Skip to main content

รายงานการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง

Page 1

พระราชดำรัส (๑) ในโอกาสที่ประธานศาลปกครองสูงสุด (๒) นำตุลาการศาลปกครองชั้นตน ตำแหนงตุลาการศาลปกครองกลาง เขาเฝาฯ ถวายสัตยปฏิญาณกอนเขารับหนาที่ ณ หองประชุมสมเด็จพระเจาพี่นางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร ชั้น ๑๔ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช วันจันทรที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ข า พเจ า ยิ น ดี ที่ ไ ด ฟ ง ท า นผู ที่ จ ะต อ งปฏิ บั ติ ห น า ที่ เพื่ อ ความเรี ย บร อ ยของประเทศชาติ ไ ด ก ล า วคำปฏิ ญ าณ อย า งเข ม แข็ ง และแน ว แน ที่ จ ะปฏิ บั ติ ง านสำคั ญ ของท า น ซึ่ ง สำคั ญ ที่ ข า ราชการผู ใ หญ ไ ด ป ฏิ บั ติ ง านเพื่ อ ความมั่ น คง ของประเทศ ถาหากวาขาราชการชั้นผูใหญทำหนาที่ แสดงวา ผูใหญเขมแข็ง ผูนอยก็จะตองทำตาม ผูนอยจะตองเกรงความ เข ม แข็ ง ของผู ใ หญ ฉะนั้ น ถ า ท า นปฏิ บั ติ อ ย า งเคร ง ครั ด ตามคำปฏิญาณที่ทานไดกลาวนี้ ก็เชื่อไดวา ประเทศชาติจะมี การปกครองที่ เข ม แข็ ง และเมื่ อ มี ก ารปกครองที่ เข ม แข็ ง ประชาชนก็มีความมั่นใจ วาประเทศชาติจะอยูได ไปได ก็ขอใหทานทำตามคำปฏิญาณอยางเครงครัด และก็ ถื อ ว า ท า นเป น หลั ก ของประเทศชาติ อ ย า งสำคั ญ ถ า ปฏิ บั ติ ดีชอบ ทานก็เทากับเปนผูที่ไดสรางประเทศชาติ ถาละเลย ตอคำปฏิญาณก็เปนอันวา เปนสิ่งที่รายตอสวนรวม ฉะนั้น ก็ขอใหทา นไดปฏิบตั ติ ามทีท่ า นไดกลาวอยางเครงครัดและถือเปน คำพูดที่เปนการตั้งใจที่มั่นคง ที่สำคัญ ที่จะทำใหบานเมือง อยูเย็นเปนสุขได ประชาชนมีความมั่นใจวาประเทศชาติอยูได (๑) เรียบเรียงขึ้นตามที่ไดบันทึกพระสุรเสียงไว (๒) นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล

ถ า เขามี ค วามมั่ น ใจแล ว ก็ เชื่ อ ว า ทุ ก คนจะต อ งร ว มมื อ กั น สรางความปกแผนของประเทศชาติ ก็ขอใหทา นไดมคี วามสำเร็จ ในการปฏิบัติ ทำใหประเทศชาติมีความมั่นคง การปฏิ บั ติ ถู ก ต อ ง จะนำความสุ ข ความก า วหน า ต อ ประเทศชาติ รวมทั้ ง ตั ว ท า นเองซึ่ ง เป น ส ว นสำคั ญ ของ ประเทศชาติ ถ า ท า นทำดี มี ค วามสำคั ญ มาก จึ ง ต อ งไม ผิ ด พลาดในงานการของท า น ขอให ส ำเร็ จ ในกิ จ การต า งๆ ที่จะไดรับมอบหมาย และจะตองปฏิบัติอยางเครงครัดที่สุด ในเวลาเดี ย วกั น ก็ ใ ห ท า นมี ค วามสำเร็ จ ในงานการ เพราะวาความสำเร็จของทาน ก็คอื ความสำเร็จของประเทศชาติ ความสำเร็จของประชาชนทัว่ ไป ประชาชนทัว่ ไปก็จะมีความสงบสุข ซึ่งมาจากความเขมแข็งของทาน ขอทานรักษาความเขมแข็งไว โดยดี ใหทุกสิ่งทุกอยางมั่นคงกาวหนาและมีความปลอดภัย ก็ขอใหทา นปฏิบตั หิ นาทีโ่ ดยเครงครัด ทำใหประเทศชาติ ก า วหน า เข ม แข็ ง และมี ค วามสุ ข ท า นเองก็ จ ะมี ค วามสุ ข ในงานการ หมายความวาทุกคนจะมีความสำคัญความสำเร็จ ในชีวิต เปนเกียรติแกทาน เปนเกียรติแกบานเมือง


สารบัญ สวนนำ หนา ตราสัญลักษณศาลปกครอง .................................................................................................................................๘ ................................................................................๘ ...............................................................................๑๐๐ สารจากประธานศาลปกครองสูงสุด .................................................................................................................๑๐ สารจากเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ........................................................................................................๑๒ ................................................................................๑๑๒ ภาพผูบริหารศาลปกครองและภาพผูบริหารสำนักงานศาลปกครอง กครอง .................................. ................................................................๑๔ .....................................๑๑๔ โครงสรางและอำนาจหนาที่ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง หนา โครงสรางและอำนาจหนาที่ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง .......................................................๒๔ แผนยุทธศาสตรศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗ .....................................................................๓๕ ผลการดำเนินงานของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง หนา ยุทธศาสตรที่ ๑ พัฒนาการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองใหเปนที่เชื่อมั่นแกสังคมไทย .........................๔๐ ยุทธศาสตรที่ ๒ พัฒนาหลักกฎหมายและองคความรูเพื่อใหเปนศูนยกลางวิชาการ ดานกฎหมายมหาชนที่เปนที่ยอมรับ...................................................................................๕๘ ยุทธศาสตรที่ ๓ คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเสริมสรางการปฏิบัติราชการที่ดี ใหแกหนวยงานทางปกครองและเจาหนาที่ของรัฐ ..............................................................๖๑ ยุทธศาสตรที่ ๔ พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษยเพื่อมุงสูองคการที่มีขีดสมรรถนะสูง ..........................๖๔ ยุทธศาสตรที่ ๕ พัฒนาระบบบริหารจัดการองคการเพื่อเอื้อตอการปฏิบัติภารกิจของศาลปกครอง ............๖๙ สภาพปญหาและขอจำกัดในการดำเนินงานของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง หนา สภาพปญหาและขอจำกัดในการดำเนินงานของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ...............................๗๔ การจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดลอมในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน หนา การจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดลอมในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน...................................................๘๐


กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล หน้า เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔...................................................................................๘๔ วิชาการคดีปกครอง หน้า คำพิพากษาและคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔.......................................................๙๐ รายงานการวิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครอง ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔...................................................๑๒๐ รายงานสรุปแนวทางการปฏิบัติราชการจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔..........๑๓๘

รายงานการเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ หน้า งบแสดงฐานะการเงิน....................................................................................................................................๑๖๒ งบรายได้และค่าใช้จ่าย...................................................................................................................................๑๖๔ หมายเหตุประกอบงบการเงิน........................................................................................................................๑๖๕ การวิเคราะห์ทางการเงิน...............................................................................................................................๑๘๐

ทำเนียบบุคลากร หน้า รายชื่อตุลาการในศาลปกครองสูงสุด.............................................................................................................๑๙๖ รายชื่อตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น............................................................................................................๑๙๗ รายชื่อผู้บริหารสำนักงานศาลปกครอง..........................................................................................................๒๐๖


สวนนำ ตราสัญลักษณศาลปกครอง สารจากประธานศาลปกครองสูงสุด สารจากเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ภาพผูบริหารศาลปกครองและภาพผูบริหารสำนักงานศาลปกครอง


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ตราสัญลักษณศาลปกครอง

8

ศาลปกครองและสำนั ก งาน ศาลปกครองไดรับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูห วั ภูมพิ ล อดุ ล ยเดช พระราชทานพระบรม ราชานุ ญ าตให อั ญ เชิ ญ “พระคทา จอมทั พ ” ซึ่ ง เป น พระคทาประจำ พระองค ไปประกอบเป น ส ว นหนึ่ ง ของสั ญ ลั ก ษณ ศ าลปกครองและ สำนั ก งานศาลปกครอง เพื่ อ เป น การ เทิ ด พระเกี ย รติ ย ศของพระบาทสมเด็ จ พระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชใหสถิตสถาพร ตลอดไป โดยประกอบเปนแกนกลางดุลพาหประดิษฐาน บนพานมีชอชัยพฤกษอยูดานลางภายในขอบวงรี ซึ่งมี ความหมายของตราสัญลักษณ ดังนี้ วงรี มาจากวงกลมที่ รี เ ป น รู ป ไข หมายถึ ง วงกลมที่มีการเคลื่อนไหว หมุนไปตลอดเวลา เปนการ พัฒนาการอยางไมหยุดนิ่ง มีความกาวหนาอยูเสมอ ดุ ล พาหดุ ล หรื อ ตาชั่ ง เป น เครื่ อ งหมายวั ด หาความเสมอกั น หมายถึ ง การสมดุ ล เสมอภาค มีความเปนธรรม และไมเอนเอียงแกฝายใด พระคทาจอมทัพ เปนพระคทาประจำพระองค ในพระบาทสมเด็ จ พระเจ า อยู หั ว ภู มิ พ ลอดุ ล ยเดช เปนเครื่องหมายแสดงวาศาลปกครองและสำนักงาน ศาลปกครองไดจัดตั้งขึ้นสำเร็จในรัชกาลของพระบาท สมเด็ จ พระเจ า อยู หั ว ภู มิ พ ลอดุ ล ยเดช เพื่ อ ให ค วาม ยุตธิ รรมแกประชาชนในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย

กับทัง้ เปนมิง่ ขวัญ เครือ่ งเตือนใจใหตลุ าการศาลปกครอง และขาราชการฝายศาลปกครองปฏิบัติหนาที่ใหบรรลุ เจตนารมณในการจัดตั้งศาลปกครอง พาน ใช ส ำหรั บ อั ญ เชิ ญ สิ่ ง สำคั ญ ซึ่ ง ได แ ก การอัญเชิญพระคทาจอมทัพซึ่งเปนพระคทาประจำ พระองค ใ นพระบาทสมเด็ จ พระเจ า อยู หั ว ภู มิ พ ล อดุลยเดช ช อ ชั ย พฤกษ เป น ช อ ใบไม ใช ส วมหั ว เมื่ อ มี ชัยชนะ หมายถึง ความมีชัยชนะในการคิดและการ ดำเนินการแหงสรรพกิจทั้งปวงของศาลปกครองและ สำนักงานศาลปกครอง


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

สารจาก

ประธานศาลปกครองสูงสุด

10

ศาลปกครองเปดทำการมาตัง้ แต วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ทำหน า ที่ ใ นการตรวจสอบการใช อ ำนาจรั ฐ และแกไขปญหาความไมเปนธรรมในการตอสูข องคูค วาม หรือคูกรณีในคดีปกครอง ซึ่งเปนขอพิพาทที่เกิดจาก การใช อ ำนาจทางปกครองหรื อ การดำเนิ น การ ทางปกครองโดยไม ช อบด ว ยกฎหมายของฝ า ยรั ฐ หรื อ กรณี ที่ ฝ า ยรั ฐ ละเลยล า ช า ในการปฏิ บั ติ ห น า ที่ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยปกติคูกรณีในคดีปกครอง จะอยู ใ นสถานะที่ ไ ม เ ท า เที ย มกั น ผู ที่ เ ป น คู ก รณี กั บ ฝ า ยปกครองจะเป น ฝ า ยเสี ย เปรี ย บในการต อ สู ค ดี เพราะเอกสารหลั ก ฐานสำคั ญ ส ว นใหญ จ ะอยู กั บ ฝายปกครอง ดังนั้นการที่ศาลปกครองใชระบบไตสวน โดยตุลาการผูชำนาญการในการไตสวน จึงสามารถ แกปญหาดังกลาวได เนื่องจากศาลปกครองมีบทบาท สำคัญในการแสวงหาขอเท็จจริงและพยานหลักฐานตางๆ ที่จะไมถูกจำกัดอยูเฉพาะเทาที่คูกรณียื่นเสนอตอศาล เทานั้น แตยังสามารถเรียกคูกรณีมาไตสวนหรือเรียก เอกสารหลักฐานตางๆ จากฝายปกครอง หรือออกเดิน เผชิญสืบ เพื่อใหไดขอเท็จจริงที่จำเปนตอการพิจารณา คดีไดอีกดวย นอกจากนี้ศาลปกครองยังมีระบบถวงดุล การใชอำนาจระหวางตุลาการดวยกันเอง ดวยการกำหนด ใหมีตุลาการผูแถลงคดีซึ่งเปนตุลาการนอกองคคณะ ทำหน า ที่ ศึ ก ษาข อ เท็ จ จริ ง และข อ กฎหมายในคดี ทั้งหมดแลวจัดทำคำแถลงการณเสนอตอองคคณะวา หากตนเปนผูพ จิ ารณาตัดสินคดีนนั้ ตนจะมีคำพิพากษา อย า งไร ซึ่ ง คำแถลงการณ นี้ จ ะไม มี ผ ลต อ คดี แต จ ะ ทำให ก ารวิ นิ จ ฉั ย คดี ข ององค ค ณะมี ค วามรอบคอบ มี เ หตุ ผ ลที่ มี ค วามหนั ก แน น และน า เชื่ อ ถื อ ยิ่ ง ขึ้ น นอกจากนี้การฟองคดีปกครองยังเนนความเรียบงาย ผู ฟ อ งคดี ส ามารถยื่ น คำฟ อ งด ว ยตนเองหรื อ ส ง ทาง ไปรษณียลงทะเบียน และไมตองเสียคาธรรมเนียมศาล เว น แต เ ป น การฟ อ งคดี ที่ ข อให ศ าลสั่ ง ให ใช เ งิ น หรื อ

ส ง มอบทรั พ ย สิ น ในคดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การละเมิ ด ของฝ า ยปกครองหรื อ คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ สั ญ ญา ทางปกครอง อีกทัง้ กฎหมายมิไดบงั คับใหตอ งมีทนายความ แตอยางใด ป พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลปกครองพิ จ ารณาคดี แล ว เสร็ จ จำนวน ๖,๖๙๑ คดี ในจำนวนนี้ เ ป น คดี ทีร่ บั เขาในป พ.ศ. ๒๕๕๔ จำนวน ๒,๒๑๐ คดี และเปน คดีรบั เขาตัง้ แตป พ.ศ. ๒๕๕๓ ลงไปจำนวน ๔,๔๘๑ คดี ซึ่งตองถือวาเปนปที่ศาลปกครองพิจารณาคดีแลวเสร็จ ไดมากที่สุดตั้งแตเปดทำการศาลปกครองมา นอกจาก ผลการดำเนินงานดานการพิจารณาพิพากษาคดีแลว ศาลปกครองยังมีงานสำคัญๆ ทีด่ ำเนินการเปนผลสำเร็จ อีกหลายเรื่อง เชน การเปดทำการแผนกคดีสิ่งแวดลอม ขึ้ น ในศาลปกครองสู ง สุ ด ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองในภูมิภาคพรอมกันทุกแหงทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ เพื่อใหคดีดานสิ่งแวดลอม ไดรับการดูแลเปนพิเศษจากตุลาการที่มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะด า น ซึ่ ง จะช ว ยให ก ารพิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี สิ่ ง แวดล อ มแล ว เสร็ จ โดยเร็ ว และทั น ต อ การเยี ย วยา ความเดือดรอนของคูกรณี นอกจากนี้ยังมีการแตงตั้ง โฆษกศาลปกครองเพื่ อ เป น สื่ อ กลางในการทำความ เขาใจทีถ่ กู ตองในแนวทางการวินจิ ฉัยและการดำเนินงาน ตางๆ ของศาลปกครองใหแกประชาชน อีกทั้งมีการ จั ด ตั้ ง หน ว ยบั ง คั บ คดี ป กครองขึ้ น ในศาลปกครอง ภู มิ ภ าคทุ ก แห ง เพื่ อ ช ว ยให ก ารบั ง คั บ คดี ป กครอง ในระดับภูมิภาครวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น และ เพื่อเปนการเพิ่มชองทางการใหบริการแกประชาชนให มากขึ้น ศาลปกครองยั ง ได เ ป ด ทำการศาลปกครอง ในภูมภิ าคเพิม่ อีก ๑ แหง ไดแก ศาลปกครองอุบลราชธานี รวมทั้ ง ดำเนิ น ภารกิ จ เสริ ม สร า งความรู ค วามเข า ใจ ที่ ถู ก ต อ ง เ กี่ ย ว กั บ ก า ร คุ ม ค ร อ ง สิ ท ธิ เ ส รี ภ า พ ในกระบวนการยุ ติ ธ รรมทางปกครองแก ป ระชาชน


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

หน ว ยงานและบุ ค ลากรของรั ฐ อย า งทั่ ว ถึ ง ผ า นการ จั ด กิ จ กรรมที่ ห ลากหลาย เช น การจั ด โครงการ ศาลปกครองพบประชาชนและเสริ ม สร า งเครื อ ข า ย สือ่ มวลชนในภูมภิ าค การจัดทำและเผยแพรองคความรู เกีย่ วกับหลักกฎหมายปกครอง ตลอดจนจัดทำคำพิพากษา และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่นาสนใจ รายงานการ วิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี และรายงานสรุปแนวทาง การปฏิบตั ริ าชการจากคำวินจิ ฉัยของศาลปกครองสูงสุด เพื่ อ ใช เ ป น คู มื อ หรื อ แนวทางในการปฏิ บั ติ ง านให แ ก เจาหนาที่ของรัฐ จากผลการดำเนิ น งานที่ ป รากฏในรายงาน การปฏิ บั ติ ง านของศาลปกครองและสำนั ก งาน ศาลปกครอง ประจำป ๒๕๕๔ และจากการสำรวจ ความเชื่ อ มั่ น ของประชาชนที่ มี ต อ การอำนวย ความยุติธรรมของศาลปกครองประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ พบวา ประชาชนมีความเชื่อมั่นตอการ อำนวยความยุ ติ ธ รรมของศาลปกครองอยู ที่ ร ะดั บ เชื่อมั่นและเชื่อมั่นมากรอยละ ๙๑ สูงกวาปที่ผานมา ร อ ยละ ๒.๓๐ ซึ่ ง น า จะเป น เครื่ อ งยื น ยั น ให เ ห็ น ถึ ง ความมุงมั่นตั้งใจในการทำหนาที่อำนวยความยุติธรรม ทางปกครองของศาลปกครองไดเปนอยางดี สุ ด ท า ยนี้ ในนามของตุ ล าการศาลปกครอง ข า ราชการและเจ า หน า ที่ ทุ ก คนของสำนั ก งาน ศาลปกครอง ขอขอบคุณผูที่มีสวนเกี่ยวของทุกฝาย ที่ เ ป น กำลั ง ใจและให ก ารสนั บ สนุ น การทำงาน ของศาลปกครองมาโดยตลอด และขอตั้งปณิธานวา จะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตย กลาหาญ เสียสละ เพื่อใหการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเปนไปดวย ความรวดเร็ว เปนธรรม มีเหตุผล และเปนที่ยอมรับ ของคูค วามหรือคูก รณี ตลอดจนจะนำขอเสนอแนะทีไ่ ด จากประชาชน สือ่ มวลชน และนักวิชาการ ไปปรับปรุง การปฏิบัติงานและการใหบริการของศาลปกครองใหมี

ประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อธำรงไวซึ่งความเชื่อมั่นตอ การอำนวยความยุติธรรมทางปกครองของไทยตลอดไป

นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด 11


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

สารจาก

เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

สำนักงานศาลปกครองเปนสวนราชการ ที่ เ ป น หน ว ยงานอิ ส ระตามรั ฐ ธรรมนู ญ มี ฐ านะ เปนนิติบุคคล กอตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่ อ วั น ที่ ๑๑ ตุ ล าคม ๒๕๔๒ ทำหน า ที่ ส นั บ สนุ น การทำงานของศาลปกครอง ในฐานะหนวยธุรการ ซึ่งดำเนินงานมาเปนระยะ เวลากว า ๑๑ ป ท า มกลางสภาพแวดล อ มของ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยางรวดเร็ว สงผลให สำนั ก งานศาลปกครองต อ งพั ฒ นาและปฏิ รู ป ระบบการทำงานให ส อดคล อ งกั บ บริ บ ทต า งๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อใหสามารถใหการสนับสนุน การทำงานของศาลปกครองไดอยางมีประสิทธิภาพ ในป พ.ศ. ๒๕๕๔ สำนักงานศาลปกครอง ได ส นั บ สนุ น การปฏิ บั ติ ง านของศาลปกครอง อยางเต็มที่ จนทำใหศาลปกครองสามารถพิจารณาคดี แล ว เสร็ จ ได เ ป น จำนวนมาก ซึ่ ง ในจำนวนคดี ที่ พิจารณาแลวเสร็จในป พ.ศ. ๒๕๕๔ เปนคดีที่คาง การพิจารณาเกินกรอบเวลามาตรฐานเปนจำนวน มากเชนเดียวกัน นอกจากการสนับสนุนงานดาน การพิ จ ารณาคดี ใ ห กั บ ศาลปกครองแล ว ยั ง มี งานสำคั ญ ๆ อื่ น ๆ อาทิ การสนั บ สนุ น การเป ด ทำการศาลปกครองอุบลราชธานี เพิ่มอีก ๙ แหง และการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดลอมในศาลปกครอง สู ง สุ ด และศาลปกครองชั้ น ต น ทั่ ว ประเทศและ 12


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

การจั ด ตั้ ง หน ว ยบั ง คั บ คดี ใ นศาลปกครองในภู มิ ภ าค การสนับสนุนการปฏิบตั งิ านของโฆษกประจำศาลปกครอง การเสริ ม สร า งความรู ค วามเข า ใจที่ ถู ก ต อ งเกี่ ย วกั บ กฎหมายปกครองและการดำเนินงานของศาลปกครอง ให แ ก ป ระชาชนและสื่ อ มวลชนผ า นการจั ด กิ จ กรรม ที่หลากหลาย การจัดทำและเผยแพรองคความรูใหกับ ประชาชน หนวยงานทางปกครอง การจัดทำและเปด พิพิธภัณฑศาลปกครองเพื่อใหเปนแหลงเรียนรูสำหรับ ประชาชนเกี่ยวกับศาลปกครองที่สมบูรณและทันสมัย ตลอดจนการเป ด หลั ก สู ต รอบรมทั้ ง ระยะสั้ น และ ระยะยาวเพือ่ เสริมสรางเครือขายการยุตธิ รรมทางปกครอง และประสานความรวมมือในการทำงานกับทุกภาคสวน ในนามของสำนักงานศาลปกครอง ขอขอบคุณ คณะผูบริหาร ขาราชการ และบุคลากรของสำนักงาน

ศาลปกครองทุกคน ที่อุทิศแรงกาย แรงใจ และตั้งใจ ปฏิบัติภารกิจของสำนักงานศาลปกครองใหสำเร็จลุลวง ไปได ด ว ยดี รวมทั้ ง ร ว มกั น ผลั ก ดั น การทำงานของ ศาลปกครองให บ รรลุ ผ ลสำเร็ จ บั ง เกิ ด ประโยชน ตอประชาชน ตอสังคมโดยรวม และขอตั้งปณิธานวา จะทุมเททำงานอยางกลาหาญ เสียสละ และทำตัวเปน แบบอยางที่ดีใหกับคนในองคกร และพรอมจะรับฟง ความคิดเห็นทั้งจากบุคลากรภายในและจากสาธารณะ เพื่อนำขอคิดเห็นดังกลาวมาปรับเพิ่มสมรรถนะในการ บริหารจัดการงานภายในสำนักงานศาลปกครองใหมี ประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้น เพื่อธำรงไวซึ่งความเชื่อมั่นของ ประชาชนตอการอำนวยความยุติธรรมทางปกครอง ของศาลปกครอง ดั ง คำที่ ว า “เชื่ อ มั่ น กั น และกั น เชื่อมั่นศาลปกครอง”

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

13


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ผูบริหารศาลปกครองสูงสุด

นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด

นายเกษม คมสัตยธรรม รองประธานศาลปกครองสูงสุด 14

นายวิชัย ชื่นชมพนท ชมพูนุท รองประธานศาลปกครองสูงสุด


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

แถวนั่ง คนที่ ๔ จากซาย นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๓ จากซาย นายเกษม คมสัตยธรรม รองประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๕ จากซาย นายวิชัย ชื่นชมพูนุท รองประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๑ จากซาย นายไพบูลย เสียงกอง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๒ จากซาย นายปรีชา ชวลิตธำรง* ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๖ จากซาย นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๗ จากซาย นายวรพจน วิศรุตพิชญ ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด แถวยืน คนที่ ๑ จากซาย นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๒ จากซาย นายวราวุธ ศิริยุทธวัฒนา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

(ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

คนที่ ๓ จากซาย นายมนูญ ปุญญกริยากร ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๔ จากซาย นายสุชาติ มงคลเลิศลพ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๕ จากซาย นายสมชาย งามวงศชน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๖ จากซาย นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๗ จากซาย นางมณีวรรณ พรหมนอย ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๘ จากซาย นายวิษณุ วรัญู ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๙ จากซาย นายวรวิทย กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๑๐ จากซาย นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๑๑ จากซาย นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คนที่ ๑๒ จากซาย นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

* พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหนายปรีชา ชวลิตธำรง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด พนจาก ตำแหนง เนื่องจากมีอายุครบ ๗๐ ปบริบูรณ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยใหมีผลตั้งแตวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เปนตนไป 15


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ผูบริหารศาลปกครองชั้นตน (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

ศาลปกครองกลาง

นายฤทัย หงสสิริ อธิบดีศาลปกครองกลาง

นายไชยวัฒน ธำรงศรีสุข รองอธิบดีศาลปกครองกลาง 16

นายกมล สกลเดชา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง

นายชูพงศ เศวตจินดา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ผูบริหารศาลปกครองชั้นตน (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

ศาลปกครองขอนแกน

ศาลปกครองเชียงใหม

ศาลปกครองนครราชสีมา

นายประสาท พงษสุวรรณ อธิบดีศาลปกครองขอนแกน

นายดำริห สุตเตมีย อธิบดีศาลปกครองเชียงใหม

นางสายสุดา เศรษฐบุตร อธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา

นายประสาน บางประสิทธิ์ รองอธิบดีศาลปกครองขอนแกน

นายบุญอนันต วรรณพานิชย รองอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม

นางศิริวรรณ จุลโพธิ์ รองอธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา 17


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ผูบริหารศาลปกครองชั้นตน (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

18

ศาลปกครองพิษณุโลก

ศาลปกครองระยอง

นายพัลลภ รัตนจันทรา อธิบดีศาลปกครองนครศรีธรรมราช

นาวาเอก วุฒิ มีชวย อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก

นางปานตา ศิริวัฒน อธิบดีศาลปกครองระยอง

นายถาวร เกียรติทับทิว รองอธิบดีศาลปกครองนครศรีธรรมราช

นายสมชาย เอมโอช รองอธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก

นายประทีป วรนิติ รองอธิบดีศาลปกครองระยอง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ผูบริหารศาลปกครองชั้นตน (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

ศาลปกครองสงขลา

ศาลปกครองอุดรธานี

ศาลปกครองอุบลราชธานี

นายอำพน เจริญชีวินทร อธิบดีศาลปกครองสงขลา

นายกิตดนัย ธรมธัช อธิบดีศาลปกครองอุดรธานี

นางสุกัญญา นาชัยเวียง อธิบดีศาลปกครองอุบลราชธานี

นายโสภณ บุญกูล รองอธิบดีศาลปกครองสงขลา

นายจักริน วงศกุลฤดี รองอธิบดีศาลปกครองอุดรธานี

นายประวิทย เอื้อนิรันดร รองอธิบดีศาลปกครองอุบลราชธานี 19


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ผูบริหารศาลปกครองชั้นตน (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

นายไกรรัช เงยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาการในตำแหนง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

นางกาญจนารัตน ลีวิโรจน รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง 20

นายสุรพันธ บุรานนท รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม* รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

* พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ดำรงตำแหนงเลขาธิการสำนักงาน ศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยใหมีผลตั้งแตวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕ เปนตนไป


โครงสรางและอำนาจหนาทีข่ องศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง โครงสรางและอำนาจหนาที่ของศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง แผนยุทธศาสตรศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

โครงสรางและอำนาจหนาที่ ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง

ศาลปกครอง ศาลปกครองเปนองคกรฝายตุลาการทีม่ อี ำนาจ หน า ที่ พิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ป กครอง ซึ่ ง หมายถึ ง คดี พิ พ าทระหว า งหน ว ยงานของรั ฐ หรื อ เจ า หน า ที่ ของรั ฐ กั บ เอกชน และข อ พิ พ าทระหว า งหน ว ยงาน ของรัฐหรือเจาหนาที่ของรัฐดวยกันเอง โดยที่ขอพิพาท เหลานั้นเกิดจากการที่หนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ ของรัฐกระทำการโดยไมชอบดวยกฎหมาย หรือละเลย ตอหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่ลาชาเกินสมควร หรือเปน คดีอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิด หรือความรับผิด อย า งอื่ น ของหน ว ยงานของรั ฐ หรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ หรืออันเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง

24

การจั ด ตั้ ง ศาลปกครองส ว นหนึ่ ง เป น ผลของ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ ก ำหนดให มี ก ารจั ด ตั้ ง ศาลปกครองขึ้ น อี ก ศาลหนึ่ ง แยกต า งหากจากศาลยุ ติ ธ รรม ในอดี ต ประเทศไทย มีศาลยุตธิ รรมเปนศาลทีท่ ำหนาทีพ่ จิ ารณาคดีทกุ ประเภท ซึง่ ทางวิชาการเรียกระบบนีว้ า “ระบบศาลเดีย่ ว” แตเมือ่ จัดตั้งศาลปกครองจึงถือไดวามีการเปลี่ยนระบบศาล ของไทยเปน “ระบบศาลคู” โดยศาลปกครองทำหนาที่ เปนองคกรที่ใชอำนาจตุลาการในกระบวนการยุติธรรม ทางปกครอง (Administrative Justice) เพื่อวินิจฉัย ชีข้ าดคดีปกครองแยกตางหากจากคดีแพงและคดีอาญา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

โครงสรางศาลปกครอง พระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลปกครองและวิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ได บั ญ ญั ติ ใ ห ศาลปกครองมี ๒ ชั้นศาล คือ ๑) ศาลปกครองสูงสุด ๒) ศาลปกครองชั้นตน ซึ่งมี ๒ ประเภท คือ ๒.๑) ศาลปกครองกลาง โดยมีเขตอำนาจ ตลอดทองที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัด นนทบุ รี จั ง หวั ด ปทุ ม ธานี จั ง หวั ด ราชบุ รี จั ง หวั ด สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร และมีเขตอำนาจเพิ่มเติมในจังหวัดนครนายก จังหวัด พระนครศรี อ ยุ ธ ยา จั ง หวั ด ลพบุ รี จั ง หวั ด สระบุ รี จั ง หวั ด สิ ง ห บุ รี จั ง หวั ด อ า งทอง จั ง หวั ด กาญจนบุ รี จั ง หวั ด ชั ย นาท จั ง หวั ด สุ พ รรณบุ รี จั ง หวั ด อุ ทั ย ธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ และจังหวัดเพชรบุรี ๒.๒) ศาลปกครองในภู มิ ภ าค มี เขต อำนาจครอบคลุมพื้นที่จังหวัดตามที่กำหนดในมาตรา ๙๔ แตในระหวางยังไมอาจเปดทำการศาลปกครอง ในภูมิภาคครบตามที่กำหนด ที่ประชุมใหญตุลาการ ในศาลปกครองสู ง สุ ด มี อ ำนาจออกประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา กำหนดใหศาลปกครองในภูมิภาค ที่ เ ป ด ทำการแล ว มี เขตอำนาจในจั ง หวั ด ใดที่ อ ยู ใกลเคียงกับศาลปกครองนั้นเพิ่มเติมไดตามที่สมควร ปจจุบันมีจำนวน ๙ แหง โดยมีเขตอำนาจครอบคลุม พื้นที่ทั่วประเทศ ดังนี้ ๑. ศาลปกครองขอนแกน ตั้งอยู ในจั ง หวั ด ขอนแก น โดยมี เขตอำนาจตลอดท อ งที่ จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดขอนแกน จังหวัดมหาสารคาม และมีเขตอำนาจเพิ่มเติมในจังหวัดมุกดาหาร ๒. ศาลปกครองเชียงใหม ตั้งอยู ในจังหวัดเชียงใหม โดยมีเขตอำนาจตลอดทองที่จังหวัด เชียงราย จังหวัดเชียงใหม จังหวัดแมฮองสอน จังหวัด ลำปาง จังหวัดลำพูน และมีเขตอำนาจเพิม่ เติมในจังหวัด นาน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร และจังหวัดอุตรดิตถ

๓. ศาลปกครองนครราชสี ม า ตั้งอยูในจังหวัดนครราชสีมา โดยมีเขตอำนาจตลอด ท อ งที่ จั ง หวั ด ชั ย ภู มิ จั ง หวั ด นครราชสี ม า และมี เขตอำนาจเพิ่ ม เติ ม ในจั ง หวั ด บุ รี รั ม ย และจั ง หวั ด สุรินทร ๔. ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตั้ ง อยู ใ นจั ง หวั ด นครศรี ธ รรมราช โดยมี เขตอำนาจ ตลอดท อ งที่ จั ง หวั ด กระบี่ จั ง หวั ด นครศรี ธ รรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎรธานี และมี เขตอำนาจเพิ่มเติมในจังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง ๕. ศาลปกครองพิษณุโลก ตั้งอยู ในจั ง หวั ด พิ ษ ณุ โ ลก โดยมี เขตอำนาจตลอดท อ งที่ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ และ จังหวัดสุโขทัย ๖. ศาลปกครองระยอง ตั้งอยูใน จั ง หวั ด ระยอง โดยมี เขตอำนาจตลอดท อ งที่ จั ง หวั ด จันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดสระแกว ๗. ศาลปกครองสงขลา ตั้งอยูใน จั ง หวั ด สงขลา โดยมี เขตอำนาจตลอดท อ งที่ จั ง หวั ด ตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล และมี เขตอำนาจเพิ่มเติมในจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปตตานี และจังหวัดยะลา ๘. ศาลปกครองอุดรธานี ตั้งอยูใน จังหวัดอุดรธานี โดยมีเขตอำนาจตลอดทองที่จังหวัด เลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัด อุดรธานี และมีเขตอำนาจเพิ่มเติมในจังหวัดนครพนม จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดสกลนคร ๙. ศาลปกครองอุ บ ลราชธานี ตั้งอยูในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีเขตอำนาจตลอด ทองที่จังหวัดยโสธร จังหวัดรอยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ

25


สถานที่ตั้ง

ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง ศาลปกครองในภูมภิ าค และสำนักงานศาลปกครอง


๑. ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง และสำนักงานศาลปกครอง เลขที่ ๑๒๐ หมู ๓ ถนนแจงวัฒนะ แขวงทุง สองหอง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ โทรศัพท ๐ ๒๒๔๑ ๑๑๑๑ ๒. ศาลปกครองเชียงใหม เลขที่ ๓๓๓ ถนนโชตนา ตำบลชางเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม ๕๐๓๐๐ โทรศัพท ๐ ๕๓๑๐ ๗๙๙๙ ๓. ศาลปกครองสงขลา เลขที่ ๑๑๑๑ หมู ๒ ถนนสงขลา-เกาะยอ ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ๙๐๑๐๐ โทรศัพท ๐ ๗๔๓๓ ๔๗๙๘-๙๐ ๔. ศาลปกครองนครราชสีมา เลขที่ ๓๔๕ หมู ๖ ถนนมิตรภาพ (เลี่ยงเมือง) ตำบลหนองกระทุม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ๓๐๐๐๐ โทรศัพท ๐ ๔๔๓๐ ๗๗๐๐-๒ ๕. ศาลปกครองขอนแกน เลขที่ ๑๗๗/๔๘ ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแกน จังหวัดขอนแกน ๔๐๐๐๐ โทรศัพท ๐ ๔๓๒๒ ๗๔๓๓-๔

๖. ศาลปกครองพิษณุโลก เลขที่ ๗๒๓/๑๓-๑๗ ถนนพิชัยสงคราม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐ โทรศัพท ๐ ๕๕๒๖ ๖๒๓๐-๗ ๗. ศาลปกครองระยอง เลขที่ ๗๗๗ ถนนสุขุมวิท ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ๒๑๑๕๐ โทรศัพท ๐ ๓๘๖๙ ๔๕๑๓-๓๑ ๘. ศาลปกครองนครศรีธรรมราช เลขที่ ๖/๑๕๗-๑๖๖ ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ โทรศัพท ๐ ๗๕๓๒ ๕๒๐๑-๑๐ ๙. ศาลปกครองอุดรธานี เลขที่ ๕๘/๑๒-๑๖ ถนนโพนพิสยั ตำบลหมากแขง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ๔๑๐๐๐ โทรศัพท ๐ ๔๒๒๒ ๔๑๑๐ ๑๐. ศาลปกครองอุบลราชธานี เลขที่ ๔๔๔ หมู ๓ ถนนแจงสนิท ตำบลเจระแม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ๓๔๐๐๐ โทรศัพท ๐ ๔๕๓๑ ๙๖๐๐-๔


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

อำนาจหนาที่ของศาลปกครอง

28

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ บัญญัตอิ ำนาจหนาทีข่ องศาลปกครอง ดังนี้ มาตรา ๒๒๓ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณา พิ พ ากษาระหว า งหน ว ยราชการ หน ว ยงานของรั ฐ รั ฐ วิ ส าหกิ จ องค ก รตามรั ฐ ธรรมนู ญ หรื อ เจ า หน า ที่ ของรัฐกับเอกชน หรือระหวางหนวยราชการ หนวยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือ องคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐดวยกัน อันเนื่องมาจากการใชอำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของ หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกร ปกครองส ว นท อ งถิ่ น หรื อ องค ก รตามรั ฐ ธรรมนู ญ หรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ทั้ ง นี้ ตามที่ ก ฎหมายบั ญ ญั ติ รวมทั้งอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือ กฎหมายบัญญัติใหอยูในอำนาจของศาลปกครอง อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไมรวมถึง การวินิจฉัยชี้ขาดขององคกรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปน การใช อ ำนาจโดยตรงตามรั ฐ ธรรมนู ญ ขององค ก ร ตามรัฐธรรมนูญ นั้น ให มี ศ าลปกครองสู ง สุ ด และศาลปกครอง ชั้นตน และจะมีศาลปกครองชั้นอุทธรณดวยก็ได พระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลปกครองและ วิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได บั ญ ญั ติ ใ ห ศาลปกครองมี อ ำนาจในการพิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ปกครอง ๖ ประเภท ดังนี้ ๑) คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การที่ ห น ว ยงาน ทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดย ไมชอบดวยกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำ ทางปกครองอื่นใด และขอใหศาลพิพากษาเพิกถอนกฎ หรื อ คำสั่ ง หรื อ สั่ ง ห า มการกระทำทางปกครอง ดังกลาว

๒) คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การที่ ห น ว ยงาน ทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ละเลยต อ หน า ที่ ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ หรือปฏิบัติหนาที่ ดังกลาวลาชาเกินสมควร ๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือ ความรับผิดอยางอื่นของหนวยงานทางปกครองหรือ เจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากการใชอำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจาก การละเลยต อ หน า ที่ ต ามที่ ก ฎหมายกำหนดให ต อ ง ปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาที่ดังกลาวลาชาเกินสมควร ๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ๕) คดี ที่ มี ก ฎหมายกำหนดให ห น ว ยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาทีข่ องรัฐฟองคดีตอ ศาลเพือ่ บังคับ ใหบคุ คลตองกระทำหรือละเวนกระทำอยางหนึง่ อยางใด ๖) คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ เรื่ อ งที่ มี ก ฎหมาย กำหนดใหอยูในเขตอำนาจศาลปกครอง ขอยกเวน : คดีที่มีลักษณะเปนคดีปกครอง บางเรื่ อ งกฎหมายบั ญ ญั ติ ใ ห ไ ม อ ยู ใ นเขตอำนาจของ ศาลปกครอง ไดแก ๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร ๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการฝายตุลาการ ๓) คดี ที่ อ ยู ใ นอำนาจของศาลเยาวชนและ ครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพยสิน ทางปญญาและการคาระหวางประเทศ ศาลลมละลาย หรือศาลชำนาญพิเศษอื่น อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองสูงสุด พระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลปกครองและ วิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได บั ญ ญั ติ ใ ห ศาลปกครองสู ง สุ ด มี อ ำนาจพิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ปกครอง ๔ ประเภท คือ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

๑) ค ดี พิ พ า ท เ กี่ ย ว กั บ ค ำ วิ นิ จ ฉั ย ข อ ง คณะกรรมการวิ นิ จ ฉั ย ข อ พิ พ าทตามที่ ที่ ป ระชุ ม ใหญ ตุ ล าการในศาลปกครองสู ง สุ ด ประกาศกำหนด (ปจจุบันที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ยังไมไดมีการประกาศกำหนดลักษณะของคดีประเภทนี้ ดังนั้น การฟองคดีที่เปนขอพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการวิ นิ จ ฉั ย ข อ พิ พ าททั้ ง หมดจึ ง ต อ ง ฟองคดีตอศาลปกครองชั้นตน) ๒) คดีพพิ าทเกีย่ วกับความชอบดวยกฎหมาย ของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ๓) คดี ที่ มี ก ฎหมายกำหนดให อ ยู ใ นเขต อำนาจของศาลปกครองสูงสุด ๔) คดีที่อุทธรณคำพิพากษาหรือคำสั่งของ ศาลปกครองชั้นตน อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองชั้นตน พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีการ พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได บั ญ ญั ติ ใ ห ศาลปกครองชั้ น ต น มี อ ำนาจพิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ที่ อยูในอำนาจของศาลปกครอง เวนแตคดีที่อยูในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด วิธีพิจารณาคดีปกครอง การพิ จ ารณาคดี ป กครองมี ห ลั ก เกณฑ การพิ จ ารณาที่ เ ป น หลั ก สำคั ญ ขององค ก รตุ ล าการ เชน หลักการฟงความทุกฝาย หลักการพิจารณาคดี โดยเปดเผย หลักการพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว เปนตน และเนื่องจากปรัชญาพื้นฐานของการตัดสินขอพิพาท ทางปกครอง และลักษณะของขอพิพาททางปกครอง มี ลั ก ษณะเฉพาะบางประการแตกต า งจากเรื่ อ งอื่ น ๆ การพิ จ ารณาคดี ป กครองจึ ง มี ห ลั ก เกณฑ ท างวิ ธี พิจารณาที่เปนลักษณะเดน ดังตอไปนี้ ๑) วิธีพิจารณาระบบไตสวน การควบคุมตรวจสอบการใชอำนาจหรือ การดำเนินกิจการของฝายปกครองใหเปนไปโดยชอบ

ด ว ยกฎหมาย รวมทั้ ง ให ต อ งมี ค วามรั บ ผิ ด ชอบหาก กอความเสียหายขึ้นแกบุคคลใดนั้น เปนแกนสำคัญของ สังคมที่เปน “นิติรัฐ” ดังนั้น การพิจารณาพิพากษาคดี ปกครองจึงจำเปนที่จะตองไดมาซึ่งความจริง โดยไมได จำกัดหรือผูกพันตามขอเท็จจริงที่คูกรณีเสนอตอศาล เท า นั้ น นอกจากนั้ น คู ก รณี ใ นคดี ป กครองซึ่ ง ปกติ จะไดแกเอกชนฝายหนึ่ง กับหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐอีกฝายหนึ่ง มักจะมีความพรอม หรือความสามารถที่แตกตางกันในการเสนอขอเท็จจริง และแสดงพยานหลักฐานตอศาล โดยสวนใหญเอกสาร หลักฐานตางๆ จะอยูในความครอบครองของฝายรัฐ การใชวธิ พี จิ ารณาระบบไตสวน ซึง่ เปนระบบวิธพี จิ ารณา ที่ศาลจะเปนผูมีหนาที่สำคัญในการควบคุมและกำกับ การดำเนิ น คดี เพื่ อ ให ส ามารถตรวจสอบและค น หา ข อ เท็ จ จริ ง ได อ ย า งถู ก ต อ งและครบถ ว น จึ ง เป น หลักการสำคัญที่จำเปนและสอดคลองกับลักษณะของ การพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง ๒) หลักความเรียบงาย การพิจารณาคดีปกครองยึดถือหลักความ เรียบงาย เชน การไมกำหนดใหตองมีคาธรรมเนียมศาล ในคดีทั่วๆ ไป เวนแตคดีที่มีทุนทรัพย การใหผูฟองคดี ยืน่ ฟองและดำเนินคดีไดเอง โดยจะมีทนายความหรือไม ก็ได หรือการใหยื่นฟอง ณ ที่ทำการศาลหรือยื่นฟอง โดยทางไปรษณี ย ล งทะเบี ย นก็ ไ ด เป น ต น ซึ่ ง เป น หลักการที่สอดคลองกับการรับรองสิทธิของประชาชน ในการเขาถึงการอำนวยความยุติธรรม ๓) หลักการพิจารณาคดีเปนลายลักษณอกั ษร การใช อ ำนาจหรื อ การดำเนิ น กิ จ กรรม ทางปกครองมั ก กระทำโดยมี เ อกสารหลั ก ฐานที่ เ ป น ลายลั ก ษณ อั ก ษร การพิ พ ากษาตั ด สิ น คดี ป กครอง จึงสามารถพิจารณาขอเท็จจริงและพฤติการณตางๆ เกี่ ย วกั บ คดี ไ ด จ ากสิ่ ง ที่ ป รากฏเป น เอกสารหลั ก ฐาน ที่เปนหนังสือหรือลายลักษณอักษรนั้น และไมไดเนน การพิจารณาคดีที่ตองมีการสืบพยานบุคคลหลายครั้ง ดั ง ที่ พ บในคดี ป ระเภทอื่ น โดยอาจกระทำได เ ท า ที่ จำเปน

29


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

30

๔) หลักการถวงดุลการใชอำนาจของตุลาการ การใช อ ำนาจตุ ล าการต อ งกระทำโดย ความซื่ อ สั ต ย สุ จ ริ ต และปราศจากอคติ เพราะมี ผลกระทบตอสิทธิหนาที่ของบุคคลเปนอยางมากและ บางครั้ ง ยั ง มี ผ ลต อ สั ง คมส ว นรวม ดั ง นั้ น เพื่ อ เป น หลั ก ประกั น ที่ จ ะสนั บ สนุ น ให ก ารใช อ ำนาจตุ ล าการ ศาลปกครองเปนไปตามครรลองความบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังกลาว วิธพี จิ ารณาคดีปกครองจึงมีหลักอีกประการหนึง่ ที่เพิ่มเติมและแตกตางจากวิธีพิจารณาคดีประเภทอื่นๆ ไดแก หลักการถวงดุลการใชอำนาจของตุลาการ โดยใน ระบบวิธพี จิ ารณาคดีปกครองนอกจากจะใหการพิจารณา พิพากษาคดีเปนอำนาจขององคคณะตุลาการเชนเดียวกับ ในคดีประเภทอืน่ ๆ โดยมี “ตุลาการเจาของสำนวน” และ “องคคณะ” เปนผูพิจารณาและกลั่นกรองขอเท็จจริง และข อ กฎหมายต า งๆ ในคดี แ ล ว ยั ง กำหนดให มี ตุ ล าการศาลปกครองอี ก นายหนึ่ ง ซึ่ ง มิ ไ ด ร ว มเป น ตุลาการในองคคณะนั้น เรียกวา “ตุลาการผูแถลงคดี” ทำหน า ที่ พิ จ ารณาข อ เท็ จ จริ ง และข อ กฎหมายต า งๆ ในคดี นั้ น และเสนอข อ วิ นิ จ ฉั ย ตามความเห็ น ชอบ โดยอิสระของตน โดยจัดทำเปนคำแถลงการณเสนอ ในชัน้ การนัง่ พิจารณาคดีกอ นทีอ่ งคคณะจะประชุมปรึกษา เพื่อมีคำพิพากษา ซึ่งจะเปนการถวงดุลการพิจารณา พิพากษาขององคคณะ เพราะถึงแมวาคำพิพากษาของ องคคณะเทานั้นที่จะมีผลบังคับทางกฎหมาย แตการที่ กำหนดให มี ก ารแถลงการณ ข องตุ ล าการผู แ ถลงคดี ในชั้นการนั่งพิจารณาคดีซึ่งกระทำโดยเปดเผย รวมทั้ง การที่ ก ฎหมายกำหนดให ต อ งเผยแพร ค ำพิ พ ากษา ขององคคณะและคำแถลงการณของตุลาการผูแถลงคดี ตอสาธารณะควบคูกันเสมอ ยอมเปนโอกาสที่คูกรณี และสาธารณะจะสามารถทราบและเปรียบเทียบขอวินจิ ฉัย และเหตุผลของตุลาการผูแถลงคดีกับคำพิพากษาของ องคคณะได ซึ่งจะเทากับเปนการถวงดุลการใชอำนาจ ของตุลาการไดเปนอยางดี โดยกลไกทางวิธีพิจารณาคดี นอกจากนั้น การใหมีระบบการเสนอคำแถลงการณ ของตุ ล าการผู แ ถลงคดี ยั ง ช ว ยส ง เสริ ม ให อ งค ค ณะ ใชอำนาจตัดสินคดีไดอยางรอบคอบและถูกตองมากขึ้น

การเสนอคำฟอง • ผูฟองคดีทำคำฟองเปนหนังสือ โดยมีสาระ สำคัญตามที่กฎหมายกำหนด • ยื่นฟองคดีดวยตนเองหรือโดยทางไปรษณีย ลงทะเบี ย นต อ ศาลที่ ผู ฟ อ งคดี มี ภู มิ ล ำเนาหรื อ มู ล คดี เกิดขึ้น การพิจารณาคดี การแสวงหาขอเท็จจริง • การแสวงหาข อ เท็ จ จริ ง ที่ ถู ก ต อ งและ ครบถ ว นโดยระบบไต ส วน โดยเป ด โอกาสให คู ก รณี ทุ ก ฝ า ยได เ สนอข อ อ า งและข อ โต แ ย ง ของตน และ แสวงหาขอเท็จจริงทีจ่ ำเปนแกการพิจารณาพิพากษาคดี เพิ่มเติมตามที่ศาลเห็นสมควร การนั่งพิจารณาคดี • การสงสรุปขอเท็จจริงของตุลาการเจาของ สำนวนให คู ก รณี ท ราบล ว งหน า ก อ นวั น นั่ ง พิ จ ารณา และใหสิทธิคูกรณียื่นคำแถลง • นั่งพิจารณาคดีโดยเปดเผย • การรับฟงคำแถลงการณของตุลาการผูแ ถลงคดี การเสนอคำฟอง • องคคณะประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษา ที่มีสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด • และลงลายมือชื่อของตุลาการที่นั่งพิจารณา คดีและพิพากษาคดี • การฟงผลคำพิพากษา • การรับฟงคำแถลงการณของตุลาการผูแ ถลงคดี การบังคับคดี • สำนักงานศาลปกครองดำเนินการบังคับคดี ใหเปนไปตามคำพิพากษา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

สำนักงานศาลปกครอง

สำนั ก งานศาลปกครองเป น ส ว นราชการ ที่ เ ป น หน ว ยงานอิ ส ระตามรั ฐ ธรรมนู ญ มี ฐ านะเป น นิ ติ บุ ค คล โดยมี เ ลขาธิ ก ารสำนั ก งานศาลปกครอง เปนผูบ งั คับบัญชา ขึน้ ตรงตอประธานศาลปกครองสูงสุด ในการบริหารงานสำนักงานศาลปกครอง กฎหมายได บัญญัติใหมีคณะกรรมการขาราชการฝายศาลปกครอง (ก.ขป.) ขึ้น เพื่อทำหนาที่ออกระเบียบ หรือประกาศ เกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุ ค คล การงบประมาณ การเงิน และทรัพยสนิ และการดำเนินการ อื่ น ๆ ทำให ก ารบริ ห ารงานภายใน ของสำนั ก งานศาลปกครองมี ค วาม คลองตัว ยืดหยุน สามารถปรับเปลีย่ น ตามสถานการณ ไ ด อ ย า งรวดเร็ ว แก ไขป ญ หาได อ ย า งต อ เนื่ อ งและ ทันเหตุการณ

ที่ มี แ ผนจะเป ด ทำการในช ว งแผนยุ ท ธศาสตร ศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗ อีก จำนวน ๕ แหง ไดแก สำนักงานศาลปกครองสุพรรณบุรี สำนักงานศาลปกครองยะลา สำนักงานศาลปกครอง ภู เ ก็ ต สำนั ก งานศาลปกครองนครสวรรค สำนักงาน ศาลปกครองเพชรบุรี) และสำนักบังคับคดีปกครอง

โครงสรางสำนักงานศาลปกครอง สำนั ก งานศาลปกครองจั ด แบ ง ส ว นราชการ ออกเปน ๓๓ สำนักงาน/สำนัก/วิทยาลัย โดยกำหนด บทบาทภารกิ จ หลั ก ที่ ต อ งดำเนิ น การรวม ๓ กลุ ม ภารกิจหลัก ดังนี้

กลุมภารกิจที่ ๓ ดานบริหารจัดการองคการ : กลุม ภารกิจนี้ มีหนวยงานทีร่ บั ผิดชอบ จำนวน ๘ หนวยงาน ไดแก สำนักบริหารยุทธศาสตร สำนักบริหาร ทรัพยากรมนุษย สำนักวิทยาการสารสนเทศ สำนักบริหาร การเงินและตนทุน สำนักบริหารทรัพยสนิ สำนักบริหารกลาง วิทยาลัยตุลาการศาลปกครอง และวิทยาลัยขาราชการ ฝายศาลปกครอง โดยมีสำนักตรวจสอบภายในขึ้นตรง ตอเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง อีก ๑ สำนัก

กลุมภารกิจที่ ๑ ดานพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง : กลุม ภารกิจนี้ มีหนวยงานทีร่ บั ผิดชอบ จำนวน ๑๙ หนวยงาน ไดแก สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด สำนักงานศาลปกครองสูงสุด สำนักอธิบดีศาลปกครองกลาง สำนักงานศาลปกครองกลาง สำนักงานศาลปกครอง ในภูมิภาค จำนวน ๑๔ แหง (สำนักงานศาลปกครอง ในภู มิ ภ าคที่ เ ป ด ทำการแล ว จำนวน ๙ แห ง และ เตรียมการสำหรับสำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค

กลุ ม ภารกิ จ ที่ ๒ ด า นวิ ช าการคดี ป กครองและ เสริมสรางการปฏิบัติราชการที่ดี : กลุ ม ภารกิ จ นี้ มี ห น ว ยงาน ทีร่ บั ผิดชอบ จำนวน ๕ หนวยงาน ไดแก สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักหอสมุด กฎหมายมหาชน สำนักประชาสัมพันธ สำนักการตางประเทศ และวิทยาลัย การยุตธิ รรมทางปกครอง

31


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

โครงสรางการแบงสวนราชการของสำนักงานศาลปกครอง (๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ – ปจจุบัน)

ศาลปกครอง สำนั ำนักงานศาลปกครอง งานศาลปกคร สำนักตรวจสอบภายใน

กลุมภารกิจดานการพิจารณาพิพากษา คดีปกครอง • สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด • สำนักงานศาลปกครองสูงสุด • สำนักอธิบดีศาลปกครองกลาง • สำนักงานศาลปกครองกลาง • สำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค (๑๔ แหง) • สำนักบังคับคดีปกครอง

กลุมช ม วยอำนวยการเลขาธิการฯ

กลุมภารกิจดานวิชาการคดี​ีปกครองและ เสริมสรางการปฏิฏบัติราชการที่ดี • สำนักวิจัยและวิชาการ • สำนักหอสมุดกฎหมายมหาชน • สำนักประชาสัมพันธ • สำนักการตางประเทศ • วิทยาลัยการยุติธรรมทางปกครอง

กลุมภารกิจดานบริหารจัดการองคการ • สำนักบริหารยุทธศาสตร • สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย • สำนักวิทยาการสารสนเทศ • สำนักบริหารการเงินและตนทุน • สำนักบริหารทรัพยสิน • สำนักบริหารกลาง • วิทยาลัยตุลาการศาลปกครอง • วิทยาลัยขาราชการฝายศาลปกครอง

แผนภาพแสดงการจัดโครงสรางการแบงสวนราชการของสำนักงานศาลปกครองปจจุบัน

32

อำนาจหนาที่ของสำนักงานศาลปกครอง พระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลปกครองและ วิ ธี ก ารพิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๗ ได บั ญ ญั ติ ใ ห ส ำนั ก งานศาลปกครองมี อ ำนาจ หนาที่ ดังตอไปนี้ ๑) รับผิดชอบในงานธุรการของศาลปกครอง ๒) ดำเนิ น การเกี่ ย วกั บ คดี ป กครองตาม คำสั่งของศาลปกครอง ๓) ดำเนินการบังคับใหเปนไปตามคำบังคับ ของศาลปกครอง ๔) ศึกษาและรวบรวมขอมูลเพื่อประโยชน แกการปฏิบัติงานของศาลปกครอง ๕) วิ เ คราะห เ หตุ แ ห ง การฟ อ งคดี ป กครอง

เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการ ตอหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ ๖) จั ด พิ ม พ แ ละเผยแพร ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่งของศาลปกครอง ๗) จัดใหมีการศึกษาอบรมและพัฒนาความรู ของตุลาการศาลปกครอง ขาราชการฝายศาลปกครอง และเจาหนาทีอ่ นื่ ของรัฐทีเ่ กีย่ วของ ตลอดจนประสานงาน กับหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของเพื่อพัฒนาหลักกฎหมาย มหาชน การบริ ห ารราชการแผ น ดิ น และบุ ค ลากร ดานกฎหมายมหาชน ๘) ป ฏิ บั ติ ก า ร อื่ น ต า ม บ ท บั ญ ญั ติ แ ห ง พระราชบั ญ ญั ติ นี้ ห รื อ ตามที่ มี ก ฎหมายกำหนด ใหเปนอำนาจหนาที่ของสำนักงานศาลปกครอง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

อัตรากำลังศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔)

ในป พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลปกครองและสำนักงาน ศาลปกครองได ด ำเนิ น การสรรหาบุ ค ลากรเพิ่ ม ขึ้ น เพื่ อ ให ส อดคล อ งกั บ การดำเนิ น งานเชิ ง รุ ก สามารถ อำนวยความยุติธรรมทางปกครองดวยความเสมอภาค

โปร ง ใส รวดเร็ ว และมี คุ ณ ภาพ โดยเฉพาะประเด็ น การพิ จ ารณาเป า หมายคดี เข า ใหม และคดี ค งค า ง การพิ จ ารณาให แ ล ว เสร็ จ เร็ ว ขึ้ น พร อ มดำเนิ น การ ใหบังเกิดผลเปนรูปธรรม

อัตรากำลังศาลปกครอง ตารางแสดงจำนวนตุลาการศาลปกครองจำแนกตามเพศ ประเภทบุคลากร

ชาย

หญิง

รวม (คน)

ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

๑๗

๑

๑๘

ตุลาการศาลปกครองชั้นตน

๑๖๓

๓๕

๑๙๘

รวม (คน)

๑๘๐

๓๖

๒๑๖

ตารางแสดงจำนวนตุลาการศาลปกครองจำแนกตามระดับการศึกษาสูงสุด ระดับการศึกษา (คน) ประเภทบุคลากร

ปริญญาตรี

ปริญญาโท

ปริญญาเอก

รวม (คน)

ตุลาการศาลปกครอง

๔๒

๑๕๕

๑๙

๒๑๖

33


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

อัตรากำลังสำนักงานศาลปกครอง ๑.๓ พนักงานคดีปกครอง ๙๖๕ คน อัตรากำลังสำนักงานศาลปกครอง ในป พ.ศ. ๑.๔ เจาหนาที่ศาลปกครอง ๔๖๒ คน ๒๕๕๔ มีบุคลากรทั้งสิ้น ๒,๓๖๙ คน ประกอบดวย ๑.๕ นักวิชาการคอมพิวเตอร ๒๕ คน ๑. ข า ราชการฝ า ยศาลปกครอง จำนวน ๑.๖ เจาหนาทีต่ รวจสอบภายใน ๘ คน ๑,๗๒๗ คน จำแนกตามประเภทตำแหนง และสายงาน ๑.๗ เจาพนักงานธุรการ ๒๔๕ คน เปน ดังนี้ ๑.๘ นายชางเทคนิค ๖ คน ๑.๑ นักบริหารงานศาลปกครอง จำนวน ๒. ลูกจางประจำ ๒๓ คน ๔ คน ๓. พนักงานศาลปกครอง ๕๑๐ คน ๑.๒ เจาหนาที่บริหารงานศาลปกครอง ๔. ลูกจางชั่วคราว ๑๐๙ คน ๑๒ คน ตารางแสดงจำนวนบุคลากรของสำนักงานศาลปกครองจำแนกตามเพศ ประเภทบุคลากร

ชาย

หญิง

รวม (คน)

ขาราชการฝายศาลปกครอง

๖๘๘

๑,๐๓๙

๑,๗๒๗

ลูกจางประจำ

๒๒

๑

๒๓

พนักงานศาลปกครอง

๑๔๘

๓๖๒

๕๑๐

ลูกจางชั่วคราว

๒๐

๘๙

๑๐๙

รวม (คน)

๘๗๘

๑,๔๙๑

๒,๓๖๙

ตารางแสดงจำนวนบุคลากรของสำนักงานศาลปกครองจำแนกตามระดับการศึกษาสูงสุด ระดับการศึกษา (คน)

34

ประเภทบุคลากร

ต่ำกวา ปริญญาตรี

ปริญญาตรี

ปริญญาโท

ปริญญาเอก

รวม (คน)

ขาราชการฝายศาลปกครอง

๕๓

๑,๑๐๘

๕๕๔

๑๒

๑,๗๒๗

ลูกจางประจำ

๒๓

-

-

-

๒๓

พนักงานศาลปกครอง

๒๘๓

๒๑๙

๘

-

๕๑๐

ลูกจางชั่วคราว

๕๓

๕๔

๒

-

๑๐๙

รวม (คน)

๔๑๒

๑,๓๘๑

๕๖๔

๑๒

๒,๓๖๙


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนยุทธศาสตรศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๗

เพือ่ ใหการพัฒนาการดำเนินงานของศาลปกครอง เกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถตอบสนองตอความคาดหวัง ของประชาชนและทุกภาคสวนของสังคม ศาลปกครอง จึงไดจัดทำแผนยุทธศาสตรศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗ วิสัยทัศน ศาลปกครองเปนสถาบันหลัก ของประเทศที่ ใช อ ำนาจตุ ล าการ อำนวยความยุ ติ ธ รรมเกี่ ย วกั บ ข อ พิ พ าททางปกครอง โดยมุ ง ให เกิ ด ความสมดุ ล ในการคุ ม ครอง สิ ท ธิ เ สรี ภ าพของประชาชนและ การดำเนินงานของรัฐเพื่อประโยชน สาธารณะ พันธกิจ ๑. พิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ดวยความรวดเร็วและเปนธรรม ๒. บั ง คั บ คดี ใ ห เ ป น ไปตามคำพิ พ ากษาและ คำสั่งศาลปกครอง ๓. วางหลั ก กฎหมายเพื่ อ เป น แนวทาง ในการปฏิบัติราชการของหนวยงานทางปกครองและ เจาหนาที่ของรัฐ และเผยแพรคำพิพากษาหรือคำสั่ง ของศาลปกครอง ๔. พัฒนา เผยแพร และถายทอดองคความรู

ดานกฎหมายมหาชนใหแกประชาชนและหนวยงาน ทางปกครอง รวมทั้งเจาหนาที่ของรัฐ เปาประสงคหลัก ๑. คู ก รณี ไ ด รั บ การอำนวยความยุ ติ ธ รรม ทางปกครองด ว ยความเสมอภาค โปร ง ใส รวดเร็ ว และมีคุณภาพ ๒. คูก รณีไดรบั การเยียวยา ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองอยางครบถวน ๓. หนวยงานทางปกครอง และเจาหนาทีข่ องรัฐนำหลักกฎหมาย ที่ เ ป น แนวทางการปฏิ บั ติ ร าชการ จากคำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง ของ ศาลปกครองไปใช เพื่อลดขอพิพาท ทางปกครองและคุมครองประโยชน สาธารณะ ๔. ศาลปกครองเปนศูนยกลางวิชาการดานกฎหมายมหาชนเพื่อใหประชาชน หนวยงานทางปกครอง และเจาหนาที่ของรัฐ สามารถ นำความรู ความเข า ใจด า นกฎหมายมหาชนไปใช คุมครองสิทธิเสรีภาพ ศาลปกครองได ก ำหนดยุ ท ธศาสตร เชิ ง รุ ก ที่เหมาะสม เพื่อใชเปนทิศทางการดำเนินงานระหวาง ปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗ ใหสอดคลองกับ สถานการณที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเพื่อเรงยกระดับ

35


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

มาตรฐานการทำงานของศาลปกครองใหอยูในระดับสูง ประกอบดวย ๕ ยุทธศาสตร ดังนี้

๓.๒ เสริมสรางการปฏิบัติราชการที่ดีใหแก หนวยงานทางปกครองและเจาหนาที่ของรัฐ

ยุทธศาสตรที่ ๑ พัฒนาการอำนวยความยุติธรรม ทางปกครองให เ ป น ที่ เชื่ อ มั่ น แก สั ง คมไทย โดยมี กลยุทธรองรับการดำเนินงาน ดังนี้ ๑.๑ เสริมสรางมาตรฐานการพิจารณาพิพากษา คดีของศาลปกครองที่รวดเร็วและมีคุณภาพ ๑.๒ เสริ ม สร า งระบบการบั ง คั บ คดี ต าม คำพิพากษาหรือคำสั่งใหมีประสิทธิผล

ยุทธศาสตรที่ ๔ พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษย เพื่ อ มุ ง สู อ งค ก ารที่ มี ขี ด สมรรถนะสู ง โดยมีกลยุทธ รองรับการดำเนินงานดังนี้ ๔.๑ พั ฒ นาระบบบริ ห ารทรั พ ยากรมนุ ษ ย เพื่ อ เพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพในการปฏิ บั ติ ง านให บ รรลุ วัตถุประสงคขององคการ ๔.๒ เ ส ริ ม ส ร า ง ค ว า ม เชี่ ย ว ช า ญ แ ล ะ ขี ด สมรรถนะของบุ ค ลากรของศาลปกครองและ สำนักงานศาลปกครอง ๔.๓ เสริ ม สร า งค า นิ ย มเพื่ อ ให เ กิ ด การ ปรั บ เปลี่ ย นพฤติ ก รรมให ส อดคล อ งกั บ วั ฒ นธรรม ศาลปกครอง

ยุทธศาสตรที่ ๒ พัฒนาหลักกฎหมายและองคความรู เพื่อใหเปนศูนยกลางวิชาการดานกฎหมายมหาชน ที่เปนที่ยอมรับ โดยมีกลยุทธรองรับการดำเนินงาน ดังนี้ ๒.๑ พั ฒ น า ก ฎ ห ม า ย แ ล ะ อ ง ค ค ว า ม รู ด า นกฎหมายมหาชนเพื่ อ สนั บ สนุ น การพิ จ ารณา พิ พ ากษาคดี ป กครองและการบริ ห ารงานของ ศาลปกครอง ๒.๒ เสริ ม สร า งและพั ฒ นาการให บ ริ ก าร เพื่อใหเปนศูนยกลางรวบรวมองคความรูทางวิชาการ ดานกฎหมายมหาชนของประเทศ ๒.๓ เสริ ม สร า งความสั ม พั น ธ แ ละแสวงหา เครือขายความรวมมือทางวิชาการระหวางประเทศ ยุทธศาสตรที่ ๓ คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเสริมสรางการปฏิบัติราชการที่ดีใหแกหนวยงาน ทางปกครองและเจาหนาทีข่ องรัฐ โดยมีกลยุทธรองรับ การดำเนินงาน ดังนี้ ๓.๑ สงเสริมโอกาสการเขาถึงกระบวนการ ยุติธรรมทางปกครองของประชาชน

36

ยุทธศาสตรที่ ๕ พัฒนาระบบบริหารจัดการองคการ เพื่อเอื้อตอการปฏิบัติภารกิจของศาลปกครอง โดยมี กลยุทธรองรับการดำเนินงานดังนี้ ๕.๑ ยกระดับขีดความสามารถในการทำงาน และคุณภาพการใหบริการของทุกหนวยงานในสำนักงาน ศาลปกครองใหอยูในระดับสูง เพื่อรองรับการทำงาน เชิงรุกของศาลปกครอง ๕.๒ เพิ่มประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Information Communication Technologies: ICT) ใหสามารถสนับสนุนภารกิจหลัก ขององคการและรองรับการพัฒนาองคการในอนาคต ๕.๓ เสริมสรางประสิทธิภาพดานการบริหาร จัดการการบริหารทรัพยสนิ การคลัง และการตรวจสอบ เพื่อสนับสนุนภารกิจองคการ


ารปฏิ บั ติ ง านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนภาพแผนที่ยุทธศาสตรการดำเนินงานของศาลปกครอง วิสัยทัศน ผูไดรับ ประโยชน คุณภาพ การให บริการ ประสิทธิภาพ การปฏิบัติ ราชการ การเรียนรู และพัฒนา

ศาลปกครองเปนสถาบันหลักของประเทศที่ใชอำนาจตุลาการอำนวยความยุติธรรมเกี่ยวกับขอพิพาททางปกครอง โดยมุงใหเกิดความสมดุลในการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการดำเนินงานของรัฐเพื่อประโยชนสาธารณะ ๑. ประชาชนมีความเชื่อมั่นตอการอำนวย ความยุติธรรมของศาลปกครอง

๓. ประชาชนไดรับความคุมครองสิทธิเสรีภาพจากการกระทำทางปกครอง หนวยงานทางปกครองและเจาหนาที่ของรัฐมีแนวปฏิบัติราชการที่ดี

คูกรณี ไดรับการรอำนวยความยุติธรรมทางปปกครอง

๑.๑ เสริมสรางมาตรฐาน การพิจารณาพิพากษา คดีปกครองที่รวดเร็ว และมีคุณภาพ

๑.๒ เสริมสรางระบบ การบังคับคดีตาม คำพิพากษา/คำสั่งใหมี ประสิทธิผล

ประชาชน เขาถึงกระบวนนการยุติธรรม ทางปกครองได รองไดดอย อยางถูกตอง

หนวยงานทางปกครอง/เจาหนาที่ของรัฐ มีแนววทางการรปฏิบับัติราชการที่ดี

๓.๑ สงเสริมโอกาสการเขาถึงกระบวนการ ยุติธรรมทางปกครองของประชาชน

๓.๒ เสริมสรางการปฏิบัติราชการที่ดีใหแก หนวยงานทางปกครองและเจาหนาที่ของรัฐ

๒. ศาลปกครองเปนศูนยกลางวิชาการดานกฎหมายมหาชนที่เปนที่ยอมรับ ๒.๒ เสริมสรางและพัฒนาการใหบริการเพื่อเปนศูนยกลางรวบรวมองคความรู ทางวิชาการดานกฎหมายมหาชนของประเทศ

๕. ศาลปกครองมีระบบบริหารจัดการองคการที่สนับสนุนการปฏิบัติ ภารกิจใหสัมฤทธิ์ผล ๕.๑ ยกระดับขีดความสามารถในการทำงานและคุณภาพการใหบริการของทุกหนวยงาน ๕.๒ เพิ่มประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๕.๓ เสริมสรางประสิทธิภาพดานการบริหารจัดการ การบริหารทรัพยสิน การคลัง และการตรวจสอบ

๔. ศาลปกครองมีขีดสมรรถนะสูงดานทรัพยากรมนุษย ๔.๑ พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษย ๔.๒ เสริมสรางความเชี่ยวชาญและขีด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สมรรถนะของบุคลากรศาลปกครองและ สำนักงานศาลปกครอง ใหบรรลุวัตถุประสงคขององคการ ๔.๓ เสริมสรางคานิยมเพื่อใหเกิดพฤติกรรมที่สอดคลองกับวัฒนธรรมศาลปกครอง

๒.๑ พัฒนากฎหมายและองคความรูดาน กฎหมายมหาชนเพื่อสนับสนุนการพิจารณา พิพากษาคดีปกครองและการบริหารงานของ ศาลปกครอง สรางองคความรูดานกฎหมายมหาชน เพื่อสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี

๒.๓ เสริมสรางความสัมพันธและแสวงหา เครือขายความรวมมือทางวิชาการระหวาง ประเทศ

37


ผลการดำเนินงานของศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ยุทธศาสตรที่ ๑ พัฒนาการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองใหเปนที่เชื่อมั่น แกสังคมไทย ๑.๑ เสริมสรางมาตรฐานการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองที่รวดเร็วและมีคุณภาพ

40

มีคดีที่อยูระหวางการพิจารณา จำนวน ๑๔,๙๑๒ คดี คิ ด เป น ร อ ยละ ๒๑.๒๒ โดยเมื่ อ พิ จ ารณาในแต ล ะ ชั้ น ศาล พบว า ศาลปกครองสู ง สุ ด มี ค ดี เข า สู ก าร พิจารณา จำนวน ๑๘,๔๒๕ คดี ศาลปกครองสูงสุด สามารถพิ จ ารณาแล ว เสร็ จ จำนวน ๑๒,๔๕๖ คดี คิ ด เป น ร อ ยละ ๖๗.๖๐ ของคดี รั บ เข า ทั้ ง หมดของ ศาลปกครองสู ง สุ ด และเป น คดี ที่ อ ยู ร ะหว า งการ พิจารณา จำนวน ๕,๙๖๙ คดี คิดเปนรอยละ ๓๔.๔๐ สำหรั บ ศาลปกครองชั้ น ต น มี ค ดี เข า สู ก ารพิ จ ารณา จำนวน ๕๑,๘๔๔ คดี ศาลปกครองชั้ น ต น สามารถ แผนภูมิที่ ๑ สถิติคดีปกครองของศาลปกครอง ตั้งแตเปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔

๗ ๕๕,๓.๗๕๘%)

๑ ๔๒๒,๙.๗๐๕%) (๘

ลป สูง กค สุด รอ ง

ศา

๖ ๑๒๗,๔.๖๕๐%) ๕ ๒ ๑๘,๔ (๖

ลป ชั้น กคร ตน อง

(๗๘

ศา

๐๐ ๖๐,๐ ๐๐ ๕๐,๐ ๐๐ ๔๐,๐ ๐๐ ๓๐,๐ ๐๐ ๒๐,๐ ๐๐ ๑๐,๐

๙

๗๐,๒๖

วม

๘๐,๐๐ ๐ ๗๐,๐๐

๔ ๕๑,๘๔

พร

ดี หนวย : ค ๐

ภา

๑.๑.๑ สถิติคดีปกครองในภาพรวม ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลปกครองจั ด ตั้ ง ขึ้ น ตามรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๔๐ และ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดวยเจตนารมณแหงการเปน องค ก รตุ ล าการเพื่ อ อำนวยความยุ ติ ธ รรมเกี่ ย วกั บ ขอพิพาททางปกครอง จึงไดมงุ มัน่ และทุม เทสรรพกำลัง ในภาระหนาที่อันหนักหนวงตลอดระยะเวลา ๑๐ ป ทีผ่ า นมา เพือ่ พิจารณาพิพากษาคดีและพัฒนาระบบงาน ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองใหสามารถ บริการประชาชนใหดียิ่งขึ้นอยางตอเนื่อง จากวั น เป ด ทำการศาลปกครองเมื่ อ วั น ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ จนถึงปจจุบนั นับเปนเวลาหนึง่ ทศวรรษ ในการทำหนาที่อำนวยความยุติธรรมทางปกครองแก สังคมไทย การพิจารณาคดีของศาลปกครองไดสราง บรรทัดฐานในการปฏิบัติราชการที่ดี ทำใหไดรับการ ยอมรั บ และความเชื่ อ มั่ น จากประชาชนและสั ง คม ในระดับสูงมาโดยตลอด อยางไรก็ตาม ผลจากการพัฒนา ประเทศและพลวัตรของสังคมอาจทำใหเกิดขอพิพาท ทางปกครองและมีแนวโนมเปนคดีเขาสูการพิจารณา ของศาลปกครองในอัตราที่สูงขึ้นตอไปในอนาคต ตั้ ง แต เ ป ด ทำการจนถึ ง วั น ที่ ๓๑ ธั น วาคม ๒๕๕๔ มีคดีปกครองเขาสูก ารพิจารณาของศาลปกครอง ทั้งสิ้น จำนวน ๗๐,๒๖๙ คดี ศาลปกครองไดพิจารณา แลวเสร็จ จำนวน ๕๕,๓๕๗ คดี คิดเปนรอยละ ๗๘.๗๘

คดีแลวเสร็จ คดีรับเขา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนภูมิที่ ๒ สถิติคดีรับเขา คดีแลวเสร็จ และคดีคงคางของศาลปกครอง ตั้งแตเปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ หนวย : คดี

๑๕,๐๐๐

๑๔,๙๑๒ ๑๓,๓๓๕ ๑๒,๓๔๔

๑๒,๐๐๐ ๙,๐๐๐

๘,๗๒๘

๙,๘๕๔

คดีรับเขา

๑๐,๖๙๕ ๘,๒๖๗

๗,๒๓๐ ๗,๒๗๗ ๗,๐๖๙ ๖,๘๘๗ ๖,๑๒๕ ๕,๖๙๕ ๖,๐๐๐ ๕,๒๑๙ ๕,๗๘๙๕,๐๕๔ ๖,๑๕๘ ๕,๗๖๑ ๖,๒๕๒ ๖,๘๘๐ ๖,๖๙๑ ๔,๗๖๒ ๕,๕๑๑ ๕,๕๗๑ ๕,๘๘๘ ๕,๖๒๘ ๕,๔๑๑ ๓,๕๕๙ ๕,๐๕๓ ๔,๔๘๔ ๔,๗๑๘ ๓,๐๐๐ ๔,๐๑๖ ๒,๑๓๖

๐

๒๕๔๔ ๒๕๔๕ ๒๕๔๖ ๒๕๔๗ ๒๕๔๘ ๒๕๔๙ ๒๕๕๐ ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ป พ.ศ.

พิ จ ารณาแล ว เสร็ จ จำนวน ๔๒,๙๐๑ คดี คิ ด เป น รอยละ ๘๒.๗๕ ของคดีรับเขาทั้งหมดของศาลปกครอง ชั้นตน และเปนคดีที่อยูระหวางการพิจารณา จำนวน ๘,๙๔๓ คดี คิดเปนรอยละ ๑๗.๒๕ เมื่อพิจารณาคดีรับเขา คดีแลวเสร็จ และคดี ที่อยูระหวางพิจารณาสะสมซึ่งสะทอนใหเห็นภาระงาน ของศาลปกครอง พบวา ปริมาณคดีรับเขามีแนวโนม เพิ่มขึ้นทุกป แมวาในปแรกๆ ปริมาณคดีรับเขาจะมี จำนวนไมมาก เนื่องจากเริ่มเปดทำการ ตอมาเมื่อมีการ ประชาสัมพันธใหความรูแกประชาชนอยางตอเนื่อง จึ ง มี ก ารฟ อ งคดี ป กครองมากขึ้ น และปริ ม าณคดี มีแนวโนมสูงขึ้นทุกป แมวา ศาลปกครองจะไดพยายาม พิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ใ ห ไ ด ม ากที่ สุ ด แต จ ำนวนคดี แลวเสร็จยังคงนอยกวาจำนวนคดีรับเขา ทำใหปริมาณ คดีคงคางสะสมเพิ่มมากขึ้นทุกปดังแผนภูมิที่ ๒ หากพิ จ ารณาผลการพิ พ ากษาคดี ย อ นหลั ง ๕ ป ที่ผานมา คือ จากป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ พบวา ศาลปกครองสามารถลดสัดสวนจำนวนคดีคงคางสะสม

ไดอยางตอเนื่องเมื่อเทียบกับปริมาณคดีรับเขา โดยในป พ.ศ. ๒๕๕๐ มีจำนวนคดีคงคางสะสม ๙,๘๕๔ คดี คิดเปนรอยละ ๒๓.๖๗ ของคดีรับเขาทั้งหมด ป พ.ศ. ๒๕๕๑ จำนวนคดีคงคางสะสม ๑๐,๖๙๕ คดี คิดเปน รอยละ ๒๒.๓๕ ของคดีรับเขาทั้งหมด ป พ.ศ. ๒๕๕๒ จำนวนคดีคงคางสะสม ๑๒,๓๔๔ คดี คิดเปนรอยละ ๒๒.๓๙ ของคดีรับเขาทั้งหมด ป พ.ศ. ๒๕๕๓ จำนวน คดีคงคางสะสม ๑๓,๓๓๖ คดี คิดเปนรอยละ ๒๑.๕๑ ของคดีรับเขาทั้งหมด และป พ.ศ. ๒๕๕๔ จำนวนคดี คงคางสะสม ๑๔,๙๑๒ คดี คิดเปนรอยละ ๒๑.๒๒ ของคดีรับเขาทั้งหมด • เวลาในการพิจารณาคดีของศาลปกครอง ศาลปกครองใหความสำคัญอยางยิง่ กับการเรงรัด พิจารณาพิพากษาคดีเพือ่ อำนวยความยุตธิ รรมแกคกู รณี ตามที่ บั ญ ญั ติ ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๗ ที่ ก ำหนดให ผูพ พิ ากษาและตุลาการมีอสิ ระในการพิจารณาพิพากษา

41


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

แผนภูมิที่ ๓ สถิติคดีรับเขาสะสม คดีแลวเสร็จสะสม และคดีคงคางสะสม ของศาลปกครอง ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ หนวย : คดี

๘๐,๐๐๐ ๗๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐

๖๒,๐๐๒

๕๕,๑๒๒

๓๑,๗๓๙

๑๒,๓๔๔

๑๐,๖๙๕

๙,๘๕๔

(๒๓.๖๙%)

๔๘,๖๖๖

๔๒,๗๘๘

๓๗,๑๕๐

(๒๒.๓๕%)

(๒๒.๓๙%)

๒๕๕๑

อรรถคดีใหเปนไปโดยถูกตอง รวดเร็วและเปนธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงไดกำหนดกรอบเวลา มาตรฐานในการพิ จ ารณาคดี ไว ใ นแผนยุ ท ธศาสตร ศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗ โดย กำหนดให ก ารพิ จ ารณาคดี จ ะต อ งแล ว เสร็ จ โดยเร็ ว อยางชาไมเกิน ๒ ป นับจากวันที่ไดรับคำฟอง ตั้ ง แต เ ป ด ทำการจนถึ ง วั น ที่ ๓๑ ธั น วาคม ๒๕๕๔ ศาลปกครองสามารถพิ จ ารณาคดี แ ล ว เสร็ จ ภายในระยะเวลา ๒ ป จำนวน ๔๑,๕๖๙ คดี คิดเปน รอยละ ๗๕.๐๙ ของคดีที่แลวเสร็จทั้งหมด คดีที่ใชเวลา มากกวา ๒ ป แตไมเกิน ๓ ป จำนวน ๖,๑๒๕ คดี คิดเปนรอยละ ๙.๖๒ คดีที่ใชเวลามากกวา ๓ ป แต ไมเกิน ๔ ป จำนวน ๔,๓๐๒ คดี คิดเปนรอยละ ๖.๖๘ และคดีที่ใชเวลามากกวา ๔ ป จำนวน ๓,๓๖๑ คดี คิดเปนรอยละ ๗.๙๖ ของคดีที่แลวเสร็จทั้งหมดของ ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน เมื่อพิจารณาเวลาที่ใชในการพิจารณาคดีของ ศาลปกครองสูงสุด ตั้งแตเปดทำการจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ศาลปกครองสูงสุดสามารถพิจารณา คดีแลวเสร็จภายใน ๒ ป จำนวน ๙,๔๓๔ คดี คิดเปน รอยละ ๗๕.๗๔ ของคดีที่แลวเสร็จทั้งหมด คดีที่ใชเวลา มากกวา ๒ ป แตไมเกิน ๓ ป จำนวน ๑,๑๙๘ คดี

คดีแลวเสร็จสะสม

๕๕,๓๕๗

๔๗,๘๔๕

๔๑,๕๙๓

๒๕๕๐

42

คดีรับเขาสะสม

๗๐,๒๖๙

คดีคงคางสะสม ๑๔,๙๑๒

๑๓,๓๓๖

(๒๑.๒๒%)

(๒๑.๕๑%)

๒๕๕๔

๒๕๕๓

๒๕๕๒

ป พ.ศ.

แผนภูมิที่ ๔ ร อ ยละของคดี แ ล ว เสร็ จ ของศาลปกครอง ตั้ ง แต เปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ จำแนก ตามระยะเวลาที่ใชในการพิจารณาคดี หนวย : คดี

๓๕,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ ๒๕,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๑๕,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐ ๕,๐๐๐

.๐๙%) ๔๑,๕๖๙ (๗๕ ๓๑,๐๐๗๖%๐)

(๔๑.๐

๑๐,๕๐๙

(๓๔.๖๗%)

ภายใน ๑ ป

๖,๑๒๕

(๙.๖๒%)

ภายใน ๒ ป

๔,๓๐๒

๓,๓๖๑

(๖.๖๘%) (๗.๙๖%) ภายใน ๓ ป

ภายใน ๔ ป

มากกวา ๔ ป

คิดเปนรอยละ ๙.๖๒ คดีที่ใชเวลามากกวา ๓ ป แต ไมเกิน ๔ ป จำนวน ๘๓๒ คดี คิดเปนรอยละ ๖.๖๘ และคดี ที่ ใช เวลามากกว า ๔ ป จำนวน ๙๙๒ คดี คิ ด เป น ร อ ยละ ๗.๙๖ ของคดี ที่ แ ล ว เสร็ จ ทั้ ง หมด ของศาลปกครองสูงสุด สำหรับศาลปกครองชั้นตนสามารถพิจารณา คดีแลวเสร็จภายใน ๒ ป จำนวน ๓๒,๑๓๕ คดี คิดเปน รอยละ ๗๔.๙๐ ของคดีที่แลวเสร็จทั้งหมด คดีที่ใชเวลา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนภูมิที่ ๕ รอยละของคดีแลวเสร็จของศาลปกครองสูงสุด ตัง้ แต เปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ จำแนก ตามระยะเวลาที่ใชในการพิจารณาคดี หนวย : คดี

๖,๐๐๐ ๕,๐๐๐ ๔,๐๐๐

๔%) ๙,๔๓๔ (๗๕.๗ ๕,๑๑๖ (๔๑.๐๗%) ๔,๓๑๘ ๗%) (๓๔.๖

๓,๐๐๐ ๒,๐๐๐

๙๙๒ ๘๓๘๒%) (๗.๙๖%) .๖

๑,๑๒๙%๘)

(๖

(๙.๖

๑,๐๐๐ ภายใน ๒ ป

ภายใน ๑ ป

ภายใน ๔ ป

ภายใน ๓ ป

มากกวา ๔ ป

แผนภูมิที่ ๖ รอยละของคดีแลวเสร็จของศาลปกครองชัน้ ตน ตัง้ แต เปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ จำแนก ตามระยะเวลาที่ใชในการพิจารณาคดี

หนวย : คดี

๓๐,๐๐๐ ๒๕,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ ๑๕,๐๐๐

๑๐,๐๐๐ ๕,๐๐๐

.๙๐%)

๓๒,๑๓๕ (๗๔ ๒๕,๙๗๔%๔)

(๖๐.๔

๖,๑๙๑

๔,๙๒๗

,๔๗๐

๒,๓๖๙

%) ) ๓ (๑๔.๔๓%) (๑๑.๔๙% (๘.๐๙%) (๕.๕๒

ภายใน ๑ ป

ภายใน ๒ ป

ภายใน ๓ ป

ภายใน ๔ ป

มากกวา ๔ ป

มากกวา ๒ ป แตไมเกิน ๓ ป จำนวน ๔,๙๒๗ คดี คิ ด เป น ร อ ยละ ๑๑.๔๙ คดี ที่ ใช เวลามากกว า ๓ ป แตไมเกิน ๔ ป จำนวน ๓,๔๗๐ คดี คิดเปนรอยละ ๘.๐๙ และคดีที่ใชเวลามากกวา ๔ ป จำนวน ๒,๓๖๙ คดี คิ ด เป น ร อ ยละ ๕.๕๒ ของคดี ที่ แ ล ว เสร็ จ ทั้ ง หมด ของศาลปกครองชั้นตน ๑.๑.๒ สถิ ติ ค ดี ป กครองของศาลปกครองชั้ น ต น จำแนกตามชองทางการฟอง การฟองคดีตอศาลปกครอง แมวาผูฟองคดี จะสามารถยื่นฟองดวยตนเอง ณ ที่ทำการศาลปกครอง ในเขตอำนาจศาลแหงนัน้ หรือการสงคำฟองทางไปรษณีย ลงทะเบี ย นก็ ไ ด ซึ่ ง ทำให ป ระชาชนมี ค วามสะดวก ในการเลือกชองทางการฟองที่ตองการ แตจากสถิติ การยื่ น ฟ อ งคดี ที่ ผ า นมา ประชาชนนิ ย มมายื่ น ฟ อ ง ดวยตนเองมากกวาการฟองทางไปรษณีย เนื่องจาก ตองการมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนคำฟองและ การยื่นฟองคดีปกครอง (โปรดดูสถิติการใหคำปรึกษา แนะนำประกอบ) ๑.๑.๓ สถิติคดีปกครองแยกประเภทเรื่องที่ฟองของ ศาลปกครองชั้นตน ตัง้ แตเปดทำการ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ พบว า ประเภทเรื่ อ งที่ มี ก ารฟ อ งคดี ต อ ศาลปกครอง ชั้นตนมากที่สุด ไดแก คดีที่เกี่ยวกับการบริหารบุคคล วิ นั ย คิ ด เป น ร อ ยละ ๒๕.๒๙ รองลงมา ได แ ก คดี ที่ เ กี่ ย วกั บ การเวนคื น อสั ง หาริ ม ทรั พ ย ละเมิ ด ความรั บ ผิ ด อย า งอื่ น คิ ด เป น ร อ ยละ ๑๘.๐๙ และ คดีที่เกี่ยวกับการควบคุมอาคาร ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม คิดเปนรอยละ ๑๔.๖๖ หากพิจารณาสถิติการฟองคดีปกครองจำแนก ประเภทเรื่ อ งที่ ฟ อ งในช ว ง ๕ ป ที่ ผ า นมา พบว า ทุ ก ประเภทคดี มี แ นวโน ม ปริ ม าณคดี สู ง ขึ้ น ทุ ก ป โดยเฉพาะคดี ที่ เ กี่ ย วกั บ การบริ ห ารบุ ค คล วิ นั ย คดี ที่เกี่ยวกับการควบคุมอาคารและสิ่งแวดลอม และคดี ที่เกี่ยวกับการปกครอง การบริหารราชการแผนดิน

43


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

แผนภูมิที่ ๗ สัดสวนรอยละของคดีที่ยื่นฟองดวยตนเองและยื่นฟองทางไปรษณีย ระหวางป พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๕๔

๑๐๐%

๗๑.๒๖ ๒๘.๗๔

๖๙.๓๕ ๓๐.๖๕

๗๓.๐๙ ๒๖.๙๑

๖๗.๙๖ ๓๒.๐๔

๖๘.๘๒ ๓๑.๑๘

๓๔.๒๔ ๖๕.๗๖

๖๔.๑๖ ๓๕.๘๔

๓๕.๖๑ ๖๔.๓๙

๖๘.๑๘

๔๐.๘๑ ๕๙.๑๙

๖๐%

๖๒.๒๙ ๓๗.๗๑

๘๐%

๓๑.๘๒

หนวย : คดี

๔๐%

๒๐% ๐%

ศ.

พ.

๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒ ๕ ๒ ๕ ๕ ๒ ๑ ๒ ๒๕ ๕๔๙ ๕๐ ๒๕๔๔ ๒๕๔๕ ๒๕๔๖ ๕๔๗ ๔๘

ฟองทางไปรษณีย

จำนวน ๒๔,๖๓๗ คดี คิดเปนรอยละ ๔๗.๓๕ ของคดี ป กครองทั้ ง หมด ในศาลปกครองชั้นตน รองลงมาไดแก ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ จำนวน การบริหารงานบุคคล วินัย หนวย : คดี ๑๑,๖๑๖ คดี คิดเปนรอยละ ๒๒.๓๒ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย ละเมิด ๔,๘๙๙ การควบคุมอาคารและสิ่งแวดลอม ๑,๔๘๑,๔๗๖ (๙.๓๕%) ภาคเหนือ จำนวน ๖,๘๒๔ คดี คิดเปน ๑๓,๒๕๖ (๒๕.๒๙%) ๒,๑๔๐ (๔๕.๐ (๒.๘๓(%๒.๘) ๒%) การพัสดุ สัญญาทางปกครอง ๘%) รอยละ ๑๓.๑๑ ภาคใต จำนวน ๖,๐๒๔ ๔,๔๘๖ (๘.๕๖%) การปกครอง การบริหารราชการแผนดิน ๗,๕๐๓ คดี คิดเปนรอยละ ๑๑.๕๘ และภาค ๙,๔๘๒ (๑๔.๓๒%) ที่ดิน สาธารณสมบัติของแผนดิน (๑๘.๐๙) ๗,๖๘๐ (๑๔.๖๕%) ที่ มี ค ดี ป กครองเกิ ด น อ ยที่ สุ ด ได แ ก การคมนาคม พาณิชย อุตสาหกรรม การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ภาคตะวั น ออก จำนวน ๒,๙๓๗ คดี เรื่องอื่นๆ คิดเปนรอยละ ๕.๖๔ หากเปรี ย บเที ย บปริ ม าณคดี ป กครองตาม ๑.๑.๔ สถิติคดีปกครองจำแนกตามพื้นที่มูลคดีเกิด พื้ น ที่ มู ล คดี เ กิ ด ต อ จำนวนประชากรแสนคน พบว า ของศาลปกครองชั้นตน ภาคกลางยั ง คงเป น ภาคที่ มี ป ริ ม าณคดี ป กครอง ตั้งแตเปดทำการถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ มากที่ สุ ด คื อ จำนวน ๑๔๐.๐๗ คดี ต อ ประชากร พบวา ภาคกลางเปนพื้นที่ที่เกิดคดีปกครองมากที่สุด แสนคน โดยเมื่ อ พิ จ ารณาเฉพาะกรุ ง เทพมหานคร แผนภูมิที่ ๘ สถิติคดีปกครองของศาลปกครองชั้นตน จำแนกตามประเภท เรื่องที่ฟองตั้งแตเปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔

44

ฟองดวยตนเอง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนภูมิที่ ๙ สถิติคดีปกครองของศาลปกครองชั้นตน จำแนกตามประเภทเรื่องที่ฟอง ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ หนวย : คดี

๒,๐๐๐ ๑,๘๐๐ ๑,๖๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๒๐๐ ๑,๐๐๐ ๘๐๐ ๖๐๐ ๔๐๐ ๒๐๐ ๒๕๕๐

ป พ.ศ.

๒๕๕๑

๒๕๕๓

๒๕๕๒

แผนภูมิที่ ๑๐ สถิติคดีปกครองของศาลปกครองชั้นตน จำแนกตามภาค ที่มูลคดีเกิดตั้งแตเปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ๒,๙๓๗ (๕.๖๔%)

๖,๐๒๔

(๑๑.๕๘%)

๒๔,๖๓๗

(๔๗.๓๕%)

๖,๘๒๔

ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต ภาคตะวันออก

(๑๓.๑๑%)

๑๑,๖๑๖

(๒๒.๓๒%)

มีปริมาณคดีปกครองมากถึง ๒๙๔.๒๘ คดีตอ ประชากร แสนคน ภาคที่ มี ป ริ ม าณคดี ม ากรองจากภาคกลาง ไดแก ภาคใต จำนวน ๖๗.๗๔ คดีตอประชากรแสนคน ภาคตะวันออก จำนวน ๖๗.๓๒ คดีตอ ประชากรแสนคน

๒๕๕๔

บริหารบุคคล วินัย เวนคืนอสังหาริมทรัพย พัสดุ สัญญาทางปกครอง ควบคุมอาคาร/สิ่งแวดลอม การปกครอง บริหารราชการ ที่ดิน สาธารณสมบัติของแผนดิน ศึกษา วัฒนธรรม สังคม คมนาคม พาณิชย อุตสาหกรรม

ภาคเหนือ จำนวน ๕๙.๕๕ ตอประชากร แสนคน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป น ภาคที่ มี สั ด ส ว นของปริ ม าณคดี ปกครองตอประชากรแสนคน นอยที่สุด คือจำนวน ๕๒.๘๖ คดี ตอประชากร แสนคน และเมื่อพิจารณาสถิติการฟอง คดีปกครองในชวงเวลา ๕ ปทผี่ า นมา คือ ป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ พบวาภาคกลาง ยังคงเปนภาคที่มีคดีปกครองมากที่สุด อย า งต อ เนื่ อ งเมื่ อ เที ย บกั บ ภาคอื่ น ๆ รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต และภาคตะวันออก ตามลำดับ

๑.๑.๕ สถิตคิ ดีหนวยงานระดับกระทรวงทีถ่ กู ฟองคดี ปกครอง ตั้งแตเปดทำการถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ พบวา หนวยงานระดับกระทรวงที่ถูกฟองคดีปกครอง มากที่สุด ๑๐ ลำดับแรก ไดแก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรีและหนวยงาน

45


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

แผนภูมิที่ ๑๑ สถิติคดีปกครองของศาลปกครองชั้นตนตอจำนวนประชากรจำแนกตามภาคที่มูลคดีเกิด ตั้งแตเปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ภาค

จำนวนจังหวัด

จำนวนประชากร* ปริมาณคดีที่ยื่นฟอง จำนวนคดีปกครอง (ลานคน) (คดี) ทีย่ นื่ ฟองตอประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน (คดี)

เหนือ

๑๖

๑๑.๔๖๐

๖,๘๒๔

๕๙.๕๕

กลาง

๒๐

๑๗.๕๘๙

๒๔,๖๓๗

๑๔๐.๐๗

- กรุงเทพมหานคร - อื่นๆ

๑ ๑๙

๕.๗๐๑ ๑๑.๘๘๗

๑๖,๗๗๗ ๗,๘๖๐

๒๙๔.๒๘ ๖๖.๑๒

ตะวันออกเฉียงเหนือ

๒๐

๒๑.๙๗๗

๑๑,๖๑๖

๕๒.๘๖

ตะวันออก

๗

๔.๓๖๓

๒,๙๓๗

๖๗.๓๒

ใต

๑๔

๘.๘๙๓

๖,๐๒๔

๖๗.๗๔

รวม

๗๗

๖๔.๒๘๒

๕๒,๐๓๘

๘๐.๙๕

* ขอมูลจากกระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔

แผนภูมิที่ ๑๒ สถิติคดีปกครองของศาลปกครองชั้นตน ในชวง ๕ ป ที่ผานมา ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ จำแนกตามพื้นที่มูลคดีเกิด

๑๐๐% ๘๐% ๖๐% ๔๐%

๒๗๗ ๔๙๕ ๗๐๙ ๑,๐๘๔ ๒,๗๑๘

๖๔๑

๒๐% ๐% 46

๑,๕๔๔ ๒,๔๖๑

๑,๑๙๘ ๒,๐๗๖

๒๕๕๒

ศ.

พ.

๒๕๕๐

๒๕๕๑

๕๘๐

๕๖๘

๑,๑๒๔ ๒,๘๗๓

๑,๐๔๖ ๒,๑๓๓

๓๐๘ ๔๘๔

๓๔๑ ๔๖๘

๒๙๑ ๔๓๙ ๔๙๕

๑๘๖ ๔๒๖

หนวย : คดี

กลาง

๒๕๕๔

๒๕๕๓ ตะวันออ

เหนือ

กเฉียงเห

นือ

ใต

ตะวันออก


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนภูมิที่ ๑๓ สถิติคดีหนวยงานระดับกระทรวงที่ถูกฟองคดีปกครอง ตั้งแตเปดทำการ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔

หนวย : คดี

๑๕,๘๔๖

๖,๑๖๑

๔,๑๕๔

๔,๓๐๖

๔,๗๙๙

๔,๘๒๘

๕๖๒

๖๔๖

๑,๐๖๒

๑,๖๒๔

ะท

กร โห ม รม

กร

าห

ุตส ม

รร

ัง

ษต

คล

ุข ณส

าร

าธ

าร

งเก

ณ

กร

สห

ม

าค

ละ

รแ

มน

งค รีฯ

นต

ัฐม ร

ิกา

ทย

ดไ

หา

งม

าธ

รว

ึกษ

ะท

งศ

กร

รว

กร

ะท

าย

กร

น นัก

รว

สำ

ะท

รว

งก

ะท

รว

งส

ะท

รว

ุติธ

งย

ะท

รว

งอ

ะท

รว

ลา

งก

ะท

รว

กร กร กร กร

กร กร

๒๐,๐๐๐ ๑๘,๐๐๐ ๑๖,๐๐๐ ๑๔,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ๖,๐๐๐ ๔,๐๐๐ ๒,๐๐๐

ทีข่ นึ้ ตรงตอนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม กระทรวง เกษตรและสหกรณ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุตธิ รรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวง กลาโหม ๑.๑.๖ การใหคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับคดีปกครอง การใหความรูและคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับ คดีปกครองแกประชาชนเปนอีกภารกิจที่ศาลปกครอง ไดใหความสำคัญเปนอยางมาก โดยไดพัฒนารูปแบบ การดำเนิ น งานมาอย า งต อ เนื่ อ ง ซึ่ ง หากประชาชน มีความรูค วามเขาใจเกีย่ วกับคดีปกครองและการฟองคดี ปกครองอยางถูกตอง จะเปนหลักประกันขั้นพื้นฐาน ในการเขาถึงกระบวนการยุติธรรมทางปกครองและ ไดรับความเปนธรรมในเวลาอันรวดเร็ว จากสถิติการใหคำปรึกษาแนะนำแกประชาชน พบวา ประชาชนนิยมมารับคำปรึกษาแนะนำดวยตนเอง มากกว า การขอคำปรึ ก ษาแนะนำเป น หนั ง สื อ หรื อ

ทางโทรศั พ ท โดยตั้ ง แต เ ป ด ทำการศาลปกครอง ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ มีประชาชนมาขอรับ คำปรึกษาแนะนำทั้งสิ้น ๙๒,๑๙๗ ราย หรือมีคาเฉลี่ย เทากับ ๘,๓๘๑ รายตอป และหากพิจารณาจำแนก รายปในระยะ ๕ ปที่ผานมา พบวา ประชาชนไดมา ขอรับคำปรึกษาแนะนำในจำนวนมากทุกปและมีแนวโนม เพิ่มมากขึ้น เมือ่ พิจารณาเรือ่ งทีป่ ระชาชนมาขอรับคำปรึกษา แนะนำในระยะ ๕ ป ที่ ผ า นมา ๒๕๕๔ พบว า ประชาชนมาขอรับคำปรึกษาแนะนำมากที่สุดในทุกป คือ เรื่องเกี่ยวกับการเขียนคำฟองและการยื่นคำฟอง ทั้งนี้ การใหคำปรึกษาแนะนำในเรื่องดังกลาว นับวา มี ค วามสำคั ญ มาก เนื่ อ งจากจะช ว ยลดภาระในการ แกไขคำฟองที่ไมสมบูรณ หรือการปฏิบัติที่ไมถูกตอง ตามวิธแี ละเงือ่ นไขในการฟองคดีปกครอง ซึง่ มีสว นชวย ใหการพิจารณาคดีเปนไปดวยความรวดเร็วยิ่งขึ้น 47


ยงานการปฏิ บั ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

แผนภูมิที่ ๑๔ สถิติการใหคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับคดีปกครองแกประชาชน ในชวง ๕ ป ที่ผานมา ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔

๑๓,๖๕๐

หนวย : ราย

๑๕,๐๐๐ ๑๒,๐๐๐

๑๑,๔๘๕

๑๐,๔๒๗ ๘,๒๐๐

๙,๐๐๐

๖,๖๐๔

๖,๐๐๐ ๓,๐๐๐ ป พ.ศ.

๒๕๕๐

๒๕๕๒

๒๕๕๑

๒๕๕๔

๒๕๕๓

แผนภูมิที่ ๑๕ สถิติการใหคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับคดีปกครองแกประชาชน ในชวง ๕ ป ที่ผานมา ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔

๐% ป

ศ.

พ. 48

๒๕๕๒

๒,๒๙๔ ๑,๖๕๑ ๑,๗๖๙ ๒,๓๙๐

๒,๖๕๐ ๑,๘๒๔ ๒,๒๐๐

๓,๓๘๑

๒,๘๔๘

๔,๑๒๘

๒,๑๑๙ ๑,๗๗๓ ๑,๙๗๘ ๒,๑๘๘

๑,๗๔๒ ๑,๑๗๔ ๑,๖๙๗ ๑,๕๒๓

๒๕๕๐

๒๕๕๑

๒,๓๖๙

๒๐%

๒,๐๖๔

๔๐%

๑,๔๔๗

๖๐%

๑,๕๒๗

๑๐๐% ๘๐%

๑,๔๘๘ ๑,๐๖๔ ๑,๐๗๘

หนวย : คดี

๒๕๕๔

๒๕๕๓ การเขีย

น/ยื่นค

ความรูท

ำฟอง

ั่วไปเกี่ย

เขตอำน

วกับศา

าจศาลป

วิธีปฏิบ

ลปกคร

อง

กครอง

ัติกอนก

การใหค

ำปรึกษ

ารฟองต าแนะนำในเร ่อื อศาลป กครอง งอ่นื ๆ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

๑.๒ เสริมสรางระบบการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใหมีประสิทธิผล การบังคับคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครองมีอำนาจหนาทีด่ ำเนินการ บังคับใหเปนไปตามคำพิพากษาและคำสัง่ ของศาลปกครอง ในคดีปกครองทั่วไป คดีละเมิดทางปกครอง คดีสัญญา ทางปกครอง และคดีอนื่ ทีอ่ ยูใ นอำนาจของศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๗(๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีสำนักบังคับคดีปกครองซึ่งเปนหนวยงานในสังกัด ของสำนักงานศาลปกครองมีหนาที่ดำเนินการบังคับคดี ดังกลาว การบั ง คั บ คดี ต ามคำพิ พ ากษา และคำสั่ ง ของศาลปกครองชั้ น ต น สำนั ก บั ง คั บ คดี ป กครองจะ ปฏิบัติตามมาตรา ๗๐ วรรคสองแหงพระราชบัญญัติ ดังกลาว โดยรอการบังคับคดีไว จนกวาจะพนระยะเวลาอุทธรณ ๓๐ วั น นั บ แต วั น ที่ ศ าลมี ค ำพิ พ ากษา หากเป น กรณี ที่ศาลปกครองสู ง สุ ด มี ค ำพิ พ ากษา สำนั ก บั ง คั บ คดี ป กครองจะ ดำเนิ น การบั ง คั บ คดี ใ ห เ ป น ไป ตามคำบังคับไดทันที ในคดีปกครอง ศาลปกครองจะกำหนดคำบังคับ ตามทีก่ ำหนดไวตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึง่ แหงพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยกำหนดตามลักษณะคำฟองในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสัง่ ในเรือ่ งดังตอไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทาง ปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐกระทำการโดยไมชอบ ด ว ยกฎหมาย ไม ว า จะเป น การออกกฎ คำสั่ ง หรื อ

การกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไมมีอำนาจหรือ นอกเหนืออำนาจหนาที่ หรือไมถูกตองตามกฎหมาย หรือโดยไมถูกตองตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการ อันเปนสาระสำคัญที่กำหนดไวสำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไมสุจริต หรือมีลักษณะเปนการเลือกปฏิบัติ ที่ ไ ม เ ป น ธรรม หรื อ มี ลั ก ษณะเป น การสร า งขั้ น ตอน โดยไม จ ำเป น หรื อ สร า งภาระให เ กิ ด กั บ ประชาชน เกินสมควร หรือเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทาง ปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐละเลยตอหนาที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให ต อ งปฏิ บั ติ หรื อ ปฏิ บั ติ ห น า ที่ ดังกลาวลาชาเกินสมควร (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทำละเมิดหรือความรับผิด อยางอืน่ ของหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจาก การใชอำนาจตามกฎหมาย หรือ จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือ คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยตอ หนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดให ตองปฏิบัติ หรือปฏิบัติหนาที่ดังกลาวลาชาเกินสมควร (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (๕) คดี ที่ มี ก ฎหมายกำหนดให ห น ว ยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาทีข่ องรัฐฟองคดีตอ ศาลเพือ่ บังคับ ใหบคุ คลตองกระทำหรือละเวนกระทำอยางหนึง่ อยางใด (๖) คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ เรื่ อ งที่ มี ก ฎหมาย กำหนดใหอยูในเขตอำนาจศาลปกครอง มาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ ง บั ญ ญั ติ ว า ในการ พิพากษาคดี ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับ อยางหนึ่งอยางใด ดังตอไปนี้

49


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

(๑) สั่งใหเพิกถอนกฎหรือคำสั่งหรือสั่งหาม การกระทำทั้งหมดหรือบางสวนในกรณีที่มีการฟองวา หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐกระทำการ โดยไมชอบดวยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) สั่งใหหัวหนาหนวยงานทางปกครองหรือ เจาหนาที่ของรัฐที่เกี่ยวของปฏิบัติตามหนาที่ภายใน เวลาที่ ศ าลปกครองกำหนด ในกรณี ที่ มี ก ารฟ อ งว า หน ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ละเลย ตอหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่ลาชาเกินสมควร (๓) สั่งใหใชเงินหรือใหสงมอบทรัพยสินหรือ ใหกระทำการหรืองดเวนกระทำการ โดยจะกำหนด ระยะเวลาและเงื่ อ นไขอื่ น ๆ ไว ด ว ยก็ ไ ด ในกรณี ที่ มี การฟองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดของ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาทีข่ องรัฐหรือการฟอง เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (๔) สั่ ง ให ถื อ ปฏิ บั ติ ต อ สิ ท ธิ ห รื อ หน า ที่ ข อง บุคคลทีเ่ กีย่ วของในกรณีทมี่ กี ารฟองใหศาลมีคำพิพากษา แสดงความเปนอยูของสิทธิหรือหนาที่นั้น (๕) สั่ ง ให บุ ค คลกระทำหรื อ ละเว น กระทำ อยางหนึ่งอยางใดเพื่อใหเปนไปตามกฎหมาย วรรคสาม ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษา

ถึงทีส่ ดุ ใหเพิกถอนกฎ ใหมกี ารประกาศผลแหงคำพิพากษา ดังกลาวในราชกิจจานุเบกษา และใหการประกาศดังกลาว มีผลเปนการเพิกถอนกฎนั้น วรรคสี่ ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำบังคับให ผู ใ ดชำระเงิ น หรื อ ส ง มอบทรั พ ย สิ น ตามคำพิ พ ากษา ถาผูนั้นไมชำระเงินหรือสงมอบทรัพยสิน ศาลปกครอง อาจมีคำสั่งใหมีการบังคับคดีแกทรัพยสินของบุคคล นั้นได วรรคห า ในกรณี ที่ ศ าลปกครองมี ค ำบั ง คั บ ตามวรรคหนึ่ง (๕) หรือตามวรรคสี่ ใหนำบทบัญญัติ วาดวยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพงมาใชบังคับโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยมีคำบังคับหรือคำสัง่ เปนอยางไร สำนักงานศาลปกครอง โดยสำนักบังคับคดีปกครองก็จะดำเนินการใหเปนไป ตามคำพิ พ ากษานั้ น โดยถื อ ปฏิ บั ติ ต ามกฎหมาย ดั ง กล า ว ระเบี ย บสำนั ก งานศาลปกครองว า ด ว ย การดำเนิ น การบั ง คั บ ให เ ป น ไปตามคำบั ง คั บ ของ ศาลปกครอง มติ ก ารสั ม มนาตุ ล าการศาลปกครอง ชัน้ ตน และนโยบายของผูบ ริหารสำนักงานศาลปกครอง ดังปรากฏตามผลการดำเนินการบังคับคดี ดังนี้ คดีที่อยูระหวางการดำเนินการบังคับคดี ณ สิ้นป ๒๕๕๔

ป พ.ศ. ๒๕๕๔

คดีที่ตองดำเนินการ คดีที่ดำเนินการ บังคับคดีในป ๒๕๕๔ แลวเสร็จในป ๒๕๕๔ อยูร ะหวางการบังคับคดี อยูร ะหวางการดำเนินการ ของคูกรณี* คำพิพากษา

50

วิธีการ วิธีการ วิธีการ วิธีการ คำพิพากษา คำพิพากษา คำพิพากษา ชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราว ชั่วคราว

ยอดยกมา

๙๕๖

๓๒

รับเขา

๗๖๗

๑๑๖

รวม

๑,๗๒๓

๑๔๘

๔๐๒

๙๕

* รอคูก รณีมานำเจาพนักงานบังคับคดีเพือ่ ดำเนินการยึดอายัดตอไป

๖๘๘

๔๓

๖๑๐

-


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ตัวอยางคดีที่ไดดำเนินการบังคับเสร็จสิ้นในป พ.ศ. ๒๕๕๔ จำแนกตามประเภทของคำบังคับ

๑. คำบังคับใหเพิกถอนกฎหรือคำสั่ง ๑.๑ เพิกถอนกฎ ๑.๑.๑ คดี ศ าลปกครองสู ง สุ ด หมายเลข แดงที่ อ.๒๔๑/๒๕๕๔ ศาลพิ พ ากษาให เ พิ ก ถอน เทศบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ ของเทศบาลนคร ภูเก็ต ตั้งแตวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗ ซึ่งเปนวันใช บังคับเทศบัญญัติดังกลาว ในชั้นบังคับคดี สำนักงานศาลปกครอง ไดจัดทำประกาศเพิกถอนกฎดังกลาวเพื่อลงประกาศ ในราชกิ จ จานุ เ บกษา และเมื่ อ ได มี ก ารประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแลว สำนักงานศาลปกครองไดมี หนังสือแจงการประกาศดังกลาวใหผูถูกฟองคดีทราบ ๑.๑.๒ คดี ศ าลปกครองนครราชสี ม า หมายเลขแดงที่ ๘/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาใหเพิกถอน ขอบัญญัตอิ งคการบริหารสวนตำบลกุดน้ำใส เรือ่ ง การขุดดิน และถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๙ ลงวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๙ ในชั้นบังคับคดี สำนักงานศาลปกครอง ไดจัดทำประกาศเพิกถอนกฎดังกลาวเพื่อลงประกาศ ในราชกิ จ จานุ เ บกษา และเมื่ อ ได มี ก ารประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแลว สำนักงานศาลปกครองไดมี หนังสือแจงการประกาศดังกลาวใหผูถูกฟองคดีทราบ ๑.๒ เพิกถอนคำสั่ง ๑.๒.๑ เพิกถอนคำสั่งอยางเดียว (๑) คดีศาลปกครองสูงสุด หมายเลข แดงที่ อ.๕๘ - ๕๙/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาใหเพิกถอน คำสั่งของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ตามหนังสือ ที่ นร ๒๐๐๒/ ๕๔๗, ๕๔๘, ๕๔๙, ๕๕๐, ๕๕๑ และ ๒๓๒๐ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๕ ที่สั่งใหผูฟองคดีที่ ๑ กับพวก

ส ง ใช เ งิ น ค า ใช จ า ยในการเดิ น ทางกลั บ ประเทศไทย ที่อางวาเบิกเกินสิทธิคืน ในชัน้ บังคับคดี ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ออกคำสั่งใหมเพิกถอนคำสั่งที่พิพาทแลว (๒) คดีศาลปกครองสูงสุด หมายเลข แดงที่ อ.๗๙/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาใหเพิกถอนคำสั่ ง ของผูถูกฟองคดีที่ ๖๔/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เฉพาะสวนที่ใหยกเลิกการเลื่อนขั้นเงินเดือน ประจำปงบประมาณ ๒๕๔๗ ของผูฟองคดีตามคำสั่งที่ ๘๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๖ ในชัน้ บังคับคดี ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ออกคำสั่งใหมเพิกถอนคำสั่งที่พิพาทแลว (๓) คดีศาลปกครองกลาง หมายเลข แดงที่ ๑๗๓๒/๒๕๕๓ ศาลพิพากษาใหเพิกถอนคำสั่ง ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ตามประกาศอำเภอเมืองนครปฐม เรื่อง บัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกเปนผูใหญบานหมูที่ ๑๐ ตำบลหนองงู เ หลื อ ม ลงวั น ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เฉพาะในสวนที่ใหนาย ส. เปนผูสมัครรับเลือก เปนผูใหญบาน ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ยกเลิ ก ประกาศบั ญ ชี ร ายชื่ อ ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กเป น ผูใ หญบา นดังกลาว พรอมกับประกาศรับสมัครผูใ หญบา น แทนตำแหนงที่วางแลว ๑.๒.๒ เพิกถอนคำสั่งโดยมีขอสังเกต (๑) คดี ศ าลปกครองขอนแก น หมายเลขแดงที่ ๑๒๐/๒๕๔๙ ศาลพิ พ ากษาให เพิกถอนคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแกน เขต ๒ ที่ ๔๓๘/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ เรื่อง เลื่อนขั้นและระดับเงินเดือนขาราชการเฉพาะ ในส ว นที่ สั่ ง เลื่ อ นขั้ น เงิ น เดื อ นให ผู ฟ อ งคดี ๐.๕ ขั้ น

51


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

52

โดยให มี ผ ลย อ นหลั ง ไปตั้ ง แต วั น ออกคำสั่ ง ดั ง กล า ว โดยศาลกำหนดขอสังเกตตามมาตรา ๖๙ (๘) แหง พระราชบัญญัติจั ด ตั้ ง ศาลปกครองและวิ ธี พิ จ ารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เกี่ยวกับวิธีการดำเนินการ ใหเปนไปตามผลของคำพิพากษานี้วา ผูถูกฟองคดี ที่ ๑ จะตองดำเนินการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล การปฏิ บั ติ ง านครึ่ ง ป ที่ แ ล ว มา (๑ เมษายน ๒๕๔๗ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗) ของ ผู ฟ อ งคดี ใ หม ใ ห ถู ก ต อ งตาม หลักเกณฑและวิธกี ารตามกฎ ก.พ. ว า ด ว ยการเลื่ อ นขั้ น เงิ น เดื อ น พ.ศ. ๒๕๔๔ และตามประกาศ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้ น พื้ น ฐาน เรื่ อ ง หลั ก เกณฑ และแนวปฏิบัติในการพิจารณา เลื่อนขั้นเงินเดือนขาราชการสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๗ และใหผูถูกฟองคดี ที่ ๒ พิ จ ารณาออกคำสั่ ง เลื่ อ นขั้ น เงิ น เดื อ นประจำ ปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ ครัง้ ที่ ๒ (๑ ตุลาคม ๒๕๔๗) เฉพาะผูฟองคดีใหมใหถูกตองและเปนธรรม โดยให ดำเนินการใหแลวเสร็จภายในเกาสิบวันนับแตวันที่คดี ถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ไดดำเนินการตามขอสังเกตของศาลโดยไดดำเนินการ ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน ครึ่งปที่แลวมา (๑ เมษายน ๒๕๔๗ ถึง ๓๐ กันยายน ๒๕๔๗) ของผูฟองคดีใหมตามหลักเกณฑและวิธีการ ตามกฎ ก.พ. วาดวยการเลือ่ นขัน้ เงินเดือน พ.ศ. ๒๕๔๔ และตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้ น พื้ น ฐาน เรื่ อ ง หลั ก เกณฑ แ ละแนวปฏิ บั ติ ใ นการ พิ จ ารณาเลื่ อ นขั้ น เงิ น เดื อ นข า ราชการสำนั ก งาน คณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน พ.ศ. ๒๕๔๗ และผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดพิจารณาผลการประเมินของ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ดั ง กล า วและออกคำสั่ ง เลื่ อ นขั้ น เงินเดือนประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ ครั้งที่ ๒ (๑ ตุลาคม ๒๕๔๗) เฉพาะผูฟองคดีใหมแลว

(๒) คดี ศ าลปกครองขอนแก น หมายเลขแดงที่ ๙๐/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาใหเพิกถอน คำสั่ ง สำนั ก งานการปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ เกษตรกรรม ที่ ๖๑๓/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่สั่งยาย ผูฟ อ งคดีจากตำแหนงนายชางสำรวจ ระดับ ๖ กลุม งาน ช า งและแผนที่ ส ำนั ก งานการปฏิ รู ป ที่ ดิ น จั ง หวั ด ขอนแก น ไปดำรงตำแหน ง นายช า งสำรวจ ระดั บ ๖ กลุม งานชางและแผนทีส่ ำนักงาน การปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ โดยใหมีผลยอนหลังไปตั้งแตวัน ออกคำสั่งดังกลาว โดยศาลมีขอสั งเกตเกี่ ย วกั บแนวทางหรื อ วิ ธี การดำเนิ น การให เ ป น ไปตาม คำพิ พ ากษาว า ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ดำเนิ น การให ต ำแหน ง เดิ ม ของ ผูฟองคดีในสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดขอนแกน ว า งลงเพื่ อ ให ผู ฟ อ งคดี ไ ด ก ลั บ สู ต ำแหน ง เดิ ม เสมื อ น ไมเคยมีคำสั่งยายผูฟองคดนับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ยกเลิกคำสั่งยายผูฟองคดีจากตำแหนงนายชางสำรวจ ระดับ ๖ กลุมงานชางและแผนที่ สำนักงานการปฏิรูป ที่ดินจังหวัดขอนแกน ไปดำรงตำแหนงนายชางสำรวจ ระดับ ๖ กลุมงานชางและแผนที่ สำนักงานการปฏิรูป ที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ และแจงการยกเลิกคำสั่งดังกลาว ใหผูวาราชการจังหวัดขอนแกนและผูวาราชการจังหวัด กาฬสิ น ธุ ท ราบเพื่ อ ดำเนิ น การในส ว นที่ เ กี่ ย วข อ ง ตอไปแลว ๒. คำบังคับใหเพิกถอนกฎหรือคำสัง่ และใหกระทำการ ๒.๑ เพิกถอนคำสั่งและใหกระทำการ ๒.๑.๑ คดีศาลปกครองสูงสุด หมายเลขแดง ที่ อ.๓๕๔/๒๕๕๒ ศาลพิ พ ากษาแก ค ำพิ พ ากษา ของศาลปกครองกลางที่ พิ พ ากษาให เ พิ ก ถอนมติ ของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๗ เมื่ อ วั น ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๗ ที่ ไ ม อ นุ มั ติ ใ ห จ า ง ผูฟองคดีเปนพนักงานมหาวิทยาลัยในตำแหนงอาจารย


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ประจำคณะสั ง คมสงเคราะห ศ าสตร ต ามที่ ผู ฟ อ งคดี ไดรบั การคัดเลือก และใหผถู กู ฟองคดีทงั้ สองดำเนินการ เพื่อจางผูฟองคดีเปนพนักงานมหาวิทยาลัยในตำแหนง อาจารยดังกลาวภายในหกสิบวันนับแตวันที่คดีถึงที่สุด รวมทั้ ง ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ชดใช ค า สิ น ไหมทดแทน ใหแกผูฟองคดีเปนเงิน ๑,๐๑๔,๔๘๙.๗๔ บาท พรอม ดอกเบี้ยรอยละเจ็ดกึ่งตอปนับแตวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ ซึ่ ง เป น วั น ฟ อ งคดี จ นถึ ง วั น ที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ชดใชคาสินไหมทดแทนดังกลาว และใหผูถูกฟองคดี ที่ ๑ จายเงินใหแกผูฟองคดี เดือนละ ๑๕,๖๓๐ บาท ตั้งแตวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๗ จนถึงวันที่ผูฟองคดี ได รั บ การจ า งเป น พนั ก งานมหาวิ ท ยาลั ย ในตำแหน ง อาจารย ป ระจำคณะสั ง คมสงเคราะห ศ าสตร ตามที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ การคั ด เลื อ กเป น ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ชดใชคา สินไหมทดแทนใหแกผฟู อ งคดีเปนเงิน ๔๒,๘๑๓ บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละเจ็ดกึ่งตอปนับแตวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ ซึ่งเปนวันฟองคดีจนถึงวันที่ผูฟองคดี ไดรบั ชดใชคา สินไหมทดแทนดังกลาว และใหผถู กู ฟองคดี ที่ ๑ จายเงินใหแกผูฟองคดีเดือนละ ๖,๐๓๐ บาท ตั้งแตวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๗ จนถึงวันที่ผูฟองคดี ได รั บ การจ า งเป น พนั ก งานมหาวิ ท ยาลั ย ในตำแหน ง อาจารยประจำคณะสังคมสงเคราะหศาสตร ในสังกัด ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ นอกจากทีแ่ กใหเปนไปตามคำพิพากษา ศาลปกครองชั้นตน ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ มีคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ที่ ๒๒๗๘/๒๕๔๙ ลงวั น ที่ ๒๑ ธั น วาคม ๒๕๔๙ จ า งผู ฟ อ งคดี เ ป น พนั ก งานมหาวิ ท ยาลั ย ตำแหน ง อาจารย สั ง กั ด คณะ สังคมสงเคราะหศาสตร ตั้งแตวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เปนตนไป และไดชำระเงินคาสินไหมทดแทน ใหแกผูฟองคดีแลว ๒.๑.๒ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลข แดง ที่ ๓๙๖/๒๕๕๑ ศาลพิ พ ากษาเพิ ก ถอนคำสั่ ง ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ที่ สฎ ๕๒๕๐๔/๓๓๐๒ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ ที่ไมรับแจงหนังสือของผูฟองคดี ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ที่แจงความประสงค

จะกอสรางอาคาร และใหผถู กู ฟองคดีที่ ๑ ออกใบรับแจง ตามมาตรา ๓๙ ทวิ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัตคิ วบคุม อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แกไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ แกผูฟองคดี ภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให ผู ฟ อ งคดี เริ่ ม ต น ดำเนิ น การก อ สร า งอาคารได โดยมี กำหนดระยะเวลาการกอสราง ๒ ป นับตัง้ แตวนั ทีไ่ ดรับ ใบแจง และใหเพิกถอนคำวินิจฉัยของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่ ๒/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เพิ ก ถอนคำสั่ ง ที่ ไ ม รั บ แจ ง หนั ง สื อ ของผู ฟ อ งคดี ทีแ่ จงความประสงคจะกอสรางอาคาร และไดดำเนินการ ออกใบรับแจงตามมาตรา ๓๙ ทวิ วรรคสอง แหงพระราชบั ญ ญั ติ ค วบคุ ม อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แก ไขเพิ่ ม เติ ม โดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ใหแกผูฟองคดีแลว และผูฟองคดีไดดำเนินการ กอสรางอาคารดังกลาวจนแลวเสร็จ ๒.๑.๓ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลข แดงที่ ๕๒๒/๒๕๕๒ ศาลพิ พ ากษาเพิ ก ถอนคำสั่ ง ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ที่ ๖๔๘/๒๕๔๒ ลงวั น ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๒ ทีส่ งั่ ลงโทษไลผฟู อ งคดีออกจากราชการ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ทีส่ งั่ ยกอุทธรณ และใหผฟู อ งคดีไดรบั สิทธิและประโยชน อันพึงมีพงึ ไดตามกฎหมายหรือระเบียบทีเ่ กีย่ วของตัง้ แต วันที่ถูกลงโทษไลออกจากราชการเสมือนหนึ่งไมเคย ถูกคำสั่งไลออกจากราชการ ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เพิ ก ถอนคำสั่ ง ลงโทษไล ผู ฟ อ งคดี อ อกจากราชการ และได ด ำเนิ น การให ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ สิ ท ธิ ป ระโยชน อั น พึ ง มี พึ ง ได ต ามกฎหมายและระเบี ย บที่ เ กี่ ย วข อ ง ตั้งแตวันที่ถูกลงโทษไลออกจากราชการ ๒.๑.๔ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลข แดงที่ ๘๔๓/๒๕๕๓ ศาลพิ พ ากษาเพิ ก ถอนคำสั่ ง ผูถ กู ฟองคดี ที่ ๔๑๖/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ เพิ่มเติมโดยคำสั่ง ที่ ๑๒/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๐ และให ผู ถู ก ฟ อ งคดี แ ต ง ตั้ ง (ย า ย) ผู ฟ อ งคดี

53


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

54

จากตำแหน ง เจ า หน า ที่ ค ดี พิ เ ศษ ๖ว ไปแต ง ตั้ ง ให ดำรงตำแหนง ระดับ ๖ ทีใ่ ชวฒ ุ ปิ ริญญาโทดานรัฐศาสตร เปนคุณสมบัตเิ ฉพาะสำหรับตำแหนงในชวงเวลาระหวาง วั น ที่ ๑๕ ธั น วาคม ๒๕๔๙ ถึ ง วั น ที่ ๒๑ มิ ถุ น ายน ๒๕๕๐ และพิจารณาแตงตั้งผูฟอ งคดี ใหดำรงตำแหนง เจาหนาทีค่ ดีพเิ ศษ ๖ว ตัง้ แตวนั ที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๕๐ ทั้งนี้ ภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้นบังคับคดี ผูถูกฟองคดีมีคำสั่ง แตงตั้งผูฟองคดี จากตำแหนงเจาหนาที่คดีพิเศษ ๖ว ไปดำรงตำแหนงเจาหนาทีบ่ ริหารงาน ทั่วไป ๖ (ใชวุฒิปริญญาโทดาน รั ฐ ศาสตร เ ป น คุ ณ สมบั ติ เ ฉพาะ สำหรับตำแหนง) ในชวงระหวาง วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถึง วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ และ แตงตั้งใหผูฟองคดีดำรงตำแหนง เจ า หน า ที่ ค ดี พิ เ ศษ ๖ว ตั้ ง แต วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ แลว ๒.๑.๕ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลข แดงที่ ๓๘๑/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของ ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ ตามคำสัง่ สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา ราชบุรี เขต ๑ ที่ ๕๖๒/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เฉพาะในส ว นที่ ไ ม เ ลื่ อ นขั้ น เงิ น เดื อ น ใหผูฟองคดี และใหมีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ผูฟองคดีใหมอีกครั้งหนึ่ง โดยใหปฏิบัติตามบทบัญญัติ ของกฎหมายที่ เ กี่ ย วข อ ง รวมทั้ ง หลั ก เกณฑ แ ละวิ ธี ปฏิบัติตามระบบเปดในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ใหดำเนินการใหแลวเสร็จ ภายในหกสิบวันนับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ แตงตั้งคณะกรรมการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนใหแก ผู ฟ อ งคดี ใ หม และได น ำเสนอสำนั ก งานเขตพื้ น ที่ การศึ ก ษามั ธ ยมศึ ก ษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ การศึกษามัธยมศึกษา เพื่อพิจารณาอนุมัติใหเลื่อนขั้น เงิ น เดื อ นให แ ก ผู ฟ อ งคดี ต อ มา ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ มีคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนใหแกผูฟองคดีแลว

๒.๒ เพิกถอนคำสั่งและใหใชเงิน ๒.๒.๑ คดี ศ าลปกครองสู ง สุ ด หมายเลข แดงที่ อ.๒๖/๒๕๕๔ ศาลพิ พ ากษาแก ค ำพิ พ ากษา ของศาลปกครองกลางที่มีคำพิพากษาใหเพิกถอนมติ ของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๕ ที่ไมอนุมัติใหจัดสรร เงินกองทุนสิ่งแวดลอมใหแกผูถูกฟองคดี ที่ ๑ สำหรับ จายเงินชดเชยคางานกอสรางตามสัญญาแบบปรับราคาได (คา k) ในสัดสวนรอยละ ๙๐ ของวงเงินคา k ที่สำนัก งบประมาณไดพจิ ารณาตรวจสอบ แลวจำนวน ๘๘,๔๖๖,๒๗๔ บาท และใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ จัดสรร เงิ น กองทุ น สิ่ ง แวดล อ มให แ ก ผูถูกฟองคดีที่ ๑ สำหรับจายเงิน คา k ในสัดสวนรอยละ ๙๐ ของ วงเงินคา k ที่สำนักงบประมาณ ไดพจิ ารณาตรวจสอบแลวจำนวน ๘๘,๔๖๖,๒๗๔ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๗.๕ ต อ ป ของต น เงิ น ดั ง กล า ว นั บ ถั ด จากวั น ฟ อ ง เปนตนไปจนกวาผูถ กู ฟองคดี ที่ ๒ จะจัดสรรเงินกองทุน สิ่งแวดลอมใหแกผูถูกฟองคดี ที่ ๑ แลวเสร็จ โดยให ดำเนินการใหแลวเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่คดี ถึงที่สุด โดยใหผูถูกฟองคดีที่ ๓ กำกับใหผูถูกฟองคดี ที่ ๒ ดำเนินการจัดสรรเงินกองทุนสิ่งแวดลอมใหแก ผูถูกฟองคดี ๑ สำหรับจายเงินคา k ดังกลาว และให ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ จายเงินคา k จำนวน ๙๘,๒๙๕,๘๖๐ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงิน ดังกลาว นับถัดจากวันฟองเปนตนไปจนกวาจะชำระ เสร็จใหแกผูฟองคดี โดยใหชำระใหแลวเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่คดีถึงที่สุด เปนใหผถู กู ฟองคดีที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๙๘,๒๙๕,๘๖๐ บาท พรอมดอกเบี้ย ของตนเงินจำนวน ๙๘,๒๙๕,๘๖๐ บาท ในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับแตวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๕ เปนตนไป จนกวาจะชำระเสร็จ และใหยกฟองผูถูกฟองคดีที่ ๒ และผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓ นอกจากที่ แ ก ให เ ป น ไปตาม คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตน


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ไดชำระเงินตนพรอมดอกเบี้ยใหแกผูฟองคดีแลว ๒.๒.๒ คดี ศ าลปกครองนครศรี ธ รรมราช หมายเลขแดงที่ ๒๗๗/๒๕๕๓ ศาลพิ พ ากษาให เพิ ก ถอนคำสั่ ง ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ไ ม อ นุ มั ติ ใ ห จั ด จ า ง ผูฟ อ งคดีตามโครงการบุกเบิกถนนสายหนาบานนายแดง หมู ที่ ๗ และโครงการปรั บ ปรุ ง ถนนสายหน า บ า น นางจารึ ก - ถนนสายบ า นหน า โด หมู ที่ ๘ ตามที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี แ จ ง ให ผู ฟ อ งคดี ท ราบตามหนั ง สื อ ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ใหผูถูกฟองคดีชดใช ค า สิ น ไหมทดแทนให แ ก ผู ฟ อ งคดี เ ป น จำนวนเงิ น ๘,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่คดี ถึงที่สุด ใหผูถูกฟองคดีชำระดอกเบี้ยรอยละเจ็ดครึ่ง ตอปของตนเงิน ๘,๐๐๐ บาท นับแตวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๙ ไปจนกวาผูถ กู ฟองคดีจะชำระคาสินไหมทดแทน ใหแกผูฟองคดีแลวเสร็จ ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ไ ด ชำระเงินตนพรอมดอกเบี้ยใหแกผูฟองคดีแลว ๓. คำบังคับใหหัวหนาหนวยงานทางปกครองหรือ เจาหนาทีข่ องรัฐทีเ่ กีย่ วของปฏิบตั ติ ามหนาทีภ่ ายใน กำหนดเวลาทีศ่ าลปกครองกำหนด ๓.๑ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ ๑๖๘๔/๒๕๕๓ ศาลพิพากษาใหผูถูกฟองคดีออกโฉนด ที่ ดิ น ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สี่ ต ามคำขอเลขที่ ๑๘/๑๘ ลงวั น ที่ ๒๑ ตุ ล าคม ๒๕๔๗ และเลขที่ ๑๙/๑๙ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ ตามผลการรังวัดที่ดิน ในวั น ที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๘ โดยให ด ำเนิ น การ ใหแลวเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ไ ด อ อกโฉนด ที่ดินเลขที่ ๕๖๗๗๗ เลม ๕๖๘ หนา ๗๗ และโฉนด ทีด่ นิ เลขที่ ๕๖๗๗๘ เลม ๕๖๘ หนา ๗๘ ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิ น จั ง หวั ด พระนครศรี อ ยุ ธ ยา ให แ ก ผูฟองคดีทั้งสี่แลว เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ๓.๒ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ ๖๘๗/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาใหผูถูกฟองคดีปฏิบัติหนาที่

ตามมาตรา ๒๗ และหรือมาตรา ๒๘ แหงพระราชบัญญัติ การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ภายใน ๓๐ วัน นับแต วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ป ฏิ บั ติ ห น า ที่ ตามมาตรา ๒๗ และหรือมาตรา ๒๘ แหงพระราชบัญญัติ การสาธารณสุ ข พ.ศ. ๒๕๓๕ แล ว โดยกำจั ด เหตุ เดือดรอนรำคาญตามความจำเปน ดวยการเขาไปจับ สุนัขและแมวในบานที่กอใหเกิดเหตุเดือดรอนรำคาญ อั น เป น การจั ด การตามความจำเป น เพื่ อ มิ ใ ห เ หตุ เดือดรอนรำคาญเกิดขึ้นอีกตอไป ๓.๓ คดีศาลปกครองเชียงใหม หมายเลขแดงที่ ๑๕๔/๒๕๕๒ ศาลพิพากษาและมีคำบังคับใหผถู กู ฟองคดี โดยนายกองคการบริหารสวนตำบลปฏิบัติหนาที่ตามที่ กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ ดังนี้ (๑) ให ด ำเนิ น การรั ก ษาความสะอาด และเก็ บ ขน หรื อ กำจั ด สิ่ ง ปฏิ กู ล หรื อ มู ล ฝอยและ โฆษณาประชาสั ม พั น ธ กวดขั น มิ ใ ห ผู ใ ดปล อ ยวั ว ถายมูลบนทางสาธารณะในพื้นที่ของโครงการหมูบาน แกวเวียงพิงค โดยไมกอใหเกิดเหตุเดือดรอนรำคาญ แกผูฟองคดี (๒) ให ด ำเนิ น การซ อ มแซมดิ น ริ ม รั้ ว และ รางระบายน้ำที่เสียหายใหกลับคืนสูสภาพเดิม ทัง้ นี้ ใหดำเนินการภายใน ๓๐ วัน นับแต วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี จั ด เก็ บ ขยะมู ล ฝอย มู ล วั ว และประชาสั ม พั น ธ ไ ปยั ง ชุ ม ชน ใกล เ คี ย งกั บ พื้ น ที่ โ ครงการฯ เพื่ อ มิ ใ ห มี ก ารทิ้ ง และ เผาขยะและนำวัวไปเลี้ยงในพื้นที่โครงการฯ รวมทั้ง จัดเจาหนาที่เขาตรวจตราในพื้นที่ และไดออกประกาศ เพื่ อ กำหนดหลั ก เกณฑ แ ละเงื่ อ นไขในการจั ด การ ขยะมูลฝอยในทองทีต่ ำบลหวยทราย ซึง่ รวมถึงโครงการ บานแกวเวียงพิงคแลว ๓.๔ คดี ศ าลปกครองสงขลา หมายเลขแดงที่ ๑๖๑/๒๕๕๓ ศาลพิพากษาใหผถู กู ฟองคดีที่ ๒ พิจารณา อุทธรณของผูฟองคดี กรณีผูถูกฟองคดีมีคำสั่งปฏิเสธ การออกใบอนุ ญ าตให มี แ ละใช อ าวุ ธ ป น ด ว ยวาจา

55


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

56

ใหแลวเสร็จ และมีหนังสือแจงผูฟ อ งคดีภายในสามสิบวัน นับแตวันที่ศาลมีคำพิพากษา ในชั้นบังคับคดี ผูถูกฟองคดีที่ ๒ พิจารณา อุทธรณของผูฟองคดี และผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดแจงผล การพิจารณาอุทธรณใหผูฟองคดีทราบแลว ๓.๕ คดี ศ าลปกครองพิ ษ ณุ โ ลก หมายเลขแดง ที่ ๒๖๓/๒๕๕๓ ศาลพิ พ ากษาห า มผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ก อ สร า งอาคารอเนกประสงค บ ริ เ วณลำราง สาธารณประโยชน ซอยสวงพัฒนา สวนทีเ่ หลืออีกตอไป และให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ดำเนิ น การตามโครงการที่ ที่ประชุมประชาคม หมูที่ ๖ ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีมติ กั บ ทั้ ง ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓ และ ผูถ กู ฟองคดีที่ ๔ สัง่ ใหผถู กู ฟองคดี ที่ ๑ รือ้ ถอน อาคารอเนกประสงค สวนทีก่ อ สรางไปแลว ออกไปจาก บริเวณลำรางสาธารณประโยชน ซอยสวงพัฒนาและปรับปรุงลำราง ดังกลาว ใหกลับคืนสูสภาพเดิม ภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้นบังคับคดี ผูถูกฟองคดีที่ ๓ และที่ ๔ สั่งใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ รื้อถอนอาคารอเนกประสงค ส ว นที่ ก อ สร า งไปแล ว ออกไปจากบริ เ วณลำราง สาธารณประโยชน ซอยสวงพั ฒ นา และปรั บ ปรุ ง ลำรางดังกลาวใหกลับคืนสูสภาพเดิม และผูถูกฟองคดี ที่ ๑ รื้ อ ถอนอาคารอเนกประสงค ส ว นที่ ไ ด ก อ สร า ง ไปแล ว ออกไปจากสถานที่ ตั้ ง บริ เวณดั ง กล า ว โดย ดำเนิ น การก อ สร า งอาคารอเนกประสงค ใ นสถานที่ แหงใหมใหเปนไปตามโครงการที่ที่ประชุมประชาคม มีมติ และดำเนินการขุดลำรางสาธารณประโยชนให กลับคืนสูสภาพเดิมแลว ๓.๖ คดี ศ าลปกครองระยอง หมายเลขแดงที่ ๑๔๕/๒๕๕๓ ศาลพิ พ ากษาให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ พิ จ ารณาคำขออนุ ญ าตก อ สร า งอาคารของผู ฟ อ งคดี ตามคำขออนุญาตกอสรางอาคารตามแบบ ข ๑ เลขรับ ที่ ๑๐๖/๒๕๕๐ ลงวั น ที่ ๕ กุ ม ภาพั น ธ ๒๕๕๐

ให เ สร็ จ สิ้ น ภายในกำหนด ๑๕ วั น นั บ แต วั น ที่ ค ดี ถึงที่สุด ในชัน้ บังคับคดี ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ ไดพจิ ารณา คำขออนุ ญ าตก อ สร า งอาคารของผู ฟ อ งคดี แ ล ว โดยออกคำสั่งไมอนุญาตใหกอสรางอาคาร ๔. คำบังคับใหใชเงิน ใหสงมอบทรัพยสินหรือให กระทำการ ๔.๑ ใหใชเงิน ๔.๑.๑ คดี ศ าลปกครองสู ง สุ ด หมายเลข แดงที่ อ.๑๔๑/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาแกคำพิพากษาของ ศาลปกครองสงขลา ที่พิพากษา ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จ า ยเงิ น ค า ท ด แ ท น ที่ ดิ น เ พิ่ ม ใ ห แ ก ผูฟองคดี จำนวน ๕,๒๓๒,๙๕๐ บาท พร อ มดอกเบี้ ย ในอั ต รา สู ง สุ ด ของดอกเบี้ ย เงิ น ฝาก ประเภทฝากประจำของธนาคาร ออมสิ น ในจำนวนเงิ น ที่ เ พิ่ ม ขึ้ น นับแตวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เปนตนไปจนกวา จะชำระเสร็จแกผูฟองคดี ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแต วั น ที่ มี ค ำพิ พ ากษาเป น ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ชำระ เงิ น ค า ทดแทนที่ ดิ น เพิ่ ม ให แ ก ผู ฟ อ งคดี เ ป น เงิ น ๓,๖๙๖,๓๕๐ บาท พร อ มดอกเบี้ ย ในอั ต ราสู ง สุ ด ของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร ออมสินในจำนวนเงินทีเ่ พิม่ ขึน้ นับแตวนั ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ซึ่ ง เป น วั น ที่ ต อ งมี ก ารจายเงินคาทดแทนนั้น เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่มีคำพิพากษา นอกจากที่แกใหเปนไปตาม คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตน ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ไดชำระเงินคาทดแทนที่ดินเพิ่ม พรอมดอกเบี้ยใหแก ผูฟองคดีแลว ๔.๑.๒ คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลข แดงที่ ๖๙๒/๒๕๔๖ ศาลพิ พ ากษาให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ชำระเงิ น ค า ทดแทนที่ ดิ น ให ผู ฟ อ งคดี เ ป น เงิ น


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

๒๖,๘๑๘,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตรารอยละ เจ็ ด ครึ่ ง ต อ ป ข องต น เงิ น ดั ง กล า วนั บ ตั้ ง แต วั น ที่ ๒๓ กุ ม ภาพั น ธ ๒๕๔๓ เป น ต น ไปจนกว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี จะชำระเงินใหผูฟองคดีแลวเสร็จ แตดอกเบี้ยนับตั้งแต วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๕ ต อ งไม เ กิ น ๑๙,๕๔๗,๗๓๓ บาท ทั้ ง นี้ ให ชำระเงิ น ค า ทดแทนที่ ดิ น และดอกเบี้ ย ให แ ล ว เสร็ จ ภายในหกสิบวันนับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้นบังคับคดี ผูถูกฟองคดีไดชำระ เงินคาทดแทนทีด่ นิ พรอมดอกเบีย้ ใหผฟู อ งคดีแลว ๔.๑.๓ คดีศาลปกครองกลาง หมายเลขแดง ที่ ๒๐๓๖/๒๕๕๒ ศาลพิพากษาใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ โดยผูถูกฟองคดีที่ ๒ ชำระเงินคาทดแทนสิ่งปลูกสราง บ า นไม ชั้ น เดี ย วเลขที่ ๒๕๗ เพิ่ ม ให แ ก ผู ฟ อ งคดี อี ก เป น เงิ น ๑๐๗,๗๗๙.๘๒ บาท พร อ มด ว ยดอกเบี้ ย ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำ ของธนาคารออมสิ น ของต น เงิ น จำนวนดั ง กล า ว ในแตละชวงเวลา นับแตวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๐ เปนตนไป จนกวาจะชำระเสร็จสิ้นและดอกเบี้ยจนถึง วั น ฟ อ งต อ งไม เ กิ น ๕,๔๔๖.๗๐ บาท ตามคำขอ ของผูฟองคดี โดยใหชำระใหแลวเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่คดีถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ได ช ำระเงิ น ค า ทดแทนสิ่ ง ปลู ก สร า งเพิ่ ม พร อ มด ว ย ดอกเบี้ยใหแกผูฟองคดีแลว ๔.๒ ใหกระทำการหรือใหใชเงิน คดี ศ าลปกครองกลาง หมายเลขแดงที่ ๑๒๙/๒๕๕๔ ศาลพิพากษาใหบังคับตามคำชี้ขาดของ อนุ ญ าโตตุ ล าการที่ ใ ห ผู คั ด ค า นทำการซ อ มแซม ความเสี ย หายทางเท า และบริ เ วณเขื่ อ นเรี ย งหิ น ในวงเงิ น ๗๓๔,๐๕๖.๔๐ บาท โดยให ผู ร อ งรั บ ผิ ด จายคาซอมแซมครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินดังกลาว คือ ใหจาย ๓๖๗,๐๒๘.๒๐ บาท ใหแกผูคัดคานเพื่อทำการ ซอมแซมหรือหากผูคัดคานไมอาจซอมแซมความชำรุด บกพร อ งดั ง กล า วได ให ผู คั ด ค า นจ า ยค า ซ อ มแซม

ในจำนวน ๓๖๗,๐๒๘.๒๐ บาท ให แ ก ผู ร อ งโดย ใหดำเนินการใหแลวเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่ คดีถึงที่สุด ในชั้ น บั ง คั บ คดี ผู คั ด ค า นได ช ำระเงิ น ให แ ก ผู ร อ งแทนการซ อ มแซมความเสี ย หายทางเท า และบริเวณเขื่อนเรียงหิน และผูรองไดรับเงินจำนวน ดังกลาวแลว ๔.๓ ใหกระทำการและใหใชเงิน คดี ศ าลปกครองระยอง หมายเลขแดงที่ ๑๗/๒๕๕๔ ศาลพิ พ ากษาให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สอง ปฏิ บั ติ ต ามมติ ค ณะรั ฐ มนตรี เ มื่ อ วั น ที่ ๑๗ มิ ถุ น ายน ๒๕๕๑ โดยขยายเวลาตามสัญญาจางเลขที่ ๓/๒๕๕๑ ลงวั น ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๑ อี ก ๒๘ วั น จนถึ ง วั น ที่ ๒๖ มิ ถุ น ายน ๒๕๕๑ และคื น เงิ น ค า ปรั บ จำนวน ๑๔,๗๕๖ บาท ให แ ก ผู ฟ อ งคดี พ ร อ มทั้ ง ชำระดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอปของตนเงิน ดั ง กล า ว นั บ แต วั น ฟ อ งเป น ต น ไปจนกว า จะชำระ เสร็จสิ้น ทั้งนี้ ใหชำระเงินใหเสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแตคดีถึงที่สุด ในชั้นบังคับคดี ผูถูกฟองคดีขยายระยะเวลา ตามสัญญาจางเลขที่ ๓/๒๕๕๑ ออกไปอีก ๒๘ วัน และไดคืนเงินคาปรับพรอมดอกเบี้ยใหแกผูฟองคดีแลว

57


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ยุทธศาสตรที่ ๒ พัฒนาหลักกฎหมายและองคความรูเพื่อใหเปนศูนยกลาง วิชาการดานกฎหมายมหาชนที่เปนที่ยอมรับ ๑. พั ฒ นากฎหมายและองค ค วามรู ด า นกฎหมาย มหาชนเพื่อสนับสนุนการพิจารณาคดีปกครอง และการบริหารงานของศาลปกครอง สำนั ก งานศาลปกครองดำเนิ น การจั ด ทำ องค ค วามรู ด า นกฎหมายมหาชนเพื่ อ เผยแพร แกตลุ าการศาลปกครองและขาราชการฝายศาลปกครอง ประกอบดวยความรูท ผี่ า นกระบวนการศึกษา วิเคราะห และรวบรวมไวอยางเปนระบบ เชน คำแปลคำพิพากษา ของตางประเทศ งานวิจยั การศึกษาเปรียบเทียบ เอกสาร ทางวิ ช าการ บทความทั่ ว ไปทั้ ง ในและต า งประเทศ ทันขาวรายสัปดาห คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด งานสรุปหลักกฎหมายเฉพาะเรื่องจากแนวคำวินิจฉัย ในคดี และจั ด ทำองค ค วามรู ด า นกฎหมายมหาชน เพื่อเผยแพรแกหนวยงานทางปกครองและเจาหนาที่ ของรัฐ ประกอบดวยความรูท ผี่ า นกระบวนการรวบรวม และวิ เ คราะห เ อกสารทางวิ ช าการ บทความทาง วิ ช าการจากคดี ป กครองและข า วทางวิ ช าการ เช น หลักปฏิบัติราชการจากแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง รายงานวิ เ คราะห เ หตุ แ ห ง การฟ อ งคดี ป กครอง หลั ก กฎหมายปกครองที่ เ ป น บรรทั ด ฐานในการ ปฏิบัติงานของหนวยงานทางปกครอง

58

๒. เสริมสรางและพัฒนาการใหบริการเพื่อใหเปน ศูนยกลางรวบรวมองคความรูทางวิชาการดาน กฎหมายมหาชนของประเทศ ศาลปกครองและสำนั ก งานศาลปกครอง

ได พั ฒ นาหอสมุ ด กฎหมายมหาชน ใ ห เ ป น มี ค ว า ม เป น เลิ ศ ด า นการ บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ทรัพยากรสารนิเทศ ที่ใหบริการสารสนเทศ องคความรูเกี่ยวกับกฎหมาย มหาชนทั้งในและตางประเทศ และองคความรูตางๆ ดวยระบบเทคโนโลยีทที่ นั สมัย โดยมุง ใหเกิดประสิทธิภาพ และประสิ ท ธิ ผ ลในการสนั บ สนุ น การปฏิ บั ติ ง าน ในกระบวนการยุตธิ รรมทางปกครอง เนื่องในโอกาสครบทศวรรษในปพุทธศักราช ๒๕๕๔ ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองไดมี การจัดทำพิพิธภัณฑศาลปกครอง ตั้งอยูชั้น ๒ ของ อาคารศาลปกครอง ถนนแจงวัฒนะ เพื่อเก็บขอมูล ประวัติศาสตรเกี่ยวกับการจัดตั้งศาลปกครอง และเปน แหล ง เรี ย นรู เรื่ อ งราวเกี่ ย วกั บ กระบวนการยุ ติ ธ รรม


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ทางปกครองของไทย ซึ่ ง มี วิ วั ฒ นาการยาวนานกว า ๑๐๐ ป จากจุ ด เริ่ ม ต น แนวคิ ด ในการจั ด ตั้ ง องค ก ร พิ จ ารณาเรื่ อ งราวร อ งทุ ก ข ท ำหน า ที่ พิ จ ารณาเรื่ อ งที่ ราษฎรได รั บ ความเดื อ ดร อ น พั ฒ นาไปสู ก ารจั ด ตั้ ง องคกรวินิจฉัยคดีปกครองในรูปแบบของศาลปกครอง ในปจจุบัน โดยพิพิธภัณฑศาลปกครองไดจัดสรางเสร็จ เรียบรอยแลว

พิ พิ ธ ภั ณ ฑ ศ าลปกครองเป ด บริ ก ารให ประชาชนทั่ ว ไปเข า ชม ทุ ก วั น ราชการ ตั้ ง แต เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ผูสนใจสามารถเขาชมไดโดย ไมเสียคาเขาชม สำหรับการเขาชมเปนหมูคณะสามารถ ทำหนังสือขอเขาชมถึงเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ติดตอไดทกี่ ลุม จดหมายเหตุและพิพธิ ภัณฑ สำนักหอสมุด กฎหมายมหาชน โทรศัพท ๐ ๒๑๔๑ ๐๖๘๒-๘๓

นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด กลาวเปด “พิ พิ ธ ภั ณ ฑ ศาลปกครอง” สรางแหลงเรียนรูทางประวัติศาสตรที่ทรงคุณคาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางปกครองของไทย พรอมทัง้ จัดเวทีเสวนา “กวาจะมาเปนศาลปกครอง” ในโอกาสครบทศวรรษเปดทำการศาลปกครองและเปดพิพธิ ภัณฑ ศาลปกครอง เมือ่ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๔ ณ อาคารศาลปกครอง ถนนแจงวัฒนะ

59


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

๓. การเสริมสรางความสัมพันธและแสวงหาเครือขาย ความรวมมือทางวิชาการระหวางประเทศ ศาลปกครองและสำนั ก งานศาลปกครองได ให ค วามสำคั ญ กั บ การเสริ ม สร า งความสั ม พั น ธ แ ละ ความรวมมือกับตางประเทศ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน ในการพั ฒ นางานด า นวิ ช าการ การพั ฒ นาบุ ค ลากร ในกระบวนการยุตธิ รรมทางปกครอง และการเสริมสราง ภาพลักษณของศาลปกครองไทยใหเปนที่ยอมรับจาก นานาประเทศอยางกวางขวาง มีการจัดกิจกรรมสถาปนา ความสั ม พั น ธ การสร า งเครื อ ข า ยและความร ว มมื อ ระหว า งประเทศทั้ ง ในระดั บ ทวิ ภ าคี ไตรภาคี ร ะดั บ ภูมภิ าค และองคการระหวางประเทศ โดยศาลปกครอง และสำนั ก งานศาลปกครองได รั บ ความร ว มมื อ และ

60

การสนับสนุนทางวิชาการและความรวมมือดานอื่นๆ จากรัฐบาลและมูลนิธขิ องตางประเทศ ตลอดจนองคการ ระหว า งประเทศ เช น สาธารณรั ฐ ฝรั่ ง เศส รั ฐ บาล แคนาดา รัฐบาลออสเตรเลีย มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร ของสหพั น ธ ส าธารณรั ฐ เยอรมนี สำนั ก งานผู แ ทน คณะกรรมาธิการประชาคมยุโรป เปนตน ซึง่ การดำเนิน ความสั ม พั น ธ แ ละความร ว มมื อ กั บ นานาประเทศนี้ เอื้ อ ให บุ ค ลากรของศาลปกครองและสำนั ก งาน ศาลปกครองได รั บ การพั ฒ นาองค ค วามรู ท างด า น กฎหมายมหาชนมากขึ้น รวมทั้งศาลปกครองสามารถ นำหลักกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยของตางประเทศ มาประยุ ก ต ใช ใ นการพิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ไ ด อ ย า ง มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ยุทธศาสตรที่ ๓ คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเสริมสรางการปฏิบัติ ราชการทีด่ ี ใหแกหนวยงานทางปกครองและเจาหนาทีข่ องรัฐ ๓.๑ สงเสริมโอกาสการเขาถึงกระบวนการยุติธรรม ทางปกครองของประชาชน ๓.๑.๑ กิ จ กรรมผลิ ต สื่ อ ประชาสั ม พั น ธ ศาลปกครอง เพื่อใหประชาชนไดรับขอมูลเกี่ยวกับ ศาลปกครอง กระบวนการยุติธรรมทางปกครอง และ การปกป อ งคุ ม ครองสิ ท ธิ เ สรี ภ าพของตนเองทั้ ง ทาง สือ่ สิง่ พิมพและสือ่ อิเล็กทรอนิกส สำนักงานศาลปกครอง ไดผลิตสื่อประชาสัมพันธ อาทิ หนังสือการตูนสารพัน ปญหาคดีปกครอง ๑ หนังสือการตูนสารพันปญหาคดี ปกครอง ๒ หนังสือที่นี่...สถานีคดีปกครอง ๑ หนังสือ แนะนำศาลปกครอง “เรือ่ งควรรูเ กีย่ วกับคดีปกครอง” แผ น พั บ เรื่ อ ง ๔ ขั้ น ตอนสำคั ญ ของการดำเนิ น คดี ในศาลปกครอง แผนพับเรื่อง ระยะเวลาการฟองคดี ปกครอง แผนพับเรือ่ ง การพิพากษาคดีและการอุทธรณ คำสั่ ง /คำพิ พ ากษา เป น ต น ในป พ.ศ. ๒๕๕๔ มี ผูใหความสนใจรับหนังสือและแผนพับประชาสัมพันธ ดังกลาว จำนวน ๔๗๒,๖๒๑ คน และสื่ออิเล็กทรอนิกส ผานเว็บไซตศาลปกครอง (www.admincourt.go.th) มีผูใหความสนใจเรียกใชงานผานเครือขายอินเทอรเน็ต ดังกลาว จำนวน ๙๑๔,๙๑๗ ครั้ง ๓.๑.๒ โครงการศาลปกครองพบประชาชน และเสริ ม สร า งเครื อ ข า ยด า นสื่ อ มวลชน โครงการ ดังกลาวไดดำเนินการมาตั้งแตเปดทำการศาลปกครอง โดยในป พ.ศ.๒๕๕๔ ได จั ด โครงการศาลปกครอง พบประชาชนใน ๔ จังหวัด คือ จังหวัดตรัง จังหวัด สุ ริ น ทร จั ง หวั ด หนองคาย และจั ง หวั ด เชี ย งราย

ซึง่ ประชาชนทัว่ ไป หนวยงานราชการและเจาหนาทีข่ องรัฐ สถาบันการศึกษา องคกรภาคประชาชน องคกรพัฒนา เอกชน สื่อมวลชนแขนงตางๆ ไดมีโอกาสเขารวมเปน เครือขายภาคประชาชนกับศาลปกครอง ดังนี้ ครั้งที่ ๑ จังหวัดตรัง รวมกับศาลปกครอง สงขลา เมื่ อ วั น จั น ทร ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมธรรมรินทรธนา จังหวัดตรัง โดยมีผูเขารวม โครงการจำนวน ๕๔๓ ราย ครั้งที่ ๒ จังหวัดสุรินทร รวมกับศาลปกครอง นครราชสี ม า เมื่ อ วั น ศุ ก ร ที่ ๑๙ สิ ง หาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมทองธารินทร จังหวัดสุรินทร โดยมีผูเขารวม โครงการจำนวน ๑,๐๐๖ ราย ครัง้ ที่ ๓ จังหวัดหนองคาย รวมกับศาลปกครอง อุดรธานี เมื่อวันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรม รอยัลแมโขง จังหวัดหนองคาย โดยมีผูเขารวมโครงการ จำนวน ๖๔๔ ราย ครัง้ ที่ ๔ จังหวัดเชียงราย รวมกับศาลปกครอง เชี ย งใหม เมื่ อ วั น จั น ทร ที่ ๕ กั น ยายน ๒๕๕๔

61


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ณ มหาวิทยาลัยแมฟาหลวง จังหวัด เชี ย งราย โดยมี ผู เข า ร ว มโครงการ จำนวน ๑,๗๑๐ ราย ๓.๑.๓ กิ จ กรรมประกวด สื่อกับสถาบันการศึกษา สำนักงาน ศาลปกครองได จั ด กิ จ กรรมตาม โครงการประกวดสือ่ ประชาสัมพันธประเภทสือ่ ผลิตภัณฑ ที่ ร ะลึ ก ศาลปกครอง ในหั ว ข อ “สื่ อ “ศาล” ผ า น ผลิ ต ภั ณ ฑ ” มี ส ถาบั น อุ ด มศึ ก ษาทั่ ว ประเทศส ง นิ สิ ต นักศึกษาเขารวมกิจกรรม จำนวน ๑๘๐ คน ๓.๑.๔ กิ จ กรรมประชาสั ม พั น ธ เ นื่ อ งใน โอกาสครบรอบ ๑๐ ป ศาลปกครอง (วั น ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๔) เนื่องในโอกาสวันครบรอบ ๑๐ ป ของการเปดทำการศาลปกครอง จึงกำหนดใหมีการ จัดงานครบรอบ “๑๐ ป ศาลปกครอง...หลักประกัน ความเปนธรรมในสังคม” มีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ เพื่อเผยแพรความรูความเขาใจเกี่ยวกับศาลปกครอง แกประชาชน ไดแก • การจั ด นิ ท รรศการแสดงผลงานด า นการ พิจารณาคดีพิพากษาคดีปกครอง และแนวคำวินิจฉัย ของศาลปกครองที่ เ ป น หลั ก ในการปฏิ บั ติ ร าชการ

62

ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในระหวางวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ อาคาร ศาลปกครอง ชั้น ๑ • การแถลงขาวตอสื่อมวลชน เนื่องในโอกาส ครบรอบ ๑๐ ปศาลปกครอง เพือ่ แถลงผลการดำเนินงาน ของศาลปกครองในรอบ ๑๐ ป ที่ ผ า นมา ทิ ศ ทาง ในการดำเนินงานของศาลปกครองในป ๒๕๕๔ โดย นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด • การสัมมนาทางวิชาการ เรือ่ ง “หลักประกัน สิทธิในการฟองคดีตอ ศาลปกครอง” จัดโดยศาลปกครอง และมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร ประเทศไทย ในวันพุธ ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ หองสัมมนา ชั้น ๑๑ อาคาร ศาลปกครอง ถนนแจงวัฒนะ โดยมีวทิ ยากรผูท รงคุณวุฒิ ประกอบดวย ตุลาการศาลปกครองและนักวิชาการ ผูเชี่ยวชาญดานกฎหมายจากตางประเทศ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

๓.๑.๕ เพื่ อ ให ป ระชาชนสามารถเข า ถึ ง การบริการของศาลปกครองไดโดยสะดวก รวดเร็ว และทั่ ว ถึ ง สำนั ก งานศาลปกครองได ด ำเนิ น การ กอสรางอาคารที่ทำการถาวรแลวเสร็จและเปดทำการ เพิ่มขึ้นอีก ๑ แหง เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ คือ ศาลปกครองอุบลราชธานี ๓.๒ เสริมสรางการปฏิบัติราชการที่ดีแกหนวยงาน ทางปกครองและเจาหนาทีข่ องรัฐ ในป พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลปกครองและสำนักงาน ศาลปกครองไดดำเนินการจัดฝกอบรม สัมมนา และ ใหความรูเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง และการสงเสริมการเรียนรูวิธีปฏิบัติราชการที่ดีใหแก นักบริหารสวนราชการ หนวยงานอื่นๆ และเจาหนาที่ ของรัฐ ไดแก ๑. โครงการอบรมหลั ก สู ต รนั ก บริ ห าร การยุ ติ ธ รรมทางปกครองระดั บ สู ง (บยป.) รุ น ที่ ๒ มีผูเขารับการอบรมจำนวน ๙๖ คน

๒. โครงการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครอง และวิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุนที่ ๒ มีผูเขารับการอบรมจำนวน ๑๗๗ คน ๓. โครงการสั ม มนาเชิ ง ปฏิ บั ติ ก ารเรื่ อ ง หลั ก ปฏิ บั ติ ร าชการเกี่ ย วกั บ สั ญ ญาทางปกครอง รวม ๒ รุน จำนวน ๓๐๑ คน ๔. โ ค ร ง ก า ร สั ม ม น า เจ า ห น า ที่ ข อ ง รั ฐ เรื่อง หลักปฏิบัติราชการเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง: บรรทั ด ฐานจากคดี ป กครอง รวม ๒ รุ น จำนวน ๓๒๗ คน

63


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ยุทธศาสตรที่ ๔ พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษยเพื่อมุงสูองคการที่มี ขีดสมรรถนะสูง

64

๔.๑ พั ฒ นาระบบบริ ห ารทรั พ ยากรมนุ ษ ย เ พื่ อ เพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพในการปฏิ บั ติ ง านให บ รรลุ วัตถุประสงคขององคการ สำนักงานศาลปกครองไดดำเนินการปรับปรุง ภารกิ จ โครงสร า ง และอั ต รากำลั ง ของสำนั ก งาน ศาลปกครอง ประกอบดวย การกำหนดสัดสวนอัตรา กำลังพนักงานคดีปกครองเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการ พิจารณาคดีในองคคณะ การจัดอัตรากำลังสนับสนุน ตุลาการศาลปกครองที่เพิ่มขึ้นตามมติคณะกรรมการ ตุ ล าการศาลปกครอง (ก.ศป.) ทั้ ง การเตรี ย มการ เป ด ศาลปกครองในภู มิ ภ าค และรองรั บ การจั ด ตั้ ง แผนกคดี ที่ มี ชื่ อ เรี ย กอย า งอื่ น การกำหนดขนาด สำนักงานศาลปกครองในภูมิภาคออกเปน ๓ ขนาด ให เ หมาะสมต อ ปริ ม าณคดี ท่ี เ ข า สู ก ารพิ จ ารณา การจั ด อั ต รากำลั ง ในส ว นของการสนั บ สนุ น งานคดี ปกครองและงานบังคับคดีปกครอง ทัง้ นี้ ไดปรับภารกิจ และโครงสรางการแบ ง ส ว นราชการของสำนั ก งาน

ศาลปกครองเป น ๑๖ สำนั ก งานศาล ๑๔ สำนั ก ๓ วิทยาลัย รวม ๓๓ หนวยงาน พรอมการกำหนด ตำแหนงเพิ่มใหม ตำแหนงขาราชการฝายศาลปกครอง อี ก จำนวน ๑,๔๕๕ อั ต รา และตำแหน ง พนั ก งาน ราชการศาลปกครองอีกจำนวน ๕๕๐ อัตรา โดยมีผล ตัง้ แตวนั ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เปนตนไป ๔.๒ เสริ ม สร า งความเชี่ ย วชาญและขี ด สมรรถนะ ของบุ ค ลากรของศาลปกครองและสำนั ก งาน ศาลปกครอง ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ไดใหความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของบุคลากร โดยถือวา บุคลากรเปนปจจัยสำคัญแหงความสำเร็จใน การขับเคลื่อนการพัฒนาศาลปกครองและสำนักงาน ศาลปกครองเพื่ อ ตอบสนองต อ ความคาดหวั ง ของ ประชาชนและทุกภาคสวนในสังคม โดยมีภารกิจสำคัญ ในการพัฒนาบุคลากร ๒ กลุม ไดแก


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

๔.๒.๑ การพัฒนาตุลาการศาลปกครอง เพือ่ เสริมสรางศักยภาพและความเชีย่ วชาญในการปฏิบตั งิ าน คดีของตุลาการศาลปกครอง รวมทั้งเสริมสรางทัศนคติ คานิยม และวัฒนธรรมองคการศาลปกครองใหแกตลุ าการ ศาลปกครอง โดยไดจดั ทำแผนพัฒนาตุลาการศาลปกครอง ศึกษาวิเคราะหเพื่อพัฒนาระบบ รูปแบบและวิธีการ พัฒนา ดวยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การฝกอบรม การสัมมนา การจัดการบรรยายทางวิชาการ การสง ตุลาการเขารับการศึกษา อบรม/สัมมนาที่หนวยงาน ภายนอกเป น ผู จั ด รวมทั้ ง จั ด ให มี ก ารศึ ก ษาดู ง าน ทั้ ง ภายในประเทศและต า งประเทศ เพื่อใหตุลาการ ศาลปกครองไดรับการเพิ่มพูนองคความรู และทักษะ การปฏิ บั ติ ง านในกระบวนพิ จ ารณาคดี ป กครอง อยางตอเนือ่ ง และเปนระบบ และมีโอกาสไดแลกเปลีย่ น ความคิ ด เห็ น ตลอดจนสร า งเสริ ม ประสบการณ และวิสัยทัศนที่กวางไกลใหตุลาการศาลปกครองอันจะ นำไปสูการพัฒนางานของศาลปกครอง ๔.๒.๒ การพัฒนาขาราชการฝายศาลปกครอง โดยแบงเปน โครงการพัฒนาขาราชการฝายศาลปกครอง ตามเสนทางความกาวหนาในอาชีพ ไดพฒ ั นาหลักสูตร การอบรมพนักงานคดีปกครองและจัดอบรมพนักงาน คดีปกครอง อาทิ หลักสูตรเตรียมความพรอมพนักงาน คดีปกครองบรรจุใหมและรับโอน หลักสูตรพนักงาน คดีปกครองระดับตน ระดับกลาง และระดับสูง รวมทั้ง ศาลปกครองในภู มิ ภ าคแต ล ะแห ง ได จั ด โครงการ เสริ ม สร า งความรู แ ละทั ก ษะเพื่ อ เพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพ

ในการปฏิบัติงานใหพนักงานคดีปกครองเชนเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี หลักสูตรเตรียมความพรอมกอนเลื่อน ระดับชำนาญการ หลักสูตรเตรียมความพรอมกอนเลือ่ น ระดั บ ชำนาญการพิ เ ศษ หลั ก สู ต รหั ว หน า ที ม และ ผูอำนวยการกลุม เปนตน โครงการพัฒนาขาราชการฝายศาลปกครอง ตามระบบสมรรถนะ โดยพัฒนาและจัดโครงการอบรม เพือ่ พัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานใหแกบคุ ลากรของ สำนักงานศาลปกครองในหลากหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรการพัฒนาทักษะการคิด หลักสูตรการสราง แรงจูงใจเพือ่ พัฒนาตนเอง หลักสูตรเทคนิคการบริการเพือ่ ความเปนเลิศ หลักสูตรการเขียนหนังสือราชการ เปนตน

65


66

๔.๓ เสริมสรางคานิยมเพื่อใหเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหสอดคลอง กับวัฒนธรรมศาลปกครอง ตลอดระยะเวลากวา ๑ ทศวรรษ ของการจัดตั้งศาลปกครองและ สำนั ก งานศาลปกครอง ผู บ ริ ห ารศาลปกครองและผู บ ริ ห ารสำนั ก งาน ศาลปกครองมีความมุงมั่นและตั้งใจที่จะสรางใหบุคลากรของศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง ที่มาจากหลากหลายหนวยงานรวมทั้งบุคลากร ใหมที่ไดรับการบรรจุแตงตั้งครั้งแรกที่สำนักงานศาลปกครอง มีทัศนคติ คานิยม และวัฒนธรรมองคการที่สอดคลองกับลักษณะงานและกอใหเกิด การปรั บ เปลี่ ย นพฤติ ก รรมเพื่ อ พั ฒ นาการดำเนิ น งานของศาลปกครอง ประธานศาลปกครองสูงสุดจึงไดมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการเสริมสราง วัฒนธรรมศาลปกครอง เพื่อเปนกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดัน ใหบุคลากรศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง มีทัศนคติ คานิยม และวั ฒ นธรรมองค ก ารที่ ส อดคล อ งกั บ ลั ก ษณะงานและก อ ให เ กิ ด การ ปรั บ เปลี่ ย นพฤติ ก รรมเพื่ อ พั ฒ นาการดำเนิ น งานของศาลปกครอง ซึ่ ง คณะกรรมการฯ มี ม ติ เ ห็ น ชอบ “แนวทางการเสริ ม สร า งวั ฒ นธรรม ศาลปกครอง” และ “แผนการเสริ ม สร า งวั ฒ นธรรมศาลปกครอง” เพื่ อ ใช เ ป น ทิ ศ ทางในการดำเนิ น งานขั บ เคลื่ อ นวั ฒ นธรรมศาลปกครอง (TRUST) ไปสู ก ารปฏิ บั ติ อ ย า งเป น รู ป ธรรม ตั้ ง แต ป ง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ - ๒๕๕๗ โดยในปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ไดจัดทำคำจำกัด ความ/ความหมายของวัฒนธรรมศาลปกครอง (TRUST) ใหเกิดความ ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อประโยชนในการสื่อสาร สรางการรับรูและความเขาใจ ที่ถูกตองตรงกันของบุคลากรของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง

วัฒนธรรม ศาลปกครอง

(Administrative Court Way) เป น ความเชื่ อ ค า นิ ย ม และ แบบพฤติ ก รรมร ว มที่ บุ ค ลากร ศ า ล ป ก ค ร อ ง ทุ ก ค น ไ ด ยึ ด ถื อ และปฏิบัติทั้งตองาน และตอผูอื่น อั น สะท อ นให เ ห็ น ถึ ง วิ ถี ชี วิ ต และ วิ ธี ก ารทำงานที่ เ ป น เอกลั ก ษณ ของศาลปกครอง ที่ใหความสำคัญ กับ การปฏิบตั งิ านดวยความโปรงใส (Transparency) การยึ ด มั่ น ใน ความถู ก ต อ ง (Righteousness) ความมีเอกภาพในการปฏิบัติหนาที่ (Unity) และ การสงมอบผลงาน ที่มีคุณภาพมาตรฐาน (Standard) ทามกลางบรรยากาศทีร่ ว มมือรวมใจ กั น ทำงานเป น ที ม (Teamwork) อยางเขมแข็ง หรือทีเ่ ราเรียกรวมกัน วา “TRUST”


Transparency : โปรงใส

Righteousness : ถูกตอง

บุคลากรศาลปกครอง เปนผูที่มุงมั่นปฏิบัติงานอยาง เต็มกำลังความสามารถ เพื่อประโยชนตอสวนรวมและ องคกร ดวยความโปรงใส เปดเผยตรงไปตรงมา และ สามารถตรวจสอบได • ปฏิ บั ติ ง านอย า งโปร ง ใส ถู ก ต อ งตามวิ ธี ก าร และ กระบวนงานที่กำหนด • เปดเผยขอมูลขาวสารการปฏิบตั งิ านใหสาธารณชนทราบ ตามกรอบของกฎหมาย • ปฏิ บั ติ ง านโดยยึ ด ประโยชน ส ว นรวมและองค ก ร มากกวาสวนตน • ประพฤติ ป ฏิ บั ติ ต นเหมาะสม เป น แบบอย า งที่ ดี แกบุคลากรในองคกร รูวาสิ่งใดควรทำ ไมควรทำ • พรอมรับการตรวจสอบการปฏิบัติงาน

บุ ค ลากรศาลปกครอง เป น ผู ที่ ตั้ ง มั่ น ปฏิ บั ติ ง านตาม จรรยาบรรณวิ ช าชี พ ด ว ยความถู ก ต อ ง เป น กลาง ไม เ ลื อ กปฏิ บั ติ ซื่ อ สั ต ย สุ จ ริ ต และยึ ด มั่ น ในคุ ณ ธรรม จริยธรรม • ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกตอง • เคารพกฎหมาย กฎ ระเบียบ และหลักเกณฑที่วางไว • รักษาวินัย • ปฏิบัติงานดวยความซื่อสัตยสุจริต • ปฏิบัติงานโดยปราศจากอคติ • รั ก ษาความลั บ ในข อ มู ล ข า วสารลั บ หรื อ ข อ มู ล ขาวสารที่ยังไมถึงเวลาเปดเผย • กลารับผิดชอบตอความบกพรองของตนเอง

67


Unity : เปนเอกภาพ บุคลากรศาลปกครอง เปนผูท ยี่ ดึ มัน่ ปฏิบตั งิ านดวยความ เปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คำนึงถึงประโยชนขององคกร เปนสำคัญ ภาคภูมิใจในการเปนสวนหนึ่งขององคกร มีความรักและภักดีตอองคกร • มีความสามัคคี • ยอมรับและเคารพในเสียงสวนใหญ • ทำงานโดยมุงความสำเร็จขององคกร • ปฏิบัติตามแนวทางและนโยบายที่องคกรกำหนด • มีสวนรวมในการดำเนินกิจกรรมตางๆ ขององคกร • แตงกายใหถูกตองตามระเบียบ Standard : มีมาตรฐาน บุคลากรศาลปกครอง เปนผูที่มุงมั่นปฏิบัติงานอยาง มืออาชีพ มีมาตรฐาน รับผิดชอบ เปนระบบ สรางสรรคงาน อยางมีคุณภาพและเปนที่ยอมรับ • มีความรอบรูและเชี่ยวชาญในวิชาชีพ • ปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนด • ศึกษาหาความรูในวิทยาการสมัยใหมอยางตอเนื่อง • ตรงตอเวลา • ริเริ่ม ปรับปรุงการทำงานอยูเสมอ • แลกเปลี่ยนความรูซึ่งกันและกันในทุกระดับ Teamwork : ทำงานเปนทีม

68

บุคลากรศาลปกครอง เปนผูท ยี่ ดึ มัน่ ปฏิบตั งิ านดวยความ รวมมือรวมใจ ทำงานเปนทีมอยางเขมแข็ง เคารพใหเกียรติ ซึ่งกันและกัน • ยอมรับในสถานะและบทบาทของผูรวมงานแตละคน เชื่อมั่นและใหเกียรติซึ่งกันและกัน • มีจิตอาสา เต็มใจชวยเหลือเกื้อกูลเพื่อนรวมงาน • รั บ ฟ ง ความเห็ น ต า ง และเคารพในความคิ ด เห็ น ของผูอื่น • ใหกำลังใจผูรวมงาน • รวมคิดหาวิธีแกไขปญหาอุปสรรคในการทำงาน • รับผิดชอบในผลของงานรวมกัน


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ยุทธศาสตรที่ ๕ พัฒนาระบบบริหารจัดการองคการเพื่อเอื้อตอการปฏิบัติ ภารกิจของศาลปกครอง ๕.๑ ยกระดั บ ขี ด ความสามารถในการทำงานและ คุ ณ ภาพการให บ ริ ก ารของทุ ก หน ว ยงานใน สำนักงานศาลปกครอง แผนยุทธศาสตรศาลปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔- ๒๕๕๗ ไดกำหนดใหยุทธศาสตรการพัฒนา ระบบการบริหารจัดการองคการเพื่อเอื้อตอการปฏิบัติ ภารกิจของศาลปกครอง เปนหนึ่งในยุทธศาสตรเชิงรุก เพื่ อ ให ห น ว ยงานในสำนั ก งานศาลปกครองและ บุคลากรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหสนองตอบ ต อ วิ สั ย ทั ศ น พั น ธกิ จ ของศาลปกครอง เหมาะสม สอดคล อ งกั บ บริ บ ทในป จ จุ บั น และสถานการณ ที่ เ ปลี่ ย นแปลงไปอั น จะส ง ผลให เ กิ ด การพั ฒ นา และเสริ ม สร า งประสิ ท ธิ ภ าพของศาลปกครองได อย า งต อ เนื่ อ ง ดั ง นั้ น สำนั ก งานศาลปกครองจึ ง ได กำหนดแนวทางและหลั ก เกณฑ ก ารจั ด ทำข อ ตกลง การปฏิบัติงานระดับหนวยงาน ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยกำหนดใหทุกหนวยงานตองจัดทำ แนวทางการยกระดับขีดความสามารถในการทำงาน และคุณภาพการใหบริการของหนวยงานในสำนักงาน ศาลปกครองใหอยูใ นระดับสูง เพือ่ รองรับการทำงานเชิงรุก ของสำนักงานศาลปกครองไดอยางมีประสิทธิภาพ ๕.๒ เพิ่มประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือ่ สาร ใหสามารถสนับสนุนภารกิจหลัก ขององคการและรองรับการพัฒนาในอนาคต ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองไดให

ความสำคั ญ กั บ การนำเทคโนโลยี ส ารสนเทศและ การสื่ อ สาร (ICT) มาช ว ยสนั บ สนุ น การปฏิ บั ติ ง าน ตามภารกิจของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง กำหนดใหเพิม่ ประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ICT) ใหสามารถสนับสนุนภารกิจหลัก ขององคการและรองรับการพัฒนาองคการในอนาคต โดยไดดำเนินการ ดังนี้ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การพั ฒ นาด า นเทคโนโลยี ส ารสนเทศของ ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองไดออกแบบ และพั ฒ นาโปรแกรมสำหรั บ ใช ง านขึ้ น เองตาม ความต อ งการของหน ว ยงาน การให บ ริ ก ารข อ มู ล สารสนเทศผ า นเครื อ ข า ยอิ น เทอร เ น็ ต บริ ก ารดู แ ล บำรุงรักษาและซอมแซมแกไขคอมพิวเตอร และบริการ ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ ๑. การพัฒนาระบบงานคดีปกครองแผนกคดี สิ่งแวดลอมขึ้นในลักษณะของ WEB APPLICATION เพื่ อ รองรั บ การเป ด แผนกคดี สิ่ ง แวดล อ มขึ้ น ใน ศาลปกครองทั้งสวนกลางและภูมิภาค โดยไดพัฒนา ระบบใหสามารถออกคดีหมายเลขดำ ส. แยกออกจาก ระบบงานคดีปกครองเดิม การพัฒนาระบบดังกลาว จะชวยสนับสนุนการปฏิบตั งิ านของตุลาการศาลปกครอง พนั ก งานคดี ป กครอง และบุ ค ลากรผู ที่ เ กี่ ย วข อ งให สามารถบั น ทึ ก หรื อ สื บ ค น ข อ มู ล ได อ ย า งสะดวก และรวดเร็ว ซึ่งในเบื้องตนไดพัฒนาระบบใหสามารถ จัดเก็บขอมูลคดีเกีย่ วกับสิง่ แวดลอม ในสวนทีเ่ กีย่ วของกับ

69


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

70

• การออกหมายเลขคดี ด ำ/แดงของ ศาลปกครองชั้ น ต น และฟ อ งตรงของ ศาลปกครองสูงสุด • การบั น ทึ ก บุ ค คลในคดี ได แ ก ผู ฟ อ งคดี ผูถูกฟองคดี ผูรองสอด ผูรับมอบอำนาจ/ ผูแทน • การบันทึกสถานที่มูลคดีเกิด • การจายสำนวน • การบั น ทึ ก สารบบความ และสารบบ คำพิพากษา/คำสั่ง • การบันทึกความเคลื่อนไหว • การตรวจฟองซ้ำฟองซอน ๒. ระบบลงเวลาปฏิบตั ริ าชการดวยเครือ่ งอาน ลายพิมพนิ้วมือ เปนระบบงานสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น เพื่ อ เอื้ อ ต อ การปฏิ บั ติ ภ ารกิ จ ของศาลปกครองโดย ได น ำเครื่ อ งอ า นลายพิ ม พ นิ้ ว มื อ มาทดลองใช ก อ น มี เ ป า หมายเพื่ อ อำนวยความสะดวกให ก ารลงเวลา เข า ปฏิ บั ติ ง านของข า ราชการทำได ส ะดวก รวดเร็ ว ทั้ ง ผู เ ข า ปฏิ บั ติ ง านและเจ า หน า ที่ ผู ค วบคุ ม ดู แ ล ตรวจสอบการลงเวลา ทั้งยังสามารถลดปริมาณการใช กระดาษในรูปบัตรตอกลงเวลาแบบเดิม ๓. ระบบทะเบียนครุภัณฑดวยรหัสบารโคด เปนระบบงานสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นเพื่อเอื้อตอการ ปฏิ บั ติ ภ ารกิ จ ของศาลปกครอง โดยใช เ ทคโนโลยี เข า มาช ว ยในการจั ด ทำฐานข อ มู ล ทะเบี ย นครุ ภั ณ ฑ ชวยใหบริหารจัดการทะเบียนครุภณ ั ฑ การโอน การยาย การตรวจสอบ การตรวจนั บ จำนวนครุ ภั ณ ฑ ต า ง ๆ สามารถทำไดสะดวก รวดเร็ว

การพั ฒ นาระบบติ ด ต อ สื่ อ สารเผยแพร ประชาสัมพันธ การพัฒนาเว็บไซตศาลปกครอง สำนักงานศาลปกครอง ไดเผยแพรขอ มูล บทความ คำพิพากษา/คำสัง่ ทีน่ า สนใจเกีย่ วกับคดีปกครองสิง่ แวดลอม มาอย า งต อ เนื่ อ ง และในโอกาสที่ มี ก ารเป ด แผนก คดีสิ่งแวดลอมในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ จึงมีการ พั ฒ นาและปรั บ ปรุ ง หน า เว็ บ ไซต ค ดี สิ่ ง แวดล อ มเพื่ อ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ประชาสั ม พั น ธ แ ผนกคดี สิ่ ง แวดล อ มและเผยแพร ขอมูลขาวสารและกิจกรรมของคณะกรรมการดานวิชาการ เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดลอม ใหแกประชาชนทั่วไป ผานเว็บไซตศาลปกครอง www.admincourt.go.th ประกอบดวยเมนูหลัก ดังนี้ ๑) เมนูบทบรรณาธิการ ๒) เมนู อ า นเพลิ น ...กั บ คดี สิ่ ง แวดล อ ม เปนการนำเสนอบทความจากคำวินิจฉัยศาลปกครอง สู ง สุ ด นำมาเขี ย นใหม ใ นภาษาที่ อ า นง า ย อ า นสนุ ก ไดสาระและความรู ๓) เมนูรอบโลกวิชาการ...รอบดานสิง่ แวดลอม ซึ่งเปนการนำเสนอบทความสิ่งแวดลอมในตางประเทศ ที่นาสนใจ ๔) เมนูหอ งสมุดสิง่ แวดลอม ปจจุบนั ไดเผยแพร ขอมูลแลวหลายเรื่อง เชน เรื่องการฟองคดีเกี่ยวกับ สิ ท ธิ ข องธรรมชาติ ซึ่ ง จั ด ทำในรู ป แบบของหนั ง สื อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส (e-book) บทความสิ่ ง แวดล อ ม นิ ต ยสาร (Trimester Newsletter) และการ ตู น สิ่งแวดลอม เปนตน ๕) กิจกรรมสิ่งแวดลอม เผยแพรขอมูลการ สัมมนาและโครงการพัฒนาตุลาการดานสิ่งแวดลอม (Green Judge)

๕.๓ เสริมสรางประสิทธิภาพดานการบริหารจัดการ การบริหารทรัพยสนิ การคลัง และการตรวจสอบ เพื่อสนับสนุนภารกิจองคการ หองปฏิบตั กิ ารทางการบริหาร (Management Cockpit) ในการพัฒนาดานบริหารจัดการองคการ ศาลปกครองและสำนั ก งานศาลปกครองได มี ก าร พัฒนาหองปฏิบัติการทางการบริหาร (Management Cockpit) ซึ่ ง เป น เครื่ อ งมื อ สำคั ญ ในการกำกั บ และ บริ ห ารยุ ท ธศาสตร ข ององค ก าร เนื่ อ งจากจะทำให ผู บ ริ ห ารระดั บ สู ง ของศาลปกครองและสำนั ก งาน ศาลปกครอง ได รั บ ทราบข อ มู ล เชิ ง ยุ ท ธศาสตร ที่ มี ความแมนยำ ชัดเจน และครอบคลุมตอการกำกับและ บริ ห ารยุ ท ธศาสตร ข องศาลปกครอง และสามารถ ทำการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตรไดอยางมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หองปฏิบัติการทางการบริหาร (Management Cockpit) ยังเปนกลไกสำคัญในการ สนั บ สนุ น ขั บ เคลื่ อ นและพั ฒ นามาตรฐานงานหลั ก ดานตางๆ ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง เชน การพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษย การสราง วัฒนธรรมองคการ การพัฒนาองคความรูและเผยแพร แนวปฏิบัติราชการที่ดี ซึ่งมีผลโดยตรงตอการบรรลุ เปาหมายโดยรวมของศาลปกครอง

71


สภาพปญหาและขอจำกัดในการดำเนินงาน ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

สภาพปญหาและขอจำกัดในการดำเนินงาน ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง

74

ผลการดำเนิ น งานของศาลปกครองและ สำนั ก งานศาลปกครอง ในป พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่ ง เป น ป ที่ ๑๐ ของการจั ด ตั้ ง ศาลปกครอง ถึ ง แม ว า จะ ยั ง ได รั บ ความเชื่ อ มั่ น จากสั ง คมไทยในระดั บ สู ง ถึ ง ร อ ยละ ๙๑ แต ศ าลปกครองและสำนั ก งานศาลปกครองยังมีปญหาและขอจำกัดบางประการ ที่ทำให ผลการดำเนินงานบางสวนไมสามารถบรรลุเปาหมาย ตามแผนยุทธศาสตรศาลปกครองที่กำหนดไว อีกทั้ง ความคาดหวั ง ของกลุ ม เป า หมายตามภารกิ จ ในการ อำนวยความยุ ติ ธ รรมของศาลปกครอง โดยเฉพาะ อยางยิ่งประชาชนผูฟองคดี หนวยงานและเจาหนาที่ ของรัฐ นักวิชาการ ตลอดจนสื่อมวลชน ยังไมไดรับ การตอบสนองเทาที่ควร ปญหาและขอจำกัดที่สำคัญในการดำเนินงาน ของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง สามารถ จำแนกได เ ป น ๓ กลุ ม ป ญ หา คื อ ป ญ หาเกี่ ย วกั บ การพิจารณาพิพากษาคดี ปญหาการวางหลักกฎหมาย เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการของหนวยงาน ทางปกครองและเจาหนาทีข่ องรัฐ และปญหาการพัฒนา เผยแพร และถายทอดองคความรูดานกฎหมายมหาชน ทั้ ง นี้ ศาลปกครองได ใ ห ค วามสำคั ญ ต อ การแก ไข ปญหาและขอจำกัดดังกลาวมาอยางตอเนื่อง ดวยการ ปรั บ ปรุ ง และพั ฒ นากระบวนการ ขั้ น ตอน รู ป แบบ และวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อใหสามารถตอบสนองตอ ความคาดหวั ง ของประชาชนและสั ง คม โดยสรุ ป สาระสำคัญได ดังนี้

๑. ป ญ หาเกี่ ย วกั บ การพิ จ ารณาพิ พ ากษาคดี ปกครอง ประชาชนผูฟองคดีมีความคาดหวังที่จะไดรับ การอำนวยความยุติธรรม ที่สะดวก รวดเร็ว โปรงใส มีมาตรฐาน และเปนธรรม จากศาลปกครองในทุกขัน้ ตอน ของกระบวนการพิจารณาคดีในศาลปกครอง ในปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลปกครอง เปดทำการในภูมิภาคเพิ่มอีก ๑ แหง คือ ศาลปกครอง อุบลราชธานี เพือ่ เพิม่ ชองทางในการเขาถึงกระบวนการ ยุติธรรมทางปกครองใหกับประชาชน และไดปรับปรุง ระบบการบริ ห ารจั ด การคดี ใ ห มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพยิ่ ง ขึ้ น จัดใหมีคณะกรรมการวิ ช าการขึ้ น ถึ ง ๕ คณะ ได แ ก (๑) คณะกรรมการดานวิชาการเกี่ยวกับปญหาอำนาจ หนาที่ระหวางศาล (๒) คณะกรรมการดานวิชาการ เกี่ ย วกั บ กฎหมายสิ่ ง แวดล อ ม (๓) คณะกรรมการ ดานวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายวาดวยการบริหารงาน บุ ค คล (๔) คณะกรรมการด า นวิ ช าการเกี่ ย วกั บ วิธีพิจารณาคดีปกครอง และ (๕) คณะกรรมการดาน วิ ช าการเกี่ ย วกั บ กฎหมายว า ด ว ยวิ ธี ป ฏิ บั ติ ร าชการ ทางปกครอง ความรั บ ผิ ด ทางละเมิ ด ของเจ า หน า ที่ และขอมูลขาวสารของราชการ เพื่อใหความชวยเหลือ ทางวิชาการแกตุลาการศาลปกครอง ซึ่งนอกจากจะ ชวยใหการทำงานของตุลาการศาลปกครองรวดเร็วขึ้น โดยยังคงความอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีแลว ยังชวยเสริมสรางความเชีย่ วชาญเฉพาะดานใหกบั ตุลาการ ศาลปกครองอีกทางหนึง่ ดวย รวมถึงการเตรียมการทีจ่ ะ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

แผนภาพ แสดงสภาพปญหา ขอจำกัด และการดำเนินงานเพื่อแกไขปญหา

ปปญ  หหาการพิ าการพจิ ารณาคดี ารณาคดี การดำเนินงานเพื่อแกไขปญหา ความคาดหวังของประชาชนผูฟองคดี ตอความสะดวก รวดเร็ว โปรงใส มีมาตรฐาน และเปนธรรม

ปปญหาการวางหลั หาการวางหลกั กกฎหมาย ฎหมาย ความคาดหวังเกี่ยวกับการเผยแพร คำพิพากษา และคำสั่งศาลปกครอง

ปปญหาการพั หาการพฒ ั นา นา เเผยแพร ผยแพร ถถายทอด ยทอด อองค งคค วามรู วามรู

องคความรูดานกฎหมายมหาชน และกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ยังไมเปนที่แพรหลาย

เพิ่มชชองทางการเขาถึงกระบวนการยุติธรรม (เปดที่ทำการศาล) ปรับปรุ ป งระบบบริหารจัดการคดี พัฒนารู น ปแบบ/ชองทางการใหบริการ (Mo (Mobile Court และ e-Court)

การดำเนินงานเพื่อแกไขปญหา เผยแ หลักปฏิบัติราชการตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เผยแพร รายงานวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี หลักกฎหมายปกครอง รายง ที่เปนบรรทัดฐาน อบรมหลักสูตรตางๆ อบรม เสริมสรางเครือขายความรวมมือ

การดำเนินงานเพื่อแกไขปญหา พัฒนาหอสมุ น ดกฎหมายมหาชน จัย พัฒนาทำงานวิ น สรางเครื ง อขายความรวมมือตางประเทศ

พั ฒ นารู ป แบบ วิ ธี ก าร และช อ งทางในการฟ อ งคดี ในระบบ Mobile Court และ e-Court ในอนาคต ๒. ปญหาเกีย่ วกับการวางหลักกฎหมายเพือ่ เปนแนวทาง ในการปฏิบตั ริ าชการของหนวยงานทางปกครอง และเจาหนาที่ของรัฐ หนวยงานและเจาหนาทีข่ องรัฐ คาดหวังเกีย่ วกับ การเผยแพร ค ำพิ พ ากษา และคำสั่ ง ศาลปกครอง ซึ่ ง เป น การวางหลั ก กฎหมายและบรรทั ด ฐาน

ในการปฏิบัติราชการทางปกครอง ถึงแมวาสำนักงาน ศาลปกครองจะได จั ด เผยแพร ข อ มู ล ดั ง กล า วในรู ป ของเอกสาร แต ยั ง ขาดการพั ฒ นารู ป แบบ วิ ธี ก าร ประชาสัมพันธในรูปแบบใหมๆ สำนั ก งานศาลปกครองได เ ผยแพร ห นั ง สื อ หลักปฏิบตั ริ าชการตามแนวคำวินจิ ฉัยของศาลปกครอง รายงานวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี หลักกฎหมาย ปกครองทีเ่ ปนบรรทัดฐานใหกบั หนวยงานและเจาหนาที่ ของรัฐ รวมถึงการจัดหลักสูตรการอบรมใหกับบุคลากร

75


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ภาครัฐและเอกชนมาอยางตอเนื่อง โดยจะไดพัฒนา รู ป แบบช อ งทางการเผยแพร ที่ ห ลากหลายมากขึ้ น และเร ง สร า งเครื อ ข า ยความร ว มมื อ ทางวิ ช าการกั บ หนวยงานของรัฐ อันเปนกลยุทธการใหความรูในเชิง ปองกันการกระทำผิด และเปนแนวทางปฏิบัติราชการ ที่ดีใหกับหนวยงานและเจาหนาที่ของรัฐ ๓. ปญหาเกีย่ วกับการพัฒนา เผยแพร และถายทอด องคความรูดานกฎหมายมหาชน องคความรูด า นกฎหมายมหาชน และกระบวนการ ยุ ติ ธ รรมทางปกครอง เป น เรื่ อ งใหม ใ นสั ง คมไทย ที่ ยั ง ไม เ ป น ที่ แ พร ห ลายเท า ที่ ค วร นั ก วิ ช าการใน สถาบั น การศึ ก ษาหรื อ องค ก รที่ เ กี่ ย วกั บ กฎหมาย ตลอดจนนั ก วิ ช าการอิ ส ระต า งให ค วามสนใจ และ เฝาติดตามพัฒนาการของกฎหมายมหาชน และการ ดำเนิ น งานตามกระบวนการยุ ติ ธ รรมทางปกครอง ในแตละขั้นตอน จนถึงผลการพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อนำไปใชประโยชน วิเคราะห พัฒนา และเผยแพร องคความรูดังกลาว สำนักงานศาลปกครองไดมีการพัฒนาหอสมุด กฎหมายมหาชน ศึกษาวิจัยในดานตางๆ เสริมสราง ความสั ม พั น ธ กั บ เครื อ ข า ยความร ว มมื อ ทางวิ ช าการ ระหวางประเทศเพือ่ สรางและพัฒนาองคความรูเ กีย่ วกับ กฎหมายปกครอง โดยมุ ง หวั ง ที่ จ ะให ศ าลปกครอง เป น ที่ ย อมรั บ ทั้ ง ภายในประเทศและนานาประเทศ

76

ในฐานะเปนศูนยกลางวิชาการดานกฎหมายปกครอง และกฎหมายมหาชน ป ญ หาและข อ จำกั ด ในการดำเนิ น งานของ ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ดังกลาวขางตน มี ค วามเชื่ อ มโยงสั ม พั น ธ ต อ กั น หากสามารถแก ไข ป ญ หาใดป ญ หาหนึ่ ง ก็ จ ะส ง ผลให บ รรเทาป ญ หา อีกปญหาหนึ่งลงได นอกจากนี้ การแกไขปญหาดังกลาวไมสามารถ ที่ จ ะแก ไ ขหรื อ ตอบสนองต อ ความคาดหวั ง ของ ประชาชนกลุมเปาหมายไดโดยปราศจากการสนับสนุน ทรัพยากรในการดำเนินงานที่สำคัญ ไดแก งบประมาณ ในการดำเนินการ ซึ่งประกอบดวยการกอสรางอาคาร สถานทีท่ ำการ และสิง่ อำนวยความสะดวกแกประชาชน และเครือ่ งมือ วัสดุทจี่ ำเปนในการปฏิบตั งิ าน งบประมาณ ในการเผยแพรประชาสัมพันธ และการจัดกิจกรรมเพื่อ เสริมสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับกฎหมายปกครอง และงบประมาณดานบุคลากรของศาลปกครอง ทามกลางปญหาและขอจำกัดในการดำเนินงาน ตางๆ ศาลปกครองยังคงมุงมั่นที่จะทำหนาที่ในการ อำนวยความยุติธรรมใหกับสังคมไทย ดวยการทบทวน ผลการดำเนิ น งานที่ ผ า นมาและรั บ ฟ ง เสี ย งสะท อ น ที่ ส ำคั ญ จากประชาชน นั ก วิ ช าการและสื่ อ มวลชน เพื่ อ พั ฒ นาการดำเนิ น งานของศาลปกครองให เ ป น “ศาลของประชาชน”


การจัดตัง้ แผนกคดีสงิ่ แวดลอม ในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

การจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดลอม ในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน

80

วั น ที่ ๒ สิ ง หาคม ๒๕๕๔ ศาลปกครอง ประเภทอื่ น ๆ เพราะข อ พิ พ าทเหล า นั้ น ส ว นใหญ ได เ ป ด ทำการแผนกคดี สิ่ ง แวดล อ มในศาลปกครอง มักจะมีหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐ สู ง สุ ด และศาลปกครองกลางอย า งเป น ทางการ เขาไปเกี่ยวของอยูเสมอ ไมวาจะเปนเรื่องของการใช เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม อำนาจตามกฎหมายในการออกกฎ คำสั่ง หรือการ โดยมี น ายหั ส วุ ฒิ วิ ฑิ ต วิ ริ ย กุ ล ละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมาย ประธานศาลปกครองสู ง สุ ด กำหนดใหตองปฏิบัติ หรือปฏิบัติ เป น ประธานกดปุ ม เป ด แพร หนาที่ดังกลาวลาชาเกินสมควร ในการควบคุมโครงการหรือกิจกรรม คลุมปาย “แผนกคดีสงิ่ แวดลอม” ณ บริเวณจุดรับฟอง ชัน้ ๑ อาคาร ที่ มี ผ ลกระทบต อ สิ่ ง แวดล อ ม ศาลปกครองพร อ มกั น ในเวลา และขอพิพาทเกีย่ วกับสิง่ แวดลอม เดียวกันนีท้ กุ ศาลปกครองในภูมภิ าค ยั ง มี ป ระเด็ น ที่ จ ะต อ งพิ จ ารณา ทั้ง ๙ แหง ไดแก ศาลปกครอง เกี่ ย วกั บ ความเป น ผู เ ดื อ ดร อ น เชียงใหม ศาลปกครองพิษณุโลก “มีขอพิพาทดานสิ่งแวดลอม หรื อ เสี ย หายที่ จ ะมี สิ ท ธิ ฟ อ งคดี ศาลปกครองระยอง ศาลปกครอง ตอศาล และในบางกรณีปญหา ศาลปกครองพร อ มให สงขลา ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ดังกลาวจะมีผลกระทบในวงกวาง ความเป น ธรรม ศาลปกครองขอนแกน ศาลปกครอง แ ล ะ เ มื่ อ ศ า ล มี ค ำ พิ พ า ก ษ า ประเทศชาติพัฒนาได นครราชสีมา ศาลปกครองอุดรธานี หรื อ คำสั่ ง เป น ประการใดแล ว และศาลปกครองอุ บ ลราชธานี ผลจากคำสั่ ง หรื อ คำพิ พ ากษา ประชาชนปลอดภัย ได จั ด พิ ธี เ ป ด ทำการแผนกคดี ข อ ง ศ า ล จ ะ ส ง ผ ล ก ร ะ ท บ ไร ม ลพิ ษ ” สิ่งแวดลอมไปพรอมกันดวย ต อ การพั ฒ นาประเทศในทาง หลั ง จากศาลปกครองได เปดทำการมาตั้งแต เศรษฐกิจและสังคมโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได ป ๒๕๔๔ เพื่อทำหนาที่ในการพิจารณาพิ พ ากษาคดี ทั้งนี้ เพื่อเปนการรักษาประโยชนสาธารณะ ปกครองทุกประเภทตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย และคุ ม ครองสิ ท ธิ ข องบุ ค คลในการที่ จ ะดำรงชี พ ไดบัญญัติไว โดยในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ผานมา อยู ไ ด อ ย า งปกติ แ ละต อ เนื่ อ งในสิ่ ง แวดล อ มที่ จ ะ เปนที่นาสนใจวาในคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมนั้น ไม ก อ ให เ กิ ด อั น ตรายต อ สุ ข ภาพอนามั ย สวั ส ดิ ภ าพ จะเป น ข อ พิ พ าทที่ มี ลั ก ษณะพิ เ ศษกว า คดี ป กครอง หรือคุณภาพไดอยางเหมาะสม อีกทั้งขอพิพาทดังกลาว


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ยั ง มี ค วามซั บ ซ อ นที่ จ ะต อ งใช ค วามรู ค วามเข า ใจใน ลักษณะของสหสาขาวิชา และในบางกรณียังจำเปน ตองมีการใชพยานผูเชี่ยวชาญและแสวงหาขอเท็จจริง ตามความเหมาะสมเพื่ อ ให ก ารพิ จ ารณาพิ พ ากษา คดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมเปนไปอยางรอบคอบ อีกดวย ประกอบกับการพิจารณาพิพากษาคดีดังกลาว จะตองกระทำดวยความรวดเร็ว เพือ่ ทีจ่ ะไดแกไขปญหา ความเดือดรอนหรือเสียหายไดทันทวงที ซึ่งไมเฉพาะ แต คู ก รณี เ ท า นั้ น แต ร วมถึ ง เป น การแก ไขป ญ หา ให กั บ สั ง คมและประเทศชาติ ใ นขณะเดี ย วกั น ด ว ย ด ว ยเหตุ นี้ เ องการดำเนิ น กระบวนพิ จ ารณาทั้ ง ปวง เกีย่ วกับการพิพากษาหรือมีคำสัง่ ในคดีปกครองเกีย่ วกับ สิ่งแวดลอมโดยการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดลอมจึงถือ ความจำเปนและเพื่อใหการบริหารจัดการคดีปกครอง ประเภทนี้ เ ป น ไปโดยรวดเร็ ว และมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ

มากยิ่ ง ขึ้ น และเชื่ อ มั่ น ว า ผลจากการจั ด ตั้ ง แผนก ดังกลาวขึ้นในศาลปกครองจะทำใหสามารถแกปญ  หา ข อ พิ พ าทในทางปกครองที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ สิ่ ง แวดล อ ม เป น ไปอย า งเหมาะสมและสร า งภาวะสมดุ ล ในการ คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และดำเนินงาน ของรั ฐ เพื่ อ ประโยชน ส าธารณะในเรื่ อ งที่ เ กี่ ย วกั บ สิ่งแวดลอมไดอยางแทจริง

81


กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจาอยูห วั เนือ่ งในโอกาสพระราชพิธมี หามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

ศาลปกครองได ร ว มดำเนิ น โครงการและ กิ จ กรรมร ว มงานเฉลิ ม พระเกี ย ติ พ ระบาทสมเด็ จ พระเจาอยูหัว ประกอบดวยกิจกรรมที่สำคัญ ไดแก ๑. กิ จ กรรมศาลปกครองมิ นิ ม าราธอน เดิน - วิง่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจาอยูห วั เนือ่ งในโอกาส พระราชพิธมี หามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ เมื่อวันอาทิตยที่ ๑๑ กั น ยายน ๒๕๕๔ ณ บริ เ วณอาคารศาลปกครอง และศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจงวัฒนะ เพื่ อ หารายได ทู ล เกล า ฯ ถวายเงิ น รายได จ ากการ จั ด กิ จ กรรมดั ง กล า ว โดยเสด็ จ พระราชกุ ศ ลตาม พระราชอัธยาศัย โดยมีผูเขารวมการแขงขัน เดิน - วิ่ง เฉลิมพระเกียรติฯ ประมาณ ๑,๕๐๐ คน

84

๒. กิจกรรมบริจาคโลหิตและอวัยวะ ซึ่งไดมี การจั ด กิ จ กรรมทั้ ง ในศาลปกครองส ว นกลาง และ ศาลปกครองในภู มิ ภ าค อาทิ ศาลปกครองสงขลา

ศาลปกครองขอนแก น ศาลปกครองอุ ด รธานี และ ศาลปกครองอุบลราชธานี ๓. กิ จ กรรมอุ ป สมบทเฉลิ ม พระเกี ย รติ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูห วั เนือ่ งในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ระหวางวันที่ ๑ - ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก มีผูอุปสมบท จำนวน ๘๕ คน ประกอบดวย ตุลาการศาลปกครอง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ขาราชการฝายศาลปกครอง พนักงาน และ ลู ก จ า งสำนั ก งานศาลปกครอง ตลอดจน บุ ต ร คู ส มรสและเครื อ ญาติ ข องบุ ค ลากร ในศาลปกครอง ๔. กิ จ ก ร ร ม ป ลู ก ต น ไ ม ม ง ค ล เฉลิ ม พระเกี ย รติ พ ระบาทสมเด็ จ พระเจ า อยู หั ว เนื่ อ งในโอกาสพระราชพิ ธี ม หา มงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สำนักงานศาลปกครอง ไดดำเนินการ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๕.๐๐ น. โดยมี ป ระธานศาลปกครองสู ง สุ ด เปน ประธานในพิ ธี ป ลู ก ต นไมมงคล ตนแก วเจาจอม จำนวน ๙ ตน บริเวณรั้วดานหนาติดถนนแจงวัฒนะ หนาอาคารที่ทำการศาลปกครอง สำหรั บ สำนั ก งานศาลปกครองในภู มิ ภ าค ดำเนิ น กิ จ กรรมปลู ก ต น ไม ม งคลเฉลิ ม พระเกี ย รติ ด ว ยเช น กั น อาทิ สำนั ก งานศาลปกครองสงขลา สำนั ก งานศาลปกครองอุ บ ลราชธานี สำนั ก งาน ศาลปกครองนครราชสี ม า สำนั ก งานศาลปกครอง เชียงใหม และสำนักงานศาลปกครองระยอง

85


วิชาการคดีปกครอง คำพิพากษาและคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่นาสนใจ ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔ รายงานการวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีปกครอง ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔ รายงานสรุปแนวทางการปฏิบัติราชการจากคำวินิจฉัยของ ศาลปกครองสูงสุด ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

คำพิพากษาและคำสัง่ ศาลปกครองสูงสุดทีน่ า สนใจ ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕๐/๒๕๕๔

90

(ก) สรุปคำฟอง คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองฟ อ งกรุ ง เทพมหานคร เปนผูถูกฟองคดีที่ ๑ และผูอำนวยการเขตบางกะป เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวา ผูฟองคดีทั้งสองเปน เจ า ของกรรมสิ ท ธิ์ ใ นที่ ดิ น โฉนดที่ ดิ น เลขที่ ๑๒๗๔๐ เลขที่ดิน ๒๙๘ หนาสำรวจ ๒๙๔๐ ตำบลหัวหมาก (หั ว หมากใต ) อำเภอบางกะป กรุ ง เทพมหานคร พร อ มอาคารตึ ก แถวตั้ ง อยู ริ ม ถนนรามคำแหง ชวงระหวางซอยรามคำแหง ๔๗ และซอยรามคำแหง ๔๙ ประกอบกิจการรานถายรูปและจำหนายอุปกรณ การถ า ยรู ป ชื่ อ ร า น จ. และใช เ ป น คลิ นิ ก ของแพทย เสริมความงามชื่อ น. ตอมา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดทำ สัญญาวาจางบริษทั พ. จำกัด ตามสัญญา ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ใหดำเนินการกอสรางสะพานคนเดิน ข า มถนนรามคำแหงจำนวน ๑ แห ง ตามมติ ข อง ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากำหนดจุดกอสราง สะพานคนเดินขามถนน (เขตบางกะป) โดยกำหนด จุ ด ก อ สร า งสะพานคนเดิ น ข า มถนนบริ เ วณหน า มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยใหศูนยกลางตอมอสะพาน คนเดิ น ข า มถนนอยู ร ะหว า งอาคารตึ ก แถวร า น จ. กับ น. ใหมีระยะคลาดเคลื่อนบวกลบไมเกิน ๒ เมตร ใหบันไดสะพานฝงหนามหาวิทยาลัยรามคำแหงทอดไป

ทางทิศตะวันตก และบันไดสะพานฝงตรงขามทอดไป ทางทิศตะวันออก ทำใหผูฟองคดีทั้งสองไดรับความ เดือดรอนเสียหาย ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนคำสัง่ อนุญาตใหกอ สรางสะพานคนเดินขามถนน รามคำแหงตรงจุดตามมติที่ประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๔๕ ลงวั น ที่ ๔ ธั น วาคม ๒๕๔๕ ตามสั ญ ญาลงวั น ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ขอเท็จจริงรับฟงไดวา การกำหนดจุดและการ กอสรางสะพานคนเดินขามถนนรามคำแหงเปนไปตาม ความประสงคของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เนื่องจาก มีนกั ศึกษาจำนวนมากทีเ่ ดินทางมาเรียน ณ มหาวิทยาลัย รามคำแหง หัวหมาก ทำใหการจราจรติดขัดตลอดจน การสัญจรไปมาไมสะดวก ประกอบกับหนังสือของสำนัก การจราจรและขนสง ลงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๕ ระบุวา ถนนรามคำแหงเป น เส น ทางที่ มี ป ริ ม าณการจราจร อยูใ นเกณฑสงู มาก บริเวณหนามหาวิทยาลัยรามคำแหง จะมีนักศึกษา ประชาชน ฝาฝนในการขามถนน ทำให เกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน ประกอบกับถนนเปนทางโคง ทำใหผูขับขี่รถยนตมองเห็นคนขามในระยะกระชั้นชิด จึงเห็นควรกอสรางสะพานคนเดินขามถนนเพื่อความ ปลอดภัยและความสะดวกในการขามถนนของนักศึกษา และประชาชน นอกจากนี้ ในการกำหนดจุดและกอสราง สะพานคนเดินขามถนนบริเวณหนาอาคารของผูฟ อ งคดี ทัง้ สองมีระยะหางระหวางตัวอาคารของผูฟองคดีทั้งสอง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

กับสะพานคนเดินขามถนนเปนระยะพอสมควรเพียงพอ ก อ สร า งสะพานคนเดิ น ข า มถนนพิ พ าทจะมี ข อ เสี ย ที่ จ ะไม เ ป น อุ ป สรรคต อ การประกอบกิ จ การค า ของ โดยมี ผ ลกระทบต อ การประกอบกิ จ การการค า ของ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สอง และจุ ด ที่ จ ะก อ สร า งดั ง กล า วไม มี ผูฟองคดีอยูบาง แตเมื่อเปรียบเทียบสัดสวนระหวาง ป ญ หาอุ ป สรรคด า นสาธารณู ป โภคทั้ ง ใต ดิ น บนดิ น ขอเสียกับผลดีและประโยชนที่สวนรวมจะไดรับหรือ และเหนือผิวดิน และมีระยะหางจากสะพานคนเดิน ประโยชน ส าธารณะแล ว ก็ นั บ ว า ไม ก อ ให เ กิ ด ความ ขามถนนขางเคียงเปนไปตามหลักเกณฑและแนวทาง เสี ย หายแก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเกิ น สมควรแต อ ย า งใด ปฏิ บั ติ ใ นการพิ จ ารณากำหนดจุ ด ก อ สร า งสะพาน การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ได ร ว มกั บ คณะกรรมการ คนเดิ น ข า มถนนของผู ถู ก ฟ อ งคดี พิจารณากำหนดจุดกอสรางสะพาน ที่ ๑ สวนบันไดทางขึน้ ลงของสะพาน คนเดินขามถนนกำหนดจุดและกอสราง ฝ ง ด า นมหาวิ ท ยาลั ย รามคำแหง สะพานคนเดินขามถนนรามคำแหง อยู ใ กล กั บ ศาลาที่ พั ก ผู โ ดยสาร โดยให ศู น ย ก ลางตอม อ สะพาน ป ร ะ จ ำ ท า ง แ ล ะ อู ร ถ โ ด ย ส า ร อยูระหวางอาคารตึกแถวรานถายรูป ประจำทางรั บ ส ง นั ก ศึ ก ษาและ จ. กับคลินิกเสริมความงาม น. เปน ประชาชนบริ เวณด า นหน า มหาการกระทำโดยชอบดวยกฎหมาย วิ ท ยาลั ย จึ ง เป น การสะดวกต อ และเปนการใชดุลพินิจดำเนินการ การกำหนดจุ ด และ นั ก ศึ ก ษา และประชาชนที่ จ ะใช ที่ ช อบด ว ยกฎหมายแล ว ทั้ ง ไม การก อ สร า งสะพาน สะพาน การกำหนดจุ ด และการ ปรากฏวามีการรุกล้ำเขาไปในที่ดิน คนเดินขามถนนที่ ก อ สร า งสะพานคนเดิ น ข า มถนน ของผูฟองคดีทั้งสอง หรือกอใหเกิด พิพาท จึงสอดคลองกับหลักเกณฑ ความเสียหายตออาคารของผูฟ อ งคดี ชอบดวยกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติในการพิจารณา ทั้งสองแตอยางใด การดำเนินการ กำหนดจุดกอสรางสะพานคนเดินขามถนนของผูถ กู ฟอง ได มี ก ารพิ จ ารณาข อ มู ล ข อ เท็ จ จริ ง ที่ เ กี่ ย วข อ ง คดี ที่ ๑ และน า จะเป น จุ ด ที่ มี ค วามเหมาะสมที่ สุ ด อย า งรอบด า นมากพอสมควร และส ง ผลกระทบต อ สำหรับสภาพพื้นที่บริเวณดังกลาว สำหรับผลกระทบที่ ผูฟองคดีทั้งสองเพียงเล็กนอยดังที่กลาวแลว จึงไมเปน ผูฟองคดีทั้งสองไดรับจากการกอสรางสะพานคนเดิน การละเมิดตอผูฟองคดีทั้งสอง ที่ผูฟองคดีทั้งสองอางวา ขามถนน ณ จุดที่พิพาทนั้น มีเพียงการถูกบดบังบริเวณ การกำหนดจุดกอสรางสะพานคนเดินขามถนนที่พิพาท หนารานบางสวน และกีดขวางทางเขาออกทางสาธารณะ ของคณะกรรมการพิจารณากำหนดจุดกอสรางสะพาน บางสวนเทานัน้ ซึง่ มิไดเปนการปดกัน้ การใชทางสาธารณะ คนเดินขามถนน เปนการดำเนินการโดยไมเปดโอกาส ดังกลาวแตอยางใด แตในทางตรงกันขาม การกอสราง ใหผูฟองคดีทั้งสองมีสวนรวมในกระบวนการพิจารณา สะพานพิ พ าทน า จะเป น การอำนวยความสะดวก ทางปกครอง และมิไดรับฟงความคิดเห็นของผูฟองคดี สำหรั บ ลู ก ค า ที่ จ ะมาใช บ ริ ก ารในกิ จ การการค า ของ ทั้ ง สองซึ่ ง เป น ผู ไ ด รั บ ผลกระทบจากการใช อ ำนาจ ผูฟองคดีทั้งสอง ใหไดรับความสะดวกและปลอดภัย ทางปกครองดังกลาว จึงไมเปนไปตามรูปแบบ ขั้นตอน อี ก ด ว ย การก อ สร า งสะพานพิพาทจะเปนประโยชน หรือวิธีการอันเปนสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดและ อย า งยิ่ ง สำหรั บ ประชาชน และนั ก ศึ ก ษาที่ จ ะได รั บ เปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบนั้น เมื่อการดำเนินการ ความสะดวกและความปลอดภัยในการขามถนน และ กอสรางสะพานคนเดินขามถนนที่พิพาทของผูถูกฟอง จะเป น ประโยชน ส ำหรั บ การแก ไขป ญ หาการจราจร คดีทั้งสองเปนไปตามความประสงคของมหาวิทยาลัย ในบริเวณดังกลาว ดังนั้น แมวาการกำหนดจุดและการ รามคำแหงและเปนความจำเปนตามสภาพขอเท็จจริง

91


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

92

ที่เปนอยู มีการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของ ทางราชการอย า งเป ด เผย มี ก ารเสนอและพิ จ ารณา คำร อ งขอให ก อ สร า งตามขั้ น ตอนของทางราชการ มีการศึกษาขอมูลขอเท็จจริงถึงความจำเปนและความ เหมาะสมของสภาพพื้นที่ที่จะกอสรางกอนที่จะมีการ อนุมัติใหกอสราง มีการพิจารณากำหนดจุ ด ก อ สร า ง โดยคณะกรรมการทีม่ อี ำนาจหนาทีโ่ ดยตรง การพิจารณา กำหนดจุดและการวางผังแบบการกอสรางสอดคลองกับ หลักเกณฑและแนวทางปฏิบัติ ในการพิจารณากำหนด จุ ด ก อ สร า งสะพานคนเดิ น ข า มถนนของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ และมีการทำสัญญาจางกอสรางตามระเบียบของ ทางราชการ เมื่อการพิจารณากำหนดจุดกอสรางและ การดำเนินการกอสรางสะพานคนเดินขามถนนที่พิพาท เป น อำนาจดุ ล พิ นิ จ โดยอิ ส ระที่ จ ะดำเนิ น การได ต าม กฎหมายของผูถ กู ฟองคดีทงั้ สอง ประกอบกับไดกระทำ ในบริเวณทางเทาริมถนนซึง่ เปนพืน้ ทีส่ าธารณะในความ ดูแลของผูถูกฟองคดีทั้งสอง มิไดมีการรุกล้ำที่ดินของ ผูฟ อ งคดีทงั้ สองแตอยางใด ผูฟ อ งคดีทงั้ สองจึงมิใชคกู รณี โดยตรงที่ จ ะได รั บ ผลกระทบจากการดำเนิ น กิ จ การ ทางปกครองดังกลาว กรณีจงึ ไมใชการพิจารณาทางปกครอง ตามมาตรา ๓๐ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่จะตองใหโอกาสคูกรณี รั บ ทราบข อ เท็ จ จริ ง อย า งเพี ย งพอและโต แ ย ง แสดง พยานหลักฐานของตนกอนดำเนินการ แตในฐานะที่ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเป น บุ ค คลภายนอก ซึ่ ง สิ ท ธิ ห รื อ ประโยชน อั น ชอบธรรมอาจจะถู ก กระทบจากการ ดำเนิ น กิ จ การทางปกครองของผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สอง ดั ง กล า วอยู บ า ง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองก็ ไ ด รั บ ฟ ง และ พิจารณาขอรองเรียนของผูฟองคดีทั้งสองดวยแลว ซึ่ง ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ก็ไดดำเนินการสั่งระงับการกอสราง สะพานคนเดิ น ข า มถนนพิ พ าทไว ก อ น และให มี ก าร ตรวจสอบขอเท็จจริงตามขอรองเรียนดังกลาว จึงถือวา ผูถ กู ฟองคดีทงั้ สองไดมกี ารรับฟงขอโตแยงของผูฟ อ งคดี ทั้งสองแลว และที่ผูฟองคดีทั้งสองอางวาศาลปกครอง ชั้นตนวินิจฉัยโดยใชหลักความไดสัดสวนไมถูกตองนั้น หลั ก ความได สั ด ส ว นถื อ เป น หลั ก รั ฐ ธรรมนู ญ ทั่ ว ไป

ประการหนึ่ง โดยเปนหลักการขั้นพื้นฐานของความ สัมพันธระหวางผูใชอำนาจกับผูที่ตกอยูภายใตอำนาจ บังคับใหผูใชอำนาจจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผูท ตี่ กอยู ภายใตอำนาจของตนอยางพอเหมาะ พอประมาณ หรือ บังคับใหฝา ยปกครองออกมาตรการทีส่ ามารถดำเนินการ ใหบรรลุเจตนารมณของกฎหมายฉบับทีใ่ หอำนาจไดจริง แตในขณะเดียวกันก็กอ ความเสียหายแกราษฎรนอยทีส่ ดุ และหามมิใหฝายปกครองออกมาตรการใดๆ ซึ่งหากได ลงมือใชบังคับแลวจะกอใหเกิดประโยชนแกมหาชน นอยมาก ไมคุมกับความเสียหายที่จะตกแกราษฎรและ หรือแกสังคมโดยสวนรวม การที่ศาลปกครองชั้นตน นำหลักความไดสดั สวนมาวินจิ ฉัยประเด็นพิพาทในคดีนี้ จึงชอบแลว

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๒๘/๒๕๕๔ (ก) สรุปคำฟอง คดีนี้ผูฟองคดีฟองนาย ป. เปนผูถูกฟองคดี โดยฟองวา ผูฟองคดีไดมีคำสั่ง ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เรื่อง ใหชดใชคาสินไหมทดแทน โดยนาย ก. ผูต าย ตองรับผิดชดใชคา สินไหมทดแทนเปนจำนวนเงิน ๕๐,๑๐๑.๓๑ บาท เนื่องจากนาย ก. ผูตาย ในฐานะ ศุลการักษมีหนาที่ประทับดวงตราตะกั่ว กศก. หรือ ร อ ยแถบเหล็ ก RTC หลั ง จากที่ น ายตรวจศุ ล กากร ได ท ำการตรวจปล อ ยสิ น ค า และควบคุ ม สิ น ค า เข า ตูคอนเทนเนอรและทำหนาทีเ่ ปนผูช ว ยควบคุมการบรรจุ สินคา ตามคำสั่งกองตรวจสินคาขาออก ที่ ๑๓/๒๕๓๐ และคำสั่งของผูฟองคดี ที่ ๕๑/๒๕๓๑ หากนาย ก. ผูต าย ใชความระมัดระวังแตเพียงเล็กนอยในฐานะผูช ว ย ควบคุมการบรรจุสนิ คา ทีจ่ ะตองชวยนายตรวจศุลกากร ในการตรวจปลอยสินคาและควบคุมการบรรจุสินคา เขาตูคอนเทนเนอร ยอมทราบไดโดยงายวาไมมีสินคา ของหางหุน สวนจำกัด ป. ดังกลาวบรรจุอยูใ นตูค อนเทนเนอร ที่สงออก และจากคำใหการของนาย ก. ผูตายยืนยันวา ไดลงนามรับรองในเอกสารประกอบการสงออกวามีการ ส ง ออกจริ ง แสดงว า นาย ก. ผู ต าย ได ปฏิบัติหนาที่


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

รวมกับนายตรวจศุลกากรจริง เปนชองทางใหหา งหุน สวน จำนวนเงินที่ตองชำระ ตามมาตรา ๑๘ แหงพระราชจำกั ด ดั ง กล า วกระทำการทุ จ ริ ต พฤติ ก ารณ ถื อ เป น บัญญัติชดเชยคาภาษีอากรสินคาสงออกที่ผลิตภายใน การกระทำโดยประมาทเลินเลออยางรายแรง เปนเหตุให ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๒๕ และมีการวางฎีกาเบิกตาม ทางราชการไดรบั ความเสียหาย ตองรับผิดชดใชคา สินไหม มูลคาบัตรภาษีที่นำไปใชแลวเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ทดแทน นาย ก. ผูตายไดอุทธรณคำสั่งดังกลาว และ ๒๕๔๐ ผูฟองคดีจึงไดรับความเสียหายจากการกระทำ ผูมีอำนาจพิจารณาอุทธรณมีคำสั่งใหยกอุทธรณ ตอมา ของเจาหนาที่ นับแตวันที่ดังกลาว วันที่ ๑๘ กันยายน นาย ก. ผูตาย ถึงแกความตายเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ จึ ง เป น วั น ที่ มี ก ารกระทำละเมิ ด ต อ ผู ฟ อ งคดี ๒๕๕๑ ผู ฟ อ งคดี ไ ด มี ห นั ง สื อ ลงวั น ที่ ๗ มกราคม กรณีที่เจาหนาที่ไมชำระเงินตามคำสั่ง หนวยงานของ ๒๕๕๒ แจ ง ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ใ น รั ฐ มี อ ำนาจที่ จ ะพิ จ ารณาใช ฐานะทายาทผู มี สิ ท ธิ รั บ มรดก สิทธิฟองคดีของหนวยงาน มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อ ของนาย ก. ผูตาย รับผิดชดใช ใหเปนไปตามคำสัง่ ดังกลาวไดตาม ของรั ฐ เพื ่ อ ให ท ายาทของ ค า สิ น ไหมทดแทนแก ผู ฟ อ งคดี มาตรา ๕๖ แหงพระราชบัญญัติ เจ า หน า ที ่ ผ  ู ก ระทำละเมิ ด เปนจำนวนเงิน ๕๐,๑๐๑.๓๑ บาท วิ ธี ป ฏิ บั ติ ร าชการทางปกครอง แตผูถูกฟองคดีไมชำระ ผูฟองคดี ชดใชคา เสียหาย พ.ศ. ๒๕๓๙ และโดยทีม่ าตรการ จึงนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง บังคับทางปกครอง โดยยึ ด หรื อ ชั้ น ต น เมื่ อ วั น ที่ ๑๙ มิ ถุ น ายน ๒๕๕๒ ขอให ศ าลมี อายัดทรัพยสินและขายทอดตลาด ตามมาตรา ๕๗ คำพิพากษาหรือคำสั่งใหผูถูกฟองคดีชำระเงินจำนวน แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน เปนมาตรการหนึ่งเพื่อให ๕๐,๑๐๑.๓๑ บาท พร อ มดอกเบี้ ย ในอั ต ราร อ ยละ ไดชำระเงินโดยครบถวน หากผูฟ อ งคดีซงึ่ เปนหนวยงาน ๗.๕ ตอป นับแตวันตรวจปลอยจนถึงวันฟอง คิดเปน ทางปกครองหรื อ หน ว ยงานอื่ น ที่ มี ห น า ที่ เ กี่ ย วข อ ง ดอกเบี้ยจำนวน ๔๕,๗๒๘.๒๔ บาท รวมเปนเงินตน ยังมีขอ ขัดของในการบังคับใชกฎหมายในสวนทีเ่ กีย่ วกับ พร อ มดอกเบี้ ย จำนวน ๙๕,๘๒๙.๕๕ บาท พร อ ม การบังคับทางปกครอง ก็ไมตดั สิทธิผฟู อ งคดีทจี่ ะใชสทิ ธิ ดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงินจำนวน ทางศาล เพือ่ ใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสัง่ ใหเจาหนาที่ ๕๐,๑๐๑.๓๑ บาท นับถัดจากวันฟองเปนตนไปจนกวาจะ ผู นั้ น ชดใช เ งิ น ตามคำสั่ ง ของผู ฟ อ งคดี ไ ด กล า วคื อ ชำระเสร็จ และใหคนื คาธรรมเนียมศาลทัง้ หมดแกผฟู อ งคดี ผู ฟ อ งคดี ช อบที่ จ ะเสนอข อ พิ พ าทต อ ศาลปกครอง ซึ่ ง เป น องค ก รตุ ล าการพิ จ ารณาพิ พ ากษาอรรถคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด เพื่ อ ให ก ารบั ง คั บ ใช ก ฎหมายสั ม ฤทธิ์ ผ ล และยั ง เป น การใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากการ ประโยชน ต อ คู ก รณี ใ นอั น ที่ จ ะได รั บ การรั บ รองและ กระทำละเมิดของเจาหนาที่ หนวยงานของรัฐมีอำนาจ คุม ครองสิทธิโดยศาล เมือ่ ผูฟ อ งคดีซงึ่ เปนหนวยงานของ ออกคำสั่ ง ให เ จ า หน า ที่ ผู นั้ น ชำระเงิ น ภายในเวลา รัฐใชสทิ ธิเรียกรองใหนาย ก. ซึง่ กระทำละเมิดตอผูฟ อ งคดี ที่ ก ำหนดได ตามมาตรา ๑๒ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ โดยการออกคำสั่งใหนาย ก. ชำระเงินแกผูฟองคดี แต ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดย นาย ก. ไมชำระ และไดถึงแกความตายในภายหลัง ต อ งใช สิ ท ธิ เรี ย กร อ งภายในกำหนดระยะเวลาสิ บ ป โดยผูฟ อ งคดีแจงใหผถู กู ฟองคดีในฐานะทายาทโดยธรรม นั บ แต วั น ทำละเมิ ด ตามมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ ง ของนาย ก. ผูตาย ชำระแทนนาย ก. แลว แตผูถูกฟอง แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยเมื่อบัตรภาษี คดีไมชดใชเงินใหแกผูฟองคดี ผูฟองคดีในฐานะเจาหนี้ ที่ผูฟองคดีออกใหแกผูขอรับเงินชดเชยคาภาษีอากร ในมูลละเมิดจึงจำตองใชสิทธิทางศาลเพื่อขอบังคับตาม ตองมีการนำไปใชประโยชนเพื่อชำระคาภาษีอากรแทน สิทธิเรียกรองอันมี ตอนาย ก. เจามรดก โดยขอใหศาล

93


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

มีคำพิพากษาหรือคำสัง่ ใหผถู กู ฟองคดีใชเงินหรือสงมอบ ทรัพยมรดกใหแกผฟู อ งคดีอนั เปนคำบังคับตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผูฟองคดี จึงเปนผูมีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว

คดีพิพาทเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๙๔/๒๕๕๔

94

๒๕๔๖ แจ ง ให ท ราบว า ไม อ าจดำเนิ น การบรรจุ ผู ที่ สอบไดเรียงตามลำดับคะแนนในลำดับที่ ๑ ถึงที่ ๗ เขารับราชการได ซึ่งเปนไปตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ผู ฟ อ งคดี เ ห็ น ว า ประกาศสำนั ก งานคณะกรรมการ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห ง ชาติ เรื่ อ ง การคั ด เลื อ กบุ ค คล เขารับราชการในตำแหนงเจาหนาที่สิทธิมนุษยชน ๓ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ที่ไมดำเนินการบรรจุ แต ง ตั้ ง ผู ส อบได เข า รั บ ราชการในตำแหน ง เจ า หน า ที่ สิทธิมนุษยชน ๓ และการไมยอมรับผลการคัดเลือก บุ ค คลเข า รั บ ราชการในตำแหน ง เจ า หน า ที่ สิ ท ธิ มนุ ษ ยชน ๓ ตามมติ ที่ ป ระชุ ม ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ เมื่ อ วั น ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เป น การกระทำ โดยมิชอบดวยกฎหมาย ขอใหศาลเพิกถอนประกาศ ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ และ มติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ดังกลาว

(ก) สรุปคำฟอง คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ฟ อ งสำนั ก งานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหงชาติเปนผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหงชาติเปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวา ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ความเดื อ ดร อ นเสี ย หายจากการที่ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดรับอนุญาตจากสำนักงาน ก.พ. ให (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด นำบัญชีผูไดรับปริญญาตรีเกียรตินิยม สาขานิติศาสตร การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดกำหนดคุณสมบัติ อันดับ ๑ และอันดับ ๒ ทีข่ นึ้ ทะเบียนไวทสี่ ำนักงาน ก.พ. เฉพาะสำหรับตำแหนงเจาหนาที่สิทธิมนุษยชน ๓ วา มาคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเขารับราชการในตำแหนง ต อ งได รั บ ปริ ญ ญาตรี ห รื อ เที ย บเท า ทางกฎหมาย เจาหนาทีส่ ทิ ธิมนุษยชน ๓ สำนักคุม ครองสิทธิมนุษยชน หรือทางสังคมศาสตร หรือทางสาขาวิชาอื่นที่ผูถูกฟอง และผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดประกาศรายชื่อผูมีสิทธิเขารับ คดี ที่ ๒ กำหนดว า ใช เ ป น คุ ณ สมบั ติ เ ฉพาะสำหรั บ การคัดเลือกตำแหนงเจาหนาที่ ตำแหน ง นี้ ไ ด ซึ่ ง การกำหนด สิทธิมนุษยชน ๓ จำนวน ๔๔ คน การเลือกปฏิบต ั โิ ดยไมเปนธรรม คุณสมบัตเิ ฉพาะตำแหนงดังกลาว ซึ่ ง ผู ฟ อ ง ค ดี ไ ด ท ำ ก า ร ส อ บ และเปนการขัดตอหลักความ แสดงใหเห็นวา บุคคลที่จบการ ขอเขียน เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ศึ ก ษาในระดั บ ปริ ญ ญาตรี ท าง เสมอภาคตามที ่ ก ำหนดไว ใ น ๒๕๔๖ และทำการสอบสัมภาษณ กฎหมาย ทางสังคมศาสตรหรือ เมื่ อ วั น ที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๖ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร สาขาวิชาอื่นที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยกรรมการผู ส อบสั ม ภาษณ ไทย กำหนดนัน้ สามารถทีจ่ ะทำงานใน ได ชี้ แจงผลคะแนนให ท ราบว า ตำแหนงเจาหนาที่สิทธิมนุษยชน ผู ฟ อ งคดี ส อบข อ เขี ย นได เ ป น อั น ดั บ ที่ ห นึ่ ง โดยได ๓ ในสังกัดของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ได โดยไมจำเปนตอง คะแนนรวม ๒๔๐ คะแนน และแจงใหผูฟองคดีทราบ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีเฉพาะดานกฎหมาย ดวยวาจาวามีความประสงคจะรับผูฟองคดีเพื่อบรรจุ เพี ย งอย า งเดี ย วเท า นั้ น เมื่ อ ข อ เท็ จ จริ ง ปรากฏว า เข า รั บ ราชการตำแหน ง เจ า หน า ที่ สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน ๓ คณะอนุกรรมการสรรหาบุคคลไดทำการสรรหาบุคคล แตปรากฏวา เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ผูฟองคดี เพื่ อ บรรจุ แ ละแต ง ตั้ ง ให ด ำรงตำแหน ง เจ า หน า ที่ ไดรบั หนังสือของผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน ๓ โดยวิ ธี ก ารคั ด เลื อ กเฉพาะผู ที่ จ บ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

การศึกษาในระดับปริญญาตรีเกียรตินยิ มสาขานิตศิ าสตร เพียงสาขาเดียวเทานัน้ ทีใ่ หมสี ทิ ธิเขารับการสอบคัดเลือก เพื่อบรรจุและแตงตั้งใหดำรงตำแหนงดังกลาว ซึ่งเห็น ไดวาการดำเนินการสรรหาบุคคลของคณะอนุกรรมการ สรรหาบุ ค คลดั ง กล า วเป น การตั ด สิ ท ธิ ข องบุ ค คล ที่ จ บการศึ ก ษาในระดั บ ปริ ญ ญาตรี เ กี ย รติ นิ ย มทาง สั ง คมศาสตร ห รื อ สาขาวิ ช าอื่ น ที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ กำหนด ซึ่งควรมีโอกาสที่จะไดรับการคัดเลือกเชนเดียว กับผูจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยม สาขา นิติศาสตรที่ไดรับสิทธิใหเขารับการคัดเลือกดังกลาว ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการสรรหาบุคคลตัดโอกาส บุคคลผูที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีเกียรตินิยม ทางสังคมศาสตร และสาขาวิชาอื่นไมใหมีสิทธิเขารับ การสอบคัดเลือกเพือ่ เขารับราชการในตำแหนงเจาหนาที่ สิทธิมนุษยชน ๓ จึงเปนการเลือกปฏิบตั โิ ดยไมเปนธรรม และเปนการขัดตอหลักความเสมอภาคตามที่กำหนดไว ในรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย ดั ง นั้ น การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ มี ม ติ ไ ม ย อมรั บ ผลการคั ด เลื อ ก บุคคลของคณะอนุกรรมการสรรหาบุคคล โดยเห็นวา เปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมนั้น มติดังกลาว จึงเปนมติที่ชอบดวยกฎหมาย และเมื่อผูถูกฟองคดีที่ ๑ อาศัยมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ออกประกาศลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ไม ด ำเนิ น การบรรจุ ผู ฟ อ งคดี เขารับราชการ ประกาศของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ดังกลาว จึงเปนประกาศที่ชอบดวยกฎหมายดวย

คดีพิพาทเกี่ยวกับวินัย คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๔๖/๒๕๕๔ (ก) สรุปคำฟอง คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ฟ อ งผู อ ำนวยการวิ ท ยาลั ย เทคนิคอุตรดิตถเปนผูถูกฟองคดีที่ ๑ อ.ก.ค. สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (อ.ก.ค. กรมอาชีวศึกษา เดิ ม ) เป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ โดยฟ อ งว า ผู ฟ อ งคดี รับราชการครู ตำแหนงอาจารย ๒ ระดับ ๗ สังกัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีคำสั่ง ลงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๐ เรือ่ ง แตงตัง้ คณะกรรมการ สอบสวนกรณี ผู ฟ อ งคดี ข ณะทำหน า ที่ หั ว หน า งาน ทะเบี ย นวิ ท ยาลั ย เทคนิ ค อุ ต รดิ ต ถ ประพฤติ มิ ช อบ โดยจัดทำ แกไขปลอมแปลงผลการเรียน ใบ รบ.๑ ปวช. ๓๐ (๓๓) ของนาย ช. จำนวน ๔ รายวิชา เพื่อแกไข ผลการเรียนจากไมจบการศึกษาใหเปนจบการศึกษา และรับรองเอกสารภาพถายระเบียนแสดงผลการเรียน ฉบับดังกลาว อันพิสูจนไดวาเปนความเท็จ หลังจาก การสอบสวนผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เห็ น ว า ผู ฟ อ งคดี ไ ด กระทำผิดตามที่ถูกกลาวหาจริง จึงไดมีคำสั่งลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ เรื่อง ตัดเงินเดือนขาราชการครู ลงโทษตั ด เงิ น เดื อ นผู ฟ อ งคดี จ ำนวน ๑๐% ไม เ กิ น สองเดื อ น ผู ฟ อ งคดี ไ ด อุ ท ธรณ ค ำสั่ ง ต อ อธิ บ ดี ก รม อาชีวศึกษา แตตอมาผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีคำสั่งลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ เรื่อง แกไขคำสั่ง เพื่อแกไขคำสั่ง ตัดเงินเดือนผูฟองคดีจาก ๑๐% ไมเกินสองเดือน เปน ๕% ไมเกินหนึ่งเดือน และหัวหนางานการเงินไดตัด เงินเดือนผูฟองคดีในเดือนเมษายน ๒๕๔๐ เปนเงิน ๘๗๙ บาท โดยผู ฟ อ งคดี รั บ ทราบคำสั่ ง และการตั ด เงินเดือนดังกลาวเมือ่ วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๐ ผูฟ อ งคดี จึงไดอุทธรณคำสั่งตัดเงินเดือนดังกลาวตอผูถูกฟองคดี ที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๐ และยื่นอุทธรณตอ กรมอาชีวศึกษาเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๐ ตอมา ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีคำสั่ง ไมเลื่อนขั้นเงินเดือนใหแกผูฟองคดี และเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๕ ผูฟองคดีไดรบั หนังสือกรมอาชีวศึกษา ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๕ แจงมติของผูถูกฟองคดี ที่ ๒ ใหยกอุทธรณของผูฟ อ งคดี ขอใหศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งใหเพิกถอนคำสั่งวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ และลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๐ และมติ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ซึ่ ง ยื น ตาม คำสั่ ง ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สอง คืนเงินเดือนของผูฟองคดีที่ถูกตัดไปโดยมิชอบ จำนวน ๘๗๙ บาท และใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ เลื่อนขั้นเงินเดือน ในปงบประมาณ ๒๕๔๑ ใหแกผูฟองคดี

95


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

96

(ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ไมเกิน ๕% ไมเกินหนึ่งเดือน ไดตามควรแกกรณี ทั้งนี้ เมือ่ ปรากฏกรณีมมี ลู ทีค่ วรกลาวหาวาผูฟ อ งคดี ตามความในมาตรา ๑๐๓ วรรคหนึง่ แหงพระราชบัญญัติ ในขณะปฏิบตั หิ นาทีห่ วั หนางานทะเบียนวิทยาลัยเทคนิค ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกับขอ อุตรดิตถกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องตน ๓ ของกฎ ก.ค. ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ออกตามความ อยูแ ลว ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ซึง่ เปนผูบ งั คับบัญชาของผูฟ อ งคดี ในพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ และมี ห น า ที่ ด ำเนิ น การทางวิ นั ย แก ผู ใ ต บั ง คั บ บั ญ ชา อยางไรก็ตาม การดำเนินการสอบสวนทางวินยั ก็ชอบที่จะตองดำเนินการทางวินัยแกผูฟองคดี หรือ ผู ฟ อ งคดี ตั้ ง แต ก ารออกคำสั่ ง แต ง ตั้ ง คณะกรรมการ ถาสงสัยวาผูฟองคดีไดกระทำผิดวินัยโดยยังไมมีพยาน สอบสวน เพื่ อ ทำการสอบสวนทางวิ นั ย ผู ฟ อ งคดี หลักฐาน ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จะตองสืบสวนหรือพิจารณา การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน และการ พิ จ ารณากำหนดโทษ เป น การ ในเบื้ อ งต น ว า การกระทำของ ผู ฟ อ งคดี มี มู ล ที่ ค วรกล า วหาว า คำสั่ ง ลงโทษตั ด เงิ น เดื อ น พิจารณาทางปกครอง และคำสั่ง กระทำผิดวินัยหรือไม ถาเห็นวา ลงโทษตั ด เงิ น เดื อ นผู ฟ อ งคดี ข า ราชการครู กรณี ถ อ ื ได ว า  ไมมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทำ ๕% ไมเกินหนึ่งเดือน เปนคำสั่ง ผิ ด วิ นั ย จึ ง จะยุ ติ เ รื่ อ งได แ ต ถ า มี ส ภาพร า ยแรงที่ อ าจทำ ทางปกครอง ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ เ ห็ น ว า มี มู ล ที่ ค ว ร ก ล า ว ห า ใหการพิจารณาทางปกครอง แห ง พระราชบั ญ ญั ติ วิ ธี ป ฏิ บั ติ ว า กระทำผิ ด วิ นั ย ก็ ช อบที่ จ ะ ไมเปนกลางโดยสภาพ ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดำเนิ น การทางวิ นั ย ทั น ที ทั้ ง นี้ เมื่ อ พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ ตามนั ย มาตรา ๔ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บ ขาราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ มิไดบัญญัติเกี่ยวกับหลัก ข า ราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ ประกอบมาตรา ๙๙ ความเปนกลางของเจาหนาที่ผูมีอำนาจหนาที่ในการ วรรคหนึ่ง วรรคสี่ และวรรคหา แหงพระราชบัญญัติ แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน การพิจารณาความผิด ระเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่ ง เป น การกำหนดโทษและการสั่งลงโทษอันเปนการพิจารณา กฎหมายที่ใชบังคับในขณะนั้น ดังนั้น เมื่อผูถูกฟองคดี ทางปกครองไว โ ดยเฉพาะ กรณี จึ ง นำบทบั ญ ญั ติ ที่ ๑ เห็ น ว า การกระทำของผู ฟ อ งคดี ก รณี แ ก ไข ตามมาตรา ๑๖ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ผลการเรียนในใบ รบ. ๑ ปวช. ๓๐ (๓๓) ของนาย ช. ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาใชบังคับกับการพิจารณา นั ก ศึ ก ษาแผนกวิ ช าช า งอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส ซึ่ ง มี ผ ลจาก ทางปกครองตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครู ไม จ บการศึ ก ษาเป น จบการศึ ก ษา เป น การกระทำ พ.ศ. ๒๕๒๓ ได ทั้ ง นี้ ตามมาตรา ๓ วรรคหนึ่ ง โดยมิ ช อบและมี มู ล ที่ ค วรกล า วหาว า กระทำผิ ด วิ นั ย แห ง พระราชบั ญ ญั ติ วิ ธี ป ฏิ บั ติ ร าชการทางปกครอง ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ยอมมีอำนาจแตงตั้งคณะกรรมการ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา นาย อ. ซึ่งดำรง สอบสวนเพื่ อ ทำการสอบสวนทางวิ นั ย ผู ฟ อ งคดี ไ ด ตำแหน ง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ในขณะนั้ น ทราบเรื่ อ ง ตามนั ย มาตรา ๔ วรรคหนึ่ ง แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ผูฟองคดีไดกระทำผิดวินัยเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๓๙ ระเบียบขาราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ ประกอบกับมาตรา แตมาดำเนินการทางวินยั แกผฟู อ งคดีเมือ่ ป พ.ศ. ๒๕๔๐ ๑๐๒ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แหงพระราชบัญญัติ โดยก อ นที่ น าย อ. จะมี ค ำสั่ ง แต ง ตั้ ง คณะกรรมการ ระเบี ย บข า ราชการพลเรื อ น พ.ศ. ๒๕๓๕ และถ า สอบสวน และมี ค ำสั่ ง ลงโทษตั ด เงิ น เดื อ นผู ฟ อ งคดี ทำการสอบสวนแล ว พบว า ผู ฟ อ งคดี ก ระทำผิ ด วิ นั ย ๕% ไมเกินหนึ่งเดือน นาย อ. และผูฟองคดีมีปญหา อยางไมรายแรง ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ยอมมีอำนาจกำหนด ความขัดแยงกันอยางรุนแรงในเรื่องสวนตัวและหนาที่ โทษและสั่งลงโทษภาคทัณฑ หรือตัดเงินเดือนผูฟองคดี ราชการจนถึงขั้นรองทุกขกลาวโทษซึ่งกันและกันตอ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

พนั ก งานสอบสวน กรณี ดั ง กล า วจึ ง ถื อ ได ว า มี ส ภาพ รายแรงที่อาจทำใหการดำเนินการทางวินัยแกผูฟองคดี อั น เป น การพิ จ ารณาทางปกครองไม เ ป น กลาง โดยสภาพภายในของนาย อ. ซึ่งเปนผูมีอำนาจหนาที่ ในการดำเนินการดังกลาว นาย อ. จึงไมอาจทำการ พิจารณาทางปกครองในเรื่องนี้ได ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเนื่ อ งจากกรณี นี้ มิใชกรณีที่ไมมีเจาหนาที่อื่นปฏิบัติหนาที่แทน เพราะยัง มีผูบังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปของผูฟองคดีและนาย อ. ทีส่ ามารถดำเนินการแตงตัง้ กรรมการสอบสวน พิจารณา ความผิด กำหนดโทษและสัง่ ลงโทษทางวินยั แกผฟู อ งคดี ไดตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง และมาตรา ๑๐๓ วรรคหนึง่ และวรรคสาม แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการ พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกฎ ก.ค. ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ออกตามความในพระราชบัญญัตริ ะเบียบ ขาราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓ วาดวยอำนาจการลงโทษ ภาคทัณฑ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน และไมใช เปนกรณีที่มีความจำเปนเรงดวน หากปลอยใหลาชาไป จะเสียหายตอประโยชนสาธารณะหรือสิทธิของบุคคล จะเสียหายโดยไมมที างแกไขได อันจะเปนขอยกเวนมิให นำบทบัญญัตมิ าตรา ๑๓ ถึงมาตรา ๑๖ แหงพระราชบัญญัติ วิธปี ฏิบตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาใชบงั คับ ทั้ ง นี้ ตามมาตรา ๑๘ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ดั ง กล า ว ดังนั้น การที่นาย อ. ซึ่งดำรงตำแหนงผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในขณะนั้ น ดำเนิ น การทางวิ นั ย แก ผู ฟ อ งคดี โดยการ ออกคำสัง่ แตงตัง้ คณะกรรมการสอบสวน พิจารณาความผิด และพิจารณาโทษโดยมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนผูฟอง คดี ๕% ไมเกินหนึ่งเดือน จึงเปนการกระทำที่ไมชอบ ดวยกฎหมาย และเมื่อเปนคำสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย มติของผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ ทีม่ มี ติใหยกอุทธรณของผูฟ อ งคดี จึงไมชอบดวยกฎหมายไปดวย สวนคำขอใหศาลกำหนดคำบังคับใหผถู กู ฟองคดี ทั้งสองคืนเงินเดือนของผูฟองคดีที่ถูกตัดไปโดยมิชอบ และใหผถู กู ฟองคดีที่ ๑ เลือ่ นขัน้ เงินเดือนในปงบประมาณ ๒๕๔๑ ให แ ก ผู ฟ อ งคดี นั้ น เมื่ อ ศาลปกครองสู ง สุ ด

เพิกถอนคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% ไมเกิน หนึ่ ง เดื อ นแล ว ย อ มเป น หน า ที่ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ที่จะตองพิจารณาคืนสิทธิประโยชนตางๆ ที่ผูฟองคดี ตองเสียไป เนื่องจากการถูกลงโทษทางวินัยตามคำสั่ง ดังกลาว ซึ่งรวมถึงการคืนเงินเดือนที่ถูกตัดไป และการ พิจารณาเลือ่ นขัน้ เงินเดือนประจำปหรือทุกครึง่ ปแลวแต กรณีใหแกผูฟองคดี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑหรือเงื่อนไข ตามที่กฎหมายและระเบียบในเรื่องดังกลาวกำหนดไว

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๕๑/๒๕๕๔ (ก) สรุปคำฟอง คดีนี้ผูฟองคดีฟองผูอำนวยการสำนักงานเขต พื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาสุ ริ น ทร เขต ๓ เป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เลขาธิ ก ารคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐานเป น ผูถูกฟองคดีที่ ๒ เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการ ครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษาเป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร เขต ๓ (ผูรองสอด) เป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๔ โดยฟ อ งว า ผู ฟ อ งคดี เ ป น ขาราชการครู ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจาก การที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุรินทรไดมี คำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย กรณีผูฟองคดีเรียกรับเงินจากขาราชการครู เพื่อเปน ค า ช ว ยเหลื อ การย า ยภายในจั ง หวั ด คณะกรรมการ สอบสวนไดสอบสวนแลวเห็นวาผูฟองคดีมีพฤติกรรม เรียกรับเงินจากขาราชการครูในอำเภอกาบเชิง จังหวัด สุรินทร เพื่อเปนคาชวยเหลือในการติดตอประสานงาน กับผูมีอำนาจพิจารณาการยายในระดับจังหวัด เมื่อมี การรองเรียนจึงไดคืนเงินใหกับผูที่ไมไดรับการพิจารณา ใหยายอันเปนความผิดวินยั อยางไมรา ยแรง ฐานไมรกั ษา ชื่อเสียงของตน และรั ก ษาเกี ย รติ ศั ก ดิ์ ข องตำแหน ง หนาที่ราชการของตนมิใหเสื่อมเสีย โดยไมกระทำการ ใดๆ อั น ได ชื่ อ ว า เป น ผู ป ระพฤติ ชั่ ว ผู อ ำนวยการ การประถมศึกษาจังหวัดสุรินทรเห็นชอบกับความเห็น ดั ง กล า วจึ ง ได มี ค ำสั่ ง ลงวั น ที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๖ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลา ๒ เดือน

97


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

98

และไดรายงานการดำเนินการดังกลาวตอสำนักงาน ฝ า ยปกครองจะต อ งพิ จ ารณาตามเจตนารมณ ข อง คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ซึง่ ไดรายงานตอไปยัง กฎหมายและเมื่อพิจารณาจากมาตรา ๙๘ วรรคสอง อ.ก.ค. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แหงพระราชบัญญัติดังกลาว เห็นวา มาตราดังกลาว ในฐานะ อ.ก.พ. กระทรวงศึกษาธิการ อ.ก.ค. สำนักงาน ได บั ญ ญั ติ ถึ ง พฤติ ก ารณ อื่ น ๆ ที่ เ ป น ความผิ ด วิ นั ย คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พิจารณาแลวเห็นวา อยางรายแรงไววา เปนการกระทำผิดอาญาจนไดรับ พฤติกรรมของผูฟองคดีเปนความผิด โทษจำคุก หรือโทษที่หนักกวาจำคุก ่ โทษทางวินยั โดยคำพิพากษาถึงที่สุดใหจำคุก หรือ วินัยอยางรายแรง โทษที่ไดรับยังไม คำสัง่ เพิม เหมาะสม ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงไดมี ข า ร า ช ก า ร ที่ ช อ บ ให รั บ โทษที่ ห นั ก กว า จำคุ ก ดั ง นั้ น คำสัง่ เพิม่ โทษเปนปลดออกจากราชการ การกระทำอื่ น ใดอั น ได ชื่ อ ว า เป น ด ว ยกฎหมาย ผูฟองคดีเห็นวาคำสั่งของผูถูกฟองคดี ผู ป ระพฤติ ชั่ ว อย า งร า ยแรง จึ ง ควร ที่ ๒ และผูถ กู ฟองคดีที่ ๓ เปนคำสัง่ ทีไ่ มชอบดวยกฎหมาย เปนการกระทำที่มีระดับความรุนแรงของพฤติการณ ขอให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง ให เ พิ ก ถอนคำสั่ง เทียบเคียงไดกับการกระทำความผิดอาญาจนไดรับโทษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ จำคุก หรือโทษที่หนักกวาจำคุก เมือ่ พิจารณาพฤติการณ ๑๙ พฤศจิ ก ายน ๒๕๔๗ และให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ของผูฟองคดีที่เรียกรับเงินจากนาย ภ. และ นาง ม. มีคำสั่งใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการตามเดิม โดยให เพื่ อ ช ว ยเหลื อ ในการทำเรื่ อ งขอย า ยโดยที่ ผู ฟ อ งคดี ดำรงตำแหนงไมต่ำกวาตำแหนงเดิมกอนที่ผูถูกฟองคดี ไมมีอำนาจหนาที่และไมสามารถชวยเหลือได จึงเปน ที่ ๒ จะมีคำสัง่ เพิม่ โทษ ภายในเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาสุรนิ ทร พฤติการณทเี่ ทียบไดกบั ความผิดฐานฉอโกงตามประมวล กฎหมายอาญา คือ การกระทำโดยทุจริต หลอกลวงผูอื่น (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดวยการแสดงขอความอันเปนเท็จหรือปกปดขอความจริง ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ มีคำสัง่ สำนักงานคณะกรรมการ ซึ่งควรบอกใหแจง และโดยการหลอกลวงดังวานัน้ ไดไป การศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ซึ่งทรัพยสินจากผูถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ซึ่งมี เพิม่ โทษทางวินยั ผูฟ อ งคดีจากลงโทษตัดเงินเดือนจำนวน โทษจำคุก การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ วินิจฉัยวาพฤติการณ ๕% เปนเวลา ๒ เดือน เปนปลดออกจากราชการเพราะ ของผูฟองคดีเปนการประพฤติชั่วอยางรายแรง จึงเปน เห็นวา ผูฟองคดีมีพฤติการณประพฤติชั่วอยางรายแรง การวินิจฉัยที่ถูกตองตามกฎหมายแลว ที่ผูถูกฟองคดีที่ ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ๒ มี ค ำสั่ ง เพิ่ ม โทษทางวิ นั ย ผู ฟ อ งคดี จ ากลงโทษตั ด ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงมีประเด็น เงินเดือนจำนวน ๕% เปนเวลา ๒ เดือน เปนปลดออก ที่ตองพิจารณาวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ วินิจฉัยวา จากราชการ จึงเปนคำสั่งที่ชอบดวยกฎหมายแลว พฤติการณของผูฟ อ งคดีเปนการประพฤติชวั่ อยางรายแรง เปนการวินิจฉัยที่ถูกตองตามกฎหมายหรือไมเห็นวา คดีพพิ าทเกีย่ วกับสิทธิประโยชนและสวัสดิการ เมื่อขอเท็จจริงที่วาผูฟองคดีเรียกรับเงินจากนาย ภ. และ นาง ม. เพื่ อ ช ว ยเหลื อ ในการทำเรื่ อ งขอย า ย คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๑๘/๒๕๕๔ มีน้ำหนักรับฟงได แตเนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ไมไดนยิ ามความหมาย (ก) สรุปคำฟอง ของคำวาประพฤติชวั่ อยางรายแรงเอาไว จึงเปนดุลพินจิ คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองฟ อ งคณะรั ฐ มนตรี ของฝายปกครองที่จะพิจารณาวาพฤติการณอยางไร เปนผูถูกฟองคดี โดยฟองวา เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ที่ จ ะเข า ข า ยเป น การประพฤติ ชั่ ว อย า งร า ยแรง ซึ่ ง ๒๕๕๓ ที่ประชุมของผูถูกฟองคดีไดมีมติเห็นชอบอนุมตั ิ


ารปฏิ บั ติ ง านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

งบประมาณรายจาย จำนวน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ดังนั้น มติ โดยสวนหนึ่งของงบประมาณดังกลาวเปนการจัดสรร ของผูถูกฟองคดีจึงเปนเพียงขั้นตอนดำเนินการภายใน งบประมาณ เพื่อเพิ่มเงินประจำตำแหนงและประโยชน ในการอนุ มั ติ ห ลั ก การ เพื่ อ ตราพระราชกฤษฎี ก า ตอบแทนอย า งอื่ น ของสมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา (ส.ว.) และ เงินประจำตำแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอืน่ ของ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) จากเดิมอีกประมาณ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รอยละ ๑๔ ถึงรอยละ ๑๕ ทั้งนี้ (ส.ส.) ตอไปเทานั้น ยังมิไดมีผล ฟ อ ง เ พิ ก ถ อ น ม ติ การเพิ่ ม เงิ น ดั ง กล า วของสมาชิ ก บังคับทางกฎหมายออกสูภ ายนอก วุฒสิ ภา (ส.ว.) จะมีผลบังคับในวันที่ ค ณ ะ รั ฐ ม น ต รี ในสถานะเป น กฎที่ ไ ปกระทบ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ สวนของสมาชิก กระเทื อ นต อ สิ ท ธิ ห รื อ หน า ที่ ขัน้ ตอนการดำเนินการ ของผูฟองคดีทั้งสองหรือกอความ สภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) จะมีผล ในการเลือกสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร เดือดรอนหรือเสียหายหรืออาจจะ ภายใน ในการออกกฎ (ส.ส.) ครั้งตอไป ผูฟองคดีทั้งสอง เดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจ ในฐานะเป น ประชาชนผู เ สี ย ภาษี อ ากร และเป น ผู มี หลีกเลี่ยงไดแกผูฟองคดีทั้งสองแตอยางใด ผูฟองคดี สิ ท ธิ ใ นการออกเสี ย งเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา (ส.ว.) ทั้ ง สองจึ ง ไม มี สิ ท ธิ น ำคดี ม าฟ อ งต อ ศาลปกครองได และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) เห็นวา มติของ ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ผูถ กู ฟองคดีดงั กลาวเปนการสรางภาระทางการเงินแกรฐั ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยไมชอบดวยกฎหมายและโดยไมจำเปน จึงเปนมติ ที่ไมชอบดวยกฎหมาย ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือ คดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน คำสั่งเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่อนุมัติใหเพิ่มเงิน ประจำตำแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นของ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗๓/๒๕๕๔ สมาชิกวุฒสิ ภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร (ส.ส.) (ก) สรุปคำฟอง (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ฟ อ งเจ า พนั ก งานที่ ดิ น จั ง หวั ด ผูฟองคดีทั้งสองฟองวา ผูถูกฟองคดีไดมีมติ ปทุมธานี สาขาคลองหลวง เปนผูถูกฟองคดีโดยฟองวา เห็นชอบอนุมัติจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มเงินประจำ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๕ ผูฟองคดีในฐานะทายาท ตำแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นของสมาชิก โดยธรรมและในฐานะผูจัดการมรดกของนาง จ. ไดไป วุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตอพนักงาน จากเดิมอีกประมาณรอยละ ๑๔ ถึงรอยละ ๑๕ ซึ่งมติ เจาหนาที่ของผูถูกฟองคดี ซึ่งผูถูกฟองคดีไดมีคำสั่ง ดังกลาวเปนการสรางภาระทางการเงินแกรฐั โดยไมจำเปน ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๕ ไมรบั คำขอออกโฉนดทีด่ นิ จึ ง ขอให เ พิ ก ถอนมติ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ดั ง กล า ว คดี นี้ ของผูฟองคดี โดยใหเหตุผลวา พื้นที่อำเภอคลองหลวง จึงเปนคดีพพิ าทตามมาตรา ๑๑ (๒) ประกอบกับมาตรา ๙ ไดมพี ระราชกฤษฎีกากำหนดเปนเขตปฏิรปู ทีด่ นิ ครอบคลุม วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ทั้งอำเภอเมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่อผูฟองคดีมิไดแจงการ และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แตการปรับ ครอบครองที่ดิน ตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ อัตราเงินดังกลาวจะตองกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให ใช ป ระมวลกฎหมายที่ ดิ น พ.ศ. ๒๔๙๗ หรื อ ซึ่งเปนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย ตามนัย มิ ไ ด แจ ง ความประสงค จ ะได สิ ท ธิ ใ นที่ ดิ น ตามมาตรา มาตรา ๑๙๖ ประกอบกับมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๗ ตรี แหงประมวลกฎหมายทีด่ นิ ไวกอ นมีการกำหนด

99


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

100

เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พนักงานเจาหนาที่ การครอบครองที่ดินตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ ยอมไมอาจออกโฉนดทีด่ นิ ใหได ผูฟ อ งคดีจงึ ไดมหี นังสือ ใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือมิได ลงวั น ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๕ อุ ท ธรณ ค ำสั่ ง ไม รั บ แจงความประสงคจะไดสิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี คำขอออกโฉนดที่ ดิ น ดั ง กล า วต อ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ต อ มา แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ไวกอนมีการกำหนดเขต ผูถูกฟองคดีไดมีหนังสือลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ ปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ เกษตรกรรม จึ ง ไม อ าจดำเนิ น การ แจงผูฟองคดีวา การที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ออกโฉนดที่ดินใหได ตอมา กระทรวงมหาดไทยไดมี สาขาคลองหลวง มีคำสัง่ ไมรบั คำขอออกโฉนดทีด่ นิ เปนการ ประกาศ ลงวั น ที่ ๒๖ สิ ง หาคม ๒๕๔๖ ให จั ง หวั ด ถูกตองแลว จึงไมอาจดำเนินการออกโฉนดที่ดินใหได ปทุมธานีเปนจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่ ผู ฟ อ งคดี เ ห็ น ว า การมี ค ำสั่ ง ไม รั บ เพื่ อ ออกโฉนดที่ ดิ น และจั ง หวั ด คำขอออกโฉนดทีด่ นิ ของผูถ กู ฟองคดี คำสั่งไมรับคำขอออก ปทุมธานีไดมีประกาศกำหนดทองที่ ดังกลาวขางตนเปนการคลาดเคลื่อน โฉนดที่ ดิ น ที่ ไ ม ช อบ และวั น เริ่ ม ต น ทำการสำรวจรังวัด ทำแผนที่ เพื่อออกโฉนดที่ ดิ น และ ในข อ เท็ จ จริ ง และในข อ กฎหมาย ด ว ยกฎหมาย ขอให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง สอบเขตโฉนดทีด่ นิ ลงวันที่ ๑ กันยายน ใหเพิกถอนคำสัง่ ทางปกครองทีป่ ฏิเสธการรังวัดออกโฉนด ๒๕๔๖ ตามมาตรา ๕๘ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ทีด่ นิ ของผูฟ อ งคดี และใหผถู กู ฟองคดีดำเนินการรับคำขอ ขอเท็จจริงดังกลาวจึงแสดงใหเห็นวาในทองที่จังหวัด กับรังวัดออกโฉนดทีด่ นิ ใหแกผฟู อ งคดีตามกฎหมายตอไป ปทุ ม ธานี มี ก ารประกาศสำรวจรั ง วั ด ทำแผนที่ เ พื่ อ ออกโฉนดที่ดินและวันเริ่มตนเดินสำรวจรังวัด ภายหลัง (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด จากที่ผูฟองคดีมีคำขอออกโฉนดที่ดิน ดังนั้น กอนวันที่ ผูฟองคดีเปนผูครอบครองและทำประโยชน ผูฟองคดีมีคำขอออกโฉนดที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงไมเคย ในที่ ดิ น ต อ เนื่ อ งมาจากมารดาของผู ฟ อ งคดี ซึ่ ง ได มี ก ารประกาศกำหนดท อ งที่ แ ละวั น เริ่ ม ต น ของการ ครอบครองและทำประโยชนในที่ดินกอนวันที่ประมวล เดินสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรอง กฎหมายที่ ดิ น ใช บั ง คั บ โดยไม มี ห นั ง สื อ สำคั ญ แสดง การทำประโยชนในทองทีอ่ ำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กรรมสิทธิท์ ดี่ นิ และมิไดแจงการครอบครองทีด่ นิ ตามมาตรา ผูฟองคดีจึงมิอาจแจงการครอบครองที่ดิน หรือไดมา ๕ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ใ ห ใช ป ระมวลกฎหมายที่ ดิ น นำพนักงานเจาหนาที่ทำการสำรวจรังวัดได จึงถือไดวา พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู ฟ อ งคดี ไ ด มี ค ำขอออกโฉนดที่ ดิ น ผูฟองคดีมิใชเปนผูซึ่งมิไดปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๕ ซึ่งผูถูกฟองคดีมีคำสั่ง แหงประมวลกฎหมายทีด่ นิ เมือ่ ผูฟ อ งคดีเปนผูค รอบครอง ไมรับคำขอออกโฉนดที่ดิน ผูฟองคดีอุทธรณ ผูถูกฟอง และทำประโยชนในที่ดินอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมาย คดี ไ ด แจงผลการพิจารณาอุทธรณใหผูฟองคดีทราบวา ที่ดินใชบังคับ โดยไมมีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดินและมิได สำนักงานที่ ดิ น จังหวัดปทุมธานีไดพิจารณาแลวเห็นวา แจงการครอบครอง ตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ การทีผ่ ถู กู ฟองคดีมีคำสั่งไมรับคำขอออกโฉนดที่ดินของ ใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผูฟองคดี ผูฟองคดีเปนการถูกตองแลว เพราะในทองที่อำเภอ จึงเปนผูมีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ ทวิ คลองหลวง ไดมพี ระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรปู ทีด่ นิ แห ง ประมวลกฎหมายที่ ดิ น และไม ป รากฏว า ที่ ดิ น ครอบคลุมทั้งอำเภอ เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๙ กอนการแกไข แปลงพิ พ าทเป น ที่ ดิ น ที่ ต อ งห า มมิ ใ ห อ อกโฉนดที่ ดิ น กฎหมายการปฏิรปู ทีด่ นิ เพือ่ เกษตรกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ตามขอ ๑๔ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ๒๕๓๒ ที่ดินในเขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาลจึงเปน ออกตามความในพระราชบัญญัตใิ หใชประมวลกฎหมาย เขตปฏิรปู ทีด่ นิ ดวย ผูข อหรือเจาของทีด่ นิ เดิมทีไ่ มไดแจง ทีด่ นิ พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนัน้ ผูฟ อ งคดีจงึ เปนผูม สี ทิ ธิขอออก


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

โฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาท ที่ผูฟองคดีขอออกโฉนดที่ดินดังกลาวอยูในหลักเกณฑ ที่จะออกโฉนดที่ดินได และโดยที่เขตปฏิรูปที่ดินเปนไป ตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แสดงเขตปฏิรูปที่ดิน แนบท า ยพระราชกฤษฎี ก า เมื่ อ พระราชกฤษฎี ก า กำหนดเขตที่ดิน ในทองที่อำเภอคลองหลวง อำเภอ หนองเสือ และอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีใหเปน เขตปฏิ รู ป ที่ ดิ น พ.ศ. ๒๕๑๙ ดั ง กล า ว กำหนดเขต ปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ เกษตรกรรมครอบคลุ ม ทั้ ง อำเภอ ตามมาตรา ๒๕ แหงพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน เพือ่ เกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ดินพิพาทตั้งอยูในเขต อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จึงเปนที่ดินที่อยู ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แมที่ดินพิพาทจะ ตั้งอยูในเขตเทศบาล และแมภายหลังไดมีการแกไข การกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา ๒๕ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๒ ก็ตาม ที่ดินพิพาทก็ยังคงเปน ที่ดินที่อยูในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แตที่ดิน พิพาทก็เปนที่ดินที่ผูฟองคดีมีสิทธิครอบครองโดยชอบ ดวยกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงมิใชที่ดินรกรางวางเปลา ที่ ส ำนั ก งานการปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ การเกษตรกรรม จะมี อ ำนาจนำไปใช ใ นการปฏิ รู ป ที่ ดิ น ได ต ามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ ง แห ง พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน เพื่ อ การเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ ดิ น พิ พ าท จึงเปนที่ดินที่อยูในหลักเกณฑที่ผูครอบครองโดยชอบ ด ว ยกฎหมายจะขอออกโฉนดที่ ดิ น ได ดั ง นั้ น การที่ ผูถูกฟองคดีมี ค ำสั่ ง ไม รั บ คำขอออกโฉนดที่ ดิ น ของ ผูฟองคดี จึงเปนคำสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๐/๒๕๕๔ (ก) สรุปคำฟอง คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ฟ อ งเจ า พนั ก งานที่ ดิ น จั ง หวั ด นครราชสี ม า สาขาปากช อ ง เป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี โดย ฟองวา ผูฟองคดีเปนผูครอบครองและทำประโยชนใน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน (น.ส. ๓ ก.)

เลขที่ ๗๘๒ เลขที่ ๗๘๓ และเลขที่ ๗๘๔ ตำบลหมูสี อำเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมา ตอมา นาง พ. ไดยนื่ คำขอรังวัดออกโฉนดทีด่ นิ ตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๗๓๙ เลขที่ ๑๐๒๖ ตำบลหมูสี อำเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมา และไดนำรังวัดรุกล้ำเขาไปในที่ดิน ของผูฟองคดี ผูฟองคดีจึงยื่นคำขอคัดคานการรังวัดตอ ผูถูกฟองคดี จากนั้นผูถูกฟองคดีไดมีหนังสือลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ แจงผูฟองคดีวาผูถูกฟองคดี ไดมคี ำสัง่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖๐ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบใหออกโฉนดที่ดิน ให แ ก น าง พ. โดยชอบด ว ยกฎหมายแล ว ผู ฟ อ งคดี จึงนำคดีไปยื่นฟองตอศาลจังหวัดสีคิ้ว ศาลจังหวัดสีคิ้ว ไดมีคำสั่งไมรับคำฟองไวพิจารณาเนื่องจากเห็นวาคดี อยูใ นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ผูฟ อ งคดี ยื่นอุทธรณ ตอมา ศาลอุทธรณภาค ๓ มีคำพิพากษา ยกคำสั่ ง ของศาลชั้ น ต น โดยให ศ าลชั้ น ต น ดำเนิน กระบวนพิจารณาใหม ศาลจังหวัดสีคิ้วอานคำพิพากษา ศาลอุ ท ธรณ ใ ห ผู ฟ อ งคดี ฟ ง เมื่ อ วั น ที่ ๖ กุ ม ภาพั น ธ ๒๕๕๒ และมีคำสัง่ ใหผฟู อ งคดีนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง ผูฟองคดีจึงนำคดีมายื่นฟองตอศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนคำสั่งของผูถูกฟองคดีที่มีคำสั่งออกโฉนดที่ดิน ใหแกนาง พ. และใหผูถูกฟองคดีหักที่ดินของนาง พ. ด า นทิ ศ ตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ (เฉพาะส ว นที่ รุ ก ล้ ำ ) คืนใหแกผูฟองคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ผูฟองคดีฟองวา ผูถูกฟองคดีไดมีคำสั่งลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ สอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห ง ประมวลกฎหมายที่ ดิ น ออกโฉนดที่ ดิ น ใหแกนาง พ. โดยไมชอบดวยกฎหมาย มีผลทำใหที่ดิน ของนาง พ. ซอนทับกับที่ดินของผูฟองคดีโดยผูฟองคดี ไดรับแจงหนังสือของผูถูกฟองคดีดังกลาวไมเกิน ๗ วัน นั บ จากวั น ที่ ร ะบุ ใ นคำสั่ ง นั้ น จึ ง ถื อ ได ว า ผู ฟ อ งคดี รู หรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดีอยางชาที่สุดเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ผู ฟ อ งคดี ต อ งยื่ น ฟ อ งต อ

101


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

102

ศาลปกครองภายในหกสิ บ วั น นั บ แต วั น ทราบคำสั่ ง จึ ง ชอบที่ จ ะนำคดี ม ายื่ น ฟ อ งต อ ศาลปกครองภายใน ตามมาตรา ๖๐ วรรคสอง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน วั น ที่ ๑๖ มี น าคม ๒๕๕๒ เมื่ อ ผู ฟ อ งคดี น ำคดี ม า ประกอบกั บ มาตรา ๔๙ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ยื่นฟองตอศาลปกครองเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเปนการยืน่ ฟองคดีเมือ่ พนกำหนดระยะเวลาการฟองคดี แต อ ย า งไรก็ ดี ข อ เท็ จ จริ ง ปรากฏว า ผู ฟ อ งคดี ไ ด ตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายทีด่ นิ ประกอบกับ ยื่นฟองคดีนี้ตอศาลจังหวัดสีควิ้ เมือ่ วันที่ ๑๔ กันยายน มาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ๒๕๕๐ ศาลจังหวัดสีคิ้วมีคำสั่งไมรับคำฟองไวพิจารณา และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แตเนื่องจาก เนื่องจากเห็นวาคดีอยูในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ คดีนี้เปนคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพยสินของเอกชน ศาลปกครอง ผูฟ อ งคดียนื่ อุทธรณตอ ศาลอุทธรณภาค ๓ ที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยบัญญัติคุมครองไว โดยศาลอุ ท ธรณ ภ าค ๓ ได มี ในมาตรา ๔๑ ประกอบกับการ คำพิพากษาลงวันที่ ๑๗ กันยายน การยืน ่ ฟองคดีเมือ่ พนกำหนด ใชอำนาจของหนวยงานทางปกครอง มีผลโดยตรงตอสิทธิของผูฟ อ งคดี ๒๕๕๑ วา ในกรณีทศี่ าลชัน้ ตน ระยะเวลา กรณี ถ ื อ ว า มี เ หตุ ที่รัฐธรรมนูญคุมครอง หากการ ไมรับคำฟอง เนื่องจากคดี อ ยู ใ น อำนาจของศาลปกครอง หากโจทก จำเป น อื่ น ที่ ศ าลปกครอง กระทำของหนวยงานทางปกครอง อุ ท ธรณ ค ำสั่ ง ไม รั บ คำฟ อ งของ สามารถรับคดีไวพจ ิ ารณาได เปนจริงตามที่ผูฟองคดีกลาวอาง ศาลชั้นตน ศาลชัน้ ตนตองมีคำสัง่ การที่ศาลไมเขาไปตรวจสอบการ ไมรบั อุทธรณ เนื่องจากโจทกจะตองไปฟองคดีตอศาล กระทำดังกลาวของหนวยงานทางปกครอง ยอมทำให ที่มีอำนาจ จึงพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นตนโดยให ผูฟ อ งคดีไดรบั ความเดือดรอนหรือเสียหายอยางไมมที าง ดำเนิ น กระบวนพิ จ ารณาใหม ศาลจั ง หวั ด สี คิ้ ว อ า น ที่จะเยียวยาได อีกทั้งจะทำใหระบบการบริหารราชการ คำพิพากษาศาลอุทธรณเมือ่ วันที่ ๖ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ แผ น ดิ น ที่ อ ยู ภ ายใต ห ลั ก นิ ติ รั ฐ ต อ งเสี ย ไป และเมื่ อ และมีคำสั่งใหผูฟองคดีนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง พิจารณาถึงเจตนาของผูฟองคดีที่มิไดปลอยปละละเลย และโดยที่ผูฟองคดีมิไดยื่นฎีกาตอศาลฎีกาภายในเวลา ใช สิ ท ธิ ท างศาลเพื่ อ คุ ม ครองสิ ท ธิ ข องตน กรณี จึ ง ที่กำหนด คดีจึงเปนที่สุด ตั้งแตระยะเวลาฎีกาสิ้นสุดลง ถือวา มีเหตุจำเปนอื่นที่ศาลปกครองสามารถรับคดีนี้ ตามมาตรา ๑๔๗ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๗ ไว พิ จ ารณาได เพื่ อ ประโยชน แ ห ง ความยุ ติ ธ รรม แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงในวันที่ ๖ ตามมาตรา ๕๒ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง มีนาคม ๒๕๕๒ กรณีดังกลาวจึงถือวากำหนดระยะ ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลาการฟองคดีสะดุดหยุดอยูเทากับระยะเวลาตั้งแต คดีพพิ าทเกีย่ วกับการพาณิชยและการอุตสาหกรรม วั น ยื่ น คำฟ อ งจนถึ ง วั น ที่ ค ดี ข องศาลอื่ น นั้ น ถึ ง ที่ สุ ด ตามขอ ๓๑ แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๘/๒๕๕๔ พ.ศ. ๒๕๔๓ กลาวคือ ระยะเวลาการฟองคดีเริ่มนับ ตัง้ แตวนั ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน (ก) สรุปคำฟอง ๒๕๕๐ สะดุดหยุดอยูตั้งแตวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๐ คดีนผี้ ฟู อ งคดีทงั้ หนึง่ รอยคนฟองสถาบันอาหาร จนถึงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ระยะเวลาการฟองคดี เป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ นาย ย. ผู อ ำนวยการสถาบั น ต อ ศาลปกครองจึ ง ล ว งพ น ไปแล ว ๕๐ วั น คงเหลื อ อาหารเปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวา เมื่อป พ.ศ. ระยะเวลาการฟ อ งคดี อ ยู อี ก ๑๐ วั น ผู ฟ อ งคดี ๒๕๔๙ รัฐบาลไดอนุมตั งิ บประมาณจากศูนยอำนวยการ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ตอสูเพื่อเอาชนะความยากจนแหงชาติ ใหผูถูกฟองคดี เมื่ อ วั น ที่ ๒๔ มี น าคม ๒๕๕๑ และผู ฟ อ งคดี ที่ ๑ ที่ ๑ โดยผูถูกฟองคดีที่ ๒ เปนเจาหนาที่ผูรับผิดชอบ ไดมีหนังสือ ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ ถึงรองนายก งานโครงการพัฒนาสัตวน้ำเศรษฐกิจตัวใหมของไทย รั ฐ มนตรี แ ละรั ฐ มนตรี ว า การกระทรวงอุ ต สาหกรรม เพื่อการสงออก : ปลาเผาะ หรือปลาสวายโมง (Thai อีกครั้งหนึ่งเพื่อขอทราบผลการดำเนินการโครงการ Panga) โดยการแปรรูปเปนปลา Filter สงออกไปยัง กอสรางโรงงานผลิตอาหารปลาและโรงงานแปรรูปปลา ตลาดเป า หมายโดยกำหนดให จั ง หวั ด นครพนม แตมิไดมีการแจงผลการดำเนินการใหทราบแตอยางใด เปนพื้นที่นำรองในการดำเนินงานตามโครงการ ซึ่งตาม ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหผูถูกฟองคดีทั้งสอง แผนงานไดกำหนดใหมีการจัดสรางโรงงานแปรรูปปลา เริ่ ม ต น ดำเนิ น การก อ สร า งโรงงานผลิ ต อาหารปลา และโรงงานผลิ ต อาหารปลาในพื้ น ที่ ด ำเนิ น งานของ และโรงงานแปรรู ป ปลาตามโครงการพั ฒ นาสั ต ว น้ ำ โครงการ ทัง้ นี้ เพือ่ เปนการสรางอาชีพ เศรษฐกิ จ ตั ว ใหม ข องไทยเพื่ อ การ ที่ยั่งยืนใหกับเกษตรกรและลดตนทุน กรณี เ ป น ประโยชน สงออก : ปลาเผาะ ภายใน ๓๐ วัน การเลี้ ย งปลาของเกษตรกร ต อ มา นั บ แ ต วั น ที่ ศ า ล รั บ ค ำ ฟ อ ง แ ล ะ แก ส  ว นรวมและมี เ หตุ ผูถ กู ฟองคดีทงั้ สองไดรบั สมัครเกษตรกร รายงานใหศาลทราบใหผูถูกฟองคดี ่ ทีศ่ าลจะรับ ทั้ ง สองแต ง ตั้ ง ผู แ ทนผู ฟ อ งคดี ห รื อ เขารวมโครงการ ผูฟ อ งคดีทงั้ หนึง่ รอยคน จำเปนอืน เกษตรกรผู เข า ร ว มโครงการจำนวน และเกษตรกรได เข า ร ว มโครงการ คดีไวพิจารณาได ไมนอ ยกวา ๓ คน รวมเปนคณะกรรมการ ดังกลาว และในระหวางการดำเนินการ โครงการในระยะที่ ๒ ผูถูกฟองคดีทั้งสองจายเงินให หรือคณะทำงานในการติดตามการดำเนินการดังกลาว ผูปฏิบัติงานในโครงการและเงินคาตอบแทนจากการ หากไมสามารถดำเนินการได ใหผูถูกฟองคดีทั้งสอง เลี้ ย งปลาเผาะล า ช า อี ก ทั้ ง ยั ง ไม มี ก ารจั ด ตั้ ง โรงงาน โอนโครงการดังกลาวใหกับจังหวัดนครพนมหรือองคกร แปรรูปปลาและโรงงานผลิตอาหารปลาตามที่กำหนด ปกครองสวนทองถิ่นในจังหวัดนครพนมเพื่อดำเนินการ ไวในแผนการดำเนินงานตามโครงการ ทำใหผูเขารวม ตามโครงการ โดยให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองจ า ยเงิ น โครงการซึง่ รวมถึงผูฟ อ งคดีทงั้ หนึง่ รอยคนไมสามารถจัดหา ที่เหลือหรือตามโครงการนี้เปนเงินสนับสนุนแกจังหวัด อาหารปลาจากโรงงานที่มีตนทุนต่ำ รวมทั้งปลาเผาะ นครพนมหรื อ องค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ทำนอง ที่ เ ลี้ ย งจนโตแล ว ก็ ไ ม มี โรงงานแปรรู ป ปลาในพื้ น ที่ เดี ย วกั บ ที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองได เ คยดำเนิ น การใน ของโครงการ ทำให มี ป ลาเผาะตกค า งอยู ใ นกระชั ง โครงการอื่นๆ เปนจำนวนมาก นอกจากนี้ หากโครงการสิ้นสุดในป พ.ศ. ๒๕๕๐ แลว ผูฟ อ งคดีทงั้ หนึง่ รอยคนและผูเ ขารวม (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด โครงการแตละรายตองรับผิดชอบตนทุนในการเลี้ยง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เป น หน ว ยงานที่ จั ด ตั้ ง ขึ้ น ปลาเผาะ ซึ่งไดแก พันธุปลาและอาหารปลา ผูฟองคดี ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ทั้ ง หนึ่ ง ร อ ยคนและผู เข า ร ว มโครงการได ยื่ น หนั ง สื อ และตามคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ ๔๔๐/๒๕๓๙ ร อ งเรี ย นต อ รองนายกรั ฐ มนตรี แ ละรั ฐ มนตรี ว า การ เรื่อง การจัดตั้งสถาบันอาหาร ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน กระทรวงอุตสาหกรรมเมือ่ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐ และ ๒๕๓๙ มีวัตถุประสงคเพื่อการแกไขปญหาการสงออก พลเอก ช. เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ ๒๕๕๑ ซึ่งพลเอก และอุ ป สรรคที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การพั ฒ นาอุ ต สาหกรรม ช. ไดมีหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการ อาหารซึ่ ง เป น กิ จ การเพื่ อ บริ ก ารสาธารณะและเป น กระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๑ นโยบายของรัฐบาล ดังนัน้ การดำเนินงานของผูถ กู ฟอง และมีหนังสือขอทราบผลการดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง คดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเปนหนวยงานที่ไดรับมอบหมาย

103


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

104

ให ใ ช อ ำนาจทางปกครองหรื อ ให ด ำเนิ น กิ จ การ ทางปกครอง ซึ่งเปนหนวยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัตจิ ดั ตัง้ ศาลปกครองและวิธพี จิ ารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงเปน เจาหนาที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัติ เดียวกัน ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีหนาที่ในการสงเสริมให เกษตรกรเลี้ยงปลาเผาะหรือปลาสวายโมง เพื่อพัฒนา ใหเกิดสัตวน้ำเศรษฐกิจตัวใหม เพิ่มมูลคาการสงออก ใหกบั ประเทศ ซึง่ ตามแผนงานไดกำหนดใหมกี ารจัดสราง โรงงานแปรรูปปลาและโรงงานผลิตอาหารปลาในพื้นที่ ดำเนินงานของโครงการเพื่อเปนการสรางอาชีพที่ยั่งยืน ให กั บ เกษตรกรและลดต น ทุ น การเลี้ ย งปลาของ เกษตรกร การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองมิ ไ ด ด ำเนิ น การ กอสรางโรงงานแปรรูปปลาและโรงงานผลิตอาหารปลา ตามโครงการพัฒนาสัตวน้ำเศรษฐกิจตัวใหมของไทย เพื่อการสงออก : ปลาเผาะ (ปลาสวายโมง) จึงเปน คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจาหนาที่ของรัฐละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนด ใหตอ งปฏิบตั หิ รือปฏิบตั หิ นาทีด่ งั กลาวลาชาเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ ง (๒) แห ง พระราชบั ญ ญั ติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่ อ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง หนึ่ ง ร อ ยคนเป น เกษตรกร ผูเพาะเลี้ยงปลาเผาะในโครงการดังกลาว ผูฟองคดี ทั้ ง หนึ่ ง ร อ ยคนจึ ง เป น ผู ที่ ไ ด รั บ ความเดื อ ดร อ นหรื อ เสียหายอันเนือ่ งจากการงดเวนการกระทำของผูถ กู ฟองคดี ที่ ๑ ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ ดังกลาว เมือ่ ขอเท็จจริงปรากฏวาผูฟ อ งคดีทงั้ หนึง่ รอยคน ไดยนื่ หนังสือรองเรียนตอรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี วาการกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐ และพลเอก ช. เมื่ อ วั น ที่ ๑๔ กุ ม ภาพั น ธ ๒๕๕๑ รวมทั้งผูฟองคดี ที่ ๑ ไดมีหนังสือลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ ถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี วาการกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้ง เพื่อขอทราบผล การดำเนินการโครงการกอสรางโรงงานผลิตอาหารปลา และโรงงานแปรรูปปลา แตมไิ ดมกี ารแจงผลการดำเนินการ ใหทราบแตอยางใด ซึ่งผูฟองคดีทั้งหนึ่งรอยคนจะตอง

นำคดีมาฟองภายในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๑ เมื่อ ผูฟองคดีนำคดีมาฟองในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๓ จึงเปนการฟองคดีที่พนกำหนดระยะเวลาการฟองคดี ตามมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แตอยางไร ก็ ต ามผู ฟ อ งคดี ทั้ ง หนึ่ ง ร อ ยคนได ติ ด ตามผลการ ดำเนิ น การมาโดยตลอด ประกอบกั บ การฟ อ งคดี นี้ เปนการฟองวาหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ ของรั ฐ ละเลยต อ หน า ที่ ต ามที่ ก ฎหมายกำหนดให ต อ งปฏิ บั ติ ห รื อ ปฏิ บั ติ ห น า ที่ ดั ง กล า วล า ช า เกิ น สมควร โดยการใหความชวยเหลือสนับสนุนภาคการผลิต และการแปรรูปผลิตภัณฑอาหาร ตลอดจนการแกไข ป ญ หาการส ง ออกของผลิ ต ภั ณ ฑ ดั ง กล า วได อ ย า ง มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ สามารถสร า งมู ล ค า เพิ่ ม และสร า ง ความเข ม แข็ ง ให แ ก อุ ต สาหกรรมดั ง กล า ว รวมทั้ ง สามารถแขงขันในระหวางประเทศได จึงเปนประโยชน แก ส ว นรวม ตามมาตรา ๓ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ เดียวกัน ดังนั้น คดีนี้จึงเปนประโยชน แกสวนรวมและ มีเหตุจำเปนอื่นที่ศาลจะรับไวพิจารณาได ตามมาตรา ๕๒ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบ ข อ ๓๐ วรรคสอง แห ง ระเบี ย บของที่ ป ระชุ ม ใหญ ตุ ล าการในศาลปกครองสู ง สุ ด ว า ด ว ยวิ ธี พิ จ ารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

คดีพิพาทเกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๓๒/๒๕๕๔ (ก) สรุปคำฟอง คดีนี้ผูฟองคดีทั้งสองฟองอธิบดีกรมทางหลวง ชนบทเปนผูถูกฟองคดีที่ ๑ กรมทางหลวงชนบทเปน ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ โดยฟ อ งว า ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเป น เจาของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๖ ตำบลราษฎรบรู ณะ (บางแจงรอนใน) อำเภอราษฎรบรู ณะ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร ๒ งาน ๗.๕ ตารางวา


ารปฏิ บั ติ ง านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ทีด่ นิ ดังกลาวอยูใ นแนวเขตเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด กำหนดเขตที่ ดิ น ในบริ เ วณที่ ที่ จ ะเวนคื น ในท อ งที่ พระราชบัญญัตวิ า ดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตยานนาวา เขตบางนา พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ ง กำหนดให เขตราษฎร บู ร ณะ เขตทุ ง ครุ กรุ ง เทพมหานครและ เงินคาทดแทนที่จะใหแกผูมีสิทธิไดรับเงินคาทดแทน อำเภอพระประแดง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัด โดยคำนึ ง ถึ ง (๑) ถึ ง (๕) ประกอบกั น เพื่ อ ให เ กิ ด สมุทรปราการ พ.ศ. ๒๕๔๑ ผูฟองคดีทั้งสองถูกเวนคืน ความเป น ธรรมแก ผู ถู ก เวนคื น และสั ง คม ซึ่ ง ราคา เปนเนื้อที่ ๑ ไร ๓ งาน ๓๗ ตารางวา กรมโยธาธิการ ประเมินทุนทรัพยเพื่อเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการ กำหนดค า ทดแทนเบื้ อ งต น ให อั ต ราตารางวาละ จดทะเบียนสิทธิและนิตกิ รรมตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึง่ ๑๑๐,๐๐๐ บาท รวมเปนเงิน ๘๑,๐๗๐,๐๐๐ บาท (๓) มี วั ต ถุ ป ระสงค เ พื่ อ ใช เรี ย กเก็ บ ค า ธรรมเนี ย ม ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองได ท ำสั ญ ญา ในการจดทะเบี ย นสิ ท ธิ แ ละ ซื้ อ ขายที่ ดิ น ส ว นที่ ถู ก เวนคื น การกำหนดค า ทดแทนที่ ดิ น นิ ติ ก รรมของกรมที่ ดิ น มิ ใช โดยมี เ งื่ อ นไขว า ยั ง ไม ต กลง เปนราคาซื้อขายกันตามปกติ โดยไม เ หมาะสมและไม เ ป น ธรรม ในเรื่องจำนวนเงินคาทดแทน ในทองตลาด ดังนั้น เมื่อผูฟอง ให ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองรั บ เงิ น การได รั บ ดอกเบี้ ย ของผู มี สิ ท ธิ คดีทงั้ สองเปนเจาของรวมทีด่ นิ ค า ทดแทนเบื้ อ งต น ในอั ต รา ได รั บ เงิ น ค า ทดแทนในจำนวน ตามโฉนดที่ ดิ น เลขที่ ๖๐๖ ดังกลาวไปกอนโดยสงวนสิทธิ เงิ น ค า ทดแทนที่ เ พิ่ ม ขึ้ น ต อ ง ตำบลราษฎรบูรณะ (บางแจงอุ ท ธรณ ต อ รั ฐ มนตรี ว า การ รอนใน) อำเภอราษฎรบูรณะ เริ ่ ม นั บ ตั ้ ง แต ว ั น ที ่ ม ี ก ารจ า ยเงิ น กระทรวงมหาดไทยภายใน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร ๖๐ วัน นับแตวนั ทีไ่ ดรบั หนังสือ คาทดแทน ๒ งาน ๗ ๕/๑๐ ตารางวา แจงจากกรมโยธาธิการใหมา ถู ก เวนคื น ที่ ดิ น เพื่ อ ก อ สร า ง รั บ เงิ น ค า ทดแทน ต อ มา ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองได ยื่ น สะพานขามแมน้ำเจาพระยา ในเบื้องตนจำนวนเนื้อที่ หนังสืออุทธรณตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ๑ ไร ๓ งาน ๓๗ ตารางวา การที่ ค ณะกรรมการ โดยขอค า ทดแทนที่ ดิ น เพิ่ ม ขึ้ น เป น ตารางวาละ กำหนดราคาเบื้ อ งต น ฯ กำหนดค า ทดแทนที่ ดิ น ให ๒๐๐,๐๐๐ บาท แตผูฟองคดีทั้งสองก็ยังมิไดรับแจง ตารางวาละ ๑๑๐,๐๐๐ บาท รวมเปนเงิน ๘๑,๐๗๐,๐๐๐ ผลการวินิจฉัยอุทธรณดังกลาว เมื่อผูฟองคดีทั้งสองได บาท โดยพิจารณาเพียงราคาประเมินทุนทรัพยเพื่อ รับเงินคาทดแทนเบื้องตนมาแลว ๘๑,๐๗๐,๐๐๐ บาท เรี ย กเก็ บ ค า ธรรมเนี ย มในการจดทะเบี ย นสิ ท ธิ แ ละ ยั ง เหลื อ เงิ น ที่ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเรี ย กร อ งอี ก จำนวน นิ ติ ก รรม โดยไม ค ำนึ ง ถึ ง ราคาซื้ อ ขายกั น ตามปกติ ๖๖,๓๓๐,๐๐๐ บาท ขอให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาให ในทองตลาดของอสังหาริมทรัพยในบริเวณทีท่ จี่ ะเวนคืน ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองร ว มกั น ชำระเงิ น ค า ทดแทนที่ ดิ น จึงไมเหมาะสมและไมเปนธรรมตอผูฟองคดีทั้งสอง ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเพิ่ ม ขึ้ น อี ก เป น เงิ น จำนวน นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการกำหนดราคา ๖๖,๓๓๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของ เบื้องตนฯ กำหนดคาทดแทนที่ดินแปลงเลขที่ ๑๔๗ ดอกเบี้ ย เงิ น ฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร ซึ่งอยูติดกับที่ดินของผูฟองคดีทั้งสอง ราคาตารางวาละ ออมสิ น นั บ ตั้ ง แต วั น ที่ ต อ งมี ก ารจ า ยเงิ น ค า ทดแทน ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยให เ หตุ ผ ลว า เป น ที่ ดิ น ที่ ใช คื อ วั น ที่ ๒๗ มี น าคม ๒๕๔๕ เป น ต น ไปจนกว า ประโยชนในการทำธุรกิจ และกำหนดคาทดแทนที่ดิน ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองจะชำระเงิ น ค า ทดแทนให แ ก แปลงที่อยูใกลเคียงกับที่ดินของผูฟองคดีอีก ๑๑ แปลง ผูฟองคดีทั้งสองเสร็จสิ้น ซึง่ ใชเปนทีต่ งั้ อาคารพาณิชย ตารางวาละ ๑๗๐,๐๐๐ บาท

105


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

106

โดยรวมคาเสียโอกาสรอยละ ๔๐ ดวยแตคณะกรรมการ กำหนดราคาเบื้องตนฯ กลับกำหนดคาทดแทนที่ดิน ของผูฟองคดีทั้งสองแปลงที่ใชประโยชนในการทำธุรกิจ เปนสถานีบริการน้ำมัน ต่ำกวาที่ดินแปลงเลขที่ ๑๔๗ ซึ่ ง อยู ติ ด ต อ กั น กั บ ที่ ดิ น ของผู ฟ อ งคดี มี ส ภาพและ ทำเลที่ตั้งเชนเดียวกับที่ดินของผูฟองคดีทั้งสอง จึงมี ลักษณะเปนการเลือกปฏิบัติที่ไมเปนธรรมตอผูฟองคดี ทั้งสอง ตามมาตรา ๔๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ประกอบ กับมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๔) แหงพระราชบัญญัติ วาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงควร กำหนดค า ทดแทนที่ ดิ น ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเป น ตารางวาละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท และแม ค ำฟ อ งและ คำอุทธรณของผูฟองคดีทั้งสองจะกลาวอางวาเนื้อที่ดิน ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่ ๑ ไร ๓ งาน ๓๗ ตารางวา ก็ตาม แตเมื่อที่ดินของผูฟองคดีทั้งสองถูกเวนคืนเนื้อที่ ๑ ไร ๓ งาน ๗๐ ตารางวา ผูฟองคดีทั้งสองจึงมีสิทธิไดรับ คาทดแทนทีด่ นิ เพิม่ ขึน้ อีกจากเดิมตารางวาละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท เปนตารางวาละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท เปนจำนวน ๒๓,๑๐๐,๐๐๐ บาท พร อ มดอกเบี้ ย ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืน อสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ สวนการไดรบั ดอกเบีย้ ในจำนวนเงินคาทดแทน ทีเ่ พิม่ ขึน้ ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติ วาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ นั้น เปนการเยียวยาความเสียหายใหแกผูมีสิทธิไดรับเงิน คาทดแทน ซึ่งกรณีที่มีการจายเงินคาทดแทน ณ วันใด วั น หนึ่ ง ภายในหนึ่ ง ร อ ยยี่ สิ บ วั น นั บ แต วั น ทำสั ญ ญา ซื้อขายอสังหาริมทรัพย ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน วันดังกลาวถือเปน วันที่ตองมีการจายเงินคาทดแทนแกผูมีสิทธิไดรับเงิน ทดแทนและเมื่ อ ได จ า ยเงิ น ค า ทดแทนแล ว ถื อ ได ว า กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพยไดโอนไปนับแตวันชำระ เงินตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ เดี ย วกั น ดั ง นั้ น ผู มี สิ ท ธิ ไ ด รั บ เงิ น ค า ทดแทนจึ ง ควร ได รั บ เงิ น ค า ทดแทนที่ เ พิ่ ม ขึ้ น ในราคาเดี ย วกั น กั บ

การจายเงินคาทดแทนครั้งแรก ดวยเหตุนี้การไดรับ ดอกเบี้ยของผูมีสิทธิไดรับเงินคาทดแทนในจำนวนเงิน คาทดแทนที่ เ พิ่ ม ขึ้ น จึ ง ต อ งเริ่ ม นั บ ตั้ ง แต วั น ที่ มี ก าร จายเงินคาทดแทนดังกลาว ในคดีนี้เมื่อผูฟองคดีทั้งสอง ได ท ำสั ญ ญาซื้ อ ขายที่ ดิ น ที่ ถู ก เวนคื น กั บ เจ า หน า ที่ เวนคืนเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๔๕ และผูฟองคดี ทั้งสองไปรับเงินคาทดแทนดังกลาวแลวเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๕ ผูฟองคดีจึงชอบที่จะไดรับดอกเบี้ย ในจำนวนเงินคาทดแทนที่เพิ่มขึ้น ในอัตราสูงสุดของ ดอกเบี้ ย เงิ น ฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร ออมสินนับแตวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๕ เปนตนไป จึงพิพากษาใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ ชำระเงินคาทดแทน ที่ ดิ น เพิ่ ม ขึ้ น แก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเป น ตารางวาละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ ชำระเงิน ค า ทดแทนที่ ดิ น เพิ่ ม ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองอี ก เป น จำนวน ๒๓,๑๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบีย้ ในอัตราสูงสุด ของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร ออมสิน ในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตั้งแตวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๕ เป น ต น ไป จนกว า จะชำระเสร็ จ และให คื น คาธรรมเนียมศาลบางสวนตามสวนของการชนะคดี

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๔๐/๒๕๕๔ (ก) สรุปคำฟอง คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองฟ อ งกรุ ง เทพมหานคร เปนผูถูกฟองคดีที่ ๑ และผูวาราชการกรุงเทพมหานคร เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวา ผูฟองคดีที่ ๑ เปน เจ า ของที่ ดิ น โฉนดที่ ดิ น เลขที่ ๕๕๑๖๗ ตำบล สีกัน (บานใหม) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) จังหวัด กรุงเทพมหานคร เนือ้ ที่ ๑๓ ตารางวา พรอมสิง่ ปลูกสราง อาคารพาณิ ช ย เ ลขที่ ๒๙๑/๙๑ ส ว นผู ฟ อ งคดี ที่ ๒ เปนเจาของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๖๔๙๒ ตำบล สีกัน (บานใหม) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) จังหวัด กรุงเทพมหานคร เนือ้ ที่ ๑๑ ตารางวา พรอมสิง่ ปลูกสราง อาคารพาณิ ช ย เ ลขที่ ๒๙๑/๘ ต อ มาได มี ก ารตรา พระราชกฤษฎี ก ากำหนดเขตที่ ดิ น ในบริ เวณที่ ที่ จ ะ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

เวนคื น เพื่ อ สร า งและขยายทางหลวงเทศบาลสาย เมื่อผูฟองคดีที่ ๑ ยื่นฟองคดีตอศาลเพื่อขอ ถนนสรงประภา พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ดินของผูฟองคดีทั้งสอง ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ และผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จ า ยเงิ น ถูกเวนคืนบางสวน ผูฟองคดีทั้งสองเห็นวาที่ดินพรอม คาทดแทนทีด่ นิ และคาทดแทนอาคารเพิม่ พรอมดอกเบีย้ สิ่งปลูกสรางที่ถูกเวนคืนของผูฟองคดีทั้งสองอยูใกล ในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ กั บ ตลาดวั ฒ นานนท ซึ่ ง เป น ทำเลการค า ขายที่ ดี ม าก บาท นับแตวันฟองเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จใหแก ค า ขายได ท้ั ง กลางวั น และกลางคื น เพราะอยู ใ กล กั บ ผู ฟ อ งคดี ที่ ๑ ประเด็ น ที่ พิ พ าทในคดี นี้ จึ ง มี เ พี ย งว า สนามบินดอนเมือง ซึ่งมีบุคคลที่ทำงานในสนามบิน การกำหนดค า ทดแทนที่ ดิ น และสิ่ ง ปลู ก สร า งให แ ก ดอนเมืองพักอาศัยอยูในบริเวณใกลเคียงจำนวนมาก ผูฟองคดีที่ ๑ ชอบดวยกฎหมายและเปนธรรมหรือไม และในป พ.ศ. ๒๕๓๘ มี ก ารซื้ อ ขายที่ ดิ น พร อ ม เพียงใด เมื่อคำฟองไมปรากฏวาผูฟองคดีที่ ๑ ไดขอ สิ่ ง ปลู ก สร า งในลั ก ษณะเดี ย วกั บ ของ ให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ผูฟองคดีทั้งสองในราคา ๗,๐๐๐,๐๐๐ การพิ พ ากษา ทั้งสองจายเงินคาทดแทนความเสียหาย บาท การกำหนดเงิ น ค า ทดแทนให แ ก จากการขาดประโยชนในการประกอบ คดี เ กิ น คำขอ การคา ประกอบกับผูฟองคดีที่ ๑ ก็มิได ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง สองจึ ง ไม เ ป น ธรรม ขอให ยื่นอุทธรณตอรัฐมนตรีวาการกระทรวง ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหผูถูกฟอง คดี ทั้ ง สองจ า ยเงิ น ค า ทดแทนที่ ดิ น โฉนดที่ ดิ น เลขที่ มหาดไทยเพื่อขอเงินคาทดแทนดังกลาว ดังนั้น การที่ ๕๕๑๖๗ และคาทดแทนอาคารเลขที่ ๒๙๑/๙๑ เพิม่ อีก ศาลปกครองชั้นตนเห็นวาผูถูกฟองคดีที่ ๑ จายเงิน เปนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตรา คาทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสรางชอบดวยกฎหมายและ รอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ เป น ธรรมแล ว แต ก ลั บ วิ นิ จ ฉั ย และมี ค ำพิ พ ากษาให บาท นั บ แต วั น ฟ อ งเป น ต น ไปจนกว า จะชำระเสร็ จ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ จ า ยเงิ น ค า ทดแทนความเสี ย หาย ใหแกผูฟองคดีที่ ๑ และใหผูถูกฟองคดีทั้งสองจายเงิน จากการขาดประโยชนในการประกอบการคา ซึ่งเปน ค า ทดแทนที่ ดิ น โฉนดที่ ดิ น เลขที่ ๑๐๖๔๙๒ และ คาทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ตองออกจาก ค า ทดแทนอาคารเลขที่ ๒๙๑/๘ เพิ่ ม อี ก เป น เงิ น อสังหาริมทรัพยที่ถูกเวนคืนตามมาตรา ๒๑ วรรคหา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบีย้ ในอัตรารอยละ ๗.๕ แหงพระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย ตอป ของตนเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแตวนั ฟอง พ.ศ. ๒๕๓๐ ใหแกผูฟองคดีที่ ๑ จึงเปนการวินิจฉัย เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จใหแกผูฟองคดีที่ ๒ นอกประเด็ น และเป น การพิ พ ากษาคดี เ กิ น คำขอ ตามมาตรา ๑๔๒ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพงประกอบกับขอ ๕ วรรคสอง แหงระเบียบ (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด แมกฎหมายวาดวยการจัดตั้งศาลปกครองและ ของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวย วิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครองมิ ไ ด ก ำหนดข อ ห า มมิ ใ ห ศ าล วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ พิพากษาหรือทำคำสั่งเกินไปกวาคำขอไวโดยเฉพาะ แต ส ว นการที่ ศ าลปกครองชั้ น ต น วิ นิ จ ฉั ย ว า ข อ ห า มดั ง กล า วได ก ำหนดไว ใ นมาตรา ๑๔๒ แห ง คณะกรรมการกำหนดราคาคาทดแทนเบือ้ งตนไดกำหนด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ซึ่งบทบัญญัติ เงินคาทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสรางใหแกผูฟองคดีที่ ๒ ดังกลาวถือวาเปนหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความทั่วไป ชอบด ว ยกฎหมายและเป น ธรรมแล ว จึ ง ไม มี ก รณี ที่ ที่ศาลปกครองตองนำมาใชบังคับตามขอ ๕ วรรคสอง ผูถูกฟองคดีทั้งสองตองจายเงินคาทดแทนเพิ่มใหแก แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครอง ผูฟ อ งคดีที่ ๒ ผูฟ อ งคดีที่ ๒ ยอมไมมสี ทิ ธิไดรบั ดอกเบีย้ สูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำ

107


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ของธนาคารออมสิน ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม แหง พระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่ ง การแบ ง จ า ยเงิ น ค า ทดแทนสิ่ ง ปลู ก สร า ง ใหแกผูฟองคดีที่ ๒ ออกเปน ๒ งวด มิใชการจายเงิน คาทดแทนเพิ่มแตอยางใด ดังนั้น การที่ศาลปกครอง ชัน้ ตนมีคำพิพากษาใหผถู กู ฟองคดีที่ ๑ โดยผูถ กู ฟองคดี ที่ ๒ จ า ยดอกเบี้ ย เงิ น ฝากประเภทฝากประจำของ ธนาคารออมสิ น แต ไ ม เ กิ น ร อ ยละ ๗.๕ ต อ ป แก ผูฟองคดี ที่ ๒ จึงเปนการพิพากษาคดีเกินคำขอตาม มาตรา ๑๔๒ แหงประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพง ประกอบกับขอ ๕ วรรคสอง แหงระเบียบของทีป่ ระชุมใหญ ตุ ล าการในศาลปกครองสู ง สุ ด ว า ด ว ยวิ ธี พิ จ ารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ เชนกัน จึงพิพากษากลับ คำพิ พ ากษาของศาลปกครองชั้ น ต น เป น ให ย กฟ อ ง และใหคืนคาธรรมเนียมศาลทั้งหมดแกผูอุทธรณ

คดีพิพาทเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๑๙/๒๕๕๔

108

(ก) สรุปคำฟอง คดีนผี้ ฟู อ งคดีฟอ งผูว า ราชการกรุงเทพมหานคร เปนผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ และผูอ ำนวยการเขตราษฎรบรู ณะ เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวา ไดรับความเดือดรอน เสียหายจากการที่ผูถูกฟองคดีไดอนุญาตใหผูรองสอด กอสรางและเปดใหบริการสนามฟุตซอล ซึ่งเปนสนาม แบบเปดโลง ณ อาคารเลขที่ ๑๖๙/๒ ซอยประชาอุทิศ ๑๒ ถนนประชาอุทศิ แขวงราษฎรบรู ณะ เขตราษฎรบรู ณะ กรุ ง เทพมหานคร ซึ่ ง สนามฟุ ต ซอลอยู ติ ด กั บ กำแพง หลังบานของผูฟองคดี และเปดใหบริการจนถึงเวลา ประมาณ ๒๔ นาฬกา ถึง ๑ นาฬกา เปนประจำ ซึ่งกอ ให เ กิ ด มลภาวะทางเสี ย งต อ ผู ฟ อ งคดี อ ย า งรุ น แรง โดยเฉพาะในเวลากลางคื น จากการแข ง ขั น ฟุ ต ซอล เสียงเพลงที่ทางสนามเปดผานลำโพง ผูเลนที่ตะโกน เสียงกองเชียร เสียงปรบมือโหรองและเสียงดาทอกันใน สนาม สงผลกระทบตอสุขภาพของผูฟองคดีจากการ

นอนหลั บ พั ก ผ อ นไม เ พี ย งพอ ผู ฟ อ งคดี ไ ด ร อ งเรี ย น ผ า นทางสายดวน กทม. หมายเลข ๑๕๕๕ จำนวน หลายครั้ ง อี ก ทั้ ง ได มี ห นั ง สื อ ร อ งเรี ย นลงวั น ที่ ๑๘ พฤศจิ ก ายน ๒๕๕๓ ถึ ง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ต อ มา ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ ก็ไดมหี นังสือ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แจงใหผูฟองคดีทราบวาไดมีคำสั่งใหผูรองสอด แก ไขและระงั บ เหตุ ร ำคาญแล ว แต ค วามเดื อ ดร อ น ก็ ไ ม ไ ด รั บ การแก ไข และมลภาวะทางเสี ย งก็ ยั ง คงมี อยางตอเนื่องจนถึงวันฟองคดี ขอใหศาลมีคำพิพากษา หรือคำสัง่ ใหผถู กู ฟองคดีเพิกถอนใบอนุญาตกอสรางสนาม ฟุ ต ซอลที่ พิ พ าท ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ร ะงั บ การให บ ริ ก าร สนามฟุตซอลที่พิพาทหลังพระอาทิตยตกดินจนกวาจะ มีการปรับปรุงเพื่อปองกันเสียง ใหผูถูกฟองคดีมีคำสั่ง ใหผูรองสอดปรับปรุงสนามฟุตซอลเพื่อปองกันเสียงที่มี ผลกระทบตอการดำรงชีวิตของผูฟองคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด การกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุมครองเพื่อ บรรเทาทุกขชั่วคราวกอนการพิพากษามีหลักเกณฑ ในการพิจารณาคือ คำฟองตองมีมลู และเหตุผลเพียงพอ ที่จะนำมาตรการหรือวิธีการคุมครองเพื่อบรรเทาทุกข ชั่วคราวกอนการพิพากษาตามที่ขอนั้นมาใช โดยตอง เปนที่พอใจแกศาลวาผูถูกฟองคดีตั้งใจกระทำซ้ำหรือ กระทำตอไป ซึง่ การละเมิด การผิดสัญญาหรือการกระทำ ที่ ถู ก ฟ อ งร อ งหรื อ ผู ฟ อ งคดี จ ะได รั บ ความเสี ย หาย ตอเนื่องจากการกระทำของผูถูกฟองคดีตอไป และตอง คำนึงถึงความรับผิดชอบของหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐ และปญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น แกการบริหารงานของรัฐประกอบกัน ทั้งนี้ ตามมาตรา ๖๖ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลปกครองและวิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และข อ ๗๗ แหงระเบียบของที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครอง สูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่ง ใหนำความในลักษณะ ๑ ของภาค ๔ แหงประมวล กฎหมายวิ ธี พิ จ ารณาความแพ ง มาใช บั ง คั บ กั บ กรณี ทีเ่ กีย่ วของโดยอนุโลมเมือ่ ขอเท็จจริงปรากฏวา ผูร อ งสอด


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ไดกอสรางและเปดใหบริการสนามฟุตซอลจำนวน ๒ ตามที่ไดกลาวมาจึงเกิดจากการอนุญาตใหกอสรางและ สนาม ซึ่ ง สนามฟุ ต ซอลแห ง นี้ ตั้ ง อยู ติ ด กั บ หลั ง บ า น เปดใหบริการสนามฟุตซอลที่กอใหเกิดเหตุเดือดรอน ผูฟองคดี เปดใหบริการตั้งแตเวลา ๙ นาฬกา จนถึง รำคาญดานเสียงจากผูที่มาใชบริการสนามฟุตซอลของ เวลาชวงกลางคืน ระยะแรกที่เปดใหบริการมีการเปด ผู ร อ งสอดยั ง คงมี อ ยู จึ ง ถื อ ว า ผู ฟ อ งคดี ยั ง คงได รั บ เครื่องเสียงดวย แตเมื่อไดรับการรองเรียนจึงงดการใช ความเดือดรอนรำคาญจากการละเลยตอหนาที่ของ เครื่ อ งเสี ย ง ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ความเดื อ ดร อ นรำคาญ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองและผู ร อ งสอดอยู อุ ท ธรณ ข อง ดานมลภาวะทางเสียงจากการเปดบริการสนามฟุตซอล ผู ร อ งสอดที่ อ า งว า ผู ร อ งสอดสร า งสนามฟุ ต ซอล ของผูรองสอดและประชาชนที่มาใชบริการเลนฟุตซอล ด ว ยจำนวนเงิ น สู ง ประมาณ ๑๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งชวงเวลากลางวันและชวงเวลากลางคืนซึ่งเปนเวลา โดยกูเงินมากอสรางและมีภาระตองผอนธนาคารสูง พักผอน สงผลกระทบตอการดำรง ถึ ง เดื อ นละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ชี วิ ต อย า งปกติ สุ ข และสภาพ การกอสรางและเปดใหบริการ การตองปดสนามฟุตซอลเวลา รางกายของผูฟ อ งคดี แมวา ตอมา ๒๑ นาฬ ก า มี ผ ลต อ รายรั บ สนามฟุ ต ซอล มาตรการ ของผู ร อ งสอดอย า งรุ น แรงนั้ น ผู ร อ งสอดงดการใช เ ครื่ อ งเสี ย ง ผู ฟ อ งคดี จึ ง ไม ไ ด รั บ ผลกระทบ บรรเทาทุ ก ข ชั่ ว คราวก อ น เป น เรื่ อ งการลงทุ น ในการ ประกอบธุ ร กิ จ ของผู ฟ อ งคดี จากการเปดเครื่องเสียงแลว แตก็ การพิพากษา ซึง่ ยอมมีเสรีภาพในการประกอบ ยังไดรับผลกระทบดานเสียงจาก ประชาชนผูมาใชบริการเลนฟุตซอลโดยเฉพาะในชวง กิ จ การหรื อ ประกอบอาชี พ และย อ มมี ค วามเสี่ ย ง เวลากลางคืนอันเปนเวลาพักผอน เหตุเดือดรอนรำคาญ ในอั น ที่ จ ะได ก ำไรหรื อ ขาดทุ น ได อั น เป น เรื่ อ งของ จึงยังคงมีอยูจนถึงปจจุบัน ประกอบกับการใหถอยคำ ทางธุรกิจ แตในการดำเนินกิจการนั้นจะตองไมเปน ของผูรับมอบอำนาจจากผูถูกฟองคดีทั้งสองที่ระบุวา การละเมิดสิทธิของผูอื่นดวยในขณะเดียวกันเมื่อการ ผูรองสอดมีการเปดใหบริการจนถึงเวลา ๒๓ นาฬกา ให บ ริ ก ารสนามฟุ ต ซอลของผู ร อ งสอดมี ป ระชาชน ซึ่งอยูในระหวางใหฝายเทศกิจดำเนินคดีกับผูรองสอด เขาไปใชบริการและกอใหเกิดเสียงดังขึ้นทำใหผูฟองคดี และยอมรับวาไมเคยวัดระดับเสียง แตหากเกิดมลภาวะ ได รั บ ความเดื อ ดร อ นรำคาญ ส ง ผลกระทบต อ การ ทางเสียงตัง้ แตเวลา ๒๑ นาฬกา ถือวาเปนเวลาพักผอน ดำรงชีวิตอยางปกติสุขและสภาพรางกายของผูฟองคดี ตั้งแตเวลาดังกลาวถือวาเปนเหตุรำคาญแลวไมตองวัด จึงเปนการละเมิดสิทธิของผูฟองคดีแลว ประกอบกับ ระดับเสียง และจากผลการตรวจสอบผูอ ยูอ าศัยบริเวณ ข อ เท็ จ จริ ง ที่ ศ าลปกครองชั้ น ต น ได ไ ต ส วนผู ฟ อ งคดี ใกลเคียงจำนวน ๑๘ ราย ปรากฏวามีจำนวน ๘ ราย ผู ร อ งสอด และผู รั บ มอบอำนาจจากผู ถู ก ฟ อ งคดี ไดรับผลกระทบเชนเดียวกับผูฟองคดี สวนอีก ๑๐ ราย ทั้งสองเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ รับฟงไดวา แจงวาไมไดรับผลกระทบ ขณะที่ผูรองสอดไดใหถอยคำ ความเดื อ ดร อ นของผู ฟ อ งคดี ยั ง คงมี อ ยู จ ากป ญ หา ในชั้นไตสวนของศาลปกครองชั้นตนวาประสงคจะลด มลภาวะทางเสียง เมือ่ ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ และผูถ กู ฟองคดี ผลกระทบใหผูฟองคดีโดยปรับปรุงสภาพที่พักอาศัย ที่ ๒ มีอำนาจตามพระราชบัญญัตกิ ารสาธารณสุข พ.ศ. ของผูฟองคดี เนื่องจากจะใชเงินทุนไมมาก โดยไดแจง ๒๕๓๕ ในการระงับเหตุเดือดรอนรำคาญและคำสั่ง ใหผูฟองคดีทราบเมื่อพบกันครั้งแรกในวันไตสวนของ ของศาลปกครองชัน้ ตนซึง่ กำหนดมาตรการบรรเทาทุกข ศาลปกครองชั้นตนเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ชั่วคราวกอนการพิพากษาโดยใหผูรองสอดระงับการให แสดงใหเห็นวาผูฟองคดีไดรับความเดือดรอนรำคาญ บริการเฉพาะสนามฟุตซอลที่อยูติดกับหลังบานของ ตามที่ ก ล า วอ า งจริ ง ดั ง นั้ น ความเดื อ ดร อ นรำคาญ ผู ฟ อ งคดี ตั้ ง แต เวลา ๒๑ นาฬ ก า เป น ต น ไป ทั้ ง นี้

109


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

จนกว า ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเปนอยางอื่น ก็มิไดเปนอุปสรรคแกการบริหารงานของผูถูกฟองคดี ทั้ ง สอง กรณี จึ ง มี เ หตุ สมควรและมีเหตุเพียงพอที่จะ ยังคงมาตรการบรรเทาทุกขชั่วคราวกอนการพิพากษา ของศาลปกครองชัน้ ตนไวตอ ไป

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๕๓/๒๕๕๔

110

(ก) สรุปคำฟอง คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง แปดฟ อ งอธิ บ ดี ก รมที่ ดิ น เป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ รองปลั ด กระทรวงมหาดไทย หัวหนากลุมภารกิจดานกิจการความมั่นคงภายใน เปน ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ โดยฟ อ งว า ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง แปดเป น ผูมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรอง การทำประโยชน (น.ส. ๓ ก.) ตำบลแมรำพึง อำเภอ บางสะพาน จั ง หวั ด ประจวบคี รี ขั น ธ ได รั บ ความ เดือดรอนหรือเสียหายจากการที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมี คำสั่งลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๓ ใหเพิกถอนและแกไข รูปแผนที่และเนื้อที่ น.ส. ๓ ก. ดังกลาวของผูฟองคดี ทั้ ง แปด เนื่ อ งจากออกโดยคลาดเคลื่ อ นหรื อ ไม ช อบ ดวยกฎหมาย โดยอางวานำหลักฐานสำหรับทีด่ นิ แปลงอืน่ มาใชเปนหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. และเปนที่ดิน ที่อยูในเขตปาคุมครองตามพระราชกฤษฎีกากำหนดปา คลองแมรำพึง ในทองที่ตำบลบางสะพานใหญ อำเภอ บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรขี นั ธ ใหเปนปาคุม ครอง พุทธศักราช ๒๔๘๔ และเขตปาสงวนแหงชาติปาคลอง แมรำพึง ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๖๕ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัตปิ า สงวนแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ อันมีลักษณะตองหามมิใหออกหนังสือแสดง สิทธิในทีด่ นิ ผูฟ อ งคดีทงั้ แปดเห็นวาคำสัง่ ดังกลาวไมชอบ ดวยกฎหมาย จึงอุทธรณคำสั่งดังกลาว และไดรับแจง ผลการพิ จ ารณาอุ ท ธรณ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ว า ให ยกอุทธรณ ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสัง่ ใหเพิกถอน คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่มีคำสั่งใหเพิกถอน และแกไขรูป แผนทีแ่ ละเนือ้ ทีห่ นังสือรับรองการทำประโยชน (น.ส. ๓ ก.) ของผูฟองคดีทั้งแปด และใหเพิกถอนคำวินิจฉัย

อุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่ใหยกอุทธรณ ผู ร อ งสอดกั บ พวกรวมสามสิ บ สามคนได ยื่ น คำรองสอดเขาเปนคูค วามฝายทีส่ ามโดยอางวาผูร อ งสอด ทั้ ง สามสิ บ สามคนมี ภู มิ ล ำเนา ประกอบอาชี พ และ อาศัยอยูรอบพื้นที่ปาสงวนแหงชาติปาคลองแมรำพึง และเนินสันทรายสูงรอบปาชายเลน อีกทั้งยังเปนผูใช ประโยชน แ ละได ป ระโยชน ใ นที่ ป า ชายเลนดั ง กล า ว โดยเป น กลุ ม ที่ ป ระกอบอาชี พ ประมงพื้ น บ า นและ จั บ สั ต ว น้ ำ และอาชี พ เกษตรกรรมทำสวนมะพร า ว ปลูกขาว สับปะรด เลี้ยงปลาในกระชังและหอยแมลงภู และไดรบั ประโยชนจากการระบายน้ำของคลองแมรำพึง และปาชายเลนที่พิพาท และกลุมที่ไมไดประกอบอาชีพ ทีไ่ ดประโยชนโดยตรงจากพืน้ ทีป่ า ชายเลน แตไดประโยชน จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และการระบายน้ำโดยธรรมชาติของคลองแมรำพึงและ ป า ชายเลนที่ พิ พ าทเรื่ อ ยมาจนกระทั่ ง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองได อ อกเอกสารสิ ท ธิ ใ ห แ ก ผู ฟ อ งคดี ทั้ ง แปด ผูรองสอดทั้งสามสิบสามคนเห็นวาที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่ พิ พ าทมี ลั ก ษณะเป น พื้ น ที่ ป า ชายเลนที่ ติ ด ต อ กั บ คลองแมรำพึงเปนสมบัติสาธารณะดั้งเดิมของชุมชน และของรัฐ พื้นที่ปาชายเลนมีความสำคัญตอชุมชน ระบบนิเวศนและตอประโยชนสาธารณะ ไมสามารถ ออกเอกสารสิ ท ธิ ใ ห แ ก เ อกชนได ดั ง นั้ น การออก เอกสารสิทธิใหแกเอกชนในพืน้ ทีป่ า ชายเลนยอมกอใหเกิด ความเสียหายตอชุมชน ระบบนิเวศน และประโยชน สาธารณะ ย อ มเป น การออกเอกสารสิ ท ธิ ที่ ไ ม ช อบ ด ว ยกฎหมาย การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองได มี ค ำสั่ ง เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดิน จึงเปนการกระทำที่ชอบ ดวยกฎหมายแลว การออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. ที่ พิพาทสงผลใหมีการปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่ปาชายเลน เปนทีร่ าบโลง สรางถนนทับทีป่ า ชายเลน และการนำทีด่ นิ ไปสรางทาเรือน้ำลึกทำใหปาชายเลนที่พิพาทบางสวน หมดสภาพการเปนปาชายเลนสงผลกระทบใหผรู อ งสอด ทั้ ง สามสิ บ สามคนไม ส ามารถทำอาชี พ ประมงและ จับสัตวน้ำอันเปนวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนได พืชผล ทางการเกษตร ที่อยูอาศัย และเรือถูกน้ำทวมเสียหาย


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ตลอดทั้งเพิ่มตนทุนในการออกเรือ ผลแหงคำพิพากษา กำหนดปาคลองแมรำพึงในทองทีต่ ำบลบางสะพานใหญ ของศาลในคดีนยี้ อ มมีผลโดยตรงตอการสูญเสียปาชายเลน อำเภอบางสะพาน จั ง หวั ด ประจวบคี รี ขั น ธ ให เ ป น แ ล ะ ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ อื่ น ๆ ปาคุมครองพุทธศักราช ๒๔๘๔ และ และกระทบต อ สิ ท ธิ ข องผู ร อ งสอด เข ต ป า ส ง ว น แ ห ง ช า ติ ป า ค ล อ ง ทั้ ง ส า ม สิ บ ส า ม ค น แ ล ะ ชุ ม ช น แม ร ำพึ ง ตามกฎกระทรวง ฉบั บ ที่ อยางไมอาจหลีกเลี่ยงได เนื่องจาก ๑๖๕ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความ หากศาลมี ค ำพิ พ ากษาให เ พิ ก ถอน ในพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ ค ำ สั่ ง ข อ ง ผู ถู ก ฟ อ ง ค ดี ทั้ ง ส อ ง พ.ศ. ๒๕๐๗ อันเปนสาธารณสมบัติ ของแผนดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ แหง ตามคำขอของผูฟองคดีทั้งแปดก็จะ ประมวลกฎหมายแพ ง และพาณิ ช ย เปนการรับรองสิทธิในทีด่ นิ ปาชายเลน การร อ  งสอดเพื อ ่ ื ให ใ ไ  ด  ซึ่ ง ผู ร อ งสอดทั้ ง สามสิ บ สามคน ที่ พิ พ าทให แกผูฟองคดีทั้งแปดใหมี  ครองสิทธิ มีภูมิลำเนาและอยูอาศัยในบริเวณ สิทธิครอบครองและใชประโยชนในที่ รับความคุม พิพาท ผูรองสอดทั้งสามสิบสามคน ในการใชสาธารณสมบัติ ดั ง กล า วย อ มมี สิ ท ธิ ใ ช ป ระโยชน จึงเปนผูม สี ทิ ธิเรียกรองเกีย่ วเนือ่ งดวย ในทีด่ นิ ดังกลาวได การออก น.ส. ๓ ก. ของแผ น ดิ น คำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง ในคดี นี้ จึ ง ในบริเวณดังกลาว จึงกระทบตอสิทธิ ประสงค ที่ จ ะร อ งสอดเข า มาเป น คู ค วามฝ า ยที่ ส าม ประโยชนของผูร อ งสอดทัง้ สามสิบสามคน การรองสอด ในคดีนี้เพื่อใหไดรับความรับรอง คุมครอง หรือบังคับ ของผู ร อ งทั้ ง สามสิ บ สามคนจึ ง เป น การร อ งสอด ตามสิ ท ธิ ข องผู ร อ งสอดทั้ ง สามสิ บ สามคนตาม เพื่ อ ให ไ ด รั บ ความคุ ม ครองสิ ท ธิ ข องผู ร อ งในการ มาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ ของรั ฐ ธรรมนู ญ ใชสาธารณสมบัติของแผนดินตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึง่ แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยขอให (๑) แห ง ประมวลกฎหมายวิ ธี พิ จ ารณาความแพ ง ศาลพิพากษายกฟองผูฟองคดีทั้งแปด ประกอบกับขอ ๗๘ แหงระเบียบของที่ประชุมใหญ ตุ ล าการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ เหตุแหงการฟองคดีคือการดำรงอยูของคำสั่ง คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ที่ ใ ห เ พิ ก ถอนและแก ไขรู ป แผนที่ และเนื้อที่หนังสือรับรองการทำประโยชน (น.ส. ๓ ก.) ของผูฟองคดีทั้งแปด และคำสั่งของผูถูกฟองคดีที่ ๒ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๑๔/๒๕๕๔ ที่ ยกอุทธรณผูฟองคดีทั้งแปด อยางไรก็ตาม การใช อำนาจตามประมวลกฎหมายทีด่ นิ ของพนักงานเจาหนาที่ (ก) สรุปคำฟอง ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการออก น.ส. ๓ ก. ดังกลาว คดีนี้ผูฟองคดีฟององคการบริหารสวนตำบล ยอมมีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิหรือหนาที่ของ โคกขามเป น ผู ถู ก ฟ อ งคดี โดยฟ อ งว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี บุคคล อันเปนคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหง ได ท ำสั ญ ญาจ า งผู ฟ อ งคดี ขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลและ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ติดตัง้ เครือ่ งสูบน้ำซัมเมอรซเิ บิล้ บริเวณทีส่ าธารณะริมถนน ๒๕๓๙ และโดยที่ ที่ พิ พ าทมี ป ญ หาว า เป น ที่ ดิ น ที่ มี สายเจษฎา - โคกขาม หมูท ี่ ๔ โดยขุดเจาะบอน้ำบาดาล ลั ก ษณะต อ งห า มมิ ใ ห อ อกหนั ง สื อ แสดงสิ ท ธิ ใ นที่ ดิ น ขนาดเสนผาศูนยกลาง ๘ นิ้ว ความลึกประมาณ ๔๕๐ เนื่ อ งจากเป น เขตป า คุ ม ครองตามพระราชกฤษฎี ก า เมตร หรือจนกวาจะไดน้ำดีมีคุณภาพสามารถอุปโภค

111


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

112

บริโภคได ตามสัญญาจาง ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ และกำหนดส ง มอบงานภายใน ๙๐ วั น นั บ ถั ด จาก วั น เริ่ ม ทำงานตามสั ญ ญา ซึ่ ง จะครบกำหนดในวั น ที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๙ ผูฟองคดีไดนำหลักประกันเปน หนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทาพระ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ เปนจำนวน เงิน ๑๐๔,๒๓๕ บาท มอบใหแกผูถูกฟองคดี ผูฟองคดี ไดลงมือขุดเจาะน้ำบาดาลตามสัญญาทันที และไดทำ รายงานการขุดเจาะบอน้ำบาดาลแจงใหแกผูถูกฟองคดี ทราบเปนระยะตามรายงานลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ ขุดเจาะถึงความลึก ๕๑๐ เมตร และรายงานลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ตอมา ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมจังหวัดสมุทรสาครไดแจงใหผูฟองคดี หยุดการขุดเจาะทันที และใหนำเครื่องขุดเจาะและวัสดุ ทัง้ หมดออกจากพืน้ ที่ เนือ่ งจากเปนความผิดมีโทษอาญา จำคุก ปรับ และริบเครื่องมือขุดเจาะดวย ผูฟองคดีจึงมี หนั ง สื อ ลงวั น ที่ ๑๘ พฤศจิ ก ายน ๒๕๔๘ แนะนำ ให ผูถูกฟ อ งคดี ป ฏิ บั ติ ตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. ๒๕๒๐ และแจงวาผูฟองคดีจำตองหยุดทำการ ขุดเจาะชั่วคราวจนกวาผูถูกฟองคดีจะแสดงหลักฐาน ว า ได ข อหรื อ ได รั บ อนุ ญ าตให ขุ ด เจาะเสี ย ก อ น เมื่ อ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ป ฏิ เ สธที่ จ ะแสดงหลั ก ฐานคำขอ หรื อ ใบอนุ ญ าตให ขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลหรื อ ชี้ แจง ดวยเหตุผลใดๆ อันเปนการแสดงใหเห็นไดวา ผูถ กู ฟองคดี ไมไดขออนุญาตและไมไดรบั ใบอนุญาตการเจาะน้ำบาดาล ดั ง กล า ว เพื่ อ มิ ใ ห ผู ฟ อ งคดี ต กเป น ผู ก ระทำผิ ด หรื อ รวมกับผูถูกฟองคดีกระทำผิดอาญาที่มีโทษจำคุกและ ปรับและถูกริบเครือ่ งมือเครือ่ งจักรกลทีใ่ ชในการเจาะน้ำ ประกอบกับระยะเวลาที่ผูฟองคดีทวงถามผูถูกฟองคดี ได ล ว งเลยนานกว า เดื อ นแล ว ผู ฟ อ งคดี จึ ง มี ห นั ง สื อ ลงวั น ที่ ๒๖ ธั น วาคม ๒๕๔๘ บอกเลิ ก สั ญ ญาจ า ง ขุดเจาะบอน้ำบาดาลดังกลาว และขอใหผูถูกฟองคดี ชำระเงิ น ค า แรงงานขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาล จำนวน ๓๖๐,๐๐๐ บาท คาทำการหยัง่ ธรณี จำนวน ๒๓,๐๐๐ บาท คาขุดเจาะลงทอกันบอพัง จำนวน ๑๒๔,๐๐๐ บาท คาเคลือ่ นยายวัสดุอปุ กรณ ทอกรุบอ ทอกรอง จำนวน

๔๐,๐๐๐ บาท รวมเปนเงินทั้งสิ้น ๕๔๗,๐๐๐ บาท และให คื น หนั ง สื อ ค้ ำ ประกั น ของธนาคารกสิ ก รไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทาพระ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ เป น เงิ น ๑๐๔,๒๓๕ บาท ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ภายในกำหนด ๕ วั น นั บ แต ไ ด รั บ หนั ง สื อ ทวงถาม ดังกลาว ซึ่งผูถูกฟองคดีเพิกเฉยไมชำระเงินและคืน หนังสือค้ำประกันดังกลาวแตประการใด ขอใหศาลมี คำพิพากษาหรือคำสัง่ ใหผถู กู ฟองคดีชำระเงินคาแรงงาน ขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาล จำนวน ๓๖๐,๐๐๐ บาท คาทำการหยั่งธรณี จำนวน ๒๓,๐๐๐ บาท คาขุดเจาะ ลงทอกันพัง จำนวน ๑๒๔,๐๐๐ บาท คาเคลื่อนยาย วัสดุอปุ กรณ ทอกรุบอ ทอกรอง จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท รวมเปนเงินทั้งสิ้น ๕๔๗,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ย รอยละ ๗.๕ ตอป นับถัดจากวันฟองเปนตนไปจนกวา จะชำระครบถ ว น และคื น หนั ง สื อ ค้ ำ ประกั น ของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทาพระ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๘ จำนวนเงิน ๑๐๔,๒๓๕ บาท ใหแกผูฟองคดี ใหผูถูกฟองคดีชดใชคาฤชาธรรมเนียม ศาล และคาตั้งตัวแทนดำเนินคดีแกผูฟองคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด สั ญ ญาจ า งขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลและติ ด ตั้ ง เครื่องสูบน้ำบริเวณที่สาธารณะริมถนนสายเจษฎา โคกขาม หมู ที่ ๔ ระหว า งผู ฟ อ งคดี กั บ ผู ถู ก ฟ อ งคดี มีคสู ญั ญาฝายหนึง่ เปนราชการสวนทองถิน่ ซึง่ เปนหนวยงาน ทางปกครองตามมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยสัญญาดังกลาวมีวตั ถุประสงคใหผฟู อ งคดีทำการขุดเจาะ บอน้ำบาดาลและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ อันเปนทรัพยสิน ที่ผูถูกฟองคดีในฐานะหนวยงานทางปกครองใชเปน เครื่องมือโดยตรงในการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อ ประโยชนแกประชาชนไดใชในสิ่งอุปโภคที่จำเปนตอ การดำเนินชีวิต จึงเปนสัญญาจัดใหมีสิ่งสาธารณูปโภค อั น มี ลั ก ษณะเป น สั ญ ญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ดั ง กล า ว ซึ่ ง การปฏิ บั ติ ต าม สัญญาทางปกครองเพือ่ ใหการบริการสาธารณะบรรลุผล


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

คูสัญญาฝายปกครองจะมีอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ ผูถ กู ฟองคดีวา ผูฟ อ งคดีไดรบั แจงจากทรัพยากรธรรมชาติ เหนือคูสัญญาฝายเอกชน เชน อำนาจในการควบคุม และสิ่ ง แวดล อ มจั ง หวั ด สมุ ท รสาคร ให ท ำการย า ย ดูแลหรือบังคับใหคูสัญญาฝายเอกชนปฏิบัติตามสัญญา เครื่ อ งขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลออกจากพื้ น ที่ โ ดยด ว น อำนาจในการแกไขขอกำหนดของสัญญาไดฝายเดียว เนือ่ งจากไมไดทำการยืน่ ขออนุญาตขุดเจาะจากกรมทรัพยากร และอำนาจในการเลิกสัญญาไดฝายเดียว โดยเอกชน น้ ำ บาดาล เป น การกระทำที่ ฝ า ฝ น พระราชบั ญ ญั ติ ผู เ ข า เป น คู สั ญ ญามี ห น า ที่ ต อ งปฏิ บั ติ ต ามสั ญ ญา น้ำบาดาล พ.ศ. ๒๕๒๐ และเมื่อผูฟองคดีมีหนังสือ และต อ งยอมรั บ อำนาจพิ เ ศษหรื อ เอกสิ ท ธิ์ ดั ง กล า ว แจ ง ผู ถู ก ฟ อ งคดี เ พิ่ ม เติ ม ว า ผู ฟ อ งคดี จ ะดำเนิ น การ ของฝายปกครอง ซึ่งการบอกเลิกสัญญาของคูสัญญา ขุดเจาะบอบาดาลก็ตอเมื่อผูถูกฟองคดีไดขออนุญาต ฝายเอกชนโดยทำใหการบริการสาธารณะตองหยุดชะงัก เจาะน้ ำ บาดาลอย า งถู ก ต อ งจากกรมทรั พ ยากร ไมบรรลุวัตถุประสงคไมอาจกระทำได น้ำบาดาล รวมทั้งขอใหผูถูกฟองคดี นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักกฎหมาย สั ญ ญาทางปกครอง ขยายระยะเวลาอยางนอย ๔๕ วัน ทั่วไปที่เกี่ยวกับการสิ้นสุดของสัญญา การบอกเลิกสัญญา นั บ ตั้ ง แต ไ ด รั บ หนั ง สื อ อนุ ญ าตจาก ทางปกครองวา สัญญาทางปกครอง กรมทรั พ ยากรน้ ำ บาดาล และขอ อาจสิน้ สุดไดดว ยเงือ่ นไขอยางใดอยางหนึง่ ใน ๒ ประการ เปลี่ ย นแปลงรู ป แบบบ อ ให เ ป น ไปตามที่ มี ห นั ง สื อ คือสิ้นสุดลงตามปกติเมื่อคูสัญญาบรรลุวัตถุประสงค รับรองของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แตผูถูกฟองคดี ของสั ญ ญา และสิ้ น สุ ด ลงด ว ยการเลิ ก สั ญ ญา ซึ่ ง ไดมีหนังสือยืนยันใหผูฟองคดีปฏิบัติตามสัญญาตอไป การเลิกสัญญาดังกลาวอาจเกิดขึ้นไดใน ๔ กรณี คือ ต อ มา ผู ฟ อ งคดี ไ ด มี ห นั ง สื อ ลงวั น ที่ ๒๖ ธั น วาคม การเลิกสัญญาโดยความยินยอมของคูส ญ ั ญาทัง้ สองฝาย ๒๕๔๘ แจ ง บอกเลิ ก สั ญ ญาโดยอ า งว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี การเลิกสัญญาเมื่อสัญญาเลิกกันโดยปริยาย การเลิก ไม ส ามารถแสดงใบอนุ ญ าตให ขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาล สัญญาเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหเลิกสัญญา ตามสัญญาจาง และใหผูถูกฟองคดีชดใชคาแรงงานและ และการเลิกสัญญาโดยคูสัญญาฝายปกครองเลิกสัญญา คาดำเนินการตางๆ รวมทั้งคืนหนังสือค้ำประกันใหแก ฝายเดียว ดังนัน้ การเลิกสัญญาทางปกครองจึงไมตกอยู ผูฟองคดี กรณีเห็นไดวาเมื่อสัญญาจางขุดเจาะบอน้ำ ภายใตบังคับมาตรา ๓๘๙ แหงประมวลกฎหมายแพง บาดาลทีพ่ พิ าทมิไดมขี อ กำหนดใหผฟู อ งคดีซงึ่ เปนผูร บั จาง และพาณิชยที่บัญญัติวา ถาการชำระหนี้ทั้งหมดหรือ มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และการบอกเลิกสัญญาของฝาย แตบางสวนกลายเปนพนวิสยั เพราะเหตุอยางใดอยางหนึง่ ผูร บั จางไมอาจอางบทบัญญัตมิ าตรา ๓๘๙ แหงประมวล อันจะโทษลูกหนี้ไซร เจาหนี้จะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได กฎหมายแพงและพาณิชยได เนื่องจากหลักกฎหมาย คดี นี้ เ มื่ อ ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ จ า งผู ถู ก ฟ อ งคดี ขุ ด เจาะบ อ ทัว่ ไปเกีย่ วกับสัญญาทางปกครองกำหนดใหฝา ยปกครอง น้ำบาดาลและติดตั้งเครื่องสูบน้ำซัมเมอรซิเบิ้ล โดย มีสทิ ธิบอกเลิกสัญญาไดฝา ยเดียว ดังนัน้ การกลาวอางเหตุ ผูฟองคดีไดเริ่มทำงานขุดเจาะบอน้ำบาดาลที่รับจาง ที่จะไมดำเนินการขุดเจาะบอน้ำบาดาลตามสัญญาจาง ตามสัญญาจนถึงความลึกมีชั้นใหน้ำจืดและมีปริมาณ ตอไป เนื่องจากผูถูกฟองคดีไมสามารถแสดงใบอนุญาต น้ำเพียงพอ ซึง่ ผูถ กู ฟองคดีกไ็ ดตกลงรับงานดังกลาวแลว ให ขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลตามสั ญ ญาจ า ง จึ ง ไม ช อบ แตเมื่อผูฟองคดีไดเสนอขอเปลี่ยนแปลงแกไขรูปบอ ด ว ยข อ กำหนดในสั ญ ญาและหลั ก กฎหมายทั่ ว ไป เพื่อลงทอกรุบอ ซึ่งผูถูกฟองคดีไมยินยอมโดยเห็นวา เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เมือ่ ผูฟ อ งคดีประกอบกิจการ ไม เ ป น ไปตามสั ญ ญา จึ ง เป น กรณี ที่ ผู ฟ อ งคดี จ ะต อ ง เกีย่ วกับการขุดเจาะบอน้ำบาดาลมานาน ยอมมีความ ดำเนินการใหเปนไปตามขอสัญญาตอไป ตอมาผูฟ อ งคดี เขาใจเกี่ยวกับหลักเกณฑในการขุดเจาะบอน้ำบาดาล มี ห นั ง สื อ ลงวั น ที่ ๑๘ พฤศจิ ก ายน ๒๕๔๘ แจ ง เป น อย า งดี หากจะกล า วอ า งเหตุ ที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ยั ง

113


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ไม ไ ด รั บ ใบอนุ ญ าตให ขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลดั ง กล า ว เพื่อไมตองปฏิบัติตามสัญญา ยอมที่จะตองกลาวอาง เสี ย ตั้ ง แต ก อ นเข า ทำสั ญ ญาหรื อ ปฏิ เ สธที่ จ ะเข า ทำ สัญญากับผูถูกฟองคดีเสียตั้งแตตน การกลาวอางวา สัญญาทีพ่ พิ าทเปนโมฆะ เนือ่ งจากเห็นวาเปนการกระทำ ที่ขัดตอกฎหมาย ก็ไมอาจกลาวอางได เนื่องจากเปน กรณีทสี่ ามารถแกไขใหถกู ตองโดยการยืน่ ขอรับใบอนุญาต จากผูมีอำนาจได จึงไมอาจถือเปนเหตุที่จะไมปฏิบัติ ตามสั ญ ญาและบอกเลิ ก สั ญ ญาของผู ฟ อ งคดี ไ ด และการที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ฟ อ งแย ง เรี ย กค า เสี ย หายจาก ผูฟองคดีไมอาจถือไดวาเปนการบอกเลิกสัญญา เพราะ การบอกเลิกสัญญาตองเปนการแสดงเจตนาโดยชัดแจง ตอคูสัญญาโดยตรง การฟองแยงดังกลาวจึงเปนการใช สิ ท ธิ ท างศาลในการโต แ ย ง คู สั ญ ญา เมื่ อ ผู ฟ อ งคดี บอกเลิ ก สั ญ ญาดั ง กล า วแก ผู ถู ก ฟ อ งคดี โ ดยไม มี สิ ท ธิ ตามกฎหมายและขอกำหนดในสัญญา ขอกลาวอาง ต า งๆ ไม อ าจกล า วอ า งเพื่ อ เป น เหตุ บ อกเลิ ก สั ญ ญา เมื่อผูถูกฟองคดีไมไดใหความยินยอมในการเลิกสัญญา หรื อ ไม มี เ หตุ สุ ด วิ สั ย ที่ จ ะไม ต อ งปฏิ บั ติ ต ามสั ญ ญา หรือมีกรณีที่ผูถูกฟองคดีบอกเลิกสัญญา หรือศาลมี คำพิพากษาหรือคำสั่งใหเลิกสัญญา อันจะมีผลทำให สัญญาเลิกกัน ผูฟองคดีจึงตองปฏิบัติและรับผิดตาม สัญญาจางตอไป ทีศ่ าลปกครองชัน้ ตนพิพากษายกฟองของ ผูฟองคดี และยกฟองแยงของผูถูกฟองคดีนั้น ชอบแลว

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๒๑/๒๕๕๔

114

(ก) สรุปคำฟอง คดีนี้ผูฟองคดีฟองอธิบดีกรมชลประทานเปน ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ประธานคณะกรรมการประกวดราคา ซือ้ ดวยวิธกี ารทางอิเล็กทรอนิกส เลขที่ E.ซ.๐๔/๒๕๕๓ เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวาผูถูกฟองคดีที่ ๑ ได ประกาศประกวดราคาซื้อดินลูกรัง วัสดุคัดเลือก “ก” และวัสดุคัดเลือก “ข” ดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส ลงวั น ที่ ๒๙ มิ ถุ น ายน ๒๕๕๓ ของงานก อ สร า ง โครงการหวยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบล

แกงดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กำหนดเสนอ ราคาในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐.๐๐ ถึง ๑๐.๓๐ นาฬ ก า ณ บมจ.โทรคมนาคม สำนั ก งาน บริการลูกคาสระแกว ผูฟองคดีไดเขารวมประกวดราคา ดังกลาวและไดนำแคชเชียรเช็คของธนาคารกรุงไทย สาขาบางพลัด ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เปนจำนวน เงิน ๔๑๑,๙๑๕ บาท มาเปนหลักประกันซองไวกับ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ซึ่งคณะกรรมการประกวดราคาได พิจารณาคุณสมบัติเบื้องตนแลวใหผูฟองคดีเปนผูผาน การคัดเลือกเขาเสนอราคาได ตอมาในวันยื่นซองเสนอ ราคาผู ฟ อ งคดี ไ ด เ ดิ น ทางไปเพื่ อ เสนอราคาดั ง กล า ว แตปรากฏวารถยนตของผูฟองคดีเกิดอุบัติเหตุเสียหลัก ตกถนนเหตุ เ กิ ด บริ เวณถนนสาย ๓๐๔ กิ โ ลเมตรที่ ๒๙ - ๓๐ หมูท ี่ ๑ ตำบลบุพราหมณ อำเภอนาดี จังหวัด ปราจี น บุ รี ทำให ไ ม ส ามารถเดิ น ทางไปเสนอราคา ไดทันตามเวลาที่กำหนด ซึ่งผูฟองคดีไดโทรศัพทแจง ใหเจาหนาที่ผูดำเนินการประกวดราคาทราบถึงเหตุ ดังกลาวแลว แตสำนักงานกอสราง ๗ สำนักโครงการ ขนาดใหญ ไดมีหนังสือ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ แจ ง ผู ฟ อ งคดี ว า ผูฟองคดีไมสงผูแทนมาลงทะเบียน เพื่อเขาสูกระบวนการเสนอราคาตามวั น เวลา และ สถานที่กำหนด อันเปนการผิดเงื่อนไขประกวดราคา จึงขอยึดหลักประกันซองของผูฟองคดี ผูฟองคดีไดมี หนังสือลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ อุทธรณการยึดหลัก ประกันซองตอผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ซึง่ สำนักงานกอสราง ๗ ไดมีหนังสือ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ แจงผูฟองคดี วาการเกิดอุบัติเหตุตามที่ผูฟองคดีอาง ไมอาจถือวา เปนเหตุสุดวิสัยตามมาตรา ๘ แหงประมวลกฎหมาย แพ ง และพาณิ ช ย อุ ท ธรณ ข องผู ฟ อ งคดี จึ ง ฟ ง ไม ขึ้ น ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสัง่ ใหผถู กู ฟองคดีทงั้ สอง ไมมีสิทธิยึดหลักประกันซองของผูฟองคดี ใหผูถูกฟอง คดีทั้งสองคืนหลักประกันซองจำนวน ๔๑๑,๙๑๕ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงิน ดังกลาวตั้งแตวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เปนตนไป จนกวาจะชำระเสร็จแกผูฟองคดี ใหผถู กู ฟองคดีทงั้ สอง ชำระคาธรรมเนียมศาลแทนผูฟ อ งคดี


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

(ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด อ า งเก็ บ น้ ำ ตามโครงการห ว ยโสมงอั น เนื่ อ งมาจาก เหตุ แ ห ง การฟ อ งคดี นี้ สื บ เนื่ อ งมาจากการที่ พระราชดำริ ที่ ผู ฟ อ งคดี กั บ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สอง กรมชลประทานโดยผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ได มี ป ระกาศ มุ ง จะกระทำขึ้ น ในภายหลั ง สั ญ ญาที่ เ กิ ด ขึ้ น ก อ นนี้ ประกวดราคาซื้ อ ดิ น ลู ก รั ง วั ส ดุ คั ด เลื อ ก “ก” และ มี ลั ก ษณะเป น สั ญ ญาเบื้ อ งต น ที่ เ รี ย กว า สั ญ ญา วั ส ดุ คั ด เลื อ ก “ข” ด ว ยวิ ธี ก ารทางอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส หลักประกันซอง โดยสัญญาดังกลาวมีกรมชลประทาน ของงานก อ สร า งอ า งเก็ บ น้ ำ ตามโครงการห ว ยโสมง โดยผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เป น คู สั ญ ญาที่ เ ป น หน ว ยงาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลแกงดินสอ อำเภอ ทางปกครอง และมีลักษณะเปนสัญญาที่ผูถูกฟองคดี นาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งตามเอกสารประกวดราคา ที่ ๑ ใช เ อกสิ ท ธิ์ ข องรั ฐ ในการกำหนดข อ ตกลงของ ซื้อดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสดังกลาวมีขอแนะนำ สัญญาตามประกาศประกวดราคาประกอบกับเอกสาร และขอกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ประกวดราคาซื้ อ ด ว ยวิ ธี ก ารทาง ผูเสนอราคา หลักฐานการยื่นขอเสนอ สัญญาหลักประกันซอง อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส แ ต เ พี ย งฝ า ยเดี ย ว การเสนอราคาหลั ก ประกั น ซอง สัญญาทางปกครอง โดยการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ และโดยการเสนอราคาผู เ สนอราคา วิ ธี ป ฏิ บั ติ ร าชการทางปกครอง พ.ศ. จะต อ งยื่ น ซองเอกสารประกวดราคาซื้ อ ด ว ยวิ ธี ก าร ๒๕๓๙ กฎกระทรวงฉบั บ ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ทางอิเล็กทรอนิกส และหลักประกันซองเปนจำนวนเงิน ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ วิ ธี ป ฏิ บั ติ ร าชการ ๔๑๑,๙๑๕ บาท หากผูมีสิทธิเสนอราคาไมสงผูแทน ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และระเบียบสำนักนายก มาลงทะเบี ย นเพื่ อ เข า สู ก ระบวนการเสนอราคา รั ฐ มนตรี ว า ด ว ยการพั ส ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ออกคำสั่ ง ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด กรมชลประทาน ทางปกครองหรื อ ดำเนิ น การในขั้ น ตอนต า งๆ ที่ เ ป น โดยผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ จะยึ ด หลั ก ประกั น ซองทั น ที ขอตกลงของสัญญา ไมวาจะในเรื่องของการกำหนด ซึ่งประกาศดังกลาวนอกจากจะมีสถานะทางกฎหมาย คุณสมบัตขิ องคูส ญ ั ญา วิธกี ารเลือกคูส ญ ั ญา การมีคำสัง่ เป น คำสั่ ง ทางปกครองทั่ ว ไปแล ว ยั ง มี ลั ก ษณะเป น รับคำเสนอราคาของคูสัญญา การควบคุมการปฏิบัติ คำเชื้ อ เชิ ญ ให ผู มี อ าชี พ ขายพั ส ดุ ที่ ป ระกวดราคาซื้ อ ตามสัญญา และการแกไขสัญญาไดแตเพียงฝายเดียว ทำคำเสนอขอเขาทำสัญญาซื้อขายตามแบบสัญญาที่ โดยผูฟองคดีซึ่งเปนคูสัญญาฝายเอกชนไมอาจกำหนด กำหนด อีกทั้งยังมีลักษณะเปนคำเสนอใหผูที่จะเขา เปลี่ยนแปลง หรือปฏิเสธไมยอมรับขอตกลงในสัญญา เสนอราคาปฏิ บั ติ ต ามเงื่ อ นไขของการเสนอราคา ดังกลาวไดเลย อันแสดงใหเห็นถึงขอกำหนดในสัญญา ที่กรมชลประทานโดยผูถูกฟองคดีที่ ๑ กำหนดอีกดวย ดั ง กล า วซึ่ ง มี ลั ก ษณะพิ เ ศษที่ แ สดงถึ ง เอกสิ ท ธิ์ ข อง เมื่ อ ต อ มาผู ฟ อ งคดี ไ ด ยื่ น ซองเอกสารประกวดราคา กรมชลประทาน โดยผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ที่ มี เ หนื อ โดยจั ด ทำหนั ง สื อ แสดงเงื่ อ นไขการซื้ อ และการจ า ง ผูฟองคดี ซึ่งเปนคูสัญญาฝายเอกชน อันเปนลักษณะ โดยการประกวดราคาดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส พิเศษของสัญญาทางปกครองที่ไมอาจพบไดในสัญญา และวางหลั ก ประกั น ซองต อ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ แล ว ทางแพงที่เปนไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา จึงถือวาผูฟองคดีไดแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของ ของคูส ญ ั ญาในการกำหนดขอตกลงของสัญญาเปนสำคัญ กรมชลประทานโดยผูถูกฟองคดีที่ ๑ และกอใหเกิด นอกจากนัน้ สัญญาดังกลาวยังมีวตั ถุประสงค จัดหาหรือ สัญญาขึ้นตามนัยมาตรา ๓๖๑ วรรคหนึ่ง แหงประมวล จัดใหมีเครื่องมือหรืออุปกรณที่สำคัญหรือจำเปนเพื่อใช กฎหมายแพงและพาณิชย อันเปนสัญญาประเภทหนึ่ง ในการจัดทำบริการสาธารณะใหบรรลุผลดวย กลาวคือ ที่เกิดขึ้นกอนสัญญาซื้อขายดินลูกรัง วัสดุคัดเลือก “ก” หากไมมีดินลูกรังวัสดุคัดเลือก “ก” และ วัสดุคัดเลือก และวัสดุคัดเลือก “ข” เพื่อนำไปใชสำหรับงานกอสราง “ข” ย อ มไม อ าจก อ สร า งอ า งเก็ บ น้ ำ ตามโครงการ

115


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

หวยโสมงอันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ อันเปนการจัดทำ บริ ก ารสาธารณะของกรมชลประทานตามข อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ ง ส ว นราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ พ.ศ.๒๕๔๕ ใหบรรลุผล ได ดังนัน้ สัญญาหลักประกันซองดังกลาวจึงเปนสัญญา ทางปกครองตามมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัติจั ด ตั้ ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผูฟองคดีฟองวา ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหาย จากการที่กรมชลประทานโดยผูถูกฟองคดีที่ ๑ ยึดเงิน หลักประกันซองของผูฟองคดีไมชอบดวยหนังสือแสดง เงื่อนไขการซื้อและการจางโดยการประกวดราคาดวย วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส เนื่องจากผูฟองคดีมิไดจงใจ ไมสงผูแทนเขาลงทะเบียนประกวดราคา ขอใหศาล พิ พ ากษาว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองไม มี สิ ท ธิ ยึ ด เงิ น หลั ก ประกั น ซองที่ ผู ฟ อ งคดี ว างประกั น ไว แ ละให คืนเงินดังกลาวพรอมดอกเบี้ยแกผูฟองคดี คดีนี้จึงเปน คดี พิ พ าทที่ อ ยู ใ นอำนาจพิ จ ารณาพิ พ ากษาของ ศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ ง (๔) แห ง พระราชบัญญัติเดียวกัน

คดีพิพาทเกี่ยวกับทองถิ่น คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๓๑/๒๕๕๔

116

(ก) สรุปคำฟอง คดีนี้ผูฟองคดีฟององคการบริหารสวนตำบล ไชยสถานเปนผูถูกฟองคดีที่ ๑ สภาองคการบริหาร สวนตำบลไชยสถานเปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ โดยฟองวา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดจัดใหมีการประชุมสภาสมัยสามัญ ที่ ๔ ครั้งที่ ๗/๒๕๔๕ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ โดยนาย บ. สมาชิกของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดยื่นญัตติ ดวน ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๕ ใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ พิจารณาใหผูฟองคดี ซึ่งเปนสมาชิกและดำรงตำแหนง ประธานของผูถูกฟองคดีที่ ๒ พนจากการเปนสมาชิก ซึง่ ญัตติดงั กลาวมีขอ กลาวหาวา ผูฟ อ งคดีมคี วามประพฤติ ในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียและกอความไมสงบ

เรียบรอย หรือกระทำการอันเสื่อมเสียประโยชนของ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ซึ่ ง ที่ ป ระชุ ม ได มี ม ติ เ ห็ น ชอบให ผูฟ อ งคดีพน จากตำแหนง ๑๗ เสียง ไมเห็นชอบ ๓ เสียง งดออกเสียง ๑ เสียง บัตรเสีย ๑ บัตร โดยมีสมาชิก เขารวมประชุม จำนวน ๒๒ คน ผูฟองคดีเห็นวา มติ ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ดั ง กล า ว เป น การใช อ ำนาจ โดยปราศจากการพิจารณาพยานหลักฐาน และการ ตรวจสอบขอเท็จจริงใหรอบคอบ ทั้งเปนการใชอำนาจ โดยไม ค ำนึ ง ถึ ง รั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๗๖ นอกจากนี้ ยังเปนการใชอำนาจที่ขัดตอพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ รวมทั้ ง ที่ แ ก ไขเพิ่ ม เติ ม จนถึ ง ป จ จุ บั น โดยเฉพาะ มาตรา ๔๗ ตรี และมติดังกลาวจะตองมีคะแนนเสียง ไมนอยกวาสามในสี่ของจำนวนสมาชิกองคการบริหาร สวนตำบลทั้งหมดเทาที่มีอยู โดยที่ขอกลาวหาทั้งหมด ไมเปนความจริง เปนการกลั่นแกลงผูฟองคดี เนื่องจาก ที่ผานมาผูฟองคดีเปนผูตรวจสอบการบริหารงานของ องคการบริหารสวนตำบลอยางเครงครัดและตอเนื่อง ขอกลาวหาของนาย บ. และมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไม ถู ก ต อ ง ก อ ให เ กิ ด ความไม เ ป น ธรรม ผู ฟ อ งคดี ไ ด อุ ท ธรณ แ ละโต แ ย ง มติ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ไปยัง ผูวาราชการจังหวัดนาน เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ และผูวาราชการจังหวัดนานมีหนังสือลงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๖ วินิจฉัยยกอุทธรณของผูฟองคดี นายอำเภอเมืองนานไดแจงผลการพิจารณาอุทธรณ และสิ ท ธิ ใ นการฟ อ งคดี ต อ ศาลปกครองให ผู ฟ อ งคดี ทราบเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๖ ผูฟองคดีเห็นวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีมติถอดถอนผูฟองคดีออกจาก สมาชิ ก นั้ น เนื่ อ งมาจากความไม พ อใจที่ ผู ฟ อ งคดี นำขอมูลเอกสารประกาศราคาปานกลางทีด่ นิ ไปเผยแพร ใหประชาชนไดทราบวา ผูถูกฟองคดีที่ ๑ เก็บภาษี ในอั ต ราเกิ น กว า ที่ ก ฎหมายให อ ำนาจไว และได มี การชุมนุมเรียกรองสิทธิของประชาชนเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๕ ณ ที่วาการอำเภอเมืองนาน เพื่อให คืนเงินสวนเกินที่เก็บจากประชาชน ซึ่งบัดนี้ไดคืนเงิน


ารปฏิ บั ติ ง านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ใหประชาชนเปนทีเ่ รียบรอยแลว ขอใหศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งใหเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ในการ ประชุมสมัยสามัญที่ ๔ ครั้งที่ ๗/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิ ก ายน ๒๕๔๕ และสั่ ง ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ มอบสมาชิกภาพสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตำบล ไชยสถานและตำแหนงประธานสภาองคการบริหาร สวนตำบลไชยสถาน พรอมทั้งสิทธิและอำนาจหนาที่ อั น พึ ง มี ต ามพระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตำบลและองค ก าร บริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ใหแกผูฟองคดี

เลขานุการสภาทำใหมกี ารประชุมและจายเงินงบประมาณ โดยไมจำเปน ใชอำนาจประธานสภาโดยมิชอบ รวบรัด การประชุม บายเบีย่ งประเด็นอภิปราย ถวงเวลาการประชุม โดยเฉพาะการเปดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ทำใหเกิด ความลาชาในการปฏิบตั งิ านแกไขปญหานัน้ ขอกลาวหา ทีก่ ลาวมาไมปรากฏวามีการระบุวา ผูฟ อ งคดีไดทำหนาที่ ขัดตอขอบังคับกระทรวงมหาดไทย วาดวยการประชุม สภาองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๘ ในขอใด และในการประชุ ม สภา ก็ ไ ม ป รากฏว า มี ส มาชิ ก ของ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดทักทวงการทำหนาที่ของผูฟองคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ตามข อ บั ง คั บ กระทรวงมหาดไทยดั ง กล า ว และการ ผู ฟ อ งคดี ฟ อ งว า มติ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ กล า วหาผู ฟ อ งคดี ว า ปฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ป น ไปในทางที่ จ ะ ในการประชุ ม สมั ย สามั ญ ที่ ๔ ครั้ ง ที่ ๗/๒๕๔๕ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียหรือกอความไมสงบเรียบรอย เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ใหผูฟองคดีพนจาก แก อ งค ก ารบริ ห ารส ว นตำบล หรื อ กระทำการอั น ตำแหนงสมาชิกสภาองคการ เสื่ อ มเสี ย ประโยชน ข องสภา บริ ห ารส ว นตำบลไชยสถาน มติ ส ภา อบต.ให ส มาชิ ก สภา องค ก ารบริ ห ารส ว นตำบล และตำแหน ง ประธานสภา อบต.พนสภาพการเปนสมาชิก ผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองเพี ย งแต องค ก ารบริ ห ารส ว นตำบล ผู มี ค วามประพฤติ ใ นทางที่ จ ะ กล า วอ า งถึ ง ข อ บกพร อ งใน ไชยสถาน ไมชอบดวยกฎหมาย การปฏิ บั ติ ห น า ที่ บ างส ว น นำมาซึ ่ ง ความเสื ่ อ มเสี ย หรื อ ก อ มติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ เปน โดยไม มี พ ยานหลั ก ฐานใดที่ คำสัง่ ทางปกครองตามมาตรา ๕ ความไมสงบเรียบรอยแก อบต. นำมาแสดงตอศาลใหปรากฏ วรรคหนึง่ แหงพระราชบัญญัติ หรื อ กระทำการอั น เสื่ อ มเสี ย ตามขอกลาวหาวาผูฟ อ งคดีเปน วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ประโยชนของสภา อบต. ผูมีพฤติกรรมดังกลาว ลำพัง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีนี้จึงเปนคดี ที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ม ต รวจรายงาน พิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึง่ (๑) แหงพระราชบัญญัติ การประชุม ตอมา อำเภอไดทักทวงและสงคืนรายงาน จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ใหแกไข จนตองมีการเปดประชุม แกไขเปลี่ยนแปลง ๒๕๔๒ ผู ฟ อ งคดี จึ ง เป น ผู ไ ด รั บ ความเดื อ ดร อ นหรื อ รายงานทำใหสูญเสียงบประมาณไปโดยไมจำเปน หรือ เสียหายหรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจ การอนุญาตใหประชาชนเขารับฟงการประชุม และมี หลีกเลีย่ งได อันเนือ่ งมาจากการกระทำของผูถ กู ฟองคดี ส ว นร ว มแสดงความคิ ด เห็ น ในที่ ป ระชุ ม หรื อ การที่ ที่ ๒ และการแกไขหรือบรรเทาความเดือดรอนหรือ ผูฟองคดีใชดุลพินิจเกี่ยวกับการลงมติในการพิจารณา เสี ย หายต อ งมี ค ำบั ง คั บ ตามที่ ก ำหนดในมาตรา ๗๒ เรื่องตางๆ ของผูถูกฟองคดีที่ ๒ วาใหทำเปนการลับ ผูฟ อ งคดีจงึ มีสทิ ธิฟอ งคดีตอ ศาลปกครองตามมาตรา ๔๒ หรื อ เป ด เผยนั้ น ก็ เ ป น การปฏิ บั ติ ห น า ที่ แ ละการใช วรรคหนึง่ แหงพระราชบัญญัตเิ ดียวกัน การกลาวอางวา ดุลพินิจโดยทั่วไปในฐานะที่ผูฟองคดีเปนประธานสภา ผู ฟ อ งคดี ว างตั ว ไม เ ป น กลางในการปฏิ บั ติ ห น า ที่ องค ก ารบริ ห ารส ว นตำบลซึ่ ง เป น อำนาจที่ มี อ ยู ประธานสภาองคการบริหารสวนตำบล ปฏิบัติหนาที่ ตามกฎหมาย แมจะปรากฏวาการทำหนาทีข่ องผูฟ อ งคดี บกพร อ งในการกำกั บ ดู แ ลการปฏิ บั ติ ห น า ที่ ข อง มีความบกพรองอยูบางแตก็อยูในวิสัยของการปฏิบัติ

117


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

118

หนาทีโ่ ดยทัว่ ไป กรณีจงึ ยังไมอาจกลาวไดวา ผูฟ อ งคดีเปน ผูมีความประพฤติไปในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย หรื อ ก อ ความไม ส งบเรี ย บร อ ยแก อ งค ก ารบริ ห าร ส ว นตำบล หรื อ กระทำการอั น เสื่ อ มเสี ย ประโยชน ของสภาองค ก ารบริ ห ารส ว นตำบล สวนกรณีที่ไดมี การอภิ ป รายเรื่ อ งการแปรญั ต ติ ง บประมาณรายจ า ย คาศึกษาดูงานไปตัง้ จายเปนคาเครือ่ งพนยา แตผฟู อ งคดี ไปกล า วแก ป ระชาชนว า สมาชิ ก สภาองค ก ารบริ ห าร สวนตำบลตั้งงบประมาณไปเที่ยว ทำใหประชาชนมี ปฏิกิริยาตอองคการบริหารสวนตำบลนั้น การกระทำ ดังกลาว หากเปนการกลาวหรือไขขาวขอความอันเปนเท็จ และทำให มี บุ ค คลใดได รั บ ความเสี ย หาย บุ ค คลนั้ น ยอมดำเนินการทางกฎหมายกับผูฟองคดีไดไมวาจะ เปนทางแพงหรืออาญา แตการจะนำเหตุดังกลาวซึ่ง ยังไมไดมกี ารพิสจู นทราบวาเปนความจริงหรือไม นำมา ฟงวาการกระทำของผูฟ อ งคดีดงั กลาว เปนการทีผ่ ฟู อ งคดี มี ค วามประพฤติ ใ นทางที่ จ ะนำมาซึ่ ง ความเสื่ อ มเสี ย หรื อ ก อ ความไม ส งบเรี ย บร อ ยแก อ งค ก ารบริ ห าร สวนตำบล หรือกระทำการอันเสื่อมเสียประโยชนของ สภาองคการบริหารสวนตำบลนั้น ยังไมอาจรับฟงได นอกจากนั้นมีการกลาวหาวา ผูฟองคดีนำเอกสารของ ทางราชการไปเผยแพรโดยมีความประสงคเพื่อหวังผล ทางการเมือง สรางความแตกแยกและความไมสงบสุข ในตำบล ก อ ให เ กิ ด ภาพพจน ข ององค ก ารบริ ห าร สวนตำบลในทางที่เสียหาย รวมถึงการเปนผูปลุกระดม ยั่วยุผูนำทองถิ่น มวลชน รวมกับมวลชนเรียกรองกรณี ขอคืนภาษี ณ ทีว่ า การอำเภอเมืองนานนัน้ ขอเท็จจริง ฟงไดวา ผูฟ อ งคดีไดนำเอาสำเนาประกาศราคาปานกลาง ทีด่ นิ ในการจัดเก็บภาษีบำรุงทองทีป่ ระจำ ป พ.ศ. ๒๕๔๕ ไปแจกจายประชาชนในตำบลทำใหผูที่ชำระภาษีบำรุง ท อ งที่ ใ ห แ ก อ งค ก ารบริ ห ารส ว นตำบลไชยสถาน ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ไดทราบวา มีการจัดเก็บภาษีบำรุงทองที่ เกินกวาอัตราที่กฎหมายกำหนดไว ทำใหประชาชนไม พอใจ จึงไดมีการชุมนุมประทวงและรองเรียนขอคืน ภาษี ณ ที่วาการอำเภอเมืองนานและศาลากลางจังหวัด ในเมื่อความปรากฏตอมาวาผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีการ

ดำเนินการคืนเงินภาษีบำรุงทองที่สวนที่จัดเก็บเกินกวา ที่กฎหมายกำหนดใหแกประชาชน ยอมแสดงใหเห็นวา มีการบริหารงานที่ผิดพลาดของผูถูกฟองคดีที่ ๑ และ การกระทำดังกลาวของผูฟ อ งคดีซงึ่ เปนสมาชิกของผูถ กู ฟอง คดีที่ ๒ มีหนาที่ควบคุมการปฏิบัติงานของผูถูกฟองคดี ที่ ๑ ให เ ป น ไปตามนโยบายและแผนพั ฒ นาตำบล กฎหมาย ระเบี ย บ และข อ บั ง คั บ ของทางราชการ ตามมาตรา ๔๖ แหงพระราชบัญญัติสภาตำบลและ องค ก ารบริ ห ารส ว นตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่ ง แก ไข เพิ่ ม เติ ม โดยพระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตำบลและองค ก าร บริหารสวนตำบล (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อไม ปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดแจงวาในวันเวลาดังกลาว ผูฟ อ งคดีเปนผูน ำหรือมีสว นเกีย่ วของในการนำประชาชน ไปชุมนุมเรียกรองขอคืนภาษี ณ ที่วาการอำเภอ การที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ด ไ ปร ว มสั ง เกตการณ แ ละอยู ใ นที่ ชุ ม นุ ม เรียกรองนั้นดวย ยังไมพอฟงวาผูฟองคดีเปนผูชักนำ หรือยั่วยุประชาชนใหกระทำการดังกลาว สวนการที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ด น ำอั ต ราภาษี บ ำรุ ง ท อ งที่ ไ ปเผยแพร แ ก ประชาชนและตอมาไดมีการขอคืนภาษีสวนที่เรียกเก็บ เกินกวาที่กฎหมายกำหนด มิไดเปนการกระทำที่ทำให เสียประโยชนแกองคการบริหารสวนตำบล เอกสาร ขอมูลดังกลาวก็เปนเอกสารที่ประชาชนสามารถรับรูได มิใชเปนเอกสารความลับที่ตองปกปด การกระทำของ ผูฟองคดีก็เปนการทำหนาที่ประการหนึ่งของสมาชิก สภาองคการบริหารสวนตำบลทีต่ อ งควบคุมการปฏิบตั งิ าน ของคณะกรรมการบริหารใหเปนไปตามนโยบายและ แผนพัฒนาตำบล กฎหมาย ระเบียบ และข อ บั ง คั บ ของทางราชการ กรณีจึงยังถือไมไดวา ผูฟองคดีเปน ผูมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย หรือกอความไมสงบเรียบรอยแกองคการบริหารสวนตำบล หรือกระทำการอันเสื่อมเสียประโยชนของสภาองคการ บริหารสวนตำบล ตามมาตรา ๔๗ ตรี วรรคหนึ่ง (๘) แหงพระราชบัญญัตสิ ภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่ ง แก ไขเพิ่ ม เติ ม โดยพระราชบั ญ ญั ติ สภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อการกระทำของผูฟองคดีมิได


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ขัดตอมาตรา ๔๗ ตรี วรรคหนึง่ (๘) แหงพระราชบัญญัติ ดังกลาว มติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ในการประชุมสภา องค ก ารบริ ห ารส ว นตำบลไชยสถานสมั ย สามั ญ ที่ ๔ ครั้งที่ ๗/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ที่ ใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงสมาชิกสภาองคการบริหาร สวนตำบลไชยสถานตามมาตรา ๔๗ ตรี วรรคหนึ่ง (๘) แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงไมชอบดวยกฎหมาย

คดีพิพาทเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดิน

และพระราชบัญญัตโิ บราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่ ง มี ผลกระทบต อ เขตแดนของราชอาณาจั ก รไทย และ เกิดความเสียหายแกประชาชนและยากแกการแกไข เยียวยาในภายหลัง ขอใหศาลปกครองมีคำพิพากษา หรื อ คำสั่ ง ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ถ อนบั น ทึ ก ข อ ตกลงของ คณะกรรมาธิการเขตแดนรวม ไทย - กัมพูชา ออกจาก การลงมติรับรองของรัฐสภา

(ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ไ ด น ำบั น ทึ ก ข อ ตกลงของ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๖๒/๒๕๕๔ คณะกรรมาธิการเขตแดนรวมไทย - กัมพูชา (MOU (ก) สรุปคำฟอง ๒๕๔๓ และ JBC) เสนอเพื่ อ ให รั ฐ สภาพิ จ ารณา ค ดี นี้ ผู ฟ อ ง ค ดี ฟ อ ง น า ย ก รั ฐ ม น ต รี เ ป น เห็ น ชอบในวั น ที่ ๒ พฤศจิ ก ายน ๒๕๕๓ เป น การ ผู ถู ก ฟ อ งคดี โดยฟ อ งว า ผู ฟ อ งคดี เ ป น นั ก วิ ช าการ ใช อ ำนาจทางบริ ห ารของรั ฐ โดยฝ า ยบริ ห ารตาม อิ ส ระและอุ ป นายกสมาคม บทบั ญ ญั ติ ข องรั ฐ ธรรมนู ญ นักโบราณคดีแหงประเทศไทย การใช อ ำนาจของฝ า ยบริ ห าร และเมื่ อ บทบั ญ ญั ติ มาตรา ผู ถู ก ฟ อ ง ค ดี ไ ด น ำ บั น ทึ ก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๑๙๐ ของรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ขอตกลงของคณะกรรมาธิการ ราชอาณาจักรไทย ไดกำหนด มิ ใ ช ก ารใช อ ำนาจทางปกครอง เขตแดนร ว มไทย - กั ม พู ช า กระบวนการตรวจสอบการ เขาเสนอตอรัฐสภา เพือ่ ใหลงมติ ตามกฎหมายหรื อ การดำเนิ น ใช อ ำนาจของฝ า ยบริ ห าร รับรองในวันที่ ๒ พฤศจิกายน กิจการทางปกครอง ใ น เรื่ อ ง ดั ง ก ล า ว โ ด ย ต อ ง ๒๕๕๓ บันทึกขอตกลงดังกลาว ผ า นการตรวจสอบและให มี ผ ลผู ก พั น กั บ ตำแหน ง ที่ ถู ก ต อ งของหลั ก เขตแดน ความเห็นชอบของรัฐสภาในฐานะฝายนิติบัญญัติกอน ไทย - กัมพูชา โดยจะมีการจัดทำหลักเขตแดนขึ้นใหม อันเปนการควบคุมทางการเมือง ตามหลักการปกครอง โดยคณะกรรมาธิการซึ่งไมมีนักโบราณคดีรวมอยูดวย ระบอบประชาธิ ป ไตยอั น มี พ ระมหากษั ต ริ ย ท รงเป น การตรวจสอบตำแหน ง ที่ ตั้ ง และบู ร ณะซ อ มแซม ประมุข การดำเนินการดังกลาวของผูถูกฟองคดีจึงเปน หลั ก เขตแดนซึ่งเปนโบราณสถานดังกลาวเปนหนาที่ กรณีของการใชอำนาจของฝายบริหารตามบทบัญญัติ ของฝายโบราณคดี ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน ของรัฐธรรมนูญ มิใชการใชอำนาจทางปกครองตาม โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุแ ละพิ พิ ธ ภั ณ ฑสถานแห ง ชาติ กฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ดังนั้น พ.ศ. ๒๕๐๔ การกระทำของผู ถู ก ฟ อ งคดี จึ ง ก อ คดีนี้จึงมิใชคดีพิพาทที่อยูในอำนาจพิจารณาพิพากษา ใหเกิดความเสียหายแกประชาชนทุกหมูเหลา สมาคม ของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของ นักโบราณคดีแหงประเทศไทย และประเทศชาติ และ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ การลงมติ ข องรั ฐ สภารั บ รองบั น ทึ ก ข อ ตกลงของ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ คณะกรรมาธิการเขตแดนรวมไทย - กัมพูชา ในวันที่ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เปนการกระทำทีข่ ดั ตอรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๒

119


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

รายงานการวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีปกครอง ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔

120

โดยที่ ม าตรา ๗๗ (๕) แห ง พระราชบั ญ ญั ติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บั ญ ญั ติ ใ ห ส ำนั ก งานศาลปกครองมี ห น า ที่ วิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี เพื่อเสนอแนะแนวทาง ปรั บ ปรุ ง วิ ธี ป ฏิ บั ติ ร าชการต อ หน ว ยงานของรั ฐ ที่เกี่ยวของ สำนักงานศาลปกครองจึงจัดทำรายงาน การวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีปกครอง โดยศึกษา วิ เ คราะห จ ากคำวิ นิ จ ฉั ย ของศาลปกครองสู ง สุ ด ในป พ.ศ. ๒๕๕๔ และไดคัดเลือกประเภทคดีที่มีปริมาณ การฟองจำนวนมาก รวมทั้งคดีที่อาจสงผลกระทบตอ ประชาชนเปนวงกวางมาเปนตัวอยางของการศึกษา วิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีจำนวน ๔ คดี ไดแก คดี ปกครองเกี่ ย วกั บ องค ก รวิ ช าชี พ (สั ต วแพทยสภา ออกคำสั่งลงโทษผูประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยกรณี โฆษณาความรู ค วามสามารถของตน) คดี ป กครอง เกี่ยวกับที่ดิน (เจาพนักงานที่ดินไมตรวจสอบลายมือชื่อ ของผูขอทำนิติกรรม) คดีปกครองเกี่ยวกับการพัสดุ (การออกคำสั่งยกเลิกการสอบราคาและการเผยแพร ประกาศสอบราคาโดยไม ช อบด ว ยกฎหมาย) คดี ปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ (การ ออกคำสั่ ง ย า ยข า ราชการครู ใ นตำแหน ง ผู บ ริ ห าร สถานศึ ก ษาโดยไม เ ป น ไปตามความประสงค ข อง ผูยื่นคำขอ) ทั้งนี้ สำนักงานศาลปกครองไดเรียบเรียง นำเสนอผลการศึ ก ษาประกอบด ว ยสาระสำคั ญ ๔ ส ว นด ว ยกั น คื อ สรุ ป ข อ เท็ จ จริ ง ในคดี สรุ ป คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด บทวิเคราะหเหตุ-

แหงการฟองคดี และขอเสนอแนะสำหรับหนวยงาน ทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ โดยในส ว นของ บทวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีนั้น พบวา เหตุแหง การฟ อ งคดี ที่ เ กิ ด ขึ้ น สื บ เนื่ อ งจากสาเหตุ ส ำคั ญ ๔ ประการ ได แ ก ๑) เหตุ แ ห ง การฟ อ งคดี อั น เกิ ด จาก ประชาชนโดยตรง ๒) เหตุแหงการฟองคดีอันเกิดจาก ระบบงานหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานของหนวยงาน ทางปกครอง ๓) เหตุ แ ห ง การฟ อ งคดี อั น เกิ ด จาก บทบัญญัติของกฎหมาย และ ๔) เหตุแหงการฟองคดี อันเกิดจากหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ ซึ่งจากผลการวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีดังกลาว สำนั ก งานศาลปกครองได พิ จ ารณาจั ด ทำข อ เสนอ แนะแนวทางแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในแตละคดี เพื่อให สวนราชการที่เกี่ยวของนำไปประกอบการพิจารณา ปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตอไป ซึ่งจะนำไปสูการลดขอพิพาทที่อาจขึ้นสูศาลปกครองได อีกทางหนึ่งดวย โดยรายละเอียดเกี่ยวกับการวิเคราะห เหตุแหงการฟองคดีดังกลาวนั้น มีดังตอไปนี้ ๑. เหตุแหงการฟองคดีอนั เกิดจากประชาชน โดยตรง ผู ป ระกอบวิ ช าชี พ การสั ต วแพทย ฟ อ ง ขอให ศ าลเพิ ก ถอนคำสั่ ง ของนายกสั ต วแพทยสภา ทีล่ งโทษวากลาวตักเตือนกรณีประพฤติผดิ จรรยาบรรณ แหงวิชาชีพการสัตวแพทยตามขอบังคับสัตวแพทยสภา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

วาดวยจรรยาบรรณแหงวิชาชีพการสัตวแพทย พ.ศ. ๒๕๔๖ ในหมวด ๔ วาดวยการโฆษณาการประกอบวิชาชีพ การสัตวแพทย๑ (ก) สรุปขอเท็จจริง ผูฟ อ งคดีเปนผูป ระกอบวิชาชีพการสัตวแพทย โดยเป น สั ต วแพทย ที่ ป รึ ก ษาแผนกโรคหั ว ใจประจำ โรงพยาบาลสัตวแหงหนึ่ง ไดใหสัมภาษณแกวารสาร ฉบั บ หนึ่ ง เกี่ ย วกั บ ความภู มิ ใจในวิ ช าชี พ สั ต วแพทย ซึง่ ตอมา ปรากฏบทความในวารสารฉบับดังกลาวเกีย่ วกับ เรื่องที่ผูฟองคดีใหสัมภาษณ โดยกลาวถึงการบำบัดโรค ใหแกสนุ ขั พันธุด ลั เมเชีย่ น ความตัง้ ใจเรียนเปนสัตวแพทย ผูเ ชีย่ วชาญทางดานโรคหัวใจในสุนขั และแมวโดยเฉพาะ รวมถึงการเรียนดานดังกลาววามีความยากแตทาทาย ความต อ งการรั ก ษาสั ต ว ใ ห ห ายจึ ง เรี ย นในระบบ ทางไกลด ว ยการติ ด ต อ มหาวิ ท ยาลั ย ที่ ป ระเทศ ออสเตรเลีย เมื่อเรียนจบมาแลวก็รักษาสุนัขและแมว ที่ ป ว ยเป น โรคหั ว ใจให ห ายได ถึ ง ไม ห ายขาดแต ก็ ลดความเจ็ บ ปวดทรมานของสั ต ว ไ ด แ ละยั ง ช ว ยให เจ า ของสั ต ว ส บายใจ พร อ มทั้ ง มี ภ าพผู ฟ อ งคดี ใ นชุ ด ปฏิ บั ติ ง านของโรงพยาบาลสั ต ว แ ห ง หนึ่ ง และข า ง ภาพถ า ยผู ฟ อ งคดี ไ ด ร ะบุ ชื่ อ ผู ฟ อ งคดี ว า สั ต วแพทย ผู เชี่ ย วชาญเฉพาะทางด า นโรคหั ว ใจ ปริ ญ ญาตรี คณะสัตวแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน Post Grad Foundation ประเทศออสเตรเลีย (การศึกษา ทางไกล) ทางด า นโรคหั ว ใจในสุ นั ข และแมว ต อ มา นายกสัตวแพทยสภา (ผูถูกฟองคดี) ไดมีคำสั่งลงโทษ วากลาวตักเตือนผูฟ อ งคดี กรณีเลขาธิการสัตวแพทยสภา กล า วโทษว า ผู ฟ อ งคดี ป ระพฤติ ผิ ด จรรยาบรรณ แหงวิชาชีพการสัตวแพทยตามขอบังคับสัตวแพทยสภา ว า ด ว ยจรรยาบรรณแห ง วิ ช าชี พ การสั ต วแพทยสภา พ.ศ. ๒๕๔๖ ในหมวด ๔ ว า ด ว ยการโฆษณาการ ประกอบวิ ช าชี พ การสั ต วแพทย เนื่ อ งจากบทความ ดังกลาวทำใหผูอานเขาใจไดวาผูฟองคดีเปนผูมีความรู ๑

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๖๕/๒๕๕๔

ความสามารถเชี่ ย วชาญในด า นโรคหั ว ใจของสุ นั ข และแมวโดยเฉพาะ อั น เป น ไปในทำนองโฆษณา คุ ณ วุ ฒิ ความรูความสามารถของตนเองโดยเผยแพร ในสื่อมวลชน อีกทั้ง การที่ผูฟองคดีซึ่งเปนผูประกอบ วิชาชีพการสัตวแพทยไดใหวารสารดังกลาวถายภาพ ขณะที่ตนสวมชุดสัตวแพทยซึ่งติดบัตรประจำตัวที่มี เครือ่ งหมายของโรงพยาบาลดังกลาว ยอมเปนการยินยอม ให ผู อื่ น โฆษณาการประกอบวิ ช าชี พ การสั ต วแพทย ผูฟองคดีเห็นวา คำสั่งของผูถูกฟองคดีดังกลาวไมชอบ ดวยกฎหมายและไมเปนธรรมตอผูฟองคดี เนื่องจาก หัวขอทีส่ มั ภาษณเปนเนือ้ หาเกีย่ วกับความภูมใิ จในวิชาชีพ ไมไดเปนการทำใหเสื่อมเสียตอวิชาชีพ และในขณะ สั ม ภาษณ ไ ม ไ ด มี ก ารกล า วถึ ง ความรู ค วามชำนาญ ในการประกอบวิชาชีพของผูฟองคดีวา เปนผูเชี่ยวชาญ หรือชำนาญเฉพาะทางดานโรคหัวใจในสุนัขและแมว แตอยางใด การที่ปรากฏบทความดานขางรูปภาพของ ผู ฟ อ งคดี ร ะบุ ว า ผู ฟ อ งคดี เ ป น ผู เชี่ ย วชาญเฉพาะ ทางดานโรคหัวใจในนิตยสารดังกลาว เปนการกระทำไป โดยพลการของผูเขียนบทความเอง และในบทความ ที่ปรากฏในวารสารดังกลาวไมมีขอความหรือภาพถาย ทีแ่ สดงใหเห็นวาเปนโรงพยาบาลสัตวแหงใด เครือ่ งหมาย ของโรงพยาบาลสั ต ว ที่ ป รากฏอยู ใ นบั ต รประจำตั ว สัตวแพทยติดอยูที่เสื้อของผูฟองคดีที่สวมใสในขณะ สัมภาษณกไ็ มอาจสังเกตเห็นได จึงไมใชการใหสมั ภาษณ เพื่อโฆษณาโรงพยาบาลสัตวแหงนั้นแตอยางใด และ โดยที่เปนการใหสัมภาษณในระหวางขณะปฏิบตั หิ นาที่ ผูฟองคดีจึงไมสามารถถอดเสื้อไดเนื่องจากเปนไปตาม ระเบี ย บของโรงพยาบาล ผู ฟ อ งคดี จึ ง นำคดี ม าฟ อ ง ขอใหศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษของผูถูกฟองคดี (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด การที่ผูฟองคดีซึ่งเปนผูประกอบวิชาชีพ การสั ต วแพทย ไ ม ไ ด ด ำเนิ น การเพื่ อ ให นั ก ข า วของ วารสารนำบทความที่ผูฟองคดีไดใหสัมภาษณเกี่ยวกับ 121


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยของตนเพื่อเผยแพร ลงในวารสารมาตรวจสอบก อ น ว า จะขั ด กั บ การ ประกอบวิ ช าชี พ ของตนหรื อ ไม ก อ นนำตี พิ ม พ เ พื่ อ เผยแพรตอสาธารณชน และการที่ผูฟองคดีใหนักขาว ถายภาพผูฟองคดีในขณะที่ผูฟองคดีสวมเสื้อสัตวแพทย ที่ มี เ ครื่ อ งหมายของโรงพยาบาลดั ง กล า วติ ด อยู เพื่อประกอบบทความ อันอาจนำไปใชในทางโฆษณา การประกอบวิชาชีพของตน แมจะมีขนาดเล็กที่ไมอาจ สังเกตได แตเมื่ออานบทความประกอบแลวยอมทราบ ไดวาเปนของโรงพยาบาลสัตวแหงใด ทั้งที่ผูฟองคดี อาจเพี ย งถอดเสื้ อ สั ต วแพทย ที่ มี ต ราสั ญ ลั ก ษณ ข อง โรงพยาบาลสัตวถงึ แมจะอยูใ นระหวางการปฏิบตั หิ นาที่ ก็ตามก็ยอมสามารถทำได การกระทำของผูฟองคดี จึ ง เป น การไม ร ะมั ด ระวั ง ตามวิ สั ย ที่ พึ ง มี เ พื่ อ ป อ งกั น มิใหมกี ารประกอบวิชาชีพของตนแพรออกไปในสือ่ มวลชน เปนไปในทำนองเผยแพรความรูความสามารถของตน จึงเปนการฝาฝนขอ ๒๔๒ ของขอบังคับแพทยสภาวา ด ว ยจรรยาบรรณแห ง วิ ช าชี พ การสั ต วแพทย พ.ศ. ๒๕๔๖ อีกทั้ง โทษวากลาวตักเตือนเปนโทษที่เบาที่สุด ตามที่กำหนดไวในมาตรา ๔๕๓ แหงพระราชบัญญัติ วิ ช าชี พ การสั ต วแพทย พ.ศ. ๒๕๔๕ ดั ง นั้ น คำสั่ ง ของนายกสั ต วแพทยสภาที่ ล งโทษว า กล า วตั ก เตื อ น ผูฟองคดีจึงชอบดวยกฎหมาย

ขอบังคับแพทยสภาวาดวยจรรยาบรรณแหงวิชาชีพการสัตวแพทย พ.ศ. ๒๕๔๖ ขอ ๒๔ ผูประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยตองระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี มิใหการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยของตนแพรออกไปใน สื่อมวลชนเปนไปในทำนองโฆษณาคุณวุฒิ ความรูความสามารถของตนหรือของผูอื่น ๓ พระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๕ เมื่อคณะกรรมการไดรับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแลว ใหคณะกรรมการพิจารณาสำนวน การสอบสวนและความเห็นดังกลาวโดยไมชักชา คณะกรรมการอาจใหคณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมกอนวินิจฉัยชี้ขาดก็ได คณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอยางใดอยางหนึ่งดังตอไปนี้ (๑) ยกขอกลาวหาหรือขอกลาวโทษ ในกรณีที่เห็นวาผูประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยมิไดกระทำผิดตามขอกลาวหาหรือขอกลาวโทษ หรือ (๒) ลงโทษอยางใดอยางหนึ่งดังตอไปนี้ ในกรณีที่เห็นวาผูประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยไดกระทำผิดจริงตามขอกลาวหาหรือขอกลาวโทษ (ก) วากลาวตักเตือน (ข) ภาคทัณฑ (ค) พักใชใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แตไมเกินสองป (ง) เพิกถอนใบอนุญาต ภายใตบังคับมาตรา ๒๘ คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตามมาตรานี้ ใหทำเปนคำสั่งสัตวแพทยสภาพรอมดวยเหตุผลของการวินิจฉัยชี้ขาด และใหถือเปนที่สุด ๒

122

(ค) บทวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี จากการศึ ก ษาวิ เ คราะห ข อ เท็ จ จริ ง ของ คดี นี้ พ บว า สาเหตุ เ กิ ด จากตั ว ของผู ฟ อ งคดี ซึ่ ง เป น ผูประกอบวิชาชีพการสัตวแพทยขาดความรูความเขาใจ ในขอบังคับแพทยสภาวาดวยจรรยาบรรณแหงวิชาชีพ การสัตวแพทยอันเปนอาชีพของตน คดีนแี้ มขอ เท็จจริงจะปรากฏตามคำวินจิ ฉัย ของศาลปกครองสูงสุดวา ผูฟองคดีซึ่งเปนผูประกอบ วิชาชีพการสัตวแพทยไมไดตรวจสอบบทความที่ผูฟอง คดีไดใหสัมภาษณกอนวาจะขัดกับการประกอบวิชาชีพ ของตนหรือไมกอ นนำตีพมิ พเพือ่ เผยแพรตอ สาธารณชน อันเปนการไมระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมีเพื่อปองกัน มิใหมกี ารประกอบวิชาชีพของตนแพรออกไปในสือ่ มวลชน เปนไปในทำนองเผยแพรความรูความสามารถของตน แต ห ากพิ จ ารณาถึ ง ประเด็ น ข อ ต อ สู ข องผู ฟ อ งคดี โดยตลอดแลว ผูฟองคดียังพยายามนำเสนอตอศาลวา ผูฟองคดีเห็นวาพฤติการณของผูฟองคดีไมนาจะถือวา เปนการกระทำผิดจรรยาบรรณแหงวิชาชีพการสัตวแพทย เนือ่ งจากขณะสัมภาษณไมไดกลาวถึงความรูค วามชำนาญ ในการประกอบวิชาชีพ การที่ปรากฏขอความดังกลาว ขางรูปภาพของผูฟองคดีเปนการกระทำโดยพลการ ของผู เขี ย นบทความ หรื อ การที่ ภ าพถ า ยเป น ภาพ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ผู ฟ อ งคดี ใ ส เ สื้ อ สั ต วแพทย แ ละมี เ ครื่ อ งหมาย ของโรงพยาบาลติ ด อยู เนื่ อ งจากขณะสั ม ภาษณ นั้ น ผู ฟ อ งคดี อ ยู ร ะหว า งปฏิ บั ติ ห น า ที่ ใ นโรงพยาบาล ซึ่งตามระเบียบของโรงพยาบาลตองแตงเครื่องแบบ จากขอเท็จจริงในประเด็นตางๆ ที่ผูฟองคดีพยายาม นำเสนอนั้ น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ล ว นใช ดุ ล พิ นิ จ วิ นิ จ ฉั ย ว า เป น กรณี เ ข า ข า ยเป น การยิ น ยอมให ผู อื่ น โฆษณา การประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย ดังนัน้ จึงอาจถือไดวา เหตุแหงการฟองคดีนี้ คือ การที่ผูฟองคดีขาดความรู ความเข า ใจในพฤติ ก ารณ อั น ถื อ เป น การกระทำผิ ด จรรยาบรรณแหงวิชาชีพของตน (ง) ขอเสนอแนะ เนื่องจากการพิจารณาวินิจฉัยวา กรณีใด ถือเปนการแพรออกไปในสื่อมวลชนเปนไปในทำนอง โฆษณาคุ ณ วุ ฒิ ความรู ค วามสามารถของตนหรื อ ของผู อื่ น เป น เรื่ อ งที่ ขึ้ น อยู กั บ ข อ เท็ จ จริ ง เป น รายกรณีและดุลพินิจของสัตวแพทยสภา (พิจารณา โดยคณะกรรมการสั ต วแพทยสภา) ซึ่ ง นั บ ตั้ ง แต มี การใชบังคับขอบังคับแพทยสภาวาดวยจรรยาบรรณ แหงวิชาชีพการสัตวแพทย พ.ศ. ๒๕๔๖ จนถึงปจจุบัน เชื่อวาคงมีกรณีที่ผานการวินิจฉัยของสัตวแพทยสภา แลวจำนวนหนึ่ง จึงสมควรที่สัตวแพทยสภาจะจัดใหมี คู มื อ หรื อ เอกสารเผยแพร แ ก ส มาชิ ก สั ต วแพทยสภา เพื่ อ เป น การประชาสั ม พั น ธ ใ ห ท ราบถึ ง การกระทำ ที่เขาขายถือวาเปนการแพรออกไปในสื่อมวลชนเปนไป ในทำนองโฆษณาคุณวุฒิ ความรูความสามารถของตน หรือของผูอื่น เพื่อเปนเอกสารอางอิงและเปนแนวทาง ใหสมาชิกสัตวแพทยสภาไดระมัดระวังในการกระทำ ทีอ่ าจถือวาเปนการโฆษณาดังกลาว ทัง้ นี้ สัตวแพทยสภา อาจพิจารณาเผยแพรขอ มูลดังกลาวผานทางสือ่ สารสนเทศ อื่นๆ ประกอบดวย

นอกจากการรวบรวมกรณีที่อาจเขาขาย เป น การโฆษณาเพื่ อ เผยแพร แ ล ว สั ต วแพทยสภา ยั ง อาจออกคำแนะนำหรื อ แนวปฏิ บั ติ ใ นการให สั ม ภาษณ สื่ อ มวลชนต อ สมาชิ ก สั ต วแพทยสภาว า หากมีการใหสัมภาษณ ผูใหสัมภาษณควรมีแนวทาง ดำเนินการอยางไร โดยเฉพาะอยางยิง่ การขอตรวจอาน ตนฉบับเอกสารกอนการเผยแพร โดยอาจแนะนำใหทำ หลักฐานการอนุญาตใหเผยแพรตนฉบับบทสัมภาษณ ใหชัดเจน เพื่อปองกันขอกลาวอางวา ผูใหสัมภาษณ ไม ไ ด ใ ห สั ม ภาษณ ต ามที่ มี ก ารนำลงในบทสั ม ภาษณ หรื อ การนำบทความดั ง กล า วไปเผยแพร เ ป น การ ดำเนิ น การโดยพลการของผู สั ม ภาษณ ดั ง เช น การ กลาวอางของผูฟองคดีในคดีนี้ ทั้ ง นี้ การดำเนิ น การตามข อ เสนอแนะ ข า งต น นอกจากจะเป น แนวทางการปฏิ บั ติ ใ นการ ให สั ม ภาษณ ข องผู ป ระกอบวิ ช าชี พ สั ต วแพทย แ ล ว ยั ง จะเป น แนวทางประกอบการใช ดุ ล พิ นิ จ วิ นิ จ ฉั ย ของคณะกรรมการสั ต วแพทยสภาในความผิ ด ฐาน ดังกลาววา หากมีกรณีอันเปนขอเท็จจริงในลักษณะ เชนเดียวกันนี้ จะไดรับการพิจารณาบนบรรทัดฐาน เดี ย วกั น กั บ สมาชิ ก สั ต วแพทยสภารายอื่ น อั น เป น หลั ก ประกั น ให แ ก บ รรดาสมาชิ ก สั ต วแพทยสภา ที่ถูกกลาวหาวากระทำผิดจรรยาบรรณแหงวิชาชีพ อนึง่ โดยที่ มาตรา ๔๖๔ แหงพระราชบัญญัติ วาดวยวิชาชีพสัตวแพทย พ.ศ. ๒๕๔๕ ไดบัญญัติไว โดยชัดแจงวา ใหเลขาธิการแจงคำสั่งสัตวแพทยสภา ตามมาตรา ๔๕ วรรคสี่ ไปยังผูถูกกลาวหาหรือผูถูก กล า วโทษทราบภายในสิ บ ห า วั น นั บ แต วั น ที่ มี ค ำสั่ ง ซึง่ ขอเท็จจริงตามคดีนี้ ผูฟ อ งคดีอา งวาการทีไ่ มแจงคำสัง่ สัตวแพทยสภาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกลาว ยอมเปนเหตุใหคำสั่งดังกลาวไมชอบ แมวาผลในทาง กฎหมายแล ว ความล า ช า ในการแจ ง คำสั่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น

พระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวแพทย พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๔๖ ใหเลขาธิการแจงคำสั่งสัตวแพทยสภาตามมาตรา ๔๕ วรรคสี่ ไปยังผูถูกกลาวหาหรือผูถูกกลาวโทษทราบภายในสิบหาวันนับแต วันที่มีคำสั่ง และใหบันทึกขอความตามคำสั่งนั้นไวในทะเบียนผูประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย หลักเกณฑและวิธีการแจงคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ๔

123


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ดั ง กล า วจะไม เ ป น เหตุ ท ำให ค ำสั่ ง นั้ น ไม ช อบตาม การกลาวอางของผูฟองคดี แตการแจงคำสั่งดังกลาว ก็ ค วรดำเนิ น การตามกรอบระยะเวลาของกฎหมาย เพื่อปองกันการกลาวอางเพื่อเปนเหตุสนับสนุนวาคำสั่ง สัตวแพทยสภาไมชอบดวยกฎหมายดังเชนคดีนี้ ๒. เหตุแหงการฟองคดีอนั เกิดจากระบบงาน หรือขัน้ ตอนการปฏิบตั งิ านของหนวยงานทางปกครอง ผู ฟ อ งคดี ฟ อ งขอให ศาลมี ค ำสั่ ง ให ก รมที่ ดิ น ชดใช ค า เสี ย หายกรณี เ จ า พนั ก งานที่ ดิ น ดำเนิ น การจดทะเบี ย นขายฝาก ที่ ดิ น พร อ มสิ่ ง ปลู ก สร า งในที่ ดิ น โดยไม ต รวจสอบลายมื อ ชื่ อ ของ ผูข อทำนิตกิ รรมขายฝากที่ดิน๕ (ก) สรุปขอเท็จจริง ผู ฟ อ งคดี ไ ด จ ดทะเบี ย นรั บ ซื้ อ ฝากที่ ดิ น โฉนดเลขที่ ๓๘๒๓๘ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๓๕๗ จากนาง ส. โดยโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงเปนสินสมรส ระหว า งนาย น. กั บ นาง ส. แต ต ามหลั ก ฐานมี ชื่ อ นาย น. เปนผูถ อื กรรมสิทธิใ์ นทีด่ นิ เพียงคนเดียว ในการ จดทะเบี ย นขายฝากทั้ ง สองครั้ ง พนั ก งานเจ า หน า ที่ ระดับ ๔ และนักวิชาการที่ดินระดับ ๖ สำนักงานที่ดิน จังหวัดเชียงรายเปนผูรับจดทะเบียนใหผูฟองคดี ตอมา นาย น. ไดเปนโจทกยื่นฟองนาง ส. และผูฟองคดีตอ ศาลจั ง หวั ด เชี ย งราย ขอให ศ าลเพิ ก ถอนนิ ติ ก รรม การขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงพรอมทั้งคืนโฉนดที่ดิน ทั้ ง สองฉบั บ ให โจทก เนื่ อ งจากโจทก ไ ม ไ ด เ ป น ผู ไ ป จดทะเบียนขายฝากที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางที่พิพาท และมิไดมอบอำนาจใหผูใดไปดำเนินการ ศาลจังหวัด เชียงรายมีคำพิพากษายกฟอง นาย น. ไดยื่นอุทธรณ คำพิพากษาศาลอุทธรณพิจารณาแลวเห็นวาลายมือชื่อ 124

๕

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๔๐/๒๕๕๔

ของนาย น. ทั้งกอนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุมีลักษณะ ลี ล า รู ป ร า ง เหมื อ นกั น มาโดยตลอด จะมี เ ฉพาะที่ ปรากฏในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเทานั้นที่แตกตาง และไม เ หมื อ นกั น อย า งเห็ น ชั ด โดยง า ย จึ ง เชื่ อ ได ว า ลายมือชื่อในชองผูขายฝากตามหนังสือสัญญาขายฝาก ทีด่ นิ ไมใชลายมือชือ่ ทีแ่ ทจริงของนาย น. จึงมีคำพิพากษา กลับคำพิพากษาศาลชัน้ ตน โดยใหเพิกถอนการขายฝาก ที่ดินพิพาทและใหผูฟองคดีคืนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ ใหนาย น. ผูฟองคดีเห็นวากรมที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) ได ก ระทำละเมิ ด ต อ ผู ฟ อ งคดี โดยรั บ จดทะเบี ย นขายฝากที่ ดิ น พร อ มสิ่ ง ปลู ก สร า งที่ พิ พ าทด ว ย ความประมาทเลินเลออยางรายแรง ไมใชความระมัดระวังอยางเพียงพอ ในการตรวจสอบลายมื อ ชื่ อ ของ ผู ม าขอทำนิ ติ ก รรมขายฝากกั บ ลายมื อ ชื่ อ ของนาย น. ที่ แ ท จ ริ ง ทั้ ง ที่ เจ า หน า ที่ ดั ง กล า วมี ค วามชำนาญในการตรวจ พิสูจนลายมือชื่อของผูขอทำนิติกรรม ทำใหผูฟองคดี ไดรับความเดือดรอนเสียหาย จึงไดฟองผูถูกฟองคดี ตอศาลจังหวัดเชียงราย และในระหวางที่คดีดังกลาว อยูในการพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงราย ผูฟองคดี ไดใหถอยคำตอคณะกรรมการตรวจสอบขอเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาทีว่ า การจดทะเบียน ขายฝากที่ ดิ น พิ พ าททั้ ง สองแปลง นาย น. ได ล งชื่ อ ในสัญญาขายฝากที่ดินและเอกสารตางๆ ดวยตนเอง ทั้ ง หมด ต อ มา ศาลจั ง หวั ด เชี ย งรายพิ จ ารณาแล ว เห็นวาเปนคดีที่อยูในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง เชียงใหมจึงสงความเห็นมายังศาลปกครองเชียงใหม ซึ่งศาลปกครองเชียงใหมเห็นพองดวยวา คดีดังกลาว อยูในเขตอำนาจของศาลปกครองเชียงใหม ศาลจังหวัด เชียงรายจึงมีคำสั่งจำหนายคดีออกจากสารบบความ ผู ฟ อ งคดี จึ ง นำคดี ม าฟ อ งต อ ศาลปกครองเชี ย งใหม ขอใหผูถูกฟองคดีชดใชคาเสียหายใหแกผูฟองคดี


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

(ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด มาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ ง ๖ แห ง ประมวล กฎหมายที่ดิน และขอ ๒๗ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ ใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ไดกำหนดให เจ า หน า ที่ มี อ ำนาจสอบสวนคู ก รณี แ ละตรวจสอบ เอกสารหลักฐานตามความจำเปนและใหดำเนินการ ไปตามสมควรแกกรณี ดังนัน้ ในการตรวจสอบลายมือชือ่ ของผูข อทำนิตกิ รรม เจาหนาทีจ่ งึ มีหนาทีเ่ พียงตรวจสอบ วาลายมือชื่อดังกลาวมีความคลายคลึงกับลายมือชื่อ ที่ปรากฏในเอกสารอื่นหรือไม โดยการตรวจสอบดวย สายตาตามธรรมดาเทาที่วิญูชนพึงกระทำไดเทานั้น การตรวจสอบลายมือชือ่ ดังกลาว เจาหนาทีผ่ ดู ำเนินการ จึ ง ไม อ ยู ใ นฐานะที่ เ ป น ผู ช ำนาญการในการตรวจ พิสูจนลายมือชื่อของผูขอทำนิติกรรม และกรณีการ ลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น ตามปกติบุคคลทั่วๆ ไป อาจลงลายมื อ ชื่ อ ที่ มี ลั ก ษณะแตกต า งจากชื่ อ และ นามสกุลจริงจนไมอาจที่จะเห็นไดวา บุคคลนั้นมีชื่อ หรือนามสกุลจริงเปนประการใด ซึ่งแตกตางจากกรณีที่ กำหนดให มี ก ารเขี ย นชื่ อ และนามสกุ ล ด ว ยลายมื อ ตั ว บรรจง หากมี ก ารเขี ย นพยั ญ ชนะหรื อ สระไม ต รง กั บ ชื่ อ และนามสกุ ล จริ ง ย อ มสั ง เกตเห็ น ได โ ดยง า ย เมื่อในกรณีนี้ตามคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และหนังสือสัญญาขายฝาก ไมไดกำหนดใหเขียนชื่อ และนามสกุลดวยตัวบรรจง คูกรณียอมลงลายมือชื่อ ซึ่งอาจไมตรงกับชื่อและนามสกุลจริงได สวนกรณีที่ ศาลอุทธรณเห็นวา ลายมือชือ่ ในหนังสือสัญญาขายฝาก ทั้งสองฉบับแตกตางและไมเหมือนกันอยางเห็นไดชัด

โดยงายเมือ่ เปรียบเทียบกับเอกสารอืน่ ๆ ของนาย น. นัน้ ที่ศาลอุทธรณมีคำวินิจฉัยในกรณีดังกลาว เปนเพราะ เหตุที่มีการฟองรองวามีการปลอมลายมือชื่อในหนังสือ สั ญ ญาขายฝาก ประเด็ น ว า มี ก ารปลอมลายมื อ ชื่ อ หรือไมจึงเปนประเด็นสำคัญของคดีที่ตองหยิบยกขึ้น วินิจฉัย แตการพิจารณาตรวจสอบลายมือชื่อนาย น. โดยเจ า หน า ที่ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี เ ป น เพี ย งขั้ น ตอน ในรายละเอี ย ดขั้ น ตอนหนึ่ ง ก อ นที่ จ ะรั บ จดทะเบี ย น ขายฝากและมิไดมผี ใู ดโตแยงคัดคานในเรือ่ งความถูกตอง ของลายมื อ ชื่ อ แต อ ย า งใด อี ก ทั้ ง ผู ฟ อ งคดี ก็ ไ ด ใ ห ถอยคำยืนยันและไดบนั ทึกเปนลายลักษณอกั ษรปรากฏ ที่ ด า นหลั ง หนั ง สื อ สั ญ ญาขายฝากที่ ดิ น ทั้ ง สองฉบั บ เปนเหตุใหเจาหนาที่ของผูถูกฟองคดีเชื่อวาคูสัญญา ที่มาในวันจดทะเบียนทั้งสองครั้งเปนคูสัญญาที่แทจริง และไม มี เ หตุ ใ ห เจ า หน า ที่ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ส งสั ย ว า มีการปลอมลายมือชือ่ ในหนังสือสัญญาขายฝากดังกลาว การตรวจสอบลายมือชื่อนาย น. ของเจาหนาที่ของ ผูถ กู ฟองคดีจงึ อยูบ นพืน้ ฐานทีแ่ ตกตางจากการพิจารณา ของศาลอุทธรณ ดังนั้น จึงถือไดวาในการดำเนินการ ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการจดทะเบียนขายฝาก ที่ ดิ น พร อ มสิ่ ง ปลู ก สร า งที่ พิ พ าททั้ ง สองครั้ ง ดั ง กล า ว เจาหนาที่ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ไ ด ด ำเนิ น การตามสมควร แกหนาทีแ่ ลว มิไดเปนการประมาทเลินเลอดังทีผ่ ฟู อ งคดี กล า วอ า ง เมื่ อ ข อ เท็ จ จริ ง รั บ ฟ ง ได เ ป น ที่ ยุ ติ ว า ในวั น จดทะเบียนผูฟองคดีไดยืนยันตอเจาหนาที่วาไดติดตอ กั บ เจ า ของที่ ดิ น โดยตรง เป น เหตุ ใ ห เจ า หน า ที่ ข อง ผู ถู ก ฟ อ งคดี เชื่ อ ว า บุ ค คลที่ ม าในวั น จดทะเบี ย นคื อ คู สั ญ ญาที่ แ ท จ ริ ง และได จ ดทะเบี ย นให ต ามคำขอ

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๔ ในการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของพนักงานเจาหนาที่ ตามมาตรา ๗๑ ใหพนักงานเจาหนาที่มีอำนาจสอบสวน คูกรณี และเรียกบุคคลที่เกี่ยวของมาใหถอยคำ หรือสงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของไดตามความจำเปน แลวใหพนักงานเจาหนาที่ดำเนินการไปตามควร แกกรณี ฯลฯ ฯลฯ ๗ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ขอ ๒ กอนทำการจดทะเบียนใหพนักงานเจาหนาที่สอบสวนในเรื่องดังตอไปนี้ดวยคือ (๑) สิทธิและความสามารถของบุคคลรวมตลอดถึงความสมบูรณแหงนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย (๒) ขอกำหนดสิทธิในที่ดินและการคาที่ดิน หรือการหลีกเลี่ยงกฎหมาย เชน การไดมาซึ่งที่ดินเพื่อประโยชนแกคนตางดาว ๖

125


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ประกอบกับผูฟองคดีไดเบิกความในคดีที่ยื่นฟองตอ ศาลจังหวัดเชียงราย และใหถอยคำตอคณะกรรมการ ตรวจสอบข อ เท็ จ จริ ง ความรั บ ผิ ด ทางละเมิ ด ของ เจาหนาที่วา นาย น. ไดมาลงชื่อในสัญญาและเอกสาร ตางๆ ดวยตนเองในวันจดทะเบียนทั้งสองครั้ง ดังนั้น ผูฟองคดีจึงไมอาจกลาวอางในภายหลังไดวาที่ผูฟองคดี ไดเบิกความยืนยันวานาย น. เปนบุคคลทีไ่ ดไปจดทะเบียน ขายฝากที่ ดิ น ด ว ยตนเองทั้ ง สองครั้ ง นั้ น เป น เพราะ ผู ฟ อ งคดี เชื่ อ โดยสุ จ ริ ต ว า เจ า หน า ที่ ข องผู ถู ก ฟ อ งคดี ปฏิบัติหนาที่ดวยความละเอียดรอบคอบดีแลว อันเปน การผลักภาระในการตรวจสอบทั้งหมดใหกับเจาหนาที่ ของผูถูกฟองคดี ทั้งๆ ที่ผูฟองคดีเปนผูรับซื้อฝากที่ดิน ตองจายเงินจำนวนมากเปนคารับซื้อฝากที่ดินและได ติดตอกับเจาของที่ดินกอนมาดำเนินการจดทะเบียน ขายฝาก ซึ่งตามปกติวิญูชนนาจะรูจักเจาของที่ดิน ทีน่ ำมาขายฝากตามสมควร สวนเจาหนาทีข่ องผูถ กู ฟอง คดี มิ ไ ด รู จั ก คุ น เคยกั บ เจ า ของที่ ดิ น ที่ น ำมาขายฝาก แตอยางใด ขอกลาวอางของผูฟองคดีดังกลาวจึงไมมี เหตุผลที่จะรับฟงได พิพากษายกฟอง

126

(ค) บทวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี จากการศึ ก ษาวิ เ คราะห ข อ เท็ จ จริ ง ของ คดีนพี้ บวา เหตุแหงการฟองคดีเกิดจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ ประชาชนเขาใจอำนาจหนาทีห่ รือบทบาทของเจาหนาที่ ของรัฐคลาดเคลือ่ น และระบบการตรวจสอบขอเท็จจริง เกี่ ย วกั บ การเป น เจ า ของหรื อ ผู ค รอบครองโดยชอบ ในที่ดินของหนวยงานทางปกครองไมมีประสิทธิภาพ เท า ที่ ค วรเมื่ อ เปรี ย บเที ย บกั บ ความเจริ ญ ก า วหน า ทางเทคโนโลยีในปจจุบัน โดยมีรายละเอียดแหงการ พิจารณาตามบทวิเคราะหตอไปนี้ ๑) คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี ซึ่ ง เป น ผู รั บ ซื้ อ ฝาก ที่ดินพิพาทมีความประสงคจะไดรับเงินคาเสียหายจาก การทีศ่ าลยุตธิ รรมไดมคี ำพิพากษาใหเพิกถอนการขายฝาก ที่ ดิ น พิ พ าทและให ผู ฟ อ งคดี คื น โฉนดที่ ดิ น พิ พ าท ใหเจาของที่ดินที่แทจริง ดวยเหตุผูที่นำโฉนดที่ดินมา จดทะเบี ย นขายฝากที่ ดิ น พิ พ าทให แ ก ผู ฟ อ งคดี ไ ม ใช

เจ า ของที่ ดิ น ตั ว จริ ง และมิ ไ ด ม อบอำนาจให ผู ใ ดไป ดำเนินการดังกลาวแทน ซึ่งผูฟองคดีเห็นวา เจาหนาที่ ของกรมที่ ดิ น ควรต อ งรั บ ผิ ด ชอบชดใช ค า เสี ย หาย ในกรณีดังกลาวใหแกผูฟองคดี ดวยเห็นวาเจาหนาที่ ของกรมที่ดินกระทำละเมิดในการปฏิบตั หิ นาที่ โดยรับ จดทะเบียนขายฝากที่ ดิ น พร อ มสิ่ ง ปลู ก สร า งที่ พิ พ าท ดวยความประมาทเลินเลออยางรายแรง ไมใชความ ระมัดระวังอยางเพียงพอในการตรวจสอบลายมือชื่อ ของผู ม าขอทำนิ ติ ก รรมขายฝากกั บ ลายมื อ ชื่ อ ของเจ า ของที่ ดิ น ที่ แ ท จ ริ ง ทั้ ง ที่ เจ า หน า ที่ ดั ง กล า ว มี ค วามชำนาญในการตรวจพิ สู จ น ล ายมื อ ชื่ อ ของ ผูขอทำนิติกรรม ในเรื่ อ งนี้ หากฟ ง ว า ผู ฟ อ งคดี เ ข า ใจ โดยสุ จ ริ ต ว า เจ า หน า ที่ ข องกรมที่ ดิ น มี ห น า ที่ ต อ ง ตรวจสอบอยางละเอียดเนื่องจากเจาหนาที่ดังกลาว ต อ งเป น ผู เชี่ ย วชาญในการตรวจพิ สู จ น ล ายมื อ ชื่ อ ผู ข อทำนิ ติ ก รรม ทั้ ง ที่ ตามมาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน และขอ ๒ ของยุทธศาสตร ตามแผนงานและโครงการยุ ท ธศาสตร ต ามแผนงาน และโครงการที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ไดกำหนดใหเจาหนาที่ มีอำนาจสอบสวนคูก รณีและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ตามความจำเปนและใหดำเนินการไปตามสมควรแก กรณีเทานั้น ซึ่งศาลปกครองสูงสุดไดวินิจฉัยวา โดยผล ของขอกฎหมายดังกลาว ในการตรวจสอบลายมือชื่อ ของผูข อทำนิตกิ รรม เจาหนาทีม่ หี นาทีเ่ พียงตรวจสอบวา ลายมือชือ่ ดังกลาวมีความคลายคลึงกับลายมือชือ่ ทีป่ รากฏ ในเอกสารอื่นหรือไม โดยการตรวจสอบดวยสายตา ตามธรรมดาเทาทีว่ ญ ิ ูชนพึงกระทำไดเทานัน้ เจาหนาที่ ผู ด ำเนิ น การจดทะเบี ย นสิ ท ธิ แ ละนิ ติ ก รรมหาอยู ใ น ฐานะที่เปนผูชำนาญการในการตรวจพิสูจนลายมือชื่อ ของผู ข อทำนิ ติ ก รรมดั ง ที่ ผู ฟ อ งคดี เข า ใจไม ดั ง นั้ น ผลการวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีประการหนึง่ จึงเห็นวา ผู ฟ อ งคดี ใ นฐานะประชาชนเข า ใจอำนาจหน า ที่ ห รื อ บทบาทของเจาหนาที่ของกรมที่ดินคลาดเคลื่อน ๒) แมวา ผลของคำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดคดีนี้ ศาลจะวินิจฉัยวาหนวยงานทางปกครอง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

หรือเจาหนาที่ของรัฐไมไดกระทำละเมิดตอผูฟองคดี ก็ตาม แตหากพิจารณาตอไปถึงเหตุที่ทำใหเจาหนาที่ ของรั ฐ รั บ จดทะเบี ย นขายฝากจนเป น เหตุ ใ ห เ กิ ด ขอพิพาทอันนำมาสูการฟองคดีทั้งตอศาลยุติธรรมและ ศาลปกครอง จะพบวาการทีเ่ จาหนาทีร่ บั จดทะเบียนให เนื่องจากเขาใจวาผูมายื่นขอจดทะเบียนขายฝากเปน เจ า ของที่ ดิ น ที่ แ ท จ ริ ง ซึ่ ง แสดงให เ ห็ น ว า ในการรั บ จดทะเบี ย นของเจ า พนั ก งานที่ ดิ น ยั ง คงมี ป ญ หาใน เรื่องการพิสูจนขอเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งยังคงใช การเปรียบเทียบลายมือชื่อโดยบุคคล คือ เจาหนาที่ เปนสำคัญอยู ดังนั้น หากไดมีการปรับปรุงระบบการ ตรวจสอบขอเท็จจริงเกีย่ วกับตัวบุคคลใหมปี ระสิทธิภาพ มากกว า นี้ เช น ให เจ า หน า ที่ ที่ รั บ จดทะเบี ย นเพิ่ ม ความละเอี ย ดรอบคอบในการตรวจสอบข อ เท็ จ จริ ง ตัวบุคคลเจาของที่ดิน การสอบทานโดยสอบถามขอมูล บุ ค คลผู เ ป น เจ า ของที่ ดิ น เช น วั น เดื อ นป เ กิ ด ที่ ตั้ ง ของที่ดิน การทำประโยชนในที่ดิน เปนตน ปญหาเรื่อง การแอบอางเปนเจาของทีด่ นิ แลวนำหลักฐานทางทะเบียน มาขอจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่นาจะลดลงได อยางไรก็ดี โดยทีร่ ะบบการตรวจสอบขอเท็จจริงเกี่ยวกับ การเปนเจาของหรือผูค รอบครองโดยชอบดวยกฎหมาย ของกรมที่ ดิ น ได ก ำหนดให เจ า หน า ที่ มี ห น า ที่ เ พี ย ง ตรวจสอบวาลายมือชื่อดังกลาวมีความคลายคลึงกับ ลายมือชือ่ ทีป่ รากฏในเอกสารอืน่ หรือไม โดยการตรวจสอบ ดวยสายตาธรรมดาเทาที่วิญูชนพึงกระทำไดเทานั้น ก็ตาม แตโดยที่ปญหานี้เคยเกิดอยูเสมอดังที่ปรากฏ จำนวนการฟองคดีตอศาลซึ่งมีเปนจำนวนมาก ดังนั้น หากประสงค ใ ห ก ารหลอกลวงในลั ก ษณะนี้ ล ดลง กรมที่ ดิ น จำเป น ต อ งใช ค วามระมั ด ระวั ง เพิ่ ม ขึ้ น ใน การพิสูจนความเปนเจาของที่ดินโดยอาจพิจารณาเลือก วิธกี ารทีม่ ปี ระสิทธิภาพมากขึน้ โดยเฉพาะความเปนไปได ในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหมมาใช แมวาอาจเปนการดำเนินการที่ตองใชงบประมาณมาก แตโดยที่การดำเนินการแกไขทางทะเบียนหนวยงาน ทางปกครองที่รับผิดชอบมีอำนาจตามกฎหมายที่จะ เรียกเก็บคาธรรมเนียมการดำเนินการได หนวยงาน

ที่เกี่ยวของจึงสมควรพิจารณาจัดสรรเงินรายไดจาก การดำเนิ น การดั ง กล า วไปพั ฒ นาระบบการพิ สู จ น ความเป น เจ า ของที่ ดิ น ให มี ค วามรั ด กุ ม ยิ่ ง ขึ้ น เช น การสแกนลายพิ ม พ นิ้ ว มื อ เพื่ อ เปรี ย บเที ย บ เป น ต น เนือ่ งจากลายพิมพนวิ้ มือไมอาจเปลีย่ นแปลงไดตลอดชีวติ ซึ่งแตกตางจากการลงลายมือชื่อที่อาจเปลี่ยนแปลงได ตามกาลเวลา ป ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น ตามคดี นี้ น า จะลดลง ซึง่ ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหมเกีย่ วกับการจัดเก็บขอมูล มาใชนี้ ไมจำเปนตองอาศัยความสามารถของเจาหนาที่ ของรัฐทีอ่ ยูใ นระดับทีม่ คี วามชำนาญมากกวาบุคคลทัว่ ไป ในการดำเนินการแตอยางใด อนึ่ง หากพิจารณาถึง ความคุม ทุนในการดำเนินการ การทีป่ ลอยใหเกิดชองวาง ในการกระทำการโดยฉ อ ฉลดั ง เช น กรณี ที่ เ กิ ด ขึ้ น นี้ หากเกิดขึน้ ไดงา ยและมีการกระทำเชนนีเ้ ปนจำนวนมาก ย อ มมี ผ ลกระทบต อ ภาพรวมทางเศรษฐกิ จ และ ความน า เชื่ อ ถื อ ของธุ ร กิ จ เกี่ ย วกั บ ที่ ดิ น ได ดั ง นั้ น การออกแบบระบบการตรวจสอบบุคคลทีม่ ปี ระสิทธิภาพ ในเรือ่ งนี้ ยอมเห็นไดวา จะเปนประโยชนทงั้ ในทางสังคม และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม (ง) ขอเสนอแนะ ๑) ใ น ข ณ ะ ที่ ยั ง ไ ม มี ก า ร น ำ ร ะ บ บ เทคโนโลยี ส มั ย ใหม ม าใช เ พื่ อ ช ว ยในการพิ สู จ น ความเป น เจ า ของหรื อ ผู ค รอบครองที่ ดิ น ที่ แ ท จ ริ ง หากเกิ ด ป ญ หาในทำนองเดี ย วกั น นี้ กรมที่ ดิ น ควร ให ค ำแนะนำแก ผู รั บ จำนองถึ ง การใช สิ ท ธิ เรี ย กร อ ง คาเสียหายแกผูกระทำละเมิดที่แทจริง ไดแก ผูขายฝาก ทั้งนี้ กรมที่ดินอาจแจงเวียนคำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดคดีนี้ไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสำนักงาน ที่ดินจังหวัดสาขา เพื่อใชในการอางอิงประกอบการ ชี้แจงตอผูเสียหายดังกลาว ๒) แมศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัย ในคดีนี้วา กรณีไมอาจถือวากรมที่ดินกระทำละเมิด ด ว ยเหตุ ผ ลตามที่ ป รากฏในคำพิ พ ากษาคดี นี้ แต กรมที่ ดิ น ควรมี ห นั ง สื อ แจ ง เวี ย นกำชั บ ให ผู มี อ ำนาจ หน า ที่ ใ นการรั บ จดทะเบี ย นแก ไ ขทะเบี ย นที่ ดิ น

127


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

เพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบขอเท็จจริง และ หลักฐานตางๆ เกีย่ วกับการเปนเจาของหรือผูค รอบครอง ที่ดินที่แทจริงโดยถี่ถวน รวมถึงกรณีการมอบอำนาจ ให ด ำเนิ น การแทน เพื่ อ ไม ใ ห เ กิ ด ความเสี ย หายโดย ไม จ ำเป น แก ป ระชาชนผู สุ จ ริ ต โดยหากมี ข อ สงสั ย แมเพียงเล็กนอย ก็ควรไดดำเนินการตรวจสอบขอเท็จจริง เพิ่มเติมดวยวิธีการตางๆ เทาที่จะสามารถกระทำได เพือ่ การตรวจสอบและปองกันการทุจริตในการจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรมในที่ดิน ๓) กรมที่ดินควรศึกษาความเปนไปได ถึ ง การนำเทคโนโลยี ส มั ย ใหม ม าใช เช น การสแกน ลายพิมพนิ้วมือเจาของหรือผูครอบครองที่ดินไวเปน ฐานขอมูลแทนการลงลายมือชื่อ เพื่อใชเปรียบเทียบ กับผูมาจดทะเบียนที่ดินดวยคอมพิวเตอร เนื่องจาก มีความแมนยำกวาการเปรียบเทียบลายมือชือ่ ดวยบุคคล โดยหากมีขอ จำกัดทางงบประมาณ อาจทยอยนำระบบ สารสนเทศดังกลาวมาใชในสำนักงานที่ดินจังหวัดหรือ สำนั ก งานที่ ดิ น จั ง หวั ด สาขาเพิ่ ม ขึ้ น เรื่ อ ยๆ จนกว า จะครบทุ ก แห ง ทั้ ง นี้ อาจเริ่ ม ต น จากพื้ น ที่ ที่ มี ก าร จดทะเบียนเปนจำนวนมากกอน ๓. เหตุแหงการฟองคดีอนั เกิดจากบทบัญญัติ ของกฎหมาย ผูเขารวมเสนอราคาฟองขอใหหนวยงาน ทางปกครองชดใชคาเสียหายจากการออกคำสั่งยกเลิก การสอบราคาโดยไมชอบดวยกฎหมาย และการเผยแพร ประกาศสอบราคาโดยไมถูกตองตามระเบียบวาดวย การพัสดุ๘ (ก) สรุปขอเท็จจริง นายชางแขวงการทางแมฮอ งสอน (ผูถ กู ฟอง คดีที่ ๒) ประกาศสอบราคาซื้อพัสดุ (หินขนาดตางๆ) จำนวน ๓ ฉบับ โดยปดประกาศสอบราคาดังกลาวไวที่ สำนักงานของแขวงการทางแมฮองสอน (ผูถูกฟองคดี 128

๘

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๔๘/๒๕๕๔

ที่ ๑) และจัดสงประกาศสอบราคาซื้อพัสดุทั้ง ๓ ฉบับ ใหแกผูประกอบการที่เกี่ยวของจำนวน ๓ ราย ไดแก บริษทั ร. หางหุน สวนจำกัด ท. และหางหุน สวนจำกัด ป. โดยไมไดสงใหแกผูฟองคดี ตอมา ผูฟองคดีไดเขารวม ยืน่ ซองเสนอราคาตามประกาศสอบราคาทัง้ ๓ ฉบับขางตน แตคณะกรรมการเปดซองสอบราคา (ผูถูกฟองคดีที่ ๓) ไดเปดซองเสนอราคาและตรวจสอบเอกสารของผูฟ อ งคดี แลวพบวา สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิตบิ คุ คล และสำเนาใบทะเบี ย นภาษี มู ล ค า เพิ่ ม ที่ ผู ฟ อ งคดี ใช เป น หลั ก ฐานประกอบการเสนอราคาไม มี ผู รั บ รอง สำเนาถู ก ต อ งและไม ค รบถ ว น จึ ง ไม พิ จ ารณาราคา ของผูฟองคดี และเนื่องจากมีผูฟองคดีเปนผูเสนอราคา เพียงรายเดียว ทำใหไมมีการแขงขันการเสนอราคา จึ ง เสนอความเห็ น ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ยกเลิ ก การ สอบราคา ซึ่งผูถูกฟองคดีที่ ๒ เห็นชอบตามความเห็น ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓ จึ ง ได อ าศั ย ข อ สงวนสิ ท ธิ ต าม ขอกำหนดทายประกาศสอบราคาทัง้ ๓ ฉบับ ขอ ๕.๓.๕ ที่กำหนดวา “กรมทรงไวซึ่งสิทธิที่จะไมรับราคาต่ำสุด หรื อ ราคาหนึ่ ง ราคาใดที่ เ สนอทั้ ง หมดก็ ไ ด และอาจ พิ จ ารณาเลื อ กซื้ อ ในจำนวนหรื อ ขนาดหรื อ เฉพาะ รายการหนึ่งรายการใด หรืออาจจะยกเลิกการสอบ ราคาโดยไม พิ จ ารณาซื้ อ เลยก็ ไ ด สุ ด แต จ ะพิ จ ารณา ทั้ ง นี้ เพื่ อ ประโยชน ข องทางราชการเป น สำคั ญ ...” ออกประกาศยกเลิกประกาศสอบราคาซื้อพัสดุพิพาท ทั้ง ๓ ฉบับ และไดสงประกาศยกเลิกการสอบราคา ดังกลาวไปใหแขวงการทางที่เกี่ยวของเพื่อดำเนินการ ปดประกาศตอไป แตเจาหนาที่ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ หลงลื ม ไม ไ ด ส ง ประกาศยกเลิ ก การสอบราคาให แ ก ผูฟ อ งคดีในวันทีม่ ปี ระกาศนัน้ แตไดนำสงใหในภายหลัง ตอมา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดประกาศสอบราคาซื้อพัสดุ ครั้งใหมซึ่งเปนรายการและจำนวนเดียวกันกับประกาศ สอบราคาครั้งเดิม โดยไดสงประกาศสอบราคาครั้งใหม นีใ้ หแกผปู ระกอบการทีเ่ กีย่ วของจำนวน ๓ รายเชนเดิม ไดแก บริษัท ร. หางหุนสวนจำกัด ช. และหางหุนสวน จำกัด ป. ซึง่ ในการประกาศสอบราคาครัง้ ใหมนี้ ผูฟ อ งคดี


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ไมไดยื่นซองเสนอราคา ผลการสอบราคาปรากฏวา ผูช นะการสอบราคาเสนอราคาต่ำกวาวงเงินงบประมาณ และต่ำกวาราคาทีผ่ ฟู อ งคดีเสนอตามประกาศสอบราคา ครั้งกอน ผูฟองคดีเห็นวาการที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ยกเลิก การสอบราคาตามความเห็ น ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓ เป น การดำเนิ น การโดยไม ถู ก ต อ งตามข อ ๔๒ และ ข อ ๔๓ ของระเบี ย บสำนั ก นายกรั ฐ มนตรี ว า ด ว ย การพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องจากบทบัญญัติดังกลาว ไมไดหา มมิใหพจิ ารณาราคากรณีทมี่ ผี ยู นื่ ซองเสนอราคา เพี ย งรายเดี ย วในการจั ด ซื้ อ โดยวิ ธี ส อบราคา อี ก ทั้ ง ผูถูกฟองคดีที่ ๓ ยังมีสิทธิตอรองราคาของผูฟองคดี ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ดวนมาก ที่ สร.๐๒๐๓/ว ๘๐ ลงวันที่ ๘ มิ ถุ น ายน ๒๕๒๑ กำหนดแนวทางไม ใ ห ตั ด สิ ท ธิ ผูเสนอราคารายที่ผิดเงื่อนไขในขอที่มิใชสาระสำคัญ การยกเลิกการสอบราคาของผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงเปน การใชดลุ พินจิ โดยไมชอบ นอกจากนี้ การทีผ่ ถู กู ฟองคดี ที่ ๑ ไม แจ ง ผลการสอบราคาให แ ก ผู ฟ อ งคดี ท ราบ รวมทั้งไมจัดสงประกาศจัดซื้อจัดจางใหแกผูฟองคดี แต จั ด ส ง ให แ ก ผู ป ระกอบการรายอื่ น ทั้ ง ที่ ผู ฟ อ งคดี ได มี ห นั ง สื อ ร อ งขอข อ มู ล ดั ง กล า วมาโดยตลอด

เปนการกระทำโดยมีเจตนาขัดขวาง กลั่นแกลง ไมให ผูฟองคดีไดรับความสะดวกรวดเร็วในการรับรูขอมูล ข า วสารการจั ด ซื้ อ จั ด จ า ง และมี เจตนากี ด กั น ไม ใ ห ผูฟ อ งคดีไดมโี อกาสเขารวมเสนอราคา ผูฟ อ งคดีจงึ นำคดี มาฟองตอศาล ขอใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ ชดใชคาเสียหาย พรอมดอกเบี้ยจากการยกเลิกการสอบราคา รวมทั้ง ใหดำเนินการจัดสงเอกสารเผยแพรการจัดซื้อจัดจาง ในครั้งตอๆ ไปใหแกผูฟองคดีดวย (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ในการดำเนิ น การสอบราคากรณี ที่ มี ผูเสนอราคาเพียงรายเดียว นั้น ระเบียบสำนักนายก รั ฐ มนตรี ว า ด ว ยการพั ส ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดให คณะกรรมการเปดซองสอบราคาพิจารณาคัดเลือกพัสดุ หรื อ งานจ า งของผู เ สนอราคารายนั้ น ที่ มี คุ ณ สมบั ติ ถูกตองตามเงื่อนไขในเอกสารสอบราคา มีคุณภาพและ คุณสมบัติเปนประโยชนตอทางราชการ และเสนอราคา ต่ำสุดทั้งนี้ ตามขอ ๔๒ (๓)๙ และ (๔)๑๐ ประกอบกับ ขอ ๔๓ (๑)๑๑ ของระเบียบฉบับดังกลาว ดังนั้นเมื่อ ข อ เท็ จ จริ ง ปรากฏว า ผู ฟ อ งคดี ยื่ น เอกสารหลั ก ฐาน โดยไมถกู ตองครบถวนตามขอกำหนดในเอกสารสอบราคา

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๔๒ คณะกรรมการเปดซองสอบราคามีหนาที่ดังนี้ ฯลฯ ฯลฯ (๒) ตรวจสอบคุณสมบัติของผูเสนอราคา ใบเสนอราคา แคตตาล็อก หรือแบบรูปและรายการละเอียด แลวคัดเลือกผูเสนอราคาที่ถูกตอง ตามเงื่อนไขในเอกสารสอบราคา (๓) พิจารณาคัดเลือกพัสดุหรืองานจางของผูเสนอราคาที่ถูกตองตาม (๒) ที่มีคุณภาพและคุณสมบัติเปนประโยชนตอทางราชการ และเสนอ ใหซื้อหรือจางจากรายที่คัดเลือกไวแลว ซึ่งเสนอราคาต่ำสุด ในกรณีที่ผูเสนอราคาต่ำสุดดังกลาวไมยอมเขาทำสัญญาหรือขอตกลงกับสวนราชการในเวลาที่กำหนดตามเอกสารสอบราคา ให คณะกรรมการพิจารณาจากผูเสนอราคาต่ำรายถัดไปตามลำดับ ถามีผูเสนอราคาเทากันหลายราย ใหเรียกผูเสนอราคาดังกลาวมาขอใหเสนอราคาใหมพรอมกันดวยวิธียื่นซองเสนอราคา ถาปรากฏวาราคาของผูเสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจางสูงกวาวงเงินที่จะซื้อหรือจาง ใหคณะกรรมการเปดซอง สอบราคาดำเนินการตามขอ ๔๓ (๔) ในกรณีที่มีผูเสนอราคาถูกตองตรงตามรายการละเอียดและเงื่อนไขที่กำหนดไวในเอกสารสอบราคาเพียงรายเดียว ใหคณะกรรมการ ดำเนินการตาม (๓) โดยอนุโลม ฯลฯ ฯลฯ ขอ ๔๓ การซื้อหรือการจางโดยวิธีสอบราคาที่ปรากฏวาราคาของผูเสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจางยังสูงกวาวงเงิน ที่จะซื้อหรือจางตามขอ ๒๗ (๔) หรือขอ ๒๘ (๕) แลวแตกรณี ใหคณะกรรมการดำเนินการตามลำดับดังนี้ (๑) เรียกผูเสนอราคารายนั้นมาตอรองราคาใหต่ำสุดเทาที่จะทำได หากผูเสนอราคารายนั้นยอมลดราคาแลว ราคาที่เสนอใหมไมสูงกวาวงเงิน ที่จะซื้อหรือจาง หรือสูงกวา แตสวนที่สูงกวานั้นไมเกินรอยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจางหรือตอรองราคาแลวไมยอมลดราคาลงอีก แตสวนที่สูงกวา เงินทีจ่ ะซือ้ หรือจางนัน้ ไมเกินรอยละสิบของวงเงินทีจ่ ะซือ้ หรือจาง ถาเห็นวาราคาดังกลาวเปนราคาทีเ่ หมาะสม ก็ใหเสนอซือ้ หรือจางจากผูเ สนอราคารายนัน้ ฯลฯ ฯลฯ 129 ๙ - ๑๒


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

130

กลาวคือ สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน หางหุนสวนบริษัทและสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลคาเพิ่ม ที่ ผู ฟ อ งคดี ใช เ ป น หลั ก ฐานประกอบการเสนอราคา ไมมีผูรับรองสำเนาถูกตอง รวมทั้งผูฟองคดีไมไดยื่น สำเนาเอกสารแนบทายหนังสือรับรองการจดทะเบียน นิติบุคคลที่ระบุวัตถุประสงคของ ห า งหุ น ส ว นจำกั ด ซึ่ ง เป น ส ว นที่ แสดงให เ ห็ น ได ว า ผู ฟ อ งคดี เ ป น ผูมีคุณสมบัติถูกตองตามประกาศ สอบราคาหรือไม การที่ผูถูกฟอง คดี ที่ ๓ ไม พิ จ ารณาราคาของ ผูฟองคดีและไมตอรองราคาของ ผูฟองคดีที่เสนอราคาสูงกวาวงเงิน ที่ จ ะซื้ อ จึ ง ไม เ ป น การกระทำที่ ไมชอบดวยขอ ๔๒ (๓) และ (๔) ประกอบกับขอ ๔๓ (๑) ของระเบียบฉบับขางตนแตอยางใด นอกจากนี้ ขอกำหนดในเอกสารสอบราคาไดกำหนดไววา หาก ผู เ สนอราคารายใดมี คุ ณ สมบั ติ ไ ม ถู ก ต อ ง หรื อ ยื่ น หลักฐานไมถกู ตองหรือไมครบถวน หรือยืน่ ซองสอบราคา ไม ถู ก ต อ งแล ว คณะกรรมการเป ด ซองสอบราคาจะ ไมพิจารณาราคาของผูเสนอราคารายนั้น เวนแตเปน ข อ ผิ ด พลาดหรื อ หลงผิ ด เพี ย งเล็ ก น อ ยหรื อ ผิ ด พลาด ไปจากเงื่ อ นไขของเอกสารสอบราคาในส ว นที่ มิ ใช สาระสำคั ญ ทั้ ง นี้ เฉพาะกรณี ที่ พิ จ ารณาเห็ น ว า เป น ประโยชน ต อ ทางราชการเท า นั้ น ดั ง นั้ น เมื่ อ ผูถูกฟองคดีที่ ๓ พิจารณาแลวเห็นวาการที่มีผูฟองคดี เป น ผู ยื่ น ซองเสนอราคาเพี ย งรายเดี ย วทำให ไ ม มี การแขงขัน จึงไมพจิ ารณาราคาของผูฟ อ งคดี และเห็นวา ควรยกเลิกการสอบราคาเพื่อประโยชนของทางราชการ โดยไมพิจารณาวาการที่ผูฟองคดียื่นเอกสารหลักฐาน ไมถูกตองครบถวนตามขอกำหนดในเอกสารสอบราคา เป น ข อ ผิ ด พลาดหรื อ หลงผิ ด เพี ย งเล็ ก น อ ยหรื อ ผิดพลาดไปจากเงื่อนไขของเอกสารสอบราคาในสวนที่ มิ ใช ส าระสำคั ญ หรื อ ไม นั้ น เป น การดำเนิ น การตาม ขอกำหนดในเอกสารสอบราคาแลว อีกทัง้ ยังเปนการใช ดุลพินจิ ทีม่ เี หตุผลรับฟงไดอกี ดวย นอกจากนี้ ขอเท็จจริง

ยังปรากฏวา ในชวงเวลาที่มีการยกเลิกการสอบราคา พิพาท ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดรับรายงานจากองคการ บริ ห ารส ว นตำบลว า ได บ อกเลิ ก สั ญ ญาจ า งเหมา กอสรางงานลาดยางทางหลวงกับผูฟองคดีเนื่องจาก ผูฟองคดีทิ้งงาน ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับขอเท็จ จริงที่ปรากฏในภายหลังวา ผลการ ประกาศสอบราคาครั้งใหม ทำให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ สามารถจั ด ซื้ อ พั ส ดุ ไ ด ใ นราคาต่ ำ กว า ที่ ผู ฟ อ งคดี เสนอ จึงเห็นไดวา การทีผ่ ถู กู ฟองคดี ที่ ๒ ออกประกาศยกเลิกประกาศ สอบราคาซื้อพัสดุพิพาท เนื่องจาก ห ลั ก ฐ า น ก า ร เ ส น อ ร า ค า ข อ ง ผู ฟ อ ง ค ดี ไ ม มี ผู รั บ ร อ ง ส ำ เ น า ถู ก ต อ งและไม ค รบถ ว น ประกอบกั บ มี ผู เ สนอราคา รายเดียวทำใหไมมีการแขงขัน จึงไมเปนการใชดุลพินิจ โดยมิชอบ และไมใชการกระทำที่เปนการละเมิดตอ ผูฟองคดี (ค) บทวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี จากการศึกษาขอกฎหมายตามระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุฯ ซึ่งเปนกฎหมายกลาง เกี่ ย วกั บ การจั ด ซื้ อ จั ด จ า งที่ ใช บั ง คั บ แก ส ว นราชการ เป น การทั่ ว ไป พบว า ข อ กฎหมายในแต ล ะขั้ น ตอน ของการดำเนินการจัดซื้อจัดจางมีความซับซอนและ มี ร ายละเอี ย ดค อ นข า งมาก และโดยส ว นใหญ แ ล ว ขอกฎหมายดังกลาวจะเปดโอกาสใหหนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาทีข่ องรัฐใชดลุ พินจิ ในการพิจารณาดำเนินการ แตโดยทีท่ ผี่ า นมานัน้ ยังไมมแี นวทางหรือกรอบในการใช ดุลพินิจกำหนดไวเปนลายลักษณอักษร คงมีแตเพียง การตอบขอหารือทีส่ ว นราชการไดหารือไปยังคณะกรรมการ วาดวยการพัสดุ (กวพ.) เทานั้น ที่ไดใหรายละเอียด หรื อ แนวทางในการใช ดุ ล พิ นิ จ ของหน ว ยงานทาง ปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐเพื่อใหการดำเนินการ จัดซื้อจัดจางเปนไปโดยถูกตองและชอบดวยกฎหมาย แตทั้งนี้ การตอบขอหารือดังกลาวสวนใหญมีลักษณะ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

เป น การตอบข อ หารื อ ภายในของส ว นราชการเอง มิใชการตอบหรือแจงไปยังเอกชนหรือบุคคลภายนอก ไดทราบ ประกอบกับหนังสือหรือเอกสารทางวิชาการ ซึ่ ง เป น คำอธิ บ ายเกี่ ย วกั บ การดำเนิ น การจั ด ซื้ อ จั ด จ า งก็ ไ ม ไ ด มี ก ารอธิ บ ายข อ กฎหมายตามระเบี ย บ สำนักนายกรัฐมนตรีวา ดวยการพัสดุฯ เพิม่ เติม หรือมีการ ยกตัวอยางประกอบแตอยางใด คงมีเพียงการหยิบยก และจั ด หมวดหมู ข อ กฎหมายแยกตามขั้ น ตอนหรื อ กระบวนการจัดซื้อจัดจางไวเทานั้น การที่เอกชนหรือ บุ ค คลภายนอกจะทำความเข า ใจข อ กฎหมายที่ มี รายละเอียดคอนขางมากและมีความซับซอนดังกลาว ให ถู ก ต อ งตรงตามเจตนารมณ ข องกฎหมายจึ ง เป น การยาก ดังจะเห็นไดจากปริมาณคดีเกี่ยวกับการจัดซื้อ จัดจางที่ขึ้นสูการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง๑๒ สวนใหญแลวจะมีบอเกิดของปญหาจากความไมเขาใจ ขอกฎหมายเกีย่ วกับการจัดซือ้ จัดจาง ทำใหมกี ารตีความ กฎหมายแตกตางไปจากเจตนารมณที่แทจริง สำหรับคดีนแี้ มคำวินจิ ฉัยของศาลปกครอง สูงสุดจะเปนการวินิจฉัยปญหาขอกฎหมายเฉพาะกรณี การใชดุลพินิจยกเลิกการจัดซื้อจัดจางของสวนราชการ ก็ ต าม แต ห ากพิ จ ารณาข อ โต แ ย ง ของผู ฟ อ งคดี แ ล ว จะพบวา ปญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับการใชดุลพินิจ ในการปดและเผยแพรประกาศจัดซือ้ จัดจางของสวนราชการ เปนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำใหผูฟองคดียื่นฟองคดีนี้ตอศาล โดยขอกฎหมายที่ไมชดั เจนซึ่งเกี่ยวของในคดีนี้ ไดแก “ข อ ๔๑ การซื้ อ หรื อ การจ า งโดยวิ ธี สอบราคา ใหดำเนินการดังนี้ (๑) กอนวันเปดซองสอบราคาไมนอ ยกวา ๑๐ วัน สำหรับการสอบราคาในประเทศหรือไมนอ ยกวา ๔๕ วัน สำหรับการสอบราคานานาชาติ ใหเจาหนาที่ พั ส ดุ ส ง ประกาศเผยแพร ก ารสอบราคาและเอกสาร

สอบราคาไปยั ง ผู มี อ าชี พ ขายหรื อ รั บ จ า งทำงานนั้ น โดยตรง หรือโดยทางไปรษณียลงทะเบียนใหมากที่สุด เทาที่จะทำได กับใหปดประกาศเผยแพรการสอบราคา ไวโดยเปดเผย ณ ที่ทำการของสวนราชการนั้น ฯลฯ ฯลฯ” จากขอโตแยงของผูฟองคดีที่เห็นวาการที่ ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ ไมจดั สงประกาศสอบราคาใหแกผฟู อ งคดี ตามทีไ่ ดรอ งขอ แตกลับจัดสงใหแกผปู ระกอบการรายอืน่ เปนการไมปฏิบัติตามขอ ๔๑ (๑) ของระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุฯ นั้น เปนการตีความ และเขาใจขอกฎหมายคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ เนื่องจาก ข อ กฎหมายดั ง กล า ว กำหนดให ส ว นราชการต อ ง ดำเนินการ ๒ ประการ คือ ๑) สงประกาศเผยแพร การสอบราคาและเอกสารสอบราคาไปยังผูมีอาชีพขาย หรือรับจางทำงานนั้นโดยตรง หรือโดยทางไปรษณีย ลงทะเบียนใหมากทีส่ ดุ เทาทีจ่ ะทำได และ ๒) ปดประกาศ เผยแพร ก ารสอบราคาไว โ ดยเป ด เผย ณ ที่ ท ำการ ของส ว นราชการนั้ น ซึ่ ง กรณี ต าม ๒) นั้ น ไม เ ป น ปญหา แตกรณีตาม ๑) สวนใหญแลวประชาชนจะ เขาใจวา หากตนไดแสดงความประสงคขอรับทราบ ข อ มู ล เกี่ ย วกั บ การสอบราคาไปยั ง ส ว นราชการแล ว ย อ มผู ก พั น ให ส ว นราชการมี ห น า ที่ ต อ งจั ด ส ง ข อ มู ล ดังกลาวใหแกตนทุกครั้งที่จะมีการสอบราคา ซึ่งเปน ความเขาใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากกฎหมายเพียงแต กำหนดใหสวนราชการตองเผยแพรการสอบราคาและ เอกสารสอบราคาไปอยางกวางขวาง เพือ่ ใหมกี ารแขงขัน ราคากั น อย า งเป น ธรรม และเกิ ด ประโยชน สู ง สุ ด แก ท างราชการ แต มิ ไ ด ก ำหนดให ส ว นราชการที่ จั ด ใหมีการสอบราคาจะตองแจงใหบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทราบโดยตรงเปนการเฉพาะ กรณีจึงเปนดุลพินิจของ สวนราชการในการจัดสงประกาศเผยแพรการสอบราคา

คดีพิพาทที่ประชาชนฟองโตแยงการใชดุลพินิจยกเลิกการจัดซื้อจัดจางของสวนราชการ เชน คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๓/๒๕๔๖ ที่ อ.๑๕๔/๒๕๔๗ ที่ อ.๓๓/๒๕๔๘ ที่ อ.๙๖/๒๕๔๙ ที่ อ.๓๓๖/๒๕๕๐ ที่ อ.๑๐๗/๒๕๕๑ ที่ อ.๑๓๕/๒๕๕๑ ที่ อ.๖๑/๒๕๕๒ ที่ อ.๒๔๓/๒๕๕๒ ที่ อ.๑๕๖/๒๕๕๓ ที่ อ.๒๐๑/๒๕๕๓ ที่ อ.๒๓๒/๒๕๕๔ อ.๒๓๔/๒๕๕๓ ที่ อ.๓๔๘/๒๕๕๔ ที่ อ.๓๖๘/๒๕๕๔ เปนตน และคดีพิพาทที่ประชาชนฟอง โตแยงการใชดุลพินิจของสวนราชการในการปดและเผยแพรประกาศจัดซื้อจัดจาง เชน คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕๒/๒๕๔๙ ที่ อ.๖๕/๒๕๕๓ และที่ อ.๔๗๑/๒๕๕๓ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๓๓/๒๕๔๘ ที่ ๗๘๓/๒๕๔๙ ที่ ๔๔๐/๒๕๕๐ และที่ ๒๙๑/๒๕๕๑ เปนตน ๑๒

131


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

132

และเอกสารสอบราคาดั ง กล า วโดยพิ จ ารณาถึ ง ความเหมาะสมและประโยชน ต อ ทางราชการ และ เป น หน า ที่ ข องผู มี อ าชี พ ขายหรื อ รั บ จ า งทำงานนั้ น ๆ ที่ ต อ งติ ด ตามข อ มู ล การประกาศสอบราคาตามที่ สวนราชการไดปด ประกาศเผยแพรไว ณ สถานที่ตางๆ ดวยตนเอง การที่ ส ว นราชการมิ ไ ด จั ด ส ง ประกาศ สอบราคาและเอกสารสอบราคา ใหแกผูฟองคดีซึ่งเปนผูมีอาชีพขาย ตามประกาศสอบราคาที่ ไ ด เ คย แจงความประสงคเปนลายลักษณ อั ก ษรขอให จั ด ส ง ข อ มู ล เกี่ ย วกั บ การจัดซื้อจัดจางใหแกผูฟองคดีไวแลว จึงสงผลเพียง ทำใหผูฟองคดีไมไดรับความสะดวกตามความประสงค เทานั้น ไมใชเปนการปฏิบัติที่ผิดไปจากขอ ๔๑ (๑) ดังกลาวแตอยางใด สำหรับขอกฎหมายเกีย่ วกับการใชดลุ พินจิ ยกเลิกการสอบราคากรณีมีผูเสนอราคาเพียงรายเดียว นั้ น ได แ ก ข อ ๔๒ (๓) และ (๔) และข อ ๔๓ (๑) ของระเบี ย บสำนั ก นายกรั ฐ มนตรี ว า ด ว ยการพั ส ดุ ฯ โดยประชาชนสวนใหญรวมทั้งผูฟองคดีมักจะเขาใจวา หากผู เ สนอราคารายเดี ย วมี คุ ณ สมบั ติ ไ ม ถู ก ต อ ง ตามเงือ่ นไขในเอกสารสอบราคา คณะกรรมการเปดซอง สอบราคาจะตองพิจารณากอนวาการขาดคุณสมบัติ ดังกลาวถือเปนสาระสำคัญของการสอบราคาหรือไม โดยหากคุณสมบัติที่ไมถูกตองนั้นเปนเพียงขอผิดพลาด หรื อ หลงผิ ด เพี ย งเล็ ก น อ ยหรื อ ผิ ด พลาดไปจาก เงื่อนไขของเอกสารสอบราคาในสวนที่มิใชสาระสำคัญ คณะกรรมการเปดซองสอบราคาก็มหี นาทีต่ อ งพิจารณา ขอเสนอดานราคาของผูเสนอราคารายเดียวดังกลาว ต อ ไป โดยไม อ าจละเลยการพิ จ ารณาตามขั้ น ตอน ดั ง ที่ ก ล า วข า งต น แล ว เสนอความเห็ น ให ผู มี อ ำนาจ สั่ ง ซื้ อ หรื อ สั่ ง จ า งยกเลิ ก การสอบราคาเนื่ อ งจาก ไม มี ผู เ สนอราคาที่ มี คุ ณ สมบั ติ ถู ก ต อ งตามประกาศ สอบราคาได กรณีดงั กลาวเปนความเขาใจทีค่ ลาดเคลือ่ น เช น เดี ย วกั น ทั้ ง นี้ เนื่ อ งจากกฎหมายต อ งการให

คณะกรรมการเปดซองสอบราคาใชดุลพินิจพิจารณา ว า คุ ณ สมบั ติ ที่ ไ ม ถู ก ต อ งของผู เ สนอราคารายเดี ย ว ดั ง กล า ว เป น ข อ ผิ ด พลาดหรื อ หลงผิ ด เพี ย งเล็ ก น อ ย หรื อ ผิ ด พลาดไปจากเงื่ อ นไขของเอกสารสอบราคา ในส ว นที่ มิ ใช ส าระสำคั ญ หรื อ ไม เฉพาะแต ก รณี ที่ เ ห็ น ว า จะเป น ประโยชน ต อ ทางราชการเท า นั้ น ดั ง นั้ น ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการ เป ด ซองสอบราคาพิ จ ารณาแล ว เห็นวา การมีผูยื่นซองเสนอราคา เพียงรายเดียวทำใหไมมีการแขงขัน ราคา อั น อาจทำให ท างราชการ เสียประโยชน จึงเสนอความเห็นควรยกเลิกการสอบราคา โดยไมพิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติที่ไมถูกตองดังที่กลาว ขางตน จึงเปนการดำเนินการโดยชอบดวยกฎหมาย การที่ผูมีอำนาจสั่งซื้อหรือสั่งจางใชดุลพินิจยกเลิกการ สอบราคาตามความเห็นของคณะกรรมการเปดซอง สอบราคาดังกลาวจึงชอบดวยกฎหมายดวย (ง) ขอเสนอแนะ เมื่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวย การพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีเจตนารมณใหสวนราชการได ใชดลุ พินจิ พิจารณาดำเนินการเกีย่ วกับการจัดซือ้ จัดจาง โดยสอดคลองกับหลักการแขงขันราคาอยางเปนธรรม และปองกันมิใหมกี ารสมยอมราคากัน แตโดยสภาพแลว ไม อ าจแก ไขบทบั ญ ญั ติ ต ามระเบี ย บฉบั บ ดั ง กล า ว ใหมีความชัดเจนหรือเฉพาะเจาะจงไดในทุกกรณีไป ดังนัน้ จึงเห็นสมควรใหกรมบัญชีกลางซึง่ เปนสวนราชการ ทีด่ แู ลรับผิดชอบเกีย่ วกับการออกกฎระเบียบใหความเห็น รวมทั้งกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจาง แกสวนราชการที่อยูภายใตบังคับของระเบียบสำนัก นายกรั ฐ มนตรี ว า ด ว ยการพั ส ดุ ฯ จั ด ทำคู มื อ หรื อ เอกสารประชาสัมพันธเผยแพรเกี่ยวกับการดำเนินการ จั ด ซื้ อ จั ด จ า ง โดยการอธิ บ ายในรายละเอี ย ดของ การดำเนินการในแตละขั้นตอนใหมีความชัดเจนมาก ยิง่ ขึน้ วา ฝายปกครองมีหนาทีแ่ ละขอควรปฏิบตั อิ ยางไร


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ฝายประชาชนเองมีสิทธิและหนาที่ตองปฏิบัติอยางไร ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางควรรวบรวมการตอบขอหารือของ คณะกรรมการวาดวยการพัสดุ (กวพ.) ในแตละกรณี โดยเฉพาะกรณี ที่ เ ป น การวางแนวทางหรื อ กำหนด กรอบในการใช ดุ ล พิ นิ จ ของส ว นราชการเอาไว ด ว ย ตลอดจนแนวคำวิ นิ จ ฉั ย ของศาลปกครองที่ เ กี่ ย วกั บ หลั ก เกณฑ ใ นการดำเนิ น การจั ด ซื้ อ จั ด จ า งที่ ช อบ ด ว ยกฎหมาย เพื่ อ ประกอบการจั ด ทำเป น คู มื อ หรื อ เอกสารประชาสั ม พั น ธ ดั ง กล า ว และเผยแพร ใ ห แ ก ส ว นราชการเพื่ อ ใช เ ป น แนวปฏิ บั ติ ตลอดจนจั ด ไว ใหประชาชนที่สนใจไดศึกษาเพื่อใหมีความรูความเขาใจ ในแนวทางที่ถูกตองตอไป ๔. เหตุแหงการฟองคดีอันเกิดจากหนวยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ การออกคำสั่ ง ย า ยข า ราชการครู ใ น ตำแหน ง ผู บ ริ ห ารสถานศึ ก ษาโดยไม เ ป น ไปตาม ความประสงคของผูยื่นคำขอ๑๓ (ก) สรุปขอเท็จจริง ขณะทีผ่ ฟู อ งคดีดำรงตำแหนงผูอ ำนวยการ สถานศึกษา โรงเรียนบานหมี่วิทยา สังกัดสำนักงานเขต พื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๑ ผู ฟ อ งคดี ไ ด มี ห นั ง สื อ ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงผูอำนวยการสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๑ (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) แจงความประสงคขอยายสับเปลี่ยนตำแหนงกับนาย ว. ผูอำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนพัฒนานิคม สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ โดยแบบ คำรองขอยายที่แนบไปพรอมกับหนังสือฉบับดังกลาว ระบุวา ขอยายไปดำรงตำแหนงที่โรงเรียนพัฒนานิคม หากไม ไ ด ย า ยตามโรงเรี ย นที่ ร ะบุ ไว ขอระงั บ คำขอ ในขณะเดียวกันนาย ว. ก็ไดมีบันทึกขอความลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๘ ถึงผูอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ ๑๓

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๐๓/๒๕๕๔

การศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ (ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒) แจ ง ความประสงคขอยายสับเปลี่ยนตำแหนงกับผูฟองคดี พร อ มกั บ แนบแบบคำร อ งขอย า ยโดยมี เ หตุ ผ ลและ เงื่อนไขเชนเดียวกับผูฟองคดี ตอมา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ การศึกษาลพบุรี เขต ๒ ไดมีมติเห็นชอบกับการขอยาย ของ นาย ว. ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จึ ง มี ห นั ง สื อ ลงวั น ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘ สงคำรองขอยายพรอมเอกสาร ประกอบของนาย ว. ไปยังผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ เพือ่ พิจารณา แต เ นื่ อ งจากขณะนั้ น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ยั ง ไม ไ ด รั บ คำรองขอยายของผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงสั่งให รวมเรื่ อ งไว ก อ นเพื่ อ รอพิ จ ารณาพร อ มกั บ ผู ข อย า ย รายอื่น ตอมา เมื่อผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดรับคำรองขอยาย ของผู ฟ อ งคดี แ ล ว จึ ง ได น ำเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ การศึกษาลพบุรี เขต ๑ เพื่อพิจารณา ผลการพิจารณา มีมติอนุมตั ใิ หรบั ยายนาย ว. มาดำรงตำแหนงผูอ ำนวยการ สถานศึกษาโรงเรียนบานหมี่วิทยา โดยหมายเหตุวา รับยายเปนหลักการ และอนุมัติใหผูฟองคดียายไปดำรง ตำแหนงผูอำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ โดยมิไดระบุโรงเรียนและ มิไดระบุวายายสับเปลี่ยนกับนาย ว. ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือแจงใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ ทราบ พรอมกับ ส ง คำร อ งขอย า ยและเอกสารของผู ฟ อ งคดี ไ ปด ว ย เพื่ อ ประกอบการพิ จ ารณา หลั ง จากนั้ น อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาลพบุรี เขต ๒ ไดมมี ติอนุมตั ใิ หรบั ยาย ผูฟองคดี และผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดออกคำสั่งแตงตั้ง ผู ฟ อ งคดี ใ ห ด ำรงตำแหน ง ผู อ ำนวยการสถานศึ ก ษา โรงเรียนหนองรีวทิ ยา ผูฟ อ งคดีเห็นวา อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ที่ การศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ อนุ มั ติ ใ ห รั บ ย า ยผู ฟ อ งคดี มาดำรงตำแหนงผูอำนวยการสถานศึกษาโดยไมตรง ตามความประสงค ที่ ร ะบุ ไ ว ใ นแบบคำร อ งขอย า ย จึงรองทุกขขอความเปนธรรม ตอมา อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ที่ การศึกษาลพบุรี เขต ๒ พิจารณาคำรองทุกขของผูฟ อ งคดี แลวมีมติยืนยันตามมติเดิม ผูฟองคดีจึงนำคดีมาฟอง ขอให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง ให เ พิ ก ถอนคำสั่ ง 133


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สองและสั่ ง ให ผู ฟ อ งคดี ก ลั บ ไป ดำรงตำแหน ง เดิ ม และหรื อ สั่ ง ให ผู ฟ อ งคดี ไ ปดำรง ตำแหนงที่ระบุไวในคำรองขอยาย (ข) สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด มาตรา ๕๙ ๑๔ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดใหการยายขาราชการครูและบุคลากร ทางการศึ ก ษาจะต อ งเป น ไปตามหลั ก เกณฑ แ ละ วิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยเฉพาะในกรณีการยาย ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผูใดไปดำรง ตำแหนงในตางเขตพื้นที่การศึกษา จะตองไดรับอนุมัติ จาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาของผูประสงคยาย และผูรับยายกอน และสำหรับการยายผูบริหารของ หนวยงานการศึกษาในระหวางเขตพื้นที่การศึกษาใหมี การประสานงานระหวาง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่จะรับยายพิจารณา อนุมัติแลว ใหผูมีอำนาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง ซึ่งในที่นี้ ไดแกผูอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของ ผูประสงคจะยายและผูรับยายแลวแตกรณี สั่งบรรจุ แตงตั้งไปตามนั้น สำหรับหลักเกณฑและวิธีการยาย ตามที่มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง๑๕ แหงพระราชบัญญัติ ระเบี ย บข า ราชการครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษาฯ บัญญัติใหเปนไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดนั้น ในขณะ เกิดเหตุ ก.ค.ศ. ยังมิไดกำหนดหลักเกณฑและวิธีการ

ยายผูบ ริหารของหนวยงานการศึกษาในระหวางเขตพืน้ ที่ การศึกษาไว แตสำนักงานคณะกรรมการขาราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาไดมหี นังสือ ที่ ศธ ๐๒๐๖.๓/ ๒๒๕๕ ลงวั น ที่ ๑๕ มี น าคม ๒๕๔๘ ซั ก ซ อ ม ความเขาใจเกีย่ วกับการดำเนินการยายขาราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน โดยสรุปสาระสำคัญไดวา การยาย ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ข. ซึ่งเปนตำแหนงผูบริหารสถานศึกษาไปแตงตั้ง ให ด ำรงตำแหน ง และวิ ท ยฐานะเดิ ม ในหน ว ยงาน การศึ ก ษาและเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาอื่ น ให ผู มี อ ำนาจ สั่ ง บรรจุ แ ละแต ง ตั้ ง ตามมาตรา ๕๓ ดำเนิ น การได โดยได รั บ อนุ มั ติ จ าก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษา ของผูประสงคยาย และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ที่ จ ะรั บ ย า ย และสามารถย า ยข า ราชการครู แ ละ บุ ค ลากรทางการศึ ก ษาได ทุ ก หน ว ยงานการศึ ก ษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้ ง ภายในเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาและต า งเขตพื้ น ที่ การศึกษา นอกจากนี้ ยังตองพิจารณาหนังสือสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดวนที่สุด ที่ ศธ ๐๔๐๐๙/๓๙๓๖ ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๘ หนังสือ สำนั ก งานคณะกรรมการการประถมศึ ก ษาแห ง ชาติ ที่ ศธ ๑๑๘๑/๔๖๐๒ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ที่ไดกำหนดหลักเกณฑและวิธีการแตงตั้งยายผูบริหาร สถานศึกษาไว และประกาศ อ.ก.ค. กรมสามัญศึกษา

พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๙ การยายขาราชการและบุคลากรทางการศึกษาผูใดไปดำรงตำแหนงในหนวยงานการศึกษาอื่นภายในเขตพื้นที่การศึกษาหรือ ตางเขตพื้นที่การศึกษา ตองไดรับอนุมัติจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาของผูประสงคยายและผูรับยายแลวแตกรณี เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาอนุมัติแลว ใหผูมีอำนาจตามมาตรา ๕๓ สั่งบรรจุและแตงตั้งขาราชการผูนั้นตอไป การยายผูบริหารของหนวยงานการศึกษาในระหวางสวนราชการหรือเขตพื้นที่การศึกษา ใหมีการประสานงานกันระหวาง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ การศึกษา เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่จะรับยายพิจารณาอนุมัติแลว ใหผูมีอำนาจตามมาตรา ๕๓ สั่งบรรจุและแตงตั้งตามนั้น สำหรับการยาย ผูอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนผูสั่งยาย โดยอนุมัติ ก.ค.ศ. การยายขาราชการพลเรือนสามัญเพื่อไปบรรจุและแตงตั้งใหดำรงตำแหนงเปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตองไดรับอนุมัติ จาก ก.ค.ศ. แตถาเปนการยายไปบรรจุและแตงตั้งในตำแหนงซึ่ง ก.ค.ศ. ยังมิไดกำหนด จะกระทำไดตอเมื่อ ก.ค.ศ. กำหนดตำแหนงแลว หลักเกณฑและวิธีการยายตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใหเปนไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด มาตรา ๕๗ การเปลี่ยนแปลงตำแหนง การยายและการโอนของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหเปนไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ฯลฯ ฯลฯ 134 ๑๔ - ๑๕


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ ที่ไดกำหนดหลักเกณฑ และวิธีการยายขาราชการครูผูดำรงตำแหนงในสายงาน บริหารในสถานศึกษา โดยสรุปวาใหพจิ ารณาดำเนินการ ย า ยโดยยึ ด เหตุ ผ ลและความจำเป น เพื่ อ ประโยชน ของทางราชการและการพัฒนาขาราชการครูเปนหลัก ดังนั้น ในการพิจารณาอนุมัติใหรับยายหรือไมรับยาย ผู บ ริ ห ารของหน ว ยงานการศึ ก ษาบุ ค คลใดมาดำรง ตำแหนงในเขตพื้นที่การศึกษาหรือไม จึงตองเปนไป ตามกฎหมาย ระเบียบ และขอบังคับของทางราชการ ทั้งการใชดุลพินิจวาจะรับยายหรือไมรับยายบุคคลใด หรื อ รั บ ย า ยแล ว จะแต ง ตั้ ง ให ด ำรงตำแหน ง ในสถาน ศึ ก ษาแห ง ใด ต อ งคำนึ ง ถึ ง ข อ เท็ จ จริ ง และเหตุ ผ ล ของเรื่องเปนสำคัญ หาใชวาผูมีอำนาจอนุมัติดังกลาว สามารถที่จะใชดุลพินิจไดตามอำเภอใจไม สำหรับการยายนั้น หมายถึง การแตงตั้ง ผู บ ริ ห ารสถานศึ ก ษาให ด ำรงตำแหน ง เดิ ม ใน หน ว ยงานการศึ ก ษาอื่ น โดยมี ลั ก ษณะการย า ยไป ดำรงตำแหนงวางหรือการยายสับเปลี่ยนหรือการยาย โดยการตั ด โอนตำแหน ง และอั ต ราเงิ น เดื อ น และ การยายสับเปลี่ยน หมายถึงการยายสับเปลี่ยนระหวาง บุ ค คลกั บ บุ ค คล เมื่ อ พิ จ ารณาจากข อ เท็ จ จริ ง แล ว เห็ น ได ว า การย า ยผู อ ำนวยการสถานศึ ก ษาในคดี นี้ เปนการพิจารณาจากคำรองขอยาย อันเปนการยาย ตามความประสงคของขาราชการ และโดยที่ขาราชการ แต ล ะคนมี เ หตุ ผ ลและความจำเป น เฉพาะตั ว ที่ แตกตางกัน ทางราชการจึงจำตองคำนึงถึงเรื่องดังกลาว และประโยชน ข องทางราชการประกอบด ว ยเพื่ อ ให สมประโยชน ข องทุ ก ฝ า ย กรณี ข องผู ฟ อ งคดี จึ ง เป น ลั ก ษณะการย า ยสั บ เปลี่ ย น แม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ การศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๑ จะมี ม ติ อ นุ มั ติ ใ ห ผู ฟ อ งคดี ยายไปดำรงตำแหนงผูอำนวยการสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ โดยมิได ระบุ ว า เป น การย า ยสั บ เปลี่ ย นตำแหน ง หรื อ ระบุ ว า ยายไปดำรงตำแหนงผูอำนวยการสถานศึกษาแหงใด ก็ตาม แตยอมเปนที่ทราบไดวากรณีนี้เปนการขอยาย สั บ เปลี่ ย นตำแหน ง กั น ระหว า งผู ฟ อ งคดี กั บ นาย ว.

เพราะผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดมีหนังสือสงคำรองขอยาย พรอมเอกสารประกอบของนาย ว. ใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ พิจารณา พรอมกับแจงดวยวานาย ว. มีความประสงค ขอยายสับเปลี่ยนกับผูฟอ งคดี และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ การศึกษาลพบุรี เขต ๒ มีมติเห็นชอบการยายดังกลาว แลว ดังนั้น จึงเห็นไดอยางชัดเจนวา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ยอมรูรายละเอียดและขอเท็จจริงของการยายในครั้งนี้ วาเปนการขอยายที่เปนความประสงคของขาราชการ ทั้ ง สองที่ จ ะขอย า ยสั บ เปลี่ ย นตำแหน ง กั น มิ ใช เ ป น การยายตามฤดูกาลโยกยายปกติที่เปนความประสงค ของทางราชการและเพื่ อ ประโยชน ข องทางราชการ เปนสำคัญ กรณีนจี้ งึ ไมสามารถอางเหตุผลเพือ่ ประโยชน ของทางราชการเปนสำคัญมาเปนเกณฑในการพิจารณา โยกย า ยแต เ พี ย งอย า งเดี ย ว และสาเหตุ ที่ ต ำแหน ง ผู อ ำนวยการสถานศึ ก ษาโรงเรี ย นพั ฒ นานิ ค มว า งลง ก็เนื่องมาจากนาย ว. ไดขอยายสับเปลี่ยนตำแหนงกับ ผูฟองคดี มิใชเปนกรณีที่ตำแหนงวางลงตามปกติทั่วไป ที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จะมี อ ำนาจใช ดุ ล พิ นิ จ ออกคำสั่ ง โยกยายตามความจำเปนเพือ่ ประโยชนของหนวยงานได การที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ พิจารณายายผูฟองคดีไปดำรงตำแหนงผูอำนวยการ โรงเรียนอื่นที่ไมตรงตามความประสงคของผูฟองคดี จึงเปนการใชดุลพินิจที่ไมไดคำนึงถึงขอเท็จจริงและ เหตุผลของเรื่อง กอใหเกิดความเดือดรอนเสียหายแก ผูฟองคดี ซึ่งในทางปฏิบัติที่ถูกตอง ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ชอบที่จะจัดใหมีการประสานงานกันระหวาง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาของผู ป ระสงค ย า ยและผู รั บ ย า ย เพื่ อ ให ก ารย า ยสั บ เปลี่ ย นในครั้ ง นี้ เ ป น ไปตาม ความประสงคของผูขอยายทั้งสอง โดยความเห็นชอบ ของแตละ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แลวแตกรณี ตามมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ ง แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ระเบี ย บข า ราชการครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษาฯ หากไมสามารถอนุมัติรับยายผูฟองคดีมาดำรงตำแหนง ผูอำนวยการสถานศึกษาตามความประสงคได อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ ก็ ช อบที่ จ ะมี ม ติ ไมอนุมัติใหรับยายผูฟองคดี หรือประสานกลับไปยัง

135


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ผู ฟ อ งคดี ผ า นทางผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เพื่ อ ให ยื น ยั น ความประสงคหรือทบทวนการตัดสินใจในการขอยาย สั บ เปลี่ ย นตำแหน ง ผู อ ำนวยการสถานศึ ก ษาตามที่ ผูฟองคดีรองขอ เพื่อใหผูฟองคดียังคงสามารถดำรง ตำแหนงในสถานศึกษาเดิมอยูตอไปไดตามที่ระบุไวใน คำร อ งขอย า ยของผู ฟ อ งคดี ก อ นที่ จ ะพิ จ ารณามี ม ติ ดั ง นั้ น การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ออกคำสั่ง ย า ยและแต ง ตั้ ง ผู ฟ อ งคดี ใ ห ดำรงตำแหน ง ผู อ ำนวยการ สถานศึ ก ษาโรงเรี ย นหนองรี วิ ท ยา ซึ่ ง ไม เ ป น ไปตามความ ประสงค ข องผู ฟ อ งคดี ต ามที่ ได ร ะบุ ไว ใ นแบบคำร อ งขอย า ย จึงเปนการกระทำที่ไมชอบดวย กฎหมายพิพากษาใหเพิกถอนคำสั่งที่พิพาท โดยใหมี ผลยอนหลังไปนับแตวันที่ออกคำสั่ง (ค) บทวิเคราะหเหตุแหงการฟองคดี จากการศึ ก ษาวิ เ คราะห ข อ เท็ จ จริ ง ของคดี นี้ พ บว า เหตุ แ ห ง การฟ อ งคดี เ กิ ด จากสาเหตุ ๒ ประการ คื อ กรณี เ กิ ด จากการใช ดุ ล พิ นิ จ ของ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ และกรณี เกิดจากหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ ดำเนิ น การไม ถู ก ต อ งตามหลั ก เกณฑ แ ละวิ ธี ก ารที่ กฎหมายกำหนด ดั ง รายละเอี ย ดแห ง บทวิ เ คราะห ตอไปนี้

136

(๑) กรณี เ กิ ด จากการใช ดุ ล พิ นิ จ ของ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ คำวิ นิ จ ฉั ย ศาลปกครองสู ง สุ ด คดี นี้ วินิจฉัยไวอยางชัดเจนวา การที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ การศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ พิ จ ารณาย า ยผู ฟ อ งคดี ไ ป ดำรงตำแหน ง ผู อ ำนวยการโรงเรี ย นอื่ น ที่ ไ ม ต รงตาม ความประสงค ข องผู ฟ อ งคดี ถื อ เป น การใช ดุ ล พิ นิ จ ที่ ไ ม ไ ด ค ำนึ ง ถึ ง ข อ เท็ จ จริ ง และเหตุ ผ ลของเรื่ อ ง

กอใหเกิดความเดือดรอนเสียหายแกผูฟองคดี ซึ่งเปน เหตุ ใ ห ผู ฟ อ งคดี ไ ด ยื่ น ฟ อ งเป น คดี นี้ แม ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จะอ า งในคำให ก ารว า ในการออกคำสั่ ง ย า ยที่ พิ พ าทมิ ใช ก ารย า ยสั บ เปลี่ ย น เนื่ อ งจากในหนั ง สื อ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ระบุ เ พี ย งว า ให ย า ยเป น หลั ก การ โดยมิ ไ ด ร ะบุ ว า เป น การย า ย สับเปลี่ยนก็ตาม แตขอเท็จจริง ก็เปนที่ยุติวา ในการสงหนังสือ ดังกลาว ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดสง คำรองขอยายและเอกสารอื่นๆ ของผู ฟ อ งคดี ใ ห ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ พิจารณาดวย ซึ่งในคำรอง ข อ ย า ย ข อ ง ผู ฟ อ ง ค ดี ร ะ บุ ชื่อโรงเรียนที่ประสงคจะยายไว ชัดเจน อีกทั้ง การที่ผูถูกฟองคดี ที่ ๒ ได เ คยมี ห นั ง สื อ ลงวั น ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๘ สงคำรองขอยายพรอมเอกสารของนาย ว. พรอมระบุวา เปนการขอยายสับเปลี่ยนกับผูฟองคดีและ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ มี ม ติ เ ห็ น ชอบ การยายของขาราชการดังกลาวเพื่อใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ พิจารณา ยอมแสดงใหเห็นวา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ รูถึง ขอเท็จจริงเปนอยางดีวา การพิจารณาโยกยายครั้งนี้ เกิดจากความประสงคเริ่มตนของบุคคลสองคนที่จะ ย า ยสั บ เปลี่ ย นกั น ดั ง นั้ น เหตุ แ ห ง การฟ อ งคดี นี้ จึ ง เห็ น ได อ ย า งชั ด แจ ง ว า เกิ ด จากการที่ ห น ว ยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐใชดุลพินิจโดยไมชอบ (๒) กรณีเกิดจากหนวยงานทางปกครอง หรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ดำเนิ น การไม ถู ก ต อ งตาม หลักเกณฑและวิธีการที่กฎหมายกำหนด เหตุ แ ห ง การฟ อ งคดี นี้ อี ก ประการ หนึ่งคือ เกิดจากการดำเนินการพิจารณาเพื่อออกคำสั่ง ย า ยข า ราชการครู ข องหน ว ยงานของผู ถู ก ฟ อ งคดี ทั้ ง สอง ที่ มิ ไ ด ป ระสานงานกั น ตามที่ ไ ด บั ญ ญั ติ ไว ใ น มาตรา ๕๙ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ เนื่องจาก


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ผู ฟ อ งคดี ด ำรงตำแหน ง ผู บ ริ ห ารสถานศึ ก ษาและ เปนการยายระหวางเขตพื้นที่การศึกษา กรณีจึงตอง มี ก ารประสานงานกั น ระหว า ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ การศึกษากอน แตจากขอเท็จจริงจะเห็นไดวา ผูถ กู ฟองคดี ที่ ๑ มิไดประสานเรื่องการขอยายของผูฟองคดีไปให หนวยงานผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ พิจารณากอนวาผูถ กู ฟองคดี ที่ ๒ จะรับยายผูฟองคดีไปยังโรงเรียนที่ระบุในคำรอง หรือไม อยางไร ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงหมายเหตุไปวา “ใหยายเปนหลักการ” เนื่องจากเห็นวาตนไมมีอำนาจ อนุมัติใหรับยายผูฟองคดีลงสถานศึกษานอกเขตพื้นที่ การศึกษาได เพราะเปนอำนาจของผูถูกฟองคดีที่ ๒ สวนผูถูกฟองคดีที่ ๒ เมื่อไดรับเรื่องของผูฟองคดีจาก ผูถูกฟองคดีที่ ๑ แลว ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ยอมทราบดีวา เปนการยายสับเปลี่ยน แมผูถูกฟองคดีที่ ๑ จะมิได ระบุวาเปนการยายสับเปลี่ยนก็ตาม เนื่องจากการยาย ของนาย ว. ที่ขอยายสับเปลี่ยนกับผูฟองคดียังไมสิ้นสุด กระบวนการพิจารณา เพราะหลังจากผูถูกฟองคดีที่ ๒ ส ง คำร อ งของนาย ว. ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ แล ว ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จะต อ งรอฟ ง ผลการพิ จ ารณาจาก ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ผู รั บ ย า ยก อ น ซึ่ ง ผลของการที่ ผูถูกฟองคดีทั้งสองมิไดประสานงานกันตามที่กำหนดไว ในมาตรา ๕๙ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ทำให ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ความเดื อ ดร อ นเสี ย หายเพราะ มิไดไปดำรงตำแหนงตามโรงเรียนที่ระบุไวในคำรอง

ขอยายและไมสามารถดำรงตำแหนงที่โรงเรียนเดิมได จนเปนเหตุใหผูฟองคดียื่นฟองเปนคดีนี้ (ง) ขอเสนอแนะ โดยที่ ก ารย า ยผู บ ริ ห ารสถานศึ ก ษา ในปจจุบัน สำนักงาน ก.ค.ศ. ไดกำหนดหลักเกณฑ และวิ ธี ก ารไว ใ นหนั ง สื อ สำนั ก งาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๔/ว ๙ ลงวั น ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการยายผูบริหารสถานศึกษา สั ง กั ด สำนั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน อยางไรก็ตาม นอกจากจะตองพิจารณาตามหลักเกณฑ ดังกลาวแลว ในการพิจารณายายผูบริหารสถานศึกษา ตองดำเนินการใหถูกตองตามหลักเกณฑและวิธีการ ที่ บั ญ ญั ติ ไ ว ใ นมาตรา ๕๙ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ระเบี ย บข า ราชการครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ดวย เพราะหากมิไดดำเนินการใหถูกตอง ตามหลั ก เกณฑ แ ละวิ ธี ก ารที่ ก ฎหมายบั ญ ญั ติ ไ ว ยอมทำใหการดำเนินการนั้นๆ ไมชอบดวยกฎหมาย ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงควรดำเนินการเผยแพรคำวินิจฉัยของศาลปกครอง สูงสุดคดีนใี้ หหนวยงานในสังกัดไดทราบเพือ่ เปนอุทาหรณ และกำชั บ ให ห น ว ยงานดั ง กล า วใช ค วามระมั ด ระวั ง และละเอียดรอบคอบในการพิจารณาโยกยายผูบริหาร สถานศึกษายิ่งขึ้น

137


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

รายงานสรุปแนวทางการปฏิบัติราชการ จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔

จากการศึกษาวิเคราะหคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔ ครึ่งปแรก พบวา มีคำวินิจฉัยที่นาสนใจจำนวนหนึ่งเหมาะสมที่จะจัดทำ สรุปเพือ่ เปนแนวทางการปฏิบตั ริ าชการสำหรับหนวยงาน ทางปกครองและเจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ตามนั ย มาตรา ๗๗ (๕)๑ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำนั ก งาน ศาลปกครองจึงไดคัดเลือกคำวินิจฉัยดังกลาวมาจัดทำ รายงานการสรุปแนวทางการปฏิบตั ริ าชการจากคำวินจิ ฉัย ของศาลปกครองสูงสุด ประจำป พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉบับนี้ โดยจัดเรียงลำดับตามประเภทคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง๒ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

และนำเสนอในประเด็นพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และ (๔) ดังตอไปนี้

๑. แนวทางการปฏิ บั ติ ร าชการที่ ไ ด จ าก คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครอง หรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดยไม ช อบ ดวยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ๑.๑ กรณี ที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดยไม มี อ ำนาจหรื อ นอกเหนืออำนาจหนาที่ หรือไมถูกตองตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังตอไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐกระทำการโดยไมชอบดวยกฎหมาย ไมวาจะเปนการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไมมีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหนาที่ หรือไมถูกตองตามกฎหมาย หรือโดยไมถูกตองตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเปนสาระสำคัญที่กำหนดไวสำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไมสุจริต หรือมีลักษณะเปนการเลือกปฏิบัติที่ไมเปนธรรม หรือมีลักษณะ เปนการสรางขั้นตอนโดยไมจำเปนหรือสรางภาระใหเกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาที่ ดังกลาวลาชาเกินสมควร (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอยางอื่นของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิดจากการใชอำนาจ ตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาที่ดังกลาว ลาชาเกินสมควร (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ฯลฯ ฯลฯ มาตรา ๗๗ สำนักงานศาลปกครองมีอำนาจหนาที่ ดังตอไปนี้ ฯลฯ ฯลฯ (๕) วิเคราะหเหตุแหงการฟองคดีปกครองเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการตอหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ ฯลฯ ฯลฯ 138 ๑-๒


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ศาลปกครองสูงสุดไดวางแนวทางการปฏิบัติ ราชการที่ น า สนใจในการวิ นิ จ ฉั ย ข อ พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดยไมมีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหนาที่ หรือไมถูกตองตามกฎหมาย ดังตอไปนี้ ที่ ดิ น พิ พ าทไม เ คยมี ก ารประกาศกำหนด ท อ งที่ แ ละวั น เริ่ ม ต น ของการเดิ น สำรวจรั ง วั ด เพื่ อ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน มากอน ผูยื่นคำขอจึงมิอาจแจงการครอบครองที่ดิน หรือนำพนักงานเจาหนาที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดิน ดังกลาวได จึงถือไดวาผูยื่นคำขอมิไดเปนผูซึ่งมิได ปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี แหงประมวลกฎหมาย ที่ดิน และถือวาเปนผูมีสิทธิขอออกหนังสือแสดงสิทธิ ในที่ดินเปนการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน เจาพนักงานที่ดินจึงมีหนาที่ ตองพิจารณาคำขอใหแกผูยื่นคำขอตามขั้นตอนของ กฎหมาย การที่เจาพนักงานที่ดินมีคำสั่งไมรับคำขอ ดังกลาว จึงเปนคำสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย ผูฟองคดีซึ่งครอบครองที่ดินตอจากมารดาของ ผู ฟ อ งคดี ได ยื่ น คำขอรั ง วั ด เพื่ อ ขอออกโฉนดที่ ดิ น

เฉพาะรายตอเจาพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขา คลองหลวง (ผูถูกฟองคดี) แตผูถูกฟองคดีไดมีคำสั่ง ไมรบั คำขอออกโฉนดทีด่ นิ ของผูฟ อ งคดี โดยใหเหตุผลวา พื้นที่อำเภอคลองหลวงไดมีพระราชกฤษฎีกากำหนด เป น เขตปฏิ รู ป ที่ ดิ น ครอบคลุ ม ทั้ ง อำเภอเมื่ อ ป พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่ อ ผู ฟ อ งคดี มิ ไ ด แจ ง การครอบครองที่ ดิ น ตามมาตรา ๕๓ แหงพระราชบัญญัตใิ หใชประมวลกฎหมาย ที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือมิไดแจงความประสงคจะได สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗๔ ตรีแหงประมวลกฎหมาย ทีด่ นิ ไวกอ นมีการกำหนดเขตปฏิรปู ทีด่ นิ เพือ่ เกษตรกรรม พนั ก งานเจ า หน า ที่ ย อ มไม อ าจออกโฉนดที่ ดิ น ให ไ ด ผู ฟ อ งคดี อุ ท ธรณ ค ำสั่ ง ดั ง กล า วต อ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ต อ มา ผู ถู ก ฟ อ งคดี แจ ง ผลการพิ จ ารณาอุ ท ธรณ ใ ห ผู ฟ อ งคดี ท ราบว า สำนั ก งานที่ ดิ น จั ง หวั ด ปทุ ม ธานี ยื น ยั น ตามคำสั่ ง เดิ ม ผู ฟ อ งคดี จึ ง นำคดี ม าฟ อ งต อ ศาลปกครองขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือคำสัง่ ใหเพิกถอน คำสั่ ง ปฏิ เ สธการรั ง วั ด ออกโฉนดที่ ดิ น ตามคำขอของ ผูฟองคดี และใหผูถูกฟองคดีดำเนินการรับคำขอรังวัด ออกโฉนดที่ ดิ น ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ต ามกฎหมายต อ ไป ศาลปกครองสูงสุดวินจิ ฉัยวา ผูฟ อ งคดีเปนผูค รอบครอง

พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ ใหผูที่ไดครอบครองและทำประโยชนในที่ดินอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ โดยไมมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจงการครอบครองที่ดินตอนายอำเภอทองที่ภายในหนึ่งรอยแปดสิบวันนับแตวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา การแจงการครอบครองตามความในมาตรานี้ ไมกอใหเกิดสิทธิขึ้นใหมแกผูแจงแตประการใด ๔-๕ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๒๗ ตรี เมื่อผูวาราชการจังหวัดไดประกาศกำหนดทองที่และวันเริ่มตนของการสำรวจตามมาตรา ๕๘ วรรคสอง ผูครอบครองและ ทำประโยชนในที่ดินอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใชบังคับโดยไมมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิไดแจงการครอบครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือผูซึ่งรอคำสั่งผอนผันจากผูวาราชการจังหวัดตามมาตรา ๒๗ ทวิ แตไดครอบครองและ ทำประโยชนในที่ดินนั้นติดตอมาจนถึงวันทำการสำรวจรังวัดหรือพิสูจนสอบสวน ถาประสงคจะไดสิทธิในที่ดินนั้น ใหแจงการครอบครองที่ดินตอ เจาพนักงานที่ดิน ณ ที่ดินนั้นตั้งอยูภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแตวันปดประกาศ ถามิไดแจงการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกลาว แตไดมานำ หรือสงตัวแทนมานำพนักงานเจาหนาที่ทำการสำรวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจาหนาที่ประกาศกำหนด ใหถือวายังประสงคจะไดสิทธิในที่ดินนั้น เพื่อประโยชนแหงมาตรานี้ ผูครอบครองและทำประโยชนในที่ดินตามวรรคหนึ่ง ใหหมายความรวมถึงผูซึ่งไดครอบครองและทำประโยชน ในที่ดินตอเนื่องมาจากบุคคลดังกลาวดวย มาตรา ๕๘ เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะใหมีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชนในจังหวัดใดในปใด ใหรัฐมนตรีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษากำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจนสอบสวนการทำประโยชนสำหรับปนั้น เขตจังหวัดที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดไมรวมทองที่ที่ทางราชการไดจำแนกใหเปนเขตปาไมถาวร เมื่อไดมีประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ใหผูวาราชการจังหวัดกำหนดทองที่และวันเริ่มตนของการเดินสำรวจรังวัดในทองที่นั้น โดยปด ประกาศไว ณ สำนักงานที่ดิน ที่วาการอำเภอ ที่วาการกิ่งอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการผูใหญบานแหงทองที่กอนวันเริ่มตนสำรวจไมนอยกวา สามสิบวัน ๓

139


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

และทำประโยชน ใ นที่ ดิ น ต อ เนื่ อ งมาจากมารดาของ ผูฟองคดี ซึ่งไดครอบครองและทำประโยชนในที่ดิน ก อ นวั น ที่ ป ระมวลกฎหมายที่ ดิ น ใช บั ง คั บ โดยไม มี หนั ง สื อ สำคั ญ แสดงกรรมสิ ท ธิ์ ที่ ดิ น และมิ ไ ด แ จ ง การครอบครองที่ดินตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ ใหใชประมวลกฎหมายที่ดินฯ ภายหลังจากที่ผูฟองคดี มีคำขอออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๕ ปรากฏวา กระทรวงมหาดไทยไดมีประกาศลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๖ ใหจังหวัดปทุมธานีเปนจังหวัดที่จะ ทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดิน และ จั ง หวั ด ปทุ ม ธานี ไ ด มี ป ระกาศกำหนดท อ งที่ แ ละวั น เริ่มตนทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดิน และสอบเขตโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๖ ตามมาตรา ๕๘๕ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น กรณีจงึ เห็นไดวา กอนวันทีผ่ ฟู อ งคดีมคี ำขอออกโฉนดทีด่ นิ

ที่ดินพิพาทไมเคยมีการประกาศกำหนดทองที่และวัน เริ่มตนของการเดินสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน ผูฟองคดีจึงมิอาจแจง การครอบครองที่ดินหรือไดมานำพนักงานเจาหนาที่ ทำการสำรวจรังวัดได จึงถือไดวาผูฟองคดีมิใชเปนผูซึ่ง มิไดปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี แหงประมวลกฎหมาย ที่ ดิ น ฉะนั้ น เมื่ อ ผู ฟ อ งคดี เ ป น ผู ค รอบครองและทำ ประโยชนในที่ดินอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช บังคับโดยไมมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและ มิไดแจงการครอบครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ ใหใชประมวลกฎหมายที่ดินฯ ผูฟองคดีจึงเปนผูมีสิทธิ ขอออกโฉนดที่ดินเปนการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ๖ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน และเมื่อไมปรากฏวา ที่ ดิ น แปลงพิ พ าทเป น ที่ ดิ น ที่ ต อ งห า มมิ ใ ห อ อกโฉนด ที่ดิน ตามขอ ๑๔๗ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.

เมื่อไดมีประกาศของผูวาราชการจังหวัดตามวรรคสอง ใหบุคคลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง หรือตัวแทนของบุคคลดังกลาว นำพนักงาน เจาหนาที่หรือผูซึ่งพนักงานเจาหนาที่มอบหมายเพื่อทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจนสอบสวนการทำประโยชนในที่ดินของตนตามวันและเวลาที่ พนักงานเจาหนาที่ไดนัดหมาย ในการเดินสำรวจพิสูจนสอบสวนการทำประโยชนเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน เจาพนักงานที่ดินมีอำนาจแตงตั้งผูซึ่งไดรับ การอบรมในการพิสูจนสอบสวนการทำประโยชน เปนเจาหนาที่ออกไปพิสูจนสอบสวนการทำประโยชนแทนตนได ในการปฏิบัติหนาที่ตามวรรคสี่ ใหเจาหนาที่เปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ๖ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๙ ทวิ ผูซึ่งครอบครองและทำประโยชนในที่ดินอยูกอนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใชบังคับ โดยไมมีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิไดแจงการครอบครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แตไมรวมถึงผูซึ่งมิไดปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี ถามีความจำเปนจะขอออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชนเปนการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจาหนาที่พิจารณาเห็นสมควรใหดำเนินการ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน แลวแตกรณี ไดตามหลักเกณฑและวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แตตองไมเกินหาสิบไร ถาเกิน หาสิบไรจะตองไดรับอนุมัติจากผูวาราชการจังหวัด ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อประโยชนแหงมาตรานี้ ผูครอบครองและทำประโยชนในที่ดินตามวรรคหนึ่งใหหมายความรวมถึงผูซึ่งไดครอบครองและทำประโยชน ในที่ดินตอเนื่องมาจากบุคคลดังกลาวดวย ๗ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ขอ ๑๔ ที่ดินที่จะออกโฉนดที่ดินตองเปนที่ดินที่ผูมีสิทธิในที่ดินไดครอบครองและทำประโยชนแลว และเปนที่ดินที่สามารถออกโฉนดที่ดินได ตามกฎหมายแตหามมิใหออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินดังตอไปนี้ (๑) ที่ดินที่ราษฎรใชประโยชนรวมกัน เชน ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ ที่ชายตลิ่ง (๒) ที่เขา ที่ภูเขา และพื้นที่ที่รัฐมนตรีประกาศหวงหามตามมาตรา ๙ (๒) แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แตไมรวมถึงที่ดินซึ่งผูครอบครองมีสิทธิ ครอบครองโดยชอบดวยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดิน (๓) ที่เกาะ แตไมรวมถึงที่ดินของผูซึ่งมีหลักฐานแจงการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือรับรองการทำประโยชน โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราวา “ไดทำประโยชนแลว” หรือเปนผูมีสิทธิตามกฎหมายวาดวยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ หรือที่ดินที่คณะกรรมการการจัดที่ดินแหงชาติ ไดอนุมัติใหจัดแกประชาชน หรือที่ดินซึ่งไดมีการจัดหาผลประโยชนตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยคณะกรรมการ จัดที่ดินแหงชาติไดอนุมัติแลว (๔) ที่สงวนหวงหามตามมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๒๐ (๓) และ (๔) แหงประมวล กฎหมายที่ดินซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๖ หรือกฎหมายอื่น (๕) ที่ดินที่คณะรัฐมนตรีสงวนไวเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชนสาธารณะอยางอื่น 140


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวล กฎหมายที่ดินฯ ที่ดินพิพาทที่ผูฟองคดีขอออกโฉนด ที่ดินดังกลาวจึงอยูในหลักเกณฑที่ จะออกโฉนดที่ดินได สวนกรณีทมี่ ี พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ ดิ น ในทองที่อำเภอคลองหลวง อำเภอ หนองเสือ และอำเภอธัญบุรี จังหวัด ปทุ ม ธานี ให เ ป น เขตปฏิ รู ป ที่ ดิ น พ.ศ. ๒๕๑๙ กำหนดเขตปฏิรปู ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมครอบคลุมทั้งอำเภอตามมาตรา ๒๕๘ แหงพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่ ง มี ผ ลทำให ที่ ดิ น พิ พ าทซึ่ ง ตั้ ง อยู ในเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กลายเปน

ที่ ดิ น ที่ อ ยู ใ นเขตปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ เกษตรกรรมนั้ น เมื่อขอเท็จจริงเปนที่ยุติแลววา ที่ดินพิพาทเปนที่ดิน ที่ ผู ฟ อ งคดี มี สิ ท ธิ ค รอบครอง โดยชอบดวยกฎหมาย จึงมิใชที่ดิน รกรางวางเปลาทีส่ ำนักงานการปฏิรปู ที่ ดิ น เพื่ อ การเกษตรกรรมจะมี อำนาจนำไปใชในการปฏิรูปที่ดิน ได ต ามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ ง ๙ แหงพระราชบัญญัตกิ ารปฏิรปู ทีด่ นิ เพื่อเกษตรกรรมฯ การที่ผูถูกฟองคดีมีคำสั่งไมรับคำขอ ออกโฉนดที่ ดิ น ของผู ฟ อ งคดี จึ ง เป น คำสั่ ง ที่ ไ ม ช อบ ดวยกฎหมาย พิพากษาใหเพิกถอนคำสั่งไมรับคำขอ ออกโฉนดที่ ดิ น ของผู ฟ อ งคดี แ ละคำวิ นิ จ ฉั ย อุ ท ธรณ

พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๕ การกำหนดเขตที่ดินในทองที่ใดใหเปนเขตปฏิรูปที่ดินใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ใหมีแผนที่แสดงเขตและระบุทองที่ที่อยูในเขตปฏิรูปที่ดินแนบทายพระราชกฤษฎีกานั้นดวย แผนที่ดังกลาว ใหถือเปนสวนหนึ่งแหงพระราชกฤษฎีกา การกำหนดเขตที่ดินใหเปนเขตปฏิรูปที่ดินตามวรรคหนึ่ง ใหกำหนดเฉพาะที่ดินที่จะดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เวนแตในกรณี ที่จำเปนจะถือเขตของตำบลหรืออำเภอเปนหลักก็ได โดยใหดำเนินการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในเขตทองที่อำเภอที่มีเกษตรกรผูไมมีที่ดินประกอบ เกษตรกรรมเปนของตนเอง หรือมีที่ดินเล็กนอยไมเพียงพอแกการครองชีพ หรือตองเชาที่ดินของผูอื่นประกอบเกษตรกรรมอยูเปนจำนวนมาก ตลอดจนที่ มีผลผลิตตอไรต่ำเปนเกณฑในการจัดอันดับความสำคัญในการกำหนดเขตกอนหลัง ในกรณีที่ใหถือเขตของตำบลหรืออำเภอเปนเขตปฏิรูปที่ดินนั้น ใหหมายถึงเฉพาะที่ตั้งอยูนอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล ใหดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชักชา และใหดำเนินการสำรวจที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและวางโครงการเพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมในทองที่ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ใหเสร็จภายในสามปนับแตวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ มาตรา ๒๖ เมื่อไดมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใชบังคับในทองที่ใดแลว (๑) ถาในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นมีที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสำหรับพลเมืองใชรวมกัน แตพลเมืองเลิกใชประโยชนในที่ดินนั้น หรือได เปลี่ยนสภาพจากการเปนที่ดินสำหรับพลเมืองใชรวมกันก็ดี หรือพลเมืองยังใชประโยชนในที่ดินนั้นอยู หรือยังไมเปลี่ยนสภาพจากการเปนที่ดินสำหรับ พลเมืองใชรวมกัน เมื่อไดจัดที่ดินแปลงอื่นใหพลเมืองใชรวมกันแทน โดยคณะกรรมการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวก็ดี ใหพระราชกฤษฎีกากำหนด เขตปฏิรูปที่ดินนั้นมีผลเปนการถอนสภาพการเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสำหรับที่ดินดังกลาวโดยมิตองดำเนินการถอนสภาพตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน และให ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใชในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได (๒) ถาในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นมีที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสำหรับใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ หรือที่ดินที่ไดสงวนหรือ หวงหามไวตามความตองการของทางราชการ เมื่อกระทรวงการคลังไดใหความยินยอมแลว ใหพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินนั้นมีผลเปนการ ถอนสภาพการเปนสาธารณสมบัติของแผนดินสำหรับที่ดินดังกลาว โดยมิตองดำเนินการถอนสภาพตามกฎหมายวาดวยที่ราชพัสดุ และให ส.ป.ก. มี อำนาจนำที่ดินนั้นมาใชในการปฏิรูปที่ดนิ เพื่อเกษตรกรรมได (๓) ถาในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นมีที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินซึ่งเปนที่ดินรกรางวางเปลา หรือที่ดินซึ่งมีผูเวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับ มาเปนของแผนดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน และที่ดินนั้นอยูนอกเขตปาไมถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ให ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใชในการ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได (๔) ถาเปนที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติใหดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตปาสงวนแหงชาติสวนใด แลว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในสวนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ใหพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเปนการเพิกถอน ปาสงวนแหงชาติในที่ดินแปลงนั้น และให ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใชในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไดโดยไมตองดำเนินการเพิกถอน ตามกฎหมายปาสงวนแหงชาติ ฯลฯ ฯลฯ ๘-๙

141


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

และใหผูถูกฟองคดีพิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินของ ผูฟองคดีตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด (คำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗๓/๒๕๕๔) ๑.๒ กรณี ที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดยไม ถู ก ต อ งตาม รู ป แบบ ขั้ น ตอน หรื อ วิ ธี ก ารอั น เป น สาระสำคั ญ ที่กำหนดไวสำหรับการกระทำนั้น ศาลปกครองสูงสุดไดวางแนวทางการปฏิบัติ ราชการที่ น า สนใจในการวิ นิ จ ฉั ย ข อ พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดยไม ถู ก ต อ งตามรู ป แบบขั้ น ตอน หรื อ วิ ธี ก ารอั น เป น สาระสำคั ญ ที่ ก ำหนดไว ส ำหรั บ การกระทำนั้นดังตอไปนี้ การแต ง ตั้ ง คณะกรรมการสอบข อ เท็ จ จริ ง ความรับผิดทางละเมิดกับคณะกรรมการสอบสวน ทางวินยั มีวตั ถุประสงคและอำนาจหนาทีแ่ ตกตางกัน ทัง้ เปนคณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมายคนละฉบับ การที่ ห น ว ยงานของรั ฐ นำผลการสอบสวนของ คณะกรรมการสอบสวนทางวิ นั ย มาออกคำสั่ ง ให เจาหนาที่ชดใชคาเสียหายฐานกระทำละเมิดในการ ปฏิ บั ติ ห น า ที่ จึ ง เป น การออกคำสั่ ง ทางปกครอง โดยมิไดปฏิบัติใหถูกตองตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือ วิธีการอันเปนสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว คำสั่งดังกลาวจึงไมชอบดวยกฎหมาย ผู ฟ อ งคดี เ ป น พนั ก งานขององค ก ารขนส ง มวลชนกรุ ง เทพ (ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑) ได ข ออนุ มั ติ ยื ม เงิ น ทดรองจ า ยเพื่ อ นำไปใช ใ นการจั ด สั ม มนา โดยผู อ ำนวยการองค ก ารขนส ง มวลชนกรุ ง เทพ (ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒) ได อ นุ มั ติ ใ ห ใช ง บกลางในการจั ด

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยหลักเกณฑการปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ข อ ๘ เมื่ อ เกิ ด ความเสี ย หายแก ห น ว ยงานของรั ฐ แห ง ใด และหั ว หน า หน ว ยงานของรั ฐ แห ง นั้ น มี เ หตุ อั น ควรเชื่ อ ว า เกิ ด จากการกระทำ ของเจาหนาที่ของหนวยงานของรัฐแหงนั้น ใหหัวหนาหนวยงานของรัฐดังกลาวแตงตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง โดยไมชักชาเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับผูตองรับผิด และจำนวนคาสินไหมทดแทนที่ผูนั้นตองชดใช ฯลฯ ฯลฯ ๑๐

142

สัมมนาดังกลาวแลว ตอมา สำนักงานตรวจเงินแผนดิน มี ค วามเห็ น ว า การยื ม เงิ น ทดรองจ า ยไม ช อบด ว ย ข อ บั ง คั บ องค ก ารขนส ง มวลชนกรุ ง เทพ ฉบั บ ที่ ๒ ว า ด ว ยการเบิ ก จ า ยเงิ น ลงวั น ที่ ๑๐ พฤศจิ ก ายน ๒๕๑๙ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ จึ ง มี ห นั ง สื อ แจ ง ผู ฟ อ งคดี นำเงิ น มาชำระคื น แต ผู ฟ อ งคดี มิ ไ ด ส ง เงิ น จำนวน ดังกลาวคืน ผูถูกฟองคดีที่ ๑ โดย ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงไดมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย กั บ ผู ฟ อ งคดี ซึ่ ง คณะกรรมการฯ ได ส อบสวนแล ว มีความเห็นใหยกเวนโทษทางวินยั แตใหเรียกเงินทดรอง จ า ยคื น จากผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จึ ง มีคำสั่งเรียกใหผูฟองคดีคืนเงินตามที่รับไป ผูฟองคดี อุ ท ธรณ ค ำสั่ ง ดั ง กล า ว แต ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ยื น ตาม ความเห็ น เดิ ม และมี ห นั ง สื อ แจ ง ให ผู ฟ อ งคดี น ำเงิ น จำนวนดังกลาวคืนใหแกผูถูกฟองคดีที่ ๑ ภายใน ๗ วัน นับแตวันที่ไดรับทราบคำสั่ง และระบุวาหากไมชำระ เงิ น คื น จะใช ม าตรการบั ง คั บ ทางปกครองต อ ไป ผูฟองคดีจึงนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง ขอใหศาล มี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง ให เ พิ ก ถอนคำสั่ ง ดั ง กล า ว ศาลปกครองสู ง สุ ด วิ นิ จ ฉั ย ว า ข อ ๘ วรรคหนึ่ ง ๑๐ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยหลักเกณฑ การปฏิ บั ติ เ กี่ ย วกั บ ความรั บ ผิ ด ทางละเมิ ด ของ เจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนดไววา เมื่อเกิดความ เสี ย หายแก ห น ว ยงานของรั ฐ แห ง ใด และหั ว หน า หนวยงานของรัฐแหงนั้นมีเหตุอันควรเชื่อวาเกิดจาก การกระทำของเจ า หน า ที่ ข องหน ว ยงานของรั ฐ แห ง นั้ น ให หั ว หน า หน ว ยงานของรั ฐ ดั ง กล า วแต ง ตั้ ง คณะกรรมการสอบขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึน้ คณะหนึ่งโดยไมชักชา เพื่อพิจารณาเสนอความเห็น เกี่ยวกับผูตองรับผิดและจำนวนเงินคาสินไหมทดแทน ที่ผูนั้นตองชดใช เมื่อผูถูกฟองคดีที่ ๑ เปนรัฐวิสาหกิจ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองคการขนสง มวลชนกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๑๙ อันมีฐานะเปนหนวยงาน ของรัฐตามมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิ ด ของเจ า หน า ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ กล า วหาว า ผูฟองคดีซึ่งเปนเจาหนาที่ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ กระทำ การยืมเงินทดรองจายไปโดยมิชอบดวยกฎหมายและ เปนการกระทำละเมิดตอผูถูกฟองคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๑๐๑๑ ประกอบกับมาตรา ๘ ๑๒ แหงพระราชบัญญัติ ดั ง กล า ว การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ จะออกคำสั่ ง ให ผูฟองคดีชดใชเงินคืนจากการกระทำละเมิดตามมาตรา ๑๒๑๓ แหงพระราชบัญญัติเดียวกันได ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จะตองแตงตัง้ คณะกรรมการสอบขอเท็จจริงความรับผิด ทางละเมิดขึ้นทำการสอบสวนตามขอ ๘ วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยหลักเกณฑ การปฏิ บั ติ เ กี่ ย วกั บ ความรั บ ผิ ด ทางละเมิ ด ของ เจาหนาที่ฯ กอน แลวจึงจะทำการวินิจฉัยและออก คำสั่งได เมื่อกรณีนี้ผูถูกฟองคดีที่ ๑ โดยผูถูกฟองคดี ที่ ๒ ไดออกคำสัง่ ใหผฟู อ งคดีชดใชคนื เงินยืมทดรองจาย ที่ ยื ม ไปโดยมิ ไ ด ด ำเนิ น การตามนั ย ดั ง กล า วแล ว

แตไดนำผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ทางวินัยซึ่งเปนคณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมาย คนละฉบับและมีอำนาจหนาที่แตกตางกันมาเปนเหตุ ในการออกคำสั่ ง ดั ง กล า ว จึ ง เป น การออกคำสั่ ง ไป โดยมิไดปฏิบตั ใิ หถกู ตองตามรูปแบบ ขัน้ ตอน หรือวิธกี าร อั น เป น สาระสำคั ญ ตามที่ ก ฎหมายกำหนดไว คำสั่ ง ดังกลาวจึงเปนคำสั่งทางปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมาย พิพากษาใหเพิกถอนคำสัง่ เฉพาะสวนทีเ่ รียกใหผูฟองคดี คื น เงิ น ยื ม ทดรองจ า ย โดยให มี ผ ลย อ นหลั ง ตั้ ง แต วั น ออกคำสั่ ง (คำพิ พ ากษาศาลปกครองสู ง สุ ด ที่ อ.๑๑๔/๒๕๕๔) ๑.๓ กรณีทหี่ นวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ ของรัฐใชดุลพินิจโดยมิชอบ ศาลปกครองสูงสุดไดวางแนวทางการปฏิบัติ ราชการที่ น า สนใจในการวิ นิ จ ฉั ย ข อ พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ กระทำการโดยใชดุลพินิจโดยมิชอบ ดังตอไปนี้

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๘ ในกรณีที่หนวยงานของรัฐตองรับผิดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสียหายเพื่อการละเมิดของเจาหนาที่ใหหนวยงานของรัฐมีสิทธิเรียก ใหเจาหนาที่ผูทำละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนดังกลาวแกหนวยงานของรัฐได ถาเจาหนาที่ไดกระทำการนั้นไปดวยความจงใจหรือประมาทเลินเลอ อยางรายแรง สิทธิเรียกใหชดใชคาสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีไดเพียงใดใหคำนึงถึงระดับความรายแรงแหงการกระทำและความเปนธรรมในแตละ กรณีเปนเกณฑโดยมิตองใหใชเต็มจำนวนของความเสียหายก็ได ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานสวนรวม ใหหักสวนแหงความรับผิดดังกลาว ออกดวย ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจาหนาที่หลายคน มิใหนำหลักฐานเรื่องลูกหนี้รวมมาใชบังคับและเจาหนาที่แตละคนตองรับผิดใชคาสินไหม ทดแทนเฉพาะสวนของตนเทานั้น มาตรา ๑๐ ในกรณีที่เจาหนาที่เปนผูกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐไมวาจะเปนหนวยงานของรัฐที่ผูนั้นอยูในสังกัดหรือไม ถาเปน การกระทำในการปฏิบัติหนาที่การเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ใหนำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใชบังคับโดยอนุโลม แตถามิใชการกระทำ ในการปฏิบัติหนาที่ใหบังคับตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ใหมีกำหนดอายุความสองปนับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึง การละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน และกรณีที่หนวยงานของรัฐ เห็นวา เจาหนาที่ผูนั้นไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลัง ตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิด ใหสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปนับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของ กระทรวงการคลัง มาตรา ๑๒ เจาหนาที่ตองชดใชคาสินไหมทดแทนที่หนวยงานของรัฐไดใชใหแกผูเสียหายตามมาตรา ๘ หรือในกรณีที่เจาหนาที่ตองใช คาสินไหมทดแทนเนื่องจากเจาหนาที่ผูนั้นไดกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ๘ ใหหนวยงานของรัฐที่เสียหาย มีอำนาจออกคำสั่งเรียกใหเจาหนาที่ผูนั้นชำระเงินดังกลาวภายในเวลาที่กำหนด ๑๑ - ๑๓

143


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

(๑) จุ ด มุ ง หมายหลั ก ในการจั ด ทำบริ ก าร สาธารณะของกรมการขนส ง ทางบก คื อ การจั ด บริ ก ารรถโดยสารสาธารณะให แ ก ป ระชาชน อย า งพอเพี ย งและมี ค วามสะดวกรวดเร็ ว เพื่ อ ให ประชาชนไดรับประโยชนสูงสุดจากบริการสาธารณะ และสามารถเข า ถึ ง บริ ก ารสาธารณะดั ง กล า ว ไดอยางทั่วถึง ดังนั้น แมคณะกรรมการควบคุมการ ขนส ง ทางบกกลางจะมี ม ติ แ ละออกประกาศให มีการปรับปรุงเสนทางการเดินรถประจำทางซึ่งมีผล เปนการอนุญาตใหผูประกอบการขนสงประจำทาง รายอื่นเดินรถทับเสนทางที่ผูฟองคดีไดรับอนุญาต บางส ว น อั น ส ง ผลต อ รายได ใ นการประกอบการ ของผู ฟ อ งคดี ก็ ต าม แต เ มื่ อ เปรี ย บเที ย บระหว า ง ผลประโยชน ข องประชาชนที่ จ ะสามารถเดิ น ทาง ระหว า งจั ง หวั ด ได โ ดยไม ต อ งต อ รถกั บ ผลกระทบ ต อ รายได ข องผู ฟ อ งคดี ใ นเส น ทางการเดิ น รถ ที่ ทั บ ซ อ นแล ว เห็ น ได ว า การใช ดุ ล พิ นิ จ ในการ ปรับปรุงเสนทางการเดินรถประจำทางดังกลาวของ คณะกรรมการควบคุ ม การขนส ง ทางบกกลาง สอดคลองกับจุดมุงหมายหลักของการจัดทำบริการ สาธารณะขางตน กรณีจึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบ ดวยกฎหมาย ผูฟองคดีเปนผูไดรับใบอนุญาตประกอบการ ขนส ง ประจำทางด ว ยรถที่ ใช ใ นการขนส ง ผู โ ดยสาร ในเสนทางหมวด ๓ สายที่ ๔๔๐ ภูเก็ต - นครศรีธรรมราช ตั้ ง แต ป พ.ศ. ๒๕๑๗ และสายที่ ๗๓๓ ภู เ ก็ ต นครศรีธรรมราช (ข) ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๔๓ ฟองวา ไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการที่คณะกรรมการ ควบคุมการขนสงทางบกกลาง (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) มี มติอนุมัติใหปรับปรุงเสนทางการเดินรถตามที่ผูถูกฟอง คดีที่ ๔ ซึ่งเปนผูไดรับใบอนุญาตประกอบการขนสง ประจำทางฯ หมวด ๓ สายที่ ๗๔๓ นครศรีธรรมราช ๑๔

144

กระบี่ มีคำขอ เนื่องจากเสนทางที่ขอปรับปรุงดังกลาว ได แ ก เส น ทางนครศรี ธ รรมราช - กระบี่ - ภู เ ก็ ต เปนเสนทางจากจังหวัดกระบี่ผานอำเภออาวลึก สี่แยก ปากอ า ว สามแยกทั บ ปุ ด เข า ตั ว เมื อ งจั ง หวั ด พั ง งา สามแยกโคกกลอย อำเภอถลาง ถึ ง จั ง หวั ด ภู เ ก็ ต ส ง ผลให เ กิ ด ป ญ หาการแย ง รั บ ผู โ ดยสารในเส น ทาง ที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ใบอนุ ญ าตทั้ ง สองเส น ทางข า งต น ผูฟองคดีจึงไดมีหนังสือคัดคานการปรับปรุงเสนทาง ดังกลาว แตผถู กู ฟองคดีที่ ๑ ยืนยันการปรับปรุงเสนทาง โดยให เ หตุ ผ ลว า เพื่ อ เป น ทางเลื อ กแก ป ระชาชนที่ ต อ งการเดิ น ทางระหว า งภู เ ก็ ต - นครศรี ธ รรมราช ใหไดรับความสะดวกมากขึ้น และเพื่อเปนการสงเสริม และสนั บ สนุ น การท อ งเที่ ย วในเขตภาคใต ต อนกลาง และตอนล า ง ประกอบกั บ แนวเส น ทางช ว งอำเภอ ทุงใหญ - อำเภอลำทับ ยังไมมีรถโดยสารใหบริการ ไปถึงจังหวัดภูเก็ต จึงสมควรปรับปรุงเสนทางสายที่ ๗๔๓ นครศรีธรรมราช - กระบี่ เปนนครศรีธรรมราช กระบี่ - ภู เ ก็ ต หลั ง จากนั้ น ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ได มี ประกาศฉบับที่ ๑๔๖๗ (พ.ศ. ๒๕๔๗) เรื่อง กำหนด (ปรั บ ปรุ ง ) เส น ทางสำหรั บ การขนส ง ประจำทาง ดวยรถโดยสาร หมวด ๓ สายที่ ๗๔๓ นครศรีธรรมราช - กระบี่ เป น นครศรี ธ รรมราช - กระบี่ - ภู เ ก็ ต ลงวั น ที่ ๑๕ กั น ยายน ๒๕๔๗ และนายทะเบี ย น ตามพระราชบั ญ ญั ติ ก ารขนส ง ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ได บั น ทึ ก การเปลี่ ย นแปลงเส น ทางดั ง กล า วไว ใ น ใบอนุญาตประกอบการขนสงประจำทางของผูถ กู ฟองคดี ที่ ๔ แลว ผูฟองคดีจึงยื่นฟองคดีตอศาลปกครอง ขอให มี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง เพิ ก ถอนคำสั่ ง และประกาศ ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ที่ อ นุ มั ติ ใ ห ป รั บ ปรุ ง เส น ทาง รถประจำทางสายที่ ๗๔๓ และคำสั่งที่ใหนายทะเบียน บันทึกเงือ่ นไขในใบอนุญาตประกอบการขนสงประจำทาง ของผูถูกฟองคดีที่ ๔ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา โดยที่มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง (๒)๑๔ แหงพระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติการขนสงทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๙ ใหคณะกรรมการควบคุมการขนสงทางบกกลางมีอำนาจและหนาที่ ดังตอไปนี้ ฯลฯ

ฯลฯ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

การขนสงทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดใหคณะกรรมการ ควบคุ ม การขนส ง ทางบกกลางมี อ ำนาจและหน า ที่ ในการกำหนดเส น ทาง จำนวนผู ป ระกอบการขนส ง และจำนวนรถสำหรั บ การขนส ง ประจำทางในเขต กรุงเทพมหานคร ระหวางจังหวัดและระหวางประเทศ ซึ่งการใชดุลพินิจของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการอนุมัติ ให ก ำหนด (ปรั บ ปรุ ง ) เส น ทางสำหรั บ การขนส ง ประจำทางด ว ยรถโดยสารนั้ น จะต อ งเป น ไปตามที่ ข อ ๒ ๑๕ ของหลั ก เกณฑ แ ละวิ ธี ก ารปฏิ บั ติ เ กี่ ย วกั บ การกำหนดหรือปรับปรุงเสนทางรถโดยสารประจำทาง กำหนดไว กล า วคื อ จะต อ งมี ร ายละเอี ย ดคำชี้ แจง และขอมูลประกอบการพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับแผนที่ รวมเส น ทางที่ เ กี่ ย วข อ ง ระยะทางและสภาพทาง ที่ขอปรับปรุง ขอมูลเกี่ยวกับเสนทางเดิม ปญหาการ ทั บ ซ อ นเส น ทาง เงื่ อ นไขการเดิ น รถเดิ ม ปริ ม าณ ผูโดยสาร ภาวะเศรษฐกิจและผลผลิตที่สำคัญ รวมทั้ง การขนส ง แบบอื่ น ในเส น ทางที่ ก ำหนดหรื อ ปรั บ ปรุ ง ดังนั้น เมื่อขอเท็จจริงฟงไดวา ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดนำ รายละเอี ย ดและข อ มู ล ตามที่ ข อ ๒ ของหลั ก เกณฑ

และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับปรุงเสนทาง เดินรถประจำทางขางตนกำหนดมาประกอบการพิจารณา ปรับปรุงเสนทางแลว ประกอบกับเสนทางการเดินรถ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปยังจังหวัดภูเก็ตมีผูไดรับ อนุญาตประกอบการขนสง ๓ ราย คือ สายที่ ๔๔๐ ภูเก็ต - นครศรีธรรมราช ของผูฟองคดี สายที่ ๗๓๓ ภู เ ก็ ต - นครศรี ธ รรมราช (ข) ของผู ฟ อ งคดี และ สายที่ ๗๓๙ นครศรี ธ รรมราช - บ า นส อ ง - ภู เ ก็ ต ของผู ป ระกอบการรายอื่ น ซึ่ ง หากมี ก ารปรั บ ปรุ ง เสนทางการเดินรถสายที่ ๗๔๓ ของผูถูกฟองคดีที่ ๔ จากนครศรีธรรมราช - กระบี่ เปนนครศรีธรรมราช กระบี่ - ภู เ ก็ ต ผู ที่ จ ะได ผ ลประโยชน คื อ ประชาชน ที่ อ าศั ย อยู ร ะหว า งอำเภอทุ ง ใหญ แ ละอำเภอลำทั บ เนื่องจากแตเดิมนั้น ประชาชนที่อยูในบริเวณดังกลาว หากจะเดิ น ทางไปจั ง หวั ด พั ง งาหรื อ จั ง หวั ด ภู เ ก็ ต ตองเดินทางมาตอรถที่อำเภอลำทับ เมื่อเปรียบเทียบ ระหวางผลประโยชนที่ประชาชนระหวางอำเภอทุงใหญ และอำเภอลำทับไดรับจากการมีรถโดยสารประจำทาง ตรงไปจังหวัดพังงาหรือจังหวัดภูเก็ตโดยไมตองตอรถ

(๒) กำหนดเสนทาง จำนวนผูประกอบการขนสง และจำนวนรถสำหรับการขนสงประจำทางในเขตกรุงเทพมหานคร ระหวางจังหวัดและ ระหวางประเทศ ฯลฯ ฯลฯ ๑๕ หลักเกณฑและวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับปรุงเสนทางรถโดยสารประจำทาง ขอ ๒ ในการพิจารณากำหนดหรือปรับปรุงเสนทางจะตองมีรายละเอียดคำชี้แจงและขอมูลประกอบพิจารณาดังนี้ ๒.๑ แผนที่รวมเสนทางที่เกี่ยวของแสดงเสนทางที่กำหนดแลว เสนทางที่ยังมิไดกำหนดและเสนทางที่ขอกำหนดหรือปรับปรุงใหม ระบุ รายละเอียดเกี่ยวกับหมายเลขทางหลวง หมายเลขเสนทาง ชื่อเสนทาง ชื่อผูประกอบการขนสง และระยะทาง ๒.๒ แผนที่สังเขปแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเสนทางที่ขอกำหนดหรือปรับปรุงวาเริ่มตนจากจุดใด ไปตามถนนสายใด ผานที่ใดบาง จนถึง จุดหมายปลายทางโดยใหมีรายละเอียดเสนทางเกี่ยวพันดวย ๒.๓ สภาพและระยะทางระบุใหชัดเจนวา เสนทางที่กำหนดมีระยะทางตลอดสายเทาใด ชวงที่ขอปรับปรุงระยะทางเทาใด สภาพถนน เปนทางลาดยาง ลูกรังหรือทางเดินจากที่ใดถึงที่ใด เปนระยะทางเทาใด ๒.๔ ปญหาการทับเสนทาง ระบุวาทับเสนทางสายใด ความยาวตลอดสายเทาใด ทับชวงไหน ระยะทางเทาใด เปนของผูประกอบการ รายใด มีปญหากรณีพิพาทระหวางผูประกอบการขนสงหรือไม ๒.๕ จำนวนรถทีเ่ ดินอยูเ ดิม ระบุวา มีรถประเภทใด ลักษณะและสภาพเปนอยางไร หมายเลขทะเบียนใด จำนวนเทาใด เดินจากไหนถึงไหน ๒.๖ ปริมาณผูโดยสาร ซึ่งจะหาไดโดยวิธีสุมตัวอยางหรือวิธีอื่นใดเพื่อมีตัวเลขสนับสนุนวาในแตละวันจะมีผูใชบริการ ในเสนทางที่จะ กำหนดหรือปรับปรุงเปนจำนวนเทาใด ๒.๗ ภาวะเศรษฐกิจและผลผลิตที่สำคัญ ระบุวาอาชีพที่สำคัญของประชาชนในเสนทางที่จะกำหนดหรือปรับปรุงวาประกอบอาชีพอะไร มี ผลิตผลใดที่สำคัญ ภาวะเศรษฐกิจเปนอยางไร ๒.๘ การขนสงแบบอื่น ระบุไปดวยวาในเสนทางที่กำหนดหรือปรับปรุงมีการขนสงแบบอื่นๆ เชน ทางน้ำ ทางรถไฟ หรือไม การกำหนด หรือปรับปรุงเสนทางจะสามารถอำนวยความสะดวกใหแกประชาชนมากขึ้นหรือไม ประการใด 145


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

กั บ ผลกระทบต อ รายได ข องผู ฟ อ งคดี ใ นเส น ทางการ เดินรถที่ทับซอนแลว เห็นวา การจัดบริการรถโดยสาร สาธารณะให แ ก ป ระชาชนอย า งพอเพี ย งและมี ความสะดวกรวดเร็ ว ถื อ เป น จุ ด มุ ง หมายหลั ก ของ การจัดทำบริการสาธารณะของกรมการขนสงทางบก (ผูถูกฟองคดีที่ ๒) เพื่อใหประชาชนไดรับประโยชน สูงสุดจากบริการสาธารณะ รวมไปถึงสามารถเขาถึง บริการสาธารณะไดอยางทั่วถึง การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ กำหนดเสนทางการเดินรถโดยสารประจำทาง หมวด ๓ สายที่ ๗๔๓ นครศรี ธ รรมราช กระบี่ เปนนครศรีธรรมราช - กระบี่ - ภูเก็ต จึงเปนการใชดลุ พินจิ โดยชอบ ด ว ยมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ ง (๒) แ ห ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ข น ส ง ทางบกฯ แลว ผลอันเกิดจากมติของ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ อันไดแก ประกาศ ฉบับที่ ๑๔๖๗ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ และคำสั่งของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ที่ สั่ ง ให น ายทะเบี ย นบั น ทึ ก เปลี่ ย นแปลงเงื่ อ นไขการ เดินรถในใบอนุญาตประกอบการเดินรถของผูถูกฟอง คดี ที่ ๔ จึ ง ชอบด ว ยกฎหมาย พิ พ ากษายกฟ อ ง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗๘/๒๕๕๔)

146

(๒) การพิจารณาคำรองขอยายสับเปลี่ยน ตำแหนงระหวางขาราชการมิใชการยายตามฤดูกาล ปกติที่เปนความประสงคของทางราชการ ผูมีอำนาจ ในการพิ จ ารณาย อ มไม ส ามารถอ า งเหตุ ผ ลเพื่ อ ประโยชนของทางราชการเปนสำคัญมาเปนเกณฑ ในการพิจารณาโยกยายแตเพียงอยางเดียว โดยไม คำนึงถึงเหตุผลและความจำเปนของขาราชการผูขอ ย า ยประกอบด ว ย การใช ดุ ล พิ นิ จ ที่ ไ ม ไ ด ค ำนึ ง ถึ ง ขอเท็จจริงและเหตุผลของเรื่องยอมเปนการกระทำ ที่ไมชอบ ขณะที่ ผู ฟ อ งคดี ด ำรงตำแหน ง ผู อ ำนวยการ สถานศึกษา โรงเรียนบานหมี่วิทยา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๑ ผูฟองคดีไดมีหนังสือถึง

ผูอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๑ (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) แจงความประสงคขอยายสับเปลี่ยน ตำแหนงกับนาย ว. ผูอำนวยการสถานศึกษาโรงเรียน พัฒนานิคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ โดยระบุในแบบคำรองขอยายทีแ่ นบไปวาขอยาย ไปดำรงตำแหนงที่โรงเรียนพัฒนานิคม หากไมไดยาย ตามโรงเรียนที่ระบุไว ขอระงับคำขอ ในขณะเดียวกัน นาย ว. ก็ ไ ด มี บั น ทึ ก ถึ ง ผู อ ำนวยการสำนั ก งานเขต พื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ (ผูถูกฟองคดีที่ ๒) แจง ความประสงคขอยายสับเปลี่ยน ตำแหน ง กั บ ผู ฟ อ งคดี พ ร อ มกั บ แนบแบบคำร อ งขอย า ยโดยมี เหตุผลและเงื่อนไขเชนเดียวกับ ผูฟองคดี ตอมา อ.ก.ค.ศ. เขต พื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒ ได มี ม ติ เ ห็ น ชอบกั บ การขอย า ย ของนาย ว. ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จึงมีหนังสือสงคำรองขอยายพรอมเอกสารของนาย ว. ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ พิ จ ารณา และเมื่ อ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ไดรับคำรองขอยายของผูฟองคดีแลวจึงนำเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๑ พิจารณา ผลการพิ จ ารณามี ม ติ อ นุ มั ติ ใ ห รั บ ย า ยนาย ว. มา ดำรงตำแหน ง ผู อ ำนวยการสถานศึ ก ษาโรงเรี ย น บานหมี่วิทยา โดยหมายเหตุวา รับยายเปนหลักการ และอนุมตั ใิ หผฟู อ งคดียา ยไปดำรงตำแหนงผูอ ำนวยการ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ โดยมิ ไ ด ร ะบุ โรงเรี ย นและมิ ไ ด ร ะบุ ว า ย า ย สับเปลี่ยนกับนาย ว. ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีหนังสือ แจงใหผถู กู ฟองคดีที่ ๒ ทราบ พรอมกับสงคำรองขอยาย และเอกสารของผูฟ อ งคดีไปดวยเพือ่ ประกอบการพิจารณา หลังจากนั้น อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต ๒ ไดมีมติอนุมัติใหรับยายผูฟองคดี และผูถูกฟองคดีที่ ๒ ได มี ค ำสั่ ง ย า ยและแต ง ตั้ ง ผู ฟ อ งคดี ไ ปดำรงตำแหน ง ที่โรงเรียนอื่นไมตรงตามความประสงคของผูฟองคดี ที่ ร ะบุ ไว ใ นแบบคำร อ งขอย า ย ผู ฟ อ งคดี จึ ง ร อ งทุ ก ข ขอความเปนธรรม ตอมา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ลพบุรี เขต ๒ พิจารณาคำรองทุกขของผูฟองคดีแลว มีมติยืนยันตามมติเดิม ผูฟองคดีจึงนำคดีมาฟองตอ ศาลปกครอง ขอให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง ให เพิกถอนคำสัง่ ของผูถ กู ฟองคดีทงั้ สองและสัง่ ใหผฟู อ งคดี กลั บ ไปดำรงตำแหน ง เดิ ม และหรื อ สั่ ง ให ผู ฟ อ งคดี ไปดำรงตำแหนงทีร่ ะบุไวในคำรองขอยาย ศาลปกครอง สู ง สุ ด วิ นิ จ ฉั ย ว า บทบั ญ ญั ติ ม าตรา ๕๙ ๑๖ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ร ะเบี ย บข า ราชการครู แ ละบุ ค ลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดใหการยายขาราชการ ครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษาจะต อ งเป น ไปตาม หลักเกณฑและวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยเฉพาะ ในกรณีการยายขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผูใดไปดำรงตำแหนงในตางเขตพื้นที่การศึกษาจะตอง ได รั บ อนุ มั ติ จ าก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาของ ผูประสงคยายและผูรับยายกอน และสำหรับการยาย ผูบริหารของหนวยงานการศึกษาในระหวางเขตพื้นที่ การศึ ก ษาให มี ก ารประสานงานระหว า ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ที่จะรับยายพิจารณาอนุมัติแลว ใหผูมีอำนาจสั่งบรรจุ และแตงตั้ง ซึ่งในที่นี้ไดแกผูอำนวยการสำนักงานเขต พื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาของผู ป ระสงค จ ะย า ยและผู รั บ ย า ย แลวแตกรณีสงั่ บรรจุแตงตัง้ ไปตามนัน้ สำหรับหลักเกณฑ และวิธกี ารยาย มาตรา ๕๗ วรรคหนึง่ ๑๗ แหงพระราชบัญญัติ ระเบี ย บข า ราชการครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษาฯ

บั ญ ญั ติ ใ ห เ ป น ไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่ ง ในขณะ เกิดเหตุ ก.ค.ศ. ยังมิไดกำหนดหลักเกณฑและวิธีการ ย า ยผู บ ริ ห ารของหน ว ยงานการศึ ก ษาในระหว า ง เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาไว แต ส ำนั ก งานคณะกรรมการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไดมีหนังสือ ที่ ศธ ๐๒๐๖.๓/๒๒๕๕ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ซั ก ซ อ มความเข า ใจเกี่ ย วกั บ การดำเนิ น การย า ย ข า ราชการครู แ ละบุ ค ลากรทางการศึ ก ษาสั ง กั ด สำนั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน โดยสรุปสาระสำคัญไดวา การยายขาราชการครูและ บุ ค ลากรทางการศึ ก ษาตามมาตรา ๓๘ ข. ซึ่ ง เป น ตำแหน ง ผู บ ริ ห ารสถานศึ ก ษาไปแต ง ตั้ ง ให ด ำรง ตำแหน ง และวิ ท ยฐานะเดิ ม ในหน ว ยงานการศึ ก ษา และเขตพื้นที่การศึกษาอื่น ใหผูมีอำนาจสั่งบรรจุและ แตงตั้งตามมาตรา ๕๓ ดำเนินการได โดยไดรับอนุมัติ จาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาของผูประสงคยาย และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่จะรับยาย และ สามารถยายขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได ทุ ก หน ว ยงานการศึ ก ษาในสั ง กั ด สำนั ก งาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งภายในเขตพื้นที่ การศึ ก ษาและต า งเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษา นอกจากนี้ ยังตองพิจารณาหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน ดวนที่สุด ที่ ศธ ๐๔๐๐๙/๓๙๓๖ ลงวั น ที่ ๒๘ มี น าคม ๒๕๔๘ หนั ง สื อ สำนั ก งาน

พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๙ การยายขาราชการและบุคลากรทางการศึกษาผูใดไปดำรงตำแหนงในหนวยงานการศึกษาอื่นภายในเขตพื้นที่การศึกษาหรือ ตางเขตพื้นที่การศึกษาตองไดรับอนุมัติจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาของผูประสงคยายและผูรับยายแลวแตกรณี เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาอนุมัติแลวใหผูมีอำนาจตามมาตรา ๕๓ สั่งบรรจุและแตงตั้งขาราชการผูนั้นตอไป การยายผูบริหารของหนวยงานการศึกษาในระหวางสวนราชการหรือเขตพื้นที่การศึกษา ใหมีการประสานงานกันระหวาง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ การศึกษา เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่จะรับยายพิจารณาอนุมัติแลว ใหผูมีอำนาจตามมาตรา ๕๓ สั่งบรรจุและแตงตั้งตามนั้น สำหรับการยาย ผูอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนผูสั่งยาย โดยอนุมัติ ก.ค.ศ. การยายขาราชการพลเรือนสามัญเพื่อไปบรรจุและแตงตั้งใหดำรงตำแหนงเปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตองไดรับอนุมัติจาก ก.ค.ศ. แตถาเปนการยายไปบรรจุและแตงตั้งในตำแหนงซึ่ง ก.ค.ศ. ยังมิไดกำหนด จะกระทำไดตอเมื่อ ก.ค.ศ. กำหนดตำแหนงแลว หลักเกณฑและวิธีการยายตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใหเปนไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ๑๗ พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๗ การเปลี่ยนแปลงตำแหนง การยายและการโอนของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหเปนไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ฯลฯ ฯลฯ ๑๖

147


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

148

คณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ ที่ ศธ ๑๑๘๑/ ๔๖๐๒ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ที่ไดกำหนด หลักเกณฑและวิธีการแตงตั้งยายผูบริหารสถานศึกษา ไว ป ระกอบกั บ ประกาศ อ.ก.ค. กรมสามั ญ ศึ ก ษา ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ ไดกำหนดหลักเกณฑและ วิ ธี ก ารย า ยข า ราชการครู ผู ด ำรงตำแหน ง ในสายงาน บริหารในสถานศึกษา โดยสรุปวา ใหพิจารณาดำเนิน การยายโดยยึดเหตุผลและความจำเปนเพื่อประโยชน ของทางราชการและการพัฒนาขาราชการครูเปนหลัก ดังนั้น ในการพิจารณาอนุมัติใหรับยายหรือไมรับยาย ผู บ ริ ห ารของหน ว ยงานการศึ ก ษาบุ ค คลใดมา ดำรงตำแหนง ในเขตพื้นที่การศึกษาหรือไม จึงตอง เป น ไปตามกฎหมาย ระเบี ย บ และข อ บั ง คั บ ของ ทางราชการ ทั้ ง การใช ดุ ล พิ นิ จ ว า จะรั บ ย า ยหรื อ ไม รั บ ย า ยบุ ค คลใด หรื อ รั บ ย า ยแล ว จะแต ง ตั้ ง ให ดำรงตำแหน ง ในสถานศึ ก ษาแห ง ใด ต อ งคำนึ ง ถึ ง ข อ เท็ จ จริ ง และเหตุ ผ ลของเรื่ อ งเป น สำคั ญ หาใช ว า ผู มี อ ำนาจอนุ มั ติ ดั ง กล า วสามารถที่ จ ะใช ดุ ล พิ นิ จ ได ตามอำเภอใจไม จากข อ เท็ จ จริ ง ในคดี นี้ การย า ย ผูอำนวยการสถานศึกษาเปนการพิจารณาจากคำรอง ขอยาย อันเปนการยายตามความประสงคของขาราชการ และโดยทีข่ า ราชการแตละคนมีเหตุผลและความจำเปน เฉพาะตัวที่แตกตางกัน ทางราชการจึงจำตองคำนึงถึง เรือ่ งดังกลาวและประโยชนของทางราชการประกอบดวย เพื่ อ ให ส มประโยชน ข องทุ ก ฝ า ย กรณี ข องผู ฟ อ งคดี จึ ง เป น ลั ก ษณะการย า ยสั บ เปลี่ ย น แม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๑ จะมี ม ติ อ นุ มั ติ ใ ห ผู ฟ อ งคดี ย า ยโดยมิ ไ ด ร ะบุ ว า เป น การย า ยสั บ เปลี่ ย น ตำแหน ง หรื อ ระบุ ว า ย า ยไปดำรงตำแหน ง ในสถาน ศึกษาแหงใดก็ตาม แตยอมเปนที่ทราบไดวา กรณีนี้ เปนการขอยายสับเปลี่ยนตำแหนงกันระหวางผูฟองคดี กั บ นาย ว. เพราะผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ได มี ห นั ง สื อ สงคำรองขอยายพรอมเอกสารประกอบของนาย ว. ให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ พิ จ ารณา พร อ มกั บ แจ ง ด ว ยว า นาย ว. มีความประสงคขอยายสับเปลี่ยนกับผูฟองคดี และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาลพบุ รี เขต ๒

มีมติเห็นชอบการยายดังกลาวแลว ดังนั้น จึงเห็นได อยางชัดเจนวา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ยอมรูรายละเอียด และขอเท็จจริงในการยายในครั้งนี้วาเปนการขอยาย ที่เปนความประสงคของขาราชการทั้งสองที่จะขอยาย สับเปลี่ยนตำแหนงกัน มิใชเปนการยายตามฤดูกาล โยกยายปกติที่เปนความประสงคของทางราชการและ เพื่ อ ประโยชน ข องทางราชการเป น สำคั ญ กรณี นี้ จึงไมสามารถอางเหตุผลเพื่อประโยชนของทางราชการ เป น สำคั ญ มาเป น เกณฑ ใ นการพิ จ ารณาโยกย า ย แตเพียงอยางเดียว และสาเหตุที่ตำแหนงผูอำนวยการ สถานศึกษาโรงเรียนพัฒนานิคมวางลง ก็เนื่องมาจาก นาย ว. ได ข อย า ยสั บ เปลี่ ย นตำแหน ง กั บ ผู ฟ อ งคดี มิใชเปนกรณีที่ตำแหนงวางลงตามปกติทั่วไปที่ผูถูกฟอง คดี ที่ ๒ จะมี อ ำนาจใช ดุ ล พิ นิ จ ออกคำสั่ ง โยกย า ย ตามความจำเป น เพื่ อ ประโยชน ข องหน ว ยงานได การพิจารณายายผูฟ อ งคดีไปดำรงตำแหนงผูอ ำนวยการ โรงเรียนอื่นที่ไมตรงตามความประสงคของผูฟองคดี จึงเปนการใชดุลพินิจที่ไมไดคำนึงถึงขอเท็จจริงและ เหตุผลของเรื่อง กอใหเกิดความเดือดรอนเสียหายแก ผูฟองคดี ซึ่งในทางปฏิบัติที่ถูกตอง ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ชอบที่จะจัดใหมีการประสานงานกันระหวาง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาของผู ป ระสงค ย า ยและผู รั บ ย า ย เพือ่ ใหการยายสับเปลีย่ นในครัง้ นีเ้ ปนไปตามความประสงค ของผู ข อย า ยทั้ ง สอง โดยความเห็ น ชอบของแต ล ะ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แลวแตกรณี ตามมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ หากไมสามารถอนุมัติ รับยายผูฟ อ งคดีมาดำรงตำแหนงผูอ ำนวยการสถานศึกษา ตามความประสงคไ ด อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ นที่ ก ารศึ ก ษา ลพบุ รี เขต ๒ ก็ ช อบที่ จ ะมี ม ติ ไ ม อ นุ มั ติ ใ ห รั บ ย า ย ผู ฟ อ งคดี หรื อ ประสานกลั บ ไปยั ง ผู ฟ อ งคดี ผ า นทาง ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ เพื่ อ ให ยื น ยั น ความประสงค ห รื อ ทบทวนการตัดสินใจในการขอยายสับเปลีย่ นตามทีผ่ ฟู อ งคดี รองขอ เพื่อใหผูฟองคดียังคงสามารถดำรงตำแหนง ในสถานศึกษาเดิมอยูตอไปไดตามที่ระบุไวในคำรอง ขอย า ยของผู ฟ อ งคดี ก อ นที่ จ ะพิ จ ารณามี ม ติ ดั ง นั้ น


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

การที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ออกคำสั่ ง ย า ยและแต ง ตั้ ง ผู ฟ อ งคดี ต ามฟ อ ง จึ ง เป น การกระทำที่ ไ ม ช อบด ว ย กฎหมาย พิพากษาใหเพิกถอนคำสั่งที่พิพาท โดยให มีผลยอนหลังไปนับแตวันที่ออกคำสั่ง (คำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๐๓/๒๕๕๔)

๒. แนวทางการปฏิบัติราชการที่ไดจากคดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การกระทำละเมิ ด หรื อ ความ รับผิดอยางอื่นของหนวยงานทางปกครองหรือ เจาหนาที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ศาลปกครองสูงสุดไดวางแนวทางการปฏิบัติ ราชการที่นาสนใจในการวินิจฉัยขอพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดหรือความรับผิดอยางอื่นของหนวยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐ ดังตอไปนี้ ๒.๑ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐอันเกิด จากการใชอำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่ง ทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น การกำหนดคุณสมบัติของผูมีสิทธิเสนอราคา ไว ใ นเอกสารประกวดราคาเพิ่ ม เติ ม จากประกาศ ประกวดราคา ถือเปนการดำเนินการออกประกาศ ประกวดราคาโดยไมเปดเผย โปรงใส และเปดโอกาส ใหมีการแขงขันกันอยางเปนธรรม กรณีจึงไมชอบ ด ว ยระเบี ย บสำนั ก นายกรั ฐ มนตรี ว า ด ว ยการพั ส ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่ อ ผู เข า ร ว มประกวดราคาได ซื้ อ เอกสารประกวดราคาไปแลวจึงทราบจากรายละเอียด ในเอกสารประกวดราคาว า ตนถู ก จำกั ด สิ ท ธิ ตามเงื่อนไขการประกวดราคา ทำใหไมอาจเขารวม เสนอราคาได ผูซื้อเอกสารประกวดราคายอมไดรับ ความเสียหายจากการกระทำดังกลาว ซึ่งชอบที่จะ ได รั บ การชดใช ค า สิ น ไหมทดแทนจากหน ว ยงาน ทางปกครองตนสังกัดของเจาหนาที่ของรัฐผูกระทำ ละเมิด

สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ (ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓) โดยปลั ด กระทรวงเกษตรและ สหกรณ (ผูถูกฟองคดีที่ ๒) ไดออกประกาศสำนักงาน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ เรื่อง ประกวดราคา จางดำเนินการโครงการจัดทำแผนที่เพื่อการบริหาร ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยสินของกระทรวงเกษตร และสหกรณ เพื่ อ ดำเนิ น การจั ด ทำแผนที่ รู ป ถ า ย ทางอากาศครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยแบงงาน ออก ๒ สวน คือ สวนที่ ๑ งานบินถายรูปทางอากาศ ส ว นที่ ๒ งานทำแผนที่ รู ป ถ า ยออร โ ทสี และให ผู ส นใจติ ด ต อ ขอซื้ อ เอกสารประกวดราคาในราคา ชุดละ ๕๐,๐๐๐ บาท แตเมื่อผูฟองคดีไดซื้อเอกสาร ประกวดราคาจางดังกลาว จึงทราบวาเอกสารประกวด ราคาจ า งมี ข อ กำหนดรายละเอี ย ดคุ ณ สมบั ติ ข อง ผูเสนอราคามากกวาที่ระบุไวในประกาศประกวดราคา โดยขอ ๒.๕ (๑) งานบินถายรูปทางอากาศ มีขอ กำหนดวา ผูเสนอราคาจะตองมีผลงานในประเทศไทยเกี่ยวกับ งานจางวงเงินไมนอยกวา ๔๐ ลานบาท และขอ ๒.๖ (๑) งานทำแผนที่ รู ป ถ า ยออร โ ทสี มี ข อ กำหนดว า ผูเสนอราคาจะตองมีผลงานในประเทศไทยเกี่ยวกับ งานจ า งวงเงิ น ไม น อ ยกว า ๑๕ ล า นบาท ผู ฟ อ งคดี เห็นวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ และผูถูกฟองคดีที่ ๓ ไมไดกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของผูเสนอราคา ดั ง กล า วไว ใ นประกาศประกวดราคาเป น การกระทำ โดยไมชอบดวยกฎหมาย ทำใหผูฟองคดีไมทราบวาตน ถูกจำกัดสิทธิไมอาจเขาเสนอราคาได ผูฟองคดีจึงนำคดี มาฟองตอศาลปกครอง ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือ คำสั่งใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ และผูถูกฟองคดีที่ ๓ คืนเงิน คาซื้อเอกสารประกวดราคาจางจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท แก ผู ฟ อ งคดี ศาลปกครองสู ง สุ ด วิ นิ จ ฉั ย ว า การที่ ผูถกู ฟองคดีที่ ๓ โดย ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดออกประกาศ สำนั ก งานปลั ด กระทรวงเกษตรและสหกรณ เรื่ อ ง ประกวดราคาจ า งดำเนิ น การโครงการจั ด ทำแผนที่ เพื่อการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยสินของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ โดยกำหนดคุณสมบัติ ของผู มี สิ ท ธิ เ สนอราคาไว ใ นเอกสารประกวดราคา

149


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ขอ ๒.๕ (๑) และขอ ๒.๖ (๑) เพิ่มเติมจากประกาศ ประกวดราคาดังกลาว ซึ่งบุคคลทั่วไปที่สนใจจะเขา แข ง ขั น ประกวดราคารวมทั้ ง ผู ฟ อ งคดี จ ะทราบ ถึ ง รายละเอี ย ดดั ง กล า วได ก็ ต อ เมื่ อ ได ซื้ อ เอกสาร ประกวดราคานัน้ แลว ถือเปนการดำเนินการออกประกาศ ประกวดราคาโดยไมเปดเผย โปรงใส และเปดโอกาส ให มี ก ารแข ง ขั น กั น อย า งเป น ธรรม กรณี จึ ง ไม ช อบ

ด ว ยระเบี ย บสำนั ก นายกรั ฐ มนตรี ว า ด ว ยการพั ส ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข อ ๑๕ ทวิ ๑๘ ข อ ๓๐ ๑๙ ข อ ๓๑ ๒๐ และข อ ๔๔ ๒๑ เมื่ อ การดำเนิ น การของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ได ก ระทำในการปฏิ บั ติ ห น า ที่ ท ำให ผู ฟ อ งคดี ได รั บ ความเสี ย หาย จึ ง เป น การกระทำละเมิ ด ต อ ผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีที่ ๓ ซึ่งเปนหนวยงานของรัฐ ที่ เ ป น ต น สั ง กั ด ของผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จึ ง ต อ งรั บ ผิ ด

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๑๕ ทวิ การจัดหาพัสดุตามระเบียบนี้ ผูมีหนาที่รับผิดชอบในแตละขั้นตอนของการจัดหา ตองดำเนินการโดยเปดเผย โปรงใส และ เปดโอกาสใหมีการแขงขันกันอยางเปนธรรม ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงคุณสมบัติและความสามารถของผูเสนอราคาหรือผูเสนองาน เวนแตกรณีที่มีลักษณะ เฉพาะอันเปนขอยกเวนตามที่กำหนดไวในระเบียบนี้ ในการดำเนินการแตละขั้นตอน ผูมีหนาที่รับผิดชอบตองมีการบันทึกหลักฐานในการดำเนินการ พรอมทั้งตองระบุเหตุผลในการพิจารณาสั่งการ ในขั้นตอนที่สำคัญไวเพื่อประกอบการพิจารณาดวย ขอ ๓๐ สวนราชการใดประสงคจะคัดเลือกผูมีคุณสมบัติเบื้องตนในการซื้อและการจางใหกระทำไดในกรณีที่จำเปนตองจำกัดเฉพาะผูที่มี ความสามารถ โดยกำหนดหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือก ประกาศใหผูที่สนใจทราบโดยเปดเผย พรอมทั้งสงให กวพ. ดวย ในการดำเนินการคัดเลือก ใหสวนราชการเจาของเรื่องจัดทำรายงานเสนอขออนุมัติหัวหนาสวนราชการผานหัวหนาเจาหนาที่พัสดุ พรอมดวย เอกสารคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องตน โดยมีรายละเอียดอยางนอยดังตอไปนี้ (๑) เหตุผลและความจำเปนที่จะตองทำการคัดเลือกผูมีคุณสมบัติเบื้องตน (๒) ประเภท วงเงิน และรายละเอียดของพัสดุหรืองานที่จะตองซื้อหรือจาง (๓) คุณสมบัติของผูมีสิทธิเขารับการคัดเลือก ซึ่งเปนเกณฑความตองการขั้นต่ำ เชน ประสบการณและผลงานที่ผานมา สมรรถภาพในสวนที่ เกี่ยวของกับเจาหนาที่ เครื่องมือ และโรงงาน ฐานะการเงิน เปนตน (๔) หลักเกณฑในการพิจารณาคัดเลือก ขอ ๓๑ เมื่อหัวหนาสวนราชการสั่งการอนุมัติในขอ ๓๐ แลว ใหเจาหนาที่พัสดุจัดทำประกาศเชิญชวนเพื่อคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องตน ประกาศเชิญชวน อยางนอยใหแสดงรายการดังตอไปนี้ (๑) รายละเอียดเฉพาะของที่ตองการซื้อหรืองานที่ตองการจาง (๒) ประสบการณและผลงานของผูเสนอที่มีลักษณะและประเภทเดียวกัน (๓) สมรรถภาพในสวนที่เกี่ยวของกับเจาหนาที่ เครื่องมือและโรงงาน (๔) ฐานะการเงิน (๕) หลักเกณฑทั่วไปในการพิจารณาคัดเลือก (๖) สถานที่ในการขอรับหรือขอซื้อเอกสารคุณสมบัติเบื้องตน ในประกาศครั้งแรก ใหกำหนดสถานที่ วัน เวลารับขอเสนอ ปดการรับขอเสนอ และเปดซองขอเสนอ พรอมทั้งประกาศโฆษณาและแจง ลักษณะโดยยอของพัสดุที่ตองการซื้อหรืองานที่ตองการจางและกำหนดเวลาใหพอเพียงเพื่อเปดโอกาสใหแกผูที่สนใจจัดเตรียมขอเสนอ ทั้งนี้ จะตอง กระทำกอนวันรับซอง ขอเสนอไมนอยกวา ๓๐ วัน โดยประกาศทางวิทยุกระจายเสียงและลงประกาศในหนังสือพิมพ หากเห็นสมควรจะสงประกาศเชิญชวนไปยังผูมี อาชีพขายหรือรับจางทำงานนั้นโดยตรงหรือโฆษณาดวยวิธีอื่นอีกก็ได สำหรับการคัดเลือกผูมีคุณสมบัติเบื้องตนในการประกวดราคานานาชาติ ใหประกาศโฆษณากอนวันรับซองขอเสนอไมนอยกวา ๖๐ วัน และ ดำเนินการตามหลักเกณฑของแหลงเงินกูหรือเงินชวยเหลืออีกดวย ขอ ๔๔ ใหเจาหนาที่พัสดุจัดทำเอกสารประกวดราคาตามตัวอยางที่ กวพ. กำหนดหรือตามแบบที่ผานการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการ สูงสุดแลว การจัดทำเอกสารประกวดราคารายใดจำเปนตองมีขอความหรือรายการแตกตางไปจากที่ กวพ. กำหนดหรือแบบที่ผานการตรวจพิจารณาของ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีสาระสำคัญตามที่กำหนดไวในตัวอยางหรือแบบดังกลาว และไมทำใหทางราชการเสียเปรียบก็ใหกระทำได เวนแตหัวหนา สวนราชการเห็นวาจะมีปญหาในทางเสียเปรียบหรือไมรัดกุมพอ ก็ใหสงรางเอกสารประกวดราคาไปใหสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณากอน การเผยแพรเอกสารประกวดราคาใหจัดทำเปนประกาศ และมีสาระสำคัญดังนี้ 150 ๑๘ - ๒๑


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ในผลแหงละเมิดที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดกระทำในการ ปฏิ บั ติ ห น า ที่ ต ามมาตรา ๕ ๒๒ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ความรั บ ผิ ด ทางละเมิ ด ของเจ า หน า ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผูฟองคดีไดรับความเสียหายจากการซื้อเอกสาร ประกวดราคาเปนจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ผูถ กู ฟองคดี ที่ ๓ จึ ง ต อ งรั บ ผิ ด ชดใช ค า สิ น ไหมทดแทนให แ ก ผู ฟ อ งคดี พิ พ ากษาให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓ คื น เงิ น ค า ซื้ อ เอกสารประกวดราคาจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท แกผูฟองคดีภาย ใน ๖๐ วั น นั บ แต วั น ที่ ค ดี ถึ ง ที่ สุ ด พร อ มคื น ค า ธรรมเนี ย มศาลทั้ ง หมดให แ ก ผู ฟ อ งคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๙๘/๒๕๕๔) ๒.๒ คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ การกระทำละเมิ ด อั น เกิ ด จากการละเลยต อ หน า ที่ ต ามที่ ก ฎหมาย กำหนดใหตองปฏิบัติ (๑) พระราชกฤษฎีกาคาเชาบานขาราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ มีเจตนารมณทจี่ ะสนับสนุนใหขา ราชการ ได มี บ า นอยู อ าศั ย ของตนเอง โดยการอนุ ญ าตให ข า ราชการซึ่ ง ได รั บ การอนุ ญ าตให เ บิ ก ค า เช า บ า น โดยวิธกี ารผอนชำระเงินกูเ พือ่ ชำระราคาบานทีค่ า งชำระ เมื่ อ ถู ก ย า ยไปประจำสำนั ก งานใหม ซึ่ ง มี สิ ท ธิ เ บิ ก ค า เช า บ า นข า ราชการ ยั ง คงสามารถนำหลั ก ฐาน การชำระค า เช า ซื้ อ หรื อ ค า ผ อ นชำระเงิ น กู ม าเบิ ก คาเชาบานขาราชการในทองที่ใหมได ดังนั้น แมวา ทางราชการจะไดจัดที่พักใหในภายหลัง สิทธิของ ข า ราชการที่ จ ะได รั บ ค า เช า บ า นตามที่ เ คยมี สิ ท ธิ อยูเดิมก็ยังคงมีอยูตอไป การงดจายเงินคาเชาบานให

ข า ราชการผู มี สิ ท ธิ เ บิ ก ค า เช า บ า นเพราะเหตุ ที่ ทางราชการได จั ด ที่ พั ก อาศั ย ให ใ นภายหลั ง จึ ง เป น การละเลยต อ หน า ที่ ต ามที่ ก ฎหมายกำหนด ให ต อ งปฏิ บั ติ แ ละเป น การกระทำละเมิ ด ต อ ขาราชการผูนั้น ผูฟองคดีเปนขาราชการครู โรงเรียนอุตรดิตถ จังหวัดอุตรดิตถ ซึง่ มีสทิ ธิเบิกเงินคาเชาบานไดตามกฎหมาย ไดขออนุมตั เิ ปลีย่ นการเบิกเงินคาเชาบานเปนคาผอนชำระ เงินกูเพื่อชำระราคาบานกับธนาคาร โดยไดรับอนุมัติ ตั้งแตวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ เปนตนมา ตอมา โรงเรียนอุตรดิตถมีบานพักขาราชการวางอยู โรงเรียน อุตรดิตถและหนวยงานที่เกี่ยวของจึงมีหนังสือหารือ ไปยั ง สำนั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน (กรมสามัญศึกษา เดิม) (ผูถูกฟองคดีที่ ๒) ผูถูกฟองคดี ที่ ๒ จึ ง หารื อ กรณี ดั ง กล า วไปยั ง กรมบั ญ ชี ก ลาง (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) แลวมีคำวินิจฉัยตามความเห็นของ ผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ โดยใหงดจายคาเชาบานเพือ่ ผอนชำระ เงิ น กู เ พื่ อ ชำระราคาบ า นกั บ ธนาคารแก ผู ฟ อ งคดี ผู ฟ อ งคดี จึ ง นำคดี ม าฟ อ งต อ ศาลปกครองขอให มี คำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผูถูกฟองคดี ทั้งสองและใหผูถูกฟองคดีทั้งสองรวมกันหรือแทนกัน ชำระคาเชาบานในอัตราเดือนละ ๒,๖๐๐ บาท ตั้งแต งวดเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๕ จนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖ ซึ่งเปนวันฟองคดี รวมเปนเงิน ๒๘,๖๐๐ บาท และชำระเงิ น ค า เช า บ า นดั ง กล า วในอั ต ราเดื อ นละ ๒,๖๐๐ บาท ตั้งแตงวดเดือนเมษายน ๒๕๔๖ ถึงงวด เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ แกผูฟองคดี ศาลปกครอง

(๑) รายการพัสดุที่ตองการซื้อ หรืองานที่ตองการจาง (๒) คุณสมบัติของผูมีสิทธิเขาประกวดราคา (๓) กำหนดวัน เวลา รับซอง ปดการรับซอง และเปดซองประกวดราคา (๔) สถานที่และระยะเวลาในการขอรับหรือขอซื้อเอกสารการประกวดราคาและราคาของเอกสาร (๕) แหลงเงินกูและประเทศผูมีสิทธิเขาประกวดราคา ในกรณีประกวดราคานานาชาติ ๒๒ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ หนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดที่เจาหนาที่ของตนไดกระทำในการปฏิบัติหนาที่ ในกรณีนี้ผูเสียหาย อาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรง แตจะฟองเจาหนาที่ไมได ถาการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่ซึ่งไมไดสังกัดหนวยงานของรัฐแหงใดใหถือวากระทรวงการคลังเปนหนวยงานของรัฐที่ตองรับผิดตามวรรคหนึ่ง 151


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

สูงสุดวินิจฉัยวา เหตุแหงความเดือดรอนของผูฟองคดี เกิดจากการที่ผูอำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ มิไดอนุมัติเบิกจายคาเชาบานตามที่ผูฟองคดีมีคำขอ เมื่ อ คดี นี้ ผู ฟ อ งคดี เ ป น ผู มี สิ ท ธิ ไ ด รั บ ค า เช า บ า น ขาราชการตามมาตรา ๑๖๒๓ แหงพระราชกฤษฎีกา คาเชาบานขาราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ และที่แกไขเพิ่มเติม อยู ก อ นที่ ท างราชการจะจั ด ที่ พั ก ให การที่ ผู ฟ อ งคดี ไม เข า พั ก อาศั ย ในที่ พั ก ที่ ท างราชการจั ด ให และ ผูอำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ ถือเปนเหตุ ไม พิ จ ารณาคำขอเบิ ก ค า เช า บ า นของผู ฟ อ งคดี จึ ง ไม ช อบด ว ยเจตนารมณ ข องทางราชการ เพราะ ทางราชการตองการที่จะชวยเหลือขาราชการที่ไดรับ ความเดื อ ดร อ นเรื่ อ งที่ อ ยู อ าศั ย อั น เนื่ อ งมาจาก ทางราชการเปนเหตุ และเมือ่ ขาราชการผูน นั้ ไดดำเนินการ กูยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อผอนชำระเงินกูราคา บานที่ตองชำระไปแลวและไดรับอนุญาตจากผูมีอำนาจ โดยชอบแล ว กลั บ มางดการจ า ยเงิ น ค า เช า บ า นแก ผูฟองคดีเพราะเหตุที่ทางราชการไดจัดที่พักราชการให ในภายหลัง จึงเปนการทำใหขาราชการตองเดือดรอน เพิ่มขึ้น ซึ่งไมเปนไปตามความประสงคของทางราชการ ยิ่งไปกวานั้นจะเห็นไดวาพระราชกฤษฎีกาคาเชาบาน ขาราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ และทีแ่ กไขเพิม่ เติมมีเจตนารมณ ที่ จ ะสนั บ สนุ น ให ข า ราชการได มี บ า นอยู อ าศั ย ของตนเอง โดยการอนุญาตใหขาราชการซึ่งไดรับการ

พระราชกฤษฎีกาคาเชาบานขาราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๑๖ ในกรณีทขี่ า ราชการซึง่ มีสทิ ธิไดรบั คาเชาบานขาราชการตามพระราชกฤษฎีกา ไดเชาซือ้ บานหรือผอนชำระเงินกูเ พือ่ ชำระราคาบาน ที่คางชำระอยูในทองที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม เพื่อใชเปนที่อยูอาศัยและไดอาศัยอยูจริงในบานนั้น ใหขาราชการผูนั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระคาเชา ซื้อหรือคาผอนชำระเงินกูดังกลาวมาเบิกคาเชาบานขาราชการไดไมเกินจำนวนเงินที่กำหนดไวตามบัญชีอัตราคาเชาบานขาราชการทายพระราชกฤษฎีกา นี้ ตามเงื่อนไขดังตอไปนี้ (๑) ตนเอง และสามีหรือภริยา ไดทำการผอนชำระคาเชาซื้อหรือผอนชำระเงินกูเพื่อชำระราคาบาน อยูเพียงหลังเดียวในทองที่นั้น (๒) จะตองเปนการผอนชำระคาเชาซื้อหรือผอนชำระเงินกูกับสถาบันการเงิน หรือกับรัฐวิสาหกิจหรือสหกรณที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ การเคหะ ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด และสัญญาเชาซื้อหรือสัญญาเงินกู จะตองไดรับความเห็นชอบตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด (๓) จะตองไมเคยใชสิทธินำหลักฐานการชำระคาเชาซื้อหรือคาผอนชำระเงินกูสำหรับบานหลังหนึ่งหลังใดในทองที่นั้นมาแลว เวนแตจะเปน กรณีที่ไดรับแตงตั้งใหกลับไปรับราชการในทองที่นั้นอีก และเปนการใชสิทธินำหลักฐานการชำระคาเชาซื้อหรือคาผอนชำระเงินกูตามที่ไดเคยใชสิทธิ มาแลว ๒๔ ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๔๒๐ ผูใดจงใจหรือประมาทเลินเลอ ทำตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายใหเขาเสียหายถึงแกชีวิตก็ดี แกรางกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพยสินหรือสิทธิอยางหนึ่งอยางใดก็ดี ทานวาผูนั้นทำละเมิดจำตองใชคาสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ๒๓

152

อนุ ญ าตให เ บิ ก ค า เช า บ า นข า ราชการโดยวิ ธี ก าร ผอนชำระเงิ น กู เ พื่ อ ชำระราคาบ า นที่ ค า งชำระ เมื่ อ ถูกยายไปประจำสำนักงานใหมซึ่งมีสิทธิเบิกคาเชาบาน ขาราชการยังคงสามารถนำหลักฐานการชำระคาเชาซื้อ หรื อ ค า ผ อ นชำระเงิ น กู ม าเบิ ก ค า เช า บ า นข า ราชการ ในท อ งที่ ใ หม ไ ด สิ ท ธิ ข องผู ฟ อ งคดี ใ นการที่ จ ะได รั บ คาเชาบานขาราชการยังคงมีอยูต อ ไป ถึงแมทางราชการ จะได จั ด ที่ พั ก ของทางราชการให ใ นภายหลั ง ก็ ต าม ดังนั้น การที่ผูอำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ ไม พิ จ ารณาอนุ มั ติ จ า ยเงิ น ค า เช า บ า นเพื่ อ ผ อ นชำระ เงิ น กู ป ระจำเดื อ นพฤษภาคม ๒๕๔๕ ของผู ฟ อ งคดี จึ ง เป น การละเลยต อ หน า ที่ ต ามที่ ก ฎหมายกำหนด ให ต อ งปฏิ บั ติ แ ละปฏิ บั ติ ห น า ที่ ดั ง กล า วล า ช า เกิ น สมควร ทำให ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ความเสี ย หายแก สิ ท ธิ กลาวคือ ไมไดรบั คาเชาบานขาราชการในอัตราเดือนละ ๒,๖๐๐ บาท นับแตเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๕ จนถึง วันฟองคดี และไมไดรับคาเชาบานขาราชการในอัตรา เดือนละ ๒,๖๐๐ บาท นับแตวันฟองคดีจนถึงเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๗ ซึ่งเปนวันสิ้นสุดสัญญากูเงินเพื่อ ชำระราคาบาน การกระทำดังกลาวของผูอำนวยการ สามัญศึกษาจังหวัดอุตรดิตถจึงเปนการกระทำละเมิด ตอผูฟองคดีตามมาตรา ๔๒๐๒๔ แหงประมวลกฎหมาย แพงและพาณิชย ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ในฐานะหนวยงาน ตนสังกัด จึงตองรับผิดตอผูฟองคดีในผลแหงละเมิด


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ที่ผูอำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดอุตรดิตถไดกระทำ ตามมาตรา ๕ วรรคหนึง่ แหงพระราชบัญญัตคิ วามรับผิด ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ พิพากษาให ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จายเงินคาเชาบานขาราชการในอัตรา เดือนละ ๒,๖๐๐ บาท นับแตเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๕ จนถึ ง เดื อ นมี น าคม ๒๕๔๖ เป น เงิ น จำนวนทั้ ง สิ้ น ๒๘,๖๐๐ บาท ใหแกผูฟองคดี และใหจายคาเชาบาน ขาราชการในอัตราเดือนละ ๒,๖๐๐ บาท นับแตเดือน เมษายน ๒๕๔๖ เรื่อยไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ ใหแกผูฟองคดี ทั้งนี้ ใหดำเนินการใหแลวเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแตวันที่คดีถึงที่สุด และใหคืนคาธรรมเนียม ศาลทั้งหมดใหแกผูฟองคดี (คำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดที่ อ.๗๑/๒๕๕๔) (๒) องค ก ารบริ ห ารส ว นตำบลมี ห น า ที่ ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยและซอมแซม บำรุงรักษาทางตามพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค ก ารบริ ห าร สวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงมีหนาที่ จัดทำปายเตือนกรณีสะพานที่ใช ในการสั ญ จรขาด และยั ง ต อ ง ดำเนินการปดทางบริเวณกอนถึง สะพานที่เกิดเหตุเพื่อปองกันมิให มีการสัญจรผานไปถึงสะพานได หากไมดำเนินการยอมเปนการละเลยตอหนาที่ตามที่ กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ และหากการละเลย ดังกลาวกอใหเกิดความเสียหายแกประชาชนผูใ ชทาง ยอมเปนการกระทำละเมิดดวยการละเลยตอหนาที่ ตามที่กฎหมายกำหนด นาย ก. ไดขับรถยนตกระบะที่ผูฟองคดีเปน ผูเ ชาซือ้ ไปตามถนนสาย พช ๒๐๖๖ จำเรียง - อีโดกวังจาน โดยไมทราบวาสะพานขามแมน้ำปาสักชำรุดเสียหาย ใชสัญจรไปมาไมได เปนเหตุใหรถยนตตกลงในแมน้ำ ป า สั ก ได รั บ ความเสี ย หาย ผู ฟ อ งคดี เ ห็ น ว า อุ บั ติ เ หตุ ทีเ่ กิดขึน้ มีสาเหตุมาจากการทีอ่ งคการบริหารสวนตำบล

บานโตก (ผูถูกฟองคดี) ละเลยตอหนาที่ในการปองกัน และบรรเทาสาธารณภั ย และหน า ที่ ใ นการซ อ มแซม บำรุงรักษาทางสายดังกลาว จึงมีหนังสือขอใหผถู กู ฟองคดี ชดใชคา เสียหาย แตผถู กู ฟองคดีปฏิเสธ ผูฟ อ งคดีจงึ นำคดี มาฟองตอศาลปกครองขอใหผูถูกฟองคดีชดใชคาซอม รถยนต เปนเงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท คาเสียหาย ที่ ไ ม อ าจใช ป ระโยชน จ ากรถยนต ไ ด นั บ แต เ ดื อ น มกราคม ๒๕๔๙ จนกวาผูถ กู ฟองคดีจะชดใชคา เสียหาย ให แ ก ผู ฟ อ งคดี โดยนั บ ถึ ง วั น ฟ อ งคดี รวม ๕ เดื อ น เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท เปนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และคาเสื่อมราคารถยนตเปนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร อ มดอกเบี้ ย ร อ ยละเจ็ ด ครึ่ ง ต อ ป นั บ แต วั น ถัดจากวันฟองคดีเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จใหแก ผูฟองคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา ผูถูกฟองคดี มี ห น า ที่ จั ด ให มี แ ละบำรุ ง รั ก ษาทางน้ ำ และทางบก ตลอดจนการป อ งกั น และบรรเทาสาธารณภั ย ทั้ ง นี้ ตามนัยมาตรา ๖๗ (๑) และ (๔) แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตำบล และองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ดั ง นั้ น ไม ว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี ไ ด จั ด ท ำ ป า ย ที่ มี ข อ ค ว า ม ว า “อันตรายสะพานขาด” สักกี่ปาย ก็ตาม แตการที่ผูถูกฟองคดีละเลย มิ ไ ด ด ำเนิ น การป ด ทางบริ เ วณ กอนถึงสะพานที่เกิดเหตุเพื่อปองกันมิใหมีการสัญจร ผานไปถึงสะพานได ถือไดวาเปนการดำเนินการปองกัน และบรรเทาสาธารณภัยที่ยังไมพอสมควรแกเหตุ อีกทั้ง ไมปรากฏวาตั้งแตสะพานขาดเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๗ จนถึงวันที่รถยนตคันพิพาทตกสะพานเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ ผูถูกฟองคดีไดดำเนินการใดๆ เพือ่ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการสงเสริม องคการสวนทองถิ่นหรือดำเนินการใดๆ เพื่อเรงรัดใหมี การซอมแซมสะพานใหใชไดดีดังเดิมจนเกิดอุบัติเหตุ ขึ้นกับรถยนตของผูฟองคดี กรณีจึงถือไดวาผูถูกฟอง คดีกระทำละเมิดตอผูฟองคดีโดยการละเลยตอหนาที่ ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยและละเลยตอ

153


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

หนาที่ในการซอมแซมบำรุงรักษาทางตามมาตรา ๖๗๒๕ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ส ภาตำบลและองค ก ารบริ ห าร สวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งมีผลโดยตรงทำใหรถยนต ของผูฟองคดีประสบอุบัติเหตุเสียหายจนใชการไมได กรณีจึงเปนการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลย ตอหนาทีต่ ามทีก่ ฎหมายกำหนดใหตอ งปฏิบตั ิ ผูถ กู ฟองคดี จึงตองรับผิดตอผูฟ อ งคดีในผลแหงละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย แตโดยทีม่ าตรา ๔๔๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บัญญัตวิ า ถาความเสียหายไดเกิดขึน้ เพราะความผิดอยางหนึง่ อยางใด ของผูต อ งเสียหายประกอบดวยไซร ทานใหนำบทบัญญัติ แหงมาตรา ๒๒๓ มาใชบงั คับโดยอนุโลม ซึง่ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึง่ บัญญัตวิ า ถาฝายผูเ สียหายไดมสี ว นทำความผิด อยางใดอยางหนึง่ กอใหเกิดความเสียหายดวยไซร ทานวา หนี้อันตองใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสียหายมากนอย เพียงใดนัน้ ตองอาศัยพฤติการณเปนประมาณขอสำคัญ ก็คือวา ความเสียหายนั้นไดเกิดขึ้นเพราะฝายไหนเปน ผูกอยิ่งหยอนกวากันเพียงไร เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ผูถูกฟองคดีไดจัดทำปายเตือนขนาดใหญและสามารถ มองเห็นไดชัดเจน มีขอความวา อันตรายสะพานขาด โดยนำไปวางขวางปากทางสาย พช ๒๐๖๖ จำเรียง อีโดกวังจาน ใหเหลือชองทางเดินรถยนต เพียงหนึง่ ชองทาง ซึ่งหากนาย ก. มีความระมัดระวังในการขับรถยนต ตามสมควรยอมตองสังเกตเห็นปายดังกลาว อุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความประมาทเลินเลอของนาย ก. รวมอยู ด ว ย ซึ่ ง ย อ มไม เ ป น ธรรมที่ จ ะให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ๒๕

154

รับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งหมด ที่ เ กิ ด ขึ้ น แก ร ถยนต ข องผู ฟ อ งคดี โดยเมื่ อ พิ จ ารณา จากพฤติ ก ารณ แ ล ว เห็ น ได ว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี มี ห น า ที่ ตามกฎหมายว า ด ว ยสภาตำบลและองค ก ารบริ ห าร ส ว นตำบลในการจั ด ให มี แ ละบำรุ ง รั ก ษาทางน้ ำ และ ทางบก รวมทั้งปองกันและบรรเทาสาธารณภัยดังที่ได วินจิ ฉัยมาแลวขางตน เมือ่ ขอเท็จจริงรับฟงไดวา ในวันที่ เกิดเหตุ มีปา ยเตือนสะพานขาดติดตัง้ ไวหา งจากสะพาน ที่เกิดเหตุประมาณ ๒ - ๓ กิโลเมตร เพียงปายเดียว อั น แสดงถึ ง ความไม ใ ส ใจที่ จ ะป อ งกั น อั น ตรายที่ อ าจ เกิดขึ้นไดกับประชาชนทั่วไป ความเสียหายที่เกิดขึ้น มีผลจากการละเลยตอหนาที่ของผูถูกฟองคดีมากกวา ความประมาทเลินเลอของนาย ก. ผูถูกฟองคดีจึงควร รับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนในอัตรารอยละแปดสิบ ของความเสียหายที่เกิดขึ้นแกผูฟองคดีทั้งในสวนของ คาซอมรถยนตของผูฟองคดีตามที่อูกลางประกันภัย ซอมรถยนตตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการ กำกับและสงเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัด กระทรวงพาณิชย กำหนดตีราคา แตไมเกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละเจ็ดครึ่งตอป นับแตวันถัดจาก วันฟองคดีเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จใหแกผฟู อ งคดี และคาเสียหายที่ไมอาจใชประโยชนจากรถพิพาทได โดยค า เสี ย หายในส ว นหลั ง นี้ ใ ห คิ ด จากฐานเดื อ นละ ๑๐,๐๐๐ บาท จึ ง พิ พ ากษาให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ช ดใช คาเสียหายสวนนี้เปนเงินเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท ตั้งแต เดือนมกราคม ๒๕๔๙ (รถยนตพิพาทประสบอุบัติเหตุ

พระราชบัญญัติสภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ ภายใตบังคับแหงกฎหมาย องคการบริหารสวนตำบล มีหนาที่ตองทำในเขตองคการบริหารสวนตำบล ดังตอไปนี้ (๑) จัดใหมีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก (๒) รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล (๓) ปองกันโรคและระงับโรคติดตอ (๔) ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย (๕) สงเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (๖) สงเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผูสูงอายุ และผูพิการ (๗) คุมครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (๘) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่น (๙) ปฏิบัติหนาที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมายโดยจัดสรรงบประมาณหรือบุคลากรใหตามความจำเปนและสมควร


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๘) จนถึงวันฟองคดี รวมระยะเวลา ๕ เดือน เปนเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละ เจ็ ด ครึ่ ง ต อ ป นั บ แต วั น ถั ด จากวั น ฟ อ งคดี เ ป น ต น ไป จนกวาจะชำระเสร็จใหแกผูฟองคดี และใหชดใชตอไป อีกเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท นับแตวันถัดจากวันฟองคดี เปนตนไปจนกวาผูถูกฟองคดีจะชดใชคาซอมรถยนต ให แ ก ผู ฟ อ งคดี และให คื น ค า ธรรมเนี ย มทั้ ง สองศาล จากการชนะคดีในสวนคาซอมรถยนตและคาเสียหาย ที่ ไ ม อ าจใช ป ระโยชน จ ากรถยนต พิ พ าทได ร ะหว า ง วั น ที่ ร ถยนต พิ พ าทประสบอุ บั ติ เ หตุ จ นถึ ง วั น ฟ อ งคดี ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ส ว นคำขออื่ น ให ย ก (คำพิ พ ากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๓/๒๕๕๔) ๒.๓ คดี พิ พ าทเกี่ ย วกั บ ความรับผิดอยางอื่น กรณี ที่ มี ก ารเวนคื น ที่ ดิ น แตเพียงบางสวนแลวปรากฏวา ที่ดินสวนที่เหลือจากการเวนคืน นัน้ มีเนือ้ ทีน่ อ ยกวายีส่ บิ หาตารางวา หรือดานหนึง่ ดานใดนอยกวาหาวา และที่ดินสวนที่เหลืออยูนั้นมิไดติดตอเปนผืนเดียวกัน กับทีด่ นิ แปลงอืน่ ของเจาของเดียวกัน เจาของทีด่ นิ นัน้ มี สิ ท ธิ ยื่ น คำร อ งขอเพื่ อ บั ง คั บ ให เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ต อ งเวนคื น หรื อ จั ด ซื้ อ ที่ ดิ น ส ว นที่ เ หลื อ ดั ง กล า ว ซึง่ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาทีข่ องรัฐมีหนาที่ ทีจ่ ะตองดำเนินการเวนคืนหรือจัดซือ้ ทีด่ นิ สวนทีเ่ หลือนัน้ โดยไมอาจใชดลุ พินจิ ปฏิเสธคำรองขอได หากเจาหนาที่ ของรัฐปฏิเสธไมดำเนินการดังกลาว ยอมเปนการ ออกคำสั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย กรณีที่เจาหนาที่ของรัฐมิไดดำเนินการ เวนคืนหรือจัดซือ้ ทีด่ นิ สวนทีเ่ หลือจากการเวนคืนตาม คำรองขอของเจาของที่ดิน อันเปนเหตุใหเจาของ ที่ดินไมไดรับเงินคาทดแทนตามกฎหมาย ตองถือวา มีการจายเงินคาทดแทนที่ดินลาชากวากำหนดเวลา ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติวา

ดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ และ เจาหนาที่ของรัฐตองรับผิดจายเงินคาดอกเบี้ย เพื่อ ทดแทนความเสียหายใหแกเจาของที่ดินดังกลาว ผู ฟ อ งคดี เ ป น เจ า ของกรรมสิ ท ธิ์ ที่ ดิ น เนื้ อ ที่ ๒ ไร ๓ งาน ๒๙ ตารางวา ซึ่งอยูในแนวเขตเวนคืน บางสวนเปนจำนวนเนื้อที่ ๑ ไร ๓ งาน ๙ ตารางวา ตามพระราชกฤษฎี ก ากำหนดเขตที่ ดิ น ในบริ เวณที่ ที่จะเวนคืน เพื่อสรางทางหลวงแผนดินหมายเลข ๑๑ สายอินทรบุรี - เชียงใหม ตอนทางเลี่ยงเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำใหที่ดินของผูฟองคดีคงเหลือเนื้อที่ ๑ ไร ๒๐ ตารางวา มีความยาวดานหนา ๘.๓๙ เมตร ซึ่งนอยกวาหาวา (๑๐ เมตร) และที่ดินมิไดอยูติดตอ เป น ผื น เดี ย วกั น กั บ ที่ ดิ น แปลงอื่ น ของผูฟองคดี ผูฟองคดีจึงมีหนังสือ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖ และ หนั ง สื อ ลงวั น ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ รองขอใหอธิบดีกรมทางหลวง (ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒) เวนคืนหรือจัดซือ้ ที่ ดิ น ส ว นที่ เ หลื อ จากการเวนคื น ดังกลาว แตผถู กู ฟองคดีที่ ๒ ปฏิเสธ ไม ด ำเนิ น การจั ด ซื้ อ ที่ ดิ น ส ว นที่ เ หลื อ จากการเวนคื น ของผู ฟ อ งคดี เนื่ อ งจากเห็ น ว า ผู ฟ อ งคดี ยั ง สามารถ ใชประโยชนในที่ดินไดดังเดิม ผูฟองคดีจึงยื่นอุทธรณ คำสัง่ ไมจดั ซือ้ ทีด่ นิ ดังกลาว แตไมไดรบั แจงผลการพิจารณา แตอยางใด ผูฟองคดีจึงนำคดีมาฟองตอศาลปกครอง ขอให ศ าลมี ค ำพิ พ ากษาหรื อ คำสั่ ง เพิ ก ถอนหนั ง สื อ ของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่ปฏิเสธไมจัดซื้อที่ดินสวนที่เหลือ จากการเวนคืนของผูฟองคดีและใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ จัดซื้อที่ดินสวนที่เหลือดังกลาว พรอมชำระดอกเบี้ย นับแตวันที่ผูฟองคดีรองขอใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ จัดซื้อ ที่ดินดังกลาว รวมทั้งคาเสียหายอื่นๆ ศาลปกครอง สู ง สุ ด วิ นิ จ ฉั ย ว า เมื่ อ การเวนคื น อสั ง หาริ ม ทรั พ ย เป น เรื่ อ งที่ รั ฐ อาศั ย อำนาจตามกฎหมายพรากเอา ทรั พ ย สิ น ของราษฎรเพื่ อ ใช ป ระโยชน ใ นการบริ ก าร สาธารณะของรัฐ และการที่รัฐใชอำนาจดำเนินการ

155


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

เวนคืนดังกลาว ยอมทำใหราษฎรที่สูญเสียทรัพยสิน ตองแบกรับภาระมากกวาราษฎรรายอืน่ ทีม่ ไิ ดถกู เวนคืน ดังนั้น รัฐจึงตองมีมาตรการแกไขเยียวยาความสูญเสีย หรือความเสียหายใหแกราษฎรที่ถูกเวนคืนเพื่อใหเกิด ความเป น ธรรมในสั ง คม โดยมาตรามาตรา ๒๐ แหงพระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ เปนบทบัญญัติหนึ่งที่รัฐใชในการเยียวยา แกไขความเสียหายแกผถู กู เวนคืนทีด่ นิ โดยในวรรคหนึง่ ของบทบัญญัติดังกลาว๒๖ ไดกำหนดใหเจาของที่ดิน ที่ มี ที่ ดิ น สวนที่เหลือจากการเวนคืนนอยกวายี่สิบหา ตารางวาหรือดานหนึ่งดานใดนอยกวาหาวา และที่ดิน สวนที่เหลืออยูนั้นมิ ไ ด ติ ด ต อ เป น ผื น เดี ย วกั น กั บ ที่ ดิ น แปลงอื่นของเจาของเดียวกัน มีสิทธิยื่นคำรองขอเพื่อ บังคับใหเจาหนาที่ตองเวนคืนหรือจัดซือ้ ทีด่ นิ สวนทีเ่ หลือ ดังกลาวได ซึง่ เจาหนาทีจ่ ะตองดำเนินการเวนคืนที่ดิน สวนที่เหลือนั้นโดยไมอาจใชดุลพินิจปฏิเสธคำรองขอ ส ว นการที่ บ ทบั ญ ญั ติ ดั ง กล า วกำหนดให เจ า หน า ที่ เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินสวนที่เหลือจากการเวนคืนนั้น หมายความวา ถาอยูใ นขัน้ ตอนดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตทีด่ นิ ในบริเวณทีท่ จี่ ะเวนคืนเจาหนาที่ จะตองดำเนินการจัดซื้อ และถาอยูในระหวางขั้นตอน การเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนเจาหนาที่จะตอง ดำเนินการเวนคืนที่ดินสวนที่เหลือนั้น ดังนั้น เมื่อที่ดิน ของผูฟ อ งคดีมที ดี่ นิ สวนทีเ่ หลือจากการเวนคืนดานหนึง่ นอยกวาหาวา และที่ดินสวนที่เหลืออยูมิไดติดตอกัน

กั บ ที่ ดิ น แปลงอื่ น ของผู ฟ อ งคดี ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ จึ ง มี ห น า ที่ ต อ งดำเนิ น การจั ด ซื้ อ ที่ ดิ น ส ว นที่ เ หลื อ จากการเวนคืนของผูฟองคดีตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัตดิ งั กลาว การทีผ่ ถู กู ฟองคดีที่ ๒ ปฏิเสธ ไมจดั ซือ้ ทีด่ นิ สวนทีเ่ หลือดังกลาวตามคำขอของผูฟ อ งคดี จึงเปนการออกคำสั่งไมชอบดวยกฎหมาย และการที่ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ มิไดดำเนินการจัดซื้อที่ดินสวนที่เหลือ จากการเวนคืนของผูฟองคดี อันเปนเหตุใหผูฟองคดี ไมไดรบั เงินคาทดแทนตามกฎหมาย ถือไดวา ผูถ กู ฟองคดี ที่ ๒ จายเงินคาทีด่ นิ ลาชากวากำหนดเวลาตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึง่ ๒๗ แหงพระราชบัญญัตเิ ดียวกัน ซึง่ ผูถ กู ฟองคดี ที่ ๒ ต อ งรั บ ผิ ด จ า ยเงิ น ค า ดอกเบี้ ย เพื่ อ ทดแทน ความเสียหายแกผูฟองคดีในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ย เงิ น ฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิ น นั บ แต วั น ที่ พ น กำหนดเวลาการจ า ยเงิ น ค า ทดแทน ที่ ดิ น ตามมาตรา ๓๓ ๒๘ แห ง พระราชบั ญ ญั ติ ข า งต น ทั้ ง นี้ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ต อ งจ า ยเงิ น ค า ที่ ดิ น ภายใน หนึ่ ง ร อ ยยี่ สิ บ วั น นั บ แต วั น ที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๒ ต อ ง ดำเนินการจัดซื้อที่ดินสวนที่เหลือจากการเวนคืนของ ผูฟองคดี คือ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖ โดยจะครบ กำหนดเวลาการจายเงินคาที่ดินภายในหนึ่งรอยยี่สิบวัน ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ และตองจายดอกเบี้ย ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ใ นอั ต ราสู ง สุ ด ของดอกเบี้ ย เงิ น ฝาก ประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิ น นั บ แต วั น ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จ

พระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๐ ในกรณีที่ตองเวนคืนที่ดินแปลงใดแตเพียงบางสวนถาเนื้อที่ดินสวนที่เหลืออยูนั้นนอยกวายี่สิบหาตารางวา หรือดานหนึ่งดานใด นอยกวาหาวา และที่ดินสวนที่เหลืออยูน้ันมิไดติดตอเปนผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงอื่นของเจาของเดียวกัน หากเจาของรองขอใหเจาหนาที่เวนคืนหรือ จัดซื้อที่ดินสวนที่เหลือดวย ฯลฯ ฯลฯ ๒๗ - ๒๘ พระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๑ ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพยกันไดตามมาตรา ๑๐ ใหเจาหนาที่หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากเจาหนาที่จายเงิน คาอสังหาริมทรัพยดังกลาวทั้งหมดใหแกเจาของ หรือผูครอบครองโดยชอบดวยกฎหมายภายในหนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวนั ที่ทำสัญญาซื้อขาย ฯลฯ ฯลฯ มาตรา ๓๓ ในกรณีที่เจาหนาที่หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากเจาหนาที่จายเงินคาอสังหาริมทรัพยลาชากวากำหนดเวลาตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง หรือจายเงินคาทดแทนลาชากวากำหนดเวลาตามมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ใหผูมีสิทธิไดรับเงินคาอสังหาริมทรัพยหรือเงินคาทดแทน ไดรับ ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกลาว นับแตวันที่พนกำหนดเวลาการจายเงิน 156 คาอสังหาริมทรัพยหรือเงินคาทดแทน ๒๖


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

พิพากษาใหเพิกถอนหนังสือของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่แจง ปฏิเสธคำรองขอของผูฟองคดี และใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ เวนคืนหรือจัดซือ้ ทีด่ นิ สวนทีเ่ หลือของผูฟ อ งคดี โดยถือวา ผูถ กู ฟองคดีที่ ๒ จะตองดำเนินการจัดซือ้ ทีด่ นิ สวนทีเ่ หลือ จากการเวนคืนของผูฟ อ งคดี ตัง้ แตวนั ทีผ่ ฟู อ งคดียนื่ หนังสือ รองขอดังกลาวตามมาตรา ๑๐๒๙ แหงพระราชบัญญัติ วาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพยฯ รวมทัง้ ใหผถู กู ฟองคดี ที่ ๒ จ า ยดอกเบี้ ย ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ใ นอั ต ราสู ง สุ ด ของ ดอกเบี้ ย เงิ น ฝากประเภทฝากประจำของธนาคาร ออมสินนับแตวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เปนตนไป จนกวาจะชำระเสร็จ โดยใหดำเนินการภายใน ๙๐ วัน นับแตวันที่มีคำพิพากษา (คำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดที่ อ.๒๔๒/๒๕๕๔)

๓. แนวทางการปฏิบัติราชการที่ไดจากคดี พิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ศาลปกครองสูงสุดไดวางแนวทางการปฏิบัติ ราชการที่ น า สนใจในการวิ นิ จ ฉั ย ข อ พิ พ าทเกี่ ย วกั บ สัญญาทางปกครอง ดังตอไปนี้ สั ญ ญาจ า งเหมาก อ สร า งระบบประปา หมู บ า นคิ ด ค า จ า งในลั ก ษณะเหมารวมซึ่ ง ถื อ ความสำเร็จของงานขุดเจาะบอน้ำบาดาล อันไดแก ปริ ม าณของน้ ำ ที่ บ รรจุ ไ ด เ ป น ผลสำเร็ จ ของงาน การที่ ผู รั บ จ า งขุ ด เจาะบ อ บาดาลจนได ป ริ ม าณน้ ำ ตามทีก่ ำหนดไวในสัญญาแลว แมวา จะไมไดความลึก

ของการขุ ด เจาะตามข อ กำหนดของสั ญ ญา ก็ ต อ ง ถือวาผูรับจางทำงานแลวเสร็จครบถวนสมบูรณแลว สำหรับความลึกของการขุดเจาะที่ระบุในสัญญานั้น ถือเปนเพียงรายการประมาณราคากลางเพือ่ ประกอบ การพิจารณากำหนดราคาจางเทานัน้ มิไดมคี วามหมาย เปนการแยกจางตามระยะความลึกของการขุดเจาะ แตอยางใด ดังนั้น หนวยงานทางปกครองผูวาจาง จึงมีหนาที่ตองจายคาจางใหแกผูรับจางตามจำนวน ที่ ต กลงกั น ไว ใ นสั ญ ญาโดยมิ อ าจหั ก เงิ น ค า จ า ง จากภาระงานที่ผูรับจางทำนอยกวาที่ประมาณการ ไวได องคการบริหารสวนตำบลคลองชีลอ ม (ผูถ กู ฟองคดี ที่ ๑) ทำสัญญาจางผูฟ อ งคดีใหกอ สรางระบบประปาหมูบ า น ในวงเงิน ๘๗๘,๐๐๐ บาท โดยขอสัญญากำหนดให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ มี สิ ท ธิ ที่ จ ะสั่ ง ให ผู ฟ อ งคดี ท ำงาน พิเศษซึ่งไมไดแสดงไวหรือรวมอยูในเอกสารสัญญาได หากงานพิเศษนั้นอยูในขอบขายทั่วไปแหงวัตถุประสงค ของสัญญา รวมทั้งผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีสิทธิที่จะสั่งให ผูฟ อ งคดีเปลีย่ นแปลงหรือแกไขรูปแบบและขอกำหนดตางๆ ในเอกสารสัญญานีด้ ว ย ปรากฏวาภายหลังจากผูฟ อ งคดี เริม่ ทำงานกอสรางตามสัญญาโดยการขุดเจาะบอบาดาล หัวหนาสวนโยธาองคการบริหารสวนตำบลคลองชีลอม (ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๓) ได ท ำบั น ทึ ก ข อ ตกลงเพิ่ ม เติ ม แนบท า ยสั ญ ญาจ า งโดยมี ร ายละเอี ย ดว า ผู ฟ อ งคดี และผูถ กู ฟองคดีที่ ๑ ไดตกลงเปลีย่ นแปลงจากการขุดเจาะ บอบาดาลความลึกที่ ๑๕๐ เมตร เปนความลึกที่ ๕๖ เมตร ทำใหโครงการขุดเจาะบอบาดาลในวงเงิน ๒๖๘,๙๕๐ บาท

พระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ ในระหวางใชบังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๖ ใหเจาหนาที่หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากเจาหนาที่มีอำนาจตกลง ซื้อขาย และกำหนดจำนวนเงินคาทดแทนอสังหาริมทรัพยที่จะตองเวนคืนจากเจาของหรือผูครอบครองโดยชอบดวยกฎหมาย เพื่อดำเนินการจัดซื้อและ จายคาทดแทนอสังหาริมทรัพยดังกลาวตอไป แตจะใหราคาหรือคาทดแทนอสังหาริมทรัพยดังกลาวเกินกวาราคาเบื้องตนที่คณะกรรมการตามมาตรา ๙ กำหนดไวไมได ในกรณีที่สามารถตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพยที่จะถูกเวนคืนตามวรรคหนึ่งได แตไมอาจตกลงกันไดในเรื่องจำนวนเงินคาทดแทน หากเจาของ หรือผูครอบครองโดยชอบดวยกฎหมายจะขอรับเงินคาทดแทนตามราคาเบื้องตนที่คณะกรรมการตามมาตรา ๙ กำหนดไวไปกอน โดยสงวนสิทธิอุทธรณ ตอรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๕ ก็ใหเจาหนาที่หรือผูซึ่งไดรับมอบหมายจากเจาหนาที่ดำเนินการทำสัญญา โดยมีเงื่อนไขดังกลาว แลวจายคาทดแทน ไปกอนได 157 ๒๙


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

158

เปลี่ ย นแปลงเป น เงิ น ๑๐๐,๔๐๘ บาท และตั ด คาอุปกรณตา งๆ จำนวน ๖ รายการ เปนเงิน ๒๒,๖๓๒ บาท โดยผูฟองคดีและผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไมไดลงลายมือชื่อ ในบันทึกขอตกลงดังกลาวแตอยางใด ตอมา ผูฟองคดี ไดสง มอบงานตามสัญญา ซึง่ คณะกรรมการตรวจการจาง ไดตรวจรับงานเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ และ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ได ช ำระเงิ น ค า จ า งให แ ก ผู ฟ อ งคดี เปนเงิน ๕๙๓,๔๘๕.๐๗ บาท ซึ่งเปนเงินหลังหักภาษี ณ ที่ จ า ย และหั ก ค า ปรั บ กรณี ผู ฟ อ งคดี ส ง มอบงาน ล า ช า แต ผู ฟ อ งคดี เ ห็ น ว า การหั ก เงิ น ค า จ า งจำนวน ๑๖๘,๕๔๒ บาท ซึ่งเปนคาขุดเจาะบอบาดาลที่ขาดไป จำนวน ๙๔ เมตร ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไมเปนธรรม ประกอบกั บ การที่ ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ เงิ น ค า จ า งล า ช า เปนเวลา ๕๗ วัน ทำใหผูฟองคดีไดรับความเสียหาย จึงฟองคดีตอศาลปกครอง ขอใหศาลมีคำพิพากษาหรือ คำสั่งใหผูถูกฟองคดีชำระเงินจำนวน ๒๑๘,๕๘๘ บาท พร อ มดอกเบี้ ย ให แ ก ผู ฟ อ งคดี ศาลปกครองสู ง สุ ด วินจิ ฉัยวา โดยทีข่ อ ๑ และขอ ๔ ของสัญญาจางพิพาท กำหนดวา “ผูว า จางตกลงจางและผูร บั จางตกลงรับจางเหมา ทำการกอสรางระบบประปาหมูบาน” และ “(สัญญา เปนราคาเหมารวม) ผูวาจางตกลงจายและผูรับจาง ตกลงรับคาจางจำนวนเงิน ๘๗๘,๐๐๐ บาท โดยถือราคา เหมารวมเปนเกณฑ” ประกอบกับตามสัญญาดังกลาว คู สั ญ ญาทั้ ง สองฝ า ยตกลงกั น ให ผู รั บ จ า งขุ ด เจาะ บอบาดาล จำนวน ๑ บอ ใหไดปริมาณน้ำไมนอยกวา ๕ ลูกบาศกเมตรตอชัว่ โมง คิดคาจางในลักษณะเหมารวม ซึ่ ง หมายความวา สัญญาจางถือความสำเร็จของงาน ขุดเจาะบอบาดาลใหไดปริมาณน้ำ ๕ ลูกบาศกเมตร ตอชั่วโมงเปนผลสำเร็จของงาน สวนความลึกของการ ขุดเจาะเปนเพียงประมาณการไวเทานั้น หากผูรับจาง ไดทำการขุดเจาะบอบาดาลไดน้ำ ๕ ลูกบาศกเมตร ตอชั่วโมง ถือวาผูรับจางไดทำงานแลวเสร็จครบถวน บริบูรณตามที่กำหนดไวในรายละเอียดตามแบบแปลน ท า ยสั ญ ญาและข อ กำหนดกั บ เงื่ อ นไขของสั ญ ญา รวมทั้งเอกสารแนบทายสัญญาแลว ผูวาจางมีหนาที่ ตองจายเงินคาจางใหแกผรู บั จางตามจำนวนทีต่ กลงกันไว

สำหรั บ ส ว นที่ เ กี่ ย วกั บ การขุ ด เจาะบ อ น้ ำ บาดาลนั้ น สัญญาพิพาทกำหนดหลักการไวกวางๆ วา ทำการขุด เจาะบ อ บาดาลให ไ ด ป ริ ม าณน้ ำ ๕ ลู ก บาศก เ มตร ตอชั่วโมง จำนวน ๑ บอ สวนการกำหนดรายละเอียด ตางๆ ไวในประมาณการคากอสรางที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ ทำขึ้น ซึ่งรวมถึงการกำหนดความลึกของการขุดเจาะ วาไมนอยกวา ๑๕๐ เมตร จำนวน ๑ บอ ราคาคาวัสดุ กอสรางตอหนวย ๑,๗๖๓ บาท เปนเงิน ๒๖๘,๙๕๐ บาท นั้น เปนเพียงรายการประมาณราคากลางเพื่อ ประกอบการพิจารณาราคาจางเทานัน้ มิไดมคี วามหมาย เปนการแยกจางเปนระยะความลึกตามการขุดเจาะ แตประการใด สำหรับกรณีที่มีการทำบันทึกขอตกลง เพื่อเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการขุดเจาะบอบาดาล จากความลึกที่ ๑๕๐ เมตร มาเปนความลึกที่ ๕๖ เมตร และตัดลดคางานลงไปเปนจำนวนเงินรวม ๑๙๑,๑๗๔ บาท นั้น เมื่อทั้งผูฟองคดีและผูถูกฟองคดีที่ ๑ มิไดลงนามใน ข อ ตกลงดั ง กล า ว กรณี จึ ง มิ ใช เ ป น การตั ด ทอนงาน หรือเพิ่มงานตามขอกำหนดในสัญญา จึงไมอาจนำมา ใชบังคับผูกพันคูสัญญาได และการที่ผูฟองคดียอมรับ เงินคาจางบางสวนไปแลว ก็ไมอาจถือไดวาผูฟองคดี ยอมรับขอตกลงตามบันทึกดังกลาวโดยปริยายแตอยางใด นอกจากนี้ แมวาขอ ๑๓ ของสัญญาจางจะกำหนดให ผูควบคุมงานของผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีอำนาจสั่งใหแกไข เปลีย่ นแปลง เพิม่ เติม หรือตัดทอนซึง่ งานตามสัญญาได และข อ ๑๔ ของสั ญ ญาจะกำหนดให ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ มีสิทธิสั่งใหเปลี่ยนแปลงหรือแกไขรูปแบบและ ขอกำหนดตางๆ ในเอกสารสัญญาโดยไมทำใหสัญญา เปนโมฆะก็ตาม แตเมือ่ สัญญาจางพิพาทเปนการทำงาน ที่ ว า จ า งเหมาแล ว เสร็ จ ตามสั ญ ญา มิ ใช เ ป น กรณี ที่ ผูควบคุมงานของผูถูกฟองคดีที่ ๑ สั่งใหผูฟองคดีแกไข เปลี่ ย นแปลงเพิ่ ม เติ ม หรื อ ตั ด ทอนงานตามข อ ๑๓ แตอยางใด ประกอบกับขอกำหนดดังกลาวนี้ เปนเพียง สวนที่ใหอำนาจผูควบคุมงานในการแกไขเพิ่มเติมหรือ ตัดทอนงาน รวมทัง้ กำหนดมาตรการของการไมปฏิบตั ติ าม เทานัน้ มิไดมคี วามหมายถึงขนาดวาหากผูร บั จางทำงาน แลวเสร็จโดยมีภาระการทำงานนอยกวาที่คาดคะเนไว


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

จะต อ งลดเงิ น ค า จ า งลงแต ป ระการใด นอกจากนี้ การที่สัญญาทางปกครองมีลักษณะพิเศษที่ใหอำนาจ คูสัญญาฝายปกครองสามารถแกไขสัญญาไดแตเพียง ฝายเดียวโดยไมจำตองไดรับความยินยอมจากคูสัญญา อีกฝายหนึ่งนั้น เปนขอกำหนดที่แสดงใหเห็นถึงอำนาจ ของคู สั ญ ญาฝ า ยปกครองในอั น ที่ จ ะแก ไขเพิ่ ม เติ ม ขอสัญญาไดแตเพียงฝายเดียว ซึ่งเปนลักษณะพิเศษ ประการหนึ่งของสัญญาทางปกครอง แตการใชสิทธิ ของผูว า จางดังกลาวตองอยูบ นพืน้ ฐานหลักความจำเปน และความเปนธรรมตอคูสัญญา โดยคูสัญญาตองเคารพ ต อ เจตนาของคู สั ญ ญาตามที่ ไ ด ต กลงกั น ไว ใ นสั ญ ญา ต อ เมื่ อ มี ค วามจำเป น เพื่ อ ให ก ารบริ ก ารสาธารณะ สามารถดำเนินการไดอยางตอเนื่องหรือมิใหประโยชน สาธารณะต อ งเสี ย ไปเท า นั้ น คู สั ญ ญาฝ า ยปกครอง จึงจะมีสทิ ธิแกไขสัญญาแตเพียงฝายเดียวได และการแกไข สัญญาขางตนตองคำนึงถึงดุลยภาพทางการเงินหรือ ความเป น ธรรมต อ คู สั ญ ญาอี ก ฝ า ยหนึ่ ง ด ว ย ดั ง นั้ น เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวาการแกไขสัญญาโดยผูถูกฟอง คดีที่ ๓ มิไดเกิดขึ้นจากความจำเปน การแกไขเพิ่มเติม สัญญาโดยบันทึกขอตกลงที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ ทำขึ้น จึงไมมีผลใชบังคับกับผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงไมมี

อำนาจทีจ่ ะปรับลดเงินคาจางจากผูฟ อ งคดี และมีหนาที่ ตองคืนเงินคาจางทีป่ รับลดลงไปจำนวน ๑๖๘,๕๔๒ บาท ใหแกผูฟองคดีดวย สำหรับประเด็นที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ชำระเงินคาจางใหแกผฟู อ งคดีลา ชาโดยอางเหตุเกีย่ วกับ ขั้ น ตอนในการทำหนั ง สื อ หารื อ ไปยั ง จั ง หวั ด ตรั ง นั้ น กรณีดังกลาวเปนขั้นตอนการปฏิบัติภายในหนวยงาน ดวยกันเอง ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไมอาจนำเหตุผลขางตน มาปฏิเสธความรับผิดชอบตอบุคคลภายนอกซึ่งเปน คูสัญญาได ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงมีหนาที่ตามสัญญา โดยการชำระเงิ น ค า จ า งให แ ก ผู ฟ อ งคดี ตั้ ง แต วั น ที่ คณะกรรมการตรวจการจางตรวจรับงาน คือ วันที่ ๑๑ พฤศจิ ก ายน ๒๕๔๘ แต ป รากฏว า ผู ถู ก ฟ อ งคดี ที่ ๑ ชำระเงินคาจางใหแกผฟู อ งคดีในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๘ จึงถือไดวาเปนการผิดนัดชำระหนี้ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงตองรับผิดชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดการชำระหนี้ ดังกลาว พิพากษาใหผูถูกฟองคดีที่ ๑ ชำระดอกเบี้ย ในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอปของตนเงิน ๕๙๓,๔๘๕.๐๗ บาท นับแตวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ เปนเงิน ๕,๑๒๑.๘๕ บาท ใหแก ผูฟองคดี (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๔๘/ ๒๕๕๔)

159


รายงานการเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔*

งบแสดงฐานะการเงิน งบรายได้และค่าใช้จ่าย หมายเหตุประกอบงบการเงิน การวิเคราะห์ทางการเงิน

* อยู่ระหว่างการตรวจสอบรับรองของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

สำนักงานศาลปกครอง

งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 และ 2553 หมายเหตุ​ุ สินทรัพย สิสนทรพยหมุ นทรัพยหมนเวี นุ เวยน ยน เงินสดและรายการเทียบเทาเงินสด ลู​ูกหนี้ระยะสั้น วัสดุ​ุคงเหลือ สินทรัพยหมุ​ุนเวียนอื่น รวมสินทรัพยหมุ​ุนเวียน สินทรัพยไมหมุ​ุนเวียน ที่ดิน อาคาร และอุ​ุปกรณ (สุ​ุทธิ) สินทรัพยไมมีตัวตน (สุ​ุทธิ) สินทรัพยไมหมุ​ุนเวียนอื่น รวมสินทรัพยไมหมุ​ุนเวียน รวมสินทรัพย หมายเหตุประกอบงบการเงินเปนสวนหนึ่งของงบการเงินนี้

162

2554

(หนวย : บาท) 2553

3 4 5

2,724,235,223.16 2,408,403,057.04 6,861,234.99 2,438,006.37 3,151,629.99 2,331,663.46 15,012.00 20,702,637.00 2,734,263,100.14 2,433,875,363.87

6 7 8

913,446,666.43 707,443,623.71 9,372,019.68 18,483,681.76 2,620,300.00 3,020,300.00 925,438,986.11 728,947,605.47 3,659,702,086.25 3,162,822,969.34


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

สำนักงานศาลปกครอง

งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 และ 2553 หมายเหตุ หนี้สนิ หนสนหมุ หนี ้สินหมนเวี ุนเวยน ยน เจาหนี้ระยะสั้น คาใชจายคางจาย รายไดแผนดินรอนำสงคลัง หนี้สินหมุ​ุนเวียนอื่น รวมหนี้สินหมุ​ุนเวียน หนี้สินไมหมุ​ุนเวียน รายไดรอการรับรู​ู เงินรับฝากระยะยาว หนี้สินไมหมุ​ุนเวียนอื่น รวมหนี้สินไมหมุ​ุนเวียน รวมหนี้สิน สินทรัพยสุทธิ สินทรัพยสุทธิ ทุ​ุน รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายสะสม รวมสินทรัพยสุทธิ

9 10 11

12 13

14

2554

7,256,264.80 24,847,255.34 21,885,717.82 486,414.55 54,475,652.51

(หนวย : บาท) 2553

13,111,059.44 24,263,397.15 24,998,100.44 356,921.04 62,729,478.07

8,642,260.20 4,290,894.89 1,194,332,154.74 751,430,777.80 1,224,495.83 1,196,499.74 1,204,198,910.77 756,918,172.43 1,258,674,563.28 819,647,650.50 2,401,027,522.97 2,343,175,318.84 36,516,048.42 36,516,048.42 2,364,511,474.55 2,306,659,270.42 2,401,027,522.97 2,343,175,318.84

หมายเหตุประกอบงบการเงินเปนสวนหนึ่งของงบการเงินนี้

(นางสาวเตือนใจ นมะกุ (นางสาวเตอนใจ นิมะกล) ล) ผูอำนวยการสำนักบริหารการเงินและตนทุน

(นายไกรรั ไ ชั เงยวิจิ ิตร) รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาการในตำแหนง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง 163


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

สำนักงานศาลปกครอง

งบรายไดและคาใชจาย สำหรับป สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2554 และ 2553 หมายเหตุ​ุ รายไดจากการดำเนินงาน รายไดจากรัฐบาล รายไดจากรฐบาล รายไดจากงบประมาณ รวมรายไดจากรัฐบาล รายไดจากแหลงอื่น รายไดจากการรับบริจาคและเงินชวยเหลือ รายไดอื่น รวมรายไดจากแหลงอื่น รวมรายไดจากการดำเนินงาน คาใชจายจากการดำเนินงาน คาใชจายดานบุ​ุคลากร คาใชจายในการฝกอบรม คาใชจายในการเดินทาง คาวัสดุ​ุและคาใชสอย คาสาธารณู​ูปโภค คาเสื่อมราคาและคาตัดจำหนาย คาใชจายเงินทุ​ุนการศึกษา คาใชจายจากเงินชวยเหลือ คาใชจายอื่น รวมคาใชจายจากการดำเนินงาน รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายจากการดำเนินงาน รายได/คาใชจายที่ไมเกิดจากการดำเนินงาน คาตัดจำหนายสินทรัพย รวมรายได/คาใชจา ยทีไ่ มเกิดจากการดำเนินงาน รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายสุ​ุทธิ 164

หมายเหตุประกอบงบการเงินเปนสวนหนึ่งของงบการเงินนี้

2554

(หนวย : บาท) 2553

15

1,384,672,073.85 1,247,508,597.23 1,384,672,073.85 1,247,508,597.23

16 17

3,798,932.77 4,194,277.66 1,291,227.44 1,448,946.72 5,090,160.21 5,643,224.38 1,389,762,234.06 1,253,151,821.61

18

950,056,302.44 851,987,485.63 37,401,219.74 12,544,129.20 13,671,090.36 11,961,648.45 129,142,175.12 136,966,433.77 44,322,178.89 40,882,794.69 104,136,703.74 90,268,434.07 9,039,992.64 7,130,026.33 2,864,884.25 3,655,342.00 40,441,739.96 35,408,106.19 1,331,076,287.14 1,190,804,400.33 58,685,946.92 62,347,421.28

19 20 21 22 23

(555,434.08) (555,434.08) 58,130,512.84

(281,932.22) (281,932.22) 62,065,489.06


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

สำนักงานศาลปกครอง

หมายเหตุประกอบงบการเงิน สำหรับปสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2554 และ 2553

1. ขอมูลทั่วไป สำนักงานศาลปกครองเปนหนวยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิ ธี พิ จ ารณาคดี ป กครอง พ.ศ.2542 เป น ส ว นราชการที่ มี ฐ านะเป น นิ ติ บุ ค คล ได รั บ จั ด สรร เงินงบประมาณแผนดินเปนเงินอุดหนุนจากรัฐบาล มีอำนาจหนาที่และบทบาทสำคัญในการสนับสนุน และพัฒนา ใหงานอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครองเปนไปอยางมีประสิทธิภาพเกิดความเปนธรรม แกประชาชนและ หนวยงานราชการ สำนักงานศาลปกครอง ตั้งอยูที่ 120 หมู 3 ถนนแจงวัฒนะ แขวงทุงสองหอง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 2. สรุปนโยบายบัญชีที่สำคัญ 2.1 หลักเกณฑในการจัดทำงบการเงิน งบการเงินนี้จัดทำขึ้นตามเกณฑคงคาง ซึ่งเปนไปตามขอกำหนดในหลักการและนโยบายบัญชี ของสำนักงานศาลปกครอง ที่กำหนดใหมีมาตรฐานสอดคลองกับหลักการและนโยบายบัญชี สำหรับหนวยงาน ภาครัฐ ฉบับที่ 2 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 การจัดประเภทและการแสดงรายการ ในงบการเงิน ถือปฏิบัติตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ดวนที่สุด ที่ กค 0423.2/ว 410 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 เรื่อง รูปแบบรายงานการเงินของหนวยงานภาครัฐ รอบระยะเวลาบัญชี ถือตามปงบประมาณรายจาย โดยเริ่มตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปถัดไป 2.2 หนวยงานที่เสนอรายงาน งบการเงินนี้เปนการแสดงภาพรวมของสำนักงานศาลปกครอง ซึ่งรวมรายการทางบัญชีที่เกิดขึ้น ในสำนักงานศาลปกครอง (สวนกลาง) และสำนักงานศาลปกครองในภูมิภาค รวม 9 แหง ไดแก สำนักงาน ศาลปกครองขอนแกน สำนักงานศาลปกครองเชียงใหม สำนักงานศาลปกครองนครราชสีมา สำนักงานศาลปกครอง นครศรีธรรมราช สำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก สำนักงานศาลปกครองระยอง สำนักงานศาลปกครองสงขลา สำนักงานศาลปกครองอุดรธานี และสำนักงานศาลปกครองอุบลราชธานี 165


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

2.3 ขอบเขตของขอมูลในรายงาน รายการที่ปรากฏในงบการเงิน รวมถึงสินทรัพย หนี้สิน รายได และคาใชจาย ซึ่งเปนของรัฐบาล ในภาพรวม แตใหหนวยงานเปนผูรับผิดชอบในการดูแลรักษาและบริหารจัดการใหแกรัฐบาล ภายใตอำนาจหนาที่ ตามกฎหมาย และรวมถึงสินทรัพย หนี้สิน รายได และคาใชจาย ซึ่งเปนของหนวยงานที่ใชเพื่อประโยชนในการ ดำเนินงานของหนวยงานเอง ไมวารายการดังกลาวจะเปนรายการที่เกิดจากเงินในงบประมาณหรือเงินนอก งบประมาณ ซึ่งเปนรายการที่เกิดขึ้นทั้งที่หนวยงานในสวนกลาง และหนวยงานในสวนภูมิภาคภายใตสังกัด 2.4 การรับรูรายไดและคาใชจาย รายได รับรูตามเกณฑคงคาง คือ บันทึกบัญชีรายไดเมื่อไดรับเงินจากคลัง หรือจากแหลงประเภท เงิน ดังนี้ - เงินงบประมาณรับจากรัฐบาล ไดรับเงินงบประมาณในงบรายจายอื่น รับรูเปนรายได เงิ น งบประมาณ เมื่ อ ได รั บ อนุ มั ติ จั ด สรรงบประมาณรายจ า ยประจำป แ ละเพิ่ ม เติ ม โดยบั น ทึ ก เป น รายได เงินงบประมาณคางรับ คูกับรายไดจากเงินงบประมาณ และทยอยตัดบัญชีเงินงบประมาณคางรับตามจำนวนเงิน ที่ไดรับโอนจากกรมบัญชีกลาง - เงินงบประมาณรายจายงบกลาง ไดรับเงินตามจำนวนเงินที่ขอเบิกจายกับกรมบัญชีกลาง รับรูเปนรายไดเงินงบประมาณงบกลางเมื่อไดรับโอนเงิน - เงิ น ช ว ยเหลื อ และเงิ น บริ จ าค เป น เงิ น ที่ ไ ด รั บ ระบุ วั ต ถุ ป ระสงค ท ยอยรั บ รู เ ป น รายได ตามสัดสวนคาใชจาย สวนกรณีไดรับบริจาคเปนสินทรัพย ทยอยรับรูเปนรายไดตามเกณฑสัดสวนของคาเสื่อม ราคาของสินทรัพยที่ไดรับความชวยเหลือหรือบริจาค คาใชจาย รับรูและบันทึกบัญชีตามเกณฑคงคาง คือบันทึกรายการคาใชจายเมื่อมีคาใชจายเกิดขึ้น 2.5 วัสดุคงเหลือ แสดงในราคาทุน และตีราคาวัสดุคงเหลือโดยวิธีเขากอน ออกกอน 2.6 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ - ที่ดิน สวนใหญเปนที่ดินราชพัสดุ ที่อยูในความดูแลของกรมธนารักษ ยกเวน ที่ดินซึ่งเปนที่ตั้ง ของศาลปกครองนครศรี ธ รรมราช ตั้ ง อยู ใ นเขตป า สงวนแห ง ชาติ ตำบลหนองหงส อำเภอทุ ง สง จั ง หวั ด นครศรีธรรมราช จำนวนเนื้อที่ 11-3-52 ไร ซึ่งสำนักงานศาลปกครองไดรับอนุญาตจากกรมปาไมใหเขาครอบครอง และใชประโยชน ตามประกาศกรมปาไม ฉบับที่ 18/2549 ลงวันที่ 12 กันยายน 2549 ไมไดบนั ทึกบัญชี แตไดเปดเผย ขอมูลไวในหมายเหตุเกี่ยวกับที่ดิน อาคารและอุปกรณ ตามหลักการและนโยบายบัญชีสำหรับหนวยงานภาครัฐ - อาคารและสิ่งปลูกสราง แสดงในราคาทุนหักคาเสื่อมราคาสะสม ประกอบดวย อาคาร ที่ สำนักงานศาลปกครองมีกรรมสิทธิ์ และอาคารที่สำนักงานศาลปกครองไมมีกรรมสิทธิ์ แตไดครอบครอง และนำมา ใชประโยชนในการดำเนินงาน - สวนปรับปรุงอาคารเชา แสดงในราคาทุนหักคาเสื่อมราคาสะสม 166


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

- อุปกรณ แสดงในราคาทุนหักคาเสื่อมราคาสะสม อุปกรณที่ไดมาตั้งแตปงบประมาณ 2543-2545 บันทึกเฉพาะที่มีมูลคาตั้งแต 30,000 บาท ขึ้นไป อุปกรณที่ไดมาตั้งแตปงบประมาณ 2546 เปนตนไป บันทึกเฉพาะที่มีมูลคาตั้งแต 5,000 บาท ขึ้นไป คาเสื่อมราคาคำนวณจากราคาทุนของ อาคาร สวนปรับปรุงอาคารเชาและอุปกรณ โดยวิธี เสนตรง ตามอายุการใชงานโดยประมาณของสินทรัพย ตามหลักการและนโยบายบัญชีสำหรับ หนวยงานภาครัฐ ดังนี้ ประเภทสินทรัพย อาคารถาวร อาคารชั่วคราว/โรงเรือน คาตกแตงอาคาร (สวนปรับปรุ​ุงอาคารเชา) สิ่งกอสราง - ใชคอนกรีตเสริมเหล็กหรือโครงเหล็กเปนสวนประกอบหลัก - ใชไมหรือวัสดุอ่นื ๆ เปนสวนประกอบหลัก ครุภัณฑสำนักงาน ครุภัณฑยานพาหนะและขนสง ครุภัณฑไฟฟาและวิทยุ (ยกเวนเครื่องกำเนิดไฟฟาใหมีอายุใชงาน 15 ป) ครุภัณฑโฆษณาและเผยแพร ครุภัณฑคอมพิวเตอร ครุ​ุภัณฑงานบานงานครัว

อายุ​ุการใชงาน อัตรารอยละ 20 5 10 10 5 20 20 10 10 5 5 5 5 5

5 10 10 20 20 20 20 20

2.7 สินทรัพยไมมีตัวตน สินทรัพยไมมีตัวตน จะรับรูตามราคาทุนและบันทึกคาตัดจำหนายสะสมเพื่อนำไปหักออกจาก ราคาทุนตามหลักการและนโยบายบัญชีสำหรับหนวยงานภาครัฐ การคำนวณคาตัดจำหนายใชวิธีเสนตรง ไดแก โปรแกรมคอมพิวเตอร ตัดจำหนายในอัตรารอยละ 25

167


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

3. เงินสดและรายการเทียบเทาเงินสด

เงินสดในมือ เงินสดยอย เงินฝากคลัง เงินฝากสถาบันการเงิน รวม เงินสด และรายการเทียบเทาเงินสด

2554 8,258.67 2,000,000.00 1,016,400.00 2,721,210,564.49 2,724,235,223.16

หนวย : บาท 2553 12,573.34 2,050,000.00 455,192.07 2,405,885,291.63 2,408,403,057.04

2554 6,738,088.45 40,360.19 15,133.33 67,395.02 258.00 6,861,234.99

หนวย : บาท 2553 2,419,860.00 3,623.87 14,522.50 2,438,006.37

2554 1,491,982.78 1,583,244.71 9,798.21 49,898.49 4,675.80 12,030.00 3,151,629.99

หนวย : บาท 2553 1,365,565.09 921,235.97 4,408.26 33,478.82 2,879.00 4,096.32 2,331,663.46

4. ลูกหนี้ระยะสั้น ประกอบดวย

ลู​ูกหนี้เงินยืมราชการ ลู​ูกหนี้คาโทรศัพทจายเกินสิทธิ ลู​ูกหนี้คาเชาบานจายเกินสิทธิ ลู​ูกหนี้คาเสียหายจากความรับผิดทางละเมิด ลู​ูกหนี้กองทุ​ุนประกันสังคมและกองทุ​ุนบำเหน็จบำนาญ ลู​ูกจางชั่วคราว รวมลู​ูกหนี้ระยะสั้น 5.วัสดุคงเหลือ

วัสดุ​ุสำนักงาน วัสดุ​ุคอมพิวเตอร วัสดุ​ุยานพาหนะและขนสง วัสดุ​ุไฟฟาและวิทยุ​ุ วัสดุ​ุโฆษณาและเผยแพร วัสดุ​ุงานบานและงานครัว รวมวัสดุ​ุคงเหลือ

168


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

6. ที่ดิน อาคารและอุปกรณ (สุทธิ) ที่ดิน สำนักงานศาลปกครองไดรับอนุญาตใหใชที่ดินของที่ราชพัสดุ และกรมปาไม ทำการกอสราง อาคารที่ทำการสำนักงานศาลปกครองภูมิภาค จำนวน 9 แหง ดังนี้ 1. สศภ.ระยอง หมายเลขทะเบียนที่ รย 96 ต.เนินพระ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เนื้อที่ 3-1-88 ไร 2. สศภ.สงขลา หมายเลขทะเบียนที่ สข 1100 ต.พะวง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เนื้อที่ 10-0-00 ไร 3. สศภ.เชียงใหม หมายเลขทะเบียนที่ ชม 40 (บางสวน) ต.ชางเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม เนื้อที่ 12-3-00 ไร 4. สศภ.นครราชสีมา หมายเลขทะเบียนที่ นม 207 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 18-1-81.40 ไร 5. สศภ.อุบลราชธานี หมายเลขทะเบียนที่ อบ 1441 (บางสวน) ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เนื้อที่ 16-2-26 ไร 6. สศภ.นครศรีธรรมราช ประกาศกรมปาไม ฉบับที่ 18/2549 ลงวันที่ 12 กันยายน 2549 อนุญาตให สำนักงานศาลปกครองเขาทำประโยชนในเขตปาสงวนแหงชาติ ต.หนองหงส อ.ทุงสง จ.นครศรีธรรมราช เนื้อที่ 11-3-52 ไร 7. สศภ.ภูเก็ต หมายเลขทะเบียนที่ ภก.153 (บางสวน) ต.ไมขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เนื้อที่ 19-1-81 ไร 8. สศภ.เพชรบุรี หมายเลขทะเบียนที่ พบ.261 (บางสวน) ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เนื้อที่ 20-0-00 ไร 9. สศภ.นครสวรรค หมายเลขทะเบี ย นที่ นว.70 (บางส ว น) ต.นครสวรรค ต ก อ.เมื อ งนครสวรรค จ.นครสวรรค เนื้อที่ 10-2-75 ไร

อาคารและสิ่งปลูกู สราง หัก คาเสื่อมราคาสะสม อาคารและสิ่งปลูกู สราง (สุ​ุทธิ) งานระหวางกอสราง สวนปรับปรุ​ุงอาคารเชา หัก คาเสื่อมราคาสะสม สวนปรับปรุ​ุงอาคารเชา (สุทุ ธิ) อุ​ุปกรณ หัก คาเสื่อมราคาสะสม อุ​ุปกรณ (สุ​ุทธิ) รวมที่ดิน อาคารและอุ​ุปกรณ (สุ​ุทธิ)

2554 726,477,315.62 (94,192,885.02) 632,284,430.60 14,785,842.97 123,441,518.59 (76,146,020.35) 47,295,498.24 672,041,251.80 (452,960,357.18) 219,080,894.62 913,446,666.43

หนวย : บาท 2553 402,742,697.17 (66,130,195.17) 336,612,502.00 203,360,315.47 106,406,859.70 (62,560,592.94) 43,846,266.76 533,573,876.52 (409,949,337.04) 123,624,539.48 707,443,623.71

169


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

7. สินทรัพยไมมีตัวตน (สุทธิ)

โปรแกรมคอมพิวเตอร หัก คาตัดจำหนายสะสม โปรแกรมคอมพิวเตอร (สุ​ุทธิ) รวมสินทรัพยไมมีตัวตน (สุ​ุทธิ)

2554 139,374,536.11 (130,002,516.43) 9,372,019.68 9,372,019.68

หนวย : บาท 2553 139,374,536.11 (120,890,854.35) 18,483,681.76 18,483,681.76

2554 2,119,800.00 500,000.00 500.00 2,620,300.00

หนวย : บาท 2553 2,519,800.00 500,000.00 500.00 3,020,300.00

2554 7,256,264.80 7,256,264.80

หนวย : บาท 2553 13,111,059.44 13,111,059.44

2554 13,172,333.04 11,674,922.30 24,847,255.34

หนวย : บาท 2553 11,118,044.29 13,145,352.86 24,263,397.15

8. สินทรัพยไมหมุนเวียนอื่น

เงินประกันสัญญาเชาอาคาร เงินประกันสัญญาเชาอาคาร สศภ.นครราชสีมา เงินประกันทรัพยสินอื่น รวมสินทรัพยไมหมุ​ุนเวียนอื่น 9. เจาหนี้ระยะสั้น

เจาหนี้คาสินคาและบริการ รวมเจาหนี้ระยะสั้น 10. คาใชจายคางจาย

คาใชจายคางจาย คาสาธารณู​ูปโภคคางจาย รวมคาใชจายคางจาย

170


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

11. รายไดแผนดินรอนำสงคลัง

ประเภท คาธรรมเนียมศาลและคาปรับ คาธรรมเนียมบังคับคดี ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร คาคัดสำเนาฯ เงินเบิกเกินสงคืน คาปรับผิดสัญญา จากการขายสินทรัพย เงินเหลือจายปเกา รายไดแผนดินอื่น รวม

รายไดแผนดิน รอนำสงคลัง ณ 30 ก.ย. 53 23,014,612.98 134,075.28 1,842,843.18 6,165.00 404.00 24,998,100.44

รายไดแผนดิน ป 2554

นำสงคลัง ป 2554

22,430,397.29 49,557.65 8,859,466.28 687,250.00 43,760.88 793,662.01 256,402.00 3,301.24 1,412,783.16 34,536,580.51

26,760,915.70 134,075.28 7,765,284.22 683,218.00 43,757.52 793,162.01 256,402.00 3,301.24 1,208,847.16 37,648,963.13

หนวย : บาท รายไดแผนดิน รอนำสงคลัง ณ 30 ก.ย. 54 18,684,094.57 49,557.65 2,937,025.24 10,197.00 3.36 500.00 204,340.00 21,885,717.82

12. รายไดรอการรับรู สำนักงานศาลปกครองไดรับบริจาคสินทรัพยและเงินชวยเหลือจากตางประเทศจากหนวยงานหรือบุคคลอื่น เพื่อไวใชในการดำเนินงาน ประกอบดวย

ครุ​ุภัณฑ เงินชวยเหลือจากตางประเทศ - THE ASIA FOUNDATION - มู​ูลนิธิคอนราด อาเดนาวร รวมรายไดรอการรับรู​ู

2554 7,864,008.73

หนวย : บาท 2553 2,984,749.05

10,000.00 768,251.47 8,642,260.20

1,306,145.84 4,290,894.89

171


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

13. เงินรับฝากระยะยาว เปนเงินรับฝากประเภทเงินคาธรรมเนียมศาลที่ไดรับจากผูฟองคดี เงินที่คูกรณีนำมาวาง และเงินที่นำมา วางไวตามคำสั่งศาล ซึ่งสำนักงานศาลปกครองตองรับฝากไวจนกวาการพิจารณาคดีจะสิ้นสุด ประกอบดวย หนวย : บาท 2554 2553 เงินรับฝาก-เงินคาธรรมเนียมศาลและคาปรับ 1,034,427,931.63 657,671,354.58 เงินรับฝาก - เงินกลาง 159,850,367.06 93,697,732.81 เงินรับฝาก - จากการบังคับคดี 52,747.05 47,339.29 เงินรับฝากอื่น 1,109.00 14,351.12 รวมเงินรับฝากระยะยาว 1,194,332,154.74 751,430,777.80 14. รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายสะสม 2554 รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายสะสมยกมาตนงวด 2,306,659,270.42 บวก รายการปรับปรุงุ ระหวางงวด 19,021,906.23 2,325,681,176.65 หัก รายการปรับปรุงุ ระหวางงวด (19,300,214.94) รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายสะสมหลังรายการปรับปรุ​ุง 2,306,380,961.71 บวก รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายปนี้ 58,130,512.84 รายไดสูง (ต่ำ) กวาคาใชจายสะสมปลายงวด 2,364,511,474.55

172

หนวย : บาท 2553 2,246,070,315.16 83,108,818.40 2,329,179,133.56 (84,585,352.20) 2,244,593,781.36 62,065,489.06 2,306,659,270.42

15. รายไดจากงบประมาณ เปนเงินงบประมาณที่สำนักงานศาลปกครองไดรับจัดสรรตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจาย ประจำป 2554 และเงินงบกลางที่กรมบัญชีกลางโอนเขาบัญชีเงินฝากธนาคารของสำนักงานศาลปกครองตามที่ ขอเบิก ประกอบดวย หนวย : บาท 2554 2553 รายไดจาก - งบบุ​ุคลากร 857,669,000.00 807,032,700.00 รายไดจาก - งบดำเนินงาน 366,996,100.00 310,767,400.00 รายไดจาก - งบลงทุ​ุน 121,071,100.00 92,645,841.00 รายไดจาก - งบกลาง 38,935,873.85 37,062,656.23 รวมรายไดจากงบประมาณ 1,384,672,073.85 1,247,508,597.23


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

16. รายไดจากการรับบริจาคและเงินชวยเหลือ

ครุ​ุภัณฑ เงินชวยเหลือจากตางประเทศ รวมรายไดจากการรับบริจาคและเงินชวยเหลือ

2554 934,048.52 2,864,884.25 3,798,932.77

หนวย : บาท 2553 538,935.66 3,655,342.00 4,194,277.66

2554 1,019,100.00 124,586.13 4,124.00 143,417.31 1,291,227.44

หนวย : บาท 2553 1,119,900.00 327,213.72 1,833.00 1,448,946.72

2554 547,860,665.57 119,897,951.12 179,253,438.14 60,740,008.89 9,322,759.74 32,981,478.98 950,056,302.44

หนวย : บาท 2553 492,042,141.30 106,661,296.90 151,404,681.43 53,943,339.77 10,042,193.55 8,072,279.00 29,821,553.68 851,987,485.63

17. รายไดอื่น

รายไดคาธรรมเนียมการสอบแขงขัน เงินเบิกเกินเรียกคืน รายไดคาธรรมเนียมขอมู​ูลขาวสารของราชการ รายไดเบ็ดเตล็ด รวมรายไดอื่น 18. คาใชจายดานบุคลากร

เงินเดือน เงินประจำตำแหนง คาตอบแทน คาจาง คารักษาพยาบาล เงินรางวัล คาใชจายบุ​ุคลากรอื่น รวมคาใชจายดานบุ​ุคลากร

173


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

19. คาวัสดุและคาใชสอย

คารับรองพิธีการ คาใชจายในการประชุมุ คาวิจัยและพัฒนา คาเชา-คาบริการอาคาร คาเชาที่จอดรถ คาเชาทรัพยสิน คายามรักษาความปลอดภัย คาบริการทำความสะอาด คาซอมแซมและบำรุ​ุงรักษา คาปรับปรุ​ุงอาคาร คาโฆษณาและประชาสัมพันธ/วีดีทัศน คาจางเหมาบริการ คาเบี้ยประกันภัย คาใชจายในการสอบแขงขันบุ​ุคคลเปนเจาหนาที่ของรัฐ คาครุ​ุภัณฑที่มีมูลคาต่ำกวาเกณฑ (วัสดุ​ุ - ครุ​ุภัณฑ) คาวัสดุ​ุ คาใชจายในการเปนสมาชิก/คาหนังสือและวารสาร เงินชดเชยคางานกอสราง คาใชสอยอื่น รวมคาวัสดุ​ุและคาใชสอย

174

2554 4,377,481.62 332,677.00 1,326,000.00 30,849,312.00 10,000.00 10,690,489.98 16,798,444.00 11,337,354.92 8,397,490.47 151,073.10 67,680.00 6,207,933.24 273,842.00 6,410,301.30 24,852,583.59 6,575,551.90 483,960.00 129,142,175.12

หนวย : บาท 2553 6,979,636.06 337,330.00 969,000.00 30,305,540.00 60,000.00 10,837,173.22 15,185,495.00 10,501,216.62 10,081,693.83 1,743,167.00 968,547.30 4,972,049.27 48,088.00 578,086.13 2,084,816.40 22,609,696.25 11,020,543.59 7,377,541.00 306,814.10 136,966,433.77


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

20. คาสาธารณูปโภค

คาไฟฟา คาน้ำประปา คาไปรษณีย คาโทรศัพทสำนักงาน คาโทรศัพทเคลื่อนที่ คาเชาบริการอินเตอรเน็ต คาบริการ FRAM RELAY คาบริการระบบประชุ​ุมทางไกล คาบริการ Call Center คาบริการสัญญาณดาวเทียม รวมคาสาธารณู​ูปโภค

2554 26,144,769.20 1,193,423.49 4,561,466.89 1,872,289.72 4,124,700.56 2,480,559.60 2,085,858.00 669,935.28 1,155,600.00 33,576.15 44,322,178.89

หนวย : บาท 2553 25,572,507.70 1,059,416.70 3,686,654.97 1,556,764.23 3,654,496.85 2,441,321.60 2,063,122.64 848,510.00 40,882,794.69

2554 28,062,689.85 16,718,429.90 50,243,921.91 9,111,662.08 104,136,703.74

หนวย : บาท 2553 20,154,744.51 15,565,910.67 46,437,981.10 8,109,797.79 90,268,434.07

21. คาเสื่อมราคาและคาตัดจำหนาย

คาเสื่อมราคาอาคารและสิ่งปลู​ูกสราง คาตัดจำหนายสวนปรับปรุ​ุงอาคารเชา คาเสื่อมราคาครุ​ุภัณฑ คาตัดจำหนายโปรแกรมคอมพิวเตอร รวมคาเสื่อมราคาและคาตัดจำหนาย 22. คาใชจายจากเงินชวยเหลือ

2554 คาใชจายจากเงินชวยเหลือจากตางประเทศ - มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร - THE ASIA FOUNDATION - กองทุ​ุนสนับสนุนุ การวิจัย รวมคาใชจายจากเงินชวยเหลือ

2,644,884.25 220,000.00 2,864,884.25

หนวย : บาท 2553 3,136,978.80 263,603.20 254,760.00 3,655,342.00

175


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

23. คาใชจายอื่น 2554 20,904,836.90 8,212,600.00 69,250.00 7,255,193.44 291,300.00 2,988,361.29 680,368.33 39,830.00 40,441,739.96

คาเชาบาน คาเบี้ยประชุมุ คาตอบแทนพยาน คาตอบแทนที่ปรึกษาและผู​ูเชี่ยวชาญ คาตอบแทนเจาหนาที่ตำรวจ คาตอบแทนปฏิฏบัติงานนอกเวลา คาตอบแทนอื่น คาใชจายอื่น รวมคาใชจายอื่น

หนวย : บาท 2553 19,155,888.99 6,305,450.00 101,300.00 6,545,000.00 262,200.00 2,471,275.20 565,792.00 1,200.00 35,408,106.19

24. รายงานฐานะการเงินงบประมาณรายจายปปจจุบัน (2554) รายการ แผนงบประมาณ ผลผลิตที่ 1 : การพิจารณาพิพากษา คดีปกครอง งบบุ​ุคลากร งบดำเนินงาน งบลงทุนุ ผลผลิตที่ 2 : การคุมครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนและเสริมสราง การปฏิฏบัติราชการที่ดี งบดำเนินงาน ผลผลิตที่ 3 : การพัฒนาหลักกฎหมาย ปกครองและกระบวนการ ยุ​ุติธรรมทางปกครอง งบดำเนินงาน รวม 176

งบสุ​ุทธิ

เบิกจาย

คงเหลือ

857,669,000.00 291,399,000.00 121,071,100.00

857,669,000.00 291,399,000.00 121,071,100.00

0.00 0.00 0.00

54,683,600.00

54,683,600.00

0.00

20,913,500.00 20,913,500.00 1,345,736,200.00 1,345,736,200.00

0.00 0.00


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

25. รายงานรายไดแผนดิน 2554 รายไดแผนดินทีจ่ ัดเก็บ รายไดแผนดิน - นอกจากภาษี รายไดจากการขายสินทรัพย รายไดคาธรรมเนียมศาล รายไดดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร รายไดคาปรับผิดสัญญา รายไดอื่น รวมรายไดแผนดินนอกจากภาษี บวก รายไดแผนดินรอนำสงยกมาปกอ น หัก รายไดแผนดินนำสงคลัง ปรับปรุ​ุงรายไดแผนดินรอนำสงคลัง

256,402.00 22,430,397.29 8,859,466.28 793,662.01 2,196,652.93 34,536,580.51 24,998,100.44 59,534,680.95 37,648,963.13 21,885,717.82 21,885,717.82 0.00

หนวย : บาท 2553

336,953.00 33,927,371.37 6,148,017.72 12,114,205.83 927,836.01 53,454,383.93 35,462,389.80 88,916,773.73 63,918,673.29 24,998,100.44 24,998,100.44 0.00

26. ภาระผูกพัน สำนักงานศาลปกครอง มีภาระผูกพันรายการจัดซื้อ/จัดจางที่สำนักงานศาลปกครอง ไดทำสัญญากับ ผูรับจางไวแตผูรับจางยังมิไดสงมอบพัสดุและบริการ รวม 7 สัญญา เปนเงิน 157,917,612.52 บาท 27. อื่นๆ สำนั ก งานศาลปกครอง ได ท ำบั น ทึ ก ข อ ตกลงการใช ป ระโยชน ใ นพื้ น ที่ อ าคารศู น ย ร าชการเฉลิ ม พระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (โครงการศูนยราชการบริเวณถนนแจงวัฒนะ กรุงเทพมหานคร) กับบริษัท ธนารักษพัฒนาสินทรัพย จำกัด ตามบันทึกฉบับที่ 6/2551 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 โดยมีพื้นที่ การใชประโยชนภายในอาคาร จำนวน 56,540 ตารางเมตร วงเงิน 9,592,416,731.04 บาท ประกอบดวย คาเชา อาคาร จำนวน 3,769,118,556.72 บาท คาบริการ จำนวน 5,653,678,174.32 บาท มีกำหนดเวลา 30 ป นับแต

177


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2581 และคาเชาเฟอรนิเจอร จำนวน 169,620,000.00 บาท มี ก ำหนดเวลา 5 ป นั บ แต วั น ที่ 1 กรกฎาคม 2551 ถึ ง วั น ที่ 30 มิ ถุ น ายน 2556 เมื่ อ ครบกำหนดเวลา ดังกลาว กรรมสิทธิ์ในอาคารและเฟอรนิเจอรตามสัญญาจะตกเปนกรรมสิทธิ์ของกรมธนารักษ กรณีครบกำหนด เวลาของการเชาเฟอรนิเจอร กรมธนารักษจะสงมอบตอใหกับสำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง เปนผูดูแลรักษาเฟอรนิเจอรในพื้นที่ใชประโยชนเอง การจายเงินตามขอตกลงดังกลาว กรมธนารักษดำเนินการ ตั้งเบิกงบประมาณจากกรมบัญชีกลาง และนำเงินจายใหกับบริษัท ธนารักษพัฒนาสินทรัพย จำกัด แทนสำนักงาน ศาลปกครอง ตลอดอายุของบันทึกขอตกลง ในปงบประมาณ 2554 ตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 กรมธนารักษ ดำเนินการตั้งเบิกเงินงบประมาณจากกรมบัญชีกลางไปแลวเปนเงิน 278,176,800.00 บาท ประกอบดวย คาเชาอาคารจำนวน 97,701,120.00 บาท คาบริการจำนวน 146,551,680.00 บาท และคาเชาเฟอรนิเจอร จำนวน 33,924,000.00 บาท

178


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

การวิเคราะหทางการเงิน

เมือ่ เปรียบเทียบฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ของสำนักงานศาลปกครอง ประจำปงบประมาณ 2554 กับปงบประมาณ 2553 เปนดังนี้ 1. งบแสดงฐานะการเงิน 1.1 สินทรัพย สำนั ก งานศาลปกครอง มี สิ น ทรั พ ย ร วม ณ วันสิ้นงวดปงบประมาณ 2554 จำนวน 3,659.70 ล า นบาท ป ง บประมาณ 2553 จำนวน 3,162.82 ล า นบาท เพิ่ ม ขึ้ น จำนวน 496.88 ล า นบาท หรื อ ร อ ยละ 15.71 ประกอบด ว ย สิ น ทรั พ ย ห มุ น เวี ย น และสินทรัพยไมหมุนเวียน ดังนี้ 1.1.1 สิ น ทรั พ ย ห มุ น เวี ย น ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 2,734.26 ล า นบาท ป ง บประมาณ

180

2553 จำนวน 2,433.88 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 300.39 ลานบาท หรือรอยละ 12.34 เกิดจาก 1) เงิ น สดและรายการเที ย บเท า เงิ น สด ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 2,724.24 ล า นบาท ป ง บประมาณ 2553 จำนวน 2,408.40 ล า นบาท เพิ่ ม ขึ้ น จำนวน 315.83 ล า นบาท หรื อ ร อ ยละ 13.11 เนื่ อ งจากได รั บ เงิ น งบประมาณเพื่ อ จายคากอสรางอาคารสำนักงานศาลปกครองสงขลา สำนั ก งานศาลปกครองนครสวรรค และสำนั ก งาน ศาลปกครองนครศรีธรรมราช 2) ลูกหนีร้ ะยะสัน้ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 6.86 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 2.44 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 4.42 ลานบาท หรือ ร อ ยละ 181.43 ส ว นใหญ เ กิ ด จากการยื ม เงิ น ของ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

เจ า หน า ที่ เ พื่ อ เป น ค า ใช จ า ยในการจั ด ฝ ก อบรม คาใชจายเดินทางไปราชการชั่วคราว คาใชจายเดินทาง ไปราชการประจำ ค า ใช จ า ยเดิ น ทางไปศึ ก ษาดู ง าน ต า งประเทศ รวมทั้ ง ค า ใช จ า ยในการจั ด โครงการ ศาลปกครองพบประชาชน 3) วัสดุคงเหลือ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 3.15 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 2.33 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 0.82 ลานบาท หรือ รอยละ 35.17 เนื่องจากมีการจัดซื้อวัสดุเพื่อสำรองไว ในคลังเพื่อหนวยงานในสังกัดเบิกใชในการปฏิบัติงาน 4) สินทรัพยหมุนเวียนอืน่ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.01 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 20.70 ลานบาท ลดลง จำนวน 20.69 ลานบาท หรือรอยละ 99.93 เปนเงินจายลวงหนาตามสัญญาจาง ก อ สร า งอาคารที่ ท ำการศาลปกครองอุ บ ลราชธานี ซึ่ ง สำนั ก งานศาลปกครองได จ า ยเงิ น ล ว งหน า ตาม ระเบียบพัสดุ ใหแกผูรับจาง และเมื่อมีการเบิกจายเงิน คาจางตามงวดงานแลว สำนักงานศาลปกครองจะหัก เงินคาจางสวนที่จายลวงหนาไปแลวเปนงวดๆ ตาม จำนวนเงินที่ระบุไวในสัญญา ในปงบประมาณ 2554 ไดเบิกจายคากอสรางอาคารที่ทำการถาวรสำนักงาน ศาลปกครองอุบลราชธานี จำนวน 12 งวด ทำใหเงิน จายลวงหนาลดลง 1.1.2 สินทรัพยไมหมุนเวียน ปงบประมาณ 2554 จำนวน 925.44 ลานบาท ปงบประมาณ 2553

จำนวน 728.95 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 196.49 ลานบาท หรือรอยละ 26.96 เกิดจาก 1) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ (สุทธิ) ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 913.45 ล า นบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 707.44 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 206.00 ลานบาท หรือรอยละ 29.12 เนือ่ งจาก ไดจดั ซือ้ รถยนตนงั่ สวนบุคคล จำนวน 11 คัน รถยนต (ตู) จำนวน 15 คัน รถกระบะ จำนวน 12 คัน และ รถจักรยานยนต จำนวน 4 คั น และจ า ยค า ก อ สร า ง อาคารทีท่ ำการสำนักงานศาลปกครองภูมภิ าคทีอ่ ยูร ะหวาง การกอสราง 3 แหง คือ ศาลปกครองเชียงใหม ศาลปกครอง อุบลราชธานี และศาลปกครองนครศรีธรรมราช 2) สิ น ทรั พ ย ไ ม มี ตั ว ตน (สุ ท ธิ ) ป งบประมาณ 2554 จำนวน 9.37 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 18.48 ลานบาท ลดลง จำนวน 9.11 ลานบาท หรือรอยละ 49.30 เกิดจากการตัดจำหนาย โปรแกรมตางๆ เปนคาใชจายประจำป 3) สินทรัพยไมหมุนเวียนอืน่ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 2.62 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 3.02 ลานบาท ลดลง จำนวน 0.40 ลานบาท หรือรอยละ 13.24 เปนเงินประกันสัญญาเชาอาคาร ที่ ท ำการศาลปกครองภู มิ ภ าค จำนวน 5 แห ง ใน ปงบประมาณ 2554 ไดรับคืนเงินประกันสัญญาเชา 1 แห ง คื อ อาคารที่ ท ำการศาลปกครองเชี ย งใหม เนือ่ งจากสิน้ สุดสัญญาเชา

181


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

1.2 หนี้สิน สำนักงานศาลปกครอง มีหนีส้ นิ รวม ณ วันสิน้ ป งบประมาณ 2554 จำนวน 1,258.67 ล า นบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 819.65 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 439.03 ลานบาท หรือรอยละ 53.56 เนือ่ งจาก 1.2.1 หนี้ สิ น หมุ น เวี ย นรวม ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 54.48 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 62.73 ลานบาท ลดลง จำนวน 8.25 ลานบาท หรือรอยละ 13.16 เกิดจาก 1) เจ า หนี้ ร ะยะสั้ น ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 7.26 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 13.11 ลานบาท ลดลง จำนวน 5.85 ลานบาท หรื อ ร อ ยละ 44.66 เนื่ อ งจากป 2554 จ า ยค า จ า ง สำรวจออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟาของสำนักงาน

182

ศาลปกครองเชียงใหม จำนวน 2,496,727.75 บาท ซึ่งเปนเจาหนี้ที่เกิดขึ้นในป 2553 2) คาใชจายคางจาย ปงบประมาณ 2554 จำนวน 24.85 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 24.26 ลานบาท เพิม่ ขึน้ จำนวน 0.59 ลานบาท หรือรอยละ 2.41 สวนใหญเปนสาธารณูปโภคคางจาย ค า เช า บ า นค า งจ า ย และค า เช า ทรั พ ย สิ น ค า งจ า ย ซึ่งไดทยอยเบิกจายแลวในปงบประมาณ 2555 3) รายได แ ผ น ดิ น รอนำส ง คลั ง ป งบประมาณ 2554 จำนวน 21.89 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 25.00 ลานบาท ลดลง จำนวน 3.11 ลานบาท หรือรอยละ 12.45 เปนเงินรายไดแผนดิน คาธรรมเนียมศาลและคาปรับที่คดีถึงที่สุดแลวและศาล ไมไดสงั่ คืน ดอกเบีย้ เงินฝากธนาคาร คาธรรมเนียมบังคับ


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

คดีคัดสำเนาและรับรองสำเนา และรายไดแผนดินอื่น ซึง่ ไดนำสงเปนรายไดแผนดินในเดือนตุลาคม 2554 แลว 4) หนี้สินหมุนเวียนอื่น ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.49 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 0.36 ล า นบาท เพิ่ ม ขึ้ น จำนวน 0.13 หรื อ ร อ ยละ 36.28 สวนใหญเปนภาษีหัก ณ ที่จาย ภงด.3 รอนำสง ภาษีหัก ณ ที่จาย ภงด.53 รอนำสง ของเดือนกันยายน 2554 ซึ่งไดนำสงแลวในเดือนตุลาคม 2554 1.2.2 หนี้สินไมหมุนเวียนรวม ปงบประมาณ 2554 จำนวน 1,204.20 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 756.92 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 447.28 ลานบาท หรือรอยละ 59.09 เกิดจาก 1) รายไดรอการรับรู ปงบประมาณ 2554 จำนวน 8.64 ลานบาท ปงบประมาณ 2553

จำนวน 4.29 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 4.35 ลานบาท หรื อ ร อ ยละ 101.41 เกิ ด จากทรั พ ย สิ น ที่ รั บ บริ จ าค จากหนวยงานอื่นและเงินชวยเหลือจากตางประเทศ ซึ่ ง จะทยอยรั บ รู เ ป น รายได จ ากการใช ป ระโยชน สินทรัพยที่รับบริจาค และรับรูรายไดจากเงินชวยเหลือ ตางประเทศเมื่อมีการเบิกจายเงินจากเงินชวยเหลือ ตางประเทศเปนคาใชจายตางๆ 2) เงินรับฝากระยะยาว ปงบประมาณ 2554 จำนวน 1,194.33 ล า นบาท ป ง บประมาณ 2553 จำนวน 751.43 ล า นบาท เพิ่ ม ขึ้ น จำนวน 442.90 ลานบาท หรือรอยละ 58.94 เกิดจากการ รั บ ฝากเงิ น ค า ธรรมเนี ย มศาลจากผู ฟ อ งคดี และ เงินที่คูกรณีนำมาวางไวตามคำสั่งศาล ซึ่งสำนักงาน ศาลปกครองต อ งรั บ ฝากไว จ นกว า การพิ จ ารณาคดี

183


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

จะสิ้นสุด ซึ่งปงบประมาณ 2554 เงินที่คูกรณีนำมา วางไว ต ามคำสั่ ง ศาลเพิ่ ม ขึ้ น เนื่ อ งจากมี ค ดี ฟ อ งร อ ง เพิ่มขึ้น 3) หนีส้ นิ ไมหมุนเวียนอืน่ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 1.22 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 1.20 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 0.03 ลานบาท หรือรอยละ 2.34 สวนใหญเปนเงินประกันสัญญา เพื่อ จางบำรุงรักษาอุปกรณคอมพิวเตอรแมขาย และเงิน ประกันสัญญาจางผลิตหนังสือรายงานปฏิบัติงานของ ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง 1.3 สวนทุน ประกอบดวย ทุน จำนวน 36.52 ล า นบาท ซึ่ ง แสดงมู ล ค า เท า กั น ทุ ก ป เป น สิ น ทรั พ ย ที่ รั บ โอนจากสำนั ก งานคณะกรรมการกฤษฎี ก า ในปงบประมาณ 2544 และรายไดสงู (ต่ำ) กวาคาใชจา ย สะสม ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 2,364.51 ล า นบาท ป ง บประมาณ 2553 จำนวน 2,306.66 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 57.85 ลานบาท หรือรอยละ 2.51 สวนใหญเปนงบลงทุนคากอสรางอาคารที่ทำการ ศาลปกครองสงขลา ศาลปกครองนครศรี ธ รรมราช และศาลปกครองนครสวรรค

184

2. งบรายไดและคาใชจาย 2.1 รายได สำนักงานศาลปกครอง มีรายไดเพือ่ การดำเนินงาน

ประกอบดวย รายไดจากรัฐบาลและรายไดจากแหลงอืน่ ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 1,389.76 ล า นบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 1,253.15 ลานบาท เพิม่ ขึน้ จำนวน 136.61 ลานบาท หรือรอยละ 10.90 เนือ่ งจาก 2.1.1 รายไดจากรัฐบาล เปนรายไดจากเงิน งบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจาย ประจำป และที่ไดรับจัดสรรเพิ่มเติม รายไดจากเงิน งบกลางเพื่ อ จ า ยเป น เงิ น สวั ส ดิ ก าร ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 1,384.67 ล า นบาท ป ง บประมาณ 2553 จำนวน 1,247.51 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 137.16 หรือรอยละ 11.00 ประกอบดวย 1) งบบุคลากร ปงบประมาณ 2554 จำนวน 857.67 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 807.03 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 50.64 ลานบาท หรือรอยละ 6.27 เพื่อเปนคาใชจายในการปรับเพิ่ม เงิ น เดื อ นตุ ล าการศาลปกครองและข า ราชการฝ า ย ศาลปกครอง รวมทั้งตุลาการและขาราชการที่ไดรับ แตงตั้งและบรรจุใหมในปงบประมาณ 2554 2) งบดำเนิ น งาน เป น งบประมาณ ที่ ไ ด รั บ จั ด สรรตามภารกิ จ ของศาลปกครอง โดย ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 367.00 ล า นบาท ป ง บประมาณ 2553 จำนวน 310.77 ล า นบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 56.23 ลานบาท หรือรอยละ 18.09 3) งบลงทุ น ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 121.07 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

92.65 ล า นบาท เพิ่ ม ขึ้ น จำนวน 28.43 ล า นบาท หรื อ ร อ ยละ 30.68 เนื่ อ งจากป ง บประมาณ 2554 สำนั ก งานศาลปกครองได รั บ เงิ น ค า ก อ สร า งอาคาร ที่ทำการศาลปกครองภูมิภาคจำนวน 3 แหง ไดแก ศาลปกครองสงขลา ศาลปกครองนครศรี ธ รรมราช และศาลปกครองนครสวรรค สำหรับในปงบประมาณ 2553 สำนั ก งานศาลปกครองได รั บ เงิ น ค า ก อ สร า ง อาคารที่ทำการศาลปกครองภูมิภาค จำนวน 3 แหง ได แ ก ศาลปกครองภู เ ก็ ต ศาลปกครองเพชรบุ รี ศาลปกครองสุพรรณบุรี 4) งบกลาง เปนงบประมาณที่ขอเบิก เพิ่ ม เติ ม จากกรมบั ญ ชี ก ลางเพื่ อ จ า ยเป น สวั ส ดิ ก าร ใหกบั ตุลาการศาลปกครอง ขาราชการฝายศาลปกครอง

และลูกจางประจำ เชน คารักษาพยาบาล เงินชวยเหลือ การศึกษาบุตร เงินสมทบและชดเชย กบข. เปนตน ซึ่ ง ค า ใช จ า ยดั ง กล า วจะผั น แปรตามจำนวนบุ ค ลากร และตามภาระที่กฎหมายกำหนด ปงบประมาณ 2554 จำนวน 38.94 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 37.06 ลานบาท ลดลง จำนวน 1.87 ลานบาท หรือ รอยละ 5.05 2.1.2 รายได จ ากแหล ง อื่ น ประกอบด ว ย เงินชวยเหลือจากตางประเทศ รายไดจากการรับบริจาค ครุภัณฑ รายไดคาธรรมเนียมการสอบแขงขันบุคคล เป น เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ รายได ค า ธรรมเนี ย มข อ มู ล ข า วสารของทางราชการ และเงิ น เบิ ก เกิ น เรี ย กคื น ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 5.09 ล า นบาท

185


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ปงบประมาณ 2553 จำนวน 5.64 ลานบาท ลดลง จำนวน 0.55 ลานบาท หรือรอยละ 9.80 เกิดจาก 1) รายไดจากการรับบริจาคและเงิน ชวยเหลือ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 3.80 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 4.19 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 0.40 ลานบาท หรือรอยละ 9.43 เนื่องจาก ไดรับเงินจากมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร เพื่อสนับสนุน การจัดโครงการสัมมนาเจาหนาที่ของรัฐ และโครงการ เสวนา “กว า จะเป น ศาลปกครอง” ในโอกาสครบ ทศวรรษเป ด ทำการศาลปกครองและในโอกาสเป ด พิ พิ ธ ภั ณ ฑ ศ าลปกครอง” และได รั บ เงิ น จากมู ล นิ ธิ เอเซีย เพื่อสนับสนุนการจัดทำวีซีดี เรื่อง การฟองคดี ปกครอง (ภาษาไทย+ภาษายาวี) 2) รายได อื่ น ประกอบด ว ย รายได ค า ธรรมเนี ย มการสอบแข ง ขั น บุ ค คลเป น เจ า หน า ที่ ของรัฐและเงินเบิกเกินเรียกคืน คาธรรมเนียมขอมูล ขาวสารของทางราชการ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 1.29 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 1.45 ลานบาท ลดลง จำนวน 0.16 ลานบาท หรือรอยละ 10.89

186

2.2 คาใชจายดำเนินงาน สำนักงานศาลปกครอง มีคาใชจายดำเนินงาน ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 1,331.08 ล า นบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 1,190.80 ลานบาท เพิม่ ขึน้ จำนวน 140.27 ลานบาท หรือรอยละ 11.78 เกิดจาก

2.2.1 คาใชจายดานบุคลากร ปงบประมาณ 2554 จำนวน 950.06 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 851.99 ลานบาท เพิม่ ขึน้ จำนวน 98.07 ลานบาท หรือรอยละ 11.51 เนื่องจากบุคลากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น ได แ ก ตุ ล าการศาลปกครอง จำนวน 10 ท า น ขาราชการฝายศาลปกครอง จำนวน 88 ราย พนักงาน ศาลปกครอง จำนวน 139 ราย และลูกจางชั่วคราว ลดลง จำนวน 85 ราย จากการเพิ่มขึ้นของบุคลากร ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง ทำใหคา ใชจา ย ต า งๆ เกี่ ย วกั บ บุ ค ลากรเพิ่ ม ขึ้ น ตามไปด ว ย ได แ ก เงินเดือนและคาจาง เงินประจำตำแหนง คาตอบแทน รายเดือน และเงินสวัสดิการตางๆ ซึง่ สามารถแสดงกราฟ เปรียบเทียบรายจายดานบุคลากรที่สำคัญได ดังนี้


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

2.2.2 คาใชจายในการเดินทาง ปงบประมาณ 2554 จำนวน 13.67 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 11.96 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 1.71 ลาน บาท หรือรอยละ 14.29 เนื่องจากมีการเดินทางเพื่อ ศึกษาดูงานในประเทศและตางประเทศ ตามหลักสูตร นักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) เดินทางไปราชการประจำ ณ สำนักงานศาลปกครอง ภูมิภาค และเดินทางไปราชการชั่วคราว 2.2.3 ค า วั ส ดุ แ ละค า ใช ส อย ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 129.14 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 136.97 ล า นบาท ลดลง จำนวน 7.83 ลานบาท หรือรอยละ 5.71 เกิดจาก

187


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

1) ค า รั บ รองพิ ธี ก าร ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 4.38 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 6.98 ลานบาท ลดลง จำนวน 2.60 ลานบาท หรือรอยละ 37.28 เนื่ อ งจากในป 2554 ไม มี ก ารจ า งเจ า หน า ที่ รักษาความปลอดภัยบานพักประธานศาลปกครองสูงสุด 2) ค า เช า ทรั พ ย สิ น ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 10.69 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 10.84 ลานบาท ลดลง จำนวน 0.15 ลานบาท หรือรอยละ 1.35 สวนใหญเปนคาเชาเครือ่ งถายเอกสาร เนื่องจากจายคาถายเอกสารลดลง ซึ่งคาเชาเครื่องถาย เอกสารผันแปรตามจำนวนที่ถายเอกสาร 3) ค า ซ อ ม แซ ม แ ล ะ บ ำ รุ ง รั ก ษ า ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 8.40 ล า นบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 10.08 ลานบาท ลดลง

188

จำนวน 1.68 ลานบาท หรือรอยละ 16.71 สวนใหญ เป น ค า ซ อ มรถยนต ส ว นกลาง และค า บำรุ ง รั ก ษา อุ ป กรณ ค อมพิ ว เตอร แ ม ข า ยและอุ ป กรณ เ ครื อ ข า ย ป 2553 เดื อ นละ 695,000.00 บาท ในป 2554 เดื อ นละ 400,333.33 บาท (เกิ ด จากการประมู ล โดยวิธีประกวดราคาดวยวิธีทางอิเล็คทรอนิคส) 4) คาวัสดุ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 24.85 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 22.61 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 2.24 ลานบาท หรือรอยละ 9.92 สวนใหญเปนคาวัสดุสำนักงาน คาวัสดุโฆษณา และเผยแพร คาวัสดุกอสราง คาวัสดุงานบานงานครัว คาวัสดุวิทยาศาสตรและการแพทย คาวัสดุอื่น 5) ค า ใช จ า ยในการเป น สมาชิ ก /ค า หนังสือและคาวารสาร ปงบประมาณ 2554 จำนวน


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

6.58 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 11.02 ลานบาท ลดลง จำนวน 4.44 ลานบาท หรือรอยละ 40.33 สวนใหญเปนคาใชจา ยในการซือ้ หนังสือภาษาไทย และภาษาตางประเทศ คาหนังสือพิมพ และคาจาง ผลิตหนังสือตางๆ 6) คาวิจัยและพัฒนา ปงบประมาณ 2554 จำนวน 1.33 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 0.97 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 0.36 ลานบาท หรื อ ร อ ยละ 36.84 เนื่ อ งจากมี ก ารจ า งที่ ป รึ ก ษา โครงการจัดทำแผนยุทธศาสตรศาลปกครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 - 2557 และโครงการวิ จั ย “การศึ ก ษา วิ เ คราะห ร ะบบการแก ไขป ญ หาการขั ด กั น ในเรื่ อ ง อำนาจศาลและคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหนาที่ระหวาง ศาลของไทย พ.ศ. 2544 - 2553” 7) คาปรับปรุงอาคาร ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.51 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 1.74 ลานบาท ลดลง จำนวน 1.59 ลานบาท หรือ รอยละ 91.33 เนื่องจาก ป 2553 ไดมีการปรับปรุง อาคารที่ ท ำการถาวร ถ.แจ ง วั ฒ นะ และจ า งติ ด ตั้ ง แผนพลาสติก หองเก็บของชัน้ 11 และหองประชุมวิทยาลัย การยุติธรรมทางปกครอง จำนวน 1,548122.00 บาท ในป 2554 มีเพียงการจางเหมา ติดตัง้ ระบบปรับอากาศ หองปฏิบัติงาน จำนวน 151,073.10 บาท 8) ค า โฆษณาและประชาสั ม พั น ธ / วีดีทัศน ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.07 ลานบาท

ปงบประมาณ 2553 จำนวน 0.97 ลานบาท ลดลง จำนวน 0.90 ลานบาท หรือรอยละ 93.01 เนื่องจาก ในป 2554 ไมมีการจางโฆษณาทางหนาหนังสือพิมพ ตางๆ 9) คาใชจายในการสอบแขงขันบุคคล เปนเจาหนาที่รัฐ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.27 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 0.58 ลานบาท ลดลง จำนวน 0.31 ลานบาท หรือรอยละ 52.63 เนือ่ งจาก นำสงเงินรายไดคงเหลือจากการเปดสอบแขงขันบุคคล เป น เจ า หน า ที่ รั ฐ ตำแหน ง นั ก วิ ช าการคอมพิ ว เตอร ปฏิบตั กิ าร และตำแหนงพนักงานคดีปกครองปฏิบตั กิ าร ของป 2553 เปนรายไดแผนดินในป 2554 10) คาใชสอยอื่น ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.48 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 0.31 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 0.18 ลานบาท หรือ ร อ ยละ 57.74 สวนใหญเ ป นคา ธรรมเนี ย มธนาคาร และคาผานทางพิเศษ คาธรรมเนียมศาลกรณีสำนักงาน ศาลปกครองยื่นฟองแยง 2.2.4 คาสาธารณูปโภค ปงบประมาณ 2554 จำนวน 44.32 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 40.88 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 3.44 ลานบาท หรือ รอยละ 8.41 โดยสวนใหญคาสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ได แ ก ค า ไฟฟ า ค า น้ ำ ประปา ค า บริ ก ารไปรษณี ย โทรเลข ค า โทรศั พ ท เ คลื่ อ นที่ ค า บริ ก ารสั ญ ญาณ ดาวเทียมคาบริการระบบประชุมทางไกล

189


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

2.2.5 คาใชจายเงินชวยเหลือ ปงบประมาณ 2554 จำนวน 2.86 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 3.66 ลานบาท ลดลง 0.80 ลานบาท หรือ ร อ ยละ 21.62 เนื่ อ งจากป 2553 ได รั บ สนั บ สนุ น เงิ น จากกองทุ น สนั บ สนุ น การวิ จั ย ฝ า ยนโยบายชาติ และความสัมพันธขามชาติ และไดดำเนินการในปเสร็จ เรียบรอยแลว สำหรับป 2554 ไมไดรับเงินสนับสนุน จากกองทุ น สนั บ สนุ น การวิ จั ย ฝ า ยนโยบายชาติ แ ละ ความสัมพันธขามชาติ 2.2.6 ค า ใช จ า ยอื่ น ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 40.44 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 35.41 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 5.03 ลานบาท หรือ รอยละ 14.22 เกิดจาก

190

1) คาเบีย้ ประชุม ปงบประมาณ 2554 จำนวน 8.21 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 6.31 ลานบาท เพิ่มขึ้น 1.91 ลานบาท หรือรอยละ 30.25 เป น การจ า ยค า เบี้ ย ประชุ ม คณะกรรมการ ดานตางๆ เชน คณะกรรมการขาราชการฝายศาลปกครอง (ก.ขป.) คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) คณะกรรมการดานวิชาการเกีย่ วกับกฎหมายสิง่ แวดลอม คณะอนุ ก รรมการการด า นวิ ช าการเกี่ ย วกั บ ป ญ หา อำนาจหนาที่ระหวางศาล คณะกรรมการกำกับติดตาม และพัฒนายุทธศาสตรการดำเนินงานของศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง คณะกรรมการจัดงานสัมมนา วิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ป ศาลปกครอง เปนตน


ารปฏิ บั ติ ง านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

2) คาตอบแทนทีป่ รึกษาและผูเ ชีย่ วชาญ ป ง บประมาณ 2554 จำนวน 7.26 ล า นบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 6.55 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 0.71 ลานบาท หรือรอยละ 10.85 เนื่องจาก มี ค ำสั่ ง แต ง ตั้ ง ที่ ป รึ ก ษาในสำนั ก งานศาลปกครอง เพิ่มขึ้นจำนวน 2 ราย 2.2.7 คาใชจา ยในการฝกอบรม ปงบประมาณ 2554 จำนวน 37.40 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 12.54 ลานบาท เพิม่ ขึน้ จำนวน 24.86 ลานบาท หรือรอยละ 198.16 เนื่องจากมีการเดินทางไปราชการ ตางประเทศเพื่อศึกษาดูงานตามหลักสูตรนักบริหาร การยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) 2.2.8 คาใชจา ยเงินทุนการศึกษา ปงบประมาณ 2554 จำนวน 9.04 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 7.13 ลานบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 1.91 ลานบาท หรือรอยละ 26.79 เนื่องจากสำนักงานศาลปกครอง ให ทุ น อุ ด หนุ น เพื่ อ การศึ ก ษาในประเทศ ประจำป งบประมาณ พ.ศ.2554 จำนวน 52 ราย และให ทุ น อุ ด หนุ น เพื่ อ การศึ ก ษาต อ ต า งประเทศเพิ่ ม ขึ้ น จำนวน 2 ราย 2.3 คาใชจายที่ไมเกิดจากการดำเนินงาน ปงบประมาณ 2554 จำนวน 0.56 ลานบาท ปงบประมาณ 2553 จำนวน 0.28 ลานบาท ลดลง

0.27 ลานบาท หรือรอยละ 97.01 ลานบาท เกิดจาก การจำหนาย และบริจาคครุภัณฑประจำป สวนใหญ เป น ครุ ภั ณ ฑ ที่ ค ำนวณค า เสื่ อ มราคาหมดอายุ ก าร ใชงานแลว

191


ทำเนียบบุคลากร ขอมูล ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

รายชื่อตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด

ชื่อ - สกุล นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล นายเกษม คมสัตยธรรม นายวิชัย ชื่นชมพูนุท นายชาญชัย แสวงศักดิ์ นายไพบูลย เสียงกอง นายวรพจน วิศรุตพิชญ นายวิษณุ วรัญู นายนพดล เฮงเจริญ นายวรวิทย กังศศิเทียม นายวราวุธ ศิริยุทธวัฒนา นายสุเมธ รอยกุลเจริญ นายสมชาย งามวงศชน นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ นายสุชาติ มงคลเลิศลพ นายมนูญ ปุญญกริยากร นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ นางมณีวรรณ พรหมนอย

196

ตำแหนง ประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

รายชื่อตุลาการ ในศาลปกครองชั้นตน

ศาลปกครองกลาง ชื่อ - สกุล นายฤทัย หงสสิริ นายไชยวัฒน ธำรงศรีสุข นายกมล สกลเดชา นายชูพงศ เศวตจินดา นายจิรศักดิ์ จิรวดี นายอดุล จันทรศักดิ์ นายธีรรัฐ อรามทวีทอง นายกุศล รักษา นางสิริกาญจน พานพิทักษ นายประนัย วณิชชานนท นายประวิตร บุญเทียม นายพงษศักดิ์ กัมพูสิริ นายไชยเดช ตันติเวสส นายณัฐ รัฐอมฤต นายบรรจงศักดิ์ วงศปราชญ นายไพโรจน มินเด็น นายภานุพันธ ชัยรัต นายมานิตย วงศเสรี

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองกลาง รองอธิบดีศาลปกครองกลาง รองอธิบดีศาลปกครองกลาง รองอธิบดีศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลหัวหนาคณะปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง 197


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ชื่อ - สกุล นางรดาวรรณ วานิช นายศรศักดิ์ นิยมธรรม นายสุเมธ เดียวอิศเรศ นายอนุพงศ สุขเกษม นายอนุวัฒน ธาราแสวง นางชนิตา วรพงศ นายกฤตยชญ ศิริเขต พันเอก วรศักดิ์ อารีเปยม นายวีระ แสงสมบูรณ นายสมชัย วัฒนการุณ นายสมภพ ผองสวาง นายสมศักดิ์ ศุภะรัชฏเดช นายสมิง พรทวีศักดิ์อุดม นายสะเทื้อน ชูสกุล นายสุชาติ ศรีวรกร นายสุทัศน ทิวทอง นายสุรเดช พหลภาคย นายเสนห บุญทมานพ นายอนุสรณ ธีระภัทรานันท นายอาจินต ฟกทองพรรณ นายเดช เอี่ยมยิ้ม นายอนนท อดิเรกสมบัติ นางสาวกนิษฐา เชี่ยววิทย นางสุมาลี ลิมปโอวาท นายสมเกียรติ ชุมวิสูตร นายสัมฤทธิ์ ออนคำ นายชวลิต ลาภผล 198

ตำแหนง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองกลาง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ชื่อ - สกุล นายวชิระ ชอบแตง นายพินิจ มั่นสัมฤทธิ์ นางนฤมล ธรรมครองอาตม นายเกียรติภูมิ แสงศศิธร นายวิชัย พจนโพธา นางสาวสายทิพย สุคติพันธ นายอภิรัฐ ปานเทพอินทร นายชาชิวัฒน ศรีแกว นายธวัชไชย สนธิวนิช นายสิทธานต สิทธิสุข นายอุดมศักดิ์ อังศุพิสิฐ นายประพจน คลายสุบรรณ นายวุฒิชัย ไทยเจริญ นายวิจิตต รักถิ่น นางสาวผึ้งรวง ประเสริฐพานิชการ นายประเวศ รักษพล นายวสันต เตียวตระกูล นายอิทธิพร จิระพัฒนากุล นายชยิน แสงจันทร นายวิชญชัย ธรรมประดิษฐ นายอนุชา ฮุนสวัสดิกุล นายศรัณยู โพธิรัชตางกูร นายวิสูตร วัจนะเสถียรกุล นางสาวสิรภัทร โชควิเศษชัยสิทธิ์ นางสาวอมรา สัจจาสัย นายสินิทธ สินิทธานนท นายไพรัช โตสวัสดิ์

ตำแหนง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง 199


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ชื่อ - สกุล นางมาเรียม วิมลธร นายภาณุมาศ เลี่ยมสกุล นายตระหงาน เกียรติศิริโรจน นายวุฒิชัย แสงสำราญ นายสรศักดิ์ มไหศิริโยดม นายสมสกุล ณ บางชาง นางเพ็ญศรี วงศเสรี นายตรีทศ นิโครธางกูร นายประเสริฐ ศรัทธาสุข นายประยูร ปรีดา นายฉัตรชัย ศุภการ นายจิรยุทธ ทรงนวล นางวาสนา จันทราภรณ นายนิทัศน จูยืนยง นายสุรธีร ลิ้มทรัพย นายเทอดพงศ คงจันทร นายนิทัศน แชมชอย นายประกาย วิบูลยวิภา นายศิริ มีแสงสกุล นายเอกณัฐ จิณเสน นายวิโรจน ธิตา นางสาวกิ่งกาญจน คุณสุทธิ์ นายวันชัย กนกอังกูร นายตรีภพ คริสตรักษา นายวิรัช รวมพงษพัฒนะ นายปรีชา สันรัมย นายคะนึง จันทรสงเคราะห 200

ตำแหนง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ชื่อ - สกุล นายวัชระชัย อารยรุงโรจน นางอังคณา เสาธงทอง นายอาณัติ สุขปะทิว นางสาวสุภาพ ชอบดอน นายชำนาญ ปริบาล นายสุรินทร ทองมา นายนพรัตน สรอยแสวง นายเชวงศิลป สุวรรณจินดา นายสัจจา เขมนงาน

ตำแหนง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง

ศาลปกครองเชียงใหม ชื่อ - สกุล นายดำริห สุตเตมีย นายบุญอนันต วรรณพานิชย นายธีระเดช เดชะชาติ นายสุรัตน พุมพวง นางสาววาสนา มะลิทอง นายวัชรพงษ เลิศวุฒิ นายจิรศักดิ์ สีใจเจริญ นางสาวอัญชิสา อินทรสาลี นางอุษณีย ลี้วิไลกุลรัตน นายทศพร โตะบุรินทร

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองเชียงใหม รองอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม

201


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ศาลปกครองสงขลา ชื่อ - สกุล นายอำพน เจริญชีวินทร นายโสภณ บุญกูล นายสมยศ วัฒนภิรมย นายประวัติ วิสัยกุล นายสมมาศ รัฐพิทักษสันติ นายอาทร คุระวรรณ นายสมเกียรติ แสงรุง นายสุทธิพงศ เชาวนาดิศัย นายอิทธิพล ทัศนา นางนัทธมน อิ่มสะอาด

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองสงขลา รองอธิบดีศาลปกครองสงขลา ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสงขลา ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองสงขลา ตุลาการศาลปกครองสงขลา ตุลาการศาลปกครองสงขลา ตุลาการศาลปกครองสงขลา ตุลาการศาลปกครองสงขลา ตุลาการศาลปกครองสงขลา ตุลาการศาลปกครองสงขลา

ศาลปกครองนครราชสีมา ชื่อ - สกุล นางสายสุดา เศรษฐบุตร นางศิริวรรณ จุลโพธิ์ นางสาวพยุง พันสุทธิรางกูร นายสถาพร สถิตยปยะรัตน นายธนกฤต กิตติวัฒน นายประศักดิ์ ศิริพานิช นายบุญชู จันทรวงศ นางสาวสุมณี ชัยยะศิริสุวรรณ นายวิโรจน ปรีชาพันธ นายวุฒิวัฒจ จรัณยานนท 202

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา รองอธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ศาลปกครองขอนแกน ชื่อ - สกุล นายประสาท พงษสุวรรณ นายประสาน บางประสิทธิ์ นายสุจินต จุฑาธิปไตย นายไพศาล บุญเกิด นายสุขสันต บุญจิต นายสุทธิวัฒน มาศพันธ นายพีระศักดิ์ นาดี นายลิขิต ศกุนะสิงห นายวิริยะ วองวาณิช นางสาวปทิชญา วชิรเมธารัชต

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองขอนแกน รองอธิบดีศาลปกครองขอนแกน ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองขอนแกน ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองขอนแกน ตุลาการศาลปกครองขอนแกน ตุลาการศาลปกครองขอนแกน ตุลาการศาลปกครองขอนแกน ตุลาการศาลปกครองขอนแกน ตุลาการศาลปกครองขอนแกน ตุลาการศาลปกครองขอนแกน

ศาลปกครองพิษณุโลก ชื่อ - สกุล นาวาเอก วุฒิ มีชวย นายสมชาย เอมโอช นางสาวกรรณิการ สุริยา นายจีรพัฒน กลอมสกุล นายภิรัตน เจียรนัย นายเมธี ชัยสิทธิ์ นายนอบ มากบุญ นายชัชชัย ยอดมาลัย นายมนูญ พิบูลรัตนากุล นายชัยนะ อักษรพันธ

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก รองอธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการศาลปกครองพิษณุโลก ตุลาการศาลปกครองพิษณุโลก 203


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

ศาลปกครองระยอง ชื่อ - สกุล นางปานตา ศิริวัฒน นายประทีป วรนิติ นางเสริมดรุณี ตันติเวสส นายวิบูลย กัมมาระบุตร นายเชี่ยวชาญ สุขชวย นายจำกัด ชุมพลวงศ นายนิติ อรัณยะนาค นายหัสฎี ศรีวิเชียร นายยงยุทธ เชี่ยวชาญกิจ นางสาวสิริพร มณีภัณฑ

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองระยอง รองอธิบดีศาลปกครองระยอง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองระยอง ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองระยอง ตุลาการศาลปกครองระยอง ตุลาการศาลปกครองระยอง ตุลาการศาลปกครองระยอง ตุลาการศาลปกครองระยอง ตุลาการศาลปกครองระยอง ตุลาการศาลปกครองระยอง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ชื่อ - สกุล นายพัลลภ รัตนจันทรา นายถาวร เกียรติทับทิว นายเสถียร ทิวทอง นายสมศักดิ์ ตัณฑเลขา นางสาวฐิติลักษณ เกรียงเกริกไกร นางสมพร ถาวรวิริยะนันท นายศิวศักดิ์ สินอวย นายวินัย รุงรักสกุล นายพีระพันธ วัฒนศิริ นายสุรเดช สุขถาวร 204

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองนครศรีธรรมราช รองอธิบดีศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช ตุลาการศาลปกครองนครศรีธรรมราช


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ศาลปกครองอุดรธานี ชื่อ - สกุล นายกิตดนัย ธรมธัช นายจักริน วงศกุลฤดี นายชัยโรจน เกตุกำเนิด นางดุษณีย ตยางคานนท นายยรรยง ธัญทะพิพงศ นายพัฒนา คูศรีพิทักษ นายฉลองชัย สถิตยสัมพันธ นางสาวระริน วรเศรษฐศักดิ์ นายวิชชา เหลือล้ำ นายสมชัย จารุจินดา

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองอุดรธานี รองอธิบดีศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการศาลปกครองอุดรธานี

ศาลปกครองอุบลราชธานี ชื่อ - สกุล นางสุกัญญา นาชัยเวียง นายประวิทย เอื้อนิรันดร นายฉัตรชัย นิติภักดิ์ นายรังสิกร อุปพงศ นายคม บูรณวรศิลป นางสาวบุบผา อัครพิมาน นายดนัย ศรีโมรา นายไพโรจน ทองปาน นายดิเรก สุคนธสาคร นายจิตติคุณ แพงคุณ

ตำแหนง อธิบดีศาลปกครองอุบลราชธานี รองอธิบดีศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการหัวหนาคณะศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการศาลปกครองอุบลราชธานี ตุลาการศาลปกครองอุบลราชธานี 205


รายงานการปฏิ ยงานการปฏิ บั ติ ง านของ ศาลปกครองและสํ ลปกครองและ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔

รายชื่อผูบริหารสำนักงานศาลปกครอง

206

ชื่อ - สกุล นายไกรรัช เงยวิจิตร

ตำแหนง รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาการในตำแหนง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

นางกาญจนารัตน ลีวิโรจน

รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

นายสุรพันธ บุรานนท

รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และรักษาการในตำแหนง ผูอำนวยการสำนักการตางประเทศ

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม

รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง

นางสมฤดี ธัญญสิริ

ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง

นางสาวนลิน ปงพิพัฒนตระกูล

ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง

นางสุปราณี หวยหงษทอง

ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง

นายบรรยาย นาคยศ

ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง

นายภัคพล โลหะกุลวิช

พนักงานคดีปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหนง ผูอำนวยการสำนักประธานศาลปกครองสูงสุด

นายไพฑูรย คลายยวงทอง

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองสูงสุด

นายสุขุม ทองศิริ

พนักงานคดีปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหนง ผูอำนวยการสำนักอธิบดีศาลปกครองกลาง

นางสาวสุธีรา สิทธิภิญโญ

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองกลาง

นายเฉลิมศักดิ์ ละมายแข

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองขอนแกน

นายชีพ จุฬาคำ

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองเชียงใหม

นายวุฒินนั ท ยุวกาญจน

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองนครราชสีมา


รายงานการปฏิ ารปฏิ บั ติ ง านของ านข ศาลปกครองและสํ า นั ก งานศาลปกครอง ประจํ า ป ๒๕๕๔ ๒๕๕

ชื่อ - สกุล

ตำแหนง

นางสาวปราณี นวลมี

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองนครศรีธรรมราช

นายสนั่น สมตน

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก

นายนรินทรฤทธิ์ กลิ่นพิบูลย

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองระยอง

นางอัจฉรา นิยติวัฒนชาญชัย

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองสงขลา

นางสาวมุกดาวรรณ กิติสมเกียรติ

ผูอำนวยการสำนักงานศาลปกครองอุดรธานี

นายประพล ศิริปรีชา

พนักงานคดีปกครองเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหนง ผูอำนวยการสำนักงานปกครองอุบลราชธานี

นางสาวธรรมรังสี วรรณโก

ผูอำนวยการสำนักบังคับคดีปกครอง

นายยงยุทธ อนุกูล

ผูอำนวยการสำนักวิจัยและวิชาการ

นายกองภพ สุขกิจบำรุง

ผูอำนวยการสำนักหอสมุดกฎหมายมหาชน

นายประพัฒน ตันสุวรรณนนท

ผูอำนวยการสำนักประชาสัมพันธ

นางวิภา ชัยนาภาพงษ

ผูอำนวยการสำนักบริหารยุทธศาสตร

นายจักรินทร นุชถนอม

ผูอำนวยการสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย

นางปยดา จิตตจำนงค

ผูอำนวยการสำนักวิทยาการสารสนเทศ

นางสาวเตือนใจ นิมะกุล

ผูอำนวยการสำนักบริหารการเงินและตนทุน

นายอติโชค ผลดี

ผูอำนวยการสำนักบริหารทรัพยสิน

นายชำนาญ ทิพยชนวงศ

ผูอำนวยการสำนักบริหารกลาง

นางกฤชญา ทิพยธรรมธารา

ผูอำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน

นายยุทธนา ศรีตระกูล

ผูอำนวยการวิทยาลัยตุลาการศาลปกครอง

นางประภาวรรณ สุพัฒนานนท

ผูอำนวยการวิทยาลัยขาราชการฝายศาลปกครอง

นางธมน แสงสำราญ

ผูอำนวยการวิทยาลัยการยุติธรรมทางปกครอง

207


ที่ปรึกษา :

คณะผูจัดทำ :

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม : เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง นางสาวนลิน ปงพิพัฒนตระกูล : รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง นางวิภา ชัยนาภาพงษ : ผูอำนวยการสำนักบริหารยุทธศาสตร นางสาวสุมล ประพันธวัฒนะ : ผูอำนวยการกลุมติดตามและประเมินผล นางสาวณัฐชา คณานุรักษ : เจาหนาที่ศาลปกครองชำนาญการพิเศษ นางเกศรา ศิริผลสมสุข : เจาหนาที่ศาลปกครองชำนาญการพิเศษ นางสาวนวพร ยรรยง : เจาหนาที่ศาลปกครองชำนาญการ นางสาวศมาพร พันธยงค : เจาหนาที่ศาลปกครองชำนาญการ นางสาวศิริรัตน คงทอง : เจาหนาที่ศาลปกครองชำนาญการ

ผูจัดทำ :

สำนักบริหารยุทธศาสตร สำนักงานศาลปกครอง เลขที่ ๑๒๐ หมู ๓ ถนนแจงวัฒนะ แขวงทุงสองหอง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ โทรศัพท ๐ ๒๑๔๑ ๐๗๔๖ - ๔๙ โทรสาร ๐ ๒๑๔๓ ๙๘๑๕

ออกแบบและจัดพิมพ :

บริษัท เกรย แมทเทอร จำกัด เลขที่ ๒๑/๖๑ - ๖๒ ซอยศูนยวิจัย ถนนพระรามเกา แขวงบางกะป เขตหวยขวาง กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐ โทรศัพท ๐ ๒๒๐๓ ๑๒๔๐ - ๗ โทรสาร ๐ ๒๖๔๑ ๔๒๑๑ อีเมล : grey_matter33@yahoo.com

ป พ.ศ. ที่พิมพ :

๒๕๕๕


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook