของความงมงายเสียแล้ว โอกาส การใช้สติปัญญาย่อมไม่มีตั้งแต่ต้นแล้ว

การติดยึดกับการมีตัวเขาตัวเรา

จิตมนุษย์ทุกคนล้วนติดยึดกับการมีตัวเขาตัวเราอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น โดยจิตมันจะแยกออกมาอย่างชัดเจนเป็นสองข้าง คือ

นั่นตัวเขา

นี่ตัวเรา

เหตุเพราะมันหลงติดยึดอยู่กับความมีตัวตนของตน กับความมีตัว เขาของเขานั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ได้เคยกล่าวไว้ในตอนก่อน ๆ ว่า ตัวตนล้วนเป็น มายา ตัวตนที่แท้จริงคือ แก่นแท้ของสิ่งนั้น ต่างหาก การติดยึดตัวตนจึงไม่ ต่างอะไรกับการที่จิตหลงเงาของแก่นแท้ว่ามันคือตัวตนนั่นเอง เมือ่ กล่าวถึงเรือ่ งตัวตนแล้ว มนุษย์เรียกความมีตวั ตน มีอตั ตา เรียก ความไม่มีตัวตนจากสิ่งที่ตนมองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ และเชื่อว่าไม่มี ว่ามันคือ


มหาสติ

อนัตตา แล้วน�ำข้อปัญหานีม้ าถกเถียงกันไม่รจู้ บ โดยต่างก็ไม่ได้เกิดการรูแ้ จ้ง ในประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่นั้นเลย เหตุเพราะต่างก็งมงายด้วยกันทัง้ คู่ เพราะฝ่ายหนึง่ เชือ่ ในสิง่ ทีต่ น รู้ และไม่เชื่อที่อีกฝ่ายหนึ่งรู้ ทั้ง ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ในสิ่งที่ตนเชื่อเลย สักนิดเดียว มนุษย์จะต้องรู้ว่า ทุกสรรพสิ่งที่แลเห็นด้วยตา ในมิติทางกายภาพ ว่า มันล้วนเป็นสรรพสิง่ หนึง่ ทีม่ มี วลหยาบ ๆ มีตวั ตนตัง้ อยูน่ นั้ ก็เป็นการหลง มิติของจิตมนุษย์ เพราะสิ่งที่แลเห็นนั้นมันเป็นมายาอันเกิดจากผลลัพธ์ของ การเปลี่ยนแปลงทางพลังงานของแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายในมวลหยาบ ๆ นั้น ต่างหาก ถ้าการเปลีย่ นแปลงภายในแก่นแท้นนั้ มันสิน้ สุดลงเมือ่ ใด มนุษย์จะ ไม่มีวันได้เห็นตัวตนนั้นอีก เพราะมันจะสลายตัวหายไปพร้อมกับการสิ้นสุด กระบวนนั้นด้วย ตัวตนทีเ่ ห็นนัน้ มันจึงไม่ใช่สงิ่ เป็นจริง มีจริงอย่างทีเ่ ห็น เพราะมัน ด�ำรงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งองค์พระศาสดาของมนุษย์ทรงชี้ว่าทุก สิง่ ทีแ่ ลเห็นล้วนไม่เทีย่ งแท้ ก็เพราะกฎสากลจักรวาลด้านกายภาพมันเป็น ของมันเช่นนี้จริง ๆ การที่มนุษย์เข้าใจว่ามันมีอยู่จริง เพราะมันเป็นมวลหยาบ ๆ มี รูปธรรมเฉพาะตัวชัดเจน เนื่องจากไปหลงติดยึดรูปธรรมของมันเข้าให้ และเห็นมันด�ำรงอยู่อย่างมั่นคงมายาวนาน ก็เลยหลงเข้าใจไปว่ามันเป็น จริงมีจริงดังที่เห็น จึงเข้าใจว่ามันคือ “อัตตา” มนุษย์ต้องรู้อีกว่า ตัวตนที่เป็นมายเหล่านั้น มีมากมายที่มันตั้งมั่น อยู่ได้อย่างยาวนาน เพราะกระบวนการทางพลังงานของแก่นแท้ ที่มันสั่น

217


218

ปริญญา ตันสกุล

สะเทือนอยู่นั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลามากมายในมิติโลก กว่า กระบวนการกระท�ำของมันจะสิ้นสุดยุติลง ดาวเคราะห์โลกที่ปัจจุบันเป็นดาวเคราะห์จริง เมื่อแรกเริ่มอุบัติขึ้น ใหม่ ๆ จะอยูใ่ นสภาวะของก๊าซเหลว ไอน�ำ้ และอากาศธาตุ มิได้เป็นของแข็ง ดังเช่นปัจจุบนั นีเ้ ลยกว่าทีก่ ระบวนการเปลีย่ นแปลงทางพลังงานของแก่นแท้ จะก้าวหน้ามาสูก่ ระบวนการเพือ่ การด�ำรงอยูเ่ ช่นทุกวันนีไ้ ด้ ดาวเคราะห์โลก ที่เป็นของเหลวและก๊าซเปลี่ยนมาเป็นดาวเคราะห์แข็งต้องใช้เวลาไม่น้อย กว่า 270 พันล้านปีขึ้นไป จนทุกวันนี้กระบวนการทางพลังงานของดาว เคราะห์โลกก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังไม่สิ้นสุด ดาวเคราะห์โลกจึงยังคง ด�ำรงอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่มวลหยาบ ๆ ของดาวเคราะห์มันก็คือสรรพสิ่งหนึ่งใน จักรวาลนี้ที่เป็น มายา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่อย่างใด เพือ่ ขยายความเข้าใจให้ชดั เจนในเรือ่ งของมายาอันเกิดจากผลลัพธ์ ของกระบวนการทางพลังงานตามกฎสากลจักรวาลในข้อที่ว่า ถ้าในจักรวาลมีการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานเกิดขึ้น ณ ที่ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อการสร้างใหม่หรือเพื่อการด�ำรงอยู่ ผลของการ เปลีย่ นแปลงทีก่ ำ� ลังเกิดขึน้ นัน้ มันจะปรากฎเป็นมายา หรือปรากฏการณ์ให้ มนุษย์มองเห็น หรืออาจมองไม่เห็นขึ้นเสมอ ถ้ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ มันจะเกิดเป็น ปรากฏการณ์ขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ถ้าเกิดกระบวนการต่อเนื่อง ยาวนาน มันจะค่อย ๆ แสดงตัวตนหรือมายาให้ปรากฎได้ยาวนานเช่น กัน

ทัง้ ตัวตนทีต่ งั้ อยูแ่ ละปรากฏการณ์ทเี่ กิดขึน้ เพียงชัว่ ขณะ จึงล้วน


มหาสติ

เป็นมายาเช่นเดียวกัน ตั ว อย่ า งที่ ม นุ ษ ย์ เรี ย กกั น ว่ า ปรากฏการณ์ จากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางพลังงาน เช่น แสงวาบเพียงครู่เดียวของฟ้าแลบ มันก็เกิด จากการเคลือ่ นทีถ่ า่ ยเทพลังงานไฟฟ้าสถิตย์ จากก้อนเมฆก้อนหนึง่ ไปยังอีก ก้อนหนึ่งเพียงชั่วขณะนั่นเอง ศาสดาจึงสอนมนุษย์ให้รคู้ วามจริงเหล่านีว้ า่ ทุกสรรพสิง่ ทีม่ นุษย์ แลเห็นล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตาอย่างที่คิดเลย ค�ำว่า “อนัตตา” จึง หมายถึง ความไร้ตัวตนแท้จริง เพราะมันด�ำรงอยู่ไม่นานตลอดกาลของ สรรพสิ่งที่แลเห็น ส่วนอัตตาหรือตัวตนที่แท้จริงของมันนั้นย่อมมีอยู่ แต่ มันเร้นอยูภ่ ายใน มันเป็นพลังงานไม่ใช่มวลหยาบ ๆ ซึง่ มนุษย์ไม่อาจมอง เห็นมันได้ มนุษย์เลยเข้าใจว่าไม่มี จึงถือว่าเป็น “อนัตตา” ไป จึงคิดเข้าใจ สวนทางกันกับความเป็นจริงที่ว่านี้ กับข้อถกเถียงเรื่อง “นิพพาน” ก็เช่นกัน จะระบุว่าเป็นอัตตาหรือ อนัตตา ขณะทีย่ งั ไม่รแู้ จ้งใน กฎทางกายภาพ (พลังงาน) ของสากลจักรวาล โดยเอาการคิดแบบจิตมนุษย์ที่ยังหลงมิติอยู่มาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ กับ ค�ำถามที่ว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา มนุษย์จะต้องตั้งค�ำถามใหม่ว่า

นิพพาน คือ อะไร ?

นิพพาน คือ อย่างไร ?

มนุษย์ตายไปสู่นิพพาน หมายความว่าอย่างไร ?

จงพิจารณาค�ำตอบทีเ่ ป็นความรูใ้ หม่ตอ่ ไปนีใ้ ห้กระจ่าง แล้วจะรู้ ว่าอะไรคืออัตตา อนัตตาบ้าง

219


220

ปริญญา ตันสกุล

นิพพาน คือ สภาวะที่จิตวิญญาณของมนุษย์สามารถน�ำตนเอง หลุดพ้นออกไปจากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์โลกได้ เมื่อเครื่องยนต์แห่ง กรรมดับลงในภพชาตินั้นแล้ว สภาวะนิพพานทีจ่ ติ วิญญาณมนุษย์เข้าถึงได้ จะต้องเกิดจากกรณีที่ ตอนเป็นมนุษย์ สามารถท�ำให้คุณสมบัติทางพลังงานกรรม ไม่ว่าด้านบวก ด้านลบทีส่ งั่ สมไว้เป็นมวลหยาบ ๆ ในมิตคิ ขู่ นานเกิดการแตกสลาย สือ่ ความ เป็นภาษากลางได้ทงั้ หมด และในภพชาติปจั จุบนั นัน้ ไม่ได้สร้างพลังงานกรรม ที่มีคุณสมบัติเป็นมวลหยาบ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกในมิติคู่ขนาน ซึ่งการจะท�ำเช่น นีไ้ ด้ มนุษย์จะต้องดับจิตหยาบทีเ่ ต็มไปด้วยกิเลสและการยึดติดตัวตนให้หมด ท�ำให้มันนิพพานเสียให้ได้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ความจริงมีอยู่ว่า ถ้ามนุษย์ก่อผลกรรมเป็นมวลหยาบ ๆ ทาง พลังงานไว้ในมิติคู่ขนานแม้เพียงอณูเล็ก ๆ ก็ตาม เมื่อจบชีวิตลงมวลหยาบ ๆ ของผลกรรมนั้นมันจะตกเป็นคุณสมบัติหรือจิตวิญญาณของตนทั้งหมด โดยมันจะถูกเหนีย่ วรัง้ เข้าไปเกาะติดไว้กบั จิตวิญญาณ ท�ำให้นำ�้ หนักมวลของ จิตวิญญาณเพิม่ ขึน้ เพราะมีมวลมากขึน้ กว่าเมือ่ แรกถูกแบ่งภาคมาสูร่ ปู ธรรม มนุษย์ในภพชาติแรก ซึ่งได้ผ่านการคิดค�ำนวณค่าน�้ำหนักมวลของจิต วิญญาณผู้มาใหม่เอาไว้ ในระดับที่ไม่มีผลต่อแรงดึงดูดของโลกในจุดของ ความพอดี เพียงแต่จติ วิญญาณมีมวลเพิม่ ขึน้ แม้เพียงนิดเดียว จะไม่อาจหลุด พ้นไปจากอ�ำนาจการเหนี่ยวรั้งของโลกที่กระท�ำต่อมวลทุกชนิดได้ ถ้าจะหลุดพ้นออกไปได้ จิตวิญญาณจะต้องไม่มภี าระด้านมวลทีเ่ พิม่ ขึ้นจากเดิมเท่านั้น

การสร้างผลกรรมทางพลังงานจิต ไม่ว่าพลังงานด้านบวกหรือลบที่


มหาสติ

มีคณ ุ สมบัติของกิเลสติดเป็นมวลหยาบ ๆ ไว้ด้วย จิตวิญญาณจะไม่อาจหลุด พ้นออกไปได้ เรียกว่า ยังไม่นิพพาน ต้องย้อนกลับสู่การเกิดใหม่ในภพชาติ ต่อไป เพื่อหาทางก�ำจัดมวลที่เพิ่มขึ้น ด้วยการชดใช้กรรมเดิมโดยการตัดสิน ใจใหม่ให้ถูกต้องในเรื่องเดิมเมื่อชาติก่อนอีกครั้ง ถ้าตัดสินใจผิดมันจะยังคง อยู่ต่อไป ถ้าตัดสินใจใหม่ได้ถูกต้อง มวลของพลังงานกรรมนั้นก็จะระเบิด แตกสลายไร้กรรมทันที เรื่องของรุปธรรมทางวิญญาณที่ไม่เกิดการหลงมิติแห่งจิต จนสร้าง ตัวตนของตนในมิติคู่ขนานขึ้นมาเองให้เป็นอย่างที่ตนคิดนึก ตามคุณสมบัติ ของจิตหยาบทีถ่ กู ถ่ายทอดมาให้ เพราะขาดการช�ำระจิตหยาบนัน้ ให้บริสทุ ธิ์ สะอาดก่อนตาย มันก็จะเป็นเพียงรูปธรรมทีส่ มดุลทางพลังงานรูปธรรมหนึง่ ซึ่งมีตัวตนในมิติคู่ขนานที่ตามนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ ถ้าคิดแบบจิตมนุษย์ก็ ว่าเป็น อนัตตา เพราะว่าไม่เห็นว่ามี แต่แท้แล้วก็คือ มีอัตตา เพราะเป็นรูป ธรรมทางพลังงานทีส่ มดุลในตัวเองรูปธรรมหนึง่ ทีม่ คี วามสามารถในการ คิด รู้ด้วยตนเองได้ จากการสั่นสะเทือนของนิวเคลียสตรงใจกลางนั้น และ สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปไหน ๆ ก็ได้ตามความคิดอันเกิดจากนิวเคลียสของ ตนนั้น ไม่ว่าจะหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลกได้หรือไม่ก็ตาม ถ้ากล่าวถึงสภาวะนิพพาน จะหมายถึงการที่จิตวิญญาณไร้ภาระ หยาบ ๆ อันเกิดแต่กรรมสร้างขึ้นไว้ในมิติคู่ขนานเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ จนสามารถน�ำตนเองกลับเข้ารวมตัวกันกับจิตจักรวาลตัวตนภาคแรกของตน แต่เดิม ก่อนถูกแบ่งภาคออกมาสู่รูปธรรมมนุษย์ เพื่อสร้างความสมดุลใหม่ อีกครั้ง เพราะจบบทเรียนโลกแล้วไม่ติดอยู่กับกฎแห่งกรรมในจักรวาลโลก อีกตลอดไป นั่นคือนิพพานแล้ว

ถ้าจิตจักรวาลเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่สมดุล มีคุณสมบัติ

221


222

ปริญญา ตันสกุล

เฉพาะตัวคือ คิดรู้ได้เองทุกสรรพสิ่งหรือรู้แจ้งได้ และมีรูปทรงเรขาคณิต เป็น 11 เหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมมีมุมไม่เท่ากัน สามารถเคลื่อนที่ไปไหน ๆ ในสนามพลังงานจักรวาลสากลได้อสิ ระแล้ว การนิพพานของจิตวิญญาณ มนุษย์เพื่อได้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับนิวเคลียสของภาคแรกของตนอีก ครั้ง จึงไม่ใช่การแตกดับของจิตวิญญาณเยี่ยงการคิดแบบจิตมนุษย์ แต่ เป็นการสร้างใหม่เพือ่ ความสมดุลหรือเพือ่ การด�ำรงอยูต่ า่ งหาก และย่อม มีอตั ตาหรือตัวตนในมิตทิ างพลังงานทีม่ นุษย์ไม่อาจล่วงรูอ้ กี ต่างหากด้วย ถ้านิพพาน หมายถึงการแตกดับหรือดับสูญ ก็คอื การแตกดับของ กิเลสตัณหา และการดับตัวตนทีจ่ ติ หยาบมันเกาะติดอยูเ่ ท่านัน้ ขณะทีร่ ปู ธรรมของวิญญาณไม่ได้แตกดับหรือสลายไปอย่างที่คิดกัน ด้วยเหตุนี้การจะมาถกเถียงกันเรื่องมีตัวตนหรือไม่มี จึงเป็นเรื่อง ของกิเลสตัณหาที่ยังครอบง�ำจิตใจอยู่ ไม่ใช่การมองหาแก่นแท้เลย การเข้า ถึ ง แก่ น แท้ ไ ด้ จ ะต้ อ งพิ จ ารณากั น ที่ คุ ณ สมบั ติ ข องแก่ น แท้ นั้ น ไม่ ใช่ ปรากฏการณ์หรือมายาอันเกิดจากแก่นแท้ จิตในกลุ่มที่ติดยึดกับการมีตัวเขาตัวเรา คือ จิตที่ยังหลงมิติอยู่ ซึ่ง เป็นตัวการก่อให้เกิดเป็นพลังงานกรรมที่มีคุณสมบัติทั้งด้านลบ คือการท�ำดี คิดดี เพราะหวังสิ่งตอบแทน การท�ำดีโดยมีเป้าหมายการกระท�ำของตนเอา ไว้ล่วงหน้า และพลังงานกรรมที่มีคุณสมบัติด้านลบ คือการคิดผิด ตัดสินใจ ผิด อันเกิดจากอารมณ์ด้านลบ ท�ำให้จิตส�ำนึกสั่นสะเทือนด้านลบ คือการก ระท�ำไม่ถกู ต้องต่อผูอ้ นื่ สัง่ สมไว้ในมิตคิ ขู่ นานได้มากมายในแต่ละวัน จนแทบ นับไม่ถ้วนจากการกระท�ำทั้งภพชาตินั้น เหตุแห่งการก่อผลกรรมล้วนเกิด จาก การมีเขามีเรา นั่นเอง


มหาสติ

มีเราเป็นผู้ถูกกระท�ำ โดยมีเขาเป็นผู้กระท�ำ

มีเราเป็นผู้กระท�ำ โดยมีเขาเป็นผู้ถูกกระท�ำ

จิตในกลุ่มนี้มันจะติดยึดอยู่อย่างนี้เสมอ มนุษย์แต่ละคนจึงกลาย เป็นเงื่อนไขของกันและกัน เพื่อให้เกิดการสนองตอบต่อกัน ด้วยการกระท�ำ ของจิตหยาบกลุ่มนี้แทบตลอดวันและตลอดชีวิต หากไม่ปลิดปลดมันออก เสียแต่เนิ่น ๆ มนุษย์สามารถวางเฉยหรืออุเบกขาได้แน่นอน ถ้าเลิกละความมีตัว เราตัวเขาเป็นผู้กระท�ำ หรือถูกกระท�ำเสียได้ คือ ไม่มีใครเป็นผู้กระท�ำ และ ไม่มใี ครเป็นผูถ้ กู กระท�ำ นัน่ เอง มนุษย์กไ็ ม่มสี งิ่ ใดเป็นเงือ่ นไขคอยเร้าให้เกิด การตอบสนองกันได้อีก

การถือเขาถือเรา

การเลือกที่รักมักที่ชัง

การแบ่งพวกเขาพวกเรา

การเบียดเบียนกัน การเห็นแก่ตัว

ที่สุดแล้วย่อมไม่มี เพราะจิตกลุ่มนี้ถูกดับถูกช�ำระลงแล้ว

5. จิตใต้ส�ำนึก

จิตใต้ส�ำนึกนี้เป็นจิตกลุ่มที่มนุษย์บางคนเรียกว่า “จิตนอกส�ำนึก” แต่ไม่ใช่จิตไร้ส�ำนึก ซึ่งเป็นจิตบางดวงที่แยกตัวเองออกมาจากจิตกลุ่มอื่น เพื่อท�ำหน้าที่คอยเก็บง�ำสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้ตัดสินแสดงออก

