Page 1

นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

1


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

2


นะศีหะฮฺอุละมาอ์

3

: ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ตอบคาถามโดย 2 อุละมาอ์ใหญ่ ชัยคฺ อับดุลมุหฺสิน อัล-อับบาด (อุละมาอ์และมุหดั ดิษใหญ่ในเมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอารเบีย)

ชัยคฺ ดร. อิบรอฮีม บิน อะมีร อัร-รุหัยลีย์ (คณบดีสาขาอะกีดะฮฺ คณะการดะอฺวะฮฺ มหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ และเป็นผู้เขียนหนังสือที่ โด่งดังชื่อ "เมากิฟ อะฮฺลสุ สุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ มิน อะฮฺลลิ บิดอฺ วัล อะฮฺวาอ์-จุดยืนของอะฮฺ ลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺและอะฮฺลุลฮะวา")

เรียบเรียงโดย แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ด้วยพระนามของอัลลอฮ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตายิ่ง คานาผู้เรียบเรียง มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ เราสรรเสริญพระองค์ ขอความ ช่วยเหลือ ขออภัยโทษ และขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความชั่วของตัวเรา เองและความเลวร้ายของการงานของเรา ผู้ใดที่อัลลอฮทรงมอบทางนาให้แก่ อัลลอฮ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถทาให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดที่อัลลอฮทรงทาให้เขา หลงทาง ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถชี้แนะนาทางแก่เขาได้ ฉันขอปฏิญาณตนว่า ไม่มี พระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ และฉันขอ ปฏิญาณตนว่า มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ บ่าวและศานทูตของ พระองค์ อัลลอฮตรัสว่า ِ َّ ‫آمنُواْ اتَّ ُقواْ الل َّو َح َّق تُ َقاتِِو َوالَ تَ ُموتُ َّن إِالَّ َوأَنتُم ُّم ْس ِل ُمو َن‬ َ ‫ين‬ َ ‫يَا أَيُّ َها الذ‬ โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงยาเกรงอัลลอฮอย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่า ตาย เป็นอันขาดนอกจากในฐานะที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น (สูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 3 : 102) และทรงตรัสอีกว่า

4


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ِ‫سو‬ ِ َّ ‫اح َد ٍة َو َخلَ َق ِم ْن َها َزْو َج َها‬ َ ٍ ‫َّاس اتَّ ُقواْ َربَّ ُك ُم الذي َخلَ َق ُكم من نَّ ْف‬ ُ ‫يَا أَيُّ َها الن‬ ِ َّ ‫وب‬ ِ ِ َّ ِ ِ َ‫ام إِ َّن اللّو‬ َ ‫ساءلُو َن بِو َواأل َْر َح‬ ََ َ َ‫ساء َواتَّ ُقواْ اللّوَ الذي ت‬ َ ‫ث م ْن ُه َما ِر َجاالً َكث ًيرا َون‬ ‫َكا َن َعلَْي ُك ْم َرقِيبًا‬ นุษยชาติทั้งหลาย ! จงยาเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจาก ชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่ สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยา เกรงอัลลอฮที่พวกเจ้าต่างขอกัน ด้วยพระองค์ และพึงรักษาเครือญาติ แท้ จริงอัลลอฮทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 1) ِ َّ ‫آمنُوا اتَّ ُقوا اللَّ َو َوقُولُوا قَ ْوًال َس ِدي ًدا‬ َ ‫ين‬ َ ‫يَا أَيُّ َها الذ‬ ‫صلِ ْح لَ ُك ْم أَ ْع َمالَ ُك ْم َويَ ْغ ِف ْر لَ ُك ْم ذُنُوبَ ُك ْم َوَمن يُ ِط ْع اللَّوَ َوَر ُسولَوُ فَ َق ْد فَ َاز فَ ْوًزا‬ ْ ُ‫ي‬ ِ ‫يما‬ ً ‫َعظ‬ โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! จงยาเกรงอัลลอฮ และจงกล่าวถ้อยคาที่เที่ยงธรรมเถิด พระองค์จะทรงปรับปรุงการงานของพวกเจ้าให้ดีขึ้นสาหรับพวกเจ้า และจะ ทรงอภัยโทษความผิดของพวกเจ้าให้แก่พวกเจ้าและผู้ใดเชื่อฟ๎งปฏิบัติ ตามอัลลอฮแล่ะเราะสูลของพระองค์ แน่นอนเขาได้รับความสาเร็จใหญ่หลวง (สูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ 33 : 71) อัมมา บะอฺดุ :

5


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

แท้จริง คาพูดที่ถูกต้องที่สุด คือ คัมภีร์ของอัลลอฮ และทางนาที่ดีที่สุด คือ ทางนาของท่านเราะสูลุลลอฮ และสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุด คือ สิ่งที่อุตริขึ้นใหม่(ใน เรื่องคาสอนศาสนา) และทุกสิ่งอุตริขึ้นใหม่นั้น คือ บิดอะฮฺ และทุกบิดอะฮฺนั้น หลงผิด และทุกการหลงผิดนั้นอยู่ในนรก วะบะอฺดุ.... ِ ِِ ‫ين‬ َ ُّ‫َولَ ْو َشاء َرب‬ َ ‫َّاس أ َُّمةً َواح َد ًة َوالَ يَ َزالُو َن ُم ْختَلف‬ َ ‫ك لَ َج َع َل الن‬ ‫ك‬ َ ُّ‫إِالَّ َمن َّرِح َم َرب‬ และหากพระเจ้าของเจ้าทรงประสงค์แน่นอนพระองค์จะทรงทาให้ปวงมนุษย์ เป็นประชาชาติเดียวกัน แต่พวกเขาก็ยังคงแตกแยกกัน เว้นแต่ผุ้ที่พระ เจ้าของเจ้ามีเมตตา (สูเราะฮฺฮูด 11 : 118-119) บันทึกโดยอัฏ-เฏาะบะรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺ1 ِِ จากมุญาฮิด เราะหิมะฮุลลอฮ ว่า ‘‫ين‬ َ ‫ َوالَ يَ َزالُو َن ُم ْختَلف‬- แต่พวกเขาก็ยังคง แตกแยกกัน’ มุญาฮิด เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า (พวกเขาคือ) พวกปฏิบัติตาม ความเท็จ (และคาว่า) ‘‫ك‬ َ ُّ‫ – إِالَّ َمن َّرِح َم َرب‬เว้นแต่ผุ้ที่พระเจ้าของเจ้ามีเมตตา’ มุญาฮิด กล่าวว่า (พวกเขาคือ) พวกที่ปฏิบัติตามสัจธรรม ‫يح ُك ْم‬ ُ ‫ب ِر‬ َ ‫َوالَ تَنَ َازعُواْ فَ تَ ْف َشلُواْ َوتَ ْذ َى‬ 1

รับรอบเศาะฮีหฺ โดย ชัยคฺ ศาสตราจารย์ ดร. หิกมะฮฺ บิน บะชีร หะฟิ เซาะฮุลลอฮ (ผู้สอนวิชาตัฟีร คณะอัล-กุรอาน มหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ) ใน “อัต-ตัฟสีร อัศ-เศาะฮีหฺ” 3/75

6


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

และจงอย่าขัดแย้งกัน จะทาให้พวกเจ้าย่อท้อ และทาให้ความเข้มแข็งของ พวกเจ้าหมดไป (สูเราะฮฺอัล-อันฟาล 8 : 46) ชัยคฺ มุหัมมัด อัล-อะมีน อัช-ชินกิตีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า : ในอา ยะฮฺนี้ อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงห้ามบรรดาผู้ศรัทธามิให้ขัดแย้งกัน และทรงชี้แจงว่า ความขัดแย้งนั้นคือสาเหตุของความล้มเหลว และการหายไป ของความเข้มแข็ง และทรงห้ามปรามจากการแตกแยกในอายะฮฺอื่นๆอีกด้วย เช่น อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า ِ َ‫وا ْعت‬ ْ‫ص ُمواْ بِ َح ْب ِل الل ِّو َج ِم ًيعا َوالَ تَ َف َّرقُوا‬ َ และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮโดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่า แตกแยกกัน (สูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 3 103) และอายะฮฺอื่นๆ2 จากท่านอนัส บิน มะลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “และพวกท่านจงเป็นบ่าวของอัลลอฮที่ เป็นพี่น้องกัน” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 6077) ความหมายของการเป็นพี่น้องกัน ในที่นี้ ก็คือ การเป็นพี่น้องกันที่อิสลามได้บัญญัติไว้ นั่นคือ การเป็นพี่น้องบนสัจ 2

ตัฟสีร “อัฎวาอุล บะยาน ฟี ลิฎอฮิล กุรอาน บิล กุรอาน” สูเราะฮฺอลั -อันฟาล 8 : 46

7


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ธรรม ดังที่ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน อัส-สะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวเอาไว้ ขณะอรรถาธิบายอายะฮฺที่ 103 ของสูเราะฮฺอาลิ อิมรอนข้างต้นว่า “สายเชือก ของอัลลอฮนั้นคือ ศาสนาของพระองค์ และคัมภีร์ของพระองค์”3 ขณะที่เราทาความเข้าใจและใคร่ครวญอายะฮฺและหะดีษต่างๆข้างต้นนั้น เราลองมาตรวจสอบตัวเองกันว่า : - เราได้ปฏิบัติตามพระดารัสของอัลลอฮและพจนารถของท่านเราะสู ลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ข้างต้นมากน้อยแค่ไหน....? - เราเป็นผู้ที่คอยเสาะหาและเป็นเหตุให้ความแตกแยกรุนแรงขึ้น หรือ เราเป็นผู้ที่พยายามหาช่องทางการประนีประนอม(อิศลาหฺ)และออก ห่างจากการแตกแยก...? - อารมณ์ใฝุต่าของเราได้นอบน้อมต่อสัจธรรม จนกระทั่งเราให้ ความสาคัญต่อพระดารัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา และ พจนารถของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก่อน อารมณ์ใฝุต่าหรือไม่....? - ในตัวเรามีความคลั่งไคล้ต่อตัวบุคคล จนกระทั่งเราไม่ยอมนอบน้อม ต่อสัจธรรมและปฏิบัติตามมันหรือไม่...? จากความจริงที่เราประสบอยู่นี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่เรา(ในฐานะพี่น้องกัน ในหนทางของอัลลอ) จะต้องตักเตือนและให้คาแนะนาแก่กัน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เราจึงพยายามที่จะรวบรวมคาฟัตวาจากอุละมาอ์สะละฟียยีนบางท่าน เกี่ยวกับ ปัญหาความขัดแย้งและมารยาทของมัน และเราขอเน้นย้าว่า ที่เรารวบรวมคาฟัต 3

ตัยสีร อัล-กะรีมิร เราะหฺมาน มิน ตัฟสีร อัล-กะลามิล มันนาน (ตัฟสีร อัส-สะอฺดีย์) สูเราะฮฺอาลิ อิ มรอน 3 : 103

8


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

วาเหล่านี้นั้น ก็เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเรา และมิใช่เพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่าย หนึ่ง หรือเพื่อทาลายอีกฝ่ายหนึ่ง...! ขออัลลอฮทรงเป็นพยานในคาพูดของเรา... ดังนั้น ความหวังสุดท้ายของเรา หลังจากที่เราได้อ่านและใคร่ครวญคา ฟัตวาต่างๆของอุละมาอ์ของเรา ก็คือ - เพื่อปรับปรุงแก้ไขตัวเราเอง ก่อนการหมกมุ่นในการปรับปรุงแก้ไข ผู้อื่น อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า ِ َّ ‫س ُك ْم َوأ َْى ِلي ُك ْم نَ ًارا‬ َ ‫ين‬ َ ‫يَا أَيُّ َها الذ‬ َ ‫آمنُوا قُوا أَن ُف‬ โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้า ให้พ้นจากไฟนรก (สูเราะฮฺอัต-ตะหฺรีม 66 : 6) เราต่างมองไปที่ตัวเราเอง หากยังมีความบกพร่องที่สอดคล้องกับคานะศี หะฮฺของบรรดาอุละมาอ์ของเรา เรามาร่วมกันพยายามปรับปรุงแก้ไขมัน และหากมันดีแล้ว ก็จงชุกูรต่ออัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่ทรง ประทานทางนานั้นให้แก่เรา - นอบน้อมต่อสัจธรรม เมื่อมันถูกนาเสนอแก่เรา แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ สอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อถือและกระทามานาน โอ้ พระผู้อภิบาลของญิบรีล มิกาอีล อิสรอฟี ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและ แผ่นดิน ผู้ทรงรู้ในสิ่งเร้นลับและเปิดเผย พระองค์คือผู้ทรงตัดสินระหว่างปวงบ่าว ของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน ขอพระองค์ทรงชี้แนะนาทางแก่เราใน

9


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ความขัดแย้งนี้สู่สัจธรรมด้วยอนุมัติของพระองค์ แท้จริง พระองค์ทรงชี้แนะนา ทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่เส้นทางที่เที่ยงตรง อามีน.... และคากล่าวสุดท้ายของเราคือ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ และการสถาพรและความศานติจงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา และครอบครัวของ ท่าน และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน มะดีนะฮฺ , จันทร์ 12 เราะบิอุล เอาวาล 1422 อับดุลลอฮ ซัยนฺ (นักศึกษาคณะหะดีษ มหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ) อนัส บุรฮานุดดีน (นักศึกษาคณะชะรีอะฮฺ มหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ)

10


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

นะศีหะฮฺ ชัยคฺ อับดุลมุหฺสิน อัล-อับบาด อัล-บัดรฺ4 (อุละมาอ์และมุหัดดิษใหญ่ในเมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอารเบีย)

(คนตรงกลาง คือ ชัยคฺ อับดุลมุหฺสนิ อับ-อับบาด อัล-บัดรฺ)

_________________________________________ ถาม : อะไรคือเงื่อนไขหรือกฏเกณฑ์ของความขัดแย้งหนึ่งๆ ที่ทาให้ความ ขัดแย้งนั้นไม่ทาให้ผู้ขัดแย้งออกนอกแนวทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ? ตอบ : ความขัดแย้งที่ไม่ทาให้ผู้ขัดแย้งออกนอกแนวทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะ มาอะฮฺ ก็คือ ความขัดแย้งในเรื่องปลีกย่อย เรื่องที่อนุญาตให้มีการอิจญ์ติฮาด การขัดแย้งกันในเรื่องปลีกย่อยนี้เป็นที่อนุญาต แต่ทว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น 4

นะศีหะฮฺนี ้มาจากการฟั ตวาของท่านที่ให้ ไว้ ในวันอาทิตย์ ที่ 5 เศาะฟั ร 1422 ที่มสั ญิดนะบะวีย์ และท่านอนุญาตให้ เผยแพร่ฟัตวานี ้ได้

11


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ระหว่างอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น จะต้องไม่มาพร้อมกับการเป็นศัตรู (คือ ยิ่งห่างไกล)ระหว่างกัน แต่พวกเขาจาเป็นต้องรักษาความรู้สึกรักและ ห่วงใยกันและกันเอาไว้ ดังที่เกิดขึ้นกับบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม พวกเขามีความ ขัดแย้งกันในปัญหาบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันพวกเขามิได้สร้างการเป็นอริต่อ กันเพราะความขัดแย้งนั้น เศาะหาบะฮฺทุกคนต่างยึดมั่นในการอิจญ์ติฮาดของ ตนเอง พวกเขารู้ดีว่า ผู้ที่การอิจญ์ติฮาดของเขาถูกต้องนั้น จะได้รับ 2 ผลบุญ ส่วนผู้ที่การอิจญ์ติฮาดของเขาผิดพลาดนั้น จะได้รับ 1 ผลบุญ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "เมื่อหากิมคนนึงทาการอิจญ์ติฮาด และ การอิจญ์ติฮาดของเขาถูกต้อง สาหรับเขา 2 ผลบุญ และหากเขาทาการอิจญ์ติ ฮาด และผิดพลาดในการอิจญ์ติฮาด สาหรับคือ 1 ผลบุญ"

12


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

นะศีหะฮฺ ชัยคฺ ดร. อิบรอฮีม บิน อะมีร อัร-รุหัยลีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ (คณบดีสาขาอะกีดะฮฺ คณะการดะอฺวะฮฺ มหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ และเป็นผู้เขียนหนังสือที่โด่งดังชื่อ "เมากิฟ อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะ มาอะฮฺ มิน อะฮฺลิล บิดอฺ วัล อะฮฺวาอ์-จุดยืนของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺและอะฮฺลุลฮะวา")

(คนซ้าย คือ ชัยคฺ ดร. อิบรอฮีม บิน อะมีร อัร-รุหัยลีย์)

_______________________________________ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ เราสรรเสริญพระองค์ ขอความ ช่วยเหลือ ขออภัยโทษ และขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความชั่วของตัวเรา เองและความเลวร้ายของการงานของเรา ผู้ใดที่อัลลอฮทรงมอบทางนาให้แก่ อัลลอฮ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถทาให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดที่อัลลอฮทรงทาให้เขา

13


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

หลงทาง ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถชี้แนะนาทางแก่เขาได้ ฉันขอปฏิญาณตนว่า ไม่มี พระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ และฉันขอ ปฏิญาณตนว่า มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ บ่าวและศานทูตของ พระองค์ อัลลอฮตรัสว่า ِ َّ ‫آمنُواْ اتَّ ُقواْ الل َّو َح َّق تُ َقاتِِو َوالَ تَ ُموتُ َّن إِالَّ َوأَنتُم ُّم ْس ِل ُمو َن‬ َ ‫ين‬ َ ‫يَا أَيُّ َها الذ‬ โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงยาเกรงอัลลอฮอย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่า ตาย เป็นอันขาดนอกจากในฐานะที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น (สูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 3 : 102) และทรงตรัสอีกว่า ِ‫سو‬ ِ َّ ‫اح َد ٍة َو َخلَ َق ِم ْن َها َزْو َج َها‬ َ ٍ ‫َّاس اتَّ ُقواْ َربَّ ُك ُم الذي َخلَ َق ُكم من نَّ ْف‬ ُ ‫يَا أَيُّ َها الن‬ ِ َّ ‫وب‬ ِ ِ َّ ِ ِ َ‫ام إِ َّن اللّو‬ َ ‫ساءلُو َن بِو َواأل َْر َح‬ ََ َ َ‫ساء َواتَّ ُقواْ اللّوَ الذي ت‬ َ ‫ث م ْن ُه َما ِر َجاالً َكث ًيرا َون‬ ‫َكا َن َعلَْي ُك ْم َرقِيبًا‬ นุษยชาติทั้งหลาย ! จงยาเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจาก ชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่ สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยา เกรงอัลลอฮที่พวกเจ้าต่างขอกัน ด้วยพระองค์ และพึงรักษาเครือญาติ แท้ จริงอัลลอฮทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 1)

14


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ِ َّ ‫آمنُوا اتَّ ُقوا اللَّ َو َوقُولُوا قَ ْوًال َس ِدي ًدا‬ َ ‫ين‬ َ ‫يَا أَيُّ َها الذ‬ ‫صلِ ْح لَ ُك ْم أَ ْع َمالَ ُك ْم َويَ ْغ ِف ْر لَ ُك ْم ذُنُوبَ ُك ْم َوَمن يُ ِط ْع اللَّوَ َوَر ُسولَوُ فَ َق ْد فَ َاز فَ ْوًزا‬ ْ ُ‫ي‬ ِ ‫يما‬ ً ‫َعظ‬ โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! จงยาเกรงอัลลอฮ และจงกล่าวถ้อยคาที่เที่ยงธรรมเถิด พระองค์จะทรงปรับปรุงการงานของพวกเจ้าให้ดีขึ้นสาหรับพวกเจ้า และจะ ทรงอภัยโทษความผิดของพวกเจ้าให้แก่พวกเจ้าและผู้ใดเชื่อฟ๎งปฏิบัติ ตามอัลลอฮแล่ะเราะสูลของพระองค์ แน่นอนเขาได้รับความสาเร็จใหญ่หลวง (สูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ 33 : 71) อัมมา บะอฺดุ : แท้จริง คาพูดที่ถูกต้องที่สุด คือ คัมภีร์ของอัลลอฮ และทางนาที่ดีที่สุด คือ ทางนาของท่านเราะสูลุลลอฮ และสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุด คือ สิ่งที่อุตริขึ้นใหม่(ใน เรื่องคาสอนศาสนา) และทุกสิ่งอุตริขึ้นใหม่นั้น คือ บิดอะฮฺ และทุกบิดอะฮฺนั้น หลงผิด และทุกการหลงผิดนั้นอยู่ในนรก วะบะอฺดุ.... นี่คือคาตอบต่อคาถามที่ถูกถามแก่ท่าน ชัยคฺ อิบรอฮีม บิน อะมีร อัร-รุ หัยลีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ ในวัน อาทิตย์ ที่ 30 ซุลฮิจญะฮฺ ปีฮิจเราะฮฺที่ 1421 เรา ขอวิงวอนต่ออัลลอฮให้คาตอบต่างๆนี้เป็นประโยชน์แก่เราทุกคน และเป็นสาเหตุ ให้เกิดการปรองดอง(อิศลาหฺ)ขึ้นระหว่างพี่น้องสะละฟียยีน โอ้ พระผู้อภิบาลของญิบรีล มิกาอีล อิสรอฟี ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและ แผ่นดิน ผู้ทรงรู้ในสิ่งเร้นลับและเปิดเผย พระองค์คือผู้ทรงตัดสินระหว่างปวงบ่าว

15


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน ขอพระองค์ทรงชี้แนะนาทางแก่เราใน ความขัดแย้งนี้สู่สัจธรรมด้วยอนุมัติของพระองค์ แท้จริง พระองค์ทรงชี้แนะนา ทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่เส้นทางที่เที่ยงตรง อามีน....

16


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถาม 1 : ท่านชัยคฺที่เคารพ....ท่าที่ของเราต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับพี่น้อง สะละฟียยีนที่อินโดนีเซียควรเป็นเช่นไร? คาตอบ : แท้จริงหน้าที่ของมุสลิม คือ : 1- ทาความรู้จักกับสัจธรรมและปกปูองมัน นี่คือท่าทีที่ถูกต้องสาหรับ มุสลิมคนหนึ่งในปัญหาที่มีการขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางวิชาการหรือ ปัญหาการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในสนามการทางานดะอฺวะฮฺและอื่นๆ หน้าที่ประการแรกของมุสลิมคนหนึ่ง(โดยเฉพาะนักศึกษา) ก็คือ การทา ความรู้จักกับสัจธรรมความจริงด้วยหลักฐานต่างๆ ดังนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งใน ประเด็นปัญหาใดปัญหาหนึ่ง พวกเขาจาเป็นต้องศึกษาความรู้ศาสนาที่มี ประโยชน์ที่ทาให้รู้สิ่งที่ถูกต้องในปัญหานั้นๆ หากปัญหานั้นเป็นเรื่องวิชาการ ความรู้ มุสลิมก็จะต้องศึกษาหลักฐานต่างๆพร้อมกับจะต้องรู้ท่าทีของบรรดาอุ ละมาอ์ต่อปัญหานี้ แล้วเขาก็ยึดเอาท่าที่ที่ชัดเจนและ(ถูกต้อง)เหมาะสมในปัญหา นั้น 2-หากปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นระหว่างอะฮฺลิสสุนนะฮฺ ก็จาเป็นสาหรับเขา ที่จะต้องอดทนต่อพี่น้อง พร้อมกับไม่กระทาสิ่งที่ก่อให้เกิดการแตกแยก แม้ว่าเรา จะมองเห็นความถูกต้องอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกันก็ตาม หากปัญหานั้น เกิดขึ้นกับอะฮฺลิสสุนนะฮฺ และต่างฝ่ายต่างก็ปรารถนาความถูกต้อง ดังนั้น จาเป็น สาหรับเขาที่จะต้องอดทนต่อพี่น้อง และเมื่อเขาพบว่าคนหนึ่งคนใดระหว่างพวก เขาผิด เขาก็จาเป็นจะต้องอดทนและตักเตือนพี่น้องคนนั้น ดังนั้น หน้าที่ประการ

17


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

แรก ก็คือ ต้องรู้ว่าความถูกต้อง(สัจธรรม)อยู่ที่ฝ่ายใด 3- หลังจากนั้น เขาจะต้องตักเตือนฝุายที่ผิด พร้อมกับพยายามอย่าง เต็มที่ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นบนสัจธรรม(อัล-หักกฺ)และพยายาม ประสานความเห็นให้ใกล้เคียงกัน และจะต้องพยายามสร้างการปรับปรุงในทาง ที่ดีหรือการประนีประนอม(อิศลาหฺ)ให้เกิดขึ้นระหว่างกัน นี่แหล่ะคือการกระทาที่ ประเสริฐ ดังคาดารัสของอัลลอฮ ที่ว่า ٍ ٍ ِ‫الَّ َخي ر فِي َكثِي ٍر من نَّجواىم إِالَّ من أَمر ب‬ ‫صالَ ٍح بَ ْي َن‬ ْ ِ‫ص َدقَة أ َْو َم ْع ُروف أ َْو إ‬ َ ََ ْ َ ْ ُ َ ْ َْ ِ ‫الن‬ ‫َّاس‬ ไม่มีความดีใดๆ ในการพูดซุบซิบอันมากมายของพวกเขา นอกจากผู้ที่ใช้ให้ทา ทานหรือให้ทาสิ่งที่ดีงาม หรือให้ประนีประนอมระหว่างผู้คนเท่านั้น (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 114) ดังนั้น หน้าที่ของมุสลิม ก็คือ การเป็นสาเหตุให้เกิดการปรองดองและ เป็นกุญแจไขไปสู่ความดี 4- ไม่กระทาสิ่งใดๆที่ทาให้เกิดความแตกแยกและการขัดแย้งเพิ่มมาก ขึ้น ด้วยการหยิบยก-เผยแพร่คาพูดต่างๆ(ของผู้คนหรือคู่กรณี) แต่จะต้องทา ความเข้าใจและพิจารณาคาพูดและการกระทาของเขาให้ดีเสียก่อน(คือ ไม่เอาแต่ จ้องจะจับผิดและเอาชนะ) 5- มีท่าทีที่เป็นกลางระหว่าง(การเป็น)อะฮฺลุลฆุลุวฺ(เกินเลย-สุดโต่ง)ที่

18


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

พยายามทาให้ความผิดต่างๆเป็นเรื่องที่ใหญ่โต และเผยแพร่มันไปสู่ผู้คนจานวน มากด้วย หรือกระทั่งกล่าวหาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ หรือกาฟิรไปเลย กับพวกมุ ตะสะหฺหิลีน(พวกที่ง่ายๆ-อะไรก็ได้- สมานฉันท์) ที่ไม่แยกแยะระหว่างสัจธรรม และความเท็จเลย เขาจะต้องเป็นคนที่คิดและพยายามสร้างเอกภาพระหว่างพี่ น้องและทัศนะของพวกเขาบนสัจธรรม แต่นี่มิได้หมายความว่าเป็นการ "มุดาฮะ นะฮฺ"(มุดาฮะนะฮฺ คือ การสละศาสนาเพื่อผลประโยชน์ของดุนยา เช่น การคบหา กับคนฟาสิก(คนชั่ว)ด้วยการแสดงความยินดีต่อความชั่วของเขาคนนั้นโดย ปราศจากการห้ามปราม) แต่หมายถึง การพยายามปรับทัศนะหรือมุมมอง ระหว่างพี่น้องบนสัจธรรม-ความถูกต้อง พร้อมกับตักเตือนฝ่ายที่ผิด และตักเตือน ฝ่ายที่ถูกต้องให้มีความอดทนและยืนหยัด นี่คือแนวทางของอะฮฺลิสสุนนะฮฺและ ท่าทีของพวกเขาต่อพี่น้อง 6- หากเขาออกห่างจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เนื่องจากมองเห็นว่า ใน ความขัดแย้งดังกล่าวนั้นมีฟิตนะฮฺและสิ่งไม่ดี นั่นถือเป็นสิ่งที่ดี และความพยายาม ของเขา ก็คือ เพื่อการปรองดอง มิใช่เป็นผู้นที่นาไปสู่ความขัดแย้ง แต่เพื่อห่างไกล จากความขัดแย้งต่างหาก 7- หากเขามองเห็นความถูกต้องอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาจะต้องมีความ ยุติธรรมในการตัดสิน(หุกุ่ม)อีกฝุายหนึ่ง เพราะนี่คือท่าที(ที่ถูกต้อง)ของมุสลิมคน หนึ่ง ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียนั้น -เท่าที่ฉันรู้- มันคือความขัดแย้ง ระหว่างพี่น้องในปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างปรารถนาในความถูกต้อง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง พวกเขาต่างก็เป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ แต่ก็มิใช่ว่า ทุกฝ่ายที่ต้องการสัจธรรมจะ ได้รับเตาฟีกทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ มิใช่ความผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความตั้งใจ บางที ก็มีคนที่ทาความผิดโดยไม่ตั้งใจ ทั้งๆที่เขาต้องการความถูกต้อง แต่อาจด้วย เพราะความรู้ที่บกพร่องของเขาในเรื่องๆหนึ่ง จึงทาให้เขาต้องตกลงไปสู่ความ

19


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ขัดแย้งและความผิดพลาด ดังนั้น เราจึงต้องอดทนต่อพวกเขา พร้อมกับยอมรับ ในความดีงามและความประเสริฐของพวกเขา(ในเรื่องอื่นๆ) ไม่ควรอย่างยิ่งที่เราจะมีท่าทีต่ออะฮฺลุสสุนนะฮฺด้วยกัน เฉกเช่นท่าที ของเราที่มีต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ ที่หลงทางทั้งในเรื่องอะกีดะฮฺและอื่นๆ เพราะอะฮฺ ลุสสุนนะฮฺนั้นมีเส้นทางและแนวทางเดียวกัน แต่บางทีอาจมีมุมมองความเห็นที่ แตกต่างระหว่างกัน ดังนั้น จงอดทนและยืนหยัด พร้อมกับพยายามสร้างความ ปรองดองระหว่างพี่น้อง และนักศึกษาทั้งหลายจาเป็นต้องไม่ทาให้ตนเองเป็น สาเหตุที่ทาให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่เขาจะต้องเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิด ความเป็นหนึ่งเดียวกันบนสัจธรรม-ความถูกต้อง หากเขามีท่าที่เช่นนี้ เขาก็จะอยู่ บนความดีงาม เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮ โปรดประทานเตาฟีกแก่ทุกคน...

20


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 2 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...เราหวังให้ท่านช่วยอธิบายขอบเขตของความ ขัดแย้งที่อนุญาติและไม่อนุญาติ หมายถึง ความขัดแย้งที่ไม่ทาให้ผู้ขัดแย้งนั้น ออกจากแนวทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺ...? คาตอบ : สิ่งที่อนุญาติให้มีการขัดแย้งนั้น คือ ประเด็นป๎ญหาที่มีการขัดแย้งกัน โดยอะฮฺลุสสุนนะฮฺ มีประเด็นปัญหาบางอย่างที่มีการขัดแย้งกันโดยผู้ที่อ้างตนเอง ไปยังสุนนะฮฺในเรื่องต่างๆที่รู้กันอย่างกว้างขวางแล้ว ดังเช่นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ระหว่างอัส-สะละฟุศ ศอลิหฺ ในปัญหานั้น เช่น ความขัดแย้งของพวกเขาในเรื่อง ของ ชาวมะฮฺชัรนั้นจะได้เห็นพระเจ้าของพวกเขา(ในวันกิยามะฮฺ)หรือไม่? ผู้ที่จะ มองเห็นพระเจ้านั้นคือผู้ศรัทธาเท่านั้น หรือว่าพวกมุนาฟิกีนก็มองเห็นได้เช่นกัน หรือว่าชาวมะฮฺชัรทั้งหมด(ไม่ว่าจะเป็นมุอฺมิน หรือมุนาฟิก หรือกาฟิร ทุกคนต่าง ก็)มองเห็นได้. ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า นี่คือ ความขัดแย้งระหว่างอะฮฺลิสสุนนะฮฺที่ไม่ทาให้ผู้ขัดแย้งกลายเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ นี่ คือหลักการเดิม ดังนั้น ทุกปัญหาที่มีขัดแย้งกันโดยสะลัฟ เช่น ความขัดแย้งของ พวกเขาเกี่ยวกับหุกุ่มสาหรับผู้ที่ละทิ้งการละหมาด รวมถึงความขัดแย้งของพวก เขาเกี่ยวกับผู้ที่ละทิ้งหลักการใดหลักการหนึ่งจากรุก่นอิสลาม หลังจากที่เขาได้ ยอมรับมันนั้น จะตกเป็นกาฟิรหรือไม่? และความขัดแย้งเกี่ยวกับผู้ที่ยอมรับใน รุกุ่นอิสลาม แต่แล้วเขาก็ละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะความเกียจคร้าน ทั้งหมดนี่คือ ความขัดแย้ง(ความเห็นที่มองต่างกัน)ระหว่างอุละมาอ์อะฮฺลิสสุนนะฮฺ ดังนั้น ผู้ที่ ยึดเอาทัศนะหนึ่งทัศนะใด พวกเขาจะไม่ถูกหุกุ่มว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ แม้ว่าเรา จะเชื่อมั่นว่าความจริง-ความถูกต้องนั้น จะอยู่ที่ทัศนะหนึ่งทัศนะใดจาก บรรดาอะฮฺลุลอิจญ์ติฮาด(ผู้วินิจฉัย) เพราะอัล-หักกฺ-ความถูกต้องนั้นย่อมไม่อาจมี จานวนมากมาย(ในปัญหาหนึ่งๆ)ได้ แต่ทว่า เราให้อภัยแก่พี่น้องของเราทีมี

21


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ความเห็นต่างตามทัศนะที่ได้ยึดกันมาจากสะลัฟ นี่คือขอบเขตของความขัดแย้ง ที่อนุญาติ แต่ทว่าในป๎จจุบันนี้นั้น นักศึกษาจานวนมากไม่รู้จักสัจธรรม-ความ ถูกต้องในหลายๆป๎ญหา บางครั้งก็มีอะฮฺลิสสุนนะฮฺหรือผู้ที่อ้างตนว่าเป็นสุนนะฮฺ แต่กลับมีทัศนะบางอย่างของอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ดังนั้น คนดังกล่าวนี้ หากสุนนะฮฺ เป็นสิ่งที่โดนเด่นกว่าในตัวของเขา เขาก็คืออะฮฺลุสสุนนะฮฺ เขาวินิจฉัยเพื่อให้ได้ ความจริง เขารับเอาหลักฐานจากตัวบทหลักฐาน(อัล-กุรอานและหะดีษ) และให้ ความสาคัญกับคากล่าวของอุละมาอ์สะลัฟ รักอะฮฺลุสสุนนะฮฺและอุละมาอ์ของ พวกเขา และพยายามศึกษาสิ่งที่เป็นความถูกต้อง แล้วเขาก็วินิจฉัย แต่กลับ ผิดพลาดในการวินิจฉัย เขาก็จะได้รับการอภัยในความผิดของตัวเขา ในที่นี้ เรา เพียงกล่าวว่า เขาไม่มีความรู้-อ่อนด้อยในความรู้ แต่จะไม่ขับไล่เขาให้ออก จากแนวทางแห่งอะฮฺลิสสุนนะฮฺเพราะสิ่งที่เป็นความสมบูรณ์นั้น คือ ความ สมบูรณ์ในเรื่องความรู้ การอะมั้ล และการปฏิบัติตาม(มุตาบะอะฮฺ) พวกเขา ปราถนาในสัจธรรม แต่บางครั้ง ด้วยความรู้ที่จากัด จึงทาให้ความเห็นของพวก เขาในบางครั้ง ไปสอดคล้องกับทัศนะบางอย่างของอะฮฺลุลบิดอะฮฺหรืออื่นๆ ทั้งที่ พวกเขามิได้มีเจตนาที่จะปฏิบัติตามอะฮฺลุลบิดอะฮฺแต่อย่างใด แต่พวกเขาเพียง แค่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นความถูกต้อง เราจึงเรียกคนประเภทนี้ว่าเป็นเพียงคนที่มี ข้อบกพร่องในความรู้ แต่จะไม่หุกุ่มเขาว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะพวกเขา ต้องการความถูกต้อง แต่เพียงผิดพลาดในการเข้าใจหลักฐาน หลักสาคัญในป๎ญหานี้ ก็คือ ทุกคนที่ทาการอิจญ์ติฮาดบนพื้นฐาน การอิจญ์ติฮาดของอะฮฺลิสสุนนะฮฺในการยึดเอาหลักฐาน แต่ต่อมาการอิจญ์ ติฮาดของเขาเกิดผิดพลาด ดังนั้น ความผิดของเขานั้นได้รับการอภัย-อิน ชาอัลลอฮ- และไม่อนุญาตให้อ้างว่าคนผู้นี้เป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะอย่างที่ท่าน

22


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ทั้งหลายรู้ดีว่า อะฮฺลิสสุนนะฮฺบางส่วนก็มีผู้ที่ตามทัศนะบางอย่างของอะฮฺลุล บิดอะฮฺ เช่น มุรญิอาตุล ฟุเกาะฮาอ์ และส่วนหนึ่งของพวกเขาก็มีความเห็นที่ไป ตรงกับทัศนะของพวกอัช-อะรียยะฮฺ(อะชาอิเราะฮฺ)ในการตีความบางอย่าง หรือ หลงในประเด็นบางอย่างของเรื่องเกาะดัร ดังนั้น พวกเขาจึงมีส่วนที่ เหมือนกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺในคากล่าวต่างๆของพวกเขา แต่พวกเขาจะไม่ถูก อ้าง(ถูกหุกุ่ม)ว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ เพราะโดยฐานหลักแล้ว พวกเขามีอะกี ดะฮฺของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีชีวิตอยู่ในประเทศที่ ห่างไกลจากอุละมาอ์(ประเทศไทยเรา ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ห่างไกลจากอุ ละมาอ์-ผู้แปล) บางครั้งก็ตกไปสู่ความผิดพลาดที่ร้ายแรงอย่างชัดเจน โดยที่ ความผิดนั้นมิใช่ประเด็นปัญหาที่อะฮฺลิสสุนนะฮฺมีความขัดแย้งกัน แต่ถ้าพวกเขา เป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ เราก็จะให้อภัยในความผิดพลาดของพวกเขา ไม่ใช่เพราะ ความผิดของพวกเขานั้นเล็กน้อยหรือเบาหวิว แต่เพราะพวกเขาได้ทาการวินิจฉัย โดยต้องการความถูกต้อง แต่สิ่งนั้น(ความผิด)คือ ผลที่พวกเขาได้จากการอิจญ์ ติฮาดด้วยตนเอง และแน่นอนว่า พวกเขาจาเป็นต้องทาการศึกษา และเราจะต้อง ตักเตือนพวกเขาให้กลับไปยังบรรดาอุละมาอ์ และยึดตามทัศนะของพวกเขา โดย หวังเพื่อขจัดความขัดแย้งให้หมดไป

23


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 3 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...ท่านช่วยยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นสาเหตุและเป็น ตัวเพิ่มความแตกแยกให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงสิ่งที่ทาให้เกิดการอิศลาหฺ(การ ปรองดอง)ด้วย คาตอบ : สิ่งที่ทาให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มมากยิ่งขึ้น คือ 1. การตะอัศศุบ(การคลั่งไคล้)ที่ถูกตาหนิ นั่นคือ การคลั่งไคล้ของบาง คนต่อกลุ่มบางกลุ่ม อันเนื่องจากอารมณ์ใฝ่ต่า(นัฟสู) ไม่ว่าการคลั่งไคล้ที่ถูกตาหนิ นั้นจะมีสาเหตุมาจากการคลั่งไคล้ต่อตัวบุคคุล หรือกลุ่มคน หรือผลประโยชน์ทาง ดุนยา หรือเพราะเกลียดชังต่อคู่ขัดแย้ง เหล่านี้ทั้งหมด คือการคลั่งไคล้ที่นาไปสู่ การแตกแยกที่เพิ่มมากขึ้น 2. ดังนั้น จาเป็นสาหรับนักศึกษาที่จะต้องมีความบริสุทธิ์ในการงาน ของเขาเพื่ออัลลอฮเพียงผู้เดียว และจะต้องไม่มองมนุษย์ด้วยสถานะหรือสภาพ ของเขา ที่ท้ายที่สุดแล้ว ส่งผลให้เขาประเมินสัจธรรมด้วยปัจจัยเหล่านั้น ทั้งที่จริง แล้ว ความเป็นจริงต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดสถานภาพของคนๆหนึ่ง เขาจาเป็นต้อง ปกป้องความจริง และเป็นผู้ที่ยึดมันอยู่กับมัน แม้ว่าเขาจะตัวเล็กหรือมีตาแหน่งที่ ต่าต้อยแค่ไหนก็ตาม และเช่นเดียวกันนั้น เขาจะต้องห้ามปรามผู้อธรรมจากการ อธรรม แม้นว่าเขาจะมีเกียรติหรือตาแหน่งที่สูงศักดิ์เพียงใดก็ตาม 3. การอ้างคาพูด และการเผยแพร่มันสู่สาธารณะ การอ้างหรือหยิบยก คาพูดต่างๆระหว่างผู้คนนั้น โดยเฉพาะอย่างในช่วงการขัดแย้ง ถือเป็นสิ่งที่ยิ่งเพิ่ม ความแตกแยก ท่านควรทราบว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

24


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

เกลียด "การพูดว่าเขาคนนั้นพูดอย่างนั้น เขาคนนี้พูดอย่างนี้(กิลละ วะ กูลา) , การถามมาก และการใช้จ่ายทรัพย์สินอย่างฟุุมเฟือย". "กิลละ วะ กูลา" คือ การหยิบยกคาพูดของมนุษย์มานาเสนอ-มาอ้าง "คนนั้นกล่าวยังงั้น..., คนนี้กล่าว ยังงี้..., คนนู้นกล่าวอย่างนู้น..., มีคนพูดถึงคนนั้นว่ายังงั้น..." จนกระทั่ง มันทาให้ เขาเสียเวลาของตัวเองอยู่กับคากล่าวเหล่านี้ นี่คือหนึ่งในสาเหตุสาคัญที่ทาให้ หัวใจแข็งกระด้าง เกิดความอิจฉา ริษยา ความเป็นศัตรูระหว่างพี่น้อง และ การแตกแยกมากขึ้น ดังนั้น หน้าที่ของนักศึกษา ก็คือ ระวังรักษาลิ้น(ปาก)ของตนเอง ไม่หยิบ ยกคาพูดมาอ้างมาพูดมากจนเกินไป และไม่พูดสิ่งที่ไร้สาระ และท่าทีของเขาต่อ สิ่งนี้เมื่อมันแพร่กระจายไปในระหว่างพี่น้อง ก็คือ ห่างไกลจากมันและกล่าว ว่า "เราไม่ควรง่วนอยู่กับเรื่องพักนี้ แต่ควรให้เวลาตนเองกับการศึกษาความรู้ และสิ่งที่มีประโยชน์ให้มากๆ" เว้นแต่ว่า (การหยิบยกคาพูดของผู้คนมาพูดนั้น) จะมีประโยชน์ที่ทาให้พี่น้องเกิดความปรองดองกัน เรื่องดังกล่าวนี้ถือเป็นที่ อนุญาต 4. โง่เขลา(ญาฮิล) คือ บางส่วนของพวกเขาที่ขัดแย้งกันนั้น บางทีอาจมี สาเหตุมาจากความโง่เขลาต่อสัจธรรม-ความถูกต้อง หรือโง่เขลาต่ออะฮฺลุลหักกฺ (ผู้คนแห่งสัจธรรม-ความถูกต้อง) ความโง่เขลาต่อสัจธรรม คือ ไม่รู้ว่าความถูกต้องอยู่ที่ไหน เช่น หากมี สองกลุ่มขัดแย้งกันในเรื่องความรู้ แล้วมีผู้ไม่รู้ความจริง-ความถูกต้องได้เข้ามาใน ความขัดแย้งนี้ จนกระทั่งเขาไปปกป้ ่ องความเท็จ นี่แหล่ะที่จะยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง และความแตกแยก หรืออาจจะโง่เขลาต่ออะฮฺลุลหักกฺ หมายความว่า คนๆหนึ่ง มีความรู้ในสัจธรรมและรู้หลักฐานต่างๆ แต่เขาไม่รู้สถานภาพของคนๆหนึ่ง และ

25


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

บางที สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับนักศึกษา อันมีสาเหตุมาจากการไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นที่ อินโดนีเซีย ดังนั้น หากมีนักศึกษาคนหนึ่งพูดว่า "คนนั้นพูดยังงั้น....คนนี้พูดอย่าง นี้..." แน่นอนว่า ผู้มีความรู้คนนั้นได้พูดไปตามข่าวที่มาถึงตัวเขา ดังนั้น สิ่งจาเป็น สาหรับพวกเขาที่ชอบอ้างความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ ก็คือ มีความซื่อสัตย์และ การอ้างอิงที่น่าเชื่อถือเขาจะต้องไม่นาเสนอสิ่งที่ผู้คนไม่ได้กระทาและเอ่ยกล่าว (หมายถึง อย่ากุเรื่องเท็จขึ้นมา) และเขาจะต้องไม่ยึดเอาผลที่ติดตามมาของคาพูด เขาจะต้องอ้างความขัดแย้งให้ตรงกับความจริงที่ชัดเจน. และความโง่เขลาต่ออะฮฺ ลุลหักกฺนี้ ก็มิได้ทาให้ฐานะและการเคลื่อนไหว(ทางศาสนา)ของพวกเขาต้องต่าลง แต่อย่างใด เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นที่อินโดนีเซียนั้นเป็น อย่างไร เว้นแต่ คาบอกเล่า(จากนักศึกษาบางส่วน)ของประเทศนี้เท่านั้น พวกเขา ไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ แต่มีชาวเมืองของประเทศนั้นบางส่วนได้มายัง เขาและกล่าวว่า "คนนั้นพูดยั้งงั้น...คนนี้พูดยังงี้..." แน่นอนว่า ผู้รู้คนนั้นก็จะพูดไป ตามสิ่งที่เขาได้ยินมา ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า "แท้จริง ฉันเพียงตัดสินให้สอดคล้องเหมาะสมกับสิ่งที่ฉันได้ยินมา"(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลขที่ 7169) ผู้พิพากษาและมุฟตีย์ก็ตัดสินไปตามที่เขาได้ฟังมา ดังนั้น สิ่งที่สมควรเมื่อ เราบอกเล่าความขัดแย้งหนึ่งหรือเมื่อขอคาฟัตวา ก็คือ เราควรบอกเล่าไปตาม ความจริงที่ชัดเจนที่ทาให้ได้คาตัดสินที่ถูกต้อง เพราะผู้รู้คนหนึ่งมีหน้าที่ใน การอิจญ์ติฮาดเพื่อตัดสินปัญหาวิชาการหนึ่งๆ แต่บางทีเขาไม่รู้เกี่ยวกับสภาพของ ผู้คนและสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา และนี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งจากสาเหตุที่ทาให้เกิด ความขัดแย้ง ส่วนสิ่งที่เป็นสาเหตุนาไปสู่การประนีประนอม-ปรองดองกัน ได้แก่

26


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

1. เจตนาที่ซื่อสัตย์และสัจจริงในการสร้างความปรองดอง อัลลอฮทรง ตรัสเกี่ยวกับคนกลางสองคนที่สร้างความประนีประนอมให้เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยาที่ขัดแย้งกัน ว่า ‫صالَ ًحا يُ َوف ِق اللّوُ بَ ْي نَ ُه َما‬ ْ ِ‫إِن يُ ِري َدا إ‬ หากทั้งสองปรารถนาให้มีการประนีประนอมกันแล้ว อัลลอฮ์ก็จะทรงให้ ความสาเร็จในระหว่างทั้งสอง (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 35) หากแค่ปัญหาระหว่างสามี-ภรรยา อัลลอฮยังทรงสัญญาแก่พวกเขาทั้ง สองแล้ว แล้วจะเป็นเช่นไรกับผู้ที่พยายามสร้างความปรองดองระหว่างชาวมุสลิม ไม่เป็นที่สงสัยอีกแล้วว่า อัลลอฮจะทรงประทานเตาฟีก-ความสาเร็จอย่างแน่นอน (อินชาอัลลอฮ) หากเขามีเจตนาที่สัจจริงอย่างแท้จริง เพราะเจตนาที่ซื่อสัตย์นั้น ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ช่วยขจัดความขัดแย้ง และเป็นกุญแจแห่งความดีที่อัลลอฮ จะทรงทาให้ความปรองดองเกิดขึ้นด้วยมัน 2. ดุอาอ์ให้พี่น้องได้รับสิ่งดีๆ คือ ดุอาอ์ให้แก่พี่น้องของเราด้วยเจตนาที่ บริสุทธิ์ ให้อัลลอฮทรงขจัดความขัดแย้งออกไป ให้เกิดการประนีประนอม และให้ หัวใจของพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันบนความดีงามและตักวา และประคองพวกเขา ให้อยู่บนสัจธรรม-ความถูกต้อง 3. ตักเตือนฝุายที่ผิด โดยกล่าวกับเขาว่า "ท่านผิด ดังนั้น จงกลับไปสู่สัจ ธรรม-ความถูกต้องเถิด" สิ่งนี้ เฉพาะสาหรับผู้ที่มีความสามารถ ส่วนผู้ที่ไม่มี

27


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ความสามารถในการให้คาตักเตือนแก่เขา(ผู้ผิด)นั้น ก็ไม่เป็นสิ่งบังคับ(ในการทาสิ่ง นี้) 4.ตักเตือนฝุายที่ถูก คือ ตักเตือนให้อดทน โดยกล่าวกับพวกเขาว่า "จง อดทนและยืนหยัดต่อ(ความผิดของ)เพื่อนๆของท่าน เพราะเขาก็คืออะฮฺลิสสุน นะฮฺเช่นกัน และความขัดแย้งของเขาต่อท่านนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาเกลียด ท่าน มิใช่ว่าพวกเขาไม่ต้องการความถูกต้อง เพียงแต่ว่าพวกเขาผิดพลาด บรรดา เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็เคยขัดแย้งกันในหลายๆ เรื่อง อีกทั้ง(บางเรื่อง)ยังเป็นฟิตนะฮฺในสมัยของพวกเขาด้วย แต่พวกเขาทุกคน ต่างกล่าวแก่สหายของตนเองว่า "เราไม่เคยรู้สึกเหนือกว่าท่านในเรื่องอีมานและ ตักว่า" ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ คือผู้ที่มีเกียรติที่สุดหลังการจากไปของท่านอุ ษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ท่านกล่าวว่า "(พวกเขา)คือพี่น้องของเรา เราไม่เคย รู้สึกเหนือกว่าพวกเขาในเรื่องอีมานและตักวา" ทั้งๆที่ท่านคือผู้ที่มีความ ประเสริฐยิ่ง เช่นเดียวกัน ท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ก็ยอมรับในความ ประเสริฐของท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ และกล่าวว่า "เรามิได้ต่อสู้กับท่านใน เรื่องนี้(เรื่องคิลาฟะฮฺ) และเรายอมรับในความประเสริฐของท่าน" ดูสิว่า พวก เขาขัดแย้งและปราถนาในสัจธรรม-ความถูกต้องอย่างไร แม้ว่าความเห็นของพวก เขาจะแตกต่างกันในหลายๆเรื่อง แต่พวกเขาก็มิได้ด่าทอกันและกัน อีกทั้ง พวก เขากลับยอมรับว่า พี่น้องของพวกเขาปราถนาในสัจธรรมและได้ทาการอิจญ์ติฮาด นี่คือมารยาทที่จาเป็นต้องปฏิบัติต่อพี่น้องของเรา

28


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 4 : หวังว่าอัลลอฮจะทรงประทานความดีงามแก่ท่าน ท่านช่วย อธิบายเกี่ยวกับวิธีการนะศีหะฮฺ และการลาดับบุคคลที่มีความขัดแย้งกับเราใน เรื่องๆหนึ่ง? ตอบ : หน้าที่ของเราที่มีต่อผู้ที่มีความขัดแย้งด้วยนั้น มีดังนี้ 1-เราไม่สามารถสนทนาพูดคุยในประเด็นความขัดแย้งนี้ได้ เว้นแต่ ด้วยความรู้ มิใช่การคิดเอาเอง(สันนิษฐาน/ทึกทัก) 2-พิจารณาและตรวจสอบ เพราะเป็นไปได้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูกต้อง แล้วเราเป็นฝ่ายผิด ดังนั้น เราจึงต้องตรวจสอบคาพูดที่เราคิดว่าผิด 3-กลับไปสู่หลักฐาน(จากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ) พร้อมกับความ เข้าใจของชาวสะลัฟ และหากเรามีปัญหา ก็จงกลับไปหาอุละมาอ์ 4-หากเรามั่นใจแล้วว่า เขาเป็นฝ่ายที่ขัดแย้ง(ผิดพลาด) ดังนั้นก็ จาเป็นต้องนะศีหะฮฺเขา ด้วยการกล่าว(อย่างอ่อนโยน/นุ่มนวล)ว่า "พี่น้อง...จริงๆ แล้ว ท่านมิได้ต้องการสิ่งใดนอกจากความดีงาม แต่ว่าในเรื่องนี้นั้นท่านเป็นฝ่าย ผิดน่ะ และที่ถูกต้องนั้น ก็คือ สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนไว้ดังนี้....(อธิบายไป-ผู้ แปล)" ส่วนขั้นตอน/วิธีการนะศีหะฮฺนั้น มันมิได้มีเพียงแค่ขั้นตอนเดียวจบ ดังที่ ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า "ผู้ใดเห็นความ

