Issuu on Google+

“ควรพิจารณาวางโครงการ และก่อสร้างอ่างเก็บน�้ำ ฝายทดน�้ำ ตามล�ำน�้ำสาขาต่างๆ ของแม่น�้ำอิง ในเขตจังหวัดพะเยาและจังหวัดเชียงราย เพื่อบรรเทาอุทกภัยส�ำหรับพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มน�้ำอิง และจัดหาน�้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆในเขตลุ่มน�้ำอิงดังกล่าว สามารถมีน�้ำท�ำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน ฤดูแล้ง และมีน�้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ตลอดปีด้วย”

Vol.81 ราคา 10 บาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชด�ำริเกี่ยวกับงานชลประทานตอนหนึ่ง ขณะเสด็จพระราชด�ำเนินทอดพระเนตร โครงการฝายทดน�้ำแม่ต�๊ำและทรงเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณโรงเรียนบ้านต�๊ำพระแล อ�ำเภอเมืองพะเยา 27 กุมภาพันธ์ 2525

phayaorath.net

ตามรอยเท้าพระเจ้าอยู่หัว

คนพะเยาเราท�ำได้ อ่างเก็บน�้ำห้วยตุ๋น จัดการอย่างพอเพียง

นายผล มีศรี

ชีวิตพอเพียงได้ผลจริง

ชุมชนบ้านดอกบัว พอเพียงกันยกหมู่บ้าน

กลุ่มเกษตรกรท�ำสวนบ้านถ�้ำ พอเพียงกันทั้งกลุ่ม


บรรณาธิการ

2

เดือน เมษายน 2555

บรรณาธิการ วัชระ ศรีคำ�ตัน vatchara_4@hotmail.com รายการเวทีสาธารณะ ทางสถานีโทรทัศน์ ไทยทีบีเอส หัวข้อสนทนา : พื้นที่ปลอดภัย คนคิดต่าง สร้างได้ ความเห็นต่างทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง จะอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไร ? ย้อนความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2551 เป็นจุดเริ่มต้นที่ภาคประชาสังคม กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในจังหวัดพะเยา ได้เริ่มเรียนรู้การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างของความคิด การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นกระจกสะท้อนให้สังคมไทยได้ตระหนัก ถึงวิธีการในการอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไร ชมย้อนหลังได้ที่นี่ http://www.phayaorath.net/video

VOL 81 ภายใต้โครงการสื่อสารสาธารณะ สถาบันปวงผญาพยาว • โครงการบ่มเพาะหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างหนังสือพิมพ์ชุมชน และส่งเสริมความเป็นพลเมือง โดย สถาบันอิศรา • ภาคีความร่วมมือ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา • เครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา • เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ จังหวัดพะเยา • เครือข่ายนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย • ส�ำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา ผู้ก่อตั้ง : ชัยวัฒน์ จันธิมา แบบอย่างความคิด : พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) วัดศรีโคมค�ำ พ่อครูเอื้อ มณีรัตน์, สยมชัย วิจิตรวิทยาพงศ์ นักเขียน : วิมล ปิงเมืองเหล็ก, ชัยวัฒน์ จันธิมา, มนตรา พงษ์นิล, ภัทรา บุรารักษ์, สหัทยา วิเศษ, สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา,สายอรุณ ปินะดวง สงกรานต์ ปัญญา บรรณาธิการ : วัชระ ศรีค�ำตัน ส�ำนักงาน : 242/2 หมู่ 4 ต.หย่วน อ.เชียงค�ำ จ.พะเยา 56110 โทร.054-451059 e-mail : phayaorath@hotmail.com พิมพ์ที่ : โรงพิมพ์เจริญอักษร โทร.054-431576

ปรองดองชาตินี้หรือชาติหน้า เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมเสวนาเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรองดองในสังคมที่ หอวัฒนธรรม นิทัศน์ วัดศรีโคมค�ำ อ.เมืองพะเยา เป็นรายการเวทีสาธารณะของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี หรือ ไอทีวี.เดิม วันนั้นเราพบกันหลายคน แต่ที่เป็นตัวเอกของรายการคือคุณชุมพล แกนน�ำเสื้อเหลืองพะเยาและ 8 จังหวัดภาคเหนือ และคุณศิริวัฒน์ แกน น�ำเสื้อแดงจังหวัดพะเยา ประเด็นส�ำคัญของการพูดคุยก็คือ ท�ำไมแกนน�ำทั้งสองคน สองขั้ว จึงมาพบปะพูดคุยกันได้ ในอดีตที่ผ่านมา ท�ำไมจังหวัดพะเยา จึงไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และท�ำไมทั้งสองขั้วจึงอยู่กันได้ในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก หลายครั้งที่เราคุยกันเพื่อหา ทางออกจากสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง ลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยมีตุณชัยวัฒน์ จันธิมาบ้าง ผมบ้างเป็นตัวแจม เสื้อเหลืองตั้งเวทีต่อต้านนิติราษฏร์ เสื้อแดงก็เข้าไปฟัง หลังจากนั้นไม่กี่วัน เสื้อแดงก็ตั้งเวทีสนับสนุนนิติราษฏร์ เสื้อเหลืองก็เข้าร่วมฟังด้วย จน คุณนาตยา แวววีรคุปต์ พิธีกรรายการบอกว่า เป็นบรรยากาศการเมืองที่น่ารักมากๆ ซึ่งจะหาได้ยากในสถานการณ์ที่ส่อเค้าความรุนแรงในบ้านเมืองขณะนี้ เราคุยกันว่า “การปรองดอง” จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่ยอมให้คนต่างความคิดได้พูดให้จบ การฟังคนอื่นพูดให้จบนั้น เป็นก้าวแรกของความปรองดอง การน�ำเอาศักยภาพของความต่างกันมารวมกัน เพื่อพัฒนาจังหวัดพะเยา โดยมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ “วัตกรรม” ปัญหาหมอกควันไฟจากการเผาป่าของพะเยา ไม่ใช่มีผลกระทบเฉพาะเสื้อสีใดสีหนึ่ง แต่เป็นของคนพะเยาทั้งหมด นี่คือ วาทกรรมของคุณศิริวัฒน์ แกนน�ำเสื้อแดง การแสดงความคิดเห็นของประชาชนคือสิทธิพื้นฐานของประชาธิปไตย ซึ่งทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน การขัดขวางหรือก่อกวนนั่น คือการท�ำลายประชาธิปไตยซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนแสวงหา นี่คือ วาทกรรมของคุณชุมพล แกนน�ำเสื้อเหลือง คุณชัยวัฒน์ จันธิมา บอกทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ต่างก็มีความจงรักภักดีต่อสถาบันไม่แตกต่างกัน ส�ำคัญอยู่ที่ “ศรัทธา” ถ้าเรามีความศรัทธาต่อ ใครคนหนึ่ง เรามักจะมองข้ามสิ่งไม่ดีเล็กๆน้อยๆของกันและกันได้ ส�ำหรับประเด็นเงินเยียวยา 7 ล้านบาทนั้น เรายังคงแขวนไว้ ยังไม่สรุป เพราะเป็นความละเอียดอ่อนในการแสดงความคิดเห็น เหมือนอาจารย์มน ตราพูด เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงก็เหมือนสามี ภรรยากัน เรื่องบางเรื่องถ้ายังพูดกันไม่ได้ก็ไม่จ�ำเป็นต้องพูดกันให้จบในวันนี้ และสามี ภรรยาก็ไม่จ�ำเป็นต้อง หย่าร้างกันด้วยประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับความสงบสุขของคนในครอบครัว แม้จะเห็นไม่ตรงกัน พะเยาเป็นเพียงจุดเล็กๆจุดหนึ่งของความปรองดอง ซึ่งเราอยากให้ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ได้รับรู้ถึงความคิดและการกระท�ำของคนพะเยาเรา ใน การอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขของคนที่มีความเห็นทางการเมืองต่างกัน ผมเชื่อแน่ว่าสักวันหนึ่งนั้นเราคงจะนั่งคุยกันด้วยเหตุ ด้วยผลในประเด็นที่รุนแรงหรือ ซับซ้อนมากกว่านี้ได้ เสียดายเป็นอย่างยิ่งถ้าท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายในสภาฯ และผู้มีอ�ำนาจทั้งหลายในบ้านนี้เมืองนี้ ไม่ได้ดูรายการนี้ ถ้าท่านเก่งแค่ท่องบทกลอน สุนทรภู่ “ไม่เมาเหล้า แต่เรายังเมารัก” ท่องผิดที่ ผิดกาละเทศะ ยิ่งเมารักลูกเขาเมียเขา ผิดฝาผิดตัวด้วยแล้ว ความวุ่นวายก็จะไม่จบสิ้น และก็อย่าหวังเลย ว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ในบ้านเมืองนี้ ทั้งชาตินี้และชาติหน้าครับ

ปีนี้ม้ารักษาปี ไก่รักษาเดือน แมวรักษาป่า ปลากั้งรักษาน�้ำ ท้าวพระญาเป็นใหญ่แก่คนทังหลาย


พลวัตพะเยา

เดือน เมษายน 2555

3

คูเมืองพะเยา : อนุรักษ์และพัฒนา

มะหินเกิดกับท่า วิมล ปิงเมืองเหล็ก www.vimon.co.cc

ผมได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมจากเจ้าหน้าที่ส�ำนักศิลปากรที่ 7 น่าน และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฯ พะเยา ในฐานะกรรมการ อนุรักษ์และพัฒนาก�ำแพงเมือง คูเมืองโบราณจังหวัดพะเยาเมื่อวัน ที่ 3 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ที่ห้องประชุมจอมทอง ศาลากลางจังหวัด เนื้อหาการประชุมว่าด้วยเรื่องที่ชาวบ้านได้เข้าไปบุกรุกถม ที่เข้าบริเวณก�ำแพงเมืองและคูเมืองโบราณของเมืองพะเยาหลาย แห่ง และสุดท้ายมาถึงบทสรุปว่าแล้คณะกรรมทั้งหลายจะเอากัน อย่างไร ค�ำว่า “เอา” คงจะหมายถึงว่า เราจะอนุรักษ��� และพัฒนา ก�ำแพงเมืองและคูเมืองเหล่านี้อย่างไรนั่นเอง พอกลับมายังซอกท�ำงานที่บ้าน เลยค้นหาดูจดหมาย เก่า ๆ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมี กลุ่มคนเมืองพะเยาได้เขียน จดหมายถึงอธิบดีกรมศิลปากรเมือหลายปีก่อนร้องเรียนเรื่องนี้อยู่ เหมือนกัน และอยากรู้ว่าทางกรมศิลป์เขาท�ำงานก้าวหน้าไปถึง ไหนแล้ว ปรากฏว่าพบจดหมายฉบับนั้นจริง ๆ โดยใจความของ จดหมายที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มอนุรักษ์โบราณสถานจังหวัดพะเยา ต�ำบล ท่าวังทอง (ปัจจุบันเป็นเทศบาลต�ำบลท่าวังทอง) ได้เขียนไว้ตั้งแต่ วันที่ 9 มกราคม 2540 ตอนหนึ่งว่า “โบราณสถานถูกบุกรุกมากยิ่งขึ้น เนือ่ งจากไม่มีจ้าหน้าที่ ส�ำรวจดูแลรักษาโบราณสถาน ก็เพราะการบริหารงานที่ผิดพลาด ของท่านเอง ถึงท�ำให้โบราณสถานซี่งเป็นสมบัติและมรดกอัน ล�้ำค่าจ�ำนวนมากต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับ ผิดชอบไม่เห็นความส�ำคัญของโบราณสถานแล้ว มันเหมือนกับ เป็นการเปิดช่องทางให้มีการบุกรุกท�ำลายโบราณสถานจากชาว บ้าน..” บางตอน “ชาวพะเยาจึงมีความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวที่เห็น สิ่งที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจ และความภาคภูมิใจที่บรรพบุรุษได้ สร้างไว้ให้ลูกหลานถูกท�ำลายไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งการสูญเสียเหล่า นี้ ไม่สามารถหามาทดแทนของเดิมได้อีกแล้ว..” จากนั้นเป็นค�ำสั่งทั้ง ด่วน ด่วนมาก ทั้งให้ด�ำเนินการและ พิจารณาแก้ไข โดยอธิบดี ผู้อ�ำนวยการ เจ้าหน้าที่ทั้งส่วนภูมิภาค

และกรุงเทพ ฯ ร่ายยาวจนด้านล่างของกระดาษจดหมายไม่มีจะ เขียนต่อ จากปี 2540 จนถึง วันที่ประชุมวันนี้ในเป็นปี 2555 เรื่อง การบุกรุก ก�ำแพงเมือง คูเมืองพะเยา ยังกระท�ำกันต่อไป โดยไม่มี อะไรเกิดขึ้นในทางปฏิบัตินอกจากการเรียกประชุม ดังที่ผมได้ไป นั่งเป็นพระอันดับนั่นแหละครับ เมืองพะเยาเป็นเมืองที่มีคูน�้ำคันดิน ก็คือเวียงนั่นเอง มากกว่า 25 แห่ง (แผนที่ทางอากาศเมืองโบราณพะเยาของ ทิวา ศุภจรรยา,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตั้งแต่เวียงเชียงแรง เวียงลอ เวียงปู่ล่าม เวียงน�้ำเต้า เวียงจอมทอง เวียงพยาว เป็นต้น ต่างก็มีหลักฐานเป็นคูน�้ำคันดินชัดเจน จนเจ้าหน้าที่ของ

กรมศิลปากรเองเคยพูดกับผมที่เวียงลอว่า ถ้าเมืองพะเยาไม่ถูก บุกรุกคูน�้ำคันดินและท�ำลายโบราณสถาน น่าจะสู้เรื่องความยิ่งใหญ่ ด้านโบราณสถานของเมืองสุโขทัยได้สบาย เราเคยได้ฟังการบอกเล่าจากผู้เห็นเหตุการณ์และเข้าร่วม ขบวนการการล้มเจดีย์ส�ำคัญของเวียงลอเพื่อขนเอาของมีค่าเข้า กรุงเทพฯของเจ้านายทุนทั้งหลายมานานนม เราเคยได้เห็นหลักฐานการบันทึกของนักปราชญ์เมือง พะเยาถึงการขนเอาศิลาจารึก ประติมากรรมหินทราย พระพุทธ รูปที่งดงามและส�ำคัญของผู้มีอิทธิพลในสมัยนั้นออกจากเจดีย์ ของเมืองพะเยามาบ่อยครั้ง และพระพุทธรูปหลายองค์ยังประทับ ท้าทายให้ลูกหลานคนเมืองพะเยาไปทวงคืนมาอยู่ที่เดิม และจนขณะที่ผมจะเข้าประชุม ยังขับรถผ่านเห็นรถแมคโฮ ก�ำลังดันดินถมคูเมืองหลังตลาดหน้าตาเฉย โดยเจ้าหน้าที่โดยตรง คือ กรมศิลปากร หอจดหมายเหตุฯ กรมธนารักษ์ฯ วัฒนธรรม จังหวัด นั่งประชุมเถียงกันเรื่องนี้อยู่ห้องแอร์เย็นฉ�่ำที่ศาลากลาง จังหวัด แล้วเราจะไปโทษ หรือด่าแม่ใคร? คูเมืองด้านหลังตลาด หรือประตูกลองนั้น นับเป็นคูเมืองที่ สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองพะเยาพอ ๆ กับคูเมืองหลายแห่ง ของเวียงลอ อ�ำเภอจุน แต่เมื่อปี 2530 เทศบาลเมืองพะเยาได้ถม เป็นทางเดิน (ไม่ใช่ถนน)อีกฝั่งตรงข้ามนัยว่าสะดวกต่อหัวคะแนน จะได้เดินเข้าเมืองมาซื้อของในตลาด และบัดนี้มันกลายเป็นถนนถาวรกว้าง 4 เมตร และคูเมือง อันกว้างลึกน่าอนุรักษ์ก็กลับกลายเป็นคลองแคบ ๆ ที่เก็บน�้ำที่เน่า เหม็น เอาละ..ถ้าเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรไม่สามารถจะท�ำอะไรกับ นายทุน และเจ้าของบ้านที่บุกรุกก�ำแพงเมืองในปัจจุบันได้ในขณะ นี้ ลองมาท�ำโมเดลให้เห็นเป็นตัวอย่างสักแห่งหนึ่งได้ไหม ที่ ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาในการทะเลาะกันก็เห็นจะเป็นคูเมือง ด้านหน้าโรงเรียนอนุบาลพะเยา โดยขุดลอกหล่อเลี้ยงด้วยน�้ำ สะอาดและจัดภูมิทัศน์ให้งดงามตามธรรมชาติ พร้อมเขียนป้าย เรื่องราวต่าง ๆ ของคูเมืองพะเยาให้คนรู้จัก อาจจะกระตุ้นต่อมส�ำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาก�ำแพง เมืองและคูเมืองโบราณ ตามชื่อคณะกรรมการได้กระมัง.

กลางในปัจจุบัน ชนเผ่ามายันมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ใน ทางด้านตัวเลขและการนับปฏิทินที่ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลาย พันปีและมีวิธีการนับปฏิทินที่สลับซับซ้อน ซึ่งปฏิทินที่ว่านี้ ได้มา สิ้นสุดลงตรงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๑๒ และนี้จึงเป็นเหตุ ที่มาของปรากฏการณ์วันสิ้นโลก กลุ่มคนที่เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกจึง น�ำเรื่องปฏิทินของชาวมายันนี้ ไปโยงเข้ากับดาราศาสตร์ เรื่องการ เรียงตัวและการเคลื่อนต�ำแหน่งของดวงดาว หรือภูมิศาสตร์ ที่ว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศและสภาพอากาศ แต่ มี ผู ้ ตั้ ง ข้ อ สั ง เกตว่ า ชนเผ่ า โบราณที่ มี อารยธรรมอั น รุ่งเรือง และมีภูมิปัญญาที่ฉลาดปราดเปรื่อง อย่างชนเผ่ามายัน ท�ำไมชนเผ่าดังกล่าวจึงหายค่อยๆไปจากประวัติศาสตร์ โลกอย่าง ไร้ร่องรอย ถ้าหากพวกเขาเป็นนักจดบันทึกตัวยง และจดบันทึก ปฏิทินดังกล่าวที่มีความละเอียดซับซ้อนมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง

หลายพันปี แล้วท�ำไมพวกเขาถึงไม่บันทึกประวัติศาสตร์ของ ตนเองไว้ด้วย ชนเผ่ามายันได้เพียงแต่ทิ้งร่องรอยอารยธรรมอัน เก่าแก่ไว้ และท�ำให้เกิดทฤษฏีการหายสาบสูญของชนเผ่ามายันอีก มากมาย รวมทั้งเรื่องปฏิทินของชนเผ่ามายันด้วย และท�ำให้ผู้คน ยังถกเถียงกันถึงเรื่องชนเผ่ามายันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และสรุปหา ค�ำตอบที่แท้จริงไม่ได้ เหตการณ์ ร ้ า ยแรงหรื อวั น สิ้ น โลกจะเกิ ด ขึ้ น จริ ง หรื อ ไม่ ภายในสิ้นปีนี้ หรือกลางปีนี้ หรือช่วงไหนก็ตาม ไม่มีใครทราบได้ แน่ชัด มีเพียงแต่การสันนิษฐานตามความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ สิ่งที่ส�ำคัญคือเรายังมีวันนี้อยู่ ซึ่งเป็นวันที่เรายังสามารถท�ำอะไร ได้ เราจึงควรท�ำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่าเราจะ มีวันพรุ่งหรือไม่ หากเหตุการณ์อันเลวร้ายไม่เกิดขึ้นจริงตามค�ำ ท�ำนาย ก็จะเป็นการดีมาก เราก็คงด�ำเนินชีวิตกันต่อไป แต่หาก เหตุจะเกิดขึ้นจริง เราคงไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง มีความเกี่ยวข้องกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลและมีเหตุปัจจัย ต่างๆท�ำให้เกิดขึ้น ความหายนะ ข่าวร้าย หรือเหตุการณ์ต่างๆตาม ค�ำท�ำนายทายทักของหมอดูหรือของชนเผ่ามายัน แท้จริงแล้วนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กฎที่ว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ยง คงกระพันไปตลอดกาล สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมอยู่ด�ำรงคง สภาพเพียงสักระยะหนึ่งเท่านั้น และสุดท้ายสิ่งนั้นก็จะดับสลายล้ม หายตายจากไปตามกาลเวลา ในประวัติศาสตร์โลกจึงยังไม่มีการ จารึกของบุคคลที่ยังไม่ตาย ถึงแม้บุคคลที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ยังมีวันตายเป็นที่สุด เป็นไปได้หรือไม่ว่าค�ำท�ำนายต่างๆเป็นเพียงสิ่งที่ท�ำให้เรา กลัว เพราะเมื่อเรากลัวเราจะถูกควบคุมได้ง่าย และสิ่งต่างๆหรือ บุคคลอื่���จะมีอ�ำนาจและการควบคุมเหนือเรา สิ่งส�ำคัญคือเรายังมี ชีวิตอยู่ จงกลัวกับค�ำท�ำนายให้น้อยลง และใช้สติในการด�ำรงชีวิต ให้มากขึ้น คนไทยเราส่วนใหญ่เป็นคนจิตตก คิดหนัก หวาดระแวง และกลัวไปเสียทุกเรื่อง ทั้งที่เราเองยังไม่ได้ศึกษาเรื่องราวเหล่านั้น ให้ดีเสียก่อน เพื่อนผมยังคงย�้ำว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โลกและ ชีวิตยังคงด�ำเนินต่อไป” และนี้เป็นสิ่งที่เราควรสนใจมากกว่า กลับ มาสนใจตัวเราเอง กลับมาหาตัวเราเอง แทนที่จะใช้ชีวิตด้วยความ กลัวและอยู่ด้วยความหวาดระแวงกลัววันสิ้นโลก

ห่างบ้าน+ห่วงเมือง ฐวลัญชน์ สุขยิ่ง tsookying@hotmail.com

2012

เป็นไปได้หรือไม่ว่าปลายปีนี้โลกจะแตกตามค�ำล�่ำลือที่ เขาว่ากัน จากค�ำท�ำนายของหมอดู หรือของชนเผ่ามายัน ต่าง ท�ำนายกันไว้ว่าปี ค.ศ. ๒๐๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ โลกจะเข้า สู่ยุคหายนะ จะเกิดเรื่องไม่มีต่างๆนานา จนเราคนไทยที่รับเอาทุก วัฒนธรรมและความเชื่อมาอย่างไม่ศึกษาไตร่ตรองให้ดี เชื่อและ มัวเมากับปรากฏการณ์ปี ๒๐๑๒ นี้กันทั่วหน้า ผนวกกับที่มีหมอดู และโหราจารย์จากหลายศาสตร์หลายส�ำนัก และค�ำท�ำนายทายทัก จากบุคคลอื่น และพุทธท�ำนาย เราคนไทยหลายท่านจึงได้เหมา รวมกันและเชื่อว่าโลกคงถึงการสิ้นสุดภายในปีนี้อย่างแน่นอน ฝรั่งบางกลุ่มบางคนก็เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกเช่นกัน มีทั้ง พวกที่ เ คร่ ง ศาสนาและเชื่ อ มโยงศาสนาตนเข้ า กั บ เรื่ อ งวั น สิ้ น โลก มีทั้งกลุ่มคนที่คลั่งไคร้และเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกอย่างหัวปักหัว ป�ำ กลุ่มคนที่เชื่อเรื่องเหล่านี้จะจับกลุ่มท�ำกิจกรรมและพูดคุยแลก เปลี่ยนความคิดเห็นกันเฉพาะภายในกลุ่มตน แต่ตามที่ผมติดตาม ประเทศออสเตรเลียเอง สื่อกระแสหลักไม่ได้ให้ความส�ำคัญใน เรื่องวันสิ้นโลกนี้มากนัก ไม่ได้ประโคมข่าวอย่างหนักตามโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารแต่อย่างใด อาจเป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง ที่ว่าฝรั่งทั่วไปไม่ค่อยสนใจเรื่องวันสิ้นโลก ผมลองถามเพื่อนที่ ท�ำงานทั้งชาวออสซี่และเพื่อนชาวต่างชาติ ถึงเรื่อง ๒๐๑๒ หรือ เรื่องวันสิ้นโลกนี้ ส่วนใหญ่พอรู้เรื่องบ้าง บางคนไม่รู้ บางคนรู้แต่ ไม่ใส่ใจ และบอกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โลกและชีวิตยังคงด�ำเนิน ต่อไป ชนเผ่ า มายั น เป็ น กลุ่ มชนที่ มีอารยธรรมเก่ า แกมานาน หลายพันปี มีอาณาเขตครอบคลุมหลายประเทศในแถบอเมริกา

ไม้ซักเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้ระโมงเป็นใหญ่แก่ไม้กลวง หญ้าเกียงเป็นใหญ่แก่หญ้าทังหลาย


4

รอบเมืองพะเยา

เดือน เมษายน 2555

ชาวจุนบริจาคโลหิตถวายสมเด็จพระเทพฯ ร่วมกับโรงพยาบาลชุ 27 มีค.55 ที่หอประชุมโรงเรียนจุนวิทยาคม อ�ำเภอจุน จังหวัดพะเยา กิ่งกาชาดอ�ำเภอจุน มชนในพื้นที่ เปิดรับบริจาคโลหิตจากประชาชนในอ�ำเภอจุน เพื่อถวายเป็นพระ

ราชกุศล เนือ่ งในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี วันที่ 2 เมษายน 2555

แม่ ญ ิ ง พะเยาติ ว เข้ ม บทบาทสตรี 19 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมภูกามยาว 1 มหาวิทยาลัยพะเยา คณะกรรมาธิการกิจการ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “แม่หญิง ผู้หญิง สตรี ความหลากหลายกับบทบาทหน้าที่ของพวกเรา” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ถึงบทบาทหน้าที่ที่หลากหลายของสตรี ที่มีต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ ให้สามารถน�ำภูมิความรู้ ภูมิปัญญา และภูมิธรรม มาเป็นประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตนเอง โดยมีนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นางสาวอรุณี ช�ำนาญยา ส.ส.พะเยา เขต 1 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ และสตรี โดยมีกลุ่มสตรีใน จังหวัดพะเยากว่า 700 คน ทั้ง 9 อ�ำเภอเข้าร่วมประชุม

