Issuu on Google+

Sikkim


ก่อนเดินทางสู่สิกขิม อาการเบื่อๆ อยากๆ ทําให้สงกรานต์ปีนี้ เกือบตั้งนอนแหง่วอยู่บ้านซะแล้ว แต่พอใกล้ถึงวันหยุดสงกรานต์เข้ามาทุกที ชักเริ่ม ขยาดถ้าต้องแค่นั่ง นอนและกิน แถมอากาศบ้านเราปีนี้ก็ร้อนสุดๆ ฉันเลยต้องเปิดเน็ตคู่มือประจํากาย หาที่เที่ยวหลบร้อน และความสับสนวุ่นวายทางการเมืองของเมืองไทย กะเอาแบบไปเปิดหูเปิดตา สบายๆกับทัวร์ จะได้ไม่ต้องลําบากลําบน จอง ที่พัก วางแผนการเดินทางด้วยตนเอง แค่จ่ายเงิน เก็บของก็ไปเทีย ่ วได้เลย สายตาก็พลันมาจ๊ะเอ๋ กับที่เที่ยวในฝันอีกแห่งของ อินเดีย “สิกขิม” ดินแดนไร้ทร่ี าบ อากาศกําลังเหมาะ สําหรับคนที่อยากหนีร้อนไปพึ่งเย็นอย่างเรา แต่เจอค่าทัวร์ปาเข้าไป เกือบ 50,000 บาท ฉันเลยโทรไปกล่อมพีเ่ ขตต์ ที่กําลังหาที่ลงสําหรับสงกรานต์นี้อยู่ไปเที่ยวอินเดียกันอีกรอบ หลังจากเคย ไปเที่ยวราชาสถานกับ TKT ด้วยกัน แต่พอเจอราคาค่าทัวร์ พีเ่ ขตต์หน ั มายืน ่ เงือ ่ นไข “ไปเองดีกว่า น่าจะประหยัดกว่านะนิ่ม” ว้า ทําไงล่ะ ว่าจะไปแบบสบาย ไม่ตอ ้ งคิด วางแผน อ่านหนังสือแล้วนะเนี่ย ฉันตัดสินใจอยู่ซักพัก แล้วก็ตัดสินใจประสาคน ใจง่าย แถมกลัวไม่ได้เที่ยว เพราะบริษท ั ทัวร์กย ็ งั ไม่คอนเฟิรม ์ “ ก็ได้ ไปเองก็ได้ แต่ไม่รู้เรื่องนะ ขี้เกียจอ่านหนังสือ ได้แค่ไหน แค่นั้น” แหม ใครจะรู้ ดันตรงใจพีเ่ ขตต์เข้าซะได้ ก็เลยกอดคอกันไปทําวีซ่า จองตั๋วเครื่องบิน แล้วออกเดินทาง แถมก่อนออกเดินทางแค่ 1 วัน ยังได้เพื่อนร่วมทางหน้าเดิมจากทริปลาดักค์ น้ําและพี่มี่ สองสามีภรรยา คูห ่ ู คูฮ ่ า ตามไปร่วมทริปอีกต่างหาก จากทริปไม่ได้ตง้ั ใจให้เกิด ก็เลยเกิดได้สมบูรณ์กว่าทริปที่วางแผนมาเป็นปี อานิสงค์ผลบุญจากการสะสมไมล์ ทําให้ค่าตั๋วเครื่องบินของฉันเหลือแค่ค่าภาษี 2,845 บาท กับค่าใช้จ่ายอีกไม่ถึงหมื่น ประหยัดกว่าไปกับทัวร์ เกือบสี่หมื่น ที่สําคัญอาจจะประหยัดกว่าอยู่เมืองไทยในช่วงสงกรานต์ด้วยซ้ํา บนเครือ ่ งบินจากกรุงเทพ-บักโดราเราพบเพื่อนใหม่ที่แบคแพคมาเที่ยวเองอีก 2 คน สองสาวจากชลบุรี น้องอุ๊ และน้องเก่ง จากสองรวมกันเป็นสี่ และกําลังจะตามมาอีกสองเป็นหกคน เพิ่มความสนุกสนาน เบิกบานกับกลุ่มพวกเราในดินแดนสวยงาม ที่พวกเราทุกคนกําลังจะไปทําความรู้จักกันใหม่ ภาพแห่งความสวยงาม สนุกสนาน และประทับใจ เก็บไว้ในภาพถ่ายสวยๆด้วยฝีมือพี่เขตต์ เพื่อให้ความทรงจํานั้นยังสดใส ยามที่เราได้เปิดหนังสือขึ้นมาเพื่อระลึกถึงการเดินทางครั้งนี้ นิม ่ พฤษภาคม 2010


