Skip to main content

Magketing Vol.58

Page 1

GREEEN ++

BUILDING

marketing case study BEYOND STRATEGY & CONSUMER LIFESTYLE MARCH 2564

VOL.8 ISSUE 58

THAILAND'S FIRST FREE E-MARKETING MAGAZINE

GREEEN ++

BUILDING

UNSPLASH

it's FREE

58 I S S U E


Fresh - Baked Dairy The Europeans baking kitchen Enjoy a cup of warm chocolate

AnnaNita

SUKH UMVI T So i 1 1 n ear NA NA BTS Sky trai n SUKH UMVIT R d. BKK


01

HOMEROOM

EDITORIAL บรรณาธิการบริหาร

ภาวนา อรัญญิก

EDITORIAL STAFF > หัวหน้ากองบรรณาธิการ > กองบรรณาธิการ

บัณฑิต โชคสิทธิกร กัลชนา ทิชากร ปรัชญ์ พันแสงระวี

> ศิลปกรรม

cymk@bangkok

ADVERTISING STAFF > ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา > กองโฆษณา

วิโรจน์ ธนวัฒน์วาทิน สุนิสา อดุลย์วิทย์

บจ.มาร์เก็ตอินโฟ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น 3769/46 เจริญราษฎร์ บางโคล่ บางคอแหลม กทม. 10120 tel.062-4836903 email>>magketing.editor@gmail.com


CONTENTS

INFORMATION

17

8 12

FLASH PODIUM

ANALYSIS

20

30

32

17 20 28 29 30 32

BEHAVIOR CASE STUDY FACTOR JIGSAW DIGITAL LIFE RESEARCH

DATABASE

37 38 39

MOVEMENT

>> FOOD & IT

MOVEMENT

>> HOME & FINANCE

MOVEMENT

>> ETC.


FLASH

เดอะ พรีลูด

เทศกาล Bangkok Art Biennale

โกเจ็ก

เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 (Bangkok Art Biennale 2020) ภายใต้แนวคิด “ศิลป์สร้าง ทางสุข (Escape Routes)” ได้ประกาศ ขยายเวลาจัดงานที่ เดอะ พรีลูด (The Prelude) วัน แบงค็อก (One Bangkok) จึง เป็นโอกาสดีส�ำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าชม ให้ได้แวะเวียนเข้าไปเสพงานศิลป์ที่ถ่ายทอด ความคิด จินตนาการ และส่งต่อพลังบวกท่ามกลางผลกระทบที่เกิดจากโควิด-19 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564

ไอ-สโตร์

i-Store Self Storage จับมือ SME D Bank

แอร์เอเชีย

Gojek (โกเจ็ก) ร่วมกับ ส�ำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 จัดการอบรม ส่งเสริมความรู้ เรื่องการประกันสังคมรูปแบบใหม่ส�ำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ให้ แก่พาร์ทเนอร์คนขับ Gojek เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในสิทธิหลักประกัน สังคมให้ได้รับประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพอิสระ แก่พาร์ทเนอร์คนขับทั้งคนขับ จักรยานยนต์วิน และคนขับรถส่งพัสดุและส่งอาหาร ที่สนใจสามารถสมัครเข้าสู่ระบบ หลักประกันสังคม เพื่อการสร้างความมั่นคงในอนาคตในระยะยาว

ส.อ.ท

i-Store Self Storage SMEs ร่วมลงทุนกับกองทรัสต์ของ SME D Bank เดินหน้า ขยายธุรกิจบริการเช่าห้องเก็บของ เพิ่ม 3 สาขา เจาะลูกค้าใจกลางกรุงและหัวเมือง ใหญ่ ปั้นรายได้ปีนี้โตเกิน 30 ล้านบาท ปูทางระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ฯปี 68

แอร์เอเชียเพิ่มบริการใหม่

สินค้าไทย FTI-Made in Thailand 100 เตียง

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ (คนที่ 2 จากซ้าย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (คนกลาง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และสุพันธุ์ มงคลสุธี (คนที่ 1 จากซ้าย) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วม แถลงข่าวสินค้าไทย FTI-Made in Thailand สู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หลังมีการ บังคับใช้กฎกระทรวงฯ ก�ำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตในประเทศไม่ ต�่ำกว่าร้อยละ 60 ณ สภาอุตสาหกรรม เมื่อเร็วๆ นี้

พีพีเอส

แอร์เอเชียเพิ่มบริการใหม่ อ�ำนวยความสะดวกคนเดินทาง ให้บริการต่อเที่ยวบิน ภายในประเทศ (Fly Thru) ที่สนามบินดอนเมือง จ�ำนวน 42 เส้นทางบิน สู่ 4 เมือง ใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และนครศรีธรรมราช ต่อเครื่องง่ายไม่ต้องเดิน ออกมาเช็คอินใหม่ พร้อมรับกระเป๋าครั้งเดียวที่สนามบินปลายทาง เริ่มให้บริการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ (22 มีนาคม 2564) เป็นต้นไป

อบรมส่งเสริมความรู้ เรื่องการประกันสังคมรูปแบบใหม่

ผลการด�ำเนินงานปี 63 พร้อมแผนการด�ำเนินงานปี 64

ดร.พงศ์ธร ธาราไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จ�ำกัด (มหาชน) (PPS) ให้ข้อมูลผลประกอบการปี 63 พร้อมแผนการด�ำเนินธุรกิจปี 64 เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ให้บริการงานก่อสร้างครบวงจร ขยาย ฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มความสามารถการแข่งขัน ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถรับชมบันทึก เทปได้ที่ www.set.or.th

MAGKETING l 8


FLASH

MAGKETING l 9


FLASH

เอไอเอ

เปิดตัวแอปพลิเคชันสุดล�้ำ“ALive Powered by AIA”

ALive Powered by AIA” (เอ ไลฟ์ พาวเวอร์ บาย เอไอเอ) แอปพลิเคชันด้านการ“ ดูแลสุขภาพที่น่าจับตามองที่สุดของปี พัฒนาโดยบริษัท เอไอเอ เวลเนส จ�ำกัด ใน เครือ เอไอเอ ประเทศไทย แอปผู้ช่วยส่วนตัวดูแลครบด้วย 5 ฟีเจอร์เพื่อครอบครัว ให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุค New Normal โดยแท็กทีม กับพันธมิตรชั้นน�ำและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพครอบครัว ทั้งโรงพยาบาล สมิติเวช / กูรูชื่อดัง และ theAsianparent เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

อาร์ที

ผลประกอบการปี 63

พิซซ่า ฮัท เปิดตัว “พิซซ่ากุ้งกรอบไททัน”

“อะโคนาติก” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ ไทย จ�ำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจ�ำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์ไทย ภายใต้แนวคิด “สินค้าราคา…คนไทย” แบรนด์ “อะโคนาติก” โดยเปิด ตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แอร์เคลื่อนที่ อัจฉริยะ รุ่น AN-PAC12C2 และ รุ่น AN-PAC14A2 สั่งงานผ่านมือถือและอินเทอร์เน็ตไวไฟ ด้วยระบบ IoT ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุค ดิจิตอล พร้อมจัดแคมเปญดับร้อน "อะโคนาติก โชคหล่นทับ ขับสุดฟิน” ลุ้นรถยนต์ และ ของรางวัลอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท

KLOOK

พิซซ่า ฮัท 1150 แบรนด์พิซซ่าระดับโลกภายใต้การบริหารของบริษัท พีเอช แคปปิตอล จ�ำกัด สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ที่สาวกพิซซ่าต้องตะลึง กับ “พิซซ่ากุ้งกรอบ ไททัน” จัดเต็มทั้งกุ้งไซส์ยักษ์ใหญ่ชนขอบ ครีมชีสรสฉ�่ำจากนิวซีแลนด์ ขอบเชดด้า ชีสจากออสเตรเลีย ชวนกรุบกรอบทุกครั้งที่เคี้ยว ท็อปปิ้งแน่นด้วยแฮมและสับปะรด ลงตัวด้วยมอสซาเรลลาชีสและซอสเทาซันด์ไอส์แลนด์ พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าได้อร่อย ระดับพรีเมียมในราคาเริ่มต้นเพียง 419 บาท ตั้งแต่วันนี้จนถึง 26 พฤษภาคม 2564

“NEO MATE DISHWASHER” เครื่องล้างจาน 5

เฮเฟเล่ เปิดโฉมนวัตกรรมใหม่แห่งการล้างจาน มอบประสบการณ์ยอดเยี่ยมบน ฟังก์ชันที่แตกต่างในรูปลักษณ์เดียว กับ “NEO MATE DISHWASHER” เครื่องล้าง จานแบบตั้งเคาน์เตอร์ ซีรีส์ นีโอ เมท โดดเด่นด้วยวัสดุสีสันสดใส ตอบโจทย์ดีไซน์สมัย ใหม่ ทั้งรุ่น CREMA (สีครีม) และ LEMONADE (สีชมพูพาสเทล) ความจุมากถึง 4 ชุด อาหาร ควบคุมสะดวกด้วยระบบสัมผัส ออกแบบหน้าจอใช้งานง่าย ผ่าน 5 โปรแกรม ล้างที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้อย่างสะอาดปลอดเชื้อโรค

อะโคนาติก

บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จ�ำกัด (มหาชน) (RT) น�ำเสนอข้อมูลสรุปผลประกอบการปี 63 รายได้รวม 2,864 ล้านบาท ก�ำไรสุทธิ 238 ล้านบาท เตรียมปันผล 0.085 บาทต่อ หุ้น รวมจ่ายปันผลทั้งปี 41.16% ของก�ำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการภายหลัง จากหักส�ำรองตามกฎหมาย ก�ำหนดจ่าย 21 พ.ค.64 พร้อมแผนธุรกิจปี 64 เน้นรับงา นมาร์จิ้นสูงและงานโครงสร้างพื้นฐานทุกรูปแบบ ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

พิซซ่า ฮัท

เฮเฟเล่

แคมเปญ Fly & Drive

Klook ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เปิดตัว แคมเปญ Fly & Drive เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ได้อย่าง สะดวกสบาย ทั้งนี้ Klook พร้อมให้บริการรถเช่าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Klook โดยมีระบบการจองที่ใช้งานง่ายสะดวกสบาย และได้รวบรวมผู้ให้บริการรถเช่าที่หลาก หลายครอบคลุม เพิ่มฟังก์ชันให้นักท่องเที่ยวสามารถเปรียบเทียบและค้นหาบริการรถ เช่าที่ราคาคุ้มค่าตอบโจทย์มากที่สุด

MAGKETING l 10


FLASH

MAGKETING l 11


PODIUM

เปิดตัวประกันรถสีขาว ผุดคอนเซ็ปต์ เสี่ยงน้อย จ่ายน้อย บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น โดย ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ (TQM) เดินเกม รุกไม่หยุด ประกาศยุทธศาสตร์ ‘สบายใจ 3F : Fair Fulfill Friend’ สะท้อนภาพ ประกันภัยมุมมองใหม่ สตาร์ทยุทธศาสตร์แรกส่งแคมเปญ ‘แฟร์’ สร้างปรากฏการณ์ ระลอกใหม่ในวงการประกันรถยนต์ โดยการพัฒนาโปรดักท์ด้วยกลยุทธ์การตลาด แบบ Personalize จัดกลุ่มลูกค้าเพื่อเสิร์ฟโปรโมชั่นเด็ดและบริการเสริมตามข้อมูล พฤติกรรมการใช้รถของผู้บริโภคในตลาด มุ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ด้วยโปรดักท์ ‘ประกันรถสีขาว’ ‘ประกันรถต่างจังหวัด’ และ ‘ประกันรถขับน้อย’ ผสานแนวคิด รถเสี่ยงน้อยกว่า จ่ายน้อยกว่า เพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่เหมาะสมกับ ความต้องการของลูกค้ามากที่สุด พร้อมผนึกพาร์ทเนอร์ MCOT ลุยบุกฐานลูกค้าตลาด ต่างจังหวัด และ AIS ร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีสุดล�้ำเพื่อยกระดับงานบริการให้ลูกค้าได้ สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งกว่า ตั้งเป้ายอดขายรวมกว่า 500 ล้านบาท ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์จ�ำกัด กล่าว ว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบันอยู่ในภาวะการแข่งขันสูงโดยเฉพาะในด้านของ ราคา ซึ่งประกันภัยเป็นโปรดักส์ที่มีความคุ้มครองที่มีรายละเอียดมากและสัมพันธ์กับ ราคาที่เป็นตัวเลือกส�ำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นการท�ำการตลาดแบบ เดิม ๆ จึงเป็นเพนพอยท์ที่ TQM น�ำมาปรับกลยุทธ์เพื่อพัฒนาให้โปรดักส์เหมาะสมกับ พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคให้ลงตัวมากที่สุด โดยแบ่งความต้องการตามการใช้ งานตามกลุ่มลูกค้า (Customers Segmentation) ซึ่งจะท�ำให้เกิดโปรดักส์ประกันภัย รถยนต์ที่หลากหลายมีทางเลือกใหม่ ๆ ที่แตกต่างและที่ส�ำคัญครบครอบคลุมทุกความ ต้องการของลูกค้ามากที่สุด ทั้งนี้ TQM ได้ใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดเพื่อให้ได้มุมมองที่แตกต่าง จากเดิมจึงออกมาเป็นยุทธศาสตร์ ‘สบายใจ 3F’ ซึ่งมาจากข้อมูลของลูกค้าที่สะท้อน ให้เห็นว่า คนที่ซื้อประกันโดยมากนั้นซื้อเพราะประกันท�ำให้เกิดความสบายใจ TQM จึงเติมเต็มยุทธศาสตร์ความสบายใจนี้ด้วย 3F ได้แก่ Fair: เสี่ยงน้อย จ่ายน้อย และ เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละกลุ่มลูกค้า Fulfill: เติมเต็มความสบายใจด้วยโป รดักส์ประกันที่มีความคุ้มครองครบตามความต้องการ Friend: ให้บริการด้วยใจเสมือน เพื่อนที่จะอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งกัน ส�ำหรับยุทธศาสตร์แรกที่ถ่ายทอดออกมาในครั้งนี้อยู่ภายใต้แคมเปญ ‘แฟร์’ เป็นการ น�ำข้อมูลในตลาดรถยนต์มาวิเคราะห์โดยพบกลุ่มที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ใช้รถยนต์สีขาว ที่ส่วนใหญ่มักใช้เหตุผลในการซื้อรถยนต์ด้วยสีเพราะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุมากกว่า สีอื่น กลุ่มรถต่างจังหวัด ที่ใช้ชีวิตประจ�ำวันในพื้นที่จังหวัดตัวเองเป็นส่วนใหญ่ คุ้น เคยเส้นทางเป็นอย่างดี ซึ่งจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในบางจังหวัดเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อ เทียบกับรถที่ขับในกรุงเทพฯ และกลุ่มที่มีรถแต่ขับน้อย ซึ่งมีอยู่เป็นจ�ำนวนมากใน ตลาด ทุกกลุ่มล้วนมีความเสี่ยงในการใช้งานค่อนข้างน้อย จึงได้น�ำมาผสานกับแนวคิด ‘รถเสี่ยงน้อย จ่ายน้อย’ แต่ยังคงมีประกันรถยนต์ไว้เพื่อความสบายใจ และที่ส�ำคัญ เป็นประกันที่แฟร์กับลูกค้า เพราะเสี่ยงน้อยแล้วจะจ่ายแพงกว่าไปท�ำไม

ส์ โบรคเกอร์ จ�ำกัด กล่าวว่า จากยุทธศาสตร์ 3F นั้นทางทีม TQM ได้น�ำมาต่อยอดสู่ กลยุทธ์การพัฒนาโปรดักส์ประกันภัย ทั้งนี้ ในแคมเปญแรก ‘แฟร์’ เกิดขึ้นด้วยความ เข้าใจถึงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและเข้าใจคนใช้รถที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน จึงได้สร้างสรรค์ประกันรถยนต์ออกมาตามกลุ่มลูกค้า ด้วย 3 โปรดักท์ ได้แก่ ‘ประกัน ส�ำหรับรถสีขาว’ เพราะรถสีขาวมองเห็นชัดจึงมีความเสี่ยงน้อยในการเกิดอุบัติเหตุ TQM จึงให้ลูกค้าได้จ่ายถูกกว่าด้วยส่วนลดสูงสุดอีก 5% ‘ประกันรถต่างจังหวัด’ ขับ ในจังหวัดเส้นทางเดิม ๆ มีความคุ้นชินจึงมีความเสี่ยงน้อยกว่ารถในกรุงเทพ ฯ TQM จึงให้รถทะเบียนต่างจังหวัดได้ท�ำประกันที่ถูกกว่าด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 3,000 บาท และ ‘ประกันรถขับน้อย’ ประกันที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มมีรถแต่ไม่ค่อยได้ใช้ใช้รถ โดยสารสาธารณะมากกว่า หรือมีรถหลายคัน TQM จึงออกแบบความคุ้มครองและ ราคาตามการใช้ ทั้งแบบตาม ระยะทางการใช้งาน และ ตามระยะเวลาการใช้งาน ผสานกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยในการช่วยติดตามการใช้งานและเตือนเมื่อใกล้หมด เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้ายิ่งขึ้น ในแคมเปญ ‘แฟร์’ TQM ได้ผนึกกับพันธมิตรในการขับเคลื่อนให้โปรดักส์เข้าถึงลูก ค้าตรกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยร่วมกับ MCOT เป็นสื่อกลางในการกระจายและ สื่อสาร ‘ประกันรถต่างจังหวัด’ ไปยังลูกค้าต่างจังหวัด ประกอบกับ TQM มีทีมขาย ต่างจังหวัดอยู่ทั่วประเทศที่พร้อมรองรับและให้บริการลูกค้าได้เป็นอย่างดี และร่วม กับ AIS ใน ‘ประกันรถขับน้อย’ ในการน�ำเทคโนโลยี IOT เข้ามาช่วยจับวัดระยะทาง ท�ำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ทันสมัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ให้สามารถท�ำประกันชั้น 1 ได้แบบแฟร์ แฟร์

ด้านดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รัน

MAGKETING l 12


PODIUM

โกเจ็กผนึกช้อปปี้ จัดมหกรรม SHOPEE 4.4 MEGA SHOPPING DAY Gojek (โกเจ็ก) ร่วมมือกับช้อปปี้ ขยายฐานผู้ใช้งานผ่านกลยุทธ์สร้างปฏิสัมพันธ์และ ประสบการณ์ความบันเทิงร่วมกับลูกค้าพร้อมยกระดับประสบการณ์ช้อปออนไลน์ให้ สนุกมากยิ่งขึ้น ประเดิมเฉลิมฉลองมหกรรม Shopee 4.4 Mega Shopping Day วาระแห่งการช้อปใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคของครึ่งปีแรก พร้อมอัดกิจกรรมและ โปรโมชันสุดพิเศษผ่านฟีเจอร์เด็ดทั้ง Shopee Live, Shopee Farm และ Shopee Coins Rewards ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม จนถึง 4 เมษายน 2564 เพื่อมอบดีลส่วนลด ให้กับผู้ใช้งานช้อปปี้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์รวมกว่าล้านบาท เมธิณี โรจนปัญญากุล ผู้อ�ำนวยการฝ่ายกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิพ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “Gojek มีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้าร่วมเปิดร้านค้าอย่างเป็นทางกา รกับช้อปปี้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับประสบการณ์ช้อปออนไลน์ที่มีความ สร้างสรรค์ให้ลูกค้า Gojek และลูกค้าช้อปปี้ ได้รับความสะดวก และเพลิดเพลินไปกับ ประสบการณ์ความบันเทิงผ่านหลากหลายฟีเจอร์ของช้อปปี้ โดย Gojek เองพร้อม มุ่งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจชั้นน�ำ ในการขับเคลื่อนอีโคซิสเต็ม และใช้ เทคโนโลยีในการลดความยุ่งยากในการใช้ชีวิตประจ�ำวัน โดยเป็นตัวกลางในการเชื่อม ผู้บริโภคเข้ากับผู้ให้บริการ และผู้จ�ำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยตลอดเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ภายในแอป Gojek เองยังมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% และสิทธิพิเศษอีกมากมายเพื่อความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้นส�ำหรับลูกค้าทุกท่าน” สุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ช้อปปี้ ได้ริเริ่มมหกรรม Shopee 4.4 Mega Shopping Day ขึ้นเพื่อก�ำหนดให้เป็นวาระ แห่งการช้อปออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคของครึ่งปีแรก โดยมุ่งหวังที่จะขยาย การเข้าถึงและสามารถส่งมอบประสบการณ์ความคุ้มค่าและสะดวกสบายให้กับนัก ช้อปชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหกรรมดังกล่าวจะไม่กลายเป็นที่ถูกพูดถึงหากปราศจาก แรงสนับสนุนที่ส�ำคัญจากพันธมิตรทางธุรกิจชั้นน�ำของอุตสาหกรรม โดยช้อปปี้มี ความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับ Gojek ในการผลักดันโอกาสในการเติบโตให้กับ ธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจและมีความสร้างสรรค์ร่วม กับผู้บริโภค ผ่านระบบนิเวศที่แข็งแกร่งตลอดจนฟีเจอร์ความบันเทิงที่เป็นซิกเนเจอร์ ในแบบฉบับของช้อปปี้ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานหลายล้านคนในปัจจุบันทั้ง Shopee Live, Shopee Farm และ Coin Rewards โดยเราหวังว่าความร่วมมือใน ครั้งนี้จะประสบความส�ำเร็จ ทั้งยังช่วยเติมเต็มความสุขในการช้อปให้กับผู้ใช้งานชาว ไทยทุกคนในโอกาสเฉลิมฉลองมหกรรม Shopee 4.4 Mega Shopping Day” ร่วมสนุกสุดคุ้มไปกับ 3 ฟีเจอร์เด็ดบนแอปช้อปปี้ พร้อมแจกส่วนลดที่ใหญ่ที่สุดเป็น ประวัติการณ์เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองการเปิดตัวของมหกรรม Shopee 4.4 Mega Shopping Day อย่างเป็นทางการ Gojek จึงได้เตรียมดีลส่วนลดสุดพิเศษรวมมูลค่า มากกว่าล้านบาทมามอบให้กับผู้ใช้งานชาวช้อปปี้ ในระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 4 เมษายน 2564 ผ่าน 3 กิจกรรม ดังนี้ Shopee Farm - ร่วมสนุกกับการปลูกต้น Gojek และหมั่นเข้ามารดน�้ำ ก็มีสิทธิ์รับ โค้ดส่วนลด GoFood (บริการสั่งอาหาร) หรือ GoSend (บริการรับ-ส่งพัสดุ) สูงสุด

ถึง 60 บาท Shopee Live - ดูสนุกเก็บสนั่นกับโค้ดส่วนลดแจกจุกๆ สูงสุดถึง 100 บาท กลาง รายการสดบน Shopee Live อาทิ Flash Sale, Live Marathon, Moms, โต้มาที, Pro Horo, แกะกล่องส่งดีล และ กินแหลกเป็นต้น Shopee Coins Rewards – ใช้ Shopee Coins ก็สามารถแลกโค้ดส่วนลดคุ้มๆ จาก Gojek เพียง 10 Shopee Coins รับส่วนลดสูงสุดถึง 100 บาท ส�ำหรับผู้ใช้งานใหม่ และ 5 Shopee Coins แลกส่วนลด 50 บาทส�ำหรับผู้ใช้งานปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านี้ นักช้อปยังสามารถเลือกซื้อดีลส่วนลดสุดพิเศษได้ที่ร้านค้าอย่างเป็น ทางการ Gojek Official Store ได้บน Shopee Mall ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งอาหาร (GoFood) ที่มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุดถึง 85% วันเดียวเท่านั้น กับ Flash Sale เฉพาะวันที่ 29 มี.ค.64 (เฉพาะช่วงเวลา 18.00 - 21.00 น.) จากราคาปกติ 100 บาท จ่ายเพียง 15 บาท อย่าช้าสิทธิ์มีจ�ำนวนจ�ำกัด และบริการรับ-ส่งพัสดุ (GoSend) ลด สูงสุด 60 บาท ในช่วงมหกรรม Shopee 4.4 Mega Shopping Day ห้ามพลาดดาวน์ โหลดแอป Gojek ได้แล้วทั้งทาง App Store และ Play Store หรือดูรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่http://bit.ly/3bFKcyx และร่วมช้อปในมหกรรมช้อปออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดกับ Shopee 4.4 Mega Shopping Day ที่มาพร้อมกับโปรส่งฟรีขั้นต�่ำ 0 บาท โค้ดลดเพิ่มสูงสุด 1,000 บาท และบริการ ช�ำระเงินปลายทาง ตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 เมษายน 2564

MAGKETING l 13


PODIUM

”ฮอนด้า ชูไฮไลต์ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ในมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จ�ำกัด กล่าวว่า “ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผล ให้หลากหลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยเช่น กัน ฮอนด้าเองได้มีการปรับตัวและปรับแผนในการด�ำเนินธุรกิจ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ธุรกิจด�ำเนินต่อไปได้ด้วยดี และที่ส�ำคัญต้องขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นและให้การสนับ สนุนฮอนด้าเป็นอย่างดี ส่งผลให้ฮอนด้า ยังสามารถครองอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ นั่งส่วนบุคคลในปี 2563 และต่อเนื่องมาใน 2 เดือนแรกของปี 2564 และเป็นผู้น�ำ ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ กลุ่มซับคอมแพคท์และอีโค ซับคอมแพคท์ กลุ่มคอม แพคท์ กลุ่มซีดานขนาดกลาง (D-segment) และกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด ใหญ่ (L-SUV) ซึ่งไฮไลต์ยนตรกรรมในงานนี้ น�ำทัพโดย ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ซิตี้คาร์ รุ่นแรกภายใต้ ‘เดอะ ซิตี้ ซีรีส์’ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยม ครองอันดับ 1 ในเซก เมนต์ซับคอมแพคท์และอีโค ซับคอมแพคท์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอี วี ใหม่ และ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ซึ่งได้เข้ามาเสริมไลน์อัปซิตี้คาร์ของฮอนด้า ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมด้วยยนตรกรรมในอีกหลากหลายเซกเมนต์ ที่มาพร้อมแคมเปญ พิเศษ Honda Big Smile เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งฮอนด้าเชื่อว่า งานนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดช่วงต้นปีให้กลับมาคึกคักได้อย่างแน่นอน” ส�ำหรับยนตรกรรมไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ด้วยจุดเด่นที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะอันทรงพลัง และฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ที่ให้ก�ำลังสูงสุด 122 แรงม้า และอัตราการประหยัดน�้ำมัน ที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีอัตราการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 99 กรัม/กิโลเมตร เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัยล�้ำสมัย และฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) มา พร้อมข้อเสนอ “Honda Big Smile ยิ้มใหญ่โดนใจทุกโปร” ดอกเบี้ยพิเศษ 2.29% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท นาน 12 เดือน หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 5,500 บาท ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมฟูลไฮบริดรุ่นแรกของเซกเมนต์ ที่ครบครันทั้ง สมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังด้วยระบบ Sport Hybrid i-MMD ที่ผสานการท�ำงาน อันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อ เนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิด สูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 - 3,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน�้ำมันดี เยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม/กิโลเมตร มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความ ปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) มาพร้อมข้อเสนอ “Honda Big Smile ยิ้มใหญ่โดนใจทุกโปร” ดอกเบี้ยพิเศษ 2.99% มาพร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda

24hr Roadside Assistance) ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะตามตารางการบ�ำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮ บริด 10 ปี หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือผ่อน เริ่มต้นเดือนละ 11,000 บาท ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ยนตรกรรมซิตี้คาร์ในสไตล์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่ ผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) พร้อมห้องสัมภาระ ท้ายขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า และการขับขี่ที่สนุกสนานกับขุมพลัง เทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้สมรรถนะการขับขี่สูงถึง 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร และประหยัดน�้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร และเทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์และท�ำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน Honda CONNECT พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง มา พร้อมข้อเสนอ “Honda Big Smile ยิ้มใหญ่โดนใจทุกโปร” ดอกเบี้ยพิเศษ 2.99% มาพร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 7,500 บาท นอกจากนี้ ภายในบูทยังมียนตรกรรมฮอนด้าอีก 7 รุ่นจัดแสดงเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจเข้า ชม ได้แก่ แจ๊ซ ซีวิค ซีวิค แฮทช์แบ็ก แอคคอร์ด บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี ใหม่ โดยมาพร้อมแคมเปญ “Honda Big Smile ยิ้มใหญ่โดนใจทุกโปร” และข้อเสนอ สุดพิเศษที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น อาทิ ดอกเบี้ย 0% เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น

MAGKETING l 14


PODIUM

กรุงศรีตอกย�้ำการเป็นธนาคารพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจ ชู 3 กลยุทธ์เด่นส�ำหรับลูกค้าธุรกิจ กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน)) เผยกลยุทธ์การด�ำเนินธุรกิจของกลุ่ม ธุรกิจลูกค้าธุรกิจ (Commercial Banking) โดยมุ่งเสริมสร้างประสิทธิภาพในการ ด�ำเนินธุรกิจด้านลูกค้าธุรกิจ การสร้างระบบนิเวศและพันธมิตรทางธุรกิจ รวมทั้งการ ขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน พร้อมขับเคลื่อนศักยภาพจากการประสานพลัง ระหว่างความเชี่ยวชาญและเครือข่ายระดับโลกของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) เข้ากับจุดแข็งอันโดดเด่นของกรุงศรี เพื่อสนับสนุนโอกาสการเติบโตอย่าง ยั่งยืนให้กับลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและพร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ปี 2564-2566 ของธนาคาร โดยกลุ่ม ธุรกิจลูกค้าธุรกิจยังคงเป้าหมายในการเป็นธนาคารพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจ (Trusted banking partner) ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจในปี 2564 เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 6% พรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2563 อันเป็นปีที่ท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรุงศรียังคงอยู่เคียงข้างในฐานะพันธมิตรที่พร้อมให้ ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่านหลากหลายมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ การพักและชะลอการช�ำระหนี้ สินเชื่อดอกเบี้ยต�่ำแก่ผู้ ประกอบการ SME เป็นต้น และแม้ในสภาพแวดล้อมที่ผันผวนและท้าทายอย่างมาก กลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจยังเติบโตด้วยยอดสินเชื่อคงค้างกว่า 632,000 ล้านบาท และยอด เงินฝากกว่า 363,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อกรุงศรี” ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจกรุงศรีจะขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการด�ำเนินธุรกิจด้านลูกค้าธุรกิจ (Commercial Business Enhancement) ผ่านการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อเสริมศักยภาพห่วง โซ่ธุรกิจ การประสานผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละกลุ่มลูกค้า ด้วยการใช้ศักยภาพใน การวิเคราะห์ข้อมูลและเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ MUFG ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้ ครอบคลุมทุกกลุ่มในห่วงโซ่ธุรกิจให้มากขึ้น 2.การสร้างระบบนิเวศและพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ (Ecosystem and Partnership) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นได้อย่างครบวงจร 3.การขยาย ศักยภาพธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Expansion) เพื่อสนับสนุนโอกาสทาง ธุรกิจใหม่ๆ ให้กับลูกค้าธุรกิจไทยสู่ตลาดอาเซียน “ปีนี้กรุงศรียังคงเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจส�ำหรับ ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ และเป็นธนาคารหลักส�ำหรับลูกค้าธุรกิจ SME โดยให้ความส�ำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องในทุกๆ สถานการณ์ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยัง ให้ความส�ำคัญและสนับสนุนหลักการด�ำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) โดยมีการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ ESG โดยเฉพาะเครื่องมือด้านการ

ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ เช่น ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม เป็นต้น และการจัดหาสินเชื่อที่ค�ำนึงถึงสิ่ง แวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เช่น สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการด�ำเนินงานด้าน ความยั่งยืน หรือ Sustainability-Linked Loan (SLL) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับกลุ่ม ลูกค้าธุรกิจไทย ด้วยการประสานพลังระหว่างความเชี่ยวชาญและเครือข่ายระดับโลก ของ MUFG เข้ากับจุดแข็งอันโดดเด่นของกรุงศรี นอกจากนี้ กรุงศรียังคงเดินหน้าสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับลูกค้าผ่านบริการ Krungsri Business Empowerment อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งแบ่งปันข้อมูลความรู้ การเจรจา จับคู่ธุรกิจ และกิจกรรมที่ช่วยสร้างเครือข่ายและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าธุรกิจสามารถน�ำไปต่อยอดการท�ำธุรกิจและสร้างความ แข็งแกร่งในระยะยาวพร้อมรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนไป โดยปีนี้ธนาคารยังคงเดินหน้า จัดซีรีส์สัมมนาออนไลน์ Krungsri Business Virtual Seminar หรือการจับคู่ธุรกิจทั้ง ในประเทศและในอาเซียนในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริง Krungsri Business Virtual Matching ให้สอดรับต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควิด-19” พรสนอง กล่าวเสริม

MAGKETING l 15


PODIUM

MAGKETING l 16


BEHAVIOR

MAGKETING l 17


BEHAVIOR

ศูนย์ศึกษาสื่อและการสื่อสารอาเซียน (AMSAR) ร่วมกับปริญญาโท สาขาวิชา นิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลวิจัย “เส้นทางการ ตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของผู้บริโภคภายใต้การสื่อสารการตลาดของซูเปอร์ มาร์เก็ตบนวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค COVID-19” ของนางสาวสิรีภัคกมณ ตรัย ตรึงตรีคูณ โดยมี ผศ.ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์ ผู้อ�ำนวยการศูนย์ AMSAR เป็นอาจารย์ที่ ปรึกษา งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณที่พัฒนาแบบสอบถามจาก การสัมภาษณ์ผู้บริหารของซูเปอร์มาร์เก็ต โดยกลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียน และ First Jobber โสด วัยท�ำงาน (Single Working) ครอบครัว (Family) กลุ่มลูกค้ารายได้สูง ( Luxury) ต่างชาติที่ท�ำงานในไทย (Expat) และผู้สูงอายุ (Senior) ซึ่งเป็นผู้บริโภคชาว ไทยทั้งเพศชายและเพศหญิงที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเองเป็นหลักและเป็นผู้ที่ตัดสินใจ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าบ้านด้วยตัวเอง และจับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งในช่วงก่อน และหลังประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน (ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป) จ�ำนวน 400 คน โดยระยะเวลาในการเก็บข้อมูล คือ ระหว่างสิงหาคม – กันยายน 2563 จ�ำนวน 3 เดือน ผลการวิจัยพบว่า HIGHLIGHTS > โรค Covid-19 สร้างให้พฤติกรรมของผู้บริโภค Customer Jouney เปลี่ยนแปลง ซื้อซ�้ำและบอกต่อหลังการซื้อ หากซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นปลอดภัย และ ช่องทางออนไลน์ ไร้สัมผัสโรค > ยามวิกฤตแบรนด์ไม่ควรหยุดสื่อสารตลาดกับผู้บริโภค ยิ่งช่วงผู้บริโภควิตกกังวล ความปลอดภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตยิ่งต้องสื่อสารการตลาด ทั้งความสะอาด และโปรโมชั่น > เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นช่องทางอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคติดตาม เพราะสังคมที่กว้าง จ�ำนวนสมาชิกมากเป็นอันต้นของโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางที่ซูเปอร์มาร์เก็ตลืมไม่ได้ > แอปพลิเคชั่น/ออนไลน์ช่วยเพิ่มยอดขาย ผลวิจัยชี้ชัด ผู้บริโภคซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เพราะมีออนไลน์ เพราะ “ สะดวก ปลอดภัย ไร้สัมผัส” เรียกว่า “ของมันต้องมี” ซู เปอร์มาร์เก็ตจ�ำเป็นต้องเพิ่มควบคู่กับสาขา ตอบสนองผู้บริโภค พนักงานใส่หน้ากากอนามัย-การเว้นระยะห่าง-ซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น สาม อันดับแรกผู้บริโภครับรู้เกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ต ผลการวิจัยพบว่า ในช่วงการแพร่ระบาด COVID-19 ผู้บริโภครับรู้เกี่ยวกับซูเปอร์ มาร์เก็ตในระดับมาก และมากกว่าครึ่งรับรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนการแพร่ระบาดของโรค COVID ไม่ว่าจะเป็น พนักงานใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง การซื้อสินค้าผ่าน แอปพลิเคชั่น/ออนไลน์ สินค้าลดราคา คูปองส่วนลดแก่สมาชิก/ลูกค้า โปรโมชั่น 1 แถม 1 สินค้าพรีเมียมเช่น เชอร์รี่ สาลี่ญี่ปุ่น การขายสินค้าสุขภาพ ออแกร์นิกส์ ตาม ล�ำดับ ยกเว้น เรื่องการขายสินค้าเกษตรผลิตในประเทศในซูปเปอร์มาร์เก็ตที่รับรู้ใน ระดับปานกลาง โดยช่องทางในการรับรู้เรื่องต่างๆ คือ ผ่านภาพ Infographic และ วีดิโอคลิปบนเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ และยูทูป ข้อน่าสังเกตพบว่า แม้ว่าผู้บริโภครับรู้เกี่ยว กับซูเปอร์มาร์เก็ตผ่านทาง TV อยู่ในระดับปานกลาง แต่ในช่วง Covid-19 ผู้บริโภค รับรู้ข่าวสารผ่าน TV มากกว่าส่วนการสื่อสารผ่านช่องทางอื่นๆ อาทิ SMS, E-mail, Brochure ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อมูลการสื่อสารการตลาดของซูเปอร์มาร์เก็ตกับคู่แข่งก่อน ตัดสินใจซื้อในระดับมาก

ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมากกว่าครึ่งหนึ่งเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้น จากก่อนการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในเกือบทุกด้าน โดยเปรียบเทียบในเรื่อง ต่างๆ ต่อไปนี้ ตามล�ำดับ ได้แก่ 1) โปรโมชั่น 1 แถม 1 สินค้าพรีเมียมเช่น เชอร์รี่ สาลี่ ญี่ปุ่นของซูปเปอร์มาร์เก็ตแห่ง 2) การใช้วัตถุดิบในประเทศ 3) ประโยชน์ของสินค้า สุขภาพ 4) สินค้าลดราคา และ 5) ความสะอาด/ปลอดภัย เช่น บรรจุภัณฑ์แน่นหนา โดยช่องทางหลักที่ใช้ในการเปรียบเทียบ ได้แก่ เฟซบุ๊ก 5 เหตุผลที่ท�ำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ต ผลการวิจัยพบว่า เหตุผลที่ท�ำให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ตในระดับมาก ได้แก่ 1) การเพิ่มช่องทางช�ำระเงินออนไลน์/แอปพลิเคชัน 2) คูปองส่วนลด 3) โปร โมชั่น 1 แถม 1 สินค้าพรีเมียม เช่น เชอร์รี่ สาลี่ญี่ปุ่น 4) คูปองส่วนลดจากร้านค้า พันธมิตร และ 5) การลดราคาช่วงนาทีทอง โดยช่องทางที่คนซื้อ คือ 1) การช�ำระเงิน ผ่านแอปพลิเคชั่น 2) การช�ำระเงินออนไลน์ 3) เคาน์เตอร์สาขาในซูเปอร์มาร์เก็ต และ 4) เฟซบุ๊ก ตามล�ำดับ แสดงความชื่นชอบหลังการซื้อในระดับปานกลาง แต่ซื้อซ�้ำเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคที่ชื่นชอบการซื้อสินค้าจะมีแสดงออกว่าชื่นชอบอยู่ในระดับ ปานกลาง โดยมีเพียงแค่ 2 วิธีในการแสดงออกว่าชื่นชอบหลังการซื้อที่อยู่ในระดับมาก ได้แก่ การกดไลก์ แชร์ และการบอกต่อโปรโมชั่นกับคนรอบข้าง อย่างไรก็ดี ผู้บริโภค มีการซื้อสินค้าซ�้ำจากซูเปอร์มาร์เก็ตในระดับมาก หากได้รับ 1) ส่วนลดส�ำหรับลูกค้า สมาชิก 2) ความรู้สึกว่าพนักงานดูปลอดภัย 3) คูปองส่วนลดจากร้านค้าพันธมิตร และ การบริการที่ดีจากพนักงาน ตามล�ำดับ โดยซื้อซ�้ำผ่านออนไลน์ เพราะได้รับความพึง พอใจจากการซื้อในครั้งแรก มากที่สุด รองลงมาซื้อสินค้าซ�้ำในสาขาซูเปอร์มาร์เก็ต การบอกต่อหลังการซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตในช่วง COVID-19 ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีการบอกต่อ 1) โปรโมชั่นกับคนรอบข้าง 2) ประสบการณ์ การซื้อ 3) แชร์โปรโมชั่นลดราคา 4) การได้รับคูปองส่วนลด โดยช่องทางการบอกต่อ ในที่ส่วนตัว คือ บอกต่อเพื่อน-ญาติ บอกต่อผ่าน chat เช่น ไลน์ ในขณะที่ผู้บริโภคมี การรีวิวประสบการณ์การซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมในระดับปานกลาง การเปลี่ยนแปลงของ Customer Jouney เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤต ผลการศึกษาที่ได้ศึกษาเส้นทางการตัดสินใจซื้อผู้บริโภค 6 ขั้นตอน จากการสื่อสาร การตลาดของซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้วิกฤตโรค COVID-19 ได้แก่ การรับรู้ การเปรียบ เทียบ การตัดสินใจซื้อ การแสดงความชื่นชอบ การซื้อซ�้ำ และการบอกต่อ พบว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพฤติกรรมการซื้อซ�้ำ ที่เปลี่ยนมากที่สุด รองลงมามีการบอกต่อหลังการซื้อ และการกลับมาซื้อซ�้ำ เพราะ ได้รับส่วนลด พนักงานดูปลอดภัยจากโรค โดยเรื่องบอกต่อหลังการซื้อ คือ โปรโมชั่น รองลงมา ประสบการณ์การซื้อ นอกจากนี้ยังพบว่า ช่วงวิกฤตผู้บริโภคติดตามข่าวสาร และรับรู้การสื่อสารการตลาดของซูเปอร์มาร์เก็ตด้านมาตรการความปลอดภัยจากโรค Covid 19 เพิ่มขึ้นเป็นอันดับต้นๆ โดยผู้บริโภครับรู้ด้านพนักงานสวมใส่หน้าอนามัย ตลอดเวลา เพิ่มขึ้นจากก่อนการแพร่ระบาดของโรคร้อยละ 76.36 รองลงมารับรู้ด้าน การเว้นระยะห่าง เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.36 และสินค้าลดราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 65.60 ซึ่ง

MAGKETING l 18


BEHAVIOR

การเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะผู้บริโภครับรู้มาตรการหยุดเชื้อ อยู่บ้าน จึงติดตามข่าวสาร มาตรการป้องกันโรคระบาดของซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างใกล้ชิด เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นช่องทางอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคติดตาม ผลวิจัยพบว่า ช่องทางที่ผู้บริโภครับรู้ คือ เฟซบุ๊กเป็นอันดับต้นๆ ทั้งจากภาพ Infographic วิดีโอคลิป ที่ผู้บริโภครับรู้เนื้อหาการสื่อสารการตลาดเพิ่มขึ้น และเป็น ช่องทางที่ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ของสินค้ากับคู่แข่ง เช่น ความสะอาด และความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ ประโยชน์ของสินค้า และสินค้าลดราคา ซึ่งเมื่อ ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าแล้วจะมีการแชร์สินค้าและแสดงความชื่นชอบบนเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้นด้วย แอปพลิเคชั่น/ออนไลน์ช่วยเพิ่มยอดขาย นอกเหนือจากนั้น การเพิ่มช่องทางซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน/ ออนไลน์ ท�ำให้ผู้ บริโภคตัดสินใจซื้อ โดยผลการวิจัย พบว่า การเพิ่มช่องทางช�ำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น และออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.80 รองลงมาก คูปองส่วนลด อย่างไรก็ดีผลการศึกษา ก็ยังพบว่า ผู้บริโภคยังซื้อซ�้ำผ่านสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 65.50 ซื้อสินค้า ออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.5 เพราะมีความพึงพอใจหลังซื้อ การได้รับคูปองส่วนลด และรู้สึกปลอดภัยจากการใช้บริการ แนะ สาขาซูเปอร์มาร์เก็ตยังจ�ำเป็นในโลกออนไลน์ - ลูกค้ายังโหยหาการสัมผัส สินค้า - ไม่ทิ้งสื่อดั้งเดิม สิรีภัคกมณ ผู้วิจัย ระบุว่า แม้ว่าในวิกฤตโรคระบาดจะน�ำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มากมาย จนท�ำให้หลายแบรนด์ หรือแม้กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ตจะสร้างช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่แบรนด์ต้องไม่ลืมว่า เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป แล้ว ผู้บริโภคยังมีอารมณ์ความรู้สึกที่อยากจะสัมผัสสินค้า การหยิบ จับ สินค้าจะสร้าง ความรู้ว่าสินค้านั้นมีคุณภาพ หรือแม้แต่การเดินทางเข้ามาในสาขาซูเปอร์มาร์เก็ต นอก เหนือจากซื้อสินค้าแล้ว ผู้บริโภคยังต้องการผ่อนคลาย ดังนั้น การสร้างความแตกต่าง ภายในสาขา ประสบการณ์ที่ดีย่อมดึงให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ�้ำอีกในอนาคต ขณะการ เพิ่มช่องทางช�ำระเงินจะเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่มีความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า นอกจากนี้ แม้ใครๆก็รู้ว่าไทยจะเข้าสู่โลกออนไลน์ หลายคนอาจคิดว่าสื่อดั่งเดิมอาจไม่ เป็นที่สนใจของผู้บริโภค แต่ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคติดตามสื่อดั่งเดิมและตัดสินใจ ซื้อจากสื่อดั่งเดิมเพิ่มขึ้น อย่างเช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ (ร้อยละ 42.50 และร้อย ละ 40.30 ตามล�ำดับ) เพราะช่วงที่ผู้บริโภคหยุดเชื้อ อยู่บ้าน ผู้บริโภครับรู้มีความเป็น ไปได้ที่ผู้บริโภคต้องการติดตามข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ตลอดเวลาและสื่อสิ่งพิมพ์ยัง เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ช่องทางนี้ แบรนด์หรือซูเปอร์มาร์เก็ตยังต้องให้ความ ส�ำคัญเช่นกัน รวมถึงในยามข้าวยากหมากแพงเช่นสถานการณ์ปัจจุบัน ซูเปอร์มาร์เก็ตจะต้อง วางแผนกลยุทธ์การตลาดและมีการสื่อสารการตลาดที่ได้ผล โดยเฉพาะการจัดโปรโม ชั่นกระตุ้นยอดขายท�ำให้มีการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่ภาวะ เศรษฐกิจตกต�่ำภาครัฐสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้เงินสนับสนุนท�ำงานร่วมกับ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อกระตุ้นก�ำลังซื้อจากผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง

ขณะเดียวกัน หากซูเปอร์มาร์เก็ตต้องการเพิ่มยอดขาย การจับมือร่วมกันแบรนด์ พันธมิตร (Collaboration) น่าจะเป็นอีกกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคเกิดขึ้นตามสถานการณ์ แต่เมื่อกลับ เข้าสู่ภาวะปกติออนไลน์อาจไม่ได้สร้างยอดขายให้แบรนด์เสมอไป แบรนด์จะต้อง เรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่เสมอ การสื่อสารการตลาดกับเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ ผศ.ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์ อาจารย์ที่ปรึกษา ให้ความเห็นว่า เส้นทางการตัดสินใจซื้อ ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม โดยในขั้นการรับรู้ ผู้บริโภคยุคใหม่จะ เปิดโอกาสท�ำความรู้จักแบรนด์มากกว่า 1 แบรนด์ (Brand Perception) ไม่ใช่รับรู้ แบรนด์ (Brand Awareness) เหมือนสมัยก่อน ดังนั้น ในขั้นนี้แบรนด์ควรสร้างความ ได้เปรียบโดยการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านเครื่องมือสื่อสารการตลาด เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการขาย การตลาดทางตรง และ พนักงานขาย ในท�ำนอง เดียวกัน ในขั้นเปรียบเทียบยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ชัดเจนมากว่า ผู้ บริโภคเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเพิ่มมากขึ้น รวมถึงค�ำนึงถึงความน่าเชื่อถือ ของแบรนด์ อาทิ ความสะอาด/ปลอดภัย ควบคู่กับการได้รับโปรโมชั่น ในขณะที่ขั้น ตัดสินใจซื้อมีความส�ำคัญอย่างมาก ผู้บริโภคต้องการความยืดหยุ่นในการช�ำระเงิน อีก ทั้งโปรโมชั่น การได้รับคูปองลดราคา ส่วนลดส�ำหรับสมาชิก สามารถใช้กระตุ้นการ ซื้อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ประสบการณ์หลังการซื้อ (Post purchase experince) ส�ำคัญมากในยุคนี้ เพราะบางครั้ง ผู้บริโภคที่เชื่อมั่นในแบรนด์ด้วยการสัมผัสจาก ประสบการณ์ที่ตัวเองเจอ/ฟังค�ำบอกต่อ อาจข้ามไปยังขั้นตอนการซื้อซ�้ำ โดยไม่สนใจ ที่จะรับรู้-เปรียบเทียบข้อมูลอีกต่อไป ดังจะเห็นได้จาก ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ผู้บริโภคมีการซื้อซ�้ำ-บอกต่อเพิ่มมากขึ้น “จากผลการวิจัยหลายเรื่องจะพบว่า การสื่อสารการตลาดมีบทบาทต่อเส้นทางการ ตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครูปแบบใหม่แทบจะทุกขั้นตอน การสื่อสารการตลาดช่วยท�ำให้ ผู้บริโภครู้จัก-ยอมรับแบรนด์เข้าไปในใจในขณะที่ผู้บริโภคผูกใจไว้กับหลายแบรนด์ ช่วยสร้างความได้เปรียบในสนามที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทางข้อมูลและคอนเทนต์ ท�ำให้คนเชื่อมั่นในแบรนด์ บอกต่อ และน�ำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการซื้อ-ซื้อซ�้ำใน ที่สุด…หากเราเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม” ผศ.ดร.สุทธนิภา กล่าวทิ้งท้าย

MAGKETING l 19


CASE STUDY

GREEN ++ BUILDING

MAGKETING VOL.58

MAGKETING l 20


CASE STUDY

iNTROdUCTION เรื่อง : ปรัชญ์ พันแสงระวี

กลุ่ม WORLD GREEN BUILDING COUNCIL ให้ค�ำนิยามของ อาคารสีเขียว (Green building) ว่าเป็นอาคารที่ส่งผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมน้อยที่สุดประหยัดพลังงานใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อ มน าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ตัวอาคารใช้ประโยชน์จากสภาวะ แวดล้อมให้มากที่สุด หรืออาจกล่าวอีมุมหนึ่งว่าอาคารสีเขียว (Green building) คือ อาคารที่สร้างขึ้นโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมี ประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อาคารสีเขียวเป็นแนวคิดที่แพร่หลายและได้รับการพัฒนาอย่างมากใน ทวีปยุโรปและอเมริกา เนื่องจากมีสถาปนิกได้ตระหนักว่าการก่อสร้าง อาคารได้ส่งผลกระทบมากมายต่อสิ่งแวดล้อมจึงต้องการออกแบบ อาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆมาใช้

MAGKETING l 21


CASE STUDY

ธ.กสิกรไทย ก รไทย ธนาคารกสิ

1.การใช้เทคโนโลยีและการออกแบบที่ใช้งานและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ราคาสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

ปี 2558 ธนาคารกสิกรไทยยึดมั่นในเจตนารมณ์ “กรีน ดีเอ็นเอ” ที่ให้ความส�ำคัญ กับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาปรับปรุงกระบวนการท�ำงานและพัฒนา ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าประชาชนและ การเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แนวความคิดดังกล่าวถ่ายทอดอย่าง เป็นรูปธรรมด้วยการก�ำหนดเป็นแนวทางในการก่อสร้างและออกแบบอาคารของ ธนาคารที่จะต้องใช้แนวความคิด ของการเป็น อาคารสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม

2.การออกแบบอาคารสามารถใช้งานได้จริงในระยะยาว เพื่อให้โครงการคงความเป็น อาคารเขียวตลอดอายุการใช้งาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ร้อยละ 30 ลดการ ใช้น�้ำประปาร้อยละ 60 ลดขยะจากก่อสร้าง ร้อยละ 80 ไม่มีการปล่อยน�้ำเสียและใช้ ประโยชน์จากน�้ำฝนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการของธนาคารร่วม กับผู้ใช้อาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการด�ำเนินการทั้งหมด สามารถเป็นต้น แบบให้แก่อุตสาหกรรมอาคารเขียวในอนาคต

โครงการอาคารสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นนโยบายส�ำคัญในการจัดสร้างและปรับปรุง อาคารส�ำนักงานใหญ่ทั้ง 3 อาคาร ได้แก่ อาคารราษฎร์บูรณะ แจ้งวัฒนะ และ พหลโยธิน และศูนย์การเรียนรู้ธนาคารกสิกรไทย ที่ค�ำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อการใช้งานอย่างคุ้มค่า ทั้งด้านการจัดการพลังงาน และการบริหารจัดการน�้ำ

3.การใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพและเน้นการใช้ประโยชน์สูงสุด ใช้งบประมาณใน การก่อสร้างทั้งสิ้น 245 ล้านบาทและใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อด�ำเนินการตามระบบ LEED เพียง 8.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3 ของงบประมาณการก่อสร้างรวม ซึ่งน้อย มากเมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ ต่างๆภายในประเทศรวมทั้งทีมงานและที่ปรึกษาที่เป็นคนไทยทั้งหมด

ธนาคารกสิกรไทยตระหนักดีว่า การดูแลความปลอดภัยสุขลักษณะและสภาพแวดล้อม ที่ดี เป็นการเอื้ออ�ำนวยให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกค้า ประชาชนได้รับความสะดวกในการติดต่อธุรกิจกับธนาคาร จึงได้มีการจัดการบริหาร และการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท�ำงานให้ เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงแรงงานก�ำหนดและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลใน เรื่องดังต่อไปนี้

การออกแบบภูมิทัศน์และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างแท้จริงยังเป็นอีกหนึ่งองค์ ประกอบที่ธนาคารให้ความส�ำคัญ การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยจัดระบบ Shuttle Bus ที่ครบวงจรให้บริการผู้ใช้อาคารทั้งพนักงานในพื้นที่พนักงานจากกรุงเทพและแขก ผู้มาเยี่ยมชมการออกแบบระบบน�้ำยั่งยืนอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นน�้ำทิ้งจากระบบ สุขาภิบาล น�้ำฝนไหลล้นและน�้ำส�ำหรับงานภูมิสถาปัตยกรรมเป็นตัวอย่างการบริหาร ทรัพยากรน�้ำอย่างสมบูรณ์

-ระบบสาธารณูปโภคที่ติดตั้งภายในอาคารได้ค�ำนึงสุขภาพของพนักงานที่ปฏิบัติงานใน อาคารเป็นส�ำคัญ เช่นระบบปรับอากาศแบบกรอง 2 ชั้นเพื่อให้อากาศภายในอาคาร มีความบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษ ระบบแสงสว่างที่ได้ค่าความส่องสว่างตามมาตรฐาน และไม่ระคายเคืองต่อสายตา ระบบกรองน�้ำดื่มโดยใช้โอโซนเพื่อให้ได้น�้ำดื่มที่สะอาดได้ มาตรฐานนอกจากนี้ยังมีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน

นอกจากนี้ระหว่างการก่อสร้าง ได้มีการวางมาตรการในการควบคุมขยะที่ส่งผลก ระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดด้วยการน�ำขยะจากการก่อสร้างไปใช้งานใหม่ การ บริหารจัดการขยะต่างๆ ท�ำให้โครงการสามารถลดขยะจากการก่อสร้างได้ถึงร้อย ละ 80 การไม่ใช้วัสดุที่มีสารพิษต�่ำ การวางแผนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นระบบ การค�ำนึงถึงสภาพแวดล้อมภายในอาคาร ได้แก่ ระบบปรับอากาศ ทั้งในส่วนห้องเรียนและห้องพักถูกออกแบบให้สอดคล้องกับผู้ใช้งาน กิจกรรม โดย เลือกอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม ผู้ใช้อาคารจะรู้สึกสบายควบคู่กับประหยัด พลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการค�ำนึงถึงการใช้แสงธรรมชาติ และวิวในทุกห้องที่มีการใช้ งานประจ�ำทั้งห้องเรียน และห้องพัก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ แม้ว่าจะอยู่ภายในอาคารก็ตาม

-ด้านสภาพแวดล้อมในสังคมและชุมชน ธนาคารติดตั้งเครื่องกรองไอเสียเพื่อก�ำจัด ควันกลิ่นเสียงไม่ให้รบกวนชุมชนใกล้เคียงรวมถึงการสร้างระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย นอกจาก จะช่วยบ�ำบัดน�้ำภายในอาคารที่จะทิ้งลงสู่แม่น�้ำแล้ว ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียดังกล่าวยังมี ประสิทธิภาพสูงโดยสามารถน�ำน�้ำที่ผ่านการบ�ำบัดไปใช้รดน�้ำต้นไม้และใช้ในระบบ ปรับอากาศซึ่งนอกจากจะเป็นการประหยัดการใช้พลังงานแล้วยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อีกด้วย ธนาคารกสิกรไทยริเริ่มการก่อสร้างอาคารต่างๆ ภายใต้แนวคิดการประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ศูนย์การเรียนรู้กสิกรไทยอ�ำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราอาคาร 3 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 7 ไร่มีพื้นที่ใช้สอย 5,000 ตารางเมตรสูง 6 ชั้น เป็นหนึ่งในอาคารที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดการพัฒนาอาคารอนุรักษ์ พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ อาคารเขียว ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน สากลระดับโลกเป็นรางวัลสูงสุด Platinum ภายใต้ระบบ LEED (Leadership in Energy and Environment Design) จากสภาอาคารเขียวของสหรัฐอเมริกาหรือ USGBC นับเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รางวัลระดับสูงสุดในสาขาอาคารใหม่ หรือ New Construction ทั้งนี้ในการก่อสร้างและออกแบบอาคารได้ค�ำนึงถึง

อาคารส�ำนักงานใหญ่ ราษฎร์บูรณะ และแจ้งวัฒนะ ต้นแบบอาคารเขียวที่ดูแล และใส่ใจสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคารส�ำนักงานใหญ่ทั้งสองแห่ง ได้รับการยกย่องเป็นองค์กรธุรกิจ ต้นแบบ ในการส่งเสริมความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมสีเขียว ในเรื่องของการประหยัด พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบและก่อสร้างอาคารที่ยึดมาตรฐาน ของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นระบบ การวัดระดับความเป็นอาคารสีเขียว ของ U.S. Green Building Council องค์กร ทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อด�ำเนินการสนับสนุนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดในเรื่อง การออกแบบที่ยั่งยืนของประเทศสหรัฐอเมริกา และค�ำนึงถึงมาตรฐาน TEEAM (Thailand Energy & Environmental Assessment Method) ซึ่งเป็นแนวทางการ ออกแบบและประเมินอาคารประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

MAGKETING l 22


CASE STUDY

อาคารส�ำนักงานใหญ่ พหลโยธิน ปรับปรุงอาคารเก่าเพื่อการเป็นอาคารเขียว อาคารดังกล่าวก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีเก่าและมีการใช้งานมากกว่า 25 ปี จึงได้รับ การปรับปรุงให้เป็นอาคารเขียว โดยมีแนวคิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน ในอาคาร ปรับปรุงพื้นที่ภายในและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งหมด ยกเว้นด้าน นอกของอาคาร และปรับปรุงผังอาคารให้เป็น Open Plan Office เพื่อให้พื้นที่ ท�ำงานเปิดโล่ง สามารถเข้าถึงทัศนียภาพภายนอกและแสงธรรมชาติได้ จึงผ่านเกณฑ์ การประเมินของ LEED ในระดับ Gold และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มอบใบรับรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใน โครงการรับรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส�ำหรับอาคาร ในปีที่ผ่านมา

า ฮอนด้ฮอนด้ า ปี 2550 บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จ�ำกัด ส�ำนักงานใหญ่ของฮอนด้าประจ�ำ ภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ประกาศแผนการลงทุนสร้าง โรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้งบประมาณ 6,200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจ�ำนวนเงินลงทุนที่มากสุดในประวัติศาสตร์การลงทุนของฮอนด้า ในประเทศไทย โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่สองของฮอนด้าในประเทศไทย ซึ่ง มีก�ำหนดการเริ่มเดินสายพานการผลิตในเดือนตุลาคม 2551 ด้วยก�ำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี ท�ำให้โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีก�ำลัง การผลิตมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ทัตสึฮิโร่ โอยาม่า ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอบริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จ�ำกัด เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ฮอนด้าได้ศึกษาโครงการขยายการลงทุนในประเทศไทย มาสักระยะหนึ่ง ด้วยเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการผลิตรถยนต์ป้อนตลาด ในประเทศ และส่งออก ซึ่งเมื่อรัฐบาลได้ประกาศนโยบายอีโคคาร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ท�ำให้ ฮอนด้าตัดสินใจเดินหน้าขยายการลงทุนครั้งส�ำคัญในประเทศไทยในครั้งนี้ “โครงการอีโคคาร์นั้นถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับความมุ่งมั่นตั้งใจของฮอนด้าใน การเป็นผู้ผลิตยานยนต์ ที่เอาใจใส่และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก อีกทั้ง นโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตและพัฒนายานยนต์ที่ประหยัด น�้ำมัน และมีค่าไอเสียต�่ำนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบันที่ต้องการลด ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เราก�ำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โรงงานแห่งใหม่ของฮอนด้านี้ เป็นโรงงานที่ผลิตรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน ตลอดจน น�ำเทคโนโลยีและวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อควบคุมมลพิษต่างๆ" โอยาม่ากล่าว โรงงานที่ล�้ำสมัยแห่งใหม่นี้ไม่เพียงมีศักยภาพทางการผลิตที่ยอดเยี่ยม แต่ยังได้รับการ ออกแบบให้มีเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ด้วยมาตรการการควบคุมไอเสีย ซึ่งจะท�ำให้ โรงงานฮอนด้าแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เทคโนโลยีสะอาดดังกล่าวนั้นหมายรวมถึงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซาร์บอนได ออกไซด์จากกระบวนการผลิตรถยนต์ลง 10% เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปี 2548 และลดปริมาณการเกิดสารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) ได้ถึง 50% ด้วยการใช้เทคโนโลยีการพ่นสีรถยนต์สูตรน�้ำ นอกจาก นี้ พลังงานส่วนหนึ่งที่ใช้ในโรงงานแห่งนี้ยังเป็นพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบ ฟิล์มบาง หรือ ซิกส์ (CIGS) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคตที่ฮอนด้าได้คิดค้นและ พัฒนาขึ้น ที่ส�ำคัญ ฮอนด้ายังน�ำระบบการรีไซเคิลน�้ำแบบปิดมาใช้ นั่นหมายถึงน�้ำจาก กระบวนการผลิตจะถูกบ�ำบัด และน�ำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่มีการปล่อยน�้ำเสียออกนอก โรงงานเลย ในโอกาสเดียวกันนี้ ฮอนด้ายังได้ประกาศการกลับมาของอาซิโม หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ ที่ล�้ำยุคที่สุดในโลก ซึ่งจะกลับมาพร้อมกับความสามารถใหม่ โดยจะเปิดตัวครั้งแรกใน ภูมิภาคเอเชีย และโอเชียเนีย ในงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอุตสาหกรรมไทยที่จัด ในโอกาสครบรอบ 40 ปี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 19-23 กันยายนศกนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี อาซิโมรุ่นใหม่นี้ไม่ เพียงจะสามารถวิ่งได้เร็วถึง 6 กม. ต่อชั่วโมง แต่ยังสามารถเข็นรถเข็น และตอบสนอง กับมนุษย์ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก “ผมเชื่อมั่นว่า การแถลงข่าวส�ำคัญในครั้งนี้ จะสะท้อนให้ทุกท่านได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ปี 2553 ของฮอนด้าอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่า ใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ล�้ำสมัย พร้อมน�ำวิสัยทัศน์สากลสู่ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนอย่าง ยั่งยืน และมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในสังคมเพื่อชนรุ่นหลัง” ฟอร์ดฟอร์ ด ปี 2558 ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประกาศติดตั้งหลอดไฟ LED ประหยัดพลังงาน ภายในโรงงานผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศไทย จีน อินเดีย เวียดนาม และไต้หวัน ด้วย เงินลงทุน 5 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 180 ล้านบาท หวังประหยัดพลังงาน และลดค่าใช้จ่าย พร้อมยกระดับด้านความปลอดภัยและคุณภาพของแสงไฟ แกรี่ จอห์นสัน รองประธานฝ่ายการผลิต ฟอร์ด ประจ�ำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การลงทุนระยะยาวส�ำหรับเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงาน ในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน การติดตั้งเทคโนโลยีการใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานผลิตรถยนต์จะ ช่วยให้ฟอร์ดสามารถลดการใช้พลังงานลงได้อย่างมหาศาล หรือเท่ากับปีละ 18 ล้าน กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งมากเพียงพอส�ำหรับการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดมาตรฐานจ�ำนวน มากกว่า 1,900 หลังต่อปี หรือเทียบเท่ากับการประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้มาก ถึง 50-70 เปอร์เซนต์ เทคโนโลยีหลอดไฟ LED ซึ่งปกติจะมีอายุการใช้งานที่ 5-10 ปี มีอายุการใช้งานที่ ยาวนานกว่าหลอดไฟแบบเดิม จึงช่วยลดความจ�ำเป็นในการซ่อมบ�ำรุงและการเปลี่ยน หลอดไฟลงได้อย่างมากอีกด้วย หลอดไฟแบบใหม่นี้ ยังช่วยส่งผลกระทบเชิงบวกให้กับ สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเทคโนโลยีหลอดไฟ LED จะไม่บรรจุสารปรอทเหมือนกับหลอด

MAGKETING l 23


CASE STUDY

ไฟทั่วไปแบบฟลูออเรสเซนต์ ดังนั้นหลอดไฟ LED จะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มขยะอันตราย นอกจากนี้ หลอดไฟ LED ยังให้แสงสว่างมากกว่า แต่ให้ความร้อนที่น้อยลง ส่งผลให้ คุณภาพชีวิตการท�ำงานของพนักงานฟอร์ดทุกคนดีขึ้นตามไปด้วย หลอดไฟ LED ใหม่นี้ได้รับการติดตั้งที่โรงงานผลิตรถยนต์ของฟอร์ดทั้งในประเทศไทย และจีน และทีมงานฟอร์ด อินเดียได้ติดตั้งหลอดไฟดังกล่าวรอบแรกแล้วเสร็จไปเมื่อ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และคาดว่า การติดตั้งหลอดไฟภายในโรงงานผลิตรถยนต์ที่ ประเทศไต้หวันและเวียดนามจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี การลงทุนครั้ง นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก และฟอร์ดจะยังคงด�ำเนินการพัฒนา และติดตั้งหลอดไฟ LED อย่างต่อเนื่องต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้

ป้อมเพ็ชร สาริบุตร ผู้จัดการ โตโยต้า ไทยเย็น จ�ำกัด สาขาปากช่อง บอกว่า การ พิจารณาด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวประจวบเหมาะกับการสร้างโชว์รูม ที่ทางโตโยต้า มีน โยบาย Eco Dealership Outlet อย่างตอนที่ก่อสร้างซึ่งขุดบ่อน�้ำด้านหน้าโชว์รูมให้ เป็นแนวรั้ว และช่วยลดอุณหภูมิให้อาคาร ก็น�ำดินที่ขุดมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างทั้งหมด หรือ ในการปลูกต้นปาล์มที่ตนเองชอบเป็นทุนเดิม ก็ย้ายบางส่วนจากบ้านมาปลูก “สรุปแล้วเราใช้งบประมาณก่อสร้างเพิ่มจากปกติประมาณ 30% แต่สามารถประหยัด ค่าไฟฟ้าได้ 5-10% ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่า เชื่อว่าภูมิทัศน์ และบรรยากาศการ ตกแต่งโดยค�ำนึงสิ่งแวดล้อมมีส่วนส่งเสริมด้านยอดขาย เพราะสังเกตว่าลูกค้าที่เข้ามา ดูรถมักใช้เวลาภายในศูนย์บริการมากกว่าปกติ”

ส�ำหรับในประเทศไทย ฟอร์ด ได้ให้ความส�ำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีหลอดไฟ LED ภายในโรงงานผลิตรถยนต์ที่จังหวัดระยอง ทั้งที่ โรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย หรือ เอเอที ซึ่งเป็นศูนย์การผลิต ฟอร์ด เอเวอเรสต์ และ ฟอร์ด เรนเจอร์ และที่โรงงาน ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง หรือ เอฟทีเอ็ม โดยได้ติดตั้งหลอดไฟ LED ไปแล้วมากกว่า 10,000 หลอด ทั้งนี้ ฟอร์ดคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนจากหลอดไฟ แบบเดิมมาเป็นหลอดไฟ LED จะช่วยให้โรงงานผลิตรถยนต์สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ถึง 1.9 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี

นอกจากนี้โตโยต้ายังต้องการผลักดันให้โชว์รูมและศูนย์บริการที่มีอยู่จ�ำนวน 374 แห่ง ในขณะนั้นให้พิจารณาปรับปรุงการด�ำเนินงานภายใต้มาตรฐาน Eco Dealership Outlet เท่าที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารเดิม ภาย ใต้หัวข้อการอนุรักษ์น�้ำ การอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าและแสงสว่าง และการควบคุม คุณภาพสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร ซึ่งปัจจุบันนี้โชว์รูมและศูนย์บริการ 95% ได้ เปลี่ยนมาใช้หลอดแอลอีดีแทนแล้ว ถือว่าเป็นการลงทุนในเบื้องต้นแต่จะให้ความคุ้ม ค่าในระยะยาว

โตโยต้โตโยต้ า า

ทั้งนี้ มีจ�ำนวนโชว์รูมโตโยต้าสมัครเข้าร่วมโครงการนี้และอยู่ในระหว่างการพิจารณา รับรองทั้งสิ้น 30 แห่ง มี 5 แห่ง รอการอนุมัติ และที่จะเปิดใหม่ 3 แห่งปลายปี 2556 คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และตรัง ได้ออกแบบและปลูกสร้างให้เป็นอาคารเขียว

ปี 2556 โชว์รูมและศูนย์บริการของบริษัท โตโยต้า ไทยเย็น จ�ำกัด สาขาปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้รับมอบประกาศนียบัตรรับรองอาคารเขียวระดับทอง จากมูลนิธิและ สถาบันอาคารเขียวไทย สะท้อนความมุ่งมั่นในนโยบาย Eco Dealership Outlet ซึ่ง โตโยต้า ต้องการยกระดับการด�ำเนินงานและการบริการของดีลเลอร์ให้มีความเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมและชุมชน อาคารโชว์รูม ส�ำนักงานและศูนย์บริการมาตรฐาน โตโยต้า ไทยเย็น (สาขาปากช่อง) มี พื้นที่ใช้สอย 5,835 ตารางเมตร เป็นดีลเลอร์ล�ำดับต้นๆ ที่ตัดสินใจต่อยอดการด�ำเนิน งานตามแนวทางการด�ำเนินธุรกิจขององค์กรโตโยต้าที่ว่าด้วยการบูรณาการร่วมมือใน การรับผิดชอบต่อสังคมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ จนกระทั่งได้รับรองเป็น อาคารเขียวไทย แห่งแรก ตาม “เกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย” หรือ That’s Rating of Rating of Energy and Environmental Sustainability-TREES โดยสถาบันอาคารเขียวไทย จักรพันธ์ ภวังค์คะรัตน์ รองประธานสถาบันอาคารเขียวไทย กล่าวว่า หลักเกณฑ์ TREES ใช้เวลาศึกษาและพิจารณากว่า 2 ปีกว่าที่จะออกมาเป็นหลักเกณฑ์ประเมินที่ มีความเหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งการยื่นแสดงความจ�ำนงตั้งแต่ก่อนก่อสร้างไม่ได้ ยุ่งยาก วัตถุประสงค์ ต้องการให้อาคาร สิ่งปลูกสร้างมีการประหยัดใช้พลังงาน และ ทรัพยากร รวมถึงการสนับสนุนให้มีการใช้วัสดุในท้องถิ่น โดยที่ TREES ก็เหมือน ไม้บรรทัดช่วยวัดผล เชื่อว่าเมื่อมีตัวอย่างแล้วก็จะท�ำให้อาคารอื่นๆ สนใจมากขึ้น ทั้งนี้ เกณฑ์ของ TREES แตกต่างจากหลักเกณฑ์ในต่างประเทศ ตรงที่การค�ำนึงความเหมาะ กับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศในประเทศไทย และช่วยลดขั้นตอนการด�ำเนิน การที่ยุ่งยากกว่า

เนสท์เนสท์ เล่ เ ล่ ปี 2559 กลุ่มธุรกิจน�้ำดื่มเนสท์เล่ ภายใต้บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จ�ำกัด ประกาศ แผนการลงทุนมูลค่า 1,800 ล้านบาท เดินหน้าสร้างโรงงานผลิตน�้ำดื่มเนสท์เล่ เพียว ไลฟ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงงานผลิตน�้ำดื่มแห่งใหม่จะใช้นวัตกรรมที่ล�้ำสมัยที่สุด ด้วยเทคโนโลยี VSEP (Vibratory Shear Enhanced Membrane Processing) ใน กระบวนการผลิตเพื่อท�ำให้เกิดการใช้น�้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด พร้อมเป็นศูนย์การ ผลิตและจัดจ�ำหน่ายสินค้าเพื่อคืนความสดชื่นให้แก่ร่างกายของผู้บริโภคใน 14 จังหวัด ภาคใต้ภายใต้มาตรฐานคุณภาพของเนสท์เล่ ทั้งนี้ โรงงานผลิตน�้ำดื่มแห่งใหม่นี้ มีพื้นที่ 170,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยโรงงาน ผลิต คลังสินค้า ส�ำนักงาน และสิ่งอ�ำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยจะท�ำการบรรจุขวด น�้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกเพื่อให้ผู้ บริโภคมั่นใจในคุณภาพของน�้ำทุกหยดของเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ลูก้า คิโอด้า ผู้อ�ำนวยการบริหารธุรกิจน�้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จ�ำกัด เปิดเผยว่า "การลงทุนสร้างโรงงานผลิตน�้ำดื่มที่ล�้ำสมัยที่สุดของเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ในประเทศไทย ณ อ�ำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มูลค่า 1,800 ล้านบาทเป็นการเปิดศูนย์การ ผลิตและจัดจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์น�้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์เพื่อให้ผู้บริโภคกว่า 10 ล้าน คนใน 14 จังหวัดภาคใต้ได้ดื่มน�้ำที่มีคุณภาพเพื่อคืนความสดชื่นให้แก่ร่างกาย พร้อม ทั้งยังเป็นการรองรับความต้องการของตลาดที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้การน�ำ

MAGKETING l 24


CASE STUDY

FREEPIK

เทคโนโลยีชั้นน�ำระดับโลกมาใช้ในโรงงานอันทันสมัยแห่งใหม่นี้จะช่วยให้กระบวนการ ผลิตน�้ำดื่มมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถลดการใช้ทรัพยากรน�้ำ และพลังงาน ซึ่ง เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ระยะยาวของเนสท์เล่ในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" โรงงานผลิตน�้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์อันล�้ำสมัยในประเทศไทย ล�้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี VSEP ที่ได้สิทธิบัตรจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ใน กระบวนการผลิตน�้ำดื่ม สามารถบริหารจัดการการใช้น�้ำและลดปริมาณการใช้น�้ำใน กระบวนการผลิต จึงท�ำให้โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของกลุ่มธุรกิจน�้ำดื่มเนสท์เล่ประสิทธิภาพด้านระบบการขนส่ง โดยโรงงานแห่งใหม่ ของน�้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีนี้จะช่วยย่นระยะทางในการจัด ส่ง จึงช่วยในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม"เราพร้อมมุ่งมั่นผลิตน�้ำดื่มคุณภาพเพื่อ สุขภาพที่ดีที่คนไทยให้ความไว้วางใจ โดยที่ผ่านมากลุ่มผลิตภัณฑ์น�้ำดื่มเนสท์เล่ ได้รับ การรับรองมาตรฐานคุณภาพด้วยรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 3 ปีซ้อน จากส�ำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา" ลูก้า กล่าวทิ้งท้าย

โฮมโปร โฮมโปร ปี 2559 บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ตระหนักถึง ความส�ำคัญของบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนถึงความส�ำคัญของการด�ำเนิน ธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดย

ได้ปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ CSR ในแคมเปญ “HomePro Go Green” ตลอดปี 2559 อรพิน ศิริจิตเกษม ผู้จัดการทั่วไป สายสื่อสารองค์กร บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) เป็นประเด็นส�ำคัญที่ทั่วโลกก�ำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภาคธุรกิจ เล็งเห็นว่า การด�ำเนินกิจการขององค์กรธุรกิจส่งผลกระทบต่อ สังคม และ สิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ CSR จึงกลายเป็น เรื่องจ�ำเป็นที่ทุกฝ่ายให้ ความส�ำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร เพื่อหวังผลทางการตลาด หรือเพื่อใช้แก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ CSR ในปัจจุบันก�ำลังทวีความส�ำคัญ และกลายเป็น แนวคิด และวิธีการบริหาร จัดการธุรกิจ เพื่อพัฒนาการด�ำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะน�ำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา โฮม โปรเอง ก็ได้เล็งเห็นถึงความส�ำคัญต่อองค์ประกอบหลัก เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ความ ยั่งยืนใน 3 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยในปี 2559มุ่งเน้นด้านสินค้าเป็น เรื่องส�ำคัญ คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีการประหยัดพลังงาน สนับสนุนการจ�ำหน่ายสินค้าที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยประหยัดพลังงาน และมีมาตรฐานสากลรับรอง ตลอดจน นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องของการรักษาสิ่ง แวดล้อม จึงได้จัดแคมเปญ “HomePro Go Green ผ่าน 6 สัญลักษณ์รักษ์โลก” เชิญชวนให้

MAGKETING l 25


CASE STUDY

ลูกค้าเลือกใช้สินค้าที่มีมาตรฐานรับรองว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมาช้อปที่โฮม โปร ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนการ ผลิต และบริโภคสินค้า และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ประกอบกับ การตลาดสินค้า และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีการขยายตัว และได้รับความ สนใจจากสังคมมากยิ่งขึ้น โฮมโปรเองได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นส�ำคัญจึงเกิด โครงการนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมตลาด สินค้าสีเขียวในประเทศ ที่ส�ำคัญยังเป็นการกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับปรุง กระบวนการผลิตสินค้า และบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงนโยบาย ของภาครัฐที่ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการประชาสัมพันธ์ด้านสิ่งแวดล้อม โฮมโปร เองถือเป็นผู้ประกอบการที่ขานรับนโยบายของทางภาครัฐบาล กระตุ้นให้สังคมไทย เกิดความตื่นตัว และผู้บริโภคให้หันมาให้ความส�ำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยความสมัครใจ โดยได้สื่อสาร 6 สัญลักษณ์รักษ์โลก ติดกับตัว ผลิตภัณฑ์ หรือ ชั้นวางผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน หรือลูกค้า ตระหนัก ถึงความส�ำคัญของการรักษาสภาพแวดล้อม โดย 6 สัญลักษณ์นั้น ได้แก่

LED เบอร์ 5 โครงการนี้ ส่งผลให้ลดพลังงานไฟฟ้าลงได้ 15.7 ล้านหน่วยต่อปี ลดค่า ไฟฟ้าลงได้ 62 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8,000 ตัน ต่อปี “โครงการรวมพลังหารสอง เปลี่ยนใหม่ประหยัดชัวร์” โดยโฮมโปร จับมือกับกระทรวง พลังงาน รณรงค์ให้ประชาชนร่วมเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นฉลากประหยัดไฟ เบอร์ 5 และ เปลี่ยนหลอดไฟ มาเป็นหลอด LED

1.ประหยัดพลังงาน (Energy Saving) สินค้าประหยัดพลังงานไฟฟ้าหรือใช้พลังงาน ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าที่อยู่ในหมวด คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น เครื่องซัก ผ้า ตู้เย็น เตารีด แอร์ ไมโครเวฟ และยังรวมถึงหลอดไฟ และแผงโซล่าร์เซลล์

“นอกจากโครงการรณรงค์ที่จัดอย่างต่อเนื่องแล้ว “โฮมโปร” ยังใส่ใจถึงสินค้าที่ สามารถต่อยอดเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม และพลังงานในด้านอื่นๆ เช่น Solar Roof ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาที่จอดรถ น�ำร่องที่โฮมโปร สาขา ชัยพฤกษ์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 36,000 กิโลวัตต์ / เดือน ประหยัดค่าไฟได้ 147,000 บาท / เดือน ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 240,900 กิโล/ปี เท่ากับการปลูกต้นไม้ 27,689 ต้น / ปี จากโครงการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น “โฮมโปร” มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ และจริงใจในการส่งเสริม และสนับสนุนการด�ำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อ สังคม เพื่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่าง มีความสุข และ โฮมโปร ขอยืนหยัดเจตนารมณ์อันดีนี้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ดีมี ความสุข และเปี่ยมด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป” อรพินกล่าว ปิดท้าย

2.รักษ์ป่าไม้ (Sustainable Forest) สินค้าที่ผลิตจากไม้ จากการจัดการป่าไม้ยั่งยืน สินค้าที่อยู่ในหมวด คือ ประตูที่ท�ำจากไม้

เดอะปาร์ ค เดอะปาร์ ค

3.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Friendly) สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อม มีมาตรฐานการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตลอดวัฎจักรชีวิตของ ผลิตภัณฑ์ สินค้าที่อยู่ในหมวดนี้ คือ ไม้ตกแต่ง ฉนวนกันความร้อน ไม้พื้นตกแต่ง ไม้ ฝาลามิเนต สี 4.ปลอดภัย (Health Care) สินค้าที่ผ่านการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัย และ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค สินค้าที่อยู่ในหมวดนี้คือ กระทะไฟฟ้า เครื่องท�ำน�้ำอุ่น กระติกน�้ำร้อน กาต้มน�้ำไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง 5.ประหยัดน�้ำ (Water Saving) สินค้าประหยัดน�้ำ หรือใช้น�้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าที่อยู่ในหมวดนี้ คือ สุขภัณฑ์ ก๊อกน�้ำ สายฉีดช�ำระ 6.ลดก๊าซเรือนกระจก (Carbon Care) สินค้าที่มีการผลิตด้วยมาตรฐานการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สินค้าที่อยู่ในหมวดนี้คือ กระเบื้อง สี เป็นต้น โดยสัญลักษณ์ทั้งหมดจะปรากฏบนสินค้าใน “โฮมโปร” ที่ลูกค้าจะสามารถสังเกตได้ โดยง่าย เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่าทุกการช้อปนั้นสามารถช่วยโลกได้อย่างแท้จริง นอกจากโครงการดังกล่าว แล้วนั้น โฮมโปร ยังมีแคมเปญอื่นๆ ที่ร่วมรณรงค์เพื่อ ตอกย�้ำความเป็นผู้น�ำด้านการปลูกจิตส�ำนึกรักสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ร่วมกับทางภาครัฐบาล และเอกชน อาทิ ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดโครงการ “ลดไฟหน้า ร้อน เปลี่ยน...เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ห้า” รณรงค์ให้คนไทยเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และ เปลี่ยนหลอดไฟ มาเป็นหลอด

เดอะ ปาร์ค (The PARQ) โครงการมิกซ์ยูสสีเขียวที่มุ่งพัฒนาออฟฟิศและรีเทล อัจฉริยะภายใต้แนวคิด “Life Well Balanced” ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ทีซีซี แอส เซ็ทส์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด และบริหารงานโดยบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮ ลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด สานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานการท�ำงานและ วิถีชีวิตแบบยั่งยืน โดยริเริ่มโครงการ LIVE GREEN, LIVE WELL ตอกย�้ำความเป็น ที่สุดของอาคารสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชูแนวคิด “ร่วมแยกขยะ เปลี่ยน ขยะให้เป็นประโยชน์” ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเดอะ ปาร์คและ ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล (TBR) รณรงค์ให้ผู้เช่าอาคารและผู้ใช้บริการมีส่วน ร่วมกับกระบวนการจัดการขยะครบวงจรอย่างจริงจัง ตั้งแต่การคัดแยก รวบรวม และ เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป รวมถึงการเปลี่ยนแศษอาหารเหลือเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ กมลนัย ชัยเฉนียน กรรมการบริหาร บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด กล่าวว่า “เดอะ ปาร์ค ถูกออกแบบเป็นอาคารสีเขียวที่มีประสิทธิภาพสูง ค�ำนึงถึงการ ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย และการดูแลสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน LEED รวมถึง การส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารตามมาตรฐาน WELL ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมายของบริษัทเฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่ได้ประกาศพันธสัญญาอย่างเป็นทางการ ในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Corporation) ภายในปี พ.ศ. 2593 และ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ตามหลักวิทยาศาสตร์ พร้อมลดปริมาณการใช้พลังงาน เช่นเดียวกับการบริหารจัดการ ขยะและแปรสภาพของเสียให้น�ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด” “ปัจจุบัน วิกฤตขยะเป็นปัญหาส�ำคัญระดับโลกและเป็นวาระแห่งชาติที่เราทุกคนต้อง

MAGKETING l 26


CASE STUDY

ช่วยกันแก้ไขและดูแล จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ขยะมูลฝอยชุมชนในประเทศไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และระบบสารสนเทศด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนได้รวบรวมสถิติของ ของขยะมูลฝอยชุมชน ในปี 2562 ได้ปริมาณสูงกว่า 28.71 ล้านตัน โดยเฉพาะขยะ ประเภทพลาสติกมีมากถึง 2 ล้านตัน โดยร้อยละ 27 ของจ�ำนวนขยะถูกก�ำจัดอย่างไม่ ถูกวิธี และส่งผลเสียมากมายต่อสิ่งแวดล้อม"

ครอบคลุมองค์ประกอบต่าง ๆ ต่อไปนี้

"โครงการ เดอะ ปาร์ค ได้ให้ความส�ำคัญกับกระบวนการคัดแยกขยะมาตั้งแต่เริ่ม โครงการ ล่าสุดเราได้เปิดตัวโครงการ LIVE GREEN, LIVE WELL โดยวางกลไกการ จัดการขยะในอาคารอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบและจัดสรรพื้นที่ใช้งานใน อาคารเพื่อรองรับการคัดแยก การติดตั้งอุปกรณ์ที่ช่วยในการบริหารจัดการขยะอย่าง มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการน�ำไปใช้ประโยชน์ ทั้งการรีไซเคิลหรือผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลดีทั้งในด้านการลดพื้นที่ในการเก็บขยะ ลดการปลดปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้น�้ำตลอดจนสร้างสุขภาวะ สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม ที่ดีให้กับผู้ใช้อาคารทุกคน โดยรณรงค์ให้ผู้เช่าอาคารและร้านอาหารแยกประเภทขยะ ซึ่งเราแบ่งขยะออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ขยะเศษอาหาร ขยะทั่วไป ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม โดยขยะดังกล่าวสามารถน�ำกลับไปใช้ประโยชน์ ลด ต้นทุนในการบริหารจัดการ และสามารถน�ำเงินไปพัฒนาด้านอื่นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ขึ้นได้”

เครื่องบดอัดขยะ (Dust Drum) - ช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บและขนย้ายขยะด้วย การบีบอัดในระบบปิด ดูแลท�ำความสะอาดได้ง่าย มีระบบควบคุมกลิ่นและป้องกัน สัตว์พาหะน�ำโรค , เครื่องแปลงขยะอาหารเป็นปุ๋ย (Food Waste Composter) –นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพในการย่อยขยะอาหาร ให้กลายเป็นปุ๋ยภายใน 24 ชั่วโมง มีระบบฆ่าเชื้อโรค ประหยัดพลังงาน ลดขยะเศษอาหารได้ 80-90% และได้ปุ๋ยหมักมา ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีในโครงการ

โครงการ LIVE GREEN, LIVE WELL ในโครงการเดอะ ปาร์ค สานต่อจากความเชื่อ ที่ว่า “ขยะก็มีคุณค่า” เกิดเป็นแนวคิด “ร่วมแยกขยะ เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์”

การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน - โดยจัดพื้นที่ เฉพาะเจาะจงให้สอดคล้องและรองรับการบริหารจัดการขยะ ประกอบด้วย 3 ส่วน หลัก คือ ห้องขยะทั่วไป (Dust Drum Compactor) ห้องขยะอาหาร (Food Waste Composter) และห้องคัดแยกขยะ (Separate Recycle Waste)

โครงเปลี่ยนขยะให้เป็นเงินบริจาคสนับสนุนมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม –เดอะ ปาร์ค ได้ ขอความร่วมมือให้ผู้เช่าและผู้ใช้บริการ ร่วมกันแยกและเพิ่มคุณค่าให้กับขยะบรรจุ ภัณฑ์ โดยการน�ำขยะ 3 ประเภทที่สามารถน�ำไปรีไซเคิล ได้แก่ ขวดพลาสติกใส กระ ป๋องอลูมิเนียม และขวดแก้ว มาเปลี่ยนเป็นยอดเงินบริจาค ที่จุดวางถังคัดแยก ณ บริเวณ โซนรีเทลของอาคาร ประตูทางออกฝั่ง West ชั้น 1 โดยทางโครงการเดอะ ปาร์ค จะบริจาคเพื่อสมทบทุนให้แก่มูลนิธิผืนป่าในใจเรา (Forest in Our Hearts Foundation) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังเยาวชนในการอนุรักษ์ และ รักษาความ ยั่งยืนของพื้นที่สีเขียว พร้อมคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่า

MAGKETING l 27


FACTOR

PEXELS

หอการค้าชี้ 2 ปี เศรษฐกิจฟื้น ภายในงาน “ASA Building And Construction Forum 2020” มีการจัดเสวนาใน หัวข้อ “ทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 -2565” โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับบจ.เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์

เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) รวมถึงการสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุนกับ ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต แก้ไขปัญหาโครงสร้างการผลิตที่ขาดแคลน แรงงาน และเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ชนะ สัมพลัง นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ภาครัฐ และเอกชนควรร่วมมือกันกระตุ้น ส่งเสริม และฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในอุตสาหกรรม การออกแบบและก่อสร้างไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเทรนด์ของการออกแบบอาคาร ที่พักอาศัยในยุคหลังโควิด-19 จะมีหลากหลายสิ่งที่เพิ่มเติมความต้องการเพื่อวางเป้า หมายความปลอดภัยทางสุขอนามัยเป็นหลัก การออกแบบที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด และอาคาร ให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของคนในยุค โควิด-19 ที่เปลี่ยนไป และน�ำขึ้นมาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ วัสดุ การออกแบบตกแต่งที่น�ำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้

ด้านดร.ปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ รวมถึงการบริหาร จัดการงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ที่จะต้องเร่งการเบิกจ่ายเยียวยา และฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้จะต้องมีการมองบริบทการ พัฒนาประเทศไปสู่สิ่งใหม่ในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่น ที่จะดึงดูดการลงทุน ขับ เคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ด้าน ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ที่ปรึกษาหอการค้าไทยและอธิการบดี มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย ได้ประมาณการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2563 -2565 ว่า ประเทศไทยจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2564-2565 ประมาณ 5 % ใน 2 ปีข้างหน้า เท่ากับ ช่วงที่ก่อนการเกิดโควิด-19 บนสมมติฐานที่จะไม่เกิดการระบาดรอบที่ 2 โดยเทรนด์ ในการขับเคลื่อนธุรกิจภายหลังโควิด-19 ส่วนใหญ่จะเป็นสตาร์ทอัพ ซึ่งเกิดจากเทรนด์ การเติบโตของกลุ่มเจนเนอเรชั่นวาย ที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการสร้าง โมเดลธุรกิจในแพลตฟอร์มต่างๆ เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง ขณะ ที่ภาคอุตสาหกรรมไทยก�ำลังยกระดับไปสู่เทคโนโลยีชั้นสูง สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งด�ำเนินการคือ เร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) ใช้จุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางอาเซียนอันแข็งแกร่ง พัฒนาเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ เพื่อหาเอสเคิร์ฟตัวใหม่สร้างการเติบโตจาก BCG ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ

ขณะที่รังสิน กฤตลักษณ์ ผู้อ�ำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮ ลดิ้งส์ จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการลงทุนในโครงการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และปัจจัยเสี่ยงในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ว่า ภาครัฐควรใช้โอกาสในวิกฤตินี้เร่งฟื้นฟู โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์ ลด ต้นทุนการขนส่ง และพัฒนาฐานการผลิต แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากขาดงบ ประมาณและต้องการควบคุมเพดานการก่อหนี้สาธารณะ ก็มีทางเลือกโดยการพัฒนา โมเดลร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือรัฐท�ำหน้าที่เพียงเป็นเจ้าภาพในการ จัดสรรโครงการอ�ำนวยความสะดวกด้านภาษี หรือกฎหมาย เอื้อให้กับภาคเอกชน ด้านภาคภูมิ ศรีช�ำนิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ชิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอน สตรัคชั่น จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รัฐต้องสร้างความมั่นใจโดยการน�ำร่องลงทุนกระตุ้น เศรษฐกิจฟื้นตัว หลังจากจัดการกับโควิด-19 ได้เป็นอย่างดีแต่เศรษฐกิจยังชะลอตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้ประกอบการก่อสร้างราย เล็ก และรายกลางที่ต้องวิ่งเข้าหางาน เพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอดได้ ทุกฝ่ายจึงภาครัฐ ลงทุนฟื้นความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ

MAGKETING l 28


JIGSAW

ตลาดไอศกรีมพรีเมี่ยม MARKET SIZE 6,450

6,490 6,400

YEAR 2561 YEAR 2562 YEAR 2563

ตลาดไอศกรีมแมส MARKET SIZE 15,600

16,500 16,000

YEAR 2561 YEAR 2562 YEAR 2563

ที่มา : รวบรวมจากผู้ประกอบการ MAGKETING MAGKETING ll 29 29 PIXABAY


DIGITAL LIFE

PIXABAY

คนไทย สนใจรถพลังงานไฟฟ้ามากสุดในอาเซียน เรื่อง : นิสสัน อาเซียน ร่วมมือกับ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน

นิสสัน อาเซียน ร่วมมือกับ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เผยถึง ผลสำ�รวจเทรนด์ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยประจำ�ปี 2564

MAGKETING l 30


DIGITAL LIFE

ผลวิจัยล่าสุดของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน (Frost & Sullivan) องค์กรที่ปรึกษาด้าน กลยุทธ์และงานวิจัยทางธุรกิจชื่อดังระดับโลก เปิดเผยว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความ ต้องการ มีความสนใจ และตื่นตัวต่อระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นอันดับหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียน ผลวิจัยชี้ให้เห็นถึง 3 เทรนด์หลักที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ ความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญ ความเข้าใจที่ดีขึ้นใน เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และกระแสที่ก�ำลังมาของอี-พาวเวอร์ (e-POWER) ซึ่งถือเป็น นวัตกรรมด้านรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต โดยงานวิจัยด้านระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าจัดท�ำขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2561 เพื่อ เก็บข้อมูลเปรียบเทียบผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ จากนั้นในเดือนกันยายน 2563 ได้ ท�ำการศึกษาอีกครั้งจาก 6 ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ งานวิจัยฉบับที่ 2 เพิ่งได้รับ การเผยแพร่วันนี้ ในงานสัมมนาออนไลน์ “นิสสัน ฟิวเจอร์ส – เดินหน้าสู่สังคมแห่ง การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และอนาคตแห่งวงการรถยนต์ (Nissan FUTURES – Electrification and Beyond)” งานสัมมนาออนไลน์ระดับภูมิภาค ส�ำหรับประเทศไทย จากการส�ำรวจพบว่า มีจ�ำนวนร้อยละ 43 ของผู้ใช้รถยนต์ที่ไม่ใช่ พลังงานไฟฟ้า จะเลือกพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอนหากจะต้องซื้อรถยนต์ คันต่อไปในอีกสามปีข้างหน้า ผลส�ำรวจยังระบุอีกว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความ กระตือรือร้นในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่ผลงานวิจัยที่น่าสนใจที่สุด คือ ประเทศไทยมีจ�ำนวนผู้ที่เข้าใจเรื่องเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้ารวมถึงวิธีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 53 โดยวัดจากผู้ที่ร่วมตอบแบบ ส�ำรวจ ผลส�ำรวจยังชี้ให้เห็นว่า จ�ำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส�ำคัญถึงร้อยละ 33 ของผู้ ร่วมตอบแบบส�ำรวจ จะเลือกพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับห้าปีที่ผ่านมา จากการส�ำรวจพบว่า ปัจจัยอันดับต้น ๆ ในประเทศไทยที่ท�ำให้ผู้ตอบแบบสอบถาม เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า คือ การใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นอย่างมาก ซึ่งกระแสสร้างโลกสีเขียวนี้ท�ำให้ร้อยละ 90 ของผู้ ใช้รถตระหนักว่า ‘รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าส�ำหรับสิ่งแวดล้อม’ ซึ่งถือว่าสูง กว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาคอาเซียน (ร้อยละ 88) เล็กน้อย ในขณะที่ผู้ร่วมตอบแบบ ส�ำรวจคนไทยมากถึงร้อยละ 91 กล่าวว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นมีผลต่อการ พิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของผู้ใช้รถในไทยกล่าวว่า แหล่ง พลังงานหมุนเวียนจะช่วยส่งเสริมให้มีการซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้า งานวิจัยนี้ยังเผยถึงกระแสการตื่นตัวต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ก�ำลังสูงขึ้นในอาเซียนซึ่งเชื่อ ว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้นท�ำให้มีส่วนช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมได้อย่างไม่ต้องสงสัย ใน ปี 2563 ร้อยละ 39 ของผู้ตอบแบบส�ำรวจชาวไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “นักอนุรักษ์สิ่ง แวดล้อม” ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับงานวิจัยเดียวกันเมื่อปี 2561 เมื่อท�ำการส�ำรวจกับคนไทยจ�ำนวนหนึ่งพบว่า ผู้บริโภคคลายกังวลเกี่ยวกับอุปสรรค ต่อการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าน้อยลงในช่วงปี 2561 ถึง 2563 โดยผู้ตอบแบบสอบถาม กังวลเรื่องพลังไฟฟ้าจะหมดระหว่างทางก่อนไปถึงสถานีชาร์จ ซึ่งผลการส�ำรวจลดลง มาจากร้อยละ 58 ในปี 2561 เหลือร้อยละ 53 ในปี 2563 เช่นเดียวกับข้อสงสัยต่อ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ลดลงมาจากร้อยละ 48 เหลือร้อยละ 40 ในปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม จากกลุ่มส�ำรวจพบว่า ผู้ใช้รถในไทยเห็นว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการ

เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และเป็นปัจจัยหลักส�ำคัญเพียงเรื่องเดียว ที่ยังคงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2561 นั่นก็คือ “ความกังวลต่อระบบแท่นชาร์จไฟฟ้าสาธารณะที่มีอยู่อย่างจ�ำกัด” ใน ขณะเดียวกันข้อกังวลนี้กลับลดลงในทุกประเทศที่มีการส�ำรวจ โดยเฉลี่ยร้อยละ 9 และ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นถึง เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต ซึ่ง ก็คือเครื่องยนต์แบบ อี-พาวเวอร์ (e-POWER) ที่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ไฟฟ้า โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า จากผลส�ำรวจระบุว่า หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองในอนาคตส�ำหรับระบบขับเคลื่อน ด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ได้แก่ เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิสสัน ที่มอบ ประสบการณ์ขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าแก่ผู้บริโภค โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าจากภายนอก อีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนผลการส�ำรวจนี้คือ ร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบส�ำรวจชาวไทย ระบุว่า อุปสรรคต่อการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า คือ สถานีชาร์จไฟฟ้าที่จ�ำเป็นต้อง มีมากขึ้นในเขตบริเวณที่พักอาศัย และความกังวลเกี่ยวกับระบบแท่นชาร์จไฟฟ้าตาม แหล่งสาธารณะ (ร้อยละ 47) อีกด้วย ดังนั้น เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ กับระบบไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และ ระบบสันดาปภายใน (Internal Combustion Engine Vehicle: ICE Vehicle) แล้ว ปัจจัยที่เป็นสิ่งดึงดูดส�ำหรับผู้ใช้รถในไทยมากที่สุด คือเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ซึ่งให้ สมรรถนะเฉกเช่นรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก และเมื่อลูกค้าได้เรียน รู้ว่าเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อย่างไร ผู้ตอบแบบ ส�ำรวจถึงร้อยละ 82 ระบุว่า ขุมพลังอี-พาวเวอร์นั้น “น่าสนใจมาก” และ “ค่อนข้างน่า สนใจ” เป็นรองแค่รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เท่านั้น ผลการวิจัยของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจเรื่องการขับเคลื่อนด้วย พลังงานไฟฟ้า ที่ก�ำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอาเซียน จากงานวิจัยผู้บริโภคใน ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ พบว่า จ�ำนวน ร้อยละ 66 ของผู้บริโภคในภูมิภาคเชื่อว่าพวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการหันมาใช้ระบบ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งสิ่งนี้จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในอนาคตอัน ใกล้ สอดคล้องกับผลวิจัยในปี 2561 ผู้ตอบแบบส�ำรวจทั้งหมดจากงานวิจัยล่าสุดพบว่า มากกว่า 3 ใน 4 (ร้อยละ 77) ได้ระบุว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการมีแท่นชาร์จ ติดตั้งตามอาคารที่พักอาศัย (ร้อยละ 75) คือสองแรงจูงใจส�ำคัญในการเปลี่ยนไปใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส�ำหรับประเทศไทย แรงจูงใจที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือ สถานีแท่น ชาร์จในเขตบริเวณที่พักอาศัย (ร้อยละ 76) ตามด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ร้อยละ 73) และช่องทางพิเศษส�ำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (ร้อยละ 50) “จากผลงานวิจัยของเราจะเห็นได้ว่า การมาของเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์นั้นมีแนวโน้ม ว่าจะขยายวงกว้างสู่ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ถึงแม้ว่าอี-พาวเวอร์ จะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ แต่ส�ำหรับผู้ที่ตั้งใจมองหารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้งานกลับรู้สึกว่า เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิสสันนั้นน่าสนใจ รวมถึงยังให้ความสนใจที่จะซื้อรถยนต์ นิสสันอี-พาวเวอร์ ภายหลังจากที่ได้รับฟังถึงระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มี ความแตกต่าง และเข้าใจถึงฟีเจอร์การใช้งานต่าง ๆ ของเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ของนิส สัน” วิเวก ไวเดีย พันธมิตรทางธุรกิจ รองประธานอาวุโส ฝ่ายนวัตกรรมการขับเคลื่อน อัจฉริยะ บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เอเชียแปซิฟิก กล่าว

MAGKETING l 31


RESEARCH

PIXABAY

แนวโน้ม

ธุรกิจครอบครัวฟื้นจากโควิด-19 ในปี 65

เรื่อง : PwC ประเทศไทย

ผลสำ�รวจธุรกิจครอบครัวฉบับล่าสุด แนะผู้บริหารใส่ใจกับการบริหารสภาพคล่องเพื่อหลีกเลี่ยง การผิดชำ�ระหนี้-ปิดกิจการ

MAGKETING l 32


RESEARCH

ผลส�ำรวจธุรกิจครอบครัวฉบับล่าสุด แนะผู้บริหารใส่ใจกับการบริหารสภาพคล่องเพื่อ หลีกเลี่ยงการผิดช�ำระหนี้-ปิดกิจการ

ให้ความส�ำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว รวมถึงการขยายตลาด และฐาน ลูกค้ากลุ่มใหม่

PwC ประเทศไทย เผยผลส�ำรวจธุรกิจครอบครัว (ฉบับประเทศไทย) พบผู้บริหาร ส่วนใหญ่คาดว่า ผลการด�ำเนินงานในปีนี้จะชะลอตัวหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่มีแนวโน้มที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2565

โดยธุรกิจครอบครัวไทยมากกว่าครึ่ง หรือ 56% มุ่งเน้นในการบริหารกลยุทธ์เพื่อความ อยู่รอดและปกป้องธุรกิจที่เป็นธุรกิจหลัก (Core business) ขององค์กร

โดยธุรกิจครอบครัวไทยมากกว่า 3 ใน 4 ต้องการปกป้องกิจการในฐานะสินทรัพย์ที่ ส�ำคัญที่สุดของครอบครัว พร้อมแนะน�ำให้จัดการกับกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโต นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หัวหน้าสายงาน Clients and Markets หัวหน้ากลุ่มลูกค้า ธุรกิจครอบครัว และ หุ้นส่วนสายงานภาษีและกฎหมาย บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึง รายงานผลส�ำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกประจ�ำปี 2564 (ฉบับประเทศไทย) ของ PwC ซึ่งท�ำการส�ำรวจความคิดเห็นของผู้มีอ�ำนาจตัดสินใจในธุรกิจครอบครัวใน 87 ประเทศ และอาณาเขตทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยว่า แนวโน้มผลการด�ำเนินงานของธุรกิจ ครอบครัวไทยในปี 2564 จะชะลอตัว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของ เศรษฐกิจและก�ำลังซื้อของประชาชน ขณะที่มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในระยะ ที่สอง ได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนหยุดชะงักไปชั่วระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้แนวโน้มเศรษฐกิจและก�ำลังซื้อจะเริ่มฟื้น ตัว และจะส่งผลให้ผลการด�ำเนินงานในปีหน้าปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ไทยเริ่มมีการฉีด วัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนในวงกว้าง “ผู้บริหารธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่คาดว่า ในปีนี้ยอดขายและรายได้ของบริษัทจะ ยังคงไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด-19" "ซึ่งนอกจากประเด็นนี้ การจัดการสภาพคล่องในการด�ำเนินธุรกิจจะยังคงเป็นปัญหา อย่างมากส�ำหรับบริษัทขนาดเล็กที่มีเงินทุนหมุนเวียนจ�ำกัด เพราะวิกฤตโควิด-19 มี ความยืดเยื้อและกินระยะเวลานานเกินกว่า 1 ปี ซึ่งต่อจากนี้ไป" "เราน่าจะเห็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กและบริษัทอื่น ๆ ที่มีสภาพคล่องไม่พอ มีการ ผิดนัดช�ำระหนี้และอาจมีปิดกิจการเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา” นิพันธ์ กล่าว ทั้งนี้ 61% ของธุรกิจครอบครัวไทยที่ถูกส�ำรวจ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 จะส่ง ผลให้ยอดขายในปีนี้ลดลง เปรียบเทียบกับ 46% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก อย่างไรก็ดี มากกว่า 1 ใน 3 ของผู้บริหารธุรกิจครอบครัวมีความเชื่อมั่นว่า ผลการ ด�ำเนินงานจะกลับมาดีขึ้นในปีหน้า โดย 83% ของธุรกิจครอบครัวไทย และ 86% ของ ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกคาดว่า ธุรกิจจะกลับมาเติบโตได้ในปี 2565

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล (Digitalisation) ยังเป็นกลยุทธ์ที่ธุรกิจครอบครัวจะน�ำมาใช้ในอีกสองปีข้างหน้า “ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากกว่าในอดีต เช่นเดียวกับเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค ฉะนั้น ธุรกิจครอบครัวที่ไม่ได้เตรียมรับมือ หรือปรับธุรกิจให้เหมาะสมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีขีดความสามารถในการ แข่งขันน้อยและจะยิ่งด�ำเนินธุรกิจได้ยากล�ำบากขึ้น” นาย นิพันธ์ กล่าว เมื่อพิจารณาถึงความชัดเจนของบทบาท หน้าที่ และจุดแข็งของผู้น�ำธุรกิจครอบครัว ไทย เปรียบเทียบกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลก พบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยมีแนวโน้มที่จะ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้น้อยกว่า โดยมีเพียง 28% ของผู้น�ำธุรกิจครอบครัวไทยเท่านั้นที่ระบุว่า ธุรกิจมีความสามารถ ทางด้านดิจิทัลสูง เปรียบเทียบกับ 38% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก การสรรหาแหล่งเงินทุนและจัดการกระแสเงินสดฝ่าวิกฤต จากผลส�ำรวจพบว่า ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกส่วนใหญ่ยังคงใช้แหล่งเงินทุนแบบดั้งเดิม ในการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น กระแสเงินสดจากการด�ำเนินงาน และสินเชื่อจากธนาคาร ขณะที่ 25% ของธุรกิจครอบครัวไทยต้องการแหล่งเงินทุนเพิ่มในช่วงปีที่ผ่านมา (เปรียบเทียบกับทั่วโลกอยู่ที่ 21%) นิพันธ์ กล่าวต่อว่า ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่ง เงินทุน หรือที่ปรึกษาทางธุรกิจน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ อาจร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ขนาดใหญ่อย่าง ซูเปอร์แอปพลิเคชัน (Super Application) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน ที่ครอบคลุมทุกบริการและกลุ่มผู้บริโภค หรือมีลูกค้าที่การเข้าใช้บริการเป็นประจ�ำ ทุกวันอยู่แล้วเพื่อต่อยอดกิจการ ซึ่งแม้จะมีต้นทุนในการเข้าร่วม แต่จะเป็นการเพิ่ม กระแสเงินสดให้เข้าสู่ธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง เมื่อถามถึงภาพรวมของธุรกิจครอบครัวไทยในปี 2564 นิพันธ์ กล่าวสรุปว่า “ปีนี้ถือเป็นปีที่จะประเมินความสามารถของธุรกิจครอบครัวในการด�ำเนินธุรกิจให้ผ่าน พ้นวิกฤตโควิด-19 อย่างแท้จริง" "แต่ในทางกลับกัน เราจะเห็นผู้น�ำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่น�ำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ ใช้และใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจเดิม หรือเกิดกิจการใหม่ ๆ เพื่อตอบ โจทย์การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะเป็นกุญแจส�ำคัญส�ำหรับการเติบโตของธุรกิจใน โลกยุคนิวนอร์มอลต่อไป”

รายงานของ PwC ยังระบุด้วยว่า วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจครอบครัวไทยหันมา

MAGKETING l 33


RESEARCH

PIXABAY

วิเคราะห์ อสังหาปี 2564 มีแนวโน้มชะลอตัว เรื่อง : ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

สรุปภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 และแนะแนวโน้มปี 2564 เผยเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของตลาด อสังหาริมทรัพย์จากหลาย ๆ ปัจจัย ทำ�ให้ตลาดไม่เติบโตเท่าที่ควร ทั้งจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้ สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำ�ให้ผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อบ้านนานขึ้น

MAGKETING l 34


RESEARCH

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย สรุปภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 และแนะแนวโน้มปี 2564 เผยเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์จากหลาย ๆ ปัจจัย ท�ำให้ตลาด ไม่เติบโตเท่าที่ควร ทั้งจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้สภาพ เศรษฐกิจชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ท�ำให้ผู้บริโภคใช้เวลาในการ ตัดสินใจซื้อบ้านนานขึ้น สอดคล้องกับผลส�ำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคถึง 75% ชะลอการซื้อบ้านออกไปก่อนจากการชะลอตัวของ ตลาดท�ำให้ผู้ประกอบการต้องใช้แคมเปญการตลาด ราคา และโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อ จูงใจผู้ซื้อ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมลดต�่ำลง แต่เป็นการเร่งการตัดสิน ใจจากผู้ซื้อที่เป็นกลุ่มเรียลดีมานด์หรือผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงที่มีความต้องการซื้อมา ตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์ ส่วนกลุ่มดีมานด์ใหม่ยังคงชะลอตัวเนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจ และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงคอนโดมิเนียมยังคงเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนมากที่สุด ขณะที่แนวโน้มโครงการใหม่เริ่มเป็นสินค้าประเภทแนวราบมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภค หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านนานขึ้นในช่วงล็อกดาวน์จึงเห็น ความส�ำคัญของการมีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่มากขึ้น กมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจ�ำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าว ว่า “สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยคาดว่าผ่านจุดต�่ำสุดมาแล้วเมื่อตอน ที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดในเมืองไทยจนน�ำไปสู่การล็อกดาวน์ และกิจกรรมทาง ธุรกิจหยุดชะงัก ส�ำหรับแนวโน้มของตลาดในปี 2564 จะยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวต่อ เนื่องจากปีนี้ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างเข้มข้นของผู้ประกอบการที่แข่งกันลดราคา รวมไปถึงออกโปรโมชั่นแรง ๆ เพื่อจูงใจผู้ซื้อ"

ส่วนจ�ำนวนโครงการเปิดใหม่นั้นคาดว่าจะมีจ�ำนวนใกล้เคียงกับปี 2563”“ปี 2564 ถือ เป็นปีปรับสมดุลของตลาดอสังหาฯ ทั้งในแง่ของราคาและอุปทาน (จ�ำนวนที่อยู่อาศัย) โดยในส่วนของราคานั้นเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในช่วงปลายปี 2563 และคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 อย่างไรก็ดี แนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ นั้นจะขึ้นอยู่กับตัวแปรส�ำคัญ ๆ ได้แก่ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมือง รวมถึงการมีมาตรการจากภาครัฐ ที่ช่วยกระตุ้นก�ำลังซื้อ หรือให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น” กมลภัทร กล่าว

MAGKETING l 35


MOVEMENT

MAGKETING l 36


MOVEMENT

WALL ไอศกรีมวอลล์สานต่อเมกะโปรเจ็กต์ “วอลล์สุขส่งยิ้ม” เป็นปีที่ 2 รับช่วงซัมเมอร์ รุกแจกไอศกรีม 2 ล้านแท่ง เพื่อส่งต่อ ความสุขให้กับคนไทยทั่วประเทศ โดยน�ำร่องสร้างความสุขแก่เด็กๆ และผู้ขาดแคลน ณ มูลนิธิและองค์กรเพื่อสังคม 4 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ ในช่วงวันความสุขสากล หรือ International Day of Happiness และพร้อมกระจายความสุขด้วยไอศกรีม วอลล์เพื่อมอบรอยยิ้มให้คนไทยทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ 2 / 9 / 16 และ 23 เมษายน 2564 Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

SERDA บะหมี่กึ่งส�ำเร็จรูป “ซือดะ” จัดกิจกรรม CSR ภายใต้โครงการ “ซือดะ สร้างสรรค์คุณค่า ท�ำดีตามรอยพ่อ ปี 4” กิจกรรม มอบประโยชน์สู่สังคม น�ำทีมลงพื้นที่โดยนายศิรชัย ค�ำลม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด (กิจกรรมพิเศษ) ภายในงานได้รับเกียรติ จาก อาจารย์มะนาเซ ดาโอ๊ะ ประธานมูลนิธิรักมนุษยชาติและผู้จัดการ โรงเรียนศิวิไลพิทยาพร้อมคณะครู ตลอดจน น้องๆ นักเรียนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ โรงเรียนศิวิไลพิทยา (มัสยิดอัลมาดีนะห์ ห้วยมะหินฝน) ต.แม่จัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

GOJEK Gojek (โกเจ็ก) ไทย เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษเพื่อผู้ใช้โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ มอบสิทธิ์ส่วนลดค่าอาหาร 40 บาท เมื่อสั่งครบ 200 บาท ส�ำหรับบริการสั่งอาหารกับแอปพลิเคชัน Gojek ทุกวัน ตลอดเดือนมีนาคม 2564 (ลูกค้า 1 ท่าน / 1 สิทธิ์ ตลอดรายการ) Strategy

:: การส่งเสริมการขายร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ

(Cooperative Promotion)

HONDA กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ผนึกก�ำลังเครือข่ายผู้จ�ำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า กระจายการส่งมอบ “หน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวก” 1,000 ชิ้น และเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อ 100 ตัว ไปยัง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเคียง ข้างชาวไทย ต้านภัยโควิด-19 Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

MAGKETING l 37


MOVEMENT

HOMEPRO โฮมโปรจัดโปรโมชั่น “SUMMER SURPRISE SALE” ลดสูงสุด 50% (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ, สินค้าราคาพิเศษ, จ�ำนวนจ�ำกัด) สมาชิกบัตรโฮมการ์ดรับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ สมาชิกบัตรโฮมการ์ด และบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม รับ ส่วนลดเพิ่มสูงสุด 6% เมื่อช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป รับคูปองเพิ่ม 1,000 บาท พร้อมรับคะแนนเพิ่มเป็น 3 เท่า (เมื่อช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป) และผ่อนเริ่มต้น 0% เพียง 300 บาท/เดือน ตั้งแต่ 19 มี.ค. 64 – 21 มี.ค. 64 Strategy

:: การจัดงานส่งเสริมการขาย

(Sales Promotion activity)

BEAUTY บมจ. บิวตี้ คอมมูนิตี้ และ บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ส�ำเร็จ (Finished Product) ตลอดจนด�ำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชง เพื่อให้บริษัทบิวตี้ คอมมูนิตี้ จ�ำกัด (มหาชน) น�ำเอาผลิตภัณฑ์ส�ำเร็จ (Finished Product) ออกจ�ำหน่ายสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ภายในช่วงครึ่ง ปีหลัง 2564 Strategy

:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

(New Product Development)

AIRASIA แอร์เอเชียออกโปรโมชั่นใหม่ “แพ็กโหลดกระเป๋ารัวๆ ทั่วไทย แอร์เอเชีย” ในราคา 1,599 บาท ชวนทุกคนมาโหลดกระเป๋า แบบจัดเต็ม คนละ 10 กิโลกรัม ทุกวัน ทุกเที่ยวบินภายในประเทศ ซื้อได้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 - 31 มีนาคม 2564 และเริ่ม ใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 16 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลากว่า 9 เดือน Strategy

:: การลดราคาเพื่อการส่งเสริมการขาย

(Cent-off promotion)

NESTLE เนสท์เล่ส่งแคมเปญ “เล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ ทุกความใส่ใจเปลี่ยนโลกได้” (Every Little Act Matters) จุดประกายความคิด และสร้างแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับมือกับปัญหาขยะพลาสติก เนสท์เล่มีพันธกิจที่มุ่งมั่นในการหา แนวทางเพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์ น�ำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ และรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ของเนสท์เล่ (Reduce, Reuse, Recycle) เพราะเป้าหมายหลักของเนสท์เล่ระดับโลกคือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้สามารถรีไซเคิลหรือน�ำกลับมาใช้ ใหม่ได้ 100% ตลอดจนลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ลง 1 ใน 3 ภายในปี 2568 Strategy

::

Green Marketing

MAGKETING l 38


MOVEMENT

KRUNGSRI ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) จัดรายการ “THE CHANGE MASTER” ในช่วง Business Watch ทางช่อง TNN16 ทุกวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี เวลา 21.17 – 22.00 น. หรือสามารถติดตามย้อนหลังได้ที่ Krungsri Business Empowerment facebook เป็นรายการให้ความรู้ มุมมอง และแรงบันดาลแก่ลูกค้าและนักธุรกิจ โดยได้รับการตอบ รับจาก 4 ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นผู้น�ำการเปลี่ยนแปลงองค์กร มาร่วมแบ่งปันแนวคิด มุมมองท่ามกลางกระแสการ เปลี่ยนแปลงของโลก และแนวทางการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าและนัก Strategy

:: การจัดรายการทางด้านสื่อ

(Broadcast Events Marketing)

OISHI โออิชิ กรีนที เปิดตัวแคมเปญ “รหัสโออิชิ ให้คุณได้ทั้งแลกและลุ้น” รวมกว่า 3 ล้านรางวัล เพียงส่งรหัสโออิชิ “แลก” สกิน ใหม่สุดพิเศษจากเกม RoV และยังน�ำรหัสเดิมมา “ลุ้น” กองทัพรถยอดนิยมของเมืองไทย ทั้งรถยนต์โตโยต้ายาริสและรถ จักรยานยนต์ยามาฮ่าแอร็อกซ์ได้อีก ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2564 Strategy

:: จัดชิงโชค

(Sweepstakes)

AIRASIA แอร์เอเขียเปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่แอปพลิเคชันบนมือถือ โดยผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมในการสนทนาแบบเรียลไทม์ เข้าร่วมชุมชน ออนไลน์เพื่อพบปะกับผู้คนที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือเล่นเกม และอื่นๆอีกมากมาย โดย “แอร์เอเชีย แชต” เป็นห้อง สนทนาแบบเรียลไทม์ใหม่ ง่ายต่อการพูดคุยกับผู้ใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ และเชื่อมต่อกับชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความ สนใจเหมือนๆ กัน เพื่อค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุดในการเข้าพัก ร้านอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ Strategy

:: การตลาดเชื่อมตรง

(Online Marketing)

MUJI มูจิ ประเทศไทย ปรับราคาสินค้าเสื้อผ้าลินินออร์แกนิกผลิตจากธรรมชาติลง 18%-30% รวม 32 รายการ อาทิ 1.เสื้อเชิ้ต ลินินปกตั้ง (ผู้หญิง) ลดราคาจาก 990 เหลือ 790 บาท 2.เสื้อเชิ้ตลินินปกกว้าง (ผู้ชาย) ลดราคาจาก 990 เหลือ 790 บาท และ 3.เสื้อเชิ้ตลินิน (ผู้หญิง) ลดราคาจาก 990 เหลือ 790 บาท สานต่อกลยุทธ์ของแบรนด์ในประเทศไทย ให้ผู้บริโภคเข้า ถึงสินค้า MUJI ได้ง่ายและมากขึ้น พร้อมขยายช่องทางการจ�ำหน่ายสินค้า ให้เลือกช้อปที่ 20 สาขา ในกรุงเทพฯ และต่าง จังหวัด รวมทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ของ Central Online ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Strategy

:: การลดราคาเพื่อการส่งเสริมการขาย

MAGKETING l 39

(Cent-off promotion)


+ +

หากคุณต้องการไอเดีย+จุดประกายความคิดทางธุรกิจ พร้อมกับศึกษาข้อมูลสภาวะการแข่งขันอย่างรอบด้าน

“แมกเก็ตติ้ง

(MAGKETING)”

แมกเก็ตติ้ง (MAGKETING) นิตยสารออนไลน์ด้านการตลาด (E-Magazine) รายเดือน ประเภท Free view ซึ่งน�ำเสนอข่าว ความเคลื่อนไหว ข่าวเชิงวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูล ในรูปแบบ Database ในแวดวงธุรกิจการตลาด สามารถเลือกช่องทางการอ่านได้หลากหลาย

พร้อมเสิร์ฟฟรี ทุกที่ ทุกเวลา อ่านได้ทันทีที่


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Magketing Vol.58 by MAGKETING - Issuu