Issuu on Google+

ถอดเนื้อหา หนังสือ

Water and Climate Change in the Lower Mekong Basin: Diagnosis & recommendations for adaptation นำ้ำและกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศในเขตลุ่มนำ้ำโขงตอนล่ำง: สำเหตุและข้อเสนอแนะในกำรปรับตัว

ผู้เขียน

Marko Keskinen, Suppakorn Chinvanno, Matti Kummu, Paula Nuorteva, Anond Snidvongs, Olli Varis & Kaisa Västilä

ปีที่พิมพ์

2009

จำำนวนหน้ำ 72 สำำนักพิมพ์ TKK & SEA START RC สรุปโดย

วิฑูรย์ ปัญญำกุล และ ศิรินันต์ สุวรรณโมลี (2553) มูลนิธิสำยใยแผ่นดิน, กรุงเทพ.

เขตลุ่มนำ้ำโขงตอนล่ำงเป็นเขตที่มีควำมเปลี่ยนแปลงทำงสังคมและเศรษฐกิจอย่ำงรวดเร็ว ควำม เปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีนัยสำำคัญต่อเศรษฐกิจและกำรเมืองของ ผู้คนที่ใช้ชีวิตในเขตภูมิภำคนี้ โดยเฉพำะในประเทศกัมพูชำและเวียดนำม งำนวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษำปฏิสัมพันธ์ ระหว่ำงกำรเปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศและทรัพยำกรนำ้ำในเขตลุ่มแม่นำ้ำโขงตอนล่ำง เพื่อทำำควำมเข้ำใจเบื้อง ต้นเกี่ยวกับสภำพกำรณ์ที่อำจเกิดขึ้น รวมทั้งแนวทำงในกำรรับมือกับควำมเปลี่ยนแปลงดังกล่ำว ตลอดจน แนวทำงในกำรศึกษำวิจัยและข้อเสนอแนะในทำงปฏิบัติ ผลกำรศึกษำแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน คือ 1) กำรคำดกำรณ์ควำมเปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศที่จะเกิด ขึ้นในอนำคต 2) ผลกระทบทำงอุทกศำสตร์ 3) ยุทธศำสตร์กำรปรับตัวและกำรดำำรงชีพของชำวบ้ำน และ 4) นโยบำยในกำรปรับตัว

1) การคาดการณ์ความเปลีย่ นแปลงของภูมิอากาศที่จะเกิดขึน้ ในอนาคต : อากาศจะร้อนขึ้น และฝนชุกขึ้น ข้อมูลจำกกำรจำำลองสภำพกำรณ์ในอนำคตอีก 100 ปีข้ำงหน้ำ (คริสต์ศตวรรษที่ 21) ภำยใต้ สมมุติฐำนอนำคตทั้งแบบ A2 และ B2 บ่งชี้ว่ำ ลุ่มนำ้ำโขงจะมีอำกำศร้อนขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่ที่มีอำกำศร้อน ขึ้นจะขยำยวงกว้ำงขึ้นและร้อนยำวนำนขึ้นกว่ำในปัจจุบัน ระดับอุณหภูมิสูงสุดและตำ่ำสุดรำยวันจะสูงขึ้น ส่วนปริมำณฝนนั้นจะมีควำมผันผวนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ แต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษ มีแนวโน้นที่ ปริมำณฝนจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นจำกกำรที่มีฝนที่ตกหนักมำกขึ้น โดยที่ฤดูฝนยังคงมีระยะนำนเท่ำเดิม ซึ่ง ปริมำณฝนจะเพิ่มขึ้นมำกในกรณีของสมมุติฐำนอนำคตแบบ A2 หน้ำ 1 จำก 12


ในขณะเดียวกัน ระดับนำ้ำทะเลมีแนวโน้มที่ ยกตัวสูงขึ้น เนื่องจำกลมมรสุม (โดยเฉพำะลม มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) มีทิศทำงและควำมเร็ว ลมเปลี่ยนไป รวมทั้งกำรขยำยตัวของนำ้ำทะเล เนื่องจำกสภำพอำกำศที่ร้อนขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ ระบบพลวัตรของนำ้ำในเขตพื้นที่ปำกนำ้ำโขง และ พื้นที่ชำยฝั่ง

2) ผลกระทบทางอุทกศาสตร์ กำรวิจัยใช้โมเดลพยำกรณ์ 2 อย่ำงร่วมกัน คือ โมเดลอุทกศำสตร์ของลุ่มนำ้ำ (basin wide hydrology) และโมเดลพลวัตรของพื้นที่นำ้ำท่วม (floodplain dynamics) แล้วทำำกำรจำำลองสภำพ กำรณ์อนำคตในช่วง 40 ปีข้ำงหน้ำ (ปี พ.ศ. 2553 พื้นที่ที่ทำำกำรศึกษำในกัมพูชำและเวียดนำม 2592) โดยใช้ข้อมูลจำก (ก) กำรเปลี่ยนแปลงทำง อุทกศำสตร์ในบริเวณพื้นที่ลุ่มนำ้ำ ทีเ่ กิดจำกกำรเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและปริมำณฝน และ (ข) กำรยกตัวของ ระดับนำ้ำทะเล โดยศึกษำผลกระทบต่อ (1) โตนเลสำบในประเทศกัมพูชำ (2) เขตพื้นที่นำ้ำท่วมในกัมพูชำ และ (3) สำมเหลี่ยมปำกนำ้ำโขงในประเทศเวียดนำม (ดังแสดงในภำพที่ 1) ในบริเวณพื้นที่ที่มีนำ้ำท่วมเป็นช่วงๆ (flood pulse) ซึ่งเป็นระบบอุทกศำสตร์สำำคัญของของลุ่มนำ้ำโขง ตอนล่ำงนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่ำงช่วงที่มีนำ้ำท่วมและช่วงนำ้ำลด ที่ผืนดินไม่มีนำ้ำท่วมขัง ทำำให้พื้นที่บริเวณดัง กล่ำวมีควำมอุดมสมบูรณ์สูงมำก เพรำะเป็นพื้นที่รับนำ้ำและตะกอนจำกแม่นำ้ำโขงแทบทั้งหมด โดยพื้นที่ดัง กล่ำวรับนำ้ำ 93% ของนำ้ำจำกแม่นำ้ำโขง และตะกอนดิน 95% ทีไ่ หลมำจำกต้นแม่นำ้ำโขง ซึ่งช่วงที่มีนำ้ำไหลมำก ทีส่ ุดคือช่วงปลำยเดือนกันยำยน กำรเปลี่ยนแปลงของแม่นำ้ำโขงตอนบนจึงมีควำมสำำคัญมำกต่อนำ้ำและ ตะกอนดินที่ไหลมำยังเขตแม่นำ้ำโขงตอนล่ำงที่อยู่ปลำยนำ้ำ (ก) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่นำ้าท่วมในลุ่มนำ้าโขงโดยรวม กำรจำำลองภำพกำรณ์ในอนำคต พบว่ำ กำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศจะส่งผลต่ออัตรำกำรไหลของนำ้ำ ในแม่นำ้ำโขง โดยปริมำณนำ้ำในแม่นำ้ำโขงจะมีปริมำณกำรไหลเพิ่มขึ้นอย่ำงชัดเจนในช่วงฤดูฝน (โดยเฉพำะ ช่วงเดือนสิงหำคม กันยำยน และตุลำคม) ในขณะที่ในช่วงฤดูแล้ง ปริมำณนำ้ำจะไหลลดลงอย่ำงมำก (โดย เฉพำะในช่วงเดือนเมษำยนและพฤษภำคม) แต่อย่ำงไรก็ตำม อำจมีควำผันผวนของปริมำณนำ้ำในแม่นำ้ำใน แต่ละปีที่มีสภำพอำกำศวิกฤต เช่น ปีที่นำ้ำแล้ง (driest water year) และปีที่มีนำ้ำมำก (wettest water year) โดยกำรผันผวนดังกล่ำวน่ำจะเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงเดือนมิถุนำยน - ตุลำคม

หน้ำ 2 จำก 12


(ข) การเปลี่ยแปลงของพื้นที่นำ้าท่วม ถึง (floodplain) ในเขตลุ่มแม่นำ้าโขง ตอนล่าง นักวิจัยได้ใช้โมเดลกำร วิเครำะห์พื้นที่นำ้ำท่วมถึงของ EIA 3D ในกำรประเมินผลกระทบของกำร เปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศต่อพื้นที่วิจัยทั้ง 3 แห่ง คือ โตนเลสำป พื้นที่นำ้ำท่วมถึง ปริมำณเฉลี่ยของนำ้ำที่ไหลในแม่นำ้ำโขงในปัจจุบันและอนำคต ในกัมพูชำ และพื้นที่ปำกแม่นำ้ำโขง ผลกำรศึกษำพบว่ำ ปริมำณนำ้ำเฉลี่ยในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นในทั้ง 3 พื้นที่ ภำยใต้สมมุติฐำนอนำคตทุกรูปแบบ และระดับนำ้ำที่ลดลงตำ่ำสุดก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยที่มีควำมสำำคัญต่อกำรเปลี่ยนแปลงนี้ คือ กำรยกตัว ของระดับนำ้ำทะเล (ซึ่งมีผลค่อนข้ำงมำกต่อพื้นที่ปำกแม่นำ้ำโขง) และกำรเปลี่ยนแปลงของระบบอุทกศำสตร์ใน ลุ่มแม่นำ้ำโขง (ซึ่งมีผลกระทบมำกต่อพื้นที่นำ้ำท่วมถึงในกัมพูชำและโตนเลสำป) ในส่วนของลักษณะนำ้ำท่วมนั้น มีแนวโน้มที่ระดับนำ้ำท่วมสูงสุดจะเพิ่มขึ้น ในช่วงปีปกติและปีที่มีนำ้ำ น้อย ในขณะที่ปที ี่มีนำ้ำมำก ระดับนำ้ำท่วมสูงสุดดูจะไม่เปลี่ยนแปลงชัดเจนนัก โดยโตนเลสำปน่ำจะประสบกับ ปัญหำกำรเปลี่ยนแปลงของ ระดับนำ้ำท่วมสูงสุดมำกที่สุด ในขณะที่พื้นที่อื่นอีกสองแห่ง จะพบปัญหำนี้น้อยกว่ำ แต่ ในขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีแนว โน้มของกำรมีนำ้ำท่วมกว้ำง ขวำงมำกที่สุดกลับเป็นพื้นที่ นำ้ำท่วมถึงในกัมพูชำ โดยสรุป ผลจำกกำร ศึกษำแสดงให้เห็นถึงแนวโน้ม ของผลกระทบต่อกำร เปลี่ยนแปลงจำกสภำพภูมิ อำกำศน่ำจะส่งผลต่อพื้นที่ที่มี นำ้ำท่วมเป็นช่วงๆ ของโตน เลนสำป ดังนี้

หน้ำ 3 จำก 12


ปริมำณนำ้ำเฉลี่ยในช่วงเดือน ก.พ.-ก.ค.

น่ำจะเพิ่มขึ้นค่อนข้ำงแน่

ปริมำณนำ้ำเฉลี่ยในช่วงเดือน ส.ค.-ม.ค.

น่ำจะเพิ่มขึ้น

ปริมำณพื้นที่ที่ถูกนำ้ำท่วมเป็นประจำำทุกปี

น่ำจะเพิ่มขึ้นค่อนข้ำงแน่

ระดับนำ้ำสูงสุด

น่ำจะเพิ่มขึ้น

พื้นที่มำกที่สุดที่จะถูกนำ้ำท่วม

น่ำจะเพิ่มขึ้น

วันเริ่มต้นของนำ้ำท่วม

น่ำจะเกิดเร็วขึ้นค่อนข้ำงแน่

วันที่นำ้ำท่วมสูงสุด

น่ำจะเกิดช้ำลงในปีปกติ แต่จะเกิดเร็วขึ้นในปีที่แล้ง

วันที่นำ้ำท่วมลดลงหมด

น่ำจะเกิดขึ้นช้ำลง

ช่วงระยะควำมยำวนำนของนำ้ำท่วม

น่ำจะเพิ่มขึ้น

3) ยุทธศาสตร์การดำารงชีวิตและการปรับตัวของชาวบ้าน เป็นผลกำรศึกษำผลกระทบของกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศต่อวิถีกำรดำำรงชีวิตของชำวบ้ำนใน 2 พื้นที่คือ โตนเลสำปและปำกแม่นำ้ำโขง 3.1 โตนเลสาบและพื้นที่นำ้าท่วม นักวิจัยทำำกำรศึกษำวิถีชีวิตของชำวบ้ำน โดยเน้นที่วิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกำรใช้นำ้ำ ซึ่งได้รับผลกระ ทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงของทร���พยำกรนำ้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำรเปลี่ยนแปลงนี้บำงส่วนเท่ำนั้นที่เกิดขึ้นจำก กำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ เพรำะอำจมีสำเหตุอื่นๆ (เช่น กำรสร้ำงเขื่อน หรือโครงกำรต่ำงๆ และกำร เปลี่ยนแปลงทำงเศรษฐกิจสังคม) ที่มีผลทำำให้ทรัพยกำรนำ้ำและสิ่งแวดล้อมของโตนเลสำบเปลี่ยนไป ชำวบ้ำนส่วนใหญ่ที่อำศัยอยู่บริเวณโตนเลสำบมีวิถีชีวิตหลักอยู่ 2 แบบ คือ กำรทำำนำปลูกข้ำวและ กำรทำำประมงจับปลำจำกทะเลสำป ซึ่งวิถีชีวิตทั้งสองอย่ำงนี้ต้องพึ่งพำสัมพันธ์กับพลวัตรของระบบนำ้ำของ ทะเลสำป ที่เป็นไปตำมกำรเกิดนำ้ำท่วมเป็นช่วงๆ (flood pulse) ตำมฤดูกำล ชำวบ้ำนในบริเวณนี้มีฐำนะที่ ยำกจน จึงค่อนข้ำงมีควำมเปรำะบำงต่อกำรเปลี่ยนแปลงของทรัพยำกรและสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐำนอยู่แล้ว นักวิจัยใช้กรอบกำรวิเครำะห์ 2 ด้ำน คือ ควำมยืดหยุ่นต่อผลกระทบ (resilience theory) และวิถีชีวิต ทีย่ ั่งยืน (sustainable livelihoods approach ) โดยในเรื่องควำมยืดหยุ่นต่อผลกระทบนี้ จะศึกษำระดับของ กำรเปลี่ยนแปลงที่ระบบยังคงสำมำรถรับมือได้อยู่ โดยไม่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยที่รุนแรงเกินไป รวมถึงกำร ปรับมือรับมือกำรเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ส่วนในด้ำนะวิถีชีวิตที่ยั่งยืนนั้น จะวิเครำะห์ว่ำ ชำวบ้ำนที่ยำกจนมีทุน อะไรอยู่บ้ำง ทีจ่ ะช่วยให้สำมำรถรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นและภำวะวิกฤติต่ำงๆ (stress and shock)

หน้ำ 4 จำก 12


วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำนี้มีอยู่ 2 ด้ำนหลัก คือ (ก) กำรประเมินผลกระทบต่ำงๆ ทีน่ ่ำจะมีผลต่อวิถี ชีวิตของชำวบ้ำนที่โตนเลสำบ จำกกำรเปลี่ยนแปลงของสภำพแวดล้อมและทรัพยำกรนำ้ำ ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว หรือกำำลังเกิดขึ้ออยู่ รวมทั้งศึกษำว่ำ ชำวบ้ำนกลุ่มไหรมีควำมเปรำะบำงต่อกำรเปลี่ยนบ้ำงนี้บ้ำง และ (ข) ทำำกำรประเมินควำมยืดหยุ่นวิถีชีวิตต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คือ ควำมสำมำรถในกำรรับมือกับแรงกดดันที่ เพิ่มขึ้นและภำวะวิกฤติต่ำงๆ ซึ่งแม้ว่ำ ชำวบ้ำนจะต้องเจอกับควำมผันผวนตำมฤดูกำล เนื่องจำกกำรเกิดนำ้ำ ท่วมเป็นช่วงๆ ของกำรเปลี่ยนแปลงของแม่นำ้ำโขง และวิถีชำวบ้ำนก็ได้ปรับตัวให้เหมำะสมกับกำร เปลี่ยนแปลงตำมฤดูกำลนี้อยู่แล้ว แต่ประเด็นสำำคัญ คือ กำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ (หรือกำร เปลี่ยนแปลงอื่นที่เกิดขึ้น) อำจมีผลกระทบจนถึงระดับที่ชำวบ้ำนรับมือไม่ไหวหรือไม่ ซึ่งถ้ำใช่ ก็อำจทำำให้เกิด กำรล่มสลำย หรือกำรเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รวมทั้งศึกษำกลยุทธ์กำรปรับตัวของชำว บ้ำนที่ใช้กันอยู่แล้ว โดยเฉพำะกลุยทธ์กำร ปรับตัวเชิงรับ (autonomous adaptation) เพื่อประเมินว่ำ กลยุทธ์เหล่ำนี้จะสำมำรถนำำ มำประยุกต์ใช้ในอนำคตได้หรือไม่ กรณีศึกษที่โตนเลสำปได้ทำำกำร สัมภำษณ์ชำวบ้ำนใน 6 หมู่บ้ำนรอบๆ เขต ทีม่ ีนำ้ำท่วมถึง 2 จังหวัด คือ เสียมเรียบและ ปุรสำท ซึ่งเป็นหมู่บ้ำนที่อยู่ด้ำนตรงข้ำมฝั่ง กันของทะเลสำบ

แผนที่บริเวณของโตนเลสำบที่ถูกนำ้ำท่วม ลูกศรแสดงบริเวณพื้นที่ตัดขวำงที่ไปเก็บข้อมูล

สิง่ ที่พบในการวิจัย ชำวบ้ำนในบริเวณโตนเลสำบนี้ตระหนักถึงกำรเปลี่ยนแปลงของรูปแบบและควำมรุนแรงของนำ้ำท่วม ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันต่อวิถีชีวิตของพวกเขำมำบ้ำงแล้ว โดยเฉพำะในช่วงที่นำ้ำขึ้นสูง จนเกิดเป็นนำ้ำท่วม ซึ่งได้ สร้ำงควำมเสียหำยต่อนำข้ำวและบ้ำนเรือน ส่วนในช่วงที่เกิดภัยแล้งรุนแรง ก็จะเกิดปัญหำกำรขำดแคลนนำ้ำ ดื่ม รวมทั้งปัญหำคุณภำพนำ้ำในแม่นำ้ำ สระ หรือบ่อนำ้ำต่ำงๆ รวมทั้งชำวบ้ำนที่ต้องอำศัยนำ้ำชลประทำนในกำร เพำะปลูกก็จะมีนำ้ำไม่เพียงพอ ช่วงมรสุม จะมีปัญหำลมพำยุและพำยุฝนที่ตกหนัก สร้ำงควำมเสียหำยแก่บ้ำนเรือน เรือประมง และ พืชผลกำรเกษตร รวมทั้งกระทบต่อกำรดำำเนินชีวิต เพรำะทำำให้ไม่สำมำรถไปทำำนำ หรือทำำประมงได้ ปัญหำกำรทิ้งขยะและกำรใช้สำรเคมีกำรเกษตรในพื้นที่ต้นนำ้ำก็มีผลต่อคุณภำพนำ้ำด้วยเช่นกัน ซึ่งส่ง ผลกระทบต่อสุขภำพของชำวบ้ำน ขำดนำ้ำสะอำดสำำหรับบริโภค และยังมีผลกระทบต่อปลำ ตลอดจนพืชและ สัตว์นำ้ำอื่นๆ

หน้ำ 5 จำก 12


นอกจำกนั้น ปริมำณปลำมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจำกกำรจับปลำด้วยวิธีที่ผิดกฎหมำยที่มำกขึ้น โดยเฉพำะเรือประมงขนำดใหญ่ ในขณะที่กลไกกำรบังคับใช้กฎหมำยก็ไม่มีประสิทธิภำพ รวมทั้งกำรที่แหล่ง วำงไข่และที่อยู่ของลูกปลำ (ป่ำริมตลิ่งที่นำ้ำท่วมถึง) ก็ถูกทำำลำยไปมำก และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น เนื่องจำกกำรเปลี่ยนแปลงของระบบอุทกศำสตร์ และกำรก่อสร้ำงสำธำรณูปโภคต่ำงๆ เช่น ระบบชลประทำน ถนน ซึ่งส่งผลต่อกำรอพยพย้ำยถิ่นตำมฤดูกำลของปลำหลำยชนิดด้วย ผลกระทบต่อการดำารงชีวิต ปัญหำนำ้ำท่วมทำำให้นำและบ้ำนเสียหำย แต่บ้ำนแบบลอยนำ้ำได้อำจไม่ได้รับผลกระทบมำกนักจำกนำ้ำ ท่วม แต่จะเปรำะบำงต่อลมพำยุและลมฝน โดยเฉพำะบ้ำนของจนที่โครงสร้ำงไม่แข็งแรง ก็จะเสียหำยได้ง่ำย กว่ำ อีกทั้งมีทุนทีจ่ ะซ่อมบ้ำนที่เสียหำยน้อยด้วย ซึ่งผลกระทบนี้อำจทำำให้มีกำรย้ำยบ้ำนไปตั้งในพื้นที่ที่มี ควำมเสี่ยงตำ่ำกว่ำ (ทั้งจำกนำ้ำท่วม หรือจำกลมพำยุ) ส่วนผลกระทบจำกกำรขำดนำ้ำสะอำดสำำหรับบริโภค จะเกิดขึ้นในช่วงที่แล้งมำกๆ และกระทบต่อชำว บ้ำนทุกกลุ่ม แม้ว่ำชำวประมงที่อำศัยอยู่ใกล้ทะเลสำปอำจมีนำ้ำใช้ได้อยู่ แต่ก็ยังคงขำดนำ้ำสะอำดที่ดื่มได้ แต่ นำ้ำบำดำลที่อยู่บริเวณใกล้ๆ ทะเลสำป จะมีควำมสะอำดมำกกว่ำ กำรลดลงของผลิตภำพของทะเลสำป โดยเฉพำะปลำ จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชำวประมง โดยตรง อำชีพประมงเป็นอำชีพที่รองรับชำวบ้ำนที่ยำกจน ที่ไม่มีที่ดินไม่เพียงพอทำำกิน หรือ ไม่มีที่ดินเลย รวมทั้งชนกลุ่มน้อยต่ำงๆ นอกจำกนี้ ปลำจำกโตนเลสำบยังเป็นแหล่งโปรตีนสำำคัญของประชำชนเขมรทั้ง ประเทศ ผลของกำรลดลงของผลิตภำพของทะเลสำปจึงอำจส่งผลกระทบที่กว้ำงขวำงมำกทีเดียว วิธีที่ชาวบ้านใช้ในการปรับตัว เมื่อเกิดปัญหำมีข้ำวไม่พอกิน ชำวบ้ำนที่มีฐำนะทำงเศรษฐกิจดีและปำนกลำง ก็อำจจะใช้เงินออมไป ซื้อข้ำวมำบริโภคได้ แต่ชำวบ้ำนที่ยำกจน อำจต้องยืมเงินจำกพ่อค้ำ ญำติ หรือเพื่อนบ้ำน แต่ถ้ำยืมเงินไม่ได้ ก็อำจต้องขำยทรัพย์สิน เช่น ควำย หรือเรือประมง ซึ่งก็อำจแปัญหำเฉพำะหน้ำได้ แต่จะมีผลกระทบระยะยำว ต่อวิถีกำรดำำรงชีวิตของพวกเขำได้ ชำวบ้ำนส่วนใหญ่ได้ให้ข้อมูลว่ำ ควำมช่วยเหลือจำกภำยนอกอย่ำงภำครัฐหรือ NGOs โดยควำมช่วย เหลือที่ได้รับ จะเป็นส่วนแบ่งของข้ำวในช่วง 1 - 2 สัปดำห์ สำำหรับบริโภคในช่วงที่วิกฤติ อีกวิธีในกำรรับมือช่วงวิกฤติเมื่อเกิดภัยนำ้ำท่วม คือ กำรหำงำนระยะสั้น โดยแหล่งของงำนจะต่ำงกัน ไปตำมพื้นเพของกำรดำำรงชีวิต เช่น ชำวประมงชำวบ้ำนจะไปเป็นลูกจ้ำงของประมงขนำดใหญ่ ส่วนชำวบ้ำน ทีเ่ ป็นเกษตรกร ก็จะเข้ำไปทำำงำนโรงงำน หรือไปรับจ้ำงทำำนำให้กับเจ้ำของนำข้ำงเคียงที่รวยกว่ำ ชำว ประมงส่วนหนึ่งอำจเก็บพืชผัก เช่น ผักบุ้ง บัวสำย ไปขำยเพื่อหำรำยได้มำจุนเจือครอบครัวด้วย

หน้ำ 6 จำก 12


กำรอพยพย้ำยถิ่นเข้ำไปหำงำนในเมืองมักจะเป็นในลักษณะของกำรส่งลูกหลำนคนหนึ่งในครอบครัว เข้ำไปหำงำนทำำ วิธีนี้ช่วยให้สำมำรถมีเงินสำำรองไว้ในระยะยำว แต่ชำวบ้ำนส่วนใหญ่ยังอยำกใช้ชีวิต���นชุมชน มำกกว่ำ วิกฤติด้ำนสิ่งแวดล้อมอำจทำำให้มีกำรอพยพย้ำยถิ่นเพื่อเข้ำไปทำำงำนในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น อีกวิธีในกำรรับมือกับกำรเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมคือ เป็นเรื่องทำงด้ำนเทคนิคหรือกำรก่อสร้ำง เช่น กำรย้ำยบ้ำนไปอยู่ที่สูง กำรสร้ำงบ้ำนให้สูงขึ้น กำรสร้ำงคันดินกันนำ้ำ กำรขุดทำงระบำยนำ้ำ รวมทั้งกำร เปลี่ยนพันธุ์ข้ำวที่ทนนำ้ำท่วมมำปลูกแทน ตลอดจนอำจเก็บอำหำรไว้สำำรองยำมฉุกเฉิน และกำรย้ำยสัตว์เลี้ยง ไปไว้บนที่ที่สูงขึ้น เป็นที่น่ำสังเกตุว่ำ แนวทำงในกำรปรับตัวของชำวบ้ำนไม่สำมำรถแยกออกว่ำ เป็นกำรปรับตัวด้วยตัว เอง หรือได้รับกำรสนับสนุน/กระตุ้นจำกภำยนอก โดยเฉพำะจำกหน่วยงำนภำยนอก ซึ่งชำวบ้ำนส่วนใหญ่ไม่ ได้ใส่ใจทีจ่ ะดำำเนินกำรปรับตัวเหล่ำนี้ด้วยตัวเอง เพรำะไม่ใช่กำรปรับตัวที่พวกเขำคิดขึ้นเองจริงๆ ปัจจัยที่ทำาให้ขาดความยืดหยุ่นในการดำารงชีวิตของชาวบ้าน ทีจ่ ริงแล้ว วิถีชีวิตของชำวบ้ำนค่อนข้ำงมีกำรปรับตัวให้สอดคล้องกับกำรเปลี่ยนแปลงตำมฤดูกำลของ สภำพแวดล้อมและทรัพยำกรนำ้ำอยู่แล้ว แต่ควำมเปรำะบำงของชำวบ้ำนที่เกิดขึ้นนี้ เพรำะกำรเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเริ่มมีควำมผันผวนจำกเกิดระดับปกติทั่วไป ซึ่งชำวบ้ำนที่ยำกจนในปัจจุบัน มีควำมยืดหยุ่นที่ตำ่ำกว่ำ กลุ่มอื่น โดยเฉพำะในชุมชนประมง ซึ่งควำมยืดหยุ่นนี้มีแนวโน้มที่จะแย่ลงเรื่อยๆ ทำำให้ชำวประมงที่ยำกจน จำำนวนหนึ่งมองไม่เห็นควำมหวังในอนำคตของตัวเองมำกนัก เพรำะไม่รู้จะปรับเปลี่ยนกำรดำำรงชีวิตอะไรได้ โดยเฉพำะชำวบ้ำนที่อยู่ใกล้ทะเลสำปมองไม่เห็นว่ำจะปรับไปทำำกำรเกษตรได้อย่ำงไร เพรำะบริเวณรอบ ชุมชนไม่มีพื้นที่ที่เหมำะกับกำรเกษตร ส่วนชำวบ้ำนที่ทำำเกษตรอยู่แล้ว ก็ประสบปัญหำควำมเสื่อมโทรมของ สิง่ แวดล้อม รวมทั้งจำำนวนประชำกรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ที่ดินที่เหมำะต่อกำรเกษตรมีอยู่จำำกัด ชำวบ้ำนค่อนข้ำงมีควำมเปรำะบำงสูง เพรำะชำวบ้ำนในแต่ละชุมชนมีฐำนอำชีพแบบเดียวกัน ซึ่งเมื่อ เกิดปัญหำผลกระทบต่อฐำนอำชีพ ชำวบ้ำนส่วนใหญ่ก็จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน ทำำให้ชำวบ้ำนไม่ สำมำรถที่จะพึ่งพำอำศัยกันเองในชุมชน เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นได้ กลยุทธ์ในการเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำารงชีวิต กลยุทธ์ที่เป็นข้อเสนอของชำวบ้ำนส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกำรประกอบอำชีพ ซึ่งกำรช่วยให้ชำว บ้ำนมีควำมฐำนอำชีพที่มั่นคงขึ้น ก็จะช่วยทำำให้พวกเขำมีควำมยืดหยุ่นในกำรรับมือกับกำรเปลี่ยนแปลงได้ดี ขึ้นด้วย เช่น กำรมีอำชีพเสริม หรือมีฐำนอำชีพที่หลำกหลำย ลดกำรพึ่งพำรำยได้จำกแหล่งเดียว โดยชำว บ้ำนในเขตใกล้ทะเลสำปสนใจที่มีอำชีพเสริมเกี่ยวกับกำรเลี้ยงปลำ ส่วนชำวบ้ำนที่มีอำชีพเกษตร จะสนใจที่ จะเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก หรือเปลี่ยนพันธุ์ข้ำว รวมไปถึงชำวบ้ำนในจังหวัดเสียมเรียบ ทีส่ นใจที่จะมีเริ่มมีธุรกิจ ขนำดเล็กเป็นของตัวเอง เพื่อใช้ประโยชน์จำกกำรท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น

หน้ำ 7 จำก 12


ทีผ่ ่ำนมำ มี NGOs หลำยหน่วยงำนได้ริเริ่มกำรให้เงินกู้ขนำดเล็ก (micro credit) รวมทั้งกิจกรรมกำร ออมทรัพย์กับชำวบ้ำน เพื่อทีจ่ ะช่วยให้ชำวบ้ำนได้เข้ำถึงทุนสำำหรับกำรขยำยฐำนในกำรดำำรงชีวิตของตัวเอง 3.2 ผลกระทบต่อสามเหลี่ยมปากนำ้าโขง กำรศึกษำของสำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขงเป็นกำรศึกษำจำกข้อมูลวิจัยอื่น และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจำก กำรประชุมเชิงปฏิบัติกำรกับผู้เกี่ยวข้อง ที่เมืองเกิ่นเธอ ประเทศเวียดนำม ในเดือนมีนำคม พ.ศ. 2552 ซึ่งผู้ เข้ำร่วมมำจำก 5 จังหวัดของพื้นที่สำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขง คือ จังหวัดอันเกียง (An Giang) และด่งท้ำป (Dong Thap) ซึ่งอยู่ตอนเหนือของสำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำ จังหวัดเกิ่นเธอ ตอนกลำงของสำมเหลี่ยมปำกนำ้ำ และจังหวัดบักเลียว(Bac Lieu) และตร่ำวิญ (Tra Vinh) บริเวณชำยฝั่งทะเล โดยกำรประชุมในครั้งนี้เป็นกำร นำำเสนอผลกำรวิเครำะห์สภำพภูมิอำกำศในอนำคต รวมทั้งประเมินประเด็นควำมสนใจและแนวทำงในกำร ปรับตัวของชำวบ้ำนในเขตนำ้ำท่วม โดยเน้นไปที่ภำคกำรเกษตร และกำรทำำนำปลูกข้ำว ดังนั้น ข้อมูลของ กรณีศึกษำจำกพื้นที่สำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขงจึงเป็นข้อมูลในเชิงภำพรวมมำกกว่ำในกรณีแรก พื้นที่สำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขงเป็นพื้นที่ที่มีผลิตภำพทำงกำรเกษตรสูง โดยเฉพำะกำรปลูกข้ำวและ เพำะเลี้ยงสัตว์นำ้ำ ทำำให้พื้นที่บริเวณนี้มีควำมสำำคัญทำงเศรษฐกิจต่อประเทศมำก โดยเป็นแหล่งผลิตข้ำวมำก ถึง 50% ของข้ำวที่ผลิตได้ในเวียดนำม นับจำกคริสต์ทศวรรษ 1980 เวียดนำมเป็นปรับเปลี่ยนนโยบำยประเทศเป็นระบบเศรษฐกิจพำณิชย์ ทำำให้เศรษฐกิจเติบโตขึนอย่ำงรวดเร็ว จำกประเทศที่ต้องพึ่งพำกำรนำำเข้ำอำหำร เวียดนำมกลำยเป็นผู้ส่ง ออกข้ำวรำยใหญ่ของโลก แต่กระนั้นกำรผลิตข้ำวของเวียดนำมก็ต้องพบกับปัญหำหลำยด้ำน ทัง้ ภัยธรรมชำติ กำรขำดเงินทุน และควำมผันผวนของรำคำในตลำดโลก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้ำงมำก ภำวะโลก ร้อนเป็นอีกปัญหำหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันต่อเกษตรกรชำวเวียดนำม ประเด็นปัญหำผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศที่สำำคัญมีหลำยด้ำน ตั้งแต่กำรเพิ่มขึ้นของ อุณหภูมิและฤดูร้อนที่ยำวนำนขึ้น ซึ่งส่งผลให้ ผลผลิตของข้ำวลดลง รวมทั้งกำรแปรปรวนของ ฝน โดยเฉพำะฤดูกำรทำำนำช่วงฤดูร้อนถึงฤดู ใบไม้ร่วง ทีเ่ กษตรกรจะเริ่มปลูกข้ำวในเดือน เมษำยนและเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหำคม ปัญหำ ฝนทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูกำรเพำะปลูกข้ำว (เดือน มิถุนำยนถึงกรกฎำคม) ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกร ต้องกำรนำ้ำจำำนวนมำก อำจสร้ำงควำมเสียหำยต่อ กำรผลิตได้มำก โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง กำรวิเครำะห์ สภำพภูมิอำกำศในอนำคต พบว่ำ ควำมเสี่ยงใน พื้นที่ที่มีแนวโน้มฝนลดลงในช่วงต้นฤดูทำำนำในอนำคต เรื่องนี้มีอยู่สูง เพรำะมีแนวโน้มที่ฝนจะมีปริมำณ ลดลงในช่วงต้นฤดูกำรเพำะปลูกข้ำว หน้ำ 8 จำก 12


เมื่อฝนทิ้งช่วง (มีฝนตกน้อยกว่ำ 100 มม. ในช่วง 5 วัน) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ชำวอำจต้องใช้ปั๊มนำ้ำ สูบนำ้ำจำก ลำำคลองหรือสระเข้ำมำเลี้ยงข้ำวในนำ ส่งผลให้ต้นทุนกำร ผลิตข้ำวเพิ่มขึ้น นอกจำกนั้น กำรที่อุณหภูมิสูงขึ้นก็ส่งผลก ระทบต่อกำรเจริญเติบโตและกำรออกรวงของต้นข้ำว รวมทั้ง อำจทำำให้เกิดกำรระบำดของแมลงศัตรูข้ำวเพิ่มขึ้น ตลอดจน อำจมีผลกระทบต่อสุขภำพของสัตว์เลี้ยงได้ด้วยเช่นกัน ส่วนกำรเปลี่ยนแปลงของเวลำนำ้ำท่วมของพื้นที่ สำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขงก็อำจมีผลกระทบได้ เช่น ถ้ำมีนำ้ำ ท่วมเร็วไป ก่อนที่เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ หรือ พื้นที่นำ้ำท่วมขยำยวงกว้ำงขึ้น ก็อำจส่งผลกระทบต่อกำร เพำะเลี้ยงสัตว์นำ้ำได้

กำรคำดกำรณ์พื้นที่ที่จะเกิดนำ้ำท่วมก่อนสิ้นเดือน สิงหำคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ชำวนำจะเกี่ยวข้ำวเสร็จ

แนวโน้มของผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศต่อชำวบ้ำนในเขตสำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขงน่ำ จะสูง เนื่องจำกชำวบ้ำนพึ่งพำฐำนอำชีพเดียวและเหมือนๆ กัน กำรปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้ำว ให้ทนแล้ง /ทน อำกำศร้อน อำจไม่ช่วยแก้ปัญหำได้มำกนัก เพรำะตลำดอำจไม่ยอมรับ ทำำให้ขำยข้ำวได้ในรำคำตำ่ำ ในขณะเดียวกัน ควำมเสี่ยงจำก���ำ้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นอำจสร้ำงปัญหำกับพื้นที่ในเขตเมืองได้มำก แต่กำร ปรับปรุงระบบกำรป้องกันนำ้ำท่วมในเขตเมือง จะต้องพิจำรณำปัญหำอย่ำงรอบคอบและเป็นองค์รวม มิฉะนั้น แทนทีจ่ ะเป็นกำรแก้ปัญหำ ก็จะเป็นเพียงแค่ย้ำยปัญหำจำกพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเท่ำนั้น

4) นโยบายในการปรับตัว ในทัง้ สองประเทศ รัฐบำลได้ริเริ่มจัดทำำนโยบำยและแผนยุทธศำสตร์ระดับประเทศในเรื่องกำรปรับตัว เพื่อรับมือกับกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศบ้ำงแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ยังค่อนข้ำงเป็นเรื่องใหม่ ทีต่ ้องใช้เวลำในกำร เรียนรู้และดำำเนินกำร นอกจำกนี้ ยังมีควำมพยำยำมในระดับภูมิภำค เช่น คณะกรรมกำรลุ่มแม่นำ้ำโขง (Mekong River Commission) ที่ได้เริ่มกำรทำำแผนปรับตัวในระดับภูมิภำคด้วยเช่นกัน นโยบายการปรับตัวของกัมพูชา ทีจ่ ริงแล้ว ประชำชนกัมพูชำมีกำรปรับตัวเพื่อรับมือกับควำมผันผวนของธรรมชำติได้ค่อนข้ำงดีอยู่ แล้ว แต่อำจมีจุดอ่อนในเรื่องกำรจัดกำรเมื่อเกิดวิกฤติกำรณ์จำกภัยธรรมชำติ อีกทัง้ ประเทศกัมพูชำก็ดู เหมือนจะมีปัญหำจำกกำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศน้อยกว่ำประเทศอื่นด้วย

หน้ำ 9 จำก 12


ด้ำนนโยบำย รัฐบำลกัมพูชำได้ให้สัตยำบรรณกับ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) ตั้งแต่ปี 2538 และร่วมลงนำมในพิธีสำรเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 2545 อีกทั้งยังได้จัดตั้งสำำนักงำน Cambodian Climate Change Office (CCCO) ภำยใต้กระทรวงสิ่ง แวดล้อม ตั้งแต่ปี 2546 เพื่อทำำหน้ำที่รับผิดชอบกำรดำำเนินงำนของกรอบข้อตกลงของ UNFCCC โดยหนึ่งใน ภำรกิจนั้นก็คือ กำรจัดทำำแผนปฏิบัติกำรปรับตัวของประเทศ นโยบายการปรับตัวของเวียดนาม เวียดนำมเป็นหนึ่งใน 5 ของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศมำกที่สุด ของโลก เนื่องจำกเวียดนำมมีพื้นที่ชำยฝั่งทอดยำว จึงต้องเผชิญกับพำยุ ไต้ฝุ่นและควำมแปรปรวนของฝน มำกกว่ำที่อื่น รัฐบำลเวียดนำมได้ให้สัตยำบรรณรับรอง UNFCCC ตั้งแต่ปี 2537 และร่วมลงนำมในพิธีสำร เกียวโตในปี 2545 ซึ่งหน่วยงำนที่รับผิดชอบงำนในด้ำนนี้ คือ กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม แต่แผนงำนของรัฐบำลส่วนใหญ่มุ่งไปในเรื่องกำรลดกำรปล่อยก๊ำซเรือนกระจก ไม่ใช่กำรปรับตัว แม้ว่ำจะมี ควำมพยำยำมในกำรทำำแผนงำนต่ำงๆ ทีพ่ ูดถึงกำรปรับตัวอยู่บ้ำง จนในปี 2551 จึงได้มีแผนปฏิบัติกำรปรับ ตัวเกิดขึ้น คือ National Target Program to Respond to Climate Change ข้อเสนอแนะต่อนโนบายปรับตัว แม้ว่ำประเทศในลุ่มนำ้ำโขงจะได้รับทุนสนับสนุนจำกองค์กรนำนำชำติในเรื่องกำรปรับตัวจำกหลำย หน่วยงำน แต่กำรดำำเนินงำนก็ยังประสบปัญหำขำดกำรมองในเชิงของภำพรวม ส่วนใหญ่เป็นกำรมองปัญหำ แบบแยกส่วนในลักษณะของภำคเศรษฐกิจต่ำงๆ (sectoral approach) และขำดกำรประสำนงำนระหว่ำงภำค ส่วนต่ำงๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัญหำสำำคัญที่พบในเชิงนโยบำยมีอยู่ 2 เรื่อง คือ ประกำรแรก ควรพิจำรณำปัจจัยอื่นๆ ทีท่ ำำให้เกิด กำรเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อลุ่มนำ้ำและวัฏจักรนำ้ำ เช่น แผนพัฒนำไฟฟ้ำพลังนำ้ำในแม่นำ้ำโขงตอนบน ซึ่ง จะส่งผลอย่ำงมำกต่อกำรเปลี่ยนแปลงทรัพยำกรนำ้ำทั้งในโตนเลสำบและสำมเหลี่ยมปำกแม่นำ้ำโขง ทำำให้ต้องมี กำรพิจรณำวำงแผนเรื่องนี้ไปควบคู่กันกับผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศด้วย รวมทั้งโครงกำร พัฒนำในระดับท้องถิ่น เช่น กำรชลประทำนหรือกำรสร้ำงสิ่งก่อสร้ำงในกำรควบคุมนำ้ำ ที่อำจส่งผลกระทบต่อ กำรไหลของนำ้ำ ก็จำำเป็นจะต้องได้รับกำรศึกษำเพิ่มเติมให้ครอบคลุมด้วยเช่นขึ้น ประกำรที่สอง กำรปรับตัวนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้ำนสังคม เศรษฐกิจ สถำบัน และกำรเมือง ซึ่งต้องมี กำรวำงแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยำว และควรต้องพิจำรณำเรื่องกำรปรับตัวว่ำเป็นส่วนหนึ่งของกำร พัฒนำประเทศโดยรวม ไม่ใช่มองว่ำเป็นแค่ปัญหำด้ำนสิ่งแวดล้อม เช่นดังที่รัฐบำลในทั้งสองประเทศมองอยู่ ข้อเสนอแนะของนักวิจัยต่อกำรจัดทำำนโยบำยและยุทธศำสตร์กำรปรับตัวเพื่อรับมือกับกำร เปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศมีอยู่ 6 ข้อดังนี้

