Issuu on Google+

จัดทำำโดย นำงสำววิชชุนยี ์ ต้นภูบำล


บทที่ 3 ทฤษฎีทางจริยธรรม


๓) เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง การใช้ เหตุผลที่บุคคลใช้ เลือกที่จะ ทำา หรือไม่เลือกที่จะทำาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้ าเด็กคนจน ต้ องขโมยเงินมาซื้อยาให้ แม่ท่ีเจ็บป่ วยอยู่เด็กจะให้ เหตุผลว่าเขาทำา อย่างนั้นถูกแล้ วเพราะเขาต้ องมีความกตัญญู จริยธรรมเรื่องความ ซื่อสัตย์ต้องเป็ นรองเพราะเขาเป็ นคนจน ๔) พฤติกรรมเชิงจริยธรรม เป็ น พฤติกรรม ที่คนแสดงออกมาตาม ที่สงั คมนิยมชื่นชอบ หรืองดเว้ นการแสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝื นกฎเกณฑ์ ของสังคม เช่นการให้ ทาน


เปี ยเจท์ และ โคลเบิรก์ เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญาและ อารมณ์เป็ นรากฐานของพัฒนาการทางจริยธรรมหมายความว่า บุคคล จะพัฒนาจริยธรรมได้ มากน้ อยเพียงไรขึ้นอยู่กบั ว่าเขามีความเข้ าใจ มากน้ อยเพียงไร ซึ่งหมายความว่าจริยธรรมของเด็กจะเจริญขึ้นตาม ความเจริญของสติปัญญา โคลเบิรก์ ได้ ทาำ การวิเคราะห์เหตุผลเชิงจริยธรรม โดยทำาการ วิเคราะห์คาำ ตอบของเยาวชนอเมริกนั อายุ ๑๐-๑๖ปี และแบ่งประเภท เหตุผลเชิงจริยธรรมใว้ ๖ ประเภท คือ


ระดับที่ ๑ ขึ้นก่อนกฏเกณฑ์ หมาถึงการตัดสินใจเลือกกระทำาในสิ่งที่ เป็ นประโยชน์ต่อตนเอง โดยไม่คาำ นึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผ้ ูอ่นื นั้นนี้จะ แยกเป็ น ๒ ระยะคือ ๑.๑ มีลักษณะที่จะหลบหลีกมิให้ ตนเองถูกลงโทษทางกาย ๑.๒ มีลักษณะเลือกการกระทำา ในสิ่งที่จะนำาความพอใจมาให้ ตน เท่านั้น เริ่มรู้จักการแลกเปลี่ยนกันแบบเด็กๆคือเขาทำามา ฉันต้ องทำา ไป เขาให้ ฉัน ฉันก็ให้ เขาดังนี้เป็ นต้ น


ระดับที่ ๒ ระดับตามกฏเกณฑ์ หมายถึงการทำาตามกฏเกณฑ์ของ กลุ่มย่อยๆของตนหรือทำาตามกฎหมายและศาสนา บุคคลที่มี จริยธรรมในระดับ ๒ นี้ยังต้ องการการควบคุมจากภายนอกแต่มี ความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ขั้นนี้แบ่งเป็ น ๒ ขั้นย่อย คือ ๒.๑ บุคคลยังไม่เป็ นตัวของตัวเองเลยชอบคล้ อยตามการ ชักจูงของผู้อ่นื โดยเฉพาะเพื่อน ๒.๒ บุคคลที่มีความรู้บทบาทหน้ าที่ของตนในฐานะที่เป็ น หน่วยหนึ่งในสังคมของตน


