คํานํา จากวิสยั ทัศนของผูบ ริหารกรมสงเสริมการเกษตรทีไ่ ดเห็นความสําคัญของการพัฒนาการเกษตรอยางเปนระบบและ ทันสมัย จึงไดกอตั้งกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตรขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 เพือ่ เปนการรองรับสภาวะแวดลอมและสังคม การเกษตรทีเ่ ปลีย่ นแปลงไป เนือ่ งจากทัว่ โลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางวิศวกรรมเขามาใชในการเกษตร เพือ่ บรรเทาภาระหนักของ เกษตรกร ประกอบกับเกษตรกรตองการความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว และความทันสมัยในการประกอบอาชีพ รวมถึงจํานวน เกษตรกรทีล่ ดนอยลงและมีอายุในชวงสูงวัย อีกทัง้ ผูบ ริโภคตองการผลผลิตเกษตรทีม่ คี ณ ุ ภาพ สม่ําเสมอและไววางใจได โดยมีการ กําหนดมาตรฐานเชิงคุณภาพและปริมาณทีช่ ดั เจนขึน้ นอกจากนีห้ นวยงานทางดานวิศวกรรมเกษตรทีม่ อี ยูใ นประเทศไทยทุกแหงมีหนาทีห่ ลักในการวิจยั พัฒนา ซึง่ เปนงาน ในเชิง micro จึงมีเพียงกรมสงเสริมการเกษตรทีด่ ําเนินงานในลักษณะการสงเสริมประยุกต ถายทอด และบริการ ซึง่ เปนงานในเชิง macro ทีร่ วบรวมเทคโนโลยีการวิจยั พัฒนาของทุกสถาบัน ทัง้ ในและตางประเทศ ทัง้ ภาครัฐและเอกชน มาประยุกตและถายทอดแก เกษตรกร ทั้งนี้ กรมสงเสริมการเกษตรไดเริม่ งานการสงเสริมวิศวกรรมเกษตรในรูปแบบของงานสงเสริมการใชเครื่องจักรกล การเกษตรมาตัง้ แตป พ.ศ. 2522 และพัฒนาขอบขายของงานเพิม่ ขึน้ ตามความเจริญของเทคโนโลยีวศิ วกรรมเกษตรมาจนปจจุบนั กองสงเสริมวิศวกรรมเกษตรมีอํานาจหนาทีท่ สี่ ําคัญ คือ 1. พัฒนาและสงเสริมงานดานวิศวกรรมทีเ่ กีย่ วของกับการเกษตร 2. จัดทํากลยุทธแผนงาน/โครงการการสงเสริมงานดานวิศวกรรมเกษตรของประเทศ 3. บริการวิชาการสนับสนุนงานสงเสริมการเกษตร โดยการคํานวณ ออกแบบ เปนทีป่ รึกษาและวิทยากรดานวิศวกรรม การจัดการทีด่ นิ วิศวกรรมเครือ่ งจักรกลการเกษตร วิศวกรรมการแปรรูปสินคาเกษตรและลอจิสติกส และวิศวกรรมโครงสรางพืน้ ฐาน การเกษตร ภายใตพระราชบัญญัตวิ ชิ าชีพวิศวกรรม นโยบาย กฎหมาย ขอบังคับ มาตรการ และพันธะสัญญาระหวางองคกร 4. ดําเนินการตรวจสอบ กลัน่ กรอง สรางระบบปฏิบตั กิ ารและควบคุมงานทีเ่ กีย่ วของกับระบบงานทางเทคนิคและ วิศวกรรมใดๆ เพือ่ สนับสนุนการบริหารจัดการสินทรัพยทอี่ ยูใ นอํานาจหนาทีแ่ ละความรับผิดชอบของกรมสงเสริมการเกษตร 5. ควบคุม กํากับ ติดตาม นิเทศ ประเมินผล และรายงานผลงานดานการสงเสริมวิศวกรรมเกษตร 6. เปนศูนยกลางในการบริหารจัดการและประสานการดําเนินงานดานการสงเสริมวิศวกรรมของกรมสงเสริมการเกษตร มีอตั รากําลังทัง้ ในสวนกลางและสวนภูมภิ าค รวม 136 คน ประกอบดวย ขาราชการ จํานวน 49 คน ลูกจางประจํา 34 คน และ พนักงานราชการ จํานวน 53 คน ในป 2551 กองสงเสริมวิศวกรรมเกษตร มีงบประมาณในการดํ าเนินงานทั้งสิ้น 2,541,169 บาท ประกอบดวย งบประมาณกรมสงเสริมการเกษตร 1,411,099 บาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ 310,070 บาท กรมควบคุมมลพิษ 820,000 บาท รายงานผลการดําเนินงานของกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตรประจําป 2551 นี้ เปนผลการดําเนินงานเฉพาะในสวนทีเ่ ปน กิจกรรมหลักของกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตรเทานัน้ มิไดรวมถึงภารกิจทีใ่ หการสนับสนุนหนวยงานตางๆ ทัง้ ภายในและภายนอก กรม ซึง่ มีเปนจํานวนมาก ทัง้ นี้ ผลงานทัง้ ปวงเกิดจากความรวมมือรวมใจและทุม เทกําลังกายและกําลังใจของบุคคลากรทุกตําแหนง ของกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตร
นางดาเรศร กิตติโยภาส ผูอ ํานวยการกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตร กรมสงเสริมการเกษตร
โครงการนํารองการใชมาตรการควบคุมการเผาในที่โลงในพื้นที่เกษตรกรรม
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
•
เผยแพรองคความรูการควบคุม การเผาในพืน้ ทีเ่ กษตรกรรม และ เสริ ม สร า งศั ก ยภาพเครื อ ข า ย เกษตรกรปลอดการเผา ให มี ความรูความเขาใจในเรือ่ งการใช เครื่องจักรกลการเกษตรปลอด การเผาในการเตรี ย มพื้ น ที่ เพาะปลูกไดอยางมีประสิทธิภาพ สงเสริมใหมีศูนยเครื่องจักรกล การเกษตรปลอดการเผา ที่ มี การบริ ห ารจั ด การโดยกลุ ม เกษตรกร สําหรับการใหบริการ เครื่องจักรกลการเกษตรไถกลบ ตอซังทดแทนการเผา ดําเนินมาตรการควบคุมการเผา ในที่ โ ล ง ในพื้ น ที่ ก ารเกษตร เป า หมายให เ กิ ด ผลอย า งเป น รูปธรรม จํานวน 135 เครือขาย 51,476 ไร
ความเปนมา กรมส ง เสริ ม การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ และกรม ควบคุ ม มลพิ ษ กระทรวงทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล อ ม ได ร ว มกั น ดําเนินการนํารองสาธิตการจัดการเศษวัสดุเหลือใชจากภาคการเกษตรเพื่อลด ปญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรที่เปนการสนับสนุนการดําเนินงานตามแผน แมบทแหงชาติวาดวยการควบคุมการเผาในที่โลง ตั้งแต ป 2547 เปนตนมา โดยมีกลยุทธหลักในการเผยแพรความรูความเขาใจในสภาพปญหาที่เกิดจาก การเผา แนวทางการปองกันและแกไขปญหา และการจัดการเศษวัสดุเหลือใช จากภาคการเกษตร เพื่อสรางใหเกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสํานึกของ เกษตรกรใหตระหนักถึงผลเสียจากการเผา และมีความรูความเขาใจในการใช เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา
ผลการดําเนินงาน
ในป 2551 ไดดําเนินงานการพัฒนาเกษตรกร รวม 4,805 ราย ดังนี้ 1. สรางและพัฒนาเครือขายเกษตรกรปลอดการเผา เพื่อเปนกลุม นํารองในการปรับเปลี่ยนวิธีการทําการเกษตรแบบปลอดการเผา จํานวน 535 เครื อ ข า ย เกษตรกร 3,696 ราย ครอบคลุ ม พื้ น ที่ 243,795 ไร ในพื้ น ที่ 29 จังหวัดที่มีความเสี่ยงตอการเผาสูง ประกอบดวย สรางเครือขายความรวมมือในการใชเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อลดปริมาณการเผาในที่โลงในลักษณะเครือขายเกษตรกรปลอดการเผาเพิ่ม ในพื้ น ที่ 18 จั ง หวั ด รวม 135 เครื อ ข า ย ครอบคลุ ม พื้ น ที่ 51,476 ไร โดย ถ ายทอดความรู แก เ กษตรกร รวม 3,003 ราย พรอ มการสร า งวิท ยากรดา น การเกษตรปลอดการเผาประจําเครือขาย รวม 278 ราย พัฒนาเครือขายเกษตรกรปลอดการเผาที่มีอยูเดิม จํานวน 400 เครื อขา ย ครอบคลุม พื้นที่ 192,068 ไร ใน 12 จั งหวั ด อบรมเพื่อ สร า ง วิทยากรดานการเกษตรปลอดการเผาประจําเครือขาย 415 ราย และจัดใหมีการ รณรงคกระตุนจิตสํานึกและใหสัตยาบันการหยุดการเผาในไรนา
2. ทดสอบจัดตั้งศูนยเครื่องจักรกลการเกษตรปลอดการเผา เพื่อนํา รองสาธิตการใชเทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาที่มีวิสาหกิจชุมชนเปน ผู บ ริหารจัดการการให บ ริ ก ารไถกลบตอซังฟางขา วแกสมาชิกในชุมชน โดย จัดการฝกอบรมทักษะทางเทคนิคและการบริหารจัดการการใหบริการเครือ่ งจักรกล การเกษตรแกคณะกรรมการบริหารงานและสมาชิก 100 ราย จัดสาธิตและถายทอด ความรูดานเทคนิคการไถกลบตอซังฟางขาวทดแทนการเผาแกเกษตรกร 1,009 ราย ดําเนินการจํานวน 3 แหง ณ จังหวัดแมฮอ งสอน ขอนแกน และรอยเอ็ด มีพนื้ ที่ บริการรวม 3,026 ไร 3. สรางและพัฒนาเครื่องตัดสับและเกลี่ยกระจายฟางขาวรวมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร เพื่อสนับสนุนความตองการตามแผนงานมาตรการ ควบคุมการเผาในพื้นที่การเกษตรระดับจังหวัด 4. จัดทําสือ่ วิชาการเผยแพร ประกอบดวยเอกสารวิชาการ 5,000 เลม แผนพับวิชาการ จํานวน 1 เรื่อง 15,000 แผน และวีดที ศั นเรือ่ งเทคโนโลยีการไถ กลบทดแทนการเผา 1,500 แผน 5. ศึกษาสํารวจขอมูลในพื้นที่ดําเนินงานโครงการ ในดานความรู ความเขาใจ ในการใชเทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา และทัศนคติของ เกษตรกรที่เขารวมโครงการ รวม 1,079 ตัวอยาง พบวา เกษตรกร รอยละ 99 มี ความรู ความเขาใจดานผลกระทบจากการเผาและการใชเทคโนโลยีการเกษตร ทดแทนการเผา และเกษตรกร ร อ ยละ 100 ได มี ก ารรวมตั ว จั ด ตั้ ง เครือ ข า ย เกษตรกรปลอดการเผา โดยมีการใหสัตยาบันเพื่อหยุดการเผาในไรนา มีการ จั ด ทํ า ข อ ตกลงชุ ม ชนเพื่ อ สนั บ สนุ น นโยบายการควบคุ ม การเผาในพื้ น ที่ เกษตรกรรม โดยเกษตรกรรอยละ 87.09 ไดมีการจัดทําและใชน้ําหมักชีวภาพ เพื่อเรงการยอยสลายของเศษวัสดุการเกษตร และเกษตรกรรอยละ 86.69 ไดทํา การไถกลบเศษซากพืชทดแทนการเผา อยางไรก็ตาม เกษตรกร รอยละ 100 เกิ ด การยอมรั บ ในนโยบายการควบคุ ม การเผาในพื้ น ที่ เ กษตรกรรม โดย เกษตรกร ร อยละ 86.61 มี ค วามตอ งการให ภ าครั ฐ สนั บ สนุ นใหชุ มชนมี ก าร บริการเครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนการเผา และรอยละ 73.91 ตองการใหใช มาตรการทางสังคมที่ชุมชนกําหนดเปนแนวทางในการดําเนินการควบคุมการ เผาในพื้นที่การเกษตร
โครงการบริการรถเกี่ยวนวดขาวสูเกษตรกร
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
•
•
เพือ่ ใหเกษตรกรสามารถเก็บเกีย่ ว ขาวไดในระยะเวลาทีเ่ หมาะสม ลด การสูญเสียเนือ่ งจากการเก็บเกีย่ ว เพื่ อ ส ง เสริ ม และผลั ก ดั น ให ผูประกอบการรถเกี่ยวนวดขาว นํารถเกีย่ วนวดขาวเขาไปรับจาง เกี่ ย วนวดในพื้ น ที่ ป ลู ก ข า ว คุ ณ ภาพดี ที่ ยั ง ได รั บ บริ ก ารไม ทัว่ ถึงและเพียงพอ เพื่อถายทอดความรูทางวิชาการ และทางเทคนิคแกผปู ระกอบการ รถเกีย่ วนวดขาว มีเปาหมายใหผูประกอบการนํา รถเกี่ ย วนวดข า ว 1,500 คั น ใหบริการแกเกษตรกร 750,000 ไร
ความเปนมา กรมสงเสริมการเกษตรดําเนินโครงการบริการรถเกี่ยวนวดขาวสู เกษตรกรมาตั้งแตป 2540 โดยในครั้งนั้นมีเปาหมายเฉพาะในเขตทุงกุลารองไห ต อ มาจึ ง ขยายวงกว า งขึ้ น ทั่ ว ประเทศ เนื่ อ งด ว ยเป น ประโยชน ต อ ทุ ก ฝ า ย โครงการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากรถเกี่ยวนวดขาวสวนใหญกระจุกตัวอยูในภาคกลาง และภาคตะวันตก สวนผลผลิตขาวคุณภาพดีอยูในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งขาวนาปทั่วประเทศที่ตองเก็บเกี่ยวในชวงเวลาใกลเคียงกัน กอใหเกิด ปญหาการสูญเสียผลผลิตจากการรวงหลนและแหงกรอบอันเนื่องจากการเก็บ เกี่ ย วไม ทั น ประกอบกั บ รถเกี่ ย วนวดข า วโดยทั่ ว ไปมี ค วามกว า งเกิ น กว า ที่ กฎหมายกําหนดเปนเหตุใหถูกตรวจจับจึงไมสามารถขนยายไปใหบริการแก เกษตรกรในภูมิภาคตางๆไดอยางเพียงพอและทั่วถึง รวมทั้ง รถเกี่ยวนวดขาวที่ ไปให บ ริ ก ารไม ส ามารถทํ า งานได อ ย า งเต็ ม ความสามารถเนื่ อ งด ว ยไม มี หนวยงานกลางเชื่อมโยงขอมูลความตองการระหวางผูใหบริการและผูตองการ รับบริการ
ผลการดําเนินงาน
การดําเนินงานที่สําคัญ คือ สํารวจความตองการรับบริการรถเกี่ยว นวดข า วเพื่ อ จั ด เตรี ย มข อ มู ล แหล ง เก็ บ เกี่ ย วผ า นศู น ย บ ริ ก ารและถ า ยทอด เทคโนโลยี ก ารเกษตรประจํ า ตํ า บลและศู น ย ข า วชุ ม ชนทั่ ว ประเทศ รวบรวม ผู ป ระกอบการรถเกี่ ย วนวดข า วจากผู ป ระกอบการจากแหล ง ต า งๆเข า ร ว ม โครงการ ประสานความรวมมือในการผอนผันการตรวจจับของสํานักงานตํารวจ แหงชาติ ถายทอดความรูทางเทคนิคของเครื่องเกี่ยวนวดขาวแกผูประกอบการ เรื่องการลดความสูญเสียจากการใชเครื่องเกี่ยวนวดขาวในระบบการเก็บเกี่ยว และเรื่องการเลือกใชสารหลอลื่น รวมถึงการวิเคราะหผลการใหบริการ ผลการดําเนินงานสรุปไดวามีผูประกอบการนํารถเกี่ยวนวดขาวเขา ร ว มให บ ริ ก ารแก เ กษตรกร จํ า นวน 882 ราย 1,742 คั น ครอบคลุ ม พื้ น ที่ ใหบริการแกเกษตรกร 1,406,272 ไร โดยพบวา 1. ผู ป ระกอบการรั บ จ า งเกี่ ย วนวดข า วเข า ร ว มโครงการ จาก ภาคเหนือ 133 ราย ภาคกลาง 287 ราย ภาคตะวันตก 432 ราย ภาคตะวันออก 29 ราย และภาคใต 1 ราย
2. รถเกี่ ย วนวดข า วเข า ร ว มโครงการจากภาคเหนื อ 269 คั น ภาคกลาง 555 คัน ภาคตะวันตก 845 คัน ภาคตะวันออก 70 คัน ภาคใต 3 คัน และรถเทลเลอร เ พื่ อ การขนย า ย 892 คั น คิ ด เป น มู ล ค า การลงทุ น ของ ผูประกอบการรวมประมาณ 3,000 ลานบาท 3. มี ผู ป ระกอบการรายงานผลการปฏิ บั ติ ง านมายั ง กรมส ง เสริ ม ก า ร เ ก ษ ต ร 6 2 5 ร า ย คิ ด เ ป น 7 0 .8 6 % พ บ ว า ไ ป ป ฏิ บั ติ ง า น ใ น ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ มากที่ สุ ด จํ า นวน 59.06% รองลงมาคื อ ภาคเหนื อ 12.84% ภาคตะวันตก 10.72% ภาคกลาง 8.35% ภาคตะวันออก 7.7% และ ภาคใต 1.33% พื้นที่ใ หบ ริการสูงสุด คือ สุรินทร ร อยเอ็ด บุรีรัมย ศรีสะเกษ นครราชสีมา นครสวรรค เพชรบูรณ ยโสธร มหาสารคาม นครนายก และพิจิตร ตามลําดับ 5. ประเมินพื้นที่ใหบริการระหวางวันที่ 15 ตุลาคม 2550 ถึง 28 กุมภาพันธ 2551 จากรถเกี่ยวนวดขาว 1,742 คัน ผูประกอบการ 882 ราย รวม 1,406,272 ไร เฉลี่ย 807 ไร/คัน หรือ 1,595 ไร/ราย 6. อั ต ร า ค า บ ริ ก า ร รั บ จ า ง เ ฉ ลี่ ย 4 8 5 บ า ท /ไ ร โ ด ย ภ า ค ตะวันออกเฉียงเหนือมีคาบริการสูงที่สุดคือ 528 บาท/ไร ภาคใต 500 บาท/ไร ภาคเหนือ 488 บาท/ไร ภาคตะวันตก 455 บาท/ไร ภาคกลาง 450 บาท/ไร และ ภาคตะวันออก 441 บาท/ไร 7. ผูประกอบการไดใชประโยชนจากเอกสารผอนผันการตรวจจับ จํานวนรอยละ 92.48 โดยไดรับความรวมมือจากหนวยงานที่เกี่ยวของในระดับดี มากรอยละ 25.09 ในระดับปานกลางรอยละ 52.60 ในระดับนอยรอยละ 14.19 และไมไดรับความรวมมือรอยละ 8.13 ผลกระทบจากการดําเนินงานประเมินไดวามีผลทําใหลดตนทุนการ เก็บเกี่ยวของเกษตรกรเมื่อเทียบกับการใชแรงงานคนคิดเปนมูลคา 140 ลาน บาท * ลดการสู ญ เสี ย จากการร ว งหล น ได เ ป น มู ล ค า ประมาณ 192 ล า นบาท * ผลผลิตขาวมีคุณภาพขาวเพิ่มขึ้น คิดเปนมูลคาประมาณ 635 ลานบาท* *
วินิต วินิต * วินิต *
ชินสุวรรณ และคณะ, 2542 ชินสุวรรณ และคณะ, 2542 ราคาขาวเปลือก ณ 1 สิงหาคม 2551 กิโลกรัมละ 14.4 บาท ชินสุวรรณ และคณะ, 2542 ราคาขาวสารเจา ณ 1 สิงหาคม 2551 กิโลกรัมละ 32 บาท
โครงการสงเสริมและพัฒนาการผลิตไมประดับแหง
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
•
เพื่ อ เพิ่ ม มู ล ค า ผลผลิ ต เกษตร โดยการแปรรูปเปนของใชและ อุปกรณประดับตกแตง เพื่ อ สร า งงานและรายได ใ ห แ ก ชุมชนในทองถิน่ ดํ า เนิ น การ ณ กลุ ม แม บ า น เกษตรกรทาโปงแดง อําเภอเมือง จังหวัดแมฮอ งสอน
ความเปนมา โครงการส ง เสริ ม และพั ฒ นาการผลิ ต ไม ป ระดั บ แห ง จั ง หวั ด แมฮองสอน เปนการบูรณาการการดําเนินงานรวมกับกองพัฒนาการเกษตรพื้นที่ เฉพาะ สํานักงานเกษตรจังหวัดแมฮองสอน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร และ โครงการหลวง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและอากาศของจังหวัดแมฮองสอนมี ความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไมดอกไมประดับที่แปลกแตกตางจาก ทองถิน่ อืน่ แตตลาดในรูปผลผลิตสดมีขอ จํากัดหลายประการทั้งในเรื่องระยะเวลา การเก็บรักษา และการขนสง ทําใหตน ทุนการผลิตสูง แตในปจจุบันผลิตภัณฑไม ประดับแหงเปนผลิตภัณฑที่กําลังไดรับความสนใจจากตลาดทั้งในประเทศและ ตางประเทศ กองสงเสริมวิศวกรรมเกษตรจึงไดโดยนําเทคโนโลยีการแปรรูปไม ประดับแหงมาใชในการเพิ่มมูลคาผลผลิตไมดอกไมประดับ ทําใหเกิดการสราง งาน กระจายรายไดสเู กษตรกรในทองถิน่ และพัฒนาเปนอาชีพทีย่ งั่ ยืนไดตอ ไป
ผลการดําเนินงาน 1. ออกแบบระบบและติดตัง้ เครือ่ งจักรอุปกรณศูนยแปรรูปเฟรนและ ไมประดับแหง เพื่อพัฒนาระบบการแปรรูปไมประดับแหง และเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิ ต ทั้ ง ด า นปริ ม าณและคุ ณ ภาพ ตลอดจนควบคุ ม มลภาวะที่ เ กิ ด จาก กระบวนผลิต ดําเนินการ ณ ตําบลทาโปงแดง อําเภอเมือง จังหวัดแมฮองสอน ประกอบดวย เครื่องตมความดันต่ํา ใชในการตมน้ําใหไดอุณหภูมิ 60-70oC เพื่อไปหลอเลี้ยงระบบ ฟอกขาว ยอมสี และลดความชื้น ระบบการยอมสี ระบบการยอมสีวัตถุดิบประเภทชอดอกที่ ควบคุมปริมาณการใชสีและอุณหภูมิการยอมที่เหมาะสมทําใหคุณภาพการยอมสี สม่ําเสมอ และลดปริมาณน้ําเสียที่เกิดจากระบบการยอม ระบบฟอกขาว ระบบฟอกขาวที่ปองกันอันตรายจากการสูดดม และสัมผัสสารเคมีที่ใชในการฟอกขาวของผูปฏิบัติงานโดยใชระบบปดและการ ดูดระบายไอกรดสูบรรยากาศภายนอกอาคาร
เครื่องพนสีหัวบุหงา ใชยอมสีวัตถุดิบประเภทกลีบดอกหรือใบ ทําใหคุณภาพการยอมสีสม่ําเสมอ ลดปริมาณการใชสีและไมมีน้ําเสียจากระบบ หองลดความชื้น เพื่อลดความชื้นวัตถุดิบ หลังการพ นหรือ ยอ มสี จ นถึ ง ระดั บ ความชื้ น ที่ เ หมาะสมกั บ การนํ า ไปประดิ ษ ฐ ห รือ เก็ บ รั ก ษา อุณหภูมิการทํางานในชวง 40 ถึง 50 oC โดย การแลกเปลี่ยนความรอนจาก หมอตมความดันต่ําที่ไหลผานทอทองแดง หองเย็น ควบคุมอุณหภูมิเพื่อใชในการเก็บรักษาและปองกัน การเขาทําลายของแมลงศัตรูพืชในวัตถุดิบโดยอุณหภูมิใชงานที่เหมาะสมคือ 10 oC บอบําบัดน้ําเสีย เพื่อบําบัดน้ําเสียที่เกิดจากกระบวนการฟอก ขาวและยอมสี โดยการ à พักน้ําเสีย à ตกตะกอนสารเคมีดวยเครื่องผสมอากาศแบบกวนผสม à กรองดวยทรายหยาบและทรายละเอียด à พักน้ํากอนปลอยออกจากระบบ à ตากตะกอนลอกไปฝงกลบ 2. เตรียมความพรอมใหกลุม แมบานเกษตรกร โดยจัดอบรมและฝก ทั ก ษะด า นการพั ฒ นาผลิ ต ภั ณ ฑ ไ ม ป ระดั บ แห ง ให กั บ สมาชิ ก กลุ ม แม บ า น และเจาหนาทีท่ รี่ บั ผิดชอบ ณ มูลนิธโิ ครงการหลวง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร 3. ฝกอบรมเนนหนักดานการใชและบริหารจัดการระบบเครื่องจักร ในการผลิตใหกบั ผูร บั ผิดชอบการควบคุมเครือ่ งจักรของกลุม แมบา นเกษตรกร 4. จั ด ทํ าชุ ดนิ ท รรศการการถ ายทอดทางวิช าการและวิธี ปฏิบั ติ และจัดทําแผนพับเพือ่ การประชาสัมพันธผลิตภัณฑของกลุม แมบา นเกษตรกร แผนการดําเนินงานในระยะเวลาตอไป สํานักงานเกษตรจังหวัด แมฮอ งสอนจะสนับสนุนเพือ่ พัฒนากลุม แมบา นเกษตรกรใหดําเนินงานในรูปแบบ วิสาหกิจ และกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตรจะทําหนาที่ใหคําปรึกษาดานเทคนิค ของระบบเครือ่ งจักรอุปกรณในกระบวนการผลิต
การสํารวจประเมินสภาพอุปกรณโรงเรือนอนุบาลและผลิตพันธุพชื
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
•
•
ประเมินสภาพโรงเรือนอนุบาล และผลิ ต พั น ธุ พื ช ศู น ย ส ง เสริ ม และพั ฒ นาอาชี พ การเกษตร (พั น ธุ พื ช เพาะเลี้ ย ง) จํ า นวน 5 แหง สํ า รวจสภาพอุ ป กรณ โ รงเรื อ น อนุบาลและผลิตพันธุพืช เพื่อใช เ ป น ข อ มู ล ใ น ก า ร ว า ง แ ผ น ดํ า เนิ น การใช ง านโรงเรื อ นที่ มี อยูอยางเต็มประสิทธิภาพ ประเมินลักษณะความเสียหาย ของอุปกรณระบบตางๆ ทีส่ ําคัญ ในโรงเรือน ประมาณการค า ใช จ า ยในการ ซ อ มแซมบํ า รุ ง รั ก ษาอุ ป กรณ ประจํ า โรงเรื อ นเฉพาะระบบที่ จําเปน
ความเปนมา โรงเรือนอนุบาลและผลิตพันธุพืชของศูนยสงเสริมและพัฒนาอาชีพ การเกษตร (พันธุพืชเพาะเลี้ยง) กรมสงเสริมการเกษตร ประกอบดวย โรงเรือน อนุบาลจํานวน 70 หลัง มูลคา 370 ลานบาท และอุปกรณประจําโรงเรือนตางๆ จํานวนมูลคา 1,190 ลานบาท การบํารุงรักษาจะตองกระทําใหถูกตองและตาม ระยะเวลาที่ กํ า หนด จึ ง จะไม เ กิ ด ความเสี ย หายแก อุ ป กรณ ในขณะเดี ย วกั น อุปกรณจํานวนมากควบคุมโดยระบบอัตโนมัติ ที่ตองมีการตรวจสอบปรับแก เครื่องวัดและระบบคอมพิวเตอรอยางสม่ําเสมอ เพื่อใหระบบทํางานไดอยาง สมบูรณไมเกิดความเสียหายตอพืชที่อยูภายในโรงเรือนอันเปนเปาหมายหลักใน การผลิตของศูนยฯ แตปจจุบันไมสามารถดําเนินการไดอยางเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีขอจํากัดคือ (1) โรงเรือนอนุบาลและอุปกรณประจําโรงเรือนตางๆ เปนอุปกรณทางวิศวกรรมที่ใชเทคโนโลยีเฉพาะทาง (2) โรงเรือนอนุบาลตางๆ อยูในสภาพพรอมใชงานเพียงบางสว น อุปกรณและระบบควบคุ มหลายสว น ชํ า รุ ด เสี ย หาย หรื อ ใช ง านไม ถู ก ต อ ง รวมทั้ ง ไม มี ร ะบบประมวลผลการใช การตรวจสอบ การซ อ มแซมและบํ า รุ ง รั ก ษาที่ ชั ด เจน (3) อุ ป กรณ บ างชนิ ด เสื่อมสภาพใชงานไมได ทําใหประสิทธิภาพโรงเรือนต่ําลง (4) โรงเรือนและระบบ ตางๆ ขาดการดูแลบํ ารุงรักษาอยางตอเนื่อง บางแหงเจาหนาที่ผูรับผิดชอบ ไมไดผานการอบรมความรูอยางถูกตองตามหลักการ
ผลการดําเนินงาน สํารวจประเมินสภาพอุปกรณโรงเรือนอนุบาลและผลิต พันธุพืช จํานวน 5 ศูนย คือ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดชลบุรี สรุปผลและจัดทํารายงานเรียบรอยแลว พรอมทั้งดําเนินการตรวจสอบแกไขขอขัดของเบื้องตน ทําการเชื่อมโยงขอมูล ตั้งคามาตรฐานการควบคุมระบบโรงเรือน บันทึกสภาพอุปกรณสถานีตรวจ อากาศและอุปกรณตางๆ ในโรงเรือน เก็บตัวอยางน้ํามาวิเคราะหสภาพน้ําที่ทํา ใหเกิดปญหาแกระบบ และสรุปรายละเอียดผลการสํารวจประเมินในประเด็น ดังนี้ (1) ประเมิ น ลั ก ษณะสภาพความเสี ย หายของอุ ป กรณ ร ะบบ ตางๆ ที่สําคัญในโรงเรือนจําแนกตามระบบไดแก ระบบควบคุมสภาพน้ําและ อากาศ ระบบลดอุณหภูมิและควบคุมความชื้ น โดยแผนระเหยน้ํา ระบบลด อุณหภูมิและเพิ่มความชื้นโดยการพนหมอก ระบบมานพรางแสง (2) ประเมิ น ผลการวิ เ คราะห คุ ณ ภาพน้ํ า และจั ด ทํ า ข อ เสนอ รูปแบบปรับปรุงคุณภาพน้ําที่ใชในโรงเรือนที่ทําใหมีผลกระทบตอระบบแผน ระเหยน้ําและระบบพนหมอก (3) ประเมินคาการใชพลังงานไฟฟาสําหรับการใชงานอุปกรณ ในโรงเรื อ นในสภาพการจั ด การและบํ า รุ ง รั ก ษาที่ ถู ก ต อ งเมื่ อ ใช ง านอย า ง เหมาะสมเต็มกําลังการผลิตทุกโรงเรือน พบวาควรอยูในอัตรา 42,000 บาท ตอเดือน (4) ประมาณการค า ใช จ า ยในการซ อ มแซม บํ า รุ ง รั ก ษา เครื่องมือและอุปกรณโรงเรือนเฉพาะระบบที่จําเปน (5) จัดทําแบบบันทึกการใชงานอุปกรณโรงเรือน (6) จัดทําตารางแนะนําการบํารุงรักษาอุปกรณโรงเรือน (7) จัดทําแบบบันทึกรายการบํารุงรักษาอุปกรณโรงเรือน
โครงการจัดระบบพิเศษเฉพาะพื้นที่มนั สําปะหลัง
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มั น สํ า ปะหลั ง โดยการพั ฒ นา วิธกี ารเตรียมดิน ดําเนินการจัดทําแปลงสาธิตการ ไถระเบิ ด ดิ น ดานในพื้ น ที่ ที่ มี ปญหาดินดานในพื้นที่เพาะปลูก มันสําปะหลังทีส่ ําคัญ 4 จังหวัด
ความเปนมา กรมสงเสริมการเกษตรไดมอบหมายใหกองสงเสริมวิศวกรรมเกษตร ดําเนินการจัดทําโครงการพัฒนาการเขตกรรมภายใตโครงการจัดระบบพิเศษเฉพาะ พื้นที่มันสําปะหลัง เพื่อเปนการนํารองการพัฒนาการเตรียมดินที่ดีแกเกษตรกรผู ปลูกมันสําปะหลัง โดยการจัดทําแปลงสาธิตการพัฒนาการเขตกรรมในพื้นที่การ เพาะปลู ก มั น สํ า ปะหลั ง ที่ สํ า คั ญ ใน 3 ภาค รวม 4 จั ง หวั ด ได แ ก จั ง หวั ด นครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย จังหวัดสระแกว และจังหวัดกําแพงเพชร
ผลการดําเนินงาน
ดํ าเนินการจัดทํ าแปลงสาธิตการพัฒนาการเขตกรรม ใน 4 จังหวัด ไดแก จังหวัดนครราชสีมา บุรรี มั ย สระแกว และกําแพงเพชร เกษตรกรรวมโครงการ 697 ราย พืน้ ทีแ่ ปลงสาธิต จํานวน 4,525 ไร ดังนี้ ป2550 ดําเนินการนํารองจัดทําแปลงสาธิตการพัฒนาการเขตกรรม ในพื้ นที่ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวั ดบุรีรัมย เกษตรกรเขารว มโครงการ 59 ราย พื้นที่แปลงสาธิต จํานวน 500 ไร โดย จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรเขารวมโครงการ 20 ราย พื้นที่ แปลงสาธิต จํานวน 200 ไร ครอบคลุมพื้นที่ 2 อําเภอ ไดแก อําเภอครบุรี และ อําเภอเสิงสาง จังหวัดบุรีรัมย เกษตรกรเขารวมโครงการ 39 ราย พื้นที่แปลง สาธิต 300 ไร ครอบคลุมพื้นที่ 3 อําเภอ ไดแก อําเภอโนนสุวรรณ อําเภอปะคํา และอําเภอหนองกี่ ป2551 ดําเนินการนํารองการจัดทําแปลงสาธิตการพัฒนาการเขต กรรมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย จังหวัดสระแกว และจังหวัด กําแพงเพชร กําแพงเพชร เกษตรกรรวมโครงการ 638 ราย พื้นที่แปลงสาธิต จํานวน 4,025 ไร โดย จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรเขารวมโครงการ 374 ราย พื้นที่ แปลงสาธิต จํานวน 2,012 ไร ครอบคลุมพื้นที่ 2 อําเภอ ไดแก อําเภอครบุรี และอําเภอเสิงสาง
จังหวัดบุรีรัมย เกษตรกรเขารวมโครงการ 186 ราย พื้นที่แปลง สาธิต จํานวน 1,203 ไร ครอบคลุมพืน้ ที่ 3 อําเภอ ไดแก อําเภอโนนสุวรรณ อําเภอปะ คํา และอําเภอหนองกี่ จังหวัดสระแกว เกษตรกรเขารวมโครงการ 29 ราย พื้นที่แปลง สาธิต จํานวน 400 ไร ในอําเภอวังสมบูรณ จังหวัดกําแพงเพชร เกษตรกรเขารวมโครงการ 49 ราย พื้นที่ แปลงสาธิต จํานวน 410 ไร ในอําเภอขาณุวรลักษณบุรี ผลที่ไดรับการดําเนินงานในป 2550 สรุปไดวาสามารถเพิ่มผลผลิต แกเกษตรกรเมื่อเปรียบเทียบกับการเตรียมดินแบบปกติ รอยละ 25-30 และ พบวาเปอรเซ็นตแปงเพิ่มขึ้นรอยละ 1.06 สวนผลจากการดําเนินงานในป 2551 อยูระหวางการติดตาม
การสํารวจขอมูลโครงสรางพื้นฐานศูนยปฏิบัติการ
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
•
•
เพื่ อให ผูบ ริหารรับ ทราบขอมูล ทรัพยสินของศูนยปฏิบัติการใน ภาพรวม เพื่ อ ใช เ ป น ข อ มู ล สํ า หรั บ การ บริ ห ารจั ด การสิ น ทรั พ ย ข อง กรมสงเสริมการเกษตร เพื่ อ นํ า เสนอข อ มู ล ในลั ก ษณะ Spatial Database ทีใ่ หหนวยงาน ของกรมส ง เสริ ม การเกษตร สามารถใชประโยชนได มีเปาหมายสํารวจขอมูลโครงสราง พื้นฐานของศูนยปฏิบัติการกรม สงเสริมการเกษตร จํ านวน 48 ศูนย ทัว่ ประเทศ
ผลการดําเนินงาน สํารวจข อมู ลโครงสร างพื้นฐานศูนยปฏิบัติการของกรมสงเสริ ม การเกษตร จํานวน 48 ศูนย ประกอบดวย ผังบริเวณ ที่ดิน สิ่งกอสราง ระบบ ไฟฟา แหลงน้ํา ระบบระบายน้ํา โรงเรือนเกษตร แปลงเกษตร เครื่องจักรกล และระบบใหน้ําพืช รวมถึงคาพิกัดตําแหนงบนภาพถายของดาวเทียมที่แสดง อาณาบริเวณของศูนยตางๆ เพื่อใชเปนขอมูลสําหรับการบริหารจัดการดาน สินทรัพยของกรมสงเสริมการเกษตร การรวบรวมขอมูลครั้งนี้ นับเปนครั้งแรกที่ไดทําการรวบรวมขอมูล โครงสรางพื้นฐานของศูนยปฏิบัติการไวในรูปแบบเดียวกันและอยูในแหลงขอมูล เดียวกัน โดยจัดทําไวในลักษณะของ Spatial Database ที่สามารถแสดงภาพ ตําแหนงที่ตั้งและขอมูลรายละเอียดไวดวยกันทําใหสะดวกตอการทําความเขาใจ และสามารถเรียกใชไดบน Webpage ssnet ของกรมสงเสริมการเกษตร
การสํารวจและวิเคราะหระบบไฟฟาประจําอาคาร
วัตถุประสงคและเปาหมาย •
•
•
•
เพื่ อ ใช เ ป น ข อ มู ล สํ า หรั บ การ บริหารจัดการดานพลังงานไฟฟา ประจํ า อาคารของกรมส ง เสริ ม การเกษตร เพื่อใชประโยชนในการบริหาร ทรัพยกรดานพลังงานไฟฟาของ ผูบ ริหารทุกระดับ แสดงในรูปของอุปกรณไฟฟาบน ผังวิศวกรรม ดํ าเนินการในอาคารสํ านักงาน กรมสงเสริมการเกษตร จํานวน 3 หลัง คือ อาคาร 1, 5 และ 6
อาคาร หลังที่ อาคาร 1 อาคาร 5 อาคาร 6
ระบบไฟฟา แสงสวาง 101,852.80 70,275.20 14,224.00
ผลการดําเนินงาน กองสงเสริมวิศวกรรมเกษตร มีหนาที่ในการนําระบบวิศวกรรมมาใช ในการพัฒนาการเกษตร รวมถึงการนําระบบบริหารจัดการทางวิศวกรรมเขามาใช บริหารจัดการ สินทรัพยของกรมสงเสริมการเกษตรใหมีประสิทธิภาพและเกิด ประสิ ท ธิ ผ ลอย า งชั ด เจน จึ ง ได ดํ า เนิ น การสํ า รวจอุ ป กรณ ไ ฟฟ า ของอาคาร กรมสงเสริมการเกษตร ประกอบดวย ระบบไฟฟาแสงสวาง ระบบปรับอากาศ ระบบคอมพิวเตอร เครื่องใชไฟฟาประเภทอื่นๆ ระบบสูบน้ําใช และระบบปองกัน อัคคีภยั รวมทัง้ ไดคํานวณวิเคราะหคา การใชพลังงานของระบบตางๆ ดังกลาว ผล การดําเนินงานสรุปไดวา 1. อาคาร 1 เครื่ อ งมื อ และอุ ป กรณ ที่ ใ ช พ ลั ง งานไฟฟ า ทุ ก ระบบ มีอัตราการใชพลังงานไฟฟา 997,818.20 กิโลวัตต/ป โดยระบบปรับอากาศมี สัดสวนการใชพลังงานไฟฟาสูงที่สุดคือ 688,398.80 กิโลวัตต/ป หรือคิดเปน ร อ ยละ 68.99 ของการใช พ ลั ง งานไฟฟ า ทั้ ง หมดของอาคาร 1 รองลงไปคื อ เครือ่ งใชไฟฟาประเภทอืน่ ๆ ระบบไฟฟาแสงสวาง และระบบคอมพิวเตอรตามลําดับ 2. อาคาร 5 พบวาเครือ่ งมือและอุปกรณทใี่ ชพลังงานไฟฟาทุกระบบ มีอัตราการใชพลังงานไฟฟา 330,971.08 กิโลวัตต/ป โดยระบบปรับอากาศมี สัดสวนการใชพลังงานไฟฟาสูงที่สุดคือ 175,536.48 กิโลวัตต/ป หรือคิดเปน รอยละ 53.04 ของการใชพลังงานไฟฟาทั้งหมดของอาคาร 5 รองลงไปคือ ระบบ ไฟฟาแสงสวางเครือ่ งใชไฟฟาประเภทอืน่ ๆ และระบบคอมพิวเตอร ตามลําดับ 3. อาคาร 6 เครื่ อ งมื อ และอุ ป กรณ ที่ ใ ช พ ลั ง งานไฟฟ า ทุ ก ระบบ มีอตั ราการใชพลังงานไฟฟา 54,846.40 กิโลวัตต/ป โดยระบบปรับอากาศมีสดั สวน การใชพลังงานไฟฟาสูงที่สุดคือ 28,536.00 กิโลวัตต/ป หรือคิดเปนรอยละ 52.03 ของการใชพลังงานไฟฟาทัง้ หมดของอาคาร 6 รองลงไปคือ ระบบไฟฟาแสงสวาง เครือ่ งใชไฟฟาประเภทอืน่ ๆ และระบบคอมพิวเตอรตามลําดับ ทัง้ นี้ พบวาอัตราการใชไฟฟารวมลดลงรอยละ 39.39 เมือ่ เทียบกับป 2546 ปริมาณการใชพลังงานไฟฟาประจําอาคาร (กิโลวัตต/ป) ระบบ เครื่องใชไฟฟา ระบบ ปรับอากาศ คอมพิวเตอร ประเภทอื่น 688,398.80 80,375.00 119,430.20 175,536.48 9,350.00 68,946.20 28,536.00 3,840.00 8,097.20
ระบบสูบ น้ําใช 7,758.40 6,863.20 149.20
รวม กิโลวัตต/ป 997,815.20 330,971.08 54,846.40