Page 1

โอวาทพระสังฆราชคุรูปาจารย์ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ําทะเลจืด

เนื่องในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของประเทศไทย “พระสัง ฆราชคุรู ปาจารย์” หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ําทะเลจืด) ในวันจันทร์ท่ี ๓ มีนาคมพ.ศ.๒๕๕๑ และทางมูลนิธิชินบัญชร องค์กรสาธารณประโยชน์ ได้มีพิธีสมโภชรูปสมมติโลหะหล่อของหลวงปู่ ซึ่งรองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โต วิวิชญ์ ได้สร้างถวาย และในเวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา คณะกรรมการบริหารมูลนิธิชินบัญชรฯ ได้กราบ อาราธนาทิพย์ญาณหลวงปู่มาเมตตา หลวงปู่ได้ให้โอวาท ดังต่อไปนี้ รศ.ดร.พิชัย : เกล้าข้าน้อยได้เขียนจดหมาย แจ้งไปยังคณะรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหา ในเรื่องศีลธรรม อยากจะขอคําแนะนําจากหลวงปู่ว่า จะทําอย่างไรต่อไป เพื่อเกล้าข้าน้อยจะได้กําหนด และติดต่อไปอีก ขอกราบนมัสการ หลวงปู่ทวด : ขอเจริญพร ศรัทธาญาติโยมและคณะมูลนิธิชินบัญชรฯ วันนี้อาตมาภาพได้รับ อาราธนานิมนต์จาก องค์สมเด็จพระชินปัญชรมหาราช ให้มาแสดงปาฐกถาธรรมในเรื่องของการกระทํา อย่างไรให้โลกวิญญาณ โลกมนุษย์ได้สงบเกิดสันติสุขได้เร็วยิ่งขึ้น อาตมารู้สึกปลาบปลื้มยินดี ดีใจเป็น อย่างมาก ที่ได้รับเกียรติอาราธนานิมนต์มา ณ มูลนิธิชินบัญชรฯแห่งนี้ เหมือนกับเราได้จาริกผ่านมา หลายครั้งแล้ว ดีใจและปลาบปลื้มใจที่ชื่อเสียงของอาตมาภาพยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ ยังมีคนเอ่ยชื่อ ศรัทธา และเลื่อมใส เป็นครั้งแรกที่ได้มาภาคใต้ เข้าสู่ร่างสังขาร ในโลกมนุษย์อกี ครั้งหนึง่ นานแล้วที่ไม่ได้ ลงมาประทับทิพย์ญาณในโลกมนุษย์นี้ ก็รู้สึกว้าเหว่พอสมควร ไม่ได้พูดคุยกับศรัทธาญาติโยม และได้มา ณ ที่นี่แล้วก็ด้วยวัตถุประสงค์บุญสัมพันธ์ กรรมสัมพันธ์ ได้อัญเชิญอาราธนานิมนต์อาตมาภาพมาประทับ ฐาน ประทับทิพย์ญาณ ณ ที่นี่ จึงไม่แตกต่างอะไรกันเลยว่า ชาวพุทธกับธรรมะมันแตกต่างกัน คนที่นบั ถือชาวพุทธก็เหมือนกับกระดุมเสื้อผ้า ที่นับวันใส่กระดุมผิดอยู่เรื่อยๆ ถ้าใส่เม็ดหนึ่งผิดไปแล้ว เม็ดที่สองก็


ผิดตาม ฉันใด ธรรมะของพระพุทธองค์กผ็ ิดเพี้ยนฉันนั้น พระไตรปิฎกที่เกจิอาจารย์ ครูบาอาจารย์ได้ เขียนเอาไว้ในหนังสือ หลังจากพระพุทธองค์ดบั ขันธ์ปรินพ ิ พานมา ๓ พรรษาแล้ว จึงมีข้อผิดเพี้ยน ใช้ ความรู้สึกในข้อนึกคิดของตัวเองลงไป ญาติโยมลองคิดดูว่า ๓ ปี หรือ ๓ พรรษา ความจําของธรรมะของ โอวาทของพระพุทธองค์นนั้ ถ้าเป็นเราจะจําได้หมดไหม ๘๔,๐๐๐ กว่าธรรมขันธ์ มันก็คงผิดเพี้ยนไป จึง ใช้ความนึกคิดของตนเองลงไป พระพุทธองค์ท่านทรงสอนเรื่องการบําเพ็ญจิต การสร้างบุญการปฏิบัติ ธรรม ให้รู้บุญ ให้รู้บาป ให้รู้คุณ ให้รู้เรา ให้รู้เขา ให้รู้กันและกัน เวทนาหนอเวทนา ให้รู้จิตในจิต คนที่จะ เข้าไปบวชในบวรพระพุทธศาสนา คือโพธิสัตว์ละโลกแล้ว สละทุกสิ่งสละทุกอย่างแล้ว จึงได้เข้าไปบวชใน บวรพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติจนบรรลุธรรม แต่เหตุใดมาบัดนี้ มีศรัทธาญาติโยมหลายคนเคยถาม อาตมาภาพตอนที่อยู่สํานักปู่สวรรค์ไว้ว่า อดีตมีพระอรหันต์มากมาย ปัจจุบันนี้มบี ้างไหม อาตมาก็ได้ตอบ คําถามนี้ว่า ถ้าพวกญาติโยมบวช ๗ วัน ๓ เดือน ๑๕ วัน แล้วพวกโยมจะบรรลุได้อย่างไร อย่างนี้ต้องใช้ ปัญญาคิดให้ถี่ถ้วน ถ้าบวชเข้าไปแล้ว ต้องสละต้องปฏิบัติจริง ต้องเคี่ยวกรําจริง ต้องฝึกฝนจริง ไม่ใช่บวช วันหนึ่ง สองวันหนึง่ สามเดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง แล้วมันจะได้อะไร จึงทําให้พระอรหันต์ในปัจจุบันน้อยลงไป ไม่ รู้บุคคลใดได้บัญญัติเอาไว้ แต่พระพุทธองค์ไม่เคยแสดงถึงหรือบัญญัติในพระไตรปิฏกอันนัน้ การที่เราได้ ออกบวชไปปฏิบัติธรรมบําเพ็ญธรรม เพื่อได้บรรลุโลกุตตรธรรม ให้จติ ของเราสว่างใสโปร่งใส การบําเพ็ญในอดีตนั้นยากลําบากเหลือคณานับ ทําไมจึงบอกว่าอย่างนั้น น้ําก็ลาํ บากในการหาฉัน หาดื่ม ที่พักอาศัยก็ใต้โคนไม้ นอนก็นอนบนดินจริงๆ ไม่มีผ้าอันใดมาปูให้พวกเราได้นอน ให้พระสงฆ์ สามเณรได้จําพรรษา ต้องตากแดด ตากฝน ต้องฝึกฝนตนเองให้อดทน การเดินเข้าไปในป่านั้น บ้านญาติ โยมก็ไม่มี แล้วญาติโยมลองคิดดูว่า จะขบฉันอย่างไร นอกจากพิจารณาผลไม้ จะนัง่ มองให้มันร่วงลงก็ ไม่ได้ ต้องใช้ปัญญาเพื่อที่จะให้ร่างกายมันอยู่ได้ ความลําบากของพระสงฆ์สมัยนั้น มันเหลือที่จะบรรยาย เดินก็เดินเท้าเปล่า มีสัตว์ปา่ มากมายต้องคอยระวัง สัตว์ปา่ ภายนอกไม่เท่าไร แต่สัตว์ป่าภายในจิตใจของ ตน มันมากมายเหลือเกิน ไม่รู้จะหนีไปทางไหนดี เหมือนคําสุภาษิตว่า “หนีเสือปะจระเข้” หนีนอกกายก็ ตาย หนีในกายก็ตาย ไม่ให้ยึดติดในรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ให้หลงภายนอก ไม่ให้ยึดติดเสื้อผ้า กายสังขาร ไม่ว่าใครผู้ใด ถ้าปฏิบัติจริงแล้ว เข้มงวดตัวเองแล้ว เคี่ยวกรําตัวเองแล้ว บุคคลนัน้ อรหันต์แน่นอน ไม่ว่าจะ เป็นการปลงผม หรือไม่ปลงผม ถ้าบําเพ็ญจิตดี พระโพธิสัตว์แน่นอน ขอให้ศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย จง ปฏิบัติต่อไป ก็ญาติโยมได้เจอกับหนทางหลุดพ้นแล้ว ได้รู้ซึ้งถึงรสพระธรรมแล้ว ญาติโยมมีบุญกว่า อาตมา ที่รู้ก่อนแล้วบําเพ็ญทีหลัง ส่วนอาตมานี้ต้องบําเพ็ญก่อน แต่ไม่รู้จะได้รู้ (ทาง) หรือไม่ (หมายถึงรู้ ทางพระนิพพาน คือเปิดจุดญาณทวาร) ต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จะกี่รอบ จึงจะได้รู้ซึ้ง โลกุตตรธรรม หรือ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ญาณในจิตของตนที่มันสว่างใส ญาติโยมที่นั่งอยู่ท่นี ี่มีรัศมีธรรมมากมาย จิตญาณโยมแต่ละคนก็สดใส จิตเมตตาดี ปรารถนาดี ให้


