Skip to main content

สังคมวิทยาเมือง

Page 1

แนวความคิดและทฤษฎีการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับ

สังคมวิทยาเมือง Concept and Fundamental Theory Related to Urban Sociology

A

O OG C

อิทธิพร ขาประเสริฐ : 2554


แนวความคิดและทฤษฎีการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับ

สังคมวิทยาเมือง (Concept and Fundamental Theory Related to Urban Sociology)

โดย อิทธิพร ขาประเสริฐ สม.ม. (สังคมวิทยา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คบ. (สังคมศึกษา) สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศศ.บ.(สารสนเทศศาสตร์) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

เอกสารส่วนบุคคล 2554 ก


คานา เอกสารเรื่ อ ง แนวความคิ ด และทฤษฎี ก ารศึ ก ษาเบื้ อ งต้ น เกี่ ย วกั บ สั งค ม วิ ท ย าเมื อ ง (Concept and Fundamental Theory Related to Urban Sociology) ฉบับนี้เรียบเรียงขึ้นจากความสนใจต่อประเด็นการศึกษาทางสังคม วิทยาเมือง จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ผู้เขียนเคยศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 10 ปีเศษ ได้เห็นภาพปรากฏการณ์ทางสังคมใน เมืองว่ามีความแตกต่างไปจากการใช้ชีวิตดั้งเดิมในต่างจังหวัด เห็นแง่มุมของวิถี ชีวิต ของผู้ ค นที่ ห ลากหลาย ลัก ษณะทางกายภาพที่ ดู แ ปลกตา น าไปสู่ ก ารตั้ ง คาถามในใจว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและจะให้คาอธิบายต่อสิ่งเหล่านี้ได้ อย่ างไร จนกระทั่ งได้ มี โอกาสศึ ก ษาต่ อ ที่ ค ณะสั งคมวิท ยาและมานุ ษ ยวิท ยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และได้ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาสัมมนาสังคมวิทยา เมือง จึงได้เรียนรู้และมีความเข้าใจว่าในทางวิชาการมีคาอธิบายปรากฏการณ์ เหล่ า นี้ อ ยู่ ห ลายแนวทาง และผู้ เ ขี ย นเองได้ ร วบรวมเอกสารที่ เกี่ ย วข้ อ งกั บ การศึ ก ษาทางสั ง คมเมื อ งไว้ พ อสมควร จากการที่ มี เอกสารอยู่ เป็ น จ านวน พอสมควรและค่ อ นค้ างอยู่ กั น อย่ า งกระจั ด กระจายในเชิ งเนื้ อ หา จึ งเป็ น แรง บั น ดาลใจน ามาสู่ ก ารจั ด ท าเอกสารฉบั บ นี้ ไว้ส าหรับ เป็ น ที่ ระลึ ก ส่ วนตั ว และ คาดหวังว่าจะนาเผยแพร่เป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจในแนวทางเดียวกัน เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้ประกอบด้วย 3 บทหลักได้แก่ บทที่ 1 สังคมวิทยา ว่าด้วยการศึกษาเมือง บทที่ 2 เมืองและกระบวนการกลายเป็นเมือง และบทที่ 3 แนวคิดทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่ใช้ศึกษาสังคมเมือง ผู้เขียนขอขอบพระคุณท่าน เจ้าของหนังสือ งานวิจัย งานเขียน เอกสารต่างๆ ที่นามาใช้ประกอบการเรียบเรียง เป็นอย่างสูง โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาทาง สังคมวิทยาซึ่งมีแหล่งที่มาจากงานเขียน และงานวิจัยของคณาจารย์ที่ปลูกฝัง ความรู้ทางสังคมวิทยาเมืองให้แก่ผู้เขียน ข


ท้ายที่สุดนี้ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า แนวความคิดและทฤษฎีการศึกษา เบื้ อ งต้ น เกี่ ย วกั บ สั งคมวิท ยาเมือ งฉบับ นี้ คงจะเอื้ อ อ านวยประโยชน์ ให้ แ ก่ ผู้ ที่ เริ่มต้นสนใจการศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองเช่นเดียวกับผู้เขียนไม่มากก็น้อย

อิทธิพร ขาประเสริฐ

ค


สารบัญ หน้า คานา สารบัญ สารบัญภาพ สารบัญตาราง

ข ง ฉ ช

บทที่ 1 สังคมวิทยาว่าด้วยการศึกษาเมือง ความนา ความหมายของสังคมวิทยาเมือง ความเป็นมาของการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง แนวทางการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง ความสาคัญของการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง แนวโน้มประเด็นการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง บทสรุป

1 1 1 4 9 14 17 20

บทที่ 2 เมืองและกระบวนการกลายเป็นเมือง ความนา ความหมายของเมืองและกระบวนการกลายเป็นเมือง ปัจจัยที่กอ่ ให้เกิดการพัฒนาเมือง แนวคิดทฤษฎีที่ใช้อธิบายกระบวนการกลายเป็นเมือง ทฤษฎีการตั้งถิน่ ฐาน ทฤษฎีการเติบโตของเมือง ลักษณะทางสังคมของเมือง

22 22 22 31 33 34 37 45

ง


หน้า ผลอันเกิดขึน้ จากกระบวนการกลายเป็นเมือง บทสรุป

49 57

บทที่ 3 แนวคิดทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่ใช้ศึกษาสังคมเมือง ความนา แนวการวิเคราะห์สังคมเมืองในระดับมหภาค ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง แนวคิดเรื่องการผลิตพืน้ ทีท่ างสังคม แนวคิดเรื่องย่านและชุมชนละแวกบ้าน แนวการวิเคราะห์สังคมเมืองในระดับจุลภาค ทฤษฎีคตินิยมแบบเมือง ทฤษฎีองค์ประกอบ ทฤษฎีวัฒนธรรมย่อย ทฤษฎีภาวะเกินกาลังของสภาวะแบบเมือง บทสรุป

59 59 60 60 64 73 79 79 86 90 94 99

บรรณานุกรม

101

จ


สารบัญรูปภาพ รูปที่

หน้า

1 แสดงองค์ประกอบของการตั้งถิน่ ฐานของมนุษย์ ตามทฤษฎี Ekistics 2 แบบจาลองการใช้ที่ดนิ ของ Burgess 3 แบบจาลองการใช้ที่ดนิ ของ Hoyte 4 แบบจาลองการใช้ที่ดนิ ของ Chauncy D. Harris and Edward Ullman

ฉ

34 38 42 44


สารบัญตาราง ตารางที่ 1

หน้า

เปรียบเทียบในชีวติ สังคมเมืองและสังคมชนบท

ช

84


บทที่ 1 สังคมวิทยาวาดวยการศึกษาเมือง สั ง คมวิ ท ยา (Sociology) เป น ศ าส ตร ส าขาห นึ่ ง ของความรู ท าง สังคมศาสตร (Social Science) ที่มุงวิเคราะหโครงสรางความสัมพันธทางสังคม (Social Relationship) ในรู ปแบบต า งๆซึ่ ง เกิ ด จากการปฏิ สัม พั นธ ท างสั ง คม (Social Interaction)1 โดยใชวิธีการทางวิทยาศาสตรเปนแนวทางในการศึกษา หรืออาจกลาวไดวาเปนวิชาที่ศึกษาชีวิตทางสังคม (Social Life)/ความสัมพันธ ทางสังคม ในทุกดานหรือทั้งหมดของชีวิต (all social relationship) เพื่อที่จะทํา ความเขาใจวาความสัมพันธทางสังคมไมวาจะเปนความสัมพั นธในหมูปจเจก บุคคล กลุมตางๆ รัฐบาล บริษัท ชุมชน ชาติ หรือหนวยทางสังคมอื่นๆ (Social units) เกิดขึ้นมาไดอยางไร ดํารงอยูอยางไร หรือเปลี่ยนแปลงไปอยางไร 2 สังคม เมือง นับเปนหนวยทางสังคมที่สาขาสังคมวิทยาใหความสนใจศึกษา เนื่องจาก หากพิจารณาประวัติศาสตรการกําเนิดวิชานี้จะพบวาเปนสิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นพรอมๆ กับการกอกําเนิดสังคมวิทยา โดยเฉพาะบริบททางสังคมการขยายตัวของมหา นครอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกา ชวงคริสตศตวรรษที่ 19 จึงเปนแรงบันดาล ใจใหนักสังคมวิทยาทําการศึกษาสังคม สภาพชีวิตของผูคนในชวงเวลาดังกลาว และไดสรางผลงาน แนวคิด ทฤษฎีเพื่อใชอธิบายปรากฏการณในสังคมเมืองที่ หลากหลายมุมมอง จนเป นที่มาของการกอตัวขึ้นในนามชื่อวิชา “สังคมวิทยา เมื อ ง (Urban Sociology) หรื อ สั ง คมวิ ท ยานคร” ซึ่ ง เป น สาขาย อ ยหนึ่ ง ใน

1

ราชบัณฑิตยสถาน. (2549). พจนานุกรมศัพทสังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย.กรุงเทพฯ :ไอเดียสแควร. หนา 232 2 สายใจ คุมขนาบ. (2546). เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชา สว.201สังคมวิทยาเบื้องตน. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 1

1


สังคมวิทยาที่นักสังคมวิทยารวมทั้งศาสตรสาขาอื่ นๆใหความสนใจศึกษาจวบ จนกระทั่งปจจุบัน ความหมายของสังคมวิทยาเมือง สังคมวิทยาเมือง เปนวิชาที่วาดวยการศึกษาความสัมพันธทางสังคมและ โครงสรางทางสังคมในเมืองหรือมหานคร3 หากจะถามวาสังคมวิทยาเมืองศึกษา อะไรบาง ถาพิจารณาจากหลักสูตรการศึกษาทางสังคมวิทยาในประเทศไทยและ ตางประเทศทั้งระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา เชน ภาควิ ช าสั ง คมวิ ท ยาและมานุ ษ ยวิ ท ยา คณะรั ฐ ศาสตร จุ ฬ าลงกรณ มหาวิทยาลัย ใหคําอธิบายวาเปนการศึกษาเมืองในฐานะเปนปรากฏการณทาง สังคมในโลกปจจุบัน การพิจารณาประวัติความเปนมาและคุณลักษณะที่สําคัญ ของเมือง ไดแก ลักษณะทางนิเวศวิทยาประชากร วิถีชีวิตของเมืองและการจัด ระเบียบของสังคมเมือง โครงสรางทางชนชั้น ที่อยูอาศัย ความหลากหลายของ วัฒนธรรมเมือง แนวคิดและทฤษฎีสําคัญ ยุคสมัยใหมและหลังสมัยใหม4 คณะสั ง คมวิ ท ยาและมานุ ษ ยวิ ท ยา มหาวิ ท ยาลั ย ธรรมศาสตร ให คําอธิบายวาเปนการศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางประวัติศาสตรของสังคมเมือง รวมทั้ ง ผลของการปฏิ วั ติ อุ ต สาหกรรมที่ มี ต อ กระบวนการกลายเป น เมื อ ง (Urbanization) ในภาพรวมของโลกและสั ง คมเมื อ งในยุ ค สมั ย ใหม การจั ด ระเบี ย บทางสั ง คมของเมื อ ง ชี วิ ต ทางสั ง คมและวั ฒ นธรรมของคนเมื อ ง

ราชบัณฑิตยสถาน.เรื่องเดิม.หนา 258 4 คณะรัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (2553). หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต (สังคมวิทยามานุษยวิทยา) ฉบับปรับปรุง 2549 เขาถึงไดจาก http://www.polsci.chula.ac.th. วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553 3

2


แนวความคิ ด ทางสั ง คมวิ ท ยาที่ อ ธิ บ ายลั ก ษณะ และบทบาทของสั ง คมเมื อ ง ลักษณะเดนของสังคมเมืองในประเทศดอยพัฒนา5 Department of Sociology The University of Chicago ใหคําอธิบายวา This course reviews competing theories of urban development, especially their ability to explain the changing nature of cities under the impact of advanced industrialism. Analysis includes a consideration of emerging metropolitan regions, the microstructure of local neighborhoods, and the limitations of the past American experience as a way of developing urban policy both in this country and elsewhere6 School of Social Policy, Sociology & Social Research University of Kent at Canterbury ใหคําอธิบายวา This Module will allow students to pursue any current theme in urban Sociology. These include urban social theory, women and the city , the city and globalization, the neighborhood, residential social segregation, gated communities, gentrification, urban protest, urban imagery and city marketing, state socialist urbanization, the post-socialist, and the Chinese city.7 5

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. (2553).หลักสูตรสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) ฉบับปรับปรุง 2549 เขาถึงไดจาก http://www.socio .tu.ac.th. วันที่คน ขอมูล 29 พฤษภาคม 2553 6 Department of Sociology The University of Chicago. (2010). “30104 Urban Structure & Process” in Master of Arts (Social Sciences).[online].Available from:http://sociology. uchicago.edu/graduate/course-catalog.shtml วันทีค่ นขอมูล 29 พฤษภาคม 2553 7 School of Social Policy, Sociology & Social Research University of Kent at Canterbury. (2010). “SO 832 Urban Sociology” in MA. And Postgraduate Diploma in Political Sociology Handbook 2008-9. [online].Available from:http://search.kent.ac.uk /search. วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553.

3


Wikipedia encyclopedia.ใหคําอธิบายวา Urban sociology is the sociological study of social life and human interaction in metropolitan areas. It is a normative discipline of sociology seeking to study the structures, processes, changes and problems of an urban area and by doing so providing inputs for planning and policy making.8 จากคําอธิบายขางตนสรุปไดวา สังคมวิทยาเมืองมีเนื้อหาที่ประกอบไปดวย ประเด็น ตางๆโดยเนนการศึกษาพั ฒนาการทางประวัติศาสตรของสัง คมเมือ ง ภายใตมุมมองทางสังคมวิทยา ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมกับกระบวนการ กลายเปนเมือง(Urbanization) ธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของเมืองภายใต ความกาวหนาทางอุตสาหกรรม การเกิดขึ้นของเมื องในภูมิภาค ชีวิตทางสังคม และวัฒนธรรมของคนเมือง ปญหาในสังคมเมือง นโยบายการวางแผนและการจัด การเมือง รวมทั้งแนวความคิด ทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่ใชอธิบายลักษณะของ สังคมเมือง นอกจากนี้บางสถาบันการศึกษาอาจมีจุดสนใจเปนพิเศษที่จะเลือก ประเด็นหรือปรากฏการณที่กําลังไดรับความสําคัญมาศึกษา เชน ผูหญิงกับเมือง โลกาภิวัตนกับเมือง ความเปนชุมชนละแวกบาน การศึกษาการเติบโตเฉพาะเมือง เปนรายกรณี เปนตน ความเปนมาของการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง ดังที่ไดกลาวมาแลวขางตนวาการถือกําเนิดขึ้นของวิชาสังคมวิทยาถือเปน จุดเริ่มตนของการศึกษาเมือง สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น ในคริสตศตวรรษที่ 19 ของซีกโลกยุโรปและอเมริกาซึ่งเปนระยะที่มีการขยายตัว ของสังคมภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร 8

Wikipedia encyclopedia. (2010). Urban Sociology. [online]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/ Urban sociology.วันที่คน ขอมูล 29 พฤษภาคม 2553

4


กอใหเกิดความเจริญกาวหนาของสังคมซึ่งกระจุกตัวอยูในพื้นที่หนึ่งๆ มากขึ้นจน มีการอพยพของชาวชนบทสูตัวเมือง ผูคนเริ่มเปลี่ยนรูปแบบชีวิตใหมที่ตางจาก ประสบการณเดิมของตน ชีวิตในเมืองดานหนึ่งไดนําพามาซึ่งความรุงเรืองและ ก า วหน า แต อี ก ด า นหนึ่ ง ได ทํ า ให เ กิ ด การเสี ย ระเบี ย บทางสั ง คม (Social Disorganization) เกิดปญหาทางสังคม เชน ปญหาการใชแรงงาน ปญหาที่อยู อาศัย ปญหาสิ่งแวดลอม จึงทําให ผูคนในสังคมเมืองเริ่มตระหนักตอ การแกไข ป ญหา และการจั ด สวั ส ดิ ก าร มี ก ารเคลื่ อ นไหวการปฏิ รู ป ทางสั ง คมเพื่ อ จั ด ระเบียบใหมใหเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขอเขียนซึ่งเปนประจักษ พยานของกลุ ม นั ก สั ง คมวิ ท ยาผู ที่ ถื อ ได ว า เป น รุ น บุ ก เบิ ก วิ ช าสั ง คมวิ ท ยาใน ระยะแรกลว นแลว แตใช บริบทของเมื องเป นสนามศึกษา เชน เอมี ล เดอรไคม (Emile Durkheim)(1984) The Division of Labor in Society. เก-ออรก ซิมเมิล (Georg Simmel) (1903) The Metropolis and Mental Life. เฟอรดินันด เทินเนียส (Ferdinand Tonnies) (1957) Community & Gemeinschaft and Gesellschaft. และมักซ เวเบอร (Max Weber) (1958) The city. เปนอาทิ อยางไรก็ตามการศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองที่เริ่มปรากฏอยางชัดแจงและ เปนหลักเปนฐานในแวดวงวิชาการของนักสังคมวิทยา โดยแนวคิดทฤษฎีเปนที่ ยอมรับและทรงอิทธิพลมากที่สุดของนักสังคมวิทยา คือ กลุมสํานักคิดทางสังคม วิทยาชิคาโก (Chicago School) ซึ่งเปนสํานักคิ ดที่กอกําเนิดและพัฒนาขึ้น ที่ มหาวิ ท ยาลั ย ชิ ค าโก (University of Chicago) ในรั ฐ อิ ล ลิ น อยล ประเทศ สหรัฐอเมริกา นําโดย รอเบิรต พารก (Robert Park 1864-1944) สืบเนื่องจาก การที่เมืองชิคาโกเปนเปนมหานครที่เติบโตเร็วที่สุดแหงหนึ่งในอเมริกา ชวงตน คริสตศตวรรษที่ 20 จึงเปนที่มาของปญหาสังคมตางๆ เชน ปญหาการยายถิ่น ปญหาอาชญากรรม ปญหาเด็กกระทําผิด เปนตน การศึกษามหานครในเชิงสังคม วิทยาของสํานักคิดนี้ถือวามีลักษณะเฉพาะของตน เนนการศึกษาเชิงประจักษ (empirical) โดยการสังเกตการณโดยตรงตางกับนักสังคมวิทยาสมัยนั้นที่มักเนน 5


การวิเคราะหในเชิงทฤษฎีที่เปนนามธรรม พารกในฐานะหัวหนาภาควิชาสังคม วิทยาผูทรงอิทธิพลสมัยนั้นไดกําหนดใหนักศึกษาสังคมวิทยาออกไปสัมผัสกับโลก ภายนอกดวยการทําวิจัยที่แทจริง ซึ่งผลผลิตที่ไดนอกจากจะไดผลการศึกษาใน เชิงประจักษแลว ยังนําไปสูการพัฒนาการวิจัยรูปแบบตางๆโดยเฉพาะอยางยิ่ง การพั ฒน าวิ ธี ก าร ศึ ก ษา ด ว ยก ารสั ง เกต แ บบมี ส วน ร ว ม ( participant observation) และวิ ธีก ารศึ ก ษาแบบเฉพาะกรณี (case-study method) การ พัฒนาการวิจัยเชิงปริมาณที่มีความเขมขน เชน การสํารวจทางสังคม (Social survey) และการวิเคราะหเชิงสถิติในระดับชุมชน สําหรับการศึกษาสังคมเมือง พาร ก ยั ง ได อ ธิ บ ายเชิ ง พรรณนาด ว ยการทํ า แผนที่ แ บ ง เขต 9 พาร ก เห็ น ว า ความสัมพันธทางสังคมมีกระบวนการใหญอยู 4 ประการ คือ การรวมมือ การ แข ง ขั น การเกื้ อ กู ล และการผสมกลมกลื น กั น และนํ า แนวคิ ด ดั ง กล า วมาใช การศึกษาการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมหานคร โดยทฤษฎีที่ พารกไดพัฒนาขึ้นมาเพื่อใชในการอธิบายสังคมเมืองเป นที่รูจักกันในนามทฤษฎี นิเวศวิทยาเมือง (urban ecology) (จะไดกลาวในบทตอไป) ซึ่งแนวคิดนี้ยังเปน ที่มาของแบบจําลองการอธิบายโครงสรางและการเติบโตภายในเมืองที่เรียกวา Concentric Zone ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย เออรเนสต ดับบิว .บูรเกสส (Ernest W. Burgess 1886-1966) ในเวลาตอมา ผลงานการศึกษาสังคมเมืองที่สําคัญของนักคิดในสํานักคิดชิคาโก เช น ซิมเมิล Simmel (1858-1918) เปนนักสังคมวิทยาคนสําคัญที่เนนการวิเคราะห วิถีชีวิตแบบเมือง และบุคลิกภาพของคนเมืองในผลงาน ชื่อ The Metropolis and Mental Life (1903) เขาชี้ใหเห็นถึงการจัดระเบียบทางสังคมและวัฒนธรรมใน มหานครอันเปนผลมาจากการเขามาอยูรวมกันของผูคนจํานวนมาก ซิมเมิลแสดง ใหเห็นความสัมพันธระหวางลักษณะดานกายภาพของมหานครกับลักษณะเชิง 9

ราชบัณฑิตยสถาน.เรื่องเดิม.หนา 52-53

6


สังคมของคนเมือง แนวคิดของซิมเมิลเปนรากฐานสําคัญของสําคัญของสังคม วิทยาเมืองชิคาโก ซึ่งเปนกรอบความคิดหลักของสังคมวิทยาเมืองในชวงระหวาง ทศวรรษ 1920 ถึง ทศวรรษ 1950 ผลงานที่ไดชื่อวาสะทอนความคิดสําคัญของ สํ า นั ก คิ ด นี้ ไ ด แ ก บทความของหลุ ย ส เวิ ร ธ (Louis Wirth 1897-1952) ชื่ อ Urbanism as a Way of Life (1983) ซึ่งอธิบายลักษณะเชิงสังคมของวิถีชีวิต แบบเมื อ ง (Urbanism) อั น เป น ผลมาจากลั ก ษณะสากลของมหานคร คื อ ประชากร ความหนาแนนสูง และความแตกตางหลากหลายของคนเมือง สังคม วิ ท ยาเมื อ งสํ า นั ก คิ ด ชิ ค าโก กระตุ น ให เ กิ ด งานวิ จั ย สํ า คั ญ ๆ จํ า นวนมาก แตอิทธิพลเริ่มลดลงตั้งแตทศวรรษ 1960 เนื่องจากถูกวิจารณ วามีขอจํากัดใน เชิงทฤษฎีและเชิงประจักษ ในชวงทศวรรษ 1960 และทศวรรษ 1970 นักทฤษฎี มารกซิสแนวโครงสราง (structural Marxist) ไดนําเสนอแนวการวิเคราะหแบบ ใหม ผลงานสําคัญ ไดแก Neighbourhood and Neighborhood Life (1967) ของเอช เลอแฟบวร (H.Lefebvre1923-2003) ซึ่ง วิ จ ารณ ก รอบความคิ ด ของ สํา นั กคิ ด ชิค าโกว า มุ งสนั บ สนุ น ความชอบธรรมของระบบทุ นนิ ย มจนละเลย ประเด็นดานการสราง การจําแนกแจกจาย และการใชพื้นที่ที่เกิดขึ้นในมหานคร เลอแฟบวรมองพื้นที่ในฐานะสินคาประเภทหนึ่งซึ่งเปนทรัพยากรหายาก จึงมัก กอใหเกิดความขัดแขงระหวางกลุมทุนผูแสวงหากําไรจากการใชพื้นที่กับคนทั่วไป ที่จําเปนตองใชพื้นที่เพื่อดําเนินชีวิตประจําวันของตนเอง10 ในทศวรรษ 1970 มานูเอล คาสเตลล (Manuel Castell 1942-) เสนอ กรอบการวิเคราะหที่เรียกวา สังคมวิทยาเมืองแนวใหม (new urban sociology) ในผลงานชื่อ The Urban Question (1977) คาสเตลล ชี้ใหเห็นวา ทุนนิยม ผูกขาดสมัยใหม (monopoly capitalism) นําไปสูวิกฤตการณและความทรุดโทรม ของมหานคร ระบบทุน นิยมแบบผู กขาด จําเปนตอ งพึง บริการสาธารณะ เช น 10

ราชบัณฑิตยสถาน.เรื่องเดิม.หนา 258-259

7


การขนสง การเคหะ และสิ่งอํานวยความรื่นรมยจากรัฐ การมุงแสวงหากําไรของ กลุ ม ทุ น ผู ร่ํ า รวยนํ า ไปสู ก ารใช อิ ท ธิ พ ลกํ า หนดนโยบายของรั ฐ ในด า นที่ ดิ น การขนส ง เช น การสรา งทางดว นไปสู ชานเมือ งทํ าใหส ามารถย ายที่อ ยูอ าศั ย ออกไปเขตชานเมือง ซึ่งมีราคาที่ดินและอัตราภาษีที่ต่ํากวา ในขณะเดียวกันก็ สามารถเขาถึงศูนยกลางมหานครไดโดยสะดวก คาสเตลล เสนอวา วิกฤตการณ ดานการคลังไมไดมีสาเหตุมาจากการที่รัฐตองใชงบประมาณจํานวนมากไปใน ดานบริการสาธารณะ การเพิ่มตําแหนงงานดานบริการสังคม และสวัสดิการสังคม ต า งๆ แต ม าจากการที่ ก ลุ ม ทุ น ผู ก ขาดไม ย อมให มี ก ารขึ้ น ภาษี เ พื่ อ ใช บ ริ ก าร สาธารณะ ทํ าให พื้ นที่ ที่ อ ยู อาศั ย ของคนจนในมหานครถูก ทิ้ ง และเสื่ อมโทรม ในขณะที่กลุมทุนมุงเนนดานที่มีความสําคัญตอพวกตน เชน การพัฒนาปรับปรุง พื้นที่ที่เปนศูนยธุรกิจของมหานครแทน ภาวการณเหลานี้นําไปสูความขัดแยง ระหวางฝายรัฐกับกลุมคนยากจน ที่แสดงออในรูปขบวนการทางสัง คมแบบเมือง (urban social movement) เพื่อแยงชิงอิทธิพลและการควบคุมพื้นที่ คาสเตลล ทํา นายว า กลุ มคนจนในมหานครจะเข าเปน พัน ธมิ ตรกับ ฝา ยแรงงานจนอาจ นํ า ไปสู ก ารปฏิ วั ติ เ ปลี่ ย นแปลงสั ง คมทุ น นิ ย มในที่ สุ ด แนวการวิ เ คราะห นี้ ถู ก วิจ ารณทั้ งในเชิง ทฤษฎี และเชิง ประจั กษ จนทํา ให ตอ งมี การปรับ เปลี่ย นกรอบ ความคิ ด เช น เลิ ก ล ม การใช ก รอบคิ ด แนวมาร ก เปลี่ ย นไปเน น ความสนใจ ขบวนการทางสังคมที่เปนกลางแทน อนึ่งใน คศ.1989 คาลเตลลไดเสนอผลงาน ชื่อ The Informational City ซึ่งชี้ใหเห็นวา การปฏิวัติดานเทคโนโลยีสารสนเทศ เปน พัฒ นาการใหม ที่สํ าคั ญของระบบการผลิต แบบทุ นนิ ยมและมี ผลตอ แบบ แผนการพัฒนาเมืองและภูมิภาค11 ถึงแมวาในแวดวงวิชาการสังคมวิทยาเมืองจะมีแนวคิดใหมเกิดขึ้นมาเพื่อ อธิบายปรากฏการณทางสังคมในเมือง แตทวายังเทียบไมไดกับอิทธิพลของสํานัก 11

ราชบัณฑิตยสถาน.เรื่องเดิม. หนา 260-261

8


คิ ด ชิ ค าโกที่ นั ก วิ ช าการหลายๆรุ น จนป จ จุ บั น ต า งกล า วและอ า งอิ ง ถึ ง เป น จํ า นวนมาก อย า งไรก็ ต ามแนวคิ ด ทฤษฎี ห ลากหลายที่ เ กิ ด ขึ้ น ถื อ ได ว า เป น พัฒนาการทางความคิดของสังคมวิทยาเมืองกระตุนใหเกิดงานวิจัยใหมๆอยาง กวางขวางทั้งภายในสาขาวิชาสังคมวิทยาเองและสาขาวิชาอื่นๆ แนวทางการศึกษาสังคมวิทยาเมือง การศึกษาสังคมเมืองภายใตขอบขายของวิชาสังคมวิทยาเมืองสามารถ ศึกษาไดหลากหลายรูปแบบขึ้นอยูกับคําถามหรือโจทยที่ผูศึกษาจะเลือกทําความ เขา ใจหรืออธิบายปรากฏการณทางสัง คมเมืองอยา งไร ซึ่ง อาจศึกษาได ทั้งใน ระดับจุลภาคและระดับมหภาค นักวิ ช าการหลายท านไดแสดงทั ศนะเกี่ยวกั บ การศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองไวดังนี้ ลี บี(Lee B) สรุปวานักสังคมวิทยาเมืองทําการศึกษาวิจัยในเรื่องตางๆ ดังนี้12 1. การมี คุ ณ ลั ก ษณะวั ฒ นธรรมเมื อ งในระดั บ บุ ค คล (Micro urbanism) เชนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสภาพของเมือง (ขนาด ความหนาแนน ) มีผลอยางไรตอพฤติกรรม คานิยมและคุณลักษณะเชิงจิตวิทยาของผูอาศัยอยูใน เมือง 2. คุณภาพชีวิตในเมือง (Quality of residential life) เชน การวัด คุณภาพชีวิต โดยศึกษาจากความคิดเห็นของบุคคลที่มีตอสภาพแวดลอม ที่พัก อาศัยในเมือง อาทิ สภาพการจราจร ความปลอดภัย สถานที่อยูอาศัยและการ ใหบริการขององคกรทองถิ่น

12

Lee.B. (1988).อางถึงใน วิไล วงศสืบชาติ. (2534).“สังคมวิทยาเมือง” ใน วารสารประชากรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ปที่ 7 ฉ.2 หนา4-5

9


3. คําถามเกี่ยวกับชุมชน (Community Question) เนนการศึกษา ความผูกพันที่ผูคนที่มีตอทองถิ่น ชุมชน เปนเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ ความเปนจริงที่ เกิดขึ้นรอบตัว มักวิจัยโดยเขาไปใกลชิดสังเกตตอวิถีชีวิตผูคนในชุมชน 4. โครงสร า งและการเปลี่ ย นแปลงโครงสร า งภายในเมื อ ง (Interurban structure and Change) เปนการศึกษาที่มุงเนนการพรรณนาและ การอธิบายถึงการจัดระเบียบองคกรแบบเมือง เชน การศึกษาถึงการกําหนดเขตที่ พักอาศั ย การลดจํ านวนลงของความหนาแนน (Density gradient) หรือ การ เปลี่ยนแปลงโครงสรางของชุมชน ยาน ตามกาลเวลา 5. การเจริญเติบโตของเมือง (Urban growth) และการกระจายตัว ใหม ของเมื อ ง (Urban redistribution) โดยที่ การเจริ ญเติ บโตของเมื อ งจะมุ ง พิจารณาที่ขนาดของเมืองแตละเมืองเปนหลักที่มีความเติบโต ขณะที่การกระจาย ตั ว ใหม ข องเมื อ งมุ ง ศึ ก ษาการเปลี่ ย นแปลงหรื อ การย า ยถิ่ น ของประชากร (Population Shifts) ทั้งภายในและระหวางอาณาเขตใหญ ซึ่งศึกษาไดในระดับ มหานคร ภาค และประเทศ 6. ระบบของเมือง (System of Cities) ทั้งในระดับภาค ชาติ และ โลกโดยศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ การกระทํ า หน า ที่ ที่ แ ตกต า งกั น ของเมื อ งแต ล ะเมื อ ง อั น ส ง ผลไปยั ง การที่ เ มื อ งเมื อ งหนึ่ ง มี อิ ท ธิ พ ลต อ เมื อ งอื่ น ๆ รวมทั้ ง ผลที่ มี ต อ ตําแหนงของเมืองในการจัดลําดับชั้นของเมือง (Urban hierarchy) 7. สถาบันตางๆของเมือง (Urban institutions) มุงศึกษาพฤติกรรม และโครงสรางของสถาบันเปนตัว แปรกหลัก เชน การศึกษาถึ งผลกระทบของ บรรษัทขามชาติที่มีตอการจัดระบบของเมือง เปนตน

10


วิลเลียม จี แฟรนเนแกน (William G.Flanagan) ไดแยกการศึกษาของ สังคมวิทยาเมืองโดยประมวลจากผลงานของนักสังคมวิทยาออกเปน 2 แนวทาง คือ13 1. การศึกษาสังคมเมืองเชิงวัฒนธรรม (Centralist approach) เปน การศึกษาสังคมเมืองโดยศึกษาชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรม ประสบการณชีวิต คานิยมของกลุมตางๆในนคร เชน แบบแผนการดําเนินชีวิตของชุมชนแออัด กลุม ชนชั้นสูง ชั้นกลาง และคนในอาชีพตางๆ ตลอดจนปญหาเด็กเรรอน โสเภณี ซึ่งจะ ทําใหเกิดความเขาใจในวิถีชีวิตตามทัศนะของผูถูก ศึกษา เห็นโลกทัศนมุมมอง ของคนในชุมชน (insiders View) ที่มีความแตกตางกันไปตามลักษณะเฉพาะ 2. การศึ ก ษาสั ง คมเมื อ งเชิ ง โครงสร า งสั ง คม (structuralist approach) เปนการศึกษาวิเคราะหโครงสรางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของ เมื อ ง เช น ป ญ หาโครงสร า งประชากร การต อ สู แ ข ง ขั น กั น ระหว า งกลุ ม ผลประโยชนตางๆ ในเมืองโดยเฉพาะ การเขาครอบครองพื้นที่ (Spatial unit) การตอสูแขงขันทางชนชั้น บทบาทของทุนนิยมที่เขามามีผลกระทบตอชีวิต สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะทําใหเกิดความเขาใจวาผูไดรับผลประโยชนจากการ เติบโตของเมืองวาเปนใคร ใครเปนผูมีอิทธิพลตอชีวิตของคนในเมืองไดมากที่สุด เปนตน จากแนวความคิดของนัก วิชาการทั้ง สองขางตน จะเห็นไดว า การศึกษา เมืองสามารถศึกษาไดหลายลักษณะขึ้นอยูกับมุมมอง วิธีคิดที่แตกตางกันออกไป อยา งไรก็ตามในทัศนะของผูเ ขียนมีความคิ ดเห็ นวา การศึ ก ษาเกี่ยวกับสั งคม วิทยาเมื องจากปรากฏการณทางสั งคมที่เกิ ดขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการ ปจจุบัน สรุปออกไดเปน 7 กระแสหลัก ดังนี้ 13

William G.Flanagan. (1995). อางถึงใน ปรีชา คุวินทรพนั ธุ. (2545). สังคมวิทยาและ มานุษยวิทยานคร. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. หนา 4-5

11


1.การศึกษาเมืองในมุมมองประวัติศาสตร (History Perspective) เปนการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตรความเปนมาของเมือง โดยศึกษาในแงของ การอุบัติขึ้น การดํารงอยู และการสูญสลายไปของเมือง ลักษณะสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของเมือง เชน การศึกษาสังคมเมืองยุคโบราณ เมืองในยุคอุตสาหกรรม ซึ่งจะทําใหทราบถึงปจจัยตางๆที่มีผลตอการเกิดเมือง พัฒนาการ และสามารถ นํามาเปรียบเทียบการพัฒนาระหวางเมือง เปนตน 2. การศึกษาเมืองในมุมมองนิเวศวิทยา (Ecological Perspective) เปนการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดลอมของเมืองที่มีผลกระทบตอชีวิตผูคนที่อาศัย อยูในเมือง หรืออาจกลาวไดวาเปนการศึกษาความสัมพันธระหวางพื้นที่ (space) กับความสัมพันธทางสังคมของคนเมือง เชน การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของยาน ที่มีผลกระทบตอรูปแบบความสัมพันธของคนในชุมชน การศึกษาการขยายตัว ของพื้นที่ทางเศรษฐกิจของเมืองกับเครือขายทางสังคมและเศรษฐกิจของเมือง การใชพื้นที่ของกลุมตางๆในเมือง เปนตน 3. การศึ ก ษาเมื อ งในมุ ม มองของกระบวนการกลายเป น เมื อ ง (Urbanization Perspective) เปนการศึกษาเกี่ยวกับการกลายเปนเมืองหรือ แหลงชุมชน โดยอาจศึกษาตัวแปรที่มีผลตอการกลายเปนเมือง ผลกระทบจาก การกลายเปนเมืองตอแบบแผนชีวิตผูคนในชุมชนชานเมือง ชนบท การศึกษาวิถี ชีวิตของผูยายถิ่นเขามาอยูในเมือง การศึกษาการกลายเปนเมืองเชิงเปรียบเทียบ เปนตน 4. การศึกษาเมืองในมุมมองของการจัดระเบียบทางสังคม (Social Organization Perspective) เปนการศึกษาความสัมพันธขององคกรทางสังคมใน เมือง การศึกษาเชิงสถาบันทางสังคม เชน ลักษณะครอบครัวในเมื อง แบบแผน ความสัมพันธระหวางคนในสังคมเมือง บทบาทของสถาบันทางสังคมในเมือง การ รวมกลุมคนเมือง ความรวมมือ ความขัดแยงของคนเมือง เปนตน

12


5. การศึกษาเมืองในมุมมองปญหาสังคมและนโยบายสังคมของ เมือง (Social Problem/ Social Policy Perspective) เปนการศึกษาสภาพ ปญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในเมือง รวมทั้งการศึกษาเกี่ยวกับนโยบาย มาตรการ ทางสังคมที่จะมีสวนชวยในการแกไขปญหาในเมือง เชน การศึกษาปญหาจราจร ปญหาการไลรื้อชุมชน ปญหาสภาพแวดลอม นโยบายขององคกรภาครัฐ เอกชน กับการแกไขปญหาและความตองการของคนเมือง เปนตน 6. การศึ ก ษาขบวนการทางสั ง คมในเมื อ ง (Urban Social movement Perspective) เปนการศึกษาเกี่ยวกับการรวมตัวเคลื่อนไหวของผูคน ที่ อ าศั ย อยู ใ นเมื อ งเพื่ อ ดํ า เนิ น กิ จ กรรมบางอย า งที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ ผลประโยชน สวนรวมหรือประเด็นสาธารณะ เชน การเรียกรองในสิทธิการอยูอาศัย การอนุรักษ ฟ น ฟู เ มื อ ง การก อ ตั ว รวมกลุ ม ของภาคประชาสั ง คม องค ก รพั ฒ นาเอกชน อาสมั ค ร เพื่ อ เคลื่ อ นไหวในประเด็ น สิ่ ง แวดล อ ม ความเท า เที ย มกั น ทางเพศ การเมือง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ฯ การสรางพื้นที่ทางสังคม วัฒนธรรม เพื่อแสดงอัตลักษณของกลุมคนตางๆในเมือง เปนตน 7. การศึกษาคุณลักษณะพิเศษของเมือง (Special feature of the city Perspective) เปนการศึกษาจุดเดนของเมืองหรือเอกลักษณของเมือง เชน การเป น เมื อ งแห ง เศรษฐกิ จ เมื อ งแห ง เทคโนโลยี เมื อ งแห ง การท อ งเที่ ย ว เมืองสีเขียว เมืองมหาวิทยาลัย เมืองแหงการอนุรักษพลังงาน เมืองแหงมรดกทาง วัฒนธรรม โดยศึกษาปจจัยที่เปนตัวแปรใหเกิดคุณลักษณะดังกลาว ผลกระทบที่ เกิดขึ้นกับผูคนในสังคม เปนตน

13


ความสําคัญของการศึกษาสังคมวิทยาเมือง เปาประสงคประการสําคัญของศาสตร คือ การนําความรูในแตละสาขาไป ประยุกตใชเพื่อเปนประโยชนตอการนําพาสังคมไปสูความกาวหนา เชนเดียวกัน การศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองที่มุงกอใหเกิดการทําความเขาใจชีวิตทางสังคม ของผูคนในเมืองดวยการพรรณนา การอธิบายใหเขาใจถึงปรากฏการณรวมไปถึง ความสามารถที่จะทํานาย ควบคุมปรากฏการณใหเปนไปในทิศทางที่พึ่งประสงค ตอการพัฒนาเมือง โดยความสําคัญของการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง มีดังนี้ 1. การศึกษาสังคมวิทยาเมือง : ความสําคัญตอปจเจกบุคคล แนนอนที่สุดสําหรับผูที่ศึกษาวิชาสังคมวิทยา และสังคมวิทยาเมือง นอกจากจะชวยใหเขาใจตัวเราเองแลว ยังทําใหเขาใจชีวิต ทางสังคมของผูคนใน เมื องซึ่ งเกิ ดขึ้ น จากการเรี ยนรู ตามแนวคิ ด ทฤษฎี นอกจากนี้ ยั งสามารถที่ จ ะ ประยุกตใชความรูดานการวิจัยทางสังคม การใชแนวคิด ทฤษฎี ทัศนะเชิงสังคม วิธีการตางๆสําหรับการวิพากษ วิจารณ หรือการใหคําปรึกษาชวยเหลือแกปจเจก บุคคล กลุม ชุมชน ไปจนถึงองคกรขนาดใหญในการที่จะชวยแกปญหาทางสังคม หรือวางแผนเชิงนโยบายทั้งระดับจุลภาคและมหาภาค และยิ่งไปกวานั้นคือ การ เปนผูนําการเปลี่ยนแปลงในการดําเนินโครงการ ประเมินประสิทธิผลในการบรรลุ วัตถุประสงคของโครงการได 2. การศึกษาสังคมวิทยาเมืองในฐานะพลังการแกไ ขปญหาสังคม เมือง 2.1 การเผยใหเห็นขอเท็จจริงทางสังคม การศึ กษาทางสั งคมวิ ทยาเมืองมุงนํา เสนอขอเท็จจริ งทาง สังคมภายใตหลักวิธีการทางวิทยาศาสตร นั่นหมายความวา การที่นักสังคมวิทยา เมืองไดตั้งตนอยูบนจรรยาบรรณของการสืบคนคําตอบของปรากฏการณที่ตั้งอยู บนการปลอดคานิย ม (Value-free sociology) หรือปราศจากอคติ (Bias)เอน 14


เอียงเขาขางฝายใดฝายหนึ่ง ซึ่งผลการศึกษาที่ไดจะเปนพื้นฐานในการทําความ เขาใจปรากฏการณทางสั งคมของเมือ ง ดังปรากฏใหเห็นจากการที่หนวยงาน ต า งๆ ได นํ า ข อ มู ล เกี่ ย วกั บ การศึ ก ษาทางสั ง คมวิ ท ยาเมื อ งมาใช เ ป น เหตุ ผ ล ประกอบการตั ด สิ น ใจกํ า หนดนโยบายการวางแผนพั ฒ นาเมื อ ง เช น การ กําหนดการวางแผนชุมชนเมืองแบบมีสวนรวม การแกไขปญหาคุณภาพชีวิตของ คนเมือง เปนตน 2.2 วางแผนพัฒนาสังคมเมืองอยางเขาใจ การศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองจะชวยใหผูที่เกี่ยวของกําหนด นโยบายการพัฒนาเมือง รับทราบและมีความเขาใจอยางลึกซึ้งเกี่ยวกับบริบททาง สังคมโดยองครวม และสามารถพิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหวางสิ่งที่จะพัฒนา กับองคประกอบในสวนตางๆได ตระหนักถึงความจําเปนในการพัฒนา เชน การ เกิดปญหาการไลรื้อชุมชนเมืองโดยรัฐ ซึ่งกอใหเกิดการตอตา นจากคนในพื้นที่ เมื่อนักสังคมวิทยาเมืองเขาไปศึกษาและไดขอคนพบสรุปเสนอตอหนวยงานที่ เกี่ยวของ จะนําไปสูการทําความเขาใจในวิถีชีวิต ภูมิหลังความเปนมา ลักษณะ ทางสังคม เศรษฐกิจของชุมชนจากภาครัฐ และมีกระบวนการแกไขปญหาดวย วิธีการที่สรางความพึงพอใจ จากทั้ง 2 ฝายดวยการจัดทําประชาพิจารณ การเปด โอกาสใหคนในชุมชนมีสวนรวมแสดงความคิดเห็น และกําหนดแนวทางแกไข ปญหารวมกัน เปนตน 2.3 ทฤษฎี ท างสั ง คมวิ ท ยาเมื อ งกั บ ความสํ า คั ญ ต อ การ กําหนดนโยบายพัฒนาเมือง ทฤษฎีทางสังคมวิทยาเมืองสามารถนําไปใชไปกรอบขายใน การวางแผนและกําหนดนโยบายการพัฒนาและแกไขปญหาสังคมได เชน การนํา แนวคิดวิถีชีวิตแบบเมืองและความสัมพันธของคนเมืองไปศึกษาการเปลี่ยนแปลง

15


ชีวิตของผูคนในยานถนนขาวสาร กรุงเทพมหานคร14 พบวาผลจากการเปนแหลง ธุรกิจทองเที่ยวที่ขยายตัวมากขึ้นสงผลใหการแขงขันสูงขึ้นไดทําใหความสั มพันธ ของผู คนที่ คาขายในพื้นที่ เปลี่ ยนไปเป นแบบหางเหิน และมุงเน น ผลประโยชน เพิ่มขึ้น ทําใหเห็นขอเสนอแนะเชิงนโยบายวาหนวยงานภาครัฐหรือประชาคมใน พื้ น ที่ ค วรแก ไ ขป ญ หาดั ง กล า วด ว ยการจั ด กิ จ กรรมที่ เ สริ ม สร า งกระชั บ ความสั ม พั นธ อั น ดี ข องคนในพื้ น ที่ เช น การจั ด ตั้ ง ชมรมผู ค า การประชุ ม ของ ประชาคมผูคาเพื่อหาแนวทางการพัฒนาพื้นที่รวมกัน การจัดกิจกรรมกลุมรวมใน เทศกาลสําคัญ หรือกรณีการศึกษาเกี่ยวกับปญหาคนไรบานในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ไดนําไปสูการปรับทัศนคติในการมองกลุมคนไรบานใหมจากภาครัฐ รวมทั้งมี มาตรการแกไขปญหา เชน การจัดใหมีบานพักชั่วคราวเปนที่พักพิง เปนตน 2.4 ความสํ าคัญของการวิจัยทางสังคมวิทยาเมืองกับการ พัฒนาสังคม การวิจัยทางสังคมวิทยาเมืองเปนการนําเสนอขอมูลพื้นฐานที่ จําเปนสําหรับการพัฒนา ดังนั้นกอนการพัฒนาตามโครงการใดๆ จําเปนตองมี การศึกษาวิ จัยเพื่ อแสวงหาขอมูล เบื้องตนของหนวยงานนั้นๆ เชน การพัฒนา ชุม ชนจํ า เปน ต องมี ก ารสํ า รวจขอ มู ล เกี่ ย วกับ ลั กษณะทางกายภาพประชากร ประวั ติ ศ าสตร ขนบธรรมเนี ยม ประเพณี วั ฒ นธรรม วิ ถี ชี วิ ตของคนในชุ ม ชน เปนตน เพื่อกําหนดแนวนโยบายสอดคลองกับบริบททางสังคม ความตองการ ของคนในพื้ น ที่ นอกจากนี้ ใ นระหว า งการปฏิ บั ติ ง านในระหว า งการดํ า เนิ น โครงการอาจมีปจจัยแทรกซอนที่มิไดคาดคิดมากอน ซึ่งมีผลตอการพัฒนานั้น การศึ ก ษาวิ จั ย ทางสั ง คมจึ ง มี บ ทบาทสํ า คั ญต อ การศึ ก ษาสํ า รวจผลของการ ปฏิ บั ติ ง านในระหว า งการดํ า เนิ น ของโครงการพั ฒ นา เพื่ อ เป น ข อ มู ล ในการ 14

โฉมสุดา สาระปญญา. (2547). ถนนขาวสารในมุมมองของพอคาแมคา. วิทยานิพนธ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 149-150

16


ปรับปรุงแกไขการดําเนินงานไปอยางมีประสิทธิภาพและบรรลุเปาหมายที่กําหนด ไว รวมทั้งยังเปนกลไกของการประเมินผลเมื่อโครงการพัฒนาเสร็จสิ้นลง ซึ่งจะ ชวยวิเคราะหถึงปญหาและแนวทางที่จ ะปรับปรุงแก ไขการพัฒนาในโครงการ ตอไป15 แนวโนมประเด็นการศึกษาทางสังคมวิทยาเมือง แนวโนม การศึกษาทางสัง คมวิทยาเมืองในอนาคตมี ประเด็น ที่นาสนใจ ด ว ยกั น หลายกระแสซึ่ ง เกิ ด ขึ้ น จากป จ จั ย หลายด า นประกอบกั น เช น การ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การปรากฏตัวขึ้นของปญหาทางสังคมใน รู ป แบบใหม ๆ ความสนใจในหมู นั ก วิ ช าการทั้ ง ในและต า งประเทศ รวมทั้ ง นโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งสรุปพอใหเห็นโดยสังเขป ดังนี้ 1. ความขั ด แย ง และความรุ น แรงในเมื อ ง เนื่ อ งจากเมื อ งเป น ศูนยกลางของการบริหารเปนที่รวมของหนวยงานสําคัญ พื้นที่เมืองจึงกลายเปน พื้นที่เรียกรองทางการเมืองอยางหลีกเลี่ยงไมไดสําหรับการเคลื่อนไหวเรียกรอง รวมตัวกันของกลุมผูคนหลากหลายที่ไมพึงพอใจกับดําเนินนโยบายทั้งของภาครัฐ และเอกชน ปรากฏการณที่มักพบเห็นอยูเสมอ เชน การประทวง ชุมนุมของกลุม ตางๆไปจนกระทั่งการกอการราย ซึ่งบางกรณีไดนําไปสูการใชความรุนแรงใน หลายรูปแบบ 2. ปญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมของเมือง ประเด็นนี้เปนปรากฏการณ ที่ไดรับ การกล าวถึงจากทุกประเทศในโลกและจะเปนประเด็น ที่สําคัญๆอยา ง ต อ เนื่ อ ง ซึ่ ง เป น ผลมาจากการพั ฒ นาที่ ส ง ผลกระทบต อ สภาพแวดล อ มและ กลายเปนปญหาที่ทุกคนตองรับผิดชอบรวมกัน โดยเฉพาะอยางยิ่งในเมืองซึ่งเปน 15

วัชรา คลายนาทร. (2544). สังคมศาสตรเบื้องตน. คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร สถาบันราชภัฏบานสมเด็จเจาพระยา. หนา 195-196

17


ตัวกอการปญหาสิ่งแวดล อมมากกวาเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น เชน ปญหา การจราจร ขยะ น้ําเสีย อากาศเปนพิษ นักสังคมวิทยาในฐานะวิศวะกรทางสังคม จะมีวิ ธีการแกไขอยางไรบา งที่จะชวยลดระดั บวิกฤตปญหาสิ่งแวดลอ มใหักั บ สังคมเมือง 3. การศึก ษาเชิงเครื อขาย เป นประเด็นที่ นักสังคมวิท ยาให ความ สนใจ เครือขายทางสังคม หรือกลาวอีกนัยหนึ่งคือทุนทางสังคม ที่สามารถนํามา สนับสนุนการดําเนินการบางอยางใหบรรลุเปาหมายได การศึกษาเครือขายทาง สัง คมในเมื อ งศึ กษาสามารถศึก ษาได ใ นหนว ยทางสั งคมหลายๆรู ปแบบ เช น เครือขายของกลุมผูประกอบการคา เครือขายของกลุมวัยรุน เครือขายของผูยาย ถิ่น เครือขายของกลุมชาติพันธุ ไปจนถึงเครือขายของเมืองในระดับที่สูงขึ้นทั้ง เครือ ข ายเมือ งภายในประเทศ ระหวา งประเทศ ภู มิภ าค (ประชาคมอาเซี ย น ประชาคมยุโรป) ซึ่งมักจะเกี่ยวโยงกับรัฐโดยมีประเด็นทางดานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเปนหลักในการสรางความเชื่อมโยงตอกัน 4. ผูหญิงกับเมือง จากระบบคิดชายเปนใหญ (patriarchy)ไดทําให เกิ ด การตอบโต ด ว ยอุ ด มการณ ร ะบบคิ ด ที่ มี ห ญิ ง เป น หลั ก บ า ง (matriarchy) กระแสแนวคิดดังกลาวกอตัวมาตั้งแตทศวรรษที่ 1980 และถูกพัฒนามาอยาง ตอเนื่อง ประเด็นที่เกี่ยวของการศึกษาผูหญิงกับเมืองที่นาสนใจ เชน ผูหญิงกับ การเปนผูนําทางการเมืองและครอบครัวในเมือง ผูหญิงโสด การใชความรุนแรง กับผูหญิง ผูหญิงกับการวางแผน ผูหญิงกับศิลปวัฒนธรรม และผูหญิงกับการ เคลื่อนไหวทางสังคม เปนตน 5. ขบวน การอนุ รั ก ษ ม รดกทางวั ฒ นธ รรมของเมื อ ง เป น ปรากฏการณที่นักวิชาการหลายสาขาทั้งนักบริหาร นักสถาปตยกรรม นักวางผัง เมือง รวมทั้งนักสังคมวิทยาเมืองใหความสนใจ ในเมืองที่ยังหลงเหลือคุณคาของ มรดกทางวัฒนธรรม ทั้งที่เปนนามธรรม เชน ความเชื่อ คานิยม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และรู ป ธรรมอย า ง อาคารสถาป ต ยกรรมหรื อ แหล ง โบราณคดี 18


ปรากฏการณที่เกิดขึ้นใหไดจากการกอตัวของกลุมตางๆที่ทํางานในประเด็นนี้ เชน กลุมคนรักษวัง กลุมคนฮักเมืองนาน ชมรมฝงธนบุรี สหกรณฟนฟูเมืองเกา หรือ องคกรระหวางประเทศอยางอิโคโมส ซึ่งสมาชิกของขบวนเหลาจะประกอบดวย คนในพื้นที่ เครือขายนักวิชาการ ผูที่สนใจ เคลื่อนไหว รณรงคเพื่อใหเกิดความ ตระนักในคุณคา ความสําคัญของมรดกทางวัฒนธรรม การพลิกฟนคืนชีวิตที่นา อยูใหกับคนในพื้นที่ภายใตหลักการมีสวนรวมจากทุกฝาย และมักเกี่ยวโยงกับ ประเด็นผลประโยชนดานการทองเที่ยวในบางกรณี 6. เทคโนโลยีสารสนเทศกับเมือง เทคโนโลยีมีอิทธิพลตอวิถีชีวิต ของผูคนในเมือง ซึ่งสามารถที่จะทําใหเกิดผลทั้งในเชิงลบและบวกตอคนเมืองได ในเชิงลบมักพบเห็นการนําเทคโนโลยีไปใชในทางที่ไมพึงประสงค เชน การผลิต สื่อลามก สินคาละเมิดลิขสิทธิ์ทางปญญา ปรากฏการณ เด็กติดเกมส ซึ่งนําไปสู ปญหาทางสังคมในที่สุด ขณะเดียวกันเทคโนโลยีสามารถกอใหเกิดเปนพลังใน การดําเนินกิจกรรมทางสังคมบางอยางได เชนเรามักพบเห็นชุมชนออนไลน ที่ รวมตัวกันทําประโยชนตอสังคม หรือชุมชนออนไลนที่เปนพื้นที่ทางสังคมของคน เมือง เชน กลุมFACEBOOK กลุมTWITTER กลุมอนุรักษสิ่งแวดลอม กลุมชุมชน ออนไลนของชาวสีมวง เปนตน 7. วิ ถีชีวิต คนเมื องยั งเปน ประเด็นที่นั กสัง คมวิท ยาเมื องให ความ สนใจศึก ษา โดยเฉพาะในป จจุ บันที่ มีการศึก ษากลุม หลากหลายมากขึ้น เช น ผูสูง อายุ คนไร บาน เด็ กขา งถนน กลุม อาชี พต างๆ แท็ กซี่ มอเตอรไซครับ จา ง กระเปารถเมล หาบแรแผลงลอย ชีวิตของคนกลางคืน กลุมวัยรุน อาทิ กลุมนัก เตนฮิป พอบ แกรฟฟตี้ นักดนตรีเปด หมวก แกงคซิ่ งจักรยานยนต ฯ รวมไปถึ ง การศึก ษาเกี่ ย วกั บ วิ ถีชี วิ ตดั้ ง เดิม ท ามกลางความเปลี่ ย นแปลงของเมื อ ง เช น การศึกษาชีวิตชาวสวนในชานเมือง กลุมชาติพันธุตางๆในชุมชน เปนตน

19


8. เมื องในอนาคต เป นการแสวงหารูปแบบของเมือ งอุดมคติ ซึ่ ง ผูคนในเมืองตางคาดหวังตอการดํารงชีวิตภายใตความสมดุล โดยปรากฏใหเห็น จากแนวคิดทฤษฎีใหมๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อจะเปนกรอบใหนําไปประยุกตใชเพื่อการ พัฒ นาเมื องไปสู จุ ด มุง หมายดั ง กลา ว เช น การพั ฒ นาแบบยั่ ง ยืน เมื อ งน า อยู เมืองสีเขียว การใชชีวิตแบบไมเรงรีบ การมีสวนรวมรับผิดชอบตอสังคม เปนตน นักสังคมวิทยาจะมีบทบาทอยางไรในการขับเคลื่อนหรือสรางแนวคิดใหมๆขึ้นมา เพื่อนําพาสังคมเมืองไปสูจุดมุงหมายดังกลาว บทสรุป สังคมวิทยาเมืองเปนวิชาที่วาดวยการศึกษาความสัมพันธทางสังคมและ โครงสรางทางสังคมในเมือง ประวัติความเปนมาของวิชามีขึ้นพรอมๆกับการเกิด ของสาขาสั ง คมวิ ท ยา แต เ ป น ที่ รั บ รู กั น ว า สํ า นั ก คิ ด ทางสั ง คมวิ ท ยาชิ ค าโก เปนสํานักคิดที่ไดรับการยอมรับจากแวดวงวิชาการวาเปนผูบุกเบิกการศึกษาทาง สังคมวิทยาเมืองโดยใชบริบทของมหานครชิคาโกเปนสนามศึกษา ซึ่งไดพัฒนา แนวคิดทฤษฎี ตลอดจนพัฒนาระเบียบวิธีวิจัยที่นักสังคมวิทยารุนตอๆมาถือเปน แบบอยาง การศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองสามารถพินิจศึกษาไดหลากหลายแนวทาง ขึ้นอยูกับ มุมมอง และคําถามผู ศึกษา โดยแนวการศึกษาที่ป รากฏให เห็น จาก งานวิจัยในปจจุบัน แบงออกเปน 7 กระแสหลัก คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร นิเวศวิทยา กระบวนการกลายเปนเมือง การจัดระเบียบทางสังคม ปญหาสังคม และนโยบายทางสังคมของเมือง ขบวนการทางสังคมในเมือ ง และคุณลักษณะ พิเศษของเมือง ความสําคัญของการศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองนอกจากจะเปน ประโยชนโดยตรงกับ ผูที่ศึกษาทั้งในแงการไดมาซึ่งความรู ทัศนะเชิงวิพากษ และ การเปนผูวางแผนหรือใหคําปรึกษา รวมทั้งผูนําการเปลี่ยนแปลงแลว สังคมวิทยา 20


เมืองยังมุงที่จะแกไขพัฒนาสังคมดวยการเผยใหเห็นขอเท็จจริงทางสังคมเพื่อนํา ขอมูลไปใชในการวางแผนพัฒนาสังคมเมืองอยางเขาใจ โดยอาศัยกรอบแนวคิด ทฤษฎี การวิจัยเปนองคประกอบสําคัญ แนวโนมของการศึกษาทางสังคมวิทยาเมืองในอนาคตมีประเด็นที่นาสนใจ เชน ความขัดแยงและความรุนแรงในเมือง ปญหาสิ่ งแวดลอมเมือง การศึกษา เมืองดวยแนวคิดเครือขายทางสังคม ผูหญิงกับเมือง ขบวนการอนุรักษมรดกทาง วัฒนธรรมของเมือง เทคโนโลยีสารสนเทศกับเมือง วิถีชีวิตที่หลากหลายของกลุม คนในเมือง และการแสวงหารูปแบบของเมืองอันเปนอุดมคติในอนาคต

21


บทที่ 2 เมืองและกระบวนการกลายเปนเมือง ปรากฏการณที่เรียกวา “เมือง” ไดเกิดขึ้นมานานแลวนับตั้งแตมนุษยไม เรรอนตั้งถิ่นฐานอยูกับที่เปนชุมชนและไดสรางการจัดระเบียบทางสังคมที่มีความ ซับซอน ณ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง สิ่งที่แสดงใหเห็นเดนชัด คือ ความหนาแนนของผูคน ที่ ม าใช ชี วิ ต อยู ร ว มกั น ในพื้ น ที่ นั้ น ความหลากหลายของกิ จ กรรมทางสั ง คม ลั ก ษณะทางกายภาพที่ พิ เ ศษไม เ หมื อ นกั บ พื้ น ที่ อื่ น เช น ความยิ่ ง ใหญ ข อง สถาปตยกรรม อาคารบานเรือน หรือความแออัดเบียดเสียดของชุมชน เสนทาง คมนาคมที่เชื่อมโยงกันทั่วถึง โดยการเกิดของเมืองแตละแหงมีปจจัยที่แตกตาง กันซึ่งทําให เมืองมีเอกลักษณตางกันไปดวย นอกจากนี้ เมืองยังมี ลักษณะทาง สังคมที่ผิดแผกไปจากสังคมอื่นๆ เนื่องจากมีการกําหนดชุดของกติกาที่ใชในการ ดํารงชีวิตที่เฉพาะเจาะจงเพื่อสามารถที่จะทําใหเมืองดํารงอยูไดอยางมีระเบียบ ความหมายของเมืองและกระบวนการกลายเปนเมือง ความหมายของเมือง นักวิชาการหลายไดใหนิยามเมืองไวในมุมมองตางๆ ดังนี้ พีเอม เฮาวเซอร (P.M.Hauser) กลาววา การที่จะเกิดหรือพัฒนาเมืองได นั้ น ต อ งประกอบไปด ว ยประชากรที่ เ กิ ด จากการรวมเข า เป น กลุ ม ก อ น (agglomeration) การควบคุมสภาพแวดลอมทางธรรมชาติของมนุษย การพัฒนา เทคโนโลยี และการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อใหเกิดความเปนระเบียบเรียบรอย ไมมีความเหลื่อมล้ําหรือมีความขัดแยงกัน16 16

P.M.Hauser. (1965). อางถึงในสมศักดิ์ ศรีสนั ติสุข. (2536). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรม : แนวการศึกษา และวิเคราะห. ขอนแกน : ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตรและ สังคมศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน. หนา 113

22


เอดวิน เอม และ จูดิท กรีนิช กูด (Edwin Eames and Judith Granich Goode) อธิบายวา เมืองสามารถพิจารณาไดใน 2 แงมุม แงมุมแรก คือ ในเชิง รูปแบบ (form) ไดแก โครงสรางทางประชากร รู ปแบบสถาปตยกรรม การแบง สวนการตั้งถิ่นฐาน (Settlement Zones) เปนตน แงมุมที่สอง คือ ในเชิงการหนาที่ (function) ได แก การดํา เนิ นกิ จกรรมทางเศรษฐกิจ การเมือ ง การศึ กษา และ การพักผอนหยอนใจ เปนตน17 ประจักษ ศกุนตะลักษณ อธิบายวา เมือง คือแหลงรวมตัวทางกายภาพ ของบรรดาถนนหนทาง และบ านเรือ นที่ อยู อาศั ย หรื อเป นศู นย กลางของการ แลกเปลี่ยนการคาและการพาณิชยหรือแหลงรวมของอารยธรรมและความคิด ต า งๆ วั ฒ นธรรม ศิ ล ปะและเทคนิ ค วิ ท ยากร ลั ก ษณะที่ เ ด น ชั ด ของเมื อ งซึ่ ง แตกตางไปจากชนบท คือ ขอเท็จจริงที่วางานสวนใหญในเขตเมืองจะไมเกี่ยวของ กับพื้นดิน หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง ประชากรของเมืองไมใชผูผลิตอาหารเปนหลัก18 วิไล วงศสืบชาติ อธิบายวา เมือง หมายถึงการตั้งถิ่นฐานถาวรขนาดใหญ ที่ประกอบดวยสิ่งปลูกสรางถาวร เชน อาคารบานเรือน มีสิ่งอํานวยความสะดวก ดานการสาธารณูปโภค เชน ประปา ไฟฟา และถนน เปนตน เมืองจะเปนที่อยู อาศัย ของพลเมื องจํ านวนมาก มี ความหนาแน น ของประชากรอยูใ นระดับ สู ง ประชากรของแต ล ะเมือ งจะประกอบดว ยคนตา งเพศ ต างวั ย ต างสถานภาพ อาชีพมาตรฐานของประชากรจะไมใชอาชีพเกษตรกรรม เมืองยังมีระบบบริหาร และการปกครองเปนของตนเอง ลักษณะเดนชัดประการหนึ่งที่สําคัญ คือ เมือง

Edwin Eames and Judith Granich Goode. (1977). อางถึงในปรีชา คุวินทรพันธุ. (2545). เรื่องเดิม.หนา 14 18 ประจักษ ศกุนตะลักษณ. (2531). เศรษฐศาสตรการเมือง. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. หนา 6-7 17

23


จะตองประกอบดวยองคกรทางสังคมตางๆมากมาย นอกจากนี้เมืองยังเปนศูนย รวมของขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมอีกดวย19 พรอัมรินทร พรหมเกิด อธิบายวา เมืองตองมีประชากรเปนองคประกอบ พื้นฐาน มีความหลากหลายดานการประกอบอาชีพ และลักษณะการประกอบ อาชีพ นี้จ ะมี การพึ่ งพาอาศั ยกั น เมื องยั งมี สิ่ง กอ สร างที่แ ตกตา งไปจากชนบท รวมทั้งมีการสรางกฎเกณฑการดําเนินชีวิตอยางใหมที่ตางจากชนบท และมีการ ยอมรับกฎเกณฑระหวางกลุมคนที่มาอยูรวมกัน รวมทั้งมีองคกรทางสังคมตางๆ มากมาย20 จากนิยามขางตนสามารถที่จะสรุปไดวาเมืองมีองคประกอบที่สําคัญ ดังนี้ 1. ลั ก ษณะทางกายภาพ (Physical) เช น สิ่ งปลู ก สร างที่ มี ข นาด แตกตางกัน มีสิ่งอํานวยความสะดวก (Facilities) สาธารณูปโภค เชน ประปา ไฟฟา โครงขายถนนครบครัน 2. ลั กษณะทางประชากร (Population) มี อยู ด วยกัน หลากหลาย กลุมและกระจุกตัวอยูอยางหนาแนน 3. องคกรทางสังคม (Social Organ) หลากหลายรูปแบบ ซึ่งสราง ระเบียบทางสังคม (Social Order) เชน ระบบการปกครอง กฎเกณฑ คานิยม ความเชื่อ ที่ยอมรับรวมกันระหวางกลุมคนที่มาอยูในพื้นที่เมือง 4. ลัก ษณะทางอาชีพ (Occupation) มีค วามเฉพาะทาง ชํานาญ พิเศษ (specialization) แตละอาชีพตองพึ่งพิงกัน (dependent)

19

วิไล วงศสืบชาติ. (2535). การจําแนกความแตกตางระหวางเมือง : การศึกษาเปรียบเทียบ กรณีประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยประชากรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. หนา 6 20 พรอัมรินทร พรหมเกิด. (2539).สังคมวิทยาเมือง. ขอนแกน : ภาควิชาสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน. หนา 4

24


5. เปนแหลงรวมของเทคนิควิทยาการ อารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี จากองคประกอบของเมืองขางตน เราสามารถที่จะพอเห็นจุดรวมที่เปน พื้ น ฐานสํ า คั ญ ของการนิ ย ามคํ า ว า เมื อ งได ว า เป น พื้ น ที่ ที่ มี ค วามหนาแน น (Density) จากการกระจุกตัวของกลุมผูคนที่มีความหลากหลาย (Diversity) ผูคน เหลานี้ตางมีกิจกรรมเคลื่อนไหวปฏิสัมพันธ (Social Interaction) อยูตลอดเวลา ทําใหเมืองมีความเปนพลวัต (Dynamic) อยูเสมอ นอกจากนี้ภายในเมืองเปน พื้นที่ที่มีการจําแนกความแตกตาง (differentiation) ระหวางบุคคล ระหวางกลุม ตัวอยางที่เห็นไดชัดเจน คือ การมีอาชีพที่เฉพาะเจาะจงเนื่องจากการแบงงานกัน ทํา ซึ่งการจําแนกความแตกตางนี้ ทําใหผูคนในเมืองตอง พึ่งพาอาซึ่งกันและกัน สงผลใหเกิดการสรางระเบียบทางสังคมที่เปนลักษณะเฉพาะขึ้นเพื่อนํามาใชเปน ขอตกลงในการดํารงชีวิตรวมกัน อยางไรก็ตามขางตนเปนการฉายภาพใหเห็นเมืองในเชิงแนวคิด เพื่อใหเห็น ภาพที่เปนรูปธรรม จึงขอหยิบยกการนิยามเมืองที่มีความชัดเจนจากงานศึกษา ของโสภาคย ผาสุ ก นิ รั น ดร 21 ที่ ไ ด ศึ ก ษาการกํ า หนดนิ ย ามเมื อ งในสั ง คมไทย โดยอาศัยกรอบแนวคิดทางภูมิศาสตร และมนุษยนิเวศน ซึ่งไดสรุปลักษณะเมือง สังคมไทยไว 12 ประการ ดังนี้ 1. เมืองเปนบริเวณของการตั้งถิ่นฐานที่สามารถสัง เกตเห็นการใช พื้นที่ดินแบงออกไดเปนสองสวน คือ สวนที่เปนตัวเมือง (เปนบริเวณที่อยูภายใน พื้นที่เขตเมืองตรงบริเวณที่เปนยานชุมชนหนาแนนมากที่สุด ) และสวนที่เปนพื้นที่ เขตเมือง (เปนบริเวณพื้นที่ตอเนื่องอยูกับบริเวณที่โลงวางเปลาภายนอกเมือง) สองพื้นที่ดังกลาวเปนองคประกอบรวมกันของถิ่นฐานที่เรียกวาเมือง โสภาคย ผาสุกนิรันดร. (2536). การศึกษาเพื่อกําหนดนิยามเมืองในประเทศไทย. ปริญญาพัฒนบริหารศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต (การบริหารการพัฒนา) คณะรัฐประศาสนศาสตร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร.หนา 103-107

