Newsletter จดหมายข่าวศูนย์ศึกษาพั ฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพั ฒนริหารศาสตร์
เนื้อหาภายในเล่ม
ปีที่ 10 ฉบั บที่ 41 ตุ ลาคม 2566
สารจากคณบดี
1
เศรษฐศาสตร์ รอบตั ว เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย บทบาทของวัดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิ ริ ยะ ผลพิ รุ ฬห์
3
คุยกับอาจารย์เมธี โดย ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ ว
5
จ า ก ใ จ ศิ ษ ย์ เ ก่ า ก ร ก ฤ ต อ ภิ ช น า พ ง ศ์ ศิ ษ ย์ เ ก่ า ห ลั ก สู ต ร เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร ม ห า บั ณ ฑิ ต ( เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ แ ล ะ ก า ร บ ริ ห า ร ) รุ่ น 1 6
7
ข่ าวประชาสั มพั นธ์
9
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 1 )
สารจากคณบดี ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ ด ร . ส ร ศ า ส ต ร์ สุ ข เ จ ริ ญ สิ น ค ณ บ ดี ค ณ ะ พั ฒ น า ก า ร เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ส ถ า บั น บั ณ ฑิ ต พั ฒ น บ ริ ห า ร ศ า ส ต ร์
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมของเป็นตัวแทนของคณะ พัฒนาการเศรษฐกิจในการแสดงความยินดีกับท่าน รองศาสตราจารย์ ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณาจารย์ของคณะฯ ที่ได้รับได้รับ การคัดเลือกเป็น “อาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2566 สาขา สังคมศาสตร์” จากที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่ง ประเทศไทย (ปอมท.) โดยท่านได้กล่าวถึงเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่ อยู่เบื้องหลัง พร้อมนำชมนิทรรศการผลงานของท่าน ณ หอเกียรติยศ (Hall of fame) อาคารสยามบรมราชกุมารี ในวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา นับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของพวกเราชาวคณะ พัฒนาการเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้เบาบางลง พวกเราก็กลับมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น ในไตรมาสที่ ผ่านมานั้น ทางคณะฯ จึงได้ดำเนินการโครงการ UpskillingReskilling and Engagement Activities ให้แก่ศิษย์เก่าทุก หลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาสนี้ ก็ถึงคราวของหลักสูตร เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ซึ่งได้จัดงานไป ณ The Graph Hotel เมื่อวัน เสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2566 นับเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องใน การรื้อฟื้ นความสัมพันธ์ที่เราได้ห่างเหินกันในช่วงการระบาดของโค วิด-19 ไปพร้อมๆ กับเสริมองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จำเป็นให้กับนักศึกษา เก่า เพื่อรองรับการพลิกโฉมฉับพลันและวิกฤตการณ์โลก ซึ่งเป็นส่วน หนึ่งของนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ต้องขอขอบคุณทีมงานสนับสนุนจากกองอำนวยการบริหารงานคณะ พัฒนาการเศรษฐกิจที่ได้ทุ่มเทจัดงานออกจนสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี
ในด้านกิจกรรมทางวิชาการ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจและสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ร่วม เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติประจำปี 2566 หรือ NIC-NIDA 2023 ขึ้น ในวันที่ 17 - 18 กรกฎาคม 2566 ที่ ผ่านมา โดยทางสถาบันได้รับเกียรติจาก Prof. Muhammad Yunus เป็นองค์ปาฐกในงานการประชุมวิชาการครั้งนี้ และคณาจารย์ของคณะได้ นำเสนอผลงานของคณาจารย์จำนวน 3 บทความด้วยกัน คือ 1) Safe and Sustainable Travel after COVID 19: The case Study of Mueang Nan and Bang Saen Beach โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณเฑียร สติมานนท์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ สติมานนท์ 2) Area-based Development for Sustainability: The case of Kok Nong Na Model โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข และ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.วิศิษฏ์ ชัยศรีสวัสดิ์สุข 3) Sustainability Development Achievement in Thailand Press policy challenges to the government โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม
ในด้านการวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมา (ต.ค. 65 – ก.ย. 66) คณาจารย์ ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจได้มีผลงานตีพิมพ์ในวาสารทั้งระดับชาติ และนานาชาติจำนวน 36 ชิ้น นับเป็นปีที่คณะฯ มีงานวิจัยได้รับการตี พิมพ์มากที่สุด เป็นที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการ ด้านการวิจัยของคณาจารย์ในคณะฯ ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยออกสู่ สาธารณชนเป็นอย่างยิ่ง
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 2 )
สำหรับงานบริการวิชาการ ที่ผ่านศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา มีโครงการ ผ่านเข้าศูนย์ยังคงที่จำนวน จำนวน 5 โครงการเช่นเดิม และเมื่อวันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะ พัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว จัดประชุมในหัวข้อ "การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหาการ ขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" ณ ห้อง Mandarin A ชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ ถนนพระรามที่ 4 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคการท่องเที่ยวหลังยุค โควิด-19 โดย 4 สาขาหลักที่อยากให้เร่งแก้ไขได้แก่ 1) ธุรกิจโรงแรม 2) ธุรกิจสปาและนวดแผนไทย 3) ธุรกิจมัคคุเทศน์และบริษัทนำเที่ยว และ 4) ธุรกิจการขนส่ง งานนี้ต้องขอขอบคุณท่านศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ผลพิรุฬ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ และทีมงาน สนับสนุนของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจที่ได้ทุ่มเทจัดงานออกจนสำเร็จ ลุล่วงเป็นอย่างดี
ในด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ในไตรมาสที่ผ่านมา ทางคณะฯ ได้เซ็นต์บันทึกความร่วมมือระหว่าง คณะฯ กับหน่วยงานภายนอก จำนวน 2 หน่วยงาน คือ บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด เมื่อวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2566 และ สมาคมนัก วางแผนการเงินไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความร่วม มือในทางด้านวิชาการและวิจัยระหว่างอาจารย์และนักศึกษาของคณะฯ กับสมาคมฯ ในรูปแบบการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาค อุตสาหกรรม (University-Industry Linkages: UIL) ที่จะพัฒนา บุคลากรจะได้เรียนรู้ผ่านรูปแบบการฝึกงานและทำงานวิจัยที่แก้ปัญหา ในภาคการเงิน นับเป็นก้าวที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจของคณะฯ ในการ สร้างคนที่ตอบโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน เพื่อการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนต่อไปครับ
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 3 )
เศรษฐศาสตร์รอบตัว บทบาทของวัดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NONPROFIT ORGANIZATION) หรือตามที่ระบบบัญชีประชาชาติ (SYSTEM OF NATIONAL ACCOUNTS: SNA) เรียกว่า สถาบันไม่แสวงหากำไรให้บริการครัวเรือน (NON PROFIT INSTITUTION SERVING HOUSEHOLDS: NPISHS) หมายถึง องค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่หวังผลกำไร โดยผลิตสินค้าและบริการให้กับประชาชนหรือสังคมโดยไม่คิดราคาหรือให้ เปล่าหรือจำหน่ายในราคาที่ไม่คุ้มทุนหรือในราคาที่ไม่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งส่วนมากจะมีขนาดเล็กและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ มากนัก ในบริบทของประเทศไทย วัดในพระพุทธศาสนาถือได้ว่าเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้ ถึงแม้วัดในประเทศไทยจะมีบทบาทต่อภาคเศรษฐกิจน้อย แต่บทบาท ทางด้านการพัฒนาสังคมนั้นมีค่อนข้างสูงมากไม่ว่าจะเป็น 1. เป็นสถานศึกษาสำหรับชาวบ้านจะส่งบุตรมารับการฝึกอบรมทางศีลธรรมและเล่าเรียนวิชาการต่าง ๆ 2. เป็นสถานสงเคราะห์ บุตรหลานของชาวบ้านที่ยากจนได้มาอยู่อาศัยเลี้ยงชีวิตและศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนผู้ใหญ่ที่ยากจน มา อาศัยเลี้ยงชีพ 3. เป็นสถานพยาบาลรักษาคนเจ็บป่วยตามแผนโบราณ 4. เป็นที่พักคนเดินทาง/คนไร้บ้าน 5. เป็นสโมสรที่ชาวบ้านพบปะสังสรรค์และพักผ่อนหย่อนใจ 6. เป็นสถานที่บันเทิงที่จัดงานเทศกาลและมหรสพต่าง ๆ สำหรับชาวบ้าน 7. เป็นที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคือ พระสงฆ์เป็นที่ปรึกษาและแก้ปัญหาชีวิตครอบครัวและความทุกข์ต่าง ๆ 8. เป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมเป็นที่รวมศิลปกรรมต่าง ๆ ของชาติ ซึ่งเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ 9. เป็นคลังพัสดุ สำหรับเก็บของใช้ต่าง ๆ ที่ชาวบ้านได้ใช้ร่วมกัน เมื่อมีงานวัดหรือยืมไปใช้เมื่อตนมีงานบ้าน 10. เป็นศูนย์กลางการบริหารหรือการปกครอง ที่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านจะเรียกลูกบ้านมาประชุม เพื่อบอกแจ้งกิจกรรมต่าง ๆ 11. เป็นที่ประกอบพิธีกรรมหรือให้บริการด้านพิธีกรรม อันเป็นเรื่องผูกพันกับชีวิตของทุกคนในระยะต่าง ๆ ของชีวิต และ 12. เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ ของพื้นที่นั้น ๆ ดังนั้น วัดจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ส่วนพระสงฆ์เป็นตัวแทนของวัดในการแสดงบทบาทต่าง ๆ เป็นผู้นำทางจิตใจของ ประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่งความเคารพ เชื่อถือ และการร่วมมือกันให้เกิดความสามัคคีความเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้พระสงฆ์ ยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมทางสังคมในระดับประเทศ ด้วยเพราะ พระสงฆ์เป็นที่เคารพนับถือของบุคคลทุกชั้นในสังคมตั้งแต่พระ มหากษัตริย์ลงมาจนถึงประชาชนทั่วไป จากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลการสำรวจองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรโดยเลือกเฉพาะข้อมูลประเภท วัดพบว่า จากข้อมูลการสำรวจวัดในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 16,895 กลุ่มตัวอย่างพบว่า (จากรูปที่ 1) วัดในพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่ (4,715 แห่ง) จะมีการให้การช่วยเหลือสังคมโดยการให้เงินสด, รองลงมา (4,439 แห่ง) มีการช่วยเหลือโดยการให้สิ่งของ, และอีก 4,057 แห่งมีการช่วยเหลือการให้คำปรึกษา (ซึ่งในที่นี้ก็คือคำปรึกษาทางด้านหลักคำสอนทางศาสนา) ทั้งนี้ยังมีอีก 1,192 แห่งให้เป็นที่พักอาศัย ชั่วคราว นอกจากนี้ยังพบว่า วัดจำนวนหนึ่ง (891 แห่ง) ยังดำเนินกิจกรรมการให้บริการด้านการศึกษา (เช่น มีโรงเรียนหรือเป็น ที่ สำหรับศึกษาด้านพุทธศาสนา และการศึกษาพระภิกษุสามเณร) ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า หน้าที่ของวัดในประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ เพื่อประกอบกิจกรรมและทำนุบำรุงทางศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่เหมือนกับการเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วย เหลือสังคมในด้านต่าง ๆ มากมาย
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 4 )
เศรษฐศาสตร์รอบตัว บทบาทของวัดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ต่อ)
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
ทั้งนี้เมื่อนำกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดมาจำแนกตามภาคจะพบว่า วัดในเขตภาคใต้จะให้บริการที่เป็นเงินสดสูงที่สุด (ในด้านจำนวนวัด) ใน ขณะที่วัดที่อยู่ในเขตภาคเหนือจะให้การให้คำปรึกษา (ซึ่งในที่นี้ก็คือคำปรึกษาทางด้านหลักคำสอนทางศาสนา) สูงที่สุด ในขณะที่วัดใน เขตภาคกลางและภาคใต้จะมีการให้บริการด้านการศึกษามากที่สุด อย่างไรก็ดี การให้บริการที่หลากหลายนี้จะส่งผลต่อการได้รับเงินบริจาคของวัดที่แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น วัดที่มีการฝึก อาชีพหรือให้ยืมเงินในการประกอบอาชีพจะได้รับเงินบริจาคสูงที่สุดคือประมาณ 985,862.70 บาทต่อวัด รองลงมาได้แก่วัดที่มีการให้ บริการด้านสุขภาพและการดูแลรักษา (เช่นการมีโรงพยาบาลหรือสถานบำบัด) จะได้รับเงินบริจาคอยู่ที่คือประมาณ 978,317.30 บาท ต่อวัดและวัดที่มีการให้บริการจัดหางานจะได้รับเงินบริจาคอยู่ที่ประมาณ 978,317.30 บาทต่อวัด 954,152.10 บาทต่อวัด และวัดที่มี การให้บริการด้านการศึกษาจะได้รับเงินบริจาคอยู่ที่ประมาณ 858,882.70 บาทต่อวัด
อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ประเภทอื่น ๆ ที่จะต้องรักษาสมดุลระหว่างการดำเนิน กิจกรรมเพื่ อสังคมพร้อมไปกับการจัดกิจกรรมการ ระดมทุน (Fund Raising) ดังนั้นวัดจะต้องประสบ กับปัญหาความท้าทายในการบริหารในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดการหนี้สินและทรัพย์สิน การจัดการคน การ ทำการตลาด เป็นต้น ดังนั้นการเข้าใจถึงแนวทางใน การจัดสรรทรัพยากรภายในวัดอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญ ทั้งนี้วัดจำเป็นต้องเข้าใจถึง การ บริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ การบริหาร ทรัพยากรบุคคล (ซึ่งในที่นี้ได้แก่พระ ลูกจ้างที่เป็น ฆราวาส และอาสาสมัคร) การดำเนินกิจกรรมเพื่ อหา รายรับ การใช้เทคโนโลยีในองค์กร รวมไปถึงการ จัดการสินทรัพย์ภายในวัด จึงเป็นประเด็นท้าทายที่วัด จำเป็นต้องทำ ไม่แตกต่างกับองค์กรไม่แสดงหาผล กำไรอื่น ๆ
ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หมายเหตุ: ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 5 )
"คุยกับอาจารย์เมธี" จแะ ลช่ ะวเยป็คนนธ จร นร มอ ย่ไ ด้า อง ย่ถ้ าว งน ไหรน้? า ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ว อาจารย์คุณวุฒิ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หมายเหตุ: ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้อง สอดคล้องกับความเห็นของ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์