223


224

ปริญญา ตันสกุล

หรือกระท�ำไปตามนัน้ จัดเป็นหน้าทีพ่ เิ ศษในส่วนทีไ่ ม่ได้กล่าวไว้ในทีน่ ี้ แม้วา่ มันจะมีอ�ำนาจก่อให้เกิดการกระท�ำใด ๆ ในชีวิตมนุษย์ได้เช่นกัน ถ้ามันเก็บ ข้อมูลไว้มาก ๆ จนมีอ�ำนาจเหนือน�ำจิตในกลุ่มที่ส่ีที่กล่าวมาได้ มันจะแย่ง หน้าที่ในการแสดงบทบาทแทน โดยมนุษย์ผู้นั้นไม่รู้ตัวเพราะมันจะแสดง บทบาทของมันเป็นการคิดการกระท�ำได้เหมือนกับจิตปกติ มนุษย์หลายราย เข้าใจว่าทีต่ นท�ำผิดคิดชัว่ ท�ำเรือ่ งน่าอายขณะสติยงั ดีอยูก่ ลับเป็นเรือ่ งถูกต้อง ไปในการคิดเข้าใจของตนเอง ขณะทีค่ นอืน่ กลับไม่ได้คดิ เห็นเป็นเช่นนัน้ ด้วย เลย ซึ่งเป็นลักษณะของการหลงมิติแห่งจิตแบบหนึ่งเช่นกัน ส่วนจิตกลุม่ ทีเ่ รียกว่า จิตใต้สำ� นึก ทีก่ ล่าวถึงนี้ จะเป็นจิตส่วนทีแ่ ตก ต่างจากทั้งหมดที่กล่าวมา เพราะเป็นจิตส่วนที่จิตวิญญาณน�ำติดตัวมาจาก ต่างมิติ เพือ่ ให้ทำ� หน้าทีเ่ ปลีย่ นแปลงระบบคลืน่ จิตของมนุษย์จากคลืน่ ไฟฟ้า เคมี ไปเป็นคลื่นความถี่ทางไฟฟ้าแม่เหล็ก เพื่อน้อมน�ำมันออกมาสู่สนาม พลังงานนอกร่างกายมนุษย์ ให้ปรากฎในมิติคู่ขนาน ทุกครั้งที่มีการสั่น สะเทือนทางจิตส�ำนึกเกิดขึน้ เพราะมันเป็นเครือ่ งมือให้เกิดการกระท�ำในมิติ คูข่ นานของจิตวิญญาณในการเข้ามาท�ำหน้าทีใ่ นระบบโลกตามพันธะสัญญา ถ้าจิตวิญญาณไม่น�ำจิตใต้ส�ำนึกที่เรียกว่า “เมอร์คขะบาห์” มาด้วย ก็จะไม่ อาจสร้างกระบวนการกระท�ำในมิตพิ ลังงาน อันเป็นประโยชน์ตอ่ ดาวเคราะห์ โลก ผ่านการคิดและการกระท�ำของเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์ได้เลย จิตใต้สำ� นึกจึงท�ำหน้าทีเ่ พียงเป็นเครือ่ งมือของจิตส�ำนึก เพือ่ ให้บรรลุ พันธะสัญญาของจิตวิญญาณ อันเป็นตัวแทนของจิตจักรวาล ซึง่ มีหน้าทีส่ ร้าง กระบวนการทางพลังงานต่าง ๆ ทั่วทั้งสากลจักรวาล ที่จะต้องกระท�ำต่อ ระบบโลกดวงนี้ให้สมดุลเพื่อการด�ำรงอยู่ตลอดไป

จิตใต้ส�ำนึก จึงคิดเองไม่เป็น เห็นเองไม่ได้ และสงสัยไม่เป็น


มหาสติ

ถ้าจิตส�ำนึกสั่นสะเทือนขึ้นเมื่อใด จิตใต้ส�ำนึกก็จะถูกปลุกเร้าให้ กระท�ำไปตามนั้นทันที ไม่ว่าจะผิดหรือถูก

การสื่อภาษาจิต ภาษาสากลจักรวาลของมนุษย์โดยไม่ต้องพูด

การสร้าวผลกรรมในมิติคู่ขนาน

การคิดรูด้ ว้ ยปัญญาญาณ เพือ่ เชือ่ มโยงกับจิตจักรวาลทีเ่ ป็นองค์ ความรู้ให้เกิดการหยั่งรู้ใด ๆ

การจูงจิตระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

การแลกเปลี่ยนคุณสมบัติทางจิต การคิดรู้สึกระหว่างมนุษย์กับ สรรพสิ่งในระบบเดียวกัน

การใช้ตาที่สามในการหยั่งรู้ดูเห็น ในมิติที่สูงกว่า

บทบาทของจิตมนุษย์ดงั กล่าวข้างต้นนัน้ จะส�ำเร็จผลไม่ได้หรือเกิด ขึ้นไม่ได้ ถ้ามนุษย์ไม่มีพลังอ�ำนาจอันเกิดจาก จิตใต้ส�ำนึก ที่ว่านี้ และ จิตใต้ส�ำนึกก็ไม่อาจแสดงพลังอ�ำนาจของตนตามที่จิตส�ำนึกสั่นสะเทือนได้ ถ้าดาวเคราะห์โลกไร้สนามพลังงานจากอ�ำนาจแม่เหล็กของระบบโครงข่าย เป็นผู้น�ำทาง ทีก่ ล่าวไว้ในบทนี้ คือหลักการทีส่ ำ� คัญทีม่ นุษย์ตอ้ งรูแ้ ละเข้าใจ เพือ่ การสร้างคุณสมบัติพื้นฐานของตนเอง ในการสร้างมหาสติให้เกิดธรรมชาติ สมาธิในชีวิตประจ�ำวันได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องของ จิตทัง้ 5 ส่วน ตามบทบาทของจิตแต่ละกลุม่ ซึง่ มนุษย์จะต้องหยุดยัง้ บทบาท ของมัน เป็นนายมัน เพื่อการน�ำมันเข้าสู่การเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้เกิดพลัง

225


226

ปริญญา ตันสกุล

อ�ำนาจที่จะน�ำไปสู่การใช้สติปัญญาที่สูงกว่าปกติ ที่ตนเองมีกันอยู่แล้ว แต่ ไม่อาจแสดงอ�ำนาจมันออกมาได้เต็มที่ เพราะมีจิตหยาบเหล่านั้นเป็น อุปสรรคอยู่นั่นเอง เมื่อรู้โครงสร้างของจิต รู้ความหมายของธรรมชาติสมาธิ และรู้ วิธีสร้างสติเบื้องต้นแล้ว การสร้างมหาสติในชีวิตประจ�ำวันที่จะกล่าวใน บทต่อไป ย่อมง่ายขึ้นต่อการปฏิบัติแน่นอน


มหาสติ

11

วิธีสร้างมหาสติในชีวิตประจ�ำวัน ถ้าเทคนิคสมาธิตามวิธปี ฏิบตั แิ บบยุคพลังงานเก่าเป็นการส�ำรวมจิต ให้สงบและมีพลังพร้อมที่จะใช้สติปัญญาได้อย่างเต็มที่ ในการพิจารณาข้อ

227


228

ปริญญา ตันสกุล

สัจธรรมเพื่อน�ำไปสู่การรู้แจ้ง ในเรื่องที่เกี่ยวกับกิเลสตัณหาและความมีตัว ตนของตน แล้วปล่อยวางจิตของตนให้หลุดพ้นไปจากการยึดติดกับสิ่งนั้น แล้ว แสดงว่าสมาธิจติ ย่อมเกิดจากความีสติอนั เกิดจากปฏิบตั กิ ารทางเทคนิค นั่นเอง ความมีสติที่จะน�ำไปสู่สมาธิได้ จะต้องเกิดจากการฝึกอบรมจิต ให้ มันรู้จักหยุดนิ่งกับสิ่งใดที่เรานึกคิด ที่เราเพ่งดู หรือฝังมันอยู่อย่างใดอย่าง หนึ่งเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ให้จิตไปรับรู้สิ่งอื่นเรื่องอื่น นอกเหนือจากสิ่งที่ เราก�ำหนดจิตเพ่งมันอยู่นั้น โดยต้องหมั่นฝึกอบรมจิตของตนเช่นนี้อยู่เป็น ประจ�ำ จิตเมื่อถูกฝึกอบรมบ่อย ๆ ด้วยการกระท�ำซ�้ำ ๆ กันไปเรื่อย ๆ มัน จะค่อย ๆ เคยชินและเชื่อง ไม่ว่องไวต่อการใส่ใจรับรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ ตาม ธรรมชาติเดิมของมันอีก ถึงที่สุดแล้วมันจะยอมตามที่เราต้องการให้มันคิด ให้มันรับรู้ในทุกสิ่งทุกเรื่องที่เราจะก�ำหนดให้มันคิด อย่างนี้เรียกว่าการมีสติ เพราะสามารถควบคุมจิตของตนได้นั่นเอง วิธสี ร้างมหาสติในชีวติ ประจ�ำวัน มันก็ไม่ได้แตกต่างกัน จากการ สร้างสติด้วยการปฏิบัติเทคนิคสมาธิเท่าใดนัก มหาสติจะเกิดได้กต็ อ่ เมือ่ มนุษย์จะต้องปฏิบตั ติ นในชีวติ ประจ�ำวัน ดังต่อไปนี้

1. ท�ำจิตให้แจ่มใส

การสร้างอารมณ์รู้สึกด้านบวกเช่นนี้ได้ มนุษย์จะต้องรู้จักมองโลก ในแง่ดีเสมอ ไม่ว่าจะพบเห็นหรือต้องเผชิญสิ่งใดในชีวิตประจ�ำวันก็ตาม มนุษย์ต้องรู้ว่ารายรอบตัวเราทุกสรรพสิ่งและทุกเรื่องราวมันมีทั้งด้านบวก และด้านลบ มีทั้งปมเด่นปมด้อย มีทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ทุกสิ่ง


มหาสติ

ล้วนเป็นคู่กันเสมอ การที่เราพบเผชิญสิ่งใดเรื่องใดแล้วเกิดความรู้สึกหดหู่ ห่อเหีย่ ว เป็นทุกข์กงั วลหรือขลาดกลัว เป็นเพราะเราไปเลือกมองด้านใดด้าน เดียว ที่ไม่เป็นผลดีทางอารมณ์รู้สึกต่อตนเองเข้าได้ ถ้ามนุษย์รู้จักเปลี่ยนมุม มองเพือ่ การมองหาด้านดีหรือด้านบวกของมันบ้าง มนุษย์กจ็ ะไม่เกิดอารมณ์ รู้สึกด้านลบเช่นนั้นเลย ธรรมชาติของมนุษย์ การด�ำเนินชีวิตใด ๆ ในแต่ละวัน มีบทบาท ส�ำคัญของจิตอยูบ่ ทบาทหนึง่ ซึง่ ก่อให้เกิดทัง้ ทุกข์ใจและสุขใจกันอยูต่ ลอดวัน นั่นคือ

การเลือกข้าง ระหว่างหนึง่ ในสองด้าน ทีต่ นเห็นหรือเผชิญกับมัน

ถ้ามนุษย์พบเห็นหรือเผชิญสิ่งใดที่ตนเกิดความรู้สึกพอใจ มนุษย์ก็ จะตัดสินใจยอมรับและกระท�ำตอบต่อสิง่ นัน้ ทางด้านบวกทันที ถ้ามนุษย์เกิด ความไม่พอใจ มนุษย์ก็จะตัดสินใจปฏิเสธมันและกระท�ำตอบต่อสิ่งนั้นทาง ด้านลบเช่นเดียวกัน

การเลือกข้างของมนุษย์ ก็คอื การตัดสินใจว่าอยากหรือไม่อยาก

ถ้าอยาก ก็พอใจ ถ้าไม่อยากก็ไม่พอใจ

ทุกอย่างมนุษย์จะเลือกข้างอยาก หรือไม่อยากก่อนเสมอ

ถ้ามนุษย์ตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่งก็ตาม มันก็ไม่ได้หมายความ ว่าแต่ละข้างที่เลือกนั้นจะท�ำให้จิตใจร่าเริงเบิกบานได้อย่างแท้จริง ขณะที่ เกิดความพอใจในสิ่งนั้นด้วยซ�้ำไป เพราะความวิตกทุกข์ร้อนเป็นกังวล เพื่อ ที่จะให้ได้มันมา เพื่อจะให้ได้ค�ำตอบหรือเพื่อจะหลีกเลี่ยง เพื่อจะต่อต้าน เพื่อจะป้องกันตนเองจากสิ่งนั้นเรื่องนั้น มันเต็มไปด้วยอารมณ์รู้สึกหยาบ ๆ

229


230

ปริญญา ตันสกุล

ทีท่ ำ� ให้จติ ใจวุน่ วายไม่สงบ ขาดความสดชืน่ แจ่มใสด้วยกันทัง้ สิน้ ไม่วา่ จะติด อยากหรือไม่อยากอยู่ในขณะนั้นก็ตาม จนบางคราวในบางโอกาสหรือ สถานการณ์ มนุษย์ยงั ยิง่ สับสนกับตนเองจนเกิดทุกข์ทเี่ ป็นกังวลมากกว่าปกติ ด้วยเหตุเพราะว่า ยังบอกตนเองไม่ได้ ยังตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกข้างไหนดี ระหว่างอยากกับไม่อยาก ซึ่งหมายถึง จิตสับสนสงสัยนั่นเอง ความสงบ ในจิตใจ ความแจ่มใสเบิกบานจึงไม่มี ในด้านของความอยากที่มนุษย์ตัดสินใจเลือกข้างไว้ เมื่อพบเผชิญ กับสิง่ ใดในชีวติ มันจะถูกถ่ายทอดผ่านพฤติกรรมการแสดงออกและการกระ ท�ำได้หลากหลาย เป็นการกระท�ำอย่างมุง่ มัน่ เพือ่ การให้ได้มาในสิง่ ทีต่ อ้ งการ นั้น บนพื้นฐานของความทุกข์กังวล ทุกข์ที่เกิดจาก ความกลัวจะไม่ได้ เกรงจะไม่ส�ำเร็จดังหวัง หวั่น มีคนอื่นแย่งยื้อไป ทุกข์ที่เกิดจาก ไม่มั่นใจในวิธีการกระท�ำเพื่อให้ได้มาต่อตนเอง มาก ๆ เท่าที่จะมากได้

ทุกข์ที่เกิดจาก การตัดสินใจของตนที่อาจผิดพลาดได้

ในด้านของความไม่อยากทีม่ นุษย์ตดั สินใจเลือกข้างไว้ เพือ่ พบเผชิญ สิ่งใดในชีวิต มันก็จะถูกถ่ายทอดผ่านพฤติกรรมการแสดงออกและการกระ ท�ำได้หลากหลาย เป็นการกระท�ำที่มุ่งมั่นเพื่อการปฏิเสธสิ่งนั้นเรื่องนั้น บน พื้นฐานของความทุกข์กังวลเช่นเดียวกัน

ทุกข์ที่เกิดจาก

ต้องเผชิญกับสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้น


มหาสติ

ทุกข์ที่เกิดจาก ความเบื่อหน่ายร�ำคาญ

ทุกข์ที่เกิดจาก ความเกลียด ความดกรธแค้น

ทุกข์ที่เกิดจาก ไม่อยากเผชิญหน้า

ทุกข์ที่เกิดจาก ความอาฆาตพยาบาท

นอกจากนั้น ในบางกรณีที่ตัดสินใจบอกตนเองไม่ได้ว่าจะเลือกเอา ข้างไหนแน่ เมื่อพบเผชิญสิ่งใดในชีวิต มันจะถูกถ่ายทอดผ่านพฤติกรรมการ แสดงออกและการกระท�ำได้หลากหลาย เป็นการกระท�ำด้วยอาการต่าง ๆ ดังนี้ เช่น

รี ๆ รอ ๆ หันรีหันขวาง

เป็นห่วง พะวงสงสัย

กลัว ๆ กล้า ๆ ไม่มั่นใจ

คร�่ำเคร่งกับสิ่งนั้นเรื่องนั้นจนเครียด

มนุษย์จะเห็นได้อย่างถ่องแท้ว่า ไม่ว่ามนุษย์จะตัดสินใจเลือกข้าง ไหน หรือยังลังเลสงสัยอยู่ เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร มันก็ล้วนแล้วแต่ ท�ำให้ตนเองเกิดทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อทุกข์ที่เกิดจากอารมณ์หยาบ ๆ มากมาย โดยมีความอยากไม่อยากเป็นตัวก่อการ ถ้าในชีวติ ประจ�ำวันมนุษย์ รูจ้ กั ควบคุมอารมณ์ตนเอง ไม่ให้สนั่ ไหวไปตามสิง่ เร้าได้ ความอยากไม่อยาก มันก็จะไม่เกิดขึ้น ความสับสนสงสัยมันก็จะไม่แสดงตัวออกมา ความสมดุล ทางอารมณ์ในจิตใตมันถึงจะตั้งมั่นอยู่ได้

231


232

ปริญญา ตันสกุล

การมองโลกในแง่ดี และเป็นนายเหนืออารมณ์ตนเองได้ จิตใจก็ เป็นสุขแล้ว

2. พยายามจดจ�ำความดีงามของผู้อื่นไว้

มนุษย์ทุกคนมีมุมมองหยาบ ๆ ต่อกันอยู่สองด้าน คือด้านดีและไม่ ดี ธรรมชาติมนุษย์มกั มองหาความไม่ดที เี่ ป็นข้อบกพร่องหรือความไม่ถกู ต้อง เหมาะสมของผู้อื่นที่กระท�ำไปแล้ว หรืออาจจะก�ำลังกระท�ำต่อตนเองเสมอ เพื่อป้องกันตนเองไว้ล่วงหน้า หรือไม่ก็เพื่อที่จะจดจ�ำมันเอาไว้รอโอกาสแก้ แค้นกลับคืนบ้างในวันข้างหน้า อาการของความหวาดระแวงไม่ไว้ใจและการ เจ็บจ�ำแค้นเคืองเช่นนี้ ท�ำให้มนุษย์ส่วนใหญ่พกพาความเครียดและความ เหี่ยวแห้งในจิตใจติดตัวไปไหนมาไหนอยู่ตลอดเวลา แม้บางขณะจะยังไม่มี เหตุการณ์ใดเรื่องใด เป็นเงื่อนไขด้านลบจากคนอื่น ๆ เกิดขึ้นแก่ตน ตามที่ จิตมันคอยคิดระแวงระวังอยูเ่ ลยก็ตาม ความไม่สมดุลทางอารมณ์ของมนุษย์ ในชีวิตประจ�ำวันก็เกิดขึ้นเองได้เสมอ มนุษย์จะเรียกว่า มีสติไม่ได้ หากสภาวะทางจิตใจมันไร้สมดุลทาง อารมณ์เช่นนั้น สิ่งควรปฏิบัติก็คือ จงรู้จักมองหาความดีงามของผู้อืนบ้าง อย่ามอง ด้านที่ไม่ดีของเขาอยู่ด้านเดียว การมองเห็นความดีงามของคนอื่นที่กระท�ำ ต่อตัวเรา และพยายามจดจ�ำมันไว้ จะช่วยให้การมองโลกในแง่ดีของเรามัน ชัดเจนยิ่งขึ้น ความดีงามใด ๆ ของเขามันจะท�ำให้จิตใจเราเป็นสุข ไม่ทุกข์ กังวลเหมือนกับการเฝ้ามองเขาด้านลบ หรือคอยแต่จะเจ็บจ�ำด้านลบที่เขา กระท�ำต่อเรามากมายนัก นอกจากนัน้ การจดจ�ำความดีงามของผูอ้ นื่ ทีก่ ระท�ำ ต่อตัวเรา ด้วยการสัง่ สมมันไว้ภายในจิตใจ มันจะช่วยเหลือตัวเราให้สามารถ


มหาสติ

มีความอดทนอดกลั้น และให้อภัยต่อตัวเขาได้ง่ายขึ้นในวันหน้า ถ้าเขาเกิด กระท�ำไม่ถกู ต้องต่อตัวเราเข้าจริง ๆ เพราะความดีงามของตัวเขาคือคะแนน ทางความรูส้ กึ ด้านบวก ทีจ่ ะช่วยให้จติ ของเราสัน่ สะเทือนไปทางด้านบวกได้ เป็นอย่างดี มันตรงข้ามกันกับการสัง่ สมคะแนนความรูส้ กึ ด้านลบ เพราะมอง เขาในแง่รา้ ยเอาไว้ลว่ งหน้า ทัง้ ๆ ทีต่ วั เรายังไม่พบว่าเขากระท�ำอะไรไม่ดตี อ่ ตัวเรามาก่อน หรืออาจเคยผิดพลาด กระท�ำไม่ถูกต้องต่อเรามาแล้วเพียงไม่ กีค่ รัง้ ก็ตาม ความรูส้ กึ ด้านลบภายในจิตใจของเรานัน้ มันจะท�ำให้จติ ของเรา พลุ่งพล่านไปในด้านลบมากเกินจริงได้ทันที ถ้าเขาเกิดกระท�ำไม่ถูกต้องต่อ ตัวเราเข้าจริง ๆ ในครั้งต่อไป การสัง่ สมคะแนนความรูส้ กึ ด้านลบ เพราะไม่พยายามจดจ�ำความ ดีงามของผูอ้ นื่ และการเฝ้าแต่คอยคิดระแวงแคลงใจ มองใคร ๆ ไปในแง่ ร้ายต่อตนเองเอาไว้ล่วงหน้า มันจะท�ำให้มนุษย์ขาดสติได้ง่ายมาก

3. รู้ดีรู้ชั่ว

ในการเป็นมนุษย์เหนือกว่าความเป็นสัตว์เดรัจฉานทัง้ หลายตรงทีม่ ี สติปัญญาและจิตส�ำนึกเป็นของตนเอง สามารถแยกแยะผิดถูกชั่วดีได้ ขณะ ที่สัตว์เดรัจฉานมีแต่สัญชาตญาณและไร้สติปัญญากับจิตส�ำนึก จึงไม่อาจ ทัดเทียมกับมนุษย์ได้ การสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกของมนุษย์ในแต่ละครัง้ ที่ เกิดขึน้ จึงสามารถสร้างตนเอง สร้างโลก หรือท�ำลายตนเองและท�ำลายระบบ โลกได้เสมอ ขณะที่สัตว์เดรัจฉานไม่อาจท�ำเยี่ยงมนุษย์ได้เลย มนุษย์รดู้ วี า่ ทัง้ ตนเองและผูอ้ นื่ ต่างไม่มใี ครสมบูรณ์พร้อม ย่อมมีทงั้ พฤติกรรมดีและพฤติกรรขยะปะปนกันทั้งสิ้น ยิ่งถ้าหากมนุษย์ยอมตกเป็น ทาสอารมณ์ตนเอง ท�ำตามใจตนเอง ในขณะเกี่ยวข้อสัมพันธ์กับผู้อื่น

233


234

ปริญญา ตันสกุล

พฤติกรรมขยะของแต่ละคนย่อมจะกลายเป็นเงือ่ นไขของกันและกัน ให้เกิด การตอบสนองด้านลบต่อกันง่ายมาก เมือ่ มันเกิดขึน้ แล้วโอกาสจะหยุดยัง้ ไม่ ให้ลกุ ลามจนกลายเป็นความขัดข้องระหว่างกัน หรือการขัดแย้งยิง่ กระท�ำได้ ยากขึ้น ในโอกาสที่จะกระท�ำได้คือการป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นล่วงหน้า เท่านั้น การรู้ดีรู้ช่ัว จึงเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมนุษย์ทุกคนจะต้อง สั่งสมไว้ เพราะมันจะช่วยให้สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งที่เหมาะสมกับ สิ่งที่ไม่เหมาะสม ในอันที่จะน�ำไปสู่การกระท�ำต่อกันอย่างถูกต้องเหมาะ สมได้ กล่าวง่าย ๆ ก็คือ การรู้ดีรู้ชั่วของมนุษย์แต่ละคน มันจะช่วยให้ทุก คนลดการกระท�ำหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมต่อกัน ไม่เป็นเงื่อนไข ทางอารมณ์ด้านลบต่อกัน ซึ่งจะท�ำให้ใครต่อใครขาดสติได้นั่นเอง วัตถุประสงค์หลักที่ศาสนาสื่อสอนให้มนุษย์ละเว้นการกระท�ำไม่ เหมาะสม 5 ประการต่อไปนี้ ก็เพื่อให้มนุษย์ละเว้นการกระท�ำที่ไม่ถูกต้อง ต่อกัน ไม่เป็นเงื่อนไขด้านลบต่อกัน ในอันที่จะท�ำให้ต่างขาดสติได้ และมัน ยังท�ำให้จิตรู้อารมณ์ของแต่ละคนมีความสงบงัน เปิดโอกาสให้ต่างใช้สติ ปัญญาของตนได้อย่างเต็มที่ คือ

1. ไม่เบียดเบียน พยาบาท ปองร้าย และริษยากัน

2. ไม่เอาเปรียบ ฉกชิง และลักขโมยด้วยความโลภในทรัพย์สิน ของผู้อื่น 3. ไม่ลว่ งละเมิดสิง่ อันเป็นทีร่ กั แหนหวงของผูอ้ นื่ ด้วยความอยาก ได้ใคร่มีเพราะหลงใหลในรูปรสของสิ่งนั้น


มหาสติ

4. ไม่ใช้วาจาก้าวร้าวต่อผู้อื่น ไม่ส่อเสียดเหยียดหยาม ไม่กล่าว เท็จบิดเบือนใส่ร้ายผู้อื่นให้เกิดความอับอายหรือเสื่อมเสีย สติ

5. ไม่ลุ่มหลงในอบายมุข ไม่ประมาทไม่งมงาย ไม่มัวเมาจนขาด

การกระท�ำไม่ถูกต้องเหมาะสมทั้ง 5 ประการข้างต้นนั้น ถ้ามนุษย ละเว้นเสียได้ การด�ำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมก็จะบังเกิดความสงบสุขและ สันติ เพราะจะไม่มีใครเริ่มต้นสร้างเงื่อนไขการกระท�ำที่ไม่ถฅูกต้องต่อกัน ก่อนใ/คร ความมีสติของกันและกันก็จะมีแต่ละคนนั่นเองที่จะช่วยกันดูแล รักษามันเอาไว้ให้ ไม่ใช่ใครอื่นเลย เพือ่ สร้างความมัน่ ใจในความสัมพันธ์ระหว่างกันได้มากขึน้ นอกจาก การละเว้นพฤติกรรมขยะทัง้ 5 กลุม่ ทีก่ ล่าวแล้ว การกระท�ำทีด่ งี าม เพือ่ เป็น เงือ่ นไขด้านบวกต่อกัน มันยังจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งของจิตใจแต่ละคน ผ่านความมีสติในชีวิตประจ�ำวันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย พฤติกรรมที่ดีงามที่ มนุษย์พึงกระท�ำต่อกันมี 5 ประการ ดังนี้ 1. มีความรักต่อกัน และพร้อมจะน�ำมันออกมาแสดงต่อกันได้ทกุ เมื่อและทุกคน 2. เคารพแบบปฏิบตั แิ ละกรอบกติกาของสังคม รูจ้ กั อดออมและ พากเพียร 3. มีความพอเพียง โดยพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่และมีความ สันโดษ

4. มีวาจาไพเราะ มีความซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น

235


236

ปริญญา ตันสกุล

5. มีจิตส�ำนึกด้านบวกต่อผู้อื่น ด้วยการคิดดีพูดดีต่อกัน มีความ ส�ำรวมระวังตน มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติกัน รู้จักใช้สติปัญญา หาพลังอ�ำนาจในตนเอง ไม่งมงายเพราะมีศรัทธาในสิ่งผิดโดยขาดสติยั้ง คิด จงเพียรแสดงออกต่อกันทีด่ งี ามและหมัน่ ละเว้นในการกระท�ำในสิง่ ทีไ่ ม่เหมาะสม เพือ่ กระท�ำตนให้เป็นเงือ่ นไขด้านบวก และละเว้นการกระท�ำ ตนเป็นเงื่อนไขด้านลบต่อกันไว้เสมอ มันจะช่วยสร้างเสริมความมีสติ ให้แก่ กันและกันได้ตลอดไป

4. รู้ผิดรู้ถูก

นอกจากมนุษย์จะต้องสัง่ สมคุณธรรมทัง้ 5 ประการ ด้วยการละเว้น ด้านหนึ่งและกระท�ำอีกด้านหนึ่งต่อกันแล้ว ในการด�ำเนินชีวิตร่วมกันของ มนุษย์ ยังมีเงื่อนไขอื่นสาเหตุอื่นที่จะท�ำให้ต่างขาดสติ จนเสียสมดุลทาง อารมณ์ในจิตใจขึ้นมาได้เช่นกัน เมื่อข้อขัดข้องทางจิตใจและการกระท�ำต่อ กันมีสาเหตุจากเงื่อนไขต่าง ๆ ต่อไปนี้ คือ

1. คิดผิด ตัดสินใจผิด

2. หลงผิด

3. ประมาทเผลอเรอ

ทั้งหมดทุกเงื่อนไขที่น�ำไปสู่การกระท�ำไม่ถูกต้องต่อกัน ล้วนเกิด จากจิตใจทีย่ งั คงบริสทุ ธิต์ อ่ กันทัง้ สิน้ ไม่มใี ครหรือฝ่ายใดเจตนาร้ายต่อกัน เลย


มหาสติ

ข้อขัดข้องทีเ่ กิดขึน้ ระหว่างกันเพราะเงือ่ นไขข้างต้นนี้ มันอาจน�ำไป สู่ปัญหาทางอารมณ์จนขาดสติได้ ถ้าหากไม่สามารถหาข้อสรุป หรือข้อยุติ จนเป็นทีพ่ อใจกันทัง้ สองฝ่าย ข้อยุตทิ ดี่ ที สี่ ดุ ก็คอื การยอมรับในความถูกต้อง ว่าถ้ามีความเห็นแย้งกัน กับการยอมให้อภัยในความผิดพลาดของเขา หาก เขาเป็นฝ่ายผิด หรือการยอมรับในความผิดพลาดนัน้ ต่อเขาหากเราผิดพลาด เสียเอง ด้วยการขออภัย โดยต่างจะระมัดระวังไม่ให้เกิดการผิดพลาดขึ้นมา อีกในครั้งต่อไป การรูถ้ กู ผิดของมนุษย์มนั เป็นคุณธรรมประจ�ำใจทีส่ ำ� คัญของมนุษย์ ทุกคน ทีแ่ สดงออกถึงพลังอ�ำนาจในการเหนีย่ วรัง้ ผูอ้ นื่ ไว้กบั ตนเอง แสดงออก ถึงพลังอ�ำนาจในตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าในชีวิตและงาน ด้วย การเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างคุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยพร้อมจะ ใช้ความผิดพลาดและความถูกต้องทั้งของตนและผู้อื่น เป็นบทเรียนสู่สิ่งที่ดี กว่า เพื่อสร้างความก้าวหน้าของตนไปเรื่อย ๆ แทนการจะคอยยัดเยียดว่า ปัญหาข้อขัดข้องนั้นใครกันเป็นฝ่ายถูกหรือผิด

ควรมองหาเหตุผลขอความถูกผิด

ไม่ใช่คอยแต่จะมองหาว่าใครถูกใครผิด

ถ้ามนุษย์มองหาเหตุผล มากกว่ามองหาคนผิด มันจะน�ำไปสู่การมี สติเพื่อใช้ปัญญาพิจารณามากกว่าการขาดสติ เพราะมันจะเกิดการเอาชนะ คะคานกัน ด้วยอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผลเสมอ ซึ่งการมองหาตัวตนคนผิด มันไม่ได้ก่อประโยชน์ใด ๆ ขึ้นมาเลย นอกจากความขัดข้องหมองหมางใจ กันเท่านั้น

การที่มนุษย์จะกระท�ำเช่นนี้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติส�ำคัญในจิตใจ

237


238

ปริญญา ตันสกุล

ดังนี้ คือ

1. มีจิตใจเปิดกว้าง รับฟังความคิดและเหตุผลของผู้อื่นเสมอ

2. ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง

3. มีความสามารถในการขายความคิดของตนเอง

4. ไม่ดื้อรั้นมีทิฐิ ยึดมั่นในความคิดของตนเอง

5. ยึดมั่นความเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ

การมีจิตใจกว้างพอมีแต่จะท�ำให้ตนเองพร้อมต่อการใช้เวลารับฟัง ความคิด และเหตุผลของผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใคร ไม่เช่น นัน้ เราไม่อาจล่วงรุไ้ ด้วา่ เขาคิดอย่างไรถ้าไม่ฟงั กัน การเปิดใจรับฟังโดยไม่ปดิ กั้นโอกาสผู้อื่น คือการสื่อสารสองทาง ที่มนุษย์จะน�ำเสนอข้อมูลใด ๆ ของ ตนถ่ายทอดสูผ่ อู้ นื่ ให้ได้รเู้ หมือนกับทีต่ นเองคิดรูอ้ ยู่ เพือ่ เปิดโอกาสให้อกี ฝ่าย หนึ่งได้ตรวจสอบและไถ่ถามให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันต่อไป การผลัดกันพูดผลัดกันฟัง คือ โอกาสในการสื่อสารสองทางที่ต่าง มอบให้แก่กันและกัน สืบเนื่องจากกรณีแรก การผลัดกันพูดผลัดกันฟังจะ ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลระหว่างกันเป็นไปอย่างมีประสทิธิภาพและบรรลุ วัตถุประสงค์ของการสื่อได้อย่างแนบแน่น

ถ้าคนหนึ่งพูดอีกคนหนึ่งไม่ใส่ใจรับฟัง

ต่างคนต่างแย่งกันพูด

คนหนึ่งก�ำลังพูด อีกคนหนึ่งคอยโต้แย้งสอดแทรกอยู่เสมอ


มหาสติ

การรับฟังอย่างไม่ต่อเนื่อง

บทบาทต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้ง 4 แบบ มนุษย์พึงละเว้นมันไว้ให้มาก เพราะนอกจากต่างไม่อาจท�ำความเข้าใจในสาระของกันและกันได้แล้ว มัน ยังก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์จนขาดสติ ปิดโอกาสการใช้สติปญ ั ญาได้ทนั ที โอกาสที่จะเรียนรู้ความถูกผิดย่อมปิดลงด้วยเช่นกัน การมีความสามารถในการขายความคิดของตนเอง ก็เป็นทักษะ ความสามารถอีกประการหนึ่ง ซึ่งจะเกิดได้จากการฝึกฝนตนเอง ให้มีทักษะ ด้านการสือ่ ภาษาด้วยถ้อยความทีก่ ระชับ เรียงล�ำดับข้อมูลเป็น เน้นประเด็น ที่ส�ำคัญ ไม่ยืดยาววกวนจนคนฟังสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก และมีความ กล้าแสดงออกเพราะมั่นใจในความคิดและเหตุผลของตนเองเสมอ และไม่ กลัวเสียหน้าถ้าพบว่าเป็นความคิดที่ผิดพลาดบกพร่องในภายหลัง การไม่ดื้อรั้นมีทิฐิยึดมั่นในความคิดของตนเป็นใหญ่ หมายถึง ขณะ ทีก่ ำ� ลังรับฟังผูอ้ นื่ ขายความคิดของเขาอยูน่ น้ั จะต้องท�ำตนเป็นผูซ้ อื้ ทีด่ ใี ห้จง ได้ ด้วยการเก็บเอาสินค้าของตนทีจ่ ะเสนอขายไว้ในกระเป๋าเสียก่อน ไม่คอย จะน�ำเอามันขึน้ มาสร้างประเด็นด้วยการซักค้านผูก้ ำ� ลังเสนอขายให้เกิดการ ขาดตอน ในการเสนอขายและการรับฟัง เพื่อหวังจะเอาชนะเขาให้ได้อยู่ อย่างเดียว มนุษย์ต้องรู้ว่า การซื้อขายความคิด มันไม่ได้แตกต่างไปจากการ ซื้อขายสินค้าแต่อย่างใด ผู้ซื้อจะต้องใส่ใจรับฟังรายละเอียดเพื่อค้นหา คุณสมบัติสินค้าที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการที่จะซื้อเพื่อน�ำไปใช้ให้ได้ ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด ก่อนการตัดสินใจมิใช่หรือ?

การรับฟังข้อมูลของผู้ขายให้ได้มากที่สุด ชัดเจนที่สุด เพื่อการ

239


240

ปริญญา ตันสกุล

ตัดสินใจอย่างถูกต้องที่สุดของผู้ซื้อ คือสิ่งจ�ำเป็นอันเป็นความต้องการ ของผู้ซื้อใช่หรือไม่ รับฟังอย่างตั้งใจและฟังอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะจบ แล้วค่อยซักถามในส่วนที่ไม่เข้าใจไปทีละเรื่อง คือความเหมาะสมกว่าที่ จะน�ำมาซึ่งความพอใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้เสมอ หากมนุษย์ไม่คดิ เช่นนี้ หรือไม่เข้าใจในการแลกเปลีย่ นความคิดทีไ่ ม่ พ้องกัน มนุษย์จะไม่มวี นั ค้นพบความถูกต้องกว่าได้เลย ความเห็นพ้องกันใน สิ่งที่ถูกและผิดในบั้นปลายย่อมไม่มีแน่นอน ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดมั่นความคิด ของตน เหตุผลของตนว่าถูกต้องกันอยู่อย่างนั้น ส�ำหรับการยึดมัน่ ความเป็นหนึง่ เดียวกันเสมอ มันไม่ได้เป็นแค่เพียง วัตถุประสงค์หลักในการหาความถูกต้องระหว่างการซือ้ ขายความคิดของกัน และกันเท่านั้น แต่มันเป็นทัศนคติและอุดมการณ์ในการด�ำเนินชึวิตร่วมกัน หรือการท�ำงานร่วมกัน ที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ ความเป็นหนึง่ เดียวกัน จะน�ำไปสูพ่ ลังอ�ำนาจทีเ่ หนือกว่าความโดด เดี่ยว

ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นบ่อเกิดแห่งพลังร่วม

พลังร่วมจะเกิดได้ ต้องอาศัยพลังงานความรักและศรัทธาทีต่ า่ งมอบ ให้แก่กันเท่านั้น ถ้ามนุษย์สามารถพิจารณาความถูกผิดของตนและผูอ้ นื่ ได้ แสดงว่า ต่างต้องมีพลังงานความรักมอบให้แก่กนั และกันด้วยความปรารถนาดีตอ่ กัน ให้เกียรติกนั เห็นคุณค่าของกันและกัน และจริงใจต่อกัน โดยต่างก็มสี ติและ ต่างก็ได้ใช้สติปญ ั ญาอันปราศจากอารมณ์หยาบ ๆ อืน่ ใดมาเกีย่ วข้องได้อย่าง


มหาสติ

เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง ในที่สุดแล้วการยอมรับความถูกผิดของกันและกัน จึงไม่ใช่เรือ่ งใหญ่ทจี่ ะท�ำให้ใคร ๆ ทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะขาดสติเลย หาก มนุษย์เข้าใจกระบวนการและมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น

5. รู้เหตุแห่งความถูกผิด

แม้มนุษย์จะมีความเข้าใจกระบวนการ เพื่อการแยกแยะความผิด ความถูกเพือ่ ให้เกิดสติในการใช้ปญ ั ญาชนะจิตใจสุขสงบได้แล้ว การมีสติดว้ ย การรู้เหตุแห่งความผิดถูกเอาไว้เสมอในทุกเรื่องราว ก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ จะน�ำตนเองเข้าถึงธรรมชาติสมาธิ สูก่ ารใช้สติปญ ั ญาสูงสุดในชีวติ จริงได้เป็น อย่างดี การด�ำเนินชีวิตประจ�ำวันไปเรื่อยๆ ด้วยการกระท�ำถูกต้องบ้างไม่ ถูกต้องบ้างตามอารมณ์รสู้ กึ นึกคิดทีเ่ กิดขึน้ ผันแปรไปเรือ่ ย ๆ นัน้ มนุษย์ยอ่ ม รูด้ อี ยูแ่ ล้วว่ามันมิได้เป็นตัวของตัวเองเลย การไม่เป็นตัวของตัวเองเพราะตก อยูภ่ ายใต้เงือ่ นไขของสิง่ เร้าให้เกิดการกระท�ำต่าง ๆ ย่อมหมายถึงมนุษย์ขาด สติ เมื่อขาดสติ ธรรมชาติสมาธิเพื่อท�ำให้จิตพร้อมต่อการใช้ปัญญาจึง บกพร่อง แต่ถ้ามนุษย์คิดก่อนท�ำ คิดได้อย่างถูกต้องและรู้ว่าสิ่งที่ตนกระท�ำ ลงไปเมื่อพบความผิดพลาดแล้ว เหตุแห่งความผิดพลาดนั้นคืออะไร จะต้อง แก้ไขปรับปรุงตนเองเพื่อท�ำมันให้ถูกต้องได้อย่างไร สิ่งที่ผิดพลาดนั้นตนจะ จัดการมันให้ถูกต้องกว่าได้อย่างไร การคิดเช่นนี้ เรียกว่ามีสติสมบูรณ์ ในทางกลับกัน ถ้ามนุษย์คิดก่อนท�ำโดยสร้างความรอบคอบให้ ตนเองไว้ลว่ งหน้า ด้วยการพิจารณาการกระท�ำของตนล่วงหน้าเพือ่ ผลส�ำเร็จ ทีต่ อ้ งการ โดยมองสาเหตุทจี่ ะก่อให้เกิดความผิดพลาดไว้ลว่ งหน้า แล้วลงมือ ท�ำมันอย่างรอบคอบระมัดระวัง ไม่คิดประมาทแล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นผู้

241


242

ปริญญา ตันสกุล

มีสติเช่นเดียวกัน การที่มนุษย์จะน�ำตนเองเข้าสู่ การรู้เหตุแห่งความผิดถูก ในระดับ ของ มหาสติ ที่กล่าวนี้มันไม่ได้หมายความว่าการส�ำนึกรู้ความจริงได้อย่าง ถูกต้อง จากการพิจารณาการกระท�ำใด ๆ ของตนที่ได้ท�ำมันไปแล้ว เกิด ปัญหาขึน้ มาแล้ว ปรากฎผลจากการกระท�ำมันลงไปแล้วเท่านัน้ แต่หมายถึง การคิดพิจารณาอย่างรอบคอบทุกสิง่ ทุกเรือ่ งราวก่อนตัดสินใจท�ำสิง่ นัน้ เรือ่ ง นั้นอย่างมั่นใจต่างหาก มันคือการไม่ใช้อารมณ์หรือกิเลสน�ำหน้า แต่ใช้สติปญ ั ญาเป็นผูน้ �ำ การกระท�ำนั่นเอง มนุษย์ทกุ คนล้วนมีสติปญ ั ญาอันเป็นพลังอ�ำนาจสูงสุดในตนเองด้วย กันทัง้ สิน้ อ�ำนาจทางปัญญาของมนุษย์มนั เกิดจากสัดส่วนของเซลล์สมองทัง้ ซีกซ้ายและขวาว่ามันมีความสมดุลกันทีร่ ะดับมากน้อยแค่ไหน ถ้าในภพชาติ อดีต มนุษย์นั้นไม่ฝึกฝนตนเองในการใช้สติปัญญา หรือใช้มันน้อยไป เซลล์ สมองที่ถูกสร้างเอาไว้ให้มันก็จะไม่ถูกอ�ำนาจจิตสร้างแรงสั่นสะเทือน ปลุก เร้าให้มันตื่นขึ้นมาใช้งานทีละเซลล์สองเซลล์ได้เลย การใช้พลังจิตทางความ คิดจึงเป็นเรื่องใหญ่ส�ำหรับมนุษย์ที่พึงกระท�ำกันอยู่เป็นประจ�ำ เพราะการก ระท�ำด้วยการฝึกคิด ฉลาดเลือกคิดและคิดเป็น จ�ำนวนเซลล์สมองที่เพิ่มขึ้น คือรางวัลล�้ำค่าที่มนุษย์จะได้รับ ไม่นับผลส�ำเร็จจากการคิดและการกระท�ำ อันเป็นผลลัพธ์จากการคิดให้ได้ในมิติโลกอีกต่างหาก ซึ่งจ�ำนวนเซลล์สมอง ทีม่ นุษย์เข้าถึงได้สงู สุดด้วยการกระตุน้ มันผ่านพลังอ�ำนาจจิต เพือ่ การคิดด้วย การใช้สติปัญญา เป็นการพัฒนาเซลล์สมองให้ก้าวหน้า ดั่งการลับมีดให้คม ที่พร้อมต่อการเป็นเครื่องมือของจิตวิญญาณ ผ่านเครื่องยนต์แห่งกรรมของ ตนนั่นเอง และรางวัลจากการกระท�ำในภพชาติปัจจุบัน มันยังจะกลายเป็น


มหาสติ

พรสวรรค์ในการจัดวางจ�ำนวนเซลล์สมอง โดยความร่วมมือของผู้ชี้ทาง ประจ�ำตัวของมนุษย์แต่ละคน ซึง่ ด�ำรงอยูใ่ นมิตคิ ขู่ นาน ผูท้ ำ� หน้าทีเ่ ป็นเสมือน ช่างเทคนิคในการจัดสรรพลังงานตามความเป็นจริง ที่สอดคล้องกับผลลัพธ์ ในการสร้างงเซลล์สมองขึน้ มาให้ได้ในภพชาติปจั จุบนั จากผลการกระท�ำของ อดีตอีกด้วย ในขณะเดียวกัน เซลล์สมองแต่ละเซลล์ไม่วา่ จะเป็นซีกซ้ายหรือขวา มันยังถูกก�ำหนดให้สลายอ�ำนาจที่เคยมีอยู่ หรือที่รอให้มนุษย์ผู้เป็นเจ้าของ มันสร้างแรงสั่นสะเทือนเพื่อปลุกฟื้นมันขึ้นมาใช้ แต่กลับไม่ได้ใช้ในชีวิต ประจ�ำวัน ในอัตราเสื่อมสลาย 10% ของที่มีไว้ในทุก ๆ 9 ปี จักรวาลตกลง ใจวางแผนการให้เครื่องยนต์แห่งกรรมส่วนสมองมีคุณสมบัติเช่นนี้ ก็เพื่อ ต้องการให้มนุษย์ใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อคิดสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ สูก่ ารกระท�ำดีตอ่ เพือ่ นมนุษย์ ในการสร้างตนเองให้กา้ วหน้าและสร้างดาว เคราะห์โลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การสร้างใหม่ที่ไม่เสียสมดุล หรือได้ใช้ มันเพื่อการกระท�ำด้านบวกต่อมนุษย์คนอื่น ๆ และโลกทางกายภาพให้ สอดคล้องกับหน้าที่ของจิตวิญญาณของตน ที่ขันอาสามาจากต่างมิติ ท�ำ หน้าที่แทนจิตจักรวาลผู้สร้างกระบวนการต่าง ๆ ในสากลจักรวาล ในการ เข้ามาท�ำหน้าที่เฉพาะมิติแห่งกาลเวลาในระบบดาวเคราะห์โลก ส่วนการก ระท�ำของเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ามนุษย์จะเป็นใคร หญิงหรือชาย เด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้ ที่คิดว่าตนแก่ชราแล้วจนไม่ใฝ่ฝันจะท�ำอะไรอีกแม้แต่การคิด หรือการ พยายามกระท�ำใด ๆ เพียงการใช้สญ ั ชาตญาณเยีย่ งสัตว์เดรัจฉานทีไ่ ร้อำ� นาจ ทางสมอง ทัง้ ๆ ทีต่ นมีอยูอ่ ย่างครบถ้วนเช่นคนอืน่ ๆ วัน ๆ คอยแต่ใช้อารมณ์ มากกว่าการใช้สมองให้เกิดสติปัญญา ก็นับว่าได้วางแผนการในอนาคตชาติ

243


244

ปริญญา ตันสกุล

ให้มีอ�ำนาจทางสมองตกต�่ำลง เพื่อการเป็นคนเบาปัญญาอย่างไม่น่าให้อภัย มนุษย์ต้องรู้ว่า พลังอ�ำนาจทางปัญญา กับอ�ำนาจในการใช้สติ ปัญญาไม่เหมือนกัน พลังอ�ำนาจทางปัญญา จะแปรตามจ�ำนวนเซลล์สมองของแต่ละคน เป็นส�ำคัญ แต่มนั ก็มไิ ด้เกีย่ วข้องกันกับอ�ำนาจในการใช้สติปญ ั ญาของมนุษย์ เลย ผู้ที่มีจ�ำนวนเซลล์สมองมากกว่าคนอื่นมิได้หมายความว่าจะมีอ�ำนาจใน การใช้สติปัญญาเหนือกว่าผู้อื่น มันขึ้นอยู่กับว่า ใช้อ�ำนาจทางปัญญาที่มีอยู่ นัน้ เป็นหรือไม่ ใช้มนั อย่างเต็มทีแ่ ล้วหรือไม่ และใช้มนั ให้เกิดประโยชน์ได้แค่ ไหน นั่นคือสิ่งที่จะน�ำไปสู่ความแตกต่างในแต่ละบุคคล ซึ่งมนุษย์เรียกว่า ความเฉลียวฉลาดทางปัญญานั่นเอง กัน

พลังอ�ำนาจทางปัญญากับความเฉลียวฉลาดทางปัญญาจึงต่าง

มนุษย์ต้องรู้ว่าจักรวาลโดยรูปธรรมชั้นสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และบรรพบุรุษของเครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์แต่ละคน ซึ่งเป็นช่าง เทคนิคประจ�ำตัวของมนุษย์เอง ได้จัดวางกลไกทางสมองเอาไว้ ให้มนุษย์ แต่ละคนมีจ�ำนวนเซลล์สมองที่เชื่อมโยงกับจ�ำนวนดาวฤกษ์ทั้งหลายในกา แล็กซี่ทางช่างเผือกนี้ไว้อย่างลงตัว ไม่ตกหล่นแม้จ�ำนวนดาวเคราะห์ของ ระบบสุริยะทั้งสองจักรวาล ที่อยู่ในระบบของกาแล็กซี่เดียวกันนี้ด้วย โดย จัดวางไว้ในเบือ้ งต้นอย่างลงตัวส�ำหรับมนุษย์เมือ่ เยาว์วยั ในการมาสูร่ ปู ธรรม มนุษย์ภพชาติแรก เป็นจ�ำนวนพอเหมาะต่อการคิดรูไ้ ด้เบือ้ งต้น เพียงเพือ่ ให้ ได้ใช้สติปัญญามากกว่าสัญชาตญาณ ให้รูปธรรมมนุษย์มีพลังอ�ำนาจทาง ปัญญาเหนือกว่าเดรัจฉานเท่านั้น นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์จะต้องช่วย


มหาสติ

เหลือตัวเองด้วยการสร้างแรงสัน่ สะเทือนทางการคิด ด้วยพลังจิตของตนเอง ทีม่ อี ยู่ เพือ่ ปลุกให้เซลล์สมองทีห่ ลับไหลตืน่ ขึน้ มาท�ำหน้าทีร่ บั ใช้การคิดเพิม่ ขึ้นมาเอง ถ้ามนุษย์ไม่ละเลยเหลวไหล หมั่นกระตุ้นมันด้วยการใช้ความคิด และคิดให้เป็น ในแต่ละภพชาติมนุษย์จะค่อย ๆ พบความเฉลียวฉลาดทาง ปัญญาของตนที่เพิ่มสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าเหลวไหลมันก็จะถอยหลังกลับสู่ ความเป็นมาแต่เดิม จนเข้าหาความเป็นเดรัจฉานได้อีกเช่นกัน การใช้สติปัญญาในการคิด เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองของตนเอง เป็น หน้าทีห่ ลักเบือ้ งต้นของมนุษย์ทจี่ ะต้องใช้มนั ในการฟันฝ่าบททดสอบและบท เรียนกรรมต่าง ๆ ในชีวติ น�ำตนเองผ่านพ้นข้อสอบต่าง ๆ ไปให้ได้ แม้ขอ้ สอบ ข้อนัน้ จะเป็นบทเรียนกรรมทีต่ นเองเคยตัดสินใจผิดพลาด คือสอบตกมาแล้ว ในภพชาติอดีตสักกีภ่ พชาติซำ�้ ๆ กันอยูก่ ต็ าม การคิดใหม่สกู่ ารตัดสินใจใหม่ ในเรือ่ งเดิมกรณีเดิมในแต่ละภพชาติ มันก็คอื การยกระดับสติปญ ั ญา พัฒนา เซลล์สมอง นั่นเอง แม้มนุษย์จะไม่อาจมองข้ามภพชาติของตนเอง จากความจริงทีก่ ล่าว ข้างต้นนั้นก็ตาม แต่มนุษย์อาจสามารถพิจารณาความจริงนี้ได้ จากกรณีที่ พบเห็นในมิตโิ ลกปัจจุบนั ของมนุษย์เอง โดยผูท้ เี่ คยกระท�ำสิง่ ใดผิดพลาดล้ม เหลวในชีวิตเพราะการตัดสินใจผิดพลาด ขาดความรอบคอบในการคิดหรือ การใช้สติปัญญาแค่เพียงครั้ง หากเขาน�ำเอาประสบการณ์ล้มเหลวนั้นมา พิจารณาศึกษาหาจุดอ่อนข้อด้อย และข้อบกพร่องที่ท�ำให้เขาผิดพลาดนั้น เพื่อแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องกว่า หรือจดจ�ำความรู้ใหม่ที่ได้จากการพิจารณาเอา ไว้ใช้เป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า มนุษย์ผู้นั้นจะยกระดับคุณสมบัติทาง ปัญญาสู่การเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดทางปัญญามากขึ้นเรื่อยไป เขาจะท�ำ สิ่งนั้นได้ถูกต้องมากขึ้น คิดรอบคอบยิ่งขึ้น และผิดพลาดน้อยลง และยิ่งได้

245


246

ปริญญา ตันสกุล

รับบทเรียนแห่งความผิดพลาดไว้เป็นบทเรียนมากเท่าใด มนุษย์นนั้ ก็จะยิง่ มี พลังอ�ำนาจในการใช้สติปัญญาได้อย่างยอดเยี่ยม จ�ำนวนเซลล์สมองซึ่งเป็นพลังอ�ำนาจทางปัญญา และความ สามารถทางการคิด อันเป็นพลังอ�ำนาจในการใช้สติปญ ั ญา มันจะเป็นสิง่ ที่แปรตามกันเสมอ การใช้สติปัญญาอันเกิดจากแรงสั่นสะเทือนของเซลล์สมองมนุษย์ ในชีวิตประจ�ำวัน มันยังมีความรู้ใหม่ที่มนุษย์ต้องรู้อีกประการหนึ่งด้วยว่า กรใช้ความคิดของมนุษย์ในแต่ละเรือ่ งราว มันจะเป็นคลืน่ ความถีท่ ที่ ำ� ให้เกิด คลืน่ ความคิดของเซลล์สมองแต่ละเซลล์ในระบบคลืน่ ไฟฟ้าเคมีไม่เท่ากัน มัน จะแปรตามค่าการสั่นสะเทือนของพลังอ�ำนาจจิตในขณะนั้นว่า จิตมีความ เป็นหนึ่งเดียวกันทุกดวงเพื่อการคิดเรื่องนั้นได้มากเท่าใด ถ้าพลังจิตมีค่าต�่ำ ต่อการคิดเรื่องนั้น เนื่องจากจิตอีกหลายดวงมันถูกแบ่งไปใช้ท�ำหน้าที่อื่น ขณะก�ำลังคิด การสัน่ สะเทือนของเซลล์สมองก็จะต�ำ่ ตามไปด้วย ท�ำให้คดิ ได้ ช้า คิดไม่ออก คิดผิด หรือคิดได้แต่ไม่แยบยลพอ เป็นต้น นอกจากนั้นค่าการสั่นสะเทือนสูงสุดของเซลล์สมองมนุษย์ ยังถูก จัดแบ่งไว้เป็นกลุ่ม ๆ อีกด้วย การคิดรู้เรื่องง่ายเซลล์สมองที่มีค่าการสั่น สะเทือนสูงสุดในระดับต�่ำ มันจะถูกโปรแกรมไว้ให้ช่วยเหลือมนุษย์ประสบ ความส�ำเร็จทางการคิดนั้น หากเรื่องที่ต้องคิดยากขึ้นมากเท่าใด กลุ่มของ เซลล์สมองกลุ่มที่มีค่าการสั่นสะเทือนได้สูงกว่าก็จะถูกกระตุ้นให้ท�ำหน้าที่ เข้าช่วยเหลือเสมอ มันจะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะถูก จัดวางไว้ให้มนุษย์เรียบร้อยแล้ว

การคิดรูเ้ รือ่ งง่าย ๆ ด้วยการใช้พลังจิตเพือ่ การคิดในระดับต�ำ่ กับ


มหาสติ

ค่าการสั่นสะเทือนของกลุ่มเซลล์สมองระดับต�่ำ มักจะเป็นการคิดเรื่อง หยาบ ๆ ที่เกียวกับตัวตน เกี่ยวกับการคิดค�ำนวณเกี่ยวกับเรื่องเหตุผลที่ เป็นสมการเส้นตรง และเกี่ยวกับการใช้อารมณ์เพื่อการคิด คลื่นการสั่น สะเทือนของกลุ่มเซลล์สมองในระดับต�่ำนี้จะพบได้ในสภาวะปกติของ มนุษย์ส่วนใหญ่ การคิดเรือ่ งง่าย ๆ มนุษย์มกั ไม่ได้ใช้พลังจิตอันเกิดจากสมาธิในการ คิดเท่าใด มนุษย์ก็คิดออกบอกได้ และการใช้อารมณ์ไปพร้อม ๆ กับการคิด คลื่นพลังงานทางอารมณ์ของจิตเองมันจะไปลดทอนพลังอ�ำนาจจิตที่จะใช้ เพื่อการคิด ให้เกิดแรงสั่นสะเทือนน้อยลงหรือต�่ำลง มันจึงท�ำได้เพียงไป กระตุ้นเซลล์สมองที่เคยชินกับค่าแรงสั่นสะเทือนระดับต�่ำ ๆ ให้ท�ำหน้าที่ใน การคิด ไม่อาจยกระดับไปถึงการกระตุ้นเซลล์สมองกลุ่มที่มีค่าการสั่น สะเทือนที่สูงกว่า ซึ่งมีพลังอ�ำนาจทางปัญญาสูงกว่าได้ ผลลัพธ์ก็คือเวลาใด ทีม่ นุษย์คดิ อย่างมีอารมณ์หรือใช้อารมณ์ในการคิด และจิตไม่สงบเป็นสมาธิ อยูก่ บั การคิดเรือ่ งนัน้ เพียงเรือ่ งเดียว มนุษย์มกั จะคิดไม่ออก คิดไม่ได้ คิดผิด ตัดสินใจผิด หากพยายามจะคิดต่อไปเมื่อยังคิดไม่ได้โดยฝืนคิดอยู่อย่างนั้น มนุษย์จะเกิดอาการปวดเกร็งทางประสาทสมองจนเกิดอาการเครียดขึ้นมา ทันที จนบางคนถึงขั้นอาเจียนเพราะความเครียด เนื่องจากท้องไส้ปั่นป่วน อีกด้วย ความเครียดทางประสาท หมายถึง อาการทีเ่ กิดจากการฝืนคิดด้วย คลื่นจิตระดับต�่ำ เพื่อการคิดเรื่องยาก ๆ ด้วยเซลล์สมองกลุ่มที่มีค่าการสั่น สะเทือนระดับต�่ำ ให้มันสั่นสะเทือนอยู่อย่างยาวนานเกินจริงจนอ่อนล้า ซึ่ง มนุษย์จะรับรูไ้ ด้เบือ้ งต้นจากอาการมึนศีรษะเสมอ เพราะพลังจิตขณะนัน้ มัน มีอ�ำนาจการสร้างแรงสั่นสะเทือนของคลื่นจิตไม่สูงพอที่จะไปกระตุ้นเซลล์

247


248

ปริญญา ตันสกุล

สมองกลุ่มอื่นที่มีค่าความถี่การสั่นสะเทือนเฉพาะตัวสูงกว่า ให้เข้ามาช่วย เหลือได้นั่นเอง มนุษย์จะสังเกตตนเองได้ว่า บางเรื่องที่ตนเคยคิดไม่ออกใน สภาวะดังกล่าว จะสามารถคิดออกบอกได้ ตัดสินใจถูกต้องได้ทนั ทีทเี่ ก็บเอา มาคิดใหม่ในตอนที่สภาวะจิตสมดุล อีกทั้งยังบอกตนเองได้ด้วยว่า มันแสน ง่ายกว่าที่เคยคิดเสียอีก ขณะที่แต่เดิมคิดไม่ออกจนบอกตัวเองว่า คิดยาก ตัดสินใจยากมาแล้วเสียด้วยซ�้ำไป ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องเดิมกรณีเดียวกันแท้ ๆ นอกจากความรู้ใหม่ที่กล่าวนี้แล้ว มนุษย์ควรจะรู้ต่อไปอีกด้วยว่า การคิดเรื่องที่ยากที่สุดส�ำหรับมนุษย์ คือ การคิดรู้ในเรื่องที่ไม่มีตัวตน ไม่มี เหตุผลที่เป็นสมการเส้นตรง ไม่ใช่การคิดค�ำนวณ ไม่มีระเบียบวิธีการคิด วิเคราะห์ ไม่ต้องอาศัยระบบประสาทสัมผัสทั้งห้าเข้าช่วยเหลือเพื่อรับรู้ พิสูจน์รู้ ซึ่งเป็นกระบวนการคิดรู้ของสมองระดับสูงสุด จะต้องอาศัยกลุ่ม ของเซลล์สมองที่มีค่าการสั่นสะเทือนสูงกว่าที่กล่าวไว้ในกลุ่มแรกหลายเท่า เซลล์สมองกลุ่มนี้จะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาท�ำงานได้ก็ต่อเมื่อคลื่นการสั่น สะเทือนของจิตเพื่อการคิดนั้น ต้องสั่นสะเทือนในอัตราสูงกว่าปกติ นั่นคือ มีสมาธิเพือ่ การคิดเรือ่ งนัน้ เพียงเรือ่ งเดียว คิดอย่างมุง่ มัน่ คิดได้เป็นเวลานาน และเบิกบานใจในขณะก�ำลังคิดเท่านั้น จึงจะกระตุ้นเซลล์สมองกลุ่มนี้ได้