เกริ่นนํา ฉั น นึ ก ทบทวนถึ งสิ บกว่ า วั น ที ่ ผ ่ า นมาขณะนั ่ งเครื ่ อ งบิ น กลั บ จากBagdogra ประตูสู่ดินแดนไร้ท่ีราบตอนเหนือ ของอินเดีย ประสบการณ์ช ีว ิตการเดินทางในอินเดียตอนเหนือ ยังคงตรา ตรึงอยู่ในใจ เส้นทางสู่ยุมถังของสิกขิมตอนเหนือ แนวเขาสูง ใหญ่ หนาแน่นด้วยป่าสน หิมะที่ปกคลุมเหนือยอดเขา ระหว่าง ทางที่คดเคี้ยว แต่มีสีสันหลากหลายของดอกไม้ที่พบได้เพียง เขตเอเชียใต้อย่างอินเดีย ภูฏานจําพวกrhododendron หรือ ที่เราเรียกกันว่า กุหลาบพันปี ไม้พุ่มไม่ใหญ่อ อกจะกร๋อ งแกร๋ง แต่ผลิดอกไม้สวยงามหลากสีได้อย่างหน้าประหลาด เมื่อ ไปถึงวันแรกๆ ฉันไม่ได้นึกถึงสิ่งใดมากไปกว่า การได้เดิน ทางเพื ่ อ พั ก ผ่ อ นตะลอนไปเรื ่ อ ย เพื ่ อ พบเห็ น ดิ น แดนใหม่ สิกขิมเป็นดินแดนแห่งสุดท้า ยของอินเดียเหนือ หลังจากปีก่อ น ฉันไปมาแล้วท้ัง แคชเมียร์ ลาดักค์ แต่ท้องฟ้าหม่นหมองเกือบ ตลอดเวลาของการเดินทาง ทํา ให้ฉันหันมาลุ้นกลับโอกาส สํา คัญ ของชีว ิตหนึ่งที่จะได้ยลโฉมหน้า แบบเต็มตา ของยอด เขาสําคัญแห่งดินแดนไร้ที่ราบ คันเช็งจุงก้ายอดสูงอันดับสาม ของโลก ทั้งระหว่างน่ังรถไปจนถึงจุดชมวิวต่างๆที่แวะไปชม ก็ ทํา เอาคอตกกลับมาแล้ว ทั้งนั้น ฉันนึก จินตนาการให้ตนเอง แทบไม่ออกว่าเราจะพบเจอหน้าค่าตากันในแบบไหน หรือครัง้ สุดท้า ยของอินเดียเหนือ ถิ่นของยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่อ ุตส่า ห์ดั้น ด้นมาพบจะต้องพกความผิดหวังกลับไป ความตื่นเต้นระทึกใจ เพื ่ อ ลุ ้ น ไปกั บการพบหน้ า ค่ า ตาเจ้ า บ้ า น แบบไหนอย่ า งไร นําพาการเดินทางให้มีความหมาย และเป้าหมาย การเดินทางคร้ังนี้จึงสนุกและลุ้นระทึกภายในใจตลอดการเดิน ทาง


เหมารถจิ๊ปจากกังต็อกไปทะเลสาบฉางกู (Tsomgo Lake) 2000 รูปี รวมค่าทําเพอร์มิท


กิจกรรมสําหรับนักท่องเที่ยวที่มาชมวิว ความสวยงามของทะเลสาบฉางกู การขี่จามรี (Yak Riding) เป็นที่นิยมโดยเฉพาะสําหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย


อากาศครึ้มฟ้า ครึ้มฝนตลอดทาง ยิ่งสูงขึ้น จะเห็นยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยน้ําแข็ง และน้ําตกจากน้ําแข็งที่ละลายจากภูเขาด้านบน


Tsomgo Lake ทะเลสาบฉางโก (Tsomgo)” ฉาง” แปลว่า ทะเลสาบ ส่วน “โก” แปลว่า ศีรษะ ในภาษาพูเธีย แปลรวมกัน หมายความว่า “ทะเลสาบแห่ง ต้นน้าํ ” อยู่ทางทิศตะวันออกของกังต็อก บนถนนสาย กังต็อก-นาธุล่า ถือว่า เป็นแหล่งต้นน้ําธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ ทีส ่ ด ุ แห่งหนึง่ หากสีของน้า ํ ดําคล้า ํ หมายถึงลางบอกเหตุว่าปีนั้นจะพบ กับเภทภัย ทะเลสาบนีเ้ ป็นทะเลสาบทีม ่ ผ ี ค ู้ นมา เทีย ่ วมากทีส ่ ด ุ ในแค้วนสิกขิม การ เดินทางต้องขอใบอนุญาติ (permit ) เพิม ่ เติมจากบริษท ั นํา เทีย ่ ว


บริเวณถนนคนเดิน ย่าน M.G. Marg


Gangtok “กังต็อก” (Gangtok) เป็นเมืองหลวงของรัฐสิกขิม ตามภาษา เลปชาแปลว่า ยอดเขา อยู่บนที่สูง 1780 เมตรจากระดับน้ํา ทะเล ความจริงเป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของ อาณาจักรสิกขิม เพราะเคยมีการกล่าวถึง พุนชก นัมจ์เยล์ (Phunstok Namgyal) ผูเ้ ป็นปฐมกษัตริยท ์ รงเป็นชาวเมืองนี้ มาก่อน แสดงว่าเมืองนี้ต้องมีมาก่อนศตวรรษที่ 17 และเคย เป็นจุดแวะพักของเส้นทางการค้ากับทิเบต ก่อนจะมาเป็น เมืองหลวงของสิกขิมในปี 1894 กังต็อกเสมือนจุดเชื่อมโยงระหว่างความเปลี่ยนแปลงสู่ความ ทันสมัย ของโลกสมัยใหม่กับ วิถีชีวิตดั้งเดิม ทีย ่ งั คงเต็มไป ด้วยความไม่เร่งรีบ เรียบง่าย ที่แฝงมากับความอ่อนโยน และ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของชาวพื้นเมือง ฉันได้รบ ั การทักทาย โบกมือกับชาวเมือง หรือผู้คน ุ้ เคยผ่านพบเห็นเพียงแค่ครัง้ เดียว เพื่อนของฉันได้รับความช่วยเหลือจากชาวเมือง ช่วย เดินหาโรงแรม ที่พัก ด้วยมิตรไมตรีที่เต็มใจอย่างยิ่งจนเรา ต้องขอบคุณแล้ว ขอบคุณอีก ด้วยน้ําใจไมตรีที่มากล้น ย่าน M.G.Marg เป็นถนนคนเดินตรงกลางมีรป ู ปัน ้ ของท่าน มหาตมะ คานธีทค ่ี นอินเดีย และชาวสิกขิมนับถือ บริเวณนี้ถือ เป็นจุดสําคัญสําหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราในการเดินหาที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนหาทัวร์ ติดต่อรถ พร้อมทําpermit สําหรับการเดินทางเที่ยวชมสิกขิม ซึ่งมีให้เลือกมากมาย หลายเจ้า ต่อรองกันได้เต็มที่ ที่กังต็อก และรอบๆ มีที่เที่ยวมากมาย ส่วนใหญ่เป็นวัดทิเบต เช่น วัดรุมเต็ก ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดของสิกขิม วันเอนเซย์ ส่วน วัดฮินดู เช่น Ganesh Tok ,Hanuman Tok จนถึงขึน ้ กระเช้าชมวิว ชมน้ําตกต่างๆ


One Day Trip ในกังต็อกและรอบๆ ออกสตาร์ทตัง้ แต่เช้า 7 โมง กลับมา 5 โมงเย็น 1400 รูปี (ไม่รวมค่าเข้าชมสถานที)่ — Blue sky Travel


Rope way จุดชมวิวอีกแบบในเมืองกังต็อก จะเห็นบ้านเมืองที่ปลูกสร้างลดหลั่นไปตามไหล่เขา


Rumtek Gompa วัดทิเบตนิกายหมวกดํา (Black Hat) วัดใหญ่ของชาวทิเบต���ุทธ อยู่นอกเมืองกังต็อก


Enchey Gompa, Rumtek Gompa, Ganesh Temple, Hanumantok Temple, สวนดอกไม้, พิพธ ิ ภัณฑ์ ,Ropeway  จุดชมวิว tashi point


แพะกําลังกัดกินหญ้าอยู่ข้างทางระหว่างไปเที่ยวชมสวนดอกไม้ในเมืองกังต็อก


ทัวร์ 4 วัน 3 คืน รวมค่ารถ ทีพ ่ ก ั และอาหารตลอดการเดินทางพร้อมไกด์และคนขับ 24,000 รูปี สําหรับพวกเรา 6 คน ติดต่อจองทัวร์ท่ี Blue Sky Travel


North Sikkim ไฮไลท์ของการเดินทางมาสิกขิม อยู่ที่ทางเหนือของรัฐสิกขิม จากที แรกกะว่าจะเทีย ่ วแค่ 3 วัน 2 คืน แต่ ก็เปลีย ่ นใจในวันก่อนไป เพียง เพราะอยากอยูใ่ นทีห ่ นาวๆ เย็นๆ ให้นานหน่อย จึงเปลี่ยนเป็น 4 วัน 3 คืน ได้เทีย ่ วทัง้ ลาชุง (Lachung) ลา เชน (Lachen) ยุมถัง(Yumthang) แบบเต็มอิ่ม จนเบื่อเพราะอาหารที่ เหมือนกันทุกมือ ้ เราพักที่ลาเชน 1 คืน เพื่อไปเที่ยว Tsopta Valley พักที่ลาชุง 2 คืน และเทีย ่ วชมดอกไม้ไปทางยุมถัง ไปจนถึง zero point


ทุง่ เลีย ้ งสัตว์ วิถีชิวิตที่เรียบง่ายของชาวสิกขิม ท่ามกลางธรรมชาติและทิวเขาทีง่ ดงาม


ตํานานพื้นบ้าน ผูู้คนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ก่อนจะเป็นอาณาจักรสิกขิม คือชาว เลปชา (Lepcha) เป็นชนเผ่ารักสงบ อุปนิสัยเอื้ออารี นับถือ ธรรมชาติกับวิญญาณบรรพบุรุษ ชาวเลปชามีภาษาพูดเป็น ของตนเอง แต่ไม่มีตัวหนังสือ ดังนัน ้ ประวัตค ิ วามเป็นมาจึง เป็นการถ่ายทอดจากปากต่อปาก ของคนรุน ่ หนึง่ สูอ ่ ก ี รุน ่ หนึง่ ตามตํานานกล่าวถึงตูร์เว ปาโน (Turve Pano) ผู้เก่งกล้า และสามารถรวบรวมผู้คนได้ตั้งตนขึ้นเป็น“พูนู” (Punu แปล ว่าผู้นํา หรือราชา) ปกครองแผ่นดินแว่นแคว้น “นเย-แมเอล (Nye-maa-el)” แปลว่า สวรรค์ ตูร์เว ปาโน เสียชีวิตลง จากการทําศึกกับชนเผ่าชาวเนปาล ชาวเลปชา มี “พูนู” ปกครองอีก 3 คน หลังจากนั้นได้เปลี่ยน ระบบการปกครองจากการสืบทอดมาเป็นการสรรหาหัวหน้า เผ่าที่มีคุณลักษณะวิเศษแทน จนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 13 มีหัวหน้าเผ่านาม ธีฆงุ เต็ก (Thekung Tek) ได้ปรากฎการมาถึงของชาวทิเบต ตาม ตํานานกล่าวว่าสาเหตุที่ชาวทิเบตได้เดินทางมายังดินแดน ของชาวเลปชา เนื่องจาก ฆเย บุมชา (Khye Bumsa) หัวหน้าเผ่าชาวคัมปา (Khampa ชนชาติสาขาเชื้อสายทิเบต ที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกบนที่ราบสูงทิเบต) พยายาม อย่างใดก็ไม่มบ ี ต ุ ร จนได้พระลามะรูปหนึ่งได้ชี้แนะให้ไปขอพร เรื่องนี้กับหัวหน้าเผ่าชาวเลปชา ฆเย บุมชา พร้อมบริเวณ จึงดั้นด้นข้ามช่องเขา ยัค-ล่า (YakLa) เข้าสู่แผ่นดินเลปชา และเสาะถามหา ธีฆงุ เต็ก เรื่อยมา จนถึงช่องเขา สัตตะล่า (Satta-La) ใกล้เมืองรังโป(Rangpo) จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือต่อไปจนถึงเมืองกังต็อก (Gangtok) ออกพ้นตัวเมืองระหว่างกลางป่าลึก ได้พบเข้ากับชายชราแก่ มากคนหนึ่งกําลังเสร็จจากการเผาไร่ แต่ทว่าทั่วทั้งร่างกับไม่มี

ร่องรอยบ่งบอกว่าผ่านงานหนัก หัวหน้าชาวคัมปาเกิดความ สงสัย จึงได้แอบติดตามชายชราไปจนถึงบ้าน ภายในบ้าน ได้ พบชายชราผู้นั้นนั่งอยู่บนแคร่ แต่งกายด้วยชุดเสื้อคลุมยาว ประดับประดาด้วยหัวสัตว์หลายชนิด แวดล้อมด้วยชาวบ้าน จํานวนหนึ่งที่กําลังกราบไหว้บูชา ทําให้ ฆเย บุมชา หัวหน้า ชาวคัมปา ได้รับทราบในทันทีว่าชายชราผู้นั้นคือ ธีฆงุ เต็ก หัวหน้าเผ่าเลปชา ที่ตามหา ครั้นพอฆเย บุมชา ถวายข้าว ของมอบเป็นเครือ ่ งบรรณาการ หัวเผ่าเลปชา ก็ประกาศขึ้น “...เจ้าจะได้เป็นบิดาของบุตร 3 คน...” และให้คําทํานายต่อ ไปว่า “...กาลข้างหน้าทายาทของ ฆเย บุมชา จะได้เป็น “เจ้า” ปกครองดินแดนแห่งนี้ ส่วนชาวเลปชา จะกลายเป็น ไพร่ฟ้า...” เมื่อกลับถึงดินแดนของตน ฆเย บุมชา พบว่าภรรยาได้ให้ กําเนิดบุตร 3 คน เมือ ่ ทัง้ สามเติบโตขึน ้ ก็กลับมาคารวะ ธีฆงุ เต็ก การกลับมาครั้งนี้ ตํานานกล่าวว่า ต่อหน้ายอดเขา ศักดิ์สิทธิ์ คังเชนชองหงะ (Kangchendzongna) และการ อัญเชิญเทพบริษัททั้งปวงแห่งแดนดินมาเป็นประจักษ์พยาน ณ บริเวณแท่นหินใหญ่ 9 แท่นภายใต้ร่มเงาป่าทึบของสถานที่ ชื่อ Kabi Longshok ครอบครัว ฆเย บุมชา ได้กรีดเลือด ประกาศสาบานเป็นพี่น้องกับครอบครัว ธีฆงุ เต็ก และนับแต่ นัน ้ ผู้คนทั้งสองเผ่าต่างก็อยู่ร่วมกันสมานฉันท์พี่น้อง โดยชาว เลปชา มอบอํานาจปกครองให้แก่ชาวคัมปา แล้วต่อมาลูก หลานชาวคัมปา บ้างก็สืบสายแต่งงานกับหญิงสาวชาวพื้น เมือง อีกทั้งนําเอาวัฒนธรรม ศาสนา ภาษา จารีตประเพณี เข้ามาเผยแพร่ สร้างขนบใหม่ กลายเป็นชาวสิกขิมที่เรียกกัน ในนามชาว “พูเธีย” (Bhutia) ส่วนแผ่นดินของชาวเลปชา ก็ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เดโมจง (Demojong) หรือ สิกขิม”


Kabi Longshok


Sikkim Food หน้าตาอาหารทีท ่ ว ั ร์จด ั ให้กบ ั พวก เราตลอดการเดินทาง 4 วัน 3 คืน แบบเดิมๆ แทบทุกมื้อ แกงกะหรี่ ไก่หรือไม่กไ็ ข่ ผัดมันฝรัง่ ซุปถั่ว พร้อมข้าวที่ซ้ําๆก็พอไหว แต่ รสชาติอาหารทีเ่ ลีย ่ นกับความมัน ทําเอากินกันแทบไม่ลง โชคดีทไ่ี ด้ น้ําพริกต่างๆ อาหารกระป๋อง พร้อมกับ มาม่าทีน ่ า ํ้ และพีม ่ ข ่ี นมา จากเมืองไทย ช่วยทําให้ชว ี ต ิ มี รสชาติขึ้น พี่เขตต์ถึงกับออกปากว่า เพิ่งรู้ว่า มาม่ามันอร่อยแบบนี้นี่เอง


นอกจากเป็นเมืองไร้ที่ราบ อากาศหนาวเย็นตลอดปี สิกขิมยังน่าจะได้ชอ ่ื ว่าเมืองแห่งน้า ํ ตก เพราะเราพบน้า ํ ตกใหญ่นอ ้ ยตลอดเส้นทางการเดินทางของเรา


ลั๊นลา กันสุดๆ กับทิวทัศน์ทง่ี ดงาม น่าตืน ่ ตาตืน ่ ใจ แถมได้คนขับรถใจดี เอาอกเอาใจพวกเราทุกอย่าง จนไกด์ทม ่ี าด้วยเคืองไปเลย


Tsopta Valley จุดชมวิวทิวเขาทีล ่ อ ้ มรอบอันน่าตืน ่ ตาตืน ่ ใจ


Rhododendron


หน้าตาผูร้ ว ่ มทริปทัง้ 6 คน พี่มี่ เก่ง น้า ํ นิม ่ อุ๊ และพี่เขตต์


Lachung - เป๊นหมู่บ้านเล็กๆ อีกหมูบ ่ า ้ นหนึง่ เหมือนประตูสก ู่ ารเข้าไปเทีย ่ วยุมถัง ไฮไลท์ตอนเหนือของสิกขิม


Tongba การได้รับการต้อนรับจากชาวพื้น เมืองสิกขิมด้วย Tongba ถือ เป็นการได้รบ ั เกียรติในฐานะแขก คนสําคัญ Tongba คล้ายๆกับเหล้าสาเก ของญี่ปุ่น วอดก้าของรัสเซีย หรือ อุ เหล้าพื้นบ้านของไทย ข้าวแห้ง เมล็ดพันธ์พช ื จะถูกตาก แห้งไว้หลายเดือน และนํามาหมัก ในถังไม้ เวลาเสริฟให้ทาน มา พร้อมกับถังไม้เล็ก แล้วเทน้ําร้อน ลงไป รอซัก 5 นาที แล้วจิบผ่าน หลอดไม้ไผ่ เมือ ่ น้าํ หมดก็เทน้าํ ร้อน ลงไปเรื่อยๆ แล้วจิบต่อ จนกระทัง่ ความหอมหวานของรสหมักหมดไป


หุบเขายุมถัง เป็นหุบเขากว้างตั้งอยู่บนระดับ ความสูงเฉลีย ่ 4,200 เมตรจาก ระดับน้า ํ ทะเล และเป็นหุบเขาที่มี ธรรมชาติงดงามทีส ่ ด ุ ในสิกขิม ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ทัว ่ ทัง้ บริเวณจะถูก ปกคลุมไปด้วยดอกไม้กลุม ่ โรโด เดนดรอนจนถึงยูเมซัมตง (Yumesamdong) ในช่วงฤดู หนาวตัง้ แต่เดือนพฤศจิกายนถึง ปลายเดือนมีนาคม จะเต็มไปด้วย หิมะขาวโพลน “...คลุมด้วยดอกไม้ยามฤดูรอ ้ น และปูดว้ ยหิมะในยามฤดูหนาว..”


แวะชมกุหลาบพันปี หุบเขาแห่งดอกไม้ เป็นอีกหนึ่งในชื่อเสียงที่เชิญชวนให้นักท่อง เที่ยวจํานวนมากเข้ามาเยือนสิกขิม โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงพฤษภาคม ต้นโรโดเดนดรอน หรือที่ เรารู้จักกันในนามกุหลาบพันปี ชนิดต่างๆ ทัง้ สายพันธ์แบบไม้ พุม ่ เตีย ้ เรีย ่ ติดดิน ไปจนกระทั่งลําต้นสูงใหญ่หลายสิบเมตร จะ พากันออกดอกหลากสีสันสะพรั่งไปทั้งหุบ เขตอนุรก ั ษ์ ชิงบา โรโดเดนดรอน ประกาศจัดตัง้ ขึน ้ เมือ ่ ปี 1984 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ43 ตารางกิโลเมตร โดยมีอาณา บริเวณจากทิศใต้ของช่องเขาา ยัคเซย์-ล่า (Yakchey-La) ลง มาถึงหุบเขายุมถัง ส่วนด้านทิศตะวันออกจรดเทือกเ���าหินผา ชื่อ ชูบา-ซาโกเชน (Chuba-Sagochen) ทิศตะวันตกจรด โชม โจเมย์ โช (Chomzomei Tso) ต่อเนื่องไปถึงช่องเขา ลาวา-ล่า โดยมีแม่น้ํายุมถัง ชู (Yumthang Chu) ไหลผ่านกลางเขตอนุ รักษ์ฯ


Yumesamdong หรือ Zero point จุดแวะพักของนักท่องเทีย ่ ว เพื่อชมวิวอันงดงามของหุบเขายุมถัง


อุ๊ น้ําและพี่เขต ที่หุบเขายุมถัง บริเวณซีโร่พ้อยท์


บ่อน้ําพุร้อนท่ามกลางหุบเขาที่หนาวเย็น


ระหว่างเส้นทางการเดินทางจาก North Sikkim สู่เมือง Pelling ทางตะวันตกของสิกขิม


Kanjenchunga Mt.

