Issuu on Google+


บทความ Pio­neers of Graphic Design ว่าด้วย designers ที่เป็นผู้บุกเบิก graphic design ในยุค modernism และ post-modernism บทความ อ้างอิงมาจากเวปต่างประเทศทั้งหมด แปลและเรียบเรียงโดย

และ

อดุลย์ โกกะพันธ์

Modernism และ Postmodernism สองลัทธิที่แตกต่างก่อให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ๆ ทั้งด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม งานประพันธ์เพลงภาพยนตร์สังคมและการสื่อสารแล้วมันต่างกันอย่างไรละ? ประกอบกับประวัตินักออกแบบผู้ทรงอิทธิพล แห่งศตวรรษที่ 20-21 เขาเหล่านั้นมีใครบ้างและพวกเขาได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะใดให้กับโลกใบนี้บ้าง ขอเชิญผู้อ่านพบคำ�ตอบของทั้ง สองลัทธิและทําความรู้จักกับผู้ที่ผลักดันให้โลกของการออกแบบนี้ก้าวไปข้างหน้า ภายในรายงานชุดนี้ครับ...


Modernism

ลัทธิสมัยใหม่ (Modernism) พัฒนาขึ้นในสังคม Modernization ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐ ท่าม กลางกระแสสังคมแสวงหาสิทธิเสรีภาพ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การพัฒนา ระบบทุนนิยมเสรี ความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การดํารง ชีวิต ท่ามกลางสังคมสมัยใหม่ จาก อํานาจทางการปกครองและอํานาจ ทางเศรษฐกิจของคนชั้นสูง มาสู่คนชั้น กลางศาสนาและความเชื่อจากสรวง สวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์วิทยาศาสตร์ ทุกสาขาพัฒนาขึ้น และมหาวิทยาลัย เพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยมีบทบาท ประชาชนเรียกร้องอิสรภาพเสรีภาพ การผลิต ในชุมชนพัฒนามาสู่การ

ผลิตแบบมวลผลิตพร้อมกับการปฏิวัติ อุตสาหกรรมลัทธิสมัยใหม่วิถี ความคิด ความเชื่อโดยมีแนวทางการดํารงชีวิต เป็นแบบแผนเฉพาะของยุคสมัย และ มีลัทธิทุนนิยมเป็น หัวใจสําคัญทาง เศรษฐกิจศิลปะสมัยใหม่บนรากความ คิดของลัทธิสมัยใหม่ ชนชั้นกลาง ที่ผ่านการศึกษาในระบบ และโรงเรียน มีฐานะทางเศรษฐกิจจากระบบการ แข่งขันและทุนนิยมเสรี มีรสนิยมในเชิง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีระเบียบ แบบแผนการดำ�รงชีวิตจากระบบการ ศึกษาและวัฒนธรรมของสมัยใหม่ศิลปะ สมัยใหม่ได้สะท้อน เนื้อหา รูปแบบ และกลวิธี บนฐานของความคิดสร้างสรรค์และปัจเจกบุคคล แม้จะมี

ความแตกต่างหลากหลาย แต่คงราก ความงามทางสุนทรียศาสตร์ไว้ การแสดงอารมณ์และการแสดงความ รู้สึกนึกคิดในลักษณะต่างๆไม่ว่าจะ เป็นศิลปะการแสดง ดนตรีทัศนศิลป์ สถาปัตยกรรมวรรณกรรมพัฒนาจาก ศิลปะในสังคมเก่าที่ตอบสนองอํานาจ และศรัทธาเบื้องบนมาสู่การตอบสนอง สังคมในแนวราบ เป็นความงามหรือ สุนทรียะสําหรับสามัญชนที่แสดงออก ง่ายๆสื่อสารง่ายๆตอบสนองง่ายๆ ชื่นชมหรือไม่ชื่นชมก็อยู่ที่ความพึงพอใจ ตาม ปัจเจกภาพเพื่อตนเองไม่ใช่เพื่อ ความศรัทธาที่มีต่อศาสนา รวมถึงผู้มี อํานาจ ดังเช่นอดีตจากศิลปะหลัก ในสังคมเก่า มาสู่ศิลปะสังคมสมัยใหม่


ซอล แบส (Saul Bass) เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 1920 ในนครนิวยอร์ค เขาเรียนที่ Art Student’s League ใน แมนฮัตตั้นจนกระทั่งได้มาพบกับ กีออร์จี้ คีพ ที่วิทยาลัยบลู๊คลิน เขาเริ่มต้นช่วงเวลาในฮอลลีวู๊ดกับงานพิมพ์โฆษนา ภาพยนตร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการทำ�โปสเตอร์ประกอบภาพยนต์ของเขา


เขาได้ร่วมงานกับ อ๊อตโต พรีมินเกอร์ กับงานโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง Carmen Jones ในปี 1954 พรีมินเกอร์ ประทับใจ ผลงานของแบสมาก และยังได้ขอให้เขา ทําไตเติ้ลภาพยนตร์ให้ด้วย นี่คือโอกาศ ครั้งแรกสําหรับเขาที่จะได้สร้างบางสิ่ง บางอย่างที่เป็นมากกว่าแค่ไตเติ้ล ภาพยนตร์โดยการสร้างสิ่งที่สามารถจะ ให้ประสบการณ์กับผู้ชม อารมณ์และธีม ของภาพยนตร์ในช่วงฉากเปิด แบส เป็นบุคคลแรกๆ ที่ตระหนักได้ถึงการ สร้างสรรค์ฉากเปิดและฉากเครดิตตอน ภาพยนตร์แสดงจบลง

ในช่วงเวลา 40 ปีของการทําางาน เขาทํางานให้กับผู้สร้างภาพยนตร์ระดับ แนวหน้าของ ฮอลลีวู๊ดหลายราย รวม ไปด้วย อัลเฟร็ด ฮิตช์ค๊อก อ๊อตโต พรี มินเกอร์ สแตนลี่ คูบริค และ มาร์ติน สคอร์ส และงานไตเติ้ลซีเควินซ์ที่มีชื่อ เสียงที่สุดของเขานั่นก็คือ งานคัดเอ้าท์ อนิเมชั่นด้วยกระดาษซึ่ง อนิเมตแขน ของผู้ติดเฮโรฮีนให้กับ พรีมินเกอร์ ใน ภาพยนตร์เรื่อง The Man with the Golden Arm, ตัวหนังสือวิ่งขึ้นลงใน ช๊อตมุมสูงของอาคารสหประชาชาติ ในเรื่อง North by Northwest ของ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค๊อก และตัวหนังสือที่วื่ง