เราจงรักษาจิตนี้เอาไว้ อดทนในปีศาจ ในเสือ สิง กระทิง ที่มันอยู่ในจิตของเรา ฆ่ามันทิ้งไป อย่าไปเลี้ยง มันไว้ ไม่ว่าจะเป็นลิง เป็นงู เป็นเสือ เป็นปลา มันก็เป็นพญากิเลสทั้งสิ้น การบําเพ็ญของศรัทธาญาติโยม ที่นี่ มันค่อนข้างจะลําบากสักนิดหนึ่ง ว่าทําไมมันจึงลําบาก เพราะอยากจะได้บรรลุธรรม แต่บวชกาย ไม่ได้บวชจิตแทน บวชจิตแทนก็ได้ ๓ วัน ๗ วัน ต้องเคี่ยวกรําตนเองให้มากนะโยมนะ อาตมารับปาก และ สัญญา และพูดอธิบายตรงนี้ เป็นสักขีพยานต่อโลกวิญญาณ และโลกมนุษย์นี้ว่า โยมบําเพ็ญแบบนีส้ ําเร็จ แน่นอน (สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ) เพราะพระสงฆ์ ๑,๒๕๐ กว่ารูปนั้น กว่าจะได้บรรลุอรหันต์นั้น ใช้เวลานาน กว่าจะได้ลดมานะทิฏฐิ ของตัวเอง กว่าจะได้เคี่ยวกรําของตัวเอง เพื่อให้เจอ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” นั้น ใช้เวลาจาริกธุดงค์ ไปเที่ยวเสาะแสวงหาไป ขัดเกลาไป แต่มาเปรียบเทียบกับญาติโยมที่นี่นั้น ไม่ยาก เผื่อแผ่กนั ความยาก ความง่าย มันรู้สึกว่ามันใกล้เคียงกัน กิเลสกับมารมันก็คล้ายๆ กัน ถ้าให้อาตมาบรรยายคนที่รับ

“อนุตตรธรรม” แล้วเหมือนญาติโยมนี้ บําเพ็ญจิตนี้มันยากเย็นหน่อย ต้องใช้ความอดทน ต้องใช้ ความอดกลั้นมากกว่าพระสงฆ์ ทําไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะพระสงฆ์ไม่ต้องยุง่ เกี่ยวกับครอบครัวแล้ว ไม่ ต้องอยู่บ้านแล้ว เสื้อผ้าอาภรณ์ทั้งหลายก็ไม่ตอ้ งสนใจแล้ว สามีภรรยาลูกก็ไม่ต้องสนใจแล้ว แต่ญาติโยม ทั้งหลายที่บวชจิตเป็นพุทธะแล้ว ต้องเกี่ยวข้อง ข้องเกี่ยว ข้องแวะ ต้องดูแลสมบัติของโลกมนุษย์นี้ จึงทํา ให้บรรลุธรรมได้ยาก กว่าจะได้อรหันต์ ไม่ต้องพูดถึงอรหันต์ กว่าจะได้สําเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ในฆราวาสนี้ หายากมาก หายากมากจริงๆ ไม่เหมือนพระสงฆ์ ถ้าพระสงฆ์องค์หนึ่งองค์ใดบําเพ็ญเคี่ยวกรําจริงๆ ๑ พรรษา ก็บรรลุธรรมแล้ว เป็นโสดาบันแล้ว แต่ญาติโยมที่เป็นฆราวาสให้บรรลุพระโพธิสัตว์นั้นใช้ เวลานานเหลือเกิน เพราะบางทีบางครัง้ จิตมันยังไม่ค่อยนิ่ง ต้องห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงสามีภรรยา ห่วง กับข้าว ห่วงเสื้อผ้า ห่วงหน้าที่การงานมากมาย จะบรรลุธรรมสักทีหนึ่งก็ยากเหลือเกิน แต่ญาติโยม ทั้งหลาย เราอย่าพึ่งท้อ อย่าพึ่งถอย ให้เราบําเพ็ญต่อไป ปฏิบตั ิต่อไป และมั่นคงในศรัทธาต่อธรรมะต่อไป และรับรองว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์เดินดินแน่นอน ฆราวาสหัวดําๆนี่เเหละ เพราะเห็นมามากมายแล้ว เห็นชาวอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณบรรลุธรรมขึ้นไป สําเร็จธรรมขึ้นไป แต่ถามว่าเขาสบายไหมใน การบําเพ็ญธรรม เขาก็ไม่ใช่สบายเลย เขาก็ตอ้ งเสียสละตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เอาเรื่องส่วนรวมมา ก่อนเรื่องส่วนตัว ต้องสละเวลาฉุดช่วยผู้คน สร้างบุญสร้างบารมีเคี่ยวกรําจิตใจของตัวเอง โดนบททดสอบ มากมาย ทั้งมารทดสอบ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทดสอบ ทั้งครอบครัวทดสอบ อยู่ที่ตัวของเราว่าจะเอาชนะใจของเรา ได้ไหม แต่อาตมาขออนุโมทนากับญาติโยม เป็นบุญเป็นกุศลที่ญาติโยมได้สร้างบุญสร้างบารมีกันมาตั้งแต่ อดีตชาติ จึงได้มาชาตินี้ได้มาเจอะกับธรรมะนี้ (อนุตตรธรรม) เจอพระศาสนาดี แต่ขอให้เป็นคนดี เหมือนกัน อย่าไปหลงวัตถุภายนอก อย่าไปหลงสังคมภายนอก สังคมภายนอกมันเป็นนรก มันทําให้เรา ตกนรก เหมือนกับคําพูดว่า พูดหยาบๆ แรงๆ ว่าไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยทีเดียว เพราะทางโลกนั้นมีกลยุทธ์


มากมายที่จะหลอกล่อให้พวกเราติดกับ ยิง่ ทุกคนตั้งใจจะสําเร็จธรรมเช่นนี้แล้ว พวกกิเลสกับมารนั้น ย่อมจะจ้องทําลายบารมีของเรา จ้องที่จะทําลายความตั้งใจของเรา ขัดขวางไม่ให้พวกเราสําเร็จธรรม โดยวิธีการต่างๆ มากมาย ในเมื่อญาติโยมรู้แบบนี้แล้ว ก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายจงอดทนบําเพ็ญต่อไป สร้างบุญสร้างบารมีต่อไปอย่าหยุดยั้ง ในเมื่อเจอกับของดีแล้ว (อนุตตรธรรม) ของดีนี้มันจะอยู่กับเรานาน แล้วก็นาน ถ้าใจเราศรัทธา ใจเราเลื่อมใส แต่ถ้าบุคคลใดบัน่ ทอนบุญกุศลของตนเอง ฟังอะไรแล้วไม่ใช้ ปัญญาพิจารณา ไม่ใคร่ครวญก่อนแล้วทํา บุคคลนั้นต้องเป็นทาสกิเลสกับมารแน่นอน ไม่ได้บรรลุธรรม แน่นอน ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายเอ๋ย สิ่งที่อาตมาจะพูดในวันนี้มันมากมายเหลือเกิน แต่เวลาของญาติ โยมที่จะพบปะกับอาตมานั้นมีน้อย และอาตมาได้มาผูกบุญสัมพันธ์ ผูกกรรมสัมพันธ์อยู่ท่นี ี่แล้ว และทุก คนที่นั่งที่นี่ก็เปรียบเสมือนลูกหลานของอาตมาภาพ เป็นบุญเป็นกุศลที่ได้มาอุตส่าห์มาตั้งไกลแสนไกล เพื่อที่ได้พบปะเจอะเจอกับอาตมา อุตส่าห์นั่งรอคอยกันมาตั้งแต่แรกวา (เมื่อวานนี้) จนถึงวันนี้ และ ศรัทธาญาติโยมบางคณะก็พงึ่ มาตอนเช้าด้วยความตั้งใจ ความศรัทธาโดยซึ้ง ขอให้ศรัทธาญาติโยมที่ ศรัทธาอยู่แล้วนี้ และมุ่งมั่นปรารถนาอยูแ่ ล้วนี้ จงสําเร็จโดยเร็ววัน และความตั้งใจอันใดที่ศรัทธาญาติโยม ได้กระทําได้บําเพ็ญตั้งแต่ล่วงผ่านมาจนถึงวันนี้ ก็ขอให้เป็นผลสําเร็จ ๆ ๆ ตลอดกาล ด้วยคําบาลีที่ ว่า “สิริ อายุ วรรณะ สุขะ พละปฏิภาณ ธนสารสมบัติ” จงไพบูลย์เพิ่มพูนแก่ศรัทธาพุทธบริษัทพระโพธิสัตว์ ทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เจริญพร (สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ) รศ.ดร.พิชัย : กราบขอบพระคุณพระกรุณาและความเมตตาของหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีเมตตาให้ ธรรมะแก่พวกเรา ได้นําไปปฏิบัติอีกต่อไป โดยขณะนี้ประเทศไทยเกิดการแตกแยกกันอย่างที่ไม่เคยเกิด ขึ้ น มาก่ อ น แบ่ ง เป็ น พรรคเป็ น พวกกลุ่ ม ใครขึ้ น มามี อํ า นาจ ก็ ล้ า งคนเก่ า ออกไปต่ า งๆ นานา ให้ มี สมานฉันท์ แต่คําว่าสมานฉันท์เป็นคําที่พูดง่าย แต่ปฏิบัติยาก อยากจะขอคําแนะนําจากหลวงปู่ว่าจะทํา อย่างไรต่อไป การที่เกล้าข้าน้อยจะรณรงค์ในเรื่องที่ขอคําแนะนําไปนั้น จะดีหรือไม่อย่างไร ขอกราบ นมัสการ หลวงปู่ทวด : เจริญพร สมานฉัน กับสมานฉันท์มันแตกต่างกัน ญาติโยมลองฟังว่าบุคคลนั้นพูด ว่าอย่างไร สมาน-ฉัน หรือสมานฉันท์ ถ้าสมาน-ฉัน ก็แสดงว่าเอาฉันเป็นที่ตั้ง และเอาเพื่อนมาสมานกับ เรา มานฉันหรือลูกเนียงหมาน มันเรื่องของฉัน มันจึงทําให้เป็นเหมือนที่ญาติโยมได้มองเห็นทุกวันนี้ ก็ เพราะอะไร มันใส่กระดุมผิดมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว ยึดตัวตน บุคคล ตัวตนเรา ตัวตนเขา มานาน แบ่งยึด ติดครูบาอาจารย์ ยึดติดตําราคัมผี ไม่ใช่ยึดติดตําราคัมภีร์ แต่ยดึ ติดตําราคัมผี มันเลยเป็นผีกันหมด แบ่ง พรรค แบ่งพวก แบ่งก๊ก แบ่งเหล่า ยึดมั่นถือมั่นเอาจิตใจกิเลสของตนมาปกครองบ้านเมือง แบบนี้มันไม่