จะเรียกว่าเป็นควันหลงหรือผลสืบเนื่องจากแถลงการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ 99 คนที่ต่อต้านนโยบายแจก เงินหนึ่งหมื่นบาทของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2566 ก็ได้ ที่บรรดานักการเมืองของพรรคเพื่อ ไทยหลายคนได้ออกมาโจมตีนักวิชาการเหล่านี้ในทำนองว่าเป็นคนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความสำคัญ ของเงินจำนวนนี้ที่คนยากคนจนจะได้รับ ยกตัวอย่างเช่นนายสมคิด เชื้อคงที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า
“นักวิชาการที่ออกมาโจมตีนโยบาย DIGITAL WALLET เพราะคนเหล่านี้ อยู่ดีมีกินแล้ว ที่ไม่เห็น ด้วยกับโยบายนี้ เพราะคนเหล่า นี้ อยู่สบายแล้ว จึงไม่คิดถึงประชาชนที่กำลังลำบาก “ หรือน.ส.จิรา พร สินธุไพร สส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย(พท.) ที่ได้แสดงความเห็นว่า “คนจนมีสิทธิไม๊คะ?!” และ ยังมีผู้สนับสนุนของพรรคเพื่อไทยอีกหลายคนที่ออกมาตอบโต้ความเห็นของนักวิชาการในทำนอง เดียวกัน ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายแจกเงินของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ และได้แสดง จุดยืนทางวิชาการผ่านบทความเรื่อง “ป.ป.ช. กับนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทของรัฐบาลเศรษฐา 1” ซึ่งตี พิมพ์เผยแพร่ในกรอบเวทีทัศน์ของสำนักข่าวอิศราเมื่อบ่ายวันที่ 6 ต.ค. 2566 ก่อนคำแถลงการณ์ของนัก วิชาการ 99 คนเสียอีก และต่อมาได้อนุญาตให้ใส่ชื่อต่อจากนักวิชาการชุดตั้งต้นได้ ย่อมรู้สึกหงุดหงิดเป็น ธรรมดาที่ถูกนักการเมืองไทยที่ปากกล้าแต่ปัญญาแคบต่อว่าเอาแบบนี้ แต่เมื่อคิดว่าพวกเขาก็ทำหน้าที่ของ เขาเพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากประชาชนตอนเลือกตั้ง ก็เข้าใจ และอยากจะหาทางอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ วิธีการช่วยเหลือคนจนที่ถูกหลักวิชาการคือมีทั้งความถ้วนหน้าและความเป็นธรรมโดยสรุป ดังนี้ วิธีที่จะช่วยคนจนนั้น เมื่อรัฐบาลรู้แ ล้วว่าคนจนคือใครตามวิธีการวัดหรือการคำนวณที่เป็นวิทยาศาสตร์หรือ หลักการเชิงประจักษ์แล้ว รัฐบาลก็มาพิจารณาว่าจะช่วยอย่างไร? โดยการช่วยเหลือนั้น อาจจะแบ่งเป็นสอง ประเภท คือช่วยแบบชั่ว ครั้งชั่ว คราวหรือช่วยแบบถาวร เราไม่จำเป็นต้องพูดถึงวิธีแรกที่เข้าใจง่ายและมีการ ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับวิธีที่สองนั้น เรายังไม่ได้ทำ หรือยังไม่ได้ทำอย่างจริงจังหรีอถูกวิธี โดยใน หลักการแรกนั้น เราต้องใช้หลักการความถ้วนหน้าหรือความทั่วถึง กล่าวคือคนจนทุกคนจะต้องได้รับความ ช่วยเหลือโดยไม่มีใครตกหล่น ส่วนหลักการที่สอง คือหลักความเสมอภาคหรือความเป็นธรรม กล่าวคือ ใม่ มีการเลือกปฏิบัติต่อคนจนที่อยู่ในฐานะเดียวกัน การจะช่วยคนจนอย่างเป็นระบบอย่างถาวรนั้น รัฐบาลต้องรู้ก่ อนว่าตัวเองมีความสามารถทางด้านงบประมาณ และการบริหารจัดการแค่ไหน เนื่องจากตัวแปรทางเศรษฐกิจตัวแรกที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจคือรายได้ขั้นต่ำ ที่รัฐบาลจะรับประกันให้แก่ประชาชนเป้ าหมายทุกคน (MININUM GUARANTEED INCOME OR MGI) คือเท่าใด และประชาชนเป้ าหมายคือใคร (เช่นผู้ที่มีสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป เป็นต้น) ตัวแปรทั้ง สองนี้ จะเป็นต้วกำหนดว่างบประมาณที่รัฐบาลจะต้องใช้เพื่อการนี้ในแต่ละปีจะเป็นเท่าใด จากนั้นก็จะ เป็นการใช้เงื่อนไขที่จะสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐทุกคน คือใครก็ตามที่มีฐานะดีขึ้น ด้วยตนเองก็จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐลดลง
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1
ห น้ า ( 6 )
"คุยกับอาจารย์เมธี" จแะ ลช่ ะวเยป็คนนธ จร นร มอ ย่ไ ด้า อง ย่ถ้ าว งน ไหรน้? า จนกระทั่งเมื่อฐานะทางรายได้ของคนจนคนนั้นเท่ากับ MGI ความช่วยเหลือจากรัฐก็จะหยุดลงโดย อัตโนมัติ แต่เมื่อฐานะหรือรายได้ในอนาคตตกลงไปอีก ความช่วยเหลือก็จะเริ่มขึ้นใหม่โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกันและส่วนหนึ่งของรายได้ของแต่ละคนที่หามาได้ด้วยตนเองจะต้องเสียเป็ นภาษีให้รัฐโดยทั่ว ถึงกันด้วย โดยจะเป็ นอัตราเท่าใดก็แล้วแต่ฐานะหรือความสามารถทางการคลังของรัฐบาล สูตรที่ใช้ คำนวณงบประมาณความช่วยเหลือคนจนคือดังนี้
โดย S คืองบประเทศเงินอุดหนุน (SUBSIDY) ที่จะให้แก่คนจนทั้งหมดในแต่ละปี M คือ MGI หรือเงิน รายได้ขั้นต่ำที่จะให้แก่ประชาชนคนไทยทุกคนละครอบครัวในแต่ละปี (เช่น 100,00 บาทต่อปี ) E คือ รายได้ที่แต่ละคนหาได้เอง (EARNING) และ T คืออัตราภาษีเงินได้ที่จะเก็บจากรายได้ที่แต่ละคนหาได้ เอง เพราะฉะนั้นตามสูตรนี้ การอุดหนุนโดยรัฐบาลจะลดลงเรื่อย ๆเมื่อคนไทยแต่ละคนมีความสามารถ ในการหารายได้มากขึ้น และสมมุติว่าในกรณีที่รัฐบาลตั้งเงินอุดหนุนขั้นต่ำไว้ 100,000 บาทต่อปี และ อัตราภาษีที่จะเก็บจากรายได้ที่คนไทยแต่ละคนหาได้เองเท่ากับร้อยละ 20 ก็จะหมายความว่า รัฐบาลจะ บรรลุถึงจุดสมดุล (BREAK- EVEN POINT) คือไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้คนไทยคนนี้ เมื่อเขามีรายได้ 500,000 บาทต่อปี มีคำถาม 2-3 คำถามที่เรามักจะได้ยินในการใช้หลักการข้างต้นนี้ คำถามแรกคือ ถ้าคนไทยคนนี้ ไม่ทำงาน เลยตลอดชีวิต เขาก็จะได้เงินช่วยเหลือขั้นต่ำนี้ ตลอดชีวิตเลยใช่หรือไม่? คำตอบคือใช่และหากนี่คือกล ยุทธที่คนไทยคนนี้ จะเอาเปรียบรัฐบาลหรือเอาเปรียบสังคมโดยการไม่ยอมทำงานเลยก็ต้องถือว่านี่เป็ น จริยวิบัติ (MORAL HAZARD) ที่เกิดขึ้นในระบบ ซึ่งรัฐบาลต้องหาทางแก้ไขต่อไป แต่ถ้าเป็ นกรณีผู้ เกิดมาพิกลพิการหรือมีโรคภัยไข้เจ็บที่ทำให้ทำงานไม่ได้ นโยบายนี้ ก็จะช่วยได้อย่างสมบูรณ์ส่วนคำถาม ต่อมาคือ ในเมื่อทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือขั้นต่ำเท่าเทียมกันหมด การจดทะเบียนคนจนก็ไม่มีความ จำเป็ นอีกต่อไป ใช่หรือไม่? คำตอบคือใช่ โดยผู้ที่ประสงค์จะอย่ในโครงการจะต้องยื่นบัญชีเพื่อเสียภาษี เงินได้ทุกปี ซึ่งจะเป็ นตัวบอกฐานะของบุคคลนั้นด้วยว่าเข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือขั้นต่ำนี้ หรือไม่ และ เป็ นจำนวนเท่าใดแน่นอนว่าจะต้องเกิดอาชีพใหม่ในประเทศไทยคืออาชีพช่วยทำบัญชีเสียภาษีเงินได้ใน แต่ละปี ที่รัฐบาลอาจให้การสนับสนุนและอุดหนุนเพื่อแลกเปลี่ยนกับความคุ้นเคยและฐานภาษีที่จะเพิ่ม ขึ้นอย่างมากและเป็ นประโยชน์ไนทางการบริหารการคลังของไทยในอนาคต ส่วนอีกคำถามหนึ่งก็คือว่า ความสามารถในความช่วยเหลือของรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนไปตามฐานะ และ/หรือ ความต้องการทางการ เมืองของรัฐบาลในแต่ละปี ใช่หรือไม่? คำตอบคือใช่ ซึ่งตัวนี้ จะเป็ นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะ แสดงบทบาทหรือฝี มือที่แตกต่างกันออกไปได้
“หวังว่าบทความสั้นๆนี้จะช่วยอธิบายให้นักการเมืองที่เอ่ยถึงข้างต้นให้เข้าใจได้ว่านักวิชาการ อย่างเรามิได้รักประเทศและประชาชนน้อยไปกว่าท่าน แต่เรามีวิธการที่เราได้มาจากการเรียนรู้ ที่พวกท่านอาจจะยังไม่รู้หรือไม่เข้าใจ “
ปีที่ 10 เดือน ตุลาคม | ฉบับที่ 41 หน้า (7)
จากใจศิ ษย์เก่า คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิ ตพัฒนบริหารศาสตร์
กรกฤต อภิชนาพงศ์ (ก้อง) ตำแหน่ง นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สถานทีทำงาน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
บรรยากาศในการเรียนเป็นอย่างไร?
บรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อนร่วมชั้นเรียนมาจากหลาก หลายสาขาอาชีพ ทำให้มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจจาก อุตสาหกรรมต่าง ๆ และความเห็นจากหลากหลายมุม มองครับ
ศิษย์เก่า หลักสูตร เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์และการบริหาร) รุ่น 16
ความประทับใจต่ออาจารย์/คณะ ? อาจารย์ที่คณะทุกท่านมีความสามารถและตั้งใจถ่ายทอด นอกเหนือจากองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาตร์แล้ว ยังมี ความรู้เป็นอย่างมาก เน้นการประยุกต์ใช้ ทำให้นักศึกษา มิตรภาพดีๆ จากเพื่อนร่วมชั้นเรียนและอาจารย์ผู้สอน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่อง ที่เข้าใจง่ายได้ดีครับ ประสบการณ์ที่ได้จากการเรียน?
ซึ่งแม้จะจบหลักสูตรแล้ว ยังติดต่อคบหาต่อเนื่องเพื่อ เป็นที่ปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ได้
อนาคตหลังจากจบการศึกษาเป็นอย่างไร? ความรู้ ประสบการณ์ และวุฒิการศึกษาจาก NIDA ถือเป็น ใบเบิกทางความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ยังมี ความมั่นใจมากขึ้นในการนำองค์ความรู้ไปใช้ปฏิบัติงานครับ
ปีที่ 10 เดือน ตุลาคม | ฉบับที่ 41 หน้า (8)
จากใจศิ ษย์เก่า คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิ ตพัฒนบริหารศาสตร์
นำสิ่งที่เรียนไปใช้ประโยชน์ในการทำงานหรือดำเนิน ชีวิตอะไรบ้าง ? ความรู้เปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่ NIDA สอนคือหลักคิด ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะติดตัวเราไปตลอดและการเป็น Lifelong Leaner ที่ไม่หยุดเรียนรู้และไม่หยุดพัฒนาตัว เอง เพื่อประโยชน์ต่อองค์กรและประเทศชาติครับ
อยากจะฝากอะไรให้กับเพื่อนๆ หรือ คนที่กำลังจะตัดสิน ใจเข้ามาเรียนที่คณะ
ท่านตัดสินใจถูกแล้วครับที่เลือกเรียนที่นี่ และขอให้ ทุกท่านมีความสุขในรั้ว NIDA ครับ
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1
ข่าวประชาสัมพันธ์
ห น้ า ( 9 )
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1
ข่าวประชาสัมพันธ์
ห น้ า ( 1 0 )
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1
ห น้ า ( 1 1 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
จั ด ป ร ะ ชุ ม ใ น หั ว ข้ อ ก า ร ป ร ะ ชุ ม เ ชิ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร เ พื่ อ จั ด ทำ แ น ว ท า ง ก า ร แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า ก า ร ข า ด แ ค ล น แ ร ง ง า น ใ น ภ า ค อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร ท่ อ ง เ ที่ ย ว เ มื่ อ วั น พุ ธ ที่ 5 ก ร ก ฎ า ค ม 2 5 6 6 เ ว ล า 0 8 . 3 0 - 1 5 . 3 0 น . ณ ห้ อ ง M A N D A R I N A ชั้ น 1 โ ร ง แ ร ม แ ม น ด า ริ น ก รุ ง เ ท พ ฯ ถ น น พ ร ะ ร า ม ที่ 4
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1
ห น้ า ( 1 2 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ การอบรม Reskill – Upskill ในหัวข้อ Digital Technology และธุรกิจสตาร์ทอัพ เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2566 ณ The Graph Hotel ได้รับเกียรติจากวิทยากร จำนวน 3 ท่าน มาให้ความรู้ในหัวข้อดังกล่าว อบรมเรื่อง Digital Technology โดย คุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวต อบรมเรื่อง ธุรกิจสตาร์ทอัพ โดย - ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ CEO และผู้ก่อตั้ง ธุรกิจ iTAX (https://www.itax.in.th) - คุณอมฤต ฟรานเซน ผู้ร่วมก่อตั้ง ธุรกิจ AppMan (https://www.appman.co.th) #MBENIDA #เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ #reskillupskillmbe อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/mbenidafanpage/posts/pfbid0Jv3pVxTc6ig6fsNcdzyAcKngDL uuzQF5R67nLG3EzQdTz1ucEuwT9T88CxPJFfg5l
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1
ห น้ า ( 1 3 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ กิจกรรมสานสัมพันธ์ MBE เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2566 ณ The Graph Hotel ร้อง เล่น เต้น กิน แถมมีของรางวัล/ของที่ระลึก กลับบ้าน #MBENIDA #เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ #reskillupskillmbe อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/mbenidafanpage/posts/pfbid0Jv3pVxTc6ig6fsNcdzyAcKngDLuuzQF5R67nLG3EzQdTz1ucE uwT9T88CxPJFfg5l
