Page 1


EDITOR’S นิตยสารเล่มนี้ พยายามมีให้อ่าน ทุกสองเดือน เพื่อโลกที่ยังดีขึ้นได้ บรรณาธิการ รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์ กองบรรณาธิการ อภิรดา มีเดช

คนเขียน

นายสิบสาม ตุ่น ดนัย ปะสิ่งชอบ quin toki แยมเล็ก นาคร บูรพา ศรีจัณฑาล mr.misanthrope กานต์ เกรันพงษ์

ศิลปกรรม เอกราช

contact

deo.magazine@gmail.com deomagazine.exteen.com

ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเล่มที่ 7 แล้ว และยังเป็นการขึ้นขวบปีที่ 2 ของหนังสือทำ�เองเล่มนี้พอดิบพอดี หลายปกที่ผ่านไป ก็มีเรื่องราวหลากหลายที่ทางเราอยากจะ นำ�เสนอต่างกันออกไป ซึ่งเนื้อหาก็วนเวียนอยู่กับเรื่องๆ รอบตัว รอบสังคม เป็นส่วนใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 1 ขวบ เนื้อหาหลักของเล่มนี้ เราก็จะโยน ประเด็นของหัวหนังสือว่า เป็นเรื่องฟราวของหนังสือ และการอ่าน “you are what you read.” เพื่อสนองตัณหาของผู้จัดทำ� ด้วยจุด เริ่มต้นที่ว่า อยากทำ�หนังสือขึ้นมาสักเล่ม เพื่อระบายความบ้าให้ ระบาดบนกระดาษ ฉะนั้น ในเล่มนี้ เราจึงกลับไปพูดเรื่องเมื่อจุด เริ่มต้นอีกครั้งว่า ทำ�ไมเราอยากทำ�หนังสือ เพราะเราเชื่อว่า การอ่านเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ประสบการณ์ในทุกสิ่ง หากผู้อ่านเลือกที่จะอ่าน และเข้าใจถึง เจตนาที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ได้รับ ยิ่งในยุคที่การเสพสื่อมีหลากหลายรูปแบบ แม้แต่ป้อนข้อมูล ด้วยการสดับใส่หูอย่างการเล่าข่าวนั้น ก็ยังเป็นการรรับสารที่คน ไทยนิยมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละ ที่เป็นตัวทำ�ลายวัฒนธรรมการร รับรู้ การอ่าน การเลือกที่จะเชื่อ เลือกที่จะอ่าน แล้วผลจากการ อ่านคัดกรองภูมิรู้จะถูกแสดงออกในชีวิตหลากรูปแบบ กำ�หนด เป็นแนวคิดของสังคมที่ดีงาม ดังคำ�พูดทีว่ า่ นักเขียนเป็นเพียงผูจ้ ดั หาเทียน แล้วจุดให้เท่านัน้ ส่วนการจะใช้แสงสว่างเพียงเล็กเล็กน้อยคลำ�ทางเดินไปหาทางออก จากทางเดินที่มืดมิด ณ หนไหนนั้น ผู้อ่านจะเป็นคนรับรู้เอง สวัสดี รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์


CONTENTS เหนือ ใต้ ออก ตก

ประเด็นโลก คนเด็ด

4 6

สังคม

เรื่องอย่างว่า ยูโทเปีย จากฝั่งธน alien-ate-you

10 18 46 48

ศิลปะ-วัฒนธรรม

ตามรอยเท้า เศษกระดาษ cinephiles คีตสำ�เริง

18 26 28 32

บนบาทวิถี

โลก อยู่ร่วมโลก นอกบ้าน มรรค

22 25 36 40

ปกิณกะ

ฉันเกลียดมนุษย์ พรรคการแมว คิดแบบน้องหม่อน

46 50 51


เรื่องอย่างว่า

มรรค

“You are what you read” อ่านอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น ลองอ่าน คนไทย ผ่านหนังสือ (ที่พวกเขาอ่าน)และ สารพัดสารเพเกี่ยวกับหมึกพิมพ์บนกระดาษเย็บเล่ม

“การอ่านไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิม ของเรา...คนไทยคุ้นเคยกับการ สดับ ชมและฟังเอารสชาติเพ ลินๆ ผิวเผิน ต่างจากการอ่าน ที่มักต้องคิดไปพร้อมๆ กัน คน ไทยจึงมักรู้สึกมากกว่าคิด”

ตามรอยเท้า “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” ชวนปั่นไประลึกวัยเด็ก ที่บ้านพิพิธภัณฑ์ เพลิดเพลินเจริญตากับของเก่าสมัยยุค 2500

บางคำ�จากบทสัมภาษณ์ ศิลา โคมฉาย

นอกบ้าน

คีตสำ�เริง

นาฏกรรมคู่ขนานบน ความซ้ำ� ปืนลม กระสุนยาง เป้านิ่งคิงคอง กับ การแสดงสดเพลง side B

ทางคู่ขนานของวงการดนตรีบ้านเรา และรีวิว Sound Awake อัลบัมชุดที่สองโดย Karnivool โพรเกสซีฟร็อก จากออสเตรเลีย

จากฝั่งธน อลังการ เทวรูป ผุดทั่วกรุง ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ แต่ถ้าอยากรู้ พลิกดูพลัน!


04 // ประเด็นโลก

// พังกำ�ไล ///// // หวัด /////////

๒๐๐๙

กรณีรถบรรทุกช้างพลิกคว่ำ�บนถนนสายตา พระยา-โนนดินแดง บริเวณเขาช่องตะโก จ.สระแก้ว มีผู้เสียชีวิต ๑ คน บาดเจ็บ ๕ คน และ ช้างพังกำ�ไล เพศเมีย อายุกว่า ๑๐ ปี น้ำ� หนักประมาณ ๒ ตัน ได้รับบาดเจ็บขาหัก ส่งเข้า รักษาตัวที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่ง ชาติ หรือโรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ โดยมี นาย สมศักดิ์ ศาลางาม ควาญและเจ้าของพังกำ�ไล มา คอยดูอยู่อย่างใกล้ชิด แนวทางการรักษาพังกำ�ไล คือ ยกขึ้นทำ�ความ สะอาดแผล โดยเฉพาะการรักษาแผลกดทับที่ ด้านซ้าย การรักษากระดูกที่หักด้านขวา โดยทีม สัตวแพทย์ได้ดำ�เนินการขุดบ่อบำ�บัดพระราชทาน และการทำ�กรงเพื่อพยุงตัวพังกำ�ไล ควบคู่กันไป ล่าสุด (๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒) อาการของช้าง พังกำ�ไลดีขึ้นมาก โดยทีมแพทย์พระราชทาน ได้ ให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด เพื่อบำ�รุง ร่างกาย

เป็นกระแสโรคระบาดครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ของโลก เมื่อมีการแพร่ระบาดของโลกหวัดที่ กลายพันธุ์จนเปลี่ยนมาหลายชื่อ ตั้งแต่หวัดหมู หวัดเม็กซิโก หรือล่าสุดหวัด ๒๐๐๙ ที่มีชื่อว่า H1N1 มีต้นตอมาจากเม็กซิโก และระบาดไปยัง พื้นที่ใกล้เคียงอย่างอเมริกาด้วยความรวดร็ว จน สุดท้ายก็กลายเป็นโรคที่ระบาดไปทั่วโลก แต่ยัง ไม่มีการตรวจพบการกลายพันธุ์เป็นการติดต่อ จากคนสู่คน เมืองไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีผู้ ติดเชื้อเกือบ ๔,๐๐๐ ราย เสียชีวิตแล้ว ๒๑ ราย แพร่ระบาดไปแล้ว ๗๒ จังหวัด (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒) เนื่องจากเชื้อโรคที่มีอยู่แท้จริงไม่ได้มี ความรุนแรงมาก แต่เป็นเชื้อโรคใหม่ที่ยังไม่ทราบ แน่ชัดว่าจะกลายพันธุ์หรือไม่ จึงมีมาตรการ ป้องกันด้วยการสวมหน้ากากกันเต็มบ้านเต็ม เมือง


// 05

// แพนด้า // /////// เบียร์ของ ข่าวทอล์กออฟ เดอะ ทาวน์ ในกระแสข่าวค เมืองคงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการลงมาจุติของ แพนด้าน้อยที่ดูดดึงความสนใจของประชาชนจน แทบจะเป็นสัตว์ประจำ�ชาติไปแล้ว แพนด้าน้อย เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ขณะนี้กำ�ลังมีการประกวดตั้งชื่อให้กับเจ้าสัตว์ โมโนโทนตัวนี้ โดยมีรางวัลล่อใจเป็นเงินนับล้าน บาท รวมไปถึงการเตรียมทุ่มงบ ๖๐ ล้านสร้าง ห้องหิมะให้เจ้าตัวนี้ด้วย สมกับเป็นเมืองไทยที่ หน้าใหญ่จริงๆ

เกาหลีเหนือ //

เกาหลีเหนือได้ออกอากาศโฆษณาเบียร์ “แตดองกัง” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ซึ่งเป็นเบียร์ที่ผลิตเองภายในประเทศ ภายใต้ สโลแกนที่ว่า “ความภูมิใจแห่งเปียงยาง” โดย ภาพที่ปรากฏในโฆษณานั้นประกอบด้วยผู้บริโภค จากหลายชนชั้น ทั้งชนชั้นแรงงาน และชาวเมือง นักธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าเบียร์ของชาวโสมแดง นั้นไม่มีชนชั้น ซึ่งนับเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของ เกาหลีเหนือที่ตามปกติแล้ว จะไม่ค่อยมีโฆษณา ในเชิงพาณิชย์แพร่ภาพมากนัก    รายงานข่าวระบุว่า เบียร์ “แตดองกัง” จะขาย ในราคาประมาณขวดละ ๑.๕๐ ดอลลาร์ หรือ ประมาณ ๕๒ บาท และบางครั้งก็จะซื้อหาได้ใน เกาหลีใต้ด้วย


06 //

คนเด็ด นายกเกาหลี

เป็นข่าวครึกโครมสะท้านวงการ เมือง เมื่อนายโนห์ มู เฮียน วัย ๖๒ ปี อดีตประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของเกาหลีใต้กอ่ การอัตวินบิ าตกรรมด้วย การกระโดดลงหน้าผาเมือ่ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ด้วย เหตุที่อ้างไว้ในจดหมายลาตายเกี่ยวกับความครียด จากการถูกสอบสวนว่ามีคนในครอบครัวรับสินบน ถ้านักการเมืองของบ้านเราจบชีวิตตัวเองเพื่อหนี ความผิดช่อราษฎร์บังหลวงด้วยวิธีโดดเหวเช่นนี้ หน้าผาเหวเมืองไทยคงถูกถมจนเต็มเป็นแน่แท้

ประภาการัน ขบวนการกบฏพยัคฆ์ทมิฬ อีแลม หรือ LTTE ถึงคราว อวสานเสียแล้ว เมื่อการ ทำ�สงครามครั้งสุดท้ายกับ รัฐบาลศรีลังกาจบลงด้วย ความพ่ายแพ้ของกลุ่มกบฏ และผู้นำ�สูงสุด เวฬุพิไลย ประภาการัน ถูกสังหารเมื่อ ๑๘ พฤษภาคม เป็นการ ปิดฉากสงครามกลางเมืองที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการถูก กดขี่ของชาวทมิฬที่เป็นชนกลุ่มน้อยอันยืดเยื้อมาเป็น เวลา ๒๕ ปีลงอย่างสมบูรณ์ นายประภาการัน เกิดเมื่อ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ แม้เป็นผู้ก่อสงครามที่ ยาวนาน แต่เขาก็ยังคงเป็นวีรบุรุษของชาวทมิฬอยู่

ซูจี ผู้นำ�ฝ่ายค้าน พรรค NLD หรือพรรค สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ของ พม่า นางอองซานซูจี จำ�ต้องฉลองวันเกิด ครบรอบ ๖๔ ปี วันที่ ๑๙ มิถุนายนนี้ ใน เขตควบคุมตัวในเรือนจำ�อินเส่ง เนื่องจาก ทางกรรัฐบาลทหารพม่ากล่าวหาว่าเธอมี ความผิดฐานละเมิดข้อตกลงในการควบคุม ตัว เมื่อมีนายจอห์น วิลเลียน ยีททอว์ อายุ ๕๔ ปีชาวอเมริกัน ว่ายน้ำ�ข้ามทะเลสาบเข้า มาพบเธอในบ้านพักและซ่อนตัวอยู่ถึง ๒ วัน ซึ่งบางกระแสคิดกันว่าเป็นการยัดเยียด ข้อหาให้กับนางซูจี เนื่องจากทางการพม่า ต้องการควบคุมตัวเธอไว้ต่อไป เพื่อเป็น หลักประกันในการอยู่รอดของรัฐบาลทหาร โดยปราศจากผู้ต่อต้าน ทั้งนี้นาง อองซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ถูกริบอิสรภาพมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ และครั้งล่าสุดเริ่มต้น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๖


// 07

แจ๊ค ธรรมรัตน์ เดวิด คาราดีน ในหมู่บรรดาคนเล่น ดนตรีของเมืองไทย ตอนนี้มีมือกีตาร์หนุ่ม ไทยคนหนึ่งสร้างชื่อให้ กับวงการดนตรีไทยใน ระดับโลกแล้ว ในรายการประกวดมือกีตาร์ guitar idol ที่มีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมแข่งขัน จากทั่วโลกผ่านคลิปวีดีโอ คัดเลือกเอาสุด ยอดกีตาร์พระกาฬเหลือ ๑๒ คน แล้วไป แข่งรอบสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ ซึ่ง แจ๊ค ธรรมรัตน์ ดวงศิริ อาจารย์สอนกีตาร์หนุ่ม ฝีมือดีก็บรรเลงเพลงผ่าน ๖ สายกีตาร์กับ ๑๐ นิ้วเทวะ จนคว้าตำ�แหน่งชนะเลิศไป อย่างไม่ค้านสายตาใคร เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ มาก หาวิดีโอการเล่นของอาจารย์แจ๊คได้ จาก youtube ได้เลย

ดาราหนังจากซีรี่ส์ดังเมื่อ ๒๐ ปีก่อน “กังฟู” จากบทของผู้ เยี่ยมยุทธใช้วิชากังฟูต่อกรกับเหล่าอาชกร “ไคว เชง เคน” เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ เดวิด คาราดีน ถูกพบเปลือย กายเป็นศพอยู่ในห้องพักโรงแรมหรูกลางบางกอกเมืองฟ้า อมร ขณะเดินทางมาถ่ายภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เดวิด คารา ดีน เสียชีวิตในวัย ๗๒ ปี ท่ามกลางการถกเถียงกันเป็นวง กว้างถึงสาเหตุการตายที่ยังไม่มีวี่แววจะคลี่คลายในเร็ววัน เนื่องจากท่าทางของศพที่ทางผู้สันทัดกรณีชาวไทยสรุปว่า เป็นกามวิตถารรูปแบบหนึ่ง แต่ทางญาติของเดวิด เชื่อว่า เป็นการฆาตรกรรมจากกลุ่มมาเฟียข้ามชาติ

ซูซาน บอยล์

ผ่านบทเพลง I dreamed a dream ที่ทำ�เอาคน ทั้งรายการลุกขึ้นปรบมือให้กับความเจ๋งสุดขั้ว ของน้ำ�เสียง แม้กรรมการของรายการที่ว่าเขี้ยว ลากก็ยังน้ำ�ตาคลอ รายการนี้จบลงด้วยเธอได้ รางวัลที่ ๒ แต่ปรากฏการณ์ของเธอเป็นระเบิด แม้รายการโชว์กึ่งประกวดร้องเพลงของบ้านเรา จะด้อยคุณภาพ เน้นขายภาพลักษณ์ เกาะกระแส บนโลกไซเบอร์ เมื่อคลิปการร้องเพลงในรายการ ดังกล่าวถูกเปิดผ่าน youtube.com กว่าสี่พัน ประเภทแค่ถ่มน้ำ�ลายผ่านไมค์ก็ดังได้ แต่อีกซีก โลกหนึ่ง ในรายการ Britain’s got talent คุณน้า สามร้อยครั้งในสัปดาห์เดียว ล่าสุดเธอกำ�ลังจะ หุ่นแม่บ้านตกงานจอมเฉิ่มชาวสกอตวัย ๔๗ ปี ซู ได้เป็นศิลปินในค่ายยักษ์ด้วยความสามารถที่อยู่ ภายในแท้ๆ ซาน บอยล์ ได้แสดงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน


08 // ตามรอยเท้า // กองบอกอ

ปั่นไปบ้านพิพิธภัณฑ์

ชวนปั่นไปหวนระลึกวัยเด็กที่บ้านพิพิธภัณฑ์ พุทธมณฑลสาย ๒

บ้านพิพิธภัณฑ์ คือ พิพิธภัณฑ์จัดแสดงของเก่า ให้เราดูอย่างเป็นกันเอง (ไม่จำ�กัดชนิด ส่วนใหญ่เป็น ของใช้ในครัวเรือน) หลากหลายประเภทในยุค ๒๕๐๐ เปิดทำ�การตั้งแต่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๔ โดยหนึ่งในผู้ ก่อตั้งคือ คุณเอนก นาวิกมูล ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคย และประทับใจกับหนังสือย้อนอดีตในวัยเด็กทั้งหลาย แหล่ของเขากันมาบ้าง เป็นพิพิธภัณฑ์วันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะทำ�ให้ทุก คนในครอบครัวเพลิดเพลิน โดยเฉพาะผู้ที่มีชีวิตเกี่ยว เนื่องกับยุค ๒๕๐๐ เป็นต้นมา แม้แต่เด็กๆ ที่เกิด ไม่ทันก็จะได้ชมของเล่นและของเก่าสมัยคุณพ่อคุณ แม่ยังเด็กเป็นขวัญตา

ทำ�ไมต้องปั่นไป

เพราะด้วยระยะทาง หากเดินไปคงจะหมดแรง เสียก่อนถึง สายรถประจำ�ทางที่ผ่านถนนพุทธมณฑล สาย ๒ ก็ไม่แน่ใจ แล้วยังต้องเข้าซอยไปอีก คงจะไม่ ค่อยสะดวก แต่หากเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ก็สะดวก แน่ แต่ก็หลีกเลี่ยงการพ่นควันพิษออกมาไม่พ้น ไหนๆ ก็มีรถจักรยานอยู่ที่บ้านแล้ว การปั่นออกไปไหนๆ

ทำ�ให้ได้ออกเดินทางอย่างเป็นมิตรกับโลกพร้อมกับ ออกกำ�ลังกายไปด้วยในตัว นับเป็นทางเลือกในการ เดินทางอีกทางหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่การปั่นออก ถนนใหญ่ ก็ควรระมัดระวังให้มากด้วย (ติดกระจก มองข้างไว้ด้วยก็พอช่วยได้)

ก่อนปั่น

ตรวจสภาพรถจักรยาน ก่อนอื่น ดูลมยางให้ เรียบร้อย อย่าลืมตรวจสอบเบรครถด้วย ปรับระดับ อานที่นั่งให้เหมาะสมกับเรา (ระดับที่เหมาะสมคือ เวลาเหยียบบนบันไดแล้วขายืดได้สุดพอดี ถ้าขางอ ก็ให้งอเพียงเล็กน้อย เวลารถล้มหรือหยุดรถจะได้ใช้ เท้ายันพื้นทัน ถ้าหากปล่อยให้ขางอมากๆ เวลาปั่นจะ เมื่อย) สำ�หรับคนปั่น ก็ใส่เสื้อที่ระบายอากาศได้ ดี กางเกงยาวประมาณหัวเข่ากำ�ลังดี (หากางเกง จักรยานมาสวมด้านในชั้นหนึ่งก่อนก็จะช่วยไม่ให้ ทรมานก้นจนเกินไป) ถุงแขน ก็ควรหามาสวมในวันที่ แดดจัด สวมถุงเท้า รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าที่ปั่นได้ สะดวก ควรโพกผ้าเช็ดหน้าผืนโตเพื่อกันแดดและซับ


// 09 เหงื่อก่อนสวมหมวกนิรภัยสำ�หรับจักรยานเพื่อความ ปลอดภัย และควรกรอกน้ำ�ใส่กระติกสำ�หรับจักรยาน ติดไปด้วย จะได้ไม่เพิ่มขยะพลาสติกด้วยการซื้อน้ำ� ขวด

การเดินทาง

“...ตัวอาคารบ้านพิพิธภัณฑ์จริงๆ นั้น อยู่ใน หมู่บ้านคลองโพธิ์แลนด์ ริมถนนศาลาธรรมสพน์ซึ่ง เป็นถนนไปศาลายาสายใน เลยสวนอาหารชองกาเลีย ทะเลบิณฑ์ สวนอาหารพุทธชาด (ถ.พุทธมณฑลสาย ๒-เลิกไปหมดแล้ว) เข้าไปไม่เท่าไร รอบๆ เป็นสวนผัก อากาศบริสุทธิ์...” (สีสันจากวันวาน, ๒๕๔๖)

บ้านพิพิธภัณฑ์มีอะไรให้ดูบ้าง

อาคารจัดนิทรรศการมี ๒ อาคารด้วยกัน โดย อาคารแรกมี ๓ ชั้น ชั้นล่างสุดจัดแสดง ร้านขายของที่ ระลึก ร้านขายยา ร้านขายของเล่น (ดูแล้วคิดถึงความ สนุกสนานตอนเป็นเด็กขึ้นมาเลย) และของจิปาถะ (ประมาณโชห่วย) ชั้น ๒ เป็นร้านตัดผม ร้านเช่านิยาย โรงหนังจำ�ลอง แต่มีหนังฉายให้ชมจริงๆ รอบที่ไปฉาย เรื่องน้ำ�ท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๔๘๕ ส่วนชั้น ๓ เป็น ที่ทำ�การอำ�เภอสีหนคร ร้านขายแผ่นเสียง หลังจากชมของเก่าบนอาคารแรกจนครบทุกชั้น ก็ลง มาเพื่อทอดน่องชมตลาดจำ�ลองริมน้ำ� ประกอบด้วย ร้านทอง ร้านหมอฟัน และจัดแสดงของแจกของแถม จากสินค้าต่างๆ และมีร้านกาแฟจำ�ลอง ที่แอบเหลือบ ไปเห็น ป้ายประกาศควบคุมราคาขายเครื่องดื่ม จาก คณะกรรมการป้องกันการค้ากำ�ไรเกินควร ราคากาแฟ ดำ�ร้อน ๗๕ สตางค์ กาแฟดำ�เย็น ๑ บาท กาแฟใส่ นมเย็น ๑ บาท ๒๕ สตางค์ (ลองเทียบกับราคาสมัยนี้ แล้วหนาวๆ ร้อนๆ พิกล) นอกจากนี้ ในอนาคตบ้านพิพิธภัณฑ์ยังมี โครงการเพิ่มเติมส่วน ตลาดเล็กๆ ขึ้นมาอีก ๔-๕ ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนและค้าขายสินค้าด้วย

ด้วยค่าเข้าชมแสนถูก แต่ก็ต้องจัดเก็บเพื่อให้ พิพิธภัณฑ์ดำ�เนินการไปได้ การถ่ายภาพภายในก็ อนุญาตให้ถ่ายได้อย่างไม่หวงเลย (รู้สึกว่าเป็นข้อดี มาก แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะทำ�ให้คนที่ไปบาง ส่วนไม่ได้ไปชื่นชมของเก่า แต่ไปจัดสตูดิโอถ่ายภาพ กันเสียมาก เสียบรรยากาศและความรื่นรมย์ในการดู ของผู้ที่ตั้งใจไปดูพอสมควร) ก่อนกลับก็แวะอุดหนุนเครื่องดื่มเย็นๆ ทางด้าน หน้าพิพิธภัณฑ์ และเลือกของที่ระลึกกลับไปฝาก คนทางบ้านที่ไม่ได้มากับเราเสียหน่อย ทั้งบัตรภาพ (ดัดแปลงจากของแถมยาซิกาแรตสมัยก่อน) สมุด หนังสือ ของเล่นสมัยเด็ก ส่วนโปสการ์ด (อยากให้ บ้านพิพิธภัณฑ์จัดทำ�ใบแสดงความคิดเห็นของผู้เข้า ชมจังเลย จะเสนอแนะว่าควรออกแบบโปสการ์ด เฉพาะของบ้านพิพิธภัณฑ์มากกว่านี้ เพราะคราวที่ไป มีที่เป็นรูปในบ้านพิพิธภัณฑ์เพียง ๒ แบบเท่านั้น) ซื้อ แล้วสามารถฝากส่งที่นั่นได้เลย อย่าลืมประทับตรา มาด้วยก็แล้วกัน

ข้อมูลบ้านพิพิธภัณฑ์

“เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” บ้านพิพิธภัณฑ์ (House of Museums) บ้านเลขที่ ๑๗๐/๑๗ หมู่ที่ ๑๗ ซอยคลองโพ ๒ ถนน ศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ โทร. ๐๘๙ ๒๐๐ ๒๘๐๓ (คุณเอนก) และ ๐๘๙ ๖๖๖ ๒๐๐๘ (คุณวรรณา) เปิดทำ�การเฉพาะ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. เวบไซต์ทางการของบ้านพิพิธภัณฑ์: http://houseofmuseums.siam.edu/main_page2.htm

ข้อมูลอ้างอิง เอนก นาวิกมูล. สีสนั จากวันวาน. กรุงเทพฯ: สายธาร, ๒๕๔๖.


10 // เรื่องอย่างว่า // กองบอกอ

YOU ARE WHAT YOU READ อ่านอะไร ก็ได้อย่างนั้น

คุณเห็นด้วยกับคำ�กล่าว “You are what you read” กันบ้างหรือไม่ แล้วลองมอง ไปรอบๆ ตัว (จินตนาการว่าอยู่ในร้าน หนังสือ) คุณเห็นคนส่วนใหญ่ หยิบอะไร ขึ้นมาอ่านกันมากที่สุด... ข่าวพาดหัวหน้า หนึ่ง คนฆ่ากันตายทุกวัน หนังสือ Paparazzi เจาะลึกดาราถึงกึ๋น บอลวันนี้ ครึ่งควบสามสิบลูก ฯลฯ นิตยสารดีโอ ฉบับครบขวบปี ขอเสนอ... อ่านคนไทยจากหนังสือ (ที่พวกเขาอ่าน)

1. สถิติการอ่านหนังสือของคนไทย การอ่านหนังสือของประชากรมีความแตกต่างกัน ตามวัย โดย วัยเด็ก มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด รอง ลงมาคือ เยาวชน วัยทำ�งาน และต่ำ�สุดคือ วัยสูงอายุ (๘๑.๕%, ๗๘.๖%, ๖๔.๓% และ ๓๙.๓% ตามลำ�ดับ) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการสำ�รวจที่ผ่าน มา พบว่า การอ่านหนังสือของกลุ่มวัยสูงอายุมีแนว โน้มเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่มอื่นมีแนวโน้มลดลง ซึ่ง อาจเป็นเพราะมีสื่ออื่นที่น่าสนใจกว่า เช่น โทรทัศน์ เกมส์ เป็นต้น


// 11 ทั้งนี้ เนื้อหาสาระที่ผู้อ่านหนังสือชอบอ่านมากที่สุดคือ ข่าว รองลงมาคือ บันเทิง สารคดี/ความรู้ทั่วไป และ ความรู้วิชาการ (๕๐.๙% ๓๙.๑%  ๓๑.๙% และ ๒๔.๕% ตามลำ�ดับ) ส่วนเนื้อหาสาระที่มีผู้อ่านเพียง เล็กน้อย คือ ความคิดเห็น/วิเคราะห์ โฆษณา และอืน่ ๆ สำ�หรับเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือ ผู้อ่านหนังสือ ที่มีอายุตั้งแต่ ๖ ปีขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลา เรียน/นอกเวลาทำ�งาน เฉลี่ย ๓๙ นาทีต่อวัน โดยกลุ่ม เยาวชนใช้เวลาอ่านหนังสือฯ เฉลี่ย ๔๖ นาทีต่อวัน มากกว่ากลุ่มวัยอื่นที่ใช้เวลาอ่านหนังสือฯ ใกล้เคียง กันคือ ประมาณ ๓๗-๓๙ นาทีต่อวัน วิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่านหนังสือ ที่ได้รับ การเสนอแนะมากที่สุด ๕ ลำ�ดับแรก คือ หนังสือควร มีราคาถูกลง ๒๘.๗% หนังสือควรมีเนื้อหาสาระน่า สนใจ ๒๒% ควรมีห้องสมุดประจำ�หมู่บ้านหรือชุมชน ๑๙.๘% ส่งเสริมให้พ่อแม่ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน หนังสือ ๑๙.๓% และภาษาที่ใช้ในหนังสือควรใช้ ภาษาง่ายๆ สื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจได้ ๑๓.๑% ข้อมูลจาก สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ จากการสำ�รวจการอ่าน หนังสือของประชากร พ.ศ.๒๕๕๑ เก็บรวบรวมข้อมูลใน เดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ๒๕๕๑ จากจำ�นวนครัว เรือนตัวอย่างประมาณ ๕๓,๐๐๐ ครัวเรือน

2. อะไรที่คนไทยชอบอ่าน อะไรที่ไม่ชอบอ่าน

อันดับหนังสือขายดี อีกหนึ่งตัวชี้วัดรสนิยมการเลือก อ่านของคนไทย เราลองไปดูอันดับของร้านหนังสือ ชั้นนำ�อย่าง ซีเอ็ดบุ๊คส์ ร้านนายอินทร์ ศูนย์หนังสือ จุฬาฯ และ ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กัน ดูสักหน่อย

๕ อันดับแรก ซีเอ็ดบุ๊คส์ ๑. อัจฉริยะสร้างสุข ๒. บินไปบินกลับ ขับรถเที่ยว ๓. เมื่อยักษ์ตื่น ๔. สแกนกรรม ๕. สะกดหัวใจนายพ่อมด

ประเภท How-to ท่องเที่ยว How-to ประสบการณ์ นิยายแฟนตาซีวยั รุ่น

ที่มา: www.se-ed.com ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

๕ อันดับแรก ร้านนายอินทร์ ประเภท ๑. อัจฉริยะสร้างสุข How-to ๒. สะกดหัวใจนายพ่อมด นิยายแฟนตาซีวยั รุน่ ๓. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ในเนเธอแลนด์ การ์ตูน ๔. เดอะ ท็อป ซีเคร็ด ๒ ความลับสู่ความสำ�เร็จ How-to ๕. นิสัยแบบนี้เลือดกรุ๊ป B แน่ ๆ How-to ที่มา: www.naiin.com ระหว่างวันที่ ๑๕-๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

๕ อันดับแรก ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ประเภท ๑. แบบฝึกข้อสอบความคิด เชื่อมโยง เตรียมสอบ GAT & แพทย์ วิชาการ ๒. จริยธรรมทางธุรกิจ วิชาการ ๓. อ่านเขียนเรียนเร็ว วิชาการ ๔. ศิลปะแห่งอำ�นาจ ธรรมะ ๕. พลังเนรมิต: กฎแห่ง การดึงดูดความมั่งคั่ง โชคลาภ ความสำ�เร็จ How-to ที่มา: www.chulabook.com วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒


12 // นอกจากอันดับหนังสือขายดี เรายังมีอีกดัชนีชี้ วัดสิ่งที่คนไทยนิยมอ่าน ด้วยอัตราการยืนอ่านหน้า ร้าน (แต่จะซื้อหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง) พบว่า หนังสือแฉ ฉาวดาราเป็นที่นิยมในการยืนอ่านหน้าร้านมากที่สุด แสดงว่าเรื่องของชาวบ้านนั้นเป็นที่พึงปรารถนาจะรู้ มากกว่าชีวิตของตนเองขนาดไหน

3. อะไรที่ห้ามคนไทยอ่าน “ผมกับเพื่อนรุ่นหนุ่มอีกสองสามคนชักชวนกัน แสวงหาคำ�ตอบจากหนังสือต่างๆ ซึ่งเดิมโรงเรียนห้าม ไม่ให้อ่านเพราะเป็นบาป เช่น หนังสือของรุสโซ วอล แตร์ โซลา และหนังสือประวัติการปฏิวัติของฝรั่งเศส” ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (๒๕๑๕)

// ตัวอย่างหนังสือที่เขาเคยห้ามกัน // ทรัพย์ศาสตร์ โดย พระยาสุริยานุวัตร ก่อนปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ เศรษฐศาสตร์เป็นวิชา ต้องห้าม เห็นได้จากที่มีการห้ามหนังสือเล่มนี้ใน สมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งถือกันว่าเป็น “ยุคทองของนัก หนังสือพิมพ์”

เค้าโครงการณ์เศรษฐกิจ หรือสมุดปกเหลือง โดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นเอกสารภายในจัดพิมพ์เพื่อเสนอต่อคณะ รัฐมนตรีเมื่อปี ๒๔๗๕ ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้ง รุนแรงจนพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี ต้องทำ�การรัฐประหารในปีถัดมา และได้การประกาศ ใช้ “กฎหมายคอมมิวนิสต์” จนมีการประกาศห้าม หนังสือสมุดปกเหลืองด้วยเหตุว่าที่เหลื่อมไปใน ทางลัทธิคอมมิวนิสต์ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัย การเมืองในวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ จากนั้น วันต่อมาก็มีหนังสือ บันทึกพระบรมราชวินิจฉัยเรื่อง เค้าโครงการณ์เศรษฐกิจฯ ออกมาแจกจ่ายจำ�นวน ๓,๐๐๐ เล่ม เนื้อหาในเล่มมุ่งโจมตีนายปรีดี เช่น ข้อความที่ว่า “โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียว อย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะ เอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่าง หลวงประดิษฐ์ หรือหลวงประดิษฐ์จะเอาอย่างสตาลิน” ถึงแม้ต่อมาคณะราษฎรจะยึดอำ�นาจคืนได้ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๖ แต่พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ กลับแก้ปัญหาด้วยการขอร้อง มิให้รื้อฟื้นเรื่องขึ้นมาอีก หลังจากนั้นสมุดปกเหลือง ก็หายไปจากการเมืองไทยกว่า ๒๐ ปี ขณะที่ข้อหา คอมมิวนิสต์ได้ติดตัวนายปรีดีไปตลอดชีวิต ประวัตจิ ริงของอาQ แปลจากงานเขียนของหลูซ่ น่ิ เป็น ๑ ใน ๒ เล่มงานเขียนฝ่ายก้าวหน้าที่ถูกห้ามใน สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ถือเป็นการให้อิสระงานเขียนใน ทศวรรษ ๒๔๙๐ ที่ถือเป็นงาน “ต้องห้าม” ให้กลับมา มีชีวิตอีกครั้ง นับเฉพาะหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ได้รับการตีพิมพ์นับหมื่นเล่มใน เวลาไม่กี่เดือน จนต้องมีการจัดสัมมนาว่าด้วยหนังสือ เล่มนี้โดยเฉพาะ


// 13 กรณีสวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ โดย สรรใจ แสงวิเชียร วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ได้ตั้งข้อสงสัยต่อบทบาทนายกรัฐมนตรี ของนายปรีดี พนมยงค์ ในกรณีสวรรคต หลังจากนั้น เพียงสัปดาห์เดียว ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ของ สุพจน์ ด่านตระกูล ก็ออกมาโต้อย่างทันควัน สุ พจน์นอกจากเสนอว่าปรีดีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ยัง ขยับไปอีกขั้นว่าใครน่าจะมีส่วนบ้าง

// ทำ�ไมต้องห้าม // หลังจากการล้อมปราบและทารุณกรรมในเช้า วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ แล้ว คณะปฏิรูปการ ปกครอง นำ�โดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ได้ยึดอำ�นาจ รัฐบาลและนำ�ประเทศเข้าสู่การปกครองระบอบ เผด็จการอีกครั้งหนึ่ง คืนนั้นเอง คณะปฏิรูปฯ ได้สั่ง ปิดหนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ เป็นผลให้ ประชาชาติรายวัน ประชาธิปไตย อธิปัตย์ ฯลฯ ถูกลบออกจากสารบบหนังสือพิมพ์ไทยนับแต่นั้น ในคำ�สั่งเดียวกัน ก็ได้ให้อำ�นาจเจ้าหน้าที่ริบ หรือทำ�ลายหนังสือที่เห็นว่าจะก่อให้เกิดความแตก สามัคคีในชาติและทำ�ให้ประชาชนเลื่อมใสในลัทธิ คอมมิวนิสต์ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๓ ได้มีการออก ประกาศ ๔ ฉบับ ระบุรายชื่อสิ่งพิมพ์ต้องห้ามรวมแล้ว ๒๑๙ รายการ ซึ่งนับเป็นการห้ามหนังสือครั้งใหญ่ ที่สุดในสังคมไทย ในรายชื่อหนังสือต้องห้ามนั้น หลายเล่มก็ดูเพียง ชื่อผู้เขียน เช่น จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตย สมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม โดย ปรีดี พนมยงค์ หลายเล่มดูเพียงชื่อหนังสือ เช่น ชาวนาไทยกับการ เปลี่ยนแปลง ของ สุเทพ สุนทรเภสัช กระบวนการ ห้ามหนังสืออย่างบ้าคลั่งนี้ทำ�ให้ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ถึงกับทิ้งงานวิชาการโดยสิ้นเชิง เมื่อ กลยุทธในการแก้ ปัญหาความยากจนในประเทศไทย ของเขาได้กลาย

เป็น ๑ ใน ๒๑๙ หนังสือต้องห้าม นอกจากการห้ามหนังสืออย่างเป็นทางการแล้ว เอกสารราชการจำ�นวนมากที่เก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุ แห่งชาติ หรือหน่วยงานราชการอื่น ที่เคยเปิดให้ใช้ ภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ก็ถูก “ห้าม” เช่นเดียวกัน ทั้งที่เอกสารเหล่านั้นกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต เช่น การเจรจาเขตแดนกับอังกฤษและฝรั่งเศสในสมัย ร. ๕ ซึ่งส่งผลสำ�คัญต่อวงวิชาการเป็นอย่างมาก แต่เมื่อขบวนการคอมมิวนิสต์ล่มสลายลงทั้ง ในระดับประเทศและสากลในต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ หนังสือต้องห้ามหลายเล่มก็ได้ออกมาวางจำ�หน่ายอีก ครั้ง การออก “พ.ร.บ. ยกเลิกคำ�สั่งปฏิรูปการปกครอง แผ่นดินฉบับที่ ๔๓ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙” เมื่อ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ก็เป็นเพียงการอนุญาต อย่างเป็นทางการเท่านั้น หรืออย่างหนังสือ การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุร นารี มูลเหตุเกิดจากข้อความสั้นๆ ที่ปรากฏอยู่บน ปกหลังหนังสือ ของ สายพิน แก้วงามประเสริฐ ว่า “วีรกรรมนี้เกิดขึ้นจริงหรือ ?” ซึ่งเนื้อหาก็ได้ค้นหาคำ� ตอบทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรกรรมของท้าวสุร นารี สามัญชนคนแรกที่ทางการสร้างอนุสาวรีย์ให้ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่น ของมธ. ใน ปี ๒๕๓๖ ต่อมา สำ�นักพิมพ์มติชนได้นำ�มาเรียบเรียง เป็นหนังสือ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ก็ถูกชาว โคราช และสื่อมวลชน ออกมาประท้วงว่าลบหลู่สิ่งที่ ผู้คนส่วนใหญ่เคารพ ก่อให้เกิดการแตกแยกในสังคม พร้อมทั้งข่มขู่ ให้เก็บหนังสือออกจากท้องตลาด ขณะ เดียวกันผู้เขียนก็ถูกย้ายจากที่ทำ�งาน ความล้มเหลวของวิชาประวัติศาสตร์ ที่ไม่ช่วย ให้คนในสังคมแก้ปัญหาด้วยการค้นหา “ความจริง” มาโต้แย้ง “ความจริง” ที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์ ความ ผิดของหนังสือเล่มนี้คืออยู่ผิดที่ผิดทาง หรือว่าอยู่ใน สังคมที่ไม่ยอมรับความเชื่อที่แตกต่าง และพร้อมที่จะ จัดการความเชื่อที่แตกต่างด้วยกำ�ลัง


14 // 4. พัฒนาการของสัปดาห์ (ลดราคา) หนังสือแห่งชาติ // ปลาสนาการของระบบร้านหนังสือ // งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เป็นงานที่ทีมงาน ดีโอไปสำ�รวจอยู่เสมอ ก็พบว่า มีผู้สนใจเข้าร่วมงาน และเลือกซื้อหนังสือกันเป็นจำ�นวนมาก ยิ่งในวัน เสาร์-อาทิตย์ด้วยแล้ว อย่าหวังว่าจะแหวกผู้คนเข้าไป เลือกหนังสือเลย จะเดินให้ตรงทางธรรมดาๆ ไม่ให้ชน ใครยังแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ใครๆ ก็ยังอยากมางานนี้ เพราะหนังสือทัง้ ใหม่และเก่าพากันลดราคาจากหน้าปก ปัญหาของนักซื้อ ถ้าขาดการวางแผนที่ดี จะเกิด หนังสือหลายเล่มที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อจริงๆ กองอยู่นิ่งๆ ใน ชั้นหรือตู้หนังสือ แล้วก็มักเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำ�รอย สองครั้งต่อปี เป็นปัญหาที่ไม่ต่างจากดินพอกหางหมู หรือต้นไทรบนดาวของเจ้าชายน้อยที่มีเพียง ๓ ต้น แต่ต้องถอนทิ้งทุกวัน...คาดว่าสักวันจะได้อ่าน แต่ยัง ไงๆ วันนั้น ดูจะมาไม่ถึงเสียที แต่รู้ใช่ไหมว่า ถ้างานสัปดาห์หนังสือเจริญรุ่งเรือง ร้านหนังสือดีๆ ก็จะประสบความลำ�บาก ยิ่งร้าน หนังสือทางเลือกช่างเป็นของหายากยิ่งกว่าอะไรดี ร้านหนังสือทางเลือก และร้านหนังสือ ควรเป็น กิจการที่รัฐให้การสนับสนุน เพื่อความแข็งแรงของ วัฒนธรรมการอ่านบ้านเรา ไม่ใช่แค่อยากจะได้ชื่อ ว่าเป็น “เมืองหนังสือโลก” (World Book Capital) ก็ พยายามสร้างกระแส ที่ไม่นานก็วูบไป คือ ดูแล้วเป็น อะไรที่ทำ�ครึ่งๆ กลางๆ ทำ�เพราะอยากได้หน้า หรือ อะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้น ก็ไม่ได้มีเจตนาอยากให้ได้ เป็นจริงๆ เมืองหนังสือโลก ปี ๒๐๐๑ (ปีแรกที่มีรางวัลนี้) คือ กรุงมาดริด สเปน ปี ๒๐๐๙ กรุงเบรุต เลบานอน และล่าสุด เมืองหนังสือโลกปี ๒๐๑๐ คือ Ljubljana เมืองหลวงของประเทศสโลเวเนีย ดูท่าความฝันของ แบ้งคอกจะอีกยาวไกลนัก

5. ผู้มีส่วนข้องเกี่ยวกับ การพิมพ์หนังสือ “...การทำ�หนังสือ ควรมีความรักปูเป็นพื้น และซ้อน ทับด้วยความรักหลายๆ ชั้น รักฅนอ่าน รักฅนเขียน รัก ฅนแปล รักฅนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ตั้งแต่ หัวแถวชั้นต่ำ�ไปจนถึงท้ายแถวชั้นสูง ฅนทำ�ความ สะอาดสำ�นักพิมพ์ ฅนรับส่งเอกสาร ฅนเรียงพิมพ์ ต้นฉบับ ตรวจทาน ช่างแท่น ช่างพิมพ์ ช่างพับ ฅน เย็บกี่ไสกาว ฅนออกแบบปก ฅนวาดรูปประกอบ ฅ นขายสายส่ง ฅนซื้อฅนอ่าน ฯลฯ ต้องระลึกนึกถึง ทุกฅนด้วยความกตัญญูรู้คุณ รักด้วยความเอื้อเฟื้อ เกื้อกูลแท้จริง ไม่ใช่รักอย่างเอารัดเอาเปรียบ รักหน เดียวตอนนึกถึงผลประโยชน์...” มกุฏ อรฤดี


// 15 // สำ�นักพิมพ์ ร้านเพลท และโรงพิมพ์ // งานของนักเขียน จะผ่านมือบรรณาธิการ และทีม งาน (ฝ่ายศิลป์ ฝ่ายปรู๊ฟ) จากนั้นจึงส่งให้ร้านเพลท และเข้าโรงพิมพ์ ซึ่งจะทำ�ให้ต้นฉบับออกมาเป็นรูป เล่มที่สวยงาม จำ�นวนพิมพ์เฉลี่ยต่อเล่ม จากอดีตถึงปัจจุบัน แม้ ประชากรจะเพิ่มขึ้น แต่จำ�นวนพิมพ์หนังสือไม่ค่อย เปลี่ยนแปลง ซึ่งก็สามารถสะท้อนอะไรบางอย่างให้ เราเห็น // ราคาหนังสือในเมืองไทย เทียบกับที่อื่นๆ // ยกตัวอย่างให้พอมองเห็นภาพจาก ๓ ที่ เป็นการ เปรียบเทียบระหว่างราคาหนังสือโดยทั่วไป กับราคา ค่าแรงขั้นต่ำ� และรายได้รายชั่วโมงของทั้ง ๓ ที่นี้ // ที่อังกฤษ // ราคาหนังสืออ่านเล่นก็ประมาณ ไม่เกิน ๑๐ ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๖๐๐ บาท (คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ก.ค. ๒๕๕๒) อาจจะว่า แพง แต่คนที่โน่นมีค่าแรงขั้นต่ำ�อยู่ที่ ๔๔ ปอนด์/วัน เฉลี่ยชั่วโมงละ ๕.๕ ปอนด์ // ที่ญี่ปุ่น // ค่าหนังสือก็อยู่ที่ประมาณ ๑,๕๐๐ เยน/เล่ม ส่วนค่าแรงขั้นต่ำ�อยู่ที่ ๖,๔๐๐ เยน/วัน เฉลี่ย ชั่วโมงละ ๘๐๐ เยน // ส่วนในเมืองไทย // ค่าหนังสือปกติอยู่ที่ราว ๒๐๐ บาท/เล่ม ค่าแรงขั้นต่ำ�อยู่ที่ ๒๐๓ บาท/วัน (เฉ พาะในกทม. และปริมณฑล, พ.ศ. ๒๕๕๑) เฉลี่ย ชั่วโมงละ ๒๕ บาท แล้วอย่างนี้ คนไทยที่มีรายได้อยู่ในเรทขั้นต่ำ� จะ มีสิทธิ “รักการอ่าน” กับเขาได้ไหม เพราะเงินที่ได้ต่อ วัน ซื้อหนังสือได้เพียงเล่มเดียว ขณะที่อีกสองประเทศ ทำ�งาน ๒ ชั่วโมง ก็ได้อ่านหนังสือสักเล่มแล้ว

ดัดแปลงจากข้อมูล คุณ ..3L.. บอร์ดเด็กดี

// ปัญหาการเข้าถึงหนังสือของคนไทย //

ทั้งๆ ที่หนังสือ เป็นสื่อรังสรรค์เยาวชน ผู้กำ� อนาคตของชาติ แต่กลับไม่ได้ความสนใจจากรัฐเท่าที่ ควร ประชาชนคนไทย ยังมีปัญหาเรื่องเข้าถึงหนังสือ ได้ไม่เท่าเทียมกัน เป็นเพราะอะไร เมื่อ หนังสือแพง อีกหนึ่งทางเลือกที่รัฐควร พัฒนา ก็คือ ห้องสมุดประชาชน สำ�หรับในกรุงเทพฯ ก็มีห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ เปิดให้บริการครอบคลุม พื้นที่เขตต่างๆ อาศัยใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่น หาข้อมูล เพิ่มเติมโดยค้นคำ�ว่า “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้” คนกรุงยังได้รับโอกาสเข้าถึงหนังสือค่อนข้างมาก เพราะนอกจากห้องสมุดเขตต่างๆ ก็ยังมีห้องสมุด เอกชน และสถานศึกษาที่ให้บริการฟรี (หรือเสีย ค่าใช้จ่ายบ้าง) อาทิ ห้องสมุดมารวย ห้องสมุด มหาวิทยาลัยต่างๆ ห้องสมุดประชาชนแสงอรุณ เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัด ก็มีห้องสมุดประชาชน และ ห้องสมุดประจำ�มหาวิทยาลัยให้บริการ แต่ไม่คิดว่า มัน ยังน้อยไปหรือ ไม่คิดว่า ห้องสมุดควรกระจายตัว แทรกอยู่ในชีวิตประจำ�วันของคนไทยมากกว่านี้หรือ (มากกว่าร้านเกม ร้านอินเทอร์เน็ต แม้แต่รา้ นสะดวกซือ้ ) // การตลาด และสายส่ง // “หนังสือดีไม่มีใครเห็น มันไม่มีความหมาย ...ท่านเขียนมาดีแล้ว มันถูกซ่อนอยู่ที่ไหน เสียเวลา เสียแรงงาน ฉะนั้น เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง ก็คือ ทำ�การวางแผนในเชิงของการตลาด...อย่าไปรังเกียจ คำ�ว่า การตลาด เพราะการตลาดคือการทำ�ให้หนังสือ ดีๆ ของเราถูกเผยแพร่ออกไปได้กว้างขวางที่สุด” คุณทนง โชติสรยุทธ์ Managing Director ของ SE-ED เรื่องสายส่งนี่ก็สำ�คัญ สายส่งบางบริษัทอาจขอ ส่วนแบ่งจากราคาปกถึง ๓๐-๔๐% (นี่เป็นส่วนหนึ่งที่


16 // ทำ�ให้หนังสือที่ขายในงานสัปดาห์หนังสือลดราคากัน ได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใน ส่วนนี้) สายส่งบางที่ ก็รับพิมพ์หนังสือด้วย แล้วก็รับไป ขายให้ด้วยเสร็จสรรพ แต่นักเขียนก็จำ�เป็นต้องส่งผล งานเพื่อให้ทำ�การพิจารณาก่อน // หนังสือทำ�มือ ทางเลือกของคนทุนจำ�กัด // เนื่องจากการพิมพ์หนังสือแต่ละเล่ม ต้องมีทุน ฉะนั้น จึงเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่อยากเป็นนักเขียน แต่ไม่ ผ่านการพิจารณาจากสำ�นักพิมพ์ หรือสายส่ง ทางออก ของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ใด การทำ�หนังสือทำ�มือ ทั้งแบบซีร็อกซ์ และระบบ print on demand จึงเข้ามาเป็นทางเลือกของนักเขียน ที่อยากเผยแพร่ผลงานของตนโดยไม่ต้องง้อสำ�นัก พิมพ์รวมถึงโรงพิมพ์ด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องลงทุน กันเลย เพียงเจ็บตัวน้อยกว่าลงทุนเข้าโรงพิมพ์เอง หน่วยงานที่ให้บริการ print on demand ก็มีให้เลือก ใช้มากมาย ก่อนใช้บริการควรศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ กระดาษที่เราอยากใช้กับหนังสือของเราไว้ด้วย

6. รักการอ่าน // วิธีปลูกฝังให้คนรักการอ่าน // หนังสืออ่านนอกเวลา ไม่ใช่หนังสืออะไรก็ได้ เรา ควรดูแลเด็กให้อ่านหนังสือเหมาะสมกับวัย และตรง กับความสนใจของเขา นอกจากนี้ ยังช่วยได้ทางอ้อม ด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก และชวนเด็กไปใช้ เวลาว่างในห้องสมุดแทนที่จะไปเดินห้าง แต่ถ้าเป็น ห้องสมุดในห้าง (อาทิ tkpark) ก็ไม่ว่ากัน รัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนการมีอยู่ของห้อง สมุดอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั่ว ประเทศ

รู้ไหมว่ามีคนอยากฟังเราอ่านหนังสือ ถ้ามีเวลา ว่างและชอบการอ่านออกเสียง สามารถไปอ่าน หนังสืออัดเทปเพื่อผู้พิการทางสายตา หรือบริจาค กระดาษใช้แล้ว ๑ หน้า เพื่อลดต้นทุนการพิมพ์ หนังสืออักษรเบรล ได้ที่ห้องสมุดคนตาบอดแห่งชาติ เลขที่ ๘๕/๑-๒ ซอยบุญอยู่ ถ.ดินแดง แขวงสามเสน ใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐โทรศัพท์ ๐๒ – ๒๔๘ – ๐๕๕๕, ๐๒ – ๒๔๖ – ๓๘๓๕ ต่อ ๒๐๐ และ ๒๐๑ โทรสาร ๐๒ – ๒๔๘ – ๐๕๕๖ เวลาทำ�การ ๐๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ // วิธีกลบฝังให้คนหลงลืมการอ่าน // วิธีแรกที่ได้ผลชะงัดมาพักใหญ่ เห็นจะเป็น รายการเล่าข่าวทั้งหลายแหล่ เพราะมีคนคอยอ่าน ข่าวจากหนังสือพิมพ์ให้ผู้ชมฟัง มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า รายการแบบนี้ การนำ�เสนอข่าวดูไม่เท่าทันเหตุการณ์ (เพราะมาจากหนังสือพิมพ์อีกที) นอกจากนี้ยังมีการ สอดแทรกความคิดเห็นอย่างสนุกปาก ไม่ทราบว่า จรรยาบรรณของผู้นำ�เสนอข่าวหลบไปอยู่ไหนเสีย คอมพิวเตอร์ กับ กิจกรรมบน cyber space คง ไม่ต้องสาธยายกันให้มากความ ถ้าไม่ใช่กระแส วรรณกรรมแฟนตาซีขายดีอย่างพ่อมดน้อย ดาวินชี โคด ลอร์ดออฟเดอะริงส์ เยาวชนไทยจะรักชอบการ อ่านกันหรือไม่

7. หนังสือ ปะทะ E-Book

เทคโนโลยี ทำ�ให้อะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปอย่าง รวดเร็ว ยกตัวอย่าง วิดีโอเทป ที่น่าจะนับได้ว่าสูญ พันธุ์ไปแล้วในสยามประเทศ เนื่องจากการแทนที่ของ DVD ส่วน VCD นี่ก็เข้าข่ายใกล้สูญพันธุ์เข้าไปทุกที หลายปีมาแล้ว มีกระแสว่า E-Book จะมาแทนที่


// 17 หนังสือ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ไม่ว่าเทคโนโลยี จะก้าวไปไกลและไวเพียงใด ก็ยังไม่มีอะไรสามารถ ทดแทนสัมผัสทีไ่ ด้จากหมึกพิมพ์บนหน้ากระดาษไปได้ วันที่ ๒๓ เมษายน ของทุกปี เป็น “วันหนังสือ โลก” (World Book Days) ด้วยเหตุผลที่ว่า หนังสือ คือ สิ่งที่มีพลังอำ�นาจสูงสุดและมีประสิทธิภาพมาก ที่สุด ในการกระจายความรู้และรักษาไว้ซึ่งความรู้ นั้นๆ เพื่อมนุษยชาติ

8. ปัจจัยใด มีผลต่อการตัดสินใจ ซื้อหนังสือสักเล่ม หน้าปก การออกแบบปกและรูปเล่ม นับเป็น สิ่งสำ�คัญประการแรก ที่ส่งผลให้ผู้ซื้อหยิบหนังสือเล่ม นั้นๆ ขึ้นมา พอเปิดดูแล้วดูโปรยปก ถึงจะมาดูเนื้อหา แม้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเนื้อหาสำ�คัญที่สุดในการ ตัดสินใจซือ้ แต่เขาก็ตอ้ งหยิบหน้าปกขึน้ มาดูกอ่ นอยูด่ ี ผู้แต่ง เป็นส่วนที่ผู้ซื้อต้องเห็นปรากฏอยู่บน หน้าปก ชื่อคนแต่งเป็นสิ่งช่วยตัดสินใจสำ�หรับผู้ซื้อ ถ้าชื่อคุ้นก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าเป็นใครก็ไม่รู้ อย่างนี้ ค่อนข้างลำ�บาก ผู้ซื้อส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้องาน ของผู้เขียนที่ตนเองชื่นชอบได้ง่ายกว่าผู้เขียนหน้าใหม

ราคา จากหน้าปก ก็พลิกมาดูด้านหลังปก อ่านโปรยปกหลังแล้ว ก็ต้องเหลือบไปเห็นราคาไม่ ใกล้ไม่ไกลจากแถบ ISBN หนังสือ เนื้อหา ก่อนจะเข้าเนื้อหา ข้อมูลบนปกหลังก็ มีส่วนช่วยในการตัดสินใจของผู้ซื้อไม่น้อย อยู่ในชั้นขายดี หรือมีระบุไว้บนปก ว่า Best Seller การเลือกซื้อหนังสือของบาง คน ต้องการคำ�แนะนำ�ของผู้อื่นเพื่อช่วยในการตัดสิน ใจ มากกว่าวิจารณญาณของตนเองเสียอีก และอะไร จะดีไปกว่าการที่หนังสือเล่มนั้นๆ ติดอยู่ในอันดับ หนังสือขายดีประจำ�ร้าน มีรางวัลการันตี เป็นส่วนสำ�คัญที่ช่วยขับ ให้หนังสือเล่มนั้นน่าอ่านยิ่งขึ้น รางวัลที่ผู้อ่านดูจะให้ ความนิยม ได้แก่ รางวัลซีไรต์ รางวัลนายอินทร์อะ วอร์ด รางวัลช่อการะเกด (เรื่องสั้น) รางวัลศรีบูรพา (ให้ตัวบุคคล) สัน สำ�หรับหนังสือที่พ้นระยะหนังสือใหม่ (เห็น ชัดทั้งเล่ม) เขาจะปลดไปวางให้เห็นแต่สันหนังสือ ฉะนั้น การออกแบบสันให้เห็นเด่นชัดแต่ไกลก็มีผลไม่ น้อย

เรายังคงเชื่อว่า “อ่านอะไร ย่อมได้อย่างนั้น” แล้วคุณล่ะ ข้อมูลอ้างอิง www.sarakadee.com, www.gotoknow.org www.bflybook.com, http://dek-d.com


18 // ยูโทเปีย // กองบอกอ

“ช่วยบอกชาวโลกด้วย เป้าหมายของเราคือ ประชาธิป ไตย” ครบรอบ ๒๐ ปี การประท้วง ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน June Fourth Incident

ชนวนของการชุมนุมประท้วงครั้ง ประวัติศาสตร์นี้ เริ่มตั้งแต่การอสัญกรรม ของหู เย่า ปัง อดีตเลขาธิการทั่วไปพรรค คอมมิวนิสต์ บรรดานักศึกษาและกรรมกร จึงเริ่มออกมาชุมนุมเพื่อไว้อาลัยแก่นาย หู พร้อมกับประณามฝ่ายกรมการเมืองใน พรรคไปด้วย จนการชุมนุมค่อยขยายตัว กลายเป็นการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้อง เสรีภาพ และประชาธิปไตยในที่สุด เมื่อ จำ�นวนผู้ชุมนุมยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๑๙๘๙ (พ.ศ. ๒๕๓๒) รัฐบาล จึงได้ประกาศกฎอัยการศึก และเคลื่อนกำ�ลัง ทหารเข้ามาในกรุงปักกิ่ง และแล้วระหว่างวันที่ ๓-๔ มิถุนายน

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้ เข้าสลายการชุมนุมทำ�ให้มีผู้บาดเจ็บและ เสียชีวิตจำ�นวนมากจากการปราบปราม จน เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า Tiananmen Square Massacre หรือ การสังหารหมู่ที่ จตุรัสเทียนอันเหมิน ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ ยังมีผู้ เกี่ยวข้องอีกเป็นจำ�นวนมาก แต่เราขอยก ตัวอย่างวีรบุรุษสองท่าน ดังต่อไปนี้


// 19

Tankman

๕ มิถุนายน ๑๙๘๙ (พ.ศ. ๒๕๓๒) หลังวัน ปราบปรามประชาชน ก็เกิดวีรบุรุษปริศนานาม Tankman หรือ “นาย (หยุด) รถถัง” วีรกรรม ของเขาก็อย่างที่เห็นๆ กันว่า เป็นผู้หยุดยั้งการ เคลื่อนพลของกลุ่มรถถังด้วยสองมือและสองขา เท่านั้น ถึงตอนนี้ ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมของเขาว่า เป็นตายร้ายดีประการใด ส่วนผู้ที่บันทึกภาพถ่าย ประวัติศาสตร์ใบนี้ได้คือ Jeff Widener ช่างภาพ ของ Associated Press จากชั้น ๖ ของโรงแรม ปักกิ่ง (ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๘๐๐ เมตร) ซึ่งภาพใบนี้ ทำ�ให้เขาได้รับการจัดอันดับอยู่ใน “ร้อยบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ ๒๐” ของ นิตยสารไทมส์ โดยที่เขาจะมีโอกาสได้รับทราบ หรือไม่ก็ไม่มีใครตอบได้

เจ้า จื่อ หยาง

เจ้า จื่อหยาง ดำ�รงตำ�แหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำ�มณฑลกวางตุ้ง ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แต่ พอถึงช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม (พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๑๙) กลับต้องลงจากตำ�แหน่งผู้นำ�ระดับสูง เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนขบวนการ ปฏิวัติ จนถูกขับให้ออกไปทำ�งานที่มองโกเลียในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ แต่แล้วเขาก็สามารถหวนสู่วงการ เมืองอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ด้วยการช่วยเหลือ ของอดีตนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล โดยถูกส่ง ไปดำ�รงตำ�แหน่งเลขาธิการพรรคฯ ระดับหนึ่งที่ มณฑลเสฉวน ที่นั่นเองทำ�ให้เขาสร้างผลงานและ ประสบความสำ�เร็จ จากการเสนอให้มีการปฏิรูป การเกษตร จนสามารถพลิกชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนนับล้านให้ดีขึ้น หลังได้รับผลกระทบ


20 // อย่างหนักจากการปฏิวัติวัฒนธรรม เจ้า จื่อหยาง เคยกล่าวไว้ว่า “การปฏิรูป ทางการเมือง คือ บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของระบอบสังคมนิยม” และเขายังเชื่อว่า “การ พัฒนาเศรษฐกิจ แยกไม่ออกจากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงให้เป็นระบอบประชาธิปไตย” เมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงของกลุ่มนักศึกษา และกรรมกรเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัส เทียนอันเหมิน กลางกรุงปักกิ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เขาในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ชาติ ได้เข้าไปเจรจากับกลุม่ นักศึกษาทีก่ �ำ ลังอด อาหารประท้วงกลางจัตรุ สั เทียนอันเหมิน เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม เพื่อวิงวอนให้ทุกคนผละจากการ ชุมนุม แต่ก็ไม่เป็นผล จากนั้นในอีก ๒ สัปดาห์ต่อ มา ก็เกิดการล้อมปราบประชาชนขึ้น จาก เหตุการณ์ที่จตุรัสเทียนอันเหมินครั้งนั้น เป็นเหตุ ให้อนาคตทางการเมืองของ เจ้า จื่อหยาง ดับวูบ ทั้งที่เขามีโอกาสที่จะได้สืบตำ�แหน่งผู้นำ�ต่อจาก เติ้ง เสี่ยวผิง หากเขากลับถูกปลดจากตำ�แหน่ง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน และถูกกัก บริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพักไม่ต่างจากนักโทษ การเมืองกระทั่งวาระสุดท้าย เจ้า จื่อหยางเสีย ชีวิตด้วยอาการปอดบวม เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ มีอายุได้ ๘๕ ปี และเมือ่ ไม่กส่ี ปั ดาห์ ก่อนครบรอบ ๒๐ ปี เหตุการณ์ประท้วงที่เทียน อันเหมิน (๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒)หนังสือ “นักโทษแห่งรัฐ : สารลับจากนายกเจ้า จื่อหยาง” (Prisoner of the State: The Secret Journal of Premier Zhao Ziyang) ก็ออกเผยแพร่ทั่วโลกทั้ง ฉบับภาษาอังกฤษและจีน (แต่คงไม่มีโอกาสวาง แผงบนแผ่นดินใหญ่) ได้เปิดเผยตอนหนึ่งเกี่ยว


// 21 กับการตัดสินใจปราบปรามนักศึกษาว่า เขาผิด หวังมากที่นายเติ้ง เสี่ยวผิง ตัดสินใจส่งทหารเข้า ปราบปรามนักศึกษา ทั้งที่เขาคัดค้าน เขาบอก กับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ยอม เป็นเลขาธิการพรรคผู้สั่งให้กองทัพเข้าปราบปราม นักศึกษา ข้อมูลอ้างอิง Oknationblog โดย คุณ ThelastKGB www.manager.co.th

ด้วยความหนักแน่นมั่นคงต่ออุดมการณ์ ทั้ง เจ้า จื่อหยาง และ คุณสุภาพบุรุษผู้หยุดรถถัง ต่าง ไม่กลัวที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่น แม้จะต้องแลก กับอนาคต หรือแม้แต่ชีวิตของตัวเอง พวกเขาจึง เป็นบุคคลสำ�คัญระดับโลกที่เราควรทำ�ความรู้จัก เอาไว้


22 // โลก // Depth*Area*Media

ภูมิสถาปนิก คือ?


// 23

ในยุคปัจจุบันการจัดการพื้นที่บนโลกใบ นี้ มีการจัดระบบที่เป็นระเบียบมากขึ้น โดย มีวิวัฒนาการอันยาวนานมาตั้งแต่สมัย ยุคกลาง ที่ศิลปะวิทยาการเฟื่องฟู จนมี การนำ�ศิลปะและวิชาในแขนงวิทยาศาสตร์ บางตัวมาทำ�งานร่วมกัน กลายมาเป็นการ ออกแบบก่อสร้างสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม เกิดขึ้น และใช้งานได้จริง ต่างจากศิลปะ แท้ๆ ที่สัมผัสได้เพียงอารมณ์ รสนิยม และ นามธรรม เป็นที่มาของวิชาสถาปัตยกรรม และวิชาชีพเฉพาะอย่างสถาปนิก หัวข้อที่จะนำ�มาบอกเล่ากันในวันนี้ เป็น สายวิชาหนึ่งของสถาปัตยกรรม ที่ลดระดับการ ออกแบบตัวอาคารสิ่งก่อสร้างทางตั้ง มาสู่การ ออกแบบจัดสรรการใช้งานพื้นดินกว้างขวางใน แนวราบ เป็นการออกแบบภูมิทัศน์ หรือ Landscape อันเป็นหน้าที่ของภูมิสถาปนิก (Landscape Architect) คำ�ว่า Landscape หรือภูมิทัศน์นั้น หมายถึง ดังนั้น การออกแบบงานภูมิทัศน์ อันว่าด้วยการ จัดการพื้นที่สีเขียวบนโลกนั้น จึงเป็นหน้าที่รับ ผิดชอบอันใหญ่หลวงที่อยู่ในมือของผู้มีอาชีพ ภูมิสถาปนิก ซึ่งมีบทบาทสำ�คัญในแง่ของการ ออกแบบจัดสรรการใช้งานของพื้นที่บนโลกนี้ นับตั้งแต่มีการนำ�วิชาชีพนี้เข้ามาใน ประเทศไทย นับเป็นเวลานานมาก จนผู้วางราก

ให้กับวิชาชีพนี้กลายเป็นศิลปินแห่งชาติไปแล้ว และสำ�นักงานภูมิสถาปนิกแห่งแรกในประเทศ ของท่านก็เหลือแต่เพียงนามให้จดจำ�กันเท่านั้น เวลาถัดมา คนไทยยังไม่ค่อยมีความเข้าใจถึง ความสำ�คัญเกี่ยวกับงานภูมิทัศน์มากเท่าไร จะ เข้าใจก็เพียงว่า เป็นคนจัดสวนให้บ้านคนรวยที่มี เงินเหลือจากการสร้างบ้านเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้ว งานออกแบบภูมิทัศน์ที่แท้ จริงนั้น เป็นมากกว่าการจัดสวนอย่างที่หลายคน เข้าใจ เพราะเนื้อหางานออกแบบภูมิทัศน์นั้นมี หลายขนาด ตั้งแต่สวนในบ้าน สวนสาธารณะ โรงแรม รีสอร์ท มหาวิทยาลัย นิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่การค้าขนาดใหญ่ ถ้าไม่ใช่การออกแบบ ทั้งเมือง การจัดสรรพื้นที่ภายนอกอาคารล้วนเป็น งานของภูมิสถาปนิกทั้งสิ้น สืบเนื่องจากงานที่มักจะอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ (มากกว่าการออกแบบอาคาร) และมีบทบาทใน การวางผังบริเวณ จึงมีการจัดการเกี่ยวกับพื้นที่ สีเขียว และวัสดุพืชพรรณจำ�นวนมาก ผลกระ ทบดีและร้ายด้านระบบนิเวศจึงอยู่ภายใต้อุ้งเท้า ของภูมิสถาปนิก ผู้มีสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายให้กับต้นไม้ ต้นใดก็ได้ในงานออกแบบ ซึ่งก็เหมือนเป็นการ ลดหรือเพิ่มความเขียว ทำ�ลายหรือส่งเสริมระบบ นิเวศไปด้วยในตัว ในปัจจุบันนั้นอาชีพภูมิสถาปนิกอันเป็น วิชาชีพที่มีอุดมคติอันสวยหรู ถึงขั้นเป็นงาน พิทักษ์โลกในยามที่โลกเผชิญกับปัญหาสิ่ง แวดล้อมนานัปการ ผู้มีความรับผิดชอบจัดการ การใช้พื้นที่ของโลกจึงมีส่วนสำ�คัญอย่างยิ่งใน ภาวะเช่นนี้ แต่ภูมิสถาปนิกเกือบทุกท่านกลับ ยอมสละอุดมการณ์และความรับผิดชอบที่ยิ่ง


24 // ใหญ่แลกกับถุงเงินอันใหญ่ยิ่ง การออกแบบจัดการพื้นโลกใบนี้ เหลือเพียง แต่การทำ�รีสอร์ท ถางป่า จัดสวนบ้านเศรษฐี เพื่อ แลกกับค่าแบบ (ค่าบริการทางวิชาชีพที่กำ�หนด ขึ้นเองตามอำ�เภอใจของสมาคมวิชาชีพนั้นๆ) การคำ�นึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือ ระบบนิเวศ เป็นประเด็นที่รองลงไปเสมอ เมื่อ เทียบกับความสวยงามของงาน คำ�ชื่นชม หรือชื่อ เสียงทีจ่ ะได้รบั มา เพือ่ เป็นเหยือ่ ล่อลูกค้ารายถัดไป การรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียวอัน อุดมของโลกนี้ มีมากขึ้นทุกวัน และภูมิสถาปนิก อีกเช่นกัน ที่มีส่วนร่วมในการฌาปนกิจป่าไม้ที่ มีอยู่น้อยนิดลง ไม่ต่างจากคนที่ลงมือตัดไม้เอง เพราะในงานออกแบบหลายงานก็อยู่ในพื้นที่ที่ ควรจะเป็นป่าสมบูรณ์ การเลือกที่จะถางป่าให้ เป็นที่ราบ หรือร่วมมือกับนายทุนผู้ถือเงินเข้ามา เปลี่ยนแปลงพื้นที่จนจำ�สภาพเดิมแทบไม่ได้ ก็ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ประจำ� ที่ร้ายมากคือการเลือกใช้วัสดุพืชพรรณ หรือ การปลูกต้นไม่ใหญ่ในแต่ละโครงการ ข้อสังเกต คือ คำ�ว่า “ต้นไม้ใหญ่” นี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจาก แปลงปลูก หรือสวนเพาะชำ� ตามที่เราเข้าใจ กัน เพราะความต้องการอันมากมายทำ�ให้ตลาด ต้นไม้ในบ้านเราผลิตต้นไม้ไม่พอที่จะนำ�มาใช้ ภูมิสถาปนิกมักเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาตลาด ต้นไม้ธรรมชาติ หรือป่า ไม่ว่าจะเต็มใจ ตั้งใจหรือ ไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ป่าทั้งในประเทศ และประเทศ ข้างเคียง เช่นลาว ที่ต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดโตเต็ม ที่ เพราะถูกเลี้ยงบ่มเพาะมาอย่างดีโดยมือของ ธรรมชาติ ถูกถอนโยกย้ายจากภูมิลำ�เนาเดิม อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ขึ้นมาเพื่อประดับสง่าราศรี ของบ้านผู้มีอันจะกิน รีสอร์ท หรือโรงแรมหรูต่างๆ

ชนิดที่เมื่อถามถึงที่มาก็ต้องขยิบตาแบบ “รู้กัน” แม้แต่ข้ออ้างว่า การนำ�ไม้ใหญ่ หรือตัดไม้จาก ประเทศลาวเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น เนื่องมาจาก ทางลาวต้องการถางป่าเพื่อสร้างเขื่อนอยู่แล้ว ก็ เป็นข้ออ้างที่ดูน่าขันเสียเต็มประดา ในยุคที่ป่า ควรมีความสำ�คัญกว่าทอง และทองดำ� (น้ำ�มัน) แม้ในแง่วิชาชีพ อาชีพภูมิสถาปนิกจะมี สมาคมเป็นเหมือนตัวแทน แต่ก็ไม่ต่างไปจาก ตลาดสำ�หรับแบ่งผลประโยชน์กันทางวิชาชีพ เท่าใดนัก ทั้งการตั้งกฎเกณฑ์ค่าวิชาชีพ แนวทาง ของงานที่อาจซ้อนทับกับวิชาชีพแขนงอื่น ใน ขณะที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ ตามองดูเงิน แต่เหยียบต้นไม้ไว้ใต้อุ้งตีน นั้น กลับไม่เคยเป็น ประเด็นที่ถูกพูดถึงกันเลย เห็นก็จะมีแต่ พ.ศ. นี้ ที่มีกระแส “เห่อเขียว” แม้ว่าในความเป็นจริง วิชาชีพนี้จะเป็นตัวทำ�ลายความ “เขียว” อย่าง โจ่งแจ้ง ก็ยังสามารถยกประเด็น “เสแสร้งเขียว” นี้ มาเป็นหน้ากากอวดประชาชนต้อนรับกระแส เขียวกันอย่างน่าฉงน เหมือนคนตัดไม้ผู้ใส่ชุด เขียว แถมมีป้ายแขวนคอว่า “เรารักธรรมชาติ” หรือ อะไร green ๆ สักอย่าง เหมือนกระแสเขียว ปลอมที่ห้างค้าส่งข้ามชาติลงทุนเปลี่ยนโลโก้ของ ตัวเองเป็นสีเขียว ประมาณนั้น งานที่ภูมิสถาปนิกทำ� เรียกได้ว่า สั่งการ ปลูกต้นไม้ลงในพื้นที่ใหม่ สร้างสรรค์ระบบนิเวศ เทียมๆ แต่พยายามบอกว่า ได้แนวคิดการจัดสวน มาจากการอ้างอิงแบบแผนของธรรมชาติ ทั้งๆ ที่ เพิ่งจะทำ�ลายระบบนิเวศที่อื่นมาหมาดๆ นี่คือหนึ่งในตัวการหลัก ที่ส่งผลให้สภาวะ แวดล้อมบนโลกแย่ลงหรือไม่ ขอฝากให้ทุกท่าน ไปคิดต่อ


กองบอกอ //

อยู่ร่วมโลก // 25


26 // เศษกระดาษ // กองบอกอ The Reader เดอะรีดเดอร์ ผู้แต่ง: เบิร์นฮาร์ด ชลิงค์ แปล: สมชัย วิพิศมากูล พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม ๒๕๔๕ สำ�นักพิมพ์มติชน พิมพ์ #๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

The Reader “ความรัก กับ ความละอาย”

วรรณกรรมเยอรมัน ที่กลับมาฮิตอีกรอบ เมื่อ เคท วินสเล็ต คว้าดารานำ�หญิงเวทีออสการ์มา ครองจากหนังที่สร้างจากนวนิยายเล่มนี้ แต่หาก ใครอยากลิ้มรสละเมียด น่าจะลองหยิบหนังสือ มาอ่าน ก่อนตัดสินใจดูหนัง (แต่นั่นเอง จะเป็น ผลทำ�ให้รู้ climax ของหนังสือ ส่วนในหนังเฉลย จุดนี้ก่อนช่วงท้ายเรื่อง) สำ�หรับเรื่องย่อของเล่ม นี้ มีผู้เขียนไว้ในบล็อกต่างๆ ได้น่าสนใจมากอยู่

แล้ว (จึงมิกล้าเขียนแข่ง) โดยส่วนตัวหยิบเรื่องนี้ มาอ่านราว 6-7 ปีมาแล้ว ต้องสารภาพตามตรง ว่า จำ�อะไรที่ประทับใจของเรื่องไม่ได้เลย ยกเว้น เฉลยนั่นแหละ (ยังมีหน้ามาแนะนำ�ให้อ่านอีก) จำ�ได้ว่าคาดหวังเรื่องราวจากเล่มนี้เป็นอีกแบบ ก็ เลยไม่ค่อยได้รับอรรถรสเท่าที่ควร


// 27 Matilda มาทิลดา ผู้แต่ง: โรอัลด์ ดาห์ล แปลและเรียบเรียง: เกียรติสดุ า ในชือ่ “มาทิลด้า เด็กมหัศจรรย์” พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน ๒๕๓๓ สำ�นักพิมพ์ดินแก้ว แปล: สาลินี คำ�ฉันท์ ในชื่อ “มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ” พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ สำ�นักพิมพ์ผีเสื้อ

Matilda มาทิลดา คงไม่ต้องแนะนำ�นักเขียนผู้นี้ให้มากความ สำ�หรับ โรอัลด์ ดาห์ล แม้ว่าวรรณกรรมเยาวชน เล่มนี้จะโด่งดังไม่เท่า โรงงานช็อกโกแลต พีช ยักษ์ และแม่มด ก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่า นักอ่าน ย่อมต้องชื่นชอบหนูน้อยมาทิลด้าและเรื่องราว ของเธอเป็นแน่ จะขอยกตัวอย่างบทสนทนาช่วง ต้นเรื่องระหว่างเธอกับพ่อ (สำ�นักพิมพ์ดินแก้ว, ๒๕๓๓) สักเล็กน้อย “พ่อคะ” แม่หนูพูด “พ่อคิดว่าพ่อจะซื้อหนังสือ ให้หนูสักเล่มได้ไหมคะ” “หนังสือเหรอ” พ่อถาม “แกจะเอาหนังสือ ห่วยๆ ไปทำ�ไม” “อ่านไงละพ่อ” “แล้วที.วี.มันเสียหายตรงไหน เพือ่ เห็นแก่สวรรค์ เรามีทีวีน่ารักๆ จอสิบสองนิ้วแล้วตอนนี้แกมารบขอ หนังสือสักเล่ม ลูกสาวฉันชักจะเสียเด็กซะแล้ว”

“มาทิลดา” ได้รับการตีพิมพ์ที่อังกฤษครั้ง แรกเมื่อปี 1988 (พ.ศ. ๒๕๓๑) หรือก่อน โรอัลด์ ดาห์ล เสียชีวิตเพียงสองปี นอกจากนี้ ยังถือเป็น หนังสือที่ผู้เขียนวางแผนไว้นานร่วม ๒๐ ปี ดัง โปรยปกหน้าของสำ�นักพิมพ์ผีเสื้อว่าไว้ แต่ใคร จะตัดสินใจ (ว่าจะอ่านหรือไม่) แทนคุณผู้อ่านได้ จริงไหม

ข้อมูลอ้างอิง Bloggang ของคุณ Grappa “- - - The Reader ปวดใจ เหลือเกิน เมื่อ “คนอ่านหนังสือ” ร้องไห้ไม่หยุด - - -” http://www.bflybook.com/BookDetail.aspx?Catego ryID=25&SortID=0&PageNumber=5&CoverDesign ID=70 เวบไซต์สำ�นักพิมพ์ผีเสื้อ มี “มาทิลดา นักอ่านสุด วิเศษ” ให้ทดลองอ่านกันด้วย


28 // CINEPHILES // แยมเล็ก

HOME เปิดหน้าต่างโลก หนังบ้านๆ สำ�หรับเราทุกคน เมื่อเอ่ยถึงคำ�ว่า “บ้าน” เรามักจะนึกถึงบ้าน ของเราเองแต่ละคน ที่ผนวกเข้ากับความอบอุ่นที่ เราได้รับจากครอบครัวก่อนสิ่งอื่นๆ แต่หนังเรื่อง “บ้าน” ในที่นี้ ไม่ได้จำ�กัดอยู่แต่ในความหมาย ของสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมที่นับเป็นหนึ่ง

ในปัจจัย ๔ ของคนเราเท่านั้น เพราะ “บ้าน” ของ ผู้กำ�กับชาวฝรั่งเศสผู้นี้ กินความหมายตั้งแต่ บ้านของทุกคน น้ำ� ฟ้า ป่า เขา ทุกอาณาบริเวณ ไปจนถึงบรรยากาศที่โอบคลุมดาวเคราะห์สีฟ้า แห่งนี้ ซึ่งเขาก็ทำ�มันออกมาด้วยภาพมุมสูง (ไม่ ต่างจากภาพถ่ายทางอากาศ) ที่งดงาม จนคนที่ ไม่เคยจินตนาการภาพสวรรค์มาก่อน หากได้ชม ภาพในหนังเรื่องนี้แล้วอาจพออนุมานสวรรค์ได้


// 29

(แม้สวรรค์จะมีจริงหรือไม่ก็ตาม) มันสวยจนไม่ น่าเชื่อว่า เป็นภาพบนโลกเดียวกับที่ที่เราเหยียบ ย่ำ�อย่างไม่ใส่ใจอยู่ทุกก้าว โลกใบนี้ถือกำ�เนิดเมื่อกว่าสิบล้านปีมาแล้ว ที่บรรพบุรุษของคนเรามีอายุเพียงสองแสนกว่า ปีเท่านั้น แต่กลับพยายามควบคุมทั้งโลกเอาไว้ ในมือ หนังเรื่องนี้ เพียงนำ�เสนอสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วน ทางออกว่า เราควรจะทำ�อย่างไร หรือเดินไปทาง ไหนนั้น ตัวเราเองต้องเป็นผู้ตัดสินใจ HOME เป็นหนังสารคดีที่ใช้คำ�บรรยายได้อย่าง ประณีตงดงาม ดังตอนกล่าวถึง “ต้นไม้” ว่าเป็น ประติมากรรมที่สมบูรณ์แบบ ต้นไม้นับเป็นสิ่ง มีชีวิตกลุ่มเดียวที่สามารถยืนหยัดลำ�ต้นตรงสู่ ท้องฟ้าต้านแรงโน้มถ่วงโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์

พูดถึงสมุนไพรจากป่าว่า มีสารที่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ต่างก็คุ้นเคย เพราะเซลล์ของเราล้วนพูดภาษา เดียวกัน (เพราะเซลล์เหล่านั้นเป็นของสิ่งมีชีวิต) เชื่อว่าทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงคุณค่าของป่าไม้ แต่ก็มีป่า ไม้ถูกทำ�ลายอย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยหลากหลาย เหตุผล ตั้งแต่ เพื่อการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง เพื่อเป็นอาหารสัตว์ ปาล์มน้ำ�มัน ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงพลังงานทางเลือก และ ยูคาลิปตัส ไม้โตไวเพื่อทำ�กระดาษ การนำ�เสนอข้อมูลแก่ผู้ชม จะไปในเชิงปฐม ภูมิ โดยเริ่มต้นจากภาคการเกษตร การใช้พื้นที่ผิด ประเภท ผิดวัตถุประสงค์ อาทิ เพาะปลูกในเขต ทะเลทราย ถมทะเลสร้างเมืองดูไบ สร้างลาสเวกั สขึ้นมาในอเมริกา (ใช้น้ำ�มหาศาลทั้งที่เป็นทะเล ทราย) ฯลฯ ภาพที่ทำ�ให้ตกใจว่านี่คือของจริง โดยไม่ต้อง ใช้ CG เป็นภาพน่าสลดของ ลานจอดรถขนาด มหึมา ที่มีที่ให้ต้นไม้อยู่เพียงหย่อมเดียว, การ ปศุสัตว์ เลี้ยงวัวไว้นับล้านตัวในที่จำ�กัด หญ้า สักเส้นก็ไม่มีให้กิน อาหารที่วัวกินคือ ธัญพืช อาหารแปรรูปจากถั่วเหลือง, การจับปลาจำ�นวน มากมายขึ้นมาแล้วลำ�เลียงมาเทรวมกันไว้ (ซึ่ง เหตุการณ์นี้ดำ�เนินเป็นปกติทุกวัน), แมวน้ำ�ฝูง ใหญ่กำ�ลังอดอยาก ลูกเล็กๆ ของมันกำ�ลังจะขาด อาหารตาย และอาหารของพวกมันคืออะไร ถ้า ไม่ใช่ปลา นอกจากภาพ และคำ�บรรยาย ยังมีอีก ส่วนประกอบที่สำ�คัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ดนตรี ประกอบ โดยพลังสร้างสรรค์จาก Armand Amar ที่ต้องทำ�ดนตรีให้สื่อถึงโลกทั้งโลก หรือ “Opera of the World” ดนตรีสำ�หรับหนังเรื่องนี้ ต้อง


30 // ประกอบทั้งความจริงที่สวยงามและความจริงที่ โหดร้ายไปพร้อมๆ กัน บางช่วงเขาก็เลือกใช้นัก ร้องที่มีพลังเสียงไม่ธรรมดาอย่าง Gambodorj Byambajargal และ Enkhajargal Dandarvaanchig มาถ่ายทอดอารมณ์ บางช่วงก็อาศัย เครื่องดนตรี อาทิ กลอง เครื่องเป่า และการ บรรเลงจากวงบูดาเปสต์ซิมโฟนีออเคสตรา จาก ฮังการี ซึ่งเสียงต่างๆ ที่ประกอบนั้น ช่วยขับเน้นให้ ภาพยิ่งทรงพลัง `หนังเรื่องนี้มีข้อเสียอยู่บ้าง แม้ภาพจะสวย จนลืมกะพริบตา แต่เมื่อออกมาในรูปแบบหนัง สารคดี ที่มีผู้บรรยาย (เกลน โคลส เป็นผู้บรรยาย ภาษาอังกฤษ) เลยทำ�ให้หลายคนเข้าไปสัปหงก ในโรงได้เหมือนกัน แต่พวกเขาก็ยังยอมรับว่าเป็น หนังที่ควรค่าแก่การรับชมในโรงโดยเฉพาะ ดูหนังเรื่องนี้รอบแรก คิดในใจว่าต้องดูซ้ำ� พอได้ดูรอบสอง ก็ตระหนักได้ว่า เราไม่ควรรับ ประทานเนื้อสัตว์อะไรเลย แม้แต่ปลา

ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า คนไทยแม้จะดู ตื่นตัวกับภาวะโลกร้อน (เห่อถุงผ้า เห่อขี่ จักรยาน เห่อใช้พลังงานทางเลือก) แต่จาก การสังเกตสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างการรับถุง พลาสติกตามร้านสะดวกซื้อยังคงดำ�เนินไป ตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แปลก ดีนะ ถ้าแยมเล็กได้เป็นผู้บริหารประเทศ จะออกกฎหมายให้ถุงพลาสติกเป็นสิ่งผิด กฎหมายให้รู้แล้วรู้รอด การตื่นตัวของคนบ้านเรา ดูเหมือนจะ เพื่อเกาะกระแสอะไรบางอย่าง มากกว่า จะเป็นความตั้งใจจริงจากเบื้องลึก ฉะนั้น สิ่งที่กระทำ�จึงไม่สม่ำ�เสมอ มักขาดเกิน ตกหล่น และทุกอย่างก็ดำ�เนินไปเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อไหร่หนอ ทุกคนจะตระหนักถึงเรื่อง นี้กันอย่างจริงจัง หรือต้องรอให้พวกเขาได้ มีโอกาสสัมผัสวาระสุดท้ายของบ้านด้วย ตนเองก่อน และมันก็คงสายเกินไปเสีย แล้ว เพราะ โลก คือ บ้านของเราทุกคน ไม่ ว่าเราจะทำ�อะไรอยู่ที่ไหน สิ่งที่เรากระทำ� ย่อมส่งผลต่อโลกทัง้ โลกอย่างหลีกเลีย่ งไม่ได้ “ทุกก้าวที่เท้าย่ำ� เราทำ�ลายโลก”


12 3 COMING ATTRACTION // 31

7 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม หนังสั้นมาราธอน ชมฟรี! หนังสัน้ ไทย ๕๐๐ กว่าเรือ่ ง ณ ห้องประชุม ชั้น ๔ หอศิลป วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน) วันธรรมดา เริม่ ฉายตัง้ แต่ ๑๗.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. (เว้นวันจันทร์!) วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เริ่มฉาย ๑๑.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ดูโปรแกรม ฉายทั้งหมดได้ที่ http://www. thaifilm.com/shortFilmDetail. asp?id=132 อย่าลืม! เตรียมตา และสุขภาพไว้ให้พร้อม

13 - 21 สิงหาคม เทศกาล หนังสั้นครั้งที่ ๑๓

มูลนิธิหนังไทย ได้รับเกียรติฉาย ๑๓ หนังสั้นยอดเยี่ยมจากเทศกาล หนังสัน้ นานาชาติ Clermont Ferrand ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็น เทศกาลหนังสั้นที่ใหญ่ที่สุดใน โลก โดยปีนี้ แบ่งเป็น ๒ โปรแกรม คือ หนังสั้นยอดเยี่ยมนานาชาติ และหนังสั้นยอดเยี่ยมฝรั่งเศส ใน จำ�นวน ๑๓ เรื่องนี้ มีหนังสั้นที่ได้ รับรางวัลยอดเยี่ยมในแต่ละสาขา ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหนังสั้นจาก มาเลเซียเรื่อง Everyday Everyday เจ้าของรางวัลหนังสั้น นานาชาติยอดเยี่ยม Forbach รางวัลหนังสั้นฝรั่งเศสยอดเยี่ยม แห่งปี และ Muto หนังทดลองกับ ศิลปะฝาผนังจากอิตาลี เจ้าของ รางวัลหนังสั้นยอดเยี่ยมสาขา Labo (สาขาสำ�หรับหนังทดลอง โดยเฉพาะ) งานจะมีขึ้นที่ ห้อง Auditorium ชัน้ ๕ หอศิลวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยก ปทุมวัน) สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมที่ โทร. ๐๘๐-๕๕๗๙๗๐๙ งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ทุกวันอาทิตย์ 14 มิถนุ ายน – 9 สิงหาคม NEW AGES

ดวงกมลฟิลม์ เฮ้าส์ (ฟิลม์ ไวรัส) ร่วม กับ สำ�นักหอสมุด มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (ณ ห้องเรวัต พุทธิ นันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์) ท่าพระจันทร์ และร้าน หนัง(สือ)๒๕๒๑ ภูเก็ต เชิญชม ๑๘ ภาพยนตร์ของผู้กำ�กับรุ่นใหม่ ในโปรแกรม “NEW AGES” ชม ฟรี! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณา แต่งกายสุภาพ) สามารถเข้าไป ดูเรื่องย่อ ตัวอย่างแต่ละเรื่อง และรอบฉายกันได้ที่ http://filmsick.exteen.com/20090609/ filmvirus-new-ages สอบถาม เพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐-๒๖๑๓๓๕๒๙, ๐-๒๖๑๓-๓๕๓๐ อีเมล filmvirus@gmail.com


32 // คีตสำ�เริง // กานต์ เกรันพงษ์ karnar02@hotmail.com

“ทางคู่ขนาน” เส้นทางของวงการดนตรีในโลกยุคปัจจุบัน ผมมองเห็นทางแยกออกเป็นสองสายได้ชัดเจน ทางแรกคือดนตรีในโลกแห่งทุนนิยม อีกทาง คือตรงกันข้าม ซึ่งดนตรีในโลกทุนนิยมในความ หมายของผมเอง คือการทำ�ดนตรีให้กลายเป็น สินค้าทางความบันเทิงและวัฒนธรรมเต็มรูปแบบ โดยที่ไม่เน้นคุณค่าทางศิลปะหรือการสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ มากนัก ในบางครั้งอาจจะไม่สนใจเลย ในประเทศไทย เรารู้จักกับยักษ์ใหญ่ทั้งสอง เจ้า ที่วางรากฐานของสินค้าทางเสียงไว้อย่าง แข็งแกร่งและยาวนาน จนยากที่จะมีคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาแบ่งส่วนตลาด จากยุคเริ่มต้นที่ยังลองผิดลองถูก จนกระทั่ง พบกลยุทธที่เหมาะสม บริษัทเหล่าเริ่มใหญ่โต เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และขยายตัวจนกลายเป็น

บริษัทผลิตสินค้าทางสื่อและความบันเทิงทุกรูป แบบเต็มตัว เพลงของบริษัทเหล่านี้รุกเข้าสู่สื่อที่ เป็นหัวใจหลักของประเทศ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ มีรายการที่ขายโฆษณาและขายสินค้าของตัว เองในผังรายการและคลื่นต่างๆ มากมาย จนนับ ได้ว่าสินค้าของบริษัทเหล่านี้ได้ฝังรากลงไปใน วัฒนธรรมของประเทศไทยยุคใหม่อย่างยากที่จะ ถอน เมื่อมองมาที่อีกเส้นทางหนึ่ง ยังมีคนดนตรี จำ�นวนไม่น้อยที่รักที่จะผลิตงานดนตรีในแบบ ที่ตนเองชื่นชอบและศรัทธา ซึ่งผลงานที่ออกมา นั้น ไม่เข้าทางกับความเป็นสินค้าในมุมมองของ คนในเส้นทางแรกเอาเสียเลย เมื่อทางสายแรกได้ยึดช่องทางในการสื่อสาร กับผู้ฟังไว้เกือบทั้งหมด ด้วยกลยุทธทางการ


// 33

ตลาด ผู้ฟังและซื้อสินค้าได้รับความคุ้นเคยกับ สินค้าแบบเดิมๆ แต่อาจเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เสีย ใหม่หรือเติมรสชาติที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังเป็น รูปแบบเดิมๆ ที่คนบางกลุ่มนั้นเสพมาจนเอียน และไม่สามารถทนรับอีกต่อไปได้ บริษัทเหล่านั้นได้สร้างลัทธิแห่งลูกค้าที่มี ความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้าอย่างแนบแน่น แม้ว่า จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ภาพปัจจุบันที่พบเห็นคือ ทางสองสายนั้นไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ถึงขั้น แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งค่าย แบ่งสี ทางคู่ขนาน ของเราดูเหมือนจะยิ่งไกลขึ้นทุกวัน แต่เมื่อมองไปข้างหน้า เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิด ขึ้น ผู้ฟังไม่จำ�เป็นต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าเหล่า นั้นมาเสพอีกต่อไปในเมื่อสามารถดาวน์โหลด จากอินเทอร์เนทได้ฟรีๆ ด้วยการเคาะเมาส์เพียง

ไม่กี่ครั้ง ทำ�ให้รายได้ของบริษัทมหาชนเริ่มลด ลงและจำ�เป็นต้องปรับตัว ชำ�เลืองมองหาตลาด ใหม่ๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นทางแบบที่พวกเขาเคยปฏิเสธ ในอีกทางหนึ่ง เทคโนโลยีได้สร้างช่องทางการ สื่อสารแบบใหม่ ที่เข้าถึงง่ายและเสียค่าใช้จ่าย น้อยให้แก่กลุ่มคนที่ต้องการสร้างสรรค์และเสพ สิ่งใหม่ ที่พวกเขาคิดว่าน่าสนใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะ มองเห็นภาพของบรรยากาศทางดนตรีในอนาคต ได้ลางๆ ว่าอาจจะกลับไปสู่ยุคก่อนที่จะมีการ บันทึกเสียง เราอาจจะแวะดูการแสดงสดได้ทุก วันหลังเลิกเรียนหรือทำ�งาน วงดนตรีมีอิสระใน การทำ�งานเพลงมากขึ้น ไม่จำ�เป็นง้อการตลาด มากเหมือนเมื่อก่อน บางทีผมก็รู้สึกว่าอาจจะมองผิดไป ทางทั้ง สองสายอาจจะเริ่มจะหันเข้าหากันแล้ว?


34 // album review // กานต์ เกรันพงษ์ karnar02@hotmail.com

“Australian Rules”

เมื่อดนตรีร๊อกมีการพัฒนาเป็นรูปร่างและแยกตัว เองออกจากรากฐานอย่างดนตรีบลูส์ จนเป็นรูปแบบ ดนตรีที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยเสื่อมหายไปจากเสียงดนตรี ของโลก ดนตรีร๊อกก็ได้กระจายตัวเองจากดินแดน ต้นกำ�เนิดอย่างอเมริกาหรืออังกฤษ ไปสู่ประเทศอื่น

ทั่วโลก เมื่อผสมกับวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น เราจึงได้ยิน เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากดนตรีร๊อกในประเทศและ ภาษาที่แตกต่างกันออกไปใน ยุคปัจจุบัน เราไม่ได้ข่าวคราวเพ ลงร๊อกจากประเทศออสเตรเลีย มากนัก จนในยุคปัจจุบันแวดวง ดนตรีร๊อกของแดนจิงโจ้ได้มีวง ที่เล่นเพลงร๊อกน่าสนใจ ไม่แพ้ อเมริกาหรือยุโรปรวมไปถึงญี่ปุ่น ประเทศเอเชียที่สร้างความเป็น ตัวตนทางดนตรีร๊อกได้ชัดเจน ที่สุดแห่งหนึ่ง ฉบับนี้ผมขอแนะนำ� Karnivool วงดนตรีจากเมือง Perth รวมตัวกันเมื่อปี 1997 ออก EP สองชุดในปี 1999 และ 2001 จน ออกอัลบั้มชุดแรก Themata ใน ปี 2005 ผสมผสานอิทธิพลของ Alternative Metal จากผลงาน ช่วงแรกของวงเข้ากับจังหวะที่ซับ ซ้อนและการเรียบเรียงบทเพลง ในแบบ Progressive Rock เล็ก


// 035

Karnivool-melbourne.diarystar.com.au Sound Awake-Karnivool-www.lintcoat.com น้อย จนได้อัลบั้มที่ทรงพลัง ได้รับการตอบรับ อย่างดีจากแฟนเพลงในประเทศบ้านเกิด ปี 2009 หลังจากเว้นช่วงไปร่วมสี่ปี อัลบั้ม ชุดที่สอง Sound Awake ก็วางจำ�หน่ายให้ แฟนเพลงหายคิดถึง อัลบั้มนี้เห็นการพัฒนา ชัดเจน จากอัลบั้มแรกที่มือกีตาร์ Andrew Goddard เป็นกำ�ลังหลักในการแต่งเพลง การ ทำ�งานในอัลบั้มใหม่สมาชิกที่เหลือทั้งสี่คนมี ส่วนร่วมเต็มที่ ได้แก่ นักร้อง Ian Kenny มือ กีตาร์ Mark Hosking มือเบส John Stockman และ มือกลอง Steve Judd อิทธิพลจาก Progressive Rock ชัดเจนมาก ขึ้น เพลงมีความยาวตั้งแต่นาทีกว่าๆ ไปจนถึง

สิบนาที มีการเรียบเรียงที่หลุดจาสูตรเดิมๆ แต่ยังคงความลื่นไหลและต่อเนื่อง ดังที่ จะพบได้จากสามแทรกแรก Simple Boy , Goliath และ New Day ซึ่งเป็นเหมือน บทนำ�ของอัลบั้ม พวกเขายังไม่ทิ้งตลาดไปซะทีเดียว ซิงเกิ้ลแรก Set Fire To The Hive และ เพลง All I Know ยังเป็นเพลงที่ติดหู แต่ก็ ใส่สไตล์ของวงลงไปได้แนบเนียน จังหวะ ขัดหูกำ�ลังดี ริฟกีตาร์แปลกพิสดารและ ท่อนคอรัสที่ทำ�ให้โยกหัวได้ไม่ยาก ส่วน ของเพลงช้านั้นเศร้าหมองและสวยงามไป พร้อมกันห้าแทรกต่อมา ค่อยๆ ดึงเข้าสู่บท สุดท้ายของอัลบั้ม The Medicine Wears Off , The Caudal Lure , Illumine จนถึง ไฮไลท์อย่าง Deadman และ Change สองเพลงนี้ความยาวรวมกันร่วมยี่สิบนาที แสดงอิทธิพลของสไตล์ยุคใหม่ๆ อย่าง Post Metal ที่ทางวงนำ�มาผสมได้อย่างน่า สนใจ Sound Awake คือผลงานชั้นเยี่ยม พวกเขาสร้างที่ยืนของตนเองได้ชัดเจน ใน ยุคปัจจุบันที่พรมแดนของแนวดนตรีต่างๆ พร่าเลือนลงทุกที พร้อมกับพิสูจน์แล้วว่า ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ นั้นเกิดขึ้นได้ทุก ที่ในโลก


36 // นอกบ้าน // ดนัย ปะสิ่งชอบ

หมาในงานวัด


// 37 1

วันนีเ้ ห็นเด็กสามสีค่ นวิง่ เล่นไล่ยงิ ปืนฉีดน้�ำ เลยนึกถึงตอนที่ตัวเองวิ่งร่าไปงานวัด ไปจ่อ อยู่หน้าซุ้มยิงปืนอัดลมจนพ่อต้องมาตามกลับ แหม...ก็มันสนุกนี่นา ตู้กระจกใสสี่เหลี่ยมข้างใน สุดนั่นแหละทำ�เอาอาการงอมแงม ข้างหน้าตู้มี แป้นเล็กๆ ที่ต้องเล็งกระสุนยางให้โดน แถมระยะ ยิงยังนับว่าไกลที่สุดเมื่อเทียบกับตุ๊กตุ่นเล็กๆ ทั้ง หลายที่ผมถือว่าเป็นพวกลูกกระจ๊อก ไม่มีค่าพอ จะเสียเวลาด้วย ผมบอกตัวเองว่าผู้แม่นที่สุด เท่านั้นที่จะอยู่รอด และในยามที่กระสุนยางมี จำ�กัดเช่นนี้ควรไปซัดหัวหน้าตัวในตู้กระจกเลยดี กว่า ทันทีที่ยิงกระสุนยางโดนและทำ�ให้แป้นล้ม ลง พวกสัตว์ประหลาดหรือยานอวกาศในตู้ก็จะ ขยับไปมา พร้อมกับแผดเสียงออกมาดังลั่นจนซุ้ม เริ่มสะเทือน นี่มันฟื้นจากการหลับไหลและกำ�ลัง จะเขมือบโลกแล้วสิ เราจะหนีไปซ่อนกันที่ไหนดี ล่ะเนี่ย กึ๊ก...เหมือนหัตถ์เทวะมาช่วยเอาไว้ เจ๊คน คุมซุ้มมายกแป้นขึ้นหลังจากปล่อยให้กลไกในตู้ กระจกทำ�งานอยู่สักพัก...หมดรอบ! ไม่เป็นไรไม่ ได้มีแค่นัดเดียว 555 เมื่อยิงจนครบทุกตู้ผมค้น พบว่า “คิงคองอ้วนดำ�” หนึ่งในหัวหน้าใหญ่เป็น ตัวที่ออกอาการได้โดนที่สุด จึงตั้งใจเล็งมันอยู่แค่ ตัวเดียว โดนบ้าง ว่าวบ้าง ก็ขึ้นลำ�แล้วยิงๆ ไป ลิง ยักษ์โหยหวนราวกับเพลงอาวองการ์ดของ cibo matto ติดกันอยู่ 7-8 รอบ รู้สึกว่าเจ๊คนเดิมจะเริ่ม มีอาการบ้างหลังจากต้องลุกมายกแป้นอันเดิม ซ้ำ�ๆ เค้ามองผมเหมือนจะบอกว่า เมิงจะยิงเห้ อะไรติดๆ กันนักหนา อะโอเคๆ ไม่ยิงก็ไม่ยิง หนู ยิงลิงก็ว่าหนูยิงเห้ ไม่เข้าใจเจ๊เลย ...ม่วนติดลม ซะขนาด อยากกลับไปลั่นไกอีกสักห่ากระสุนยาง

แม้ว่าพึ่งจะเดินออกมาจากวัดอยู่หยกๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำ�ไมภาพและเสียง ของคิงคองที่เคลื่อนไหวซ้ำ�ๆ ถึงทำ�ให้เด็กคนหนึ่ง เอาจิตใจไปจดจ่อแบบนั้น ผมก็งงพฤติกรรมของ ตัวเองเหมือนกันที่เอาแต่เล็งซ้ำ�ๆ อยู่แค่ตัวเดียว แม้จะเริ่มเกมส์ใหม่ก็ยังเป็นแบบเดิมอย่างไรก็ อย่างนั้น เมื่อย้อนมองดูผมจึงสังเกตว่าที่ตัวเอง ชอบทำ�อะไรซ้ำ�ๆ มันได้ส่งผลต่อคนรอบข้างไป พร้อมกัน อย่างน้อยที่สุดก็เจ๊คนนั้น

2

ตอนที่พวกเขาเล่นเสร็จและเริ่มลงจากเวที ผมตัดสินใจว่าจะไม่ให้ตัวเองต้องมาอดทนกับ พวกเขาอีก ความคลั่งใคล้ในอดีตคงไม่ช่วยให้ ภาวะแย่ๆ ของผมลดลง หากเป็นความยึดติด ที่กลับมาแทงย้อนให้ทรมาน ผมยอมรับว่าลีลา เมโลดี้ของพวกเขาได้ประทับร่องจารึกไว้บนแผ่น ไวนิลแห่งความทรงจำ� นับจากการเผยตัวสู่วงการ เพลงใน ค.ศ. 1994 ถึงวันนี้ก็ครบ 15 ปีไม่ขาด เกิน ความรู้สึกของพวกเขาต่อสิ่งที่ได้กระทำ�มา ตลอดระยะเวลานี้คงมีการเปลี่ยนแปลง มันถึงได้ ส่งผลนั้นมาถึงผมได้ในที่สุด คอนเสิร์ตวันนี้เนียน แน่นด้วยสีสันของดนตรีแต่ขณะเดียวกันมันกลับ เบาบางในทางวิญญาณ ในแง่มาตรฐานมันอาจ จะคลาดเคลื่อนน้อยจนแทบจะไม่รู้สึก แต่เมื่อวัน เวลาพาไปพบหมู่คนดูทั่วประเทศ บนตารางการ แสดงที่มีช่องว่างให้หายใจได้เพียงเล็กน้อยใน แต่ละปี จึงเป็นสิ่งที่กลับกลายมากัดกร่อนให้พวก เขาเปล่าเปลี้ย คนดูหลักล้านพากันมารอนักดนตรี หน้าเดิมๆ อย่างพวกเขา มารอให้ทำ�เรื่องจำ�เจอีก ครั้งหนึ่ง แล้วใครล่ะคือเจ้าของตัวตน? ผู้กำ�หนด


38 // ชะตาชีวิตถูกเปลี่ยนมือไปเมื่อกระแสแฟชั่นสาด ซัด เหลือไว้เพียงบทเพลง side B (เพลงไม่ฮิต) ที่ จมหายไปในน่านน้ำ�ลึก รอคอยให้มีใครทิ้งเข็ม ดิ่งสู่ตรงนั้นและเหลือเรี่ยวแรงพอที่จะมุดฝ่าเชี่ยว คลื่นลงไปงม ผมเศร้าที่เห็นพวกเขาต้องแอบซ่อน ความละเหี่ยใจไว้ในท่าทางของ entertainer หมู่ แฟนเพลงได้ชมละครแห่งแบบแผนสมใจ ผมไม่ ได้หมายความว่าการกำ�เนิดและยืนยงของพวก เขาควรจะแยกห่างจากกระแสเทรนด์ เพียงแต่ ผมอึดอัดที่เห็นบรรดาแฟนเพลงดี๊ด๊ากันทุกที ทุก ทีจริงๆ เมื่อพวกเขาเล่นเพลงนี้...เพลงที่มักจะได้ ยินบ่อยๆ เพลงที่ทะลักด้วยเสียงกรี๊ด วี้ด วิ้วรับ เมื่อขึ้น เพลงที่คนเหล่านั้นร้องตามได้แม่นยำ�กว่า เพลงชาติ (ผมไม่ใช่พวกรักในความเป็นชาติจึง เป็นแค่การเปรียบเทียบ) อย่างไรก็ตามจากที่ได้ ไปดูคอนเสิร์ต 3-4 ครั้งล่าสุด ผมสรุปว่าจะไม่ให้ ตัวเองมาอยู่ในสภาวะกล้ำ�กลืนแบบนี้อีก

3

ราตรีสงัดของคีตกาล ค.ศ. 1994 เกิดก้อน แสงสีขาวระเบิดจ้า นักวิจัยรางวัลโนเบวด้าน แสงสว่างตระหนกตกใจ พลางสงสัยว่าทำ�ไมถึง สว่างไสวขนาดนั้น อะตอมธาตุที่เขาเคยทดลอง นับว่าแทบจะไม่เหลือสักชนิดแล้วก็ยังไม่เจอตัว ใดที่เจิดจ้าขนาดนี้ เขาเริ่มฟุ้งซ่านว่าตัวเองไม่ใช่ อันดับ 1 ของโลกอีกต่อไป “นี่เราทุ่มเททดลองมาทั้งชีวิตเพื่อพบว่ามีความ สว่างที่เรายังอธิบายไม่ได้งั้นหรือ” เขาบ่นพึมพำ� และได้สอบถามเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมวงการวิจัย หลายคน “เอ็งเก่งที่สุดแล้วเพราะได้โนเบวเชียวนะ”

“นายกลัวจริงๆ หรือเพราะได้โนเบวถึงกลัว” ในขณะที่เพื่อนสนิทอย่าง ศ.ฮ้อ บอกด้วยเสียง จริงจังว่า “อย่าเสียศักดิ์ศรีของมือ 1 ไปมากกว่า นี้เลยเกลอ” ดร.กู๋เจ้าของคำ�ถามเริ่มกลัวว่าผู้คน จะเลิกอ่านตำ�ราต่างๆ ของเขา ตำ�ราที่ต้องลงทุน ลงแรงไปไม่น้อย พลางนึกอยากครอบครองแสง ก้อนจ้าที่พึ่งเกิดขึ้น “นี่เราก็ประดับแสงสว่างให้ เมืองนี้มานานจนแทบจะเป็นรายเดียวอยู่แล้ว... เฮ้อ” เขาบ่นพลางคิดว่าถ้าเป็นเจ้าของไม่ได้ก็คง ต้องใช้วิธีการขั้นเด็ดขาด

4

จากพื้นดินสู่เวที จากเวทีสู่สาธารสัมผัส ผม ขอแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่องการแสดงสด ของพวกเขา วงโมเดิร์นด็อกเริ่มแตกต่างมาจาก จุดเริ่มต้น เมื่อได้ก้าวไปกับดนตรีที่ค่อนข้างผกผัน กับสูตรสำ�เร็จในการประกวด ก็วงอื่นๆ เล่นฟังค์ ผสมแจ๊สกันแทบทั้งนั้น (จริงๆ ผมก็ไม่ถนัดเรื่อง การแบ่งแยกแนวดนตรีนัก บางทีก็ตอบคำ�ถาม เขาไม่ได้ว่าเราชอบแนวไหน) ผ่านมา 15 ปีกับ 4 อัลบั้ม พวกเขาอยากทดลอง อยากผสมบาง สิ่งบางอย่างในผลงานเรื่อยมา ในขณะที่ฐาน แฟนเพลงเริ่มขยาย คนฟังมีตั้งแต่มัธยมจนถึง วัยทำ�งาน คำ�ว่า “ติดลมบน” คงใช้กับพวกเขา ได้หากไม่เลือกจะถ่อมตัว จากคนทั่วไปเริ่มถูก แทนค่าให้เป็นคนของประชาชน ใช่หรือไม่ว่า จินตนาการและความสดเริ่มหดหาย ในวันที่ ต้องพบกับคิวงานยาวเหยียดซึ่งส่วนใหญ่ล้วน หนีไม่พ้นเพลงเดิมๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะปัจจัยที่ พัวพันบีบรัด ไหนจะเรื่องรายได้ เวลาที่จำ�กัดหรือ การประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงเรื่องที่ผมไม่รู้อีก


// 39 มากมาย ท่ามกลางคนดูนับพันที่กำ�ลังสนุก ผมเห็นบาง คนกำ�ลังคอยฟังเพลงที่เขาไม่มีโอกาสได้ยิน “ชีวิต...ไม่ง่ายดาย อย่างที่คิด...” เนื้อเพลงบาง ส่วนจากอัลบั้มแรกยังคงทาบทาสมาชิกในวง เรื่อยมา (โมเดิร์นด็อกเคยมี 4 คนแต่ตอนนี้เหลือ 3 ได้แก่ ป๊อด เมธี โป้ง ส่วนบ๊อบได้ออกไปก่อน หน้านี้)

ฮิตซ้ำ�ซากทยอยมาเรื่อยๆ และงานก็จบลง ผมคิด ว่าทุกวินาทีบนโลกมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย สำ�หรับ ผมอาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ได้ร่วมแบ่งปันสิ่งที่พวก เขาทำ� แม้ไม่ได้ฟังเพลง “ขอ” อย่างที่หวัง แต่ ประตูความคิดที่ว่าจะปิดตายเรื่องงานเล่นสดของ พวกเขากลับคลายออก แง้มให้เห็นบุษบากำ�ลัง บานเบ่งอยู่อีกด้าน มีคน 3 คนกำ�ลังช่วยกันรดน้ำ� พรวนดิน

5

6

เย็นวันนี้มีคนชวนไปดูโมเดิร์นด็อกแบบฉุ กละหุก ผมคิดว่ายังไม่อยากเห็นพวกเขาตอน นี้ รวมทั้งธุระที่ตัวเองทำ�ก็ยังไม่เสร็จดีจึงตั้งใจจะ ปฏิเสธ แต่ทางนั้นบอกว่าพวกเขาตั้งใจมาเล่น เพลง side B โดยเฉพาะ ในใจคิดว่าต้องมีเพลง “ขอ” รวมอยู่ด้วยแน่ๆ “ขอเพียงให้เธอคืน...กลับมาได้ไหม...” ผมจึง บอกว่าเดี๋ยวจะตามไป ผมมาถึงงานช้ากว่าเวลาเริ่มถึงชั่วโมงกว่า คิด เป็นเพลงก็คงหลักสิบ เวทีเดิม พวกเขาคนเดิม กำ�ลังร่วมบรรเลง “บุษบา” หนึ่งในเพลงฮิตที่ผม ค่อนข้างเอียน มันซ้ำ�ซากไม่น้อยที่ไปงานของพวก เขาครั้งไหนก็ต้องเจอ แต่ผมกลายเป็นฝ่ายสบ ประมาท เมื่อเมธีเผยให้เห็นเสียงกีต้าร์ฉวัดเฉวียน ในกรอบเพลงเดิม โป้งที่เคยดูตึงๆ กลับตีกลอง ด้วยรอยยิ้ม ป๊อดร้องด้วยสำ�เนียงและลีลาแบบ ลูกทุ่ง (ผมไม่ใช่คนถนัดเรื่องแบ่งแนวดนตรี) และ ไม่ค่อยตะโกนว่า “เมธี น้อยจินดา!” ราวกับว่าทั้ง สามกำ�ลังอยู่ในโลกส่วนตัวของกันและกัน ใส่ลูก เล่นกันกระจาย แถมหลุดกันกระเจิงจนจบเพลง ด้วยเสียงหัวเราะ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพลง

อยากไปยิงปืนที่งานวัดอีก แต่ว่าจะลองยิง ตู้กระจกอื่นๆ ดูบ้าง เพราะมันคงออกลีลาคนละ แบบกับเจ้าคิงคองตัวเก่าของผม ได้ดูตัวอื่นๆ ออกลีลาอย่างน้อยคงคุ้มเงินที่เสียไปกว่าเก่า ที่ แน่ๆ เจ๊คนนั้นคงบ่จอย ถ้าต้องคอยมาตั้งแป้นให้ ผมอยู่แค่อันเดียว


40 // มรรค // กองบอกอ

YOU ARE WHAT YOU READ นิตยสารดีโอได้รับเกียรติจาก คุณศิลา โคมฉาย (อันเป็นนามปากกาแต่เป็นที่ รู้จักกันกว้างขวางกว่า วินัย บุญช่วย ซึ่งเป็นนามจริง) นักเขียนรางวัลซีไรท์ และรางวัล สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ จากรวมเรื่องสั้น ชุด “ครอบครัวกลางถนน” และยังมีผลงานทางดนตรี ในนามของวง “โคมฉาย” มาร่วมแบ่งปันมุมมอง บอก เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับตัว อักษรไปจนถึงตัวโน้ต จาก ประสบการณ์ตรงที่ผ่านการ เคี่ยวกรำ�จนออกมาเป็นผล งานคุณภาพจวบจนปัจจุบัน


// 41 อาทำ�อาชีพนักเขียนเพียงอย่างเดียว อยากทราบ ว่ายังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่ ถ้ามองในมุมมอง เศรษฐศาสตร์การหาเลี้ยงชีพ แล้วมันพอยึดเป็น อาชีพได้หรือไม่ ศิลา : ผมเขียนหนังสืออย่างเดียว เพราะต้องใช้ เวลาอ่านหนังสือมาก เพื่อใช้ทำ�งานทั้งหลายที่คาค้าง ในความคิดให้บรรลุ มีรายรับไม่มากจึงต้องจำ�กัดราย จ่ายให้น้อยที่สุด ในแง่เศรษฐกิจยากที่จะอยู่ได้ด้วย ตัวเอง โชคดีที่ภรรยามีรายได้ประจำ� และเขาพอจะ เข้าใจ ชีวิตจึงถูไถไปได้ DE.O.: อยากทราบว่า คุณอาเริ่มต้นเขียน หนังสือเมื่อไร และอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่ม ชีวิตนักเขียนอาชีพ ศิลา : เมื่อเรียนมัธยมปลาย ผมเกิดในครอบครัว อ่านหนังสือ พ่อเป็นครูประชาบาล สะสมหนังสือดีๆ ไว้ จำ�นวนหนึ่ง โตในสังคมรักการอ่าน รุ่นพี่ที่อยู่วัดห้อง เดียวกันเป็นนักอ่าน-นักเขียน ปัจจุบันเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัย เพื่อนในกลุ่มที่คบหาส่วนข้างมากเป็น นักอ่าน วันนี้หลายคนเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียง DE.O.: จากที่ทราบมาว่าเหตุการณ์ยุคตั้งแต่ ยุคฟ้าเริ่มเป็นสีทองน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เหตุการณ์นี้มีผลต่อแนวคิด การเขียนหนังสือ หรือการเขียนเพลงอย่างไรบ้างคะ ศิลา : เหตุการณ์เดือนตุลาฯ เหมือนประเทศผ่าน พ้นยุคมืด มีหนังสือต้องห้ามมากมายในยุคเผด็จการ ได้รับการรื้อฟื้น คนเหมือนกระหายหิวความรู้ ทำ�ให้ ความคิดเปิดกว้าง ยิ่งลงไปสู่การปฏิบัติในสังคมที่เป็น จริงยิ่งได้เห็นและเข้าใจ ระบบคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ถูก สร้างเสริม มีผลสำ�คัญต่อการเขียนไม่ว่าหนังสือหรือ เพลง DE.O.: เคยอ่านเจอบทความในมติชนว่า คุณ

DE.O.: รวมเรื่องสั้น “ครอบครัวกลางถนน” สะท้อนชีวิตในเมืองใหญ่ ได้รับรางวัลซีไรท์ และรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ อยากทราบ ว่า เมื่อมีงานได้รับรางวัลแล้ว รู้สึกกดดันต่อการ เขียนเล่มต่อๆ ไปหรือไม่ อย่างไร ศิลา : ก็มีบ้าง เพราะงานจะถูกคาดหวังสูงขึ้น แต่เป็นเพียงระยะผ่าน รางวัลไม่ได้ช่วยให้สติปัญญา เพิ่มพูนขึ้น เราคือเราเท่านี้แหละ! และเขามอบรางวัล ให้งานไม่ใช่ตัวคน เรามีหน้าที่ทำ�เรื่องที่ค้างคาด้วยวิธี การของเราให้บรรลุตามที่มันควรจะเป็น DE.O.: แล้วจริงๆ รางวัลสำ�คัญต่อชีวิตนัก เขียนหรือไม่ (หรือสำ�คัญกับการเลือกอ่านของนัก อ่านมากกว่า) ศิลา : รางวัลมีส่วนช่วยปลดเปลื้อง เรื่องไม่เข้า ท่าของชีวิตทิ้งไป จะไม่ถูกถามว่าเงินเดือนเท่าไร มี ตำ�แหน่งอะไรในหน้าที่การงาน มีรถมีบ้าน...ความ ยอมรับทางสังคมเกิดขึ้นได้เอง ไม่ต้องวางท่าแสดงตัว ตน ทำ�ให้มเี วลา สมาธิ คิดในเรือ่ งทีค่ วรคิด และลงมือทำ� DE.O.: คุณอาชอบเขียนงานลักษณะใด (เรื่องสั้น นิยาย บทความ สารคดี ฯลฯ) และ แนวไหนมากที่สุด เพราะอะไร ถ้าให้คุณอายก


42 // ตัวอย่างเรื่องหรือหนังสือที่ชอบมาสักชื่อหนึ่งจะ เป็นเรื่องอะไร ศิลา : ขึ้นอยู่กับประเด็น เรื่องราว ข้อมูล ความ พร้อม การทำ�เป็นอาชีพผ่านความรู้สึกนั้นไปแล้ว แต่ เรื่องสั้นท้าทายอยู่เสมอ ต้องแม่น รวดเร็ว ทีเดียวอยู่ เหมือนซามูไรที่ต้องพิชิตศึกในดาบเดียว DE.O.: อยากทราบว่า งานชิ้นไหนที่คุณอา เขียนแล้วคุณอารักที่สุด ศิลา : งานเขียนเหมือนลูก ถึงมีความรู้สึกบ้างก็ ขออนุญาตไม่พูด DE.O.: คุณอาคิดอย่างไรกับนักเขียนและงาน เขียนในปัจจุบัน มีเสรีภาพมากกว่าในอดีตไหม ยังมุ่งเน้นการรับใช้สังคมหรือไม่ ศิลา : ไม่ต้องตอบมั้ง! DE.O.: ปัจจุบันคุณอาเขียนลงที่ไหนบ้าง ศิลา : ประจำ�ในมติชนสุดสัปดาห์ และที่อื่นตาม สะดวก

DE.O.: เทคโนโลยี และอินเทอร์เนท ช่วยนัก เขียนมากขึ้นหรือไม่ ทั้งในแง่การเผยแพร่ผลงาน ติดต่อระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน หรือเป็นการ ทำ�ลายโลกวรรณกรรมและการอ่านลง ศิลา : มีเวทีสำ�หรับเผยแพร่งานเขียนมากขึ้น เกิดนักเขียนได้ง่ายขึ้น มีข้อเขียนประเภทต่างๆ มาก ขึ้น ปริมาณจะนำ�ไปสู่การเลือก คัดกรอง ยกระดับ คุณภาพ แต่การยกระดับงานเขียนบางทีจำ�เป็นต้อง ผ่านบรรณาธิการมือถึง สื่อประเภทนี้ไม่มีขั้นตอนนี้ นักเขียน นักอ่านมีแต่ต้องช่วยตัวเองสูง DE.O.: วัฒนธรรมการอ่านหนังสือของ คนไทย มีทางปรับปรุงแก้ไขอย่างไรหรือไม่ ดู เหมือนการมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะยัง ไม่พอ ศิลา : ให้การอ่านสอดคล้องกับความเป็นปัจจุบัน ในวิชาการอ่านเด็กควรอ่าน เก็บความ วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องที่กำ�ลังเป็นละคร หรือข่าวสารที่เป็นกระแสหลัก ชาวบ้านอ่านข่าวคราว วิชาการ (แบบที่ย่อยแล้ว) สอดคล้องกับชีวิต ผมว่าชาวสวนคงอยากรู้ว่า ผลไม้ จากสวนของตัว เดินทางผ่านอะไรไปตกระกำ�ลำ�บาก อยู่ที่ไหนในประเทศอื่น มันมีสถานะอย่างไร DE.O.: ทราบ (จากบทความในมติชน) มาว่า คุณอามีลูกสาว อยากทราบว่าคุณอาปลูกฝังนิสัย รักการอ่านให้ลูกสาวด้วยหรือไม่ อย่างไร ศิลา : บ้านผมเต็มไปด้วยหนังสือ ลูกๆ ลืมตาก็ เห็นพ่อ-แม่ อ่าน เขียนหนังสือ (แฟนผมเป็นหัวหน้า ภาควิชา ในมหาวิทยาลัย ทำ�ตำ�รา เขียน แปล...) แต่ เด็กก็มีโลก มียุคสมัยของตัวเอง เราส่งเสริมในสิ่งที่เขา เลือกมากกว่า คนโตเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ คนเล็ก ทำ�ท่าจะสนใจเรื่องสั้น ก็พูดคุยและหาหนังสือที่น่าจะ เหมาะกับวัยให้


// 43 DE.O.: คุณอาคิดว่าภายใต้นิยามคำ�ว่า you are what you read นั้น แสดงว่าที่สังคมไทย พัฒนาไปในทิศทางไม่เข้าท่าเพราะคนไทยอ่าน หนังสือไม่ดีใช่หรือไม่ หรือไม่อ่านเลย หรือไม่ สามารถคัดกรองเอาสาระดีงามจากตัวหนังสือ ออกมาได้ ศิลา : การอ่านไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา โรงเรียนและหนังสือที่ผลิตได้มากๆ มีอายุเพียงร้อยปี เศษ แต่เดิมวรรณกรรมเผยแพร่ในรูปละคร โขน หนัง เสภา เพลงขอทาน หรือพระเทศน์ คนไทยคุ้นเคยกับ การสดับ ชมและฟังเอารสชาติเพลินๆ ผิวเผิน ต่าง จากการอ่านที่มักต้องคิดไปพร้อมๆ กัน คนไทยจึงมัก รู้สึกมากกว่าคิด DE.O.: เห็นคุณอาเขียนเกี่ยวกับเรื่อง “ของ แท้กับของเทียม” ในแง่ของศิลปิน คุณอาคิดว่า มี ปัจจัยใดบ้างที่ทำ�ให้ศิลปินในปัจจุบันห่างไกลจาก ความเป็นของแท้ ศิลา : มีอหังการ์ที่จะเป็นศิลปิน ตั้งใจจริง ทุ่มเท เรียนรู้ต่อสู้ทุกทางที่จะไปให้ถึง เป็นด้วยตัวเอง เพราะ ไม่มีใครสถาปนาหรือถอดถอนศิลปินได้ อาจมีคนให้ โอกาส แต่ถ้าไม่ดีจริงก็ไม่เกิดประโยชน์ ได้แค่แสดง บทบาทศิลปินในช่วงสัน้ ๆ แล้วถูกแทนทีด่ ว้ ยนักแสดงอืน่ DE.O.: คุณอาให้คำ�จำ�กัดความของ เพลง เพื่อชีวิตแท้ๆ ในสมัยก่อนว่าอย่างไร เพราะ เพลงแนวนี้ในสมัยก่อนส่งผลต่อแนวคิดของคน ยุคก่อนๆ เป็นอย่างมาก และเพลงเพื่อชีวิตมี การพัฒนารูปแบบหรือเปลี่ยนไปจากยุคเริ่มแรก อย่างไร ศิลา : เพลงเพื่อชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ ทางการเมือง เข้มข้นด้วยแนวความคิดและชีวิต มัก เป็นงานของคนที่มีพื้นมาจากความเป็นนักคิด นัก เขียน นักอ่าน ที่พอมีความสามารถทางดนตรีอยู่บ้าง

และร่วมอยู่ในกระบวนการต่อสู้อันดุเดือด เมื่อสิ้นยุค เช่นนั้นก็เข้าสู่ระบบธุรกิจ ตอบสนองธุรกิจ ปัจจุบันสื่อ และการบริโภคเปลี่ยนไป เพลงเพื่อชีวิตถูกแยกไปมี พื้นที่แคบๆ ของตัวเอง แสดงตัวผ่านการแสดงสดเป็น ส่วนใหญ่ DE.O.: คุณอายังเล่นดนตรีอยู่ไหม ศิลา : เล่นคนเดียวอยู่กับบ้าน พอให้ลูกรำ�คาญ DE.O.: “ดาวแดงแห่งภูพาน” เป็นบทเพลง โด่งดังที่คุณอาแต่งทั้งเนื้อร้องและให้ทำ�นอง อยากทราบว่า คุณอาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก อะไร และโดยส่วนตัวคุณอาประทับใจเพลงใดที่ คุณอาแต่งมากที่สุด ศิลา : เป็นงานแสดงผลการเรียน การประพันธ์ และเรียบเรียงเสียงประสาน ครูวางโจทย์ให้เขียน เพลงที่แสดงอารมณ์สดุดี ชื่นชมและภาคภูมิ สอบเอา คะแนน ดาวแดงเป็นสัญลักษณ์นักรบ ภูพานเป็นฐาน ที่มั่นปฏิวัติ DE.O.: โดยส่วนตัวคุณอาคิดว่า ดนตรี คือ อะไร และมีความสำ�คัญอย่างไรกับวิถีชีวิตและ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ศิลา : สิง่ เชือ่ มโยงระหว่าง สมอง ร่างกาย และหัวใจ ทีมงานนิตยสารดีโอต้องขอขอบคุณ คุณ ศิลา โคมฉาย เป็นอย่างสูง ที่กรุณาสละเวลาให้ สัมภาษณ์ (ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์) มา ณ โอกาสนี้ ทางทีมงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ มีโอกาสได้รับความกรุณาจากการสนทนากับ คุณ ศิลา โคมฉาย อีกในโอกาสต่อไป


44 // จากฝั่งธน // นาคร บูรพา

เทวรูปกลางถนน เกิดเป็นคนจังหวัดธนบุรี ไม่รู้จักยอดกวีมีที่ไหน สุนทรภู่กวีเอกของคนไทย อยู่ซอยไหนใครรู้บ้าง ช่วยตอบที ผมสำ�นึกแล้วว่า การเขียนกาพย์เขียนกลอน นี่มันยากแท้นะพี่เอ๋ย ไม่ใช่ใครที่ไหนจะสามารถ เป็นกวีกระวาดมาอาละวาดบนแผ่นกระดาษได้ ง่ายๆ อย่างท่านมหากวีศรีสุนทรโวหารนั้น แม้เป็นผู้ มีพื้นเพมาจากชนเผ่า “ฮิ” ระยองนู่น แต่เส้นทาง ชีวิตของกวีแห่งโลกผู้นี้ ก็ได้ทำ�ให้คนจังหวัดธนบุรี นั้นภาคภูมิใจเหลือคณานับ เพราะท่านเคยมา บวชเรียนพำ�นักอยู่ที่วัด... ย่านบางขุนนนท์ อำ�เภอ บางกอกน้อยนี่เอง ไม่นานมานี้ผมได้สังเกตเห็นรูปปั้นขนาดยักษ์ ตั้งตระหง่านอยู่หน้าห้างซื้อสะดวกขนาดใหญ่หน้า

ปากตรอก มันเป็นรูปสัตว์ประหลาดในบทกวีของ ท่านสุนทรภู่ครับพี่!! ม้านิลมังกรนั่นเอง โอ้โห! แถม ยังมีสุดสาคร บุตรที่เกิดจากความอุตริของพระอภัย มณีตัวเอกของเรื่องอีกด้วย อืม...น่าภูมิใจแท้ ที่ เมืองธนบุรีเราจะมีอะไรได้เชิดหน้าชูตากับเขาบ้าง ว่าในดงสังคมที่วุ่นวายเกือบเท่าสลัมยังมีรูปปั้นม้า นิลมังกรสีเขียวปานรถเมล์มินิบัสตั้งตระหง่านอยู่ ที่ไหนสักแห่งของเมืองธนบุรี หลายวันต่อมา ผมนั่งรถผ่านสามแยกไฟฉาย ประสบพบกับที่ตั้งถาวรของรูปปั้นมังกรม้าตัวเขียว นี่เข้าให้แล้ว มันสถิตอยู่ ณ เกาะกลางถนนในย่าน นั้น ที่น่าสังเกตคือมีกระถางธูป พวงมาลัย ผ้าสามสี คล้องเสร็จสรรพ อ้าว... เอามาบูชากันไปเสียฉิบ ข้ามมาอีกหลายแยกในวันเดียวกัน อีกพลัง


// 45 ศักดิ์สิทธิ์หนึ่งที่คอของขลังค์ไม่ควรพลาดคือ “เทวรูปโปลิศ”!! ที่เพิ่งมีการจัดทำ�ขึ้นด้วยแรงจิต ศรัทธาของเหล่าประชากรชาวกรุง ที่เลื่อมใสใน อำ�นาจความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าคนชุดสีกากี รูปปั้น เหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปทุกสี่แยกในหลายมุมเมือง เชื่อกันว่าคุ้มครองกฎหมาย และพิทักษ์สันติราษฎร์ ได้ชะงัดนัก ใครไปใครมาบนยวดยานรีบเร่ง ต่าง ต้องชะงักล้วงกระเป๋า เอ๊ย! ทำ�ความเคารพกัน แทบไม่ทันเลย เป็นหน้าที่ที่ทำ�ให้เหล่าผู้ใช้ถนน มีสติในการขับขี่มากขึ้น แหม...เวรี่กู๊ดไอเดีย นัก ท่องเที่ยวต่างชาติเห็นยังอึ้ง อีกหน่อยถ้าเราจะ พบเห็นสหภาพอียูลงมติให้สมาชิกทุกประเทศต้อง มี “เทวรูปโปลิศ” หรือ “The great police statue” บ้างก็คงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายแต่อย่างใด เคยมีคำ�ถามมากมายเกี่ยวกับท่าทางอันน่า ฉงนของ “เทวรูปโปลิศ” ที่ทำ�ท่าตะเบะว่ามันดูไม่ ค่อยเป็นธรรมชาติเลย ทั้งที่มีสถานะเทพผู้ถือกฎ บ้านเมือง (บางครั้งก็อยู่เหนือ) ที่ได้รับแต่งตั้งมาแต่ โบราณ รูปเหมือนที่จะดึงศรัทธาคนตามสี่แยกดูจะ ทำ�ให้คนเชื่อไม่ได้ว่าหมายถึง “โปลิศ” จริง มีเสียง ท้วงติงที่ค่อนข้างดังว่าถ้าทำ�รูปท่านเป็นท่าแบมือ น่าจะสมจริงเป็นธรรมชาติกว่า ว่ากันเข้าไปนั่น... หรือในอีกประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียงกันในวง กว้างว่าจุดประสงค์ของการทำ� “เทวรูป” นี้ขึ้นมา อาจจะเพื่อเป็นการแสดงสถานะเทพ ที่ต่างจาก มนุษย์ทั่วไป จึงต้องทำ�ท่าทางที่ผิดสามัญเอาไว้ การที่จะมาทำ�ท่าทางเหมือนมนุษย์ หรือแบมืออย่าง ลับล่อๆ หลังป้อมนัน้ คงเป็นการไม่ควรอย่างยิง่ ความศักดิ์สิทธิ์และโด่งดังหลังสิ้นยุคเห่อจตุ คามของเทวรูปสีกากีนี้ ถึงกับเคยมีไอ้หนุ่มคลั่งคน หนึ่งโขมย “เทวรูปโปลิศ” ไป ด้วยวิธีการอุ้มจาก แท่นบูชาสี่แยกไปต่อหน้าต่อตารถนับสิบคันที่พา กันสบถสาปแช่งกันไม่เป็นภาษาหาว่าลบหลู่เทพ

ไอ้หนุ่มนี่หมอหมายจะเอาไปบูชาเองส่วนตัว หรือ จะเอาไปขายทอดตลาดแบบวัตถุมงคล พระพุทธ รูปเก่าที่งัดขโมยเอาจากตามโบสถ์หรือสถูปโบราณ ที่กรุแตก จนไปแบกะดินขายบ้าง ให้เช่าบ้างอยู่ ในย่านท่าพระจันทร์ หรือคลองถมวันเสาร์ ผมก็ ไม่ทราบได้ แต่ยังไม่ทันไรไอ้หนุ่มคนนั้นก็โดนจับ ได้ คาดกันว่าน่าจะโดน “ของ” ที่แรงมากจนไม่ สามารถเก็บเทวรูปไว้กับตัวได้ บารมียังไม่แก่กล้า พอ แต่ที่น่าตั้งข้อสงสัยกันคือ แม้คนจะหลงใหลใน กระแสของเทวรูปนี้กันมาก แต่ก็ยังไม่เคยมีกรณี ที่ถึงกับตัดเศียรของเทวรูปโปลิศไปเลย อาจเป็น เพราะเกรงกลัวอำ�นาจบารมีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้าน ชอบอาศัยพึ่งพากันก็เป็นได้ คนย่านพระนครคงจะเคยเห็นแต่ “เทวรูปโป ลิศ” กันซิท่า น่าเห็นใจที่ไม่มีเทพลูกครึ่งปลาอย่าง สุดสาครบ้าง ไม่รู้ว่าคนฝั่งกรุงหลวงจะภาคภูมิกับ “เทวรูปโปลิศ” กันบ้างไหม เพราะถ้าวัดกันตามแรง ศรัทธาแล้ว นับว่ากระแสแรงมาก รูปปั้นตำ�รวจ ยืนท่าตะเบะนั้นระบาดกระจายไปทั่วทุกแยกแล้ว แสดงให้เห็นถึงกระแสพลังเมตตาจิต และแรง ศรัทธาที่มีปวงมหาประชาชนมีให้ต่อสถาบันผู้ค้ำ� กฎหมายนี้ ดูพลังศรัทธาได้ไม่ต่างกับพระประธาน หรือ อุโบสถที่ต้องมีการจารึกชื่อผู้สร้างไว้อวดบุญกัน “เทวรูปโปลิศ” ก็ไม่น้อยหน้า มีป้ายโฆษณาห้าง ร้านผู้บริจาคเงินจัดทำ�ห้อยไว้ที่ตัว “องค์” ด้วย แหม! ของมันแรงนะครับพี่ ดุทุกแยก คนเสียเงิน บริจาคแบบได้เปล่าให้กับกองทุนเทพองค์นี้ไม่รู้เท่า ไหร่ ขาดแต่พวงมาลัยของเซ่นไหว้เท่านั้น อ้อ...มี พรายมากระซิบบอกว่า “เทวรูปโปลิศ” น่ะ ถ้าจะ เอาของมาเซ่นท่านไม่เอาหัวหมูนะขอหัวปิงปอง แทน บรื๋ออ...


46 // ฉันเกลียดมนุษย์ // mr. misanthrope

พินัยกรรม ฉบับฉันเอง ชีวิตของฉันในวันเวลาที่ผ่านไป ผ่านเมื่อวาน นี้ มาวันนี้ จนวันนี้ผันเปลี่ยนไปเป็นเมื่อวานของ วันพรุ่ง คุณค่าของชีวิตอันไม่แน่นอนของฉันอยู่ ที่ไหน ฉันเปลี่ยนที่ยืนไปเรื่อยๆ จังหวะลมหายใจ ของฉันก็ไม่เคยเปลี่ยน เข้าออก เข้าออก ลม หายใจหมุนเวียนเปลี่ยนไปผ่านจมูกเปล่าเปลือย ไร้ค่า สองขาของฉันเหยียบย่ำ�ไปบนเส้นทางที่แปร เปลี่ยน สายน้ำ�ที่ฉันข้ามผ่านมาก็ไม่เหมือนเดิม ฉันมองเห็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งตั้งตระหง่าน เหยียด ตรง เขาว่ากันว่า เจ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวใน โลก ที่หยุดนิ่ง แต่เติบโตสวนทางกับแรงโน้มถ่วง ที่บีบกดเราเอาไว้ให้ทาบทับอยู่กับผืนปฐพี แต่เจ้า สิ่งนี้ เติบโตพุ่งขึ้นสูงส่งท้าทายแสงตะวันอันร้อน แรง มิตรแท้ที่ให้ชีวิตอันอนันต์กับต้นไม้ใบเขียวนี้ ใหญ่โตตระหง่านเหนือแรงโน้มถ่วง และกาลเวลา

เพราะมันไม่มีนาฬิกาคอยบ่งบอกถีบไสให้รีบเร่ง ไปตามกระแสโลกาที่เปลี่ยนไป สัมผัสของมันมี แต่กลางวันอันมีแสงส่อง และค่ำ�คืนอันมืดมิด แต่ มันก็ยังคงยืนนิ่งทำ�งาน ทำ�หน้าที่ของมันอยู่ตลอด เวลาอย่างขันแข็ง ไม่มีกะ ไม่มีลางาน ไม่มีลาป่วย เกิดและตายครั้งเดียว จากพื้นดิน และล้มทับถม กองก่ายกลายเป็นดินอีกคำ�รบ ในฐานะผู้สร้างชีวิต ต้นสายห่วงโซ่อาหารของโลก ผู้ยืนนิพพานอย่างไร้ทุกข์ ไร้สุขอยู่นิรันดร ฉันได้ปรึกษากับดวงจิตนิมิตสหายสนิทก่อนจะ ทำ�การเขียนพินัยกรรมนี้ขึ้นมา หากฉันได้มีโอกาสตายเยี่ยงปุถุชน ฉันอยาก จะได้ฉกฉวยคำ�พูดของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ได้กล่าวไว้ในบทเขียน “จากครรภ์มารดา ถึง เชิงตะกอน” ขออย่าตายในอุบัติเหตุ อย่าตายใน


// 47 สงครามที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ถ้าหากฉันเลือกวิธีการ จบชีวิตได้จริงดั่งหวังนะ แต่อย่างไรเสีย หากลมหายใจ ชีพจรของฉัน มีอันต้องหยุดทำ�งานลง สมองตาย กายเนื้อไม่ ทำ�งาน อันเป็นสัญญาณของการสิ้นชีพแล้ว ไม่ว่า ในกรณีใดๆ ก็แล้วแต่ ขอให้ผู้ใกล้ชิดของฉันอย่า ได้นำ�ร่างเนื้อของฉันไปทำ�พิธีกรรมทางศาสนา ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเมื่อฉันมีชีวิตอยู่ ธรรมดา และธรรมชาติ คือสิ่งที่ฉันยึดถือเสมอมา ดังนั้น พิธีกรรมในรูปแบบต่างๆ หรือศาสนาเทียมเก๊ ใดๆ ก็แล้วแต่จึงเป็นสิ่งที่เกินธรรมดา และผิด ธรรมชาติสำ�หรับฉันเมื่อครั้งมีชีวิต และเมื่อฉัน ตายลง ฉันก็อยากได้รับการปฏิบัติอย่างธรรมดา และธรรมชาติเช่นเดียวกัน ไม่ต้องมีการป่าวประกาศเชื้อเชิญให้ผู้อื่นได้ รับรู้ถึงการละสังขารของฉัน ขอให้แจ้งดำ�เนินการ ทางกฎหมายของมนุษย์เท่านั้น และไม่ขอรับคำ� ไว้อาลัย หรือของใดๆ จากใครทั้งสิ้น เพราะผู้ใกล้ ชิดที่รู้จักฉันดี จะรู้เองว่าฉันไม่ต้องการ ฉันแค่ ผ่านการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอย่างสมบูรณ์ ทั้งกายและจิตเท่านั้น ไม่ใช่งานรื่นเริง หรือชุมนุม อะไรกันตามแบบสังคมมนุษย์ อย่าได้อุทิศร่างของฉันให้กับการวิจัย หรือการ ทดลองใดๆ ทางการแพทย์ เพราะจะเป็นการส่ง เสริมวิชาการแพทย์ให้มีข้อมูลก้าวหน้าเพื่อรักษา ชีวิตมนุษย์ไว้ยาวนานเกินไป มนุษย์ผู้เกิดจาก ธรรมชาติบริสุทธิ์ พยายามสรรสร้างตกแต่ง ฝืน สร้างเทคโนโลยีเหนือธรรมชาติ จนโลกที่สะอาด แปดเปื้อนไปด้วยรอยวิวัฒน์หมักหมม หาก อายุขัยของมนุษย์มีอันต้องสั้นลง ด้วยเหตุเจ็บ ป่วยจากผลพวงของการพัฒนาปลดปล่อยกิเลส

ไม่สิ้นสุด หายนะนี้ก็เป็นสิ่งสมควรที่เผ่าพันธุ์ มนุษย์ควรยิ้มรับอย่างเต็มสำ�นึก จงขุดหลุมขนาดพอดีตัว ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่ใด ก็ได้ แต่น่าจะเป็นที่ดินที่อยู่ภายในครอบครอง ของครอบครัวญาติสนิท จะได้ปลอดภัยจาก ความหวาดกลัวของมนุษย์ผู้ปรุงจิตจนมืดบอด ขุดหลุมอย่างธรรมดา ให้ความลึกอยู่แค่พอสกัด กลิ่นของร่างที่ผุพังของฉัน ไม่ให้ขึ้นมาอบอวล กวนจมูกผู้อื่นเป็นพอ ท่านฝังซากสัตว์หมาแมว ตายอย่างไร ฝังร่างของฉันเช่นนั้น หากไม่มีต้นไม้ใหญ่อยู่แต่เดิม ได้โปรดขอ ความอนุเคราะห์จัดหาต้นไม้ใหญ่มาฝังอยู่ข้าง ร่างของฉัน ประโยชน์ของร่างที่เน่าเปื่อยของฉัน จักได้บังเกิดเป็นอินทรีย์ธาตุอันเป็นประโยชน์ ต่อดิน และต้นไม้ใหญ่นี้ เพื่อชดเชยก้าวย่างแห่ง ความวิบัติที่ฉันเคยเหยียบไว้ในฐานะมนุษย์ผู้ ทำ�ลาย และนี่จะเป็นประโยชน์ที่สุดของฉันที่ จะทำ�ได้เพื่อโลก แม้หน้าที่ของฉันหมดลงแล้ว ต้นไม้ใหญ่จะยังคงทำ�หน้าที่อันบริสุทธิ์ของมัน ต่อไป อย่างแน่วแน่ ไม่จบสิ้นจนกว่าจะถึงเวลา ของมัน และเมื่อถึงเวลานั้นมันก็พร้อมจะตายไป สู่โลก เป็นธุลี เพื่อสร้างวัฏจักรชีวิตใหม่ขึ้นมาอีก คำ�รบหนึ่ง ฉันเกิดบนโลก ร่างได้ตายใต้แผ่นดิน นั่นเป็นสิ่งสมควรแล้ว และต้นไม้ใหญ่นี้ก็จะยืน ตระหง่านต่อไป ตราบที่โลกยังมีผืนดิน น้ำ� และ บนท้องฟ้าที่มีดวงตะวันสีทอง ขอให้ผู้ที่ได้อ่านข้อความของฉัน จงเข้าใจใน สารที่ฉันต้องการบอก และกรุณาทำ�ตามที่ฉันได้ กล่าวไว้ในเนื้อความนี้ทุกประการ ขอลมหายใจจงมีแก่ทุกคน


048 // LIEN-ATE-YOU // ศรีจัณฑาล

พระพุทธรูปปางแป้นพิมพ์กับเด็กชายขอฝน ตลอดช่วงกลางปีที่ผ่านมา แม้ว่าหน้าข่าว หนังสือพิมพ์ยังคงพาดหัวเรื่องรัฐบาลบ้าง เรื่อง เศรษฐกิจบ้าง อาชญากรรมละเลงเลือดเกลื่อน หน้าหนึ่งบ้าง แต่ยังมีข่าวมาแรงกระแทกทุก กระแสโผล่พ้นน้ำ�มาเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ที่ใครๆ ในสังคมก็ต้องเพ่งสายตาไปมอง (อาจเป็นรองแค่ ข่าวหมียักษ์ลายขาวดำ�ตัวหนึ่ง) กับเด็กชายผู้เป็น พระเอกของข่าวอย่าง น้องเคอิโงะ ซาโตะ ชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน ต่างนั่งดูโทรทัศน์ LCD ในห้องรับแขกที่บ้านแล้วถึงกับต้องหลั่ง น้ำ�ตาพร้อมกันดังอุปาทานหมู่ให้กับชีวิตจริง ที่มี ปมสลับซับซ้อนยิ่งกว่านิยายของเด็กชายลูกครึ่ง ญี่ปุ่นกำ�พร้าแม่จากเมืองพิจิตรผู้นี้ ผมจะไม่ขอพูดประเด็นที่มาที่ไปของเรื่องราว นาฏกรรมชีวิตของเด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นคนนี้ เดี๋ยวจะ กลายเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน เพราะ เรื่องราวโจษจันกันจนผู้อ่านทุกท่านก็คงรู้ดีใน รายละเอียด (อาจจะดีกว่าที่ตัวเคอิโงะรู้เองเสีย อีก) จนมีทั้งกระแสสนับสนุน และกระแสต่อต้าน กระแสอีกที ซึ่งก็ถือเป็นการมองเรื่องราวเหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง และแถมคือมีการวิพากษ์วิจารณ์ กระแสที่ต่อต้านอีกชั้นหนึ่ง กระแสวิพากษ์คนที่วิจารณ์เคอิโงะนั้น มี ปรากฏอยู่เต็มทั่วโลกไซเบอร์ บ้างว่าเป็นจริตของ

ปัญญาชน ที่ชอบสวนกระแส ไม่ชอบแกรมมี่ อาร์ เอส ไม่ชอบหนังตลาด หรือวิ่งทวนความป๊อปปู ล่าร์แบบประชานิยมของชนชั้นกลางยุคใหม่บ้าง เป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายบ้าง หรือเป็นเหลือบใน กระแสอินดี้ เด็กแนวบ้าง ตามแต่จะคิด ทั้งนั้น ก็ล้วนแต่เป็นจริตของผู้กดแป้นพิมพ์ ที่จะสำ�แดงออกมาผ่านบรรทัดบนหน้าจอ ซึ่งก็ ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นในทางใหม่ แม้ใน โลกแห่งความเป็นจริงจะดูนิ่งเป็นพระปฏิมา แต่ ในโลกมายาไซเบอร์ก็จุติกลายเป็นเทพแห่งอักษ ราได้ในบัดดล นับเป็นข้อดีที่มีพื้นที่สาธารณะ สำ�หรับคนมากมายได้มาแลกเปลี่ยนความคิด เห็นกันในหลายกรณี แม้ว่าในบางตัวอักษรจะดู “กล้า” เสียจนอ่านแล้วอึ้ง กลับมาที่เรื่องเคอิโงะ ในประเด็นที่ผู้สวน กระแสถูกกระแสขวางคลองหาว่าเป็นการแสดง จริตของปัญญาชน นี่คือเรื่องสมมุตินะครับ สมมุติว่าผมเป็นเด็กวัยรุ่น อายุประมาณ 20 ปี ผมเกิดเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2532 เป็นช่วงปีที่ มีชนชั้นกลางเกิดขึ้นจำ�นวนมาก เป็นผลจากการที่ คนรุ่นพ่อแม่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนต้องอยู่ในสภาพ เศรษฐกิจสังคมที่ผลิกผันจากความพยายามเป็น “นิคส์” แม่ของผมต้องผันตัวจากลูกชาวนา ซึ่งถูก


// 049 นายทุนเกิดใหม่ปล้นที่นาไปจนต้องเกิดสภาวะ เช่านาทำ�กิน แม่เป็นหนึ่งในวัยรุ่นหลายล้านคนใน ยุคนั้นที่เลือกจะหันหลังให้นาบ่ายหน้าเข้าโรงงาน และกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรก็เป็นจุดมุ่งหมายใน การหาสัมมาชีพใหม่เพื่อพยุงกระเพาะตัวเอง และ พ่อแม่ชาวนาที่บ้านนอก เป็นมนุษย์ผู้ทำ�มาหาเงิน เป็นรุ่นแรกๆ ในชีวิตแบบเมืองที่วุ่นวาย ไม่แปลกที่แม่ใน วัยสาวจะหลงระเริงไปกับกระแสบริโภคของคน เมืองหลวง มัวเมากับการหาความสุขแบบหาเช้า กินค่ำ� เก็บเงินไม่ได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรดีขึ้นในช่วง แรก ตามประสาเด็กสาวบ้านนาที่ยังตื่นกรุง กระทั่งผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมีผู้ชายในซอย ที่เป็นแหล่งโรงงานแห่งนั้นเข้ามาติดพัน ชีวิตรัก ของแม่ไม่ได้ยิ่งใหญ่จนเป็นมหากาพย์ หรือมีคำ� สัญญาที่วัด สัมพันธ์รักของเธอเกิดขึ้นที่ม่านรูด หลังเสร็จกิจสำ�ราญผู้เป็นพ่อโดยพันธุกรรมก็จรลี ไป ไม่ได้ทิ้งรูปถ่ายไว้ ทิ้งไว้เพียง DNA ในตัวผม เท่านั้น เป็นสัมพันธ์ชั่วคราวที่ส่งผลมาเป็นมารหัว ขนอย่างผม ที่แม้แต่แม่เองก็บอกว่าถ้าเจอกันอีก ทีก็คงจำ�ไม่ได้แล้ว ยังดีที่แม่ไม่ตัดสินใจทำ�แท้งในวันนั้น ผมเลย มีชีวิตอยู่จนลืมตาดูโลกอันโสมมได้ ในวัยเด็ก ของผม แม่ยังคงเป็นพนักงานเย็บผ้าในโรงงาน เช่าห้องในบ้านที่แบ่งให้เช่าอยู่ในซอยเดียวกับ โรงงานที่แม่ทำ�อยู่ ขณะที่ผมเริ่มโต ก็ต้องไปช่วย ญาติขายพวงมาลัยแถวสี่แยกริมทางรถไฟ เงิน ที่ได้มาก็ต้องแบ่งให้กับลุงที่คอยเก็บค่าที่อยู่ริม ทางรถไฟ เฝ้ามองเด็กๆ ขายของด้วยสายตาเย็นชา แม่ยังคงเลี้ยงผมเรื่อยมา ส่งผมเรียนแม้จะ เป็นสาย ปวส. แต่ก็ดีพอที่จะให้ผมไปเรียนในสาย

อาชีพระดับปริญญาได้ ระหว่างที่ยังไม่ได้ตัดสิน ใจเข้าเรียน ผมก็เริ่มที่จะหางานเล็กๆ อย่างเป็น ลูกมือในอู่ซ่อมรถ เพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระแม่ บ้าง เก็บเงินที่เหลือไว้ส่งตัวเองเรียนบ้าง แม่ในวัยที่มากขึ้น แม้จะยังไม่ถึงขั้นชรา แต่ แม่ก็ตัดสินใจผันตัวไปเป็นพนักงานทำ�ความ สะอาดเพราะงานไม่หนักทั้งวัน แม่ชอบนั่งมองไป เรื่อยในยามว่าง ผมไม่กล้าถามถึงพ่อผู้ให้กำ�เนิด เพราะรู้แล้วว่าควรจะใช้เวลาไปในการทำ�อย่างอื่น ดีกว่าหาคำ�ตอบจากสายลม และสายตาที่เหม่อ ลอยของแม่ จนกระทั่งผมได้ยินข่าวของ เคอิโงะ ซาโตะ เด็กผู้ตามหาพ่อ จากเรือ่ ง “สมมุต”ิ ผมรูส้ กึ ว่าไม่จ�ำ เป็นต้องใช้ “จริตของปัญญาชน” ผมก็หมั่นไส้เคอิโงะ เด็กผู้ ถูกฝนตกกลางทะเลทรายได้ แม้ไม่ได้เกลียด แต่ ผมก็รู้สึกทึ่งกับเคอิโงะผู้ทำ�ให้นิยามของคำ�ว่า “ฝน ตกไม่ทั่วฟ้า” กลายเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ผม ส่องกระจกดูหยดเหงื่อบนใบหน้าตัวเอง แล้วก้ม หน้าก้มตาทำ�งานต่อไป โดยไม่อยากพูดอะไรเลย แม้แต่คำ�เดียว แม่ผมเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก ทั้งหมดเป็นความเห็นจากเรื่องที่ผมสมมุติขึ้นมา เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่สาระหรือความรู้สึกที่ผมมี ต่อเนื้อหาสาระของข่าวที่ว่า เพียงแต่ประเด็นของ กระแสสังคมเลือกที่จะจับต้อง สัมผัส หลั่งน้ำ�ตา แสดงความเห็นใจช่วยเหลือแต่บุคคลที่เป็นข่าว แบบ celeb คนยาก ได้รางวัลประหนึ่งถูกหวย อย่างเคอิโงะที่ถึงฝั่งฝันโดยไม่ต้องประกวด AF มันมากมายจนผมเก็บไปฝันถึงเท่านั้นเอง ผมฝันว่าเคอิโงะเป็นลูกแพนด้า


50 // พรรคการแมว // ...quin toki...


อภิรดา //

คิดแบบน้องหม่อน // 51

ในห้องนอนของเด็กหญิงน้องหม่อน ขณะที่คุณแม่เข้ามาส่งให้ลูกสาวสุดที่รักเข้านอน บทสนทนาสุดท้าย ของวันก็เริ่มต้นขึ้น น้องหม่อน: คุณแม่ขา น้องหม่อนยังนอนไม่หลับค่ะ คุณแม่อา่ นนิทานให้นอ้ งหม่อนฟังก่อนนอนนะคะ คุณแม่: น้องหม่อนอยากให้แม่อ่านเรื่องอะไรละจ๊ะ แล้วน้องหม่อนอยากดูรูป หรือชอบ (ให้แม่) อ่าน มากกว่ากันลูก น้องหม่อน: คุณแม่ขา น้องหม่อนยังหัดอ่านอยูเ่ ลยค่ะ ถ้างัน้ น้องหม่อนขอเรือ่ งทีม่ รี ปู เยอะๆ ก็แล้วกันค่ะ คุณแม่: ได้จ้ะ เดี๋ยวแม่จะไปหยิบมาให้น้องหม่อนเลือกก็แล้วกันนะ น้องหม่อน: ขอบคุณค่ะ ผ่านไปประมาณ 5 นาที น้องหม่อนเห็นท่าคุณแม่ไปนาน น้องหม่อน: เอ... คุณแม่ไปนานจัง หรือว่า... ว่าแล้วหนูน้อยก็ย่องจากเตียงไปค่อยๆ แง้มประตูห้องคุณแม่ เมื่อเห็นคุณแม่นอนอยู่ที่เตียง รายรอบตัวไป ด้วยหนังสือนิทานหลายเรื่อง น้องหม่อนคิดในใจ คุณแม่คงจะเหนื่อยจากงานมาทั้งวัน เดี๋ยวน้องหม่อนห่ม ผ้าให้คุณแม่ดีกว่า ขณะที่กำ�ลังจะห่มผ้าให้ คุณแม่ก็รู้สึกตัวตื่น คุณแม่: หืมม... อ้าว หม่อนหรือลูก เอ๊ะ อ้าว นีแ่ ม่หลับไปหรือนี่ แม่จ�ำ ได้วา่ เข้ามาหยิบนิทานให้หนูนน่ี า น้องหม่อน: น้องหม่อนขอโทษนะคะคุณแม่ ไม่นา่ เข้ามาปลุกคุณแม่เลย น้องหม่อนกะว่าจะมาห่มผ้าให้ น่ะค่ะ คุณแม่: โถ หม่อนก็ หนูหวังดีแท้ๆ แม่จะโกรธทำ�ไมละลูก ยังไงแม่ก็ตื่นแล้ว งั้นคืนนี้ เรามาฟังนิทานที่ห้อง แม่กันดีกว่านะลูก น้องหม่อน: ดีจงั เลยค่ะคุณแม่ ว่าดังนั้น หนูน้อยก็กระโดดผลุงขึ้นเตียงคุณแม่ คุณแม่: “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...” น้องหม่อน: น้องหม่อนขอขัดจังหวะนิดหนึง่ นะคะ คือน้องหม่อนสงสัยค่ะว่า ทำ�ไมนิทานทุกเรือ่ งต้อง ขึน้ ต้นด้วย “กาลครัง้ หนึง่ นานมาแล้ว” ละคะ คุณแม่: แม่ว่า มันคงทำ�ให้นิทานกลายเป็นตำ�นานเก่าๆ ดีมั๊งจ๊ะ น้องหม่อน: น้องหม่อนก็แค่สงสัยเฉยๆ น่ะค่ะ น้องหม่อนไม่กวนคุณแม่แล้วค่ะ เดีย๋ วจะเล่าไม่จบ (เพราะน้องหม่อนหลับก่อน) คุณแม่: “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...”


52 // ก่อนปิดเล่ม ครบรอบ ๑ ปี DE.O. Magazine เรามาฉลองด้วยหลากเรื่องราวเกี่ยวเนื่องด้วย “หนังสือ”

กับ เรื่องอย่างว่า ประจำ�ฉบับนี้ “YOU ARE WHAT YOU READ” บทสัมภาษณ์ คุณศิลา โคมฉาย ว่าด้วยการอ่าน การเขียน และการดนตรี ใน “มรรค” “เศษกระดาษ” ชวนฟอ่านหนังสือเกี่ยวกับ คนอ่านหนังสือ ออก “นอกบ้าน” ไปดู หมาในงานวัด อย่าลืมแวะ “จากฝั่งธน” ชม เทวรูปกลางถนน ฯลฯ

ต้องขออภัยคุณผูอ้ า่ นทุกท่านทีต่ ดิ ตามนิตยสารเรา แล้วต้องผิดหวังที่ (พวกมัน) ไม่ยอม ออกเล่มใหม่สกั ที ทีมงานไม่ขอแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ขอชี้แจงว่า เราได้ทำ�การปรับรูปโฉม นิตยสารดีโอกันขนานใหญ่ เพื่อคุณๆ ผู้อ่านโดยเฉพาะ ซึ่งผลออกมาเป็นเช่นไร คุณผู้อ่านคงได้ รับรู้แล้ว (ทั้งในมือ และผ่านทางหน้าจอ) แจ้งข่าวดี! เรามีนิตยสารดีโอ ฉบับอิเลกทรอนิกส์ ให้เปิดอ่านกันก่อนโหลดแล้วด้วย เชิญอ่านฉบับที่ ๖ ได้ที่บล็อก http://deomagazine.exteen.com/ ส่วนของฉบับนี้ สามารถติดตามได้ที่บล็อกด้านบนเช่นกัน ส่วนฉบับเก่าๆ ยังมีวางที่ ร้านหนังสือเดินทาง (พี่หนุ่ม) ถ.พระสุเมรุ และ ร้านประตูสีฟ้า (พี่แป๊ะ) เอกมัยซอย ๑๐ ขอขอบพระคุณพี่ๆ และเจ้าหน้าที่ร้านหนังสือทั้งสองมา ณ โอกาสนี้ ติชม เสนอแนะ ได้ทั้งในบล็อก และที่อีเมลนิตยสารดีโอ deo.magazine@gmail.com ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงที่ติดตาม และหวังจะได้พบกันใหม่ ในฉบับต่อไป.

“ ถ้าโลกไม่ดีขึ้นในพริบตา เรายังมีโอกาสมาเจอกันเรื่อยๆ ”


“The man who does not read good books has no advantage over the man who can’t read them.” “คนที่ไม่รู้จักอ่านหนังสือดีๆ ไม่ได้มีข้อได้เปรียบ คนที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่อย่างใด” Mark Twain

DE.O. issue7  

DE.O. issue7

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you