เจริญหรอกน่ะญาติโยม ที่ญาติโยมได้ทําโครงการให้เกิดสมานฉันท์นั้นเป็นโครงการที่ดี ก็ให้พวกเรา ทั้งหลายร่วมด้วยช่วยกัน ช่วยกันทําให้มันเกิดจริงๆ เพราะคําพูดนี้ พูดตัง้ แต่พระพุทธองค์ยงั ไม่ปรินิพพาน จนบัดนี้แล้ว สมานฉันท์ไม่รู้อยู่ท่ใี ด ยังหาไม่เจอ มีแต่สมาน-ฉัน การที่เราจะทําให้สมานฉันท์เกิดขึ้น มันก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ที่ญาติโยมทําโครงการสวดมนต์ เฉลิมพระเกียรติฯไปทั่วประเทศไทยทั่วแผ่นดินสยามนั้น ก็คือการสมานฉันท์แล้ว ให้เราดํารง ทําต่อไป อย่าได้หยุดยั้ง จะได้เห็นว่าธรรมะต้องนําโลก ออกประท้วงเอาพระพุทธเจ้าเป็นเอก เอาวันนั้นวันนี้เป็นวัน ของชาติ เป็นของคนไทย แต่ท่จี ริงแล้วพระพุทธเจ้าไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่สิ่งของที่จะเป็ นของคนนั้นของคนนี้ พระศาสนาก็ไม่ใช่สงิ่ ของที่จะมาเป็นเจ้าขงเจ้าของ ถึงทําไปก็ไม่มีประโยชน์ ธรรมะมันเป็นธรรมชาติ ศาสนาก็เป็นธรรมชาติ ที่พึ่งตัง้ มาทีหลัง กําหนดทีหลัง ศาสนาพึ่งมาตัง้ ทีหลัง ก็เพราะอารมณ์ของคน กิเลสของคนว่า ไอ้นี้พุทธ ไอ้นี้คริสต์ ไอ้นั้นไอ้นี้ ไอ้นี้นิกาย ไอ้นั้นธรรมะหยุด (ธรรมยุตติ์) ไอ้นี้เทละวาด (เถระวาท) มันเหลือมา เพราะใจคนมันแบ่ง อยากเด่นอยากดัง อยากเป็นใหญ่ในสังคม ถามว่าเป็นใหญ่ แล้วได้บรรลุธรรมไหม ได้เป็นโพธิสัตว์ธรรม ไม่เหมือนพวกเรา ที่เป็นปุถุชนนัง่ อยู่ตรงนี้ ก็เปรียบเสมือนว่า เป็นพระโพธิสัตว์องค์น้อยๆ แล้ว เพราะเราไม่ยดึ ติดในรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ยดึ ติดในยศถาบรรดาศักดิ์ ความสมานฉันท์มันจึงเกิดขึ้น วันนี้อาตมาดีใจ ที่ได้เป็นผู้ต้องหา ตัง้ แต่เช้าแล้ว มีคนมามากมาย ญาติโยม มาพูดมากมาย มากล่าวหาว่าอาตมามากมาย อาตมาก็ต้องมารับผิดวันนี้ แต่ไม่ได้มาแก้ตัว แต่มา สาธยายมาให้เป็นประจักษ์หลักฐานว่า วิญญาณไม่ตาย วิญญาณไม่มีวันดับ วิญญาณไม่มีวันตาย แต่กาย มันตาย เป็นประจักษ์หลักฐานยืนยันอีกครั้ง และมาเป็นสักขีพยาน จึงได้รับคําอาราธนานิมนต์ มาที่นี้ นอกจากเป็นผูต้ ้องหาที่นี่ ให้เขาสัมภาษณ์ เจริญพร (สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ) ขณะอาตมาเป็นสังฆราชแล้ว อาตมายังทุ่มเลย (ทิ้งเลย) เพราะเป็นสังฆราชแล้วเดินก็ไม่ได้ บิณฑบาตก็ไม่ได้ ต้องนั่งอย่างเดียว จะไปไหนเพื่อนก็แบกไป อาตมาว่ามันฉิบหายแล้ว เป็นสังฆราชแล้ว เดินก็ไม่ได้ จะทําอะไรก็มีคนเฝ้าตลอด อาตมาว่า โอ้เป็นสังฆราชนี้ ตอนแรกที่รับใหม่ๆโอ้มันรู้สึกดี ได้เข้า วังบ่อย ได้สนทนาธรรมกับพระมหากษัตริย์บอ่ ย ดี ได้มีโอกาสได้แสดงธรรม ได้มีโอกาสเดินไปหาญาติ โยม เอาตําแหน่งนี้มันเป็นราคี อาตมารับแล้ว วันหนึ่งอาตมาเดินออกจากวัด มีทหารคนหนึ่งว่า หลวงปู่ ๆ หลวงพ่อ ๆ ไปไหน อาตมาบอกว่า อาตมาเดินไปวัง หลวงพ่อเดินไม่ได้ ว่าไซ กูเดินไม่ได้! ทําไมกูเดินไม่ได้ กูก็มีตีน ไซมึงมาหามกู (ทําไมมึงมาหามกู) มาหามอาตมาทําไม (ไซ เป็นภาษาถิ่นภาคใต้ แปลว่า ทําไม หรือเพราะอะไรจึง.....) หลวงพ่อเป็นสังฆราชแล้ว เปรียบเสมือนเป็นพระมหากษัตริย์ จะเสด็จไปไหนก็ต้องนั่งแคร่ อาตมา ว่าอาตมาไม่แคร่แล้ว งั้นอาตมาไม่ไป พอหัวค่าํ ดึกๆ อาตมาก็หนีเลย ทุ่มเลย (ทิ้งเลย) สังฆราชนี้ มันทําให้ อาตมาขี้คร้าน มันทําให้อาตมาติดสุข ทําให้อาตมาที่เคยฆ่ากิเลสได้ ต้องมาเลี้ยงกิเลสใหม่ ไม่เอา อาตมา


