Issuu on Google+


สาร ๑, สาร– ๑ [สาน, สาระ–] น. แก่น, เนื้อแท้, มักใช้เข้าคู่กับคำ แก่น เป็น แก่นสาร; ข้อความ, ถ้อยคำ, เรื่องราว, เช่น กล่าวสาร สื่อสาร, หนังสือ เช่น นิตยสาร วารสาร, จดหมาย เช่น เขียน สาร สารของนายกรัฐมนตรีถึงเยาวชน. (ป., ส.).


เรียงหน้า

I’M TALK

6

สุนทรพจน์ บรรณาธิการ ISSUE STORY

Super Basic Postmodern

9

SIGMUND FREUD ASSUAGE

จิตวิเคราะห์ศิลปินอิสระกับ พีรเวทย์ กระแสโสม

24

PHOTOGRAPHY 28

ข่าวร้ายของโรคร้าย ภาพถ่ายร่วมสมัยของ แพรวพรรณ วรรณภินพงศ์

I’M ARKING WITH WORDS, THEY SAYING WITH PICTURE 42

สัมภาษณ์ผ่าน ถ้อยคำ และภาพวาดกับ พีระเวทย์ กระแสโสม

WHAT IS CONTEMPORARY ART?

คำถาม ถามศิลปินว่าอะไรคือศิลปะร่วมสมัย พบคำตอบของ Stefan Bruggemann

43

I’M KNOW WHAT ‘RE THEY INFLUENCED? 44

ศิลปินหรือนักออกแบบล้วนได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบตัว ประสบการณ์ พบกับอิทธิพลของ กฤษดา ภควัตรสุนทร

I’M ARK ,THEY ANS - THEY ARK ,I’M ANS 46

ถามไป ตอบมา ถามมา ตอบไป กับ SLOWMOTION PRODUCT 59

ผลิตภัณฑ์

POET 65

กวีฉบับนี้เกี่ยวกับความตาย NEW FACE PORTFOLIO 76

วิชาพัฒน์ พิตรปรีชา

EVERYBODY ARE ARTISTS

สำหรับผู้คนที่ไม่ได้เรียนวาดรูป แต่เราจับมาให้วาดรูปซะอย่างงั้น ฉบับนี้พบกับมิ้กกี้เมาส์

78

Wish you were fun!


I’M TALKING

นิตยสาร (magazine) คือสิ่งพิมพ์รายคาบที่ ออกเป็นระยะสำหรับ ผู้อ่านทั่วไป มีเนื้อหาหลากหลาย มุ่งทั้งให้ ความรู้และความบันเทิง ความรู้มักเป็นไป ในลักษณะที่ให้ความรอบรู้ มีการหารายได้ จากการโฆษณาและวางขายทั่วไป ผู้อ่าน สามารถบอกรับเป็นสมาชิกได้

I’M NOT A MAGAZINE (ฉันไม่ใช่นิตยสาร) เล่มนี้เป็นนิตยสารรายสะดวก ที่ว่าเกี่ยวกับเรื่องราวหลายๆอย่างที่ว่าด้วยศิลปะ วัฒนธรรม ร่วมสมัย โดยส่วนมากคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับคนไทย ผมอยากทำเนื้อหาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสุนทรียะ ให้กับผู้อ่าน การทำนิตยสารเล่มนี้ค่อยๆงอกขึ้นมาในหัวเรื่อยๆหลายๆเรื่องว่า ผมควรไปในทิศทางไหน ช่วงหนึ่งผมปวดหัวกับมันจริงๆ สับสน ความคิดตีกันไปหมด ว่าจะตีโจทย์อย่างไรระหว่าง ความต้องการของตัวเอง กับการอยู่รอดในด้านธุรกิจ แต่มันดีครับ ผมเริ่ม ตอบคำถามและย้ำกับตัวเองได้ว่าความเชื่อของผมจริงๆแล้วต้องการอะไร มันก็เริ่มชัดขึ้นมาบ้าง ซึ่งมันดีตรงที่ทำให้การทบทวนกับ ตัวเองมีมากขึ้น ทุกวันที่นั่งคิดคอลัมน์ หรือ วางเนื้อหา จัดเลย์เอาท์แต่ละหน้า แต่ละตัวหนังสือ รายละเอียดต่างๆค่อยๆงอกออกมา ข้อจำกัดของโจทย์นี้ เวลา 1 เทอม + สร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง โจทย์คือนิตยสารครับ แต่ผมไม่อยากออกประจำครับ (ก็ทำเล่มเดียวส่งอาจารย์ก็ไม่ได้ทำอีกแล้วนี่นา) นิตยสารตาม ความหมายคือออกเป็นประจำช่วงแล้วแต่หัว อีกทั้งสารที่ผมจะสื่อก็เป็นเรื่องไร้สาระ ผมก็คิดว่านิตยสารหลายๆหัวก็คงเป็นเช่นนั้น อยู่แล้ว และหลายๆคนก็เป็นกันอยู่แล้ว ความไร้สาระขายดีกว่าสาระอยู่แล้ว ก็จะเห็นกันง่ายๆตามฟรีทีวีทั่วไป คนไทยไม่คิดอะไรมาก คนไทยรักสนุก ไม่ซีเรียส คนไทยติดกันงอมแงมกับละครทีวี แต่ความไร้สาระต้องเลือกเอามาขายให้ได้ นิตยสารเล่มนี้มันเป็น ความไร้สาระเฉพาะกลุ่มบางคนที่ชอบ ผมรู้สึกว่าการที่เราต้อง ทำสิ่งต้องขายตามแผนมาร์เก็ตติ้งเน้นๆ มันไม่ค่อยมีความสุข กับการคิดเท่าไหร่ ซึ่งบางคนอาจจะไม่คิดแบบผมก็มีเยอะ บางคนเห็น ข้อจำกัดมากๆเป็นเรื่องสนุก แต่ผมไ่ม่แฮปปี้เท่าไหร่ คิดมากๆมันหงุดหงิด แต่มันก็หลีกหนีไม่ได้ก็จริงในสายงานคอมเมอร์เชียล อาร์ต ก็คงยังคิดแต่คิดน้อยลง เพราะนี่เป็นงานเรียน อยากจะลองสิ่งต่างๆที่คิดว่าใหม่สำหรับตัวเอง ผมเคยได้ยินคำนี้บ่อย “สวยนะ แต่ขายไม่ได้” ถ้าผมจะขายของคงเป็น ธุรกิจ ที่ต้องพอเพียงมาก พออยู่เลี้ยงตัวเองได้ แต่ต้องแฮปปี้มีแรงบันดาลใจ ที่อยากจับมันมาสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาจริงๆ เป็นความอยากเล็กๆที่อยากให้เป็นเวลาจบไป ธนวัช ฉวีกัลยากุล บรรณาธิการ และ ศิลปกรรม

7


SUPER BASIC POSTMODERN ISSUE

9


I’M NOT A MAGAZINE

โพสท์โมเดิร์นเป็นศัพท์แสงทาง วิชาการที่โด่งดัง และแพร่หลาย มากที่สุดในวงการปัญญาชนไทย ในทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีใครที่ไม่ ได้ อิทธิพลจากแนวคิดนี้ หรือ อย่างน้อยก็ไม่มีใครที่จะปิดหูปิด ตาและทําไม่รู้ไม่ชี้ต่อการมีอยู่ ของคําๆ นี้ไปได้ โพสท์โมเดิร์น เป็นคําใหม่ในสังคมไทย แต่ถึง พ.ศ.นี้ โพสท์โมเดิร์นก็ไมได้เป็น ศัพท์แสงที่จํากัดอยู่แต่ในวงการ ปัญญาชน และนักวิชาชีพ ตามมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว อิทธิพลของโพสท์โมเดิร์นต่อ วงการศิลปะ - ภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม - วรรณกรรม ปฏิกิริยาที่ปัญญาชนไทยมีต่อ โพสท์โมเดิร์นนั้นมีหลายทาง. ทางหนึ่งก็คือการคลั่งไคล้อย่าง ไม่ลืมหูลืมตาในอะไรก็ได้ที่มีคําว่า “โพสท์โมเดิร์น” ปะหน้า ราวกับ ว่าภูมิปัญญามนุษยชาตินั้นได้ มาถึงบทสุดท้ายพร้อมๆ กับการ ปรากฎกายของโพสท์โมเดิร์นขึ้น มา ไม่มีคําตอบที่ดีกว่านี้ในอดีต และไม่มีทางจะมีคําตอบที่ลึกซึ้ง กว่านี้ในอนาคต อีกทางหนึ่ง คือการบอกปัดอย่างไม่ใยดี พร้อมกับโจมตีอย่างง่ายๆ ว่าโพสท์โมเดิร์นไม่มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องเลอะเทอะเหลวไหล ไม่สนใจสังคม หรือกระทั่งเป็นของ เล่นใหม่ทางภูมิปัญญา 10

ปรัชญา แห่ง การรื้อถอน

ในราวปี 1960s เกิดความข้องใจและไม่พอใจกระแสของความทันสมัยโดยเฉพาะในทางแถบอเมริกาเหนือ ที่สะท้อนออกมาเป็นหนังสือสองเล่ม คือ The Death and Life of Great American Cities (1961) เขียนโดย Jane Jacobs และ Complexity and Contradiction in Architecture (1966) (งาน เขียนและวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ Robert Venturi) นาง Jacobs ชี้ให้เห็นผลงานการออกแบบที่ล้มเหลวในการเชื่อมโยงกับชุมชนในรูปลักษณ์ ของ ความเพ้อฝันของอาคารยุคทันสมัย ที่ซึ่ง Venturi วิจารณ์ว่าไร้ซึ่งความหมาย เพราะถูกออกแบบด้วยการเน้นถึงความเรียบง่าย และบริสุทธ์จนขาด ความซับซ้อนที่ตรงกันข้ามกับคุณค่าเดิมที่มีของสถาปัตยกรรม ในประวัติศาสตร์ ความไม่พอใจนี้ถูกเน้นย้ำในปี 1972 ถึงการทำลายทิ้งของอาคารสูง สำหรับอยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย (คนอเมริกันนิโกร) Pruitt-Igoe ในเมือง St. Louis อาคารที่พักอาศัยนี้สูง ๑๔ ชั้นที่สร้างได้ราว ๒๐ ปี โดยสถาปนิก Yamasaki (สถาปนิกคนเดียวกันที่ออกแบบอาคารคู่เวิร์ลเทรดที่โดนทำลายไปแล้ว) และเป็นแบบที่ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกอเมริกันเสียด้วย เช่นเดียวกันกับการทุบทิ้งอาคารลักษณะเดียวกันในยุโรปและอเมริกาเหนือในสิบ ปีต่อมา กรณีเหล่านี้ถือเป็นสาเหตุของการเริ่มต้นของยุคหลังสมัยใหม่

11


ปรัชญาในยุค modern เริ่มต้นที่ Descartes นักปรัชญา ชาวฝรั่งเศส เขาเป็นนักคณิตศาสตร์ พบวิชาเรขาคณิต วิเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส กล่าวกันว่าเขาเป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ เขาพยายาม นำวิธีพิสูจน์หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทาง คณิตศาสตร์มาใช้กับปรัชญา ความจริงที่เขาค้นพบ เขาได้ประกาศคําว่า

I think therefore I am. ( ) เพราะความคิดของตัวเองเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ ดังนั้นถ้าเราคิดว่าเรา “เป็น” อะไร ความคิดน่าจะควบคุมให้เรา “เป็น” สิ่งนั้น

12

13


เฟรดริช นิทเช (Friedrich Wilhelm Nietzsche) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ในสำนัก “อัตถิภาวนิยม” (Existentialism) ผู้วางรากฐานปรัชญา “โพสต์ โมเดิร์น” (Post Modernism) คนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 19

GOD IS DEAD. เดิมทีปรัชญาตะวันตกยังคงเดินตามอิทธิพลของปรัชญากรีก แต่นิทเชเป็นผู้แหกขนบ เป็นนักต่อต้านทุกสิ่ง วิพากษ์ตั้งแต่ โซคราติสไปจนถึงพระเจ้า ในผลงานเรื่อง “Thus spoke Zarathustra” นิทเชบอกว่า “พระเจ้าตายแล้ว” เพราะศาสนาคริสต์ใน โลกตะวันตกมันไม่มีความหมายมาตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 18 แล้ว สังคมยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนโดยวิทยาศาสตร์และ อุตสาหกรรม แม้แต่ศีลธรรมก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมฟาจากความอ่อนแอของตัวเองเพื่อ ใช้เป็นกฎเกณฑ์บังคับผู้อื่น ระเบียบกฎเกณฑ์ ประเพณีต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ต้องการอำนาจ ในโลกนี้ไม่มี “สิ่งจริงแท้” (Truth) ใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่การตีความ เมื่อไร้พระเจ้า ไร้ศีลธรรม ไร้กฎเกณฑ์ ไร้สาระ ไม่มีความจริงแท้ ใด ๆ มนุษย์จึงต้องพึ่งตนเอง หรือเป็น “อภิมนุษย์” (Overman) ชีวติ มนุษย์ลว้ นแต่ไร้สาระและน่าเศร้า นิทเชบอกว่าทางออกคือการพยายามสร้างชีวติ ให้เป็นผลงานศิลปะ 14

15


I’M NOT A MAGAZINE

What is post modern? Lyotard (เลียวตาด) ได้เขียนหนังสือในปี 1979 ชื่อ Postmodern Condition ทำให้คนหลายคนเริ่มสนใจปรัชญาแบบโพสท์ โมเดิร์น เพราะเขามีสไตล์การเขียนที่ชัดเจน.มีการถกเถียงกันขึ้นมา และ เคยมีนักศึกษาถามว่า postmodern philosophy หมายถึงอะไร นัก ปรัชญาคนดังชื่อว่า Habermas ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน เคย lecture โจมตีเลียวตาดว่า สิ่งซึ่งเลียวตาดทำนั้นมันไร้สาระ.อันที่จริง เลียวตาด ไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้ แต่ปรากฎว่านักปรัชญาคนอื่นเขาทำให้เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่ เลียวตาด บอกว่า การที่เราจะตั้งคำถามว่า what is postmodernism ? เราน่าจะถามว่า what is modernism ? คำว่า modern หมายถึงอะไร จะได้เข้าใจคำว่า postmodern ในภาษาอังกฤษคำว่า post หมายถึง “หลังจาก” เลียวตาดเตือนเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า postmodern อย่าได้เข้าใจว่าเป็นยุคสมัยที่มาหลังจาก modern อันนี้จะทำให้เราเข้าใจ ผิด, ไม่ใช่, เป็นทัศนคติมากกว่า เป็นความรู้สึกของผู้คนที่เกิด ขึ้นต่อโลก ซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แสดงว่า คำว่า postmodern เขาค่อยๆปฏิเสธคำว่า post จนกระทั่งเขาใช้คำอื่นขึ้นมาแทน เรียกว่า rewriting modrnity. หมายความว่า ไปศึกษาหรือไปเขียนประวัติของ modern หรือแนวคิดของ modern ใหม่อีกครั้ง, เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง ปัญหาคำว่า post. ถ้าจะไปดูเรื่องปรัชญาของยุค modern มันเริ่มต้น ขึ้นมานับจาก Descartes ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ที่ประกาศว่า I think therefore I am (ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่). ที่สำคัญก็คือคำว่า”ฉัน”. เริ่ม จากตัว”ฉัน”ที่จะยืนยันความมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า ทั้งหมดเริ่มที่ตัว”ฉัน” ในภาษาที่เป็นปรัชญาเขาเรียกว่า”subject” สำหรับคำว่า ”subject” หรือ ”ปัจเจกบุคคล”ที่เกิดขึ้นมา และมีความสำคัญต่อสังคมขึ้นมา, มันต้อง รอจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเขาเรียกกันว่า ”ยุคสว่าง” (enlightenment)คำนี้จึงมีความสำคัญขึ้นมายุคสว่าง(enlightenment) แสดงให้เห็นถึงความสามารถ หรือความมั่นใจของคนหรือ subject ในยุค นั้น หมายความว่า เขากล้าที่จะต่อสู้กับสถาบันเก่าแก่ เป็นระบบเผด็จก ารหรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช. ประชาชนเรียกร้องสิทธิของตนเอง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนมั่นใจในตนเองจนกระทั่ง กล้าเสี่ยง ชีวิตเพื่อที่จะสร้างอุดมการณ์ อุดมการณ์อันนี้เลียวตาดเรียกว่า”โมเดิร์น” คำเรียกร้องของการปฏิวัติก็คือ เสรีภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค นี่เป็นตัวอย่างเกี่ยวกับ modern ideal (อุดมคติของโมเดิร์น) ซึ่ง เลียวตาดบอกว่า เดี๋ยวนี้ผู้คนไม่เชื่ออีกแล้วทีนี้เลียวตาดมาบอกว่า เสาหลักหรือแกนหลักของปรัชญาโมเดิร์น ก็คือ 1. “เชื่อมั่นในมนุษย์” เชื่อในความสามารถของมนุษย์ว่าจ ะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ มนุษย์ในความหมายสากล และยังเชื่อมั่นต่อไปว่า 2. “ความรู้ที่เรามีนั้น ทำได้ สร้างอนาคตที่ดีได้” เกิดความ ก้าวหน้าอย่างแน่นอน และ 3. “เชื่อมั่นในเครื่องมือที่สร้างสิ่งเหล่านี้” นั่นก็คือ “เหตุผลของมนุษย์”… เลียวตาดบอกว่า โพสท์โมเดิร์น ก็คือ... 3 สิ่งที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ไม่มีใครเชื่อมันอีกต่อไปแล้ว มันได้ถูกทำลายไปห มดแล้วในปัจจุบัน 1. ความเชื่อที่ว่า มนุษย์มีความสามารถเป็นพิเศษที่จะสร้าง อนาคตที่ดีได้ ก็คือ ในปัจจุบันนี้ ในปรัชญา ในสังคมศาสตร์ ใน 16

มนุษยศาสตร์ เกิดแนวคิด anti-humanism บอกว่า “subject”ไม่ได้มีบทบาท อีกต่อไป จะเน้นในเรื่องโครงสร้างต่างๆว่า มนุษย์คิดอย่างไร ? ตัวเขาเอง ไม่เกี่ยว มันขึ้นอยู่กับว่าเขาเกิดที่ไหน ? เขาได้รับการศึกษายังไง ? จริงๆแล้ว มนุษย์มันไม่เกี่ยว. หรือมีนักปรัชญาคนหนึ่งในศตววรษที่ 20 ประกาศว่า “มนุษย์ตายแล้ว” คนที่พูดก็คือ คนที่เห็นเหตุการณ์ที่นาซีไปทำกับชาวยิว เขาบอกว่าเราไม่ควรที่จะใช้คำว่ามนุษย์อีกต่อไป…น่าอาย เรามีความรู้ขนาด นี้แล้วยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหา 2. เสาหลักอันที่สองคือ”ความก้าวหน้า”. มองดูปัจจุบันนี้ว่า สิ่งที่เรามีอยู่ใน ทุกวันนี้ มันดีไปกว่าอดีตไหม ? มันดีกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราหรือไม่ ? เรามี โทรศัพท์มือถือ เรามีเทคโนโลยีอะไรมากมาย แล้วมันดีกว่าเดิมไหม ? อันนี้ เริ่มมีคนสงสัยมากขึ้น เริ่มมีปฏิกริยาเกี่ยวกับความก้าวหน้าแบบนี้มากขึ้น เริ่มมีการคลั่งศาสนา การเมือง และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว. ประเด็นหลัก ที่เลียวตาดเตือนก็คือว่า ถึงจะไม่ชอบก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็มีอยู่แล้ว มีขบวน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ไม่สามารถที่จะทำลายมันได้ 3. เรื่องของ”เหตุผล”. อันนี้ได้ถูกทำลายมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20. ผู้ทำลาย ก็คือ Freud นั่นเอง. เขาบอกว่า แกนหลักที่ทำให้มนุษย์คิดอะไร มีพฤติกรรม อะไร แรงขับอันนั้นอยู่ใต้จิตสำนึก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความไร้เหตุผล” เวลามนุษย์จะแต่งตัวดีๆ มนุษย์มองไปที่กระจก อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะเหตุผล เท่านั้นเอง สรุปว่า อุดมการณ์โมเดิร์น เกือบทั้งหมดถูกทำลายลงในปัจจุบันนี้ “Subject” หรือที่ว่า “มนุษย์ตายแล้ว” ก็มาดูกันที่ originality. Originality ก็มา ดูที่มนุษย์มีความสามารถที่จะคิดอะไร หรือริเริ่มอะไรขึ้นมา ใช้จินตนาการ ตอนนีม้ นั หายไปแล้ว ไม่มคี วามหมายเลยเรือ่ งของ progress หรือความก้าวหน้า ตอนนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นความก้าวหน้าหรือถอยหลัง เพราะตอนนี้มันผสมผสาน กันหมดเลย ไม่รู้ว่าดีกว่าเดิมไหม ? เอาเกณฑ์อะไรไปวัด Progress ก็เลยหายไป และเรื่องของ reason จากกรอบที่บอกว่าต้องมีเหตุผลตายตัว จะต้องสร้าง อะไรที่ดี Postmodern จะปฏิเสธกรอบเหล่านี้ทั้งหมด จะทำอะไรเล่นๆ นักคิด Postmodern เองบอกตัวเองว่า แนวคิดของเขา มันยังไม่ได้ก้าวไปสู่ จุดสูงสุดหรือไปถึงเป้าหมาย ดังนั้นจึงมีนักคิดบางคนมองว่า postmodern เป็น the half way house. Postmodern เป็น the half way house คือมัน เป็นบ้านที่อยู่ครึ่งทางหรือระหว่างทางที่จะไปนั่นเอง... คำตอบที่คลุมเครือ คำถามที่ตั้งขึ้นมา หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน. แล้วมันประกอบ กับแรงเฉื่อยของยุคโมเดิร์น จะไม่เห็นภาพชัด ไม่มีใครพูดเรื่อง postmodern ได้ชัดเจน ไม่มีใครสามารถทำอย่างนั้นได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่พูดชัดไม่ได้ เพราะมันเป็นกระแสที่กำลังก่อตัวขึ้นมา

พจนานุกรม ฉบับหลัง สมัยใหม่

เรื่อง -- อนุทิน วงศ์สรรคกร

คำ ศัพท์ทั้ง 10 คำ ที่ได้รวบรวมและขยายความให้นี้ เรา จะสามารถพบเห็นได้บ่อยในงานเขียน และการบรรยาย เกี่ยวกับ postmodern design หลายๆคำที่เลือกมารวบ รวมในบทความนี้ บางคำอาจจะมีคำอธิบายที่คลุมเคลือ ไม่สามารถหาคำในภาษาไทยที่ลงตัวได้ ก็เป็นเพราะการ แสดงออกทางความรู้สึกบางประการนั้นไม่มีคำภาษา ไทยที่สามาร��� อธิบายได้ชัดเจน จะว่าไปแล้วลำพังฝรั่ง เองก็ยังต้องการคำขยายความเช่นกัน เพราะฉะนั้นจะนับ ภาษาอะไรกับพวกเราคนไทย

subvert (ซับเฝิท-) |-subvert|pf. [vt.] ล้มล้าง ทำลายล้าง, โค่นล้ม [syn.] undermine,overturn,sabotage เป็นการแสดงออกทางความคิด โดยการกลับค่าของวิธีการนำเสนอหรือคอนเซ็ป เพื่อให้เกิดความ เข้าใจมากยิ่งขึ้น สามารถยกตัวอย่างขยายความให้เห็น เพื่อช่วยการเข้าใจได้ดังนี้ ตัวอย่างเช่นการใช้ แก้วน้ำมาเป็นบล๊อค เพื่อการสร้างปราสาททราย จะเห็นได้ว่า เราได้ทำการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ที่ พึงสมควรของแก้วน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้เป็นภาชนะใส่เครื่องดื่ม โดยการเปลี่ยน คอนเซ็ป ของแก้วน้ำมาเป็นอุปกรณ์ในหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่มันสมควรที่จะเป็น ตัวอย่างในลักษณะ ของการเปลี่ยนสถานะทางคอนเซ็ปในลักษณะที่เรียกว่า Subvert ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิต ประจำวันรอบๆตัวเราหากเราหัดที่จะสังเกตุ เช่น การนำเอาแผ่น diskette ที่เสียแล้วมาใช้แทน ที่รองแก้ว หรือการใช้หลอดทดลองมาเป็นแจกันใส่ดอกไม้ อาจกล่าวได้ว่าการกระทำที่เรียกว่า Subvert นี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมอง เป็นการตัดสินใจหลังจากการมองสิ่งต่างๆรอบตัว และ เกิ ด ความคิ ด ใหม่ กั บ การนำไปใช้ เ พื่ อ วั ต ถุ ป ระสงค์ อื่ น ที่ เ ป็ น การนำไปสู่ ก ารได้ ม าซึ่ ง สิ่ ง ใหม่

Simulacrum (ซิมมูเลครั่ม-) |sim-yuh-ley-kruhm| [n.] ความคล้ายกัน คำนี้มีรากศัพท์มาจากคำว่า Simulate เมื่อแปลความหมายจากคำว่า Simulate จะได้ความหมาย ค่อนข้างชัดเจนในตัวเองพอสมควร ซึ่งหมายถึงการลอกเลียนแบบ แต่วิธีการใช้คำว่า Simulacrum นั้นจะใช้ในลักษณะที่แตกต่างออกไป คำว่า Simulacrum เองจะแปลได้ความหมายว่า ลักษณะที่ บ่งบอกถึงความไม่ใช่ของแท้ เป็นลักษณะการลอกเลียนอย่างไม่มีรสนิยม ตัวอย่างเช่น โต๊ะร้าน ขายก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากแผ่นไม้อัด แต่บุผิวหน้าด้วยแผ่นสังเคราะห์ลายไม้เทียม หรือ การนำรูป วาดหรืองานศิลปะของปลอมมาใส่กรอบที่เกินราคาของรูปที่สมควรเป็น หรือ เสื่อน้ำมันปูพื้นราคา ถูกที่มีลวดลายของกระเบื้องหรือลายหินอ่อนหรูๆ เหล่านี้คือตัวอย่างการลอกเลียนแบบอย่างไร้สติ และรสนิยม ซึ่งผู้ลอกก็รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถเทียบกับของจริงได้ ลักษณะดังที่กล่าวมาทำให้เรา สามารถเรียกเมืองอย่างลาสเวกัส ซึ่งมีปลูกสร้างส่วนใหญ่ในเมืองเป็นการลอกเลียนแบบสถานที่ต่า งๆในโลกว่าเป็น Simulacrum City ที่ยกมาให้เห็นทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอต่อการทำความเข้าใจคำนี้ 17


I’M NOT A MAGAZINE

Pastiche (แพสเทช’) [n.] งานผสมผสานทางศิลปะ ดนตรีหรือวรรณคดี [syn.] hodgepodge,medley

เป็นลักษณะที่สามารถพบได้ทั่วไปในยุค postmodern คำนี้มีความหมายตรงตัวว่า ปนเป ผสม (ไม่ผสาน) จะเห็นได้ว่างานออกแบบทุกแขนงในยุคนี้ จะเป็นลักษณะที่เราสามารถเรียกได้ว่า Pastiche กล่าวคือ การจับเอาลักษณะของสไตล์ต่างๆมาปะติดปะต่อกัน เช่น การผสมกันของ แบบตัวอักษร Serif กับ Sans จนเกิดเป็น Semi Serif สำหรับในเชิงของงานสถาปัตยกรรม ก็ อย่างเช่นงานของ Michael Graves ที่ใช้ความโดดเด่นของ Roman กับความเรียบง่ายและสีของ modern หากพูดเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือการจับแพะชนแกะเพื่อให้เกิดรูปแบบ ที่เป็นลักษณะครึ่งๆกลางๆ ดูแปลกตาออกไปจากปกติ โดยการกระทำเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องใช้ความแม่นของนักออกแบบเป็นสำคัญ การที่ postmodernist ใช้การ Pastiche ในการสร้าง งานบ่อยครั้ง จึงเกิดคำพูดที่ว่า postmodernist ไม่ได้ทำให้เกิดสิ่งใหม่หากแต่เป็นการหยิบยืมสิ่ง เด่นๆของยุคก่อนๆมายำจนเละ เหตุผลก็คือ หลายๆครั้งที่การทำลักษณะนี้เป็นการเสื่ยงต่อการที่ งานสำเร็จจะดูไร้รสนิยมในการ ออกแบบ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด ก็อย่างเช่นตึกแถวในประเทศไหน ไม่รู้ที่บ้าทำเสา Roman อย่างไร้สติ และรสนิยม

Mediocre (มี-ดิโอ-เคอะ) |-mediocre|pf. [adj.] ธรรมดา พื้นๆ, กลางๆ, ปานกลาง [syn.] ordinary,plain,average

เป็นคำที่มักใช้ในการวิจารณ์งานออกแบบ ความหมายของคำนี้นั้นไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร สามารถ แปลได้ว่า ความรู้สึกตรงกลาง กระท่อนกระแท่นไม่โน้มเอียงไปในทางดีหรือเลว แต่ในขณะเดียวกันก็ ไม่สามารถที่จะประเมินคุณค่าของงานเป็นเกรดหรือตัวเลขได้ กล่าวคืองานไม่น่าสนใจจนต้องหยุด พิจรณา แล้วก็ไม่เลวถึงขนาดไม่อยากที่จะมอง การยกตัวอย่างสำหรับคำนี้คงจะลำบาก เพราะคงไม่มี ใครอยากได้ยินว่างานตนเองเป็นแค่ Mediocre Design อีกทั้งแน้วโน้มของความรู้สึกที่มีต่อคำนี้ออก จะหนักไปในทางลบมากกว่าในความ รู้สึกของเจ้าของงาน เมื่อได้รับการวิจารณ์ว่าเป็น Mediocre Design แต่อย่างน้อยก็พอที่จะสามารถโล่งอกได้ว่า งานของเราก็ไม่ถึงกับชั่วร้ายในระดับที่รับ ไม่ได้เสียทีเดียว

Camp (แค็มพ) |camp-|sf.|-camp|pf. [n.] ค่ายพัก ที่พักชั่วคราว [syn.] campground,camping ground,encampment

คำนี้อาจจะทำให้สับสนว่ามันคืออะไร หมายความว่าอะไรกันแน่ คำนี้นั้นสามารถแปลได้ตรงตัว ซึ่งความหมายตรงตัวก็คือ ค่าย หรือที่เรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า แค้มป์ แต่ในความหมายที่ postmo -dernist มีต่อคำนี้นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คำว่า Camp นั้นจะใช้เรียกแทนความรู้สึกที่มีต่องาน ลักษณะที่ เมื่อรสนิยมแย่ๆ พยายามที่จะทำงานออกมาให้ได้ดี แสดงความพยายามอย่างมากในงาน แต่ยังไงก็ไม่สามารถทำออกมาให้ดีได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้คำนี้ในการเรียกสไตล์การทำงาน ที่จงใจหยิบเอาความรสนิยมที่ไม่ดีมาสร้างเป็นเนื้องาน อีกทั้งรวมไปถึงการลอกเลียนหรือเลียนแบบ ในลักษณะที่จงใจทำให้ดูไม่ดี จะเพื่อเป็นการประชดหรืออย่างไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น การล้อเลียน ฉากอาบน้ำของภาพยนต์ Psycho ในภาพยนต์เรื่องอื่น ก็สามารถเรียกว่าเป็น Camp ได้ หรือ ภาพยนต์บางเรื่องอย่าง Naked Gun หรือ Austin Power ล้วนแล้วแต่เป็นตัวอย่างเด่นชัดที่แสดง ให้เห็นถึงการนำเอาความรู้สึกของ Camp มาใช้ในการสร้างงาน สำหรับ Camp ในงานออกแบบก็ อย่างเช่นการนำเอาถุงโชคดี ซึ่งมีความเป็น Camp อยู่แล้ว มาออกแบบใหม่เพื่อเป็นการล้อเลียน ความเป็น Camp ของตัววมันเอง หรือนำมาตอบโจทย์บางอย่างในการออกแบบ ก็นับได้ว่าเป็น การตั้งใจที่หยิบเอาคววามรู้สึก Camp มาสร้างเป็นงานออกแบบ จะเห็นได้ว่าหากเรารู้จักการใช้ ความรู้สึกของ Camp ในงานออกแบบ เราก็สามารถที่จะทำงานออกมาไม่ให้ Camp ได้เช่นกัน 18

Kitsch (คิทซ’) [adj.] เกี่ยวกับศิลปะหรือวรรณกรรมที่ไร้ค่าหรือมีค่าต่ำ

เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับ Camp บางครั้งอาจจะเป็นไปได้ที่จะเกิดความสับสน เพราะงาน บางชิ้นสามารถเป็นได้ทั้ง Camp และ Kitsch ทั้งสองคำมีส่วนที่ร่วมกันก็คือ ผู้ออกแบบนั้นมีความ ตั้งใจที่จะผลิตงานที่ดี แต่ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงของการออกแบบ ความแตกต่างของสองคำนี้ อยู่ที่ว่า Kitsch เป็นการออกแบบที่เกินงาม เช่นการที่ตั้งใจออกแบบทำให้ดูน่ารักแล้วออกมาน่ารักเกิน ไป ตั้งใจจะทำให้ขรึม แต่งานออกมาเป็นการตั้งใจให้ขรึมมากเกินไป หรือการออกแบบอย่างไรก็ ตามที่ไม่อยู่บนความพอดี (Over Design) สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เข้าข่ายของ Kitsch ทั้งสิ้น ตัวอย่าง ที่จะช่วยให้เข้าใจ และเกิดความจดจำก็เห็นจะเป็น ตัวการ์ตูนอย่าง Hello Kitty ซึ่งแสดงให้เห็น ถึงความตั้งใจที่จะทำให้ดูน่ารักมากๆ จนบางครั้งไม่ได้คำนึงถึงการออกแบบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เช่น เดียวกับ Camp กล่าวคือ นักออกแบบบางคนอาจจะตั้งใจหยิบเอาความรู้สึก แบบ Kitsch มาส���้าง งานออกแบบที่ดีได้เช่นกัน อาจจะกล่าวได้ว่ายุคเฟื่องฟูของงานลักษณะที่เรียกว่า Kitsch คือยุค ที่เรียกว่า Atomic Age นั่นก็คือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นยุคที่คนเริ่มให้ความสำคัญ กับความสำเร็จในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ การออกแบบในยุคนี้จึงเน้นการใส่จินตนาการเกี่ยวกับ วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ส่งผลทำให้เกิดลักษณะงานออกแบบที่เกินจริง จะเห็นได้ชัดเจนจาก ของเล่นสังกะสี หรือข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงเครื่องประดับ ทำออกมาในยุคนี้มักจะมีลักษณะ ดังที่กล่าวมา แต่ในขณะเดียวกันงานออกแบบในลักษณะของ Kitsch หลายๆชิ้นในยุค Atomic Age ก็กลายมาเป็นแรงบรรดารใจให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีในยุคปัจุบัน ในเรื่องของแนวความคิดหรือ รูปร่างหน้าตา เช่นเรื่องของหุ่นยนต์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

Site (ไซท) |site-|sf.|-site|pf. [n.] สถานที่ตั้ง ไซต์งาน, สถานที่เกิดเหตุการณ์ [vt.] จัดตั้งขึ้นในสถานที่ [syn.] locate,place,situate,set

หากจะแปลตรงตัวคำนี้ก็จะหมายความได้ว่า สถานที่หรือบริเวณที่มีขอบเขตแน่นอนเป็นรูปอธรรม (construction site) เมื่อนำมาใช้กับ postmodernist แล้วนั้น คำว่า Site จะถูกใช้เรียกจุดใดจุดหนึ่ง ในความคิดของงาน (contractual place) หรือส่วนใดส่วนหนึ่งในความคิดที่ห่อหุ่มเนื้อหาที่แท้จริงของ งานชิ้นนั้นๆ ไว้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เราจะต้องทำการมองผ่านส่วนอื่นๆที่เป็นส่วนประกอบของงาน ชิ้นนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ เทคนิค โครงสร้างประกอบทางความคิดต่างๆ หรือแม้แต่วิธีการนำเสนอ เพื่อให้เห็นขอบเขตที่แท้จริงของคอนเซ็ปของงานชิ้นนั้นๆ ขอบเขตนี้เองที่เป็น Site (contractual place) ซึ่งเป็นสถานที่ที่คอนเซ็ปทำงาน และเป็นที่บรรจุคุณค่าที่แท้จริงของงานชิ้นนั้นๆ

Text (เท็คซท) |text-|sf.|-text|pf. [n.] ต้นฉบับ ต้นฉบับเดิม, ถ้อยคำเดิม [n.] เนื้อหา ใจความ

ในลักษณะของการใช้ในภาษาอังกฤษทั่วไปจะใช้คำนี้เป็นคำนาม แตกต่างตรงที่ว่า postmodernist จะใช้คำว่า Text (texting) ในรูปของกริยา เราจะใช้คำนี้ในการเรียกการแปลความหมายของความคิด แต่ละส่วนออกเป็นเนื้อความ ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย กล่าวคือการแปลง แจกแจงความคิดความอ่าน ออกมาเป็นส่วนๆ วิธีการแยกแยะแจกแจงนี้ ก็คือการค้นหา Site ที่คุณค่าแท้จริงของงานสถิตอยู่ ตาม ที่ได้กล่าวไปในการอธิบายคำว่า Site นั่นเอง เพราะฉะนั้นการใช้ Text หรือ texting นั้นก็คือเครื่องมือที่ postmodernist ใช้ในกระบวนการที่เรียกว่า deconstruction ความคิดเบื่องต้นนั่นเอง

19


I’M NOT A MAGAZINE

Construct (ค็อนสทรัคท-) |construct-|sf.|-construct|pf. [vt.] ก่อ, ตั้ง, ทำ, สร้าง; รูป, รูปทรง; การผูกประโยค, ผูก (ประโยค) Deconstruct (ดีค็อนสทรัคท-) ไม่พบคำศัพท์

คำคู่นี้ก็มีความหมายที่ค่อนข้างชัดเจนในตัวเองหากจะแปลกันโดยทั่วไป Construct ก็คือการสร้าง ขึ้นมา ส่วน Deconstruct ก็คือสิ่งที่ตรงข้ามกัน ที่กล่าวมานี้คือความหมายตรงตัวของคำทั้งสอง คงจะเคยได้ยินบ่อยครั้งกับคำยอดนิยมในยุคนี้ Construction - Deconstruction แล้วความหมาย จริงๆของทั้งสองคำนี้คืออะไร? Construction นั้นคือการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบความคิด แนวทางความคิด สังคม หรือแม้แต่สร้างความหมายและภาษาทางการออกแบบ ใหม่ๆ นั้นก็คือที่มาของคำว่า Constructionist หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Modernist ดังนั้นจึง อาจจะกล่าวได้ว่า postmodernist ก็คือ Deconstructionist นั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า Deconstruction ก็คือการที่นำเอาระบบความคิดที่ได้ถูกวางไว้ในสังคม และสิ่งที่ได้ผ่านการสร้างสรรค์ ของ Modernist มาชำแหละเพื่อให้ได้เห็นเนื้อในของความคิด ทำความเข้าใจในส่วนต่างๆที่เป็น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งนั้นๆ โดยให้ความสำคัญของส่วนต่างๆ ที่สัมพันธ์กันอยู่ มาก กว่าความสำคัญโดยรวม ซึ่งการที่จะแยกส่วนต่างๆ และทำความเข้าใจในโครงสร้างความคิดนั้นๆ ก็คือการใช้ Text เพื่อเข้าใจความหมายของส่วนประกอบต่างๆ และค้นพบ Site (contractualplace) ซึ่งตรงประเด็นนี้ postmodernist ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ไม่ใช่การทำลาย

Vernacular (เฝอแนค-อิวเลอะ) |vernacular-|sf.|-vernacular|pf. [adj.] ซึ่งใช้ภาษาแบบเจ้าของภาษา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ประจำวัน [n.] รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ใช้กับที่อยู่อาศัยธรรมดามากกว่าอาคาร ขนาดใหญ่ Corporate Vernacular (คอ-โพะริท เฝอแนค-อิวเลอะ)

ทั้งสองคำนี้มีดูแล้วน่าจะมีความหมายร่วมกัน แต่ที่จริงแล้วในเชิงการออกแบบนั้นแตกต่างกันอยู่ มาก กล่าวคือ Vernacular นั้นเป็นคำที่เรามักจะใช้เรียก ลักษณะของการออกแบบพื้นบ้าน ไม่ได้ มีส่วนของการศึกษาการออกแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของที่นั้นๆ ซึ่งคำว่า Vernacular อาจจะเป็นคำธรรมดาที่เราคงเคยพบเห็น และ รู้จักกันมาก่อนบ้างแล้ว ทีนี้ก็ต้องตอบคำถามว่า คำว่า Corporate Vernacular นั้นคล้ายหรือใกล้ เคียงกับ Vernacular หรือไม่ อย่างไร? Corporate Vernacular นั้นเป็นการพัฒนารูปแบบของ Vernacular ให้สอดคล้องกับการตลาดและการค้าในยุคปัจุบัน โดยการนำเอาระบบของการออก แบบมาปรับใช้สำหรับการออกแบบในลักษณะ Vernacular กล่าวคือ การทำให้การออกแบบสิ่ง เดียวกันท้องที่หนึ่งสามารถปรับเข้ากับอีกที่หนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น ร้านแมคโดนัลในแต่ละที่ก็จะสร้าง แบบร้านไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามวัสดุและความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และ เชื้อชาติ แต่ทุกที่มีความเด่นชัดในความเป็นร้านแมคโดนัล ที่เราสามารถเข้าใจได้ทันที ว่านี่คือ ร้านเดียวกันให้บริการเหมือนกัน สามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า Corporate Vernacular ก็คือการ ทำ Corporate Identity ในยุคที่โลกแคบลง ให้อยู่บนความสอดคล้องตามสภาพท้องถิ่น นั่นเอง

ที่ได้ยกมาอธิบาย ทั้ง 10 คำนี้ แต่ละบุคคลคงต้องหาโอกาสที่จะนำไปใช้กันเอง ตามสถานการณ์ แต่อย่างไรก็ตามขอให้เรามีสติในการใช้คำทับศัพท์เหล่านี้ อย่า ให้มันเป็นเพียงการใช้เพื่อส่งเสริมบารมีในเชิงออกแบบเท่านั้น นอกจากที่กล่าวมา ยังคงมีศัพท์อีกจำนวนไม่น้อยที่สมควรที่จะถูกกล่าวถึง และขยายความเพื่อที่จะได้ เกิดการนำไปใช้นิยามการแสดงออกซึ่งความรู้สึกใหม่ๆ ที่เรายังไม่มีคำขยายความ 20

การถ่ายภาพในยุคสมัยใหม่นิยมและหลังสมัยนิยม : ว่าด้วยความแตกต่างฉบับย่อ เรื่อง -- อัษฎา โปราณานนท์ ภาพ -- PATRICK TSAI

สมัยใหม่นิยมในวงศิลปะและการถ่ายภาพนั้นเป็นอาณาบริเวณเล็กๆที่อยู่ในยุคที่ รู้จักกันในชื่อของ ยุคสมัยใหม่ที่อยู่ในช่วงแห่งการ Enlightenment ซึ่งยังคงดำเนินต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ยุคสมัยใหม่นั้นมีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์สามารถกอบกู้แก้วิกฤติต่างๆของโลกได้และความจริง แท้นั้นมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จุดเชื่อมต่อระหว่างยุคหลังสมัยใหม่และยุคสมัยใหม่นั้นกลับไม่มีแบ่งแยกไว้อย่างชัดเจน แต่กล่าวสั้นๆ ก็คือ แนวความคิดยุคหลังสมัยใหม่นั้นตั้งตัวเป็นปฏิปักต์กับแนวคิดยุคสมัยใหม่ใน หลายๆแง่มุม อย่างเช่น ความคิดที่ว่าปัจเจกคือศูนย์กลางของจักร วาลซึ่งเป็นความคิดของยุคสมัยใหม่นิยม นั้นจะถูกโต้เถียงและหักล้างโดยความคิดยุคหลังสมัยใหม่นิยมว่า แท้จริงแล้วปัจเจกนั้นไม่ได้เป็นศูนย์กลางของ จักรวาลแต่อย่างใด แต่ปัจเจกนั้นเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของภาษาและความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นต้น การถ่ายภาพในยุคสมัยใหม่นิยม การถ่ายภาพในยุคนี้จะให้ความ สำคัญของเรื่องความเป็นเอกอุ (unique) และคุณภาพทางความงามที่สื่อถ่ายภาพมีให้ โดยถือว่าศิลปะนั้นเป็น การแสดงออกของปัจเจกผู้ซึ่งปรารถนาที่จะบอกกล่าวอะไร บางอย่างเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนบุคคลพร้อมทั้งความเชื่อที่ว่าความหมายของ งานนั้นล้วน สิงสถิตอยู่ที่ตัวชิ้นงานนั้นๆ ซึ่งผู้ดูภาพทุกผู้ทุกนามล้วนสามารถชื่นชมและเข้าใจในผลงานภาพถ่ายได้ตรงตาม ที่ช่างภาพผู้ฐานะเป็นผู้สร้างต้องการ โดย ถือว่าภาพถ่ายคือภาษาสากล ซึ่งความหมายนั้นสื่อได้ด้วยรูปทรง พื้นผิว สีและขนาดของภาพถ่าย เป็นต้น ช่างภาพในสมัยใหม่นิยมนี้จะให้ความ สำคัญกับ “รูปทรง” และ “สัญลักษณ์” มากกว่า “การเล่าเรื่อง” (narrative) และช่างภาพในยุคนี้ยังมีความหลงใหลและยกย่องในตัวสื่อการถ่ายภาพ รายละเอียดในเนกาทีฟ และความงดงามที่มีใน “ตัวภาพถ่าย” ( ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง โทนสี องค์ประกอบภาพ ความคมชัด และความเนี้ยบในการอัดขยาย เป็นต้น) ช่างภาพที่เป็นผู้นำในยุคนี้ได้แก่ Alfred Stieglitz, Paul Strand, Edward Weston, Minor White และ Ansel Adams ช่างภาพในยุคนี้จะนิยม ใช้กล้องวิวขนาดใหญ่ที่ใช้ฟิล์มแผ่นขนาด 8x10 นิ้ว เพื่อการถ่ายทอดโทนและรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งสิ่งนี่เป็นแนวความคิดรวบยอดของคุณ ลักษณะเฉพาะของการถ่ายภาพทีแ่ ตกต่าง ไปจากทัศนะสือ่ อืน่ ๆ กล่าวคือ การถ่ายภาพคือการบันทึกรายละเอียดทีส่ มบูรณ์แบบทีส่ ดุ มากกว่าทีส่ อื่ ใดๆจะ ทำได้ การถ่ายภาพในยุคหลังสมัยใหม่นิยม แนวความคิดของยุคหลังสมัยใหม่ นิยมนี้จะปฏิเสธ “ความเป็นอัจฉริยะของศิลปิน” และ “ภาพถ่ายในฐานะวัตถุอันทรงคุณค่าและเป็นหนึ่งเดียว” แนวคิดในยุคนี้จะให้ความสำคัญของ “เนื้อหา” มากกว่ารูปทรงและยังมีสไตล์การนำเสนอที่หลากหลาย ช่างภาพจำนวนมากเริ่มใช้สื่อการถ่ายภาพโดยไม่ คำนึงถึงความปราณีตในงานฝีมือ และความเป็นภาพถ่ายมากนัก แต่พวกเขาสนใจการถ่ายภาพในแง่มุมของปรากฏการณ์ทางสังคมวงกว้าง และมองภาพ ถ่ายในฐานะวัตถุที่ทำซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวน ช่างภาพในยุคหลังสมัยใหม่นิยมนี้มักนิยมเล่นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสังคมเป็นหลัก ซึ่งเข้าคู่ได้กับนิยามที่ว่า “ศิลปะเพื่อมวลชน” ขณะที่ช่างภาพสมัยใหม่นิยมจะทำงาน “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ช่างภาพในยุคนี้ที่โดดเด่นได้แก่ Victor Burgin, Cindy Sherman, Andy Warhol และ Barbara Kruger เป็นต้น ช่างภาพเหล่านี้มักไม่ใส่ใจถึงคุณลักษณะเฉพาะของการถ่ายภาพเนื่องจากพวกเขา เชื่อว่าคุณลักษณะ นั้นไม่ได้มีอยู่จริง แต่พวกเขาจะเน้นถึงการสร้างเนื้อหาเป็นหลักโดยแนวคิดหลักของการถ่ายภาพยุค หลังสมัยใหม่จะเชื่อมโยงกับทฤษฎีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Marxism, Semiotic, Poststructuralism, Feminism เป็นต้น และจุดที่สำคัญก็คือ ในยุคหลังสมัยใหม่นี้จะมองว่าความหมายของภาพถ่าย นั้นไม่ได้สถิตอยู่ที่ตัว ชิ้นงานเหมือนกับที่เป็นในยุคสมัยใหม่ แต่ “บริบท” ของภาพถ่ายต่างหากต่างหากที่เป็นตัวสร้างความหมาย ไม่ว่าจะเป็นเพศ ประสบการณ์ รสนิยม และวัฒนธรรมของคนดูภาพ และรวมไปถึงเวลาและสถานที่ๆภาพถ่ายนั้นปรากฏขึ้น ซึ่งเหล่านี้ทำให้ความหมายของภาพ ถ่ายจะแปรเปลี่ยนไปได้ทุกขณะเวลาและไม่ สามารถกำหนดความหมายเฉพาะตามที่ช่างภาพต้องการได้เลย แล้วไง? แทนที่ จะมานั่งชี้ว่างานของคนนั้นเป็นโมเดิร์น งานของคนนี้เป็นโพสฯ และอีกหลายๆคนที่พยายามจะเป็นโพสฯปลอมๆ จะดีกว่าไหมหากพวก เราจะผนวกแนวคิดทั้งสองนี้เข้าด้วยกันและประยุกต์ใช้ในการ สร้างสรรค์งานของเรา เพราะการถ่ายภาพเมื่อนำมาเปรียบกับอาหารแล้ว อาหารโมเดิร์นจะ เป็นอาหารที่พยายามทำให้สวยงามเพื่อให้ผู้กินมีสุขภาพใจที่ ดีเหมือนกับอาหารที่กินตามโรงแรมปรุงแต่งโดยพ่อครัวมือหนึ่งซึ่งก็สนนด้วย ราคาที่แพงและ คนส่วนใหญ่บอกว่าน่าดูแต่ไม่อร่อย ขณะที่อาหารโพสนั้นเป็นอาหารที่เข้มข้นในเนื้อหาเพื่อให้ผู้กินมีสุขภาพกาย ที่ดีเหมือนกับอาหารที่คุณแม่ทำให้เรากิน แม้หน้าตาจะไม่คอ่ ยสวยนักแต่กอ็ มิ่ อร่อยอย่าบอกใครเชียว ถ้างานภาพถ่ายของเรานัน้ ทัง้ สวยและอร่อยแล้วล่ะก็ รับรองว่ามีคนเข้าคิวรอชิมอีกเยอะเลยล่ะครับ 21


I’M NOT A MAGAZINE

การกินกับยุคสมัย

เรื่อง -- TCDCCONNECT

เทรนด์อาหารยุคโพสต์โมเดิร์น นอกจากจะใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการผลิต การปรุงและการรับประทานที่เปลี่ยน ไปจากยุคก่อนแล้ว พฤติกรรมของผู้ผลิตทรัพยากร พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงวัฒนธรรมการผลิตและการบริโภค ก็เปลี่ยนไปหมด Tinderbox หนึ่งในหน่วยงานของ The Hartman Group ซึ่งเป็นผู้ศึกษาวิจัยและคาดการณ์แนวโน้มทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมได้อธิบายเทรนด์ อาหารในยุคโพสต์โมเดิร์น โดยวิจัยจากตัวแปรหลัก 3 ประการที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ 1. ธุรกิจค้า ปลีกและร้านอาหาร 2. รายงานและผลการศึกษาเกี่ยวกับ วัฒนธรรมอาหาร (ซึ่งหมายรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหาร สถานที่รับประทาน ผู้รับประทาน และปัจจัยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งหมด อาทิ ร้านอาหารท้องถิ่น วิธี การปรุงอาหารของแต่ละชาตินิตยสารอาหาร ฯลฯ) และ 3. การสืบค้นแนวโน้มจากสื่อสมัยใหม่ อาทิ ข้อมูลจากธุรกิจค้าปลีก, บล็อกในเว็บไซต์ต่างๆ, แช็ทรูม และผลวิจัยของ The Hartman Group เอง Tinderbox อธิบายว่า วัฒนธรรมการผลิตและการบริโภคได้เกิดการเปลี่ยนผ่านมาแล้วถึง 3 ยุคด้วยกัน นั่นคือ 1. ยุควัฒนธรรมแบบดั้งเดิม (Traditional Culture) ซึ่งมีการผลิตและค้าขายแบบสังคมเกษตรกรรมหรือสังคมอุตสาหกรรมแบบมีชนชั้นคนในสัง คมมีบทบาทหน้าที่ชัดเจน เช่น การเป็นพ่อ การเป็นคนงาน ยุคนี้ รูปแบบการใช้ชีวิตจะอยู่บนพื้นฐานเรื่องชนชั้น มีการบริหารงานแบบ top-down การผลิต จะเน้นที่ความจำเป็นหรือความต้องการขั้นพื้นฐาน (basic needs) 2. ยุควัฒนธรรมผู้บริโภค (Consumer Culture) เป็นยุคของการค้าเสรี ตลาดกำหนดตามผู้บริโภค มีความหลากหลายรูปแบบการใช้ชีวิตเป็นไป ตามอัตลักษณ์ (identities) หรือลักษณะเฉพาะของแต่ละคน การผลิตเน้นที่ประสบการณ์และความต้องการ (desires) มากกว่าความจำเป็น (basic needs) 3. ยุคทบทวนวัฒนธรรมใหม่ (Re-imagined Culture) ซึ่งเป็นยุคที่โครงสร้างสังคม รูปแบบความคิดและความเชื่อถูกรื้อทิ้งใหม่หมดไม่มีหลัก เกณฑ์ให้ยึด ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไป การบริโภคเป็นเรื่องของความบันเทิง ความหวัง แรงบันดาลใจ ความชอบส่วนตัว เป้าหมายเฉพาะอย่าง ความ เชื่อหรือประเพณี และมีการเชื่อมโยงกับการออกแบบ ฟิวชั่นฟู้ดกับโพสต์โมเดิร์น “อาหารฟิวชั่น” คือ ตัวแทนของอาหารยุคโพสต์โมเดิร์นที่ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้เพราะมันได้ทลายอุปสรรคขวางกั้นต่างๆ ของโลกในยุคก่อนลงทั้งใน เรื่องของเวลาและสถานที่ (time and space) ผ่ากฎเกณฑ์การปรุงแบบเดิมๆ ตลอดจนผสมผสานผลผลิตระดับโลกเข้ากับผลผลิตท้องถิ่นได้อย่างสนุกสนาน ทำให้เราได้พบกับเมนูอย่าง เนื้อแกะย่างกับมากิสาหร่าย สปาเก็ตตี้ซีฟู้ดผัดกะเพรา ข้าวหมูอบซอสครีมชีส ข้าวเหนียวใส้ไก่ย่างทอด ฯลฯ 22

ยิ่งทำความเข้าใจเรื่อง postmodern เท่าไหร่ก็ยิ่งได้รู้ ว่ามันไม่จบสักที เพราะว่ามันยังไม่หมดยุค แค่โดนคนเหมาให้มัน เป็นยุคหลังสมัยใหม่ มันเป็นแนวคิดหนึ่งที่ปั่นกระแสทั้งโลกได้ ว่าความเป็นสมัยใหม่ที่เห็นถูกเห็นควรกัน บางเรื่องมันไม่ได้ถูกต้อง ตรงเป๊ะขนาดนั้น มันสอนให้ผมรู้ว่าการซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเองนั้นสำคัญยิ่ง กว่าการมีชีวิตเพื่อปั่นกรงจักรแห่งกระแสหลักให้ขับ เคลื่อนไป ก็ว่ากันไปครับ ���ังคมมันเปลี่ยน ปัจจัยเปลี่ยน ความเป็นปักเจกมันจึงเริ่มสูงขึ้นตามนั้น ความโดดเดี่ยวของคนเมืองก็เพิ่ม การย้ายถิ่นฐานเพิ่ม กระแสหลักยังคงต้องมี แต่กระแสรองไม่ได้ถูกเมินเฉยอีกต่อไป หลังจากอ่านโดยผิวเผินระดับหนึ่ง ปรัชญามันบอกให้รื้อถอน แต่ก็ไม่ทั้งหมด รื้อตามสมควร รื้อด้วยเหตุผล ตรรกะใหม่ๆ ทุกคนตีความต่างกัน เป็นที่ถกเถียงกันไม่หยุดหย่อน ผมว่าการถกเถียงทำลาย รื้อถอน สร้างใหม่ กันไปมา ก็อาจเป็นการเริ่มก่อตัวไป เรื่อยๆ มันยังสรุปไม่ได้ทีเดียว เป็น Half way house - ช่วงที่อยู่ครึ่งๆกลางๆอยู่ ในบางครั้งการยิ่งหมกมุ่นในสิ่งที่ยังจับต้องไม่ได้นี้ ทำให้ผมเริ่มรำคาญและเบื่อที่จะสนใจไอ่ปรัชญาบ้าๆบอๆนี้แล้วไปสนใจ สิ่งอื่นดีกว่า มันลอยไปลอยมา ทำให้ใครหลายคนขาดความเชื่อที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วเริ่มส่งเสียงบอกว่ามันเป็นภาวะถอดถอย (ถอดถอน+ถดถอย) แต่ก็นั่นแหละผมอาจจะยังไม่ได้ศึกษามันจริงๆ ผมยังไม่ได้เจาะเข้าไปในปรัชญาของใครเป็นพิเศษ มันใหญ่มากๆ เพราะต้องโยงประวัติศาสตร์ทั้ง สังคม การเมือง ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล และความคิดก็เป็นแบบตะวันตกมากๆ พอจะเชื่อมโยงกับประ เทศตัวเองที่เป็นตะวันออกก็ยาก เพราะมันพัฒนามาจากประวัติศาสตร์ของตะวันตกโดยส่วนใหญ่ แล้วสรุปเราได้อะไรจากมัน ส่วนตัวผมเข้าใจการเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ว่ามันไม่ห่างกัน วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศิลปะ ภาษา ฯลฯ ทุกอย่างสัมพันธ์ ไม่มีใครที่หลุดพ้นจากสิ่งพวกนี้ได้เลย ถ้ายังเป็นคน จะขบฎแค่ไหนก็ตามทุกคนล้วนต้องพึ่งปัจจัยหลักเหมือนกัน

23


I’M NOT A MAGAZINE

SIGMUND FREUD ASSUAGE

พีรเวทย์ กระแสโสม ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านกาเกาะ และ โรงเรียนเมืองสุรินทร์ มัธยมศึกษา สุรวิทยาคาร  ปริญญาบัณฑิต สาขาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลปศึกษา ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิลปกรรมมหาบัณฑิต สาขาทัศนศิลป์ ภาควิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (กำลังศึกษา) ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ภูมิหลัง -ศิ ล ปิ น เป็ น คนรั ก การเรี ย นรู้ แ ละชอบทดลองสิ่ ง ใหม่ เ สมอดั ง จะสั ง เกต เห็นงานมักมี ความหลากหลายสูงโดยเฉพาะในช่วงเรียนมหาลัย ศิลปิน อาศัยพื้นที่ใต้ตึกเรียนเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ เพราะ โดยปกติมักชอบ กำหนดความสำคั ญ พื้ น ที่ บ ริ เ วณที่ อ ยู่ ใ ห้ เ กิ ด บริ บ ทที่ เ ปลี่ ย นไป สืบเนื่องจากความเบื่ออะไรเดิม ซ้ำซาก แต่ถ้าหากจำเป็นต้องอยู่ในสภาพ เดิมๆ ก็จึงมักจะเปลี่ยนบริเวณนั้นบ่อยๆ พื้นฐานชอบสังเกต สงสัย รักการทดลอง และเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ถูกหล่อหลอมมาจากวัยเยาว์ การสังเกตมาจากเกิด และโตในสภาพแวดล้อมชนบทที่มีความหลากหลายทางชีวนิเวศน์ จนทำให้ เราชอบตั้งคำถามสิ่งใกล้ๆตัวเสมอ เช่น ดอกบัวมีอะไรข้างใน  ปลาดุกมี หนวดทำไม ลูกไก่เพราะอะไร  ต้นไม้เผือกมาจากไหน ดอกอัญชัญสีม่วง ทำไรได้บ้างหินที่ผุดหน้าบ้านมาจากไหน หินที่ลำน้ำแถวบ้านมีอายุเท่า ไหร่ คลองแถวหมู่บ้านไหลไปสุดที่ไหน รู้งกินน้ำอยู่ตรงไหน ป่าละเมาะ แถวบ้านมีเสือหรือช้างป่าว ตัวอย่างข้อสงสัยวัยเยาว์เกิดด้วยสภาพแวด ล้อมที่หลากหลาย ทำให้กระตุ้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และต้องการ หาคำตอบด้วยเช่นกัน ก็ทดลองด้วยตัวเองและน้องๆ ตามประสาเด็กๆ แต่ก็ยังไม่สามารถแยกแยะความรู้แต่ละอย่างได้ แต่ครอบครัวเป็นส่วน สำคัญต่อการตอบคำถามเราได้ง่ายขึ้น เช่น พ่อผมเคยทำงาน ครู ขายประกัน แม้แต่ทำงานแรงงานต่างแดน ที่ คูเวต สิงค์โปร์ ไตหวัน  ซึ่ง เป็นช่วงหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้เจอ จนบางครั้งดูห่างเหินแต่ก็ไม่มากนักกลับ จากเมืองนอกพ่อก็อยู่เมืองไทยถาวร ก็ดูแลโรงสีข้าวเล็กๆประจำหมู่บ้าน เอารำที่ได้จากสีข้าวไปเลี้ยงหมูหลังโรงสี ทำนา รับแตงโตมาขายบ้าง พ่อ มักสอนเรื่องการใช้ชีวิตนอกบ้าน เช่น พาไปป่าและสอนให้รู้จักว่าต้นไม้นี้ ชื่ออะไร เห็ด ไหนกินได้หรือไม่ได้ ผลไม้ป่าที่พอจะกินได้มีไรบ้าง สอน ว่ายน้ำโดยใช้ลูกมะพร้าวเป็นตัวช่วยพยุง สอนวิธีเลี้ยงหมู ซึ่งตัวผมก็ไม่ 24

ค่อยขัดแต่อย่างไร แต่รู้สนุกกับมันมากกว่า  โดยเฉพาะช่วงที่ต้องดูแลหมู คลอดซึ่งผมจะอาสาเป็นยามนอนเฝ้าคืนนั้น ผมอยากจะเห็นลูกหมูตัวชมพู ออกมามากๆ อยากให้มันได้กินนมแม่มันเร็วๆ พร้อมๆกัน และ แต่ละ ตัวต้องได้กินเท่าๆกันด้วย เป็นต้น ส่วนเรื่องในบ้านก็ต้องเป็นแม่ แม่เป็นแม่ บ้านหรือชาวบ้านธรรมดาๆแต่ไม่ธรรมดา แม่มักมีความคิดสร้างสรรค์ไม่ เหมือนบรรดาพี่ๆน้อง เป็นนักดัดแปลงตัวยง เพราะว่าแม่เป็นพี่คนรอง ซึ่งมีน้องตามมาอีกหลายคน ด้วยความจำเป็นที่จะแบ่งเบาภาระให้ยายก็ เลยต้องเป็นแม่บ้านมาแต่เด็ก แม้ตาจะเคยถามว่าอยาก เรียนหนังสือที่ จะเหมือนกันคนอื่นๆ ด้วยความซื่อก็ตอบปฏิเสธว่าไม่เรียน เพราะอยาก ดูแลน้องๆมากกว่า แม่เป็นแม่บ้านสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง ที่สอนงานบ้าน งานเรือนให้ลูกๆ และเป็นแรงส่งเสริมแรงบันดาลใจแรกต่อการทำงานศิลปะ กับผมมากๆ โดยเฉพาะกิจกรรมศิลปะผมจะเกิดช่วงปิดเทอม เหมือนท่า นต้องการให้ลดเที่ยวนอกบ้าน เพราะ ว่าเกรงจะอันตรายอย่างเช่น เข้าป่า เล่นน้ำ ถึงแม้จะเป็นกุลโลบายแต่ก็ไม่ได้ขัดแย้งแต่อย่างใด และช่วยกันสตู ดิโอและเป็นทั้งห้องวิจัยด้วย ถูกดัดแปลงจากคอกหมูร้างอีกที่ โดยในแต่ละ วันจะเดินเก็บสิ่งที่ต้องการเรียนรู้มาในห้อง บางวันทำงานปั้นดินเหนียว หรือวาดรูปบนเฟรมผ้าม่านเก่าที่แม่ทำให้ บางวันก็จะสำรวจหา หิน ซาก สัตว์เล็ก ต้นไม้ กิ่งไม้ นำ มาการเรียนรู้ รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงที่แต่ ละเทอมจะมีไม่เหมือนกัน เป็ดเทศ ห่าน นกกระทา กระรอก นก  การเรียนรู้ในแต่ละครั้งนั้นนำไปสู่การค้นหารูปลักษณ์ใหม่ๆทาง ความคิดโดย ไม่รู้ตัว และก็ยังไม่สามารถแยกแยะหริอนำไปใช้ในทาง ใดทางหนึ่งได้ จนกระทั่งขึ้นชั้นป.3 ที่บ้านอยากให้เข้าเรียนตัวเมืองตามพี่ แรกๆเป็นความรู้สึกพลัดพรากมาก จำวันแรกที่ต้องเดินทางไปเรียนด้วย ตัวเอง ในตอนเย็นวันนั้นใกล้ถึงตัวเมืองแล้ว เหลือบไปเห็นคลองข้างทาง ที่มีพระอาทิตย์ตกอยู่สลับกับทุ่งนาในช่วยฤดูทำนา ที่น้ำปริ่ม ทำให้นึกถึง แม่และมองไปตลอดตลอดทางเป็นกำลังใจสำหรับชีวิตที่ใหม่ นิยามพ่อ

คือเรียนรู้ แม่คือน้ำใจ เมื่อเรียนในตัวเมืองต้องอยู่กับตายายและพี่ๆ ญาติที่เข้ามาเรียนด้วย กัน ตามธรรมเนียมที่นี่จะเหมือนโรงเรียนเล็ก ๆและมีกฎที่ต้องปฏิบัตินั่นเพราะตา เป็นครูใหญ่เก่า ซึ่งเข้างวดมาก เรื่องการตื่นเช้า งานบ้าน แม้แต่งานเกษตร ที่ต้องช่วยท่านไร่เล็กๆแถวบ้าน ด้ ว ยความที่ ไ ม่ ต่ อ ต้ า นต่ อ ผู้ ใ หญ่ เ ราก็ ท ำตามที่ เ ค้ า บอกได้ ห มด ยกเว้นพี่ญาติบางคนก็ทนไม่ได้กับระบบนี้ ก็ต้องออกไปอยู่ที่อื่น ตาผม ในความหมายคือ คนเข้มแข็ง จริงๆท่านอยากเป็นทหารมาก เพียงแต่ การคัดเลือกสมัยก่อนต้องลอดเข่งตา เป็นคนตัวเล็กก็ลอดผ่านฉิว วีรกรรม สมัยหนุ่มๆที่ต่อสู้กับโจรขโมยม้า ตาใจกล้าจะเดี่ยวกับโจรกลุ่มถือมีด พร้าไปสู้ แต่ก็แพ้เพราะตัวเล็กโดนโจรตีหัวสลบ โจรเลยหนีไปได้  ส่วน คู่ขวัญใจคือ���ายศรีทอง แม่ขวัญใจทั้งตาและคนในหมุ่บ้าน เป็นที่ปลื้ม สำหรั บ คนหมู่ บ้ า นเนื่ อ งจากความโอบออ้ ม อารี แ ละการให้ ก ำลั ง ใจทุ ก ๆ คน ครั้งหนึ่งเคยทะเลาะกัน หลังจากนั้นก็อยากหาที่ระบายอารมณ์ก็เลยเอา ถ่านหุงเขียนลงผนังข้างบ้าน แต่่เขียนแบบตั้งใจอ่านไม่ออก แต่ไม่นึกว่ายาย จะอ่านออก ก็เลยโกรธไปหลายเดือน สำหรับนิยาม ทั้งสองท่านตาคือ ความเข้มแข็ง ยายก็คือ กำลังใจ ช่วงนั้นการเรียนประถมราบรื่นไม่มีปัญหา อะไร การเรียนสม่ำเสมอในชั้นก็อยู่ในระดับต้นๆ เป็นชีวิตเด็กๆที่เรียบง่าย ตื่นเช้า ทำงานบ้าน เดินไปเรียนพร้อมเงินห้าบาทหลังเที่ยงเข้าห้อง สมุดโดยที่ เพื่อนก็ไม่รู้ว่าเราไปไหน จำได้ว่าหนั งสือในนั้นหยิบมาอ่านเกือบจะหมด โดยเฉพาะ หนังสือไดโนเสาร์จะชอบดูมาก ตกเย็นก็นัดเพื่อน เตะบอลไม่ก็หาเกมอะไรเล่นกัน กลับบ้านไม่ดึก มาก ไม่นิยมเล่นเกมส์กดเหมือนคนอื่นเพราะ ว่าเล่นไม่เก่งพอ ก็เลยกลับบ้านดูทีวีดีกว่า แต่ติด ทีวีมากโดยเฉพาะช่องหนัง แต่ตายายจะว่าดุ มากๆถ้าหากเราดูดึกๆ และจะบ่นถึงเรื่องตื่นสาย ทุกครั้งที่อยู่ดึกจน บางครั้งต้องแอบเอาทีวีขึ้น ไปดูในห้องครัวหรือไม่ก็ห้องนอน แล้วแกล้งเอา ลังมาทำทีวีแทนใช้ผ้าคลุมแทน ท่านจนกระทั่ง ม.ต้น ปกติเรียนในเมืองก็ต้องเข้าโรงเรียนมัธยม ประจำจังหวัดให้ได้ซึ่งโชคดีที่ได้โควต้าใกล้บ้านได้เข้าเรียนฟรี สมัยนั้น เป็นเป็นโรงเรียนชายล้วน สำหรับเรื่องผู้หญิงไม่เคยคิดแม้จะคิดตอนประถม ก็ตาม แต่ว่ามัธยมมันไม่มีให้คิดเพราะมีแต่ผู้ชายกับกระเทย ก็รู้สึกว่านี่ แหละชีวิตที่เราอยากสนุกแล้ว เพราะว่าโตกว่าประถมมาระดับหนึ่ง ม.1 เล่น เยอะมากทุกๆรุปแบบที่จะหากันมาได้ จนสิ้นเทอมเกรดตกได้อันดับท้ายๆ ของห้อง ด้วยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ที่้ท้ายๆ มันเป็นเรื่องน่าขนลุกมาก ไม่กล้าบอกให้ใครรู้ จนที่บ้านก็รู้จนได้ พ่อแม่ก็ว่าทำไมคะแนนไม่ดีเลย แต่ก็บอกว่าคราวหน้าก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ ส่วนตัวศิลปินมักไม่ยอม แพ้เรื่องง่ายๆ และสิ่งนี้เป็น บทเรียนแรกของการต่อสู้เลย เพราะ ว่าไม่อยากแพ้ตัวเอง ถัดไปจนจบมอต้น ก็ได้ที่หนึ่งของห้องมาตลอดและ ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องด้วย รวมไปถึงนักเรียนประพฤติดีเด่น ขณะ ที่เพื่อนเก่าๆตอนโห่ใส่ว่าเราได้ยังไง อาจารย์ก็บอกว่าไม่โห่นะ “นักเรียนไม่ ต้องโห่นะ บางทีคนที่มารับอาจจะมารับแทนเพื่อนก็ได้” ... !!? ตอนก่อนจบมอต้นคิดไว้แล้วว่า พอจบมัธยมต้นต้องการเรีย นต่อด้านศิลปะโดยตรงด้านสายช่างศิลป์แล้ว เคยเกริ่นที่บ้านแล้ว และก็ พยายามนำผลงานที่ได้ทำเสนอต่อพ่อแม่ เค้าก็ดูแล้วก็บอกว่าสวยดีนะ

แต่ก็ยังไม่อนุญาตเนื่องจากที่ต้องการเรียน นั้นอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งไกลเกินไป แม้จะขอไปอยู่กับทางญาติที่นั่น แต่ครอบครัวก็ยังไม่อนุญาต แต่แนะนำ ให้เรียนสายสามัญดีกว่ามันกว้างกว่านะ และก็ขอว่างั้นเรียนสายศิลป์ ศิลปกรรมนะ  แม่ก็ยิ้มและก็บอกว่าเรียนศิลปะจะเรียนตอนไหนก็ได้ เป็น งานอดิเรกนะ แต่ด้วยที่คะแนนถึงสายวิทย์ได้ก็เลยเลือก ช่วยแรกที่เรียน สายวิทย์เราจะมีความสุขกับวิชา ชีวะ เคมี มาก ส่วนพวกคำนวณไม่ได้ ก็ได้แต่สนุกกับรูปประกอบฟิสิกส์กับคณิตมากว่า แต่ก็ยังหาโอกาสไปหา เพื่อนที่เรียนหมวดศิลปกรรมเสมอ ไปช่วยมันทำงาน โดยที่พ่อแม่เองก็ ไม่รู้ว่าเรามีปํญหา เรื่องเรียนแล้ว จนเกรดออกวิชาสังคมติดศูนย์ จำเป็น ต้องเชิญผู้ปกครอง พอเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เรื่องก็แดงไปทั้ง บ้าน จนก็ทราบถึงปัญหาว่าอยากเรียนสายศิลป์มากกว่า แต่มันก็สายไป แล้วจำเป็น ต้องเรียนต่อ แต่โชคดีมีเพื่อนเข้าใจหลายคนก็ชอบเหมือนกัน ว่าจะมาเรียนศิลปะกันหลังเรียน จบ ก็เลยรวมกลุ่มกันติว แต่ชีวิตมัธยม ปลายมันสนุกและมันส์สมคำเล่าลือตอนมอต้น และก็เป็นอย่างนั้นจริง โดด เรียนบ่อยเพราะโชคดีหรือร้ายนี่แหละที่ยามบังเอิญเป็นญาติกับเพื่อน เรื่อง เข้าๆออกเป็นเรื่องธรรมดาเลย ก็ออกไปกินเหล้า เล่นกีฬา แต่มีเพื่อนบาง คนหันไปทางยาเสพติดก็มี แต่ว่าเราก็ไม่ยุ่ง เพราะ ส่วนตัวไม่ชอบ โดนตำรวจจับข้อหามั่วสุมในเวลาศึกษา บ้าง เพื่อนบางคนเรียนไม่จบจำเป็นต้องย้ายโรงเรียน ตอนนั้นภาพลักษณ์ไม่ดีมากๆแล้วทั้งที่บ้านตัวเองและ ที่บ้านเพื่อน ก็เลยไม่ชอบกลับบ้านไม่อยากเจอใครๆ อยู่ แต่กับเพื่อนกลับมาดึกๆทุกวัน แม้จะเรียนไม่ผ่านไป สองวิชาแต่ก็เรียนจบได้ และก็ไม่คิดจะไปแก้เลยเพราะ คิดว่าอยากจะออกจากโรงเรียนแล้ว และอยากไปจาก ที่ที่อยู่ ผลการสอบเอนท์ก็ไม่ได้ตามคิดไว้ เป็นเรื่อง เสี ย ใจกั บ สิ่ ง ที่ ตั ว เราทำตั ว เองเพราะเอาเวลาเล่ น กัน เพื่อนก็มีติดไม่ติดบ้าง ก็ได้แต่ปลอบใจกันเอง แต่ก็ ตั้งเป้าว่าจะสอบใหม่แน่ๆ จนกระทั่งเข้ามาเรียน กทม. พ่อเป็นพาเราเข้ามาไปหาญาติที่นนทบุรีก่อน แล้วค่อย ไปสมัครที่ราม 1 สาเหตุที่เลือกเรียนรามคำแหง คณะ สื่อสารมวลชน ซึ่งตั้งใจอยากทำหนังมากๆ ซึ่งอันที่จริง เป็นความฝัน ตอนมอปลายผสมกับอยากเรียนศิลปะ แต่อาชีพทำหนังมัน ดูชัดเจนดีนะ แม้แต่อธิบายให้ทางบ้านฟังก็ง่ายกว่าบอกว่าเรียนศิลปะ แต่ ส่วนตัวคิดว่าถ้าทำงานพานิชญ์ศิลป์ใหญ่ๆอย่างหนังเนี่ย อย่างน้อยเรื่อง พื้นฐานควรจะมี เรียนเพื่อรู้เทคนิคศิลปะก่อนดีกว่า น่าจะทำให้หนังดูลึกขึ้น ก่อนจะสอบเข้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้ง โดยตั้งใจ เลือกคณะศิลปกรรม ทัศนศิลป์ แต่คะแนน ขาด ไป 3 คะแนน จึงได้ครุศิลป์ อันดับต่อมา ตอนเรียนแรกๆก็ไม่ค่อยรู้จักที่ไหนเท่าไหร่เลย รู้แต่ว่าที่นี่ เรียนรวมๆ อันที่จริงก็เหมาะกับเราเพราะว่าเราก็ชอบเรียนหลากหลายอยู่ แล้ว ที่นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขัดเกลาให้รู้จักศิลปะมากขึ้น ได้คำแนะนำจากรุ่นพี่ และการแลกประสบการณ์กับคนอื่นๆ ในปีแรกๆก็คิดว่าอยากทำหนังอยู่ แต่ก็อยากเป็นศิลปินด้วย ตอนนั้นก็เลยกลับไปอ่านหนังสือเก่าๆ ที่ลืม ไปหมดแล้วเรื่องศิลปะ ศิลปินที่เราชอบ ระหว่างนั้นก็มีรุ่นพี่แนะนำงาน ทำโปรดักชั่น ทำเอมวี หนัง เราก็ไปช่วยเค้า ถือว่าได้ประสบการณ์มาพอ ควรก็ มี ร างวั ล ติ ด ตั ว นิ ด หน่ อ ยแบบไม่ ไ ด้ ตั้ ง ใจหรอกเพราะส่ ว นตั ว ก็ ไ ม่ ค่อยส่งงานประกวด เราก็ทำหลายๆอย่างทั้งงานฟรี มีเงิน ค่าขนมให้ แบบว่าไม่สนว่าใครจะให้ทำอะไรก็ทำหมดเพราะรู้สึกว่าเรายังอยากเรียน

บางวันก็จะสำรวจหา หิน ซากสัตว์เล็ก ต้นไม้ กิ่งไม้ นำมาเรียนรู้ รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงที่แต่ ละเทอมจะมีไม่เหมือน กัน เป็ดเทศ ห่าน นก กระทา กระรอก นก

25


I’M NOT A MAGAZINE

รู้อยู่ จนกระทั่งเริ่มทำรายงานโดยวิเคราะห์ ศิลปินที่สนใจ ผมเลือกงาน มิโร ซึ่งชอบมานานแต่มัธยมแล้ว งานนามธรรมเป็นสิ่งที่ผมเคยเกลียด แต่เมื่อผมลองจับการศึกษาตัวมันแล้ว ก็พบว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่นะ ฉะ นั้นไม่ว่างานจะแนวไหน มันก็มีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน แนวงานอื่น อาจจะชอบเล่าเรื่องด้านภาพ ด้วยแนวเหมือนจริงหรือเสมือนจริง แต่ งานนามธรรมเป็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ และรู้สึกว่าเหมาะกับแนวคิดเรา เพราะว่าเรา ทำงานไปเพื่อการตีความไปสู่อย่างอื่น แต่ในหลายๆงานที่จำเ ป็นต้องมีภาพเหมือนจร���งเล่นเรื่องด้วย ก็ต้องทำเป็นงานกี่งนามธรมซึ่งจะส อดคล้องต่อแนวคิดดังกล่าว หรือแม้แต่การตอบโจทย์ลุกค้างานเหล่านั้นก็จ ะเป็นส่วนพาณิชญ์ศิลป์นั่นเอง สำหรับงานศิลปะบริสุทธิ์จะเกิดกับผมในยุคแรกๆช่วยเรียนปี 2-3 ถัดปี 4 จะกี่งนามธรรมและนามธรรมมากก็ตอนนี้ปัจจุบัน แม้ก็ ยังทำงานตลาดให้กับการตอบโจทย์เช่นหนังสืออยู่ แต่นั่นก็เป็นอีกมิติหนึ่ง ที่เราก็ยังคงไว้อยู่ก็ยังมีความเป้นกึ่งนามธรรมอยู่ -- สิ่งแวดล้อม - ชีวิตชนบทสิ่งที่เคยปฏิเสธมันเมื่อตอนเข้ามาเรียน ในตัวเมือง ตรงข้ า มที่ เ มื่ อ วั ย เยาว์ ก ลั บ ชอบและสนุ ก กั บ มั น จนตอนนี้ความไม่มีอะไรดีเท่าส่ิงที่ตัวเราได้ผ่านมา เพราะส่ิงนั้นมันก็คือตัวเราเอง ไม่มีใครโกหกตัวเอง ได้ ดังนั้นแนวคิดงานช่วงนี้ผมมันใช้อ้างอิงจากประ สบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูจริงใจในการ แสดงออกและทำออกมาง่ า ยมากว่ า ที่ จ ะต้ อ ง พยายาม ทำเรื่องไกลตัวการปรับตัวเรื่องที่อยู่เป็น ส่ ว นสำคั ญ ที่ ท ำให้ ต้ อ งย้ า ยที่ พั ก บ่ อ ยมากที แ ร ก ข อ ง ก า ร ย้ า ย ที อ ยู่ ค่ อ น ข้ า ง ต้ อ ง ป รั บ ตั ว มากๆ แทบทุกอย่าง ต่างจังหวัด ชนบท ที่บ้าน ทำเกษตรกรรม คนกลางพี่สาวและน้องชาย ความ หลากหลายทางชี ว ภาพทำให้ เ กิ ด การเรี ย นรู้ เ อง รวมถึงสมาธิในการเรียนรู้ได้มากกว่า สังเกตว่า ศิ ล ปิ น มั ก ใช้ ส ถานที่ เ งี ย บใช้ เ วลาในการทำงาน แม้เวลาเดินทางหรือกลับเยี่ยมครอบครัว มักเกิดไอเดียงานใหม่ๆเสมอ นั่นแสดงว่าสภาพแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อ การคิด รวมทั้งศิลปินมักไม่ชอบยึดอยู่กับพืนที่เดิมนาน มักจะต้องออกเดิน ทางหรือเสพสื่ออื่นๆเช่น หนังสือ หนัง ดนตรี โดยดนตรีในความหมายของ ศิลปินไม่นิยมเรื่องทางแฟชั่นมากนัก มักใช้เสียงประกอบในระหว่างการคิด หรือทำงาน โดยเฉพาะดนตรีนามธรรม ซึ่งปราศจากเสียงร้อง ซึ่งศิลปินไม่ ชอบที่จะคำนึงตามเนื้อหาเพลงในระหว่างฟัง และดนตรีนี้มีบรรยากาศที่ส่ง เสริมการสร้างมิติของตัวงานตัวอย่างศิลปินที่ฟัง เพื่อนศิลปินมีข้อเสีย เปรียบอย่างหนึ่งเรื่องเพื่อน เพราะว่าเป็นเด็กต่างจังหวัด เพื่อนส่วนใหญ่ เรียนตามมหาลัยภูมิภาคและส่วนน้อยอยู่กทม ในระหว่างศึกษาป.ตรี จึง คุ้ น เ ค ย ผู ก พั น กั บ ค น ที่ เ รี ย น ด้ ว ย กั น ห รื อ ชั้ น ปี ใ ก ล้ กั น ม า ก ก ว่ า รวมถึงส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นพี่ ปัจจุบันทำงานงานออกแบบให้กับบริษัท และทำงานศิลปะ ต่อเนื่อง ศิลปิน เริ่มทำงานตัวเองในแบบเฉพาะอย่างจิงจังมากขึ้นเนื่องด้วย การศึกษาในระดับขั้นสูงหรือปริญญาโท จำเป็นต้องเจาะลึกทั้งแนวคิด ขั้น ตอนการทำงาน เพื่อการเป็นศิลปินอย่างแท้จริง โดยที่สามารถแสดงออก ได้อย่างบริสุทธิ์ และเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง และในระหว่างนี้ศิลปิน

รวมถึงการทำงานตั้งแต่เล็กจนถึงการทำงานระหว่างคนอื่น หรือหมู่คณะ ความรวดเร็ ว ของสั ง คมขั บ เคลื่ อ นปั จ จุ บั น มาพร้ อ มกระแสค่ า นิ ย ม ใหม่ๆ ซึ่งพร้อมกับความจำเป็นต้องการเปิดรับใหมๆอยุ่เสมอ และ ในยุ ค ที่ มี ค วามเจริ ญ เทคโนโลยี เ ข้ า มามี บ ทบาทสู ง ในทุ ก ๆด้ า น   ส่วนหนึ่ง จึงกำเนิดคอมพิวเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกและ ลดขั้นตอนการทำงาน โดยเฉพาะกรณีงานที่ต้องใช้เวลาและพื้นที่จำกัด ศิลปินได้นำส่วนนี้มาโยงเข้ากับการทำงานศิลปะ ซึ่งสะท้อนออกมาตาม ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ศิลปินนำมาเป็นประโยชน์ในการใช้งาน อย่างมาก โดยเพื่อลดขั้นตอนการทำงานทั้งในงานจริงและแบบร่าง รวม ถึงปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่ ไม่แน่นอนดังจะมีปัญหาได้ถ้าหากมีการย้าย สถานที่พัก ทำให้การทำงานจริงที่มีขนาดใหญ่ลดไป โดยการนำเสนอ งานทางสื่อดิจิตอลศิลปินมองเป็นกรรมวิธีอย่างหนึ่งสำหรับการ ทำงาน ซึ่งภายหลังได้ทดลองระหว่างการเรียนระดับปริญญาตรี ดังนั้นศิลปินจึง ยอมรั บ และเปิ ด กว้ า งสำหรั บ การทำงานในรุ ป แบบสื่ อ ใหม่ ๆ หรื อ อุ ด ม การณ์ทำงานใหม่ๆ เป็นลักษณะการประยุกต์ให้เข้ากับงานและสังคม ปัจจุบัน  -- ลักษณะศิลปิน - โ ด ย พื้ น ฐ า น นิ สั ย มี อุ ป นิ สั ย ขี้ อ า ย ไม่กล้าแสดงออก ซึ่งสิ่งนี้ก็ยังเป็นอยุ่ส่วนตัว เลยคิด ว่าจะต้องทดแทนส่ิ่งนี้ด้วยผลงาน มันเหมือนเราได้ บอกได้ปล่อยเรื่องที่เราอยากจะบอกอยากจะทำลง ไปหมดรวมไป ถึงแนวคิดที่อยากนำเสนอ และบาง งานมีการแสดงที่โฉ่งฉ่างเพราะลึกๆนิสัยการปฏิเสธ รูปนิยมยังมีอยู่ คือการไม่ยึดถือต่ออดีตธรรมเนียม เท่าไหร่นัก ชอบที่จะแสดงหาสิ่งใหม่ๆมากกว่าจึง เรียกว่า การย้อนแย้ง นั่นก็เป็นแนวคิดส่วนหนึ่ง ของวิธีดีคอนสรักชั่น และการเกิดฟอร์มคล้ายงาน โครงสร้างซ่อนอยู่ (โครงสร้างนิยม) แต่ตัวบทบาท เปลี่ยนไปเมื่อการถูกระทำโดย การตัด ทอน รื้อ หัก ล้าง ตามแบบดีคอนสรักชั่น การใช้สีส่วนใหญ่ นิยมใช้สีสดและหลากหลาย เนื่องด่วยศิลปินต้อง การนำเสอนรูปร่าง รูปทรงที่เด่นชัด และกระตุ้นเนื้อหาภาพให้เกิดเร้า ความรู้สึกแบบฉับพลัน ด้วยเพราะชอบความหลากหลายของการเรียนรู้ หรือบูรณาการ จำทำให้งานออกไปสุ่รุปแบบอื่นๆทั้งในส่วนศิลปะหรือพา นิชญ์ศิลป์ อาทิ งานด้านศิลปะ กราฟิก โปรดัก ภายใน วีดีโอ มัลติมีเดีย โดยสมั ย แห่ ง ดิ จิ ต อลสื่ อ พาพิ ช ญ์ ศิ ล ป์ มี บ ทบาทสู ง ต่ อ การบริ โ ภคตาม ทุนนิยม จึงนำสือดังกล่าวนำเสนอและบางงานนำรูปแบบมาทำให้เป็นงาน ศิลปะ เพื่อตีความหมายให้ออกไปนำไปสู่คุณค่าทางทัศนศิลป์และผลงาน มันดูมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผมมองว่า ความไม่มั่นคงของสภาวะมัน เกิดขึ้นได้หมด เพราะว่าบางทีตัวนั้นมันอาจจะมีเกิดการเปลี่ยนบริบทมัน เองได้ ซึ่งจะเป็นไปตามเวลาหรือความเชื่อ ตัวอย่างเช่น และถ้าหากเรา ได้ตั้งคำถามและพยายามให้คำตอบตัวมันด้วยแล้ว การเกิดความหมาย ใหม่ของมันก็ย่อมเร็วขึ้น ส่วนตัวผมสำหรับการดูงานผม ผมแค่จะนำเสนอ ภาพที่ผ่านมุมมองของตัวผมเท่านั้นเป็นแค่ความคิดคนคนหนึ่ง ส่วนคน อื่นๆจะเกิดการคิดให้ความหมายมันอย่างอื่นนอกเหนือไปจากที่ผมคิด ผมว่ามันก็สำเร็จมากที่สุดแล้ว เพราะว่าภาพๆหนึ่งจะมีความหมายได้ก็ต่อ เมื่อเรา ได้สอดแทรกทัศคติเราลงไปด้วย ส่วนจะให้หรือไม่ให้ความหมา

โดยพื้นฐานมีนิสัย ขี้อายไม่กล้า แสดงออก ซึ่งสิ่งนี้ก็ยังเป็นอยู่ เลยคิดว่าจะต้อง ทดแทนส่ิงนี้ ด้วยผลงาน

26

ยก็ได้แล้วแต่ ถ้าหากมองว่ามันสวยดี ฟอร์มประหลาด ก็เป็นไปได้ ฉะนั้น งานศิลปะของผมมันจะเล่นกันอารมณ์ ประสบการณ์การมองเห็นการขบคิด ตีความ ขอแต่ละคนเอง ผมเชื่อว่าการสร้างอย่างหนึ่งแล้วทำให้คนอื่นคิด หรือกระตุ้นความคิดเข้านิดหน่อย ผมก็ปลาบปลื้มสุดๆแล้วเรื่องบรรยา กาศการทำงาน มันไม่ค่อยเน้นมากนัก เนื่องจากในแต่ละสภาพพื้นที่ นั้นๆย่อมมีส่วนต่างกัน บางทีการค้นพบไอเดียหนึ่งอาจเกิดขึ้นง่ายในระ หว่างนั่งรถไปอีกที่ก็ได้ หรือแม้แต่ในห้องนอนเวลาก่อนนอนห้องน้ำระหว่าง อาบน้ำ ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ความคิดออกมาย่อมเป็นไปได้ทุกพื้นที่ประสบ การณ์ตรงศิลปิน จากเริ่มต้นด้วยรุปแบบวิถีชิวิตชนบทอย่างเรียบง่าย ทำ ให้เกิดภาวการณ์เรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างธรรมชาติ ซึ่งไม่ขัดต่อการเรียน รู้ดังเช่นในเมือง ซี่งจะมีข้อจำกัดเรื่องที่อยู่ และสภาพแ���ดล้อมที่กว้าง เป็นอิสระการเรียนรู้แท้จริง ต่อมาย้ายสภาพการใช้ชีวิตไปสุ่ระดับเมือง ศิลปินก็จำเป็นต้องปรับตัวต่อ การเรียนรู้อย่างอิสระมีความจำกัดมากขึ้น เนื่องด้วยความไม่ปลอดภัย สภาพพื้นที่ไม่อำนวย ต่อมาได้รับการศึกษา มากขึ้นและมีกระบวนการเรียนรู้จนสามารถแยกแยะสิ่งที่เคย พบเห็นที่ ผ่านมา จนเกิดความเข้าใจและรับรู้คุณค่า จนบางอย่างกลายเป็นแรงบัน ดาลใจในการทำงานปัจจุบันชอบทำงานที่ท้าทาย ไม่จำกัดเรื่องเทคนิค จุดประสงค์จากการใช้ อุปกรณ์ที่มีอยู่หรือความน่าจะเป็นทางวัสดุ ทุน เวลา อีก นัยเชื่อทีว่า การร่วมกันระหว่างสอง อย่ า งหรื อ มากกว่ า จะเกิ ด มิ ติ ใ หม่ ข องการั บ รู้ ซึ่งเป็นในรูปแบบงานผมนั่นเอง และใช้แนวคิดดี คอนสรักชั่นนำมาร่วมในการหารูปแบบงาน เช่น วิธีการตัดทอน เพิ่ม ลด เพื่อคัดสรรรูปร่างรูปทรง ตามที่ ต้ อ งการและจั ด องค์ ป ระกอบก่ อ ให้ เ กิ ด ความหมายทางทัศศิลป์เทคนิค ที่สนใจศิลปิน มักใช้การวิธีการทำงานที่ตัดทอนไปจากเดิมโดย การใช้ ค อมพิ ว เตอร์ เ ข้ า มามี ส่ ว นในการทำงาน เพื่อลดเวลาและปํญหาเรื่องสถานที่ทำงานที่จำ กัดเนื่องจาก -- วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยการทำงาน - เรื่องบรรยากาศการทำงาน มันไม่ค่อยเน้นมากนัก เนื่องจากใน แต่ละสภาพพื้นที่นั้นๆย่อมมีส่วนต่างกัน บางทีการค้นพบไอเดียหนึ่งอาจ เกิดขึ้นง่ายในระหว่างนั่งรถไปอีกที่ก็ได้ หรือแม้แต่ในห้องนอนเวลาก่อน นอน ห้องน้ำระหว่างอาบน้ำ ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ความคิดออกมาย่อมเป็น ไปได้ทุกพื้นที่รุปแบบงานแนวจิตรกรรมนามธรรมและกึ่งนามธรรม โดย ศิลปินอาศัยการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต (อินทรียวัตถุและอนินทรีย์วัตถุ) ซึ่งจะพบเห็นได้ทั่วไป แต่พยายาม สร้าง มุมมองที่คนส่วนใหญ่มองข้ามหรือสร้างให้เกิดความผิดปกติ โดยการสร้าง มุมมองในการค้นหาตัวสิ่งนั้น โดยใช้แนวทางของดีคอนสรักชั่น หรือแนว คิดรื้อโครงสร้างมาเป็นส่วนช่วยในการทำงาน หลังจากได้รุปลักษณ์ใหม่ๆ ศิลปินนำมาต่อยอด ต่อเดิม ตัดทอน โดยใช้หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทั้งทำในเรื่องเดียวหรือสองขึ้นไปมาผสมกัน โดยศิลปินให้ความสำคัญ แนวคิดหนึ่งว่า ทุกอย่างล้วนมีความสัมพันธ์กันและเป็นหนึ่งเดียวกันได้  และการเกิดใหม่จะนำไปสู่การต่อยอดทางความคิดใหม่ๆโดยขั้นตอนการ ทำงานศิลปินจะค้นหาวัตถุที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตจากรอบๆตัว เช่น ของบนโต๊ะทำงาน ภาพจากหนังสือ ภาพจากอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

นำมาทำแบบร่างใหม่บนกระดาษโดยเริ่มการบิด สภาพฟอร์มของตัวมัน คลี่คลายไปสู่การรับรู้ใหม่ และนำภาพเหล่านั้นที่ได้ ซึ่งมักจะแยกเป็น ชิ้นๆในระหว่างการทำแบบนำเข้าสู่การจัดทำในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีประ โยชน์ความสะดวกในการเปลี่ยน ตัด ซ้ำ บิดสี ได้ง่ายขึ้น อันนำ ไปสู่ตัวงานหรือแบบร่างก่อนที่จะนำไปสู่การทำงานขนาดจริง ดังเช่น การปรินท์ลงผ้าใบก่อนลงสีหรือฉายโปรเจคเตอร์และร่างตามแบบดังกล่าว โดยนำวีธีการเขียนภาพจริงลงสีจริงในด้านความรู้เชิงช่างประกอบด้วย ทำให้ผลงานมีความชัดเชนด้านขนาด คุณค่า มากขึ้น  สำหรับวิธีนี้ศิลปิน ทำเพื่อลดปัญหาการทำแบบร่างที่รวดเร็วมากขึ้น  แต่ศิลปินไม่ปฏิเสธ เทคนิคเก่าๆเพียงแต่เป็นการประยุกต์การทำงานที่ร่วมสมัย มากกว่า ฉะนั้นการทำงานปัจจุบันย่อมส่งผลมาจากงานยุคก่อนเสมอ ขณะนี้ผมก็จัดอยู่ในกลุ่มศิลปินหนึ่งในจำหนวนหน้าใหม่เท่านั้น ถ้าหาก จะอ้ า งอิ ง ต่ อ การศึ ก ษาอาจจะมี ข้ อ มู ล ไม่ ม ากพอนั ก แต่ ส ำหรั บ ในระยะ การศึกษาที่ผ่าน การทำงานประสบการณ์ ก็น่าจะช่วยให้เกิดปฏิกิริยาต่อ สังคมศิลปะได้บ้าง รวมไปถึงการเรียนของศึกษาการทำงานศิลปะเกิดขึ้น ได้ทุกที ทุกเวลา ทุกวัสดุ ซึ่งปัจจุบันการยอมรับความหลากหลายทาง ด้านต่างเกิดขึ้นแล้ว สังคมที่เรียกว่าสังคมโลกาภิวัฒน์ ฉะนั้นอะไรก็สามารถเป็นไปได้ ในส่วนการพัฒนาศิลปะ ไทยถ้าหากมีการยึดรูปแบบเดิมๆมากเกินไปไม่ยอม รับการ เปลี่ยนแปลง ซี่งเป็นความปัจจุบัน ย่อมทำ ให้ความหลากหลายทางงานศิลปะแคบลงด้วย ฉะนั้น การเคารพในความคิดและแนวทางตัวของของศิลปิน ควรอย่างยิ่ง การแสดงออกอย่างจริงใจ และความรัก ที่จะนำเสนอแนวทางตนเองจริงๆ เมื่อนั้นงานศิลปะ เราจะชัดเจนกว้างมากกว่า จนไม่เกิดการเปรียบเทียบ แต่กลับจะให้คุณค่าของตัวงานนั้นเองศิลปะประเพณี ศิลปะร่วมสมัย จึงควรดำรงด้วยกัน   -- ผลงานศิลปินที่สนใจและได้อิทธิพล -Kazimir Malevich,Max Ernst,Frank Stella,Joan Miro

ทุกอย่าง ล้วนมี ความสัมพันธ์กัน และเป็นหนึ่งเดียวกันได้ 

27


PHOTOGRAPHY

ข่าวร้าย ของ โรคร้าย ภาพถ่าย แพรวพรรณ วรรณภินพงศ์

28

29


30

31


32

33


34

35


36

37


38

39


40

41


I’M ARKING WITH WORDS,THEY SAYING WITH PICTURE

WHAT IS CONTEMPORARY ART?

I’M NOT A MAGAZINE : ความทรงจำแรกตอนเด็กเท่าที่จำความได้คืออะไร

I’M NOT A MAGAZINE : WHAT IS CONTEMPORARY ART?

พีรเวทย์ :

STEFAN BRUGGEMANN:

ความทรงจำครั้งแรกมีหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นภาพสั้นๆที่พอจะจำได้ แต่ทุกๆเรื่อง ชัดเจน จำแม่น จนสึกถึงกลิ่นเสียงตอนนั้นเลย ยกตัวอย่างเ รื่องใกล้ตัวที่สุดก่อน คือ บ้าน (หลังแรก) เรื่อง บ้านๆ บ้านไม้เก่าร้อยปีห่างจากเมืองสามสิบกิโล ต้นบอนสีชะอุ่มตามมุมรากต้นไม้ เฟื่องฟ้าสีสดหนามแหลมตรงซุ้มประตู พวงชมพูห้อยระย้าที่รั้วของท่อน ไม้แหลมสูงปรี๊ด ระเบียงเคียงคู่ต้นยางอินเดียใหญ่ .... ไอ้ติ่ง ไอ้เตี้ย หมาแคระประจำบ้าน  แมวแก่สีทองเป็นหมอนหนุน  ... เมื่อฝนมาจับแมงเม่าคั่วกิน นานๆทีมีลูกเห็บตกเท่ากำปั้น  เมื่อหน้าร้อนฉาบเกิดลานดิน เล่นกับเพื่อน เขียนรูป ทำลูกสนุกเกอร์จากลูกมะนาว หน้าหนาวตื่นเร็วตีสี่ออกรี่ผิงไ ฟ หาหัวมันเผากินเล่น ..... กลางวันนอนดูดาวจากรูสังกะสี กลางคืนดูดาวตกที่ระเบียงฟังเรื่องผีจากยาย ... ทุกเย็นนั่งรอตาถือของฝากจากเมือง รอแม่เอาของเล่นมาให้  ช่วยพ่อที่โรงสีข้าวเล็กๆและให้ข้าวหมู... ไม่ชอบใส่รองเท้า ตะปูเลยตำขาหลายรู …. ลูกหมู แมว หมา เป็ด ไก่ นกกระทา ผีเสื้อ เป็นเพื่อนเล่น ... มีห้องทดลองหรือสตูดิโอส่วนตัวอยู่ในคอกหมูร้าง เก็บดอกไม้แห้งมาแต่งบ้าน ศึกษาแมลง ต้นไม้ ก้อนหิน ปั้นดิน ในสตูดิโอคอกหมู ... กินพริกครั้งแรกเผ็ดวิ่งรอบบ้าน ผักแว่น ผักบุ้งกับน้ำพริกหลนกะทิ แกงขี้เหล็กหอย ปลาดุกย่าง แกงผักหวานไข่มดแดง ของโปรด .. ทะเลาะกับแม่จนตั้งใจ หนีออกจากบ้านครั้งแรก เตรียม หม้อ ข้าวสาร ไข่เป็ด ไม้ขีด จะกินอยู่ด้วยตัวเอง แต่ไม่สำเร็จเพราะไข่ปิ้งแตก เลยกลับมาบ้านซึ่งห่างจากบ้านแค่ 20 เมตร พีรเวทย์ กระแสโสม . ศิลปินอิสระ pirawayt@gmail.com www.myspace.com/nebulasunset 42

43


I’M KNOW WHAT ‘RE THEY INFLUENCED?

Fantastic Plastic Machine Edward Scissors

Andy Warhol Wolf

Wolf Mother Gangster Number One

James Dean

Sex

Mando Diao Shark Skin Man and Peach Hip Girl

Death Natural Born Killers

Asano Tadanobu

Patti Smith Al Green

Foo Fighter

Cigarete Micheal Jackson

Belgium A Clockwork Orange

Walk the Line Queen of Japan Survive Style 5+ กฤษดา ภควัตรสุนทร นักศึกษาปริญญาโท นักออกแบบอิสระ นักวาดภาดประกอบบ นักดนตรี แฟชั่นดีไซน์เนอร์ 44

Shots Magazine

“ผมชอบสไตล์ในยุค 20s พวกหมวก เสื้อกั๊ก และยุค 50s ที่ผู้ชาย มันแต่งตัวกันเถื่อนๆ อย่างเสื้อยืด แจ๊กเก็ต แบบ James Dean หรือ Marlon Brando ส่วนพวกความชอบส่วนตัว ก็จะเป็นพวกความตาย ความเฉาแบบแห้งๆ จะเห็นได้ทั้งงานออกแบบและภาพวาด“ 45


Don’t over think it 46

, just feel 47


I’M ARK ,THEY ANS - THEY ARK ,I’M ANS

เรื่อง ธนวัช ฉวีกัลยากุล ภาพ แพรวพรรณ วรรณภินพงศ์

Slowmotion

เย็นวันหนึ่ง ที่บริษัทกราฟฟิกเฮ้าส์แถวคลองเตย ก่อนหน้านี้ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนผมเพิ่งฝึกงานกับบริษัทดังกล่าว ผมเดินเข้าไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เพื่อสร้างคอลัมน์สัมภาษณ์ที่ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เน้นการสนทนาแบบง่ายๆไม่ต้องคิดมาก เป็นการสนทนาระหว่างวัน บริษัทที่มีความคิดเหมือนกวางบางครั้งก็เชื่องช้าบางทีก็เคลื่อนไหวรวดเร็ว และคำที่บอกกับเราเวลาดูงานของพวกเขาว่า “ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่รู้สึก” ผมเดินเข้าไปพวกเขากำลังทำงานดูงานกันอยู่ ผมรอจนเขาพร้อม ทักทายกัน เริ่มสนทนาไปเรื่อยๆ ตามประสาคนไทย

48

49


I’M NOT A MAGAZINE

ผม : วันหยุดทำไรบ้างครับ พี่โต๋ : ก็ดูหนัง นวด กินข้าว ตื่นเก้าโมงครื่ง เน้นพักผ่อนอย่างเดียวล้วนๆ ผม : แล้วจะไม่คิดถึงเรื่องงานเลยใช่ไหม พี่แบม : หัวเราะ พี่โต๋ : ก็คิดถ้างานมันอยู่ในหัวก็จะคิด เหมือนคนส่วนใหญ่แหละมั้ง แคน : แล้วพี่โต๋เล่นลูกบิดป่าวคะ พี่โต๋ : เล่น แคน : แล้วใช้เวลากี่นาทีคะ พี่โต๋ : 28 นาที นี่พูดจริงๆนะไม่งั้นจะวางอยู่แถวนี้เหรอ น้องๆเคยบิดลูกบิดได้มั๊ยครับ แคน : ได้แค่หน้าเดียว พี่โต๋ : ต้องลองเสพนะครับ ได้อย่างน้อยต้องสองหน้าครับ แคน : ก็ต้องฟลุ๊คแหละค่ะ ผม : คิดคำถามไม่ออกแล้วครับ ผมเพิ่งครั้งแรก พี่โต๋ : อ่าว กูเป็นคนซวยคนแรกเลยนะเนี่ย พี่แบม : พี่โต๋เค้าก็เบื่อคำถามเดิมๆ ผม : งั้นให้พี่ๆถามกลับดีกว่า พี่โต๋ : เหมือนที่เราเคยโดนถามซักสิบรอบได้มั้ง เอางี้นายก็ไปเขียนว่า เราเบื่อตอบคำถามเดิมๆ งั้นถามกลับเริ่มคำถามแรก เป็นไงบ้างครับที่ มหาลัย ....สาวสวยเยอะขึ้นมั๊ยสาขานี้? (หัวเราะครืน) พี่โต๋ : ไม่ใช่ครับ นี่พูดจริงๆ ผมกำลังวิจัยว่าเดี๋ยวนี้เด็กที่เฮกันเรียน นิเทศน์ นึกอะไรไม่ออกก็พากันเรียนนิเทศน์เรียนแฟชั่นอะไรกันอย่างนี้ รึเปล่า? แคน : ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นแบบนั้นด้วยรึเปล่าค่ะ 50

พี่โต๋ : เฮ้ย!ไม่ได้หมายถึงสองคนนี้ ก็แบบว่ามหาลัยเราก็เห็นเป็นเด็ก ตู่ๆ นั่งเรียนกันเต็มไปหมดเลย มันเยอะขึ้นรึเปล่า? ผม : มีครับอาจจะเป็นเพื่อนผมเอง (หัวเราะ) พี่โต๋ : อ้าว ซวยแล้วเดี๋ยวไปด่าเพื่อนตัวเอง ไม่เอาๆเปลี่ยนคำถาม ดีกว่า เอ้าถามกลับมาบ้าง ผม : สนใจโพสโมเดิร์นรึเปล่าครับ พี่โต๋ : ไม่สนใจครับ ผม : จบคำถาม พี่โต๋ : (หัวเราะ) ชอบอะไรงี้เหรอ ตอนนี้ชอบงานของ อังเดร กัสกี1้ เป็น รูปถ่าย เพิ่งได้หนังสือมา แคน : อังเดร อากัสซี่ เค้าเพิ่งได้แชมป์มารึเปล่าคะ? พี่โต๋ : ใช่ครับ ใช่ คนนั้นเลยเค้าถ่ายรูปด้วย (พี่แบม+พี่โต๋ หัวเราะ) เซิร์ชชื่อดูใน google เค้าถ่ายรูปด้วย (หัวเราะ) ถ่ายแบบไกลๆ คนตัวเล็กๆ ตอนแรกก็ไม่รู้จักหรอกพอดีได้หนังสือรวมเล่มมา แล้วตอน นี้น้องๆที่คณะชอบวงดนตรีคณะอะไรครับ ผม : ส่วนใหญ่ใช่มั๊ยครับ ก็ชอบพงษ์สิทธิ์ คัมภีร2์ ครับ พี่โต๋ : เสียงคลื่น...ซัดสาด...อะไรอย่างนี้เหรอ แล้วยังฟังมาลี ฮวนน่า กัน อยู่มั๊ยครับ ผม : มีครับ ลมเพลัมพัด พี่โต๋ : พี่เรียนศิลป๊ะ.. กริ๊งงง เสียงโทรศัพท์จากพี่โน๊ตพงษ์สรวง ผม : พี่โน๊ตเค้าไปแสดงงานเหรอครับ พี่แบม : ใช่่ เค้าไปทำอินสตอลเลชั่น ที่สยามดิสฯ เค้าเชิญกราฟฟิคเฮ้าส์ ที่ต่างๆมาร่วมเจ้าของงานเค้าให้มา 5000 แล้วเอาไปทำอะไรก็ได้ พี่โต๋ : คนอื่นเค้าคิดมาเยอะแยะ เราก็เลยทำพื้นสีดำ งานคือ What is great design? ใช่ป่ะ เราก็เลยเขียนคำว่า What is great design when you have no money? พี่แบม : แล้วก็ทิ้งขยะไว้ (หัวเราะ) พี่โต๋ : เมื่อกี้โน๊ตบอกว่า ตอนยืนอยู่มีคนมาถามว่าอ๊อฟฟิศนี้ทำไม่เสร็จ แน่เลยทิ้งของไว้เต็มเลย ...มาต่อเรื่อง มาลีฮวนน่าดีกว่า นี่แสดงว่า มัน คลาสสิคมากเลยอยู่มา 10-20 ปีเลย แคน : อ๋อ.. พอดีได้รับอิทธิพลมาจากคณะข้างๆค่ะ คิดยังไงจริงๆกับเด็ก ที่แห่เรียนนิเทศน์ แฟชั่น หรือ ศิลปะบ้างคะ พี่โต๋ : ก็เราเห็นจริงๆที่มหาลัยเดิมของเรามีแต่หน้าตาสวยๆเข้าไปเรียน คิดว่าเรียนแล้วง่าย รึเปล่า ก็เลยสงสัย เวลาติดต่อให้ไปสอนจะได้ไม่ไป แคน : อาจจะดูเรียนด้านนี้แล้วดูมีสมองมีคลาสรึเปล่า พี่โต๋ : ก็น่าจะเป็นไปได้นะ ผม : ผมว่ามันเริ่มมาได้ไม่กี่ปีนี้เอง แคน : ตั้งแต่งานบางกอกแฟชั่นวีกรึเปล่าคะ พี่โต๋ : นั่นสินะ โครงการของรัฐบาล ที่มีคนไปเต้นอยู่บนรถแห่กันไป สงสัย จะได้ผลให้คนไปเรียนแฟชั่นกันหมดเลย(หัวเราะ) แคน : หนูว่าเด็กคงเบื่อโครงสร้างฟิสิกส์ อะตอมกันแล้ว เลยมาทำโครง สร้างเสื้อผ้าง่ายกว่า พี่โต๋ : โหคิดดูดิถ้าทุกคนไปเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ ประเทศนี้คงแบบว่า ชาวนาแต่งตัวดีกันหมด (หัวเราะ) แคน : แล้ววงดนตรีไทยที่พี่โต๋ชอบฟังคืออะไร พี่โต๋ เอาตอนนี้เหรอ ที่เห็นดีดีก็ วงโลโมโซนิค3 ของสมอลรูม มันก็ใช้ได้

อินดี้ เราว่าเพลงไม่ต้องอะไรมาก แค่เมโลดี้เพราะๆก็อยู่ ไม่ต้องอาร์ทมาก แคน : ตอนนี้เรียนศิลปะแล้วมันยากจัง พี่โต๋ : คิดอะไรมาก อย่าไปคิดเยอะ พี่แบม : เราลองคิดย้อนกลับไปถ้าเราเป็นอาจารย์ เค้าต้องวางมาตรฐาน แหละเพื่อให้ชีวิตเค้าง่ายขึ้น แต่ถ้าอาจารย์เค้าขยันหน่อยก็จะช่วยเปิด มุมมองเราได้บ้างไม่ใช่แต่ทับถมเราก็จะเป็นอาจารย์ที่ดีหน่อย พี่โต๋ : อันไหนที่ชอบก็ทำไปให้มันสวย อันไหนไม่ชอบก็ผ่าน เดี๋ยวก็รู้เอง ทุกคนก็ต้องผ่านจุดนี้ พี่แบม : จบออกมาอยากทำอะไร ผม : ภาพประกอบ ครับ มันใส่ความเป็นตัวเราได้เยอะหน่อย แล้วลูกค้าที่ หาเราก็เพราะชอบงานเราส่วนหนึ่ง พี่โต๋ : ชอบอ่านหนังสือใช่มั๊ย ก็ดีเลยอย่างโน๊ตก็ชอบอ่านหนังสือ ก็ยื่น ไปตามนิตยสารทำภาพประกอบตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว คนที่อ่านหนังสือก็ ทำภาพประกอบได้ดี เราชอบอ่านการ์ตูน ส่วนหนังสือตัวหนังสือเยอะๆ ไม่อิน แคน : แล้วอะไรที่พี่กำลังอินอยู่ตอนนี้ พี่โต๋ : ถ้าเราชอบเราชอบดูหนังทัวไป โรแมนติกคอมาดี้ จิบบลิ4ก็ชอบ ดูหนัง บันเทิงตอนว่าง ถ้าดูหนังอาร์ตหน่อยก็ต้องสนุก สลัมด็อกก็สนุกดี เราชอบ ดูหนังที่ดูจบแล้วครื้นเครง แล้วก็นอนหลับ แต่บางบ่ายก็ชอบดูหนังที่มันต้อง คิดหน่อย หนังสไตล์ก็ชอบ Clockwork Orange5 , Transporting6 อย่างนี้ก็ สนุกดีนะ แคน : แล้วหนังเกรดบี ดูแล้วบันเทิงมั๊ยคะ พี่โต๋ : เควนตินน่ะเหรอ ไอ่โคโยตี้7นั้นก็ชอบ ดูขำๆดี ผม : ดูเรื่องนางไม้มั๊ยครับ พี่โต๋ : อยากดูอยู่เลยได้ข่าวว่ามีกิ๊บซี่โป๊ (หัวเราะ) ล้อเล่นๆ ตอนแรก นึกว่า หนังของพี่ต้อม(เป็นเอก รัตนเรือง) ก็ต้องเป็นผีแบบพี่ต้อม แบบ ไม่มีผี เป็นแบบพริ้วๆอยู่ในป่า แต่ว่าพี่โอ คือเค้าต้องวาดภาพประกอบให้ หนังสือ เรื่องนางไม้8 ก็เลยถามไอ่โอ ว่า กูถามคำเดียวมีผีป่าว โอตอบว่ามี ผีจริงๆ เลย เราก็เลยอยากรู้ว่ามันจะเป็นผียังไง แต่ไอ่โอบอกว่าเป็นผีโป๊ ก็เลยบอก มันเดี๋ยวไปดู (หัวเราะ) ผม : ดูงานฝรั่งๆเยอะดีมั๊ย พี่โต๋ : ก็ดีนะ ในแนวของเทรนด์นะ เช่น ช่วงนี้ชอบแนวตัดกระดาษแล้ว มาวางๆ ถ่ายรูป แต่ยุคพวกนี้สักวันก็จะกลับมา เหมือนยุค90 พวก M/M Paris9 คือตอนเด็กๆเราอินอยู่กับช่วงไหน มันก็จะกลับมาเองอัตโนมัติแล้ว มันก็เกิดเป็นอันใหม่ขึ้นของมันเอง 80 หรือ 90 มันก็กลับมาหมด แต่มีอยู่ สองอันที่ยังไม่มา Millennium ไอ่ที่มันเยอะๆ เสี่ยวๆ เงินๆกับ ไอ่พวกกราฟ ฟิกแข็งๆ ส่วนช่วงยุค 90 นี่ต้องนิตยสาร RAYGUN10 ตอนเด็กๆเรากรี๊ดมาก พี่โน๊ตก็อยู่ในยุคเดียวกันก็กรี๊ดเหมือนกัน ไอ่ M/M PARIS ก็เอากลับมาทำใหม่ เราว่ามั���ก็วนอยู่เรื่อยๆ ผม : แล้ว Sagmeister11 หล่ะ พี่โต๋ : อ๋อคนนั้น เค้าเป็นอยู่แล้ว มันจะมีอยู่ไม่กี่คนนะที่คาบเกี่ยวยุคอย่าง Mark Farrow12 อยู่ตั้งแต่ยุค 70 ,80 ยันตอนนี้ ดังนั้นพวกนี้จะไม่สนใจเรื่อง เทรนด์อยู่แล้ว เค้าก็เป็นตัวเค้า แคน : แล้วความจริงพี่โต๋สนใจเรื่องเทรนด์รึเปล่า พี่โต๋ : สนใจครับ ก็พวกแมกกาซีนที่ซื้อมาอ่านก็ดูเรื่องเทรนด์อย่าง เดียว ว่าตอนนี้เค้าไปถึงไหน ก็ดูแล้วเราจะรู้เอง ว่าอันนี้กูชอบอันนี้กูไม่ชอบ เหมือนเอามาเป็น Reference มากกว่า คือเวลาดู เราก็จะจำอยู่ในหัวแต่ 51


2.

1.

10.

12.

7.

9.

3. 14.

1.

4.

8. 13.

5.

6.

52

11.

53


I’M NOT A MAGAZINE

งานของสโลโมชั่นมันจะนิ่งๆ อยู่แล้ว เป็นงานขี้เกียจๆน่ะ จะว่าเป็นมินิมอลมันก็ไม่ใช่นะ จริงๆที่พี่โน๊ตพูดมันก็จริงนะที่ บอกว่าหล่อไว้ก่อน

54

สิ่งที่เราชอบ แล้วเวลาที่เราทำงานก็ไม่ได้ดู เราก็จะทำแต่สิ่งที่เราชอบ แต่ เรากับโน๊ตบางทีก็ชอบกันคนละแบบ เป็นเรื่องปกติ ผม : การสร้างสิ่งใหม่ด้วยตัวเองมันยากมั๊ยครับ พี่โต๋ : มันไม่ยากหรอกครับมันก็แล้วแต่เรา คืองานของเรามันก็ดูเฉยๆ งาน ของสโลโมชั่นมันจะนิ่งๆอยู่แล้ว เป็นงานขี้เกียจๆน่ะ จะว่าเป็นมินิมอล มันก็ไม่ใช่นะ จริงๆที่พี่โน๊ตพูดมันก็จริงนะที่บอกว่าหล่อไว้ก่อน บางคน ก็บอกว่ามันตื๊ดจัง เราก็คิดว่ามันตื๊ดตรงไหนวะ บางคนก็ดูงานพี่โน๊ตก็ โอ้โหร็อกจัง ดูงานเราก็เรียบจัง แต่ดูรวมๆเราก็ว่าดูหล่อไว้ก่อน แต่วิธีคิด ก็เป็นแบบมินิมอลนะ เพราะว่าค่อนข้างนานตอนคิดเวลาคิดก็ใช้หลายๆหัว ช่วยกันคิดแล้วก็ตัดๆๆ จนบางทีเหลือนิดเดียว แต่ว่าพี่โน๊ตจะแม๊กซิมั่ม ผม : แล้วไม่เถียงกันเหรอครับ พี่โต๋่ : ก็ไม่เถียงนะเพราะเราจะรู้อยู่แล้วว่างานไหนเหมาะกับใคร จะไม่ เบรคกันนะที่นี่ จะช่วยกันๆมากกว่า ผม : วัฒนธรรมของไทยได้เอามาใช้ในงานบางมั๊ยครับ พี่โต๋ : เราโชคดีตรงที่ว่าเราได้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะเยอะพอดีเราได้ งานของมิวเซียมสยาม ,TCDC ,TK PARK เราได้ทำเกี่ยวกับอีสาน มันทำให้เราต้องคิด แต่บางทีถ้ามีลูกค้ามาให้เราออกแบบๆไทยจริงๆ เช่น แพกเก็จจิ้ง ขนมไทย กับองค์กรศิลปะที่ให้เราทำแบบไทยร่วมสมัย มันผิดกันไง เราทำเต็มที่มากกว่าในแบบหลัง เราก็รู้สึกว่างานที่เราทำก็ โอเคน่ะ มันก็ใช้ความเป็นไทยที่มีอยู่ในตัวเราเองอยู่แล้ว ผม : ความเป็นไทยของพี่คืออะไร พี่โต๋ : ความมั่ว ทำหนังสือสองเล่ม ใช้คอนเซปต์เดียวกัน เลย อย่างอีสาน ใช้ความเสี่ยวแบบมีคุณภาพ เสี่ยวแต่หล่อ สีสะท้อนแสงบ้อบอ ไม่เคย ใช้เลยนะแต่มันรวมกันแล้วมันโอเคนะ ส่วนของเรียงความประเทศไทย มิวเซียมสยามให้คนอื่นช่วยทำด้วย เช่น เรียก B.O.R.E.D มาช่วยทำ หัวข้อนี้นะ แต่ไม่คุมอะไรเลยนะ พองานออกมาทุกคนมีความเป็นไทย อยู่ในตัวอยู่ แล้วเอามารวมกันมันก็อยู่ด้วยกันได้ ทุกคนก็พอรู้กลิ่นอยู่ แล้ว ก็ไม่ใช่งานแบบ B.O.R.E.D จัดๆที่มันตื้ดต้าด ทุกคนรับรู้ได้ ผม : ทำไมต้องมั่ว พี่โต๋ : ดูสิตุ๊กๆ รถเมลล์ ลิเก ตำรวจ ไม่มั่วเหรอ มั่วจะตายดูสีสิ มันคือความมั่ว องค์กรนี้ก็มั่ว องค์กรนั่นก็มั่ว ไม่มีใครคุมอะไรได้สักอย่าง ด้านดีไซน์ก็มั่วเหมือนกัน เพราะไม่มีรากฐานมั้ง ไม่เหมือนฝรั่ง ฝรั่งมันจะรู้ว่ามาจากยุคไหน ของไทยมันเหมือนดูบ้างไม่ดูบ้าง เชื่อ บ้างไม่เชื่อบ้าง คนไทยมันชิลล์ไงทำอะไรก็ได้แต่มันก็เป็นข้อดีนะ อยาก ทำอะไรก็ได้ ทารถแท็กซี่เป็นสีชมพูก็ไม่มีใครว่า ผม : แล้วมั่วอย่างนี้ ตอนวัยรุ่นมีช่วงสับสนกับตัวเองมั๊ยครับ พี่โต๋ : อ่อ สับสนครับ ตอนเด็กเราเรียน Interior Design มา เพราะ ว่าเป็นค่านิยม เมื่อก่อนเราเรียนสายวิทย์เพราะคิดว่าจะเป็นสถาปัตย์ แล้วก็เอนท์ไม่ติด จึงไปเอนท์มัณฑนศิลป์ ตกแต่งภายในเพราะคิดว่ายัง เกี่ยวกับสถาปัตย์อยู่ ไปเรียนได้สองปีแล้วคิดว่าไม่ใช่ละ วาดอะไรไม่เป็น แต่ว่าช่วงนั้นน่ะคอมพิวเตอร์เริ่มมา Photoshop 113 ก็เลยเริ่มปุ๊บปั๊บๆ เรา ชอบเพราะว่าเมื่อก่อนเราชอบฟังเพลง)แล้วก็ทำปกเพลงเองตลอดเวลา ไอ่พวกปกรวมฮิต ปกบ้าบอคอแตก เวลาอัดเทปรวมฮิตเพลงคนเดียว ในบ้าน แล้วเราก็รู้สึกว่าอันนี้เป็นอะไรที่เราชอบ คือตอนเด็กๆเรานั่งฟัง Green Day14 แล้วก็คิดว่าถ้าเราอยู่ในวงนี้เราจะทำปกเทปสีอะไรดี เรา ก็เอาหน้าเราไปใส่บ้าๆบอๆ ไป แต่อาชีพทำปกแพกเกจอัลบั้มก็น้อยลง เพราะโหลด MP3 กัน ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ เมืองนอกก็น้อยลง 55


We love you xoxo 56

57


ผม : พี่เคยออกแบบชุดให้แฟนใส่มั๊ยครับ พี่แบม : ถ้าพี่โต๋ออกแบบชุดได้พี่โต๋จะออกแบบให้แฟนไม่ใส่ พี่โต๋ : ใช่แล้วครับ (หัวเราะ) ผม : ช่วงนี้ยุ่งเกินไปมั๊ยครับ พี่โต๋ : ใช่เออยุ่งเกินไป แต่ก็ดีนะเพราะหลายคนบ่นไม่มีงานทำ แต่ก็ดีนะ ได้งานที่ไม่เคยทำมาเยอะ ไอ่พวกอินสตอลเลชั่น มันก็แปลกดี ผม : เคยเบื่อมั๊ย พี่โต๋ : ส่วนมากจะเบื่อลูกค้า แต่งานที่ทำจะไม่เคยเบื่อ พี่แบม : เบื่อลูกน้อง หรือเบื่อเพื่อน (หัวเราะ) พี่โต๋ : ส่วนใหญ่จะเบื่อที่โทรตามระหว่างวัน คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าลูกค้าดี ก็แฮปปี้ ถึงลูกค้าคนนั้นจะคอมเมอร์เชียลหน่อย หรืออาร์ทหน่อยแต่ถ้า ลูกค้าดี มันก็ดี เหมือนเข้าใจเราทุกอย่าง รู้จุดประสงค์ที่ทำ แต่มีลูก ค้าบางกลุ่มนะที่แบบว่า อยากให้ Slowmotion ทำจังเลย เพราะว่าไปเห็น ในหนังสือคิดว่าบริษัทนี้ดัง แล้วไปคุยกันไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้เราไปทำโดย ไม่มีจุดประสงค์ งานจะจบช้า ปัญหาระหว่างงานเยอะมาก จุกจิกเต็มไป หมด เค้าไม่เก็ท คือ ส่วนใหญ่ลูกค้าก็คือฝ่ายการตลาดของบริษัทที่มา จ้าง แต่ถ้าเค้าไม่มีวิชั่นเลย ไม่เคยสนใจงานศิลปะเลย มันจะยากมาก มัน จะจูนกันไม่ติด มันจะวายวอดเลย พี่แบม : คือถ้ามาร์เก็ตติ้งฉลาด ดีไซน์เนอร์ก็จะทำงานได้เต็มที่ พี่โต๋ : เออ ถามกลับดีกว่า ชินเบื่อมั้ยหล่ะ ที่เราให้ลองทำงานแบบคอม เมอร์เชียลหน่อย ชิน : ไม่เบื่อนะ เหมือนเค้าไม่จำกัดขอบเขตมาก เราทำได้เต็มที่ในระดับ หนึ่ง อยากคิดทำอะไรก็ไปเสนอเค้า พี่แบม : ไม่จริงนะ ที่จริงเค้ามีนะข้อจำกัด เพียงแต่ว่าถ้าเรารู้สึกปิดน่ะว่า ดิ้นไม่ได้ มันก็ไม่สนุก เราก็มองว่าทุกอย่างมันมีเงื่อนไขอยู่เพียงแต่ว่า อาชีพเราๆเนี่ยเหมือนถูกบีบให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เค้าไปใช้งาน ได้ จึงจะมีปัจจัยตอบกลับมา ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่เผอิญโต๋มัน สร้างตัวมาด้วยตัวเองเนี่ย ก็จะมีคนเชื่อมันมาก พี่โต๋ : แต่ก็ไม่มีคนเชื่อก็มี พี่แบม : เราก็จะโบกมือ บ้าย บาย... คือ 2-3ครั้ง ถ้าเริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ จ ะลาจากกั น ทั้ ง ด้ ว ยดี แ ละไม่ ดี คื อ บางครั้ ง ก็ เ หมื อ นไม่ ไ ด้ ท ำอะไรเลย เหมือนทำตามสั่งเกินไป เค้าก็ว่าเรา เราก็ว่าเค้า ทำงานมันก็เหมือนคู่กันน่ะ ถ้าจูนไม่ติดยังไงก็ไม่ติดน่ะ ผม : ถ้าผมเรียนไปแล้วเหมือนโดนดูดวิญญานไปเรื่อยๆล่ะครับ พี่แบม : เราก็ต้องทำวิญญานของเราให้แข็งแกร่ง ถามกลับอาจารย์ไป ถ้า เรามีเหตุผลพอว่าเราคิดว่าสิ่งนี้มันขาย ทำไมอาจารย์ถึงคิดว่าไม่ขาย เรา ว่าพูดได้นะ เราสามารถพูดได้หลายๆแบบนะ เพราะบางคนยังติดภาพ เดิมๆอยู่นะ แล้วก็มีบางคนก็ทุบกำแพงออกแล้วบอกว่า พอได้แล้ว สิ่ง ที่คุณเข้าใจมันไม่ถูกต้องนะ มันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ พี่โต๋ : ไม่ต้องซีเรียสครับ ถ้าอันไหนงานที่เราชอบก็ต้องเป็นพอร์ทของเรา อยู่ดี อันไหนที่ไม่ชอบก็ไม่อยากใส่พอร์ท ถูกป่ะ แคน : คำถามสุดท้ายให้พี่โต๋ถามกลับ พี่โต๋ : แล้วฝากอะไรไว้กับกราฟฟิกดีไซน์เนอร์รุ่นพี่ครับ เห็นเค้าชอบถามกัน (หัวเราะ) ผม : ไม่มีไรมากครับ รับเด็กฝึกงานด้วยนะครับ (หัวเราะ) 58

PRODUCT

Don’t run.

ภาพถ่าย ธนวัช ฉวีกัลยากุล

59


หน้าที่ผ่านมา เก้าอี้จากจตุจักร โครงการ 26 สวมรองเท้า สีดำหนังกลับจาก Camper และรองเท้าหนังสีดำจาก Dr.martin

หน้านี้ เก้าอี้เบาะหนังสีดำจากจตุจักร โครงการ 26 สวมรองเท้า ส้นสูงผ้าไขว้ จาก Lanvin และ รองเท้าหนังมันสีครีมจาก Hermes หน้าตรงข้าม เก้าอี้ที่นั่งไม้โครงเหล็กสีดำจตุจักร โครงการ 24 ซอย 2 สวมรองเท้าไหมพรมสีน้ำตาล จากสวนลุมไนท์บาร์ซาร์ 60

61


หน้าตรงข้าม เก้าอี้ที่นั่งพลาสติกขัดด้วยอะคริลิกสี ฟ้าเบจ จตุจักร โครงการ 25 ซอบ 3 สวมรองเท้าหนังกลับ สีฟ้าเบจ จาก Camper และรองเท้าผ้าใบ จาก Brooks 62

หน้านี้ เก้าอี้เบาะหนังสีน้ไเงินเข้ม จาก Habitat สวมรองเท้าหนังสีขาว จาก Persampre 63


หน้านี้ บน, ขาตั้งเฟรมจาก Lerfranc & Bourgeois สวมรองเท้าหุ้มข้อ สีขาวจาก Converse และ รองเท้าหุ้มข้อสูงสีขาวจาก Rabbit run ล่าง, เก้าอี้ตัวเล็กสีเขียวทำเอง สวมรองเท้าวิ่งสีขาว Nike และ รองเท้าวิ่งสีดำเชือกสีเหลืองจาก Dash 64

กวี แห่ง สุสาน ภาพถ่าย ธนวัช ฉวีกัลยากุล

65


PHOTOGRAPHY FOLLOW POETS.

The most beautiful thing we can experience is the mysterious. It is the source of all art and science. He to whom this emotion is a stranger, who can no longer pause to wonder and stand rapt in awe, is as good as dead.. his eyes are closed. --- Albert Einstein

ฉันวาดภาพเธอในความมืด ทุกครั้งที่หลับตา ลงในหลุมศพ --- ตุล ไวฑูรเกียรติ

66

67


68

69


70

71


มหรสพแห่งสวรรค์ได้ถือกำเนิด ต่อหน้ากวีผู้แปลกแยกบนเวทีที่ไร้แสง ความมืดได้แผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้า นำความกระจ่างชัดทางวิญญาณมาสู่ฉัน มโหรีแห่งความจริงเริ่มบรรเลง ด้วยจังหวะแห่งความว่างเปล่า ฉันจึงเต้นรำ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของเงา กับภาพสะท้อนที่เกิดภายในจิตใต้สำนึก โศกนาฏกรรมแห่งมนุษยชาติกำลังผลิบาน ในทุ่งหญ้าไร้สีเขียวที่เต็มไปด้วยผีเสื้อไร้ปีก ฉันนั่งจิบชา เรียงร้อยถ้อยคำที่ไร้รูปแบบ เตรียมตัวรับน้ำตาจากฝูงนกกำพร้า ความบันเทิงที่ได้รับมิอาจปลดปล่อยกวีสู่อิสระ ถูกจองจำในโซ่ตรวนอันแสนประเสริฐ เมามายอยู่ในอรรถรสแห่งความเจ็บปวด เฝ้าชมมหรศพที่มีอยู่แค่เพียงในฝัน ไร้สี ไร้กลิ่น ถ้อยคำที่ไร้รูปแบบกดดันให้กวีฆ่าตัวตาย โลกที่ไร้สาระขู่เข็ญให้กวีฝืนยิ้ม...ทั้งน้ำตา --- ตุล ไวฑูรเกียรติ 72

73


“การตายเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาในภพหน้าอย่างสดชื่น” ---- ปราบดา หยุ่น ใน เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล 74

75


NEW FACE PORTFOLIO

I’M NOT A MAGAZINE

วิชาพัฒน์ พิตรปรีชา - อ้น เกิดปี 1988 นักศึกษา ,นักวาดภาพประกอบ ,นักออกแบบ RMIT BECHELOR OF COMMUNICATION DESIGN MELBOURNE,AUSTRALIA ทำภาพประกอบให้กับ นิตยสาร DDT .PLAYHOUND และ GREYHOUND CAFE

76

77


I’M NOT A MAGAZINE

EVERYBODY ARE ARTISTS

สำหรับผู้คนที่ไม่ได้เรียนวาดรูป แต่เราจับมาให้วาดรูปซะอย่างงั้น ฉบับนี้พบกับมิ้กกี้เมาส์

“I love Mickey Mouse more than any woman I have ever known.”

--- Walt Disney

78

79



I'M NOT A MAGAZINE