Newsletter
จดหมายข่าวศูนย์ศึกษาพั ฒนาการเศรษฐกิจ ปีที่ 11 ฉบับที่ 42 สถาบันบัณฑิตพั ฒนริหารศาสตร์
เนื้อหาภายในเล่ม
CONTACT US 02 727 3644 econ@nida.ac.th https://www.facebook.com/CDESNIDA คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ ชั้น 14 อาคารนวมินทราธิราช 148 เสรีไทย คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพ 10240
สารจากคณบดี
2
เศรษฐศาสตร์ รอบตั ว เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ว่ า ด้ ว ย น โ ย บ า ย ก า ร ค ลัง อัน ช า ญ ฉ ล า ด (Smart Fiscal Policy) โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิ ริ ยะ ผลพิ รุ ฬห์
4
คุย กั บ อ า จ า ร ย์เ ม ธี คุณ ศิ ริ กั ญ ญ า ตัน ส กุล กับ ก า ร เ รีย น วิช า E C 4 6 0 เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ไ ท ย ที่ ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์ โ ด ย ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ ด ร . เ ม ธี ค ร อ ง แ ก้ว
6
จ า ก ใ จ ศิ ษ ย์ เ ก่า
ปวเรศ ปิ ยะจิ ตเมตตา
8
ข่ าวประชาสั มพั นธ์
9
ศิษ ย์ เ ก่ า
ห ลัก สู ต ร เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ก า ร เ งิน ภ า ค พิ เ ศ ษ รุ่น 1 2
สารจากคณบดี ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ ด ร . ส ร ศ า ส ต ร์ สุ ข เ จ ริ ญ สิ น ค ณ บ ดี ค ณ ะ พั ฒ น า ก า ร เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ส ถ า บั น บั ณ ฑิ ต พั ฒ น บ ริ ห า ร ศ า ส ต ร์
ในด้านสร้างเครือข่ายการวิจัยระดับนานาชาติ เนื่องในศุภวารดิถีขึ้นปีใหม่ 2567 ผมของเป็นตัวแทนของคณะ พัฒนาการเศรษฐกิจส่งความปรารถนาดีมาให้ทุกท่านมีสุขภาพ ร่างกายแข็งแรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการนะครับ เทศกาลปีใหม่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ทุกท่านจะได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ สานต่อความตั้งใจให้สำเร็จ เช่นเดียวกับคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ ที่มุ่งหวังที่จะสร้างสรรค์สังคมแห่งความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ดังคติพจน์ที่ว่า “คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ รู้จริงเรื่องเศรษฐกิจ เติมความคิดสู่การพัฒนา
คณาจารย์ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจได้เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ วิพากษ์และนำเสนอผลงานวิจัยในงาน The International Special Conference on the Regional Innovation and Cooperation in ASIA (RICA) ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Ritsumeikan University, National Institute for Development Administration (NIDA) of Thailand, Pusan National University of Korea, และ Jinan University of China ในระหว่างวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2566 เป็นที่น่าภาค ภูมิใจยิ่ง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการด้านการวิจัยของคณาจารย์ ในคณะฯ ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยออกสู่เวทีนานาชาติอย่างต่อ เนื่องเป็นปีที่ 16 แล้ว