และแยกออกจากกันในเรื่อง Psycho แบสยังได้ออกแบบโลโก้ซึ่งเป็นที่จดจํา ได้ดีจําานวนมากในอเมริกาเหนือ เช่น โลโก้ AT&T Bell System ซึ่งสามารถ สร้างความจดจําาในสหรัฐได้กว่า 93% โลโก้ลูกโลกของ AT&T ภายหลังจากที่ แยกตัวออกมา จาก Bell System โลโก้ของ Dixie และ United Way นอกจาก นี้ยังมีบริษัทจาก ญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วยและยังรวมถึงโลโก้ของ Student Academy Award


สเตฟาน แซกมิสเตอร์ (Stefan Sagmeister) เรียนกราฟฟิคดีไซน์ที่ University of Applied Arts Vienna หลังจากนั้นเขาได้ รับทุนการศึกษามาเรียนต่อที่ Pratt Institute ในนิวยอร์คเขาเริ่มต้นอาชีพออกแบบเมื่อวัย 15 ปีกับ Alphorn นิตรสารเยาวชน ของออสเตรีย ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อของ เครื่องดนตรีเก่าแก่บนเทือกเขาแอลป์


ในปี 1991 เขาย้ายไปทํางานกับ กลุ่มออกแบบ Leo Burnett ที่ฮ่องกง ในปี 1993 เขากลับมาที่นิวยอร์คอีก ครั้งเพื่อทํางานกับบริษัทออกแบบ Tibor Kalman’s M&Co เขาทํางานอยู่ที่นั่น ได้ไม่นานและก็ได้ตัดสินใจที่ออกจาก ตําแหน่งมาทํานิตรสาร Colors ให้กับ กลุ่ม Benetton ในโรม เขาตั้ง SagmeisterInc. ขึ้นที่ นิวยอร์คในปี 1993 จากนั้นได้ออกแบบ แบรนด์ดิ่งกราฟฟิคและแพคเกจให้กับ ลูกค้าหลากหลายเช่น Rolling Stones, HBO, Guggenheim Museum และ Time Warner. บริษัทจ้างนักออบแบบ อาธิเช่น Martin Woodtli, Hjalti Karlsson และ Jan Wilker ผู้ซึ่งใน ภายหลังตั้ง Karlssonwilker เขาได้ร่วมงานเป็นเวลานานกับนัก ดนตรีอย่าง David Byrne และ Lou Reed. นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้แต่ง หนังสือ “Made You Look” ซึ่งตีพิมพ์ โดย Booth-Clibborn งานเดี่ยวของ Sagmeister Inc. นั้นถูกจัดขึ้นที่ ซูริช, เวียนนา, นิวยอร์ค,

เบอร์ลิน, ญี่ปุ่น, โอซาก้า, ปราก, โคโลญ และโซล เขาสอนที่โรงเรียน นิเทศศิลป์ในนิวยอร์คอีกด้วยและได้ รับตําแหน่ง Frank Stanton Chair ที่ Cooper Union School of Art ใน นิวยอร์ค นอกจากนั้นแล้วเขาได้รับรางวัล Grammy Award ด้วยในปี 2005 ใน ประเภท Best Boxed or Special Limited Edition Package สําหรับผล งาน Once in a Lifetime โดย Talking Heads และ ในปี 2008 เขาได้ทําางาน ร่วมกับ David Byrne และ Brian Eno ในอัลบัม Everything That Happens Will Happen Today อีกด้วย


เดวิด คาร์สัน (David Carson) เป็นผู้มีบทบาทสําคัญและเป็นหัวหน้านักออกแบบของ David Carson, Inc. ซึ่งตั้งอยู่ที่เดลมาร์ แคลิฟอร์เนีย และซูริช ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นหนึ่งในนักออกแบบของ ยุคที่ควรค่าแก่การจดจำ�


นิตรสารกว่า 180 ฉบับและบทความใน หนังสือพิมพ์ทั่วโลก ประกอบไปด้วย นิตสาร Newsweek หน้าหนึ่งหนังสือ NewYorkTimes, CreativeReview ของ ลอนดอนยกให้คาร์สันเป็นผู้กำ�กับศิลป์ แห่งยุค The American Center for Design (Chicago) วิจารณ์งานของเขา ในนิตรสาร Ray Gun ว่าเป็นผลงาน ชิ้นโบแดงจากอเมริกา งานของเขาใน นิตรสาร Beach Culture ชนะรางวัล “ออกแบบยอดเยี่ยม”กับ“ปกยอดเยี่ยม แห่งปี” จาก Society of Publication Designers ในนิวยอร์ค ในด้านไทป์โปกราฟฟี่ คาร์สันอยู่ ในรายชื่อ “ผู้เชี่ยวชาญด้านไทป์โป กราฟฟี่” ในนิตรสาร Graphis ส่วน

คาร์สันได้รับเกียรตินิยมจาก มหาวิทยาลัย ซานดิเอโก ในขณะที่ เขากําลังเรียนอยู่สตูดิโอของเขามีฐาน ลูกค้าที่กว้างและมากมายประกอบไป ด้วย New York Type Directors Club, American Center for Design และ นิตรสาร I.D. ครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจ และด้านศิลปะ คาร์สันมีงานลงใน

นิตรสาร I.D.ยกคาร์สัน “นักออกแบบ ผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่สุดของอเมริกา” นิตรสาร Newsweek กล่าวว่า “เขา เปลี่ยนโฉมหน้าของกราฟฟิคดีไซน์” สื่อสิ่งพิมพ์ด้านกราฟฟิคดี���ซน์อย่าง Emigre ตีนิตรสารยกย่องคาร์สันว่า เป็น กราฟิคดีไซน์เนอร์ชาวอเมริกัน เพียงหนึ่งเดียวซึ่งควรได้รับเกียรติใน ประวัติศาสตร์นิตรสาร และในเดือน เมษายนปี 2004 นิตรสาร Creative Review ของลอนดอนยกย่องเขาว่า “กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ผู้มีชื่อเสียงมาก ที่สุดในโลก” เขาได้รับรางวัล 4 เหรียญ ทองจาก Charleston ADDY awards ร่วมด้วยรางวัล “รางวัลพิเศษสําหรับ มืออาชีพ” ผลงานของเดวิดยังคงดําเนินต่อไป ด้วยจิตวิญญาณพร้อมกับการให้ความ สําคัญกับ สิ่งที่จะนําเสนอ ก่อนที่จะ ออกแบบมันด้วยประสบการณ์ผ่านสื่อ ต่างๆ เดวิด คาร์สัน นับว่าเป็นดีไซน์ เนอร์ขนานแท้ ผู้ซึ่งทําให้สตูดิโอของเขา นั้นเล็กและเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา


D.I.Y

do it

yourself.

เดี๋ยวนี้อะไรๆก็ง่าย เเค่ควักสตางค์จ่ายปุ๊ป-ก็ได้มา ความจริงก็คงเป็นเรื่องน่าดีใจที่สุดสำ�หรับชาวโลกในทุนนิยม คงต้องขอบคุณมันสมองอันเเสนฉลาดของมนุษย์ ที่ได้ให้ก�ำ เนิดเครื่อง ทุ่นเเรงที่ผลิตสินค้า ‘สำ�เร็จรูป’ ออกมาตอบสนองความต้องการเเบบ ปัจจัยสี่ได้เเบบด่วนจี๋ทันใจ เเม้เเต่ความสบายก็หาซื้อบริการได้ทั่วไป การทำ�อะไร ‘ด้วยตัวเอง’ เลยพลอยถูกลดทอนความหมายลงไปด้วย อย่างน่าเสียดาย จนเหลือเป็นเพียงเเค่กิจกรรมยามว่างสุดฮอตฮิตใน หมู่คุณเเม่หรือสาวๆที่กรี๊ดกร๊าดงานฝีมือกระจุ๋มกระจิ๋ม กุ๊กกิ๊ก น่ารัก จากการประดิษฐ์นั่น ซ่อมโน่น เปลี่ยนนี่ ด้วยตัวเอง หรือเป็นปลื้มกัน อยู่เเค่ในกลุ่มคนวงเล็กๆที่รักงานศิลปะทำ�มือเท่านั้น เมื่อเราเพลิดเพลินกับการจับจ่ายเพื่อให้ได้มาจนติดเป็นนิสัย พอเกิดปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่า โลกหมุนเร็วกว่าลม หรือค่านิยมของความมักง่ายกันเเน่ เราจึงเหมือน ถูกตั้งโปรเเกรมไว้ให้ลืมไปว่า มีหลายอย่างในชีวิตประจำ�วันที่เรายัง สามารถทำ�ได้ด้วย ‘สองมือ’ ของเราเอง D.I.Y ที่เราเเปลเป็นไทยว่า ‘พึ่งตนเอง’ จึงขอสอนวิธีดีไอวาย สิ่งที่อยู่รอบๆตัว ลงมือทำ�เเล้วคุณจะร้องว่า พึ่งตนเองก็ได ง่ายจัง!


notebook handmade ท่ามกลางกระเเส scrapbook ที่กำ�ลังมาเเรง เดินไปทางไหนก็เจอร้านขายสมุด กระดาษลายเท่ เก๋ บาดใจเราไปหมด กระตุ้นต่อมครุคริ งุงิ พานอยากได้มาไว้ในครอบครอง เเต่พอลองพลิกป้ายราคาดู ก็ถึงกับคริคริไม่ค่อยออกเพระามันไม่สอดคล้องกับเงินในกระเป๋ายุคเศรษฐกิจเช่นนี้เอาเสียเลย ไม่เป็นไร! อย่าเพิ่งกระซิกๆกลับไปหาสมุดลายไทยมาใช้อย่างหมดหวัง เพราะเราจะชวนคุณมาทำ�สมุุดทำ�มือง่ายๆ สนุกๆ เเถมยังเลือกลายได้ตามชอบใจเจ้าของ คราวนี้คนกระเป๋าสตางค์เเห้งๆอย่างเรา ก็ไม่ต้องไปตาม ง้อสมุดราคาหยิ่งยโสอีกต่อไป คริคริ! • อุปกรณ์ 1. อุปกรณ์ที่จำ�เป็นเเละหาได้ไม่ยาก เช่น กาว กรรไกร คัตเตอร์ ไม้บรรทัด ดินสอ เข็ม ด้าย หรือเชือกเย็บสมุดสีต่างๆ 2. กระดาษเเละปกสมุดตามที่ชอบ 3. ตัวเจาะ ไว้ส�ำ หรับเจาะกระดาษ จำ�เป็นมากไม่ว่าจะการเย็บ ในเเบบใด

• ขั้นตอนการทำ� notebook handmade

1. ทำ� templateของสมุดขึ้นมาตัวนี้จะ ทำ�ให้ไส้เเละปกสมุดตรงกันเราต้องการ เย็บกี่รูก็เจาะที่ตัว template ก่อน

2. ใช้ template ที่เจาะรูเเล้วมาทาบ บนปกเเละกระดาษไส้ใน เเละเจาะรู ตาม template

3. เมื่อเจาะเสร็จเเล้ว ลองนำ�ปกเเละ ไส้ในมาประกบกันดูว่าเท่ากันหรือไม่


4. การเตรียมด้ายก่อนเย็บ ความยาว ของด้ายให้วางทบ ตามจำ�นวนชั้นใส้ใน เช่นมี 8 ชั้นก็ 8 ทบเเล้วบวกเกิน ไปอีก 1 ทบ

7. ด้ายจะมาเจอกันด้านในเเล้วผูกปม ผูกเสร็จเเล้วเย็บรูต่อไปที่เจาะไว้

10. ต้องเย็บออกมาจนเจอรูสุดท้ายของ ปก ขั้นตอนนี้ส�ำ คัญเพราะต่อไปเราต้อง เอากระดาษไส้ในอีกชั้นมาต่อ ก่อนที่จะ เย็บชั้นต่อไป สอดเข็มตามนี้

13. เย็บจนรูสุดท้าย เเละเย็บปก

5. เอาปกหน้าวาง เอาไส้ชั้นแรกวางทับ เย็บรูแรกลงไปแล้วให้เหลือด้ายประมาณนี้ เอาคลิปคีบไว้กันหลุด

8. เมื่อเย็บรูที่ 2 ไส้ใน ผล่ออกมาก็จะเจอ รูที่ 2 ของปกเช่นกันเย็บเข้ารูที่ 2 ของปก แล้วสอดเข็มกลับออกมาด้านหน้าปก

11. เอาไส้ในชั้นที่ 2 มาประกบเย็บรูแรก ของชั้น 2 ก็จะเหมือนกับที่เราเย็บชั้นแรก ทุกอย่าง แต่แทนที่จะเย็บรูที่ปกอีก เราเอา เข็มสอดเข้าไปใต้ชั้นที่ 1

หากสนใจดูโดยละเอียดได้ตามนี้ cradit : สมุดทำ�มือ http://www.facebook.com/pages/ Handmade-สมุดทำ�มือ/128154767231297

6. เย็บรูแรกจากด้านในออกมาแล้ว มาเย็บรู แรกที่ปกด้วยแล้วเอาเข็มย้อนเย็บกลับเข้าไป รูแรกเดิมของไส้ใน

9. ทำ�ตามขั้นตอนเหมือนที่เย็บรูแรกกับ รูที่ 2 ซ้ำ�กันไป เย็บมาเรื่อยๆจนถึงไส้ ในรูสุดท้าย

12. แล้วสอดเข็มออกอีกฝั้งเสร็จแล้วก็ ทำ�แบบเดิม คือออกมารูไหนเย็บกลับ เข้ารูเดิมประกบชั้นต่อๆไป จนหมด

14. จะได้สมุดทำ�มือสวยๆเเบบนี้


Rubber stump ในยุคสมัยนี้เดินไปทางไหนก็มักเห็นสิ่งของ รอบตัวต่างมีลวดลายเพื่อดึงดูดความสนใจ เเก่ผู้ซื้อ ทั้งบนสิ่งของรอบๆตัวเราเช่น กระเป๋า สมุด เเก้วน้�ำ เเละมีอีกหลายสิ่งมากมายที่มีลวดลายมาเป็นตัววัด การตัดสินใจซื้อของลูกค้า เเต่ถ้าหากเราเกิดอยากที่ จะมีลวดลายการ์ตูนของตัวเอง ลงบนของใช้ของเรา หากไปจ้างทำ�ก็ราคาเเพงเเสนเเพง ไม่ยุติธรรมช่วง เวลาข้าวยากหมากเเพงยุคนี้เลย เเต่ช้าก่อนเรามีวิธีให้คุณสามารถจะนำ�เอา การ์ตูนน่ารักๆของคุณ มาทำ�เป็นลายง่ายๆ อยู่บน สิ่งของเครื่องใช้ได้ด้วย ‘ตัวปั๊มยางลบ’ ที่ทำ�ได้ง่าย บวกกับความตั้งใจนิดหน่อย เเค่นี้ก็มีการ์ตูนเเสนจะ น่ารักของตัวเองไว้อวดใครๆเเล้ว...

ภาพพิมพ์ โดยความหมายของคำ�ย่อมเป็น ที่เข้าใจชัดเจนแล้วว่า หมายถึงรูปภาพที่สร้างขึ้นมา โดยวิธีการพิมพ์ แต่ส�ำ หรับคนไทยส่วนใหญ่เมือ่ พูดถึง ภาพพิมพ์อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักว่าภาพพิมพ์คืออะไร กันแน่ เพราะคำ�ๆนี้เป็นคำ�ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้กันมาเมื่อ ประมาณเมื่อ 30 ปี มานี้เอง ภาพพิมพ์ทั่วไป มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ จิตรกรรมและภาพถ่าย คือตัวอย่างผลงานมีเพียง 2 มิติ ส่วนมิติที่ 3 คือ ความลึกที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ ภาษาเฉพาะของทัศนศิลป์ อันได้แก่ เส้น สี น้ำ�หนัก และพื้นผิวสร้างให้ดูลวงตาลึกเข้าไปในระนาบ 2 มิติ ของผิวภาพ แต่ภาพพิมพ์มีลักษณะเฉพาะที่ีแตกต่าง จากจิตรกรรมตรงกรรมวิธีการสร้างผลงานจิตรกรรม นั้นศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์ขีดเขียน หรือวาดภาพเเละ ระบายสีลงไปบนผืนผ้าใบ กระดาษหรือสร้างออกมา เป็นภาพโดยทันที แต่การสร้างผลงานภาพพิมพ์นั้น ศิลปินต้องสร้างแม่พิมพ์ขึ้นมาเป็นสื่อก่อนแล้วจึงมา ผ่านกระบวนการพิมพ์ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่เรา ต้องการได้ ในยุคสมัยนี้การสร้างเเม่พิมพ์สามารถที่ จะทำ�ได้หลากหลายเเบบ ทั้งง่ายเเละยากต้องมีการ ใช้ฝีมือเเละทักษะขั้นสูงในการฝึกฝน


• ขั้นตอนการทำ� Rubber stamp.

1. วาดรูปการ์ตูนที่ต้องการลงบน กระดาษที่เตรียมไว้

2. ลอกลายการ์ตูนลงกระดาษไข เเล้วจึงนำ�ไปลอกลายใส่ยางลบ

3. ลงมือเเกะโดยค่อยๆใช้คัตเตอร์ หัวเเหลมเเกะไล่ตามขอบ

4. เริ่มเเกะขอบนอก โดยให้ตัดตัว ยางลบทำ�มุม 45 องศา

5. เเกะจนเห็นหลุมสีขาว ส่วนที่นูน ขึ้นมานั้นจะเป็นส่วนที่ถูกหมึก

6. หลังจากเเกะด้านในเสร็จ ก็ใช้ ใบมีดหัวใหญ่ตัดขอบด้านนอก

7. เสร็จเเล้วลองนำ�ไปทาหมึกสีเเล้วปั๊มบนวัสดุที่ต้องการ


Bento lunch set เที่ยงตรงคือเวลาอันตราย เพราะมัน คือช่วงเวลาเดียวของวัน���ี่ทุกคนไม่ว่า นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำ�งานจะมารวมตัวกันโดยมิได้ นัดหมายที่โรงอาหาร ร้านข้าวเเกงคุณป้าหรือร้าน ก๋วยเตี๋ยวอาเฮีย จะที่ใดก็ตามที่มีอาหารยิ่งถ้าขึ้นชื่อ ว่าอร่อยเจ้าเก่าเจ้าเด็ดเจ้าดังด้วยเเล้ว อย่าหวังที่จะยืน คอยให้เมื่อย นอกจากจะต้องเผชิญชะตากรรมการต้อง ยื้อเเย่งในคิวอันยาวเหยียดเเล้ว อาหารที่เราได้มานั้นอาจ จะหนีไม่พ้นข้าวผัดกะเพราหมูสับค้างคืนเค็มๆ หรือเมนูเดิม ที่วนซ้�ำ ไปซ้�ำ มา เราเลยชวนคุณมาหาทางออกที่ดีกว่าด้วยการ เตรียมอาหารง่ายๆไปทานเอง ทั้งได้ความสนุกประโยชน์เเถมยัง อร่อยไม่เเพ้อาเจ๊ร้านเด็ดร้านไหนเลยทีเดียว!

• อุปกรณ์ 1. ข้าวญี่ปุ่นหรือข้าวหอมมะลิ (เพื่อความเหนียวเเละเกาะตัวกันดี) 2. กับข้าวที่มีในเเต่ละวัน 3. ผงโรยข้าวหรือสาหร่ายตามเเต่ชอบ 4. อุปกรณ์การทำ�ชุดเบนโตะ เช่น ชุดอัดข้าวรูปทรงต่างๆ ขวดซอส ไม้จิ้มอาหารน่ารักๆ


• ขั้นตอนการจัดกล่อง bento set • bento set ในเเบบต่างๆ

1. การเตรียมอาหทารเเบบง่ายๆ เช่น ข้าวผัดกะเพราหรือข้าวผัด น้ำ�พริกใส่ลงไปในกล่องเเบ่งส่วน

2. อาจมีผัดผักเป็นเครื่องเคียงอยู่ เล็กน้อยเช่น เห็ดเข็มทองผัด

3. เเละอาจตกเเต่งด้วยผักสดอีก สักเล็กน้อย อาจเป็นมะเขือเทศ ลูกเล็กๆสีสันสดใสทานง่าย • ทั้งนี้เมนูอาหารอาจเปลี่ยนไป ตามความสะดวก ของผู้บริโภค หรือเป็นการรวมอาหาร’ฟิวชัน’ ที่มีการผสมผสานกัน ทำ�ให้ดู น่ารับประทาน เเละยังช่วยให้ กระตุ้นการอยากทานอาหารให้ มากขึ้นอีกด้วย

ชุดเเรกนี้จะเป็นเบนโตะ ในอารมณ์ ‘ฟิวชั่น’ มีทั้งอาหารคาวเเละผลไม้ ดูเเล้วเหมาะกับสาวๆที่รักษาสุขภาพ

ชุดนี้จะเป็นเบนโตะสำ�หรับเด็ก ที่ต้องมีการเชิญชวนให้อยากทานอาหาร ด้วยตัวการ์ตูนหรือสีสันที่สวยงาม ประวัติของเบนโตะหรือข้าวกล่องญี่ปุ่นนั้น เรา สามารถย้อนกลับไปได้ไกลจนถึงยุคคามะคูระในตอนปลาย หรือประมาณ 600 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีการพัฒนา อาหารแห้งและในสมัย อาซูชิ-โมโมยามา ได้มีการผลิตกล่องไม้ เบนโตะเหมือนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ และเบนโตะมักจะรับประทาน คู่กันในระหว่างพิธีชงชานับแต่นั้นมาเบนโตะ หรืออาหารปิ่นโตแบบ ญี่ปุ่นที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า เบนโตะ นั้นถ้าแปลตามตัวจะได้ความ หมายว่า ‘อาหารกลางวันระหว่างม่าน’ เมื่อชาวญี่ปุ่นไปหาความสำ�ราญ จากการดูละครนอกบ้าน จะมีการจัดข้าวสวยและกับข้าวออกมาขายเพื่อ ให้ผู้ชมรับประทานระหว่างที่มีการปิดผ้าม่านช่วงละครหยุดพักครึ่งเวลา ในเบนโตะจะประกอบด้วยอาหารมากมายหลายชนิด ทั้งที่เป็นอาหาร ที่ได้จากทะเลบ้าง อาหารจากภูเขาบ้างรวมทั้งอาหารที่ได้จากท้องถิ่นนั้นๆอีก ซึ่งแต่ละชนิดจะทำ�ด้วยเครื่องปรุงหลากหลาย และปรุงด้วยมีวิธีการทำ�ต่างๆกัน เช่น “มิโนะโมะ” คือผักต้ม “ยะกิโมะโนะ” คือปลาย่าง “ซุโนะโมะโนะ” คืออาหาร ประเภทปลาและผักที่แช่น้ำ�ส้มมาแล้ว “อะเงะโมะโนะ” คืออาหารประเภทของทอด “ซุเกะโมะโนะ” คือผักดอง การเปิดกล่องเบนโตะจึงเป็นเรื่องเพลิดเพลินมากสำ�หรับ ชาวญี่ปุ่น ที่สำ�คัญ จะจัดเรียงอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นถึงสุนทรีย์ทางด้านความงาม ของคนญี่ปุ่นอย่างชัดเจน


Home decorate

เราใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของวันอยู่ ที่บ้าน เเต่ฉไนบ้านเราจึงเป็นที่สุดท้ายที่เราใส่ใจ เหตุที่นักศึกษาหรือคนหนุ่มสาววัยทำ�งานต่างหา ข้ออ้างให้ตัวเองเวลาที่บ้านหรือห้อง กลายสภาพ เป็นรูหนูก็คือ ‘ไม่มีเวลา’ หรือไม่มีตังค์ที่ซื้อของ มาตกเเต่ง ‘ห้องเล็กนิดเดียวจะทำ�อะไรได้’ เเล้ว ก็ทนหดหู่อยู่ในห้องรูหนูที่ไม่กล้าชวนใครมาเห็น ด้วยความสงสารเเละเห็นใจ โดยเฉพาะสาวๆที่ อับจนหนทางในการทำ�ให้ห้องน่าอยู่หรือดูดีขึ้น วันนี้เรามีวิธีการเเต่งห้องง่ายๆในช่วง เวลาร้อนๆให้ดูน่าอยู่น่าพักผ่อนด้วยตัวคุณเอง ไม่ยากเลย เเค่ลุกขึ้นมาเขยิบนู่นนิด นั่นหน่อย เเค่นี้ก็จะเสมือนได้ออกกำ�ลังกาย ให้เเอคทีฟ!!! ไปพร้อมๆกับได้ห้องใหม่ไปในตัว...


• การจัดห้องสำ�หรับการ ใช้สอยในเเบบต่างๆ ห้องพื้นไม้ ขนาดไม่ใหญ่มีประตูกระจก เเละสีของห้องที่เป็นสีครีม ทำ�ให้ห้องนั้น ดูสว่างเเละอบอุ่น

การจัดห้องในมุมโล่งด้านหน้า ด้วยการนำ�เตียงไปตั้งชิด กับริมประตูกระจกบานเลื่อน เว้นให้พื่นที่ด้านหน้ามีที่ว่างสำ�หรับไว้ ทำ�กิจกรรมต่าง การจัดห้องในมุมโล่งกว้างด้านข้าง นำ�เตียงไปตั้งชิด ติดกับฝนังด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะทำ�ให้เกิดพื้นที่ว่างด้านข้างเเถม อีกทั้งยังทำ�ให้มีเเสงเเดดเข้ามาได้อย่างเต็มที่

ผนังห้องด้านในหาเเถบไม้มาตอกติดกับผนังสามารถ ใช้เป็นที่เเขวนเสื้อผ้า หรือของใช้ประจำ�วันได้ ระเบียงด้านนอกนำ�เชือกมาขึงทั้ง 2 ฝั่ง ในวันที่เเดด เเรงสามารถตากผ้าได้ เเล้วยังทำ�ให้เเสงเเดดส่องผ่านเข้ามาใน ห้องน้อยลงอีกด้วย

ตกเเต่งผนังที่ว่างปล่าวด้วยเศษกระดาษหรือผ้า ให้เป็น ลายน่ารักๆ อาจเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศก็ดูน่าสนุก


green go green.

สีเขียวของต้นไม้หันไปทางไหนที่เห็นก็ ทำ�ให้รู้สึกสดชื่น เเต่เป็นไปได้ไหมหากการต้อง อาศัยอยู่บนคอนโคสูงระฟ้า หรืออพาทเมนต์ที่ เล็กเเสนเล็กเเต่ยังอยากมีความเขียวชอุ่มไว้ให้ เชยชม ยามเหนื่อยหรืออ่อนเเรงได้ดูต้นไม้ที่มี สีเขียวใกล้ๆตัว วันนี้เรามีตัวอย่างการจัดสวนในเเบบ ต่างๆมาให้ลองดูเป็นเเนวสำ�หรับคนที่อยาก จัดสวนเล็กๆ หรือมีเนื้อที่ใช้สอยอย่างประหยัด เเต่อยากมีความรมรื่นอยู่ใกล้ๆตัว มาช่วยกัน ลงมือปลุกต้นไม้จากพื้นที่เล็กๆของเรากันเลย

อย่างแรกต้องแน่ใจว่าคุณมีวัสดุทั้งหมดที่ต้องการ สำ�หรับสร้างสวนขวดของคุณ สิ่งที่ส�ำ คัญที่สุดแน่นอนภาชนะ ที่จะใส่ ไม่วา่ จะเป็นภาชนะพลาสติกใสหรือแก้วขวดอ่างปลา โหลแก้ว หรือจะเป็นภาชนะที่สร้างมาเพื่อทำ�สวนขวดเฉพาะ เป็นทางเลือกทีไ่ ม่มีที่สิ้นสุดตามแต่คุณต้องการ แต่ต้องแน่ใจ ว่าภาชนะนั้นสะอาด ผ่านการล้างด้วยสบู่และต้องไม่ใช้แก้ว หรือพลาสติกที่แต้มสี หรือขุ่นเพราะจะรบกวนแสงที่จะส่อง เข้ามาทำ�ให้ต้นไม้ที่ปลูกมีปัญหา

• อุปกรณ์

- ต้นไม้ - ดิน - กรวดหรือหินในตู้ปลา - ช้อนคันใหญ่ๆ - ฟอร์กกี้ - สแฟกนัมมอส (อุปกรณ์เสริม) - ของตกแต่ง รูปปั้นต่างๆ (อุปกรณ์เสริม)


การจัดสวนขวดเเบบ เเขวนกับเชือก ถือเป็นการจัด ที่เเปลกเเละดูน่าสนใจช่วย ในการประหยัดพื้นที่เเละ สร้างความสวยงามที่ถือ ว่าเเปลกตามากทีเดียว

• ไอเดียการจัดสวนขวดเเบบต่างๆ

• การปลูกต้นไม้ หลังจากทีใ่ ส่ดนิ ของตกแต่ง อย่างหิน กิ่งไม้ เปลือกหอยหรืออะไรก็ แล้วแต่ที่ไม่ทำ�อันตรายต่อต้นไม้ จำ�ไว้ ว่าจัดการใส่ของเหล่านี้ลงไปแล้วยังมีที่ พื้นที่ส่วนต่างๆไว้ปลูกต้นไม้ ตักดินให้ เป็นรูกลมๆไว้สำ�หรับต้นไม้ เมื่อคุณใส่ ต้นไม้ไว้ในหลุม เช็คให้แน่ใจว่าขนาด ของหลุมนัน้ สามารถใส่ตน้ ไม้ได้เหมือน กับตอนที่ต้นไม้อยู่ในหระถาง ต้นไม้ไม่ ควรอยู่ในหลุมที่ลึกเกินไป หรือตื้นเกิน และต้องแน่ใจว่ากลบดินรอบๆ ต้นไม้ ให้แน่นพอดี ถ้าคุณมีภาชนะก้นลึกใช้ แหนบ หรือคีมปากยาวในการใส่ต้นไม้ ลงไปในสวนขวดของคุณและถ้าคุณชอบ คุณสามารถใส่มอสและของตกแต่งเพิม่ เพื่อทำ�ให้ส���นของคุณสวยมากยิ่งขึ้น

การจัดในโหลเเก้วกลม ที่เปิดด้าน บนหรือไม่ก็ด้านข้าง ภาชนะประเภทนี้ถือว่า จัดง่ายเหมาะสำ�หรับผู้เริ่มต้น

สำ�หรับผู้ที่มีอุปกรณ์จ�ำ กัดหรือไม่อยากจะยุ่ง เกี่ยวกับการหาอุปกรณ์ ก็หาวัสดุง่ายๆเช่นเเก้วน้ำ� โหล เเก้วกาเเฟของที่หาได้ง่ายๆใกล้ๆตัว

• ข้อควรระวัง เมื่อคุณสร้างสวนขวดของ คุณเรียบร้อยแล้ว จำ�ไว้ว่ามันจะเจริญ งอกงามอยูบ่ นความละเลยของคุณสวน ของคุณตอนนี้ไม่ตอ้ งการน้�ำ มากนักแค่ ฉีดสเปร์บนใบไม้น้ำ�นิดหน่อยเพื่อให้มี ความชุม่ ชืน้ ทั้งต้นไม้และดินปล่อยสวน ของคุณไว้ วันต่อมาเช็คน้ำ�ในส่วนของ ก้นขวดต้องแน่ใจว่าน้�ำ นัน้ มีระดับสูงไม่ เกิน ¼ นิ้ว ฉีดสเปร์อีกครั้งและรอจน กระทัง่ ใบไม้แห้ง แล้วค่อยปิดฝาภาชนะ ที่เหลือก็แค่นั่งอยู่เฉยๆ และก็ดูต้นไม้ เจริญเติบโตในสวนขวดโฮมเมดทีเ่ เสน สวยงาม

หากผู้ที่อยากได้รับความท้าทายในการจัด มากขึ้นก็อาจจะลองภาชนะที่เล็กเเละปากเเคบดูเเต่ว่า อาจต้องมีอุปกรณ์เสริมเช่น คีมคีบ ช้อนเล็กๆ

สำ�หรับไอเดียเก๋ ในการจัดสวนขวดขนาดจิ๋ว นำ�มอสเเละตุ๊กตาเล็กน่ารัก ใส่ไปในขวดจิ๋ว สามารถนำ� ไปทำ�เป็นพวงกุญเเจหรือว่า สร้อยคอเเบบไม่ซ�้ำ ใครทั้งนี้ ยังได้ใกล้ชิดธรรมชาติด้วย


จินตนาการและบทประพันธ


จุดเริ่มตน ของจินตนาการ จิมมี่ เลี่ยว : Jimmy Liao เกิดที่ไทเป จบการศึกษาสาขาทัศนศิลป คณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นหนุ่มขี้อาย ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเรียบง่าย และอุทิศตนให้กับงาน เขาเขียนและ วาดภาพประกอบหนังสือมาตั้งแต่ป 1998 ด้วยเรื่อง Secrets in the Woods และ A Fish that Smiled at Me ทำาให้ หนังสือของเขากลายเป็นปรากฎการณ์ ทางวัฒนธรรม การผสมผสานภาพพจน์ กับคำาพูดในวิธีการใหม่จิมมี่ เติม หนังสือของเขาด้วยกรอบของกวีนิพนธ์ อันมีเสน่ห์ แฟนหนังสือของเขามีทั้งเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ นับว่าเขาเป็นนักวาด ภาพประกอบ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ของเอเชีย

ผู้จุดประกาย ความนิยมในการ สร้างสรรค์และสื่อภาษาทางวรรณกรรม ออกมาด้วยรูปภาพสีสันสดใส ปรุง แต่งจินตนาการที่จับใจคนทุกวัย มีผล งานมาแล้วกว่า 20 เรื่อง ซึ่งเป็นที่ชื่น ชอบอย่างมากของผู้อ่าน หนังสือของ เชาจำาหน่ายได้มากกว่า 3 ล้านเล่มใน ไต้หวันและจีน และได้รับการตีพิมพ์ แล้ว 8 ภาษา ทั้งภาษาจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีก ญี่ปุน เกาหลี และไทย เรื่องราวของเขาสะท้อนความ เป็นจริงของชีวิต การรวมกันของภาพ ประกอบ และงานเขียนแบบกวีอันทรง เสน่ห์ พิมพ์สี่สี่ เป็นที่ถูกใจทั้งผู้ใหญ่ และวัยรุ่น ผู้อ่านมากมายเพลิดเพลินไป กับลายเส้นที่มีชีวิตชีวา และวิธีการเล่า เรื่องที่งดงาม


ผลงาน : o : ในใจ…ไกลกว่าสายตา Sound of Colors o : เรื่องเล่าของชายผู้โชคดี Mr. Wings o : ทำาไม Pourquoi o : ดอกไม้บานในใจฉัน A Garden In My Heart o : ภาพแห่งชีวิต The Moments o : โปสการ์ดแทนความรู้สึก…ถึงเธอ Love In The Card o : จังหวะชีวิต Blinking Seconds o : ความรักเจ้าขา (Something About Love) o : เรื่องส่วนตัว : The Private Me o : Paradise Lost สวนสวรรค์ที่สาบสูญ เล่ม 2 ความปวดร้าว อันงดงาม

o : Paradise Lost สวนสวรรค์ที่สาบสูญ เล่ม 1 เดียวดายใน ความอ้างว้าง o : Paradise Lost สวนสวรรค์ที่สาบสูญ เล่ม 4 อัศจรรย์ พลันสลาย o : Paradise Lost สวนสวรรค์ที่สาบสูญ เล่ม 3 ดอกไม้แห่ง ความลับผลิบานแล้ว

o : Paradise Lost สวนสวรรค์ที่สาบสูญ เล่ม 5 เมื่อ ปาฏิหาริย์เลือนหาย โลกเหงาของหินสีฟ้า The blue stone ดวงตะวันส่องฉาย(ผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวา) A Chance of Sunshine ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์ Moon Forgets นอกจากเรื่อง “ดวงตะวันส่องฉาย” ที่ถูกนำาไปทำาเป็น ภาพยนตร์แล้วยังมีอีกเรื่องนึง ซึ่งตอนเขียนหัวข้อ Turn Left Turn Right นั้นก็คือเรื่อง “ในใจไกลกว่าสายตา”