ระดับที่ ๓ ระดับเหนือกฏเกณฑ์ หมายถึงการตัดสินข้ อขัดแย้ งต่างๆ ด้ วยการนำามาคิดตรึกตรองชั่งใจโดยตนเองแล้ วตัดสินใจไปตามแต่ว่า จะเห็นความสำาคัญของสิ่งใดมากกว่ากัน แบ่งเป็ น ๒ ขั้นย่อยเช่นกัน คือ ๓.๑ มีลักษณะเห็นความสำาคัญของคนหมู่มาก ไม่ทาำ ตนให้ ขัด ต่อสิทธิอนั พึงมีพึงได้ ของผู้อ่นื สามารถควบคุมบังคับจิตใจตนเองได้ ๓.๒ เป็ นขั้นสูงสุด มีลักษณะแสดงทั้งการมีความรู้สากลนอก เหนือจากกฎเกณฑ์ในสังคมของตน และมีการยืดหยุ่นทางจริยธรรม เพื่อจุดมุ่งหมายในบั้นปลายอันเป็ นอุดมคติที่ย่ิงใหญ่ นอกจากนี้ยังมี หลักประจำาใจซึ่งตรงกับหลักในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า " หิริ โอตตัปปะ "ด้ วย


ตารางแสดงขัน้ พัฒนาการทางจริยธรรมของ โคลเบิร์ก


ทฤษฎีต้นไม้ จริยธรรม

โดยแบ่งต้ นไม้ จริยธรรม ออกเป็ น ๓ ส่วน ดังนี้ ส่วนที่หนึง่ ได้ แก่ ดอกและผลไม้ บนต้ น ที่แสดงถึงพฤติกรรมการทำา ดีละเว้ นชั่วและพฤติกรรมการทำางานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่ง ล้ วนแต่เป็ นพฤติกรรมของพลเมืองดี ส่วนที่สอง ได้ แก่ ส่วนลำาต้ นของต้ นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำางาน อาชีพอย่าง ขยันขันแข็ง ซึ่งประกอบด้ วยจิตลักษณะ ๕ ด้ าน คือ ๑) เหตุผลเชิงจริยธรรม ๒) มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง ๓) ความเชื่ออำานาจในตน ๔) แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ ๕) ทัศนคติ คุณธรรมและค่านิยม


ส่วนที่สำม ได้ แก่ รากของต้ นไม้ ที่แสดงถึงพฤติกรรมการ ทำางานอาชีพอย่างขยันขันแข็งซึ่งประกอบด้ วยจิตลักษณะ ๓ ด้ าน คือ ๑) สติปัญญา ๒) ประสบการณ์ทางสังคม ๓) สุขภาพจิต


บ่ อเกิดของเหตุผลเชิงจริยธรรมได้ มาจากการพัฒนาการ ทางความคิด ในขณะที่เด็กได้ มีโอกาสติดต่อสัมพันธ์กบั ผู้อ่นื การได้ เข้ ากลุ่มทาง สังคมประเภทต่าง ๆ จะช่วยให้ ผ้ ูท่ีมีความสามารถได้ เรียนรู้บทบาทของ ตนเองและของผู้อ่นื อันจะช่วยให้ เขาพัฒนาทางจริยธรรมในขั้นสูงขึ้นไปได้ รวดเร็วโคลเบิร์ก เชื่อว่า การพัฒนาทางจริยธรรมนั้นมิใช่การรับความรู้จาก การพร่ำาสอนของผู้อ่นื โดยตรง แต่เป็ นการผสมผสานระหว่างความรู้เกี่ยว กับบทบาทของผู้อ่นื ด้ วย รวมทั้งข้ อเรียกร้ องและกฎเกณฑ์ของกลุ่มต่างๆที่ อาจจะขัดแย้ งกัน


เกณฑ์ การตัดสินการกระทำา 1. สัมพัทธนิยม

สัมพัทธ์ หมายความว่า สิ่งนั้นขึ้นอยู่กบั หรือเปลี่ยนแปลงไป ตามสิ่งอื่น เช่น รูปร่างลักษณะ ของน้ำ าเป็ นสิ่งสัมพัทธ์ เพราะรูป ร่างลักษณะของน้ำ าไม่แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงไปหรือ ขึ้นอยู่กบั ภาชนะที่บรรจุ นักจริยศาสตร์ฝ่ายสัมพัทธ์นิยมถือเป็ น สิ่งสัมพัทธ์ ดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร ไม่แน่นอนตายตัว


2. มโนธรรมสัมบู รณ์ เกณฑืตัดสินความดีอกี ประการหนึ่งคือ ลิทธิมโนธรรม สัมบูรณ์ ลัทธิน้ ีถอื ว่า การตัดสินคุณค่าทาง จริยะนั้นทำาได้ ตาม จิตสำานึก เกณฑ์มาตราฐานในการตัดสินคุณค่าตามความคิดของ นักปรัชญากลุ่มนี้ เรียกว่า มโนธรรม มโนธรรม หมายถึง สำานึกที่มนุษย์ทุกคนมีโดยธรรมชาติในฐานะ ที่เป็ นมนุษย์ เป็ นเสียงในจิตใจมนุษย์ ที่ทาำ ให้ ตัดสินอะไรได้ ว่าสิ่ง นั้นถูกหรือผิดอย่างไร


3. ประโยชน์นยิ ม ประโยชน์นิยมถือว่า หลักเกณฑ์ท่ีจะตัดสินการกระทำาสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ นั้นขึ้นอยู่กบั ผลที่ได้ รับจากการกระทำานั้น หมายความว่า ถ้ ามีส่งิ สองสิ่งให้ เลือกเราควรจะเลือกอย่างที่ให้ ประโยชน์ แก่เราได้ มากที่สดุ ประโยชน์ ในที่น้ หี มายถึง ความสุขนั่นเอง ค่าของสิ่งต่างๆที่เรา มีอยู่น้นั ก็เพราะว่าของสิ่งนั้นพาให้ เรามี ความสุข ความดี ของ มันอยู่ท่กี ่อให้ เกิดความสุขแก่เรา แต่ต้องเป็ นสุขมากที่สดุ


4. หลักกำรนิยม นักปรัชญามีช่ ือเสียงของกลุ่มนี้คือ อิมมานูเอล คานท์ เป็ น นักปรัชญาชาวเยอรมัน คานท์เห็นว่า ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด นั้นเป็ นสิ่งที่ตายตัว หมายความว่า ถ้ าการกระทำาอย่างใด อย่างหนึ่ง ดีมันจะต้ องดีเสมอโดยไม่ข้ นึ อยู่กบั เวลา สถานที่ สิ่ง แวดล้ อม หรือตัวบุคคลใดๆเลย เช่น - การกระทำาที่ถูกต้ องคือการกระทำาที่เกิดจากเจตนาดี - การกระทำาที่เกิดจากเจตนาดี คือการกระทำาที่เกิดจากการ สำานึกในหน้ าที่


ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีหลักคำาสอนที่คล้ ายคลึงกับคำาสอนเรื่องทิศ6ใน พระพุทธศาสนา คือหลักคำาสอนที่ว่าด้ วยการปฏิบัติระหว่างบุคคลต่อ บุคคล หลักธรรมปิ ตฤธรรม ความหมาย การปฏิบัติหน้ าที่ของบิดาต่อบุตร บิดาต้ องทำาหน้ าที่เลี้ยงดูบุตรจนถึงบุตรบรรลุนิตภิ าวะ หลักธรรมมำตฤธรรม ความหมาย การปฏิบัติหน้ าที่ของมารดาต่อ บุตร มารดาต้ องทำาหน้ าที่เหมือนบิดา ต้ องเอาใจใส่บุตรเป็ นพิเศษ


หลักธรรม อาจารยธรรม ความหมาย การปฏิบัติหน้ าที่ของครูอาจารย์ต่อศิษย์ ต้ องทำาหน้ าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ ให้ แก่ศิษย์อย่างถูกต้ อง ยุติธรรม ดูแลลูกศิษย์อย่างที่พ่อแม่เลี้ยงดูบุตร สร้ างและแก้ ไขความประพฤติ นิสยั อุปนิสยั ของลูกศิษย์ร่วมกับพ่อแม่ของ ลูกศิษย์ หลักธรรม บุตรธรรมและ ศิษยธรรม ความหมาย การปฏิบัติหน้ าที่ของบุตรต่อบิดามารดา และการปฏิบัติหน้ าที่ของศิษย์ต่��� ครูอาจารย์ ในตำาราศาสนาพราหมณ์บัญญัติไว้ ว่า”บุคคลที่จงรักภักดีต่อ มารดา ผู้น้นั เป็ นผู้ชนะโลกนี้ บุคคลที่จงรักภักดีต่อบิดา ผู้น้ันย่อมชนะโลก สวรรค์ และบุคคลที่จงรักภักดีต่อครูอาจารย์ ผู้น้นั ย่อมชนะโลกพระ พรหม”


หลักธรรมภรำตฤธรรม ความหมาย การปฏิบัติของพี่ต่อน้ องและ น้ องต่อพี่ น้ องต้ องให้ ความเคารพพี่เหมือนบิดามารดาและครู หลักธรรมปติธรรม ความหมาย การปฏิบัติหน้ าที่ของสามีต่อ ภรรยา ผู้ชายต้ องเลือกคู่ชีวิตที่มคี วามเหมาะสมแก่ตระกูลของตน เหมาะต่อสังคมที่ตนอาศัยอยู่ หลักธรรมปั ตนีธรรม ความหมาย การปฏิบัติหน้ าที่ของภรรยาต่อ สามี ผู้เป็ นภรรยาต้ องปฏิบัติหน้ าที่ต่อสามีด้วยความซื่อสัตย์สจุ ริต ต้ องเอาใจใส่สามีอย่างจริงจัง


หลักธรรมสวำมีธรรม-เสวกธรรม ความหมาย การ ปฏิบตั ิหน้ าที่ของสวามี(นายจ้ าง)ต่อเสวก(ลูกจ้ าง) ผู้เป็ น นายจ้ างมีหน้ าที่เลี้ยงดูลูกจ้ างและครอบครัวของเขา จ่ายค่า ตอบแทนให้ สมควรแก่ภาระงาน หลักธรรมราชธรรม ความหมาย การปฏิบตั ิของพระราชาหรือผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่มีต่อ ประชาชน เอาใจใส่ความทุกข์สขุ ของประชาชน


จริยธรรมตามแนวพุทธศาสนา แบ่งเป็ น ๓ ระดับ คือ ๑. จริยธรรมชั้นต้น จริยธรรมชั้นต้ น คือ เบญจศีล-เบญจธรรม เบญจศีล แปลว่า ศีล ๕ ข้ อ ส่วนเบญจธรรม แปลว่า ธรรม ๕ ประการ เบญจศีล - เบญจธรรม เป็ นธรรมที่ปฏิบตั ิควบคู่ไปกัน มีดงั นี้ ๑. เว้ นจากการฆ่าสัตว์ – เมตตา ๒. เว้ นจากการลักทรัพย์ – สัมมาอาชีวะ ๓. เว้ นจากการประพฤติผดิ ในกาม – ยินดีในสามีภรรยาของตนเอง ๔. เว้ นจากการพูดเท็จ - มีสจั จะ ๕. เว้ นจากการดื่มน้ำ าเมาอันเป็ นเหตุให้ ขาดสติ - มีสติสมั ปชัญญะ


๒. จริยธรรมชั้นกลำง จริยธรรมชั้นกลาง ได้ แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีรายละเอียดดังนี้ กำยกรรม ๓ (ศีล ๕ ข้อ ๑-๓) ๑. เว้ นจากการฆ่าสัตว์ ๖. เว้ นจากการพูดส่อเสียด ๒. เว้ นจากการลักทรัพย์ ๗. เว้ นจากการพูดเพ้ อเจ้ อ เหลวไหล มโนกรรม ๓ ๓. เว้ นจากการประพฤติผดิ ในกาม ๘. ไม่อยากได้ ของคนอื่น ๔. เว้ นจากการพูดเท็จ ๙. ไม่อาฆาตพยาบาทคนอื่น ๕. เว้ นจากการพูดคำาหยาบ ๑๐. เห็นชอบตามทำานองคลอง ธรรม


๓. จริยธรรมชั้นสูง จริยธรรมชั้นสูง เป็ นหลักปฏิบัติเพื่อให้ ถงึ ความดับทุกข์ ซึ่งเรียกว่า อริยมรรค หรือ มรรคมีองค์ ๘ มรรค ๘ นี้ ย่อลงเป็ น ๓ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ย่อลงใน ปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ย่อลงในศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อลงในสมาธิ หลักคำาสอนในพุทธศาสนา สรุปคำาสอนอันเหมาะแก่ฐานะและระดับจิต ของแต่ละบุคคล และเกิดประโยชน์แก่ผ้ ูปฏิบัติ ๓ ขั้น คือ ประโยชน์ข้ นั ต้น ประโยชน์ข้ นั กลำง และประโยชน์ข้ นั สูง ดังนี้


ประโยชน์ข้ นั ต้น ได้ แก่ ทิฏฐธัมมิกตั ถประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์ท่เี กิดจากการปฏิบตั ิธรรมที่ถงึ ได้ ในปัจจุบนั ได้ แก่ ๑. อุฏฐาสัมปทา - ขยันหมั่นเพียร ๒. อารักขสัมปทา - เก็บหอมรอบริบทรัพย์ท่หี ามาได้ ไม่ใช้ จ่ายสุร่ยุ สุร่าย ๓. กัลยาณมิตตตา - คบคนดีมีมิตร ๔. สมชีวิตา - เลี้ยงชีวิตแต่พอดี รู้จักกำาหนดรายได้ และราย จ่าย เป็ นอยู่พอดีสมรายได้


ประโยชน์ข้ นั กลำง ได้ แก่ สัมปรายิกตั ประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์ท่จี ะได้ รับในอนาคตหรือชาติต่อๆ ไป คือ ๑. สัทธาสัมปทา - มีศรัทธา ๒. สีลสัมปทา - มีศลี ๓. จาคสัมปทา - รู้จักเสียสละ ๔. ปัญญาสัมปทา - มีปัญญา ประโยชน์สูงสุด ได้ แก่ ปรมัตถประโยชน์ หมายถึง ประโยชน์อนั ยอดเยี่ยม ได้ แก่ นิพพาน


จริยธรรมในศาสนาคริสต์ อยู่บนหลักฐานแห่งบัญญัติ 10ประการของ ท่านโมเสส และคำาสอนอื่นๆ ของโมเสสดัวย เพราะศาสนาคริสต์ และคำาสอนอื่นๆ ที่ปรากฏในเรื่องจริยธรรมของศาสนายิว ทั้งหมด แต่พระเยชูประการให้ เหลือเพียง 6 ข้ อ ชึ่งเรียกว่า บัญญัติ 6ประการ ดังนี้ 1 อย่าฆ่าคน 2 อย่าล่วงประเวณี 3 อย่าลักทรัพย์ 4 อย่าเป็ นพยานเท็จ 5 อย่าฉ้ อเขา 6 จงเคารพบิดามารดาของตน


มีคาำ สอน ดังนี้ -ความกตัญญูกบั พ่อแม่ -เคารพอ่อนน้ อมต่อผู้มีเกียรติและอาวุโส -เมตตาและกรูราต่อผู้ต่ำากว่า อ่อนแอกว่าทั้งมนุษย์และสัตว์ -ให้ ร้ จู ักเอาอกเอาใจกัน -ประพฤติท่ดี ีต่อเพื่อนบ้ าน -ความรักและความกลมเกลียวระหว่างมิตรสหา -ช่วยเหลือผู้ท่ไี ด้ รับความทุกข์ยาก -ช่วยเหลือผู้ประสงค์จะทำาดี -ให้ เกียรติแขกที่มาพักอยู่ในบ้ าน


คัมภีรข์ องศำสนำอิสลำม เรียกว่ำ คัมภีรอ์ ลั กุรอำน ศำสนำนี้ เป็ นศำสนำแห่งกฎหมำย มีขอ้ ห้ำมชำวมุสลิมปฏิบตั ิอีก หลำยประกำร เช่น - ห้ ามยกย่องใครหรือสิ่งอื่นใดเสมออัลเลาะห์ - ห้ ามกราบมนุษย์ทุกคน - กราบได้ เฉพาะอัลเลาะห์เท่านั้น - ห้ ามไสยศาสตร์ทุกชนิด เช่น สะเดาะเคราะห์ รดน้ ำ ามนต์ ทำา เสน่ห์ - ห้ ามเคารพบูชารูปทุกชนิด เช่น รูปวาด รูปถ่าย เหรียญ ประ - ห้ ามเป็ นและห้ ามเที่ยวโสเภณี - ห้ ามขายบริ การ สุราเมรัยทุกชนิด



ทฤษฎีจริยธรรม