สารบัญ z การคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง z
คดีปกครองเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
?
1
2
เล่าสู่กันฟัง “ผลการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน 3 หน่วยงานใน มอ.” z
z รู้ไว้ไกลโทษ
5
z การเข้าใช้ระบบ
GPF Web Service 7
z บําเหน็จลูกจ้าง
ค้ําประกันเงินกู้
13
[ จุลสารกองการเจาหนาที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ฉบับที่ 1 ป 2557 ]
การคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง ?
ภิรมย์ นิลรัตน์ งานทะเบียนประวัติ การคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มี 3 หลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชนั้ สูงขึ้น ต้องส่งคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชนั้ รอง เช่น ได้รับ ท.ช ต้องคืน ต.ช ได้รับ ท.ม ต้อง คืน ต.ม หากไม่ สามารถส่งคืนได้ด้วยประการใดๆ จะต้องชดใช้ราคาแทนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่ทางราชการ กําหนด 2. คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทกุ ชิ้นที่ได้รับ เมื่อผู้ได้รับพระราชทานฯ ถึงแก่กรรมโดยให้ทายาทเป็นผู้ ส่งคืนภายในกําหนด 30 วัน ถ้าส่งคืนไม่ได้ด้วยประการใดๆ กองมรดกจะต้องรับผิดชอบ 3. คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เมือ่ ทรงพระกรุณาให้เรียกคืน ต้องคืนประกาศนียบัตรกํากับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย หากไม่สามารถส่งคืนได้ด้วยประการใดๆ จะต้องชดใช้ราคา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่ทางราชการกําหนด หลักฐานการส่งคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเงินชดใช้ราคาแทน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ จะดําเนินการออกใบรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือใบเสร็จรับเงินให้ไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้จะได้บันทึกข้อมูลการส่งคืนดังกล่าวไว้ในประวัติข้อมูลทะเบียนฐานันดรของผู้ได้รบั พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อเป็นหลักฐานด้วย กรณีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะส่งคืนชํารุด มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 1. กรณีชํารุดเล็กน้อย เช่น สีลงยาแตก สลักยึดหลุดแต่ส่วนประกอบทุกชิน้ ส่วนอยู่ครบ สามารถ ส่งคืนได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อม 2. กรณีชํารุดในสาระสําคัญ เช่น ถูกไฟไหม้จนเสียรูปลักษณะ จะไม่สามารถส่งคืนได้ 3. กรณีส่วนประกอบบางส่วนสูญหาย ให้ตดิ ต่อสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการส่งให้ หน่วยงานผู้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซอ่ มเพิ่มเติมส่วนประกอบให้มีสภาพสมบูรณ์ก่อนส่งคืน ทั้งนี้ ผูท้ ี่ต้องส่งคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทสี่ ่งคืนต้องเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานหรือได้รับการ จ่ายจากสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เท่านั้น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทซี่ ื้อหรือจัดหามาจากที่อื่นใดเป็น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปลอมและไม่สามารถส่งคืนทดแทนได้
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
1