29


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ชั่ว เขาจงยับยั้งมันด้วยมือของเขา หากไม่สามารถ ก็จงยับยั้งมันด้วยลิ้น (คาพูด)ของเขา หากไม่สามารถ ก็จงยับยั้งมันด้วยหัวใจ..." ดังนั้น หน้าที่ของเราก็คือ... 1-ปฏิเสธความผิดในหัวใจ(คือ รังเกียจความผิด/ความชั่ว) ทุกสิ่งผิดที่เรา มองเห็น จาเป็นต้องปฏิเสธมันด้วยหัวใจของเรา พร้อมกับรังเกียจที่จะให้ความชั่ว นั้นมีอยู่ที่พี่น้องมุสลิมด้วย นี่คือหน้าที่ของมุสลิมทุกคน 2-เมื่อเราเห็นแล้ว เราเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการยับยั้งความชั่ว นั้นด้วยลิ้นหรือไม่? เพราะคนเรานั้นมิได้มีแค่ระดับเดียว มีผู้รู้ที่ผู้คนยอมรับใน คาพูดของเขา เมื่อผู้รู้เอ่ยกล่าวสิ่งใดไป พวกเขาก็จะรับฟัง และความขัดแย้ง(หรือ ปัญหา)ก็คลี่คลายไป และมีผู้เริ่มต้นศึกษาเรียนรู้ เมื่อพวกเขาเอ่ยกล่าวสิ่งใดไป ก็ เป็นไปได้ว่าจะก่อให้เกิดฟิตนะฮฺแก่ผู้คนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ต้องพิจารณา สถานภาพของเราเอง ฉัน(ชัยคฺ อิบรอฮีม)เห็นว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม หน่ง ก็ควรมองไปยังผู้รู้ที่สังคมยอมรับในคาพูด(และการตัดสิน)ของเขา แล้วขอให้ เขาให้คาตักเตือน บางที สถานะของเรานั้นอาจเป็นปัจจัยบังคับไม่ให้เราทาการ ยับยั้ง(ความชั่ว)อย่างชัดเจน(อย่างโจ่งแจ้งหรืออย่างตรงไปตรงมา) แต่เราควรหา ผู้รู้ที่คาพูดของเขาเป็นที่ยอมรับเสียก่อน และกล่าวกับเขาว่า "คนๆหนึ่งได้กระทา อย่างนั้นอย่างนี้ ทางที่ดีท่านน่าจะตักเตือนเขา และชี้แจ้ง(สิ่งที่ถูกต้อง)ให้แก่เขา เพื่อว่าอัลลอฮจะทรงประทานเตาฟีกให้แก่เขา" นี่คือรูปแบบหนึ่งของการห้าม ปรามด้วยลิ้น เพราะการห้ามปรามนั้นไม่จาเป็นต้องกระทาอย่างชัดเจนเสมอไป 3-หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนที่สาม คือ การยับยั้งด้วยมือ(กาลัง) ขั้นตอบ/ ระดับนี้นั้น เป็นสิทธิ์เฉพาะบุคคลที่มีอานาจเท่านั้น มิใช่เพียงแค่ผู้ปกครอง ผู้นา

30


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ประเทศสามารถห้ามปราม(ความชั่ว)ด้วยกาลังของเขาได้ ผู้รู้สามารถห้ามปราม ลูกศิษย์ของตัวเองได้ บิดาสามารถห้ามปรามบุคคลในบ้านได้ ดังกล่าวนั้นแหล่ะ ทุกคนที่มีกาลังความสามารถในการห้ามปรามและการเปลี่ยนแปลงตามกาลัง ความสามารถของเขา จะต้องทาการห้ามปราม ตราบใดที่ไม่ก่อให้เกิดความผิดที่ ร้ายแรงยิ่งกว่าจากการห้ามปรามนั้น ในขณะที่ หากความชั่วนั้นมิได้อยู่ในระดับความสามารถของเรา เช่น ความชั่วที่มีอยู่ในสังคม ในขณะที่ตัวเรานั้นไม่มีกาลังอานาจใดๆเลย ดังนั้น ก็ไม่ อนุญาติให้เราทาการห้ามปรามด้วยกาลัง เพราะมันก็จะนามาซึ่งฟิตนะฮฺเท่านั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "ท่านทุกคนคือผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบ และท่านทุกคนจะถูกให้รับผิดชอบต่อผู้อยู่ในการรับผิดชอบของ ตนเอง" แล้วความชั่วนั้นมีอยู่ที่บุคคลที่อยู่ภายใต้การรับผิดชอบดูแลของเราหรือ? เราไม่ได้รับมอบหมายให้ห้ามปราม(ความชั่วของ)คนทุกคน แต่เราจะต้องรายงาน ไปยังผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือบรรดาอุละมาอ์ หรือผู้พิพากษาที่รับผิดชอบ หน้าที่นี้ หน้าที่ของเรานั้นคือการห้ามปรามเท่าที่ตนเองมีความสามารถเท่านั้น ท่านสามารถห้ามปรามลูกๆและภรรยาที่บ้านได้ รวมถึงครอบครัวของตัวท่าน และพี่น้องของท่าน(หากพวกเขาน้อมรับและไม่ก่อให้เกิดความผิดเพิ่มเติม) นี่คือ แขนงหนึ่งจากการห้ามปรามด้วยมือ(กาลัง) แต่สอดคล้องกับประโยชน์ผล และ ไม่นไปสู่ความผิดที่ร้ายแรงกว่า หลักในการห้ามปราม ก็คือ การยับยั้ง/เปลี่ยนแปลงความชั่วหนึ่ง ตราบใดที่ ความชั่วนั้นไม่ก่อให้เกิดความชั่วที่ร้ายแรงกว่า หากนาไปสู่ความชั่วที่ร้ายแรงกว่า ก็ไม่อนุญาติให้ทาการห้ามปรามความชั่วนั้น เพราะชะรีอะฮฺมีเป้าหมายเพื่อกาเนิด สิ่งดีงามและขจัดความชั่วร้าย หากไม่สามารถนาสิ่งดีงามหรือขจัดความชั่วร้ายได้

31


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ชะรีอะฮฺจึงกาหนดให้กระทาในสิ่งที่เป็นประโยชน์ผลมากกว่า และหลีกห่างจาก ความเสียหายที่ร้ายแรงกว่า

32


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 5 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...หวังว่าอัลลอฮจะทรงประทานความดีงามแก่ ท่าน หากเรากลับไปยังบ้านเกิด แล้วถูกถามเกี่ยวกับป๎ญหานี้(ป๎ญหาความ ขัดแย้ง) อะไรคือคาตอบที่ถูกต้องและเหมาะสมที่จะไม่เพิ่มความขัดแย้งให้มาก ยิ่งขึ้น...? ตอบ : คาตอบต่อคาถามนี้ก็เป็นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นั่นคือ ท่านจะต้องพยายาม สร้างการอิศลาหฺ(ประนีประนอม)บนพื้นฐานของสัจธรรม-ความถูกต้อง และ ประสานความเห็นของพวกเขาเข้าด้วยใจ พร้อมกับไม่เพิ่มความแตกแยกให้มาก ขึ้น จาเป็นสาหรับพวกเราที่จะต้องตักเตือนและประนีประนอมกัน หากไม่ สามารถแล้ว อย่างน้อย ก็จะต้องไม่เพิ่มความขัดแย้งต่อกัน และเราขอกล่าวกับ สังคมโดยรวมว่า - พวกท่านอย่าได้หมกมุ่นกับเรื่องนี้ เพราะนี่มิใช่เรื่องของพวกท่าน ความขัดแย้งเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้ แน่นอน พวกเขาย่อมรู้ดียิ่งกว่า(พวก ท่าน) ส่วนพวกท่านนั้นอย่าหมกมุ่นกับมันมากนัก - จงรักษาศาสนาของพวกท่าน รวมถึงการละหมาด และอิบาดะฮฺของ พวกท่าน - จงรับเอาประโยชน์จากผู้มีความรู้เถิด - พวกท่านอย่าได้พร่าบ่นต่อคาพูดของกันและกัน ส่วนบรรดาผู้ แสวงหาความรู้นั้น เราขอกล่าวกับพวกเขาว่า "หน้าที่พวกเราทุกคน คือ การ พยายามเพื่อสร้ ่ างการประนีประนอมระหว่างพี่น้อง พร้อมกับสร้างเอกภาพใน หัวใจของพวกเขาบนพื้นฐานของสัจธรรม-ความจริง แต่หากไม่สามารถ ก็จง

33


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ห่างไกลจากการเป็นศัตรูและการเพิ่มความขัดแย้งต่อกัน ทั้งด้วยการหลีกห่าง ที่ดี หรือการประนีประนอมกัน"

34


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 6 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...เกี่ยวกับประเด็นป๎ญหานี้ ท่านอยากจะ แนะนาให้อ่านหนังสือเล่มใดบ้าง? คาตอบ : หนังสือของบรรดาอุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺที่ได้อธิบายแนวทางที่ถูกต้อง ในประเด็นปัญหานี้นั้น เป็นหนังสือที่หนา ซึ่งเต็มไปด้วยการอธิบายที่กว้างขวาง (ละเอียด) ซึ่งไม่ง่ายเลยที่นักศึกษาทุกคนจะเข้าใจได้ นั่นก็คือ หนังสือเกี่ยวกับ หลักอะกีดะฮฺและรายงานคากล่าวของอุละมาอ์สะลัฟ เช่น หนังสือ "อัส-สุน นะฮฺ" เขียนโดย อับดุลลอฮ บิน อิมามอะหฺมัด , หนังสือ "ชัรหฺ อุศูล อิอฺติก็อด อะฮฺลิสสุนนะฮฺ" เขียนโดย อิมามอัล-ลาลิกาอีย์ , หนังสือ "อัส-สุนนะฮฺ" เขียน โดย อิมาม อัล-ค็อลลาล , หนังสือ "อัส-สุนนะฮฺ" เขียนโดย อิมาม อบูอบีอาศิม , หนังสือ "อัล-อิบานะฮฺ" เขียนโดย อิมาม อิบนุ บัฏฏอฮฺ และหนังสืออื่นๆ นี่คือ หนังสือที่ได้อธิบายแนวทางที่ถูกต้อง แต่อาจเป็นการยากที่นักศึกษาจะเข้าใจ จึง ควรอ่านหนังสือที่อธิบายถึงแนวทางอันนี้ เช่น หนังสือของชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ , อิบนุล ก็อยยิม และอุละมาอ์ยุคถัดมา เช่น ชัยคฺ มุหัมมัด บิน อับดุ ลวะฮฺฮาบ รวมถึงอุละมาอ์ในยุคปัจจุบันที่ได้อธิบายมันแก่อุมมะฮฺ พร้อมกับชี้แจง ขอบเขตที่ถูกต้องในปมปัญหานี้ที่จาเป็นแก่อุมมะฮฺในยุคปัจจุบัน5

5

ส่วนหนึ่ง ก็คือ หนังสือของชัยคฺ อิบรอฮีม เอง นัน่ คือ หนังสือที่มีชื่อว่า "เมากิฟ อะฮฺลสิ สุนนะฮฺ มิน อะฮฺลลิ อะฮฺวาอ์ วัลบิดอฺ"

35


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 7 : ขออัลลอฮทรงปกป๎กษ์รักษาท่าน....เรามักจะได้ยินเกี่ยวกับ 'สุรูรี ยะฮฺ' ท่านช่วยอธิบายความจริงของเรื่องนี้หน่อยครับ ขออัลลอฮทรงตอบแทน ความดีแก่ท่าน ตอบ 'สุรูรียะฮฺ' คือ หนึ่งในคานิยามที่มีขึ้นมาในช่วงท้ายมานี้ อุละมาอ์ส่วน หนึ่งได้อธิบายถึงพวกเขาเอาไว้ และแน่นอนว่าสิ่งนี้อ้างกลับไปยังบุคคลที่พิจารณา ตามความคิดของตนเองอย่างละเอียด แต่โดยภาพรวมแล้ว สุรูรียะฮฺ คือ พวกที่ อ้างตัวเองกลับไปยัง ‘มุหัมมัด บิน สุรูร ซัยนัล อาบิดีน’ ซึ่งในแนวทางของเขา นั้น มีการเบี่ยงเบนจากแนวทาง(มันฮัจญ์)อะฮฺลิสสุนนะฮฺในเรื่องการดะอฺวะฮฺ และการปฏิสัมพันธ์ผู้กับปกครอง ซึ่งรับมาจากแนวทางอื่นๆ เช่น กลุ่มอิควานุล มุสลิมีน และกลุ่มอื่นๆ และบุคคลที่อ้างตนเองไปยังกลุ่มนี้ บางที(บางคนในหมู่ พวกเขา)ก็มีความคิดที่สอดคล้องกับแนวความคิดของกลุ่มนี้ ในรากฐานบางอย่าง ของแนวทางของพวกเขา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่ทว่า ไม่อนุญาตให้(ตัดสิน โดยการ)อ้างทุกคนที่เบี่ยงเบนในเรื่องนี้ไปยังสุรูรียะฮฺทั้งหมด(หมายถึง หุกุ่มว่า พวกเขาทั้งหมดเป็นสุรูรียะฮฺ-ผู้แปล) เพราะบางที่ คนๆหนึ่งนั้นมีอะกีดะฮฺ สอดคล้องกับอะกีดะฮฺอะฮฺลิสสุนนะฮฺ และมิได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับพวกเขาเลย แต่เขาผิดพลาด และความผิดพลาดนั้นก็ฝังไว้ในความคิดของพวกเขา เช่นเดียวกับที่ถูกฝังไว้ในความคิดของพวกสุรูรียะฮฺ ดังนั้น ไม่อนุญาตให้เราสร้าง ความแตกแยกในอุมมะฮฺ ส่วนคนที่อ้างตนเองไปยัง 'มุหัมมัด บิน สุรูร' พร้อมกับพอใจ(ยอมรับ)ใน ความคิดของเขา และศึกษาเรียนรู้กับเขา นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะมีบางคนที่ บางครั้งก็ไปมีความคิดเห็นเหมือนกับทัศนะของพวกเขา ฉะนั้น เราจะต้องไม่

36


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

สร้างแตกแยก เพราะหากเราแบ่งแยกคนเป็นกลุ่มๆ และอ้างถึงพวกเขา(ว่า เป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้) มันก็ยากที่จะทาให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมาสู่สัจธรรม (ความจริง)หลังจากนั้น ซึ่งต่างออกไป หากเรากล่าวว่า "ท่านมีความผิดที่เรื่องนี้ ดังนั้นกลับมาสู่ความจริง-ความถูกต้องเถิด...!" ก็จะเป็นสิ่งง่ายกว่าสาหรับพวกเขา ที่จะกลับมา(สู่ความถูกต้อง) ต่อมา การรับรู้(หรือศึกษาข้อมูล)เกี่ยวกับญะมาอะฮฺต่างๆที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน และการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคิดของพวกเขานั้น อาจเป็น เรื่องยากสาหรับนักศึกษา และมันก็มิได้เป็นสิ่งจาเป็น(วาญิบ)สาหรับพวกเขาเลย แต่จาเป็น(สาหรับพวกเขา)ที่จะต้องรู้ความชั่วร้ายนั้นโดยภาพรวม ดังที่ท่านฮุ ซัยฟะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า "ผู้คนต่างถามท่านเราะสูลุลลอฮถึงสิ่งดี งาม แต่ฉันถามท่านเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้าย เพื่อจะได้ไปตกลงไปในมัน" (คือ) ด้วยการรู้ ความผิดพลาดของพวกเขาโดยภาพรวมในเรื่องนี้ ส่วนการหมกมุ่นอยู่กับคากล่าว ต่างๆของพวกเขา ว่าคนนั้นพูดอะไรไว้ คนนี้เขียนอะไรไว้เกี่ยวกับพวกเขา และ อะไรคือคาตอบโต้ต่อพวกเขา พร้อมกับเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้นั้น ก็จะเบน พวกเราออกจากการแสวงหาความรู้ ทั้งที่ชีวิตนั้นสั้นนัก! ดังนั้น หน้าที่ของเราก็คือการศึกษาให้รู้ถึงรากฐานอะกีดะฮฺของอะฮฺ ลิสสุนนะฮฺ , ความรู้พื้นฐานต่างๆ และบทบัญญัติต่างๆ ที่ด้วยกับสิ่งเหล่านี้เองที่ เราจะสามารถแยกแยะความจริงกับความเท็จได้ เมื่อเรามีความรู้ความสามารถ (ในเรื่องข้างต้น)แล้ว เราก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากคาพูดของคนนั้นคนนี้ ไม่ว่า เราจะรู้คาพูดของเขาหรือไม่ก็ตาม เพราะเรามีรากฐานที่เข้มแข็ง เช่น เรามี ความรู้เกี่ยวกับอะกีดะฮฺอะฮฺลิสสุนนะฮฺในเรื่องการตักฟีร บางครั้งเราไม่ จาเป็นต้องรู้เกี่ยวกับหุกุ่มต่อคนๆหนึ่งเลย เพราะเรามีหลักการที่ถูกต้องที่สามารถ ตัดสิน(สิ่งต่างๆอย่างถูกต้อง)ได้หลังจากนั้น , เมื่อเรามีความรู้เกี่ยวกับแนวทาง

37


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ของอะฮฺลิสสุนนะฮฺในการฮัจร์(การคว่าบาตร-บอยคอต) เราก็จะไม่ต้องถามอีก แล้วว่า ฮัจรฺคนนั้นได้หรือไม่ เพราะเมื่อเรารู้หลักการของมันแล้ว เราก็จะใช้มันกับ ผู้อื่นได้(อย่างถูกต้อง) ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีความต้องการต่อความรู้เกี่ยวกับ บทบัญญัติและความรู้พื้นฐานอื่นๆ ส่วนการตรวจสอบ(ขุดคุ้ย)สถานะของผู้คน , นาเสนอความขัดแย้งและคาพูดของพวกเขานั้น เป็นเรื่องที่ยาก และเบนพวกเรา ออกจากการแสวงหาความรู้ ทัศนะของมนุษย์ และการอุตริกรรมของพวกเขา และความขัดแย้งนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น เราควรให้ตนเองหมกมุ่นอยู่กับความรู้ และการเผยแพร่มัน แล้วเราจะมีหลักการที่ถูกต้องในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ เบี่ยงเบน

38


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 8 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...การเบี่ยงเบนของคนบางคนในแนวทาง (มันฮัจย์)การดะอฺวะฮฺนั้น ทาให้พวกเขาออกจากอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ หรือไม่? ขออัลลอฮทรงตอบแทนความดีแก่ท่าน คาตอบ ไม่เป็นที่สงสัยว่า อะฮฺลิสสุนนะฮฺนั้นมีแนวทาง(มันฮัจญ์)ที่ชัดเจนในการ ดะอฺวะฮฺและรากฐานของการดะอฺวะฮฺ เป็นแนวทางที่ชัดเจนและถูกต้อง ดังนั้น ใครก็ตามที่สวนทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺในแนวทางของเรื่องนี้ หรือหลักการบางส่วน ก็ ไม่สงสัยอีกแล้วว่า เขาได้สวนทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺ แต่ทว่า ทุกการเบี่ยงเบนนั้น ทาให้คนออกจากอะกีดะฮฺอะฮฺลิสสุนนะฮฺหรือเปล่า? (เรา)ได้กล่าวไว้แล้วก่อน หน้านี้(ดูคาตอบของชัยคฺ ในคาถามที่ 2 ) บางที ความผิดพลาดนั้นเป็นสิ่งชัดเจนว่า มิใช่ทัศนะของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ แต่เราไม่สามารถตัดสิน(หุกุ่ม)ได้ว่า เขาได้ออกจากอะกีดะฮฺอะฮฺลิสสุนนะฮฺ เพราะ เราจาเป็นต้องแยกแยะระหว่างคาพูดกับคนที่พูด ดังที่พวกท่านก็รู้กันดี ส่วน คาพูดนั้น เราสามารถตัดสินได้ว่า มันมิใช่ทัศนะของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ เช่น คนที่ด่า ทอผู้นา-ผู้ปกครอง พร้อมกับเผยแพร่ความลับ(สิ่งน่าละอาย)ของพวกเขา , เรียกร้องผู้คนให้โค่นล้ม หรือบางทีอาจจะถึงขั้นตักฟีรพวกเขา แม้ว่าความจริง แล้ว เขามิได้เป็นกาฟิรก็ตาม ผู้นา-ผู้ปกครองอุมมะฮฺอิสลามโดยรวมแล้วสนับสนุน กฎหมายอิสลาม ดังนั้น เราจึงไม่สามารถตัดสินพวกเขาว่าเป็นกาฟิรได้ แม้ว่าเรา จะพบว่าพวกเขาทามะอฺศิยะฮฺ(ฝ่าฝืนหลักการศาสนา)ก็ตาม ในขณะที่ผู้นาผู้ปกครองที่สนับสนุนศาสนาและเผยแพร่มันอย่างชัดเจน เช่นในประเทศซาอุดี้ และประเทศอื่นๆนั้น เราจะต้องไม่ประณามพวกเขา ยกเว้นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ ไม่มี ใครที่หันเหผู้คนออกจากพวกเขา นอกจากพวกปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่า(อะฮฺ

39


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ลุลอะฮฺวาอ์) เพราะไม่มีใครมะอฺศูม(ปราศจากบาปและความผิดพลาด) ไม่ว่าเขา จะเป็นผู้นา-ผู้ปกครอง หรืออุละมาอ์ หรือนักศึกษา ผู้ใดสวนทางต่อหลักการสาคัญๆของแนวทาง(มันฮัจญ์)การดะอฺวะฮฺ ของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ เราจะถือว่าคาพูดของเขานั้นมิใช่ทัศนะและแนวทางของอะฮฺ ลิสสุนนะฮฺ เราจาเป็นต้องพิจารณาสภาพของผู้เบี่ยงเบนคนนั้น หากสุนนะฮฺใน ตัวเขามีมากกว่า และตัวเขาเองก็มีความพยายามที่จะให้มันมีเกิดขึ้น(ในตัวเอง และสังคม) เราก็จะกล่าวกับเขาว่า ‘ท่านผิด’ หลังจากนั้นเราก็อดทนและตักเตือน เขา แต่หากเขาสวนทางต่ออะกีดะฮฺและแนวทางของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ ทั้งหมดทุกประการ ไม่สนใจต่อมัน และมีแนวโน้มใกล้ชิดกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺ อีก ทั้งยังพยายามที่จะหันเหผู้คนจากอะกีดะฮฺอะฮฺลิสสุนนะฮฺ ไปสู่แนวทางอื่นที่ เบี่ยงเบน เช่น แนวทางเคาะวาริจญ์ และแนวทางอุตริอื่นๆ ก็ไม่ที่สงสัยอีกแล้วว่า นั่นเป็นการเบี่ยงเบนที่หลงไปจากสุนนะฮฺ อีกทั้งยังหลงออกจากรากฐานหลักของ แนวทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺด้วย เพราะแนวทางในการดะอฺวะฮฺนั้นมีหลากหลายแขนง และพิจารณาตามผลดีและผลเสียที่จะได้มา จึงไม่สังสัยอีกแล้วว่า คนที่สวนทาง นั้น คือผู้ที่ได้ทาลายส่วนหนึ่งจากรากฐานแห่งอะกีดะฮฺของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ เช่น การยึดมั่นอยู่กับประชาคมมุสลิม , อดทนต่อผู้ปกครอง แม้ว่าเขาจะอธรรมก็ตาม และการอ่อนโยนในการดะอฺวะฮฺ (เป็นต้น) แต่บุคคลที่มีความดีงามมากมาย แต่ แล้วเขาเกิดผิดพลาดในบางเรื่อง เราจะต้องอดทนและตักเตือนเขา ต่างจากคน ที่อยู่ในแถวเดียวกับอะฮฺลุลบิดอะฮฺที่เบี่ยงเบนออกจากแนวทางอะฮฺลิสสุนนะฮฺ และดื้อดึงในความผิดของตนเอง ดังนั้น ชัดเจนว่าเขามิใช่อะฮฺลิสสุนนะฮฺ

40


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 9 : ขออัลลอฮทรงประทานสิ่งดีงามแก่ท่าน...จะบังคับใช้หลักฐานได้ อย่างไร? (ใคร? เมื่อไหร่? อย่างไร?-ผู้แปล) ตอบ หลักฐานจะถูกบังคับใช้ได้ ก็ต่อเมื่อคนที่ทาผิดนั้นรู้ถึงความผิดในเรื่องๆ หนึ่ง และรู้ถึงขนาดของความผิดนั้นของตนเอง หมายถึงว่า เขารู้ว่า เขาผิด และ รู้ขนาดของความผิดจากหลักฐานต่างๆ เมื่อเขารู้ความผิดตนเอง ดังนั้น หลักฐานก็ จะถูกใช้กับเขา เช่น มีคนๆหนึ่งทิ้งละหมาด หากคนที่ทิ้งละหมาดคนนี้ยังไม่ ทราบหุกุ่ม ดังนั้น หลักฐานก็จะยังไม่ถูกใช้กับเขา จนกว่าเราจะนาเสนอหลักฐาน และหุกุ่มแก่เขาก่อน เช่นนี้แล้วหลักฐานก็จะถูกบังคับใช้กับเขา แต่บางครั้ง คน ดังกล่าวรู้แค่เพียงหลักฐานบางส่วน เช่น เขารู้ว่าการทิ้งละหมาดนั้นเป็นที่ ต้องห้าม(หะรอม) และรู้ว่ามันเป็นการฝ่าฝืน(มะอฺศิยะฮฺ) แต่เขาไม่รู้ขนาด(ความ ร้ายแรง)ของการฝ่าฝืนนั้น จนกระทั่งไม่คิดว่าการทิ้งละหมาดโดยดูแคลนมันนั้น ทาให้ผู้ทิ้งเป็นกาฟิรได้ (เป็นต้น) ดังนั้น คนเช่นนี้นาเป็นต้องแจ้งว่า เขาทาผิด คือ แจ้งเขาว่าการทิ้งละหมาดนั้นเป็นการปฏิเสธ(กุฟรฺ) และอธิบายให้เขาทราบถึง ขนาดของความผิดนั้น นี่คือขั้นตอนที่จาเป็นต้องดาเนินการ และเรื่องนี้มิอาจ ทราบได้ เว้นแต่ด้วยหลักฐาน คือ....ว่า ผู้ที่เข้าใจผิดพลาดต่อหลักฐานที่กล่าวถึง ความผิดของตนเองนั้น หากเขาเข้าใจแล้ว (ก็ถือว่า) หลักฐานได้ถูกนาเสนอแก่เขา แล้ว แต่หากเขามีข้อสงสัย(ชุบฮาต) หรือมีสิ่งกีดขวางในการนาเสนอหลักฐานแก่ เขา เราก็มิอาจกล่าวได้ว่า หลักฐานได้ถูกนาเสนอแก่เขาแล้ว การพิจารณาว่า หลักฐานได้ถูกนาเสนอแก่คนหนึ่งคนใดแล้วหรือไม่ นั้น ต้องนากลับไปยังอุละมาอ์ ด้วยกับคนพวกนี้แหล่ะที่หลักฐานจะสามารถ บังคับใช้ได้ ดังนั้น เมื่ออุละมาอ์พูดถึงคนที่เบี่ยงเบน และนาเสนอความจริงแก่เขา

41


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

แล้ว เมื่อนั่นแหล่ะเราจึงจะพิจารณาได้ว่าเขาได้เข้าใจแล้วหรือไม่ ไม่ถือเป็น เงื่อนไขแต่อย่างใดว่าคนที่เบี่ยงเบนนั้นจะยอมรับว่า หลักฐานได้ถูกนาเสนอแก่เขา แล้ว แต่เพียงแค่เรารู้ว่าเขาคนนั้นได้รู้ความจริงและหลักฐานก็ได้ถูกนาเสนอแก่ เขาแล้ว เราก็สามารถบอกได้ว่า หลักฐานได้ถูกนาเสนอแก่เขาแล้ว มิใช่ทุกคนที่ สามารถบังคับใช้หลักฐานได้ แต่อุละมาอ์ต่างหากที่มีสิทธิ์บังคับใช้ หลักฐานมิ อาจถูกบังคับใช้ด้วยคากล่าวของคนๆหนึ่งว่า ‘จงทราบเถิดว่า การทิ้งละหมาดนั้น คือกุฟรฺ หากคุณยังคงไม่ละหมาด ดังนั้น คุณก็คือกาฟิร’ หลักฐานจะบังคับใช้ได้ ก็ด้วยการชี้แจงหลักฐาน และตอบข้อสงสัยต่างๆ รวมถึงขจัดข้อสงสัยเหล่านั้น ให้ไป ตลอดจนขจัดความไม่รู้และความโง่เขลาของเขา จนกระทั่งเรามีความมั่นใจ ว่า ผู้ที่เบี่ยงเบนคนนั้นเข้าใจแล้ว แต่กลับยังคงทาความผิดนั้นอีก เนื่องจากปฏิเสธ สัจธรรมและหยิ่งยโส เมื่อนั่นแหล่ะ เราจะจึงสามารถตัดสิน(หุกุ่ม)เขาได้ มีบางคนที่หลักฐานนั้นมิอาจบังคับใช้กับเขาได้ เช่น คนโง่เขลา(ญาฮิล) หรือคนที่ไม่สามารถบังคับใช้หลักฐานได้ด้วยดี เช่น ไม่สามารถนาเสนอหลักฐาน ได้ด้วยดี หรือไม่อ่อนโยนในการดะอฺวะฮฺ เพราะคนที่แข็งกร้าวในการดะอฺวะฮฺ นั้น หลักฐานมิอาจถูกบังคับใช้ได้โดยพวกเขา อัลลอฮทรงตรัสแก่ท่านนบีมูสา และฮารูนว่า ‫ا ْذ َىبَا إِلَى فِ ْر َع ْو َن إِنَّوُ طَغَى‬ ‫شى‬ َ ‫فَ ُق‬ َ ‫وال لَوُ قَ ْوًال لَّي نًا لَّ َعلَّوُ يَتَ َذ َّك ُر أ َْو يَ ْخ‬ เจ้าทั้งสองจงไปหาฟิรเอานฺ แท้จริงเขายะโสโอหังมาก แล้วเจ้าทั้งสองจงพูดกับ เขาด้วยคาพูดที่อ่อนโยน บางทีเขาอาจจะราลึกขึ้นมาหรือเกิดความยาเกรง

42


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ขึ้น (สูเราะฮฺฏอฮา 20 : 43-44) ทั้งๆที่อัลลอฮทรงรู้ว่า ฟิรเอานฺจะตายลงในสภาพเป็นกาฟิร แต่พระองค์ ก็ยังทรงสั่งใช้ให้กล่าวกับเขาด้วยคาพูดที่อ่อนโยน เพราะหลักฐานนั้นมิได้ถูก บังคับใช้ เว้นแต่ด้วย ‘อัร-ริฟกฺ’ และ ‘อัล-ลีน’ (ทั้งสองมีความหมายที่ใกล้เคียง กัน คือ ความอ่อนโยน) ส่วนการ ‘ตันฟีร’(วิธีการที่ทาให้ผู้คนต้องหนีห่าง)นั้น หลักฐานมิอาจถูกบังคับใช้ได้ด้วยมัน ต่อมา หลักฐานยังมิอาจถูกบังคับใช้ได้ นอกจากด้วยความอดทนและ การอธิบาย(ชี้แจง)แก่ผู้กระทาผิด เช่นเดียวกับผู้รู้ที่บังคับใช้หลักฐานนั้นจะต้องเป็นที่น่าเชื่อถือในความรู้ ของเขาสาหรับผู้ที่หลักฐานจะบังคับใช้กับเขา หากผู้บังคับใช้หลักฐานไม่เป็นที่ น่าเชื่อถือแล้ว บางทีอาจไม่ก่อเกิดผล(ที่ดี)ตามมา ไม่มีปัญหาใดๆที่เราสามารถกล่าวได้ว่า ‘ผู้บังคับใช้หลักฐานนั้นไม่ถือ เป็นเงื่อนไขในเรื่องนั้น’ เมื่อคนที่ทาผิดคนนั้นไม่รู้หุกุ่ม อัลลอฮก็จะทรงให้การ ผ่อนผันแก่เขา เมื่อเขาเข้าพบพระผู้เป็นเจ้าของเขาในวันกิยามะฮฺ และกล่าวว่า ‘ฉันโง่เขลา(ไม่มีความรู้)ในเรื่องนี้’ และอัลลอฮรู้ถึงความซื่อสัตย์ในคาพูดของเขา อัลลอฮก็จะทรงให้การผ่อนปรนแก่เขา แม้ว่าจะมีอุละมาอ์บางท่านมีความเห็นว่า มีสิ่งที่ไม่อาจเป็นที่รู้กันได้ทุกคน แต่นี่ตามความคิดของเรา เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เรื่องเช่นนั้น โดยส่วนมากแล้วจะไม่ถูกละเมิด เว้นแต่เฉพาะคนที่หยิ่งยโสและ หัวแข็งเท่านั้น แต่โดยเนื้อแท้แล้ว หากเรากล่าวว่า นี่คือสิ่งจาเป็นในศาสนาที่ จะต้องรู้ แต่คนๆนั้นโง่เขลาในเรื่องนี้ เราก็ไม่สามารถตัดสินเขาด้วยการกุฟรฺได้

43


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

เพราะอัลลอฮทรงให้การผ่อนปรนต่อความโง่เขลานั้น อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะ อาลา ตรัสว่า ‫سا إِالَّ ُو ْس َع َها لَ َها‬ ُ ‫الَ يُ َكل‬ ً ‫ف اللّوُ نَ ْف‬ อัลลอฮไม่ทรงวางภาระให้แก่มนุษย์ด้วยความรับผิดชอบที่หนักเกินกว่าที่เขา จะแบกรับได้ (สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 286) และความไม่เข้าใจของเขานั้นอยู่เหนือความสามารถของเขา และมนุษย์ นั้นไม่เท่ากัน(-ไม่เหมือนกัน)ในเรื่องที่ไม่อาจเป็นที่รู้กันได้ทุกคน เรื่องที่ไม่อาจเป็น ที่รู้กันได้ทุกคนสาหรับบรรดาอุละมาอ์นั้นแตกต่างไปจากเรื่องที่ไม่อาจเป็นที่รู้กัน ได้ทุกคนสาหรับนักศึกษา และเรื่องเช่นนี้ระหว่างนักศึกษากับคนเอาวาม(คน ทั่วไป)นั้นก็แตกต่างกัน ประเทศที่สุนนะฮฺและความรู้เป็นที่แพร่หลายนั้นก็ แตกต่างจากประเทศที่ห่างไกลจากสุนนะฮฺและความรู้ หลักการในเรื่องนี้ ก็คือ ไม่ว่าความผิดนั้นจะเป็นอย่างไร เราจาต้องขอ คาอธิบาย(คาชี้แจง) ขณะที่ท่านมุอ๊าซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ มายังท่านเราะสู ลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วก็สุญูด(ก้มลงกราบ)ต่อท่านนั้น ท่านน บี ได้กล่าวว่า “นี่มันอะไรกัน โอ้มุอ๊าซ...?” ทั้งๆที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งเขาเป็นผู้สอนความรู้และศาสนา และเขาก็เป็นเศาะหาบะฮฺที่มี ความรู้ แต่เขาไม่ทราบเกี่ยวกับหุกุ่มของเรื่องนี้ เขากระทาสิ่งดังกล่าวต่อท่านนบี เนื่องจากการตีความ(เพราะท่านเห็นอะฮฺลุลกิตาบ ทาการสุญูดต่อนักบวชของ พวกเขา เขาจึงเห็นว่า มุสลิมควรสุญูดต่อท่านนบีด้วย*) เช่นเดียวกับหาติบ

44


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ท่านไม่ทราบถึงเรื่องนี้ ทั้งที่หุกุ่มนั้นชัดเจน เช่นที่เกิดขึ้นใน เรื่องราวของท่าน (เมื่อท่านเราะสูลุลลอฮ ได้เตรียมกองทัพใหญ่เพื่อจะเข้าพิชิตมัก กะฮฺนั้น หาติบได้ส่งหนังสือฉบับหนึ่งเพื่อแจงแก่ญาติใกล้ชิดของเขาที่อาศัยอยู่ใน มักกะฮฺทราบ ผ่านทางหญิงคนหนึ่ง ซึ่งต่อมา อัลลอฮได้แจ้งให้ท่านนบีทราบผ่าน ทางวะฮีย์ แล้วท่านนบี(ก็ได้จับหาติบมาสอบสวน และสุดท้าย)ก็อภัยให้แก่เขา (ดู เศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์ 3/1095 หมายเลขที่ 2845 และเศาะฮีหฺมุสลิม 4/1941 หมายเลขที่ 2394) ) เพราะสิ่งคลุมเครือ(ชุบฮาต)นั้น คือ ตัวขัดขวางคนๆหนึ่งจากสัจธรรม (ความจริง) แม้ว่าเขาจะเป็นอุละมาอ์ก็ตาม ดังนั้น เราจึงต้องขอคาอธิบาย ดังที่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ทาไว้ โดยที่เรากล่าวว่า ‘ทาไมท่านจึง ทาเช่นนั้น?’ หากเหตุผลของเขายอมรับได้ เมื่อนั้นเราก็จงนาเสนอความรู้ให้แก่ เขา และตอบข้อสงสัยต่างๆ และเรามิอาจตัดสินเขาเพียงเพราะความผิด(ที่เขา กระทา)

45


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 10 : ขออัลลอฮทรงตอบแทนสิ่งดีงามแก่ท่าน อะไรคือเงื่อนไขของ การ ‘ฮัจรฺ’ และ ‘ตะฮฺซีร’ ? ตอบ การตะฮฺซีร(หมายถึง เตือนให้ออกห่าง)นั้น เราต้องดูที่ความผิดว่า มัน แพร่หลายหรือไม่ หากความผิดนั้นแพร่หลายในสังคม เราจาเป็นต้องตักเตือนคน ที่ทาผิดนั้น เรากล่าวกับเขาว่า ‘ท่านผิด ความผิดของท่านก็เป็นที่แพร่กระจาย ด้วย ดังนั้น กลับมาสู่สัจธรรม-ความถูกต้องเถิด!’ เราจะต้องนาเสนอสัจธรรมแก่ เขา จนกระทั่งความผิดนั้นถูกขจัดไป เพราะการหันกลับมาของคนที่ผิดจาก ความผิดของเขานั้น ดีกว่าการที่เราตะฮฺซีรเขา เช่น ความผิดของผู้สอนในชั้น เรียนห้องหนึ่ง เรากล่าวกับเขาว่า ‘ชัยคฺครับ...เป็นไปได้ว่าท่านจะลืมหรือผิดพลาด แต่ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างนี้ครับ เพราะลูกศิษย์อาจรับความผิดพลาดนั้นจากท่าน ได้’ ไม่เป็นที่สงสัยอีกแล้วว่า หากอาจารย์คนนั้นหันกลับมาสู่สัจธรรม-ความ ถูกต้อง เขาก็จะประกาศยอมรับในความผิดของตนเอง ดังนั้น มันก็จะขจัด ความผิดให้หายหมดไป และมันก็ถูกต้องกว่าในการตักเตือน ต่างกัน...หากเรา กล่าวว่า ‘อาจารย์คนนั้นผิด และเขากล่าวอย่างนั้นอย่างนี้’ อาจจะสามารถขจัด ความผิดพลาดนั้นได้ แต่การหมดไปของความผิดนั้นไม่เหมือนกับการหันกลับมาสู่ สัจธรรม-ความถูกต้องของอาจารย์คนดังกล่าว ดังนั้น หากเราสามารถตักเตือน ก่อนได้ นั่นก็คือสิ่งที่เราจะต้องทา เมื่อปรากฏชัดว่า ผู้กระทาผิดนั้นไม่ยอมกลับมาสู่สัจธรรม-ความ ถูกต้อง และความผิดของเขาได้แพร่กระจายที่สังคมโดยกว้าง เราจะต้องตะฮฺ ซีรเขาและความผิดดังกล่าว แต่ทว่า ในขอบเขตที่ความผิดนั้นกระจายไป เท่านั้น เช่น หากคนๆหนึ่งพูดในสังคมแห่งหนึ่งหรือในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วเกิด

46


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ผิดพลาดในการพูดของเขา ดังนั้น เราก็จะตะฮฺซีรเขาในขอบเขตของสังคมหรือ กลุ่มคนที่คนๆนั้นพูดเท่านั้น และไม่อนุญาตให้เรากล่าวถึงคนๆนั้นไปทั่วทุกเมือง และ(ไม่อนุญาติให้เรา)กล่าวว่า ‘คนนั้นผิด และเขาพูดอย่างนั้นอย่างนี้’ (ด้วย) เพราะสิ่งนี้ไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆเลย และเป้าหมายของการตะฮฺซีนนั้นคือ เพราะ ขจัดความผิดพลาดที่มีอยู่ในสังคมตามขอบเขตที่ความผิดนั้นแพร่กระจายไป หาก ความผิดนั้นแพร่กระจายในรัฐๆหนึ่ง ก็ไม่อนุญาตให้เราตะฮฺซีรไปยังรัฐอื่น หาก ความผิดนั้นแพร่กระจายในเมืองๆหนึ่ง ก็ไม่อนุญาตให้เราตะฮฺซีรไปยังเมืองอื่น เช่นเดียวกับตัวอย่างความผิดที่เกิดขึ้นกับนักศึกษานั้น ไม่ถือเป็นประโยชน์เลยที่ เราจะรวบรวมคนเอาวาม(ชาวบ้านทั่วไป) เพื่อตะฮฺซีรเขา เพราะพวกเขาไม่รู้อะไร เกี่ยวกับมันเลย ดังนั้น การตะฮฺซีรจะต้องเหมาะสมกับขอบเขตที่ความผิดนั้น แพร่กระจายไป เช่นเดียวกัน หากความผิดนั้นเกิดขึ้นในหมู่สะละฟียยีนเท่านั้น เราก็ตะฮฺซีรเขาเฉพาะในหมู่สะละฟียยีน ไม่อนุญาตให้เรานาอะฮฺลุลบิดอะฮฺมา และประกาศกับพวกเขา(ให้ร่วมตะฮฺซีรด้วย) หากความผิดนั้นไปถึงกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่ง เราก็จะต้องตะฮฺซีรตามขอบเขตที่ความผิดนั้นแพร่กระจายไป และหากไม่ถึง กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ก็ไม่อนุญาติให้นาความผิดนั้นไป(บอก)ยังพวกเขา เพราะพวกเขา ไม่รู้เกี่ยวกับมัน ต่อมา ขณะทาการตะฮฺซีรนั้น เราจาเป็นต้องแยกแยะระหว่างความผิด กับผู้ที่กระทาความผิด สาหรับความผิดนั้น เรากล่าวว่า สิ่งนี้ผิด และบางครั้งโดย ไม่ต้องเอ่ยชื่อผู้กระทา ว่าคนนั้นคนนี้ผิด เช่น คนๆหนึ่งผิดในเรื่องๆหนึ่ง บางทีกา รตะฮฺซีรนั้นมีควรเอ่ยชื่อผู้กระทาผิด (แต่)ให้เรากล่าวว่า ‘สิ่งที่ถูกต้องในเรื่องนี้ ก็ คือ อย่างนั้นอย่างนี้’ โดยไม่ต้องกล่าวว่า ‘คนนั้นคนนี้ผิด’ (คือระบุชื่อชัดเจน-ผู้ แปล) หรือเรากล่าวว่า ‘คนบางคนหรือนักศึกษาบางกลุ่มได้กล่าวเช่นนี้’ ดังที่ท่าน เราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดกระทาไว้ โดยกล่าวว่า ‘ทาไมจึงมี กลุ่มที่ทาเช่นนั้นและเช่นนี้...’ ทั้งหมดนี้ก็คือการตะฮฺซีรจากความผิด ไม่อนุญาต

47


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ให้เราด่าทอ(หรือประณาม) เมื่อผู้กระทาผิดนั้นเป็นมุจญ์ตะฮิดจากอะฮฺลุลหักกฺ (ผู้คนแห่งสัจธรรม) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิพากษ์วิจารณ์ และการกล่าวหา ว่าเป็นอะฮฺลุลบิดอะฮฺ แต่หากความผิดนั้นมาจากอะฮฺลุลบิดอะฮฺหรือคนที่อันตรายของเขา นั้นได้แพร่กระจาย(ไปทั่ว) หรือเราเกรงว่าสังคมจะได้รับผลกระทบจากมัน ดังนั้น เราจึงตะฮฺซีรเขา เพราะความผิดของเขานั้นมิได้จากัดอยู่แค่เพียงเรื่องหนึ่ง เรื่องใดเท่านั้น อีกทั้งความผิดของเขายังแพร่กระจายและถูกพูดถึงในหมู่ผู้คนด้วย (ก็ให้)เรากล่าวกับผู้คนว่า ‘จงระมัดระวังจากคนๆนั้น เพราะเขาเบี่ยงเบนจาก มันฮัจญ์และอะกีดะฮฺ(อะฮฺลิสสุนนะฮฺ)’ หากผู้กระทาความผิดนั้นรุนแรงมาก จนกระทั่งไปสู่ขั้นที่เลยเถิดแล้ว เราสามารถล่วงเกินเขาได้ด้วยการกล่าวว่า ‘คนนั้นคืออะฮฺลุลบิดอะฮฺ และเป็นผู้ เผยแพร่ฟิตนะฮฺ’ นี่ก็เป็นการตักเตือน(นะศีหะฮฺ) แต่สิ่งนี้จะยังไม่สามารถกระทา ได้ จนกว่าจะเป็นที่แน่ชัดว่า คนดังกล่าวผิดจริง มิใช่แค่เพียงการคาดคิด และ มิใช่ป๎ญหาที่ถูกตัดตอนมา แล้วเราก็นาเสนอไปยังผู้คน นี่คือเงื่อนไขของการ ตะฮฺซีร ส่วนการฮัจรฺ(หมายถึง บอยคอต/ตัดความสัมพันธ์)นั้น จะแตกต่างกันไป ตามความเหมาะสมของเป้าหมายต่างๆ มีการฮัจรฺเพื่อผลประโยชน์ของงานดะอฺ วะฮฺ เช่น การฮัจรฺต่ออะฮฺลุลบิดอะฮฺ , ผู้กระทาความชั่ว และอื่นๆ มีการฮัจรฺเพื่อ ผลประโยชน์ของฮาญิร(ผู้ทาการฮัจรฺ) เช่น คนที่เป็นกังวลในความปลอดภัยของ ตนเองและศาสนาของตน หากคลุกคลีกับผู้ทาบิดอะฮฺและความชั่ว ดังนั้น เขา สภาพเช่นนี้เขาจึงทาการฮัจรฺเพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเอง มีการฮัจรฺเพื่อ ผลประโยชน์ของมัฮฺํูร(ผู้ถูกฮัจรฺ) หมายถึง การฮัจรฺนั้นมีผลต่อตัวเขา จน

48


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

กระทาให้เขากลับมาสู่สัจธรรม ดังนั้น การฮัจรฺจึงแตกต่างไปตามความเหมาะสม ของเปูาหมายต่างๆ(สถานการณ์และเงื่อนไข) สาหรับเงื่อนไขของการฮัจรฺเพื่อผลประโยชน์ของฮาญิร(ผู้ทาการฮัจรฺ) นั้น คือ ทุกคนที่เป็นกังวล(กลัว)ในความปลอดภัยของตนเองและศาสนาของตน หากคลุกคลีกับคนนั้นคนนี้หรือกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ดังนั้น จาเป็นสาหรับเขาที่จะ ห่างไกลจากบุคคลหรือกลุ่มดังกล่าว ส่วนเงื่อนไขของการฮัจรฺเพื่อผลประโยชน์ ของมะฮฺํูร(ผู้ถูกฮัจรฺ)นั้น ให้พิจารณาสภาพของเขาว่า การฮัจรฺนั้นจะมี ประโยชน์กับหรือไม่ เพราะการฮัจรฺนั้นมิใช่สิ่งจาเป็นเสมอ จนกระทั่งว่า ทุกๆคนที่ เบี่ยงเบนนั้นจะต้องถูกฮัจรฺ แต่เราจะต้องพิจารณาว่าสิ่งใดที่จะมีประโยชน์สาหรับ เขา สิ่งใดที่ให้ประโยชน์กับเขามากกว่ากัน ระหว่างการฮัจรฺที่ทาให้เขาหันกลับมา สู่สุนนะฮฺ หรือการตะอฺลีฟ(หมายถึง การสร้างความใกล้ชิดกับผู้กระทาความผิด ด้วยการมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส , เยี่ยมเยียน , ตอบรับสลาม , นะศีหะฮฺด้วย ความอ่อนโยน,ท่าทีที่เห็นอกเห็นใจ และอื่นๆที่ช่วยสร้างความใกล้ชิดสนิมสนม ระหว่างผู้กระทาความผิดกับผู้ที่ต้องการเข้าไปตักเตือน จนกว่าเขาจะตอบรับต่อ คานะศีหะฮฺที่ถูกส่งไป-ผู้แปล) แต่เราจะต้องพิจารณาสิ่งต่างๆต่อไปนี้ด้วย 1. อิทธิพลของฮาญิร(ผู้ทาการฮัจรฺ) คนบางคนนั้น การฮัจรฺของเขามี อิทธิพล(มีผลกระทบ) เช่น บรรดาอุละมาอ์ , ผู้นา-ผู้ปกครอง หรือคนที่มี ตาแหน่ง-ฐานะ ส่วนผู้ที่การฮัจรฺของเขาไม่มีอิทธิพลนั้น เช่น (การฮัจรฺ)เพื่อนกับ เพื่อนคนอื่นๆ บางทีการฮัจรฺของเขาไม่มีผลใดๆกับเพื่อนของเขา และบางทีการ ฮัจรฺของเขาอาจถูกเข้าใจไปในทางอื่น ดังนั้น จึงจาเป็นที่ฮาญิรนั้น จะต้องมี อิทธิพลต่อมะฮฺํูร(ผู้ถูกฮัจรฺ) 2. พิจารณาสภาพของมะฮฺํูร(ผู้ถูกฮัจรฺ) ว่า การฮัจรฺนั้นมีผลต่อเขา

49


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

หรือไม่ หากการฮัจรฺจะยิ่งทาให้เขาหยิ่งผยองและหัวแข็ง ดังนั้น เขาก็ไม่ควรถูก ฮัจรฺ ท่านชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า ‘ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บางครั้งก็ทาการฮัจรฺ และบางครั้งก็ตะอ์ลีฟ’ 3. ดูเวลาในการฮัจรฺ การฮัจรฺนั้นจะต้องก่อประโยชน์และเหมาะสมกับ ความผิดพลาด ท่านอิบนุล ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า ‘การฮัจรฺนั้น เปรียบเสมือนยารักษา หากให้เกินขนาด ก็จะเป็นอันตรายหรือถึงตายได้ และ หากให้น้อยเกินไป ก็จะไม่ก่อประโยชน์ใดๆเลย’ ดังนั้นช่วงเวลาของการฮัจรฺจึง ต้องเหมาะสมกับชนิดของการเบี่ยงเบน เมื่อเรามองเห็นผู้ถูกฮัจรฺนั้นหันกลับมาสู่ สัจธรรมแล้ว เราก็จะต้องไม่เพิ่มเวลาของการฮัจรฺไปอีก เพราะจะเป็นอันตรายกับ เขา 4. ดูสภาพสังคม หากสังคมนั้นเป็นสังคมสุนนีย์(ผู้ปฏิบัติตามสุนนะฮฺ) ซึ่งจะส่งผลให้เขากลับมาสู่สัจธรรม ดังนั้น เราก็สามารถทาการฮัจรฺเขาในสังคมนั้น ได้ แต่หากเป็นสังคมบิดอะฮฺ ซึ่งหากเราทาการฮัจรฺเขาแล้ว เป็นไปได้ว่าเขาจะไป อยู่กับอะฮฺลุลบิดอะฮฺและนาไปสู่ความหลงผิดที่ร้ายแรงกว่า จนเพิ่มการเบี่ยงเบน ของเขาไปอีก (เช่นนี้)ก็ไม่อนุญาตให้เราทาการฮัจรฺ เราจะต้องพิจารณาสภาพของ สังคมที่เราจะทาการฮัจรฺในสังคมแห่งนั้น นี่คือ เงื่อนไขที่จาเป็นต้องพิจารณาให้ ดี เมื่อจะทาการฮัจรฺ 5. เราจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ)เพื่ออัลลอฮฺ ทั้งก่อนหน้าและ หลังจากทาการฮัจรฺ มิใช่ทาไปเพื่อผลกาไรส่วนบุคคล แต่เพื่อผลประโยชน์ของชะ รีอะฮฺ เพราะฮัจรฺนั้น บางทีถูกใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อ ผลประโยชน์ของผู้ถูกดะอฺวะฮฺ หรือเพื่อผลประโยชน์ของการดะอฺวะฮฺโดยรวม และเพื่อผลประโยชน์ของชาวมุสลิม เช่น มีผู้รู้และอะฮฺลุลบิดอะฮฺ หากผู้รู้คนนั้นมี

50


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ปฏิสัมพันธ์กับเขา(อะฮฺลุลบิดอะฮฺ) ก็อาจจะเป็นประโยชน์แก่อะฮฺลุลบิดอะฮฺคน นั้น และในอีกมิติหนึ่ง อาจเป็นฟิตนะฮฺแก่สังคมได้ จนกระทั่งพวกเขา(คนใน สังคม)ต่างกล่าวกันว่า ‘ผู้รู้ท่านนี้จะไม่มีทางเยี่ยมเยียนและนั่งรวมอยู่กับเขา(เป็น อันขาด) นอกจากว่าเพราะเขาคนนั้นอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง’ ดังนั้นอะฮฺลุล บิดอะฮฺคนนั้นจะต้องถูกฮัจรฺเพื่อผลประโยชน์ของงานดะอฺวะฮฺ ส่วนผู้ที่มีสถานะ ต่ากว่าผู้รู้ ซึ่งมิได้มีอิทธิพลใดๆในสังคมนั้น เขาสามารถทาการสอน(ตักเตือน)และ มีปฏิสัมพันธ์(ด้วยวิธีการตะอ์ลีฟ-ผู้แปล)กับอะฮฺลุลบิดอะฮฺคนดังกล่าวได้

51


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 11 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...การฮัจรฺและตะฮฺซีรนั้นมีความแตกต่าง หรือไม่ หากมีความแตกต่าง ทุกคนที่เราตะฮฺซีรนั้นจาเป็นต้องถูกฮัจรฺเสมอไหม ....? ตอบ ใช่ มีความแตกต่าง ตะฮฺซีร คือ การตักเตือนผู้คนจากความผิดหรือจาก คนที่กระทาความผิด ส่วนฮัจรฺนั้น คือ การตัดความสัมพันธ์(บอยคอต)กับคนๆ หนึ่งเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ของศาสนาของท่าน หรือผลประโยชน์ของงานดะอฺวะฮฺและอุมมะฮฺ แต่มิใช่ทุกคนที่เราตะฮฺซีรนั้น จะต้องถูกฮัจรฺด้วย บางครั้งเพื่อนเราทาผิด แล้วเราก็ตะฮฺซีรจากความผิดของเขา และมิได้ทาการฮัจรฺ เรากล่าวว่า ‘คนนั้นเป็นคนที่ดี มีคุณธรรมและความรู้ แต่เขา ผิดพลาดในเรื่องนี้...’ อุละมาอ์หลายท่านได้ทาการตะฮฺซีรต่อความผิดพลาดของอุ ละมาอ์คนอื่นๆบางท่าน (เช่น) ชัยคฺ อับดุลอะซีซ บิน บาซ เราะหิมะฮุลลอฮ เคย ถูกถามเกี่ยวกับความผิดของอุละมาอ์บางท่านในบางเรื่อง ท่านตอบว่า ‘ผู้รู้ท่าน นั้นผิดในเรื่องนี้’ แต่ท่านมิได้ทาการฮัจรฺเขา และไม่ประณามเขาด้วย แต่ท่าน เพียงชี้แจงความผิดพลาดของเขาเท่านั้น เช่นเดียวกับบรรดาอุละมาอ์ก่อนหน้า ท่าน เมื่อถูกถามเกี่ยวกับปัญหาหนึ่ง พวกเขาจะตอบว่า ‘สิ่งนี้ผิด’ แต่ไม่จาเป็นที่ ผู้กระทาผิดนั้นจะต้องถูกฮัจรฺ

52


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 12 : ท่านชัยคฺที่เคารพ...คาพูดที่ว่า คนนั้นเป็นอิควาน แต่อะกีดะฮฺ สะลัฟ หรือเป็นตับลีฆ แต่มีอะกีดะฮฺสะลัฟ นั้นถูกต้องแค่ไหน และมัน หมายความว่าอย่างไร...? ตอบ อิควานุลมุสลิมีนมีความเบี่ยงเบนมากในเรื่องอะกีดะฮฺ รวมถึงความ ผิดพลาดที่ใหญ่มากของพวกเขาในเรื่องแนวทาง(มันฮัจญ์) นั่นก็คือ การ รวบรวมผู้คน(โดยไม่พิจารณาอะกีดะฮฺ) และหลักการที่ผิดของพวกเขา นั่นก็ คือ (หลักการที่ว่า) ‘เราให้เกียรติกันในเรื่องที่แตกต่าง และร่วมกันในเรื่องที่ เห็นพ้อง’ สิ่งนี้สวนทางกับอะกีดะฮฺของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ญะ มาอะฮฺตับลีฆ ก็มีความผิดพลาดมากมายเช่นกัน เป็นไปได้อย่างไรที่จะกล่าวว่า คนนั้นมีแนวทาง(มันฮัจญ์)ตับลีฆ แต่อะกีดะฮฺสะละฟีย์ เพราะอะกีดะฮฺและ มันฮัจญ์นั้น คือสองสิ่งที่มิอาจแยกจากกันได้ อะกีดะฮฺและมันฮัจญ์มิอาจแยกสิ่ง หนึ่งสิ่งใด(จากทั้งสอง)ออกจากกันได้ แต่หาก(ชาวสุนนะฮฺ)ผิดพลาด เราจะกล่าว วา ‘คนนั้นผิดในเรื่องนี้ แต่เขายังคงอยู่บนหลักสาคัญๆของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ’ เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า ‘มุรญิอะฮฺ ฟุเกาะฮาอ์’(คือ คนกลุ่มหนึ่งที่มองว่าอีมานนั้น คือ การศรัทธาด้วยใจ เเละการกล่าวด้วยลิ้นเท่านั้น (ไม่รวมการกระทาแต่อย่าง ใด) เเต่พวกเขาก็ยังคงให้ความสาคัญต่อการกระทา ถึงเเม้ว่าจะไม่นับมันเป็นส่วน หนึ่งของการศรัทธา และพวกเขาก็ยังเป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ-ผูแ้ ปล) หมายถึงว่า พวก เขาคือฟุเกาะฮาอ์และอะฮฺลุลอิลมฺ(ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในศาสนา) พร้อมกับ เป็นมุรญิอะฮฺ อะฮฺลิสสุนนะฮฺ คือเขายังเป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ แต่เขาผิดในเรื่องนี้ สิ่ง นี้สามารถพูดได้ หากความผิดนั้นเป็นเรื่องแขนง(มิใช่เรื่องรากฐานหลักของอะกี ดะฮฺและศาสนา)

53


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

แต่หากคนๆนั้นเบี่ยงเบนจากมันฮัจญ์(อะฮฺลิสสุนนะฮฺ)ทั้งหมดทุก ประการ เราก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า ‘มันฮัจญ์ของเขาเป็นอย่างนี้ แต่อะกีดะฮฺของ เขานั้นเป็นอย่างนั้น’ แต่เราจะต้องทราบว่า อะกีดะฮฺและมันฮัจญ์ของอะฮฺลิสสุน นะฮฺนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้

54


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 13 : ขออัลลอฮทรงตอบแทนสิ่งดีงามแก่ท่านในการตักเตือนนี้ ตอนนี้ เรารู้สึกบกพร่องมากในการพยายามสร้างความปรองดองระหว่างพี่น้อง ตลอดจนการขอดุอาอ์เพื่อสิ่งดีงามแก่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขอดุ อาอ์ให้ผู้ที่ขัดแย้งกับเรานั้นได้รับทางนา รวมถึงในเรื่องเจตนา บางครั้งขณะทา การตักเตือนนั้น เราไม่มีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ แต่เพื่อเปูาหมายทางโลก มากกว่า ดังนั้น คาตักเตือนของท่านต่อเรานั้นคืออะไร? และสะลัฟมีวิธีการ อย่างไรในการรักษาเจตนาและความปรารถนาที่เข้มข้นของพวกเขาในการขอ ดุอาอ์ให้แก่พี่น้อง..... ? ตอบ จาเป็นสาหรับมุสลิมที่จะต้องมีเจตนาบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮในทุกๆการ งานของเขา ในทุกๆการงานของมนุษย์นั้น เขาจะกระทาเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ แก่ตนเอง ก่อนที่เราจะพยายามสร้างความปรองดองและให้คาแนะนาแก่ผู้คน นั้น เราจาเป็นต้องพยายามปกปูองตัวเองเสียก่อน และเรามิอาจกระทาสิ่งนี้ได้ นอกจากด้วยการบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮเท่านั้น พร้อมกับปราถนาในพระพักตร์ ของอัลลอฮในทุกๆการงานของเรา และรู้สึกว่าอัลลอฮทรงดูเราอยู่เสมอ เป็นไปได้ ว่าผู้คนไม่รู้เจตนาของเรา เพราะเจตนานั้นเป็นสิ่งที่ถูกปกปิดไว้ จนกระทั่งเราอาจ หลอกตัวเองและผู้คนด้วยการแสดงออกว่า(เรา)กาลังตักเตือน(นะศีหะฮฺ) ทั้ง ที่อัลลอฮทรงรู้ในสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจของเรา ِ ‫وإِن تُب ُدواْ ما فِي أَن ُف ِس ُكم أَو تُ ْخ ُفوهُ يح‬ ُ‫اس ْب ُكم بِ ِو اللّو‬ َُ ْ ْ َ ْ َ และหากพวกเจ้าเปิดเผยสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเจ้า หรือจะปิดบังมันไว้ก็

55


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ตาม อัลลอฮก็จักทรงนามันมาสอบสวนอย่างแน่นอน (สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 2 : 285) ดังนั้น จาเป็นสาหรับมุสลิมทุกคนที่จะมีเจตนาที่บริสุทธิ์(เพื่ออัลลอฮแต่เพียงผู้ เดียว) ชาวสะลัฟนั้นมีความปรารถนาเป็นอย่างมากที่จะมอบทางนา(การ ชี้แนะ)แก่ผู้คน และท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นคือ แบบฉบับแรกในเรื่องนี้ ผมจะเล่าตัวอย่างหนึ่งจากชีวประวัติของท่านเราะสู ลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ให้แก่พวกท่าน ; อับดุลลอฮ บิน อุบัยยฺ เป็นคนๆหนึ่งที่ทาร้ายท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อย่างหนัก ขณะเขา ตายนั้น ลูกของเขา คือ อับดุลลอฮ บิน อับดุลลอฮ บิน อุบัยยฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ (ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺ) ได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อให้ ท่านนบีให้อภัยแก่พ่อของตนเอง ท่านนบีจึงได้ให้อภัยแก่เขา แต่ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ห้ามท่านไว้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าว ว่า ‘ฉันถูกห้ามมิให้ขออภัยโทษให้แก่พวกเขา 70 ครั้ง ฉันจึงต้องการขอ มากกว่า 70 ครั้ง’ แต่แล้วอายะฮฺก็ถูกประทานลงมาว่า ‫ات أَبَ ًدا َوالَ تَ ُق ْم َعلَ َى قَ ْب ِرهِ إِنَّ ُه ْم َك َف ُرواْ بِالل ِّو َوَر ُسولِ ِو‬ َ ‫َح ٍد م ْن ُهم َّم‬ َ ُ‫َوالَ ت‬ َ ‫صل َعلَى أ‬ ِ َ‫وماتُواْ وىم ف‬ ‫اس ُقو َن‬ ْ ُ َ ََ และเจ้า จงอย่าละหมาดให้แก่คนใดในหมู่พวกเขาที่ตายไปเป็นอันขาด และจง อย่ายืนที่หลุมศพของเขาด้วย แท้จริงพวกเขานั้นได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ และเราะสูลของพระองค์ และพวกเขาได้ตายลง ขณะที่พวกเขาเป็นผู้ละเมิด

56


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

(สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ 9 : 84) (ดู เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/427 หมายเลขที่ 1210 และเศาะฮีหฺมุสลิม 4/1865 หมายเลขที่ 2400) พิจารณาดูความปรารถนาของท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเถิด....มุนาฟิกที่คอยทาร้ายท่านและกีดขวางงานดะอฺวะฮฺของท่าน ท่าน กลับกล่าวว่า ‘ฉันจึงต้องการขอ(อภัยโทษให้แก่พวกเขา)มากกว่า 70 ครั้ง’ ก็ เพราะความปรารถนาที่มากล้นของท่านในการมอบทางนา(การชี้แนะ)แก่ผู้คน และนี่ถือส่วนหนึ่งของการตักเตือนเพื่ออัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา จาเป็นสาหรับมุสลิมทุกคนจะต้องไม่ฝ่าฝืนอัลลอฮในแผ่นดินของพระองค์ และต้องรู้สึกสุขใจเมื่อไม่มีการเบี่ยงเบน(การหลงผิด)บนหน้าแผ่นดิน และต้องไม่ ดีใจเนื่องจากการเบี่ยงเบนของผู้อื่น เพราะหากเรารักอัลลอฮ ย่อมต้องเป็นสุข เมื่ออัลลอฮถูกเคารพภักดีและไม่ถูกฝ่าฝืน และนี่สาหรับทุกคน เมื่อท่านรักใครคน ใดคนหนึ่ง แน่นอน ท่านย่อมไม่สุขใจเมื่อเขาฝ่าฝืนและความชั่วของเขาถูกพูดถึง แต่หากเรารู้สึกสุขใจกับความผิดพลาดของผู้อื่นแล้ว นี่ย่อมไม่ใช่การตักเตือน (นะศีหะฮฺ)เพื่ออัลลอฮ เพราะมุสลิมนั้นจะรู้สึกสุขใจเพื่ออัลลอฮถูกเคารพภักดี และไม่ถูกฝ่าฝืน จนกระทั่ง ชาวยิวและคริสเตียนเอง เราก็ดีใจเมื่อพวกเขาศรัทธา ดังนั้น เราจึงต้องมีความโลภในการมอบทางนา(คาชี้แนะ)แก่ผู้คน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งกับพี่น้องของเรา ด้วยเหตุนี้ ท่านอับดุลลอฮ บิน อุมัร บิน อับดุลอะซีซ เราะ หิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวกับบิดาของตนว่า ‘พ่อครับ ผมรู้สึกดีใจเมื่อผมและพ่อถูก ปรุงอยู่ในหม้อที่เดือดในหนทางของอัลลอฮ’ หมายถึงว่า ทั้งสองถูกปรุงอยู่ในหมอ ที่เต็มไปด้วยน้ามันหรือน้าที่เดือด จนกระทั่งร่างกายของพวกเขาสลายไปใน หนทางของอัลลอฮ และนี่คือการตักเตือนเพื่ออัลลอฮ ดังกล่าวนั้นแหล่ะ คือความ จาเป็นสาหรับมุสลิมที่จะต้องชาระการงานของตนเองให้บริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮ

57


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

อีกตัวอย่างหนึ่งของความเข้มข้นแห่งการตักเตือนและความบริสุทธิ์ใจ ในประวัติของชาวสะลัฟ ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ในการ ท้าดวลก่อนเริ่มสงคราม ท่านเอาชนะศัตรูของท่าน และคว่าเขาลงบนพื้นได ขณะที่ท่านจะโจมตีและสังหารเขาด้วยดาบนั้น คนๆนั้นได้ถุยน้าลายใส่หน้าของ ท่าน ท่านจึงไม่ได้สังหารเขา ท่านจึงถูกถามว่า ทาไมถึงไม่สังหารเขา ท่านตอบ ว่า ‘ก่อนหน้านี้ ฉันต้องการฆ่าเขาเพื่ออัลลอฮ แต่คนๆนั้นได้ถุยน้าลายใส่ฉัน จน ฉันโกรธ ฉันเกรงว่า ฉันจะฆ่าเขาเพื่อตัวของฉันเอง(มิใช่เพื่ออัลลอฮ)’ …ดูการหัก ห้ามตนของชาวสะลัฟสิ นี่คือเตาฟีกจากอัลลอฮ ที่มิอาจได้มา เว้นแต่ด้วยการรู้สึก ว่า อัลลอฮทรงอยู่ใกล้และทรงมองอยู่เสมอ(มุรอเกาะบะตุลลอฮ) จนกระทั่ง สามารถยับยั้งตนเองได้ด้วยดี สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมาจากความบริสุทธิ์ใจเพื่อ อัลลอฮ เมื่ออัลลอฮทรงรู้ถึงความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ใจของเขา พระองค์ ก็จะทรงคุ้มครองเขาจากทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากลาบากมาก สาหรับคนๆหนึ่งที่จะมีท่าทีและสร้างเจตนาเช่นนี้กับตัวเองได้ ดูสิ! ท่าน(อลี)ไม่ สบายใจที่จะฆ่าผู้ปฏิเสธคนนั้น หลังจากที่ท่านสามารถล้มเขาได้ ทั้งๆที่ท่านกาลัง อยู่ในการญิฮาด บางคนในหมู่พวกเราอาจจะกล่าวว่า ‘ฉันได้ทาการฆ่าเพื่อ อัลลอฮ’ ทั้งที่ในตัวเขานั้นมีเจตนาอื่นที่ถูกปกปิดไว้ เขาฆ่าเพื่อตัวของเขาเอง ดังนั้น จึงจาเป็นสาหรับพวกเราที่จะต้องบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ และขอดุอาอ์ให้แก่ พี่น้องของเรา และขอฮิดายะฮฺ(ทางนา)ให้แก่พวกเขา ในขณะที่เราละหมาดยาม ค่าคืนและในเวลาที่ดุอาอ์ถูกตอบรับ(มุสตะญาบ) และทาให้ทุกๆการพูดและการ กระทาของเรานั้นมีเป้าหมายเพื่ออัลลอฮเท่านั้น ให้เรามีความบริสุทธิ์ใจขณะพูด บริสุทธิ์ใจขณะนิ่งเงียบ บริสุทธิ์ใจขณะปลีกตัวอยู่คนเดียว จนกระทั่ง ไม่ว่าจะใน สภาพใดก็ตาม ท่านก็อยู่ในความดีงามที่ยิ่งใหญ่ แต่หากเราไม่มีเจตนาที่บริสุทธิ์ (ขออัลลอฮทรงคุ้มครองเราจากสิ่งนี้) แม้ว่าเราจะพูดในสิ่งที่เป็นสัจธรรม(สิ่งที่ ถูกต้อง) ให้คาตักเตือน และอัลลอฮทรงให้เกิดการปรองดองขึ้นเนื่องจากเรา

58


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

จนกระทั่งเกิดสิ่งดีงาม ในขณะที่ผู้คนต่างก็พากันสรรเสริญเรา การงานของ เราก็สูญเปล่า เพราะไม่มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ขอให้เราได้รับบทเรียนจากหะดีษบท หนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่กล่าวว่า ‘แท้จริง ในวันกิยามะฮฺ อัลลฮจะลงมายังปวงบ่าวของพระองค์เพื่อตัดสิน และมนุษย์ทุกคนจะคุกเข่าลง คนแรกที่จะถูกเรยีกก็คือ คนที่อ่านอัล-กุรอาน , คน ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ และคนที่มีทรัพย์สินมากมาย อัลลอฮทรงตรัสกับคน อ่านอัล-กุรอานว่า ‘ข้าได้สอนแก่เจ้าในสิ่งที่ข้าประทานลงมาแก่เราะสูลของข้า แล้วใช่ไหม?’ เขาตอบว่า ‘ใช่ ถูกต้องแล้ว โอ้พระผู้อภิบาล’ พระองค์ตรัสว่า ‘เจ้า ปฏิบัติสิ่งใดบ้าง?’ เขาตอบว่า ‘ข้าพระองค์อ่านมันทุกเช้าค่า’ พระองค์ตรัสว่า ‘โกหก!’ มลาอิกะฮฺกล่าวว่า ‘เจ้าโกหก!’ พระองค์ทรงตรัสว่า ‘เจ้าอ่านมัน เพราะ ต้องการให้ถูกเรียกว่าเป็น กอรีย์(นักอ่านอัล-กุรอาน) และเจ้าก็ถูกเรียกเช่นนั้น’ แล้วคนที่มีทรัพย์สินมากมายก็ถูกนามา อัลลอฮทรงตรัสกับเขาว่า ‘ข้าได้ประทาน ริสกีแก่เจ้า จนกระทั่งเจ้าไม่จาเป็นต้องพึ่งพิงใครใช่หรือไม่?’ เขาตอบว่า ‘ใช่ ถูกต้องแล้ว โอ้พระผู้อภิบาล’ พระองค์ตรัสว่า ‘แล้วเจ้าได้ทาอะไรบ้างกับสิ่งที่ข้า ประทานให้?’ เขาตอบว่า ‘เมื่อก่อนเขาได้เชื่อมความสัมพันธ์และให้บริจาค’ พระองค์ตรัสว่า ‘โกหก!’ มลาอิกะฮฺกล่าวว่า ‘เจ้าโกหก!’ อัลลอฮทรงตรัสว่า ‘เจ้า ได้ใช้จ่าย เพราะต้องการให้ถูกเรียกว่าเป็นคนใจบุญ และเจ้าก็ถูกเรียกเช่นนั้น’ แล้วคนที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮก็ถูกนามา อัลลอฮทรงตรัสกับเขาว่า ‘เจ้า ต่อสู้เพื่ออะไร?’ เขาตอบว่า ‘ข้าพระองค์ถูกสั่งใช้ให้ทาการญิฮาดในหนทางของ พระองค์ ข้าพระองค์จึงต่อสู้จนกระทั่งถูกฆ่าตาย’ อัลลอฮตรัสว่า ‘เจ้าโกหก!’ มลาอิกะฮฺกล่าวว่า ‘เจ้าโกหก!’ อัลลอฮทรงตรัสว่า ‘เจ้าต่อสู้เพื่อต้องการให้ถูก เรียกว่าเป็นคนกล้าหาญ และเจ้าก็ถูกเรียกเช่นนั้น’’ ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ‘แล้วท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ตบเข่าของตนเอง พร้อมกล่าวว่า : สามคนนี้ คือ สิ่งถูกสร้างที่นรกถูก

59


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

จุกครั้งแรกเพื่อพวกเขา’ (บันทึกโดย มุสลิม 3/1513 หมายเลขที่ 1905 และอัตติรมีซีย์ 4/591 หมายเลขที่ 2382 ตรวจทานโดยอะหฺมัด ชากิร และหะดีษนี้เป็น สานวนของอัต-ติรมีซีย์) สิ่งที่เราจะต้องขีดเส้นใต้ไว้(ต้องสนใจเป็นพิเศษ) ก็คือ คากล่าวของท่าน เราะสูล ที่ว่า ‘วะ ก็อด กีลา- และเจ้าก็ถูกเรียกเช่นนั้น’ บ่งชี้ว่า ส่วนมากของผู้ที่ ถูกเรียกในโลกดุนยา ในฐานะเป็นผู้รู้ , คนใจบุญ หรือผู้กล้านั้น ไม่ได้หวังในพระ พักตร์ของอัลลอฮ เรากลัวว่าจะเป็นตัวเราเอง บางทีผู้คนพูดเกี่ยวกับเราว่า ‘คน นี้เป็นผู้รู้’ หรือ ‘คนนี้เป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ’ และอัลลอฮทรงรู้หัวใจของเรา ดังนั้น เราจึงต้องตระหนักในเรื่องนี้ เพราะหากเจตนาของเรามีริยาอ์แล้ว เราก็จะถูก กล่าวต่อหน้าสิ่งถูกสร้างทั้งหมด(ในวันกิยามะฮฺ)ว่า ‘เจ้าทาสิ่งนั้น เพราะต้องการ ให้ถูกเรียกว่าเป็นเช่นนี้ และเจ้าก็ถูกเรียกเช่นนั้น(ในดุนยา)’ แล้วเราก็ถูกขว้างลง ไปในนรก นี่คือสิ่งที่อันตรายมาก มนุษย์จึงต้องวิงวอนขอจากอัลลอฮซึ่งความ บริสุทธิ์ใจในคาพูดและการกระทาของเขาในทุกช่วงเวลา ไม่มีมนุษย์คนใดเว้นแต่ เขาจะต้องอ่อนแอ แต่เมื่อใดที่อัลลอฮทรงรู้ความเข้มแข็งของเจตนาที่บริสุทธิ์ ความมุ่งมั่น และความอดทนของบ่าวคนหนึ่งแล้ว พระองค์ก็จะทรงประทานเตา ฟีกแก่เขา ดังหะดีษบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘บ่าวคนหนึ่งจะยังคงสร้างความใกล้ชิดกับข้าด้วยนะวาฟิล(อะมั้ลสุนนะฮฺ)อยู่ เสมอ จนกระทั่งข้ารักเขา’ (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 5/2384 หมายเลขที่ 6137) และสิ่งที่จะเป็นกาบังคุ้มครองเราจากสิ่งนั้น ก็คือ ด้วยการทาอะมั้ลศอ ลิหฺและการภักดีให้มาก อย่าได้ง่วนอยู่กับความรู้ จนลืมการปฏิบัติ เพราะ(แท้จริง แล้ว)ความรู้นั้น คือเครื่องมือไปสู่การปฏิบัติ หากเราง่วนกับความรู้ จนลืมปฏิบัติ

60


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ความรู้ของเรานั้นก็จะไม่มีประโยชน์ ท่านอลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ‘จงเชื่อมความรู้กับการปฏิบัติ หากมันตอบรับ และหากไม่แล้ว ความรู้จะจากไป’ เมื่อท่านยืนหยัดในการภักดีต่ออัลลอฮ พระองค์ก็จะทรงคุ้มครองท่าน จากฟิตนะฮฺ หากท่านรักษาการละหมาด การซิรกฺ และการงานที่ดี (อัลลอฮก็จะ ทรงคุ้มครองท่าน)ขณะฟิตนะฮฺครอบงาผู้คน และท่านมีตาแหน่งที่สูงส่ง ณ ที่อัลลอฮ อัลลอฮมิทรงตรัสไว้ในหะดีษกุดสีย์ดอกหรือ? ว่า ‘เมื่อบ่าวคนหนึ่ง ยังคงสร้างความใกล้ชิดกับข้าอยู่เสมอ จนกระทั่งข้ารักเขา ดังนั้น เขาก็จะเป็น หูที่เขาใช้ฟ๎ง เป็นตาที่เขาใช้มอง เป็นมือที่เขาใช้หยิบจับ และเป็นเท้าที่เขาใช้ ไว้เดิน’ ทาไมนะหรือ? เพราะอัลลอฮทรงคุ้มครองเขา ดังนั้น ทุกคนที่ต้องการ ปลอดภัยจากฟิตนะฮฺ ก็จงทาการภักดีและอิบาดะฮฺให้มาก นี่แหละคือสิ่งที่มี ประโยชน์ ขอสาบานต่ออัลลอฮ!! ความรู้อย่างเดียวจะไม่มีประโยชน์ ท่าน อาจจะเป็นผู้รู้ แต่ศาสนา(ในตัว)ของท่านถูกฟิตนะฮฺ เพราะท่านมิอาจรับ ประโยชน์มาได้ เว้นแต่ด้วยความรู้และความเข้าใจในศาสนา พร้อมกับยืนหยัด ในการภักดี ดังนั้น หากท่านสังเกต ใครที่ปลอดภัยเมื่อฟิตนะฮฺครอบงาอุมมะฮฺ และผู้คน? อุละมาอ์นั่นแหล่ะที่ปลอดภัย แต่ว่า พวกเขาปลอดภัยเพราะความรู้ เท่านั้นหรือ? ไม่! พวกเขาปลอดภัยเพราะพวกเขาเป็นนักอิบาดะฮฺ อัลลอฮ คุ้มครองพวกเขาเพราะอิบาดะฮฺ และคนที่ถูกฟิตนะฮฺนั้น ก็คือ บรรดาอุละมาอ์ ชั่ว และคนที่ทาเพราะริยาอ์(โอ้อวด-ไม่บริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ) เราขอความ คุ้มครองต่ออัลลอฮจากสิ่งนี้ เพราะคนๆหนึ่งตกต่าก็เพราะการงานของเขา นี่คือ หน้าที่สาคัญที่นักศึกษาต้องกระทา เพื่อให้เกิดการปรองดองอย่างแท้จริง แต่ก่อน หน้านั้น เราจะต้องปรับปรุงตนเองเสียก่อน เราจะปรับปรุงผู้คนได้อย่างไร ในขณะที่ตัวเรานั้นป่วยไข้ เราจะปรับปรุงบ้านของผู้ได้อย่างไร ขณะที่บ้านของเรา นั้นทรุดโทรม(สกปรก-ไม่เรียบร้อย)...?

61


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

เราจะต้องปรับปรุงหัวใจและการงานของเรา พร้อมกับรู้สึกว่าอัลลอฮ ทรงมองดูอยู่เสมอ จงให้ตัวเองยุ่งอยู่กับสิ่งที่จะทาให้เราใกล้ชิดอัลลอฮ สิ่งนั้น ยิ่งใหญ่นัก และอันตรายมาก เพราะเราจะถูกนามาเพื่อสอบสวน อัลลอฮจะทรง สอบสวนทุกคนในสิ่งที่มีอยู่กับตัวเขา ‫الس َرائُِر‬ َّ ‫يَ ْو َم تُ ْب لَى‬ วันที่สิ่งเร้นลับทั้งหลายจะถูกเปิดเผย (สูเราะฮฺฏอริฟ 86 : 9) เราจะถูกทาให้มองเห็นบันทึกการงานของเราที่ประหนึ่งภูเขา แล้วการ งานนั้นก็ถูกนาเสนอแก่อัลลอฮ แล้วก็ถูกกล่าวว่า ‘(การงาน)นี้เพื่ออัลลอฮ และนี้ เพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ และไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่อีก นอกจากการงานที่ทาไปเพื่อ อัลลอฮ’ เราขอดุอาอ์ให้พี่น้องและขอวิงวอนต่ออัลลอฮ หากเราเห็นความผิด เราก็ จะกล่าวว่า ‘มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮที่ทรงคุ้มครองฉันให้พ้นจาก ความผิดที่เกิดกับเขา และพระองค์ทรงประทานเกียรติให้แก่ฉันเหนือส่วนมาก ของสิ่งถูกสร้างด้วยเกียรติที่ยิ่งใหญ่’ เราวิงวอนขอฮิดายะฮฺให้แก่พวกเขา และเรา มองคนที่เบี่ยงเบนนั้นประหนึ่งผู้ป่วย ดังที่ท่าน อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ว่า ‘อะฮฺลุลบิดอะฮฺนั้น ประหนึ่งดั่งผู้ปุวย’ สมควรหรือที่เราจะเยาะ เย้ยคนที่กาลังเจ็บป่วย? เมื่อเราเห็นคนแขนด้วน เราเยาะเย้ยเขาหรือ? คนที่มี สมอง(สติป๎ญญา)นั้นจะไม่ทาเช่นนั้นเด็ดขาด พวกเขา(อะฮฺลุลบิดอะฮฺ)นั้น ถูก

62


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ฟิตนะฮฺที่รุนแรง เพราะพวกเขาถูกทดสอบด้วยศาสนา(ในตัว)ของพวกเขา จง สงสารพวกเขา จงรักและสงสารพวกเขา ท่านอย่าได้ด่าทอ อย่าได้ชอบที่จะ พูดและเผยแพร่ความผิดของพวกเขา แต่เราจงขอวิงวอนต่ออัลลอฮให้ทรง ประทานฮิดายะฮฺ และทรงคุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัยจากสิ่งที่ประสบกับ พวกเขา และขอให้อัลลอฮทรงคุ้มครอง(เรา)จากภัยพิบัตินี้

63


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

คาถามที่ 14 : ขออัลลอฮทรงตอบแทนสิ่งดีงามแก่ท่าน...หวังว่าอัลลอฮจะทรง ประทานความดีงามแก่ท่านทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อะไรคือประเด็นสาคัญ จากคาตักเตือนข้างต้น....? ตอบ ประเด็นสาคัญจากคาตักเตือนตอนต้น ได้แก่ 1. การตั้งเจตนาบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮในคาพูดและการกระทา 2. เพิ่มพูนเสบียงความรู้เกี่ยวกับชะรีอะฮฺ พร้อมกับรู้สิ่งที่มีประโยชน์ สาหรับเรา และความรู้นั้นมีที่เป็นสิ่งจาเป็น และมีที่เป็นสิ่งสุนนะฮฺ ดังนั้น เรา จะต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่อัลลอฮทรงบังคับเหนือเรา แล้วจึงไปยังสิ่งสุนนะฮฺ 3. เชื่อฟังภักดีและยืนหยัดในการภักดีต่ออัลลอฮให้มาก 4. ห่างไกลจากบิดอะฮฺในคาพูดและการกระทาของเรา 5. ลดการเข้าร่วมสถานชุมนุม(มัจญ์ลิส)ที่ไม่มีประโยชน์ รวมถึงห่างไกล จากสถานชุมนุมดังกล่าว และให้ตนเองหมกมุ่นอยู่กับการภักดีต่ออัลลอฮ ทุก สถานชุมนุมที่ทาให้เราใกล้ชิดอัลลอฮนั้น เราจะนั่งร่วมด้วย และทุกสถานชุมนุมที่ ทาให้เราห่างไกลจากอัลลอฮ เราห่างไกล นี่คือสิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ บางครั้งท่านจะรู้สึกว่าอีมานของท่านลดลงหลังจากลุกขึ้นจากสถานชุมนุมแห่ง หนึ่ง แต่ในทางกลับกัน สถานชุมนุมบางแห่งทาให้อีมานเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้น จงนั่ง อยู่ในสถานชุมนุมแบบนั้น ดังกล่าวนี้แหล่ะ ผมขอวิงวอนต่ออัลลอฮให้พระองค์ ทรงประทานเตาฟีกแก่เราทุกคน การสถาพรและความศานติและศิริมงคลขอจงมี แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม....

64


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

ขออัลลอฮทรงตอบแทนแก่ท่านชัยคฺด้วยการตอบแทนที่ดียิ่ง และขอพระองค์ ทาให้ความรู้ของท่านเป็นประโยชน์ และคาพูดสุดท้ายของเรา คือ มวลการ สรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ พระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล มะดีนะฮฺ , ศุกร์ 12 มุหัรรอม 1422

65


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

นี่คือเอกสารคัดลอก(ก็อปปี้)และคาแปลการอนุญาตของชัยคฺ อิบรอฮีม อัร-รุหัยลีย์ หะฟิเซาะฮุลลอฮ ให้เผยแพร่คานะศีหะฮฺนี้ต่อไปได้

ความหมาย : มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ และการสถาพรและความศานติ ขอจงมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮ

66


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

เอกสารชุดนี้ เป็นการถอดความจากเทปชุดหนึ่งเกี่ยวกับคาถามต่างๆและ คาตอบของข้าพเจ้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเจตนารมณ์ของนักศึกษาชาว อินโดนีเซียกลุ่มหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ถอดความเนื้อหาของเทปดังนั้น แล้วเรียบเรียง ลงในเอกสารชุดนี้ และข้าพเจ้าอนุญาตให้พวกเขานาเผยแพร่ต่อได้ หากพวกเขาเห็น ประโยชน์(ที่จะได้รับ)จากมัน ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่ออัลลอฮให้ทรงประทานเตาฟีก แก่พวกเราทุกคน อิบรอฮีม อัร-รุหัยลีย์ 24 เศาะฟัร 1422

67


นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน

หมายเหตุ : สาหรับพี่น้องทีต่ ้องการความมั่นใจต่อคานะศีหะฮฺนี้ ที่เรานั้นมี(ไฟล์เอกสาร) ต้นฉบับภาษาอรับและเทปถาม-ตอบ สามารถติดต่อมาได้ที่ 1. อับดุลลอฮ ซัยนฺ บิน ซัยนี มุหัจญัจญ์ d/a : Pesantren Putri “Daarun Niswah Ash Sholihah” Ds Kedungwuluh Rt.08/Rw.II,Kec. Kalimanah, Kab. Purbalingga-Jawa Tengah 53371 2. อนัส บุรฮานุดดีน บิน มุสตะอีน อะหฺมัด d/a : Rt.06/RW.02 no : 169 Beji Tulung, Klaten, Jawa Tengah 57482

68


นะศีหะอุลามาอ์  

: ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน 1 นะศีหะฮฺอุละมาอ์ : ว่าด้วยการเผชิญป๎ญหาความขัดแย้งของพี่น้องสะละฟิยยีน นะศีหะฮฺอุละม...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you