Skip to main content

Magketing Vol48

Page 1

WORKPLACE TRANSFORMATION

++

marketing case study BEYOND STRATEGY & CONSUMER LIFESTYLE MAY 2563

VOL.6 ISSUE 48

THAILAND'S FIRST FREE E-MARKETING MAGAZINE

WORKPLACE TRANSFORMATION

PIXABAY

it's FREE

++

48 I S S U E


Fresh - Baked Dairy The Europeans baking kitchen Enjoy a cup of warm chocolate

AnnaNita

SUKH UMVI T So i 1 1 n ear NA NA BTS Sky trai n SUKH UMVIT R d. BKK


01

HOMEROOM

EDITORIAL บรรณาธิการบริหาร

ภาวนา อรัญญิก

EDITORIAL STAFF > หัวหน้ากองบรรณาธิการ > กองบรรณาธิการ

บัณฑิต โชคสิทธิกร กัลชนา ทิชากร ปรัชญ์ พันแสงระวี

> ศิลปกรรม

cymk@bangkok

ADVERTISING STAFF > ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา > กองโฆษณา

วิโรจน์ ธนวัฒน์วาทิน สุนิสา อดุลย์วิทย์

บจ.มาร์เก็ตอินโฟ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น 3769/46 เจริญราษฎร์ บางโคล่ บางคอแหลม กทม. 10120 tel.062-4836903 email>>magketing.editor@gmail.com


CONTENTS

INFORMATION

17

8 12

FLASH PODIUM

ANALYSIS

20

30

34

17 20 30 32 34

BEHAVIOR CASE STUDY FACTOR DIGITAL LIFE RESEARCH

DATABASE

37 38 39

MOVEMENT

>> FOOD & IT

MOVEMENT

>> HOME & FINANCE

MOVEMENT

>> ETC.


FLASH

ควิกแสบ

“ควิกแสบ ระเบิดแสบ แจกจริง”

เดทตอล

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จ�ำกัด ผู้ผลิตและจัดจ�ำหน่ายบะหมี่กึ่ง ส�ำเร็จรูปควิกแสบ เป็นตัวแทนจับรางวัลแจก iPhone11 และ Apple Watch Series 5 รวมมูลค่ากว่า 880,000 บาท ให้แก่ผู้โชคดีกิจกรรม “ควิกแสบ ระเบิดแสบ แจกจริง” รับสิทธิ์ง่าย ๆ เพียงซื้อบะหมี่กึ่งส�ำเร็จรูป ‘ควิกแสบ (Quickzabb)’ ชนิดถ้วยหรือซองทุกรสชาติผ่านโมเดิร์นเทรด 13 ช่องทางที่ ร่วมรายการ ครบทุกๆ 50 บาท

ไฮเออร์

ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ห่วงใยผู้ประสบภัยโควิด- 19

ไฮเออร์และพนักงานจิตอาสา จัดกิจกรรมมอบถุงยังชีพ อาหารและน�้ำดื่ม ฟรี! จ�ำนวน 600 ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชุมชนเขตดินแดงและบุคคล ทั่วไป ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน ณ บริเวณหน้า Haier Brand Shop อาคารภคินท์ ถนนรัชดาภิเษก

เรเซอร์

นวัตกรรมโคมไฟเรเซอร์ ตอบรับ New Normal

กระทรวงสาธารณสุขรับมอบผลิตภัณฑ์ท�ำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคส่วนบุคคล สบู่แบรนด์เดทตอลจ�ำนวน 100,000 ก้อน จากบริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด เพื่อสนับสนุนการมีสุขอนามัยที่ดีให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ งานที่ยังคงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ รณรงค์ “เดทตอล...ร่วมมือปกป้องคนไทย” ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการตระหนัก ในวงกว้างถึงความส�ำคัญของการมีสุขอนามัยส่วนบุคคล

ฮอนด้า

ส่งมอบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบแรงดันลบ 100 เตียง

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับกลุ่ม บริษัทฮอนด้าในประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบแรง ดันลบ (Negative Pressure Mobile Bed) 100 เตียง และอุปกรณ์ทางการ แพทย์ให้แก่โรงพยาบาลครบทั้ง 96 แห่งทั่วประเทศ รวมมูลค่ากว่า 40 ล้าน บาท

โฮมโปร

เรเซอร์ (RACER) ขอน�ำเสนอนวัตกรรมการส่องสว่าง รับวิถีชีวิตใหม่ ใช้งานได้ โดยไม่ต้องสัมผัส หลีกเลี่ยงทุกความเสี่ยงเชื้อโรค ด้วยเทคโนโลยี #สั่งงานด้วย เสียงเลี่ยงโควิด เปลี่ยนแสงไฟธรรมดาสู่เทคโนโลยีสมาร์ทโฮมแห่งยุค New Normal ลงตัวกับชีวิตที่สะดวกสบายกว่า พร้อมโดดเด่นด้วยน�้ำเสียงตอบรับ ที่คุ้นเคย สั่งการด้วยเสียง 3 ซีรีย์ใหม่ ได้แก่ รุ่น Sapphire, Crystal และ รุ่น Luxury

สนับสนุนการปฏิบัติงานของกระทรวงสาธารณสุข

มอบอุปกรณ์กดเจลแอลกอฮอล์โดยไม่ใช้มือ

โฮมโปรส่งมอบอุปกรณ์กดเจลแอลกอฮอล์โดยไม่ใช้มือ จ�ำนวน 50 ชุด ให้แก่ จังหวัดปทุมธานี เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด 19 โดยจะน�ำไปวางให้บริการตามจุดบริการต่างๆ แก่ประชาชน ใน สถานที่ราชการ อาทิ ศาลากลางจังหวัด กรมจัดหางาน กรมสวัสดิการ และ คุ้มครองแรงงาน ส�ำนักงานประกันสังคม ส�ำนักงานแรงงานจังหวัด สถานพินิจ คุ้มครองเด็ก และเยาวชน

MAGKETING l 8


FLASH

MAGKETING l 9


FLASH

กรุงศรี

กรุงศรีเปิดตู้ ‘ปันสุข’

เจดีเซ็นทรัล

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) น�ำทีมพนักงานสาขาธนาคารร่วมส่ง มอบความห่วงใยแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในชุมชน ผ่านตู้ ‘กรุงศรี ปันสุข’ ที่บรรจุอาหารแห้ง น�้ำดื่ม และของบริโภคอื่นๆ ติดตั้งหน้าสาขาของ ธนาคาร โดยเลือกใช้ท�ำเลที่ตั้งของสาขาธนาคารในการเข้าถึงและช่วยเหลือ ชุมชน และจะขยายไปยังสาขาที่มีท�ำเลที่ตั้งเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

สกสว

พัฒนาระบบติดตามประเมินผลการสนับสนุนทุนวิจัย

สนง.คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัด ประชุมในประเด็นการพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลการจัดสรรงบ ประมาณวิจัยของประเทศไทย ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล ได้ว่า งบประมาณวิจัยที่ประเทศไทยลงทุนไป เกิดความคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ ทางการวิจัยที่ยังผลประโยชน์ต่อประเทศได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

บ้านปู

สร้างหอผู้ป่วยวิกฤตระบบการหายใจแบบความดันลบ

บริษัท บ้านปู จ�ำกัด (มหาชน) จึงเห็นถึงความส�ำคัญเร่งด่วนในการส่งต่อความ ช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ด้วยการสร้างหอผู้ป่วยวิกฤตระบบ การหายใจแบบความดันลบ (Negative Pressure) ที่มีเฮป้าฟิลเตอร์ (HEPA filter) กรองเชื้อโรคได้เล็กถึง 0.3 ไมครอน สามารถดักจับไวรัสได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และจัดหาเครื่องช่วยหายใจ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ที่จ�ำเป็นต่อการจัดการโรคอุบัติใหม่

โครงการ “ชวนกันมาช้อป น้องๆ สุขใจ”

โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาเป็นความร่วมมือของเจดีเซ็นทรัล - กสศ. – โชร์สเบอรี่ กรุงเทพคริสเตียน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ระบบสินค้าออนไลน์แบบครบระบบ นิเวศน์ (Ecosystem) ตั้งแต่การคิดค้นสินค้า การตลาด ถ่ายภาพ การขนส่ง การต่อยอดความคิดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการน�ำวัตถุดิบในท้องถิ่นมา ประยุกต์ ดัดแปลง รวมไปถึงมีการอบรมคุณครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

สวทช

รถเข็นรักษ์โลก

สวทช. ส่งมอบรถเข็นรักษ์โลกแก่ นายวิวัฒน์ กุลวิจิตร์รัตน์ เจ้าของกิจการข้าว เหนียวหมูหวาน เฮียวัตรปังตอทอง เพื่อน�ำไปใช้งานในกิจการ นับเป็นรถเข็น คันแรกในโครงการพัฒนา “นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด” ที่ท�ำการ ส่งมอบ โดยเป็นรถเข็นโมเดลรูปแบบ 1 น�้ำหนักเบาพร้อมระบบน�้ำดี ถังบ�ำบัด และซิงค์น�้ำ ที่ร้านข้าวเหนียวหมูหวานเฮียวัตรปังตอทอง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม

สกว

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย พัฒนาม.ตามความถนัด

ส�ำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุม "โครงการพลิกโฉมระบบการอุดมศึกษาของประเทศไทย" (Reinventing University System) โดยจะจัดสรรงบให้กับแผนวิจัยดัง กล่าวในปีงบประมาณ 2564 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายส�ำคัญของกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัย เป็นฟันเฟืองส�ำคัญในการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

MAGKETING l 10


FLASH

MAGKETING l 11


PODIUM

เคเอฟซีสนับสนุนการท�ำงานของแพทย์-พยาบาล ส่งไก่ทอดชุดเดอะบอกซ์ให้ถึงรพ.เพื่อเป็นก�ำลังใจ เคเอฟซี ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความทุ่มเทของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการ แพทย์ที่ท�ำงานหนักโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยในการต่อสู้กับวิกฤติไวรัสโควิด-19 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท�ำงานและเป็นก�ำลังใจให้แก่ทีมนักรบเสื้อกาวน์ โดยมุ่งเน้นไปยังโรงพยาบาลประจ�ำจังหวัดและชุมชนทั่วประเทศ ผ่านการส่งมอบเมนู ไก่ทอดชุด เดอะบ็อก ให้ได้อิ่มอร่อยกันถึงโรงพยาบาล แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จ�ำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทยก�ำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 แพทย์ พยาบาล รวมถึง บุคลากรทางการแพทย์ ถือเป็นบุคคลแถวหน้าที่ต้องท�ำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ ป่วยที่ติดไวรัสนี้ เคเอฟซี ประเทศไทย โดย กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเคเอฟซี ได้ตระหนัก ถึงความเสียสละ การทุ่มเทแรงกายแรงใจโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เราจึงขอร่วมเป็น ส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและให้ก�ำลังใจกับบุคคลส�ำคัญหล่านี้ โดยนับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 เราได้ส่งมอบเมนูไก่ทอด The Box ให้ แก่บุคลากรทางการแพทย์จ�ำนวนทั้งสิ้น 2,481 ราย (นับตามชุด) ให้แก่ โรงพยาบาล 26 แห่งใน 22 จังหวัด นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความเสียสละของอาสาสมัครดับไฟป่า ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ทุ่มเทท�ำงานต่อสู้กับไฟป่า ไม่แพ้แพทย์และพยาบาล เราจึงได้ส่ง มอบก�ำลังใจให้กับอาสาสมัครดับไฟป่า ศูนย์ อปพร. พิงค์นคร จังหวัดเชียงใหม่ อีก 50 ท่าน รวมมูลค่าอาหารที่สนับสนุนไปรวมทั้งสิ้น 369,669 บาท “ชุดอาหารที่เราจัดส่งให้แก่บรรดาบุคลากรทางการแพทย์นั้น เป็นไปตามมาตรฐาน อาหารปลอดภัยของเคเอฟซี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคร้ายเช่นนี้ เราได้เลือกสรรชุดอาหารที่รับประทานเพียง 1 ท่านต่อ 1 กล่อง คือ ชุด เดอะ บอกซ์ ชุดต่างๆ เช่น ชุดเดอะบอกซ์ ซิกเนเจอร์ ประกอบด้วย ไก่ทอด 2 ชิ้น ไก่ วิงซ์แซ่บ 2 ชิ้น ทาร์ตไข่ 1 ชิ้น เฟรนช์ฟรายส์ เป๊ปซี่ และ ชุดเดอะ บอกซ์ ออลไรซ์ ประกอบด้วย ข้าวไก่แซ่บโบว์ล ไก่ทอด 1 ชิ้น นักเก็ตส์ 2 ชิ้น เฟรนช์ฟรายส์ เป๊ปซี่ โดย เคเอฟซี มีความตั้งใจจะด�ำเนินการจัดส่งชุดอาหารเมนูพิเศษนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่า สถานการณ์จะดีขึ้น โดยมีงบประมาณการบริจาคอยู่ที่ 1 ล้านบาท” นางแววคนีย์ กล่าวเพิ่มเติม ทั้งนี้ มูลนิธิเคเอฟซี อยู่ระหว่างการเตรียมการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ โดย เป็นการรวมตัวกันของ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จ�ำกัด บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองตส์ กรุ๊ป บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จ�ำกัด และบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเซีย จ�ำกัด โดยมีภารกิจหลักในโครงการ KFC Harvest and Colonel’s Kitchen เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังคงมีคุณค่า

ทางอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โปรตีน” ให้แก่ผู้ที่ต้องการ และช่วยเหลือ สร้างสรรค์ชุมชนผ่านการแบ่งปันความรู้ด้านคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของ อาหาร รวมถึงการสร้างมาตรฐานห้องครัวให้สังคมไทยตระหนักถึงความส�ำคัญใน เรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนอาหารให้ แก่บุคลากรทางการแพทย์และทีมดับไฟป่าครั้งนี้ เป็นโครงการเฉพาะกิจของมูลนิธิฯ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 และสถานการณ์ไฟป่าที่สร้าง ความเดือดร้อนให้กับทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย “พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนลูกค้าร่วมกับเคเอฟซีในการส่งก�ำลังใจและค�ำขอบคุณ ไป ถึงทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ผ่านทางช่องทางออนไลน์ที่ เพจ เฟสบุ๊ค KFC Thailand : https://www.facebook.com/131743256880713/ posts/2943546702367007/ โดยทีมงานเคเอฟซีจะจัดพิมพ์ข้อความของลูกค้าส่ง ไปพร้อมกับชุดไก่เคเอฟซี เพื่อเป็นอีกหนึ่งก�ำลังใจจากคนไทยที่ฝากไปถึงพวกท่าน เค เอฟซีขอยืนยันในการเป็นแบรนด์ที่จะอยู่เคียงคู่คนไทยเพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วย กัน” แววคนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

MAGKETING l 12


PODIUM

ไรมอนแลนด์ปรับกลยุทธ์รับมือผลกระทบโควิท-19 เร่งแผนเพิ่มรายได้ เสริมสภาพคล่อง และกระแสเงินสด RML เผยแผนเพิ่มรายได้และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน รับมือผลกระทบจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ปิดการขาย 2 โครงการ กระแสตอบ รับดีเกินคาดปั๊มรายได้จากยอดจองพรีเซลล์กว่า 599 ล้านบาท พร้อมบริหารจัดการ ต้นทุนการขายและบริการ เสริมความแข็งแกร่งกระแสเงินสดเพื่อการลงทุนในอนาคต ผลประกอบการไตรมาส 1/63 รายได้ 424 ล้านบาท ขาดทุน 139 ล้านบาท ไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จ�ำกัด (มหาชน) ( RML) ผู้น�ำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า การแพร่ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ ข้อจ�ำกัดงดการเดินทางท�ำให้ลูกค้าชาวต่างชาติ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้ จึงส่งผลให้การโอนโครงการเป็นไปได้ยาก ขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทด�ำเนินการต่อเนื่องตามแผนที่จะปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ นี้ โดยการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและใช้กลยุทธ์การขายที่ตรงกลุ่มเป้า หมายมากขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคงของสถานะเงินสด บริษัทเชื่อมั่นว่าจากการปรับ กลยุทธ์ดังกล่าวจะท�ำให้บริษัทฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งหลังวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป ขณะที่ ช่วงไตรมาส 1/2563 RML ด�ำเนินการปิดการขาย 2 โครงการ ได้แก่ Mews Yen Akat และ The Lofts Asoke ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ปิดการขายโครงการ ที่เหลืออยู่ ถือว่ามีกระแสตอบรับที่ดี ประสบความส�ำเร็จเกินความคาดหมาย โดย เมื่อรวมกับยอดขาย (Presales) จากโครงการอื่น ๆ ส่งผลให้บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 599 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ซึ่งมาช่วยเสริมความมั่นคงของสถานะเงินสดของบริษัท ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะรักษากระแสเงินสดไว้เพื่อช�ำระคืนหุ้นกู้มูลค่า 712 ล้านบาท จากผู้ถือหุ้นกู้ในเดือน มิ.ย. 2563 โดย RML เป็นผู้ประกอบการด้าน อสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้ค่อนข้างต�่ำ อีกทั้งค�ำนึงถึงการรักษาสภาพคล่องทางการเงินเป็น ส�ำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ บริษัทได้พยายามกระตุ้นความต้องการในตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายโดยใช้ กลยุทธ์ O2O (Online to Offline) โปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์ โดยท�ำให้ลูกค้า สามารถดูห้องตัวอย่างได้แบบเสมือนจริง ก่อนที่จะเข้าไปเยี่ยมชมที่โครงการ โดย กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติได้อย่างต่อ เนื่องแม้ในสถานการณ์ปิดเมืองหรืองดการเดินทาง ทั้งนี้ ด้วยมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ โรงแรมโดยรวม บริษัทจ�ำเป็นต้องเลื่อนการเปิดตัวโรงแรม Hotel KITCH ไปเป็นช่วง ไตรมาส 4 ของปีนี้แทน จากเดิมวางแผนเปิดตัวในเดือน เม.ย. 2563 อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในระยะกลางถึงระยะยาว อุตสาหกรรมโรงแรมจะสามารถกลับมาดีขึ้นได้ แน่นอนเมื่อประเทศไทยและทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยบริษัทยัง มุ่งเน้นหาโอกาสในการลงทุนและขยายกิจการโรงแรมเพิ่มเติม รวมถึงสร้างฐานธุรกิจ

ให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ โดยขยายสัดส่วนรายได้ประจ�ำให้มีความหลาก หลายมากขึ้น ส�ำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2563 บริษัทมีรายได้รวม 424 ล้านบาท ลดลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 1,039.0 ล้านบาท จ�ำนวน 615 ล้านบาท หรือลดลง 71% โดยสัดส่วนรายได้ 366 ล้านบาท หรือ 86 %มาจากยอดโอนรวม 5 โครงการ ซึ่งรายได้ที่ลดลงในไตรมาสนี้เกิดจากข้อจ�ำกัดงดการเดินทางที่ท�ำให้ลูกค้า ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อด�ำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ รวม ถึงโครงการ The Lofts Silom ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติมากถึง 37% นอกจาก นี้ รายได้จากธุรกิจอาหาร จ�ำนวน 8 ล้านบาท ธุรกิจให้เช่า บริการ และบริหารจัดการ โครงการ จ�ำนวน 18 ล้านบาท รายได้อื่น ๆ จ�ำนวน 31 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 139 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับขาดทุนสุทธิ 0.03 ต่อหุ้น ทั้งนี้ บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ณ วันที่ 31 มี.ค. 2563 อยู่ที่ 7,881 ล้าน บาท รวมทั้งหมด 8 โครงการ ได้แก่ โครงการ Tait12 30%, โครงการ The Lofts Silom 26%, โครงการ The Estelle Phrom Phong 7%, โครงการ The Lofts Ratchathewi 2%, และโครงการอื่น ๆ 3%

MAGKETING l 13


PODIUM

ประกันภัยไทยวิวัฒน์เปิดผลิตภัณฑ์รับโควิท-19 ประกันรถแบบเปิด-ปิด ให้ความประหยัด ยืดหยุ่น และแฟร์ เทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อ�ำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จ�ำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เรายึดตาม Slogan ของ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ‘คิดเผื่อเพื่อทุก ชีวิต’ ตลอดมา และจากวิกฤต COVID-19 ได้น�ำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับโอกาส และทางไทยวิวัฒน์จึงได้สร้างสรรค์ พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการให้คนไทยก้าวข้ามไปสู่ New Normal ที่ก�ำลังจะเกิด ขึ้นได้อย่างมั่นคง” ประกันภัยไทยวิวัฒน์ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการประกันภัยอย่างต่อ เนื่อง โดยการน�ำ insights ของผู้บริโภค ประกอบกับ เทคโนโลยีใหม่และความคิด สร้างสรรค์ของทีมงาน มาพัฒนานวัตกรรมประกันภัยเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการ ของผู้เอาประกันโดยที่ผู้บริโภคเองก็อาจคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับ สถานการณ์ปัจจุบัน ที่แม้ทุกคนจะไม่ได้คาดคิด ว่าเราจะต้องมาเว้นระยะห่างทางสังคม หยุดการเดินทางที่ ไม่จ�ำเป็น พร้อมทั้งรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและวางแผนทางการเงินให้ดีเพื่อปรับตัวให้ ผ่านวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ไปให้ได้ ทางไทยวิวัฒน์ก็ได้เตรียมความพร้อมเป็นตัวช่วย เพื่อให้ผู้บริโภคก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างอุ่นใจโดยที่ผู้บริโภคอาจไม่คาดคิดมาก่อน ในด้านของประกันภัยรถยนต์ ไทยวิวัฒน์ เป็นที่เดียวที่ให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายค่าเบี้ย ตามการใช้รถจริง ด้วยประกันรถเปิดปิด ท�ำให้ผู้ใช้รถสามารถประหยัดค่าเบี้ยประกัน รถยนต์ได้ถึง 40% ซึ่งเหมาะกับ สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ที่ผู้คนมีการใช้ รถน้อยลง จากการ Work From Home และการรณรงค์ให้อยู่บ้านเพื่อป้องกันการ แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า คุณอู๋ Spin 9 หรือ อติชาญ เชิงชวโน กูรูด้านรถยนต์และ เทคโนโลยี YouTuber ชื่อดังอันดับต้นๆ ของไทย ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าจริงที่เลือก เปลี่ยนจากประกันรถรายปีทั่วไปมาเป็นประกันรถเปิดปิด คุณอู๋ได้แชร์ถึงประสบการณ์ การใช้งานประกันรถเปิดปิดว่า “นอกจากจะประหยัดค่าเบี้ยประกันรถของผมทุกปี จากหลายหมื่นเหลือเพียง 7 พันกว่าบาทแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ การใช้งานที่ เรียกได้ว่า Seamless เลยครับ การเปิด-ปิดประกันแบบอัตโนมัติ เมื่อสตาร์ท และ ดับเครื่องยนต์ ประกันก็จะเปิด-ปิดให้เอง ผ่านอุปกรณ์ IoT ที่เรียกว่า TVI Connect และจะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ แต่ถึงผมจะ ไม่เปิด App หรือมือถือผมจะแบตหมด การเปิด-ปิดก็ท�ำให้เองทั้งหมดผ่านทาง TVI Connect ตัวนี้ที่ทางไทยวิวัฒน์มอบให้มาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ท�ำให้ใช้งาน ง่าย สะดวก แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมเปิดหรือปิดประกันเลยครับ และเรื่องความ คุ้มครองก็สบายใจได้ เพราะประกันรถเปิดปิดคุ้มครองให้ตลอด 24 ชั่วโมง ท�ำให้เรา จ่ายค่าเบี้ยเฉพาะเวลาที่ใช้รถแต่ได้รับความคุ้มครองครบเหมือนเดิมครับ และที่ส�ำคัญ การบริการด้านอื่นๆก็ดีกว่าประกันทั่วไปมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการต่อประกัน หรือ การแจ้งเหตุก็ท�ำได้เองผ่านแอปพลิเคชัน ท�ำให้เราสะดวกมากขึ้นในยุคของการใช้ เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเราเอง” ประกันรถเปิดปิด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้รถโดยทั่วไปที่ใช้รถอยู่เฉลี่ยไม่ เกินวันละ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถส่วนใหญ่เพื่อไปท�ำงานและกลับบ้าน ส่งผล ให้ประกันรถเปิดปิดมีอัตราการต่ออายุที่สูงในตลาดประกันรถยนต์ แต่ในวันนี้ทางไทย วิวัฒน์ สามารถพัฒนารูปแบบของประกันรถเปิดปิดให้ตอบโจทย์สถานการณ์ความ

ปกติใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ในรูปแบบของ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกัน รถยนต์รูปแบบใหม่ ที่ได้เพิ่มความพิเศษ ให้กับการท�ำประกันรถยนต์ นอกเหนือจาก การเปิดปิดประกันแล้ว ในวันนี้ผู้ใช้งานยังสามารถ Top-up เพิ่มชั่วโมงประกันได้เอง ท�ำให้ผู้ใช้รถประหยัดค่าเบี้ยเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถทยอยจ่ายค่าเบี้ยประกันตามที่ ใช้งานจริง ซึ่งหมายความว่าหากใช้รถน้อยก็จะสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันรถทั้งปีลดลง ได้สูงถึงประมาณ 70% ยกตัวอย่างเช่นประกันรถยนต์ ชั้น 1 จากราคาเบี้ยในท้องตลาดของประกันรายปีทั่วไป ค่าเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อปี ส่วนประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up ราคา เริ่มต้นทั้งปี ส�ำหรับประกันชั้น 1 จะคงเหลือเพียง 4,900 บาท เท่านั้น ทั้งนี้จะมีระยะ เวลาความคุ้มครองเริ่มต้นให้ที่ 50 ชั่วโมง ในกรณีนี้หากผู้ใช้บริการต้องการจ�ำนวนชั่วโมงความคุ้มครองเพิ่ม ก็สามารถ Top-up ชั่วโมงความคุ้มครองได้เองตลอดเวลา ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ ใน ราคาเริ่มต้นส�ำหรับประกันชั้น 1 เพียง 400 บาท ต่อ ทุกๆ 50 ชั่วโมงความคุ้มครอง ท�ำให้ผู้ใช้รถจ่ายค่าเบี้ยประกันเฉพาะเท่าที่ใช้งานรถจริง หรือค่อยๆ ทยอยจ่ายค่าเบี้ย ตามที่จ�ำเป็นเท่านั้น นอกจากประกันชั้น 1 แล้ว ยังมีประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ ให้ลูกค้าเลือกได้ตาม ความเหมาะสมเช่นกัน โดยราคาเบี้ยประกันชั้น 2+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท และ ราคาเบี้ยประกันชั้น 3+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,700 บาท ซึ่งการ Top-up เติมชั่วโมงของ ประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ จะอยู่ที่ 300 บาทต่อ 50 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

MAGKETING l 14


PODIUM

กรุงศรีจัดสัมมนาออนไลน์ ให้ข้อมูลลูกค้าธุรกิจรับ NEW NORMAL กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน)) ปรับแผนกลยุทธ์การตลาดส�ำหรับ ลูกค้าธุรกิจด้วยการจัดซีรีส์สัมมนาออนไลน์แบบ Exclusive ที่มีเนื้อหาเข้มข้น ภายใต้ ธีม “Business Implications from COVID-19, Now and Next Series” ในเดือน เมษายนถึงเดือนมิถุนายนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าธุรกิจทุก กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า SME ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าสถาบันการเงินและลูกค้า ธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น ถือเป็นการยกระดับบริการ Krungsri Business Empowerment เพื่อให้ลูกค้าธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลเชิงลึกจากวิทยากรชั้นแนว หน้าในไทยและต่างประเทศ มันตินี อัครเสริญ ผู้บริหารสายงานการตลาดลูกค้าธุรกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรียึดมั่นในหลักการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางไม่เพียงแต่การ ให้ความส�ำคัญกับบริการทางการเงินที่แตกต่าง เรายังมุ่งเน้นการสร้างบริการเสริม ให้กับลูกค้าธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารได้ยกระดับบริการ Krungsri Business Empowerment เพื่อให้สามารถแบ่งปันข้อมูลความรู้ กิจกรรมสัมมนา การสร้างแรง บันดาลใจ และสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจผ่านการสร้างเครือข่ายธุรกิจให้กับ ลูกค้าตามความต้องการและทันเหตุการณ์ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ท�ำให้กรุงศรีสามารถ รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่มีการใช้มาตรการ ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และ มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม ธนาคารยังคงเดินหน้าจัดสัมมนาอันเป็นประโยชน์ ให้กับลูกค้าธุรกิจด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจัดมาเป็นรูปแบบออนไลน์ เสมือนจริง เพื่อให้ลูกค้าธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเตรียมความ พร้อมเพื่อกลับมารีสตาร์ทธุรกิจได้อย่างเท่าทันในยุคชีวิตปกติรูปแบบใหม่ หรือ “New Normal”” โดยธนาคารจะจัดซีรีส์สัมมนาเจาะลึกเข้มข้น 4 ครั้ง ภายใต้ธีม “Business Implications from COVID-19, Now and Next Series” ซึ่งได้เริ่มจัดตอนแรกไป แล้วในเดือนเมษายน ส�ำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มบริษัท Sea จ�ำกัด และ นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อ�ำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและก�ำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจและการเงิน ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ และแบ่งปันมุม มองเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่จะเปลี่ยนแปลง ส�ำหรับการจัดสัมมนาออนไลน์ตอนที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Now and Next for Real Estate & Service” ที่จะจัดในวันที่ 28 พฤษภาคม เน้นส�ำหรับลูกค้า SME มีเนื้อหา ครอบคลุมปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบของโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจและ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีวิทยากรคือ ดร. สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ บริหารสายงายวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) และ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จ�ำกัด (มหาชน) ที่จะมาร่วมแบ่งปันกลยุทธ์การก้าวข้ามวิกฤต ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สัมมนาออนไลน์ตอนที่ 3 หัวข้อ “Building Business Immunity” ส�ำหรับกลุ่ม ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น และสถาบันการเงิน ซึ่งจะจัดในเดือนมิถุนายน โดยมีวิทยากรคือ Mr.Takahiro Sekido, Chief Japan Strategist, Global JPY Strategy Research ของ MUFG และ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจ วานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจเพื่อให้สามารถยืนหยัดท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมทั้ง การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การด�ำเนินธุรกิจในยุค New Normal และในเดือนเดียวกัน จะ จัดตอนที่ 4 ในหัวข้อ “Business Toward the Next Normal” โดยจะเน้นในด้าน กลยุทธ์การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจหลังจากวิกฤตโควิด-19 และการเปลี่ยนผ่าน สู่โมเดลธุรกิจแบบใหม่ การจัดซีรีส์สัมมนาออนไลน์ครั้งนี้นับเป็นอีกกิจกรรมส�ำคัญที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับ ลูกค้า Krungsri Business Empowerment มุ่งแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เพื่อ ให้ลูกค้าธุรกิจทุกกลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า SME ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าสถาบันการ เงินและลูกค้าธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น น�ำไปใช้บริหารจัดการธุรกิจภายใต้ การแข่งขันที่สูงและบริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในโลกปัจจุบัน สอดคล้อง กับพันธกิจของกรุงศรีที่มุ่งสร้างโอกาสเติบโตให้กับลูกค้าและตอกย�้ำศักยภาพของ กรุงศรีและเครือข่ายระดับโลกของ MUFG ที่ช่วยต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่อนาคต สามารถรับชมสัมมนาออนไลน์ย้อนหลังผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Krungsri Business Empowerment Facebook, Krungsri Simple Youtube และ เว็บไซต์ krungsri. com

MAGKETING l 15


PODIUM

MAGKETING l 16


BEHAVIOR

FREEPIK

คนไทย

ปรับการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับนิวนอร์มอล

วีซ่าผู้น�ำการให้บริการการช�ำระเงินดิจิทัลระดับโลก ได้เผยถึงผลการส�ำรวจด้าน อุปนิสัยและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทย ในยุคที่สังคมทั่วโลกก�ำลังปรับ ตัวเข้าสู่ “นิวนอร์มอล” โดยผลการศึกษาครั้งนี้เกิดขึ้นจากการส�ำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 40 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จากการส�ำรวจพบว่า 3 ใน 5 ของคนไทย (61 เปอร์เซ็นต์) ก�ำลังพัฒนานิสัยในการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด โดยเลือกที่จะใช้จ่ายด้วย บัตรช�ำระเงินหรือผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนมากกว่าการใช้เงินสด นอกจาก นี้ เกือบ 7 ใน 10 ของคนไทย (69 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะผูกติด กับการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัลแทนการกลับไปใช้เงินสดแบบเดิมหลังสถานการณ์ ปัจจุบันสิ้นสุดลง แม้ว่าทั่วโลกมีความกังวลในเรื่องสุขภาพร่างกายแต่ยังพบว่าผู้บริโภคชาวไทยและทั่ว โลกกลับมีความกังวลด้านสุขภาพทางการเงินมากกว่า โดย 4 ใน 5 (79 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบแบบส�ำรวจชาวไทยเห็นพ้องว่าสถานการณ์ปัจจุบันท�ำให้พวกเขาจ�ำเป็นต้อง มีการปฏิบัติตัวในเชิงรุกมากขึ้นกับการวางแผนด้านกรเงิน เปรียบเทียบกับอีกครึ่งหนึ่ง โดยประมาณ (53 เปอร์เซ็นต์) ที่บ่งชี้ถึงความกังวลของพวกเขาในเรื่องการเจ็บป่วย ผู้บริโภคชาวไทยจ�ำนวนมากเริ่มจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเป็นครั้งแรก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้นในอนาคต จากผลการส�ำรวจ 67 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคชาวไทย กล่าวว่า พวกเขาน่าจะมีการซื้อของออนไลน์เพิ่ม ขึ้น โดยเป็นจ�ำนวนเกือบเท่าตัวของนักช้อปทั่วโลก (35 เปอร์เซ็นต์) และค่อนข้างจะ มากกว่าค่าเฉลี่ย (47 เปอร์เซ็นต์) ส�ำหรับนักช้อปในแถบเอเชียแปซิฟิก เมื่อพูดถึง ประสบการณ์การช้อปปิ้ง มากกว่าครึ่ง (54 เปอร์เซ็นต์) ของกลุ่มตัวอย่างชาวไทย กล่าวว่า การช้อปปิ้งออนไลน์ให้ประสบการณ์ที่ดีมากกว่าการช้อปปิ้ง ณ ร้านค้าแบบ เดิม เปรียบเทียบกับข้อมูล 46 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก และ 37 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก

การศึกษาครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าการเสริมสร้างนิสัยการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดก�ำลัง ก่อตัวขึ้นทั่วโลก โดย 61 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างชาวไทย กล่าวว่า พวกเขาชอบ ที่จะช�ำระด้วยวิธีที่ไม่ใช้เงินสดมากกว่า ในท�ำนองเดียวกัน 58 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่ม ตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก และ 64 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก กล่าวว่า พวก เขาก็ชอบวิธีการช�ำระแบบไร้เงินสดมากกว่า อนึ่ง แนวโน้มด้านการช�ำระเงินของผู้คน ทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก โดยผู้บริโภคชาวไทย (69 เปอร์เซ็นต์) เอเชียแปซิฟิก (75 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (66 เปอร์เซ็นต์) เลือกที่ จะใช้วิธีการช�ำระแบบไร้เงินสดหลังจากสถานการณ์ในปัจจุบันสิ้นสุดลง ในทางตรงข้าม มีเพียง 1 ใน 4 (24 เปอร์เซ็นต์) ของผู้บริโภคชาวไทย เปิดเผยว่า พวก เขาจะกลับไปช�ำระด้วยเงินสดอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น โดยผู้บริโภคที่เหลือยังไม่ ได้ตัดสินใจว่าจะยังคงเลือกช�ำระเงินด้วยวิธีแบบใหม่นี้หรือกลับไปใช้วิธีการแบบเดิม นั่นคือ 14 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคทั่วโลก ตามมาด้วยผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก (8 เปอร์เซ็นต์) และประเทศไทย (7 เปอร์เซ็นต์) อีกทั้งผู้บริโภคยังมีความค�ำนึงในเรื่องของราคามากขึ้นด้วย โดยเกือบ 4 ใน 5 (78 เปอร์เซ็นต์) ของคนไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันพวกเขาให้ความส�ำคัญกับเรื่องราคา มากยิ่งขึ้น เทียบกับผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก (59 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (53 เปอร์เซ็นต์) นอกจากนั้นผู้บริโภคชาวไทยยังให้ความสนใจกับสินค้าลดราคา โดย 65 เปอร์เซ็นต์จะพุ่งความสนใจไปที่สินค้าปรับราคาลง เปรียบเทียบกับผู้บริโภคในเอเชีย แปซิฟิก (45 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (41 เปอร์เซ็นต์) ส่วนการวางแผนทางด้านการ เงินก็เป็นอีกประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความส�ำคัญในอันดับต้นๆ โดย 79 เปอร์เซ็นต์ของ คนไทยเชื่อว่ายามนี้พวกเขาจ�ำเป็นต้องปรับตัวและให้ความส�ำคัญด้านการบริหาร จัดการด้านการเงินของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างในเอเชีย แปซิฟิก (74 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (70 เปอร์เซ็นต์) ตามล�ำดับ

MAGKETING l 17


BEHAVIOR

FREEPIK PIXABAY

พฤติกรรม การใช้ชีวิต-รับข่าวสารในช่วงโควิท-19 เรื่อง : พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง

ผศ.ดร. ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำ�นวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย รายงานการวิจัยต่อสำ�นักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว) ว่า งานวิจัยพบว่าคนไทย ตื่นตัวเฝ้าระวัง รับรู้ข่าวสาร และเข้าใจมาตรการต่าง ๆ ของรัฐชัดเจน ส่วนใหญ่พร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อแนะนำ�ของฝ่าย สาธารณสุข แต่มีข้อจำ�กัดหลายข้อซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมครัวเรือนประจำ�วัน หรือเป็นพฤติกรรมทางสังคมทำ�ให้มาตรการ เหล่านั้นได้ผลน้อย หากรัฐต้องการความร่วมมือมากขึ้น ก็ต้องปรับช่องทางการใช้สื่อ ปรับเนื้อหาการสื่อสารให้เหมาะสม ตรงกับพฤติกรรมประจำ�วัน ให้มากขึ้น ความร่วมมือป้องกันการแพร่ระบาดก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

MAGKETING l 18


BEHAVIOR

จากการติดตามและเฝ้าระวังเรื่องการรับรู้และผลการปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ ในสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ซึ่งมีข่าวว่าประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ มาตรการรัฐและปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำแตกต่างกัน และบางกลุ่มก็คัดค้าน ผศ.ดร. ธานี จึงตั้งประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมคนไทยช่วงนี้ว่าจะมีความรู้ ความเข้าใจ และ ตระหนักถึงข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดที่ฝ่ายสาธารณสุขเผยแพร่หรือไม่ และ จะมีการตอบสนองอย่างไร ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับความร่วมมือจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และได้รับการสนับสนุนจาก ส�ำนักงานคณะกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว) เพื่อร่วมใช้ความ รู้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างถูกต้องและเหมาะสม ในงานวิจัยครั้งนี้ แบ่งการศึกษาคนไทยออกเป็น 4 กลุ่มคือ ผู้อยู่อาศัยในเขตเมือง (คนในเขตเมือง) ผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองแต่รายได้น้อย (คนจนเมือง) ผู้อยู่อาศัยนอกเขต เมืองในต่างจังหวัด (คนชนบท) และผู้อยู่อาศัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คนชายแดน ใต้) โดยศึกษาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจ�ำวันของตนเองและการท�ำกิจกรรมร่วม กัน ศึกษาในช่วงเดือน มีนาคม 2563 ผ่านเครือข่ายวิจัยของกลุ่มสถาบันวิจัยระบบ สุขภาพสาธารณสุข และเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั่วประเทศ จากงานวิจัยพบว่าคนไทยทั่วประเทศติดตาม รับรู้ ข้อมูลข่าวสารและมาตรการป้อ งกันฯ จากฝ่ายสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด มีทัศนคคิต่อข้อมูลเหล่านั้นดี และยินดีปฏิบัติ ตามค�ำแนะน�ำของรัฐ เช่น การไม่มีกิจกรรมร่วมกันหรือไม่สังสรรค์ร่วมกัน (สูงถึง 90%) การไม่สัมผัสมือ (92%) และการล้างมือก่อนกินข้าวทุกครั้ง (80%) หรือการอยู่ บ้าน (90%) นั่นหมายถึงคนไทยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อมาตรการของรัฐดี ยินดีร่วม มือปฏิบัติตามข้อแนะน�ำอย่างพร้อมเพรียง อย่างไรก็ตาม สภาพการใช้ชีวิตและท�ำ กิจกรรมประจ�ำวันที่แตกต่างกันระหว่างคนเขตเมือง คนจนเขตเมือง คนชนบทและ คนเขตชายแดนภาคใต้ จึงท�ำให้มาตรการที่ฝ่ายสาธารณสุขแนะน�ำให้งดเว้นหลายข้อ ได้รับความร่วมมือไม่มากนัก เช่น การเข้าไปในพื้นที่แออัด การเข้าพื้นที่ตลาด หรือการ ใช้รถสาธารณะของคนจนเขตเมือง ยังสูงถึง 35% และ 22% และคนเขตชายแดนใต้ ยังใช้พื้นที่ร่วมกันท�ำกิจกรรมทางศาสนาสูงถึง 20% สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประชาชนดื้อรั้น หรือไม่เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐ งานวิจัยพบอีกว่า 89% ของกิจกรรมร่วมกัน หรือสังสรรค์กันของคนเหล่านี้ เกิดขึ้นภายในบ้านหรือครัว เรือน ข้อแนะน�ำบางข้อ เช่น การไม่ใช้มือจับหน้า ไม่สัมผัสหน้า การล้างมือก่อนกินข้าว ล้างมือหลังจากเข้าห้องน�้ำ จึงเป็นข้อน�ำที่ปฏิบัติได้ยาก เพราะครอบครัวจะเคยชิน กับกินข้าวร่วมกันอันเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจ�ำวันของคนไทยเหล่านั้น หรือ มาตรการเรื่องการเว้นระยะห่าง ผลตอบรับจากคนกลุ่มนี้ก็จะไม่ดี เพราะสัดส่วนของ จ�ำนวนคนต่อการใช้พื้นที่ ค่อนข้างหนาแน่น เป็นครัวเรือนที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้าน หรือในห้องเดียวกันหลายคน และด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ ห้องก็อาจไม่กว้างมากพอที่ จะเว้นระยะห่าง มาตรการนี้จึงได้รับความร่วมมือน้อยกว่าคนในเมือง ถ้ารัฐจะหยุด ยั้งการแพร่ระบาดให้ส�ำเร็จ จะต้องเพิ่มระดับการควบคุมจากระดับบุคคลต่อบุคคล เสริมด้วยระดับบุคคลในครัวเรือนต่อบุคคลภายนอกด้วย ข้อเสนอหนึ่งของทีมวิจัยต่อการสื่อสารเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดนี้คือ ควรมีค�ำ แนะน�ำหรือข้อปฏิบัติบอกว่าต้องท�ำอย่างไร ถ้าต้องอยู่ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น วิธีปฏิบัติตัวก่อน-หลังเข้าบ้าน วิธีใช้ห้องน�้ำร่วมกัน วิธีอยู่ร่วมกันในบ้านกับเสนอให้รัฐ มองขอบเขตการควบคุมจากระดับบุคคล ให้เป็นระดับเป็นครัวเรือน ต้องมีมาตรการ หลากหลายให้เหมาะสมกับพื้นที่และพฤติกรรมของครัวเรือน เสนอแนะว่าควรยกจาก

ระดับปัจเจกบุคคล ควบคู่ไปกับการดูแลเป็นครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีรายงานผลการวิจัยเรื่องพฤติกรรมครอบครัวในสถานการณ์ COVID-19 ว่านับแต่มีการระบาดของโรค COVID-19 นี้ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวางจน ประชาชนรับมือไม่ทัน แต่เมื่อภาครัฐและฝ่ายสาธารณสุขเสนอแนวทางปฏิบัติและออก มาตรการหลายๆ อย่างเพื่อหยุดยั้งต้นเหตุของการระบาดนี้ ประชาชนก็ตอบรับและ ตอบสนองได้ดี งานวิจัยพบว่า สื่อที่ทรงพลังในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในระดับประเทศ ที่ดีมากคือ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะโทรทัศน์มีผลต่อการรับรู้และการ ติดตามข่าวสารของประชาชนสูงมาก มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชน ทั่วประเทศ ส่วนสื่อบุคคล เช่น บุคลากรสาธารณสุข ได้แก่ อสส. อสม. / เพื่อน / ญาติ / ครอบครัว และสื่อชุมชน เช่น หอกระจายข่าว มีผลต่อการรับรู้ เฝ้าระวังติดตาม ข่าวสารและทัศนคติต่อข่าวสารของประชาชนในเขตชนบทมากกว่าเขตเมือง แม้ ประชาชนตื่นตัวเพื่อติดตามข่าวสารมาก และมีความเข้าใจเรื่องข้อมูลดีก็ตาม แต่ก็ เฉพาะในประเด็นที่เผยแพร่เท่านั้น จากการสอบถามเรื่องการรับรู้จ�ำนวนผู้ป่วย และ ข้อมูลการระบาดของ COVID-19 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารในภาพรวม แต่ไม่อาจระบุในระดับจังหวัดได้อย่างแม่นย�ำนัก เช่น จ�ำนวนผู้เสียชีวิตหรือจ�ำนวนผู้ ติดเชื้อในจังหวัด เป็นต้น ภาพในใจของประชาชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่รับรู้เกี่ยวกับความสูญ เสีย ความเสียหายภาพใหญ่ๆ หรือเป็นภาพรวม เช่น เศรษฐกิจแย่ พัง จบช้า ขณะเดียวกันในงานวิจัยยังพบอีกว่า ครัวเรือนของคนในเขตเมืองซึ่งมีฐานรายได้สูง และมีสัดส่วนความหนาแน่นของการอยู่อาศัยต่อพื้นที่ห้องน้อยกว่าคนจนเมืองหรือ คนชนบท หรือคนชายแดนใต้ และขณะที่คนจนเมือง หรือคนชนบท และคนจังหวัด ชายแดนใต้มักมีกิจกรรมที่จ�ำเป็นต้องใช้พื้นที่ร่วมกันมากกว่าและจ�ำเป็นกว่าคนเขต เมือง สังเกตุจากพื้นที่ของห้องนอน ห้องน�้ำและโอกาสที่ต้องท�ำกิจกรรมการท�ำร่วม กันในพื้นที่แออัดก็บ่อยกว่า เช่น ตลาดสด บริการรถสาธารณะ ศาสนาสถาน เป็นต้น จึงปฏิบัติไม่ได้ หรือปฏิบัติไม่เข้มงวด เหมือนไม่ให้ความร่วมมือต่อข้อแนะน�ำของฝ่าย สาธารณสุข เช่น การหลีกเลี่ยงเข้าพื้นที่แออัด การล้างมือ การใช้หน้ากาก หรือการไม่ ใช้มือจับใบหน้า งานวิจัยยังพบอีกว่า ประเด็นของข่าวสารในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท�ำให้คนจนเมือง คน ชนบท คนชายแดนใต้ ตระหนักถึงการระบาดว่าแม้จะรวดเร็ว รุนแรงแต่ก็เป็นสิ่ง ไกลจากตัว การไม่รู้จ�ำนวนผู้ป่วยและการสูญเสียในระดับจังหวัดมากเท่าที่ควรจะ รู้ มีผลให้การตื่นตัวลดลง ดังนั้น อาจเป็นเหตุผลที่ท�ำให้แรงจูงใจที่จะให้ความร่วมมือ กับมาตรการของรัฐและฝ่ายสาธารณสุขต�่ำกว่าที่คาด หรือได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรก็ตาม พบว่ากลไกการสื่อสารในระดับชุมชนครัวเรือนไทยนี้ สื่อบุคคล เช่น อสม. อสส. เพื่อน ญาติมิตร และสื่อชุมชน เช่น หอกระจายข่าว ยังมีอิทธิพลต่อการรับ รู้และทัศนคติของคนเหล่านี้อยู่ โดยเฉพาะในถานการณ์ COVID-19 นี้ พ่อ แม่ และผู้ มีความรู้ในครัวเรือนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร และ การให้ความร่วมมือต่อมาตรการของรัฐและฝ่ายสาธารณสุขมาก งานวิจัยนี้จึงเสนอให้รัฐปรับเพิ่มช่องทางการสื่อสารในระดับจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อให้ ครอบครัวหรือชุมชนตื่นตัวมากขึ้นและยอมรับกับมาตรการป้องกันของฝ่ายสาธารณสุข มากขึ้นกว่านี้ จะท�ำให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายที่ใกล้ตัวมากขึ้น และมีผลต่อการ จูงใจให้ประชาชนร่วมมือกับมาตรการต่างๆ ของรัฐและฝ่ายสาธารณสุข มากขึ้น

MAGKETING l 19


CASE STUDY

WORKPLACE TRANSFORMATION ++ MAGKETING VOL.48

MAGKETING l 20


CASE STUDY

iNTROdUCTION เรื่อง : บัณฑิต โชคสิทธิกร

การด�ำเนินหลังการประทุขึ้นของไวรัสโคราน่า หรือ โควิท-19 จะ ต้องมีการเปลี่ยนวิธีการท�ำงานให้ท�ำงานอย่างไรให้ปรับตัวเข้ากับ สถานการณ์ได้อย่างกลมกลืนและสอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ของคน ไทย หลายธุรกิจก�ำลังอยู่ในช่วงการปรับตัวและน�ำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยสนับสนุนการท�ำงาน หรือการปรับระบบการท�ำงานใหม่ๆ เพิ่ม-ลด สิ่งที่เคยปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤติที่เกิดขึ้น

MAGKETING l 21


CASE STUDY

ก ย่ า นราชประสงค์ ค้าปลีค้กย่าาปลี นราชประสงค์ สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ขานรับมาตรการการเตรียมความพร้อม ส�ำหรับการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ผลักดันนโยบาย “ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19” ออกแผนแม่บท 6 ข้อ 47 มาตรการ ดูแลทั้งย่าน ครอบคลุม4โซนส�ำคัญ คือ พื้นที่สาธารณะ ศูนย์การค้า อาคารส�ำนักงาน และศูนย์อาหาร ชูโมเดลการจัดสรรระยะห่างและการอยู่ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะครั้งแรกใน ประเทศไทย รวมถึงการขีดมาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพและความปลอดภัยเพื่อการอยู่ ร่วมกัน ปล่อยกิจกรรมแรกBig Cleaning Day ร่วมกับส�ำนักงานเขตปทุมวัน และ พลเมืองจิตอาสา เมื่อวันที่28เมษายนที่ผ่านมา ชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า“ย่านราช ประสงค์เป็นสถานที่ศูนย์รวมความหลากหลายด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมของนักท่อง เที่ยวมาตลอดหลายปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว แหล่งที่พัก/โรงแรม ร้าน อาหาร และศูนย์การค้าที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักและคุ้นเคย ซึ่งภายหลังการแพร่ ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้สร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และการหยุดชะงักด้าน การท่องเที่ยวทันที ดังนั้นในช่วง Restart phase ก่อนกลับมาด�ำเนินกิจการ ทางสมาคมฯ จึงได้วางแผน แม่บท 6 ข้อ 47 มาตรการ ภายใต้นโยบาย “ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19” โดยจะด�ำเนินการทดลองใช้ภายในย่านราชประสงค์อย่างเข้มข้น เพื่อ ศึกษาวิธีการจัดสรรพื้นที่เปิด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะและเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้มีความ สะอาดปลอดภัย โดยสามารถติดตามตัวผู้มีความเสี่ยง หรือผู้ติดเชื้อย้อนหลังได้โดยใช้ ระบบกล้อง CCTV มีการ Tracking ข้อมูลสุขภาพ และการเดินทางของพนักงานย้อน หลัง 14 วัน ซึ่งย่านมีความพร้อมที่สามารถท�ำได้ ทั้งนี้หากย่านราชประสงค์ท�ำได้ส�ำเร็จ ก็จะสามารถน�ำไปเป็นต้นแบบให้แก่ภาครัฐและ เอกชนในการน�ำมาตรการไปใช้จัดการพื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ใน ประเทศ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะกลับเข้ามา เที่ยวเมืองไทย ภายหลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 ควบคุมได้” แผนแม่บท 47 มาตรการ สู่การท�ำให้ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19 ได้วางโครงสร้างมาตรการการดูแลพื้นที่ออกเป็น 3 โซนคือ โซนที่ 1: มาตรการพื้นที่สาธารณะของย่านราชประสงค์ โซนที่ 2 : มาตรการของศูนย์การค้า และ มาตรการของอาคารส�ำนักงาน โซนที่ 3 : มาตรการศูนย์อาหาร ซึ่งจะมีการวัดอุณหภูมิลูกค้าทุกคน 100% ด้วยเครื่องมือตรวจจับอุณหภูมิความร้อน (Thermal Scan) ณ จุดคัดกรอง พร้อมบริการจุดจ�ำหน่ายหน้ากาก RSTA บริเวณทาง

เข้า R Walk ฝั่งอาคารมณียา เซ็นเตอร์ สามารถติดตามตัวผู้มีความเสี่ยง หรือผู้ติดเชื้อ ย้อนหลังได้โดยใช้ระบบกล้อง CCTV มีการ Tracking ข้อมูลสุขภาพ และการเดินทาง ของพนักงานย้อนหลัง 14 วัน โดยผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ย่านราชประสงค์ทุกคนต้องสวม หน้ากากอนามัย และมีป้ายประชาสัมพันธ์เรื่อง Social Distancing เป็นระยะ โดยในส่วนของการรักษาความสะอาด ทางสมาคมฯ จะมีจุดบริการแอลกอฮอล์เจล และแม่บ้านที่สวมหน้ากากอนามัย หรือ Face Shield คอยท�ำความสะอาดพื้นที่ส่วน กลาง อาทิ บันไดเลื่อน ราวจับ ป้ายต่างๆ ด้วยน�้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างสม�่ำเสมอตลอด เวลาท�ำการ และร่วมมือกับ กทม.ในการท�ำความสะอาด และพ่นน�้ำยาฆ่าเชื้อทุกพื้นที่ ในย่านราชประสงค์ทุกสัปดาห์ ทางสมาคมฯ ได้น�ำ 5 แกนหลักมาตรการความสะอาดและความปลอดภัยเชิงรุก โดย น�ำข้อหารือและศึกษางานร่วมกันในมาตรการเบื้องต้นระหว่างสมาชิกสมาคมฯ มาร่าง แม่บทและปรับใช้ในย่านราชประสงค์ ได้แก่ 1.การคัดกรองอย่างเข้มงวด(Extra Screening) ได้แก่ การตั้งจุดคัดกรอง วัดอุณหภูมิ ลูกค้าและพนักงาน 100% บริเวณทางเข้าหลักของทุกอาคาร, ลูกค้าและพนักงาน ต้องสวมหน้ากากอนามัย100% ตลอดเวลา และจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์ทั่วทุกศูนย์ ทุกร้านค้าและลิฟท์ทุกตัว 2.มาตรฐาน Social Distancing ได้แก่ เกษรวิลเลจ มีการจ�ำกัดจ�ำนวนคนเข้า ศูนย์การค้า ไม่เกิน 1 คน ต่อ 16 ตร.ม.,และในทุกศูนย์การค้าจะมีการท�ำสัญลักษณ์ หรือตีเส้นตาราง ก�ำหนดระยะห่าง 1-2 เมตรทุกจุด ในลิฟท์ ห้องน�้ำ พื้นที่ส่วนกลาง ร้านค้า และร้านอาหาร,จัดพื้นที่นั่งรอส�ำหรับร้านค้า และ Delivery Man โดยให้มี ระยะห่าง Social Distancing 3.การติดตามเพื่อความปลอดภัย (Safety Tracking) มีการ Tracking ข้อมูลสุขภาพ และการเดินทางของพนักงาน ย้อนหลัง 14 วัน 4.การใส่ใจในความสะอาดทุกจุดสัมผัส (Extra Cleaning)ท�ำความสะอาดและพ่น น�้ำยาฆ่าเชื้อพื้นที่ส่วนกลางทุกสัปดาห์, ล้างท�ำความสะอาดระบบปรับอากาศด้วย น�้ำยาฆ่าเชื้อทุกวัน, ท�ำความสะอาดภายในห้องน�้ำ ลิฟท์ จุดสัมผัสต่างๆ ทุก 30 นาที และท�ำความสะอาดฆ่าเชื้อบัตรจอดรถ บัตรศูนย์อาหารทุกศูนย์การค้า ก่อนและหลัง การใช้งาน และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีการติดตั้งเครื่อง UV-C ฆ่าเชื้อที่ถุงสินค้า หรือบริการสเปรย์ท�ำความสะอาดฆ่าเชื้อที่ถุงสินค้า 5.แนวทางลดการสัมผัส (Touchless Experience) มีจัดพนักงานเปิด-ปิดประตู และ กดลิฟท์เพื่อลดการสัมผัส,ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า และ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีการส่งเสริมการใช้ Cashless และE-Payment,เกษรวิลเลจ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ และศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ และศูนย์การค้าเดอะมาร์เก็ต แบง คอก มีบริการพรมเช็ดเท้าฆ่าเชื้อที่ประตูทางเข้าซึ่งทั้ง 5แกนหลักนี้มีความครอบคลุม ชัดเจนในการเป็น New Normal ของพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปนับจากนี้ และในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ ได้เริ่ม Kick Off กิจกรรม Big Cleaning Day ซึ่งถือเป็นกิจกรรมแรกของมาตรการพื้นที่สาธารณะของ ย่านราชประสงค์ โดยจับมือร่วมกับส�ำนักงานพื้นที่เขตปทุมวัน และพลเมืองจิตอาสา

MAGKETING l 22


CASE STUDY

GAYSORN VILLAGE

รวมกว่า 150คน ร่วมท�ำความสะอาดแบบปูพรมครั้งใหญ่ ณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ บริเวณถนนราชด�ำริ ตั้งแต่หน้าอาคารอัมรินทร์ พลาซ่า จนถึง หน้าส�ำนักงาน ต�ำรวจแห่งชาติ และบริเวณถนนเพลินจิต-ถนนพระราม 1 ตั้งแต่หน้าโรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ จนถึงซอยมหาดเล็กหลวง 1 โดยมีรถบรรทุกน�้ำผสมน�้ำยาฆ่าเชื้อส�ำหรับฉีดพ่นท�ำความสะอาดพื้นที่ต�่ำ อาทิ พื้น ถนน ฟุตบาท และในแนวทางเดินเชื่อมลอยฟ้า หรือ “ราชประสงค์ วอล์ค” ได้มีการ ท�ำความสะอาดพื้นที่และเช็ดราวจับบันไดราวแนวกั้น ด้วยน�้ำยาฆ่าเชื้อตั้งแต่บริเวณ ส�ำนักงานต�ำรวจถึงหน้าอาคารมณียา เซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่และพลเมืองจิตอาสาที่ ปฏิบัติงานทุกคนจะมีอุปกรณ์ป้องกันตนเองโดยใส่ Face Shield ถุงมือ และหน้ากาก อนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID19) “ทางเรามีความเชื่อมั่นว่า หากภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ในระยะเวลาอันใกล้ผ่านการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคนแล้ว มาตรการผ่อนปรนและการกลับมาเปิดกิจการของผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้า ร้าน อาหารก็จะทยอยกลับมา ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนมีหน้าที่ด�ำเนินการตามมาตรการกา

รักษาความสะอาดปลอดภัยที่ภาครัฐก�ำหนดอย่างแข็งขัน ทั้งนี้ในส่วนของภาคโรงแรม ที่พักและการท่องเที่ยว ก็คาดว่าจะมีข้อก�ำหนด หรือการให้Certify โรงแรมที่ผ่าน เกณฑ์สะอาดปลอดภัย ออกมาเสริมทัพจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ ททท. กรมอนามัย ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่ง ทางสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์มีความพร้อมจะน�ำไปปรับใช้อย่าง เคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตและท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวโลก ให้ พร้อมกลับมาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น” ชาย ศรีวิกรม์ กล่าวทิ้งท้าย Gaysorn “To You” GAYSORN

TO YOU

ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจได้จัดแคมเปญ Gaysorn Back To Life, The Art of 'The New Normal’ ยอดนโยบาย “ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19” ชูจุด เด่นศูนย์การค้าในพื้นที่สาธารณะที่สะอาด ปลอดภัย ด้วยหัวใจหลัก 3 มาตรการเพิ่ม ความมั่นใจให้ลูกค้าที่มาช้อปปิ้งในเกษรวิลเลจ

MAGKETING l 23


CASE STUDY

นอกจากมาตรการมาตรการอากาศสะอาด (CLEANLINESS AIR) , มาตรการความ สะอาดและปลอดภัยภายในอาคาร (CLEANLINESS & HYGIENE MEASURES) , มาตรการคัดกรองเข้มงวด (ARRIVAL SCREENING) และมาตรการลดการสัมผัส ('Touch-Less’ Experience) เพิ่มความสะดวกสบาย และลดการสัมผัส ซึ่งเป็นสิ่งพื้น ฐานที่ผู้ประกอบการต้องค�ำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆในการให้บริการแล้ว ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจยังได้เพิ่มบริการ New Shopping Platform หรือเพิ่มช่อง ทางในการซื้อสินค้าและบริการที่หลากหลาย ผ่าน Gaysorn “To You” ที่จะท�ำ หน้าที่ผู้ช่วยคนใหม่กับประสบการณ์ Bring The Gaysorn Experience To Your Place แบบพิเศษกว่าใคร เพียงแอด LINE @GaysornVillage แล้วรับบริการซื้อสินค้า ออนไลน์ โดย Gaysorn Concierge Online ลูกค้าจะได้สินค้าที่ถูกใจแบบส่งตรงถึงที่ บ้าน, ที่ท�ำงาน หรือสถานที่อื่นๆที่ลูกค้าสะดวก ให้ความรู้สึกเสมือนมาช้อปปิ้งที่เกษรวิ ลเลจด้วยตัวเอง ผ่านรูปแบบต่างๆ ดังนี้ -Chat and Shop - สั่งซื้อสินค้าผ่าน Gaysorn Concierge Online พร้อมจัดส่งทาง Kerry Express -You Shop We Drop - เลือกช้อปปิ้งสินค้าผ่าน Gaysorn Concierge Online พร้อมบริการส่งของให้ถึงรถยนต์ในบริเวณจุดที่จัดไว้ส�ำหรับให้บริการ -Grab for you – เกษรวิลเลจร่วมกับร้านอาหารชั้นน�ำในศูนย์ ฯ ส่งตรงความอร่อยถึง ออฟฟิตด้วยบริการฟรีเดลิเวอรี่จาก Gaysorn Delivery Team จัดส่งภายในตึกเกษร เซ็นเตอร์ เกษรทาวเวอร์อัมรินทร์พลาซ่าเท่านั้น มหกรรมที ่อยู่อาศัยออนไลน์ มหกรรมที ่ อ ยู ่ อ าศั ย ออนไลน์

ช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย ส�ำหรับโปรโมชั่นในงานดังกล่าว ประกอบไปด้วย ลูกค้าที่ซื้อทรัพย์เป็นเงินสด ราคา อนุมัติขายไม่เกิน 3 ล้านบาท ต่อ 1 รายการทรัพย์ (รวมทรัพย์ราคาพิเศษ) รับฟรีค่า ธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธ์ิทรัพย์ ขณะเดียวกันลูกค้าที่จองซื้อทรัพย์และโอนกร รมสิทธ์ิภายใน 30 วัน นับจากวันสิ้นสุดโปรโมชั่นของงาน จะได้รับบัตรก�ำนัลที่เข้า ร่วมโครงการ ได้แก่ เทสโก้โลตัส , บิ๊กซี , โฮมโปร , อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และเอสบี เฟอร์นิเจอร์ ตามราคาอนุมัติขาย โดยราคาทรัพย์ตั้งแต่ 100,000 - 499,999 บาท รับบัตรก�ำนัล 1,000 บาท และราคาทรัพย์ตั้งแต่ 500,000 - 999,999 บาท รับบัตร ก�ำนัล 2,000 บาท และทรัพย์ราคาทุก 1 ล้านบาท รับบัตรก�ำนัล 5,000 บาท มูลค่า สูงสุดไม่เกิน1 แสนบาท ต่อ 1 รายการทรัพย์ ส�ำหรับบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จ�ำกัด (มหาชน) (BAM) เป็นบริษัท บริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยพิจารณาจากสินทรัพย์รวม (ที่มา: รายงานภาวะอุตสาหกรรมซึ่งจัดท�ำโดยบริษัท อิปซอสส์ จ�ำกัด) โดยเปิดด�ำเนินการมา แล้วกว่า 20 ปี เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2541 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สิน รอการขายของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จ�ำกัด (มหาชน) (BBC) ต่อมาบริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการด�ำเนินธุรกิจเพื่อให้ครอบคลุมการบริหารจัดการ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายที่ได้มาจากสถาบันการเงินอื่น รวมถึง ธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่น ทั้งนี้ ปัจจุบัน BAM มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 45.6 – 49.1 (ขึ้นอยู่กับ จ�ำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินใช้สิทธิซื้อจากบริษัทฯ) PowerPOWER Buy มุ่งสู่ Omni BUYChannel มุ ่ ง สู ่

สมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID – 19 ท�ำให้บริษัทฯ ต้องปรับกลยุทธ์ด้านส่งเสริมการขาย เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการออกบูธแสดงสินค้าในงานมหกรรมต่าง ๆ หรือในศูนย์การค้าถูกยกเลิก ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ปรับแผนการตลาด โดยเตรียมจัดมหกรรมที่อยู่อาศัยออนไลน์ By BAM ภายใต้แนวคิด “ อยู่ที่ไหน ก็ไปชมงาน ผ่านหน้าจอได้ ” พร้อมน�ำทรัพย์สินรอ การขายประเภทคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ที่ดิน เปล่า มาน�ำเสนอให้กับลูกค้าที่สนใจได้เลือกซื้อผ่าน BAM Virtual Booth หรือบูธ ออนไลน์ โดย BAM จะสร้าง Microsite บนหน้าเว็บไซต์ BAM จ�ำลองงานออกบูธมหกรรม ที่อยู่อาศัย ซึ่งลูกค้าสามารถ click เพื่อเข้าชมรายการทรัพย์จากบอร์ดแสดงทรัพย์ เด่น ทรัพย์ราคาพิเศษ บอร์ดโปรโมชั่นต่าง ๆ และโครงการพิเศษส�ำหรับลูกค้าปรับ โครงสร้างหนี้เสมือนไปชมที่บูธจริง โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การเยี่ยมชมทรัพย์ ที่เข้าถึงทุกมิติรอบทิศทางด้วยภาพทรัพย์แบบ 360 องศา หรือทรัพย์ที่เก็บทุกราย ละเอียดในรูปแบบ VDO Tour รวมทั้ง ได้จัดทรัพย์สภาพสวยพร้อมอยู่ให้จองซื้อผ่าน

OMNI-CHANNEL

บริษัท เพาเวอร์บาย จ�ำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า “เพาเวอร์บาย” เปิด เผยว่า บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ Customer Centric หรือการยึดเอาความต้องการของ ลูกค้าเป็นศูนย์กลางเพื่อรู้จักและเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า และน�ำมาพัฒนาสินค้าและ บริการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคทุกระดับ โดยบริษัทมุ่งเน้นการเป็นผู้น�ำในการ เป็นร้านค้าปลีกรูปแบบออมนิ แชนแนล (OMNI-Channel) โดยอาศัยจุดแข็งจากการ ที่มีสาขาเพาเวอร์บายมากถึง 106 สาขาทั่วประเทศ และรองรับการเจริญเติบโตของ ธุรกิจออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.powerbuy.co.th เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึง บริการจากเพาเวอร์บายได้อย่างสะดวกสบายในทุกช่องทาง ตลอดจนการมีบริการหลังการขาย Power Care ที่สามารถให้บริการลูกค้าแบบ Total Service Solutions ที่ครบวงจรมากที่สุดในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยที่ลูกค้าสามารถ เลือกจัดส่งได้ทั่วประเทศภายในระยะเวลาที่ต้องการ พร้อมบริการติดตั้งฟรีโดยช่างผู้ ช�ำนาญการ รวมถึงการให้บริการซ่อม เคลม หรือเปลี่ยน/คืนสินค้าได้ถึงที่บ้าน อีกทั้ง ยังมีบริการให้ค�ำปรึกษา หรือช่วยเหลือผ่าน contact center 1324 ตลอด 24 ชั่วโมง การเข้ามาของออนไลน์ ซึ่งบริษัทเตรียมพร้อมรับมือตั้งแต่ 3 ปีก่อน โดยเริ่มต้นจาก การให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ การผสมผสานออนไลน์-ออฟไลน์สู่ออมนิ แชน นอล การให้บริการคลิกแอนด์คลอเร็ค รวมถึงการให้บริการอี-ออเดอริ่ง

MAGKETING l 24


CASE STUDY

UNSPLASH

ยอดขายที่เติบโตจากออนไลน์ท�ำให้ไม่จ�ำเป็นต้องเปิดสาขามากเท่าอดีต โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพาเวอร์บายได้ ลดพื้นที่สาขาลง โดยเปิดให้บริการสาขาขนาดเล็ก พื้นที่ต�่ำกว่า 1,000 ตรม. ราว 8-10 สาขา และยังมีแผนขยายสาขาขนาดเล็กต่อเนื่อง เพื่อให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค เนื่องจากพบว่ายังมีลูกค้าบางกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับ การสั่งสอนค้าออนไลน์ หรือยังเป็นกลุ่มที่ต้องการมาดูสินค้าจริงที่ร้านและต้องการค�ำ ปรึกษาการใช้งานหรือเลือกซื้อแต่ละรุ่นจากพนักงานขาย ดังนั้นการขยายสาขาจึงยัง ต้องมีอยู่ แต่การเปิดสาขาขนาดใหญ่ 2,000 – 5,000 ตารางเมตร ไม่ใช่สิ่งจ�ำเป็นอีก ต่อไป โดยเน้นให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นแทน อย่างไรก็ดีสาขาขนาดเล็กจะมีจุดอ่อนที่จ�ำนวนสินค้าวางจ�ำหน่ายน้อยกว่าปกติ จึงต้อง ใช้บริการอี-ออเดอริ่งเข้ามาทดแทนในกรณีที่ไม่มีสินค้าที่ต้องการ โดยเสริมช่องทาง ออนไลน์ที่มีกว่า 20,000 รายการ เข้ามาแนะน�ำให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ถือเป็น Next Step ของ Omni Channel ต่อจาก Click and collect หรือสั่งออนไลน์แล้วค่อยมา รับสินค้าร้าน

ที่ผ่านมาเพาเวอร์บายมีสาขารวม 106 สาขาแบ่งออกเป็น ร้านขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 3,000 – 5,000 ตรม. ร้านขนาดกลาง มีพื้นที่ 1,000-3,000 ตรม. และร้านขนาดเล็ก พื้นทีต�่ำกว่า 1,000 ตรม. สร้างเศรษฐกิ จด้วยการแพทย์ สร้ า งเศรษฐกิ จ ด้ ว ยการแพทย์ สถานการณ์วิกฤติโควิด-19 แม้จะท�ำให้ประเทศไทยบอบช�้ำ ระบบเศรษฐกิจเสียหาย ถึงขั้นรุนแรงที่สุดเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก จนเปรียบเสมือนสงครามโลก ครั้งที่ 3 แต่...ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติที่ท้าทายครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็น ว่า “ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุข การแพทย์ การพยาบาลและการดูแลรักษาที่ ดีที่สุด” เป็นอันดับสองรองจากจีน จนกลายเป็นประเทศเป้าหมายของบรรดามหา เศรษฐี และนักธุรกิจจากทั่วโลกที่ต้องการย้ายเข้ามาพ�ำนักหลังจบสถานการณ์โค วิด-19

MAGKETING l 25


CASE STUDY

อดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย แนะรัฐควรเร่ง “สร้าง เศรษฐกิจด้วยการแพทย์” มุ่งส่งเสริม “กลุ่มธุรกิจบริการด้านการแพทย์” จุดแข็งใหม่ ที่ทั่วโลกก�ำลังจับตาจาก “Medical standard” สู่ “ Medical Business” อย่าง เป็นรูปธรรมและสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการ แพทย์ ( Medical technology industrial ) อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ อาหาร เสริม รวมถึงเครื่องส�ำอาง เพื่อกู้วิกฤติเศรษฐกิจและยกระดับประเทศให้ก้าวสู่การเป็น “อุตสาหกรรมการแพทย์อย่างครบวงจร” นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน และอดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยมีระบบการแพทย์ที่ดี มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จ�ำนวนมาก ซึ่งเป็น ที่ยอมรับของชาวต่างชาติมานาน แต่ขาดการส่งเสริมด้านการตลาด การท�ำให้เป็น ธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Medica hub , Surgery hub, Medical tourism หรือ Heath & wellness ฯลฯ โดยพัฒนาควบคุ่ไปกับการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ( Medical technology industrial ) อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม รวมถึงเครื่อง ส�ำอาง เพื่อเป็นการสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างครบวงจร ลดการน�ำเข้าสินค้า จากต่างประเทศแล้ว ในอนาคตยังสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับ ประเทศอีกทางด้วย ทั้งนี้ อดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ได้แนะแนวทางการ สร้างเศรษฐกิจด้วยการแพทย์ เพื่อน�ำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าหลังยุคโควิด-19 ไว้ดังนี้ 1.พัฒนาจาก Medical standard ให้เป็น Medical Business พร้อมส่งเสริมแนวทาง การตลาดทั้งในและต่างประเทศให้กับธุรกิจบริการทางการแพทย์ เพื่อประกาศจุดแข็ง ของวงการแพทย์ไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้ง ด้าน การรักษาโรค การดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุ รวมถึง ด้านศัลยกรรมตกแต่งความ งาม หนึ่งในธุรกิจบริการทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงของไทย จากข้อมูลการส�ำรวจความนิยมการท�ำศัลยกรรมทั่วโลก ของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่ง เสริมสวยนานาชาติ หรือ ISAPS ปี 2018 พบว่าประเทศไทยติดอันดับ Top 10 และ ครองแชมป์ประเทศที่มีชาวต่างชาติเข้ามาท�ำศัลยกรรมมากที่สุดในโลก โดยตลาด ศัลยกรรมความงามของไทยมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่ารวมของ ตลาดศัลยกรรมทั่วโลก 21 ล้านล้านบาท และปี 2019 ที่ผ่านมาคาดการณ์ว่าตลาด ศัลยกรรมความงามในประเทศไทยเติบโตสูงขึ้น และมีมูลค่าประมาณ 55,000 ล้าน บาท ซึ่งนับเป็นหนึ่งในธุรกิจส�ำคัญที่มีช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย 2.พัฒนาต่อยอดด้านอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้สามารถผลิตได้ตั้งแต่ต้นปลายน�้ำ ส่งเสริมด้านการศึกษาวิจัยเพื่อผลิตยา วัคซีนและเวชภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความ จ�ำเป็นและมีราคาแพง เพื่อลดการน�ำเข้าจากประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้ม แข็งให้ประเทศในกรณีที่เกิดวิกฤติการแพร่เชื้อโรคร้ายแรงต่างๆ ในอนาคต 3.ส่งเสริม และพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องส�ำอาง (Cosmetic Products) และ ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพ เช่น อาหารเสริม อาหารบ�ำรุงสุขภาพ ให้เป็นสินค้าขึ้น

ชื่อของประเทศ เพื่อรองรับทั้งตลาดผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว 4.พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ ( medical technology industrial) ทุกๆปีประเทศไทยต้องพึ่งพาการน�ำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ ด้ว มูลค่าสู ถึง 60,000-70,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่มีนวัตกรรมและผลิต โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น กล้อง เครื่อง MRI เครื่อง CT Scan และหุ่นยนต์ผ่าตัด ฯลฯ ขณะที่อุตสาหกรรมด้านเครื่องมือแพทย์ของไทยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความ สามารถในการผลิตและส่งออกได้เฉพาะเครื่องมืออุปกรณ์พื้นฐานและวัสดุสิ้นเปลือง ทางการแพทย์ เช่น หลอดฉีดยา เข็มฉีดยา สายยาง ถุงมือยาง น�้ำยาทดสอบกรุ๊ป เลือด การตั้งครรภ์ ชุดน�้ำยาล้างไต ชุดตรวจการติดเชื้อ HIV และครุภัณฑ์การแพทย์ เช่น หีบและชุดปฐมพยาบาล รถเข็นผู้ป่วย เตียงคนไข้ อุปกรณ์และเครื่องใช้ในทาง วิทยาศาสตร์การแพทย์ ศัลยกรรม ทันตกรรม เครื่องวินิจฉัยโรคด้วยไฟฟ้า และเครื่อง เอกซเรย์ เป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ที่มีนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จึงเป็นการสร้าง รากฐานความแข็งแกร่งให้กับการแพทย์ของไทย รวมทั้งลดการน�ำเข้าสินค้าราคาแพง จากต่างประเทศได้อีกด้วย 5.ส่งเสริมให้ไทยเป็น Medical Hub และ Surgery Hub อย่างจริงจังและเป็นรูป ธรรม พร้อมท�ำการตลาดอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น Medical Tourism , Heath & wellness Tourism หรือ Surgery Tourism ฯลฯ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และกระจายไปสู่ธุรกิจต่างๆ มากที่สุด เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติที่มี ศักยภาพทางการเงินสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ดังนั้นการดึงชาวต่างชาติกลุ่มนี้เข้าใน ประเทศ จึงเป็นเป้าหมายที่ส�ำคัญ ครัวของโลก ครั ว ของโลก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมไม่เว้นแม้แต่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปัจจัยส�ำคัญต่อการด�ำรงชีวิต แต่การด�ำเนินนโยบายและ วางยุทศาสตร์การเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) อย่างต่อเนื่องของไทย ท�ำให้ผู้ประกอบการผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มมีการปรับตัวพัฒนาเทคโนโลยีและ กระบวนการผลิตจนผลิตภัณฑ์มีหลากหลาย สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้เป็นอย่าง ดีจนเป็นที่ยอมรับจากตลาดโลก ท�ำให้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอาหารและ เครื่องดื่มไทยยังคงเติบโตได้เฉลี่ยอย่างน้อยปีละ 1% จนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหาร อันดับที่ 11 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ท�ำให้แม้ในวิกฤติโควิด-19 ขณะนี้ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยที่มีความเข้มแข็งก็ยังมีโอกาสในวิกฤติด้วย เช่นกัน วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารส�ำเร็จรูป เปิดเผยถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่มของไทยในการเสวนาออนไลน์ (Webinar) ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงานโพรแพ็ค เอเชีย ในหัวข้อ "ทางออกอุตสาหกรรมอาหารและเครื่อง ดื่มไทยในวิกฤติโควิด-19" ในขณะนี้ว่า วิกฤติโควิด-19ท�ำให้สินค้าในกลุ่มอาหารและ เครื่องดื่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์ปกติ อาหารส�ำเร็จรูป อาหารทะเล

MAGKETING l 26


CASE STUDY

กระป๋อง ผลไม้กระป๋อง รวมถึงซอสปรุงรสกลายเป็นกลุ่มที่เติบโตได้ดีในช่วงกักตัวอยู่ กับบ้าน เพราะทุกคนพยายามเก็บกักตุนอาหารไว้เพื่อการบริโภค เนื่องจากไม่แน่ใจ นโยบายการล็อกดาวน์ (Lock Down) ของรัฐบาล ซึ่งแต่ละประเทศมีความแตกต่าง กันไป โดยประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบในด้านการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อย่างมาก เราสามารถผลิตวัตถุดิบได้เอง ทั้งพืช ผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ และอาหารทะเล แม้จะมีการน�ำเข้าบ้างในบางวัตถุดิบ แต่ถือว่ายังน้อยกว่าที่เราผลิตเอง ในภาวะปกติ การบริโภคสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มภายในประเทศรวมการบริโภคของนัก ท่องที่ยวจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณปีละ 2 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่ในวันนี้ตัวเลขในส่วนของนักท่องเที่ยวลดลงไป ท�ำให้สินค้าอาหาร ในกลุ่มที่จ�ำหน่ายในร้านอาหาร โรงแรม หรือสินค้าที่เป็นของฝากมีสัดส่วนที่ลดลงไป ด้วย ทางออกคือผู้ประกอบการและผู้ผลิตต้องปรับตัวกลับมาผลิตสินค้าเพื่อตอบสนอง ในฝั่งผู้บริโภคให้มากขึ้น พร้อมปรับเปลี่ยนช่องทางการขายให้ส่งตรงถึงผู้บริโภคได้ง่าย ขึ้นด้วย

ซึ่งการขายสินค้าทางตรงสู่ผู้บริโภคนั้น ปัจจุบันนับว่ามีความสะดวกด้วยการขาย ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งระบบอีคอมเมิร์ซและแอปพลิเคชัน โดยสถานการณ์โค วิด-19 เป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่ที่จะท�ำให้คนคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้เร็วขึ้น ท�ำให้แม้ว่า หลังจากนี้สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่พฤติกรรมการบริโภคและการซื้อ สินค้าของคนก็จะเปลี่ยนไป ดังนั้นผู้ประกอบการต้องตามให้ทันเทคโนโลยีและความ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภครวมถึงสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลยคือบรรจุภัณฑ์ ซึ่ง ต้องมีการเลือกใช้อย่างเหมาะสม สามารถรักษาคุณภาพสินค้าให้คงอยู่ได้นาน สะดวก ต่อการขนส่ง มีความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจเรื่องของการปลอดเชื้อให้แก่ผู้ บริโภคได้ ส่วนในฝั่งของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้านั้นต้องปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ให้เร็วขึ้น มี การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นระบบออโตเมชั่น เอไอ (Artificial Intelligence : AI) และ ไอโอที (Internet of things : IoT) มาก ขึ้น จากปัญหาส�ำคัญที่จะเกิดขึ้นคือเรื่องของแรงงานที่มีแนวโน้มลดลง แรงงานภายใน ประเทศมีอัตราการเกิดน้อยและเข้าสู่ภาวะสูงวัย ส่วนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน

MAGKETING l 27


CASE STUDY

ก็จะน้อยลงจากความยากในการเข้าออกประเทศจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ของโรค และการลงทุนที่เริ่มกระจายไปในหลายประเทศในภูมิภาคท�ำให้แรงงานเหล่า นี้มีโอกาสท�ำงานในประเทศตัวเองได้มากขึ้น แต่ข้อดีคือปัจจุบันเทคโนโลยีเครื่องจักร มีราคาที่ถูกลงผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยไทยน�ำเข้าเครื่องจักรจาก 3 ประเทศหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน สัดส่วนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 50-70% ซึ่ง เทคโนโลยีเครื่องจักรเหล่านี้นอกจากจะแก้ปัญหาในเรื่องของแรงงานแล้ว ยังท�ำให้ผู้ ประกอบการยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการผลิต เพิ่มปริมาณการผลิต มี ความปลอดภัยปลอดเชื้อ ประหยัดพลังงาน สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดี ท�ำให้ สามารถแข่งขันได้มาก ดังนั้นทางรอดของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย เราต้องรักษา ความได้เปรียบในด้านทรัพยากรไว้ให้ได้ เราได้เปรียบกว่าหลายประเทศที่ต้องน�ำเข้า อาหารถึง 90% บางประเทศ 95% เพราะไม่สามารถเพาะปลูกหรือท�ำปศุสัตว์ได้ ใน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งท�ำให้เห็นชัดว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์ไม่ได้ ต้องการอะไรมากไปกว่าการอยู่รอด การไม่ติดเชื้อ การมีอาหารกินระหว่างที่รอยา รักษา รอวัคซีน ฉะนั้นความส�ำคัญของอาหารในวันนี้ไม่ใช่อาหารที่มีมูลค่าสูง ราคาแพง นวัตกรรม เยอะ แต่เป็นอาหารพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งกึ่งส�ำเร็จรูป (Ready to Cook) ตอนนี้คน พยายามอยู่อย่างประหยัดเพราะว่าไม่มั่นใจเรื่องของอนาคต ดังนั้นการน�ำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม จะสามารถตอบสนอง ความต้องการพื้นฐานและปริมาณการบริโภคของประชากรโลกได้อย่างเพียงพอ หากผู้ ประกอบการมีการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วก็จะเป็นโอกาสในวิกฤตและเป็นทางออกของ ธุรกิจอย่างแท้จริง สั่งงานด้ ยเสียงเลีว่ยงโควิ สั่ งวงานด้ ยเสีดย งเลี่ ย งโควิ ท -19 เรเซอร์ (RACER) ได้พัฒนานวัตกรรมการส่องสว่าง รับวิถีชีวิตใหม่ ใช้งานได้โดยไม่ ต้องสัมผัส หลีกเลี่ยงทุกความเสี่ยงเชื้อโรค ด้วยเทคโนโลยี #สั่งงานด้วยเสียงเลี่ยงโค วิด เปลี่ยนแสงไฟธรรมดาสู่เทคโนโลยีสมาร์ทโฮมแห่งยุค New Normal กับ ‘Racer AI Lamp Voice Control New Series’ โคมไฟอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียง 3 ซีรีย์ใหม่ ได้แก่ รุ่น Sapphire, Crystal และ รุ่น Luxury ออกแบบด้วยแนวคิดหรูหรา ถูกใจคน เมือง สอดแทรกด้วยจุดเด่นของเสียงตอบรับ 3 รุ่น 4 สไตล์ สไตล์ละ 16 ชุดค�ำสั่งเสียง ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน ทั้ง รูปแบบเสียง Siam Style เสียงตอบรับมาตรฐานที่มีในทุกรุ่น ให้ความไพเราะน่าฟังในรูปแบบของความ เป็นไทย, รูปแบบเสียง Nick Name ในรุ่น Sapphire ให้น�้ำเสียงของ ‘ใบเฟิร์น - พิมพ์ ชนก ลือวิเศษไพบูลย์’ แบบเพื่อนสนิท ซึ่งจะคอยเตือนกันบ้างในบางเวลา และ รูป แบบเสียง V.I.P ในรุ่น Luxury ให้น�้ำเสียงของใบเฟิร์นแบบผู้ช่วยส่วนตัวในบ้านหรือที่ ท�ำงาน สร้างบรรยากาศให้อารมณ์ความรู้สึกที่สุด Exclusive Racer AI Lamp Voice Control New Series เสริมด้วยระบบเชื่อมต่อกับแอปพลิ เคชั่น ‘Racer Smart Pro’ เพื่อควบคุมการ เปิด-ปิด และสร้างสรรค์สีไฟโหมด RGB พร้อมด้วยฟังก์ชั่นเล่นเพลงผ่านล�ำโพงเกรด Luxury Quality Sound รุ่น Sapphire และ Crystal ท�ำงานด้วยก�ำลังไฟ 24 watt เหมาะส�ำหรับพื้นที่ห้องขนาด 16 - 30

ตารางเมตร และ รุ่น Luxury ท�ำงานด้วยก�ำลังไฟ 50 watt เหมาะส�ำหรับพื้นที่ห้อง ขนาด 30 - 36 ตารางเมตร การสอนออกแบบด้ วยเทคโนโลยีวีอาร์ว ยเทคโนโลยี วี อ าร์ การเรี ย น-การสอนด้ ท่ามกลางสถานการณ์โรคโควิดที่ก�ำลังระบาดอยู่ทั่วโลก จนเกิดกระแสโซเชียลดิสแทน ส์ซิ่ง (Social Distancing) หรือการเพิ่มระยะห่างทางสังคม ไม่ว่าเป็นการรับประทาน อาหารในร้าน นั่งห่างกันอย่างน้อย 1.5 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ข้างนอก สั่ง อาหารออนไลน์ และท�ำงานผ่านระบบออนไลน์ ท�ำให้เราทุกคนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ไป ไม่เว้นแม้แต่วงการการศึกษา ที่ต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนด้วยระบบออนไลน์กันมาก ขึ้น แต่กระนั้นการเรียนผ่านหน้าจอก็ไม่ได้ท�ำให้คุณภาพการสอนลดลงแต่อย่างใด เพราะ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรม (หลักสูตร นานาชาติ) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (International Program in Design and Architecture – INDA) ได้เริ่มคิดหาทางออกด้วยการน�ำ ระบบวีอาร์ (VR – Virtual Reality) เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนนิสิต นักศึกษา รวม ทั้งใช้ในการจัดงานแสดงนิทรรศการออนไลน์ผ่านระบบวีอาร์ครั้งแรกในงานอินดา พาเหรด 2020 นิทรรศการการจัดแสดงผลงานประจ�ำปีของนิสิต ชั้นปีที่ 1 - 4 ของ หลักสูตรอินดา ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาอีกด้วย ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย ผู้อ�ำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการ ออกแบบสถาปัตยกรรม (หลักสูตรนานาชาติ) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เล่าที่มาที่ไปของแนวคิดการน�ำระบบวีอาร์ มาใช้ในการเรียนการสอน และการจัดงานในครั้งนี้ว่า “เริ่มต้นมาจากปัญหาโควิด – 19 ท�ำให้ทางมหาวิทยาลัย ต้องงดการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เหล่าคณาจารย์จึงต้องประชุมหาทางออก เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถด�ำเนินต่อไปได้ โดยเริ่มจากการสอนผ่านโปรแกรม วิดีโอคอล แต่ลักษณะการเรียนของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จะต้องมีการออกแบบ และท�ำ ออกมาเป็นแบบจ�ำลองให้อาจารย์ได้เห็นเพื่อตรวจผลงาน อาจารย์ในคณะเสนอความ เห็นว่าเราควรจะใช้ระบบวีอาร์ เข้ามาใช้ในการส่งงานผ่านระบบออนไลน์ โดยให้นิสิต ออกแบบงานในคอมพิวเตอร์และเอาเข้าระบบให้อาจารย์ตรวจสอบผลงานแบบเสมือน จริง ซึ่งช่วยท�ำให้อาจารย์ได้ตรวจงานนิสิตได้สะดวกมากขึ้น” “จนกระทั่งมาถึงช่วงที่ต้องจัดงาน อินดา พาเหรด ซึ่งแต่เดิมเราจัดขึ้นที่สถานีมักกะสัน แต่ติดพรก.ฉุกเฉิน ท�ำให้เราไม่สามารถจัดงานในสถานที่เดิมได้ เราจึงเอาเทคโนโลยี วีอาร์มาจัดงานในรูปแบบนิทรรศการดิจิทัล กลายเป็นครั้งแรกที่เราจัดงาน อินดา พาเหรด ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งข้อดีของการจัดงานผ่านระบบออนไลน์คือ ปลอดภัย จากโรคติดต่อ เราสามารถติดต่ออาจารย์ชาวต่างชาติให้มาตรวจผลงานของนักศึกษา โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางข้ามประเทศ นิสิตทั้ง 309 คนจากทุกชั้นปีจะมีพื้นที่แสดง ผลงานของตัวเองถึง 30 x 30 ตารางเมตร มากกว่าพื้นที่ที่เคยจัดแสดงผลงานที่สถานี มักกะสัน ที่ส�ำคัญคือเราสามารถเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมระดับโลก มา บรรยายผ่านช่อง Twitch และ ZooM ให้นิสิตและประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วม

MAGKETING l 28


CASE STUDY

PEXELS

รับฟังได้อีกด้วย” ดร.สุรพงษ์ เล่าเสริมต่อว่า “การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ครูอาจารย์ที่ต้องปรับเปลี่ยนในการเตรียมสไลด์การสอนเท่านั้น นิสิตเองก็ต้อง เปลี่ยนจากการท�ำแบบจ�ำลองส่งอาจารย์ มาให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลด้วยเช่นกันและ ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนเพื่อที่พวกเราจะเดินหน้าต่อไปได้ หลัง จากทดลองใช้งานมาได้ระยะหนึ่งเสียงตอบรับจากอาจารย์เมื่อเทียบระหว่างข้อดีข้อ เสียแล้ว เราถือว่ามีข้อดีมากกว่า ที่น�ำระบบวีอาร์นี้มาใช้ ยกตัวอย่างแรกในเรื่องของ การจัดงาน INDA ที่ผ่านมาเราสามารถสร้างพื้นที่เพื่อจัดแสดงผลงานให้กับนิสิตทุก คนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพเขียน แบบจ�ำลอง หรือคลิปวิดีโอ ทุกอย่าง สามารถท�ำได้ในพื้นที่จัดแสดงของตัวเอง หลายผลงานก็สามารถท�ำออกมาในสัดส่วน จริงท�ำให้อาจารย์และทุกคนเห็นรายละเอียดของผลงานได้ชัดเจนมากขึ้น” “ในอนาคตเราคิดว่าจะใช้ระบบวีอาร์ในการสอนต่อไป เพื่อช่วยให้อาจารย์สามารถ ตรวจผลงานนักศึกษา ได้เสมือนกับเป็นผลงานจริงสามารถพลิกหมุนดูผลงานในมุม ต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดและให้ค�ำแนะน�ำแก่นักศึกษากลับไปแก้ไข ก่อนที่จะท�ำออกมา

เป็นโมเดลจริงส่งอาจารย์ ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการสิ้นเปลืองวัสดุ ในการท�ำโมเดลได้ ในขณะที่การสอนก็มีประโยชน์ในการบรรยายออนไลน์ เราสามารถเชิญวิทยากรต่าง ประเทศ มาบรรยายนิสิตได้มากขึ้นโดยอาจารย์ไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง เพิ่มทาง เลือกในการหาอาจารย์และวิทยากรที่มีชื่อเสียงในวงการระดับโลกได้มากขึ้น” “สุดท้ายส่วนตัวผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงมาท�ำงานในรูปแบบดิจิทัลเต็มตัว สามารถ สร้างความเปลี่ยนแปลงกับนิสิตได้หลายอย่าง ระบบวีอาร์ช่วยให้พวกเขาสามารถมอง เห็นผลงานของตัวเองออกมาเป็นรูปร่างและปรับปรุงแก้ไขได้ตามต้องการในทันที จาก ปรกติแล้วเวลาเราออกแบบเราใช้ดินสอร่างแต่ละเส้นออกมาเราในมุมมองของเรา แต่ พอท�ำงานในคอมพิวเตอร์จะไม่ใช่เรื่องของการร่างเส้น แต่เป็นการร่างแบบก�ำหนดจุด ต่อจุด เราอาจจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ในผลงาน ที่ความคิดของมนุษย์ไปไม่ถึง แต่ใน ขณะเดียวกันงานที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์บางอย่างก็ท�ำไม่ได้อย่างมนุษย์ มีข้อดีแตก ต่างกัน การที่เราน�ำระบบวีอาร์เข้ามา อาจจะช่วยให้เราจะเข้าสู่ยุคแห่งการผสมผสาน ระหว่างงานสถาปัตย์ที่เป็นส่วนผสมลงตัวระหว่างศิลปะและดิจิทัลได้ในที่สุด”

MAGKETING l 29


FACTOR

SHUTTERSTOCK

หนี้ครัวเรือน ขวากหนามการฟื้นตัว วิจัยกรุงศรีเผยแพร่รายงานเศรษฐกิจประจ�ำเดือนพฤษภาคม 2563 Monthly Economic Bulletin วิเคราะห์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งพบว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาระหนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

รวม เป็นผลจากกลุ่มที่พักและอาหาร

ภาคครัวเรือนมีภาระหนี้ที่สูงขึ้น เป็นผลจากการว่างงานและการสูญเสียรายได้อัน เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งก่อนการระบาดภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นไปที่ ระดับสูงสุดรอบ 3 ปีที่ 80% คุณภาพสินทรัพย์ของสินเชื่อเพื่อการบริโภค (consumer loan) ลดลงในทุกกลุ่มและมีแนวโน้มที่จะแย่ลงอีก

ส�ำหรับเกษตรกรที่เป็นหนี้นั้นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงรุนแรงอยู่แล้ว จะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากวิกฤติภัยแล้ง มากกว่าผลก ระทบจากการระบาดของโควิด

ก่อนการระบาดของโควิด-19 ครัวเรือนที่เป็นหนี้และมีรายได้ต�่ำกว่า 50,000 บาท ก็ ช�ำระหนี้คืนได้ยากอยู่แล้วครัวเรือนในประเทศไทยมีจ�ำนวน 21 ล้านครัวเรือน (คิดเป็น แรงงาน 35 ล้านคน) ในจ�ำนวนนี้มี 10 ล้านครัวเรือน (แรงงาน 19.6 ล้านคน) เป็นหนี้ หรือคิดเป็นสัดส่วน 48% ของครัวเรือนทั้งหมด (56% ของแรงงานทั้งหมด) ส�ำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ต�่ำถึงปานกลาง (มีรายได้ต�่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน) โดย เฉลี่ยมีรายจ่าย (รายจ่ายส่วนบุคคลรวมการช�ำระหนี้) สูงกว่ารายได้ ส่วนกลุ่มครัวเรือน ที่ช�ำระหนี้ได้ยากมาก ที่มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ซึ่งรายจ่าย (ไม่รวม การช�ำระหนี้) โดยปกติแล้วจะสูงกว่ารายได้ โดยผลกระทบจากการระบาดของท�ำให้ รายจ่ายรวมต่อรายได้ของลูกจ้างที่เป็นหนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 106% เป็น 111% แรงงานนอกภาคเกษตรที่ประกอบอาชีพอิสระเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ทั้งนี้ก่อนการ ระบาด รายจ่ายรวมของแรงงานนอกภาคเกษตรที่ประกอบอาชีพอิสระอยู่ในระดับ สูง 114% ของรายได้รวม น�ำโดยแรงงานที่ประกอบอาชีพอิสระในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ยางพาราและพลาสติก กลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มยานยนต์ ผลกระทบจากโควิด-19 จะท�ำให้อัตราส่วนรายจ่ายรวมสูงขึ้นเป็น 129% ของรายได้

โดยลูกจ้างที่มีรายไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจ�ำเดือนจะเพิ่มขึ้นสูงมากจาก 6.7 ล้าน คนหรือ 38% ของลูกจ้างทั้งหมด เป็น 8.1 ล้านคนหรือ 56% ของลูกจ้างทั้งหมด

เกษตรกรที่มีหนี้มีจ�ำนวน 7.9 ล้านคน หรือ 70% ของเกษตรกรทั้งหมด ก่อนที่ไวรัสจะ ระบาด รายจ่ายรวมของเกษตรกรที่มีหนี้สูงถึง 132% ของรายได้รวม ส่วนใหญ่อยู่ใน กลุ่มที่ปลูกประเภทผักและพืชกินหัว กลุ่มผู้ผลิตข้าว และเลี้ยงสัตว์ ผลกระทบที่รุนแรงของการระบาดของโควิด-19 จะเพิ่มรายจ่ายรวมของเกษตรกรที่มี หนี้สูงเป็น 133% ของรายได้รวม เนื่องจากความต้องการสินค้าเกษตรประเภทอาหาร ยังมีอยู่ แต่วิกฤติภัยแล้งจะมีผลกระทบเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวและมันส�ำปะหลังรุนแรง ซึ่งจะท�ำให้รายจ่ายรวมของเกษตรกรที่มีหนี้สูงเป็น 148% ของรายได้รวม เพราะเก็บ เกี่ยวผลผลิตได้น้อย โดยเฉพาะข้าวและมันส�ำปะหลัง ผลกระทบที่รุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 คาดว่าจะท�ำให้หนี้ที่ไม่สามารถช�ำระ ได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 9% เป็น 480 พันล้านบาทจาก 440 พันล้านบาท ซึ่งมาจาก กลุ่มประกอบอาชีพอิสระที่จะเพิ่มขึ้น 17.1% และหนี้ค้างช�ำระของกลุ่มครัวเรือน เกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 8.6% ทั้งสองกลุ่มนี้เดิมก่อนการระบาดก็ไม่สามารถช�ำระหนี้ได้อยู่ แล้ว ส�ำหรับแนวโน้มกลุ่มครัวเรือนจะเปราะบางมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อก�ำลังซื้อ ลด การใช้จ่ายภาคเอกชน และอาจจะมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

MAGKETING l 30


FACTOR

FREEPIK SHUTTERSTOCK

นอน-แบงก์ เผชิญแรงกดดันจากโควิท-19 ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับแนวโน้มของสภาวะแวดล้อมในการด�ำเนินงานส�ำหรับสถาบันการ เงินที่มิใช่ธนาคาร (Non-Bank Financial Institutions) ในไทยเป็น “แนวโน้มลบ” เนื่องจากความปั่นป่วนของภาวะเศรษฐกิจที่เป็นผลจาการระบาดของโคโรน่าไวรัส ฟิทช์คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะหดตัวลง 5.1% ในปี 2563 ซึ่งจะเป็นระดับที่ต�่ำที่สุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 การชะลอตัวลงอย่าง รุนแรงของเศรษฐกิจจะส่งผลให้ผลการด�ำเนินงานของสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคารใน ประเทศไทยมีแนวโน้มที่อ่อนแอลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของฟิทช์ก่อน หน้านี้และแม้ว่าฟิทช์จะคาดว่ศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นปี 2564 บริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยก�ำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการภาวะตลาดทุนใน ประเทศที่คาดว่าจะปรับตัวแย่ลงซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ และธุรกิจ การบริหารทรัพย์สินและความมั่งคั่ง (wealth management) ปรับตัวลดลง ราย ได้จากค่านายซื้อขายหลักทรัพย์ แม้ที่ผ่านมาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแนวโน้มดังกล่าวไม่น่าจะเกิด ขึ้นอย่างต่อเนื่องหากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัว นอกจากนี้ระดับความ ผันผวนที่สูงมากของตลาดทุนอาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากเงินลงทุนในระดับที่สูง มากกว่าคาดการณ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัทได้ บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลและลีสซิ่ง (consumer finance and leasing) ก�ำลังเผชิญ กับความเสี่ยงอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านคุณภาพสินทรัพย์ จากสภาวะการ ด�ำเนินงานที่ปรับตัวแย่ลงอย่างมาก มาตรการผ่อนปรนในด้านการจัดชั้นลูกหนี้และ กการผ่อนผันการช�ำระคืนหนี้เป็นการชั่วคราวจะช่วยให้ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายของ การเผื่อหนี้สูญที่จะเพิ่มขึ้นชะลอตัวออกไปได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทน่าจะมี หนี้เสียและค่าใช้จ่ายการเผื่อหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นหลังจากมาตรการดังกล่าวเริ่มสิ้นสุดลง

ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 80% ของ GDP ณ สิ้นปี 2562 บ่ง ชี้ว่าความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์อาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หากลูกหนี้ได้รับผลกระ ทบเชิงลบเป็นระยะเวลานาน ในขณะเดียวกันความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ส่งผล ให้ความเสี่ยงในการระดมเงินปรับตัวเพิ่มขึ้น มีผลให้บริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทที่มี ฐานะทางการเงินที่อ่อนแอต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมากขึ้น เนื่องจาก ไม่มีแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพและมีสัดส่วนอายุของหนี้สินและอายุสินทรัพย์ที่ไม่ สอดคล้องกัน (maturity mis-match) สถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคารที่มีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง โดยมีเครือข่ายธุรกิจที่ แข็งแกร่ง ฐานะเงินกองทุนที่สูง และมีฐานะสถาพคล่องที่ดี น่าจะสามารถรับมือกับ สภาวะแวดล้อมในการด�ำเนินงานที่มีความท้าทายสูงขึ้นได้ดีกว่า ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็น บริษัทที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารในประเทศหรือเป็นบริษัทลูกของบริษัทต่างประเทศ ในขณะที่อันดับเครดิตของสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคารที่ประกอบธุรกิจด้วยตัวบริษัท เอง (ไม่มีบริษัทแม่) ที่ฟิทช์ท�ำการจัดอันดับเครดิตส่วนใหญ่ ถูกปรับแนวโน้มอันดับ เครดิตเป็นลบ ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ส�ำหรับบริษัทหลักทรัพย์ การปรับตัวลดลงอย่างมากของความสามารถในการท�ำก�ำไร การไม่มีสัญญาณที่แสดงถึงความสามารถในการฟื้นตัวของผลประกอบการภายใน ระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า และการปรับตัวลดลงของความสามารถในการรองรับความ เสี่ยง ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้อันดับเคริตของบริษัทถูกปรับลดอันดับลงได้ ในส่วน ของบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลและลีสซิ่งที่ไม่มีบริษัทแม่ที่มีฐานะทางการเงินที่ดีให้การ สนับสนุน อันดับเครดิตของบริษัทอาจถูกปรับลดอับดับลงได้หากมีการปรับตัวแย่ ลงอย่างมากของคุณภาพสินทรัพย์และฐานะทางการเงินของบริษัทไม่สามารถฟื้นตัว กลับมาในระดับก่อนเกิดเหตุวิกฤตการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส หรือหากบริษัทไม่ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการระดมเงินได้

MAGKETING l 31


DIGITAL LIFE

PEXELS

ผลส�ำรวจชี้ คนไทยใช้โซเชียลมีเดียเมื่อต้องการหาบ้าน เรื่อง : ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

จากผลสำ�รวจ Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่สอบถามผู้ บริโภคอายุตั้งแต่ 22 - 60 ปีขึ้นไป จำ�นวน 945 คน เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ค้นหา (Search) และค้นคว้าข้อมูล (Learn) เพื่อเปรียบเทียบ (Compare) โครงการ และปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ราคา ทำ�เล โปรไฟล์ของโครงการ ไปจนถึงใช้เครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ ที่อำ�นวยความ สะดวกก่อนตัดสินใจ

MAGKETING l 32


DIGITAL LIFE

จากผลส�ำรวจ Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด ของดีดีพร็อพ เพอร์ตี้ ที่สอบถามผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 22 - 60 ปีขึ้นไป จ�ำนวน 945 คน เพื่อวิเคราะห์ พฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ค้นหา (Search) และ ค้นคว้าข้อมูล (Learn) เพื่อเปรียบเทียบ (Compare) โครงการและปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ ราคา ท�ำเล โปรไฟล์ของโครงการ ไปจนถึงใช้เครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ ที่อ�ำนวยความ สะดวกก่อนตัดสินใจ อาทิ การค�ำนวณภาระการผ่อนหรือดอกเบี้ย ในขณะที่มีการ เตรียมตัว เตรียมความพร้อมด้านการเงินก่อนตัดสินใจซื้อบ้านมากขึ้น ที่ส�ำคัญไปกว่า นั้นยังพบว่าอายุและรายได้เป็นตัวแปรส�ำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้ออสัง หาฯ ในด้านต่าง ๆ ด้วย Platform ยอดนิยมที่ผู้บริโภคไทยใช้เมื่อต้องหาข้อมูลพฤติกรรมพื้นฐานของผู้ที่ ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการใด ๆ ก็ตาม คือการ “ค้นหา” ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ รวม ถึงการซื้อหรือเช่าอสังหาฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงที่ต้องให้ความส�ำคัญในการคัด เลือก โดยในภาพรวมพบว่า อันดับหนึ่งคือโซเชียลมีเดีย 72% กระโดดจากการส�ำรวจ ครั้งก่อนอยู่ในอันดับสามที่ 50% อันดับสองคือเว็บไซต์ของผู้ประกอบการอสังหาฯ จ�ำนวน 69% โดยครั้งที่ผ่านมาอยู่ในอันดับสี่ ที่ 43% อันดับสามคือเว็บไซต์สื่อกลาง อสังหาฯ อยู่ที่ 61% ซึ่งตกอันดับจากครั้งก่อนที่ติดอันดับสองด้วยจ�ำนวน 61% เท่ากัน ผลการส�ำรวจครั้งล่าสุดนี้พบว่าช่องทางการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่าง มากจากครั้งก่อนที่อันดับหนึ่งคือการเข้าชมโครงการด้วยตนเองถึง 79% ตามด้วยเว็บ พอร์ทัลอสังหาฯ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ โดยเมื่อเจาะลึกตาม ช่วงวัยในครั้งนี้พบว่าผู้บริโภคอายุระหว่าง 22-29 ปี ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียค้นหาข้อ มูลอสังหาฯ มากถึง 81% รองลงมาคือเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ 77% ซึ่งเป็นตัวแปร ส�ำคัญที่สะท้อนถึงพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะ เมื่อจะซื้อ ราคา ท�ำเล ข้อมูลด้านการเงินต้องมา ค�ำถามที่น่าสนใจและเพิ่มขึ้นมา ส�ำหรับการส�ำรวจครั้งนี้คือ เมื่อต้องการซื้อหรือเช่าอสังหาฯ ข้อมูลที่ผู้บริโภคค้นหา มากที่สุดคืออะไร โดยในภาพรวมพบว่า 3 อันดับแรก คือ ราคา 83% ตามด้วยท�ำเล 72% ข้อมูลทางการเงิน 69% สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่ากลุ่มคนอายุระหว่าง 22-29 ปี ให้ ความส�ำคัญกับข้อมูลทางการเงินถึง 78% อีกทั้งยังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภาษี 59% มาตรการของรัฐบาล 46% เอกสารและกระบวนการทางกฎหมาย 50% เนื่องจาก เป็นช่วงที่เริ่มต้นท�ำงานจึงยังไม่มีเงินออมมากนัก ข้อมูลดังกล่าวจึงมีความส�ำคัญมาก ส�ำหรับคนวัยนี้ มากกว่ากลุ่มคนอายุ 30-60 ปี ที่ค่อนข้างมีความพร้อมทางการเงินแล้ว ถ้าจะเช่าสิ่งที่อยากรู้คือความคุ้มค่านอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอก โครงการอสังหาฯ ก็เป็นส่วนส�ำคัญทีผู้บริโภคต้องน�ำมาใช้พิจารณาเพื่อคัดเลือกที่อยู่ อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนให้มากที่สุด ส�ำหรับปัจจัยภายในส�ำคัญ ที่น�ำมาพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ราคาเฉลี่ยต่อ ตร.ม./ตร.ว. 59% ขนาดของที่พักอาศัย 50% สิ่งอ�ำนวยความสะดวกภายในโครงการ 45% ซึ่งราคาและขนาดของที่พักอาศัยเป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคน�ำมาใช้พิจารณาเพื่อดูว่า ทั้งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ขณะที่สิ่งอ�ำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในโครงการก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรส�ำคัญที่น�ำมาใช้คัดเลือกด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่อง ของการออกแบบโครงการ โปรโมชั่นส่งเสริมการขายต่าง ๆ ยังไม่ใช่ส่วนส�ำคัญที่ใช้ พิจารณาเป็นอันแรก ๆ

ขณะเดียวกันปัจจัยส�ำคัญภายนอกโครงการอสังหาฯ ที่ผู้บริโภคให้ความส�ำคัญ 3 อันดับแรก คือ ท�ำเลของที่อยู่อาศัย 83% ความปลอดภัยของท�ำเล 65% โครงสร้าง พื้นฐาน / สิ่งอ�ำนวยความสะดวกโดยรอบ 62% ท�ำเลยังครองแชมป์อันดับแรกเช่น เดียวกับการส�ำรวจครั้งก่อนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ตามด้วยความปลอดภัยของท�ำเล และโครงสร้างพื้นฐาน/สิ่งอ�ำนวยความสะดวกโดยรอบพื้นที่ นอกจากนี้ 25% ให้ความ ส�ำคัญเรื่องของการพัฒนาพื้นที่โดยรอบในอนาคต และอีก 23% สนใจเรื่องสินเชื่อบ้าน ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจไม่ใช่น้อย ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมองไป ถึงเรื่องของการลงทุนปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต เงินทอง ต้องวางแผนเมื่อมีแผนว่าจะตัดสินใจซื้อบ้านแล้ว สิ่งส�ำคัญที่สุดคือ “เงิน” ที่ ต้องใช้ในการลงทุน จากการส�ำรวจครั้งล่าสุดนี้พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีการเตรียมออม เงินก่อนที่จะค้นหาอสังหาฯ โดย 44% เริ่มออมเงินก่อนค้นหาอสังหาฯ 31% เริ่มออม หลังจากประเมินราคาอสังหาฯ 20% เริ่มออมเงินหลังจากตัดสินใจซื้ออสังหาฯ เท่ากับ ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าการลงทุนซื้ออสังหาฯ จ�ำเป็นต้องใช้เงินจ�ำนวนมาก การ วางแผนเก็บออมแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเริ่มค้นหาบ้านที่ถูกใจ จะช่วยลดความกดดันทาง ด้านการเงินไปได้มากพอสมควรกว่าการเพิ่งเริ่มต้นออมเมื่อตัดสินใจซื้อบ้านแล้ว “จากผลส�ำรวจพฤติกรรมดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเช่าอสังหาฯ สัก แห่ง ผู้บริโภคจะพิจารณาในหลายด้าน เพื่อหาสิ่งที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการ ในระยะยาว เพราะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และอีก มุมหนึ่งคือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทราบว่าควรวางกลยุทธ์หรือพัฒนา โครงการอย่างไรให้เข้าถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง” กมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ ประจ�ำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าว รู้จักกับ DDpropertyDDproperty (ดีดีพร็อพเพอร์ตี้) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางซื้อ-ขาย อสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และเป็นเว็บไซต์ในเครือ PropertyGuru Group (พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป) ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ชั้นน�ำของเอเชีย โดยในแต่ละเดือน DDproperty ได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่ก�ำลังค้นหาบ้านเข้ามา เยี่ยมชมและใช้บริการบนเว็บไซต์กว่า 3 ล้านราย พร็อพเพอร์ตี้กูรูและบริษัทในเครือช่วยให้ผู้ที่ก�ำลังมองหาที่อยู่อาศัยทั่วภูมิภาคได้เข้า ถึงรายการประกาศขาย-เช่าที่มีมากกว่า 2 ล้านรายการ อีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึกและ โซลูชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งส�ำคัญได้อย่างมั่นใจ PropertyGuru.com.sg เริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2550 ด้วยการปฏิวัติตลาด อสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ด้วยการน�ำระบบออนไลน์เข้ามาใช้และช่วยให้การหาบ้านมี ความโปร่งใสมากขึ้น ในช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้กูรูได้พัฒนาและ เติบโตจากสื่ออสังหาฯ ชั้นน�ำของภูมิภาคมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง มีเว็บไซต์สื่อกลางอสังหาฯ อันดับ 1 อยู่ภายใต้การบริหาร มีแอปพลิเคชั่นที่มีรางวัล เป็นเครื่องการันตีคุณภาพ มีแพล็ตฟอร์มที่ดีที่สุดเพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้ พัฒนาอสังหาฯ อย่าง PropertyGuru FastKey อีกทั้งยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อสังหาฯ ที่ส�ำคัญ ๆ อาทิ การจัดงานแจกรางวัลด้านอสังหาฯ กิจกรรมส่งเสริมการ ตลาด รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วภูมิภาคเอเชีย

MAGKETING l 33


RESEARCH

PEXELS

แรงผลักดัน ให้ผู้หญิงผันตัวสู่เจ้าของธุรกิจมากขึ้น เรื่อง : มาสเตอร์การ์ด

สังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงโอกาสนั้นได้ แม้ว่าจำ�นวนของนักธุรกิจหญิงทั่วโลกเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา 1 แต่การเข้าถึงทรัพยากรที่จำ�เป็นต่อการสร้างธุรกิจของตัวเอง อาทิ เงินทุน ระบบโลจิสติกส์ และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังคงเป็นเรื่องท้าทายสำ�หรับผู้หญิง และยังแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ

MAGKETING l 34


RESEARCH

บทความโดย จูเลียน โลห์ รองประธานกรรมการบริหารความร่วมมือระหว่างองค์กร ประจ�ำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ด มาสเตอร์การ์ดต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในสังคม จึง พยายามหาข้อมูลเชิงลึกและปัจจัยส�ำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของ ผู้หญิงทั่วโลกและได้จัดท�ำดัชนีผู้ประกอบการสตรีขึ้น ล่าสุดมาส เตอร์การ์ดได้เปิด เผยรายงานดัชนีผู้ประกอบการสตรีประจ�ำปี พ.ศ. 2562 2 (Mastercard Index of Women Entrepreneurs; MIWE) ซึ่งเป็นผลส�ำรวจที่รวบรวมข้อมูลจากองค์กรต่างๆ ในระดับนานาชาติ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและความส�ำเร็จของนักธุรกิจหญิงและ เจ้าของธุรกิจหญิงใน 58 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 80% ของแรงงานหญิงทั่วโลก จากการ ประมวลผลข้อมูลในปีที่ผ่านมา พบว่าการมีฐานรายได้สูงและสภาพแวดล้อม ที่เอื้อ อ�ำนวยต่อการท�ำธุรกิจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ท�ำให้ผู้หญิงผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจเสมอไป แต่เป็นเพราะสภาวะแวดล้อมทางสังคม การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ หรือค่านิยมทาง สังคม การเติบโตด้านเศรษฐกิจอาจไม่ใช่ทุกอย่าง การอาศัยอยู่ในประเทศที่มีฐานรายได้สูง และมีความเจริญทางเศรษฐกิจนับว่ามีส่วนกระตุ้นให้ผู้หญิงอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ผลส�ำรวจพบว่า หนึ่งในสามของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งติดอันดับ 20 ประเทศที่ ส่งเสริมผู้ประกอบการสตรีนั้น เป็นประเทศที่มีฐานรายได้สูงและเป็นประเทศที่เจริญ แล้ว อาทิ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยประเทศเหล่านี้มีระบบการศึกษา การ จัดการสินทรัพย์ทางการเงินและสภาพแวดล้อมโดยรวมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจที่ดี กว่าประเทศที่มีฐานรายได้ต�่ำ?แต่อย่างไรก็ตาม รายได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการผันตัว เป็นนักธุรกิจหญิงเท่านั้น จะเห็นได้จากผลส�ำรวจถึงแม้ว่า ประเทศไทย ฟิลิปปินส์และ เวียดนาม จะไม่ได้เป็นประเทศที่มีฐานรายได้สูง แต่กลับได้คะแนนเกณฑ์การสนับสนุน นักธุรกิจหญิงที่สูงจากผลส�ำรวจ MIWE ในขณะที่ประเทศที่มีฐานรายได้สูงและเจริญ แล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้คะแนน ส�ำหรับเกณฑ์การสนับสนุนนักธุรกิจหญิงค่อน ข้างต�่ำ (ติดอันดับที่ 36 และ 46 ตามล�ำดับ) เหตุผลในการเริ่มต้นธุรกิจ: ความแตกต่างระหว่างโอกาสและความจ�ำเป็น ผู้หญิงเริ่ม ต้นธุรกิจของตัวเองด้วยผลเหตุมากมายที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในนั้น คือ โอกาส (Opportunity) ผู้หญิงกลุ่มนี้รู้ว่าอยากจะพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมไปในทิศทางใด และมั่นใจว่าตัวเองสามารถท�ำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ ทั้งยังต้องการอิสระ ในการท�ำงาน และบางรายต้องการเพิ่มรายได้หรือเพิ่มสถานะทางการเงินของตนเอง ซึ่งความตั้งใจเหล่านี้มากพอที่จะท�ำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ก้าวข้ามผ่านความกลัวต่อความล้ม เหลวในการท�ำธุรกิจ (Fear of Failing Rate) และคอยมองหาช่องทางเพื่อประกอบ ธุรกิจของตนเอง อย่างประเทศเวียดนามแ ละออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตรา ความกลัวต่อความล้มเหลวสูง (46.6% และ 41.4% ตามล�ำดับ) แต่กลับมีอัตราส่วน ของนักธุรกิจหญิงสูง (27.0% และ 30.9% ตามล�ำดับ) อีกหนึ่งแรงผลักดันคือ ความจ�ำเป็น (Necessity) หากสถานที่ท�ำงานเดิมไม่มีการส่ง เสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการท�ำงาน และผลตอบแทนไม่เพียงพอต่อการด�ำรงชีวิต หรือการศึกษาความรู้ความสามารถที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวอาจท�ำให้พวกเธอประสบความส�ำเร็จมากกว่า แต่ใน ทางกลับกันหากหน้าที่การงานตอบโจทย์ ทั้งเงินเดือนและสวัสดิการที่ดีพอ ความคิดที่ จะเริ่มท�ำธุรกิจส่วนตัวของผู้หญิงอาจดูไกลออกไป โดยเฉพาะถ้าการเริ่มต้นธุรกิจนั้นๆ จะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ การกู้ยืมเงิน

หน่วยชี้วัดความสามารถของผู้หญิงในการขึ้นเป็นนักธุรกิจชั้นน�ำ บุคลากรเฉพาะทาง ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนร่วมในตลาดแรงงานชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกมีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง น�ำโดย 4 ประเทศที่ติด 10 อันดับประเทศ จากการจัดอันดับทั่วโลกในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (ติดอันดับที่ 1) ไทย (4) เวียดนาม (7) และ นิวซีแลนด์ ค่านิยมทางสังคม: ดาบสองคมที่ทั้งสร้างและท�ำลาย เป็นที่รู้กันดีว่าความเหลื่อมล�้ำทางเพศยังมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเข้าถึงบริการทางการเงิน บทบาทหน้าที่ในที่ท�ำงาน และอีกมากมายที่ผู้หญิงได้ รับโอกาสน้อยกว่าผู้ชาย จากผลการส�ำรวจพบว่า ประเทศที่มีค่านิยมทางสังคมและ วัฒนธรรมที่ไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงท�ำงานและมีความฝัน ถึงแม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจส่วนตัวและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จ�ำเป็นต่อการเริ่มต้น ธุรกิจได้ง่ายก็ตาม แต่ผู้หญิงเหล่านั้นก็ไม่คิดที่จะท�ำธุรกิจเป็นของตัวเองหรือแม้กระทั่ง ท�ำงานในต�ำแหน่งระดับผู้บริหาร ทั้งนี้เกิดจากความกลัวต่อความล้มเหลวในการท�ำ ธุรกิจที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากค่านิยมทางวัฒนธรรมและกฎระเบียบดังกล่าว ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อด้านการท�ำธุรกิจ มีสัดส่วนของ นักธุรกิจที่มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับมี สัดส่วนของนักธุรกิจหญิงเพียง 7%เท่านั้น จากข้อมูลดังกล่าว เราจะช่วยเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง จากข้อมูลทั้งหมด ปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้ผู้หญิงตัดสินใจเริ่มท�ำธุรกิจก็คือ ปัจจัยด้านการ เงิน เพราะการเข้าถึงบริการทางเงินช่วยให้ผู้หญิงสามารถเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองและมี อิสระต่อชีวิตของตัวเองมากขึ้นไม่ว่าพวกเธอจะอาศัยอยู่ที่ใดก็ตาม ผู้ตั้งกฎระเบียบของ สังคมควรนึกถึงสตรีเสมอเพื่อให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในสังคม เพื่อท�ำให้เกิดการเติบโตของ สังคมที่ยั่งยืน ซึ่งนั่นหมายถึงเราต้องมั่นใจว่าผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะมีรายได้หรือโอกาส มากน้อยแค่ไหนจะสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานได้ อาทิเช่น การเปิด บัญชีธนาคาร การกู้ยืมเงินและการท�ำประกัน โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มาสเตอร์การ์ด สามารถให้ความช่วยเหลือด้านการอบรมทักษะในการใช้สินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เพื่อช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่ไม่ใช่แค่เพื่อการอยู่รอด แต่เพื่อสร้างชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้หญิงทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สามารถดาวน์โหลด รายงาน ดัชนีผู้ประกอบการสตรีฉบับเต็ม ได้ที่นี่ วิธีการรวบรวมผลส�ำรวจ ดัชนีผู้ประกอบการสตรีของมาสเตอร์การ์ด ประจ�ำปี พ.ศ. 2562 เป็นรายงานฉบับที่ 3 ที่ติดตามความก้าวหน้าและความส�ำเร็จของผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจที่เป็น ผู้หญิงใน 58 ประเทศทั่วโลก ด้วยการเพิ่มสาธารณรัฐแองโกลาในฐานข้อมูลของกลุ่ม ประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกา ดัชนีนี้ได้ขยายความพยายามที่จะติดตาม ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางเพศของผู้ประกอบการ ผลการศึกษาฉบับนี้ชี้ให้เห็น ถึงสภาวะความแตกต่างของแรงงานหญิงใน 58 ประเทศใน 3 มิติ ได้แก่ 1) ความ ก้าวหน้าทางอาชีพของสตรี 2) สินทรัพย์ด้านความรู้และการเข้าถึงทางการเงิน และ 3) สภาพที่เอื้อต่อการประกอบกิจการ และยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยและสภาวะต่างๆ ที่ส�ำคัญ ที่ช่วยลดช่องว่างทางเพศของผู้ประกอบการที่เป็นผู้หญิง รวมถึงปัจจัยและสภาวะที่ จ�ำกัดและกีดกันความสามารถของผู้หญิงในการท�ำธุรกิจ

MAGKETING l 35


MOVEMENT

MAGKETING l 36


MOVEMENT

BAY ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ�ำกัด (มหาชน) มอบผลผลิตมะม่วงจ�ำนวนกว่า 1,000 กิโลกรัม แก่ รศ.นพ. วิศิษฎ์ วาม วาณิชย์ ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลศิริราช (ที่ 2 จากขวา) เพื่อเป็นการขอบคุณและให้ก�ำลังใจให้กับบุคลากร ทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในการอุทิศตนเป็นด่านหน้าในการดูแลรักษาผู้ป่วยจากสถานการณ์การแพร่ ระบาดโควิด-19 อย่างต่อเนื่องมาตลอด Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

VOLVO วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จัดโปรโมชั่นแก่ลูกค้ามูลค่าสูงสุด 900,000 บาท ส�ำหรับรถยนต์วอลโว่ รุ่น S90, XC60 และ XC90 พร้อมข้อเสนอทางการเงินสุดคุ้มที่คุณไม่อาจปฏิเสธได้ ส�ำหรับรุ่น XC40 T5 น�ำเสนอ โปรโมชั่น ขับฟรี 6 เดือน และดอกเบื้ย 0% 60 เดือน ทั้งหมดนี้ ส�ำหรับรถยนต์วอลโว่รุ่นข้างต้นที่สั่งซื้อและส่ง มอบภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เท่านั้น Strategy

:: เงื่อนไขการชำ�ระเงิน

(Financial terms)

MERCEDES-BENZ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด เล็งเห็นถึงความส�ำคัญและความทุ่มเทของบุคลากรทางการ แพทย์เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงมอบส่วนลด 5,000 บาท ส�ำหรับการเข้า รับบริการบ�ำรุงรักษารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ Service A หรือ Service B ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

MEAD JOHNSON บริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จ�ำกัด สนับสนุนนมผงและนมพร้อมดื่มส�ำหรับเด็กเอนฟาโกร จ�ำนวน 140 ลัง ให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในโครงการรับมอบของบริจาคจาก ภาคเอกชนและประชาชน เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่ด้รับผลกระทบจากโควิด-19 Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

MAGKETING l 37


MOVEMENT

ICHITAN บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จ�ำกัด (มหาชน) วางจ�ำหน่ายชาพร้อมดื่ม ชิซึโอกะ กรีนที 2 รสชาติใหม่ “สูตรเทนฉะ มัท ฉะ ฮันนี่” น�ำใบชาต้นฤดูที่ปลูกบนเทือกเขาสูง ใช้วิธีคลุมผ้าสีเข้ม 3 สัปดาห์ก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อกักเก็บคุณค่า สารอาหารตามธรรมชาติไว้ในใบ และ “สูตรเกียวคุโระ ไม่เติมน�้ำตาลและไม่มีแคลอรี่” (0 kcal) สุดยอดใบชา พรีเมี่ยมที่ใช้การคลุมผ้าเพื่อกักเก็บสารอาหารไว้ที่ใบเช่นเดียวกัน Strategy

:: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

(New Product Development)

NESCAFE เนสกาแฟ ฮับ จัดโครงการ “A Cup of Gratitude” กาแฟสดและเครื่องดื่มจากใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ในโรงพยาบาลผ่านช่องทางเนสกาแฟ ฮับไปแล้วกว่า 6,000 แก้วตลอดเดือนเมษายน พร้อมขอเชิญบุคลากร ทางการแพทย์รับกาแฟสดหรือเครื่องดื่มฟรีอย่างต่อเนื่องได้ที่เนสกาแฟ ฮับใน 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ จนถึงสิ้น เดือนพฤษภาคม 2563 Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

FINN MOBILE FINN MOBILE ซิมมือถือที่ให้บริการในรูปแบบดิจิทัล 100% ห่วงใยผู้ใช้บริการทุกคนที่ต้องการจะดูแลรักษา สุขภาพในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) แต่กังวลการเดินทางไปโรงพยาบาล จึง ให้ผู้ใช้บริการสามารถโทรสอบถาม ปรึกษาหรือนัดหมายตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนจ�ำนวน 429 แห่งทั่วประเทศไทย ได้ฟรี! ไม่หักจ�ำนวนนาทีในแพ็กเกจ Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

CRYSTAL คริสตัลต่อยอดแคมเปญ “Crystal Moment ช่วงเวลาคุณภาพ น�้ำดื่มต้องคุณภาพ” ส่งคลิปออนไลน์ “โมเม้นต์ ที่รอคอย” ดึงอินไซต์คนไทยที่ต้องอยู่บ้าน ท�ำงาน และเรียนที่บ้านในช่วงโควิด-19 สะท้อนผ่านการด�ำเนินเรื่อง ของ 7 ตัวแทนคนวัยเรียนและวัยท�ำงาน ที่เฝ้ารอจะกลับไปท�ำกิจกรรมต่าง ๆ ตามไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจ�ำวัน ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 เพื่อตอกย�้ำว่า “น�้ำดื่มคริสตัล” เข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลา Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

MAGKETING l 38


MOVEMENT

HONDA ลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ผ่านทางผู้จ�ำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2563 รับเครื่องฟอกอากาศยับยั้งเชื้อโรคในรถยนต์ Sharp Plasmacluster Ion Generator Limited Edition รุ่น IG-GC2B-BH มูลค่า 4,990 บาท ในแคมเปญ “Honda Easy Deal Easy Life” Strategy

:: แถมสินค้า

(Premiums & Gifts)

HOMEPRO บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จ�ำกัด (มหาชน) ส่งมอบ “รพ. สนามจังหวัดลพบุรี” ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ลพบุรี เพื่อเป็นศูนย์ฟื้นฟู และเตรียมความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่ง “โฮมโปร” ให้การสนับสนุน เข้าปรับปรุง เรือนนอนทหารเป็นห้องพักผู้ป่วย จ�ำนวน 16 เตียง และห้องน�้ำจ�ำนวน 26 ห้อง โดยร่วมกับหน่วย งานราชการจังหวัดลพบุรี ณ กองพันเสนารักษ์ที่ 1 จังหวัดลพบุรี Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

WACOAL เลือกซื้อสินค้าวาโก้บลูมวันนี้ รับทันทีโปรโมชั่น 2 ต่อไม่ต้องรอเปิดเทอม ต่อที่1 เมื่อซื้อสินค้าวาโก้บลูมตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไปรับ ส่วนลดทันที 15% ต่อที่2 ซื้อครบ 1,500 บาท(สุทธิ) ขึ้นไป เลือกรับฟรี Majory Bloom Cutie Set (ชุดเซ็ทแป้งฝุ่นอัดแข็ง และลิปมัน) 1 ชุด มูลค่า 490 บาท หรือผ้าห่ม Majory Bloom Nano Blanket (ผ้าห่มนาโน) 1 ผืน มูลค่า 490 บาท โปร โมชั่นสุดน่ารักส�ำหรับวัยคัพติ๊ด เริ่ม 25 พฤษภาคม 2563 ถึง 31 กรกฎาคม 2563 Strategy

:: แถมสินค้า

(Premiums & Gifts)

AIS เอไอเอสได้สนับสนุนอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา มอบสิทธิพิเศษให้เด็กเรียนโดยไม่เสียค่าเน็ต เป็นเวลา 3 เดือน ส�ำหรับผู้ใช้ AIS One-2-Call! ZEED SIM ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ พร้อมเปิดให้เด็กไทยทุกคน สามารถ ลงทะเบียนขอรับ ZEED SIM ฟรี ตั้งแต่วันนี้– 30 มิ.ย. 63 ที่แอปพลิเคชัน StartDee Strategy

:: การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR)

MAGKETING l 39


+

หากคุณต้องการไอเดีย+จุดประกายความคิดทางธุรกิจ พร้อมกับศึกษาข้อมูลสภาวะการแข่งขันอย่างรอบด้าน

+

“แมกเก็ตติ้ง

แมกเก็ตติ้ง

(MAGKETING)”

(MAGKETING)

นิตยสารออนไลน์ด้านการตลาด (E-Magazine) ราย 2 เดือน ประเภท Free view ซึ่งน�ำเสนอข่าว ความเคลื่อนไหว ข่าวเชิงวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูล ในรูปแบบ Database ในแวดวงธุรกิจการตลาด สามารถเลือกช่องทางการอ่านได้หลากหลาย

พร้อมเสิร์ฟฟรี ทุกที่ ทุกเวลา อ่านได้ทันทีที่

ทั้งการดาวน์โหลดนิตยสารผ่านอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ

Computer PC , MAC , Notebook หรือเปิดวิวผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อเก็บไว้ดูได้ทั้งใน

Smartphone , Phablet , Tablet , iPad


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
Magketing Vol48 by MAGKETING - Issuu