Issuu on Google+


Á¹µ¤Ò¶Ò·Õè໚¹»Ãдب¡ØÞá¨à»´ÊÙ‹¢ØÁ·ÃѾáË‹§ÀÙÁÔ»˜ÞÞÒ ¢Í§ºØþҨÒÏ Áô¡¸ÃÃÁ áÅСØÈâźÒÂÍѹáºÂŠ㹡ÒÃÊÒ¹µ‹Í¾Ø·¸¸ÃÃÁ¤ÓÊ͹ ·Õè͹ت¹ÃØ‹¹ËÅѧ¤ÇÃÈÖ¡ÉÒ´ŒÇ¤ÇÒÁࢌÒã¨áÅЪ×蹪Á รวบรวมเรียบเรียง : ศักดิ์สิทธิ์ พันธุสัตย บรรณาธิการศิลปะ : อรทัย จิตงาม ภาพประกอบ : สมควร กองศิลา ออกแบบปก : อนุชิต คำซองเมือง ศิลปกรรม : อุดมศักดิ์ พักธีรศักดิ์


¸ÃÃÁ·Ò¹ÊÌҧºÒÃÁÕ การใหธรรมะเปนทาน จัดเปนทานที่มีผลมาก ผูใดใหธรรมะเปนทาน ผูนั้นชื่อวาไดสรางบารมีที่ยิ่งใหญ เพราะนอกจากจะเปนการใหแสงสวางคือปญญา แกผูอื่นแลว ยังชวยสรางคนใหมีคุณธรรมในใจ สรางคนใหเปนคนดีอีกดวย พระพุทธเจาทรงสรรเสริญวา “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให ธรรมะเปนทาน ชนะการใหทั้งปวง” การที่พระองคตรัสเชนนั้น เพราะการให ธรรมะเปนทาน เปนการใหสิ่งที่มีคาแกผูรับที่หาไมไดจากวัตถุอยางอื่น นั่นคือ ใหความเปนคนดี ปจจุบันโลกกำลังผจญกับปญหาภาวะโลกรอน ซึ่งเปนภัยที่นากลัว แต ภัยที่นากลัวและทำใหโลกรอนยิ่งกวา ก็คือ ภาวะโลกขาดธรรม สงผลใหจิตใจ ของมนุษยถูกแผดเผาดวยไฟกิเลส ขาดความชุมชื้น แหงแลง เปนทุกขงาย ไรชีวิตชีวา ธรรมะเปรียบเสมือนน้ำที่ฉ่ำเย็น เปรียบเหมือนปาไมที่อุดมสมบูรณ การชวยใหผูคนในโลกไดเขาถึงและสัมผัสกับธรรมะ จึงเทากับเปนการคืนความ สุข ความสดชื่นแกผูคน แกสังคม แกโลก ทุกทานสามารถใหธรรมะเปนทานไดงาย ๆ ดวยการชวยบอก ชวยสอน ชวยแนะนำใหคนรอบขางไดรูจักใชธรรมะแกไขปญหาในชีวิตประจำวัน หรือชวย แนะนำหนังสือธรรมะ หรือการหยิบยื่นหนังสือธรรมะดี ๆ สักเลมหนึ่งใหเขาได อาน เชนนี้ก็ไดชื่อวาไดบำเพ็ญธรรมทานแลว การพิมพหนังสือธรรมะแจกเปนธรรมทาน ถือเปนการเติมเชื้อธรรมะ นิวเคลียร DNC (Dhamma NuClear) ใหแผกระจายอยางทั่วถึงและยาวนาน ไมรูจบ เพราะหนั หนังสือเลมหนึ่งมีอายุเกิน ๑๐ ป สอนคนไดมากและไมมีขีดจำกัด ª‹Ç¡ѹÊÌҧ¸ÃÃÁ·Ò¹ ÁÒ¡æ ¹Ð¤ÃѺ à¾×èÍແ´âÍ¡ÒÊ ãËŒ¤¹´ÕÕä´Œ·Ó´Õ âÅ¡¨Ð䴌ʴãÊ Êѧ¤ÁʧºÊØ¢ ªÕÇÔµäÃŒ·Ø¡¢ ¤ÇÒÁÊØ¢à¾ÔèÁ¾Ù¹

âšËÁàÂç¹à»š¹ÊØ¢ ä´Œ´ŒÇ¸ÃÃÁ·Ò¹¹Ð¤Ð


¤Ó¹Ó เมื่ อ เอ ย ถึ ง บทสวดมนต ที่ เ ป น ที่ รู จั ก และนิ ย มสวดกั น อย า งแพร ห ลาย นอกจาก พระคาถาชินบัญชร ของสมเด็จพระพุฒาจารย (โต พรหมรังสี) และ อานิสงสสวดพระพุทธคุณ หรือ คาถาพาหุงมหากา แนะโดยพระธรรมสิงหบุราจารย (หลวงพอจรัญ ิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงหบุรีแลว พระคาถา ยอดพระกัณฑไตรปฎก ก็เปนอีกบทสวดหนึ่งที่มีผูนิยมสวดกันอยางแพรหลาย เหตุที่พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกไดรับความนิยม สวนหนึ่งมาจาก คำพรรณนาอานิสงสในหนังสือนำ ที่ไดกลาวอานิสงสการสรางและการสวดไวอยาง อลังการ ซึ่งเปนแรงดึงดูดศรัทธาของผูคนไดเปนอยางดี แตการพรรณนาอานิสงส ไวมากมายเชนนั้นมิใชจะเกิดผลดีแตฝายเดียว เพราะสำหรับบางคนบางกลุมแลว กลับมองวา เปนเรื่องชวนเชื่อหลอกใหหลงงมงายมากกวา แตถึงอยางไรก็ตาม หากไมพึงรีบปลงใจเชื่อหรือมีอคติตอตานเพียงเพราะ ไดอานคำพรรณนาอานิสงส และเปดใจกวางหันมาศึกษาเนื้อความแหงพระคาถา คิดและวิเคราะหในเชิงลึกแลว จักเห็นวา พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกนั้น เปนทั้งมรดกธรรมอันล้ำคาและมนตคาถาอันเขมขลังที่สะทอนใหเห็นกุศโลบาย อันเปนภูมิปญญาในการสืบทอดและรักษาไวซึ่งพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาของคนรุนเกา วาทานมีวิธีการธำรงและสืบทอดหลักคำสอนใหมาถึงคน รุนหลังอยางเราไดอยางไร พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎก จึงมิใชคาถาที่ตองสวดเพียงเพื่อใหเกิด ความขลังเทานั้น แตเปนคาถาที่ตองสวดเพื่อรับพุทธธรรมคำสอนเขาสูจิตใจ ซึ่ง เปนมรดกธรรมที่ตองสานตอสูคนรุนหลังตอไปอีกดวย ´ŒÇ¤ÇÒÁ»ÃÒö¹Ò´Õ

(น.ธ.เอก, ป.ธ.๗, พธ.บ.)

â»Ã´ãªŒàÅ‹Á¹Õé ãËŒ¤ØŒÁÊØ´¤ØŒÁ & Í‹Ò¹áÅŒÇ -> ẋ§¡Ñ¹Í‹Ò¹ËÅÒ·‹Ò¹¹Ð¨Ð Í‹Ò¹ÊÔºÃͺ ÃдÁÊÁͧ¤Ô´ÊԺ˹ ½ƒ¡½¹»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¡ÒûÃÐÂØ¡µ 㪌 㹪ÕÇÔµ»ÃШÓÇѹ ¨ÔµÃٌ෋ҷѹÊÃþÊÔè§ ©ÅҴ㪌 à©ÅÕÂǤԴ ªÕÇÔµ¨Ñ¡Ê¹Ø¡ ÊØ¢ ʧº àÂç¹ Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ »ÃÒö¹ÒãËŒ·Ø¡¤Ãͺ¤ÃÑÇÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢


¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡

¢ØÁ·ÃѾ·Ò§»˜ÞÞÒ Áô¡¸ÃÃÁ·Õè¤Çä‹Òá¡‹¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ กอนดินเพียงหนึ่งกอนจากซากปรักหักพัง สามารถบอกเลาถึงความเกาแก และความเปนอยูของคนในยุคสมัยนั้น ๆ ได โครงกระดูกของไดโนเสารที่ขุดพบ สามารถบอกเล า เรื่ อ งราวในอดี ต ในยุ ค ดึ ก ดำบรรพ เ มื่ อ หลายล า นป ก อ นได ซึ่งทั้งหมดถือเปนขุมทรัพยแหงความรูที่มิอาจประเมินคาได พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกนี้ ก็คือรองรอยแหงขุมทรัพยอันเปน มรดกธรรมที่คนรุนปูยาตาทวดฝากใหคนรุนหลังไดศึกษาคนควารักษาและสานตอ สูรุนตอไป แรกเริ่มเมื่อไดอานหรือสวดพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎก คงมี จำนวนไมนอยที่เกิดความรูสึกวา เนื้อความแหงพระคาถานั้นมีอะไรแอบแฝงไว มากมาย ไมวาจะเปนรูปแบบของคาถา เนื้อหา แนวคิด และจุดประสงค ลวน เปนประเด็นที่ชวนใหขบคิดและคนหาคำตอบ พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎก คือรองรอยแหงอดีตที่จะบอกเลา คุณคาแหงพุทธธรรมคำสอน เปนเงาสะทอนใหเห็นภูมิปญญาและกุศโลบายใน การรักษาและสืบทอดไวซึ่งหลักคำสอนอันเปนมรดกธรรม มรดกแหงความดีของ คนรุนเกาสูคนรุนหลัง การศึกษาอันใดก็ตามถาจะใหไดประโยชนสูงสุด ตองไมศึกษาเพื่อจะ ตัดสินวาสิ่งนั้นถูกหรือผิด เพราะถาเปนเชนนั้นผูศึกษาจะไมไดรับประโยชนอะไร นอกจากทิฐิที่เพิ่มขึ้นและการตำหนิฝายที่เห็นขัดแยงกับตน การศึกษายอดพระกัณฑไตรปฎกก็เชนกัน เราไมควรศึกษาเพื่อชี้ผิดหรือถูก แตควรศึกษาถึงเนื้อหา ภายในอันเปนแกนแท และแนวคิดของผูแตงวาทานตองการนำเสนออะไร และมี จุดประสงคอยางไร เพราะการศึกษาในลักษณะเชนนี้จะเปนทางนำสูความรูความ เขาใจและขจัดขอขัดแยงตาง ๆ อันจะพึงเกิดขึ้นภายหลัง


ª×èÍáÅФÇÒÁËÁÒ¢ͧ ¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎก มาจากคำวา พระคาถา + ยอด + พระกัณฑ + ไตรปฎก แตละคำมีความหมาย ดังนี้ พระคาถา หมายถึง บทสวดหรือคำสวดที่มีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ยอด หมายถึง สวนที่เปนหัวใจสำคัญ, สวนที่ดีที่สุด พระกัณฑ หมายถึง หมวดธรรม, หรือธรรมะหมวดหนึ่ง ๆ ไตรปฎก หมายถึง คัมภีรที่บรรจุหลักธรรมคำสอนที่เปนพระพุทธพจน ทั้งหมด แบงออกเปน ๓ สวนหลัก ๆ คือ พระ วินัยปฎก พระสุตตันตปฎก และพระอภิธรรมปฎก เมื่อนำคำทั้งหมดมารวมกันจึงแปลไดวา บทสวดที่บรรจุหลักธรรมอันเปน หัวใจสำคัญในคัมภีรพระไตรปฎก หมายความวา ผูแตงไดรวบรวมเอาคำสอน ที่เปนหัวใจสำคัญในพระไตรปฎกมารวมกันไวในรูปแบบของคาถา อาจมีคำถามวา ทำไมตองรวบรวมไวในรูปแบบของคาถาที่เนนสวดเพื่อให เกิดความขลังมากกวาการศึกษาเพื่อใหเกิดปญญา คำตอบก็เปนไปไดวา คนใน สมัยนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนตรคาถา เครื่องรางของขลังเปนอันมาก โดย เฉพาะชาวบานหรือทหารที่ตองออกรบ ดวยเหตุนี้จึงทำใหพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกออกมาในรูปแบบของมนตคาถาที่หอหุมแกนแทคือพุทธธรรมเอาไว เปน การประยุกตวิธีการเผยแผพุทธธรรมคำสอนใหเขากับยุคสมัย ���ละความเชื่อของคน ในยุคนั้นนั่นเอง


พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎก จึงเปนมนตคาถาที่สะทอนใหเห็นถึง ความเกงกลาแหงปญญาและความฉลาดเฉลียวของครูบาอาจารยในยุคสุโขทัย ที่สามารถนำเอาแกนแหงพุทธธรรม ซึ่งเปนหัวใจสำคัญในพระไตรปฎกที่เปรียบ เหมือนกับยาขม มาเสริมเติมแตงสีสันดวยบริบทแหงมนตคาถาตาง ๆ ซึ่งลวน แตเปนพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ที่ทรงพลังและมีอานุภาพยิ่ง ถาจะเปรียบเหมือนเม็ดยา ก็คือยาขมที่เคลือบดวยแคปซูลที่มีสีสันสวย งามเพื่อใหผูปวยรับประทานไดงาย การนำเอาหลักธรรมมาผสมผสานกับศาสตรแหงมนตคาถา ก็เพื่อเปน อุบายนำคนใหเขาถึงพุทธธรรมอันเปนแกนแท หาไดประสงคจะใหหลงงมงาย แตประการใด เชนเดียวกับยารักษาโรคที่หอหุมดวยแคปซูล สีสันภายนอกหาใช ทำขึ้นเพื่อใหหลงใหลในความสวยงาม แตเพื่อใชเปนสื่อนำตัวยาเขาสูรางกาย และทำหนาที่รักษาโรคใหหาย ฉะนั้น ดังนั้น สิ่งที่ผูสวดพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกจะพึงไดรับอยางนอย ก็มี ๓ ประการ ก็คือ ñ. ไดรับการคุมครองจากอานุภาพแหงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และอานุภาพมนตคาถาที่จะพึงใหสำเร็จผลในสิ่งที่ตนตองการ ò. ไดรักษาและสืบตอหลักธรรมคำสอน อันเปนหัวใจสำคัญในพระไตรปฎกสูรุนตอไป ó. เมื่อศึกษาทราบชัดในหลักธรรมตามที่ปรากฏในพระคาถานี้แลว ยอม ไดปญญา เกิดความรูแจงในหลักธรรม สามารถนำไปประยุกตใชและแกไขปญหา ในชีวิตจริงได ¤‹‹Í æ Í‹Ò¹ ¤‹ÍÂ æ ¤Ô´¾Ô¨ÒÃ³Ò ¤ÃÒ¤Ô´µÔ´¢Ñ´ ËÂØ´¾Ñ¡ÊÑ¡¹Ô´ ·Ó¨Ôµãˌʧº ¨Ñ¡¾ºáʧÊÇ‹Ò§·Ò§»˜ÞÞÒ

6

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


à¹×éÍËÒ´ÕÁÒ¡ µŒÍ§¹ÓÍÍ¡à¼Âá¾Ã‹ ãËŒªÒǾط¸ä´ŒÊÇ´¡Ñ¹

¤ÇÒÁ໚¹ÁҢͧ¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกนี้ ตนฉบับเดิมนั้นเปนคัมภีรใบลาน จารึกดวยอักษรขอม เปดกรุพบในเจดียเกาแกที่เมืองสวรรคโลก (จ.สุโขทัย ในปจจุบัน) พระโบราณาจารยไดแปลเปนอักษรไทยและนำออกเผยแผ ฉบับที่ใช สวดกันในปจจุบันนี้ กลาวกันวา หลวงธรรมาธิกรณ (พระภิกษุแสง) ไดมาแต พระแทนศิลาอาสน มณฑลพิษณุโลก เนื่องจากการเรียนมนตคาถาของคนสมัยกอนจะใชวิธีการทองจำแบบ ปากตอปาก แมจะมีการจดบันทึกบาง ก็เปนการจดบันทึกจากการฟง ไมได คัดลอกจากตนฉบับที่เปนลายมือแท จึงทำใหพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกที่ ใชสวดกันในปจจุบันมีความแตกตางกันบางในบางสวน แตก็เปนสวนนอยและ เปนขอปลีกยอย สวนหลักธรรมอันเปนหัวใจหรือเปนแกนแทนั้น ยังมีครบถวน บริบูรณ มิไดบุบสลายแตอยางใด จะมีก็แตมนตคาถาบางบทเทานั้นที่เปนงานทาทายสำหรับผูเขียน และ ผูอานทุกทาน ซึ่งเปนอนุชนคนรุนหลังจะตองชวยกันคนหาคำตอบกันตอไป Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

7


ËÅÑ¡¸ÃÃÁ ã¹¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ อยางที่กลาวมาแลววา พระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎก คือคาถาที่ บรรจุหลักธรรมอันเปนสุดยอดในพระไตรปฎก แตเนื่องจากหลักธรรมคำสอนใน พระไตรปฎกนั้นมีมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ การที่จะจดจำหรือเลาเรียน ทั้งหมดในคราวเดียวกันเปนไปไดยาก ดังนั้น เพื่อใหสะดวกแกการศึกษาและ จดจำ ผูแตงจึงไดคัดเอาเฉพาะหลักที่เห็นวาสำคัญเทานั้นมาผูกเปนคาถา ซึ่ง จำแนกออกเปน ๑๖ ขอดังนี้ ขอ ๑, ๒ วาดวย พุทธคุณ ๙ ขอ ๓ วาดวย ขันธ ๕ ขอ ๔ วาดวย ธาตุ ๖ ขอ ๕ วาดวย จักรวาลและสวรรค ๖ ชั้น ขอ ๖ วาดวย ภูมิ ๔ ขอ ๗ วาดวย รูปฌาน ๔ ขอ ๘ วาดวย อรูปฌาน ๔ ขอ ๙ วาดวย อริยมรรค ๔ ขอ ๑๐ วาดวย อริยผล ๔ ขอ ๑๑ วาดวย หัวใจพระไตรปฎก และ หัวใจธรรมตาง ๆ ขอ ๑๒ วาดวยการแสดงตนถึงพระพุทธเจาเปนสรณะ ขอ ๑๓ วาดวยการสรรเสริญพระพุทธเจาเหนือกวาเทวโลกทั้งปวง ขอ ๑๔ วาดวยการขอใหพระรัตนตรัยคุมครอง ขอ ๑๕ วาดวย คาถาทิพยมนต ÂÍ´¾ÃСѳ±Ï ¤× Í·ÕèÃÇÁ¤ÓÊ͹ ขอ ๑๖ วาดวย กฎไตรลักษณ ã¹¾ÃÐäµÃ»®¡

8

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


ÀÙÁÔ»˜ÞÞÒ·Õ褹ÃØ‹¹ËÅѧ¤ÇÃÀÙÁÔ㨠เนื้อหาของพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกทั้ง ๑๖ ขอนั้น ผูแตงแตงขึ้น ในลักษณะเปนบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณและแสดงความนอบนอมแดพระ รัตนตรัย ผสมผสานสอดแทรกดวยมนตคาถาตาง ๆ เพื่อใหเกิดพลังอานุภาพ คุมครองตนใหปลอดภัยและมีความสุขสวัสดี เจริญรุงเรือง ประสบในสิ่งที่ ตองการ การกลาวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจาในพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกนี้ แตกตางจากบทสวดอื่น ๆ เพราะยกเอาหลักธรรมในพระไตรปฎกมาเปน ขอกำหนดในการสรรเสริญ เชน เนื้อความในขอที่ ๓ ไดยกขันธ ๕ ขึ้นเปน ขอกำหนดในการสรรเสริญวา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของ พระพุทธเจาไมเที่ยงเหมือนกับของสรรพสัตวทั้งหลาย แตถึงจะเปนเชนนั้นพระองค ก็ทรงเปนผูเต็มเปยมดวยพระบารมี คือเปนผูยิ่งกวา สูงสุดกวาสรรพสัตวทั้งหลาย นี่ยอมสะทอนใหเห็นภูมิปญญาของผูแตงเปนอยางดี และยิ่งเมื่อไดศึกษา ขอความในขอที่ ๑๑ ที่ผูแตงไดนำหลักธรรมตาง ๆ มายอใหเหลือเฉพาะอักษร นำหนาคำตัวเดียว เชน อา ปา มะ จุ ปะ, ที มะ สัง อัง ขุ, สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ซึ่งทั้งหมดเปนชื่อยอของคัมภีรพระไตรปฎก อันเปนคัมภีรสำคัญสูงสุด ในพระพุทธศาสนา การยอคำเชนนี้นอกจากทำใหจดจำงายแลว ยังเปนปริศนาธรรมที่ทิ้งไว ทาทายใหผูสวดไดขบคิดและหาคำตอบ ซึ่งเปนอุบายใหเกิดความสนใจที่จะศึกษา หลักธรรมคำสอน ยิ่งสะทอนใหเห็นความชาญฉลาดลํ้าลึกของคนรุนปูยาตาทวด ของไทย ที่อนุชนคนรุนลูก หลาน เหลน ลื่อ อยางเราควรภูมิใจและชื่นชม


ÍÒ¹Ôʧʏ¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ มีคำกลาวปรากฏในหนังสือนำจากตนฉบับเดิมวา “¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃÐ ¡Ñ³±äµÃ»®¡¹Õé ¼ÙŒã´ÁÕäÇŒ»ÃШӺŒÒ¹àÃ×͹ ËÃ×Íä´Œ¾ÔÁ¾á¨¡à»š¹¸ÃÃÁ·Ò¹ á¡‹¼ÙŒÍ×è¹ ¨ÐÁÕ¼ÅÒ¹ÔʧʏÁÒ¡ÁÒÂÊØ´¨Ð¾Ãó¹Ò ໚¹ÁËÒ¡ØÈÅÍѹÂÔè§ãËÞ‹ ¼ÙŒ¹Ñ鹨ÐÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢ÊÔÃÔÊÇÑÊ´Ôìà¨ÃÔÞÃØ‹§àÃ×ͧ ·Ñ駻˜¨¨ØºÑ¹¡ÒÅáÅÐ͹Ҥµ¡ÒÅ ¨Çº¨¹¶Ö§ÅÙ¡ËÅÒ¹Ê×ºä» áµ‹¶ŒÒ¼ÙŒã´ä´ŒÊÇ´ÀÒǹҷءઌҤèÓáÅŒÇ à»š¹¡Òà ºÙªÒÃÓÅÖ¡¶Ö§¾Ãоط¸à¨ŒÒ ¼ÙŒ¹Ñé¹àÁ×è͵ÒÂ仨ÐäÁ‹µ¡ÍºÒÂÀÙÁÔ áÁŒ¨ÐÀÒÇ¹Ò ¤Ò¶ÒÍ×è¹ÊÑ¡ ñðð »‚ ÍÒ¹Ôʧʏ¡çäÁ‹à·‹ÒÀÒǹҾÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±¹Õé ¤ÃÑé§à´ÕÂÇ áÅж֧áÁŒÇ‹Ò ÍÔ¹·Ã ¾ÃËÁ ÂÁ Âѡɏ·ÕèÁÕÄ·¸Ôì ¨Ðà¹ÃÁԵἋ¹ ÍÔ°·Í§¤ÓÊÌҧ¾ÃÐÁËÒ਴Տ ÊÙ§µÑé§áµ‹Á¹ØÉÂâÅ¡¢Öé¹ä»¨¹¶Ö§¾ÃËÁâÅ¡ ÍÒ¹Ôʧʏ¡çäÁ‹à·‹ÒÀÒǹҾÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡¹Õé áÅжŒÒ¼ÙŒã´ºÃÔ¨Ò¤·ÃѾÊÌҧ¶ÇÒÂá´‹¾ÃÐÀÔ¡ÉØÊÒÁà³Ã ËÃ×Íᨡ ÞÒµÔʹԷÁÔµÃÊËÒ¤úµÒÁ¨Ó¹Ç¹ÍÒÂØ»˜¨¨ØºÑ¹ ËÃ×ÍËÒ¡¼ÙŒã´ÊÇ´¤Ãº µÒÁ¨Ó¹Ç¹à·‹ÒÍÒÂØ»˜¨¨ØºÑ¹¢Í§µ¹µÔ´µ‹Í¨¹¤Ãº ÷ Çѹ ¡Ãд١¨ÐÅÍ ¹éÓä´Œ áÅШкѧà¡Ô´âª¤ÅÒÀ ·ÓÁÒ¤ŒÒ¢ÒÂà¨ÃÔÞÃØ‹§àÃ×ͧ ¨Ð¾Œ¹à¤ÃÒÐˏ »ÃÒȨҡ·Ø¡¢âÈ¡âäÀÑ áÅÐÀѾԺѵԷÑ駻ǧ” เหตุที่ทานกลาวอานิสงสไวมากมายเชนนี้ อาจจะวิเคราะหไดวา ๑. เปนกุศโลบายที่ทานโบราณาจารยตองการใหคนหันมาสนใจและสวด คาถานี้ใหมาก ๆ เพราะสังคมไทยเปนสังคมที่ใชศรัทธานำหนาปญญา ดังนั้น จึงตองอาศัยการหลอกลอเพื่อเปนสะพานเชื่อมไปสูปญญา ๒. เพราะความเชื่ อ ที่ ว า พระไตรป ฎ กเป น คั ม ภี ร ที่ ยิ่ ง ใหญ แ ละมี ค วาม สำคัญตอพระพุทธศาสนาเปนอยางมาก ดังนั้น บทสวดใดก็ตามที่มีความเกี่ยวพัน กับพระไตรปฎก บทสวดนั้นจึงตองมีความสำคัญหรือมีอานิสงสมากตามไปดวย

10

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


๓. ขอความดังกลาวนั้น ไมใชกุศโลบาย ไมใชความเชื่อที่เกี่ยวกับพระ ไตรปฎก แตเปนผลที่เกิดขึ้นจริงจากการที่ผูสวดสวดดวยความตั้งใจจริงอยาง สม่ำเส���อ ไมเสื่อมถอยศรัทธา ก็เปนสิ่งที่เปนไปได เพราะสภาวะของจิตใจขณะ สวดมนตนั้นเปนจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ภาวะที่จิตบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสนี้พระพุทธเจาตรัสวา เปนบุญมหาศาล เปนกุศลอันยิ่งใหญ ดังพระดำรัสที่วา จิตฺเต อสงฺกิลิฏเ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไมเศราหมอง สุคติเปนอันหวังได

(มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก พระไตรปฎก เลมที่ ๑๒)

จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝกดีแลว นำสุขมาให

(มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก พระไตรปฎก เลมที่ ๑๒)

การใหทาน รักษาศีลนั้นมีผลมาก แตใหผลตอบแทนสูงสุดเพียงมนุษยสมบัติ และสวรรคสมบัติเทานั้น สวนการชำระจิตใหบริสุทธิ์ใหผลยิ่งกวานั้น คือ ใหพระนิพพาน คือความหลุดพนจากทุกขเลยทีเดียว ดังนั้น คำที่ทานกลาวไว จึงไมเกินจริงแตประการใด ¹Ô¾¾Ò¹ÊÁºÑµÔ

Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

ÂÒºŒÒ

ÊØÃÒ

·Ò¹ ÈÕÅ ÀÒǹÒ

¤ÇÒÁ´ÕµŒÍ§ÁÕ ãËŒ¤Ãº·Ñé§ ·Ò¹ ÈÕÅ ÀÒǹÒ

ÊÇÃäÊÁºÑµÔ Á¹ØÉÂÊÁºÑµÔ ͺÒÂÀÙÁÔ

11


ÇÔ¸ÕÊÇ´ÀÒǹҾÃÐ¤Ò¶Ò ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ กอนเขาหองบูชาพระ ควรชำระรางกายใหสะอาด นุงหมใหเรียบรอย จากนั้นนั่งคุกเขาประณมมือ (ชายใหนั่งทาเทพนม หญิงใหนั่งคุกเขาราบ) ตั้งจิต มุงตรงตอพระพุทธรูป ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย กราบลง ๓ ครั้ง จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย (ถาไมสะดวกไมจุดก็ได) ใหประณมมือ แลวตั้งใจสวด ตามลำดับดังนี้ ñ. ò. ó. ô. õ.

º·ºÙªÒ¾ÃÐÃѵ¹µÃÑ º·¡ÃÒº¾ÃÐÃѵ¹µÃÑ º·¹Íº¹ŒÍÁ¾Ãоط¸à¨ŒÒ º·äµÃÊó¤Á¹ º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾Ãоط¸¤Ø³

ö. ÷. ø. ù. ñð.

º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃиÃÃÁ¤Ø³ º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃÐÊѧ¦¤Ø³ º·¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ ¹Ñè§ÊÁÒ¸Ô º·¡ÃÇ´¹éÓÂÍ´¾ÃСѳ±Ï

การสวดจะสวดคำบาลีและคำแปลไปพรอมกันก็ได หรือจะสวดเฉพาะ คำบาลีไปกอนแลวจึงกลับมาอานคำแปลทีหลังก็ได แตถาหากเปนไปไดผูสวดควร อานเนื้อหาทั้งหมดในเลมนี้จนเกิดความเขาใจแนชัดแลวจึงเริ่มสวดจะเปนการ ดีกวา เพราะถาเขาใจถึงแนวความคิดของผูแตง จุดประสงคของการแตง ตลอด ถึงเนื้อหาทั้งหมดของพระคาถายอดพระกัณฑไตรปฎกแลว ทานจะไดสวดดวย ความเขาใจ และสวดดวยความมีศรัทธาอยางแทจริง ซึ่งนั่นก็เทากับวาทานจะได รับผลานิสงส คือความสุข ความเจริญอยางแทจริงเชนกัน

12

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


ñ. º·ºÙªÒ¾ÃÐÃѵ¹µÃÑ ñ ÍÔÁÔ¹Ò ÊÑ¡¡ÒàùР¾Ø·¸Ñ§ ÍÐÀÔ»ÙªÐÂÒÁÔ.

ขาพเจาขอนอมบูชาพระพุทธเจา ดวยเครื่องสักการะนี้.

ÍÔÁÔ¹Ò ÊÑ¡¡ÒàùР¸ÑÁÁѧ ÍÐÀÔ»ÙªÐÂÒÁÔ.

ขาพเจาขอนอมบูชาพระธรรม ดวยเครื่องสักการะนี้.

ÍÔÁÔ¹Ò ÊÑ¡¡ÒàùРÊѧ¦Ñ§ ÍÐÀÔ»ÙªÐÂÒÁÔ.

ขาพเจาขอนอมบูชาพระสงฆ ดวยเครื่องสักการะนี้.

๑การบูชานั้นทำได ๒ อยาง คือ ๑. บูชาดวยสิ่งของ เรียกวา อามิสบูชา (อานวา อา-มิด-สะ-บู-ชา) ๒. บูชา ดวยการปฏิบัติตามคำสั่งสอน เรียกวา ปฏิบัติบูชา การบูชาพระรัตนตรัยเปนสิริมงคล เปนเหตุนำความสุข ความเจริญ และความกาวหนามาใหแกผูทำ Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

13


ò. º·¡ÃÒº¾ÃÐÃѵ¹µÃÑ ñ ÍÐÃÐËѧ ÊÑÁÁÒÊÑÁ¾Ø·â¸ ÀФÐÇÒ,

พระผูมีพระภาคเจา เปนพระอรหันต, ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข สิ้นเชิง, ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง ;

¾Ø·¸Ñ§ ÀФÐÇѹµÑ§ ÍÐÀÔÇÒà·ÁÔ.

ขาพเจาอภิวาทพระผูมีพระภาคเจา, ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน. (กราบ)

ÊîÇÒ¡¢Òâµ๒ ÀФÐÇÐµÒ ¸ÑÁâÁ,

พระธรรม เปนธรรมที่พระผูมีพระภาคเจาตรัสไวดีแลว ;

¸ÑÁÁѧ ¹ÐÁÑÊÊÒÁÔ.

ขาพเจานมัสการพระธรรม. (กราบ)

ÊػЯԻ˜¹â¹ ÀФÐÇÐâµ ÊÒÇСÐÊѧâ¦,

พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา, ปฏิบัติดีแลว ;

Êѧ¦Ñ§ ¹ÐÁÒÁÔ.

ขาพเจานอบนอมพระสงฆ. (กราบ)

๑พระรัตนตรัย แปลวา แกว ๓ ประการ หมายถึงสิ่งที่ประเสริฐ ๓ อยาง ไดแก พระพุทธ คือทานผูรูดีรูชอบ ดวยพระองคเองกอน แลวสอนใหผูอื่นรูตามดวย, พระธรรม คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจา, พระสงฆ คือ หมูชนที่ฟงคำสั่งสอนของพระพุทธเจาแลวปฏิบัติชอบตามจนรูแจงเห็นจริง แลวนําคำสั่งสอนนั้นมาสอนผูอื่น ๒พยัญชนะตนที่มีเครื่องหมาย ๎ ใหอานออกเสียง อะ กึ่งมาตรา ควบกับพยางคหลัง เชน ส๎วากขาโต อานวา สะหวาก-ขา-โต

14

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


·Ã§µÃÑÊÃÙŒ·Õ轘›§áÁ‹¹éÓà¹ÃÑÞªÃÒ àÁ×ͧ¤ÂÒ ÍÔ¹à´ÕÂ

ó. º·¹Íº¹ŒÍÁ¾Ãоط¸à¨ŒÒ ñ (ÊÇ´ ó ¨º) ¹ÐâÁ µÑÊÊÐ ÀФÐÇÐâµ,

ขอนอบนอมแดพระผูมีพระภาคเจา๒, พระองคนั้น ;

ÍÐÃÐËÐâµ,

ซึ่งเปนผูไกลจากกิเลส๓ ;

ÊÑÁÁÒÊÑÁ¾Ø·¸ÑÊÊÐ.

ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง๔.

๑บทสวดเคารพตอคุณของพระพุทธเจา ๓ ประการ คือ พระกรุณาคุณ พระบริสุทธิคุณ และ พระปญญาคุณ ๒พระผูมีพระภาคเจา แปลวา ผูจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว มาจากคำบาลีวา ภควา หรือ ภควโต ขอนี้แสดงถึง พระกรุณาคุณของพระพุทธเจาที่ทรงมีเมตตาสั่งสอนสรรพสัตวใหพนจากทุกข ๓ผูไกลจากกิเลส คือ ผูไมมีกิเลสตกคางในใจ มาจากคำบาลีวา อรหํ หรือ อรหโต ขอนี้แสดงถึง พระบริสุทธิคุณ คือ ความบริสุทธิ์จากกิเลสเปนเหตุเศราหมองใจ ๔ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง คือ ทรงคนพบทางตรัสรูดวยพระองคเอง มาจากคำบาลีวา สมฺมาสมฺพุทฺโธ ขอนี้ แสดงถึงพระปญญาคุณ คือ ความรูแจงในอริยสัจ ๔ อันเปนเหตุใหตรัสรูโดยไมมีใครสั่งสอน Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

15


ô. º·äµÃÊó¤Á¹ ñ

·ØµÔÂÑÁ» ·ØµÔÂÑÁ» ·ØµÔÂÑÁ» µÐµÔÂÑÁ» µÐµÔÂÑÁ» µÐµÔÂÑÁ»

¾Ø·¸Ñ§ ¸ÑÁÁѧ Êѧ¦Ñ§ ¾Ø·¸Ñ§ ¸ÑÁÁѧ Êѧ¦Ñ§ ¾Ø·¸Ñ§ ¸ÑÁÁѧ Êѧ¦Ñ§

ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ ÊÐÃгѧ

¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ ¤Ñ¨©ÒÁÔ.

ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง แมครั้งที่สอง ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง แมครั้งที่สาม ขาพเจาขอถึงพระพุทธเจา พระธรรม พระสงฆเปนที่พึ่ง ๑ ไตรสรณคมน แปลวา การถึงพระรัตนตรัยวาเปนที่พึ่งที่ระลึก หมายถึง การเปลงวาจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ เปนสรณะที่พึ่งที่ระลึก เปนการนอมกาย วาจา ใจ นอมนำพระรัตนตรัยเขามาไว ในตน เพื่อเปนเครื่องยึดเหนี่ยวและแสดงใหเห็นวาเปนผูมีพระรัตนตรัยเปนที่พึ่ง หากมีอะไรที่จะดึงจิตใหใฝต่ำ คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว ก็สามารถนอมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเพื่อใหกลับสูสภาวะปกติได

16

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


õ. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾Ãоط¸¤Ø³ ñ ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ, พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ; ÍÐÃÐËѧ,1 เปนผูไกลจากกิเลส ; ÊÑÁÁÒÊÑÁ¾Ø·â¸,2 เปนผูตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง ; ÇÔªªÒ¨ÐÃгÐÊÑÁ»˜¹â¹,3 เปนผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ๒; ÊؤÐâµ,4 เปนผูไปแลวดวยดี ; âÅ¡ÐÇÔ·Ù,5 เปนผูรูโลกอยางแจมแจง ; ÍйصµÐâà »ØÃÔÊзÑÁÁÐÊÒÃжÔ,6 เปนผูสามารถฝกบุรุษที่สมควรฝกไดอยางไมมีใครยิ่งกวา ;

Êѵ¶Ò à·ÇÐÁйØÊÊҹѧ,7

เปนครูผูสอนของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย ; ¾Ø·â¸,8 เปนผูรู ผูตื่น ผูเบิกบานดวยธรรม๓ ; ÀФÐÇÒµÔ.9 เปนผูมีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว. ๑พระพุทธคุณ แปลวา คุณความดีของพระพุทธเจา มี ๙ ประการ เรียกวา นวหรคุณ (ดูตามเลขอารบิค) บทนี้ สวดเพื่อเพิ่มพูนศรัทธาในพระพุทธเจา เพื่อเปนเกราะปองกันตนไมใหทำชั่ว ๒วิชชา แปลวา ความรูแจง จรณะ แปลวา ความประพฤติ ๓เปนผูรู หมายถึง รูแจงในอริยสัจ ๔, ผูตื่น หมายถึง ตื่นจากการครอบงำของกิเลส, ผูเบิกบาน หมายถึง มีความสุขเบิกบานในภาวะที่พนจากกิเลสแลว Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

17


´Ç§µÒ ËÁÒ¶֧ ¾ÃиÃÃÁ ¤×Í ¤ÇÒÁÃٌᨌ§·Õè¾Ãоط¸à¨ŒÒ ÁͺãˌᡋÊѵǏâÅ¡

ö. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃиÃÃÁ¤Ø³ ñ ÊîÇÒ¡¢Òâµ ÀФÐÇÐµÒ ¸ÑÁâÁ,1

พระธรรม เปนธรรมที่พระผูมีพระภาคเจา ตรัสไวดีแล���ว ; Êѹ·Ô¯°Ôâ¡,2 เปนสิ่งที่ผูศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นไดดวยตนเอง ; ÍСÒÅÔâ¡,3 เปนสิ่งที่ปฏิบัติได และใหผลไดไมจำกัดกาล ; àÍËÔ»˜ÊÊÔâ¡,4 เปนสิ่งที่ควรกลาวกะผูอื่นวาทานจงมาดูเถิด ; âͻйÐÂÔâ¡,5 เปนสิ่งที่ควรนอมเขามาใสตัว ; »˜¨¨ÑµµÑ§ àǷԵѾ⾠ÇÔސÙËÕµÔ.๒,6 เปนสิ่งที่ผูรูก็รูไดเฉพาะตน. ๑ธรรมคุณ แปลวา คุณความดีของพระธรรม มี ๖ ประการ (ดูตามเลขอารบิค) บทนี้สวดเพื่อเพิ่มพูนศรัทธาใน พระธรรมสงผลใหจิตยึดมั่นในการทำความดี ละเวนความชั่ว ๒อานวา วิน-ยู-ฮี-ติ แปลวา ผูรู

18

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


¤ÇÒÁ´ÕäÁ‹ÁÕ¢Ò ÍÂÒ¡ä´ŒµŒÍ§·Óàͧ¹Ð âÂÁàÍŽÂ ÊÒ¸Ø

÷. º·ÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃÐÊѧ¦¤Ø³ ñ ÊػЯԻ˜¹â¹ ÀФÐÇÐâµ ÊÒÇСÐÊѧâ¦,1

สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติดีแลว๒;

ÍتػЯԻ˜¹â¹ ÀФÐÇÐâµ ÊÒÇСÐÊѧâ¦,2

สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติตรงแลว๓;

ÞÒÂлЯԻ˜¹â¹ ÀФÐÇÐâµ ÊÒÇСÐÊѧâ¦,3

สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติเพื่อรูธรรม เปนเครื่องออกจากทุกขแลว ;

ÊÒÁըԻЯԻ˜¹â¹ ÀФÐÇÐâµ ÊÒÇСÐÊѧâ¦,4

สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาหมูใด, ปฏิบัติสมควรแลว๔; ÂзԷѧ, ไดแกบุคคลเหลานี้ คือ :๑พระสังฆคุณ หมายถึง คุณความดีของพระสงฆ มี ๙ ประการ (ดูตามเลขอารบิค) บทนี้สวดเพื่อเพิ่มพูนศรัทธา ในพระอริยสงฆ และยึดเปนแบบอยางในการทำดี ๒ปฏิบัติดี หมายถึง ไมทำในสิ่งที่ทำใหตัวเองและผูอื่นเดือดรอน ๓ปฏิบัติตรง หมายถึง ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจาทรงแสดงและบัญญัติไว ๔ปฏิบัติสมควร หมายถึง นำธรรมมาปฏิบัติไดถูกตองเหมาะสมกับกาลเวลา สถานที่ และเหตุการณ Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

19


¨ÑµµÒÃÔ »ØÃÔÊÐÂØ¤Ò¹Ô Íѯ°Ð »ØÃÔÊлؤ¤ÐÅÒ,

คูแหงบุรุษ ๔ คู นับเรียงตัวบุรุษได ๘ บุรุษ๑ ;

àÍÊÐ ÀФÐÇÐâµ ÊÒÇСÐÊѧâ¦,

นั่นแหละ สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา ; ÍÒËØà¹ÂâÂ,5 เปนสงฆควรแกสักการะที่เขานํามาบูชา ; »ÒËØà¹ÂâÂ,6 เปนสงฆควรแกสักการะที่เขาจัดไวตอนรับ ; ·Ñ¡¢Ôà³ÂâÂ,7 เปนผูควรรับทักษิณาทาน๒ ; ÍÑÞªÐÅÔ¡ÐÃгÕâÂ,8 เปนผูที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี๓ ;

ÍйصµÐÃѧ »ØÞÞѡࢵµÑ§ âÅ¡ÑÊÊÒµÔ.9

เปนเนื้อนาบุญของโลก๔ ไมมีนาบุญอื่นยิ่งกวา. ÍÒËØà¹Ââ »ÒËØà¹Ââ ·Ñ¡¢Ôà³Ââ ¤ÓÇ‹Ò à¹Ââ ãˌ͋ҹÍÍ¡àÊÕÂ§Ç‹Ò ä¹-â ¹ÐâÂÁ

ต่อหน้า ๒๒

ÍµÚµÒ ËàÇ ªÔµí àÊÂÚâÂ Í‹Ò¹Ç‹Ò ÍѵµÒ ËÐàÇ ªÔµÑ§ äÊâ á»ÅÇ‹Ò ª¹Ðµ¹¹Ñè¹áÅ»ÃÐàÊÃÔ°

๑๘ บุรุษ ไดแก พระอริยบุคคล ๘ คือ พระโสดาปตติมรรค พระโสดาปตติผล, พระสกทาคามิมรรค พระสกทาคามิผล, พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล, พระอรหัตมรรค, พระอรหัตผล ๒ทักษิณาทาน มาจากคำวา ทักษิณา (ของที่ใหถึงความสุข) + ทาน (การให) หมายถึง ของที่เขานํามาทำบุญอุทิศ ใหแกญาติผูลวงลับไปแลว เพื่อใหเขามีความสุข หลุดพนจากความทุกข ๓อัญชลี หมายถึง การประนมมือไหว เปนการแสดงความเคารพอยางหนึ่ง ๔เนื้อนาบุญของโลก หมายความวา ทานที่ถวายแกพระสงฆยอมมีอานิสงสมากกวาการใหแกผูอื่น เปรียบเสมือน นาดี เมื่อหวานกลาแลวยอมใหผลผลิตมาก ฉะนั้น

20

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


à·ÇâÅ¡

Á¹ØÉÂâÅ¡ ͺÒÂÀÙÁÔ

ø. º·¾ÃФҶÒÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡ อธิบายประกอบยอดพระกัณฑฯ ขอที่ ๑

พุทธคุณ ๙

พระพุทธเจาถือเปนหนึ่งในพระรัตนตรัย ๓ ประการ ที่พุทธบริษัทควรให การเคารพกราบไหวบูชาในฐานะเปนผูทรงคุณอันยิ่งใหญ เปนโลกนาถ คือที่ พึ่งพิงอาศัยของสัตวโลก พระบารมีของพระองคทรงแผไปทั่วทั้งโลก ๓ คือ มนุษยโลก เทวโลก และอบายภูมิ ยังสรรพสัตวทั้งหลายใหคลายทุกข มีสุขเกษมศานต แมเพียงเพราะผูนั้นไดนอมจิตระลึกถึงพระองคและดำรงตั้งมั่นอยูในคำสอน พระพุทธคุณของพระพุทธองคมีมากมายมหาศาล แตเมื่อกลาวโดยยอมี ๙ ประการดวยกัน จะกลาวถึงเฉพาะ ๕ ประการแรกกอน คือ ๑. อะระหัง ทรงเปนพระอรหันต คือเปนผูหางไกลจากกิเลส ๒. สัมมาสัมพุทโธ ทรงเปนผูตรัสรูชอบดวยพระองคเองไมมีผูใดสอนสั่ง ๓. วิชชาจะระณะสัมปนโน ทรงเปนผูถึงพรอมดวย วิชชา คือความรูแจง ทุกสรรพสิ่ง และจรณะ คือความประพฤติที่ดีงาม ๔. สุคะโต ทรงเปนผูเสด็จไปดีแลว คือเปนผูพนแลวจากทุกขในวัฏสงสาร ไมกลับมาเวียนวายตายเกิดอีก ๕. โลกะวิทู ทรงเปนผูรูแจงโลก คือรูแจงสันดานของสรรพสัตวในโลก


ñ. ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÍÐÃÐËѧ ÇеÐ๑ âÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูไกลจากกิเลสแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÊÑÁÁÒÊÑÁ¾Ø·â¸ ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูตรัสรูเองโดยชอบแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÇÔªªÒ¨ÐÃгÐÊÑÁ»˜¹â¹ ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÊؤÐâµ ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูเสด็จไปดีแลวแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ âÅ¡ÐÇÔ·Ù ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูรูแจงโลกแล

ÍÐÃÐËѹµÑ§ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูเปนพระอรหันต วาเปนสรณะ๒

ÍÐÃÐËѹµÑ§ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูเปนพระอรหันต ดวยเศียรเกลา

ÊÑÁÁÒÊÑÁ¾Ø·¸Ñ§ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูตรัสรูเองโดยชอบ วาเปนสรณะ

ÊÑÁÁÒÊÑÁ¾Ø·¸Ñ§ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูตรัสรูเองโดยชอบ ดวยเศียรเกลา

๑บางฉบับเปน วัจจะ ที่ถูกตองตามภาษาบาลีเปน วะตะ แปลวา แล, หนอ ๒สรณะ แปลวา ที่พึ่งกำจัดภัย

22

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


ÇÔªªÒ¨ÐÃгÐÊÑÁ»˜¹¹Ñ§ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ วาเปนสรณะ

ÇÔªªÒ¨ÐÃгÐÊÑÁ»˜¹¹Ñ§ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ ดวยเศียรเกลา

Êؤеѧ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูเสด็จไปดีแลว วาเปนสรณะ

Êؤеѧ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูเสด็จไปดีแลว ดวยเศียรเกลา

âÅ¡ÐÇԷا๑ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูรูแจงโลก วาเปนสรณะ

âÅ¡ÐÇԷا๑ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ.

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูรูแจงโลก ดวยเศียรเกลา.

๑บางฉบับเปน โลกะวิทัง ที่ถูกตองตามภาษาบาลีเปน โลกะวิทุง เพราะมาจากศัพทเดิมวา โลกะวิทู แปลวา ผูรู แจงโลก แยกศัพทเปน โลก (โลก) + วิทู (ผูรู)

ต่อหน้า ๒๕

Ѝ¨Ð¹¹Ò·‹Á¤،ҴÊØÁ¤ØŒËŒã ¹ÕéÁŋઌã´Ã» Å˹ÒÍ‹¹¡Ñ§º‹ á >- ÇâÅŒá¹Ò Í‹

˹ѧÊ×ÍàÅ‹Á¹Õé㪌àÇÅÒ㹡ÒÃÊÌҧÊÃäÃÇÁ ñò à´×͹ (ÁÔ.Â. õñ - ¾.¤. õò) ¢Í¢Íº¾ÃФس ¢Íº¤Ø³ ¼ÙŒ¨Ø´»ÃСÒ¤ÇÒÁ¤Ô´ ·ÕÁ§Ò¹¡Í§ºÃóҸԡÒà ·Õ誋ǵÃǨÊͺ¡ÅÑ蹡Ãͧà¹×éÍËÒ ·ÕÁ§Ò¹ÈÔÅ»¡ÃÃÁ ·Õ誋ÇÂàÊÃÔÁÈÔŻРÀÒ¾»ÃСͺ ¨Ñ´ÇÃäµÍ¹ ÒÍ‹ ÞÒÞ§ÊǧÒÁ »˜¹½¡ƒ½ÃÇÁ¶Ö¹§ËÍ͡Ẻ»¡ ·ÕÁ§Ò¹½†Ò¼ÅÔµ ·ÕèàÍÒã¨ãÊ‹¨Ñ´¾ÔÁ¾ ࢌÒàÅ‹Á ´ŒÇ ºÕ¾ÊÔԶѹ´·Ø¤Ô¡§¢ÑÍé¹ÁµÍ¹ §ÊÔè¾Ã¤ÇÒÁÅÐàÍÕ Ãʹ·ÑÒ·‹Âà´»ÃÐ³Õ µ ¾Ô ¶ ³¼ÙŒÍ‹Ò¹·Ø¡·‹Ò¹·Õ誋ÇÂÍ‹Ò¹ áÊ´§¤ÇÒÁ ÊÁ´Ð¢Íº¤Ø à Œ Ù Ã º µ ÍúÊÔ¹ÒÍ‹ Ô ¨ ¹ Ñ Ç Ó ¨ µÇÔªÕ¹âÁ·¹ÒÊÒ¸Ø ¹Âç¤Ô´ààË纹 ªÕéá¹Ð㹨شº¡¾Ã‹ÐÍ绢ÍÍ¹Ø ã ªŒ

ã µ¡ÂØÐûÃÒ¡Ò¹ §Ê ¢ÊØ ¡Ø¹Ê¡¨Ñ µ Ç Ô Õ ª ´¤ÔÇÂÅÕ©à ªŒã´ ²¾Ñ ¤¡·ØËŒãÒ¹¶ÃÒû ÒÅ© ¹ÊÒȸ

ÁÒǤÁÕÇÃѤºÍÃ

Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

·¾Ø;×èàþÕà § ªÕà§ÂÅÕèྏÁ¾Ô¡ ¹ÑÓ

Ê

23


อธิบายประกอบยอดพระกัณฑฯ ขอที่ ๒

พุทธคุณ ๙

ในขอนี้ ไดกลาวถึงพระพุทธคุณอีก ๔ ประการ (๕ ประการแรกอธิบายแลวในหนา ๒๑) ซึ่งจะไดอธิบายเปนลำดับ ดังนี้ อะนุตตะโร๑ ทรงเปนผูยอดเยี่ยม คือ หาผูที่เสมอและ ยิ่งกวาพระองค ดวยศีล สมาธิ ปญญา วิมุตติ๒ วิมุตติญาณทัสสนะ๓ ไมมี ปุริสะทัมมะสาระถิ ทรงเปนผูฉลาดในการฝก คือทรงมี อุบายในการสั่งสอนสัตวที่มีความแตกตางกันทางอุปนิสัยใหสามารถ บรรลุธรรมไดเชนเดียวกัน สัตถา เทวะมะนุสสานัง ทรงเปนครูของเทวดาและมนุษย คือทรงมี คุณสมบัติของความเปนครูอยางบริบูรณ ประทานความรูที่ประเสริฐ ที่ไมวา มนุษยหรือเทวดาก็ควรนอมรับนำไปปฏิบัติ และไดรับผลเปนความสุขเสมอกัน พุทโธ ทรงเปนผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน ที่ชื่อวาเปนผูรู เพราะทรงเปน ผูรูแจงในธรรมที่เปนเหตุใหพนทุกข คืออริยสัจ ๔ ที่ชื่อวาเปนผูตื่น เพราะทรง ตื่นจากการครอบงำของกิเลส ที่ชื่อวาเปนผูเบิกบาน เพราะมีพระทัยที่เบิกบาน จากภาวะที่จิตหลุดพนแลวจากกิเลส ภะคะวา ทรงเปนผูจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว คือทรงเปนผูเลือกสรร ธรรมสั่งสอนใหเหมาะกับอุปนิสัยของสัตว ไมวาผูฟงจะมีอุปนิสัยแตกตางกัน อยางไรก็ตาม ดังนั้น ทุกครั้งที่ทรงแสดงธรรมผูฟงจึงไดรับประโยชนสูงสุดเสมอ ๑ ในพระไตรปฎกจะรวมพุทธคุณขอ อะนุตตะโร กับ ปุริสะทัมมะสาระถิ เปนขอเดียวกัน แปลวา เปนผูฝก บุรุษที่สมควรฝกได อยางไมมีใครยิ่งกวา มีเพียงบางแหงเทานั้นที่แยกเปนคนละขอ ๒ อานวา วิ-มุด แปลวา ความหลุดพน คือความที่จิตหลุดพนจากกิเลส ๓ อานวา วิ-มุด-ติ-ยา-นะ-ทัด-สะ-นะ แปลวา ญาณหยั่งรูวาจิตหลุดพนจากกิเลสแลว

24

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


ò. ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÍйصµÐâà ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูยอดเยี่ยมไมมีใครยิ่งกวาแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ »ØÃÔÊзÑÁÁÐÊÒÃÐ¶Ô ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนนายสารถีผูฝกบุรุษแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ Êѵ¶Ò à·ÇÐÁйØÊÊҹѧ ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนครูของเหลาเทวดาและมนุษยแล

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ¾Ø·â¸ ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูรู ผูตื่น ผูเบิกบานแล

(ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÀФÐÇÒ ÇеРâÊ ÀФÐÇÒ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น เปนผูจำแนกธรรมสั่งสอนสัตวแล๑)

ÍйصµÐÃѧ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูยอดเยี่ยมไมมีใครยิ่งกวา วาเปนสรณะ

ÍйصµÐÃѧ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูยอดเยี่ยมไมมีใครยิ่งกวา ดวยเศียรเกลา

๑วรรคนี้เพิ่มมาเพื่อใหพระพุทธคุณครบจำนวนตามที่ปรากฏในพระไตรปฎก

Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

25


»ØÃÔÊзÑÁÁÐÊÒÃжԧ๑ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูเปนนายสารถีผูฝกบุรุษ วาเปนสรณะ

»ØÃÔÊзÑÁÁÐÊÒÃжԧ๑ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูเปนนายสารถีผูฝกบุรุษ ดวยเศียรเกลา

Êѵ¶ÒÃѧ๒ à·ÇÐÁйØÊÊҹѧ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูเปนครูของเหลาเทวดาและมนุษย วาเปนสรณะ

Êѵ¶ÒÃѧ๒ à·ÇÐÁйØÊÊҹѧ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูเปนครูของเหลาเทวดาและมนุษย ดวยเศียรเกลา

¾Ø·¸Ñ§ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน วาเปนสรณะ

¾Ø·¸Ñ§ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน ดวยเศียรเกลา

(ÀФÐÇѹµÑ§ ÊÐÃгѧ ¤Ñ¨©ÒÁÔ

ขาพเจาขอถึงพระองคผูจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว วาเปนสรณะ

ÀФÐÇѹµÑ§ ÊÔÃÐÊÒ ¹ÐÁÒÁÔ

ขาพเจาขอนอบนอมพระองคผูจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว ดวยเศียรเกลา๓)

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ.

พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น กอปรดวยเหตุดังวามานี้แล.

ต่อหน้า ๒๘

๑บางฉบับเปน ปุริสะทัมมะสาระถิ ที่ถูกเปน ปุริสะทัมมะสาระถิง เพราะในที่นี้ใชเปนตัวกรรม (คือประกอบดวย ทุติยาวิภัตติตามหลักภาษาบาลี) ๒บางฉบับเปน สัตถา ที่ถูกเปน สัตถารัง เพราะในที่นี้ใชเปนตัวกรรม ๓ขอความในวงเล็บเพิ่มมาเพื่อใหพระพุทธคุณครบจำนวนตามที่ปรากฏในพระไตรปฎก

26

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


อธิบายประกอบยอดพระกัณฑฯ ขอที่ ๓

ขันธ ๕ สรางบารมี

สรรพสัตวทั้งหลายที่มีชีวิตอยูในโลกนี้ ตางประกอบดวยขันธ ๕ คือ รูป = รางกาย เวทนา = ความรูสึกชอบ ชัง หรือเฉย ๆ สัญญา = ความจำได หมายรูในสิ่งตาง ๆ สังขาร = ความคิดปรุงแตง เชน ตาเห็นรูปก็คิดปรุงแตงวา สวย ไมสวย เปนตน วิญญาณ = ความรับรูอารมณที่ผานเขามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขันธทั้ง ๕ นี้ เปนอนิจจัง คือ ไมเที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู และดับไป เปนธรรมดา ชีวิตทุกชีวิตไมวาจะเปนมนุษย สัตว เทพ หรือแมแตพระพุทธเจา ไมมีใครหลีกหนีความเปนอนิจจังไปได แตสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจามีแตกตางจาก สรรพสัตวทั้งหลาย คือ พระองคทรงเปยมลนดวยพระบารมีที่สั่งสมมาอยาง ยาวนานสิ้น ๔ อสงไขยกับอีก ๑ แสนกัป บทสวดนี้ทำใหเราไดรูวา ตัวตนของเรานี้มิไดมีสวนใดที่แตกตางจาก พระพุทธเจาเลย พระองคทรงเปนมนุษย แมตัวเราก็เปนมนุษย เราเกิดแกเจ็บ ตาย พระองคก็ทรงผานการเกิดแกเจ็บตายมาแลวนับไมถวนเชนกัน แตพระองค ทรงเปนพุทธะที่ยิ่งดวยบารมีได ก็เพราะไมทรงประมาทในการทำความดีในแตละ ภพชาติที่เกิด เมื่อไดตระหนักถึงขอนี้แลว ก็พึงยึดพระพุทธองคเปนแบบอยางใน การใชชีวิตเถิด หมั่นสรางความดีเอาไวกอกุศลใหมากยิ่งขึ้น แลวจะไดพบสุขอัน เปนที่สุดอยางพระพุทธเจา Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

27


ó.

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÃٻТѹ⸠ÍйԨ¨ÐÅÑ¡¢Ð³Ð»ÒÃÐÁÔ ¨Ð ÊÑÁ»˜¹â¹, แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น แมจะมีรูปขันธ เปนอนิจจลักษณะ คือไมเที่ยงแท แตทรงเพียบพรอมดวยพระบารมี

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ àǷйҢѹ⸠ÍйԨ¨ÐÅÑ¡¢Ð³Ð»ÒÃÐÁÔ ¨Ð ÊÑÁ»˜¹â¹,

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น แมจะมีเวทนาขันธ เปนอนิจจลักษณะ คือไมเที่ยงแท แตทรงเพียบพรอมดวยพระบารมี

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÊÑÞÞҢѹ⸠ÍйԨ¨ÐÅÑ¡¢Ð³Ð»ÒÃÐÁÔ ¨Ð ÊÑÁ»˜¹â¹,

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น แมจะมีสัญญาขันธ เปนอนิจจลักษณะ คือไมเที่ยงแท แตทรงเพียบพรอมดวยพระบารมี

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ Êѧ¢ÒÃТѹ⸠ÍйԨ¨ÐÅÑ¡¢Ð³Ð»ÒÃÐÁÔ ¨Ð ÊÑÁ»˜¹â¹,

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น แมจะมีสังขารขันธ เปนอนิจจลักษณะ คือไมเที่ยงแท แตทรงเพียบพรอมดวยพระบารมี

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÇÔÞÞҳТѹ⸠ÍйԨ¨ÐÅÑ¡¢Ð³Ð»ÒÃÐÁÔ ¨Ð ÊÑÁ»˜¹â¹. แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น แมจะมีวิญญาณขันธ เปนอนิจจลักษณะ คือไมเที่ยงแท แตทรงเพียบพรอมดวยพระบารมี. ต่อ หน้า ๓๐ ˹ѧÊ×Í ñ àÅ‹Á ẋ§¡Ñ¹Í‹Ò¹ ñ𠤹 ÁÕÊØ¢ ñ𠤹 ˹ѧÊ×Í ñðð àÅ‹Á ẋ§¡Ñ¹Í‹Ò¹ ñ,ðð𠤹 ÁÕÊØ¢ ñ,ðð𠤹 ˹ѧÊ×Í ñðð,ððð àÅ‹Á ẋ§¡Ñ¹Í‹Ò¹ ñ,ððð,ðð𠤹 ÁÕÊØ¢ ñ,ððð,ðð𠤹 ËÇÁ¡Ñ¹á¨¡Ë¹Ñ§Ê×ÍàÅ‹Á¹ÕéãËŒÁÒ¡àÅ‹Á à¾×èÍÊÌҧÊØ¢ãËŒ¤Ãº ñð Ōҹ¤¹


¸ÒµØ¹éÓ

¸ÒµØ´Ô¹

¸ÒµØÅÁ

¸ÒµØä¿

¸ÒµØÍÒ¡ÒÈ

อธิบายประกอบยอดพระกัณฑฯ ขอที่ ๔

¸ÒµØÃÙŒ

ความรูแจงในธาตุ ๖๑

สรรพสิ่งในโลกนี้ พระพุทธเจาตรัสวา เปนอนัตตา ไมมีตัวตนที่แทจริง สรรพสิ่งที่เราเห็นกันเปนรูปรางนี้ ลวนเกิดจากอณูเล็ก ๆ รวมตัวกัน เชน ภูเขา เกิดจากฝุนละอองเล็ก ๆ ตนไมเกิดจากเยื่อเล็ก ๆ รวมกันที่สุดแมรางกายของเรา ก็เกิดจากเซลลเล็ก ๆ เปนลาน ๆ เซลลเกาะกุมกัน อณูเล็ก ๆ หรือเซลลเหลานี้ พระพุทธเจาเรียกวา ธาตุ ซึ่งมีความหมาย วา สิ่งที่เปนตนเดิมไมสามารถแยกยอยไดอีก ความที่สิ่งตาง ๆ เกิดมีขึ้นเพราะ ธาตุประชุมกันนี้ เปนความเรนลับของธรรมชาติที่พระพุทธเจาทรงรูแจงดวยกำลัง แหงสมาธิญาณ และความจริงอันเดียวกันนี้นักวิทยาศาสตรเพิ่งคนพบหลังจากที่ พระพุทธเจาปรินิพพานไปแลวราว ๒,๐๐๐ กวาป โดยเรียกวา อะตอม ธาตุ ที่พระพุทธเจาทรงคนพบนั้น มี ๖ ชนิดดวยกัน คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เตโชธาตุ ธาตุไฟ วาโยธาตุ ธาตุลม อากาศธาตุ ธาตุอากาศ วิญญาณธาตุ ธาตุรู (ดวงจิต) สรรพสิ่งที่ไมมีชีวิต บางอยางเกิดจากธาตุเดียว บางอยางเกิดจากหลาย ธาตุผสมกัน สวนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดจากธาตุทั้ง ๖ ประสมกัน ๑ดูเรื่องธาตุ ๖ เพิ่มเติมไดในหนังสือเรียนนักธรรม ชั้นตรี ฉบับมาตรฐาน บูรณาการชีวิต วิชา ธรรมวิภาค หนา ๑๗๑ : สำนักพิมพเลี่ยงเชียง ; ๒๕๔๙. Êӹѡ¾ÔÁ¾àÅÕè§àªÕ§ à¾ÕÂÃà¾×è;ط¸ÈÒʹ

29


ô. ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ »Ð°ÐÇÕ¸ÒµØ ÊÐÁÒ¸ÔÞÒ³ÐÊÑÁ»˜¹â¹ แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวย สมาธิญาณ คือความรูแจงอันเกิดจากสมาธิ ในธาตุดิน

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÍÒâ»¸ÒµØ ÊÐÁÒ¸ÔÞÒ³ÐÊÑÁ»˜¹â¹

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวย สมาธิญาณ คือความรูแจงอันเกิดจากสมาธิ ในธาตุน้ำ

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ àµâª¸ÒµØ ÊÐÁÒ¸ÔÞÒ³ÐÊÑÁ»˜¹â¹

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวย สมาธิญาณ คือความรูแจงอันเกิดจากสมาธิ ในธาตุไฟ

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÇÒâÂ¸ÒµØ ÊÐÁÒ¸ÔÞÒ³ÐÊÑÁ»˜¹â¹

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวย สมาธิญาณ คือความรูแจงอันเกิดจากสมาธิ ในธาตุลม

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÍÒ¡ÒÊÐ¸ÒµØ ÊÐÁÒ¸ÔÞÒ³ÐÊÑÁ»˜¹â¹

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวย สมาธิญาณ คือความรูแจงอันเกิดจากสมาธิ ในธาตุอากาศ

ÍÔµÔ» âÊ ÀФÐÇÒ ÇÔÞÞÒ³Ð¸ÒµØ ÊÐÁÒ¸ÔÞÒ³ÐÊÑÁ»˜¹â¹.

แมเพราะเหตุนี้ พระผูมีพระภาคเจาพระองคนั้น ทรงถึงพรอมดวย สมาธิญาณ คือความรูแจงอันเกิดจากสมาธิ ในธาตุรู. Á¹Øɏà¡Ô´¨Ò¡¸ÒµØ·Ñé§ ö »ÃСͺ¡Ñ¹ àÁ×èͶ֧¤ÃÒǵÒ ¸ÒµØ·Ñé§ ö ¡çá¡ÊÅÒ¨ҡ¡Ñ¹ ´Ñ§¤ÓÇ‹Ò “à¡Ô´¨Ò¡¸ÃÃÁªÒµÔ ¤×¹ÊÙ‹¸ÃÃÁªÒµÔ” ¹Ñè¹àͧ ´Ô¹

30

¹éÓ

ÅÁ

ä¿

ต่อหน้า ๓๒

ÃÙŒ

ÍÒ¡ÒÈ

¾Ø·¸Ä·¸Ôì ÂÍ´¾ÃСѳ±äµÃ»®¡


พุทธฤทธิ์ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก