Skip to main content

กาลามสูตร

Page 1

ความดีเด่นของ

กาลามสูตร โดย

2/8/2554

พระสาสน์โสภณ วัดโสมนัสวรวิหาร

เรื่องราวธรรมะบรรยายเกี่ยวกับ กาลามสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่เป็นที่ยอมรับในหมู่ นักวิทยาศาสตร์ เพื่อไขปัญหาในเรื่องความเชื่อของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน


ความดีเดนของกาลามสูตร พระสาสนโสภณ (พระธรรมวิสุทธิกวี) (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) วัดโสมนัสราชวรวิหาร

กาลามสูตร เปนพระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ไดรับความสนใจมากเปนพิเศษ จากนัก วิชาการและนักวิทยาศาสตรในยุคปจจุบันแทที่จริง ในพระไตรปฎก ชื่อกาลามสูตรไมไดมีปรากฏอยู หากมีแต ชื่อวา เกสปุตตสูตร ทั้งนี้ก็เพราะวา พระพุทธเจาทรงแสดงพระสูตรนี้แกชาว กาลามะ ซึ่งอยูในเกสปุตตนิคม เพราะฉนั้น จึงตั้งชื่อพระสูตรนี้ตามชื่อของนิคมวา เกสปุตตสูตร แตคนที่อยูในนิคมหรือตำบลนี้เปนเชื้อสาย หรือมีสกุลเดียวกัน คือ สกุลกาลามะ เขาจึงเรียกประชาชนเหลานี้วา กาลามชน ซึ่งมีโคตรอันเดียวกัน สกุล เดียวกัน คือ กาลามโคตร เพราะฉนั้นเขาจึงเรียกพระสูตรนี้วา เกสปุตตสูตร แตชาวโลกทั่วไป มักจะเรียก พระสูตรนี้วา กาลามสูตร เพราะรูสึกวาจะเรียกไดงายกวา พระสูตรนี้เปนพระสูตรที่ไมยาว แตมีใจความลึกซึ้งนาคิด ประกอบดวยเหตุผล ซึ่งผูนับถือพระพุทธ ศาสนา หรือผูศึกษาพระพุทธศาสนาควรจะไดศึกษาเปนอยางยิ่ง เพราะเปนการใชเหตุผลตามหลัก วิทยาศาสตรสอดคลองกับกฏทางวิทยาศาสตร พระสูตรนี้มีความเปนมาโดยยอวา ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจาไดเสด็จไปยังเกสปุตตนิคม อันเปนที่อยู ของชาวกาลามโคตร หรือกาลามชน ชาวกาลามชนในเกสปุตตนิคมทราบขาวมากอนแลววาพระพุทธเจามีชื่อ เสียงโดงดังอยางไร กอนที่พระองคจะไดเสด็จมายังหมูบานของพวกเขา จึงตางก็พากันไปเฝาเปนจำนวนมาก เพราะชื่อเสียงของพระพุทธเจาดังกองไปวา “อิติปโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทธโธ...” เปนตน ดังที่เรา สวดสรรเสริญกันในบทสวดมนต ซึ่งปรากฏมากในพระสูตรตางๆ วา “แมเพราะเหตุนี้ พระพุทธเจา พระองคนั้น เปนพระอรหันต เปนผูตรัสรูเองโดยชอบ เปนผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ เสด็จไป ดีแลว เปนผูรูแจงโลก เปนผูฝกคนที่ควรฝก ไมมีผูอื่นยิ่งกวา เปนผูรู เปนผูเบิกบาน เปนผูจำแนก ธรรม...” เปนตน เมื่อพระพุทธเจาเสด็จไปประทับที่เกสปุตตนิคมนั้น มีประชาชนมาเฝากันมาก คนอินเดียมีเรื่องแปลก อยูอยางหนึ่งคือ ไมวาผูนั้นจะเปนนักบวชนับถือลัทธินิกายใด หรือวาพวกเขาจะไมนับถือศาสนาใดเลยก็ตาม แตพวกเขาก็อยากจะฟงความรูความเขาใจ และตองการปญญา ดังนั้น พวกที่ไปเฝาพระพุทธเจาในครั้งนี้ เปน พวกที่ไมเชื่อบุญไมเชื่อบาปก็มี พวกที่ไมนับถือพุทธศาสนาก็มี พวกที่สงสัยอยูก็มี พวกที่นับถือศาสนาใด ศาสนาหนึ่งอยูแลวก็มี เพราะฉนั้น ประชาชนที่ไปเฝาพระพุทธเจาในสมัยนั้น จึงมีลักษณะอาการที่ไปเฝาแตก ตางกัน ซึ่งอาการที่ไปเฝาของประชาชนเหลานั้น มีลักษณะดังนี้ • บางพวกเมื่อไดทราบเสร็จแลวก็นั่งนิ่ง ไมพูดจาอะไร • บางพวกเปนเพียงแตแสดงความยินดีแลวก็นั่งนิ่งอยู


• บางพวกกลาวชมเชยพระพุทธเจาแลวก็นั่งนิ่งอยู • บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตนวา ตนเองชื่ออะไร โคตรอะไรแลวก็นั่งนิ่งอยู • บางพวกก็ไมกลาวอะไร ไมแสดงอาการอะไร ไดแตนั่งเฉยๆ • บางพวกเปนเพียงแตประนมมือไหว แลวก็นั่งเฉยอยู เพราะฉนั้น ประชาชนที่มาเฝาพระพุทธเจานั้น ไมวาเขาเหลานั้นจะมีวรรณะใด ก็สามารถเขาเฝาได อยางใกลชิด เพราะพระพุทธเจามิไดทรงถือชั้นวรรณะ ทั้งๆ ที่พระองคทรงเปนโอรสกษัตริย ประสูตรอยูใน วรรณะกษัตริย แตพระองคถือวาคนไมไดประเสริฐเพราะสกุลกำเนิด แตจะประเสริฐไดก็เพราะการกระทำของ ตนเอง ดังนั้นจึงมีประชาชนไปเฝาพระองคเปนจำนวนมาก และเขาเฝาอยางใกลชิด ประชาชนที่ไปเฝา พระพุทธเจานั้น ไดกราบทูลขึ้นวา “ขาแตพระผูมีพระภาคเจา ในเกสปุตตนิคมนี้ มีสมณพราหมณ คือนักบวชในศาสนาตางๆ เดินทาง เขามาเผยแพรคำสอนศาสนาของตนอยูเสมอๆ และสมณพราหมณ นักสอนศาสนาเหลานั้นไดกลาวยกยองคำ สอนแหงศาสนาของตน แตไดติเตียนดูหมิ่น เหยียดหยาม คัดคานศาสนาของคนอื่น แลวสมณพราหมณนัก สอนศาสนาเหลานี้ก็จากเกสปุตตนิคมไป ตอมาไมนาน ก็มีสมณพราหมณ นักสอนศาสนาพวกอื่นไดเขามายังนิคมนี้ แลวก็กลาวยกยอง เชิดชู ศาสนาของตนแตดูหมิ่นเหยียดหยามติเตียน คัดคานศาสนาของคนอื่น เมื่อเปนเชนนี้ พวกขาพระองคก็มีความ สงสัยเกิดขึ้นวา บรรดาศาสดาหรือนักสอนศาสนาเหลานั้น ใครเปนคนพูดจริงใครเปนคนพูดเท็จ ใครถูกใคร ผิดกันแน” พระพุทธเจาทรงแสดงความเห็นใจตอประชาชนเหลานั้นวา “ชาวกาลามะทั้งหลาย นาเห็นใจที่ทาน ทั้งหลายตกอยูในสภาพเชนนี้ พวกทานทั้งหลายควรสงสัยในเรื่องที่ควรสงสัย เพราะทานทั้งหลายตกอยูใน ฐานะที่ตองสงสัย ตัดสินใจไมได แตเราเองจะบอกใหชาวกาลามะทั้งหลาย” สิ่งที่ไมควรเชื่อ ๑๐ ประการ พระพุทธเจาแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณเหลาอื่นที่เคยพูดมาแลว พระองคไมไดทรง สรรเสริญคำสอนของพระองค และก็ไมทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผูอื่น แตพระองคกลับตรัสอีกแบบหนึ่ง การพูดแบบนี้เปนลักษณะของวิทยาศาสตรปจจุบัน คือพระองคไดกลาวถึงสิ่งที่ไมควรเชื่อ ๑๐ ประการโดย ตรัสวา ทานทั้งหลายจงฟง อยาเพิ่งเชื่อโดยฟงตามกันมา • มา อนุสฺสวเนนb b b อยาเพิ่งเชื่อโดยถือวาเปนของเกาเลาสืบๆ กันมา • มา ปรมฺปรายb b อยาเพิ่งเชื่อเพราะขาวเลาลือ • มา อิติกิรายbb อยาเพิ่งเชื่อโดยอางคัมภีรหรือตำรา • มา ปฏกสมฺปทาเนนbb b อยาเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง • มา ตกฺกเหตุb b อยาเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา • มา นย เหตุb b อยาเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ • มา อาการปริวิตกฺเกนb • มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยาb อยาเพิ่งเชื่อเพราะเห็นวาตองกับความเห็นตน อยาเพิ่งเชื่อวาผูพูดควรเชื่อถือได • มา ภพฺพรูปตาb b อยาเพิ่งเชื่อวาผูพูดนั้นเปนครูของเรา • มา สมโณ โน ครูตbิ b สรุปแลวพระพุทธเจาตรัสวาอยาเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ ๑๐ ประการนี้ ขอความประเภทนี้ตรงกับกฏทางวิทยาศาสตร เพราะนักวิทยาศาสตรจะไมเชื่อ ถาเขายังไมได ทดสอบ หรือพิจารณาเหตุผลใหปรากฏกอน และขอความเชนนี้ไปตงกันไดอยางไรในขอที่ไมใหเชื่อเพราะเหตุ เหลานี้ ถาเชนนั้นแลว เราควรเชื่อแบบใด เมื่อปฏิเสธไปหมดเลยทั้ง ๑๐ ขอ และเราควรจะเชื่ออะไรไดบาง พระพุทธศาสนาเปนศาสนาของเหตุและผล ไมโจมตีศาสนา ไมโจมตีผูใด ชี้แตเหตุและผลที่ยกขึ้นมา อธิบายเทานั้น พระพุทธวจนะทั้ง ๑๐ ประการขางตนนั้นทานทั้งหลายฟงดูแลวอาจคิดวา ถาใครถือตามแบบนี้