การศึกษาเรียนรู้เพื่อท�ำความเข้าใจปรัชญา ในกรอบมิติโลก

การหยั่งรู้ในเรื่องพลังงาน เรื่องของจิต และเรื่องกฎเกณฑ์ทาง กายภาพของจักรวาลที่มนุษย์เรียกว่าสัจธรรมเพื่อการรู้แจ้ง หรือการคิด รูส้ งิ่ ใหม่ ๆ ทีเ่ ป็นรูปธรรมซึง่ ไม่เคยมีมาก่อนในโลกเพือ่ การคิดสร้างสรรค์ ล้วนต้องใช้เซลล์สมองกลุ่มที่ว่านี้ทั้งสิ้น


มหาสติ

การสือ่ ภาษาจิตเป็นภาษาสากลกับรูปธรรมใด ๆ จิตเองก็ยงั ต้อง อาศัยเซลล์สมองกลุ่มนี้เช่นกัน เซลล์สมองกลุ่มนี้ถูกก�ำหนดค่าการสั่นสะเทือนไว้ในระดับสูงมาก สูงเกินกว่าจิตในสภาวะปกติของมนุษย์จะเข้าถึงการใช้งานมันได้ ถ้าไม่รู้วิธี เปิดประตูสู่การใช้มัน ระดับของคลืน่ การสัน่ สะเทือนของจิต ทีจ่ ะสามารถกระตุน้ เซลล์ สมองกลุ่มนี้ได้ จะถูกก�ำหนดไว้เป็น 3 ระดับคือ

เบต้า คลื่นความถี่ในระดับฝึกหัด

เดลต้า คลื่นความถี่ระดับปฏิบัติการหยั่งรู้เพื่อการรู้แจ้ง

คอสมิค คลื่นความถี่ระดับสากลจักรวาล

มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ คลืน่ การสัน่ สะเทือนของเซลล์สมองมีคา่ อย่างไร คลืน่ การสัน่ สะเทือนหรือพลังจิตก็วดั ค่าได้ไม่แตกต่างกัน มนุษย์ทเี่ ริม่ ฝึกฝนตนเอง เข้าสูก่ ารใช้พลังทางปัญญาได้ใหม่ ๆ จะต้องเริม่ ใช้คลืน่ สมองระดับเบต้าก่อน เสมอ แล้วค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปตามความบริสุทธิ์ของจิตที่จะก่อให้เกิดแรง สั่นสะเทือนที่สูงกว่าต่อไป มนุษย์รายที่ค้นพบค่าการสั่นสะเทือนของจิต ท�ำให้จิตมีอ�ำนาจ แล้วหันไปสร้างฤทธิ์เพื่อการกระท�ำอย่างอื่น ไม่ใช่การกระท�ำทางปัญญา จะติดอยู่ที่คลื่นความถี่ระดับเบต้าในระดับฝึกหัดเท่านั้น แม้จะฝึกใช้มัน เพื่อสะกดจิตผู้อื่น จูงจิตผู้อื่นหรือใช้ท�ำอย่างอื่นที่ไม่น�ำไปสู่การยกระดับ สติปัญญาของตนตามแนวทางที่ว่านี้

249


250

ปริญญา ตันสกุล

ความเพลิดเพลินกับฤทธิข์ องตน พอใจทีค่ น้ พบมัน ความหลงตัว เองว่ามีอ�ำนาจเหนือผูอ้ นื่ จะเป็นกิเลสทีจ่ ติ จักรวาลจัดวางไว้ให้ ปิดประตู มิติแห่งปัญญาญาณให้ยึดติดอยู่เพียงแค่นั้น เพื่อรอวันเสื่อมถอยต่อไป ผูป้ ฏิบตั ธิ รรมในอาราม ทีย่ ดึ ถือแนวค�ำสอนของครูทเี่ ริม่ ต้นพบพลัง อ�ำนาจทางปัญญาขัน้ สูงในระดับฝึกหัดได้ มักจะถูกเตือนเสมอว่า ไม่พงึ แสดง ฤทธิ์ ไม่อวดอุตริ เพราะมันคือเบรคที่จะท�ำให้หยุดความก้าวหน้าลงที่ตรง นั้นตลอดไป เพราะกิเลสตัวนี้ร้ายกาจมากกว่าการยึดติดกิเลสที่เป็นอารมณ์ หยาบ ๆ รายวันของมนุษย์เองด้วยซ�้ำไป เพราะกิเลสหยาบ ๆ เป็นแค่จิต ภายนอกเท่านั้นซึ่งช�ำระมันได้ไม่ยากนัก แต่กิเลสชั้นสูงอันเป็นด้านลบที่ว่า นีเ้ กิดแล้วช�ำระยากเป็นทีส่ ดุ เพราะเป็นกิเลสทีเ่ กาะติดกับจิตภายในลึกเข้าไป อีก เมื่อจิตเกิดการสั่นสะเทือนเพราะถูกใช้งานเมื่อใด ตัวกิเลสมันจะสั่น สะเทือนอยู่ข้างในไปพร้อม ๆ กัน จนแยกไม่ออกว่ามันมีของมันอยู่ในจิตนั้น มนุษย์ที่ตกอยู่ในสภาวะนี้ จะเป็นมนุษย์ที่ไร้ความสมดุลในจิตใจ นานวันไป จะไม่อาจควบคุมตนเองให้มีสติและจิตส�ำนึกได้ เพราะอ�ำนาจกิเลสที่ติดอยู่ กับจิตภายในทีไ่ ม่ใช่จติ หยาบ มันจะท�ำหน้าทีแ่ ทนโดยไม่รตู้ วั ซึง่ มนุษย์ทวั่ ไป เรียกว่า จิตไร้ส�ำนึก นั่นเอง และอันตรายต่อมนุษย์ที่งมงายอย่างยิ่ง ยังมีความรูใ้ หม่ทจี่ ะสือ่ ให้มนุษย์รเู้ พิม่ เติมว่า กลุม่ เซลล์สมองทีต่ อ้ ง ใช้คลื่นจิตพลังสูงให้เกิดการสั่นสะเทือนสูง ๆ นั้น คลื่นความถี่ที่เกิดขึ้นของ เซลล์สมองกลุม่ เหล่านีแ้ ต่ละกลุม่ จะเป็นคลืน่ ความถีท่ กี่ ำ� หนดค่าพลังงานตาม คุ ณ สมบั ติ ข องดวงดาวต่ า ง ๆ ในกาแล็ ก ซี่ ท างช้ า งเผื อ กนี้ ทั้ ง สิ้ น นั ก วิทยาศาสตร์โลกต่างค้นพบและทราบดีว่า จ�ำนวนเซลล์สมองของมนุษย์ทั้ง ระบบ มันมีจ�ำนวนมากพอ ๆ กับจ�ำนวนดวงดาวบนท้องฟ้าที่นับไม่ถ้วนเลย ทีเดียว และมันเท่ากันกับจ�ำนวนเซลล์อวัยวะร่างกายที่เป็นระบบโครงสร้าง


มหาสติ

ทางชีววิทยาของรูปธรรมมนุษย์ด้วย การก�ำหนดค่าไว้เช่นนี้ เพราะเซลล์สมองกลุม่ นีม้ นั มีหน้าทีส่ ร้างคลืน่ การคิดรูเ้ พือ่ การหยัง่ รูด้ ว้ ยสายธารแห่งปัญญา ทีม่ นุษย์เรียกว่า ปัญญาญาณ ซึง่ เป็นคลืน่ พลังงานจิตความถีส่ งู ทีม่ คี ณ ุ สมบัตทิ างการคิดก็คอื ข้อมูลค�ำถาม ทีต่ อ้ งการรู้ ทีจ่ ะหลัง่ ไหลเป็นเส้นสายออกไปจากจุดกึง่ กลางของการสัน่ ของ จิตกับสมองที่เป็นหนึ่งเดียวกัน พุ่งผ่านออกไปทางดวงตาที่สาม สู่สนาม พลังงานจักรวาลสากลโดยอาศัยเส้นแรงระบบโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลก เป็นผู้น�ำทาง ไปสู่จิตจักรวาลรูปธรรมใดรูปธรรมหนึ่งซึ่งเป็นองค์ความรู้ใน สนามพลังงานสากล ที่จะคอยรอรับคลื่นปัญญาญาณของมนุษย์คนใดก็ได้ ในการช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนที่สูงกว่าเดิม เพื่อให้ผลึกของข้อมูลแห่งการ คิดรู้เรื่องนั้นตามที่มนุษย์ก�ำลังคิดรู้อยู่ แล้วคลื่นการคิดรู้นั้นจะเกิดการกลับ ตัวของคลืน่ เข้าสูจ่ ดุ ศูนย์กลางอีกครัง้ เพือ่ ท�ำการสังเคราะห์ผลึกแห่งการคิด รู้ที่ได้มา เกิดเป็นความรู้ใหม่ให้ได้รู้แจ้งเรื่องนั้นต่อไป ซึ่งมนุษย์เรียก กระบวนการนี้ว่า การหยั่งรู้ นั่นเอง ถ้าคลืน่ การคิดระบบนีไ้ ม่เป็นปัญญาญาณ คือ ไม่เป็นคลืน่ ความถี่ ทางพลังงานชนิดเดียวกันกับที่มีอยู่ในสนามพลังงานสากลจักรวาล มัน จะไม่อาจฝ่าเข้าไปในเขตแดนทีม่ คี า่ การสัน่ สะเทือนทางพลังงานสูง ๆ เช่น นัน้ ได้เลย หากจะเข้าไปเป็นพวกเดียวกันได้ จะต้องเป็นคลืน่ ทีม่ คี ณ ุ สมบัติ อย่างเดียวกันเท่านัน้ นัน่ คือ คลืน่ คอสมิค หรือคลืน่ พลังงานทางไฟฟ้าแม่ เหล็กของจักรวาลนัน่ เอง และจิตมนุษย์ไม่อาจแปลงระบบจากคลืน่ ไฟฟ้า เคมีภายใน ไปเป็นคลื่นความถี่จักรวาลได้ ถ้าไม่มีจิตใต้ส�ำนึกคอยช่วย เหลือ

ถ้ามนุษย์สร้างคลื่นการคิดแบบจิตมนุษย์ มันจะเป็นคลื่นการสั่น

251


252

ปริญญา ตันสกุล

สะเทือนในระดับต�่ำ ค�ำตอบความรู้ใด ๆ ที่คิดรู้ได้จึงเป็นเรื่องราวที่เก็บคว้า มาได้จากสนามความคิดในขอบเขตจักรวาลโลกเท่านัน้ ไม่อาจนิยมน�ำความ รูใ้ หม่ทไี่ ม่เคยมีในโลก จากองค์ความรูส้ งู สุดและสูงส่งในสากลจักรวาลได้เลย ความเฉลียวฉลาดทางปัญญาก็จะอยู่ในระดับปกติเท่านั้น มนุษย์ตอ้ งรูต้ อ่ ไปอีกว่าแม้จะเข้าถึงคลืน่ ความถีจ่ กั รวาล ระดับ คอส มิค ได้ก็ตาม คลื่นความถี่ดังกล่าวก็ยังถูกแบ่งออกเป็นระดับย่อย ๆ อีกต่าง หาก เนื่องจากดวงดาวทุกดวงในกาแล็กซี่นี้จะมีค่าความถี่ของการสั่น สะเทือนของแก่นแท้ทแี่ ตกต่างกันไป จิตจักรวาลอันเป็นรูปธรรมทางพลังงาน ซึ่งเกิดจากดาวฤกษ์แต่ละดวง ต่างก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ตามค่าของการสั่นสะเทือนในนิวเคลียสของตนด้วย ถ้าคลื่นการหยั่งรู้ด้วย ปัญญามนุษย์มีความถี่ระดับที่เหมาะสมกับจิตจักรวาลรูปธรรมใด ก็จะ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับจิตจักรวาลที่มีคุณสมบัติทางการสั่นสะเทือน เช่นนั้นได้ คลืน่ ความถีข่ องจิตมนุษย์ทสี่ งู กว่าจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ กับจิตจักรวาลทีม่ คี า่ ความถีเ่ ฉพาะตัวในนิวเคลียสระดับตำ�่ กว่าได้ แต่ปกติ แล้วยังไม่เคยปรากฎว่ามีมนุษย์คนใดจะมีอ�ำนาจสูงในระดับที่ว่านี้ได้ ยกเว้นบุคคลพิเศษที่ถูกมอบหมายให้เข้ามารับหน้าที่ส�ำคัญในระบบโลก ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งส�ำคัญเฉพาะบุคคลเท่านั้น ในอดีตถึง ปัจจุบันพอนับนิ้วได้ ส่วนคลื่นความถี่ของปัญญาญาณระดับต�่ำจะไม่สามารถเข้าถึง จิตจักรวาลที่มีพลังอ�ำนาจในตนเองสูงกว่าได้ เพราะเป็นพลังงานคนละ ชนิดกัน


มหาสติ

ที่เผยความรู้ใหม่เรื่องของกลไกทางสมองมาให้มนุษย์ได้รู้ เพื่อให้ เกิดความรูค้ วามเข้าใจทีถ่ กู ต้องว่า ระบบสมองมนุษย์มนั มีความหมายส�ำหรับ มนุษย์มาก ไม่ใช่จะคร�่ำเคร่งแต่การฝึกสร้างพลังจิตโดยไม่ใส่ใจพัฒนาสมอง ของตนให้เกิดอ�ำนาจทางปัญญาควบคูก่ นั ไปด้วย การเน้นแต่ฝกึ จิตให้พร้อม ต่อการใช้ปญ ั ญา แต่ไม่คน้ หาสติปญ ั ญาของตนให้พบ จุดจบคือ ความงมงาย เท่านั้นเอง การฝึกจิตด้วยการฝึกเทนิคสมาธิก็ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะ สมาธิไม่ได้น�ำมนุษย์สู่นิพพาน คือ การหลุดพ้นเพียงแค่นั่งปฏิบัติวันละไม่กี่ นาทีติดต่อกันทุกวันได้ หากไม่ใช้สติปัญญาสู่การรู้แจ้งเพื่อการหลุดพ้นของ จิตหยาบตามที่กล่าวมา การใช้สติปญ ั ญาเพือ่ ค้นหาเหตุแห่งความผิดถูก จึงเป็นอีกกรณีหนึง่ ทีส่ ำ� คัญในความหมายของมนุษย์กค็ อื จะต้องรูว้ า่ อะไรผิดอะไรถูก อะไรควร ไม่ควร และรู้ว่าท�ำไมจึงผิดท�ำไมจึงถูก ซึ่งหมายถึง การรู้ดีรู้ชั่ว ที่เป็น คุณธรรมประจ�ำใจนั่นเอง โดยมนุษย์จะต้องรู้แจ้งให้ได้ว่า ที่เขาว่าดีว่าชั่วใน เรื่องนั้นเพราะเหตุผลอะไร แต่ส�ำหรับจิตจักรวาลแล้วจะเรียกมันว่า ความ ถูกต้องเหมาะสมกับความไม่เหมาะสม เท่านัน้ ไม่มเี รือ่ งดีเรือ่ งชัว่ อย่างการ คิดแบบจิตมนุษย์เหล่านั้น เพราะมนุษย์เข้าใจว่า

ความดี ก็คือ ชั่วน้อยกว่าถึงน้อยสุด

ความชั่ว ก็คือ ดีน้อยกว่าจนถึงดีน้อยที่สุด

ส�ำหรับจักรวาลแล้ว ยึดถือความเหมาะสมไม่เหมาะสมเป็นส�ำคัญ ความเหมาะสมมากกว่าล้วนไม่มี ทุกอย่างจะตรวจวัดกันที่เส้นแบ่งมิติทาง พลังงานแค่เพียงเส้นเดียว ไม่มีหลายเส้นหลายระดับ โดยด้านบวกจะเป็น ด้านที่เรียกว่าเหมาะสม และด้านลบจะถือเป็นไม่เหมาะสม ไม่ว่าด้านบวก

253


254

ปริญญา ตันสกุล

จะมีค่าการสั่นสะเทือนระดับใด ล้วนจัดว่าเหมาะสมทั้งสิ้น ค่าการสั่นสะเทือนทางพลังงานในนิวเคลียสของแก่นแท้ ถือเป็น ความแตกต่างทางคุณสมบัตเิ ฉพาะตัว ไม่ได้นำ� มาเป็นเครือ่ งวัดความมีอำ� นาจ เหนือ และอาการสั่นสะเทือนทุกรูปแบบทางพลังงานในสากลจักรวาล ล้วน สัน่ สะเทือนทางด้านบวกด้านเดียวเท่านัน้ ไม่มรี ปู ธรรมทางพลังงานใดมีการ สั่นสะเทือนต�่ำกว่าเส้นแบ่งมิติทางพลังงานเลย ถ้ามนุษย์เข้าใจว่าถูกผิดดีชวั่ คืออะไร อย่างไรจึงถูกจึงผิด และถูกผิด เพราะเหตุใด ไม่ว่าจะหยั่งรู้ได้เองหรือศึกษาเรียนรู้จากมนุษย์ที่สมดุลกว่า หรือว่าศึกษาจากศาสตร์ของศาสนาที่ตนนับถือ หรือว่าศึกษาจาก คัมภีร์ จักรวาล เล่มใด ๆ ทีไ่ ด้สอื่ มาอย่างต่อเนือ่ งจนบัดนี้ โดยมีขอ้ มูลเป็นทุนส�ำรอง ไว้ในจิตใจ มันจะช่วยให้มนุษย์เกิดสติ คือ คิดรอบคอบก่อนลงมือท�ำ คิดถูก ต้องก่อนตัดสินใจกระท�ำ ได้ทุกครั้งไป จะช่วยให้มนุษย์เดินไปตามครรลอง ทีถ่ กู ต้อง ไม่เป็นอุปสรรคของมนุษย์คนอืน่ ๆ จนเกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ และก่อกรรมท�ำเข็ญกันกับผูอ้ นื่ ขึน้ มาได้ และหากผิดพลาดพลัง้ ไปบ้างในบาง ครั้งจนเกิดข้อโต้แย้งกันขึ้น มนุษย์ย่อมใช้สติปัญญาพิจารณาหาเหตุและผล ไปตามคุณธรรมทีต่ นสัง่ สมไว้ เพือ่ ตัดสินความถูกผิดของตนเองกับมนุษย์คน อื่น ๆ ได้อย่างมีสติเช่นกัน แต่ถ้ามนุษย์ขาดคุณธรรม แม้ว่าจะมีสติพอที่จะ คิดจะท�ำสิ่งใดก็อาจผิด ๆ ถูกๆ น�ำตนเองเข้าสู่ปัญหาได้ง่าย หรือกระท�ำลง ไปแล้วพบข้อขัดข้องขึ้น มนุษย์ก็ไม่อาจค้นหาความถูกผิดของตนกับใคร ๆ ได้ เพราะไม่มบี รรทัดฐานในการพิจารณาขบคิดเพือ่ การตัดสินใจเป็นบทสรุป เลย ปัญหาในการท�ำงานและการด�ำเนินชีวติ ร่วมกับมนุษย์คนอืน่ ๆ ย่อมเกิด ขึ้นได้เสมอ เพราะมีอัตราเสี่ยงสูง

การสร้างสติให้ตนเองในกรณีนี้คือ การสั่งสมคุณธรรมด้วยการ


มหาสติ

เรียนรู้ เพื่อเติมเต็มมันไว้ในจิตใจตนเสมอนั่นเอง

6. รู้กระท�ำในสิ่งถูก

เมือ่ มนุษย์ได้เรียนรุถ้ กู ผิดจากบทเรียนชีวติ ซึง่ เป็นบทเรียนโลก จาก ประสบการณ์ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาในชีวิตประจ�ำวัน หรือศึกษาจากคัมภีร์ จักรวาล จนรู้แจ้งได้ว่าถูกผิดคืออะไร เหตุแห่งความถูกผิดคืออย่างไร แล้ว จดจ�ำมันไว้เพือ่ หลีกเลีย่ งเหตุทจี่ ะก่อให้เกิดการกระท�ำผิด และหากประมาท เผลอไผลกระท�ำผิดขึ้น ก็สามารถแยกแยะยอมรับได้ว่าตนได้กระท�ำผิดไป จริง ๆ ธรรมชาติการคิดแบบจิตมนุษย์ ถ้าไม่มคี ณ ุ ธรรมสัง่ สมไว้ให้ได้รเู้ หตุ แห่งความถูกผิด มนุษย์มักจะคิดเข้าข้างตนเอง ยืนยันความคิดของตนเสมอ ว่าถูกต้องเหมาะสมกว่าความคิดและการกระท�ำของผู้อื่นที่แปลกแยกแตก ต่างไปจากตน โดยใช้ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติ และสิ่งที่อ้างว่ามันคือ เหตุผล ตามความคิดนึกของตนในขณะนัน้ เป็นมาตรวัด มนุษย์ลองตรองด้วย ตนเองก็ได้วา่ ถ้าต่างคนต่างยึดมัน่ มาตรฐานทีต่ า่ งกันอยูเ่ ช่นนัน้ การพิจารณา เหตุแห่งความถูกผิด มันจะมีค�ำตอบที่ถูกต้องเป็นที่เห็นพ้องกันทั้งสองฝ่าย ได้อย่างไร การเรียนรูส้ งั่ สมสัจธรรมไว้ จึงเป็นการถือมาตรวัดอย่างเดียวกัน ที่จะสามารถมองเห็นเหตุแห่งความถูกผิด เพื่อการหาความเห็นพ้องต่อ การยอมรับว่าถูกว่าผิดเป็นภาษาเดียวกันได้ ในด้านของการเป็นมนุษย์ที่ยังจะต้องยกระดับสติปัญญา พัฒนา จิตส�ำนึกของตนกันอยู่ เรื่องของความถูกผิดเป็นเรื่องส�ำคัญอันควรศึกษา สั่งสมคุณสมบัติของความรู้เอาไว้ให้มาก จนกว่าจะเข้าถึงความสามารถใน

255


256

ปริญญา ตันสกุล

การใช้ปญ ั ญาญาณได้บา้ งแล้วเท่านั้น การศึกษาจากบทเรียนโลกใด ๆ จึงจะ สามารถปล่ อ ยวางลงได้บ้าง เนื่องจากสามารถใช้ ปั ญ ญาญาณของตน พิจารณาเหตุแห่งความถูกผิดและความถูกความผิดได้ด้วยตนเองบ้างแล้ว การหมั่นเรียนรู้ด้วยสติปัญญาเบื้องต้น ขณะที่ก�ำลังยกระดับสู่การ พัฒนามันให้ก้าวหน้าอยู่นั้น ประสบการณ์ชีวิตทุกบททุกตอนเป็นบทเรียน อันดียิ่ง ที่มนุษย์ไม่ควรมองข้ามปล่อยให้มันผ่านไปโดยเปล่าดาย โดยไม่ ศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในกรณีนั้น ๆ ว่าสิ่งที่ตนท�ำลงไปกับใคร ๆ หรือ สิง่ ทีใ่ ครกระท�ำต่อตนเอง ไม่วา่ ผลลัพธ์สดุ ท้ายมันจะ เป็นเช่นไรในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนั้น ตนเองจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด มนุษย์ก็สมควรจะใช้มันเป็น ประสบการณ์แห่งบทเรียน เพื่อยกระดับสติปัญญาพัฒนาจิตส�ำนึกของตน โดยหาความรู้ให้ได้ว่า

อะไรเป็นสาเหตุให้เรากระท�ำผิดต่อเขา

ที่ว่าผิดนั้นมันหมายความว่าอย่างไร

อะไรเป็นสาเหตุให้เขากระท�ำผิดต่อเรา

ที่ว่าผิดนั้นมันผิดอย่างไร

ไม่วา่ เขาหรือเรา เมือ่ ก่ ระท�ำถูกหรือผิดต่อกันแล้ว ผลลัพธ์ของการก ระท�ำหรือถูกกระท�ำมันเป็นอย่างไร ความรูท้ ไี่ ด้รบั เป็นค�ำตอบแก่ตนเอง จากค�ำถามทีม่ คี า่ ทัง้ 5 ค�ำถาม เหล่านั้น คือที่มาของค�ำว่าการรู้เหตุแห่งความถูกผิด ที่ขยายความเพิ่มเติม เอาไว้ให้ตรงนี้จากข้อที่แล้วมา หากแต่ละวันทุกเวลา มนุษย์ไม่ปล่อยให้มัน ผ่านพ้นไป โดยคิดแต่จะตัดสินว่าใครถูกใครผิด โดยไม่มองหาสาเหตุแห่ง


มหาสติ

ความถูกผิด ด้วยค�ำถามส�ำคัญทัง้ ห้า ความมีสติและการยกระดับสติปญ ั ญา เพือ่ น�ำตนเองไปสูก่ ารพัฒนาจิตส�ำนึก จากการคิดและการกระท�ำทีถ่ กู ต้อง กว่ายิ่ง ๆ ขึ้นไปในครั้งต่อไป มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้ มนุษย์ก็จะจมอยู่ กับปลักแห่งความมีทฐิ ดิ อื้ รัน้ ยึดมัน่ อยูก่ บั ความคิดของตนเอง จนน�ำไปสูข่ อ้ ขัดข้องและความขัดแย้งกันอยู่อย่างนั้น ความเป็นหนึง่ เดียวกันในสังคมมนุษย์ มันย่อมไม่อาจเกิดขึน้ จริง ได้เลย เหตุผลก็คือ ถ้ามนุษย์ไม่รู้เหตุแห่งความถูกผิด โดยใช้การคิดแบบ จิตมนุษย์ของตนเองเป็นตัวบงการให้เกิดการกระท�ำต่อกัน แล้วใช้อารมณ์ รูส้ กึ นึกคิดของตนเป็นมาตรวัดในบัน้ ปลาย มนุษย์กไ็ ม่อาจจะกระท�ำสิง่ ใดให้ ถู ก ต้ อ งต่ อ กั น ได้ อ ย่ า งมั่ น ใจเลย เพราะมนุ ษ ย์ แ ต่ ล ะคนมี จิ ต หยาบที่ มี คุณสมบัตขิ องกิเลสแตกต่างกันและไม่เท่ากัน ยิง่ ถ้าต่างไร้คณ ุ ธรรมมโนธรรม ประจ�ำใจด้วยแล้ว โอกาสที่จะกระท�ำผิดหรือกระท�ำไม่ถูกต้องต่อกัน ย่อมมี อัตราเสีย่ งสูงยิง่ ซึง่ มนุษย์โลกปัจจุบนั ทีด่ ำ� เนินชีวติ ด้วยการติดต่อสัมพันธ์กนั ต่างก็แขวนตัวเองเอาไว้บนเส้นด้านเส้นนีเ้ สียเป็นส่วนใหญ่ ไม่วา่ ในครอบครัว เดียวกัน ในทีท่ ำ� งาน ไปจนถึงสังคมประเทศชาติอนั ไพศาล เหตุแห่งความไม่ ลงรอยกัน ขาดความเป็นหต่งเดียวกัน ล้วนมาจากสาเหตุนี้เป็นหลักใหญ่

เพราะต่างคนต่างไม่รู้จักการกระท�ำให้ถูกต้องต่อกัน

ต่างคนต่างไม่รู้เหตุแห่งความถูกผิด

ต่างคนต่างใช้บรรทัดฐานทางความรูส้ กึ กับการนึกคิดส่วนตัวเป็น มาตรวัดกันและกัน

257


258

ปริญญา ตันสกุล

ต่างคนต่างท�ำต่อกันตามใจตัว มากกว่ากระท�ำไปตามเหตุแห่ง ความถูกผิด คือรู้ว่าถูกต้องเหมาะสมแล้วจึงกระท�ำต่อเขา และรู้ว่าไม่ถูก ต้องจึงไม่กระท�ำต่อตัวเขา เมื่อมันเป็นของมันเสียเช่นนี้ การที่สามีภรรยาทะเลาะกัน ลูก ๆ ไม่ ปรองดองกันขัดแย้งกันเป็นประจ�ำ การทะเลาะเบาะแว้งกับคนข้างบ้าน การ มีปญ ั หากันในสังคมและการแตกความสามัคคี หรือขาดความสมานฉันท์กนั ภายในทีท่ ำ� งาน จึงเกิดขึน้ จนเป็นเรือ่ งชินชาส�ำหรับมนุษย์โลกกันไปแล้ว ทัง้ ๆ ที่มันเป็นเรื่องไม่ธรรมดาส�ำหรับสากลจักรวาลเป็นอย่างมาก โลกยุคพลังงานใหม่ บทเรียนแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ทุก คนจะต้องเข้าถึงมันให้ได้ บทเรียนนีเ้ ป็นแนวทางการปฏิบตั ทิ จี่ ะน�ำมนุษย์ ทุกคนบรรลุวัตถุประสงค์ได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว จงอย่ามองข้ามมันไป การที่มนุษย์สามารถคิดก่อนท�ำสิ่งใดในชีวิต ไม่ว่ากระท�ำต่อผู้อื่น หรืออย่างไร มนุษย์จะต้องพิจารณาหาเหตุแห่งความถูกผิดให้ได้เสียก่อน เพราะเหตุมนั เป็นทีม่ าของผลคือ ผลึกการคิดต้องการทีจ่ ะน�ำไปสูก่ ารกระท�ำ ใด ๆ เสมอ เช่น การที่เราก�ำลังจะกระท�ำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาใน สิ่งที่เราต้องการ ด้วยวิธีที่เราจะต้องไปท�ำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย หรือ ท�ำให้เขาเกิดการสูญเสียสิ่งนั้น โดยมีเราเป็นผู้เอามาครอบครองแทนสมดั่ง ใจนั้น เหตุที่เราจะท�ำเช่นนั้นเพื่อให้ได้มันมา มันคืออะไร

เอาเปรียบเบียดเบียนเขาใช่ไหม

ก้าวล่วงสิทธิครอบครองของเขาใช่หรือไม่

เพราะความโลภใช่ไหม


มหาสติ

ถ้าตอบตนเองได้ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง นั่นคือ ความไม่ถูกต้องของ เหตุ ที่มันน�ำไปสู่ ผลของการท�ำผิด คือการแก่งแย่ง การคดโกง การฉกฉวย โอกาส การลักขโมยหรือการข่มขู่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมหรือวิธีการชั่วร้ายทั้ง หลายของตัวเราทีก่ ำ� ลังจะกระท�ำไม่ถกู ต้องต่อตัวเขานัน่ เอง เมือ่ เหตุแห่งการ ท�ำผิดถูกค้นพบ ผลลัพธ์ที่จะแปลความหมายไปสู่การกระท�ำผิดย่อมไม่เกิด ขึน้ และการกระท�ำผิดตอบโต้ตอ่ ตัวเราของผูอ้ นื่ อันเกิดจากผลลัพธ์ของการก ระท�ำไม่ถูกต้องของตัวเราต่อเขา มันก็ย่อมไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้เช่น เดียวกัน นี่คือ ความมีสติของตัวเราที่สามารถแสดงพลังอ�ำนาจในการ สร้างสติ ให้เกิดขึ้นต่อตัวเขา หรือต่อมนุษย์ทุกคนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ด้วยนั่นเอง มันมีความจริงอยูข่ อ้ หนึง่ ว่า ถ้าเราสามารถสร้างสติได้แล้ว ก็จงช่วย รักษาความมีสติของผู้อื่นให้ได้ด้วย โดยเราจะต้องไม่พยายามเป็นเงื่อนไขใน การท�ำให้ผู้อื่นขาดสติอันมีเหตุจากตัวเราให้จงได้

นี่คือ การมีมหาสติ ที่มนุษย์จะเข้าถึงมันได้ไม่ยากเย็น

การที่มนุษย์จะสร้างมหาสติได้ มันจึงไม่ได้หมายความว่าการ พยายามนั่งท�ำจิตให้สงบเป็นสมาธิอยู่เพียงล�ำพัง หรือนั่งขัดสมาธิท�ำจิตให้ หลับไหล แต่มนุษย์จะต้องสร้างความมีสติแก่ตนเองในการด�ำเนินชีวติ ประจ�ำ วันไปตามปกติให้ได้เสียก่อน โดยหมัน่ กระท�ำให้ถกู ต้องในสิง่ ทีส่ มควรท�ำและ ไม่กระท�ำในสิง่ ทีไ่ ม่ควรท�ำ เพือ่ ช่วยเหลือผูอ้ นื่ ทุกคนทีม่ าเกีย่ วข้องคบหา ได้ มีสติร่วมกันกับตัวเราเสมอเหมือนกับตัวเราได้ตลอดไปต่างหาก

259


260

ปริญญา ตันสกุล

7. รู้กฎทางกายภาพของสากลจักรวาล

ในด้านของการเป็นมนุษย์โลก ซึ่งก็เป็นสรรพสิ่งหนึ่งในสากล จักรวาลไม่ได้แตกต่างไปจากดวงดาวและเทหวัตถุทั้งหลายในความหมาย ของแก่นแท้ของมวลหยาบ ๆ เลย ที่ต่างกันคือ รูปธรรมมนุษย์ที่เป็นมวล หยาบ มันเป็นมวลที่มีชีวิตจิตหยาบที่รู้ตอบสนอง รู้ต้องการ ซึ่งมวลหยาบ ๆ อันเป็นเปลือกนอกของแก่นแท้ของสรรพสิ่งอื่นใดในจักรวาล ไม่มีบุคลิกดัง เช่นรูปธรรม มนุษย์โลกจึงมีจิตหยาบเป็นอุปสรรต่อการแสดงพลังอ�ำนาจ ในตนเองของแก่นแท้ อันเป็นคุณสมบัตขิ องจิตวิญญาณของตนออกมา เพือ่ กระท�ำต่อตนเอง ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งในระบบเดียวกัน และต่อโลก ของตนที่ตนเองด�ำรงอยู่ ซึ่งพลังอ�ำนาจแท้จริงของแก่นแท้มีอยู่ 2 อย่างด้วย กัน คือ

สติปัญญาของแก่นแท้ที่มนุษย์เรียกแก่นแท้ว่าวิญญาณ

ความรักบริสุทธิ์ที่ใช้ดึงดูดเหนี่ยวรั้งกันและกันไว้

สติปัญญาของวิญญาณ หรือปัญญาญาณ กับความรักบริสุทธิ์ล้วน เป็นพลังอ�ำนาจในตนเองทีม่ นุษย์ทกุ คนมีอยูเ่ ป็นคุณสมบัตภิ ายในด้วยกันทัง้ สิ้น แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่อาจเข้าถึงเพื่อการน�ำมันออกมาแสดงกันได้ง่าย ๆ เพราะอุปสรรคคือจิตหยาบที่เกาะติดอยู่กับกิเลสตัณหาหรือตัวตนที่เป็น มายา มันคอยช่วงชิงอ�ำนาจในการแสดงบทบาทของมันอยูต่ ลอดเวลา มนุษย์ จึงไม่อาจกระตุ้นให้แก่นแท้คือจิตวิญญาณของตนเกิดการสั่นสะเทือนสูงสุด เพื่อแสดงพลังอ�ำนาจแท้จริงที่เร้นอยู่ภายในให้ปรากฎต่อโลกได้ ผูท้ สี่ ามารถท�ำให้จติ หยาบทีถ่ กู รัดรึงไว้ดว้ ยกิเลสตัณหาและความ มีตัวตนเข้าใกล้ความเป็นสุญญตาได้มากเท่าใด โอกาสท�ำให้แก่นแท้สั่น


มหาสติ

สะเทือนเพือ่ แสดงพลังอ�ำนาจทัง้ 2 อย่าง0ออกมา จึงจะเป็นไปได้มากขึน้ เท่านั้นนี้ การสร้างสติของตนไว้ด้วยหลักการทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาตั้งแต่ ต้น ล้วนเป็นวิธีการที่จะน�ำมนุษย์ผู้ปฏิบัติไปตามนั้น เลี่ยงพ้นอารมณ์หยาบ ๆ ของจิตหยาบเพื่อให้มันลดบทบาทลงไปในแต่ละวัน โดยใช้ความมีสติ ควบคุมบทบาทของมันไว้ตลอดเวลา ไม่ยอมให้มนั เข้ามาแสดงอ�ำนาจในทาง ผิดตามทีม่ นั เคยชินนัน่ เอง ผลการกระท�ำส�ำหรับผูม้ คี วามเพียรเช่นนี้ จะช่วย ให้จิตหยาบของตนลด ละ เลิก ไปจากความเคยชินแต่เดิมลงเรื่อย ๆ แล้ว สร้างนิสัยใหม่ให้มันไปท�ำหน้าที่อื่นแทน นั่นคือการฝึกให้มันหันมาโชว์สติ ปัญญา โดยบงการให้เกิดการสัน่ สะเทือนทางสมองไปตามการสัน่ สะเทือน ของจิต สู่การคิดรู้อย่างเดียว เพื่อให้มันเคยชินกับหน้าที่ใหม่ในการสร้าง คลื่นการคิดของเซลล์สมองโดยตรง ไม่ใช่สร้างคลื่นการสั่นสะเทือนทาง อารมณ์ร่วมกับต่อมไร้ท่อบางต่อมที่มันคุ้นเคยในอดีต หากมนุษย์ฝึกจิตใจให้มันท�ำหน้าที่ใหม่จนเกิดความช�ำนาญในสิ่ง ใหม่โดยไม่เปิดโอกาสให้มันคิดถึงความช�ำนาญเก่า ๆ ด้วยการยอมให้มัน แสดงแบบเดิมที่เราไม่ต้องการอีก ก็เท่ากับว่ามนุษย์สามารถน�ำจิตตนเองให้ หลุดพ้นไปจากกิเลสตัณหาทางอารมณ์ได้แล้ว ตราบเท่าทีป่ ดิ โอกาสมันไว้ได้ อยูอ่ ย่างนัน้ โอกาสในการสร้างพลังงานกรรมให้เกิดเป็นภาระต่อจิตวิญญาณ เมื่อสังขารดับลง จนต้องกลับสู่การเกิดใหม่เพื่อแก้ไขตนเองกันอีกหลายภพ ชาติ สร้างวัฏจักรของการเวียนว่ายตายเกิดของตนให้มีภพชาติเพิ่มขึ้นโดย ไม่จ�ำเป็น ย่อมน้อยลง หรือสามารถน�ำจิตวิญญาณของตนสู่การหลุดพ้น คือ นิพพานได้อย่างไม่ยากเย็น

มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ ถ้าตราบใดทีด่ บั จิตหยาบ ก�ำกับบทบาทมันเอาไว้ดว้ ย

261


262

ปริญญา ตันสกุล

ความมีสติ การกระท�ำใด ๆ ของมนุษย์ย่อมเป็นการกระท�ำของแก่นแท้ของ ตนซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญาและความรัก ที่มันจะแสดงตัวออกมาเอง พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มันจะเป็นพลังงานแห่งการสร้างสรรค์ไม่ใช่การ ท�ำลาย มันเป็นพลังอ�ำนาจในการใช้สติปญ ั ญามากกว่าความงมงาย มันเป็น พลังที่เกิดจากความมุ่งมั่นกับแรงบันดาลใจที่จิตวิญญาณน�ำติดตัวมาให้รูป ธรรมมนุษย์ของตนได้ใช้สร้างตนเองและสร้างโลกโดยแท้ แต่มนุษย์ต้องรู้ต่อไปอีกด้วยว่า ความจริงที่จริงแท้ที่กล่าวนั้น มัน เป็นเรื่องของแก่นแท้คือจิตวิญญาณ ซึ่งมนุษย์น้อยคนนักจะเข้าใจ เพราะไม่ อาจเข้าถึงแก่นแท้ของตนได้งา่ ยนัก มนุษย์จงึ รูน้ อ้ ยมากเกีย่ วกับความจริงแท้ ที่ว่านี้ บางคนรู้น้อยจนสับสน บางคนรู้น้อยจนงมงาย บางคนรู้น้อยจนไม่ เข้าใจ และหลายคนไม่รู้จึงไม่เชื่ออะไรเอาเสียเลย มนุษย์ที่เอาแต่คิดแบบจิตมนุษย์ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์หยาบ ๆ อัน เกิดจากกิเลสตัณหาและการคิดทีเ่ คยชินในกรอบมิตโิ ลกทางกายภาพ ทีห่ ลง เงาของตนว่าเป็นตัวตน แล้วคิดว่าแก่นแท้ของตนเป็นมายา มักจะยึดถือเอา เหตุผลและความถูกต้องดีงามในมิตโิ ลกเป็นกรอบทางความคิดของตนกันทัง้ สิน้ ซึง่ มันมีหลายอย่างถูกต้องแต่อกี หลายอย่างไม่ถกู ต้องตามกฎเกณฑ์ทาง กายภาพของสากลจักรวาลเลย กฎเกณฑ์ทางกายภาพในกรอบมิติโลก ซึ่งกาลเวลาถูกแบ่งย่อย ออกมาจากจักรวรลใหญ่เป็นเรื่องของปรากฏการณ์หรือมายา ที่เป็นเงา ของแก่นแท้ มันเป็นแค่เปลือกที่เป็นสิ่งไม่จริงส�ำหรับกฎสากลจักรวาล เพราะมันมีอยูใ่ ห้เห็นชัว่ คราว ไม่นานมันก็เปลีย่ นแปลงไป โดยแก่นแท้คอื พลังงานทีเ่ ร้นอยูภ่ ายในตัวตนทีม่ นุษย์เห็น จะเป็นผูส้ ร้างกระบวนการสัน่ สะเทือนอยู่ภายใน ซึ่งมันต้องใช้เวลายาวนานกว่ากระบวนการทาง


มหาสติ

พลังงานจะสิ้นสุด ถ้าสิ้นสุดได้เมื่อใด มนุษย์จะพบว่าตัวตนหรือมายาที่ เคยมีอยู่ เห็นมันอยู่ มันจะไม่มีไม่เห็นเช่นเดิมอีกต่อไป เมื่อมัน เป็นของมันเช่นนี้ มันจะเป็นของจริงมีจริงอย่างที่คิดได้ อย่างไร ส� ำ หรั บ กฎเกณฑ์ ท างกายภาพของจั ก รวาลสากลนั้ น ค� ำ ว่ า “กายภาพ” ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่มีมวลหยาบ ๆ มีรูปทรงให้มนุษย์แลเห็น แต่ มันหมายถึง แก่นแท้ คือพลังงานต่างหาก กฎเกณฑ์ทางกายภาพของจักรวาลสากล จึงหมายถึง กฎเกณฑ์ ทางพลังงานล้วน ๆ ถ้าจะเปรียบกับมนุษย์ซึ่งล้วนมีแก่นแท้ของตนเหมือนกัน คือ จิต วิญญาณนั้น ย่อมต้องแสดงคุณสมบัติของแก่นแท้ของตน สอดคล้องกับกฎ สากลจักรวาลด้วยจึงจะเรียกว่าถูกต้อง การทีม่ นุษย์ละทิง้ ความชัว่ ได้ หันมา ฝักใฝ่ความดีงามก็ใช่ว่าจะเข้าถึงคุณสมบัติของแก่นแท้ที่เป็นสากลได้ หาก ยังยึดติดกับค�ำว่า “ท�ำดีได้ดี ท�ำชั่วได้ชั่ว” กันอยู่ดังเดิม การท�ำดีเพื่อหวังหรืออยากได้ดี และการท�ำชั่วเพราะไม่อยากได้ ชัว่ เป็นตัวอย่างของการคิดเข้าใจและการกระท�ำทีย่ งั ไม่สอดคล้องกับกฎ จักรวาลที่แก่นแท้จะต้องแสดง แม้มันจะฟังเพราะหูดูงาม แต่ก็ยังไม่อาจ น�ำจิตวิญญาณของตนสู่การหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลกนี้ได้ เหตุเพราะ มันยังก่อคุณสมบัตทิ างพลังงานกรรมด้านบวกให้เป็นอณูพลังงานให้เป็น ภาระต่อจิตวิญญาณของตนอยู่นั่นเอง เพราะพลังงานจิตยังคิดอยากได้ รับสิ่งตอบแทน ยังมีเป้าหมายการท�ำดีอยู่

263


264

ปริญญา ตันสกุล

ความอยากได้ดีและการมีเป้าหมาย มันเป็นคุณสมบัติทางพลังงาน ทีจ่ ะแปรเป็นมวลหยาบ ๆระดับปรมาณู ให้เกิดเป็นผลึกแห่งการคิดต้องการ ในมิติคู่ขนานเสมอ เพราะมันเหมือนกับว่ามนุษย์กระท�ำได้โดยใส่ข้อมูลของ ผลที่ต้องเข้าไปด้วย ข้อมูลเหล่านั้นเองมันจะถูกป้อนกลับข้ามมิติคืนสู่ตัว มนุษย์ เมื่อจิตวิญญาณกลับสู่การเกิดใหม่ โดยรูปธรรมชั้นสูงซึ่งเป็นผู้ชี้ทาง ประจ�ำตัว เพื่อการได้รับสิ่งที่ตนต้องการสมความปรารถนา จะได้เป็นการ ดับสลายคุณสมบัติกรรมที่ก่อไว้ ด้วยการเผชิญกรรมดีตรงตามที่ต้องการใน ภพชาติต่อไป แต่ถ้าไม่มากพอต่อการเกิดมาเป็นมนุษย์อีก จิตวิญญาณมีน�้ำ หนักมวลเพิ่มขึ้นจากกรรมดีเหล่านี้ไม่มากนัก ไม่มีผลต่อแรงดึงดูดของโลก มากเหมือนผู้มีกรรมหนัก จิตวิญญาณนั้นก็จะสามารถลอยตัวขึ้นไปอยู่ใน ระดับสูงกว่าจิตวิญญาณทั่วไปได้ ถ้าตอนเป็นมนุษย์ใฝ่ฝันถึงสวรรค์และเชื่อ ว่าบนนั้นมีสภาพอย่างไร จิตมันก็จะคิดไปตามนั้นและสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาให้ เห็น เป็นวิมาน เป็นเทพเทวดา ด้วยอ�ำนาจของจิตวิญญาณเองที่หลงมิติไป เพราะจิตหยาบมนุษย์เป็นผู้ถ่ายทอดคุณสมบัติมาให้ ตามคุณสมบัติของมัน ที่มีอยู่เมื่อก่อนตาย การหลงมิติของจิตหยาบน�ำไปสู่การหลงมิติของจิตวิญญาณที่ กล่าวนี้ ในจักรวาลโลกจึงเต็มไปด้วยเทวดาหลายชนชาติ ที่มีสมาชิก ใหม่ทวีจ�ำนวนขึน้ เรือ่ ย ๆ เพือ่ การด�ำรงอยูอ่ ย่างยาวนานกว่าจิตวิญญาณ ที่อยู่ในระดับต�่ำกว่า ที่เป็นฝ่ายหลงมิติไปในทางร้าย เพราะการหลงร้าย มันมีวันเจ็บจ�ำเข็ดหลาบและส�ำนึกได้ วันที่ส�ำนึกได้คือวันที่ได้รับโอกาส ย้อนกลับสู่การเกิดใหม่ เพราะรู้ว่าตนเองเป็นใครก็ได้ ขณะที่ผู้หลงมิติไป กับสิ่งดีที่เป็นสุข รอวันจะส�ำนึกรู้ว่าคือมายา มันยาวนานชั่วกัปกัลป์ซึ่ง เป็นทุกข์กว่าหลายเท่านัก


มหาสติ

การจะหลุดพ้นกรรมได้ ไม่ต้องหลงมิติแห่งจิตกันอีก นอกจากดับ กิเลสของจิตหยาบได้ รู้แจ้งได้แล้ว มนุษย์จะต้องน�ำจิตตนเองให้ล่วงพ้นไป จากความมีดมี ชี วั่ ให้ได้ดว้ ย จึงจะสอดคล้องกับกฎสากลจักรวาลอย่างแท้จริง การล่วงพ้นไปจากความมีดีมีชั่วก็คือ การรู้จักตัวเองของมนุษย์ นั่นเอง การพ้นไปจากความมีดมี ชี วั่ หมายถึง การทีม่ นุษย์สามารถน�ำตนเอง ให้ล่วงพ้นไปจากตัวตนทุกสิ่งที่ตนสัมผัสรู้ได้ ซึ่งเป็นความไม่มีตัวตนจริงที่ เรียกว่า “มายา” ของสากลจักรวาล โดยท�ำตนเป็นอิสระไปจากกฎของ จักรวาลโลกที่ยึดถือทุกสิ่งที่เป็นตัวตนไว้จากการคิดรู้ดูเห็น และสัมผัสได้ อย่างสิ้นเชิง กฎของจักรวาลโลกที่เกี่ยวกับการยึดติดตัวตนซึ่งจักรวาลสากล ถือเป็นเรื่องของมายา ไม่ใช่ตัวตนแก่นแท้ ได้แก่

1. ความดีและความชั่ว

2. ความอยากและไม่อยาก

3. การจูงใจ

4. การสนองตอบเมื่อถูกจูงใจ

ถ้ามนุษย์สามารถละเลิกการยึดติดสิ่งเหล่านี้ได้ มนุษย์ย่อมเข้าถึง แก่นแท้ของตนเอง และมนุษย์จะเกิดสติสร้างธรรมชาติสมาธิให้เกิดแก่ตน ซึ่งจะเป็นผลด้านบวกกับการเป็นเงื่อนไขให้มนุษย์คนอื่น ๆ ที่ตนเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ด้วยพลอยมีสติและธรรมชาติสมาธิตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเรียกว่า

265


266

ปริญญา ตันสกุล

การเกิดมหาสติ นี่เอง ถ้ามนุษย์ทำ� ตนเป็นอิสระไปจากกฎของจักรวาลโลกได้ บทบาทการ แสดงออกทางความคิดและการกระท�ำใด ๆ ในชีวิตประจ�ำวัน จะมีช่องทาง แสดงออกได้ดังนี้

1. จะคิดหรือกระท�ำสิ่งใดได้ด้วยสติปัญญา

2. จะเกิดการสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกภายในของตนเองด้านบวก และลบ 3. จะคิดดีท�ำดีได้ด้วยตนเอง โดยไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าทาง อารมณ์ 4. จะกระท�ำความดีงามได้โดยไม่ติดยึดกับความดีที่กระท�ำ หรือ กระท�ำดีโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน 5. จะหลุดพ้นไปจากการสร้างพลังงานกรรมให้เกิดเป็นผลกรรม ทั้งในมิติโลกและมิติคู่ขนาน 6. จะสามารถฟันฝ่ากรรมใด ๆ ของตนที่ผ่านเข้ามาให้เผชิญใน ชีวิตประจ�ำวันได้อย่างองอาจ เพื่อท�ำกรรมนั้น ๆ ให้เป็นกลางได้ทุกเรื่อง ราว จนในที่สุดจะสามารถขจัดพลังงานกรรมที่มีคุณสมบัติด้านลบและ บวกทีส่ งั่ สมไว้ในมิตคิ ขู่ นานในอดีตชาติได้หมดสิน้ จนน�ำจิตวิญญาณของ ตนหลุดพ้นไปจากจักรวาลโลก พ้นไปจากอ�ำนาจแรงดึงดูดของโลกได้ คือ นิพพานในบั้นปลาย

7. จะเข้าถึงพลังอ�ำนาจสูงสุด จากการใช้สติปัญญาของตนที่มี


มหาสติ

อยู่ได้อย่างเต็มที่ 8. จะเข้าถึงพลังอ�ำนาจสูงสุดทางจิตใจ คือพลังงานความรัก บริสุทธิ์ ที่พร้อมต่อการแบ่งปันและการเหนี่ยวรั้งกับมนุษย์คนอื่น ๆ และ ทุกสรรพสิ่งได้ วิธีสร้าง “มหาสติ” ในชีวิตประจ�ำวันของมนุษย์ทั้ง 7 ประการที่ กล่าวไว้ในบทนี้ มนุษย์จะเห็นได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับ การคิดและการกระท�ำ ทัง้ สิน้ ซึง่ ได้เคยกล่าวไว้ตงั้ แต่ตน้ ว่ามันเป็นการสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้าน บวกนั่นเอง ถ้าเป็นการได้สร้างมหาสติ จะหมายถึง การกระท�ำต่อผู้อื่นด้วย การสั่นสะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวก โดยไม่มีอารมณ์รู้สึกของจิตหยาบ เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเป็นการสร้างสติ จะหมายถึง การกระท�ำต่อตนเองด้วยการสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวก อันเกิดจากความมีสติของตน โดยไม่น�ำ ไปสู่การท�ำลายความมีสติของบุคคลอื่นจากการกระท�ำของตนนั้น ถ้ามนุษย์รู้จักสร้างสติให้ตนเองเพื่อเกื้อกูลความมีสติของผู้อื่นได้ ตลอดวันของทุกวันที่เรียกว่า “มหาสติ” ดังกล่าวแล้ว ธรรมชาติสมาธิของ มนุษย์ในสังคมอันเป็นความพร้อมของจิตใจต่อการใช้สติปัญญาสูงสุด เพื่อ ให้เกิดการสัน่ สะเทือนทางจิตส�ำนึกด้านบวกต่อกัน ผ่านการคิดและการกระ ท�ำที่ถูกต้องต่อกัน มันจะบังเกิดขึ้นมาได้ ผลก็คือ มนุษย์จะเกิดความเป็น หนึ่งเดียวกัน ไม่มีการขัดแย้งกัน ย่อมบังเกิดความสงบและสันติสุขขึ้นมาได้ เสมอ และแน่นอนว่ามนุษย์แต่ละคนจะสามารถเข้าถึงการใช้พลังอ�ำนาจทาง ปัญญา เพือ่ สร้างชีวติ และสังคมหรือดาวเคราะห์โลกดวงนี้ ด้วยกระบวนการ

267


268

ปริญญา ตันสกุล

เปลีย่ นแปลงเพือ่ สร้างใหม่ หรือเพือ่ การด�ำรงอยูไ่ ด้อย่างถูกต้องเหมาะสมยิง่ กว่าในอดีตที่ผ่านมาแน่นอน การสร้างพันธะกรรมระหว่างกัน อันเกิดจากการกระท�ำต่อกัน ย่อมไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาได้เลย ธรรมชาติสมาธิ อันเกิดจาก “มหาสติ” ของมนุษย์โลก จะเป็นจริง ได้ก็ต่อเมื่อทุกคนพร้อมต่อการเริ่มต้นด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครเริ่ม ก่อน และมันจะบรรลุผลส�ำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ทุกคนร่วมมือกันเท่านั้น ถ้ามนุษย์ตอ้ งการให้ผอู้ นื่ เปลีย่ นแปลง มนุษย์จะไปบังคับหรือบงการ จิตใจผู้อื่นด้วยการแสดงความมีอ�ำนาจเหนือไม่ได้ เพราะมันจะสามารถ เปลี่ยนแปลงได้แค่เพียงมายาคือเปลือกนอก ที่เห็นเป็นการกระท�ำของเขา ด้านกายภาพเท่านัน้ แต่ทจี่ ติ ใจและการคิดของเขาจะไม่มวี นั เปลีย่ นแปลงไป ตามอ�ำนาจเหนือของใคร ๆ ได้เลย การเปลี่ยนแปลงแท้จริงจะต้องเป็นการ กระท�ำหรือแสดงออกของแก่นแท้ คือจิตวิญญาณของเขาเท่านั้น ซึ่งมันจะ ต้องเป็นการกระท�ำจากจิตส�ำนึกที่ดีงาม และความเป็นตัวของตัวเขาเอง ที่ เกิดจากการยอมรับการกระท�ำของตัวเราและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปตาม เรา ด้วยคุณสมบัติของตัวเขาเองที่มีอยู่ โดยไม่ฝืนใจ ฝืนความรู้สึกหรือตก เป็นทาสการจูงใจด้วยเงื่อนไขด้านลบ ถ้ามนุษย์อยากเปลี่ยนแปลงผู้อื่นหรือเปลี่ยนแปลงโลก มนุษย์จึง ต้องกระท�ำที่จิตส�ำนึกของตนเท่านั้น มนุษย์พงึ รูว้ า่ ธรรมชาติสมาธิจะมีความแตกต่างจากเทคนิคสมาธิ ที่มนุษย์เพียรปฏิบัติกันในชีวิตประจ�ำวันอยู่มาก เทคนิคสมาธิในระยะเวลา สั้น ๆ มันไม่อาจช่วยให้มนุษย์เกิดสติปัญญาและน�ำมาซึ่งความรัก ในอันที่


มหาสติ

จะสร้างตนเองและสร้างโลกของตนร่วมกันกับผู้อื่นด้วยควาเมป็นหนึ่ง เดียวกันได้อย่างแท้จริงเลย มันเป็นแค่เพียงการปฏิบัติจิตเบื้องต้น เพื่อน�ำ ตนเองเข้าสูค่ วามพร้อมต่อการใช้สติปญ ั ญา และการท�ำให้จติ ของตนได้หลับ ไหลไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อเลิกปฏิบัติแล้ว มนุษย์จะพบว่าตนเองจะตก อยูภ่ ายใต้อำ� นาจของจิตใจ หรือยังตกเป็นทาสอารมณ์ของตนอันเกิดจากสิง่ แวดล้อมอยู่ดังเดิม ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขในชีวิตประจ�ำวันของมนุษย์ ล้วนเป็นบทเรียนและบททดสอบพลังอ�ำนาจทางจิตใจและสติปญ ั ญาอันเกิด จากผู้อื่น ที่เป็นผู้ร่วมแสดงบทบาทในพันธะสัญญาและพันธะกรรมของกัน และกันทั้งสิ้น การที่มนุษย์โลกเพียงไม่กี่คนหมั่นศึกษาและใฝ่รู้ธรรมะเพื่อ แสวงหามโนธรรมและคุณธรรมในการด�ำเนินชีวติ ขณะทีม่ นุษย์สว่ นใหญ่อาจ รู้น้อยกว่าหรือขาดการใฝ่หาความดีงาม ยังไม่อาจยกระดับสติปัญญาและ พัฒนาจิตส�ำนึกของตนได้ สังคมมนุษย์จะไม่มวี นั เปลีย่ นแปลงไปในด้านบวก ได้เท่าที่ควรจะเป็น แต่ละคนจะไม่อาจน�ำจิตวิญญาณของตนให้หลุดพ้นไป จากขยะทางพลังงาน อันเกิดจากอารมณ์รู้สึกของจิตใจที่มีต่อกันได้ ความ สมดุลในระบบโลกก็จะไม่อาจเกิดขึน้ ได้ และการหลุดพ้นคือนิพพานก็ไม่อาจ เป็นจริงได้เช่นกัน

.....

269


270

ปริญญา ตันสกุล

12

กฤตสติ อาวุธคู่ใจของนักรบแห่งแสงสว่าง

ทุกบทที่ผ่านมา กล่าวถึง “มหาสติ” อันเกิดจากมนุษย์คนหนึ่งที่มี


มหาสติ

สติ สามารถช่วยเหลือให้มนุษย์คนอื่น ๆ ที่ตนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย มีสติอยู่ ได้โดยมีตนเองเป็นเงื่อนไขด้วยการไม่กระท�ำใด ๆ ในอันที่จะเป็นเหตุให้คน อื่น ๆ ขาดสติ ตลอดระยะเวลาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันนั่นเอง คือ

การเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการด�ำเนินชีวิตของมนุษย์ มี 2 ลักษณะ

1. ร่วมงานเป็นทีม

2. ร่วมสังคมเป็นองค์กร

3. ร่วมชีวิตเป็นครอบครัว

ในสังคมมนุษย์ แต่ละคนต่างเป็นเงื่อนไขให้เกิดพฤติกรรมทาง อารมณ์ตอ่ กันได้ทกุ เวลา จากการแสดงออกและการกระท�ำต่อกัน หากมีใคร คนใดคนหนึ่งกระท�ำไม่ถูกต้อง ท�ำให้อีกคนหนึ่งที่ถูกกระท�ำไม่พอใจ นั่นคือ ทั้งผู้กระท�ำและผู้ถูกกระท�ำให้ไม่พอใจ ต่างก็ล้วน ขาดสติ ด้วยกันทั้งคู่ เมื่อ ฝ่ายทีถ่ กู กระท�ำขาดสติขนึ้ มา แน่นอนว่าการกระท�ำตอบในลักษณะของการ ต่อสู้ ต่อต้าน ตอบโต้ หรือว่าหลบเลี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นตามมา ท�ำให้บทบาทที่แสดงออกของฝ่ายที่ถูกกระท�ำ กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในอัน ทีจ่ ะก่อให้เกิดอาการ ขาดสติ ตอบแทนต่อฝ่ายผูก้ ระท�ำย้อนกลับเข้าให้บา้ ง บทบาทการกระท�ำที่ฝ่ายผู้ถูกกระท�ำแสดงออกตอบสนองผู้กระท�ำซึ่งเป็นผู้ ก่อเหตุครั้งแรก มันก็จะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ ท�ำให้ผู้ก่อเหตุเองเกิดอาการ ขาดสติได้อีก มันจะวนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขของกันและกันอยู่เช่นนี้ จนหาที่สุดไม่ได้ กลายเป็นการสร้างกรรมที่ผูกพันหรือพันธกรรมในอันที่จะ ต้องรับผิดชอบชดใช้กันในภพชาติต่อ ๆ ไปได้อีกไม่รู้จบสิ้น

271


272

ปริญญา ตันสกุล

ทัง้ หมดนัน้ เป็นเรือ่ งของการสร้างสติในตนเอง เพือ่ การสร้างมหา สติร่วมกับมนุษย์คนอื่น ๆ เพื่อหยุดยั้งการสร้างพันธกรรมต่อกัน ละเลิก การสร้างภาพชาติจากการเวียนว่ายตายเกิดในวงเวียนกรรม เพื่อท�ำ หน้าที่ร่วมกันในการเป็นเพื่อนร่วมงานกับดาวเคราะห์โลก และเพื่อการ สร้างตนเอง สร้างครอบครัว และสร้างโลกใบนี้ให้ศิวิไลซ์ดั่งสวรรค์บน แดนดินให้จงได้ อาจกล่าวได้ว่าเรื่องของการสร้างสติก็คือการสร้างธรรมชาติสมาธิ ในชีวิตประจ�ำวันในยามตื่น และในขณะเดียวกันการร่วมสร้าง “มหาสติ” จึงย่อมหมายถึงการเกือ้ กูลกันให้เกิดการร่วมจิตทีเ่ ป็นธรรมชาติสมาธินนั่ เอง มนุษย์ในแต่ละภพชาติที่ผ่านมามีหน้าที่ยกระดับสติปัญญา พัฒนา จิตส�ำนึก และฝึกความมีสติทมี่ าด้วยกันคนละหลายภพชาติแล้ว จิตวิญญาณ ของมนุษย์แต่ละคนล้วนมีโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนกันคนละ 1 รอบ คือ 60,000 ปีเท่านั้น ในปีที่หกหมื่นทุกคนจะต้องเข้าถึงภาวะนิพพานของ จิตวิญญาณให้จงได้ หรืออาจเข้าถึงก่อนที่จะครบรอบที่ได้รับโอกาสมาสู่รูป ธรรมมนุษย์กไ็ ด้ แต่กน็ า่ เสียดายทีม่ นุษย์จำ� นวนมากพากันบกพร่อง เนือ่ งจาก กระท�ำตนเหลวไหลไม่ใส่ใจ จนมากรายต้องย้อนรอยถอยหลังไปสู่การต้อง เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานประจ�ำโลก ท�ำให้ต้องใช้เวลาในกายกระดับตนเองสู่ โอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์อกี ครัง้ นานเกินจ�ำเป็น และเมือ่ เป็นมนุษย์แล้วยังจะ ต้องยกระดับตนเองต่อไปอีกยาวนาน ตัวเลขหกหมื่นต่อรอบดังกล่าวฟังดู ค่อนข้างยาวนานแต่กลับแสนสั้นเหลือเกิน เพราะมนุษย์จ�ำพวกนี้ขาด จิตส�ำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ในพันธะสัญา พกพาแต่กิเลสกับตัณหาไปไหน ๆ อยู่ตลอดเวลา ยึดติดอยู่กับตัวตน หลงใหลอยู่กับการมีดีมีชั่ว กระท�ำตน เป็นเพื่อนร่วมงานกับดาวเคราะห์ที่ดีไม่ได้ ไม่ใส่ใจในสัจธรรมแต่กลับไป


มหาสติ

งมงายอยู่กับมายาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่หนทางหลุดพ้น ไม่ใช่บ่อเกิดแห่งปัญญา และสร้างพันธสัญญาของเครื่องยนต์แห่งกรรมรัดรึงกันไว้อย่างสับสนโยงใย จนยากต่อการแก้ไขเพื่อน�ำจิตวิญญาณของตนสู่การหลุดพ้นกันได้ง่าย ๆ มนุษย์ไม่รหู้ รอกว่าในอดีตยุคพลังงานเก่า จิตวิญญาณทีไ่ ด้รบั โอกาส มาสู่รูปธรรมมนุษย์ที่สามารถช�ำระขัดเกลาจิตหยาบให้เป็น สุญญตา ได้นั้น ยังต้องใช้เวลาในการมีภพชาติยาวนานถึงกว่าสามหมื่นปี ซึ่งจัดว่าใช้ระยะ เวลาในการยกระดับตนเองสั้นที่สุด ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์บนดาว เคราะห์โลกนีแ้ ล้ว ขณะทีผ่ ไู้ ม่เอาไหนทีส่ ดุ จะต้องใช้เวลายาวนานถึงหกหมืน่ กว่าปีโลก ในการเกิดมีภพชาติแต่ละภพชาติรวมกันเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ถูก ก�ำหนดไว้ให้มีเวลากันแค่เพียงรายละ 1 รอบ คือหกหมื่นปีเท่านั้น มนุ ษ ย์ โ ลกจ� ำ นวนมากในยุ ค สุ ด ท้ า ยนี้ น� ำ พาจิ ต วิ ญ ญาณและ เครื่องยนต์แห่งกรรมของตนตกต�่ำลงเรื่อย ๆ พาตนเองเข้าสู่จ�ำพวกหลังกัน ค่อนข้างมาก ก่อนถึงวันเวลาที่ 11-11 ในปี พ.ศ. 2546 ในช่วงเวลาปฏิบัติ การทางเทคนิคในการช�ำระดาวเคราะห์โลก ระหว่างสามเดือนทีส่ �ำคัญ คือ 6-7-8 หลังจากได้เลื่อนแผนการออกไปหลายครั้งแล้ว มนุษย์กลุ่มนี้จะถูก ช�ำระเครือ่ งยนต์แห่งกรรมทีเ่ ป็นรูปธรรมมนุษย์ไปสูร่ ปู ธรรมใหม่ทตี่ ำ�่ กว่าเดิม เพือ่ เปิดโอกาสให้เริม่ ต้นใหม่ในรอบปีทหี่ นึง่ ของจ�ำนวนหกหมืน่ ปีอกี ครัง้ เป็น ครั้งสุดท้าย หากรูปธรรมเหล่านี้รูปธรรมใดยังเหลวไหลไม่เอาถ่านกันอยู่อีก จะกลายเป็นขยะของดาวเคราะห์ ทีจ่ ะต้องถูกช�ำระทิง้ ไปด้วยการแตกสลาย ของจิตวิญญาณ กลายเป็นพลังงานล่องลอยไร้คุณสมบัติเพื่อการด�ำรงอยู่ใน แบบเดิมอีกตลอดไป เพราะกลายเป็นสมบัติที่ไร้ค่าของดาวเคราะห์ดวงนี้ จากความไม่เอาถ่านนั่นเอง

ถ้ามนุษย์ได้รับรู้ว่า ในแผนการช�ำระดาวเคราะห์โลกเพื่อยกระดับ

273


274

ปริญญา ตันสกุล

พลังงานให้สูงขึ้น สู่สมการสามมิติที่ระดับ 6-6-6 ด้วยการก�ำหนดค่าความ เข้มสนามแม่เหล็กโลกจากระดับเดิม คือ 14 เกาส์ ไปสู่ระดับความเข้ม 22 เกาส์ และการเคลื่อนย้ายระบบโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลกจากแนวเดิมที่ ท�ำให้ซกี โลกตะวันออกขาดความเหมาะสมไปสูค่ วามเหมาะสมยิง่ กว่า อีกทัง้ การลดน�ำ้ หนักมวลของดาวเคราะห์ดว้ ยการท�ำให้แผ่นดินและเกาะใหญ่นอ้ ย มากมายหายไปจากแผนที่โลกพร้อม ๆ กับรูปธรรมมนุษย์ ฝ่ายที่จะต้องเริ่ม ต้นวงเวียนกรรมหรือวัฏจักรชีวิตกันใหม่ ซึ่งได้ถูกก�ำหนดหมายเอาไว้ เรียบร้อยแล้วเป็นจ�ำนวนมากกว่าที่ได้รับการคัดเลือกให้เหลือรอด อันเป็น เรือ่ งน่าเวทนาทีเ่ ข้ามาพร้อมกับนิมติ หมายทีด่ ี ทีจ่ ะเกือ้ กูลให้รปู ธรรมมนุษย์ ที่เหลืออยู่พร้อม ๆ กับเด็กทารกเกิดใหม่อีกจ�ำนวน 2,000 คนทั่วโลก จะได้ รับโอกาสดีในการเปิดตาที่สามและมากมีสติปัญญาที่จะเข้าถึงอ�ำนาจแห่ง การรู้แจ้งได้มากกว่ายุคพลังงานเก่าที่ก�ำลังจะผ่านไปหลายเท่านัก สถานการณ์ดังกล่าวนี้ จะเริ่มแสดงผลให้ปรากฏกันนับตั้งแต่วันที่ ดาวเคราะห์นี้เข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งวันนี้ก็ จะเป็นวันเริ่มต้นใหม่ในรอบ 6 หมื่นปีของจิตวิญญาณที่จะถูกช�ำระกลับสู่ การตั้งต้นใหม่ ในกลุ่มที่เหลวไหลไม่เอาถ่านดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาอันเป็นปีแรกของการกระท�ำทาง เทคนิคเพื่อการช�ำระดาวเคราะห์ดวงนี้ หากสังเกตให้ดีแล้วมนุษย์จะพบว่า จักรวาลได้ส่งบททดสอบและบทเรียนกรรมมาให้มนุษย์แต่ละคนที่ได้ถูก พันธะสัญญาและพันธะกรรมทับซ้อนกันเอาไว้ ที่เป็นกรรมหนักมาให้อย่าง เข้มข้นในลักษณะของการเข้ามาเป็นสามีภรรยาและบุตรหลานที่ใกล้ชิดกัน แล้วให้ชดใช้กรรมที่อดีตอาจเป็นแค่เพื่อนมนุษย์ที่เคยเป็นสมาชิกร่วมก่อ กรรมกันมา ด้วยการชดใช้กันอย่างสาสม ทารุณโหดร้ายต่อกันมากผิดปกติ


มหาสติ

ซึ่งสื่อสารมวลชนเผยแพร่ข่าวให้เห็นกันอยู่ทุกวัน เช่น พ่อแม่ท�ำร้ายหมาย ชีวิตลูก ลูกกระท�ำปิตุฆาตบุพการีตนเองอย่างชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งทราบแล้วสะเทือนใจยิ่งนัก ภาพสังคมที่วิปริตเหล่านี้ งคมที่วิปริตเหล่านี้ มันเกิดจากการจงใจของจักรวาลไม่ใช่เหตุบงั เอิญ เพือ่ ช่วยให้แต่ละคนเผชิญ บทเรียนกับบททดสอบตนเองระหว่างกันเร็วขึน้ ให้ทนั เวลาในแผนการช�ำระ โลกที่ก�ำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้นั่นเอง ไม่เช่นนั้นแล้วกว่าที่แต่ละคนจะวน เวียนเข้าสุว่ งเวียนกรรมร่วมกันได้ อาจต้องใช้เวลาต่อไปอีกนับหมืน่ ปีโลกเลย ทีเดียว จักรวาลได้วางแผนการเพือ่ ช�ำระโลกครัง้ นีเ้ ป็นครัง้ ทีส่ แี่ ล้ว ก�ำหนด ระยะเวลาปฏิบัติการทางเทคนิค 10 ปีโดยให้ถือเอารหัส 11-11 คือ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2546 เป็นวันเริ่มต้นยุคพลังงานใหม่ ยุคแห่งความศิวไิ ลซ์ทดี่ าวเคราะห์โลกจะมีสวรรค์บนดิน อันเกิดจากผูค้ น มีจิตส�ำนึกที่สูงส่งกว่ายุคพลังงานเก่าด้วยกันทุกคน ก�ำแพงกั้นแบ่งแยก ความเป็นหนึ่งเดียวกันแต่เดิมจะถูกท�ำลายลง และมนุษยชาติจะมีพระ ศาสดาองค์ใหม่ศรีอาริยะเมตไตรยเข้ามาปลุกปลอบขวัญสร้างก�ำลังใจ และเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณของบรรดาเครือ่ งยนต์แห่งกรรมทัง้ โลก ที่ได้รับโอกาสรอดสู่ยุคพลังงานใหม่จ�ำนวนทั้งสิ้น 7,642,000 คน (เจ็ด ล้านหกแสนสีห่ มืน่ สองพันคน) โดยจ�ำนวนท้าย 2,000 คนนัน้ คือเด็กทารก ที่เกิดในช่วง 3 เดือนที่โลกวิกฤตสุดท้าย ซึ่งจะรอดชีวิตพร้อมมารดาของ ตนรวม 2 พันคนด้วย ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่จะเกิดขึ้นภายใน 3 เดือน คือ 6-7-8 ของปีในรูปแบบต่าง ๆ มันจะไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่เกิดตาม ปกติดังที่หลายคนครุ่นคิด แต่เป็นปฏิบัติการช�ำระโลกทั้งระบบสู่สิ่งที่ดีกว่า

275


276

ปริญญา ตันสกุล

เหมาะสมกว่าขององค์จิตจักรวาลดวงใหญ่ซึ่งทรงเป็นพระผู้สร้าง ในฐานะ ของบิดาผูใ้ ห้กำ� เนิดบุตรทัง้ หลายในเอกภพอันไพศาลนี้ ผูท้ รงความศักดิส์ ทิ ธิ์ บริสทุ ธิย์ ตุ ธิ รรม และมากด้วยพลังงานความรักทีส่ นั่ สะเทือนสูงสุดในดวงจิต ที่เป็นสุญญตาต่างหาก แม้ก�ำหนดเวลาเดิมจะถูกเลือนออกไปครั้งแล้วครั้ง เล่าแต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นค�ำพิพากษาที่ไม่มีผู้ใดจะบิดพลิ้วได้ ความหายนะของขยะเทคโนโลยี ผืนแผ่นดินถูกกลืนกลบ และ เครื่องยนต์แห่งกรรมมากมายที่จะต้องดับลับลงไปท่ามกลางภาพที่เลวร้าย ล้วนเป็นบทเรียนส�ำหรับผู้อยู่รอด และเป็นปฏิบัติการทางเทคนิคเพื่อช�ำระ ดาวเคราะห์ดวงนี้ ให้มคี วามเหมาะสมกับการเป็นดาวเคราะห์แห่งทางเลือก เสรีอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากแผนการต้องเลื่อนออกไปจากก�ำหนดการเดิม มนุษย์พงึ รูว้ า่ ถ้าถึงวันเวลาปฏิบตั กิ ารจริง ความโหดร้ายของธรรมชาติมนั จะ ทวีความรุนแรงเพิม่ ขึน้ เป็นสองเท่าจากเดิม ชนิดทีใ่ นภพชาตินจี้ ะไม่มผี ใู้ ดได้ เคยประสบมาก่อน ความเสียขวัญ ความขลาดกลัว ความตื่นตกใจจะเป็น เงื่อนไขท�ำลายความมีสติของมนุษย์ที่ค่อนข้างรุนแรงเหลือเกิน ในชัว่ โมงการด�ำเนินชีวติ ประจ�ำวัน สิง่ ยัว่ ยุวดล้อมของมนุษย์แต่ละ คนในระดับพื้นฐานที่ก่อให้เกิดอาการขาดสติ มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น ดีใจสุดขีด เศร้าสุดขีด เกลียดสุดขีด ลังเลใจสุดขีด และตกใจสุดขีด เป็นต้น ซึง่ อาการสัน่ ไหวในจิตใจทีร่ นุ แรงเหล่านี้ การสร้างสติดว้ ยวิธธี รรมชาติสมาธิ อันเกิดจากการฝึกฝนจะสามารถช่วยให้มนุษย์แต่ละคนประคองจิตของตน ให้กลับคืนสูค่ วามสมดุลได้ไม่ยากนัก ช้าเร็วขึน้ กับทักษะความช�ำนาญอันเกิด จากการหมั่นฝึกฝนเป็นส�ำคัญ ในย่อหน้าที่ผ่านมานี้ มนุษย์จะเห็นได้ว่า ถ้าตนเองเอาแต่ฝึกฝน เทคนิคสมาธิอยูอ่ ย่างนัน้ จากการต้องนัง่ หลับตาขัดสมาธิ เพือ่ การก�ำหนดจิต


มหาสติ

ควบคุมจิตโดยติดยึดกับพิธีกรรม ไม่เข้าใจว่าการท�ำจิตให้เป็นสมาธินั้นมัน เป็นแค่กิจกรรมหนึ่ง มันจะกลายเป็นเรื่องยาวกต่อการปฏิบัติอย่างยิ่งในอัน ที่จะน�ำจิตใจของตนสู่สภาวะสมาธิได้ ในทันทีที่มีสิ่งเร้าด้านลบเหล่านั้นเกิด ขึ้น จิตของตนมันก็สั่นไหวอย่างรุนแรงไปเสียก่อนแล้ว จงอย่าฝึกฝนตนเองให้ช�ำนาญ เพียงแค่คอยตามแก้ไขปัญหาการ ไม่สมดุลของจิตที่มันรับเอาเงื่อนไขจากการรับรู้เข้าสู่จิต จนเกิดการปรุง แต่งเป็นอารมณ์ไม่สมดุลเกิดขึ้นแล้ว ดังเช่นผู้ที่ก�ำลังฝึกเทคนิคสมาธิกัน อยู่เขาท�ำกัน มันไม่แตกต่างไปจากการที่เรารอให้เกิดภัยต่อเราเสียก่อน แล้วค่อยคิดหาทางขจัดภัยไปให้พน้ ตัวนัน่ เอง แทนทีจ่ ะปัดเป่าภัยทีก่ �ำลัง จะเผชิญไปให้พ้นตัวก่อนที่มันจะมาถึงตัวเรา ซึ่งมันจะถูกต้องเหมาะสม กว่า อาการดีใจ เศร้าเสียใจ โกรธเกลียด ลังเลและตกใจในระดับสุดขีด ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่ามันจะได้มาจากเหตุการณ์แบบใดในชีวิต มนุษย์ ทดสอบตนเองดูกไ็ ด้วา่ ถ้ายอมให้มนั เกิดขึน้ มาภายในจิตใจแล้ว เทคนิคสมาธิ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนั่งหลับตาขัดสมาธิแล้วข่มจิตให้สงบ สยบอารมณ์ที่สั่นไหว ให้มันกลับคืนสู่สมดุลกันได้ง่ายดายเลย มนุษย์ตอ้ งรูว้ า่ กับเหตุการณ์ทกี่ ำ� ลังจะเกิดขึน้ ทัว่ โลกตามแผนปฏิบตั ิ การทางเทคนิคของจักรวาล ซึ่งขณะที่มนุษย์ได้อ่านหนังสือจิตจักรวาลซีรี่ส์ ที่ 7 เล่มนี้อยู่ มันอาจก�ำลังเกิดขึ้นหรือปฏิบัติการ 3 เดือนสุดท้าย ที่ก�ำลัง กล่าวถึงอยู่นี้อาจสิ้นสุดลงแล้ว มันจะไม่สร้างความหวั่นไหวสุดขีดในระดับ ปกติธรรมดา เยี่ยงการคิดแบบจิตมนุษย์ที่ว่ามาโดยตลอดนั้นเลย แต่มันจะ มีความสุดขีดของแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ในจิตใจ ที่รุนแรงยิ่งกว่าหลาย เท่า สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เลวร้ายมันจะท�ำให้มนุษย์เกิดการพลุ่งพล่าน เกิด

277


278

ปริญญา ตันสกุล

การกดดันทางอารมณ์ที่รุนแรง ในระดับเกินปกติที่กล่าวมานั้นเสียอีก

ภาพของความหายนะที่ต้องเผชิญทั้งทางตรงและทางอ้อม

เสียงที่ดังที่สุดที่มาจากฟ้า เท่าที่เคยได้ยินมาในชีวิต

การสูญเสียสิ่งที่ตนรัก อย่างไม่คาดฝัน

ความยากล�ำบากจากเคราะห์ภัยที่เกิดขึ้นให้ต้องฟันฝ่า

สถานการณ์เหล่านี้ มนุษย์จะต้องเผชิญกับมันทัง้ ๆ ขณะทีม่ นั ก�ำลัง เกิดขึ้นและหลังจากกระบวนการสิ้นสุดลงไปแล้ว โดยที่สถานการณ์ต่าง ๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องนานเป็นปี ล�ำพังการเข้าถึงได้แค่เพียงเทคนิคสมาธิ มันย่อมไม่เพียงพอต่อการประคองจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่กับความมีสติได้ เพราะมันเป็นสถานการณ์ทเี่ หนือปกติและเป็นเงือ่ นไขทีจ่ ะเกิดต่อเนือ่ ง ไม่ใช่ เงื่ อ นไขที่ ผู ้ อื่ น สร้ า งให้ เราได้ เ ผชิ ญ แบบชั่ ว คราวในชี วิ ต ประจ� ำ วั น โดย เหตุการณ์นั้นมันไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปดังที่เราเคยชินกันอยู่เท่านั้น มันจะท�ำให้จิตมนุษย์สั่นไหวรุนแรงและต่อเนื่อง เกินกว่าเทคนิค สมาธิธรรมดาจะบ�ำบัดแก้ไขได้ง่ายนัก ถ้ามนุษย์ไม่ประมาท จะต้องท�ำตนเองให้พร้อมเสียล่วงหน้าด้วยการ ฝึกความมีสติในชีวิตประจ�ำวัน แล้วร่วมกันสร้าง มหาสติ ระหว่างกันไว้ให้ ได้อย่างต่อเนื่องยาวนานดังได้กล่าวมาแล้ว และการจะครองสติของตนเอา ไว้ให้ได้ในทุกขณะจิต ในทุกสถานการณ์ทไี่ ม่พงึ ประสงค์ มนุษย์จะต้องมีหน้า ที่กระท�ำต่อตนเองเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง นั่นคือ จงใช้จิ