Issuu on Google+

วิชากฎหมาย กับสามสาว จากสามแคว้นในเยอรมณี

ทอดน่องที่

STOCKHOLM

นอนหลับ ช่วงเวลาสำ�คัญ ที่สุดในชีวิต

ฅนชอบเล่า

ประสบการณ์น่าตกใจ

NI LINE DO NOT CROSS UNI LINE DO NOT CROSS UNI L ในรั้วมหาวิทยาลัยเยอร มDนO ี NOT C E IN L I N U S S O R TC O N O D E IN L I N U S S O R C OT


Contents กลอน นายก.ชวนคุย บทความพิเศษ : ข้อมูลท่วมดีกว่าไม่มีข้อมูล Deutsche ๑.๐ : Weimar - Kulturstadt Europa เปื้อนยิ้มทัวร์ : ทอดน่องที่ Stockholm Wissen ♯ : วิชากฎหมาย สัมภาษณ์ : อาจารย์หมอเพ็ญแข ไกสเรอร์ ตนชอบเล่า : ประสบการณ์น่าตกใจในรั้วมหาวิทยาลัยเยอรมนี Achsoo : ทำ�ไมคุณถึงขาด “มัน” ไม่ได้ Curry Wurst : ยำ�แหนมคลุกข้าวทอด Gesundheit! : นอนหลับ ช่วงเวลาสำ�คัญที่สุดในชีวิต ธรรมะคือคุณากร : ปล่อยใจลอยไปเหนือทุกข์ สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บมานานหลายเดือน ตอนนี้ก็กำ�ลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอันแสนสวยงามกันเสียที ฤดูใบไม้ ผลิในภาษาเยอรมันเรียกว่า Frühling ในทางวรรณกรรมจะใช้คำ�ว่า Lenz เป็นฤดูที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ การกำ�เนิดชีวิต และ แน่นอนว่าเป็นฤดูที่น่าท่องเที่ยวที่สุดอีกฤดูหนึ่ง ช่วงที่กำ�ลังจะเปลี่ยนจากฤดูหนาวไปสู่ฤดูใบไม้ผลินั้น ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผมชื่นชอบมากที่สุด เพราะว่าเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน กลางวันที่เริ่มนานขึ้น อากาศที่ค่อยๆ อุ่นขึ้น ดอกหยาดหิมะหรือ Schneeglöckchen ที่ค่อยๆ แทงยอดอ่อนโผล่ขึ้นมา ให้เห็นจากผืนดินทีละเล็ก ทีละน้อย จนกระทั่งบานสะพรั่ง สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนดั่งเครื่องเตือนใจให้เราได้คิดอยู่เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อม มีวิถี มีทาง มีธรรมชาติของตัวมันเอง มีการเริ่มต้น ก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด ในการดำ�รงอยู่ ก็มีการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างล้วนเป็น “อนิจจัง” มัน เป็นช่วงที่ทำ�ให้เรารู้สึกว่าการเริ่มต้นใหม่นั้นไม่เคยมีคำ�ว่า “สายเกินไป” ภาพดอกหยาดหิมะที่กำ�ลังโผล่ออกมาจากพื้นดิน เป็นภาพที่ดูแล้ว ทำ�ให้เกิดกำ�ลังใจในการใช้ชีวิตในต่างแดนได้ต่อไป ทำ�ให้เกิดกำ�ลังใจในการต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ที่รุมล้อมเพราะมันทำ�ให้เราระลึกอยู่เสมอ ว่า ความทุกข์ยากนั้นถึงแม้จะกินเวลาเนิ่นนานสักเพียงใด ก็ย่อมมีวันสิ้นสุด เราเพียงแค่ต้องอดทนและรอเวลาที่เหมาะสม ประกอบกับการ มีสติและใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา เพื่อให้อุปสรรคนั้นผ่านพ้นไปได้ รอให้ถึงเวลาที่ความทุกข์ยากจะสิ้นสุดและเมื่อนั้นก็จะเป็นการเริ่มต้น ของสิ่งใหม่ๆ วันใหม่และชีวิตใหม่ นิตยสาร TSVD ฉบับฤดูใบไม้ผลินี้ ทางทีมงานนิตยสาร TSVD จึงได้ถือโอกาสปรับเปลี่ยนรูปเล่มภายในเพื่อเป็นการต้อนรับฤดู แห่งการเริ่มต้นใหม่นี้ โดยทางทีมงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นที่พอใจของท่านผู้อ่าน โดยที่ความเข้มข้นของเนื้อหาและสาระก็ยังคงมีเช่น เดิม หากท่านผู้อ่านต้องการแสดงความคิดเห็น ข้อแนะนำ� ติชม หรืออยากจะร่วมเป็นนักเขียนกับเรา ก็สามารถส่งข้อความมาพูดคุยกันได้ที่ tsvd-magazine@googlegroups.com ครับ ชลัช วรยรรยง


ขอขอบคุณทุกส ให้ฝ่าฟันได้ฟ ยังซาบซึ้งตรึง ในชีวีที่มีอ

วันพลาดพลั้งไม่พ ผ่านใคร่ครวญผวน ไม่ซ่านสุขแต ยังฝ่าฟันมั่น

วันผ่านพบปร รู้ว่าต้องลองสิ่ง ไม่ซึ้งสุขแต ยังยิ้มได้ในวันล

หลากเรื่องผ่านกา หลายเรื่องดีที่ผ่า ตระหนักการณ์ผ่านหม ตระหนักมั่นที่มั่นอ

สายตาจรดอ โน้มกายสู่ลู่ใจ ทั้งร้ายดีที่ผ่าน มีชีวีหนึ่งชีว

ทิ้งทั้งทุกข์ทั้งส สักกี่ครั้งจะคลั่ง ทั้งร้ายดีไม่อ ในความจริงสู่สิ่ง

ทุกเรื่องผ่านพ หนึ่งชีวิตปิดเพ เมื่อทางพาดไม ไม่ยากเกินเมินคว


สิ่งสร้างที่สร้างสรรค์ ฟันฝ่ามาวันนี้ งในใจทั้งร้ายดี อยู่รู้สำ�คัญ

พลาดพังพรั่งกำ�สรวล นใจเห็นเป็นเรื่องขัน ต่สุขดีมีชีวัน นใจในมรรคา

ระสบชัยไม่ผยอง งใหม่ที่ร้ายกว่า ต่สุขดีมีชีวา ล้าพร้อมฝ่าฟัน

าลก่อนไกลใช่ฝันร้าย านไปใช่เพียงฝัน มุนเวียนเปลี่ยนทุกวัน อยู่คูคลาดคลา ....

อนาคตที่สดใส จในเบื้องหน้า นไปไม่นำ�พา วาล้าไปไย

สุขใจไว้เบื้องหลัง งจิตคิดเริ่มใหม่ อาจไม่ทิ้งไป งใหม่ไม่ร้ายเกิน

พาลใจไม่ยึดติด พื่อใดให้ตื้นเขิน ม่อาจไม่ก้าวเดิน วามหลังที่คลั่งใจ

พชร แก่นเมือง


นายก. ชวนคุย สวัสดีครับคุณผู้อ่าน ขณะที่ผมนั่งเขียน บทความนี้ น้ำ�แข็งและหิมะกำ�ลังละลาย ถือเป็นการโบกมืออำ�ลาฤดูหนาวอัน แสนหฤโหดและกล่าวทักทายฤดูใบไม้ ผลิที่หลายคนเผ้ารอ หน้าหนาวปีนี้มาช้า แต่อยู่กับเรานานและอุณหภูมิลดต่ำ�ลง มากในหลายพื้นที่ของเยอรมนีและประ เทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป ผมขอไว้อาลัยให้ กับผู้เสียชีวิตจากอากาศหนาวซึ่งมีเป็น จำ�นวนมากตามที่เป็นข่าว หน้าหนาว ที่กำ�ลังจะผ่านไปทำ�ให้เราตระหนักว่า ธรรมชาตินั้นมีพลังมหาศาลและมนุษย์ ตัวเล็กอย่างเราควรเรียนรู้ และเตรียม พร้อมที่จะอยู่กับความผันแปรของ ธรรมชาติให้ได้ต่อไป มาติดตามกิจกรรมดีดีของ ส.น.ท.ย. กันต่อในฉบับนี้ เริ่มด้วยงานวันเฉลิม พระชนมพรรษาครบ ๘๔ พรรษาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชที่จัดขึ้นในวันที่ ๔ ธันวาคม

พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงเฟิร์ต อัม ไมน์ งานนนี้ ตัวแทน ส.น.ท.ย. และนักศึกษาไทยได้ เข้าไปร่วมงานในส่วนของการจัดการ แสดงบนเวทีและการต้อนรับผู้ที่มา ร่วมงาน ภายในงานมีการ ร้องเพลง สรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหา หน้าหนาวที่กำ�ลังจะผ่านไปทำ�ให้ เราตระหนักว่า ธรรมชาตินั้นมีพลัง มหาศาลและมนุษย์ตัวเล็กอย่างเรา ควรเรียนรู้ และเตรียมพร้อมที่จะอยู่กับ ความผันแปรของธรรมชาติให้ได้ต่อไป ราชา นำ�โดยกงสุลใหญ่ชัยเลิศ หลิม สมบูรณ์ ร้องร่วมกับแขกผู้มาร่วมงาน มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงของพวก เรา เช่น “รำ�แสงเทียนภูมิแผ่นดิน” “รำ� ฉุยฉายเบญจกาย” “รำ�นาฏลีลาฟ้า

หยาด” การขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ชะตาชีวิตและยามเย็น การตีระนาด “เพลงระบำ�ศรีวิชัย” และการแสดง ศิลปะป้องกันตัวแม่ไม้มวยไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการรับบริจาคเงินเพื่อช่วย เหลือผู้ประสบอุทกภัยใประเทศไทย โดย ผู้บริจาคจะได้รับใบโพธิ์ทองเป็นของที่ ระลึกกลับไป งานนี้มีประชาชนชาวไทย และชาวเยอรมันเดินทางมาร่วมงานและ ลงนามถวายพระพรกันอย่างคับคั่ง งานส่งท้ายปี ๒๕๕๔ สำ�หรับพวกเรา ที่ชอบความหนาว คือ งานกีฬาฤดู หนาวซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ ธันวาคม ส.น.ท.ย. นำ�นักเรียนไทยที่ มีใจรักความตื่นเต้นไปสัมผัสอุณหภูมิ ติดลบ เล่นสกี สโนว์บอร์ด บนยอดเขา “ซุกสปิตเซอ” (Zugspitze) ที่มีความสูง ๒,๙๖๒ เมตรเหนือระดับนํ้าทะเลปาน กลาง งานนี้อาจจะผิดหวังกันเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนกอปร


กับมีพายุหิมะ ทำ�ให้คณะของเราไม่ สามารถขึ้นไปเล่นสกีกันบนยอดเขาที่สูง ที่สุดในเยอรมนีได้ เราจึงต้องเปลี่ยนไป ล้มลุกคลุกคลานบนหิมะกันอยู่ที่บริเวณ Garmisch-Classic area ซึ่งสำ�หรับ ผู้เริ่มหัดเล่นสกีและสโนว์บอร์ดใหม่ก็ ถือว่าเป็นสนามฝึกชั้นดี งานนี้มีคนค้น พบตัวเองและแจ้งเกิดเป็นนักสกีและส โนว์บอร์ดกันหลายคนเลยทีเดียว หวังว่า หน้าหนาวปีหน้า เหล่า ski/snowboard riders จะกลับมาพบกันอีกครั้งบนยอด เขาแห่งใดแห่งหนึ่งในยุโรป หลังจากผ่านเข้าสู่ปีใหม่ ๒๕๕๕ ปี เถาะหรือปีกระต่ายตามปีนักษัตร คณะ กรรมการ ส.น.ท.ย. ก็ขะมักเขม้นเริ่ม เตรียมงานที่ถือว่าใหญ่ที่สุดและเป็น งานส่งท้าย ก่อนจะถึงกำ�หนดครบวาระ การทำ�หน้าที่ในเดือนเมษายนที่กำ�ลัง จะถึงนี้ งานที่ว่านี้ คือ งานประชุมใหญ่ สามัญประจำ�ปีของสมาคมฯ และการ ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกผู้ที่มีความ สามารถและความตั้งใจ เข้ามาทำ�หน้าที่ ในตำ�แหน่งนายกสมาคมฯ เหรัญญิก และผู้ตรวจสอบบัญชี งานนี้กำ�หนดจัด ขึ้นระหว่างวันที่ ๖-๘ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดอีสเตอร์ จาก การประสานงานและการตอบรับให้ ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส.น.ท.ย. จึง

ได้เชิญเพื่อนนักเรียนไทยในรัฐนอร์ด ไรน์-เวสท์ฟาเลินร่วมเป็นเจ้าภาพการ จัดงานในครั้งนี้ สถานที่จัดงานตั้งอยู่ที่ เมือง Bad Honnef ใกล้กับเมืองบอนน์ ที่บ้านพักเยาวชน Jugendherberge Bad Honnef, GUT DRAUF นอกจาก งานคอนเสิร์ตของวงดนตรีนักเรียน ไทยที่ถือว่าเป็นที่รู้จักและมีแฟนคลับ มากที่สุดในเยอรมนีตอนนี้ “17A” วง ดนตรีไทยแห่งเมืองเบรเมน กิจกรรมเลือกตั้งและพบปะกับเพื่อน สมาชิกเพื่ออภิปรายประเด็นการพัฒนา ส.น.ท.ย. ต่อไปในอนาคตแล้ว งานนี้เรา จะแบ่งกลุ่มแข่ง Walk Rally ตามหาไข่ อีสเตอร์ในตำ�นานกัน รวมทั้งจะมีการ ระดมสมองวิพากษ์ประเด็นด้านสังคม ผ่านวีดิทัศน์ที่คัดเลือกเฉพาะประเด็น ร้อนๆ มาถกกันเพื่อบริหารสมองก่อน เข้านอน นอกจากนี้เราจะพาขึ้นไปบน ภูเขา Drachenfels ที่เมือง Königswinter เพื่อชมปราสาทและวิวทิวทัศน์ของ แม่น้ำ�ไรน์ ขอเชิญชวนสมาชิก ส.น.ท.ย. นักเรียน และผู้ที่สนใจจากทั้งในเยอรมนี และประเทศใกล้เคียงเข้าร่วมงาน โดย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและ ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ www.tsvd.org

หรือที่หน้างาน งานนี้รับประกันคุณภาพ โดยทีมงาน ส.น.ท.ย. เหมือนเช่นเคย ขอทิ้งท้ายด้วย งานคอนเสิร์ตของวง ดนตรีนักเรียนไทยที่ถือว่าเป็นที่รู้จัก และมีแฟนคลับมากที่สุดในเยอรมนี ตอนนี้ “17A” วงดนตรีไทยแห่งเมือง เบรเมน (https://www.facebook. com/17Aband) พวกเขามีกำ�หนด จัดคอนเสิร์ตประจำ�ปีขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๕ ที่เมืองเบรเมน สถาน ที่จัดงาน Havanna Club Lounge @ Stubu ที่อยู่ Rembertiring 19, 28195 Bremen ทางวงกระซิบมาว่า หลัง คอนเสิร์ต ใครอารมณ์ค้าง อยากเต้น ต่อถึงเช้า สามารถเข้าไปต่อใน Stubu Dancehouse ได้โดยไม่ต้องเสียค่าเข้า เพิ่ม ถ้าคุณยังไม่ลืมหรืออยากสัมผัส ความมันส์แบบปีที่แล้ว บอกได้คำ�เดียว ว่า ต้องไปให้ได้! งานนี้ นาย ก. ไม่พลาด แน่นอน แล้วเจอกันฉบับหน้าพร้อมกับ การเปิดตัวนายกสมาคมฯ คนใหม่และ คณะกรรมการดำ�เนินงานชุดใหม่ครับ


r a m i e W ๑.๐

Deutsche

a p o r u E t d Kultursta


“กลิ่นอายผสมผสานกันระหว่างศิลปะวัฒนธรรม แบบคลาสสิกและสมัยใหม่โดยมีตึกรามบ้านช่องน่า รักเรียงรายและสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ แทรกอยู่ทุกอณูของเมือง”


เมื่อพูดชื่อเมืองไวมาร์ (Weimar) เมืองเล็กๆ ที่อยู่ทางเยอรมนีตะวันออก หลายคนอาจจะ ไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่รู้ว่ามีความสำ�คัญอย่างไร จริงๆ แล้วไวมาร์เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ค่อน ข้าง ”ป๊อปปูล่า” สำ�หรับคนเยอรมันและคนยุโรปพอควรเลยทีเดียวในฐานะที่เป็นมรดกทาง วัฒนธรรมที่มีประวัติมายาวนาน โดยมีกลิ่นอายผสมผสานกันระหว่างศิลปะวัฒนธรรม แบบคลาสสิกและสมัยใหม่โดยมีตึกรามบ้านช่องน่ารักเรียงรายและสถานที่ท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์แทรกอยู่ทุกอณูของเมือง ในขณะเดียวกันผู้ที่ชื่นชอบศิลปะสมัยใหม่ ไวมาร์ เป็นเมืองต้นกำ�เนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่สไตล์เบาเฮาส์ (Bauhaus) ซึ่ง ก่อตั้งโดย Walter Gropius และ Henry van de Velde พร้อมทั้งเป็นต้นกำ�เนิดของศิลปิน ต่างๆ มากมาย เราจะพบผลงานการออกแบบเช่นนี้พร้อมทั้งเรียนรู้ประวัติไปได้พร้อมๆ กัน นอกจากนี้ไวมาร์ยังเป็นบ้านเกิดและสถานที่ใช้ชีวิตของบุคคลสำ�คัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Herzogin Anna Amalia นักคิดนักเขียนอย่าง Goethe, Schiller, Herder หรือนักประพันธ์ นักดนตรีคลาสสิกเช่น Hummel, Liszt และ Bach ในทางประวัติศาสตร์การเมืองไวมาร์ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) หลังจากสถาบันกษัตริย์ถูก ล้มล้างลงไปหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกร่างขึ้นที่นี่ จวบจนถึงยุค นาซีเยอรมันและสงครามโลกครั้งที่สอง ไวมาร์ก็ยังคงความสำ�คัญในแง่ของการปกครอง และการทหาร รวมถึงได้ทิ้งอนุสรณ์แห่งความทรงจำ�ไว้แก่ชนรุ่นหลังในยุคต่อๆมา เอาล่ะ เมื่อถึงตอนนี้คุณอาจสนใจเมืองเล็กๆ แห่งนี้มากขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะ? พร้อมหรือยังคะสำ�หรับ การมาสัมผัสบรรยากาศทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่น เป็น กันเองของเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ แห่งนี้?

หากมีเวลาสัก 2-3 วัน ก็สามารถเที่ยวไว มาร์ได้เกือบทั้งเมือง ดังนั้นไวมาร์จึงเป็น เมืองที่เหมาะแก่การพักผ่อนในช่วงเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ โดย ในวันแรก เราขอแนะนำ�ให้เดินเล่นและ เที่ยวชมสถานที่สำ�คัญภายในเมือง อาจ เริ่มต้นที่ Marktplatz ตลาดกลางเมือง ขาย อาหาร ผักผลไม้ ดอกไม้ต่างๆ และศาลา กลางเมือง สามารถใช้จุดนี้เป็นจุดนัดพบ หรือแวะพักได้ตลอดการเดินทางในทริปนี้ ณ ที่นี้คุณสามารถแวะทานอาหารทั้งหนักเบา หรือจับจ่ายซื้อของ พร้อมชมกลิ่นอาย สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคผสมเรอเนสซอง ส์ที่ดูอบอุ่นน่ารัก นอกจากอาหารการกิน แล้ว บริเวณนี้ยังมีร้านชาขึ้นชื่อ ร้านเครื่อง ประดับ และพิพิธภัณฑ์แปะก้วย (Gingo Museum) ที่แสดงและขายผลิตภัณฑ์จาก ใบแปะก๊วย ที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรประจำ� เมือง (เกอเธ่นำ�มาปลูกและได้เขียนบทกวี

“เริ่มต้นที่ Marktplatz ตลาดกลางเมือง ขายอาหาร ผักผลไม้ ดอกไม้ต่างๆ และศาลากลางเมือง สามารถ ใช้จุดนี้เป็นจุดนัดพบ หรือแวะพักได้ตลอด การเดินทางในทริปนี้ ณ ที่นี้คุณสามารถแวะทาน อาหารทั้งหนัก-เบา”


บรรยายสรรพคุณของมันไว้ด้วย) ว่ากัน ว่าแปะก้วยมีผลในการชะลอความแก่และ บำ�รุงสมอง ผู้เขียนแนะนำ�ชาแปะก้วยและ ลูกอมแปะก้วย ซึ่งดื่ม/ อมแล้วชื่นใจ ใน บริเวณดังกล่าวมีบ่อน้ำ�พุเล็กๆที่คนชอบมา โยนเหรียญเพื่ออวยพรให้ตนโชคดีสมหวัง และยังเป็นที่ตั้งของ Tourist Information Center สามารถติดต่อสอบถาม ขอแผนที่ และโปรแกรมเที่ยวชมเมือง รวมทั้งซื้อตั๋ว โปรโมชั่นในการเที่ยวชมสถานที่สำ�คัญ ต่างๆ ได้ที่นี่ เรียกว่าที่เดียวได้ครบกันเลย ทีเดียว นอกจากนี้สำ�หรับคนที่ไม่อยากเดิน แต่ขอ ชมบรรยากาศโดยรวมของเมืองก่อน หรือ หากเดินๆ ไปแล้วรู้สึกเหนื่อยภายหลัง จะ เปลี่ยนโปรแกรมมานั่งรถชมเมืองก็มีบริการ ให้ด้วย โดยจะเป็นรถบัสแบบแอนทีคน่ารักไว้ให้สำ�หรับนั่งชมเมือง (โดยปกติจะมีรอบ 10:30, 13:00, 14:45 และ 16:30น.ในฤดูร้อน ส่วน ฤดูหนาวช่วงบ่ายจะมีเพียงรอบเดียวคือ 15:00 น. สามารถติดต่อได้ที่ Tourist Information Center นั่นเอง) หรือถ้าหากสนใจนั่งรถม้าสูด กลิ่นอายบรรยากาศเก่าๆ ก็มีบริการ ณ บริเวณ Frauenplan เช่นกัน เอาล่ะ หลังจากที่ได้แถลงไข ร่ายมานาน เราจะเริ่มโปรแกรมการท่องเที่ยวของเราจริงๆ เสียที โดยในวันแรก จะขอแนะนำ�ให้เดินเที่ยวชม สถานที่สำ�คัญทางประวัติศาสตร์และศิลปะภายในตัวเมืองก่อน โดยมีแผนการเดินทางตัวอย่างดังแผนที่


1

Day one m u e s u m t

mi s s o l ch

s s o l Sch

s t d a t S

ที่แรกที่เราจะแวะเยือนคือ Stadtschloss mit Schlossmuseum ปราสาทแห่งนี้เป็น ปราสาทที่พักของดยุคแห่งซัคเซน ไวมาร์ และไอเซนนาค ซึ่งใช้เวลาการสร้างนานกว่า 500 ปี และถูกเพลิงไหม้ไปหลายครั้ง ตั้งแต่ปีค.ศ.1923 เป็นต้นมาปราส���ทหลังนี้ได้เปลี่ยนเป็น พิพิธภัณฑ์จัดแสดงอาคารพักอาศัยและเครื่องเรือน รวมทั้งประวัติศาสตร์ของเมือง และ งานศิลปะ งานฝีมือต่างๆ (เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10:00-16:00น. ในช่วงฤดูหนาว และ10:00–18:00น. ในช่วงฤดู ร้อน ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ราคาบัตรผู้ใหญ่ 3 ยูโร บัตรลด 2.5 ยูโร นักเรียนอายุต่ำ�กว่า 20 ปี 1 ยูโร และเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี เข้าชมฟรี)


สถานที่ต่อไปที่เราจะเข้าเยี่ยมชมกันนั้นคือ Anna Amalia Blibiothek หรือหอสมุดของ พระนางอันนา อมาเลีย (เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10:00-14:30น. ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ราคาบัตรผู้ใหญ่ 6.5 ยูโร บัตรลด 5.5 ยูโร นักเรียนอายุต่ำ�กว่า 20 ปี 3 ยูโร และเด็กอายุ ไม่ถึง 16 ปีเข้าชมฟรี) ห้องสมุดนี้ได้ชื่อว่าเป็นห้องสมุดสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งใน เยอรมนี โดยเปิดให้ใช้งานแบบสาธารณะครั้งแรกในปีค.ศ.1776 และตั้งแต่ช่วงปลายศ ตรรษที่18-19 ห้องสมุดแห่งนี้ถือเป็นห้องสมุดที่สำ�คัญที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี ในปีค.ศ. 1998 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก หอสมุดแห่งนี้เก็บหนังสือเอกสารต่างๆ ไว้ ถึง 1,000,000 เล่ม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วรรณกรรมตะวันตก ศิลปะ ฯลฯ จริงๆ แล้วหอสมุดนี้มีสองส่วนด้วยกัน คือส่วนเก่าดั้งเดิมและส่วนที่สร้างใหม่แบบศิลปะ สมัยใหม่ สอดแทรกอยู่ระหว่างอาคารเก่า ซึ่งถ้าใครชอบงานสถาปัตยกรรมสไตล์นี้ก็ สามารถเข้าชมได้ที่ Anna Amalia Forschungsbibliothek / Study Center ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง คือส่วนไฮไลท์ที่ใครก็ต้องมาชม ด้วยสถาปัตยกรรมแบบร็อคโคโค ที่ Rokokosaal ซึ่งถูกไฟ ไหม้ไปในปีค.ศ.2004 และได้รับการบูรณะใหม่จนแล้วเสร็จดังเดิม

Anna Amalia

Blibiothek

2


ตามรอย

เกอเธ่ + ชิ ล เลอร์ สองกวีเอกแห่งเยอรมนี เมื่อเดินตัดผ่านถนน Puschkinstraße ออกมาจะพบกับถนน Frauentorstraße หากเลี้ยวซ้ายไปก็จะเป็นจัตุรัส Frauenplatz เมื่อมองไปทางซ้ายมือ จะเห็นบ้านหลังใหญ่สีครีมโค้งไปตามแนวถนน นั่นคือบ้านของเกอเธ่ที่ซึ่งเขา พักอาศัยอยู่เป็นเวลาถึง 50 ปี ก่อนจะจากโลกนี้ไป Goethes Wohnhaus เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงวิถีชีวิต สมบัติ และผลงานของเกอเธ่ด้วย (ที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 9:00-16:00น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 8.50 ยูโร ราคาพิเศษ 7 ยูโร นักเรียนอายุ 16-20 ปี 2.50 ยูโร)

3


4

Schillers

Wohnhaus

จากนั้นเมื่อเดินย้อนกลับมาตามถนน Frauentorstraße เลี้ยวซ้ายตัดเข้าสู่ถนน Schillerstraße อันเป็นถนนคนเดินหลัก กลางเมือง ที่มีบรรยากาศร่มรื่น เรียงรายไป ด้วยร้านค้าและร้านอาหาร สักพัก ก็จะเจอ บ้านของชิลเลอร์อยู่ด้านขวามือ Schillers Wohnhaus เป็นบ้านของกวีผู้มีชื่อเสียง มากที่สุดคนหนึ่งของเยอรมนี โดยปัจจุบัน บ้านหลังนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงวิถีชีวิต ประวัติ รวมทั้งผลงานของชิลเลอร์ นับว่า คุ้มสำ�หรับผู้ที่สนใจด้านอักษรศาสตร์และ กวีนิพนธ์ นอกจากนี้บริเวณข้างๆ ยังมี อาคารสมัยใหม่จัดแสดงนิทรรศการเพิ่มเติมของชิลเลอร์ และนิทรรศการชั่วคราวอื่นๆ อีกด้วย (Schiller Wohnhaus เปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00น. ในช่วงฤดูหนาว และ 10:00–18:00น. ในช่วงฤดูร้อน ราคาค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 5 ยูโร ราคาพิเศษ 4 ยูโร นักเรียนอายุ 16-20 ปี 2 ยูโร)


5

Theaterplatz

6

เมื่อเราเดินต่อไปตามถนน Schillerstraße เรื่อยๆ เราจะเจอ Theaterplatz ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เกอเธ่และชิล เลอร์ ด้านหลังอนุสาวรีย์จะเป็นที่ตั้งของ Deutsches Nationaltheater ณ ที่แห่ง นี้จะมีการแสดงคอนเสิร์ต โอเปร่า และ ละครเวทีเป็นประจำ� หากใครสนใจศิลป วัฒนธรรม ดนตรีคลาสสิก ที่นี่ก็อาจเป็น ที่หนึ่งที่คุณจะมาหาความสำ�ราญใน ยามค่ำ�คืนได้