คดีปกครองเกี่ยวกับ การประเมินผลการปฏิบัติงาน โดย นายสิทธิศักดิ์ สมบัติยานุชติ หัวหน้างานวินัยและนิติการ ในการประเมินผลงานการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน หลายหน่วยงานอาจมีปัญหาในทาง ปฏิบัติอยู่บ้างพอสมควร หากไม่มีการทําข้อตกลงเกี่ยวกับภาระการปฏิบัติงานระหว่างผู้บังคับบัญชาและ ผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว เมื่อถึงเวลาประเมินก็จะมีปัญหาและอาจนําไปสู่ความขัดแย้งจนถึงขั้นต้องฟ้องร้องเป็น คดีปกครองได้ ดังเช่น กรณีศึกษาที่จะกล่าวต่อไปด้วยครับ คดีนี้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดหนึ่ง ได้มีคําสั่งไม่เลื่อนขั้น เงินเดือนประจําปีงบประมาณ 2548 ครั้งที่ 1 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมิได้มีการจัดทํา ข้อตกลงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ฟ้องคดีก่อน เมื่อผลการประเมินปรากฏ ออกมาผู้ฟ้องคดีได้ 100 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน โดยผู้บังคับบัญชาชั้นต้นมีความเห็นว่า ผลงาน ของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามเป้าหมายของทางราชการ ขาดความตั้งใจในการทํางาน ต้องได้รับการพัฒนาทุก ด้าน ไม่สมควรเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี และได้เสนอความเห็นต่อไปยังผู้บังคับบัญชาตามลําดับจนถึงผู้ ฟ้องคดี โดยมิได้มีการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบผลการประเมินดังกล่าว จึงเป็นการมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ ชี้แจงให้ความเห็นหรือขอคําปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะมีคําสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ ผู้ฟ้องคดี ซึ่งขั้นตอนการจัดทําข้อตกลงร่วมกัน การแจ้งผลการประเมินรายบุคคล การเปิดโอกาสให้ผู้รับการ ประเมินได้ ชี้แจงให้ความเห็นหรือขอคําปรึกษาเกี่ยวกับการประเมิน ถือเป็นสาระสําคัญของการประเมินเลื่อน ขั้นในระบบเปิด เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีคําสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยมิได้ดําเนินการตามขั้นตอน ดังกล่าว จึงเป็นการดําเนินการที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญตามที่กําหนดใน ข้อ 302 และข้อ 305 ของประกาศคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด เรื่องหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.409/2552 จึงได้ มีคําพิพากษาเพิกถอนคําสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี เฉพาะกรณีที่ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยให้มีผล ย้อนหลังนับแต่วันที่ออกคําสั่งและให้ถูกฟ้องคดีดําเนินการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนประจําปีงบประมาณ 2548 ครั้งที่ 1 ให้ผู้ฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายต่อไป ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการจึงต้องมีความระมัดระวังต้องดําเนินการให้ถูกต้องตาม รูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายกําหนด มิฉะนั้นแล้วจะต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ตามแนวทางที่ ศาลวินิจฉัยครับ
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
2
เล่าสู่กันฟัง “ผลการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน หน่วยงานใน มอ.”
นิศากร ช่างสุวรรณ งานทะเบียนประวัติ จากการที่ มอ.ได้มีประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อปี 2554 กําหนดให้มีระดับการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ของบุคลากรได้แก่กลุ่มข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยที่จ้างด้วยเงินงบประมาณแผ่นดิน และเงินรายได้ และลูกจ้างประจํา กําหนดให้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 การประเมินตัวบุคคล โดยคณะกรรมการประเมินของภาควิชาหรือหน่วยงาน เทียบเท่าภาควิชา และสรุปผลการประเมินเป็นรายบุคคลเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองผลการ ประเมินการปฏิบัติราชการระดับคณะหรือหน่วยงานที่เทียบเท่า ระดับ ที่ 2 คณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินการปฏิบัติราชการระดับคณะหรือ หน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานและความเป็นธรรมในการประเมินผลการปฏิบัติ ราชการในภาพรวมของคณะหรือหน่วยงาน และ ระดับที่ 3 คณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินการปฏิบัติราชการระดับมหาวิทยาลัย โดยคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย (ค.บ.ม.) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานและ ความเป็นธรรมในการประเมินผลการปฏิบัติราชการ และให้ความเห็นเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติ ราชการภาพรวมของคณะหรือหน่วยงาน ผู้เขียนมีความรับผิดชอบในการสรุปผลของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ในระดับที่ 2 ของ คณะ/หน่วยงาน และได้สรุปข้อมูลเพื่อนําเข้าที่ประชุม ค.บ.ม. ซึ่งเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ในระดับที่ 3 หลายครั้ง แต่จะขอเล่าสู่กันฟังกรณีได้สรุปผลการกลั่นกรองการประเมินฯ ของคณะ/หน่วยงาน ในรอบการ ประเมินครั้งที่ 2/2556 (ช่วงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2556) ซึ่งได้นําเข้าที่ประชุม ค.บ.ม. ครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าบุคลากรทุกกลุ่มมีผลการประเมินการ ปฏิบัติงานอยู่ในระดับดีเด่น (90-100 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 62.56 รองลงมาคือระดับดีมาก (80-89 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 30.94 ระดับดี (70-79 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 5.29 ระดับพอใช้ (60-69 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 0.96 และต้องปรับปรุง (ต่ํากว่า 60 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 0.25 นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ยินดีที่บุคลากรส่วนใหญ่ให้ความสําคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ รับผิดชอบต่อภาระงานที่ได้รับมอบหมาย และ ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบและหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกําหนด จากผลการประเมินพบว่าหน่วยงานได้มีข้อคิดเห็นและได้เสนอแนะต่อมหาวิทยาลัยในหลาย ประเด็นแต่ประเด็นที่สําคัญ ได้แก่ 1. การประเมินสมรรถนะ (Competency) ควรพัฒนาการประเมินที่ใช้ระบบ ออน์ไลน์ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย ไม่เกิดความสับสน หลักเกณฑ์การประเมินฯควรมีแนวทางเดียวกันทั้ง มหาวิทยาลัย
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยลงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
3
2. ระบบภารงานทางวิชาการ (Load unit) เช่น ควรปรับการคิดคะแนน LU เพราะ การทําวิจัยได้ LU น้อยกว่าการเรียนการสอนมากไม่จูงใจกระตุ้นให้ทําวิจัย กําหนดเวลาในการกรอกLU ไม่ สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งผลคะแนนใช้ประกอบการเลื่อนเงินเดือน มีการกรอกข้อมูลซ้ําทําให้ได้คะแนน สูงมาก หน่วยงานควรตรวจสอบเพื่อความยุติธรรม 3. ควรพัฒนาระบบ TOR Online เพื่อให้กรรมการสามารถเข้าไปประเมินได้ในส่วนของ คะแนนประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานร้อยละ 80 เพื่อให้ได้ระบบที่สมบูรณ์ การประชุมค.บ.ม.ในครั้งดังกล่าวที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะทํางานพิจารณาการร้องทุกข์ต่อผล การประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทําหน้าที่ในการ พิจารณากรณีบุคลากรมีการร้องทุกข์จากผลการประเมินการปฏิบัติงาน เสนอข้อมูลและให้ความเห็นต่อที่ ประชุมค.บ.ม. ซึ่งเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินการปฏิบัติราชการระดับมหาวิทยาลัย (ระดับที่ 3) เพื่อพิจารณาว่าหน่วยงานได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินที่มหาวิทยาลัยกําหนดมากน้อยเพียงใด ผู้เขียนมีความเห็นว่าหากหน่วยงานได้ปฏิบัติตามระเบียบ หลักเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัย กําหนด มีการประชุมชี้แจงให้บุคลากรในหน่วยงานได้รับทราบ เปิดโอกาสให้บุคลากรได้ สอบถาม และแสดง ความคิดเห็น จะช่วยในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประเมินฯ จะเป็นสิ่งสําคัญที่จะป้องกันการ เกิดปัญหาการอุทธรณ์ ร้องทุกข์จากการประเมินฯ ของบุคลากรได้ค่ะ ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน สวัสดีค่ะ -------------------------------
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยลงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
4
รู้ไว้ไกลโทษ นายกิตติ บริสุทธิ์ งานวินัยและนิติการ
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านครับ กระผมขอแสดงความขอบคุณทุกท่านที่ได้สละเวลามารับรู้ใน การเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งหลายท่านอาจคิดว่า เป็นเรื่องไกลตัวเพราะตัวท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ความผิดทางวินัยนั้น นอกจาก ความผิดอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังมีความผิดอันเนื่องจากประพฤติตนในสังคมด้วย และกรณีที่กระผม จะได้เสนอต่อไปหลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องที่เนื่องจากการประพฤติตนในสังคม และการกระทําผิดนี้เป็นความผิด ตามกฎหมายอาญาด้วย แต่ถ้าท่านได้อ่านเนื้อหาที่กระผมเสนอนี้ท่านก็อาจวางแผนหรือจัดการให้ตัวท่านไกล โทษได้ การดําเนินการทางวินัยเป็นมาตรการควบคุมพฤติกรรมของบุคลากรในหน่วยงาน ไม่ให้ประพฤติตนไป ในทางที่ไม่ชอบธรรม เมื่อปรากฏว่าข้าราชการหรือบุคลากรผู้ใดถูกกล่าวหาโดยมีหลักฐานตามสมควรว่ากระทํา ผิดวินัยหรือความปรากฎต่อผู้บังคับบัญชาว่าข้าราชการหรือบุคลากรผู้ใดกระทําผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชา ดําเนินการทางวินัย ดังนั้นเมื่อผู้ใดได้ร้องเรียนหรือกล่าวหาให้ดําเนินการทางวินัยแล้วตอนหลังจะมาบอกว่าไม่ ประสงค์ให้ดําเนินการทางวินัยกับบุคคลที่ตนกล่าวหาหรือร้องเรียนอีกนั้นไม่สามารถมาบอกยกเลิกได้ เพราะ การดําเนินการทางวินัยไม่ใช่การดําเนินการเพื่อประโยชน์ต่อผู้ร้องเรียนกล่าวหาแต่เป็นการควบคุมพฤติกรรม ของคนในองค์กรหน่วยงานนั้นและทั้งเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่จะต้องดําเนินการ ซึ่งตามสํานวนการดําเนินการทางวินัยในเรื่องนี้ มีข้อเท็จจริงว่านาย ป ไปรู้จักมักจี่กับ นาง อ บุคคลภายนอกมี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ต่อมามีข้อบาดหมาง นาย ป จึงไปทําร้าย นาง อ จนถึงขั้นแจ้งความร้องทุกข์กับ พนักงานสอบสวน หลังจากนั้น นาย ป ก็ไปด่าทอและทําร้าย นาง อ อีก นาง อ ก็เลยเข้ามาร้องเรียนใน มหาวิทยาลัยและได้มีการดําเนินการทางวินัยซึ่งระหว่างการดําเนินทางวินัย นาย ป ได้สํานึกผิดได้ไปขอโทษ ซึ่งนาง อ ก็ได้ให้อภัยโดยได้จัดทําหนังสือมายังมหาวิทยาลัยว่าตนได้ให้อภัย นาย ป และแจ้งขอยกเลิกหนังสือ ร้องเรียนกล่าวโทษที่เสนอมาในตอนแรกโดยแจ้งว่าไม่ประสงค์ให้มีการดําเนินการทางวินัยกับ นาย อ ต่อไป การมีหนังสือดังกล่าวเป็นการกระทําที่ไม่มีกฎหมายให้สิทธิไว้ ไม่อาจยกเว้นกระบวนการดําเนินการทางวินัยที่ ได้ ดําเนินการจากการที่นาง อ ร้องเรียนพร้อมส่งหลักฐานมาแต่ ตอนต้น แต่ นํามาพิ จารณาประกอบการ สอบสวนและใช้ประกอบดุ ล พินิจ ในการสั่ งลงโทษได้ ดังนั้น เรื่ องนี้ ห ากไปขออภัยกั น เสี ยก่อนที่ จะมี ก าร [ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557]
5
ดําเนินการทางวินัยก็ไม่ต้องถูกดําเนินการทางวินัยไม่ต้องถูกบันทึกในแฟ้มประวัติราชการ ว่ากระทําผิดวินัยติด ประวัติการรับราชการและอาจกระทบการสู่ตําแหน่งบางตําแหน่งได้ ในการดําเนินการทางวินัย นาย ป ข้าราชการตําแหน่ง อาจารย์ ถูกกล่าวหาและรับสารภาพว่าได้ด่า ทอและทําร้ายร่างกายบุคคลภายนอก นาง อ จริงแต่ต่อมาได้สํานึกผิดทําการขอโทษเป็นส่วนตัวแล้วซึ่งนาง อ ไม่ติดใจโกรธ และให้อภัยแล้ว ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าเป็นการกระทําผิดวินัย ฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตนเองและ ไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตําแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสียโดยกระทําการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ ประพฤติชั่ว ตามมาตรา 44 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 กรณีเป็นกระทําผิดเล็กน้อยและเป็นความผิดครั้งแรก ได้กรุณางดโทษ จึงให้ทําทัณฑ์บนไว้ต่อ ผู้บังคับบัญชา ท่านอ่านแล้วอาจพิจารณาว่าโทษธรรมดาไม่มีอะไรมาก แต่การดําเนินการทางวินัยนั้น เมื่อหน่วยงาน ต้นสังกัดดําเนินการทางวินัยแล้วต้องส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบและมหาวิทยาลัยต้องนําเรื่องรายงาน เสนอที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยอีกชั้นหนึ่งแล้วจึงนําเรื่องเก็บเข้าแฟ้มประวัติเป็นหลักฐานต่อไป เป็นไงละครับ ถ้ามีเรื่องที่เป็นส่วนตัวนอกหน้าที่การงานซึ่งสามารถป้องกันมิให้นํามาเป็นเรื่องในมหาวิทยาลัยได้ ก็จัดการ ช่ะ แล้วจะไม่เป็นอย่างที่กล่าวมา การกระทําครั้งนี้หากพิจารณาในทางกฎหมายอาญา ซึ่งตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกาอาจพิจารณา เป็นความผิดลหุโทษฐานใช้กําลังทําร้ายผู้อื่นสําหรับโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้อง ระวางโทษจําคุกไม่เกิน หนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557]
6
การเข้าใช้ระบบ GPF Web Service นางชุติมา มุตตาหารัช งานบริหารงานบุคคล สมาชิก กบข. สามารถเข้าใช้ระบบ GPF Web Service เพื่อดูข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเอง ด้วย วิธีการง่ายๆ ดังนี้ 1. เข้าสู่ระบบ GPF Web Service ที่ http://www.gpf.or.th/thai2013/index.asp หรือ เข้าเวบไซต์กองการเจ้าหน้าที่ คลิกที่ รวมลิงค์ เลือก กบข. 2. เมื่อเข้าสูเ่ วบไซต์ กบข. แล้ว ให้คลิกที่ GPF Web Service
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
7
3. คลิกที่ ลืมรหัสผ่าน
4 ใส่หมายเลขบัตรประจําตัวประชาชน แล้วคลิกที่ ถัดไป
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
8
5. เลือกที่ช่อง จําข้อมูล E-mail ที่ให้ไว้กับทาง กบข. ไม่ได้ หรือรูปแบบ E-mail ที่ให้ไว้กับ ทาง กบข. ไม่ถูกต้อง แล้วคลิก ถัดไป
6. ตอบคําถามทั้งสามข้อทีร่ ะบบจัดให้ แล้วคลิก ถัดไป
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
9
7. ระบบจะใส่ชื่อสมาชิกมาให้ ให้ใส่หมายเลข โทรศัพท์มือถือ และ E-mail แล้วคลิกที่ บันทึก ข้อมูล (บางกรณีอาจมีข้อมูลเดิมมาให้ ให้แก้ไขให้ถูกต้อง)
8. ระบบจะให้กําหนดรหัสผ่าน ให้ใส่รหัสผ่านเป็น ตัวเลข จํานวน 8 ตัว ให้เหมือนกันทั้งสองครั้ง แล้วคลิกที่ยืนยันรหัสผ่าน
9. กําหนดรหัสผ่านเรียบร้อยแล้ว ถ้าต้องการเข้าใช้งานระบบ ให้คลิกที่ กลับหน้าหลัก
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
10
10. เมื่อกลับมาหน้าหลัก ระบบจะให้ใส่รหัสประจําตัว (คือหมายเลขบัตรประจําตัวประชาชน) และรหัสผ่าน แล้วคลิกที่เข้าสูร่ ะบบ
11. เมื่อเข้าสูร่ ะบบแล้วให้ อ่าน และคลิกยอมรับเงื่อนไข
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
11
12. การเข้าใช้ครั้งแรกให้ใส่วนั เดือนปีเกิด
13. เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลและใช้บริการต่างๆ ผ่านระบบ GPF Web Service ได้โดยเลือกจากเมนูด้านซ้ายมือ
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
12
บําเหน็จลูกจ้าง ค้ําประกันเงินกู้ โดย สมบูรณ์ ลูกมณี งานทะเบียนประวัติ กระทรวงการคลังออกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบําเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ พ.ศ. 2519 ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นลงนามโดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วันที่ 7 มกราคม 2557 สาระสําคัญดังนี้ : หมวด 3/3 การนําสิทธิในบําเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ข้อ 15/6 ผู้รบั บําเหน็จรายเดือนหรือผู้รบั บําเหน็จพิเศษรายเดือนอาจนําสิทธิในบําเหน็จ ตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกําหนด ข้อ 15/7 ในกรณีที่ผรู้ ับบําเหน็จได้นําสิทธิในบําเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการ ประกันการกู้เงินถึงแก่ความตายหรือผิดสัญญากู้เงินจนต้องบังคับเอากับสิทธิในบําเหน็จตกทอดทีน่ ําไปเป็น หลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงินที่ผนู้ ั้นได้นําสิทธิใน บําเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกูเ้ งินเท่ากับจํานวนที่ถูกบังคับ แต่ไม่เกินจํานวนที่นาํ สิทธิในบําเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ข้อ 15/8 ในกรณีที่กระทรวงการคลังได้จ่ายเงินแก่สถาบันการเงินไปแล้วตามข้อ 15/8 ให้กระทรวงการคลังหักเงินจํานวนนั้นออกจากสิทธิในบําเหน็จตกทอดเท่ากับจํานวนที่จ่ายให้แก่สถาบัน การเงิน ในกรณีกระทรวงการคลังไม่อาจหักเงินตามจํานวนที่จา่ ยให้แก่สถาบันการเงิน จากสิทธิในบําเหน็จตกทอดได้ ให้กระทรวงการคลังเรียกเงินคืนจากผู้รบั บําเหน็จหรือจากกองมรดกของผู้ นั้น แล้วแต่กรณี เป็นจํานวนเท่ากับจํานวนที่กระทรวงการคลังได้จ่ายให้แก่สถาบันการเงิน ข้อ 15/19 ภายใต้ข้อบังคับข้อ 15/4 ในกรณีที่ผรู้ ับบําเหน็จได้นําสิทธิในบําเหน็จตก ทอดไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน หากสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยไม่มกี ารบังคับเอากับสิทธิใน บําเหน็จตกทอดที่นําไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ทายาทมีสิทธิได้รบั บําเหน็จตกทอดเต็มตาม จํานวนที่พึงได้รับตามระเบียบนี้ หากผูร้ บั บําเหน็จถึงแก่ความตายหรือสัญญากู้เงินสิ้นสุดลงโดยมีการ บังคับเอากับสิทธิในบําเหน็จตกทอดที่นําไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันการกู้เงิน ทายาทมีสิทธิได้รับ บําเหน็จตกทอดเท่ากับจํานวนที่เหลือหลังจากที่กระทรวงการคลังได้หักเงินจํานวนที่จ่ายให้แก่สถาบัน การเงินออกจากสิทธิในบําเหน็จตกทอดตามข้อ 15/8
[ จุลสารกองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2557 ]
13