Experimental Art 1 Hancheun Sorma [ 690310241]
ฮอยปอย ิ รศิ ลป ิ ต ห้องเรียนสหศาสตร์ วจ 23 มิถุนายน 2569 วันนี้ เป็นอีกหนึ่ งวันที่พิเศษมากๆ สำหรับชีวิตการเป็นนั กศึกษาใหม่ เพราะเป็น วันที่พวกเรากลุ่มนั กศึกษาสหศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ได้มารวมตัวกันทำกิจกรรม "กิน เลี้ยงฮอมปอย" ซึ่งเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกเราทุกคน ตอนแรกที่เดินเข้ามาในห้อง บรรยากาศแอบมีความเกร็งและประหม่าอยู่นิ ด หน่ อย เพราะส่วนใหญ่เรายังไม่เคยเจอหน้ าหรือพูดคุยกันจริงๆ จังๆ มาก่อน แต่ พอเริ่มนั่ งล้อมวงกันที่โต๊ะยาวใหญ่กลางห้อง พร้อมกับขนมขบเคี้ยว ของทาน เล่น และเครื่องดื่มหลากหลายชนิ ดที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ บรรยากาศที่เคย อึดอัดก็เริ่มละลายพฤติกรรมไปทีละนิ ด เสียงหัวเราะและการชวนคุยเริ่มดังขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติ ไฮไลท์สำคัญของวันนี้ คือช่วงที่ทุกคนได้นำ "ผลงาน" ของตัวเองออกมาโชว์และ พรีเซนต์ให้เพื่อนๆ ดู แต่ละคนมีทั้งแท็บเล็ต สมุดวาดภาพ และผลงาน สร้างสรรค์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป การได้เห็นผลงานของเพื่อนแต่ละ คนทำให้ว้าวมาก เพราะได้เห็นมุมมอง สไตล์ และความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็น "สหศาสตร์" ได้อย่างชัดเจน ทุกคนตั้งใจฟัง นั่ งมองผล งานของกันและกันด้วยความสนใจ บางคนก็คอยจดบันทึก และแลกเปลี่ยนไอ เดียกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างที่นั่ งคุยและโชว์งานกันไป พวกเราก็หยิบขนมกินกันไปเรื่อยๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง อบอุ่น และเป็นธรรมชาติมาก จากคนที่ ตอนแรกยังไม่กล้าสบตา ตอนนี้ เริ่มสนิ ทกันมากขึ้น ได้รู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนมี passion แบบไหน และชอบอะไรกันบ้าง การรวมตัวกินเลี้ยงฮอมปอยในวันนี้ ไม่ใช่แค่การมานั่ งกินขนมหรือโชว์ผลงาน เท่านั้ น แต่เป็นการจุดประกายมิตรภาพใหม่ๆ และเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้น เรียนรู้ร่วมกันในรั้วมหาวิทยาลัย ดีใจมากๆ ที่ได้มาเจอเพื่อนๆ กลุ่มนี้ และเชื่อว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ พวกเราน่ าจะมีเรื่องราวสนุกๆ โปรเจกต์ดีๆ และ ความทรงจำประทับใจร่วมกันอีกเยอะแน่ นอน!
ภาพ Monoprint ิ รศิ ลป ิ ต ห้องเรียนสหศาสตร์ วจ 30 มิถุนายน 2569 วันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่ งวันที่น่ าตื่นเต้นและประทับใจมากๆ ในเส้นทางการเรียน ศิลปะ เพราะเป็นการเรียนในคลาสปฏิบัติการครั้งแรก และหัวข้อที่เราได้ เรียนกันในวันนี้ คือเทคนิ ค "Mono Print" หรือภาพพิมพ์ชิ้นเดียวที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งเป็นเทคนิ คที่เปิดโลกและท้าทายจินตนาการตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทุกคนต่างยืนล้อม รอบโต๊ะปฏิบัติงานขนาดใหญ่ด้วยความสนใจ ท่ามกลางเสียงพูดคุยเบาๆ และความตื่นเต้นที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ไฮไลท์สำคัญของคลาสวันนี้ คือ การได้เรียนรู้จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีผมยาวสีเทาสุดเท่ อาจารย์ยืนสาธิต ขั้นตอนการทำ Mono Print ให้พวกเราดูอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การ ป้ายสี การเกลี่ยพื้นผิว การจัดวางองค์ประกอบ ไปจนถึงการเล่นกับ ลวดลายและเท็กซ์เจอร์ลงบนแม่พิมพ์ ภาพที่อาจารย์กำลังสาธิตอยู่ตรงหน้ าเต็มไปด้วยสีสันสดใส ทั้งโทนสีเขียว น้ำเงิน และสีแดงเข้มตัดกันอย่างโดดเด่น มีการนำกระดาษชิ้นเล็กๆ และ วัสดุต่างๆ มาสร้างลวดลายทับซ้อนกันจนเกิดเป็นมิติที่น่ าสนใจ การได้ยืน มองอาจารย์ค่อยๆ ละเลงฝีแปรงและสาธิตเทคนิ คให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกตื่นตาตื่นใจเหมือนได้ดูผลงานศิลปะชิ้นเอกสดๆ ตรงหน้ า ทุกคนต่างตั้งใจดูแบบตาไม่กระพริบ คอยสังเกตน้ำหนั กมือและ เทคนิ คการเกลี่ยสี เพื่อเตรียมตัวที่จะลองเอาไปทำผลงานของตัวเองบ้าง การได้เรียน Mono Print ในครั้งแรกนี้ ทำให้ได้รู้ว่าศิลปะไม่มีกรอบตายตัว ความสนุกของเทคนิ คนี้ คือความคาดเดาไม่ได้และเสน่ ห์เฉพาะตัวของร่อง รอยสีที่พิมพ์ออกมา ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเพียงชิ้นเดียว ในโลก พอกลับมานั่ งทบทวนความรู้สึกวันนี้ แล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นและ ไฟลุกโชนกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในคลาสต่อๆ ไปมากๆ หวังว่าผล งานชิ้นแรกของฉั นจะออกมาสวยงามและน่ าประทับใจนะ!
Narit ี งใหม่ [Narit] ั ดาราศาสตร์แห่งชาติ เชย ิ ย สถานบันวจ 07 กรกฎาคม 2569 วันนี เปนอีกหนึ งวันทีตืนเต้นและประทับใจมากๆ ในฐานะนั กศึ กษาป 1 เพราะ อาจารย์ตพ ู่ าพวกเราออกนอกห้องเรียนมาทัศนศึ กษาที NARIT (สถาบันวิจัย ี งใหม่ ซงถื ึ อเปนการเดินทาง ดาราศาสตร์แห่งชาติ) ทีอําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชย มาศึ กษาดูงานที NARIT เปนครังแรกของพวกเราทุกคน เปาหมายของการมาในวัน ่ ค่การไปดูดาวหรือเรียนรู เ้ รืองวิทยาศาสตร์ฟสิ กส์ ดาราศาสตร์ธรรมดาๆ นี ไม่ใชแ ื แต่เปนการเปดมุมมองใหม่เพือเชอมโยงความรู เ้ รือง "ดวงดาว จักรวาล และห้วง ่ อไปถึง สิ งแรกทีทําให้ทก อวกาศ" เข้ากับ "งานศิ ลปะ" ทีพวกเรากําลังเรียนอยูพ ุ คน ตืนตาตืนใจคือสถาปตยกรรมและการจัดแสดงนิ ทรรศการภายในศูนย์การเรียนรู ้ ี ความลาสมัยมากๆ ภายในเต็มไปด้วยเรืองราวของกาแล็กซี เนบิวลา ดาราศาสตร์ทมี ่ ดาวต่างๆ แสงสี และกราฟกจําลองท้องฟาจําลองทําให้เรารู ส ้ ึก หลุมดํา และกลุม เหมือนหลุดเข้าไปอยูใ่ นห้วงอวกาศจริงๆ การได้เห็นภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ที บันทึกด้วยกล้องโทรסקทรรศน์ ขนาดใหญ่ มันเต็มไปด้วยความงามของธรรมชาติที ิ ตนาการขึนมาเองได้ ี างจน มนุษย์อาจจะไม่มท ื สิ งทีทําให้นังคิดและอินมากๆ คือการทีอาจารย์เชอมโยงเรื องดาราศาสตร์เข้ากับ ศิ ลปะ ท้องฟา ดวงดาว แสงสว่างและความมืดในจักรวาล ล้วนเปนองค์ประกอบ ทางศิ ลปะทีทรงพลังทีสุด ทังเรืองของสเกลความยิงใหญ่ (Scale) การไล่เฉดสี ของ ึ ดมิดในอวกาศ ก๊าซในเนบิวลา (Color Gradient) ความลึกซงของความมื (Negative Space) และความบังเอิญทีลงตัวของกลุ่มดาวต่างๆ การได้มาทัศนศึ กษาที NARIT วันนี ทําให้ได้ไอเดียและแรงบันดาลใจในการ ้ ึ กว่าจักรวาลกว้างใหญ่และลึกลับ สร้างสรรค์งานศิ ลปะเพิมขึนมาอีกเพียบเลย รู ส ั ้ ึ กทีเรามีต่อความงาม มาก และศิ ลปะก็เปนเครืองมือชนยอดในการถ่ ายทอดความรู ส ิ อไปทีจะได้ทํา จะมีกลิน ั รวาลเหล่านี ออกมา หวังว่าโปรเจกต์งานศิ ลปะชนต่ ของจก อายของดวงดาวและห้วงอวกาศลึกลับทีได้เจอในวันนี แน่ ๆ เปนทริปทีทังได้ความรู ้ และได้พลังงานบวกกลับมาเต็มกระเปาเลย!
Batik ่ พี ตําบลบ้านกลาง-ท่าพร้าว บ้านรุ น 18 สิงหาคม 2569 วันนี้ เป็นอีกหนึ่ งวันที่ประทับใจและเต็มไปด้วยความอบอุ่นมากๆ ในฐานะ นั กศึกษาปี 1 สาขาสหศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะ อาจารย์พาสտพวกเราออกนอกห้องเรียนไปทัศนศึกษาและเรียนรู้นอก ่ พีทีเรียนจบจากสาขาของเราไปแล้ว สถานที่ ณ "บ้านของศิ ษย์เก่า" รุ น การได้ไปเยือนบ้านรุ่นพี่ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่การไปเยี่ยมเยียนเฉยๆ แต่รุ่น พี่ใจดีเตรียมเปิดบ้านต้อนรับพวกเราด้วยความเป็นกันเอง พร้อมทั้งจัดเวิร์ กช็อปสอนเทคนิ คการทำ "ผ้าบาติก" (Batik) อย่างละเอียดตั้งแต่เริ่มต้นให้ พวกเราได้ลองทำกันจริงๆ เป็นครั้งแรก บรรยากาศเต็มไปด้วยความ สนุกสนาน เสียงหัวเราะ และกลิ่นอายของความเป็นครอบครัวศิลปินที่อบ อบอวลอยู่รอบตัวพอไปถึง รุ่นพี่ก็ได้เล่าให้ฟังถึงเส้นทางหลังจากเรียนจบ การนำความรู้จากสาขาสหศิลป์มาต่อยอดในการทำงานจริง และการ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนผืนผ้า จากนั้ นก็เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทำผ้าบา ติก เริ่มตั้งแต่การร่างลวดลายลงบนผ้า การใช้ "จันanting" (ปากกาเขียน เทียน) บรรจงวาดลวดลายด้วยขี้ผึ้งร้อนๆ เพื่อกั้นสี ไปจนถึงขั้นตอนการลง ิ ตนาการ สีสั นสดใสลงในลวดลาย และการย้อมสี ตามจน การได้มาลองทำผ้าบาติกด้วยตัวเองวันนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ว่าศิลปะไม่ได้จำกัด อยู่แค่บนกระดาษหรือผ้าใบเท่านั้ น แต่เทคนิ คงานฝีมืออย่างผ้าบาติกมีความ ลึกซึ้งในเรื่องของการควบคุมน้ำหนั กมือ ความเข้าใจเรื่องการซึมของสี และ การวางแผนชั้นสี (Layering) ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้กับ งานศิลปะร่วมสมัยทีพวกเรากําลังเรียนอยูไ่ ด้เปนอย่างดี การได้เห็นรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางสายศิลปะ และได้มาลงมือ ทำเวิร์กช็อปสนุกๆ แบบนี้ ด้วยกัน ทำให้รู้สึกมีแรงบันดาลใจและมีไฟในการ เรียนเพิ่มขึ้นเยอะเลย ขอบคุณอาจารย์และรุ่นพี่มากๆ สำหรับประสบการณ์ ดีๆ และความอบอุ่นในวันนี้ เป็นอีกหนึ่ งความทรงจำในรั้วมหาวิทยาลัยที่จะ ั ลืมเลย! ไม่มีวน
collage ิ รศิ ลป ิ ต ห้องเรียนสหศาสตร์ วจ 1 กันยายน 2569 วันนี้ เป็นอีกหนึ่ งวันที่ทั้งตื่นเต้น ท้าทาย และได้เรียนรู้อะไรเยอะมากในคลาสศิลปะ เพราะ เป็นวันที่พวกเราต้องนำผลงาน "ภาพคอลลาจ" (Collage) ที่ซุ่มทำกันมาอย่างตั้งใจ มาส่งและ เข้าร่วมการตรวจงานพร้อมฟังการวิพากษ์วิจารณ์ (Critique) จากอาจารย์และเพื่อนๆ ในชั้น เรียน ย้อนกลับไปช่วงที่เริ่มทำผลงานคอลลาจชิ้นนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นกระบวนการที่สนุกและ ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์มากๆ การทำคอลลาจไม่ใช่แค่การเอาเศษกระดาษ นิ ตยสาร เก่า ภาพถ่าย หรือวัสดุต่างเท็กซ์เจอร์มาฉีก ตัด และแปะรวมกันแบบสุ่มๆ แต่เป็นเรื่องของ การร้อยเรียงเรื่องราวใหม่ (Recontextualization) การนำสิ่งของหรือภาพที่เคยมีความหมาย หนึ่ ง มาตัดสลับ สับเปลี่ยน และจัดวางองค์ประกอบร่วมกันในพื้นที่ใหม่ เพื่อสร้างความหมาย ึ และมิติทางอารมณ์ แบบใหม่ขนมา และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนแอบตื่นเต้นที่สุด นั่ นคือช่วง Critique Session หรือการ วิพากษ์วิจารณ์งาน! พวกเราต่างนำผลงานคอลลาจของตัวเองมาติดแสดงไว้หน้ าห้อง บรรยากาศเหมือนเรากำลังจัดนิ ทรรศการศิลปะย่อยๆ ร่วมกัน อาจารย์พาพวกเราเดินดูงาน ของเพื่อนแต่ละคนทีละชิ้น ชวนพูดคุย ตั้งคำถาม และเปิดโอกาสให้เจ้าของผลงานได้ถ่ายทอด แรงบันดาลใจเบืองหลังภาพนั นๆ สิ่งที่ประทับใจมากในวันนี้ คือ คำแนะนำและการวิจารณ์ของอาจารย์ที่ไม่เพียงแค่บอกว่า "สวย" หรือ "ชอบ" แต่ชี้ให้เห็นถึงน้ำหนั กของการจัดวางองค์ประกอบ (Composition) การใช้ ความขัดแย้งของสีและพื้นผิว (Contrast & Texture) รวมถึงจังหวะการเล่าเรื่องในภาพ อาจารย์ช่วยสะท้อนมุมมองที่บางทีเราเองก็มองข้ามไป เช่น การเหลือพื้นที่ว่าง (Negative Space) เพื่อให้ภาพได้มีจังหวะหายใจ หรือการเลือกใช้วัสดุที่สามารถส่งเสริมแนวคิดของงาน ึ งขึน ให้ลึกซงยิ นอกจากนี้ การได้ฟังอาจารย์และเพื่อนๆ ช่วยกันวิจารณ์งานของคนอื่น ทำให้เราได้เห็นมุม มองที่หลากหลายมากๆ ผลงานคอลลาจของเพื่อนแต่ละคนสะท้อนตัวตนและวิธีคิดที่แตกต่าง กันอย่างสิ้นเชิง บางคนเน้ นงานเซอร์เรียลลิสต์ลึกลับ บางคนเล่นกับป็อปอาร์ตสีสันสดใส ้ ส ั ดุธรรมชาติผสมผสานได้อย่างน่ าสนใจ และบางคนก็ใชว แม้วันนี้ จะมีความตื่นเต้นจนใจเต้นตึกตักตอนที่อาจารย์เดินมาหยุดตรงหน้ าผลงานของเรา แต่คำติชมและข้อเสนอแนะที่ได้รับกลับมานั้ นมีค่ามาก มันไม่ใช่แค่การให้คะแนน แต่เป็นการ เปิดโลกทัศน์ ให้เรามองเห็นจุดเด่นและจุดที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ในผลงานชิ้นต่อ ไป พอกลับมานั่ งมองงานของตัวเองอีกครั้งในตอนนี้ รู้สึกมีไฟและอยากลองทดสอบเทคนิ ค ใหม่ๆ เพิมขึนอีกเยอะเลย เปนอีกหนึ งวันของการเรียนศิ ลปะทีครบรสและคุ้มค่ามากๆ!
เสื้อกันฝน ิ รศิ ลป ิ ต ห้องเรียนสหศาสตร์ วจ วันนี้ เป็นอีกหนึ่ งวันที่ภูมิใจและอิ่มเอมใจมากกับผลงานการสร้างสรรค์ศิลปะแบบ จัดวางและ Wearable Art ที่ได้ลงมือทำจนออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่ตั้งใจไว้ โดยแนวคิดหลักของโปรเจกต์นี้ เริ่มต้นมาจากความสะเทือนใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่ง แวดล้อม โดยเฉพาะ "ขยะพลาสติกในท้องทะเล" ที่กำลังทำลายระบบนิ เวศและชีวิต ของสัตว์ทะเลอย่างเงียบๆ ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ศิลปะจะสามารถเป็นกระบอกเสียงหรือสร้างแรง กระแทกทางอารมณ์ให้ผู้คนหันมาตระหนั กถึงปัญหานี้ ได้อย่างไรบ้าง? จึงตัดสินใจ เลือกใช้ "เสื้อกันฝนพลาสติกใส" มาเป็นสื่อกลาง (Medium) หลักในการเล่าเรื่อง เพราะพลาสติกเป็นวัสดุที่ใช้เวลาขยะย่อยสลายหลายร้อยปี และมักถูกใช้อย่าง ละเลยจนกลายเป็นขยะไหลลงสู่มหาสมุทร ขั้นตอนการทำงานเต็มไปด้วยความตั้งใจ ฉันลงมือเขียนข้อความรณรงค์และ สโลแกนภาษาอังกฤษด้วยปากกาหลากสี ทั้งน้ำเงิน แดง และดำ ลงบนเนื้ อผ้าของ เสื้อกันฝนจนทั่วตัว ไม่ว่าจะเป็นคำว่า "Protect Sea", "Clean Seas, Save Fish", "Save Seas", "Our Trash, Their Pain" ไปจนถึงประโยคสะท้อนใจอย่าง "Protect the ocean, the future is in our hands" การเขียนข้อความเหล่านี้ ซ้ำๆ ทั่วทั้งตัว เสื้อเปรียบเสมือนการเก็บบันทึกเสียงรณรงค์และข้อความอ้อนวอนจากท้องทะเลที่ พยายามส่งเสียงถึงมนุษย์ นอกจากนี้ เพื่อให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์และส่งพลังอารมณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฉันได้แมตช์เข้ากับกางเกงลวดลายโทนสีขาวดำ และถือ ถุงพลาสติกช้อปปิ้ งใบใหญ่ สีน้ำเงิน เพื่อสะท้อนถึงภาระและขยะพลาสติกที่เราสร้างขึ้นในชีวิตประจำวัน การถ่ายภาพในวันนี้ ฉันเลือกโพสต์ท่าทางที่ก้มตัวลงพร้อมถุงกระเป๋าใบใหญ่ สะท้อนถึงความหนั กอึ้ง ความอึดอัด และความทรมานของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ต้อง แบกรับขยะของมนุษย์ การได้สวมใส่เสื้อกันฝนชิ้นนี้ ทำให้รู้สึกได้ถึงความอึดอัด จริงๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับที่สัตว์ทะเลต้องเผชิญเมื่อถูกขยะพลาสติกห่อหุ้ม หรือกลืนกินเข้าไป ผลงานชิ้นนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างศิลปะเพื่อความสวยงาม แต่เป็นงานศิลปะเชิงสังคม (Social Art) ที่อยากกระตุกความคิดของคนที่พบเห็น ให้หันมาใส่ใจปัญหาขยะ พลาสติกและรักษ์มหาสมุทรกันมากขึ้น หวังว่าเสียงเล็กๆ ผ่านเสื้อกันฝนตัวนี้ จะ ช่วยจุดประกายความตระหนั กรู ใ้ นใจของใครหลายๆ คนได้บา้ งนะ!
กินกะศิลป ิ ร ิ ต ลานดอกปีป คณะวจ วันนี้ เป็นอีกหนึ่ งวันที่บอกได้เลยว่าประทับใจและอบอุ่นหัวใจที่สุดในชีวิต การเรียนมหาวิทยาลัยเลยค่ะ เพราะสาขาสหศาสตร์ศิลป์ของเราได้จัด กิจกรรมสุดพิเศษประจำปีที่มีชื่อว่า "กินกะศิลป์" งานที่รวบรวมเอานั กศึกษา ทุกชั้นปี ตั้งแต่ปี 1 น้ องใหม่แกะกล่อง ไปจนถึงพี่ปี 4 ใกล้จบ มารวมตัวทำ กิจกรรมและรับประทานอาหารร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองสุดๆ สถานที่จัดงานถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งประดับประดาด้วยไฟราว สวยงาม ร่มรื่นใต้ร่มไม้ มีเสียงเพลงคลอเบาๆ และที่ขาดไม่ได้คือโต๊ะอาหาร และขนมอร่อยๆ ที่ช่วยละลายพฤติกรรมให้ทุกคนเข้ามาจอยกันได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียง หัวเราะ น้ องปี 1 อย่างพวกเราที่แรกๆ อาจจะยังมีอาการเกร็งๆ กับพี่ๆ ปีสูง แต่พอได้มาร่วมกิจกรรมสนุกๆ ด้วยกัน ความเขินอายก็หายไปในพริบตา ไฮไลท์ของงาน "กินกะศิลป์" สมชื่อจริงๆ เพราะนอกจากจะได้อิ่มท้องกับของ อร่อยแล้ว เรายังได้เห็นการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนและพลังความคิด สร้างสรรค์ของพี่ๆ และเพื่อนๆ แต่ละชั้นปี ทุกคนแต่งตัวกันด้วยแฟชั่นจัด จ้านและมีสไตล์ในแบบฉบับของชาวศิลป์ มีการตั้งวงพูดคุย แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงานอาร์ต และเรื่องราวชีวิตในรั้ว มหาวิทยาลัยแบบไม่มีช่องว่างระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้ องเลย การได้เห็นรอยยิ้ม แววตาที่เต็มไปด้วยความสุข และการร่วมกิจกรรมกลุ่มที่ สนุกสนานด้วยกัน ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ ว่าสาขาสหศาสตร์ศิลป์ของเรา ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เรียนหนั งสือ แต่มันคือ "ครอบครัว" ที่อบอุ่น การได้มา รู้จักกับพี่ๆ และเพื่อนๆ ต่างชั้นปีในวันนี้ ทำให้รู้สึกมีพลังใจและรักคณะนี้ มากขึ้นไปอีกเป็นกองเลย เป็นความทรงจำสีจางที่งดงามและจะอยู่ในใจไป อีกนานแน่ นอน!