21

25


2. เสนทางสัญจร (ถนน ตรอก ซอย และทางเทา หรือหมายถึงคลอง ในบางกรณี) เปนส วนประกอบสําคั ญในสิ่ง แวดลอ มที่ม นุษย ประดิษ ฐขึ้น เพื่ อ ดัดแปลงใหลักษณะทางภูมิศาสตรของพื้นที่สามารถรองรับการประกอบกิจกรรม ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวของเมือง ทําใหสังเกตเห็นพื้นที่เขตเมืองมีการกระจายตัว ไปตามทิศทางของเสนทางสัญจร 3. ลั ก ษณะของความเป น เมื อ งสั ง เกตเห็ น ได ชั ด เจนในบริ เ วณที่ เรีย กว าตั วเมือ ง ซึ่ง เป นย านชุม ชนหนาแนน มี องคป ระกอบที่ สํา คัญ คื อ ยา น การคาปลีก ตลาดสด และยานสถานที่ราชการ พื้นที่สองสวนนี้เปนองคประกอบที่ เรียกวา ตัวเมือง 4. ยานการคาปลีก ตลาดสดในบริเวณตัวเมืองมีกิจกรรมของการใช พื้นที่ซึ่งสังเกตเห็นไดชัดเจน 4 ประการ คือ มีการจําหนายสินคาปลีกเปนสวน ใหญ มีความหลากหลายของกิจการรานคาและสถานที่ใหบริการมากเกิน กวา 10 ประเภทขึ้ น ไป โดยไม ซ้ํ าชนิ ดกั น มี ส าขาของธนาคารพาณิ ชย ต างๆ ตั้ ง อยู ใ น บริเวณใกลเคียงกัน และมีตลาดนัดขายผลิตผลการเกษตรในชวงเชาและตลาด นัดขายอาหารสําเร็จรูปในชวงเย็นถึงค่ํา 5. ย านสถานที่ ราชการในบริ เวณตั ว เมื อง เป นบริเ วณของหน ว ย ราชการเฉพาะประเภทที่ ใ ห บ ริ ก ารแก ป ระชาชนโดยตรง ส ว นใหญ สั ง กั ด ใน กระทรวงมหาดไทย เชน ที่วาการอําเภอ สวนในสังกัดอื่นๆ ไดแก ที่ทําการของ ศาล และสํานักงานสรรพากร สําหรับบริเวณของหนวยราชการอื่นที่ไมมีการติดตอ กับประชาชนโดยตรง เชน สถานีวิจัยพืช สถานที่ตรวจอากาศ คายทหาร มักตั้งอยู โดดเดี่ยวหางไกลจากยานชุมชน 6. บริเ วณตั วเมื อง มีลั กษณะทางกายภาพที่ เห็น ไดชั ดเจน คื อ มี ความหนาแน นของอาคารสิ่งปลูกสรางสูง ซึ่งปลูกสรางดวยวัสดุ ที่คงทนถาวร ระยะหางระหวางอาคารโดยเฉลี่ยอยูใ นชวงต่ํากวา 50 เมตร มีเสนทางสัญจร สาธารณะที่ไดมาตรฐานใชงานปลอดภัยในฤดูฝน มีโคมไฟฟาสาธารณะใหความ 26


สวางแกพื้นที่เปนบริเวณตอเนื่อง และมีความหลากหลายของกิจการรานคาและ การใหบริการรวมตัวกันแลวไมต่ํากวา 9 ประเภท ซึ่งเปนกิจกรรมนอกภาคเกษตร ทั้งหมด เชน ธนาคารพาณิชย คลินิกแพทย รานขายยา รานอาหาร รานเสริมสวย ตัด เสื้ อ โชวรู มรถประเภทต า งๆ ร านขายเครื่ องไฟฟ า ร านถ ายรู ป สํา นั กงาน ทองเที่ยว โรงแรม สํานักงานประกันภัย ฯ เปนตน 7. บริเวณพื้นที่เขตเมือง มีลักษณะทางกายภาพที่สังเกตเห็นชัดเจน คือ ความหนาแนของอาคารสิ่งปลูกสรางมีระยะหางระหวางกันอยูในชวงตั้งแต 50 – 200 เมตร ปลูกสรางดวยวัสดุที่คงทนถาวร และไมคงทนถาวร มีโคมไฟฟาให ความสวางเฉพาะตามเสนทางสัญจรหลัก และกิจการรานคามีความหลากหลาย ไมเกินกวา 6 ชนิด ซึ่งอาจมีกิจกรรมในภาคเกษตรรวมอยูดวย 8. บริเวณพื้นที่เขตเมือง มีกิจกรรมการใชพื้นที่เปนที่พักอาศัยหรือ เพื่อการพักผอนหยอนใจ (บางแหงหางไกลออกไปเปนเอกเทศจากยานชุมชน ลักษณะของพื้นที่เชนนี้เรียกวาชุมนุมชนแบบเมือง ดูขอ 11) ความหลากหลาย ของกิจการรานคาในแตละจุดมีความหลากหลายไมสูงกวา 6 ชนิด สวนใหญเปน ชนิดละ 1 แหง (แตไมเกิน 3 แหงถาหากเปนชนิดที่ซ้ํากัน) กิจการเหลานั้น ไดแก รานขายอาหารเครื่องดื่ม รานขายวัสดุกอสราง อูซอมรถยนตและสถานีบริการ น้ํามัน โรงพิ มพ สถานศึก ษา สํานักงานทนายความ ที่พักอาศัยใหเชา วัดหรื อ โบสถคริสต เปนตน นอกจากมียังมีการทําเกษตรกรรมสอดแทรกกับพื้นที่วางเปน แหงๆ รวมทั้งมีการใชพื้นที่ขนาดใหญในภาคอุตสาหกรรม ไดแก โกดังเก็บสินคา วัสดุดิบ โรงงานผลิตสินคา โรงสีขาว เปนตน 9. ประชากรในพื้นที่เขตเมืองมีจํานวนไมต่ํากวา 10,000 คน ผูมีงาน ทําสวนใหญประกอบอาชีพที่เกี่ยวของกับพาณิชยกรรมเปนขาราชการหรือลูกจาง ของรั ฐ นอกจากนี้ จ ากการที่ พื้ น ที่ เ ขตเมื อ งมี ส ถาบั น การศึ ก ษาในระดั บ มัธยมศึกษาและสูงกวาขึ้นไป โรงพยาบาล คลินิก รานจําหนายยา ตั้งอยูจึงทําให เมืองในประเทศไทยมีลักษณะเปนศูนยกลางที่ใหบริการทางการศึกษาในระดับสูง 27


และเปนศูนยที่ใหบริการรักษาพยาบาลเชนเดียวกับการเปนศูนยกลางทางการ ปกครอง 10. องคกรทางสังคมที่อยูในเมืองปรากฏในรูปของสมาคม สโมสร ชมรมและกลุม ซึ่งจัดตั้งโดยอาศัยสิ่งแวดลอมของเมืองเปนปจจัยเกื้อหนุนและ เปนเปาหมายของการทํากิจกรรม กลาวคือ ดานปจจัยเกื้อหนุน องคกรทางสังคม จําตองอาศัยสภาพแวดลอมในสังคมแบบเมืองเพื่อทําการรวมตัว จัดตั้ง แสวงหา กลุมสมาชิกในระดับแกนนํา จึงมักใชพื้นที่ในบริเวณตัวเมืองเปนที่ตั้งถาวรของ องคกร และอาศัยพื้นที่ตัวเมืองเปนสถานที่สําหรับการแสดงบทบาทขององคกรให เปนที่รับรูตอสาธารณะทั้งๆที่เปาหมายหรือวัตถุประสงคของการประกอบกิจกรม นั้น ไม จํา เป นต องมีผ ลเกิด ขึ้ นภายในเขตพื้ นที่ เมื องเสมอไป ในขณะที่อ งค ก ร รูปแบบของสมาคมหรือสโมสรมีเปาหมายของกิจกรรมอยูในระดับจังหวัด แต องคกรที่จัดตั้งเปนชมรมหรือกลุมตางๆ มีการประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวของโดยตรง กับสภาพแวดลอมของเมืองทั้งในดานการตอตานเพื่อการอนุรักษห รือในดานการ ผลักดันเพื่อใหเกิดการพัฒนา 11. ชุ ม ชนแบบเมื อ ง มี ลั ก ษณะเป น พื้ น ที่ ที่ ไ ด รั บ การพั ฒ นาเป น โครงการชนิ ดตา งๆ เชน โครงการหมูบา นจัด สรร รีส อรท ชุม ชนของการเคหะ แห ง ชาติ นิ ค มอุ ต สาหกรรม แหล ง ที่ ตั้ ง ของโรงงานและคลั ง สิ น ค า รวมทั้ ง สถาบันการศึกษาขนาดใหญ ซึ่งโครงการเหลานี้จําเปนตองใชพื้นที่ดินขนาดใหญ ซึ่ ง มี ร าคาต น ทุ น ต่ํ า จึ ง ตั้ ง ห า งไกลจากย า นชุ ม ชนเมื อ ง อยู ท า มกลาง สภาพแวดลอมโดยรอบเปนธรรมชาติ เชน ปารกชัฏ ทองทุงโลง หรืออาจมีการทํา เกษตรกรรมในบางกรณี ตรงกันขามกับลักษณะพื้นที่ภายในโครงการที่ไดรับการ ปรับปรุง มีการกอสรางดั ดแปลงใหสภาพแวดลอมสามารถรองรับกิจกรรมที่ มี ลักษณะเฉพาะเปนของตนเองซึ่งสังเกตเห็นไดชัดเจนวาเปนลักษณะของแหลง ชุมชนแบบเมือง แตกตางออกไปจากพื้นที่โดยรอบที่เปนธรรมชาติดั้งเดิม พื้นที่ เหลานี้หากมีความตอเนื่องเปนสวนหนึ่งของเมืองจะถู กนับรวมเรียกวาพื้นที่เขต 28


เมือ ง (ดูขอ 7) แต ถาเปน โครงการที่ตั้ งอยู หางไกลออกไปเปน เอกเทศเรีย กว า ชุมชนแบบเมือง 12. พื้นที่วาง เปนองคประกอบทางภูมิศาสตรของเมืองชนิดหนึ่งที่ ปรากฏใหเห็นในทุกชุมชนเมืองมีลักษณะเปนพื้นที่ปราศจากการทําเกษตรกรรม เปนที่ดินซึ่งถูกปลอยวางไวเพื่อรอการพัฒนาหรือาจมีสาเหตุทางดานนิติกรรม มี ทั้งพื้นที่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ หากพิ จารณาศัก ยภาพของพื้นที่เหลา นี้ สามารถจําแนกได 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก เปนพื้นที่วางมีศักยภาพเปนพื้นที่ เขตเมืองระดับสูง อยูไมไกลจากชุมชน เขาถึงไดสะดวก มองเห็นชัดเจนจากถนน แสดงถึงแนวโนมการพัฒนาใหกลายเปนสวนหนึ่งของพื้นที่เขตเมืองไดโดยงาย และลักษณะที่สอง พื้นที่วางมีศักยภาพในระดับต่ํา เชน แปลงที่ดินในทําเลตรง ขามกับทิศทางการขยายตัวเมือง อยูไกลจากถนน หรือเปนบริเวณที่ลุมมีน้ําขัง เปนตน ความหมายของกระบวนการกลายเปนเมือง กระบวนการกลายเปนเมือง (Urbanization) เปนความพยายามของมนุษย ที่จะสรางหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุมชนที่ผูคนอาศัยอยูแบบเบาบาง หรือ ชุมชน ชนบท หรือพื้นที่วางเปลาใหกลายเปนเมือง โดยมีจุดมุงหมายเพื่อตอบสนองตอ ความตองการของมนุษย ซึ่งสาเหตุหลักๆ เปนผลมาจากกระบวนการกลายเปน อุตสาหกรรม (Industrialization)22 การเพิ่มขึ้นของจํานวนประชากร และความ

กระบวนการกลายเปนอุตสาหกรรม (Industrialization) หมายถึงกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีโดย การใชวิทยาศาสตรประยุกตในการขยายผลิตกรรมขนาดใหญดวยกําลังเครื่องจักรเพื่อตลาดการคา กว า งใหญ โดยการใช แ รงงานที่ ชํ า นาญเฉพาะอย า งทั้ ง หมดนี้ ยั ง ผลให เ กิ ด การขยายตั ว ของเมืองตามมาอยางรวดเร็ว .ราชบัณฑิตยสถาน.(2524).พจนานุก รมศั พ ทสังคมวิทยาฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : รุงศิลปการพิมพ.หนา 187 22

29


เจริญกา วหนา ทางเทคโนโลยี กระบวนการกลายเปน เมื องอาจพิ จารณาได 4 ลักษณะ คือ 1. กระบวนการกลายเปนเมืองเปนการกระจายอิทธิพลของสังคม เมืองไปสูสังคมชนบท คือการนําสิ่งที่มีอยูในเมืองไมวาจะเปนระบบการปกครอง เศรษฐกิ จ วิ ท ยากร เท คโนโลยี การพั ฒ นาทางกายภาพ วั ฒ น ธรรม ขนบธรรมเนียม ถูกนําเขาไปยังสังคมชนบทผานนโยบาย หรือแผนการพัฒนา เมือง การขยายเขตเมือง จึงสงผลใหพื้นที่ชนบทไดรับรูปแบบลักษณะเมืองเขาไป จนเปลี่ยนสภาพกลายเปนเมืองในที่สุด 2. กระบวนการกลายเปนเมืองเปนการเคลื่อนไหวของประชากรจาก พื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งโดยเกิดจากปจจัยใน 2 ลักษณะ คือ ปจจัยแรงผลัก จากพื้นที่อยูเดิม (Push Factors) ซึ่งเกิดจากประชากรที่อยูในพื้นที่เดิมยายถิ่นไป ในเมืองเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม และปจจัยดึง (Pull Factors) เปนแรงดึงดูดของเมืองที่ ทําใหผูคนตางอพยพยายถิ่นเขามาอยูในพื้นที่เมือง 3. กระบวนการกลายเปนเมืองเปนการปรับรูปแบบอาชีพจากสังคม เกษตรกรรมพื้นฐานไปสูสังคมที่ไมใชเกษตรกรรม เปนการแสดงใหเห็นถึงรูปแบบ ทางอาชีพของสังคมที่ผูคนมีอาชีพเกษตรกรรมเปนหลัก กลายมาเปนสังคมที่มีแต ผูประกอบอาชีพในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการใหบริการเปน จํานวนมาก 4. กระบวนการกลายเปนเมืองเปนการปรับรูปแบบการใชชีวิตทาง สัง คมจากความไม เป น ทางการและไมซั บ ซ อ น ไปสู ก ารใช ชี วิ ต ทางสั ง คมที่ มี ลักษณะเปนทางการมีความสลับซับซอน กลาวคือ เปนการปรับรูปแบบการใช ชีวิตแบบดั้งเดิมเรียบงายที่มีกฎเกณฑทางศีลธรรมเปนแนวทางกํากับเขาสูระบบ ความสัมพันธแบบองคการสมัยใหมที่มีความเปนทางการสูงภายใตหลักเหตุผล เปนตัวกํากับ

30


ปจจัยที่สงผลตอกระบวนการกลายเปนเมือง กระบวนการกลายเป น เมื อง ณ พื้ นที่ แห ง ใดแหง หนึ่ ง นั้น ประกอบด ว ย ปจจัยหลายประการ ไดแก 1. การแพรกระจายของความคิดและนวัตกรรม เนื่ อ งจากเมื อ งนั บ เป น ศู น ย ร วมของผู ที่ มี ค วามชํ า นาญเฉพาะ (Specialization of Labors) จึ ง เป น ที่ ม าของการสร า งสรรค น วั ต กรรม (innovation) หรือเทคโนโลยีใหมๆขึ้นมาเพื่อตอบสนองตอความตองการของผูคน ในเมืองและจํานวนของผูคนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถจําแนกได 2 ลักษณะ คือ สิ่งที่ เปนรูปธรรม เชน สิ่งประดิษฐ คิดคน ประเภทตางๆ เครื่องอํานวยความสะดวก ประเภทตางๆ และสิ่งที่เปนนามธรรม เชน แนวคิด ความเชื่อขนบธรรมเนียมที่ ตั้งอยูบนหลักเหตุผล และความมีอิสระทางความคิด ดังนั้น ยิ่งผูคนในเมืองมีการ ปฏิ สั ม พั น ธ ท างสั ง คมกั บ คนภายนอกมากเท า ไหร ย อ มทํ า การให เ กิ ด การ แพรกระจายสิ่งดังกลาวไปยังพื้นที่อื่นๆซึ่งทําใหผูคนจํานวนหนึ่งตื่นเตน ศรัทธา กับวิธีคิด สิ่งประดิษฐเหลานั้น เกิดการยอมรับจนพัฒนาไปในรูปแบบเดียวกับ เมืองในที่สุด 2. การเพิ่มขึ้นของจํานวนประชากรและการยายถิ่น ความเจริ ญ ก า วหน า ของวิ ท ยาการได ทํ า ให อั ต ราการตายของ ประชากรลดจํานวนลงยอมทําใหประชากรเพิ่มขึ้นตามลํา ดับ ทําใหเกิดความ หนาแนนของชุมชน สงผลใหเกิดความตองการขั้นพื้นฐานในการดํารงชีวิตมากขึ้น ซึ่งมีความสัมพันธกับการเกิดขึ้นของเมือง ขณะเดียวกันการยายถิ่นเขาสูตัวเมือง ซึ่งเกิดขึ้นจากปจจัย 2 ดานดังที่ไดกลาวมาแลวขางตนกอนหนานี้ คือ แรงผลัก จากถิ่นเดิม เชน สังคมชนบทซึ่งอาจเปนเพราะบริบทที่ไมเอื้ออํานวยตอการจัดสรร ปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิต และ ปจจัยดึงดูดจากเมือง ที่ผูคนตางๆคาดหวังตอ

31


การนําพาชี วิตไปสูจุดหมายที่ตองการ จึงทํา ใหเมืองเกิดการพัฒนาและขยาย ตัวอยางตอเนื่อง 3. ลักษณะทางภูมิศาสตร เงื่อนไขทางภูมิศาสตรเปนปจจัยสําคัญประการหนึ่ งสําหรับการวาง ผังและสรางบานแปงเมือง คุณสมบัติที่สําคัญของพื้นที่ซึ่งพัฒนากลายเปนเมือง ไดนั้นประกอบไปดวย การมีแหลงทรัพยากรทางธรรมชาติที่เหมาะสม คือ มีแมน้ํา ลํา คลอง ไหลผา น มีพื้ นที่ อุด มสมบู รณ เหมาะที่จ ะเปน พื้น ที่เ พาะปลูก พืช พั น ธัญญาหารเพื่อค้ําจุนเมือง รวมทั้งการมีที่ตั้งอยูในทําเลที่เหมาะสมสําหรับการ คมนาคม เปนจุดตัดหรือเชื่อมตอของการคมนาคมทางบกและทางน้ํา รวมไปถึง การเปนพื้นที่ที่มีความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและภัยจากการรุกรานของศัตรู 4. การจัดระเบียบทางสังคม การที่คนหลากหลายกลุมมาอยูรวมกันเปนจํานวนมากในพื้นที่แหง ใดแหงหนึ่งยอมทําใหสังคมนั้นมีความสลับซับซอนมากขึ้น หากปราศจากระเบียบ ทางสังคม (Social Order) ซึ่งอยูในรูปของแบบแผนการปกครอง กฎหมาย กติกา ธรรมเนียม ฯ ที่สังคมเปนผูกําหนดขึ้นมาเพื่อใชในการควบคุมทางสังคม (Social Control) ใหเ ป นไปในทิ ศ ทางที่ พึง ประสงคไ ด ยอ มทํา ให เมื อ งนั้ น ๆเต็ ม ไปด ว ย วุนวายไรระเบียบ (disorganization) ได ระเบียบทางสังคมจึงเปนกลไกที่สําคัญ ในการดํารงอยูไดของสังคมเมือง 5. การขายตัวของตลาดการคา พัฒนาการเกิดขึ้นของเมืองบางแหงเริ่มมีมาพรอมกับการกอตัวขึ้น ของตลาดการคาที่ มีการแลกเปลี่ยนสินคาของชุมชนจากหนวยเศรษฐกิจขนาด เล็กพัฒนากลายเปนตลาดการคาระหวางชุมชนที่มีสินคานานาชาติซึ่งนํามาโดย ผู ค นต า งถิ่ น ต า งเมื อ งเข า มาทํ า การค า สื บ เนื่ อ งจากการที่ ร ะบบของเมื อ งได กอใหเกิดการแขงขันแบบเสรีทําใหผูคนจากตางแดนคาดหวังที่จะเขามาคา ขาย เพื่อขยายเครือขายทางการคา หรือยกระดับฐานะใหกับตนเอง พัฒนากลายเปน 32


พอคารายยอย รายใหญจํานวนมาก ดังนั้น ยิ่งบรรยากาศทางการคาของเมือง คึกคักมากเทาไหรยอมจะสงผลตอการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตของ เมืองที่มีความมั่นคงมากขึ้นไปดวย 6. นโยบายการพัฒนาเมือง ในแงนี้หมายถึงการผูนําทางการปกครองของเมืองมีนโยบายที่จะทํา การพัฒนาเมืองขึ้นซึ่งอาจเปนไปเพื่อผลประโยชนทางการเมือง เศรษฐกิจ เชน การสรางรายไดใหกับประเทศ การสงเสริมการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม หรือ อาจจะเป น ไปเพื่ อ บรรเทาความหนาแน น ของเมื อ งหลั ก โดยมี ก ารจั ด ทํ า แผนพั ฒนาเมือ งที่ ชัด เจน กํา หนดงบประมาณลงทุน สรา งความเติบ โตอย า ง รวดเร็วใหกลายเปนเมืองแหงใหม ซึ่งจะเปนปจจัยดึงดูดใหผูคนและภาคสวน ตางๆ เขามาลงทุนเปนจํานวนมาก ซึ่งสงผลใหเกิดการขยายตัวไปยังบริเวณรอบๆ ขอดีของการพัฒนาเมืองใหมจะชวยใหสามารถกําหนดวางแผนการใชพื้นที่ได ลวงหนาโดยใชพื้นที่ใหเกิดประโยชนสูงสุด แนวคิดทฤษฎีที่ใชอธิบายการกลายเปนเมือง การทําความเขาใจเกี่ยวกับกระบวนการกลายเปนเมือง จําตองศึกษาเมือง ในเชิงกายภาพเพื่อที่จะอธิบายใหเห็นถึงลักษณะหรือรูปแบบที่มีความแตกตาง กันของการเปลี่ยนพื้นที่แหงหนึ่งๆไปสูสภาพการกลายเปนเมืองวาเปนอยางไร โดยแนวคิดที่จะชวยอธิบายการเปลี่ยนแปลงดังกลาว คือ แนวคิดทฤษฎีการตั้งถิ่น ฐานของมนุษย และแนวคิดทฤษฎีการเติบโตของเมือง

33


แนวคิดทฤษฎีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย ดวยเหตุที่วากระบวนการกลายเป นเมืองเกี่ยวของกับการตั้งถิ่นฐานของ มนุษย ดังนั้นจึงตองพิจารณารูปแบบการตั้งถิ่นฐานของมนุษยเพื่อที่จะนําไปสู การศึ ก ษาการเติ บ โตของเมื อ งในรู ป แบบตา งๆ การตั้ง ถิ่น ฐานของมนุ ษ ยเ ป น กระบวนการจัดรูปแบบพื้นที่เชิงกายภาพของมนุษยเพื่อความอยูรอดของมนุษย โดยมนุษยพยายามปรับตนเองใหเขากับสภาพแวดลอมและปรับสภาพแวดลอม ให เป น ประโยชน ต อตนเอง ซึ่ งการตั้ ง ถิ่น ฐานมีลั ก ษณะตั้ง แตที่ อาศั ยชั่ ว คราว กึ่งถาวร และถาวร โดยรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของมนุษยโดยทั่วไปสามารถแยก พิจารณาได 3 ลักษณะ คือ 1) การตั้งถิ่นฐานแบบรวมกลุม (Cluster Settlement) เปนรูปแบบ การตั้งถิ่นฐานที่มิไดมีการวางแผนไวลวงหนา การตั้งถิ่นฐานเปนไปตามธรรมชาติ ลักษณะเดนของการตั้งถิ่นฐานแบบนี้ เชน การตั้งบานเรือนเปนกลุมเปนกอนของ ชุมชนเกษตรกรรมบนพื้นที่ของตนเอง 2) การตั้ ง ถิ่ น ฐานแบบกระจาย (Scattered Settlement) เป น รูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่บานเรือนแบบครอบครัวจะกระจัดกระจายอยูรอบๆยาน ชุมชนที่เปนศูนยกลางของชุมชน เชน วัด โบสถ โรงเรียน ตลาด สถานีอนามัย เปน ตน โดยบานเรือนดังกลาวจะตั้งอยูอยางกระจัดกระจายบนพื้นที่เกษตรกรรมของ ตนเองเนื่องมาจากความสะดวกในการประกอบอาชีพ 3) การตั้งถิ่นฐานแบบเสนตรง (Line Settlement) เปนรูปแบบการ ตั้งถิ่นฐานของอาคารบานเรือนที่เรียงรายกันไปตามเสนทางคมนาคมทั้งทางบก และทางน้ํา เชน การตั้งถิ่นฐานของชุมชนริมคลอง ริมเสนทางถนนสายสําคัญ เปนตน23 23

ลักษณา สัมมานิธ.ิ (2553) ทฤษฎีการวางผังเมืองและผังภาค. คณะสถาปตยกรรมและ การออกแบบสิ่งแวดลอม มหาวิทยาลัยแมโจ. (ออนไลน).เขาถึงไดจาก http://coursewares .mju.ac.th/2006/la471/ course_chapt_menu.html วันที่คนขอมูล 8 มิถุนายน 2553.

34


คอนสแตนติโนสเอ ดอกซิเอดีส (Constantinos A.Doxiadis)24 ไดสราง ทฤษฎีการตั้งถิ่นฐานของมนุษยโดยเสนอตัวแบบ ekisties model เพื่ออธิบายการ รวมตั ว ของมนุ ษ ย ใ นฐานะป จ เจกบุ ค คล ครอบครั ว และสั ง คมเข า กั บ ป จ จั ย ทางดานสภาพแวดลอมทางกายภาพที่มีอยูตามธรรมชาติและหรือเกิดจากการ สรางสรรคของมนุษย โดยกลาวถึงองคประกอบพื้นฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย วาจะตองประกอบดวยปจจัย 5 ปจจัย ไดแก 1) ธรรมชาติ (nature) แยกออกเปน สภาพภูมิประเทศ ลักษณะทาง กายภาพของพื้นดิน ดิน พืชพันธุ ชีวิตสัตว ภูมิอากาศ 2) คน (man) แยกออกเปน ความตองการดานชีวภาพ เชน อากาศ อุณหภูมิ ที่วาง ฯ เปนตนความรูสึกสัมผัส และการรับรู ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ความ ตองการสนองตอบดานอารมณ คานิยมทางจริยธรรม รูปแบบทางสังคม แบบ แผนการดําเนินชีวิต แบบแผนครอบครัว และวัฎจักรของชีวิตครอบครัว โครงชีวิต ของมนุษย 3) สังคม (society) แยกออกเปน องคประกอบของประชากรและ ความหนาแน น การปะทะสั ง สรรค แบบแผนทางวั ฒ นธรรม การพั ฒ นาทาง เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพและสวัสดิการ กฎหมายและการบริหาร 4) โครงสรางทางกายภาพ (shells) แยกออกเปน เคหะสถาน สถาน บริการชุมชน ไดแก โรงเรียน โรงพยาบาลฯ ศูนยการคาและตลาด สถานสันทนา การ เช น โรงภาพยนตร โรงละคร สนามกี ฬ า ฯ ศู น ย ร าชการและธุ ร กิ จ การ อุตสาหกรรม ศูนยการคมนาคม 5) โครงขาย (networks) แยกออกเปน ระบบการบริการน้ําดื่มน้ําใช ไฟฟา ระบบการขนสง การติดตอสื่อสาร การระบายน้ําและของเสีย การวางผัง ทางกายภาพ 24

Constantinos A.Doxiadis. (1976) อางถึงใน กฤช เพิ่มทันจิตต. (2536).ทฤษฎีและแนวความคิด เกีย่ วกับกระบวนการเกิดเปนเมือง. กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร. หนา 37-42

35


ธรรมชาติ โครงขาย

คน

โครงสราง กายภาพ

สังคม

รูปที่ 1 แสดงองคประกอบของการตั้งถิ่นฐานของมนุษยตามทฤษฎี Ekistics ที่มา : C.A. Doxiadis (1976). อางถึงใน กฤช เพิ่มทันจิตต. (2536) หนา 38 จากองคประกอบทั้ง 5 ปจจัยนี้ในเชิงการวิเคราะหจะมีความสัมพันธกัน เปนระบบ (systematic Way) โดยการเชื่อมโยงองคประกอบตางๆเขาดวยกัน ดอกซิเอดีส ยังไดเสนอลักษณะของเปาหมายชุมชนตามหลักของ ekistic units โดยแบงเปน 7 ประเภทตามลําดับ ดังนี้ ระดั บที่ 1 การตั้ งถิ่ นฐานของชุมชนแบบชั่วคราว (Temporary human settlement) เป น ลั ก ษณะการตั้ ง ถิ่ น ฐานของกลุ ม คนที่ เ ร ร อ น เพื่ อ การพั ก พิ ง ชั่วคราว หรือเตรียมที่จะตั้งถิ่นฐานอยางถาวร ระดับที่ 2 หมูบาน (villages) เปนการตั้งถิ่นฐานเพื่อประโยชนตอการอยู อาศัยและการพักผอนหยอนใจ รวมทั้งการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ระดั บ ที่ 3 ชุ ม ชนเมื อ ง (polises) เป น รู ป แบบการตั้ ง ถิ่ น ฐานที่ ร อบกา ขยายตัวของชุมชนเมืองใหญเขาไปถึงชุมชนประเภทนี้ซึ่งอาจสูญสลายไปหากไม

36


มีการผนวกรวมตัวเขากับชุมชนอื่นๆหรือการจัดตั้งยานอุตสาหกรรมหรือแหลง การศึกษาใหเกิดขึ้น ระดับที่ 4 ชุมชนเมืองใหญหรือมหานคร (metropolises) เปนรูปแบบการ ตั้งถิ่นฐานที่มี ประชาชนอยู อาศัย มากที่ สุด ซึ่ง มีการขยายตั วทั้งในดานการอยู อาศั ย อุ ต สาหกรรม โดยมี ก ารวางแผนพั ฒ นาหรื อ จั ด เตรี ย มการด า น สาธารณูปโภค สาธารณูปการที่พอเพียง โดยเฉพาะในเรื่องของโครงขายตางๆ (networks) ระดับที่ 5 ชุมชนอภิมหานคร (megalopolises) เปนรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน ที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงของมหานครหลายมหานครเขาดวยกัน มีการวางแผน ดานโครงขายอยางรอบคอบ มีการจัดเตรียมการจัดรูปองคกรการบริหารอยาง เหมาะสม เขตพื้นที่ชุมชนประเภทนี้อาจประกอบไปดวยพื้นที่เขตที่อยูอาศัย เขต ยานอุตสาหกรรม เขตเพาะปลูก และเขตพื้นที่สีเขียว เปนตน ระดับที่ 6 ชุมชนประเทศ (national systems) เปนรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน ชุมชนในระดับที่กวาง ซึ่งจําเปนอยางยิ่งที่จะตองกําหนดเปาหมายของชุมชนให สอดคลองกับความตองการของจํานวนคนสวนใหญและสวนนอยในสังคม เพื่อ การบรรลุเปาหมายของชาติโดยรวม ระดับที่ 7 ชุมชนประชาคมสากล (international systems) เปนรูปแบบการ ตั้งถิ่นฐานในระดับหลายประเทศรวมกั น ซึ่งจะมีการกําหนดเปาหมายรวมกั น โดยเฉพาะสภาพการตั้งถิ่นฐาน สภาพปญหา และแนวทางแกไข โดยจะเกี่ยวของ กับ ทุ น ความรู ประสบการณ เพื่ อ การพั ฒนาอุต สาหกรรมและความเปน อยู ที่ สามารถพึ่งตนเองไดตลอดไป แนวคิดทฤษฎีการเติบโตของเมือง การเติบโตของเมืองหากพิจารณาในเชิงกายภาพ คือ การขยายตัวทางดาน เนื้อที่ของเมืองไปตามทิศทางความตองการใชพื้นที่หรือที่ดินของผูอยูอาศัยใน 37


เมือง ซึ่งมีวัตถุประสงคที่แตกตางกันออกไป อาจจะใชเพื่อการเปนที่อยูอาศัย การ ขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรหรือภาคบริการ นัก นิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecologist) ไดเสนอแนวคิดทฤษฎีที่ใชอธิบายการเติบโต ของเมืองในรูปแบบตางๆ ดังนี้ 1. ทฤษฎีวงแหวน (Concentric Theory) ผูที่คิดคนทฤษฎีนี้ คือ เออรเนสท ดิบบิล เบอรเกสส (Ernest W Burgess) (1925) เสนอตัวแบบเกี่ยวกับการกระจายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การใช ที่ดินในเมือง รวมทั้งที่ตั้งของที่อยูอาศัย ที่เรียกวา Concentric Zone คือ ลักษณะ ของการแผขยายเมืองเปนรัศมีออกไปเปนวงกลมโดยมีจุดศูนยกลางรวมกัน ซึ่ง แสดงถึงการพัฒนาทางกายภาพของเมือง ความสัมพันธระหวางสังคมกับการใช พื้นที่ รวมทั้งโครงสรางของเมือง เบอรเกสส เสนอวาเมืองแตละแหงมีการกระจาย ตัวออกไปจากศูนยกลางโดยแบงออกได 5 เขต ซึ่งในแตละเขตจะมีลักษณะทาง เศรษฐกิจและสังคมที่แตกตางกัน ดังรูปภาพ

1 2 3 4 5

1 2 3 4 5

รูปที่ 2 แบบจําลองการใชที่ดินของ Burgess ที่มา : http://www.bennett.karoo.net/topics/landuse.html#mode

38


เขตที่ 1เขตใจกลางเมืองหรือศูนยกลางของเมือง (CBD:Central Business District) เปนบริเวณที่เขาถึงไดสะดวก จึงเปนแหลงที่ตั้งที่ไดเปรียบในการแขงขัน เชิงเศรษฐกิจ ทําใหพื้นที่บริเวณนี้มีศักยภาพสูง เหมาะสมแกการลงทุน ที่ดินมี ราคาแพง กิจกรรมที่ตั้งอยูในเขตใจกลางเมืองจึงมักใชพื้นที่นอยแตคาตอบแทน หรือผลกําไรที่ไดมีสูง เชน ยานศูนยการคา สถาบันทางการเงิน สํานักงานใหญ ธนาคาร โรงแรม รานคาหรูๆ เปนตน เปนเขตที่มีมีความพลุ กพลานของผูคนใน ชวงเวลากลางวันเพื่อทําธุรกิจตามหนวยงานตางๆ มีคนจํานวนนอยที่ตั้งบานเรือน อยูอยางถาวร เนื่องจากสวนใหญจะเดินทางไปพักอาศัยอยูเขตรอบนอก เขตที่ 2 เขตเปลี่ยนผาน (Zone of Transition) อยูถัดจากเขตใจกลางเมือง เนื่องจากเขตใจกลางเมืองมีแนวโนมที่จะขยายตัวโดยรอบ ทําใหเกิดการเก็ งกําไร บริเ วณที่ดิ นโดยรอบเพื่อ รอการขยายตัว ของเขตใจกลางเมื อง สว นใหญ พื้น ที่ บริเวณนี้เปนที่ตั้งของยานการขายสง โกดังเก็บสินคา บางแหงปะปนอยูกับยาน อุตสาหกรรมเบาๆ ผูคนที่อาศัยอยูในเขตนี้มักเปนกลุมกรรมการที่ยายถิ่นเขามา แสวงหาอาชีพ มีลักษณะสิ่งปลูกสรางอยูในระดับคอนขางต่ําทั้งในดานคุณภาพ และการใหบริการ เชน หองเชาหรือแฟลตราคาถูก เปนเขตที่มีปญหาทางสังคม มาก เชน การกออาชญากรรม สําหรับผูที่ยายถิ่นเขามาใหมเมื่อตั้งตนไดก็จะยาย ออกไปอยูที่อื่น เขตที่ 3 เขตอาศัยของคนงาน (Zone of working Men’s homes) เปนเขต ที่อยูถัดออกมาจากเขตเปลี่ยนผาน เปนที่ตั้งของยานโรงงานอุตสาหกรรม กลุมคน ที่อาศัยอยูในเขตนี้เปนกลุมของชนชั้นกรรมกร ผูใชแรงงาน หรือลักษณะกึ่งทํางาน ในสํานักงาน ไมมียานพาหนะเปนของตนเอง เดินทางสัญจรดวยการระบบขนสง ของรั ฐ ลั ก ษณะของที่ พั ก อาศั ย ดี ก ว า เขตเปลี่ ย นผ า นคื อ จะปลู ก สร า งอยู ใ น ระยะหางไมชิดกัน และเมื่อครอบครัวมีฐานะดีขึ้นกลุมคนเหลานี้ก็จะยายออกไป อยูในเขตชนชั้นกลาง

39


เขตที่ 4 เขตที่พักอาศัย (Residential Zone) หรือเขตของชนชั้นกลาง เปน เขตที่พักอาศัยของกลุมที่ลืมตาอาปากไดจากเขตอาศัยของคนงาน ซึ่งเกิดขึ้นจาก การสะสมทุน (เงิน) เพื่อแสวงหาสภาพแวดลอมที่ดีกวา ลักษณะของสิ่งปลูกสราง จะเปนบานเรือนที่มีอาณาบริเวณพอสมควร เชน มีสนามหญา และสิ่งอํานวย ความสะดวกต า งๆ ผู ที่ อ ยู อ าศั ย ในเขตนี้ จ ะมี ส ภาพความเป น อยู ที่ ดี ก ว า นอกจากนี้ยังมีศูนยกลางการบริการประเภทตางๆ แตมีขนาดเล็กคอยใหบริการ เชน ศูนยการคา รานอาหาร เปนตน เขตที่ 5 ที่พักอาศัยชานเมือง (Commuters Zone/Suburb) เปนลักษณะ เขตที่พักอาศัยของกลุมคนชั้นกลางคอนขางสูง และชนชั้นสูง มีการประกอบอาชีพ ที่มั่นคง เปนสภาพแวดลอมที่ดี ที่สุดของเมือง ลักษณะของบา นเรือนมีบริเวณ กวางขวาง มีสระวายน้ํา สวน มีเสนทางคมนาคมที่สะดวกในการเดินทางเขาไป ทํางานหรือประกอบธุรกิจในเมือง ซึ่งจะเดินทางดวยรถประจําทางหรือรถสวนตัว ไปทํางานในเมืองและกลับออกมา ลัก ษณะการขยายตั ว ของเมื องตามแนวคิ ดของเบอร เ กสจะกว างขวาง ออกไปโดยที่ ศูน ยก ลางขยายตัว ออกไปแทนที่ เขตรอบนอก ซึ่ งจะเปน รูป แบบ วงกลมที่มีระบบหรือขาดระบบก็ได โดยมีเสนทางคมนาคมเปนตัวนําพาการขยาย เมือง25 ขอสังเกตที่สําคัญจากแนวคิดของเบอรเกสอาจพิจารณาไดวา 1) รูปแบบ เมืองที่จะเปนตามตัวแบบที่เสนอไดตองอยูภายใตกลไกตลาด เพราะเนนในเรื่อง ของการขยายตั ว ตามอุ ป สงค อุ ป ทานของตลาด 2) ประชากรในแต ล ะเขตมี ลั ก ษณะคล า ยคลึ ง กั น (homogenous) โดยเฉพาะในเชิ ง สั ง คมเศรษฐกิ จ 3) จํานวนประชากรที่เพิ่มในแตละเขตเกิดจากการบุกรุกและเขาแทนที่จากพื้นที่เขต ตอนในมาตอนนอก 4) ลั ก ษณะของผู ค นในเขตต า งๆพบว า ยิ่ ง ไกลจากพื้ น ที่ ศูนยกลางมากเทาไร สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมจะเพิ่มขึ้น แปรผันโดยตรง 25

John Friedman & Clyde Weaver. (1979).อางถึงในกฤช เพิ่มทันจิตต.เรื่องเดิม.หนา 49

40


กับระยะทางจากศูนยกลางเมือง และ 5) เมื่อสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมดี ขึ้นผูคนจะยายออกไปแสวงหาที่อยูในสภาพแวดลอมที่ดีกวา 2. ทฤษฎี รู ป เสี้ ย วหรื อ รู ป ลิ่ ม (บางแห ง เรี ย กว า รู ป พาย) (Sector Theory/pie-shaped) ผูที่คิดคนทฤษฎีนี้ คือ โฮเมอร ฮอยต (Homer Hoyt) (1939) เสนอแนวคิด เกี่ยวกับการใชที่ดินในเขตเมืองซึ่งจะมีลักษณะเปนเสี่ยวๆแบบรูปพัดแผออกไป จากศูนยกลางของเมือง โดยผานถนนสายสําคัญๆ ซึ่งจะขยายออกไปไมมีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะแนวพื้นที่ที่เปดโลง ซึ่งอาจขยายไปตามแนวแมน้ํา ทะเลสาบหรือแนว ชายฝ งทะเล การขยายเมือ งในลั กษณะนี้ จึง งา ยกวา การใชที่ ดิน ตามลั กษณะ Concentric Zone ลักษณะของการใชที่ดินซึ่งขยายออกไปสวนใหญจะเปนที่อยู อาศัยของผูมีรายไดสูง เนื่องจากตองการหลีกหนีความแออัดในตัวเมืองและใน ฐานะพอที่จะซื้อที่ดินขนาดกวางและสรางบานขนาดใหญได 26 สงผลใหเกิดยานที่ อยูอาศัยของผูที่มีฐานะดียานชานเมืองและถูกขนาบดวยยานที่อยูอาศัยของผูที่มี รายไดร องลงมา โครงสรา งของเขตที่อ ยู อ าศั ย ในเมื อ งจึง มี ค วามแตกต า งกั น สะทอนใหเห็นจากราคาคาเชาในแตละเขต ฮอยตไดตั้งขอสังเกตของการขยายเมืองที่ทําใหเขตที่อยูอาศัยชั้นดีขึ้นเกิด คือ27 1) เขตที่อยูอาศัยราคาสูงจะเกิดขึ้นและขยายตั วไปตามเสนทางคมนาคม หรือไปสูจุดศูนยกลางการคาและอาคารอื่นๆ อยูกอนแลว 2) เขตที่มีบานราคาสูง จะมี แนวโน มขยายตัว ไปสูบริ เวณที่มี ระดับ สูง พน จากอุท กภั ย และอยูใ กล ๆ ทะเลสาบ อาว ทาเรือ หรือริมน้ํา ที่ไมมีกิจกรรมอุตสาหกรรม 3)เขตที่อยูอาศัย ราคาสูงจะขยายตัวออกไปสูบริเวณที่โลงนอกเมืองซึ่งไมใชเปนทางตันและขยาย ไมออกในอนาคต 4) การเคลื่อนที่ของสํานักงาน ธนาคาร และรานคาจะดึงเอา กฤช เพิ่มทันจิตต.เรื่องเดิม.หนา 50 27 ลักษณา สัมมานิธ.ิ เรื่องเดิม. 26

41


เขตที่อยูอาศัยราคาแพงออกไปในทิศทางเดียวกัน 5) เขตที่อยูอาศัยราคาแพงจะ เกิดขึ้นตามเสนทางคมนาคมที่สะดวกที่สุด 6) เขตที่อยูอาศัยราคาแพงจะปรากฏ อยูในที่หนึ่งๆเปนเวลานานทีเดียว 7)แฟลตใหเชาราคาแพงดูเหมือนจะสรางอยูใน เขตยานการคาเกา 8)ผูจัดสรรที่ดินอาจมีสวนในการกําหนดทิศทางของเขตที่อยู อาศัยราคาแพงได และ 9) เขตที่อยูอาศัยราคาแพง จะไมเจริญแบบกาวกระโดด แตจะขยายตัวไปในทิศทางที่แนนอนเปนเสี้ยวๆ

3

2 3

4 5

1 2

1 2 3 4 5

4 3

รูปที่ 3 แบบจําลองการใชที่ดินของ Hoyte ที่มา : http://www.bennett.karoo.net/topics/landuse.html#model 3. ทฤษฎีศูนยกลางหลายแหง (Multiple Nuclei Theory) ผูที่คิดคนทฤษฎีนี้ คือ ชอนซี ดี แฮรรีส และเอ็ดเวิรด อัลแมน (Chauncy D. Harris and Edward Ullman) (1945) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการขยายตัวของ เมืองแตละแหงวาไมไดเกิดจากศูนยกลางที่ใดที่หนึ่งเพียงแหงเดียว แตทวาเกิด จากหลายศู น ย ก ลางเพราะแต ล ะศู น ย ก ลางอาจมี โ ครงสร า งที่ แ ตกต า งกั น บางศูนยกลางเปนยายธุรกิจ เปนตลาดขายสงหรือขายปลีก เพื่อใหบริ การแกเขต 42


ที่อยูอาศัยโดยรอบ แฮรรีส และอัลแมน อธิบายถึงการขยายตัวของเมืองที่มีหลาย จุดศูนยกลางวาเกิดขึ้นจากสาเหตุ 4 ประการ คือ ประการแรก ธุ ร กิ จ แต ล ะประเภท มี ค วามต อ งการใช ท รั พ ยากรและสิ่ ง อํานวยความสะดวกที่แตกตางกัน ธุรกิ จที่ตองการใชทรัพ ยากรและสิ่งอํานวย ความสะดวกเหมือนกัน จะมารวมตัวอยูบริเวณที่มีทรัพยากรและสิ่งอํานวยความ สะดวกใหใ ชเ หมื อนกัน เชน เขตคาปลีกจะตั้งอยู ในทํา เลที่ลู กคาสามารถเดิ น ทางเขาซื้อสินคาไดงายและสะดวกจากทุกทิศทางของเมือง เขตเมืองทาจะตั้งอยู บริเวณริมฝงแมน้ําหรือทะเล เขตอุตสาหกรรมหนักเปนเขตที่ตองการพื้นที่ขนาด ใหญที่ติดกับเสนทางคมนาคมขนสง เชน แมน้ํา ทะเล ถนนหรือใกลกับเสนทาง รถไฟเพื่อสะดวกในการขนสง เปนตน ประการที่ สอง ธุ รกิ จที่ เหมื อนกัน มั กจะมี การรวมตั ว อยู บริ เวณเดี ยวกั น เพื่อใหเกิดประโยชนในเชิงการคาจากการเปรียบเทียบและเลือกซื้อสิ้นคาของ ลูกคา เชน ตัวแทนจําหนายรถยนตจะไปรวมกลุมเปนยานขายรถยนต ทําใหผูซื้อ สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติและราคากับผูคารายอื่นๆ ไดงาย ประการที่สาม การใชที่ดินของธุรกิจที่แตกตางกันทําใหเกิดความขัดแยงตอ กันและไมสามารถอยูรวมกันได เชน พื้นที่สําหรับการอยูอาศัยไมสามารถอยูใน บริ เ วณเดี ย วกั บ เขตอุ ต สาหกรรม เพราะพื้ น ที่ สํ า หรั บ อยู อ าศั ย ต อ งการ สภาพแวดลอมที่ดี มีการขนสงเปนระบบสะดวก และไมมีปญหามลภาวะ ประการสุดทาย บริเวณที่ดินสูงมากเปนอุปสรรคทําใหธุรกิจบางประเภทไม สามารถเขาไปทําธุรกิจได เพราะตองเสียคาใชจายเปนคาที่ดินในราคาแพงทําให ไมคุม กับการลงทุนและผลกํา ไรที่จ ะได รับ นักลงทุนจึ งตอ งแสวงหาทําเลที่ตั้ ง แหลงใหมที่เหมาะสมกับธุรกิจที่จะดําเนินการ

43


รูปที่ 4 แบบจําลองการใชที่ดินของ Chauncy D. Harris and Edward Ullman ที่มา : http://www.bennett.karoo.net/topics/landuse.html#model การนําเสนอทฤษฎีที่กลาวมาทั้งสามทฤษฎีนั้นเปนเพียงสวนหนึ่งในการ อธิบายการเติบ โตของเมือง ยั งมี แนวคิดทฤษฎี ที่ มิไดนํ ามาเสนอไวในที่นี่ เช น ทฤษฎีวาดวยศูนยกลางชุมชน (Central places Theory) ที่เสนอวา เงื่อนไขทั่วไป แล ว การกระจายตั ว ของสิ น ค า หรื อ บริ ก ารที่ อ อกไปยั ง เขตรอบนอกจะมี ความสั มพัน ธกั บระยะหางจากศูน ยก ลาง ยิ่ งระยะหางจากศูน ยก ลางมากขึ้ น เทาใด ยอมมีผลตอการบริการและสินคาที่มีนอยลง หรือกลาวนัยหนึ่งไดวา สินคา และบริการจะมีราคาสูงขึ้น ซึ่ งในแตล ะชุมชนเมื อง จะมี ศูนยกลางสินคาหรื อ บริการหลายศูนยกลางที่มีอิทธิพลตอกัน และแบงเขตกันเปนรูปพื้นที่หกเหลี่ยม ทฤษฎีการพัฒนาภาค (regional development theory) ที่มุงอธิบายการพัฒนา ในเขตพื้นที่หรือภาคการผลิตที่มีศักยภาพสูง ตลอดจนการพัฒนาเมืองหลักเขต 44


รอบนอกมหานครขึ้น มาเป นศู นย กลางแทนการขยายตัว ออกไปของมหานคร แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรนคร (agrimetro) ในประเทศดอยพัฒนาเพื่อ กระจายการบริการออกไปยังพื้นที่ชนบท ทฤษฎีระบบและกระบวนการ (system & process theory) ที่เสนอวาการเกิดเปนเมืองมีความเกี่ยวของกับเรื่องของคน (people) พฤติ ก รรมของคน (human behavior) และวั ฒ นธรรม (Culture)ที่ เชื่อมโยงสัมพันธกันเปนระบบทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และกระบวนการ ทางจิ ตวิทยา หล อหลอมกั น ทฤษฎีระบบเมื องของโลก (world city theory) ที่อธิบายวา ระบบเศรษฐกิจของโลกกอใหเกิดการแบงงานกันทําในระดับสากลมี ผลตอความสัมพันธกับกระบวนการเกิดเปนเมืองในยุคทุนนิยม โดยมองวาเมือง ตางๆในโลกมีความสัมพันธกันแบบ core-periphery relations แนวคิดเกี่ยวกับ เมืองบริวาร (satellite towns) ที่อธิบายการพัฒนาเมืองบริวารขึ้นมารองรับภาระ ของเมืองหลักและจัดสรางความสัมพันธตอกันระหวางเมืองบริวารและเมืองหลัก เปนตน28 ลักษณะทางสังคมของเมือง จาการที่ เ มื อ งเป น ศู น ย ร วมของผู ค นซึ่ ง อาศั ย อยู อ ย า งหนาแน น มี ก าร ปฏิสัมพันธทางสังคมที่มีความสลับซับซอนภายใตพื้นที่ทางกายภาพที่แตกตาง จากพื้นที่แหงอื่นๆ จึงสงผลใหลักษณะทางสังคมของเมืองมีเอกลักษณ ดังนี้ 1. สั ง คมเมื อ งมี ค วามแตกต า งและหลากหลาย (Diversity / Differentiation) หากพิ จารณาในเชิง กายภาพเมืองมีทั้งตึ กสูง ระฟ า บา นเรื อนที่ มี รูปทรงแปลกตา ไปจนถึงลักษณะของสิ่งปลูกสรางที่เรียกวา ชุมชนแออัด มีทั้ง 28

สามารถศึกษาเพิ่มเติมไดจาก กฤช เพิ่มทันจิตต. (2536). ทฤษฎีและแนวความคิดเกี่ยวกับ กระบวนการเกิดเปนเมือง. กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร.

45


สวนกลางกรุง การทําเกษตรกรรมในเมือง ในเรื่องของผูคนที่มาอาศัยอยูรวมกัน ในเมืองมีทั้งกลุมที่มาจากหลากหลายชาติพันธุ ซึ่งอพยพยายถิ่นกันเขามาดวย เงื่อนไขที่แตกตางกัน เปนสั งคมที่ มีทั้งกลุ มชนชั้ นสูง ชั้นกลาง และระดับลา ง โดยรูปแบบความสัมพันธทางสังคมดานหนึ่งหลายมุมมองอาจอธิบายในภาพรวม วาต างคนตา งอยูห รือ มีค วามเปน ปจ เจกนิ ยมสูง (Individualism) แต ทว าก็ มี รูปแบบความสัมพันธทางสังคมที่เหนี่ยวแนน (Social Cohesion) มีความเปน ปกแผนทางสังคมสูง (Solidarity) สําหรับการรวมตัวของชุมชนหรือกลุมทางสังคม บางกลุม นอกจากนี้ในเชิงอาชีพที่มีอยูในสังคมเมืองก็พบวามีความหลากหลาย สูงมากกวาในพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากมีการแบงงานกันทําตามความชํานาญพิเศษ 2 . สั ง ค ม เ มื อ ง มี ค ว า ม ค ล า ย ค ลึ ง ห รื อ ค ว า ม เ ห มื อ น กั น (Homogeneity) ในสังคมเมืองจะสังเกตเห็นลักษณะทางสังคมที่มีความคลายคลึง กันในพื้นที่แหงหนึ่งๆ ดังเชน ชุมชนซึ่งอาจมีความเปนความชาติพันธุเดียวกันที่มา อาศั ย อยู ร ว มกั น เช น ชุ ม ชนชาวจี น ในย า นไชน า ทาวน ชุ ม ชนของชาวมุ ส ลิ ม ชุ ม ชนผู ย า ยถิ่ น มาจากพื้ น ที่ เ ดี ย วกั น นอกจากนี้ ส ามารถที่ จ ะพบเห็ น ความ เหมือนกันไดอีกโดยเฉพาะลักษณะทางเศรษฐกิจหรืออาชีพ ซึ่งมีการกระจุกตัวอยู ในพื้นที่เดียวกันโดยมักจะเรียกวา “ยาน” เชน ยานปากคลองตลาดที่ขายดอกไม นานาชนิด ยานเยาวราชที่เปนแหลงคาทองคํา ยานเสาชิงชาที่มีการจําหนาย เครื่องสังฆภัณฑ ยานทาพระจันทรซึ่งเปนตลาดนัดพระเครื่อง ยานเชียงกงที่มี การคาอะไหลรถยนต เปนตน ดวยความเหมือนกันนี้ยอมสงผลใหเกิดแรงดึงดูดที่ ทําใหผูคนกลุมตางๆแวะเวียนเขามาเกี่ยวของกับพื้นที่ (Stakeholder) โดยเฉพาะ ในเชิ ง เศรษฐกิ จ ที่ ค ล า ยคลึ ง กั น และหากพื้ น ที่ นั้ น เป น จุ ด เปลี่ ย นรู ป แบบการ คมนาคม (Place for The change in mode of transportation) เชน การเปน จุดเชื่อมระหวางการคมนาคมทางน้ํากับทางบก หรือทางราง พื้นที่นั้นๆจะเปน

46


พื้นที่ที่มีศักยภาพสําหรับการลงทุนสําหรับผูแสวงหาผลประโยชนจากพื้นที่ ใ น รูปแบบตางๆ 3. สังคมเมืองมีความพลวัต (Dynamic) เนื่องจากเมืองเปนศูนยรวมการบริหารและการปกครอง ศูนยกลาง ทางเศรษฐกิจ การเงิน จึ งทํ าใหเมื องเป นแหลง รวมของข อมู ลข าวสารที่มี การ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา มีกระแสการไหลเวี ยนของขอมูลผานสื่อ สารสนเทศประเภทตางๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน ทําใหผูคนในเมืองไวตอการรับรู ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อีกตัวอยางที่เห็นไดชัดเจน คือ เรามักสังเกตเห็นการ ใชพื้นที่แหงหนึ่งๆที่มีกิจกรรมหลากหลายกิจกรรมตั้งอยูในแตละชวงเวลา เชน ในชวงเชาพื้นที่แหงนั้นไดเปนที่ตั้งของรานขายน้ําเตาหูสําหรับผูที่มาออกกําลัง ช ว งเช า หรื อ คนไปทํ า งาน ช ว งสายจนถึ ง บ า ยพื้ น ที่ นี้ อ าจกลายเป น ที่ ตั้ ง ของ รานอาหารตามสั่งสําหรับผูคนทํางานตามสํานักงานที่ตั้งอยูโดยรอบ พอตกเย็น แปรสภาพเปนที่ตั้งรานขยายเสื้อผาในฐานะยานการคาไปจนถึงชวงค่ําคืน และ อาจกลายเปนที่หลับพักผอนสําหรับคนไรบานในชวงค่ําคืนก็เปนไปได ความเปน พลวัตของเมือง จึงมีความตอเนื่องและซับซอนไปดวยเงื่อนไขตางๆมากมาย 4. สังคมเมืองมีความเปนอิสรเสรี (Freedom) ในฐานะที่เมืองเปนพื้นที่แหงเสรีภาพ แหลงรับและแหลงสงกระแส การเผยแพรการกระจายทางสังคมและวัฒนธรรม นวัตกรรมที่มาจากภายในและ ภายนอก โดยเฉพาะในเชิงแนวคิ ด จึ งเป นที่ม าของการกอ เกิด ระบบคิด ใหม ๆ ทําใหผูคนในเมืองมีความกลาหาญมากพอที่จะรับนําความคิดใหมๆเหลานั้น หรือ สรางความคิดที่อยูนอกกรอบมาใชในการดํารงชีวิตประจําวัน ซึ่ง แนวคิดเหลานี้ อาจไมสอดคลองกับคานิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อชุดเดิมของสังคมที่มีอยู สิ่งที่ ปรากฏเห็นไดชัดเจน เชน การแสดงออกถึงอัตลักษณของกลุม วัยรุนที่มีการแตง กายดวยเสื้อผา การทําทรงผมประเภทตางๆ รูปทรงแปลกใหม หรือการประดิษฐ คิดคนคําพูดศัพทแสลงประเภทตางๆขึ้นมาใชเฉพาะกลุม นอกจากนี้ยังรวมไปถึง 47


การรวมตั วเคลื่อ นไหวทางสั ง คมในประเด็น ตา งๆภายใตห ลั กสิ ท ธิเ สรี ภ าพ ที่ เกิดขึ้นในพื้นที่ของเมืองเปนจํานวนมาก พื้นที่เมืองจึงกลายเปนสัญลักษณของ การเรียกรองทางการเมือง ความเปนประชาธิปไตย ไปโดยปริยายปรากฏการณ เหลานี้มีผลกระทบกระเทือนตอสังคมโดยเฉพาะจะทําใหเกิดการกระแพรกระจาย ไปยังพื้นที่อื่นๆซึ่งมีผลทั้งในเชิงบวกและลบได 5. สังคมเมืองมีการเลื่อนชั้นทางสังคมขึ้นและลง (Social Mobility) ในสั งคมเมือ งเปน พื้น ที่ที่ ผูค นต างแสวงหาโอกาสความก าวหน า ใหกับชีวิต ผูคนที่ อยูอาศัยในเมืองตางตองแขงขันระหวางกัน หลายคนอาจจะ ประสบกับความสําเร็จในชีวิต ทั้งในดานการศึกษา การประกอบอาชีพไดเลื่อนชั้น เลื่ อ นตํ า แหน ง ทํ า ให มี ค วามมั่ น คง เกี ย รติ ภู มิ ยกระดั บ ฐานะความเป น อยู ขณะเดี ย วกั น สั ง คมเมื อ งก็ อ าจกลายทํ า ให เ กิ ด การเลื่ อ นชั้ น ในทางลบอั น เนื่องมาจากอุปสรรคบางประการ เชน การขาดทักษะความสามารถในอาชีพ การ ไดรับผลกระทบจากวิกฤตการขององคกร วิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ ความ ขัดแยงระหวางกลุม เปนตน 6. สั ง คมเมื อ งมี ค วามเป น ระเบี ย บและเสี ย ระเบี ย บ (Social order/Social disorganization) จากการที่เมืองมีผูคนจากหลากหลายกลุมมาใชชีวิตอยูรวมกันเปน จํานวนมาก สังคมเมืองแตละแหงจึงไดกําหนดชุดของกติกาการใชชีวิตอยูรวมกัน ในเมืองขึ้นมาใชเพื่อเปนเครื่องมือในการควบคุมทางสังคม ทําใหสังคมเมืองดํารง อยูไดอยางเปนระเบียบ อยางไรก็ตาม การดําเนินไปของสังคมโดยขอเท็จจริง สังคมเมืองมิไดดํารงอยูอยางมีระเบียบอันเนื่องมาจากการที่ปจเจกบุคคล กลุม สถาบันทางสังคมจํานวนหนึ่งไมสามารถที่จะยึดมั่นในกติกาที่สังคมเปนผูกําหนด ไดโดยมีเหตุผลหรือเงื่อนไขบางประการ จึงสงผลใหเกิดการเสียระเบียบทางสังคม เกิดขึ้นในเมือง ตัวอยางที่เห็นเปนรูปธรรม คือ ปญหาสังคม (Social Problem)

48


ที่ เ กิ ด ขึ้ น ในเมื อ ง ทํ า ให ผู มี อํ า นาจต อ งกํ า หนดนโยบายทางสั ง คมหรื อ แนว ทางแกไขปญหาเพื่อสรางความเปนระเบียบใหเกิดขึ้นในเมือง ผลอันเกิดขึ้นจากกระบวนการกลายเปนเมือง กระบวนการกลายเปนเมืองเปนปรากฏการณที่แผขยายไปทั่วโลกดานหนึ่ง ไดกอใหเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี สรางความเจริญเติบโตกาวหนาใหกับ สังคมและประเทศ ขณะเดียวกันไดนําพามาซึ่งปญหาที่มีผลกระทบไมเพียงแต เฉพาะผูคน พื้นที่ในเมืองเทานั้น หากแตครอบคลุมไปยังพื้นที่อื่นดวย ซึ่งสามารถ สรุปไดดังนี้ 1. การพัฒนาความกาวหนาใหกับมนุษย เมืองเปนแหลงสรางสรรค สิ่งประดิษฐคิดคน นวัตกรรมใหมๆ ขึ้นมา รองรับกับความตองการของผูคนที่อาศัยอยูในเมือง จึงทําใหชีวิตของผูคนที่อาศัย อยูในเมืองสามารถดําเนินไปไดภายใตการมีระบบตางๆขึ้นมารองรับเพื่ออํานวย ความสะดวก และการพัฒนาชีวิตของคนในเมืองใหดียิ่งขึ้น ตัวอยางเชน ระบบ ทางการแพทย สาธารณสุขที่กาวหนาทําใหมาตรฐานคุณภาพชีวิตคนเมืองดีขึ้น ระบบการคมนาคมขนสงที่เชื่อมตอกันอยางทั่วถึงทําผูคนในเมืองไปมาหาสูกันได ไมยาก การเปนศูนยรวมของสถาบันการศึกษาระดับตางๆที่สงผลใหเกิดทางเลือก ในการศึ ก ษาที่ ห ลากหลาย การมี ส ถาบั น เศรษฐกิ จ เช น ศู น ย ก ารค า หางสรรพสินคา ตลาดนัดไปจนถึงหาบเรแผงลอย หรือที่เรียกวาเปนเศรษฐกิจ นอกระบบ (Informal Sector) เปนแหลงบริโภคของคนเมือง การมีสถาบันสันทนา การประเภทตางๆ เชน สวนสนุก สนามกีฬา โรงภาพยนตร คลับ คาเฟ ชมรม สโมสรตางๆ เพื่อชวยผอนคลายความตึงเครียดจากการทํางานหรือจัดสรรการใช เวลาวางใหกับคนเมือง เปนตน อยางไรก็ตามมิไดหมายความวาผูคนในเมืองจะมี โอกาสในการเขาถึงระบบตางๆที่กลาวมาไดทั้งหมด แตขึ้นอยูกับเงื่อนไขหลาย 49


ประการ เชน ฐานะทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแขงขันทางอาชีพ ชนชั้น ทางสังคม หรือการสงเสริมสนับสนุนจากภาครัฐผานนโยบายทางสังคมตางๆ 2. ศูนยกลางอํานาจทางเศรษฐกิจและการเงิน นอกจากการที่เมืองเปนศูนยรวมอํานาจทางการเมืองการปกครอง การบริ ห ารซึ่ ง มี อิ ท ธิ พ ลต อ การกํ า หนดระเบี ย บแบบแผนในการดํ า รงชี วิ ต ไม เพียงแตผูคนที่อาศัยอยูในเมืองเทานั้น ผลอันเกิดขึ้นจากกระบวนการกลายเปน เมืองยังทําใหเมืองเปนแหลงสะสมของทุนและอํานาจทางเศรษฐกิจโดยเปนความ พยายามของเมืองที่จะมีสถานภาพอยูเหนือธรรมชาติดวยการใชเงินสนับสนุนการ เปลี่ยนวั ตถุดิบ ใหกลายเปนสินค าประเภทตางๆ เพื่อรวมเขาสู เมืองและนําส ง ออกไปยังพื้นที่อื่น โดยเมืองสามารถเปนผูกําหนดทิศทางราคาของสินคานั้นๆได นอกจากนี้ การขยายตัว ของเมื องยั งทํ า ใหเ กิ ดการแบ ง แยกด านแรงงานอย า ง ซับซอน และยังมีสวนชวยใหผูคนที่อยูหางไกลกันสามารถติดตอ ถึงกันโดยผาน ระบบโทรคมนาคมที่โยงใยกันทั่วถึง เมืองบางแหงยังเปนศูนยรวมสํานักงานใหญ ของสถาบันทางการเงิน เปนศูนยกลางในการควบคุมเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ระดับโลก ซึ่งการตัดสินใจของผูมีอํานาจในองคกรดังกลาวสามารถที่จะทําให ระบบเศรษฐกิ จ ภายในประเทศหรื อ ประเทศต า งๆเติ บ โตหรื อ อาจประสบกั บ ปญหาได เมืองทั่วโลกจึงพยายามแขงขันเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจทางเศรษฐกิจและ การเงิน 3. การดึงดูดทรัพยากรและพลังงานจากพื้นที่อื่น ในพื้นที่รอบนอกของเมืองโดยเฉพาะในพื้นที่ที่อุดมไปดวยทรัพยากร พลังงานหลากหลายชนิด เชน ปาไม น้ํา อาหาร ที่เมืองไมมี และไมสามารถผลิต ขึ้นเองได ถูกปอนใหกับเมืองและถูกใชไปอยางไมมีขีดจํากัด ทั้งนี้เปนผลมาจาก การเรงพัฒนาทางดานเทคโนโลยี และการขยายตัวของจํานวนประชากร การใช ทรัพยากรและพลังงานของเมืองสะทอนใหเห็นจากกระบวนการสันดาปพลังงาน แบบเส น ตรง คื อ การมุ ง เบี ย ดบั ง เอาทรั พ ยากรไปใช โ ดยไม มี ก ารตอบแทน 50


ไม คํ า นึ ง ถึ ง ผลที่ จ ะตามมาภายหลั ง ส ง ผลให เ กิ ด การสร า งขยะให กั บ เมื อ ง ซึ่งธรรมชาติไมสามารถดูดซึมขึ้นมาใชไดอีก การขยายตัวของของอุตสาหกรรมใน เขตเมืองจึงเปนตัวเรงใหเกิดการทําลายสิ่งแวดลอ มเร็วขึ้น สอใหเห็นถึงความไม มั่นคงของเมืองในระยะยาว ดังนั้นการหันกลับมาใหความสนใจกับกระบวนการ สันดาปพลังงานแบบหมุนเวียนหรือวงกลม โดยการนําสิ่งที่ไดจากกระบวนการ ผลิตในเมืองกลับมาใชเปนวัสดุดิบไดอีก การเนนไปที่กระบวนการผลิตที่ไมสราง สารพิษ การนําขยะจากโรงงาน บานเรือนกลับมาใชใหมอีกครั้ง เปนแนวทางที่ เมืองในปจจุบันควรรีบดําเนินการ 4. ผลกระทบตอชนบท กระบวนการกลายเป น เมื อ งมี ผลกระทบต อ ชนบทในหลายด า น ในเชิงนิเวศ พื้นที่ชนบทบางแหงที่ถูกพัฒนากลายเปนเมืองจะทําใหลักษณะทาง กายภาพแบบเมื อ งเข า มาแทนที่ โครงสร า งทางเศรษฐกิ จ ที่ มี ฐ านทางด า น เกษตรกรรมเชิงนิเวศเปนหลักจะถูกกลืนดวยอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการ บริการ พื้นที่ทางการเกษตรจะถูกแปรสภาพเพื่อผลประโยชนเชิงเศรษฐกิจ ระบบ นิ เ วศน ต ามธรรมชาติ ที่ มี อ ยู เ ดิ ม จะสู ญหายไป ในเชิ ง ประชากรและสั ง คม การกลายเปนเมืองสงผลใหแรงงานในภาคชนบททั้งผูชายและผูหญิงซึ่งเปนกําลัง หลักของการพัฒนาทองถิ่นเขามาแสวงหางานทําในเมืองซึ่งเปนสาเหตุใหตอง ทอดทิ้งบุตร คนแก ญาติในครอบครัวมา ปรากฏการณที่สะทอนใหเห็นไดชัดเจน ซึ่งเกิดขึ้นในชนบทที่เรียกวา “ยายเลี้ยงหลาน” โดยจากการศึกษาชุมชนชนบท แหงหนึ่งในจังหวัดขอนแกนพบวา สาเหตุหนึ่งของสถานการณที่ทําใหยายตอง รับภาระเลี้ยงหลานในฐานะแมอีกครั้งเกิดขึ้นจากบริบทของสังคมชนบทที่ไมเอื้อ ตอการสรางรายไดใหกับครอบครัว จึงนําไปสูการตัดสินใจเขามาหางานทํางาน กรุงเทพฯ29 จึงทําใหชนบทขาดกําลังหลักที่จะมาชวยพัฒนาชุมชนใหกาวหนาได 29

ชนินทร จารุจันทร. (2541). “ผูเฒามีลกู ” : แบบชีวติ และกระบวนการปรับตัวของยายเลี้ยง หลานกรณีศึกษาบานภูเหล็ก หมู 6 ตําบลภูเหล็ก อําเภอบานไผ จังหวัดขอนแกน.

51


เทาที่ควร นอกจากนี้ จากการที่เขามาใชชีวิตอยูในเมืองแลว บางคนอาจอยูใน ภาวการณวางงาน หรือการขาดทักษะก็เปนเหตุใหตองยากจนลงไปอีก บางคน หั น ไปทํ า งานเป น คนรั บ ใช แม ค า หาบเร จนกระทั่ ง การค า ประเวณี ในเชิ ง วัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบชนบทบางอยาง เชน ความเชื่อ คานิยมอาจถูกมองวาเปน สิ่งลาหลังขัดขวางการพัฒนาความเจริญ เนื่อ งจากกระแสความคิดแบบเมือ ง (Urban Liberalism) เขาไปมีอิทธิพลครอบงําความคิดของคนรุนใหม ซึ่งผลที่ ตามมาอาจนําไปสูการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การลอกเลียนแบบพฤติกรรมใหมี ความคลายคลึงกับสังคมเมืองของคนในชนบท หรืออาจนําไปสูความขัดแยงเชิง ความคิดระหวางคนชนบทกับคนรุนใหมที่ไดรับอิทธิพลทางความคิดของสังคม เมื อ ง รวมไปถึ งบรรดานัก วางแผนพั ฒ นาโครงการทั้ ง หลายที่ มี ทั ศ นคติ ไ ปใน ทํานองเดียวกัน 5. ความเปนเอกนคร (Primacy) เปนสภาวะที่เมืองใหญเมืองหนึ่งหรือสองเมือง มีอิทธิพลเหนือเมือง อื่ น ๆ ทั้ ง หมด โดยเมื อ งนั้ น เป น ที่ ร วมของศู น ย ก ารบริ ก าร ธุ ร กิ จ การค า สถาบันการศึกษาและศาสนา มีผูคนในทองถิ่นและโดยเฉพาะตางๆถิ่น ที่ยายถิ่น เขามาเปนจํานวนมาก มีเครือขายของการคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกัน อยางไรก็ ตามผลที่ เ กิ ด ขึ้ น จากความเป น เอกนครได ทํ า ให เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลงในเชิ ง กายภาพและสังคม โดยทําใหพื้นที่ของเมืองโดดเดี่ยวจากสวนอื่นๆ ชนชั้นผูนํา คอนขางเหินหางในการรับรูถึงความตองการของคนในพื้นที่แหงอื่นๆ เชน ชนบท และมีแนวโนมที่จะดึงเอาผูคนที่มีความสามารถมาจากพื้นที่อื่น เชน การดึงคน หนุมสาวเขามาในเมืองทั้งการจางงาน และการศึกษาตอ นอกจากนี้ ทรัพยากรใน พื้นที่หรือทองถิ่นอื่นถูกนําไปใชเพื่อหลอเลี้ยงประชากรของเมืองที่ขยายตัวอยาง หนาแนนเปนจํานวนมาก ทําใหเอกนครมีลักษณะเหมือนกาฝาก (Parasitic) ที่ วิทยานิพนธสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) คณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 52

52


คอยดูดกลืนทรัพยากรตางๆของประเทศ และดวยอัตราการเติบโตของเมืองที่มาก เกิน ไป (Hyper urbanization or Over urbanization) จึง ทํา ใหก ารบริ การ การจางงาน และการจัดสิ่งอํานวยความสะดวกประเภทตางๆไมเพียงพอกับความ ตองการหรือ เกินระดับของการพั ฒนาที่ จะรองรับได ผลที่เ กิดขึ้น คือ การสรา ง ความเหลื่ อ มล้ํ า ระหว า งพื้ น ที่ เ นื่ อ งจากไม ส ามารถกระจายการพั ฒ นาได ครอบคลุม เกิดชองวางทางสังคมมากขึ้น เกิดปญหาสังคมตามมา30 6. ปญหาสังคมในเมือง โดยทั่วไปภายนอกผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกลายเปนเมืองดู เหมือนวาภาพชีวิตผูคนในเมือง เต็มไปดวยความสุขสันต อันเนื่องมาจากความ ทันสมัยและความกาวล้ําของเทคโนโลยี แตทวาในความเปนจริงแลวมิไดเปน เชนนั้นเสมอไป เมืองกลับกลายเปนตัวการกอปญหาในหลายดานใหกับผูคน 6.1 ความหนาแนนของผูคนโดยเฉพาะในเขตเมืองชั้นใน เชน คนยากจนที่ตองดิ้นรนหาที่ อยูอาศัยในเมืองใกลกับแหลงรายได ศูนยกลางของ เมืองจึงสรางแรงกดดันเพิ่มขึ้นกับปญหาที่พักอาศัย เชนตึกแถวใหเชาและบาน เดี่ยวตางๆที่ถูกแบงแลวแบงอีก สําหรับผูคนที่อพยพไมไดพักอาศัยก็จําตองนอน ตามขางถนนหรือแหลงพักพิงชั่วคราว ในขณะที่แหลงอาศัยในชานเมื องรอบนอก ซึ่งไกลจากแหลงงานซึ่งมักเปนที่ที่มีความยากจนคนอาศัยอยู อยางแออัด กลับ ไมไดรับการพัฒนาแตอยางใด 6.2 ป ญ หาการแย ง ชิ ง พื้ น ที่ เช น เมื อ งในประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นา เกิ ด ป ญหาการเข า ไปถื อ ครองที่ ดิ น เพื่ อ ยึ ด เป น เพิ ง พั ก อาศั ย อย า งผิ ด กฎหมาย หรือการพักอาศัยอยูชั่วคราว ซึ่งคนทั่วไปหรือรัฐมักมีความเขาในตอที่ อยู อ าศั ย ประเภทนี้ อ ย า งคลุ ม เครื อ โดยเฉพาะการเป น แหล ง ปลู ก สร า งที่ ไ ม เหมาะสม ดังเชน ในแหลงชุมชนแออัด (Slums) ที่ปลูกสรางดวยวัสดุที่บอบบาง 30

พรอัมรินทร พรหมเกิด.เรื่องเดิม.หนา 94-96

53


ง า ยต อ การพั ง ทลายและต า นทานสภาพลม ฟ า อากาศไม ไ ด อี ก ทั้ ง การขาด สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิ่งปลูกสรางเหลานี้มักถูกมองในลักษณะ “อุจจาดตา” ซึ่งในทัศนะของรัฐจะถูกมองวาเปนปญหา โดยจะตองถูกกําจัดไปอยางถอนราก ถอนโคน ซึ่งโดยแทจริงทางออกของปญหาชุมชนแออัด ถามองอีกดานหนึ่งคน เรรอนเหลานี้ไดแสดงใหเห็นถึงศักยภาพอันหลากหลายของพวกเขาในการสรางที่ พักใหกับตัวเองไดเปนการสรางบานทางเลือกราคาถูก ซึ่งหากชวยพัฒนาชุมชน ชั่วคราวเหลานี้อาจเปนวิถีทางที่ดีกวา 6.3 การพั ฒ นาที่ อ ยู อ าศั ย ที่ เ น น แต เ ปลื อ กนอกภายใต ผลประโยชนของผูมีอํานาจ ดังเชน รัฐในประเทศกําลังพัฒนาจัดโครงการที่อยู ใหกบั คนจนในเมือง อันเปนเหตุตึกแถวคอนกรีตจํานวนพันๆแหงผุดขึ้นมา อีกทั้ง วัสดุที่ใชในการกอสรางมักมีราคาแพงและนําเขาจากตางประเทศ เปนเหตุให ตนทุนในการกอสรางสูงกวาราคาที่ประมาณ ตึกแถวจํานวนมากถูกสรางขึ้นมา อยางรีบเรง มีการบุฉนวนอยางหยาบและอับทึบ หลังคาตึกรั้ว ไอน้ําเกาะจับตาม กําแพง หองรอนเกินไปสําหรับฤดูรอน หนาวเกินไปสําหรับฤดูหนาว ทางเดินดาน นอกผานตึกแคบๆ มีการใชแสงไฟแบบสลัว อันเปนที่มาของการซองซุมของโจร ผูราย31 6.4 การสู ญเสี ย ที่ ดิ น ที่ มี ส มรรถนะของดิ น สู ง ผลจากการ กลายเป น เมือ ง ทํ า ให พื้ นที่ บ างแห ง ที่ มีท รั พ ยากรดิน เหมาะสมถูก ใช อ ย า งไม สอดคลองกับศักยภาพของพื้นที่โดยนําไปใชในกิจกรรมตางๆ เชน การสรางที่อยู อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม เสนทางคมนาคม ศูนยการคา ฯ ตัวอยางที่เห็นได ชัดเจนคือพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเปนดินดอนสามเหลี่ยมปากแมน้ําซึ่งมีแรธาตุ ดินตะกอนมาทับถมกันเปนชุดดินที่มีคุณภาพเหมาะสมสําหรับการเพาะปลูก ผล ที่ตามาคือทําใหพื้นที่เกษตรกรรมที่มีมาแตเดิมแปรสภาพเปนตึกอาคาร พันธุพืช 31

เฮอรเบิต จิราเดต (เขียน) พิภพ อุดมอิทธิพงศ (แปล). (2539).ทําเมืองใหนาอยู วิสัยทัศน ยุทธศาสตรและความหวังสําหรับเมืองที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง. หนา 80-105

54


และพั น ธุ ไ ม น านาชนิ ด สู ญ หายไป นอกจากนี้ ป ญ หาจากการใช ที่ ดิ น แบบ ผสมผสานของเมือง (Mixed Lands Use) ยังเปนที่มาของการสรางปญหาอื่นๆซึ่ง เกิดขึ้นตามมา เชน การจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ ระบบการระบายน้ํา การ ตกคางของขยะและสารเคมี เปนตน 6.5 การทําลายวัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิมของเมืองดวยอภิมหา โครงการทั้งจากภาครัฐ เอกชน ที่สรางที่พักหรือโรงงาน หรือการทําเปนสถานที่ ตางๆเพื่อประโยชนในเชิงธุรกิจ การทองเที่ยว โดยมองขามชุมชนที่ดํารงอยูมาชา นาน อีกทั้งยังปราศจากการถามถึงความตองการและการใหเขามามีสวนรวมรับรู ในโครงการเหลานี้ของผูคนในชุมชนดวย ตัวอยางเชน การเขามาของหางคาปลีก ขนาดใหญที่มีเจาของเปนบรรษัทขามชาติ ซึ่งเปดใหบริการตามแหลงศูนยกลาง ชุมชน การรื้อบานแบบเดิมที่มีลักษณะสถาปตยกรรมโดยมองขามคุณคาในเชิง ความรูสึก ความผูกพัน และปฏิสัมพันธทางสังคมของคนในชุมชนที่แฝงอยูใน สิ่งกอสรางเหลานั้น หรือปรากฏการณที่เรียกวา เจนตริฟเคชั่น (Gentrification) ซึ่งเปนการรุกคืบเขาไปครอบครองพื้นที่ยานใจกลางเมืองหรืออาคารเกาโดยกลุมผู มีอั น จะกิน ที่ ต องการมีที่ พั ก พิ งใกล กั บสถานที่ทํ า งานและแหล ง บั น เทิ ง ผลที่ ตามมาไดนําไปสูความขัดแยงระหวางวิถีการดําเนินชีวิตระหวางผูที่เขามาอยูใหม ซึ่งเปนผูที่ร่ํารวย มีการศึกษาดี กับผูที่อาศัยอยูเดิมหรือครอบครัวชนชั้นแรงงาน32 เปนตน 6.6 ปญหาเด็กที่ถูกทอดทิ้งและเรรอนในเมือง จากสถิติมีการ ประมาณกั นว ามี เด็ กเหลา นี้ป ระมาณ 100 ล านคนทั่ว โลกตามเมือ งใหญ ๆใน ประเทศกําลังพัฒนา เชน ใน กทม. สงผลตอการสรางปญหาอาชญากรรม โดยยัง จาตุรงค โพคะรัตนศิริ. (2546). การศึกษาปรากฏการณ “เจนตริฟเคชั่น” ในการอนุรักษชมุ ชน เมือง กรณีศกึ ษาผลกระทบทางสังคมในยานชุมชนบางลําพู กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ การวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต (การวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดลอม) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. หนา 10

32

55


ไมมีความพยายามใดๆที่จะมีการแกไขปญหานี้ดวยกฎหมายหรือทางออกอื่นๆ สาเหตุของการถูกทิ้งและทําใหเด็กตองเรรอน เกิดจากเงื่อนไข 4 ประการ คือ 1) สภาพครอบครัวและชุมชนที่สงผล เชน พอหรือแมใชความรุนแรง ทุบตี ติดเหลา และยาเสพติด เปนลักษณะของครอบครัวที่ไมสามารถดูแลใหความรัก เอาใจใส กับเด็ก บางกรณีอ าจถู กไลออกจากครอบครั ว หรือ ถูก ทิ้งด วยความจงใจจาก สาเหตุ ตา งๆ เชน ความยากจน 2) การเปลี่ย นแปลงทางสั งคมและเศรษฐกิ จ ก อ ให เ กิ ด การอพยพเข า สู เ มื อ งเพื่ อ หางานทํ า เช น เป น กรรมกร ทํ า ให เ กิ ด ครอบครัวเรรอน 3) ตัวเด็กเองจากการถูกชักชวนจากเพื่อน การทดลองยาเสพติด แลวออกจากบานเพราะกลัวถูกลงโทษและ 4) สภาพแวดลอมจากสังคม สีสัน ความสนุก เพลิ ดเพลิ นจากเกม ดิ สโก เธ็ ค โรงภาพยนตร เปน แรงดึง ดูด ให เด็ ก ออกมาใชชีวิตนอกบาน33 6.7 ความเครียดในเมือง อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เชน จํานวนคนที่แออัดยัดเหยียด ระดับเสียงที่ดั ง ฝุนควัน เปนสาเหตุของความ กังวล และความเครียด สภาพแวดลอมของเมืองยั งอาจทํา ใหเกิดอาการ“รับ รู ขอมูลมากเกินไป” เพราะผูคนตองเผชิญกับสีเสียง สัญญาณ โฆษณา รานคาที่ แสดงสิ น ค าผ า นกระจกหนา ร า น รถราที่ วิ่ง กั นขวั ก ไขว รวมทั้ง ความกั งวลต อ ภาวการณงาน ที่อยูอาศัย สัมพันธภาพระหวางกันที่แปรปรวนขัดแยง ลวนนําไปสู การกลายเปนความกาวราวหรือนิยมความรุน แรง และมักจะหาทางออกดวยการ แสดงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน (Deviance Behavior) หลุดลอยออกไปจากบรรทัด ฐานของสังคม (Social Norms) ตัวอยางของพฤติกรรมเหลานนี้ เชน การขีดเขียน ตามพื้นที่สาธารณะ การกรีดเบาะมานั่งบนรถเมล การทุบตูโทรศัพท ซึ่งถือเปน พฤติกรรมออนๆของการกวนเมือง หรือ ในกรณีเมืองใหญๆในอเมริกาเหนือที่คน หนุมสาวตางตกงานเปนจํานวนมากกอใหเกิดแก็งคที่มีเอกลักษณและแบงแยก 33

วันดี กริชอนันต. (2544). เด็กขางถนนยานหัวลําโพง. วิทยานิพนธสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา)คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 6

56


พื้ น ที่ เ ป น ของตนเองอย า งชั ด เจน โดยกลุ ม วั ย รุ น เหล า นี้ จ ะแสดงพฤติ ก รรม อันธพาลในรูปแบบตางๆ และมักเขาไปพัวพันกับการคายาเสพติด34 บทสรุป เมืองเปนพื้นที่ที่มีความหนาแนนจากการกระจุกตัวของกลุ มผูคนที่มีความ หลากหลาย ผูคนเหลานี้ตางมีกิจกรรมเคลื่อนไหวปฏิสัมพันธอยูตลอดเวลาทําให เมืองมีความเปนพลวัตอยู เสมอ นอกจากนี้ภายในเมืองเปนพื้นที่ที่มีการจําแนก ความแตกตางระหวางบุคคล ระหวางกลุมซึ่งการจําแนกความแตกตางนี้ทําให ผูคนในเมืองตอง พึ่งพาอาซึ่งกันและกัน สงผลใหเกิดการสรางระเบียบทางสังคม เพื่อนํามาใชเปนขอตกลงในการดํารงชีวิตรวมกัน กระบวนการกลายเปนเมือง เปนความพยายามของมนุษยที่จะสรางหรือ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุมชนที่ผูคนอาศัยอยูแบบเบาบาง หรือชุมชนชนบท หรือพื้นที่ วางเปลาใหกลายเปนเมือง โดยมีจุดมุงหมายเพื่อตอบสนองตอความตองการของ มนุษย ซึ่งสาเหตุๆ เปนผลมาจากกระบวนการกลายเปนอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้น ของจํ า นวนประชากร และความเจริ ญ ก า วหน า ทางเทคโนโลยี กระบวนการ กลายเปนเมืองอาจพิจารณาได 4 ลักษณะ คือการกระจายอิทธิพลของสังคมเมือง ไปสู สั ง คมชนบท การเคลื่ อ นไหวของประชากรจากพื้ น ที่ ห นึ่ ง ไปยั ง อี ก พื้ น ที่ การปรับรูปแบบอาชีพจากสังคมเกษตรกรรมพื้นฐานไปสูสังคมที่ไมใชเกษตรกรรม และการปรับรูปแบบการใชชีวิตทางสังคมจากความไมเปนทางการและไมซับซอน ไปสูการใชชีวิตทางสังคมที่มีลักษณะเปนทางการมีความสลับซับซอน กระบวนการกลายเป น เมื อง ณ พื้ นที่ แห ง ใดแหง หนึ่ ง นั้น ประกอบด ว ย ป จ จั ย หลายประการ ได แ ก การแพร ก ระจายของความคิ ด และนวั ต กรรม การเพิ่มขึ้นของจํานวนประชากรและการยายถิ่นลักษณะทางภูมิศาสตร การจัด 34

เฮอรเบิต จิราเดต (เขียน) พิภพ อุดมอิทธิพงศ (แปล). เรื่องเดิม.หนา 95,104-105

57


ระเบียบทางสังคม การขายตัวของตลาดการคา และนโยบายการพัฒนาเมือง การทํ าความเข าใจเกี่ยวกับกระบวนการกลายเปน เมือง จึงต องศึ กษาแนวคิ ด ทฤษฎีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย และแนวคิดทฤษฎีการเติบโตของเมือง เพื่อที่จะ อธิบายใหเห็นถึงลักษณะหรือรูปแบบที่มีความแตกตางกันของการเปลี่ยนพื้นที่ แหงหนึ่งๆไปสูสภาพการกลายเปนเมืองวาเปนอยางไร สําหรับลักษณะทางสังคม ของเมือง มีเอกลักษณที่สําคัญ ไดแก สังคมเมืองมีความแตกตางและหลากหลาย มีความคลายคลึงหรือความเหมือนกัน มีความเปนพลวัต มีความเปนอิสรเสรี การเลื่อนชั้นทางสังคมขึ้นและลง ความเปนระเบียบและเสียระเบียบ ผลอันเกิดขึ้นจากกระบวนการกลายเปนเมืองดานหนึ่งไดกอใหเกิดผลใน เชิงบวกเชน การพัฒนาความกาวหนาใหกับมนุษย การเกิดศูนยกลางอํานาจทาง เศรษฐกิ จ และการเงิ น ขณะเดี ย วกั น ก็ มี ผ ลกระทบในเชิ ง ลบตามมา ได แ ก การดึงดูดทรัพยากรและพลังงานจากพื้นที่อื่น ผลกระทบตอชนบท สภาวะความ เป น เอกนคร รวมทั้ ง ป ญ หาสั ง คมในเมื อ งต า งๆ เช น ความหนาแน ข องผู ค น โดยเฉพาะในเขตเมืองชั้นใน ปญหาการแยงชิงพื้นที่ ปญหาที่อยูอาศัย ปญหา การสู ญเสี ย ที่ดิ น ที่ มีส มรรถนะของดิ น สูง ป ญหาการทํ า ลายวั ฒนธรรมชุ ม ชน ดั้งเดิมของเมืองดวยโครงการทั้งจากภาครัฐ เอกชน ปญหาเด็กที่ถูกทอดทิ้งและ เรรอน และความเครียดในเมือง เปนตน

58


บทที่ 3 แนวคิดทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่ใชศึกษาสังคมเมือง นักสังคมวิทยาทําการศึกษาปรากฏการณทางสังคมในเมือง ไดสรางและ พัฒนาแนวคิดและทฤษฎีเพื่อใชวิเคราะหชีวิตของผูคนในสังคมเมืองดวยมุมมองที่ แตกตางกันออกไป ซึ่งสามารถจําแนกไดสองแนวทางหลัก แนวทางแรก คือ การวิเคราะหสังคมเมืองในระดับมหภาค ที่ประกอบดวย แนวนิเวศวิทยามนุษ ย (human ecological approach) หรือแนวนิ เวศวิทยา สังคม (social ecological approach) ซึ่งมุงอธิบายถึงความสัมพันธ และการ พึ่งพิงระหวางมนุษยในฐานะอินทรียประเภทหนึ่งซึ่งอาศัยอยูในสภาพแวดลอม เฉพาะแบบ จุดสนใจอยูที่การวิเคราะหเมืองหรือมหานครในเชิงพื้นที่ (spatial) เชิงเศรษฐกิจ หรือการเมือง เชน การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงละแวกบาน (neighborhoods) และยั ง รวมถึ ง การวิ เ คราะห ใ นแนวมาร ก ซิ ส (Marxist approach) ที่ มุ ง วิ เ คราะห สั ง คมเมื อ งระดั บ มหภาคโดยให ค วามสนใจในมิ ติ เศรษฐกิจ เชน ศึกษาวาพลังทางเศรษฐกิจมีผลกระทบตอแบบแผนเมืองอยางไร โดยอาจศึกษาวา มูลคาที่ดินหรืออสังหาริทรัพยถูกแบงปนเพื่อใชเปนเครื่องมือ การเปลี่ยนแปลงของยานหรือละแวกบานไดอยางไร แนวทางที่สอง คือการวิเคราะหสังคมเมืองในระดับจุลภาค หรือแนวการ วิ เ คราะห เ ชิ ง สั ง คมและวั ฒ นธรรม (sociocultural approach) มี จุ ด สนใจว า ประสบการณใชชีวิตในมหานครหรือเมือง มีผลกระทบตอการปฏิสัมพันธทาง สังคม (Social Interaction) ความสัมพันธทางสังคม (Social Relationship) และ บุ ค ลิ ก ภาพของบุ ค คลอย า งไร หรื อ อาจกล า วอี ก นั ย หนึ่ ง ว า เป น การศึ ก ษา

59


ผลกระทบเชิงจิตวิทยาสังคมและวัฒนธรรมภายใตสภาพแวดลอมเฉพาะแบบของ เมืองที่มีอิทธิพลตอผูกลุมและกลุมนั่นเอง35 แนวการวิเคราะหสังคมเมืองในระดับมหภาค ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology Theory) ผูที่คิ ดคน ทฤษฎีนี้ คือ รอเบิรต พารก (Robert Park 1864-1944) ได ประยุกตนําเอาหลักการทางชีววิทยามาใชอธิบายการกระจายตัวตามพื้นที่ของ ประชากรในเขตเมื อ ง โดยมี ฐ านคิ ด อยู ที่ ว า มนุ ษ ย เ ป น สิ่ ง มี ชี วิ ต ชนิ ด หนึ่ ง (organism) ที่จําเปนจะตองอยูอาศัยในพื้นที่บริเวณหนึ่ง (habitat) และมีความ พยายามที่จะดํารงชีวิตใหอยูรอดโดยการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะของ การดํารงชีวิตของมนุษยจึงมี 2 เงื่อนไข คือ36 1. มนุษยไมสามารถอยูลําพังดวยตนเองแตตองพึ่งพาอาศัยมนุษย คนอื่นๆที่มีความสามารถแตกตางกันออกไป นั่นหมายความวา มนุษยจะตอง อาศัยอยูในชุมชน (Community) ซึ่งเปนพื้นที่ที่ประชากรจํานวนหนึ่งครอบครอง อยู โดยที่ ส มาชิ ก ในชุ ม ชนจะมี ค วามสั ม พั น ธ ใ นเชิ ง พึ่ ง พาอาศั ย กั น และกั น (Symbiotic relation) 2. เนื่ อ งจากข อ จํ ากั ด ในทรัพ ยากร (resource) มนุ ษ ยทุ ก คนต า ง แขงขันเพื่อใหไดมาซึ่งทรัพยากรที่ใชสําหรับการบริโภค ดังนั้น ความสัมพันธขั้น พื้นฐานของมนุษย คือ การแขงขัน เมื่อชุมชนที่มีความซับซอนมากขึ้น มนุษยจะ พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ. (2545).แบบแผนและกระบวนการปรับแปลงเขาสูวิถีชีวติ แบบเมือง ของผูยายถิ่นชาวอีสาน : กรณีศกึ ษาผูคาหาบเรในมหานครกรุงเทพ. คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 3-4 36 จิราภา วรเสียงสุข. (2548).เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชาสัมมนา:สังคมวิทยาเมือง. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ไมปรากฏเลขหนา 35

60


เรียนรูวาการแขงขันไดดีกวานั้นหากเกิดการรวมมือกันในระหวางคนที่มีความ ตองการเหมือนกัน เพื่อที่จะแขงขันกับคนกลุมอื่นๆที่มีความตองการแตกตางกัน หรือขัดแยงกัน โดยการแขงขันในลักษณะดังกลาว เรียกวา การรวมมือกันเพื่อ แขงขัน (Cooperative Competition) การที่มนุษยอยูรวมกันเปนชุมชนโดยมีการแขงขันเปนพื้นฐานจะสงผลให เกิดความจําเปนในระดับชุมชนในการที่จะรักษาความสมดุลระหวางกลุมแขงขัน กลุมตางๆเพื่ อทําใหการดํ ารงอยู ของกลุมตางๆอยูใ นจํานวนที่เหมาะสมทําให ชุ ม ชนสามารถรั ก ษาจุ ด ดุ ล ยภาพไว ไ ด (equilibrium)เมื่ อ เป น เช น นี้ สภาพที่ เปลี่ยนไปชุมชนจึงตองมีการปรับตัวเพื่อหาดุลยภาพแบบใหม พารก อธิบายวา ทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัดเกิดขึ้นจากความตองการของ มนุษยที่มีอยูเปนจํานวนมากกวาภายในเมืองที่จะรองรับไดซึ่งทรัพยากรในสังคม เมืองมีอยูสําคัญ 2 ประเภท คือ สินคาทางเศรษฐกิจที่มีอยางจํากัด (Economic Community) เช น พลั ง งาน แร ธ าตุ น้ํ า มั น ไฟฟ า และพื้ น ที่ ท างกายภาพ (Physical space) ซึ่งมีคาทางเศรษฐกิจที่มีอยูอยางจํากัด กลาวคือ แหลงที่ตั้งที่ดี ซึ่งมีศักยภาพในเมืองมีอยูอยางจํากัด ซึ่งจะเปนปจจัยที่ทําใหมนุษยไดเปรียบใน การแขงขันเพื่อแยงชิงทรัพยากรสวนอื่นๆสังคมเมืองหรือชุมชนเมืองในทัศนะของ พารก จึงสามารถแบงโครงการสรางออกเปน ระดับ คือ 1. The Subsocial Level หมายถึง การที่ประชากรยุงอยูกับการ แขงขันเพื่อแยงชิงพื้นที่และทรัพยากรตางๆที่จะไดรับจากพื้นที่นั้นๆ ระดับนี้จะเปน ระดั บ ทางด า นนิ เวศน (ecological level) ผลของการแข ง ขัน นี้ จะทํา ให เ กิ ด รูปแบบของการใชพื้นที่ภายในเมือง (spatial pattern) ตามลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และชาติพันธุ ของประชากรในเมืองนั้น ๆ ระดับนี้ถือ ไดวา เปนหัว ใจของ ชุมชนเพราะเปนสิ่งที่กอใหเกิดการจัดระเบียบโครงสรางภายในชุมชน 2. The Social Level หมายถึง กระบวนการในระดับที่เกี่ยวของกับ การรวมมือกันของกลุมประชากร เชน ระบบปกครอง ประเพณี และอุดมการณ 61


ซึ่งสิ่งเหลานี้ถือเปนเครื่องมือที่คนกลุมตางๆคิดคนขึ้นเพื่อชิงความไดเปรียบในการ แขงขัน ดังนั้น ในทัศนะของพารก เมืองจึงเปนชุมชนหนึ่งที่สมาชิกมีความสัมพันธ กั น ใน 2 ลั ก ษณะ คื อ ความสั ม พั น ธ ใ นเชิ ง พึ่ ง พาอาศั ย กั น (Symbiotic relationship) แล ะค วา มสั มพั น ธ ใน เ ชิ งแ ข ง ขั น ( Competition) รู ป แบ บ ความสั ม พั น ธ ทั้ ง สอง ได ก อ ให เ กิ ด กระบวนการทางนิ เ วศวิ ท ยาขั้ น พื้ น ฐาน (ecological process) นําไปสูการจัดระเบียบทางดานกายภาพและดานสังคม ภายในตัวเมืองซึ่งประกอบดวย 1. การระดมเข า สู จุ ด เดี ย วกั น (concentration) หมายถึ ง กระบวนการที่ประชากรซึ่งมีลักษณะคลายคลึงกันมาอยูรวมกันในพื้นที่ใดพื้นที่ หนึ่ง มีหนวยวัดเปนความหนาแนน (density) นั่นคือ จํานวนประชากรตอหนึ่ง หนวยพื้นที่ เชน การเพิ่มขึ้นของจํานวนโรงงานอุตสาหกรรมในเขตอุตสาหกรรม ของเมืองๆหนึ่ง 2. การกระจายออกจากพื้ น ที่ (deconcentration) หมายถึ ง กระบวนการที่ประชากรซึ่งมีลักษณะคลายคลึงกันในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีจํานวน ลดนอยลงไปหรือยายออกไปอยูในพื้นที่อื่น เชน การยายศูนยราชการออกจากตัว เมื อ ง ส ง ผลให ผู ที่ ป ระกอบอาชี พ ข า ราชการในส ว นงานต า งๆในพื้ น ที่ เ ดิ ม ลด จํานวนลงยายไปตั้งบานเรือนอยูที่อื่น 3. การรวมเขาสูศูนยกลาง (centralization) หมายถึง กระบวนการที่ ประชากรซึ่งมีลักษณะคลายคลึงกัน จะมารวมตัวกันที่บริเวณศูนยกลางของพื้นที่ (pivotal point) โดยสามารถที่จะเกิดขึ้นที่ไหนก็ไดในพื้นที่เมือง เชน การเกิดขึ้น ของชุมชนแออัดในพื้นที่ของเมือง ซึ่งผูคนจะมีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ เหมือนกัน 4. การกระจายออกจากศู น ย ก ลาง (decontralization) หมายถึ ง กระบวนการที่ประชากรที่อาศัยอยูในบริเวณจุดศูนยกลางของพื้นที่มีจํานวนลดลง 62


หรือยายออกไปอยูที่อื่น เชน การยายออกไปของกลุมลูกหลานของผูที่ประกอบ ธุรกิจในยานใจกลางเมืองเกา อาทิ เยาวราช สําเพ็ง ออกไปอยูอาศัยตามชาน เมืองทําใหการอาศัยจริงในพื้นที่ลดจํานวนลง 5. การแบงแยก (segregation) หมายถึง การแขงขันในการชวงชิง แหล งที่ ตั้ ง (location) ที่ ให ค าตอบแทนสู ง สุด ทํา ใหเ กิ ดแนวโน มการรวมกลุ ม ประชากรซึ่งมีลักษณะคลายคลึงกันขึ้นในพื้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ทําใหพื้นที่ นั้นๆมีลักษณะเปนเอกพันธ (homogenous) ทางดานใดดานหนึ่ง เชน เชื้อชาติ ชนชาติ หรือสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม บริเวณดังกลาวอาจเรียกอีกอยาง ไดวาเปนบริเวณธรรมชาติ (natural area) เชน การแขงขันเพื่อแยงชิงพื้นที่ทาง การคาในยานที่เปนทําเลเศรษฐกิจในเมือง อาทิ คลองถม บานหมอ เปนตน 6. การบุกรุ ก (invasion) หมายถึง การเคลื่อ นยา ยประชากรกลุ ม หนึ่งเขาไปอยูในพื้นที่ของประชากรอีกกลุมหนึ่ง เชน การบุกรุกของบานจัดสรรเขา ไปในพื้นที่เกษตรกรรม การเขามาของรานคาประเภทตางๆ เชน รานเสริมสวย รานกิ๊ฟชอฟ รานเกมส ในบริเวณยานธุรกิจการศึกษาในเมืองโดยเขามาขอซื้อ เชา พื้นที่บานพักอาศัยหรือรานสะดวกซื้อแบบดั้งเดิม (โชวหวย)มาประกอบธุรกิจแบบ ใหม 7. การแทนที่ (succession) หมายถึง การเคลื่อนยายของประชากร กลุมหนึ่งเขาไปครอบครองพื้นที่ของอีกกลุมหนึ่งอยางสมบูรณ เชน การแทนที่ของ ศูนยการคาขนาดใหญบนพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม การแทนที่ของนิคมอุตสาหกรรมใน พื้นที่เกษตรกรรมทุกตารางเมตร เปนตน กลาวโดยสรุปแนวคิดของพารก มุงอธิบายวา กลุมมนุษย เชน กลุมสี ผิว หรือกลุมชาติพันธุตางแขงขันกันครอบครองที่ดินอันเปนทรัพยากรที่หากยากใน เขตเมือง เชนเดียวกันกับหลักการทางชีววิทยาเกี่ยวกับการดิ้นรนเพื่อการอยูรอด ของผู ที่ เ หมาะสมที่ สุ ด กลุ ม ที่ ป รั บ ตั ว ได ดี ที่ สุ ด และเหมาะสมที่ สุ ด จะเป น ผู ครอบครองที่อยูอาศัยในที่ดินบริเวณหนึ่ ง การแขงขันจะผลักดันใหสังคมมีการ 63


แบงงานกันทํามากขึ้น และทําใหกลุมทางสังคมมีความสามารถในการปรับตัว สูง ขึ้ น แต ล ะเขตพื้ น ที่ จ ะครอบครองโดยกลุ ม ทางสัง คมที่ มี ค วามแตกต า งกั น เพราะมีการปรับตัวเชนเดียวกับที่พืชและสัตวปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมเฉพาะ แหง การกระจายตัวของผูคนในเขตเมืองมีแนวโนมที่จะสูสภาพสมดุล หากมีความ ผิดปกติเกิดขึ้นก็จะมีพลังธรรมชาติที่ทําใหกลับเขาสูสภาพสมดุลใหม ตัวอยาง ไดแก กระบวนการสืบทอดที่อยูอาศัย ถากลุมทางสังคมหนึ่งเชน กลุมเชื้อชาติหรือ สีผิวออกจากพื้นที่หนึ่ง พื้นที่นั้นจะถูกอีกกลุมหนึ่งเขามาแทนที่ ซึ่งกลุมใหมก็จะ ขึ้นอยูกับหลักทางนิเวศวิทยาเหมือนเดิม ทายที่สุดก็จะมีสภาพทางสังคมหลาย อยางเหมือนกับกลุมที่เคยอยูกอน เชน มีปญหาอาชญากรรม การทําผิดกฎหมาย เหมื อนเดิม อยา งไรก็ ต ามแนวทฤษฎี นี้ ได รั บ การวิพ ากษโ ดยเฉพาะข อสมมุ ติ พื้นฐานที่วาโครงสรางสังคมของเมืองกอรูปขึ้นโดยพลังธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงวา การกระทํ า ของบุ ค คล เช น การวางแผนพั ฒ นา และโครงการต า งๆ รวมทั้ ง วัฒนธรรมไมมีความสําคัญมากนักตอชีวิตความเปนอยูของคนในสังคมเมือง37 แนวความคิดเรื่องการผลิตพื้นที่ (The Production of Space) ผูที่คิดคน แนวความคิดเรื่อ งการผลิ ตพื้นที่ คื อ อองรี เลอแฟบวร (Henri Lefebvre 1923-2003) เนนการศึกษาความสัมพันธของกลุมตางๆที่มาเกี่ยวของ กับพื้นที่ โดยวิเคราะหภายใตกรอบทฤษฎีเชิงวิพากษ (Critical Theory) อันเปน กรอบทฤษฎี ที่พ ยายามเป ดเผยให เห็ น ถึง ความไม เ ทา เทีย มกัน เชิง อํ านาจ ซึ่ ง สะทอนใหเห็นไดจากการเอารัดเอาเปรียบของคนกลุมหนึ่งตอคนอีกกลุมหนึ่ง ผนวกกับการนําแนวทฤษฎีมารกซิสต ที่ใชฐานความคิดทางดานการแลกเปลี่ยน ในระบบเศรษฐกิจ ระดั บ ตา งๆและวั ฒ นธรรมทางชนชั้ น มาผสมผสานในการ

37

ราชบัณฑิตยสถาน.(2549).เรื่องเดิม.หนา 256-257

64


วิเคราะห โดยทั้งหมดสามารถที่จะอธิบายไปยังพฤติกรรมเชิงพื้นที่ของหนวยที่จะ ศึกษาไดอยางชัดเจน เลอแฟบวร ไดรวมเอามติของพื้นที่และเวลาเขาไปใชในการวิเคราะห โดยมี สาระสํ า คั ญ ว า สั ง คมมนุ ษ ย ใ นแต ล ะยุ ค สมั ย จะมี วิ ถี ก ารผลิ ต (mode of production) ที่เฉพาะเจาะจงของยุคนั้น การเปลี่ยนแปลงสังคมจากยุคหนึ่งไปสู อีก ยุ ค หนึ่ ง คือ การเปลี่ ยนวิ ถี ก ารผลิ ตจากแบบหนึ่ง ไปสู อี ก แบบหนึ่ ง ซึ่ ง การ เปลี่ ย นแปลงดั ง กล า วเกิ ด จากลั ก ษณะที่ ต รงกั น ข า มกั น (contradiction) ของ ความสัมพันธทางสังคมในกระบวนการผลิต ในวิถีการผลิตแตละแบบจะสราง พื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นมาและในเวลาเดียวกันพื้นที่ก็มีอิทธิพลตอ กระบวนการผลิตและความสัมพันธทางสังคมที่เกิดขึ้นในกระบวนการนั้น38 เลอแฟบวร อธิบายวาพื้นที่เปนผลผลิตทางสังคมชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจาก กระบวนการผลิต (production process) และกระบวนการผลิตนี้ประกอบไปดวย องคประกอบที่สัมพันธกัน 2 สวน คือพลังการผลิต (forces of production) และ ความสัมพันธเชิงการผลิต (production relation) องคประกอบของพลังการผลิต ที่สําคัญ ไดแก ประการแรก ธรรมชาติของพื้นที่ เชน สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แหล งที่ ตั้ง เปน ตน ประการที่ สอง คือ แรงงานและการจั ดองค กรของแรงงาน ประการสุดทาย คือ ความรูและเทคโนโลยี สวนความสัมพันธเชิงการผลิต ในมิติ หนึ่งเลอแฟบวร มองวาเปนการแขงขันและชวงชิงของชนชั้นตางๆหรือกลุมตางๆ ในแตละชนชั้น (class fractions) เพื่อครอบครองพื้นที่นั้นๆ และในอีกมิติหนึ่งคือ กระบวนการผลิตซ้ําของความสัมพันธเชิงการผลิต ซึ่งประกอบไปดวย การผลิตซ้ํา เชิงชีววิทยาและการผลิตซ้ําในเชิงความสัมพันธทางการผลิต

38

จิราภา วรเสียงสุข.(2548).เรื่องเดิม.ไมปรากฏเลขหนา

65


สําหรับการวิเคราะหเรื่องพื้นที่เพื่อใหมีความยืดหยุนเปดกวางและลึกซึ้ง เลอแฟบวร ไดสรางเครื่องมือในระดับมโนทัศนขึ้นมา 3 ประการเพื่อชวยในการทํา ความเขาใจ อธิบาย และวิเคราะหเรื่องพื้นที่ โดยมีรายละเอียดที่สําคัญ คือ 1. ปฏิบัติการเชิงพื้นที่ (Spatial practice) ปฏิบัติการเชิงพื้นที่มีความสัมพันธเชิงวิภาษวิธีกับพื้นที่นั้น โดยมี ความหมายที่คอนขางกวางขวาง ตั้งแตความสัมพันธระหวางลักษณะตางๆของ พื้นที่ธรรมชาติที่มีตอการกอตัวทางสังคม รวมถึงการที่สังคมแสดงการใชอํานาจ แสดงการผลิต และแสดงการเอาประโยชนจากพื้นที่นั้นๆ ซึ่งการแสดงการใชพื้นที่ ในลักษณะตางๆเหลานี้ ตองผานกระบวนการรับรูความหมายของพื้นที่นั้นๆ นั่น คือ พื้นที่เปาหมายถูกมองวามีความหมายอยางไรในทัศนะของคนกลุมตางๆที่เขา มาเกี่ยวของกับพื้นที่นั้น (perceived space) ซึ่งอาจจะตองโยงกับพื้นที่อื่นๆที่ เกี่ยวของกันดวย รวมทั้งกระบวนการที่ทําใหความหมายเหลานี้ กลายมาเป น ความเปนจริงทางสังคม เชน ความจริงของการใชชีวิตประจําวันของคนในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งของเมืองที่โยงกับความเปนจริงของลักษณะเมือง เลอแฟบวรเนนวา หนาที่ของปฏิบัติการเชิงพื้นที่ที่สําคัญ คือ การผลิตซ้ําความสัมพันธทางสังคมที่ เกี่ย วข องกับ กระบวนการผลิ ตพื้น ที่ (the spatial reproduction of social relation) โดยสรุป แลวสั งคมแตละสังคมมีความสัม พันธเ ชิงการผลิ ตที่เจาะจง และมีปฏิบัติการเชิงพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงแตกตางกันไป 2. พื้น ที่ ของการสร า งภาพแสดงแทน (The representation of space) พื้นที่ของการสรางภาพแสดงแทนเปนมุมมองหรือการใหความหมาย ของพื้นที่ในเชิงมโนทัศน (conceived space) ที่มีที่มาจากองคความรูเฉพาะดาน ของนัก วิ ช าชี พ สาขาต างๆ เช น นั ก คณิต ศาสตร นัก วิ ทยาศาสตร นั ก ผั งเมื อ ง นักวิศวกรรมสังคม และกลุมพวกเทคโนแครท เปนตน นักวิชาชีพเฉพาะเหลานี้ มองเรื่องของการใชชีวิตผูคน และการทําความเขาใจกับพื้นที่นั้นๆโดยผานมโน 66


ทัศนตางๆขององคความรูเฉพาะดาน หรือเปนการมองพื้นที่ที่ตองมีการใสรหัส และถอดรหั ส หรื อ การทํ า ความเข า ใจพื้ น ที่ นั้ น ๆด ว ยสั ญญะที่ เ ฉพาะเจาะจง บางอยาง การสรางภาพแสดงแทนเปนความสัมพันธทางสังคมในลักษณะหนึ่งที่ อยูในกระบวนการของการผลิตพื้นที่ ซึ่งความสัมพันธนี้ มักจะอยู ในลักษณะของ การจัดลําดับชั้น (order) กับสวนอื่นๆ ในกระบวนการผลิต และมักจะเปนลักษณะ ที่ครอบงําสวนอื่นๆ ในการผลิตพื้นที่ดวยการใชอํานาจและความรู 3. พื้นที่ที่เปนภาพแสดงแทน (The representational space) พื้นที่ที่เปนภาพแสดงแทน เปนพื้นที่ที่แสดงความมีชีวิต อารมณและ สุน ทรี ยภาพ แต ถู ก ครอบงํ าด ว ยลัก ษณะที่เ ป น กระแสหลั ก ของแต ล ะยุ ค สมั ย (lived space) และสะท อ นออกมาด ว ยภาพลั ก ษณ (image) ความทรงจํ า (memory) และสัญลักษณ (symbols) ของบุคคลตางๆ เชน ผูที่อยูอาศัย นักเขียน ศิลปน เปนตน เปนมุมมองตอพื้นที่ที่มักจะไมไปดวยกันกับพื้นที่ของการสรางภาพ แสดงแทน (the representation of space) เลอแฟบวร กลาววามโนทัศนทั้ง 3 ประการนี้มีความสัมพันธเชิงวิภาษวิธี (Dialectic) ซึ่งกัน และกัน เมื่อถูกใชในการอธิบายกระบวนการผลิตพื้นที่ จากแนวคิดของเลอแฟบวร อาจสรุป ได วา เปน การศึกษาเกี่ย วกับ เรื่อ ง คานิยม (value) ของกลุม บุคคลตางๆที่มีตอพื้นที่แหงหนึ่งๆ โดยแสดงใหเห็น จากมุม มอง ความคิด ตอการสรา ง / การใหค วามหมายและการใชป ระโยชน จากพื้น ที่ต ามวัตถุป ระสงคข องกลุม บุค คล ดังนั้น หากนํา แนวคิด ดัง กลา วมา อธิบายการศึกษาสัง คมเมือ ง จึง ตองปรับใหสอดคลองกับ เงื่อ นไขของวิถีก าร ผลิต ในแตล ะเวลา ดัง เชน ในปจ จุบัน ซึ่ง เปน ยุค ของวิถีก ารผลิต แบบทุน นิย ม (the capitalist mode of production) ที่เนนการสะสมทุน การผลิตเพื่อสรา ง ความมั่งคั่ง ร่ํา รวยใหกับ ผูคนผานการบริโ ภคในรูป แบบตา งๆ ตัว อยา งที่เ ปน รูปธรรมของการนําแนวคิดของเลอแฟบวรมาใชศึกษาปรากฏการณสังคมเมือง 67


ดัง เชน การไลรื้อ ชุม ชนดั ้ง เดิม จากเจา ของที่ด ิน ในเขตมหานครของประเทศ กํ า ลัง พัฒ นา เพื ่อ นํ า ที ่ด ิน ไปพัฒ นาเปน โครงการตา งๆ ซึ ่ง สะทอ นใหเ ห็น ความสําคัญของที่ดิน ภายใตการผลิตแบบทุนนิยมที่กลายเปนสินคาและเปน ตน ทุน ในการผลิต แบบหนึ่ง ที่ส ามารถจะนํา มาสรา งกํา ไรให กับ คนที่ถือ ครอง พื ้น ที ่นั ้น ๆ โดยไดก อ ใหเ กิด ระบบการใชส อยที ่ด ิน แบบตา งๆ ตามความมุ ง หมายที ่จ ะเพิ ่ม มูล คา ใหก ับ ที ่ด ิน 39หรื อ อาจกลา วอี ก นั ย หนึ่ ง ได ว า เลอแฟบวร พยายามชี้ใหเห็นถึงกลไกทางเศรษฐกิจ รัฐ (การเมือง) ซึ่งมีอํานาจอยางมากใน การที่จะทําลาย และสราง/ผลิตพื้นที่ขึ้นมาใหม กอใหเกิดปฏิกิริยาจากผูคนในการ ที่จะตอรอง ชวงชิง ตอบโต ตั้งชื่อใหม รวมทั้งใหคําจํากัดความและความหมาย ของพื้นที่40 หรือกรณีงานศึกษาที่เปนรูปธรรมชิ้นหนึ่งที่นําแนวคิดของเลอแฟบวร มาศึกษา การไลรื้อชุมชนเกาแกที่มีประวัติความเปนมายาวนาน เปนแหลงคาสง ผาทอผาม วนแหงหนึ่ง ซึ่งตั้ งอยู ในย านเยาวราช กรุ งเทพมหานคร เพื่อ นําไป พัฒนาเปนศูนยการคาสมัยใหม พบวา ทั้งผูที่อาศัยอยูในชุมชนมาแตเดิม เจาของ ที่ ดิ น รวมทั้ ง บริ ษั ท ผู พั ฒ นาโครงการ ผู มี ส ว นเกี่ ย วข อ ง (stakeholder) เช น นักธุรกิจ นักกฎหมาย นักผังเมือง สถาปนิก ผูเชี่ยวชาญดานประวัติศาสตร และ ศิลปะ ตางไดสราง “ภาพแสดงแทน” (the representation of space) ในระดับ นามธรรมหรือเปนระบบคิดที่มีตอพื้นที่ขึ้นมาเพื่อใชเปนเครื่องมือในการตอบโต ปะทะ ตอรองไปมาระหวางกัน เพื่อใหไดมาซึ่งสิทธิในการใชพื้นที่ กอใหเกิดเปน ความสัมพันธที่มีทั้งความรวมมือ ขัดแยงและเกื้อหนุน กัน เชน “ภาพพื้นที่ของผล กําไร” ที่สรางขึ้นโดยผูพัฒนาโครงการ “ภาพพื้นที่ของอาคารอนุรักษ ” ที่คนใน พื้นที่สรางขึ้นมาตอบโตกับกลุมผูพัฒนาโครงการ “ภาพการปรับตัวของทุนใหเขา กั บ แนวคิ ด อนุ รั ก ษ ” ที่ ก ลุ ม ผู พั ฒ นาโครงการได อ อกแบบปรั บ โครงสร า งของ ศูนยการคาไมใหกระทบตออาคารอนุรักษโดยสรางศูนยการคาครอมกลุมอาคาร 39

ไชยรัตน เจริญสินโอฬาร.(2545).วาทกรรมการพัฒนา. กรุงเทพฯ : วิภาษา. หนา 218 40 ปรีชา คุวินทรพนั ธุ. เรื่องเดิม.หนา 107

68


อนุรักษ “ภาพพื้นที่แหงการมีสวนรวมในการพัฒนา” ที่เกิดขึ้นจากมุมมองของ นักวิชาการดานผังเมืองผานการศึกษาพื้นที่โดยเนนถึงการเขามามีสวนรวมของ คนในพื้นที่เพื่อใชเปนแนวทางตอรองซึ่งเกิดขึ้นจากการพัฒนาโดยแนวคิดของคน ในพื้นที่เอง เปนตน41 แนวคิดเรื่องยานและชุมชนละแวกบาน (District/ Neighborhood) แนวคิดเรื่องยาน จากงานศึกษาวิจัยเรื่อง ผลกระทบจากระบบเมืองสมัยใหมที่มีผล ตอระบบยานของคนในกรุงเทพมหานคร ของวิมลศรี ลิ้มธนากุล42 ไดใหแนวคิด เกี่ยวกับการศึกษายาน โดยกลาววายานเปนบริเวณที่เกิดขึ้นหรือถูกกําหนดจาก จุดที่มีการรวมตัวของกิจกรรมประเภทตางๆ ประเภทใดประเภทหนึ่งอยา งเขมขน บริเวณของยานนี้จะตองเปนพื้นที่ที่มีศักยภาพหรือพลังในการดึงดูดใหเกิดกระแส ของการพบปะปฏิ สัม พันธ ในระดับที่ เข มข นกว าบริเ วณอื่ นๆ ตั วอย างพื้น ที่ที่ มี ลักษณะแบบนี้ อาทิ บริเวณที่เปนชุมทาง เชน อนุสาวรียชัยสมรภูมิ บริเวณที่เปน จุดขนถายรับสิน คา เชน สะพานขาว มหานาค บริเวณที่เปนศู นยรวมของการ คาขายสิ นคาทั้ง ปลีกและสง เช น สําเพ็ ง บางลําพู ประตูน้ํา เปนตน โดยพื้น ที่ เหลานี้จะเปนบริเวณที่มีความสามารถในการสรางกระแสไหลหมุนเวียนของการ เปนชุมชนในการพบปะติดตอคาขายไดโดยงาย รวมไปถึงการมีคุณลักษณะของ การประพฤติปฏิบัติจนเปนปกติ และนําไปสูความมีชื่อเสียงในดานใดดานหนึ่ง หรื อ ความชํา นาญพิ เ ศษในที่ สุ ด เช น สํ า เพ็ ง พาหุ รัด ซึ่ งเป น แหล งที่ มี ชื่ อเสี ย ง 41

อิทธิพร ขําประเสริฐ.(2549). กระบวนการสราง“ภาพแสดงแทน”เพื่อสิทธิเชิงพื้นที่. วิทยานิพนธสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 152-156 42 วิมลศรี ลิ้มธนากุล.(2537). ผลกระทบจากระบบเมืองสมัยใหมทมี่ ีผลตอระบบยานของคนใน กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา) คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 10-13,17

69


ทางดานการขายสินคาเสื้อผาสําเร็จรูปและของที่ระลึกประเภทตางๆทั้งการคา ปลี กและค าส ง ย านเยาวราชที่ มี ชื่อ เสี ย งในเรื่ องของการเป นแหลง คา ทองคํ า ยานเสาชิงชาที่เปนแหลงสินคาประเภทสังฆภัณฑ เปนตน องคประกอบของยาน สําหรับหลักในการวิเคราะหลักษณะของยานใหมีความชัดเจนมาก ขึ้ น วิ ม ลศรี ได กํ า หนดกรอบแนวความคิ ด เพื่ อ ใช เ ป น แนวทางพิ จ ารณาใน การศึกษาออกเปน 4 องคประกอบซึ่งในแตละองคประกอบลวนมีความสัมพันธที่ เชื่อมโยงตอกัน คือ ดานกายภาพ ดานประชากรและระดับสมาชิกของประชากร ดานสังคม และดานวัฒนธรรม ความคิดและระบบความหมาย กลาวคือ 1) ดานกายภาพ ลักษณะของยานในทางกายภาพจะประกอบดวย บริเวณใดบริเวณ หนึ่งที่ตองการพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ดังกลาวจะมีรูปรางและขอบเขตที่ไมแนนอน ทั้งนี้เปน ผลมาจากสาเหตุตางๆ อาทิ สภาพทางภูมิศาสตรที่แวดลอมอยูโดยรอบพื้นที่ เชน ยานที่ตั้งอยูริมคลองจะมีหนาตัดดานหนึ่งที่มีลักษณะคดเคี้ยวไปตามเสนทางน้ํา นั้น และจะมีหนาตัดเปนแนวเสนตรงเมืองอยูติดกับถนน หรือจะเปนการเบียด และการเหลื่อมล้ําซ้ําซอนของยานอื่นๆที่อยูขางเคียง เชน ยานสําเพ็ง พาหุรัด และ จัก รวรรดิ ที่ ไ มส ามารถจะระบุ ข อบเขตได อย า งชั ด เจนของย านนั้ น แต ใ นการ เรียกชื่ออาจใชตําแหนงของกลุมอาคารบานเรือนหรือชื่อถนนเปนหลัก ,การเปน บริเวณที่มีการกระจุกตัวของกิจกรรมอยางหนาแนนและมีศักยภาพในการดึงดูด การไหลเขาออกของผูคนสูง รวมทั้งความเปนพลวัตภายในตัวยานเองและยาน ภายนอกที่ อ ยู บ ริ เ วณใกล เ คี ย งซึ่ ง จะยั ง ผลต อ การเปลี่ ย นแปลงลั ก ษณะทาง กายภาพของยานนั้น 2) ดานประชากรและระดับสมาชิกภาพของประชากร ยานจะตองมีขนาดและความหนาแนนของประชากรจํานวนหนึ่ง และมีสภาพพลวัตของประชากรที่เกิดจากการหมุนเวียนเขาออก อันเนื่องมาจาก 70


แรงดึงดูดที่มีลักษณะพิเศษของแตละยาน เชน ในยานสําเพ็งที่มีชื่อเสียงในเรื่อง ของแหลงจําหนายเสื้อผาและของที่ระลึก จึงเปนแรงดึงดูดใหบรรดาพอคาแมคาที่ อยูภายในนอกยานเขามาเชาพื้นที่ อาคารหองแถวหรือเชาแผงเพื่อทําการคาขาย จํานวนมาก สรางความหนาแนน ให กับพื้ นที่ ของยา น และอีกประการหนึ่ งคื อ ระดับการเปนสมาชิกภาพของประชากร ซึ่งหมายถึงความเขมขนหรือความถาวร ในการเป น สมาชิ ก ของแต ล ะย า นนั้ น ว า มี ม ากน อ ยอย า งไรและมี สั ด ส ว นของ สมาชิกประเภทถาวรหรือชั่วคราว โดยสามารถพิจารณาไดจากระดับของเวลา และความถี่ของการเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรมของยานนั้นๆ 3) ดานสังคม ย า นถื อ เป น สถาบั น ทางสั ง คมประเภทหนึ่ ง ภายในย า นจึ ง มี ความสัมพันธที่เกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธตอกันในลักษณะตางๆ ตามสถานภาพ และบทบาทของสมาชิกภายในยานที่มีความแตกตางกันออกไป นอกจากนี้ทุกคน ในฐานะที่ เ ป น สมาชิ ก ของสั ง คมย า นเดี ย วกั น ยั ง ต อ งมี ห น า ที่ ที่ จ ะปฏิ บั ติ เ พื่ อ สวนรวมดวย เชน ในกรณีของพอคาแมคาหาบเร เมื่อเห็นเทศกิจมาจับ จะมีการ สงเสียงบอกตอๆกันซึ่งคนที่มีรานคาก็อาจจะตองเอื้อเฟอเพื่อใหพอคาหาบเรฝาก สินคาหรือเขาไปหลบอยูดานในเปนการชั่วคราวเนื่องจากเปนผูที่มีสถานภาพที่สูง กวายอมตองชวยเหลือคนที่ดอยกวาเมื่อมีโอกาส หรือการฝากดูแลรานหรือแผง คาชั่วคราวกับสมาชิกผูที่อยูขางเคียง การชวยดูแลความสะอาดของยานรวมกัน เปนตน ดังนั้น ลักษณะของความสัมพันธในรูปแบบนี้หรือแบบอื่นๆ จะมีปรากฏ ขึ้นภายในยานเสมอ ซึ่งถือเปนความสัมพันธในระดับยานที่สําคัญที่จะมีผลตอ ประชากรในพื้นที่ดวยกัน 4) ดานวัฒนธรรม ความคิดและระบบความหมาย ยานต างๆจะเปนตัว บงชี้ วาบุ คคลนั้ นอยู ในตํ าแหน งแห งที่ใ ดของ สังคมใหญ ทั้งในเรื่องของสถานภาพ ชนชั้น การดํารงชีวิต ทั้งนี้เปนเพราะยานแต ละแหงเกิดขึ้นมาจากลักษณะของภูมิหลังที่แตกตางหลากหลายทั้งในแงของทําเล 71


ที่ตั้ง สภาพแวดลอม ตลอดจนบุคคลที่แวดลอมอาศัยอยูในแตล ะยาน เชน ยาน สุขุมวิทที่จัดเปนยานของชาวตางชาติที่พรั่งพรอมไปดวยความทันสมัย คนที่อยูใน ย า นนี้ จึ ง ถู ก มองว า เป น คนมี ฐ านะดี เป น ต น นอกจากนี้ ย า นยั ง ทํ า หน า ที่ เ ป น ตัวเชื่อมตําแหนงที่บอกไดวาบุคคลนั้นอาศัยอยูในบริเวณใดภายใตขอบเขตของ เมืองใหญและเชนเดียวกันยานจะทําใหบุคคลสามารถระบุถึงความสัมพันธของ ตนเองผานยานที่ตนอาศัยและเปนสมาชิกอยู กอนที่จะเชื่อมตนเองเขากับสังคม ใหญ ซึ่งจะทําใหบุคคลไมรูสึกวาถูกทอดทิ้งใหอยูเพียงลําพัง ยานจึงทําหนาที่เปน ตัวรองรับแรงผลักที่เกิดขึ้นจากสังคมใหญภายนอก มิใหกระทบกับบุคคลโดยตรง หรืออาจเปนแกนหลักในการตอสูกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับยานได เชน กรณีชุมชนบานครัว ชุมชนปอมมหากาฬ ชุมชนทาพระจันทร เปนตน คุณลักษณะของยาน จากกรอบความคิดในการวิเคราะหลักษณะของยานที่กลาวขางตน วิมลศรีไดสรุปถึงคุณลักษณะของยานและจําเปนของยานที่สําคัญ ซึ่งพื้นที่แตละ แหงจะเรียกวาเปนยานไดนั้นตองประกอบไปดวย 1) ยานที่สมบูรณจะตองมีชุมชนรองรับอยูเบื้องหลัง หรืออีกนัยหนึ่ง คือพื้นที่บริเวณที่เรียกวาเปนยานนั้น ควรจะตองเกิดจากการที่คนในชุมชนนั้นเอง ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทเดียวกันจะเกิดเปนยานขึ้น หรือจํานวน สมาชิกที่มาแบบไมถาวร ควรมีจํานวนนอยกวา เพราะสิ่งที่จะเชื่อมรอยรัดสมาชิก ของยานนั้นๆ เอาไวดวยกันไดก็คือ ความสัมพันธทางสังคมที่อยูในยานนั้นๆ หรือ ความสัมพันธระดับยานนั่นเอง 2) ยานจะตองมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งสวนใหญแลวมักจะเกิดจากการ รวมกลุมกันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทเดียวกัน 3) ยานมีระดับเหนือชุมชนขึ้นไป กลาวคือ นอกจากยานจะเปนที่อยู อาศัย และที่ทํา มาหาเลี้ยงชีพของคนในชุมชนนั้นแลว ในระดั บเมืองยานยัง มี ความโดดเดนจนกระทั่งสามารถใชเปนที่หมายสําหรับคนที่อยูภายนอกชุมชน 72


และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยานนั้นก็เปนสิ่งที่รูจักและเปนที่ตองการ ของคนทั่วไป ไมไดจํากัดเฉพาะแตคนในชุมชนเทานั้น ยานจึงเทียบเคียงไดกับ สถาบันทางสังคมที่มีมิติของความหมายตั้งแตระดับชุมชน ระดับทองถิ่นไปจนถึง ระดับเมือง แนวคิดเรื่องชุมชนละแวกบาน ละแวกบานเปนชุ มชนเล็กๆหรือบา นใกล เรือนเคียงที่มีบริ เวณไม กวางใหญนั กผูค นตางมีความสัม พันธ กันอย างใกลชิด แบบพบเห็ นหนา กันอยู เสมอ รวมไปกิจกรรมมีวิถีชีวิตและลักษณะทางสังคมคลายกัน43 แกรส รูท (Glass Ruth) อธิบายความหมายของละแวกบานไว 2 ลักษณะ คือ44 1. ละแวกบ า น เป น กลุ ม คนที่ อ าศั ย อยู ใ นพื้ น ที่ แ ห ง หนึ่ ง ๆที่ มี ลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งเปนลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางสังคมของ ผูอาศัยที่มีความแตกตางจากพื้นที่แหงอื่นๆ เชน ยาน สําเพ็ง ยานพาหุรัด ที่มี ลั ก ษณะทางสั ง คมของประชากรเฉพาะของตนเองและอยู ใ นขอบเขตทาง ภูมิศาสตรที่แยกจากพื้นที่ใกลเคียง 2. ละแวกบ า น เป น กลุ ม คนที่ อ าศัย อยู ดว ยกั นซึ่ ง ถู กกํ า หนดโดย ขอบเขตทางภู มิ ศ าสตร ซึ่ ง สมาชิ ก จะมี ร ะดั บ ของการปฏิ สั ม พั น ธ กั น อย า ง สม่ําเสมอในลักษณะที่เปนกลุมแบบปฐมภูมิ (Primary Group) เพื่อทํากิจกรรม ทางสังคมและการคบหาสมาคมที่มีแบบแผน เฉพาะของคนในอาณาเขตทาง ภูมิศาสตรนั้น เชน ชุมชนชาวมุสลิมหรือชาวคริสตที่คนในชุมชนมีสํานึกความเปน ชุมชนรวมกัน มีกิจกรรมที่ดําเนินการรวมกัน 43

ราชบัณฑิตยสถาน.(2549).เรื่องเดิม.หนา 175 44 Glass Ruth. (1948:150-170). อางถึงใน Gold Harry (1982:104-105). The Sociology of Urban Life. Englewood Cliffs N. J.: Prentice Hall .Inc.

73


แนวการศึกษาชุมชนละแวกบาน คีลเลอร ซูซาน (Keller Susan)45 ไดกําหนดแนวทางในการศึกษา ชุมชนละแวกบานไว 4 มิติ คือ 1. การศึกษาชุมชนละแวกบานเชิงนิเวศ เปนการศึกษาชุมชนละแวก บานที่ถูกกําหนดโดยตําแหนงที่ตั้งทางนิเวศในอาณาเขตของเมือง ซึ่งมีลักษณะ ทางกายภาพเฉพาะที่เกิดขึ้นจากปจจัยทางภูมิศาสตรและการใชประโยชนจาก ที่ดิน เชน ยานสาธร ยานสีลม เปนตน 2. การศึกษาชุมชนละแวกบานเชิงทรัพยากร เปนการศึกษาชุมชน ละแวกบานโดยเนนไปที่ความสําคัญของทรัพยากรทางกายภาพของชุมชน เชน ลั ก ษณะของอาคาร บ า น ร า นค า โรงเรี ย นและอื่ น ๆ ซึ่ ง แสดงถึ ง การหน า ที่ (functional role) ที่ชุมชนมีตอผูอยูอาศัยในละแวกบานเดียวกัน รวมไปถึงผูมีสวน เกี่ยวของ (stakeholder) ที่เขามาใชบริการ เชน ยานทาพระจันทร ซึ่งเปนที่รับรูกัน วาเปนพื้นที่ของแหลงการศึกษาและบริการตางๆที่เกี่ยวเนื่อง 3. การศึกษาชุมชนละแวกบานเชิงสัญลักษณ เปนการศึกษาชุมชน ละแวกบานที่เปนตัวแทนทางสั ญลักษณที่สะทอนถึง การใหความหมายในเชิ ง คานิยมหรือสํานึกรวมกันของคนในชุมชนละแวกเดียวกัน และเปนที่รับรูของคน ภายนอกดวย เชน เขตที่อยูอาศัยของกลุมชาติพันธุ ความเชื่อทางศาสนา ความ เปน ระเบีย บเรีย บรอ ยของชุมชน รวมไปถึง แหลงอาชญากรรม การกระทํ าผิ ด กฎหมาย เปนตน ตัวอยางเชน ชุมชนบานครัวเปนชุมชาวชาวมุสลิม ชุมชนถนน ขาวสารเปนชุมชนนักทองเที่ยว พัฒนพงษเปนแหลงบันเทิงยามราตรี 4.การศึกษาชุมชนละแวกบานในเชิงวัฒนธรรมยอย เปนการศึกษา ชุ ม ชนละแวกบ า นที่ เ กี่ ย วกั บ ประวั ติ ค วามเป น มาทางเศรษฐกิ จ สั ง คม และ นิเวศวิทยาที่ยาวนาน ซึ่งยังคงมีการดํารงอยูของลักษณะตางๆเหลานั้นไวจากคน 45

Keller Susan. (1968). The Urban Neighborhoods .New York :Random House. P 91-92

74


รุนหนึ่งไปสูคนอีกรุนหนึ่ง โดยไดพัฒนาลักษณะรวมทางวัฒนธรรมของผูอาศัย เปนเวลานาน เชน ชุมชนชาวจีนในยานตลาดพลู ชุมชนชาวมอญยานบางขุ น เทียนที่ยังคงลักษณะทางวัฒนธรรมของชุมชนไวได การหนาที่ของชุมชนละแวกบาน ท า มกลางความพลวั ต ในสั ง คมเมื อ งผู ค นต า งมี ค วามต อ งการที่ หลากหลาย ชุมชนละแวกบานเปนหนวยทางสังคมที่สามารถสนองตอบตอความ ตองการเหลานั้นได ซึ่งผูคนในเมืองไมสามารถแสวงหาไดจากสังคมภายนอก การ หนาที่เหลานั้น แวรเรล โดนัล46(Warren Donald) ไดสรุปไวดังนี้ 1. การเปนพื้นที่ของการปฏิสัมพันธทางสังคม นั่นคือ เปนการติดตอ สัมพันธระหวางผูที่อยูอาศัยใกลชิดกันในขอบเขตของชุมชนทั้งหมด ซึ่งแสดงออก ในรูปของการทักทายหรือพบปะพูดคุยระหวางกัน โดยอาจมีระดับความผูกพัน มากอยางใกลชิดจนมีความเปนปกแผนทางสังคมสูง (Social Solidarity) หรือผิว เผินก็ตาม ซึ่งเกิดขึ้นจากความรูสึกรวมของการเปนสมาชิก โดยปจเจกจะรูสึกผอน คลายและไมรูสึกวาตนเองอยูอยางโดดเดี่ยวเพียงลําพังคนเดียวในสังคมเมืองที่ ตางคนตางอยู 2. การเป น ศู น ย ก ลางของการกํ า หนดและควบคุ ม ทางสั ง คม เนื่องจากระดับของการปฏิสัมพันธในละแวกชุมชนที่มีมาก ผลที่ตามมาคือ จะ เปนสวนชวยในการกําหนดกติกาการดํารงชีวิตรวมกันภายใน เชน บรรทัดฐาน คานิยม ตัวอยางเชนการยอมรับหรือตอตานของผูฝาฝน บรรทัดฐานจะมีพลังใน ชุมชนนี้มากกวาสังคมโดยรวม โดยเฉพาะชุมชนที่มีความเปน ปกแผนทางสังคม สูง ผูนําจะมีบทบาทสําคัญในการเชื่อมโยงชุมชนกับสังคมโดยรวมดวยการสงตอ ความรู หรือสารสนเทศที่จําเปนไปสูชุมชนละแวกบาน รวมทั้งการสรางความเปน อันหนึ่งเดียวกันกับสังคมโดยรวม 46

Warren Donald. (1997). Neighborhood in Urban Areas in Roland L.Warren (ed). New Perspectives on the American Community. Chicago: Rand McNally.

75


3. การเปนทุนทางสังคม การเกื้อกูลชวยเหลือระหวางคนในชุมชน ละแวกบานเดียวกัน สามารถที่จะตอบสนองความตองการสมาชิกภายในชุมชน เดียวกันไดมากกวาสังคมโดยรวม เชน การสนับสนุนดานทุนทรัพย การสนับสนุน ดานจิตใจ การชวยลงแรงกันเพื่อดําเนินกิจกรรมบางอยาง หรืออาจแสดงออกใน รูปของการปกปองสมาชิกจากการรุกรานจากภายนอก เชน การงดออกเสียงหรือ ไมใหขอมูลในทางการเมืองที่มีผลกระทบตอคานิยมของคนในชุมชน 4. การเปนกลุมอางอิง (reference group) การที่ผูคนในชุมชนมี ความคิดหรือแสดงพฤติกรรมที่สอดคลองกับสิ่งที่เปนขอกําหนด ขอตกลงของ ชุมชน ถึงแมวาบุคคลนั้นอาจจะมีความใกลชิดหรือระดับของการปฏิสัม พันธใน ชุมชนนอยก็ตาม แตเนื่องจากอาศัยอยูในขอบเขตทางภูมิศาสตรเดียวกัน แตโดย สวนลึกบุคคลจะรับเอาความเชื่อ คานิยมและบรรทัดฐานที่ชุมชนกําหนดไวมา เปนแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของตน ประเภทของชุมชนละแวกบาน โกลด แฮรี่ (Gold Harry)47 ไดจําแนกประเภทชุมชนละแวกบานโดย ศึกษาจากบริบททางสังคมของเมืองในสหรัฐอเมริกาไว 4 ประเภท ดังนี้ 1. ชุ ม ช น ล ะ แวก บ า น ที่ มี บู รณา กา รสู ง (The Integral Neighborhood) เปนชุมชนเชิงอุดมคติที่ผูคนในชุมชนมีความใกลชิดและรวมกัน ในการดํา เนิน กิจกรรมของชุ มชนในระดับ เขม ขน และยั งมีค วามเชื่อ มโยงไปสู สัมพันธที่แนบแนนของสังคมโดยรวมหรือในระดับที่เหนือขึ้นไปดวยการเขาไปมี ส ว นร ว มในกิ จ กรรมของเมื อ ง เช น การเข า เป น สมาชิ ก พรรคการเมื อ ง การ สนับสนุนนโยบาย คานิยมรวมของเมือง ซึ่งชุมชนในลักษณะนี้มักเปนชุมชนของ คนชั้นกลางหรือคนชั้นกลางระดับสูงที่มีพื้นฐานการศึกษาดี

47

Gold Harry.(1982).เรื่องเดิม. หนา111-113

76


2. ชุ ม ชนละแวกบ า นที่ ข าดสํ า นึ ก ร ว มกั น (The Anomic Neighborhood) เป นชุ ม ชนที่ผู ค นต างไม ส นใจซึ่ งกั น และกั น ไมมี ก ารเข า ร ว ม กิจกรรมทางสังคมใดๆเต็มไปดวยความแปลกแยก (alienation) ชุมชนในลักษณะ นี้อาจเกิดจากการที่ผูอยูอาศัยในชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดอยจึงมี ความพยายามที่จะยกระดับฐานะของตนเองใหสูงขึ้น จึงเปนเหตุใหการใชชีวิต และเวลาสวนใหญไปกับการทํางานหนักหรือศึกษาเพื่อเพิ่มคุณวุฒิ ไมมีเวลาที่จะ ติดตอผูกสัมพันธกับสังคม ชุมชนในรูปแบบนี้อาจอยูในขั้นเปลี่ยนผาน เมื่อบุคคล ประสบความสําเร็จอาจโยกยายเขาไปสูชุมชนประเภทอื่นๆ 3. ชุ ม ชน ละแวกบ า นที่ ป อ งกั น ตนเอง (The Defended Neighborhood) เปนชุมชนที่พยายามหลีกหนีจากการคุกคามภายนอก โดยการ รวมกลุมอยางเปนระบบแยกชัดเจนจากชุมชนภายนอก ซึ่งขอบเขตทางภูมิศาสตร อาจจะไมใชเงื่อนไขสําคัญของการดํารงอยูรวมกันหากแตเปนการดํารงอยูรวมกัน โดยขอผูกมัดทางศีลธรรม (moral code) มีการรับรูกันวากลุมของตนเองเปนใคร แตกตางจากผูคนอื่นอยางไร ซึ่งอาจจะเปนไปในลักษณะทางชาติพันธุ ฐานะทาง เศรษฐกิจ เชน การรวมตัวกันของชุมชนเพื่อปองกันตนเองจากการถูกไลรื้อที่อยู อาศัยหรือที่ทํากิน ในสายตาการรับรูของสังคมภายนอกคนกลุมนี้อาจถูกมองวา หลุ ด ลอยไปจากการยึ ด มั่ น ในกฎเกณฑ ข องสั ง คมหรื อ ถู ก ตั ด สิ น โดยค า นิ ย ม บางอยาง เชน สกปรก ชั้นต่ํา แตทวาการรับรูภายในของพวกเขากลับ กลายเปน โลกของศีลธรรมที่มีการชวยเหลือระหวางกัน เปนบรรทัดฐานซึ่งชว ยใหสมาชิก รูสึกผอนคลายจากภาวะกดดันจากภายนอกที่เต็มไปดวยการแยงชิง แขงขัน 4. ชุ ม ชนละแวกบ า นที่ เ กิ ด จากการวางแผน (The Contrived Neighborhood) เปนชุมชนที่เกิดขึ้นจากการวางแผนในการจัดสรรที่อยูอาศัยโดย รัฐหรือเอกชน นักพัฒนาที่ดิน จะมีลักษณะ หรือรูปแบบเดีย วกันทั้งรูปทรงของ อาคารที่พักอาศัย พื้นที่ภายใน เปนการจัดสรางที่อยูอาศัยประเภทตางๆ อาทิ แฟลต คอนโดมีเนียม บานจัดสรร ทาวเฮาสไปจนถึงหองเชา ฯ โดยชุมชนเหลานี้ 77


จะมีชื่อเฉพาะเปนลักษณะรวมของคนในชุมชน มีระดับราคาที่แตกตางกันออกไป ซึ่ ง สะท อ นฐานะทางเศรษฐกิ จ และสั ง คมของผู อ ยู อ าศั ย ที่ ใ กล เ คี ย งกั น โดย ขอบเขตของชุมชนแยกตางจากชุมชนอื่นๆอยางชัดเจน จากแนวคิดเรื่องยานและชุมชนละแวกบานที่กลาวมาขางตน สามารถที่จะ พิจารณาถึงสิ่งที่เปนจุดรวมของการศึกษายานและชุมชนละแวกบานไดคือ วิถี ชีวิตของผูคน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และกิจกรรมที่อยูภายในยานและ ชุม ชนละแวกบ านที่ มีค วามคล ายคลึ งกั น ซึ่ ง แสดงให เ ห็ นได อย า งชัด เจนเมื่ อ เปรีย บเทีย บกั นพื้ นที่ อื่น ๆ สํา หรั บจุ ดที่ มี ความแตกต างกัน ไดแ กข อบเขตทาง ภูมิศาสตรระหวางยานกับชุมชนละแวกบาน กลาวคือ ยานจะมีระดับเหนือชุมชน ขึ้นไป แตทวายานก็ยังตองมีชุมชนเปนฐานรองรับอยู จุดแตกตางอีกประการหนึ่ง คือ ระดับความสัมพันธของผูคนซึ่งวิมลศรีอธิบายไววา ความสัมพันธทางสังคมใน ระดับยานจะอยูในรูปแบบความสัมพันธของกลุมทุติย ภูมิไปจนถึงความสัมพันธ ระดับมหภาค ในทํานองตรงกันขาม แกรส รูท อธิบายวาความสัมพันธในชุมชน ละแวกบานผูคนยังมีความสัมพันธแบบปฐมภูมิในกลุมคนที่มีการพบปะกันอยู อยางสม่ําเสมอ เพื่อดําเนินกิจกรรมทางสังคม การนําแนวคิดดังกลาวมาใชในการศึกษาปรากฏการณทางสังคมในเมือง หรือศึกษายาน ชุมชนละแวกบานแหงหนึ่งๆ จึงสามารถที่จะนําไปกําหนดประเด็น การวิเคราะหในดานตางๆ เชน การเกิดขึ้นของยาน ชุมชนละแวกบานโดยศึกษา ในเรื่องประวัติความเปนมา อาณาบริเวณ การใชพื้นที่ ปจจัยดึงดูดผูคนที่ใหผูคน กลุมตางๆที่มาแวะเวีย นเกี่ยวของกับ พื้นที่ บทบาทของพื้นที่ มีตอชีวิ ตผูคนใน แงมุมตางๆ ลักษณะที่เปนเอกลักษณ จุดเดน และรูปแบบความสัมพันธทางสังคม ของผูคน

78


แนวการวิเคราะหสังคมเมืองในระดับจุลภาค ทฤษฎีคตินิยมแบบเมือง (Urbanism) ผูที่คิ ดค นทฤษฎีค ตินิ ยมแบบเมือง (Urbanism) คือ หลุย ส เวิ รธ (Louis Wirth 1897-1952) จากขอเขียนที่ชื่อ “Urbanism as a way of life”48 (1938) ซึ่ง ไดรับอิทธิพลจากแนวคิดของ เก-ออรก ซิมเมิล (Georg Simmel) จากขอเขียนที่ ชื่อ “The Metropolis and Mental Life”(1905) ซึ่งศึ กษาการเปลี่ย นแปลง ทางดานบุคลิกภาพและจิตใจของผูคนภายใตการดํารงชีวิตอยูในสังคมเมือง โดย ซิมเมิล อธิบายวาพื้นฐานทางจิตวิทยาของผูคนที่อาศัยอยูในเมืองจะถูกกระตุน จากการเปลี่ยนแปลงที่มีความฉับพลันทั้งจากภาวะภายในและภาวะภายนอกที่ เมืองมีตอผูคน เชน แสงไฟ สีสรรของวัตถุ เสียง กลิ่น ขยะ ภาพความวุนวายตางๆ การแสดงพฤติกรรมแปลกๆของผูคน การปฏิสัมพันธกับผูอื่น ความตองการเปน สวนตัวสูง จึงเปนผลใหผูคนในเมืองเกิดความเครียดและนําไปสูการปรับสภาพ การใชชีวิตของตนใหสอดคลองกับบริบทของสังคมเมือง เวิรธ เสนอวา บริบทของเมืองไดสรางวิถีชีวิตแบบใหมใหกับชาวเมือง ซึ่ง ปรากฏจากแบบแผนการใชชีวิตทั้งในดานภายใน เชน วิธีคิด ความเชื่อ คานิยม การพูด และภายนอก เชน การแตงกายที่อยูอาศัย การปฏิสัมพันธทางสังคมกับ ผูอื่น โดยองคประกอบที่เปนตัวกําหนดวิถีการดําเนินชีวิตดังกลาว ประกอบดวย ขนาด (size) ความหนาแน น (density) และความต า งแบบ (heterogeneity) ดังนั้นในระดับจิตวิทยา ยิ่งเมืองที่มีผูคนจํานวนมากอยูกันอยาหนาแนน และมี ความแตกตางกันในเชิงสังคมและวัฒนธรรมมากเทาไร สิ่งเหลานี้ยอมเปนผลให ผูคนในสังคมเมืองเกิดความเครียด และจําเปนตองมีการปรับตัว ปกปองตนเอง จากการถูกรบกวน ผูคนในสังคมเมืองจึงแนวโนมที่จะปรับตนเองเพื่อรักษาความ สมดุลของจิตใจ พฤติกรรมของคนเมืองที่สะทอนออกมาใหเห็นไดแก การเปนคน 48

Louis Wirth.(1938).“Urbanism as a way of life” American Journal of Sociology.(44) p.1-24

79


ที่รู จัก ชั่ง ตรองด ว ยเหตุ ผล มี ค วามคิ ด ที่ห ลัก แหลม มีค วามรูสึ กที่ เหิ น หา งทาง อารมณจากผูอื่น ในระดับ โครงสรางสัง คม เวิร ธ อธิบ ายวา การที่ผู คนจํ านวนมากอยูกั น อยางหนาแนนและมีความแตกตางกันทางสังคมและวัฒนธรรมสูง จึงสงผลใหเกิด การจํ า แนกแตกต า งในสั ง คมเมื อ งเห็ น ได ชั ด เจนจากการแบ ง แยกแรงงาน (division of labor) มีการแบงสถานที่ในการประกอบกิจกรรมตางๆ เกิดสถาบัน ทางสังคม ประเภทตางๆขึ้นทําใหผูคนมีแบบแผนการใชชีวิตและมีหนาที่ในแตละ เงื่อนไขเวลาแตกตางกัน โดยสรุปวิถีชีวิตแบบเมืองในทัศนะของ เวิรธ จึงเปนสิ่งที่คุกคามตอระบบ ประสาทของคนเมื อง ทํ าให ผูค นมี ความเครีย ด ความแปลกแยก มี ความเป น ปจเจกนิ ยมสู ง และแยกตัวออกจากผู อื่น ทํา ใหเ กิดการจํ าแนกแตกต างขึ้ นใน สังคม สิ่งที่กอใหเกิดปรากฏการณเหลานี้ขึ้นเปนผลมาจากเงื่อนไขเชิงโครงสราง ดานประชากร ไดแก จํานวนที่มีมหาศาล ความหนาแนนทําใหอยูอยางแออัด และ ความแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรมที่มากหนาหลายตาในเมือง อยางไรก็ตาม เพื่อ การวิ เคราะหวิ ถีชี วิต แบบเมื องที่ชั ดเจน เวิ รธ ได เสนอประพจน 49เกี่ย วกั บ ลักษณะเชิงโครงสรางของเมืองทั้ง 3 องคประกอบขางตนไว 12 ประการ ดังนี้ 1. ประพจนที่ 1 1. 1 การขยายตัวหรือการเติบโต (growth) และความหลากหลาย (diversity) ในเมืองยังผลใหผูคนในสังคมเมืองมีความผูกพันกันนอย

49

ประพจน (Proposition) หมายถึง ขอความทั่วไปทีบ่ อกถึงความสัมพันธของขอเท็จจริงในทาง สังคมวิทยาคํานี้มีความหมายเชนเดียวกับสมมุตฐิ าน (hypothesis) ที่ไดรับการยืนยันจาก ผลการวิจัยเชิงประจักษในระดับหนึ่ง แตยังไมหนักแนนถึงขนาดทีจ่ ะถือเปนกฎทางวิทยาศาสตรได (ราชบัณฑิตยสถาน 2549:195)

80


1.2 การควบคุม ทางสัง คม (Social Control) ในเมื อ งจะต อ งใช วิธีการแบบเปนทางการ คือ การใชกฎหมายแทนความจงรักภักดี เนื่องจากเปน การยากที่จะทําใหผูคนในเมืองรักษาความเปนระเบียบอยางเครงครัดได 1.3 กลุมทางสังคม ที่มีลักษณะเปนกลุมยอยๆ และผูคนมีลักษณะที่ คลายคลึงกันสามารถที่จะชวยแกไขปญหาของการควบคุมประชากรที่มีความ หลากหลายในเมืองได 2. ประพจนที่ 2 2.1 เมืองที่มีความเจริญหรือการขยายตัวมาก ผูคนที่อาศัยอยูใน สังคมเมืองจะไมรูจักกันเปนสวนตัว 2.2 การติ ด ต อ ระหว า งกั น ของผู ค นที่ อ าศั ย อยู ใ นสั ง คมเมื อ งจะ เปนไปในรูปแบบผิวเผิน ชั่วคราว และเปนเพียงดานใดดานหนึ่ง 2.3 ผูที่อาศัยอยูในสังคมเมืองมักจะถือเอาความสัมพันธทางสังคม เปนเครื่องมือเพื่อนําไปสูเปาหมายบางประการ 3. ประพจนที่ 3 3.1 การแบงแยกแรงงานที่เกิดขึ้นอยางมากในสังคมเมืองจะสัมพันธ กับการเนนการมองความสัมพันธในฐานะของสิ่งที่จะชวยนําไปสูเปาหมายบาง ประการ 3.2 การแบ ง แยกแรงงานที่ พั ฒ นามากขึ้ น มี แ นวโน ม ที่ จ ะทํ า ให บรรษัทขนาดใหญเขามามีอิทธิพลหรือครอบงําตอธุรกิจขนาดเล็ก 3.3 การสร า งบู ร ณาการทางสั ง คมให เ กิ ด ขึ้ น จํ า ต อ งอาศั ย จรรยาบรรณสําหรับกลุมอาชีพตางๆ 4. ประพจนที่ 4 4.1 เมื่ อ การตลาดเจริ ญเติ บ โตขยายตั ว มากขึ้ น จะทํ า ให มี ก าร แบงแยกแรงงานที่ซับซอนมากขึ้นตามไปดวย

81


4.2 การแบงแยกแรงงานตามความชํานัญพิเศษและการพึ่งพาอาศัย กันมีความสัมพันธกับความสมดุลที่ไมมั่นคงในสังคมเมือง (ในกรณีนี้เวิรธไมได อธิบายความหมายไว) 5. ประพจนที่ 5 5.1 จากการที่เมืองขยายตัวมากขึ้นจึงเปนการยากที่จะรวมผูที่อยู อาศัยในเมืองทั้งหมดไวในพื้นที่เดียวกัน 5.2 เมื่ อเป นเช นนี้ จึงมี ความจํา เปน ที่จะตองพึ่งพิ งการคมนาคม ทางอ อ มเพื่ อ ชว ยเผยแพร ข าวสารขอ มู ล สารสนเทศ และความคิ ด เห็น เพื่ อ น นําไปสูการตัดสินใจ โดยจะทําสื่อมวลชนมีบทบาทความสําคัญมากขึ้น 6. ประพจนที่ 6 6.1 ยิ่งความหนาแนนของผูคนในพื้นที่หนึ่งเพิ่มมากขึ้น จะสงผลให มีการแบงแยกแตกตาง (differentiation) และความชํานาญพิเศษมากขึ้นตามไป ดวย 6.2 การแบงแยกแตกตางและความชํานาญพิเศษในความเปนจริง แลวเปนสิ่งที่จําเปนเนื่องจากผูคนมีเปนจํานวนมากขึ้น 7. ประพจนที่ 7 7.1 การติดตอทางรางกายของผูคนที่อาศัยอยูในเมืองจะใกลชิดกัน มาก แตทวารูปแบบของการติดตอกันจะเปนแบบหางเหิน 7.2 กลุมทางสังคมของชาวเมืองจะมีการแบงแยกเปนกลุมๆ โดย การใชสัญลักษณที่เปนรูปธรรมเปนเครื่องบงบอก เชน เครื่องแบบที่สวมใส 8. ประพจนที่ 8 8.1 รู ปแบบการใชที่ ดิน ในเมื องเป นผลมาจากการแขง ขัน เพื่ อให ไดมาซึ่งทรัพยากรที่หายาก 8.2 ความตองการพื้นที่สําหรับการอยูอาศัยของผูคนในเมืองขึ้นอยู กับปจจัยทางสังคมหลายประการ 82


8.3 ผูคนที่มีภูมิหลังและความตองการเหมือนกันจะมีการคัดสรรโดย ไมตั้งใจหรือไดรับความกดดันหรือการถูกบังคับโดยสถานการณใหเขาไปอยูใน พื้นที่เดียวกันของเขตเมือง 9. ประพจนที่ 9 9.1 การปราศจากความผู ก พั น ทางด า นจิต ใจและอารมณ อ ย า ง ใกลชิดระหวางผูรวมงานและระหวางผูที่อาศัยอยูในละแวกบานเดียวกันทําใหเกิด การแขงขันเพื่อหาประโยชนซึ่งกันและกัน มากกวาที่จะเกิดความรวมมือกันและ ชวยเหลือกัน 9.2 การที่ผูคนอาศัยอยูกันอยางแออัดเปนสิ่งแสดงใหเห็นวามีการ ติดตอกันทางรางรายซึ่งมีความถี่มากขึ้น 9.3 การติดตอกันที่มีระดับความถี่มากครั้งและความผูกพันทางดาน อารมณที่อยูเพียงนอยนิดของผูคนยังคงมีอยูในกลุมผูที่ทํางานประจํา 10. ประพจนที่ 10 10.1 การปฏิสัมพันธของบุคคลที่มีบทบาทและบุคลิกภาพแตกตาง หลากหลาย เปนสิ่งที่ชวยทําลายความแตกตางระหวางชนชั้น 10.2 สิ่งที่ตามมา คือ ทําใหโครงสรางทางชนชั้นไมมีความชัดเจน 11. ประพจนที่ 11 11.1 ผู ที่ อ าศั ยอยู ใ นเมื อ งมั ก จะเป น สมาชิ ก ของกลุ ม หลายกลุ ม ความภักดีตอกลุมจึงมักขัดกัน 11.2 เพราะวาผูที่อาศัยอยูในเมืองมีการเคลื่อนยายทางภูมิศาสตร การเปลี่ยนสถานภาพทางสังคม 11.3 สิ่งที่ตามมาอีกประการหนึ่ง คือ ผูที่อาศัยอยูในเมืองมักจะมี ความเปนอยูที่สลับซับซอน (sophisticated)

83


12. ประพจนที่ 12 12.1 การแบงแยกแรงงานประกอบกับการเนนความสัมพันธเพียง ดานใดดานหนึ่งมีอิทธิพลทําใหเกิดการลดระดับชั้นใหเสมอกัน 12.2 อิทธิพลของการปรับแปลงดังกลาวเห็นไดจากการที่คนในเมือง มองสิ่งตางๆในแงของตัวเงิน 12.3 การปรับใหเปนมาตรฐานเดียวกันทําใหเกิดการมีลักษณะรวม ทางวัฒนธรรมประการขึ้นในสังคม นอกจากที่ เวิรธ ไดนําเสนอประพจนเกี่ยวกับลักษณะเชิงโครงสรางของ เมืองแลว เวิรธ ยังไดทําการเปรียบเทียบความแตกตางระหวางชีวิตในเมืองและ ชนบทเพื่อใหเกิดภาพความเขาใจวิถีชีวิตแบบเมืองมากขึ้น ซึ่งสามารถสรุปไดดัง ตาราง ดังนี้50 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบในชีวิตสังคมเมืองและสังคมชนบท สังคม เมือง ชนบท ประเด็น ความสัมพันธ ผูค นมี ความสั มพั นธ ระหว า ง ผูคนมีความสัมพันธระหวาง ทางสังคม กันนอย กันมาก รูปแบบของความ ไมเปนสวนตัว ผิวเผินชั่วคราว สนิ ท สนม เป น ส ว นตั ว เกื อ บ สัมพันธทางสังคม เ ฉ พ า ะ ด า น ใ ด ด า น ห นึ่ ง แทบจะทุกมิติของชีวิต มีความ มุงหวังเพียงเพื่อเปนแนวทาง เ ป น อั น ห นึ่ ง อั น เ ดี ย ว กั น ให บ รรลุ เ ป า หมายของตน มี สั ญชาตญาณข อง ความ ผู ค นไม มี ค วามผู ก พั น อย า ง รวมมือ ใกลชิดทางดานอารมณ 50

Ribben,GF.(1979).Pattern of Behavior. New York : Edwared Arnold Publishing. P 237.

84


สังคม ประเด็น การเปนสมาชิก ของกลุม

ความหนาแนน ของประชากร

เมือง

ชนบท

ชาวเมือ งมั กเปน สมาชิ กของ กลุมหลายกลุม จึงทําใหขาด จิตสํานึกในการจงรักภักดีตอ เฉพาะกลุมใดกลุมหนึ่ ง และ มักมีการปฏิสัมพันธทางสังคม คบหาสมาคมกั บ บุ ค คลอื่ น มากกวา ประชากรในเมื อ งมี จํ า นวน มากและมีความหนาแนนสู ง ส ง ผลให เ กิ ด การแบ ง แยก แรงงานมาก

ชาวชนบทมักเปนสมาชิกของ กลุ ม เดี ย วกั น จึ ง ส ง ผลให มี ความเป น ป ก แผ น ต อ ชุ ม ชน สังคมสูง มีการปฏิสัมพันธทาง สังคมภายในและภายนอก

ประชากรในชนบทมีจํานวนไม มากนัก คนๆหนึ่งสามารถที่จะ มี ทั ก ษ ะ ใ น ท า ง แ ร ง ง า น ที่ หลากหลายภายใตบริบททาง สังคมชนบท

อาจกลาวไดวา วิถีชีวิตแบบเมืองตามทัศนะของเวิรธ นั้นชาวเมืองจะมีวิถี ชีวิตเฉพาะแบบและแตกตางจากวิถีชีวิตของชาวชนบท ชาวเมืองนั้นจะตองมีวิถี ชีวิตซึ่งตองพึงพาอาศัยกันเปนอยางมาก ชาวเมืองตองแยกแยะชีวิตทางสังคม ออกเปนสวนๆ ชาวเมืองมักจะมีการแสดงออกอยางไมเปนไปตามธรรมขาติที่ แทจริง พฤติกรรมตางๆ ของชาวเมืองจึงตองเปนไปตามที่มีแบบแผนใหยึดถือ ปฏิบัติ กลาวโดยสรุปทฤษฎีนี้ชี้ใหเห็นวา วิถีชีวิตแบบเมืองเปนสิ่งที่ทําใหเกิดการ เสียระเบียบขึ้นในสังคม และเกิดความรูสึกสับสนขึ้นในตัวบุคคล วิถีชีวิตของผูคน ที่อาศัยอยูในเขตเมืองตามทฤษฎี เมืองหรือมหานครประกอบไปดวยผูคนที่มาอยู รวมกันเปนจํานวนมาก และหนาแนน ผูคนมีความแตกตางกันมากทางสังคมและ วัฒนธรรม ดวยปจจัยเหลานี้จึงสงผลใหความสัมพันธทางสังคมของผูคนที่อาศัย 85


อยูในเขตเมืองเปลี่ยนไปเปนความสัมพันธแบบทุติยภูมิ ผูคนไมมีความสัม พันธ กันเปนสวนตัว ผิวเผิน ชั่วคราว และมีเพียงดานใดดานหนึ่งของชีวิตเทานั้น ดังนั้น คนในเมืองจึงเปนคนที่ใชเหตุใชผลมีความเปนอยูอยางซับซอน และเปนบุคคลที่ คอนขางโดดเดี่ ยว อย างไรก็ต าม ทฤษฎีนี้ได ถูกวิจารณวามีข อจํากัด อยูหลาย ประการ เชน ลักษณะของคนเมือง (Urbanities) ที่เวิรธเสนอใหเห็นเปนลักษณะ ของผูคนในสังคมแบบมวลชน (mass society) ซึ่งสะทอ นลักษณะของสังคม อุตสาหกรรมโดยทั่วไปมากกวา “คนเมือง” หรือคนที่ใชชีวิตอยูในมหานคร51 ทฤษฎีองคประกอบ (Composition Theory) ผูที่คิดคนทฤษฎีนี้ คือ เฮอรเบิรต แกนด (Hebert Gans) จากขอเขียนที่ชื่อ “Urbanism and Urbanism as Ways of life : A Re-evaluation of definitions”52 ไดสะทอนภาพเมืองหรือมหานครวาประดุจดังภาพเขียนหรือบท ประพัน ธที่ ประกอบไปดว ยส วนตางๆของโลกทางสั งคม (mosaic of social worlds) ซึ่งเปนสังคมยอยที่สมาชิกมีความใกลชิดสนิทสนมกัน โดยมีพื้นฐานมา จากความเปน เครื อญาติ ชาติพั นธุ เพื่ อ นบาน อาชีพ เดี ยวกัน มีแ บบแผนการ ดําเนินชีวิต ลักษณะบุคลิกภาพคลายคลึงกัน โดยสภาวการณเหลายังคงดํารงอยู ในเมือง ถึงแมวาเมืองหรือมหานครจะมีสภาพแบบเมืองสูงดังที่เวิรธไดเสนอไว แต แกนด กลั บ อธิ บ ายว า สิ่ ง ที่ มี ค วามสํ า คั ญต อ ชาวเมื อ งมากกว า ขนาด ความ หนาแนน และความหลากหลายของประชากร คือ ลั กษณะของความเปนชุมชน ทองถิ่น กลุมปฐมภูมิของผูคน ทั้งนี้เพราะวาคนที่ใชชีวิตในมหานครมิได เกี่ยวของ กับชาวเมืองโดยสวนรวม แตในชีวิตประจําวันของผูคนนั้น ผูคนแตละคนลวนใช พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม. หนา 8 52 Hebert Gans.(1972).”Urbanism and Urbanism as Ways of life” : A Re-evaluation of definition” in J.J.Palen and K.Fleming(eds.) Urban America .New York :Holt, Rinehart and Winston. 51

86


ชีวิตอยูภายในสวนเสี้ยวของโลกทางสังคมที่ตางแบบกัน โลกที่ตางแบบของแตละ คนเหล า นี้ น อกจากจะไม ก อ ให เ กิ ด ความรู สึ ก แปลกแยกแล ว ยั ง ถื อ เป น เกาะ คุมครองปองกันสมาชิกจากสิ่งคุกคามหรือิทธิพลจากสังคมภายนอกอีกดวย53 จากผลงานของแกนดที่ศึกษาวิถีชีวิตของผูคนที่อาศัยอยูในเขตเมืองและ ชานเมือง สะทอนถึงความแตกตางระหวางวิถีชีวิตของผูคนที่อาศัยอยู ในเมือง สมัยใหมและวิถีชีวิตของผูคนที่อาศัยอยูในเขตชานเมือง โดยเปนการนําเอาแนว ทฤษฎีวิถีชีวิตแบบเมืองของเวิรธมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยเฉพาะอยางยิ่งขอเสนอ เกี่ ยวกั บขนาด ความหนาแน นและความตา งแบบกัน ของประชากรในเมือ งมี ผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรมที่สะทอนใหเห็นลักษณะเดนของชีวิตผูคนในเมือง คือ 1) การที่กลุมคนหลายประเภทเขามาใชชีวิตรวมกันในพื้นที่จํากัด ทําใหผูคนที่มีลักษณะคลายคลึงกัน รูจักและมีความใกลชิดสนิทสนมกัน เริ่มมี ความหางเหินจากกัน 2) การติดตอกันทางสังคมของผูคนที่เขามาอาศัยอยูในเมือง ทําให แบบแผนทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอยูเดิมเริ่มเสื่อมสลาย และกอใหเกิดการ กลื น กลายเข า สู วั ฒ นธรรมเมื อ ง (assimilation) หรื อ การแลกเปลี่ ย นทาง วัฒ นธรรมหรื อ เกิด การผสมผสานทางเชื้ อ ชาติ แ ละวั ฒนธรรม (melting pot effect) ผลกระทบดังกลาวจะมีพลังมากกวาแนวโนมการแบงแยกกลุม และจะทํา ใหบุคคลไดรับความกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และความสัมพันธ อันใกลชิดระหวางบุคคลก็จะถูกทําลายลงในที่สุด แกนดสรุปผลที่ไดจากการศึกษาวา 1) ขอสรุปที่ไดจากการศึกษาเขตเมือง ชั้นในหรือใจกลางเมืองไมสามารถนําไปใชเปนขอสรุปทั่วไปสําหรับการอธิบาย สังคมเมืองไดโดยรวม 2) ยังไมมีหลักฐานเพียงพอที่จะตัดสินใจไดวาจะยอมรับ 53

พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม. หนา 9

87


หรือปฏิเสธสมมติฐานของเวิรธที่วาขนาด ความหนาแนน และความตางแบบของ ประชากรกอใหเกิดผลในเชิงสังคมและวัฒนธรรม ผลการศึกษาตางๆ ในเวลาตอมาชี้ใหเห็นวา มหานครหรือเมืองเปนแหลงที่ ดึงดูดผูคนจากชนบทยายถิ่นเขามาทํางานและตั้งถิ่นฐานเปนชุมชนอยูภายในเขต เมือง กลุมผูยายถิ่นเหลานี้ยังคงมีแบบแผนพฤติกรรมทางสังคมไมแตกตางไปจาก ที่เคยอยูในชนบท บางกรณีผูยายถิ่นอาจเขามาตั้งถิ่นฐานที่อยูใกลกับเพื่อนบาน ที่มาจากทองถิ่นเดียวกัน ดังนั้น ความสัมพันธระหวางคนเหลานี้ยังคงมีความ ใกลชิดแบบชาวชนบทอยู รวมทั้งอาจมีคานิยมและทัศนคติแบบชนบทอีกดวย นอกจากนี้ แกนดยังกลาววา คําอธิบายเกี่ยวกับชีวิตของผูคนในเมืองของเวิรธ เหมาะที่สุดสําหรับผูที่อาศัยอยูในเขตเมืองเพียงชั่วคราว ในพื้นที่ที่เปนที่อยูอ าศัย ของคนเหลานี้จะประกอบดวยผูคนที่มีความแตกตางกันมาก อาจจะมาอาศัยอยู เพราะไมมีทางเลือกหรืออาจจะเตรียมยายออกไปอาศัยอยูที่อื่น จึงไมมีความ ตองการเพื่อนที่ที่ตองมีลักษณะเหมือนกันกับตน ภายใตเงื่อนไขของการอาศัยอยู เพี ย งชั่ ว คราว และในสภาพที่ ผู ค นมี ค วามแตกต า งกั น มาก คนเหล า นี้ จ ะมี ปฏิสัมพันธกันโดยใชบทบาทใดบทบาทหนึ่งเพียงเพื่อความจําเปนสําหรับบริการ ของชุ มชน ความสั มพั น ธข องกลุ ม คนเหลา นี้ จึง เป นความสัม พัน ธ แบบไมเ ป น สวนตัวและมีลักษณะผิวเผิน54 ในระยะแรกเริ่ ม การศึ ก ษาเกี่ ย วกั บ เขตที่ อ ยู อ าศั ย ส ว นใหญ จ ะเป น การศึกษาในพื้นที่สวนตางๆ ซึ่งจํากัดอยูในเขตเมืองชั้นใน และมีจํานวนนอยมาก ที่เปนการศึกษาเกี่ยวกับการตั้งแหลงที่อยูอาศัยในเขตเมืองชั้นนอก แกนดจึงได เสนอความเห็ น ว า สิ่ ง ที่ จ ะใช อ ธิ บ ายวิ ถี ชี วิ ต ในพื้ น ที่ ทั้ ง สองแบบได ดี ที่ สุ ด คื อ ความสั ม พั น ธ แ บบ “กึ่ ง ปฐมภู มิ ” (Quasi-primary) ซึ่ ง เป น ลั ก ษณะของ ความสัมพันธระหวางเพื่อนบานไมวาจะเปนความเหนียวแนน หรือความถี่ของ 54

พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 10

88


ความสั ม พั น ธ การปฏิ สั ม พั น ธ ข องผู ค นจะมี ค วามใกล ชิ ด สนิ ท กั น มากว า ความสั ม พั น ธ แ บบทุ ติ ย ภู มิ แต ท ว า ไม มี ค วามสนิ ท สนมกั น มากกว า เท า กั บ ความสัมพันธแบบปฐมภูมิ แกนด เสนอวาการศึกษาวิถีชีวิตของผูคนทั้งในเขต เมืองและเขตชานเมือง ตองพิจารณาจากปจจัยทางดานชนชั้น ทางสังคมและ ขั้นตอนของวัฎจักรชีวิตของบุคคล โดยไดสรุปขอเสนอไว 3 ประการ คือ55 1) ตองมีการจําแนกความแตกตางระหวางวิถีชีวิตในเขตเมืองชั้นใน กับเขตเมืองชั้นนอก และชานเมือง และแสดงใหเห็นวาวิถีชีวิตในเขตเมืองชั้นนอก เขตชานเมืองมีความคลายคลึงกับวิถีชีวิตแบบเมืองของเวิรธเพียงเล็กนอยเทานั้น 2) ในเขตเมื อ งชั้ น ในผู ค นจะมี วิ ถี ชี วิ ต เหมื อ นกั บ ข อ เสนอของ เวิรธเพียงบางสวนเทานั้น ยิ่งกวานั้นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ลักษณะทางวัฒนธรรม ขั้นตอนของวัฎจักรชีวิตและความมั่นคงดานที่อยูอาศัย เปนตัวอธิบายวิถีชีวิตของ ผูคนในเมืองไดดีกวาขนาด ความหนาแนน และความแตกตางหลากหลายเชิง สังคมวัฒนธรรม 3) ความแตกตางในลั กษณะกายภาพและดานอื่นๆ ระหวา งเขต เมืองและเขตชานเมืองมักจะไมมีอิทธิพลหรือไมมีความหมายตอวิถีชีวิตเทาใดนัก ขอเสนอทั้งสามชี้ใหเห็นวามโนทัศนเมืองและชานเมืองไมใชประเด็นที่ใช เปนคําอธิบายหรือเปนประเด็นเฉพาะที่จะทําใหเขาใจวิถีชีวิตแบบเมือง มโนทัศน ทางดานนิเวศวิทยา เชน ขนาด ความหนาแนนและความตางแบบของผูค นยอมมี ความสําคัญไมนอยเชนกันในการอธิบายการปรับตัวของมนุษยใหสอดคลองกับ สิ่งแวดลอมแบบเมือง อยางไรก็ตามมโนทัศนทางนิเวศวิทยาก็ยังไมเพียงพอที่จะ ใช อ ธิ บ ายปรากฏการณ ท างสั ง คมเพราะปรากฏการณ ท างสั ง คมมี ค วาม หลากหลายซับซอนมากกวาที่จะอธิบายดวยมโนทัศนชุดใดชุดหนึ่ง กลาวโดยสรุป ภาพวิถีชีวิตของผูคนที่อาศัยอยูในเมืองตามแนวทฤษฎีองคประกอบนั้นมีความ 55

พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 11-12

89


แตกตางจากแนวทฤษฎีคตินิยมแบบเมือง กลาวคือ ทฤษฎีองคประกอบเสนอวา ในสังคมเมืองผูคนจะมีความสัมพันธแบบ ”กึ่งปฐมภูมิ” ความสัมพันธชนิดนี้ผูคน จะมีความสัมพันธที่สนิทสนมกันมากกวาความสัมพันธแบบทุติยภูมิ แตนอยกวา ความสัมพันธแบบปฐมภูมิ โดยตองพิจารณาเงื่อนไขทางดานชนชั้นทางสังคมของ ผูที่อาศัยอยูในเมืองและขั้นตอนวัฎจักรของชีวิต เชน การเปลี่ยนแปลงสถานภาพ ทางสังคม การขัดเกลาทางสังคม ลักษณะของครอบครัว ฯ เปนตัวอธิบายดวย ทฤษฎีวัฒนธรรมยอย (Subcultural Theory) ผูที่คิดคนทฤษฎีนี้คือ โคลด ฟชเชอร (Claude Fischer) จากขอเขียนที่ชื่อ วา “Toward a subculture theory of urbanism”56 ไดเสนอความคิดวา ปจจัย ดานนิเวศวิทยาโดยเฉพาะอยางยิ่งขนาดหรือจํานวนประชากรในเมืองกอใหเกิด “โลกทางสังคม” (social world) กลุมตางๆ ที่มีความเชื่อและพฤติกรรมที่แตกตาง ไปจากคนสวนใหญ ทฤษฎีวัฒนธรรมยอยจึงมีวัตถุประสงคที่จะศึกษาที่มาของ การกระทําทางสังคม แบบแผนความสัมพันธทางสังคมภายในปรากฏการณหรือ กลุมทางสังคมระดับยอย กลุมที่บุคคลจะตองสัมผัสเกี่ยวของโดยตรงทั้งแบบเปน ทางการและไมเปนทางการในชีวิตประจําวันของตน ฟชเชอร อธิบายวาวัฒนธรรมยอยเปนสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อแกปญ หาใหกับ ผูคนที่มาอยูรวมกัน วัฒนธรรมยอยที่เกิดจากผูคนที่อาศัยอยูในสังคมเมืองจะมี ลักษณะแตกตางไปจากวัฒนธรรมยอยของผูคนที่อาศั ยอยูภายนอกสังคมเมือง เช น วั ฒ นธรรมย อ ยของกลุ ม ผู ย า ยถิ่ น เข า มาอาศั ย อยู ใ นเขตเมื อ งจะต อ งมี มาตรฐาน และที่สํ า คัญ คื อ ต อ งมี รู ป แบบของพฤติ ก รรม และค านิ ย มซึ่ง เป น สัญลักษณที่มีความหมายเฉพาะสําหรับบุคคลที่มาอยูรวมกันในชีวิตประจําวัน วั ฒ นธรรมย อ ยเป น สิ่ ง ที่ ทํ า ให เ ข า ใจการปฏิ สั ม พั น ธ ข องมนุ ษ ย ที่ ส วนกระแส 56

Claude Fischer.(1975). “Toward a subculture theory of urbanism” in American Journal of Sociology (80).p.1319-1314

90


วัฒนธรรมและระบบสัญลักษณหลักในระดับโครงสราง วัฒนธรรมยอยเปนตัว ชี้ใหเห็นวาวัฒนธรรมเปนเครื่องมือและสิ่งที่ทําใหเกิดการรวมตัวกันทางสังคมของ บุค คลอย า งไร และในระดั บบุ ค คลเป น ตัว บง ชี้ ความหมายของการแสดงออก ภาพลักษณ (image) และเอกลักษณ (identity) ของบุคคลในวัฒนธรรมยอยนั้น ในทัศนะของฟชเชอร ย้ําวาวิถีชีวิตแบบเมืองมีผลกระทบตอการดํารงชีวิตทาง สังคม คือ ไมเพียงแตไมทําลายกลุมทางสังคมแตกลับเปนสิ่งที่ชวยสรางความ แข็ งแกร ง ให กับ กลุม ในสั งคมที่ มีข นาดใหญ ผูค นมี ค วามแตกต างกัน มาก เช น ความแตกตางตามกลุมอาชีพ กลุมเชื้อชาติ ฯ แตละกลุมจะมีรูปแบบพฤติกรรม และความเชื่อซึ่งมี ลักษณะเดนเฉพาะเปนของตนเอง กลุมตางๆในสังคมเมือง ไดรับผลกระทบจากวิถีชีวิตแบบเมือง ความแตกตางระหวางชนบทและเมืองทํา ใหเกิดมีวัฒนธรรมยอยใหมๆขึ้น โดยบุคคลจะมีการปรับแปลงวัฒนธรรมเดิม และ นํามาใชติดตอซึ่งกันและกันในการดําเนินชีวิตประจําวันของตน57 ฟชเชอร เสนอความคิดพื้นฐานของทฤษฎีวัฒนธรรมในรูปของประพจน 4 ประการ ดังนี้58 ขอเสนอ 1 พื้นที่ที่มีความเปนเมืองจะมีวัฒนธรรมยอยตางๆเกิดขึ้นอยาง หลากหลาย การมาอยูรวมกันของประชาชนเปนจํานวนมาก ทําใหเกิดวัฒนธรรม ยอยแตกตางกั นมาก ปรากฏการณ ทางสัง คมวัฒนธรรมดังกลา วเกี่ยวของกั บ กระบวนการ 2 กระบวนการ คือ 1) ขนาดของประชากรกอใหเกิดการจําแนกแตกตางทางโครงสราง ตลอดจนกระบวนการปฏิสัมพั นธของบุคคล ขณะเดีย วกันผลกระทบจากการ แข ง ขั น ความได เ ปรี ย บในด า นผลประโยชน แ ละการเลื อ กสรรความสั ม พั น ธ กอใหเกิดการจําแนกแตกตางระหวางระบบยอยรวมทั้งภายในระบบยอยเอง สิ่งที่ 57

พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 13 58 พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 13-16

91


ตามมา คือ การจําแนกแตกตางทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในดานชนชั้น ทางสังคม อาชีพ วัฎจักรชีวิต และกลุมผลประโยชน 2) วิถีชีวิตในมหานครทําใหมีวัฒนธรรมยอยที่หลากหลายจากการ ยายถิ่นเขา โดยทั่วไปพื้นที่ทางภูมิศาสตรที่มีขนาดใหญมากขึ้น และมีกลุมตางๆ มากมายอาศั ย อยู จ ะทํ า ให ผู ย า ยถิ่ น หลั่ ง ไหลเข า มาตั้ ง ถิ่ น ฐาน จนทํ า ให เ กิ ด วัฒนธรรมยอยของกลุม ผูยายถิ่ นแตละกลุม กระบวนการนี้เห็ นได ชัด เจนตาม ขนาดของเมือง คือ ยิ่งเมืองมีขนาดใหญมากขึ้นเพียงใดก็ยิ่งจะมีกลุมวัฒนธรรม ยอมพัฒนาขึ้นมาเปนจํานวนมากขึ้นเพียงนั้น ขอเสนอ 2 ยิ่งพื้นที่ที่มีความเปนเมืองมากเพียงใดยิ่งทําใหวัฒนธรรมยอยมี ความเหนียวแนน (intensity) มากขึ้นเพียงนั้น ความเหนี ยวแน น เปน ภาวะตรงข า มกั บ ภาวะไรบ รรทั ด ฐานทางสั ง คม (anomie) ความเหนียวแนน คือ การที่สมาชิกมีความรูผูกพันตอความเชื่อ คานิยม บรรทัดฐาน และขนบประเพณีของวัฒนธรรมยอย ซึ่งเกี่ยวของกับกระบวนการ 2 กระบวนการ คือ 1) ยิ่ ง ประชากรของวั ฒ นธรรมย อ ยมี ข นาดใหญ ม ากขึ้ น เพี ย งใด วั ฒ น ธ ร ร ม ย อ ย นั้ น จ ะ มี “ค ว า ม ส ม บู ร ณ เ ชิ ง ส ถ า บั น ” ( institutional completeness) คือ ความสามารถในการสนองความตองการพื้นฐานของสมาชิก ได อ ย า งครบถ ว นมากขึ้ น เพี ย งนั้ น กล า วคื อ จํ า นวนคนที่ มี ม ากพอในกลุ ม วัฒนธรรมยอยนั้นๆ จะทําใหสามารถที่จะแบงหนาที่ของสมาชิก และสามารถ สรางลักษณะความเปนสถาบัน เชน รูปแบบการแตงาย หนังสือพิมพ ฯ ของกลุม วัฒนธรรมยอยขึ้นมาได ลักษณะความเปนสถาบันจะชวยสงเสริมวัฒนธรรมยอย และเปนที่มาของอํานาจชอบธรรม เปนศูนยรวมของผูคนใหมาอยูรวมกัน 2) องค ป ระกอบที่ ทํ า ให วั ฒ นธรรมย อ ยมี ค วามเหนี ย วแน น อี ก ประการหนึ่ง คือ ความสัมพันธระหวางกลุม พื้นที่ที่มีวัฒนธรรมยอยหลากหลาย จะทําใหเกิดความแตกตางและความขัดแยงระหวางกัน ผลที่ตามมาคือ จะทําให 92


แตละวัฒนธรรมมีความเหนียวแนนมากขึ้น ในระดับกลุมจะทําใหมีความเชื่อม แนน (cohesion) มากขึ้น เนื่องจากจะมีการแขงขันและความขัดแยงระหวางกัน มากขึ้ น ในระดั บ บุ ค คล การพบปะกั บ คนแปลกหน า จะทํ า ให เ กิ ดการตอกย้ํ า มาตรฐานของกลุมตนมากขึ้น ขอเสนอ 3 ยิ่งพื้นที่ที่มีความเปนเมืองมากเพียงใด ยิ่งมีแหลงแพรกระจาย (diffusion) ของวัฒนธรรมยอยหนึ่งๆมากขึ้นเพียงนั้น การแพรกระจาย หมายถึง การปรั บแปลงดานความเชื่อ พฤติ กรรมของ สมาชิกในวัฒนธรรมยอยตางๆภายในเมือง อัตราและทิศทางของการปรับแปลง จะผันแปรไปตามระดับความเหนียวแนน ความแตกตางระหวางกลุมวัฒนธรรม ยอย รวมทั้งระดับการสัมผัสติดตออํานาจและเกียรติภูมิของแตละกลุมวัฒนธรรม ขอเสนอนี้มีความสําคัญ คือ กระบวนการสรางความเหนียวแนนของวัฒนธรรม ยอยในเมื อง จะดํ าเนิน สวนทางกับ กระบวนการอื่ นๆ ถ าไมพิ จารณาถึ งความ ขัดแยงระหวางวัฒนธรรม การแยกตัว ออกจากวัฒนธรรมยอย การปรับแปลง บางอยางจะมีความเปนไปไดสูง เมื่อกลุมตางๆอยูใกลกันและตองพึ่งพิงกัน ผลที่ เกิ ด ขึ้ น ตามมา คื อ การผสมผสานและการรวมตั ว กั น ใหม ข ององค ป ระกอบ ทางดานวัฒนธรรม ทําใหเกิด “นวัตกรรมทางสังคม” (social innovations) แบบ ตางๆขึ้น ขอเสนอ 4 ยิ่งพื้นที่ที่มีความเปนเมืองมากขึ้นเพียงใด อัตราการยึดถือแบบ แผนพฤติกรรมที่ไมเปนไปตามประเพณีปฏิบัติ (unconventionality) ของสวนรวม จะสูงมากขึ้นเพียงนั้น ขอเสนอที่ 4 สามารถอธิบายไดดวยกระบวนการที่สืบเนื่องมาจากขอเสนอ 3 ขอแรก คือ 1) ยิ่ ง วั ฒ นธรรมย อ ยต า งๆมี ค วามแตกต า งหลากหลายและมี ลักษณะเฉพาะของตนเองมากเพียงใดจะทําใหเกิดพฤติกรรมที่หักเหหรือเบี่ยงเบน ออกจากบรรทัดฐานทั่วไปของสังคมมากขึ้นเพียงนั้น 93


2) ขนาดและลักษณะเฉพาะตนของกลุมวัฒนธรรมยอย ทําใหแบบ แผนพฤติ ก รรมที่ แ สดงลั ก ษณะเฉพาะตั ว ของกลุ ม หรื อ วั ฒ นธรรมย อ ยนั้ น ๆ เกิดมากขึ้นจนอาจนําไปสูวัฒนธรรมผูเบี่ยงเบน 3) ยิ่งมีแหลงการแพรกระจายทางวัฒนธรรมยอยมากเพียงใด ยิ่งมี การแพรกระจายของวัฒนธรรมยอยหรือการยอมรับแบบแผนของวัฒนธรรมยอย นั้นๆมากขึ้นเพียงนั้น ฟชเชอร มีความเห็นวากระบวนการทั้ง 3 นี้สามารถอธิบายความสัมพันธ ระหวางวิถีชีวิตเมืองกับความคิดและพฤติกรรมของบุคคลที่แตกตางไปจากคน สวนใหญในสังคมไดดีกวาทฤษฎี คตินิยมแบบเมื อง โดยเห็นวาการทําการ ความเข า ใจวิ ถี ชี วิ ต ของผู ค นในสั ง คมเมื อ งนั้ น จะต อ งพิ จ ารณาป จ จั ย ด า น นิเวศวิทยา เชน ความหนาแนนของประชากร ความแตกตางของประชากร และที่ สําคัญที่สุด คือ ขนาดของประชากรที่มีจํานวนมาก เนื่องจากปจจัยเหลานี้เปน ตัวกําหนดชีวิตทางสังคมของชาวเมือง และเปนเงื่อนไขของการเกิดวัฒนธรรม ยอยตางๆ ทฤษฎีภาวะเกินกําลังของสภาวะแบบเมือง (Theory of Urban Overload) ผูที่คิดคนทฤษฎีนี้ มิลแกรม สแตลลี่ (Milgram Stanly) จากขอเขียนที่ชื่อ “The experience in living cities”59 ซึ่งเสนอวา การศึกษาชีวิตผูคนในเมืองต อง ทําความเขา ใจความเชื่อ มโยงระหว างประสบการณ ของบุคคลกับ เงื่อ นไขเชิ ง ประชากรศาสตรของชีวิตในเมือง โดยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกวา “ภาวะสิ่ง เรา เกิน กําลั ง” (Stimulus Overload) กลาวคือ ในชี วิตประจํ าวัน ผูคนในเมือ ง จะตองเผชิญกับสิ่งเราจํานวนมากเกินกวาที่ บุคคลหนึ่งๆ สามารถจะจัดการได เนื่องจากบุค คลตอ งประสบกับการตอ งพบหน าคนอื่ นอยา งตอเนื่ องเกิ นภาระ 59

Milgram Stanly. (1970) “The experience in living cities” in Science (167). p 1461-1468

94


กําลังที่จะสามารถปรับตนเองใหสอดคลองกับเงื่อนไขจําเปนดังกลาว แนวคิดของ ไมแกรมได อ าศั ย รากฐานความคิ ด ของ เก-ออร ก ซิ ม เมิ ล (Georg Simmel) จากขอเขียนที่ชื่อ “The Metropolis and Mental life”60 ที่กลาววาคนในเมือง จําเปนตองธํารงชีวิตแบบผิวเผินและไมรูจักหนาคาตาที่แทจริงระหวางกัน เพื่อ ปกปองชีวิตทางจิตของตนเอง ดังที่ ซิมเมิลพรรณนา ไววา “จากการขามทองถนนแตละครั้ง จากจังหวะและความ ซับซอนหลากหลายของชีวิตทางเศรษฐกิจ อาชีพ สังคม เมืองได สร า งสภาวการณ ที่ แ ตกต า งอย า งมาจากชี วิ ต ชนบทในด า น รากฐานประสาทสัมผัสของชีวิตทางจิตวิญญาณ เมืองไดสราง เงื่อนไขใหกับมนุษยในฐานของสัตวที่มีการแยกแยะ เลือกปฏิบัติ ตอสิ่งตางๆ จึงตองใชจิตสํานึกมากกวาชีวิตในชนบท ที่ซึ่งจังหวะ ชีวิตและจินตนาการทางจิตดําเนินไปอยางเชื่อ งชา จากความ เคยชินและราบเรียบมากกวา เมื่อเปนเชนนี้ ลักษณะอันซับซอน ของชีวิตทางจิตในเมือง จึงมีลักษณะแตกตางอยางชัดแจงจาก ชีวิตเมืองเล็ก ซึ่งมีรากฐานมาจากความสัมพันธในเชิงอารมณ ความรูสึกที่ลุมลึกมากกวา”61 มิลแกรม อธิบายถึงผลกระทบจากความหนาแนนของจํานวนประชากร และลักษณะของการพบหนากันในสภาพแวดลอมแบบเมือง ซึ่งบุคคลจําเปนตอง มีกลไกในการปรับแปลงตนเอง (adaptive mechanism) ไว 2 ประการ คือ62

60

Georg Simmel. (1950). “The Metropolis and Mental life” in pp409-424 K.Walf (ed And trans) The Sociology of Georg Simmel. Glencore,II:The Free Press. 61 อางถึงใน พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 24 62 พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 25-26

95


1) จากลั ก ษณะเชิ ง ประชากรศาสตร ข องเมื อ ง คื อ คนเมื อ งต อ ง จัดลําดับความสําคัญของปรากฏการณที่เขาตองคํานึงถึงในชีวิตประจําวัน ดังนั้น จึ ง ต อ งกํ า หนดหลั ก การคั ด สรรเพื่ อ ใช ใ นการประเมิ น ว า จะต อ งใช เ วลาและ พลังงานมากนอยเพียงใดในการจัด การกับสิ่งเหลานั้น ตัวอยางเชน เราสามารถ เข า ใจได ว า ทํ า ไมชาวเมื อ งจึ ง ไม “สนใจใยดี ” กั บคนเร ร อ นตามท อ งถนน อุ บั ติ ก ารณ ดั ง กล า วจะถู ก จั ด ให อ ยู ใ นลํ า ดั บ ท า ยสุ ด เพราะว า หากต อ งเข า ชวยเหลือคนเหลานี้ทุกกรณีแลว เขาจะไมมีเวลาทําอยางอื่นนอกเหนือไปจากการ คอยชวยเหลือคนยากลําบากตามทองถนน ความถี่ของสถานการณเหลานี้ มีมาก เกินกวาที่ผูคนในเมืองจะจัดการในลักษณะตอเนื่อง เมื่ อเปนเชนนี้ ภาวะนิรนาม (anonymity) หรือความไมรูใครเปนใครในเมือง รวมทั้งความไมสนใจใยดีคนอื่นๆ ในที่สาธารณะจึงเปนสิ่งที่เขาใจไดวาเปนการตอบสนองที่จําเปนตอ “สภาวะเรา เกินกําลัง” (overstimulation) ของสภาวการณในเมือง ดวยเหตุนี้จึงเขาใจไดวา ทําไมคนในเมืองจึงมี“ความรับผิดชอบตอสังคม”นอยลงเปนลําดับ 2) ผลที่เกิดขึ้นจากสภาวะเราเกินกําลัง ทําใหผูคนในเมืองตองสราง บรรทัดฐานการไมยุงเกี่ยวกัน (non-involvement) ขึ้นมาเพื่อใชในการปรับแปลง ทางสั ง คมของตน สว นหนึ่ งของบรรทั ดฐานนี้ คื อการใหค วามสํา คั ญกั บ ความ สุภาพในชีวิตทางสังคมลดนอยลง “ผูคนที่เดินชนกันมีนอยคนที่จะกลาวขอโทษ กัน” บรรทัดฐานนี้อาจมีผลกระทบอยางมากไปจนถึง “ผูชายเกิดความรูสึกกระอัก กระอวนใจอยา งยิ่งที่จะสละเก าอี้ใหคนแก ผูห ญิงนั่งในรถโดยสารสาธารณะ” ปรากฏการณเหลานี้จึงสะทอนใหเห็นแกนสารของภาวะนิรนามของเมือง อยางไร ก็ตามภาวการณดังกลาวไมจําเปนตองกอใหเกิดความรูสึกที่เลวรายเสมอไป ใน เชิงบวก ภาวะนิรนามสามารถที่จะทําใหผูคนในเมืองมีความอดทนตอผูเบี่ยงเบน ไดหรืออาจทําใหบุคคลผูมีรอยมลทิน (stigmatized persons) ไดรับการยอมรับ หรือหวงใยมากขึ้นในบริบทเมือง จึงกลาวไดวาเมืองให “ผลประโยชนในดานการ ปกปอง” (protective benefits) ที่ไมมีในเมืองเล็กๆ 96


คนเมืองจึงเรียนรูที่จะปกปองตนเองจากการรุกล้ําของผูอื่นในที่สาธารณะ เชนมักใช“เครื่องมือ” เชน หนังสือพิมพ เพื่อใชในการปองกันการรบกวนจากผูอื่น และบอกเป น โดยนั ย ว า ไม ต อ งการมี ป ฏิ สั ม พั น ธ กั บ ใคร ณ ช ว งเวลาใดเวลา ดังกลาว หรือกรณีการใช Walkman ของคนเมืองเปนเครื่องมือสําหรับเปดรับสื่อ และปดรับสื่อในเวลาเดียวกัน ผลที่ตามมา คือ คนเมืองเรียนรูวิธีการที่จะ “ปดรับ สื่อจากผูอื่น” เครื่องมือดังกลาวทําใหคนเมืองสามารถเขาสูโลกของตนเองและปด โอกาสพบหนากับผูอื่นๆ การใชเครื่องมือเหลานี้ เปนไปเพื่อปกปอง “พื้นที่สวนตัว” (personal space) ประกอบการแสดงอาการและสี ห น า ที่ เ ฉยเมยเพื่ อ เป น หลักประกันวาผูอื่นจะไมรบกวน สิทธิพื้นฐานประการหนึ่งที่คนเมืองยึดถือในที่ สาธารณะ คือ สิทธิในการอยูคนเดียวโดยไมถูกรบกวนจากผูอื่น จากแนวทฤษฎีขางตนสามารถใหขอคนพบประการสําคัญ คือ การที่หลาย ทฤษฎีเสนอวาผูคนในเมืองมีบุคลิกภาพที่แตกตางไปจากผูคนในชนบทดูจะไม ถูกตอง เนื่องจากตองพิจารณาวาพฤติกรรมของผูคนในเมืองไดรับการตีความตาม สถานการณเฉพาะบริบท ดังที่ มิลแกรม ไดกลาวไววา “ความแตกตางระหวาง พฤติกรรมของผูคนในเมืองกับผูคนในชนบทสะทอนถึงการตอบสนองของผูคนที่มี ความคลายคลึงตอสถานการณที่แตกตางกันมากกวาความแตกตางอยางแทจริง ของบุคลิกภาพระหวางคนในชนบทและเมือง เชน การตั้งคํา ถามวา เมื่อผูคนจาก ชนบทยายเขาไปอยูในสถานการณแบบเมืองจะตองเริ่มรับกลไกที่ชาวเมืองมาใช ในการปกปองตนเอง ในทํานองตรงกันขาม ผูคนที่ใชชีวิตอยูในเมืองเมื่อโยกยาย เขาไปอยูในชนบทจําตองรับเอาแบบแผนพฤติกรรมที่สอดคลองกับการใชชีวิตใน ชนบทมาปฏิบัติเชนกัน63 ในทัศนะของมิลแกรม ผูคนในเมือ งดูเหมือนจะพยายามหลีกเลี่ ยงการ พบปะกันและกันโดยลดการเกี่ยวของกันถาเปนไปได บรรทัดฐานของการไมยุง 63

พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 26

97


เกี่ยวกันจึงถูกสรางขึ้นเพื่อปองกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจาการปฏิสัมพันธทาง สังคมกับคนแปลกหนา รวมทั้งการไมสามารถจัดการกับจํานวนและความซับซอน ของโอกาสที่ตองพบปะกับคนอื่นในมหานครได ขณะที่ทัศนะของ ลีน ลอฟแลนด (Lyn Lofland) 64 กลาววา ชีวิตที่เปนระเบียบในที่สาธารณะระหวางคนแปลกหนา เปนไปไดจากการที่ผูคนในเมืองไดสราง“สัญญาสังคม” ที่เปนลักษณะของการ ตอรองทางสังคมในที่สาธารณะ (public social bargain) ขึ้นมาใช โดยอธิบายได วา แทที่จริงแลว ชีวิตทางสังคมทั้งหลายในแงหนึ่ง คือ การตอรองทางสังคมชนิด หนึ่งซึ่งเปนกลไกที่ทําใหผูคนสามารถปกปองคุมครองซึ่งกันและกันจนสามารถ ดําเนินชีวิตของแตละคนไปไดอยางราบรื่น ผูคนในพื้นที่สาธารณะถูกคาดหมายให พยายามธํ ารงเอกลั กษณ สาธารณะของตนเองและผู อื่ น เพื่ อเป นการปกปอ ง คุมครองระหวางกันในบริบททางสังคมของเมือง การตอรองทางสังคมได สราง เงื่อนไขใหผูคนตองรวมมือกันเพื่อเปนหลักประกันวา การใชชีวิตประจําวันเปนไป อยางราบรื่นเปนระเบียบ และเปนที่เขาใจไดในขณะเดียวกับที่พยายามเกี่ยวของ กันและกันใหนอยที่สุด และทําใหมีระเบียบทางสังคมมากที่สุด (to minimize involvement and to maximize social order) ผูคนในเมืองจะตองรวมมือกัน คํานึงถึงกันและกัน ในขณะเดียวกันตองปกปองความเปนสวนตัวของตนซึ่งเปนสิ่ง ที่หากไดยากในสภาการณแบบเมือง นั่นคือ ผูคนในเมืองจะตองสราง “ความเปน สวนตัวในที่สาธารณะ” (public privacy) จึงตองพยายามสรางสมดุลระหวางการ เกี่ยวของกัน การเพิกเฉย และการรวมมือซึ่งกันและกัน แนวทฤษฎีนี้จึงสะทอน ภาพชีวิตทางสังคมของผูคนในเมืองที่แสดงใหเห็น วาผูคนในเมืองอาจใหเวลา เพียงนอยนิดในการปฏิสัมพันธโดยตรงทางวาจาตอกัน แตก็ดําเนินพฤติกรรมใน ชีวิตประจําวันของตนจากการคิดคํานึงถึงพฤติกรรมของผูอื่นโดยปรับพฤติกรรม ของตนใหสอดคลองกับพฤติกรรมเหลานั้น 64

อางถึงใน.พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ.เรื่องเดิม.หนา 26-27

98


บทสรุป นั ก สั ง คมวิ ท ยาทํ า การศึ ก ษาปรากฏการณ ใ นเมื อ งได ส ร า งและพั ฒ นา แนวคิดทฤษฎีขึ้นมาเพื่อใชวิเคราะหชีวิตผูคนในเมืองโดยสามารถจําแนกได 2 แนวทางหลัก คือ การวิเคราะหสังคมเมืองในระดับมหภาคและการวิเคราะหสังคม เมืองระดับจุลภาค แนวการวิเคราะหสังคมเมืองในระดับมหภาค แนวคิดทฤษฎีที่นํามาเสนอ ประกอบดวย ทฤษฎีนิเวศวิทยาเมื อง เปนทฤษฎีที่มุงนําเอาหลักการทางชีววิทยามาใช อธิ บ ายการกระจายตั วตามพื้ น ที่ ของประชากรในเขตเมื อ ง โดยมองว ากลุ ม ที่ ปรับตัวไดดีที่สุดเหมาะสมที่สุดจะเปนผูครอบครองที่ดินอันเปนทรัพยากรที่หายาก ในเขตเมือ ง ผลที่ ตามมา คือ กอ ให เกิด เป นรูป แบบความสั มพั นธใ นเชิงพึ่ งพา อาศัยกัน และความสัมพันธในเชิงแขงขันกัน แนวคิ ด เรื่ อ งการผลิ ต พื้ น ที่ เป น แนวคิ ด ที่ นํ า มาอธิ บ ายการศึ ก ษา ปรากฏการณ สั ง คมเมื อ งที่ เ ป น ผลมาจากมุ ม มอง ความคิ ด การสร า งการให ความหมายและการใชประโยชนจากพื้นที่ของผูคนกลุมตางๆ โดยเฉพาะการมุงให ความสําคัญกับกลไกในทางเศรษฐกิจ รัฐ ที่มีอิทธิพลอยางมากในการที่จะทําลาย สราง/ผลิตพื้นที่ขึ้นมาใหม จึงกอใหเกิดปฏิกิริยาจากผูคนในการที่จะตอรอง ชวงชิง ตอบโต ตั้งชื่อใหม รวมทั้งใหคําจํากัดความและความหมายของพื้นที่ แนวคิดเรื่องยานและชุมชนละแวกบาน เปนการนําเสนอกรอบการวิเคราะห พื้ น ที่ เ มื อ งที่ เ รี ย กว า “ย า น” และ “ชุ ม ชนละแวกบ า น”ว า มี อ งค ป ระกอบ คุณลักษณะ การหนาที่ ประเภท ตลอดจนแนวทางที่ใชในการศึกษาพื้นที่ประเภท นี้อยางไร แนวการวิเคราะหสังคมเมืองในระดับจุลภาค แนวคิดทฤษฎีที่นํามาเสนอ ประกอบดวย 99


ทฤษฎีคตินิยมแบบเมือง เปนทฤษฎีที่มุงอธิบายแบบแผนการใชชีวิตหรือวิถี ชีวิตของผูคนที่อาศัยอยูในเมืองซึ่งเต็มไปดวยความสัมพันธที่ผิวเผิน เปราะบาง ระบบการควบคุมทางสังคมที่ออนแอ มีการแบงหนาที่และชนิดของงานที่แตกตาง หลากหลาย ผู ค นมี แ นวโนม ที่จ ะติด ต อสั ม พัน ธ กัน เพีย งเพื่ อวั ต ถุป ระสงคบ าง ประการ มีความเปนปจเจกนิยมสูง โดยปจจัยเหลานี้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขที่สําคัญ 3 ประการ คือ ขนาด จํานวนที่มีมาก ความหนาแนนของผูคน และความแตกตางเชิง สังคมวัฒนธรรมที่มีอยูหลากหลาย ทฤษฎีอ งคประกอบเปนทฤษฎีที่มุ งอธิบ ายวา วิถีชีวิ ตของผูคนในสังคม เมืองไมไดถูกกําหนดจากเงื่อนไข 3 ประการตามที่ทฤษฎีคตินิยมแบบเมืองอธิบาย ไว หากต อ งพิ จ ารณาเงื่ อ นไขด า นชนชั้ น ทางสั ง คมของผู ที่ อ าศั ย ในเมื อ งและ ขั้นตอนวัฎจักรชีวิตเปนตัวอธิบายดวย ซึ่งรูปแบบความสัมพันธของผูคนในทัศนะ ของทฤษฎีนี้จะเปนไปในลักษณะ “กิ่งปฐมภูมิ” ทฤษฎีวัฒนธรรมยอยเปนทฤษฎีที่มุงอธิบายถึงปจจัยทางนิเวศนโดยเฉพาะ ขนาด จํ า นวนประชากรในเมื อ งที่ ก อ ให เ กิ ด กลุ ม ทางสั ง คมที่ มี ค วามเชื่ อ และ พฤติกรรมที่แตกตางไปจากกลุมคนสวนใหญ โดยมุงศึกษาที่มาของการกระทํา ทางสังคม แบบแผนความสัมพันธทางสังคมภายในกลุมทางสังคมระดับยอยที่ บุ ค คลจะเข า ไปมี ส ว นเกี่ ย วข อ งทั้ ง แบบเป น ทางการและไม เ ป น ทางการใน ชีวิตประจําวัน ทฤษฎี ภาวะเกินกํ าลัง ของสภาวะแบบเมือง เปน ทฤษฎีที่มุง อธิบายการ จัดการกับสิ่งที่เรียกวา “ภาวะสิ่งเราเกินกําลัง ” ของผูคนในเมืองจากการดํารง ชีวิตประจําวัน โดยประการเกี่ยวกับการจัดลําดับความสําคัญของปรากฏการณที่ บุคคลจะตองคํานึงถึง ประเมินคัดสรรตอการใสใจใยดีกับปรากฏการณนั้นๆ และ ประการตอมา การสรางบรรทัดฐานการไมยุงเกี่ยวกันขึ้นมาใชในการปรับแปลง ทางสังคมของแตละบุคคลโดยเฉพาะการสรางความเปนสวนตัวในพื้นที่สาธารณะ ผลดังกลาวไดนําไปสูภาวะนิรนามหรือความไมรูจักวาใครเปนใครในเมือง 100


บรรณานุกรม หนังสือภาษาไทย กฤช เพิ่มทันจิตต. (2536).ทฤษฎีและแนวความคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิด เปนเมือง. กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร. จิราภา วรเสียงสุข. (2548).เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชาสัมมนา: สังคมวิทยาเมือง. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ไมปรากฏเลขหนา ไชยรัตน เจริญสินโอฬาร.(2545).วาทกรรมการพัฒนา. กรุงเทพฯ : วิภาษา. พรอัมรินทร พรหมเกิด. (2539).สังคมวิทยาเมือง. ขอนแกน : ภาควิชา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน. ประจักษ ศกุนตะลักษณ. (2531). เศรษฐศาสตรการเมือง. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ปรีชา คุวินทรพันธุ. (2545). สังคมวิทยาและมานุษยวิทยานคร. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน.(2524).พจนานุกรมศัพทสังคมวิทยาฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : รุงศิลปการพิมพ. ------. (2549). พจนานุกรมศัพทสังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย. กรุงเทพฯ :ไอเดียสแควร. วิไล วงศสืบชาติ. (2534).“สังคมวิทยาเมือง” ใน วารสารประชากรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ปที่ 7 ฉ.2 หนา4-5 วัชรา คลายนาทร. (2544). สังคมศาสตรเบื้องตน. คณะมนุษยศาสตรและ สังคมศาสตร สถาบันราชภัฏบานสมเด็จเจาพระยา. 101


สมศักดิ์ ศรีสันติสุข. (2536). การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม : แนวการศึกษา และวิเคราะห. ขอนแกน : ภาควิชาสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน. สายใจ คุมขนาบ. (2546). เอกสารประกอบการบรรยายรายวิชา สว.201 สังคมวิทยาเบื้องตน. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. เฮอรเบิต จิราเดต (เขียน) พิภพ อุดมอิทธิพงศ (แปล). (2539).ทําเมืองใหนาอยู วิสัยทัศน ยุทธศาสตรและความหวังสําหรับเมืองที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง. งานวิจัยและวิทยานิพนธ จาตุรงค โพคะรัตนศิริ. (2546). การศึกษาปรากฏการณ “เจนตริฟเคชั่น” ในการอนุรักษชุมชนเมือง กรณีศึกษาผลกระทบทางสังคมใน ยานชุมชนบางลําพู กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธการวางแผนภาค และเมืองมหาบัณฑิต (การวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดลอม) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. ชนินทร จารุจันทร. (2541). “ผูเฒามีลูก” : แบบชีวิตและกระบวนการปรับตัว ของยายเลี้ยงหลาน กรณีศึกษาบานภูเหล็ก หมู 6 ตําบลภูเหล็ก อําเภอบานไผ จังหวัดขอนแกน. วิทยานิพนธสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยามหาบัณฑิต(สังคมวิทยา) คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.

102


โฉมสุดา สาระปญญา. (2547). ถนนขาวสารในมุมมองของพอคาแมคา. วิทยานิพนธสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. พงษสวัสดิ์ สวัสดิพงษ. (2545).แบบแผนและกระบวนการปรับแปลงเขาสูวิถี ชีวิตแบบเมืองของผูยายถิ่นชาวอีสาน : กรณีศึกษาผูคาหาบเรใน มหานครกรุงเทพ. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. หนา 3-4 วิไล วงศสืบชาติ. (2535). การจําแนกความแตกตางระหวางเมือง : การศึกษาเปรียบเทียบกรณีประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยประชากรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. วันดี กริชอนันต. (2544). เด็กขางถนนยานหัวลําโพง. วิทยานิพนธสังคมวิทยา และมานุษยวิทยามหาบัณฑิต(มานุษยวิทยา) คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. วิมลศรี ลิ้มธนากุล.(2537). ผลกระทบจากระบบเมืองสมัยใหมที่มีผลตอ ระบบยานของคนในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยามหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา) คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. โสภาคย ผาสุกนิรันดร. (2536). การศึกษาเพื่อกําหนดนิยามเมืองในประเทศ ไทย. ปริญญาพัฒนบริหารศาสตรดุษฎีบัณฑิต (การบริหารการพัฒนา) คณะรัฐประศาสนศาสตร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร. อิทธิพร ขําประเสริฐ.(2549). กระบวนการสราง“ภาพแสดงแทน”เพื่อสิทธิ เชิงพื้นที.่ วิทยานิพนธสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.

103


ภาษาอังกฤษ Claude Fischer.(1975). “Toward a subculture theory of urbanism” in American Journal of Sociology (80).p.1319-1314 Georg Simmel. (1950). “The Metropolis and Mental life” in pp409-424 K.Walf (ed And trans) The Sociology of Georg Simmel. Glencore,II:The Free Press. Gold Harry (1982). The Sociology of Urban Life. Englewood Cliffs N. J.: Prentice Hall .Inc. Hebert Gans.(1972).”Urbanism and Urbanism as Ways of life” : A Re-evaluation of definition” in J.J.Palen and K.Fleming(eds.) Urban America .New York :Holt, Rinehart and Winston. Keller Susan. (1968). The Urban Neighborhoods .New York :Random House. P.91-92 Louis Wirth.(1938).“Urbanism as a way of life” American Journal of Sociology.(44) p.1-24 Milgram Stanly. (1970) “The experience in living cities” in Science (167). p 1461-1468 Ribben,GF.(1979).Pattern of Behavior. New York : Edwared Arnold Publishing. P 237. Warren Donald. (1997). Neighborhood in Urban Areas in Roland L.Warren (ed). New Perspectives on the American Community. Chicago: Rand McNally.

104


ขอมูลออนไลน คณะรัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (2553). หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต (สังคมวิทยา-มานุษยวิทยา) ฉบับปรับปรุง 2549 เขาถึงไดจาก http://www.polsci.chula.ac.th. วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. (2553).หลักสูตร สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (สังคมวิทยา) ฉบับปรับปรุง 2549 เขาถึงไดจาก http://www.socio.tu.ac.th. วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553. ลักษณา สัมมานิธิ. (2553) ทฤษฎีการวางผังเมืองและผังภาค. คณะสถาปตยกรรมและการออกแบบสิ่งแวดลอม มหาวิทยาลัยแมโจ. (ออนไลน).เขาถึงไดจาก http://coursewares.mju.ac.th/2006/la471/ course_chapt_menu.html วันที่คนขอมูล 8 มิถุนายน 2553. Department of Sociology The University of Chicago. (2010). “30104 Urban Structure & Process” in Master of Arts (Social Sciences).[online].Available from: http://sociology. uchicago.edu /graduate/course-catalog.shtml วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553. School of Social Policy, Sociology & Social Research University of Kent at Canterbury. (2010). “SO 832 Urban Sociology” in MA. And Postgraduate Diploma in Political Sociology Handbook 2008-9. [online].Available from:http://search.kent.ac.uk /search. วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553. Wikipedia encyclopedia. (2010). Urban Sociology. [online]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/ Urban sociology. วันที่คนขอมูล 29 พฤษภาคม 2553. 105


Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook
สังคมวิทยาเมือง by Itthiporn Khumprasert - Issuu