เช้าวันสดใสทีไ่ ด้เห็นยอดเขาคันเชงชองหงะ (Kangchendzongna) อย่างเต็มตาที่เมืองเพลลิ่ง ทั้งชาวเลปชาและชาวพูเธีย ต่างเคารพยําเกรงยอดเขานีใ้ นฐานะเทพผูป ้ กปักรักษา ซึ่งต้องทําการบูชาและ เซ่นไหว้ทก ุ ปี ถึงแม้จะเป็นยอดเขาที่สูงอันดับ 3 ของโลก แต่ดว ้ ยความเคารพจึงไม่มก ี ารอนุญาติให้บรรดาพวกนักไต่เขาล่วงล้า ํ ปีนป่ายขึน ้ ไปเพือ ่ ประกาศตนว่าเป็นผูพ ้ ช ิ ต ิ


Kangchendzongna หมายถึงยอดเขาหิมะอันเป็นทีเ่ ก็บซ่อนรักษาสิง่ ศักดิส ์ ท ิ ธิห ์ า ้ ประการ ได้แก่ สินแร่-เมล็ดพึชพันธ์-เกลือ-ศาสตราวุธ และศาสนคัมภีร์


สายย่อย-การ์มา สายย่อย-การ์มา สถาปนาขึ้นราวปี 1147 โดยท่านตุซม ุ เฆย์นปะ (Dusum Khyenpa ค.ศ.1110-1193) และในปี 1187 ได้สร้างวัดเชอพู (Tsurphu) ห่างจากกรุงลาซาไปทาง ตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 70 กม. ขึ้นเป็นศูนย์นําของสาย ย่อย-การ์มา ตามตํานานกล่าวว่า “ฆันโดรม่า” (Khandroma อสุรีที่ถูก ท่าน กูรู รินโปเช่ กําราบจนหันมานับถือพุทธศาสนาและเป็น เทวีคอยคุม ้ ครองผูป ้ ฏิบต ั ธ ิ รรม) จํานวน 100,000 นาง ร่วมมือ กันอุทิศเส้นผมถักทอเป็นมาลาวิเศษ “วัชรมงกุฏ” หรือ “หมวกดํา” ประดับทองคําที่คนธรรมดาสามัญไม่อาจมองเห็น ถวายแก่ปฐมสังฆนายกการ์มา ซึ่งกลายเป็นสัญญลักษณ์ สําคัญ และทําให้สายย่อยการ์มา รู้จักกันในอีกชื่อว่า “นิกาย หมวกดํา” ซึ่งใช้สืบทอดคล้ายเป็นมงกุฏประจําตําแหน่ง “จ เยล์วา การ์มาปะ” สมณะศักดิ์สังฆนายกแห่งสายย่อย การ์ มา ต่อมารังจุง ริกเป ดอร์เจ (Rangjung Rigpe Dorje ค.ศ. 1921-1981) ซึง่ เป็น จเยล์วา การ์มาปะ องค์ท่ี 16 ได้นา ํ ติดตัวลี้ภัยออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1959 ปัจจุบน ั เก็บรักษาไว้ทว ่ี ด ั รุมเต็ก


Khechepari ทะเลสาบเฆเชปารี (Khechepari) ห่างจากเมืองเพลลิ่ง 27 กม. และแยกขึ้นเขาไปอีก 11 กม. จากนั้นเดินเท้าเข้าไปอีก ประมาณ1 กม. เนื่องจากตัวทะเลสาบซ่อนตัวอยู่ใจกลางป่า มีศาสนสถานขนาดเล็ก 2 แห่ง แห่งหนึง่ เป็นวัดพุทธฯ ส่วนอีก แห่งเป็นวัดของศาสนาฮินดู ทะเลสาบนีม ้ องไปเหมือนบึงน้า ํ ธรรมดาๆ ดูจากรูปแล้วก็ไม่ สวย แต่เมื่อไปถึงจะเห็นถึงความศรัทธาด้วยเสียงพร่ําสวด มนต์ที่ดังมาแต่ไกลจากริมทะเลสาบ ริมทะเลสาบแน่นขนัดไป ด้วยริ้วธงบูชา “ตาร์-โช๊ก (tar-chok)” สะบัดไสวตามกระแส ลม ผู้ศรัทธามีทั้งชาวพุทธทิเบต เนปาล ฮินดู ที่มาขออธิษฐานขอ พรจากแม่น้ําศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เนื่องจากเชื่อว่าถ้ามาขอพรที่นี่ จะได้รบ ั พรดังทีห ่ วังไว้ Khechepari หมายถึง “ทะเลสาบแห่ง การอธิษฐาน” น้ําในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่นี่จะใสสะอาดปราศจากใบไม้ ไม่มี ให้เห็นแม้แต่ใบเดียว ทัง้ ทีร่ อบริมฝัง่ เป็นแนวป่าดงทึบ ซึ่ง ตํานานชาวเลปชาพื้นเมืองเล่าว่า เนื่องจากมีนกซึ่งมาบําเพ็ญ ตบะ คอยเฝ้าดูแลเก็บทําความสะอาดอยู่เสมอ

ธงมนตรา เรียกกันตามภาษาสิกขิมว่า “ตาร์-โช๊ก” มี 5 สี แบบเดียวกับ ที่พบเห็นในภาคกลางของทิเบต ทีน ่ ย ่ี งั นิยมปักธงมนตราสีขาว ทรงสีี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแนวตั้ง “ดาร์-ชิง (dar-shing)” เพื่อ แสดงการไว้อาลัยและแผ่ส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ อันเป็น ขนบธรรมเนียมทีส ่ บ ื ทอดมาจากเผ่าคัมปา ซึ่งอยู่ทางภาค ตะวันออกของทิเบต


บรรยากาศรอบๆ ระหว่างเดินเข้าไปยังทะเลสาบเฆเชปารี (Khechepari)


Pemayangtse วัดเก่าแก่อันดับสองและสําคัญที่สุดแห่งหนึ่งในสิกขิม อยู่ห่าง จากเมืองเพลลิ่งมาทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 5 กม. สร้างโดยหนึ่งในสามลามะผู้ทรงตบะชาวทิเบต จเยล์วา ลาชุม เชนโป ในราวปลายศตวรรษที่ 17 ไกด์เล่าว่าถึงแม้ชาวทิเบต และชาวเลปชา จะสัญญาว่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่วัดนี้ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเนื่องจากจะให้ผู้มาบวชพระ หรือเข้ามาที่วัดนี้เฉพาะชาวทิเบตพุทธเท่านั้น ปี 1913 และ1960 วัดนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจาก แผ่นดินไหว อุโบสถหลังปัจจุบันคือส่วนที่ซ่อมแซมใหม่ระหว่าง ปี 1969-1970 ภายในอาคารแบ่งเป็น 3 ชั้น มีภาพฝาผนังที่ งดงามตามแบบวัดทิเบต ชั้นบนสุด ถือเป็นส่วนที่โดดเด่น และ ไม่น่าพลาดชมที่สุด เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐาน “ซังโด๊ก ปัลรี (Zangdok Palri) ซึ่งอุปมาว่าเป็นสถิตสถานบนสรวงสวรรค์ ของท่าน กูรู ริมโปเช่ หรือปัทมสัมภวา (Padmasambhava) เป็นปราสาทจําลอง 7 ชั้น สูงราว 3 เมตร สร้างจากไม้เข้าสลัก แกะลวดลายอย่างประณีต มีสายรุ้ง ปวงเทพเทวดา นางฟ้า รายล้อมอยู่รอบๆ สร้างโดยท่าน ดุงจิน ริมโปเช่ สมัยศตวรรษที่ 18 ใช้เวลาทุ่มเทนาน 5 ปี ช่วงบูรณะวัด ได้ถอดออกเป็นชิ้นๆ แล้วย้ายขึ้นมาประกอบใหม่ด้านบน และสร้างตู้กระจกครอบ ไว้ รอบตู้กระจกบนชั้น 3 ยังมีรูปวาดภาพปางต่างๆ ที่น่าสนใจ ในชมอีกด้วย


ระหว่างทางขึน ้ ไปชมเมืองหลวงเก่าแก่แห่งทีส ่ อง ของสิกขิม รับเดนเซ่(Rubdentse) เป็นเส้นทางป่าอันร่มรืน ่ พร้อมด้วยทางเดินปูดว ้ ยหินหยาบๆ


Rubdentse อยูไ่ ม่ไกลจากวัดพีมายางเซ่ มีเมือง หลวงแห่งที่สองของอาณาจักร สิกขิม คือเมืองรับเดนเซ่ (Rubdentse) พระราชวังสร้างโดย เทนซุง นัมจ์เยล์(Tensung Namgyal) กษัตริยร์ ช ั กาลที่ 2 เมือ ่ ปี 1670 เป็นเมืองหลวงอยู่นาน 2 ศตวรรษ ก่อนย้ายไป เนือ ่ งจากถูก พวกกุรข่า แห่งอาณาจักรเนปาล รุกราน ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง มีร่องรอยแนวกําแพง จัดเป็นสวน สาธารณะ และจุดชมวิวทีส ่ วยงาม อีกแห่ง


เมืองต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูง เราพบเห็นเมืองลักษณะนีไ้ ด้ตลอดเส้นทางในสิกขิม


ยอดเขาสูงทีป ่ กคลุมด้วยหิมะ ห้อมล้อมภูเขาเล็กๆ ด้านล่างทีเ่ ต็มไปด้วยความงดงามของดอกไม้ ทําให้สก ิ ขิมเป็นเมืองทีน ่ า ่ ประทับใจสําหรับพวกเรา


แวะเทีย ่ วชมสวน ความงดงามและร่มรืน ่ ระหว่างทางในเมืองเพลลิง่


Darjeeling ดาร์จล ี ง่ิ เป็นเมืองสุดท้ายของทริปทีเ่ ราไปเทีย ่ วกันสําหรับทริป สิกขิม แม้จะไม่ได้อยู่ในรัฐสิกขิม แต่ดาร์จีลิ่งก็มีความเกี่ยวพัน อยู่กับรัฐสิกขิม อยู่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ในอดีตดาร์จีลิ่ง เป็น หนึง่ ในเมืองหนึง่ ของรัฐสิกขิม ก่อนจะถูกยกให้กับบริษัท อิีสต์ อินเดีย ของอังกฤษ ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษ ในการปกครองอินเดียในยุคนั้นเมื่อปี 1780 กษัตริยส ์ ก ิ ขิมยก เมืองดาร์จีลิ่งให้เพื่อตอบแทนความช่วยเหลือในการปราบ ปรามผู้รุกรานเผ่ากุรข่าจากทางเนปาล และเมื่ออังกฤษคืน เอกราชให้กับอินเดีย ดาร์จีลิ่งก็จึงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเบงกอล ตะวันตก (West Bengal) ด้วยเหตุผลที่เป็นเมืองที่อยู่ทางเหนือ มีอากาศหนาวเย็น และ มีทว ิ ทัศน์ทง่ี ดงาม เมืองดาร์จีลิ่งจึงเป็นที่นิยมมาพักตาก อากาศสําหรับชาวอังกฤษในอินเดีย จึงได้พบเห็นตึกอาคาร และโบสถ์สไตล์โคโลเนียล ผสมผสานไปกับบ้านเรือน วัด ต่างๆในแบบพุทธและฮินดู ระหว่างเส้นทางที่เราเดินทางมา จากเมืองเพลลิ่ง ผ่านไร่ชาซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่มีชื่อเสียง ของดาร์จีลิ่งตลอดเส้นทางเขาที่คดโค้ง รวมทั้งบ้านเรือนหลัง เล็กๆ ทีป ่ ระดับ ดอกไม้กระถางหลากสีสัน รถจิ๊ปที่เราเหมามาจากเพลลิ่งไปส่งเราที่ใจกลางเมืองดาร์จีลิ่ง บริเวณ Chowrasta ถนนหนทางแคบชัน พลุกพล่านไปด้วย ผู้คน นักท่องเที่ยว ร้านค้าอาคาร ร้านอาหารและที่พักสําหรับ นักท่องเที่ยว สองข้างทางมีสินค้ามาวางขายมากมายทั้งจาก อินเดีย ทิเบต และเนปาล เป็นจุดช้อปปิ้งสินค้าที่สนุกมากอีก แห่งหนึ่งของอินเดีย ที่ราคาไม่แพง แต่ต้องต่อรองราคาลงมา เยอะๆ


ดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) เป็นเมืองที่มีหลากหลายเชื้อชาติ แต่ปัจจุบันชาวเนปาลหรือโกรข่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขับไล่ออกไป กลับกลายเป็นคนกลุม ่ ใหญ่เนือ ่ งจากความต้องการแรงงานทีม ่ ากขึน ้ หลังจากทีอ ่ งั กฤษเข้ามาปกครอง


Toy Train ดาร์ จ ี ล ิ ่ งมี แ หล่ งท่ อ งเที ่ ย วที ่ มี ช ื ่ อ เสี ย งหลายแห่ ง ไม่ ว ่ า จะ เป็นการชมแสงแรกยามเช้า โผล่พ ้นขอบฟ้า จากทิว เขาคันเชง จองก้า ที่จุดชมวิวไทเกอร์ ฮิลล์ แวะเที่ยวสวนสัตว์เพื่อชมสัตว์ แปลกๆที่หาดูได้ยาก เช่นแพนด้าแดง หมาป่าทิเบต เที่ยวชม วัดวาอารามของชาวฮินดู และชาวพุทธ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควร พลาดก็คือการนั่งรถไฟหัวจักรแบบที่ใช้ไอน้ํา หรือ Toy Train เป็นเส้นทางรถไฟที่วิ่งบนเขาสูงที่เหลืออยู่ไม่มาก ซึ่งทางยูเนส โก้ ขึน ้ ทะเบียนไว้เป็นมรดกโลก รางรถไฟกว้างเพียงแค่ 2 ฟุต สร้างในปี 1881 ใช้วิ่งในเส้น ทางจากดาร์จีลิ่งไปยังเมือง Kurseong และสําหรับบริการนัก ท่องเที่ยว เป็นระยะทางสั้นๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จาก สถานีดาร์จีล ิ่ง ไปถึง Ghoom ระหว่า งทางแวะถ่า ยรูปกันที่ Batasia Loop กว่ า จะได้ ขึ ้ นรถและออกเดิ นทางใช้ เวลาเลยกว่ า กํ า หนดไป พอควร ไม่รู้ว ่า เพราะล่า ช้า ในตารางเดินทางเอง หรือ รอเจ้า หน้า ที่จุดไฟเผาถ่า น เพื่อ ให้เกิดแรงดันไอน้ํา ซึ่งแน่นอนว่า ใช้ เวลานานกว่าหัวรถจักรดีเซลที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ราง รถไฟสร้า งอยู่บนเส้นทางเดียวกับถนน ซึ่งทั้งแคบ และชัน ภายในเมือ ง ระหว่า งเส้นทางวิ่งรถไฟกับร้า นค้า ห่า งกันเพียง แค่ไม่กเ่ี มตร จนแทบจะยื่นมือออกไปซื้อของในร้านได้ ไอน้ํา ควันจากรถไฟ และเสียงดัง น่า จะสร้า งความรํา คาญให้กับ ชาวเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะขนาดเรายังต้องนั่งปิดจมูกไปตลอด ทาง เป็นความสนุกแปลกใหม่ของนักท่องเที่ยว ในขณะที่คนที่ นี่ก ลับต้อ งทนกับมลพิษจากรถไฟ ซึ่งเป็นแหล่งท่อ งเที่ยวนํา รายได้มาให้ชาวเมือง บางครั้งก็เลือกยากจริงๆ ว่าควรจะทํา อย่างไรดี



Sikkim