Page 1

ผลงานการปฏิบัตทิ ่เี ป็นเลิศด้านวิชาการ Best Practice

โดย นาง ณภาภัช ภุมภารินทร์ ตาแหน่งครู วิทยฐานะ ชานาญการพิเศษ

โรงเรียนวัดท่าน้าตื้น สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


ผลงานการปฏิบัตทิ ่เี ป็นเลิศด้านวิชาการ (Best Practice ) 1.

ชื่อผลงาน BP การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาโดยใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องการ

ท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ในชุมชนสาหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าน้าตืน้ จังหวัดกาญจนบุรี ด้าน วิชาการ 2.

ข้อมูลทั่วไปของผู้พัฒนา BP 2.1 ชื่อผูพ้ ัฒนา BP นาง ณภาภัช ภุมภารินทร์ 2.2 โรงเรียน วัดท่าน้าตืน้ จังหวัดกาญจนบุรี ศูนย์เครือข่ายพัฒนาการศึกษาหนองบัว- แก่งเสีย้ น 2.3 โทรศัพท์ 08-9532-5280

3.

เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ของการพัฒนา BP 3.1 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน 3.2 เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีเจตคติท่ดี ีต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา 3.3 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ในกลุ่ม

สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาให้มีผลสัมฤทธิ์พัฒนาสูงขึน้ และดาเนินชีวิตสอดคล้องกับแนว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักพอประมาณ

หลักมีเหตุผล

หลักสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

๑. วิเคราะห์ผู้เรียนตามลาดับ ๒. เนือ้ หาและกิจกรรม เหมาะสมกับผู้เรียน ๓. เลือกใช้สื่อ/การวัดผล ประเมินผล/เวลา ให้ เหมาะสมกับผู้เรียน

๑. เข้าใจความแตกต่างระหว่าง บุคคล ๒. ศักยภาพในการเรียนที่ ต่างกัน ๓. ส่งเสริมการทางานเป็นกลุม่ และเดี่ยว ๔. ส่งเสริมภูมปิ ัญญาท้องถิ่น/ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม/ วัฒนธรรม

๑. มีความรูใ้ นการเรียนการสอน ๒. ปลูกฝังให้นักเรียนแต่ละคน สามารถนาความรู้ไปสร้าง ภูมิคุ้มกันให้ตนเองในด้านการ รู้จักและเข้าใจตนเอง การ แสวงหาและใช้ขอ้ มูล สารสนเทศ การตัดสินใจและ การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล สามารถปรับตัวและ ดารงชีวิตในสังคมได้อย่างมี ความสุข คุณธรรม

ความรู้

มีความรูเ้ กี่ยวกับชุดการเรียนรู้เรื่องการท่องเที่ย ว ครูมคี วามพร้อมเตรียมการสอน ใฝ่เรียนรู้เพื่อพัฒนา ทัศน -ศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ในชุมชน

ตนเอง รักเมตตาต่อศิษย์ รอบคอบ และ ประหยัด

ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖

และนักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นาไปสู่

เศรษฐกิจ เป็นแบบอย่างที่ดีในการ ดาเนินชีวิต สอนให้ นักเรียนรู้จักใช้สิ่งของ อย่างรู้คุณค่า

สังคม เป็นแบบอย่างที่ดีในการ

สิ่งแวดล้อม ร่วมดูแลและเผยแผ่

วัฒนธรรม ร่วมอนุรักษ์และเผยแผ่

อยู่ร่วมกันในสังคม สร้าง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้อยู่ วัฒนธรรมที่ดใี นสังคม สังคมให้เป็นสังคมที่น่าอยู่

กับสังคมไทยสืบไป


4.

ระยะเวลาในการพัฒนา BP ปีการศึกษา 2555- ปีการศึกษา 2556

5.

ความเชื่อมโยง/สัมพันธ์ระหว่าง BP กับเป้าหมาย จุดเน้นของ สพป . สพฐ . สถานศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานมาตรฐานที่

4 ผูเ้ รียนมี

ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์รวมทั้งพัฒนานักเรียนด้านความรู้ทักษะกระบวนการ และเจต คติเพิ่มศักยภาพทางการเรียนอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องการท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ในชุมชนเป็นการส่งเสริมช่วยพัฒนาให้ ผูเ้ รียนมีความสามารถรู้จักคิดวิเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ และสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง และนาไปเป็นข้อมูลในการเรียนรู้สิ่งใหม่ต่อไป เป็นไปตามจุดเน้นของผู้เรียนมีทักษะการคิด มีทักษะชีวิต มีคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ มุง่ มั่นในการทางาน รักการทางานและมีจติ สาธารณะ 6.

