ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒ 6 หลักการของการสรางสุนทรียะใหเกิดกับผูเที่ยวชมวัด 6 ความรูเกี่ยวกับการสรางเมืองและองคประกอบของเมือง ความรูเกี่ยวกับความเชื่อและคตินิยมในการวางผังบริเวณของวัดในลานนา 8 10 ความเชื่อและคติธรรมตางๆ ที่แฝงไวในศาสนวัตถุ หรือสุนทรียวัตถุ 13 ความงามและสุนทรียะของวัดในลานนา 22 การเที่ยวชมโบราณสถาน และวัดตางๆ 25 วัดหมื่นลาน 28 วัดพันอน 32 วัดสำเภา 35 วัดบานปง 45 วัดอุโมงคมหาเถรจันทร 50 วัดดวงดี 53 วัดเจดียหลวง 61 วัดพันเตา 69 วัดชัยพระเกียรติ 72 วัดั ทุงยู วัดศรีเกิด 74 พระสงิ หห วัวดั พระสิ 77 ผาบบอ ง วัดผาบ 85 ปราสาท วัวดั ปราสาท 88
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point กรอบเมืองเชียงใหม ซึ่งในที่นี้หมายถึงพื้นที่ภายในเขตคูเมืองเชียงใหมอันเปน พื้นที่ภายในเขตเมือง เปนที่อาศัยของประชาชน ราชวงศ และขาราชการนอยใหญของ เมืองเชียงใหมในอดีต ทำใหในกรอบเมืองเปนที่รวบรวมไวซึ่งศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ของชาวเชียงใหม ความเชื่อทางพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลมาในภายหลังทำใหชาวเมือง เชียงใหมสราง ศาสนสถานเพื่อใชในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อความศรัทธา ของตนเองขึ้นภายในกรอบเมืองเชียงใหมโดยเฉพาะ วัด ศาสนสถานหรืออาคารสิ่ง กอ สรา งภายในวัด จึงเปนสิ่ งสะท อ นให เห็นถึงภู มิ ปญ ญา เทคโนโลยี ใ นการก อสร า ง สถาปตยกรรม งานศิลปะ งานฝมือ ของชางทั้งระดับหมูบาน และระดับเมืองที่เรียกวา “ชางพื้นบาน” หรือ “สลา” และชางของราชสำนักหรือที่เรียกวา “ชางหลวง” ชางเหลานี้ ตางใชความรูความสามารถ และภูมิปญญาที่สั่งสมสืบทอดตอกันมา “วัตถุธรรม” หรือ “สุนทรียะวัตถุ” เปนสวนหนึง่ ของ การแสดงออกทางวัฒนธรรม ที่เรียกวา “จิตวิญญาณ” เปนสิ่งที่ควรศึกษาทำความเขาใจอยางลึกซึ้งเพื่อใหสามารถ ซึมซับ และเขาใจในสุนทรียะ ซึง่ ในการทองเทีย่ ว เยีย่ มชมวัดหรือโบราณสถานเพือ่ ใหเกิด สุนทรียารมย จะมุง เนนไปทีก่ ารซึมซับ และรับรูใ นความงดงาม ความเชือ่ ทัศนะคติ รวมทัง้ หลักปรัชญาทีแ่ ฝงไวในศิลปกรรม ตลอดจนสวนตางๆ ของวัดทีอ่ ยูใ นกรอบเมืองเชียงใหม หลักการสรางสุนทรียะใหเกิดกับผูเที่ยวชมวัด 1. ผูที่จะเที่ยวชมวัดเพื่อใหเกิดสุนทรียารมยนั้นควรมีความตั้งใจในการเขาชม เพื่อแสวงหาความงดงามของศิลปกรรม 2. ผูที่จะเที่ยวชมวัดควรเปนผูที่มีองคของการรับรูทางสุนทรียะ ทัง้ ดานการ มองเห็น การไดยนิ ความสามารถรับรูถ งึ กลิน่ รส และการมีประสาทสัมผัส ทางกายที่จะสามารถรับรูถึงสิ่งแวดลอมภายในวัด 3. ผูที่เที่ย วชมวั ด ควรเปนผูที่มีพื้นฐานทางด า นการรั บรู ความงามสามารถ ประทับใจ และมีความซาบซึ้งในความงดงามที่เกิดจากวัตถุสุนทรียะ 4. ผูเ ทีย่ วชมวัดควรมีความรูป ระกอบในสุนทรียะวัตถุทกี่ ำลังจะศึกษา รวมถึง การมีความรูท เี่ กีย่ วกับพืน้ ฐานทางศิลปะ 5. ตองอาศัยความเขาใจในวัฒนธรรม
3
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ สิ่งสำคัญที่ควรทราบเปนพื้นฐานเพื่อสรางความเขาใจกอนการศึกษาเยี่ยมชม โบราณสถานของเชียงใหม 1. ความรูเกี่ยวกับการสรางเมืองและองคประกอบของเมือง เมืองเชียงใหมนั้นเปนเมืองหนึ่งที่อยูในอาณาจักรลานนา ซึ่งหมายถึงเมืองที่ อุ ด มสมบู ร ณ มี ที่ นานั บสิ บแสนไร มี พระยาเม็งรายเป น ผูกอตั้ ง ซึ่ ง มี ช นหลากหลาย ชาติพันธุอาศัยอยู เชน ไทยวน ไทลื้อ ไทยอง ไทขึน (เขิน) แมกระทั่ง ไทใหญ เมืองเชียงใหมมีชัยภูมิที่ดี มีผังเมืองที่ดี โดยกำหนดใหมีสะดือเมือง แจง หรือ มุมกำแพงเมือง และประตูเมืองอยูทั้งแปดทิศ โดยเชื่อวาเปนเมืองที่มีชีวิต เชนเดียวกับ คน โดยใหมีสวนที่เปนสวนหัว มีสวนกลางลำตัวอันไดแกสะดือเมือง และมีสวนของทาย เมืองที่เปนสวนที่ไมเปนมงคล อันไดแกสวนทิศใตที่มีประตูสวนปรุงเปนเหมือนกับประตู ที่ระบายของเสียออกจากเมื กจากเมอง อง
เปรียบเทียบก บการวางผัังเมืืองเทีียบกับรางกายมนุษย
2. ความรูเกี่ยวกับความเชื่อและคตินิยมในการวางผังบริเวณของวัดในลานนา การสรางวัดนั้นมักมีคติหรือความเชื่อที่เกี่ยวกับศาสนาแฝงอยูในการวางแผน ผังของวัดทั้งนี้ชนลานนามีความเชื่อวาพระพุทธเจานั้นเปนศูนยกลางของจักรวาล ในที่นี้ จะกลาวถึงเฉพาะองคประกอบใหญๆ ที่สำคัญของวัดในลานนา คือ 4
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point - กำแพงวัด ชาวลานนาจะนิยมสรางกำแพงวัดสวนใหญเปนรูปสีเ่ หลีย่ ม ในอดีต เปนกำแพงไมสงู มากนักเพือ่ แสดงอาณาบริเวณทีเ่ ปนเขตวัด และเพือ่ ใหผคู นทราบถึงบริเวณ ทีเ่ ปนของสงฆ หรือเพือ่ กันสัตวตา งๆ เชน ชาง มาวัว ควาย เขามาทำความเสียหายภายใน บริเวณวัด นอกจากกำแพงดานนอกแลว จะมีกำแพงดานในอีกชัน้ หนึง่ เรียกวากำแพงแกว - ประตูเขาวัด วัดในลานนาเดิมนั้นนิยมสรางประตูเขาวัดเปนประตูที่กออิฐ สวยงามตามแบบลานนา มีความสูงและโคง เรียกกันวา “ประตูโขง” เปนประตูหลัก จะ สรางใหอยูในแนวตรงกันกับตัววิหาร และเจดีย - พระวิ ห าร ในล า นนาจะพบว า นิ ย มสร า งพระวิ ห ารมากกว า พระอุ โ บสถ เนื่องจากเชื่อวาพระวิหารเปนที่ประทับของพระพุทธองค และใชเปนที่ทำกิจกรรมทาง ศาสนา ในวัดบางแหงอาจมีพระวิหารหลายหลังเพื่อใชประดิษฐานพระพุทธรูปหรือ สิ่ง ศักดิ์สิทธิอื่นๆ ซึ่งมักจะเรียกชื่อตามสิ่งนั้นๆไป วิหารเหลานี้จัดเปนวิหารรองมิใชวิหารเอก - พระเจดีย หรือพระธาตุ ชาวลานนามักนิยมเรียกพระเจดียวาพระธาตุ เนือ่ งจากการสรางพระเจดียเ พือ่ ใชบรรจุพระธาตุ ซึง่ เชือ่ วาเปนพระอัตถิ ของพระพุทธเจา หรือพระสาวก นิยมสรางพระเจดียไวดานหลังพระวิหาร มีคติวาพระเจดียนั้นเปรียบดัง ภูเขาหรือถ้ำ ที่พระพุทธเจาใชประทับอยู สวนพระวิหารนั้นเปรียบไดกับเปนที่รับรองผูมา เขาเฝาเพื่อฟงธรรมซึ่งจัดสรางไวดานหนาที่ประทับของพระองคเพื่อความสะดวก
ภาพแสดงผังการวางกลุมอาคารวัดพระธาตุลำปางหลวง
5
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ 3. ความเชื่อและคติธรรมตางๆ ที่แฝงไวในศาสนวัตถุ หรือสุนทรียวัตถุ ในการสรางศิลปวัตถุ และศาสนสถานของชาวลานนานอกจากมีจดุ มุง หมายเพือ่ ใชศลิ ปะทีม่ อี ยูใ นวัดเปนสือ่ เพือ่ ชักนำเยาวชนใหมคี วามสนใจใครรู และใหพระภิกษุไดใช ชักนำสอนศิลปะวิทยา จริยธรรม ศีลธรรม ธรรมะ และวิทยาการ ตางๆ ใหกบั ประชาชน ในที่นี้จึงขอยกตัวอยางของการแฝงคติธรรมตางๆ ที่สัมพันธกับสุนทรียะไวพอ สังเขปโดยแยกออกเปน - คติธรรมที่แฝงในสถาปตยกรรม สถาปตยกรรมของลานนาโดยเฉพาะวัด นั้นมักตองมีแบบแผนทางโหราศาสตรเปนตัวกำหนดเปนปกติแลวนั้นนอกจากแบบแผน ดังกลาวแลวยังมีสวนที่เปนคติธรรมที่แฝงอยู ดังนี้ พระวิหาร จะพบวาพระวิหารในลานนาจะมีลักษณะเปนทรงเตี้ย มักเรียกวา ทรงแมไก หรือทรงแม (หมายถึงทรงแบบผูหญิงคือมีลักษณะอบอุนออนหวานมากกวา แบบสูงสงาซึ่งเรียกวาทรงปู หรือทรงแบบผูชาย) รูปทรงเชนนี้ ทำใหเกิดความรูสึก ชุม เย็น และอบอุน เมื่อเขามาสูวัด และไดสัมผัสกับพระวิหาร
ลักษณะของพระวิหารทรงแมไก หรือทรงแม
พระเจดีย หรือพระธาตุ หากศึกษาจากแบบแผนหลักของพระเจดียแลวจะมี ลักษณะและองคประกอบ ซึ่งแฝงไวดวยคติทางศาสนา ออกเปนสวนๆ ตั้งแต - สวนฐาน เปนรูปสีเ่ หลีย่ มหมายถึงบริษทั สีใ่ นพุทธศาสนา หรืออาจเปรียบเทียบ กับวิธีปฏิบัติดวยสติปฐานสี่อันเปนฐานของการปฏิบัติทั้งหลาย - สวนฐานดอกบัว หมายถึงการบูชาดวยการปฏิบัติบูชา - สวนเรือนธาตุแปดเหลี่ยม หมายถึงการปฏิบัติตามมรรคมีองคแปด 6
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point - สวนมาลัยเถา หมายถึงการบูชาดวยการปฏิบัติอันงามใน พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ - องคระฆังคว่ำ หมายถึงพระพุทธองค และใชเปนที่บรรจุพระสารีริกธาตุ - ปลองไฉน สิบสองปลอง หมายถึง ปฏิจสมุปบาทอันเปนวัตตะสังสาร สิบสองประการ - ปลียอด หมายถึงความมีวิริยะใหลวงพนจากวัตตะสังสารดวยปญญา - เม็ดน้ำคาง หมายถึง พระนิพพาน อันเปนผลจากการลวงพนจากวัตตะสังสาร - ฉัตรยอด หมายถึง ฐานะของพระพุทธเจาที่เกิดในวรรณะกษัตริย
ÂÍ´©ÑμÃËÁÒ¶֧à¤Ã×èͧáÊ´§°Ò¹Ð¡ÉÑμÃÔ ¢Í§¾Ãоط¸à¨ŒÒ àÁç´¹éÓ¤ŒÒ§ (ËÁÒ¶֧¹Ô¾¾Ò¹) »ÅÕÂÍ´ (Spire)
»ÅŒÍ§ä©¹ (Discs) ÊÔºÊͧ»ÅŒÍ§ËÁÒ¶֧»¯Ô¨¨ÊÁØ·»ºÒ·
ͧ¤ ÃЦѧ (Bell) ·Ã§ºÒμäÇèÓ à»š¹·Õè»ÃдÔɰҹ¾ÃÐÊÒÃÕÃÔ¡¸ÒμØ
ÁÒÅÑÂà¶Ò (Garland) à»ÃÕº¾Ç§ÁÒÅÑ«ŒÍ¹¡Ñ¹ÊÒÁªÑé¹
àÃ×͹¸ÒμØ ø àËÅÕèÂÁ ËÁÒ¶֧ ÁÃäÁÕͧ¤ á»´
°Ò¹´Í¡ºÑÇ (Lotus Base) à»ÃÕº´Ñ§¾Ò¹´Í¡äÁŒ
°Ò¹ÊÕèàËÅÕèÂÁ (Platform) ËÁÒ¶֧ÊμÔ»°Ò¹ÊÕè «ŒÍ¹¡Ñ¹ÊÒÁªÑé¹
ลักษณะของการแบงชั้นและความหมายของพระเจดียในลานนา
7
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
4. ความงามและสุนทรียะของวัดในลานนา คนลานนาจะเปนผูที่มีจิตใจโอบออมอารี รักสงบ และมีชีวิตความเปนอยูที่ สอดคลองกับธรรมชาติ มีความเชื่อ และความศรัทธาตอพระศาสนา ซึ่งบุคลิกและ คานิยมตางๆ ของคนลานนาจะสงผานชาง หรือสลา ซึ่งเปนผูสรรสรางผลงานทั้งการ กอสราง และงานหัตถศิลปตางๆ สุนทรียะที่ชาง หรือสลา ชาวลานนา ไดถายทอดลงใน วัด และอารามตางๆ นั้นสามารถศึกษาไดจาก - สัดสวนของสถาปตยกรรม (Proportion) งานสถาปตยกรรมของลานนานั้น เมื่อมองในมุมของสุนทรียะแลวจะสามารถ พบไดวา เปนสัดสวนของสถาปตยกรรมที่งดงามตั้งแตการวางแผนผังบริเวณวัดภายใน กรอบรั้ววัด เกิดความสมดุลและโดดเดนเปนสงาทุกครั้งเมื่อเดินเขาสูบริเวณวัด ตัว อาคาร จะถูกสรางดวยสัดสวนมาตรฐานที่งดงาม เชน พระวิหารซึ่งจะมีสัดสวน ของดาน กวาง เปน ๒ ตอ ๓ สวนของดานยาว หรือ อัตราสวน ๑ ตอ ๓ สวน ซึ่งนับไดวาเปน สั ด ส ว นที่ ส วยงามตามมาตรฐาน เมื่ อ มองจากด า นหน า สั ด ส ว นของอาคารจะถู ก ออกแบบใหมีลักษณะเปนรูปสามเหลี่ยม ซึ่งจะสอดรับกับอาคารอื่นๆ เชน พระเจดียที่จะ มีรูปทรงเปนสามเหลี่ยม
ลักษณะของสัดสวนอาคารจากวัดเชียงมั่น
8
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
ลักษณะของการประสานในสัดสวนของอาคารจากวัดเชียงมั่น
9
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ - แสงเงา (Value) ดานความงดงามของแสงเงา จะพบได หลากหลายตลอดทั้งวัน ดังเชน ในชวงเชาของวัน สวนตางๆ ของอาคาร ที่สะทอนแสงยามเชาในอุณหภูมิแสงที่ทำใหเกิด สี สั น ที่ ห ลากหลายและมี ค วามอบอุ น ของ อุ ณ หภู มิ ข องสี เ หลื อ งทอง จนสร า งความ เลื่อมใส ศรัทธาตอพระศาสนา ในช ว งสาย และช ว งกลางวั น ซึ่ ง เป น ชวงที่มีความเขมของแสงสูง การสรางพระวิหาร ใหมีรูปทรงที่ต่ำราบกับพื้น และมีชองหนาตาง เรี ย งรายอยู ด า นข า งอาคารจะทำให เ กิ ด การ สะท อ นแสงสว า งจากภายนอกอาคาร โดย แสงแดดจะสะท อ นกั บ พื้ น ทราย และแสงที่ สะทอนเขาไปในพระวิหารผานชองหนาตางจะมี ระดับแสงที่สม่ำเสมอ เปนผลใหภายในอาคาร เชนพระวิหารเกิดแสงสวางที่นุมนวล จะทำให เกิดความสวยงามของแสงเงาที่มีผลทำใหเกิด ความรูสึกถึงความ สวาง สงบ และกอใหเกิด ศรั ท ธาต อ พระศาสนา เป น ส ว นของการสร า ง สุนทรียะใหเกิดขึ้น ในช ว งบ า ย และค่ ำ มี อุ ณ หภู มิ สี ที่ หลากหลาย เมื่ อ พิ จ ารณาการจั ด วาง และ องค ป ระกอบที่ เ กิ ด ขึ้ น จะพบว า เมื่ อ มองย อ น กลับไปจะพบโครงรางของอาคารในรูปแบบของ ภาพเงาดำ (Silhouette) ของสิง่ ตกแตงเชน ชอฟา ใบระกา พญานาค ตางๆ พลิ้วไหว พุงขึ้นสูฟาก ฟา ซึ่งแสดงถึงความรูสึกที่รุงเรืองพุงขึ้นสูเบื้อง สูง และมีความสงางาม รวมกับแสงสีที่เกิดขึ้น ในชวงกอนค่ำที่มักจะมีความอบอุน สวยงาม 10
ตัวอยางของสุนทรียภาพที่เกิดจากแสงเงา
Temples oonn CChiang hiang M Mai ai G Gate ate : VView iew W Way ay AAesthetics esthetics PPoint oint - ลวดลาย (Pattern) ลวดลายที่ใชตกแตงอาคาร และ เครื่องใชตางๆ ชาง หรือ สลา ซึ่งเปนผูสราง และออกแบบลวดลายตางๆ ไดสอดแทรก สุนทรียะ คติ ความคิด ความเชื่อ รวมถึงขอ ธรรมะตางๆ ไวเพื่อประโยชนทางสุนทรียะ โดยแบงเปน ลวดลายที่อยูในงานจิตรกรรม คือ ลวดลายที่ใชในการตกแตง ประดับ ซึ่งมี ลั ก ษณะสองมิ ติ และลวดลายที่ เ ป น ภาพ วาด ภาพเขียนภายในอาคาร ซึ่งมีลักษณะ เปนสองมิติ ลวดลายที่ ใ ช ใ นการตกแต ง ลั ก ษณะเป น ลวดลายที่ ไ ด จ ากธรรมชาติ รอบๆ ตัว เชน ดอกไม เครือเถา สัตวเล็กๆ หรือแมลง นอกจากนั้นจะเปนสัตวที่ไดจาก คติ ความเชื่ อ เช น พระยานาค สิ ง ห หรื อ สัตวหิมพาน เปนตน มีลักษณะเฉพาะในตัว ลวดลายที่โคงกลม อวบอวน และมวนเขา ภายใน เช น ลายผั ก กู ด ลายดอกพุ ด ตาน ภายในลวดลายอาจสอดแทรกสั ต ว เ ล็ ก ๆ เช น กระรอก นก หรื อ แมลง เช น ผี เ สื้ อ ลวดลายตกแต ง บริ เ วณเสา มั ก จะใช ลวดลายที่มีลักษณะเปนจุด เชน ลายดอก แกว หรือดอกประจำยามวางซ้ำๆ กัน สวน ชวงลางของเสามักทำเปนลายเชิง ที่มักเรียก ว า ลายสะเปา สี ที่ ใ ช จะนิ ย มใช ก ารลงรั ก แดง และปดทองคำเปลวทับใหเปนลวดลาย การทำลวดลายภายในอาคาร และเสา ก็ เพื่ อ จะทำลายความแข็ ง กระด า งของ 11
ลักษณะลวดลายลงรักปดทองและภาพเขียนแบบสองมิติ
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ โโครงสรางอาคาร นอกจากลวดลายตกแตง เเหลานี้แลวยังมีลวดลายตกแตงที่แฝงไวดวย คคติ ธ รรม และจุ ด มุ ง หมายในการบู ช า เช น ลลวดลาย หมอปูรณฆฎะ ซึ่งคตินี้นัยยะหนึ่ง นนั้นเปนเครื่องบูชาซึ่งพระพุทธเจา อีกนัยยะ หหนึ่งนั้น เปนเหมือนปริศนาธรรมที่ บอกถึง คความเจริญงอกงามของผูประพฤติธรรม ลวดลายในจิตรกรรมฝาผนัง วัด ใ า นนามี ค วามนิ ย มในการเขี ย นภาพลง ในล บนฝาผนังเปนเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ มี ลั ก ษณะเป น ภาพเขี ย นแบบสองมิ ติ วัตถุประสงคหลักของการเขียนภาพฝาผนัง ภายในพระวิหาร หรืออาคารภายในวัด มักมี จุดประสงคเพื่อเผยแพรศาสนา และใชงาน เชนเดียวกับสื่อการสอนในปจจุบัน ชางเขียน ลานนามักสอดแทรกศิลปวัฒนธรรม ความ เป น อยู ไ ว ใ นภาพเขี ย นเสมอ การชมภาพ เขี ย นตามพระวิ ห ารในล า นนาหากใช เ วลา คอยๆ พิจารณา คอยๆ ชม จะทำใหผูชมเกิด ความซาบซึ้ง สนุกสนาน และไดรับความรู ตางๆ อยางมาก ลักษณะลวดลายลงรักปดทองและภาพเขียนแบบสองมิติ
12 12
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
ลวดลายที่อยูในงานประติมากรรม มีสองลักษณะของงานประติมากรรม คือ การแกะสลักลงไปในเนื้อวัสดุ และการปน เพิ่มเติมเขาไปในเนื้อของวัสดุ งานประติมากรรมที่แกะเอาวัสดุออก จะพบมากในงานแกะสลักไมทั้งชนิด นู น สู ง และนู น ต่ ำ รวมถึ ง การแกะสลั ก แบบ ลอยตั ว ซึ่ ง มี วั ต ถุ ป ระสงค เ พื่ อ ตกแต ง อาคาร หรือเพื่อใชประกอบกับเครื่องใชประเภทตางๆ มักจะเปนลวดลายเครือเถาของดอกไม และพืช ที่ มี อ ยู ใ นท อ งถิ่ น เช น ดอกพุ ด ตาล ดอกแก ว หรือดอกสัปรส ผสมกับสัตวเล็กๆ เชนกระรอก กระแต นก มักจะทำการตกแตงดวยการลงรัก
13
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
หรื อ สี แ ดงป ด ทั บ ด ว ยทองคำเปลว อาจพบว า มี ก าร ประดับตกแตงดวยกระจกสีเพิ่มเติมเพื่อใหเกิดความ แวววาวสวยงาม และที่มีลักษณะเฉพาะของชางลาน นาคื อ การแกะสลั ก รู ป พญานาค ซึ่ ง มั ก พบว า เป น อารยธรรมความเชื่อที่มีอิทธิพลในกลุมลุมน้ำโขง เชน ลาว เวี ย ดนาม และประเทศไทย ช า งมั ก นิ ย มแกะ ลวดลายรู ป พญานาคไว บ ริ เ วณคั น ทวย หรื อ เรี ย ก หู ช า ง เป น รู ป พญานาคมี ม ากมายหลายแบบ พระ วิหารบางหลัง หากสังเกตจะพบวาคันทวยจะแกะสลัก รู ป พญานาค แต ล ะชิ้ น ไม เ หมื อ นกั น ทำให มี ค วาม งดงามที่ตางกันออกไป
ลักั ษณะงานแกะลวดลายไม ไ
14
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point งานประติ ม ากรรมที่ เ พิ่ ม เนื้ อ วัสดุเขาไป งานประเภทนี้มักพบมากในงาน ที่เกี่ยวของกับอาคาร นอกจากการใชวิธี การกออิฐฉาบปูนแลวยังใชเทคนิคของการ สรางงานแบบใชการปนปูนเปยก หรือเรียก วาปูนตำ ชางลานนาจะนำปูนขาวมาผสม กับยางไม ยางรักหรือยางทีไ่ ดจากหนังสัตว มาป น หรื อ พอกเข า ไปกั บ หุ น หรื อ ใช ป น เป น ลวดลายต า งๆ เช น ลายเส น ขด ลาย ดอก หรือลายสัตว ลายแมลงตางๆ แลวนำ ไปติดกับอาคารทั้งที่เปนอาคารที่กอดวย อิฐฉาบปูน หรือแมกระทั่งติดลงบนไม เชน เสา พระวิ ห าร นอกจากป น ด ว ยปู น แล ว อาจประดั บ ด ว ยการฝ ง กระจกสี หรื อ อัญมณีเพื่อใหเกิดความสวยงามมากขึ้น
ลักษณ ษณะงานปู งานปนป นปน
155
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃÃÍͺàÁÍ× §àªÕ §àªÕ§§ãËÁ‹ ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ·Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
¡ÒÃà·ÕèÂǪÁâºÃҳʶҹ áÅÐÇÑ´μ‹Ò§æ การวางแผนในการทองเที่ยวก็เปนอีกปจจัยหนึ่งที่จะทำใหการชมวัดเปนไปโดย ราบรื่น และมีความสุข ซึ่งวัดในกรอบเมืองเชียงใหมมีจำนวนถึง 37 วัด (ณ ปจจุบัน ป พุทธศักราช 2551) จากจำนวนวัดที่มีมากทำใหการเยี่ยมชมวัดทั้งหมดอยางทั่วถึง และ รับรสจากมุมมองทางสุนทรียะกระทำไดยากภายในชวงระยะเวลาเพียงวันเดียว ในที่นี้จึงใครขอเสนอแผนในการเดินทางเพื่อชม วัด ภายในกรอบเมืองออกเปน 2 แผนดวยกันคือ 1. การเยี่ ย มชมวั ด ตามแผนการเดิ น ทางโดยใช ย านพาหนะครบทั้ ง 37 วั ด ภายในหนึ่งวัน (ตามแผนที่) โดยเริ่มจากวัดเชียงมั่นไปตามแนวของการจราจรจนกระทั่ง มาครบรอบที่วัดมณเฑียร ซึ่งสามารถใชรถยนตหรือรถจักรยานยนตในการเดินทางเพื่อ เยี่ยมชม ซึ่งจะใชระยะเวลาในการเยี่ยมชมแตละวัดไมมากนัก หรืออาจใชระยะเวลาใน การเยี่ยมชมแตกตางกันไปตามความสำคัญของแตละวัด 16
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
17
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ 2. การเยี่ยมชมตามแผนการทองเที่ยวภายในระยะเวลาหนึ่งวันดวยการเดิน หรือใชรถจักรยาน ซึ่งจะสามารถเยี่ยมชมวัดในแนวถนนราชดำเนิน และถนนพระสิงห โดยเริ่มจากประตูทาแพเปนแนวเสนตรงไปยังวัดพระสิงหซึ่งจะสามารถชมวัดตามแนวนี้ ได ประมาณ 14 วัดดวยกัน (ตามแผนที่)
18
á¼¹¡Ò÷‹Í§à·ÕèÂÇÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ 14 ÇÑ´ ประกอบดวยเนื้อหาที่เกี่ยวกับ 1.ประวัติ และที่ตั้งของวัดอยางคราวๆ 2.จุ ด ที่ น า สนใจ และน า ศึ ก ษาภายในแต ล ะวั ด พร อ ม ภาพประกอบ โดยเริ่มจากจุดแรกที่ประตูทาแพ ดังนี้
ÇÑ´ËÁ×è¹ÅŒÒ¹
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
สถานที่ตั้ง วั ด หมื่ น ล า น ตำบลศรี ภู มิ เขต2 อำเภอเมื อ ง จั ง หวั ด เชียงใหม เปนวัดเกาแก ที่ มี อ ายุ การสรางนานถึง 500 ป ถู ก ส ร า ง ขึ้ น ม า ใ น ป มะเส็ง จ.ศ. 822 (พ.ศ.2002) ถึงป มะแม จ.ศ. 825 (พ.ศ. 2005)
ประวัติความเปนมา ผูสรางวัดหมื่นลาน คือ หมื่นโลกสาม ลานขุนพลแกว คูบัลลังกของพระเจาติโลกราช ซึ่งสวนใหญรูจักกันในนามของ “หมื่นดง” หรือ “หมื่นดงนคร” มีดำริกุศลเจตนาปรารถนาสราง วั ด ขึ้ น เพื่ อ เป น การสร า งกุ ศ ลอุ ทิ ศ แก แ ม ทั พ ของอยุธยาที่พายแพในการสงครามจนตองเสีย ชีวิตในสนามรบ ตลอดถึงอุทิศกุศลแกบรรดา แมทัพนายกองของลานนาประเทศที่พลีชีพของ ตนเองในการศึก
แผนผังภายในบริเวณวัดหมื่นลาน
20
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
ในด า นศิ ล ปวั ต ถุ เช น เจดี ย แ ละลวดลาย หน า บั น ของวิ ห ารที่ ม องเห็ น กั น ส ว นใหญ เ ป น ศิลปะแบบพมา เนื่องจากในป พ.ศ.2460 หรือ ปมะเส็ง จ.ศ.1279 ไดมีคฤหบดีทานหนึ่ง คือ หลวงโยนะการพิ จิ ต ร หรื อ ที่ ช าวบ า นเรี ย กว า คุณหลวงโยฯ ซึ่งเปนตนตระกูล “อุปะโยคิน” ซึ่ง มีพื้นเพเดิมเปนชาวพมาไดสละทุนทรัพยสราง ขึ้นมาทดแทนของเดิมทีเ่ สียหาย
21 21
ÇÑ´¾Ñ¹ÍŒ¹
Temples Tem mpless on Chiang M Mai Gate : View Way Aesthetics Point
สถานที่ตั้ง วัดพันอนตั้งอยูเลขที่ 75 ถนนราชดำเนิน ตำบลพระสิงห อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา วัดพันอน สรางขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2044 ในรัชสมัยของ พระเจาศิริธรรมจักรพรรดิราช (พญาแกว หรือพญามังแกว) กษัตริย ล า นนาองค ที่ 13 ความหมายของชื่ อ วั ด คำว า พั น อ น นั้ น สันนิษฐานไดวาเปนชื่อผูที่สรางวัดถวายไวกับพระพุทธศาสนา ผู สรางเปนทหารหรือขุนนาง ที่มีบรรดาศักดิ์เปนพัน และทานคงมี นามวาอน เมื่อสรางวัดแหงนี้เสร็จ จึงใหนามวา วัดพันอน
แผนผังภายในบริเวณวัดพันอน
23
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ ประวัติการรวมวัดนี้ 2 วัด วัดพันอนและวัดเจดียควัน บริเวณที่ตั้งวัดพันอน แตเดิมนั้นมี 2 วัด คือ วัด พันอน และมีวัดขางเคียงวัดหนึ่งชื่อวา วัดเจดียควัน อยู ทางทิศตะวันตกของวัดพันอน ตอมาทั้งสองวัดไดรวมเปน วัดเดียวกันคือ วัดเจดียควันพันอน แตคนทั่วไปมักจะเรียก ว า วั ด พั น อ น จนถึ ง ป พ.ศ. 2474 คณะสงฆ ส มั ย นั้ น คื อ หลวงพออภัยสารทะ วัดทุงยู เปนเจาคณะจังหวัดเชียงใหม ไดขยายบริเวณวัดออกไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเปนพื้นที่ ของวั ด เจดี ย ค วั น ซึ่ ง ตอนนั้ น เป น วั ด ร า ง ส ว นเจดี ย ค วั น ปจจุบันสภาพของเจดียไมปรากฏใหเห็น เพราะในป พ.ศ. 2498 หลวงพอพระครูศรีปริยัติยานุรักษ ไดรื้อเจดียออก แลวสรางศาลาการเปรียญแทนซึ่งปจจุบันปรากฏใหเห็น เพียงหลุมเจดียเทานั้น สิ่งกอสรางที่สำคัญในวัด 1. เจดีย เปนเจดียทรงแปดเหลี่ยม มีซุมพระทั้ง 4 ดาน ไดรับการบูรณะหลายครั้ง อยูในสภาพดีพอสมควร ซึ่งเปนเจดียที่ไมมีชื่อ แตสวนมากจะเรียกตามชื่อของวัด คือ เจดียวัดพันอน ซึ่งเปนเจดียเกาแก สรางขึ้นมาพรอม กับการสรางวัด 2. พระอุ โ บสถ เป น อาคารที่ ส ร า งขึ้ น ในสมั ย ปจจุบัน เปนอาคาร 2 ชั้น มีลักษณะผสมผสานระหวาง ศิลปะลานนา และศิลปะภาคกลาง ซุมหนาตางเปนศิลปะ ที่สวยงามมีการตกแตงอยางประณีตสวยงาม ภาพวาดบน ฝาผนังทั้ง 2 ดาน เปนรูปภาพที่วาดโดยใชสนี ้ำมันเปนภาพ สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศอินเดีย และเนปาล ภายในพระอุโบสถจะมีโตะหมูบูชาแบบตาง ๆ จัดวางไว เพื่อเปนสถานที่บริการการศึกษาใหแกผูสนใจ ทั่วไป
24
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
สถานที่ตาง ๆ ภายในบริเวณวัดพันอน 1. สมาคมแพทยแผนไทยเชียงใหม เมื่อกอนสถานที่แหงนี้เคยเปนโรงเรียนสอน นักธรรม และบาลีแหงแรกในจังหวัดเชียงใหม ปจจุบันไดกลายเปนที่ทำการสมาคมแพทย แผนไทยเชียงใหม 2. ศาลาการเปรี ย ญ เป น ที่ ใ ช สำหรั บ ประกอบพิ ธี ก รรมต า งๆ และยั ง เป น สถานที่อบรมนักศึกษานักเรียนที่มาเขาคาย คุณธรรมที่วัดอีกดวย 3. ศาลาเล็ ก เป น ศาลาหลั ง เล็ ก สำหรับอานหนังสือพิมพ หนังสือธรรมะตางๆ แ ล ะ ส ร า ง ไ ว เ พื่ อ ใ ห นั ก ท อ ง เ ที่ ย ว ห รื อ ประชาชนที่เขามาติดตอกับวัดไดทราบขอมูล ตางๆ เกี่ยวกับวัดโดยจะมีทำเนียบบุคลากร ภายในวัด ประวัติวัด
25
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ··Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
ÇÑ´ÊÓàÀÒ
สสถานที ถานที่ตั้ง ตำบลศรีีภูมมิิ อำเภอเมือื ง จังหวัดเชีียงใหม
ประวัติความเปนมา วัดสำเภาสรางในสมัยราชวงศมังราย คำวา “สำเภา” มาจาก “สะเภา” จากคำบอกเลาของ เจา บัวนวล สิโรรส วามีพอคาชาวเมืองระแหง (ตาก) ขึ้น มาคาขายในเมืองเชียงใหม มีศรัทธาสรางสำเภาทอง บรรจุไวในเจดีย จึงไดชื่อวา “วัดสำเภา” วิหารมีลาย ปูนปนเปนศิลปะลานนา ประดับหนาบันและที่ฐาน ชุกชีมีรูปปนสัตวหิมพานตที่สวยงาม ตามหลั ก ฐานประวั ติ สั น นิ ษ ฐานได ว า สรางขึ้นในสมัยรัชกาล พระเจาติโลกราช ระหวาง พุทธศักราช ๑๙๗๔ - ๒๐๓๑ พรอมกับพระอาราม อื่นๆ ในจำนวน ๕๐๐ แหง ซึ่งมีอายุนาน ๕๐๐ กวาป
26
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point โบราณวัตถุสถาน 1. วิหาร สรางเมื่อใดไมปรากฏ เป น วิ ห ารที่ มี ท รวดทรงแบบพื้ น เมื อ ง ที่ มี โครงสรางสวนบนเปนไม สวนลางกออิฐ ถือปูน หลังคาดานหนาซอนชั้น 3 ชั้น แบบ ลานนา ระหวางลดชั้นหลังคาประดับดวย ไมแกะสลักที่ เรียกวา ปากแล (ปากนกแกว) บั น ไดขึ้ น ด า นหน า มี รู ป ป น สิ ง ห ป ระดั บ ลวดลาย ตกแตงสวนหนาปนปูนน้ำมันปด ทองเปนรูปสัตว ซึ่งเปนแบบสไตลจีนเสาคู นอกของวิหาร เปนเสาสี่เหลี่ยม เสาคูใน เป น เสากลม ประกอบลวดลายใบไม ดอกไม ห างหงส ทำเป น รู ป นาคประดั บ กระจกสี ค้ำยันหูชางแกะสลักเปนรูปนาค ประกอบลวดลาย 2. อุโบสถ บันไดหนาทำเปนทาง ขึ้ น จากด า นข า งทั้ ง สองด า นลั ก ษณะ ทรวดทรงโครงสรางสวนบนเปนไม สวน ลางกออิฐถือปูน หลังคาดานหนาซอน 2 ชั้น หนาบันแบงเปนชองสี่เหลี่ยมประดับ ด ว ยปู น น้ ำ มั น ป น เป น ลวดลาย รู ป สั ต ว หางหงสทำเปนรูปพญานาค ปากคลายนก และมีลวดลายปดทอง ค้ำยันหูชางเปนรูป พญานาคป ด ทอง บานประตู ท ำเป น รู ป เทวดายืน 3. เจดีย เปนเจดียแบบพื้นเมือง ล า นนา ฐานสี่ เ หลี่ ย มย อ เก็ จ ประกอบบั ว ลูกแกว ถัดขึ้นไปเปนชั้นมาลัยเถาทรงกลม องค ร ะฆั ง กลม ปล อ งไฉน ปลี ย อด และ ประดับดวยฉัตร
27
แผนผังภายในบริเวณวัดสำเภา
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
ÇÑ´»‡Ò¹» §
สถานที่ตั้ง วัดปานปง ตั้งอยูที่ ถนนราชภาคินัย ตำบล ศรี ศ ภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ปานปง อันเปนชื่อวัด แปลวา “ขวาง” หรือ กั้นกระแสแมน้ำปงไวใหไหลไปทางอื่น เพราะคำวา “ป “ าน” เปนภาษาลานนาโบราณ แปลวา “ขวาง หรือ กั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดใหเบี่ยงเบนทิศทางออกไป” ประวั ป ติความเปนมา พิจารณาจากที่ตั้งของวัดซึ่งอยูในละแวก เ ียวกับวัดสำคัญในเขตกำแพงเมือง ประกอบกับดู เดี จากรู จ ปทรงของพระเจดียประจำวัด และพระประธาน ของวั ข ดก็เปนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์แบบเชียงแสนสิงห หนึ ห ่งขนาดใหญ ฝมือชางหลวงลานนายุคตนเพียง องค อ เดียวของเชียงใหม อาจสรุปไดวา วัดนี้จะตองมี ความสำคั ค ญยิ่งวัดหนึ่ง พิจารณาจากศิลปะรูปทรง 28
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
พระเจดียและองคพระประธาน เชื่อวาอยูใน ยุ ค ต น ของอาณาจั ก รล า นนา ตั้ ง แต รั ช กาล พญามังรายลงมาถึงพญาแสนเมืองมา (พ.ศ. 1839-1954) เพราะวาหลังจากนั้นมาจะนิยม สรางพระพุทธรูปแบบสิงหสามเปนสวนมาก ตามตำนานเมืองเชียงใหม ราชวงศ ปกรณ ผูกที่ 8 ไดระบุไววา วัดปานปง ไดรับ การสถาปนาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยพระเจา เชียงใหมชา งเผือกดอกบัวคำ (นอยธรรมลังกา) หรือพระเจามหาเสตหัตถี สุวรรณปทุมราช ซึ่ง เปนพระอนุชาลำดับที่ 2 ของพระเจากาวิละ มี ขอสังเกตไดวาชื่อของวัดที่ออกเสียงวา “ปาน ปง” นั้น ตามบันทึกตำนานตัวอักษรพื้นเมือง จะเขียนวา “ปานพิง”
29
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ ปู ช นี ย สถาน และปู ช นี ย วั ต ถุ ที่ สำคัญของวัด 1. พระเจดี ย ฐ านสู ง ย อ มุ ม ไม 28 ทรง 12 เหลี่ ย ม พระ เจดี ย เ ป น แบบล า นนา ฝ มื อ ช า ง หลวง ในอาณาเขตล า นนายั ง มี พระเจดียลักษณะเชนนี้อยูเพียง 2 องค ที่ ยั ง สมบู ร ณ ดี อ ยู อ งค ห นึ่ ง ไดแก พระเจดียของวัดลี อ.เมือง จ.พะเยา อีกองคหนึ่งมีขนาดเล็ก ที่สุด คือ พระธาตุเบ็งสกัด ตั้งอยู ในวัดพระธาตุเบ็งสกัดบนเนินเขา กลางเมืองปว หรือวรนคร ปจจุบัน คือ อ.ปว ของจังหวัดนาน
2. ซุมเทวดารักษาวิหาร เปนซุมกออิฐ ถือปูนขนาดเล็ก บูรณะขึ้นตามของเกา ตั้งอยูเชิง บันไดขึ้นวิหารดานขวา ปจจุบันนี้วัดในลานนาที่ สร า ง หรื อ บู ร ณะขึ้ น ใหม จ ะไม ส ร า งอี ก แล ว เพราะเห็นวาไมจำเปน นับวาวัดปานปงยังรักษา ธรรมเนียมโบราณไวไดอยู แตกอนเมื่อศรัทธา ญาติโยมจะกาวขึ้นบันไดไปสูวิหารจะตองจุดธูป เทียน ปกดอกไมบูชาที่ซุมหรือหอนี้ 3. ซุม ประตูโขงวิหารหลวง เปนปูนปน รูป แบบจีนตามสูตรลานนา รูปพญานาคเกีย้ ว เหนือ ขนดลำตัวสองฟากเปนยอดเขาหิมพานตพรอม กับพระอาทิตย พระจันทร แสดงถึงสัญลักษณของ ขอบจักรวาล ขากรอบประตูมีบัวคว่ำ บัวหงาย สันนิษฐานวาสรางขึ้นโดยชางหลวงชั้นครู ผูสราง ซุม ประตูโขงอุโบสถสองสงฆของวัดพระสิงห 4. พระประธาน และพระอั น ดั บ ด า น ขวา องคพระประธานมีขนาดหนาตักกวาง 1.70 เมตร ส ว นพระอั น ดั บ ด า นขวาพระประธาน มี ห น า ตั ก กว า ง 1.30 เมตร หล อ ด ว ยโลหะ สัมฤทธิ์ปดทองศิลปะแบบเชียงแสนสิงหหนึ่ง ซึ่ง บางครั้ ง เรี ย กว า พระเพชรสิ ง ห ห นึ่ ง เพราะ ประทั บ นั่ ง แบบวั ช ราสนะ (ขั ด สมาธิ เ พชร)
3 30
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point แผนผังภายในบริเวณวัดบานปง
ปางมารวิชัยสรางดวยฝมือชางหลวงลานนา ยุ ค แรก เป น พระเพชรสิ ง ห ห นึ่ ง ขนาดใหญ ที่ สุ ด เพี ย งองค เ ดี ย วของภาคเหนื อ มี พุ ท ธ ลักษณะที่แสดงออกถึงความอิ่มเอิบสมบูรณ เต็มเปยมไปดวยเมตตาธรรม 5. ปราสาทธรรมาสน สร า งด ว ย ไมสกั แกะสลักลงรักปดทองดวยฝมอื ชางหลวง ล า นนา ยุ ค ที่ พ ระเจ า ช า งเผื อ กธรรมลั ง กา โปรดใหสรางวิหารหลวง องคปราสาทตั้งอยู หน า แท น แก ว พุ ท ธบั ล ลั ง ก ด า นขวามื อ พระประธานตามคตินิยมฝายลานนา 6. ศิลาจารึก มีลักษณะเปนใบสีมา หินทรายสีเทา ขนาดกวาง 42 ซ.ม. หนา 15 ซ.ม. สูงประมาณ 75 ซ.ม. แตเดิมตั้งอยูที่ใด ไมปรากฏแตปจจุบันทางวัดไดนำมาปกไวที่ มุ ม ด า นซ า ยสุ ด ของลานคอนกรี ต รอบพระ อุ โ บสถทำนองจะให เ ป น ใบสี ม า ด า นหน า 31
แผนศิลาจะมีดวงฤกษจารึกไวตอนบน มี อั ก ษรจารึ ก เป น ตั ว ล า นนาฝ ก ขาม เพียง 2 บรรทัด ถอดความจากจารึกวา ดังนี้ “จุ ล ศั ก ราชได 943 ตั ว ในป รวงไส เดือนเจียง เพ็งหมื่น ชะลูนจาแม ลูก มีศรัทธาไดสรางพระพุ (ทธรูป)” 7. ดิ น จี่ ฮ อ ฐานกุ ฏิ ดิ น จี่ ฮ อ แปลว า อิ ฐ แบบจี น ฮ อ มี อ ยู ป ระมาณ เกื อ บ 20 ก อ น ยั ง อยู ใ นสภาพดี อ ยู แตละกอนยาว 60 ซ.ม. กวางและหนา 28 ซ.ม. เท า กั น ทางวั ด ขุ ด พบจาก บริ เ วณซากฐานกุ ฏิ โ บราณในเขต สั ง ฆ า ว า ส เ มื่ อ ค รั้ ง ที่ จ ะ ส ร า ง กุ ฏิ เจาอาวาสหลังใหม อาจจะเปนไปไดวา ชาวลานนาไดเรียนวิชานี้มาจากพวกจีน ฮอ ในมณฑลยูนนาน
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁÍ× §àªÕ §àªÕ§§ãËÁ‹ ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ·Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
ÇÑ´ÍØâÁ§¤ ÁËÒà¶Ã¨Ñ¹·Ã 32 32
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point สถานที่ตั้ง วั ด อุ โ มงค ตั้ ง อยู เ ลขที่ 129 ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา วัดอุโมงคเถรจันทร เดิม ชื่ อ ว า “วั ด โพธิ์ น อ ย” วั ด นี้ ก อ ตั้ ง เมื่ อ ประมาณ ป พ.ศ. 1839 1840 สรางโดยพระมหากษัตริย ทั้งสามพระองค คือ พญามังรายหรือพระเจาเม็งราย ผู ปกครองเมื อ งเชี ย งราย พญางำเมื อ ง ผู ป กครองเมื อ ง พะเยา และพอขุนรามคำแหงมหาราช อุโบสถสรางเมื่อ ประมาณป พ.ศ. 1839 - 1840 เปนลักษณะทรงไทยแบบ ลานนา กอดวยอิฐถือปูนขาว เสา และ โครงหลังคาเปนไม สั ก ทั้ ง หลั ง ของเดิ ม มุ ง ด ว ยกระเบื้ อ งดิ น เผา ป จ จุ บั น ได เปลี่ยนเปนกระเบื้องเคลือบ วิหารสรางเมื่อป พ.ศ. 1910 1914 มีลักษณะทางสถาปตยกรรมเปนแบบลานนา พระพุทธรูปสำคัญภายในวัดมี 4 องค คือ 1. พระพุทธเชียงแสนสิงหหนึง่ หรือ หลวงพอสมใจ นึก หลอดวยโลหะปูนผสมเกศาดอกบัวตูม และลงรักปดทอง ทับ เปนพระประธานในอุโบสถ แบบปางมารวิชยั นัง่ ขัดสมาธิ ราบ ซึง่ สรางขึน้ ในป พ.ศ. 1839 - 1840 2. พระพุทธปฏิมากร (หลวงพอโต หรือ หลวงพอ ใหญ) พระประธานในวิหารหลวง หลอดวยปูนลงรักปด ทอง เกศาแบบเปลวเพลิง มีขนาดหนาตัก 2.90 เมตร สูง 3.70 เมตร เปนพระประธานในพระวิหารหลวง สรางราวป พ.ศ. 1910 - 1914 33
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ 3. พระพุทธรูปเชียงแสนสิงหสาม แบบปางมารวิ ชั ย หล อ ด ว ยโลหะทอง สัมฤทธิ์รมดำเกศาดอกบัวตูม ประดิษฐาน หน า พระประธาน (หลวงพ อ โต) ณ วิหารหลวง 4. หลวงพอไรหอม เปนพระพุทธ รูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชยั สรางเมือ่ พ.ศ. 2057 ประดิษฐาน ณ วิหารหลวง สิ่งกอสรางภายในวัด 1. อุ โ บสถ มี ข นาดกว า ง 4.05 เมตร ยาว 10.70 เมตร สรางเมื่อประมาณ พ.ศ. 1839 – พ.ศ. 1840 มีลักษณะเปน ทร ทรงไทยลานนากอดวยอิฐถือปูนขาว เสา แ ล ะ โ ค ร ง ห ลั ง ค า เ ป น ไ ม สั ก ทั้ ง ห ลั ง หา หางหงสเปนนาคลำยองประดับกระจกสี หหน า บั น ประดั บ ด ว ยไม แ กะสลั ก รู ป สั ต ว แล และดอกประจำยามติ ด กระจกสี โก ง คิ้ ว ปประดับไมแกะสลักลวดลายเครือเถาไมมี รวงผึ รว ้ง กรอบประตูเปนซุมโคงมีพระพุทธ รู ป ปู น ป น เสาประตู ป ระดั บ ลวดลายป ด ทองลองชาด ทอ 2. วิ ห าร มี ข นาดกว า ง 13.80 เมตร เม ยาว 24.90 เมตร สรางเมื่อประมาณ ป พ.ศ. 1910 – พ.ศ. 1912 สร า งแบบ ลักษณะทรงไทยลานนา 3. หอระฆั ง มี ข นาดสี่ เ หลี่ ย ม จัตุรัส ขนาด 3 x 3 เมตร สรางลักษณะ แบ แบบทรงไทยประยุกต 34
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point แผนผังภายในบริเวณวัดอุโมงคเถรจันทร
4. กุฏิวิปสสนากรรมฐาน 5. ศาลพระภูมิเจาที่ (ศาลเสื้อวัด) 6. พระเจดียอุโมงค มี 2 องค คือ 6.1 เจดี ย ด า นหลั ง วิ ห าร เป น ศิ ล ปกรรมที่ มี แ บบอย า งการก อ สร า ง ประมาณปลายพุ ท ธศตวรรษที่ 21 - 22 ปลองไฉนหุมทองจังโกนอกนั้นอยูในสภาพ ชำรุด 6.2 เจดียดานใตของวิหาร เปน โบราณสถานที่ ส ำคั ญ ที่ สุ ด ของวั ด อุ โ มงค เนื่ อ งจากมี แ บบแผนทางศิ ล ปกรรมที่ ผิ ด แปลกไปจากแบบแผนของเจดียที่พบทั่วๆ ไป ในเชี ย งใหม ลั ก ษณะขององค ร ะฆั ง ขนาด และลักษณะของฐานทำใหสงสัยวา อาจจะ สรางขึ้นเมื่อประมาณตนพุทธศตวรรษที่ 20 35
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁÍ× §àªÕ §àªÕ§§ãËÁ‹ ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ·Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
ÇÑ´´Ç§´Õ
3366
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
สถานที่ตั้ง ตั้ ง อยู เ ลขที่ 228 ถนน พระปกเกลา ตำบลศรีภูมิ อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา วั ด ดวงดี มี ห ลายๆชื่ อ เชน วัดพันธนุนมดี วัดอุดมดี วัด พนมดี ในป พ.ศ.2513 พบคำ จารึ ก บนฐานพระพุ ท ธรู ป โลหะ องคหนึ่ง ประดิษฐานอยูในวิหาร จารึกดวยอักษรไทยยวน มีความ วา “สกราชได 859 ปวายสี พระ เจาตนนีแสนนืงไววัดตนมกเหนือ” หมายความวาวัดดวงดีมีชื่อเรียก อีกอยางคือ วัดตนมกเหนือ หรือ วัดตนหมาก วัดดวงดีสรางเมื่อ พ.ศ. 1910 หลังพญาเม็งรายสรางเมือง เชี ย งใหม แ ล ว ต อ มาในป พ.ศ. 2362 สมั ย พระยาธรรมลั ง กา เจาหลวงเชียงใหมองคที่ 2 ไดมี การบู ร ณะและฉลองสมโภชสิ่ ง ก อ สร า งภายในวั ด มี วิ ห ารซึ่ ง ภายในมีธรรมมาสนประดับดวย ไมแกะสลักปดทอง ยอไมมุมสิบ สอง หอธรรม อุ โ บสถ และพระ เจดีย
แผนผังภายในบริเวณวัดดวงดี
37
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
สิ่งกอสรางที่มีอยูในบริเวณวัด 1. วิหาร ลักษณะวิหารเปนแบบลาน นา คุณคาของวิหารแหงนี้อยูที่ลวดลายแกะสลัก ไมประดับสถาปตยกรรม เชน ค้ำยันหูชางแกะ เปนลวดลายสวยงาม รวมทั้งลวดลายแกะสลัก เหนือกรอบประตูทางเขาวิหารทำเปนซุม แกะสลัก ในรูปพญานาคสองตัวทอดหางขึ้นขางบนในรูป สามเหลี่ยม 2. อุโบสถ ลักษณะเปนแบบพื้นเมือง ล า นนาที่ มี แ บบอย า งทางสถาป ต ยกรรมและ ลวดลายประดับตกแตงที่งดงาม หลังคาซอน 2 ชั้น หนาบันแบงเปนสี่เหลี่ยม ลวดลายตกแตง แกะสลักปดทองประดับกระจก หางหงษทำเปน รู ป นาค ค้ ำ ยั น หู ช า งแกะสลั ก ไม เ ป น ลวดลาย พญานาคปดทอง โกงคิ้วใตหนาบัน เหนือประตู
38
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
ทางเข า อุ โ บสถ แกะสลั ก เป น ลายเครื อ เถา ส ว นโก ง คิ้ ว ด า นข า งประตู ท างเข า อุ โ บสถ แกะสลักเปนลวดลายปดทอง 3. หอไตร ลั ก ษณะทรวดทรงเป น หอไตร ทรงมณฑปที่เปนแบบพื้นเมืองลานนา ตัวหอไตรทรงสี่เหลี่ยมกออิฐถือปูน สวนหลัง คาหรื อ ยอดเป น ทรงมณฑปหลั ง คาซ อ น ลดหลั่นกัน 3 ชั้นลักษณะยอดเปนฉัตร ประดับ ด ว ยลวดลายตรงบริ เ วณสั น หลั ง คาซึ่ ง เป น ลวดลายคลายใบระกาสีทอง ซุมหนาตางทำ ลวดลายปูนปนประดับ 4. เจดี ย ลั ก ษณะสำคั ญ ของพระ เจดียองคนี้คือ เปนแบบพื้นเมืองลานนา ฐาน สี่เหลี่ยมยอเก็จ มีชางที่มุมทั้ง 4
39 39
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
ÇѴ਴Õ ËÅǧ
40
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
สถานที่ตั้ง วั ด เจดี ย ห ลวงตั้ ง อยู เ ลขที่ ๑๐๓ ถนน พระปกเกลา ตำบลพระสิงห อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม เปนวัดที่ตั้งอยูใจกลางเมืองเชียงใหมนับ เปนวัดสำคัญมากวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหมมา ตั้งแตอดีต เปนที่ตั้งของเสาหลักเมืองเชียงใหม ประวัติความเปนมา วัดเจดียหลวง หรือ “โชติการาม” หรือ “ราชกูฏา” หรือ “กุฏาราม” แปลวา พระอารามที่มี แตความรุงเรืองสวางไสว เนื่องจากเปนสถานที่ บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององคสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจานอกจากนี้ยังมีความหมาย อีกนัยหนึ่งของคำวา “โชติการาม” คือ เวลาที่มี การจุ ด ประที ป โคมไฟไปประดั บ บู ช าองค พ ระ ธาตุเจดียหลวง จะปรากฏแสงสีสวางไสว มองเห็น องค พ ระเจดี ย ค ล า ยเชิ ง เที ย นที่ มี เ ปลวไฟลุ ก โชติ ช ว งสว า งไสว ดู แ ล ว มี ค วามงดงามยิ่ ง นั ก สามารถมองเห็นไดแตไกล เจดี ย ห ลวงตามคติ ค วามเชื่ อ เรื่ อ งจั ก รวาล วิทยาของชาวลัวะ คติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยา ในยุค แรกสะท อ นความเชื่ อ ดั้ ง เดิ ม ของชาวลั ว ะซึ่ ง ได ผสมผสานกับความเชื่อของพราหมณ ในระยะตอ มาเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองขึ้นมาก ไดใช พระธาตุเจดียหลวงเปนสัญลักษณของศูนยกลาง จักรวาล ตั้งอยูกลางใจกลางเมือง เชนเดียวกับเขา พระสุเมรุ ซึ่งเปนศูนยกลางจักรวาล 41
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
โบราณวัตถุสถานที่สำคัญภายในบริเวณ วัดเจดียหลวง 1. พระธาตุเจดียหลวง นั้นถือวาเปน พระธาตุ ที่ มี ค วามสู ง ที่ สุ ด ในภาคเหนื อ หรื อ ลานนา คือ สูงประมาณ ๘๐ เมตร ฐานเปนรูป สี่ เ หลี่ ย มจั ตุ รั ส กว า งประมาณด า นละ ๖๐ เมตร ถูกสรางขึ้นในชวงตนพุทธศตวรรษที่ ๒๐ (พ.ศ. ๑๙๒๘ - ๑๙๔๕) ต อ มาได มี ก าร ปฏิ สั ง ขรณ ใ นสมั ย พญาติ โ ลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔ - ๒๐๓๐) ในสมัยมหาเทวีจิรประภา รัชกาลที่ 15 แหงราชวงศมังราย เกิดพายุฝน ตกหนัก แผนดินไหว พระมหาเจดียหลวงได พังทลายลงมาเหลือเพียงครึ่งองค จากนั้นก็ถูก ปลอยทิ้งรางไปนานกวา ๔ ศตวรรษ พระมหา เจดี ย ห ลวงที่ เ ห็ น ป จ จุ บั น กรมศิ ล ปกรเพิ่ ง จะ บูรณปฏิสังขรณเสร็จไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ 42
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point แผนผังภายในบริเวณ วัดเจดียหลวง
ชางรอบพระธาตุเจดียหลวง ในประวัติศาสตรมีเพียง ๘ เชือกเทานั้น ที่มี การตั้งชื่อใหเฉพาะ เพราะชื่อพญาชางที่ตั้งขึ้นนั้น เปน พลั ง อำนาจก อ เกิ ด เดชานุ ภ าพ อิ ท ธิ ฤ ทธิ์ ข ม ขู บ ดบั ง ขวางกั้น กำจัด ปราบปรามอริราชศัตรูที่จะมารุกราน ให แพภัยแตกพายหนีไปเอง ซึ่งแตละชื่อมีความหมายดังนี้ 1. เมื่อศัตรูยกพลเสนามารุกราน ลวงล้ำเขามา ในเขตพระราชอาณาจักร จะเกิดอาเพศ ทองฟามืดมิด ดวยเมฆหมอกปกคลุม ทำใหผูรุกราหวาดผวาภัยพิบัติ ตกใจกลัวแตกพายหนีไป จึงไดชื่อวา “เมฆบังวัน” 2. เมื่อผูรุกรานยกทัพเขามาใกล แมจะมีพล โยธาทหารกลาเรือนแสน ก็จะเกิดอาการมึนเมาลืมหลง แตกพายหนีไป จึงไดชื่อวา “ขมพลแสน” 3. เมื่อขาศึกศัตรูผูรุกรานเขามา แมจะมีกำลัง พลมากมาย มีศาตรา มีด พรา ดามคมเปนแสนๆเลม ก็ ไมอาจเขาใกลทำรายได จึงไดชื่อวา “ดาบแสนดาม”
43
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
4. เมื่อขาศึกศัตรูผูรุกรานเขามา รานรบ แม จ ะมี ก ำลั ง พลกล า หาญ มากมาย มี ศ าสตราอั น คมยาว หอก แหลนหลาวเปนแสน ก็ไมอาจเขามาราวี ได จึงไดชื่อวา “หอกแสนลำ” 5. เมื่อขาศึกศัตรูผูรุกรานเขามา แมจะมีกำลังพลจำนวนมาก มีอาวุธปน เปนแสนกระบอก ก็ไมสามารถทำอันตราย ได จึงไดชอื่ วา “ปนแสนแหลง” 6. เมือ่ ผูร กุ รานบุกรุกเขามา แม จะมีกำลังพลมากมาย มีหนาไมคนั ธนูเปน แสนๆ ไมสามารถทำอันตรายได จึงไดชื่อ วา “หนาไมแสนเกี๋ยง” 7. เมื่ อ ข า ศึ ก อาจหาญล้ ำ แดน เขามา แมดวยกำลังพลหัตถีนึก กองทัพ ชางมีเปนแสนเชือก ก็ไมอาจหักหาญเขา มาได จึงไดชื่อวา “แสนเขื่อนกั้น” (บาง แหงเปน แสนเขื่อนกาน) 8. เมื่อขาศึกเขามาหมายย่ำยี ก็ จะเกิ ด อาการร อ นเร า เหมื อ นเพลิ ง เผา ผลาญรอบดาน จึงไดชื่อวา “ไฟแสนเตา”
44 44
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
2. พระวิ ห าร พระอุ โ บสถ พระ วิหารหลวง หรือพระวิหารกลาง ปจจุบันเปน ทั้งพระอุโบสถ ดวย ตั้งอยูหางพระธาตุเจดีย หลวงประมาณ ๑๕.๘๔ เมตร ไปทางทิ ศ ตะวั น ออก เป น สถาป ต ยกรรมทรงล า นนา ประยุกต สวนอุโบสถหลังเกาศิลปะแบบลาน นาดั้งเดิมที่อยูหลังวัด ดานตะวันตกขององค เจดี ย ห ลวงได เ ลิ ก ใช ง านตั้ ง แต ป ๒๕๒๒ เพราะคับแคบเกินไป 3. เจดียรายองคใต เปนเจดียองค ใตที่เกาแกคูพระธาตุเจดียหลวงไมปรากฏปที่ สราง เปนทรงสี่เหลี่ยมยอเก็จ 3 ชั้น ฐานปทม ย อ เก็ จ 2 ชั้ น คอระฆั ง หุ ม ทองจั ง โกป ด ทองคำเปลว ปลียอดและฉัตรทำดวยทองเหลือง ปดทองคำเปลว บูรณะใหม พ.ศ. 2536 4. เสาอิ น ทขี ล เชื่ อ กั น ว า เป น หลั ก เมืองเชียงใหม เดิมอยูที่วัดสะดือเมือง (วัด อินทขีล หรือวัดสะดือเมือง ขางศาลากลาง หลั ง เก า ) พระเจ า กาวิ ล ะเจ า ผู ค รองนคร เชียงใหม องคที่ ๑ โปรดใหยายเสาอินทขีล จากวั ด สะดื อ เมื อ ง มาไว ณ วั ด เจดี ย ห ลวง เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๓ 45
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ 5. ต น ยางใหญ ปลู ก เมื่ อ สมั ย พระเจ า กาวิ ล ะเจ า ผู ค รองนครเชี ย งใหม องคที่ 1 วงศทิพจักร 6. กุ ม ภั ณ ฑ พระเจ า กาวิ ล ะให กอรูปกุมภัณฑ 2 ตน ไวหนาวัดโชติการาม (วัดเจดียหลวง) ยักษหรือกุมภัณฑ 2 ตนนี้ คอยพิทกั ษเสาอินทขิลหลักเมืองเชียงใหม 7. หอธรรม เมื่ อป พ.ศ.๒๐๑๗ พระเจ า ติ โ ลกราช ได ท รงสร า งพระ วิ ห ารหลวงขึ้ น ใหม พร อ มทั้ ง ให ส ร า งหอ ธรรม (หอพระไตรปฏก) ไวทางดานเหนือ ขององคพระธาตุเจดีย 8. พระนอน หรื อ พระพุ ท ธ ไสยาสน เปนพระพุทธรูปที่เกาแกคูกับพระ เจดีย แตไมปรากฏวา สรางขึ้นเมื่อใด และ ใครเปนผูสราง
4466
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
9 . พ ร ะ ม ห า สั ง กั จ จ า ย น ประดิษฐานอยูในวิหารหลังเล็ก อยูหาง จากพระธาตุเจดียไปทาง ทิศเหนือ เชื่อ วามีความเกาแก พอ ๆ กับพระนอน 1 0 . พ ร ะ วิ ห า ร จั ตุ ร มุ ข บุ ร พาจารย เป น วิ ห ารที่ ส ร า งด ว ยไม แกะสลักเปนลายเครือมัน ลายดอกไมมี การเริ่มลายดวยรูปสับปะรด 11. วิหารทานพระอาจารยมั่น ภูริทัตโต เปนวิหารไมกับปูนเปนการปด ทองและประดับดวยกระจกสี
47
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
ÇÑ´¾Ñ¹àμÒ
48
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point สถานที่ตั้ง ตั้ ง อยู เ ลขที่ 105 ถนน พระปกเกล า ตำบลพระสิงห อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม วัดพันเตาหรือคนเมืองเชียงใหมจะนิยม เรียกวา “ วัดปนเตา “เปนสวนใหญ ประวัติวัดพัน เตาสรางขึ้นเมื่อในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ตอน ต น เมื่ อ ประมาณ ๒๐๔๐ เมื่ อ นั บ ถึ ง ป พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงมีอายุได ๕๐๑ ป ในตำนานประวัติ ดั้งเดิมของวัดจะมีอายุเกาแกใกลเคียงรวมสมัย เดียวกับวัดเจดียหลวง ในอดีต คนเมืองเชียงใหม ไมไดเรียกชื่อกันแบบนี้ แตนิยมเรียกกันวา “วัด ปนเตา” หรือ “วัดพันเทา” ซึ่งหมายถึง ปริมาณที่ เพิ่มพูนขึ้นมากมาย เปนรอยเทา พันเทา พระเจา อินทวิชยานนทเจาหลวงเชียงใหมองคที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๑๓ – ๒๔๔๐) รื้อหอคำของพระเจามโหตร ประเทศฯสรางเปนพระวิหาร ถวายวัดพันเตา ใน พ.ศ. ๒๔๑๘ นับเปนวิหารไมสักที่สรางจากหอคำ หรือคุมหลวงที่เหลืออยูอยางสมบูรณเพียงหลัง เดี ย วในล า นนา วิหารวัด พั นเตามีหน าแหนบที่ เปนไมแกะสลักที่สวยงามที่สุดในลานนา และมี ลวดลายในโครงสามเหลี่ยม ตรงกลางแกะสลัก รูปมอม ( มอม คือ พาหนะของเทพปชชุนนะ เทพ ผูบันดาลใหเกิดฝน) กรอบของซุมวิหารมีรูปวานร แบกตัวลวง ๒ ตัว ทั้งสองขาง ซึ้งตัวลวงนี้ใชหาง ค้ำรูปแบบจำลองของประสาทสวนฐานของรูป ซุมเปนทอนไม๘เหลี่ยมสลักลวดลายประจำยาม ซึ่งทำปลายเสาทั้งสองขางเปนรูปหัวเม็ด มีหงส ยื น ป ร ะ ก อ บ ทั้ ง ส อ ง ข า ง ซึ้ ง ส ม บู ร ณ ด ว ย องคประกอบทางชางและภูมิปญญา 49
แผนผังภายในบริเวณวัดพันเตา
ÇÇѴ㹡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁͧàªÕ §àªÂ§§ãËÁ‹ ãËÁ : ÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ ÁÍͧ·Ò§ÊÊ¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÐ ÂÐ
โบราณวััตถุสถาน 1. วิหารวัดพันเตา เดิมคือ หอคำของ พระเจามโหตรประเทศ (เจาครองนครเชียงใหม องคที่ 5) ดานบนเมือ่ มองขึน้ ไปจะเห็นวาหนาบาน ประตูประดับดวยไมแกะสลักเปนรูปนกยูงซึ่งเปน สัตวสญ ั ลักษณของ เจานายฝายเหนือ 2. ธรรมาสน โ บราณ ไม ป ระกั บ และ รูปภาพของเจานาย เจาครองนครในสมัยอดีต 3. ศาลา ในศาลามีสมเด็จพุฒาจารยโต พรหมรังษี (โต พรหมรังษี) มีบอน้ำใหประชาชน นำไปสักการบูชา ตรงกลางศาลาเมื่อมองขึ้นไป ดานบนเพดานจะเห็นลวดลายไมแกะสลักเปน สัญลักษณของ 12 ราศี
50
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
51
ÇÑ´ªÑ¾ÃÐà¡ÕÂÃμÔ
สถานที่ตั้ง ตั้ ง อยู เลขที่ 90 หมู ที่ – ถนนราชดำเนิ น ตำบลศรี ภู มิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา จากเอกสารโบราณ วัดชัยพระเกียรติ เดิมชื่อวัดผาเกียรติ์ สิ่งกอสรางภายในวัดปจจุบันเปนของใหมทั้งหมด นาจะเปนเพราะ โบราณสถาน โบราณวัตถุภายในวัดผุพังไปจึงมีการบูรณะ หรือมี การรื้อปลูกสรางกันขึ้นมาใหม อยางไรก็ตาม วัดชัยพระเกียรติก็ยัง มีหลักฐานวาเปนวัดที่สรางมาตั้งแตสมัยโบราณ ยุคราชวงศมังราย
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point ตอนกลางเท า ที่ ห ลั ก ฐานการค น พบ ปรากฏชื่ อ ของวั ด ผาเกี ย รติ์ ใ นโคลง นิราศหริภุญไชย การสร า งพระประธานใน วิหารนั้น พระมหาจิรกษัตริยราชวงศ มังรายลำดับที่ 15 ทรงสรางขึ้น เพื่อ เปนอนุสาวรียถวายแดสมเด็จพระชัย ราชาธิราช กษัตริยในวงศสุวรรณภูมิ ซึ่ ง ปกครองกรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยาระหว า ง พ.ศ. 2081 – พ.ศ. 2088 น้ำหนักทอง ที่หลอพระพุทธรูปองคนี้มีอยู 5 ตื้อ (1 ตื้อ = 10 โกฎิ) เทากับ 50 โกฎิ จึงเรียกพระนามวา “พระเจาหาตื้อ”
แผนผังภายในบริเวณวัดชัยพระเกียรติ
โบราณวัตถุสถาน 1. วิหาร เปนวิหารที่สราง ขึ้นใหมทดแทนของเดิมที่ผุพังไป เปน ทรงพื้นเมืองหนาบันทำเปนลายพันธุ พฤกษา ประดับดวยชอฟา ใบระกา และหางหงสทำเปนรูปพญานาค ซุม ประตูทางเขาวิหาร บานประตูลงรัก ปดทอง ทำเปนรูปเทวดายืน 2. เจดี ย ประกอบด ว ย ฐานเขี ย งสี่ เ หลี่ ย ม รองรอบฐานบั ว ลูกแกวสี่เหลี่ยมยอเก็จ ถัดขึ้นไปเปน ชั้นมาลัยเถาเหลี่ยมซอนกัน 5 ชั้น รับ องค ร ะฆั ง กลม บั ล ลั ง ก ย อ เหลี่ ย ม ปลองไฉน ปลียอด และฉัตร ซึ่งเปน เจดียทรงลังกา
533
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁÍ× §àªÕ §àªÕ§§ãËÁ‹ ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ·Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
ÇÑ´·Ø§ÂÙ
สถานที่ตั้ง ตั้ ง อยู ถ นนราชดำเนิ น ตำบลศรี ภู มิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา วั ด ทุ ง ยู คำว า “ทุ ง ยู ” ปรากฏใน วรรณกรรม และกฎหมายโบราณ หมายถึง รม ที่เปนเครือ่ งประดับยศเจานาย สรางเมือ่ ป พ.ศ. 2019 เดิมชือ่ วัดตุงยู
54
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point พ.ศ. 2452 เจ า อิ น ทรวโรรสสุ ริ ย วงษ เจาหลวงเชียงใหมองคที่ 8 โปรดสรางฉัตร พระเจดี ย วิ ห ารมี โ ก ง คิ้ ว เป น รู ป โค ง ไม มี รวงผึ้ง หนาบันประดับปูนปนลวดลายเครือ เถาประดับกระจกอังวะ เจดียทรงกลม ตั้ง บนเรือนธาตุฐานสี่เหลี่ยม มีการบูรณะโดย เปนรูปแบบอิทธิพลทรงพมา อุโบสถขนาด เล็กกรุดวยหินออน
ถาวรวัตถุ และปูชนียสถาน 1. วิหาร 2. พระอุโบสถ 3. พระเจดีย 4. กุฏิสงฆ 5. ศาลาบำเพ็ญบุญ/ ศาลาเอนกประสงค
แผนผังภายในบริเวณวัดทุ
55
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ
ÇÑ´ÈÃÕà¡Ô´
56
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point Tem สถานที่ตั้ง ตั้งอยูที่ ถ.ราชดำเนิน ต.พระสิงห อ.เมือง จ.เชียงใหม
แผนผังภายในบริเวณวัดศรีเกิด
ประวัติวัดศรีเกิด วัดศรีเกิดเปนวัดโบราณเกาแกวัด หนึ่งในนครเชียงใหม วัดนี้มีฐานะเปนพระ อารามหลวง โดยวัดศรีเกิดนี้มีชื่อปรากฏใน ตำนานอีกชือ่ หนึง่ วา “วัดพิชาราม” เรียกตาม สำเนียงเมืองเหนือวา “ปจ จาราม” มาเปลีย่ น ชื่อเปนวัดศรีเกิดในสมัยของพระเจากาวิละ (พ.ศ.2339) ในป พ.ศ. 2339 พระเจากาวิละ ทรงเห็นวาวัดพิชารามนี้เปนวัดสำคัญจึงได โปรดใหบูรณะขึ้น และโดยที่วัดนี้มีตนศรี มหาโพธิ์ ซึ่งไดพันธุมาจากตนโพธิ์ที่ตรัสรู ของพระพุ ท ธเจ า ที่ ป ระเทศอิ น เดี ย จึ ง ให โปรดขนานนามวัดนี้เสียใหมวา วัดศรีเกิด ซึ่งคำวา ศรี มาจากคำ วา สะหลีในภาษาเหนือ ที่หมายถึงตนโพธิ โบราณวัตถุสถาน วั ด นี้ เ ป น ที่ ประดิษฐาน พระพุทธรูป โลหะปางมารวิชัย เรียก ชื่ อ ว า “พระเจ า แข ง คม” เนื่องจากพระชงฆเปนสันแหลมยาวผิดกับ พระพุทธรูปองค อืน่ ๆ ลักษณะคลายศิลปะ แบบอูทอง พระเจาติโลกราชทรงโปรดให สรางขึน้ เมือ่ พ.ศ. 2030 57
ÇÑ´¾ÃÐÊÔ§Ë
TTemples em mplees onn CChiang hiianng Mai Gate : View Way Aesthetics Point
สถานที่ตั้ง วัดพระสิงหวรมหาวิหาร พระอาราม หลวงชั้ น เอก ชนิ ด วรมหาวิ ห าร ตั้ ง อยู ใ น บริเวณคูเมืองเชียงใหม ถนนสามลาน ตำบล พระสิงห อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา พญาผายู กษัตริยเชียงใหมราชวงศ เม็ ง ราย โปรดเกล า ฯให ส ร า งขึ้ น ในป พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกใหสรางเจดียสูง ๒๓ วา เพื่อ บรรจุพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ตอ มาอีกสองปจึงสรางพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎสิ งฆเมือ่ เสร็จ เรียบรอย ทรงตัง้ ชือ่ วา “วัดลี” หรือ“วัดลีเชียง” หรือ “วัดลีเชียงพระ” สมัยพระเจาแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหมโปรดใหอัญเชิญพระ พุทธสิหิงคมาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวน ช า งอั ญ เชิ ญ พระพุ ท ธสิ หิ ง ค ม าถึ ง หน า วั ด ลี เชียงก็ไมยอมเดินทางตอ พระเจาแสนเมือง มาจึงใหอัญเชิญพระพุทธสิหิงคประดิษฐาน ณ วั ด ลี เ ชี ย ง ประชาชนทางเหนื อ นิ ย ม เรียก”พระพุทธสิหิงค” สั้นๆ วา “พระสิงห” จึง เรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปวา “วัดพระสิงห” ในป พ.ศ. ๒๓๖๐ พระญาธั ม ม ลังกาหรือเจาชางเผือก อนุชาของพระเจากาวิ ละเจาผูครองนครเชียงใหมลำดับที่ ๒ แหง ราชวงศเจาเจ็ดตน โปรดใหบูรณะพระอุโบสถ และพระเจดีย
59
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁÍ× §àªÕ §àªÕ§§ãËÁ‹ ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ·Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
ตอมาในป พ.ศ. ๒๔๖๗ เจาแกวนวรัฐ เจาผู ครองนครเชียงใหมองคสุดทาย พรอมดวยครูบาศรีวิชัย และประชาชนชาวเชียงใหมไดรวมกันบูรณปฏิสังขรณ วัดพระสิงหขึ้นใหม โดยในครั้งนั้นมีการขุดพบสิ่งของมี ค า มากมาย เช น แผ น ทองคำจารึ ก เรื่ อ งราวต า งๆ จำนวนหลายสิบชิ้น โกศบรรจุอัฐิ ( สันนิษฐานวาเปน อั ฐิ ข องพระญาคำฟู ) เป น ต น แต สิ่ ง ของเหล า นี้ ไ ด สูญหายไปในชวงที่เกิดสงครามเอเชียบูรพา ใ น ป พ . ศ . ๒ ๔ ๙ ๓ พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พระเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให วั ด พระสิ ง ห เ ป น พระอารามหลวงชั้ น เอก ชนิ ด วรมหาวิหาร 60
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point
ถาวรวัตถุที่สำคัญในวัด 1. พระพุทธสิหิงค ซึ่งเปนพระสิงห สกุ ล ช า งเชี ย งแสน เป น พระพุ ท ธรู ป ปาง มารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ศิลปะลานนา ในเทศกาลสงกรานตของทุกปจะมี การอั ญ เชิ ญ พระพุ ท ธสิ หิ ง ค ป ระดิ ษ ฐานบน บุษบกแหรอบเมืองเชียงใหมใหประชาชนสรง น้ำ เพื่อความเปนสิริมงคลเปนประจำ 2. หอไตร สรางเปนครึ่งตึกครึ่งไม ที่ ตั ว ผนั ง ตึ ก ด า นนอกประดั บ ด ว ยทวยเทพ ปูนปนแตงองคทรงเครื่องสวยงาม ทำเปนรูป เทพพนมยืน บางก็เหาะ ประดับอยูโดยรอบ เปนฝมือชางสมัยพระเมืองแกวตอมาในสมัย เจ า แก ว นวรั ฐ ได มี ก ารซ อ มแซมขึ้ น มาใหม ประมาณ พ.ศ. 2467 ที่ ฐ านหอไตรป น เป น ลายลูกฟกลดบัวภายในประดับดวยรูปสัตว หิมพานต เชน นางเงือกมีปก คชสีหมีปก และ กิ เ ลน เป น ต น โดยประจำยามที่ มี ลั ก ษณะ ละมายลายสมัยราชวงคเหม็งของจีน
6611
แผนผังภายในบริเวณวัดพระสิงห
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁÁͧ·Ò§Êع·ÃÕÂÐ 3. โบสถ เปนอาคารรูปสี่เหลี่ยม ผืนผา มีมุขโถงทั้งดานหนาดานหลัง ดาน ขางแลเห็นหนาตางขนาดใหญตีเปนชอง แบบไมระแนง แตภายในเปนหนาตางจริง มี ล ายปู น ป น บริ เ วณซุ ม ประตู ท างเข า หนาบันมีลักษณะวงโคงสองอันเหนือทาง เขาประกบกัน เรียกวา โกงคิ้ว เหนือโกง คิ้วเปนวงกลมสองวงคลายดวงตา ที่เสา และสวนอื่นๆ มีปูนปนนูน มีรักปนปดทอง ถื อ เป น ลั ก ษณะอาคารและการตกแต ง เป น แบบศิ ล ปะล า นนาที่ วิ จิ ต รสวยงาม โดยแท
4. วิหารลายคำ เปนวิหารทรงพื้นเมือง ลานนา ขนาดเล็ก ภายในประดิษฐาน “พระพุทธสิ หิงค” บนผนังดานหลังพระประธานมีรูปปราสาท แวดลอมดวยมังกรและหงส มีความงดงามนาชมยิง่ มีเสาหลวง (เสากลม) เสาระเบียง (เสาสีเ่ หลีย่ ม) ที่ ผนังวิหารมีภาพจิตรกรรมโดยรอบ ดานเหนือเขียน เปนเรือ่ งสังขทอง ดานใตเปนเรือ่ งสุวรรณหงสโดย เฉพาะเรือ่ งสังขทองพบเพียงทีน่ แี่ หงเดียว 5. สถูปบรรจุพระอัฐิของพระญาคำฟู ถื อ เป น วั ต ถุ ก อ สร า งที่ เ ก า แก ที่ สุ ด ของล า นนา สรางขึ้นราว พ.ศ.๑๘๘๓ ไดรับการเปดสถูปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ พบว า มี โ กศที่ บ รรจุ พ ระอั ฐิ ซึ่ ง ทำ เปน ๓ ชั้น ชั้นนอกทำดวยทองสัมฤทธิ์ ชั้นกลาง ทำดวยเงิน ชั้นในทำดวยทองคำ
622
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point 6. พระอุโบสถ รูปสี่เหลี่ยมผืนผา มี มุ ข โถงทั้ ง ด า นหน า และด า นหลั ง หน า ต า ง ขนาดใหญทำเปนลูกกรงไม หลังคาลดชั้น ๓ ชั้ น ซุ ม ประตู ทั้ ง ด า นหน า และด า นหลั ง แกะสลักไมปดทอง เปนรูปพญานาค ๒ ตัว เศียรแผไปเปนฐานสามเหลี่ยมภายในพระ อุโบสถมีมณฑปตั้งอยูตรงกลางทำใหพื้นที่ แบงเปน ๒ สวน จึงเรียกวา อุโบสถสองสงฆ 7. พระมหาเจดีย เปนเจดียทรงกลม แบบลานนา ฐานสี่เหลี่ยมชางลอม สรางเมื่อ พ . ศ . ๑๘๘๘ 8. วิ ห ารหลวงทรงไทยล า นนา ฝา ผนังและตนเสาหลอดวยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทั้งหมด เครื่องบนใชไมสักลวนๆ หลังคามุง ดวยกระเบือ้ งซีเมนตแบบโบราณ ซอนลดหลัน่ กัน ๓ ชัน้ มีชอ ฟา ใบระกา หางหงส ซึง่ ทำดวย ไมสกั ทัง้ หมด มีมขุ หนา มุขหลัง ดานหนามีชอ ง ประตู ๓ ชอง และหนาตางดานละ ๕ บาน นอกจากนี้ มี ล วดลายปู น ป น รู ป นาคราชแผ พังพานประดับทีเ่ ชิงบันได 9. พระพุทธไสยาสน ซึ่งอยูในวิหาร พระนอน กออิฐถือปูน ปดทอง 10. พระพุทธรูปทองทิพย ซึ่งสราง โดยพญาติโลกราชเมื่อ พ . ศ . ๒๐๒๐
63 63
ÇѴ㹡ÃͺàÁ×ͧàªÕ§ãËÁ‹ : ÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ¹Ø ·ÃÕÂÐ
ÇÑ´¼Òº‹Í§
สถานที่ตั้ง วัดผาบองตั้งอยูที่ ถนน สิงหราช ตำบล ศรี ภู มิ จั ง หวั ด เชี ย งใหม วั ด ผาบ อ งตั้ ง อยู ใ น กำแพงเมืองชั้นใน ถึงแมวาวัดผาบองเปนวัดเล็ก แตไดถูกสรางมาเปนเวลานาน ประวัติความเปนมา แต ก อ นวั ด ผาบ อ งเรี ย กว า วั ด ผาบ อ ง ปราสาท วัดผาบองมีวิหารติดกับกำแพงดานทิศ ตะวันออกเฉียงใตของวัดซึ่งแตกตางจากวัดอื่นๆ ในอำเภอเมืองเชียงใหม วัดผาบองถูกสรางในป พุทธศักราช 2035 โดยกลุมคนที่ชื่อวา เงี้ยว ซึ่ง 64
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point แผนผังภายในบริเวณวัดผาบอง
สิ่งกอสรางในวัด 1. วิหารทรงลานนา มีมุขยื่น ออกมาทางดานเหนือเจดีย สวนหนา บรรณ และคันทวย ของพระวิหารหลัง นี้ มี ค วามสวยงามตามแบบล า นนา ด ว ยความอ อ นช อ ย และจั ง หวะของ ลวดลายที่สวยงาม 2. กุฏิสงฆแบบลานนา 2 ชั้น เปนแบบชั้นลางกออิฐ ชั้นบนเปนไม 3. เจดีย เปนทรงปราสาท มี ซุมพระพุทธรูปทั้งสี่ดาน
อ า ศั ย อ ยู วั ด ผ า บ อ ง จั ง ห วั ด แมฮองสอน จากนั้นไดอพยพมา อยู ที่ เ ชี ย งใหม แ ละได ส ร า งวั ด ผา บองซึ่งเรียกตามชื่อของหมูบาน วัดผาบองไดบูรณะใหญ เมื่ อ พ.ศ.2495 ส ว นถนนที่ ตั ด แบงวัดผาบองกับวัดพระสิงหนั้น ทำในสมัยหลวงศรีประกาส
65 65
ÇÇÑ´Ñ ã¹¡ÃͺàÁ× ã¹¡ÃͺàÁÍ× §àªÕ §àªÕ§§ãËÁ‹ ãËÁ‹ : ÁÁØÁØ Áͧ·Ò§ÊØ Áͧ·Ò§Ê¹Ø ·ÃÕ ·ÃÂÕ Ð
ÇÑ´»ÃÒÊÒ·
สถานที่ตั้ง ตั้งอยูถนน อินทวโรรส ตำบลศรีภูมิ อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงใหม ประวัติความเปนมา วัดปราสาทเปนวัดที่สรางขึ้นในสมัยโบราณ มีอายุเกาแกและมีความสำคัญมากแหงหนึ่งในจังหวัด เชียงใหม
66
Temples on Chiang Mai Gate : View Way Aesthetics Point แผนผังภายในบริเวณวัดปราสาท
ปราสาท ตามความหมาย หมายถึง ที่ ประทั บ ขุ น นางชั้ น ผู ใ หญ ในสมั ย พม า ปกครอง ลานนาไดรับการทะนุบำรุงจากพระยาหลวงแสน คำ ซึ่งไดสรางพระพุทธรูปหมื่นทอง ถวายไวที่วัด ปราสาท ในปจจุบันวัดปราสาท เปนวัดที่มีความ สำคัญทางดานพระพุทธศาสนาศิลปะโบราณคดี อีกวัดหนึ่งของเชียงใหม ถาวรวัตถุ และปูชนียะสถาน 1. วิ ห ารซึ่ ง มี ลั ก ษณะสถาป ต ยกรรมแบบล า นนาดั้ ง เดิ ม ที่ ห น า บั น วิ ห ารมี ลวดลายปูนปนประดับกระจกสีและไมสักแกะสลักรูปสิงห ภายในวิหารจะเห็นกูหรือ ปราสาทเชื่อมตอกับผนัง ดานทิศตะวันตก ในปราสาทประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ถามองจากภายนอกจะเห็นสถูปเจดียตอเชื่อมกับวิหารนับเปนศิลปะโบราณลานนาที่หา ชมไดยากยิ่ง 2. พระเจดีย มีลักษณะเปนทรงสี่เหลี่ยม จตุรมุข ยื่นออกไปดานขาง มีพระพุทธ รูปอยูภายใน สามดาน สวนดานทิศตะวันออกของพระเจดียเชื่อมตอกับพระวิหาร 3. อุ โ บสถ มี ลั ก ษณะเป น สถาป ต ยกรรมล า นนา หลั ง คาลดหลั่ น ด า นทิ ศ ตะวันตกมีพระเจดียทรงสี่เหลี่ยมจตุรมุขเชื่อมติดคลายกับพระวิหาร 4. ศาลาอุปคุต เปนที่ประดิษฐานพระอุปคุต รูปทรงแปดเหลี่ยม คาดวานาจะ เปนการสรางขึ้นมาใหมในภายหลัง 67
บรรณานุกรม ศูนยวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหมและศูนยศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎเชียงใหมรวมกับ องคกรบริหารสวนจังหวัดเชียงใหม. (2535). วัดสำคัญของนครเชียงใหมเลม 1. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพครองชาง. ศูนยวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหมและศูนยศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎเชียงใหมรวมกับ องคกรบริหารสวนจังหวัดเชียงใหม. (2535). วัดสำคัญของนครเชียงใหมเลม 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพส.ทรัพยการพิมพ. (2 พ.ย. 2542 หนาที่ 16). ปที่ 30 ฉบับที่ 10624. ไทยนิวส. ศูนยวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหมและศูนยศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎเชียงใหมรวมกับ องคกรบริหารสวนจังหวัดเชียงใหม. (2535). วัดสำคัญของนครเชียงใหมเลม 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพส.ทรัพยการพิมพ. ผูชวยศาสตราจารยวิลักษณ ศรีปาซาง. (2550). ลานนาคดี.