ทั้งหมด ก็มองดูวานาจะเปนมิจฉาทิฎฐิคือ ไมเชื่ออะไรเลย แมแตครูของตนเอง แมแตพระไตรปฎกก็ไมใหเชื่อ พิจารณาดูแลว นาจะเปนมิจฉาทิฎฐิ แตก็ไมใช คำวา “มา” อันเปนคำบาลีในพระสูตรนี้ เปนการปฏิเสธมีความหมายเทากับ No หรือ นะ คือ อยา แตโบราณาจารยกลาววา ถาแปลวา อยาเชื่อ เปนการแปลที่คอนขางจะแข็งไป ควรแปลวา “อยาเพิ่งเชื่อ” คือใหฟงไวกอน สำนวนนี้ ไดแกสำนวนแปลของ สมเด็จพระพุทธโฆาาจารย (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส นัก ปราชญรูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร แตบางอาจารยก็ใหแปลวา “อยาเพิ่งปลงใจเชื่อ” แตบางทานแปลตาม ศัพทวา “อยาเชื่อ” ดังนั้น การแปลในปจจุบันนี้จึงมีอยู ๓ แบบคือ ๑. อยาเชื่อ ๒. อยาเพิ่งเชื่อ ๓. อยาเพิ่งปลงใจเชื่อ การแปลวา “อยาเชื่อ” นั้น เปนการแปลที่คอนขางจะแข็งเปนการไมคอยยอมกัน สวนการแปลอีก สองอยางนั้น คือ “อยาเพิ่งเชื่อ” และ “อยาเพิ่งปลงใจเชื่อ” นั้นก็มีความหมายเหมือนกัน แตคำวา “อยา เพิ่งปลงใจเชื่อ” นั้นเปนสำนวนแปลที่คอนขางยาว ดังนั้น คำวา “อยาเพิ่งเชื่อ” เปนสำนวนที่สั้นกวา งาย กวา และเขาใจไดดีกวา ฉะนั้นการที่จะแปลใหฟงงายและเหมาะสมก็ตองแปลวา “อยาเพิ่งเชื่อ” เพราะฉะนั้น พระพุทธเจาจึงตรัสวา ใครจะพูดก็พูดไป เราก็ฟงไป อยาไปวาหรือคานเขา แตอยาเพิ่งเชื่อ ตองพิจารณาดู กอนวา ถูกหรือผิด เปนประโยชน หรือไมเปนประโยชน เปนบูย หรือเปนบาป เปนไปเพื่อประโยชนหรือไมเปน ประโยชน นอกจากนั้น พระพุทธเจายังไดตรัสอีกมากในพระสูตรนี้ แตในที่นี้จะขออธิบายความหมายของขอ แนะนำทั้ง ๑๐ ประการเสียกอน เพราะเปนสวนที่มีความสำคัญมากของพระสูตรนี้ และไดรับการแปลออกเปน ภาษาตางๆ หลายภาษา เพราะเขาถือวาเปนกฏทางวิทยาศาสตร ซึ่งไมคาดคิดเลยวาจะมีกลาวไวในครั้งสมัย เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปมาแลว ที่ใชความคิดแบบอิสระอยางนี้ เปนความคิดที่มีเหตุผล ๑๐ ประการ คือ ๑. อยาเพิ่งเชื่อโดยฟงตามกันมา บางคนเมื่อฟงตามกันมาก็เกิดความเชื่อ เมื่อคนนั้นวาอยางนั้น คนนี้วาอยางนี้ ก็เชื่อตามกันไป โดยบอกวา “เขาวา” ปจจุบันการเชื่อตามเขาวานี้ ถาไปเปนพยานในศาลจะไม เปนที่ยอมรับ เพราะการที่ “เขาวา” นั้น มันไมแน การฟงตามกันมาก็เชื่อตามกันมา ฉะนั้นสุภาษิตปกษใตจึงมี อยูบทหนึ่งวา “กาเช็ดปาก คนวากาเจ็ดปาก ปากคนมากกวาปากกาเปนไหนๆ” สุภาษิตนี้หมายความวา ชายคนหนึ่งเห็นกากินเนื้อแลวเช็ดปากที่กิ่งไม ก็มาเลาใหเพื่อนฟงวา “ฉัน เห็นกาเช็ดปาก” เพื่อนคนหนึ่งฟงไมชัดกลายเปนวา “ฉันเห็นกาเจ็ดปาก” ก็ไปเลาตอวา คนโนนเลาใหฟง เมื่อวันกอนวา เขาเห็นกาเจ็ดปาก ก็เลาตอกันมาเรื่อยๆ วา กามีเจ็ดปาก นี่เปนการที่เขาวา จึงอาจจะถูกหรือ ผิดได เชน บัตรสนเทหเขาวาอยางนั้นอยางนี้แลวก็วาตามที่เขาวานั้น ซึ่งมีจริงบางไมจริงบาง ปนกันอยู เพราะฉะนั้น อยาเพิ่งเชื่อตามที่เขาวา แตใหฟงไวกอน ชาวพุทธจะไมปฏิเสธการที่เขาวา แตจะฟงไว กอน โดยยังไมเชื่อทีเดียว บางทีก็ฟงตามกันมาแตโบราณ เชน สมมุติวาฝนแลงก็ตองแหนางแมวแลวฝนจะตก เราจะเชื่อไดอยางไรวา แหนางแมวแลวฝนจะตก บางก็วาเปนเรื่องที่เขาเลากันมาอยางนี้ คือเชื่อตามเขาวา ซึ่ง ก็อาจไมเปนจริงตามเขาวาก็ได ดังนั้น เราตองเชื่อตามเหตุผล อยาเชื่อตามเขาวา ๒. อยาเพิ่งเชื่อโดยคิดวาเปนของเกา เลาสืบๆ กันมา บางคนบอกวาเปนของเกา เปนความเชื่อ ตั้งแตสมัยโบราณ เราควรจะเชื่อ เพราะเปนของเกา ถาไมเชื่อ เขาก็หาวาจะทำลายของเกา บางคนเห็นผีพุงไต ก็บอกวา นั่นแหละวิญญาณจะลงมาเกิด อยาไปทัก เพราะเปนความเชื่อกันมาตั้งแตโบราณ เมื่อมีแผนดินไหว คนโบราณจะพูดวาปลาอานนทพลิกตัว หรือเวลามีฟาผา ก็บอกวารามสูรขวางขวาน ฟาแลบก็คือนางเมขลา ลอแกวเขาตารามสูร รามสูรโกรธ จึงขวางขวานลงมาเปนฟาผา ความเชื่อเชนดังกลาวมานี้เปนความเชื่อของคนในสมัยโบราณซึ่งไมไดตั้งอยูบนหลักของเหตุผล ดัง นั้นความเชื่อของคนโบราณนั้นไมใชวาจะถูกหรือดีเสมอไป แตเปนความเชื่อปรัมปรา เราจึงไมควรเชื่อ ถายัง ไมแนใจถึงแมวาจะเปนเรื่องนำสืบๆ กันมา


๓. อยาเพิ่งเชื่อเพราะเปนขาวลือ หรือตื่นขาว เรื่องราวนั้นมีมาก ไมวาจะเปนขาวทันโลก ขาวชวง เชา ขาวชวงเย็น ขาวเขาวา ซึ่งมีอยูมากมาย าเราไปเชื่อตามขาว เราก็อาจจะเปนคนโงได เชน บางคนอานขาว จากหนาหนังสือพิมพ ก็คิดวาเปนเรื่องจริงแนแลว แตขาวจากหนังสือพิมพนั้น บางทีลงขาวตรงกันขามจาก ขาวจริงๆ เลยก็มี หรือมีจริงอยูบางเพียงบางสวนก็มี เราจึงควรพิจารณาใหดีเสียกอน เพราะขาวบางขาวนั้น หนังสือพิมพฉบับนั้นตองมาลงขอขมากันภายหลังที่ลงขาวผิดๆ ไปแลวก็มี ดังนั้น ขาวลือจึงมีมาก เชน ลือวา จะมีการปฏิวัติ ลือวาจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งบางทีก็จริง บางทีก็ไมจริง หรือลือกันวาคนเกิดวันนั้น วันนี้ จะตายในปหนา ตองรีบทำบุญเสีย ก็เลยพากันเฮมาทำบุญกัน นี้ก็เพราะฟงเขาลือกันมา บางคนก็ลือกันแบบ กระตายตื่นตูมเปนขาวเขาวา ไมใชขาวเราวา เพราะฉนั้นก็อยาเพิ่งเชื่อ ๔. อยาเพิ่งเชื่อโดยอางคัมภีรหรือตำรา ถาใครเอาตำรามาอางใหเราฟง เราก็อยาเพิ่งเชื่อ เพราะ ตำราก็อาจจะผิดได บางคนอาจจะคานวา “ที่เราพูดึงกาลมสูตรนี้ ไมใชตำราหรอกหรือ” จริงอยู เราก็อางกา ลมสูตรซึ่งเปนตำราเหมือนกัน แตทานวา อยาเพิ่งเชื่อ เพราะอาจจะผิดได ดังนั้น ไมวาใครจะเอาตำราอะไร ก็ตามมาอาง เราก็ตองอยาเพิ่งเชื่อพระพุทธเจาตรัสวาใหพิจารณาดูกอน บางคนกลาวยืนยันวาตนเองอางตาม ตำรา ซึ่งแทจริงแลวเขาไมไดอานตำรานั้นเลย แตวาเอามาอางขึ้นเองบางคนก็ตองการโดยการอางตำรา ดังมี เรื่องเลากันมาวา “อุบาสก ๒ คนเถียงกัน ระหวางสัตวน้ำกับสัตวบกอยางไหนมีมากกวากัน อุบาสกคนหนึ่งบอกวา สัตวบกมีมากกวา เพราะวาบนบกนั้นมีสัตวนานาชนิด เชน มีแมลงตางๆ มีมดตางๆ มากมาย สวนอีกคนหนึ่งคานวา สัตวน้ำมีมากมายหมายชนิดนับไมถวน แมแตกุง ปลา ก็นับไมถวนเสียแลว สัตวน้ำตองมากกวาสัตวบกแนนอนทั้งสองคนจึงไมอาจตกลงกันได อุบาสกคนหนึ่งหัวไวไดยกบาลีมาอางวา “พระพุทธเจาตรัสไววาสัตวน้ำมีมากกวาสัตวบก ดังพระ บาลีที่วา นัตถิ เม สรณัง อัญญัง แปลวา สัตวน้ำมากกวาสัตวบก” อุบาสกอีกคนหนึ่งไมกลาคานเพราะ กลัวจะตกนรก แทที่จริง คำวา “นัตถิ เม สรณัง อัญญัง” นั้น ไมไดแปลวา “สัตวน้ำมากกวาสัตวบก” แตแปลวา “ที่พึ่งอยางอื่นของขาพเจาไมมี” ผูอางคิดแปลเอาเองเพื่อใหคำพูดของตนมีหลักฐานการอางตำรา อยางนี้ จึงไมถูกตอง ถาใครหลงเชื่อก็อาจถูกหลอกเอาได นอกจากนี้ ตำราบางอยางก็อางมาผิด พวกที่ไมรูบาลี เมื่อเห็นเขาอางก็คิดวาจริง เชน นัก หนังสือพิมพ บางคนกลาววา “ทุกขโต ทุกขถานัง ใหทุกขแกทาน ทุกขนั้นถึงตน” ซึ่งกลาวคำนี้เปนบาลีที่ ไมถูกตอง เปนประโยคที่ไมมีประธาน ไมมีกริยา เปนบาลีที่แตงผิด ซึ่งอาจารยบางทานเรียกบาลีเชนนี้วา “เปนบาลีริมโขง” แตคนกลับคิดวาเปนคำพูดที่ซึ้งดี เพราะฟงดูเขาทีดี นี้ก็เปนการอางตำราที่ผิด ถึงแมวา ตำรานั้นจะเขียนถูก แตถาหากวา ไมมีเหตุผล เราก็ไมควรเชื่อ ปจจุบันนี้ มีการโฆษณาหนังสือยอดกัณฑพระไตรปฎกวา ถาใครสวดเปนประจำ ก็จะร่ำรวยเปน เศรษฐี ไดทรัพยสมบัติ และจะปลอดภัยปลอดโรคตางๆ คนก็พากันสวดและพิมพแจกกันมาก ซึ่งขาพเจาเองก็ ไมทราบวาจะทำอยางไร เมื่อมีผูนำหนังสือนี้มาถวายให จะเผาทิ้งก็ติดที่มีคำบาลีอยูดวย หนังสือนี้ไดพิมพตอ เนื่องกันมาผิดๆ และไมมีพระสงฆรูปใดสวดยอดกัณฑพระไตรปฎก นอกจากในหมูฆารวาสบางคนที่ไมเขาใจ พระพุทธศาสนา ดังนั้นใครอางบาลี เราก็จงอยาเพิ่งเชื่อ ตองพิจารณาดูใหดีวา มีอะไรถูกหรือผิดบางเสียกอน ๕. อยาเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง ทานใชคำพูดวา ตักกเหตุ คือ การตรึก หรือการคิด ตรรกวิทยาเปนวิชาแสดงเรื่องความคิดเห็น อางหาเหตุผลแตพระพุทธเจาทรงกลาคานตรรกวิทยาไดวา การ อางหาเหตุผลโดยการคาดคะเนนั้น อาจจะผิดก็ได การอางหาเหตุผลนั้นไมใชวาจะถูกไปเสียทุกอยาง การนึกคาดคะเนหรือการเดาเอาของคนเรานั้นผิดได เชนหลักตรรกวิทยากลาววา “ที่ใดมีควัน ที่ นั่นมีไฟ” ซึ่งก็ไมแนเสมอไป เดี๋ยวนี้ที่ใดมีควัน ที่นั่นอาจจะไมมีไฟก็ได เชน เขาฉีดสารเคมี พนยาฆาแมลงก็ มองดูวาเปนควันออกมา แตหามีไฟไม หรือบางคนก็คิดเดาเอาเองวา คงจะเปนอยางนั้น คงจะเปนอยางนี้ คำวา คงจะ นั้นมันไมแน เพราะฉ นั้นเราก็อยาเพิ่งตัดสินวาเรื่องนี้ถูกแนนอนแลว คำวา คงจะ นั้นเปนการนึกเดาเอา


๖. อยาเพิ่งเชื่อโดยการคิดคาดคะเนหรืออนุมานเอา ตัวอยาง เชน เราคิดวาเราจะแซงรถคันหนา พน ถาเราขับรถเร็วกวานี้ ซึ่งเปนการคาดคะเนเอา บางทีเราคาดคะเนความเร็วไมถูก ก็อาจจะชนรถคันหนาที่ วิ่งสวนมาโครมเขาไปเลยก็ได การคาดคะเน หรืออนุมานเอาอยางนี้ ทำใหคนตายมามากแลว การอนุมานเอา นี้มันไมแน บางคนคิดวาฝนคงตกแน เพราะเมฆดำกอตัวขึ้นมา ก็เปนการอนุมานเอาวา ฝนคงจะตก แตบางที ลมก็จะพัดเอาเมฆนี้ลอยพนไปเลยก็ได ซึ่งก็ไมแนเพราะอนุมานเอา ดังนั้น พระพุทธเจาจึงตรัสวา แมอนุมาน เอาก็อยาเพิ่งเชื่อ ๗. อยาเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ คือเห็นอาการที่ปรากฏแลว ก็คิดวาใชแนนอน เชน เห็นคนทองโต ก็คิดวาเขาจะมีลูกซึ่งก็ไมแน บางคนแตงตัวภูมิฐานก็คิดวาคนนี้เปนคนใหญโต ร่ำรวย ซึ่งก็ ไมแนอีก บางทีก็เปนขโมย แตงตัวเรียบรอยมาหาเรา บางคนทำตัวเหมือนคนบาใบ มานั่งใกลกุฏิพระ คนก็ไม สนใจนึกวาเปนคนบาแตพอพระเผลอก็ขโมยของของพระไป ดังนั้น เราจะดูอาการที่ปรากฏก็ไมได บางคนปวด หัว ก็คิดวาเปนโรคอะไรที่หัว แตก็ไมแน สาเหตุอาจจะเปนที่อื่นแลวทำใหเราปวดหัวก็ได เชน ทองผูก เปนตน หรือเราขับรถมาถึงสะพานซึ่งมองดูแลวคิดวาสะพานนี้นาจะมั่นคงพอจะขับขามไปได แตก็ไมแน สะพานอาจ พังลงมาก็ได ๘. อยาเพิ่งเชื่อวาตองกับลัทธิของตน คือเขากับความเชื่อของตน เพราะตนเชื่ออยางนี้อยูแลว เมื่อใครพูดอยางนี้ใหฟง ก็ยอมรับวาใชและถูกตอง ซึ่งก็ไมแนเสมอไป เพราะสิ่งที่เราเชื่อมากอนนั้นอาจผิดก็มี บางทีคนอื่นก็มาหลอกเรา เพราะเห็นวาเราเชื่ออยูกอนแลว จึงอาศัยความเชื่อของเราเปนเหตุมันจึงไมแนเสมอ ไป บางคน เมื่อมีใครมาพูดตรงกับความคิดเห็นของตนก็เชื่อแลว ตัวอยางเชน เราไมชอบใครอยูสักคน หนึ่ง พอใครมาบอกเราวาคนๆ นั้นไมดี ก็เชื่อวาเปนคนชั่วแน เพราะตนเองก็ไมชอบหนาเขาอยูแลว เรื่องอยาง นี้ก็ไมแนเสมอไป เพราะคนที่เราไมชอบอาจจะเปนคนดีก็ได แตวามีคนอื่นมาพูดยุยงใหเราเขาใจไปอยางนั้น เราจึงมองผิดไปได หรือคนที่เชื่อเรื่องพระเจาสรางโลก หรือเรื่องเครื่องรางของขลัง พอมีใครมาพูดเรื่องเชนนี้ ก็เชื่อสนิท เพราะไปตรงกับความเชื่อของตน เพราะฉนั้น จงอยาเพิ่งเชื่อ แมในกรณีดังกลาวมานี้ ๙. อยาเพิ่งเชื่อวาผูพูดควรเชื่อได คือ เห็นวาคนที่เปนใหญคนโตนั้น พูดจาควรเชื่อถือได เชน เปน ถึงเจา หรือตำแหนงสูง เราก็ควรจะเชื่อคำพูดเขา แตมันก็ไมแน แมแตพระสงฆก็ไมแน เราจึงตองฟงดูใหดีเสีย กอน แมแตคณะรัฐมนตรีเองก็ไมแน อยาเพิ่งไปเชื่อคำพูดของทานเหลานั้นทั้งรอยเปอรเซ็นตไมได วาผูพูดมียศ มีตำแหนงอยางนี้แลว จะพูดเรื่องนาเชื่อถือไดเสมอไป เราควรฟงหูไวหู ฟงใหดีเสียกอนมิฉะนั้นแลวจะถูก หลอกไดงาย อยาเพิ่งเชื่อในที่นี้ มิไดหมายความวาไมใหเชื่อ แตควรจะพิจารณาดูกอนแลวถึงจะเชื่อ ๑๐. อยาเพิ่งเชื่อเพราะเห็นวาผูพูดเปนครูของเรา ขอนี้แรงมากคือ แมแตครูของตนก็ไมใหเชื่อ ทั้งนี้เพราะครูของเราก็อาจพูดผิดหรือทำผิดได เพราะฉนั้น เราจึงตองฟงใหดี ไมมีศาสนาใดสอนใหเราไมใหเชื่อในครูของตน แทจริงแลวพระพุทธเจามิไดทรงสอนวาไมใหเชื่อ แต ทรงสอนวาอยาเพิ่งเชื่อ ตองพิจารณาดูเสียกอนแลวจึงคอยเชื่อ • พระพุทธเจาตรัสถึงเหตุผลในขอที่อยาเพิ่งเชื่อดังกลาวมาดังนี้ โดยตรีสวา “ดูกอนชาวกาลามะ ทั้งหลาย เมื่อทานทั้งหลาย รูไดดวยตนเองวา ธรรมทั้งหลายเหลานี้เปนอกุศล มีโทษ กอความทุกข เดือดรอน วิญูชนติเตียน ถาประพฤติเขาแลว เปนไปเพื่อความทุกขเดือดรอนทานทั้งหลายจง ละทิ้งสิ่งเหลานี้เสีย” พระองคไมไดตรัสวาดี หรือไมดี แตใหพิจารณาดูวา ถาไมดีก็ทิ้งเสีย • พระพุทธเจายังไดตรัสตอไปวา “ชาวกาลามะทั้งหลายทานจะสำคัญความขอนี้เปนไฉน ความ โลภ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของคนเราแลว เมื่อเกิดขึ้นแลว ความโลภเปนไปเพื่อประโยชนหรือไมใช ประโยชน” • ชาวกาลามะก็ทูลตอบวา “ไมเปนเพื่อประโยชน พระเจาขา”


• “เมื่อความโลภเกิดขึ้นแลว ทำใหคนฆาสัตวบาง ลักทรัพยบาง ประพฤติผิดในกามบาง และ สิ่งใดที่ไมเปนประโยชน เขาจะชักนำใหทำสิ่งนั้น ขอนี้จริงหรือไมจริง” พระพุทธเจาตรัสถามตอ • ชาวกาลามะก็ทูลตอบวา “จริง พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามอีกวา “แตถาจริงแลว ทานทั้งหลายจะสำคัญความนี้เปนไฉน เมื่อความ โลภเกิดขึ้นในใจของคนแลว เปนเหตุใหเขาฆาสัตว ลักทรัพย ประพฤติผิดในกามและชักชวนใหคน ทำชั่วแลว ความโลภนี้เปนไปเพื่อประโยชนหรือไมเปนประโยชน” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ไมเปนประโยชน พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “แลวมีโทษหรือไม” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “มีโทษ พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามตอวา “วิญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ติเตียน พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “เปนไปเพื่อความสุขหรือเปนไปเพื่อความทุกข” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนไปเพื่อความทุกข พระเจาขา” • พระสูตรนี้มีลักษณะของการถามตอบ คือใหผูถูกถามคิดเอาเอง ไมไดยัดเยียดความคิดให หรือ บังคับใหตอบ ตอจากนั้น พระพุทธองคไดตรัสถามเกี่ยวกับความโกรธบางวา “ทานทั้งหลายจะสำคัญความขอนี้ เปนไฉน คนที่ถูกความโกรธครอบงำเขาแลว อาจจะฆาคนก็ได ลักทรัพยก็ได ประพฤติผิดในกามก็ได สิ่งใดมีโทษ เขาก็ชักชวนแนะนำใหคนอื่นทำสิ่งนั้นก็ได ดังนั้น ความโกรธดีหรือไมดี” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ไมดี พระเจาขา” • พระองคตรัสถามวา “แลวคนที่ความโกรธเขาครอบงำแลวนั้นความโกรธเปนกุศลหรือ อกุศล” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนอกุศล พระเจาขา” • พระองคตรัสถามวา “มีโทษ หรือไมมีโทษ” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “มีโทษ พระเจาขา” • พระองคตรัสถามวา “วิญูชนติเตียนหรือไม” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ติเตียน พระเจาขา” • พระองคตรัสถามวา “แลวเปนไปเพื่อความทุกขหรือความสุข” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนไปเพื่อความทุกข พระเจาขา” • ตอไป พระพุทธเจาก็ตรัสถามถึงความหลงตอไปวา “คนที่ถูกความหลงเขาครอบงำนั้น ความ หลงเปนกุศลหรืออกุศล” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนอกุศล พระเจาขา” • พระพุทธองคตรัสถามวา “คนที่ถูกความหลงเขาครอบงำนั้นทำดีหรือทำชั่ว” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ทำชั่ว พระเจาขา” • พระพุทธองคตรัสถามวา “วิญูชนติเตียนหรือไม” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ติเตียน พระเจาขา” • พระพุทธองคตรัสถามวา “แลวเขาชักนำคนอื่นไปในทางดีหรือทางชั่ว” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ทางชั่ว พระเจาขา” • พระพุทธเจาจึงตรัสวา “ดูกอน ชาวกาลามะทั้งหลาย ทานจงอยาเพิ่งเชื่อโดยฟงตามกันมา อยาเพิ่งเชื่อโดยฟงพูดสืบๆ กันมา” จนกระทั้งถึงขอสุดทายวา “อยาเพิ่งเชื่อเพราะวาผูพูดเปนครูของ เรา” ซึ่งเปนการตรัสย้ำครั้งที่สองในเรื่องของความเชื่อ • ดังนั้นก็เกิดคำถามวา ถาเราไมเชื่อดังเหตุผลประการตางๆ นี้แลว เราจะเชื่อใครได


• คำตอบก็คือใหเชื่อตัวเอง โดยการพิจารณาไตรตรองใหรอบคอบเสียกอน วาสิ่งที่เขาพูดกันนั้นดี หรือไมดี ถูกตองหรือไมถูกตอง • พระพุทธองคไดตรัสถามชาวกาลามะตอไปอีกวา • “ชาวกาลามะทั้งหลาย ทานจะพิจารณาเห็นความขอนี้เปนไฉน ความไมโลภนั้นดีหรือไมดี เปนกุศล หรือเปนอกุศล วิญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ เปนไปเพื่อความสุขหรือความทุกข ผูที่ไม โลภ ยอมไมฆาสัตว ไมลักทรัพย ไมประพฤติผิดในกาม ไมชักนำผูอื่นไปในทางที่เสียหาย ดังนั้น ความไมโลภนั้นจึงเปนกุศลหรืออกุศล” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนกุศล พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “มีโทษหรือไมมีโทษ” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ไมมีโทษ พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “วิญูชนสรรเสริญหรือติเตียน” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “สรรเสริญ พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “เปนไปเพื่อความสุขหรือความทุกข” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนไปเพื่อความสุข พระเจาขา” • พระพุทธเจาไดตรัสถามตอไปถึงความไมโกรธ ความไมหลง ในทำนองเดียวกันอีกวา “คนที่ไม โกรธ ไมหลงนั้น จะไมฆาสัตว ไมลักทรัพย ไมประพฤติผิดในกาม ไมชักนำคนอื่นไปในทางที่เสีย ชักนำคนอื่นไปในทางที่ดี ก็ธรรมเหลานี้เปนกุศลหรืออกุศล” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนกุศล พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “มีโทษหรือไมมีโทษ” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ไมมีโทษ พระเจาขา” • พระพุทะเจาตรัสถามวา “วิญูชนสรรเสริญหรือติเตียน” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “สรรเสริญ พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “เปนไปเพื่อความสุขหรือความทุกข” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนไปเพื่อความสุข พระเจาขา” • พระพุทธเจาจึงไดสรุปตอไปวา “ชาวกาลามะทั้งหลาย เพราะฉนั้น ทานทั้งหลายจงพิจารณา ดูดวยตนเอง ทานอยาเชื่อโดยฟงตามกันมา อยาเชื่อโดยพูดสืบๆ กันมา จนถึงขอสุดทายวา อยาเชื่อ เพราะวาผูพูดเปนครูของเรา” • พระพุทธเจาทรงสอนใหพิจารณาดูวา “สิ่งเหลานี​ี้ดีหรือไมดี ถาไมดีก็ใหทิ้งเสีย ถาดีก็ทำตาม พระองค ไมไดบังคับใหเชื่อ แตใหพิจารณาดูเอาเอง เหมือนคนที่ขายอาหาร หรือขายของโดยใหผู อื่นซื้อไดเลือกซื้อหรือพิจารณาเอาเอง แลวก็ถามความเห็นวาดีหรือไมดี ชี้แจงเหตุผลใหฟง” • ในที่สุด พระพุทธเจาทรงสรุปใหฟงอีกครั้งหนึ่งวา อยาเชื่อโดยฟงตามกันมา อยาเชื่อโดยนำสืบๆ กันมา แลวจนกระทั่งอยาเชื่อเพราะวาผูพูดเปนครูของเรา ขอความที่กลาวย้ำเชนนี้ในกาลามสูตรมีถึง ๔ ครั้ง เฉพาะ ๑๐ ขอนี้ และในที่สุด พระพุทธเจาตรัสวา • “ดูกอนชาวกาลามะทั้งหลาย อริยะสาวกในศาสนานี้ มีเมตตาจิต ไมโกรธ ไมพยาบาทใคร แผเมตตา ไปทิศเบื้องหนา เบื้องหลัง เบื้องต่ำ เบื้องสูง เบื้องขวาง ไมมีที่สุด ไมมีประมาณ ไมมีเวร ไมมีภัย การแผเมตตา อยางนี้มีโทษหรือไมมีโทษ” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “ไมมีโทษ พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “เปนกุศลหรืออกุศล” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนกุศล พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “วิญูชนสรรเสริญหรือติเตียน” • ชาวกาลามะทูลตอบวา “สรรเสริญ พระเจาขา” • พระพุทธเจาตรัสถามวา “เปนไปเพื่อความสุขหรือความทุกข”


• ชาวกาลามะทูลตอบวา “เปนไปเพื่อความสุข พระเจาขา” พระพุทธเจาตรัสเชนเดียวกันถึงเรื่อง กรุณา มุทิตา และอุเบกขา หรือพรหมวิหาร ๔ ที่แผไปยัง คนอื่น สัตวอื่น และตรัสถามวา เมื่อประกอบดวยความไมมีเวรเชนนี้ มีความไมเศราหมองอยางนี้ มีจิตใจ หมดจดอยางนี้ ก็ยอมมีความอุนใจ ๔ ประการคือ ๑. ถาหากวาชาติหนามีจริง บาปบุญที่ทำไวมีจริง ก็เมื่อเราทำแตดี ไมทำชั่ว เราจะชื่นใจวา เราจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรคแนนอน นี้เปนความอุนใจขอที่หนึ่ง ๒. ถาหากวาชาติหนาไมมีจริง บาปบุญที่คนทำไวไมมีจริง ก็เมื่อเราไมทำชั่ว ทำแตดีชาตินี้เรา ก็สุข แมชาติหนาจะไมมีก็ตาม นี้เปนความอุนใจขอที่สอง ๓. ถาหากวาบาปที่คนทำไว ชื่อวาเปนอันทำ คือไดรับผลของบาป ก็เมื่อเราไมทำบาปแลว เราจะไดรับผลของบาปที่ไหน นี้เปนคามอุนใจขอที่สาม ๔. ถาหากวาบาปที่คนทำแลว ไมไดเปนบาปอันใดเลย หรือไมเปนอันทำ ก็เมื่อเราไมได ทำบาป เราก็พิจารณาตนวาบริสุทธิทั้งสองสวนคือสวนที่เราไมไดทำชั่ว และในสวนที่เราทำดี เราก็มี ความสุขในปจจุบัน เพราะฉะนั้น คนที่ไมไดทำชั่ว นรกสวรรคจะมีหรือไมมี บาปบุญจะมีหรือไมมี เขาก็ไดดีทั้งขึ้นทั้งลอง แตคนที่ทำชั่ว นรกสวรรคจะมีหรือไมมี บาปบุญจะมีหรือไมมี เขาก็เดือดรอนทั้งขึ้นทั้งลอง ถาหากวาสวรรคมี จริง เขาก็ไมไดขึ้นสวรรค ถานรกมีจริง เขาก็ตองลงนรก ถาหากวาสิ่งเหลานี้ไมมีจริง เราก็ไมตองเดือดรอน เพราะเราไมไดทำชั่วในปจจุบัน และเราก็มีความสุขในปจจุบัน เพราะเราทำดี การใหพิจารณาอยางนี้ เปนการ พิจารณาที่สรางเหตุสรางผลขึ้น ทานทั้งหลายจงพิจารณาขอความนี้ดูวา ในกาลามสูตรนี้ ถาหากคณาจารยอื่นๆ มาพบชาวกาลามะ เขา อาจจะพูดเหมือนบรรดาอาจารยอื่นๆ ที่เคยผานมา คือ พูดติเตียนศาสนาอื่น แลวยกยองศาสนาของ ตนเอง แตพระพุทธเจามิไดทรงกระทำเชนนั้น คือไมโจมตีศาสนาอื่นเลยแมแตสักคำเดียว พระองคเพียงแต บอกวาอยาเพิ่งเชื่อ ถาใครพูดชักนำมา ทรงเตือนวาอยาเพิ่งเชื่อและใหพิจารณาดวยตนเองเทานั้น เมื่อได พิจารณาดวยตนเองแลว เห็นวาเปนกุศล ก็ใหทำตาม แตถาเปนอกุศลก็ใหละเสีย ยกตัวอยางเชน โลภ โกรธ หลง นั้นเปนอกุศล ไมดี มีโทษ วิญูชนติเตียน เปนไปเพื่อทุกข พระพุทธเจาก็ตรัสใหละเสีย แตถาหากเห็นวา ความไมโลภ ไมโกรธ ไมหลงนั้นเปนกุศล ไมมีโทษ วิญูชน สรรเสริญ เปนไปเพือความสุข พระพุทธเจาทรงสอนใหบำเพ็ญ โดยใหชาวกาลามะพิจารณาเห็นดวยตนเอง จากการที่พระองคทรงตั้งคำถามใหชาวกาลามะคิดพิจารณาเอง โดยไมใหงมงาย คือ พระองคมิไดทรงบอกวา ทานตองเชื่อหรือบอกวา ถาทานไมเชื่อทานตองตกนรกหมกไหมหรือวาทานตองเชื่อแลวทานจะไดขึ้นสวรรค พระพุทธเจามิไดทรงตรัสอยางนี้แตตรัสบอกใหพิจารณาเอาเอง ในที่สุด พระพุทธเจาก็ตรัสวา ถาเราทำดีโดยการมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแลว เราจะมีความอุนใจถึง ๔ อยาง ซึ่งคนทำชั่วนั้นจะไมมีความอุนใจดังกลาวเลย การพิจารณาอยางนี้เปนขอความสำคัญในกาลามสูตร แทที่จริง ยังมีขอความอื่นอีกในพระสูตรนี้ แต เปนขอปลีกยอย จึงไมไดนำมากลาวไวในที่นี้ ในปจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร นักคิดชาวตะวันตก ไดสรรเสริญพระพุทธศาสนาในแงของการมีเหตุผล ไวมาก เพราะเปนคำสอนอันมีเหตุผลและสอดคลองกับหลักวิทยาศาสตรของพระพุทธศาสนา ดังนั้น กาลามสูตรจึงเปนพระสูตรที่ใหอิสระในดานความคิดแตไมไดหมายความวาไมใหเรา เชื่อ แตใหพิจารณาใหดีเสียกอน แลวจึงคอยเชื่อ อยาเชื่อโดยฟงตามกันมา แมแตพระคัมภีรก็อยาเพิ่ง เชื่อ ใหพิจารณาดูเสียกอน ถาทำไดอยางนี้ ถือวาสมกับการเปนชาวพุทธไมเชื่ออะไรอยางไรเหตุผล โดยไมพิจารณาวา ควรเชื่อหรือไมเพียงไร เราจึงควรภูมิใจที่ไดนับถือพระพุทธศาสนา อันเปนศาสนาที่มีเหตุผล สอดคลองกับ วิทยาศาสตรในโลกปจจุบัน ไมเปนไปเพื่อเบียดเบียนตนและผูอื่น แตเปนไปเพื่อประโยชนตนและผูอื่น


และเปนไปเพื่อความสิ้นทุกขในที่สุด แมทุกขยังไมหมด แตก็มีความสงบสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น เมื่อเราได ปฏิบัติไดถูกตองตามพุทธธรรม ไมเสียทีที่เกิดมาเปนมนุษยพบพระพุทธศาสนา...


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
กาลามสูตร by loongtri lawkitti - Issuu