Issuu on Google+

รายงาน โครงการ Spicy Corn Chips (Sweet Corn) เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประชิด ทิณบุตร

จัดทาโดย นางสาวพัชกาญ ภัทรโสภณ รหัสนักศึกษา 5211306989

กลุ่มเรียน 101

วันจันทร์ 08.30-12.20

รายงานนีเ้ ป็ นส่ วนหนึ่งของวิชา ARTI 3314 ออกแบบกราฟฟิ กบนบรรจุภณ ั ฑ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาศิลปกรรม แขนงออกแบบนิเทศศิลป์ ศศ.บ.521 (4)/13 A


คานา

รายงานนีเ้ ป็ นส่ วนหนึ่งของวิชา ARTI 3314 ออกแบบกราฟฟิ กบนบรรจุภณ ั ฑ์ เพื่อใช้ ประกอบในการนาเสนอโครงการ Spicy Corn Chips (Sweet Corn) ซึ่งเป็ นโครงการ Final Project โดยเป็ นการพัฒนาการออกแบบกราฟฟิ ก บนบรรจุภณ ั ฑ์ ร่วมกับกลุ่มผู้ปลูกข้ าวโพดหวานในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็ นการพัฒนาบรรจุภณ ั ฑ์ เนือ้ หาในรายงานเล่ มนีเ้ ป็ นการรวบรวมการศึกษา ค้ นคว้ าตามขัน้ ตอน 3 ส. พร้ อมออกแบบบรรจุภณ ั ฑ์ และโลโก้

ผู้จัดทา …………………………………………

( นางสาวพัชกาญ

ภัทรโสภณ )


ประวัตขิ ้ าวโพด ข้ าวโพด (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zea mays Linn.) ชื่ออื่นๆ ข้าวสาลี สาลี (เหนือ) คง (กระบี่) โพด (ใต้) บือเคเส่ ะ (กะเหรี่ ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็ นพืชตระกูลเดียวกับหญ้ามีลาต้นสู ง โดยเฉลี่ย 2.2 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลาต้น 0.5-2.0 นิ้ว เมล็ดจากฝักใช้เป็ นอาหารคนและสัตว์

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ข้าวโพดเป็ นพืชจาพวกหญ้า มีลาต้นตั้งตรงแข็งแรง เนื้อภายในฟ่ ามคล้ายฟองน้ าสู งประมาณ 1.4 เมตร ใบ จะเป็ น เส้นตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 30-100 ซม. เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชดั ตรงขอบใบมีขนอ่อนๆ ดอกตัวผูแ้ ละดอกตัว เมียอยูใ่ นต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผูอ้ ยูส่ ่ วนยอดของลาต้น ช่อดอกตัวเมียอยูต่ ่าลงมาอยูร่ ะหว่างกาบของใบ และลาต้นฝักเกิด จากดอกตัวเมียที่เจริ ญเติบโตแล้ว ฝักอ่อนจะมีสีเขียว พอแก่เป็ นสี นวล

ถิ่นกาเนิด มีการขุดพบซังข้าวโพดและซากของต้นข้าวโพดที่ใกล้แม่น้ าในนิวเม็กซิ โก (แถบอเมริ กาใต้) และปัจจุบนั นิยม ปลูกแพร่ หลายในแถบอเมริ กา แคนาดา สามารถปลูกได้ในสภาพที่ภมู ิอากาศแตกต่างกันมาก ๆ เป็ นแหล่งอาหารที่สาคัญ ของสัตว์ เพราะสามารถนามาเลี้ยงสัตว์ได้ท้ งั ต้น ใบ และเมล็ด

การนาเข้ ามาในประเทศไทย สาหรับประเทศไทย คนไทยรู ้จกั นาข้าวโพดมาเลี้ยงสัตว์ต้ งั แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย หม่อมเจ้าสิ ทธิ พร กฤดากร ได้นาข้าวโพดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาปลูกและทดลองใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่ งในขณะนั้นเป็ นยังเป็ นที่รู้จกั กันน้อย จนกระทัง่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ขา้ วโพดเริ่ มแพร่ หลายขึ้นเนื่องจาก หลวงสุ วรรณวาจกกสิ กิจได้นาการเลี้ยงไก่ แบบการค้ามาเริ่ มสาธิ ต และกระตุน้ ให้ประชาชนปฏิบตั ิตามผูเ้ ลี้ยงไก่จึงรู ้จกั ใช้ขา้ วโพดมากขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากระยะ นั้นข้าวโพดมีราคาสู งและหายาก การใช้ขา้ วโพดจึงใช้เป็ นเพียงส่ วนประกอบของอาหารหลัก ซึ่ งมีราและปลายข้าวเป็ นส่ วน ใหญ่ แต่ในปั จจุบนั ผูเ้ ลี้ยงสัตว์รู้จกั ข้าวโพดกันทัว่ ไป และในปั จจุบนั ประเทศไทยได้ปลูกข้าวโพดในปี หนึ่ง ๆ เป็ นจานวน มาก


ชนิดของข้ าวโพด โดยทัว่ ไปข้าวโพดจัดออกเป็ น 5 กลุ่ม คือ 1.

2.

3.

4.

5.

ข้ าวโพดเลีย้ งสัตว์ หรื อข้ าวโพดไร่ (Field Corn) ที่ร้ ูจกั ในปั จจุบนั เช่นข้ าวโพดหัวบุม๋ (Dent Coorn) และ ข้ าวโพดหัวแข็ง (Fint Corn) ซึง่ เป็ นการเรี ยกตามลักษณะเมล็ดข้ าวโพดหัวบุม๋ หรื อหัวบุบ ข้ าวโพดชนิดนี ้เมื่อ เมล็ดแห้ งแล้ วตรงส่วนหัวบนสุดจะมีรอยบุม๋ ลงไป ซึง่ เป็ นส่วนของแป้งสีขาว ข้ าวโพดชนิดนี ้สาคัญมากและนิยม ปลูกกันมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะทางแถบคอร์ นเบลท์ สีของเมล็ดมีตงแต่ ั ้ ขาวไปจนถึงเหลือง เนื่องจากมีหลายสายพันธุมีโปรตีนน้ อยกว่าพวกข้ าวโพดหัวแข็ง ข้ าวโพดหัวแข็ง ข้ าวโพดพันธุ์นี ้ส่วนขนสุดของ เมล็ดมักมีสีเหลืองจัดและเมื่อแห้ งจะแข็งมาก ภายในเมล็ดมีสารที่ทาให้ ข้าวโพดมีสีเหลืองจัดเป็ นสารให้ สีที่ชื่อ คริปโตแซนทีน (Cruptoxanthin) สารนี ้เมื่อสัตว์ได้ รับร่างกายสัตว์จะเปลี่ยนสารนี ้ให้ เป็ นไวตามินเอ นอกจากนี ้ สารนี ้ยังช่วยให้ ไข่แดงมีสีแดงเข้ ม ช่วยให้ ไก่มีผิวหนัง ปาก เนื ้อ และแข้ งมีสีเหลืองเข้ มขึ ้น เป็ นที่นิยมของตลาด โดยเฉพาะแถบอเมริกาส่วนอังกฤษนันนิ ้ ยมใช้ ข้าวโพดขาว ข้ าวโพดหวาน (Sweet Corn) เป็ นข้ าวโพดที่คนใช้ รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดมักจะใสและเหี่ยวเมื่อแก่ เต็มที่ เพราะมีน ้าตาลมาก ก่อนที่จะสุกจะมีรสหวานมากกว่าชนิดอื่น ๆ จึงเรี ยกข้ าวโพดหวาน มีหลายสายพันธุ์ ข้ าวโพดคั่ว (Pop Corn) เป็ นข้ าวโพดที่คนใช้ รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดค่อนข้ างแข็ง สีดีและขนาด แตกต่างกัน สาหรับต่างประเทศ ถ้ าเมล็ดมีลกั ษณะแหลมเรี ยกว่า ข้ าวโพดข้ าว (Rice Corn) ถ้ าเมล็ดกลม เรี ยกว่า ข้ าวโพดไข่มกุ (Pearl Corn) ข้ าวโพดแป้ง (Flour Corn) เมล็ดมีสีหลายชนิด เช่น ขาว (ขุ่น ๆ หรื อปนเหลืองนิด ๆ) หรื อสีน ้าเงินคล ้า หรื อมี ทังสี ้ ขาวและสีน ้าเงินคล ้าในฝั กเดียวกัน เนื่องจากกลายพันธุ์ พวกที่มีเมล็ดสีคล ้าและพวกกลายพันธุ์เรี ยกว่า ข้ าวโพดอินเดียนแดง (Squaw Corn) หรื อเรี ยกได้ อีกชื่อว่าข้ าวโพดพันธุ์พื ้นเมือง (Native Corn) พวกข้ าวโพดสี คล ้านี ้จะมีไนอาซีน สูงกว่าข้ าวโพดที่มีแป้งสีขาว ข้ าวโพดเทียน (Waxy Corn) เป็ นข้ าวโพดที่คนใช้ รับประทาน จะมีแป้งที่มีลกั ษณะเฉพาะคือ นุ่มเหนียว เพราะ ในเนื ้อแป้งจะประกอบด้ วยแป้งพวกแอมมิโลเปคติน (Amylopectin) ส่วนข้ าวโพดอื่น ๆ มีแป้งแอมมิโลส (Amylose) ประกอบอยูด่ ้ วย จึงทาให้ แป้งค่อนข้ างแข็ง

ข้าวโพดที่ใช้เลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ ที่นิยมปลูกในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์กวั เตมาลา พียี 12 (Rep.1) กัวเตมาลา พีบี 12 (Rep.2) พีบี 5 ข้าวโพดเหนียว และโอเปค-2 มีเมล็ดตั้งแต่สีขาว สี เหลืองไปจนถึงสี แดง ขนาด ของเมล็ดขึ้นอยูก่ บั พันธุ์ โดยทัว่ ไปจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยูใ่ นช่วง 0.5-0.8 ซม. ก่อนนามาเลี้ยงสัตว์จึงต้องบดก่อนเพื่อช่วย ให้การย่อยและการผสมได้ผลดีข้ ึน ที่บดแล้วจะมีขนาดประมาณ 1-8 มม.


ประโยชน์ ในด้ านอืน่ ๆ ข้าวโพดสามารถส่ งเสริ มการย่อยสลายพีเอเอชที่ปนเปื้ อนในดิน เช่น ฟี แนนทรี น ไพรี นได้ โดยย่อยสลายได้ 90 % ที่ความเข้มข้นเริ่ มต้น 100 mg/kg [1] และทนทานต่อดินที่ปนเปื้ อนน้ ามันเครื่ อง [2]จึงมีประโยชน์ต่อการนาไปใช้ฟ้ื นฟูดินที่ ปนเปื้ อนพีเอเอชและปิ โตรเลียม

ประวัติและถิ่นฐานดั้งเดิมของข้ าวโพด พันธุ์ขา้ วโพดที่ใช้ปลูกในปั จจุบนั นี้ เป็ นพืชที่ไม่สามารถขึ้นเองได้ถา้ มนุษย์ไม่ให้การปฏิบตั ิรักษาเท่าที่ควร ไม่มีใคร ทราบเกี่ยวกับรากฐานดั้งเดิมว่า พืชนี้เปลี่ยนจากพืชป่ ามาเป็ นพืชเลี้ยงเมื่อใด แต่คงเป็ นเวลานับพัน ๆ ปี มาแล้ว นัก ภูมิศาสตร์ และนักโบราณคดีหลายท่านสันนิษฐานว่า มนุษย์รู้จกั ปลูกข้าวโพดกันมากกว่า ๔,๕๐๐ ปี และในข้อเท็จจริ ง เกี่ยวกับประวัติความเป็ นมาและถิ่นฐานดั้งเดิมของข้าวโพดนั้น ในปั จจุบนั นี้ยงั ไม่มีผใู ้ ดทราบแน่ชดั ถึงแม้วา่ ได้มีนกั ค้นคว้า หลายท่านได้ทาการศึกษาและให้ขอ้ สันนิษฐานต่าง ๆ มานาน แต่กย็ งั มีเหตุผลหลายประการที่ขดั แย้งกันอยู่ บางท่าน สันนิษฐานว่า ข้าวโพดอาจมีถิ่นฐานในแถวที่ราบสู งซึ่ งเป็ นที่ต้ งั ของประเทศเปรู โบลิเวีย และเอกวาดอร์ ในทวีปอเมริ กา ใต้ เนื่องจากมีผพู ้ บข้าวโพดพันธุ์พ้นื เมืองหลายพันธุ์มีความปรวนแปรในด้านกรรมพันธุ์และ���ีลกั ษณะต่าง ๆ ผิดแผกกัน มาก นอกจากนี้ ข้าวโพดบางชนิ ดที่มีลกั ษณะคล้ายข้าวโพดป่ ายังพบขึ้น ในแถบนั้นอีกด้วย แต่บางท่านก็ให้ขอ้ คิดว่า ใน แถบอเมริ กากลางและตอนใต้ของประเทศเม็กซิ โก น่าจะเป็ นแหล่งกาเนิดข้าวโพดมากกว่า เพราะมีหญ้าพื้นเมืองของ บริ เวณนี้ ๒ ชนิด คือ หญ้ าทริพซาคัม (Trip sacum) และ หญ้ าทิโอซินเท (Teosinte) ซึ่ งมีลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์หลาย ประการคล้ายคลึงกับข้าวโพดมาก นอกจากนี้ ยังมีนกั โบราณคดี ได้ขดุ พบซากซังของข้าวโพดปนกันอยูก่ บั ซากของ โบราณวัตถุต่าง ๆ ซึ่ งฝังอยูใ่ ต้ดินลึกถึง ๒๘ เมตร บริ เวณเมืองหลวงของประเทศเม็กซิ โกในบริ เวณถ้ าและสุ สานหลาย แห่ง จากการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ทาให้ทราบว่า ซากสิ่ งของเหล่านี้มีอายุนานกว่า ๔,๐๐๐ ปี ซึ่ งแสดงว่ามีขา้ วโพด ปลูกอยูใ่ นแถบนี้เป็ นเวลานานนับพันปี มาแล้ว นอกจากนี้บางท่านได้ให้ความเห็นอีกว่า ข้าวโพดบางชนิดอาจมีรากฐานอยู่ ในเอเชียก็ได้ เพราะพืชพื้นเมืองหลายอย่างในแถบนี้มีลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ คล้ายข้าวโพดมาก เช่น ลูกเดือยและอ้อ น้ า แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็ นข้อสันนิษฐานและเหตุผลของแต่ละท่าน ยังไม่มีประจักษ์พยานยืนยันแน่ชดั คงจะต้อง ถกเถียงและค้นคว้าหาความจริ งกันต่อไปอีก สาหรับพืชดั้งเดิมของข้าวโพดนั้น ได้มีนกั พฤกษศาสตร์และนักพันธุศาสตร์ ตั้งสมมุติฐานขึ้นต่าง ๆ กัน เนื่องจาก ข้าวโพดมีส่วนใกล้เคียงกับหญ้าทริ พซาคัม และทิโอซิ นเทมาก บางท่านจึงเชื่อว่า หญ้าพวกนี้เป็ นบรรพบุรุษของ


ข้าวโพด อย่างไรก็ตาม จากการทดลองผสมพันธุ์ระหว่างข้าวโพดกับหญ้าทริ พซาคัม ปรากฏว่า ได้ลกู ผสมออกมาเป็ น หญ้าทิโอซิ นเท นอกจากนั้นความแตกต่างทางพันธุกรรมของข้าวโพดกับหญ้าทั้งสองชนิ ดนี้ ทาให้หลายท่านสรุ ปได้วา่ หญ้า ทั้ง ๒ ชนิ ดนั้นไม่ได้เป็ นพืชดั้งเดิมของข้าวโพด ข้าวโพดที่ปลูกอยูท่ ุกวันนี้ คงจะวิวฒั นาการมาจากข้าวโพดพันธุ์ป่า (pod maize) อย่างแน่นอน ดังนั้นหญ้าทริ พซาคัมและ ทิโอซิ นเท ก็ควรเป็ นพืชดั้งเดิมเดียวกับข้าวโพด หากแต่ได้วิวฒั นาการมา คนละสาย จึงมีลกั ษณะแตกต่างกันในปั จจุบนั การแพร่ หลายของข้าวโพดจากถิ่นเดิมไปยังส่ วนต่าง ๆ ของโลกนั้น เข้าใจว่าเกิดจากชาวอินเดียนแดงเจ้าถิ่นเดิมของ ทวีปอเมริ กา เป็ นผูน้ าจากอเมริ กากลางไปปลูกในส่ วนต่าง ๆ ของทวีปอเมริ กาและหมู่เกาะคาริ บเบียน ชาวอินเดียนแดง เป็ นชนชาติที่มีส่วนสาคัญ ในด้านวิวฒั นาการเกี่ยวกับการปลูกข้าวโพด ทั้งในด้านการปลูก การคัดเลือกพันธุ์ เช่น รู้จกั การ คัดเลือกพันธุ์โดยอาศัยลักษณะและสี สันของเมล็ด รู้จกั เลือกฤดูปลูกที่เหมาะ คือ รอจนกว่าใบต้นโอ๊กจะผลิออกมามีขนาด เท่าหูกระรอกเสี ยก่อนจึงจะปลูก และรู ้จกั การจับปลาในลาธารมาใส่ ที่โคนต้นข้าวโพด เพื่อให้เน่าเปื่ อยเป็ นปุ๋ ย เมื่อโคลัมบัส เดินทางมาพบทวีปอเมริ กาเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๕ นั้น ได้พบว่าข้าวโพดมีปลูกอยูท่ วั่ ไปในดินแดนแห่งนั้น จึงได้ลองนาเมล็ด กลับไปปลูกในยุโรป ซึ่ งต่อมาก็ได้แพร่ หลายต่อไปยังทวีปแอฟริ กา เอเชีย และออสเตรเลีย ในโลกเก่าซึ่ งได้แก่ ทวีปยุโรปและเอเชียนั้น มีการเรี ยกชื่อข้าวโพดต่าง ๆ กัน เช่น สแปนิชคอร์น (spanish corn) โรมันคอร์น (roman corn) กินีคอร์ น (guinea corn) เทอร์ กิชคอร์ น (turkish corn) อินเดียนคอร์น (indian corn) การที่ เรี ยกชื่อไปต่าง ๆ กันเช่นนี้เข้าใจว่าเรี ยกตามท้องถิ่นที่ปลูกนัน่ เอง และการกล่าวถึงคอร์ น (corn) เฉย ๆ อาจไม่ได้หมายถึง ข้าวโพด แต่หมายถึงข้าวสาลีหรื อธัญพืชชนิดอื่น ฉะนั้น บรรดาประเทศในภาคพื้นเหล่านี้ เมื่อจะกล่าวถึงข้าวโพดมักจะใช้คา ว่า เมซ (maize) หรื ออินเดียนคอร์ น มากกว่าคาว่า คอร์ นเฉย ๆ คาว่า เมซ สันนิษฐานว่ามาจากภาษาอินเดียนแดง คือ มาฮิซ (mahiz) หรื อ มาริ ซิ (marisi) ข้าวโพดเป็ นพืชพวกหญ้า นิยมปลูกแพร่ หลายในประเทศไทยและต่างประเทศ คนไทยรู้จกั รับประทานข้าวโพดใน รู ปของฝักสด ต้มหรื อเผา โดยเฉพาะอย่างยิง่ ข้าวโพดหวานและข้าวโพดข้าว เหนียว ฝักอ่อนใช้ปรุ งอาหารได้คล้าย ๆ หน่อไม้ นอกจากรับประทานฝักสดแล้วยังนิยมรับประทานข้าวโพดคัว่ คือ เมล็ดข้าวโพดที่ตากแห้งแล้วนามาคัว่ ข้าวโพดที่ ผลิตได้ในประเทศไทยส่ วนใหญ่ส่งไปจาหน่ายยังต่างประเทศ ทารายได้ให้แก่ ประเทศปี ละประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ส่ วนที่เหลือใช้เลี้ยงสัตว์และเก็บไว้ปลูกต่อไป ในบางประเทศประชาชนนิยมรับประทานข้าวโพด เป็ นอาหารหลักคล้าย กับ คนไทยรับประทานข้าว นอกจากนั้น ส่ วนต่าง ๆ ของข้าวโพดยังนาไปใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมได้อีกมาก จึงนับว่า ข้าวโพดเป็ นพืชที่ มีความสาคัญของโลกชนิดหนึ่งรองจากข้าวเจ้า และข้าวสาลี ข้าวโพดมีลาต้นแข็งแรงและตั้งตรงคล้าย ต้นอ้อย ความสู งของลาต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์อาจสู งตั้งแต่ ๓๐ เซนติเมตร ไปจนถึง ๖ เมตร ลาต้นเป็ นปล้อง ๆ อาจ มีต้ งั แต่ ๘-๒๐ ปล้อง ช่อดอกตัวเมียซึ่ งจะเจริ ญเป็ นฝักข้าวโพดเกิดที่ขอ้ ประมาณกลาง ๆ ต้น ต้นหนึ่งอาจมีหลายฝักก็ได้ สาหรับช่อดอกตัวผูน้ ้ นั อยูต่ รงส่ วนยอดของลาต้น เนื่องจากมีดอกตัวผูแ้ ละดอกตัวเมียแยกกันอยูใ่ นต้นเดียวกัน ข้าวโพด จึงเป็ นพืชที่ผสมข้ามตามธรรมชาติ กล่าวคือ ละอองเกสรตัวผูจ้ ากต้นหนึ่ งจะปลิวไปผสมกับดอกตัวเมียของต้นอื่นเป็ น ส่ วนมากการปลูกข้าวโพดทาได้ง่าย เนื่องจากข้าวโพดขึ้นได้ดีเกือบทุกท้องที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ในแถบ ร้อน แถบอบอุ่น และแม้แต่แถบหนาวก็ปลูกข้าวโพดได้ ที่ดอนเหมาะแก่การปลูกข้าวโพด เพราะระบายน้ าได้ดี ก่อนปลูกควรเตรี ยมดินให้ดี การปลูกใช้เมล็ดปลูก โดยหยอดเมล็ดลงไปในหลุม ๆ ละ ประมาณ ๒-๓ เมล็ด ระยะ ระหว่างหลุมห่างกันประมาณ ๕๐ เซนติเมตร และควรเป็ นแถวห่ างกันประมาณ ๑ เมตร หลังจากนั้น ดูแลรักษาให้ดีเหมือนพืชอื่น เช่น คอยถอนวัชพืช ทิ้ง อายุของข้าวโพดตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิ ด ข้าวโพดหวานจะออกฝักให้เก็บได้ใน ๖๐-๗๐ วัน หลังจากปลูกข้าวโพดไร่ ตอ้ งใช้เวลาประมาณ ๑๑๐-๑๒๐ วัน จึงเก็บฝักแก่ได้


การปลูก การเตรี ยมดิน เอาเชือกลงขึงบริ เวณที่เราจะทาเพื่อวัดขนาดของแปลงคนละล็อกมีขนาดกว้าง 3.5 เมตร ยาว 4.5 เมตร แล้วขึ้นแปลงดิน เพือ่ ทาหน้าดินหลังจากนั้นจะมีการคานวณการลงหลุมของข้าวโพด ทั้งหมดจะมี 5 แถว แต่ละแถวนั้นจะมี 26 หลุม แต่บาง แปลงนั้นก็อาจจะมีไม่ครบ 26 หลุม แตกต่างกันออกไปแล้วขุดหลุมให้พอประมาณพอที่จะหยอดปุ๋ ยและเมล็ดข้าวโพดลง ไปได้ การหยอดเมล็ด การหยอดเมล็ดใส่ ปุ๋ย NPK สูตร 15.15.15 ลงไปในก้นหลุมแล้วดินกลบปุ๋ ยก่นที่จะนาเมล็ดใส่ ลงไป 1หลุมจะหยดประมาณ 2 เมล็ด พอต้นข้าวโพดโตได้ประมาณ 1-2 คืบก็พอนดินแล้วนาดินมากลบข้างๆต้นเพื่อไม่ให้ตน้ มันเอนไปมา พอต้น ข้าวโพดโตมาอีกนิดเราก็จะใส่ ปุ๋ยยูเรี ยสู ตร 16.00 เพื่อเร่ งการเจริ ญเติบโตของต้นข้าวโพด การดูแลและการเก็บเกี่ยว การรดน้ านั้นไม่ควรรดน้ าให้ดินแฉะมากเกินไปหรื อรดวันเว้นวันเพราะตันข้าวโพดนั้นไม่ชอบน้ ามากนักหรื ออาจจะ แล้วแต่สภาพอากาศและฤดูกาลถ้าฝนตกก็ไม่ตอ้ งรด ใน 1 อาทิตย์ นั้นจะพวนดินประมาณ 4-5 ครั้ง ข้าวโพดจะเติบโตเติมที่ ประมาณ 3 เดือนหรื อ 90 วันหลังจากวันที่เราปลูกก็จะเก็บเกี่ยวได้สาหรับต้นข้าวโพดจะออกฝักไม่เกิน3-4 ฝัก ช่วงนี้น้ นั จะ เจอโรคใบด่างขาว ลักษณะจะเหมือนใบวาสนา หมายเหตุ - ในหลุมจะมี 1ต้นเท่านั้น ถ้ามีมากกว่า 1 ต้น ต้นนั้นจะไม่ออกฝัก - เมล็ดข้าวโพดที่ใช้จะเป็ นเมล็ดข้าวโพดทดลองของ มหาวิทยาลัยและเมล็ดที่ไปหาซื้ อมาชนิ ดพันธุ์ 75

การเจริญเติบโต เมล็ดข้าวโพดจัดเป็ นพวกไม่มีระยะการพักตัว (seed dormancy) เมื่อเมล็ดแก่เก็บเกี่ยวแล้ว สามารถนาไปปลูกได้เลย เมื่อฝัง เมล็ดลงไปในดิน เมล็ดจะงอกโผล่พน้ ผิวดิน และใบแรกคลี่ออกให้เห็นภายในประมาณ ๔-๖ วัน (ระยะที่ ๑-๒ ในภาพ) ต่อมาในระยะที่ ๓ จึงจะมีรากออกมาจากข้อแรก (nodal roots) เพิ่มจากรากชัว่ คราวที่มีอยูแ่ ล้ว การเจริ ญเติบโตของราก ลา ต้น ใบ เป็ นไปตามลาดับ จนกระทัง่ ถึงระยะที่ ๗ จึงจะเริ่ มเห็นช่อดอกตัวผู ้ ซึ่ งในระยะนี้ขา้ วโพดไร่ จะมีอายุประมาณ ๕๐๕๕ วันหลังจากปลูก การเจริ ญเติบโต ในระยะนี้เข้าสู่ ระยะการผสมพันธุ์ (reproductive stage) เส้นไหมของดอกตัวเมียจะ โผล่พน้ เปลือกหุ ม้ (husk) ของฝัก พร้อมที่จะรับละอองเกสรได้ภายในประมาณ ๕๕-๖๐ วันหลังจากปลูก หลังจากได้รับการ ผสมเกสรแล้ว รังไข่จะเจริ ญกลายเป็ นเมล็ดอ่อนและเมล็ดแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ภายในประมาณ ๔๕ วัน (ระยะที่ ๙ ใน ภาพ) หลังการผสมเกสร


ประโยชน์ ของข้ าวโพด ข้าวโพดหวานสามารถต้านโรคมะเร็ ง และมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้อื่น นักวิจยั ของมหาวิทยาลัยคอร์ เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริ กาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุ งสุ กแล้วจะ ออกฤทธิ์ ลา้ งพิษในร่ างกายสู งขึ้นได้อย่างเด่นชัด เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุ งสุ กแล้วจะเสี ยคุณค่าทางอาหารลงไป สู ้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็ นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้วา่ จะเสี ยวิตามินซี ไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซี ยส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิง่ ต้ม นานจะทาให้มนั มีสารอันเป็ นตัวล้างพิษเพิม่ ขึ้นเป็ น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลาดับ นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์ เป็ นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่ งเป็ นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะ ต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่ อมอีกด้วย คณะนักวิจยั แจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ตม้ หรื อปิ้ งจะปล่อยสารประกอบที่เรี ยกว่า กรดเฟรุ ลิก อันเป็ นคุณกับร่ างกายยิง่ มากขึ้น เมื่อถูกความร้อนสู งขึ้นหรื อเวลานานขึ้นกรดเฟรุ ลิกเป็ นพวก พฤกษเคมีซ่ ึ งในผักและผลไม้มีอยูไ่ ม่มากนัก แต่กลับพบมีอยูอ่ ย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยูก่ บั อย่างอื่น การทาให้ มันสุ กจึงช่วยทาให้มนั ปล่อยกรดเฟรุ ลิกออกมาได้มากขึ้น Sweet corn หลายๆคนจะทานข้าวโพดเป็ นอาหารว่าง อาหารรองท้อง ซึ่ งข้าวโพดเป็ นธัญพืชชนิดเดียวกับข้าว (ธัญพืช - หญ้าที่สามารถให้เมล็ดที่กินได้) การแทะข้าวโพดหวานเป็ นการต้านโรคมะเร็ งวิธีหนึ่ง ซึ่ งในข้าวโพดหวานมีสารตัวล้าง พิษมากกว่าผักผลไม้

นักวิจยั ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ(ม.เดียวกับที่องค์ภาทรงศึกษาอยูใ่ นขณะนี้ )รายงานในวารสารสมาคมเคมี แห่งอเมริ กาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุ งสุ กแล้วจะออกฤทธิ์ ลา้ งพิษในร่ างกายสู งขึ้นได้อย่างเด่นชัด เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อนว่าผักและผลไม้ หากต้มปรุ งสุ กแล้วจะเสี ยคุณค่าทางอาหารลงไปสู ้กินดิบๆไม่ได้ แต่ ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็ นตัวล้างพิษคงไว้ได้แม้วา่ จะสู ญเสี ยวิตามินซี ไปเพราะวิตามินซี สามารถถูกทาลายได้ ด้วยความร้อน


เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวาน ด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซี ยสในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาทีพบว่ายิง่ ต้ม นานจะทาให้มนั มีสารอันเป็ นตัวล้างพิษ เพิ่มขึ้นเป็ น 22, 44 และ53เปอร์ เซ็นต์ตามลาดับนักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าสารที่ออก ฤทธิ์ เป็ นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระซึ่ งเป็ นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอัน เนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่น ต้อกระจกและโรคสมองเสื่ อมอีกด้วย คณะนักวิจยั แจ้งว่า ข้าวโพดหวานที่ตม้ หรื อปิ้ งจะปล่อยสารประกอบที่เรี ยกว่ากรดเฟรุ ลิกอันเป็ นคุณกับร่ างกายยิง่ มากขึ้น เมื่อถูกความร้อนสู งขึ้นหรื อเวลานานขึ้นกรดเฟรุ ลิกเป็ นพวกพฤกษเคมีซ่ ึ งในผักและผลไม้ มีอยูไ่ ม่มากนักแต่ กลับพบมีอยู่ อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยูก่ บั อย่างอื่นการทาให้มนั สุ ก จึงช่วยทาให้มนั ปล่อยกรดเฟรุ ลิกออกมาได้มากขึ้น.

ส่ วนประกอบและคุณค่ าทางอาหาร ข้าวโพดจัดเป็ นอาหารจาพวกแป้ งเช่นเดียวกับข้าว ประกอบด้วยสารอาหารคาร์โบไฮเดรทและไขมันที่เพียงพอ แต่มี ปริ มาณสารอาหารโปรตีนต่า ข้าวโพดมีวิตามินบีต่าง ๆ เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และไนอะซิ นในปริ มาณต่า รวมทั้งปริ มาณแคลเซี ยมและเหล็ก ด้วย และพบว่าวิตามินเอมีเฉพาะในข้าวโพดสี เหลือง

สารอาหาร ประโยชน์ 1. คาร์ โบไฮเดรท ในส่ วนเนื้อในของเมล็ดข้าวโพดที่แก่จดั มีสารอาหารคาร์โบไฮเดรท ประมาณร้อยละ 72 จึงจัดเป็ นอาหาร จาพวกแป้ งที่ให้พลังงาน คือ 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ 2. ไขมัน เมล็ดข้าวโพดที่แก่จดั มีไขมันอยูป่ ระมาณร้อยละ 4 สามารถสกัดเป็ น น้ ามันใช้ประกอบอาหาร น้ ามันข้าวโพดมี กรดไขมันไม่อิ่มตัวโดยเฉพาะ กรดไลโนเลอิก ซึ่ งเป็ นกรดไขมันที่จาเป็ นในปริ มาณสูงถึงร้อยละ 40 ซึ่ งจะมีฤทธิ์ ควบคุม โคเลสเตอรอลให้อยูใ่ นระดับปกติ ช่วยลดหรื อแก้ไข โรคความดันโลหิ ตสูงเนื่องจากมีโคเลสเตอรอลสูงได้ 3. โปรตีน ข้าวโพดมีโปรตีนเป็ นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 4 โปรตีนในข้าวโพด มีประโยชน์ต่อร่ างกายน้อย เพราะขาด กรดอะมิโนที่จาเป็ นต่อร่ างกาย คือ ไลซี น และทริ บโตแฟน ดังนั้น จึงควรรับประทานข้าวโพดร่ วมกับถัว่ เมล็ด แห้งต่าง ๆ เพื่อให้ขา้ วโพดมีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น 4. วิตามิน ข้าวโพดมีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 ในปริ มาณ 0.08-0.18 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม มีไนอะซี นในปริ มาณต่า 1.11.5 มิลลิกรัม ประเทศที่มีการ บริ โภคข้าวโพดเป็ นอาหารหลักจะเกิดเป็ นโรคเพลลากา Pellagra กันมาก เพราะขาด สารอาหารไนอะซี น สาหรับวิตามินเอ มีเฉพาะในข้าวโพดสี เหลือง 5. เกลือแร่ ข้าวโพดมีส่วนประกอบเกลือแร่ ที่สาคัญต่อการเจริ ญเติบโตของร่ างกาย เช่น แคลเซี ยม และเหล็กแต่กม็ ีใน ปริ มาณน้อยมาก นอกจากการรับประทานฝักสดแล้ว การนาข้าวโพดมาแปรรู ปด้วยวิธีการถนอมอาหาร ทาให้สามารถแปรรู ปข้าวโพดได้ หลากหลายรู ปแบบไม่วา่ จะเป็ นอาหารคาว หรื ออาหารหวาน ในรู ปของเครื่ องดื่มหรื อเป็ นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุ ขภาพ อย่างเช่น "น้ านมข้าวโพด"


นมข้าวโพด ให้คุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่ างกายทั้งวิตามิน A B เบต้าแคโรทีน แคลเซี ยม แมกนีเซี ยม โพแตสเซี ยม เมไธโอนีน นอกจากนี้ผทู ้ ี่เป็ นโรคไตยังสามารถรับประทานได้โดยไม่เป็ นอันตราย เพราะในนมข้าวโพดนั้นมีไขมันและโซเดียมต่า ทา ให้เหมาะกับผูท้ ี่ตอ้ งการลดโคเลสเตอรอลอีกด้วย นอกจากนี้เขาบอกว่าคุณค่าทางอาหารของข้าวโพดหรื อนมข้าวโพดนั้น ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ในส่ วนของข้าวโพดที่ เป็ นฝักนั้น จะมีกากใย และ คาร์ โบไฮเดรท ที่ได้จากข้าวโพดมากกว่า

คุณค่ าทางโภชนาการของข้ าวโพดหวานหนัก 100 กรัม พลังงาน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซี ยม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอะซิ น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี

(Energy) (Fat) (Carbohydrate) (Fiber) (Protein) (Calcium) (Phosphorus) (Iron) (Niacin) (Vitamin A) (Vitamin B1) (Vitamin B2) (Vitamin C)

25 0.1 905 0.2 3.3 15 66 0.5 0.3 129 0.06 0.12 12

แคลอรี กรัม กรัม กรัม กรัม มิลลิกรัม มิลลิกรัม มิลลิกรัม มิลลิกรัม หน่วยสากล มิลลิกรัม มิลลิกรัม มิลลิกรัม

ชนิดของข้ าวโพดหวาน ปัจจุบนั ประเทศไทย ส่ งออกข้าวโพดหวานในรู ปแบบต่างๆ สู งเป็ นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริ กา ฝรั่งเศส และ ฮังการี ยอดส่ งออก ข้าวโพดหวานของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาโดยตลอด จากปริ มาณการส่ งออก 500 กว่าตัน มูลค่ารวม 10 กว่าล้านบาทในปี แรก ได้เติบโตเป็ นมากกว่า 109,774 ตัน มีมูลค่ารวมกว่า 3,200 ล้านบาท ในปี 2548 โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในช่วง 2-3 ปี หลัง มูลค่า การส่ งออกในแต่ละปี เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยปริ มาณการส่ งออกรวมในรู ปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้นจาก 77,432 ตัน ในปี 2546 เป็ น 109,774 ตัน ใน ปี 2548 และมูลค่าการ ส่ งออกเพิ่มจาก 2,122 ล้านบาท เป็ น 3,200 ล้านบาท โดยการส่ งออกในรู ปปรุ งแต่ไม่แช่เย็นจนแข็งมีปริ มาณการส่ งออก


76,118 - 103,975 ตัน และมีมูลค่า 2,078 - 3,032 ล้านบาท การส่ งออกในรู ปข้าวโพดหวานดิบ หรื อทาให้สุกแช่แข็ง มีปริ มาณ 831 - 5,799 ตัน คิดเป็ นมูลค่า 44 – 169 ล้านบาท อุตสาหกรรมข้าวโพดหวานยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อไปในอนาคต เนื่องจากข้อได้เปรี ยบของประเทศไทยที่สาคัญ 2 ประการ เมื่อเทียบกับ ผูผ้ ลิตและส่ งออกรายใหญ่ คือสหรัฐอเมริ กา ฝรั่งเศส ฮังการี และแคนาดา คือ ประเทศผูผ้ ลิตเหล่านั้น มีฤดูกาลสิ้ น ประมาณ 60 วัน ในช่วง 1 ปี เนื่องจากข้าวโพดหวานเป็ นพืชที่ตอ้ งการแสงมาก ในประเทศเมืองหนาว จึงปลูกได้เฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ส่ วนข้อ ได้เปรี ยบที่สาคัญอีกประการ คือ ค่าใช้จ่ายทางด้านขนส่ งทางเรื อ ต่ากว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิง่ ตลาดในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่มีความ ต้องการนาเข้าสิ นค้าข้าวโพด หวานเป็ นปริ มาณมาก ข้าวโพดหวานจึงเป็ นพืชเศรษฐกิจพืชหนึ่ ง ที่มีอนาคตในการผลิตและส่ งออกมาก ข้าวโพดหวาน ที่เราปลูกกันและบริ โภคใน บ้านเราจะเห็นว่ามีลกั ษณะฝัก เปลือกหุม้ ฝัก ความหวาน สี ของเมล็ด และความอร่ อย ที่แตกต่างตามลักษณะของ พันธุ์ อันเนื่องจากลักษณะทาง พันธุกรรมของแต่ละพันธุ์ของข้าวโพดหวาน

ชนิดของข้ าวโพดหวาน สามารถจาแนกตามหน่วยพันธุกรรม (gene) ที่ควบคุมได้ดงั นี้ 1. กลุม่ ที่ควบคุมด้วยยืนชูการี่ (Sugary, su/su) ข้าวโพดหวานกลุ่มนี้มีปลูกในประเทศไทยมานาน มีความหวาน เล็กน้อย มีน้ าตาลซูโครส (sucrose) ประมาณ 10.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ขา้ วโพดเลี้ยงสัตว์จะมีซูโครสประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีสีเหลืองอ่อน มีเปลือกหุ ม้ เมล็ดค่อน ข้างเหนียว เวลารับประทานมักติดฟัน เมล็ดแก่จะเหี่ ยวย่น เนื่องจากมีแป้ งในเมล็ดเพียง 28 เปอร์ เซ็นต์ ทาให้เมล็ดเกิดการ ยุบตัวมาก พันธุ์ขา้ วโพด หวานที่อยูใ่ นกลุ่มนี้ ได้แก่ พันธุ์อีเหี่ ยว 2. กลุ่มที่ควบคุมด้วยยีนชรังเค่น (shrunken, sh/sh หรื อ sh2/sh2) ข้าวโพดหวานกลุ่มนี้มีความหวานสู งกว่าในกลุ่ม แรก มีซูโครสประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อต้มและทิ้งไว้จนเย็นจะเหี่ ยวเร็ วกว่ากลุ่มแรก เมล็ดมีสีเหลืองส้ม เปลือกหุ ม้ เมล็ดเหนียวน้อยกว่ากลุ่ม แรก เวลารับประทานมักจะ ไม่ค่อยติดหรื อมีติดอยูบ่ นซังเพียงเล็กน้อย เวลารับประทานมักจะไม่ค่อยติดหรื อมีติดอยูบ่ นซังเพียงเล็กน้อย เมล็ดแก่จะ ยุบตัวมากกว่า เพราะมีแป้ ง เพียง 18 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์ขา้ วโพดหวานที่อยูใ่ นกลุ่มนี้ เช่น พันธุ์อินทรี 2, ชูการ์ 73, ไฮบริ กซ์ 5 และไฮบริ กซ์ 10 เป็ นต้น


3. กลุ่มที่ควบคุมด้วยยีนบริ ทเทิล (brittle, bt / bt หรื อ bt2 / bt2) ข้าวโพดหวานในกลุ่มนี้จะมีความหวานใกล้เคียงกับ กลุ่มที่สอง เมล็ดมีสี เหลืองนวล เปลือกหุม้ เมล็ดบาง เวลารับประทานกัดหลุดจากซังง่าย จึงไม่ติดฟั น และจะมีความหวานกรอบมากกว่ากลุ่ม อื่นๆ พันธุ์ที่มียนี บริ ทเทิล ควบคุมความหวาน เช่น พันธุ์เอทีเอส -2 หรื อซูการ์ 74 4. กลุ่มที่มียนี เสริ ม ข้าวโพดหวานชนิ ดนี้จะมียนี ที่เป็ น homozygous recessive อยูห่ นึ่งตาแหน่ง แต่อีก ตาแหน่งหนึ่ ง จะเป็ น heterozygous เมื่อนาเมล็ดไปปลูกเพื่อผลิตฝักสด ยีนที่เป็ น heterozygous จะแยกตัวตามกฎของ Mendel มีผลทาให้ 25 เปอร์เซ็นต์ ของเมล็ดที่ เรารับประทานนั้นเป็ น double recessive ทาให้ผรู้ ับประทานมีความรู ้สึกว่าข้าวโพดนั้นหวานขึ้น ข้าวโพดหวานพวกนี้มี ยีน su เป็ นพื้นฐานเพราะ นักปรับปรุ งพันธุ์ ต้องการปรับปรุ งพันธุ์ขา้ วโพดหวานนั้นให้หวานขึ้นโดยการนายีน sh2 หรื อ ซูการ์รีเอ็นฮานเซอร์ (sugary enhancer, se) มาช่วย เสริ มตัวอย่างข้าวโพดหวานชนิ ดนี้คือพันธุ์ Sugar Loaf, Honey Comb และ Sugar Time เป็ นต้น ในประเทศไทยข้าวโพด ข้าวเหนียวหวานขอนแก่น อาจจะจัดอยูใ่ นประเภทนี้ ได้ โดยมียนี sh2 เป็ นพื้นฐาน และมียนี su หรื อ wx เป็ นตัวเสริ ม ได้มีผนู้ าเมล็ดพันธุ์ขา้ วโพด หวานประเภทนี้เข้ามาปลูก เหมือนกัน สังเกตง่ายๆ คือ ฝักข้าวโพดหวานอาจจะมีเมล็ด 2 สี คือ สี เหลืองและสี ขาว โดยจะอยูใ่ นอัตราส่ วน 75 : 25 ซึ่ ง นักปรับปรุ งพันธุ์ขา้ วโพด หวาน หรื อวงการค้าเมล็ดข้าวโพดหวานจะเรี ยกว่า bi-color แต่ถา้ จะพิสูจน์ให้แน่ชดั ว่าข้าวโพดหวานนั้น อาจเกิดจากยีน เสริ มหรื อไม่กจ็ ะต้องนาฝัก ของข้าวโพดหวานที่สงสัยนั้นมาตากให้แห้ง แล้วดูวา่ เมล็ดที่แห้งแล้วเหมือนกันทั้งฝักหรื อไม่ ถ้าเมล็ดที่แห้งแล้ว เหมือนกันทั้งฝักก็แสดงว่าเป็ น ข้าวโพดหวานชนิดยีนเดียว แต่ถา้ เมล็ดที่แห้งแล้วมีเมล็ดลีบมากๆ คล้ายข้าวโพดหวานพิเศษอยูป่ ระมาณ 25 เปอร์ เซ็นต์ เมล็ดลีบมากๆ นี้ เป็ น double recessive ที่เหลืออีก 75 เปอร์เซ็นต์ เป็ นเมล็ดข้าวโพดหวานธรรมดา ข้าวโพดหวานฝักนั้นก็เป็ นข้าวโพดหวานที่เกิด จากยีนเสริ ม 5. กลุ่มที่เกิดจากยีนร่ วม เนื่องด้วยข้าวโพดหวานธรรมดามีความหวานน้อย และปัญหาเรื่ องอัตราความงอกต่าใน ข้าวโพดหวานพิเศษ นัก ปรับปรุ งพันธุ์ขา้ วโพดหวาน จึงได้พยายาม นายีนต่างๆ มาอยูร่ ่ วมกันในสภาพ homozygous recessive ที่ทุกๆ ตาแหน่ง (locus) เพื่อให้ได้ขา้ วโพด หวานที่มีคุณภาพดีข้ ึน คือ ปริ มาณน้ าตาลสู งขึ้น และแก้ปัญหาในเรื่ องอัตราความงอกต่า อย่างไรก็ตาม พันธุ์ขา้ วโพดที่ นิยมปลูกในประเทศไทย


ส่ วนใหญ่ จะเป็ นพันธุ์ที่ควบคุมความหวานด้วยยีน 2 ชนิด คือ ยีน ชรังเค่นและยีนบริ ทเทิล ซึ่ งพันธุ์ท้ งั 2 ชนิดดังกล่าว มี อัตราส่ วนทางการตลาด ใกล้เคียงกัน

พันธุ์ข้าวโพดหวาน 1. พันธุ์ผสมเปิ ด ได้แก่ พันธุ์ฮาวายเอี้ยนชูการ์ ซูเปอร์ สวีท เป็ นพันธุ์ให้ผลผลิตต่ากว่าพันธุ์ลกู ผสม แต่ความสู งต้น ความสูงฝัก และอายุ เก็บเกี่ยวใกล้เคียงกับพันธุ์ลูกผสม 2. พันธุ์ลกู ผสม ปัจจุบนั มีขา้ วโพดหวานพันธุ์ลกู ผสมมากมายให้เกษตรกรเลือกใช้ ส่ วนใหญ่จะเป็ นพันธุ์ของ บริ ษทั เอกชนต่างๆ และมี บางพันธุ์เป็ นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาหรับข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมของกรมวิชาการเกษตรยังอยูใ่ นขั้น ตอนท้ายๆ ของการปรับปรุ งพันธุ์ ซึ่ งคาดว่าจะออกเป็ นพันธุ์รับรองหรื อพันธุ์แนะนาได้ภายใน 2 - 3 ปี นี้ สาหรับลักษณะประจาพันธุ์ของข้าวโพดหวานพันธุ์ ผสม เปิ ดและพันธุ์ลกู ผสม ที่นิยมปลูกใน���ั จจุบนั ได้รวบรวมไว้ใน ตารางที่ 1 และ 2 ตารางที่ 1 ลักษณะประจาพันธุ์ข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิ ดและพันธุ์ลูกผสมทีเ่ กษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน พันธุ์ผสมเปิ ด ลักษณะประจาพันธุ์

พันธุ์ลูกผสม

ฮาวายเอีย้ น ชูการ์ ซูเปอร์ สวีท

สองสี 58

สองสี 39

ทวิวรรณ 2

หวานดัชนี

อินทรี 2

ชรังเค่น 2 1,700 1,050 30

ชรังเค่น 2 2,000 1,400 -

ชรังเค่น 2 2,000 1,400 -

ชรังเค่น 2 2,000 1,400 30

ชรังเค่น 2 1,800 1,300 34

ชรังเค่น 2 1,870 1,208 35

วันออกไหม (วัน) ความสูงต้น (ซม.) ความสูงฝัก (ซม.) อายุเก็บเกี่ยวหลังออกไหม (วัน) อายุเก็บเกี่ยวหลังปลูก (วัน) สี ไหม คุณภาพการชิม

45 190 105 18 65-70 เหลือง ดีมาก

47 135-165 40-60 18-20 65-70 ขาว ดีมาก

52 170-190 60-70 18-20 72-77 ขาว ดีมาก

45 215 105 18 62 ขาว หวาน-นุ่ม

46 215 105 18 62 ขาว หวาน-นุ่ม

48 158 87 18 66 ขาว ดีมาก

ความหวาน (องศาบริ กซ์) ความหนาเปลือกหุม้ เมล็ด สี เมล็ด จานวนแถวเมล็ดต่อฝัก ความยาวฝัก (ซม.) ความกว้างฝัก (ซม.) ความแข็งแรงของรากและลาต้น

ดีมาก บาง เหลือง 16-18 16.5 5.0 ดีมาก

17 ปานกลาง ขาว-เหลือง 16-18 18-20 4.9-5.4 ปานกลาง-ดี

17 ปานกลาง ขาว-เหลือง 16-18 18-21 4.8-5.3 ดีมาก

15-16 เหลืองอ่อน 16-18 16-17 4.5 ดีมาก

15-16 เหลืองทอง 12-16 16-18 3.5 ดีมาก

15 บาง เหลือง 14-16 17 4.4 ดี

ชนิดยีนควบคุมความหวาน ผลผลิตทั้งเปลือก (กก./ไร่ ) ผลผลิตปอกเปลือก (กก./ไร่ ) อัตราแลกเนื้อ (%)


ตารางที่ 2 ลักษณะประจาพันธุ์ข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมทีเ่ กษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน ลักษณะประจาพันธุ์

ไฮบริกซ์ 10

ไฮบริกซ์ 3

เอทีเอส 2

เอทีเอส 5

ชูการ์ 73

ชูการ์ 74

ชูการ์ 75

ชรั่งเค่น 2 3,065 2,027 30 51 200

ชรั่งเค่น 2 3,719 2,553 35 48-50 195

บริ ทเทิล 1 1,800-2,700 1,200-2,100 28-31 49 135-165

ชรั่งเค่น 2 3,000-3,500 2,400-2,900 30-32 48 180-200

ชรั่งเค่น 2 1,800-2,700 1,200-2,100 30 48 160-20

บริ ทเทิล 1 1,800-2,700 1,200-2,100 28-31 49 135-165

ชรั่งเค่น 2 2,500-3,500 1,900-2,900 30-32 48 170-200

ความสูงฝัก (ซม.) อายุเก็บเกี่ยวหลังออกไหม (วัน) อายุเก็บเกี่ยวหลังปลูก (วัน) สี ไหม คุณภาพการชิม ความหวาน (องศาบริ กซ์) ความหนาเปลือกหุม้ เมล็ด สี เมล็ด

110 18 70-15 ขาว ดีมาก ดีมาก บาง เหลือง

100 18 65-70 ขาว ดีมาก ดีมาก บาง เหลือง

55-65 18-20 70-75 ขาว-น้ าตาล ดีมาก 16-17 บาง เหลืองครี ม

70-90 20 68 เขียวอ่อน ดีมาก ดีมาก บาง เหลืองทอง

70-90 18-20 72-75 ขาว ดีมาก 16 ปานกลาง เหลือง

55-65 18-20 70-75 ขาว-น้ าตาล ดีมาก 16-17 บาง เหลืองครี ม

7090 18-20 72-77 ขาว ดีมาก 16 ปานกลาง เหลืองครี ม

จานวนแถวเมล็ดต่อฝัก ความยาวฝัก (ซม.) ความกว้างฝัก (ซม.) ความแข็งแรงของรากและลาต้น

14-16 19.7 5.2 ดีมาก

16-18 20-22 5.5-6.0 ดีมาก

14 16-18 4.2-4.7 ดี

16-18 21-22 5-6 ดีมาก

14-16 18-20 4.5-5.0 ดี

14 16-18 4.2-4.7 ดี

14-16 19-21 4.7-5.2 ดีมาก

ชนิดยีนควบคุมความหวาน ผลผลิตทั้งเปลือก (กก./ไร่ ) ผลผลิตปอกเปลือก (กก./ไร่ ) อัตราแลกเนื้อ (%) วันออกไหม (วัน) ความสูงต้น (ซม.)

ในการที่เกษตรกรจะปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์ใดนั้นควรศึกษาความต้องการของตลาด ฤดูกาลปลูก ความต้านทานต่อ โรคและแมลงศัตรู ตลอด จนพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกและให้ผลตอบแทนของผลผลิตคุม้ ค่าการลงทุน

การตั้งสมมุตฐิ าน จากการสื บค้นข้อมูลข้าวโพดหวานทาให้รู้จกั ที่มา ถิ่นกาเนิ ด สายพันธุ์ตา่ งๆ ว่าแตกต่างกันอย่างไรและนาไปแปรรู ปเป็ น อะไรได้บา้ ง ซึ่ งข้าวโพดหวานสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้มากมายและยังให้คุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย จึง นับว่า “ข้าวโพดหวาน” เป็ นพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และผลิตภัณฑ์ที่นามาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มนี้ คือ ข้าวเกรี ยบข้าวโพดพร้อมพริ กเผาในซอง เนื่ องจากข้าวเกรี ยบข้าวโพด นั้นเป็ นของทานเล่นและมีคุณค่าทางอาหาร ข้าวโพดเป็ นพืชที่ให้พลังงาน ในเนื้อในของเมล็ดข้าวโพดที่แก่จดั จะมีสารอาหารคาร์ โบไฮเดร ประมาณร้อยละ 72 สารอาหารที่อุดมอยูใ่ นข้าวโพด ได้แก่


:: ไขมัน :: ข้าวโพดที่แก่จดั มีไขมันอยูป่ ระมาณร้อยละ 4 เมื่อนาข้าวโพดไปผลิตเป็ นน้ ามันข้าวโพด ใช้ประกอบอาหารจะ ได้น้ ามันที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเป็ นส่ วนใหญ่ โดยมีกรดไลโนเลอิก 50% และกรดโอเลอิก 37% ซึ่ งกรด ไขมันชนิ ดนี้จะมีคุณประโยชน์ต่อร่ างกาย คือจะช่วยควบคุมระดับคลอเลสเตอรอลให้เป็ นปกติ ::โปรตีน :: ข้าวโพดมีโปรตีนเป็ นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 4 โปรตีนในข้าวโพดมีประโยชน์ต่อร่ างกายน้อย เพราะขาดกรดอะมิ โนที่จาเป็ นต่อร่ างกาย คือ ไลซี น และทริ บโตแฟน ดังนั้น จึงควรรับประทานข้าวโพดร่ วมกับถัว่ เมล็ดแห้ง เพื่อให้ขา้ วโพดมี คุณค่าทางอาหารมากขึ้น :: วิตามิน :: ทุกสายพันธุ์ของข้าวโพดจะมีวิตามินซี แต่วิตามินเอ จะมีเฉพาะในสายพันธุ์ที่มีเมล็ดสี เหลืองเท่านั้น วิตามินเอ จะอยูใ่ นรู ป เบต้าแคโรทีน ซึ่ งเป็ นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่ อมของเซลล์ สารคาโรตีนอยช่วยป้ องกันตาเสื่ อมสภาพ นอกจากนี้ยงั มีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 :: เกลือแร่ :: ข้าวโพดมีส่วนประกอบเกลือแร่ ที่สาคัญต่อการเจริ ญเติบโตของร่ างกาย เช่น แคลเซี ยม ฟอสฟอรัส และเหล็กแต่กม็ ีใน ปริ มาณน้อยมาก

ประวัติความเป็ นมาของข้ าวเกรียบ

“ข้าวเกรี ยบ” เป็ นอาหารว่างที่คนทัว่ ไปนิยมบริ โภคกันมาก โดยใช้เป็ นกับแกล้มหรื อรับประทานกันเล่นๆ หาง่ายและมี รสชาติอร่ อย กรอบ มันๆ อย่างไรก็ตามข้าวเกรี ยบที่รับประทานกันจะรู ้จกั ในนามของข้าวเกรี ยบกุง้ เสี ยส่ วนใหญ่เครื่ องปรุ ง หลักข้าวเกรี ยบก็มี แป้ งมัน กระเทียม พริ กไทย เกลือป่ น น้ านิ ดหน่อย และวัตถุดิบอื่นๆที่เราต้องการใช้ การทาส่ วนมากจะ


ยากตรงส่ วนผสมน้ าที่ตอ้ งกะให้พอดีเท่านั้น นอกนั้นไม่ยาก ข้าวเกรี ยบมีหลายประเภท เช่น เครื่ องปรุ งข้าวเกรี ยบปลา เนื้อปลาสับหรื อบด ๑/๒ ถ้วยตวง แป้ งมัน ๒ ถ้วยตวง กระเทียม ๓ - ๕ กลีบ พริ กไทยป่ น ๑ ช้อนชา เกลือป่ น ๑ ช้อนชา น้ าเดือด ๓/๔ ถ้วยตวง อาจมากน้อยกว่านี้นิดหน่อย เครื่ องปรุ งข้าวเกรี ยบกุง้ กุง้ สดสับหรื อบด ๑/๔ ถ้วยตวง แป้ งมัน ๑ ถ้วยตวง เกลือป่ น ๑/๒ - ๑ ช้อนชา แล้วแต่ชอบรสจัดแค่ไหน พริ กไทยป่ น ๑/๒ -๑ ช้อนชา กระเทียม ๓ - ๔ กลีบ น้ าเดือด ๑/๔ - ๑/๒ ถ้วยตวง แล้วแต่ความแฉะของกุง้ เครื่ องปรุ งข้าวเกรี ยบกล้วย กล้วยหอมบด ๑/๒ ถ้วยตวง ประมาณ ๑ ลูกใหญ่ จะใช้กล้วยอื่นๆก็ได้ แป้ งมัน ๑ ๑/๒ - ๒ ถ้วยตวง น้ าเดือด ๑/๔ ถ้วยตวง อาจไม่ตอ้ งใช้หมด น้ าตาลทราย ๑ ช้อนโต๊ะ เกลือป่ น ๑/๒ ช้อนชา เครื่ องปรุ งข้าวเกรี ยบมะเขือเทศ มะเขือเทศสุ กบดหรื อสับ ๑ ๑/๒ ลูกกลางขนาดตามรู ปประกอบ แป้ งมัน ๑ ๑/๒ - ๒ ถ้วยตวง กระเทียม ๓ - ๔ กลีบ พริ กไทยป่ น ๑/๒ - ๑ ช้อนชา แล้วแต่ชอบเผ็ดแค่ไหน เกลือป่ น ๑ ช้อนชา น้ าเดือด ๑/๔ ถ้วยตวง


เช่น

ตาบลบ้ านแลง สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็ นที่ราบลุ่ม มีน้ าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ประชากรจึงประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทา สวนผลไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว จะเป็ นด้วยสภาพพื้นที่แร่ ธาตุในดินก็ได้ ที่ทาให้ผลไม้ของบ้านแลง มีรสชาติดี เป็ นที่ ยอมรับกันโดยทัว่ ไป ในปี พ.ศ. 2527 ราคาผลผลิตตกต่ามากจึงได้มีการรวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งกลุ่มแม่บา้ นเกษตรบ้านแลงพัฒนาขึ้น โดยมี นาง สมควร ศิริภกั ดี เป็ นประธานกลุ่ม และมีเจ้าหน้าที่เคหะกิจเกษตร เป็ นพี่เลี้ยงให้คาปรึ กษาแนะนาทาอาชีพเสริ ม เพิ่มเติม รายได้ให้ครอบครัว ในระยะแรกนอกจากได้รวมกลุ่มปลูกพืชผักสวนครัวแล้วยังได้ริเริ่ มทาข้าวเกรี ยบต่าง ๆ เป็ นจานวน 9 ชนิด เช่น ข้าวเกรี ยบกุง้ ข้าวเกรี ยบทุเรี ยนข้าวเกรี ยบเผือก ข้าวเกรี ยบฟักทอง ต่อมาได้พฒั นาเป็ นข้าวเกรี ยบสมุนไพร โดยใช้ ผลผลิตของกลุ่มแม่บา้ นเกษตรกรเช่น ใบมะกรู ด ใบกระเพรา ตะไคร้ ใบตาลึง และผลิตเป็ นน้ าพริ กเผาผลไม้ โดยใช้วตั ถุดิบ ในหมู่บา้ นเช่น ทุเรี ยน ระกา มังคุด เงาะ สับปะรด ลองกอง กล้วย ลิ้นจี่ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ปัจจุบนั เป็ นที่นิยมโดยทัว่ ไปมีการจัด จาหน่ายในห้างสรรพสิ นค้า และส่ งต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริ กาโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง นางสมควร ศิริภักดี ประธานกลุ่ม ได้ดาเนิ นการจดลิขสิ ทธิ์ เครื่ องหมายการค้าผลิตภัณฑ์ ตรา “หว้าทอง” ปัจจุบนั ได้รับการ คัดสรรเป็ น OTOP 5 ดาว ระดับประเทศ ได้รับรองมาตรฐานสิ นค้าจาก อย.,มผช., GMP, มอก., ธกส., มีทะเบียนการค้า เครื่ องหมายการค้าจดความลับทางการค้าเป็ นที่เรี ยบร้อย จุดเริ่มต้ นของผลิตภัณฑ์ ด้วยราคาผลผลิตตกต่ามาก จึงได้ริเริ่ มทาข้าวเกรี ยบต่าง ๆ จากผลไม้และพืชผักที่ปลูกภายในหมู่บา้ น โดยจากการรวมกลุ่ม แม่บา้ นเกษตรบ้านแลงพัฒนา ทาให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น จากอาชีพทาการเกษตร จนปัจจุบนั ผลิตภัณฑ์เป็ นที่นิยม และรู ้จกั กันทัว่ ไป ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด


การสั่ งสม สื บสานผลิตภัณฑ์ จากภูมิปัญญา คือ ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรมที่สะสมอันเป็ น ผลจากการปรับตัวของมนุษย์ให้กบั สิ่ งแวดล้อม โดยกลุ่มได้นาผลผลิตจากพื้นบ้านที่มีอยู่ ประกอบกับสิ่ งแวดล้อม ความเป็ นธรรมชาติมาพัฒนาปรับปรุ ง ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม โดยใช้จิตวิญญาณในการปรุ งแต่งดูแลผลิตภัณฑ์ ทาให้ขา้ วเกรี ยบสมุนไพรมีรสชาติเป็ นที่ถูกใจ และ สะอาดถูกหลักอนามัย เป็ นแหล่งเรี ยนรู ้สืบทอดถึงลูกหลานในอนาคตต่อไป

ขั้นตอนการทาข้ าวเกรียบข้ าวโพด

รายละเอียดผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ขา้ วเกรี ยบข้าวโพด ทามาจากข้าวโพดคุณภาพ ดี มีรสชาติอร่ อย กรอบ สะอาด ถูกหลักอนามัย ไม่ใส่ สารกันบูด สามารถเก็บไว้ได้นาน วัตถุดบิ ทีใ่ ช้ ข้าวโพด, แป้ ง, เครื่ องปรุ ง การใช้ /ประโยชน์ ใช้ทานเป็ นอาหารว่าง, เป็ นของฝาก


ส่ วนผสม

เนือ้ ข้ าวโพดดิบ 300 กรัม

แป้ งมันสาปะหลัง 500 กรัม

เกลือ 10 กรัม

นา้ 1 ½ ถ้ วยตวง

วิธีทา - บดเนื้ อข้าวโพดกับน้ าให้ละเอียด ใส่ เกลือ ตั้งไฟให้ร้อนจัด - เทแป้ งลงนวดกับข้าวโพดให้เข้ากันแล้วปั้ นเป็ นท่อนกลมยาวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว - นาไปนึ่งให้สุกประมาณ 30 นาที ยกออกจากรังถึงทิ้งให้เย็น หัน่ เป็ นแว่นบางๆ ตากแดดจนแห้ง ทอดในน้ ามันที่ ร้อนจัด การเก็บข้าวเกรี ยบ เมื่อตากแห้งสนิทเก็บบรรจุในขวดโหลใสปิ ดฝา หรื อถุงพลาสติกที่สะอาด แล้วผนึกปากถุงให้ แน่น


ขวดบรรจุภณ ั ฑ์ แบบ 3 มิติ


ขวดบรรจุภณ ั ฑ์ 2 มิติ


แบบโลโก้ Spicy Corn Chips


บรรจุภณ ั ฑ์ แบบสมบูรณ์


แบบซองนา้ พริกเผา Corn Chili Paste ในบรรจุภณ ั ฑ์


แหล่ งทีม่ าของข้ อมูล

www.corn.com www.healthcorners.com www.thaihealth.co.th www.it.doa.go.th/pibai www.otoptoday.com www.rueanthai2.lefora.com www.cornthai.com www.thaitambon.com www.kanomthai.wordpress.com www.th.wikipedia.org


การศึกษาบรรจุภณ ั ฑ์ ตวั อย่ าง

ชื่อสิ นค้า

ชาวเวียง

ประเภท ข้าวเกรี ยบข้าวโพด สถานะ

ข้าวเกรี ยบข้าวโพดในห่อ

วัสดุหลัก โลโก้ชื่อสิ นค้า

ซองพลาสติกแข็ง

ใช้ท้ งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สี แดง และสี เหลืองเป็ นหลัก


ตัวอย่ างบรรจุภณ ั ฑ์ แบบที่ 1

วัสดุหลัก ขวด โหลพลาสติกใส-แข็ง ใส

สี ขนาด

สูง 19 cm.

เส้นรอบวง 6 cm.

ความสู งของฝาจากขวดโหล 1 cm. ปริมาณในการจุ

540 ml.


ตัวอย่ างบรรจุภณ ั ฑ์ แบบที่ 2

วัสดุหลัก

พลาสติกขุ่นขาว สี

ขาว

ขนาด สู ง 10 cm. เส้ นรอบวงด้ านบนปากโหล 12.5 cm. เส้ นรอบวงก้นโหล 9 cm. ปริมาณในการจุ 600 ml.


การร่ างแบบสเก็ตบรรจุภณ ั ฑ์ ที่ 1


การร่ างแบบสเก็ตบรรจุภณ ั ฑ์ ที่ 2


แบบร่ างโลโก้ ข้าวเกรียบข้ าวโพดพร้ อมนา้ พริกเผาในซอง



phatchakarn-arti3314-101-fian project