Wittumspalais หากมองไปทางขวามือ คุณจะเห็นพระราชวัง Wittumspalais สถาปัตยกรรมสไตล์บาโรค ซึ่งเป็นพระราชวังประจำ�ของพระนางอันนา อมาเลีย Anna Amalia, Herzogin von Sachsen-Weimar und Eisenach (1739-1807, ครองราชย์ 1759-1775) หนึ่งในผู้ปกครอง หญิงเพียงไม่กี่คนที่ปกครองแคว้นในยุคจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Heiliges Römisches Reich) และมีส่วนสำ�คัญในการสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม นักคิด และศิลปินในยุคนั้น เช่น Johann Gottfried Herder, Johann Wolfgang von Goethe, Friedrich Schiller, Anna Amalia von Helvig, Christoph Martin Wieland เป็นต้น หลังจากถูกไฟไหม้พระราชวัง หลังนี้ก็ไม่ได้ถูกใช้อีกเลย จนกระทั่งในปีค.ศ.1870 ก็ได้มีการซ่อมแซมปรับปรุงใหม่ทั้งหมด และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ (เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00น.ในช่วงฤดูหนาว และ10:00–18:00น.ในช่วง ฤดูร้อน ราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 5 ยูโร ราคาพิเศษ 4 ยูโร นักเรียนอายุ 16-20 ปี 2 ยูโร)

[หมายเหตุ: สำ�หรับโปรแกรมวันแรกนั้น อาจจะอัดแน่นเกินไปสักนิด ผู้ที่มีเวลาเที่ยวเพียง 2 วัน อาจจะ ต้องเลือกเข้าชมเฉพาะที่ตนสนใจเป็นพิเศษแต่ถ้าหากมีเวลามากกว่านั้นก็อาจจะแยกจัดโปรแกรมส่วน


7

Bauhaus Museum

ถัดจากพระราชวัง Wittumspalais ไปจะเป็นที่ตั้งของ Bauhaus Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงศิลปะสมัยใหม่สไตล์โมเดิร์นซึ่งมีต้นกำ�เนิดครั้งแรกที่ไวมาร์ จากการก่อตั้ง Bauhaus โดย วอลเทอร์ โกรปิอุส (Walter Gropius) นั่นเอง (เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10:00-18:00น. ในช่วงฤดูร้อน ราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 4.5 ยูโร ราคา พิเศษ 3.5 ยูโร นักเรียนอายุ 16-20 ปี 1 ยูโร)


8

Park an der Ilm & Schloss

ในช่วงเช้าเราจะเริ่มจากการเดินเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ในสวน Park an der Ilm ก่อน (หรือถ้ามาในช่วงหน้าร้อน จะเลือกขึ้นไปเที่ยวปราสาทกันให้เสร็จแล้วกลับมาเดิน เล่นในยามเย็นก็ยังได้) Park an der Ilm เป็นสวนขนาด 48 เอเคอร์ ออกแบบใน สไตล์คลาสสิก และโรแมนติกโพสคลาสสิก ลัดเลาะไปตามแม่น้ำ�อิล์ม (Ilm) โดยถูก สร้างและปรับปรุงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 ถึง ค.ศ.1828 และได้ปรับปรุงเป็น สวนสาธารณะในยุคหลัง โดยได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปีค.ศ.1998 เป็นต้น มา ในสวนสวยแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ Goethes Gartenhaus ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการ สร้างสรรค์ผลงานของเกอเธ่ โดย ดยุคคาร์ล ออกุส ได้มอบสวนสวยนี้ให้เกอเธ่ในปี ค.ศ.1776 และเกอเธ่ได้ใช้ที่แห่งนี้ทำ�งานลับให้แก่รัฐบาล หลังจากที่เขาย้ายออกไป อยู่บ้านที่ Frauenplan แล้ว เขาได้กลับมาแวะเวียนพักผ่อนที่บ้านหลังนี้น้อยครั้งมาก จนกระทั่งช่วงปลายชีวิตที่เขาได้กลับมาบูรณะและสร้างสรรค์งาน ณ ที่แห่งนี้อีกครั้ง (Goethes Gartenhaus เปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 10:0016:00น.ในฤดูหนาว และ10:00-18:00น.ในฤดูร้อน ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 4.50 ยูโร ราคา ตั๋วพิเศษ 3.50 นักเรียนอายุ 16-20 ปี 2 ยูโร )


Da

Römisches Haus & Parkhöhle & Goethes Gartenhaus

yt

wo

นอกจากนี้ในสวนสวยริมแม่น้ำ�อิล์ม ยังมีสถาปัตยกรรมและสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ อีกด้วย เช่น Römisches Haus ที่พักชั่วคราวของดยุคคาร์ล ออกุส สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก โดยมีลักษณะคล้าย โบสถ์โรมันโบราณ ที่จำ�ลองมาจากซากปรักหักพังและแนวคิด ”บ้านสมัยใหม่” ที่เกอเธ่ได้ศึกษาตาม โครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียน ปัจจุบันเป็นที่แสดงเครื่องใช้และนิทรรศการการออกแบบสร้าง ในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น หากคุณมีเวลา คุณอาจแวะชม Parkhöhle ซึ่งเป็นถ้ำ�ที่เชื่อมต่อระหว่าง Park an der Ilm และ Belvedere Allee สำ�หรับเป็นระบบระบายน้ำ�จากโรงผลิตเบียร์ตามที่ได้คิดวางแผนไว้ แต่ สุดท้ายโครงการถูกล้มลง ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองอุโมงค์นี้ได้ถูกใช้เป็นหลุมหลบภัย ในปี ค.ศ. 1992-1999 ได้มีการบูรณะอุโมงค์ที่ทรุดโทรมลง และถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์ 200,000 ปีของมนุษย์และธรณีวิทยา (Park an der Ilm เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงหน้าร้อน เดือน เม.ษ.-ต.ค. ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00น. ทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร ราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 3.50 ยูโร ราคาตั๋วพิเศษ 3 นักเรียนอายุ 16-20 ปี 2.5 ยูโร)

หากคุณสนใจด้านสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แนะนำ�ให้คุณเยี่ยมชม ตึกหลักของ Bauhaus Universität และ Haus am Horn ที่เป็นต้น แบบของบ้านสไตล์โมเดิร์นและเป็นที่จัดนิทรรศการและการทดลอง ในยุค Bauhaus เฟื่องฟู


ถัดจาก Park an der Ilm ในช่วงบ่ายเราจะไปเยี่ยมชมปราสาทกัน โดยควรใช้เวลาอย่าง น้อยราว 5-6 ชั่วโมง (หากตัดสินใจมาเที่ยวในฤดูหนาว อาจต้องเลือกจัดตารางเวลาสัก หน่อย โดยอาจจัดการเที่ยวและเดินเล่นใน Park an der Ilm ไว้ในครึ่งวันถัดไป หรือลดเวลา ลงก็ได้) เริ่มต้นเดินทางโดยนั่งรถบัสสาย 1 ณ ถนน Marienstraße ไปจนถึง

Schloss und Park Belvedere เป็นปราสาทและที่พักฤดูร้อนสไตล์บาโรค พร้อมสวนส้ม สวนสมุนไพร สวนสไตล์รัสเซีย และเขาวงกต ขนาด 43 ไร่ ตั้งอยู่บนเนินเขาทางใต้ของเมือง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.17241748 โดยดยุค Ernst August von Sachsen-Weimar und Eisenach หลังจาก ดยุค Ernst เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1748 ปราสาทนี้ได้ถูกใช้เป็นที่พักฤดูร้อนของพระนางอันนา อมาเลีย และดยุค Karl August ในเวลาต่อมา ดยุคคาร์ล ได้ใช้เป็นที่ศึกษาพันธุ์พืชวิทยาร่วมกับ เกอเธ่ ต่อมาในปี ค.ศ.1923 ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำ�หรับศิลปะการตกแต่งศตวรรษที่ 18 และปัจจุบันส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นที่ฝึกซ้อมดนตรีของนักเรียนดนตรี (Schloss und Park Belvedere เปิดให้เข้าชมส่วนพิพิธภัณฑ์ภายในเฉพาะช่วงฤดูร้อน ทุก วันยกเว้นวันอังคาร โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 10:00-18:00น. (เม.ษ.-15 ต.ค.) และ 10:0016:00น. (15-31ต.ค.) ราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 5 ยูโร ราคาตั๋วพิเศษ 4 ยูโร นักเรียนอายุ 16-20 ปี 2 ยูโร สวนและสถาปัตยกรรมภายนอกทั้งหมดเปิดให้ชมฟรีตลอดทั้งปี)

9


10

Schloss und Park Tiefurt

หลังจากนั้น เราจะไปต่อกันที่ปราสาทเล็กๆ อีกแห่ง (หรือใครเบื่อเที่ยวปราสาทแล้ว เราก็มีตัว เลือกให้เลือกอีกหนึ่งตอนท้าย) คือ Schloss und Park Tiefurt เดินทางโดยนั่งรถบัสสาย 1 จาก Belvedere และไปเปลี่ยนรถสาย 3 ที่ Goetheplatz (ดูปลายทางให้แน่ชัดว่าไปถึง Tiefurt) ที่ ปลายทางจะพบกับปราสาทเล็กๆ ท่ามกลางสวนอังกฤษกว้างใหญ่ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1765 เพื่อเป็นที่พักของราชนิกูลและแขกบ้านแขกเมืองสำ�คัญๆ รวมทั้งเป็นที่สังสรรค์สมาคม ดื่มน้ำ� ชา และแสดงมหรสพ วรรณกรรมของชนชั้นสูง เรียกได้ว่า Tiefurt เหมือนเป็นสังคมย่อยๆ ที่ เป็นเอกเทศเลยทีเดียว หลังจากปี ค.ศ.1781 พระนางอันนา อมาเลียได้ใช้สถานที่นี้เป็นที่พัก ฤดูร้อน ในสวนมีอนุสาวรีย์บุคคลสำ�คัญต่างๆ มากมาย รวมทั้งภายในก็มีงานศิลปะ ภาพวาด ประติมากรรม ของที่ระลึกจากการท่องเที่ยวและจดหมายเหตุต่างๆ ในยุคของพระนางอันนา อมาเลีย รวมทั้งมีการจัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ จำ�ลองเครื่องเรือน วิถีชีวิต ด้วย งานขี้ผึ้งและงานเปเปอร์มาเช่ด้วย (เปิดให้เข้าชมเฉพาะหน้าร้อน เวลาและค่าเข้าชม เช่นเดียวกับ Schloss und Park Belvedere)


11

หากเบื่อจะเที่ยวชมปราสาทแล้ว อยากเปลี่ยนแนวไปสนใจด้าน ประวัติศาสตร์การเมือง หรืออะไรหนักๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อาจเลือก เที่ยวชมค่ายกักกันของนาซีเยอรมันที่ Nationale Gedenkstätten Buchenwald โดยนั่งรถสาย 6 จาก Goetheplatz (จะมีสองเส้นทาง ต้องขึ้นคันที่เขียนว่าไป Buchenwald / Gedenkstätte )

Gedenkstätte Buchenwald เป็นค่ายกักกันของนาซีเยอรมันที่จัดตั้งขึ้นใน Ettersberg ใกล้กับไวมาร์ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1937 แต่เดิมชื่อ KZ Ettersberg และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Buchenwald ในภายหลังเนื่องด้วยปรัชญา ของ Goethe ที่ถูกอุดมคติเป็น "ศูนย์รวมของจิตวิญญาณเยอรมัน" (Verkörperung des Geistes deutschen) ด้วยต้นโอ๊คของเกอเธ่ที่เติบโตปกคลุมอยู่ในบริเวณค่าย (ปัจจุบัน ตอของต้นไม้นี้ ถูก เก็บรักษาไว้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ�) เป็นค่ายกักกันยุคแรกๆ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดน เยอรมนี ณ ประตูทางเข้าค่ายมีสโลแกนเขียนไว้ว่า “Jedem das Seine” หมายความว่าทุกคนได้ รับสิ่งที่เขาสมควรได้รับ(โทษ) ค่ายแห่งนี้ถูกใช้งานโดยทหารนาซีถึงช่วงท้ายของสงครามโลกครั้ง ที่สอง ในปี ค.ศ.1945 โดยมีผู้ถูกกักกันอยู่ที่นี่ราว 300,000 คน และมีผู้เสียชีวิตราว 56,000 คน และระหว่างปี ค.ศ.1945 - ค.ศ.1950 สหภาพโซเวียตยังใช้งานค่ายนี้ต่อเป็นค่ายพิเศษสำ�หรับ กักขังพวกนาซีนั่นเอง ภายหลังได้มีการเปิดให้เข้าชม โดยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สงคราม แสดง ประวัติศาสตร์การทำ�สงคราม เครื่องมือเครื่องใช้ทหารและนักโทษ รวมทั้งจัดแสดงงาน ศิลปะ และมีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ หอรำ�ลึกและสวนสาธารณะที่สวยงามซึ่งถูกแฝงไว้ ด้วยความหมาย จากจุดนี้มองลงไปจะเห็นเมืองไวมาร์ทั้งเมืองจากมุมสูง ถือเป็นจุดชมวิว ที่ดีจุดหนึ่งด้วย (ส่วนพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงนิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10:00-18:00น. ในช่วงฤดูร้อน และ10:00-16:00น.ในฤดูหนาว ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ บริเวณ ภายนอกเปิดให้ชมฟรีตลอดทั้งวัน)


Weimarer Zwiebelmarkt

เทศกาลหัวหอม

12

เป็นเทศกาลประจำ�เมืองที่จัดขึ้นทุกปี ในสุดสัปดาห์ที่สองของเดือนตุลาคม (ตั้งแต่วันศุกร์-อาทิตย์) เทศกาลดังกล่าวเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง โดยมีบันทึกไว้ว่าครั้งแรกได้จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1653 ซึ่งแต่ดั้งเดิมเป็นเทศกาลขายพืชผัก ผลไม้ ปลุกบรรยากาศสดชื่นแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ก่อนที่จะเข้า หน้าหนาว ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแข่งขันทำ�พวงหรีดหัวหอม (Zwiebelzöpfe) ให้ได้ยาวและใหญ่ที่สุด รวมทั้ง การประกวดและแห่ธิดาหัวหอมด้วย (ไม่ต่างจากการประกวดนางนพมาศบ้านเราเท่าไร) นอกจากนี้ยังมีเวที คอนเสิร์ต การแสดงการละเล่นต่างๆ กระจายอยู่ทั่วเมืองเป็นจำ�นวนมาก พร้อมทั้งบูธขายสินค้าพื้นเมืองและ ทั่วไป ขายอาหารต่างๆ ที่ให้คุณเลือกสรรกินไปพร้อมสนุกสนานได้ตลอดเวลา แน่นอนว่าสิ่งที่ควรซื้อในงาน เพื่อที่จะมาแล้ว ”ไม่เสียเที่ยว” ก็ต้องเป็นผลิตภัณฑ์จากหัวหอม ทั้ง Zwiebelzöpfe แบบต่างๆ ที่สามารถเอาไป ประดับบ้านก็ได้ เวลาขาดแคลนก็อาจตัดมากินก็ได้ ส่วนของกินที่พลาดไม่ได้ ได้แก่ เค้กหัวหอม และซุปหัวหอม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะมาร่วมงานนี้ หรือจับพลัดจับผลูต้องมาแวะไวมาร์ช่วงนี้พอดี ควรเตรียมการจองตั๋วและที่พัก ก่อนล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะแต่ละปีจะมีคนมาร่วมเทศกาลหัวหอมราว 350,000-400,000 คน


13

Weihnachstmarkt ตลาดคริสต์มาส จะถูกจัดขึ้นตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่เป็น 1st Advent หรือวันอาทิตย์ ปลายเดือนพฤศจิกายน ก่อนถึงวันคริสต์มาส 4 สัปดาห์ ไปจนถึงราวๆ วันที่ 20 ธันวาคมของทุกปี ณ บริเวณ Marktplatz และ ตลอดแนวถนน Schillerstraße จะ มีร้านรวงเรียงราย ทั้งร้านขายอาหาร ขนมพื้นเมือง ร้านเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ของขวัญและของที่ระลึกสำ�หรับเทศกาล รวมทั้งบริการเครื่องเล่น และการแสดงต่างๆ ด้วย โดยตลอดทางจะมีการประดับ ตกแต่งด้วยต้นคริสต์มาส และไฟระย้าสวยงาม

“ชัยภูมิของเมืองนี้ที่ิอยู่ ตอนกลางของแคว้น Thüringen และราคาที่อยู่อาศัย ถูกกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ใกล้เคียง รวมทั้งร้าน รวงต่างๆ ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย เมืองนี้เลย


s d o o F els t o H ต่อไปก็มาถึงเรื่องที่กินที่อยู่กันนะครับ เนื่องจากพวกเรา ชาว Weimar เป็นนักเรียนกันหมดและต้องหมดเงินส่วนใหญ่่ กับการทำ� Projekt ไม่น้อย ก็เลยไม่ค่อยจะได้เที่ยวแบบหรูหราเท่า ไหร่นัก ก็จะขอแนะนำ�แบบนักเรียนที่เบี้ยน้อยเงินน้อยละกันนะ ครับ อย่างแรกเลยสำ�หรับที่พัก ผมอยากจะแนะนำ�สองแบบ โดย ขึ้นกับเงื่อนไขสองอย่างคือ แบบหนึ่งอาทิตย์ขึ้นไป และแบบภายใน หนึ่งอาทิตย์ หลายๆ คนอาจจะนึกสงสัยนะครับว่า Weimar ดูเป็น เมืองเล็กจะไปทำ�อะไรได้เป็นอาทิตย์ คำ�ตอบของผมคือ ก็���ม่ได้ มีที่เที่ยวเยอะจริงๆ นั่นแหละครับ แต่ด้วยชัยภูมิของเมืองนี้ที่ิอยู่ ตอนกลางของแคว้น Thüringen และราคาที่อยู่อาศัยถูกกว่าเมือง ใหญ่อื่นๆ ใกล้เคียง รวมทั้งร้านรวงต่างๆ ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย เมืองนี้เลยสะดวกมากสำ�หรับคนที่ต้องการจะไปเที่ยวรอบๆ แคว้น Thüringen เพราะมันอยู่กลางแคว้นนั่นเอง เดินทางไปกลับไม่ เกินสองชั่วโมง ที่พักแบบยาวนั้นราคาไม่เกิน 200€ ต่อเดือน เป็น แบบ Warmmiete และอาจจะถูกกว่านี้ก็ได้ขึ้นกับจังหวะ สามารถ เข้าไปหาได้จาก www.wg-gesucht.de ได้เลย จะมีมาเรื่อยๆ ส่วน ใหญ่จะเป็นห้องของนักเรียนที่ไป Praktikum สองสามเดือนเลย ปล่อยเช่าระยะสั้น ซึ่งสามารถต่อรองได้ด้วย ในส่วนของที่พักระยะ สั้น เมืองนี้จะมี Hostel อยู่ 3 ที่ให้เลือกด้วยกัน ได้แก่ Labyrinth Hostel, Hababursch Hostel, Jungendherberge “Germania” ทางผมมีข้อมูลเฉพาะสองที่แรก ส่วนอันที่สามนั้นผมไปจองแล้ว เต็มตลอด เพราะมักจะมีโรงเรียนมาเหมาทำ� Exkursion แต่ที่นี่ถือ เป็น Hostel ที่ใกล้สถานีรถไฟมากที่สุดถ้าใครเน้นไปๆ มาๆ ก็ลองดู ที่นี่ได้เลยครับ เพราะออกมาจาก Hauptbahnhof แล้วเจอเลย อีก

สองที่ที่เหลือนั้นผมแนะนำ� Labyrinth เพราะสภาพห้องแต่งสวย ดี สะอาด เป็นสัดส่วนมาก แม้จะนอนห้องแบบ Dormitory ก็ไม่อีด อัด อยู่ตรงป้ายรถเมล์ชุมสายกลางเมือง (Goetheplatz) มีครัวให้ใช้ พร้อมเครื่องครัวและเครื่องเทศพื้นฐาน กาแฟและชาฟรีตลอดวัน ที่ สำ�คัญมี Wireless และผงซักฟอกให้ใช้ฟรีด้วย ราคาห้องรวม 8 คน ตกประมาณ 12-15 ยูโร แล้วแต่ช่วง ราคานี้รวมเครื่องนอนแล้วด้วย ทั้งนี้จะต้องจ่ายค่ามัดจำ�กุญแจเพิ่มอีกประมาณ 10 ยูโร แต่จะได้ คืนวัน Check out ดังนั้นอย่าลืมเตรียมเงินสดไปด้วย ราคาอาหาร เช้าวันละ 3 ยูโร เป็น Buffet มีทุกอย่างที่อาหารเช้าแบบเยอรมัน พึงจะมี (Brötchen, Salamisorten, Käsesorten, Weichkäse, Marmelade) เสิร์ฟถึงประมาณ 10 โมงเช้า ที่นี่สามารถ Walk in ได้ โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า ส่วนอีกที่ Hababursch เป็น Hostel ที่มี ข้อดีคือ ราคาถูกที่สุดในเมือง อยู่ใจกลางเมือง แต่ต้องเดินนิดนึง มี ชากาแฟฟรี มีครัวให้ใช้พร้อมเครื่องครัวและเครื่องเทศพื้นฐาน โดย ราคาที่ถูกที่สุดที่ผมเคยเจอคือ 10 ยูโรต่อคืน ใน Dormitory 6 คน แต่อย่างไรก็ตามที่นี่เหมาะกับคนที่ลุยๆ หน่อย เพราะเราจะต้อง แชร์ห้องน้ำ�และห้องแต่งตัวกับคนที่นี่ทั้งตึก โดยห้องน้ำ�จะอยู่ใน ส่วน Lobby ง่ายๆ คือจะอาบน้ำ�ทีต้องออกมาจากห้อง เดินลงไป เจอประชาชนชาวเยอรมันที่นั่งเม้าท์กันอยู่ใน Lobby ส่งยิ้มให้แล้ว ปิดประตูห้องอาบน้ำ� พอเปิดประตู shower มาก็เจอประชาชนเลย sexy มากๆ ส่วนสภาพห้องก็สมราคาครับ เพราะ 6 คนจะถูกจัด ให้นอนในห้องขนาดไม่ถึง 10 ตร.ม. แออัดหน่อยแต่ราคาแจ่มมาก อย่างไรก็ตามที่นี่เขาไม่รับแขก Walk in ดังนั้นต้องได้รับการยืนยัน ทาง Email ก่อนจึงจะเข้าพักได้


“การจิบกาแฟถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ เพราะเมือง นี้บรรยากาศค่อนข้างชิวเหมาะแก่การนั่งชมนกชมไม้ และหายใจทิ้งมากๆ ดังนั้นจึงมีร้านกาแฟเกลื่อนทั่วเมือง”

อย่างที่สองก็มาถึงเรื่องที่ซื้อของกัน เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองวัฒนธรรม ดังนั้น ร้านค้าราคาถูกอย่าง Aldi, Netto หรือ Lidl ส่วนใหญ่จะโดนไล่ไปอยู่รอบนอกเมืองกันหมด ดังนั้นแหล่งช้อปหลักๆ ภายในเมืองจะเป็น Nahkauf, Rewe และ Herkules ซึ่งก็รู้กันดีนะครับว่าราคาจะแพงนิดนึง เนื่องจากมัน เยอะมาก ผมจะแสดงในแผนที่ที่แนบมา

ต่อไปมาเรื่องที่สำ�คัญมากๆ นั่นก็คือเรื่องกินนั่นเอง เมืองนี้มีชื่อ เสียงมากๆ ในเรื่อง Bratwurst เพราะ Thüringens Bratwurst ยี่ ห้อดังๆ ก็มาจากที่นี่ทั้งนั้นแหละครับ โดยในเมืองจะมี Kiosk ปิ้งๆ ย่างๆ อยู่สามเจ้ารสชาติก็อร่อยคนละแบบ ต้องลองตามไปชิมดู ใน ส่วนของเบียร์ ที่นี่เป็นบ้านเกิดของ Ehringsdörfer ซึ่งในความเห็น ผมรสชาติค่อนข้างกลางๆ แต่กินกับ Brastwurst แซ่บมาก (คิด แล้วหิว) สำ�หรับคนที่อยากทานแบบประหยัด แน่นอนครับเราก็ ต้องนึกถึง Mensa เป็นหลัก ที่นี่จะมี Mensa หลักชื่อ Mensa am Park โดยจะอยู่บนถนน Marienstraße หรือรถเมล์สาย 1 Richtung: Belvederer ลงสถานี Bauhaus Universität ตรงข้ามอาคาร Hauptgebäude ของ Bauhaus Universität ราคาอาหารสำ�หรับ คนที่ไม่มี Thoska (เป็นบัตรนักเรียนของที่นี่) จะเริ่มตั้งแต่ 2 ยูโร ขึ้นไป สำ�หรับอาหารราคาถูกสุด เมนูที่คนทานเยอะที่สุดที่ผมเห็น มาก็จะเป็น Bratwurst mit Sauerkraut อร่อยขนาดที่ว่าเพื่อนชาว เยอรมัน ต้องโทรมาปลุกผมให้ไปทานกันเลยทีเดียว (อะไรจะขนาด นั้น) บริเวณใกล้ๆ Mensa จะเป็นศูนย์รวมของ ร้านกาแฟราคา

ถูก ที่คุณสามารถจ่ายเงินเพียง 0.75 ยูโร สำ�หรับ Espresso 1 shot โดยผมขอแนะนำ� Cafe Bauhaus, M18, Bauhaus Atelier, Cafe am Mensa รสชาติกาแฟเรียงตามลำ�ดับที่ผมให้ไปจากอร่อยไปหา ธรรมดา อย่างไรก็ตามถ้าอยากจะประหยัดให้มากกว่านั้น แนะนำ� ให้ลองไปดูร้านขายเนื้อที่ Goetheplatz โดยจะอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม Labyrinth ที่นี่จะมีขายอาหารกลางวันแบบประหยัดมาก โดยเมนู จะเป็นพวก Fleischkäse และเนื้อแปรรูปชนิดต่างๆ ซึ่งถ้าสั่งทาน กับขนมปังก้อนราคาจะตกแค่ประมาณ 1.70 ยูโร ปริมาณก็พอดี สำ�หรับคนไทยกินอิ่มพอดีหนึ่งมื้อ การจิบกาแฟถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ เพราะเมืองนี้ บรรยากาศค่อนข้างชิวเหมาะแก่การนั่งชมนกชมไม้ และหายใจ ทิ้งมากๆ ดังนั้นจึงมีร้านกาแฟเกลื่อนทั่วเมือง ผมจะแนะนำ�เฉพาะ ร้านเด็ดๆ ที่แรกเลย Weimarer Rösterei ร้านนี้ความเด็ดอยู่ที่คั่ว กาแฟเอง กลิ่นกาแฟจึงเฉพาะมากๆ แต่ราคาจะหนักข้อนิดนึงโดย จะเริ่มตั้งแต่แก้วละ 3 ยูโร ขึ้นไป ผมแนะนำ�ให้สั่งที่เป็นกาแฟผสม พิเศษของเขา และเค้กก็อร่อยใช้ได้เช่นกัน อีกร้านเป็นร้านเค้กที่ เหล่านักเรียนไทยที่นี่ฟันธงแล้วว่าอร่อยและคุ้มค่าจริงๆ ก็คือ Rose Bäckerei ร้านนี้เค้กรสชาติดีมีให้เลือกตั้งแต่ Kuchen หน้าตา ธรรมดายัน Torte หรูหราปานเค้กแต่งงาน ราคาชิ้นละ 0.75-2.75 ยูโร แล้วแต่ความอลังการ แนะนำ�ให้ซื้อแบบใส่ห่อ (เพราะนั่งใน


ร้านจะโดนคิด service charge) แล้วไปนั่งทานพร้อมผึ่งแดดใน Park an der Ilm บอกได้อย่างเดียวว่า มันยอดมากจริงๆ อีกร้านที่ น่าสนใจคือ ACC ร้านนี้พนักงานเสิร์ฟหน้าตาดี ทั้งหญิงและชาย กาแฟราคาปกติและมีอาหารว่างราคาถูกขายด้วย จุดเด่นที่นี่คือมี Exhibition แสดงตลอด มี Wifi ฟรีด้วย เป็นร้านที่ผมชอบมาเปลี่ยน บรรยาศทำ�งานบ้างเวลาหิมะตก เพราะนั่งนานได้ แต่ถ้าใครจะมา ที่นี่หน้าร้อนช่วงอากาศร้อนมากๆ ที่นี่ก็มีร้านกาแฟเย็น เยี่ยมๆ ให้ เลือกทานเหมือนกัน ผมแนะนำ� Eiscafe Venezia, Giorcarlo สอง ร้านนี้ไอศกรีมอร่อย ทานกับกาแฟยิ่งอร่อยไปใหญ่ มาถึงไฮไลท์ของหัวข้อนี้กัน นั่นก็คือร้านอาหารเลิศรสนั่นเอง ที่นี่ มี Pizzeria ที่ขึ้นชื่อมากขนาดที่เพื่อนชาวเยอรมันจากหลายแคว้น ฟันธงเรื่องความอร่อย นั่นก็คือร้าน Antonio ร้านนี้ตั้งอยู่หลัง Bauhaus Museum พิชช่าร้านนี้เด็ดที่แป้งบางกรอบและอบได้แห้ง แบบสุดๆ แนะนำ�เมนูพิซซ่าซีฟู้ดและ ลาซานญ่า ใครที่จะมาทาน ร้านนี้จริงๆ แนะนำ�ให้มาก่อนเวลาทานอาหารทั่วไปของคนเยอรมัน

ประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะร้านนี้คนแน่นมากและที่นั่งน้อย และถ้า มาช้า นอกจากจะต้องรอนานคุณอาจจะต้องเจอพนักงานอิตาเลียน หน้าเป็นตูดอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามที่ร้านนี้ผมแนะนำ�ให้เลี่ยงการ ขอจานเพิ่มเพราะจะโดนบ่นได้ครับ ส่วนถ้าใครอยากทานอาหาร เยอรมันแท้ๆ ผมขอแนะนำ� Gasthaus “Scharfe Ecke” ร้านนี้ มี Klöße (มันบดก้อนกลมๆ) ที่เด็ดที่สุดในเมืองสังเกตร้านง่ายๆ โดยจะมีตุ๊กตาป้าแก่ตั้งอยู่หน้าร้าน ราคาไม่โหดร้ายเกินไปด้วย ครับ ส่วนถ้าใครอยากทานอาหารรสจัดจ้านหน่อย ผมแนะนำ�ร้าน El Ninyo เป็นร้านอาหาร Mexican อยู่ใกล้กับ Neues Museum แนะนำ�เป็น Taco อาหารรสชาติค่อนข้างจัดจ้านใช้ได้ทีเดียวน่าจะ แก้เลี่ยนได้ดี อย่างไรก็ตามสำ�หรับคนที่สำ�นึกรักบ้านเกิด หรืออยาก ทานพวกอาหารจีนหรือญี่ปุ่น ที่นี่ก็มีตัวเลือกเหมือนกัน แต่อย่าคาด หวังเรื่องรสชาติมากนัก ผมเคยทานแค่ครั้งเดียว แล้วก็ตัดสินใจทำ� กินเองตลอดเลย ตัวเลือกก็จะมี Shanghai Restuarant, Bim-Bim China-Thai Restaurant, Peking Restaurant, Bauhaus Sushi Bar รสชาติอาจจะไม่ดีเลิศมากแต่ราคาถือว่าประทับใจใช้ได้เลยที


“เมืองไวมาร์เป็นเมืองวัฒนธรรมที่สำ�คัญเมืองหนึ่งใน ประเทศเยอรมนีเลยก็ว่าได้ ในสมัยหนึ่งนักดนตรี นัก ประพันธ์หลากหลายต่างพรั่งพรูเข้ามาทำ�งานในเมือง นี้ อาทิเช่น บาค (Bach), ฮุมเมล (Hummel), ลิสซต์ (Liszt), ริชาร์ด สเตราส์ (Richard Strauss)” เดียว ผมขอแนะนำ�ว่าเวลาสั่งให้สั่งแบบกลับบ้านนะครับ เพราะ เขาจะให้ของเยอะมาก โดยหนึ่งจานนี่แบ่งทานกันสองคนสบายๆ แต่ถ้าทานที่ร้าน ราคาเท่ากันแต่ของจะน้อยลง (ผมยังไม่เข้าใจ ตรรกะอาเจ๊แกมาจนทุกวันนี้ อ้อ ลืมบอกไป ที่นี่ไม่มีร้านคนไทย นะครับ) สำ�หรับคนที่อยากชิวตอนกลางคืนและสัมผัสผับ แบบ เยอรมันแท้ผมขอแนะนำ� Louise โดยร้านนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามห้องสมุด ใหญ่ของ Bauhaus ร้านนี้ค่อนข้างเงียบและดูเป็นทางการนิดนึง โดยคนที่มาทานส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนและพวกพนักงานของ Bauhaus ของขึ้นชื่อที่นี่ผมแนะนำ� Louise Bier เป็นเบียร์ทำ�เอง ที่ร้าน โดยสั่งทานกับเฟรนช์ฟรายกับมายองเนส โดยเฟรนช์ฟราย ที่นี่ผมให้เป็นที่หนึ่งในใจทีเดียว เพราะเขาใช้มันฝรั่งสดและทอด ตามสั่งไม่ใช่ทอดทิ้งไว้แล้วตักมาให้ ทำ�ให้รสชาติสดใหม่มาก ยิ่ง พอมากินกับเบียร์ที่นี่ ผมนั่งเพลินได้ทั้งคืน สำ�หรับคนที่ติดอาหาร ตุรกียอดฮิตแบบ Döner หรือ Dürum ที่เมืองเราก็ขอส่งร้านเข้า ประกวดเช่นกันโดยจะมี Munzur Kebab และ City Kebab ดู ตำ�แหน่งร้านได้ในแผนที่ สองร้านนี้มีข้อดีต่างกัน Munzur แป้งจะ

อร่อยกว่าแต่เนื้อจะรสอ่อนกว่า ส่วน City Kebab เนื้อจะรสชาติ เข้มข้นกว่า แต่แป้งจะจืดกว่า ผมทาน Döner มาหลายเมืองกล้า บอกได้เลยว่า ของเมืองเราก็เด็ดเหมือนกันนะจะบอกให้ ต่อไปก็เป็นเรื่องของฝาก เนื่องจากที่เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของ Goethe และตามตำ�นานเขาลือกันว่าเพราะ Goethe ชอบทานแปะ ก้วยก็เลยฉลาดมาก จึงทำ�ให้เมืองเราค่อนข้างมีชื่อเสียงในเรื่อง ผลิตภัณฑ์จากต้นแปะก้วยโดยเฉพาะชาแปะก้วยและชาผสมแปะ ก้วย โดยส่วนตัวผมขอแนะนำ� Jungebrunnentee แปลตามตัว คือ ชาแห่งความหนุ่มสาวนั่นเอง ผมชื้อให้ที่บ้านแล้วชอบกันมาก เพราะมีผลทำ�ให้กระชุ่มกระชวยและสมองปลอดโปร่งมาก และถ้า ใครอยากจะฉลาดเหมือน Goethe ที่นี่ก็มีตันกล้าแปะก้วยขายเช่น กัน จะได้เอากลับไปปลูกและเก็บทานได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านชื่อ Weimare Spezialitäten ซึ่งรวมพวกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจาก ไวมาร์ทั้งหมดเอาไว้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่มีก็มี Thüringens Bratwurst สดขายเกลื่อนเมืองแต่อาจจะขนลำ�บากหน่อย


1. Lybyrinth Hostel 2. Hababurch Hostel 3. Jungendherberge “Germania” 4. Artium Kaufhaus : ALDI, HERKULES, Pekjing Restaurant 5. REWE 6. NahKauf 7. Mensa am Park, Cafe am Mensa 8. Cafe Bauhaus 9. Bauhaus Atelier 10. M18 Studentens Cafe 11. Fleischerei 12. Weimärer Rösterei 13. Rose Bäckerei 14. ACC Cafe 15. Giorcarlo Cafe 16. Eiscafe Venezia 17. Antonio Pizzaria 18. Zur scharfen Ecke Gasthaus 19. El niyo Restuarant 20. Shanghai Restaurant 21. Bim-Bim Restaurant 22. Bauhaus Sushi Bar 23. Louise 24. Munzur Kebab 25. City Kebab

ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่ผมแนะนำ�จะเป็นไส้กรอกเล็กรมควันที่เรียกว่า Holzwürmer ที่แปลว่าหนอนไม้ โดยจะเป็นไส้กรอกท่อนเล็กๆ เอา มารมควันกับถ่านไม้ กินแล้วเพลินดีจนผมทานแล้วติดมากอยู่พัก หนึ่งทีเดียว หาซื้อได้ตามร้านขายเนื้อทั่วไป ของฝากอีกอย่างที่น่า สนใจก็จะเป็นพวกงานออกแบบจากนักศึกษา Bauhuas โดยร้าน ตั้งอยู่ใกล้กับห้องสมุดใหญ่ ราคาของค่อนข้างจะแพงสักหน่อยแต่ก็ ดูเป็นงานออกแบบสไตล์ Bauhuas เรียบๆ เท่ๆ ใครชอบก็ไปเลือก ดูได้ครับ เมืองไวมาร์เป็นเมืองวัฒนธรรมที่สำ�คัญเมืองหนึ่งในประเทศ เยอรมนีเลยก็ว่าได้ ในสมัยหนึ่งนักดนตรี นักประพันธ์หลากหลาย ต่างพรั่งพรูเข้ามาทำ�งานในเมืองนี้ อาทิเช่น บาค (Bach), ฮุมเมล (Hummel), ลิสซต์ (Liszt), ริชาร์ด สเตราส์ (Richard Strauss) สำ�หรับใครที่มาแวะเที่ยวในเมืองวัฒนธรรมเล็กๆ อย่างไวมาร์ และ ชอบฟังดนตรีแล้วล่ะก็ ที่นี่มี Deutsches Nationaltheater และ Staatskapelle Weimar ซึ่งหางานแสดงฟังได้ทั้งเดือน ไม่ว่าจะ

เป็นคอนเสิร์ต โอเปร่า หรือละครเวที ราคาบัตรก็ไม่แพงมากเท่าไร ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาทางดนตรีแล้ว บัตรจะมีราคาเพียง 6 ยูโร เท่านั้น นอกจากนี้ ที่เมืองไวมาร์ยังมี Hochschule für Musik “Franz Liszt” ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อในประเทศเยอรมนี เรา สามารถไปให้กำ�ลังใจโดยการฟังการแสดงของนักเรียน นักศึกษา ที่นี่ได้ รวมไปถึงการแสดงของเหล่าปรมาจารย์ทั้งหลาย ที่ถือว่า สุดยอดกันทั้งนั้น ข้อดีคือโดยส่วนใหญ่ 90% เข้าชมฟรี สามารถ ติดตามตารางการแสดงดนตรีในเมือง Weimar ได้ที่เว็บไซด์ http://www.nationaltheater-weimar.de/ และ http://www.hfm-weimar.de/


http://img.mota.ru/

ทอดน่องที่

Stockholm เขียน/รูปภาพโดย “Aumma”


“สต๊อกโฮล์ม...เริ่มจากการเป็นเมืองท่าค้าขายเหล็ก และ เจริญเติบโตมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้จัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศที่มีความเจริญในอันดับต้นๆ ของโลก”

Hej Hej Stockholm!

วัสดีค่ะ หลังจากที่ได้ติดตามอ่าน TSVD Magazine ฉบับที่แล้ว เมื่อ เพื่อนได้ส่งมาให้ลองอ่าน ไม่คิดว่าฉบับนี้จะได้มีโอกาสเป็นนักเขียน รับเชิญ มาแบ่งปัน เขียนถึงเมืองที่ตัวเองคุ้นเคยบ้าง ผู้เขียนเคยเป็น นักศึกษาปริญญาโททางด้านศิลปะอยู่ที่สตอกโฮล์ม (Stockholm) เป็นเวลา 2ปี ในช่วงปี 2009-2011 ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ที่สตอกโฮล์มตลอดเวลา แอบเที่ยวไปเรื่อยตามแต่กำ�ลังและโอกาสจะเอ้ืออำ�นวย ก็เพราะประโยชน์ จากวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) นี่แหละ แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องกลับมา ที่นี่ บอกตามตรงว่าไปเที่ยวที่อื่นก็คิดถึงสตอกโฮล์มนะ ไม่ใช่แค่เพราะเป็น เหมือนบ้าน ณ ขณะนั้น แต่เสน่ห์ของที่นี่ทำ�ให้ประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืม จริงๆ ค่ะ

นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant) ภาษาราชการ คือภาษาสวีดิช คนส่วนใหญ่สามารถพูดภาษา อังกฤษได้ดีเยี่ยม ใช้สกุลเงิน Swedish Kronor (1euro เท่ากับประมาณเกือบ 10sek) ผู้คนนิสัย รักสงบ ใจดี มีเมตตา มีระเบียบ ชอบเข้าคิว และ รักธรรมชาติมาก ทำ�ให้คุณภาพชีวิตที่นี่อยู่ใน เกณฑ์ที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

กรุงสตอกโฮล์มเมืองหลวงของสวีเดน และบางคนเพิ่มตำ�แหน่ง เมืองหลวง แดนสแกนดิเนเวีย พ่วงไปด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงสักกี่ตำ�แหน่ง ที่นี่ เป็นเมืองที่ได้รับตำ�แหน่งเมืองน่าอยู่ของโลกในอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

มาทำ�ความรู้จักเมืองกัน สตอกโฮล์มเป็นเมือง ค่อนข้างเก่าแก่ ประวัติศาสตร์ของเมืองเริ่มมี บันทึกมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยเริ่ม จากการเป็นเมืองท่าค้าขายเหล็ก และเจริญ เติบโตมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้จัดอยู่ใน กลุ่มประเทศที่มีความเจริญในอันดับต้นๆ ของ โลกเรา เสน่ห์ของที่นี่คือ ความเจริญที่อยู่บนพื้น ฐานของความเรียบง่าย หรือที่เรียกว่า Minimalism

สวีเดนมีประชากรอยู่ประมาณ 9 ล้านคน จำ�นวนประชากรที่อาศัยอยู่ใน เขตเมืองสตอกโฮล์มและโดยรอบมีประมาณ 2 ล้านคน นับถือศาสนาคริสต์

ตำ�แหน่งที่ตั้งของเมืองสตอกโฮล์มอยู่ติดทะเล บอลติก (Baltic Sea) ซึ่งเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ


อีก 8 ประเทศ ลักษณะภูมิประเทศของเมือง สตอก���ฮล์มเป็นเกาะจำ�นวนมาก เรียกภูมิประเทศ แบบนี้ว่า Archipelago เกาะในส่วนเมืองนั้นมี ระบบคมนาคมพื้นฐานเชื่อมถึงกันหมด ส่วนเกาะ เล็กเกาะน้อยที่ห่างออกไปไกล ต้องเดินทางด้วย เรือ และเกาะเล็กเกาะน้อยเหล่านี้แหละ ที่เป็นที่ นิยมเป็นอย่างมากของชาวสวีดิชในช่วงซัมเมอร์ บางครอบครัวจะมีบ้านพักตากอากาศ (Summer House) ตั้งอยู่บนเกาะเหล่านี้ ส่วนบ้านในตัว เมืองนั้นจะอยู่กันเป็นห้องเช่า (Apartment) ซะ ส่วนใหญ่ ออกมาชานเมืองถึงจะมีเป็นบ้านพัก ส่วนตัวเป็นหลัง สภาพอากาศที่สตอกโฮล์มจะดี มากที่สุดในช่วงเดือน มิถุนายน - สิงหาคม แค่ 3 เดือน ช่วงนี้ผู้คนจะออกมาแทบทุกหย่อมหญ้า สวนเล็กสวนน้อยนอนอาบแดด บางวงเวียนเล็กๆ ก็มีคนมาปูผ้านอน พวกเขาต้องทำ�เวลา 3 เดือนนี้ ให้เป็นประโยชน์ที่สุด ตั้งแต่ การตกแต่งสวน ปลูก ต้นไม้ เก็บกวาด ซ่อมแซมบ้าน อาบแดด ปาร์ตี้ ปิคนิค หยุดงาน และอาจรวมถึงการคลอดลูก! ช่วงน่าเที่ยวอยู่ระหว่างเดือน มิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของที่นี่ อุณหภูมิช่วงกลางคืน นอนหลับสบายที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส ส่วนกลางวันนั้นอาจร้อนถึง 35 องศาเซลเซียส ก็เป็นได้ แต่น้ำ�ใน lake ยังคงอุณหภูมิเย็นอยู่ ผู้ เขียนมักหอบผ้าขนหนูออกไปโดดน้ำ�ตาม lake ในช่วงฤดูร้อน อากาศดี สนุกและสดชื่นมากค่ะ ถ้าจะมาในช่วงนี้ควรมีการวางแผนล่วงหน้าสัก 2-3 เดือน เนื่องจากโรงแรมที่พักอาจเต็ม และตั๋ว เครื่องบินอาจราคาสูงมาก จริงๆ ฤดูหนาวของ ที่นี่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบนะคะ แต่ต้องเป็นช่วงที่ หิมะตกขาวโพลนทั่วหมดแล้ว จะสวยมาก เป็น ช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม อุณหภูมิอาจต่ำ�กว่า -10 องศาเซลเซียส ส่วนช่วงเปลี่ยนฤดในเดือน กันยายน-ตุลาคม และ เมษายน จะเป็นช่วงที่มี ฝนตก ฟ้าหม่น และไม่น่าเดินเที่ยวเท่าไรค่ะ ขอ เข้าเดือนพฤษภาคมดอกไม้ก็เริ่มบานกันแล้ว

ช่วงน่าเที่ยวอยู่ระหว่างเดือน มิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของที่นี่ อุณหภูมิช่วงกลางคืน นอนหลับสบายที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส ส่วน กลางวันนั้นอาจร้อนถึง 35 องศาเซลเซียสก็เป็นได้

Getting here! จะมายังไงดีนะเนี่ย?

A rlanda เป็น International Airport อยู่ทางเหนือของ Stockholm สามารถเดินทางเข้าเมืองได้หลายทาง ทั้ง Arlanda Express 20 นาทีถึงตัวเมือง ราคาค่อน ข้างแพง หรือจะเป็น bus ราคาประมาณ 100kr/ เที่ยว (ขึ้นลงตามฤดูหนาวและฤดูร้อนราคาไม่เท่า กัน) หรือซื้อตั๋วเข้าระบบ metro ราคาถูกสุด แต่ไม่ แนะนำ�สำ�หรับผู้ที่เพิ่งมาครั้งแรกค่ะ เพราะอาจจะงง

B romma ผู้เขียนไม่เคยใช้บริการสนามบินนี้เลย เท่าที่รู้ เหมือนจะเน้นบินภายในประเทศและนอกประเทศ ในระยะใกล้ๆ เท่านั้น

S kavsta เป็น Low-cost airport อยู่ทางใต้ ที่นี่สามารถเข้า เมืองได้ทางเดียวคือ bus ราคาประมาณ 150kr/เที่ยว เช็คให้ดีนะคะว่าเครื่องบินของท่านไปลงที่สนามบินไหน ตรวจสอบราคา bus ได้ที่ นี่ค่ะ www.flygbussarna.se Low cost airline จากเยอรมนีมาลง Stockholm มี หลากหลายทั้ง Ryanair, Germanwings, Air Berlin, Norwegian และสายการบิน ทั่วไปทั้งหลายก็มีราคาดีน่าสนใจเป็นระยะ


รู้จักสตอกโฮล์มแบบคร่าวๆ แล้ว ก็มาเที่ยวกัน จะขอเล่าแบ่งปันเฉพาะ สถานที่เที่ยวในตัวเมืองนะคะ ได้ยินหลายครั้งตอนชวนเพื่อนมาเที่ยว ชักชวนครั้งแรกก็บอกน่าสนใจนะ สวยดี นานเข้าเห็นเงียบไป พอถามอีกที ได้คำ�ตอบว่าไม่รู้ว่ามีอะไรน่าเที่ยวเลย …แหม พลาดซะแล้วเพื่อนเรา ในตัว สตอกโฮล์มจากแผนที่ท่องเที่ยวทั่วไปจะครอบคลุมพื้นที่เกาะจำ�นวน 5 เกาะ หลัก จะขอจำ�แนกลักษณะเด่นให้ดังนี้ • Norrmalm & Östermalm หรือ Central Stockholm เป็นศูนย์รวมสถานี รถไฟหลัก โรงแรม สำ�นักงาน ธนาคาร ห้างร้านค้า โรงหนัง ร้านอาหาร ย่าน ช้อปปิ้งแบรนด์เนม ที่บริเวณสถานี T-Centralen สุดฝั่งตะวันตกเป็นสถานี รถไฟหลัก ถ้าต้องการขึ้นรถไฟไปเที่ยวเมืองอื่นก็ต้องมาที่สถานีนี้ จุดท่อง เที่ยวของบริเวณใกล้ๆ สถานีรถไฟ T-Centrale ที่น่าสนใจ ได้แก่ Stockholm City Hall (ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Kungsholmen ระยะเดินถึงได้) ตั้งอยู่ริมน้ำ� เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลอง Nobel Prize ในทุกๆ ปี สถาปัตยกรรมเป็น อาคารโชว์ก่ออิฐแดงลักษณะสี่เหลี่ยมมีคอร์ทตรงกลาง มุมทิศใต้ของอาคาร เป็นหอระฆังสูง ในช่วงฤดูร้อนเป็นที่นิยมมากของนักท่องเที่ยวที่อยากขึ้นไป ชมเมืองสตอกโฮล์มในมุมสูง ถ้าอยากขึ้นต้องเตรียมตัวไปซื้อบัตรตั้งแต่ช่วง เช้ากันนะ มาต่อที่ฝั่งตะวันออกของสถานี T-Centralen จะพบกับลานกว้าง Sergel torg ด้านบนถนนมีงานเสาปฏิมากรรมขนาดใหญ่กลางวงเวียนน้ำ�พุ เป็น จุดนัดพบที่ผู้เขียนเองใช้บ่อยมาก หากันง่าย ช่วงหนาวมากๆก็สามารถหลบ เข้าไปในอาคาร Kulturhuset ลานกว้างเชื่อมต่อกับ Stockholm City Theatre ภายในมีห้องสมุด Art&Design ห้องแสดงงานนิทรรศการ Performance art โรงละครขนาดย่อม และร้านอาหาร เราสามารถหาซื้อบัตรงานแสดงและ คอนเสิร์ตได้ในที่นี้ Sergel torg ยังมีอีกหนึ่งประโยชน์ใช้สอย เปรียบเสมือน ลานประชาชน มี event แตกต่างสลับกันไปตามแต่โอกาส เช่น งานแสดง

สินค้านานาชาติ งานฉลองบางเทศกาล งาน คอนเสิร์ต และงานประท้วง ทางออกด้านบนสถานี T-Centralen สู่ถนน Drottninggatan เป็นที่ตั้งของห้าง Åhléns สี่แยก H&M และร้านค้ามากมาย ผู้คนเดินกันเยอะแยะ ตลอดเวลา ยังมี Sveavägen เป็นถนนคู่ขนาน

Getting around! ถึงเวลาตะลุย! ถ้าต้องการเที่ยวแบบตั๋วเดียวเสร็จสรรพและเน้นพิพิธภัณฑ์ ที่นี่มี Stockholm Card ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ราคาขึ้น อยู่กับจำ�นวนวันที่ใช้ได้ ราคาที่ซื้อมานั้นจะครอบคลุมระบบ metro, bus, และ tram เท่ากับตั๋วรถทั่วไป ทั้งยังเป็นบัตร ขึ้นเรือชมเมือง และบัตรเข้าพิพิธภัณฑ์จำ�นวนมาก สามารถ ตรวจสอบราคาและเงื่อนไขได้ที่ http://shop.visitstockholm.com/en-gb/stockholmskortet-c-105-7.aspx

การเดินทางในเมืองนั้นสะดวกมาก มีการวางระบบได้ทั่วถึง สามาถตรวจสอบการเดินทางจาก ต้นทางไปถึงจุดหมายอย่างละเอียดได้ที่ www.sl.se ซึ่งใน website จะให้ข้อมูลทั้ง metro, bus, tram, ระยะเดินเท้าจากสถานีลงรถจนถึงจุดหมาย และระยะเวลาเดินทางอย่างชัดเจน เชื่อถือได้ 100% ค่ะ การซื้อตั๋วสามารถทำ�ได้ที่ SL Center มีตามสถานีหลัก และที่ร้านสะดวกซื้อ Pressbyrån ตั้งอยู่ทั่วไปตามสถานี metro และย่านชุมชน แต่ถ้าอยากเดินทางไปเที่ยวเมืองอื่นต้องใช้ www.sj.se


เที่ยวเมืองอื่นกันดีกว่า!

“Norrmalm & Östermalm หรือ Central Stockholm เป็นศูนย์รวมสถานี รถไฟหลัก โรงแรม สำ�นักงาน ธนาคาร ห้างร้านค้า โรงหนัง ร้าน อาหาร ย่านช๊อปปิ้งแบรนด์เนม”

กันอีกเส้น โดยถนนสองเส้นนี้จะไปชนกับ Kungsgatan ทั้งหมดนี้เป็นย่านจับ จ่ายใช้สอยเงินในระแวก T-Centralen ทั้งเสื้อผ้าและอาหาร ถนนสำ�คัญอีก เส้นในย่านนี้คือ Hamngatan ทางทิศตะวันออกของวงเวียนน้ำ�พุ Sergel torg มุ่งหน้าสู่ Östermalm ย่านไฮเอนด์ของเมืองสตอกโฮล์ม แหล่งรวมแบรนด์เน มราคาแพง โดยผ่าน Kungsträdgården สวน Outdoor iceskate ในฤดู หนาวและซากุระบานฉ่ำ�ในเดือนพฤษภาคม ด้านหน้า Östermalm หันออก สู่ทะเลที่เชื่อมกับเกาะอื่นๆ เป็นจุดชมวิวพาโนรามาที่สวยงามมากทั้งฤดูร้อน ที่ผู้คนออกมาอาบแดด และฤดูหนาวที่หน้าน้ำ�บริเวณนี้กลายเป็นแผ่นน้ำ�แข็ง ทั้งหมด ทั้งยังมีท่าเรือท่องเที่ยวไปสู่เกาะอื่นๆด้วย

Norrmalm & Östermalm

Göteborg

Göteborg หรือภาษาอังกฤษเรียก Gothenburg เป็นเมืองท่าอันดับสองรองจาก Stockholm ตั้งอยู่ ทางฝั่งตะวันตกของ Sweden เมืองนี้มีเสน่ห์มากตรง ที่ขนาดเมืองที่เล็กกว่า Stockholm และ Lifestyle ของคนเมืองที่มีความเป็นกันเองเรียบง่ายลงกว่า Stockholm มาก เดินทางด้วยรถไฟจาก Stockhlolm ไปประมาณ 3-4 ชั่วโมง

Malmö

Malmö เมืองท่าใหญ่อันดับสา��� อยู่ทางใต้ของ สวีเดน เดินทางด้วยรถไฟจาก Stockhlolm ไป ประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง แต่เดินทางไป Copenhagen เมืองหลวงของ Denmark ได้ด้วยรถไฟภายในเวลา 30นาที

Uppsala

Uppsala เมืองเก่าแก่ทางตอนเหนือของ Stockholm เป็นที่ตั้งของ Uppsala University มหาวิทยาลัย เก่าแก่ที่สุดของ Scandinavia เป็นเมืองขนาดเล็ก สามารถไปเที่ยวภายในวันเดียวได้ โดยนั่งรถไฟจาก Stockholm ไปประมาณ 1 ชั่วโมง


สถาปัตยกรรมของเกาะนี้เป็นแบบสมัย Medieval มี ตรอกซอกซอยมากมาย เดินเพลินๆ อาจเลี้ยวหลงไม่รู้ ตัว แต่หาทางออกไม่ยาก เพราะขนาดเกาะเล็ก • Gamla Stan (แปลว่าเมืองเก่า) เกาะขนาด เล็กตามถนน Drottinggatan มาทางทิศใต้ จาก T-Centralen เกาะ Gamla Stan นี้เป็น สถานที่ตั้งของสถานที่สำ�คัญหลายแห่ง ได้แก่ Nobel Museum Stockholm Cathedral โบสถ์ ประกอบพระราชพิธีเสกสมรสของ Crown Princess Victoria และ Mr. Daniel Westling และ Royal Palace ที่มีความงดงามในสไตล์ Baroque นอกจากชมพระราชวังแล้ว รอเวลา ชมการเปลี่ยนผลัดทหารยามจะดีมาก ที่เวลา ประมาณ 12.15 อาจมีเปลี่ยนแปลงตามฤดู หรือ แต่ละเดือนไม่เหมือนกัน ลองเช็คดูก่อน ไป นอกจากนี้ยังมีร้านค้าขายของที่ระลึก ร้าน ขายของมือสอง ร้านเค้ก ไอศกรีม กาแฟ และ โรงแรม ลักษณะอาคารที่เกาะยังคงลักษณะ สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมไว้ บางอาคารแต่ เดิมใต้ถุนเป็นคุกขังทาส ปัจจุบันก็ได้เปลี่ยน เป็นร้านอาหารเก๋ๆ ราคาแพงไปแล้ว ผังเมือง และสถาปัตยกรรมของเกาะนี้เป็นแบบสมัย Medieval มีตรอกซอกซอยมากมาย เดินเพ ลินๆ อาจเลี้ยวหลงไม่รู้ตัว แต่หาทางออกไม่ ยาก เพราะขนาดเกาะเล็ก ในช่วงซัมเมอร์ ที่ Gamla Stan เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และนัก ดนตรีเปิดหมวก ทั้งวัยรุ่นฝีมือฉกาจรวมวง คน แก่เก๋าประสบการณ์ และนักดนตรีที่เดินสายเล่นทั่วยุโรป นอกจากนั้นยังมี นักมายากล ตัวตลก และคนหุ่น โดยเฉพาะที่บริเวณ Stortorget ซึ่งพบจะ เห็นรูปภาพของสถานที่นี้ได้ตาม postcard มากมาย ในฤดูหนาวสแควร์ แห่งนี้จะกลายเป็น Christmas market ขนาดย่อม เสน่ห์ของ Gamla Stan ทำ�เอาเพลินหมดหนึ่งวันได้ง่ายๆ ไปกับเกาะเล็กๆ แห่งนี้

Galma Stan


เช็ค events ของแต่ละ museum www.modernamuseet.se www.arkitekturmuseet.se www.ostasiatiska.se

Skeppsholmen

• Skeppsholmen เกาะเล็กๆ โดดเด่นกลางเมือง สามารถไปได้ทั้งทาง bus และอยู่ในระยะเดินได้ บรรยากาศสบาย ร่มไม้และริมน้ำ� ก่อนจะข้ามเกาะไป Skeppsholmen เป็นที่ตั้ง Nationalmuseum ที่ มักจะมีนิทรรศการหมุนเวียนอันน่าสนใจมาให้ได้หลงเข้าไปดูอยู่เรื่อยๆ ข้ามสะพาน Skeppsholmsbron สะพานโครงเหล็กพื้นไม้ประดับด้วย Royal crown สีทองอร่ามกลางสะพานสู่ Skeppsholmen สถานที่ตั้งของ Moderna museet (Museum of Modern Art) Arkitekturmuseet (Museum of Architecture) และ Östasiatiska museet (The Museum of East Asia) ซึ่งแต่ละ museum จะมี events จัดอยู่เรื่อยๆ ลองเช็ค event ในช่วงที่จะมาเที่ยวจะได้ไม่พลาด เกาะนี้จิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ จุดเด่นของเกาะ Skeppsholmen อีกอย่างหนึ่งคือเป็นที่ตั้งของ STF Vandrarhem af Chapman & Skeppsholmen หรือ hostel เรือ ที่ตั้งเด่นอยู่ริมน้ำ� หันหน้าไปทาง Gamla Stan เป็นที่นิยมมากในฤดูท่องเที่ยว สะอาด แต่อาจไม่สะดวกมากมาย ได้ประสบการณ์นอนเรือไปอีกแบบ • Södermalm เกาะทางใต้ถัดจาก Gamla Stan ลงมา ที่นี่อันตรายต่อกระเป๋าเงินมาก ไม่ใช่เรื่อง โจรขโมยชุกชุมอะไรหรอก แต่เป็นเพราะที่นี่เป็น แหล่งรวมร้านเสื้อผ้าเก๋ไก๋ ร้านของมือสองทั้ง เสื้อผ้า ของใช้ เครื่องเรือน ร้านกาแฟเก๋ไก๋ ร้านอา หารเลิศๆ โรงหนัง และผับดังก็อยู่ที่โซนนี้ เกาะ Södermalm จะแบ่งเป็นย่านๆ เรียกตามป้าย สถานีก็เป็นที่เข้าใจ มี Slussen Mariatorget และ Medborgarplatsen โดย Slussen เป็น ย่านร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร และผับ Mariatorget เป็นแหล่งรวม Gallery งาน Art and Craft และ ร้านของมือสอง ส่วน Medborgarplatsen มี ผับ โรงแรม ร้านอาหาร และย่านที่เรียกกันว่า Sofo เป็นแหล่งร้านขายของเก่ายุค Retro และ Scandinavian Design เก่าและใหม่ ถ้าชอบแนว นี้ก็พกเงินมาเยอะๆ นะย่านนี้

Södermalm

นอกจากนี้ยังมีสถานที่แนะนำ�เพิ่มเติมในย่าน นี้ สำ�หรับคนที่สนใจงานภาพถ่าย ควรอย่างยิ่งที่ จะไปเยี่ยมชม Fotografiska ที่นี่เป็นสถานที่จัด แสดงงานภาพถ่ายของศิลปินชื่อดังมากมายหมุนเวียนกันไป มีขายภาพงานของศิลปินหลายคน รวม ถึง postcard ที่เก๋มาก หนังสือและนิตยสารอีกมากมาย สถานที่ตั้งอยู่ริมน้ำ�ที่สามารถมองเป็นไปทาง Galma Stan และ Skeppsholmen สามารถเดินจากสถานี Slussen เรียบริมน้ำ�ไปประมาณ 10 นาที รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ


t a E

อง งโทรจ อ ้ ต น นึง ่อยจ ว่าอร งประมาณ น ิ ย ้ ด ่ไ แพ ค่ะ แต บคู่นะคะ ว ั ว อ ้ ื ว น านเ คาค นไม่ท นำ�ให้ดูรา ย ี ข เ ้ ู นะ ns จัง ผ ยจริง ่อยค่ะ แต่แ se on bu อ ่ m ร a อ n cin ก็อร tball nan. r หรือ ี mea ลือ เมนูอื่น www.tra a l ม ่ ี l ท u lb ่ำ� sh ็ kane wedi ...สมคำ�ร denplan ก S ด ร า า ง O ล ี ้า าห e รพ ร้านอ ยขอลองบ n 14 สถาน ี่ไม่คว nus.s r ท u ะ t ล a ล เ e s fe กแ โต๊ะ ergsväg ่อยมา ยาวมาก g ww.ca ร b l อ r r a ว ิ e K rg tor ้าค om LT bu dition ไปช stermalms B ะด้วย rdpress.c า ่ ว ซ ๋ a า ก Ö r เ ี t ม ๆ ง เพล thlm.wo ได้ยิน ์ Swedish n 6 สถาน น่ารัก ด ิ ด ป เ ว ะ ข s ุ่น ie งจ สไตล bergsgata ท่าทา n louielou ียร์ญี่ป บ ง เ ี พ ม ่ ี s แ ่ k e น ่ ี i ม Er ค่ะ าไ งท lats ย ราค dborgarp นกลา ากาศดีมาก า อ ่ ร ป อ ง แพ รย ich Me ี ราคา ในสวน บร ltur.se andw 13 สถานี ด ิ s ต า ่ า ว ช r ku เขา egatan วย รส ั่ง outdoo n www.ra ส ง d า n Bo ีที่น ola จัดว sion mer จะม ka Högsk น u f ว าสวีเด แน ่วง sum eknis ค น ่ ุ า ป ่ ี ร ช ีT รญ ยๆ อาหา องกันด้วย n 2 สถาน าติไท ัง ช ส ร ล ้ a ิน holm ี่นี่ไม่ผิดหว ai.se ให้ได stensgat k c ่าจะเด o ว t h ก ท S g t น n a ง ย จ u K ) งเมือ ารไท าอีก tjabb ื่อกลา คิดถึงอาห len www. ต้องกลับม ปหลายคน ช ี ม ร tra จน รนี้ไ าหา เกิด ร้านอ เที่ยวแล้ว านี T-Cen เต็ม อร่อย ้วเป็นอากา aker.se ถ้ามา atan 7 สถ รสชาติจัด าลองแล ww.18sm w นม de ng Walli Homema m (พาเพื่อ ariatorget l ศกรีม ockho ถานี M ร้านไอ อกนอก St tan 15 ส a ทางอ ermansg Timm

! t ou

ือ ม เ บ อ ินร

n a n s u Tra n ur t a S é f Ca uie o L e i u Lo ur t l ku å R ai h T a b b a j T r e k ma S 18

Djurgården Skansen - the world’s first open-air museum ทุกอย่างที่ เป็นวิถีชีวิตพื้นบ้านของคนที่นี่ตั้งแต่สมัยก่อน เราพบได้ที่นี่


Vasamuseet เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีจำ�นวนผู้คนเข้าเยี่ยมชมมาก ที่สุดในแต่ละปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้บรรจุเรือรบที่สร้างขึ้นใน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่17 โดยคำ�สั่งของ King Gustav II Adolf

“Djurgården ถ้าพลาดเกาะนี้เหมือนมาไม่ถึงสต๊อกโฮล์ม” • Djurgården ถ้าพลาดเกาะนี้เหมือนมาไม่ถึง สต๊อกโฮล์ม เกาะนี้อยู่ทางตะวันออกจาก Central Stockholm จะเดินจาก T-Centralen ไปก็ได้ชม วิวเรื่อยๆก็เพลินดี หรือจะนั่ง Tram สาย 7 จาก ถนน Hamngatan ก็สะดวก เกาะแห่งนี้เป็น สถานที่ตั้งของสถานที่ must-see หลายแห่ง เริ่มจากข้ามสะพานเข้าเกาะปุ๊บ ลง tram ป้าย แรก ขวามือจะเห็นอาคารขนาดใหญ่วิจิตรสไตล์ Renaissance นั่นก็คือ Nordiska Museet เป็น พิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชาว สวีเดน รวมถึงผู้คนแถบ Nordic ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน ทั้งเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ เดินเลย Nordiska Museet ไปด้านหลังจะพบกับ Junibacken พิพิธภัณฑ์เด็กและสนามเด็กเล่น indoor ที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ตลอดฤดูร้อน theme ของที่นี่มาจากการ์ตูนเรื่อง Pippi Longstocking ที่โด่งดังมากตั้งแต่ในช่วงยุด 40’s ในสวีเดนจน กระทั่งมาถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่นิยมของเด็กๆที่นี่ ถัดมาอีกนิดพบกับอาคารรูปร่างเหมือนเรือ มี เสากระโดงเหล็ก ที่นี่คือ Vasamuseet เป็น พิพิธภัณฑ์ที่มีจำ�นวนผู้คนเข้าเยี่ยมชมมากที่สุด ในแต่ละปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้บรรจุเรือรบที่สร้าง ขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่17 โดยคำ�สั่งของ King Gustav II Adolf หลังจากสร้างเสร็จและล่องออก

จากท่าไปไม่ไกลนักก็จมลงในปี อะไร? (ปีตกไปนะครับ) จากนั้นได้ทำ�การกู้ ขึ้นมาในปี 1957 ซ่อมแซมและสร้างอาคารนี้ขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บและ แสดงงาน นอกจากนั้นก็มีมุมนิทรรศการการทำ�เรือในสมัยนั้น ชีวิตความเป็น อยู่บนเรือ และการวิธีเก็บกู้เรือด้วยเทคโนโลยีต่างๆ น่าสนใจมากทีเดียวหละ ที่นี่ กลับมาที่หน้า Nordiska Museet เดินตามถนนประมาณ 5 นาทีจะพบ Liljevalchs สถานที่จัดแสดงงานศิลปะชั่วคราว มีผลัดเปลี่ยนเรื่อยๆ แต่ละ งานบอกได้แค่ว่า “เด็ด” ข้างหลัง Liljevalchs เป็นที่ตั้งของ Aquarium ขนาด กลางๆ ภายในจัดแสดงเป็นบรรยากาศเดินป่าเหมาะกับเด็กๆ และใกล้ๆกัน เป็นที่ตั้งของ Gröna Lund สวนสนุกแห่งเดียวใน Stockholm เครื่องเล่นอยู่ ในระดับน่าเสียวไส้เล็กน้อย มาที่พระเอกของ Djurgården นั่นคือ Skansen - the world’s first open-air museum ทุกอย่างที่เป็นวิถีชีวิตพื้นบ้านของ คนที่นี่ตั้งแต่สมัยก่อน เราพบได้ที่นี่ สร้างขึ้นในปี 1891 มีทั้งสถานที่จำ�ลอง บรรยากาศหมู่บ้าน โรงเรือน บ้านในลักษณะต่างๆที่บ่งบอกถึงฐานะของคน ตลาด ร้านค้า โบสถ์ ร้านอบขนมปัง โรงงานทำ�แก้วแบบดั้งเดิมให้ได้ชม รวม ถึงส่วนแสดงสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าในสวีเดนด้วย นอกจากนี้ Skansen ยัง เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำ�หรับทุกเทศกาลและวันสำ�คัญของสวีเดินอีกด้วย ที่สุดท้ายขอยกให้เป็นนางเอกของ Djurgården คือ สวน Rosendal เป็น สวนเปิดกว้างขวางที่ใครๆก็เข้าได้ ขอบเขตคือป่าทึบ เป็นที่นิยมของชาวเมือ งมากๆ วันแดดออกจะเต็มไปด้วยผู้คนและครอบครัวมาปูเสื่อปิคนิค สวน แห่งนี้เป็น organic garden และมี greenhouse ปลูกผัก ผลไม้ ดอกไม้ สมุนไพรที่ให้ผลผลิตในช่วงฤดูร้อน เดินเก็บผลผลิตเอง แล้วนำ�ไปชั่งน้ำ�หนัก จ่ายเงิน เป็นบริการตัวเองอย่างเชื่อใจ นอกจากนั้นยังมี Bakery และ Café ให้เราได้จับจ่ายนั่งกินเพลินๆในสวนได้ด้วย จริงๆนำ�มาเองขอใช้สถานที่เขา ก็ไม่ว่า ดีทั้งบรรยากาศ บริการ และผู้คน เหมาะกับการพักผ่อนวันสบายๆ ที่สุด


• Skogskyrkogården สุสานที่ได้ประกาศขึ้น ทะเบียน UNESCO เมื่อปี 1989 หลายครั้งเพื่อน มาเที่ยวก็จะพาไปเดินเล่นกินบรรยากาศที่นี่ ซึ่ง เพื่อนก็ชอบนะ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้ ร่มรื่น และไม่ได้แออัดไปด้วยสุสาน แนวความคิดในการ สร้างที่นี่ตั้งแต่แรกนั้นได้คำ�นึงถึงการออกแบบ Skogskyrkogården ให้เกิดการผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับ สถาปัตยกรรมเช่นพวกโบสถ์ที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ มีการคิดจัดวาง landscape เป็นอย่างดี ให้ความ รู้สึกเหมือนสวนสาธารณะ ในวัน All Saints' Day ผู้คนจะมาจุดเทียนที่หน้าป้ายหลุมฝังศพตอนช่วง เย็นไปจนถึงดึกทั่วทั้งสวน สวยงามมาก ไปดูทุกปี เลย ไม่น่ากลัวเลย แต่ยังไงไปเป็นกลุ่มก็จะดีกว่า นะ ทั้งเรื่องทางใจและทางกาย เพราะสุสานกว้าง มากจริงๆ

จะออกนอกเมืองหรืออยู่ในเมือง อย่าลืมชื่นชม กับ Metro art ในทุกสถานีเลยนะ มีการตกแต่ง และลูกเล่นแตกต่างกันออกไปทั้ง sculptures mosaics paintings installations inscriptions และ reliefs ได้รับรางวัลชนะเลิศ Metro art จาก ทั่วโลกมาแล้ว เทศกาลในช่วง Spring นั้นนอกจาก Easter ที่ มีการฉลองโดยทั่วไปของประเทศนับถือศาสนา คริสต์แล้วนั้น ในวันที่ 30 เมษายนของทุกปี ที่Sweden มีการฉลอง Walpurgis day เพื่อฉลอง การสิ้นสุดของฤดูหนาวและต้อนรับการมาของ ฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็นทางการ ตามเทศกาลจะ มีการเผากองไฟเพื่อปกป้องตัวเองจากการรวม ตัวกันของแม่มดตามตำ�นานเก่าแก่ที่เล่ากันมา สำ�หรับนักท่องเที่ยวสามารถไปชมเทศกาลนี้ได้ที่ Skansen

Around Stockholm

Drottningholms slott

รอบๆ Stockholm

• Drottningholms slott พระราชวังที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เป็น พระราชวังที่ราชวงศ์ยังอาศัยอยู่จริง ได้รับประกาศขึ้นทะเบียน UNESCO เปิดให้ เข้าชมแต่ต้องเช็คตารางช่วงวันและเวลาที่เปิดให้เข้าชม (เช็คได้ที่ไหนครับ มีเว็บไซต์ มั้ย) พระราชวังแห่งนี้บริเวณกว้างขวางมาก นอกจากตัวพระราชวังเองแล้ว สิ่งที่น่า สนใจมากและไม่ควรพลาดเมื่อได้มาถึงคือ Drottningholms slottsteater โรงละคร Opera house ที่ยังรักษาระบบเปลี่ยนหมุนฉากแบบเก่าให้ได้ดูกัน และ Chinese Pavilion ศาลาจีนในเขตพระราชวังของราชวงศ์สวีเดน


t h ig

N

! e lif

?

ไหน ป ไ ว ้ กึ แล

a r d ö

n

er t a e

T

้ทั้ง วจได en ร � ำ ส ก s ่อยมา ย่าน Slus om บ ่ ี น ่ ี ท r .c ึ้น e t จัดข และ post rateatern n e v od te ce musi าก websi n www.s ้อง บ ั ล ค e จ สิร์ทต ู้จัก ss เ ละ u แ l น ร S อ ี า ี่ร น งค าห 1 สถา ้าง บา ิลปินเป็นท มาก ร้านอ บ g ง ั r ง ั น o ด ศ ห T ะ บ e ถ้า ังจ ชอ ั้งโรง back ง กำ�ล ตั๋วล่วงหน้า เรื่อยๆค่ะ baser.se เป็นท า ้ บ ง ั Mose อง กด de นไป ยหลา เสิร์ทต้องจ ดีนัก ผู้เขีย en www. า ล ห อน ปิน ริ์ท ats ไป ากศิล ้าฟรี บางค าศคอนเส borgarpl ่างกัน าร์ จ ์ ต ห ก า ต ก แ เส สัปด รยา ิร์ทเข ี Med วงเล่น เลย ศุกร์ edis ท ์ ิร์ททุก างคอนเส เข้าถึงบร n 8 สถาน ร ิ ส ส เ เ ะ น เยอ คอน er M มีคอ ตั๋วเข้า บ ่ใหญ่มาก arplatse างคืน มันๆมากัน ับ Debas trand.se ล ซื้อ านที่ไม dborg ก ร ียงก ัยรุ่น tulls าหา สถ Me ร้านอ จะดีมาก ว รมณ์ใกล้เค ww.horns น ็ ป เ w ป า วัน กลาง site ก่อนไ ุ่นไปเลย อ Hornstull และนี่แหละค่ะ สต๊อกโฮล์มในแบบที่ผู้เขียนอยาก ร b ัย สถานี e ว w ม ค ็ า ช เ 4 ินต เล่า แนะนำ� และเชิญชวนให้มาเที่ยวกัน อาจจะละเอียดไป ี้แล้วเด lls Strand น ี น า u ถ st บ้างหรือขาดไปบ้างตามแต่ที่ความสามารถของผู้เขียนอธิบายออกมาได้ etro ส Horn ลง m

S

s

r

e s a eb

di e M

D

d n a tr

S

แต่ทั้งหมดเพราะอยากชวนให้คนอื่นๆได้มาเห็นมาเที่ยวและร่วมหลงใหลไปกับ สเน่ห์ของสต๊อกโฮล์มไปด้วยกัน จะรู้สึกได้ว่าผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตและให้ความสำ�คัญ กับศิลปะ มากเลยทีเดียว มีการคิดวางแผนและสร้างสรรค์สิ่งสวยงามออกมามากมาย ฤดูหนาวและฤดูร้อนที่ นี่ให้บรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง สเน่ห์ความงดงามของเมืองและการใช้ชีวิตก็เป็นไปคนละแบบ ถ้า มีโอกาสก็อยากชวนท่านผู้อ่านได้มาลองบรรยากาศของทั้ง 2 ฤดูเลย ตอนนี้ผู้เขียนก็สำ�เร็จการศึกษา และกลับมาประเทศไทยแล้ว แต่ยังคงคิดถึงชีวิตและประสบการณ์ชีวิตที่ได้จากที่นั่นตลอด สัญญากับ ตัวเองไว้ว่าจะต้องเก็บเงินกลับไปใหม่อีกให้ได้ ตอนนี้ก็ต้องขอลากลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำ�งานเก็บเงิน ต่อก่อนนะคะ หวังว่าข้อมูลที่เขียนมาจะสามารถทำ�ให้ผู้อ่านอยากไปเที่ยวสต๊อกโฮล์มในดินแดนสแกน ดิเนเวียกันบ้างแล้วนะคะ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือที่พักได้ที่ www.visitstockholm.com www.hostelworld.com www.booking.com www.hotels.com


1.สถานี T-Centralen 2. Stockholm City Hall 3. Sergel torg 4. Kulturhuset 5. Stockholm City Theatre 6. ห้าง Åhléns 7. ย่านจับจ่ายใช้สอยเงินในระแวก T-Centralen 8. Östermalm ย่านไฮเอนด์ 9. จุดชมวิวพาโนรามา 10. Nobel Museum Stockholm Cathedral 11. Royal Palace 12. Stortorget 13. Slussen 14. Mariatorget 15. Medborgarplatsen 16. Sofo 17. Nationalmuseum 18. Skeppsholmsbron 19. Moderna museet 20. Arkitekturmuseet 21. Östasiatiska museet(The Museum of East Asia) 22. STF Vandrarhem af Chapman & Skeppsholmen 23. Nordiska Museet 24. Junibacken 25. Vasamuseet 26. Liljevalchs 27. Aquarium 28. Gröna Lund 29. Skansen 30. สวน Rosendal


กฎหมาย

New Scoop!

Wissen♯

วิชากฎหมายที่เขาว่า เข้ายาก เรียนยาก สอบยาก และ อาจารย์มหาโหด จริงหรือไม่จริง ไปหาคำ�ตอบจากสามสาว จากสามแคว้นในเยอรมณี


ลายคนเคยสงสัยกันบ้างไหมเอ่ย? เวลาเดินผ่านหนุ่มๆ สาวๆ กฎหมายในห้องสมุด หากสังเกตให้ดี หนุ่มสาว นักกฎหมายเหล่านี้จะถือหนังสือเล่มไม่ใหญ่ไม่เล็ก หากแต่มีความหนาเป็นพิเศษ เวลาเปิดออกมากางไว้บนโต๊ะ จะเสมือนนั่งอยู่ในศาลในบัดดล ดูเผินๆ ยังนึกว่าเป็นหนังสือ เรียนโรงเรียนพ่อมดฮอกวอตส์กันเลยทีเดียว แถมยังมีหูหิ้วถนัด ในการพกพาอีกต่างหาก หนังสือดังกล่าวคือหนังสือรวมตัวบท กฎหมายที่นักศึกษากฎหมาย (ต้อง) หิ้วกันเป็นล่ำ�เป็นสัน หนึ่ง ในตัวอย่างหนังสือนี้คือ Bürgerliches Gesetzbuch (BGB) หรือประมวลกฎหมายแพ่งเล่มโตนั่นเอง.. โดยการเรียนกฎหมายในประเทศเยอรมนียังต้องเรียนเป็น ภาษาเยอรมันเท่านั้น (ยังไม่มีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ) โดย ต้องยื่นผลการสอบภาษาเยอรมัน เช่น Deutsche Sprachprüfung für den Hochschlzugang (DSH) หรือ Test Deutsch als Fremdsprache (TestDaF)

“การเรียนกฎหมายในประเทศเยอรมนียัง ต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมันเท่านั้น”

4 เล่าๆ ไป���ดี๋ยวพี่น้องจะไม่เห็นภาพ ทาง Wissen ♯ เลยหา โอกาสไปสัมภาษณ์นักศึกษากฎหมายสามสาว สามเมือง สาม แคว้นในประเทศเยอรมนีอย่างถึงพริกถึงขิงเลยค่ะ ลองไปรู้จัก สาวๆ กันเลยนะคะ...

กฎหมายมหาชน (Öffentliches Recht)

เป็นกฎหมายว่าด้วยการใช้อำ�นาจของรัฐ ในลักษณะความสัมพันธ์ทาง กฎหมาย (นิติสัมพันธ์) ที่ฝ่ายหนึ่งมีอำ�นาจเหนือกว่าอีกฝ่าย เช่น รัฐกับเอกชน

กฎหมายเอกชน/ แพ่ง (Bürgerliches Recht)

เป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในนิติสัมพันธ์ ที่ทั้ง สองฝ่ายมีอำ�นาจเท่าเทียมกัน เช่น เอกชนและเอกชน

กฎหมายระหว่างประเทศ (Internationales Recht) เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ซึ่งโดยทั่วไปแม้จะถือเป็น กฎหมายสาขาใหญ่ที่มีลักษณะเฉพาะ แต่ระบบการเรียนในประเทศเยอรมัน จะจัดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน

กฎหมายอาญา (Strafrecht) เป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำ�ที่ถือเป็นเหตุแห่งความผิดทางอาญาและโทษที่ กฎหมายบัญญัติ


ศิริญญา ทองแท้สมจริง (แอนท์)

นิติศาสตร์บัณทิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย อาจารย์ประจำ�คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ Magister Legum (LL.M.), Georg-August-Universität Göttingen

กำ�ลังศึกษาปริญญาเอก สาขากฎหมายมหาชน Georg-August-Universität Göttingen

“นักศึกษาที่จบปริญญาโทกฎหมายจากเมืองไทยจะไม่ สามารถสมัครต่อปริญญาเอกที่นี่ได้ทันที หากแต่ต้องมา เรียนปริญญาโทที่นี่ก่อน” พี่แอนท์เพิ่งสำ�เร็จการศึกษาระดับ ปริญญาโท ด้านกฎหมายมหาชนมา หมาดๆ จาก Georg-August-Universität Göttingen และกำ�ลังศึกษา ปริญญาเอกในสาขากฎหมายมหาชน ณ มหาวิทยาลัยเดียวกัน เธอให้ความ รู้กับนิตยสารเราว่าปกตินักศึกษาที่จบ ปริญญาโทกฎหมายจากเมืองไทยจะ ไม่สามารถสมัครต่อปริญญาเอกที่นี่ได้ ทันที หากแต่ต้องมาเรียนปริญญาโทที่นี่ ก่อนเพื่อปรับระดับความรู้ให้เป็นไปตาม แบบแผนและระบบของประเทศเยอรมนี เสียก่อน ก่อนที่การสนทนาของเราจะเข้มข้นไป กว่านี้พี่แอนท์ได้แนะนำ�หลักเบื้องต้นใน การมาเรียนกฏหมายในประเทศเยอรมนี ว่ามีหลักในการเลือกมหาวิทยาลัย อยู่ 3 ประการ สิ่งแรกคือต้องศึกษาว่า มหาวิทยาลัยดังกล่าวมีคณาจารย์ที่สอน ในสาขาที่เราต้องการจะศึกษาหรือไม่ ประการที่สองคือให้ดูห้องสมุดว่ามี

หนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนที่ครบครัน หรือไม่เพราะการศึกษากฎหมายจะต้อง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเองในห้องสมุด ประการสุดท้ายคือให้ดูขนาดของเมือง ว่ามีความเล็กหรือใหญ่ อยู่ในระดับ ความพึงพอใจของเรามากน้อย แค่ไหน เพราะนักศึกษาบางคน อาจจะชอบอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งมี สิ่งอำ�นวยความสะดวกสบายครบ ครัน ในขณะที่บางคนชอบพำ�นักใน เมืองเล็กที่เป็นเมืองมหาวิทยาลัย มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ สบายๆ ผู้คนมีความเป็น กันเอง


หากใครสนใจที่จะศึกษาต่อสาขาปริญญาโททางกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Georg-August-Universität Göttingen สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.uni-goettingen.de/de/91432.html ข้อมูลสาขาปริญญาเอกที่อาจารย์แอนท์เรียนอยู่ http://www.uni-goettingen.de/de/36726.html

การเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายที่ Georg-August-Universität Göttingen พี่แอนท์เล่าว่าตนใช้เวลาเรียนประมาณสองปี โดยยื่นผลสอบภาษาเยอรมันระดับ DSH 2 ขึ้นไปในการสมัคร เข้าเรียน ส่วนปริญญาเอก จะใช้เวลาประมาณสี่ปี โดยสาขา

เรียนวิชากฎหมายหลักเช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมาย แพ่ง กฎหมายอาญา วิชาเหล่านี้จะทำ�การสอบข้อเขียนร่วม กับนักศึกษาเยอรมัน และเรียนในวิชาเฉพาะตามสาขาที่ เลือกเรียน โดยการสอบจะเป็นไปตามกฎที่หลักสูตรกำ�หนด นอกจากนี้ ยังมีการทำ� “ช่วงปิดเทอมนักศึกษาจะต้องทำ�รายงานแบบ take home หรือที่ รายงานระหว่างภาคการ ศึกษา ลักษณะเป็นคดี เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า Hausarbeit คือมีโจทย์สองหน้ากระดาษ ความที่นักศึกษาต้อง กกฎหมาย A4 และต้องทำ�คดีความยาวประมาน 25 หน้าส่งตอนเปิดเทอม เพื่อ ค้เพืน่อคว้ใช้าใหลั นการแก้ปัญหา ฝึกให้นักศึกษาฝึกจับหลักกฎหมายและสร้างการคิดให้เป็นระบบ” คดี เรียกกันว่า Hausarbeit สิ่งนี้นับเป็นสิ่ง ปริญญาโทที่มีให้เลือกที่นี่ นอกจากจะมีกฎหมายมหาชนและ ที่แตกต่างจากการเรียนกฎหมายในไทย เมื่อสอบผ่านเก็บ เอกชนเป็นหลักแล้ว ยังมีกฎหมายอาญา (Strafrecht) อีกด้วย หน่วยกิตวิชาครบตามกำ�หนดและระดับคะแนน Hausarbeit ผ่านแล้ว ก็จะมีสิทธิ์ลงทะเบียนเขียนวิทยานิพนธ์ Magisterส่วนบรรยากาศในการเรียน พี่แอนท์เล่าว่า การเข้าชั้นเรียน sarbeit และสอบจบเป็นขั้นตอนสุดท้าย พี่แอนท์กล่าวว่าการ จะเรียนร่วมกับนักศึกษาเยอรมันในระบบการเรียนกฎหมาย เรียนกฎหมายที่ประเทศเยอรมนี แน่นอนที่สุดว่านักศึกษาจะ ระดับ Diplom ไม่มีชั้นเรียนที่แยกเฉพาะสำ�หรับนักศึกษา ได้วิธีการใช้กฎหมายหรือที่เรียกว่านิติวิธี เพราะที่นี่จะฝึกให้เอา ต่างชาติ โดยอาจารย์จะบรรยายเป็นภาษาเยอรมัน (ซึ่งค่อน ทฤษฎีไปใช้ในการทำ�คดี ซึ่งแตกต่างจากที่เมืองไทยที่จะมีแต่ ข้างจะยากในการทำ�ความเข้าใจสำ�หรับคนไทย) การเรียนจะ ระบบการสอบเท่านั้น เธอยังยกตัวอย่างการเรียนที่นี่ว่า ตั้งแต่


เริ่มเรียนปีหนึ่ง ทุกๆ ปิดภาคเรียน นักศึกษาจะต้องทำ�รายงาน ที่เรียกว่า Hausarbeit เป็นคำ�ถามที่มีข้อเท็จจริงให้วิเคราะห์ ยาวประมาณ 2 หน้ากระดาษ โดยต้องทำ�เป็นคดี ความยาว ประมาณ 25 หน้ากระดาษเพื่อส่งตอนเปิดเทอม ซึ่ง Hausarbeit นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะการคิดและจับประเด็นทาง กฎหมายให้เป็นระบบ โดยต้องอ้างหลักเกณฑ์เป็นข้อๆ ไป การ ฝึกดังกล่าวเมื่อนักศึกษาจบไปจะเป็นนักกฎหมายที่สามารถ นำ�กฎหมายมาใช้ได้จริงในเชิงปฎิบัติ พี่แอนท์บอกว่าการฝึกดัง กล่าวสำ�คัญที่ “ไม่ใช่การท่องจำ� หากแต่ต้องเป็นความเข้าใจ ล้วนๆ” เพราะถ้าจำ�อย่างเดียวแบบระบบที่เราปฎิบัติกันมา เวลาสอบที่เมืองไทย เมื่อวันหนึ่งกฎหมายถูกเผาไป ก็จะไม่เกิด ประโยชน์ใดๆ ขึ้นมา เธอยังเล่าความแตกต่างในการสอบว่า โดยปกติแล้วที่เมืองไทย เวลาสอบจะไม่อนุญาตให้นำ�ประมวล กฎหมายเข้าห้องสอบ นักศึกษาไทยเลยต้องจดจำ�ประมวล กฎหมายกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ ที่นี่จะอนุญาตให้เอา เข้า แต่ถ้าเปิดแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นประโยชน์เช่นเดียวกัน พี่แอนท์ยังให้ข้อสังเกตว่าประเทศเยอรมนีจะเรียนกฎหมาย แตกต่างจากเมืองไทยตรงที่เมื่อนักศึกษาที่นี่มีข้อสงสัย เขาจะ ไม่รีรอที่จะถามอาจารย์ ถึงแม้ว่าอยู่ในห้องเรียนที่มีขนาดใหญ่ มาก ก็ยังถามและอาจารย์ก็พร้อมที่จะตอบเสมอ นอกจากนี้

ยังมีการถกเถียงกันทางความคิดระหว่างอาจารย์และนักศึกษา เกิดขึ้นในชั้นเรียนอยู่บ่อยๆ เธอยังกล่าวเสียดายที่การศึกษา กฎหมายในเมืองไทยมีการแลกเปลี่ยนความคิดน้อยและหวัง ว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่มากก็น้อยของการศึกษา กฎหมายไทยในอนาคต พี่แอนท์ให้ข้อสังเกตว่าสัดส่วนของนักศึกษากฎหมายใน ประเทศเยอรมนีนั้นจะมีระดับ Diplom มากที่สุด รองลงมา เป็นนักศึกษาปริญญาเอกและปริญญาโท ทั้งนี้เป็นเพราะ ระบบการศึกษากฎหมายของชาวเยอรมันที่จะเรียนระดับ Diplom (ซึ่งเมื่อสำ�เร็จการศึกษาแล้ว จะมีคุณวุฒิเทียบเท่า ปริญญาโท) แล้วต่อปริญญาเอกเลย มหาวิทยาลัยจึงต้อง เปิดระดับปริญญาโทให้นักศึกษาต่างชาติที่จบระดับปริญญา ตรีมาก่อนแล้ว (ระบบนี้ไม่มีสำ�หรับนักศึกษาชาวเยอรมัน) ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาปริญญาโทส่วนใหญ่จึงต้องเข้าร่วมชั้น เรียนกับนักศึกษา Diplom ชาวเยอรมันไปโดยปริยาย (บาง มหาวิทยาลัยเริ่มมีการแยก) เธอยังให้ความรู้เพิ่มเติมว่าคนไทย ส่วนใหญ่ที่มาเรียนกฎหมายในประเทศเยอรมนีมักจะมีอาชีพ เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งจากประวัติศาตร์การมาศึกษา ต่อของนักศึกษาไทยในประเทศเยอรมนี มีแค่ 3-4 คนที่เริ่มต้น


เรียนตั้งแต่ระดับ Diplom และสำ�เร็จการศึกษากลับไปเมือง ไทย (ซึ่งยากมากกก... น่าภูมิใจแทนชาวไทยจริงๆ ค่ะ) แต่ใน ปัจจุบันมีนักศึกษาชาวไทยสนใจมาเรียนที่ประเทศนี้กันมากขึ้น สืบเนื่องจากที่บางมหาวิทยาลัยและบางรัฐไม่เก็บค่าเล่าเรียน เนื่องจากยังมีการช่วยเหลือจากทางรัฐอยู่ แต่นักศึกษาไทย จำ�นวนไม่น้อยก็ยังประสบกับปัญหาเรื่องเรียนภาษาเพิ่มและ เวลาเรียนที่ยากจะกำ�หนดให้แน่นอนได้ เธอยังให้ข้อแนะนำ�ในการเลือกเรียนกฎหมายว่าการจะเลือก เรียนที่ประเทศไหนขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการนำ�กฎหมาย ไปใช้ หากต้องการเรียนเพื่อไปเป็นอาจารย์หรืออาชีพที่ต้องใช้ พื้นฐานกฎหมายก็ควรเลือกเรียนในประเทศแถบยุโรปเพราะ จะสอนหลักทฤษฎีที่แน่นและระบบความคิดที่ถูกต้อง วิธีการ เอากฎหมายไปใช้ (นิติวิธี) ซึ่งสำ�คัญมากสำ�หรับนักกฎหมาย คนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจจะมาเรียนที่ประเทศเยอรมนีมักจะ เป็นอาจารย์ หน่วยงานราชการ โดยเฉพาะศาลปกครอง (เนื่องจากเพิ่งตั้งหน่วยงานและต้องทำ�คดีทางกฎหมาย มหาชนเป็นจำ�นวนมาก) นักกฎหมายประจำ�สำ�นักงานคณะ

กรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำ�นักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาและนักศึกษากฎหมายมหาชน แต่ถ้าหากต้องการ ที่จะประกอบอาชีพเป็นนักกฎหมายในสำ�นักงานกฎหมาย (Law Firm) พี่แอนท์แนะนำ�ให้เรียนที่สหรัฐอเมริกาหรือสหราช อาณาจักร เนื่องจากจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเรียนภาษาเพิ่ม เติม โดยสามารถเตรียมสอบภาษาอังกฤษได้จากที่เมืองไทย เวลาที่เรียนค่อนข้างจะแน่นอนกว่า และที่สำ�คัญตามประเทศ ดังกล่าวมักจะมีกฎหมายใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับแนวทางการ ทำ�งานมากกว่า ส่วนตัวพี่แอนท์เองเลือกมาเรียนประเทศ เยอรมนีเนื่องจากตนเองประกอบอาชีพเป็นอาจารย์ และมี ความตั้งใจที่จะเรียนทฤษฎีและระบบความคิดทางกฎหมาย แบบเยอรมันซึ่งเป็นต้นแบบกฎหมายที่ประเทศไทยนำ�มา ใช้ เพื่อนำ�ไปสอนนักศึกษาไทยต่อไปในอนาคต นอกจากนั้น เธอยังชื่นชอบแนวคิดของประเทศเยอรมนีที่ว่าการศึกษาเป็น สิ่งพื้นฐานที่จัดให้คนในประเทศ หาใช่ธุรกิจเหมือนที่หลายๆ ประเทศทำ�กัน ด้วยเหตุนี้ประเทศเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าเราแตก ต่างกับเขา (ในแง่ของสิทธิขั้นพื้นฐานในการเรียน)

rumiahmed.wordpress.com


“เธอยังเน้นย้ำ�ก่อนลาเราอีกว่าสำ�หรับผู้ที่สนใจจะมาเรียนกฏหมาย ในประเทศเยอรมนี อย่างแรกคือต้องมีความอดทนและมีกำ�ลังใจ เสมอ และสุดท้ายคือต้องมีความรับผิดชอบ”

ส่วนตัวของพี่แอนท์เลือกมาเรียนที่ Georg-August-Universität Göttingen เพราะชื่นชอบมหาวิทยาลัยนี้เป็นทุนเดิมอยู่ แล้ว นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยยังมีห้องสมุดที่มีสื่อการเรียน เพียบพร้อมในทางกฏหมาย มีบรรยากาศและสิ่งอำ�นวยความ สะดวกสบายที่เอื้ออำ�นวยในการเรียน มีสังคมนักเรียนไทยที่ อบอุ่น โดยปัจจุบันมีนักเรียนไทยอาศัยอยู่ในเมืองนี้กว่า 20 คน และมีการพบปะกันอยู่สม่ำ�เสมอ ทำ�ให้ผ่อนคลายความคิดถึง บ้านได้เป็นอย่างดี เธอยังเน้นย้ำ�ก่อนลาเราอีกว่าสำ�หรับผู้ที่สนใจจะมาเรียนกฏ หมายในประเทศเยอรมนี อย่างแรกคือต้องมีความอดทนและ มีกำ�ลังใจเสมอ เนื่องจากจะต้องเรียนภาษาเยอรมันก่อน ซึ่ง อาจจะทำ�ให้เสียเวลาไประยะหนึ่ง หากแต่ผลที่จะได้รับกลับมา คุ้มค่าอย่างแน่นอน ถัดมาคือต้องมีความขยันหมั่นเพียรอย่าง สม่ำ�เสมอ เพราะการเรียนกฏหมายในประเทศนี้เป็นสิ่งที่ต้อง ทำ�ความเข้าใจอย่างแท้จริง และสุดท้ายคือต้องมีความรับผิด ชอบ โดยพี่แอนท์ได้ยกตัวอย่างนักศึกษาหลายคน (โดยเฉพาะ ที่มาศึกษาต่อด้วยทุนส่วนตัว) ซึ่งต้องเลิกเรียนกลางคันในที่สุด

เนื่องจากหมดกำ�ลังใจในการเรียนและสอบภาษาเยอรมัน พี่แอนท์ยังให้กำ�ลังใจคนที่จะต้องเรียนภาษาเยอรมันก่อน มาเรียนกฎหมายที่นี่ว่า การรู้ภาษาที่นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะ ทำ�ให้เราได้ “คลังความรู้” โดยจะเปิดโลกทางกฎหมายของ เราให้กว้างขึ้น เพราะงานกฎหมายที่ตีพิมพ์ของชาวเยอรมัน จะมีความละเอียด ครอบคลุมเนื้อหาและมีตัวอย่างการนำ�ไป ปฎิบัติได้จริง ซึ่งยังหาได้ยากในบ้านเรา เธอถึงขั้นเน้นว่าคุ้ม มากเพราะเมื่อ “เข้าใจ” ภาษา ก็ถือเป็น “กำ�ไร” ในการศึกษา กฎหมายที่นี่แล้ว


กลีบรดาวัลย์ สืบสกุลเชื้อ (เอิ้น)

นิติศาสตร์บัณทิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาชีพก่อนมาศึกษาต่อ ทนายความในสำ�นักงานกฎหมายเยอรมันในประเทศไทย ที่ปรึกษากฎหมายด้านการลงทุน ณ หอการค้าไทย-เยอรมัน กำ�ลังศึกษา Master Deutsches Recht, Westfälische Wilhelms-Universität Münster

น้องเอิ้นสาวน้อยยิ้มง่ายของ เรากระซิบให้ฟังว่าอยากมา เรียนต่อทางกฎหมายที่ประเทศ เยอรมนีตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจาก กฎหมายเอกชนทางแพ่งที่เรียนและ ใช้กันในประเทศไทยมีรากฐานจาก ประเทศเยอรมนี ประกอบกับอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยแนะนำ�ให้มาเรียนที่นี่ เพราะมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ในอดีต การเรียนปริญญาโททางด้านกฎหมาย ที่ Westfälische Wilhelms-Universität Münster จะใช้เวลาเรียนประมาณหนึ่งปี โดยต้องยื่นผลสอบภาษาเยอรมันระดับ TestDaF 4 หรือ DSH 2 ในการสมัคร เข้าเรียน ซึ่งคอร์สที่น้องเอิ้นเรียนอยู่ นั้น จะเปิดไว้ให้สำ�หรับนักศึกษาทั่วไป ทั้งนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาชาว เยอรมันเองที่ไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี ด้านกฎหมายในประเทศเยอรมนี (เพื่อปู

พื้นฐานอย่างจริงจัง) น้องเอิ้นยังแจงให้ เราฟังว่าในชั้นเรียนของเธอมีนักศึกษา ต่างชาติเช่นเดียวกัน มากที่สุดคือมา จากประเทศจีน ซึ่งคอร์สดังกล่าวจะ ต้องไปเรียนร่วมกับนักศึกษาปริญญา ตรีด้วยเหตุผลที่น่าสนใจว่า จะสามารถ ทำ�ให้นักศึกษาปริญญาโทรู้พื้นฐาน การเรียนกฎหมายของชาวเยอรมัน รู้ บรรยากาศและวิธีการสอนแบบปริญญา ตรี สามารถเห็นความแตกต่างของเรา และเขาได้อย่างชัดเจนทั้งในเรื่องของ การเรียนและการคิด น้องเอิ้นกล่าวว่าตัวเองคิดไม่ผิดที่มา เรียนที่นี่ เนื่องจากการเรียนที่นี่น่าสนใจ มาก เช่น มีงานสัมมนา Seminararbeit ซึ่งเป็นการทำ�รายงานโดยนักศึกษา สามารถเลือกหัวข้อที่ตนสนใจจากที่ อาจารย์มีให้ ทำ�สารบัญและมีผู้ช่วยของ อาจารย์ ที่เรียกว่า Mitarbeiter/in คอย


“ในความเป็นจริงแล้ว ระบบกฎหมายของประเทศไทยยึดถือตามแบบของ Civil Law (ระบบประมวลกฎหมาย) ซึ่งใช้ในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หาใช่ Common Law (กฎหมายแบบจารีตประเพณี) เฉกเช่นสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร”

ให้คำ�ปรึกษา และสุดท้ายต้องบรรยายในกลุ่มเกี่ยวกับหัวข้อที่ เราศึกษามาให้อาจารย์และนักศึกษาอื่นๆ ฟัง โดยก่อนสิ้นสุด การบรรยายจะมีการซักถามและถกเถียงปัญหาตามหัวข้อนั้นๆ นักศึกษาเลยมีโอกาสได้ทำ�วิจัยไปในตัว สามารถพัฒนาความ คิด และคิดได้นอกกรอบ นอกจากนี้ยังมีการติวที่เรียกว่า Arbeitsgemeinschaft สำ�หรับวิชาพื้นฐาน โดยจะเรียนกันเป็นก ลุ่มเล็กประมาณสิบกว่าคน (เนื่องจากในชั้นเรียนหลักจะ���ี นักศึกษาเกินสองร้อยคน) ใช้ภาษาเยอรมันคุยกันในชั้นเรียน มี ผู้ช่วยของอาจารย์มาทบทวนบทเรียนแต่ละอาทิตย์ให้นักศึกษา ช่วยกันติวและคิดทำ�เคสต่างๆ ร่วมกัน และมีโอกาสทำ�งานใน รูปแบบที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ค่อยปรากฏให้เห็น โดยส่วนตัวเธอมีความสนใจกฎหมายด้านอนุญาโตตุลาการ เป็นพิเศษ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวในประเทศไทยยังไม่แพร่ หลายเท่าที่ควร และยังต้องมีการพัฒนาและเรียนรู้ในอีกหลาย ด้านเพราะเป็นกฎหมายที่สำ�คัญทางด้านเศรษฐกิจเช่นเดียว กับกฎหมายด้านอื่นๆ ซึ่งเธอคาดหวังที่จะศึกษาต่อปริญญา เอกเรื่องนี้ในอนาคต (อันใกล้นี้..) น้องเอิ้นเล่าให้เราฟังเพิ่มว่า ตามปกติของการเรียนปริญญาโทกฎหมายที่ประเทศเยอรมนี จะไม่กำ�หนดให้ฝึกงาน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตัว

นักศึกษาเอง หากมีความสนใจ สามารถติดต่อเข้าไปในองค์กร ต่างๆ ได้ (น้องเอิ้นแอบบอกกับทางเราว่า ค่อนข้างจะยาก เนื่องจากเราเป็นคนต่างชาติ แต่ขอให้พยายามอย่างเต็มที่) น้องเอิ้นเองค่อนข้างแนะนำ�ให้เพื่อนๆ คนไทยมาเรียนกฎหมาย ที่ประเทศเยอรมนี โดยให้ข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่นักศึกษา กฎหมายบ้านเราจะตัดสินใจไปศึกษาต่อแถบสหรัฐอเมริกา หรือสหราชอาณาจักรเป็นส่วนมาก อาจเพราะไม่ต้องใช้เวลา นานกับการศึกษาภาษาที่สามเช่นภาษาในแถบยุโรปเพิ่มเติม หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบกฎหมายของประเทศไทย ยึดถือตามแบบของ Civil Law (ระบบประมวลกฎหมาย) ซึ่ง ใช้ในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หาใช่ Common Law (กฎหมายแบบจารีตประเพณี) เฉกเช่นสหรัฐอเมริกาหรือสห ราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้จึงทำ�ให้การตีความกฎหมายบางด้าน ในเมืองไทยเกิดความสับสนอย่างที่พบเห็นกัน ในเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาเจ้าบ้านชาวเยอรมัน น้อง เอิ้นเห็นว่าค่อนข้างจะมีความสำ�คัญ เนื่องจากนักศึกษา ชาวเยอรมันสามารถช่วยเหลือเราได้หากเราไม่เข้าใจในตัว


หากใครสนใจที่จะศึกษาต่อทางกฎหมายที่มหาวิทยาลัยของน้องเอิ้น Westfälische Wilhelms-Universität Münster สามารถดูข้อมูลสาขาวิชาที่ น้องเอิ้นเรียนอยู่ได้จาก 1. http://www.jura.uni-muenster.de/index. cfm?objectId= 881E104F-AF78-CACC-A58D71D3BE96870A 2. http://www.jura.uni-muenster.de/go/studieren/studieninformationszentrum/master-deutsches-recht/zugangsvoraussetzungen.html ข้อมูลสาขาวิชากฎหมายด้านอื่นๆของ Westfälische Wilhelms-Universität Münster ที่ http://www.uni-muenster-llm.de/

บทกฎหมายหรือแม้กระทั่งเรื่องภาษา หากแต่เป็นเรื่องปกติ ที่นักศึกษาเยอรมันจะค่อนข้างปิดตัว (แม้แต่กับเพื่อนชาติ เดียวกัน แนวว่าไม่สนิทไม่คุย) และไม่ค่อยเป็นฝ่ายที่จะเริ่มเปิด ความสัมพันธ์ก่อนโดยเฉพาะกับเพื่อนนักศึกษาชาวต่างชาติ สืบเนื่องจากที่เขาจะไม่เสนอตัวเข้าหาเราก่อนนั่นเอง อย่างไร ก็ตามเธอแนะว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพราะถ้าเราเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน เขาก็พร้อมที่จะเปิดรับเรา เช่นกัน โดยน้องเอิ้นเปรียบการเข้าหาเพื่อนชาวเยอรมันว่าต้อง มีความพยายามเล็กน้อย เพราะเหมือนน้ำ�หยดลงหิน ไม่นาน หินก็กร่อน และถ้าหากได้รู้จักกันแล้วชาวเยอรมันก็เป็นเพื่อน ที่ดีได้ตราบนานเท่านาน (น้องเอิ้นแอบไปสืบจากเพื่อนชาว เยอรมันแล้วว่าจริงๆ เขาก็อยากคุยกับนักศึกษาต่างชาติแต่เห็น ทีไรก็มักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม ขลุกกันอยู่แต่กับเพื่อนชาติเดียวกัน เขาเลยไม่กล้าเริ่มเข้ามา และนี่อาจจะเป็นข้อคิดที่ดีสำ�หรับ นักเรียนชาวไทยก็เป็นได้..) แต่โดยปกติสังคมของนักศึกษา เยอรมันก็จะนัดเจอกันตามอัธยาศัยและมีการสังสรรค์ปาร์ตี้อยู่ แล้ว นอกจากนั้นยังมีสมาคม (Verein) ต่างๆตามความสนใจ ของนักศึกษาอีกด้วย ส่วนมหาวิทยาลัย เธอเองก็แนะนำ�ให้มาเรียนที่ Münster อยู่ ไม่น้อย เพราะเป็นเมืองเล็กที่เป็นเมืองมหาวิทยาลัย (น้องเอิ้น เน้นว่าบรรยากาศดีเหมาะกับการนั่งจิบกาแฟ..) ทั้งเมืองมีแต่

นักศึกษา ผู้คนท้องถิ่นเป็นกันเอง ค่อนข้างเปิดรับนักศึกษาต่าง ชาติ อยู่สบายๆ คนส่วนใหญ่ขี่จักรยานทั่วเมือง เพราะที่นี่เป็น เมืองหลวงแห่งจักรยานของเยอรมนี มีพื้นที่สีเขียวรายล้อมและ มีทะเลสาบกลางเมือง ที่สำ�คัญคือมีกระต่ายกระโดดไปมาให้ เห็นทั่วไปแม้ในยามหิมะเต็มเมือง ห้องสมุดดีมากกก.. (เน้น เสียง) เพราะเป็นที่สิงสถิตของเธอไปเสียแล้ว... (เธอกระซิบ มาอีกที) มี Semesterticket ที่สามารถเดินทางได้ไม่จำ�กัดใน แคว้น Nordrhein-Westfalen ค่าเล่าเรียนไม่แพง คณาจารย์น่า รักกับคนต่างชาติถึงแม้จะมีข้อจำ�กัดในการใช้ภาษาก็ตาม ก่อนจากกันน้องเอิ้นฝากให้กำ�ลังใจกับผู้ที่คิดจะมาเรียนทาง กฎหมายไม่ว่าในระดับใดๆในประเทศเยอรมนีว่า อยากให้มี ความอดทน ไม่ย่อท้อ เพราะทราบกันดีว่ากฎหมายเป็นสาขา ที่ยากที่หวังจะจบเร็วๆ อย่างไรก็ตามน้องเอิ้นบอกว่าตัวเอง ยึดหลัก slow but sure มาตลอด เหตุผลหนึ่งเนื่องจากต้อง ใช้ภาษาเยอรมันในการเรียนรู้ ซึ่งบางครั้งก็ยากที่จะทำ�ความ เข้าใจในเวลาที่จำ�กัด แต่จะคุ้มค่ามากมายหากอยากเรียนรู้ วิชาการทางกฎหมายจากพื้นฐานและทำ�ความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ โดยน้องเอิ้นการันตีว่าถ้าจบมาแล้วจะเกิดความภูมิใจ ในตัวเองอย่างมหาศาลแน่นอน


“อยากให้มีความอดทน ไม่ย่อท้อ เพราะทราบกันดีว่ากฎหมายเป็นสาขาที่ยากที่หวังจะ จบเร็วๆ อย่างไรก็ตามน้องเอิ้นบอกว่าตัวเองยึดหลัก slow but sure ”

http://www.jdpetersonlaw.com


น้องเจี๊ยบเป็นน้องสุดท้องในสามสาวที่เปิดโอกาสให้เรามา สัมภาษณ์ประสบการณ์การเรียนกฎหมายในประเทศเยอรมนี เธอเล่าว่าหลังจากที่ทำ�งานที่กรมบังคับคดีได้ระยะหนึ่ง ก็รู้สึก สนใจอยากมาศึกษากฎหมายเอกชนต่อที่ประเทศเยอรมนี จึง ตัดสินใจสมัครทุน German-Southeast Asian Center of Excellence for Public Policy and Good Governance (CPG) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุน มาจาก Deutschen Akademischen Austausch Dienst (DAAD) หรือชื่อภาษาอังกฤษ The German Academic Exchange Service อีกทอดหนึ่ง ทุนนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษา สามารถเลือกเรียนกฎหมายได้จากสามมหาวิทยาลัยชื่อดังใน ประเทศเยอรมนี ได้แก่ Westfälische Wilhelms-Universität Münster, Goethe-Universität Frankfurt a.M. และ Universität Passau เธออธิบายให้เราฟังว่าทุนซีพีจีนี้จะให้นักศึกษามาเรียน

Exam’ Secrets การเรียนกฎหมายกับเราว่าการเรียนกฎหมายที่นี่จะมีวิชาที่ คล้ายคลึงกับประเทศไทยหากแต่มีวิธีคิดที่แตกต่างออกไป ซึ่งปกติ การตอบข้อสอบกฎหมายในประเทศไทยจะมีสองรูปแบบ ได้แก่ 1. การตอบแบบเป็นทนายความ (Gutachtenstil) จะตอบ แบบละเอียดโดยมีการพิสูจน์องค์ประกอบ ให้นิยามและเหตุผล ประกอบ 2. การตอบแบบเป็นผู้พิพากษา (Urteilstil) จะตอบแบบฟันธง ลงไปเลย ไม่ต้องอธิบายมาก แต่การตอบข้อสอบแบบนักศึกษา กฎหมายเยอรมันจะต้องตอบแบบข้อที่หนึ่ง คือ ต้องตอบอย่างมี ระบบ มีวิธีคิดที่เป็นขั้นตอน นอกจากนั้นการเรียนกฎหมายใน ประเทศยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศสนั้น จะเหมาะสำ�หรับ ผู้ที่จะประกอบอาชีพเป็นอาจารย์หรืออาชีพที่ต้องการศึกษาระบบ กฎหมายอย่างแท้จริง เนื่องจากการเรียนที่สอนแบบปูพื้นฐาน สอนระบบให้คิดและวิธีคิดอย่างเป็นระบบ เริ่มจากจุดเริ่มต้น มี ที่มาที่ไป ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากการเรียนในเมืองไทย และจะเห็น ได้ว่าระบบดังกล่าวเป็นประเด็นสำ�คัญที่จะเป็นฐานในการพัฒนา ระบบกฎหมายในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

ปริญญาโททางกฎหมายเป็นระยะเวลาหนึ่งปี สามเดือน (รวม เวลาเรียนภาษาเยอรมัน) โดยที่ Universität Passau ที่เธอ เลือ���เรียนนั้น กำ�หนดให้เรียนสองเทอม (ตุลาคม-มีนาคม และ เมษายน-กันยายน) ซึ่งนักศึกษาทั้งหมดจะต้องเรียนเป็นภาษา เยอรมัน สอบเข้าด้วยระดับ DSH 2 (ไม่มีการเรียนเป็นภาษา อังกฤษ) โดยถ้าหากยังไม่มีผลสอบภาษาเยอรมัน ทุนซีพีจีจะ ให้ทุนเรียนภาษาต่างหาก 1,000 ยูโร และเริ่มให้มาเรียนภาษา เยอรมันในเดือนสิงหาคมเพื่อสอบภาษาอย่างช้าที่สุดก่อน เข้าเรียนกฎหมายซึ่งเริ่มเดือนตุลาคม และในเทอมสุดท้ายจะ กำ�หนดให้เขียนงานจบที่เรียกว่า Masterarbeit เป็นระยะเวลา สามเดือน น้องเจี๊ยบกล่าวว่าตนเลือกเรียนกฎหมายเอกชนที่นี่เนื่องจาก ประเทศเยอรมนีเป็นต้นตำ�รับของกฎหมายดังกล่าว โดย คอร์สที่เธอเรียนอยู่นั้นเป็นคอร์สปริญญาโทที่เปิดให้ สำ�หรับนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะและสอนเป็นภาษา เยอรมัน ซึ่งที่ Universität Passau จะไม่มีชั้นเรียนเป็น ของปริญญาโทเอง หากแต่นักศึกษาจะต้องเรียนร่วมกับ นักศึกษาปริญญาตรีในห้องรวมใหญ่ เพื่อศึกษาระบบ และการเรียนกฎหมายจากเบื้องต้นอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับสองสาวที่เราสัมภาษณ์มา ก่อนจากกันน้องเจี๊ยบได้ให้ข้อสังเกตในการ เรียนกฎหมายในเยอรมนีว่าข้อดีคือ สามารถเลือกเรียนวิชาที่ตนเอง สนใจได้ทั่วไป ในขณะที่ การเรียนกฎหมายใน สหรัฐอเมริกาหรือสห ราชอาณาจักรจะ ต้องเลือกเฉพาะ ทางลงไปเลย


สุกัลย์ เขมวราภรณ์ (เจี๊ยบ)

นิติศาสตร์บัณทิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย อาชีพก่อนมาศึกษาต่อ นิติกร กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม กำ�ลังศึกษา Masterstudiengang “Deutsches Recht für ausländische Studierende” (LL.M.), Universität Passau

Wissen ♯เชื่อว่าหลายๆคนที่กำ�ลังตัดสินใจจะมา เรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี โดยเฉพาะวิชากฎหมาย ยังมีคำ�ถามติดใจเรื่องการจัดลำ�ดับมหาวิทยาลัย (University Ranking) ในประเทศนี้ เนื่องจากเรามักจะ คุ้นเคยกับระบบการจัดลำ�ดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ไม่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไปค่ะ เพราะที่นี่ มีคำ�ตอบ จากการสัมภาษณ์นักศึกษาสาวทั้งสามท่าน ต่างก็ ให้ความเห็นตรงกันว่าในปัจจุบันคณาจารย์ทางกฎหมายใน ประเทศเยอรมนีต่างก็หมุนเวียนไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ดังนั้นประเด็นหลักจึงอยู่ที่ว่าอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ หัวข้อสาขาวิชากฎหมายที่เราสนใจอยากเรียนหรือทำ�วิจัยนั้นๆ ประจำ�อยู่ที่มหาวิทยาลัยไหน เมืองอะไรมากกว่าค่ะ โดยในปัจจุบันมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนีเริ่มมีการเรียน การสอนกฎหมายแบบเรียนทางไกล สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ จาก http://www.jurafernstudium.de/studiengaenge.php ฟังสาวๆนักกฎหมายเล่าประสบการณ์ส่วนตัวกันซะเพลิน จนเกือบลืมว่าถึงเวลาที่เราต้องลาจากกันซะแล้ว (หมด หน้ากระดาษ..) โอกาสนี้ทางคอลัมน์ Wissen ♯ต้องขอ ขอบพระคุณพี่แอนท์ น้องเอิ้นและน้องเจี๊ยบ (แบบออกสื่อ) อีก หลายๆ ครั้งเลยนะคะ หากพี่น้องสมาชิกนิตยสาร TSVD Magazine ท่านใดสนใจ อยากให้เราทำ�สกู๊ปสาขาวิชาไหนหรือสัมภาษณ์นักศึกษา คนใดเป็นพิเศษ สามารถแนะนำ�เข้ามาได้นะคะ ทาง Wissen ♯ จะไปตามล่าหาข้อมูลมาให้ เพราะเราเชื่อมั่น

“ประสบการณ์คือหนังสือแนะแนวที่ล้ำ�ค่า”

จริงๆ ค่ะ..


