GIT TRADE REVIEW
INFORMATION CENTER ISSUE 3 / 2011
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย ออสเตรเลียเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีเสถียรภาพ และความมัน่ คงทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองสูง มีการเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนือ่ งด้วยอัตราการขยายตัวเฉลีย่ ร้อยละ 2.77 ต่อปีในช่วงปี 2549-2553 และคาดว่าในปี 2554-2555 จะมีอตั ราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงราวร้อยละ 2.97 และ 3.48 ตามล�ำดับ ทัง้ ยังเป็นประเทศทีม่ คี า่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ถึง 882.40 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงเป็นอันดับ 6 ของภูมภิ าคเอเชียแปซิฟกิ และนับเป็นอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีแรงขับเคลือ่ นส�ำคัญจากภาคการส่งออกโดยเฉพาะสินค้า ประเภทแร่ธาตุและการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ส่ง ผลเชื่อมโยงสู่การบริโภคภายในประเทศผ่านการจ้างงานและ ช่องทางอืน่ ๆ ปัจจุบนั ออสเตรเลียมีจ�ำนวนประชากรเพียง 21.77 ล้านคน จึงอาจถือเป็นตลาดผูบ้ ริโภคทีม่ ขี นาดไม่ใหญ่นกั หาก แต่ประชากรกว่าร้อยละ 86 มีอายุตำ�่ กว่า 65 ปี และมีสดั ส่วน ประชากรในวัยท�ำงานสูงเกือบร้อยละ 70 กอปรกับผู้บริโภค ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่มกี ำ� ลังซือ้ สูง โดยมีรายได้เฉลีย่ ต่อคน
ราว 41,000 เหรียญสหรัฐ ซึง่ นับว่าสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมภิ าค เอเชียแปซิฟิก รองจากสิงคโปร์ บรูไน และฮ่องกง ตามล�ำดับ ท�ำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความต้องการบริโภคสูง ซึ่ง รวมถึงสินค้าฟุม่ เฟือยอย่างอัญมณีและเครือ่ งประดับทีผ่ บู้ ริโภค ในตลาดต่างนิยมเลือกซื้อสินค้าที่มีดีไซน์ร่วมสมัยตามกระแส แฟชั่น โดยมองว่าเป็นไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจ�ำวันและหันมา เปิดรับเครื่องประดับน�ำเข้าจากต่างประเทศกันมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันออสเตรเลียยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ ผู้คนทั่วโลกต่างแสวงหาโอกาสในการเดินทางมายังดินแดน แห่งนี้ ซึง่ นักท่องเทีย่ วชาวต่างชาติลว้ นมีบทบาทส�ำคัญในการ ใช้จ่ายซื้อสินค้าอย่างเครื่องประดับตกแต่งอัญมณีด้วย ส่งผล ให้ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับออสเตรเลียเติบโตได้อย่าง รวดเร็วและต่อเนื่อง จึงนับเป็นตลาดที่มีศักยภาพทางการค้า และการลงทุนสูง ซึ่งผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับ ไทยควรจะได้เร่งหาโอกาสรุกเข้าสูต่ ลาดใหม่แห่งนีเ้ พือ่ กระจาย ความเสี่ยงจากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักเดิมที่ก�ำลัง เผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้
1. ภาวะการผลิต ออสเตรเลี ย เป็ น แหล่ ง วั ต ถุ ดิ บ อั ญ มณี แ ละโลหะ มีคา่ หลากหลายประเภททีม่ คี ณ ุ ภาพสูง ทัง้ ทองค�ำ เพชร โอปอ ไข่มกุ เซ้าท์ซี และแซปไฟร์ เป็นต้น โดยในปี 2553 ออสเตรเลีย สามารถผลิตทองค�ำได้มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ด้วยปริมาณการผลิตกว่า 260 ตัน มีปริมาณการผลิตเงินถึง 60 ล้าน ออนซ์ หรือราว 1,864 ตันสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ผลิตโอปอได้มาก ถึงกว่าร้อยละ 95 ของการผลิตโอปอทัว่ โลกทีใ่ ช้ในอุตสาหกรรม เครือ่ งประดับ เป็นหนึง่ ในประเทศผูผ้ ลิตไข่มกุ เซ้าท์ซคี ณ ุ ภาพสูง ที่ส�ำคัญของโลก รวมทั้งยังเป็นแหล่งผลิตแซปไฟร์คุณภาพดี หลากหลายชนิดทีส่ ง่ ออกไปยังตลาดโลก
จากเหมืองเพชรแหล่งอาร์ไกล์ (Argyle) ทีต่ งั้ อยูท่ างตะวันตก ของประเทศ ซึง่ ได้ชอื่ ว่าเป็นเหมืองเพชรทีใ่ หญ่ทสี่ ดุ ในโลก และ สามารถขุดพบเพชรดิบได้เฉลีย่ ถึงปีละประมาณ 34 ล้านกะรัต ดังนั้น จึงนับว่าออสเตรเลียมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่อย่าง มหาศาลที่สามารถน�ำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการผลิต อัญมณีและเครือ่ งประดับภายในประเทศได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของวิสาหกิจการผลิตอัญมณีและเครือ่ งประดับ ในออสเตรเลียนัน้ ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก บางส่วนเริม่ ต้นจากธุรกิจของครอบครัวและพัฒนาต่อยอดไปสู่ โรงงานผลิตเครื่องประดับขนาดใหญ่ ซึ่งบางรายได้พัฒนาไป นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นแหล่งผลิตเพชรแฟนซี เป็นแบรนด์เนมทีม่ ชี อื่ เสียงของประเทศ อาทิเช่น Percy Marks, สีชมพูเข้มจนถึงสีแดง รวมถึงเพชรแฟนซีสแี ชมเปญแหล่งใหญ่ Hardy Brothers, Anania Jewellers และ Flame Opals ทีม่ ชี อื่ เสียงในเรือ่ งคุณภาพอันเป็นทีร่ จู้ กั กันทัว่ โลก โดยเฉพาะ เป็นต้น โดยผู้ผลิตชาวออสเตรเลียราวครึ่งหนึ่งเป็นผู้ผลิต รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
1
เครือ่ งประดับแท้รปู แบบดัง้ เดิม ราวร้อยละ 25 เป็นผูผ้ ลิต เครื่องประดับแฟชั่น และที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 25 เป็นผู้ผลิตเครื่องเงินและเหรียญกษาปณ์ ซึ่งในช่วง 4 ปี ทีผ่ า่ นมาการผลิตเครือ่ งประดับภายในประเทศออสเตรเลีย มีการขยายตัวในอัตราทีล่ ดลงเรือ่ ยๆ ผูผ้ ลิตจ�ำนวนไม่นอ้ ย เริ่ ม หั น ไปสั่ ง ผลิ ต สิ น ค้ า ที่ มี ต ้ น ทุ น ต�่ ำ กว่ า กั บ ผู ้ ผ ลิ ต ใน ต่างประเทศ (Outsourcing) เนือ่ งจากไม่สามารถแบกรับ ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างแรงงานในประเทศที่อยู่ ในระดับสูง และราคาวัตถุดิบโลหะมีค่าที่ปรับตัวขึ้นมา โดยตลอด ทัง้ นี้ ในปี 2553 ออสเตรเลียมีมลู ค่าการผลิต เครื่องประดับราว 849.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 1.50 เมือ่ เทียบกับปีกอ่ นหน้า และคาดว่าในปี 2554 จะมีมลู ค่าการผลิตเพิม่ ขึน้ เพียงร้อยละ 1.00 หรือมีมลู ค่า
ประมาณ 858.36 ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องประดับที่ผลิตในออสเตรเลียขณะนี้มีทั้ง เครื่องประดับเงินและเครื่องประดับทองที่ตกแต่งและ ไม่ตกแต่งด้วยอัญมณี รวมถึงเครื่องประดับเทียม โดยใน ปี 2553 ปริมาณการผลิตเครือ่ งประดับเงินอยูท่ ี่ 700,000 ออนซ์ ขยายตัวจากปีกอ่ นหน้าร้อยละ 16.67 จากเดิมทีม่ ี การผลิตคงทีร่ าว 600,000 ออนซ์ มาตัง้ แต่ปี 2549-2552 ขณะที่มีการผลิตเครื่องประดับทองที่นิยมตกแต่งด้วย ไข่มุกเซ้าท์ซี โอปอ และเพชร (โดยเฉพาะเพชรสีชมพู และสีแชมเปญคุณภาพสูงจากแหล่งอาร์ไกล์) ในปริมาณ ทีล่ ดลงร้อยละ 15.20 จากปริมาณ 15.10 ตันในปี 2552 เหลือเพียง 12.8 ตันในปี 2553
แผนภาพที่ 1 ปริมาณทองคำ�และเงินที่ออสเตรเลียใช้ในการผลิตเครื่องประดับในระหว่างปี 2544-2553 ปริมาณทองคำ�ที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับ (ตัน)
ปริมาณโลหะเงินที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับ (ออนซ์) 700,000
20 15
650,000
10 600,000
5 0
2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553
550,000
2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553
ที่มา: Gold Survey 2011 และ Silver Survey 2011 ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
2. การบริโภคภายในประเทศ ออสเตรเลียเป็นตลาดอัญมณีและเครือ่ งประดับ ทีม่ มี ลู ค่าการค้าภายในประเทศไม่สงู นัก (เมือ่ เทียบกับตลาด หลักของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา) โดยในปี 2553 มีมลู ค่า การค้าส่งอยู่ที่ 1.99 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่า การค้าปลีกเท่ากับ 3.33 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 0.8 เมือ่ เทียบกับปีกอ่ นหน้า และเพิม่ ขึน้ ถึง 1.22 เท่า จากปี 2543 ทีม่ มี ลู ค่าการค้าปลีกราว 1.50 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการเติบโตของตลาดการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ออสเตรเลียในช่วงหลายปีมานี้เป็นผลมาจากการที่ใน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมารายได้เฉลี่ยหลังหักภาษี (Average Disposable Income) ของชาวออสเตรเลียได้ปรับขึน้ ราว ร้อยละ 50 และโดยธรรมชาติของตลาดแห่งนี้ ยอดค้าปลีก เครื่องประดับ จะสัม พันธ์ ใ นทิ ศ ทางเดี ย วกั น กั บรายได้ ครัวเรือนหลังหักภาษีแล้ว นอกจากนี้ ผูป้ ระกอบการท้องถิน่ ส่วนหนึง่ ได้หนั มาท�ำตลาดส่งเสริมการขายสินค้าอัญมณีและ เครือ่ งประดับอย่างจริงจังมากขึน้ กระตุน้ ให้เกิดกระแสความ 2
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
ต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดอัญมณีและ เครื่องประดับออสเตรเลียจึงได้มีพัฒนาการขึ้นตามล�ำดับ ทัง้ นี้ ผูเ้ ชีย่ วชาญในอุตสาหกรรมยังคาดการณ์วา่ ในช่วง 4 ปี ข้างหน้า (ปี 2554-2557) มูลค่าการค้าปลีกเครื่องประดับ ในตลาดแห่งนี้จะเติบโตสูงขึ้นเฉลี่ยราวร้อยละ 1.7 ต่อปี แม้วา่ ออสเตรเลียจะมีขนาดตลาดไม่ใหญ่นกั เมือ่ พิจารณาจากมูลค่าการค้าข้างต้น หากแต่ถอื เป็นหนึง่ ในตลาด ที่มีศักยภาพสูงส�ำหรับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับที่ ผูป้ ระกอบการทัว่ โลกต่างให้ความสนใจ ด้วยเหตุทปี่ จั จุบนั ตลาดแห่งนีก้ �ำลังพัฒนาไปสูก่ ารเป็นตลาดเครือ่ งประดับที่ มีความเป็นสากลมากขึ้น และอยู่ในช่วงที่ก�ำลังเติบโตขึ้น เป็นล�ำดับ ผู้บริโภคออสเตรเลียเริ่มตื่นตัวในด้านรูปแบบ สินค้ากันมากขึน้ ต่างมองหาเครือ่ งประดับทีม่ ดี ไี ซน์แตกต่าง จากรูปแบบเรียบง่ายดัง้ เดิม และหันมาเปิดรับกระแสแฟชัน่ ตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอุปสงค์ใน
เครื่องประดับร่วมสมัยซึ่งก�ำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภค และดึงดูดให้สนิ ค้าเครือ่ งประดับสไตล์ยโุ รปจากแบรนด์เนม ชื่อดังระดับโลกทั้งที่เป็นสินค้าระดับสูงไปจนถึงระดับ ปานกลางถึงสูงต่างหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไม่ขาดสาย ขณะที่ ผูป้ ระกอบการท้องถิน่ ต่างก็พยายามสร้างสินค้าแบรนด์เนม ของตนเองโดยเน้นการพัฒนาและต่อยอดผลงานการ ออกแบบเครื่องประดับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาด
ภายในประเทศมีการพัฒนารูปแบบสินค้าและขยายตัว อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผูป้ ระกอบการแบรนด์เนมชัน้ น�ำ ของออสเตรเลียบางส่วนอาทิ Cerrone Jewellers, Autore, Opal Fields, Paspaley และ Mondial Neuman Jewellers ได้พยายามสร้างสรรค์ชิ้นงานเครื่องประดับให้มีชื่อเสียง ในระดับสากล เพือ่ พัฒนาธุรกิจเครือ่ งประดับให้กา้ วสูก่ าร เป็นอุตสาหกรรมส่งออกของประเทศ
ตัวอย่างเครื่องประดับทองตกแต่งอัญมณีจากแบรนด์เนมชั้นนำ�ของออสเตรเลีย (ซ้าย) แบรนด์ Cerrone Jewellers (ขวา) แบรนด์ Mondial Neuman Jewellers
2.1 พฤติกรรมผู้บริโภค ออสเตรเลียมีจ�ำนวนประชากรไม่มากนักเมื่อ เทียบกับขนาดพื้นที่ของประเทศ หากแต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ อาศัยอยู่ตามเมืองส�ำคัญนับเป็นผู้บริโภคที่มีก�ำลังซื้อสูง ส�ำหรับสินค้าฟุม่ เฟือยอย่างอัญมณีและเครือ่ งประดับ โดยมี การใช้จา่ ยต่อหัวต่อปีในการซือ้ เครือ่ งประดับในปัจจุบนั อยูท่ ี่ 166 เหรียญสหรัฐ หรือ 5,000 บาทโดยประมาณ นอกจากนี้ โดยทั่วไปผู้บริโภคชาวออสเตรเลียต่างให้ความส�ำคัญกับ การแต่งกายตามแนวตะวันตก และมองว่าเครือ่ งประดับเป็น ส่วนหนึง่ ของแฟชัน่ การแต่งกายตามไลฟ์สไตล์ในชีวติ ประจ�ำวัน มากกว่าเป็นสินค้าหรูหรา จึงนิยมเลือกซื้อเครื่องประดับ ร่วมสมัยที่มีดีไซน์ใกล้เคียงกับรสนิยมของชาวยุโรปและ สหรัฐอเมริกากันมากขึน้ และแม้วา่ ภาวะการชะลอตัวทาง เศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2551-2553 จะส่งผลให้ผู้บริโภค เพิม่ ความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึน้ แต่ทว่า ความต้องการซื้อเครื่องประดับในตลาดแห่งนี้ยังคงมีอยู่ อย่างต่อเนือ่ ง โดยเฉพาะในกลุม่ ผูบ้ ริโภคระดับบนทีม่ ฐี านะ มั่นคงนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจมากนัก ส่วนผูบ้ ริโภคชาวออสซีใ่ นระดับกลางและล่างยังนิยมซือ้ หา เครื่องประดับกันอยู่ แต่มักมองหาทางเลือกที่คุ้มค่าโดย พิจารณาจากปัจจัยด้านรูปแบบ คุณภาพ และราคา ตามล�ำดับ
1) กลุม่ ผูบ้ ริโภคระดับบน (High-End) ผูบ้ ริโภค กลุม่ นีม้ รี ายได้สงู ฐานะร�ำ่ รวย มีอำ� นาจในการจับจ่ายใช้สอย สินค้าฟุม่ เฟือย โดยมากมักอาศัยอยูใ่ นเมืองใหญ่ มีรสนิยมทีด่ ี ในการเลือกซื้อเครื่องประดับหรูหราคุณภาพสูง ทั้งสินค้า แบรนด์เนมชื่อดังระดับโลกและสินค้าแบรนด์เนมชั้นน�ำ ของประเทศ รูปแบบสินค้าที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมมักเป็น เครื่องประดับทอง 18 กะรัตขึ้นไป ตกแต่งด้วยอัญมณี คุณภาพสูงอย่างเพชรแฟนซีสชี มพูและสีแชมเปญจากแหล่ง อาร์ไกล์ ไข่มกุ เซ้าท์ซี หรือพลอยสีโดยเฉพาะทับทิม แซปไฟร์ และมรกต
ผูบ้ ริโภคกลุม่ นีส้ ว่ นใหญ่เป็นคนยุค Baby Boom ทีเ่ กิดระหว่าง พ.ศ. 2488-2507 (อายุระหว่าง 47-66 ปี) มีจำ� นวน 5.4 ล้านคน หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 24 ของประชากร ทัง้ ประเทศ คนเหล่านีม้ ฐี านะการเงินทีม่ นั่ คงและเป็นผูค้ วบคุม ดูแลทรัพย์สินของครอบครัว จึงสามารถซื้อหาสินค้าเพื่อ ตอบสนองความต้องการของตนเองโดยเฉพาะผูห้ ญิงวัยกลางคน มักชืน่ ชอบการเลือกซือ้ สินค้าโดยมองว่าเป็นการให้รางวัลตนเอง และได้ให้อสิ ระแก่ตนเองในการใช้จา่ ย อย่างไรก็ตาม ผูบ้ ริโภค กลุม่ นีย้ งั คงใช้จา่ ยเงินด้วยความรอบคอบสูง นอกจากจะพิจารณา ถึงคุณภาพของสินค้าแล้ว ยังให้ความส�ำคัญกับความคุม้ ค่า ทัง้ นี้ กลุม่ ผูบ้ ริโภคสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับ และความไว้เนือ้ เชือ่ ใจด้วย ดังนัน้ คนกลุม่ นีจ้ ะไม่ซอื้ สินค้า ในออสเตรเลียอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุม่ ใหญ่ โดยแต่ละกลุม่ จะ ผ่านทางอินเตอร์เน็ตเนือ่ งจากยังไม่ให้ความไว้วางใจในช่องทาง มีพฤติกรรมการซือ้ ทีแ่ ตกต่างกันดังนี้ การจ�ำหน่ายประเภทนี้ แต่นยิ มซือ้ สินค้า ณ จุดขายทีไ่ ด้รบั รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
3
ผูบ้ ริโภคกลุม่ นีส้ ว่ นใหญ่เป็นคนรุน่ Generation X ค�ำแนะน�ำและบริการทีด่ จี ากพนักงานขาย รวมถึงส่วนลด ทีเ่ กิดระหว่างปี 2508-2521 (อายุระหว่าง 33-46 ปี) มี ราคาสินค้าอีกด้วย จ�ำนวน 3.2 ล้านคน หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 14 ของ 2) กลุม่ ผูบ้ ริโภคในระดับกลางบน (Mid Upper) มี ประชากรทั้งประเทศ คนกลุ่มนี้ใช้จ่ายเงินอย่างมัธยัสถ์ สัดส่วนประมาณร้อยละ 35-40 ของประชากรทัง้ หมด จัดเป็น เนื่องจากมีภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ มักเลือกซื้อ ุ ภาพสูงในปริมาณน้อยชิน้ โดยไม่สนใจ กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ค่อนข้างสูง ฐานะดี ส่วนมากนิยม เครือ่ งประดับทีม่ คี ณ ซือ้ เครือ่ งประดับทอง 9, 14 และ 18 กะรัต เครือ่ งประดับเงิน ซื้อเครื่องประดับเทียมหรือเครื่องประดับแฟชั่นราคาถูก ทั้งที่ตกแต่งและไม่ตกแต่งอัญมณี รวมถึงเครื่องประดับ เพราะยึดแนวคิดทีว่ า่ การซือ้ เครือ่ งประดับเป็นการให้รางวัล แบรนด์เนมจากทัง้ ในและต่างประเทศ โดยในช่วง 5 ปีทผี่ า่ นมา แก่ตนเองจากการท�ำงานอย่างหนัก ผู้บริโภคกลุ่ม Gen X เครือ่ งประดับเงินเป็นสินค้าทีไ่ ด้รบั การตอบรับจากผูบ้ ริโภค มักค้นหาและศึกษาข้อมูลสินค้าก่อนตัดสินใจซือ้ และเลือกซือ้ ชาวออสเตรเลียเพิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง ผูบ้ ริโภคกลุม่ นีจ้ งึ หันมา เครือ่ งประดับจากร้านค้าทีเ่ ชือ่ ถือได้เท่านัน้ อีกทัง้ ยังไม่สนใจ ชืน่ ชอบเครือ่ งประดับเงินคุณภาพดีทมี่ ดี ไี ซน์รว่ มสมัยดูโดดเด่น สื่อโฆษณา วิธีการดึงดูดความสนใจจากคนกลุ่มนี้ก็คือ เป็นเอกลักษณ์ และสามารถน�ำชิ้นงานเครื่องประดับมา ค�ำแนะน�ำที่ดีและการอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดการผลิต ผสมผสานกันตามสไตล์เฉพาะบุคคลทีบ่ ง่ บอกถึงอัตลักษณ์ เครือ่ งประดับ แหล่งทีม่ าของอัญมณี รวมถึงการให้บริการ อย่างเต็มรูปแบบ ของตนเอง
ตัวอย่างเครื่องประดับสไตล์ Mix & Match ที่สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ (ซ้าย) แบรนด์ Pandora ของเดนมาร์ก (กลาง) แบรนด์ Thomas Sabo ของเยอรมนี (ขวา) แบรนด์ Chamilia ของสหรัฐฯ
3) กลุม่ ผูบ้ ริโภคในระดับกลางล่าง (Mid Budget) เป็นกลุ่มประชากรโดยทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและ ชาวต่างชาติบางส่วนทีเ่ ข้าไปประกอบอาชีพในออสเตรเลีย ผูบ้ ริโภคกลุม่ นีเ้ ป็นคนรุน่ Generation Y ทีเ่ กิดระหว่างปี 2522-2533 (อายุระหว่าง 21-32 ปี) มีจำ� นวนประมาณ 4.5 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของประชากรทัง้ ประเทศ ผูบ้ ริโภคกลุม่ Gen Y เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี สมัยใหม่ จึงซือ้ สินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ จาก การศึกษาของ Australian Consulting Firm Leading Edge พบว่า ผูบ้ ริโภคกลุม่ นีจ้ ำ� นวน 1 ใน 3 เพิม่ การใช้จา่ ยใน สินค้าหรูหราและเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมองว่าเป็นการลงทุน ไม่ใช่ความฟุม่ เฟือย คนกลุม่ นีม้ กั ซือ้ สินค้าตามแรงกระตุน้ จากสื่อโฆษณา ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ความส� ำคัญกับ แบรนด์มากนัก แต่พจิ ารณาทีป่ ระโยชน์ใช้สอยทีห่ ลากหลาย และความคุม้ ค่าเป็นหลัก เครือ่ งประดับทีไ่ ด้รบั ความนิยม ส่วนใหญ่เป็นเครือ่ งประดับทอง 9 และ 14 กะรัต รวมทัง้ เครือ่ งประดับเงิน และเครือ่ งประดับแฟชัน่ ซึง่ ในปัจจุบนั เครือ่ งประดับเงินทีม่ รี ปู แบบเรียบง่ายทันสมัยอิงตามเทรนด์ แฟชัน่ และบ่งบอกถึงรสนิยมทีด่ ี สามารถน�ำมาผสมผสาน 4
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
สวมใส่ได้ในหลากสไตล์และหลายโอกาส และมีระดับราคา ไม่สงู จนเกินไปนักก�ำลังได้รบั ความนิยมอย่างสูง ผูบ้ ริโภค กลุม่ นีจ้ งึ ก�ำลังมีอทิ ธิพลต่อตลาดเครือ่ งประดับออสเตรเลีย มากขึน้ เป็นล�ำดับ 4) กลุ่มผู้บริโภคระดับล่าง (Budget) เป็นกลุ่ม ชาวพื้นเมืองที่สืบเชื้อสายจากชาวอะบอริจินส์ รวมถึง ชาวต่างชาติสว่ นใหญ่ทเี่ ข้าไปประกอบอาชีพในออสเตรเลีย โดยเฉพาะชาวเอเชียที่มีบทบาทส�ำคัญในกลุ่มนี้ ซึ่งมีทั้ง ชาวจีน อินเดีย ไทย และคนเอเชียอืน่ ๆ ซึง่ จะอยูร่ วมกัน เป็นชุมชนตามเชือ้ ชาติและมักอาศัยอยูใ่ นเมืองส�ำคัญอย่าง ซิดนีย์ และเมลเบิรน์ เป็นต้น กลุม่ ผูบ้ ริโภคดังกล่าวมักนิยม ซื้อเครื่องประดับเพื่อสะสมเป็นสินทรัพย์ในการเก็บออม และลงทุน ไม่ใช่การเลือกซือ้ เพียงเพือ่ ความสวยงามเท่านัน้ ส่วนใหญ่จงึ ชืน่ ชอบเครือ่ งประดับทองทีม่ ปี ริมาณเนือ้ ทองใน กะรัตทีส่ งู ขึน้ เช่น 22 กะรัต เป็นต้น นอกจากนี้ กลุม่ นักท่องเทีย่ วชาวต่างชาติทหี่ ลัง่ ไหล เข้ามาเยือนประเทศออสเตรเลียยังเป็นกลุม่ ผูบ้ ริโภคทีส่ ำ� คัญ อีกกลุม่ หนึง่ ในตลาดอัญมณีและเครือ่ งประดับแห่งนี้ จาก
ข้อมูลของ Tourism Research Australia ระบุวา่ ในแต่ละปี มีนกั ท่องเทีย่ วจากทัว่ โลกเดินทางมายังออสเตรเลียกว่า 5 ล้านคน และมีจ�ำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่ง นักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนใหญ่นิยมซื้อเครื่องประดับเป็น สินค้าอันดับต้นๆ กลับไปด้วย โดยเฉพาะเครื่องประดับ
มุกเซ้าท์ซี และเครื่องประดับโอปออันเป็นสินค้าเลื่องชื่อ ของประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีฐานะดีอาจเลือกซื้อ เครือ่ งประดับเพชรแฟนซีสชี มพูและสีแชมเปญคุณภาพสูง จากแหล่งอาร์ไกล์
เครื่องประดับทองตกแต่งเพชรและไข่มุกเซ้าท์ซี แบรนด์ Autore
เครื่องประดับทองตกแต่งโอปอ แบรนด์ Opal Fields
2.2 ช่องทางการค้าปลีก ในปี 2553 ออสเตรเลียมีรา้ นค้าปลีกเครือ่ งประดับ อยู่ประมาณ 4,224 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ราวร้อยละ 39.22 ซึ่ ง เป็ น จ� ำ นวนที่ ใ กล้ เ คี ย งกั บ ปี 2550 ก่ อ นที่ ออสเตรเลียจะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลให้ เกิดการเปลีย่ นแปลงมากมายภายในธุรกิจนี้ โดยในระหว่าง ปี 2551-2553 ร้านค้าปลีกอิสระมีจำ� นวนลดลงราวร้อยละ 0.74 (และมีแนวโน้มว่าจะมีจำ� นวนร้านค้าปลีกเครือ่ งประดับคงที่ ในอนาคตเนื่องจากการเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ในตลาด) ร้านค้าเครือข่ายบางรายลดขนาดธุรกิจลงกลายเป็น ร้านค้าปลีกอิสระ ขณะทีร่ า้ นค้าปลีกเครือข่ายเครือ่ งประดับแท้ ขนาดกลางและขนาดใหญ่กลับเติบโตขึน้ จากการควบรวม กิจการ นอกจากนีย้ งั มีการเพิม่ ขึน้ ของร้านเครือข่ายค้าปลีก เครือ่ งประดับแฟชัน่ ทีเ่ ติบโตสูงถึงร้อยละ 95 เมือ่ เทียบกับ ช่วง 3 ปีทผี่ า่ นมา
ปัจจุบันร้านค้าเครื่องประดับในออสเตรเลีย ประมาณร้อยละ 63.90 เป็นร้านค้าปลีกอิสระ ราวร้อยละ 32.08 เป็นร้านค้าปลีกแบบเครือข่ายทัง้ เครือ่ งประดับแท้ และเครือ่ งประดับแฟชัน่ ส่วนอีกร้อยละ 3.62 เป็นร้านค้า แบบ Brand-Only Store ทีม่ กี ารบริหารจัดการด้วยเจ้าของ แบรนด์เองหรือบุคคลอืน่ ภายใต้ขอ้ ตกลงในสัญญาหรือใน รูปแบบแฟรนไชส์ และทีเ่ หลือราวร้อยละ 0.40 เป็นร้านค้า แบบ Flagship Store ซึง่ มีรปู แบบการขายและการท�ำตลาด ภายใต้แบรนด์เครือ่ งประดับของตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ หรือ ในลักษณะ Concept Store ซึ่งเน้นการจัดตกแต่งร้าน แบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แผนภาพที่ 2 สัดส่วนประเภทร้านค้าเครื่องประดับของออสเตรเลีย Brand Only Stores 3.62% (153 ร้าน)
Chain StoresFashion Jewellery 27.90% (378 ร้าน)
Chain StoresFine Jewellery 72.10% (977 ร้าน)
Flagship Stores 0.40% (17 ร้าน)
Chain Stores 32.08% (1,355 ร้าน)
Independent Stores 63.90% (2,699 ร้าน)
Buying Group Store Nationwide Jewellers 16.12% (435 ร้าน) Buying Group Store Showcase Jewellers 10.15% (274 ร้าน)
Other Independent Stores 68.14% (1,839 ร้าน)
Buying Group Store Leading Edge Jewellers 5.59% (151 ร้าน)
ที่มา: Jeweller, December 2010 ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
5
ตัวอย่างร้านค้าปลีกอิสระชัน้ น�ำของออสเตรเลีย ได้แก่ Opal Fields, Cerrone Jewellers, Calleija Jewellers, Mondial Neuman Jewellers, Giulians, Percy Marks และ Martin & Stein เป็นต้น ซึง่ ในบรรดาร้านค้าปลีกอิสระ ทัง้ หมด มีรา้ นค้าจ�ำนวน 860 แห่งเป็นของสมาชิก Buying Group สามกลุม่ ใหญ่ (ซึง่ ประกอบด้วย Nationwide Jewellers, Showcase Jewellers และ Leading Edge Jewellers) หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของร้านค้าปลีกอิสระทัง้ หมด ทีม่ อี ยูร่ าว 2,699 แห่ง โดยแบ่งเป็นร้านค้าของสมาชิก Buying Group รายใหญ่ที่สุดอย่าง Nationwide Jewellers ถึง 435 แห่ง ส่วนร้านค้าทีเ่ ป็นของสมาชิกภายใต้กลุม่ Showcase Jewellers และ Leading Edge Jewellers มีจำ� นวน 274 และ 151 แห่ง ตามล�ำดับ
ร้านค้าปลีกเครือข่ายเครื่องประดับแท้ชื่อดังใน ออสเตรเลีย อาทิ Prouds Jewellers ทีม่ จี ำ� นวนร้านค้าปลีก มากทีส่ ดุ ในประเทศ Angus & Coote, Goldmark, Michael Hill และ Hardy Brothers Jewellers เป็นต้น ส่วนร้าน เครือข่ายค้าปลีกเครื่องประดับแฟชั่นที่ก�ำลังโดดเด่นใน ตลาดได้แก่ Diva, Lovisa และ Equip Accessories เป็นต้น ขณะที่ร้านค้าปลีกแบบ Brand-Only Store ส่วนใหญ่ เป็นแบรนด์เนมชือ่ ดังระดับโลก อาทิ Cartier, Tiffany & Co., Gucci, Bvlgari, Paspaley, Swarovski และ Georg Jensen เป็นต้น ส�ำหรับร้านค้าแบบ Flagship Store มีทงั้ แบรนด์ดงั ของออสเตรเลียอย่าง Autore และ Georgini รวมถึงแบรนด์ตา่ งชาติอย่าง Pandora จากเดนมาร์ก และ Thomas Sabo จากเยอรมนี ทีเ่ ข้าไปเปิดร้านค้าปลีกใน ลักษณะ Concept Store
ร้านค้าปลีกเครือข่ายเครื่องประดับสัญชาติออสเตรเลีย
ทัง้ นี้ ร้านค้าปลีกเครือ่ งประดับทีก่ ล่าวมาข้างต้น มักตัง้ กระจายอยูใ่ นห้างสรรพสินค้าและตามแนวถนนย่าน การค้าส�ำคัญ ขณะทีร่ า้ นค้าปลีกขนาดเล็กส่วนใหญ่มกั เปิด อยูต่ ามตลาดนัดท้องถิน่ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ • ห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันออสเตรเลียมีห้างสรรพสินค้ามากถึง 239 แห่ง กระจายอยู่ตามเมืองส�ำคัญในรัฐต่างๆ และมี ร้านค้าปลีกเครือ่ งประดับจ�ำนวน 1,503 แห่งตัง้ อยูใ่ นห้าง สรรพสินค้าทัว่ ประเทศ ทัง้ นี้ โดยทัว่ ไปห้างสรรพสินค้าใน ออสเตรเลียมักตัง้ อยูใ่ นย่านธุรกิจส�ำคัญอย่างเช่น ในนคร ซิดนียม์ ี Queen Victoria Building, Strand Arcade และ Westfield Sydney เป็นต้น ส่วนในเมลเบิรน์ และบริสเบน ก็มี Melbourne’s GPO, Royal Arcade, Melbourne Central, Brisbane Arcade และ Queens Plaza เป็นต้น ภายในห้างสรรพสินค้าเหล่านี้มีร้านค้าปลีกเครื่องประดับ ทั้ ง ที่ จ� ำ หน่ า ยสิ น ค้ า คุ ณ ภาพสู ง จากแบรนด์ ชั้ น น� ำ ของ ออสเตรเลียและแบรนด์เนมชือ่ ดังคุณภาพระดับปานกลาง ถึงสูงจากต่างชาติ ซึ่งต่างก็น�ำเสนอสินค้าที่มีรูปแบบเป็น เอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ในหลากหลายสไตล์ สินค้าทีว่ าง จ�ำหน่ายส่วนใหญ่เป็นเครือ่ งประดับทอง 14 และ 18 กะรัต และเครือ่ งประดับเงินคุณภาพสูง นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้า 6
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
บางแห่งยังมีร้านค้าปลีกเครือข่ายท้องถิ่นอย่าง Prouds Jewellers และ Wallace Bishop ทีน่ ยิ มขายเครือ่ งประดับ ทอง 9 กะรัต และเครือ่ งประดับเงินล้วนหรือตกแต่งอัญมณี ดีไซน์เรียบง่าย ร่วมกับนาฬิกาตามรูปแบบของร้านค้าสไตล์ อังกฤษ ขณะทีห่ า้ งสรรพสินค้าในย่านอืน่ ทีส่ ำ� คัญอย่างเช่น ย่าน Darling Harbour, China Town และ The Rock ในซิดนีย์ ย่าน Harbour Town ในเมลเบิรน์ ก็มรี า้ นค้าปลีกเครือ่ งประดับ ท้องถิน่ อยูป่ ระปรายทีน่ ำ� เสนอสินค้าระดับปานกลางถึงสูง โดยผู้ซื้อสินค้าเครื่องประดับในห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ เป็นนักท่องเทีย่ วต่างชาติ รวมถึงผูบ้ ริโภคท้องถิน่ ทีม่ ฐี านะ ค่อนข้างดี • ตลาดนัดท้องถิ่น ตลาดนัดท้องถิน่ ในออสเตรเลียตัง้ กระจายอยูใ่ น ย่านชุมชนส�ำคัญของเมืองอย่างในซิดนีย์ที่มีตลาดนัดย่าน ไชน่าทาวน์ชอื่ ว่า Paddy’s Market หรือย่าน The Rock ทีเ่ รียกว่า The Rocks Market ในเมลเบิรน์ นัน้ ตลาดนัดท้องถิน่ ทีม่ ชี อื่ เสียงคือ Queen Victoria Market ส่วนตลาดนัดท้องถิน่ ในบริสเบนก็มี Riverside Market เป็นต้น ตลาดนัดเหล่านี้ ส่วนใหญ่เปิดจ�ำหน่ายสินค้าเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์
Pitt St., King St., Elizabeth St. และ Castlereagh St. ใน ซิดนีย์ หรือในเมลเบิรน์ ได้แก่ Collin St. และ Bourke St. ฯลฯ ทีม่ ที งั้ ร้านค้าเครือ่ งประดับแบรนด์เนมชือ่ ดังระดับโลก และ แบรนด์ชั้นน�ำของออสเตรเลีย ซึ่งน�ำเสนอเครื่องประดับ ร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ ทัง้ ทีม่ ดี ไี ซน์หรูหรา ทันสมัย จนถึงเครื่องประดับแนวแฟชั่นที่สามารถน�ำมาผสมผสาน เพื่อสวมใส่ได้ในหลายหลายสไตล์ สินค้าส่วนใหญ่ได้แก่ เครือ่ งประดับทองหรือทองขาว 14 และ 18 กะรัต และ เครื่องประดับเงินทั้งที่ตกแต่งหรือไม่ตกแต่งด้วยอัญมณี มีคณ ุ ภาพสูงถึงปานกลาง อีกทัง้ ยังมีรา้ นค้าปลีกเครือข่าย เครือ่ งประดับท้องถิน่ อย่าง Prouds Jewellers และ Angus & Coote วางจ�ำหน่ายสินค้ารูปแบบเรียบง่ายสไตล์ดงั้ เดิม เครือ่ งประดับส่วนใหญ่เป็นสร้อยคอและสร้อยข้อมือขนาดใหญ่ ท�ำด้วยทอง 9 กะรัต หรือเงินสเตอร์ลงิ ซึง่ สะท้อนถึงความนิยม ในรู ป แบบเครื่ อ งประดั บ ที่ เ หมาะสมกั บ สรี ร ะของชาว ออสเตรเลียทีม่ รี ปู ร่างสูงใหญ่ รวมถึงร้านเครือข่ายค้าปลีก เครือ่ งประดับแฟชัน่ ทีก่ �ำลังเป็นทีน่ ยิ มในตลาด เช่น Diva • ตามแนวถนนในย่านการค้า ตามแนวถนนช้อปปิง้ สายส�ำคัญในย่านใจกลางเมือง และ Lovisa เป็นต้น มีรา้ นค้าปลีกเครือ่ งประดับตัง้ อยูม่ ากมาย อย่างถนน Goerge St., ร้านค้าเครือ่ งประดับทีเ่ ปิดอยูใ่ นตลาดนัดมักเป็น ร้านค้าปลีกอิสระทีว่ างจ�ำหน่ายเครือ่ งประดับหลากหลาย รูปแบบ ตัง้ แต่ชนิ้ งานขนาดใหญ่ถงึ เล็ก คุณภาพระดับปานกลาง ถึงต�ำ่ สินค้าส�ำคัญได้แก่ เครือ่ งประดับเงิน หรือทอง 9 กะรัต ล้วนหรือตกแต่งด้วยพลอยสี ไข่มกุ และหินสีตา่ งๆ โดยเฉพาะ โอปอ รวมถึงเครื่องประดับแฟชั่น ซึ่งบางส่วนผลิตด้วยมือ มีดไี ซน์เรียบง่ายในสไตล์เฉพาะแต่ละร้าน และมีเพียงแบบละ หนึ่งชิ้น ขณะที่สินค้าบางส่วนเป็นเครื่องประดับที่น�ำเข้า จากอินโดนีเซีย จีน ไทย และอินเดีย ซึ่งมีทั้งเครื่องประดับ รูปแบบเรียบง่ายไปจนถึงเครื่องประดับในสไตล์พังค์ร็อค อีกทัง้ ยังวางจ�ำหน่ายโอปอเจียระไนเป็นจ�ำนวนมาก ตลาดนัด ท้องถิน่ เหล่านีเ้ ป็นตลาดส�ำหรับผูบ้ ริโภคระดับกลางถึงล่าง ผูซ้ อื้ สินค้าส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิน่ และชาวต่างชาติทอี่ าศัย อยู่ในออสเตรเลีย แต่ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเลือกซื้อ สินค้าบ้างประปราย
3. การนำ�เข้าจากต่างประเทศ ด้วยค่าจ้างแรงงานในประเทศทีค่ อ่ นข้างสูง ผนวก กับการขาดแคลนช่างฝีมอื รุน่ ใหม่ๆ ในการผลิตเครือ่ งประดับ รวมถึงการที่ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียนิยมเครื่องประดับ น�ำเข้าทีม่ รี าคาไม่สงู นัก และมีรปู แบบทีห่ ลากหลายกว่าที่ ผลิตในประเทศออสเตรเลียเองมากขึน้ ท�ำให้ผปู้ ระกอบการ ชาวออสเตรเลี ย ส่ ว นใหญ่ ต ้ อ งน� ำ เข้ า อั ญ มณี แ ละ เครื่องประดับจากต่างประเทศ เพือ่ ลดภาระต้นทุนในการ ผลิต และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดเครือ่ งประดับที่ ก�ำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับตัวเพิม่ กลยุทธ์ในการท�ำ ธุรกิจให้สอดรับกับอุปสงค์ของผูบ้ ริโภคในตลาดอย่างต่อเนือ่ ง 3.1 ผู้น�ำเข้า ในอดีตการน�ำเข้าสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับ ไปยังออสเตรเลียมักกระท�ำผ่านผูน้ ำ� เข้าหรือผูค้ า้ ส่งรายใหญ่ ก่อนทีจ่ ะจัดจ�ำหน่ายต่อไปยังผูค้ า้ ปลีกอีกทอดหนึง่ แต่ปจั จุบนั รูปแบบการน�ำเข้านีไ้ ด้เปลีย่ นแปลงไป เนือ่ งจากโดยทัว่ ไป ผู้ค้าปลีกมักมีปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งไม่สูงนัก จึงต้อง ด�ำเนินการผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นเหตุให้ราคาขายปลีกสินค้านี้ ในตลาดค่อนข้างสูงเพราะมีตน้ ทุนการจัดการในแต่ละระดับ ของช่องทางการจัดจ�ำหน่ายรวมกันถึงราว 1.3-1.4 เท่าของ มูลค่าสินค้า ผูค้ า้ ปลีกในตลาดส่วนใหญ่จงึ ได้หนั มาติดต่อกับ บรรดาผูผ้ ลิตในต่างประเทศและน�ำเข้าสินค้าโดยตรงกันมากขึน้
เรือ่ ยๆ เพือ่ ลดต้นทุนและเพิม่ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนัน้ ผูป้ ระกอบการอัญมณีและเครือ่ งประดับไทยทีต่ อ้ งการ ส่งสินค้าเข้าไปยังออสเตรเลียนอกจากจะต้องผลิตสินค้า ให้มีรูปแบบสวยงามทันสมัยตรงใจผู้ซื้อแล้ว ยังจะต้อง สามารถปรับลดระดับมูลค่า/ปริมาณค�ำสัง่ ซือ้ ขัน้ ต�ำ่ ต่อครัง้ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผูค้ า้ ปลีกแต่ละรายอีกด้วย นอกจากนี้ การน�ำเข้าสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับ ในออสเตรเลียยังอาจกระท�ำผ่าน Buying Group ซึง่ ปัจจุบนั ผูค้ า้ ปลีกเครือ่ งประดับในตลาดส่วนมากล้วนแต่เป็นสมาชิก ของ Buying Group รายใหญ่ได้แก่ Nationwide Jewellers, Showcase Jewellers และ Leading Edge Jewellers เพือ่ สร้างอ�ำนาจต่อรองในการสัง่ ซือ้ สินค้าหรือวัตถุดบิ จาก ผู้ผลิตในต่างประเทศหรือผู้จัดหาสินค้าในประเทศให้ได้ ระดับปริมาณและราคาตามทีต่ อ้ งการ จากนัน้ จึงกระจาย สินค้าต่อไปตามค�ำสัง่ ซือ้ ของสมาชิกผูค้ า้ ปลีกในกลุม่ ตนเอง ทัง้ นี้ ปัจจุบนั Nationwide Jewellers เป็นกลุม่ ผูซ้ อื้ ทีม่ ี จ�ำนวนสมาชิกมากทีส่ ดุ ถึง 411 ราย ขณะที่ Showcase Jewellers และ Leading Edge Jewellers มีจำ� นวนสมาชิก ผู้ค้าปลีก 190 และ 88 ราย ตามล�ำดับ (รวมถึงผู้ค้าปลีก อัญมณีและเครือ่ งประดับบางส่วนในนิวซีแลนด์ดว้ ย) ผูส้ ง่ ออก สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยจึงไม่ควรมองข้าม
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
7
ความต้องการซือ้ จาก Buying Group เหล่านี้ โดยผูท้ สี่ นใจสามารถติดต่อไปได้ที่ Nationwide Jewellers Pty Ltd PO Box 417 Pymble, Sydney, New South Wales 2073, Australia Phone : +61 2 9983 9111 Fax : +61 2 9983 9138 Email : info@jgbs.com Website : http://www.nationwidejewellers.com.au Showcase Jewellers Suite 1, level 5, Office Tower, Westfield Shoppingtown Miranda, New South Wales 2228, Australia Phone : +61 2 9525 4499 Email : ceo@showcasejewellers.com.au Website : http://www.showcasejewellers.com.au
Leading Edge Jewellers
Level 1, 3 Fitzsimons Lane, Gordon, New South Wales 2072, Australia Phone : +61 2 9497 4000 Website : http://www.leadingedgejewellers.com.au
3.2 ประเภทสินค้า เครือ่ งประดับแท้ เป็นสินค้าในหมวดอัญมณีและ เครือ่ งประดับ (ไม่รวมทองค�ำทีย่ งั ไม่ขนึ้ รูป) ซึง่ ออสเตรเลีย น�ำเข้ามากที่สุด และมีมูลค่าการน�ำเข้าที่เติบโตต่อเนื่อง ด้วยอัตราเฉลีย่ ร้อยละ 18 ต่อปีตลอดระยะ 5 ปีทผี่ า่ นมา จากมูลค่าราว 366.41 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 749.98 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553 แหล่ง น�ำเข้าที่ส�ำคัญประกอบด้วย ไทย อินเดีย จีน และอิตาลี ด้วยสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ในช่วงหลาย ปีมานี้ออสเตรเลียน�ำเข้าเครื่องประดับแท้จากไทยด้วย
มูลค่าทีเ่ พิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง ท�ำให้ไทยมีสว่ นแบ่งในตลาด เครือ่ งประดับแท้สงู ขึน้ เป็นหนึง่ ในสีข่ องมูลค่าการน�ำเข้ารวม และกลายเป็ น ผู ้ น� ำ ในตลาดเครื่ อ งประดั บ แท้ ข อง ออสเตรเลี ย แซงหน้ า คู ่ แข่ ง ส� ำ คั ญอย่างอิตาลีมาตั้งแต่ ปี 2551 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนส�ำคัญมาจากความตกลง เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียทีไ่ ด้มกี ารปรับลดอัตราภาษี น�ำเข้าสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับระหว่างกันลงเหลือ ร้อยละศูนย์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548
แผนภาพที่ 3 มูลค่าการนำ�เข้าเครื่องประดับแท้โดยรวมของออสเตรเลียระหว่างปี 2544-2554 ล้านเหรียญสหรัฐ 800.00 600.00 400.00 200.00
เครื่องประดับเงิน
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
554
.-ม ิ.
เครื่องประดับแพลทินัมและอื่นๆ
ที่มา: Global Trade Atlas ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
8
ม.ค
ิ.ย. .-ม ม.ค
เครื่องประดับทอง
ย. 2
255
3
53 25
52 25
51 25
50 25
49 25
48 25
47 25
46 25
45 25
25
44
0.00
• เครื่ อ งประดั บ ทอง มี สั ด ส่ ว นประมาณ ร้อยละ 80 ของมูลค่าการน�ำเข้าเครื่องประดับแท้โดยรวม แหล่งน�ำเข้าส�ำคัญในปี 2553 ได้แก่ อินเดีย (ทีเ่ พิง่ แซงหน้า ไทยขึ้นเป็นผู้น�ำตลาดได้ส�ำเร็จ) ไทย จีน อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา ตามล�ำดับ ทัง้ นี้ จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ถงึ การเปลีย่ นแปลงของตลาดเครือ่ งประดับทอง (ทัง้ ทีต่ กแต่ง และไม่ตกแต่งอัญมณี) ในออสเตรเลียที่แต่เดิม (ปี 2551) นิยมสินค้าแบรนด์เนมคุณภาพสูงจากอิตาลีและสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนรวมกันราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการน�ำเข้ารวม แต่ปัจจุบันด้วยปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ท�ำให้
ผูบ้ ริโภคระมัดระวังการใช้จา่ ยในสินค้าฟุม่ เฟือย กอรปกับ การรุกตลาดของเครื่องประดับแบรนด์เนมท้องถิ่น และ ความต้องการลดต้นทุนสินค้าของผูป้ ระกอบการในประเทศ ท�ำให้มลู ค่าและสัดส่วนการน�ำเข้าเครือ่ งประดับทีผ่ ลิตตาม ค�ำสั่งซื้อในระดับคุณภาพที่หลากหลายและราคาต�่ำกว่า จากประเทศไทย จีน และอินเดีย เพิ่มสูงขึ้นตามล�ำดับ จากร้อยละ 33.74 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 48.82 ในปี 2553 สวนทางกับสัดส่วนมูลค่าการน�ำเข้าจากอิตาลีและ สหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มลดลง
ตารางที่ 1 มูลค่าการนำ�เข้าเครื่องประดับทองของออสเตรเลียระหว่างปี 2551-2554 ประเทศ ไทย จีน อินเดีย อิตาลี สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง อื่นๆ รวมทั้งสิ้น
มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐ)
สัดส่วน (ร้อยละ)
เปลี่ยนแปลง (ร้อยละ)
2551
2552
2553
ม.ค. - มิ.ย. 2554
70.86 60.05 42.56 89.45 45.22 56.20
76.69 73.50 58.23 72.12 34.95 40.65
86.41 75.70 97.97 64.85 45.04 47.77
40.27 40.03 39.60 27.26 19.47 18.92
13.78 11.68 8.28 17.40 8.80 10.93
14.81 14.20 11.25 13.93 6.75 7.85
14.78 12.95 16.76 11.09 7.70 8.17
16.40 16.30 16.12 11.10 7.93 7.71
8.23 22.39 36.80 -19.37 -22.71 -27.66
12.67 2.99 68.25 -10.08 28.87 17.05
21.47 49.40 5.58 7.71 -10.94 1.89
149.78
161.55
166.86
60.03
29.13
31.21
28.54
24.44
7.86
3.28
-24.00
514.12
517.70
584.60
245.59
100.00
100.00
100.00
100.00
0.70
12.92
1.41
2551
2552
2553
ม.ค. - มิ.ย. ม.ค. - มิ.ย. 2552/2551 2553/2552 2554 2554/2553
ที่มา: Global Trade Atlas ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
• เครื่องประดับเงิน มีสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของมูลค่าการน�ำเข้าเครือ่ งประดับแท้โดยรวม ซึง่ ไทยถือเป็น แหล่งน�ำเข้าทีส่ ำ� คัญทีส่ ดุ มานานกว่าทศวรรษ และสามารถ ครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จ (กว่าครึง่ หนึง่ ของมูลค่าการน�ำเข้า) มาได้ตั้งแต่ปี 2551 ทั้งนี้ ในปี 2553 ออสเตรเลียน�ำเข้า เครือ่ งประดับเงินจากไทยมูลค่า 98.68 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น สัดส่วนถึงร้อยละ 61.22 ของการน�ำเข้าเครือ่ งประดับเงินโดยรวม และมีอตั ราการเติบโตทีร่ อ้ ยละ 16.53 ขณะทีใ่ นช่วง 6 เดือนแรก ของปี 2554 มีสว่ นแบ่งตลาดร้อยละ 65.39 มูลค่าการน�ำเข้า ขยายตัวถึงร้อยละ 42.34 ส่วนคูแ่ ข่งส�ำคัญในตลาดซึง่ ได้แก่
จีน และ อิตาลี ต่างมีสว่ นแบ่งในตลาดราวร้อยละ 9 และ 8 ตามล�ำดับ สะท้อนให้เห็นว่าเครือ่ งประดับเงินของไทยเป็น ที่ต้องการในตลาดออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ โดยเฉพาะในส่วนตลาดเครือ่ งประดับเงินคุณภาพระดับกลาง ถึงสูงนั้น ยังไม่มีประเทศใดที่มีขีดความสามารถในการ แข่ ง ขั น ทั ด เที ย มกั บ ประเทศไทย ขณะเดี ย วกั น สิ น ค้ า จากประเทศคูแ่ ข่งส�ำคัญทัง้ จีน และ อิตาลี ต่างก็อยูค่ นละ ส่วนตลาดกับสินค้าของไทย ดังนั้น จึงนับว่าผู้ส่งออก เครือ่ งประดับเงินไทยมีโอกาสทีส่ ดใสรออยูใ่ นตลาดแห่งนี้
ตารางที่ 2 มูลค่าการนำ�เข้าเครื่องประดับเงินของออสเตรเลียระหว่างปี 2551-2554 ประเทศ ไทย จีน อิตาลี อินเดีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง อื่นๆ รวมทั้งสิ้น
มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐ)
สัดส่วน (ร้อยละ)
เปลี่ยนแปลง (ร้อยละ)
2551
2552
2553
ม.ค. - มิ.ย. 2554
69.99 8.61 8.96 4.00 0.91 2.40 26.50
84.68 12.24 12.08 4.77 1.35 2.49 22.02
98.68 14.54 13.45 6.97 4.14 3.01 20.39
55.19 7.43 6.49 3.34 1.97 1.52 8.45
57.66 7.10 7.38 3.29 0.75 1.98 21.83
60.65 8.76 8.65 3.42 0.97 1.78 15.77
61.22 9.02 8.34 4.33 2.57 1.87 12.65
65.39 8.81 7.69 3.96 2.34 1.80 10.01
20.99 42.06 34.76 19.32 47.90 3.81 -16.91
16.53 18.88 11.38 46.18 206.99 20.98 -7.38
42.34 68.92 48.28 38.51 290.22 15.20 -14.62
121.37
139.62
161.19
84.40
100.00
100.00
100.00
100.00
15.04
15.46
36.82
2551
2552
2553
ม.ค. - มิ.ย. 2552/2551 2553/2552 2554
ม.ค. - มิ.ย. 2554/2553
ที่มา: Global Trade Atlas ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
9
3.3 กฎระเบียบการน�ำเข้า ออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ตัง้ แต่เมือ่ วันที่ 1 มกราคม 2538 ดังนัน้ มาตรการ ทางการค้าและระเบียบปฏิบตั ติ า่ งๆ จึงเป็นไปตามระเบียบ ของ WTO ซึง่ กฎระเบียบการค้าและพิธกี ารน�ำเข้ารวมถึง เอกสารประกอบการน�ำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับนั้น เป็นไปตามหลักสากลทัว่ ไป อย่างไรก็ตาม แม้วา่ ออสเตรเลีย จะไม่มีข้อกีดกันทางการค้า แต่ก็มีกฎระเบียบต่างๆ ที่ เกีย่ วข้องกับสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับได้แก่
• อนุสญ ั ญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึง่ ชนิดสัตว์ปา่ และพืชป่าทีใ่ กล้จะสูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora: CITES) ออสเตรเลียไม่อนุญาตให้นำ� เข้าสินค้าทีร่ ะบุตาม อนุสัญญา CITES เข้ามาในประเทศได้แก่ เครื่องประดับที่ ท�ำจากงาช้าง (ยกเว้นสินค้าจากฮ่องกง ซึง่ จัดอยูใ่ นประเภท ของเก่าหายาก) รวมถึงสินค้าที่ผลิตจากสัตว์สงวน เช่น กระดองเต่า หนังงู เป็นต้น แต่อาจมีสนิ ค้าบางชนิดทีแ่ ม้วา่ • กฎระเบียบด้านสุขอนามัย (Quarantine ไม่ได้ผลิตจากสัตว์สงวน แต่ยังต้องขออนุญาตน�ำเข้า เช่น สินค้าที่ท�ำจากกระดูกหรือฟันสัตว์ โดยจะต้องผ่านการ Regulation) ในกฎระเบียบดังกล่าวมีขอ้ ก�ำหนดให้ระบุปริมาณ ตรวจสอบจาก Australian Customs Service หรือ The นิกเกิลที่ผสมในตัวเรือนเครื่องประดับ โดยเฉพาะต่างหู National Parks and Wildlife รวมถึงการระบุข้อมูลในฉลากสินค้าที่ต้องมีความละเอียด • กฎหมายป้องกันการฟอกเงินและต่อต้าน ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีการก�ำหนดเงือ่ นไขกรณีการน�ำเข้า บรรจุภณ ั ฑ์ทที่ ำ� จากไม้ เนือ่ งจากออสเตรเลียมีการควบคุมด้าน การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and สุขอนามัยพืชและสัตว์อย่างเข้มงวด ดังนัน้ หากอัญมณีและ Counter-Terrorism Financial Act: AML/CTF) ภายใต้กฎหมายป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการ เครือ่ งประดับทีจ่ ดั ส่งมีบรรจุภณ ั ฑ์ทที่ ำ� จากไม้ บรรจุภณ ั ฑ์ไม้ นัน้ จะต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ISPM 15 (Interna- ก่อการร้ายของออสเตรเลีย รัฐบาลได้กำ� หนดให้ผปู้ ระกอบการ tional Standard for Phytosanitary Measures No.15) ด�ำเนินการบันทึกข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน จาก Australian Quarantine Inspection (AQIS) และต้อง และจัดท�ำรายงานเสนอต่อ Australia Transaction แนบเอกสารดังกล่าวไปกับสินค้าทีส่ ง่ ออกมายังออสเตรเลีย Reports and Analysis Centre (AUSTRAC) ส�ำหรับ ซึง่ ผูส้ ง่ ออกไทยสามารถด�ำเนินการให้มกี ารตรวจสอบโดย กรณีการซื้อขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการโอนย้ายเงิน กรมวิชาการเกษตร ซึง่ เป็นหน่วยงานทีท่ าง AQIS ได้มอบ ระหว่างประเทศทีม่ มี ลู ค่าตัง้ แต่ 5,000 เหรียญสหรัฐขึน้ ไป อ�ำนาจในการตรวจสอบรับรองในเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อ ป้องกันมิให้เกิดปัญหาการกักกันสินค้า หรือการส่งสินค้า คืนกลับประเทศไทย 3.4 อัตราภาษีศุลกากร ปัจจุบนั ออสเตรเลียเรียกเก็บภาษีนำ� เข้าส�ำหรับ สินค้าในหมวดอัญมณีและเครือ่ งประดับอยูท่ อี่ ตั ราร้อยละ 0-5 โดยสินค้าวัตถุดบิ มีอตั ราภาษีนำ� เข้าเป็นศูนย์ แต่สนิ ค้า ส�ำเร็จรูปจ�ำพวกเครื่องประดับแท้ เครื่องประดับเทียม เครือ่ งทองหรือเครือ่ งเงิน รวมถึงของท�ำด้วยไข่มกุ รัตนชาติ และกึ่งรัตนชาติ จะต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ซึ่งนอกจาก ภาษีน�ำเข้าแล้ว ออสเตรเลียยังเรียกเก็บภาษีสินค้าและ บริการ (Goods and Services Tax: GST) ในอัตรา ร้อยละ 10 ด้วย ทั้งนี้ จากการลงนามในความตกลงเขตค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย (Thai-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ส่งผลให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้รับ การยกเว้ น ภาษี น� ำ เข้ า ทุ ก รายการ และช่ ว ยให้ สิ น ค้ า 10
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
เครือ่ งประดับของไทยมีขดี ความสามารถในการแข่งขันเพิม่ ขึน้ ในตลาดแห่งนี้ สังเกตได้จากมูลค่าการส่งออกเครือ่ งประดับ ทีเ่ พิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ งโดยประมาณร้อยละ 90 ของอัญมณี และเครื่องประดับไทยที่ส่งออกไปยังออสเตรเลียได้ใช้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ TAFTA ทัง้ สิน้ ดังนัน้ สินค้า อัญมณีและเครือ่ งประดับจึงอาจนับว่าได้รบั ประโยชน์จาก ข้อตกลง TAFTA อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การท�ำความตกลงเขตการค้าเสรี อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (Agreement Establishing the ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area: AANZFTA) ทีม่ ผี ลบังคับใช้สำ� หรับไทยตัง้ แต่วนั ที่ 12 มีนาคม 2553 ท�ำให้ภาษีนำ� เข้าสินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับของ ออสเตรเลียลดเหลือร้อยละศูนย์ เฉกเช่นเดียวกับข้อตกลง TAFTA หากแต่ไทยยังได้ประโยชน์เพิ่มเติมที่ส�ำคัญจาก
ข้อตกลง AANZFTA ในด้านการใช้ประโยชน์จากการสะสม ถิน่ ก�ำเนิดสินค้าทีเ่ ปิดโอกาสให้ผผู้ ลิตหรือผูส้ ง่ ออกสามารถ น�ำเข้าวัตถุดิบจากประเทศภาคีความตกลง AANZFTA หนึง่ ประเทศหรือมากกว่า มาใช้ผลิตเป็นสินค้าส่งออกโดย ได้รับการลดภาษีภายใต้ความตกลงนี้ด้วย จึงถือเป็นอีก ทางเลือกหนึง่ ส�ำหรับผูป้ ระกอบการไทยในการเพิม่ ศักยภาพ การส่งออกไปยังออสเตรเลีย
ดังนัน้ ผูป้ ระกอบการอัญมณีและเครือ่ งประดับไทย ทีใ่ ห้ความสนใจในการรุกเข้าสูต่ ลาดออสเตรเลีย ควรเลือก ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีทงั้ สองฉบับ ดังกล่าวให้เหมาะสมกับแหล่งก�ำเนิดสินค้าส่งออกของตน และเกิดประสิทธิผลสูงสุด ก็นา่ จะเป็นช่องทางหนึง่ ในการ เร่งขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปยัง ออสเตรเลียได้มากยิง่ ขึน้
4. แนวทางการรุกตลาด แม้ว่าออสเตรเลียจะมีขนาดตลาดค้าปลีกค้าส่ง สินค้าอัญมณีและเครือ่ งประดับรวมกันเพียง 5.32 พันล้าน เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นมูลค่าการค้าที่ไม่สูงนัก แต่ทว่า ธุรกิจนี้ก�ำลังขยายตัวอย่างเต็มที่จากอุปสงค์การบริโภค เครือ่ งประดับทีเ่ ติบโตขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง ทัง้ จากความต้องการ ของผูบ้ ริโภคในประเทศและนักท่องเทีย่ วต่างชาติ ส่งผลให้ ผูป้ ระกอบการในตลาดเกิดความตืน่ ตัวมุง่ พัฒนารูปแบบสินค้า และปรับฐานการท�ำธุรกิจให้กา้ วไปสูค่ วามเป็นสากลมากยิง่ ขึน้ ออสเตรเลียจึงนับเป็นตลาดเครื่องประดับที่มีศักยภาพซึ่ง ผู้ประกอบการไทยควรเร่งหาช่องทางจ�ำหน่ายสินค้าเข้าสู่ ตลาดแห่งนี้ โดยอาศัยเครือ่ งมือส�ำคัญคือ สิทธิประโยชน์ ทางภาษีจากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ทีม่ ผี ลให้สนิ ค้าเครือ่ งประดับไทยได้รบั การยกเว้นภาษีน�ำเข้า จากเดิมทีต่ อ้ งเสียภาษีรอ้ ยละ 5 ซึง่ ช่วยให้สนิ ค้าไทยมีขดี ความสามารถในการแข่งขันเพิม่ ขึน้ อันเป็นแต้มต่อส�ำหรับ ผู้ประกอบการไทยในการรุกบุกตลาดแห่งนี้ นอกจากนี้ ผูป้ ระกอบการไทยยังอาจพิจารณารุกเข้าสูต่ ลาดเครือ่ งประดับ ออสเตรเลียตามแนวทางต่อไปนี้
fair.com.au) หรืองาน JAA Autumn Jewellery Fair ที่ จัดขึน้ ครัง้ แรกในปี 2554 ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ทีเ่ มืองเมลเบิรน์ (http://www.autumnjewelleryfair.com.au) เพื่อแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจน หาช่องทางในการจ�ำหน่ายสินค้าไม่ว่าจะเป็นในลักษณะ การรับจ้างผลิต การจ�ำหน่ายผ่านตัวแทนท้องถิ่นภายใต้ ชือ่ แบรนด์สนิ ค้าของตนเอง หรือการเป็นหุน้ ส่วนธุรกิจกับ ผูป้ ระกอบการชาวออสเตรเลีย 2. น�ำเสนอสินค้าทีส่ อดคล้องกับความต้องการ ในตลาด ในอดีตผู้บริโภคออสเตรเลียมีรสนิยมในการซื้อ เครือ่ งประดับคล้ายคนอังกฤษคือ นิยมเครือ่ งประดับทอง กะรัตต�ำ่ (9 และ 14 กะรัต) รูปแบบเรียบง่าย แต่ปจั จุบนั ความนิยมดังกล่าวได้ครอบคลุมไปถึงเครื่องประดับทอง 18 กะรัต และเครือ่ งประดับเงิน ทัง้ ทีต่ กแต่งและไม่ตกแต่ง อัญมณี รูปแบบสวยงามร่วมสมัย มีความเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ในการเลือกซือ้ เครือ่ งประดับ ชาวออสเตรเลีย จะให้ความส�ำคัญกับคุณภาพของสินค้า รูปแบบ และ ระดับราคา ตามล�ำดับ การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานของสินค้า ตลอดจนการสร้างความแตกต่างให้กบั ตัวผลิตภัณฑ์ทงั้ ในด้านรูปแบบ วัสดุทใี่ ช้ รวมถึงบรรจุภณ ั ฑ์ นับเป็นประเด็นส�ำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความ สนใจมากกว่าทีจ่ ะมุง่ เน้นการแข่งขันด้วยราคา ด้วยเหตุนี้ สินค้าที่ผู้ประกอบการไทยควรน�ำเสนอเข้าสู่ตลาดจึงเป็น เครือ่ งประดับทีม่ คี ณ ุ ภาพปานกลางถึงสูง เน้นการออกแบบ ให้สะท้อนถึงความรู้สึกหรูหราในสนนราคาที่จับจ่ายได้ (Affordable Luxury) โดยให้ความส�ำคัญกับประโยชน์ ใช้สอย สวมใส่ได้ในชีวิตประจ�ำวัน อีกทั้งยังต้องปรับใช้ได้ หลากสไตล์และหลายโอกาส
1. เดินทางไปศึกษาและส�ำรวจตลาดด้วยตนเอง ผูป้ ระกอบการทีส่ นใจขยายตลาดสินค้าเครือ่ งประดับ ในออสเตรเลีย ในเบือ้ งต้นควรเริม่ จากการส�ำรวจตลาดใน เมืองส�ำคัญอย่างซิดนีย์ บริสเบน หรือเมลเบิรน์ เพือ่ ศึกษา ความต้องการของผูบ้ ริโภค ช่องทางการจัดจ�ำหน่าย และ หาโอกาสสร้างความสัมพันธ์กบั ผูซ้ อื้ และผูค้ า้ ภายในประเทศ โดยเฉพาะการติดต่อกับ Buying Group รายใหญ่อย่าง Nationwide Jewellers, Showcase Jewellers และ Leading Edge Jewellers หรืออาจหาโอกาสเข้าไปศึกษา/ สังเกตการณ์ในงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ซึง่ จัดขึน้ เป็นประจ�ำทุกปี อาทิ งาน JAA International Jewellery Fair ทีจ่ ดั ขึน้ ในช่วงเดือนสิงหาคมทีน่ ครซิดนีย์ (http://www.internationaljewelleryfair.com.au) นอกจากนี้ เนือ่ งด้วยเครือ่ งประดับจัดเป็นหนึง่ ใน งาน JAA Australian Jewellery Fair ทีจ่ ดั ขึน้ ในเดือน สินค้าแฟชัน่ ทีร่ ปู แบบจะเปลีย่ นแปลงไปตามกระแสแฟชัน่ มีนาคมทีเ่ มืองบริสเบน (http://www.australianjewellery ในแต่ละฤดูกาล อีกทัง้ ออสเตรเลียยังเป็นประเทศทีต่ งั้ อยู่ รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย
11
ในซีกโลกใต้ ฤดูกาลจะตรงข้ามกับประเทศทางซีกโลกเหนือ โดยมีฤดูร้อนอยู่ระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ฤดู ใบไม้ร่วงอยู่ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม และฤดูใบไม้ผลิอยู่ ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ดังนัน้ ผูป้ ระกอบการ ไทยจะต้องใส่ใจในรูปแบบและสีสันของเครื่องประดับที่ น�ำเสนอเข้าสูต่ ลาดแห่งนีใ้ ห้ถกู ต้องเหมาะสมกับฤดูกาลด้วย 3. ศึกษาระดับราคาสินค้าในตลาดเพือ่ ก�ำหนด ราคาขายที่แข่งขันได้ เครือ่ งประดับในตลาดออสเตรเลียมีความหลากหลาย ด้านราคาค่อนข้างสูง อาทิ แบรนด์ Georgini ซึง่ เป็นแบรนด์ ชัน้ น�ำของออสเตรเลียจ�ำหน่ายเครือ่ งประดับเงินตกแต่งด้วย พลอยสี นิล ไข่มกุ และคิวบิค-เซอร์โคเนีย ในดีไซน์หรูหรา ทันสมัย รวมถึงเครือ่ งประดับเงินตกแต่งคิวบิค-เซอร์โคเนีย และไข่มกุ เจาะกลุม่ คูแ่ ต่งงาน ด้วยราคาขายปลีกเริม่ ตัง้ แต่ 45 เหรียญสหรัฐส�ำหรับต่างหูคหู่ นึง่ ไปจนถึงชุดเครือ่ งประดับ ทีม่ รี าคาเฉลีย่ ประมาณ 125 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Pandora แบรนด์เครือ่ งประดับสัญชาติเดนมาร์กซึง่ ขณะนีก้ ำ� ลังได้รบั ความนิยมอย่างสูงในออสเตรเลีย จ�ำหน่ายเครือ่ งประดับทอง 14 กะรัต และเครือ่ งประดับเงินทีม่ รี าคาต่อชิน้ ไม่เกิน 1,100 เหรียญสหรัฐ สร้อยข้อมือเงินและลูกปัดเงินอันเป็นสินค้า ยอดนิยมของ Pandora นัน้ สร้อยข้อมือเงินมีราคาขายปลีก ตัง้ แต่ 75 เหรียญสหรัฐขึน้ ไป ส่วนลูกปัดมีราคาตัง้ แต่ 25 เหรียญสหรัฐต่อเม็ด โดยลูกปัดเงินทีม่ รี าคาสูงทีส่ ดุ เป็นลูกปัด ประดับคิวบิค-เซอร์โคเนียสนนราคาอยูท่ ี่ 81 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น ดังนั้น ในการก�ำหนดราคาขายเพื่อให้แข่งขันได้ ผูส้ ง่ ออกไทยจึงควรพิจารณาถึงส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับ ราคาขายของสินค้าทีน่ ำ� เข้าพร้อมก�ำหนดราคาให้เหมาะสม กับประเภทธุรกิจทีต่ นเองติดต่อท�ำธุรกรรมทางการค้าด้วย
ทั้ ง นี้ โดยทั่ ว ไปส่ ว นต่ า งระหว่ า งต้ น ทุ น กั บ ราคาขาย ของสินค้าที่น�ำเข้าผ่านตัวแทนซื้อจะอยู่ระหว่างร้อยละ 3-6 ขณะที่การน�ำเข้าโดยผู้น�ำเข้า/ผู้ค้าส่งมีส่วนต่างอยู่ ประมาณร้อยละ 40-80 ของราคาสินค้าน�ำเข้า 4. ปรับเปลีย่ นทัศนคติพร้อมยืดหยุน่ ในการท�ำ ธุรกรรมการค้า โดยทัว่ ไป ผูป้ ระกอบการไทยมักไม่ ให้ความสนใจ ท�ำการค้ากับออสเตรเลียเนือ่ งจากเห็นเป็นเพียงตลาดอัญมณี และเครือ่ งประดับขนาดเล็ก พลเมืองไม่มาก มูลค่า/ปริมาณ ค�ำสั่งซื้อต่อครั้งค่อนข้างน้อย แต่ปัจจุบันเนื่องจากตลาด อัญมณีและเครือ่ งประดับออสเตรเลียมีพฒ ั นาการเติบโตขึน้ ตามล�ำดับ อีกทัง้ ประเทศคูค่ า้ หลักอย่างสหรัฐอเมริกาและ สหภาพยุโรปต่างเผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อย่างต่อเนือ่ ง กระทบต่อมูลค่าการส่งออกสินค้านีข้ องไทย ตลาดออสเตรเลียจึงจัดว่าเป็นอีกหนึง่ ตลาดรองทีม่ ศี กั ยภาพ ซึง่ ผูป้ ระกอบการไทยไม่ควรมองข้ามและควรจะยืดหยุน่ ในเรือ่ ง ของการปรับระดับมูลค่า/ปริมาณค�ำสัง่ ซือ้ ขัน้ ต�ำ่ ต่อครัง้ ต่อราย ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดแห่งนี้ด้วย ทั้งนี้ นอกเหนือ จากการติดต่อรับจ้างผลิตให้แก่ผู้น�ำเข้าหรือผู้ค้าส่งแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังควรหาช่องทางติดต่อไปยัง Buying Group ต่างๆ ทัง้ Nationwide Jewellers, Showcase Jewellers และ Leading Edge Jewellers ซึง่ มีสมาชิก 689 ราย ครอบคลุมจ�ำนวนร้านค้าปลีกราว 860 แห่งทัง้ ใน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพือ่ รับค�ำสัง่ ซือ้ ทีม่ มี ลู ค่า/ปริมาณ สูงขึน้ จากการรวมกลุม่ กันซือ้ (แต่อาจต้องเผชิญกับอ�ำนาจใน การเจรจาต่อรองทีส่ งู ขึน้ ด้วย) และยังถือเป็นอีกหนึง่ ช่องทาง ในการกระจายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเข้าสู่ ตลาดนิวซีแลนด์ได้อกี ด้วย
จัดทำ�และเผยแพร่โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เลขที่ 140, 140/1-3 และ 140/5 อาคารไอทีเอฟ-ทาวเวอร์ ชั้น 1-4 และ 6 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 โทร 02 634 4999 โทรสาร 02 634 4970 เว็บไซต์ www.git.or.th อีเมล์ jewelry@git.or.th เอกสารฉบับนี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) การพิมพ์ซ�้ำหรือการน�ำข้อมูลทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด ไปเผยแพร่ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็ตาม จะต้องได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
12
รุกตลาดออสเตรเลีย ขยายโอกาสส่งออกเครื่องประดับไทย