หนี หนีดีหว่า (ดีกว่า) อยู่เป็นพระป่า พระบ้าๆ บอๆ เดินในป่า เป็นหลวงปู่ หลวงพ่อ โอ๊ยสบาย สบายใจ ไม่ต้องหวาดระแวง ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น สบาย เลยต้องกลับมาอยู่บ้านเอง (คือบ้านเกิด) เพราะไม่มีใครรู้ว่า เป็นสังฆราช ถ้าพูดภาษาบ้านเราว่า สังฆะขี้เกียจ เจริญพร อาจารย์ : พ่อปู่ครับ พ่อปู่เดินผ่านทางนี้ และเคยแวะพักแถวนี้ด้วยไหมครับ หลวงปู่ทวด : ทั้งสองอย่าง เจริญพร รศ.ดร.พิชัย : ขณะนี้ที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดต่างๆ ที่หลวงปู่เคยเสด็จผ่านไป มีเรื่องเดือดร้อนมาก มีปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้าย อยากจะขอคําแนะนําว่าจะแก้ไขอย่างไร ที่จะให้พ้นจากปัญหา ของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ให้ดีขึ้นอย่างไร อยากจะขอความเมตตาแนะนํา หลวงปู่ทวด : ขอเจริญพร อืม! ถ้าเราจะแก้มัน เราต้องแก้ท่ีต้นเหตุ และต้องหาเหตุของทุกข์ให้ เจอ และจึงจะดับทุกข์ได้ ถ้าเราแก้ท่ีปลายเหตุ มันก็ต้องเป็นปลายตลอด มันแก้ไม่ได้ เพราะอะไรมันแก้ ไม่ได้ เพราะความอยากเป็นใหญ่ ความฉ้อฉลคอรัปชั่น ความฉ้อราษฎร์บังหลวง ความโกงกินกัน การที่จะ เป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ มันแก้ยาก เพราะมันมาจากกิเลสของคน มันไม่มีทางที่จะแก้ได้ เพราะตราบใดคน ฆ่ากันเอง วันนั้นก็ จบสิ้น แล้วถ้าญาติโยมเคยอ่านพระไตรปิฎกแล้ว ที่พ ระพุทธเจ้าสมณโคดมได้สุบิน เอาไว้ สุบินแปลว่า ฝัน อย่าไปคิดอย่างอื่นว่า พระพุทธเจ้าบินไป พระพุทธองค์ได้ฝันว่า กาลต่อไปจะมีการ กินเลือดกินเนื้อกันฆ่ากันเอง คนกินเลือดกินเนื้อกันเอง ความฝันนั้นเป็นจริงมันถึงวันล้า งโลกแล้ว โยม เอ๋ย คนชั่วมันต้องตายไป คนชั่วกับ คนชั่วมันต้องฆ่ากันเอง มันทะเลาะกันเอง ถ้าโยมเป็นคนชั่ว โยมก็ ทะเลาะกัน ถ้าโยมเป็นคนดี ก็ไม่ทะเลาะกัน ครอบครัวก็มคี วามสุข เจริญพร (สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ) รศ.ดร.พิชัย : ขออนุญาตถามถึง คิดว่าหลายท่านที่นี่ ก็คงอยากจะทราบเหมือนกันว่า การที่จะทํา อะไรกิจการงานใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนการใดล้วนแต่จะต้องอาศัย เงินตราเป็นปัจจัยสําคัญ ทํา อย่างไรทําให้ลูกหลานในที่นี่ร่ํารวยมีเงินทองมากๆ กราบนมัสการถาม คําแนะนําครับ หลวงปู่ทวด : เจริญพร อาตมานึกแล้วว่าต้องถามกิเลสข้อนี้ ต้องถามอสรพิษตัวนี้ มันมีกันมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ขอเจริญพรว่า จะเหตุปัจจัยใดก็แล้วแต่ เรามีได้ เราก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ เราใช้มัน อย่าให้มันใช้เรา แล้วมันจะไม่ยุ่ง มันจะไม่วุ่นวาย ถ้าเราใช้เงินเป็นเราก็มี ความสุข ถ้าเราให้เงิน มาใช้เรา เราก็มีความทุกข์ ถ้าเราให้เงินใช้เรา เราก็ไม่รวย แต่ถ้าเราใช้เงิน เรารวย รวยศีล รวยทาน รวย บารมี รวยบุญ รวยกุศล โยมทําไปเถิดแบบนี้แหละ เดี๋ยวมีคนมาช่วยเอง มีคนต้องการแบบนี้มากมายที่


อยากจะทําเหมือนโยม แต่ทําไม่ได้ เขามีกิเลสมากมาย เดี๋ยวเขามีเงินมีทอง เขาก็มาประเคนให้เราเอง ไม่ นานหรอกโยมเหอ (สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ) อาจารย์ : ขอกราบนมัสการถามหลวงปู่ เนื่องจากว่าที่นี่มีผู้รับวิถี อนุตตรธรรมแล้ว ปฏิบัติกันอยู่ แล้ว บ้างก็ยังใหม่อยู่ บ้างก็ปฏิบัติมานานแล้ว หลายท่านยังคลางแคลง สงสัย ไม่แ น่ใจว่าบําเพ็ญในวิถี อนุตตรธรรม จะสําเร็จธรรม พ้นการเวียนว่ายตายเกิดได้หรือไม่ แต่หลายท่านก็เข้าใจชัดเจน วันนี้ ขอ หลวงปู่ เมตตา แสดงเป็ นหลัก ฐานยื นยั นว่ า รับ วิถี อนุ ตตรธรรมแล้ว บํ าเพ็ญ ในฐานะผู้ค รองเรือ น ก็ สามารถบําเพ็ญสําเร็จธรรมได้ แต่ต้องอาศัยความอดทน บําเพ็ญอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดไป ที นี้ ณ ที่นี่ ในวันนี้ ยัง มีผู้รับวิถีธรรมใหม่ จึง ยัง ไม่แ น่ใจว่า จะบําเพ็ญให้สําเร็จได้อย่างไร เพราะเขามี ภาพพจน์ว่า แม้กระทั่งพระที่วัดยังบําเพ็ญสําเร็จธรรมได้โดยยาก ผู้ท่ีบําเพ็ญในขณะที่ยังครองเรือน ก็ย่ิง ยากใหญ่ ตะกี้พ่อปู่พูดว่า “ได้รับวิถีธรรมแล้ว ได้เปิดหนทางนิพพานแล้วบําเพ็ญ พ่อปู่เอง บําเพ็ญมานาน แล้ว ยังไม่ได้รับจุดนี้ เนื่องจากพ่อปู่ได้เคี่ยวกรําบําเพ็ญมาตลอดระยะเวลายาวนาน บําเพ็ญมา นับจากวัน นั้นมาจนถึง วันนี้ คํานวณนับได้ ๔๒๐ กว่าปี เพราะฉะนั้น พ่อปู่มายืนยันในวันนี้ เพื่อเป็นกํา ลังใจแก่ผู้ บําเพ็ญธรรมใหม่ ว่าบําเพ็ญธรรมบนหนทางนี้ (อนุตตรวิถี) สําเร็จได้ในชาตินี้จริงๆ ขอขอบพระคุณครับ หลวงปู่ทวด : เจริญพร พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสไว้ว่า การได้บําเพ็ญจิต การได้ปฏิบัติธรรม มัน บรรลุได้ที่ปัญญา ปัญญาเท่านั้นทําให้เราบรรลุธรรม ถ้าเราพิจารณาทุกอย่าง เราก็สามารถบรรลุได้ ตาม คําบาลีที่ว่า “ปัญญา โลกัสมิ ปัชโชโต” ปัญญาเป็นแสงสว่างของโลก แต่ถ้าญาติโยมไม่มีทิฏฐิ ไม่มีมีมานะ ย่อมที่จะพิจารณาศึกษาหลักธรรมบําเพ็ญจิตด้วย ใช้ปัญญาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็บรรลุได้ สําเร็จได้ แต่ ต้องมาจากจิตที่ศรัทธา และในเมื่อญาติโยมได้รับอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว มันก็เป็นเครื่องยืนยันว่า “หนีไปพ้น สําเร็จแน่นอน” เพราะเราได้รู้หนทางแล้ว เราก็ใช้ ปัญญา เราเดินทางหนทางนั้นด้วยความ มั่นคง ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความสามัคคี ด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดีให้ผู้คนได้พ้นทุกข์ แม้แต่อาตมา บําเพ็ญเคี่ยวกรํามานานแสนนาน เหมือนได้กล่าวไว้แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้รู้หนทางหลุดพ้นครั้งนี้ ก็จะ สําเร็จยาก สําเร็จอรหันต์ยาก นอกจากเป็นพระโพธิสัตว์โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรคผล อนาคามิมรรค-ผล แค่นั้น แต่ถ้าเกิดว่าได้รับวิถีอนุตตรธรรมแล้ว อรหันต์แน่นอน มันหนีไม่พ้น แต่อยู่ ที่เราอย่าไปยึดติดรูปลักษณ์ภายนอก อย่ากังวลโลกภายนอก เราต้องเชื่อพระธรรม และใช้ปัญญาทําตาม พระธรรม พระพุทธองค์เลยสรรเสริญว่า พระธรรมเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป จนกว่าพระพุทธองค์จะจบ อายุขัย หรือจบกัปที่พระองค์ครองธรรมกาล มีพระธรรมกับพระวินัยเท่านั้น ที่เราจะต้องศรัทธา ถ้าเรามี ธรรมะ แต่ ไ ม่ มีวิ นั ย มั น ก็บ รรลุ ย าก ถ้ าอย่ างนั้ น วินั ย ก็คื อ ระเบี ยบความประพฤติ ก็ ต้อ งสํ ารวม ต้ อง ระมัดระวัง การพูดจา การกระทําทั้งภายในจิต ภายนอกมันก็ต้องไปคู่กัน ไม่ใช่กายอย่าง จิตอย่างหนึ่ง


กายอย่างหนึ่งจิตอย่างหนึ่ง มันก็ทําให้เราเป็นทุกข์ แต่ถ้าเกิดว่าญาติโยม ทํากายในกาย พิจารณากายใน กาย พิจารณาจิตในจิต พิจารณาทุกข์ในทุกข์ นี่เหละเป็นเนือง ๆ แล้ว แน่ นอนเราจะไม่ยดึ ติดในรูปลักษณ์ ภายนอก เพราะมันเป็นแค่ของยืมใช้ ครั้งคราว ไม่ได้ใช้ถาวร เราจะไปยึดติดมันทําไม กายภายนอกนี้เรา มาใช้เพื่ออะไร ใช้เพื่อให้เราบรรลุธรรม มันทําอะไรได้ แต่ถ้าเกิดไม่มีกายสังขารนี้แล้ว เราก็บรรลุธรรม ไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้ทํา ไม่ได้สร้างบุญ ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้เจริญภาวนา ไม่ได้แผ่เมตตา ไม่ได้ กรวดน้ํา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ไม่ได้ช่วยผู้อื่นได้พ้นทุกข์ ฉะนั้น กายนี้เป็นแค่ของยืมใช้ แต่จิตวิญญาณนี่ แหละที่เราจะต้องนําพาเขาไปให้สูงที่สุด เท่าที่จะสูงได้ จิตบรรลุธรรมเท่านั้น ไม่ใช่กายบรรลุธรรม แต่ต้อง อาศัยกาย เพื่อที่จะให้บรรลุธรรม ถ้าเป็นวิญญาณก็บรรลุธรรมยาก บ่นอยู่เฉย ๆ ทําอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเป็น กายเหมือนญาติโยมนี้ ทําได้ทุกอย่าง ผิดก็แก้ไขใหม่ เปลี่ยนแปลงใหม่ เขียนโครงการนี้ทําขยําทิ้งเขียน ใหม่ แต่วิญญาณมันเขียนโครงการไม่ได้ ผิดแล้วผิดเลย ผิดแล้วบั่นทอนเลย จิตเศร้าหมองเลย และมาเริ่ม นับหนึ่งใหม่ แต่กายนี้ง่ายกว่าจิต เจริญพร (สาธุ ๆๆ อนุโมทามิ) รศ.ดร.พิชัย : กราบขอบพระคุณหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง ที่เมตตาแนะนําการปฏิบัติ ในการช่วยเหลือคนอื่น แต่เกล้าข้าน้อยขอกราบอนุญาต ที่ผ่านมานั้นข้าน้อยได้รับบารมีจากหลวงปู่ในการดําเนินชีวิตก็ดี ช่วย ผู้อ่นื ก็ดี มีความรู้สึกเกรงใจมากเหลือเกินที่รบกวนหลวงปู่ มีบางคนเขาบอกว่า ระวังหลวงปู่จะเหนื่อย แต่ เกล้าข้าน้อยอยากจะกราบนมัสการถามว่า เนื่องจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่มีบุญบารมีเพียงพอในการ ทํางานต่างๆ แต่ต้องอาศัยเครื่องกล หรือโลกวิญญาณมาช่วย เกล้าข้าน้อยได้ขอบารมีหลวงปู่ในการไปที่ ต่างๆ ที่ช่วยเหลืองานก็ดี ในเรื่องหรือในการช่วยรักษาสุขภาพอนามัยของคนที่รู้จักก็ดี ถือเป็นการฉุดช่วย ให้พ้นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง เกรงใจและมีทางไหนแนะนําให้เกิดผลจริงจัง ขอคําแนะนําในการที่จะช่วยคนอื่น หลายท่านในที่นี่คงอยากจะช่วยคนอื่นบ้าง แต่ตัวเองไม่ค่อยมีอํานาจมีพลัง ทําอย่างไรจะขอราศีของหลวง ปู่มาอยู่ในตัวของเรา ที่จะได้ช่วยคนอื่นได้มากขึ้น อย่างไร ขอกราบนมัสการด้วยครับ หลวงปู่ทวด : เจริญพร ถ้าอยากจะมีบารมี มีพลัง มีรัศมีธรรมมากๆ ให้เรารักษาศีล ถ้ารักษาศีลดี ศีลก็รักษาเรา ถ้าเราทําสมาธิดี สติก็คุ้มครองเรา เราก็จะมีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นได้ การที่ ญาติโยมเอ่ยนามอาตมาในการนั้น มันเป็นแค่กําลังใจ กําลังใจเป็นสิ่งสําคัญที่ปุถุชนสามัญชนธรรมดา ญาติโยมทั้งหลายบนโลกมนุษย์นี้ต้องการกําลังใจ และกําลังใจนั้นก็ต้องตัวเองศรัทธาด้วย ถ้าตัวเองไม่ ศรัทธาแล้ว เรียกชื่อเท่าไรมันก็ไม่มีพลังในกาย แต่ถ้าเกิดว่าเรียกชื่ออาตมาเพื่อที่จะเป็นกําลังใจนั้น ก็ เรียกไปเถิด อาตมาไม่เหนื่อย ยินดีรับใช้ ไม่ใช่ว่าจะเรียกชื่อแล้ว มันจะเป็นการใช้พระสงฆ์ มันไม่ใช่ คิดๆ แล้วการเอ่ยพระนาม ก็คือการสรรเสริญ การขอกําลังใจ ในเมื่อได้เอ่ยชื่อของอาตมาแล้ว มันมีพลังจิต ดวงหนึ่ง เหมือนกับการชาร์ตไฟฟ้าเข้าไปแล้ว เมื่อได้ชาร์ตไฟฟ้าเข้าไป ปัญญามันสว่าง มันก็แก้ไขปัญหา


ได้ และเมื่อมีให้ใช้ก็ใช้ ไปเถิดนะ อย่าไปคิดมาก มั นเป็นกําลัง ใจที่ดีของปุถุชนอย่างเช่นญาติโยม จะ เรียกชื่อใครก็แล้วแต่ แต่เมื่อชื่อคนนั้น เราศรัทธาเราเลื่อมใส บุญญาปาฏิหาริย์มันก็เกิดขึ้นในจิตของเรา ไม่ได้อยู่ที่ชื่ออาตมา เขาเรียกว่า บุญฤทธิ์ ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์พระพุทธองค์ ไม่ให้ทํามันเป็นปาราชิก แต่บุญฤทธิ์นี้มันเป็นบุญของเรา เป็นบารมีของเรา ที่เราสะสมมา แล้วแถมได้มีชื่อองค์ท่เี ราศรัทธาเลื่อมใส แล้ว มันก็ได้สําเร็จผล พลังยิ่งขึ้นได้ เจริญพร (สาธุๆๆ อนุโมทามิ) ให้เรามีศีล มีสมาธิ มีปัญญาแล้วเราก็ สามารถมีพลังจิตมีพลังธรรมมีพลังใจได้ รศ.ดร.พิชัย : ขอบพระคุณมาก อยากจะขอทราบเพิ่มเติมอีกนิด พระคาถาที่ใช้บูชาหลวงปู่เหยียบ น้ําทะเลจืดที่สํานักปู่สวรรค์ใช้อยู่นั้น สั้นๆว่า “อิติ อิติ โพธิสัตว์” แค่นี้ใช้เพียงพอหรือไม่ครับ หลวงปู่ทวด : แล้วที่โยมทําอยู่ มันใช้ได้ไหม รศ.ดร.พิชัย : ก็ใช้ได้ดีอยู่ครับ หลวงปู่ทวด : เออ! ถ้าใช้ได้เป็นประโยชน์ ก็ใช้ไป พระคาถาเราอย่าไปยึดติดมัน บอกแล้ว มันเป็น กําลังใจ อะไรก็ได้ “อิติสุคะโต” ก็ได้ “อิติอิติ” ก็ได้ หรือที่วัดช้างไห้ที่สวดกันก็ได้ หรือไม่มีอะไรจะสวด นึก ไม่ออกเรียก “หลวงปู่ทวด” ก็ได้ มันก็ใช้ได้หมด ถ้าใช้แล้วมันเกิดผลสําเร็จ อาตมาบอกแล้วว่ามันอยู่ท่ี ศรัทธาๆ อยู่ท่ตี ัวศรัทธา เรียกทวดเฉยๆ แต่ถ้าเราศรัทธามันก็เป็นพลังมันก็เป็นบุญญาภินิหารได้ รศ.ดร.พิชัย : จะใช้คาถาอะไรก็ได้ ขอให้จิตของเรานึกถึงพระองค์แก่ๆ หลังค่อมๆ หลวงปู่ทวด : ใช่แล้ว รศ.ดร.พิชั ย : ให้ อยู่ ในจิต ของเรา แล้ ว เราเองก็ไ ด้พ ระบารมีข องท่ านมาสถิ ตในใจของเราได้ พระองค์คิดว่าถูกต้องหรือไม่ หลวงปู่ทวด : เจริญพร ถูกต้องแล้ว มันเป็นสิ่งที่เป็นกําลังใจ มาอยู่ในใจ เรียกหลวงปู่ เรียกหลวง พ่อ เรียกหลวงพี่ เรียกหลวงน้อง เรียกอะไรก็แล้วแต่ มันอยู่ท่ีกําลังใจศรัทธา เหมือนตอนเช้าที่ญาติโยม ทั้งหลาย ขึ้นมาบรรยายประจักษ์บุญญาภินิหารนั้น ก็มาจากความศรัทธา ความเลื่อมใส จึง ได้เกิดแสง ฉัพพรรณรังสีให้เห็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทั่วผืนปฐพี พระอรหันต์อยู่ทั่วโลก อยู่ทุกๆ มุมแห่งหน ที่โยมบอก ว่า อาตมาดูแลเจ้าที่ คุยกับเจ้าที่ได้นั้น ก็ถูกต้อง เพราะพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์อยู่ได้ทุกที่ สามารถสื่อ ถามคุยได้ ทุกที่ เช่น เดียวกัน บุญญาปาฏิ หาริย์ หรือฉัพ รรณรัง สีนั้นก็ จะฉายแสงขึ้นมาสํา หรับ ผู้มีจิ ต ศรัทธาและเลื่อมใส และอยากจะเห็นว่าสิ่งที่เขาทํานั้นมันถูกต้องไหม มันจริงไหม การที่เรียกชื่อ หรือท่อง


