Skip to main content

Magketing vol.50

Page 1

CONDOMINIUM WHAT YOU NEED TO KNOW++ marketing case study BEYOND STRATEGY & CONSUMER LIFESTYLE JULY 2563

VOL.6 ISSUE 50

THAILAND'S FIRST FREE E-MARKETING MAGAZINE

CONDOMINIUM WHAT YOU NEED TO KNOW++

UNSPLASH

it's FREE

50 I S S U E


Fresh - Baked Dairy The Europeans baking kitchen Enjoy a cup of warm chocolate

AnnaNita

SUKH UMVI T So i 1 1 n ear NA NA BTS Sky trai n SUKH UMVIT R d. BKK


01

HOMEROOM

EDITORIAL บรรณาธิการบริหาร

ภาวนา อรัญญิก

EDITORIAL STAFF > หัวหน้ากองบรรณาธิการ > กองบรรณาธิการ

บัณฑิต โชคสิทธิกร กัลชนา ทิชากร ปรัชญ์ พันแสงระวี

> ศิลปกรรม

cymk@bangkok

ADVERTISING STAFF > ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา > กองโฆษณา

วิโรจน์ ธนวัฒน์วาทิน สุนิสา อดุลย์วิทย์

บจ.มาร์เก็ตอินโฟ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น 3769/46 เจริญราษฎร์ บางโคล่ บางคอแหลม กทม. 10120 tel.062-4836903 email>>magketing.editor@gmail.com


CONTENTS

INFORMATION

17

8 12

FLASH PODIUM

ANALYSIS

20

30

32

17 20 30 32 34

BEHAVIOR CASE STUDY FACTOR DIGITAL LIFE RESEARCH

DATABASE

37 38 39

MOVEMENT

>> FOOD & IT

MOVEMENT

>> HOME & FINANCE

MOVEMENT

>> ETC.


FLASH

MAGKETING l 8


FLASH

MAGKETING l 9


FLASH

MAGKETING l 10


FLASH

MAGKETING l 11


PODIUM

งานแสดงสินค้ายุคโควิท-19 สู่รูปแบบไฮบริด ผสมผสานการจัดแสดงออนไลน์ ผ่าทางออกธุรกิจงานแสดงสินค้ายุคโควิด-19 อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงานแสดง สินค้าเบอร์หนึ่งของโลก เผยต้องพัฒนาการจัดงานสู่งานแสดงสินค้าแบบไฮบริด ผสม ผสาน เชื่อมต่อ การจัดแสดงงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กับงานแสดงสินค้าแบบเดิม ล่าสุดส่งบีเพลส แพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ เสริมทัพงานโพรแพ็ค เอเชีย 2020 เปิดตัว ครั้งแรกในไทยวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2563 นี้ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในเทคโนโลยีใหม่ และเตรียมความพร้อมผู้ร่วมจัดแสดงงานและผู้เยี่ยมชมงานก่อนก�ำหนดจัดงานจริงใน วันที่ 20-23 ตุลาคม 2563 รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อ�ำนวยการกลุ่มโครงการ-ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้น�ำธุรกิจด้านจัดงานแสดงสินค้าอันดับหนึ่งของโลก กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ต่อ ธุรกิจการจัดงานแสดงสินค้าว่า ธุรกิจงานแสดงสินค้าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระ ทบอย่างมากจากวิกฤตโควิด-19 ไม่น้อยกว่าธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน แม้ขณะ นี้การควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศจะดีขึ้นและภาครัฐมีการผ่อนคลายมาตรการ ป้องกันการแพร่ระบาดเป็นระยะ ซึ่งส่งผลดีต่อการจัดงานแสดงสินค้าที่มีกลุ่มผู้จัด แสดงงานและผู้เข้าชมงานภายในประเทศ แต่ส�ำหรับกลุ่มงานแสดงสินค้านานาชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ยังประสบ กับอุปสรรคจากมาตรการควบคุมการเดินทางและการกักตัว เพื่อป้องกันการแพร่ ระบาดของแต่ละประเทศ ซึ่งยังต้องมีการเฝ้าระวังและมีความเข้มงวดอยู่ ท�ำให้ผู้ร่วม จัดแสดงงานและผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมงานได้ เช่นเดียวกับภาวะปกติ แต่เนื่องจากการด�ำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและการลงทุนจ�ำเป็น ต้องเดินหน้าและพัฒนาต่อ ประกอบกับหลายธุรกิจ อาทิ กลุ่มอาหาร อาหารพร้อม ทาน และอาหารแช่แข็ง กลุ่มยาและเวชภัณฑ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ ได้กลายเป็นธุรกิจดาว รุ่งจากสถานการณ์โควิด-19 การด�ำเนินชีวิดวิถีใหม่ (New Normal) การเว้นระยะห่าง ทางสังคม (Social Distancing) และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ท�ำให้ผู้ประกอบ การและนักลงทุนจ�ำนวนมากสนใจที่จะเข้าร่วมชมและเจรจาธุรกิจในงานโพรแพ็ค เอเชีย 2020 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลักที่ส�ำคัญ และมี บริษัทชั้นน�ำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากทั่วโลกเข้าร่วมจัดแสดงงาน ซึ่งจากปัญหาวิกฤติโควิด-19 และความต้องการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของทั้งบริษัทผู้ ผลิต นักธุรกิจ ผู้ประกอบการและผู้สนใจในการเข้าร่วมงานจากทั่วโลกที่เกิดขึ้นท�ำให้ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ มีการก�ำหนดนโยบายและทิศทางรการจัดงานแสดงสินค้าส�ำหรับ ปัจจุบันและอนาคตว่า ต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้ผสมผสานทั้ง เทคโนโลยีออนไลน์ดิจิตอล (Online Digital Technologies) การจัดแสดงงานแบบ เสมือนจริง (Virtual Exhibition) การเชื่อมต่อฐานข้อมูล (Big Data) และรูปแบบ การจัดงานแบบเดิมซึ่งยังมีความส�ำคัญอยู่เพื่อพัฒนาเป็นงานแสดงสินค้าแบบไฮบริด (Hybrid Exhibition Tread Show) เพื่อก้าวข้ามข้อจ�ำกัดที่เกิดขึ้น โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้มีการน�ำ บีเพลส (Business Exhibition Place : BEPlace) งาน แสดงสินค้าเสมือนจริงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผลงานของทีมออกแบบและพัฒนา

นวัตกรรมและเทคโนโลยีของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ซึ่งบีเพลส เป็นแพลตฟอร์ม ออนไลน์ที่สามารถแสดงข้อมูล ภาพ วีดีโอของการท�ำงานของเครื่องจักร การผลิต ผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งยังสามารถจัดกิจกรรมการประชุม สัมมนา การประชุมเชิง ปฏิบัติการ การเจจาธุรกิจและจับคู่ธุรกิจแบบเรียลไทม์ สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล ผู้ประกอบการและผู้ร่วมจัดแสดงงานจากทั่วโลกได้ ซึ่งผู้ประกอบการ ผู้สนใจ และผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานโพรแพ็ค เอเชีย 2020 สามารถ ใช้งาน บีเพลส เพื่อค้นหาข้อมูลบริษัทผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมเจรจาธุรกิจ กับคู่ค้าได้จากทุกสถานที่ตลอดช่วงระยะเวลาของการจัดงาน โดย บีเพลส จะเริ่มเปิด ให้ทดลองใช้ครั้งแรกในระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2563 เพื่อเป็นการสร้างการ เรียนรู้และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่และเตรียมความพร้อมให้แก่ทั้งผู้ร่วมจัด แสดงงานและผู้เยี่ยมชมงานก่อนถึงก�ำหนดการจัดงานโพรแพ็ค เอเชีย 2020 ซึ่งจะจัด ขึ้นในระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2563 นี้ ส�ำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชม งานและใช้งาน บีเพลส ได้ที่ https://beplace.thevista.co.th/visitpage/PPA20/ preregister

MAGKETING l 12


PODIUM

เปิดตัวแคมเปญ The Sound of Happiness ฟัง x เล่า = ความสุข มุ่งส่งเสริมสุขภาพจิตวัยรุ่น องค์การยูนิเซฟ กรมสุขภาพจิต และจู๊กซ์ (JOOX) จับมือเปิดตัวแคมเปญใหญ่ของ ปี “THE SOUND OF HAPPINESS ฟัง x เล่า = ความสุข” มุ่งเสริมสร้างสุขภาพจิต ให้แก่เด็กและวัยรุ่นในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนให้วัยรุ่นมีทักษะในการจัดการกับ ความท้าทายต่าง ๆ ที่กระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขาในปัจจุบัน แคมเปญ THE SOUND OF HAPPINESS: ฟัง และ เล่า เท่ากับความสุข ได้จัดท�ำ วาไรตี้ทอล์คและพอดแคสต์วาไรตี้พอดแคสต์จ�ำนวน 12 ตอน โดยมีจิตแพทย์เด็กและ วัยรุ่นจากกรมสุขภาพจิต ได้แก่ นพ. วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ และ พญ. วิมลรัตน์ วัน เพ็ญ มาร่วมให้ความรู้และค�ำปรึกษาที่ครอบคลุมในหลายประเด็นปัญหาของวัยรุ่น ไม่ ว่าจะเป็น อาการซึมเศร้า ความเครียด ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว การจัดการอารมณ์ การรังแกกัน รวมถึงประเด็นเรื่องเพศสภาพ พร้อมแนะน�ำ 4 ช่องทางบริการให้ค�ำ ปรึกษาต่าง ๆ ที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น คือ 1) สายด่วนกรม สุขภาพจิต 1323 2) LINE @KhuiKun 3) เว็บไซต์ เลิฟแคร์สเตชั่น Lovecarestation. com และ 4) โรงพยาบาลทั่วไป นอกจากนี้ รายการวาไรตี้ทอล์คและพอดแคสต์แต่ละตอนยังมี 12 ศิลปิน และ อินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง ได้แก่ เป๊ก-ผลิตโชค อายนบุตร, ไบรท์-วชิรวิชญ์ ชีวอารี, วินเมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร, แบมแบม GOT7, มิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล แพรวา-ณิชา ภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์, Softpomz, ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร, ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น, ลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์, แบงค์ ธิติ มหาโยธารักษ์, วันเดอร์เฟรม และ มิน-พีชญา วัฒนามนตรี ที่อาสามาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวต่างรูปแบบที่แต่ละคนต้อง เผชิญและฟันฝ่าในช่วงวัยรุ่น พร้อมกับข้อคิดดี ๆ ที่วัยรุ่นอาจน�ำไปปรับใช้ได้ วาไรตี้ ทอล์คจะออกอากาศทุกวันพฤหัสบดีเวลา 19.30 น. และติดตามชมรายการย้อนหลัง ได้ พร้อมฟังพอดแคสต์ได้ทุกวันเสาร์เวลา 10.00 น. ทาง JOOX เท่านั้น โดยตอนแรก จะเป็นเรื่องราวของเป๊ก ผลิตโชค กับความสัมพันธ์ของเป๊กและเพื่อน ซึ่งจะปล่อยใน .วันที่ 16 กรกฎาคมนี้ เวลา 19.30 น โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาด้านสุขภาพจิตจะเริ่ม ปรากฏให้เห็นในช่วงวัยรุ่นและอาจจะส่งผลต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งปัญหาสุขภาพ จิตของวัยรุ่นมักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม เด็กวัยรุ่นจ�ำนวนมากยังคงเข้าไม่ถึงข้อมูลหรือค�ำ แนะน�ำที่จะช่วยให้พวกเขาจัดการกับอารมณ์ตัวเองหรือปัญหาด้านสุขภาพจิตได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน บริการด้านสุขภาพจิตที่เน้นเด็กวัยรุ่นก็ยังคงมีจ�ำกัด การฆ่าตัวตายยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของวัยรุ่นในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต พบว่า ในปี 2562 มีวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 10-29 ปี กว่า 800 รายฆ่าตัวตายส�ำเร็จ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้ด�ำเนิน แนวทางรูปแบบใหม่ๆเพื่อเข้าถึงเด็กและวัยรุ่นในยุคปัจจุบันให้มากขึ้น ผ่านการใช้ เครื่องมือที่วัยรุ่นนิยมชมชอบ เช่น สื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล ดนตรี ไอดอล และศิลปิน มาช่วยสร้างความตระหนักและความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตที่มากขึ้นในเด็กและวัยรุ่น

เกิดพลังบวกและพลังยืดหยุ่นในตนเองเมื่อต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ แคมเปญ The Sound of Happiness ยังมีตอนพิเศษที่เปิดโอกาสให้กลุ่มวัยรุ่นและ เยาวชน เช่น วัยรุ่นนักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพจิต วัยรุ่นที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และเยาวชนที่ผลักดันประเด็น LGBTIQ มาร่วมสะท้อนมุมมองพร้อมแชร์แนวคิดและ ประสบการณ์ตรงกับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นในประเด็นต่าง ๆ ที่ก�ำลังส่งผลกระทบต่อ สุขภาพจิตของพวกเขา ขณะเดียวกัน ยูนิเซฟยังได้ระดมอาสาสมัครที่ผ่านการฝึก อบรมเพื่อมาให้ค�ำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่วัยรุ่นภายใต้โครงการ I Am UNICEF พัชราพร ขวัญเจริญทรัพย์ Head of Branding and Communication บริษัท เทน เซ็นต์ ประเทศไทย และผู้บริหาร JOOX ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะที่ JOOX เป็นมิวสิคสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม ที่ท�ำหน้าที่ส่งมอบความสุขและความบันเทิงให้กับผู้ใช้ งานของเรา มาตลอดกว่า 4 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนซึ่งมีการ ใช้งาน JOOX อยู่เป็นจ�ำนวนมาก เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน โปรเจกต์นี้ ร่วมกับกรมสุขภาพจิตและองค์การยูนิเซฟ ทั้งในการผลิตและสนับสนุน ช่องทางในแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ กระตุ้น และผลักดันให้ ทุกคนหันมาให้ความส�ำคัญกับปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคอนเทนต์ ที่เราต้องการจะสื่อสารนี้ จะสามารถเผยแพร่ให้เข้าถึงกลุ่มคนฟัง และท�ำให้ผู้ใช้งาน JOOX ทุกคนมีความสุขจากสิ่งดี ๆ ที่เราท�ำ โดยทุกคนสามารถรับชมผ่าน JOOX ได้ ทั้งในรูปรายการวาไรตี้ทอล์ค หรือจะรับฟังเป็นเสียงออดิโอ ผ่านทางพอดแคสต์

MAGKETING l 13


PODIUM

บ้านปูได้รับเป็นสมาชิก FTSE Index ย�้ำความเป็นองค์กรชั้นน�ำด้านความยั่งยืนระดับโลก บริษัท บ้านปู จ�ำกัด (มหาชน) ตอกย�้ำความเป็นองค์กรชั้นน�ำด้านความยั่งยืนระดับ โลก โดยการจัดอันดับให้เป็นสมาชิกทั้งในกลุ่ม FTSE4Good Emerging Index และ FTSE4Good ASEAN 5 Index จาก FTSE Russell บริษัทอิสระผู้ให้บริการระดับ โลกด้านการจัดท�ำดัชนีมาตรฐาน การวิเคราะห์ และโซลูชันด้านข้อมูล ซึ่งบ้านปูฯ ได้ รับการประเมินสูงสุดทั้งในด้าน “Environment” และ “Biodiversity” ตอกย�้ำการ ด�ำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก ESG และยืนยันถึงความเป็นผู้น�ำด้านความยั่งยืนในระดับ สากล มร. เดวิด แฮร์ริส ผู้อ�ำนวยการฝ่ายธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ฟุตซี่ รัสเซล แอนด์ ลอนดอน สต็อก เอ็กซ์เชนจ์ กรุ๊ป (FTSE Russell & London Stock Exchange Group) กล่าว ว่า “FTSE Russell มีความยินดีที่ได้ต้อนรับบ้านปูฯ เข้ามาเป็นสมาชิกในการจัดอันดับ ความยั่งยืน ทั้งในกลุ่ม FTSE4Good Emerging Index และ FTSE4Good ASEAN Index ซึ่งเป็นดัชนีชั้นน�ำด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ที่ประเมิน ศักยภาพขององค์กรในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) สะท้อนให้เห็นความรับผิดชอบขององค์กรต่อสิ่ง แวดล้อม สังคม และการบริหารงานที่ประกอบด้วยธรรมาภิบาลที่ดีของบ้านปูฯ ได้ อย่างเด่นชัดที่สุด” สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูฯ รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสมาชิก FTSE Index ถึง 2 กลุ่มในครั้งเดียวกัน นับเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบขอ งบริษัทฯ ในการด�ำเนินธุรกิจโดยค�ำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานที่ ประกอบด้วยธรรมาภิบาลมาอย่างต่อเนื่อง การจัดอันดับในครั้งนี้ บ้านปูฯ ได้รับการประเมินคะแนนอย่างโดดเด่นในด้านสิ่ง แวดล้อม (Environment) และด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่ง เป็นผลลัพธ์ของความตั้งใจที่จะสร้างความเป็นเลิศในทุก ๆ ด้าน ผ่านการผสานแนวคิด การสร้างพลังงานอย่างยั่งยืน (Energy Sustainability) ที่เชื่อว่าพลังงานที่ดีต้องมี ความต่อเนื่องในการส่งมอบพลังงาน (Reliable) ราคาสมเหตุสมผล (Affordable) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly) เพราะบ้านปูฯ เชื่อว่าอุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและ สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลักการความยั่งยืนหรือ ESG เพื่อสร้างผลกระทบสุทธิเชิง บวกกับระบบนิเวศ พร้อมทั้งผลักดันการเติบโตและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสังคม และด�ำเนินกิจการ อย่างโปร่งใส มีจรรยาบรรณ และเป็นธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรของเราขับเคลื่อนไป ข้างหน้าอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบผลตอบแทนระยะยาวส�ำหรับผู้มีส่วนได้เสียของเรา และสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นอกจากการจัดอันดับของ FTSE Russell แล้ว บริษัท บ้านปู จ�ำกัด (มหาชน) ยังได้

รับการการันตีมาตรฐานความยั่งยืน และรางวัลด้านความยั่งยืนจากสถาบันที่เป็นที่ ยอมรับมากมายทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอันดับความน่า เชื่อถือ MSCI ESG Ratings สู่ระดับ A และการได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment (THSI) รางวัลเกียรติยศบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน (Sustainability Awards of Honor) สาขา Sustainability Excellence เป็นครั้ง ที่ 3 ติดต่อกัน และรางวัลพระราชทาน สาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Excellence Award) รวมถึงการได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ในปีล่าสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ในกลุ่ม ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นอกจากนี้ บ้านปูฯ ยังเป็นผู้น�ำองค์กรด้าน พลังงานหนึ่งเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับเลือกให้เข้าไปมีส่วนร่วมบนเวทีงานสัมมนา ด้านความยั่งยืนระดับโลกอย่าง “UN Global Impact Leaders Summit 2020” ที่ จัดขึ้นในรูปแบบ Virtual Global Conference เป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย

MAGKETING l 14


PODIUM

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดโครงการ Charge to Change เพื่อเปลี่ยนโลก พร้อมสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้คนไทย มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โควิด-19 เป็นปัญหาส�ำคัญที่ส่งผลกระทบกับ ผู้คนทั่วโลก น�ำไปสู่การที่พวกเราต้องเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการระบาด ส่วน ปัญหามลภาวะทางอากาศของฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นั้นดูเหมือนจะบรรเทา เบาบางลงและไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก ทว่าในความเป็นจริง ปัญหานี้ยังอยู่กับเรา ไม่ได้หายไปไหน และการเดินทางด้วยรถยนต์ก็เป็นสาเหตุส�ำคัญอย่างหนึ่งที่ท�ำให้ เกิด PM 2.5 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของฝุ่น ละออง PM 2.5 นั้นมาจากการเดินทางโดยรถยนต์ และเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงเมือง เดียวก็มีจ�ำนวนรถยนต์จดทะเบียนอยู่มากกว่า 10 ล้านคัน ไม่ว่าจะมีโควิดหรือหลัง จากโควิดผ่านพ้นไป ปัญหา PM 2.5 จะยังเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยทุกภาคส่วนต้องหัน มาร่วมมือกันแก้ไข” “ส�ำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่เข้ามาลงทุนและท�ำ ตลาดในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เราได้กลับมาคิดทบทวนว่า จะมีทางใดที่เรายัง สามารถใช้รถยนต์ต่อไปแต่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้นได้บ้าง ซึ่งเราพบว่า รถยนต์ EQ Power หรือรถยนต์รุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่เรามีนั้นสามารถมอบการเดินทางที่ปราศจาก มลพิษให้กับผู้ขับขี่ได้ แต่การจะท�ำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในวง กว้างนั้นต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากผู้ใช้รถยนต์ทุกคน นี่ จึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change” ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้ใช้รถยนต์แบรนด์อื่น ๆ ตระหนัก ว่า คุณสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนโลกให้สะอาดขึ้นพร้อมทั้งลดปัญหา PM 2.5 ได้เพียงหันมาชาร์จรถยนต์ของคุณให้บ่อยขึ้น แล้วขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า ทุกการเดินทาง ของคุณก็สามารถเป็นการเดินทางที่สะอาดและปราศจากมลพิษได้ทันที” มร. โรลัน ด์ กล่าวเพิ่มเติม ในปี 2562 มี 7 เมืองในประเทศไทยที่ติดอยู่ในอันดับ 15 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีค่า PM 2.5 เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศ ขององค์กรอนามัยโลก (WHO) นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีมลพิษมาก ที่สุดอันดับที่ 28 ของโลกโดยที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมลพิษมากเป็นอันดับที่ 33 เมอร์เซเดส-เบนซ์ในฐานะผู้ผลิตยานยนต์ชั้นน�ำของโลก จึงต้องการช่วยแก้ไขปัญหาสิ่ง แวดล้อมผ่านโครงการ “Charge to Change” ที่จะช่วยกระตุ้นการรับรู้ของคนไทย โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้น�ำ Wallbox เพื่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแก่รถยนต์ปลั๊ก อินไฮบริดนวน 150 กล่องไปให้บริการในโรงแรมและห้างสรรพสินค้าชั้นน�ำด้วย ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change” ขึ้นเป็นโครงการ ระยะยาวที่จะแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 การกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเมอร์เซเดส-เบนซ์พบว่า ผู้ ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมักจะไม่ชาร์จพลังงานไฟฟ้า ด้วยสาเหตุส�ำคัญ 3ประการคือ ไม่ทราบว่ารถยนต์ของตัวเองชาร์จได้ ไม่ทราบว่าจะชาร์จได้ที่ไหนบ้าง และไม่สนใจที่ จะชาร์จเพราะเติมน�้ำมันแล้วขับด้วยน�้ำมันสะดวกกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงมุ่งสร้าง

ความตระหนักรู้ ทั้งผ่านวิดีโอออนไลน์และการร่วมมือกับบุคคลชั้นน�ำในวงการต่าง ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่จะกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์รับรู้ว่า เพียงแค่ขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ ไฟฟ้าในทุกวัน คุณก็สามารถมีส่วนช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้ทันทีในทุกการขับขี่ และไม่จ�ำเป็นต้องเป็นรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เท่านั้น แต่ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮ บริดจากแบรนด์ใดก็สามารถมีส่วนช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดขึ้นได้เช่นกัน เฟสที่ 2 การสร้างเครือข่ายการชาร์จที่มีความพร้อมและสะดวกมากขึ้นส�ำหรับผู้ใช้ รถ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายวงการเพื่อขยายเครือข่าย การชาร์จ โดยเฉพาะการเพิ่มจ�ำนวนสถานีชาร์จ เพื่อท�ำให้ประสบการณ์ในการชาร์จ พลังงานไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุด เฟสที่ 3 สู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งหวังให้โครงการนี้มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ของการขับขี่ด้วย พลังงานสะอาด ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และสร้างสุข ภาวะที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว เมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งหวังให้โครงการ “Charge to Change” เป็นจุดเริ่มต้นในการก ระตุ้นให้คนไทยตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลภาวะทางอากาศ ที่ สามารถบรรเทาเบาบางลงได้ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน และหากทุกคนช่วย กันปรับพฤติกรรมในการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดให้บ่อยครั้งขึ้น ประเทศไทยก็ สามารถลดปัญหามลภาวะลงได้ แถมยังมีส่วนช่วยให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้นในระยะ ยาวอีกด้วย

MAGKETING l 15


PODIUM

MAGKETING l 16


BEHAVIOR

MAGKETING l 17


BEHAVIOR

8 ใน 10 ของคนไทยอยากเดินทางท่องเที่ยว ในปี 2563 โดย 75% ต้องการท่องเที่ยว ภายในประเทศก่อน ส�ำหรับการวางแผนท่องเที่ยวปีหน้า 2564 นักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนใหญ่ต้องการเดินท่องเที่ยวในต่างประเทศแล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวไทย 75% ยัง คงอยากเที่ยวประเทศไทยอยู่ ในปีนี้ นักท่องเที่ยวไทย 36% วางแผนจองทริปท่อง เที่ยวแล้ว และค�ำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก 86% หลีกเลี่ยงไปยังสถานที่ผู้คนหนา แน่นและ 84% หลีกเลี่ยงที่จะเดินทางไปยังบางประเทศ อีกเทรนด์ที่น่าสนใจคือนัก เดินทางชาวไทย 70% วางแผนจะซื้อประกันภัยการเดินทางในอนาคต ขณะที่ 44% เผยว่าเคยท�ำประกันการเดินทางมาแล้ว การแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลก อย่างไรก็ตามนัก ท่องเที่ยวที่ตอบแบบสอบถามทั่วโลกมากถึง 81% อยากเดินทางท่องเที่ยวสักครั้งใน ปีนี้ มีเพียง 35% จาก 11 ประเทศ เผยว่าได้จองการท่องเที่ยวในเดือนกรกฎาคมและ สิงหาคมไว้แล้ว หรือก�ำลังวางแผนอยู่ การวางแผนแสดงให้เห็นเทรนด์ระยะสั้นว่านัก เดินทางจะมีความมั่นใจมากขึ้นในการจองทริปท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 นอกจากนี้ นักเดินทางจ�ำนวนมาก โดยเฉพาะในยุโรป จะเริ่มกลับมาท่องเที่ยว ในแบบเดิมก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 เช่น การโดยสารเครื่องบินและเข้าพัก ในโรงแรมขนาดใหญ่ในช่วงต้นปี 2564 รายละเอียดส�ำคัญจากส�ำรวจ การวางแผนท่องเที่ยวในปี 2563: ผลส�ำรวจทัศนตินักท่องเที่ยวทั่วโลกต่อการท่อง เที่ยวในช่วงเวลาต่างๆ ทั้งฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว แสดงให้เห็นว่า Covid-19 ไม่สามารถหยุดยั้งนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่อง เที่ยวที่พวกเขาชื่นชอบในระยะสั้นเท่านั้น และในปีนี้พวกเขาอยากท่องเที่ยวในสถาน ที่ใกล้บ้านก่อน

กักกันโรคในต่างประเทศ (27%) 3 ปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมัน คือ อัตราการติดเชื้อลดลง (54%) ค�ำแนะน�ำ อย่างเป็นทางการจากรัฐบาล (25%) และการกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรม บาร์ และร้านอาหาร (25%) พฤติกรรมที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด คือ หลีกเลี่ยงการ ท่องเที่ยวในบางประเทศ (79%) สถานที่ผู้คนพลุกพล่าน (77%) และวางแผนท่อง เที่ยวภายในประเทศ (76%) วิธีการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะขับรถยนต์ไปเที่ยวนั้น การเดินทางโดย เครื่องบินเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเช่นกัน 75% ส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกระบุว่าจะขับรถยนต์ (รถเช่าหรือรถส่วน ตัว) ไปเที่ยวหลังการล็อคดาวน์ในฤดูร้อน ส่วน (58%) ระบุว่าจะขับรถยนต์ไปเที่ยวใน ฤดูใบไม้ร่วง เป็นสัดส่วนที่ลดลง และลดลงมากขึ้นผู้ตอบแบบสอบถาม (56%) ยังคงใช้ รถยนต์เดินทางในฤดูหนาว และปี 2564 (51%) 20% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเดินทางโดยเครื่องบินในฤดูร้อน และเพิ่มขึ้น 13% ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (33%) และเพิ่มขึ้นอีกเป็น (37%) ในฤดูหนาว และเพิ่มขึ้น มากกว่า 2 เท่า (44%) ในปี 2564 14% ของนักเดินทางทั่วโลกจะเดินทางโดยรถไฟในฤดูร้อน และมีความ เปลี่ยนแปลงไม่มากนักในฤดูใบไม้ร่วง (16%) ฤดูหนาว (17%) และมีความต้องการ เพิ่มขึ้นเพียง 3% ที่จะเดินทางโดยรถไฟในปี 2564 (17%)

ในปี 2563 ผู้ตอบแบบสอบถาม 81% วางแผนเดินทางไปอิตาลี (89%) ฝรั่งเศส (87%) และไทย (85%) เป็นประเทศแรกๆ

สถานที่ท่องเที่ยว นักเดินทางทั่วโลกส่วนใหญ่ระบุว่าจะเดินทางในประเทศก่อนในฤดู ร้อน แต่พวกเขามีความต้องการเดินทางไปต่างประเทศในปีหน้า 2564

นักท่องเที่ยวทั่วโลกวางแผนใช้จ่ายท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 1,506 ยูโร (นักท่องเที่ยว ไทยจะใช้จ่าย 733 ยูโร) ต่อคน ส�ำหรับทริปผ่อนคลายหลังมาตรการล็อคดาวน์ 36% ระบุว่าจะใช้เวลาพักผ่อนประมาณ 1 อาทิตย์ ที่ชายทะเล (30% ของนักท่องเที่ยวไทย)

60% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขาวางแผนเดินทางภายในประเทศใน ช่วงฤดูร้อน ขณะที่ฤดูใบไม้ร่วงมีความต้องการเที่ยวในประเทศ (52%) และฤดูหนาว (54%) และเมื่อสอบถามถึงแผนการเดินทางในปี 2564 ความต้องการท่องเที่ยวใน ประเทศลดลงเกือบครึ่งอยู่ที่ (39%)

74% ของนักเดินทางทั่วโลกจะเดินทางด้วยรถยนต์ (รถเช่าหรือรถส่วนตัว) ส่วน คนไทย 74% จะเดินทางด้วยรถยนต์เช่นกัน 61% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลือกที่พักแบบส่วนตัวหรือโรงแรมขนาดเล็ก และ รักษาระยะห่างและหลีกเลี่ยงสถานที่ผู้คนหนาแน่น ขณะที่ชาวไทยเพียง 27% เท่านั้น เลือกที่พักแบบส่วนตัว และ 71% จะเข้าพักในโรงแรม ความกังวลและลดความเสี่ยงการแพร่ระบาด Covid-19 ยังเป็นความกังวลหลักของ เหล่านักท่องเที่ยวแต่แบบส�ำรวจได้สอบถามถึงมาตรการลดความเสี่ยงในการแพร่ ระบาดและวิธีแก้ไขก่อนเดินทางอีกครั้ง 3 ความกังวลหลักของนักท่องเที่ยวที่มีต่อโรคระระบาด เกิดการแพร่ระบาดขณะ เดินทาง (36%) ไม่สามารถท�ำกิจกรรมท่องเที่ยวได้ตามที่ได้วางแผนไว้ (28%) ต้องถูก

6% ระบุว่าพวกเขาจะเดินทางเที่ยวต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนักเดินทางจ�ำนวน เพิ่มขึ้นสองเท่าตัวตอบว่าพวกเขาวางแผนเที่ยวต่างประเทศในฤดูใบไม้ร่วง (14%) และ ฤดูหนาว (14%) และ 19% ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนว่าจะเดินทางไปเที่ยวต่าง ประเทศสักครั้งภายในปี 2564 การป้องกันการเดินทาง ขณะที่มีโรคระบาด จึงไม่น่าแปลกใจที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ สนใจป้องกันการเดินทางทริปถัดไป ก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 นักเดินทาง 48% ระบุว่าพวกเขาท�ำประกัน การเดินทาง อย่างไรก็ตาม 54% จะซื้อประกันเดินทางในทริปถัดไป ส่วนประเทศไทย เทรนด์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น โดย 70% ของนักท่องเที่ยวไทยวางแผนซื้อประกันเดิน ทางในอนาคต ขณะที่ 44% นั้นท�ำประกันเดินทางมาก่อนแล้ว

MAGKETING l 18


BEHAVIOR

GRATLSOGRAPHY

66% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการความคุ้มครองในการส่งตัวกลับเมื่อมีการปิด พรมแดนหรือการล็อคดาวน์ในประเทศสถานที่ปลายทาง 63% ต้องการได้รับความคุ้มครองเมื่อการเดินทางต้องยืดเยื้อกว่าเดิม 62% ต้องการได้รับความช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วยหลังกลับจากทริปท่องเที่ยว 14 วัน Francine Abgrall หัวหน้าการท่องเที่ยว ยุโรป แอสซิสแทนซ์ กรุ๊ป กว่าว่า “เราได้ ท�ำส�ำรวจการท่องเที่ยวประจ�ำปี เป็นปีที่ 25 เป็นเครื่องมือในการแบ่งปันข้อมูลการ เดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เราจึงร่วมมือกับบริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง IPSOS ในการส�ำรวจรูปแบบการท่องเที่ยวในอนาคตเพื่อเข้าใจรูปแบบการท่องเที่ยวว่ามีการ เปลี่ยนแปลงหรือยังเหมือนเดิม ขณะที่รูปแบบการท่องเที่ยวต่างๆ มีความสอดคล้อง กับความรู้สึกในปัจจุบันที่การรักษาระยะห่าง (ที่พักขนาดเล็กลง) และหลีกเลี่ยงสถานที่ คนพลุกพล่าน (การเดินทางสาธารณะลดลง) เราสังเกตเห็นว่าผู้ตอบแบบสอบวางแผน การท่องเที่ยวในปี 2564 โดยยินดีที่จะกลับไปท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมก่อน Covid-19 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ผลส�ำรวจเผยให้เห็นว่านักท่องเที่ยว มากกว่าครึ่งอยากจะเดินทางท่องเที่ยวในปี 2563 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นฟู อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะกลางและระยะยาว” Philippe Demangeat ประธานกรรมการบริหาร ยุโรป แอสซิสแทนซ์ ไทยแลนด์ กล่าวว่า “การส�ำรวจการท่องเที่ยวประจ�ำปีครั้งนี้ เป็นปีแรกที่ได้ส�ำรวจทัศนติของนัก ท่องเที่ยวชาวไทย เราได้รับรู้ความคิดเห็นของชาวไทยต่อประกันภัยการเดินทางและ บริการให้ความช่วยเหลือ ของนักเดินทางชาวไทย 77% จะซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัย การเดินทาง ขณะที่มีเพียง 44% ที่ซื้อประกันเดินทางในปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน บริการ ทางการแพทย์ฉุกเฉิน ค่ารักษาในโรงพยาบาล และความล่าช้าหรือการยกเลิกการเดิน ทาง มีความจ�ำเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจบริการพิเศษ อาทิ บริการ ทางการแพทย์ก่อนเดินทาง ค�ำแนะน�ำด้านความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยว การรับ ข้อมูลในเชิงพิกัดภูมิศาสตร์เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ Covid-19 ขณะเดินทาง บริการแพทย์

ทางไกล และความสามารถในการเข้าตรวจ Covid-19 ได้ทุกที่ทุกเวลา แม้ว่าขณะนี้จะมีความไม่แน่นอน แต่เราได้เห็นสัญญาณบวกที่คนไทยวางแผนเดินทาง ท่องเที่ยวในช่วงนี้และปี 2564 โดยจะหันมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น ในระยะสั้นด้วย ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและการบริการที่จ�ำเป็น” วิธีการส�ำรวจ การส�ำรวจออนไลน์จัดท�ำขึ้นโดย Ipsos ตามข้อก�ำหนดของ ยุโรป แอสซิส แทนซ์ ส�ำรวจนักท่องเที่ยว 11,000 คน (ผู้ท�ำแบบส�ำรวจ 1,000 คน ต่อ ประเทศ) ในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรีย เบลเยียม สเปน อิตาลี โปแลนด์ และสหราชอาณาจักร) เอเชีย (จีนและไทย) และ อเมริกา การส�ำรวจ ดังกล่าวเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดจากการส�ำรวจครั้งที่ 20 ของ Ipsos Holiday Barometer ซึ่งเตรียมพร้อมท�ำการส�ำรวจขณะเริ่มมาตรการล็อคดาวน์ การ ส�ำรวจมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาผลกระทบ Covid-19 ต่อการวางแผนเดิน ทางท่องเที่ยวและนักเดินทาง เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนในธุรกิจการท่องเที่ยว เตรียมตัวรับมือกับโลกหลัง Covid-19 เกี่ยวกับยุโรป แอสซิสแทนซ์ กรุ๊ป ยุโรป แอสซิสแทนซ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2506 เป็นผู้ริเริ่มบริการด้านความช่วย เหลือ โดยให้บริการลูกค้าในกว่า 200 ประเทศ เราน�ำเสนอความช่วยเหลือที่ หลากหลาย ทั้งทางการท่องเที่ยว ประกันภัย รวมถึงบริการความช่วยเหลือ ส่วนบุคคลในด้านต่างๆ เช่น การคุ้มครองผู้สูงอายุ, การคุ้มครองอัตลักษณ์ทาง ดิจิทัล (protection of digital identity ) แพทย์ทางไกล และบริการ เจ้า หน้าที่อ�ำนวยความสะดวก ด้วยจ�ำนวนพนักงานจ�ำนวนมากถึง 7, 765 คน วิสัยทัศน์ของเรา คือการเป็นบริษัทผู้ให้การดูแลที่เชื่อถือได้ที่สุดในโลก

MAGKETING l 19


CASE STUDY

CONDOMINIUM ++ WHAT YOU NEED TO KNOW

MAGKETING VOL.50

MAGKETING l 20


CASE STUDY

iNTROdUCTION เรื่อง : บัณฑิต โชคสิทธิกร

หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 โดยเฉพาะ โครงการแนวสูงอย่างคอนโดมิเนียมที่ได้รับผลกระทบจากก�ำลังซื้อที่ หายไปทั้งจากคนไทยและต่างชาติ ท�ำให้ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง ในการเปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากมีข้อจ�ำกัดในการด�ำเนินธุรกิจภาย ใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

MAGKETING l 21


CASE STUDY

ภาพรวมอสั ม ทรั พ ย์ ไ ตรมาสแรก ภาพรวมอสั งหาริมทรัพงย์หาริ ไตรมาสแรก LPN Wisdom คาดการณ์การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ปี 2563 ติดลบร้อยละ 30-70 เมื่อเทียบกับปี 2562 เป็นผลมาจากก�ำลังซื้อที่ลดลงและความไม่แน่นอนในการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส สาย พันธ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จ�ำกัด (LPN Wisdom) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ แอล.พี.เอ็น.ดี เวลลอปเมนท์ กรุ๊ป กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการปรับประมาณการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย จากที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 2.8 ลงมาอยู่ที่ติดลบร้อยละ 5.3 (ยังไม่รวม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะออกมา) การชะลอตัวของเศรษฐกิจส่งผลกระทบโดยตรงต่อก�ำลังซื้อภายในประเทศและการ เติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ท�ำให้แนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ของ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 มีแนวโน้มลดลง ท�ำให้ LPN Wisdom ปรับการคาดการณ์แนวโน้มการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ คาดว่าจะปรับตัวลดลงร้อยละ 6 มาอยู่ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 30 - 70 ขึ้นอยู่กับการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยแบ่งแนวทางการศึกษาไว้ 3 แนวทาง กล่าวคือ กรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลงในไตรมาสสองของปี 2563 เศรษฐกิจฟื้นตัวในไตรมาสสามของปี 2563 LPN Wisdom คาดว่าจ�ำนวนการ เปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จะอยู่ที่ 70,000-75,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 250,000270,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 30-35 เมื่อเทียบกับปี 2562 กรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสสาม ของปี 2563 เศรษฐกิจฟื้นตัวในไตรมาสสี่ของปี 2563 LPN Wisdom คาดว่าจ�ำนวน การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จะอยู่ที่ 50,000-55,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 175,000-190,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 50-55 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของ ปี 2562 และกรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี 2563 LPN Wisdom คาดว่าในปี 2563 จะมีจ�ำนวนที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ 35,000-40,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 120,000-135,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 65-70 เมื่อเทียบ กับระยะเดียวกันของปี 2562 ในขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2563 บริษัทอสังหาริมทรัพย์มีการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้ง สิ้น 66 โครงการลดลงร้อยละ 23 จากการเปิดตัวโครงการใหม่จ�ำนวน 86 โครงการใน ปี 2562 คิดเป็นจ�ำนวนยูนิตที่เปิดใหม่ในไตรมาสแรกของปี 2563 17,180 ยูนิต ลดลง ร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2562 คิดเป็นมูลค่าโครงการเปิดใหม่ใน ไตรมาสแรกของปี 2563 61,950 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับมูลค่าการ เปิดโครงการใหม่ 86,359 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2562

ทิศทางการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสแรกของ ปี 2563 เน้นการเปิดตัวโครงการในแนวราบเป็นหลัก ท�ำให้มีจ�ำนวนการเปิดตัวที่อยู่ อาศัยในแนวราบทั้งบ้านเดียว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ 8,630 ยูนิต ในไตรมาสแรก ปี 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2562 ขณะที่การเปิดตัว อาคารชุดในไตรมาสแรกของปี 2563 มีจ�ำนวนทั้งสิ้น 8,512 ยูนิต หรือ ลดลงร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2562 ท�ำเลที่มีการเปิดตัวโครงการอาคารชุดในไตรมาสแรกของปี 2563 อยู่ในแนวรถไฟฟ้า สายสีน�้ำเงิน (circle line) ที่มีการเดินรถเชื่อมต่อกันเมื่อปลายปี 2562 และ ตามแนว รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์-ส�ำโรง ที่จะเปิดใช้งานปี 2564 ขณะที่ แนวราบจะอยู่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี และบางนา-ศรีนครินทร์ เนื่องจากเป็นท�ำเลที่มี เส้นทางคมนาคมได้สะดวก “การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ท�ำให้ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในการเปิด ตัวโครงการใหม่ เนื่องจากมีข้อจ�ำกัดในการด�ำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีการปรับกลยุทธการขาย โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการสื่อสารการตลาดและการขายมากขึ้น เป็นการ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่น่าสนใจ ถ้ากลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการ ตอบรับที่ดีจากตลาด ก็จะเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์การขายของผู้ประกอบการในช่วง วิกฤติและอาจจะมีส่วนท�ำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการในการเปิดตัวโครงการใหม่ ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องจับตามอง” ประพันธ์ศักดิ์ กล่าว การปรัการปรั บตัวของตลาดเซอร์ วิสอพาร์ตวเมนต์ ในกรุงเทพฯ บ ตั ว ของเซอร์ ิ ส อพาร์ ต เม้ น ต์ ใ นกทม. ตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพมหานครนั้นพึ่งพาลูกค้าที่มาพักทั้งระยะสั้นและ ระยะยาว ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นน�ำระดับโลกรายงานว่า นับตั้งแต่มีมาตรการจ�ำกัดการเดินทางซึ่งเป็นผลจากโควิด-19 ความต้องการเข้าพัก อาศัยระยะสั้นลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก และภายใต้ สถานการณ์ดังกล่าว เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จึงมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่ชาวต่างชาติที่ ท�ำงานในประเทศซึ่งพักอาศัยระยะยาวเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดใหม่ที่เกิดขึ้น และไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของ ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ธีราธร ประพันธ์พงศ์ หัวหน้าแผนกให้เช่าที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ ความเห็นว่า “ที่ผ่านมาการเติบโตแบบทวีคูณของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ ประเทศไทยจากจ�ำนวนนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนในปี 2546 เป็นเกือบ 40 ล้านคนใน ปี 2562 ท�ำให้ผู้ประกอบการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปให้ความส�ำคัญ กับตลาดพักอาศัยรายวันมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้มากที่สุด ผู้เข้าพักระยะยาวท�ำให้ มีอัตราการเข้าพักที่สม�่ำเสมอแต่มีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยต่อคืนที่ต�่ำกว่า ขณะที่ผู้เข้าพัก ระยะสั้นอาจจะมีอัตราการเข้าพักที่ผันผวนกว่าแต่ให้อัตราค่าเช่าเฉลี่ยต่อคืนสูงกว่า นี่ คือเหตุผลว่าท�ำไมเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ใหม่ส่วนใหญ่จึงขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ โรงแรมเพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าทั้งสองกลุ่มได้และเพื่อกระจายความเสี่ยง” การชะลอตัวทางเศรษฐกิจซึ่งถูกซ�้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังได้ส่งผล

MAGKETING l 22


CASE STUDY

กระทบในเชิงลบต่อความต้องการพักอาศัยทั้งระยะยาวและระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของตลาดให้เช่าระยะยาวนั้นท�ำให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากโค วิด-19ได้ดีกว่า เพราะบริษัทส่วนใหญ่ท�ำสัญญาเช่ารายปีให้กับพนักงานชาวต่างชาติ ของตนเอง

ระยะยาวเท่านั้น รวมถึงมีบริการและสิ่งอ�ำนวยความสะดวกที่ตอบสนองความต้องของ ลูกค้าชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เช่น ห้องน�้ำและการตกแต่งภายในห้องพักแบบญี่ปุ่น ด้วย คุณสมบัติเฉพาะตัวของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เหล่านี้ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ผู้เช่าชาวญี่ปุ่นจึงอาจ จะไม่สอดคล้องต่อความต้องการของนักเดินทางที่เข้าพักระยะสั้น

“การผสมผสานระหว่างแขกที่เข้าพักระยะยาวและระยะสั้นมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น เทรนด์ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโควิด-19 ท�ำให้เห็นถึงความส�ำคัญของการ ปรับตัวด้วยการเจาะตลาดที่หลากหลายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ บางแห่งเท่านั้นที่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะเข้าถึงตลาดทั้งสองกลุ่มได้” ธีราธร กล่าว เพิ่มเติม

นับจากนี้ไป การให้บริการของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จะมุ่งสู่การผสมผสานระหว่างแขก ที่เข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ใช่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ทุก แห่งจะสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์รุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างผล ตอบแทนให้เพิ่มขึ้นและท�ำให้ก้าวผ่านวิกฤตในอนาคตด้วยการกระจายความเสี่ยงได้

เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่สร้างมานานแล้วมักจะมีข้อจ�ำกัดทางโครงสร้างที่ท�ำให้ไม่ สามารถขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ถึงแม้ว่าจะได้รับใบอนุญาตแล้ว ก็ไม่ อาจรับประกันได้ว่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ทุกแห่งจะได้รับประโยชน์จากการมีผู้เข้าพัก ทั้งระยะสั้นและระยะยาว การมุ่งเน้นไปที่ผู้เข้าพักระยะสั้นท�ำให้เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ต้องแข่งขันกับโรงแรมซึ่งอาจจะไม่ได้ส่งผลดี นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าที่เข้าพักระยะยาว จะไม่ค่อยชื่นชอบที่โครงการมีคนพลุกพล่านมากขึ้น และกระทบต่อความเป็นส่วนตัว อันเนื่องจากการเข้าพักระยะสั้นของนักเดินทาง

โอกาสลงทุ นในคอนโดฯพร้ อมอยู่ โอกาสลงทุ น ในคอนโดฯพร้ อ มอยู ่

เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หลายแห่งที่ออกแบบมาเป็นพิเศษส�ำหรับชาวญี่ปุ่นนั้นปรับเปลี่ยน ได้ยากกว่า เนื่องจากเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เหล่านี้เปิดรับเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เข้าพักอาศัย

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เผย ผลส�ำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดพบหั่นราคาลงจากที่เปิดขายในช่วงแรก 7 – 15% เป็นโอกาสทองของนักลงทุนที่มีความพร้อมเข้าช็อปของถูก ชี้แม้ภาวะอสังหาฯ โดยรวมไม่คึกคักแต่ตลาดเช่ายังไปได้ คอนโดท�ำเลกรุงเทพชั้นในให้ผลตอบแทนจาก การปล่อยเช่ารวมเฉลี่ยกว่า 4.0% กรุงเทพชั้นกลาง 3.3% และกรุงเทพชั้นนอก 4.1% ด้านภาพรวมคอนโดพร้อมอยู่พบปี 2560-2562 มียอดสะสม 215,479 ยูนิต ส่วนปี 2563–2565 คาดมีคอนโดสร้างเสร็จเพิ่มมาอีก 147,429 ยูนิต แนะนักลงทุนพิจารณา

MAGKETING l 23


CASE STUDY

ศักยภาพท�ำเล และจ�ำนวนยูนิตในพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ เพราะมีผลต่อราคาใน อนาคต สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหาร สินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จ�ำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการ ด้านอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยว่าสถานการณ์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน มีความร้อนแรงลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากปัจจัยหลายด้านทั้งภาวะตลาด อสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงจากมาตรการก�ำกับดูแลสิน เชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value Ratio : LTV) ท�ำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เร่ง ระบายสินค้าเก่า และก�ำลังซื้อภายในประเทศยังซบเซา รวมถึงปัจจัยจากลูกค้าชาวต่าง ชาติที่ชะลอลงจากสภาพเศรษฐกิจโลกและส่วนหนึ่งเนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และ ผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ระดับราคาคอนโดมิเนียมปัจจุบันปรับลดลง ซึ่งระดับราคาดังกล่าวต�่ำกว่า ราคาช่วงที่เปิดขายในช่วงแรกราว 7-15% สอดคล้องกับดัชนีราคาห้องชุดที่อยู่ระหว่าง การขายในกรุงเทพและปริมณฑลที่ชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/2562 ดังนั้นช่วงที่ราคา คอนโดมิเนียมปรับลดลงจากระดับปกติเช่นในตอนนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีส�ำหรับคนที่มี ความพร้อม โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาว โอกาสในจังหวะนี้อยู่ที่ได้ห้องที่มีราคาถูก พร้อมสามารถปล่อยเช่าได้ทันที จากการส�ำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่าแม้ภาวะตลาด อสังหาริมทรัพย์จะซบเซาแต่ตลาดเช่ายังคงเติบโตให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะ คอนโดมิเนียมยังสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยพื้นที่กรุงเทพชั้นในที่มีผลตอบแทนการ ปล่อยเช่าเฉลี่ย 4.0% กรุงเทพชั้นกลาง 3.3% และกรุงเทพชั้นนอก 4.1% นอกจาก นี้ จากการส�ำรวจพบว่า ปี 2560-2562 มีจ�ำนวนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จและเป็น โครงการที่ยังขายอยู่ในตลาดราว 405 โครงการ อุปทานสะสมอยู่ที่อยู่ที่ 215,479 ยูนิต ซึ่งลดลงจากปีก่อน เนื่องจากมีอุปทานดูดซับไปบ้างแล้ว ประกอบกับโครงการใหม่ที่เปิดขายในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมายังสร้างไม่เสร็จ อย่างไร ก็ตาม ในอนาคตคาดว่าจะมีห้องที่สร้างเสร็จจ�ำนวนมากในปี 2563 - 2565 ราว 147,429 ยูนิต จาก 247 โครงการ กดดันให้ผู้ประกอบหลายรายเร่งระบายสินค้าใน ตลาด เห็นได้จากบางพื้นที่ปรับลดราคาลง โดยการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย หากพิจารณารายพื้นที่ พบว่ากรุงเทพชั้นใน มีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จและยังคงมีการ ขายอยู่ 68 โครงการ พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมบริเวณ เพลินจิต-ชิดลม สีลม-สาทร และ สุขุมวิท เป็นท�ำเลที่มีศักยภาพ ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี ผลักดันให้ราคาของคอนโดมิเนียมเพิ่มสูงขึ้นตาม นอกจากนี้คอนโดมิเนียมบริเวณดังกล่าว ยังสามารถปล่อยเช่าในกลุ่มลูกค้าคน ท�ำงานและชาวต่างชาติได้ดี มีอัตราค่าเช่าราว 20,000-35,000 บาทต่อเดือน ส่ง ผลให้คอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพชั้นในมีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าเฉลี่ยอยู่ ที่ 4.0% โดยคอนโดมิเนียมในท�ำเลดังกล่าวเช่น โครงการ ไนท์บริดจ์ ไพรม์ สาทร (KnightsBridge Prime Sathorn) โครงการไลฟ์ วัน ไวร์เลส (Life One Wireless) ส่วนพื้นที่กรุงเทพชั้นกลาง ครอบคลุมพื้นที่ พระราม3 พญาไท อนุเสาวรีย์ สะพานควาย จตุจักร ลาดพร้าวและรัชดา มีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจ�ำนวน 60 โครงการ เป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน ทั้งเดินทางสะดวก ร้านอาหาร

รวมถึงแหล่งงาน โดยพื้นที่กรุงเทพชั้นกลางมีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าเฉลี่ยอยู่ ที่ 3.3% ซึ่งโครงการที่มีผลตอบแทนสูงเป็นโครงการที่ตั้งใกล้รถไฟฟ้ารัศมีไม่เกิน 500 เมตร ทั้งนี้ โครงการที่สร้างเสร็จอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 45% อยู่บริเวณลาดพร้าว-โชคชัย 4 และรัชดา-พระราม 9 โดยมีอัตราค่าเช่า 13,000-20,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากได้ รับอานิสงส์จากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ส่งผลให้บริเวณ ลาดพร้าวมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ด้านรัชดา-พระราม 9 พบการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งอาคาร ส�ำนักงาน ศูนย์การค้าและที่พักอาศัยส�ำหรับชาวต่างชาติ มีผลตอบแทนจากการปล่อย เช่า เฉลี่ยที่ 4.5% โดยคอนโดมิเนียมในท�ำเลดังกล่าวเช่น โครงการเดอะไลน์ พหลประดิพัทธ์ (THE LINE Phahon-Pradipat) โครงการไลฟ์ อโศก พระราม 9 (Life Asoke - Rama 9) พื้นที่กรุงเทพชั้นนอกหรือเขตชานเมือง เป็นบริเวณที่มีอุปทานสร้างเสร็จสะสมมาก ที่สุดราว 70% มีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จจ�ำนวน 127 โครงการ มีผลตอบจากการ ปล่อยเช่าเฉลี่ย 4.1% อุปทานส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาต�่ำกว่า 75,000 บาทต่อตาราง เมตร และเมื่อเปรียบเทียบคอนโดมิเนียมบริเวณกรุงเทพรอบนอกที่อยู่ในระยะ 400500 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้า กับคอนโดมิเนียมในเมือง พบว่ามีราคาถูกกว่าคอนโดใน เมือง 30-40% ท�ำให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบกับพื้นที่อื่นๆ โดย อัตราค่าเช่าส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 6,500-8,500 บาท โดยคอนโดมิเนียมในท�ำเลดังกล่าว เช่น โครงการเดอะ เบส เพชรเกษม (THE BASE Phetkasem) "แม้ปัจจุบันจะไม่ใช่ปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความคึกคัก แต่เป็นปีที่น่าสนใจส�ำหรับ นักลงทุนที่มีความพร้อมและเน้นลงทุนในระยะกลาง-ยาว เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาที่ถูกลง มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในแง่ของ การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างราคาในอนาคต ตลอดจนรายได้จากค่าเช่าจากพื้นที่ที่ยังคงมี ศักยภาพในการเติบโต นอกจากจากนี้ การเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนในแต่ละท�ำเล ควรพิจารณาที่ตั้ง และแนวโน้มของอุปทาน ศักยภาพในพื้นที่และก�ำลังซื้อที่จะเข้ามาในพื้นที่ เนื่องจาก เริ่มเห็นการลดราคาในบางโครงการบริเวณกรุงเทพรอบนอกที่ลดราคาต�่ำกว่าราคา ที่เคยเปิดขายในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นยอดขาย อย่างไรก็ดีการลงทุนอาจต้องพิจารณา ถึงจ�ำนวนอุปทานใหม่ที่จะเกิดในอนาคต ศักยภาพการเติบโตในพื้นที่ ก�ำลังซื้อของผู้ บริโภค ซึ่งหากพื้นที่มีจ�ำนวนอุปทานที่มากเกินไป ขณะที่อุปสงค์ยังอยู่ในวงจ�ำกัดจะส่ง ผลต่อระดับราคาและผลตอบแทนที่อาจลดลงได้" สุวรรณี กล่าว

ภาพรวมตลาดคอนโดมิ ภาพรวมตลาดคอนโดมิ เนียมหัวหิน เ นี ย มหั ว หิ น อุปทานรวมของคอนโดมิเนียมในหัวหิน ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 อยู่ที่ 22,619 ยูนิต เพิ่มขึ้น 24.9% จากช่วงสิ้นครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว จ�ำนวนยูนิตคอนโดมิเนียมประมาณ 4,517 ยูนิตจากโครงการคอนโดมิเนียม 7

MAGKETING l 24


CASE STUDY

แห่งเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013

52%

อัตราการซื้ออยู่ในเกณฑ์ดีเป็นพิเศษโดยมียูนิตที่ขายได้แล้วประมาณ 2,489 ยูนิต อัตราการซื้อค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นถึง 52% โดยมีอุปทานรวมราว 11,395 ยูนิต ณ สิ้นครึ่งปี แรกของปี ค.ศ. 2013

ตลาดที่พักอาศัยในหัวหินทุกวันนี้มีผู้ซื้อชาวไทยที่ต้องการบ้านหลังที่สองหรือที่พัก ตากอากาศใกล้กรุงเทพเป็นก�ำลังส�ำคัญในการขับเคลื่อน ผู้ซื้อกลุ่มนี้มีจ�ำนวนมากถึง เกือบ 75% ของผู้ซื้อทั้งหมด กลุ่มผู้ซื้อรายอื่นๆ ได้แก่ ชาวต่างชาติที่มาพ�ำนักอยู่ใน ประเทศไทยเป็นระยะเวลานานหรือชาวยุโรปที่เกษียณอายุแล้ว นอกจากนี้ท�ำเลริม ทะเลของหัวหินยังได้ดึงดูดผู้ซื้อชาวจีนที่ต้องการบ้านหลังที่สองในเอเชียอีกด้วย ใน ส่วนนี้ก็มีกิจการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนชาวไทยและบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ชาวจีนเข้ามาในตลาดหัวหินแล้วในปีนี้

ราคาคอนโดมิเนียมในย่านเขาเต่าสูงขึ้นเป็นอย่างมากราว 6% จาก 96,944 บาท ต่อตารางเมตร ณ สิ้นปี ค.ศ. 2012 เป็น 103,072 บาทต่อตารางเมตรในช่วงครึ่งแรก ของปีนี้ ภาพรวมตลาด

แนวโน้มอุปทาน

ริษิณี สาริกบุตร ผู้อ�ำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด เปิดเผยว่าตลาดคอนโดมิเนียมหัวหินยังคง เติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้วโดยมีปัจจัยหนุนหลายประการ ได้แก่ การเข้าสู่ตลาด ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของประเทศไทย จ�ำนวนผู้มีรายได้ระดับปาน กลางชาวไทยในกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากและเลือกซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อการพักอาศัยที่หัวหิน และอุปสงค์ความต้องการคอนโดมิเนียมราคาประหยัดใน ระดับราคาต�่ำกว่า 2 ล้านบาทต่อยูนิตที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเช่นกัน จ�ำนวนยูนิตใหม่ ในหัวหินช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 มีมากกว่า 4,500 ยูนิต ท�ำให้มีอุปทานรวม 22,619 ยูนิตในตลาด ส�ำหรับอัตราการขายนั้นก็เพิ่มขึ้นจากเพียง 49% ในที่แล้วเป็น

จากผลวิจัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด ระบุว่า อุปทาน คอนโดมิเนียมหัวหินรวม ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 อยู่ที่ 22,619 ยูนิตหรือ เติบโตที่อัตรา 24.9% จากช่วงสิ้นปี ค.ศ. 2012 ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้มี คอนโดมิเนียมจ�ำนวน 4,517 ยูนิตจาก 7 โครงการเข้าสู่ตลาด ตัวเลขอุปทานที่สูงนี้ เกิดจากโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ของบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สัญชาติจีนชื่อ เดอะมิราเคิลกรุ๊ปจ�ำนวน 1,249 ยูนิตและโครงการอีก 3 โครงการของบริษัท แสนสิริ จ�ำกัด (มหาชน) รวมจ�ำนวนประมาณ 1,923 ยูนิต อัตราการเติบโตของอุปทานในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เกือบเท่ากับตัวเลขของปี ค.ศ. 2012 ทั้งปี

MAGKETING l 25


CASE STUDY

ดังนั้นผู้พัฒนาที่สนใจตลาดหัวหินจึงควรเฝ้าสังเกตสถานการณ์ตลาดและระมัดระวัง ภาวะโอเวอร์ซัพพลายก่อนที่จะลงทุนในโครงการใหม่ใดๆ ยูนิตใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของ ค.ศ. 2013 จ�ำนวนมากอยู่ในพื้นที่ชะอ�ำ รวม 3,022 ยูนิตหรือคิดเป็นประมาณ 67% ของยูนิตใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่มีโครงการ คอนโดมิเนียมย่านชะอ�ำเพิ่มขึ้นเป็นจ�ำนวนมากจากปีที่แล้วเนื่องจากปริมาณแปลง ที่ดินที่พร้อมส�ำหรับการพัฒนามีอยู่ค่อนข้างมาก โครงการใหม่ทั้ง 4 โครงการในย่าน ชะอ�ำ ได้แก่ บ้านทิวลม เรนชะอ�ำหัวหิน บ้านทิวทะเลเฟส 2 และมิราเคิลหัวหิน ท�ำเลยอดนิยมอันดับสองคือย่านเขาเต่า จ�ำนวนยูนิตใหม่รวม 879 ยูนิตหรือคิดเป็น 19% ของยูนิตใหม่ทั้งหมด ในภาพนี้รวมโครงการจ�ำนวน 2 โครงการ ได้แก่ วันเวลา เขาเต่าของบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จ�ำกัด (มหาชน) และซีเครสท์รีสอร์ทของบริษัท สัญชาติแคนาดา นอกจากนี้ยังมียูนิตในพื้นที่ไกลหาดอีก ได้แก่ โครงการบ้านเคียงฟ้า 616 ยูนิตหรือคิดเป็นประมาณ 14% ของยูนิตใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอีกด้วย ส�ำหรับย่านหัวหินและเขาตะเกียบในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 นั้นไม่มีโครงการ ขึ้นใหม่เนื่องจากขาดแคลนพื้นที่ดินเปล่าในท�ำเลระดับชั้นน�ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณหัวหินตอนใต้ซึ่งแทบจะไม่มีที่ดินเหลือและราคาที่ดินพุ่งสูงถึงประมาณ 30 ล้าน บ้านต่อไร่หากติดหน้าหาด แนวโน้มอุปสงค์ อัตราการซื้อจัดอยู่ในเกณฑ์ดีมากโดยมียอดพรีเซลประมาณ 2,489 ยูนิตในช่วงครึ่งปี แรกของปี ค.ศ. 2013 อัตราการซื้อนี้สูงขึ้นจาก 49% ในปี ค.ศ. 2012 เป็น 52% ใน ช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 โดยมีอุปสงค์รวมประมาณ 11,395 ยูนิต อย่างไร ก็ดียังมีจ�ำนวนยูนิตคอนโดมิเนียมเหลือเพื่อขายอีก 10,639 ยูนิตในเวลานี้ อุปสงค์ คอนโดมิเนียมหัวหินอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,500 ยูนิตต่อปีนับจาก ค.ศ. 2010 จนถึง ปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ปีจนกว่าคอนโดมิเนียมหัวหินจะขายหมด หากสมมุติว่าไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม อุปสงค์คอนโดมิเนียมหัวหินมีการเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนๆโดยมีผู้ซื้อกลุ่มใหม่เป็นก ลุ่มชาวไทยผู้มีรายได้ระดับปานกลางซึ่งชื่นชอบยูนิตขนาดเล็ก 30-35 ตารางเมตร ในโครงการที่อยู่ไกลหาดซึ่งมีราคาพอซื้อหาได้ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อยูนิต อย่างไรก็ ดีโครงการคอนโดมิเนียมติดหาดก็ยังคงขายดีอยู่ ผู้ซื้อส่วนมากเป็นชาวไทยที่มีก�ำลัง ทรัพย์และเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นบ้านหลังที่สองเพื่อการพักผ่อน แนวโน้มราคา ผลวิจัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด เผยว่า ราคาขายเฉลี่ยเพิ่ม สูงขึ้นเล็กน้อยหรือ 1.6% จากปี ค.ศ. 2012 เนื่องจากมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดในย่าน ชะอ�ำ ปัจจุบันนี้โครงการคอนโดมิเนียมใหม่จ�ำนวนมากบนหาดย่านเขาเต่ามีความเป็น ลักชัวรี่มากขึ้น ดังนั้นราคาขายของคอนโดมิเนียมในย่านเขาเต่านี้จึงเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากถึง ประมาณ 6% จากปี ค.ศ. 2012 ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในย่านนี้เคยอยู่ ที่ 103,072 บาทต่อตารางเมตร ส�ำหรับยูนิตคอนโดมิเนียมไกลหาดก็ราคาสูงขึ้นเช่น

กันประมาณ 4% จาก 57,812 บาทต่อตารางเมตร ณ สิ้นปี ค.ศ. 2012 เป็น 60,169 บาทต่อตารางเมตรในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ผู้พัฒนาโครงการต่างๆมีการขายยูนิต ขนาดเล็กราคาประมาณ 1.5-2 ล้านบาทต่อยูนิตเพื่อดึงดูดผู้ซื้อกลุ่มใหม่ ด้วยอุปทาน คอนโดมิเนียมย่านชะอ�ำที่สูงเช่นนี้จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นในเร็ว วันนี้ในย่านนี้ มุมมองอนาคต ริษิณี กล่าวว่าหัวหินก�ำลังเตรียมพร้อมส�ำหรับการเติบโตเนื่องด้วยปัจจัยบวกต่างๆ อาทิ แผนการของรัฐบาลไทยที่จะส่งเสริมหัวหินและชะอ�ำให้เป็นเมืองท่องเที่ยว ริมทะเลแห่งใหม่ส�ำหรับชาวต่างชาติ แผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงการทางหลวงหมายเลข 8 ซึ่งจะอ�ำนวยความ สะดวกส�ำหรับการเดินทางระหว่างกรุงเทพและหัวหินเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังจะมีโครงการเพื่อการค้าปลีกและการพาณิชย์ต่างๆที่จะมารองรับจ�ำนวน นักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ โครงการบลูพอร์ทหัวหินรีสอร์ทมอล โครงการห้างไลฟ์ สไตล์พรอเมอนาดชื่อโบตานีโอ โครงการพิพิธภัณฑ์ใต้น�้ำหนึ่งแห่งและโครงการไลฟ์ สไตล์มอลชื่อเวเนเซียหัวหิน ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้หัวหินได้กลายเป็นพื้นที่ส�ำหรับชนชั้นกลางชาวไทยซึ่งมาตระเวน ชมโครงการต่างๆในย่านนี้ ท�ำให้เกิดเป็นตลาดคอนโดมิเนียมราคาประหยัดในระดับ ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อยูนิตในพื้นที่ไกลหาดและ/หรือย่านชะอ�ำ โดยชะอ�ำนั้นถือว่าเป็น พื้นที่แออัดและจะมีโครงการคอนโดมิเนียมขนาดมากกว่า 800 ยูนิตเกิดเพิ่มเติมอีก หลายโครงการ ความเป็นส่วนตัวในย่านนี้ถือว่าด้อยลงไปแล้ว แปลงที่ดินที่เห็นทะเล และอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างสงบของหัวหินก็มีจ�ำนวนร่อยหรอลง ดังนั้นราคาคอนโดมิเนียมติดหาดและคอนโดมิเนียมที่มีวิวทะเลจึงเพิ่มสูงขึ้นสัมพันธ์กับ อุปทานที่จะมีน้อยลงเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผู้ซื้อชาวไทยที่มีก�ำลังซื้อจะมุ่งลงไปอีกถึงย่านเขา เต่าซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าทั้งที่ห่างจากตลาดหัวหินเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น ย่านเขาเต่านี้จะเป็นท�ำเลส�ำหรับคอนโดมิเนียมระดับอัพสเกลและมีโครงการเปิดใหม่ ในย่านดังกล่าวขณะนี้จ�ำนวนหนึ่ง ริษิณี คาดว่าตลาดหัวหินในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้น อีกจ�ำนวนมากโดยจะเป็นโครงการของทั้งบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากกรุงเทพ และบริษัทในท้องถิ่น โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ส่วนมากจะไม่อยู่ติดหาดแล้ว และผู้ พัฒนาโครงการควรใช้ความระมัดระวังก่อนที่จะริเริ่มโครงการคอนโดมิเนียมใหม่หลัง จากที่มีการเปิดตัวไปแล้วจ�ำนวนมาก (ประมาณ 4,517 ยูนิต) ในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2013 หรือเกือบเท่าจ�ำนวนยูนิตใหม่ทั้งหมดที่เปิดตัวในช่วงเวลาตลอดทั้งปี ค.ศ. 2012 โดยตัวเลขยูนิตที่ยังเหลือเพื่อขายได้ในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 10,639 ยูนิต ส�ำรวจตลาดคอนโด EEC ส� ำ รวจตลาดคอนโดฯ

EEC

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยผลส�ำรวจอสังหาริมทรัพย์พื้นที่ EEC พบเริ่มน่าสนใจ หลังต้นปีภาครัฐวางนโยบายพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการ ดึงเอกชนร่วมลงทุน หนุน

MAGKETING l 26


CASE STUDY

HEFELE

การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชุม ส่งอานิสงส์ความต้องการอสังหาฯโตควบคู่เศรษฐกิจ ชู ท�ำเลศรีราชาน่าสนใจที่สุด เหตุเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาท�ำงานในไทย อาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 8,000 คน เพราะไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม เป็นศูนย์รวม พนักงาน-นักธุรกิจต่างชาติ และมีสถานศึกษาชื่อดัง หนุนตลาดคอนโดมิเนียม กลุ่ม ราคา 3.00-5.99 ล้านบาทเหลือขายน้อย พร้อมมองมาตรการ LTV ที่ประกาศใช้ใหม่ส่งผลดีต่อเรียลดีมานด์กระตุ้นยอดซื้อโดย เฉพาะบ้านหลังแรก ส่วนบ้านหลังที่สองหากผ่อนปรนเหมือนบ้านหลังแรกจะปลดล็อค ตลาดอสังหาฯได้มากเพราะบ้านหลังที่สองก็ยังเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์เช่นกัน สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหาร สินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จ�ำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการ ด้านอสังหาริมทรัพย์เปิดเผยว่าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นท�ำเลที่น่า จับตามอง เป็นพื้นที่ที่มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว และสถาบันการศึกษา ชั้นน�ำ มีประชากรรวมทั้งหมดใน EEC 3.4 ล้านคน ภายหลังการเปิด EECในช่วงกว่า

5 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ท�ำให้มีทั้งแรงงานในประเทศและ ต่างประเทศเข้ามาท�ำงานและอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อต้นปี 2563 รัฐบาลได้ก�ำหนดนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ลดผู้มีราย ได้น้อยให้หมดไปภายใน 3 ปี ด้วยการบูรณาการการลงทุนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันงบการลงทุนและดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนอย่างเต็มตัว จึงท�ำให้พื้นที่ EEC มี โอกาสที่จะเป็นท�ำเลศักยภาพของตลาดที่อยู่อาศัยเติบโตคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจ อย่างน่าสนใจ จากการส�ำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่า ตลาด อสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่ EEC นั้น ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา บางแสน ศรีราชา พัทยา สัตหีบ และระยอง โดยพื้นที่ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกอยู่ในท�ำเลของ มหาวิทยาลัยและการท่องเที่ยว ได้แก่ บางแสน ศรีราชา และพัทยา กลุ่มที่สองคือกลุ่ม ที่อยู่ในท�ำเลของโรงงาน คือ ฉะเชิงเทรา สัตหีบ และระยอง

MAGKETING l 27


CASE STUDY

จากการส�ำรวจพบว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยและการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่น่าสนใจ โดย เฉพาะศรีราชา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่อย่าง หนาแน่นถึง 8,000 คน และยังเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรมหลาย แห่ง นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีนักศึกษาใหม่ทุกปี จึงท�ำให้ตลาด อสังหาริมทรัพย์ในศรีราชาค่อนข้างโดดเด่น จากการส�ำรวจพบว่าที่อยู่อาศัยในโซนศรีราชา ณ ต้นปี 2562 มีทั้งสิ้น 7,072 ยูนิต หรือคิดเป็นมูลค่า 17,721 ล้านบาท คอนโดมิเนียมมีสัดส่วนมากเป็นอันดับหนึ่งหรือ คิดเป็น 49% มียูนิตเสนอขายอยู่ 3,470 ยูนิต หรือคิดเป็นมูลค่า 10,059 ล้านบาท ซึ่ง ลดลงจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ระบายโครงการเก่า ด้านระยะเวลาการขายได้ของโครงการคอนโดมิเนียมในโซนนี้อยู่ที่ 2.97 ยูนิตต่อ โครงการต่อเดือน และคาดว่าจะขายหมดในราว16 เดือน ระดับราคาที่เสนอขายอยู่ที่ 3.5 – 6 ล้านบาท และ 6 – 15 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ตอบโจทย์นักธุรกิจชาว ต่างชาติที่มาท�ำงานในโรงงานในพื้นที่ EEC รวมถึงกลุ่มพนักงานชาวไทย และกลุ่มผู้ ปกครองที่ซื้อให้บุตรหลานที่มาศึกษาเล่าเรียน ทางด้านปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมพื้นที่ศรีราชา พบว่าใน ด้านของโรงงานอุตสาหกรรมนั้น อยู่ใกล้ทั้งนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และนิคม อุตสาหกรรมปิ่นทอง ทั้งสองนิคมฯนี้มีชาวญี่ปุ่นท�ำงานอยู่เป็นจ�ำนวนมาก โดยนิคมฯ อมตะนคร มีโรงงานอุตสาหกรรม 514โรงงาน มีโรงงานสัญชาติญี่ปุ่น 60.46% นิ คมฯปิ่นทอง มีโรงงานอุตสาหกรรม 307 โรงงาน มีโรงงานสัญชาติญี่ปุ่น 74% ซึ่งชาว ญี่ปุ่นนิยมอาศัยอยู่ในศรีราชา จนท�ำให้ศรีราชาได้รับการขนานนามว่า "Little Osaka" นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และ 4 อีกทั้ง บมจ.ไทยออยล์ ได้ท�ำการต่อสัญญาเช่าที่ดินเพื่อลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ไปอีก 30 ปี ซึ่ง บมจ.ไทยออยล์ มีพนักงานถึง 1,200 คน ซึ่งพนักงานเหล่านี้ล้วนแต่ เป็นกลุ่มคนที่มีก�ำลังซื้อสูง ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากด้านของสถานศึกษานั้น พบว่าจ�ำนวนนิสิตใหม่ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา เมื่อปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ในอัตรา 7.5% ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโอกาสในการขยายตัวของอุปสงค์ที่ในที่อยู่อาศัยเช่นกัน โดย เฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียม ส่วนท�ำเลที่ผู้ซื้อให้ความสนใจจะอยู่บนเส้นถนนสุขุมวิท บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตร-ศรีราชา หรือบริเวณโรงงานไทยออยล์ เพราะสะดวกใน การเดินทาง โดยมีโครงการที่เปิดขายมากกว่า 10 โครงการและหลายระดับราคาอีก ด้วย

เป็นกลุ่ม Real Demand ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากสามารถปรับเงื่อนไขให้เหมือนบ้าน หลังแรกได้จะสามารถปลดล็อคสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมีนัยส�ำคัญ แนวโน้แนวโน้ มครึ่งปีหมลังครึ่ ง ปี ห ลั ง บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จ�ำกัด คาดตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวใน ครึ่งหลังของปี 2563 หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส 2019 (โควิด-19) มีแนวโน้มคลี่คลาย และก�ำลังซื้อเพื่อการอยู่อาศัยยังคงมีอยู่ในตลาดหลังจากที่ผู้ ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ประกาศผลการด�ำเนินงานไตรมาสแรกยังคงมีความ สามารถในการท�ำก�ำไร(Net Profit Margin) เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 13.81 “ถึงแม้ผลการด�ำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2563 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จด ทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 29 บริษัท จะมีรายได้รวม 59,207.66 ล้านบาท ลดลงในสัดส่วนร้อยละ 30.43 และก�ำไรสุทธิ 8,176.88 ล้านบาท ปรับตัว ลดลงร้อยละ 40.68 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2562 ก็ตาม แต่เมื่อเทียบความ สามารถในการท�ำก�ำไร (Net Profit Margin)ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังคงสามารถรักษาระดับความสามารถในการ ท�ำก�ำไรเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 13.81 ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม อื่น” ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จ�ำกัด (LPN Wisdom) บริษัทด้านการวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จ�ำกัด(มหาชน) (LPN) กล่าว นอกจากความสามารถในการท�ำก�ำไรที่ยังคงอยู่ในระดับสูงแล้ว สัดส่วนหนี้สินต่อ ทุน (Debt to Equity Ratio) ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ณ สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยเฉลี่ยยังต�่ำกว่า 2:1 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติ เศรษฐกิจในปี 2540 ที่สัดส่วนหนี้ต่อทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในระบบในขณะนั้น มีสัดส่วนสูงเกินกว่า 2:1 ท�ำให้มีความเสี่ยงในการท�ำธุรกิจเมื่อเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ หดตัว

ส�ำหรับการประกาศปรับปรุงเกณฑ์การก�ำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคาร แห่งประเทศไทย ในการก�ำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ LTV (Loan to value) นั้น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินว่าจะช่วยให้ผู้ที่ซื้อบ้านได้ประโยชน์ โดยตรง โดยเฉพาะบ้านหลังแรกที่นอกจากจะสามารถกู้ได้เต็มมูลค่าบ้านแล้ว ยัง สามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% ส�ำหรับค่าใช้จ่ายที่จ�ำเป็นในการเข้าอยู่อาศัยจริง น่าจะมี ส่วนช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้

ความแข็งแกร่งทางการเงินของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ท�ำให้ถึงแม้จะ เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวโดย LPN Wisdom ประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย จะติดลบประมาณร้อยละ 5-7 ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยจะ ติดลบที่ร้อยละ 5-6 ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 มีแนวโน้มติดลบในสัดส่วนร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับ ปี 2562 ก็ตาม แต่ LPN Wisdom มั่นใจว่าโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งของผู้ ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบริษัทที่ด�ำเนินธุรกิจโดยค�ำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ซึ่งอยู่ในบัญชี รายชื่อหุ้นยั่งยืนหรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) จะสามารถสร้าง รายได้ ยอดขาย และรักษาอัตราการท�ำก�ำไร ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว

ส่วนบ้านหลังแรกที่ราคามากกว่า 10 ล้านบาท มีการปรับปรุงคือการวางดาวน์ 10% จากเดิม 20% น่าจะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนได้ดีขึ้น ในส่วนของการ ผ่อนปรนเกณฑ์กู้บ้านหลังที่ 2 นั้น ในมุมมองของพลัสฯ มองว่าปัจจุบันบ้านหลังที่สอง

ในขณะเดียวกันจากการวิเคราะห์ก�ำลังซื้อในไตรมาสแรกของปี 2563 พบว่า ความ ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยยังคงมีก�ำลังซื้ออย่างต่อเนื่องทั้งแนวราบและอาคารชุด เพื่อการอยู่อาศัย รายได้ที่ลดลงของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉลี่ยร้อยละ

MAGKETING l 28


CASE STUDY

LAND & HOUSE

30.43 ในไตรมาสแรกเป็นผลมาจากการที่ไม่สามารถโอนที่อยู่อาศัยให้กับผู้ซื้อจากต่าง ประเทศที่ไม่สามารถมาโอนอาคารชุดได้ตามแผนที่วางไว้ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโควิด-19 และบางส่วนเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนที่ชะลอการลงทุนใน ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยที่มีแนวโน้ม คลี่คลาย และคาดว่าจะสามารถ ปลดล็อกได้สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2563 ท�ำให้ LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะค่อยๆ ฟื้นตัว ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4ของปี 2563 โดยคาดว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะทยอยเปิดตัวโครงการ ใหม่ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี หลังจากที่ชะลอแผนเปิดตัวโครงการใหม่ใน ไตรมาส 2 ของปี 2563 LPN Wisdom ประมาณว่าจะมีจ�ำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จะอยู่ที่ 50,000-55,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 175,000-190,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 50-55 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2562 ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีการระบาดของ

ไวรัส โควิด-19 ระลอกสอง ถึงแม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ก็ตามแต่ เนื่องจากจ�ำนวนสินค้าคงเหลือและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของผู้ประกอบการ อสังหาริมทรัพย์ยังคงมีมูลค่าสูง เฉพาะ 29 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยมีจ�ำนวนสินค้าคงเหลือและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562 สูงถึง 576,406 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.74 จาก ณ สิ้นปี 2562 ต้องใช้เวลาขายไม่น้อยกว่า 36 เดือน ท�ำให้แนวโน้มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ จะ เร่งขายโครงการเดิม แทนการเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม จะมีบางบริษัทที่ยังคง เปิดโครงการใหม่ในบางท�ำเลที่มีก�ำลังซื้อสูง โดยเฉพาะโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ ที่มีความต้องการสูง ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามรูป แบบการใช้ชีวิตในวิถีปรกติใหม่ (New Normal) ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นตอบ โจทย์การท�ำงานที่บ้าน(Work From Home) ที่ก�ำลังกลายเป็นรูปแบบการท�ำงานรูป แบบใหม่ หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ LPN Wisdom เชื่อว่า การท�ำงาน ที่บ้านจะยังคงอยู่แม้จะไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้วก็ตาม

MAGKETING l 29


FACTOR

UNSPLASH

ผุดโมเดล เกษตรอุตสาหกรรมสู้โควิท-19 เรื่อง : กระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งเครื่องภาคการเกษตรไทย สู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” เสริมแกร่งความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก ผนึกกำ�ลังภาคีเครือข่ายสำ�รวจความต้องการเกษตรกร พร้อมยกระดับ ศูนย์ปฏิรูป อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเร่งส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีการแปรรูปที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นน�้ำจนถึงปลายน�้ำ

MAGKETING l 30


FACTOR

กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งเครื่องภาค การเกษตรไทย สู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” เสริมแกร่งความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก ผนึกก�ำลังภาคีเครือข่ายส�ำรวจความต้องการเกษตรกร พร้อมยกระดับ ศูนย์ปฏิรูป อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเร่งส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตรและเทคโนโลยีการแปรรูป ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นน�้ำจนถึงปลายน�้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป บนพื้น ฐานเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมได้กว่า 80 กลุ่มทั่วประเทศทันทีใน 90 วัน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวง อุตสาหกรรม เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งเน้น 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และคนว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โรค COVID-19 ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ “ภาคเกษตร” นับว่ามีบทบาทส�ำคัญยิ่งในฐานะเศรษฐกิจฐานรากที่ช่วย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ กระทรวงอุตฯ จึงได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งฟื้นฟูภาคเกษตรสู่ “เกษตรอุตสาหกรรมที่ดีพร้อม” เพื่อกระตุ้นและเสริม สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงให้กับประเทศ ภายใต้งบประมาณของกระทรวงฯ และ การขอรับจัดสรรเพิ่มจาก พรก. เงินกู้กระทรวงการคลังฯ เพื่อให้การขยายผลสามารถ ด�ำเนินการได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ส�ำหรับ “เกษตรอุตสาหกรรม” ระดับต้นน�้ำ เป็นการน�ำระบบการผลิตและบริหาร จัดการในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจเกษตร มีการน�ำนวัตกรรมและ เทคโนโลยีมาใช้ในฟาร์ม เช่น การพัฒนาโดรนอัตโนมัติ เพื่ออ�ำนวยความสะดวกให้กับ เกษตรกรในการส�ำรวจผลผลิต ทั้งยังสามารถฉีดพ่นสารอินทรีย์ส�ำหรับพืชผลทางการ เกษตร ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของเกษตรปลอดสารพิษในพื้นที่ ส่วนการพัฒนาใน ระดับกลางน�้ำ หรือ กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผล ทางการเกษตร หรือยืดอายุด้วยหีบห่อ โดยใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรกล และนวัตกรรม การแปรรูปที่มีประสิทธิภาพ และ ระดับปลายน�้ำ ซึ่งเป็นการด�ำเนินธุรกิจ ขยายช่อง ทางการตลาด รวมถึงตลาดออนไลน์ที่ทันสมัย โดยได้มอบหมาย ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry Transformation Center (ITC 4.0) ในทุกภูมิภาค ด�ำเนินการพัฒนาศักยภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ สร้างโอกาสทางธุรกิจ พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายโซ่อุปทานของเกษตรอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ที่มีการ จัดการคุณภาพต่อเนื่อง ตั้งแต่วัตถุดิบสู่ตลาด และพัฒนาการจัดการระบบขนส่งสินค้า และเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึง “เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่” ซึ่งกระทรวงได้ปั้นธุรกิจผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรที่ยังขาดแคลน ตลอดจนการปั้น ธุรกิจผู้ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรแปลงเล็กแบบครบวงจรในอัตราค่าบริการที่ เหมาะสมและเข้าถึงได้

จากการขับเคลื่อนเกษตรอุตสาหกรรม กระทรวงได้ผนวกกับจุดแข็งของการสร้างความ มั่นคงบนพื้นฐาน “การท�ำเกษตรกรรมยั่งยืน” ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการ ร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการท�ำเกษตรที่มี ความเหมาะสมกับวิถีชีวิตและความต้องการของแต่ละชุมชน จึงได้ผสานแนวคิดของการบริหารจัดการสมัยใหม่ของภาคอุตสาหกรรม เข้ากับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ�ำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อน�ำร่องเป็น โมเดลเกษตรอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่แรก ภายใต้ “บ้านบึงโมเดล” เพื่อ จะให้เป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับต้นน�้ำ กลาง น�้ำ และปลายน�้ำดังกล่าว โดยมีความร่วมมือกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ เกษตรกรในการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนฐานรากตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพึ่งพากันในเครือข่ายเกษตรกร จึงสามารถต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กระจายไปสู่ชุมชนเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด กสอ. ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ อโลเวร่า สเปรย์ (Aloe Vera Spray) ที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีสีสันสวยงาม ทันสมัย ทั้งยังสะท้อนความเป็นสเปรย์ว่านห่าง จระเข้ได้เป็นอย่างดีซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น มอบให้กับ ศูนย์ กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง พร้อมกันนี้ กสอ.ได้สาธิตการท�ำงานของ “โดรนเจ้าเอี้ยง” ในพื้นที่แปลงเกษตรอินทรีย์ เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบอัจฉริยะ และเตรียม พัฒนาแอปพลิเคชัน Agricultural Machinery Services on Demand หรือ AMAS (อะ-มัส) เพื่อรวบรวมผู้ให้บริการทางการเกษตร ซึ่งถือเป็น “เทคโนโลยีเครื่องจักรกล สมัยใหม่” ที่เป็นทางเลือกใหม่ส�ำหรับเกษตรกรในการลดต้นทุนด้านเครื่องจักรกลและ ค่าบ�ำรุงรักษา ทั้งยังช่วยให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตรงเวลาและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ “บ้านบึงโมเดล” ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมที่ได้น�ำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้และสามารถต่อยอดการสร้างเกษตรอุตสาหกรรม ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งมีความพร้อมในการรองรับแรงงานที่มีแนวโน้มเดินทางกลับบ้านในช่วงว่างงาน ซึ่งนับเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้บนพื้น ฐานของ “เกษตรกรรมยั่งยืน” อย่างไรก็ดีกระทรวงอุตสาหกรรม มีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร ในทุกพื้นที่ ในทุกกระบวนการจากต้นน�้ำถึงปลายน�้ำ ผ่านศูนย์ ITC 4.0 ที่มีความ พร้อมเพื่อการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถสร้างเกษตร อุตสาหกรรมได้กว่า 80 กลุ่มทั่วประเทศทันทีใน 90 วัน

MAGKETING l 31


DIGITAL LIFE

TRUEMONEY

4 เคล็ดลับ ฉบับดิจิทัลมัดใจลูกค้าหลังวิกฤติโควิท-19 เรื่อง : ทรูมันนี่

ภายหลังคลายมาตรการหลายระลอกและลูกค้าในหลายธุรกิจเริ่มกลับมา จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ COVID-19 ทำ�ให้ธุรกิจต้อง ปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือกับผลกระทบโดยตรง ข้อมูลจากสมาคมธนาคารไทยประเมินว่าโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ของประเทศถึง 1.3 ล้านล้านบาท และเมื่อรัฐบาลประกาศผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์เป็นระยะ ๆ ก็เป็นสัญญาณบวกให้ผู้ ประกอบการได้กลับมาเปิดกิจการเพื่อพลิกฟื้นรายได้ โดยยังมีมาตรการ Social Distancing กำ�กับ

MAGKETING l 32


DIGITAL LIFE

ในวิกฤติยังมีโอกาสเมื่อการใช้ชีวิตดิจิทัลตั้งแต่ Work From Home การซื้อหรือสั่ง อาหารออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของหลายคน โดยมี 2 องค์ประกอบส�ำคัญที่กลาย เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสังคมวันนี้และอนาคตไปแล้วนั่นก็คือ บริการส่งสินค้า (Delivery) และการรับช�ำระเงินแบบไร้สัมผัส (Cashless Payment) ซึ่งมีผู้ประกอบการจ�ำนวน ไม่น้อยปรับตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา skill การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สรรหา ช่องทางการท�ำตลาดใหม่ ๆ เช่น ไลฟ์สด, สร้าง story หรือ content ที่แตกต่าง, ออกแบบ package หรือออกแคมเปญช่วยเหลือสังคมในแบบที่ตนเองถนัด การไม่ หยุดน�ำไอเดียมาต่อยอดและลงมือท�ำคือสิ่งที่ผู้ประกอบการวันนี้หันมาจริงจัง เพราะ เมื่อเปิดร้านไม่ได้หรือหน้าร้านถูกปิด ประสบการณ์ที่ทุกคนทั้งคนซื้อและคนขายต้อง เจอคือการหันพึ่งช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ได้เปิดประสบการณ์ให้ผู้ค้าหลายคนได้ สัมผัสประโยชน์ของ e-Commerce เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขาย โดยข้อมูลรายงานจาก Rapyd Asia Pacific 2020 eCommerce and Payment study ระบุว่าประเทศไทยถือเป็นตลาด e-Commerce ขนาดใหญ่อันดับสองของ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยช่วงที่ประเทศส่วนใหญ่มีการล็อคดาวน์ (มีนาคมเมษายน 2563) คนไทยใช้จ่ายผ่านแอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท เป็นประจ�ำสูงที่สุดเป็น อันดับหนึ่งที่ 66% รองลงมาคือ cash on delivery (60%) และ credit card (55%) โดย 16.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกใช้แอปฯ ทรูมันนี่ วอลเล็ท กว่าวิธีการอื่น ๆ นอกจากนี้ ข้อมูลจากทรูมันนี่็ยังชี้็ว่ามีการเติบโตของการจ่ายเงินเพื่อซื้อของออนไลน์ จากผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซชื่อดังอย่าง Lazada เพิ่มมากขึ้นถึง 40% ซึ่งก็สอดคล้อง กับรายงานของ ETDA ที่ระบุว่าแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์มียอดการเข้าใช้บริการ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากขึ้นและ ลูกค้ามารวมกันอยู่บนโลกออนไลน์แล้วส่งผลให้การขายของออนไลน์ท�ำได้ง่ายขึ้น โดยเพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ายุค Digital BOOM! ก้าวสู่ความส�ำเร็จได้สะดวกขึ้น TrueMoney หนึ่งในผู้น�ำบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ขอน�ำเสนอ 4 เคล็ดลับง่าย ๆ มัดใจลูกค้ามาให้ร้านค้าและผู้ประกอบการต่าง ๆ น�ำไปปรับใช้เป็น แนวทางการค้าขายให้ต่อเนื่อง ดังนี้ Follow consumer trends จับเทรนด์ผู้บริโภค ถ้าคนขายไม่สนใจลูกค้าหรือ ความเป็นไปรอบตัว เช่น การตั้งราคาสินค้าเมื่อเทียบกับของแบบเดียวกันในตลาด ไม่ ท�ำความรู้จักคู่แข่ง โปรโมชั่นไม่มี ของแถมไม่ให้ นั่นเท่ากับเอาธุรกิจไปแขวนอยู่บนเส้น ด้ายและเมื่อเกิดวิกฤติก็ท�ำให้ปรับตัวตามเทรนด์ผู้บริโภคไม่ทัน เพราะเคยชินและยึด ติดกับสิ่งเดิม ๆ ดังนั้นขั้นแรกที่ส�ำคัญสุดส�ำหรับทุกธุรกิจก็คือจับเทรนด์ผู้บริโภคให้ได้ และเรียนรู้พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่างเช่นปัจจุบันลูกค้าเลือก จ่ายเงินแบบไร้สัมผัสหรือโอนเงินผ่านแอปฯ มากขึ้น ร้านค้าควรหาโซลูชั่นการจ่าย แบบไร้สัมผัสมารองรับเทรนด์นี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า Always Communicate สื่อสารกับลูกค้าผ่านทุกช่องทางอย่างสม�่ำเสมอ การ สื่อสารเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการค้าขายและให้บริการในวันนี้ ไม่ว่าธุรกิจเล็กหรือ ใหญ่มียอดคนตามบนโซเชียลเรือนแสน แต่ถ้าคุณตอบช้าหรือมีช่องทางการติดต่อที่ จ�ำกัด คุณมีโอกาสพลาดลูกค้าที่สนใจซื้อสินค้าและบริการของคุณไปง่าย ๆ เพราะคน ซื้อวันนี้ไม่อดทนรอแล้ว เมื่อลูกค้าพบหรือค้นหาร้านคุณเจอ ชมและเลือกสินค้าแล้ว ก็คาดหวังให้คุณตอบกลับอย่างรวดเร็ว แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นเวลาสองทุ่มก็ตาม แต่ถ้า ต้องรอให้คุณตอบกลับตอนเช้าถึงจะ cf คอนเฟิร์มการสั่งซื้อได้นั้นก็สายไปแล้ว คน

ขายที่ตอบสนองคนซื้อได้ครบและเร็วกว่าย่อมได้เปรียบ ดังนั้นการมีช่องทางและการ สื่อสารที่ครบและมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นข้อความตอบกลับอัตโนมัติ หรือจะมีผู้ ช่วยมาตอบกลับได้อย่างรวดเร็วจะท�ำให้คุณปิดการขายได้เห็นผลกว่า Be Safe & Hygienic หน้าร้านมีความสะอาด ปลอดภัย มาตรการครบ เอื้อการ เว้นระยะห่าง ข้อมูลจาก WPP เผยว่า 52% คนไทยกังวลด้านสุขภาพ เห็นได้จากการ หาข้อมูลผลิตภัณฑ์ประกันมากขึ้นและ 46% หลีกเลี่ยงการไปซื้อของจากร้านหรือ ซื้อของแบบ Offline สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายที่พ่อค้าแม่ค้าต้องพบในโลก New Normal เมื่อสถานการณ์คลายล็อคแล้ว ผู้ประกอบการต้องยึดหลักสุขภาพต้องมาก่อน เป็นส่วนนึงในการท�ำธุรกิจ ดังนั้นการหมั่นท�ำหน้าร้านให้ลูกค้ามั่นใจเรื่องความสะอาด ช่วยดึงดูดลูกค้าให้กลับมาได้เสมอ หรือการสรรหาเมนูสุขภาพมาน�ำเสนอลูกค้า พ่อ ค้าเเม่ค้าออนไลน์หลายรายน�ำเสนอการจัดส่ง delivery แบบไม่สัมผัสหรือแถมเจล แอลกอฮอล์ล้างมือหรือหน้ากากผ้าให้กับลูกค้า นี่เป็นตัวอย่างเทคนิคการขายที่แสดง ถึงความใส่ใจสุขภาพลูกค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ได้ใจคนซื้อ Redesign payment platform เปิดระบบรับ-จ่ายเงินแบบแทนเงินสด ลดสัมผัส ผลวิจัยจาก VISA สะท้อนให้เห็น new norm การใช้จ่ายของคนไทยวันนี้เป็นอย่างดี โดย 61% ของผู้บริโภคก�ำลังพัฒนาสกิลการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด และ 69% บอกว่าจะ ไม่กลับไปใช้เงินสดอีกแล้วแม้สถานการณ์โควิดจะดีขึ้นก็ตาม สอดคล้องกับการที่ห้าง ร้านต่าง ๆ เพิ่มรูปแบบการช�ำระเงินแบบ contactless payment เข้าไปในมาตรการ ความปลอดภัย ดังนั้นเพื่ออ�ำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ใช้ contactless payment มากขึ้น ร้านค้าควรมีแพลตฟอร์มการรับช�ำระที่เป็นทางเลือกในการลดสัมผัสเงินสด เพื่อปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงจากลูกค้าใหม่ ๆ ได้ นอกจากนี้ การค้าบน “เงินสด” จริง ๆ แล้วมี “ต้นทุนแฝง” นับตั้งแต่การต้องเดิน ทางไปกดเงินแลกเหรียญเงินทอน การเสียเวลาและเสี่ยงรับจ่ายเหรียญและธนบัตร จากมือลูกค้า จนไปถึงการนับเงินท�ำบัญชีและเดินทางไปเอาเข้าธนาคารซึ่งเสี่ยงต่อ การสูญหาย จะเห็นได้ว่าตรงข้ามกับความสะดวกสบายรวดเร็วของการรับจ่ายแบบไร้ สัมผัส ที่ไม่ต้องคอยเสียเวลาและเสี่ยงรับ/จ่ายโดยสัมผัสเหรียญและธนบัตร สามารถ ตรวจสอบทุกการรับ/จ่ายได้ผ่านแอปฯ รวมถึงเอาเข้าบัญชีธนาคารได้แค่ปลาย นิ้วผ่านมือถือ ดังนั้นการค้าขายในยุคดิจิทัลนี้ ควรมีทางเลือกการท�ำธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์แบบไม่ต้องใช้เงินสด ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ธุรกิจได้รับประโยชน์เพิ่มมาก ขึ้นแล้วยังเป็นการลดต้นทุนพร้อมกับเสริมความปลอดภัยและบริหารจัดการเงินสดได้ แบบเรียลไทม์อีกด้วย โดยสรุปแล้วประโยชน์ของการน�ำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจการยังมีอีกมากมายแต่ที่ส�ำคัญ มาตรฐานในการให้บริการบวกกับคุณภาพสินค้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ในขณะ ที่ราคาต้องเอื้อมถึงได้ (Value of Money) โดยธุรกิจควรจับกลุ่มลูกค้าให้ได้ และ เติมช่องทาง delivery และการจ่ายเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) เพื่อ สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภควันนี้ โดย e-Wallet อย่าง TrueMoney Wallet ก็ ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ เนื่องจากมีผู้ใช้มาก ตลอดจนวันนี้ก็พัฒนาจนมี บทบาทมากกว่าแค่การจ่ายเงิน อาทิ ร้านค้าและผู้ประกอบการสามารถรับประโยชน์ จากการหันมาเปิดช่องทางรับช�ำระผ่าน e-Wallet ได้มากขึ้น อาทิ การโปรโมทร้านค้า ผ่านออนไลน์ด้วยฟีเจอร์ “ร้านค้าใกล้ฉัน (Shop near me)” ที่ระบบจะแนะน�ำร้าน ของคุณไปยังผู้ใช้ทรูมันนี่ วอลเล็ท กว่า 13 ล้านราย พร้อมโชว์ต�ำแหน่งที่ตั้งบนแผนที่ ดิจิทัล ช่วยเชื่อมต่อร้านค้าและผู้บริโภค สร้างโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

MAGKETING l 33


RESEARCH

PEXELS

วิจัยระบุ สตรีไทยมีโอกาสประสบความส�ำเร็จในงานสูง เรื่อง : ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย

มาสเตอร์การ์ดเผยผลสำ�รวจจากดัชนีผู้ประกอบการสตรีของมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Index of Women Entrepreneurs) โดยผลสำ�รวจจากดัชนีชี้ให้เห็นว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้สูงมีแนวโน้มที่ดีสำ�หรับผู้หญิง ทั้งทางด้าน โอกาสทางความก้าวหน้า โอกาสทางความรู้และทางการเงิน ตลอดจนมีสภาพที่เอื้อต่อการประกอบกิจการมากกว่า ดัชนีนี้ เป็นการจัดอันดับ 20 ประเทศที่มีคะแนนทางด้านผู้ประกอบการสตรีสูงที่สุด โดยประเทศไทยติดหนึ่งในสิบอันดับต้น และ ถือเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงเพียงประเทศเดียวที่ติดอันดับในครั้งนี้

MAGKETING l 34


RESEARCH

ดัชนีนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ผู้หญิงไทยถูกขับเคลื่อนโดยประสิทธิภาพในการท�ำงาน เช่น เดียวกับผู้หญิงในประเทศจีนและมาเลเซีย ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความจริง ที่ว่า ผู้หญิงไทยไม่เพียงแต่จะต้องท�ำงานเต็มเวลาเท่านั้น แต่ยังต้องท�ำหน้าที่แม่และ/ หรือภรรยาไปพร้อมกันด้วยโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ในภาพรวม ประเทศที่พัฒนาแล้วถูกจัดให้อยู่ในล�ำดับต้นๆ ซึ่งน�ำโดยประเทศ นิวซีแลนด์ (ครองอันดับหนึ่ง ด้วยคะแนน 74.4) ประเทศแคนาดา (ครองอันดับสอง ด้วยคะแนน 72.4) และประเทศสหรัฐอเมริกา (อันดับสาม ด้วยคะแนน 69.9) โดย กลุ่มประเทศเหล่านี้มีสภาพที่เกื้อหนุนให้ผู้หญิงได้มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจ อาทิ มี ชุมชนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีการปกครองและความคล่องตัวใน การประกอบธุรกิจ โดยรวมแล้ว กลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้สูงจึงมีแนวโน้มที่ดีกว่า ส�ำหรับผู้หญิงทางด้านความก้าวหน้า โอกาสทางความรู้และทางการเงิน ดัชนีผู้ประกอบการสตรีของมาสเตอร์การ์ด – 10 ประเทศ อันดับต้นที่มีสภาพเกื้อหนุน และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงประสบความส�ำเร็จในฐานะผู้ประกอบการได้มากที่สุด นิวซีแลนด์ – 74.4 แคนาดา – 72.4 สหรัฐอเมริกา – 69.9 สวีเดน – 69.6 สิงคโปร์ – 69.5 เบลเยี่ยม – 69.0 ออสเตรเลีย – 68.5 ฟิลิปปินส์ – 68.4 สหราชอาณาจักร – 67.9 ไทย – 67.5 "ทุกวันนี้ ผู้หญิงที่มีความคิดและเป้าหมายในชีวิตมีจ�ำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งเรามองว่ามันเป็น เรื่องที่ดีและเป็นโอกาสที่ส�ำคัญอย่างยิ่งทางธุรกิจ แม้ว่าอคติทางวัฒนธรรมจะยังคงมี อยู่ในสังคมก็ตาม แต่เราจะท�ำหน้าที่ในส่วนของเราเพื่อช่วยสร้างปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่จะเสริมความแข็งแกร่งและผลักดันให้เกิดรากฐานเพื่อความเติบโต ทั้งในระดับบุคคล และระดับเศรษฐกิจโดยรวม" มาร์ตินา ฮันด์-เมฌอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ มาสเตอร์การ์ด กล่าว "การส่งเสริมให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงเครือข่ายต่างๆที่จ�ำเป็น จะช่วยให้พวกเธอมีโอกาส ที่มากขึ้นในการประสบความส�ำเร็จได้สูงสุดตามศักยภาพของตน และยังช่วยเร่งให้ เกิดการเติบโตที่ครอบคลุมหลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชน จึงจ�ำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านวัฒนธรรมและทางด้าน องค์กร รวมถึงการส่งเสริมผู้น�ำที่เป็นเพศหญิงให้มากขึ้น" แอนน์ คาร์นส์ ประธานส่วน ตลาดนานาชาติของมาสเตอร์การ์ด กล่าว ดัชนีนี้เผยให้เห็นว่าการประกอบธุรกิจของผู้หญิงในแต่ละภูมิภาคนั้นมีอัตราและรูป แบบของพัฒนาการที่แตกต่างกัน สิงคโปร์ (90.6) นิวซีแลนด์ (89.5) และ แอฟริกาใต้ (86.7) มีคะแนนเรื่องความเท่า เทียมทางเพศสูงที่สุดหากมองในแง่ของโอกาสการเข้าถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ทางการ เงิน

ประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า อย่าง เวียดนาม (อันดับ 4 ด้วยคะแนน 86.6) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 10 ด้วยคะแนน 82.3) และ อินโดนีเซีย (อันดับ 11 ด้วยคะแนน 82.0) มี คะแนนสูงเกินความคาดหมาย ทั้งนี้ เป็นเพราะตลาดเหล่านี้มีแนวโน้มสูงในเรื่องของ การกู้ยืมหรือการออมทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการเข้า ถึงบริการหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กลุ่มตลาดเศรษฐกิจรายได้สูงมีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบกิจการมากที่สุด ตลาดในกลุ่มนี้รวมถึง สิงคโปร์ (83.3) นิวซีแลนด์ (82.6) และ ฮ่องกง (82.2)

MAGKETING l 35


MOVEMENT

MAGKETING l 36


MOVEMENT

STARMARK “สตาร์มาร์ค แมนูแฟคเชอร์ริ่ง” จัดโปรโมชั่น“KITCHEN ON SALE @HomePro EXPO” ในมหกรรมเพื่อคนรักบ้านสุดยิ่ง ใหญ่แห่งปี “โฮมโปรเอ็กซ์โป”ครั้งที่ 31ชุดครัว BUILT-IN รุ่น BOLERO ลดสูงสุดถึง 50% หรือเลือกช้อปชุดครัว BUILT-IN รุ่นอื่นๆ กับส่วนลดมากถึง 30% พร้อมรับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 17,000 บาท ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 Strategy

:: การลดราคาเฉพาะช่วงเวลา

SERDA “ซือดะ” บะหมี่กึ่งส�ำเร็จรูปฮาลาลร่วมงานอีดิลแฟร์ 2020 (EID FAIR) เทศกาลของขวัญวันอีดยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวมุสลิม ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมๆ กับพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลก พบ คาราวานสินค้าบะหมี่กึ่งส�ำเร็จรูปซือดะราคาพิเศษ และโปรโมชั่น ชุดใหญ่แบบจัดหนักจัดเต็ม อาทิ รับฟรี ผ้าละหมาดซือดะ 1 ผืน เมื่อซื้อบะหมี่กึ่งส�ำเร็จรูปซือดะทั้งแบบคัพและแบบซอง ทุกรสชาติ ครบ 500 บาท, ซื้อครบ 300 บาท รับฟรี กระเป๋าผ้าซือดะ 1 ใบ ฯลฯ Strategy

:: แถมสินค้า

(Premiums & Gifts)

IKEA อิเกีย แนะน�ำคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดต้อนรับเดือนสิงหาคม ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในยุคปัจจุบัน พร้อมเติม บรรยากาศอบอุ่นและสดใส เพิ่มพลังรับครึ่งปีหลัง ด้วยหลากหลายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านโดดเด่นด้วยโทนสีพาสเทล ดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียน และฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน อาทิ ชั้นวางของ รุ่น IVAR/อิวาร์ ที่อยู่คู่อิเกียมานานกว่า 50 ปี เก้าอี้ที่นั่งสบายและเคลื่อนย้ายสะดวก โต๊ะอาหารปรับขยายได้ ของตกแต่งที่เข้ากันได้ดีกับทุกห้อง รวมถึงของเล่นและ ของใช้ส�ำหรับคุณหนูๆ ที่ผู้ใหญ่ก็ใช้ได้ดี Strategy

:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

(New Product Development)

AIRASIA แอร์เอเชียร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนบินสะดวกทั่วไทยฟินๆ กับสายการ บินที่มีเส้นทางและความถี่บินภายในประเทศมากที่สุด พร้อมรับเงินค่าตั๋วคืน 40% ไม่เกิน 1,000 บาท ต่อคนต่อ1ที่นั่ง (จ�ำนวนจ�ำกัด 2 ล้านสิทธิ์ ส�ำหรับตั๋วโดยสารตลอดโครงการฯ) ตามโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” สามารถเริ่มจองที่ Airasia. com และโมบายแอพพลิเคชั่น ได้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2563 เดินทางได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2563 Strategy

:: การคืนเงิน

(Cash Back)

MAGKETING l 37


MOVEMENT

KRUNGSRI ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 กรุงศรีได้ติดต่อและดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดทั้งในส่วนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้า ที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME เพื่อรับรู้ถึงผลกระทบที่แท้จริงของลูกค้า โดยมีทั้งมาตรการช่วย เหลือของธนาคารเองและมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยล่าสุด กรุงศรีพักช�ำระหนี้ให้กับลูกค้า กว่า 8,800 ราย ยอด สินเชื่อคงค้าง 200,000 ล้านบาท และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต�่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องส�ำหรับลูกค้า กว่า 6,300 ราย จ�ำนวน 19,000 ล้านบาท Strategy

:: ลูกค้าสัมพันธ์

(CRM : Customer Relationship Management)

WACOAL บริษัท ไทยวาโก้ จ�ำกัด (มหาชน) เปิดรับบริจาคเก่าทุกยี่ห้อ ในโครงการ “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” ส�ำหรับบรา เก่าที่ได้รับบริจาค ทางโครงการฯ จะคัดแยกบราที่ยังคงสภาพดีไปมอบให้กับสตรีในบ้านพักฉุกเฉิน ที่เหลือก็จะน�ำไป ท�ำลายในเตาเผาระบบปิดความร้อนสูง 1,800 องศาเซลเซียส โดยวิธีการเผานี้ไม่ก่อให้เกิดขี้เถ้าหรือฝุ่น PM 2.5 และก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอันตราย และยังช่วยลดปริมาณขยะตกค้างจากการฝังกลบ Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

GOODYEAR บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด มหาชน เปิดตัวยาง อีเกิ้ล เอฟวัน สปอร์ต (Eagle F1 Sport) สมาชิกใหม่ในตระกูล อีเกิ้ล เอฟวัน อย่างเป็นทางการ ยางอีเกิ้ล เอฟวัน สปอร์ต เป็นยางสมรรถนะสูงเพื่อการขับขี่ที่เร้าใจ ที่ให้สมรรถนะการ ควบคุม ทรงตัว และการเบรกที่ยอดเยี่ยม มุ่งตอบโจทย์ให้โดนใจผู้ที่รักการขับขี่โดยเฉพาะ มาพร้อมดีไซน์หน้ายางลายกรง เล็บอินทรี (Eagle Claw) ซิกเนเจอร์เฉพาะของกู๊ดเยียร์ Strategy

:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

(New Product Development)

HONDA โครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2020 : คิด(ส์) กระหึ่มโลก” ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จ�ำกัด โดยเป็นเวทีที่ให้โอกาสและสนับสนุนทุกความฝันและจินตนาการของเด็กและ เยาวชนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุไม่เกิน 12 ปี ในการร่วมส่งไอเดียสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวด ปีนี้จัดขึ้นภาย ใต้คอนเซ็ปต์ “Think outside the box” ชวนน้องๆ ร่วมคิดต่างอย่างสนุกสนาน โดยไม่ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ เพื่อนําไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ Strategy

:: การจัดประกวด

(Contests)

MAGKETING l 38


MOVEMENT

KRUNGSRI ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) น�ำทีมผู้บริหารและพนักงานกรุงศรีร่วมกิจกรรม “กรุงศรีรวมใจบริจาคโลหิต สู้ ภัยโควิด-19” บริจาคโลหิตมอบให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในภาวะโลหิตส�ำรองไม่เพียงพอ จาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดย ชาวกรุงศรีได้บริจาคโลหิตจ�ำนวนทั้งสิ้น 400,800 ซีซี Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

AIRASIA แอร์เอเชียเปิด 2 เส้นทางบินข้ามภาคใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศ เส้นทางเชียงใหม่-หัวหิน และอุดรธานีหัวหิน เมืองพักผ่อนตากอากาศยอดนิยม เริ่มต้น 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันศุกร์และอาทิตย์ จองเลยวันนี้ กับราคาสุด พิเศษเริ่มต้นที่ 777 บาทต่อเที่ยวบิน ส�ำหรับสมาชิก BIG และราคาเริ่มต้นส�ำหรับบุคคลทั่วไป 820 บาทต่อเที่ยวบิน เริ่ม บินตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป Strategy

:: การลดราคาเฉพาะช่วงเวลา

HOMEPRO โฮมโปร ชวนเปิดประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจในการตกแต่งบ้าน หลากแบบหลายสไตล์ สะดวก ง่าย แค่สแกนคิวอาร์ โค้ด ผ่านแคตตาล็อก beliving ช้อปเรื่องบ้านแค่ปลายนิ้ว อยู่ที่ไหนก็ช้อปได้ สะดวกสบายรับ New Normal เพียงสแกน คิวอาร์โค้ด เพื่อเข้าชมแคตตาล็อกแบบเต็มรูปแบบ หรือเข้าชมได้ทาง www.HomePro.co.th สะดวกทุกที่ทุกเวลา หรือ Click & Collect ช้อปออนไลน์ แวะรับสาขาใกล้บ้าน หรือบริการใหม่ ซื้อวันนี้ ส่งวันนี้ ด้วยบริการ SAMEDAY DELIVERY จากโฮมโปร อยู่กับบ้าน Strategy

:: การตลาดเชื่อมตรง

(Online Marketing)

IKEA อิเกียจัดแคมเปญ “IKEA SALE” น�ำสินค้ายอดนิยมคุณภาพดีมาตรฐานสวีเดนที่ยกขบวนมาลดกระหน�่ำเอาใจคนรักบ้าน ชวนแต่งบ้านตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัวในราคาสบายกระเป๋า ช้อป IKEA SALE แต่งได้ครบจบทั้ง บ้าน ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 ที่อิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ อิเกีย ภูเก็ต และอิเกียออนไลน์ พร้อม ด้วยสิทธิเศษส�ำหรับสมาชิก IKEA FAMILY ลดเพิ่มอีก 15% เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ Strategy

:: การลดราคาเฉพาะช่วงเวลา

MAGKETING l 39


+ +

หากคุณต้องการไอเดีย+จุดประกายความคิดทางธุรกิจ พร้อมกับศึกษาข้อมูลสภาวะการแข่งขันอย่างรอบด้าน

“แมกเก็ตติ้ง

(MAGKETING)”

แมกเก็ตติ้ง (MAGKETING) นิตยสารออนไลน์ด้านการตลาด (E-Magazine) รายเดือน ประเภท Free view ซึ่งน�ำเสนอข่าว ความเคลื่อนไหว ข่าวเชิงวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูล ในรูปแบบ Database ในแวดวงธุรกิจการตลาด สามารถเลือกช่องทางการอ่านได้หลากหลาย

พร้อมเสิร์ฟฟรี ทุกที่ ทุกเวลา อ่านได้ทันทีที่


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Magketing vol.50 by MAGKETING - Issuu