แนวคิด หลักการ ทฤษฎีที่นามาใช้ในการพัฒนา BP ความเป็นมา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวดที่ 4 ว่าด้วยแนวทางการ

จัดการศึกษา มาตราที่ 22 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักผูเ้ รียน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ถือว่าผูเ้ รียนสาคัญที่สุด กระบวนการในการ จัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผเู้ รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพเน้นการ เรียนรู้ด้วยตนเองโดยให้ผเู้ รียนได้ฝึกทักษะกระบวนการคิดและฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น สอดคล้องกับความสนใจในความถนัดและความแตกต่างระหว่างบุคคลของ ผูเ้ รียน ให้ผเู้ รียนได้เรียนจากประสบการณ์จริงแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (กรมวิชาการ 2543 : 2) ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการสอนจึงควรให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมและได้ปฏิบัติ


จริงด้วยตนเอง โดยให้ผเู้ รียนได้เรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัวของผู้เรียน คือ ชุมชนและท้องถิ่นให้ มากที่สุด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียน เพราะกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ให้ความรู้แก่ผู้เรียนในเนือ้ หาสาระ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จริยธรรม สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ประชากรศึกษา และสิ่งแวดล้อม และมุ่งให้ผเู้ รียน สามารถแสวงหาความรู้โดยการอ่าน การฟัง การสังเกต และมีความสามารถในการ สื่อสารโดยการพูด การเขียน และการนาเสนอ ความสามารถในการตีความ การสร้าง แผนภูมิ แผนที่ และการจดบันทึก ดังนั้น ผูจ้ ัดทาจึงได้ดาเนินการจัดทาชุดการเรียนรู้ เรื่องการท่องเที่ยวทัศนศึกษา เชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ในชุมชน สาหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นเพื่อให้นักเรียน ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมของชุมชนในท้องถิ่นจากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ ในชุมชน ของตนเอง ทาให้รักและภูมิใจในท้องถิ่น และยังเป็นการปลูกจิตสานึกในการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย

และได้จัดทาคูม่ ือการใช้ชุดการเรียนรู้

เรื่องการท่องเที่ยว

ทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ในชุมชน สาหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่

6

เพื่อสะดวกในการนาชุดการเรียนรู้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ นักเรียน โดยยึดหลักแนวคิด ทฤษฎี ดังนี้ ความหมายของชุดการเรียนรู้ เพลินพิศ ชุนนะวรรณ์ (2538 : 19) ให้ความหมายของชุดการเรียนรู้ว่า หมายถึง สื่อการเรียนชนิดหนึ่งซึ่งมีกระบวนการเบ็ดเสร็จในตัว ทั้งเนือ้ หา กิจกรรม และภาพประกอบ วิธกี ารเรียน ทาให้ผเู้ รียนเกิดความความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งและเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมตามจุดประสงค์ของการเรียน ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ (2538 , อ้างถึงใน พิเศษ ภัทรพงษ์ 2540 : 16) ให้ความหมายของชุดการเรียนรู้ สอดคล้องกันว่า ชุดการเรียนรู้


หมายถึง การรวบรวมสื่อการเรียนสาเร็จรูปให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จากชุด การเรียนรู้ด้วยความสะดวกเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องประกอบด้วยสื่อต่างๆ

ทาให้ผเู้ รียนเข้าใจบทเรียน

ชุดการเรียนรู้

เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยน

พฤติกรรมการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทของชุดการเรียนรู้ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 94-95) แบ่งชุดการเรียนรู้ไว้ 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดการเรียนรู้ประกอบคาบรรยาย เป็นชุดการเรียนรู้สาหรับใช้สอนผูเ้ รียน เป็นกลุ่มใหญ่หรือเป็นการสอนที่ต้องการปูพนื้ ฐานให้ผเู้ รียนรู้ส่วนใหญ่รู้และเข้าใจในเวลา เดียวกัน มุ่งในการขยายเนือ้ หาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดการเรียนรู้แบบนีจ้ ะช่วยให้ผสู้ อนลด ให้น้อยลงและใช้สื่อการสอนที่มีอยู่พร้อมในชุดการเรียนรู้ในการเสนอเนือ้ หามากขึ้น สื่อที่ใช้ อาจได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง หรือกิจกรรม ที่กาหนดไว้เป็นต้น 2. ชุดการเรียนรู้แบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการเรียนรู้สาหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกัน เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 5 - 7 คน โดยใช้สื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดการเรียนรู้แต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนือ้ หาวิชาที่เรียนและให้ผเู้ รียนมีโอกาสทางานร่วมกัน

ชุดการเรียนรู้

ชนิดนีม้ ักจะใช้ในการเรียนแบบกิจกรรมกลุ่ม เช่น แบบศูนย์การเรียน การเรียนแบบกลุ่ม สัมพันธ์ เป็นต้น 3. ชุดการเรียนรู้แบบรายบุคคลหรือชุดการเรียนรู้ตามเอกัตภาพ เป็นชุดการเรียนรู้ สาหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล

คือ

ผูเ้ รียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตาม

ความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้ ส่วนมาก จะมุ่งให้ผเู้ รียนได้ทาความเข้าใจในเนือ้ หาที่เรียนเพิ่มเติม ชุดการเรียนรู้ชนิดนีอ้ าจจะจัดใน ลักษณะของหน่วยการเรียนย่อย หรือโมดูลก็ได้


ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2541:114) ได้จาแนกชุดการเรียนรู้และแนวคิดในการผลิต ชุดการเรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้คือ 1. ชุดการเรียนประกอบการบรรยาย เป็นชุดการเรียนรู้ที่มุ่งขยายเนือ้ หาสาระการ สอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น โดยกาหนดกิจกรรมและสื่อการสอนให้ครูใช้ประกอบการ บรรยายบางครั้งเรียกว่า “ชุดการเรียนการสอนสาหรับครู” ชุดการเรียนรู้นจี้ ะมีเนือ้ หาวิชา เพียงหน่วยเดียวและใช้กับผูเ้ รียนทั้งชัน้ โดยแบ่งหัวข้อที่จะบรรยายและกิจกรรมไว้ ตามลาดับขั้น ทั้งนีเ้ พื่ออานวยความสะดวกแก่ครูผู้สอน และเพื่อเปลี่ยนบทบาทการพูด ของครูให้น้อยลงเป็นการเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนได้มีส่วนในการจัดกิจกรรมการเรียนมากยิ่งขึ้น ชุดการเรียนรู้ประกอบการบรรยายนีน้ ิยมใช้กับการฝึกอบรมและการสอนใน ระดับอุดมศึกษา สื่อการสอนที่ใช้อาจเป็น แผ่นคาสอน แผนภูมิ รูปภาพ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น สื่อการสอนชุดการเรียนรู้มักจะบรรจุในกล่องที่มี ขนาดเหมาะสม แต่ถ้าเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาแพง หรือขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่เกินไป ตลอดจนเสียหายง่ายหรือเป็นสิ่งที่มีชีวิตก็จะไม่บรรจุในกล่องแต่จะกาหนดไว้ในคูม่ ือครูเพื่อ จัดเตรียมการสอน 2. ชุดการเรียนรู้สาหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นชุดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นที่ตัว ผูเ้ รียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผูบ้ รรยายมาเป็นผู้แนะนา ช่วยเหลือผู้เรียน ชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมกลุ่มอาจจัดเรียนในห้องเรียนแบบศูนย์การ เรียน ชุดการเรียนรู้แต่ละชุดจะประกอบด้วยชุดการเรียนรู้ย่อยที่มีจานวนเท่ากับจานวน ศูนย์ที่แบ่งไว้ในแต่ละหน่วย ในแต่ละศูนย์มีชื่อหรือบทเรียนครบชุดตามจานวนในศูนย์ กิจกรรมนั้น ๆ ซึ่งจัดไว้ในรูปสื่อประสมอาจใช้เป็นสื่อรายบุคคลหรือทั้งกลุ่มใช้ร่วมกันก็ได้ ในขณะทากิจกรรมการเรียนหากมีปัญหานักเรียนสามารถซักถามครูได้เสมอ เมื่อจบการ เรียนในแต่ละศูนย์แล้วผูเ้ รียนสนใจที่จะเรียนเสริมก็สามารถศึกษาได้จากศูนย์สารองที่ จัดเตรียมไว้โดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยผู้อ่นื


3. ชุดการเรียนรู้รายบุคคล เป็นชุดการเรียนรู้ที่จัดไว้ให้ผเู้ รียนเรียนด้วยตนเองตาม คาแนะนาที่ระบุไว้ แต่อาจมีการปรึกษากันระหว่างเรียนได้และเมื่อสงสัยไม่เข้าใจบทเรียน ตอนไหนสามารถไต่ถามครูได้ การเรียนจากชุดการเรียนรู้รายบุคคลนีน้ ิยมใช้หอ้ งเรียนที่มี ลักษณะพิเศษแบ่งเป็นสัดส่วนสาหรับผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งเรียกว่า

“ห้องเรียนรายบุคคล ”

ชุดการเรียนรู้รายบุคคลนีผ้ เู้ รียนอาจนาไปเรียนที่บ้านได้ด้วย โดยมีผู้ปกครองหรือบุคลากร คอยให้ความช่วยเหลือ ชุดการเรียนรู้รายบุคคลนีเ้ น้นหน่วยการสอนย่อย จึงนิยมเรียกว่า บทเรียนโมดูล (Instructional module) 4. ชุดการเรียนรู้ทางไกล เป็นชุดการเรียนรู้สาหรับผู้เรียนที่อยู่ต่างถิ่น ต่างเวลา มุ่งสอนให้ผเู้ รียนศึกษาด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าชัน้ เรียน ประกอบด้วย สื่อประเภท สิ่งพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสริมตาม ศูนย์บริการการศึกษา เช่น ชุดการเรียนการสอนทางไกลของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น องค์ประกอบของชุดการเรียนรู้ บุญเกื้อ ควรหาเวช ( 2543 : 95-96 ) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการ เรียนรู้ว่าสามารถจาแนกได้ 4 ส่วน คือ 1. คู่มือ เป็นคู่มือสาหรับผู้เรียน ภายในจะมีคาชี้แจงถึงวิธกี ารใช้ชุดการเรียนรู้ อย่างละเอียด อาจทาเล่มหรือแผ่นพับก็ได้ 2. บัตรคาสั่ง หรือคาแนะนา จะเป็นส่วนที่บอกให้ผู้เรียนดาเนินการเรียนหรือ ประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตามขั้นตอนที่กาหนดไว้ ประกอบด้วย 1.1 คาอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา 1.2 คาสั่งให้ผู้เรียนดาเนินกิจกรรม 1.3 การสรุปบทเรียน บัตรคาสั่งนี้มักนิยมใช้กระดาษแข็งตัดเป็นบัตร ขนาด 6 x 8 นิว้