คาถาของหลวงปู่นั้น มันมีผลไหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เทพเทวาทั้งหลาย จึงแสดงผลให้เห็นว่าจิตมัน สามารถสื่อจิตได้ แต่กายสื่อกับกายไม่ได้ ต้องใช้จิตที่มีศีล มีธรรม มีปัญญาเท่านั้น ที่สื่อได้ จิตที่บริสุทธิ์ เท่านั้น ที่สื่อได้ แต่จิตที่มีกิเลส จิตที่สื่อกันแล้วเอามาอวดกัน เอามาเป็นวัตถุมงคล เอามาขายพร่ําเพรื่อ กัน ไอ้นั่น มันไม่ใช่ความบริสุทธิ์ มันไม่ใช่โลกุตตรธรรม มันเป็นโลกียธรรม ที่เอาความปาฏิหาริย์ขององค์ นั้น องค์นี้มาขายนั้น เขาเรียกว่า ผิดจารีตประเพณี ผิดศีล ผิดธรรม เจริญพร (สาธุๆ ๆ อนุโมทามิ) รศ.ดร.พิชัย : ที่เมื่อเช้าอาจารย์ไสวเล่าถึงปาฏิหาริย์ท่ีน้ําตกทรายขาว ตอนที่เกล้าข้าน้อยไปเปิด ป้าย โครงการสวดมนต์เฉลิมพระเกียรติฯ ด้วยความตื้นตันใจ ที่เห็นลูกแก้วลอยมาถึงสองครั้งสองครา อัน นี้เ ป็ น ปาฏิห าริ ย์ อ ย่า งไรที่ เกิ ด ขึ้ น หรือ คิ ด ไปเอง แต่ อย่ า งไร ขอกราบนมั ส การขอความรู้นิ ด หนึ่ ง ว่ า ปาฏิหาริย์แบบนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ในจิตของผู้ศรัทธาเลื่อมใส หลวงปู่ทวด : เจริญพร ถ้าอาตมาพูดแล้ว มันพูดยาก เพราะเป็นพระ มันจะทําให้เกิดอาบัติได้ แต่ อาตมาจะบอกว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องจริงไหมนั้น อยู่ท่ีการพิจารณา มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล อะไรมันเป็นความเชื่อของส่วนบุค คลแล้ว สิ่ง นั้นบอกกันได้เลยว่า ถ้ าเราทําดี เราคิดดี เราพูดดี แล้ ว อยากจะให้คนข้างๆ มันดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะเดินตามเราไปทุกที่ ไปช่วยเหลือเราทุกที่ เหมือนที่โยมได้พูด เมื่อกี้ว่า เห็นนั่นเห็นนี่ ก็ได้เป็นกําลังใจว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพพรหมทั้งหลายในโลกวิญญาณนั้น ไม่ทอดทิ้ง คนทําความดี ให้โยมรู้อย่างนี้ก็พอแล้ว อย่าไปรู้เลยว่ามันจริงหรือไม่นะ มันทําให้คนยึดติดไปเปล่าๆ ยึด ติดในปาฏิหาริย์ จึงทําให้ธรรมะมันไม่ยึดติด มันไม่ศึกษา ให้เรามายึดติดในธรรมะ ให้เห็นปาฏิหาริย์ใน ธรรมะดีกว่านะ มาเป็นกําลังใจ หรือมาเป็นสิ่งที่อาตมาพูดในข้างต้นนั้น เจริญพร (สาธุๆ ๆ อนุโมทามิ) รศ.ดร.พิชัย : ผู้ท่รี ักษาศีลแล้ว ต้องระมัดระวังตัวในการประพฤติปฏิบัติด้วย ถ้าประพฤติปฏิบัติดี เทพพรหมก็จะช่วยเหลือเรา อยู่กับเรา แต่ถ้าเราทําผิดธรรมขึ้นมาเมื่อไร เราจะได้รับ การลงโทษอย่าง ชัดเจน ซึ่ง ข้าผู้น้อยประสบมาด้วยตนเองแล้ว ข้อนี้จริ งเท็จอย่างไร ขอให้เมตตาอธิบ ายให้กับ สาธุชน ทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ได้เข้าใจยิ่งขึ้นอีกต่อไป หลวงปู่ทวด : เจริญพร การที่เรารักษาศีล ศีล มันคุ้มครองเรา มันเป็นสติ สติเกิดขึ้นปัญญาก็ เกิดขึ้น บารมีธรรมก็เกิดขึ้น แต่เมื่อญาติโยมผิดศีล ผิดธรรมแล้ว เกิดขาดสติขึ้นมานั้น ก็เป็นอารมณ์ของ เราที่มันวูบไป ในเมื่อมันชั่ววูบ มันขาดสติแล้ว ปัญญามันไม่เกิดแล้ว แล้วอย่าบอกว่าวิญญาณเทพ พรหม ลงโทษเรานะ มันเป็นการคิดอกุศลไป ในเมื่อเราขาดสติ ก็เกิดอุบัติเหตุได้ ฉะนั้น เราผิดศีล เหมือนคนขาด สติ เราควรรักษาสติเอาไว้ แล้ วอุบัติเหตุก็ไม่เกิด ความประมาทก็ไม่เกิด แต่สิ่งที่โยมเจอมานั้น มันเป็น เรื่องเตือนใจ หรือเป็นประจักษ์หลักฐานว่า เราเป็นคนดีมีรากบุญบารมี ถ้าเราลองศึกษาทางวิทยาศาสตร์


ดู เราเผลอสติไปสักหน่อยหนึ่ง ทําให้ความโง่ครอบงํา เพราะทําอะไรก็ผิดตลอด มันก็เกิดความประมาท ความประมาทเกิดขึ้นในร่างกายเรา ในจิตใจเรามันก็เกิดความหายนะ เกิดภัยพิบัติในตัวตน ฉะนั้นแล้ว ให้ เรามีสติ ยับยั้ง เรารักษาศีลไว้ให้พอ เท่าที่เรารักษาได้ อย่าให้ถึงกับเคร่งเกินไป เข้มงวดเกินไป ให้พอเรา ทําได้วันๆ หนึ่ง ข้อๆ หนึ่ง ในการที่เราทําได้ด้วยการที่ใจเราศรั ทธา เลื่อมใส อย่าเอาผู้อ่ืนมาเลียนแบบ อยากเป็นแบบอย่าง อย่าไปเทียบกัน เพราะแต่ละคนมีบุญบารมีไม่เหมือนกัน เหมือนโยมถือศีลห้าข้อ อาตมาถือศีลสองร้อยกว่าข้อ และมาเปรียบเทียบกันว่าต้องให้ได้เหมือนหลวงปู่ ต้องเคร่งให้เหมือนหลวง ปู่ มันไม่ได้ บุญบารมีมันแตกต่างกัน การที่เรามีสติ กับคนที่ขาดสติ มันก็ต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่แข่ง อื่น แข่ ง ได้ แต่ แ ข่ง บุญ บารมี นั้ นแข่ง ยาก อยู่ ท่ี เราทุ กคนมี ส ติ และตั้ ง ใจบํ า เพ็ ญ ตั้ง ใจปฏิบั ติ ให้ เรามี สติปัญญา และความประมาทในกายของเรา ก็จะไม่เกิดขึ้น เจริญพร (สาธุๆ ๆ อนุโมทามิ) รศ.ดร.พิชัย : ไม่ทราบว่าลูกศิษย์ท่านไหนจะถามอะไรส่วนตัว วันนี้เป็นวันที่พวกเราโชคดี เป็นครั้งแรกใน ชีวิตของผม ที่ได้พบกับหลวงปู่ทวด ได้เข้าเฝ้าเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เป็นประธานชมรมของสํานักปู่สวรรค์มา สิบหกกว่าปีแล้ว ในระยะหลังนี้ อย่างที่หลวงปู่ตรัสไปตะกี้ว่า ไม่ค่อยได้เสด็ จมาบนโลกมนุษย์สักเท่าไหร่ วันนี้ก็ถือว่าเป็นมหาเมตตาของหลวงปู่ท่ไี ด้เสด็จมาให้ธรรมแก่เราได้ฟัง ถือเป็นโอกาสอันดีย่ิง ที่พวกเรา จะได้ถามในสิ่ง ที่ค้างคาใจอยู่ ซึ่งเป็นพระมหาเมตตาของหลวงปู่ ที่ทําให้วกเราได้รับความรู้ดีย่ิง ขึ้นอีก ต่อไป ไม่ทราบมีใครจะถามอะไรหลวงปู่เชิญได้เลย อาจารย์ยนิ ดี : อยากจะถามหลวงปู่ในตํานานที่เขาเล่าการกําเนิดของหลวงปู่ นะเจ้าค่ะ ที่มีตํานาน ในเรื่องการกําเนิดของหลวงปู่นะเจ้าค่ะ ว่ามีพญางูไม้ลูกแก้ว หรืออะไรต่ออะไรตํานานที่เขาเขียนไว้เป็น ความจริงใช่มั้ยคะ หลวงปู่ทวด : เจริญพร สิ่งที่มันบังเกิดขึ้นมันก็มาจากบุญเก่า แล้วก็มบี ริวารหรือว่ากรรมเก่ามัน ปะปนกัน จึงจะต้องช่วยเหลือเขา ทําอะไรก็ได้ท่ที ําให้ชีวิตของเพื่อนมนุษย์มีความสุข เราก็ทาํ แต่เมื่อทํา แล้วก็ปล่อยไปอย่าไปยึดติดมัน อย่าไปโอ้อวดตนเองว่า โอ้ ฉันเหยียบน้ําทะเลจืดได้ แล้ วก็อวดอยู่อย่างนั้น และยึดติดอยู่อย่างนั้น แล้วไปประกาศว่าฉันทําได้ๆ ก็คนอื่นทําไม่ได้ ไปยกตัวเองข่มผู้อื่น มันจะไม่ เหมาะสม มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าสมุนไพรธรรมชาติรักษาแค่นนั้ ประวัติอย่างไรก็ค่อยไปศึกษาเอาทีหลัง ได้ ละเอียดอยู่แล้ว เจริญพร (สาธุๆ ๆ อนุโมทามิ) อาจารย์ยนิ ดี : ขอบคุณเจ้าค่ะ สาธุๆๆ อนุโมทามิ


รศ.ดร.พิชัย : ขออนุญาตถามโครงการที่ข้าน้อยเกี่ยวข้องที่ภูเก็ตอยู่สองโครงการ โครงการหนึ่งคือ การที่เกาะแก้วพิสดาร คือรอยพระบาทอยู่รอยหนึ่ง อยู่ใกล้กับฝั่งทะเล ในอีกมิติหนึ่ง และใต้หินนั้นก็ยังมี รอยพระบาทอยู่ มีหลายท่านก็บอกว่าเป็นรอยพุทธบาท บางท่านก็บอกเป็นรอยของหลวงปู่ทวดเหยียบ น้ําทะเลจืด ขณะนี้ก็กําลังจะสร้างเป็นมณฑปแล้ว อะไรขึ้นมาครอบบนรอยพระบาทนั้น อยากจะกราบ นมัสการถามว่ารอยพระบาทนั้นเป็นรอยอะไรกันแน่ อันที่หนึ่ง อันที่สอง การที่จะสร้างมณฑปบนโขดหิน เหล่านั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร และควรทําต่อไปหรือไม่ เพราะขณะนี้เกล้าข้ าน้อยยังไม่แน่ใจ 100% ขอกราบนมัสการถามเพื่อเป็นความรู้ หลวงปู่ทวด : เจริญพร สิ่งที่มันบังเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจากธรรมชาติ เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ที่ครั้ง หนึ่งอาตมาก่อนจะลงเรือตรงนั้นมันเป็นปรากฏการธรรมชาติ เป็นสักขีพยานเกิดขึ้นเอง แต่อาตมาก็ไม่ได้ หันไปมองว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะอาตมาตั้งใจแล้วว่า ก่อนที่จะขึน้ เรือนั้นจะเดินทางไปเพื่อจะฉุดช่วย ผู้คน ให้สําเร็จในพระธรรม ก็ขอให้สําเร็จด้วยเถิด ให้เห็นประจักษ์หลักฐานด้วยเถิดว่า ในเมื่อจะไปไกลแค่ ไหน แต่ก็อย่าลืมรอยเดิม ที่เรามาจากจุดเริ่มต้นว่า เรามาจากที่ไหนเราเป็นคนอะไร เราเป็นคนแบบไหน อย่าลืมตัวตน ของตน ถ้าอาตมาไม่ออกไปแล้ว ถ้าไม่ลืมตัวตนแล้ว ได้ออกไปได้สาํ เร็จธรรมจริง ก็ขอให้ เกิดประจักษ์หลักฐานด้วย ก็ผลมันก็เกิดที่หนิ เจริญพร จะสร้างหรือไม่สร้างนั้น อยู่ที่ความศรัทธาของญาติโยม อยู่ที่ความเหมาะสมนะ อยู่ที่ค วามเหมาะสมของ ญาติโยมเอง รศ.ดร.พิชัย : แต่ตรงนั้นมีคลื่นแรงมาก แต่บางคนไม่รู้ท่จี ะลงไปกราบรอยพระบาทนั้น ซึ่งคลื่นซัด ตกลงไปในทะเลซึ่งต้องเสียแก่ชีวิตก็มี ศิษย์ของสํานักปู่สวรรค์คนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาให้ คนได้ลงไปกราบ ปลอดภัยมากขึ้น และสถานที่แห่งนั้นมีโขดหินมากมายทีเดียว ก็ยังไม่แน่ใจว่า สมควรจะ สร้างหรือไม่ หลวงพ่อที่ดูแลเกาะแก้วพิสดารก็ไม่ว่ากะไร ท่านจะสร้างท่านก็สร้างไปแล้วแต่ศรัทธาของ โยม อะไรทํานองนั้น หลวงปู่ทวด : เจริญพร อาตมาว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า ถ้าเราไปสร้ างแล้วคนเข้า ไปบ่อยๆ มันก็หายไป เสื่อมไป ให้มันเป็นธรรมชาติดีกว่า แล้วค่อยป้องกันเอา ห้ามเข้าไปในบริเวณนั้น มัน จะดีกว่า เพื่อความปลอดภัย มันไม่ใช่อะไร ถ้าเราเข้าไปเหยียบเข้าไปย่ํา ก็เท่ากับว่าเราไปทําลาย ทําลาย ธรรมชาติปล่อยให้เป็นธรรมชาติดีกว่า เจริญพร รศ.ดร.พิชัย : และอีกโครงการหนึ่งจะไปสร้าง มณฑป บนยอดเขาที่ ภูเก็ตนั้นจะบรรจุพระบรม สารีริกธาตุท่ไี ด้รับพระราชทานจากพระสังฆราช มันมีปัญหาอยู่กับความไม่เข้าใจกับหน่วยราชการว่า จะ


เป็นการบุกรุกป่าสงวนในทํานองนี้งานนี้ก็เช่นเดียวกันว่าอนาคตควรสร้างหรือไม่เช่นไร บนนั้นก็จะมีจานที่ รับสัญญาณของกองทัพอากาศอยู่ แล้วก็ข้างล่างจะมีการปลูกต้นยางอะไรประมาณพอสมควร เห็นว่ามี คนไม่อยากให้ไปสร้างข้างบน จึงไปทําเรื่องไม่อยากให้สร้างทํานองนั้น ไม่ทราบว่าโครงการนี้ควรทําต่อไป เพราะต้องใช้เงินจํานวนมหาศาลทีเดียว แต่ขั้นแรกก็อยากขอคําแนะนําว่าควรที่จะดําเนินการต่อไปอีก หรือไม่ตั้งอยู่บนภูเขายอดเขา หลวงปู่ทวด : ถ้าเราสร้างขึ้นแล้ว ญาติโยมไม่เห็นด้วยหรือมีปัญหา ถึงเราสร้างไป มันก็ไปผูกมัด ก็ ไม่ได้บุญน่ะโยม ไม่ได้บุญหรอก ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าทีปังกรคุยกับพระมหากษัตริย์ว่า พระมหากษัตริย์คุยกับพระพุทธเจ้าทีปังกรว่าเขานี้ได้สร้างวัด สร้างโบสถ์มากมายได้บุญมั้ย พระพุทธเจ้า ทีปังกรบอกว่าไม่ได้บุญเลย เพราะสร้างวัดด้วยกิเลส ไม่ได้สร้างด้วยความศรัทธา แต่ไอ้นี่เราศรัทธากัน น้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นไปทําลายป่า ทําลายธรรมชาติ ต้องพิจารณาแล้ว มีคนต่อต้านแล้ว สร้างไปก็เสียเงิน เปล่า เอาเงินนั้นมาฉุดช่วยผู้คน เป็นประโยชน์ ช่วยคนให้พ้นทุกข์ยังดีกว่า ถ้าเกิดสร้างไปแล้วมีคนต่อต้าน มีคนทําลาย ในวันข้างหน้าอาตมาว่าเสียเงินดายตังค์เปล่า เจริญพร (สาธุๆ ๆ อนุโมทามิ) พี่ศร : หลังจากเราละทิ้งกายสังขารไปแล้ว ถ้าเราบริจาคร่างกายเราให้กับโรงพยาบาล เราจะได้ อานิสงส์สักเท่าไหร่คะ หลวงปู่ หลวงปู่ทวด : เจริญพร อานิสงส์ของการเสียสละกายให้เป็นประโยชน์ส่วนรวม มันก็บอกว่า มันอยู่ สุดคณานับแล้ว ดีกว่าไปเผาทิ้งเปล่าๆ ให้คนอื่น ให้นักศึกษาได้ศึกษาพิจารณา ให้เขาเกิดปัญญา มันก็เป็น ประโยชน์นะโยม ได้บุญมากเลยโยม เจริญพร พี่ศร : ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณหลวงปู่ท่เี มตตา รศ.ดร.พิชัย : นับว่าเราโชคดี เป็นมหาโชค เข้าใจว่า ตั้งแต่ตั้งมูลนิธิฯนี้ขึ้นมา คงจะเป็นครั้งแรกนะ ครับ ที่อาราธนาทิพยญาณหลวงปู่มาเมตตา ในวันที่ ๖ มีนาคม สํานักปู่สวรรค์ท่ขี ้าน้อยได้เป็นประธานอยู่ ได้มีการจัดพิธีบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ําทะเลจืด มีการสวดมนต์ และอยากจะถามว่า พระองค์ทรงทราบ หรือไม่ ถามเพื่อเป็นกําลังใจ เพื่อเป็นความรู้ และเพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น หลวงปู่ทวด : เจริญพร ก็รับ ทราบมาตลอด ตั้งแต่ได้ป ฏิบัติศ าสนกิจ ศาสนธรรมตั้ง แต่ใช้กาย สังขารอยู่ท่นี ั้น ประทับทิพย์ญาณอยู่ท่นี ั้น อาตมารับทราบมาโดยตลอด อาตมาก็อนุโมทนาสัมโมยคาถา อยู่ตลอดเจริญพร สาธุๆ ๆ อนุโมทามิ


อาจารย์ยนิ ดี : อยากจะเรียนถามหลวงปู่ว่า อย่างอายุของข้าน้อยกับลูกศิษย์ทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรง นี้ยังได้มีโอกาสกราบองค์พระศรีอาริย์มั้ยเจ้าค่ะ หลวงปู่ท วด : เจริญ พร มีโ อกาสได้ กราบแน่ น อน ให้ เ รารั ก ษาสุ ข ภาพให้ ดี กิ น อาหารให้ เ ป็ น ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่กินสารพิษเข้าไป เราก็สามารถดูแ ลกายสังขารนี้ได้ จนพระองค์ท่านเสด็จเป็น กายเนื้อ เจริญพร (สาธุๆ ๆ อนุทามิ) รศ.ดร.พิชัย : ขออนุญาตถามคําถามเป็นคําถามสุดท้าย ข้าผู้น้อยได้สังเกตว่า กิจกรรมที่ทําใน มูลนิธิชินบัญชรแห่งนี้ กับที่ทํามาแล้วในอดีตของสํานักปู่สวรรค์จะคล้ายคลึงกันมากๆ ในเรื่องต่างๆ ที่ สํานักปู่สวรรค์มีอุดมการณ์ของสํานักปู่สวรรค์เช่น ๑.ช่วยบําบัดทุกข์ทั้งกายและใจให้คนทุกชั้น ๒. สังหาร กิเลสของมนุษย์ท่เี ห็นแก่ตัวให้เบาบางลง ๓ ทําลายความเชื่อที่งมงายหลงเข้าใจผิด ๔ ผดุงความเป็นธรรม ของสังคม ๕ เทิดทูนพระมหากษัตริย์เพื่อสันติภาพ และอีกอื่นๆ รวมทั้งหมด ๑๐ หัวข้อ รวมตลอดสุดท้าย ยืนยันล่วงหน้าจริงๆ เพื่อไม่ให้มนุษย์ทําบาปมากขึ้น กําลังคิดว่าจะนําเอาอุดมการณ์เหล่านั้นมาตั้งไว้ท่ีนี่ เพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติของมูลนิธิฯนี้ เห็นสมควรหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งการทํางานร่วมกันกับสํานักปู่ สวรรค์ท่กี รุงเทพฯ กับที่มูลนิธิชินบัญชร ในเรื่องกิจกรรมต่างๆ ที่ไปด้วยกันได้ จะเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ต่อไปขอคําแนะนําหลวงปู่ด้วย หลวงปู่ทวด : เจริญพร สิ่งที่ญาติโยมเห็น ปัจจุบันนี้ก็เป็นพระบัญชาของสมเด็ จพระชินปัญชร มหาราชองค์เดียวเท่านั้น ในเมื่อที่สํานักปู่สวรรค์ทําอะไรเกินหน้าเกินตามากไม่ได้ ก็ต้องหาที่มาระบาย ไม่อย่างนั้นนักปราชญ์มันอึดอัด นักปราชญ์ไม่ได้ทําความดี พระอรหันต์ไม่ได้สร้างบุญก็อึดอัด ก็เลยต้อง มาหาที่ลงระบาย ก็เหมือนกับเราปวดท้องจะถ่าย เราก็ต้ องหาห้องน้ําที่มันไม่เต็ม แล้วถ่ายลงไป ถ้าส้วม ไหนเต็มแล้ว ไม่มีการถ่ายออก เราคิดว่าเราก็ใช้ไม่ได้ อย่างที่นี่กับที่สํานักปู่สวรรค์คือที่เดียวกัน มีองค์ ประธานองค์เดียวกัน มีทุกสิ่งทุกอย่าง เจตนารมณ์เดียวกัน วัตถุประสงค์เดียวกัน ที่เรียกว่าเป็นที่ท่ีรอง จากสํานั กปู่ส วรรค์ สถานที่ทั้ง สองแห่ง นี้ ที่จะต้องทําอุดมการณ์ พระมหาปณิธานของสมเด็จท่านให้ สําเร็จ ไม่ว่าจะสมเด็จพระชินปัญชรมหาราช หรือสมเด็จโต หรือแม้แต่อาตมากลัวปณิธานยัง ไม่สําเร็จ มันหยุดตามสถานที่ไม่ได้ มันก็ต้องหาที่ระบายให้บรรลุธรรม บรรลุปณิธาน จึงได้ประชุมกับ สมเด็จท่าน สนองพระบัญชาว่า ให้ที่นี้เป็นที่เจริญปณิธานของทั้ง ๓ พระองค์สืบต่อไป เจริญพร (สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ) ฉะนั้น โครงการอันใดที่สํานักปู่สวรรค์ไม่ได้ทํา ก็มาระบายที่นี่ได้ เจริญพร รศ.ดร.พิชัย : ก็เป็นไปตามที่ข้าผู้น้อยได้คิดอยู่ในใจ ว่าคงจะเป็นอย่างที่หลวงปู่ได้ตรัส


อาจารย์ : จะมีทั่วภาคใต้ หลวงปู่ทวด : สําเร็จแน่ สาธุ ๆ ๆ อนุโมทามิ ตราบใดยังมีทั้ง ๓ พระองค์ท่ีคอยเป็นทหารนําทาง ญาติโยม ที่ไปบุกเบิกเผยแพร่ธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่โยมเหยียบไป ที่นั้นก็สําเร็จตามวัตถุประสงค์ ให้ โยมเชื่อมั่น และศรัทธา และอาตมาได้มานั่งยันอยู่ตรงนี้แล้ว ก็ขอให้สิ่งที่โยมทํานั้นสําเร็จ องค์สมเด็จพระ ชินปัญชรมหาราชลงด้วยพระองค์เองแล้ว ไม่สําเร็จไม่ได้นะ ท่านเคร่งครัดมาก อาจารย์ : โครงการที่ว่า ต้องมาให้เร็ว หลวงปู่ทวด : อยู่ท่บี ัญชาขององค์สมเด็จเจ้า ต้องถามพระองค์ท่าน รศ.ดร.พิชัย : อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเคยเล่าให้พวกเราในที่นี้ ก็ขอให้พวกเรามั่นใจว่า เรากําลังทํางาน ให้ใคร เรากําลังรับใช้ใคร เพราะฉะนั้น ขอให้เรามีความมั่นใจในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่ีเรายึดถืออยู่ ขอให้ตั้งหน้า ตั้งตาทํางานให้เต็มที่ต่อไป เพื่อทุกสิ่งทุกอย่างสําเร็จได้ตามที่เราได้รับทราบมาว่าเกล้าข้าน้อย ขอกราบ ประทานอภัย เพราะกลัวตกเครื่องบิน หลวงปู่ทวด : เจริญพร.

ข้อมูลจาก : มูลนิธิชินบัญชร (http://www.chinabanchorn.org)


โอวาทพระสังฆราชคุรูปาจารย์ หลวงปู่ทวด  

โอวาทพระสังฆราชคุรูปาจารย์ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you