ในด้านกิจกรรมมทางวิชาการ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจและสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ จัดงานเปิดตัวหนังสือ “การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศไทย พ.ศ. 2566 - พ.ศ. 2570” ขึ้น ณ หอเกียรติยศ ในวัน ที่ 19 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่งโดยท่านรองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ศาสตราภิชานประจำคณะ พัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดย หนังสือได้เสนอปรัชญาและกลยุทธ์หลักในการพัฒนาเพื่อแสวงหา ความสมดุลของแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะ 5 ปี ข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูง แนวคิดที่ได้นำ เสนอนี้ นับเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์การบริหารการพัฒนาของ ประเทศไทย และเป็นความภาคภูมิใจของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ อีกด้วย
“คณะพั ฒนาการเศรษฐกิจ รู้จริงเรื่องเศรษฐกิจ เติมความคิดสู่การพั ฒนา”
สำหรับงานบริการวิชาการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีโครงการ ผ่านเข้าศูนย์ยังคงที่จำนวน จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการ ของ สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดทำ โครงการวิจัย การประเมินผลกระทบของแผนเงินกู้เพื่อฟื้ นฟู เศรษฐกิจ และสังคมต่อเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (SGDs) และ กรอบการพัฒนาของประเทศและระดับสากลอื่นที่เกี่ยวข้อง 2) โครงการของ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ได้จัดทำโครงการวิจัย การประเมินผลกระทบของแผน เงินกู้เพื่อฟื้ นฟูเศรษฐกิจ และสังคม 3) โครงการความเปราะบางใน ครัวเรือนไทยและความเหลื่อมล้ำขอโอกาสการศึกษาของเด็กไทย 4) โครงการสำรวจความพึงพอใจลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้าน พลังงานไฟฟ้าของ กฟผ. ประจำปี 2566 5) การประเมินผลลัพธ์ สมรรถนะการเรียนรู้และการสร้างความแข็งแรงขององค์ประกอบ ส่วนท้องถิ่นต่อการจัดการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกอยุธยา สร้างสรรค์ และ 6) โครงการศึกษาการใช้ท่องเที่ยวเพื่อเป็นเครื่องมือ ในการส่งเสริม Soft Power ของไทย
ในด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ในไตรมาสที่ผ่านมา ทางคณะฯ ได้ทำความร่วมมือผ่านบันทึกความ ร่วมมือระหว่างสถาบันกับหน่วยงานภายนอก จำนวน 1 หน่วยงาน คือ National Research University – Higher School of Economics สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นความร่วมมือในทางด้านการ เรียนการสอน ด้านวิชาการ และวิจัยระหว่างอาจารย์และนักศึกษา ของคณะฯ ซึ่งได้มีการจัดการประชุมหารือความร่วมมือผ่านระบบ สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกัน นับเป็นอีกก้าวสู่ความเป็นสถาบัน การศึกษานานาชาติของคณะฯ และสถาบันฯ ต่อไป
เศรษฐศาสตร์รอบตัว นโยบายการคลังอันชาญฉลาด (Smart Fiscal Policy)
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ วิกฤตโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, การเข้ามาปั่นป่วนของเทคโนโลยี และอื่นๆ อีกมากที่เกินจะคาดเดา ส่งผลทำให้เราต้องอยู่ในโลกของการ เปลี่ยนแปลงและความไม่มั่นคงในหลากหลายมิติ หรือที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เรียกว่า "โลกของ VUCA" ที่หมายถึง โลกที่สภาวะความผันผวน (VOLATILITY) ไม่แน่นอน (UNCERTAINTY) ซับซ้อนยุ่งเหยิง (COMPLEX) และคลุมเครือ (AMBIGUITY) คำนี้เป็นคำที่ถูกประดิษฐ์โดยวิทยาลัยสงคราม ทหารบกของสหรัฐอเมริกา เมื่อหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น แต่ได้ถูกนำกลับมา ใช้ใหม่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เมื่อกว่าหลายปีที่ผ่านมา