หน้ำ 10 จำก 12


1) วัฏจักรนำ้าเป็นเรื่องสำาคัญในการปรับตัว ผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนำ้ำ เช่น นำ้ำท่วม แล้ง และ สภำพอำกำศรุนแรง ทัง้ นี้เพรำะกำรเปลี่ยนแปลงภูมิอำกำศมีผลกระทบอย่ำงมำกต่อระบบอุทกศำสตร์ แต่เรำ ดูเหมือนจะเข้ำใจเรื่องนี้น้อยมำก โมเดลภูมิอำกำศโลกที่ใช้ในกำรพยำกรณ์สภำพภูมิอำกำศในอนำคตก็ยัง วิเครำะห์ควำมเชื่อมโยงระบบอุทกศำสตร์กับภูมิอำกำศได้ไม่ดีนัก เช่น กำรป้อนกลับของระบบเมฆและ มหำสมุทรต่อระบบบรรยำกำศ ทำำให้จำำเป็นต้องทำำควำมเข้ำใจปฏิสัมพันธ์ของนำ้ำและภูมิอำกำศให้มำกขึ้น 2) สาเหตุไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว กำรพัฒนำโรงไฟฟ้ำพลังนำ้ำในแม่นำ้ำโขงตอนบนที่ดำำเนินอยู่ “ปัจจัยของกำรเปลี่ยนแปลง” ทีส่ ำำคัญ ทีส่ ุดในขณะนี้ต่อระบบอุทกศำสตร์และทรัพยำกรนำ้ำในลุ่มแม่นำ้ำโขง กำรเปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศจึงไม่ได้ เป็นปัจจัยเดียวที่จะส่งผลต่อกำรเปลี่ยนแปลงของทรัพยำกรนำ้ำและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น กำรพิจำรณำแผนกำร พัฒนำเพื่อปรับตัวจะต้องมองถึงพื้นที่และปัจจัยต่ำงๆ อย่ำงรอบด้ำนอย่ำงเชื่อมโยงกัน 3) กรอบระยะเวลา ควรมีกำรพิจำรณำกำรดำำเนินงำนในกำรปรับตัวทั้งระยะสั้นและระยะยำว กำรเปลี่ยนแปลงในระยะ สัน้ ที่กำำลังเกิดขึ้น (เช่น กำรสร้ำงเขื่อนเพื่อผลิตพลังงำนไฟฟ้ำขนำดใหญ่ในแม่นำ้ำโขง) ทำำให้ต้องมีกำรดำำเนิน มำตรกำรปรับตัวในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกัน กำรพิจำรณำถึงกำรเปลี่ยนแปลงในอนำคตระยะไกล ตำม กำรคำดกำรณ์กำรเปลี่ยนแปลงของภูมิอำกำศที่คำดว่ำจะเกิดขึ้นในอีก 50-100 ปี ทำำให้ต้องวำงแผนกำรปรับ ตัวระยะยำวไปด้วย นอกจำกนี้ ควรต้องพิจำรณำถึงควำมไม่แน่นอนของกำรเปลี่ยนแปลงในอนำคตพร้อมกัน ไปด้วย โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งกำรเปลี่ยนแปลงทำงสังคม เศรษฐกิจ กำรเมือง และสถำบัน ก็อำจมีผลต่อควำม สำมำรถในกำรปรับตัว ทัง้ ในทำงบวกหรือลบ ดังนั้น แนวทำงในกำรปรับตัวที่ยั่งยืนจึงควรต้องพิจำรณำทั้ง มำตรกำรทั้งระยะสั้นและระยะยำว 4) ต้องมองภาพในมุมกว้าง กำรปรับตัวรับมือนั้นไม่ใช่แค่กำรปรับสิ่งแวดล้อมให้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ต้องทำำให้ผู้คนและสถำบันต่ำงๆ มี ศักยภำพในกำรปรับตัวและรับมือได้ดีขึ้นด้วย ดังนั้น กำรปรับตัวจึงไม่ใช่เรื่องที่สำมำรถมองแยกออกมำต่ำง หำก แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของนโยบำยกำรพัฒนำประเทศโดยรวม นอกจำกนี้ บริบทด้ำนสิ่งแวดล้อม สังคมกำรเมืองมีกำรเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้น มำตรกำรปรับตัวจึงไม่อำจเป็นมำตรกำรแบบง่ำยๆ ทีใ่ ช้ได้ในทุก เวลำและทุกสถำนที่ ทีจ่ ริงแล้ว มำตรกำรปรับตัวที่ดีในปัจจุบัน อำจกลำยเป็นมำตรกำรที่ไม่ดีในอนำคตก็ได้ เพรำะบริบทต่ำงๆ ได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น กำรปรับตัวจึงต้องเป็นกระบวนกำรที่มีควำมยืดหยุ่นและสำมำรถ ปรับให้เข้ำกับสภำพกำรณ์ที่อำจแตกต่ำงออกไปในอนำคตได้ด้วย 5) ผสานการเพิ่มศักยภาพการปรับตัวเข้ากับยุทธศาสตร์การดำาเนินงานที่มีอยู่ มำตรกำรเพิ่มขีดควำมสำมำรถในกำรปรับตัวในระดับท้องถิ่นไม่ได้แตกต่ำงมำกนักจำกมำตรกำร พัฒนำชุมชนท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญ���ำควำมยำกจนและส่งเสริมกำรพัฒนำที่ยั่งยืน กิจกรรมกำรปรับตัวไม่ใช่กำร หน้ำ 11 จำก 12


ทำำเรื่องใหม่ๆ แต่เป็นกำรทำำเรื่องเก่ำให้ดีขึ้นกว่ำเดิม โดยกำรใส่โจทย์เพิ่มเกี่ยวกับผลกระทบที่อำจเกิดจำก กำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ มำตรกำรปรับตัวส่วนใหญ่จะคล้ำยกับกำรพัฒนำชนบทที่ผ่ำนมำ คือ กำร สนับสนุนวิถีกำรดำำรงชีพของชำวบ้ำนและกำรยกระดับสภำพควำมเป็นอยู่ เพื่อให้ชำวบ้ำนมีควำมสำมำรถใน กำรรับมือกับกำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศได้ดีขึ้น นอกจำกนี้ กำรเรียนรู้จำกประสบกำรณ์ในอดีต โดย เฉพำะวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ว่ำ มำตรกำรปรับตัวอะไรที่น่ำจะใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้ และช่องว่ำง ของกำรปรับตัวมีอะไรอยู่บ้ำง 6) การปรับตัวในเชิงพื้นที่ ทีผ่ ่ำนมำ กำรปรับตัวส่วนใหญ่มักจะมองในลักษณะแยกเป็นภำคส่วนต่ำงๆ (เช่น เกษตร ประมง อุตสำหกรรม เมือง ท่องเที่ยว) แต่ที่จริง ควรจะวำงแผนกำรปรับตัวในลักษณะเชิงพื้นที่ (area-based approach) เพรำะจะช่วยลดช่องว่ำงและควำมซำ้ำซ้อนในกำรดำำเนินงำน เพรำะ (ก) สำมำรถเข้ำใจอุปสรรค และโอกำสในลักษณะที่เป็นรูปธรรม ภำยใต้บริบทเฉพำะของแต่ละพื้นที่ (ข) เข้ำใจบริบททำงสังคม สถำบัน และเศรษฐกิจ ในเชิงที่กว้ำงมำกขึ้น และ (ค) กระตุ้นให้ภำคส่วนต่ำงๆ ได้ทำำงำนร่วมกัน

_จบ_

หน้ำ 12 จำก 12


meakong climate change