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 1 4 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ เมื่อวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2566 คณะผู้บริหารคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นำโดย ศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน คณบดี พร้อมด้วย รศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน รองคณบดีฝ่ ายวิชาการ และ ผศ.ดร.วิศิษฎ์ ชัยศรีสวัสดิ์สุข รองคณบดีฝ่ าย วางแผนและพัฒนา ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด โดย นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด นายธนวินท์ รัฐเมธา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด #ECONNIDA อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/EconNIDAFanpage/posts/pfbid021ZZsfiHNyNpxo4BjskwCFUkXRyYhBgNhwjn1gqZL5 g8c9D7YMbTfWXZWikk9kfgEl
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 1 5 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ เมื่อวันอังคารที่ 29 สิงหาคม 2566 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำโดย ศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน คณบดี พร้อมด้วย รศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน รองคณบดีฝ่ ายวิชาการ และ รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ รองคณบดีฝ่ าย บริหาร ร่วมด้วย ผศ.ดร.อิสระ อนันตวราศิลป์ อาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบัง ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย โดย นายวศิน วัฒนวรกิจกุล นายกสมาคม และ นายมนต์ชัย เปี่ ยมพงศ์สุข ผู้อำนวยการสมาคม #ECONNIDA อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/EconNIDAFanpage/posts/pfbid021ZZsfiHNyNpxo4BjskwCFUkXRyYhBgNhwjn1gqZL5 g8c9D7YMbTfWXZWikk9kfgEl
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 1 6 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ ขอแสดงความยินดีกับ นักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมการเงิน (KMITLXNIDA) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน BOT CBDC Showcase Competition ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2566 โดยภายในทีม ประกอบด้วย นางสาวอริญชยา อารยะฐากูร นางสาวกัญญาณัฐ สิทธิธรรม นายภูรินทร์ เอกสุข นายชยพล นิยมแก้ว นางสาวแพรมาศ ปาละรัตน์ #ECONNIDA #MFEnNIDA #FEKMITL #KMITLXNIDA#FinancialEngineering#วิศวกรรมการเงิน อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/photo/?fbid=788406796618193&set=a.514146007377608
ปี ที่ 1 0 เ ดื อ น ตุ ล า ค ม | ฉ บั บ ที่ 4 1 ห น้ า ( 1 7 )
ข่าวประชาสัมพันธ์ #หลักสูตรMFENIDA เท่ซะด้วย…ก็ว้าวุ่นเลยทีนี้ 🩵จัดไปเลยจุกๆ 4 กิจกรรม🩵 ระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน 2566 ณ เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัด นครราชสีมา กิจกรรมที่ 1 พิธีมอบเกียรติบัตรเรียนดี ประจำภาค 1/2566 นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 14 กิจกรรมที่ 2 Voice of Customers นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13-15 กิจกรรมที่ 3 ปัจฉิมนิเทศหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13 กิจกรรมที่ 4 สานสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 14-15 ขอขอบคุณ…ทีมคณาจารย์นิด้า&สจล./ ทีมวิทยากร/ ทีมเจ้าหน้าที่/นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13,14,15 #เพราะเราคือครอบครัวMFENIDA ระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน 2566 ณ เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กิจกรรมที่ 1 พิธีมอบเกียรติบัตรเรียนดี ประจำภาค 1/2566 นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 14 กิจกรรมที่ 2 Voice of Customers นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13-15 กิจกรรมที่ 3 ปัจฉิมนิเทศหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13 กิจกรรมที่ 4 สานสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 14-15 ขอขอบคุณ…ทีมคณาจารย์นิด้า&สจล./ ทีมวิทยากร/ ทีมเจ้าหน้าที่/นักศึกษาหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน ภาคพิเศษ รุ่นที่ 13,14,15 #เพราะเราคือครอบครัวMFENIDA
อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.facebook.com/mfenida/posts/pfbid02u4MXzUXex6RKBP4UPoS3aiWFFJBLd6mT QCnKfWT3yiQ2tUoX3Py49kuADNFn1mjzl