ด้วย สถานการณ์ VUCA นี้ เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความท้าทายต่อ “ความยั่งยืน” ทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก แต่ละประเทศจึงมีความคาดหวังกับนโยบาย การคลังที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งเป็นรูปแบบที่กองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ (IMF) เรียกว่า "การใช้นโยบายการคลังอันชาญฉลาด" (SMART FISCAL POLICY) ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณที่แต่ละประเทศต้องหมดไป กับการต่อสู่กับโควิด-19 และความไม่แน่นอนต่างๆ นั้น ส่งผลทำให้ การใช้ นโยบายการคลังอันชาญฉลาดจำเป็นต้องคำนึงถึงรูปแบบของการ "ทำน้อยได้ มาก (DO MORE WITH LESS)" เป็นสำคัญ ซึ่งในที่นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่การใช้ นโยบายการคลังของประเทศจะต้องตอบสนองต่อ 5 กุญแจสำคัญดังนี้ 1. นโยบายการคลังควรแปรผันตรงกันข้ามกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (COUNTER-CYCLICAL FISCAL POLICIES) คือรัฐต้องมีการลดงบ ประมาณรายจ่าย (หรือเพิ่มภาษี) ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัว และจะ เพิ่มงบประมาณรายจ่าย (หรือลดภาษี) ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่ง ในการทำลักษณะนี้จะส่งผลให้นโยบายการคลังมีลักษณะของการช่วย ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น ลดโอกาสการขาดดุลการ คลัง และการสร้างหนี้สาธารณะที่เกินกว่าความพอดี โดยการให้ นโยบายการคลังมีลักษณะของการเป็น "ผู้รักษาเสถียรภาพแบบ อัตโนมัติ" (AUTOMATIC STABILIZER) มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การ ดำเนินการทางการคลังที่ดี เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพ และส่งเสริม การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าในระยะยาว 2. นโยบายการคลังควรสนับสนุนให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใน ระยะยาว (FISCAL POLICY SHOULD BE GROWTH FRIENDLY) ซึ่ง หมายถึงการที่นโยบายการคลังจะต้องเอื้อไปสู่กิจกรรมที่สร้างการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเป็นสำคัญ ซึ่งหมายถึงการส่ง เสริมการเจริญเติบโตในด้านอุปทาน (SUPPLY SIDE) เป็นหลักมากกว่า การไปกระตุ้นเพียงด้านอุปสงค์ ซึ่งในการทำเช่นนี้ต้องให้แน่ใจว่านโยบาย การคลังเอื้อไปสู่การเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพในด้าน 1) ปัจจัยทุน (CAPITAL) ซึ่งได้แก่เครื่องจักรเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมไปถึงโครงสร้าง พื้นฐานที่มีคุณภาพ, 2) แรงงาน (LABOR) ซึ่งรวมไปถึงการสร้างทุนมนุษย์ อย่างเช่น การศึกษาและการฝึกอบรม สาธารณะสุข รวมไปถึงการสร้าง โอกาสในการจ้างงาน และ 3) การเพิ่มผลิตภาพ (PRODUCTIVITY) เช่น การลงทุนในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยในการยกระดับการผลิต สินค้าและบริการ การพัฒนาระบบไอที การใช้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการสร้างผู้ ประกอบการใหม่ๆ เป็นต้น
3.นโยบายการคลังควรต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วม ( FISCAL POLICY SHOULD PROMOTE INCLUSION) ซึ่งหมายถึงการใช้นโยบายการ คลังที่จะต้องครอบคลุมไปสู่ผู้ด้อยโอกาสในประเทศ เช่นครัวเรือนที่มี ฐานะยากจนจริง ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาอย่าง ประเทศไทยที่ยังไม่สามารถมีเครื่องมือในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (TARGETING MECHANISM) ที่เหมาะสมได้ จึงส่งผลให้นโยบายการ คลังส่วนใหญ่จึงออกมาในลักษณะของแบบให้กับทุกคน (UNIVERSAL) ทั้งนี้ด้วยภาระทางการคลังที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การกำหนดกลุ่มเป้า หมายในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางการคลังจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้อง ได้รับการศึกษาและหาแนวทางการดำเนินการในปัจจุบัน ทั้งการใช้ นโยบายการโอนเงินแบบมีเงื่อนไข (CONDITIONAL CASH TRANSFER) หรือการใช้อัตราภาษีแบบติดลบ (NEGATIVE INCOME TAX) ก็เป็นรูปแบบที่ควรได้รับการนำมาใช้ในบริบทของประเทศกำลัง พัฒนาอย่างประเทศไทย 4.นโยบายการคลังควรสอดคล้องความสามารถในการเก็บภาษีของ รัฐบาล (FISCAL POLICY SHOULD BE SUPPORTED BY A STRONG TAX CAPACITY) โดยที่ผ่านมารัฐบาลของหลายประเทศได้ ดำเนินนโยบายการคลังที่มีโอกาสในการสร้างการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหานี้เกิดขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาจำนวน มากทั่วโลกล้วนมีความต้องการในการใช้นโยบายการคลังในการพัฒนา ประเทศ ในขณะที่ประเทศเหล่านี้กลับมีความสามารถในการจัดเก็บ ภาษีต่ำ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพและ สร้างแนวทางใหม่ในการจัดเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็น 1) การเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมยิ่ง ขึ้นทั้งจากผู้เลี่ยงภาษีเดิมและจากเศรษฐกิจนอกระบบต่างๆ, 2) ควร ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ให้มากขึ้น และ 3) หาแนวทางในการเพิ่มภาษีการบริโภค ตามความจำเป็น และนำเงินภาษีเหล่านั้นไปใช้ในระบบสวัสดิการอย่าง เหมาะสมและตรงกลุ่มเป้าหมาย 5.นโยบายการคลังควรดำเนินการอย่างรอบคอบ (FISCAL POLICY SHOULD BE PRUDENT) เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจ ส่งผลทำให้นโยบายการคลังถูกนำมาใช้เกินกว่าที่ประมาณการไว้ โดย เฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่นโยบายการคลังจะถูกตัดสินจาก วิจารณญาณของผู้บริหารประเทศมากกว่าการดำเนินตามกฎเกณฑ์ อันส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังอาจเป็นไปอย่างไม่รอบคอบ ดัง นั้นควรที่จะ 1) ปรับกระบวนการทางงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้ รัฐบาลเกิดความรับผิดชอบทางการคลังในระยะยาว รวมถึงสนับสนุน ให้เกิดความโปร่งใสเพิ่มขึ้น เช่น การจัดทำแผนงบประมาณระยะปาน กลาง 2) ปรับปรุงกฎการคลัง (FISCAL RULES) และการบังคับใช้เป็น กฎหมาย เพื่อช่วยควบคุมการใช้ดุลพินิจของรัฐบาลในการดำเนิน นโยบายทางการคลังหรือลดความเอนเอียงในการจัดทำงบประมาณ ขาดดุลอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐศาสตร์รอบตัว นโยบายการคลังอันชาญฉลาด (Smart Fiscal Policy) (ต่อ) ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ 3) จัดตั้งองค์กรทางการคลังที่เป็นอิสระเพื่อสนับสนุนกระบวนการจัดทำ งบประมาณ รวมถึงเพิ่มข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบจากระบบรัฐสภาและ ภาคประชาชน ซึ่งในกรณีของประเทศไทย “องค์กรทางการคลังที่เป็น อิสระในลักษณะนี้ถูกเรียกว่า "PBO" (หรือ PARLIAMENTARY BUDGET OFFICE)” โดยมีรูปแบบการจัดตั้งหน่วยวิเคราะห์งบประมาณ ที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) โดยหน่วยงานลักษณะนี้ที่ได้รับการ ยอมรับและถือเป็นต้นแบบสำหรับประเทศต่างๆ เช่นCONGRESSIONAL BUDGET OFFICE (CBO) ที่ขึ้นกับรัฐสภา อเมริกัน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1974 ทั้งนี้ ข้อเสนอแนวคิดในการทำ SMART FISCAL POLICY นี้จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยในด้านวิชาการทางการคลังสาธารณะของประเทศไทย ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไร แต่ปัญหาที่สุดของประเทศ กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยก็คือ "ถึงแม้ว่าเรารู้แล้วว่าควรปรับปรุง อย่างไร แต่จะไม่มีใครที่จะยอมปรับปรุง ตามนั้น หรือเพราะมันหมายถึงเงินใน กระเป๋าและฐานเสียงของนักการ เมืองที่จะต้องสูญเสียไปด้วย “
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หมายเหตุ: ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
"คุยกับอาจารย์เมธี"
คุ ณ ศิ ริ กั ญ ญ า ตั น ส กุ ล กั บ ก า ร เ รี ย น วิ ช า E C 4 6 0 เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ไ ท ย ที่ ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์
ตอนนี้ ประชาชนคนไทยที่ติดตามข่าวการบ้าน การเมืองของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด คงไม่มีใคร ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ว อาจารย์คุณวุฒิ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ ที่ไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อคุณศิริกัญญา ตันสกุล สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล หมายเหตุ: ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้อง ทั้งนี้เพราะในช่วงบาเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับความเห็นของ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังวันที่ 14 พ.ค. 2566 พัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นวันที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งทั่วไป อย่างท่วมท้น และอย่างเหนือความคาดหมายของ คนไทยโดยทั่วไป คุณศิริกัญญา ได้มีบทบาทที่ สำคัญอย่างยิ่ง พอๆกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคุณชัยเธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในการอธิบายความ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นภายหลังการ จัดตั้งรัฐบาลที่จะมีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำตาม ความคาดหมายในฐานะที่เป็นพรรคที่ได้คะแนน เสียงมากที่สุด ถึงแม้ว่าในที่สุด พรรคก้าวไกลไม่ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะถูกขัดขวางจาก วุฒิสภาแต่คุณศิริกัญญาก็มีโอกาสได้แสดงบทบาท ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล และได้ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังหากพรรคก้าวไกลได้เป็นแกนนำในการจัด ตั้งรัฐบาลสิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดในการแสดง บทบาทของคุณศิริกัญญาในช่วงแรกๆของความ พยายามที่จะจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลก็คือ การให้สัมภาษณ์ว่า พรรคของเธอจะเป็นห้วหอก ในการนำเอา ระบบงบประมาณฐานศูนย์ หรือ Zero-Based Budgeting ZBB มาใช้ในระบบงบ ประมาณรัฐบาลกลางของไทยและที่รู้สึกตื่นเต้น และดีใจมากไปกว่านั้นคือนโยบายนี้ได้รับการ สนับสนุนจากพรรคอื่นๆอีก 5 พรรคที่จะร่วมเป็น รัฐบาลด้วย โดยให้ใส่ไว้ในข้อตกลงร่วมหรือ MOU ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2566 โดย ไม่มีข้อแม้หรือข้อยกเว้นแต่อย่างใด
ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ที่ผมได้สอน เขียน หรือแสดง ความเห็นเกี่ยวกับระบบงบประมาณที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ระบบงบ ประมาณที่ใช้อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งอาจ เรียกได้ว่าคือ ระบบงบประมาณเบบต่อยอดหรือเพิ่ม ยอด (Incremental Budget System) ซึ่งเป็น ระบบที่แม้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ การเตรียมการ และการบริหารจัดการ แต่ก็เป็นระบบที่ด้อย ประสิทธิภาพและขาดความเป็นธรรม เพราะระบบงบ ประมาณต่อยอดหรือเพิ่มยอดนี้ หน่วยงานต่างๆ จะ เอางบประมาณของปีก่อนเป็นตัวตั้งแล้วเพิ่มยอดหรือ ต่อยอดขึ้นไปตามที่เห็นสมควนหรือตามที่ขอบเขต ของการงบประมาณจะยอมให้ทำหรือเพิ่มได้ เพราะ ฉะนั้น หน่วยงานไหนที่มีฐานงบประมาณสูงอยู่แล้ว ในตอนเริ่มต้นก็จะได้เปรียบหน่วยงานอื่น เพราะงบ ประมาณในปีถัดไปจะเพิ่มเรื่อยๆโดยมิได้มีการ พิจารณาว่างบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้น มีเหตุผลหรือ ความจำเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับสภาพที่ไม่มีหน่วย งานนั้นมาก่อนวิธีการหนึ่งที่จะทำให้หน่วยงานดัง กล่าวได้งบประมาณเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มตามปกติก็ คือการเพิ่มบทบาทหรือขยายงานใหม่ให้ตัวเองมีฐาน งบประมาณเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นฐานให้งบประมาณของ ปีถัดๆไปสูงเพิ่มขึ้นไปโดยตลอด ตรงนี้เองคือจุดอ่อนของระบบงบประมาณแบบต่อย อดที่มิได้ยึดเอาความมีประสิทธิภาพของการใช้เงิน ของแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักมากไปกว่าการรักษา ฐานงบประมาณให้คงอยู่และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่ง เป็นจุดที่ระบบงบประมาณฐานศูนย์ถูกออกแบบขึ้น มาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขจัดความเหลี่อมล้ำที่ไม่ เป็นธรรมระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองระบบ งบประมาณฐานศูนย์คือระบบงบประมาณที่แต่ละ หน่วยงานของรัฐจะวางกรอบงบประมาณของตนใน แต่ละปีเสมือนว่าไม่มีหน่วยงานนั้นอยู่ก่อน และต้อง อธิบายหรือให้เหตุผลว่างบประมาณที่จัดทำขึ้กนดัง กล่าวมีความจำเป็นควรได้รับการสนับสนุนอย่างไร ซี่ งในทางทฤษฎีแล้วการกระทำเช่นนี้จะเป็นการเปรียบ เทียบระหว่างการมีหรือไม่มีหน่วยงานนั้นๆตั้งแต่เริ่ม ต้น ทำให้หน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
คุ ณ ศิ ริ กั ญ ญ า ตั น ส กุ ล กั บ ก า ร เ รี ย น วิ ช า E C 4 6 0 เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ไ ท ย ที่ ธ ร ร ม ศ า ส ต ร์
"คุยกับอาจารย์เมธี"
หรือไม่มีความจำเป็นถูกขจัดออกไปหรือไม่ได้รับ การสนับสนุนให้อยู่ต่อการเริ่มต้นจากฐานศูนย์เช่น ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ว ว่านี้จึงเป็นการรับประกันว่างบประมาณที่จะนำมา อาจารย์คุณวุฒิ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ใช้นั้นได้ผ่านการพิจารณาถึงประสิทธิภาพของการ หมายเหตุ: ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้อง ใช้เงินของหลวงอยู่ตลอดเวลา ซี่งนอกจากจะก่อ สอดคล้องกับความเห็นของ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิต ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมของประเทศ พัฒนบริหารศาสตร์ แล้วยังจะสร้างความเท่าเทียมในบรรดาหน่วยงาน ของรัฐด้วยกันเองด้วยเป็นที่น่าเสียดายที่คุณศิริ กัญญายังไม่อาจนำเอาความเปลี่ยนแปลงนี้มาสู่ ประเทศไทยได้เพราะพรรคเธอไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็หวังว่าในอนาคตเธอยังมีโอกาสที่จะทำให้ ระบบงบประมาณใหม่นี้เป็นจริงได้ ผมเองก็รู้สึกผิด หวังเช่นเดียวกัน แต่ถูกชดเชยด้วยการค้นพบที่ สำคัญโดยบังเอิญเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในแต่ละปี ผมจะเก็บบันทึกเอกสารอิเลคทรอนิกส์ ต่างๆไว้ในแฟ้มประจำปี เช่นถ้าเป็นปีใหม่นี้ก็จะอยู่ ในแฟ้มชื่อ 2024 Papers เมื่อปลายเดือน ธ.ค. ที่ ผ่านมา ผมย้อนกลับไปดูแฟ้มปีก่อนๆเพื่อจะดูว่า เอกสารอันไหนยังอยากจะเก็บอยู่ อันไหนจะลบทิ้ง ไปเมื่อตอนที่เปิดไปดูแฟ้มของปี 2001 ก็พบผล การสอบวิชา EC460: เศรษฐกิจไทย ที่ผมสอนอยู่ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง ปรากฏว่ามีชื่อนางสาวศิริกัญญา ตันสกุลอยู่ในนั้น ด้วย! แสดงว่าคุณศิริกัญญา เคยเรียนวิชา เศรษฐกิจไทยกับผมเมื่อปี พ.ศ. 2544 เมื่อดูเลข ประจำตัวนักศึกษาของคุณศิริกัญญาที่ขึ้นต้นด้วย 41 ก็รู้ว่าตอนนั้นเธออยู่ปี 3 กำลังจะขึ้นปี 4 ซึ่งถูก ต้องแล้วเพราะวิชานี้เป็นวิชาบังคับที่นักศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกคนจะต้องเรียนก่อนจะจบออกไป
อาจจะเป็นการทึกทักเกินไปจากการค้นพบครั้งนี้ที่ผม จะพูดว่าคุณศิริกัญญาได้รับรู้แนวความคิดหรือข้อมูล เกี่ยวกับระบบงบประมาณฐานศูนย์จากการเรียนใน วิชาของผม เพราะเธออาจจะคิดได้เองก่อนที่จะได้ฟ้ง จากบรรยายของผมก็เป็นได้ แต่ประเด็นนี้ไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป และผมยังคิดในแง่ บวกต่อไปว่า การเรียนวิชา อีซี 460 ของคุณศิริ กัญญาในเทอม 1/2544 ในครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ อย่างมากต่อความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ เศรษฐกิจไทยของคุณศิริกัญญาเองและนักศึกษาใน วิชานี้ทุกคนเพราะในเทอมนี้ ผมได้ออกแบบการเรียน การสอนเป็นพิเศษจริงๆ และทำเพียงครั้งเดียว เท่านั้น กล่าวคือ นอกจากจะมีการบรรยายในหัวข้อที่ ครอบคลุมประเด็นหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย อย่างลึกซึ้งและตรงไปตรงมาแล้ว นักศึกษายังได้รับ มอบหมายให้ทำรายงานกลุ่มใน 12 หัวข้อ โดยให้ ศึกษาถึงสภาพของปัญหาของเรื่องหรือหัวข้อที่เลือก วิเคราะห์ถึงสาเหตุหรือต้นตอของปัญหาดังกล่าววิธี การหรือนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันและเสนอแนะ วิธีการที่ดีกว่า หรือเหมาะสมกว่า ถ้ามี โดยแต่ละ กลุ่มต้องนำเสนอรายงานดังกล่าวต่อหน้าชั้นและมี การมอบหมายให้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ โดยที่การ สอบข้อเขียนตามปกติก็ยังมีเหมือนเดิมเพื่อให้แน่ใจ ว่านักศึกษามีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ควร จะต้องรู้ เช่น การคำนวณอัตราการเจริญเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ การคำนวณเส้นความ ยากจนและสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ เป็นต้น ในฐานะผู้สอน ผมยอมรับว่าการสอนวิชานี้เหนื่อย มาก แต่ก็ได้รับความพึงพอใจเป็นการส่วนตัวในการ ทำหน้าที่ในครั้งนี้ และผมก็หวังว่านักศึกษาในวิชานี้ ทุกคนจะได้รับประโยชน์และความพึงพอใจเหมือนกัน กับผู้สอน
“คงไม่เป็นความเสียหายหรือผิดมารยาทแต่อย่างใดหากผมจะบอก ว่า คุณศิริกัญญาเป็นหนึ่งใน 12 คนจากนักศึกษาทั้งหมดจำนวน 134 คนที่ได้ A จากวิชานี้ครับ”
จากใจศิษย์ เก่า คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ปวเรศ ปิยะจิตเมตตา ตำแหน่ง นักกลยุทธ์การลงทุน สถานทีทำงาน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (MFC)
บรรยากาศในการเรียนเป็นอย่างไร?
