INNOLAB magazine #12.76

Page 1

PCR Boosts FOOD SAFETY and Consumer Trust A New, Single-Dose Vaccine against COVID-19 Potential Transmission: FOOD-BORNE COVID-19? How to Select the CENTRIFUGES for Efficient Separations PROCALCITONIN A Bacterial Infection Biomarker



Covid-19 Test Equipment Package

Hot Promotion Special Price only 45,000 THB (excluded Vat7%) Limited time from Aug-Oct 2021 only

FC5306 Pipette Set of 3 size With Stand 3 channels Can choose only 3 size

Dry Block Heater 1 block

Ohaus Indochina LTD. 846/4 A3 Bldg., Fl 3 Summer Lasalle, Lasalle Rd., Bangna Tai Sub-District, Bangna District, Bangkok 10260

WWW.Ohaus.com

Line ID: @ohaus Tel: 02-7196418-9 E-mail: wutti.techakasembundit@ohaus.com natchuda.boonbunlu@ohaus.com


Editor’s Note

Table of Content

Global Exhibitions Day

#12.76 :: May-June 2021

GED (Global Exhibitions Day) แสดงให้เห็นถึงบทบาท สำ�คัญของนิทรรศการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลก แม้ใน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นิทรรศการก็ยัง คงทำ�งานในบทบาทเดิม แต่เปลีย ่ นจากรูปแบบเดิมทีเ่ ป็นการพบปะ กัน เป็นแบบออนไลน์ GED 2021 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ตรงกับวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่าน มา ซึ่งมีข้อความหลักว่า “นิทรรศการจะเป็นช่องทางที่เร็วที่สุดใน การฟืน ้ ฟูเศรษฐกิจทัว ่ โลก” จากทีเ่ ราเป็นส่วนหนึง ่ ของนิทรรศการ ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมานานกว่าทศวรรษ เรา จึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง GED recognises the important role of trade exhibitions in driving economies throughout the world. Even during COVID-10 pandemic, exhibitions still play their part, transforming from in-person to on-line exhibitions. GED 2021, the 6th edition which took place on 2nd June 2021, spreads the key message that “exhibitions are the fastest of fast tracks to economic recovery” across the globe. We are strongly support GED. Joining local and international exhibitions for a decade encourages us to support the key message strongly.

ANALYSIS A NEW, SINGLE-DOSE VACCINE

8

AGAINST COVID-19 POTENTIAL TRANSMISSION:

13

FOOD-BORNE COVID-19? TRACKING SARS-COV-2 VARIANTS

19

PCR BOOSTS FOOD SAFETY AND

24

CONSUMER TRUST PROCALCITONIN:

38

A BACTERIAL INFECTION BIOMARKER TECHNOLOGY HOW TO SELECT THE CENTRIFUGES

28

FOR EFFICIENT SEPARATIONS INDUSTRY MOVEMENT FUTURE-FOCUS ON BOOSTING

30

IMMUNE HEALTH IN FOOD AND DRINK ATTRACTIONS THAILAND LAB INTERNATIONAL RESCHEDULED

48

TO OCTOBER 27-29, 2021 CATCH UP KU-FIRST WEBINAR: FOOD SAFETY AND

50

NUTRITION SECURITY SERIES NEWS

54

ADVERTISERS OHAUS Indochina

อาภาพรรณ ชัฏไพศาล บรรณาธิการ Apapan Chatpaisarn Editor

PUBLISHER บริษัท มีเดีย แมทเทอร์ จำ�กัด (สำ�นักงานใหญ่) 43/308 หมู่ 1 ถนนจอมทอง แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150 MEDIA MATTER Company Limited (Head Office) 43/308 Moo 1, Jomthong Road, Jomthong, Bangkok 10150 Thailand TaxID 0105552007301 +66 875171651 F +66 2045 5358 innolab@media-matter.com http://www.innolabmagazine.com innolabmagazine ADVISORY BOARD

2-3

Thailand LAB international

5

PROPAK ASIA

6

CPhI south east asia

7

FI ASIA

65

analytica Vietnam

IBC

Thermo Fisher Scientific

BC

TEAMWORK

Managing Director ศุภวัชร์ สุขมาก SUPAWAT SUKMARK ss@media-matter.com Editor-in-Chief กรุณา จีนถนอม KARUNA CHINTHANOM kc@media-matter.com Editor in South Korea อาภาพรรณ ชัฏไพศาล APAPAN CHATPAISARN editor@media-matter.com Senior Journalist สิทธิพร ชมภูรัตน์ SITTHIPORN CHOMPURAT journalist@media-matter.com Reporter & Co-producer ณรุจน์ เลากุลสานต์ NARUTH LAOKULSANT innolab@media-matter.com Proof Reader เบญจมาศ ศรีสุข BENJAMAS SRISUK innolab@media-matter.com Graphic Designer วนัสนันท์ จีนถนอม WANASANAN CHINTHANOM agency@media-matter.com Member Relation Executive in Vietnam ทู โด THU DO innolab.vn@media-matter.com

ปราโมทย์ ธรรมรัตน์ PRAMOTE TAMMARATE ifrpmt@yahoo.com สมคิด รื่นภาควุฒิ SOMKID RUENPARKWOOT somkid-doa@hotmail.com The publisher endeavors to collect and include complete, correct and current information in INNOLAB but does not warrant that any or all such information is complete, correct or current. The publisher does not assume, and hereby disclaims, and liability to any person or entity for any loss or damage caused by errors or omissions of any kind, whether resulting from negligence, accident or any other cause. INNOLAB does not verify any claims or other information appearing in any of the advertisements contained in the magazine, and cannot take any responsibility for any losses or other damages incurred by readers in reliance on such content. 4

www.innolabmagazine.com


W

NE TE DA

1-3 September 2021

27-29 October 2021 EH101-102, BITEC, Bangkok, Thailand

Virtual Exhibition & Conferences

Hybrid Exhibition

www.thailandlab.com

www.bioasiapacific.com

Registration

Registration

The new platform for conference and exhibition focusing on innovative solutions for the Chemical Industry (A co-located event with Thailand LAB INTERNATIONAL 2021)

Organized by

Co-organized by

Supported by

Contact Us Email : Tel :

thailandlab@vnuasiapacific.com bioasiapacific@vnuasiapacific.com +66 2 111 6611 Ext. 241-243

Follow us: @thailandlab | @bioasiapacific


6

www.innolabmagazine.com


May-Jun

7


ANALYSIS

A New, Single-Dose Vaccine against Covid-19 8

www.innolabmagazine.com


วัคซีน Ad26.COV2.S เป็นวัคซีนแบบตัดต่อโปรตีนจากไวรัสเวกเตอร์ที่ไม่สามารถเพิ่มจำ�นวนได้ ผลิตจากอะดีโนไวรัส ในมนุษย์ชนิด 26 (Ad26) ซึ่งทำ�สำ�เนาโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการ ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) กระบวนการทำ�ให้โครงสร้างคงตัวใช้วิธี Prefusion ซึ่งที่ผ่านมา อะดีโนไวรัสชนิด 26 ใช้ผลิตวัคซีนชนิดอื่นๆ รวมถึงวัคซีนอีโบลาที่ผ่านการรับรอง วัคซีนประเภทนี้มีความปลอดภัย และทำ�ให้ระบบภูมิคุ้มกันมีการตอบสนองได้ยาวนาน

จากการศึกษาระดับพรีคลินิกในการ ป้องกันการติดไวรัส SARS-CoV-2 พบว่า วัคซีน Ad26.COV2.S ทำ�ให้เกิดภูมคิ มุ้ กัน ได้ยาวนานจากการกระตุน้ ด้วยวัคซีนปริมาณ ต่ำ� ข้อมูลทางคลินิกเบื้องต้นพบว่า วัคซีน หนึ่งโดสซึ่งมีอนุภาคไวรัส 5 × 1,010 มี ความปลอดภัย และทำ�ให้ภูมิคุ้มกันของ ร่างกายและเซลล์ตอบสนองได้ดี วัคซีน Ad26.COV2.S สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปีในตู้แช่แข็งแบบมาตรฐาน และเก็บได้ นานถึง 3 เดือนที่อุณหภูมิแช่เย็น ช่วยลด ความยุง่ ยากในการขนส่ง การจัดเก็บ และ การใช้งานในสภาวะการระบาด

และประสิทธิภาพหลักอันดับที่สองจะขึ้น กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยัน จากส่วนกลาง เนื่องจากเกิดอุบัติการณ์ ของโรคโควิด-19 สูง และต้องใช้เวลาใน การยืนยันจากส่วนกลาง ผู้ปว่ ยบางรายจึง ไม่ได้รบั การยืนยันจากส่วนกลางในช่วงการ วิเคราะห์ขนั้ ต้น จึงมีการวิเคราะห์เพิม่ เติม จากผูท้ ผี่ ลการตรวจเป็นบวกจากการวิเคราะห์ โดยใช้วิธี RT-PCR จากทุกแหล่ง ไม่ว่าจะ ได้รบั การยืนยันจากส่วนกลางหรือไม่กต็ าม โดยวิเคราะห์ในกลุ่มผู้ติดเชื้อกลุ่มย่อย ผู้ ที่รักษาตัวในโรงพยาบาล และผู้เสียชีวิต

วิธีการทดสอบ

ประชากรทีม่ ขี อ้ มูลสมบูรณ์รวมถึงกลุม่ ตัวอย่างที่ได้รับวัคซีน Ad26.COV2.S ที่ มีผลตรวจเป็นลบ 19,630 คน และกลุ่ม รับยาหลอก 19,691 คน วัคซีน Ad26. COV2.S ป้องกันการป่วยเป็นโรคโควิด-19 ระดับปานกลางถึงรุนแรงวิกฤตในผูท้ เี่ ริม่ มี อาการอย่างน้อย 14 วันหลังได้รับวัคซีน (กลุ่มรับวัคซีน 116 ราย เทียบกับกลุ่มรับ ยาหลอก 348 ราย ประสิทธิภาพ 66.9%) และอย่างน้อย 28 วันหลังได้รบั วัคซีน (กลุม่ รับวัคซีน 66 ราย เทียบกับกลุม่ รับยาหลอก 193 ราย ประสิทธิภาพ 66.1%) วัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการ ป้องกันการป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการ รุนแรงวิกฤต (76.7% เมื่อเริ่มมีอาการ ≥14วัน และ 85.4% เมื่อเริ่มมีอาการที่ ≥ 28 วัน) ในประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ป่วย 86 ราย จาก 91 ราย (94.5%) ที่ติดไวรัสสาย พันธุ์ 20H/501Y.V2 วัคซีนมีประสิทธิภาพ 52.0% และ 64.0% เมือ่ ใช้กบั ผูป้ ว่ ยอาการ ปานกลางถึงรุนแรงวิกฤต เริม่ มีอาการอย่าง น้อย 14 วัน และอย่างน้อย 28 วันหลังได้ รับวัคซีน ตามลำ�ดับ และประสิทธิภาพใน การป้องกันโรคโควิด-19 ระดับรุนแรงวิกฤต 73.1% และ 81.7% ตามลำ�ดับ ผลไม่ พึ ง ประสงค์ ห รื อ ผลข้ า งเคี ย ง (reactogenicity) ของกลุ่มตัวอย่างที่รับ วัคซีนสูงกว่ากลุม่ รับยาหลอก แต่โดยทัว่ ไป

การทดสอบที่สำ�คัญนี้กำ�ลังดำ�เนินการ ในเฟสที่ 3 โดยใช้ระยะเวลารวมทั้งหมด 2 ปี ในประเทศอาร์เจนตินา บราซิล ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก เปรู แอฟริกาใต้ และ สหรัฐอเมริกา การทดลองใช้หน่วยย่อยหลาย หน่วย ใช้วิธีการสุ่ม ทำ�การทดลองแบบ อำ�พรางสองฝ่าย และควบคุมด้วยยาหลอก การทดสอบขั้นที่ 1a และ 2a ดำ�เนินการ ควบคู่กันไปในกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ 2,000 คน แบ่งเป็นช่วงอายุ 18-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างมีทั้งกลุ่มมีสุขภาพ ที่ดีหรือสุขภาพคงที่ และกลุ่มที่มีสภาวะ ร่วม (coexist) ที่เพิ่มความเสี่ยงของการ ป่วยเป็นโรคโควิด-19 ขั้นรุนแรง กลุ่มตัวอย่างในหลายประเทศจะได้รับ วัคซีน Ad26.COV2.S (มีอนุภาคไวรัส 5 × 1010) หรือยาหลอก เพียงครั้งเดียว ใน อัตราส่วน 1:1 ผลลัพธ์ (endpoint) อันดับ แรกคือประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกัน การป่วยเป็นโรคโควิด-19 ระดับปานกลาง ถึงรุนแรงวิกฤตทีเ่ ริม่ มีอาการอย่างน้อย 14 วัน และอย่างน้อย 28 วัน หลังการได้รับ วัคซีนของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ผลที่ได้จาก ประชากรที่มีข้อมูลสมบูรณ์ และผลการ ทดสอบไวรัส SARS-CoV-2 เป็นลบ และ มีการประเมินความปลอดภัยด้วย การประเมินประสิทธิภาพอันดับแรก

ผลการทดสอบ

แล้วอาการไม่รนุ แรงถึงปานกลางและเกิดขึน้ ชัว่ คราว อุบตั กิ ารณ์ของผลไม่พงึ ประสงค์ที่ ร้ายแรงทัง้ สองกลุม่ ทัดเทียมกัน มีผเู้ สียชีวติ 3 ราย ในกลุม่ ได้รบั วัคซีน (ไม่เกีย่ วข้องกับ โรคโควิด-19) และ 16 ราย ในกลุ่มรับยา หลอก (มี 5 รายทีเ่ กีย่ วข้องกับโรคโควิด-19) ผูร้ บั วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทีพ่ ฒ ั นา ขึ้นใหม่น้ีมีรายงานว่าพบอาการเจ็บป่วย น้อยลงและอาการรุนแรงน้อยกว่าผู้รับยา หลอกทีป่ ว่ ยเป็นโรคโควิด-19 แสดงให้เห็น ว่าอาการเจ็บป่วยจะน้อยลงหลังได้รบั วัคซีน ข้อมูลนีส้ อดคล้องกับผลการศึกษาทีร่ ายงาน ประสิทธิภาพทีส่ งู กว่าของวัคซีนป้องกันไข้ หวัดใหญ่ในการป้องกันอาการเจ็บป่วยที่ รุนแรง รวมทัง้ การป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ทีล่ ดลงเมื่อได้รบั วัคซีน การวิเคราะห์เบือ้ ง ต้นระบุวา่ วัคซีน Ad26.COV2.S มอบการ ป้องกันการติดเชือ้ SARS-CoV-2 ได้อย่าง น้อย 66% จากการยืนยันด้วยวิธีการทาง ซีรมั วิทยา ผลต่ออุบตั กิ ารณ์ของการติดเชือ้ SARS-CoV-2 ทั้งที่แสดงอาการและไม่มี อาการแสดงให้เห็นว่าวัคซีนอาจมีประโยชน์ ในการลดการแพร่เชื้อในชุมชน ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชือ้ ทีแ่ สดงอาการมีความคล้ายคลึงกันในกลุม่ ตัวอย่างอายุนอ้ ยและผูส้ งู อายุ และในกลุม่ ตัวอย่างที่มีสภาวะร่วมและผู้ที่ไม่มีสภาวะ ร่วม การวิเคราะห์กลุม่ ย่อยของกลุม่ ตัวอย่าง ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แสดงให้เห็นว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคทีเ่ ริม่ มีอาการอย่างน้อย 14 วันหลังได้รับวัคซีน กลุม่ ย่อยทีม่ สี ภาวะร่วมและกลุม่ ย่อยทีไ่ ม่มี สภาวะร่วมให้ผลทีค่ ล้ายคลึงกัน สำ�หรับกลุม่ ที่เริ่มมีอาการอย่างน้อย 28 วันหลังได้รับ วัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงในกลุม่ ตัวอย่างที่มีสภาวะร่วมมากกว่ากลุ่มที่ไม่มี สภาวะร่วม การค้นพบนี้สามารถนำ�มาใช้ ประกอบกับความไม่แม่นยำ�เนือ่ งจากผูเ้ จ็บ ป่วยมีจ�ำ นวนน้อยลง และระยะเวลาติดตาม ผลทีส่ นั้ ลงในกลุม่ ย่อยนี้ ประสิทธิภาพของ วัคซีนเท่ากับ 82% ในการป้องกันการเจ็บ ป่วยระดับทีต่ อ้ งรักษาตัวในโรงพยาบาลของ May-Jun

9


ผูร้ บั วัคซีนทีม่ สี ภาวะร่วม อายุตงั้ แต่ 60 ปี ขึ้นไป ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดสอบนี้ การทดสอบนีย้ นื ยันผลจากการทดสอบ ระยะที่ 1–2a ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัคซีน Ad26.COV2.S มีคณ ุ สมบัตคิ วามปลอดภัย และผลไม่พงึ ประสงค์ทยี่ อมรับได้ ผลไม่พงึ ประสงค์จากวัคซีน Ad26.COV2.S เกิด ขึ้นชั่วคราว พบน้อยกว่าในกลุ่มตัวอย่าง ที่มีอายุมากกว่าและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ผลไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงพบได้น้อย และ

อุบตั กิ ารณ์ไม่พงึ ประสงค์รา้ ยแรงเกิดขึน้ ได้ ยาก ทั้งนี้ ข้อมูลจากการทดสอบโดยใช้ แพลตฟอร์ม Ad26 ในปัจจุบันได้รับการ สนับสนุนโดยข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว บทสรุป

การให้วคั ซีน Ad26.COV2.S หนึง่ โดส สามารถป้องกันโรคโควิด-19 แบบแสดง อาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการป้องกันโรคที่มีอาการร้ายแรง

วิกฤต (รวมถึงป้องกันไม่ให้ต้องเข้ารักษา ตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิต) รวมถึงใน ประเทศที่มีเชื้อสายพันธุ์ท่ีจัดว่าสามารถ ต้านทานการยับยัง้ (neutralization) ของ แอนติบอดี ความปลอดภัยจะเป็นไปตามผล การทดสอบวัคซีนโควิด-19 ระยะที่ 3 ก่อน หน้านี้ การรับวัคซีนครั้งเดียวและเงื่อนไข การเก็บรักษาทีเ่ หมาะสมของวัคซีนนีเ้ ป็นข้อ ได้เปรียบสำ�คัญในการใช้งานทั่วโลก 

วัคซีนโรคโควิด-19 ประเภทไวรัสเวกเตอร์ทำ�งานอย่างไร

วัคซีนไวรัสเวคเตอร์เป็นการดัดแปรไวรัส (เวกเตอร์) ต่างๆ เพื่อส่งสารสำ�คัญเข้าสู่เซลล์ เช่นเดียวกับวัคซีนประเภทอื่น ประโยชน์ของวัคซีนไวรัสเวกเตอร์คือการสร้างการป้องกันที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อไม่ให้ติดเชื้อและป่วยด้วยโรคโควิด-19 ขั้นแรก เวกเตอร์ (เป็นไวรัสชนิดอื่นที่ไม่มีอันตราย ไม่ใช่ไวรัสสาเหตุของโรคโควิด-19) จะเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย ไวรัส จะใช้กลไกของเซลล์เพื่อสร้างชิ้นส่วนที่ไม่เป็นอันตรายของไวรัสโรคโควิด-19 ชิ่นส่วนนี้เรียกว่าโปรตีนส่วนหนาม หรือ Spike protein ซึ่งเป็นโปรตีนที่จะพบที่ผิวของไวรัสโรคโควิด-19 เท่านั้น ขั้นตอนต่อไป เซลล์จะมีโปรตีนส่วนหนามบนผิว และระบบภูมิคุ้มกันจะรับรู้ว่าส่วนนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งจะกระตุ้น ระบบภูมิคุ้มกันให้เริ่มสร้างแอนติบอดีและกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ ให้ต่อสู้กับสิ่งที่พวกมันคิดว่าเป็นการติดเชื้อ ขัน้ ตอนสุดท้ายของกระบวนการ ร่างกายจะเรียนรูว้ ธิ กี ารป้องกันการติดเชือ้ ไวรัสก่อโรคโควิด-19 ในอนาคต ประโยชน์ที่ ได้คือการป้องกันจากวัคซีน โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงต่อผลกระทบร้ายแรงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคโควิด-19 ความรู้สึกไม่สบาย ชั่วคราวหลังจากได้รับวัคซีนคือส่วนหนึ่งของกระบวนการตามธรรมชาติและเป็นตัวบ่งชี้ว่าวัคซีนกำ�ลังทำ�งาน How Viral Vector COVID-19 Vaccines Work

Viral vector vaccines use a modified version of a different virus (the vector) to deliver important instructions to cells. The benefit of viral vector vaccines, like all vaccines, is those vaccinated gain protections without ever having to risk the serious consequences of getting sick with COVID-19. First, the vector (not the virus that causes COVID-19, but a different, harmless virus) will enter a cell in body and then use the cell’s machinery to produce a harmless piece of the virus that causes COVID-19. This piece is known as a spike protein and it is only found on the surface of the virus that causes COVID-19. Next, the cell displays the spike protein on its surface, and immune system recognizes it does not belong there. This triggers immune system to begin producing antibodies and activating other immune cells to fight off what it thinks is an infection. At the end of the process, bodies have learned how to protect against future infection with the virus that causes COVID-19. The benefit is this protection from a vaccine, without ever having to risk the serious consequences of getting sick with COVID-19. Any temporary discomfort experienced after getting the vaccine is a natural part of the process and an indication that the vaccine is working.

10

www.innolabmagazine.com


The Ad26.COV2.S vaccine is a recombinant, replication-incompetent human adenovirus type 26 vector encoding full-length severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2) spike protein in a prefusion-stabilized conformation. Other Ad26-based vaccines, including an approved Ebola vaccine, are safe and have induced durable immune responses. Ad26.COV2.S induced durable protection at low doses in preclinical SARS-CoV-2 challenge studies, and initial clinical data showed that a single dose at 5×1010 viral particles was safe and induced excellent humoral and cellular immune responses. Ad26. COV2.S can be stored for up to 2 years in a standard freezer and up to 3 months at refrigerator temperatures, which simplifies transport, storage, and use in a pandemic.

Methods

Pivotal trial is conducting this ongoing, 2-year, multicenter, randomized, double-blind, placebocontrolled, phase 3, in Argentina, Brazil, Chile, Colombia, Mexico, Peru, South Africa, and the United States. Stages 1a and 2a of the trial were conducted in parallel and included 2,000 adults 18 to 59 years of age and 60 years of age or older, respectively, who were in good or stable health and did not have

coexisting conditions that have been associated with an increased risk of severe Covid-19. In an international, adult participants were assigned in a 1:1 ratio to receive a single dose of Ad26.COV2.S (5×1010 viral particles) or placebo. The primary end points were vaccine efficacy against moderate to severe– critical Covid-19 with an onset at least 14 days and at least 28 days after administration among participants in the per-protocol population who had tested negative for SARS-CoV-2. Safety was also assessed. Primary and key secondary efficacy evaluations were based on centrally confirmed cases of Covid-19. Owing to the high incidence of Covid-19 and the time taken for central confirmation, not all cases had been centrally confirmed at the time of the primary analysis. A supplementary analysis of RT-PCR–positive cases from all sources, whether centrally confirmed or not, was therefore performed for subgroups, hospitalizations, and deaths.

Results

The per-protocol population included 19,630 SARS-CoV-2–negative participants who received Ad26. COV2.S and 19,691 who received placebo. Ad26.COV2.S protected against moderate to severe–critical Covid-19 with onset at least 14 days after administration (116 cases in the vaccine group vs. 348 in the placebo group; efficacy, 66.9%) and at least 28 days after administration (66 vs. 193 cases; efficacy, 66.1%).

May-Jun

11


Vaccine efficacy was higher against severe–critical Covid-19 (76.7% for onset at ≥14 days and 85.4% for onset at ≥28 days). Despite 86 of 91 cases (94.5%) in South Africa with sequenced virus having the 20H/501Y. V2 variant, vaccine efficacy was 52.0% and 64.0% against moderate to severe–critical Covid-19 with onset at least 14 days and at least 28 days after administration, respectively, and efficacy against severe–critical Covid-19 was 73.1% and 81.7%, respectively. Reactogenicity was higher with Ad26.COV2.S than with placebo but was generally mild to moderate and transient. The incidence of serious adverse events was balanced between the two groups. Three deaths occurred in the vaccine group (none were Covid-19–related), and 16 in the placebo group (5 were Covid-19–related). Vaccine recipients with breakthrough Covid-19 reported fewer and less severe symptoms than did placebo recipients with Covid-19, which suggests that illness is milder after vaccination. The data are consistent with studies reporting higher efficacy of the influenza vaccine against more severe influenza and the attenuation of influenza among vaccinees. A preliminary analysis indicated that Ad26.COV2.S provided at least 66% protection against serologically

confirmed asymptomatic infection with SARS-CoV-2. The effect on the incidence of symptomatic and asymptomatic SARS-CoV-2 infection by the vaccine suggests that it might be useful in reducing communitywide transmission. Efficacy against symptomatic infection was similar among younger and older participants and among participants with coexisting conditions and those without coexisting conditions. A subgroup analysis involving participants 60 years of age or older showed that vaccine efficacy against symptomatic disease with onset at least 14 days after administration was similar in subgroups defined according to the presence or absence of coexisting conditions. With regard to onset at least 28 days after administration, vaccine efficacy appeared lower among participants with coexisting conditions than among those without coexisting conditions. This finding can be attributed to imprecision owing to fewer cases and shorter follow-up in this subgroup. Vaccine efficacy against hospitalization among vaccine recipients 60 years of age or older with coexisting conditions was 82%, a finding consistent with this result. This trial confirmed the findings from a phase 1–2a trial showing that Ad26.COV2.S had an acceptable

safety and reactogenicity profile. Reactogenicity to Ad26.COV2.S was transient, was lower in older participants than in younger participants, and resolved quickly. Severe reactogenicity was uncommon, and serious adverse events were rare. Data from the current trial are supported by long-term and robust safety data on the Ad26 platform.

Conclusions

A dose of Ad26.COV2.S protected against symptomatic Covid-19 and was particularly efficacious against severe–critical disease (including hospitalization and death), including in countries where variants that are considered to be relatively resistant to antibody neutralization predominate. Safety appeared to be similar to that seen in previous phase 3 trials of Covid-19 vaccines. The singledose schedule and favorable storage conditions of this vaccine provide major advantages in its deployment worldwide. 

Article info Jerald Sadoff et al. 2021. Safety and Efficacy of Single-Dose Ad26.COV2.S Vaccine against Covid-19. The New England Journal of Medicine. April 21, 2021. DOI: 10.1056/NEJMoa2101544  US CDC. 2021. Understanding Viral Vector COVID-19 Vaccines. Apr 13, 2021 website: www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/vaccines/ different-vaccines/viralvector.html 

12

www.innolabmagazine.com


การระบาดของโรคโควิด-19 ทีเ่ กิดจากการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุก ์ ลุม ่ อาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน รุนแรง 2 (SARS-CoV-2) ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักทางสังคมและต้นทุนมนุษย์อย่างมาก เส้นทางการแพร่เชื้อหลักของไวรัส SARS-CoV-2 ในมนุษย์คือละอองฝอย (droplet) จากทางเดินหายใจ คนหนึ่ง คนอาจติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 จากการสัมผัสพื้นผิวหรือวัตถุที่มีไวรัสอยู่ แล้วสัมผัสปาก จมูก หรือตา รูปแบบ ของการแพร่ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทราบขณะนี้ ได้แก่ การสูดหายใจเอาไวรัสเข้าไป การสะสมของไวรัสบนเยื่อเมือกที่ สัมผัส และการสัมผัสเยื่อเมือกด้วยมือที่เปื้อนเชื้อไวรัส และยังพบไวรัสในอุจจาระของผู้ติดเชื้อบางรายอีกด้วย ทำ�ให้ มีความเป็นไปได้ทไี่ วรัสจะแพร่ทางปากจากอาหารทีป ่ นเปือ ้ นอุจจาระ แม้จะยังไม่มห ี ลักฐานว่าเคยเกิดอุบต ั ก ิ ารณ์เช่นนี้

องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งข้อ สังเกตว่าควรมีการวิจยั เพิม่ เติมเกีย่ วกับทีม่ า และการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ซึ่ง รวมถึงการตรวจสอบบทบาทในเส้นทางต่อ ไปนี้ ได้แก่ การถ่ายทอดจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยตรง หรือสัตว์เป็นโฮสต์ตัวกลางที่นำ� ไปสูก่ ารแพร่ไวรัสสูม่ นุษย์ การส่งผ่านไวรัส ผ่านห่วงโซ่ความเย็นของอาหาร (อาจเกิด การปนเปื้อนบนพื้นผิวจึงกลายเป็นแหล่ง ไวรัส หรือไวรัสอยูใ่ นตัวอาหารเอง ) แต่ยงั ไม่มหี ลักฐานบ่งชีว้ า่ มีผตู้ ดิ เชือ้ จากการกลืน ไวรัส หรือกินอาหารหรือเครือ่ งดืม่ ทีม่ ไี วรัส

การแพร่กระจายของไวรัสผ่าน บรรจุภัณฑ์อาหารและอาหาร

บรรจุภณ ั ฑ์อาหารไม่ได้มคี วามเสีย่ งใน การแพร่เชือ้ โดยจำ�เพาะ ขณะนีย้ งั ไม่มกี าร ยืนยันว่าไวรัสมีชวี ติ หรือยังคงตรวจพบได้บน พืน้ ผิวนานเท่าใด การศึกษาชีใ้ ห้เห็นว่าไวรัส อาจอยูไ่ ด้เพียงไม่กชี่ วั่ โมงหรือนานถึงหลาย สัปดาห์ ขึน้ กับประเภทของพืน้ ผิว อุณหภูมิ และความชื้นของสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาการอยู่ รอดของไวรัส SARS-CoV-2 ในหรือบน ผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่มีการตีพิมพ์ผลการ ศึกษาการอยู่รอดของไวรัส SARS-CoV-2 ในอาหารสด ส่วนการฆ่าเชื้อด้วยความ

ร้อนแบบพาสเจอไรซ์ทำ�ให้ไวรัสเสียสภาพ และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสในการติด เชื้อจากการกินไวรัส SARS-CoV-2 ผ่าน อาหารโดยตรง ทั้งนี้ ลำ�ไส้ในสภาวะปกติ (มีกรดกระเพาะอาหารและเกลือน้�ำ ดี) คาด ว่าสามารถทำ�ให้ไวรัส SARS-CoV-2 เสีย สภาพได้ ยังไม่พบแน่ชัดว่ามีการถ่ายทอดไวรัส SARS-CoV-2 จากอาหารหรือบรรจุภัณฑ์ อาหาร เคยมีการตรวจพบไวรัส SARSCoV-2 และร่องรอยของสารพันธุกรรม บนผลิตภัณฑ์อาหารและบรรจุภัณฑ์ที่นำ� เข้าจากประเทศจีน WHO จึงได้แนะนำ� ให้มกี ารตรวจสอบเพิม่ เติมในอาหารแช่แข็ง

Potential Transmission: Food-Borne COVID-19?

Author info ทีมงานนิตยสารอินโนแล็บ INNOLAB team innolab@media-matter.com May-Jun May-Jun

13 13


และบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากอาจเป็นแหล่ง ของการแพร่เชื้อ ห่วงโซ่อป ุ ทานอาหารของผลิตภัณฑ์ จากสัตว์

เมือ่ ไม่นานมานี้ มีรายงานกลุม่ ผูต้ ดิ ไวรัส SARS-CoV-2 ทีเ่ กีย่ วข้องกับอุตสาหกรรม เนือ้ สดและอาหารทะเลในประเทศต่างๆ ซึง่ ทำ�ให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ ไวรัส SARS-CoV-2 ในอาหารไปยังมนุษย์ มีรายงานว่าเกิดการแพร่กระจายของ ไวรัส SARS-CoV-2 และสายพันธุ์ย่อย ระหว่างสัตว์มีชีวิตและมนุษย์ เหตุเกิดที่ ฟาร์มมิงค์ในหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และสเปน ใน เดนมาร์กมีผปู้ ว่ ยโรคโควิด-19 มากกว่าสอง ร้อยราย โดยสายพันธุไ์ วรัสมีความเกีย่ วข้อง กับมิงค์ จึงมีการฆ่ามิงค์ในประเทศเพื่อ ป้องกันไม่ให้มนุษย์ติดเชื้อ กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ยืนยันว่าสัตว์มีชีวิตสามารถติด ไวรัส SARS-CoV-2 รวมถึงมิงค์ที่เลี้ยงใน ฟาร์ม แมวและสุนัขในครัวเรือน และเสือ ดังนัน้ การแพร่กระจายไวรัส SARS-CoV-2 ทีอ่ าจเกิดขึน้ จากคนสูส่ ตั ว์และกลับสูม่ นุษย์ จึงกลายเป็นความวิตกอย่างแท้จริง การวิจยั ในอนาคตจึงควรเน้นไปที่การนำ�เสนอเส้น ทางการแพร่กระจายของไวรัสที่เป็นไปได้ นอกจากนี้ มีรายงานการแพร่ระบาด ของไวรัส SARS-CoV-2 ในกลุ่มคนงาน ในโรงเชือดและโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ ในประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา บราซิล เยอรมนี และไอร์แลนด์ ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ มีรายงานผู้ป่วยโรค โควิด-19 ในเดือนสิงหาคม 2563 หลัง จากไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศนาน กว่า 100 วัน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนงาน ที่ทำ�งานเกี่ยวกับอาหารแช่เยือกแข็ง ส่วน ที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน คนงานท่าเรือ ที่ทำ�หน้าที่จัดการอาหารทะเลแช่แข็งนำ� เข้า มีผลทดสอบไวรัสเป็นบวก ผลทำ�ให้ เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ในวงแคบ ช่วงปลายของห่วงโซ่อุปทานของเนื้อ สัตว์และอาหารทะเล เช่น ตลาดอาหาร และร้านขายของชำ� มีรายงานคลัสเตอร์ ของโรคโควิด-19 ในกรุงปักกิง่ ประเทศจีน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) หลังจากไม่มรี ายงานผูป้ ว่ ยในพืน้ ทีเ่ ป็นเวลา 56 วัน พบคลัสเตอร์ใหม่ของโรควิด-19 ใน 14

www.innolabmagazine.com

เดือนมิถนุ ายน 2020 ส่วนใหญ่เมือ่ สอบโรค แล้ว พบว่าย้อนกลับไปทีต่ ลาดค้าส่งอาหาร ซินฟาตี้ (Xinfadi) ซึง่ เป็นตลาดค้าส่งสินค้า เกษตรทีใ่ หญ่ทสี่ ดุ ในกรุงปักกิง่ ซึง่ จำ�หน่าย ผัก ผลไม้ อาหารทะเล และเนื้อสัตว์ ใน บรรจุภณ ั ฑ์ทงั้ แบบสดหรือแช่เยือกแข็ง โดย พบว่าแหล่งทีม่ าของการติดเชือ้ ไวรัสมาจาก ปลาแซลมอนแช่เยือกแข็งนำ�เข้า ระหว่างการแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบ สัตว์ที่มีเชื้อไวรัส รวมถึงการฆ่า ชำ�แหละ และการบรรจุอาหาร บรรจุภัณฑ์ และ สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องอาจปนเปื้อน ไวรัส SARS-CoV-2 แม้จะเป็นการยาก ที่ไวรัส SARS-CoV-2 จะเพิ่มจำ�นวน นอกร่างกายโฮสต์ แต่มีหลักฐานว่าไวรัส สามารถอยู่รอดได้แม้บนพื้นผิวของอาหาร แช่เยือกแข็งเป็นเวลานานเพือ่ การขนส่งและ การส่งออก เนื่องจากปริมาณไวรัสที่ทำ�ให้ ทางเดินหายใจติดเชื้อส่วนใหญ่ที่มีระดับ ต่ำ� การรอดชีวิตของไวรัสในผลิตภัณฑ์ เนือ้ สัตว์และอาหารทะเลทีส่ ง่ ออกไปทัว่ โลก ถึงแม้จะมีระดับต่ำ� ก็อาจนำ�ไปสู่การแพร่ กระจายและการกลับมาระบาดของโรคโค วิด-19 ผ่านห่วงโซ่ความเย็นของอาหาร เช่นเดียวกัน คนงานที่ติดเชื้ออาจแพร่เชื้อ ไวรัสเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารจากสัตว์ ในภาพรวม หลักฐานต่างๆ ชี้ให้เห็น ถึงความเสี่ยงสำ�คัญของการแพร่กระจาย และการติดไวรัส SARS-CoV-2 ตลอด ห่วงโซ่อปุ ทานของผลิตภัณฑ์สตั ว์สดและแช่ เยือกแข็ง ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงขั้นต้น การ แปรรูปขัน้ กลาง ไปจนถึงการขายปลายทาง แสดงดังภาพที่ 1 การฆ่าเชือ้ ยังคงเป็นเครือ่ งมือสำ�คัญอีก อย่างหนึ่งในการป้องกันการแพร่กระจาย ไวรัส SARS-CoV-2 ในอาหาร ปัจจุบันมี การใช้แสงอัลตราไวโอเลตสำ�หรับการทำ�ลาย ไวรัส SARS-CoV-2 บนพื้นผิวของบรรจุ ภัณฑ์นำ�เข้า ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือการ เฝ้าระวังไวรัส SARS-CoV-2 (หรือไวรัส กลายพันธุ์ต่างๆ) เป็นกิจวัตร ทั้งในเนื้อ สัตว์และอาหารทะเลทุกชนิดที่ใช้เพื่อการ บริโภค เพือ่ เป็นส่วนช่วยในการป้องกันและ ควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสในอาหาร แม้ว่ายังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการติด เชื้อจากผลิตภัณฑ์จากพืชที่ปนเปื้อน แต่ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อาจเป็นตัวกลางสำ�คัญ ในการกระจายไวรัส SARS-CoV-2 ดังนั้น การเผชิญกับตัวกลางชนิดใหม่ของไวรัส

SARS-CoV-2 ทำ�ให้ความท้าทายยังคงเป็น ความสามารถในการวิเคราะห์และการเก็บ ข้อมูลในการเฝ้าระวังไวรัส SARS-CoV-2 และต้องมีการพัฒนาวิธกี ารตรวจสอบทีม่ อบ ผลลัพธ์จำ�นวนมากสำ�หรับการวิเคราะห์ อาหารนำ�เข้าปริมาณมาก คำ�แนะนำ�สำ�หรับธุรกิจอาหาร

แนวทางปฏิบตั ทิ ดี่ ที สี่ ดุ ในการลดความ เสีย่ งต่อการปนเปือ้ นของผลิตภัณฑ์อาหาร หรือบรรจุภณ ั ฑ์ทตี่ อ้ งปฏิบตั ิ คือ การจัดการ ความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัส SARSCoV-2 ของคนงาน ซึ่งรวมถึงคนงานที่ แจ้งนายจ้างของพวกเขาเพื่อขอคำ�แนะนำ� ทางการแพทย์หากพวกเขามีอาการเจ็บ ป่วยเกีย่ วกับระบบทางเดินหายใจ นายจ้าง สามารถสนับสนุนคนงานทุกคนให้ปฏิบัติ ตามหลักสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี วิธีที่ดี ทีส่ ดุ ในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค โควิด-19 ในชุมชน คือ ให้ทุกคนรักษาสุข อนามัยอย่างมีประสิทธิภาพ และปฏิบตั ติ าม กฎการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing) มาตรฐานอาหารกำ�หนดให้ ธุรกิจอาหารต้องดำ�เนินการตามขั้นตอนที่ สามารถปฏิบัติได้ทั้งหมดเพื่อป้องกันการ ปนเปื้อนของการบริการอาหารหรือสภาพ แวดล้อมการแปรรูปอาหารของพวกเขา การแทรกแซงโดยไม่ใช้ยา

โดยทัว่ ไป ธุรกิจจะใช้มาตรการแทรกแซง ทีไ่ ม่ใช่ยา (NPIs) เพือ่ ต่อสูก้ บั ไวรัส SARSCoV-2 ในระหว่างการแพร่ระบาด โดย เฉพาะอย่างยิง่ ในอุตสาหกรรมบริการอาหาร ค้าปลีก ซึ่งไม่เคยมีขั้นตอนและแผนงาน ได้พฒ ั นาขัน้ ตอนปฏิบตั มิ าตรฐาน (SOPs) ขึ้นใหม่อย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมการแพร่ กระจายของไวรัสในสภาพแวดล้อมของ พวกเขา มีหลักฐานสำ�คัญว่าการใช้ NPIs จะช่วยป้องกันการแพร่ไวรัส SARS-CoV-2 จากคนสู่คน ช่วยลดจำ�นวนการเจ็บป่วย และการเสียชีวติ จากไวรัสนีใ้ นระหว่างการ แพร่ระบาด 1. ใช้การคัดกรองสุขภาพของพนักงาน เพือ่ ให้มนั่ ใจว่าพนักงานจะไม่มาทำ�งานในขณะ ที่ป่วยด้วยโรคจากอาหาร ในปี 2017 การ ประเมินความเสีย่ งโดยคณะกรรมการอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) พบว่า การไม่ให้พนักงานทีเ่ จ็บป่วยจากการติดเชือ้ โนโรไวรัสมาทำ�งานเป็นวิธที มี่ ปี ระสิทธิภาพ


มากทีส่ ดุ ในการลดความเสีย่ งของร้านอาหาร ไม่ให้เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด โดยให้ แยกพนักงานทีเ่ จ็บป่วยออกจนกว่าจะได้รบั การพิจารณาว่าปลอดภัยโดยผูเ้ ชีย่ วชาญจึง จะกลับไปทำ�งานได้ และให้ปฏิบัติตามคำ� แนะนำ�ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 2. เน้นการล้างมืออย่างเหมาะสมบ่อยๆ NPIs มากมายมีฐานจากสุขอนามัยของมือ การล้างมือด้วยสบูแ่ ละน้�ำ เป็นวิธกี ารหลัก ในการลดความเสีย่ งต่อการระบาดของไวรัส ดังนัน้ สถานประกอบการควรกำ�หนดให้การ ล้างมืออย่างสม่�ำ เสมอและเหมาะสมเป็นส่วน สำ�คัญของแผนความปลอดภัยของอาหาร 3. การยกระดับแนวทางปฏิบตั ดิ า้ นสุข อนามัย รวมถึงการฆ่าเชื้อด้วยจุดสัมผัส มีแนวทางปฏิบัติชั่วคราวที่เกี่ยวกับโรคโค วิด-19 มากมาย ซึ่งกำ�หนดให้ใช้การฆ่า เชือ้ จุดสัมผัสมาเป็น NPIs เป็นการควบคุม ความเจ็บป่วยทีเ่ กิดจากอาหารโดยตรง ทัง้ นี้ การควบคุมให้เวลาในการสัมผัสสัน้ ลงช่วย ลดความเสีย่ งของการระบาดภายในสถาน ที่อีกด้วย

สุขอนามัยที่มีประสิทธิภาพ

การรักษาสุขอนามัยที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การล้างมือเป็นประจำ� การทำ�ความ สะอาด และการฆ่าเชื้อสิ่งอำ�นวยความ สะดวกและอุปกรณ์ การรักษาข้อกำ�หนด เกีย่ วกับสุขภาพและสุขอนามัยของผูป้ ฏิบตั ิ งานอย่างเข้มงวด และการใช้มาตรการรักษา ระยะห่างทางสังคม การทำ�ความสะอาดและการฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ส�ำ หรับรับประทานอาหารและเครือ่ ง ดื่มทุกชนิด พื้นผิวสัมผัสอาหารทั้งหมด ไม่ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือไม่ก็ตาม ควรทบทวนวิธีปฏิบัติในการทำ�ความ สะอาดและการฆ่าเชื้อเพื่อให้มั่นใจว่าพื้น ผิวทัว่ ไปมีการทำ�ความสะอาดบ่อยครัง้ และ มีประสิทธิภาพ รวมถึงมือจับประตู มือจับ ประตูตู้เย็น มือจับก๊อกน้ำ� สวิตช์ หน้าจอ สัมผัสแบบกระจก เช่น หน้าจอสั่งอาหาร และชำ�ระเงินด้วยตนเอง และพื้นที่มีการ สัมผัสบ่อยครั้งอื่นๆ การป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส หลายธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหาร พนักงานมักสวมอุปกรณ์ปอ้ งกันส่วนบุคคล เช่น ชุดป้องกันและถุงมือ การใช้อย่างถูก วิธีจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรค

ติดเชื้อได้ ทุกคนในชุมชนมีพันธะรับผิด ชอบ โดยต้องกักอยู่บ้านเมื่อมีอาการป่วย เช่น มีไข้หรือไอ ธุรกิจมีสิทธิ์ปฏิเสธการ ให้บริการและยืนยันว่าผู้ที่มีอาการเหล่านี้ จะออกจากพื้นที่ ผูส้ มั ผัสอาหารต้องใช้มาตรการทีท่ �ำ ได้ ทัง้ หมดในการป้องกันการปนเปือ้ นของการ บริการอาหารหรือสภาพแวดล้อมของการ แปรรูป พวกเขาต้องรักษาสุขอนามัยส่วน บุคคลทีด่ ี ควรทำ�การตรวจสอบสุขภาพของ พนักงานทุกคนเป็นประจำ�ทุกวัน ผู้สัมผัส อาหารทีท่ ราบหรือสงสัยว่าตนเองป่วยเป็น โรคโควิด-19 หรืออาการเจ็บป่วยอืน่ ๆ ต้อง รายงานให้หัวหน้างานทราบ ภาชนะแบบใช้ซ้ำ� ธุรกิจอาหารต้องรับผิดชอบต่อมาตรการ ที่นำ�มาบังคับใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารมี ความปลอดภัยและเหมาะสม มาตรการ ดังกล่าวรวมถึงบรรจุภัณฑ์สำ�หรับอาหาร ในส่วนภาชนะแบบใช้ซ้ำ� ไม่มีมาตรฐาน อาหารใดทีค่ รอบคลุมถ้วยหรือภาชนะแบบ ใช้ซ�้ำ ทีผ่ บู้ ริโภคนำ�มาเอง หากธุรกิจยอมให้ ใช้ภาชนะเช่นนี้ ย่อมต้องมีนโยบายเกี่ยว กับการยอมรับและการทำ�ความสะอาด และฆ่าเชื้อ 

ภาพที่ 1: เส้นทางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-14 ที่เป็นไปได้ Figure 1: Possible food-associated transmission routes of COVID-19 Source: Ligang Hu et al. (2021) May-Jun

15


The COVID-19 pandemic caused by the spread of severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2) has resulted in significant social disruptions and human costs. The primary transmission route for human infection with SARS-CoV-2 is via respiratory droplets. It may be possible that a person can be infected with SARS-CoV-2 by touching a surface or object that has the virus on it and then touching their own mouth, nose, or possibly their eyes. Modes of SARSCoV-2 transmission are now categorized as inhalation of virus, deposition of virus on exposed mucous membranes, and touching mucous membranes with soiled hands contaminated with virus. Infectious virus has been found in feces of some infected people, raising the possibility of fecal-oral transmission via contaminated vehicles such as food, but there is no evidence for this having occurred. World Health Organization (WHO) noted that further research is required into the origin and spread of COVID-19. This includes investigation into the role of the following pathways: direct animal to human transmission, introduction of an intermediate animal host that then leads to human transmission, transmission through food cold chain (potential for surface contamination acting as a source of infection or the food itself). There is no evidence to suggest people will get infected by

16

www.innolabmagazine.com

swallowing the virus in, or on, food or drink.

Transmission by Food and Food Packaging

Food packaging has not presented any specific risk of transmission. It is not yet confirmed how long the virus survives or remains detectable on surfaces. Studies suggest it may be a few hours or up to several weeks. This depends on the type of surface, temperature and humidity of the environment.

There is no published study of SARS-CoV-2 survival in or on food products were located. Pasteurization inactivated the virus. No published studies of SARS-CoV-2 survival on fresh food were located. No information was located on the likelihood of infection from consuming SARS-CoV-2 through food. Normal intestinal conditions (stomach acid and bile salts) are thought to inactivate SARS-CoV-2. There remains no known case of anyone contracting SARS-CoV-2 from food or food packaging. The SARS-CoV-2 and traces of its genetic material have been detected in China on imported food products and packaging. The WHO has recommended further investigation of frozen food and packaging as a potential source of transmission.


Animal Products Food Supply Chain

Recently, SARS-CoV-2 infection clusters have been reported related to the fresh meat and seafood industry in different countries which caused concerns about the foodborne transmission of SARS-CoV-2 to the human. Transmission of SARS-CoV-2 and its variants between live animals and humans has recently been reported at mink farms in several countries, such as Denmark, the U.S., Netherlands, and Spain. In Denmark, over two hundreds human cases of COVID-19 were infected by a specific minkassociated SARS-CoV-2 variant, resulting in the culling of minks in the country to preventing humans from infection. The U.S. Department of Agriculture has confirmed SARS-CoV-2-infected live animals, including farmed minks, household cats and dogs, and tigers. Thus, the potential transmission loop of SARS-CoV-2 spreading from humans to animals and back to humans has announced serious concern. Future research should focus on revealing the possible transmission pathways. Frequent outbreaks of SARSCoV-2 infections have also been reported among workers in slaughtered meat processing plants in different countries, such as Canada, Brazil, Germany, and Ireland. In Auckland, New Zealand, new COVID-19 cases were reported in August 2020 following a period of no new infections for more than 100 days in the country, one of whom was a worker engaged in handling frozen food. In Qingdao, China, dockers handling imported frozen seafood tested positive which resulted in a small-scale COVID-19 outbreak.

At the end of meat and seafood supply chain, such as food markets and grocery outlets, COVID-19 clusters have also been reported. In Beijing, China, after no local cases had been reported for 56 days, a new COVID-19 cluster was reported by the China Centers for Disease Control and Prevention (CDC) on June, 2020, with most cases traced to the Xinfadi Wholesale Food Market, the largest wholesale market for agricultural products in Beijing, providing fruits, vegetables, and seafood and meat in fresh or frozen packaging. The source of the infection was traced to imported frozen salmon. During the food processing of infected animals, including slaughtering, dissecting and packaging, the food, its packages, and the associated environments could be contaminated by SARS-CoV-2. Although it is hard for SARS-CoV-2 to replicate after leaving the host, evidence exists that the virus can survive even on frozen surfaces for prolonged periods of transit and export. As the dose of most of respiratory viruses needed for infection is low, survival of low levels of the virus on globally exported meat and seafood products may lead to the global spread and resurgence of COVID-19 via the cold food supply chain. Similarly, infected workers may also transmit the virus into the animal food chain. Overall, various evidence highlights the considerable risk of transmission and infection of SARS-CoV-2 throughout the fresh and frozen animal produce supply chain, from initial breeding, intermediate processing, to terminal sales (Figure 1). Disinfection remains another essential tool in the prevention of foodborne transmission of SARSCoV-2. Ultraviolet light is currently

used for the disinfection of SARSCoV-2 on the surface of imported packages. One alternative is the routine surveillance of SARS-CoV-2 (or its variants) in all meat and seafood for consumption. This would make a significant contribution to the prevention and control of foodborne transmission of the virus. Although there is no report on the infection because of the contamination of plant-based products, they may also be an important vector to mediate the infection of SARS-CoV-2. Therefore, facing with the emerging vectors for the transmission of SARS-CoV-2, analytical throughput and information acquisition in the surveillance of SARS-CoV-2 is still the major challenge and the development of high-throughput monitoring methods are needed for the analysis of large volumes of imported foods.

Advice for Food Businesses

The best practice for reducing the risk of contamination of food products or packaging continues to be managing the risk of SARSCoV-2 infection amongst workers. This includes workers informing their employer and seeking medical advice if they have any symptoms of respiratory illness. Employers can promote and implement good personal hygiene practices for all workers. The best ways to prevent the community spread of COVID-19 are for everyone to maintain effective hygiene and follow social distancing rules. The Food Standards Code requires food businesses to take all practicable steps to prevent contamination of their food service or processing environment.

May-Jun

17


Nonpharmaceutical Interventions

In general, the nonpharmaceutical interventions (NPIs) in the battle against SARS-CoV-2 have been elevated by businesses during the pandemic, and especially those in the retail foodservice industry. Those that did not have procedures and plans in place quickly developed new standard operating procedures (SOPs), to help control the spread of the virus in their environments. There is significant evidence that the use of NPIs to prevent the transmission of SARS-CoV-2 from person to person has reduced the number of illnesses and deaths from this virus during the pandemic. 1. Implement employee wellness screens to ensure employees are not reporting to work while sick with foodborne illness. In 2017, a risk assessment study by the U.S. Food and Drug Administration found the excluding employees from reporting to work when they are ill with norovirus was one of the most effective ways of reducing a restaurant’s risk for causing a norovirus outbreak. This exclusion must be until they are professionally deemed safe to return to work, with guidance from health authorities. 2. Emphasizing frequent and proper hand hygiene – Many NPIs rooted in hand hygiene and should remain in effect as proper handwashing with soap and water is a major way of reducing a facility’s risk for causing virus outbreak. Therefore, establishments should always emphasize frequent

and proper hand hygiene as a major aspect of their food safety plan. 3. Elevating sanitation practices, including touchpoint disinfection – There are many COVID-19-related temporary guidance where enhanced touchpoint disinfection practices are adopted as NPIs, with direct carryover to controlling foodborne illnesses. By keeping contact times short helps reduce risk of an outbreak within a facility.

Effective Hygiene

Maintaining effective hygiene includes: regular handwashing, cleaning and sanitizing facilities and equipment, maintaining strict requirements around worker health and hygiene, implementing social distancing. Cleaning and sanitizing are ensured as the following, regardless of COVID-19: all eating and drinking utensils, all food contact surfaces. Cleaning and sanitizing practices should be reviewed to ensure general surfaces are also cleaned frequently and effectively. These include: door handles, refrigerator handles, tap handles, switches, glass touchscreens such as food self-order screens and self-serve checkouts, other hightouch areas.  To prevent transmitting the virus In many businesses, particularly food manufacturers, staff routinely wear personal protective equipment such as protective clothing and gloves. With correct use these can help prevent transmission of infectious diseases.

Everyone in the community has an obligation to stay home while they have any symptoms such as fever or coughing. Businesses have the right to refuse service and insist that anyone with these symptoms leaves the premises. Food handlers must take all practicable measures to prevent contamination of the food service or processing environment. They must maintain good personal hygiene. The health of all employees should be inspected daily. Food handlers who know or suspect they are unwell with COVID-19 or other illness must report this to their supervisor.  Reusable Utensils Food businesses are responsible for the measures they put in place to ensure food is safe and suitable, including food packaging. There is nothing in the food standards code that specifically covers consumers bringing in their own reusable cups/ utensils. It is up to the business if they accept reusable cups. Businesses should have a policy around how they accept reusable cups and cleaning and sanitizing arrangements when accepting them. 

Article info Carl Heneghan and Tom Heneghan. COVID-19: Potential for Foodborne transmission of COVID-19. Retrieved on May 10, 2021. Website: www.cebm.net/study/covid-19-potential-for-foodborne-transmission-of-covid-19/  Hal King and Chip Manuel. 2021. Three COVID-19 Sanitation Practices that Can Impact Foodborne Disease Outbreaks. Food Safety Magazine. April 1, 2021.  Ligang Hu et al. 2021. Evidence of Foodborne Transmission of the Coronavirus (COVID-19) through the Animal Products Food Supply Chain. Environmental Science & Technology. 2021: 55(5), 2713-2716. DOI: 10.1021/acs.est.0c06822 

18

www.innolabmagazine.com


ANALYSIS

Author info ทีมงานนิตยสารอินโนแล็บ INNOLAB team innolab@media-matter.com

Tracking SARS-CoV-2 variants ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยการกลายพันธุ์ ผลที่ได้คือไวรัสสายพันธุ์ใหม่ บางครั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ปรากฏขึ้นแล้วหายไป แต่ในบางครั้ง ไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะยังคงอยู่ ในช่วงการระบาดนี้ มีการบันทึกว่ามีไวรัสโคโรนา หลากหลายสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 (โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019) ในสหรัฐอเมริกาและ ทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของปุ่มหนาม (spike) บนผิว ของไวรัส จากการศึกษาไวรัสอย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์สามารถเรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของไวรัสอาจส่งผล ต่อการแพร่กระจายของไวรัสและการได้รับไวรัสของผู้ป่วย

เมื่อลองเปรียบไวรัสกับต้นไม้ท่ีกำ�ลัง เติบโตและแตกกิ่งก้านสาขาออกไป แต่ละ กิง่ ของต้นไม้จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย นักวิทยาศาสตร์สามารถติดฉลาก (label) ตามความแตกต่างได้ มีการศึกษาและจำ�แนก ความแตกต่างหรือความผันแปร (variant) เล็กน้อยเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มการระบาด ไวรัสโคโรนาสายพันธุก์ ลุม่ อาการทางเดิน หายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) สาเหตุของโรคโควิด-19 มีการแปรผัน ตามเวลาที่ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงส่วน ใหญ่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติของไวรัส เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจส่งผลต่อ คุณสมบัตขิ องไวรัส เช่น ความยากง่ายของ

การแพร่กระจาย ความรุนแรงของโรค หรือ ประสิทธิภาพของวัคซีน ยารักษา เครื่อง มือวินิจฉัย หรือมาตรการด้านสาธารณสุข และสังคมอื่นๆ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รว่ มมือ กับพันธมิตร เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ หน่วย งานระดับชาติ สถาบัน และนักวิจัยได้ ติดตามและประเมินวิวัฒนาการของไวรัส SARS-CoV-2 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 พบว่าช่วงปลายปี 2020 มีสายพันธุเ์ กิดใหม่ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสาธารณสุขทั่วโลก จึง ได้ก�ำ หนดคุณลักษณะของสายพันธุน์ า่ สนใจ (VOI) และสายพันธุน์ า่ กังวล (VOC) เพือ่ จัดลำ�ดับความสำ�คัญของการตรวจติดตาม และการวิจัยทั่วโลก และในท้ายที่สุด เพื่อ

ให้ข้อมูลเพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ โรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์และ มาตรการปัจจุบันที่แนะนำ�โดย WHO ยัง ใช้เพือ่ รับมือกับไวรัสสายพันธุต์ า่ งๆ ทีม่ กี าร จัดจำ�แนกตั้งแต่เริ่มมีการระบาด การตั้งชื่อสายพันธุ์ไวรัส SARSCoV-2

ปั จ จุ บั น นั ก วิ ท ยาศาสตร์ แ ละการ วิจัยทางวิทยาศาสตร์ใช้ระบบการตั้งชื่อ (nomenclature system) เพื่อการตั้ง ชื่อและติดตามสายเลือดทางพันธุกรรม (genetic lineage) ของไวรัส SARS-CoV-2 ที่กำ�หนดขึ้นโดย GISAID, Nextstrain และ Pango ในการอภิปรายสาธารณะ May-Jun

19


เกี่ยวกับสายพันธุ์ต่างๆ WHO ได้เชิญ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากคณะทำ�งานด้าน วิวฒ ั นาการของไวรัส (WHO Virus Evolution Working Group) เครือข่ายห้องปฏิบตั กิ าร อ้างอิงโรคโควิด-19 ตัวแทนจาก GISAID, Nextstrain, Pango และผูเ้ ชีย่ วชาญด้าน ไวรัสวิทยา การตั้งชื่อจุลินทรีย์ และหน่วย งานด้านการสือ่ สารจากหลายประเทศ เพือ่ พิจารณาการตัง้ ชือ่ ทีอ่ อกเสียงง่ายและไม่มี การตราหน้า (non-stigmatizing) ไวรัส สายพันธุน์ า่ สนใจและสายพันธุน์ า่ กังวล ใน ปัจจุบัน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เชิญโดย WHO ได้แนะนำ�ให้ตงั้ ชือ่ โดยใช้ตวั อักษรกรีก เช่น อัลฟา เบตา แกมมา ซึ่งจะง่ายกว่า และ ใช้ในการอภิปรายได้อย่างเหมาะสมโดยผู้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ SARS-CoV-2 สายพันธุ์น่ากังวลและ สายพันธุ์ที่น่าสนใจ (อัพเดตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2021) สายพันธุ์น่ากังวล (VOC)

สายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ตรง ตามคำ�จำ�กัดความของสายพันธุ์น่ากังวล และผ่านการประเมินเปรียบเทียบ แสดงให้ เห็นว่ามีความเกีย่ วข้องกับการเปลีย่ นแปลง อย่างมีนยั สำ�คัญของสาธารณสุขทัว่ โลกอย่าง น้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้:

- เพิม่ ความสามารถในการแพร่กระจาย หรือการเปลีย่ นแปลงทีเ่ ป็นอันตรายในทาง ระบาดวิทยาของโรคโควิด-19 หรือ - เพิม่ ความรุนแรงหรือการเปลีย่ นแปลง ในอาการของโรคทางคลินิก หรือ - ลดประสิทธิผลของมาตรการด้าน สาธารณสุขและสังคม หรือการวินิจฉัย วัคซีน การรักษาที่มีอยู่ สายพันธุ์น่าสนใจ (VOI)

ไอโซเลตไวรัส SARS-CoV-2 จะเป็น สายพันธุ์น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับไอโซ เลตอ้างอิง จีโนมมีการกลายพันธุ์ที่มีการ แสดงออกของฟีโนไทป์หรือเป็นที่น่าสงสัย ว่าจะแสดงฟีโนไทป์ ต่อไปนี้: - จำ�แนกว่าเป็นสาเหตุของการแพร่ ระบาดในชุมชน/ผู้ป่วยรายคน/คลัสเตอร์ ของโรคโควิด-19 หรือตรวจพบในหลาย ประเทศ หรือ - ได้รับการประเมินว่าเป็นสายพันธุ์น่า สนใจโดย WHO จากการหารือกับคณะทำ�งาน ด้านวิวัฒนาการของไวรัส SARS-CoV-2 ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับไอโซเลตของไวรัส SARS-CoV-2 ที่น่าวิตกอีกสองสายพันธุ์ ได้แก่สายพันธุ์เอปซิลอน (Epsilon) ซึ่ง ถูกจัดจำ�แนกครัง้ แรกในสหรัฐอเมริกาและ สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) จากเปรู

สายพันธุ์เอปซิลอน การกลายพันธุ์สามครั้งในโปรตีนที่ปุ่ม หนาม (spike protein) ของไวรัสโคโรนา สายพันธุเ์ อปซิลอนไปลดศักยภาพในการทำ�ให้ หมดฤทธิ์ (neutralizing potency) ของ แอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบัน หรือแอนติบอดีจากการติดเชือ้ ไวรัสในอดีต การกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ นี้ทำ�ให้โมโนโคลนอลแอนติบอดีจำ�เพาะที่ ใช้ในการรักษาไม่มีผลโดยสิ้นเชิง และลด ประสิทธิภาพของแอนติบอดีจากพลาสมา ของผู้ที่ได้รับวัคซีน การวิเคราะห์นาฬิกาโมเลกุล (molecular clock) พบว่าสายพันธุต์ งั้ ต้นของสายพันธุ์ เอปซิลอนย้อนไปได้ถงึ เดือนพฤษภาคม 2020 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงฤดูร้อนปี 2020 ได้แยกออกเป็นไลน์เอจ B.1.427/B.1.429 ผูป้ ว่ ยจากสายพันธุเ์ พิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็ว และ หลังจากนัน้ ไม่นาน สายพันธุน์ แี้ พร่ระบาด ในสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ มีรายงานพบผู้ ป่วยจากสายพันธุ์นี้ในประเทศอื่นๆ อย่าง น้อย 34 ประเทศ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของสาย พันธุ์เอปซิลอนเพิ่มเติม นักวิจัยได้ทดสอบ ความทน (resilience) ของพลาสมาที่ผู้ ที่ได้รับไวรัสสายพันธุ์เอปซิลอนและผู้ที่ได้ รับวัคซีน ศักยภาพในการทำ�ให้หมดฤทธิ์ 

ตารางที่ 1: สายพันธุ์น่ากังวล Table 1: Variants of Concern WHO label Alpha

Beta

Gamma

Delta

20

GISAID clade/ lineage

B.1.1.7

GRY (formerly GR/501Y.V1)

20I (V1)

+S:484K +S:452R

GH/501Y.V2

20H (V2)

-

GR/501Y.V3

20J (V3)

+S:681H

B.1.351 B.1.351.2 B.1.351.3 P.1 P.1.1 P.1.2 B.1.617.2 AY.1 AY.2

www.innolabmagazine.com

G/478K.V1

Nextstrain clade

Additional amino Earliest Date of acid documented designation changes monitored samples

Pango lineage

21A

-

United Kingdom, Sep 2020 South Africa, May 2020

Dec 18, 2020 Dec 18, 2020

Brazil, Nov 2020

Jan 11, 2021

India, Oct 2020

VOI: Apr 4, 2021 VOC: May 11, 2021


(neutralizing potency) ของพลาสมา เทียบกับสายพันธุเ์ อปซิลอนลดลงประมาณ 2 ถึง 3.5 เท่า หลังจากเพิม่ ขึน้ ในช่วงแรก ความถีข่ อง สายพันธ์นี้ลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2021 เนื่องจากถูกแทนที่ด้วย สายพันธุ์อัลฟาที่แพร่กระจายได้ดีกว่า ใน เดือนเมษายน ยังพบสายพันธุ์นี้ค่อนข้าง บ่อยในภาคเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียบาง ส่วน แต่กแ็ ทบจะหายไปจากทางใต้ของรัฐ และไม่พบในสัดส่วนสูงทีอ่ นื่ เลย โดยมีเพียง 3.2% ของผู้ป่วยทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ผู้ป่วยมากกว่าสองในสามติดเชื้อ สายพันธุ์อัลฟา

สายพันธุ์แลมบ์ดา ตัวอย่างแรกของสายพันธุแ์ ลมบ์ดาตรวจ พบทีเ่ ปรู ในเดือนธันวาคม 2020 และภายใน เดือนเมษายน 2021 ผู้ป่วยโควิด-19 ราย ใหม่ในเปรูมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ตดิ เชือ้ สายพันธุใ์ หม่ ภายในเดือนมิถนุ ายน 2021 ไวรัสสายพันธุแ์ ลมบ์ดาเริม่ แพร่กระจายไป ทั่วทวีปอเมริกาใต้ และตรวจพบใน 29 ประเทศ โดยเฉพาะในอาร์เจนตินา ชิลี และเอกวาดอร์ WHO กำ�หนดให้สายพันธุ์ แลมบ์ดาเป็นสายพันธุ์น่าสนใจในวันที่ 14 มิถุนายน 2021 หน่วยงานด้านสุขภาพทั่ว โลกเชื่อว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีภัยคุกคาม น้อยกว่าสายพันธุ์น่ากังวลทั้งสี่สายพันธุ์ กลางเดือนมิถุนายน 2021 จากรายงาน 

ของกระทรวงสาธารณสุขแห่งเปรู ของผู้ ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ในเมืองอาเรคิปา 90.6% และผู้ป่วยรายใหม่ในเมืองกุสโก 78.1% ติดไวรัสสายพันธุ์แลมบ์ดา จากข้อมูลของ WHO ตรวจพบสาย พันธุ์แลมบ์ดาคิดเป็น 82% ของผู้ติดเชื้อ โควิด-19 รายใหม่ในเดือนพฤษภาคมและ มิถุนายนในเปรู ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตรา การเสียชีวติ จากโคโรนาไวรัสสูงทีส่ ดุ ในโลก ส่วนในประเทศเพือ่ นบ้านอย่างชิลี พบสาย พันธุแ์ ลมบ์ดาในผูป้ ว่ ยรายใหม่เกือบหนึง่ ใน สาม อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคง ไม่แน่ใจว่าการกลายพันธุใ์ นแลมบ์ดาทำ�ให้ แพร่เชื้อได้ง่ายขึ้นหรือไม่ 

ตางรางที่ 2: สายพันธุ์น่าสนใจ Table 2: Variants of Interest WHO label Epsilon Zeta Eta Theta Iota Kappa Lambda

Earliest documented samples United States of B.1.427/B.1.429 GH/452R.V1 21C America, Mar 2020 P.2 GR/484K.V2 20B/S.484K Brazil, Apr 2020 Multiple countries, B.1.525 G/484K.V3 21D Dec 2020 P.3 GR/1092K.V1 21E Philippines, Jan 2021 United States of B.1.526 GH/253G.V1 21F America, Nov 2020 B.1.617.1 G/452R.V3 21B India, Oct 2020 C.37 GR/452Q.V1 20D Peru, Dec 2020 Pango lineage

GISAID clade/ lineage

Nextstrain clade

Date of designation Mar 5, 2021 Mar 17, 2021 Mar 17, 2021 Mar 24, 2021 Mar 24, 2021 Apr 4, 2021 Jun 14, 2021

Viruses constantly change through mutation, and new variants of a virus are expected to occur. Sometimes new variants emerge and disappear. Other times, new variants persist. Multiple variants of the virus that causes COVID-19 have been documented in the United States and globally during this pandemic. Scientists monitor these changes, including changes to the spikes on the surface of the virus. By carefully studying viruses, scientists can learn how changes to the virus might affect how it spreads and how sick people will get from it. When thinking about a virus like a tree growing and branching out; each branch on the tree is slightly different than the others. By comparing the branches, scientists can label them according to the differences. These small differences, or variants, have

been studied and identified since the beginning of the pandemic. Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2), the virus that causes COVID-19, change over time. Most changes have little to no impact on the virus’ properties.

However, some changes may affect the virus’s properties, such as how easily it spreads, the associated disease severity, or the performance of vaccines, therapeutic medicines, diagnostic tools, or other public health and social measures. May-Jun

21


The World Health Organization (WHO), in collaboration with partners, expert networks, national authorities, institutions and researchers have been monitoring and assessing the evolution of SARS-CoV-2 since January 2020. During late 2020, the emergence of variants that posed an increased risk to global public health prompted the characterization of specific Variants of Interest (VOIs) and Variants of Concern (VOCs), in order to prioritize global monitoring and research, and ultimately to inform the ongoing response to the COVID-19 pandemic. Current strategies and measures recommended by WHO continue to work against virus variants identified since the start of the pandemic.

and Variants of Interest (updated on July 1, 2021)

Naming SARS-CoV-2 variants

Variants of Interest (VOI)

The established nomenclature systems for naming and tracking SARS-CoV-2 genetic lineages by GISAID, Nextstrain and Pango are currently and will remain in use by scientists and in scientific research. To assist with public discussions of variants, WHO convened a group of scientists from the WHO Virus Evolution Working Group, the WHO COVID-19 reference laboratory network, representatives from GISAID, Nextstrain, Pango and additional experts in virological, microbial nomenclature and communication from several countries and agencies to consider easy-to-pronounce and non-stigmatizing labels for VOI and VOC. At the present time, this expert group convened by WHO has recommended using labeled using letters of the Greek Alphabet, i.e., Alpha, Beta, Gamma, which will be easier and more practical to discussed by non-scientific audiences. SARS-CoV-2 Variants of Concern 22

www.innolabmagazine.com

Variants of Concern (VOC)

A SARS-CoV-2 variant that meets the definition of a VOC and, through a comparative assessment, has been demonstrated to be associated with one or more of the following changes at a degree of global public health significance: - Increase in transmissibility or detrimental change in COVID-19 epidemiology; or - Increase in virulence or change in clinical disease presentation; or - Decrease in effectiveness of public health and social measures or available diagnostics, vaccines, therapeutics.

A SARS-CoV-2 isolate is a Variant of Interest (VOI) if, compared to a reference isolate, its genome has mutations with established or suspected phenotypic implications, and either: - has been identified to cause community transmission/multiple COVID-19 cases/clusters, or has been detected in multiple countries; OR - is otherwise assessed to be a VOI by WHO in consultation with the WHO SARS-CoV-2 Virus Evolution Working Group. The latest news about SARS-CoV-2 isolates show growing concerns of two variants; Epsilon which was firstly identified in the US and Lambda reported from Peru. Epsilon variant Three mutations in the Epsilon coronavirus Spike protein dampen the neutralizing potency of antibodies induced by current vaccines or past COVID infections. The mutations 

give this coronavirus variant of concern a means to totally evade specific monoclonal antibodies used in clinics and reduces the effectiveness of antibodies from the plasma of vaccinated people. A molecular clock analysis timed the emergence of the precursor to the Epsilon variant to May of 2020 in California. By summer of 2020 it had diverged into its B.1.427/B.1.429 lineages. COVID cases from the variant increased quickly, and the variant soon became widespread in the United States. It has now been reported in at least 34 other countries. To learn more about the characteristics of the Epsilon variant, the researchers tested the resilience against the Epsilon variant of plasma from people who were exposed the virus, as well as vaccinated people. The neutralizing potency of the plasma against the Epsilon variant of concern was reduced about 2 to 3.5 fold. After an initial increase, its frequency rapidly dropped from February 2021 as it was being outcompeted by the more transmissible Alpha variant. In April, Epsilon remained relatively frequent in parts of northern California, but it had virtually disappeared from the south of the state and had never been able to establish a foothold elsewhere; only 3.2% of all cases in the United States were Epsilon, whereas by then more than two-thirds were Alpha. Lambda variant First samples of the Lambda variant were detected in Peru in December 2020 and by April 2021, over eighty percent of new cases of COVID-19 in Peru were from the new variant. By June 2021, the Lambda variant had begun to spread 


through South America and was detected in twenty-nine countries in total, especially in Argentina, Chile and Ecuador. The WHO designated the Lambda variant as a variant of interest in June 14, 2021. The global health body believes such strains are less of a threat than its four variants

of concern. In mid-June 2021, 90.6% of new COVID-19 cases in Arequipa and 78.1% of new cases in Cusco were the Lambda variant according to the Peruvian Ministry of Health. According to the WHO, Lambda accounted for 82% of new Covid-19 cases in May and June in Peru, which

has the world’s highest coronavirus mortality rate. In neighboring Chile, it accounts for almost a third of new cases. Scientists, however, remain uncertain whether the mutations in Lambda make it more transmissible. 

GISAID, Nextstrain, PANGO GISAID (โครงการริเริ่มระดับโลกในการแบ่งปันข้อมูลไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด) เป็นโครงการทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกและแหล่ง ข้อมูลปฐมภูมท ิ ก ี่ อ ่ ตัง ้ ขึน ้ ในปี 2008 สามารถเข้าถึงข้อมูลจีโนมของไวรัสไข้หวัดใหญ่และโคโรนาไวรัสทีเ่ ป็นสาเหตุของการระบาด ของโรคโควิด-19 GISAID เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำ�ไรจากความร่วมมือของภาครัฐ-เอกชน Nextstrain เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากรัฐซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา และเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งได้ รวบรวมเครื่องมือแบบโอเพนซอร์สที่ใช้แสดงภาพพันธุกรรมที่เป็นเบื้องหลังการระบาดของไวรัส แพลตฟอร์ม Nextstrain เริ่ม ขึ้นในปี 2015 โค้ดที่พัฒนาโดย Nextstrain สามารถเข้าถึงได้สาธารณะผ่านตัวกลาง เช่น github.com และข้อมูลของโค้ดดัง กล่าวใช้งานและดูได้ในแบบฟอร์มที่เข้าถึงได้ผ่านหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ PANGO – การกำ�หนดชื่อสายวิวัฒนาการของเชื้อสายการระบาดทั่วโลก (PANGOLIN) เป็นเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่พัฒนา โดยสมาชิกในห้องปฏิบัติการของแอนดรูว์ แรมโบต์ พร้อมเว็บแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องซึ่งพัฒนาโดยศูนย์เฝ้าระวังโรคเชิงจี โนมในเมืองเซาต์เคมบริดจ์เชียร์ วัตถุประสงค์คือเพื่อใช้ระบบการตั้งชื่อแบบไดนามิก (เรียกว่าระบบการตั้งชื่อ PANGO) เพื่อจัด จำ�แนกสายเลือดทางพันธุกรรมของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 GISAID (Global initiative on sharing all influenza data) is a global science initiative and primary source established in 2008 that provides open-access to genomic data of influenza viruses and the coronavirus responsible for the COVID-19 pandemic. It is a nonprofit organization, public–private partnership. Nextstrain is a collaboration between researchers in Seattle, USA and Basel, Switzerland which provides a collection of open-source tools for visualizing the genetics behind the spread of viral outbreaks. The Nextstrain platform was begun in 2015. Code developed by Nextstrain is made publicly available, via, for example github.com and its data is available and viewable in accessible form via the pages at the website. PANGO - The Phylogenetic Assignment of Named Global Outbreak Lineages (PANGOLIN) is a software tool developed by members of the laboratory of Andrew Rambaut, with an associated web application developed by the Centre for Genomic Pathogen Surveillance in South Cambridgeshire. Its purpose is to implement a dynamic nomenclature (known as the PANGO nomenclature) to classify genetic lineages for SARS-CoV-2, the virus that causes COVID-19.

Article info  Cookson, C. and Long, G. (July 2, 2021). Lambda Covid variant’s ‘unusual’ mutations puzzle scientists. Coronavirus pandemic. Financial Times. https://www.ft.com/content/b3ea5177-9312-418b-acb7-af16a3bdcd22  Gray, L. (July 2, 2021). Epsilon variant mutations help spur COVID immune evasion. UW Medicine. https://newsroom.uw.edu/news/ epsilon-variant-mutations-contribute-covid-immune-evasion  McCallum, M. et al. (2021). SARS-CoV-2 immune evasion by the B.1.427/B.1.429 variant of concern. Science, Jul 1, 2021: eabi7994. DOI: 10.1126/science.abi7994  WHO. (July 6, 2021). Tracking SARS-CoV-2 variants. World Health Organization. https://www.who.int/en/activities/tracking-SARS-CoV2-variants May-Jun

23


ANALYSIS

Author info สุกฤษฏ์ เติมสายทอง Sukrit Termsaithong Founder of FoodBizs.com torosk122@gmail.com

PCR BOOSTS FOOD SAFETY AND CONSUMER TRUST

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO ทำ�ให้เรารูว้ า่ ในแต่ละปีมผ ี ท ู้ เี่ จ็บไข้ได้ปว่ ยเนือ ่ งจาก อาหารถึงประมาณ 600 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 10 ของประชากรโลกเลยทีเดียว และมีถึง 420,000 คนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับอาการดังกล่าว โรคอุจจาระร่วงเป็นโรคที่เกิดจากการ บริโภคอาหารปนเปื้อนที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งมันได้คร่าชีวิตคนไปกว่า 230,000 คนในแต่ละปี ส่วน อีก 550 ล้านคนก็ต้องพบกับอาการป่วยไข้ ดังนั้น ความปลอดภัยอาหารจึงถือเป็นเรื่องสำ�คัญ ทีผ ่ ป ู้ ระกอบการอาหารต้องใส่ใจและป้องกันผลิตภัณฑ์ของตนให้ปลอดภัยจากการปนเปือ ้ น ซึง ่ ถือ เป็นสาเหตุหลักของอาการอาหารเป็นพิษ

ความปลอดภัยในอาหารกลายเป็นเรือ่ ง ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นทุกวัน และผู้ บริโภคก็เริม่ มีความกังวลกับอาหารปนเปือ้ น เชื้อจุลินทรีย์มากขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุ นี้ ผู้ผลิตอาหารจึงต้องเอามาตรฐานความ ปลอดภัยอาหารเข้ามาใช้ไปพร้อมกันกับทีม่ ี การพัฒนาวิธกี ารทดสอบความปลอดภัยของ อาหารให้กา้ วหน้าขึน้ ยิง่ มีการติดต่อค้าขาย สินค้าระหว่างอุตสาหกรรมอาหารด้วยกัน ทั่วโลก ก็ยิ่งทำ�ให้ตลาดการทดสอบความ ปลอดภัยอาหารเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะ การทดสอบความปลอดภัยของอาหารด้วย วิธที างอณูชวี วิทยา (molecular method) ซึง่ จะเห็นว่ามีการลงทุนทำ�วิจยั เพิม่ ขึน้ ตลอด ทัง้ นีก้ เ็ พือ่ หาทางลดปัญหาการเรียกคืนสินค้า และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อ 24

www.innolabmagazine.com

จุลินทรีย์นั่นเอง PCR หนุนตลาดทดสอบความ ปลอดภัยอาหารให้โตต่อเนื่อง

จากผลการวิจัยของ Grand View Research พบว่าการทดสอบความปลอดภัย อาหารด้วยวิธีทางอณูชีววิทยานั้นมีมูลค่า ตลาดอยู่ถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2561 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วย อัตราเฉลีย่ ประมาณ 6.8% ต่อปีไปจนถึงปี 2569 เลยทีเดียว ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐบาล ทั่วโลกกลายเป็นตัวหลักที่หนุนตลาดนี้ให้ เติบโตจากการที่พวกเขาเหล่านั้นยกระดับ มาตรการกำ�กับดูแลและปรับปรุงวิธีการ ตรวจสอบเพื่อสร้างความปลอดภัยอาหาร ตลอดซัพพลายเชน นอกจากนี้ ผู้ผลิต

อาหารรายใหญ่อย่างเช่น Tyson Foods ก็ก�ำ ลังทุม่ เทยกระดับความโปร่งใสของตน เพือ่ ให้ผบู้ ริโภคได้รบั ข้อมูลตลอดซัพพลาย เชนให้ได้มากที่สุด เทคนิคปฏิกริ ยิ าลูกโซ่พอลิเมอเรส หรือ ที่เราเรียกว่า PCR นั้นครองความเป็นเจ้า ตลาดสำ�หรับการทดสอบด้วยวิธีทางอณู ชีววิทยาอยู่ในขณะนี้ นั่นก็เพราะมันมีทั้ง ความไวและความจำ�เพาะในการตรวจหาเชือ้ จุลนิ ทรียก์ อ่ โรคโดยทีใ่ ช้เวลาการทำ�งานไม่ นาน PCR ถูกคิดค้นครัง้ แรกตัง้ แต่ปี 2526 แต่กว่าจะเริม่ ได้รบั การยอมรับให้เป็นเครือ่ ง มือทรงประสิทธิภาพในห้องแล็บควบคุม คุณภาพอาหารก็ต้องรอไปจนถึงปี 2543 เลยทีเดียว ก่อนหน้านั้น มีการทดสอบ ทางจุลชีววิทยามากมายสำ�หรับตรวจหา


เชื้อแบคทีเรียก่อโรคและแบคทีเรียที่ทำ�ให้ อาหารเสื่อมเสีย เช่น การใช้อาหารเลี้ยง เชือ้ ทีจ่ �ำ เพาะกับจุลนิ ทรียบ์ างชนิดด้วยการ ควบคุมค่า pH, สารยับยั้ง, ยาปฏิชีวนะ, หรืออุณหภูมิและบรรยากาศในการบ่ม อาหารเลี้ยงเชื้อที่มีอินดิเคเตอร์ตรวจจับ การสร้างกรด โปรแกรมวิเคราะห์ภาพ ไป จนถึงการวิเคราะห์พลังงาน พัฒนาการของ PCR ที่มีข้อดี มากมาย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารและห้อง แล็บคาดหวังจากการทดสอบอาหารคือควรจะ ต้องให้ผลรวดเร็วและถูกต้อง การเกิด False positive หรือ False negative เป็นสิ่งที่ ทำ�ใจยอมรับได้ยาก การทดสอบอาหารยัง ควรใช้ได้กบั อาหารหลากหลายชนิด โดยผู้ ทดสอบไม่จ�ำ เป็นต้องมีทกั ษะสูง และต้องมี ต้นทุนไม่แพงมาก เครื่องมือเดียวสามารถ วิเคราะห์หาเชือ้ จุลนิ ทรียไ์ ด้หลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น E. coli, Salmonella หรือ Listeria ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาวิธีการ ทดสอบที่ตอบสนองความคาดหวังที่กล่าว มาทั้งหมดนี้ แต่ PCR ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธี การทดสอบทางอณูชวี วิทยากลับจุดประกาย ความหวังให้พวกเขาด้วยข้อดีตา่ งๆ นานา พร้อมกับความจำ�เพาะที่สูงขึ้น ห้องแล็บควบคุมคุณภาพได้รบั ประโยชน์ มากมายจากการใช้เทคโนโลยี PCR ทีพ่ ฒ ั นา ขึน้ มา ข้อแรก การทดสอบเชือ้ จุลนิ ทรียก์ อ่ โรคสามารถให้ผลรวดเร็วภายในเวลาไม่ถงึ 2 วัน โดยขั้นตอน Enrichment ใช้เวลา ประมาณ 20-24 ชั่วโมง ตามด้วยขั้นตอน การวิเคราะห์ผลอีกประมาณ 1-2 ชั่วโมง เท่านั้น ข้อดีถัดมาของเทคนิค PCR คือมี ความยืดหยุน่ สามารถตรวจหาเชือ้ จุลนิ ทรีย์ ได้หลายชนิดในการทดสอบเพียงครัง้ เดียว นอกจากนี้ วิธีการทดสอบด้วย DNA ยัง ขึ้นชื่อเรื่องความถูกต้องอยู่แล้ว ผลการ ทดสอบจาก PCR จึงมีความน่าเชือ่ ถือ และ สุดท้าย ระบบ PCR อัตโนมัตจิ ะทำ�ให้หอ้ ง แล็บควบคุมคุณภาพ มีสมรรถนะและความ พร้อมสำ�หรับการวิเคราะห์ได้ตามต้องการ เพราะเห็นประโยชน์จากการใช้เทคนิค PCR มากมาย Bio-Rad ซึ่งเป็นผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์เฉพาะสำ�หรับงานวิจัยชีววิทยา ศาสตร์จากอเมริกาจึงได้พัฒนา Realtime PCR แบบอัตโนมัติของตนขึ้นมา จนได้รับคำ�สั่งซื้อจากกระทรวงเกษตรของ

สหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา โดยปัจจุบันนี้ PCR แบบอัตโนมัตไิ ด้รบั การยอมรับให้เป็น หนึง่ ในวิธกี ารทดสอบหาเชือ้ จุลนิ ทรียก์ อ่ โรค ในอาหารและสารพิษของมันได้รวดเร็วทีส่ ดุ การใช้ซลิ คิ อนชิปเข้ามาเสริมช่วยทำ�ให้ PCR สามารถอ่านผลได้แบบต่อเนือ่ งตัง้ แต่ เริม่ ต้นจนกระทัง่ สิน้ สุดปฏิกริ ยิ าจากสัญญาณ ระหว่างกระบวนการคัดลอกมาสร้างเป็น ข้อมูลเชิงปริมาณ กระบวนการวิเคราะห์ อัตโนมัติ Real-time PCR ได้แทรกเข้า มาเป็นตัวเลือกสำ�คัญสำ�หรับการทดสอบ หาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคในอาหาร เพราะให้ ผลทีร่ วดเร็วและมีความไวในการระบุหาเชือ้ จุลินทรีย์ โดยมันสามารถทำ�งานได้แม้จะ มีความเข้มข้นในตัวอย่างน้อยมากก็ตาม จากการที่ PCR เป็นอัตโนมัติมากขึ้น จึงช่วยสร้างความสะดวกให้กับผู้ทดสอบ ตั้ ง แต่ ก ารเตรี ย มตั ว อย่ า ง การใช้ ง าน อุปกรณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล จนกระทั่ง ได้รับผลการทดสอบ ตัวเครื่องเองนั้นก็มี ขนาดกะทัดรัดมากขึ้นและมีความคุ้มค่า สำ�หรับนำ�ไปใช้ในโรงงาน รวมไปถึงตาม จุดขายปลีกสินค้าต่างๆ

การตรวจวิเคราะห์ GMOs ก็คอื การคัดแยก อาหารที่มีส่วนผสมจากพืช GMOs ออก จากอาหารจากพืชทัว่ ไปตามธรรมชาติ ซึง่ Real-time PCR ก็ได้รับการพัฒนาให้มี ความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ดงั กล่าว โดยอาศัยความแตกต่างของ DNA ระหว่าง พืชทัว่ ไปและพืช GMOs ดังนัน้ Real-time PCR จึงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการ ระบุและวิเคราะห์หาปริมาณพืช GMOs การปลอมปนอาหารก็เป็นหนึง่ ในปัญหา ใหญ่ทกี่ ระทบความบริสทุ ธิข์ องอาหารฮาลาล และนำ�มาซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากกรณีตัวอย่างของการปลอมปนเนื้อ ม้าและเนื้อหมูในเบอร์เกอร์เนื้อวัวที่เกิด ขึ้นในยุโรปเมื่อปี 2556 เรื่องอื้อฉาวใน ครั้งนั้นทำ�ให้ Real-time PCR เข้ามามี บทบาทสำ�คัญในการตรวจวิเคราะห์หาการ ปลอมปนของสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ซึ่ง มันสามารถบอกได้วา่ การปลอมปนนัน้ เกิด ขึน้ จากอุบตั เิ หตุหรือความจงใจกันแน่ โดย ผลิตภัณฑ์อาหารอย่างไส้กรอกหรือเนื้อ สัตว์กม็ กั ใช้การวิเคราะห์นเี้ พือ่ ให้ผลทัง้ เชิง ปริมาณและคุณภาพ

ประโยชน์จากการใช้งานด้านต่างๆ เพือ ่ รับรองความปลอดภัยอาหาร

แนวโน้มเทคโนโลยีที่เราจะได้เห็น ในไม่ช้า

Real-time PCR ยังสามารถใช้ตรวจ หาอย่างอื่นในอาหารได้อีกนอกเหนือไป จากการตรวจหาเชือ้ ก่อโรค เช่น การตรวจ วิเคราะห์ GMOs, ส่วนผสมชีวภาพต้อง ห้าม, สารก่อภูมิแพ้ และการกลายพันธุ์ เป็นต้น Real-time PCR เข้าไปเป็นส่วน สำ�คัญในการช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิด ขึ้นจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร โดยขณะนี้ ได้รับการพัฒนาให้สามารถ ตรวจหาสารก่อภูมแิ พ้ทพี่ บในอาหาร อย่าง แป้งสาลี บักวีต และถั่ว ได้แล้ว โดยที่ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนจากตัวอุปกรณ์ และลดโอกาสที่จะเกิด False positives และ False negatives ได้ด้วย นอกจาก นี้ เทคนิคการเติมสารมาตรฐานดัดแปร (modified standard addition) ยังช่วย ให้ตรวจหาถัว่ เหลือง เซเลอรี รวมไปถึงอัล มอนด์ทอี่ าจพบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารทีว่ าง ขาย ทั้งยังสามารถแยกแยะอัลมอนด์ออก จากสายพันธุ์อื่นที่ใกล้เคียงกันได้ ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช GMOs ทีเ่ ริม่ มีให้เห็นกันมากขึน้ ผลักดันให้หลายประเทศ ต้องหามาตรการรับมือกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้

จากการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคใน อาหารทีม่ แี นวโน้มเพิม่ ขึน้ ตลอด ทำ�ให้จ�ำ เป็น ต้องใช้การวิเคราะห์ตรวจสอบอาหารเข้ามา ช่วยควบคุม ซึ่งสิ่งที่คนส่วนมากต้องการก็ คือวิธีที่รวดเร็ว เคลื่อนย้ายได้สะดวก ใช้ งานง่าย ในราคาไม่แพง นับเป็นข่าวดีที่ งานวิจัยชิ้นล่าสุดได้พัฒนาระบบ Realtime PCR ขึ้นมาเพื่อใช้ตรวจวิเคราะห์ อาหารนอกสถานที่ ณ จุดทีต่ อ้ งการใช้งาน โดยอาศัยการผนวกกันระหว่างไมโครฟลู อิดิกส์ (Microfluidics) กับ Real-time PCR เข้าไว้ในชิป จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ ได้หากจะใช้เวลาแค่ 35 นาทีในการตรวจ หาเชื้อ Salmonella ต่อจากนี้อีกไม่นาน เราคงจะได้เห็น Digital PCR เข้ามาช่วยวิเคราะห์อาหาร ซึ่งถือเป็นเทคนิคขั้นสูงที่ให้ผลลัพธ์เชิง ปริมาณโดยไม่ต้องพึ่งกราฟมาตรฐานอีก ต่อไป และมันจะกลายเป็นตัวเลือกใหม่ แทนการใช้ Real-time PCR แบบเดิม โดยมันทำ�งานด้วยการตัด DNA ออก เป็นร้อยเป็นพันสาย แล้ววิเคราะห์แต่ละ สายไปพร้อมกัน ชิปนาโนฟลูอิดิกส์ที่มีอยู่ May-Jun

25


ทำ�ให้กลไกการทำ�งานยิง่ สะดวกและไม่ซบั ซ้อนในการดำ�เนินปฏิกิริยานับพันในเวลา เดียวกัน Digital PCR จึงมีข้อได้เปรียบ สำ�หรับการใช้งานที่ต้องการความไวสูง มี ความสามารถในการทวนซ้ำ�สูง และให้ผล เชิงปริมาณที่ถูกต้อง ปัจจุบนั ผู้บริโภคเลือกกินอาหารอย่าง ระมัดระวังมากขึน้ ไม่วา่ จะด้วยเหตุผลทาง ด้านสุขภาพ หลักศาสนา หรือวัฒนธรรม

ก็ตาม ผูผ้ ลิตจึงจำ�เป็นต้องพิสจู น์ให้ผบู้ ริโภค เห็นว่าผลิตภัณฑ์อาหารนัน้ ปลอดภัยปราศจาก เชือ้ แบคทีเรียก่อโรคหรือส่วนผสมต่างๆ ที่ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนัน้ วิธกี าร วิเคราะห์อาหารจึงเป็นสิ่งจำ�เป็นสำ�หรับผู้ ผลิต อย่างไรก็ตาม วิธีการวิเคราะห์อย่าง แต่กอ่ นนัน้ กินเวลาและมีตน้ ทุนสูง ทัง้ ยังมี ความไวและความถูกต้องต่�ำ แต่โชคดีทใี่ น ขณะนี้เรามี Real-time PCR ที่สามารถ

ตรวจหาเชื้อก่อโรคและระบุสารก่อภูมิแพ้ หรือสปีชีส์ของพืชและสัตว์ได้ในทันที ไม่ ว่าจะเป็นตัวอย่างแบบไหนก็มคี วามจำ�เพาะ สูง และนัน่ เป็นโอกาสสำ�หรับผูผ้ ลิตอาหาร ทีจ่ ะสร้างความมัน่ ใจในความปลอดภัยของ อาหารและรักษาความน่าเชือ่ ถือของแบรนด์ เอาไว้ได้ 

According to a recent WHO report, an estimated 600 million people contract foodborne illnesses every year – that is nearly 1 in 10 people globally and 420,000 deaths as a result. Diarrhoeal diseases are the most common illnesses caused by the consumption of contaminated food, causing 550 million people to fall ill and 230,000 deaths every year. With these statistics, it is essential for food business to focus on food safety to prevent the contamination of products or food poisoning. There is an ever-increasing awareness of food safety and consumer concerns over contaminated food has led to the adoption of food safety standards as well as the evolution of food safety testing. Globalization in the food industry is a major driver for the food safety testing market. Molecular methods for food safety testing have seen an increase in research investment in order to overcome the challenges related to food recalls and microbial hazards.

PCR Leads The Growing Food Safety Testing Market

According to Grand View Research, the global molecular methods market for food safety testing was valued at USD 1.7 billion in 2018 and is projected to grow with a CAGR of 6.8% until 2026. Government organizations around the world are key players in pushing this market growth by improving their surveillance and detection methods to ensure a safe food supply chain. Also, giant manufacturers like Tyson Foods are working to improve their supply chain transparency and keeping their customers informed. 26

www.innolabmagazine.com

The polymerase chain reaction (PCR) test has dominated the largest revenue share of the molecular method market as it provides high sensitivity and specificity for pathogen detection and reduces the overall process turnaround time. The PCR test was invented in 1983 but only began being recognized as an effective tool for quality control (QC) laboratories since 2000. Other traditional microbiological testing methods were previously used for detecting foodborne pathogens and spoilage bacteria, including selective media for pH, inhibitors, antibiotics, incubation temperature and atmosphere; indicator media for acid production; image analysis; and microcalorimetry.

Evolution Of PCR Technology And Its Advantages

The ideal test for laboratory and food producers should provide instant accurate results with no false positives or false negatives. It should also be applicable to all types of food and need minimal operation skills. One piece of equipment should be able to offer testing for a full range of

microorganisms at low cost, including E. coli, Salmonella and Listeria. Although no single method can meet every manufacturers’ expectations, the PCR test offers a promising solution with better specificity than other methods. PCR technology has many other advantages for QC laboratories. Firstly, the pathogen test results arrive more quickly – within two days – through 20 to 24 hours of enrichment followed by 1-2 more hours for the result. Secondly, the PCR technique provides more flexibility because it can detect multiple organisms within one test. Thirdly, accuracy is a strong point of this DNA-based method, therefore offering more reliability in its results. Lastly, the automation of PCR systems has created an analytical method that QC labs can now utilize readily. With these benefits, an American manufacturer of specialized technological products for life science research – Bio-Rad – developed an automated real-time PCR testing kit that earned them a contract from the U.S. Department of Agriculture. Nowadays, automated PCR methods


are considered one of the fastest developing detection approaches to detect microbial toxins and foodborne pathogens. Now adapted to be a single silicon chip, PCR tests can read results in ‘real-time’ as they appear during the copying process, which provides valuable quantitative information. A real-time PCR test, which is an automated process, has emerged as a significant method for foodborne pathogen detection due to its rapid and sensitive species identification capabilities. Real-time PCR tests can even perform when sample concentrations are very low. PCR testing has become highly automated, making it much easier for operators to prepare the samples, handle the equipment, analyze data, and receive results. The machines themselves also have become more compact and cost-effective allowing them to be introduced into most food processing facilities and even some retail locations.

Applications To Ensure Food Safety

In addition to foodborne pathogen detection, real-time PCR testing has also been for the detection of GMO, prohibited biological ingredients, allergens, and mutations. Real-time PCR is playing an important role in minimizing health risks associated with dietary allergens. A novel real-time PCR has been developed for the detection of food allergens, including wheat, buckwheat, and peanuts, that could avoid instrument effects and risks of false-positives

and false-negatives. The modified standard additions technique has been successfully used in the detection of soybean, celery, and almonds in commercial food products and was able to distinguish almonds from related species. The increase of GMO products has led many countries to take protective measures against foods with genetic modification. GMO screening is used to separate GMO-containing foods from non-GMO-containing foods and real-time PCR has been successfully developed to meet this demand. Since the difference between the native and GM plant is based on DNA, real-time PCR is a suitable technology for identifying and quantifying GM crops. Food adulteration is one of the vital issues addressed by halal authentication and has also led to economic impact. In 2013, European beef burger products were adulterated by horse meat and pork, which proved the importance of real-time PCR for the detection and quantitative analysis of product adulteration with undesired species. It can determine if the adulteration is accidental or fraudulent, with food products like sausage and meat samples having often been analyzed to check both qualitative and quantitative results.

Trends We Will See In The Near Future There is great demand for food analysis methods to control the ever-increasing possibility of food pathogen outbreaks. A fast, portable, affordable, and simple method is

preferred. Recently conducted research developed point-of-care real-time PCR systems for food analysis. Thanks to a combination of microfluidics and real-time PCR in a single chip, it is now possible to detect Salmonella within 35 minutes. In the near future, we will see food analysis digital PCR, a cutting-edge technique that allows absolute quantification without the need of standard curves. It offers an alternative method to conventional real-time quantitative PCR. It works by dividing the DNA sample into hundreds or thousands of individual units run concurrently with each other. The use of a nanofluidic chip makes it possible to provide a convenient and straightforward mechanism for running thousands of PCR reactions in parallel. Digital PCR offers various advantages in applications that require high sensitivity, accurate quantification, and high reproducibility. Due to medical, religious, and cultural reasons, people are more careful about the food they consume. It is important to confirm that no foodborne pathogens exist or the composition of food ingredients and their respective amounts. Therefore, food testing methods are necessary for food manufacturers. Real-time PCR can detect pathogens and identify allergens, or plant and animal species found in food with high specificity – making it more cost efficient, accurate and timely than traditional detection methods. It provides an opportunity for food manufacturers to ensure food is safe for consumers and to protect their brand reputation. 

Article info  Nur Thaqifah Salihah, Mohammad Mosharraf Hossain, Hamadah Lubis, Minhaz Uddin Ahmed (2016) Trends and advances in food analysis by real-time polymerase chain reaction. J Food Sci Technol 53(5):2196-2209  https://www.grandviewresearch.com  https://www.foodsafetymagazine.com May-Jun

27


TECHNOLOGY

Author info วุฒิ เตชะเกษมบัณฑิตย์ Wutti Techakasembundit Regional Sale & Marketing Manager, OHAUS INDOCHINA LIMITED Wutti.Techakasembundit@ohaus.com

How to select the centrifuges for efficient separations เครื่องปั่นเหวี่ยง (centrifuge) จัด เป็นเครือ ่ งมือพืน ้ ฐานอีกประเภทหนึง ่ ที่จำ�เป็นสำ�หรับห้องปฏิบัติการ ซึ่ง มีไว้สำ�หรับแยกสารที่เป็นของแข็ง ออกจากของเหลว หรือของเหลว ออกจากของเหลว โดยอาศัยหลัก คุณสมบัติทางกายภาพของสาร คือค่าความถ่วงจำ�เพาะ หรือค่า ความหนาแน่นที่แตกต่างกัน โดย อาศัยความเร็วการหมุนเหวีย ่ งภาย ใต้สนามแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง ทำ�ให้สารสามารถแยกออกจากกันได้

28

www.innolabmagazine.com

จากหลักการดังกล่าว ปัจจัยพืน้ ฐานทีส่ �ำ คัญของเครือ่ งปัน่ เหวีย่ งจะมีอยู่ 2 ปัจจัย คือ ความเร็ว รอบในการปัน่ (speed) และค่าแรงเหวีย่ งหนีศนู ย์กลาง (g force) ซึง่ ทัง้ 2 ปัจจัยเป็นส่วน สำ�คัญขั้นต้นในการเลือกใช้หรือเลือกซื้อเครื่องปั่นเหวี่ยงสำ�หรับการแยกสาร นอกจากนี้ เรา ยังสามารถเลือกใช้งานเครื่องปั่นเหวี่ยงที่อุณหภูมิต่ำ�ๆ ได้ถึง -20°C สำ�หรับเครื่องที่มีระบบ ทำ�ความเย็น (refrigerate system) เพื่อควบคุมอุณหภูมิในห้องปั่นตัวอย่าง (chamber) ซึ่งเหมาะกับตัวอย่างที่อุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการใช้งานที่ความเร็วรอบ สูงๆ มีผลทำ�ให้อุณหภูมิตัวอย่างเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ องค์ประกอบที่สำ�คัญอีกปัจจัยหนึ่งคือประเภทของหัวปั่น (rotor type) สำ�หรับใส่หลอดที่บรรจุสารที่เราต้องการแยก สาร หัวปั่นที่ใช้กับเครื่องปั่นเหวี่ยงมีอยู่ 2 ชนิด คือ แบบ Fix angle rotor และแบบ Swing out rotor ซึ่งหัวปั่นทั้ง 2 ชนิดมีให้เลือกหลายขนาด ขึ้นอยู่กับปริมาตรของตัวอย่าง ที่ต้องการใช้ในการแยก ได้ตั้งแต่ปริมาตรน้อยๆ 1.5 - 2.0 ml ไปจนถึงปริมาตรสูงๆ 750 ml หรือมากกว่า (ปริมาตร สูงสุดขึ้นอยู่กับแต่ละแบรนด์ที่สามารถผลิตเครื่องมาเพื่อ รองรับ) ซึ่งชนิดและขนาดของหัวปั่นที่จะเลือกมาใช้งานจะ


ใช้ได้ที่ความเร็วรอบสูงสุดไม่เท่ากัน (ไม่ สูงกว่าความเร็วรอบทีเ่ ครือ่ งสามารถทำ�ได้) และค่าแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางก็ไม่เท่ากัน (ไม่สูงกว่าค่าที่เครื่องสามารถทำ�ได้) จึง ต้องเลือกประเภทของหัวปั่นและขนาดให้ ถูกต้องเหมาะสมกับตัวอย่าง ดังนั้น ในการเลือกเครื่องปั่นเหวี่ยง ให้เหมาะสม สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือเรา ต้องใช้ตัวอย่างที่ปริมาณเท่าไรในการแยก แต่ละครั้ง เพื่อเลือกขนาดหัวปั่น จากนั้น พิจารณาชนิดของหัวปัน่ ว่าต้องการใช้แบบ

Fixed angle rotor หรือแบบ Swing out rotor ซึ่งหัวปั่นทั้ง 2 ชนิดให้ลักษณะ มุมของหลอดตัวอย่างขณะปั่นไม่เหมือน กัน และความเร็วรอบที่ใช้ได้ของ Swing out rotor จะได้น้อยกว่า Fixed angle rotor จากนั้นเราต้องการความเร็วรอบใน การปัน่ สูงสุดเท่าไร เพือ่ เลือกรุน่ ของเครือ่ ง ปัน่ ทีใ่ ห้ความเร็วรอบได้ตามทีต่ อ้ งการ เมือ่ ได้รนุ่ แล้ว เราก็พจิ ารณาว่าขนาดและชนิด หัวปั่นที่เราเลือกไว้สามารถใช้ได้กับเครื่อง ปัน่ รุน่ ทีเ่ ราเลือกหรือไม่ โดยให้ดทู คี่ วามเร็ว

หัวปั่นชนิด Fixed Angle Rotor

รอบสูงสุดของเครือ่ งทีใ่ ช้ได้เมือ่ ใช้กบั หัวปัน่ ที่เราเลือกไว้ เช่น ปริมาตรที่ใช้ขนาด 50 ml ต้องการปัน่ ทีค่ วามเร็วรอบ 9,000 rpm เราเลือกหัวปั่นชนิด Fixed angle rotor ขนาด 50 ml ใช้ความเร็วรอบได้ที่ 9,000 rpm หรือมากกว่า เป็นต้น ซึ่งเมื่อเลือก ได้ทั้งรุ่นของเครื่องปั่นเหวี่ยงและชนิดและ ขนาดของหัวปั่นตามหลักข้างต้นแล้ว เรา ก็มนั่ ใจได้เลยว่าเราสามารถทำ�งานได้อย่าง มีประสิทธิภาพและได้ผลตามทีเ่ ราต้องการ อย่างแน่นอน 

หัวปั่นชนิด Swing Out Rotor

Centrifuge is the basic essential tool in the laboratory. It separates solids from liquids or liquids from liquids by using specific gravity or different densities which are the physical properties of the substances. The seperation is encouraged by centrifugal force which lets the substances move outward in the radial direction.

The main basic factors of the centrifuge are speed and g force. These 2 factors are the basic qualifications to be considered before purchasing or using the centrifuge. Besides, we can choose the refrigerated centrifuge at -20°C to control the chamber’s temperature. This is suitable for the temperature sensitive samples because the temperature of the sample rises during the spinning, so the temperature control is important. Another main factor is the rotor type which holds the tubes. There are fix angle rotor and swing out rotor which are varied in sizes. The size depends on sample volume starting from 1.5 - 2.0 ml to 750 ml or higher (the maximum volume

depends on the capacity of each brand). The maximum speeds are varied depending on the chosen types and sizes (the maximum speed will not exceed the centrifuge’s capacity), and the centrifugal force is varied too (it will not exceed the centrifuge’s capacity), so we must choose the centrifuge’s type and size that are suitable to the sample. Therefore, in order to choose the suitable centrifuge, firstly we need to know the volume of the sample in each separation in order to choose the size of rotor. Secondly we consider the type we use whether fixed angle rotor or swing out rotor because these two rotors hold the tubes in different angles,

and the speed of swing out rotor is lower than fixed angle rotor. Thirdly we consider the maximum speed we need in order to choose the model that gives the desired rpm. After we choose the model, then we consider whether the chosen size and type of rotor is fit to the model by considering the rpm of the chosen rotor, for example 50 ml volume needs 9,000 rpm, so we choose 50 ml fixed angle rotor which can operate at 9,000 rpm or higher. If we have got desired model as well as rotor’s type and size, then we can be sure that we can work efficiently and get the desirable results. 

May-Jun

29


INDUSTRY MOVEMENT

เนฮา ศรีวัสตาวะ Neha Srivastava Patent Analyst, Food and Drink, Beauty and Personal Care, Mintel nsrivastava@mintel.com

Future-focus on boosting immune health in food and drink MINTEL PATENT WATCH REPORT SERIES

ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก การแพร่ระบาดและโรคระบาดที่ เพิม ่ ขึน ้ ทัว ่ โลก วิวฒ ั นาการของเทรนด์ดา้ นสุขภาพและความเป็นอยูท ่ ด ี่ ี ทำ�ให้ ภูมิคุ้มกันกลายเป็นเรื่องหลักที่ต้องให้ความสำ�คัญ ส่งผลให้ผู้บริโภคสนใจ อาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

ปัจจุบนั แบรนด์ใหญ่เป็นผูค้ รอบครองพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ทชี่ ว่ ยเสริมภูมคิ มุ้ กัน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับพืชที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ภูมิคุ้มกันได้สร้างโอกาสให้แก่แบรนด์ใหญ่ๆ รวมไปถึงสตาร์ทอัพ ในการออกผลิตภัณฑ์ที่ ประกอบด้วยส่วนผสมเหล่านี้ จำ�นวนของสิทธิบัตรสำ�หรับอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยปรับปรุงภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยสิทธิบัตรใหม่ๆ ส่วนใหญ่เน้นไปที่พืช การยื่นขอสิทธิบัตรใหม่ๆ ยังเน้นที่ โภชนาการหรืออาหารเสริมชนิดพิเศษเพื่อปรับปรุงการทำ�งานของภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุและ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ในรายงานนี้ คุณจะได้เห็นภาพรวมสิทธิบัตรของเราเกี่ยวกับการวิจัย วิเคราะห์ และข้อ แนะนำ�จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหัวข้อที่กล่าวมา รวมถึงหัวข้ออื่นๆ ผู้บริโภคต้องการสิ่งใดและเพราะเหตุใด

ภูมิคุ้มกันกลายเป็นเรื่องสำ�คัญเนื่องจากเกิดโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั่วโลก และผู้บริโภค กระตือรือร้นในการมองหาอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานตามธรรมชาติ ผูบ้ ริโภคกำ�ลังใช้วธิ กี ารเชิงรุกในการปรับปรุงการทำ�งานของระบบภูมคิ มุ้ กัน จากรายงาน ของมินเทลซึง่ สำ�รวจผูใ้ ช้งานอินเทอร์เน็ตอายุ มากกว่า 18 ปีในสหรัฐอเมริกา 2,000 คน เมื่อพฤศจิกายน 2562 ในแคนาดา 2,000 คน เมือ่ กรกฎาคม 2562 และในไทย 1,500 คน เมื่อกรกฎาคม 2562 พบว่า 35% ของผู้บริโภคชาวอเมริกันกล่าว ว่าผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกัน จะจูงใจพวกเขาเวลาเลือกซื้ออาหารหรือ เครื่องดื่มที่ใช้แทนมื้ออาหาร 38% ของผู้บริโภคชาวแคนาดาสนใจ วิตามิน แร่ธาตุ หรืออาหารเสริมที่ช่วย ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน 30

www.innolabmagazine.com


47% ของผู้บริโภคชาวไทยมองหาสิ่ง ทีใ่ ห้ประโยชน์ในการปรับปรุงภูมคิ มุ้ กันเมือ่ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม สำ�หรับภูมภิ าคยุโรป ผูบ้ ริโภคส่วนใหญ่ รับประทานวิตามิน เกลือแร่ หรืออาหาร เสริม เพือ่ ปรับปรุงการทำ�งานของภูมคิ มุ้ กัน แสดงดังภาพที่ 1 เทรนด์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์

ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารและเครือ่ ง ดืม่ เสริมภูมคิ มุ้ กันทีเ่ พิม่ ขึน้ สร้างโอกาสแก่ ผู้ผลิตในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ยุโรปมีผลิตภัณฑ์เสริมภูมิคุ้มกันออก ใหม่มากที่สุดในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ผลิ ต ภั ณ ฑ์ อ อกใหม่ ที่ ก ล่ า วอ้ า งถึ ง ประโยชน์ในการเสริมภูมิคุ้มกันมีเพิ่มมาก ขึ้น แต่ยังคงเป็นสัดส่วนขนาดเล็กในกลุ่ม อาหารและเครือ่ งดืม่ ยกตัวอย่างเช่น จาก ฐานข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ทวั่ โลก (GNPD) ของมินเทล ระหว่างเดือนเมษายน 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2563 สัดส่วนของ อาหารออกใหม่ทวั่ โลกทีก่ ล่าวอ้างถึงสุขภาพ ภูมคิ มุ้ กันเติบโตจาก 0.5% เป็น 0.7% โดย ยุโรปครองสัดส่วน 41% ของผลิตภัณฑ์ ออกใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว การกล่าวอ้างถึงคุณสมบัตเิ สริมภูมคิ มุ้ กัน พบมากในอาหารสำ�หรับทารก ผลิตภัณฑ์ จากนม และน้ำ�ผลไม้ ในช่วง 12 เดือน ระหว่างเดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 นัน้ 9% ของ อาหารสำ�หรับทารกออกใหม่ทวั่ โลกเน้นการ กล่าวอ้างถึงประโยชน์ตอ่ สุขภาพภูมคิ มุ้ กัน แสดงดังภาพที่ 2

ผลิตภัณฑ์เด่น

อาหารเช้าธัญพืชเสริมภูมิคุ้มกัน (อังกฤษ) Special K มัลติเกรน เสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมเชอร์รี ดาร์กช็อกโกแลต และอัลมอนด์ อุดมด้วยวิตามินดี บี6 บี12 และกรดโฟลิก รวมถึงแร่ธาตุ (สังกะสี, เหล็ก) ที่ส่งเสริมการทำ�งานตาม ปกติของระบบภูมิคุ้มกัน  อาหารเช้าน้ำ�ผลไม้เสริมภูมิคุ้มกัน (อังกฤษ) Waitrose & Partners น้ำ�ส้ม ผสมเนือ้ ส้มสำ�หรับอาหารเช้า มีสว่ น ผสมของโพรไบโอติกส์ ใยอาหาร และวิตามินซีที่ช่วยส่งเสริมระบบ ภูมิคุ้มกัน 

แผนที่สิทธิบัตร

การยื่นจดสิทธิบัตรสำ�หรับผลิตภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่มที่ส่งเสริมสุขภาพ ภูมิคุ้มกันเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้น พืชเป็นส่วนผสมออกฤทธิ์ การยื่นจดสิทธิ บัตรระยะหลังก็เน้นโภชนาการหรืออาหาร เสริมชนิดพิเศษทีเ่ สริมสร้างการทำ�งานของ ภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ ผลงานสิทธิบัตรอาหารและเครื่องดื่ม เสริมภูมคิ มุ้ กันในทศวรรษทีผ่ า่ นมา ประเทศ ทีไ่ ด้รบั สิทธิบตั รมากทีส่ ดุ ได้แก่ จีน (22%) เกาหลี (15%) สหรัฐอเมริกา (6%) ญี่ปุ่น (5%) และฝรั่งเศส (4%) นอกเหนือจาก สถาบันวิจยั เกาหลีแล้ว บริษทั ข้ามชาติอย่าง

เนสท์เล่ ดานอน เมจิ และยาคูลท์ ก็ได้ รับสิทธิบตั รจำ�นวนมากเช่นกัน พืชคือส่วน ผสมทีถ่ กู อ้างอิงมากทีส่ ดุ ในสิทธิบตั รอาหาร และเครื่องดื่มที่ส่งเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกัน จุลน ิ ทรียใ์ นลำ�ไส้มอี ทิ ธิพลต่อการทำ�งาน

ของภูมิคุ้มกัน ความสัมพันธ์ระหว่างระบบภูมิคุ้มกัน และลำ�ไส้ได้ก่อให้เกิดยุคใหม่ของการวิจัย จุลนิ ทรียใ์ นลำ�ไส้มบี ทบาทสำ�คัญในการสอน และปรับระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล ด้วยการกระตุ้นการเจริญเติบโตและการ ทำ�งานของเซลล์ภมู คิ มุ้ กันผ่านเมแทบอไลต์ ของมัน การเปลีย่ นแปลงใดๆ ของจุลนิ ทรีย์ ในลำ�ไส้ส่งผลโดยตรงต่อการทำ�งานของ ระบบภูมคิ มุ้ กัน และการเปลีย่ นแปลงใดๆ ของการทำ�งานของระบบภูมคิ มุ้ กันก็สง่ ผล โดยตรงต่อจุลินทรีย์ในลำ�ไส้เช่นกัน สิทธิบตั รในปัจจุบนั อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างจุลนิ ทรียใ์ นลำ�ไส้และระบบภูมคิ มุ้ กัน - สิทธิบตั รทีไ่ ด้รบั การจดทะเบียนแล้วโดย มหาวิทยาลัยคยองฮีครอบคลุมถึงแบคทีเรีย กรดแลกติกใหม่ (แล็กโทบาซิลลัส เฟอร์เมน ตัม IM12-เลขทะเบียน: KCCM 11806P) ซึ่งได้จากทางเดินอาหารของมนุษย์ โดยมี ฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน - บริษัท 4D Pharma Research มี สิทธิบตั รรอรับจดทะเบียนสำ�หรับแบคทีเรีย สายพันธุ์โรสบูเรีย โฮมินิส ซึ่งสามารถใช้ เป็นโพรไบโอติกส์เพื่อปรับปรุงจุลินทรีย์ใน ลำ�ไส้ ดังนั้นจึงควบคุมระบบภูมิคุ้มกันแต่ กำ�เนิดและทีเ่ กิดขึน้ ภายหลังในแต่ละบุคคล

ภาพที่ 2: เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ออกใหม่ทั่วโลกที่กล่าวอ้างคุณประโยชน์ต่อภูมิคุ้มกัน แยกตามประเภท (เมษายน 2558 - มีนาคม 2563) Figure 2: Percent of global launches claiming immunity as a functional benefit, by category (April 2015-March 2020)

May-Jun

31


สิทธิบตั รอืน่ ๆ ทีอ่ า้ งว่าปรับปรุงจุลนิ ทรีย์ ในลำ�ไส้โดยใช้โพรไบโอติกส์และโพสต์ไบ โอติกส์ - บริษัท Morinaga Milk Industry มีสิทธิบัตรรอรับจดทะเบียนสำ�หรับส่วน ประกอบในอาหารและเครือ่ งดืม่ ทีป่ ระกอบ ด้วยบิฟิโดแบคทีเรียม เบรเว่ เอ็ม-16วี (LMG23729) ร่วมกับแลกทูโลส แรฟฟิ โนส และกาแลคโตโอลิโกแซคคาไรด์ เพื่อ ส่งเสริมการพัฒนาภูมคิ มุ้ กันในแต่ละบุคคล ด้วยการเพิ่มจำ�นวนทีเซลล์ - บริษทั ยาคูลท์จ�ำ หน่ายผลิตภัณฑ์จาก นมทีช่ ว่ ยปรับปรุงสุขภาพของลำ�ไส้อยู่แล้ว มีสทิ ธิบตั รทีไ่ ด้รบั การจดทะเบียนสำ�หรับแล็ก โทบาซิลลัส บาซิลลัส โมเมนตัม HY7301 (เลขทะเบียน: KCTC 12476BP) ซึ่งผลิต โพลีแซคคาไรด์ทมี่ กี จิ กรรมกระตุน้ ภูมคิ มุ้ กัน สายพันธุท์ กี่ ล่าวอ้างถูกใช้เป็นส่วนผสมออก ฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว คำ�กล่าวอ้างด้านการเสริมภูมคิ มุ้ กันเติบโต ในผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตเพิ่มโพรไบ โอติกส์เข้าไปในอาหาร เครื่องดื่ม และ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อ ปรับปรุงสุขภาพของลำ�ไส้ ซึง่ ส่งผลต่อการ ทำ�งานของภูมิคุ้มกัน แสดงดังภาพที่ 4 ผลิตภัณฑ์เด่น

 เครือ่ งดืม่ โพรไบโอติกส์เสริมภูมคิ มุ้ กัน

(สหรัฐอเมริกา) Suja เครื่องดื่มออร์แกนิก ปกป้องภูมิคุ้มกัน ประกอบด้วย โพรไบโอติกส์ที่มีชีวิตและขมิ้นที่ ช่วยส่งเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกัน  การผสมผสานของโพรไบโอติกส์ วิตามิน และเกลือแร่ (รัสเซีย) Actimel โยเกิร์ตพร้อม ดื่มรสเบอร์รีรวม อุดมด้วย โพรไบโอติกส์ แลคโตบาซิลลัส เคไซ และวิตามินซี บี6 บี9 บี12 ดี3 แคลเซียม และสังกะสี กล่าว อ้างว่าช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบ ภูมิคุ้มกัน ใช้ประโยชน์จากส่วนผสมธรรมชาติเพือ่ ปรับปรุงภูมิคุ้มกัน แม้ว่าผู้บริโภคจะตระหนักถึงความ สำ�คัญของพรีไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ และ 

32

www.innolabmagazine.com

ภาพที่ 3: องค์กร 10 แห่งทั่วโลกที่ปัจจุบันมีครอบครัวสิทธิบัตรที่ใช้งานได้ สำ�หรับอาหารและ เครื่องดื่มเสริมภูมิคุ้มกัน, มีนาคม 2563 Figure 3: Top 10 organisations globally with currently active patent families for immunity-enhancing food and drink, March 2020

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรเพื่อ เสริมสุขภาพ แต่น้อยคนที่จะตระหนักถึง บทบาทของมันในการส่งเสริมการทำ�งาน ของภูมิคุ้มกัน จากแบบสำ�รวจพบว่า 21% ของผูบ้ ริโภคชาวอเมริกนั พิจารณา ว่าปริมาณใยอาหารเป็นส่วนสำ�คัญในฉลาก โภชนาการของผลิตภัณฑ์ 40% ของผู้บริโภคชาวไทยที่ตระหนัก เรือ่ งโพรไบโอติกส์เคยใช้ผลิตภัณฑ์ทปี่ ระกอบ ด้วยโพรไบโอติกส์ วิตามิน เกลือแร่ พฤกษชาติ โพรไบโอ ติกส์ และพรีไบโอติกส์ คือส่วนผสมหลักที่ ใช้ในตลาดภูมิคุ้มกัน ในช่วง 12 เดือน ระหว่างเดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 นั้น 59% ของอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแล สุขภาพออกใหม่ทวั่ โลกกล่าวอ้างถึงสุขภาพ ภูมคิ มุ้ กันโดยเน้นวิตามินต่างๆ รายละเอียด ดังภาพที่ 5 กลับสู่พื้นฐาน: พึ่งพาพฤกษชาติและ ธัญพืชเพื่อเสริมการทำ�งานของภูมิคุ้มกัน - ขิงและอบเชย มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลมีสิทธิบัตร ที่กล่าวอ้างถึงการใช้สารสกัดจากขิงและ

อบเชยในส่วนประกอบของอาหาร เพื่อ ปรับปรุงสุขภาพของลำ�ไส้และเสริมภูมคิ มุ้ กัน - รำ�ข้าวสีนิล สมาคมอุตสาหกรรมชีวภาพชุนนัมมี สิทธิบัตรสำ�หรับการใช้สารสกัดผงจากรำ� ข้าวสีนลิ ในการผลิตอาหารฟังก์ชนั นอลเพือ่ สุขภาพเพือ่ ปรับปรุงการทำ�งานของภูมคิ มุ้ กัน ผลิตภัณฑ์เด่น

ใช้ออร์แกนิกเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน (เยอรมนี) Teatox Natural Defense ชาเขียวออร์แกนิกผสมขิงและชะเอม ประกอบด้วยส่วนผสมของชาเขียว เครื่องเทศ สมุนไพร และผลไม้ พร้อมแครนเบอร์รีและตะไคร้ 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ลัตเวีย) BF-Esse Immuneco ผลิ ต ภั ณ ฑ์ เ สริ ม อาหาร สำ�หรับภูมคิ มุ้ กัน ประกอบ ด้วยสารสกัดจากพืชและผลไม้อย่างสารสกัด จากเอ็กไคนาเซีย ไพน์ ว่านหางจระเข้ และ ส้มโอ พร้อมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เพื่อ ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน 


สารสกัดจากสมุนไพรหมักอาจเป็น สิ่งสำ�คัญต่อไปในเรื่องของส่วนผสมเสริม ภูมิคุ้มกัน - ขิงหมักและโสมแดง บริษทั Pulmuone มีสทิ ธิบตั รครอบคลุม การใช้สารสกัดขิงหมักบาซิลลัสและโสม แดงเพือ่ ผลิตอาหารฟังก์ชันนอล ส่วนผสม กล่าวอ้างว่าให้ผลการทำ�งานประสานกัน อย่างยอดเยี่ยมในเรื่องการเสริมภูมิคุ้มกัน - สารสกัดกระเทียมต้นหมัก บริษัท My Well Fine มีสิทธิบัตร กล่าวอ้างถึงสารสกัดกระเทียมต้นหมักเพือ่ ช่วยเสริมภูมคิ มุ้ กัน และสามารถใช้เป็นสาร ออกฤทธิใ์ นอาหารและเครือ่ งดืม่ ฟังก์ชนั นอล - พรีไบโอติกส์มศี กั ยภาพในการทำ�งาน ของภูมิคุ้มกัน พรีไบโอติกส์ ยกตัวอย่างเช่น อินูลิน ใยอาหาร และโพลีแซคคาไรด์ มีความ สามารถในการเพิ่มการหลั่งสารไซโตไคน์ และกิจกรรมของเซลล์เพชฌฆาต จึงเพิ่ม การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน - สมาคมความร่วมมือทางวิชาการ ด้านอุตสาหกรรมแห่งมหาวิทยาลัยคยองกี และบริษัท K-Medicoop มีสิทธิบัตรรอ รับจดทะเบียนสำ�หรับการใช้กลูแคนที่มี โครงสร้างพิเศษเป็นส่วนผสมเสริมภูมคิ มุ้ กัน ในอาหารและยา - บริษัท BK Bio และมหาวิทยาลัย แห่งชาติชุงนัมมีสิทธิบัตรที่ครอบคลุมการ ใช้โพลีแซคคาไรด์ของบรอกโคลี โพลีแซค คาไรด์ของกะหล่�ำ ปลีมว่ ง และโพลีแซคคา

ภาพที่ 4: เปอร์เซ็นต์ของอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วย โพรไบโอติกส์ที่กล่าวอ้างว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน กับที่กล่าวอ้างว่าเสริมสุขภาพของระบบย่อย อาหาร (เมษายน 2558-มีนาคม 2563) Figure 4: Percent of global food, drink, and healthcare launches containing probiotics that have an immunity-improving functional claim vs those with a digestive health functional claim (April 2015-March 2020)6

ไรด์ของเคลเป็นส่วนผสมเสริมภูมคิ มุ้ กันใน อาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชันนอล ผลิตภัณฑ์เด่น

บิสกิตและแครกเกอร์พรีไบโอติกส์ (ฟิลิปปินส์) Jeanne & Jamie’s Recipes บิ ส กิ ต และแครกเกอร์ แ ผ่ น บางช่วยในระบบย่อย อาหาร อุดมด้วยใยอาหารอินลู นิ พรีไบโอติกส์ ซึง่ สามารถช่วยให้รา่ งกายดูดซึมสารอาหาร มากขึ้นและช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน  ธัญพืชแบบแท่งเสริมภูมิคุ้มกัน (สหรัฐอเมริกา) Honey Cinnamon Supergrain+ 

Immunity Bar ประกอบด้วยขมิ้น และน้ำ�ผึ้งมานูก้า รวมถึงใยอาหาร พรีไบโอติกส์เพือ่ ส่งเสริมสุขภาพของ ลำ�ไส้และภูมิคุ้มกัน สาหร่ายช่วยปรับปรุงการทำ�งานของ ระบบภูมิคุ้มกัน โพลีแซคคาไรด์ที่อยู่ในผนังเซลล์ของ สาหร่ายมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และอุดม ด้วยวิตามินและแร่ธาตุทมี่ ปี ระสิทธิภาพเสริม ในการปรับปรุงสุขภาพภูมิคุ้มกัน สิทธิบัตรรอรับจดทะเบียนที่ยื่นโดย บริษัท เคมิน อินดัสตรีส์ อธิบายถึงการใช้ ส่วนประกอบทีไ่ ด้จากสาหร่ายยูกลีนากราซิ ลิสเพือ่ เสริมสุขภาพภูมคิ มุ้ กันของสัตว์และ มนุษย์ ส่วนผสมออกฤทธิค์ อื ผลิตภัณฑ์ยกู ลี

ภาพที่ 5: เปอร์เซ็นต์ของอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเสริมภูมิคุ้มกันออกใหม่ทั่วโลก ที่ประกอบด้วยวิตามิน เกลือแร่ สารสมุนไพร/พฤกษชาติ โพรไบโอติกส์ และพรีไบโอติกส์ (เมษายน 2558-มีนาคม 2563) Figure 5: Percent of global immunity-enhancing food, drink, and healthcare product launches that contain vitamins, minerals, herbal substances/botanicals, probiotics, and prebiotics (April 2015-March 2020)

May-Jun

33


นาหมักซึ่งสามารถกระตุ้นการทำ�งานของ ระบบภูมคิ มุ้ กันในกรณีทไี่ ม่มเี บตา-กลูแคน เสริมภูมิคุ้มกันในผู้สูงวัย เช่นเดียวกับส่วนอืน่ ของร่างกาย ระบบ ภูมิคุ้มกันได้รับผลกระทบและดูเหมือนว่า จะอ่อนแอลงตามอายุ ทำ�ให้ไวต่อการติด เชื้อมากขึ้น นอกจากอายุแล้ว โรคที่เกิด จากความผิดปกติของการเผาผลาญอย่าง โรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือด ก็เกิดจากความอ่อนแอของระบบภูมคิ มุ้ กัน การขาดสารอาหารยังทำ�ให้มีการติด เชื้อมากขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ท่ีมีความผิด ปกติของระบบเผาผลาญ ดังนั้น การมอบ โภชนาการพิเศษแก่คนกลุ่มนี้จึงอาจเป็น กุญแจสำ�คัญในการปรับปรุงกลไกการ ป้องกันตนเองของร่างกาย ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟกิ ครองส่วนแบ่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สำ�หรับผู้สูงวัย จากการวิจยั ของมินเทล เอเชียแปซิฟกิ มีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดผูส้ งู วัย มากที่สุด อย่างไรก็ตาม มากกว่าครึ่งของ ผู้สูงวัยในโปแลนด์ (50%) เยอรมนี (58%) และอิตาลี (54%) มีความสนใจในอาหาร และเครื่องดื่มเสริมภูมิคุ้มกัน รายละเอียด ดังภาพที่ 6 

ผลิตภัณฑ์เด่น

 ผลิตภัณฑ์พรีไบโอติกส์-โพรไบโอ ติกส์ สำ�หรับผู้สูงวัย (สหรัฐอเมริกา) Nature’s Way Fortify Extra Strength

Age 50 + Probiotic + Prebiotics ประกอบด้วยส่วน ผสมของบิฟิโดแบคทีเรียและ แลคโตบาซิลลีร่วมกับพรีไบโอ ติกส์เพือ่ สนับสนุนการเติบโตของ แบคทีเรียทีด่ ี เพือ่ ช่วยปรับปรุงสุขภาพของ ระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกันในผู้สูงวัย  เครือ่ งดืม ่ เสริมภูมคิ มุ้ กัน (เวียดนาม) Nutifood EnPlus Diamond Readyto-Drink Nutritional Drink ออกแบบมาสำ�หรับผู้สูงวัยและ ผู้ที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ อุดมด้วยฟรุคโตโอลิโกแซคคา ไรด์/อินลู นิ วิตามินบี กรดโฟลิก สังกะสี แมกนีเซียม และเซเลเนียม เพื่อ เสริมระบบภูมิคุ้มกัน กลยุทธ์สารอาหารนวัตกรรมเพื่อเสริม ภูมิคุ้มกันในผู้สูงวัย การเผยแพร่สนธิสญ ั ญาความร่วมมือด้าน สิทธิบตั รโดยสภาวิจยั ทางวิทยาศาสตร์และ อุตสาหกรรม (อินเดีย) ครอบคลุมซินไบโอ ติกส์ของโพรไบโอติกส์ (แลคโตบาซิลลัส เฟอร์เมนตัม MCC 3160) และคาเทชิน (อิพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต) ในสัดส่วน เฉพาะ ซึ่งมีผลร่วมกันในการปรับปรุงการ ตอบสนองของภูมคิ มุ้ กันและความสามารถ ในการต้านอนุมูลอิสระสำ�หรับผู้สูงวัย สิทธิบัตรรอรับจดทะเบียน (โดยนัก ประดิษฐ์ฮวังแดยอน) ครอบคลุมวิธีการ ผลิตอาหารเหลวโภชนาการสำ�หรับผู้ป่วย

ในโรงพยาบาลและผู้สูงวัยโดยใช้ดักแด้ คั่วและแป้งข้าวเจ้า อาหารที่กล่าวอ้างดัง กล่าวมีคุณสมบัติด้านโภชนาการและการ ย่อยอาหารที่ดีเยี่ยม จึงเป็นตัวช่วยที่ดี สำ�หรับผู้สูงวัยในการฟื้นฟูโภชนาการและ ปรับปรุงภูมิคุ้มกัน สิ่งที่มินเทลคิด

นวัตกรรมสิทธิบตั รต่างมุง่ ไปทีก่ ารออก ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพภูมคิ มุ้ กันสำ�หรับผูส้ งู วัยและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การระบาดและโรคระบาดที่เพิ่มขึ้น ทั่วโลก และการที่ผู้บริโภคเข้าใจมากขึ้น เกี่ยวกับความสำ�คัญของภูมิคุ้มกันในการ เอาชนะโรคเหล่านี้ กระตุน้ ให้ผบู้ ริโภคมอง หาอาหารและเครือ่ งดืม่ ทีช่ ว่ ยปรับปรุงการ ทำ�งานของภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ สูงวัยและผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ความเชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์ใน ลำ�ไส้และระบบภูมิคุ้มกันได้นำ�มิติใหม่มา สู่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เป็น ผลให้การออกผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ที่ เสริมสุขภาพภูมคิ มุ้ กันเพิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง การเพิม่ ขึน้ ของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อปรับปรุงสุขภาพภูมิคุ้มกันโดยใช้พืช พรรณธรรมชาติ เอือ้ ให้แบรนด์ตา่ งๆ ออก ผลิตภัณฑ์อาหารและเครือ่ งดืม่ เสริมภูมคิ มุ้ กัน ทีป่ ระกอบด้วยส่วนผสมเหล่านี้ และยังเปิด โอกาสให้แก่สตาร์ทอัพอีกด้วย 

ภาพที่ 6: อาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพออกใหม่ทั่วโลกที่กล่าวอ้างเรื่องผู้สูงวัย (อายุ 55+) แบ่งตามภูมิภาค (เมษายน 2558-มีนาคม 2563) Figure 6: Global food, drink and healthcare launches with a seniors (aged 55+) claim, by region, Apr 2015-Mar 2020

34

www.innolabmagazine.com


As a result of the COVID-19 global pandemic, the increase in incidences of pandemic and epidemic diseases worldwide, and evolving health and wellness trends, immunity is becoming a key area of focus, resulting in consumer interest in immunityenhancing food and drinks. Today, big brands dominate immunity-enhancing probiotics and prebiotics. However, recent scientific developments in the field of botanicals to improve immune health have created an opportunity for major brands as well as start-ups to launch products containing these ingredients. The number of patents for immunityimproving food and drinks continues to increase, with the majority of recent patents focusing on botanicals. Recent patent filings also focus on specialised nutrition or supplements to improve immune function among the elderly and individuals suffering from chronic diseases. In the pages that follow, you’ll find a topline view of our patent research, analysis, and expert recommendations on these topics and more.

What consumers want and why Immunity is becoming a key area due to the increased incidence of infectious diseases worldwide, and consumers are actively looking for food and drinks that naturally improve immune function.

Consumers are taking a proactive approach to improving immune system functionality 35% of US consumers say products that support immune

health would motivate them while purchasing a nutrition or meal replacement drink. 38% of Canadian consumers are interested in vitamins, minerals, or supplements that help improve th immune system. 47% of Thai consumers find immunity-improving functional benefits appealing when choosing food and drink products. In Europe, a majority of individuals take vitamins, minerals or supplements to improve immune function, please see figure 1.

Product innovation trends

An increase in demand for immunityenhancing food and drink products creates an opportunity for manufacturers to develop innovative products. Europe has seen the most immunityenhancing product launches over the last five years. Product launches claiming immunityenhancing benefits have grown, but continue to be a small portion in the food and drink category. For example, according to Mintel Global New Products Database (GNPD), between April 2015 and March 2020, the proportion of all global food launches with a functional immune health claim grew from 0.5%

to 0.7%. Europe accounts for 41% of the launch activity in that timeframe. Immunity improving functional claims are most prominent in baby foods, dairy, and juice drinks, please see figure 2. In the 12 months April 2019 to March 2020, 9% of global baby food launches featured a functional immune health claim.

Product spotlight

Immune-support breakfast cereal (UK): Special K Immune Support Multigrain Flakes with Cherry, Dark Chocolate and Almonds is enriched with vitamins D, B6, B12, and folic acids and minerals (zinc, iron) that support normal function of the immune system. Immune-enhancing breakfast juice (UK): Waitrose & Partners Citrus with Bits Breakfast Juice is a blend of probiotics, fibre, and vitamin C to support the immune system.

The patent landscape

Patent filings for food and drink products that support immune health continue to grow, with the major focus on botanicals as an active ingredient. Recent patent filings also focus on specialised nutrition or supplements to enhance immune function among the elderly. May-Jun

35


Immunity-enhancing food and drink patent portfolio in the last decade The leading countries for granted patents are China (22%), Korea (15%), US (6%), Japan (5%) and France (4%). Other than Korean research institutes, multinationals like Nestlé, Groupe Danone, Meiji Holdings, and Yakult have a considerable number of granted patents. Botanicals are the most frequent ingredients cited in food and drink patents to support immune health  The gut microbiome can influence immune function The association between the immune system and gut has sparked a new era of research. The gut microbiota plays an important role in educating and modulating the immune system of an individual by stimulating the maturation and functionality of immune cells through their metabolites. Any change in gut flora directly influences the immune function and vice-versa.

Recent patents elaborate on the association of gut microbiome and immune system: - A granted patent by Kyung Hee University covers a novel lactic acid bacteria (Lactobacillus fermentum IM12-accession number: KCCM 11806P) derived from the human digestive tract having immunoregulatory activities. - 4D Pharma Research Ltd has a pending patent for a bacteria species Roseburia hominis which can be used as a probiotic to improve gut microflora, thereby regulating the innate and adaptive immune system of an individual. Other patents claim to improve the gut microbiome using probiotics and postbiotics: - Morinaga Milk Industry has a pending patent for a food and beverage composition comprising Bifidobacterium breve M-16V

36

www.innolabmagazine.com

(LMG23729) in addition to lactulose, raffinose, and galactooligosaccharide to promote immune development in individuals by increasing the number of T cells. - Yakult Co., which is already active in dairy products claiming to improve gut health, has a granted patent, for Lactobacillus Bacillus momentum HY7301 (accession number: KCTC 12476BP), which produces polysaccharides having immune-stimulating activity. The claimed strain is used as an active ingredient in a fermented milk product.

Vitamins, minerals, botanicals, probiotics, and prebiotics are the key ingredients used in the immunity market In the 12 months April 2019 to March 2020, 59% of global food, drink, and healthcare product launches with a functional immune health claim featured vitamins. As shown in figure 5.

Immunity-enhancing functional claims have grown in product launches containing probiotics In the last five years, manufacturers have increased the incorporation of probiotics into food, drink, and healthcare product launches to improve gut health, thereby influencing immune function. Please see figure 4.

Back to basics: rely on botanicals and grains to bolster immune function - Ginger and cinnamon Seoul National University has a granted patent, claiming the use of ginger and cinnamon extract in food compositions to improve intestinal health and to enhance immunity. - Black rice bran Jeonnam Bioindustry Found has a granted patent for the use of black rice bran extract powder in the manufacture of health functional food to improve the immune function.

Product spotlight

Product spotlight

Probiotic immunity shot (US): Suja Organic Immunity Defense Shot contains live probiotics and turmeric to support immune health. Blend of probiotics, vitamins and minerals (Russia): Actimel Berry Mix Flavour Yogurt Drink is enriched with L. Casei probiotics and vitamins C, B6, B9, B12, D3, calcium, and zinc, claimed to strengthen the immune system.  Tap into natural ingredients to improve immunity Though consumers are aware of the importance of prebiotics, probiotics, and herbal supplements to support health, few are aware of their role in boosting immune function 21% of US consumers consider dietary fiber content as an important feature on nutrition labels of products. 40% of Thai consumers who are aware of probiotics have used products containing probiotics.

Go organic to enhance immunity (Germany): Teatox Natural Defense Organic Green Tea Mix with Ginger & Licorice contains a mixture of green tea, spices, herbs, and fruits with cranberries and lemongrass. Dietary supplement (Latvia: BF-Esse Immuneco Immune System Dietary Supplement is formulated with plant and fruit extracts such as echinacea, pine needle, Aloe vera, and grapefruit extracts along with vitamins and minerals to support the immune system

Fermented herbal extracts could be the next big thing in the field of immunityenhancing ingredients - Ginger ferment and red ginseng A granted patent by Pulmuone Co. covers the use of Bacillusfermented ginger extract and red ginseng for preparing functional food. The claimed combination has an excellent synergistic effect in enhancing immunity.


- Fermented leek plant extract My Well Fine Co’s granted patent claims fermented leek plant extract to enhance immunity and can be used as an active ingredient in functional food and beverages. - Prebiotics have the potential to improve immune function

Prebiotics, for example inulin, dietary fibers, and polysaccharides, have the ability to increase cytokine secretion and the activity of natural killer cells, thereby boosting immune response. - Kyonggi University IndustryAcademic Cooperation Foundation and K-Medicoop Co have a pending patent for the use of glucan with a specific structure as an immunity enhancing ingredient in foo and pharmaceuticals. - BK Bio Co. and Chungnam National University have granted patents that cover the use of broccoli polysaccharides, red cabbage polysaccharides, and kale polysaccharides as immune-boostin ingredients in functional food and drinks.

Product spotlight

Prebiotic biscuits and crackers (Philippines): Jeanne & Jamie’s Recipes Digestives Biscuits and Cracker Thins are enriche with prebiotic inulin fibre, which can help the body absorb more nutrients and help to boost the immune system. Immunity bar (US): Honey Cinnamon Supergrain+ Immunity Bar contains turmeric and Manuka honey, and prebiotic fiber to support gut health and immunity.

Algae to improve immune system functionality Polysaccharides present in the cell wall of algae have immunostimulatory activities and the richness of vitamins and minerals have a complementary effect in improving immune health. A pending patent, filed by

Kemin Industries, describes the use of components derived from the Euglena gracilis algae for promoting the immune health of an animal or human. The active component is the fermented product of Euglena and is capable of stimulating immune system activity in the absence of beta-glucan.  Improve immunity in seniors Like other body functions, the immune system also gets affected and tends to get weaker with age, causing increased susceptibility to infections. In addition to ageing, metabolic diseases like diabetes and cardiovascular disease are also reasons for weakened immune function. Malnutrition also contributes to increased infections in older adults and individuals suffering from metabolic disorders, so providing specialised nutrition to these groups of individuals can be key to improve the body’s self-defense mechanism. Launches for seniors are dominated by the Asia-Pacific region. According to Mintel research, Asia Pacific accounts for the majority of new product innovation in the seniors market. However, more than half of senior citizens in Poland (50%), Germany (58%), and Italy (54%) are interested in immunity-enhancing food and drinks. See detail in figure 6.

Product spotlight

Prebiotic-probiotic blend for seniors (US): Nature’s Way Fortify Extra Strength Age 50+Probiotic+ Prebiotics contain blends of Bifidobacteria and Lactobacilli along with prebiotics to support the growth of good bacteria to improve digestive and immune health in seniors. Immunity-enhancing drink (Vietnam): Nutifood EnPlus Diamond Ready-to-Drink Nutritional Drink designed for the elderly and those suffering from malnutrition, enriched with FOS/inulin, vitamin B, folic acid, zinc, magnesium, and selenium to

support the immune system.

Innovative nutritional strategies to boost immunity in seniors A PCT publication by the Council of Scientific and Industrial Research (India) covers a synbiotic combination of probiotics (Lactobacillus fermentum MCC 3160) and catechin (epigallocatechin gallate) in specific ratio, that have a synergistic effect in improving the immune response and antioxidant capacity among elderly people. A pending patent (by inventor Hwang Dae Yeon) covers a method o manufacturing a nutritional liquid diet for hospitalised patients and elderl people using roasted insect pupa and rice flour. The claimed diet has excellent nutritional and digestive properties and thus provides excellent help for elderly people to restore their nutritional status and improve immunity.

Mintel’s though

Recent patent innovations are directed at launching immune healthenhancing products for seniors and individuals with weak immune system An increase in incidences of pandemic and epidemic diseases worldwide, and the rise of consumers understanding the importance of immunity to overcome these diseases, motivate consumers to look for food and drinks that improve immune function, especially among seniors and individuals with chronic disease. The link between gut microbiota and the immune system has brought a new dimension to the food and drink industry, and as a result, probiotic product launches that support immune health are steadily rising. An increase in scientific developments to improve immune health using botanicals encourages brands to launch immunity enhancing food and drinks containing these ingredients and also opens a door for start-ups. 

May-Jun

37


ANALYSIS

Author info ภก. แสง อุษยาพร Sang Usayaporn, BCIDP Department of Pharmacy Practice Faculty of Pharmaceutical Sciences Chulalongkorn University sang.u@chula.ac.th

ภญ. ธนวรรณ ชื่นจิตต์ Thanawan Chuenjit Department of Pharmacy Practice Faculty of Pharmaceutical Sciences Chulalongkorn University

Procalcitonin A Bacterial Infection Biomarker แบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพเป็นปัญหาที่สำ�คัญทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยซึ่งมีแนวโน้มการดื้อยาเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ส่งผลให้ยาต้านจุลชีพทีเ่ คยมีประสิทธิผลในการรักษาดีในอดีตไม่สามารถนำ�มาใช้ในการรักษาได้ในปัจจุบน ั จากข้อมูล ของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ประเทศไทยมีการติดเชือ ้ แบคทีเรียดือ ้ ยาประมาณปีละ 88,000 ราย และทำ�ให้ผต ู้ ด ิ เชือ ้ เสียชีวิตประมาณปีละ 38,000 ราย คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมถึง 42,000 ล้านบาท โดยปัญหาเชื้อ แบคทีเรียดื้อยาส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่มากเกินความจําเป็นหรือมีการใช้อย่างไม่เหมาะสม เนื่องจาก การรักษาโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียด้วยยาต้านจุลชีพในปัจจุบันอาศัยประวัติ และการตรวจจากอาการทางคลินิกเป็น หลัก รวมถึงมีการใช้ผลตรวจทางห้องปฏิบต ั ก ิ ารทีช ่ ว ่ ยบ่งชีถ ้ ง ึ สภาวะการติดเชื้อ เช่น ปริมาณเม็ดเลือดขาวในกระแส เลือด (WBC) ค่า c-reactive protein (CRP) อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงใน 1 ชั่วโมง (ESR) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจต่างๆ ที่ กล่าวมาข้างต้นไม่ได้มคี วามจาํ เพาะต่อการ ติดเชื้อแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว และการ ส่งเพาะเชื้อจากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย แม้ จะมีความแม่นยาํ ในการคัดแยกโรคติดเชือ้ ที่เกิดจากแบคทีเรียได้ แต่เป็นวิธีที่ใช้เวลา นานจึงไม่เหมาะในการใช้วินิจฉัยเบื้องต้น เพื่อเริ่มการใช้ยาต้านจุลชีพ ในปัจจุบันมีการนำ�สารบ่งชี้ที่มีชื่อว่า โปรแคลซิโทนิน (PCT) มาใช้ประโยชน์ใน การเริม่ หรือหยุดใช้ยาต้านจุลชีพอย่างแพร่ หลาย เนือ่ งจากมีการศึกษาในการใช้ PCT เป็นดัชนีชี้วัดทางชีวภาพของการติดเชื้อ จากแบคทีเรีย และนำ�มาใช้ในการช่วยให้ เกิดการใช้ยาต้านจุลชีพได้อย่างเหมาะสม 38

www.innolabmagazine.com

โปรแคลซิโทนิน (PCT)

โปรแคลซิโทนิน (PCT) เป็นสารบ่ง ชี้ (biomarker) ชนิดหนึ่งที่ร่างกาย ของมนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อ การติดเชื้อแบคทีเรีย และเป็นสารตั้งต้น (precursor) ของการสร้างฮอร์โมนแคลซิ โทนิน (calcitonin) โดย PCT ถูกสร้าง มาจาก C-cells ในต่อมไทรอยด์ หรือ Neuroendocrine cells ในปอดหรือลำ�ไส้ ในคนที่มีสุขภาพดีจะตรวจไม่พบ PCT ใน เลือด เนื่องจาก PCT จะมีการตอบสนอง ต่อการหลัง่ ของสารอักเสบ (inflammatory cytokines) เช่น Interleukin-6 (IL-6) และ Tumor necrosis factor-alpha (TNF-µ) เป็นต้น โดยจะตอบสนองภายใน 3-4 ชัว่ โมง

และมีค่าสูงสุดใน 14-25 ชั่วโมง หลังจาก การติดเชือ้ แบคทีเรีย ค่าครึง่ ชีวติ ของ PCT จะอยู่ที่ประมาณ 24 ชั่วโมง และจะลดลง อย่างรวดเร็วเมือ่ สามารถควบคุมการติดเชือ้ แบคทีเรียได้ เนือ่ งจาก PCT ไม่ตอบสนอง ต่อการติดเชือ้ ไวรัส ดังนัน้ PCT จึงสามารถ ใช้เป็นสารบ่งชี้ในการแยกการติดเชื้ออื่นที่ ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี การศึกษาการใช้โปรแคลซิโทนินในผู้ ป่วยกลุ่มต่างๆ 1. ผู้ป่วยวิกฤติ การศึกษาของ de Jong E และคณะ ซึง่ เป็นการศึกษาแบบสุม่ และ Open-label ในโรงพยาบาล 15 แห่ง ในประเทศ เนเธอร์แลนด์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพ


และความปลอดภัยในการใช้ PCT เป็น แนวทางในการใช้ยาต้านจุลชีพในผู้ป่วยที่ เข้ารับการรักษาตัวใน ICU ผลการศึกษา พบว่ากลุม่ ทีไ่ ด้รบั การตรวจ PCT และได้ใช้ PCT เป็นแนวทางการใช้ยาต้านจุลชีพจะมี การใช้ยาต้านจุลชีพทีน่ อ้ ยกว่ากลุม่ ทีไ่ ด้รบั การรักษาแบบมาตรฐาน (7.5 daily doses vs 9.3 daily doses; p<0.0001) และ ในกลุ่มที่ได้รับการตรวจ PCT พบว่าอัตรา การเสียชีวิตใน 28 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้ รับการรักษาแบบมาตรฐาน (19.6% vs 25%; p=0.0122) ส่วนอัตราการเสียชีวิต ใน 1 ปีนั้น ก็ให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน (34.8% vs 40.9%; P=0.0158) การศึกษา Meta-analysis ของ Wirz Y และคณะ ได้ศึกษาผลกระทบในการวัด ระดับ PCT เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ยา ต้านจุลชีพสำ�หรับผู้ป่วยที่มีภาวะ Sepsis ผลการศึกษาพบว่ามีการเสียชีวิตของกลุ่ม ผู้ป่วยที่ใช้ PCT เป็นแนวทางในการให้ยา ต้านจุลชีพน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (21.1% vs 23.7%; adjusted odds ratio 0.89, 95% confidence interval (CI) 0.8 to 0.99; p=0.03) และในการวิเคราะห์กลุ่ม ย่อยในผู้ป่วยที่เข้าตามคำ�จำ�กัดความของ Sepsis 3 และกลุ่มย่อยของผู้ป่วย Sepsis ที่แบ่งตามประเภทของการติดเชื้อ ก็ยัง คงพบว่าในกลุ่มที่ใช้ PCT เป็นแนวทาง ในการรักษามีการเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่ม ควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้ PCT นั้นสามารถลดระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา ได้อย่างมีนยั สำ�คัญทางสถิติ (9.3 vs 10.4 วัน; p<0.001) การศึกษา PRORATA trial โดย Bouadma L และคณะ ที่ศึกษาการใช้ PCT ในผู้ป่วย Sepsis โดยเริ่มใช้ยาต้าน จุลชีพในผู้ป่วยที่มี PCT มากกว่า 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร และหยุดใช้ยา PCT มีค่า ลดลงมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 80 หรือ มีค่าน้อยกว่า 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร จาก การศึกษาพบว่าการเสียชีวติ ใน 28 และ 60 วันของผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้ PCT เป็นแนวทาง ในการใช้ยาต้านจุลชีพไม่แตกต่างจากกลุม่ ทีไ่ ด้รบั การรักษามาตรฐาน และสามารถลด ระยะเวลาในการใช้ยาต้านจุลชีพได้เฉลี่ย 2.7 วัน (p<0.0001) การศึกษาของ Maravić-Stojković และคณะ เป็นการศึกษาชนิด Prospective,

randomized controlled, single center trial ทำ�การศึกษาในผูป้ ว่ ยทีท่ �ำ coronary artery bypass grafting (CABG) ที่ โรงพยาบาลระดับตติยภูมแิ ห่งหนึง่ โดยได้ มีการนำ� PCT มาใช้เพื่อแยกว่าผู้ป่วยที่มี ภาวะ Systemic inflammatory response (SIRS) นั้นมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ ซึง่ ในการศึกษานีไ้ ด้ให้ยาต้านจุลชีพในการ ป้องกันการติดเชือ้ ก่อนและระหว่างการผ่าตัด แก่ผปู้ ว่ ยทุกราย และหลังจากการผ่าตัดนัน้ จะมีการพิจารณาให้ยาต้านจุลชีพทีแ่ ตกต่าง กัน โดยในกลุ่มมาตรฐานจะพิจารณาจาก ผลทางห้องปฏิบตั กิ ารและอาการทางคลินกิ ในขณะที่กลุ่ม PCT จะพิจารณาเริ่มให้ยา ต้านจุลชีพเมื่อมีระดับ PCT มากกว่า 0.5 ไมโครกรัม/ลิตร ผลการศึกษาพบว่ากลุม่ ที่ ใช้ PCT ได้รับยาต้านจุลชีพน้อยกว่ากลุ่ม มาตรฐาน โดยค่า Relative risk ในการได้ รับยาต้านจุลชีพของกลุม่ มาตรฐานเทียบกับ กลุ่ม PCT เท่ากับ 3.81 (p<0.0001) และ พบว่าผลแทรกซ้อนทีเ่ กีย่ วกับการติดเชือ้ ใน กลุ่มที่ใช้ PCT น้อยกว่าอย่างมีนัยสำ�คัญ (p=0.001) โดยที่อัตราการตายไม่มีความ แตกต่างกันผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม (p=0.537) 2. ผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบทางเดิน หายใจส่วนล่าง การศึกษา ProHOSP โดย Schuetz P และคณะ ซึง่ ทำ�การศึกษาแบบ Multicenter, non-inferior, randomized controlled trial ในผูป้ ว่ ยห้องฉุกเฉินทีม่ ภี าวะติดเชือ้ ของ ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างจำ�นวน 1,359 คน จากโรงพยาบาลตติยภูมิ 6 แห่ง ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเปรียบเทียบ ระยะเวลาที่ได้รับยาต้านจุลชีพระหว่าง กลุม่ ทีไ่ ด้รบั การตรวจ PCT เพือ่ เป็นเกณฑ์ ในการเริ่มหรือหยุดการใช้ยาต้านจุลชีพ (กลุม่ PCT) กับการรักษามาตรฐาน (กลุม่ ควบคุม) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ PCT และกลุ่มควบคุมมีอัตราการเกิดอาการไม่ พึงประสงค์ไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่ม PCT มีค่าเฉลี่ยของระยะเวลาที่ได้รับยาต้าน จุลชีพ (mean duration of antibiotic exposure) น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำ�คัญทางสถิติ (5.7 วัน vs 8.7 วัน, -0.34%) โดยที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิด อาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรง ผลการศึกษานีส้ อดคล้องกับการศึกษา ของ Albrich WC และคณะ เพื่อสำ�รวจ

ผลการนำ� PCT มาใช้รว่ มกับแผนการใช้ยา ต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผลในชีวติ จริง ในผู้ ป่วยจำ�นวน 1,850 คน จาก 14 สถาบัน ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาพบว่าการใช้ PCT ร่วมกับแผนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่าง สมเหตุผลสามารถลดระยะเวลาการใช้ยา ต้านจุลชีพลงได้อย่างมีนัยสำ�คัญทางสถิติ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ แทรกซ้อนจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ มีการศึกษาที่เป็น Metaanalysis Schuetz P และคณะ รวบรวม การศึกษาแบบ Randomize controlled trials จำ�นวน 26 งาน จาก 12 ประเทศ ที่ประเมินด้านความปลอดภัยในผู้ป่วย Acute respiratory infections โดยใช้ PCT-guided treatment พบว่ากลุม่ ทีใ่ ช้ PCT ช่วยกำ�หนดแผนการรักษาสามารถลด อัตราการตายภายใน 30 วัน ได้มากกว่า กลุม่ ควบคุมอย่างมีนยั สำ�คัญทางสถิติ (9% vs 10%, p=0.037) ลดระยะเวลาในการ ได้รับยาต้านจุลชีพในกลุ่ม PCT เทียบกับ กลุ่มควบคุม 5.7 วัน และ 8.1 วันตาม ลำ�ดับ และลดผลข้างเคียงจากยาต้านจุลชีพ อย่างมีนัยสำ�คัญทางสถิติ (16% เทียบกับ 22%; p<0.0001) โรคหอบหืดกำ�เริบเฉียบพลันเป็นหนึง่ ใน โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง มักมี สาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส แต่อย่างไร ก็ตาม ผู้ป่วยในโรคนี้มีจำ�นวนไม่น้อยที่ได้ รับยาต้านจุลชีพโดยไม่จำ�เป็น จึงมีการ ศึกษาวิจยั สุม่ ตัวอย่างแบบเปรียบเทียบของ Long W และคณะ ในผู้ป่วยโรคหอบหืด กำ�เริบเฉียบพลันรุนแรงจำ�นวน 180 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้ระดับ PCT ในซี รัมเป็นเกณฑ์ในการเริ่มหรือหยุดยาต้าน จุลชีพ และกลุ่มควบคุมซึ่งจะได้รับยา ต้านจุลชีพตามดุลยพินิจของแพทย์ ผล การศึกษาพบว่ากลุ่ม PCT มีการสั่งจ่าย ยาต้านจุลชีพน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำ�คัญทางสถิติ (48.9% vs 87.8%, p<0.001) และกลุ่ม PCT ยังลดจำ�นวน วันทีไ่ ด้รบั ยาต้านจุลชีพได้อย่างมีนยั สำ�คัญ ทางสถิตเิ มือ่ เทียบกับกลุม่ ควบคุม โดยพบ ว่าการฟืน้ ตัว ระยะเวลาทีน่ อนโรงพยาบาล ผลการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารหรือผลการ ตรวจร่างกาย จำ�นวนครั้งที่อาการกำ�เริบ การเข้าห้องฉุกเฉิน ความต้องการยา May-Jun

39


สเตียรอยด์ของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตก ต่างกัน ดังนั้น การใช้ PCT เป็นแนวการ รักษาด้วยยาต้านจุลชีพสามารถลดการใช้ ยาต้านจุลชีพโดยไม่จำ�เป็นได้ในผู้ป่วยโรค หอบหืดกำ�เริบเฉียบพลันรุนแรง และจาก การติดตาม Spirometry เป็นระยะเวลา 12 เดือน พบว่าการหยุดยาต้านจุลชีพตาม ระดับ PCT ในซีรัมไม่มีอันตรายต่อผู้ป่วย ในระยะเวลา 12 เดือน การศึกษาในผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้น เรือ้ รังกำ�เริบเฉียบพลันของ Stolz และคณะ พบว่ากลุม่ PCT มีการสัง่ จ่ายยาต้านจุลชีพ น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษามาตรฐาน อย่างมีนัยสำ�คัญทางสถิติ (40% vs 72%, p<0.0001) อีกทัง้ ในกลุม่ ทีไ่ ด้รบั การตรวจ PCT ยังสามารถลดการได้รบั ยาต้านจุลชีพ จนถึง 6 เดือน โดยความถี่ของอาการที่ กำ�เริบไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม 3. ผู้ป่วยเด็กและทารก การศึกษา NeoPInS โดย Stocker M และคณะ เป็นการศึกษาแบบ Multicenter randomized controlled ได้ท�ำ การศึกษา ในเด็กทารกทีส่ งสัยว่ามีภาวะติดเชือ้ sepsis โดยแบ่งผูเ้ ข้าร่วมการศึกษาออกเป็น 2 กลุม่ คือ กลุ่มที่ใช้ PCT เป็นแนวทางในการ หยุดการใช้ยาต้านจุลชีพและกลุม่ ควบคุมที่

ให้การรักษาและหยุดยาตามปกติ ผลการ ศึกษาพบว่ากลุม่ ทีใ่ ช้ PCT เป็นแนวทางใน การหยุดการใช้ยาต้านจุลชีพมีคา่ กลางของ ระยะเวลาการใช้ยาต้านจุลชีพทีน่ อ้ ยกว่ากลุม่ ควบคุม (intention to treat 55.1 vs. 65.0 ชั่วโมง p<0.0001, per protocol 51.8 vs. 64.0 ชั่วโมง p<0.0001) และ การกลับมาติดเชื้อซ้ำ�เกิดขึ้นเพียง 9 คน จากผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 1,710 คน โดยเป็นกลุ่มใช้ PCT เป็นแนวทางใน การหยุดการใช้ยาต้านจุลชีพจำ�นวน 5 คน และกลุม่ ควบคุมทีใ่ ห้การรักษาและหยุดยา ตามปกติจำ�นวน 4 คน ซึ่งถือว่ามีโอกาส ต่ำ�ในการเกิดการติดเชื้อซ้ำ� ดังนั้น PCT จึงมีความสำ�คัญในการใช้เป็นแนวทางใน การช่วยลดระยะเวลาการใช้ยาต้านจุลชีพ การศึกษาของ Esposito S และคณะ ทำ�การศึกษาประเมินระดับ PCT เพื่อเป็น แนวทางในการใช้ยาต้านจุลชีพในผูป้ ว่ ยเด็ก ทีต่ ดิ เชือ้ ปอดอักเสบจากชุมชน (CAP) โดย การศึกษาเป็นแบบ Prospective, singlecenter randomized study โดยแบ่ง กลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับยาต้านจุลชีพตามอัลกอริทึม ในการตรวจ PCT กับกลุ่มที่ได้รับยาต้าน จุลชีพตามแนวทางการรักษามาตรฐาน โดย

กลุม่ ทีใ่ ห้ยาต้านจุลชีพตามอัลกอริทมึ ในการ ตรวจ PCT มีรายละเอียดดังนี้ หากระดับ PCT มีค่าน้อยกว่า 0.25 ไมโครกรัม/ลิตร จะยังไม่ให้ยาต้านจุลชีพ หากระดับ PCT มากกว่า 0.25 ไมโครกรัม/ลิตร จะได้รับ การรักษาด้วยยาต้านจุลชีพ ผลการศึกษา เปรียบเทียบทัง้ 2 กลุม่ พบว่ากลุม่ ทีไ่ ด้รบั ยา ต้านจุลชีพตามอัลกอริทมึ ในการตรวจ PCT โดยมีคา่ Cut-off ที่ 0.25 ไมโครกรัม/ลิตร มีการสัง่ ใช้ยาต้านจุลชีพทีน่ อ้ ยกว่า (85.8% vs 100%) มีระยะเวลาทีใ่ ช้ยาต้านจุลชีพที่ น้อยกว่า (5.37 vs 10.96 days) และผล ข้างเคียงจากการใช้ยาต้านจุลชีพน้อยกว่า (3.9% vs 25.2%) อย่างมีนยั สำ�คัญทางสถิติ การศึกษา ProPAED โดย Baer G และคณะ ซึ่งเป็นการศึกษาที่ใช้ PCT เป็นแนวทางในการลดอัตราการสั่งยาต้าน จุลชีพและระยะเวลาของการรักษาในเด็ก และวัยรุ่นที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วน ล่างโดยใช้แนวทางตามหลักฐานที่มีอยู่ใน ผู้ใหญ่ การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมการศึกษา ตั้งแต่อายุ 1 เดือนจนถึง 18 ปี แบ่งผู้ เข้าร่วมการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่ม แรกคือกลุ่ม PCT ที่ให้ยาตามอัลกอริทึม ในการตรวจ PCT แบ่งกลุ่มตามระดับ PCT ดังนี้ Definitely (>0.5 mg/L L),

ตารางที่ 1: แนวทางการใช้ PCT เพื่อช่วยในการใช้ยาต้านจุลชีพในผู้ป่วย Non-critically ill

การประเมินเบือ ้ งต้น (รวมถึงการ ตรวจทางจุลชีววิทยา) ระดับ PCT (mg/L) ความน่าจะเป็นในการติดเชือ ้ แบคทีเรีย เมื่อประเมินร่วมกับระดับ PCT

การแปลผล

การใช้ยาต้านจุลชีพ

คำ�แนะนำ�ในการติดตามผู้ป่วย

ต่ำ�

สูง

ต่ำ�

สูง

การติดเชื้อแบคทีเรีย Unlikely

การติดเชื้อแบคทีเรีย Likely

การติดเชื้อแบคทีเรีย Possible

การติดเชื้อแบคทีเรีย Highly-likely

พิจารณาหยุดใช้ยาต้าน จุลชีพในผูป ้ ว่ ยทีอ ่ าการ ไม่รน ุ แรง* และพิจารณา การวินิจฉัยอื่น

ใช้ยาต้านจุลชีพตาม การตัดสินใจทางคลินก ิ

ให้ Empiric treatment ตามการตัดสินใจทาง คลินก ิ และพิจารณาการ วินิจฉัยอื่น

ส่ง PCT อีกครั้ง และ หยุดใช้ยาต้านจุลชีพ เมื่อ PCT <0.25 mg/L หรือลดลง 80%

พิจารณาส่ง PCT ครัง ้ ที่ 2 ภายใน 24 ชั่วโมง หยุดใช้ยาต้านจุลชีพ เมื่อ PCT <0.25 mg/L

พิจารณาส่ง PCT ครัง ้ ที่ 2 ภายใน 6-24 ชั่วโมง ก่อนผู้ป่วยกลับบ้าน

พิจารณาใช้ยาต้านจุลชีพ

ใช้ยาต้านจุลชีพตาม การตัดสินใจทางคลินก ิ

ส่ง PCT อีกครั้ง และ หยุดใช้ยาต้านจุลชีพ เมื่อ PCT <0.25 mg/L หรือลดลง 80%

การเปลี่ยนแปลงของ PCT ช่วยประเมินการ ดำ�เนินไปของโรคได้

* ระมัดระวังในผูป ้ ว่ ยภูมค ิ ม ุ้ กันบกพร่อง รวมถึงผูป ้ ว่ ย HIV, Cystic fibrosis, ตับอ่อนอักเสบ, ผูป ้ ว่ ยอุบต ั เิ หตุ, ตัง ้ ครรภ์, ได้รบ ั สารน้�ำ ปริมาณมาก (high volume transfusion) และ PCT-guided stewardship ไม่ควรใช้กบ ั ผูป ้ ว ่ ยติดเชือ ้ เรือ ้ รัง (เช่น abscess, osteomyelitis, endocarditis) ** ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเขตร้อน เช่น มาลาเรีย, ไข้เลือดออก,Hemorrhagic fever, ไข้รากสาดใหญ่ และอื่นๆ อาจมีข้อมูลการศึกษาที่จำ�กัดอยู่ 40

www.innolabmagazine.com


probably (0.26-0.5 mg/L), probably not (0.1-0.25 mg/L), definitely not (<0.1 mg/L) ผูเ้ ข้าร่วมการศึกษาทุกคนจะ หยุดให้ยาต้านจุลชีพเมือ่ ระดับ PCT<0.25 ไมโครกรัม/ลิตร และสำ�หรับผู้ป่วยที่มีค่า PCT>10 ไมโครกรัม/ลิตร จะหยุดการใช้ ยาเมื่อค่าลดลงต่ำ�กว่า 90% ของค่าเริ่ม ต้น สำ�หรับกลุ่ม PCT จะมีการให้ยาต้าน จุลชีพต่อไปอีกในวันที่ 5 หากระดับ PCT>1 ไมโครกรัม/ลิตร จะให้ต่ออีก 7 วัน, PCT 0.51-1 ไมโครกรัม/ลิตร จะให้ยาต้านจุลชีพ ต่ออีก 5 วัน, PCT 0.26 - 0.5 ไมโครกรัม/ ลิตร จะให้ยาต่ออีก 3 วัน และหากน้อย กว่าหรือเท่ากับ 0.25 ไมโครกรัม/ลิตร จะ ไม่ให้ยาส่วนกลุม่ ควบคุม จะให้ยาตามการ ประเมินของแพทย์และอาการของผูป้ ว่ ย โดย จะมีระยะเวลาประมาณ 7-10 วันสำ�หรับ Uncomplicated CAP และมากกว่าหรือ เท่ากับ 14 วัน สำ�หรับ Complicated CAP ผลการศึกษาพบว่าอัตราการสั่งจ่าย ยาต้านจุลชีพภายใน 14 วันหลังจากมีการ สุม่ เข้าการศึกษาไม่พบความแตกต่างอย่าง มีนยั สำ�คัญในทัง้ สองกลุม่ (OR 1.26, 95% CI 0.81, 1.95) แต่อย่างไรก็ตาม ค่ากลาง ระยะเวลาการใช้ยาต้านจุลชีพสำ�หรับกลุม่ ที่มีการใช้ PCT ลดลงจาก 6.3 วัน เหลือ

4.5 วัน สำ�หรับการใช้ยาในการรักษาการ ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง และการ ใช้ PCT เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ยาเพื่อ รักษาการติดเชื้อปอดอักเสบ มีค่ากลาง ระยะเวลาทีใ่ ช้ยาต้านจุลชีพลดลงจาก 9.1 วัน เหลือ 5.7 วัน การประเมิ น ความคุ้ ม ค่ า ทาง เศรษฐศาสตร์และการศึกษาผลลัพธ์ ของการตรวจโปรแคลซิโทนิน

PCT-guided antibiotic stewardship (ASP) สามารถช่วยลดค่าใช้จา่ ยจากการลด ลงของการใช้ยาต้านจุลชีพ แต่ท�ำ ให้เพิม่ ค่าใช้ จ่ายของการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร ทำ�ให้ เกิดหลายการศึกษาเพือ่ ประเมินความคุม้ ค่า ทางเศรษฐศาสตร์ การศึกษาของ Anne M และคณะ ได้ทำ�การศึกษาเพื่อประเมิน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้ PCT เป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับ การใช้ยาต้านจุลชีพในผู้ป่วย Sepsis ของ โรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา และ มีการติดเชือ้ ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยใช้ แบบจำ�ลองแผนภูมติ น้ ไม้ (decision-tree model) ทีม่ จี ากการศึกษาก่อนหน้า นำ�มา ประยุกต์ใช้กบั ผูป้ ว่ ยในการศึกษานี้ โดยแบ่ง ผู้เข้าการศึกษาเป็นกลุ่มอัลกอริทึมในการ

ตรวจ PCT เทียบกับการรักษามาตรฐาน การเก็บข้อมูลผูป้ ว่ ยในการศึกษานีท้ �ำ ใน Five Rivers Medical Center (FRMC) ข้อมูลถูกเก็บเป็น 2 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 คือ ปี 2006-2009 ซึง่ เป็นช่วงทีไ่ ม่มกี ารวัดระดับ PCT ส่วนช่วงที่ 2 จะมีการนำ�การตรวจ วัดระดับ PCT มาใช้ ในปี 2010-2014 ซึ่ง PCT จะถูกสั่งตรวจในวันที่เข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาลในผูป้ ว่ ยทีส่ งสัยว่าติด เชือ้ ผลการศึกษาพบว่าในกลุม่ PCT มีการ ใช้ยาต้านจุลชีพลดลง ทำ�ให้คาดการณ์ว่า สามารถลดการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ ดือ้ ต่อยาต้านจุลชีพได้ โดยร้อยละของการ ลดลงของการใช้ยาต้านจุลชีพสัมพันธ์กับ การลดลงของอัตราการติดเชื้อแบคทีเรียที่ ดือ้ ต่อยาต้านจุลชีพ 3.2% ระยะเวลารักษา ในโรงพยาบาลลดลง จำ�นวนวันของผู้ป่วย ทีไ่ ด้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจลดลง และ จำ�นวนผูป้ ว่ ยทีเ่ กิดภาวะแทรกซ้อนจากการ ติดเชือ้ Clostridium difficile และการติด เชือ้ แบคทีเรียทีด่ อื้ ต่อยาต้านจุลชีพน้อยกว่า การศึกษานี้พบว่าการใช้ PCT ส่งผล ให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้ป่วย แต่ละคนในผูป้ ว่ ยทีม่ ภี าวะ Sepsis เท่ากับ 25,611 ดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 49 จากการรักษามาตรฐาน) และในผู้ป่วยที่มี

ตารางที่ 2 แสดงแนวทางการใช้ PCT เพื่อช่วยในการใช้ยาต้านจุลชีพในผู้ป่วย Critically ill

การประเมินเบื้องต้น (รวมถึงการตรวจทางจุลชีววิทยา)

เริ่มใช้ยาต้านจุลชีพ

ใช้ยาต้านจุลชีพตามการตัดสินใจทางคลินิก พิจารณาส่งตรวจระดับ baseline PCT และการตรวจห้องปฏิบัติการอื่นๆ

ระดับ PCT ติดตาม (mg/L) ความน่าจะเป็นในการติดเชื้อแบคทีเรีย จากการเปลี่ยนแปลงของระดับ PCT

ต่ำ�

สูง

ต่ำ�

สูง

การแปลผล

การติดเชื้อแบคทีเรีย Unlikely

การติดเชื้อแบคทีเรีย Likely

การติดเชื้อแบคทีเรีย Unlikely

การติดเชื้อแบคทีเรีย Highly-likely

การใช้ยาต้านจุลชีพ ในขณะติดตามการรักษา

พิจารณาหยุดใช้ยาต้าน จุลชีพในผูป ้ ว่ ยทีอ ่ าการ ทางคลินิกดี

ส่ง PCT อีกครั้ง และ หยุดใช้ยาต้านจุลชีพ เมื่อ PCT <0.5 mg/L หรือลดลง 80%

พิจารณาหยุดใช้ยาต้าน จุลชีพในผูป ้ ว่ ยทีอ ่ าการ ทางคลินิกดี

พิจารณาเรื่องการรักษา ล้มเหลว ส่ง PCT อีกครั้ง และหยุดใช้ยาต้านจุลชีพ เมื่อ PCT <0.5 mg/L หรือ ลดลง 80%

การเปลี่ยนแปลงของ PCT ช่วยประเมินการ ดำ�เนินไปของโรคได้

* ระมัดระวังในผูป ้ ว่ ยภูมค ิ ม ุ้ กันบกพร่อง รวมถึงผูป ้ ว่ ย HIV, Cystic fibrosis, ตับอ่อนอักเสบ, ผูป ้ ว่ ยอุบต ั เิ หตุ, ตัง ้ ครรภ์, ได้รบ ั สารน้�ำ ปริมาณมาก (high volume transfusion) และ PCT-guided stewardship ไม่ควรใช้กบ ั ผูป ้ ว ่ ยติดเชือ ้ เรือ ้ รัง (เช่น abscess, osteomyelitis, endocarditis) ** ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเขตร้อน เช่น มาลาเรีย, ไข้เลือดออก, Hemorrhagic fever, ไข้รากสาดใหญ่ และอื่น ๆ อาจมีข้อมูลการศึกษาที่จำ�กัดอยู่ May-Jun

41


การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจำ�นวน 3,630 ดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 23) ดังนั้น สามารถสรุปในภาพรวมของกลุ่ม PCT ได้ว่า แม้ว่าค่าใช้จ่ายทางห้องปฏิบัติ การเพิม่ ขึน้ แต่คา่ ใช้จา่ ยสุทธินอ้ ยกว่า รวม ถึงสามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพและการ เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้ การใช้โปรแคลซิโทนินเพื่อเป็นตัว บ่งชีส ้ นับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพ อย่างสมเหตุผล

จาก Berlin consensus: Procalcitonin (PCT)-guided antibiotic stewardship: An international experts consensus on optimized clinical use ได้รวบรวม หลักฐานทางด้านคลินิกและประสบการณ์ ของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ในการ ปฏิบัติงานจริงที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัด ระดับ PCT เพื่อจัดทำ�เป็นข้อคิดเห็นและ ฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญ (international expert consensus) ในแนวทางการตรวจ PCT เพื่อใช้สนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพ อย่างสมเหตุผล โดยมีคำ�แนะนำ�ให้มีการ แบ่งผู้ป่วยตามระดับความรุนแรง (mild, moderate, severe) และแบ่งตามความ น่าจะเป็นในการติดเชือ้ แบคทีเรีย ในผูป้ ว่ ยที่ ไม่ได้รกั ษาตัวในหอผูป้ ว่ ยวิกฤติ (non-ICU) ทีม่ รี ะดับ PCT<0.25 ไมโครกรัม/ลิตร และ ผูป้ ว่ ยทีร่ กั ษาตัวอยูใ่ นหอผูป้ ว่ ยวิกฤติ (ICU) ทีม่ รี ะดับ PCT<0.5 ไมโครกรัม/ลิตร แสดง ว่ามีความน่าจะเป็นของการติดเชือ้ แบคทีเรีย ทีต่ �่ำ ดังนัน้ ในผูป้ ว่ ยทีม่ รี ะดับความรุนแรง ของโรคระดับ Mild และความน่าจะเป็นใน การติดเชือ้ แบคทีเรียทีต่ �่ำ จึงไม่จ�ำ เป็นต้อง ใช้ยาต้านจุลชีพ ในผู้ป่วยที่มีระดับความ รุนแรงของโรคระดับ Moderate หรือ

High สามารถให้ Empiric treatment ได้ และควรตรวจวัดระดับ PCT ซ้ำ�ในอีก 6-24 ชั่วโมง เพื่อประเมินความจำ�เป็นใน การรักษาด้วยยาต้านจุลชีพ ในขณะทีผ่ ปู้ ว่ ย ทีไ่ ด้รบั การรักษาแบบ Empiric treatment ไปก่อนแล้ว แนะนำ�ให้ตดิ ตามการตอบสนอง ของยาต้านจุลชีพและการควบคุมการติด เชื้อด้วย PCT หาก PCT ลดลงมากกว่า ร้อยละ 80 ของระดับสูงสุด และ/หรือลด ระดับลงมาถึงค่า Cut-off แสดงว่าอาการ ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษา และอาจ พิจารณาหยุดใช้ยาต้านจุลชีพเมื่อผู้ป่วยมี อาการทางคลินิกคงที่ การตรวจวัดระดับ PCT มีขอ้ ควรระวังใน การแปลผลในกลุม่ ผูป้ ว่ ยภูมคิ มุ้ กันบกพร่อง รวมถึงผูป้ ว่ ยทีต่ ดิ เชือ้ HIV, autoimmune disease, cystic fibrosis, ตับอ่อนอักเสบ, ผูป้ ว่ ยจากอุบตั เิ หตุ, ตัง้ ครรภ์, ได้รบั สารน้�ำ ปริมาณมาก (high volume transfusion) และโรคมาลาเรีย นอกจากนี้ PCT เหมาะ กับการติดเชื้อแบบเฉียบพลันเท่านั้น จึง ไม่สามารถใช้ในผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรัง เช่น Abscess, osteomyelitis, endocarditis ได้ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษานี้ได้มา จากการศึกษาในกลุ่มประชากรยุโรปและ สหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2019 ได้มีการ จัดการประชุมโดยเชิญผูเ้ ชีย่ วชาญหลากหลาย สาขาจาก 12 ประเทศ ในภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณา ปรับเปลีย่ นแนวทางการใช้ PCT จาก Berlin consensus ให้สามารถใช้ได้ในผูป้ ว่ ยทีอ่ ยู่ ในแถบประเทศเอเชียแปซิฟกิ ได้อย่างเหมาะ สม โดยผลสรุป ผู้เชี่ยวชาญได้แบ่งผู้ป่วย ออกเป็น 2 ประเภทคือ Non-critically ill (mild to moderate severity) และ

Critically ill (severe disease) เกณฑ์ การพิจารณาต่างๆ แสดงในตารางที่ 1 และ 2 ตามลำ�ดับ สิ่งที่ต้องคำ�นึงเพิ่มเติมคือ ประเทศใน ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกมีความชุกของโรค ตับเรื้อรังและโรคไตเรื้อรังสูง ดังนั้น การ แปลผล PCT ในประชากรกลุ่มนี้ต้องมี ความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรค ไตเรื้อรังยังขาดข้อมูลความไวของ PCT อีกทั้งยังขาดข้อมูลด้านความแม่นยำ�ใน การใช้ PCT ในผู้ป่วยที่ทำ�การล้างไตแบบ Hemodialysis อีกด้วย สรุป

ปัจจุบันมีการนำ�เอา Procalcitonin ซึ่งมีความจำ�เพาะกับการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงมีประโยชน์ในการนำ�มาใช้ช่วยในการ ตัดสินใจในการเริ่มยาต้านจุลชีพ โดย เฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่การวินิจฉัยการติด เชื้อยังไม่แน่นอนหรือมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็น ไปได้ ทำ�ให้สามารถนำ�เอา PCT มาช่วยใน การตัดสินใจ และเป็นเครือ่ งมือทีใ่ ห้แพทย์ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจร่วมกับ อาการทางคลินิกและผลตรวจอื่นๆ รวม ถึงมีประโยชน์ในการพิจารณาหยุดยา ซึ่ง ในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคติดเชื้อ หลายแนวทางที่แนะนำ�ให้ใช้ PCT มาใช้ ในการติดตามและกำ�หนดระยะเวลาการ รักษาด้วยยาต้านจุลชีพ โดยการนำ� PCT มาใช้รว่ มกับกระบวนการ ASP ช่วยให้เกิด การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมมากขึน้ และทำ�ให้ผลลัพธ์ในการรักษาของผู้ป่วยดี ขึ้น เช่น ลดผลข้างเคียงของการใช้ยาที่ ไม่จำ�เป็น 

www.procalcitonin.com 42

www.innolabmagazine.com


Antibiotic resistant bacterial infection is the global issue. In Thailand, as well, it is demonstrated that drug resistance tends to increase. As a result, antibiotics that have been effective cannot be used for treatment. According to the Thai Ministry of Public Health, it was found that Thailand has approximately 88,000 drug-resistant bacterial infection cases per year. It kills approximately 38,000 populations annually, representing a total economic loss of 42 billion baht. Most cases were due to redundant or improperly uses of antibiotics. Treatment of bacterial infections is currently based on patient profiles, clinical symptoms and physical examination. Laboratory tests are also used to assist identifying of infectious conditions, such as white blood cell count (WBC), c-reactive protein (CRP), erythrocyte sedimentation rate (ESR) in one hour, etc. Nevertheless, aforementioned test results are not specific to bacterial infection. Microbiological cultures of patient specimens, despite of accuracy in screening of bacterial infectious diseases, are time-consuming. It is not suitable for screening diagnosis to administer antibiotics. Recently, a biomarker, procalcitonin (PCT), is employed to determine whether administer or withhold antibiotics. Studies found that PCT is a biomarker of bacterial infection and is possible to assist in proper use of antibiotics.

Procalcitonin (PCT)

Procalcitonin (PCT) is a biomarker produced in human body responding to bacterial infection. It is also a precursor to calcitonin hormone. PCT is produced by C-cells in thyroid gland or neuroendocrine cells in lung or intestine. In healthy individuals, PCT is not detected in blood because it responses to secretion of inflammatory cytokines such as interleukin-6 (IL-6) and tumor necrosis factor-alpha (TNF-µ), for examples. It responses within 3-4 hours and peak level is around 14-25 hours after bacterial infection. Half-life of PCT is approximately 24 hours. It decreases rapidly after bacterial infection is controlled. Since PCT is not responsible to viral infection, it can be used as an indication of

non-bacterial infection. Studies on Procalcitonin in Different Patient Groups 1. Critically ill patients The study of de Jong E et al. is a randomized, open-label study conducted in 15 hospitals in the Netherlands. They assessed the efficacy and safety of PCT to establish a guideline for antibiotics uses in ICU patients. PCT subjects, who used PCT as an indicator to antibiotics use, presented less antibiotics uses than standard treatment group (7.5 daily doses vs 9.3 daily doses; p<0.0001). In the PCT group, 28-day mortality rate is lower than standard treatment group (19.6% vs 25%; p=0.0122). One-year mortality rate is also lower accordingly (34.8% vs 40.9%; P=0.0158). A meta-analysis conducted by Wirz Y et al. focused on the impact of PCT test to provide a guideline of antibiotics uses in sepsis patients. It was found that PCT group presented less mortality rate than control group (21.1% vs 23.7%; adjusted odds ratio 0.89, 95% confidence interval (CI) 0.8 to 0.99; p=0.03). Studies in a subgroup of patients with sepsis 3 category and subgroups categorized by types of infection demonstrated that PCT group presented less mortality rate than control group. In addition, it was found that PCT-guided treatment is statistically significant to reduce treatment duration (9.3 vs 10.4 days;

p<0.001). PRORATA trial conducted by Bouadma L et al., investigated PCT indication in sepsis patients. Antibiotics were administered to patients with PCT greater than 0.5 mg/L and then withhold when PCT was reduced by 80% or less than 0.5 mg/L. Mortality rate within 28 and 60 days of PCT group was not different from standard treatment group. It led to reduce duration of antibiotics uses by 2.7 days in average (p<0.0001). A study of Maravić-Stojković et al. is a prospective, randomized controlled, single center trial in patients undergoing coronary artery bypass grafting (CABG) at a tertiary care hospital. PCT was employed as an indicator to determine if a patient with systemic inflammatory response (SIRS) underwent bacterial infection. In this study, antibiotics were administered to all patients to prevent infection before and during surgery. After surgery, different antibiotics prescriptions were considered. In standard treatment group, laboratory results and clinical symptoms were taken into account. In PCT group, antibiotics were administered only when PCT level is greater than 0.5 mg/L. The results demonstrate that PCT group received less antibiotics than standard treatment group. Relative risk of antibiotics administering in standard treatment group compared May-Jun

43


to PCT group was 3.81 (p<0.0001). Complications related to infections in PCT group is significantly less (p = 0.001). No difference in mortality rate between both groups (p=0.537). 2. Patients with lower respiratory tract infections ProHOSP study conducted by Schuetz P et al. is a multicenter, non-inferior, randomized controlled trial of 1,359 ER patients with lower respiratory tract infections from six tertiary care hospitals in Switzerland. The study compared duration of antibiotics exposure between PCT group with standard treatment group. The results demonstrated that there was no difference in terms of adverse effects between PCT group and control group. PCT group, however, demonstrated significantly shorter antibiotic exposure than control group (5.7 days vs 8.7 days, -0.34%) with no risk of serious adverse effects. These findings are consistent with a study conducted by Albrich WC et al. They investigated implement of PCT indication in conjunction with

a rational antibiotics use plan. It was conducted on 1,850 patients from 14 institutions in Switzerland, France and the United States. The results demonstrated that PCT indication in combination with rational antibiotics uses significantly reduced antibiotics exposure without increasing risk of developing complications. In addition, Schuetz P et al. conducted a meta-analysis which included 26 randomized controlled trials from 12 countries. These studies assessed safety of applying PCTguided treatment on patients with acute respiratory infections. 30-days mortality rate was significantly greater reduced, compared to control group (9% vs 10%, p=0.037). Antibiotics exposure of PCT group was reduces to 5.7 days, compared to 8.1 days in control group. Antibiotics adverse effects were significantly reduced as well (16% vs. 22%; p<0.0001). Acute asthma exacerbation is a disease of lower respiratory tract. It is often caused by viral infection. However, many asthma patients

Table 1: Guidelines for PCT level to aid antibiotics uses in non-critical ill patients

44

www.innolabmagazine.com

received unnecessary antibiotics treatment. Long W et al. conducted a randomized controlled trial on 180 patients who were suffering from acute asthma exacerbation. These patients were divided into PCTguided treatment group and control group. The results demonstrated that PCT group was significantly administered less antibiotics than control group (48.9% vs 87.8%, p<0.001). Antibiotics exposure period was significantly reduced compared to control group. It was found that recovery time, hospitalized period, laboratory test results or physical examination, number of relapses, emergency room period, and needs of steroid drugs were not different. Therefore, PCT-guided treatment can reduce unnecessary antibiotics uses in patients with severe acute asthma exacerbation. After 12-months of spirometry monitoring, antibiotics withholding by PCT-guided treatment was not harmful for patients within 12-months period.


A study in patients with acute exacerbation of chronic obstructive pulmonary disease (COPS) conducted by Stolz et al. found that the PCT-guided treatment group was administered significantly less antibiotics than standard treatment group (40% vs 72%, p<0.0001). In addition, in PCT group, antibiotics exposure period was reduced by up to 6 months, and frequency of exacerbations between groups was not different. 3. Pediatric and infants patients NeoPInS study conducted by Stocker M et al. is a multicenter randomized controlled study in infants with suspected sepsis. These patients were divided into two groups; PCTguided treatment group and control group with standard drug treatment. The results demonstrated that PCT group presented median of antibiotics treatment period less than control group (intention to treat 55.1 vs. 65.0 hours, p<0.0001, per protocol 51.8 vs. 64.0 hours, p<0.0001) and

recurrence of infection occurred in only 9 of 1,710 participants. There were five in PCT-guided treatment group and four in control group with standard drug treatment. This was considered as low likelihood of recurrence. Therefore, PCT is important as a guideline for reducing duration of antibiotics treatment. A study conducted by Esposito S et al. assessed PCT levels as a guide to antibiotics uses in pediatric community-acquired pneumonia (CAP) patients in a prospective, single-center randomized, cohort study. Participants were divided into two groups; those who received antibiotics according to PCT algorithm and those who received antibiotics according to standard treatment guidelines. PCT algorithm is followings: PCT level is less than 0.25 mg/L - antibiotics were not administered, PCT level is greater than 0.25 mg/L, antibiotics were administered. The results of these two groups demonstrated that

PCT algorithm with 0.25 mg/L cutoff was administered less antibiotics (85.8% vs 100%), shorter duration of antibiotics treatment period (5.37 vs 10.96 days), and significantly less adverse effects (3.9% vs 25.2%). ProPAED study conducted by Baer G et al., applied PCT-guided treatment to reduce antibiotics prescribing rates and duration of treatment in children and adolescents with lower respiratory tract infections by using the adult evidence-based approach. Participants in the study aged 1 month to 18 years. Participants were divided into two groups, the first was administered according to PCT algorithm; definitely (>0.5 mg/L L), probably (0.26-0.5 mg/L), probably not (0.1-0.25 mg/L), definitely not (<0.1 mg/L). Antibiotics treatment was withheld when PCT <0.25 g/L. Patients with PCT >10 mg/L was withheld when the value was below 90% of baseline. Antibiotics treatment in PCT group was continued on

Table 2: Guidelines of PCT test to assist antibiotics uses in critically ill patients

* Concern result interpreting in immunocompromised patients, patients with HIV, cystic fibrosis, pancreatitis, accident patients, pregnancy, high volume transfusion, and PCT-guided stewardship cannot be applied to patients with chronic infections (such as abscess, osteomyelitis, and endocarditis) ** Patients with tropical infections, such as malaria, dengue, hemorrhagic fever, scrub typhus, and others, may have limited data May-Jun

45


day 5. If PCT level >1 mg/L, it was continued for 7 days; PCT 0.51 - 1 mg/L for 5 days; PCT 0.26 - 0.5. mg/L, for 3 days; and if it was less than or equal to 0.25 mg/L, antibiotics was withheld. Patients in control group were administered according to doctor’s assessment and patient’s condition. The duration was approximately 7-10 days for uncomplicated CAP and greater than or equal to 14 days for complicated CAP. It was found that antibiotics prescribing rates within 14 days of randomization were not significantly different in both groups (OR 1.26, 95% CI 0.81, 1.95). Median duration of antibiotics uses in PCT group was reduced from 6.3 days to 4.5 days, to treat lower respiratory tract infections. Median duration of PCT-guided treatment for pneumonia was reduced from 9.1 days to 5.7 days.

Cost-Benefit Assessment and Studies of Procalcitonin Test

PCT-guided antibiotic stewardship (ASP) helped reduce costs due to reduction of antibiotics uses, but it increased cost of laboratory testing. Several studies assessed the economics cost-benefit. Anne M et al. assessed cost-benefit of PCT-guided treatment of sepsis patients with lower respiratory tract infections. It assisted decisionmaking of antibiotics uses in hospitals in the United States. They applied the decision-tree model derived from previous studies to patients in this study. Participants were divided into PCT algorithm group and compared to standard treatment group. This study collected patient data at Five Rivers Medical Center (FRMC). Data were collected in two periods. Phase 1 during 2006-2009, PCT levels were not tested. Phase 2, during 2010-2014, PCT levels were 46

www.innolabmagazine.com

measured. PCT levels of suspected patients were tested at the first day of hospitalization. The results demonstrated that PCT group used less antibiotics. It was expected that antibiotics-resistant bacterial infections could be reduced. Antibiotics uses were reduced by 3.2% associated with reduction of antibiotics-resistant bacteria infection rate. Number of hospitalization days, number of days in ventilator, and number of patients with complications from Clostridium difficile infection were reduced. Antibiotics-resistant bacteria infection was reduced as well. The study found that PCT-guided treatment led reduction of mean individual with sepsis cost to 25,611 USD (49% reduction from standard treatment) and cost of patients with lower respiratory tract infections to 3,630 USD (23% reduction). Thus, it can be concluded that total expenditures of PCT group is lower and it helped reducing antibiotics uses and drug complications, although laboratory cost was increased.

Procalcitonin as an Indicator to Support Rational Uses of Antibiotics From the Berlin consensus: Procalcitonin (PCT)-guided antibiotic stewardship: An international experts consensus on optimized clinical use, clinical evidence and experience of experts are compiled from several countries. The international expert consensus in PCT testing guidelines was established to support rational use of antibiotics. It is recommended that patients should be divided into groups by severity (mild, moderate, severe) and likelihood of bacterial infection. Non-ICU patients with PCT <0.25 µg/L, and ICU patients with PCT <0.5 µg/L are interpreted as

low probability of bacterial infection. Therefore, antibiotics are not needed for patients with mild severity and low probability of bacterial infection. Patients with moderate or high severity could be provided empiric treatment. Further PCT level should be tested within 6-24 hours to assess antibiotics needs. It is suggested that antibiotics responses and PCT infection control should be monitored in patients who received prior empiric treatment. If PCT decreases by more than 80% of peak and/or reduced to a cut-off value, it indicates that treatment is responded. Antibiotics treatment may be withheld when patient presents stable clinical symptoms. A caution of PCT test is result interpreting in immunocompromised patients, patients with HIV, autoimmune disease, cystic fibrosis, pancreatitis, accident patients, pregnancy, high volume transfusion, and malaria. In addition, PCT is only suitable for acute infections. It cannot be applied to patients with chronic infections such as abscess, osteomyelitis, and endocarditis, for examples. However, this study was based mainly on European and US populations. On September 21, 2019, a multidisciplinary conference was held by inviting experts from 12 countries in the Asia-Pacific region. The objective was to review the modification of PCT test in Berlin Consensus to suit with patients in the Asia-Pacific region. In conclusion, experts divided patients into two categories: non-critically ill (mild to moderate severity) and critically ill (severe disease). Criteria were presented in Tables 1 and 2, respectively. Additional consideration is that countries in the Asia-Pacific region present high prevalence of chronic liver disease and chronic kidney


disease. Therefore, interpretation of PCT results in this population group requires caution. Particularly in patients with chronic kidney disease, there is a lack of data on PCT sensitivity. There is also lack of data of PCT accuracy in patients treated by hemodialysis.

Conclusion

Currently, procalcitonin which is

specific to bacterial infections was applied to assist decision-making in antibiotics administering. It was particular in cases of uncertain infection or there are other possible causes. It is possible to employ PCT to assist decision-making and be a tool. Physicians can use to make informed decisions in conjunction with clinical symptoms and other test results. It is also helpful to

consider antibiotics withholding. To date, there are several infectious disease treatment guidelines that recommend PCT test for monitoring and determining antibiotics treatment period. Combination of PCT with ASP procedures facilitates more appropriately antibiotics uses and improves treatment outcomes such as reducing the side effects of unnecessary medications. 

Article info 1. กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560–2564. Available at: http:// narst.dmsc.moph.go.th/documentation/AMR%20strategy%202560-2564.pdf 2. Linscheid P, Seboek D, Nylen ES, et al. In vitro and in vivo calcitonin I gene expression in parenchymal cells: a novel product of human adipose tissue. Endocrinology 2003;144:5578–84. 3. Müller B, White J, Nyle ́n E, Snider R, Becker K, and Habener J. Ubiquitous expression of the calcitonin-i gene in multiple tissues in response to sepsis. J Clin Endocrinol Metab 2001;86:396–404. 4. Reinhart K, Karzai W, Meisner M. Procalcitonin as a marker of the systemic inflammatory response to infection. Intensive Care Med. 2000;26:1193-200. 5. Whicher J, Bienvenu J, Monneret G. Procalcitonin as an acute phase marker. Ann Clin Biochem. 2001;38:483-93. 6. de Jong E, van Oers JA, Beishuizen A, et al. Efficacy and safety of procalcitonin guidance in reducing the duration of antibiotic treatment in critically ill patients: A randomized, controlled, open-label trial. The Lancet infectious disease. 2016;16(7):819-827. 7. Wirz Y, Meier MA, Bouadma L, et al. Effect of procalcitonin-guided antibiotic treatment on clinical outcomes in intensive care unit patients with infection and sepsis patients: A patient-level meta-analysis of randomized trials. Critical care. 2018;22:191. 8. Bouadma L, Luyt CE, Tubach F, et al. Use of procalcitonin to reduce patients’ exposure to antibiotics in intensive care units (PRORATA trial): A multicenter randomized controlled trial. Lancet. 2010; 375: 463-474. 9. Maravić-Stojković V, Laušević-Vuk L, Jović M, et al. Procalcitonin-based therapeutic strategy to reduce antibiotic use in patients after cardiac surgery: A randomized controlled trial. Srp Arh Celok Lek. 2011; 139(11-12): 736-742. 10. Schuetz P, Christ-Crain M, Thomann R, et al. Effect of procalcitonin-based guidelines vs standard guidelines on antibiotic use in lower respiratory tract infections (ProHOSP). JAMA. 2019;302(10):1059-1066. 11. Albrich WC, Dusemund F, Bucher B, et al Effectivness and safety of procalcitonin guided antibiotic therapy in lower respiratory tract infections in “real life”: An international multicenter post study survey. Arch Intern Med. 2012;172(9):715-722. 12. Schuetz P, Wirz Y, Sagar R, et al. Effect of procalcitonin-guided antibiotic treatment on mortality in acute respiratory infections: A patient level meta-analysis. Lancet infect dis. 2018;18(1):95-107. 13. Long W, Li L J, Huang GZ, et al. Procalcitonin guidance for reduction of antibiotic use in patients hospitalized with sever acute exacerbations of asthma: A randomized controlled study with 12-month follow up. Critical care. 2014;18(5):471. 14. Stolz D, Christ-Crain M, Bingisser R,et al. Antibiotic treatment of exacerbations of COPD: A randomized, controlled trial comparing procalcitonin-guidance with standard therapy. Chest. 2007;131(1):9-19. 15. Stocker M, van Herk W, el Helou S, et al. Procalcitonin-guided decision making for duration of antibiotic therapy in neonates with suspected early-onset sepsis: a multicenter, randomized controlled trial (NeoPInS). Lancet. 2017;390:871-881. 16. Esposito S, Tagliabue C, Picciolli I, et al. Procalcitonin measurements for guiding antibiotic treatment in pediatric pneumonia. Respiratory medicine. 2011;105:1939-1945. 17. Baer G, Baumann P, Buettcher M, et al. Procalcitonin guidance to reduce antibiotic treatment of lower respiratory tract infection in children and adolescents (ProPAED): A randomized controlled trial. PLos One. 2013;8(8):e68419. 18. Voermans AM, Mewes C J, Broyles MR, et al. Cost-effectiveness analysis of a procalcitonin-guided decision algorithm foe antibiotic stewardship using real-world U.S. hospital data. Journal of investigrative biology. 2019;23(10):508-515. 19. Schuetz P, Beishuizen A, Broyles M, Ferrer R, Gavazzi G, Gluck EH, et al. Procalcitonin (PCT)-guided antibiotic stewardship: an international experts consensus on optimized clinical use. Clin Chem Lab Med. 2019;57(9):1308-18. 20. Lee CC, Kwa ALH, Apisarnthanarak A, Feng JY, Gluck EH, Ito A, et al. Procalcitonin (PCT)-guided antibiotic stewardship in AsiaPacific countries: adaptation based on an expert consensus meeting. Clin Chem Lab Med. 2020. 21. Prasad N, Jha V. Hemodialysis in Asia. Kidney Dis (Basel) 2015;1:165–77. 22. Lu XL, Xiao ZH, Yang MY, Zhu YM. Diagnostic value of serum procalcitonin in patients with chronic renal insufficiency: a systematic review and meta-analysis. Nephrol Dial Transplant 2013; 28: 122–9. May-Jun

47


ATTRACTIONS

Thailand LAB INTERNATIONAL rescheduled to October 27-29, 2021 Thailand LAB INTERNATIONAL & FutureCHEM ประกาศเลื่อนการจัดงานเป็นวันที่ 27-29 ตุลาคม 2564 ส่วน งาน Bio Asia Pacific ยังคงจัดงานในช่วง 1-3 กันยายน 2564 โดยปรับเป็นออนไลน์เต็มรูปแบบ

สืบเนือ่ งจากสถานการณ์การระบาดของ โรคโควิด-19 ภายในประเทศ ซึ่งทวีความ รุนแรงมากขึน้ ในช่วงทีผ่ า่ นมา ประกอบกับ การประกาศมาตรการจำ�กัดและควบคุมการ เคลื่อนย้ายของประชากรจากทางรัฐบาล และการประกาศเคอร์ฟิวในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยเหตุนี้ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบชิ นั่ ส์ เอเชีย แปซิฟคิ จำ�กัด ร่วมด้วย สมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้จัดงานขอ ประกาศเลื่อนวันจัดงาน Thailand LAB INTERNATIONAL จากเดิมในเดือนกันยายน ไปเป็นวันที่ 27-29 ตุลาคม 2564 ณ ฮอลล์ EH101-EH102 ศูนย์นิทรรศการและการ ประชุมไบเทค กรุงเทพฯ 48

www.innolabmagazine.com

งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2021 พร้ อ มกั บ งาน FutureCHEM INTERNATIONAL 2021 ซึง่ ถือเป็นอีกหนึง่ งานใหม่ทถี่ กู จัดขึน้ ในปีนเี้ พือ่ ขยายขอบข่าย ของการจัดงานและส่งเสริมอุตสาหกรรม เคมี ได้มีการปรับปรุงและยกระดับการ จัดงานในรูปแบบไฮบริดแพลตฟอร์มให้ สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ผู้เข้าร่วม งานให้ได้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งจากในส่วนของ งานนิทรรศการและงานสัมมนาทีจ่ ะถูกจัด ขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบ เทคและผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ใน ช่วงระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2564 โดยแพลตฟอร์มออนไลน์นี้จะรวมถึงการ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า ข้อมูล การจัดงานต่างๆ แผนผังการจัดงาน บูธ

ออนไลน์ งานสัมมนาออนไลน์ และระบบ จับคู่ทางธุรกิจออนไลน์ ผ่านทาง www. thailandlab.com งาน FutureCHEM INTERNATIONAL หนึ่งไฮไลท์สำ�คัญของปีน้ี ซึ่งจะถูกจัด ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในงาน Thailand LAB INTERNATIONAL โดยในปีนี้จะเน้นการ จัดงานประชุมและสัมมนาด้านเทคโนโลยี สมัยใหม่ในธุรกิจเคมีสำ�หรับอุตสาหกรรม ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมี ยา เครื่อง สำ�อาง และอาหารเสริม ที่จะถูกถ่ายทอด ผ่านผูเ้ ชีย่ วชาญผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ และการจัดสัมมนาในรูปแบบปกติควบคูก่ นั รายละเอียดเพิม่ เติมที่ www.thailandlab. com/future-chem/ ทั้งนี้งาน Bio Asia Pacific 2021 ยัง


คงยืนยันการจัดงานในช่วงวันและเวลาเดิม คือระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน 2564 โดย มีการปรับรูปแบบการจัดงานมาเป็นการจัด งานในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งทิศทาง การจัดงานในปีนมี้ กี ารนำ�เสนอลูกเล่นใหม่ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ทงั้ หมด เพือ่ สร้าง ประสบการณ์ใหม่ให้กบั ทัง้ ผูป้ ระกอบการและ ผู้เข้าชมงาน มีการนำ�เสนอบูธผู้ประกอบ การในรูปแบบเสมือนจริงจากทั้งบริษัทชั้น นำ� หน่วยงานและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับ

อุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ระดับ โลก โดยสามารถโต้ตอบแบบเรียลไทม์ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ออนไลน์เต็ม รูปแบบ เปิดให้ทุกท่านได้ลงทะเบียนล่วง หน้าแล้ววันนี้ ผู้เข้าร่วมงานสามารถเยี่ยม ชมผลิตภัณฑ์และสินค้าต่างๆ จากบริษัท ชั้นนำ� ข้อมูลของงาน ตารางงานประชุม และงานสัมมนาออนไลน์ ตลอดจนการจับ คูธ่ รุ กิจโดยไม่มคี า่ ใช้จา่ ย ในส่วนของไฮไลท์ ของงานประชุมสัมมนาจะเน้นเกีย่ วกับแนว

โน้มของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ อาทิ เช่น ทิศทางของอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ และสุขภาพในประเทศไทยหลังโควิด-19 หรือวัคซีนโควิด-19 โดยคนไทย ตลอด จนโอกาสของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ในการ สู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ หัวข้ออื่นๆ อีกมากมาย ผู้ที่สนใจสามารถ ลงทะเบียนล่วงหน้าเพือ่ เข้าร่วมงานได้ทาง www.bioasiapacific.com 

Thailand LAB INTERNATIONAL & FutureCHEM rescheduled to October 27-29, 2021 and Bio Asia Pacific remains unchanged during September 1-3, 2021 as Virtual Event. Following the increase in COVID-19 transmissions in Thailand recently, VNU Asia Pacific as organizer, together with the Science and Technology Trade Association (STTA) and Thailand Center of Excellence for Life Sciences (TCELS) would like to announce the postponement of Thailand LAB INTERNATIONAL 2021 from its original date to (NEW DATE) OCTOBER 27-29, 2021 at hall 101- 102, BITEC, Bangkok. Thailand LAB INTERNATIONAL 2021 together with FutureCHEM INTERNATIONAL 2021, the new show concept for the Chemical Industries will further provide a substantially upgraded Hybrid Platform (Physical Exhibition + Conference + Online Platform) during October 27-29, 2021 at BITEC for the maximum benefit and flexibility of all participants in accessing our exhibition and conference platform. As of now, pre-registration, show information, floor plan, virtual exhibition, online

conference and online business matching with target buyers are available through this new platform. Please visit www.thailandlab.com for more information/registration. FutureCHEM INTERNATIONAL 2021 will present as a co-located event with Thailand LAB INTERNATIONAL 2021. This event focuses on the conference for chemical businesses in petrochemical, pharmaceuticals & cosmetics and food & supplement industries organized through our online and offline platforms. For more information, please visit https:// www.thailandlab.com/future-chem/ The original event dates and times of Bio Asia Pacific 2021 remains unchanged with both the exhibition and conference now Fully convened under a virtual platform during September 1-3, 2021. There will be no physical exhibition this year due to the COVID-19 situation. Bio Asia Pacific has a new direction and full development of the virtual platform

with maximizing features for all online exhibitors and visitors. This year, Bio Asia Pacific will present the virtual exhibition gathering booths from global biotechnology organization, international associations and companies with the interactive facilities to increase the online experiences. This new digital platform will enable exhibitor and visitor to pre-register online, gather show information, explore virtual exhibition, attend online conferences and conduct business matching with target buyers. The highlight of the conference in Bio Asia Pacific will focus on Thailand’s Life Sciences Industry Outlook after COVID-19, the first shot of homegrown COVID-19 vaccines, Life Sciences Industry; Pathway to Stock Exchange of Thailand, Biomimicry: Trend in Cosmetics Innovation from Nature and more. For more information and registration, please visit https:// bioasiapacific.com.  May-Jun

49


CATCH UP

KU-FIRST Webinar: Food Safety and Nutrition Security Series

Hosted by

Co-hosted by

Natural color plant based protein edible insect มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือเคยูเฟิร์สท (KUFIRST) จัดเว็บบินาร์ด้านความปลอดภัยอาหารเชื่อมโยงโภชนาการ การเกษตร และการแปรรูป ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในยุคนิวนอร์มอล ได้แก่ “สีธรรมชาติทางเลือกแห่งอนาคต” ได้รับการสนับสนุนจาก โครงการเมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือเอฟไอแอทเคยู (FI@KU), “โปรตีน ทางเลือก...อาหารใหม่ อาหารแห่งอนาคต-พลิกโฉมโปรตีนเกษตร” และ “โปรตีนทางเลือก...อาหารใหม่ อาหารแห่ง อนาคต-แมลงกินได้”

ผศ.ดร.วราภา มหากาญจนกุล ผู้ อำ�นวยการศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึง การจัดเว็บบินาร์ซีรีส์อาหารปลอดภัย โภชนาการมั่นคงว่า “KU-FIRST พร้อม เป็นหน่วยงานในการเสริมสร้างความเข้ม แข็งของผู้ประกอบการอาหาร ทั้งในด้าน โภชนาการและความปลอดภัยอาหาร โดย ร่วมมือกับหน่วยงานทัง้ ภายในและภายนอก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบเนือ่ งจาก เทรนด์ผบู้ ริโภคทีก่ �ำ ลังมองหาสีธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์กลุม่ โปรตีนทางเลือกทัง้ Plantbased food และ โปรตีนจากแมลงเพิม่ มากขึ้น เราจึงได้จัดเว็บบินาร์ทั้งสามครั้งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและ ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ข้อกำ�หนด หลักเกณฑ์และกฎ ระเบียบทีเ่ กีย่ วข้อง รวมถึงกระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึง่ ได้รบั การตอบ รับจากผูป้ ระกอบการเป็นอย่างดี เราหวังเป็นอย่างยิง่ ว่าเนือ้ หาวิชาการทีเ่ ราเผยแพร่ เป็นประโยชน์ตอ่ ผูป้ ระกอบการเพือ่ ให้ผลิตอาหารทีม่ คี ณ ุ ภาพ มีโภชนาการทีเ่ หมาะ สม และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค” โดยเรือ่ งแรก “สีธรรมชาติทางเลือกแห่งอนาคต” จัดขึน้ วันที่ 10 มิถนุ ายน 2564

50

www.innolabmagazine.com


ความปลอดภัยอาหารและกฎระเบียบที่ เกี่ยวข้อง

นางสาวณัชชา จันไขโคตร กองอาหาร สำ�นักงาน คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่าผู้ประกอบ การทีจ่ ะผลิต นำ�เข้าสีธรรมชาติเพือ่ จำ�หน่าย หรือ ผูป้ ระกอบการอาหารทีใ่ ช้สผี สมอาหารจากธรรมชาติ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย อาหาร เนื่องจาก “สีธรรมชาติ” เป็นกลุ่มหน้าที่ ของวัตถุเจือปนอาหาร ซึง่ สำ�นักงานคณะกรรมการ อาหารและยามีการกำ�กับดูแลความปลอดภัยและ การนำ�ไปใช้ภายใต้ขอ้ กำ�หนดของประกาศกระทรวง สาธารณสุขว่าด้วยเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร ผู้ผลิต หรือนำ�เข้าสีธรรมชาติเพื่อจำ�หน่าย รวมถึงผู้ใช้สี ธรรมชาติผสมในอาหารจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับรายละเอียดกฎหมายที่เกี่ยวข้องและวิธีปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการยื่นคำ�ขออนุมัติ อนุญาต จดแจ้งหรือขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ สีธรรมชาติ รวมถึงสารสกัดให้สีจากพืชหรือสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารที่ผสมสีธรรมชาติ และเรียนรู้เกี่ยวกับข้อกำ�หนดการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างถูกต้องเป็นไปตาม ข้อกำ�หนดของกฎหมาย นวัตกรรมการใช้สีผสมอาหาร ในการ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

ผศ.ดร.กฤษกมล ณ จอม ภาควิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่าสีผสมอาหาร ช่วยทำ�ให้อาหารและเครือ่ งดืม่ มีสสี นั ทีต่ รงกับความ เป็นจริง สะดุดตาดึงดูดผู้บริโภค สีผสมอาหารมี แบบสีสังเคราะห์และสีธรรมชาติ แบบน้ำ�และผง แบบละลายน้ำ�และละลายในไขมัน สีสังเคราะห์ ทางเคมีที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารได้นั้น มีหลาก หลายเฉดสีให้เลือกและมีความคงตัว ในขณะที่สี จากธรรมชาตินนั้ จะมีเฉดสีนอ้ ยกว่าและความคงตัว ต่�ำ กว่า แต่ในปัจจุบนั ค่านิยมของผูบ้ ริโภคส่วนใหญ่ www.kufirst.center.ku.ac.th

innolabmagazine May-Jun

51


เน้นอาหารสุขภาพมากขึ้น อาหารที่ใช้สี สังเคราะห์จึงเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง ผู้ผลิตจึงต้องการเปลี่ยนมาใช้สีธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สารให้สีจากธรรมชาติมี สีสนั สดใสน้อยกว่าและมีราคาแพง เพือ่ ให้ ได้เฉดสีที่ใกล้เคียงกัน ทำ�ให้ต้องใช้สีจาก ธรรมชาติในปริมาณที่สูงกว่าสีผสมอาหาร แบบสังเคราะห์ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการผลิต และการใช้สีผสมอาหารธรรมชาติปริมาณ

มากเกินไปอาจทำ�ให้กลบกลิน่ รสของอาหาร ที่ต้องการอีกด้วย ดังนั้น นวัตกรรมการ สกัดสารให้สีแบบใหม่ วัตถุดิบให้สีชนิด ใหม่ และการทำ�ให้สคี งตัวอยูไ่ ด้ดว้ ยเทคนิค ต่างๆ จึงเป็นบริบทท้าทายในยุคนี้สำ�หรับ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม สำ�หรับถาด จาน ชาม ช้อน แก้ว จากโลหะ เคลือบสี หากเป็นการเคลือบด้วยอีนาเมล จะไม่มกี ารแพร่ลงสูอ่ าหารหรือแพร่ในระดับ

ต่�ำ มากทีค่ อ่ นข้างปลอดภัย แต่หากใช้สที า บ้านหรือสีพน่ โลหะทัว่ ไป ไม่ควรนำ�มาใช้กบั อาหาร เพราะจะมีโลหะหนักแพร่ปนเปือ้ น ลงไปในอาหารเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้น ภาชนะสัมผัสอาหารเหล่านี้ควรได้ รับการรับรองว่าเป็นเกรดสำ�หรับอาหาร ตามกฎหมาย

ข้อจำ�กัดการใช้สธ ี รรมชาติในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์อาหาร

นอกจากนี้ ดร.ประมวลยังได้ให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่าสีธรรมชาติมีความเหมาะสมใน การนำ�ไปใช้ในระดับครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม ขนาดเล็ก ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ ต้องการความสม่�ำ เสมอของผลิตภัณฑ์และ ต้องผลิตในปริมาณมาก สีสงั เคราะห์ยงั คง มีความเหมาะสมมากกว่า ด้วยปัจจุบันผู้ บริโภคหันมาสนใจและให้ความสำ�คัญกับ สุขภาพมากขึ้น การนำ�สีธรรมชาติมาใช้ เป็นส่วนผสมอาหารจึงมีมากขึ้น นอกจาก จะได้สีสันต่างๆ แล้ว ยังได้คุณประโยชน์ จากสารสำ�คัญทีม่ าพร้อมกับสารสีเหล่านัน้ อีกด้วย รวมถึงปัจจุบนั มีการผลิตสารสีจาก จุลนิ ทรียเ์ พิม่ ขึน้ เนือ่ งจากสามารถผลิตได้ใน ปริมาณมากและรวดเร็ว หากผูป้ ระกอบการ ต้องการตรวจวิเคราะห์ทดสอบสีผสมอาหาร สามารถติดต่อศูนย์บริการประกันคุณภาพ อาหาร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร 0 2942 8629-35 ต่อ 1800, 1811 

ดร.ประมวล ทรายทอง รองผู้อำ�นวยการฝ่าย วิจัย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อธิบายเพิม่ เติมว่า การใช้สผี สมอาหารมีมายาวนานแล้วตัง้ แต่สมัยยุค โบราณ และมีการใช้สเี พือ่ ใช้ผสมในอาหารมาอย่าง ต่อเนือ่ ง จนปัจจุบนั เริม่ ใช้สสี งั เคราะห์ เนือ่ งจากมี ความต้องการสีเป็นส่วนผสมในอาหารมากขึน้ จน ทำ�ให้มีการสังเคราะห์สีขึ้นมาใช้มากกว่า 80 ชนิด ผลจากการใช้สสี งั เคราะห์ดงั กล่าวทำ�ให้เริม่ มีผลต่อ ผู้บริโภคด้านความปลอดภัย อันเนื่องจากเป็นสาร เคมีทอี่ นั ตรายต่อการบริโภคนัน่ เอง การนำ�สีมาใช้ เป็นส่วนผสมในอาหารนัน้ ก็ดว้ ยเหตุผลต่างๆ เช่น เพื่อชดเชยการสูญเสียสีจากปัจจัยต่างๆ เพื่อปกปิดสีที่ไม่ต้องการหรือช่วยเพิ่มสีสันให้กับ อาหาร และเพือ่ ปกป้องรสชาติและวิตามินในอาหาร เพือ่ ตกแต่งเมนูอาหารให้นา่ รับประทาน และสร้างความน่าสนใจให้กับอาหาร ฯลฯ สีผสมอาหารที่ดีต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่ ก่อให้เกิดอันตรายในอาหาร ให้ความเข้มของสีสูง ใช้กับผลิตภัณฑ์ได้ง่าย มีความคงตัว ไม่ ทำ�ให้สมบัติของอาหารเปลี่ยนไป ไม่เกิดปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์อาหารและบรรจุภัณฑ์ และ ที่สำ�คัญราคาต้องไม่แพง

KU-FIRST organized webinar on Food Safety and Nutrition Security Series titled “Natural Color, Future Alternatives”, “Alternative Protein…New Food, Future Food: The Change of Textured Vegetable Protein”, and “Edible Insects” in order to meet the consumers' requirements. KU-FIRST, Kasetsart University, organized webinar on “Alternative Protein…New Food, Future Food: The Change of Textured Vegetable Protein” under the concept of food safety and food security that met the need of today's consumer. The professionals in the field of regulations, green beans R&D in Thailand, and textured vegetable protein (TVP) development joined the webinar to share their knowledge to the attendees on July 1, 2021. It was the second webinar in new normal era. The “Natural Color, Future Alternatives” was supported by Foodinnopolis@Kasetsart (FI@KU). A s s i s t . P r o f . D r. Wa r a p a Mahakarnchanakul, Director of KU-FIRST, said about the webinar, “KU-FIRST is ready to be a unit that strengthens the entrepreneurs in the field of nutrition and food safety. We 52

www.innolabmagazine.com

cooperate with internal and external units. Due to the customer’s trend of seeking for natural colors, as well as increasing plant-based food and insect-based protein, we organize the webinars to educate the producers

and consumers about food quality and safety, principles, related rules and regulations, production process, and product development. Our webinars are well accepted from the entrepreneurs. We hope that the


academic content that we shared will be beneficial to the entrepreneurs in order to produce the high-quality, safe, and nutritious food.”

Natural Color, Future Alternatives

• Ms. Natcha Jankhaikhot, Food Division, Food and Drug Administration (FDA) said that the entrepreneurs that produced or imported the natural colors, and the entrepreneurs that used the natural food coloring had to follow the Food Safety Act because “natural colors” was in food additive group which FDA controlled the safety and usage under the terms of the announcement of the Ministry of Public Health about food additives. The producers or importers of natural color and the users would learn about related rules and regulations, and how to submit to FDA. • Asst. Prof. Dr. Kriskamol Na Jom, Department of Food Science and Technology, Faculty of Agro-Industry, Kasetsart University explained that the food colorings made food and beverage attractive. There were natural, artificial, water-form, powderform, water-soluble and oil-soluble food colorings. The synthetic colors provided more shades and stability comparing to natural colors. However, the consumers recently focused on healthy food, so the synthetic colors were less popular. The producers had to use the natural colors in the higher content than synthetic colors which could increase the cost. The natural colors were less colorful and more expensive. The natural colors also decreased the smell and taste of food. As a result, new color extraction innovations, new color raw materials, new color stabilization technique were the challenges for food and beverage development. If

the tray, plate, bowl, spoon and cup were enamel coating, they were quite safe. However if they were coated by house paints or metal paints, they were not suitable for food because they might be contaminated by the heavy metal that was dangerous to the consumers. So the food container should be qualified as a food grade container. • Dr. Pramuan Saithong, Deputy Director, Institute of Food Research and Product Development, Kasetsart University added that food coloring had been used since ancient time. There were more than 80 kinds of synthetic colors because the demand was increasing. However the synthetic colors started to have safety issues because there were some harmful chemicals. Food colorings were used to offset color loss, covered up the unwanted colors, made food more attractive, enhanced the taste, preserved the vitamins, etc. The good food coloring should be safe for consumption, easy to use, stable, as well as had high color intensity, did

Plant-based Protein 1 ก.ค. 2564 13:00-15:45 น.

not change the properties of the food, did not react with food products and packaging, and most importantly, it should not be expensive. In addition, Dr. Pramuan added that the natural colors were suitable for using in household and small industries, while the synthetic colors were suitable for using in large industries that needed the product consistency and high-volume production. As the consumers were more concerned about health, the natural colors were increasingly used. Except the wide variety of colors, the natural colors offered benefits from natural sources. Now there were microbial pigments that could be produced quickly in large quantities. If the entrepreneurs would like to test the food coloring, please contact Food Quality Assurance Service Center, Institute of Food Research and Product Development (IFRPD), Kasetsart University at tel. 0 2942 8629-35 ext. 1800, 1811. 

Edible Insect 5 ส.ค. 2564 13:00-15:45 น.

www.kufirst.center.ku.ac.th

innolabmagazine May-Jun

53


NEWS

อ ง ค์ ก า ร อ า ห า ร แ ล ะ ย า แ ห่ ง สหรัฐอเมริกาอนุญาตระบบใหม่ที่ ให้ผลผลิตสูง เป็นระบบอัตโนมัติ ชัน ้ นำ�สำ�หรับการทดสอบโควิด-19

ชุด TaqPath™ COVID-19 HighThroughput Combo Kit ทำ�ให้ห้อง ปฏิบัติการสามารถเพิ่มปริมาณการตรวจ หาเชื้อในทางเดินหายใจ (PCR) ความ ไวสูงได้อย่างรวดเร็ว จากการที่โรงเรียน และนายจ้างต่างๆ ต้องการให้มีการตรวจ เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ในการเปิด ประเทศอีกครั้ง Amplitude Solution ทำ�ให้หอ้ งปฏิบตั ิ การทางคลินกิ และสาธารณสุขสามารถเพิม่ ปริมาณการตรวจหาเชื้อในทางเดินหายใจ ตามมาตรฐานได้ถึง 8,000 ตัวอย่างใน หนึ่งวัน โดยใช้คนทำ�งานน้อย และมอบ ชุดทดสอบ น้ำ�ยา และวัสดุสิ้นเปลืองที่ ปลอดภัยเพื่อสนองความต้องการในการ ทดสอบ โดย Amplitude Solution มี การนำ�ไปใช้งานทั่วโลก รวมถึงห้องปฏิบัติ การในยุโรปและญี่ปุ่น “ในขณะที่ผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลกอาจ ลดลงในบางพื้นที่เนื่องจากมีการเข้าถึง วัคซีนในวงกว้างมากขึ้น แต่กย็ ังต้องตรวจ หาเชื้ออย่างสม่ำ�เสมอเพื่อควบคุมการแพร่ ระบาดในอนาคต” มาร์ค สตีเวนสัน รอง ประธานกรรมการบริหารและประธานฝ่าย ปฏิบตั กิ ารของเทอร์โม ฟิชเชอร์ ไซเอนทิฟคิ กล่าว “สำ�หรับการตรวจหาเชื้อในวงกว้าง 54

www.innolabmagazine.com

นัน้ การตรวจหาเชือ้ ในทางเดินหายใจตาม ห้องปฏิบัติการเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่สุด ให้ผลที่มั่นใจได้ สามารถดำ�เนินการ ได้หลายพันตัวอย่างต่อวัน และรอบรายงาน ผลสอดคล้องและเชื่อถือได้ Amplitude Solution สามารถช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ การทดสอบอย่างเป็นระบบ ด้วยการทำ�ให้ ห้องปฏิบัติการสามารถเพิ่มปริมาณการ ทดสอบได้อย่างรวดเร็วและเริ่มประมวล ผลตัวอย่างปริมาณมาก แม้ว่าจะมีจำ�นวน เจ้าหน้าที่จำ�กัด” Amplitude Solution คือระบบตรวจ ด้านโมเลกูลาร์ ซึง่ เป็นการหาส่วนประกอบ ของเชื้อที่ช่วยให้ห้องปฏิบัติการทางคลินิก ขยายความสามารถในการทดสอบ โดย ผสานเครือ่ งมือการสกัดและเรียลไทม์พซี อี าร์ ของเทอร์โม ฟิชเชอร์ เข้ากับผลิตภัณฑ์ ดูดจ่ายสารละลายของ Tecan Group ระบบโมดูลาร์ใช้ประโยชน์จาก Applied Biosystems TaqPath™ COVID-19 Combo Kit ในเวอร์ชันที่ให้ผลผลิตสูง ของเทอร์โม ฟิชเชอร์ ซึ่งได้รับการอนุมัติ ภายใต้อ�ำ นาจตามมาตรการฉุกเฉินในเดือน มีนาคม 2563 เพื่อจัดการกับตัวอย่างในสี่ ขัน้ ตอนโดยใช้เวลาและพืน้ ทีน่ อ้ ย ด้วยการ ออกแบบชุดเครือ่ งมือทีใ่ ช้ส�ำ หรับยีนเป็นชุด ผนวกกับซอฟต์แวร์สอื่ ความหมายทีท่ นั สมัย ซึง่ อาจช่วยให้หอ้ งปฏิบตั กิ ารสามารถตรวจ จับไวรัสซาร์ส-โควี-2 ได้ การทดสอบด้วย Amplitude Solution

กับ TaqPath™ COVID-19 HighThroughput Combo Kit จำ�กัดการใช้ งานเฉพาะห้องปฏิบตั กิ ารทีไ่ ด้รบั การรับรอง ภายใต้การแก้ไขปรับปรุงห้องปฏิบตั กิ ารทาง คลินิกปี 1988 (CLIA), 42 U.S.C. 263a เพือ่ ดำ�เนินการทดสอบทีม่ คี วามซับซ้อนสูง หรือเฉพาะห้องปฏิบตั กิ ารนอกสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการรับรองที่คล้ายกัน Amplitude Solution กับ TaqPath™ COVID-19 High-Throughput Combo Kit ยังไม่ผา่ นการรับรองจากองค์การอาหาร และยา และอนุญาตให้ใช้ในสถานการณ์ ฉุกเฉินภายใต้กฎหมาย 21 U.S.C. § 360bbb-3(b)(1) มาตรา 564(b)(1) เท่านัน้ เว้นแต่การอนุญาตจะสิน้ สุดลงหรือ ถูกเพิกถอนเร็วกว่านั้น FDA AUTHORIZES NEW HIGHTHROUGHPUT, AUTOMATED SYSTEM FOR LEADING COVID-19 TEST

The Amplitude Solution with the TaqPath™ COVID-19 HighThroughput Combo Kit enables laboratories to rapidly scale highsensitivity PCR testing capacity as schools and employers seek increased testing to support reopening strategies The Amplitude Solution enables clinical and public health laboratories


to scale gold standard PCR testing and process up to 8,000 samples in a single day with minimal staffing resources and a secured supply of kits, reagents and consumables to meet their testing needs. The Amplitude Solution has been implemented globally including labs in Europe and Japan. “While COVID-19 cases globally may be decreasing in some areas as vaccines become more widely available, there continues to be a demand for frequent routine testing to control future outbreaks,” said Mark Stevenson, Executive Vice President and Chief Operating Officer of Thermo Fisher Scientific. “For population-wide testing programs, lab-based PCR is the best fitting technology, providing confidence in results, capacity to process thousands of samples a day, and consistent, reliable turnaround times. The Amplitude Solution can help support a systematic testing strategy by enabling labs to quickly scale their testing and begin processing high-volume samples, even with limited personnel.” The Amplitude Solution is a molecular diagnostic testing system that helps clinical labs expand testing capacity by combining Thermo Fisher’s extraction and real-time PCR instruments with liquid handling products from Tecan Group. The modular system utilizes a high-throughput version of Thermo Fisher’s Applied Biosystems TaqPath™ COVID-19 Combo Kit, which received EUA in March 2020, to process samples in four steps with minimal hands-on time and laboratory space requirements. The kit’s multi-gene target design and updated interpretive software may help labs detect SARS-CoV-2 variants.

Testing with the Amplitude Solution with the TaqPath™ COVID-19 HighThroughput Combo Kit is limited to laboratories certified under the Clinical Laboratory Improvement Amendments of 1988 (CLIA), 42 U.S.C. 263a, to perform high-complexity tests, or by similarly qualified non-U.S. laboratories. The Amplitude Solution with the TaqPath™ COVID-19 HighThroughput Combo Kit has not been FDA cleared or approved and is only authorized for the duration of the EUA granted under Section 564(b) (1) of the Act, 21 U.S.C. § 360bbb3(b)(1), unless the authorization is terminated or revoked sooner.

News info Thermo Fisher Scientific - April 12, 2021

OmniFoods เตรี ย มขยายฐาน ลูกค้าสู่ประเทศไทย หนึ่งในสวรรค์ แห่งการกินของเอเชีย นำ�ร่องจัด จำ�หน่ายผลิตภัณฑ์ OmniMeat Luncheon ในร้านอาหารและร้านค้า ปลีกให้พร้อมอิ่มอร่อยกันได้ง่ายๆ

ออมนิฟู้ดส์ (OmniFoods) ผู้คิดค้น ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชอเนกประสงค์ จาก เครือข่ายการลงทุนกิจการร่วมเพื่อสังคม (Social Venture) สัญชาติฮ่องกงอย่าง กรีนมันเดย์ (Green Monday) ประกาศ จัดจำ�หน่าย OmniMeat Luncheon

(ออมนิมีทลันชั่น) ในซูเปอร์มาร์เก็ตและ ร้านอาหารชั้นนำ�ทั่วไทย ด้วยการผสมผสานทีเ่ ป็นเอกลักษณ์อย่าง ลงตัวของโปรตีนจากพืชทีม่ คี วามคล้ายคลึง กับเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นในแง่ ของรสชาติหรือรูปลักษณ์ OmniMeat Luncheon นำ�เสนอทางเลือกทีย่ งั่ ยืนและ ดีต่อสุขภาพมากกว่าเนื้อสัตว์แปรรูป โดย ยังคงความอร่อยของรสชาติและเนือ้ สัมผัส ได้ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงอีกด้วย ผลิตภัณฑ์ของ OmniMeat Luncheon ประกอบไปด้วยถัว่ เหลืองและข้าวสาลีทไี่ ม่ ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม (GMO) อีกทั้งยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร โปรตีน และปราศจากคอเลสเตอรอล เมื่อทำ�การ เปรียบเทียบกับเนือ้ สัตว์ทบี่ รรจุในกระป๋อง แบบดัง้ เดิมแล้ว OmniMeat Luncheon มีแคลอรี ต่ำ�กว่าถึง 46% โดยมีปริมาณ ไขมันทัง้ หมดและปริมานโซเดียมต่�ำ กว่าถึง 64% นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังปราศจาก ฮอร์โมนเสริม ยาปฏิชีวนะ สารกันเสีย และผงชูรสอีกด้วย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช OmniMeat Luncheon คือความสำ�เร็จ ทางการวิจยั และพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหาร เป็นเวลาหลายปีของ OmniFoods โดย ผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนอง ความต้องการของผูบ้ ริโภคชาวเอเชียทีโ่ หย หารสชาติทคี่ นุ้ เคยและความสะดวกสบาย ของเนื้อสัตว์แปรรูป ในขณะเดียวกันก็นำ� เสนอทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นด้วย การกำ�จัดสารทีเ่ ป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดย นำ� OmniMeat Luncheon ไปทอดบน กระทะด้านละ 1-2 นาที เพียงเท่านี้ท่านก็ สามารถเพลิดเพลินกับอาหารจานด่วนแสน เฮลท์ตี้ได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า มื้อ ของว่าง หรือช่วงจิบน้ำ�ชายามบ่าย “บริษัทรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ จะนำ� OmniMeat Luncheon มาสู่ ตลาดประเทศไทยสำ�หรับคนทีก่ �ำ ลังมองหา ทางเลือกทีด่ ตี อ่ สุขภาพและเป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อม OmniMeat Luncheon ของ เราเป็นอาหารทีผ่ ลิตจากพืชทีไ่ ด้รบั การตอบ รับเป็นอย่างดีจากเชฟและนักชิมทัว่ ภูมภิ าค เอเชียแปซิฟิก และเนื่องจากคนไทยกำ�ลัง เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพและผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมมากขึ้น เรามั่นใจว่าพวกเขา จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของเราที่ May-Jun

55


จะนำ�เสนออาหารทางเลือกที่อร่อยและมี ความยั่งยืนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อสร้าง อนาคตทีป่ ลอดภัย เป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อม และน่าอยู่สำ�หรับทุกคน” เดวิด ยัง ผู้ก่อ ตั้ง กรีนมันเดย์ และ OmniFoods กล่าว ตามการคาดการณ์ระบุวา่ ความต้องการ ต่อการบริโภคเนือ้ จากพืชในประเทศไทยจะ มีจำ�นวนเพิ่มขึ้นถึง 200% ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2568 เนื่องจากผู้บริโภคในเอเชีย แปซิฟกิ มีมมุ มองและวิสยั ทัศน์ทเี่ ป็นเชิงบวก เกี่ยวกับทางเลือกของเนื้อสัตว์ โดย 75% ของผู้บริโภคยินดีที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์จากพืชในราคาใกล้เคียงกัน และ 78% มั่นใจว่าเทรนด์ที่ดีต่อสุขภาพนี้จะ เป็นทีน่ ยิ มและสามารถเติบโตได้ในอนาคต เมื่อพูดถึงปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ ผู้ บริโภคชาวไทยให้ความสนใจต่อความสมดุล ของรสชาติ โภชนาการ และความสะดวก สบาย ตามลำ�ดับ การระบาดของโรคโควิด-19 ยังเป็น อีกองค์ประกอบที่จุดประกายต่อเรื่องการ รักษาสุขภาพและความปลอดภัย ผูค้ นได้มี การตระหนักถึงสิง่ ทีบ่ ริโภคมากขึน้ รวมถึง ผลกระทบทีม่ ตี อ่ ร่างกายและสภาพแวดล้อม การตระหนักครัง้ นีจ้ งึ ทำ�ให้ผคู้ นมากมายเริม่ หันมาลองบริโภคแบบ Flexitarian หรือ กินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น โดยเปลี่ยนมาใช้ อาหารจากพืชเป็นหลักพร้อมกับการบริโภค เนื้อสัตว์เป็นครั้งคราว ผลการศึกษาชี้ให้ เห็นว่าการทานมังสวิรัติเป็นส่วน 2 ใน 3 ของมื้ออาหาร สามารถลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับอาหารได้เกือบ 60% และยังเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ร่างกายอีกด้วย OmniMeat Luncheon กำ�ลังจะวาง จำ�หน่ายในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ที่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ มาร์เก็ต บางสาขาทั่วประเทศไทย หลังจากล่าสุด ที่มีการเปิดตัวอย่างประสบความสำ�เร็จ ในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และ ออสเตรเลีย OmniMeat Luncheon เปิดตัวในร้าน อาหารชั้นนำ�ของกรุงเทพฯ อย่างเป็น ทางการ

กรีนมันเดย์ได้พาร์ทเนอร์กบั ร้านอาหารชัน้ นำ�หลายแห่งเพือ่ คิดค้นสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ กับ OmniMeat Luncheon เพือ่ นักชิมทัง้ 56

www.innolabmagazine.com

หลายทัว่ กรุงเทพฯ ตัง้ แต่วนั นีเ้ ป็นต้นไป ทุก ท่านสามารถสัมผัสประสบการณ์อาหารทีท่ �ำ จากพืชได้ที่ Lao Teng, Vistro, Bangkok City Diner, Salada Organic Kitchen และ Fitmeal

ร้านเหล่าเต๊ง (Laoteng) ภัตตาคาร อาหารที่ใครๆ ต่างกล่าวถึงในย่านไชน่า ทาวน์ (เยาวราช) ได้ให้บริการติ่มซำ�แบบ วีแกนที่ทำ�จาก OmniMeat Luncheon รวมทั้งถุงเงินถุงทองลันชั่น (ราคา 110 บาท) และฟองเต้าหู้ไส้ลันชั่นทอด (ราคา 110 บาท) ซึง่ ได้รบั การสร้างสรรค์และแรง บันดาลใจมาจากร้านอาหารจีนสไตล์ร่วม สมัยที่มีชื่อเสียง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำ� เสนอทางเลือกทีด่ ตี อ่ สุขภาพในขณะทีย่ งั คง ความเป็นกวางตุ้งแท้ๆ อีกด้วย

Vistro ร้านอาหารวีแกนและคาเฟ่สไตล์ โมเดิรน์ ทีต่ งั้ อยูใ่ นซอยสุขมุ วิท 24 พร้อมนำ� เสนอเมนู Shawarma Mia (ราคา 340 บาท) โดยเป็นอาหารกลางวันทีม่ สี ว่ นผสม ของ OmniMeat Luncheon ไว้ในจาน ของพวกเขา เพือ่ นำ�เสนอทางเลือกใหม่จาก พืชสำ�หรับกลุ่มวีแกนในกรุงเทพฯ Bangkok City Diner ร้านอาหาร วีแกนสไตล์อเมริกันที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ใจกลางสาทร มีเมนูอย่าง OmniMeat Luncheon Classic Mac & Cheese (ราคา 200 บาท) ซึ่งนอกจากนี้ ร้านนี้ยัง

มีอกี หลากหลายเมนูทใี่ ช้ผลิตภัณฑ์ออมนิมที ร้าน Salada Organic Kitchen ทั้ง 5 สาขานำ�เสนอข้าวผัดพริกขี้หนูสดออมนิ มีทลันชั่น (ราคา 199 บาท) เพื่อแนะนำ� อาหารจากพืชในรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย การสร้างสรรค์อาหารจานนี้เป็นหนึ่งใน สิบรายการอาหารจากพืชที่มีออมนิมีทอยู่ ในเมนูของ Salada Organic Kitchen ร้าน Fitmeal ตั้งอยู่ในทองหล่อซอย 11 โดยเสิร์ฟ OmniMeat English Club Sandwich (ราคา 230 บาท) และซุป เกี๊ยวจีน OmniMeat (ราคา 230 บาท) สำ�หรับลูกค้าที่แวะมาเยือนคาเฟ่ที่มีความ เป็นมิตรกับมังสวิรตั อิ นั ทรงเสน่หแ์ ห่งนี้ และ นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการจัดส่งอีกด้วย สำ�หรับผูท้ ชี่ นื่ ชอบการทำ�อาหารทีบ่ า้ น OmniMeat Luncheon (240 กรัม/ 170 บาท) มีจำ�หน่ายเฉพาะที่เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ มาร์เก็ต บางสาขา ในบรรจุภัณฑ์ขายปลีกควบคู่ไปกับส่วน ผสมโปรตีนจากพืชอื่นๆ ที่เตรียมได้ง่าย อย่าง OmniMeat Strip ออมนิมีทสตริป (150 กรัม/ 115 บาท) เหมาะสำ�หรับ อาหารเกือบทุกจาน ถือเป็นอีกทางเลือก หนึ่งของเนื้อสัตว์ที่ปราศจากสารฮอร์โมน ยาปฏิชีวนะ และผงชูรส โดยวัตถุดิบหลัก เหล่านีจ้ ะช่วยให้ผบู้ ริโภคทีใ่ ส่ใจในสุขภาพ สามารถสร้างสรรค์มื้ออาหารของตนเอง ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำ�จากพืช ปราศจากการเบียดเบียนสัตว์ และไม่ใช่ จีเอ็มโอ แทนส่วนผสมที่ทำ�จากเนื้อสัตว์ ในขณะที่อยู่บ้านอย่างปลอดภัย OMNIFOODS EXPANDS ITS FOOTPRINT IN ASIA’S FOODIE CAPITAL ACROSS RESTAURANTS AND RETAIL WITH EASY-TOPREPARE OMNIMEAT LUNCHEON

OmniFoods, the creator of allpurpose plant-based meat analogue under Hong Kong-based social venture Green Monday, announces the arrival of OmniMeat Luncheon in leading supermarkets and restaurants across Thailand – one of the world’s most vibrant culinary hotspots. A unique blend of plant-based protein that bears a striking resemblance


to traditional meat in both flavour and appearance, OmniMeat Luncheon offers sustainable and healthier alternative to its processed meat counterpart without compromising on taste and texture. The OmniMeat Luncheon formula is a blend of non-GMO soy and wheat, containing dietary fibre, high protein content and zero cholesterol. Compared with traditional canned luncheon meat, OmniMeat Luncheon’s calories and total fat content are 46% and 64% lower respectively. The sodium content is also 64% lower than traditional luncheon meat, and contain no added hormones, antibiotics, preservatives and MSG. This innovative OmniMeat Luncheon from OmniFoods is a result of years of research and development in food technology. It is designed to satisfy the demand of Asian consumers for the familiar taste and convenience of processed meat while offering a much healthier alternative by removing substances detrimental to their health. People can enjoy a healthy quick-fix meal during breakfast, snack or tea time simply by pan-frying the OmniMeat Luncheon on both sides for 1-2 minutes. “We are thrilled to bring OmniMeat Luncheon to the Thai market for those seeking a healthier and more environmentally friendly alternative. Our plant-based, guilt-free OmniMeat Luncheon has been embraced by chefs and foodies across the Asia Pacific region, and we’re confident that as Thai people continue to become more conscious of their health and impact on the environment, they will join us on our mission to bring tasty and sustainable choices at a larger scale to create a safer, greener and kinder future for all.” David Yeung,

Founder of Green Monday and OmniFoods said. In Thailand, the demand for plant-based meat is forecasted to increase by 200% during 20212025. Consumers in Asia Pacific also have very favourable view of meat alternatives; 75% are willing to pay a similar price for plant-based meat and 78% are confident that this healthier trend will catch and grow in the future. When it comes to key factor in purchasing decision, Thai consumers prefer the balance of taste, nutrition and convenience. COVID-19 has also increased the stakes when it comes to health and safety. People are more conscious of what they are consuming and the impact it has to their bodies and the world. This realisation has therefore convinced many newcomers to try the ‘flexitarian’ approach – switching to primarily plant-based diet with the occasional inclusion of meat. There is a study suggested that going vegan for two-thirds of meals can cut foodrelated greenhouse gas emission by nearly 60%, in addition to being a much healthier choice for the body. Following the recent successful launches across Singapore, Malaysia, Japan and Australia, OmniMeat Luncheon will soon be available in mid-May at selected Central Food Hall and Tops Market outlets nationwide. OmniMeat Luncheon launches in Bangkok’s leading restaurants

The iconic Lao Teng Restaurant in Bangkok Chinatown (Yaowarat) will serve vegan dim sum dishes made with OmniMeat Luncheon, including Steamed OmniMeat Luncheon Dumplings with Truffle Oil Flavour (THB110) and Deep-fried Bean Curds Roll with OmniMeat Luncheon (THB110). These creations from the renowned contemporarystyled Chinese restaurant aim to offer a healthier choice while highlighting authentic Cantonese flavours. Vistro, a modern vegan restaurant and cafe located in Sukhumvit 24, will offer the Shawarma Mia (THB340) incorporating OmniMeat Luncheon on their menu, introducing a new plant-based option to Bangkok’s community of vegan diners.

Adding to the excitement, Bangkok City Diner, an American style vegan restaurant in the heart of Sathorn Central Business District, will feature the OmniMeat Luncheon Classic Mac & Cheese (THB200). This beloved comfort food is a new addition to their menu which features a variety of recipes with OmniMeat products.

Green Monday is also partnering with leading restaurants to bring innovative OmniMeat Luncheon creation to menus at numerous upscale diners across Bangkok. From today, diners will be able to experience the plant-based dishes at Lao Teng, Vistro, Bangkok City Diner, Salada Organic Kitchen and Fitmeal. May-Jun

57


All five branches of Salada Organic Kitchen will offer a Thai-styled Spicy Fried Rice with OmniMeat Luncheon (THB199) to introduce the exciting world of plant-based cuisine through a tasty and familiar flavour for Thai foodies. This creation is one of the 10 plant-based dishes with OmniMeat on Salada Organic Kitchen’s menu.

จิ ว าดองและบู ห์ เ ล่ อ ร์ เ ปิ ด ศู น ย์ นวัตกรรมโปรตีนในสิงคโปร์ Fitmeal in Thonglor Soi 11 will serve a freshly made OmniMeat English Club Sandwich (THB230) and OmniMeat Chinese Wonton Soup (THB230) to patrons who pay a visit to this charming vegan- friendly café, and delivery is also available. For those who enjoy cooking at home, OmniMeat Luncheon (240gm/THB170) will be available exclusively at selected branches of Central Food Hall and Tops Market in retail package alongside another plant-based, easy-to-prepare protein ingredient, OmniMeat Strip (150gm/ THB115). Suitable for almost every dish, OmniMeat Strip is an alternative to meat-based strips, and it is free from hormones, antibiotics and MSG. These pantry staples will allow health-conscious consumers to create their own dishes using a plant-based, cruelty-free and non-GMO alternative to the meat-based ingredient while staying safe at home.

News info Vero Thailand - May 5, 2021

58

www.innolabmagazine.com

จิวาดอง บริษัทชั้นนำ�ระดับโลกด้าน รสชาติและความเป็นอยู่ที่ดี และบูห์เล่อร์ ผูน้ �ำ ระดับโลกด้านโซลูชนั การแปรรูปอาหาร วันนีร้ ว่ มกันประกาศเปิดตัวศูนย์นวัตกรรม โปรตีนเอเชียแปซิฟกิ อย่างเป็นทางการ ศูนย์ นวัตกรรมโปรตีนตัง้ อยูท่ จี่ วิ าดองวูดแลนด์ใน สิงคโปร์ ร่วมดำ�เนินการและสนับสนุนโดย ผูเ้ ชีย่ วชาญจากทัง้ สองบริษทั และเชือ่ มกับ เครือข่ายศูนย์นวัตกรรมด้านการวิจัยและ พัฒนาขนาดใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ รวม ถึงศูนย์หลักอีกหลายแห่งทัว่ ภูมภิ าค ทำ�ให้ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชในระดับโลก ศูนย์นวัตกรรมโปรตีนในสิงคโปร์ยินดี ต้อนรับบริษัทแปรรูปอาหาร สตาร์ทอัพ และนักวิจยั ของมหาวิทยาลัยจากทัว่ ภูมภิ าค เอเชียแปซิฟกิ (APAC) ทีต่ อ้ งการร่วมกันส ร้างสรรค์อาหารจากพืชทีใ่ ห้ทงั้ ประสบการณ์ ทีด่ แี ละความรูส้ กึ ทีด่ ี ทางศูนย์มกี ารผสาน เทคโนโลยีต้นแบบของอุปกรณ์ขึ้นรูปและ แปรรูปของบูห์เล่อร์เข้ากับสิ่งอำ�นวยความ สะดวกในการทำ�อาหารชนิดใหม่และความ เชีย่ วชาญระดับโลกด้านกลิน่ รสชาติ ส่วน ผสม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของจิวาดอง ศูนย์นวัตกรรมโปรตีนประกอบด้วยสิ่ง อำ�นวยความสะดวกในระดับนำ�ร่อง ทั้ง เครื่องอัดขึ้นรูประบบเปียกและแห้ง ครัว พัฒนาผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม สถานที่จัดเก็บ สิง่ อำ�นวยความสะดวกในการประชุม และ พื้นที่รับชม ซึ่งผู้ท่ีสนใจสามารถมาเยี่ยม

ชมโรงงานขนาด 400 ตร.ม. และชมการ สาธิตแบบสด ศูนย์แห่งนี้สร้างโดยคำ�นึง ถึงการผลิตโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร ธุรกิจต่างๆ จะได้รับการสนับสนุนตลอด กระบวนการสร้างสรรค์ทที่ �ำ ร่วมกัน ตัง้ แต่ การเลือกวัตถุดบิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และ การวิจยั ไปจนถึงการประยุกต์ วิทยาศาสตร์ กลิ่นรส การอัดขึ้นรูป และการทดสอบผู้ บริโภค ทีศ่ นู ย์แห่งนี้ ลูกค้าสามารถพัฒนา ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่เหมาะกับการทำ� อาหารของชาวเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์สามารถผลิตโปรตีนจากพืชได้สงู ถึง 40 กิโลกรัมต่อชัว่ โมง และเด่นเรือ่ งการอัด ขึ้นรูประบบแห้ง อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีการ อัดขึ้นรูประบบเปียกที่ใหม่กว่าเดิม ทำ�ให้ มีโครงสร้างเส้นใยคล้ายกับเนือ้ จริงมากขึน้ และมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าเมื่อเทียบกับ ผลิตภัณฑ์ที่อัดขึ้นรูปในระบบแห้ง โมนิลา โกธารี ประธานฝ่ายรสชาติ และความเป็นอยู่ที่ดีของจิวาดองในเอเชีย แปซิฟิกกล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วน หนึง่ ของความร่วมมืออันจะนำ�ไปสูอ่ นาคตที่ ยัง่ ยืนด้านอาหารสำ�หรับสิงคโปร์และภูมภิ าค เอเชียแปซิฟกิ ด้วยศูนย์นวัตกรรมโปรตีนนี้ เราตั้งเป้าที่จะสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุน สตาร์ทอัพและธุรกิจด้านอาหารในสภาพ แวดล้อมของการสร้างสรรค์ร่วมกัน ศูนย์ นี้จะทำ�ให้พวกเขาได้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย และเทคโนโลยีที่จำ�เป็นในการ สร้างโปรตีนทางเลือกจากพืชที่แท้จริงที่ ตอบสนองความต้องการและความคาดหวัง


ของผู้บริโภค ด้วยการนำ�โซลูชันด้านกลิ่น รสที่ได้จากพืชผักและเป็นธรรมชาติ รวม ถึงเทคโนโลยีอย่างเช่นการอัดขึ้นรูประบบ เปียก มายังประเทศสิงคโปร์และภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก เราช่วยให้อาหารจากพืชมี รสชาติอร่อยมากขึ้น เหมือนเนื้อจริง และ เข้าถึงได้สำ�หรับทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค เราตืน่ เต้นกับการเปิดศูนย์ของเราในสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นแหล่งนวัตกรรมเทคโนโลยีทาง อาหารที่มีชีวิตชีวา” เอียน โรเบิร์ตส์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของบูหเ์ ล่อร์กล่าวว่า “รสชาติทยี่ อดเยีย่ มและโปรตีนทางเลือกที่ ยัง่ ยืนคือผูช้ ว่ ยทีส่ �ำ คัญในการส่งมอบอาหาร แก่ผคู้ น 10,000 ล้านคนอย่างยัง่ ยืนภายใน ปี 2593 ก่อนที่จะเกิดสิ่งนั้น ห่วงโซ่คุณค่า โปรตีนของเราจำ�เป็นต้องมีการเปลีย่ นแปลง ก่อน ด้วยการที่พันธมิตรในระบบนิเวศ อาหารเริ่มทำ�งานร่วมกันตั้งแต่วันนี้ ศูนย์ นวัตกรรมโปรตีนที่เราเปิดร่วมกับจิวาดอง ในวันนีต้ งั้ อยูใ่ จกลางของระบบนิเวศอาหาร ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอีกหนึง่ ขัน้ ในการบรรลุวิสัยทัศน์ของเราด้านอนาคต ทางอาหารที่เกิดจากความร่วมมือและมี ความยัง่ ยืน ศูนย์นวัตกรรมโปรตีนไม่เพียง ทำ�ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีน จากพืชทั่วเอเชียได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยัง รับรองว่าผลิตภัณฑ์รสชาติดีจะสามารถ เพิ่มปริมาณการผลิตตามที่ต้องการเพื่อ สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมใน ห่วงโซ่อาหารของเรา” GIVAUDAN AND BÜHLER OPEN PROTEIN INNOVATION CENTRE IN SINGAPORE

Givaudan, a global leading company in Taste and Wellbeing, and Bühler, global leader for food processing solutions, today jointly announced the official opening of the APAC Protein Innovation Centre. Located at the Givaudan Woodlands site in Singapore, the Protein Innovation Centre is jointly run and supported by experts from both companies and is connected to a vast network of R&D innovation centers in Switzerland and key hubs across

the region that enables agile plantbased product development on a global scale. The Protein Innovation Centre in Singapore welcomes food processing companies, start-ups and university researchers from across the Asia Pacific (APAC) region keen to cocreate plant-based food experiences that do good and feel good. The Centre combines the pilot technology of Bühler’s extrusion and processing equipment with Givaudan’s new culinary facilities and its worldleading expertise in flavor, taste, ingredient, and product development. Outfitted with a pilot scale wet and dry extruder, a state-of-theart product development kitchen, storage facilities, meeting amenities and a viewing area where visitors may tour the 400-square-meter facility and view live demonstrations, the Protein Innovation Centre is constructed with the end-to-end process of plant-based protein production in mind. Businesses will also benefit from support throughout the cocreation process, from raw material selection to product development and research, to application, flavor science, extrusion, and consumer testing. At the Centre, customers can develop high-quality products suitable for Asian culinary applications at scale. The facility can produce up to 40 kilograms of plant proteins an hour and features dry extrusion, as well as a newer wet extrusion technology that delivers a fibrous structure more akin to muscle, and higher protein content as compared with dry extruded products. Monila Kothari, APAC President, Givaudan Taste & Wellbeing, says: “We are proud to be part of a partnership that will contribute towards a sustainable food future for Singapore and the

APAC region. Through the Protein Innovation Centre, we aim to create an ecosystem that supports start-ups and food businesses in an environment of co-creation. The Centre will provide them access to the expertise, networks and technology required to create authentic plantbased protein alternatives that meet consumer needs and expectations. By bringing flavor solutions that are vegetarian, vegan, plant-based and natural, as well as technologies such as wet extrusion to Singapore and the region, we are helping to make plant-based foods more delicious, authentic, and accessible to business and consumers. We are excited to open our Centre in Singapore, a country that is a hotbed for FoodTech Innovation.” Ian Roberts, Chief Technology Officer at Bühler, says: “Great tasting and sustainable protein alternatives are an important contributor to feeding 10 billion people sustainably by 2050. The changes that need to happen to our protein value chains prior to that are so deep, they can only be achieved if the various partners of the food ecosystem start working together today. The Protein Innovation Centre that we open today with Givaudan at the core of Southeast Asia’s vibrant food ecosystem, is a step towards achieving our vision of a collaborative and sustainable future of food. The Protein Innovation Centre will not only enable the development of more plant-based protein products across Asia, it will also ensure delicious products can be scaled to the production volumes required to create a positive environmental impact on our food chains.”

News info Bühler AG - April 26, 2021

May-Jun

59


มจธ. อันดับ 1 ของโลก SDG 7 พลังงานสะอาด และอันดับ 54 ของ โลก TOP 100 จาก THE Impact Rankings 2021

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 Time Higher Education Impact Rankings 2021 ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ระดับโลกที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่ง แวดล้อมและสังคม จาก 1,115 สถาบัน ใน 94 ประเทศทั่วโลก พบมหาวิทยาลัย ไทยได้รบั การจัดอันดับ 26 แห่ง ทัง้ นี้ การ จัดอันดับดังกล่าวใช้เกณฑ์การประเมิน มหาวิทยาลัยตามเป้าหมายการพัฒนาที่ ยัง่ ยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals (SDG) ครอบคลุม ตัวชี้วัดที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งใน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับ นานาชาติ ในมิติการศึกษา การวิจัย การ ดำ�เนินงาน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม ของสาธารณะ โดยในปีน้ี มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลก ใน SDG ที่ 7 พลังงานสะอาดทีท่ กุ คนเข้าถึงได้ และอันดับ 54 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 89.3% และเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า “จากผลการจัดอันดับ โดย Times Higher Educations Impact Rankings ในปีนี้ มจธ. มีผลงานที่โดดเด่นอย่างมาก ใน SDG ที่ 7 Affordable and Clean Energy (ด้านพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้า ถึงได้) โดยมีการวัดผลจากผลงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับพลังงาน นโยบายและแผน ที่นำ�ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด และการ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ พลังงานภายในมหาวิทยาลัย และความ มุ่งมั่นในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่าง มีประสิทธิภาพในชุมชนเป็นวงกว้าง ซึ่ง มจธ. ได้คะแนน 84.4% และได้รับการ จัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลก การดำ�เนินการที่เกี่ยวข้องกับ SDG ที่ 7 ของ มจธ. นัน้ มีเป้าประสงค์ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก คือ การเข้าถึงพลังงาน สะอาดของชุมชน การเพิม่ สัดส่วนพลังงาน ทดแทน (renewable energy) และการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายใน หน่วยงาน โดยมีผลงานทีโ่ ดดเด่น คือ มจธ. มุ่งเน้นศึกษาและวิจัยด้านพลังงานสะอาด 60

www.innolabmagazine.com

และการจัดการพลังงาน โดย มจธ. นับเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกทีจ่ ดั ตัง้ คณะพลังงาน สิง่ แวดล้อมและวัสดุ และมีอกี หลายหน่วย งานที่ทำ�งานวิจัยและบริการวิชาการด้าน การจัดการพลังงาน ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย ร่วมด้านพลังงานและสิง่ แวดล้อม (JGSEE) คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงาน ต้นแบบ เป็นต้น อีกทั้งมีผลงานวิจัยที่ มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือกับหน่วยงาน ต่างๆ ที่ได้นำ�ออกไปใช้ประโยชน์ให้กับ ชุมชนและสังคมอีกมากมาย รศ.ดร.สุวทิ ย์ แซ่เตีย ได้ให้ขอ้ มูลเพิม่ เติม ว่านอกเหนือจาก SDG ที่ 7 ที่ได้รับการ จัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกแล้วนั้น การจัด อันดับโดย THE Impact Rankings ในปี นี้ มจธ. มีผลงานเด่นเป็นอันดับต้นของโลก ในอีก 6 SDGs ได้แก่ SDG ที่ 6 Clean Water and Sanitation (การจัดการน้ำ� และสุขาภิบาล) ซึง่ มจธ. ได้คะแนน 74.8% และได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 24 ของโลก SDG ที่ 12 Responsible Consumption and Production (แผนการบริโภคและ การผลิตที่ยั่งยืน) ซึ่ง มจธ. ได้คะแนน 81.9% และได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 30 ของโลก SDG ที่ 1 No Poverty (ขจัด ความยากจน) ซึง่ มจธ. ได้คะแนน 72.2% และได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 46 ของโลก SDG ที่ 17 Partnership for the Goals (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ซึ่ง มจธ. ได้คะแนน 89.7% และได้รับการ จัดอันดับเป็นที่ 47 ของโลก SDG ที่ 14 Life below Water (การใช้ประโยชน์จาก

มหาสมุทรและทรัพยากรทางธรรมชาติ) ซึง่ มจธ. ได้คะแนน 71.8% และได้รับการจัด อันดับเป็นที่ 50 ของโลก และ SDG ที่ 2 Zero Hunger (ขจัดความหิวโหย) ซึ่ง มจธ. ได้คะแนน 63.6% และได้รับการจัด อันดับเป็นที่ 77 ของโลก รศ.ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย กล่าวทิ้งท้าย ว่า “The Impact Rankings 2021 นั้น สะท้อนถึงการดำ�เนินงานของ มจธ. โดย มีเป้าหมาย SDGs 2030 เน้นกิจกรรม หลักใน 3 ด้าน ประกอบด้วย การจัดการ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจ กันของทุกภาคส่วน ที่มุ่งหวังให้เกิดการ พัฒนามหาวิทยาลัยและสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านการเรียนการสอน รวมทัง้ กิจกรรมต่างๆ และการที่ มจธ. ได้รับการจัดอันดับโดยมี คะแนนเป็นอันดับ 1 ของโลก เทียบจาก มหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ส่งรายงานเพื่อเข้า รับการพิจารณา ใน SDG ที่ 7 นั้น ถือ เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และ มจธ. จะ ยังคงมุ่งมั่นเพื่อการพัฒนาการศึกษา วิจัย และบริการสังคม โดยยึดเป้าหมาย SDGs 2030 ในการผลิตนักศึกษาให้มีความเป็น หัวใจสีเขียว (Green Heart) และออก ไปเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคม (Social Change Agents) เพือ่ นำ�ความรู้ ความสามารถทีต่ นมีไปก่อให้เกิดการพัฒนา ที่มีผลกระทบ ทั้งในระดับสังคม ประเทศ และในโลกต่อไป”


KMUTT, THE WORLD 1ST RANK FOR SDG7, AFFORDABLE AND CLEAN ENERGY, AND THE WORLD’S 54TH RANK OF TOP 100 MEASURED BY THE IMPACT RANKINGS 2021

On April 21, 2021, Times Higher Education Impact Rankings 2021 announced the global ranking of the universities making the positive impacts on the environment and society from a total of 1,115 universities from 94 countries worldwide. According to the 2021 THE Impact Rankings, 26 Thai universities have been ranked. The assessment criteria of the THE Impact Rankings are under the Sustainable Development Goals (SDGs) of the United Nations, of which the KPIs are cautiously calibrated to cover the KPIs that make positive impacts at the local, national, and international level in education, research, operation, and public participation. In this year, King Mongkut’s University of Technology Thonburi is the world’s 1st rank for SDG7, Affordable and Clean Energy, and the world’s 54th rank with the total score of 89.3% and Thailand’s 2nd rank. Assoc. Prof. Dr. Suvit Saetia, the President of KMUTT, stated that “According to the Times Higher

Educations Impact Rankings, it reflects that KMUTT had outstanding works in SDG7, Affordable and Clean Energy. The assessment was conducted on the research outcomes relevant to energy, policy and plan leading to clean energy, efficient energy consumption, the University’s energy consumption, and determination to widely promote efficient energy consumption in the community. We scored 84.4% and is the world 1st rank. KMUTT’s performance related to SDG7 focuses on 3 purposes: the community’s access to clean energy, the increase of renewable energy proportion, and improvement of efficiency of KMUTT’s energy consumption. Our outstanding work is the emphasis on studying of and conducting research on clean energy and energy management. KMUTT is the first university that founded the School of Energy, Environment, and Materials. There are also other units at KMUTT that do research and provide academic services on energy management, i.e., The Joint Graduate School of Energy and Environment (JGSEE), Faculty of Engineering, Faculty of Science, and Pilot Plant Development and Training

Institute (PDTI), etc. Additionally, KMUTT have cooperated with other organizations to produce various research outputs which have been used for the benefit of communities and society. Assoc. Prof. Dr. Suvit Saetia further stated that in addition to the world’s 1st rank for SDG7 measured by THE Impact Rankings, in this year, KMUTT also excelled in other 6 SDGs, i.e., the world’s 24th rank for SDG6: Clean Water and Sanitation ( scoring 74.8%), the world’s 30th rank for SDG 12: Responsible Consumption and Production (scoring 74.8%), the world 46th rank for SDG1: No Poverty (scoring 72.2%), the world’s 47th rank for SDG17: Partnership for the Goals (scoring 89.7%), the world’s 50th rank for SDG14: Life below Water (scoring 71.8%), and the world’s 77th rank for SDG2: Zero hunger (scoring 63.6%). Assoc. Prof. Dr. Suvit Saetia concluded that “THE Impact Rankings 2021 reflects the operations of KMUTT where the SDGs 2030 goals are emphasized in the 3 main areas: energy management, environment, and safety. Moreover, it also reflects the cooperation of all sectors to bring about sustainable development of the University and society through teaching, learning and other activities. Ranking the first in the world compared with worldwide universities that submitted the reports for consideration under SDG7 is a great pleasure and KMUTT determines to develop education, research, and social services based on goals of SDGs 2030 in producing green-hearted students who will become the social change agents to apply their knowledge and skills to create an impact at societal, national, and global levels.

News info KMUTT - April 23, 2021 May-Jun

61


อิลลูมินา และ เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค ร่วมกันเปิดตัว VeriSeq™ โซลูชน ั การตรวจคัดกรองความผิด ปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ จากเลือดมารดาในประเทศไทย

โซลูชนั การตรวจหาลำ�ดับเบสพัฒนาขึน้ ใหม่ทผี่ า่ นการรับรองมาตรฐานสหภาพยุโรป (CE-IVD) มอบการตรวจคัดกรองความผิด ปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือด มารดาได้รวดเร็ว แม่นยำ� น่าเชื่อถือ และ ขยายความสามารถได้ อิลลูมนิ า ผูน้ �ำ ระดับโลกด้านเทคโนโลยี การตรวจหาลำ�ดับเบสในดีเอ็นเอและการ ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม และ บริษัท เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำ�กัด (NGG Thailand) ผู้นำ�ในการให้บริการ ด้านห้องปฏิบัติการและวิทยาศาสตร์การ เจริญพันธุข์ องสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) วันนีป้ ระกาศ เปิดตัว VeriSeq™ โซลูชันการตรวจคัด กรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกใน ครรภ์จากเลือดมารดา เวอร์ชนั 2 (VeriSeq NIPT Solution v2) ในประเทศไทย ซึง่ เป็น วิธกี ารทีใ่ ช้เทคโนโลยีการหาลำ�ดับเบสของ โครโมโซมทีพ่ ฒ ั นาขึน้ ใหม่ เพือ่ การตรวจคัด กรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกใน ครรภ์จากเลือดมารดา (NIPT) ที่ผ่านการ รับรองมาตรฐานสหภาพยุโรป (CE-IVD) ผลิตภัณฑ์ส�ำ หรับวินจิ ฉัยภายนอกร่างกาย อัตโนมัติในห้องปฏิบัติการจะทำ�ให้ NGG Thailand สามารถเปิดตัวการตรวจคัดกรอง ความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์ จากเลือดมารดา และเป็นห้องปฏิบัติการ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทตี่ รวจ หาความผิดปกติซงึ่ ตรวจแบบมุง่ เป้าไม่พบ 62

www.innolabmagazine.com

และให้ขอ้ มูลด้านสุขภาพของการตัง้ ครรภ์ที่ ลึกกว่าเมือ่ เทียบกับ NIPT มาตรฐาน การใช้ VeriSeq NIPT Solution v2 ของอิลลูมนิ า จะได้มมุ มองของการแสดงออกทางพันธุกรรม ของทารกทีค่ รอบคลุมเมือ่ เทียบกับผลิตภัณฑ์ NIPT อื่นๆ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน สหภาพยุโรป (CE-IVD) ทำ�ให้ผู้ให้บริการ สาธารณสุขสามารถมอบทางเลือกในการ ดูแลการตัง้ ครรภ์ทมี่ ขี อ้ มูลพร้อม เหมาะสม กับเวลา และเหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ละบุคคล ซึ่งดีกว่าที่ผ่านมา “ด้วย NIPT ทีม่ คี วามสามารถเพิม่ ขึน้ ผู้ ให้บริการสาธารณสุขสามารถได้รบั มุมมองที่ ครอบคลุมของโครโมโซมทัง้ หมด 23 คู่ ซึง่ ช่วยลดความเสีย่ งให้แก่พอ่ แม่” รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูล แพทย์ชำ�นาญการ ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย กล่าว “เทคนิคนี้ จะมอบการตรวจคัดกรองทีแ่ ม่นยำ� เฉพาะ และละเอียดอ่อนสำ�หรับการเปลี่ยนแปลง ของโครโมโซม รวมถึงมอบข้อมูลที่มากขึ้น แก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขและพ่อแม่ของ ลูกในครรภ์ เพื่อเสริมความสำ�เร็จระหว่าง การตั้งครรภ์” ขณะทีก่ ารตรวจคัดกรองก่อนคลอดแบบ เดิมมีมานานกว่า 30 ปี แต่มคี วามสามารถ จำ�กัด ไม่สามารถคัดกรองโครโมโซมทีน่ อก เหนือจากคู่ที่ 21, 18 และ 13 ได้ การ ตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซม ทารกในครรภ์จากเลือดมารดาของ NGG Thailand ใช้ VeriSeq NIPT Solution v2 เพื่อมอบข้อมูลที่แม่นยำ�เกี่ยวกับสภาพ โครโมโซมของทารกในครรภ์ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์โดยใช้การเจาะ เลือดมารดาเพียงอย่างเดียว การทดสอบ

ประเภทนี้ทำ�ให้ NIPT สามารถหาลำ�ดับ เบสของสารพันธุกรรมทั้งหมด (WGS) ช่วยขยายความสามารถของการตรวจคัด ครองก่อนคลอดได้มากกว่าความผิดปกติ ของโครโมโซมคู่ที่ 21, 18 และ 13 รวม ไปถึงความผิดปกติบนออโตโซมทีห่ าได้ยาก (RAAs) ความผิดปกติของจำ�นวนโครโมโซม เพศ (SCAs) และการเพิ่มหรือลดของบาง โครโมโซมเป็นจำ�นวนมาก เกรทเชน เวทแมน รองประธานและผู้ จัดการทัว่ ไปประจำ�เอเชียแปซิฟกิ และญีป่ นุ่ ของอิลลูมินา อธิบายว่า VeriSeq NIPT Solution v2 คือก้าวสำ�คัญในความร่วม มือระหว่างอิลลูมนิ าและ NGG Thailand “เทคโนโลยีครบวงจรของอิลลูมนิ า ร่วม กับความเชี่ยวชาญของ NGG Thailand จะช่วยให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขและพ่อ แม่ของลูกในครรภ์สามารถเข้าถึงข้อมูล สำ�คัญได้มากทีส่ ดุ เท่าทีจ่ ะเป็นไปได้” เกรท เชน กล่าว CE-IVD VeriSeq NIPT Solution v2 มีการลงทะเบียนเพือ่ ใช้งานแล้วในประเทศไทย เวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิสราเอล แอฟริกาใต้ และเกือบ ทุกประเทศในยุโรป ความแม่นยำ�ทางคลินิก

ความแม่นยำ�ทางคลินิกของ CE-IVD VeriSeq NIPT Solution v2 เกี่ยวกับ ผลลัพธ์ทกี่ �ำ หนดโดยการประเมินมาตรฐาน อ้างอิงทางคลินิก ได้รับการพิสูจน์โดยการ ประเมินตัวอย่างพลาสมามากกว่า 2,300 ตัวอย่างจากหญิงตัง้ ครรภ์ทมี่ ที งั้ ครรภ์เดีย่ ว และครรภ์แฝดทีไ่ ด้รบั การคัดกรองโครโมโซม ของทารกในครรภ์มากหรือน้อยกว่าปกติ และการเพิ่มหรือลดของบางโครโมโซมใน ช่วง 7 Mb หรือสูงกว่า การศึกษาระบุว่า VeriSeq NIPT Solution v2 มอบผลลัพธ์ ที่ละเอียดอ่อนและเฉพาะเจาะจงสูง โดย 98.8 เปอร์เซ็นต์ผ่านการควบคุมคุณภาพ การทดสอบในการผ่านครั้งแรก เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค ประเทศไทย

เน็ก เจนเนอร์เรชัน่ จีโนมิค (NGG) คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการทดสอบพันธุกรรม ของทารกก่อนคลอดและการเจริญพันธุ์ มอบบริการด้านห้องปฏิบัติการคุณภาพ สูงที่มีการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และความเป็นผู้นำ�ด้านการศึกษา บริการ


ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การทดสอบ พันธุกรรมก่อนคลอดและหลังคลอด ได้รบั การรับรองมาตรฐาน ISO 15189/15190 เพื่อเป้าหมายสูงสุดในการมีบุตรที่แข็งแรง และครอบครัวที่แข็งแรง อิลลูมินา

อิลลูมินามุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมด้าน เทคนิคการตรวจหาลำ�ดับนิวคลีโอไทด์ (DNA sequencing) และเทคโนโลยีตรวจ หาความผิดปกติของโครโมโซมที่สามารถ วิเคราะห์โครโมโซมได้ครอบคลุมครบทั้ง 23 คู่ เพื่อช่วยลูกค้าในงานวิจัย งานทาง คลินิก และงานประยุกต์ ILLUMINA AND NEXT GENERATION GENOMIC PARTNER TO LAUNCH VERISEQ™ NIPT SOLUTION IN THAILAND

Next-generation Sequencing-based CE-IVD Solution Provides Accurate, Reliable, Fast and Scalable Endto-end Genome-wide Noninvasive Prenatal Testing Illumina, Inc., the global leader in DNA sequencing and array-based technologies and Next Generation Genomic Co., Ltd. (NGG Thailand), the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) leaders in laboratory services and reproductive science, today announced the launch of VeriSeq™ NIPT Solution v2 in Thailand, a CE-IVD, next-generation sequencing (NGS)-based approach to noninvasive prenatal testing (NIPT). The automated in-lab IVD solution will allow NGG Thailand to launch the Qualifi Prenatal Test and be the first laboratory in South East Asia to detect anomalies that targeted assays miss and deliver more insights into the health of a pregnancy compared to standard NIPT offerings. Using Illumina’s VeriSeq NIPT Solution v2, the test delivers a comprehensive view of the fetal genome compared to other CE-IVD NIPT products, enabling healthcare providers to

support expectant parents with informed, timely and personalized pregnancy management options better than ever before. “With expanded NIPT, healthcare providers can obtain a comprehensive view of all 23 chromosome pairs while limiting risk to their patient” said Assoc. Prof. Boonsri Chanrachakul, M.D., Ph.D., OB/GYN specializing in Maternal Fetal Medicine, Bangkok, Thailand. “This technique will offer the accurate, sensitive, and specific screening for chromosomal changes and provide more information to healthcare providers and expectant parents to empower their journey through pregnancy.” While conventional prenatal screening has been available for over 30 years, these tests were limited in their ability to screen beyond aneuploidies of chromosomes 21, 18, and 13. NGG Thailand’s Qualifi Prenatal Test uses VeriSeq NIPT Solution v2 to provide accurate information about fetal chromosomal status as early as 10 weeks of gestation using a single maternal blood draw. This noninvasive test provides a wholegenome sequencing (WGS) approach to NIPT, expanding prenatal screening beyond the three most common aneuploidies of chromosomes 21, 18 and 13, to all rare autosomal aneuploidies (RAAs), sex chromosome aneuploidies (SCAs), and large partial duplications and deletions. Illumina Vice President and General Manager of Asia Pacific and Japan, Ms Gretchen Weightman, explained that the availability of VeriSeq NIPT Solution v2 is a key milestone in the partnership between Illumina and NGG Thailand. “Illumina’s comprehensive technologies, coupled with NGG Thailand’s expertise, will enable healthcare providers and expectant

parents to unlock the most critical information possible today,” Ms Weightman said. The CE-IVD VeriSeq NIPT Solution v2 is now registered for use in Thailand, Vietnam, Singapore, South Korea, Australia, New Zealand, Israel, South Africa and across most countries in Europe. Clinical Accuracy

The clinical accuracy of the CEIVD VeriSeq NIPT Solution v2, with respect to outcomes determined by a clinical reference standard assessment, was demonstrated by evaluating more than 2,300 plasma samples from pregnant women with singleton and twin pregnancies undergoing prenatal screening for fetal chromosome aneuploidies and partial deletions and duplications of 7 Mb or greater. The study determined that VeriSeq NIPT Solution v2 provided highly sensitive and specific results – 98.8 percent passed assay quality control on the first pass. NEXT GENERATION GENOMIC THAILAND

NGG is an excellent center for reproductive and prenatal genetic testing. The mission is to provide high quality laboratory services with continuous quality improvement and leadership in education. Services cover all steps from preconception to postnatal genetic testing with ISO15189/15190 certifications for the ultimate goal of having healthy babies and families. ILLUMINA

Illumina focus on innovation on DNA sequencing and array-based technologies, serving customers in the research, clinical, and applied markets.

News info Weber Shandwick - June 1, 2021 May-Jun

63


Chr. Hansen Natural Colors ประกาศเปลีย ่ นชือ ่ บริษท ั เป็น Oterra™

Chr. Hansen Natural Colors A/S บริษัทในการถือครองของ EQT ประกาศ ชื่อและอัตลักษณ์ใหม่ของบริษัทเพื่อเดิน หน้าสู่การแยกบริษัท Chr. Hansen Natural Colors A/S ผู้ ใ ห้ บ ริ ก ารด้ า นสี จ ากธรรมชาติ ชั้ น นำ � โดยมีเฉดสีธรรมชาติให้เลือกมากที่สุดใน อุตสาหกรรม ประกาศในวันนี้ว่าบริษัทได้ เปลีย่ นชือ่ เป็น Oterra™ ซึง่ มีผลบังคับใช้ ทันที และจะเริ่มกระบวนการดำ�เนินงาน ภายใต้ชื่อใหม่ดังกล่าว ชือ่ ใหม่ คือ Oterra ได้รบั แรงบันดาลใจ จากภาษาละตินทีแ่ ปลว่าโลก การรีแบรนด์ ครั้งนี้สะท้อนพันธสัญญาของบริษัทในการ ส่งมอบสีสนั ต่างๆ ทีม่ าจากแหล่งธรรมชาติ ให้แก่โลก และนำ�มาซึ่งอาหารที่มาจาก ธรรมชาติ เป็นของแท้ ปลอดภัย และ ยั่งยืน โดยผู้ถือครองบริษัทและพนักงาน ยังคงเป็นกลุ่มเดิม ออด อีริค แฮนเซน ประธานกรรมการ บริหารกล่าวว่า “เราได้ผลิตสีจากธรรมชาติ มามากกว่า 145 ปี วันนี้ ชือ่ และอัตลักษณ์ ใหม่ของแบรนด์กอ็ ยูบ่ นรากฐานของมรดก อันน่าภาคภูมิใจนี้ และสะท้อนความเชื่อ ของเราว่าธรรมชาติมอบส่วนผสมที่ดีที่สุด เราช่วยให้ลกู ค้าของเราสามารถตอบสนอง ความต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทเี่ พิม่ ขึ้นของลูกค้าทั่วโลก ด้วยการใช้ประโยชน์ จากพลังแห่งสีจากธรรมชาติ และความ เชีย่ วชาญของเราทีไ่ ม่มใี ครเทียบได้ในเรือ่ ง ของสีส�ำ หรับอาหาร เครือ่ งดืม่ และอาหาร สัตว์เลี้ยง” ชือ่ ใหม่คอื ประกาศล่าสุดของกลุม่ บริษทั ที่อยู่ภายใต้การถือครองของ EQT ในปี 2564 ในเดือนเมษายน 2564 บริษัทได้ ประกาศกลยุทธ์การลงทุนแรกด้วยการเข้า ถือครอง SECNA Natural Ingredients Group S.L. ซึง่ เป็นการสนับสนุนแผนการ เติบโตอย่างแข็งแกร่งของ EQT 64

www.innolabmagazine.com

ซีสเ์ ดอโยง ประธานคณะกรรมการของ Oterra ให้ความเห็นว่า “คณะกรรมการ ตืน่ เต้นมากกับการเปิดตัวใหม่เป็น Oterra ซึง่ เป็นชือ่ และอัตลักษณ์ทรี่ วมวัตถุประสงค์ ของเราและคุณค่าทีส่ ง่ มอบให้แก่ลกู ค้าอย่าง ยั่งยืน เรามองเห็นการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ของ Oterra ในอนาคต และมัน่ ใจว่าบริษทั จะพัฒนาอย่างรวดเร็วภายใต้แบรนด์ใหม่น”ี้ CHR. HANSEN NATURAL COLORS ANNOUNCES COMPANY NAME CHANGE TO OTERRA™

Chr. Hansen Natural Colors A/S, an EQT portfolio company, announces new company name and identity following the move to a standalone company. C h r. H a n s e n N a t u r a l Colors A/S, the leading provider of natural colors with the widest natural color portfolio in the industry, has announced today the company will be known as Oterra™, effective immediately, and will begin the process to operate under the new name. The new name, Oterra, is inspired by the Latin word for earth. The rebranding reflects the company’s commitment to provide the world with colors from natural sources, and contribute to food that is natural, authentic, safe and sustainable. The company’s ownership and staff have not changed. CEO, Odd Erik Hansen stated “We have been producing natural colors for

more than 145 years now – our new name and brand identity are rooted in this proud heritage and reflect our belief that nature provides the best ingredients. We help our customers meet the increasing global consumer demand for natural products by utilizing the power of nature’s true colors and our unrivalled expertise in colors for food, beverage and pet food.” The new name is the latest in a string of announcements for the company which was acquired by investment organization EQT in 2021. In April 2021 the company announced its first strategic investment with the acquisition of SECNA Natural Ingredients Group S.L., a move which supports EQT’s strong growth plans for the company. Cees de Jong, Oterra Board Chairman, commented, “The board is very excited about the relaunch as Oterra – a name and identity that encapsulates our purpose and sustainable value proposition. We see great growth ahead for Oterra and are confident the company will accelerate its development under its new brand.”

News info Oterra - May 20, 2021


May-Jun

65


SUBSCRIPTION FORM Fill out your detail or attach your business card

Subscription Date .................................................................................. Where did you find us? ................................................................................ Your name

.................................................................................. Your job title

...........................................................................................

Your e-mail

.................................................................................. Your mobile number .......................................................................................

Company name

.................................................................................................................................................................................................................

Company address .................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................. Country .........................................

Zip code ........................................

Website

.................................................................................. Tel no. ...........................................

Fax no. ..........................................

□ Same as above □ Other, please specify ................................................................................................................................... Name and address on receipt

..........................................................................................................................................................................

Your industry (please select your interest by inputting ü)

□ Food/Beverage □ Environment

□ Supplements/Nutraceuticals □ Cosmetics □ Pharmaceuticals/Medicals □ Energy □ Other, please specify ................................................................................

Your business (please select your interest by inputting ü)

□ Manufacturer □ Academics

□ Distributor □ Government body

□ Certification body □ Consultancy

□ Laboratory service □ Other, please specify ..............................................

Your job function (please select your interest by inputting ü)

□ Management □ Purchasing □ Sales/Marketing □ QC/QA □ QMR/Document Control □ R&D □ Chemist □ Microbiologist □ Production □ Consultant □ Other, please specify .............................................................................................. Your interest (please select your interest by inputting ü)

□ Ingredients □ Techniques □ Lab Facilities □ Industry/Market trend

□ Additives □ Chemicals □ Reagents □ Methods □ Instruments □ Equipment □ Tools □ Softwares □ Lab Design □ Laws/Regulations □ Standards □ Interview □ Other, please specify ..............................................................................................

Your engagement (please rank the score 1-5, 5 = most engaged)

_ Enhancing work capability _ Seeking products & services _ Finding out industry movement _ Joining INNOLAB’s activities, seminar and conferences _ Other, please specify ......................................................................................... Your preferred communication channel (please rank the score 1-5, 5 = most convenient)

_ E-mail _ Post mail _ Fax _ Facebook, www.facebook.com/innolabmagazine _ Other, please specify .............................................................................................. Your interest seminar topic ................................................................................................................................................................................................ Your suggestion ................................................................................................................................................................................................................. Your subscription Domestic reader

□ 1-year 900 THB Oversea reader □ 1-year 90 USD □ 2-year 1500 THB □ 2-year 170 USD

The remit payment to MEDIA MATTER Co., Ltd., savings account number 1082280729, Siam Commercial Bank Pcl. The swift code is SICOTHBK. Please send the pay-in slip via fax number +66 2878 1026 or innolab@media-matter.com

WWW.INNOLABMAGAZINE.COM บริ ษ ั ท มี เ ดี ย แมทเทอร์ จำ � กั ด 43/308 หมู ่ 1 ถนนจอมทอง แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุ ง เทพฯ 10150 MEDIA MATTER Co., Ltd. 43/308 Moo 1, Jomthong Road, Jomthong, Bangkok 10150 Thailand TaxID 0105552007301 Tel +66 875171651 International Call +66 945530616 Fax +662 045 5358 innolab@media-matter.com


Connecting Global Competence

F3

GL

U2

TU

RE4

NE3

TW

O4

03

B2

AL2

RK

THE LEADING INDUSTRY GATHERING IN VIETNAM. The world’s largest network of trade fairs for laboratory technology, instrumental analysis and biotechnology features the complete range of products and services for all your laboratory needs—in industry and research. The scientific highlight is the analytica Vietnam conference, where the international elite discusses analysis trends in chemistry and the life sciences. analyticavietnam.com

October 7–9, 2021 Ho Chi Minh City SECC—Saigon Exhibition and Convention Center


It’s better to be sure Thermo Scientific SureTect™ Real-Time PCR System Food Pathogen Detection Be sure... to protect consumers and your brand with SureTect™ New Assay • SureTect™ Campylobacter jejuni, C. coli and C. lari PCR Assay • SureTect™ Escherichia coli O157:H7 and STEC Screening PCR Assay • SureTect™ Escherichia coli STEC Identification PCR Assay • SureTect™ Staphylococcus aureus PCR Assay • SureTect™ Vibrio cholerae, V. parahaemolyticus and V. vulnificus PCR Assay • RapidFinder™ Salmonella Species, Typhimurium and Enteritidis Multiplex PCR Kit Existing Assay • SureTect™ Cronobacter Species PCR Assay • SureTect™ E. coli O157:H7 PCR Assay • SureTect™ Listeria monocytogenes PCR Assay • SureTect™ Listeria Species PCR Assay • SureTect™ Salmonella Species PCR Assay

Find out more at thermofisher.com/suretect Thermo Fisher Scientific (Thailand) Co., Ltd. 158/6 Aneckvanich Building, 6th Floor, Room B, D, Soi Sukhumvit Road, North Klongton, Wattana, Bangkok 10110 jatuporn.suttinak@thermofisher.com Tel +66 2714 7835-6 wallop.mektub@thermofisher.com Fax +66 2714 7837 Clinical Diagnostics Ltd., Part. 126 Soi Charansanitwong 67, Charansanitwong Rd., Bangplad Sub-District, Bangplad District, Bangkok 10700, Thailand info@clinag.com Tel +66 2881 1700 Fax +66 2881 1709