สสจ.ร่ ว มมื อ ท้ อ งถิ่ น รุกรับอาหารปลอดภัย

ผู ้ ว ่ า ฯพะเยาจั บ ผู ้ น�ำเข้ า ค่ า ยลู ก เสื อ สร้ า งพลเมื อ งดี อบรมผู้บังคั20บบัญมีนชาลูาคมกเสื2555 ที่ ค่ายลูกเสือจังหวัดพะเยา นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานเปิดโครงการฝึก อก�ำนันระดับผู้น�ำ ขั้นความรู้ชั้นสูง A.T.C ผู้น�ำรุ่นที่ 1 จังหวัดพะเยา ประจ�ำปี 2555 และเป็นรุ่นที่ 533 ในระดับ ประเทศ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการลูกเสือ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาบุคลากรระดับผู้น�ำ ทางด้านการปกครองที่มีบทบาทหน้าที่ใน การพัฒนาในทุกๆด้าน และสามารถใช้กระบวนการลูกเสือ เป็นกลไกในการให้ชุมชนร่วมกันสร้างพลเมืองดี จากลูกหลานและเยาวชนของ ตนเอง จึงจ�ำเป็นต้องสร้างกลไกพื้นฐาน ความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

จุ น ตั้ ง อ�ำเภอเสื้ อ แดง

25 มีนาคม 2555 กลุม่ เสือ้ แดงจังหวัดพะเยา รวมประมาณ 3 พันคน ได้จดั ชุมนุมกันทีส่ นามทีว่ า่ การอ�ำเภอจุน โดยตัง้ ขบวนรณรงค์ เริม่ จากสนามโรงเรียนอนุบาลจุน ผ่านหน้าตลาดห้วยข้าวก�ำ่ ไปยังทีว่ า่ การ อ�ำเภอจุน พร้อมตัง้ เวทีใหญ่และนิมนต์พระสงฆ์มาท�ำพิธที างศาสนา ประพรมน�ำ้ มนต์ให้แก่ผท้ ู รี่ ว่ มขบวนด้วย จากนัน้ นายศิรวิ ฒั น์ จุปมัดถา แกนน�ำเสือ้ แดงจังหวัดพะเยา ได้ขนึ้ เวทีกล่าวต้อนรับคนเสือ้ แดง ต่อ มา นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช. ได้ขนึ้ เวที กล่าวสรรเสริญคน เสือ้ แดงทีส่ ามารถจัดตัง้ อ�ำเภอจุนขึน้ เป็น “อ�ำเภอเสือ้ แดง” ได้ พร้อมนี้ ได้มอบธงแดงและป้ายหมูบ่ า้ นสีแดงให้แกนน�ำหมูบ่ า้ นในอ�ำเภอจุนเพือ่ น�ำ ไปประดับในหมูบ่ า้ นต่อไป ดอกส้มสุกเป็นพระญาแก่ดอกไม้ โอชารสดินบ่มีหลาย

13 มีนาคม 2555 ที่ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรเมือง พะเยา จังหวัดพะเยา โดย ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา ได้ จัดเวทีบูรณาการและสร้างความร่วมมือความปลอดภัยด้านอาหาร และพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานท้องถิ่นในการ ขับเคลื่อนการด�ำเนินงานอาหารปลอดภัยเพื่อคุ้มครองสุขภาพ ประชาชน โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็น ประธาน พร้อมด้วย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด , เกษตรและ สหกรณ์จังหวัด , เกษตรจังหวัด , ประมงจังหวัด , ปศุสัตว์จังหวัด , นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดพะเยา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ของจังหวัดพะเยาในครั้งนี้ ส� ำ หรั บ สถานการณ์ ความปลอดภั ย ด้ า นอาหารจั ง หวั ด พะเยา ในปีงบประมาณ 2554 การตรวจสอบเฝ้าระวังอาหารพบ ว่า สารเคมียาฆ่าแมลงตกค้างในผัก ผลไม้ ในระดับไม่ปลอดภัย 1 ตัวอย่าง ระดับปลอดภัย 78 ตัวอย่าง , พบฟอร์มาลินในสไบนาง 7 ตัวอย่าง , สารกันราในหน่อไม้ปี๊บ 11 ตัวอย่าง และจากการเฝ้า ระวังภัยสุขภาพจองประชาชนในจังหวัดพะเยา พบว่า ผลการตรวจ เลือดในกลุ่มเกษตรกรทั่วไป มีความเสี่ยง ร้อยละ 46.38 และไม่ ปลอดภัย ร้อยละ 21.37 ขณะที่ผลการตรวจเลือดในเกษตรกรกลุ่ม ปลูกพืชปลอดภัย มีความเสี่ยงร้อยละ 25.31 และไม่ปลอดภัย ร้อย ละ 16.82 นอกจากนี้ อัตราป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษมีถึง 205.59 ต่อแสนประชากร อีกทั้งยังพบผู้ป่วยติดเชื้อ สเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส ที่เกิดจากการบริโภคลาบ หลู้ หมูดิบ จ�ำนวน 12 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วยตายเท่ากับร้อยละ 8.33 และโรคพยาธิใบไม้ในตับ จากการบริโภคป���าดิบอย่างต่อเนื่อง


เดือน เมษายน 2555

รอบเมืองพะเยา

5

พะเยาส่งเสด็จฯเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯสู่สวรรคาลัย

9 เมษายน 2555 ที่บริเวณพระอุโบสถ วัดศรีโคมคำ� พระอารามหลวง นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำ�ข้าราชการ ทหาร ตำ�รวจ และประชาชนชาว จังหวัดพะเยา กว่า 1,000 คน โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ� เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำ�คณะสงฆ์จังหวัดพะเยา ร่วมกันประกอบพิธีบำ�เพ็ญกุศล เนื่องในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จ พระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ก่อนจะร่วมกันประกอบพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ณ ที่รองรับดอกไม้จันทน์ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี หน้าวัดศรีโคมคำ� นอกจากนี้ยังมีการแสดงมหรสพสมโภช (ดนตรีวงป้าดแน) ก่อนที่จะมีพิธีเผาดอกไม้จันทน์ในเวลา 22.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ

ข้าราชการดีเด่นจังหวัดพะเยา2554

คณะกรรมการคัดเลือกข้าราชพลเรือนดีเด่น จังหวัดพะเยา ประจ�ำปี 2554 ได้ประกาศรายชื่อข้าราชการพลเรือนดีเด่น และ ข้าราชการดีเด่นจังหวัดพะเยา ประจ�ำปี 2554 ดังนี้ ข้าราชการพลเรือนดีเด่น 1. นายอุทัย หอมนาน ต�ำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ช�ำนาญการพิเศษส�ำนักงาน พัฒนา ชุมชนจังหวัดพะเยา 2. นางลาเดือน แก้วจินดา ต�ำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพช�ำนาญการโรงพยาบาล ดอกค�ำใต้ 3. พันต�ำรวจเอก นภดล กรึงไกร ต�ำแหน่ง ผู้ก�ำกับการสืบสวนต�ำรวจภูธรจังหวัดพะเยา ส�ำหรับข้าราชการดีเด่นจังหวัดพะเยา กลุ่มข้าราชการ ต�ำแหน่งประเภทอ�ำนวยการระดับต้น ประเภทวิชาการ ระดับช�ำนาญการ พิเศษ ระดับช�ำนาญการ ประเภททั่วไป ระดับอาวุโส ได้แก่ 1.นายโสภณ มอญแสง ต�ำแหน่ง รองผู้อ�ำนวยการ วิทยฐานะช�ำนาญการพิเศษ โรงเรียน ดอกค�ำใต้วิทยาคม 2.เรือโท วสันต์ ค�ำนวล ต�ำแหน่ง นักทัณฑวิทยา ช�ำนาญการพิเศษเรือนจ�ำจังหวัดพะเยา 3.นายอภิชาต กันยะ มี ต�ำแหน่ง เจ้าพนักงานที่ดิน หัวหน้าส่วนแยกเชียงม่วน ส�ำนักงานที่ดินจังหวัดพะเยา 4.นางสาวสกาวเดือน สิทธิโสต ต�ำแหน่ง นักจัดการ งานทั่วไปช�ำนาญการ ส�ำนักงานจัดหา งานจังหวัดพะเยา 5. นายสุวรรณ ใจเที่ยง ต�ำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูช�ำนาญการพิเศษวิทยาลัย เทคนิคพะเยา 6.นายสุรพงษ์ สุขเกษม ต�ำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ช�ำนาญการพิเศษส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต1 7.นายการุณย์ มะโนใจ ต�ำแหน่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรช�ำนาญการส�ำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา 8.นางศิวพร จติกุล ต�ำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ช�ำนาญการพิเศษส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพะเยา เขต 1 กลุ่มที่ 2 จ�ำนวน 3 ราย ต�ำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ต�ำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ระดับช�ำนาญงาน 1.นางสาวกรรณิการ์ บุญมา ต�ำแหน่ง เจ้าพนักงานที่ดินช�ำนาญงานส�ำนักงานที่ดินจังหวัดพะเยา 2.นายเด่น ปันโทะ ต�ำแหน่ง พนักงาน คุมประพฤติปฏิบัติการส�ำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดพะเยา 3.นายศุภชัย นายวงศ์ ต�ำแหน่ง นายช่างเทคนิคปฏิบัติงานโรงพยาบาล เชียงค�ำ กลุ่มที่ 3 จ�ำนวน 5 ราย กลุ่มลูกจ้างประจ�ำ 1.นางดวงรัตน์ สิงตะนะ ต�ำแหน่ง พนักงานพิมพ์ ระดับ ส.3 ส�ำนักงานที่ดินจังหวัด พะเยา 2.นายปิยะ ซื่อสัตย์ ต�ำแหน่ง พนักงานพิมพ์ ระดับ ส.2 ส�ำนักงาน กศน. ปง 3. นายมณเฑียร ดวงเงา ต�ำแหน่ง พนักงานบริการ ส�ำนักงานขนส่งจังหวัดพะเยา 4.นางสาวศรีค�ำ ทินนา ต�ำแหน่ง พนักงานทั่วไป 1 โรงพยาบาลพะเยา 5. นายวีระยุทธ์ นักไร่ ต�ำแหน่ง พนักงานขับรถยนต์ วิทยาลัยเทคนิคพะเยา

มจร.พะเยา-ม.นเรศวร เตรี ย มรุ ก รั บ อาเซี ย น

26 มีนาคม 2555 ศูนย์แลกเปลี่ยนพระนิสิต นักศึกษา การศึกษาพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมในประเทศ ภูมิภาคลุ่มแม่น�้ำโขง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับ คณะมนุษศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการอบรม เชิงปฏิบัติการ“นวัตกรรมความรู้สู่ภาครัฐและเอกชน : กลยุทธ์การ พัฒนาองค์กรเพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน” ณ โรงแรมเกทเวย์ จังหวัดพะเยา โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นการให้ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับสามเสาหลักของอาเซียน(AEC) อันได้แก่ ประชาคม การเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคม และวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการเผยแพร่องค์ความรู้จากนักวิชาการ ไปสู่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้สามารถน�ำองค์ความ รู้ดังกล่าวไปปรับให้เข้ากับนโยบายขององค์กรของตนเองได้

ฝนห่าใหญ่จักตก ๕๐ ห่า พิชชะข้าวกล้าดี คนเกิดมาปีนี้อยู่ดีมีสุข มีปัญญา อายุ ๗๐ ชะแล


ปวงผญาพยาว

6

เดือน เมษายน 2555

ฮอมผญา “ประชาสังคม+การเมือง+รา

9 มีนาคม 2555 ที่ห้องภูกามยาว 1 มหาวิทยาลัยพะเยา ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดพะเยา และภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชน ต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดพะเยา ได้จัดให้มีงาน “ฮอมก�ำกึ๊ด ฮอมผญา คนพะเยาสู่การจัดการตนเอง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน�ำเสนอ แนวทางและรูปแบบในการพัฒนาตนเองของชาวพะเยาซึ่งได้จาก การรวบรวมข้อเสนอในด้านต่างๆจากเวทีปฏิรูปประเทศไทย, งาน ปอยฮอมผญา, ฯลฯ แก่หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดพะเยา และระดับ ชาติ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้ได้รับทราบ และสนับสนุนการ ขับเคลื่อนงานดังกล่าวฯ อันจะน�ำไปสู่ความสามารถในการจัดการ ตนเองได้ของคนพะเยา นี่คือ ทัศนะบางส่วนจากผู้เข้าร่วมเวที ต่อประเด็นความ ร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดพะเยา

พระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม)

ผศ.ดร. คณะพุทธศาสตร์ มจร. วิทยาเขตพะเยา การฮอมก�ำกึ๊ด หมายถึง ทุกคนมาร่วมกันคิด สาระอยู่ที่ เรายอมรับความคิดเห็นที่ต่างกัน เป็นการรวมปัญญาที่ตกผลึก ทางความคิด สามารถน�ำไปปฏิบัติได้ เกิดจากความต้องการ จัดการตนเอง ซึ่งเป็นการยกระดับความเป็นมนุษย์ แต่ก่อนต่างคน ต่างคิด ไม่มีพลัง คนภูกามยาวคิดอย่าง คนดอกค�ำใต้คิดอย่าง มัน ไม่มีพลัง เมื่อมารวมกัน จึงท�ำให้มีพลัง มีการท�ำวิจัย โดยใช้หลัก อริยะสัจสี่ สรุปหลักการคิดเพื่อการแก้ปัญหา คือ ใช้ธรรมาธิปไตย ท�ำทุกสิ่ง โดยใช้ธรรมะเป็นตัวน�ำ ไม่ใช้อัตตาธิปไตย โดยเอา ตนเองเป็นใหญ่ คนอื่นจะเห็นด้วยไม่รู้ หรือโลกธิปไตย เอาคนอื่น เป็นใหญ่ โดยไม่ใช้ความคิดของตนเอง หรือเอาความคิดที่ไม่ดี

นายวิสุทธิ์ ไชยดรุณ

สส.พะเยา และ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยส่วนตัวเห็นว่าเรื่องปากท้องของพี่น้องเป็นเรื่องเร่ง ด่วน ปัญหาคือความเป็นหนี้ น�ำไปสู่การหา “ผญา” ไม่ออก ทั้งนี้ เท่าที่เห็นปัญหาของพี่น้อง คือ ปัญหาเรื่องน�้ำ ซึ่งต้องช่วยกัน อาศัยล�ำพังบทบาทของนักการเมืองนั้นไม่แน่นอน เพราะมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ละคนที่เข้ามาก็มีนโยบายที่ต่างกัน ดังนั้น จึงจะรอแต่ภาคการเมืองไม่ได้ ในส่วนของข้อเสนอเรื่องการพัฒนา ลุ่มน�้ำ ปัจจุบันจังหวัดพะเยามีจุดเด่น คือ การจัดการลุ่มน�้ำอิง และ ลุ่มน�้ำยม ข้อเสนอ คือ เรามักจะคิดและฝัน แต่สิ่งที่เรามักขาดคือ การลงมือท�ำด้วย ดังนั้นเราจะต้องลงมือช่วยกันท�ำจึงจะส�ำเร็จได้

อรุณี ช�ำนาญยา

สส.พะเยา และประธานกรรมาธิการพัฒนาเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ประเด็นข้อ���สนอของคนพะเยา เป็นสิ่งที่ดีในการท�ำงาน ร่วมกันระหว่างนักการเมือง และภาคประชาชน ดังนั้นจะต้องมีการ พูดคุยหาทางออก และท�ำงานให้เป็นระบบมากขึ้น ในส่วนของข้อ เสนอของคนพะเยา มีความเห็นด้วย แต่การน�ำไปสู่การปฏิบัติ จะ ต้องมีการท�ำงานร่วมกัน เพราะการท�ำงานมีระบบราชการ นักการ เมือง และรัฐบาล นอกจานี้อยากให้เพิ่มเติมวิธีคิดทางด้านธรรมะ และคุณธรรม เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ท�ำให้เราอยู่อย่างมีคุณค่า และ มีศักดิ์ศรี การพัฒนาคนให้มีความโอบอ้อมอารี ให้สังคมมีความสุข ปัญหาทั้งหมดอาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะมีธรรมะในใจ ท�ำดี และเป็น คนดีของสังคม

นายสวัสดิ์ หอมนาน

รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา อบจ.พะเยา มีความยินดีที่จะร่วมคิด ร่วมสร้างกับพี่น้อง ชาวพะเยา ซึ่งยอมรับว่าการท�ำงานที่ผ่านมา อบจ.ยังขาดหน่วย งานที่ท�ำงานด้านการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ สุขภาพ ดังนั้น ในปีนี้ อบจ.พะเยาจึงได้มีการจัดตั้งกองพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อ ประสานงานกับชุมชนในด้านกองทุนสวัสดิการและสุขภาพ ในส่วน ของการจัดการลุ่มน�้ำอิงและยม อบจ.เห็นด้วยและได้มีส่วนในการ พัฒนาแหล่งน�้ำ เช่น ท�ำแก้มลิง ขุดลอกเหมืองฝาย โดยบูรณาการ กับท้องถิ่นในทุกภาคส่วน การส่งเสริมปลูกป่า โดยเฉพาะการปลูก ยางพารา ซึ่งในต�ำบลทุ่งกล้วยจะเป็นโมเดลที่ท�ำให้เห็นว่ายางพารา ท�ำให้คนอยู่ดีกินดี มีรายได้ประจ�ำ มีอาชีพที่มั่นคง และเพิ่มพื้นที่ ป่าได้

นส.ราณี วงค์ประจวบลาภ

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พะเยา วันนี้มาแทนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ซึ่งในบทบาท ของหน่วยงานราชการ พร้อมจะส่งเสริมภาคประชาชน และภาคี ที่เกี่ยวข้องในการท�ำงาน โดยขับเคลื่อนไปตาม 7 พันธกิจ ได้แก่ 1) ลือเลื่องเมืองพะเยา เมืองแห่งกว๊าน 2) ศิลปวัฒนธรรมเมือง พะเยา 3)สร้างพะเยารักป่ารักน�้ำตามพระราชด�ำริ 4) สร้างเกษตร ปลอดภัย สายใยพะเยา 5) สร้างเด็ก เยาวชน สตรี ศรีพะเยา 6) สร้างพะเยา ศูนย์กลางยางพาราแห่งล้านนา 7) สร้างบ้านสวย เมืองงาม นามพะเยา ด้านหนึ่ง สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ จ.พะเยา มีหน่วยงานย่อยที่ท�ำงานใกล้ชิดกับชุมชน คือ ศูนย์พัฒนาสังคมฯ ที่ 31 จ.พะเยา และบ้านพักเด็ก จ.พะเยา ก็ มีความยินดีจะร่วมพัฒนาจังหวัดพะเยาให้ลุล่วงตามข้อเสนอของ ภาคประชาชน โดยท�ำงานร่วมกับ 7 ภาคีหลัก คือ ภาคราชการ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง ภาคสื่อมวลชน ซึ่ง หน่วยงานราชการเป็นแกนหลักในการท�ำงานร่วมกับภาคี

มุกดา อินต๊ะสาร

ตัวแทนภาคประชาสังคมจังหวัดพะเยา ภาคประชาสังคมจังหวัดพะเยาท�ำงานในพื้นที่มานานกว่า 30 ปี เราค้นพบปัญหา ช่วยชุมชนหาทางออก และมีข้อเสนอต่างๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นของเราให้มี คุณภาพชีวิตที่ดี ท�ำให้กลุ่มพืี่น้องประชาชนมีความเข้มแข็ง เกิด เป็นเครือข่ายต่างๆ อาทิ เครือข่ายสวัสดิการชุมชน เครือข่ายผู้ ติดเชื้อ เครือข่ายชาติพันธ์ เครือข่ายครอบครัวเข้มแข็ง เครือข่าย ทรัพยากร เครือข่ายผู้บริโภค ฯลฯ แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นๆที่ไม่ได้รับ การแก้ไขอยู่อีกมาก โดยเฉพาะด้านนโยบาย ดังนั้นจึงมีความ จ�ำเป็นที่พวกเราทั้งหลายจะมาร่วมมือกันพัฒนาสังคมอีกครั้ง ไม่ แยกว่าเป็นฝ่ายไหน ทุกฝ่ายมีความส�ำคัญด้วยกันทั้งหมด ทั้งฝ่าย การเมือง ราชการ ท้องถิ่น ท้องที่ เอกชน คนหนุ่มสาว คนเล็ก คนน้อยในสังคม สร้างเวที เปิดพื้นที่น�ำเอาความคิด เอาข้อเสนอ ดีๆ มาช่วยกันท�ำ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดเป็นพลังสร้างสรรค์เมือง พะเยา ให้พะเยาของเราน่าอยู่ต่อไป

ขวัญข้าวอยู่ไม้บ่าทัน หื้อเอาไม้บ่าทันมาแปงเป็นคันข้าวแรก ไม้งิ้วเป็นพระญาแก่ไม้กลวงไม้ตันทังมวล


ปวงผญาพยาว

เดือน เมษายน 2555

7

าชการ+ท้องถิน ่ ”สร้างสรรค์เมืองพะเยา ค�ำประกาศเจตนารมณ์ เครือข่ายคนพะเยาเพื่อพัฒนาพะเยา

ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานภาครัฐ จังหวัดพะเยา เพื่อด�ำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดพะเยา อันจะน�ำไปสู่ความเข้มแข็ง ความสงบร่มเย็น อยู่ดีกินดี มีความยั่งยืน และสามารถจัดการตนเองได้

นายเลือดไทย วงค์ใหญ่

ท้องถิ่นจังหวัดพะเยา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ปัจจุบันปัญหาใหญ่ของพะเยา คือ ปัญหาหมอกควัน ซึ่งผู้ ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันแก้ไข ปัญหา ก็เห็นชัดว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันท�ำงาน ซึ่งที่ผ่านมาการ ท�ำงานจะมีหน่วยงานด้านท้องถิ่น เปิดเวทีของการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนในชุมชน อีกทั้ง อปท. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาท ในการก�ำหนดนโยบาย และงบประมาณสนับสนุนในการพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอยู่แล้ว ในส่วนของงบประมาณนั้น อาจจะมีปัญหาบ้าง เนื่องจากว่างบประมาณมีจ�ำกัด ดังนั้นภาค ประชาชนจึงจ�ำเป็นต้องคุยกันเพื่อก�ำหนดรูปแบบการพัฒนาให้ ชัดเจนว่าจะท�ำอย่างไร ซึ่งก็ได้เห็นข้อเสนอทั้งหมดคิดว่ามีทิศทาง ที่ดี ท้องถิ่นพร้อมจะให้การสนับสนุนต่อไป

นายปฏิภาณ จุมผา

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ข้อเสนอของคนพะเยาร้อยละ 70 เป็นข้อเสนอต่อตนเอง ส่วนที่เหลือเป็นข้อเสนอในระดับนโยบาย โดยข้อเสนอนั้นมีความ สอดคล้องกับชีวิต วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และทุนทาง สังคม ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อคนพะเยา นอกจาก นี้ถ้าจะให้ข้อเสนอบรรลุในเชิงนโยบาย จะต้องบรรจุเป็นแผนงาน และออกข้อบัญญัติในระดับท้องถิ่น ทั้ง 7 เรื่องจะต้องเป็นแผน พัฒนาพะเยา ที่สอดคล้องกับพันธะของผู้ว่าราชการจังหวัด พอช. ภาคเหนือ จะมีการสนับสนุนสิ่งที่คนพะเยาคิด ภายหน้าคนพะเยา จะต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง โดยเครื่องมือ คือ กระบวนการ เรียนรู้ เวทีพูดคุย และงบประมาณ สิ่งที่อยากจะเสนอเพิ่มเติมคือ กลไก หรือ คณะท�ำงานด้านการติดตาม ซึ่งจะต้องมีกระบวนการ ติดตามว่าข้อเสนอและประเด็นการพัฒนาต่าง ๆ เหล่านี้ได้มีการ ด�ำเนินการไปสู่การปฏิบัติได้จริงได้อย่างไร

ดร.วณี ปิ่นประทีป

รองผู้อ�ำนวยการส�ำนักงานปฏิรูปประเทศไทย (สปร.) ส่วนหนึ่งที่ชื่นชมข้อเสนอคนพะเยา คือ ข้อเสนอได้แบ่ง ออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับตัวเอง ระดับจังหวัด และระดับนโยบาย ซึ่งได้ก�ำหนดอย่างชัดเจนว่าเราอยากท�ำอะไร และบางส่วนเราได้ ก�ำหนดไว้แล้วว่าเราจะท�ำอะไรก่อนที่จะให้คนอื่นมาช่วย นอกจาก นี้เราก็ได้ก�ำหนดไว้ด้วยว่าเราอยากให้คนอื่นมาช่วยเราอย่างไรบ้าง โดยเวทีสมัชชาปฏิรูป สอดคล้องกับก�ำหนดของ ปปร. ในปีนี้ว่า “เพิ่มพลังพลเมือง สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล�้ำ” เมื่อ ได้เห็นข้อเสนอของคนพะเยาแล้วก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วม สนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว

อ.ไพโรจน์ สุจิตรา

ตัวแทนส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ความคิ ด ของคนพะเยาที่ จ ะไปสู ่ ความสุ ข นั บ ว่ า ดี เ ยี่ ย ม โดยเฉพาะในเรื่องลุ่มน�้ำเป็นเรื่องส�ำคัญที่พูดกันมานาน เพราะ ทรัพยากรดิน น�้ำป่า เป็นสิ่งที่ส�ำคัญยิ่ง และมีความสัมพันธ์กับ คน จะอยู่ด้วยกันอย่างไร ส่วนปัญหาด้านสุขภาพ เกิดจากการใช้ ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน ส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นการให้ความรู��� ปัญญา การลงมือท�ำ และสังเคราะห์ บูรณาการเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันจะ ท�ำให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ สิ่งที่อยากฝากคือ หลักเศรษฐกิจพอ เพียง ต้องมีการท�ำแบบพอดี พอประมาณ พอเพียง ต้องมีความรู้ มีวินัย มีความขยัน หมั่นเพียร

------------------------ ด้วยตระหนักถึงความมั่นคงในการด�ำรงชีพของคนในจังหวัดพะเยา ซึ่งก�ำลังถูกถาโถมด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และท้าทาย ทั้งในทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง อันน�ำไปสู่การกัดกร่อนรากฐานส�ำคัญของการด�ำรงชีพของคนพะเยา อันประกอบด้วย มิติต่างๆ ดังนี้ มิติทางสังคมและวัฒนธรรม ด้วยตระหนักถึงความมั่นคงในการด�ำรงชีพของคนพะเยา ที่อยู่บนฐานส�ำคัญของสถาบัน ครอบครัว สถาบันเครือญาติ สถาบันศาสนา สถาบันโรงเรียน และสถาบันชุมชน เป็นส�ำคัญ หากแต่ ปัจจุบัน สถาบันเหล่านี้ ก�ำลัง ถูกท้าทายด้วยปัญหาการฆ่าตัวตาย ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหายาเสพติด ปัญหาวัยรุ่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการศึกษา และปัญหา สุขภาพ มิติทางเศรษฐกิจระดับชุมชน ด้วยตระหนักถึงความส�ำคัญ ของการด�ำรงชีพของคนพะเยา ซึ่งวางอยู่บนภาคการผลิต การก ระจาย และการบริโภค ในระดับชุมชนที่อิงอาศัยอยู่กับ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติบนลุ่มน�้ำอิง และน�้ำยมเป็นส�ำคัญ อีกทั้งวางอยู่บนฐาน การผลิตภาคเกษตรกรรมเป็นส�ำคัญ ซึ่งก�ำลังถูกท้าทายด้วยระบบการผลิต การกระจาย และการบริโภคแบบสมัยใหม่ ในระดับมหภาค และการขาดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรทั้งระบบ มิติทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ด้วยตะหนักถึงปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน ใน การมีส่วนร่วมทั้งทางการเมือง และการพัฒนาของคนพะเยา ซึ่งก�ำลังถูกเพิกเฉย และละทิ้งทั้งจากการปกครองส่วนกลาง และส่วน ท้องถิ่น ขบวนองค์กรชุมชนคนพะเยา จึงก่อเกิดขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการด�ำรงชีพของคนพะเยาทั้งในมิติทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยเครือข่ายองค์กร 12 เครือข่ายหลัก ดังนี้ เครือข่ายทรัพยากร เครือข่ายสวัสดิการชุมชน เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV เครือข่ายชาติพันธุ์ เครือข่ายบ้านมั่นคง เครือข่ายครอบครัว เข็มแข็ง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายผู้หญิง และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โดยมีภาคีเครือข่าย 13 เครือข่ายองค์กร เป็นผู้ร่วมสนับสนุนในการพัฒนาร่างข้อเสนอ ดังนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน มหาวิทยาลัยพะเยา ส�ำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ส�ำนักงานปฏิรูปเพื่อสังคมไทย ที่เป็นธรรม ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันส่งเสริมประชาธิปไตยเพื่อการต่างประเทศ มูลนิธิพะเยาเพื่อการ พัฒนาสถาบันปวงผญาพยาว เครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดพะเยา สมาคมโรตารี่ จังหวัดพะเยา โดยมีข้อเสนอของคนพะเยา เพื่อพัฒนาพะเยา ใน 7 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1)การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบโดยยึดลุ่มน�้ำอิง และลุ่มน�้ำยมเป็นหัวใจส�ำคัญ อันประกอบ ด้วย การจัดการกว้านพะเยา การจัดการป่า การจัดการที่ดิน และการจัดการลุ่มน�้ำขนาดเล็ก ในลุ่มน�้ำ โดยยึดการมีส่วนร่วมของภาค ประชาชน และชุมชน เป็นส�ำคัญ 2)การพัฒนาศักยภาพของสวัสดิการชุมชนสู่ความมั่นคงของชีวิตคนพะเยา โดยให้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกส�ำคัญในการ ขับเคลื่อนงาน รวมทั้ง เชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุนชนสู่บ�ำนาญประชาชน ในระดับจังหวัด ต้องการให้ อบจ. และจังหวัดผลักดันให้ “สวัสดิการ” เป็นวาระจังหวัด รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรม และเครื่องมือในการท�ำงาน ในขณะที่ ระดับประเทศ ทั้งรัฐ และสถาบันการ เงิน เช่น ธนาคารของรัฐ มีส่วนร่วมในการสนับสนุน “สวัสดิการ” 3)การจัดการสถานะทางสิทธิของบุคคลไร้รัฐ และไร้สัญชาติ โดยเสนอให้เริ่มจากการจัดท�ำข้อมูลสถานะบุคคลในจังหวัด พะเยา และการสนับสนุนเครื่องมือ และความรู้จากภาคส่วนวิชาการ การประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิ รวมทั้ง รัฐควรให้ความส�ำคัญกับกับ บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสัญชาติ และควรให้สิทธิตามฐานของความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนเป็นส�ำคัญ 4)การพัฒนาภาคการเกษตรปลอดภัย และเกษตรที่เป็นธรรม โดยยึดเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง และเสนอ ให้พัฒนา และคุ้มครองระบบเกษตรกรรายย่อย ให้อยู่บนฐานการผลิตของตนเอง ท�ำเกษตรอินทรีย์ เน้นเพื่อบริโภคของตนเอง และ แลกเปลี่ยนในครัวเรือน เป็นส�ำคัญ อีกทั้ง ควรสนับสนุนให้สร้างวงจรเศรษฐกิจภายในชุมชน และส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อแปรรูป ผลผลิตในชุมชน รวมทั้ง การส่งเสริมให้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และกฎหมายเพื่อจ�ำกัดการถือครองที่ดิน 5)การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เสนอให้มีการจัดการเชิงรุก โดยอาศัยภาคประชาชนเป็นกลไกส�ำคัญในการจัดการ ไม่เน้น การนั่งรอจากหน่วยงานรัฐ เพียงอย่างเดียว หากแต่ ทั้งจังหวัด หน่วยงานของรัฐ อาทิ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน และกรมป้องกัน และ บรรเทาสาธารณภัยควรให้การสนับสนุนในทุกช่องทาง 6)การพัฒนาสภาองค์กรชุมชน และประชาธิปไตยชุมชน สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งสภาชุมชนให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด และ พัฒนาศักยภาพของสภาองค์กรชุมชน อีกทั้ง หน่วยงานในจังหวัดต้องสนับสนุนกิจกรรม และยกระดับสภาองค์กร เป็นศูนย์เรียนรู้ รวมถึง ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการเคลื่อนงาน 7)การพัฒนาคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย การพัฒนาสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การพัฒนาระบบสุขภาพให้มีคุณภาพ การรักษาที่ดี และเน้นการส่งเสริมการป้องกันโรคเพิ่มมากขึ้น การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยในกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบการพัฒนาระบบการศึกษา การจัดการระบบการบริโภคให้มีอาหารบริโภคที่ปลอดภัย โดยไม่ใช้น�้ำมัน ทอดซ�้ำ โดยทุกกระบวนการต้องเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชุมชน และการสนับสนุนจากภาคจังหวัด และนโยบายของรัฐ

นาคราชขึ้นน�้ำ ๓ ตัว หื้อฝนตก ๒๐๐ ห่า ตกในเขาสัตตปริภัณฑ์ ๑๐๑ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๖๓ ห่า ตกในเขตเมืองคน ๓๖ ห่า


8

ปวงผญาพยาว

เดือน เมษายน 2555

ความร่วมมือการพัฒนา“กว๊าน 70 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการพัฒนากว๊านพะเยานั้นมีปัญหาและอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบ นิเวศ เรื่องการบริหารจัดการ และเรื่องจิตส�ำนึก ปัญหาและอุปสรรคส�ำคัญนั้น คือ อะไร แล้วทางออกของปัญหาจะท�ำได้อย่างไร ล้วนเป็นเรื่องท้าทายชาวพะเยา องค์กรท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ปี 2554 สถาบันพระปกเกล้า โดยส�ำนักวิจัยและพัฒนา และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และ สถาบันปวงผญาพยาว องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ จึงได้ร่วมกันคิดและค้นหาวิธีการเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่ เกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการสานเสวนาหรือ ประชาเสวนา มาเป็นเครื่องมือให้คนพะเยาทุกภาคส่วนได้หันหน้ามาคุย กัน และเพื่อหาทางออกให้กับการพัฒนากว๊านพะเยา โดยให้ความส�ำคัญกับการรับฟังเสียงทุกเสียง และการมีส���วนร่วมของทุกภาคส่วน การท�ำฉากทัศน์ของกว๊าน พะเยาทั้งสิ่งที่อยากเห็นและข้อห่วงกังวล จากเวทีพูดคุย แต่ละกลุ่มได้น�ำเสนอถึงปัญหาของกว๊านพะเยา แบ่งออกเป็น ๖ ด้าน ๑) ด้านการมีส่วนร่วมใน การจัดการ และพัฒนากว๊านพะเยา ๒)ด้านระบบนิเวศ ๓) ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกว๊านพะเยา ๔) ด้านที่ดินรอบกว๊านพะเยา ๕) ด้านการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับกว๊านพะเยา และ ๖)ด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งได้เสนอ ทางออก ซึ่งสามารถประมวลสรุปทางออกในการแก้ไขปัญหากว๊านพะเยา โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็น ๓ ด้าน ได้แก่ ๑)การจัดการกว๊านพะเยาให้ฟื้นฟูและพัฒนา ระบบนิเวศกว๊านพะเยา ๒)ให้จัดระบบการบริหารจัดการกว๊านพะเยาโดยการมีส่วนร่วม ๓)ให้จัดระบบความรู้และเครือข่ายเพื่อสร้างจิตส�ำนึกร่วมเป็นเจ้าของกว๊านพะเยา ในระหว่างการท�ำงานวิจัย ได้ค้นพบอีกว่า การจัดเวทีพูดคุยหรือกิจกรรมร่วมระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง หลาย ก่อให้เกิดกระบวนการรับฟัง การแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย มีข้อเสนอที่หลากหลาย มีการเรียนรู้และเข้าใจ ผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ และเกิดการยอมรับ ลดปัญหาความขัดแย้ง พร้อมให้ร่วมมือและกระตือรือร้น สร้างเป็นเครือ ข่ายในการพัฒนากว๊านพะเยาและชุมชนต่อไป มากไปกว่านั้นยังมีผลลัพธ์ที่ส�ำคัญในทางสังคมซึ่งน�ำไปสู่ความร่วมมือและเกิดการยอมรับหลายด้าน อาทิ การ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดท�ำโครงการบริหารจัดการลุ่มน�้ำกว๊านพะเยาแบบยั่งยืน ตามแนวพระราชด�ำริ สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งข้อเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหากว๊านพะเยาจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง ๓ ข้อ มีความสอดคล้องกับแผนโครงการบริหารจัดการลุ่มน�้ำกว๊านพะเยา ใน ๕ กลุ่มแผนงาน ทั้งนี้ยังได้สังเคราะห์ตัวแบบในการแก้ไขปัญหากว๊านพะเยา (Kwan Phayao Model) โดยการมีส่วนร่วมของผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดที่เป็นกระบวนการก่อน ระหว่าง และหลัง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใน ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม/ชุมชน/องค์กร/เครือข่าย และระดับนโยบาย ผลจากการวิจัยได้น�ำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการลุ่มน�้ำกว๊านพะเยา ในพระราชด�ำริสมเด็จพระเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิด การน�ำฉันทามติของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยสถาบันปวงผญาพยาว และเครือข่ายฯ ได้วางแผนที่จะพัฒนาให้เกิดธรรมนูญกว๊านพะเยา (พรบ.กว๊าน พะเยา) และกลไกการจัดการกว๊านพะเยาในรูปแบบของสภากว๊านพะเยาในระยะต่อไป และนี่คือ ส่วนหนึ่งความคิดเห็นของผู้ที่เคยเข้าร่วมเวทีกระบวนการสานเสวนา เพื่อหาทางออกในการพัฒนา กว๊านพะเยา

ช�ำนาญ แสงแก้ว : ตัวแทนมหาวิทยาลัยพะเยา

“เราก�ำลังท�ำโมเดลลุ่มน�้ำแม่ต�๋ำ สาขาหนึ่งของกว๊านพะเยา” มหาวิทยาลัยมีปณิธานในการสร้างปัญญาเพื่อความเข้ม แข็งของชุมชน ซึ่งมีการก�ำหนดบทบาทของมหาวิทยาลัยในการ ท�ำงาน ๕ ทิศทาง โดยการพัฒนานักวิชาการในมหาวิทยาลัย การ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้อาจารย์น�ำความรู้ไปสอนนิสิต การให้นิสิตได้เข้าไปมีส่วนร่วม การสนับสนุนโครงการพระราชด�ำริ น�ำองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยไปสู่ชุมชน และการเป็นเจ้าภาพใน การพัฒนาจังหวัดพะเยา และให้แต่ละคณะลงไปท�ำงานในแต่ละ อ�ำเภอ โดยเลือกลงไปท�ำในพื้นที่ต�ำบลให้เป็นต้นแบบ เพื่อให้ได้ องค์ความรู้ไปขยายผลในต�ำบลอื่น ในส่วนของกว๊านพะเยาเรา ก�ำลังพัฒนาลุ่มน�้ำแม่ต�๋ำให้เป็นโมเดลลุ่มน�้ำกว๊านพะเยา เพื่อให้ สอดคล้องกับภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยพะเยา

ผศ.ดร.สุขทัย พงศ์พัฒนศิริ : นักวิชาการ มหาวิทยาลัยพะเยา

“ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยกัน ออกแบบการพัฒนาร่วมกัน” ในฐานะเป็นภาควิชาการ การท�ำงานที่ผ่านมาหน่วยงาน รัฐ ภาคประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการพัฒนากว๊าน พะเยา ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยพะเยา โดยส่วนตัวของนักวิจัย มองว่าทุกภาคส่วนสามารถน�ำข้อมูลไปใช้ได้ การลงไปท�ำงานวิจัย ร่วมกับชุมชน ท�ำให้เห็นว่าชุมชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และ มีองค์ความรู้มากมายที่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่ชุมชนเมือง จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาน้อยกว่าชุมชนชนบท เช่น การ มองผักตบชวาของคนแต่ละฝั่งจะแตกต่างกัน คนในเมืองมองว่า เป็นสิ่งที่รกตา แต่ไม่ได้ช่วยกันแก้ปัญหา คนชนบทมองว่าเป็นสิ่งที่ จะท�ำให้เกิดรายได้ จึงต้องช่วยกันดูแล และจัดการให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยการพัฒนากว๊านพะเยา น่าจัดช่วยกันออกแบบให้เป็น Lake หรือ wetland และจัดการกว๊านพะเยาร่วมกัน โดยมีกลไก ที่มาจากทุกภาคส่วนมาร่วมกัน มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหน่วยงาน ที่อยู่ตรงกลางก�ำลังจะดูการพัฒนาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวไปสู่ความเป็นสากลอย่าง รวดเร็ว

นายอาทิตย์ มานัสสา : ตัวแทน นายก.อบจ.พะเยา

“ท้องถิ่นก�ำลังรวมตัวเพื่อร่วมกัน แก้ไขปัญหากว๊านพะเยา” กว๊านพะเยาเป็นจุดแข็งของเมืองพะเยา เป็นแหล่งน�้ำ จืดขนาดใหญ่ หลายยุคหลายสมัยมีความพยายามในการแก้ไข ปัญหา ทุกคนมีความมุ่งมั่นในการท�ำงาน แต่ติดขัดกฎหมาย มากมายหลายประการ และขาดผู้มีประสบการณ์ในการช่วยกัน คิด โดยเฉพาะสภาพปัญหาทีเกิดขึ้น เช่น การบุกรุกที่ดิน ปัญหา จากการท่องเที่ยว ฯลฯ ตอนนี้ อปท.หลายแห่งได้ร่วมมือกันแก้ไข ปัญหา และมีการพูดคุยกับหลายๆ ท้องถิ่น เช่น ผักตบชวา จะมี การแก้ไขปัญหาร่วมกับอปท.หลายแห่ง

ปีนี้สรีอยู่ที่ท้อง หื้อเอาน�้ำอบน�้ำหอมเช็ดท้องเสีย กาลกิณีอยู่ที่หน้าผาก จังไรอยู่ที่หน้า หื้อเอาน�้ำเข้าหมิ้นส้มป่อยเช็ดฅว่างเสีย


ปวงผญาพยาว

เดือน เมษายน 2555

9

นพะเยา”ความท้าทายทีร่ อเราอยู่

ป้อมเพชร กาพึง : ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรและป่าต้นน�้ำ

เจนศักดิ์ ลิมปิติ : โครงการชลประทาน จังหวัดพะเยา

“ท�ำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมมากที่สุด”

“การพัฒนากว๊านพะเยา ขึ้นอยู่กับว่า เราจะท�ำหรือไม่ท�ำ”

ส่วนตัวดีใจที่มีโอกาสมีส่วนร่วมในการพัฒนา ก้าวแรก คือ การมีเวทีเสวนาพบปะ ส่วนก้าวที่สอง จะน�ำไปสู่กระบวนการ ปฏิบัติ สิ่งที่เราท�ำคือ การรักษาป่าต้นน�้ำ การปลุกจิตส�ำนึกให้ลุก ขึ้นปกป้องทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งมีต้นแบบหลายแห่ง เป็นโมเดลที่ ขยายไปสู่ ๑๒ ล�ำห้วย ในภาคของการเกษตร ซึ่งวิถีการผลิตพึ่งพา สารเคมี ท�ำนาเพื่อการผลิต โดยไม่ได้เก็บไว้กิน เพราะใช้สารเคมี ในการท�ำนามากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน�้ำกว๊านพะเยา รวม ทั้งการไม่มีแหล่งกักเก็บน�้ำในการท�ำนา จึงต้องให้มีการขุดสระใน นา เพื่อกักเก็บน�้ำ ซึ่งตนเองได้ท�ำเป็นต้นแบบในการท�ำนาปลอด สารเคมี และขยายแนวคิดในทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส รวมทั้งน�ำเสนอ ในโครงการพระราชด�ำริด้วย

ที่ผ่านมาเราต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างท�ำ แต่ถ้าลงไป ที่ชุมชน สิ่งที่เห็นคือ ณ วันนี้เริ่มคิดไปทางเดียวกัน แต่การท�ำยัง ไม่เป็นจริง ถ้าเราช่วยกันน�ำผักตบออก ไม่กี่วันก็หมด เราไม่ได้ ท�ำ โยนให้หน่วย���านอื่น เช่น อบจ. เทศบาล สิ่งนี้อยู่ที่เราจะท�ำ หรือ ไม่ท�ำ ในเร็วๆนี้ จะมีการประชาพิจารณ์เรื่องการพัฒนากว๊าน พะเยา สิ่งที่เราร่วมกันคิดคือ อยากเห็นกว๊านสวย มีน�้ำเพียงพอ และการพัฒนาที่มีส่วนร่วมจากประชาชน เป็นโอกาสดีที่สมเด็จ พระเทพฯ รับเป็นโครงการพระราชด�ำริ เรื่องการพัฒนาด้านสิ่ง แวดล้อม และครม.สัญจรที่ จ.เชียงใหม่อนุมัติงบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ให้แต่ละท้องถิ่นที่มีสิ่งก่อสร้างเตรียมโครงการไว้ เพื่อน�ำ เสนอต่อคณะกรรมการ

เจนศักดิ์ ลิมปิติ : โครงการชลประทาน จังหวัดพะเยา

วรพจน์ ผ่องสมัย : ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพะเยา

“การพัฒนากว๊านพะเยา “การพัฒนากว๊านพะเยา ขึ้นอยู่กับว่า เราจะท�ำหรือไม่ท�ำ” ต้องหาวิธีให้เกิดผลทางปฏิบัติ” การท�ำให้เกิดแนวร่วมเพื่อพูดคุยกัน ตนเองได้คิดไว้ นาน แต่ไม่มีเวทีพูดคุย จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะก้าวต่อไปใน การพัฒนากว๊านพะเยา และน่าจะโชคดีที่มีโครงการพระราชด�ำริ จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี และมีความชัดเจนมากขึ้น ส�ำหรับแนวทาง การพัฒนาผมคิดว่า เราควรมีสภากว๊านพะเยา ที่จะประกอบด้วย อปท. ท้องที่ ประชาชนทุกภาคส่วน การพัฒนาจะได้ต่อเนื่อง มี เจ้าภาพชัดเจน โดยให้มีธรรมนูญกว๊านพะเยา เพื่อเป็นหลักการใน การพัฒนากว๊านพะเยา

จังหวัดพะเยาได้เสนอโครงการพัฒนากว๊านพะเยา โดย มีแนวทางว ๕ แผนงานหลัก คือ แผนงานด้านการจัดการน�้ำ แผน งานคุณภาพน�้ำ แผนงานด้านสัตว์น�้ำ แผนงานด้านการจัดการ ปริมาณน�้ำ และแผนงานด้านการติดตามประเมินผล โดยทุกแผน งานมีภาครัฐ และสถาบันการศึกษาเป็นฝ่ายหนุนเสริม และให้ทุก ภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน เช่น กรณีของสภากว๊านพะเยา ซึ่งต้องหาวิธีการสร้างให้เกิดขึ้นในทาง ปฏิบัติ

ไมตรี อินทุสุต : ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา

“ต้องประสาน บูรณาการทั้ง 7 มิติ”

ผมมีความคิดว่าการขับเคลื่อนกว๊านพะเยา มี ๗ มิติ เพื่อให้เห็นว่าทุกหน่วยเป็นองค์ประกอบของกันและกัน ๑.มิติด้านประมง ต้องมีการส่งเสริมการเพาะ พันธุ์สัตว์น�้ำ โดยให้มีผลผลิตด้านการประมง โดยมีการแยก กิจกรรมเพื่อพัฒนาการประมง และการสร้างพระต�ำหนักสม เด็จย่าฯให้เป็นจุดท่องเที่ยว ๒.มิติชลประทานและการเกษตร ซึ่งกว๊านพะเยา เป็นแหล่งกักเก็บน�้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้มีน�้ำใช้ในการเกษตรที่ พอเพียง การจัดสรรน�้ำให้แก่เกษตรกรในการเกษตร ๓.มิติด้านสิ่งแวดล้อม สมเด็จพระเทพฯ ท่านสน พระทัยรับโครงการพัฒนากว๊านพะเยา เป็นโครงการพระ ราชด�ำริ การท�ำงานของจังหวัดจึงให้สอดคล้องกับโครงการ พระราชด�ำริ ๔.มิติด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้พะเยาเป็นจุดท่อง เที่ยว เช่น ที่พัก ถนนคนเดิน ร้านอาหาร ที่มีความเป็นพะเยา ขายความเป็นพื้นบ้านของพะเยา มีกิจกรรมเช่น ถ่ายภาพมุม สูงจากวัดอนาลโย ไหว้พระวัดกลางน�้ำ ๕.มิติด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม เช่น วัดติโลก อาราม จารึกเมืองพะเยา หลวงพ่อเศียรเมืองพะเยา ฯลฯ ผนวกกับมิติด้านการท่องเที่ยวที่เป็นการท่องเที่ยวแบบ Slow travel โดยการสร้างเป็นวงกลมของการท่องเที่ยวทั่วจังหวัด พะเยา ๖.มิติด้านท้องถิ่น และชุมชน เช่น ท่าเรือโบราณ หัตถกรรมจากผักตบชวา เกษตรปลอดภัย เศรษฐกิจพอ เพียง การท่องเที่ยวด้วยการขี่จักรยานรอบกว๊านพะเยา วิ่ง มาราธอน ซึ่งเป็นเรื่องของท้องถิ่นรอบกว๊านพะเยาที่ร่วมกัน พัฒนา ๗.มิติด้านการพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นประเด็นของ ภาคประชาสังคมที่ได้มาถกแถลงกัน ทั้งพระ วัด ท้องถิ่น มหาวิทยาลัย ฯลฯ ได้มาเสวนากัน เป็นภาคระดมความคิด เปิดจิตวิญญาณ ใส่พลังซึ่งกันและกัน ถ้าทุกภาคส่วน ท�ำการบ้าน แบ่งกันรับผิดชอบ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดูแลภาพรวม แต่การขับเคลื่อน ขบวน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องให้ทุกภาคส่วนมาร่วมแสดงความ คิดเห็น บางอย่างต้องประสานการบูรณาการกัน และคลี่ กิจกรรมทั้ง ๗ มิติ และคงรักษาจารีตประเพณีของพะเยา เพราะกว๊านพะเยาเป็นสมบัติของคนพะเยา

เน่า ปีนี้เน่าวันนึ่ง ในวันเน่านั้น บ่ควรจักกระท�ำมังคลกรรมสักอัน อย่าหื้อคนทังหลายมีใจขุ่นมัวกวนเกลาด้วยบาป


10

คุณภาพชีวิต

เดือน เมษายน 2555

นานมาแล้วมีคนตั้งค�ำถามว่า... เศรษฐกิจพอเพียงนั้นท�ำได้จริงหรือ? แล้วใครท�ำส�ำเร็จเป็นรูปธรรมบ้าง ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับชุมชน .......... และนี่คือบทพิสูจน์ส�ำคัญว่า คนเล็กๆ ในชุมชน พวกเขาสามารถท�ำได้และท�ำได้ดีระดับประเทศ เพียงตามรอยเท้า“พระเจ้าอยู่หัว” ผู้ทรงเบิกทางและสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง-เกษตรทฤษฎีใหม่” ทั้งหมดเกิดขึ้นจริง... ที่พะเยาของเรานี่เอง

บ้านดอกบัว จาก“พ่ออุย้ ติบ๊ กับ“แม่อยุ้ สมนา” ; สู่รางวัลชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ

บ้านดอกบัว (บ้านบัว) แต่เดิมเป็นป่า มีปู่ติ๊บกับย่าสมนา สองผัวเมีย และมีบ้านปู่อีกคนไม่ทราบชื่อ โดยเริ่มแรกมีบ้านอยู่สอง หลังเท่านั้น ปู่ติ๊บกับย่าสมนา เป็นคนบ้านตุ่นกลางประกอบอาชีพท�ำไร่ท�ำสวนเลี้ยงสัตว์ เห็นพื้นที่ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับ การประกอบอาชีพจึงย้ายเข้ามาอยู่เป็นคนแรก ปู่บัวก็ได้ติดตามมาอยู่ด้วย จนตอนเช้าของวันหนึ่งปู่บัวซึ่งเป็นคนเคี้ยวหมากได้ลงไปเก็บ ใบพลู อยู่ ๆ ก็มีเสือมาตะครุบและกัดปู่บัวจนตาย ณ ที่นั้น ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า บ้านบัว (ดอกบัว) มาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันบ้านดอกบัวมีประชากร 763 คน จ�ำนวน 215 ครัวเรือน แยกเป็นชาย 379คน หญิง 387 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรกรรม เช่น ท�ำนา ท�ำสวน ปลูกหญ้า เลี้ยงสัตว์ และอาชีพหัตกรรมจักสานเข่งไม้ไผ่เป็นอาชีพที่ท�ำให้ประชากรในหมู่บ้านมี รายได้มาก มีผลิตภัณฑ์เด่นของหมู่บ้าน ได้แก่ ข้าว หญ้าแพง โกล่า ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่(เข่ง) ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา เป็นต้น อาชีพหลักของชาวบ้าน คือ การท�ำนา ส�ำหรับนอกฤดูกาลท�ำนา ชาวบ้านบัวได้ใช้เวลาว่างประกอบอาชีพเสริมซึ่งสอดคล้องกับ วิถีชีวิตและทรัพยากรในท้องถิ่นโดยใช้ต้นไผ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมาท�ำสุ่มไก่ เข่ง ออกจ�ำหน่าย ต่อมาชาวบ้านนิยมสานเข่ง สุ่มไก่ กันมากขึ้น ท�ำให้ขายได้ไม่มากเท่าที่ควร จึงได้มีแนวคิดในการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มจักสานเข่งขึ้น ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้าน บัวเป็นอย่างดี มาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ออกจ�ำหน่ายแพร่หลายทั้งภายในจังหวัดและต่างจังหวัด ผลส�ำเร็จจากการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนได้รับการคัดเลือกจากหน่วยราชการทั้งรับเงินรางวัลและโล่เกียรติยศ ดังนี้ พัฒนากรผู้ประสานต�ำบลได้คัดเลือกบ้านบัว เป็นหมู่บ้านหลักนักพัฒนา หมู่บ้านพึ่งตนเอง และยังอยู่ภายในการปกครองของก�ำนันดีเด่นปี 2551 เป็นหมู่บ้านที่ผ่านระบบ มชช. ปี 2551 โดยมีนายบาล บุญก�้ำ เป็นผู้ใหญ่บ้าน และมีผลงานเด่น คือ บ้านดอกบัว เป็นหมู่บ้านที่ชนะเลิศตามโครงการเชิดชูเกียรติผู้น�ำเครือ ข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และชนะเลิศ หมู่บ้านพึ่งตนเอง ระดับจังหวัดพะเยา ในปี 2551 และผู้ใหญ่บ้านได้รับคัดเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านดีเด่นประจ�ำปี 2551 อี���ทั้งกลุ่มจักสานเข่ง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศประเภทกลุ่มอาชีพดีเด่น ตามโครงการเชิดชูเกียรติผู้น�ำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็นเป็นสุข” ประจ�ำปี 2551 และในปี 2552 บ้านบัวเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ระดับ “มั่งมี ศรีสุข” ตัวอย่างจังหวัดพะเยา ล่าสุด ปี 2554 ชุมชนบ้านดอกบัว ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จากส�ำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชด�ำริ โดยชุมชนบ้านดอกบัว มีจุดเด่นส�ำคัญ ดังนี้ คือ การมีคณะผู้น�ำชุมชนที่มีความรู้ ความสามารถและมีความพยายามสร้างผู้น�ำรุ่นใหม่มาทดแทน ส่งเสริมพัฒนาเยาวชน กิจกรรมวัฒนธรรม ดนตรีพื้นเมือง คนในชุมชน มีส่วนร่วมสูง มีประชาคมสม�่ำเสมอ ท�ำโครงการบ้านน่าอยู่ ถนนน่ามองทุกสิ้นเดือน โดยไม่ต้องนัดหมาย มีอาสาสมัครหลายกลุ่ม อาทิ ชรบ. สตบ. อปพร. อสม. ผู้สูงอายุ อาสาพัฒนาชุมชนและหมอดิน เป็นต้น มีน�ำทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์เป็นอาชีพเสริม ได้แก่ การจักสานจากไม้ไผ่ ท�ำให้เกือบทุกครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น ชุมชนรักษากฎกติกาเคร่งครัด มีการผลิตไบโอแก๊ส (Biogas) เพื่อใช้ เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนเกือบทุกบ้าน มีกิจกรรมเรียนรู้สร้างอาชีพใหม่ ส่งเสริมการใช้แรงงานวัวแทนเครื่องจักร กลุ่มปุ๋ยหมักเลี้ยงไก่พื้น เมือง อนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สร้างฝาย ปลูกไผ่เลี้ยง ห้ามจับลูกอ็อด แยกขยะ คนในชุมชนมีคุณธรรม งดเหล้างานศพ และ เป็นชุมชนเข้มแข็ง หนี้ยังไม่ลด แต่มีความสามารถใช้หนี้ตรงเวลา ไม่มีคนในชุมชนออกไปหางานท�ำนอกชุมชน

นายผล มีศรี ผูพ้ สิ จู น์คำ� ว่า. .

พอเพียงมีจริง

นับแต่วันพระญาวันคืนหลัง อนาคตวรพุทธศาสนาจักมาพายหน้าบ่น้อย ยังอยู่ ๒๔๔๕ พระวัสสา ปลาย ๒๐ วัน


คุณภาพชีวิต

เดือน เมษายน 2555

ขอบคุณข้อมูลจาก การุณย์ มะโนใจ

ต้ น แบบ“ฝายพอเพี ย ง”ที่ ห ้ ว ยตุ ๋ น ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชด�ำเนินทอดพระเนตร โครงการฝาย ทดน�้ำแม่ต�๊ำและทรงเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณโรงเรียนบ้านต�๊ำพระแล ในท้องที่ต�ำบลบ้านต�๊ำ อ�ำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ได้มีพระราชด�ำริ เกี่ยวกับงานชลประทานว่า “ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน�้ำ ฝายทดน�้ำ ตามล�ำน�้ำสาขาต่างๆ ของแม่น�้ำอิงในเขตจังหวัดพะเยาและ จังหวัดเชียงราย เพื่อบรรเทาอุทกภัยส�ำหรับพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มน�้ำอิงและจัดหาน�้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตลุ่มน�้ำอิง สามารถ มีน�้ำท�ำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน ฤดูแล้งและมีน�้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดปีด้วย” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้สนองพระราชด�ำริด้วยการก่อสร้างเขื่อนดินกั้นล�ำน�้ำห้วยตุ่น บ้านห้วยหม้อ หมู่ที่ 5 ต�ำบลบ้านตุ่น อ�ำเภอเมือง เพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภคของราษฎรบ้านห้วยหม้อ และใกล้เคียงเป็นอ่างเก็บน�้ำขนาดเล็ก ขนาด สันท�ำนบดิน ยาว 206 เมตร กว้าง 8 เมตร สูง 18 เมตร มีพื้นที่รับน�้ำฝน 10.50 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน�้ำไหลลงอ่างทั้งปี 3,470,000 ลูกบาศก์เมตร มีความจุ หรือปริมาณน�้ำเก็บกักเท่ากับ 585,000 ลูกบาศก์เมตรสามารถส่งน�้ำให้แก่พื้นที่รับประโยชน์ จ�ำนวน 2 ต�ำบล คือ ต�ำบลบ้านตุ่น และต�ำบลบ้านต�๊ำ จ�ำนวน 10 หมู่บ้าน 1,500 ครัวเรือน และส่งน�้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝน 3,000 ไร่ ช่วงฤดู แล้ง 500 ไร่ อ่างเก็บน�้ำห้วยตุ่น มีปริมาณน�้ำต้นทุนไหลเข้าอ่างทั้งปี ประมาณ 3,470,000 ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่อ่างมีความจุเพียง 585,000 ลูกบาศก์เมตร จึงต้องบริหารจัดการปริมาณน�้ำที่ไหลเข้าอ่างให้สามารถน�ำไปใช้ด้านการเกษตรในพื้นที่ 3,823 ไร่ และใช้เพื่อการ อุปโภคบริโภคให้ได้อย่างพอเพียงและทั่วถึง มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น�้ำในระดับต่างๆ เช่น กลุ่มผู้ใช้น�้ำระดับคูน�้ำ/ท่อ กลุ่มผู้ใช้น�้ำระดับคลอง

นายผล มีศรี ชาวบ้านทุ่งติ้ว อ.ภูซาง ผู้น�ำต้นแบบ เกษตรกรที่ได้น้อมน�ำเอาแนวทางปฏิบัติ “ทฤษฎีใหม่” ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาปฏิบัติจนเห็นผลเป็นรูปธรรม มีองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอด และหนุนเสริมให้กับชาวบ้าน ในพื้นที่ได้ อาทิ การเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน และเลี้ยงแบบ อินทรีย์ และยังสามารถพัฒนาสายพันธุ์เองได้อีกด้วย อาทิ การ ผสมข้ามสายพันธุ์หมูระหว่างหมูป่า และหมูบ้าน การอนุรักษ์ พันธุ์ไก่พื้นบ้าน 3 สายพันธุ์ เป็นต้น นายผล มีศรี บอกว่า เขาก็เหมือนเกษตรกรคนอื่นๆ ที่พึ่งพิงปัจจัยการผลิตจากภายนอกจนเป็นหนี้สิน เมื่อหันมา ด�ำเนินชีวิตที่ียึดหลักคิดแบบพอเพียงนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก หาก แต่เมื่อเริ่มจากเรื่องยากๆ ทุกเรื่องต่อๆ ไปก็จะเป็นเรื่องง่าย ดัง นั้น สิ่งส�ำคัญคือ ควรเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้ นายผล กล่าวอีกว่า เราทุกคนในครอบครัวต้องได้รับ การพัฒนาความมีวินัยในการท�ำงาน และสร้างความรับผิดชอบ โดยการตื่นนอนตั้งแต่ตอน 5 นาฬิกา ท�ำธุระส่วนตัว และแยก ย้ายไปท�ำงานตามหน้าที่ แม้แต่หลานสาวก็ต้องฝึกการท�ำงาน บ้านก่อนไปโรงเรียน และแต่ละคนจะต้องท�ำงานจนแล้วเสร็จใน เวลา 17 นาฬิกา แล้วก็กลับมาทานข้าวเย็นร่วมกัน ปัจจุบันนายผล มีศรี มีที่ดินทางการเกษตรทั้งหมดกว่า 84 ไร่ และจัดสรรปันส่วนเพื่อปลูกทั้งข้าว ล�ำไย มะม่วง แฝก และที่ส�ำคัญก็คือ ยางพารากว่า 700 ต้น หากเขาใช้เคมีภัณฑ์ ทั้งหมดต้องใช้เงินเป็นหลักแสนหลักล้าน ดังนั้นหากว่าจัดการ ด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เองได้บางส่วนก็ลดต้นทุนลง ล่าสุด ปี 2554 นายผล มีศรี ได้รับรางวัลผู้มีผลงาน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากส�ำนักงานคณะกรรมการ พิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชด�ำริ

11 แยกซอย และกลุ่มผู้ใช้น�้ำระดับคลองซอย พร้อมออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ การแบ่งปันน�้ำ การเปิด-ปิดน�้ำ รวมถึงเกณฑ์การเก็บเงิน สมทบเข้ากลุ่มโดยกลุ่มผู้ใช้น�้ำเองมีการเก็บเงินจากผู้ใช้น�้ำ จ�ำนวน ไร่ละ 10 บาท ต่อฤดูกาล ฤดูแล้ง ไร่ละ 20 บาท หรือเก็บเป็นข้าว ปัจจุบัน กลุ่มมีเงินกองทุน ประมาณ 6,000 บาท ที่ส�ำคัญสิ่งที่เกิดขึ้นมาด้วยจิตส�ำนึกของราษฎรผู้ได้รับ ประโยชน์จากโครงการเอง คือ มีการสร้างฝายชะลอน�้ำที่ไหลเข้า อ่างเก็บน�้ำห้วยตุ่น อันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ เป็นช่วงๆ บริเวณ ป่าต้นน�้ำและไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ รวมทั้งปลูกป่า ต้นน�้ำเพิ่มเติม เช่น ไผ่เพื่อการอนุรักษ์ และใช้สอยในชุมชน มีการ ส่งเสริมให้มีการด�ำเนินชีวิตแบบทางสายกลาง น�ำแนวคิดหลักการ 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน เชื่อม โยงเข้ากับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมมาปฏิบัติใช้ ส� ำ หรั บ การบริ ห ารจั ด การโดยเกษตรกรบ้ า นดอกบั ว ต�ำบลบ้านตุ่น อ�ำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ชนะการ ประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ระดับประเทศ ปี 2553 ด้วยการ จัดประกวด โดยส�ำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริมาแล้ว ถือว่ามีความเข้าใจ และสามารถน้อมน�ำพระราชด�ำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า���ยู่หัว มาแปรเป็นการปฏิบัติได้อย่างชัดเจน ล่าสุดเมื่อ โครงการอ่างเก็บน�้ำห้วยตุ่นได้รับรางวัล ชนะเลิศประเภทการบริหารจัดการน�้ำในโครงการพัฒนาแหล่งน�้ำ ขนาดเล็กตามแนวพระราชด�ำริ จากส�ำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ (ส�ำนักงาน กปร.) ร่วมกับกรมชลประทาน โครงการอ่างเก็บน�้ำห้วยตุ่น อันเนือ่ งมาจากพระราชด�ำริ ที่ชนะการประกวดในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบ ในการบริหารจัดการน�้ำ โดยชุมชนอย่างแท้จริง

กลุม่ เกษตรท�ำสวนบ้านถ�ำ้ -ดอกค�ำใต้ เศรษฐกิจดีได้จากเกษตรอินทรีย์

กลุ่มเกษตรกรท�ำสวนบ้านถ�้ำจัดตั้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 และได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อปี 2547 ปัจจุบันมีสมาชิก 139 ราย ท�ำเกษตรทฤษฎีใหม่ จ�ำนวน 60 ราย ที่เหลืออีก 79 ราย ท�ำการเกษตรแบบผสมผสาน มีอาคารส�ำนักงานและที่ดินเป็นของกลุ่ม รวมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ข้าวกล้องอินทรีย์ ปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกกู้ยืม คิดอัตราดอกเบี้ยต�่ำ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น และพึ่งตนเองได้ ส�ำหรับการบริหารกลุ่มครบถ้วนทั้ง 5ก ได้แก่ กรรมการกิจกรรม กองทุน กติกา การจัดการและได้น้อมน�ำปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ยังได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศในโครงการขับเคลื่อน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดพะเยา ปี 2551 ปี 2554 กลุ่มเกษตรกรท�ำสวนบ้านถ�้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศกลุ่มเกษตรกรทฤษฎีใหม่ จากส�ำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อ ประสานงานโครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชด�ำริ

ปีนี้ฝนหัวปี กลางปี มีมาก หล้าปีบ่มี โกลาหล อนตรายจักเกิดมีแก่ชาวเจ้าสมณพราหมณ์ทังหลาย


ปักขทืน(ปฏิทิน)ล้านนา ปีเต่าสี จุลศักราช ๑๓๗๔ หนังสือปีใหม่ล้านนา จุลศักราช ๑๓๗๔ พุทธศักราช ๒๕๕๕ - ๒๕๕๖ ปีเต่าสี (ปีมะโรงจัตวาศก)

หรคุณวันสังกรานต์ล่อง หรคุณวันเน่า หรคุณวันพระญาวัน

๕๐๑๘๖๔ ๕๐๑๘๖๕ ๕๐๑๘๖๖

วันพระญาวัน จ.ศ.๑๓๗๔ ๑๖๙๙๔ อวมาน ๔๐๐ ๙ อุจจพล ๒๘๕ ๒๔ วาร ๑

มาสเกณฑ์ กัมมัชพล ดิถี

อธิกมาส

ปกติวาร

อธิกสุรทิน (พ.ศ.๒๕๕๕)

มังคลวุฒิกาลานุกาละ สังกรมสวัสติศิริศุภมัสตุ จุลศักราชได้ ๑๓๗๓ ตัว เถาะฉน�ำกัมโพชพิสัย ในคิมหันตอุตุ จิตตมาส กาฬปักษ์ สัตตมี ศุกรวารไถง ไทภาษาว่าปีร้วงเหม้า เดือน ๗ ลง ๗ ค�่ำ พร�่ำว่าได้ วันศุกร์ ที่ ๑๓ เมษายน วันไทกาบสี ติถี ๗ นาทีติถี ๓๘ ตัว พระจันทร์จรณยุตติโยดโสดเสด็จเข้าเทียว เทียมนักขัตตฤกษ์ตัวถ้วน ๒๐ ชื่อปุพพาษาฒะ คือว่าดาวปลายงาช้าง เทวตาปรากฏในธนุกเตโชราศี นาทีฤกษ์ ๒๓ ตัว เสี้ยงยามตูดเดิก็สู่ยามกลองเดิก็ ปลาย ๒ บาทน�้ำ ปลาย ๑๐ พิชชา ปลาย ๒ ปราณ ปลาย ๑๐ อักขระ คือว่าได้ ๑๙ นาฬิกา ๔๖ นาที ๑๒ วินาที อันนี้ตามกัมพีร์สุริยาตราแล ยามนั้น รวิสังกรมะ คือ พระสุริยามีตนแลทรงเครื่องมีวรรณะเนื้อตนอันขาวเป็นดั่งนวดเงิน สุบกระโจม ต่างขระจอนหู ประดับด้วยแก้ววิฑูรย์ เนรมิต หื้อมีมือสี่เบื้อง มือขวาก�้ำลุ่มถือหมากประค�ำ มือขวาก�้ำบนถือแว่น มือซ้ายก�้ำบนถือผาลา มือซ้ายก�้ำลุ่มพาดตัก นั่งอย่องเอยาะเหนือหลังฅวาย ลุกจากหน อาคไนย์ ไปสู่หนพายัพ เสด็จย้ายจากมีนประเทศสู่เมษราศีทางโคณวิถีเข้าใกล้เขาพระสุเมรุราช ขณะยามนั้น ยังมีนางเทวดาตนนึ่งชื่อลิตา ทรงพาหุรัด ทัดดอก ส้มสุก มานั่งอยู่ถ้าดารับเอาขุนสังกรานต์ไป ปีนี้ฝนหัวปี กลางปี มีมาก หล้าปีบ่มี โกลาหล อนตรายจักเกิดมีแก่ชาวเจ้าสมณพราหมณ์ทังหลาย พิชชะข้าวกล้า ถั่วงาดี ข้าวเกลือถูก คนทังหลายอยู่ดีมีสุขชะแล เหตุตามคาถาว่า “สุกฺโขภาโน จ สงฺกรม อกฺกุโชต ปฏิคโห นคฺครา จ พหุโสการโย โสกาภวิสติ” ดั่งนี้แล ควร สืบชาตาบ้านเมือง ปูชาเคราะห์บ้านเคราะห์เมืองตามอุปเทศเทอะ ในวันสังกรานต์ไปนั้น จุ่งหื้อครูบาอาจารย์ เจ้านาย ท้าวพระญาเสนาอามาตย์ข้าราชการ ไพร่ราษฎรทังมวลเอากันไปสู่โปกขรณี แม่น�้ำ เค้าไม้ จอม ปลวกใหญ่ หนทางไฅว่สี่เส้นสุมกัน อว่ายหน้าไปสู่ทิศะหนวันออก อาบองค์สรงเกศเกล้าเกศี ปีนี้สรีอยู่ที่ท้อง หื้อเอาน�้ำอบน�้ำหอมเช็ดท้องเสีย กาลกิณีอยู่ที่ หน้าผาก จังไรอยู่ที่หน้า หื้อเอาน�้ำเข้าหมิ้นส้มป่อยเช็ดฅว่างเสีย กล่าวคาถาว่า “อมสิริมา มหาสิริมา เตชะ ยสฺส ลาภา อายุ วณฺณา ภวนฺตุเม” ลอยจังไรเสีย ในที่ทังหลายฝูงนั้น แล้วมานุ่งทรงเสื้อผ้าผืนใหม่ ทัดดอกส้มสุกอันเป็นพระญาดอก หากจักมีอายุยืนยาวไปชะแล เดือน ๗ ลง ๘ ค�่ำ พร�่ำว่าได้ วันเสาร์ที่ ๑๔ เมษายน วันไทดับใส้ เป็นวันปูติ คือวันเน่า ปีนี้เน่าวันนึ่ง ในวันเน่านั้น บ่ควรจักกระท�ำมังคลกรรมสักอัน อย่าหื้อคนทังหลายมีใจขุ่นมัวกวนเกลาด้วยบาป เป็นต้นว่า ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร อย่าผิดข้องร้องเถียงกัน หื้อมีสามัคคะฉันทาพร้อม เพรียงกัน ช�ำระหอเรือนบ้านช่อง กวาดทรายดายหญ้า ข่วงวัดวาอาราม ข่วงไม้สรี เจดีย์พระธาตุ ขนทรายใส่วัด จักมีผลานิสงส์กว้างขวางมากนักชะแล เดือน ๗ ลง ๙ ค�่ำ พร�่ำว่าได้ วันอาทิตย์ ที่ ๑๕ เมษายน วันไทรวายสะง้า ติถี ๙ นาทีติถี ๔๔ พระจันทร์จรณยุตติเข้าเทียวเทียมนักขัตตฤกษ์ตัวถ้วน ๒๒ ชื่อสราวณะ คือ ดาวคานหาม เทวตาปรากฏในมังกร ปถวีราศี นาทีฤกษ์ ๒๕ ตัว เสี้ยงยามแตรเดิ ก็สู่ยามเดิก็ ปลาย ๓ ลูกมหานาที ปลาย ๔ พิชชา ปลาย ๒ ปราณ ปลาย ๑๐ อักขระ คือว่าได้เวลา ๒๓ นาฬิกา ๔๓ นาที ๔๘ วินาที ยามนั้นศักราชจิ่งขึ้น แถมตัวนึ่ง จิ่งเป็น ๑๓๗๔ ตัว ปีเต่าสีแล ปีนี้ได้เศษ ๖ ชื่อภูสยวัสสะ ปีนี้ม้ารักษาปี ไก่รักษาเดือน แมวรักษาป่า ปลากั้งรักษาน�้ำ อาฬวกยักขะรักษาอากาศ อัคคิสโรยักขะรักษาแผ่นดิน ท้าว พระญาเป็นใหญ่แก่คนทังหลาย ม้าเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๔ ตีน นกตระเหว่าเป็นใหญ่แก่สัตว์ ๒ ตีน ไม้ซักเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้ระโมงเป็นใหญ่แก่ไม้กลวง หญ้า เกียงเป็นใหญ่แก่หญ้าทังหลาย ดอกส้มสุกเป็นพระญาแก่ดอกไม้ โอชารสดินบ่มีหลาย ฝนห่าใหญ่จักตก ๕๐ ห่า พิชชะข้าวกล้าดี คนเกิดมาปีนี้อยู่ดีมีสุข มี ปัญญา อายุ ๗๐ ชะแล ขวัญข้าวอยู่ไม้บ่าทัน หื้อเอาไม้บ่าทันมาแปงเป็นคันข้าวแรก ไม้งิ้วเป็นพระญาแก่ไม้กลวงไม้ตันทังมวล ผีเสื้ออยู่ไม้ป่านเถื่อน ผีเสื้ออยู่ไม้อันใดอย่าได้ ฟักฟันตัดปล�้ำยังไม้อันนั้น คันจักกระท�ำมังคลกรรมเยื่องใดหื้อได้ปูชาผีเสื้ออยู่ไม้นั้นเสียก่อนแล้วกระท�ำ จักสมฤทธีชะแล นาคราชขึ้นน�้ำ ๓ ตัว บันดาลหื้อฝนตก ๒๐๐ ห่า ชื่อ โสราธิปติ จัดเป็นตางได้ ๒ ตาง แลตางกว้างได้ ๖๐ โยชนะ ลึก ๓๐ โยชนะ จักตกในเขาสัตตปริ ภัณฑ์ ๑๐๑ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๖๓ ห่า ตกในมนุสสโลกเขตเมืองคน ๓๖ ห่า เทวดาวางเครื่องประดับหนทักขิณะ คือ ทิศะหนใต้ ปาปเคราะห์ตกหนอาคไนย์ คือ ทิศะวันออกแจ่งใต้ ปาปลัคนาตกหนพายัพ คือ ทิศะวันตกแจ่ง เหนือ ในทิศทัง ๓ นี้ กระท�ำมังคลกรรมและอาบน�้ำด�ำหัวช�ำระตัวตน อย่าอว่ายหน้าไปต้อง บ่ดี อตีตวรพุทธศาสนาคลาล่วงแล้วได้ ๒๕๕๔ พระวัสสา ปลาย ๑๑ เดือน ปลาย ๙ วัน นับแต่วัน พระญาวันคืนหลัง อนาคตวรพุทธศาสนาจักมาพายหน้าบ่น้อย ยังอยู่ ๒๔๔๕ พระวัสสา ปลาย ๒๐ วัน นับตั้งแต่วันปากปีไปภายหน้า ตามชินกาลมาลินีสังเกต เหตุเอาบวกสมกันเต็ม ๕๐๐๐ พระวัสสาบ่เศษ เหตุตามฎีกาชินกาลมาลินีมหาพิลางคสัมมิหรสีเจ้า หากวิสัชชนาแปลงสืบๆ มานั้นแล ปริโยสาน สมตฺตา ฯลฯ ปีนี้มีเดือน ๑๐ สองที ควรดีนิมนต์พระสงฆ์องค์การบรมชิโนรสมหานาค กระท�ำช�ำระกิจอุโปสถกรรมในทุติยสาฬหปุณณมี คือว่าเดือน ๑๐ ทุติยะเพ็ง เม็งวัน ๕ แล้วสมาทานเข้าปุริมวัสสาในวันลงนึ่งฅ�่ำ พระจันทร์เทียวเทียมนักขัตตฤกษ์ตัวถ้วน ๒๓ ชื่อว่า ชนิษฐะ คือดาวเพียงกลาง ในมังกรปถวีราศีตามดั่ง พุทธบัญญัติว่า “วิเสกวิสํกฺนตฺตธ ติตฺถี ปณฺญรสี ภเว วสฺสํ อุปคต ภเว อาสาฬหํ ปาฏิปทเห” ดังนี้ ให้ชอบปีเดือนวันเทศกาลฤดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ อันเป็น ประธานแห่งโลกตามขนบธรรมเนียมประเพณีสืบๆ มานั้นแล ปริโยสาน สมตฺตา ฯลฯ ยุทธพร นาคสุข : เป็นผู้วิสัชชนาปล่านแปลงแต่งแต้มแล ติดตามคลิป ประกาศสงกรานต์ล้านนา จ.ศ.1374 ปีเต่าสี ได้ที่ http://www.phayaoforum.com


phayaorath81