BEHAVIORS OF ++
HOME STAY
marketing case study
60 I S S U E
BEYOND STRATEGY & CONSUMER LIFESTYLE MAY 2564
VOL.8 ISSUE 60
THAILAND'S FIRST FREE E-MARKETING MAGAZINE
BEHAVIORS OF ++
HOME STAY
marketing case study
PEXELS
it's FREE
Fresh - Baked Dairy The Europeans baking kitchen Enjoy a cup of warm chocolate
AnnaNita
SUKH UMVI T So i 1 1 n ear NA NA BTS Sky trai n SUKH UMVIT R d. BKK
01
HOMEROOM
EDITORIAL บรรณาธิการบริหาร
ภาวนา อรัญญิก
EDITORIAL STAFF > หัวหน้ากองบรรณาธิการ > กองบรรณาธิการ
บัณฑิต โชคสิทธิกร กัลชนา ทิชากร ปรัชญ์ พันแสงระวี
> ศิลปกรรม
cymk@bangkok
ADVERTISING STAFF > ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา > กองโฆษณา
วิโรจน์ ธนวัฒน์วาทิน สุนิสา อดุลย์วิทย์
บจ.มาร์เก็ตอินโฟ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น 3769/46 เจริญราษฎร์ บางโคล่ บางคอแหลม กทม. 10120 tel.062-4836903 email>>magketing.editor@gmail.com
CONTENTS
INFORMATION
17
8 12
FLASH PODIUM
ANALYSIS
20
26
28
17 20 26 28 30
BEHAVIOR CASE STUDY FACTOR DIGITAL LIFE RESEARCH
DATABASE
37 38 39
MOVEMENT
>> FOOD & IT
MOVEMENT
>> HOME & FINANCE
MOVEMENT
>> ETC.
FLASH
CCP
CCP มองแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีแรกทรงตัว
DHOUSE
CCP มองแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีแรกทรงตัว คาดเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีในช่วงครึ่งปีหลัง มุ่งพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ เร่งประมูลงานเพิ่ม โปรเจ็กต์งานภาครัฐหนุน งาน เอกชนมีแนวโน้มลงทุนต่อเนื่อง จากการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ผลประกอบ การไตรมาส 1/64 รายได้รวม 675.08 ล้านบาท ก�ำไรสุทธิ 24.49 ล้านบาท เชื่อทั้งปี โตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ประมาณ 2,600 ล้านบาท
อลิอันซ์
อลิอันซ์ อยุธยา ประเดิม 1 ล้านบาท
โกเจ็ก
DHOUSE เผยผลประกอบการไตรมาส 1/64 รายได้ 26.29 ล้านบาท ยอดขายรอโอน 43.13 ล้านบาท ส่งสัญญาณดี รับรู้รายได้ต่อเนื่อง มองแนวโน้มเศรษฐกิจมหาสารคาม ขยายตัวได้ ทิศทางไตรมาส 2/64 เร่งด�ำเนินงานโครงการ UPARK บ้านจัดสรร และ โครงการมิกซ์ยูส บนพื้นที่ 70 ไร่
กรุงศรี
บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ขอเชิญร่วมส่งต่อความห่วงใยให้บุคลากรทางการ แพทย์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน ภายใต้ โครงการ “ส่งเกราะให้หมอห่างไกล” สานต่อจากโครงการ “ส่งเกราะให้หมอกัน” เพื่อ ระดมทุนจัดซื้อชุด PPE และหน้ากาก N95 ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ มอบให้กับ 40 โรงพยาบาล ในพื้นที่ห่างไกล 17 จังหวัดติดชายแดนไทย ที่สถานการณ์การระบาด โควิด-19 ยังคงรุนแรง
เปิดตัวฟีเจอร์บัตรเครดิต/เดบิต
กรุงศรีรวมใจบริจาคโลหิต ฝ่าวิกฤตโควิด19-
เซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุง ศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการบริจาคโลหิต อย่างเร่งด่วนให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือโรง พยาบาลที่ก�ำลังประสบปัญหาภาวะโลหิตขาดแคลนขั้นวิกฤตทั่วประเทศ โดยตั้งเป้า หมายเชิญชวนพนักงานและลูกค้ากรุงศรี รวมถึงบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพดีร่วมบริจาค โลหิตฝ่าวิกฤตโควิด-19 ให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จ�ำนวน 1 ล้านซีซี ในปีนี้
วัน แบงค็อก
Gojek (โกเจ็ก) เปิดตัวช่องทางการช�ำระเงินใหม่ส�ำหรับบริการส่งอาหาร (GoFood) ผ่านทางบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้แอปและอ�ำนวย ความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ รวมไปถึงพาร์ทเนอร์ร้านค้าและคนขับ ถือเป็นความมุ่ง มั่นของ Gojek ที่จะส่งเสริมบริการส่งอาหารแบบปลอดภัยไร้สัมผัส และสร้างความ ปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการและพาร์ทเนอร์คนขับในภาวะวิกฤติโควิด-19
DHOUSE เผยงบ Q64/1
ลิฟต์ห้องโดยสารคู่
วัน แบงค็อก (One Bangkok) ได้ติดตั้งลิฟต์ 2 ชั้นหรือ ลิฟต์ห้องโดยสารคู่ (Double Deck) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย จ�ำนวนถึง 12 เครื่อง ลิฟต์ห้องโดยสารคู่ เป็นลิฟต์ ที่มีห้องโดยสาร 2 ห้องซ้อนต่อกันเป็นแนวดิ่ง ซึ่งสามารถขนถ่ายผู้โดยสารได้ในจ�ำนวน มากกว่าลิฟต์ทั่วไป 2 เท่า ในเวลาเดียวกัน จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการ รองรับผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างชั้นภายในอาคารได้อย่างมาก
MAGKETING l 8
FLASH
MAGKETING l 9
FLASH
บ้านปู
ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 64
บาโอจิ
บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากทั้งพลังงาน เชื้อเพลิงทั่วไป (Thermal Power Business) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Business) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรก ของปี 2564 ด้วยก�ำไรสุทธิ 1,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาส เดียวกันของปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงการด�ำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพของโรงไฟฟ้า เอชพีซีใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในไทย
ช.การช่าง
อุโมงค์ประปา 5 พันล้าน
แทงกีโมรี
ชาลี ลิ้ม ประธานมูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย-จีน และ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลงไทย อินเตอร์ เนชั่นแนล กรุ๊ป จ�ำกัด ผู้ผลิต และจัดจ�ำหน่ายรองเท้าผ้าใบ แบรนด์ “บาโอจิ” (Baoji) มอบ “หน้ากากอนามัย” จ�ำนวนกว่า 400,000 ชิ้น ให้กับ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็น ผู้รับมอบ เพื่อน�ำไปสนับสนุนภารกิจของกรุงเทพมหานคร ในการควบคุม และป้องกัน การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
ดีโด้
บริษัท ช. การช่าง จ�ำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการ อุโมงค์ส่งน�้ำประปา สัญญาที่ G-TN-9D จากสถานีสูบจ่ายน�้ำบางมด ถึงสถานีสูบจ่าย น�้ำส�ำโรง ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร กับการประปานครหลวง (กปน.) มูลค่า 4,950 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โครงการนี้เป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ส่งน�้ำประปา ตามแนวถนนกาญจนาภิเษกและถนนทางรถไฟสายเก่า จากสถานีสูบจ่ายน�้ำบางมด ถึงสถานีสูบจ่ายน�้ำส�ำโรง
แชมพูพรีเมียมจากเกาหลี
Deedo Max C
บริษัท ฟู้ดสตาร์ จ�ำกัด ผู้ผลิตและจัดจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์น�้ำผลไม้ภายใต้แบรนด์ “ดี โด้” และ “มิกกุ” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “Deedo Max C” ลงแข่งขันในตลาด น�้ำผลไม้ Medium Segment เจาะกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นคนยุคใหม่ และ กลุ่มคนท�ำงาน พร้อมดึงนักแสดงสาว “เก้า-สุภัสสรา ธนชาต” เป็นพรีเซ็นเตอร์ ชูภาพลักษณ์แบรนด์ ตัวแทนความสดใสของคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ
เรดวัน
แทงกีโมรี ผลิตภัณฑ์พรีเมียมส�ำหรับเส้นผมจากเกาหลี ที่คิดค้นและวิจัยผลิตภัณฑ์ บ�ำรุงเส้นผมคุณภาพมากว่า 12 ปี ตอบโจทย์สาวๆ เปลี่ยนผมร่วง ลีบแบน ให้มีวอล ลุ่ม สวย หนา สุขภาพดีตามแบบฉบับสาวเกาหลี ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่! “แทงกีโมรี แก ลมโม วอลลุ่ม แชมพู (DAENG GI MEO RI GLAMO VOLUME SHAMPOO) และ แทงกีโมรี แกลมโม เคราติน ทรีทเมนท์ (DAENG GI MEO RI GLAMO KERATIN TREATMENT)” ผสานสมุนไพรเกาหลีเข้มข้นมากถึง 35%
มอบ “หน้ากากอนามัย” ให้กับ กทม.
ซิมรายเดือนน้องใหม่
บริษัท เรดวัน เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จ�ำกัด บริษัทโทรคมนาคมแบบโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator หรือ MVNO*) และเป็นผู้น�ำ MVNO แห่ง ภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แบรนด์ “เรดวัน (redONE) เปิดตัว “ซิมรายเดือนเรดวัน” ครั้งแรกที่เครือข่ายแบบ MVNO มาพร้อมบริการรายเดือนราคาประหยัด ภายใต้ แนวคิด Back to basics แพ็คเกจเข้าใจง่าย ครบทั้งโทรและอินเทอร์เน็ต เริ่มต้นถูก ที่สุดเพียง 99 บาท
MAGKETING l 10
FLASH
MAGKETING l 11
PODIUM
กรุงศรีปรับแผนตอบรับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ เน้นความยืดหยุ่นและเสนอโซลูชั่นทางการเงินที่ครบวงจร กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน)) เผยถึงกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจธนกิจ พาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC/MNC Banking) ว่า จะยังคงสืบสานพันธกิจในการเป็น พันธมิตรทางธุรกิจอันดับหนึ่งในใจของกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ด้วยการให้ความยืดหยุ่นแก่ ธุรกิจต่างๆ ตลอดจนการน�ำเสนอโซลูชั่นทางการเงินที่ครบวงจร และการปรับรูปแบบ การท�ำงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของลูกค้าอย่างยั่งยืนในวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ (new normal) ด้วยแผนธุรกิจระยะกลางปี 2564 – 2566 กรุงศรีจะให้ความส�ำคัญ กับการเสริมประสิทธิภาพของกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นและการขยาย ธุรกิจสู่อาเซียน ต่อยอดการผสานพลังความแข็งแกร่งของกรุงศรีกับเครือข่ายที่กว้าง ขวางของ MUFG เพื่อสนับสนุนกลุ่มลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นและบริษัทข้ามชาติอย่างแข็งขัน และช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้าในประเทศไทยและในอาเซียน โยชิยูกิ โฮริโอะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC/MNC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทางกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นได้ออก มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างหลากหลาย เช่น ให้วงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อ ช่วยเสริมเงินทุนในการปฏิบัติงานและเสริมสภาพคล่องแก่ลูกค้า แบ่งปันมุมมองที่เกี่ยว กับตลาดและอุตสาหกรรมผ่านการสัมมนาออนไลน์ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับลูกค้าผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจต่างๆ ในปี 2563 กลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์ เกี่ยวกับญี่ปุ่นยังคงตอกย�้ำความเป็นผู้น�ำด้วยยอดเงินฝากกว่า 61% ของส่วนแบ่ง ตลาด ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 27% จากปี 2562 และยังครองส่วนแบ่งตลาด ด้านสินเชื่อกว่า 42% ในกลุ่มลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่น” “ด้วยเป้าหมายที่จะยังคงสถานะการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอันดับหนึ่งในใจลูกค้า โดย การสนับสนุนลูกค้าในการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุควิถีชีวิต รูปแบบใหม่ (New Normal) นี้ กลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC/MNC Banking) ได้เผยแผนธุรกิจระยะกลางปี 2564-2566 ที่มีจุดเน้นส�ำคัญสองประการ คือ การเสริมประสิทธิภาพของกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น และการขยายธุรกิจ สู่อาเซียน เราได้ก�ำหนดกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นแก่ลูกค้าแต่ละรายจากความ เข้าใจในธุรกิจของลูกค้าที่แม่นย�ำกว่าเดิม พร้อมน�ำเสนอโซลูชั่นทางการเงินที่ครบ วงจรจากความร่วมมือและศักยภาพของกรุงศรีและ MUFG และการปรับแพลตฟอร์ม การปฏิบัติงานของกลุ่มธุรกิจฯ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพโดยรวม นอกจากนี้ทาง กลุ่มงานจะเสริมศักยภาพของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างความ สัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ปรับปรุงส่วนงานให้ค�ำปรึกษาให้สามารถให้ค�ำแนะน�ำแก่ ลูกค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย และขยายธุรกิจให้สามารถตอบรับการ เปลี่ยนแปลงด้านซัพพลายเชนและการลงทุนของลูกค้าได้ ในปีนี้ เราจะให้ความส�ำคัญ กับรายได้ที่ไม่ได้มาจากดอกเบี้ย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ธุรกรรมทางการเงิน การแลกเปลี่ยน เงินตราต่างประเทศ อนุพันธ์ และประกันภัยประเภทต่างๆ โดยเราตั้งเป้าการเติบโต ของสินเชื่อไว้ที่ 2.5% จากปีที่แล้ว” โฮริโอะกล่าว
“เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนในกลุ่มลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นที่เป็นผลมาจาก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 บริษัทญี่ปุ่นบางรายได้ย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนไปสู่ประเทศ ญี่ปุ่นและประเทศในอาเซียนรวมถึงประเทศไทย รวมถึงมีการลงทุนในโครงการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดังนั้น ยังมีโอกาสส�ำหรับลูกค้าบริษัท ญี่ปุ่นและบริษัทข้ามชาติในการขยายธุรกิจสู่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) อีกมากมาย ซึ่งปีที่แล้วกรุงศรีได้เปิดส�ำนักงาน EEC ในอ�ำเภอ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อ เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้บริการแก่ลูกค้าและช่วยสนับสนุนการสร้างโอกาสทาง ธุรกิจใหม่ๆ แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น อุตสาหกรรมที่เราให้ความส�ำคัญก็คือ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การค้า และการเงิน” “กรุงศรีจะยังคงส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นและบริษัทข้าม ชาติต่อไปด้วยการน�ำเสนอบริการต่างๆ ที่ช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะ เป็นการแบ่งปันข้อมูลความรู้ผ่าน Krungsri Business Virtual Seminar กิจกรรม เจรจาจับคู่ธุรกิจผ่าน Krungsri Virtual Business Matching 2021 และ KrungsriMUFG Virtual Business Matching 2021 ให้กับลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นและบริษัทข้าม ชาติ รวมถึงลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้าเอสเอ็มอี โดยกิจกรรมทั้งหมดนี้มีจุดมุ่ง หมายเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายธุรกิจได้ภายใต้เครือข่ายของ MUFG” โฮริโอะ กล่าวเพิ่มเติม
MAGKETING l 12
PODIUM
บาร์บีคิวพลาซ่าผนึกก�ำลังเบทาโกร เปิดตัวสินค้าใหม่รุกตลาดโมเดิร์นเทรด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จ�ำกัด ผู้น�ำธุรกิจร้านอาหารชั้นน�ำของประเทศ เจ้าของแบรนด์ดัง บาร์บีคิวพลาซ่า, จุ่มแซบฮัท, ฌานา, โภชา และหมูทอดกอดคอ ปล่อยหมัดเด็ดดึงเอา แบรนด์พี่ใหญ่อย่าง บาร์บีคิวพลาซ่า ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง น�ำโดยบุณย์ญานุช บุญบ�ำรุง ทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการสร้างโอกาสทางการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร ฟู้ดแพชชั่น จับมือผนึกก�ำลัง เครือเบทาโกร ผู้น�ำด้านอุตสาหกรรมอาหารคุณภาพชั้น น�ำของประเทศไทย น�ำโดยกฤษณะ วุฒิประเสริฐกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ส�ำนัก การตลาดกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดตัวโปรดักส์ใหม่ “ชุดหมูเบทาโกร X บาร์บีกอน” และ “ชุดหมูเอสเพียว X บาร์บีกอน” เพื่อร่วมกันขยายช่องทางขายใหม่ ไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต ในห้างสรรพสินค้าชั้นน�ำ ประกาศเดินหน้ารุกหนักตลาดโมเดิร์น เทรด เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงออกมาเลือกช้อปอาหารสด ไปประกอบอาหาร รับประทานเองที่บ้าน เข้าถึง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในช่วงวิกฤติโควิด 19 ระลอกสาม บุณย์ญานุช บุญบ�ำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการสร้างโอกาสทางการ ตลาด กลุ่มธุรกิจอาหารฟู้ดแพชชั่น เผยว่า “การตัดสินใจจับมือกับเบทาโกร คือการ เพิ่มช่องทางการขายสินค้า สู่การวางจ�ำหน่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ในห้างสรรพสินค้า ชั้นน�ำทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ช่วยเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ และเป็นครั้งแรกที่มีการเก็บค่า GP กับพาร์ทเนอร์ ในแบบที่ฟู้ดแพชชั่นยังไม่เคยท�ำมา ก่อน โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการจับมือเป็นพันธมิตรใหม่กันแบบระยะยาว ในการ ท�ำกลยุทธ์การตลาดแบบ Licensing Partnership เพื่อร่วมผนึกก�ำลังส่งเสริม และ สนับสนุนการยกระดับวงการอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยส่งมอบชุดอาหารสดที่มีคุณภาพ และปลอดภัยสูงไปยังผู้บริโภคในราคาเป็นมิตร ท่ามกลางวิกฤติโควิด 19 ระลอก 3 พร้อมเดินหน้าบุกตลาดโมเดิร์นเทรดอย่างเต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ที่ ยังคงออกมาเลือกช้อปผลิตภัณฑ์อาหารสด กลับไปประกอบอาหารรับประทานเองที่ บ้าน” โดยครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความส�ำเร็จจากเดิมที่ฟู้ดแพชชั่น ท�ำการทดสอบตลาด เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ วางจ�ำหน่ายชุดอาหารพร้อมปรุง GON Ready To Cook ไปเมื่อ เดือนก่อน ก่อนการจับมือกับเครือเบทาโกร ออกผลิตภัณฑ์อาหารสด “ชุดหมูเบทา โกร x บาร์บีกอน” วางขายในราคาเพียง 299 บาท หาซื้อได้แล้วันนี้ ที่บิ๊กซี 28 สาขา ส�ำหรับ “ชุดหมูเอสเพียว X บาร์บีกอน” วางขายในราคาเพียง 399 บาท หาซื้อได้ที่ วิลล่า มาร์เก็ต กูร์เมต์ มาร์เก็ต ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และเดียร์ ทัมมี่ รวม 79 สาขา ในกรุงเทพมหานคร ตั้งเป้าภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 จะขยายจุดวางจ�ำหน่ายที่
ซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นน�ำ จากกรุงเทพฯ ออกสู่ตลาดต่างจังหวัด กว่า 400 สาขา ครอบคลุมกับความต้องการของฐานลูกค้าแฟนบาร์บีคิวพลาซ่า” ด้านผู้บริหารหัวเรือใหญ่จากเบทาโกร กฤษณะ วุฒิประเสริฐกุล รองกรรมการผู้จัดการ ใหญ่ ส�ำนักการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า “การร่วมมือกัน ครั้งนี้ นับเป็นการผนึกก�ำลังที่ดึงจุดเด่นของทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยผู้บริโภคจะได้รับ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์คุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัย ที่ถือเป็นจุดเด่นของเบทาโกร และ ความอร่อยจาก บาร์บีคิว พลาซ่า ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจาก นี้ ยังถือเป็นการพัฒนาช่องทางการจัดจ�ำหน่ายให้เข้าถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวก มากขึ้น พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดในการขยายฐานลูกค้าร่วมกัน และเพิ่มความ หลากหลายให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสด เพื่อน�ำเสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคได้เข้า ถึงความอร่อยเหมือนการนั่งรับประทานอาหารที่ร้านได้สะดวกมากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์ สไตล์ผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์โควิด19 นี้”
MAGKETING l 13
PODIUM
โกเจ็กเผยแนวทางช่วยเหลือคู่ค้า พร้อมดูแลไรเดอร์ในช่วงโควิด-19 Gojek (โกเจ็ก) เปิดมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนทุกฝ่ายในระบบอีโค่ซิสเต็ม ให้ สามารถก้าวผ่านภาวะวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกันผ่านแคมเปญ “GoStronger” ที่ ได้ด�ำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดสถานการ์ณโควิด -19 และได้มีการเสริม มาตรการในหลายด้านในช่วงโควิด-19 ระลอก 3 นี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ใช้บริการ ช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารและพาร์ทเนอร์คนขับ รวมถึงดูแลทุกฝ่ายในระบบอีโค่ซิสเต็มให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระแก่ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลาง Gojek จะมอบส่วนลดค่า คอมมิชชั่น โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกระหว่างการลดค่าคอมมิชชั่นเหลือสูงสุดไม่ เกิน 25% ช่วยให้ร้านค้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นลดลง รับส่วนลดค่าคอมมิชชั่นที่เปลี่ยนมา เป็นส่วนลดส�ำหรับร้านของตนเอง เพื่อเพิ่มยอดขายและเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้ บริการ โดย Gojek จะมอบส่วนลด 15-20% ส�ำหรับทุกออเดอร์ภายในร้านตลอดช่วง เวลาแคมเปญ ร้านพาร์ทเนอร์ที่สนใจสามารถลงทะเบียนและเลือกรับสิทธิ์ได้ทางแบบ ฟอร์มออนไลน์ของโครงการ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 24-30 พ.ค. 64 และสามารถใช้ สิทธิ์ส่วนลดได้ตั้งแต่ 1-30 มิ.ย. 64 นอกจากนี้ Gojek ยังได้ท�ำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวง พาณิชย์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” Lot 11 มอบส่วนลดส�ำหรับบริการส่งอาหาร (GoFood) และบริการส่งพัสดุ (GoSend) โดยลดสูงสุดถึง 50% ตั้งแต่ 24 พ.ค. - 27 มิ.ย. 64 -ใส่โค้ด GOSTRONGER รับส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 50% ทุกสัปดาห์ ลดสูงสุด 50 บาท เมื่อสั่งขั้นต�่ำ 100 บาท (เฉพาะร้านพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ / สิทธิ์มีจ�ำนวน จ�ำกัด) - ใส่โค้ด GOTOGETHER รับส่วนลดค่าส่งฟรี ทุกสัปดาห์ ส�ำหรับบริการ GoFood ลดค่าส่ง 12 บาท ไม่มีขั้นต�่ำ (เฉพาะร้านพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ / สิทธิ์มีจ�ำนวน จ�ำกัด) -ใส่โค้ด GJSEND รับส่วนลด 20 บาท ทุกสัปดาห์ ส�ำหรับบริการ GoSend ไม่มีขั้น ต�่ำ (สิทธิ์มีจ�ำนวนจ�ำกัด) ชรี ชากราวาร์ธี กรรมการผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ ผ่านมา Gojek ท�ำงานอย่างเต็มที่เพื่อหาหนทางสนับสนุนพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร พาร์ท เนอร์คนขับ และผู้ใช้บริการหลายล้านคน ทั้งในด้านการยกระดับความปลอดภัยในการ ให้บริการ การช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และการช่วยเพิ่มรายได้ ผ่านการปรับปรุงและ พัฒนาเทคโนโลยี การสร้างการรับรู้ด้านสุขภาพและความปลอดภัย ตลอดจนการสาน ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ เพราะเราทราบดีว่า บริการต่างๆ ของเรามีส่วนส�ำคัญในการช่วยอ�ำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจ�ำ วัน ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ และช่วยให้คนไทยสามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้” แนวทางการด�ำเนินงานอื่นๆภายใต้แคมเปญ GoStronger
-การให้บริการแบบ Contactless Delivery Gojek เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อบริการแบบปลอดภัยไร้สัมผัสตลอดการสั่งซื้อ ด้วยการช�ำระเงินแบบออนไลน์ทั้ง ทางกระเป๋าเงินอิเล็กทรอลนิกส์ (GoPay) และทางบัตรเครดิตและเดบิต และระบบ ข้อความอัตโนมัติผ่านทางแชทบ็อกซ์ ที่ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งคนขับได้สะดวกและ รวดเร็วว่าต้องการให้คนขับวางอาหารไว้ที่จุดไหน เพื่อการเว้นระยะห่างอย่างปลอดภัย ทั้งส�ำหรับผู้ใช้บริการและพาร์ทเนอร์คนขับ -พัฒนาระบบเปิดรับพาร์ทเนอร์ร้านค้าและคนขับออนไลน์ที่รวดเร็ว Gojek ไม่หยุด ยั้งในการพัฒนาระบบการรับสมัครร้านค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนผู้ที่สนใจเปิด ร้านออนไลน์เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายและรายได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยปัจจุบัน ร้าน อาหารสามารถสมัครเป็นพาร์ทเนอร์กับ Gojek ได้สะดวกผ่านเว็บไซต์ และพร้อม เปิดร้านได้ภายใน 3-7 วันท�ำการ ส�ำหรับพาร์ทเนอร์คนขับ Gojek ได้พัฒนาระบบ การสมัครออนไลน์ที่รวดเร็ว ไม่มีค่าสมัคร และเริ่มงานได้ภายใน 2 วันท�ำการ หลังส่ง เอกสารครบถ้วน สามารถสมัครได้ทางแอปพลิเคชัน GoPartner - กองทุนสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของ Gojek (Gojek Partner Support Fund) ที่ ตั้งขึ้นมาในปี 2563 ได้ให้ความสนับสนุนในหลายด้านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดย โปรแกรมปัจจุบันนี้ คือการมอบเงินชดเชยรายได้สูงสุด 6,000 บาท ส�ำหรับพาร์ทเนอ ร์คนขับและพาร์ทเนอร์ร้านอาหารรายย่อยที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือต้องกักตัวหากอยู่ใน กลุ่มความเสี่ยงสูง ซึ่งจะช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถท�ำงานและให้บริการต่างๆ ได้ด้วย ความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าจะได้รับการสนับสนุนและดูแล
MAGKETING l 14
PODIUM
โมเดอร์นฟอร์มขยายธุรกิจ เปิดรพ.เอกชนด้านมะเร็ง ทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จ�ำกัด (มหาชน) หรือ MODERN เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการด�ำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์แล้ว โมเดอร์นฟอร์มยังมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจด้านต่างๆ ที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือธุรกิจด้านสุขภาพ ที่บริษัทได้เข้าลงทุนจัดตั้งบริษัท โมเดอร์น ฟอร์ม เฮลท์แอนด์แคร์ จ�ำกัด (มหาชน) “MHC” ตั้งแต่ปี 2548 ในสัดส่วน 95% คิด เป็นเงินลงทุน 150 ล้านบาท โดยเริ่มต้นท�ำธุรกิจเกี่ยวกับการน�ำเข้า ผลิต จัดจ�ำหน่าย ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมไปจนถึงออกแบบรับเหมาก่อสร้างพื้นที่ทางท�ำหัตถการ ต่างๆ ภายในโรงพยาบาล อาทิ ห้องปรับอากาศแรงดันบวก/ลบ Co-Hort Ward ห้อง ผ่าตัดไฮบริด ห้องสวนหัวใจ หอผู้ป่วยวิกฤติ หอผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ปัจจุบันได้ขยาย ธุรกิจเข้าสู่การให้บริการทางการแพทย์อย่างเต็มตัว เนื่องจากธุรกิจด้านการแพทย์เป็น 1 ใน 10 S-Curve ใหม่ที่มีศักยภาพเติบโต ท่ามกลางยุคที่คนทั่วโลกหันมาให้ความ ส�ำคัญกับการดูแลสุขภาพเพื่อน�ำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้การลงทุนของ MHC ในโรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตรา จ.อุบลราชธานี ในสัดส่วน 40% คิดเป็นมูลค่า 60 ล้านบาท ร่วมกับทีมนายแพทย์ธนุตม์ ก้วยเจริญพานิชก์ ผู้มี ความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง โดยใช้งบประมาณการก่อสร้างและจัดซื้อ เครื่องมือทางการแพทย์ร่วม400 ล้านบาท จะช่วยหนุนให้โรงพยาบาลมะเร็งชีวามิต ราเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็งเอกชนแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ มีมาตรฐานเทียบเท่าสถาบันการแพทย์นานาชาติปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยยังมีจ�ำนวน โรงพยาบาลหรือศูนย์รักษาโรคมะเร็งเฉพาะทางที่ดูแลรักษาแบบครบวงจรไม่มากนัก และกระจุกตัวในกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นสาเหตุส�ำคัญของการเลือกจัด ตั้งโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลกรุงเทพ เพื่อช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้ จ่ายในการเดินทาง ซึ่งการเลือกจังหวัดอุบลราชธานีนั้นเป็น เพราะจังหวัดมีพื้นที่ใหญ่ ติดอันดับ 1 ใน 5 และมีจ�ำนวนประชากรมากติด 1 ใน 3 ของประเทศ มีความเจริญ ด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังตั้งอยู่ติดชายเขตแดนของ 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศลาวและ กัมพูชา ซึ่งถือเป็นท�ำเลศักยภาพที่จะเชื่อมต่อให้นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสามารถเดิน ทางเข้ามาใช้รับการบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว นายแพทย์ธนุตม์ ก้วยเจริญพานิชก์ ผู้อ�ำนวยการ โรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตรา กล่าว เสริมว่า “ชีวามิตรา” แปลว่าเป็นมิตรกับทุกชีวิต ยึดหลักด�ำเนินชีวิตด้วยมิตรภาพ ด้วย การมอบสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาเพื่อสร้างคุณค่าชีวิตที่ดีกว่าเดิม ด้วยปรัชญาการด�ำเนิน งานที่เอาใจใส่ เป็นมิตรกับทุกชีวิตอย่างแท้จริง ทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยให้มีความสุข ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ดังนิยาม “กาย...ต้องตรงจุด” “ใจ…ต้องดูแล” เสริม ประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาควบคู่กับการดูแลเอาใจใส่ อย่างลึกซึ้งด้วยเทคโนโลยีการ รักษาใหม่ล่าสุดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น กว่าเดิม พร้อมด้วยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางด้านการรักษาโรคมะเร็งที่มาก ด้วยประสบการณ์ ดูแลคนไข้ดุจญาติมิตร ดั่งชื่อโรงพยาบาล “ชีวามิตรา” เป็นมิตรกับ ทุกชีวิตอย่างแท้จริง โรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตรา เน้นการให้ค�ำปรึกษาแบบเจาะลึกกับคนไข้แบบรายบุคคล ตามประเภทของโรคและอาการ ด้วยทีมแพทย์ผู้ช�ำนาญการอย่างใกล้ชิด ร่วมวางแผน
การรักษาแบบผสมผสาน ทั้งในแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และ แพทย์แผนจีน ทั้งยังพร้อมรองรับผู้ป่วยในการตรวจคัดกรอง ให้ค�ำปรึกษาปัญหาเรื่อง โรคมะเร็งแบบครบวงจร จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมให้ข้อมูลกับผู้ป่วย เกี่ยวกับตัวเลือกในการรักษา และให้ผู้ป่วยสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสิน ใจทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังเปิดมิติใหม่แห่งการฉายรังสีเร่งอนุภาค ด้วยเทคนิคชั้นสูง ได้แก่ 3 มิติ 4 มิติ รวมถึงรังสีศัลยกรรม การรักษามะเร็งด้วยความร้อน ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมพื้นที่ให้เคมีบ�ำบัดที่เป็น ส่วนตัว มองเห็นต้นไม้จากสวนหย่อมขนาดใหญ่แบบพาโนรามา สร้างบรรยากาศความ ผ่อนคลายใกล้ชิดธรรมชาติ ลดความตึงเครียด อย่างไรก็ดีโรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตราท�ำงานภายใต้แนวคิด “NEW POSSIBILITY OF CANCER TREATMENT” ทุกโอกาสคือความเป็นไปได้ในการรักษา บนพื้นฐาน ของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มอบทางเลือกในการรักษาโดยพิจารณาจากโรคมะเร็งที่ เป็น สภาพร่างกาย โดยแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีหรือแนวทางการ รักษาในราคาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ที่ส�ำคัญคือได้ผลในการรักษา มีผลข้างเคียงน้อย ที่สุด โดยในปี 2564 ตั้งเป้ามีรายได้เติบโต 70 % และมีแผนขยายบริการที่ครอบคลุม ทั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ด้วยการตรวจหามะเร็งด้วยวิธีการใหม่ ๆ รวมทั้งการ ให้บริการแพทย์ทางเลือกส�ำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งนี้ ในช่วงแรกมุ่งให้บริการผู้ป่วยใน จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งยังพร้อมรับผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป. ลาว และกัมพูชา เมื่อสถานการณ์โควิด -19 คลี่คลาย” นายแพทย์ธนุตม์ กล่าวทิ้งท้าย
MAGKETING l 15
PODIUM
MAGKETING l 16
BEHAVIOR
MAGKETING l 17
BEHAVIOR
ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้กระตุ้นให้เกิดวิธีการช�ำระ เงินที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้นในประเทศไทย โดย 96% ของชาวไทยจะพิจารณา ใช้วิธีการช�ำระเงินรูปแบบใหม่อย่างน้อยหนึ่งวิธีในปีหน้า เช่น คิวอาร์โค้ด กระเป๋าเงิน อิเล็กทรอนิกส์ การผ่อนช�ำระ สกุลเงินคริปโต เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ ฯลฯ อ้างอิง จากดัชนีผลส�ำรวจวิธีการช�ำระเงินวิถีใหม่ของมาสเตอร์การ์ด (Mastercard New Payments Index) ซึ่งได้ท�ำการส�ำรวจข้อมูลจากประชากรใน 18 ประเทศทั่วโลก พบ ว่า 93% ของผู้บริโภคชาวไทยมีช่องทางการช�ำระเงินมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่า ค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 84% ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการชาวไทยกว่า 80% กล่าวว่าพวกเขาจะซื้อสินค้าจาก ธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้นหากธุรกิจเหล่านั้นเพิ่มช่องทางในการช�ำระเงินให้มากขึ้น “ผลส�ำรวจในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ในบรรดาผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก กลุ่มมิลเลน เนียลชาวไทยเป็นกลุ่มที่เปิดรับการช�ำระเงินรูปแบบใหม่มากที่สุด” ไอลีน ชูว ผู้จัดการประจ�ำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด กล่าว “ด้วยกลุ่มประชากร วัยรุ่นที่มีการเชื่อมโยงกันในรูปแบบดิจิทัล เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มการ ปรับใช้การช�ำระเงินแบบดิจิทัลจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดที่ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ในอนาคต การช�ำระเงินด้วยเทคโนโลยีการช�ำระเงินที่มีความหลากหลายมีแนวโน้มสูง ขึ้นเนื่องจากความสะดวกสบายและความเข้าใจของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น ในขณะที่การ ช�ำระเงินด้วยเงินสดมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลส�ำรวจระบุว่า ในอีกไม่กี่ปีข้าง หน้า 79% ของผู้ท�ำแบบส�ำรวจในประเทศไทยวางแผนที่จะใช้เงินสดน้อยลงในปีหน้า ในขณะเดียวกันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมสูงขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค โดย 81% คาดว่าจะหันมาใช้วิธีการช�ำระเงินประเภทนี้ในปีหน้า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่า ค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 62% “89% ของผู้บริโภคในประเทศไทยระบุว่า พวกเขาคาดหวังที่จะซื้อสินค้าได้ทุกเมื่อ และด้วยวิธีที่พวกเขาต้องการ ข้อมูลทางสถิติของผลการส�ำรวจแสดงให้เห็นว่าธุรกิจที่ ต้องการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคควรตรวจสอบว่า ช่องทางการรับช�ำระ เงินของพวกเขาสอดคล้องกับความต้องการทางเลือกที่เพิ่มขึ้นหรือไม่” ไอลีน กล่าว เสริม นอกจากนี้ ผลส�ำรวจยังพบว่า :
ช�ำระเงินด้วยวิธีการใหม่ๆ อีกทั้ง 59% ของผู้บริโภคที่ได้ท�ำการส�ำรวจกล่าวว่าพวกเขา จะหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ไม่มีช่องทางการช�ำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ 2. ท่ามกลางวิธีการช�ำระเงินรูปแบบใหม่ที่หลากหลาย : คิวอาร์โค้ดเป็นที่นิยมมากขึ้น คิวอาร์โค้ดได้รับความนิยมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นอย่างมาก ในประเทศไทย 64% ของผู้ที่ใช้คิวอาร์โค้ดกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาพวกเขาใช้จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ดมากขึ้น กว่าก่อนๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56% ผู้ท�ำแบบส�ำรวจชาวไทยส่วน ใหญ่มองว่าวิธีการช�ำระเงินแบบใหม่อย่างคิวอาร์โค้ดสะอาดกว่า (83%) และสะดวก กว่า (87%) ส�ำหรับการใช้จ่ายตามร้านค้าเพราะผู้บริโภคใช้โทรศัพท์มือถือของตนเอง ในขณะที่ 77% ของผู้บริโภคมองว่าคิวอาร์โค้ดมีความปลอดภัยในการจ่าย มีเพียง 67% เท่านั้นที่มองว่าเงินสดเป็นรูปแบบการช�ำระเงินที่ปลอดภัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความเชื่อมั่นของผู้คนที่มากขึ้นในการใช้จ่ายด้วยคิวอาร์โค้ดและการช�ำระเงินแบบ ดิจิทัลในรูปแบบอื่นๆ มีการใช้สกุลเงินคริปโตอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถซื้อขายและแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตในรูปแบบสินทรัพย์ หรือการลงทุน นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังแสดงความสนใจในการน�ำสินทรัพย์คริปโตไปใช้ จ่ายในชีวิตประจ�ำวันมากขึ้น โดย 17% ของผู้บริโภคในไทยเคยใช้จ่ายด้วยคริปโตเค อร์เรนซีแล้วในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 57% ของผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวใช้จ่ายด้วยคริปโตเคอร์เรนซีบ่อยขึ้นในปีที่ แล้วมากกว่าปีก่อนๆ หากมองในเชิงภูมิศาสตร์ ผู้บริโภคในประเทศไทย (46%) และ อินเดีย (44%) รู้สึกสบายใจที่จะใช้คริปโตเคอร์เรนซีมากกว่าผู้บริโภคในออสเตรเลีย (17%) ผู้บริโภคยอมรับเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์มากขึ้น ความปลอดภัยและความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความส�ำคัญอย่างมากตลอด หลายปีที่ผ่านมา โดย 79% ของผู้บริโภคในไทยกล่าวว่าพวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับการ ยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์อย่างท่าทางการเดิน และการเข้าสู่ระบบด้วย ลายนิ้วมือ ซึ่ง 74% ยอมรับว่ารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเมื่อยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีไบ โอเมตริกซ์แทนการใส่รหัส PIN ในการช�ำระสินค้า
1. การจับจ่ายและพฤติกรรมการช�ำระเงินแบบใหม่
3. ความปลอดภัยคือสิ่งที่ต้องค�ำนึงมากที่สุด
93% ของผู้บริโภคในประเทศไทยช�ำระเงินด้วยวิธีการช�ำระเงินรูปแบบใหม่มากขึ้นในปี ที่ผ่านมา ในขณะที่ 91% ใช้วิธีการช�ำระเงินรูปแบบใหม่อย่างน้อยหนึ่งวิธี 77% กล่าว ว่าพวกเขาได้ลองช�ำระเงินด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดที่จะใช้หากไม่เกิดสถานการณ์ การแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ธุรกิจทุกขนาดจะต้อง เผชิญกับความคาดหวังที่มากขึ้นในการหาวิธีการสั่งซื้อและการช�ำระเงินที่หลากหลาย
จากการที่ 2 ใน 5 ของผู้ที่ท�ำแบบส�ำรวจในไทยเคยตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงใน ปีที่แล้ว ท�ำให้ผู้บริโภคต้องการความเชื่อมั่น โดย 88% ระบุว่าพวกเขาจะลองใช้ เทคโนโลยีการช�ำระเงินใหม่ๆ หากเห็นว่าปลอดภัย ในขณะที่ 90% ต้องการให้แน่ใจ ว่าช่องทางการช�ำระเงินที่ร้านค้าให้บริการนั้นปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ผู้บริโภคชาวไทย จ�ำนวนมากจึงไว้วางใจผู้ออกบัตรและผู้ให้บริการเครือข่ายด้านการช�ำระเงินในการ จัดหาเครื่องมือที่จะรักษาข้อมูลทางการเงินให้ปลอดภัย โดย 44% เห็นด้วยว่า พวก เขาจะไว้วางใจผู้ให้บริการช�ำระเงินของตนที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อพวกเขาจะได้ลดการตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองลง
โดย 86% ของผู้ท�ำแบบส�ำรวจในไทยยอมรับว่าตอนนี้พวกเขาเลือกที่จะซื้อสินค้าจาก ร้านค้าที่มีทั้งหน้าร้านและร้านออนไลน์ และ 84% อยากซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกที่รับ
MAGKETING l 18
BEHAVIOR
FREEPIK
แต่ในทางกลับกัน เหตุผลหลักที่ท�ำให้ผู้คนไม่คิดที่จะลองใช้วิธีการช�ำระเงินใหม่ๆ คือ ความกังวลด้านความปลอดภัย (51%) และการปกป้องข้อมูล (44%) เพื่อตามให้ทันความคาดหวังของผู้บริโภค ธุรกิจจ�ำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับวิธีการ ช�ำระเงินที่ผู้บริโภคเลือกใช้ เมื่อผู้บริโภคมีความสนใจในเทคโนโลยีการช�ำระเงินรูปแบบใหม่ๆ ความคาดหวังให้ ธุรกิจปรับตัวในระยะยาวจึงเป็นไปอย่างถาวร นอกจากนี้ การศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับร้าน ค้ารายใหญ่ 5,500 ราย ในเครือข่ายของมาสเตอร์การ์ดชี้ให้เห็นว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 ถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 มีร้านค้ามากกว่า 1 ใน 5 ที่เพิ่มช่องทางการ ช�ำระเงินให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการช�ำระผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือ การท�ำธุรกรรมแบบไร้การสัมผัส การท�ำธุรกรรมแบบแตะเพื่อจ่ายพุ่งสูงขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกัน มาสเตอร์การ์ดพบว่าจ�ำนวนการท�ำธุรกรรมโดยไม่ใช้การ์ด (Cardnot-present) หรือประเภทออนไลน์ ทั่วโลกโตขึ้นมากกว่า 30% ในขณะที่สัดส่วนของ การช�ำระเงินแบบแตะเพื่อจ่ายผ่านบัตรและสมาร์ทโฟนในร้านค้าใน 100 กว่าประเทศ พบการเติบโตอย่างน้อย 50% นอกจากนี้ เพียงในไตรมาสแรกของปี 2564 มาสเตอร์ การ์ดพบการท�ำธุรกรรมแบบแตะเพื่อจ่ายเพิ่มขึ้น 1 พันล้านรายการ เมื่อเทียบกับช่วง
เดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศอินเดียและไทยที่มีการท�ำธุรกรรมแบบไร้ สัมผัสเพิ่มเป็น 2 และ 4 เท่า ตามล�ำดับ2 เมื่อเปรียบเทียบปีต่อปี บทบาทของมาสเตอร์การ์ดในการสนับสนุนการช�ำระเงินในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคซื้อสินค้าและท�ำธุรกรรมการเงินผ่านธนาคารและอินเตอร์เน็ต มากกว่าแต่ก่อน ท�ำให้เมื่อไม่นานมานี้ มาสเตอร์การ์ดได้ประกาศยกระดับโครงการ Digital First ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ของการท�ำธุรกรรมผ่านอีคอมเมิร์ซ อินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง และการท�ำธุรกรรมแบบไร้ สัมผัส ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้สร้างนวัตกรรมภายใต้โครงการ Digital First ท�ำให้ผู้บริโภคสามารถสมัครใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวกและเริ่มต้น ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ทันที รวมถึงมีตัวเลือกและความอุ่นใจในระหว่างการซื้อสินค้า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีช่องทางการ ช�ำระเงินที่หลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือกช�ำระ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเวอร์ชวลหรือบัตร เสมือน หรือการโอนเงินจากบัญชีธนาคารผ่านสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ หรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ล่าสุด มาสเตอร์การ์ดได้เปิดตัวบริการช�ำระเงินใหม่ที่ชื่อว่า QR on Card ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่ธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถจ่าย และรับเงินได้โดยตรงผ่านบัตรเครดิตด้วยวิธีการสแกนคิวอาร์โค้ดที่ถูกพิมพ์ลายอยู่บน หน้าบัตร
MAGKETING l 19
CASE STUDY
BEHAVIORS OF
++
HOMESTAY MAGKETING VOL.60
MAGKETING l 20
CASE STUDY
iNTROdUCTION เรื่อง : ศูนย์ศึกษาสื่อและการสื่อสารอาเซียน
ศูนย์ศึกษาสื่อและการสื่อสารอาเซียน (AMSAR) คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า เปิดเผยผลวิจัย “การรับรู้และเส้นทางการ ตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของคนไทย” ของนายขวัญ โม้ชา โดย มี ผศ.ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์ ผู้อ�ำนวยการศูนย์ AMSAR เป็นอาจารย์ที่ ปรึกษา ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเป็น 1 ใน 64 เรื่องที่ได้รับตอบรับให้น�ำ เสนอในการประชุมระดับชาติด้านการสื่อสารและบริหารจัดการ ครั้งที่ 5 ปี 2021 ซึ่งได้จัดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา
MAGKETING l 21
CASE STUDY
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับคนไทยที่นิยม ท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์จ�ำนวน 10 คน เพื่อน�ำข้อมูลไปพัฒนาแบบสอบถามและเก็บ ข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้แก่ คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เคยเดินทางท่องเที่ยวแบบ โฮมสเตย์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2560-2562) จ�ำนวน 200 คน ระยะเวลาในการ เก็บข้อมูล คือ ระหว่างสิงหาคม – กันยายน 2563 ผลการวิจัยพบว่า HIGHLIGHTS กลุ่มเป้าหมายหลักของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ คือ คนเมือง ค่อนข้างรัก ธรรมชาติ และวิถีชีวิต เป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ มีทั้งชอบและไม่ชอบกิจการสันทนาการ “เฟซบุ๊ก-อินสตาแกรม” คือ ช่องทางหลักที่คนไทยใช้ประกอบตัดสินใจท่องเที่ยว แบบโฮมสเตย์ นิยมค้นหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วยตนเอง เปรียบเทียบ “ราคา-ที่พักรูปแบบอื่น-ความสะดวกและความปลอดภัย” ประกอบ การตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ เจ้าของคือหัวใจส�ำคัญของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ แนะมีส่วนร่วมเพื่อสร้างการ บอกต่อเรื่องดีดี สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต้องพร้อม เพราะแม้จะรู้ว่าไม่สะดวก แต่สัญญาณมือถือ ก็ขาดไม่ได้! ภูเขา-ทะเล-ชนบท สามอันดับแรก คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ผลการวิจัยพบว่า คนไทยเกือบทั้งหมดมีประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ 1-3 ครั้งในรอบ 3 ปี โดยเกือบครึ่งหนึ่งท่องเที่ยว 2 วันต่อหนึ่งทริป โดยโฮมสเตย์ที่นิยม ไปเที่ยวได้แก่ 1) ภูเขา (31.97%) 2) ทะเล (24.39%) 3) พื้นที่ชนบท (21.95%) 4) น�้ำตก (12.73%) และ 5) ล�ำธาร (8.13%) ตามล�ำดับ ส�ำหรับ 5 สาเหตุของการไปท่อง เที่ยวแบบโฮมสเตย์ คือ 1) ผ่อนคลายความเครียด 2) แสวงหาอากาศบริสุทธิ์ 3) เปิด ประสบการณ์ใหม่ 4) หลุดพ้นจากความกดดัน และ 5) เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี “ธรรมชาติ” และ “วิถีชีวิต” นิยามการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ (1) ผลวิจัยพบว่า คนไทยที่เคยเดินทางท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2560-2562) รับรู้เกี่ยวกับลักษณะของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ว่า “เป็นการท่อง เที่ยวที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ” ในระดับมากที่สุด ขณะเดียวกันยังรับรู้ว่าการท่องเที่ยว แบบโฮมสเตย์เป็น “การท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสวิถีชีวิต” อยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ซึ่ง สอดคล้องการรับรู้เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ว่า คนกลุ่ม เป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ “เป็นคนรักธรรมชาติ และสนใจวิถีชีวิต” มากที่สุด โดยคนไทยรับรู้ว่า การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มีลักษณะดังนี้ 1) เสพติดธรรมชาติ (ค่าเฉลี่ย 4.32) 2) สัมผัสวิถีธรรมชาติ (ค่าเฉลี่ย 4.29) 3) ใกล้ชิดธรรมชาติ (ค่าเฉลี่ย 4.29) 4) ไม่ต้องยึดติดกับอะไร (ค่าเฉลี่ย 4.26) 5) ไม่สบายเหมือนอยู่บ้าน (ค่าเฉลี่ย 4.26) 6) เรียนรู้วิถีชีวิต (ค่าเฉลี่ย 4.20) 7) เติมไฟในการท�ำงาน (ค่าเฉลี่ย 4.12) 8)
คลุกคลีกับเจ้าของบ้าน (ค่าเฉลี่ย 3.89) 9) ปลีกวิเวก (ค่าเฉลี่ย 3.88) และ 10) หวน คิดถึงอดีต (ค่าเฉลี่ย 3.61) “คนเมือง-เดินทางเป็นกลุ่ม” นิยมเดินทางท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ (1) ทั้งนี้ผลวิจัยพบว่า คนไทยรับรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เป็น “คนเมือง” (ค่าเฉลี่ย 4.03) มากกว่า “คนชนบท” (ค่าเฉลี่ย 3.17) นอกจากนี้ยังรับรู้ ว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มเพื่อนสนิท เป็นคนลุย ๆ คนง่าย ๆ คนไม่ติดหรู คนรักสงบ คนรักธรรมชาติ คนสนใจวิถีชีวิต คนชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ คนอยากเปิดโลกกว้าง คนชอบลองของใหม่ ๆ คนไม่ห่วงชีวิตล�ำบาก อยู่ในระดับมากที่สุด ในขณะที่คนไทย รับรู้ว่า การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ไม่เหมาะกับคนรักสบาย มีทั้งชอบ และไม่ชอบกิจกรรมสันทนาการ (1) ผลการวิจัยพบว่า คนไทยฯ รับรู้ว่าการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เป็นการท่องเที่ยวที่ มีกิจกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยรับรู้ว่าเป็นการท่องเที่ยวที่มีแหล่งท่องเที่ยว ในชุมชนมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.18) รองลงมา คือ การท่องเที่ยวที่ได้ท�ำอาหารถิ่น (ค่า เฉลี่ย 4.12) ตามด้วยกิจกรรมอื่นๆ อาทิ ได้ท�ำสินค้าชุมชน ได้ท�ำการเกษตร ได้ท�ำบุญ ตักบาตร ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮม สเตย์ที่พบว่าเป็นคนลุย ๆ คนอยากเปิดโลกกว้าง คนชอบลองของใหม่ ๆ และคนชอบ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้ผลวิจัยในเรื่องเส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ในขั้นของการเปรียบ เทียบที่พบว่า คนไทยฯ มีการเปรียบเทียบในเรื่องกิจกรรมระหว่างการท่องเที่ยว และ รายการน�ำเที่ยว อยู่ในระดับมาก อย่างไรก็ดี แม้ว่าคนไทยฯ จะรับรู้ว่าการท่องเที่ยว แบบโฮมสเตย์มีกิจกรรมการท่องเที่ยว แต่ก็ยังพบว่าคนไทยมีการรับรู้ว่าเป็นการท่อง เที่ยวที่พักผ่อนอย่างเดียว โดยอยู่ในระดับมากเช่นกัน ชอบใช้จ่าย ‘เงินสด’ มากกว่า ‘เครดิต’ แต่จองผ่านออนไลน์ก็ขาดไม่ได้ (1) ผลวิจัยพบว่า เส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ในขั้นของการซื้อ พบว่า คน ไทยฯ ใช้จ่ายเงินการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ด้วยเงินสด หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของช่อง ทางทั้งหมด อาทิ โมบายแบงก์กิ้ง (mBanking) อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (iBanking) รวม ถึงบัตรเครดิต เป็นต้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าผลวิจัย พบว่า คนไทยฯ ใช้จ่ายเงินการท่อง เที่ยวแบบโฮมสเตย์ด้วยเงินสด แต่ในขั้นการซื้อ คนไทยฯ ซื้อจองการท่องเที่ยวแบบ โฮมสเตย์ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ทราเวลเอเยนต์ (เช่น Agoda / Expedia / Traveloka) ร้อยละ 29.95 ‘เฟซบุ๊ก-อินสตาแกรม’ ช่องทางหลักที่คนไทยใช้ประกอบตัดสินใจท่องเที่ยวแบบ โฮมสเตย์ (2) ผลวิจัยพบว่า สื่อที่คนไทยใช้ตลอดเส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวมากที่สุด คือ “เฟ ซบุ๊ก” โดยพบว่าขั้นของการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊กมากที่สุด หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของสื่อทั้งหมด อาทิ ยูทูป พันทิป รวมถึงสื่อ โทรทัศน์ เช่น รายการน�ำเที่ยว เป็นไปในทิศทางเดียวกับผลวิจัยครั้งนี้ในเรื่องขั้นการมี ส่วนร่วมที่พบว่า หลังจากมีการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์แล้วคนไทยมี
MAGKETING l 22
CASE STUDY
PIXABAY
การแชร์ข้อมูลลงเฟซบุ๊กส่วนตัวมากที่สุด รวมถึงแชร์ข้อมูลลงกลุ่มเฟซบุ๊ก (Facebook groups) นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบว่าในขั้นของการซื้อ คนไทยฯ ใช้วิธีการทักแชทผ่านเฟ ซบุ๊ก หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ขณะเดียวกันช่องทางที่คนไทยฯ ใช้ในการบอก ต่อการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ พบว่ามีวิธีการบอกต่อในรูปแบบการโพสต์ภาพ หรือ วิดีโอ ลงเฟซบุ๊ก มากที่สุด เขียนรีวิวประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านเฟซบุ๊ก และโพสต์ ภาพ หรือ วิดีโอ ลงเฟซบุ๊กกลุ่ม ซึ่งเฟซบุ๊กคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของช่องทางทั้งหมด อย่างไรก็ดี นอกจากเฟซบุ๊กแล้ว ผลวิจัยยังพบว่า สื่อที่คนไทยฯ มีการใช้ในตลอดเส้น ทางการตัดสินใจท่องเที่ยว คือ “อินสตาแกรม” โดยพบว่ามีการรับรู้เกี่ยวกับการท่อง เที่ยวแบบโฮมสเตย์ผ่านช่องทางอินสตาแกรม เป็นอันดันสองรอบจากเฟซบุ๊ก ขณะ เดียวกันในขั้นการมีส่วนร่วมยังพบว่า คนไทยมีการแชร์ข้อมูลลงอินสตาแกรม และใน ขั้นของการบอกต่อมีการบอกต่อการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ โดยการโพสต์ภาพ หรือ วิดีโอ ลงอินสตาแกรม และเขียนรีวิวประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านอินสตาแกรมด้วย เช่นกัน นิยมหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ด้วยตนเอง (2) แม้สื่อโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมจะเป็นช่องทางหลักที่กลุ่มเป้าหมายใช้ ในการตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ แต่ในขั้นของการมีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า คน
ไทยฯ ยังมีพฤติกรรมในการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ด้วย ตนเองในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก โดยพบว่ามี การอ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ หารีวิวจากยู ทูป หารีวิวจากพันทิป หาข้อมูลเพิ่มเติมทันที รวมถึงอินบ็อกไปสอบถามคนที่ไม่รู้จักแต่ เคยไปเที่ยวโดยตรง เปรียบเทียบ “ราคา-ที่พักรูปแบบอื่น-ความสะดวกและความปลอดภัย” เพื่อ ตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ (3) ผลวิจัยพบว่า คนไทยฯ เกินกว่าครึ่ง หรือ 66% จะมีการเปรียบเทียบก่อนจะตัดสินใจ ไปท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ทุกครั้ง โดยเคยมีประสบการณ์ในการเปรียบเทียบข้อมูล การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ด้านราคา มากที่สุด รองลงมา คือ เปรียบเทียบสิ่งอ�ำนวย ความสะดวก (เช่น ห้องพัก / ห้องน�้ำ) ที่พักรูปแบบอื่น (เช่น โรงแรม / รีสอร์ต / บังกะโล / เกสต์เฮาส์) และเปรียบเทียบความปลอดภัย (เช่น ยุง / สัตว์มีพิษ) ตาม ล�ำดับ อย่างไรก็ดีหากแยกการเปรียบเทียบด้านความสะดวกและความปลอดภัยของการท่อง เที่ยวแบบโฮมสเตย์ จะพบว่า คนไทยฯ มีการเปรียบเทียบค่อนข้างมาก ซึ่งสอดคล้อง กับการรับรู้เกี่ยวกับความสะดวกและความปลอดภัยของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ที่ พบว่า คนไทยฯ รับรู้ว่าการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เป็นการท่องเที่ยวที่มีความสะดวก และความปลอดภัยค่อนข้างน้อย หรือโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
MAGKETING l 23
CASE STUDY
FREEPIK
หัวใจส�ำคัญของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์อยู่ที่ “เจ้าของ” (4)
คนไทยที่เคยเดินทางท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เลือกบอกต่อแต่เรื่องดีดี (4)
ผลวิจัยพบว่า คนไทยฯ มีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ค่อนข้าง มาก โดยเส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ในขั้นของการซื้อพบว่า คนไทยฯ ซื้อจองการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ผ่านเจ้าของโดยตรงมากที่สุด (57.97%) หรือคิด เป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ อาทิ บริษัทน�ำเที่ยว ให้คนอื่นจัดการ ให้ รวมถึงเว็บไซต์ออนไลน์ทราเวลเอเยนต์ (เช่น Agoda / Expedia / Traveloka) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ารูปแบบปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของโดยการใช้วิธีการโทรสอบถามข้อมูล โดยตรงจากเจ้าของมากที่สุด รองลงมา คือ โทรสอบถามวิธีการช�ำระเงินโดยตรงกับ เจ้าของ โอนจ่ายเงินมัดจ�ำก่อน 30-50% กับเจ้าของ และโอนจ่ายเงินเต็มจ�ำนวนเพื่อ ล็อกการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์กับเจ้าของ ตามล�ำดับ ทั้งนี้ผลวิจัยครั้งนี้ในเรื่องขั้นตอนการซื้อซ�้ำยังพบว่า คนไทยฯ จะตัดสินใจกลับไปท่อง เที่ยวซ�้ำจากการประทับใจการบริการของเจ้าของ มากที่สุด รองลงมาคือ เจ้าของโทร คุยถามไถ่เหมือนญาติพี่น้อง ขณะเดียวกันผลวิจัยยังพบว่า ในขั้นของการใช้ คนไทยฯ มีความคาดหวังว่า เจ้าของให้การต้อนรับอย่างมีมิตรไมตรี และเจ้าของบ้านถามไถ่ ตลอดเวลา อยู่ในระดับมาก
ผลวิจัยพบว่า คนไทยฯ เกือบทั้งหมดระบุว่า ได้มีการบอกต่อเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แบบโฮมสเตย์ สูงถึง 95.50% แต่ที่น่าสนใจคือมีประสบการณ์การบอกต่อการท่อง เที่ยวแบบโฮมสเตย์ ข้อเท็จจริงแบบไม่บวกไม่ลบ (49.50%) และ 49% บอกต่อในเชิง บวก หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของการบอกต่อทั้งหมดที่ไปอยู่ทางโซนบวกมากกว่า ทางลบ สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยแทบไม่มีการบอกต่อในประเด็นเชิงลบ รู้ว่าไม่สะดวก แต่สัญญาณมือถือก็ขาดไม่ได้ (5) แม้ผลวิจัยจะพบว่า คนไทยฯ มีการรับรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮม สเตย์เป็นคนง่าย ๆ และคนไม่ห่วงชีวิตล�ำบาก อยู่ในระดับมากที่สุดจริง ซึ่งเป็นไปใน แนวทางเดียวกับผลวิจัยที่พบว่า คนไทยฯ รับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ว่า เป็นการท่องเที่ยวที่มีความสะดวกและความปลอดภัยในระดับปานกลาง โดยเป็นการ ท่องเที่ยวที่ต้องนอนพัดลม และการท่องเที่ยวที่ต้องนอนเสื่อและกางมุ้ง อยู่ในระดับ มาก รวมถึงสอดคล้องกับการรับรู้ว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่สบายเหมือนอยู่บ้าน หรือ พูดโดยรวมว่าการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เป็นการท่องเที่ยวที่มีความสะดวกสบายน้อย แต่ในด้านของเส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวในขั้นของการใช้ คนไทยฯ มีความคาด
MAGKETING l 24
CASE STUDY
หวังด้านสิ่งอ�ำนวยความสะดวก คือ มีสัญญาณโทรศัพท์ น�้ำไหล ไฟสว่าง และคาดหวัง สิ่งอ�ำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 5 ของความคาดหวัง ทั้งหมด แนะสื่อสารให้ตรงกลุ่ม-เจ้าของโฮมสเตย์ต้องมีส่วนร่วม-ระบบโทรคมนาคมต้อง พร้อม ดึงกลุ่มเป้าหมายท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ นายขวัญ โม้ชา ผู้วิจัย ระบุว่า การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เป็นการท่องเที่ยวที่มีกลุ่ม เป้าหมายพิเศษ มีลักษณะเฉพาะตัวค่อนข้างมาก แตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายของการ ท่องเที่ยวรูปแบบอื่น ๆ เพราะการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ต้องค้างแรมร่วมกับเจ้าของ บ้าน และต้องเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชน หรือ พื้นที่โดยรอบเท่านั้น ดังนั้นนักสื่อสารการตลาด ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของประเทศ จ�ำเป็นที่จะต้องเข้าใจลักษณะ และ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากผลการวิจัยชี้ชัดว่า คนไทยฯ หรือกลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ยังคงนิยม หรือชื่นชอบการท่อง เที่ยวลักษณะนี้อยู่ รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเดินทางท่องเที่ยวซ�้ำ เรียกได้ว่ายังอยู่ในตัวเลือก หากมีปัจจัยสนับสนุน หรือกระตุ้นการให้เกิดการเดินทาง ท่องเที่ยวที่เพียงพอได้ โดยแนวทางการสื่อสารการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายของการ ท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ควรเน้นการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของแต่ละบุคล ของแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละ พื้นที่นั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ควรเพิ่มช่องทางการสื่อสารการตลาด และการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หรือ อินสตาแกรม ที่ พบว่ากลุ่มเป้าหมายใช้ตลอดเส้นทางการตัดสินใจท่องเที่ยวมากที่สุด ขณะเดียวกันอาจ จะต้องพิจารณาเนื้อหาการสื่อสารการตลาดโดยเน้นที่ไปเนื้อหาเชิงเปรียบเทียบมาก ขึ้น เช่น ด้านราคา ที่พักรูปแบบอื่น รวมถึงความสะดวกและความปลอดภัยในการท่อง เที่ยวแบบโฮมสเตย์ เป็นต้น ทั้งนี้เจ้าของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลส�ำคัญต่อกลุ่มเป้า หมายของการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ดังนั้นจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามามีบทบาท ส�ำคัญ ทั้งในแง่การสื่อสารการตลาด การต้อนรับกลุ่มเป้าหมาย การดูแลกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นยิ่ง เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดี และ ความประทับใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวซ�้ำ รวมถึงสร้าง การบอกต่อที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้จ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดเตรียมระบบสาธารณูปโภค และระบบ โทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน ทั้ง น�้ำประปา ไฟฟ้า หรือแม้แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ต ไว้ รองรับ เพราะกลุ่มเป้าหมายยังต้องการสิ่งอ�ำนวยความสะดวกข้างต้นอยู่ค่อนข้างมาก เพื่อใช้ประโยชน์จากการบอกต่อการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ เพราะส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ สื่อโซเชียลมีเดียอยู่ ซึ่งจะต้องใช้งานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในการเชื่อมต่อนั่นเอง ผศ.ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์ อาจารย์ที่ปรึกษา ให้ความเห็นว่า “งานวิจัยชิ้นนี้มี 2 ขั้น ตอน คือ การสนทนา กลุ่ม insight คนที่ไปเที่ยวโฮมสเตย์จริงๆ แล้วน�ำข้อมูลที่ได้ไป
UNSPLASH
ออกแบบสอบถาม ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า คนไทยให้คะแนน 4 กับ 5 คะแนน (เต็ม 5) ในเกือบทุกข้อค�ำถาม ชี้ให้เห็นชัดว่า คนที่ท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มี ความ คิดความอ่านในทิศทางเดียวกัน และมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ มีความเป็น niche market เป็นคนที่ใจ ดี ง่ายๆ สบายๆ ไม่คาดหวัง อยากสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง มากกว่าฟังจากเพื่อน ยังใช้โทรศัพท์ติดต่อ เจ้าของ ใช้เฟซบุ๊กและไอจีเป็นหลักในการ หาข้อมูล ชอบช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือเจ้าของบ้าน ไม่บอกต่อเชิง ลบ จะเลือกบอก ต่อในสิ่งดีๆ และพร้อมจะกลับไปเที่ยวซ�้ำ” “แม้ปัจจุบันเราจะอยู่ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งอาจท่องเที่ยวไม่ ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น ได้ท่องเน็ตหาข้อมูลท่องเที่ยว บางคนลงรูป เก่าๆ เพื่อระลึกถึงทริปเก่าๆ เป็นการเที่ยวทิพย์ คนมีอัดอั้นและมีความต้องการเที่ยว อยู่เต็มเปี่ยม" "ดังนั้น ในช่วงจังหวะนี้ เราสามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการสื่อสารการตลาดได้ โดยแบรนด์ ธุรกิจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจใช้โอกาสในนี้ในการกระตุ้นให้กลุ่ม เป้าหมายอยากกลับไปเที่ยวโฮมสเตย์อีก โดยอาจเล่าเรื่องผ่านภาพ หรือค�ำบอกเล่า ท�ำ infographic หรือแผนที่รวบรวมเส้นทางการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงอาจท�ำแคมเปญร�ำลึกถึงความหลัง ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ รวมถึงน�ำเสนอทางเลือก/กิจกรรมใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยว ได้เก็บเป็นคลังข้อมูลในใจ ทั้งนี้ เพื่อรอเวลาเปลี่ยนการ “เที่ยวทิพย์” ให้เป็น “เที่ยว ไทย” ในที่สุด” ผศ.ดร.สุทธนิภา กล่าวทิ้งท้าย
MAGKETING l 25
FACTOR
PEXELS
กรุงศรี ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยผลจากโควิด-19 เรื่อง : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
วิจัยกรุงศรีมีความเห็นต่อเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2564 หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ที่ -2.6% YoY คาดทั้งปีขยายตัว 2.0% GDP ในไตรมาสแรกของปีนี้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับ -4.2% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน และหดตัว น้อยกว่าที่วิจัยกรุงศรีและผลสำ�รวจ Bloomberg คาดไว้ที่ -3.3% และ -3.6% ตามลำ�ดับ
MAGKETING l 26
FACTOR
วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็นขยายตัว 2.0% จาก 2.2% ผลกระทบ จากการระบาดระลอกสามมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน โดยจากแบบจ�ำลองสถานการณ์การระบาดล่าสุด (ข้อมูลถึงวันที่ 17 พฤษภาคม) คาด ว่าจ�ำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันกว่าจะปรับลดลงมาต�่ำกว่า 100 ราย อาจเป็นในช่วง เดือนสิงหาคม ช้าลงจากเดิมเคยคาดไว้ต้นเดือนกรกฎาคม ดังนั้น กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคเอกชนอาจถูกจ�ำกัดมาก ขึ้น รวมถึงคาดว่าจ�ำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในปีนี้มีแนวโน้มลด ลงเหลือเพียง 3.3 แสนคน อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่หดตัวน้อยกว่าคาด การขยายตัวของภาคส่งออก ในปี 2564 มีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศแกนหลัก และ หนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเร่ง ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก การระบาดวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยลดแรงกระทบจากผล เชิงลบที่เพิ่มขึ้นในการคาดการณ์ล่าสุด ทางด้านสภาพัฒน์ฯ ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2564 เป็น 1.5- 2.5% จากเดิมคาด 2.5-3.5% ทางการปรับเป้าหมายการจัดหาและการฉีดวัคซีน ขณะที่วิจัยกรุงศรีประเมิน สถานการณ์การระบาดเลวร้ายกว่าเดิม การประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ (วันที่ 12 พฤษภาคม) มีมติในประเด็นส�ำคัญดังนี้ i) ปรับเพิ่มจ�ำนวนการจัดหาวัคซีนเป็น 150 ล้านโดส ภายในปี 2565 (จากเดิม 100 ล้านโดส ในปี 2564) ii) ปรับแนวทางการฉีดวัคซีนเป็นการปูพรมฉีดเข็มแรกแก่ประชาชนให้มากที่สุด (จากแผนฉีดให้ครบคนละ 2 โดส จ�ำนวน 50 ล้านคน) iii) เร่งการเจรจาจัดหาวัคซีนให้ได้จ�ำนวนมากที่สุดและหลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการระบาดและความรุนแรงของโรค จากการพบการระบาดเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วิจัยกรุงศรีได้ทบทวนประมาณการแนวโน้มจ�ำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายวันอีกครั้ง โดยใช้ข้อมูลล่าสุดถึง ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 จ�ำแนกเป็น 3 กรณีด้วยกัน คือกรณีแรก หากสามารถคุมการระบาดในกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ได้ (เส้นสี เหลือง) จ�ำนวนสูงสุดของผู้ติดเชื้อใหม่จะยังอยู่ในเดือนพฤษภาคม (เช่นเดียวกับคาด การณ์เดิม) แต่กว่าจะเห็นจ�ำนวนผู้ติดเชื้อต�่ำกว่า 100 รายต่อวันล่าช้าขึ้นเป็นปลาย เดือนกรกฎาคม (จากเดิมต้นเดือนกรกฎาคม) กรณีที่สอง หากไม่สามารถคุมการระบาดในกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ได้ (เส้นสีส้ม) จ�ำนวน สูงสุดของผู้ติดเชื้อจะอยู่ราวปลายเดือนพฤษภาคม และจะใช้เวลามากขึ้นกว่าจะปรับ ลดลงมาอยู่ต�่ำกว่า 100 รายต่อวัน เป็นในปลายเดือนสิงหาคม และกรณีเลวร้ายสุด หากมีการระบาดในกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องในเขตกรุงเทพฯ (เส้นสีแดง) จ�ำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และอาจท�ำให้ มีจ�ำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงขึ้นแตะระดับ 3 แสนกว่ารายในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดความเป็นไปได้ของสถานการณ์จ�ำนวนผู้ติดเชื้อจะอยู่ในช่วง ระหว่างกรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 (อยู่ระหว่างเส้นสีเหลืองและสีส้ม) ในส่วนของเศรษฐกิจโลก แม้อัตราเงินเฟ้อจะเร่งขึ้นในสหรัฐฯและจีนแต่คาดว่า ธนาคารกลางยังใช้นโยบายผ่อนคลายต่อไป ส่วนการฟื้นตัวของญี่ปุ่นอาจเผชิญแรง กดดันจากการระบาดรอบใหม่ วิจัยกรุงศรีมองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยต�่ำ ต่อไป ส่วนแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อนั้นเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและยังห่างจาก เป้าหมายระยะยาว ตลาดแรงงานสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องสะท้อนจากจ�ำนวนการ เปิดรับสมัครงานเดือนมีนาคมแตะ 8.12 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ ปี 2543 ขณะที่จ�ำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคมลดลงสู่ระดับ 4.73 แสนรายต�่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ส�ำหรับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.2% พุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 เศรษฐกิจสหรัฐฯทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องประกอบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นกว่าเดิม วิจัยกรุง ศรีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นจากปัจจัยชั่วคราวทั้งจากฐานต�่ำในปีก่อน ราคา พลังงานที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนการผลิตที่เร่งตัวขึ้นจากการชะงักงันของอุปทานหลังจาก กลับมาเปิดการผลิต ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากภาคบริการกลับมา ด�ำเนินการตามปกติ แต่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจะไม่เป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจ สอดคล้องกับเฟดที่มองว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว และยังห่างจากเป้าหมายระยะยาวของเฟด ดังนั้น จึงคาดว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ย นโยบายต่อไปอีกอย่างน้อยไปจนถึงสิ้นปี 2566 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเผชิญกับความไม่แน่นอนท่ามกลางสถานการณ์แพร่ ระบาดที่ยังรุนแรง ตัวเลขในเดือนเมษายนบ่งชี้ว่าภาคเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบ ผู้ ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุว่าการแพร่ระบาดรอบใหม่ถือเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารจะเข้าซื้อหลักทรัพย์ผ่านกองทุน Exchange Traded Fund ในมูลค่าที่สูงพอหากมีเหตุจ�ำเป็น สะท้อนว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยังคงแนว นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ส่วนธนาคารกลางจีนคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินควบคู่กับการป้องกันความเสี่ยง จากการเก็งก�ำไร ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 0.9% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ เดือนกันยายน 2563 ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตปรับตัวขึ้นถึง 6.8% สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ยอดขายรถยนต์เดือนเมษายนเติบโต 8.6% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 ด้านยอดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 11.7% YoY ชะลอ ลงจากเดือนก่อน อัตราเงินเฟ้อซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวทั้งฐานต�่ำเทียบจาก ปีก่อนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการผลิตที่ยังไม่เพียงพอต่อการ ทยอยกลับมาเปิดการผลิต คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลาย ต่อไป พร้อมกับการใช้มาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อในบางภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อาจมีความเสี่ยงจากการเก็งก�ำไร นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มธุรกิจรายย่อย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สะท้อนว่า PBOC จะมุ่งเน้นมาตรการทางการเงินที่เข้มงวดแบบ เจาะจงเป้าหมายเพื่อก�ำกับเฉพาะภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงยิ่งขึ้น ขณะที่ยังคงแนวทาง นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อสนับสนุนให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
MAGKETING l 27
DIGITAL LIFE
UNSPLASH
วิจัยชี้ คนไทยนิยมใช้ช่องทางดิจิทัลแบงก์กิ้ง เรื่อง : FICO
ผลการสำ�รวจล่าสุดโดย FICO บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลระดับโลก พบว่า ผู้บริโภคชาวไทย 69% นิยมใช้ช่องทางดิจิทัลในการติดต่อ กับธนาคารเรื่องปัญหาทางการเงิน โดยผลสำ�รวจความคิดเห็นเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งจัดทำ�ขึ้นในช่วงที่โรคโควิด-19 กำ�ลังแพร่ระบาด รุนแรงทั่วโลก ปรากฏให้เห็นความสมัครใจของผู้บริโภคในการน้อมรับนวัตกรรมธนาคารดิจิทัล รวมถึงโอกาสสำ�หรับธนาคารต่าง ๆ ในการ ยกระดับบริการของตน
MAGKETING l 28
DIGITAL LIFE
การติดต่อธนาคารด้วยตนเองที่สาขาได้รับความนิยมลดลงหลังเกิดการแพร่ระบาด ข้อมูลส�ำคัญ :
ของลูกค้าแล้ว การท�ำธุรกรรมที่สาขาด้วยตนเองก็น่าจะได้รับความนิยมลดลงเรื่อย ๆ” ความส�ำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ด้านการท�ำธุรกรรมธนาคาร
– ผู้บริโภคชาวไทย 69 % นิยมใช้ช่องทางดิจิทัลในการติดต่อกับธนาคารเพื่อพูดคุย เรื่องปัญหาทางการเงิน – คนไทย 44 % นิยมติดต่อกับธนาคารผ่านแอปโมบายแบงก์กิง ขณะที่ 14% ใช้ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิง – คนไทย 35 % นิยมติดต่อกับธนาคารรายหลักรายเดียวมากกว่า ขณะที่อีก 40% เปิดเผยว่าตน ‘ค่อนข้างเห็นด้วย’ ว่าต้องการท�ำเช่นนี้ ผลการส�ำรวจล่าสุดโดย FICO บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลระดับโลก พบว่า ผู้ บริโภคชาวไทย 69% นิยมใช้ช่องทางดิจิทัลในการติดต่อกับธนาคารเรื่องปัญหา ทางการเงิน โดยผลส�ำรวจความคิดเห็นเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งจัดท�ำขึ้นในช่วงที่ โรคโควิด-19 ก�ำลังแพร่ระบาดรุนแรงทั่วโลก ปรากฏให้เห็นความสมัครใจของผู้บริโภค ในการน้อมรับนวัตกรรมธนาคารดิจิทัล รวมถึงโอกาสส�ำหรับธนาคารต่าง ๆ ในการยก ระดับบริการของตน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fico.com/en/latest-thinking/marketresearch/advancing-new-experiences-digital-banking การที่ประเทศไทยมีอัตราการใช้สมาร์ทโฟนสูงนั้นหมายความว่า คนไทย 44% นิยม ติดต่อเรื่องปัญหาทางการเงินผ่านแอปโมบายแบงก์กิงมากกว่า ขณะที่ 14% ใช้ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิง นอกจากนี้ คนไทย 6% อยากใช้เทคโนโลยีการประชุมเสมือน จริง, 3% อยากใช้เทเลแบงก์กิง และ 2% ติดต่อผ่านอีเมล “ความเสี่ยงในการติดเชื้อและมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมนั้น ท�ำให้คนนิยม ติดต่อท�ำธุรกรรมที่สาขาลดลงในปีที่แล้ว ซึ่งเร่งให้ช่องทางดิจิทัลแบงก์กิงเป็นที่นิยม มากขึ้นทั่วโลก” Aashish Sharma หัวหน้าฝ่ายวัฐจักรความเสี่ยงและบริหารจัดการ ด้านการตัดสินใจของ FICO ประจ�ำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “ความสามารถในการส่งมอบและบริหารจัดการช่องทางต่าง ๆ ให้สอดรับกับความพึง พอใจของผู้บริโภค และมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นและน่าประทับใจนั้น นับเป็นความ ท้าทายที่จะคงอยู่ต่อไป การลงทุนในเครื่องมือด้านการบริหารจัดการและสื่อสารกับ ลูกค้าที่ครอบคลุมช่องทางและกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ รวมถึงเครื่องมือที่ช่วยมอบความ เฉพาะบุคคลและยกระดับการตัดสินใจนั้น เป็นกุญแจส�ำคัญในการท�ำให้ระบบดิจิทัล แบงก์กิงประสบความส�ำเร็จ” ทัศนคติที่ลูกค้ามีต่อเทคโนโลยีใหม่จากธนาคาร เช่น ระบบเรียกเก็บหนี้อัตโนมัตินั้น สะท้อนให้เห็นความพึงพอใจและพฤติกรรมที่น่าสนใจบางประการ คุณ Sharma อธิบายว่า “เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่ประสบปัญหาทางการ เงินนั้น ลูกค้าบางรายอยากติดต่อเรื่องนี้ผ่านบริการออนไลน์อัตโนมัติมากกว่า เช่น บริการของเราอย่าง FICO Customer Communication Services (CCS) เพื่อไม่ให้ ตัวเองรู้สึกอับอายจากการที่ต้องคุยเรื่องหนี้คงค้างต่อหน้าเจ้าหน้าที่ หากลูกค้านิยมใช้ ช่องทางดิจิทัลในช่วงเวลาที่ประสบปัญหาทางการเงิน ซึ่งเป็นช่วงเวลายากล�ำบากที่สุด
ธนาคารยังคงมีข้อได้เปรียบเรื่องข้อมูลและความสัมพันธ์เมื่อเทียบกับคู่แข่งในสายฟิน เทค โดยผลการส�ำรวจนี้พบว่า ผู้บริโภค 1 ใน 3 ทั่วเอเชียแปซิฟิกนั้นนิยมใช้บริการ ธนาคารทั้งหมดผ่านธนาคารรายเดียว ในกรณีของประเทศไทยนั้น สัดส่วนดังกล่าวสูง ถึง 35% ขณะที่อีก 40% เผยว่าตน ‘ค่อนข้างเห็นด้วย’ ว่าต้องการท�ำธุรกรรมผ่าน ธนาคารรายหลักรายเดียว “การบริหารจัดการบัญชีธนาคารหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายรายการกับธนาคาร หลายรายนั้น มักเป็นขั้นตอนที่ทั้งซับซ้อน เสียเวลา และเสียเงินส�ำหรับลูกค้าธนาคาร ทั่วไป” คุณ Sharma กล่าว “ผู้ใช้งานระบบดิจิทัลแบงก์กิงทุกวันนี้ต่างต้องการให้ตัว เองควบคุมและมองเห็นฐานะทางการเงินของตนได้ดีขึ้น” เมื่อถามว่าต้องการลองใช้บริการของธนาคารคู่แข่งหรือบริษัทฟินเทคหรือไม่ คนไทย 38% เผยว่าตนมีแนวโน้มในการลองใช้บริการของคู่แข่ง ขณะที่อีก 40% ค่อนข้างเปิด รับความคิดดังกล่าว คุณ Sharma กล่าวเสริมว่า “ในการผนวกรวมและเสริมแกร่งความสัมพันธ์ในการท�ำ ธุรกรรมกับธนาคารรายหลัก ธนาคารทั้งหลายจ�ำเป็นต้องน�ำเสนอฟีเจอร์ดิจิทัลแบ งก์กิงที่มีศักยภาพแข่งขันกับคู่แข่ง เพื่อรักษาความเหนียวแน่นและท�ำให้ความสัมพันธ์ กับลูกค้าในระยะยาวนั้นคงอยู่ต่อไป” เหตุผลที่ดึงดูดใจที่สุดในการเปลี่ยนธนาคาร เมื่อถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนไปใช้บริการของคู่แข่ง ผู้บริโภคชาวไทย 50% เปิด เผยว่า เหตุผลอันดับหนึ่งคือบริการที่ตรงกับความต้องการของตนเองมากขึ้น รวมถึง อ�ำนาจในการควบคุมบริการธนาคารดิจิทัลด้วยตนเอง ไม่ว่าจะในเรื่องของการดูประวัติ ธุรกรรม ปรับปรุงข้อมูลส่วนบุคคล เปลี่ยนรหัสผ่าน และฟังก์ชันอื่น ๆ ในลักษณะนี้ และที่น่าสนใจคือ ความเฉพาะบุคคลและการควบคุมก็เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการ เปลี่ยนธนาคารทั่วเอเชียแปซิฟิกเช่นกัน (31%) ส�ำหรับสาเหตุอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนธนาคารในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ความสามารถในการควบคุมบัตรช�ำระเงิน (ก�ำหนดเพดานธุรกรรม ล็อก/ปลดล็อก) ความสามารถในการตั้งช�ำระเงินอัตโนมัติ และฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ดีกว่าเดิม เช่น ไบโอเมตริก และการยืนยันแบบสองขั้นตอน ทั้งนี้ การส�ำรวจ Advancing New Experiences in Digital Banking ของ FICO จัด ท�ำขึ้นในเดือนธันวาคม 2563 โดยใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณทางออนไลน์เพื่อส�ำรวจ ความคิดเห็นของผู้บริโภค 5,000 รายใน 10 ประเทศ/ดินแดน ซึ่งบริษัทวิจัยอิสระแห่งหนึ่งด�ำเนินการส�ำรวจในนามของ FICO ครอบคลุมออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และ เวียดนาม
MAGKETING l 29
RESEARCH
FREEPIK
วิจัยชี้ เกษตร-อาหารไทยหดตัวลงจากภาวะโควิด-19 เรื่อง : ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์
ผลวิจัยล่าสุดจากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) ชี้ ภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารไทยหดตัวร้อยละ 6 ในปีที่ ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่า 2.28 แสนล้านบาท ส่งผลให้การจ้างงานลดลงร้อยละ 8 หรือ 730,000 คน โดยมีสาเหตุหลักจากการ แพร่ระบาดของโควิด-19
MAGKETING l 30
RESEARCH
ผลวิจัยล่าสุดจากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) ชี้ ภาคอุตสาหกรรม เกษตร-อาหารไทยหดตัวร้อยละ 6 ในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่า 2.28 แสนล้าน บาท ส่งผลให้การจ้างงานลดลงร้อยละ 8 หรือ 730,000 คน โดยมีสาเหตุหลักจากการ แพร่ระบาดของโควิด-19 องค์กรอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย หรือ Food Industry Asia (FIA) ร่วมกับ Oxford Economics ได้จัดท�ำวิจัยเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรม เกษตร-อาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อท�ำความเข้าใจถึงความท้าทายที่ มีต่อภาคอุตสาหกรรมนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยผลวิจัยแสดงให้เห็นถึงบทบาทส�ำคัญของ อุตสาหกรรมเกษตร-อาหารที่มีต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย การจ้างงาน และการส่งมอบ ผลผลิตทางการเกษตรและอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส�ำหรับหัวข้อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพบว่า ภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารไทยอยู่ใน กลุ่มประเทศที่เผชิญกับความท้าทายในการฟื้นตัวเป็นอย่างมาก และได้คะแนนเพียง 4.9 จาก 10 จากผลการวิจัยเศรษฐกิจ 10 ประเทศในภูมิภาค ซึ่งประเทศที่ได้คะแนน ต�่ำกว่าไทย คือ ฟิลิปปินส์ และมีอินโดนีเซียรั้งท้าย การที่ประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดท่อง เที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโค วิด อุตสาหกรรมอาหารไทยจึงมีความเปราะบางเป็นอย่างมากเนื่องจากต้องพึ่งพาการ ท่องเที่ยว โดยสัดส่วนการบริโภคอาหารของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ณ สิ้นปี 2562 คิด เป็นร้อยละ 9.5 ของการบริโภคอาหารทั้งหมดของประเทศ ในขณะที่มีการคาดการณ์ ว่า โอกาสที่จ�ำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับก่อนเหตุการณ์ การแพร่ระบาดน่าจะใช้เวลาไม่ต�่ำกว่า 3 ปี (ปี2567)
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย กล่าวว่า ผลวิจัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมนี้อยู่ ในสภาวะที่น่ากังวล เนื่องจากอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารในปี 2562 มีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวม (4 ล้านล้านบาท) ท�ำให้เกิดการจ้างงานเกือบ ครึ่งหนึ่งของแรงงานทั่วประเทศ (17.9 ล้านคน) และสามารถสร้างรายได้จากภาษีให้ แก่รัฐบาลมากกว่า 7.08 แสนล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ตอกย�้ำให้เห็นถึงความส�ำคัญที่ รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมจะต้องท�ำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเกษตรอาหารรอดพ้นจากอุปสรรคและความท้าทายที่มีนัยส�ำคัญดังที่ปรากฏในผลวิจัย นายวิศิษฐ์ ยังกล่าวด้วยว่า “รายงานนี้บ่งชี้ถึงความส�ำคัญของภาคอุตสาหกรรมเกษตรอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากในขณะที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด ภาคอุตสาหกรรมนี้กลับหดตัวลงในอัตราที่น้อยกว่าการหดตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารของเราจึงมุ่งมั่นที่จะท�ำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็ม ก�ำลังเพื่อเป็นก�ำลังส�ำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้” มิสเตอร์ แมททิว โคแวค ผู้อ�ำนวยการบริหาร FIA ให้ความเห็นว่า ก่อนที่จะจัดท�ำ นโยบายและเริ่มใช้มาตรการต่างๆ เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังวิกฤต รัฐบาลจะ ต้องค�ำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการด้านเกษตร-อาหารจะต้องเผชิญทั้งในปัจจุบัน และอนาคต หากไม่ได้พิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้าน นโยบายหรือมาตรการ เหล่านั้นอาจส่งผลเชิงลบต่อการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารและ เศรษฐกิจไทย หรืออาจท�ำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะน�ำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้าง
MAGKETING l 31
RESEARCH
FREEPIK
มิสเตอร์ โคแวค กล่าวเสริมว่า “ภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารจะเผชิญกับอุปสรรค อย่างหนักในปีหน้า เนื่องจากอุปสงค์ด้านอาหารและเครื่องดื่มจะลดต�่ำลง ในขณะที่ ความท้ายทายที่มีอยู่เดิมและเป็นปัญหาในระยะยาวจะยังคงมีอยู่ต่อไปหลังวิกฤตโค วิด ผู้ก�ำหนดนโยบายจะต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ก่อนที่จะบังคับใช้นโยบายที่อาจ เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อ เศรษฐกิจไทยและตลาดแรงงาน” รายงานฉบับนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต�่ำกว่ามาตรฐาน สากล ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงส�ำหรับอุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร เนื่องจาก รัฐบาลอาจเลือกใช้วิธีการขึ้นภาษีเพื่อน�ำเงินไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยส่วนหนึ่งของ รายงานการประเมินความเสี่ยงด้านนโยบายการคลังแสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ ว่าประเทศไทยจะใช้การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหลังสถานการณ์โควิด ซึ่งหากเป็นเช่น นั้น ประเทศไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียจาก การที่ภาคอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคจะต้องแบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น มิสเตอร์ เจมส์ แลมเบิร์ท ผู้อ�ำนวยการฝ่าย Economic Consulting Asia ประจ�ำ Oxford Economics กล่าวว่า “ภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารของไทยเผชิญกับ ความเสี่ยงอย่างมากจากการปรับนโยบายการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 การด�ำเนินนโยบายการคลัง โดยมีการวางแผน การวางเป้าหมาย และการสื่อสารอย่างรอบคอบจึงมีความส�ำคัญ เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการออกนโยบายเพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อประ คับประคองภาคธุรกิจ ซึ่งรวมถึงภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร และการกระตุ้นการ
ใช้จ่ายในประเทศที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารมีบทบาทอย่างมากใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการด�ำเนินนโยบายด้านภาษีที่เหมาะสมจะ ช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารสามารถสร้างมูลค่าแก่เศรษฐกิจไทย ได้อย่างต่อเนื่อง โดยช่วยสนับสนุนคนไทย ผู้ประกอบการรายเล็ก และส่งผลต่อการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก 1 ใน 3 ของรายได้ภาคครัวเรือนเป็นการใช้ จ่ายเพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่ม รายงานฉบับนี้แนะน�ำให้รัฐบาลช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารให้ก้าวผ่าน ความท้าทายจากการระบาดของโควิด-19 และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่นการ ปิดชายแดน โดยมุ่งเน้นความช่วยเหลือในสามด้าน ได้แก่ การให้ความรู้เพื่อส่งเสริม ความยั่งยืนของภาคเกษตรและให้ความส�ำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้มาตรฐาน ด้านการก�ำกับดูแลแทนการด�ำเนินนโยบายด้านภาษี และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารอย่างสม�่ำเสมอเนื่องจากจ�ำนวนประชากร และรายได้ที่เพิ่มขึ้นคือปัจจัยท�ำให้ผู้บริโภคมีความต้องการอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น การวิจัยฉบับนี้จึงเน้นถึงการเพิ่มคุณภาพของอาหาร เช่น การเพิ่มผลผลิตของพื้นที่ เพาะปลูกและประสิทธิผลของแรงงาน ซึ่งต้องใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการ พัฒนาทักษะ การใช้นโยบายที่เหมาะสมและเอื้อให้เกิดการพัฒนา รวมถึงการลงทุน ในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และความ ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าด้านอาหารของภูมิภาคที่เน้นการใช้แรงงาน
MAGKETING l 32
RESEARCH
MAGKETING l 33
RESEARCH
PIXABAY
แนวโน้ม การฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 3216) วิเคราะห์ว่า ธุรกิจร้านอาหารเผชิญ ความท้าทายต่อเนื่อง หลังจากการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ส่งผล ให้ในวันที่ 29 เมษายน 2564 ภาครัฐได้ประกาศยกระดับ 6 จังหวัดเป็นพื้นที่ควบคุม สูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ได้แก่ กรุงเทพ ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และ สมุทรปราการ ห้ามมีการรับประทานอาหารภายในร้าน รวมถึงจ�ำกัดเวลาเปิดปิดในพื้นที่ควบคุม และพื้นที่ควบคุมสูงสุด โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ได้ส่งผลซ�้ำเติมต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการธุรกิจร้าน อาหาร โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อร้านอาหารแต่ละประเภท ดังนี้ ร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบต่อเนี่องอย่างรุนแรง จากการหดตัวของรายได้ของช่อง ทางการขายหลัก และโครงสร้างต้นทุนที่สูง ได้แก่ ร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full Service Restaurant) โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ น่าจะมีการหดตัวลงของรายได้อย่างมาก ส่งผลให้คาดว่ายอดขายของธุรกิจร้านอาหาร ในกลุ่มนี้ในปี 2564 น่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 1.39-1.44 แสนล้านบาท หรือหดตัวลงร้อยละ 12.0 ถึงร้อยละ 8.9 กลุ่มร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบปานกลาง เนื่องจากมีช่องทางการขายที่หลากหลาย โครงสร้างต้นทุนที่ยืดหยุ่น รวมถึงการปรับรูปแบบการลงทุนของผู้ประกอบการราย
ใหญ่ ได้แก่ 1. ร้านอาหารที่มีการให้บริการอย่างจ�ำกัด (Limited Service Restaurant) ที่มี สัดส่วนการขายไปยังภายนอกสูง และมีการปรับรูปแบบของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ ใช้ร้านอาหารขนาดเล็กเป็น Hub ส�ำหรับธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก ซึ่งคาดว่าจะมี มูลค่ารวมอยู่ที่ 6.1 – 6.3 หมื่นล้านบาท หรือหดตัวร้อยละ 2.5 ถึงขยายตัวร้อยละ 0.7 2. ร้านอาหารข้างทางที่มีพื้นที่หน้าร้าน (Street Food) ที่คาดว่าได้รับประโยชน์จาก นโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐและการเข้าถึงผู้บริโภคที่ง่าย ซึ่งการหมุนเวียนของผู้ ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ในร้านอาหารประเภทดังกล่าว ก่อให้เกิดการการ ขยายตัวเล็กน้อยบนความเปราะบาง ท�ำให้มีคาดว่าจะมีมูลค่ารวมที่ 1.82 -1.87 แสน ล้านบาท หรือหดตัวร้อยละ 1.0 ถึงขยายตัวร้อยละ 1.7 สถานการณ์ดังกล่าว ท�ำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งทางฝั่งของ การสร้างรายได้และช่องทางการขาย หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงในส่วนของโครงสร้าง ต้นทุนและหนี้สิน จ�ำเป็นต้องส�ำรวจความพร้อม เพิ่มความระมัดระวัง และเร่งปรับตัว ในช่วงที่เหลือของปี 2564 ด้วยมุมมองดังกล่าวท�ำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการธุรกิจร้านอาหารในปี 2564 เหลือเพียง 3.82 – 3.94 แสนล้านบาท หรือหดตัวร้อยละ 5.6 ถึง 2.6 (YoY)
MAGKETING l 34
RESEARCH
SHUTTERSTOCK
วิจัยชี้
ผู้ใช้สินเชื่อบัตรเครดิตจ่ายขั้นต�่ำมากขึ้น
ผลส�ำรวจสะท้อนจ่ายขั้นต�่ำมากขึ้น หลังโควิดกระทบหลายรอบ (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 3217) ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 เนื่องจากบัตรเครดิต มีสถานะเป็นเครื่องมือในการช�ำระค่าบริการและสินค้าแทนเงินสด ดังนั้นเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอตัวจึงส่งผลท�ำให้ยอดการใช้จ่ายผ่าน บัตรและสินเชื่อบัตรเครดิตปรับตัวลดลงตาม ขณะเดียวกัน ผลส�ำรวจพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตในกรุงเทพฯ และปริมณฑลใน ไตรมาสที่ 1/2564 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 80% มักเลือกที่จะ ผ่อนช�ำระรายเดือนบางส่วน ซึ่งนอกจากจะสะท้อนความเปราะบางทางการเงินของลูกหนี้ในช่วงโควิด 19 แล้ว ยัง ท�ำให้โจทย์ทางธุรกิจของผู้ให้บริการบัตรเครดิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีการเร่งดูแลพอร์ตลูกหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ในเชิงรุก ตลอดจนการ ขยายกรอบระยะเวลาการเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ของธปท. จนถึง 30 มิ.ย. 2564 อาจมีส่วนช่วยปรับปรุงสถานะทางการเงินของลูกหนี้และบรรเทาแรงกดดันต่อปัญหา คุณภาพหนี้บัตรเครดิตในภาพรวมลงบางส่วน
ส�ำหรับภาพรวมปี 2564 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ทิศทางธุรกิจบัตรเครดิตใน ปี 2564 ยังถูกกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 ที่ยังไม่ยุติ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและบริการที่ยังไม่กลับเป็นปกติ ท�ำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ายอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งระบบรวมผู้ให้บริการ ที่เป็นธนาคารและนอนแบงก์ อาจทรงตัวหรือมีโอกาสหดตัวลงต่อเนื่องในปี 2564 โดย มีกรอบประมาณการในช่วง -1.0% ถึง +0.5% เทียบกับที่ภาพสินเชื่อที่หดตัวลง 1.6% ในปี 2563 ทั้งนี้ท่ามกลางสภาวะธุรกิจที่ยังมี ความไม่แน่นอนสูง คาดว่า ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะเน้นกลยุทธ์ที่ค่อนข้างระมัดระวัง ในการท�ำการตลาด เพื่อดูแลประเด็นด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมถึงเน้นการเสนอ แคมเปญเปลี่ยนวงเงินบัตรเป็นสินเชื่อเงินก้อนเพื่อกระตุ้นการใช้วงเงินบัตรให้มี ประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดูแลคุณภาพของพอร์ตสินเชื่ออย่างใกล้ชิด (แม้ว่าทิศทาง ตัวเลข NPL ของบัตรเครดิตอาจยังไม่เพิ่มขึ้นชัดเจน ท่ามกลางมาตรการการให้ความ ช่วยเหลือลูกหนี้และผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นหนี้ของ ธปท.) ตลอดจนเตรียมแผนเพื่อขยายการให้บริการครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ประเภทอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจรองรับจังหวะที่เศรษฐกิจไทยสามารถทยอยฟื้น ตัวกลับมาได้ในช่วงหลังจากนี้
MAGKETING l 35
MOVEMENT
MAGKETING l 36
MOVEMENT
AIRASIA แอร์เอเชียจัดโปรโมชั่นใหญ่ “บินปลายปี” ราคาสุดคุ้มส�ำหรับสมาชิก BIG เริ่มต้นที่ 99 บาท** ต่อเที่ยวบิน จองไว้ก่อนได้ เลยเพียง 3 วันเท่านั้น!! ตั้งแต่วันที่ 24 - 26 พฤษภาคม 2564 นี้ เพื่อเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 16 ธันวาคม 2564 พร้อมสนับสนุนให้ทุกคนดูเเลตัวเองให้ดีในช่วงนี้ แล้วมาบินปลายปีอย่างสุขใจไปด้วยกัน Strategy
:: การลดราคาเพื่อการส่งเสริมการขาย
(Cent-off promotion)
HOMEPRO โฮมโปรจัดแคมเปญ HomePro #WEEKENDSALE ห้ามพลาด ช้อปเพลินกับสินค้าและของตกแต่งบ้าน ลดทุกชั้นทุกแผนก คุ้มๆ กับโปร SUPERDEAL!! เริ่มต้นเพียง 599 บาท พร้อมเติมความคุ้มฉลองวันหยุดอีกขั้น กับคูปองส่วนลดมูลค่า 500 บาท! เมื่อช้อป 10,000 บาทขึ้นไป (จ�ำกัด 1 คูปอง/สมาชิก/วัน) รีบด่วน !! ขีดสุดความคุ้มแบบนี้ มีที่เดียวเท่านั้น ช้อปเลย ที่ โฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ที่ www.homepro.co.th ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 64 Strategy
:: การลดราคาเพื่อการส่งเสริมการขาย
(Cent-off promotion)
JD CENTRAL JD CENTRAL จัดโปรโมชั่น “ดีลอาหาร ราคาเริ่มต้น 1 บาท” จัดเต็มของกินแสนอร่อยและเมนูฮิต ไม่ว่าจะเป็นสุกี้ ชาบู กาแฟ ชานม ขนมหวาน อาหารเหลา จากร้านดัง อาทิ KAGONOYA / มานีมีหม้อ / สมบูรณ์โภชนา / Louisa Coffee / ATM Tea Bar / Drop by Dough / Mister Donut / 1112 Delivery ที่ยกขบวนมาจัดดีลส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 91% ถึง 31 พฤษภาคม 2564 Strategy
:: คูปองส่วนลดออนไลน์
(Online Discount Coupon) / ดีล (Deal)
MERCEDES-BENZ เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ด้วยที่สุดแห่งยนตรกรรม กับการเตรียมเผยโฉม “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดราคาเริ่มต้นที่ 6,690,000 บาท โดย ลูกค้าสามารถเข้ามาลงทะเบียนเพื่อจองรถยนต์คันนี้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ผู้จ�ำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่าง เป็นทางการทั่วประเทศ Strategy
:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(New Product Development)
MAGKETING l 37
MOVEMENT
GOJEK Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นน�ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น�ำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์ จัดโปรโมชั่น สุดคุ้มมาพร้อมดีลอาหารให้เลือกสั่งได้ตามใจชอบกับโปรโมชั่นพิเศษเดือนห้า “Gojek 555” แจกคูปองส่วนลดเพียบ ลด สูงสุด 555 บาท เมื่อสั่งอาหารผ่านบริการ GoFood จาก 5 แบรนด์ดังที่ขนเมนูยอดนิยมสุดฮิตมาลดถึง 50% ได้แก่ McDonald’s, เอ็มเค เรสโตรองต์, Domino’s Pizza, แหลมเจริญ และนิตยาไก่ย่าง สามารถเข้าไปเก็บคูปองส่วนลดได้ทุก วัน ใช้ได้ทั้งวัน! ตั้งแต่วันนี้ - 30 พ.ค. 64 Strategy
:: คูปองส่วนลดออนไลน์
(Online Discount Coupon) / ดีล (Deal)
HOMEPRO “โฮมโปร” รับมือกับภาวะวิกฤติ COVID-19 เปิดบริการช้อปผ่าน CHAT SHOP4YOU เพียงทักมาเรา ช่วยช้อปแทนลูกค้า เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ทั้งยังช่วยเอื้ออ�ำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เพียง สั่ง > จ่าย > ส่ง แค่ 3 ขั้นตอนง่ายๆสั่งที่ช่องทาง Line @HomePro,Facebook HomePro Thailand,จ่ายหลากหลายช่องทางการช�ำระเงินด้วยบัตรเครดิต/เดบิตหรือโอนเงิน ส่ง รวดเร็วถึงบ้านในวัน พร้อมเปลี่ยน คืนสินค้าภายใน 14 วันตามมาตรฐานโฮมโปร หรือช้อปออนไลน์ มั่นใจเหมือนไปสาขาได้ที่ www.homepro.co.th ,FB: HomePro Thailand, Line HomePro, และ Call Center 1284 Strategy
:: การตลาดเชื่อมตรง
(Online Marketing)
LINE LINE ฉลองครบรอบ 10 ปี ดันครีเอเตอร์ไทยสู่ตลาดสากล ชวนร่วมแคมเปญ “มาสร้างสติกเกอร์ BROWN & FRIENDS กัน!” เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์น�ำลิขสิทธิ์ชุดคาแรคเตอร์ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากลอย่าง BROWN & FRIENDS ทั้ง 11 คาแรคเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น บราวน์ โคนี่ แซลลี่ ช็อกโก ลีโอนาร์ด มูน เจมส์ บอส เจสสิก้า เอ็ดเวิร์ด และปังโย่ ไปใช้ในการ ออกแบบสร้างสรรค์สติกเกอร์ชุดพิเศษในสไตล์ตนเอง และน�ำออกจ�ำหน่ายทั่วโลก ส่งผลงาน 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ผลงานสติกเกอร์ที่ถูกสร้างสรรค์และได้รับการอนุมัติทั้งหมดจะถูกออกจ�ำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2564 ผ่าน Sticker Shop บนแอปพลิเคชัน LINE เว็บไซต์ LINE STORE (store.line.me) และร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจาก LINE STICKERS (Verified Reseller) Strategy
:: การจัดประกวด
(Contests)
TRUE “ฉีดวัคซีน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” วาระส�ำคัญและเร่งด่วนของประเทศในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐได้เปิด ให้ลงทะเบียน และนัดหมายการฉีดวัคซีนผ่านระบบ “หมอพร้อม” แต่ก็ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่อาจไม่คุ้นเคยกับการใช้ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม...กลุ่มทรู ห่วงใยและพร้อมดูแลทุกคนให้เข้าถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึง พร้อมช่วยเหลือประชาชนคนไทย โดยให้พนักงานทรูช็อปที่ประจ�ำอยู่ทุกสาขากว่า 300 แห่งทั่วประเทศ คอยให้บริการ แนะน�ำและอ�ำนวยความสะดวกเบื้องต้นในการลงทะเบียนหมอพร้อมทั้งที่ Line Official Account และ แอปพลิเคชัน ซึ่ง การสนับสนุนดังกล่าวเป็นการตอกย�้ำนโยบายของกลุ่มทรูที่จะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่คนไทยและประเทศไทย ร่วมฝ่าวิกฤตโค วิด-19 ระลอกใหม่นี้ไปด้วยกันโดยเร็ว Strategy
:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)
MAGKETING l 38
MOVEMENT
COOK “ธนากรผลิตภัณฑ์น�้ำมันพืช” ผู้ผลิตน�้ำมันพืช “กุ๊ก” มอบเงินสนับสนุน 10 ล้านบาท ให้แก่ 11 โรงพยาบาล เพื่อสมทบทุน จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 ทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความส�ำคัญของคุณภาพชีวิตด้านสาธารณสุข ของประชาชน จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน เพื่ออ�ำนวยความสะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นประโยชน์กับประชาชนที่มาใช้บริการอย่างแท้จริง Strategy
:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)
BEAUTY บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จ�ำกัด (มหาชน) ผู้จัดจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Beauty Buffet ได้ออกสินค้าใหม่ BEAUTY BUFFET ZOOM ZOOM FOUNDATION SPF35 PA++ ผลิตภัณฑ์รองพื้นที่ผสมสารป้องกันแสงแดด เนื้อแมตท์จะเปลี่ยน เป็นเนื้อแป้งเมื่อทา ท�ำให้เกลี่ยง่ายไปกับทุกสภาพผิว เนื้อครีมบางเบาไม่หนักผิว ปกปิดจุดด่างด�ำได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมช่วย ปรับสีผิวให้ดูสว่างกระจ่างใส คุมมันระหว่างวัน ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย SPF35 PA++ ผสานสารสกัดจากธรรมชาติ ราคาคุ้มค่า ซองละ 39 บาท Strategy
:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(New Product Development)
NOKIA โนเกียเปิดตัว Nokia G20 หนึ่งในโทรศัพท์ 2 ซีรีส์ใหม่ที่ถูกวางตัวเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางของ Nokia ได้แก่ จี-ซีรีส์ (G-series) และเอ็กซ์-ซีรีส์ (X-series) ทั้งนี้กลุ่ม G-series ใหม่ เป็นกลุ่มสมาร์ทโฟนซึ่งแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนาน ที่สุด นับเป็นสมาร์ทโฟนซีรีส์ธงของ Nokia ที่มาพร้อมกับค�ำมุ่งมั่นในฐานะผู้ผลิตในการมอบฟีเจอร์ ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ให้กับผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด Nokia G20 ใหม่ ถ่ายภาพคมชัด 48 ล้านพิกเซล ทั้งแบบไวด์สกรีน มาโคร และวิดีโอ รวมทั้ง ระบบเสียง OZO Audio เพิ่มอรรถรสให้เนื้อหาที่ถูกบันทึก ไว้ในทุกช่วงเวลา พร้อมแบตเตอรี่อึดชาร์จเพียงครั้งเดียวใช้ได้ นาน 3 วัน Strategy
:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(New Product Development)
PIZZA HUT พิซซ่า ฮัท 1150 เปิดตัวเมนู “บิ๊กสไลซ์ (Big Slice)” ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ลูกค้าจะทานคนเดียวก็อิ่มอร่อยสุดคุ้มด้วย พิซซ่าสไลซ์ขนาดยาวถึง 29 ซม. มาพร้อม 10 หน้ายอดฮิตและขอบไส้กรอกสอดไส้ชีสเต็มค�ำทุกสไลซ์ ในราคาเพียง 149 บาท บรรจุในกล่องปิดมิดชิดพร้อมดีไซน์พิเศษรูปทรงเดียวกับสไลซ์พิซซ่า ส�ำหรับลูกค้าที่ต้องการสั่งหมวดสุพรีม เพิ่มเงิน เพียง 20 บาท หรือเพิ่มอีก 50 บาท อัปเกรดไปเลือกพิซซ่าในหมวดซีฟู้ดได้ Strategy
:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(New Product Development)
MAGKETING l 39
+ +
หากคุณต้องการไอเดีย+จุดประกายความคิดทางธุรกิจ พร้อมกับศึกษาข้อมูลสภาวะการแข่งขันอย่างรอบด้าน
“แมกเก็ตติ้ง
(MAGKETING)”
แมกเก็ตติ้ง (MAGKETING) นิตยสารออนไลน์ด้านการตลาด (E-Magazine) รายเดือน ประเภท Free view ซึ่งน�ำเสนอข่าว ความเคลื่อนไหว ข่าวเชิงวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูล ในรูปแบบ Database ในแวดวงธุรกิจการตลาด สามารถเลือกช่องทางการอ่านได้หลากหลาย
พร้อมเสิร์ฟฟรี ทุกที่ ทุกเวลา อ่านได้ทันทีที่