3. เนือ้ หาสาระและสื่อ จะบรรจุไว้ในรูปของสื่อการสอนต่าง ๆ อาจจะประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรม สไลด์ แผ่นภาพ วัสดุกราฟฟิก ฯลฯ ผูเ้ รียนจะศึกษาสื่อการสอนต่างๆ ที่ บรรจุ อยู่ในชุดการเรียนรู้ตามบัตรคาสั่งที่กาหนดไว้ 4. แบบประเมินผลผูเ้ รียนจะทาการประเมินผลความรู้ของตนเองก่อนและหลังเรียน แบบประเมินผลอาจเป็นแบบฝึกให้เติมคาลงในช่องว่าง เลือกคาตอบ จับคู่ ดูผลจากการ ทดลองหรือทากิจกรรม เป็นต้น บุญชม ศรีสะอาด (2541:95-96 ) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของชุดการเรียนที่ สาคัญ 4 ด้าน ดังนี้

คู่มือการใช้ชุด

บัตรงาน

การเรียน

แบบทดสอบวัดผล

สื่อการ

ความก้าวหน้าของผู้เรียน

เรียน ต่าง ๆ

ภาพประกอบ 1 องค์ประกอบที่สาคัญของชุดการเรียน คูม่ ือการใช้ชุดการเรียน เป็นคู่มือที่จัดทาขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ชุดการเรียนศึกษาและปฏิบัติ ตามเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน สิ่งที่ครูต้อง เตรียม

ก่อนสอน บทบาทของผู้เรียน การจัดชัน้ เรียน (ในกรณีของชุดการเรียนที่มุ่งใช้

กับกลุ่มย่อย เช่น ในศูนย์การเรียน) บัตรงาน เป็นบัตรที่มีคาสั่งว่าจะให้ผเู้ รียนปฏิบัติอะไรบ้าง โดยระบุกิจกรรม ตามลาดับขั้นตอนของการเรียน


แบบทดสอบวัดความก้าวหน้าของผู้เรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้สาหรับตรวจสอบว่า หลังจากเรียนชุดการเรียนจบแล้ว ผูเ้ รียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ที่กาหนดไว้หรือไม่ สื่อการเรียนต่าง ๆ เป็นสื่อสาหรับผู้เรียนได้ศึกษา มีหลายชนิดประกอบกัน อาจ เป็นประเภทสิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เนือ้ หาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรมหรือ ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภูมิต่าง ๆ เทปบันทึกเสียง ฟิล์มสตริป สไลด์ ขนาด 2 × 2 นิว้ ของจริง เป็นต้น ประโยชน์ของชุดการเรียนรู้ ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นชุดที่เพิ่มความรู้ให้กับผูเ้ รียนซึ่งเรียนตามลาดับขั้นตอน ในคาแนะนาของแต่ละชุด ทาให้ผเู้ รียนได้รับประโยชน์ตรงตามความต้องการความสามารถ ของผู้เรียน ซึ่งมีนักการศึกษากล่าวไว้หลายท่านดังนี้ หทัยรัตน์ อันดี (2544 : บทคัดย่อ ) ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้เพื่อ ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สาหรับนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ชุดการเรียนรู้ที่สร้างขึน้ มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 และนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญา ท้องถิ่น

โดยก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่

ระดับ .05 โดยหลังการใช้ชุดการเรียนรู้มีคะแนนสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้ อัมพร เต็มดี (2545 : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุด การเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว ในชุมชน สาหรับนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ชุดการเรียนรู้ที่สร้างขึน้ มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 ซึ่งทาให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว โดยทั้งก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังการใช้ชุดการเรียนรู้มีคะแนนสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้ จิตตานันท์ สุขสวัสดิ์ ( 2546 : บทคัดย่อ ) ที่ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน ประเภทโบราณสถาน

-โบราณวัตถุ


สาหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6

ผลการวิจัยพบว่าเกิดประโยชน์ทาให้นักเรียนมี

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แหล่งการเรียนรู่ในชุมชน ประเภท โบราณสถาน – โบราณวัตถุก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังการใช้ชุดการเรียนรู้มีคะแนนสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้ นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อชุดการเรียนรู้ การท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งการ เรียนรู้ในชุมชน ประเภทโบราณสถาน – โบราณวัตถุ รู้สึกรักและภูมิใจในชุมชนของตนเอง มากขึ้น และนักเรียนมีสามารถทาชิ้นงาน ได้แก่ ปริศนาอักษรไขว้ แผ่นพับ ป้ายนิเทศ วาดภาพประกอบเขียนกลอน และหนังสือเล่มเล็กได้อยู่ในระดับดี การท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์ ความหมายของการท่องเทีย่ วทัศนศึกษา ความหมายของการท่องเที่ยวและทัศนศึกษา

มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้

หลายท่าน พอสรุปได้ดังนี้ สานักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

(2540 :1) ให้ความหมายของการ

ท่องเที่ยวว่า การท่องเที่ยว หมายถึง การเดินทางตามเงื่อนไขสากล 3 ประการ คือ 1) เป็นการเดินทางชั่วคราว 2) เป็นการเดินทางโดยสมัครใจ 3) ไม่เป็นการเดินทางเพื่อ ประกอบอาชีพ ส่วนวรรณา วงษ์วานิช (2541 : 17) ให้ความหมายของการท่องเที่ยว ว่า หมายถึง การที่คนเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ กิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น

และตลอดระยะเวลาเหล่านั้นได้มี

การไปเที่ยวชมสถานที่ที่สวยงามหรือทัศนียภาพแปลก ๆ

หรือ

เดินซื้อสิ่งของต่าง ๆ ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 521) ให้ความหมายของ ทัศนศึกษาไว้ว่า หมายถึง การท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาความรู้ การเรียนรู้ด้วยการดูการเห็น การศึกษานอกสถานที่


ประเภทของการของการท่องเที่ยว ทรัพยากรการท่องเที่ยว หมายถึง สถานที่ท่องเที่ยว

กิจกรรมวัฒนธรรม และ

ประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมท้องถิ่นที่มีลักษณะเด่นดึงดูดความสนใจของ นักท่องเที่ยวได้ ทรัพยากรอาจแยกตามลักษณะและความต้องการของนักท่องเที่ยวได้เป็น 3 ประเภท 1. ประเภทธรรมชาติ เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความสวยงามเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ภูเขา น้าตก ถ้า น้าพุร้อน บ่อน้าร้อน เขตสงวนพันธุ์สัตว์ สวนสัตว์ อุทยาน แห่งชาติ วนอุทยาน สวนรุกขชาติ ทะเล หาดทราย หาดหิน ทะเลสาบ เกาะ แหล่ง น้าจืด (ห้วย หนอง คลอง บึง) อ่างเก็บน้า และเขื่อน 2. ประเภทประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศาสนา ซึ่งเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่มีความสาคัญในทางประวัติศาสตร์

โบราณคดี หรือศาสนา

ได้แก่

วัด โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ ชุมชนโบราณ พิพธิ ภัณฑ์ ศาสนสถาน กาแพง เมือง คูเมืองและอนุสาวรีย์ อนุสรณ์สถาน ตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้ ได้แก่ วัด พระศรีรัตนศาสดาราม พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นต้น 3. ประเภทศิลปวัฒนธรรม

ประเพณี และกิจกรรม

ซึ่งเป็นทรัพยากรการ

ท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะของพิธี งานประเพณี ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ศูนย์ วัฒนธรรม สินค้าพื้นเมือง สวนผัก ผลไม้ และเหมือง ตัวอย่างเช่น ตลาดน้าดาเนิน สะดวก งานช้างจังหวัดสุรินทร์ สวน สามพราน เป็นต้น (สานักงานการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย 2540 :12) วรรณา

วงษ์วานิช

(2541:58 - 61) แบ่งประเภทของทรัพยากรการ

ท่องเที่ยวออกตามลักษณะและความต้องการของนักท่องเที่ยวเป็น 2 ประเภท 1.

ทรัพยากรการท่องเที่ยวอันเกิดมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

( Natural Attraction) ทรัพยากรประเภทนีเ้ ป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด


เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีความสวยงามแปลกตา

เช่น น้าพุร้อน น้าตก

ถ้า หินงอกหินย้อย ชายหาด แนวทางปะการัง และเขตอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ซึ่งประเทศ ไทยมีทรัพยากรประเภทนี้ 2. มีลักษณะ

เป็นแหล่งท่องเที่ยวจานวนมาก

ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึน้

(Manufactured

Attraction)

ตรงข้ามกับทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น พระราชวัง ศาสน

สถาน สถาปัตยกรรม พิพธิ ภัณฑ์ สวนสนุก ศูนย์การค้า ตลอดจนศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากเช่นเดียวกัน ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมีชุมชนโบราณทิง้ ร่องรอยทางอารยธรรม ที่เก่าแก่ควรแก่การทานุบารุงควรแก่การรักษาให้เป็นมรดกสืบทอดแก่ชนรุ่นหลัง ในปัจจุบัน ซากโบราณสถาน โบราณวัตถุและแหล่งโบราณคดีร่องรอยทางอารยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ถูกบุกรุกทาลายเป็นจานวนมาก (กรมศิลปากร 2542 : 63) เนื่องจากเจ้าหน้าที่กรม ศิลปากรมีไม่เพียงพอ ผูร้ ายงานจึงสรุปได้ว่าการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุมีวิธหี นึ่ง คือ การรณรงค์ปลูกฝังให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ซึ่งในการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นั้นจาเป็นต้องทราบข้อมูลพืน้ ฐานเบื้องต้น เกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ วิธกี ารอนุรักษ์ของโบราณสถาน ความสาคัญต่อการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

โบราณวัตถุซ่งึ มี

และเป็นแหล่งให้ความรู้ด้านความ

เจริญรุ่งเรืองในอดีตที่ผา่ นมาแก่บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์ ชาติไทย ความหมายของการท่องเทีย่ วเชิงอนุรกั ษ์ Western (1993, อ้างถึงใน ฤทัยวัลคุ์ มโนสา 2544 : 9) ได้ให้ความหมายของ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า “การเดินทางท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมีการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทาให้ชวี ิตความเป็นอยู่ของประชาชนท้องถิ่นดีขนึ้ ” สานักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (2540 : 9) ได้ให้ความหมายของการ ท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ (Eco - tourism) ไว้ว่า เป็นการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่ง


ใดแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาชื่นชมและเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ สภาพ ธรรมชาติ สภาพสังคมวัฒนธรรม

วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นบนพื้นฐานของความรู้และ

ความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ เสรี เวชชบุษกร (2540 : 20) ได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไว้ว่า การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบต่อแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติและต่อสิ่งแวดล้อมทาง สังคม ซึ่งหมายรวมถึงวัฒนธรรมของชุมชนในท้องถิ่นตลอดจนโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ มีอยู่ในท้องถิ่น การท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์

หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวไปยัง

สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาความรู้นอกสถานที่ เพื่อศึกษาชื่น ชม และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ สภาพธรรมชาติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ สภาพ สังคมวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นบนพื้นฐานความรู้ ความรับผิดชอบต่อแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น ธรรมชาติ ต่อสิ่งแวดล้อม ต่อประเพณี วัฒนธรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจชุมชน ท้องถิ่น และปลูกจิตสานึกของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภูมิหลังของจังหวัดกาญจนบุรี อาเภอท่าม่วง แหล่งเรียนรู้ในอาเภอท่าม่วง

(อ้างอิง

จาก http://nakornpathom.com/cq/data/history.php เข้าถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2555 , http://www.kpsw.ac.th/teacher/krongngern/nakhonpathom2. htm

เข้าถึงเมื่อ

2 พฤษภาคม 2555 ) ประวัติความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี พืน้ ที่ก่อสร้างเมืองกาญจนบุรีเป็นบริเวณที่ลาน้าแควน้อยไหลมาบรรจบกับลาน้า แควใหญ่ เรียกกันว่า "ปากแพรก" ซึ่งมีชัยภูมิอันเหมาะต่อการเป็นเส้นทางสัญจรและ ค้าขาย ตลอดจนการเป็นเมืองหน้าด่านรับศึกพม่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยูห่ ัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองนีข้ ึ้นเมื่อ พ.ศ.2374


พืน้ ที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบันมีประวัติความเป็นมาที่ ต่อเนื่อง และยาวนาน ประวัติหน้าสุดท้ายของกาญจนบุรีย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับ ประวัติศาสตร์หน้าแรกได้อย่างบังเอิญ เมื่อเชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟคนหนึ่ง ค้นพบเครื่องมือหินของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟบริเวณ สถานีบ้านเก่า ตาบลจระเข้เผือก อาเภอเมือง ทาให้เกิดการขุดค้นทางโบราณคดีและ สามารถค้นพบหลักฐานของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์จานวนมากแม้จนถึงปัจจุบันยังขุดพบ อยู่ ในสมัยทวารวดีซ่งึ อยู่ในสมัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทย พบซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่ตาบลปรังเผล อาเภอสังขละบุรี (ปัจจุบันเป็นพืน้ ที่อ่างเก็บน้าเขื่อนเขา แหลม) ซึ่งเป็นเจดีย์ลักษณะเดียวกับจุลประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เจดีย์ที่บ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี และที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนีย้ ังพบฐานเจดีย์และพระ พิมพ์สมัยทวารดีจานวนมากที่บ้านท่าหวี ริมแม่น้าแควใหญ่ ตาบลลาดหญ้า อาเภอเมือง อีกด้วย แสดงว่าในสมัยนั้น พื้นที่ริมแม่น้าหลายแห่งซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสาคัญ มีชุมชนหรือเมืองโบราณซึ่งมีความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณใกล้เคียงกัน ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 ขอมได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งพบ หลักฐานสาคัญ คือ ปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งมีลักษณะเป็นศิลปะขอมสมัยบายน มีอายุ ในช่วงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในพุทธศตวรรษที่ 18 นอกจากนีย้ ังพบหลักฐานที่เป็น ศิลปะขอมสมัยเดียวกันที่เมืองครุฑ และเมืองกลอนโด อาเภอไทรโยค ในสมัยสุโขทัยพบหลักฐานในพงศาวดารเหนือว่า กาญจนบุรีตกเป็นเมืองขึ้นของ สุพรรณบุรี ตามที่กล่าวว่า พญากงได้มาครองเมืองกาญจนบุรีแต่ก็ไม่มีหลักฐานอื่นมา สนับสนุน ต่อมาในสมัยอยุธยากาญจนบุรีมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านสาคัญโดยตัวเมืองตั้งอยู่ ที่บ้านท่าเสา ตาบลลาดหญ้าใกล้เขาชนไก่ และยังปรากฏหลักฐานเป็นซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ดังที่เห็นในปัจจุบัน กาญจนบุรียังคงเป็นเมืองหน้าด่านสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยรัชกาลที่ 1 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองกาญจนบุรีมาตั้งใหม่ที่บ้านปาก แพรกเพื่อมาตั้งรับทัพพม่าที่เดินทัพลงมาตามลาน้าแม่กลองเพื่อเข้าตีกรุงเทพฯ และได้มี การสร้างกาแพงล้อมรอบเมืองอย่างมั่นคงในสมัยรัชกาลที่ 3 และให้มีเจ้าเมืองคือ


