Skip to main content

ความเป็นมาของหมู่บ้านขอทานสู่หมู่เศรษฐกิจพอเพียงนำร่อง ด้วยน้ำพระทัยจากในหลวง

Page 1

ประวัติศาสตรความเปนมาจากหมูบานขอทานสูหมูบานเศรษฐกิจพอเพียงนํารอง เรื่อง โดยนางสาวจตุพร อุภัยศรี นิสิตสาขาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในชวงที่หมูบานหวยยางยังสามารถเพาะปลูกขาวและพืชฤดูแลงไดบาง แตขาวก็ไมเพียงพอตอการ ดํารงชีวิตเพราะขาวถือเปนปจจัยหลักในการหลอเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน เมื่อขาวไมพอกินชาวบานก็เอาของ ที่หามาไดไปแลกขาวในหมูบานใกลเคียง การแลกเปลี่ยนผลผลิตในชุมชนหวยยาง เกิดขึ้นเพราะภาวะฝนแลงในบางปทําใหขาวที่เคยพอกินไม พอ บานหวยยางประสบปญหาภัยแลงติดตอกัน 2-3 ป ในป พ.ศ.2523-2525 ชาวบานอดอยากไมมีขาวกิน จาก สาเหตุดังกลาว ทําใหชาวบานหวยยางเอาสิ่งของออกไปแลกขาว สิ่งของที่แลกเปลี่ยนกัน : สิ่งของที่ตองการมากที่สุดคือขาว เพราะขาวเปนอาหารที่ชาวบานบริโภคทุกวัน จะ เห็นไดวาสิ่งของที่แลกเปลี่ยนกัน จะเปนของปาที่ชาวบานสามารถหามาไดดวยตัวเอง มีทั้งพืชผักสวนครัว และ พืชไรที่ปลูกไว เชน ถั่วลิสง ขาวโพด ยาสูบ บางก็หาของปามาแลก เชน หนอไม หัวมัน บางครอบครัวถึง ตองตัดไมบนเขามาแลกขาว ยายแต คําเครือ อายุ 75 ป เลาถึงการเอาของออกไปแลกขาววา ยายออกไปแคหมูบานใกลเคียง เพราะตองรีบกลับมาเลี้ยงนอง ออกไปขอขาวในตอนเชา กลับมาก็ประมาณสี่หาโมงเย็น ขาวไดเยอะ เปนหาบ ตอนนั้นยายเอาหนอไมไปแลกขาว “...แมเฒาเอยฉันมาขอขาวได ขอขาวสุกเมือตอนหลาน ขอขาวสารเมือตอนนอง ขอขาวกองเมือหมา แลงงาย แมเฒาเอยมันอึดมันอยาก ขอขาวแหน...” ตอมาเมื่อป พ.ศ.2524 บานหวยยางประสบ ปญหาภัยแลงเชนเดียวกัน กับปพ.ศ. 2510 ชาวบานหวยยาง จึงพากันไปขอทานกินตามจังหวัดใกลเคียงเชน จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ ประมาณ 90% ของครัวเรือนทั้งหมด


พอเขาฤดูแลงของปพืชผักที่ปลูกไวกไ็ มไดผลเทาที่ตองการ ขาวไมพอกิน จากที่เคยเอาของไปแลกขาว ของปาก็หาไมได ชาวบานบางครอบครัวตองออกไปขอขาวกินโดยที่ไมมีของไปแลก พอไปแลวไดขาวกลับมา ก็พาญาติพี่นองออกไปดวยจนกระทั่งออกไปขอทานขาวทั้งหมูบาน สมัยนั้นผูใหญเลา ยางธิสาร ดํารงตําแหนงผูใหญบาน เลาวา ในปพ.ศ. 2524 บานหวยยางประสบภัยแลง ไมมนี ้ําใชในการทําไรทํานา บวกกับมีที่ดินทํากินนอย บานหวยยางสมัยนั้นยังไมไดแยกหมู มีประชากร100 กวาหลังคา มีที่ดินทํากินทั้งสิ้น 300ไร เฉลี่ยแลวตกคนละ 3 ไร ในปนั้นไมมีน้ําใหทํานา ขาวไมพอกิน ติดตอกันเปนเวลา3ป แตหนักจริงๆจนตองออกไปขอทานขาวมากินในป 2524 ชาวบานไมมีขาวกินจึงได ออกไปขอทานขาวนอกหมูบานเพื่อมาประทังชีวิต ทั้งสมัยกอนชาวบานมีลูกหลายคนเพราะไมมีการคุมกําเนิด บางครอบครัวมีถึง 11 คน ชาวบานเลาวา“ถาไมออกไปขอทานก็ไมมีขาวกิน ทําทุกวิถีทางเพื่อมีชีวิตรอดและคนในครอบครัวไดมี ขาวกิน อายมากที่ตองออกไปขอขาวเขากิน ถาไมไปก็ไมไดกิน” การไปขอทานขาวไปไกลสุดก็จังหวัดนครพนม ตัวเมืองสกลนคร อําเภอพังโคน ในการไปขอทาน ขาวจะไปกลับวันตอวัน ไมมีการคางคืน เพราะถาคางคืนคนที่รออยูที่บานก็ไมมีขาวกิน ชวงประสบปญหาภัย แลงแรกๆ บางครอบครัวไดออกไปขอทานขาวในหมูบานใกลเคียง พอไดขาวมากิน คนขางบานก็ออกไปดวย บานหวยยางออกไปขอทานขางแทบทุกหลังคาเรือน หลังจากที่ไปขอขาวในหมูบานใกลเคียง ก็ไดออกไปไกล เรื่อยๆ หลังจากนั้นไดมีรถเขามารับในหมูบานเปนรถสองแถวสองคัน จายคารถคนละ 5 บาท การขอทานจะ ออกไปตอนเชาเย็นก็กลับบางวันกลับถึงบานก็สองสามทุม คนไหนที่ไมมีเงินก็เอาขาวที่ขอไดมาแลกกับคารถ ระยะเวลาของการออกไปขอทานประมาณ 3 ป แตที่ออกไปตลอดทัง้ ปในชวงที่ภัยแลงหนักๆก็ 1 ปเต็ม ขาว ที่ไดเปนขาวสาร หรือไมก็ขาวเหนียวที่นึ่งสุกแลว ขาวที่ไดตอครั้งประมาณ 3-5 กิโลกรัม การไปขอทานไมมี อะไรไปแลกแตเปนการขอปากเปลา บางคนก็ทานนอย ไปนั่งพนมมือขอ บอกวามาขอทานขาว คนไหน สงสารเขาก็ให คนไหนไมสงสารเขาก็ไมไห แตไดขาวนอยไปหลายบานก็ไดรวมกันไดเยอะขึ้น จนกระทั่งหนังสือพิมพเดลินิวส พาดหัวขาวหนา 1 วา พบหมูบานขอทานแหงแรกของจังหวัดสกลนคร โดยนายเสวก จันทรพรหม เพื่อนสนิทผูใหญเลา ยางธิสาร ผูลงขาว หลังจากที่ตีพิมพไดอาทิตยหนึ่ง ผูวาราชการ จังหวัดไดลงมาที่หมูบานเพื่อสอบถามความเปนจริงเรื่องขอทานขาว


ขาวไดทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ พระองคทานไดมอบหมายใหกรมชลประทาน ดําเนินการกอสรางอางเก็บน้ําหวยโท-หวยยางขั้นในป พ.ศ. 2528 แลวเสร็จเมื่อป พ.ศ. 2530 ในการนี้พระองคฯ ทรงเสด็จฯมาเปดอางเก็บน้ําดวยพระองคเอง เมื่อป พ.ศ. 2531 หลังจากนั้นในป พ.ศ. 2525 เจาหนาที่ทุกกระทรวงทบวงกรม ในชวงนั้นมีทั้งหมด 12 กระทรวง ไดทยอยเขามา สรางสิ่งอํานวยความสะดวกตางๆในชุมชน เชน กระทรวงศึกษาธิการ เขามาสรางโรงเรียนแหงแรกใหกับบานหวยยาง คือโรงเรียนบานหวยยางใน ปจจุบัน เพราะแตเดิมเรียนที่วัดโพธิ์ชัย กระทรวงคมนาคม เขามาสรางถนนในชุมชน กระทรวงทรัพยากรธรณี เขามาสรางน้ําประปาให กระทรวงพลังงาน ไดเดินสายไฟเขาหมูบานทําใหชาวบานมีไฟฟาใช กรมชลประทาน เขามาสรางอางเก็บน้ําใหในป พ.ศ. 2528 แลวเสร็จในป พ.ศ. 2531 กรมประชาสงเคราะหจังหวัด เอาขาวสารมาแจก ครอบครัวละ 1 ถุง ในการแจกขาวนี้ทางกรม ประชาสงเคราะหใหชาวบานตัดไมมาครอบครัวละ 1 ตนมาแลกขาว 1 ถุง สวนไมที่ไดทางการก็จะนําไปสราง เปนเสาไฟฟาเขาหมูบาน สิ่งแรกที่มาสรางคือน้ําประปาเพื่ออุปโภคบริโภค พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดเสด็จพระราชดําเนินมาสํารวจการสรางอางเก็บน้ําหวยโทหวยยางดวย พระองคเองตั้งแตป 2527 โดยมีพระราชดําริใหจัดสรางอางเก็บน้ําดังกลาวขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดรอนจาก ความแหงแลงและความยากจนใหประชาชนในพื้นที่ ซึ่งทางราชการไดดําเนินการกอสรางจนแลวเสร็จในป 2528 และในป 2532 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินพรอมดวย สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และคณะทูตานุทูต ทรงเปดอางเก็บน้ํา หวยโทหวยยาง นับตั้งแตวันนั้นจนถึงวันนี้ พื้นที่ดังกลาวมีความอุดมสมบูรณชาวบานสามารถทํานาไดปละ 2 ครั้ง รวมถึงทํากลาไม ปลูกยาสูบ สงผลใหพสกนิกรของพระองคมวี ิถีชีวิตที่ดีขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงมีพระกรุณาธิคุณตอพระสกนิกรในพื้นที่ ซึ่งพระองคไดทรงวางแผน และเปดอางเก็บน้ําหวยโท-หวยยางดวยพระองคเอง รวมทั้งตั้งชื่อใหอางเก็บน้ําดังกลาววา “พัทธยานอย”


แสดงใหเห็นถึงน้ําพระทัยที่พระองคอยากเห็นชาวบานมีความเปนอยูที่ดีขึ้น นอกจากนี้สมเด็จพระพระนางเจา พระบรมราชีนีนาถ ยังไดมาสงเสริมอาชีพทอผาไหมมัดหมี่สกลนครใหชาวบานมีอาชีพอีกดวย


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
ความเป็นมาของหมู่บ้านขอทานสู่หมู่เศรษฐกิจพอเพียงนำร่อง ด้วยน้ำพระทัยจากในหลวง by lpkebook laoponekaw - Issuu