อาจารย์หมอเพ็ญแขแพทย์ ไกสเรอร์ อาชีวเวชศาสตร์ สัมภาษณ์พิเศษ


“สาเหตุที่อาจารย์หมอเลือกมาเรียนที่ประเทศเยอรมนีเป็นเพราะว่าในสมัยนั้นที่ โรงเรียนเตรียมฯ ได้เริ่มมีการเรียนการสอนภาษาเยอรมันแล้ว ผนวกกับการที่เพื่อน สนิทของอาจารย์หมอและบุคคลรอบตัวได้มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี”

วันนี้นิตยสาร TSVD ได้รับเกียรติจากคุณหมอเพ็ญแข ไกสเรอ ร์ อดีตนักเรียนแพทย์รุ่นแรกๆ ในประเทศเยอรมนี มาเล่าถึง สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนไทยในสมัยก่อน รวมทั้ง วิธีการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมสังคมของคนเยอรมัน และ ประสบการณ์การทำ�งานของคุณหมอที่น่าสนใจ และน่าจะเป็น ประโยชน์กับนักเรียนไทยรุ่นหลังๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย อาจารย์หมอพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ เดิมบ้านอยู่ปากคลอง ตลาดจากนั้นย้ายไปอยู่ที่วงเวียนเล็ก พักอาศัยอยู่ได้ระยะหนึ่ง แล้วย้ายไปอยู่ที่เชิงสะพานกรุงเทพและเป็นที่อยู่ในประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน คุณพ่ออาจารย์หมอเป็นคนจังหวัดสุราษฏร์ ธานี คุณตาและคุณยายเป็นคนจีน อาจารย์หมอได้เข้าศึกษา ที่โรงเรียนราชินีจนถึงชั้นมศ. 6 หลังจากนั้นเรียนต่อที่โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาจนถึงระดับชั้นมศ. 8 สาเหตุที่อาจารย์หมอ เลือกมาเรียนที่ประเทศเยอรมนีเป็นเพราะว่าในสมัยนั้นที่ โรงเรียนเตรียมฯ ได้เริ่มมีการเรียนการสอนภาษาเยอรมันแล้ว ผนวกกับการที่เพื่อนสนิทของอาจารย์หมอและบุคคลรอบตัว ได้มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี ถึงแม้ว่าฐานะทาง บ้านของอาจารย์หมอจะไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีมากเช่นเดียวกับ คนอื่นๆ แต่ด้วยความที่คุณแม่ของคุณหมอเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์


“เรื่องประทับใจเรื่องแรกสุดตั้งแต่วันแรกในเยอรมนีคือเรื่องขนาดของอาหารที่ใหญ่มาก จนรับประทานไม่หมด เรื่องประทับใจเรื่องต่อมาคือความมีน้ำ�ใจและความน่ารักของคน เยอรมัน ที่ดูแลอาจารย์หมอเป็นอย่างดีเหมือนกับเป็นคนในครอบครัว”

จึงได้ตัดสินใจส่งอาจารย์หมอมาศึกษาต่อด้านการแพทย์ที่ ประเทศเยอรมนีเพื่อโอกาสในอนาคตของตัวอาจารย์เอง อาจารย์หมอมาถึงประเทศเยอรมนีวันที่ 27 ตุลาคม 2504 นับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ที่อาจารย์อาศัย อยู่ในประเทศแห่งนี้ แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังคงจดจำ�เรื่องราว ตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่มาถึงได้เป็นอย่างดี ในสมัยนั้นการเตรี ยมตัวเพื่อมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีนั้น นักศึกษาสามารถ ติดต่อดำ�เนินเรื่องได้ที่สถาบันเกอเธ่ โดยทางสถาบันฯ จะเป็น ผู้ดูแลจัดการให้ในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการหาที่อยู่ หาที่เรียนและ การติดต่อกับทางสถานฑูต อีกทั้งการเดินทางด้วยเครื่องบินใน สมัยนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่โก้เก๋และมีระดับ ถึงขนาดที่ว่าอาจารย์ ต้องไปเรียนวิธีการใช้ช้อนขนาดต่างๆ เพื่อที่จะรับประทานให้ ถูกต้องตามหลักสากลนิยม หลังจากถึงมิวนิคแล้วอาจารย์ หมอยังได้รับการต้อนรับจากพนักงานสายการบินเป็นอย่างดี ด้วยการพาเดินไปส่งยังที่ต่างๆ จนกระทั่งรับกระเป๋า ในยุคนั้น สถาบันเกอเธ่จะตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นักศึกษาของสถาบันฯ จะถูกจัดให้ไปอยู่กับครอบครัวชาวเยอรมันเพื่อเรียนรู้ภาษา และชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษาแท้ๆ อาจารย์หมอเล่าให้ฟังถึงเรื่องประทับใจเรื่องแรกสุดตั้งแต่ วันแรกในเยอรมนีคือเรื่องขนาดของอาหารที่ใหญ่มากจนรับ

ประทานไม่หมด เรื่องประทับใจเรื่องต่อมาคือความมีน้ำ�ใจ และความน่ารักของคนเยอรมัน ที่ดูแลอาจารย์หมอเป็นอย่าง ดีเหมือนกับเป็นคนในครอบครัว อย่างเช่นช่วงที่อาจารย์มา ถึงใหม่ๆ และยังไม่มีเสื้อกันหนาวที่พอจะกันหนาวได้ ทาง ครอบครัวคนเยอรมันจึงได้จัดหาฟืนมาใส่ในเตาผิงให้เยอะมาก เพราะกลัวว่าอาจารย์จะหนาวในตอนกลางคืน บรรยากาศใน การเรียนภาษาเป็นไปอย่างเป็นกันเอง เหล่านักเรียนภาษาก็จะ ไปไหนมาไหนกันเป็นกลุ่มๆ รู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ทาง ครอบครัวชาวเยอรมันยังคอยทำ�อาหารให้รับประทานกันเป็น ประจำ� ทำ�ให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ���าจารย์ หมอใช้เวลาเรียนภาษาเยอรมันเพียงสี่เดือนก็สามารถสอบ วัดระดับภาษาเยอรมันผ่าน เนื่องจากท่านมีพื้นฐานมาแล้ว ส่วนหนึ่งและได้อาศัยอยู่กับครอบครัวชาวเยอรมัน ทำ�ให้ได้มี โอกาสในการฝึกใช้ภาษาได้มาก ในสมัยนั้นนักเรียนไทยในประเทศเยอรมนีนั้นมีอยู่ไม่มาก เมื่อ มีใครมาใหม่ก็จะแนะนำ�กันไปแบบปากต่อปากและชักชวน กันมาร่วมงานพบปะกันในเหล่านักเรียนไทยในแต่ละเมือง อาจารย์หมอเล่าว่าช่วงชีวิตนักศึกษานั้นเป็นช่วงที่มีความสุข มากที่สุด ตอนเรียนปีสาม นักศึกษาแพทย์ต้องย้ายไปเรียนที่ เมือง Homburg (Saar) ซึ่งในเมืองนั้นจะมีแต่เฉพาะนักศึกษา คณะแพทย์เท่านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินมากแต่นักศึกษาแต่ละ คนก็จะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรูัจักกันทั้งหมด ใน


ระหว่างที่เรียนนั้นอาจารย์หมอพักอยู่กับเพื่อนชาวเยอรมันสอง คนและชาวฝรั่งเศสอีกหนึ่งคน ซึ่งเพื่อนของคุณหมอเหล่านี้นั้น มีส่วนช่วยในการพัฒนาทางด้านภาษาให้ไปได้เร็วกว่าคนอื่น

ที่ทำ�งานในโรงพยาบาลอีกทีหนึ่ง หรือตามโรงงานหรือบริษัท ใหญ่ๆ ที่ต้องคอยดูแลสุขภาพของพนักงาน นอกเหนือไปจาก นี้ยังต้องคอยดูแลสภาพแวดล้อมและสถานที่ทำ�งานไม่ว่า จะเป็นระดับเสียงในโรงงาน แสงสว่างในออฟฟิตหรือแม้กระ เมื่อถามถึงสาเหตุว่าทำ�ไมอาจารย์หมอถึงไม่กลับไปทำ�งานที่ ทั้งความสูงของเก้าอี้และท่าทางในการนั่งทำ�งาน ให้มีความ เมืองไทย อาจารย์ได้เล่าว่าหลังจากเรียนจบได้ตัดสินใจที่จะ เหมาะสม เอื้อต่อการทำ�งานให้มากที่สุด ในบริษัทใหญ่ๆ มัก กลับไปแต่งงานกับสามีคนเยอรมันที่เมืองไทย และอันที่จริง จะต้องมีแผนกนี้เสมอ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมในเมืองไทย สาเหตุที่ ได้งานที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยความบังเอิญกฎหมาย อาจารย์หมอเลือกงานในแผนกนี้เพราะในช่วงนั้นได้มีข้อเสนอ เยอรมันเรื่องการเกณฑ์ทหารได้เปลี่ยนไป ทำ�ให้สามีของ จากทางเมือง Göttingen มาให้อาจารย์หมอได้ลองทำ�งานใน อาจารย์หมอถูกเรียกตัวกลับไปเกณฑ์ทหาร 2 ปี หลังจากนั้น แผนกนี้ดู ประกอบกับเหตุผลที่ว่าอาจารย์หมอได้ลองทำ�งาน ลูกคนแรกก็เกิด จึงต้องตัดสินใจอยู่ที่เยอรมนีต่อ หลังจากนั้น ในแผนกอื่นๆ มาเกือบหมดแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถทำ�งาน ไม่นานก็มีลูกคนที่สอง ในช่วงนี้อาจารย์หมอได้ย้ายที่อยู่ไป ได้ครึ่งวันและไม่ต้องอยู่เวรกลางคืนอีกด้วย รวมทั้งเหตุผลเรื่อง หลายเมืองมากเนื่องจากสามีต้องเปลี่ยนงาน ในช่วงที่ลูกยัง เงินเดือนที่อาจารย์หมอได้รับในระดับสูงสุดของแผนกนี้อยู่แล้ว เล็กอาจารย์หมอได้เจอกับปัญหาในการเลี้ยงดูลูกเพราะว่าไม่มี อาจารย์จึงตัดสินใจทำ�งานในแผนกนี้เรื่อยมาจนกระทั่งเกษียณ เวลาเลี้ยงลูก และยังต้องอยู่เวรตอนกลางคืนที่โรงพยาบาลอีก ในระหว่างนี้อาจารย์หมอได้ทำ�งานในแผนกต่างๆ ตามเมือง ในเวลาทำ�งาน แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ต้องทำ�งานร่วมกับ ต่างๆ และยังต้องเลี้ยงลูกที่ยังเล็กอยู่ ซึ่งก็ต้องจ้างคนเยอรมัน วิศวกร เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม มาคอยเลี้ยงเต่ก็ยังโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ในที่ทำ�งานให้มีความเหมาะสมกับการทำ�งานให้มากที่สุด ทีม งานสุดท้ายที่อาจารย์หมอทำ�ก่อนเกษียณคือแผนกอาชีว งานต้องลงไปดูสถานที่ทำ�งานจริงหรือในจุดต่างๆ ของโรง เวชศาสตร์ (Betriebsarzt) แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เป็นแพทย์ที่ พยาบาลที่มีปัญหา เช่นปัญหาเรื่องเสียงดังเกินระดับมาตรฐาน มีหน้าที่ดูแลสุขภาพของบุคลากรในในสถานที่ทำ�งานไม่ว่าจะ หรือปัญหาเรื่องก๊าซพิษ เป็นในโรงพยาบาลที่ต้องคอยดูแลสุขภาพของแพทย์หรือคน ในการตรวจสอบก็จะมีวิศวกรรวมอยู่ด้วย เพื่อที่จะทำ�การวัด


ค่าต่างๆ และดูว่าต้องใช้อุปกรณ์แบบไหนถึงจะเหมาะสม เมื่อ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ตรวจพบอาการผิดปกติของผู้ป่วยอัน เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมในการทำ�งานที่ไม่ปลอดภัย ที่อยู่ นอกเหนือขอบเขตของการรักษา ก็สามารถโอนย้ายผู้ป่วยไป ยังแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง เพื่อให้ผู้ป่วยหรือบุคลากรในโรง พยาบาลได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ปัญหาทางด้านสุขภาพที่พบบ่อยในบุคลากรที่ทำ�งานทางด้าน การแพทย์คือ โรคเกี่ยวกับผิวหนัง โรคเครียดและปัญหาเกี่ยว กับกระดูกสันหลัง เช่นในแผนกฟอกไตที่เจ้าหน้าที่ต้องยกของ หนักอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้งานของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ คือการพิจารณาความสามารถในการทำ�งานของบุคลากรใน หน่วยงานนั้นๆ ด้วย หากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีปัญหาเรื่องสุขภาพ คำ�วินิจฉัยของแพทย์ในแผนกนี้จะมีผลต่อการต่อสัญญาว่าจ้าง ด้วยอาจารย์หมอได้เล่าถึงกรณีตัวอย่างกรณีเจ้าหน้าที่ธุรการ รายหนึ่งที่มีน้ำ�หนักตัวมากผิดปกติ และด้วยลักษณะงานที่ต้อง นั่งอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว ความอ้วนนี้จึงเป็นปัจจัย

“ปัญหาส่วนใหญ่มาจากความคิดของตัวเองที่อาจจะติดมาจากการอบรมเลี้ยง ดูตามแบบวัฒนธรรมไทย คือต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวไว้ก่อน ซึ่งวัฒนธรรมของคน เยอรมันนั้นแตกต่างกับบ้านเราโดยสิ้นเชิง” เสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาจารย์หมอจึงได้ลงความเห็น ว่า ควรให้เจ้าหน้าที่คนนี้ทำ�การลดน้ำ�หนักตัวให้ได้ก่อนที่จะ ต่อสัญญาระยะยาวให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเจ้าหน้าที่คนนี้ก็ไม่ ได้แสดงความตั้งใจว่าจะทำ�การลดน้ำ�หนักตัวแต่อย่างใด และ สุดท้ายก็ไม่ได้รับการต่อสัญญาว่าจ้างต่อ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ ผู้นี้จะทำ�การร้องเรียนไปที่ฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลแต่ก็ไม่ เป็นผลแต่อย่างใด ส่วนการทำ�งานของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ในบริษัทเอกชนนั้น ตัวงานอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง เช่น สาเหตุของผู้ป่วยที่มารับการรักษาอาจจะได้รับบาดเจ็บจาก เครื่องจักร หรือเรื่องเงินเดือนที่จะได้รับมากกว่าการทำ�งาน ในโรงพยาบาล แต่หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็มีสิทธิ์ที่จะถูก เลิกจ้างได้ง่ายกว่าแพทย์ที่เป็นลูกจ้างของรัฐ แพทย์ในแผนก อาชีวเวชศาสตร์นั้นจะได้รับความคุ้มครองอีกชั้นหนึ่งด้วยตัว กฎหมายการทำ�งาน คือจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพทั่วไป เป็นประจำ�อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพกาย และใจของแพทย์ชีวเวชศาสตร์นั้นแข็งแรงพอที่จะดูและผู้อื่นได้


ในเรื่องการปรับตัวในการทำ�งานให้เข้ากับคนเยอรมันนั้น อาจารย์หมอกล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่มาจากความคิดของตัว เองที่อาจจะติดมาจากการอบรมเลี้ยงดูตามแบบวัฒนธรรม ไทย คือต้องอ่อนน้อมถ่อมตนไว้ก่อน ซึ่งวัฒนธรรมของคน เยอรมันนั้นแตกต่างกับบ้านเราโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น หากมีครูในชั้นถามว่า “ไหนใครคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งบ้าง?“ หากเป็นคนไทยก็คงจะไม่มีใครกล้ายกมือ แต่ถ้าเป็นที่นี่ก็จะ มีแต่คนแย่งกันยก ในเวลาทำ�งานหากเรามัวแต่ถ่อมตัวก็มัก จะถูกคนเยอรมันมองว่าเราเป็นคนไม่เก่งและจะทำ�งานด้วย กันลำ�บาก อาจจะถูกเอาเปรียบหากเจอเพื่อนร่วมงานที่ไม่ ดี อาจารย์หมอให้คำ�แนะนำ�ไว้ว่าในการปรับตัวนั้นต้องอาศัย ความกล้า กล้าถาม กล้าพูด หากเราต้องการอะไรก็ให้ถาม ตรงๆ ไม่ควรอ้อมค้อม ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมของเราจะเป็นเรื่อง ดีแต่การนำ�มาใช้นั้น หากไม่พ���จารณาให้เหมาะสมกับสภาพ แวดล้อมที่เราอยู่แล้ว ก็จะทำ�ให้เกิดผลเสียมากกว่า และใน แผนกอาชีวเวชศาสตร์นี้ อาจารย์ยังเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว หากมัวแต่นอบน้อมอยู่ก็คงทำ�งานร่วมกับวิศวกรชาวเยอรมัน ได้ยาก

อาจารย์หมอยังได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อีกว่า ครั้ง หนึ่งที่ต้องลงไปดูสถานที่ทำ�งานของช่างประจำ�โรงพยาบาล แล้วในที่นั้นมีรูปโปสเตอร์เป็นรูปผู้หญิงเปลือยกายแปะไว้ เต็มไปหมด หากเป็นที่เมืองไทยในสมัยนั้น หญิงไทยก็คงจะ อายไม่กล้าทำ�อะไรต่อ แต่อาจารย์หมอก็ทำ�เป็นไม่รู้เรื่องและ พูดติดตลกเกี่ยวกับรูปพวกนั้น อาจารย์หมอยังได้เสริมต่อว่า วัฒนธรรมไทยนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่เราไม่ควรนำ�ความคิดแบบ คนไทยมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมหรือความคิดของคนยุโรป เราควรมีความชัดเจนและแยกแยะให้ออกว่าตอนนี้เราอยู่ใน สังคมอะไร มีวัฒนธรรมแบบไหน อะไรที่เป็นของเรา อะไรที่ เป็นของเขา เมื่อเราอยู่ในสังคมของคนตะวันตกก็ควรทำ�ความ เข้าใจ เรียนรู้ที่จะใช้และอยู่กับวัฒนธรรมตะวันตกให้ได้ เรื่องสุดท้ายที่อาจารย์หมอได้ฝากไว้คือการเตรียมตัวในการมา เรียนหรือมาใช้ชีวิตในต่างประเทศ การเตรียมตัวแค่เรื่องภาษา นั้นอาจจะไม่พอเพียง หากมีโอกาสควรจะหาข้อมูลในด้าน ต่างๆ เตรียมไว้ด้วยเช่น เรื่องการทำ�งาน เรื่องสังคมวัฒนธรรม เรื่องวิธีคิดของคนในประเทศนั้นๆ โดยการสอบถามจากผู้ที่มี ประสบการณ์ตรงนั้น จะทำ�ให้เราเห็นภาพได้ดีขึ้นก่อนที่จะมา ใช้ชีวิตจริงๆ


CROS

S UNI LINE D T CROSS UN I LINEODNOOTNOT CROS CROS S UNI LINE DO NOT C R S UNI LINE D O NOT CROS S

CROSS UNI LIN

E DO NOT CROS

S UNI LINE DO N

OT C

http://wallpapers-black.com

SS UNI LINE DO

N

C T O N O D E N I L OT CROSS UNI


ฅนชอบเล่า

ประสบการณ์น่าตกใจ ในรั้วมหาวิทยาลัยเยอร

มนี

โปรดระวัง! เรื่องราว นี้เคยเป็นเพียงเรื่องร าวที่เราเขียนเล่าสน เพื่อนๆใน Faceboo ุกๆให้ k ฟัง ด้วยความกะโห ลกกะลาของกะเหรี่ย มีคนส่งต่อกันเป็นท งตัวน้อย จึง อดๆ จนกระทั่งมีโอ กาสได้มาลงนิตยสาร อยากขอถ่ายทอดเร ฉบับนี้ เราจึง ื่องราวให้ผู้อ่านได้ฟ ัง เสมือนผู้อ่านเป็นเพ เอง ขอให้ทุกคนสน ื่อนซี้ของเรา ุกไปด้วยกันนะคะ

- เข้น้อย

LINE DO NOT CR

OSS UNI LINE D

OT CROSS UNI LINE

O NO

S UNI

OT CROSS UNI

ROSS UNI LINE DO N LINE D

O NOT

DO NOT CROS

O R C T O CROS N O D E IN L I N U S S S O R C T O UNI L N O D E N I L I N U INE D CROSS O NOT CROS


หลังจากจบการศึกษามัธยม ปลาย เราก็ตัดสินใจหอบกระเป๋า สองใบ ที่ใส่ข้าวของและหัวใจมา ตามความฝันที่ประเทศเยอรมนี

ตอนนี้เราก็เปิดเทอมใหม่มาหนึ่งเดือนแล้ว ได้เจอกับเรื่องน่าตก ใจหลายๆ อย่าง เลยอยากเขียนเล่าเรื่องราวในมุมเล็กๆ ที่บาง คนอาจละเลยหรือคนที่เคยเป็นน้องใหม่หลายคนอาจหลงลืม ไป ในแบบฉบับโก๊ะกัง ตอนช่วงปฐมนิเทศ พวกเราจะถูกแบ่งกลุ่ม ทำ�กิจกรรม เช่น communication training โดยเราจะได้เรียนรู้ว่า ต้องตำ�หนิติ เตียนด่าทอคนอย่างไร ให้เขาไม่รู้สึกแย่ ตรงไปตรงมา สมเป็น คนเยอรมันจริงๆ โดยให้เราแต่งเรื่อง แล้วเรียกเพื่อนอีกคนออก มาด่าหน้าห้อง โดยใช้รูปประโยคแบบเอา “ตัวเรา” เป็นหลัก เช่น แทนที่จะด่าว่า แกทำ�ตัวแย่มาก แกต้องปรับปรุงตัวอย่าง นี้ๆ เราก็ต้องพูดว่า ฉันเห็นว่าสิ่งนี้มันไม่ดี ถ้าเป็นฉัน ฉันจะ ทำ�แบบนี้ๆ นั่นคือการด่าเนียนๆนั่นเองค่ะ แต่ละคนออกมาก็ ตำ�หนิกันแนวเยอรมันมากค่ะ เช่น ทำ�ไมแกมาสาย ทำ�ไมไม่ทิ้ง ขยะตามหน้าที่แก พอถึงตาเรา ก็เลยเรียกผู้ชายออกมาคนหนึ่ง แล้วบอกว่า “ฉันตกใจมากกับคราบเหลืองอ๋อยบนชักโครกเมื่อ เช้านี้นะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยอนามัยเท่าไหร่เลยเวลาทำ�ธุระ ฉันเลย อยากขอร้องให้เธอนั่งฉิ๊งฉ่องได้มั้ย ถึงแม้ในเวลาเธอเมาก็ตาม ถึงเธอไม่ใช่ผู้หญิงแต่อยากให้เข้าใจนะ เพราะเราต้องใช้ห้องน้ำ� ร่วมกันไปอีกนาน” เท่านั้น คนก็ฮาตรึมเลย เราก็เลยไม่รู้ว่าเรา ทำ�ลายชื่อเสียงประเทศไปบ้างรึเปล่า อีกกิจกรรมก็เป็นเรื่อง Teamwork กับจิตวิทยา เช่น เขาให้เรา นั่งหันหลังให้กับเพื่อนที่นั่งติดกับเรามาทั้งวัน แล้วให้อธิบาย ว่าเขาใส่อะไรบ้าง กิจกรรมนี้สอนให้เรารู้ว่า คนๆ นั้นให้ความ สำ�คัญกับอะไรในชีวิต เช่น บางคนอาจจะจำ�ได้แค่สีเสื้อกับ กางเกง แต่บางคนจำ�ได้ทั้งยี่ห้อ สีทาเล็บ กระเป๋า กิ๊บหนีบผม จากนั้นก็แบ่งกลุ่มกันสร้างแผนธุรกิจแล้วออกมารายงาน เป็น

N I C T O N L O D E IN I L I N U S S N O R C T O U S S OT CROSS UNI LINE DO N O R C T NO O D NE


“ฉันตกใจมากกับคราบเหลืองอ๋อยบนชักโครกเมื่อเช้านี้นะ ฉันรู้สึก ไม่ค่อยอนามัยเท่าไหร่เลยเวลาทำ�ธุระ ฉันเลยอยากขอร้องให้เธอ นั่งฉิ๊งฉ่องได้มั้ย ถึงแม้ในเวลาเธอเมาก็ตาม ถึงเธอไม่ใช่ผู้หญิงแต่ อยากให้เข้าใจนะ เพราะเราต้องใช้ห้องน้ำ�ร่วมกันไปอีกนาน”

E N I L UNI

T O N DO

O D E NI LIN

U S S CRO

S S O R C T O R C O T O N O D N E IN L I N U S O S O R C NCERDOSS UNI LINE DO NOT


U S S RO

C T O ON

D E N I LI

E N I L NI

N U SS ทางการมาก จบท้ายด้วยการให้คนอื่นตำ�หนิเหมือนเดิม

(มีความสุขกับการตำ�หนิกันมาก ฮ่าๆๆ) ความจริงก็ได้ความ รู้มากๆ แต่เราเองก็คิดถึงการได้เต้นแร้งเต้นกาตอนรับน้องที่ เมืองไทยอยู่ดี เราเริ่มรู้สึกว่า นี่คือโลกการศึกษาจริงๆ ทุกอย่าง ที่ทำ�ต้องได้สาระ จนคนที่นี่มองข้ามเรื่องที่สำ�คัญกว่า นั่นคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างมนุษย์ เราเองเป็นคนต่างชาติคนเดียว เลยจริงๆ ในคณะ ก็เลยเออออห่อหมกไปอย่างเดียว ถึงเวลาเรียนจริงจัง คาบเเรก โปรเฟสเซอร์เข้ามาบอกว่า “วัน นี้ผมจะอธิบายว่า ผมจะให้อะไรแก่คุณได้ ในช่วงเวลาหนึ่ง เทอม สิ่งที่พวกคุณคาดหวังได้จากตัวผม และผมคาดหวัง อะไรจากตัวพวกคุณบ้าง พวกคุณคือคนที่ถูกเลือกสรรออกมา แล้ว เพราะฉะนั้นผมรู้ว่าผมคาดหวังอะไรจากคุณได้” (เฮือก เครียดมากค่ะ) จากนั้น เขาเริ่มบอกว่า “นี่คือวิธีที่คุณจะเรียน วิชาผมได้อย่างประสบความสำ�เร็จ” พร้อมลิสต์วิธีเพิ่มความ ฉลาดอีกหนึ่งหน้า ทุกอย่างมีข้อตกลง ไม่ใช่คำ�สั่ง เช่น คุณ ไม่ควรมาสายเพราะจะทำ�ลายสมาธิเพื่อนคุณ คุณไม่ควรนำ� คอมพิวเตอร์มาใช้สำ�หรับจดเรียนเพราะคนข้างๆ สองคน กับ ข้างหลังอีกสามคนจะเอาแต่ดูคอมพิวเตอร์คุณ เราชอบมาก เพราะทุกสิ่งที่อาจารย์ห้ามคือเพื่อตัวเรา ไม่ใช่เพื่อตัวอาจารย์ เอง นักศึกษาที่นี่ทุกคนจะมีรหัสเข้าระบบของมหาลัยทางออนไลน์ ทุกชีทจะอยู่ในนั้นหมดเลย ตัวอย่างข้อสอบและแบบฝึกหัด ย้อนหลังของหลายสิบปี บทสัมภาษณ์คนสำ�คัญ ที่นี่มีคอน เซปต์ว่า เรามีทุกอย่างให้คุณหมดแล้ว ที่เหลือแล้วแต่ตัวคุณ เราจะทำ�หรือไม่ก็ได้แล้วแต่เรา ไม่มีการบังคับ เพราะฉะนั้นทุก คนต้องมีความรับผิดชอบมากๆ เพราะเขาจะไม่บอกเลยว่า อะไรสำ�คัญบ้าง ที่น่าตกใจคือคาบต่อมา คนเยอรมันพรินท์เอกสารต่างๆ

T O N DO

“เรามีทุกอย่างให้คุณหมดแล้ว ที่ เหลือแล้วแต่ตัวคุณ เราจะทำ�หรือไม่ ก็ได้แล้วแต่เรา ไม่มีการบังคับ” ออกมาหมดแล้วค่ะ แถมอ่านกันมาก่อนด้วย ด้วยความเป็น กะเหรี่ยงของเรา เราก็นั่งเอ๋อๆ เนียนๆ ไปก่อน ไม่รู้เรื่องไม่ได้ เตรียมอะไรมาเลย แหะๆ คาบนั้นอาจารย์บอกว่าหนังสือเล่ม ไหนดี เหมาะแก่การอ่านประกอบกับบทเรียน ที่น่าตกใจกว่า เดิม พอหมดคาบ ทุกคนรีบดิ่งไปห้องสมุด ไปเเย่งหนังสือเล่ม นั้นกันดั่งเป็นมาม่ายามน้ำ�ท่วม ด้วยความตกใจ เราก็รีบวิ่งไป ด้วย เขาไปเอาอะไรกัน? ไม่รู้เรื่อง ปรากฎว่าโชคดีมากเราไป ทันตอนที่ยังมีหนังสือเหลืออยู่ แต่ประเด็นคือหนังสืออยู่ชั้นบน สุด ด้วยความเป็นกะเหรื่ยงตัวเตี้ย กระโดดเอาก็ไม่ถึงเลยยืน มองตาละห้อย สักพักมีชายหนุ่ม (ที่ไม่หล่อ) ขี่ม้าขาวมา แล้ว มองเราด้วยสายตาสมเพชเวทนาแล้วก็หยิบหนังสือเล่มนั้นให้ ด้วยความที่เราเป็นเอเชียสุดฮอต ก็อยากจะขอบคุณเขางามๆ แต่เขาก็เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกลัวว่าเราจะคุยด้วย หลังจากนั้น พอจบจากทุกคาบ เราก็จะรีบวิ่งไปห้องสมุดเพื่อ ไปแย่งหนังสือ ดั่งผู้ประสบภัยแย่งมาม่า เวลาหมดคาบหนึ่ง จะมีเวลาพัก 15 นาที เราก็อยากเดินสวยๆ ชิวๆ หาขนมกิน ชวนเพื่อนคุยเล่น แต่ปรากฎว่าทุกคนรีบตรง ดิ่งไปกันหมด เขาไปไหนกัน? สรุปเขารีบเดินไปห้องต่อไปเพื่อ ไปจองที่นั่งดีๆ คนเยอรมันไม่อยากพัก ไม่ไปเดินสวยๆ ไม่นั่ง คุยกัน กะเหรี่ยงอย่างหนูเครียดมาก วันๆ นะกินข้าวเสร็จก็นั่ง อ่านหนังสือด้วยกัน ไม่รู้จะฟิตกันไปไหน คิดถึงชีวิตชิวๆ ตอน อยู่เมืองไทย ฮือ ตอนเช้าเราก็อุตส่าห์รีบไปก่อนเริ่มเรียนตั้ง 10 นาที แต่ที่นั่งหน้าๆ ไม่เหลือแล้ว เหลือแต่หลังๆ หนูจะเป็นลม ที่น่าตกใจกว่าเดิม ตอนพักกลางวันไปนั่งทานข้าวกับเพื่อนๆ ที่โรงอาหาร กินไปกินมา อยากจะสำ�ลัก เพราะหันไปเห็นโต๊ะ ข้างๆ ที่ติดกัน เป็นโปรเฟสเชอร์ที่สอนเราเมื่อเช้านั่งกินข้าว


“น่าเสียดาย ที่พวกเขามีเงื่อนไขในชีวิตกันมากเหลือเกิน คือเรารู้สึกว่า ไม่ต้องคิดนอกกรอบก็ได้นะ ถ้าคิดไม่ออก แต่เราไม่ต้องสร้างกรอบขึ้นมาให้ตัวเองก็ได้นี่นา คนเรา ไม่ควรปล่อยให้ “ความรู้” มากักขัง “ความคิด”

อยู่ อาหารที่ทานก็เหมือนของเราเลย ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ ทานข้าวข้างๆ อาจารย์ รู้สึกดีนะ รู้สึกว่าเราเข้าถึงอาจารย์ได้ มากกว่าที่เมืองไทย ที่เราไม่ชอบมากๆ คือการมองโลกของคนที่นี่ การทำ�งานดี เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ�งานให้มีคุณภาพ จึงไม่มีการยกยอ ไม่มีการชม แต่เขาจะหาข้อตินู่นนี่ได้อย่าง มหัศจรรย์ อย่างเช่นมีโปรเฟสเซอร์คนหนึ่งสอนดีมาก เราชอบ มาก คนเยอรมันก็จะติว่า ก็ดีนะแต่พูดเยอะไปหน่อย แถมไม่ ยอมใช้ไมโครโฟนและอื่นๆ มากมาย พวกเขาสามารถมองเห็น ข้อเสีย ได้มากกว่าข้อดี แถมมีความกล้าที่จะพูดออกมาดังๆ นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำ�ให้พวกเขาพัฒนากันไปได้เร็ว แต่ว่า พวกเขามีความสุขเหมือนพวกเราที่ใช้ชีวิต สนุกสนานไปวันๆ รึเปล่าก็ไม่รู้ สำ�หรับคนไทยอย่างเรา คิดว่าไม่มีอะไร เสียหายเลยสำ�หรับคนที่มองโลกในแง่ ดี เพราะการที่คนเรามองโลก

T CR

N U S OS

D E N I LI

C T O ON

U S S RO

E N I L NI


T CROSS UNI LI C T O N O D E N LI I N N U S E S O D R C T CROSS UNI LINE DOONNOOTTCROSS UNI LINE DO N OT CR

แง่ดี ไม่ได้หมายความว่า เราจะมองแง่ร้ายของโลกใบนี้ไม่เห็น แต่เราเลือกที่จะอยู่กับด้านที่ดี มีความสุขกับมัน และในขณะ เดียวกัน เราก็เลือกที่จะไม่ประมาทในการใช้ชีวิต คนที่นี่มองความเป็นไปไม่ได้ก่อนความเป็นไปได้ ตอนจับกลุ่ม วางแผนธุรกิจ เราเสนอให้ทำ�ร้านคาราโอเกะแบบบ้านเรา (คือ ที่นี่ต้องขึ้นไปร้องบนเวทีเลย เราว่ามันน่าอายนะ) ให้มีห้องส่วน ตัว ไปเต้นรั่วๆ ได้กับเพื่อนๆ ทุกคนในกลุ่มตื่นเต้นมาก แบบ ชอบๆ พอเริ่มงานจริงๆ เพื่อนก็เริ่มเครียด แล้วเงินทุนล่ะ เรามี พอเหรอ ภาษี ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ล่ะ (ตอนนี้เราก็เผลอถามไป ว่า แอบเอาเพลงมาแบบผิดกฎหมายไม่ได้เหรอ แล้วทุกคนก็ หัวเราะแบบเหอะๆ ตลกจังเลยพิมพ์ เออ ฉันอยากกดปุ่มย้อน เวลากลับไปมากๆ ไม่น่าพูดเลย ทำ�ลายชื่อเสียงประเทศชาติ อีกแล้ว) น่าเสียดาย ที่พวกเขามีเงื่อนไขในชีวิตกันมากเหลือเกิน คือ

เรารู้สึกว่า ไม่ต้องคิดนอกกรอบก็ได้นะ ถ้าคิดไม่ออก แต่เรา ไม่ต้องสร้างกรอบขึ้นมาให้ตัวเองก็ได้นี่นา คนเราไม่ควรปล่อย ให้ “ความรู้” มากักขัง “ความคิด” คงเป็นเรื่องสวยงาม ถ้าหาก ผลงานทุกชิ้นที่เราทำ� ไม่ได้เพียงแค่ “กระทบสมอง” แต่ยัง “กระทบหัวใจ” ได้อีกด้วย ตอนนี้ก็พอมีเพื่อนสนิท ที่เวลาปวด ฉิ๊งฉ่อง ก็จะไปเข้าห้องน้ำ�เป็นเพื่อนแล้ว แต่ว่าก็ยังคิดถึงเพื่อน ที่ชิวๆ เฮฮาปาร์ตี้แบบที่เมืองไทยนะ สภาพภายนอกพวกเรา อาจไม่ค่อยเจริญเหมือนที่นี่ แต่สภาพจิตใจคนไทยเราดีกว่า เยอะเลย ไม่เชื่อ ลองเข้าไปดูสถิติ Happy Planet Index ได้ เป็นสถิติวัดความเป็นสุขของมนุษย์ในประเทศนั้นๆ ในการอยู่ ร่วมกับทรัพยากรที่ตนมี ประเทศไทยพวก GDP, HDI ต่ำ�มาก แต่ว่าเรื่องความสุข เราไม่ธรรมดาเลย เราเพิ่งได้รู้ว่า บางครั้ง การที่เราออกเดินทาง ไม่ใช่เพื่อเพียง การออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ แต่มันคือการทำ�ความเข้าใจใน คุณค่าและความหมายของสิ่งที่เราเพิ่งจากมา คำ�ว่า “บ้าน” หากเราไม่ได้จากมาไกล ความหมายอาจเป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เมื่อเรามองมันจากมุมมองที่ห่างออกไป ในคำ�ๆ นี้ มีทั้ง ความรัก ความห่วงใยแฝงอยู่มากมาย วันนี้เราเลือกที่จะทิ้ง ประสบการณ์ดีๆ ในมหาวิทยาลัยในเมืองไทย เพื่อมาตามฝัน แต่เราก็มั่นใจว่า ประสบการณ์น่าตกใจในเยอรมนี จะทำ�ให้เรา กลายเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ที่มีคุณภาพของเมืองไทย ปล. หนึ่งเดือนผ่านไป หลังจากวันแรกที่เราเขียนเรื่องนี้ การคิด นอกกรอบของเด็กในกรอบกลุ่มนั้น และหนังสั้นของเด็กไทย คนหนึ่ง ที่ได้ทำ�เพื่อนำ�ไปเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ ทำ�ให้ แผนธุรกิจคาราโอเกะของกลุ่มเรา ได้รับรางวัลแผนธุรกิจดีเด่น อันดับหนึ่ง หากอยากจะสู้ คนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลยล่ะ

O R C NOT

N I L I N SS U


O R C T O N O D E N LI I N U S S O R C CROSS UNI LINE DO NOT

ROSS UNI LINE

DO NOT CROSS

UNI LINE DO NO

T CROS

บางครั้ง การที่เราออกเดินทาง ไม่ใช่เพื่อเพียงการ ออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ แต่มันคือการทำ�ความเข้าใจใน คุณค่าและความหมายของสิ่งที่เราเพิ่งจากมา คำ�ว่า

“บ้าน”

N

C T O N E DO

I N U S ROS

N O D LINE

S S O R OT C

O D E N I UNI L

http://www.wallpaperzzz.com


ทำ�ไมคุณถึงขาด

มัน ไม่ได้

เชื่อว่าผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงจะสงสัยว่า “มัน” ที่กำ�ลังกล่าวถึงนี้คืออะไร ทำ�ไมเราจึงขาด “มัน” ไม่ได้ และ “มัน” มีความสำ�คัญอย่างไรต่อชีวิตเรา อย่าเพิ่งคิดไปไกล ลองมองดูรอบๆ ตัวแล้วท่านจะพบกับคำ�ตอบ… “มัน” คือ “มันสำ�ปะหลัง” เจ้าพืชหัวสีน้ำ�ตาล ผลิตแป้งเพื่อ เป็นแหล่งอาหารที่สำ�คัญของมนุษย์และสัตว์ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์หลากหลาย ได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย มันสำ�ปะหลังมีถิ่นกำ�เนิดในอเมริกาใต้ซึ่งมีการปลูกมันสำ�ปะหลังมา 3,000 ถึง 7,000 ปีมา แล้ว ต่อมาได้ขยายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ของโลกในสมัยที่มีการล่าอาณานิคมในสมัยศตวรรษ ที่ 16 เช่น ชาวโปรตุเกสและสเปนได้นำ�มันสำ�ปะหลังจากเม็กซิโกมายังฟิลิปปินส์ ส่วนชาว ดัชท์นำ�ไปยังอินโดนีเซีย เมื่อประมาณศตวรรษที่ 17-18 สำ�หรับประเทศไทยไม่มีหลักฐาน ปรากฏแน่ชัดว่ามันสำ�ปะหลังเข้ามาประเทศไทยได้อย่างไร แต่สันนิษฐานว่ามีชาวมาเลเซีย นำ�เข้ามาปลูกประมาณ พ.ศ. 2329-2383 เพราะคำ�ว่า “สำ�ปะหลัง” คล้ายกับคำ�ในภาษา ชวาตะวันตกซึ่งเรียกมันสำ�ปะหลังว่า “สัมเปอ (Sampur)” แปลว่าพืชที่มีรากขยายใหญ่ แป้งมันสำ�ปะหลังมีประโยชน์ต่อคนเราอย่างไร... องค์ประกอบหลักของแป้งมันสำ�ปะหลัง คือคาร์โบไฮเดรตซึ่งเปรียบได้กับเชื้อเพลิงขับเคลื่อนให้ร่างกายสามารถทำ�กิจกรรมต่างๆ ได้ คาร์โบไฮเดรตทำ�หน้าที่ให้พลังงานและความอบอุ่นต่อร่างกาย เป็นแหล่งพลังงานแรก ที่ร่างกายนำ�มาใช้ก่อนสารอาหารประเภทอื่น และยังใช้เป็นพลังงานสำ�รองของร่างกาย พูดง่าย��� คือ หากร่างกายได้รับแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ไขมันและโปรตีนจะ ถูกเผาผลาญมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้ไตต้องทำ�งานหนักเพื่อกำ�จัดสารคีโตน บอดี้และไนโตรเจนที่เกิดจากการเผาผลาญไขมันและโปรตีนที่มากขึ้น นอกจากนี้แป้งหรือ


?

รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมัน สำ�ปะหลังมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกหรือคิดเป็นร้อย ละ 80 ของตลาดโลก เนื่องจากประเทศไทยสามารถ ผลิตแป้งมันสำ�ปะหลังได้ปริมาณมาก คุณภาพสูงและ ราคาถูก ในชีวิตประจำ�วัน หลายท่านคงนึกถึงแป้งมัน สำ�ปะหลังเวลาประกอบอาหาร เช่น น้ำ�ราดหน้าข้นๆ เหนียวๆ กระเพาะปลา เต้าหู้ทรงเครื่อง หรือบัวลอย เผือก มีข้อมูลยืนยันว่าคนไทยบริโภคแป้งมันโดยเฉลี่ย 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพื่อใช้ปรุงอาหารในครัวเรือน


คาร์โบไฮเดรตยังสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายและจะถูกนำ�มาใช้เมื่อร่างกายขาดแคลนพลังงาน ไม่ เพียงแต่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์เท่านั้น แต่ท่านรู้ไหมว่า… แป้งมันสำ�ปะหลังทำ�อะไรได้มากกว่าที่คิด มาดูกันว่าแป้งมันทำ�อะไรได้อีก…แป้งมันสำ�ปะหลังดิบ (Native tapioca starch) จะถูกนำ�มาทำ�ปฏิกิริยาโดยวิธีทางเคมีและ กายภาพ จนได้แป้งที่เรียกว่า แป้งดัดแปร (Modified starch หรือ Starch derivative) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษขึ้น เช่น เหนียวขึ้น ทน ความร้อนและกรดดีขึ้น หรือสามารถแช่แข็งได้โดยเนื้อสัมผัสไม่ เปลี่ยนแปลง แป้งดัดแปรสามารถนำ�มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต อาหารแช่แข็ง อาหารเลี้ยงเด็กทารก เส้นบะหมี่กึ่งสำ�เร็จรูป วุ้น เส้น สาคู เบเกอรี่ ครีมเทียม หรือแม้แต่มายองเนส ซอสมะเขือเทศ หรือน้ำ�สลัดก็ใช้แป้งมันเพื่อเพิ่มความเข้มข้นอีกด้วย นอกจากนี้ แป้งมันยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกลูโคสไซรัปหรือแบะแซ เพื่อ ใช้เป็นสารให้ความหวานในการผลิตลูกกวาด เยลลี่ เครื่องดื่ม ผล ไม้กระป๋อง เนื่องจากละลายน้ำ�ได้ง่าย ไม่ตกผลึกเป็นเกล็ดน้ำ�ตาล และมีกลิ่นหอม และแป้งมันยังใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตไลซีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดจำ�เป็นต่อร่างกาย ผงชูรสที่เราใช้ปรุงอาหาร ล้วนแล้วแต่ก็ผลิตมาจากแป้งมันเช่นเดียวกัน ไม่เพียงแต่อาหารบริโภคเท่านั้นที่ใช้แป้งมันสำ�ปะหลังเป็นส่วน ประกอบหลัก ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การทอผ้า ด้ายที่ใช้ทอผ้า ต้องผ่านกระบวนการชุบแป้งเพื่อให้ด้ายเรียบ ไม่มีขน เพิ่มความ แข็งแรงขณะทอและช่วยทำ�ให้พิมพ์ลายได้สม่ำ�เสมอ หรือในการ ทำ�กระดาษซึ่งต้องใช้เยื่อกระดาษจากไม้ชนิดต่างๆ ทำ�ให้เป็นเยื่อ เล็กๆ และนำ�มาเรียงกันเป็นแผ่น จะต้องมีการฉาบผิวด้วยแป้งมัน


เพื่อทำ�ให้กระดาษเรียบและไม่ซึมหมึกเวลาเขียนด้วยน้ำ�หมึกหรือพิมพ์สี แป้งมันสำ�ปะหลัง มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวอีกข้อหนึ่งคือ เมื่อถูกความร้อนหรือสารเคมีจะมีความเหนียว จึงถูกใช้ในการผลิตกาวซึ่งสามารถนำ�ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาล เช่น การทำ�แสตมป์ ซองจดหมาย หรือใช้เป็นกาวประกบติดในการทำ�ไม้อัด แม้กระทั่งในวงการแพทย์ แป้งมันสำ�ปะหลังถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดยา เช่น ยาบรรเทาปวดพาราเซตามอล 1 เม็ด มีตัวยาเพียง 500 มิลลิกรัม ที่เหลือคือแป้งซึ่งมีหน้า ที่จับเก็บตัวยา (binder) หรือใช้เป็นผงหล่อลื่นในถุงมือผ่าตัด รวมถึงใช้ในการผลิตผ้าอ้อม สำ�หรับเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อดูดซึมของเหลวในร่างกาย เนื่องจากแป้งมันมีคุณสมบัติในการ ดูดซึมน้ำ�เป็นอย่างดี นอกจากนี้หลายท่านอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับพลาสติกที่ย่อยสลายได้ ทางชีวภาพ (Biodegradable plastic) ซึ่งเป็นทางเลือกในการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม พลาสติกนี้ก็ใช้แป้งมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าแป้งมันสำ�ปะหลังมีความสำ�คัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเรามากมายเพียงไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกช่วงเวลาของชีวิตเราผูกพันกับ “มัน” มาตลอดเวลา ถึงบรรทัดนี้ ท่านเห็น ด้วยหรือยังว่า… ทำ�ไมเราจึงขาด “มัน” ไม่ได้

“ไม่เพียงแต่อาหารบริโภคเท่านั้นที่ใช้แป้งมันสำ�ปะหลังเป็นส่วนประกอบหลัก ใน อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การทอผ้า ด้ายที่ใช้ทอผ้าต้องผ่านกระบวนการชุบแป้งเพื่อให้ ด้ายเรียบ ไม่มีขน เพิ่มความแข็งแรงขณะทอและช่วยทำ�ให้พิมพ์ลายได้สม่ำ�เสมอ”


Curry Wurst

ยำ�แหนมคลุกข้าวทอด By Teddy Töön

ขั้นตอนการทำ�

1. นำ�ส่วนผสมทุกอย่าง (ยกเว้นแป้งและน้ำ�มันพืช) ใส่ลงในอ่างผสม แล้วเคล้าทุกอย่างรวมกันจนเข้าเนื้อกัน ดี 2. ผสมแป้งกับน้ำ�เย็น ให้เหลวพอที่จะชุบข้าวทอดได้ 3. ตั้งน้ำ�มันในกระทะให้ร้อนพอประมาณ (ใช้ไฟระดับกลาง) 4. ลองปั้นข้าวเป็นแผ่นเล็กๆ แล้วชุบแป้งทอด เพื่อลองชิมรสของข้าวทอดก่อน แล้วปรุงรสให้ได้ตามความ ต้องการ 5. เมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้ว ก็เริ่มปั้นข้าว แนะนำ�ว่าให้ปั้นเป็นแผ่นแบนๆ หนาประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อที่ จะไม่เปลืองน้ำ�มันเวลาทอด จากนั้นก็ชุบแป้งที่ผสมไว้ และนำ�ลงทอดในกระทะได้ทันที เมื่อทอดจนเหลือง กรอบทั้งสองด้านแล้ว ก็นำ�ขึ้นมาวางให้สะเด็ดน้ำ�มัน

วิธีการทำ�ยำ�

1. นำ�ข้าวทอดที่เริ่มเย็นและสะเด็ดน้ำ�มันแล้ว บี้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ลงในอ่างผสม จากนั้นก็ใส่แหนม ตามด้วย ขิงซอย หอมแดงซอย (ทุกอย่างปริมาณตามความชอบใจ) 2. จากนั้นก็เริ่มปรุงรสด้วยพริกป่นและน้ำ�มะนาว เคล้าให้เข้ากันดีแล้วชิมก่อน เพราะข้าวทอดนั้นมีรสเค็ม อยู่แล้ว จากนั้นหากต้องการปรุงเพิ่มจึงค่อยใส่น้ำ�ปลาและน้ำ�ตาลลงไป (ปรุงรสก็ตามชอบใจอีกเช่นกัน) 3. เมื่อได้รสที่ถูกใจ จึงค่อยใส่ถั่วลิสงคั่ว ตามด้วยต้นหอมซอย, ผักชี, ใบสะระแหน่ (สารพัดผักเท่าที่จะหาได้ ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่) สุดท้ายก็ตักใส่จาน และวางพริกทอดไว้ข้างๆ แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ

ส่วนประกอบ (สำ�หรับ 2 – 4 คน) แหนมสด 1 แท่ง ข้าวทอด 5 – 6 แผ่น ขิงซอย หอมแดงซอย พริกป่น น้ำ�มะนาว น้ำ�ปลา น้ำ�ตาลทราย ถั่วลิสงคั่ว พริกทอด, ต้นหอม, ผักชี, ใบ สะระแหน่ ส่วนผสมข้าวทอด (ปั้นได้ 8 –10

แผ่น) ข้าวสวย 3 ทัพพี พริกแกงแดง 2 ช้อนโต๊ะ มะพร้าวอบแห้ง (kokosraspel) 6 ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดซอยละเอียด ประมาณ 6-7 ใบ ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำ�ตาลทราย 2 ช้อนชา เกลือ ½ ช้อนชา แป้งสำ�หรับใช้ชุบแป้งทอด น้ำ�มันพืชสำ�หรับทอด


ยำ�แหนมคลุกข้าวทอดเป็นอาหารที่หากินได้แทบทุกที่ใน ประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นของหายาก และคิดว่าไม่มีขาย ในร้านอาหารทั่วๆ ไปในเยอรมนีอย่างแน่นอน คนที่มาอยู่ ต่างบ้านต่างเมืองอย่างเรา คงต้องถือคติ “อยากกินอะไร ก็ ต้องขวนขวายหาทำ�กินเอง” ยิ่งถ้าอยู่เมืองเล็กๆ ที่ไม่มีร้าน อาหารสัญชาติไทย แถมร้านเอเชียก็เป็นประเภทเข้าทีไรก็ ไม่เคยได้ของครบสูตรสักที มันยิ่งกระตุ้นต่อมความอยาก อาหารมากกว่าปกติ จนทำ�ให้เราจับโน่น ผสมนี่ จนเกิด เป็นเมนูประยุกต์แซ่บได้แบบไทยๆ นี้ขึ้นมา เมนูยำ�แหนม คลุกข้าวทอดนี้เป็นได้ทั้งอาหารหลัก อาหารเรียกน้ำ�ย่อย หรือ กับแกล้มก็สุดแสนจะจี๊ดจ๊าดโดนใจ และที่สำ�คัญ มันช่างง่ายดายเหลือเกิน (อิอิ)

“เมนูยำ�แหนมคลุกข้าวทอดนี้เป็นได้ทั้งอาหารหลัก อาหาร เรียกน้ำ�ย่อย หรือกับแกล้มก็สุดแสนจะจี๊ดจ๊าดโดนใจ และที่ สำ�คัญมันช่างง่ายดายเหลือเกิน”

แหนม

Tips

จริงๆ แล้วก่อนจะทำ�เมนูนี้ เราควรสำ�รวจร้าน เอเชียในเมืองที่เราอยู่ว่ามีแหนมขายหรือไม่ ถ้ามี ขายก็ซื้อมาได้ทันที แต่อาจจะต้องแอบบ่นในใจ นิดหน่อย เพราะแหนมไทยราคาแพงเหลือเกิน ถ้า ไม่มีขายหรือไม่อยากซื้อ ก็แนะนำ�ว่าให้ทำ�เองค่ะ วิธีการก็ไม่ยากเย็นอะไร ผงทำ�แหนมโลโบ (ตาม ภาพ) ช่วยท่านได้อย่างแน่นอน วิธีการก็ตามหลัง ซองว่าไว้เลยค่ะ รอ 24 ชม.ก็ได้ทานสมใจ ยิ่งถ้า ทำ�เยอะๆ ก็เก็บไว้ทำ�เมนูอื่นๆ ได้อีกด้วย

แล้วถ้าทั้งไม่อยากซื้อแหนมราคาแพง และไม่ อยากทำ�เองให้ยุ่งยาก จะทำ�อย่างไรล่ะ??...... ง่า ยมากๆ ค่ะ มันเป็นวิธีประยุกต์ที่อยากนำ�มาบอก ต่อ ให้ไปซุปเปอร์มาร์เกตทั่วๆ ไป ซื้อ Schinken Würfel (ตามภาพ) Schinken นี้มีรสเค็มเป็นทุน เดิมอยู่แล้ว เมื่อเราซื้อกลับมาบ้าน เราก็บีบมะนาว ลงไปแล้วคลุกให้ทั่ว จากนั้นก็เข้าตู้เย็นไว้ 1 คืน เรา ก็จะได้แหนมประยุกต์ เหมาะสำ�หรับเมนูแหนม คลุกข้าวทอดแบบง่ายๆ แล้วค่ะ


นอนหลั บ ช่วงเวลาสำ�คัญที่สุดในชีวิต

าจจะกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาที่เรานอนหลับ เป็น ช่วงเวลาที่มีความสำ�คัญที่สุดในชีวิตเรา เพราะ ระหว่างที่เรานอนหลับนั้น จะเป็นช่วงเวลา ที่ร่างกายได้ขจัดของเสียออกจากเซลล์ต่างๆ มีการ สร้างโปรตีนขึ้น เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ มีการหลั่ง ฮอร์โมนที่สำ�คัญต่อร่างกาย เช่นโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ธัยรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid Hormone) และ เมลาโทนิน(Melatonin) การนอนเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ ก็มักจะถูกละเลยและไม่ให้ความสำ�คัญ โดยในเด็กแรก เกิด 1 เดือนแรกจะใช้เวลานอนทั้งกลางวันและกลาง คืนรวมเวลาประมาณ 20 ชั่วโมงต่อวัน และจะค่อยๆลด ลงเมื่อเด็กอายุมากขึ้น เด็กในวัยประถมศึกษา ต้องการ เวลานอนประมาณ 10 ชั่วโมง มัธยมศึกษาประมาณ 8-9 ชั่วโมง และในผู้ใหญ่วัยทำ�งาน ต้องการเวลานอน ประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งหากคนเรานอนหลับไม่ เพียงพอ ร่างกายจะต้องการเวลานอนหลับเพิ่มมากขึ้น ในวันต่อมา

กินอะไรช่วยให้นอนหลับ 1. เครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน ประเภทมอลต์สกัด เช่น โอวัลติน หรือ ไมโล 2. เครื่องดื่มชาสมุนไพรต่าง เช่น แคโมไมล์ ไลม์บลอสซัม วาเลอเรียน มะตูม เก๊กฮวย เป็นต้น (ยกเว้นในผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะบ่อย อาจทำ�ให้ปวด ปัสสาวะกลางดึก ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ� แล้วนอน ต่อไม่หลับได้ง่ายๆ) 3. นมช่วยให้หลับได้ง่าย เพราะน้ำ�ตาลในนมจะช่วย ทำ�ให้เซลล์สมองดูดซึมกรดอะมิโน ทริปโตฟาน จาก กระแสโลหิต ให้เปลี่ยนเป็น เซโรโทนินเพื่อช่วยให้ ผ่อนคลาย 4. อาหารจำ�พวกแป้ง โดยแป้งมีฤทธิ์คล้ายยาระงับ ความวิตกกังงล หรือทำ�ให้กลูโคสในกระแสเลือดสูงขึ้น กระตุ้นการหลั่ง Serotonin (แต่ก็เพิ่มน้ำ�หนักตัวด้วย เหมือนกัน) 5. น้ำ�ผึ้ง ซึ่งเคยใช้เป็นยาระงับประสาทอ่อนๆ มา นานแล้ว โดยชงผสมน้ำ�ผึ้งเล็กน้อยในนมอุ่นๆ หรือ ชาสมุนไพร

หากเรานอนหลับไม่เพียงพอ จะเกิดผลเสียต่อร่างกาย และทำ�ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมได้เช่น ความก้าวร้าว ซึมเศร้า มีสมาธิและความจำ�ที่ลดลง กางทำ�งานประสานกันระหว่างตาและมือลดลง รวมไปถึงมีการ วิจัยที่พบว่าการนอนน้อยอาจนำ�ไปสู่โรคอ้วนได้ โดยพบว่าในเด็กมัธยมที่นอนน้อยจะมีพฤติกรรมกินบ่อยและกิน จุบกินจิบกว่าในเด็กที่ได้นอนเต็มอิ่ม เพราะการนอนน้อยทำ�ให้ระดับฮอร์โมนที่ชื่อเลปติน (Leptin) ลดลง ซึ่งเลปติน เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากรับประทานอาหาร โดยเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมองว่าอิ่มแล้ว เราอาจสังเกตได้ด้วยตัวเองว่า นอนหลับได้ เพียงพอหรือไม่ โดยอาศัยความรู้สึกของตัวเองเมื่อตื่นนอนเช้า ถ้าตื่นนอนตอนเช้าด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส พร้อมที่จะทำ�งานต่างๆ อย่างเต็มที่ แสดงว่าได้รับการนอนหลับพัก ผ่อนมาอย่างเพียงพอ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีความรู้สึกปวดศรีษะหลังตื่นนอน หรือยังง่วงนอนอยู่หลังตื่นนอน ตอนเช้า มีอารมณ์แกว่ง โกรธง่ายโดยไม่มีเหตุผล แสดงว่านอนพักผ่อนไม่พอหรือการนอนหลับนั้นขาดคุณภาพ


“ช่วงหลับลึก (Deep sleep) นี้ คนเราต้องมีให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อทำ�ให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นแจ่มใสเมื่อตื่นนอน เปรียบเสมือนการชาร์ต แบตเตอรีโทรศัพท์มือถือ” ยังหลับไม่สนิทเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น ปลุก ได้ง่าย ช่วงนี้อาจจะมีอาการกระตุกของ กล้ามเนื้อที่เรียกว่า Hypnic myoclonia ซึ่ง จะมีความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูง ระยะนี้ ตาจะเคลื่อนไหวช้า ระยะที่ 2 (stage N2, so-called true sleep) เป็นระยะแรกที่มีการหลับอย่าง แท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน ในระยะนี้ ผู้ที่ หลับจะยังสามารถถูกปลุกให้ตื่นได้โดยง่าย ระยะนี้ตาจะหยุดเคลื่อนไหว

กลไกการนอนหลับ เมื่อถึงเวลานอนของเรา ร่างกายจะสร้างสารเมลาโตนิน (Melatonin) ทำ�ให้อุณหภูมิของ ร่างกายลดลงและเกิดอาการง่วงนอนขึ้น นำ�ไปสู่ระยะการนอนหลับ ลักษณะการนอนที่ปกติ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงหลับธรรมดา (Non-Rapid Eye Movement sleep หรือ NREM sleep) และช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement sleep หรือ REM sleep) แต่ละช่วงจะประกอบไปด้วยลักษณะการเปลี่ยนแปลงในคลื่นสมอง การ เคลื่อนไหวของลูกตา และกล้ามเนื้อ (Muscle tone) โดย NREM sleep แบ่งออกเป็นระยะ ที่ N1 - N3 ช่วงหลับธรรมดา (Non-Rapid Eye Movement sleep หรือ NREM sleep) ระยะที่ 1 (stage N1, Light sleep) เป็นช่วงที่เปลี่ยนจากการตื่นไปสู่การนอนหลับ ระยะนี้

ระยะที่ 3 (stage N3) บางครั้งอาจเรียก รวมกันว่าช่วงหลับลึก (Deep sleep) ก็ได้ เพราะว่ามีลักษณะคลื่นสมองคล้ายๆ กัน เรียก Slow-wave sleep หรือ Delta stage ระยะนี้อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิต จะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลง Growth hormone จะมีการหลั่งในระยะ นี้ จะปลุกตื่นยากที่สุดตาจะไม่เคลื่อนไหว ร่างกายจะไม่เคลื่อนไหว เมื่อถูกปลุกตื่นจะ มีอาการงัวเงีย ช่วงหลับลึก (Deep sleep) นี้ คนเราต้องมี ให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อทำ�ให้ร่างกาย รู้สึกสดชื่นแจ่มใสเมื่อตื่นนอน เปรียบ เสมือนการชาร์ตแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือ ถ้าให้เวลาชาร์ตที่เพียงพอ กำ�ลังของแบตเต อรีก้อนนั้นจะแรงพอที่เราจะสามารถใช้ไป ได้นานเป็นวัน แต่ถ้าให้เวลาชาร์ตไม่นาน พอ โทรศัพท์มือถือของเราก็จะใช้งานได้ไม่ นานนัก แล้วยังทำ�ให้แบตเตอรีเสื่อมง่าย อีกด้วย สมองคนเราก็คล้ายกันจำ�เป็นต้อง มีการกำ�จัดสารเคมีหรือของเสียที่เกิดจาก


การทำ�งานของสมองมาทั้งวัน โดยช่วงเวลา หลับลึกนี้ ร่างกายจะค่อยๆกำ�จัดสารดัง กล่าวให้หมดไป ทำ�ให้สมองเรา สามารถทำ�งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในวันต่อมา ช่วงหลับฝัน (REM sleep) ระยะนี้จะมีความฝันเกิดขึ้น เป็นระยะที่มี การเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น มีการเปลี่ยนแปลงของจังหวะและอัตราการ หายใจ มีการลดลงของ Muscle tone มี การเปลี่ยนแปลงของจังหวะการเต้นหัวใจ และมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย ช่วงหลับฝัน เป็นช่วงเวลาที่สมองมี กระบวนการที่จะจัดการกับข้อมูลต่างๆ ที่ เข้ามาตลอดทั้งวัน แล้วทำ�การจัดระเบียบ

ขึ้น ทำ�ให้เกิดเป็นความทรงจำ� ความเข้าใจ และอื่นๆ ที่มีความจำ�เป็นสำ�หรับมนุษย์เราใน การดำ�เนินชีวิต ถ้าใครมีช่วงเวลาหลับฝันน้อยเกินไป นอกจากจะทำ�ให้เราจำ�สิ่งที่เราฝันไม่ได้แล้ว ยัง มีผลก ระทบต่อความทรงจำ� หรือความเข้าใจ ดังนั้นนักเรียน นักศึกษา จึงไม่ควรอ่านหนังสือชนิด หามรุ่งหามค่ำ�ก่อนสอบจนทำ�ให้นอนหลับไม่เพียงพอ เพราะนั่นอาจเป็นผลเสียมากกว่า การนอนหล���บที่เพียงพอ 1 รอบของการนอนหลับในแต่ละคนอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่จะอยู่ระหว่าง 90-120 นาที ดังนั้นนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการงีบหลับก่อนการอ่านหนังสือ การนอนหลับเพียง 30 นาที จะไม่ช่วยให้ประสิทธิภาพของการอ่านหนังสือดีขึ้นแต่อย่างใด รวมถึงการนอนหลับก่อน แล้วตื่นมาอ่านหนังสือกลางดึก แล้วค่อยนอนหลับต่อ ประสิทธิภาพของการนอนหลับ ก็จะ ไม่เท่ากับการนอนหลับรวดเดียวติดต่อกัน นอนหลับ 3 ชั่วโมง + นอนหลับ 3 ชั่วโมง ≠ นอนหลับ 6 ชั่วโมง


“ ใช้ห้องนอนสำ�หรับการนอนเท่านั้น ไม่ใช้ห้องนอนทำ�กิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร เล่นเกมส์หรือดูหนังที่ีความตื่นเต้นสูง”

การเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับ การปฏิบัติตนตามสุขลักษณะการนอนที่ดี ได้แก่ จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวหรือเย็นเกินไป ไม่มีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศที่สงบเงียบ หรือ อาจมีเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ เป็นต้น ใช้ห้องนอนสำ�หรับการนอนเท่านั้น ไม่ใช้ห้องนอน ทำ�กิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร เล่นเกมส์หรือดูหนังที่ีความตื่นเต้นสูง การดื่มนมอุ่นๆ 1 แก้ว หรือรับประทานกล้วย 1 ผล ก็อาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น หลีก เลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมอง เช่น ชา กาแฟ น้ำ�อัดลม เครื่องดื่มชูกำ�ลังต่างๆ ตั้งแต่หลัง อาหารมื้อเที่ยง หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งรวมถึง เหล้า เบียร์ ไวน์ อย่างต่อเนื่องทุก วัน เพราะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำ�ให้นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทได้ในกรณีที่ดื่ม ติดต่อกันนานๆ เพราะถึงแม้ว่าแอลกอฮอล์จะช่วยให้การนอนหลับง่ายขึ้นบ้าง แต่การใช้ อย่างต่อเนื่องจะรบกวนธรรมชาติของการนอนหลับในที่สุด การออกกำ�ลังกายเป็น ประจำ�ทุกวันจะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำ�ลังกายอย่างหนักใน ตอนเย็นหรือก่อนนอน การออกกำ�ลังกาย 15 นาทีต่อวัน จะทำ�ให้ร่างกายได้รับออกซิเจน ได้ดีขึ้น สามารถช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลา เดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการดูภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์

หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ตื่นเต้นในช่วง ก่อนเข้านอน พยายามไม่ดื่มน้ำ�มากๆ ใน ตอนเย็น เพื่อไม่ต้องลุกไปปัสสาวะตอน กลางคืน คนที่โกรธหรือหงุดหงิด เพราะตัวเองนอนไม่หลับนั้น ไม่ควรที่จะ ข่มตาตัวเองให้หลับอีกต่อไป แต่ควรลุกขึ้น มาเปิดไฟ หาอะไรอย่างอื่นทำ� เช่น อ่าน หนังสือธรรมะสักเล่ม ไม่ควรทำ�อะไรที่ทำ�ให้ ตาสว่างมาก เมื่อรู้สึกง่วงจึงกลับไปนอน ถ้า รู้สึกว่าตัวเองตื่นมากลางดึกแล้วมีนิสัยชอบ ดูเวลา ควรเก็บนาฬิกาไว้ที่อื่น


ปล่อยใจ ลอยไป เหนือทุกข์ ผู้เขียน: เขมฑิตา

“จิตนี้ยังมีคุณสมบัติข้อหนึ่งที่เหมือนน้ำ�คือไหลลงสู่ที่ต่ำ�เสมอ หากเราไม่มี ผงซักฟอกที่มีมือขยันมาช่วยขยี้หรือเขื่อนขนาดใหญ่แบบเขื่อนสามผาใน จีน ที่จะมาช่วยปกป้องอธิปไตยของจิตเรานี้ แน่นอนเหลือเกินว่าจิตของ เราเป็นอันต้องหม่นหมองและไหลลงสู่ที่ต่ำ�ไปไหนต่อไหน “


เมื่อครั้งยังเล็ก ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวสวนสนุก ชื่อก็บอก อยู่แล้วว่าสวนสนุก เป็นท่ีที่ทุกๆ คนมาสนุกกัน (ห้ามเศร้า) มี เครื่องเล่นชนิดต่างๆ สีสันสดใส ร้านค้าและรถเข็นขายขนม หลากหลายชนิด โดยเฉพาะขนมสายไหมก้อนพองๆ ฟูๆ หลาก หลายสีสัน รสหวานจับใจ ละลายในปาก เป็นที่โปรดปรานของ ผู้เขียนยิ่งนัก และที่จะขาดไม่ได้สำ�หรับการมาสวนสนุก คือการ ได้ครอบครองลูกโป่งสักหนึ่งลูก สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจำ�ได้เป็นอย่างดีเวลาที่ได้เป็นเจ้าของลูกโป่ง คือเราจะต้องคอยระวังจับเชือกไว้ให้แน่นเพราะถ้าเราพลั้ง เผลอไป ลูกโป่งที่เราหวงแหนก็จะหลุดลอยไปบนฟ้า เป็นอันว่า มีโอกาสสูงมากที่เราและลูกโป่งจะพลัดพรากจากกันและคงจะ ไม่มีวันได้พบกันอีก ชวนให้คิดนึกเป็นห่วงเจ้าลูกโป่งไปต่างๆ นานาว่าจะต้องลำ�บากตรากตรำ�และผจญภัยไปเพียงลำ�พัง อย่างน่าสงสารอย่างไร เรื่องลูกโป่งนี้กลับเป็นเรื่องสอนใจผู้เขียนได้เป็นอย่างดีในเวลา ต่อมาถึงความเป็นไปของกายและใจเรา คือการไปสวนสนุก นั้น แทนที่จะมีความสุขสนุกสนานกลับต้องห่วงพะวงกับเจ้าลูก กลมๆ นี้ที่คอยจะลอยจากเราไปอยู่เรื่อย ทั้งๆ ที่ตอนแรกเห็น มันอยู่ในมือคนขาย เราก็สามารถนึกภาพออกได้ว่าหากเราได้

ครอบครองเจ้าลูกโป่งแล้วจะมีความสุขเพียงใด หากแต่เมื่อ สมใจแล้ว กลับต้องคอยกังวลวุ่นวายกับการที่จะทำ�ให้ลูกโป่ง อยู่กับเราได้นานที่สุดไม่หลุดลอยไป และต้องคอยระวังไม่ให้ ถูกของแหลมทิ่มแทงจนแตก ยิ่งกว่าระวังไม่ให้ตัวเองหกล้ม เสียอีก แม้เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าลูกโป่งเกิดล่องลอยหนีไปได้ ใจ ก็กลับนึกห่วงพะวงไปต่างๆ นานาว่าจะเกิดอันตรายบ้าง เสีย หายบ้าง สงสารเจ้าลูกโป่งกำ�พร้ามากกว่าที่จะคิดว่าเจ้าลูกโป่ง กำ�ลังได้รับอิสระเสรีและกำ�ลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างมี ความสุข เราคงเคยได้ยินว่าจิตของเราที่มาเกิดเป็นมนุษย์ล้วนเป็นจิต ประภัสสร คือมีความสว่าง สะอาดสดใส และสดชื่น เปรียบ เสมือนเด็กเล็กที่เป็นผ้าขาวสะอาด เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องที่มี ความสุขสนุกสนาน มีความอยากรู้อยากเห็น พร้อมที่จะท่อง เที่ยวไปในโลกกว้างเพื่อหาความรู้และประสบการณ์แปลกใหม่ อยู่เสมอ แต่หากจิตนั้นไม่ถูกฝึกมาก่อนหรือได้ฝึกมาบ้างแต่ไม่ เข็มแข็งเพียงพอ จิตนั้นก็อาจไม่รู้ และหลงซึมซับปฏิกิริยาของ จิตเองที่กระทำ�กับสิ่งที่มากระทบโดยรอบ ถูกดึงไปทางโน้นที ทางนั้นที ทำ�ให้ความสว่างสดชื่นที่มีมาแต่แรกเริ่มนั้น ค่อยๆ ถูกบั่นทอนให้มัวหมองลงจนอาจถึงขั้นลุ่มหลงเลือกทางผิด คิด ผิด จนเกิดเป็นความทุกข์ได้


นั่นเป็นเพราะว่าแม้โดยธรรมชาติ จิตจะมีคุณสมบัติผ่องใสและ สุกสว่างเพียงไร แต่จิตนั้นก็มีคุณสมบัติอีกข้อหนึ่ง คือสามารถ รับรู้และซึมซับสภาวะโดยรอบที่มากระทบได้อย่างง่ายดาย ง่ายกว่าเสื้อขาวที่ซึมซับคราบสกปรกเอาไว้เสียอีก อีกทั้ง แน่นอนที่สุดว่าผงซักฟอกคุณภาพเยี่ยมและเขื่อนที่เข้มแข็ง คง เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก การฝึกจิตตามหลักธรรมคำ�สั่ง สอนในพระพุทธศาสนา เรื่องของลูกโป่งยังมีข้อสอนใจไม่สิ้นสุดในเรื่องของ “ใจเป็น นาย กายเป็นบ่าว” เมื่อใจไม่อยู่กับตัวไปจดจ่อกับสิ่งที่อยาก ได้อยากมีสั่งให้ร่างกายวิ่งตามและไขว่คว้าจนเมื่อได้มีโอกาส ครอบครอง ใจก็ยังจดจ่อกับการกลัวการสูญเสีย ไม่ต้องการ ให้เกิดการพลัดพราก จิตที่ยึดติดอยู่กับสิ่งที่ปรารถนาก็จะสั่ง ให้กายมัดตนเข้ากับสิ่งนั้นอย่างหนาแน่นและหากแม้เกิดการ พลัดพรากขึ้น ใจก็ยิ่งล่องลอยหลุดเลื่อนตามสิ่งที่เคยครอบ ครองนั้นไป พาลทำ�ให้กายเกิดอาการเศร้าสร้อยหงอยเหงาและ อาจถึงขั้นมีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี

“การให้” ที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยการเสียสละให้ผู้อื่นกลับมิใช่แต่การคำ�นึงถึงแต่สิ่งอื่น เพียงอย่างเดียว เพราะในการให้นี้เป็นการปลดปล่อยความยึดติด ลดความเห็นแก่ ตัวตน ที่ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงจิตของมนุษย์ให้ลงต่ำ�จนยากที่จะเกิดปัญญาและหลุดพ้น เหตุการณ์เหล่านี้คือสภาวะของจิตใจที่ไม่ได้รับการฝึกอย่า��� เพียงพอ ซึ่งทำ�ให้เราได้เห็นว่าในความเป็นไปของสภาวะต่างๆ ของจิต ไม่ว่าจะเมื่อเกิดความอยากได้อยากมี ทั้งความสม ปราถนาและความสูญเสีย ล้วนแล้วแต่ไม่มีสิ่งใดที่แสดงถึง ความสุขทั้งสิ้น ประสบการณ์ดังกล่าวนี้อาจทำ�ให้ผู้อ่านบาง ท่านได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่เกิดจากการครอบครอง ไม่มีอยู่จริง การฝึกจิตหรือการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมะ เป็นการสอนและฝึก ให้เรามองเห็นทุกสิ่งตามธรรมชาติ คือตามความเป็นจริง ตาม สิ่งที่เป็นไป ซึ่งเมื่อรู้ความจริงนั้นแล้วจิตก็จะเรียนรู้ว่า “เปล่า ประโยชน์ที่จะฝืนธรรมชาติ เปล่าประโยชน์ที่จะเที่ยวตามหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย” ความเป็นจริงตามที่เป็นในที่นี้ เมื่อ มองตามธรรมชาติของลูกโป่งที่ถูกอัดก๊าซทำ�ให้เบาและล่อง ลอยไป และเมื่อผิวลูกโป่งขยายออกจากการอัดก๊าซ ก็แน่เหลือ เกินว่าผิวของลูกโป่งจะหนาน้อยลง เปราะบางพอที่จะแตกได้ โดยง่ายแม้เพียงถูกปลายแหลมเล็กๆ


หากเราใช้สายตาที่เข้าใจธรรมชาติในการมองเห็นความเป็น ไปของความจริงว่า ลูกโป่งสามารถล่องลอยไปและแตกได้โดย ง่าย แม้เราจะยึดเอาไว้และพยายามรักษาดั่งไข่ในหินอย่างไร ก็ตาม เมื่อเรามีสติ คิดได้ดังนั้น ก็เพียงพอที่จะทำ�ให้เรารู้ว่า การที่เอาจิตไปคิดยึดติดในทางตรงกันข้ามกับความเป็นจริงว่า อยากให้เจ้าลูกโป่งอยู่กับเราตลอดไป ไม่ลอยไปไหน ไม่แตก สิ่งนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อไปยึดกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเหล่า นั้นก็ทำ�ให้เกิดทุกข์ “...ไม่มีอะไรจะทำ�ร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำ�ตัวของเธอเอง... ไม่มีอะไรจะทำ�ร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ ถูกเขาทำ�ร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง...” เพลงของโรส ศิรินทิพย์ ดังแว่ว ลอยเข้ามาในหู บางครั้งบทเพลงก็สามารถเป็นเครื่องเตือนใจ เราได้ดี หากเราใช้สติในการฟังและวิเคราะห์ บทเรียนที่เกิดขึ้นนี้สอนใจผู้เขียนได้ว่า เรื่องราวของความทุกข์ แทบทั้งหมดที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เริ่มจากการที่เราคิดอยากให้

สิ่งนั้นๆ เป็นไปตามที่เราต้องการ แน่นอนเหลือเกินว่าความคิด นั้นเมื่อคิดเพียงแต่เอาผลประโยชน์ใส่ตนย่อมเป็นความคิดที่ อคติ คือไม่เห็นตามธรรมชาติ ไม่เห็นตามคุณสมบัติของสิ่งที่ เป็น แต่กลับเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว คือเห็นแก่ตัวของเราว่า จะต้องได้ตามที่เราต้องการเท่านั้น และเมื่อเป็นดังนี้ก็พอจะเดา ได้ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร สิ่งเบื้องต้นของการมองตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ เริ่ม ต้นจากการค่อยๆ ปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการที่เราเอง สร้างขึ้น ด้วยความเห็นจริง ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเมตตา นั่นคือ เมตตาเพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้ลูกโป่งได้ล่องลอย ให้ ลูกโป่งมีโอกาสได้แตก เปิดโอกาสให้ลูกโป่งได้เป็นลูกโป่ง เมื่อเราปลดปล่อยความต้องการของเรา เปิดทางให้สิ่งต่างๆ ได้ มีโอกาสเป็นไปตามธรรมชาติของมัน เมื่อนั้นความรู้สึกของเรา จะเริ่มเปลี่ยน เปลี่ยนจากความอึดอัดรัดรึงเป็นปลอดโปร่งโล่ง สบาย จากความหนักหนาสาหัสเป็นบางเบาและสงบ ความ


“ทุกคน ทุกชีวิต และทุกสิ่งล้วนมีจุดกำ�เนิด เพื่อพบจุดจบ เพื่อกำ�เนิดขึ้นใหม่และพบ จุดจบอีกครั้ง พบความสุข ความสมหวัง ความสิ้นหวัง ความท้อแท้ หมุนเวียนกันไปอย่างนี้ ไม่จบสิ้น”

รู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จาก “การให้” เคยสังเกตหรือไม่ว่า หลักธรรมในพุทธศาสนามักเริ่มจาก การให้หรือทานแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล ภาวนา ดัง ที่กล่าวในบทที่ผ่านมาแล้วว่า การให้ทานเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยให้การรักษาศีลและภาวนาง่ายขึ้นอย่างประหลาด ประหนึ่งมีตัวช่วย หรือแม้แต่การบำ�เพ็ญทานบารมี อย่าง เช่นพระเวสสันดร ก่อนที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็น พระพุทธเจ้าในชาติถัดมา ก็ต้องยอมยกพระชายา พระโอรส พระธิดา ให้แก่คนใจหยาบอย่างชูชก หลักในการให้ต้องเริ่มจากการให้ด้วยใจ คือมีจิตที่เมตตาอย่าง แท้จริง นอกจากจะยอมเปิดโอกาสให้ลูกโป่งได้เป็นลูกโป่ง แล้ว การให้ที่บริสุทธิ์ คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน การให้ที่ อยากเห็นผู้อื่นเป็นสุข การให้ที่เกิดจากความเมตตา เกิดจาก ความเข้าใจว่าทุกสิ่งมีความเป็นไปตามธรรมชาติของมัน แม้ กระทั่งมนุษย์เอง รูปร่างหน้าตา ท่าทาง ความสามารถ หรือ ฐานะ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเครื่องแยกแยะว่าใครดีกว่าใคร ใคร ประสบความสำ�เร็จกว่าใคร หรือใครมีความสุขกว่าใคร เพราะ หากใช้สายตาของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติในการมองแล้วจะพบว่า

ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครแย่กว่าใคร ทุกคน ทุกชีวิต และทุก สิ่งล้วนมีจุดกำ�เนิด เพื่อพบจุดจบ เพื่อกำ�เนิดขึ้นใหม่และพบ จุดจบอีกครั้ง พบความสุข ความสมหวัง ความสิ้นหวัง ความ ท้อแท้ หมุนเวียนกันไปอย่างนี้ ไม่จบสิ้น จนกว่าเราจะเข้าใจ ธรรมชาติอย่างถ่องแท้ คือมีดวงตาเห็นธรรม(ชาติ) การให้นี้อีกนัยหนึ่งคือการปลดปล่อย เป็นการปลดปล่อยใจ ของเราเองจากการยึดติดอันทำ�ให้เป็นทุกข์ การปลดปล่อยเพื่อ ให้ใจเราเองเป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด หากแต่ต้องเป็นการ ปลดปล่อยด้วยสติให้ใจเราอยู่กับตัวเรา เพื่อให้ใจเราสามารถ เป็นนายของกายเราได้อย่างเข้มแข็ง ควบคุมกายได ้ไม่อยู่ไกล และขาดการติดต่อจากกายไปในที่สุด หากในมุมมองกลับกัน “การให้” ที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยการเสีย สละให้ผู้อื่นกลับมิใช่แต่การคำ�นึงถึงแต่สิ่งอื่นเพียงอย่างเดียว เพราะในการให้นี้เป็นการปลดปล่อยความยึดติด ลดความเห็น แก่ตัวตน ที่ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงจิตของมนุษย์ให้ลงต่ำ�จนยากที่จะ เกิดปัญญาและหลุดพ้น การให้เพิ่มความเมตตาและบารมีให้ กับผู้ให้อย่างประมาณค่ามิได้ ยิ่งเราให้ผู้อื่นด้วยสิ่งที่เหมาะ สม ด้วยความจริงใจและเมตตา สิ่งเหล่านั้นจะย้อนกลับคืน


มาหาเราอย่างน่าประหลาดใจยิ่งขึ้น ผู้เขียนประสบกับตัวเอง เสมอว่าเมื่อเราให้สิ่งของเงินทองหรือคำ�ปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่หวังสิ่งใดตอบแทนนอกเหนือจาก ต้องการเห็นผู้ที่ได้รับมีความสุข จะมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับผู้เขียน เสมอเช่น อยู่ที่ไหนไม่เคยขาดแคลน และเมื่อประสบปัญหา ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือแสนสาหัสเพียงไร จะมีปาฏิหาริย์ให้ค้น พบทางออกที่ดีเสมอ ดังคำ�สอนของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตฺตธมฺโม) ที่ผู้เขียนเคารพยิ่ง... ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอด หมดไม่มา.


MAG DRAFT