อาจารย์สอนสนุกเข้าใจง่าย เป็นกันเอง เพื่อน ๆ เป็นมิตรคอยช่วย เหลือกัน
ประสบการณ์ที่ได้จากการเรียน?
ได้รับความรู้เชิงลึกสำหรับการวิเคราะห์เศรษฐกิจ และเครื่องมือ ทางเศรษฐมิติ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานในสายการ ลงทุน
ความประทับใจต่ออาจารย์/คณะ ?
อาจารย์มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก และมีประสบการณ์จริงในแวดวง การทำงาน อีกทั้ง อาจารย์มีความเป็นกันเองทำให้สามารถพูดคุยแลก เปลี่ยนความคิดกันได้ดี อนาคตหลังจากจบการศึกษาเป็นอย่างไร? หลังเรียนจบ ป.โท (เกียรตินิยม) ได้ตัดสินใจเรียนต่อ ป.เอกที่คณะ พัฒนาการเศรษฐกิจ เพราะที่นี่ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียง แต่ยังเป็นแหล่ง ความรู้ที่ผมสามารถนำไปใช้กับการทำงานได้จริงๆ การเรียนที่นี้ไม่ได้ แค่เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ๆ แต่ยังได้เครื่องมือที่จะนำไปปรับใช้ใน สถานการณ์จริง เหมือนกับการเดินทางที่ได้ความรู้และประสบการณ์ ไปพร้อมกัน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นข้อดีของการเรียนที่นิด้า นำสิ่งที่เรียนไปใช้ประโยชน์ในการทำงานหรือดำเนินชีวิตอะไร บ้าง ? ความรู้ที่ได้จากการเรียนมีประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานจริง ไม่ ว่าจะเป็นความรู้ที่ได้จากวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคในการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ วิชาเศรษฐมิติในการสร้างแบบจำลองเพื่อพยากรณ์ตัวแปร ทางการเงิน/การลงทุน หรือวิชาวิเคราะห์ตราสารอนุพันธ์ที่สามารถนำ ความรู้ไปใช้ในการวิเคราะห์การลงทุนสำหรับสินทรัพย์ประเภท Knock-in Knock-Out (KIKO)
หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่น 12 โดยได้รับทุนส่งเสริมการศึกษา ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
อยากจะฝากอะไรให้กับเพื่อนๆ หรือ คนที่กำลังจะตัดสินใจ เข้ามาเรียนที่คณะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาที่เรียนต่อ ป.โท ในสาขา เศรษฐศาสตร์ หรือ การเงิน คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สาขา เศรษฐศาสตร์การเงินเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากจะได้ ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินควบคู่กันไป จาก อาจารย์ผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตรงที่จะทำให้ เราสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปประยุกต์กับการทำงาน ได้จริง ๆ โดยทางคณะยังมีทุนส่งเสริมการศึกษา ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ สำหรับภาคพิเศษ ที่ช่วยเปิดประตูให้กับเพื่อนๆ ที่มี ความกระตือรือร้นและมุ่งมั่น ให้ได้เรียนในสาขาที่ตนเองหลงใหล โดยไม่มีอุปสรรคทางการเงิน ที่นี่เพื่อนๆ จะได้พบกับการเรียนรู้ที่ เชื่อมโยงกับโลกจริง และเตรียมพร้อมสำหรับอาชีพที่เพื่อนๆ ฝัน ถึง ไม่ว่าจะเป็นในสายงานเศรษฐศาสตร์หรือการเงิน
ประชาสัมพันธ์ “การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - พ.ศ. 2570” ณ หอเกียรติยศ ในวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดย รองศาสตราจารย์ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ประชาสัมพันธ์ The International Special Conference on the Regional Innovation and Cooperation in ASIA (RICA) ในระหว่างวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2566
ประชาสัมพันธ์ ประชุมหารือความร่วมมือผ่านระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับNational Research University – Higher School of Economics ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย