จุฬาวาทิต ครั้งที่ ๒๔๕ “คิดถึงครู ... ครูอุทัย แก้วละเอียด”(ศิลปินแห่งชาติ) โดย คณะไทยบรรเลง ร่วมกับ คณะศิษย์ครูอุทัย และคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รายการแสดง ๑.โหมโรงอักษรศาสตร์ โดย ศิษย์ครูอุทัยรวมบรรเลง ๒.เพลงมอญแม่(ละออ) โดย วงไทยบรรเลง ๓.การเสวนา "คิดถึงครู…ครูอุทัย แก้วละเอียด (ศิลปินแห่งชาติ) ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ ผู้ร่วมเสวนา ๑.พจอ.สมาน แก้วละเอียด (ทายาทไทยบรรเลง) ๒.อาจารย์ประชา สามเสน (ในนามลูกศิษย์และบ้าน ดร.อุทิศ) ๓.อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก (ในนามวงผกาวลี) ๔.อาจารย์วัชระ เปรมปรีด์ (ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด) ๕.ศาสตราจารย์ ดร.บุษกร บิณฑสันต์ (ในนามผู้สืบทอดมาสู่คณะ ศิลปกรรม) ๔.เพลงพม่าห้าท่อน สามชั้น ทางครูปน นิลวงศ์ โดย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ๕.เพลงแขกลพบุรี สามชั้น ทางบางคอแหลม ถ่ายทอดตามแบบครูอุทัย แก้วละเอียด โดย วงไทยบรรเลง ๖.การบรรเลงระนาดเอก เพลงเดี่ยวต่อยรูป สามชั้น โดยศิษย์ครูอุทัย ๗.การบรรเลงเดี่ยวระนาดทุ้ม เพลงกราวใน สามชั้น โดยทายาทรุ่นหลานศิษย์วงไทยบรรเลง ๘.เพลงลาพระอาทิตย์ชิงดวง สองชั้น โดยศิษย์ครูอุทัยรวมบรรเลง
ครูอุทัย แก้วละเอียด ประวัติ wiki “อุทัย แก้วละเอียด” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรี ไทย) ถึงแก่กรรมในวัย ๘๘ ปี เนื่องจากปอดติดเชื้อ “อุทัย แก้วละเอียด” มือ ระนาดชั้นครู ศิษย์ “หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)” ในระหว่างที่ อยู่กับหลวงประดิษฐไพเราะ ได้รับการตั้งชื่อว่า "เผือดน้อย" เพราะตีระนาดได้ ไหว ฝีมือจัดจ้าน ไม่ต่างจากนักดนตรีมือระนาดรุ่นพี่ เป็นที่กล่าวขานในวงการ นักดนตรีไทยในยุคนั้น “อุทยั แก้วละเอียด” มีผลงานและประสบการณ์ดา้ นดนตรี ไทยมากว่า ๖๕ ปี ทั้งการเผยแพร่ ดนตรี ไทยทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานประพันธ์เพลงอีก เป็ นจานวนมาก ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ยังคงยึดมั่นตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ ศิ ษ ย์ ท ี ่ อ ำเภออั ม พวาบ้ า นเกิ ด จนเป็ น วงดนตรี ไ ทยที ่ ม ี ช ื ่ อ เสี ย งและยั ง สร้างสรรค์ผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง “นายอุทัย แก้วละเอียด” จึงได้รับการ ยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ครูอุทัย แก้วละเอียด เป็นบุตรของถึก แก้วละเอียด เป็นนักดนตรีมา จากกาญจนบุรี ส่วนคุณแม่ชื่อ ละออ แก้วละเอียด เป็นคนสมุทรสงคราม คุณครูเกิดเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ตำบลอัมพวา อำเภอ อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สมรสครั้งแรกกับประทิน เทียนประมุข มีบุตร ด้วยกัน ๓ คน เป็นหญิง ๒ คน และชาย ๑ คน นางพิมพ์กาญจน์ ไชยจิตรสกุล (รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) บุตรชื่อ พอร์ตทำงานการปิโตรเลี่ยมแห่ง ประเทศไทย จบจุฬาฯ กับน้องพาส (เป็นหมอ) บุตรคนที่ ๒ นางไพลิน แก้ว
ละเอียด(อ้อ) ครูโรงเรียนราชินีบน บุตรคนที่ ๓ นายอุทิศ แก้วละเอียด มา ทางเครื่องกล ต่อมาได้แยกทางกัน และสมรสใหม่กับคุณอัจฉรา (สกุลเดิม โขมมัย) ครูอุทัย แก้วละเอียด มีพี่น้อง อีก ๕ คน คือ ๑ นายสมัคร แก้วละเอียด (นักดนตรีวงกรุงเทพมหานคร) มีบุตร สาว ชื่อ นางสาวปัทมา แก้วละเอียด เป็นคนฆ้องใหญ่ เรียนที่คณะศิลปกรรม ศาสตร์ จุฬาฯ ๒.นางสาวปราณี แก้วละเอียด ๓.นางสุภาพ สะอาดเหลือ ๔.พจอ.สมาน แก้วละเอียด สมรสกับ นางรื่นรมย์ ประสงค์สุข มีบุตร ๓ คน ได้แก่ ๑.นางสาว กัญจน์สริตา แก้วละเอียด สมรสกับ นาย เอนก สบายใจ มีบุตร ๓ คนคือ นางสาว เนาวรัตน์ แก้วละเอียด พลฯนันทิพัฒน์ แก้วละเอียด และเด็กชาย อนาคิน สบายใจ ๒. นายปรารภ แก้วละเอียด สมรสกับ นางสาวศิริน ทร์ญา สมุทรวานิช มีบุตรคือนางสาวปานวาด แก้ว ละเอียด และนายประวิทย์ แก้วละเอียด และ ๓.นายปริญญา แก้วละเอียด สมรสกับ น.ส.กัญทิมา พงษ์พรหม มีบุตร ๒ คนคือ ด.ญ.เก้ากันยา แก้ว ละเอียด และด.ช.กรรณภทร แก้วละเอียด ๓. ๕.นายประจวบ แก้วละเอียด การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดอัมพวา ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในขณะนั้น ชีวิตของอุทัยผูกพันกับวงดนตรีไทยมาโดยตลอด ปู่ของเขาเป็นนักดนตรีเอก มาจากจังหวัดเพชรบุรี ส่วนย่าเป็นแม่ เพลงฉ่อย บิดาเป็นมือฆ้อง ซึ่งเป็น บุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ด้วยชีวิตสิ่งแวดล้อมที่คลุกคลีกับดนตรีไทยและสืบ ทอดสายเลือด ทำให้อุทัยรักและหลงใหลในศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีไทย อย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อเยาว์วัยบิดาไม่ต้องการให้บุตรมีอาชีพเป็นนักดนตรีไทย จึงไม่ยอม ให้ฝึกหัดเล่นดนตรีและไม่ต่อเพลงให้ อุทัยจึงมักจะแอบไปฝึกเรียนดนตรีไทย ด้วยตนเองเสมอ ๆ ขณะอายุได้ ๖ ขวบ ได้หนีไปขอฝึกเรียนดนตรีไทยกับปาน นิลวงศ์ โดยเริ่มฝึกเรียนฆ้องวงใหญ่ ปานเห็นความสามารถในการจำเพลง ความเฉลียวฉลาดในการต่อเพลง และพรสวรรค์ทางด้านดนตรีไทย จึงให้ฝึก เรียนระนาดเอกจนอายุ ๘ ขวบ และได้รับอนุญาตให้ออกแสดงในงานต่าง ๆ รวมกับปาน โดยมีหน้าที่เป็นผู้ตีฆ้องวงเรื่อยมา ด้วยความเป็นนักดนตรีใน สายเลือดทำให้อุทัยไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ กลับแสวงหาความรู้ในศิลปะดนตรีไทย จนได้พบพริ้ม นักปี่ ในวงของปี่พาทย์มอญ อุทัยจึงไปขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อ ฝึกเรียนดนตรีปี่พาทย์มอญ ขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ พริ้ม ได้จัดพิธีอุปสมบทให้บุตรชาย ในงานนี้ได้เชิญหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลป บรรเลง) มาร่วมงาน พริ้มได้จัดการแสดงละครโดยให้อุทัยเป็นผู้ตีระนาดเอก ประกอบการแสดงละคร ทำให้หลวงประดิษฐไพเราะ ได้เห็นความสามารถใน เชิงดนตรีไทย เกิดความพึงพอใจ จึงไปขออุทัยกับบิดา-มารดา ยุคนี้เป็นยุคที่ ดนตรีไทยกำลังเฟื่องฟูเป็นที่นิยม วงต่าง ๆ จะค้นหานักดนตรีฝีมือดี ๆ ให้มา เป็นนักดนตรีประจำวง ในระหว่างอยู่กับหลวงประดิษฐไพเราะ อุทัยตั้งใจมุ่งมั่น ทุ่มเทกับการ ฝึกซ้อมจนสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีไทยได้ทุกชิ้น เขาได้รับความรักและ ความเมตตาให้ไปร่วมแสดงในงานบรรเลงปี่พาทย์วงหลวงประดิษฐไพเราะ เมื่อนักดนตรีคนใดไม่มา หรือเครื่องดนตรีบางชิ้นว่างลงเขาจะเป็นผู้ บรรเลง แทน และสามารถบรรเลงได้ดีทุก ๆ หน้าที่ ตั้งแต่เครื่องดนตรีประกอบจังหวัด จนถึงระนาดเอก ฆ้อง ระนาดทุ้ม จากความรู้ความสามารถ มีปฏิภาณไหวพริบ ความขยันหมั่นเพียร อดทนมุ่งมั่น ตั้งใจในการฝึกซ้อมดนตรีไทยเพื่อพัฒนา ฝีมือของตนอย่างต่อเนื่องเป็นที่พึงพอใจ ได้รับ ความรักและเมตตาจากหลวง ประดิษฐไพเราะจนตั้งฉายาให้อุทัยว่า "เผือดน้อย" เพราะตีระนาดได้ไหว ฝีมือ จัดจ้าน ไม่ต่างจากนักดนตรีมือระนาดรุ่นพี่ เป็นที่กล่าวขานในวงการนักดนตรี
ไทยในยุคนั้น ชื่อว่าเผือด ด้วยพรสวรรค์ และมีความจำเป็นเลิศ ได้รับการ ฝึกฝนร้องเพลง และประพันธ์เพลงด้วย การทำงาน อุทัย ได้ติดตามรับใช้หลวงประดิษฐไพเราะ ไปทุกหนทุกแห่ง โดยให้ เป็นนักดนตรีประจำวง ด้วยฝีมือที่จัดจ้าน และมีปฏิภาณไหวพริบ แม้กระทั่ง การร้องเพลงก็สามารถพลิกแพลงได้ดีเป็นที่พอใจของหลวงประดิษฐไพเราะ จนได้เอ่ยคำพูดออกมาว่า "ทัยเป็นคนฉลาดดี เอาไปไหน ไม่อายใคร มีความ ขยัน มีนิสัยเรียบร้อย" ด้วยลักษณะพิเศษเฉพาะตน เมื่อมีงานแสดงสำคัญ ๆ งานรัฐธรรมนูญ งานสังคีตศาลา หลวงประดิษฐไพเราะจะให้ลูกศิษย์ที่มีฝีมือดี ไปรวมวงเล่นดนตรีไทย มี บุญยงค์ เกตุคง บรรเลงระนาดเอก บุญยัง เกตุคง บรรเลงระนาดทุ้ม อุทัยบรรเลงฆ้องวง บางครั้งให้บรรเลงระนาดเอกสลับกับ บุญยงค์ และประสิทธิ์ ถาวร ด้วยความเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย หลวงประดิษฐ ไพเราะจึงมีความไว้วางใจมอบหมายให้อุทัยรับหน้าที่ดูแลพวกละคร ซึ่งใน ขณะนั้นการละครเป็นที่นิยม การแสดงละครตะวันตกเข้ามาเฟื่องฟูในยุคนั้น หลวงประดิษฐไพเราะ ได้ตั้งโรงละครขึ้นในบ้านชื่อ "ผกาวลี" โดยให้ลัดดา สารตายนต์ เป็นผู้ควบคุมการแสดง ส่วนด้านดนตรีไทยให้อุทัยควบคุมโดยมี การบรรเลงเพลงไทยผสมผสานกับเครื่องดนตรีสากล ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นบุตรชายของหลวงประดิษฐไพเราะ ควบคุมเอง เมื่ออุทัยอายุครบที่จะ อุปสมบท หลวงประดิษฐไพเราะ ได้มีเมตตาจัดการอุปสมบทให้ หลังจากลา สิกขา หลวงประดิษฐไพเราะเห็นความสามารถโดดเด่นในเชิงดนตรีไทยของ อุทัย จึงให้กลับไปตั้งวงดนตรีไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม และตั้งชื่อให้ว่า "วง ไทยบรรเลง" ด้วยความกตัญญู ยึดถือคำสอนของหลวงประดิษฐไพเราะ อุทัย จึงกลับไปเริ่มสอนดนตรีไทย และตั้งวงปี่พาทย์ที่อัมพวาบ้านเกิด อุทัยได้ตั้งใจและมุ่งมั่นถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ซึ่งเป็นเด็กแถว ละแวกบ้านทั้งใกล้และไกล ทุกคนจะมาอยู่รวมกันฝึกซ้อมเพลง และต่อเพลง
นักดนตรีคนใดมีฝีมือเก่งกาจออกงานแสดงได้ ก็จะให้ออกงานแสดง เมื่อ ว่างงานก็จะฝึกซ้อมเพลงถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์ เมื่อมีการประชันฝีมือจะ ส่งวงดนตรีไทยบรรเลงเข้าประชัน ในปัจจุบันวงไทยบรรเลงเป็นวงดนตรีไทยที่ มีชื่อเสียงที่สุดวงหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการ ส่งวงประชันหลายครั้ง เยาวชนจากวงไทยบรรเลงจะได้รับการคัดเลือกเป็น ยุวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ของมูลนิธิราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย หลังจากที่วงไทยบรรเลงเป็นปึกแผ่นแล้ว อุทัยได้มอบหมาย ให้สมัคร แก้วละเอียด และสมาน แก้วละเอียดน้องชาย เป็นผู้ควบคุมดูแลวง แทน นอกจากนี้ อุทัยยังได้บรรเลงระนาดในรายการ “ดร.อุทิศแนะดนตรี ไทย” ออกเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนมาเป็นเวลากว่า ๓๐ ปีและบรรเลงปี่ พาทย์ไว้กับงานบันทึกเสียงเพลงไทยอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งเพลงโบราณ เพลง ชุดความรู้สายวิช าหลวงประดิษฐไพเราะ และเพลงที่อุทิศ นาคสวัส ดิ์ ได้ ประพันธ์ขึ้นใหม่ ได้ใช้ความรู้ความสามารถทางด้านดนตรีไทยไปเผยแพร่ยัง ประเทศสหรั ฐ อาร์ เ จนติ น า แคนาดา เม็ ก ซิ โ ก ปานามา ชิ ลี บราซิ ล กั บ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เป็นเวลา ๙ เดือน มีผลงานประพันธ์เพลงจำนวน มาก เช่น เพลงอุศเรน เถา เทพทอง เถา ดอกไม้เหนือ เถา สุดคะนึง เถา โหม โรงมัธยมศึกษา โหมโรงอักษรศาสตร์ ฯลฯ ผลงานเพลงมีความไพเราะมาก ใน วงการดนตรีปัจจุบันก็ยังมีการนำมาใช้บรรเลงอยู่ ได้รักษาตำราและพิธีการ ไหว้ครูของหลวงประดิษฐไพเราะไว้อย่างเคร่งครัดต่อจากรุ่นครูประสิทธิ์ ศิลป บรรเลง และอุทัยยังได้รับเชิญให้แสดงเดี่ยวระนาดเอก ในการแสดงระนาด โลก ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงาน ดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) จากสำนักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับรางวัลเพชรสยาม สาขาดนตรีไทย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ในช่วงบั้นปลายของชี วิต ยังคงยึดมั่น ตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ทำให้มีลูกศิษย์จำนวนมากทั้งยังดูแลและ
ปรับวงไทยบรรเลงที่อำเภออัมพวาบ้านเกิด จนเป็นวงดนตรีไทยที่มีชื่อเสียง และยังสร้างสรรค์ผลงานเพลงอย่างต่อเนื่องนายอุทัย จึงได้รับการยกย่องเชิดชู เกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พ.ศ. ๒๕๕๒ ของสะสม นอกจากการเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือแล้ว ครูอุทัย ยังได้สะสมเครื่อง ดนตรีไว้อย่างมากมาย อาทิ ฆ้องของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ เครื่อง มอญลายข้าวหลามตัด เครื่องมุข รวมถึงผืน และรางระนาดอีกหลายชุดอีก ด้วย เสียชีวิต อุ ท ั ย แก้ ว ละเอี ย ด เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๓ กุ ม ภาพั น ธ์ เวลาประมาณ ๐๖.๐๔ น. ที่โรงพยาบาลศิริ ราช ด้ว ยอาการปอดติดเชื้ อ สิริอายุ ๘๘ ปี โดยทางทายาท ได้ ข อพระราชทานน้ ำ หลวง อาบศพ ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เวลา ๑๗.๐๐ น. และสวด พระอภิธรรมศพ เวลา ๑๘.๐๐ น. จากนั้นระหว่างวันที่ ๕-๘ กุมภาพันธ์ มี กำหนดสวดพระอภิธรรมศพ เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ ศาลา ๕ วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งทางครอบครัวจะเก็บศพไว้ บำเพ็ญกุศลเป็น เวลา ๑๐๐ วัน มีพิธ ีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวัน ที ่ ๑ ๖ มิถุน ายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ วัดมกุฏ กษัตริย ารามราชวรวิห าร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
วงไทยบรรเลง
บิดาของครูถึก แก้วละเอียด เดิมเป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี ได้ย้ายมา ตั้งถิ่นฐานและสร้างครอบครัวอยู่ ณ จังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมาครูถึก แก้ว ละเอียด ได้เข้าศึกษาวิชาดนตรีไทยกับครูปน ครูปาน นิลวงศ์ โดยในระยะแรก ยังไม่ได้มีการตั้งชื่อคณะดนตรีอย่างเป็นทางการ ภายหลัง ครูพริ้ม ซึ่งเป็นนักปี่ในวงปี่พาทย์มอญ ได้จัดงานอุปสมบท ให้แก่บุตรชาย และได้กราบเรียนเชิญหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาร่วมในงานดังกล่าว ภายในงานมีการจัดแสดงละคร โดยให้ครูอุทัย แก้ว ละเอียด ทำหน้าที่บรรเลงระนาดเอกประกอบการแสดง ความสามารถในการ บรรเลงของครูอุทัยเป็นที่ประจักษ์แก่หลวงประดิษฐไพเราะ จนเกิดความชื่น ชมและมีความประสงค์จะรับไว้เป็นศิษย์ จึงได้ไปขออนุญาตบิดาและมารดา ของครูอุทัยด้วยตนเอง ด้วยความเมตตา หลวงประดิษฐไพเราะได้เป็นผู้จัดการอุปสมบท ให้แก่ครูอุทัย ครั้นเมื่อครูอุทัยลาสิกขาแล้ว ท่านได้แนะนำให้กลับไปประกอบ อาชีพทางดนตรี ณ จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมทั้งตั้งชื่อคณะดนตรีให้ว่า “วง ไทยบรรเลง” โดยในระยะแรกใช้ชื่อว่า “ทัยบรรเลง” แต่ภายหลังได้ เปลี่ยนเป็น “ไทยบรรเลง” โดยใช้คำว่า “ไทย” อันหมายถึงประเทศไทย ตาม คำแนะนำของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นับแต่นั้นเป็นต้นมา คณะดนตรีจึงใช้ชื่อว่า “วงไทยบรรเลง” อย่างเป็นทางการสืบต่อมา ภายใต้ การดูแลของ พจอ.สมาน แก้วละเอียด ในปัจจุบัน มีนักดนตรีหลายรุ่น ได้แก่
ไทยบรรเลงรุ่น ๑ ๑.นักร้อง น.ส.ระเบียบ มาลัยมาลย์ น.ส.ปราณี แก้วละเอียด ๒.ระนาดเอก นายอุทัย แก้วละเอียด ๓.ระนาดทุ้ม นายสมาน แก้วละเอียด ๔.ฆ้องวงใหญ่ นายสมัคร แก้วละเอียด ๕.ฆ้องวงเล็ก นายประจวบ แก้วละเอียด ไทยบรรเลงรุ่น ๒ ๑.ปี่ นายไกร โปร่งน้ำใจ นายสถิต ณ บางช้าง ๒.ระนาดเอก นายจเร บุญเรือง ๓.ระนาดทุ้ม นายบันเทิง รอดไพร ๔.ฆ้องวงใหญ่ สมัคร แก้วละเอียด ๕.ฆ้องวงเล็ก นายสุเทพ นิ่มอนงค์ ๖.เครื่องหนัง นายทองชุบ นิลวงศ์ ไทยบรรเลงรุ่น ๓ ๑.ปี่ นายทองอยู่ มีศิริ ๒.ระนาดเอก นายวิรัช เขียวชอุ่ม นายกำพล รักชาติ ๓.ระนาดทุ้ม นายประจักษ์ รุ่งวันดี ๔.ฆ้องวงใหญ่ นายปะทิว ไม่ทราบนามสกุล ๕.ฆ้องวงเล็ก นายชัยศิริ ไม่ทราบนามสกุล ไทยบรรเลงรุ่น ๔ ๑.นักร้อง น.ส.ดวงเดือน หลงสวาสดิ์ ๒.ปี่ นายโสภณ เดชฉกรรจ์ ๓.ระนาดเอก นาย ปรารภ แก้วละเอียด
นาย ชูเกียรติ สิงโต
๔.ระนาดทุ้ม น.ส.กัญจน์สริตา แก้วละเอียด ๕.ฆ้องวงใหญ่ นายกฤษณะ จัตุรัส นายศรชัย แดงสกุล ๖.ฆ้องเล็ก นายปริญญา แก้วละเอียด ๗.เครื่องหนัง นายทวีศักดิ์ จันทร์ตัง นายทองอยู่ มีศิริ ไทยบรรเลงรุ่น ๕ ๑.ปี่ นายกฤษดา ปิ่นมงคล. นายนพดล สังข์อนันต์ ๒.ระนาด นายวีรสิทธิ์ วัฒนสุนทรศิลป์ ๓.ระนาดทุ้ม นายอาณัติ นาคสินธุ์ ๔.ฆ้องวงใหญ่ นายสราวุฒิ ปรีชาศิลนายพัฒนา มหาโพธิ์ ๕ ฆ้องวงเล็ก นายธีรวัฒน์ สินอัครพัฒน์ ๖.เครื่องหนัง นายนิรัตน์ พูโต นายเทียนชัย บุญอินทร์ ๗.จังหวะ นายณัฐพล สังขพูล นายวันเฉลิม เอมโกษา ไทยบรรเลงรุ่น ๗ ๑ร้อง น.ส.เนาวรัตน์ แก้วละเอียด น.ส.พรณิภา ช่วยประเสริฐ ๒.ระนาดเอก นาย สุวิวัฒน์ พรหมบุรี ๓.ระนาดทุ้ม นาย พัทธนันท์ คล้ำปลอด นาย วิวรรธณ์ ตรีเพชร นาย พัลลภ แก้วคง ๔.ฆ้องวงใหญ่ นาย นันทิพัฒน์ แก้วละเอียด น.ส.ปานวาด แก้วละเอียด ๕.ฆ้องวงเล็ก นาย ทินภัทร จันทร์ตัง ๖.เครื่องหนัง นาย ประวิทย์ แก้วละเอียด ด.ช.อนาคิน สบายใจ ด.ช.ภัทรกร ยิ่งนคร
คิดถึงครู ระนาดฆ้องซ้องเสียงสำเนียงเสนาะ เพลงไพเราะหวานหูไม่รู้หาย เพลงอุทัยใสกระจ่างไม่รู้วาย เป็นแก้วพรายเรียงประดับจับใจจินต์ สอนศิษย์คิดรอบคอบมอบละเอียด งามละเมียดงานประณีตสังคีตศิลป์ คิดถึงครูมาร่วมร้องกรองพาทย์พิณ ส่งสำเนียงเรียงระบิลยินถึงครู ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๙
๑.โหมโรงอักษรศาสตร์ โดยศิษย์ครูอุทัยรวมบรรเลง เพลงนี้ครูอุทัย แก้วละเอียด ประพันธ์ขึ้นเมื่อครั้งเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาดนตรีไทย ที่คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ ขณะนั้นคณะอักษรศาสตร์เปิด สอนภาษาต่างประเทศหลายภาษา จึงได้แต่งเพลงโหมโรงออกภาษาต่างๆ ๖ ภาษา ได้แก่ ไทย ลาว เขมร แขก จีน ฝรั่ง เป็นเพลงหน้าทับปรบไก่ และมี หน้าทับพิเศษ ตามภาษาต่างๆ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงร่วมบรรเลงเพลงโหมโรงอักษรศาตร์นี้ในงานพระ ราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช ทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙
รายนามนักดนตรีวงศิษย์ครูอุทัยรวมบรรเลง ๑. ผศ.ดร.เมธี พันธุ์วราทร ซอสามสาย ๒. นายแพทย์อนุชา ก้องมณีรัตน์ ซอด้วง ๓.ผศ.ดร.นพ.ธัญญพงศ์ ณ นคร ซออู้ ๔.อาจารย์อาทร ธนวัฒน์ จะเข้ ๕.นพ.มนวัฒน์ เงินฉ่ำ ขลุ่ยเพียงออ ๖.อาจารย์ชยกรณัฐ ทับทิมศรี ขลุ่ยหลิบ ๗.อาจารย์นวลจันทร์ ศุภพัฒน์ ระนาดเอก ๘.อาจารย์สวิต ทับทิมศรี ระนาดทุ้ม ๙.อาจารย์วัชระ เปรมปรีดิ์ ฆ้องวงใหญ่ ๑๐.นายชอบ ขุนวิทยา ฆ้องวงเล็ก ๑๑.อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ระนาดเอกเหล็ก ๑๒.อาจารย์บุญส่ง ธรรมวณิชย์ ระนาดทุ้มเหล็ก ๑๓.อาจารย์อภิธาร สมานมิตร เครื่องหนัง ๑๔.อาจารย์อนุชา บริพันธ์ เครื่องหนัง ๑๕.นางปภาวี บูลกุล เครื่องประกอบจังหวะ ๑๖.นางสาวณัฐิมา เปรมปรีดิ์ เครื่องประกอบจังหวะ ๑๗.นายคำรพ นักดนตรี เครื่องประกอบจังหวะ
๒.เพลงมอญแม่(ละออ) โดยวงไทยบรรเลง เมื่อครั้งที่จัดงานศพให้มารดา ครูอุทัยเกิดความรู้สึกอาลัยพระคุณแม่ จึงได้แต่งเพลงใหม่ขึ้นเพื่อเป็นการแสดงถึงความรักของครูอุทัยกับมารดาท่าน เป็นเพลงสำเนียงมอญ อัตราสองชั้นและชั้นเดียว เรียกชื่อเพลงมอญนี้ว่า “มอญแม่” (แม่ละออ) ต่อมาคุณวิมลมาศ สามเสน ซึ่งเป็นบุตรสาวของ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเพลงแสนอาลัย เพลงนี้ได้บรรเลงในวงไทย บรรเลงสืบเนื่องมา รายนามนักดนตรีวงไทยบรรเลง ๑. ปรารภ แก้วละเอียด ฆ้องใหญ่มอญ 1 ๒. กัญจน์สริตา แก้วละเอียด ฆ้องใหญ่มอญ ๒ ๓. ปริญญา แก้วละเอียด ฆ้องเล็กมอญ ๔. วิวรรธณ์ ตรีเพชร ระนาดเอก ๕. สุธีรธ์ รรศ เปล่งรัตน์ ระนาดทุ้ม ๖. โสภณ เดชฉกรรจ์ ปี่มอญ ๗. นิรัตน์ พูโต ตะโพนมอญ/ ๘. อนาคิน สบายใจ เปิงมางคอก ๙.ปานวาด แก้วละเอียด โหม่ง ๑๐.ภัทรภร พรหมบุรี ฉิ่ง ๑๑.ณัฐพล สังขพูล ฉาบใหญ่ ๑๒.ธนากร สร้อยสน ฉาบเล็ก ๑๓.นันทิพัฒน์ แก้วละเอียด กรับ ควบคุมวงโดย พจอ.สมาน แก้วละเอียด
๓.การเสวนา "คิดถึงครู..ครูอทุ ัย แก้วละเอียด (ศิลปินแห่งชาติ) โดยบุคคล ผู้ใกล้ชิด ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ ผู้ร่วมเสวนา ๑. พจอ.สมาน แก้วละเอียด (ทายาทไทยบรรเลง) ๒.อาจารย์ประชา สามเสน (ในนามลูกศิษย์และบ้าน ดร.อุทิศ) ๓.อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก (ในนามวงผกาวลี) ๔.อาจารย์วัชระ เปรมปรีด์ (ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด) ๕.ศาสตราจารย์ ดร.บุษกร บิณฑสันต์ (ในนามผู้สืบทอดมาสู่คณะศิลปกรรม) ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ
๔.เพลงพม่าห้าท่อน สามชั้น ทางครูปน นิลวงศ์ โดย คณะศิลปกรรม ศาสตร์ จุฬาฯ สมัยอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๑ การขับเสภาไม่ได้มีเครื่อง ดนตรีใดเข้าไปประกอบด้วย จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงเห็นว่า การขับเสภาที่ไม่มีดนตรีแทรกนั้น คนขับเสภาจะเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่มีเวลา พัก จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีวงปี่พาทย์เข้ามาบรรเลงประกอบ มีการร้องรับปี่ พาทย์และบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ตามท้องเรื่อง เสมือนการบรรเลง ประกอบการแสดงละคร โดยเกิดบัญญัติขึ้นว่า เพลงที่ใช้ขับร้องรับปี่พาทย์เป็น เพลงแรก คือ เพลงพม่าห้าท่อน เมื่อครูอุทัย แก้วละเอียด เริ่มต้นศึกษาวิชาปี่พาทย์ ได้รับการจับมือ เพลงสาธุการจากครูปาน นิลวงศ์ ทั้งนี้ ตระกูลแก้วละเอียดและตระกูลนิล วงศ์มีบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกันในย่านอัมพวา จึงทำให้ทั้งสองตระกูลมีความ สนิทสนมและมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน สำนักปี่พาทย์ตระกูลนิลวงศ์ เป็นสำนักปี่พาทย์สำคัญแห่งหนึ่งในย่าน อัมพวา มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำนวนมาก อาทิ ครูแย่ง ทางมีศรี ครูถึก แก้ว ละเอียด(บิดา ของครูอุทัย) และครูเท แห่งสำนักปี่พาทย์วัดปากน้ำ ครูอ่วน หนูแก้ว ท่านเป็นนักดนตรีที่อัมพวา ท่านได้ทันเรียนกับครูปนและครูปาน ซึ่ง ท่านทั้งสองเป็นพี่น้องกัน ส่วนทางการบรรเลงพม่าห้าท่อน สามชั้น ในวันนี้ อาจารย์อภิชาติ อินทร์ยงค์ ผู้เป็นลูกศิษย์อีกชั้นหนึ่งของครูอ่วน ท่านให้ ทางการบรรเลงมากับ นายพัทธนันท์ คล้ำปลอด ผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดทาง เพลงทั้งสองฝั่งของลุ่มน้ำแม่กลอง ได้นำมาเผยแพร่และบรรเลงในวันนี้
บทร้องเพลงพม่าห้าท่อน สามชั้น ๑. เดินทางมาในหว่างกระถางไม้ ดอกใบรุกขชาติดาษดื่น ๒. ลมหวนเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นชูกลิ่นถวิลใจ ๓. จำปาเทศเกดแก้วพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมสายหยุดพุดไสว ๔. พยอมยงค์ดัดทรงสมละไม ชั้นในไว้กรงสาลิกา ๕ นกแก้วจับคอนแล้วนอนเฉย เจ้าแก้วเอ๋ยสาวรักเจ้าหนักหนาฯ (จากเสภาขุนช้างขุนแผน ในรัชกาลที่ ๒ ตอนที่ ๑๗ ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างได้ นางแก้วกิริยา) รายนามนักดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ๑.นายสิทธินันท์ แสงอุทัย นักร้อง ๒.นายทักษ์ดนัย จันทร์มี ปี่ใน ๓.นายธันยบูรณ์ ภู่พูลเพียร ระนาดเอก ๔.นายพัทธนันท์ คล้ำปลอด ระนาดทุ้ม ๕.นางสาวภูษณิศา ช่อฉัตรมงคล ฆ้องวงใหญ่ ๖.นายเจษฎา บุญชูรักษ์ ฆ้องวงเล็ก ๗.นายภรัณยู อิงควระ ฉิ่ง ๘.นายภูริพัฒ ผลเจริญ กลองสองหน้า ๙.นายนัจฐาปกรณ์ น้อยจินดา ลูกเปิง ๑๐.นายพุฒิพงศ์ ซิเต็ง กรับ ๑๑.นายก้องภพ บุญเต็ม ฉาบ ควบคุมวงโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ
๕.เพลงแขกลพบุรี สามชั้น ทางบางคอแหลม ถ่ายทอดตามแบบครูอุทัย แก้วละเอียด โดยวงไทยบรรเลง เพลงแขกลพบุรี ของเก่า เป็นเพลงประเภทสองไม้ เป็นเพลงท่อน เดียว มีแต่ทำนองดนตรี เฉพาะอัตราจังหวะสองชั้นอยู่ในเพลงช้าเรื่องแขก มอญ ใช้เป็นเพลงร้องประกอบการแสดงโขนละครประกอบอารมณ์โศกเศร้า ภายหลังมีผู้เพิ่มเติมทำนองดนตรีขึ้นอีกท่อนหนึ่งเป็นท่อน ๒ หรือเที่ยวหลัง แต่ในทำนองร้องยังคงร้องเหมือนกันทั้ง ๒ เที่ยว ต่อมาเมื่อมีการนิยมบรรเลง และขับร้องเพลงอัตราจังหวะสามชั้นกันมากขึ้น ได้มีผู้นำเพลงแขกลพบุรี มา ขยายเป็น อัตราจังหวะสามชั้น ทั้งทางขับ ร้องและทางบรรเลงหลายท่ า น ด้วยกันเช่น คุณครูช้อย สุนทรวาทิน แต่ละท่านก็ดำเนินทำนองแตกต่างกัน ออกไป ซึ่งล้วนแต่ไพเราะน่าฟังทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังได้นำมาขยายและตัดลง จนครบเป็นเถา หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้แต่งทำนองเพลงแขก ลพบุรีขึ้นอีกทางหนึ่ง หรือเรียกว่า“เพลงแขกลพบุรีทางบางคอแหลม” ซึ่งเป็น เพลงที่ได้รับความนิยมในการบรรเลงกันอย่างแพร่หลาย บทขับร้อง เพลงแขกลพบุรี เถา สามชั้น ลำดวนเอ๋ยจะด่วนไปก่อนแล้ว ทั้งเกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี จำปีเอ๋ยสักกี่ปีจะมาพบ ที่มีกลิ่นก็จะคลายหายหอม จะพลอยตรอมสูญสิ้นกลิ่นตลบ ที่มีดอกก็จะวายระคายครบ จะเหี่ยวเฉาเซาซบสลบไป สองชั้น ต้นน้อยน้อยลูกย้อยระย้าดี ตั้งแต่นี้จะไปชมต้นไม้ใหญ่ จะทิ้งเรือนไปร้างอยู่กลางไพร ยุงร่านริ้นไรจะตอมกาย รากไม้จะต่างหมอนนอนอนาถ ดาวดาษต่างไต้น่าใจหาย ลงบันไดใจเจียนจะขาดตาย น้ำตาหลั่งพรั่งพรายกระจายลง
ชั้นเดียว
ขุนแผนปลอบน้องอย่าร้องไห้ ไปหน่อยหนึ่งแล้วจะมาส่ง ไปเป็นเพื่อนพี่บ้างในกลางดง ชมหงส์เหมเล่นให้เย็นใจ ไปเดือนหนึ่งแล้วจะพากลับ ถ้วนเดือนแล้วจะรับเจ้าไปใหม่ จะร้องไห้ครวญคร่ำไปทำไม เขาอยู่เขาจะไร้เมื่อไรมี (บทเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน)
รายนามนักดนตรีวงไทยบรรเลง ๑.เนาวรัตน์ แก้วละเอียด นักร้อง ๒.โสภณ เดชฉกรรจ์ ปี่ใน ๓.สุวิวัฒก์ พรหมบุรี ระนาดเอก ๔.พัทธนันท์ คล้ำปลอด ระนาดทุ้ม ๕.วิวรรธณ์ ตรีเพชร ฆ้องวงใหญ่ ๖.ทินภัทร จันทร์ตัง ฆ้องวงเล็ก ๗.นันทิพัฒน์ แก้วละเอียด ฉิ่ง ๘.นิรัตน์ พูโต กลองแขกตัวผู้ ๙.ประวิทย์ แก้วละเอียด กลองแขกตัวเมีย ๑๐.สุธีรธ์ รรศ เปล่งรัตน์ กลองสองหน้า จังหวะ ๑๑.อนาคิน สบายใจ ฉาบเล็ก ๑๒.ณฐพล สังขพูล กรับ ควบคุมวงโดย พจอ.สมาน แก้วละเอียด อาจารย์ปรารภ แก้วละเอียด
๖.การบรรเลงระนาดเอก เพลงเดี่ยวต่อยรูป สามชั้น โดยศิษย์ครูอุทัย เพลงต่อยรูป อัตราสองชั้น เป็นเพลงโบราณที่มีหน้าทับประเภทปรบ ไก่ และมีบางแห่งระบุว่าเป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากสำเนียงมอญ การแต่งขยายเป็นสามชั้น: ในตำราวิชาการดนตรีไทย (เช่น หนังสือ "ฟังและ เข้าใจเพลงไทย" โดย ครูมนตรี ตราโมท และครูวิเชียร กุลตัณฑ์) บันทึกไว้ว่า ครูเพ็ง นักดนตรีไทยชั้นครูในอดีต เป็นผู้จับเอาทำนองสองชั้นของเดิมมา ประพันธ์ขยายขึ้นเป็นอัตราจังหวะ สามชั้น โครงสร้างบทเพลง: เพลงต่อยรูป สามชั้น มีทั้งหมด ๓ ท่อน ท่อนที่ ๑ และท่อนที่ ๒ มีความยาวท่อนละ ๔ จังหวะ ส่วนท่อนที่ ๓ มีความยาว ๖ จังหวะ เป็นเพลงที่ท่วงทำนองที่นำมา ทำเป็นเพลงเดี่ยวได้ในหลายๆ เครื่องมือ วันนี้เป็นการบรรเลงเพลงเดี่ยวต่อยรูป สามชั้น โดยศิษย์ที่ได้รับการ ถ่ายทอดโดยตรงจากครูอุทัย แก้วละเอียด โดยนิสิตจะไปเรียนที่บ้านคุณครู จังหวัดนนทบุรี และนำมาเผยแพร่ให้รุ่นน้องที่คณะศิลปกรรมศาตร์ ในเวลา ต่อมา รายนามผู้บรรเลง ๑.อาจารย์ ดร.ณยศ สาตจีนพงษ์ ระนาดเอก ๒.อาจารย์ ดร.ปราชญา สายสุข ระนาดเอก ๓.อาจารย์รณฤทธิ์ ไหมทอง ระนาดเอก ๔อาจารย์ปีติกร เทียนจีน ระนาดเอก ๕นายธิติวุฒิ โกมุทรัตนานนท์ ระนาดเอก ๖.นายธันยบูรณ์ ภู่พูลเพียร ระนาดเอก ๗.นายภรัณยู อิงควระ ระนาดเอก ๘.ภูริพัฒ ผลเจริญ สองหน้า ๙.เจษฎา บุญชูรักษ์ ฉิ่ง ควบคุมการฝึกซ้อมและบรรเลงโดย รศ.ดร.ภัทระ คมขำ
๗.การบรรเลงเดี่ยวระนาดทุ้ม เพลงกราวใน สามชั้น โดยทายาทรุ่นหลาน ศิษย์วงไทย เดี่ยวระนาดทุ้มเพลงกราวใน สามชั้น สำนวนนี้ เป็นทางบรรเลงที่ครู อุทัย แก้วละเอียด เล่าว่าได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากครูสาลี่ มาลัยมาลย์ เพื่อนำไปใช้ในการบรรเลงประชันในนามวงมาลัยมาลย์ ต่อมาครูอุทัยได้นำ ทางบรรเลงดังกล่าวออกบรรเลงในโอกาสสำคัญอีกหลายครั้ง ทำให้สำนวน เพลงนี้ได้รับการถ่ายทอดกันต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทระ คมขำ ได้รับการถ่ายทอดเดี่ยวระนาดทุ้ม เพลงกราวในสำนวนดังกล่าวโดยตรงจากครูอุทัย แก้วละเอียด ซึ่งครูอุทัย แก้ว ละเอียด ได้ถ่ายทอดไว้แก่นิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หลายรุ่น อย่างไร ก็ตาม สำนวนที่ถ่ายทอดในแต่ละรุ่นอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง ทั้งนี้ เนื ่ อ งจากครู อ ุ ท ั ย จะปรั บ แนวทางการถ่ า ยทอด ให้ เ หมาะสมกั บ พื ้ น ฐาน ความสามารถ และความถนัดของผู้บรรเลงแต่ละคน เพื่อให้สามารถเข้าถึง สำนวนเพลงและถ่ายทอดอัตลักษณ์ของทางบรรเลงได้อย่ างงดงามบรรเลง โดย นายพัทธนันท์ คล้ำปลอด ทายาทรุ่นหลานศิษย์วงไทย ขับร้องโดยนาย สิทธินันท์ แสงอุทัย บทร้องเพลงเดี่ยวกราวใน (เนื้อ๑) ยักษ์รับกราบลาทะลึ่งโลด ข้ามโขดเขาเขินคีรีศรี ยูงยางหักระเนนเป็นธุลี เหยียบเสือช้างบี้ด้วยบาทา ฯ (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) หมายเหตุ บรรทัดหลังของเนื้อนี้ บางครั้งนิยมร้องกันว่า ยูยางหักลงเป็นผงคลี เหยียบเสือช้างบี้ด้วยบาทา (เนื้อที่ ๒) รำลึกครูอุทัยแก้วละเอียด ลือเกียรติ ก้องไกลไพศาล เจ็ดรอบ รวมปราชญ์ดนตรีกาล เสียงผ่าน ผืนทุ้ม เลิศเอย ฯ (แต่งใหม่เฉพาะกิจ)
๘.เพลงลาพระอาทิตย์ชิงดวง สองชั้น โดยศิษย์ครูอุทัยรวมบรรเลงนักดนตรี ตามประเพณีของการบรรเลงดนตรีไทย เมื่อเริ่มต้นด้วยโหมโรง มัก จบลงด้วยเพลงลา บางครั้งก็นำเอา ลำลา ของการเล่นสักวามาใช้ หรือแต่ง เป็นเพลงลาขึ้นใหม่ แต่ก็ยังคงยึดถือลำลาของสักวาเป็นแบบแผน นั่นคือจะ นิยมแต่งเพลงนั้นมีสร้อยหรือดอก ที่สำคัญคือ มักมีการเป่าปี่เลียนเสียงร้อง ในช่วงที่ว่าดอกนี้ มิฉะนั้นก็ร้องทำนองสอดกับปี่พาทย์ เพลงหนึ่งในบรรดาเพลงลาที่ได้รับความนิยมกันอย่างมากคือ เพลง พระอาทิตย์ชิงดวง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) มอบหมายให้พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) แต่งเพลงลาขึ้นใหม่ พระ ประดิษฐ์ไพเราะได้แต่งเลียนแบบทำนองเพลงเต่ากินผักบุ้งของเดิม แต่งขึ้น เป็นอัตราสองชั้น ดัดแปลงให้วิจิตรพิสดารด้วยลีลา และเม็ดพราย ยิ่งกว่านั้น ยังสอดแทรกทำนองมอญเข้าไปด้วยให้มีท่วงทำนองที่น่าฟังขึ้น สมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ให้ชื่อเพลงว่า พระอาทิตย์ชิงดวง ตามสร้อย แห่งราชทินนามและตราสุริยมณฑล อันเป็นดวงตราประจำตำแหน่งของท่าน การขับร้องและบรรเลงในครั้งนี้ ใช้บทจากเสภาเรื่องพญาราชวังสัน ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน
บทร้องเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง เรื่อยเรื่อยภุมรินบินว่อน เกลือกเกสรบัวทองผ่องใส รื่นรื่นรสสุคนธ์ปนไป สองใจจ่อจิตสนิทนอน ดอกเอ๋ย เจ้าดอกบัวผัน บุหงาสวรรค์ ของเรียมนี่เอย เจ้าหน้านวลเอย เจ้าหน้านวลยวนใจให้พี่เชย ไม่ละไม่เลยไม่ลืมชม แม้ห่างอินทรีย์อกพี่ระบม อกตรอมอกตรมเสียจริงเอย เจ้าภุมรินเอยกลั้วกลิ่นบุปผา เกสรผกาไม่ราโรย จะคลึงจะเคล้าจะเฝ้าสงวน จะยั่วจะยวนเมื่อลมโชย จะกอบจะโกย กลิ่นไปเอย ดอกเอ๋ย เจ้าดอกโกมุท เจ้าแสนสวยสุด ของเรียมนี่เอย รายนามผุ้บรรเลง ๑.นางสาวดวงเดือน หลงสวาสดิ์ ๒.นายทักษ์ดนัย จันทร์มี ๓.นายพงศ์เลิศ แก้วสุนีย์กุลชา ๔นายพุฒิพงศ์ ซิเต็ง ๕นายพีระศักดิ์ คำสีบัว ๖.นายกิตติศักดิ์ อยู่ยง ๗.นายก้องภพ บุญเต็ม ๘.นางสาวณัชชา คุณคำเท็ญ ๙นางสาว พิชามญชุ์ คชโสภณ
นักร้อง ขลุ่ย๑ ขลุ่ย๒ ขลุ่ย๑ จะเข้๒ จะเข้๒ ซอด้วง๑ ซอด้วง๒ ซออู้๑
๑๐.นางสาวชิตชนก สายสำอางค์ ๑๑.อาจารย์ปรารภ แก้วละเอียด ๑๒.อาจารย์ปริญญา แก้วละเอียด ๑๓.อาจารย์วิวรรธณ์ ตรีเพชร ๑๔..อาจารย์ประยุต ธนพูนหิรัญ ๑๕.นายภูริภัทร พันธุ์เอก ๑๖.นายอารักษ์ พิบูลย์ผล ๑๗.พันจ่าเอก.สมาน แก้วละเอียด ๑๘.อาจารย์วรรณวลี คำพันธ์ ๑๙.ผศ.ดร.วงศ์วสันต์ วสันตสุรีย์ ๒๐.อาจารย์สุทธภพ ศรีอักขรกุล ๒๑.อาจารย์ปรเมษฐ์ เอียดนิมิตร ๒๒.อาจารย์สุธินันท์ โสภาภาค ๒๓.จ่าอากาศเอกธนวิชญ์ นรเทพ ๒๔.นายภาวัช ศิลป์จารุ ๒๕นางสาวปฐมาวดี มหาอุป ๒๖.นายภูริพัฒ ผลเจริญ ๒๗.นายนัจฐาปกรณ์ น้อยจินดา ๒๘.นายสุรัติ หลิมศิริวงษ์ ๒๙นายรพี พิลาหา ๓๐.นายปฐมพร จันทอง ๓๑.นายอัยยะ แซ่แต้ ๓๒.นายธนกร ชนาสินพูลเดช) ๓๓.นายภัทรศรี สุขสมกรณ์
ซออู้๒ ระนาดเอก๑ ระนาดเอก๒ ระนาดเอก๓ ระนาดเอก๔ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ระนาดทุ้ม๑ ระนาดทุ้ม๒ ระนาดทุ้ม๓ ระนาดทุ้ม๔ ฆ้องวงใหญ่๑ ฆ้องวงใหญ่๒ ฆ้องวงเล็ก๑ ฆ้องวงเล็ก๒ ฉิ่ง เครื่องหนัง เครื่องหนัง เครื่องหนัง ฉาบเล็ก กรับ กรับ กรับ กรับ
เครื่องดนตรีของครูอุทัย แก้วละเอียด รางระนาดไม้ประดู่ลาย