พระประสิทธิสงคราม นอกจากนั้นยังตั้งหัวเมืองเล็ก ๆ ตามรายทางเป็นหน้าด่านอีกเจ็ด แห่ง สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการจัดรูปแบบการปกครองประเทศใหม่เป็นมณฑล เทศาภิบาล เมืองกาญจนบุรีถูกโอนมาขึ้นกับมณฑลราชบุรี และแบ่งการปกครองเป็นสาม อาเภอคือ อาเภอเมือง อาเภอเหนือ (ปัจจุบันคือ อาเภอท่าม่วง) และอาเภอใต้ (ปัจจุบัน คือ อาเภอพนมทวน) และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2467 ได้ตั้งกิ่งอาเภอเพิ่ม 1 แห่งและอาเภอ เพิ่มอีกสองแห่งคือ กิ่งอาเภอสังขละบุรี อาเภอท่ามะกา อาเภอทองผาภูมิ ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างทางรถไฟสาย ไทย - พม่า เชื่อมจากสถานีหนองปลาดุกจังหวัดราชบุรี ผ่านกาญจนบุรี เลาะริมแม่น้าแควน้อยไป เชื่อมกับทางรถไฟ ที่สร้างมาจากพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ เป็นทางรถไฟที่มีชื่อเสียงไปทั่ว โลก และมีผู้คนจานวนมาก เดินทางมาเยี่ยมชมเพื่อคาราวะต่อดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต และราลึกถึงความโหดร้ายทารุณของ สงคราม กาญจนบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เต็มไปด้วย เรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เป็นสถาน

ที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้าแควซึ่งเป็นสถานที่สาคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยในสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนีย้ ังมีแหล่งท่องเที่ยวทาง

ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลาเนาไพร ถ้าหรือน้าตก กาญจนบุรีอยู่หา่ งจากกรุงเทพฯ 129 กิโลเมตร ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ ภูมิประเทศ

มีพนื้ ที่ประมาณ 19,483

รองจากนครราชสีมาและเชียงใหม่

ส่วนใหญ่เป็นป่ามีทั้งป่าโปร่งและป่าดงดิบ

มีแม่น้าสาคัญสองสายคือ

แม่น้าแควใหญ่และแม่น้าแควน้อย ซึ่งไหลมาบรรจบรวมกันเป็นแม่น้าแม่กลองที่บริเวณ อาเภอเมือง

กาญจนบุรีแบ่งการปกครองออกเป็น 13 อาเภอ คือ อาเภอเมือง

อาเภอบ่อพลอย อาเภอเลาขวัญ

อาเภอพนมทวน อาเภอไทรโยค อาเภอสังขละบุรี

อาเภอศรีสวัสดิ์ อาเภอท่ามะกา อาเภอท่าม่วง อาเภอทองผาภูมิ อาเภอด่านมะขามเตีย้ อาเภอหนองปรือ และอาเภอห้วยกระเจา


อาณาเขต

ทิศเหนือ

ติดต่อกับจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดตาก

ทิศใต้

ติดต่อกับจังหวัดราชบุรี

ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดนครปฐม ทิศตะวันตก ติดต่อกับประเทศสหภาพเมียนมาร์ คาขวัญของจังหวัด แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้าแคว 7.

แหล่งแร่น้าตก

ขั้นตอนการพัฒนาBest Practice การพัฒนาชุดการเรียนรู้เรื่อง การท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้ใน

ชุมชน สาหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 มีรายละเอียดและขั้นตอนการดาเนินการ พัฒนาดังต่อไปนี้ 7.1 กลุ่มเป้าหมายในการนา Best Practie ไปใช้ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2555-2556 7.2 ขั้นตอนการพัฒนาBest Practice(อาจระบุเป็นแผนภาพ/แผนผังประกอบ ขั้นตอนการพัฒนา)


โมเดลขั้นตอนการพัฒนาชุดการเรียนรู้

นาไปใช้จริงกับนักเรียน ชั้นป.6 ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและปรับปรุง แก้ไข ปรับปรุงแก้ไขชุดการเรียนรู้ ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 6 จัดทาชุดการเรียนรู้เรื่องการท่องเที่ยวทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์ ศึกษารูปแบบแนวคิดทฤษฎีรูปแบบลักษณะการสร้างชุดการเรียนรู้ วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางหลักสูตรสถานศึกษามาตรฐานตัวชี้วัด หาแนวทางแก้ไขโดยใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องการท่องเทีย่ วทัศนศึกษาเชิงอนุรักษ์แหล่งเรียนรู้

ศึกษาสภาพปัญหาการเรียนการสอนสังคมศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

7.3 การตรวจสอบคุณภาพBest Practice 1. การตรวจสอบคุณภาพชุดการเรียนรู้โดยผูเ้ ชี่ยวชาญ 2. การหาค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ 3. การใช้แบบสอบถาม สอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุด การเรียนรู้ร้อยละ 80


7.4 แนวทางการนา Best Practiceไปใช้ประโยชน์ 1. นาไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ทุกกลุ่มสาระการ เรียนรู้ 2. นาไปใช้กับการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาทุกระดับชัน้ 3. ทาให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ได้รับประสบการณ์ตรงเกิดการเรียนรู้ที่ชัดเจน 4. ทาให้นักเรียนรัก ภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง มีจติ สานึกในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม โบราณสถาน โบราณวัตถุและวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน 8.ผลสาเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา Best Practice 8.1 ผลสาเร็จเชิงปริมาณ 1.นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา สูงขึน้ ร้อยละ 100 2. นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลการทดสอบระดับชาติปีการศึกษา 2555 สูงกว่าระดับประเทศ 8.2 ผลสัมฤทธิ์เชิงคุณภาพ 1. ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ความรู้และสรุปองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง 2. ผูเ้ รียนดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยได้รับรางวัล และเกียรติบัตรยกย่องจากสานักงานสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี ดังนี้ 1. เด็กหญิงจิรพรรณ ยิม้ ศรีแพร ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดสุดยอด เด็กดีมีเงินออม ประเภท” คนดีที่ ๑” โครงการส่งเสริมและพัฒนาการออมในระบบสหกรณ์ 2.เด็กหญิงกอแก้ว ศรีหกุล ได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดสุดยอด เด็กดีมีเงินออมประเภท “คนดีที่ ๑” โครงการส่งเสริมและพัฒนาการออมในระบบสหกรณ์


3.เด็กหญิงเกศราภรณ์ ม้าวงษ์ได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดสุด ยอดเด็กดีมีเงินออมประเภท”คนดีที๑่ ”โครงการส่งเสริมและพัฒนาการออมในระบบ สหกรณ์ 4.เด็กหญิงสุธิดา อ้นเกตุ ได้รับรางวัลชมเชยการประกวดสุดยอดเด็กดีมี เงินออมประเภท”คนดีที่๑” โครงการส่งเสริมและพัฒนาการออมในระบบสหกรณ์ 8.3 ปัจจัยความสาเร็จของการพัฒนา BP/ประสบการเรียนรู้จากการนา BP ไปใช้ 1. นักเรียนมีการพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาสูงขึน้ 2. ครูผสู้ อนมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียน 3. ครูผสู้ อนมีการพัฒนาความรู้ความสามารถโดยการศึกษาความรู้ด้วยตนเอง และเข้าร่วมการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการต่างๆและนาความรู้มาใช้ ประโยชน์ในการพัฒนาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 4. บุคลากรภายในโรงเรียนให้คาแนะนาและช่วยเหลือด้านต่างๆ 5. ได้รับความร่วมมือจากผูบ้ ริหารให้การสนับสนุนงบประมาณ การประชาสัมพันธ์ผลสาเร็จของ Best Practice และการเผยแพร่ขยายผลในวงกว้าง เผยแพร่ผลงานให้แก่คณะครูในโรงเรียน ในสังกัดและผูม้ าศึกษาดูงานของ โรงเรียนปีการศึกษา 2555-ปีการศึกษา 2556 ณภาภัช ภุมภารินทร์ (นางณภาภัช ภุมภารินทร์) ผูส้ ่งผลงาน ชัชชน ทองแย้ม (นายชัชชน ทองแย้ม) ผู้อ้านวยการโรงเรียนวัดท่าน้้าตื้น

BP นางณภาภัช ภุมภารินทร์  

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาฯ

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you