หนังสือ Sound of Colors (2001) ผลงานอีกเล่ม ที่ Jimmy Liao เขียนขึ้นจากอาการปวยไข้สาหัสจากโรคลูคีเมีย เขาบอกว่า ห้อง 071 ที่โรงพยาบาล ไทเป เป็นสถานที่แห่งความทรงจำาในเรื่องความเจ็บปวด เพราะปกติคนไข้ทุกคนที่ นี่ จะมารักษาตัวแล้วก็เลิกรักษา (ตาย) ไปเร็วมาก แต่เขาต้องอยู่โยงรับการรักษาด้วย วิธีเคมีบำาบัดนานถึงห้าเดือนเต็ม ย่อมจะเป็นช่วงเวลาเหมือนตายทั้งเป็น Sound of Colors บอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาวตาบอดในสถานีรถไฟใต้ดิน Jimmy Liao เดิน เรื่องโดยใช้ความคิดคำานึงของเด็กสาวในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับวันเกิด ครบรอบ 15 ปของเธอ และเป็นเช้าวันที่ดวงตาเธอเริ่มจะมองไม่เห็น


The year that the angel said goodbye to me At the entrance to the subway I started not to see. On the autumn of my 15th birthday As rain drizzled outside the windows I fed my cat. At 6:05 I walked in to my subway.


จะเห็นว่า Jimmy Liao นั้น เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการสร้างบรรยากาศที่เปลี่ยวเหงา เศร้าลึก แค่เรื่องตาบอดในวันเกิดก็เศร้าพอแรงอยู่แล้ว แต่วิธีการชั้นเชิง ที่เขาบอกเล่า อริยาบทของเด็กสาวขณะที่กำาลังก้าวลงบันไดสถานีรถไฟใต้ดินแล้วบอกว่า“นางฟ้าได้ กล่าวคำาอำาลากับฉันตรงทางเข้าสถานีรถไฟ แล้วดวงตาฉันก็เริ่มมองไม่เห็น” นั้นใคร เคยอ่านผลงานของเขาในก่อนหน้านี้ อาจจะรู้สึกเหมือนกันว่า วิธีการแบบนี้มันเป็น เสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาไปแล้ว ถ้อยคำาของ Jimmy Liao งามละเมียด ละไม ให้ภาพจินตนาการที่กว้างขวางไม่แตกต่างจากภาพเขียนของเขาเลย เขาให้เด็ก สาวตาบอดเดินกางร่มออกจากบ้านท่ามกลางละอองฝนโปรยปราย เด็กสาวเพิ่งเสร็จ จากการให้อาหารแมว และต้องโดยสารรถไฟใต้ดิน เด็กสาวค่อยๆ เดินลงไปตามทาง เดินมืดชื้นที่ปราศจากลมและฝน เด็กสาวได้ยินเพียงเสียงรองเท้าตัวเองกระทบพื้นดัง กึกก้องอยู่ในความเงียบ และบันไดนั้นดูเหมือนจะทอดลงโดยไม่สิ้นสุด แต่เด็กสาวไม่ ได้กลัวอะไร เธอเคยชินกับการอยู่คนเดียว และเคยชินกับการอยู่คนเดียวในท่ามกลาง ผู้คนมานานแล้วขณะเดินอยู่บนทางเท้าในสถานีรถไฟใต้ดิน เธอก็จินตนาการว่า เธอ อาศัยอยู่ในโลกที่ไม่มีคน และไม่มีใคร และกำาลังเดินเล่นในความมืดโดยปราศจาก จุดหมาย “ฉันเริ่มฝกตัวเอง โดยการออกเดินทางจากป้ายที่ไม่รู้จัก สู่ป้ายที่ไม่รู้จัก อีกแห่งหนึ่ง หากรถไฟใต้ดินในโลกนี้เชื่อมถึงกันหมด มันจะสามารถพาฉันไปทุกหน แห่งที่ฉันอยากไปได้หรือเปล่า” แต่เมื่อขึ้นไปอยู่บนรถไฟ ท่ามกลางผู้คนเบียดเสียด ยัดเยียด เด็กสาวกลับลืมสนิทว่าตัวเองกำาลังจะเดินทางไปไหน “ทั้งที่ลืมตา แต่ฉันยัง รู้สึกเหมือนว่ายังหลับอยู่” โลกมืดมิดยังเป็นความแปลกใหม่ในชีวิตที่เด็กสาวต้องเรียน รู้ เธอเดินออกจากสถานี ขณะที่แสงแดดอบอุ่นส่องสว่างมายังผืนหญ้า ในความมืดเด็กสาวได้ยินเสียงใบไม้ร่วงเป็นจังหวะแผ่วเบานุ่มเนิบ เธอเคยได้ยินมาว่า ณ ที่แห่งนี้มีใบไม้ทองคำาซุกซ่อนอยู่ โลกมืดทำาให้เด็กสาวค้นพบความลับของชีวิต ดัง เช่นบทกวี The Blind Woman ของ Rainer Maria Rilke เคยบอกเล่าไว้


I no longer have to do without now All colors are translated Into sounds and smells. And they ring infinitely sweet Like tones. Why should I need a book ? The wind leafs what passes there for word And sometimes repeat them softly. And Death who plucks eyes like flowers. Doesn’t find my eyes .


เมื่อสีสันทั้งหมดในโลก กลายมาเป็น เสียงและกลิ่น ทั้งยังให้ท่วงทำานอง อ่อนหวาน ใครจะต้องการหนังสืออีก ต่อไป ในเมื่อยามนี้ ใครคนนั้นสามารถ อ่านและเข้าใจภาษาลมที่พัดผ่าน แมกไม้ ความตายเด็ดดวงตามนุษย์ ง่ายดายราวกับเด็ดดอกไม้ แต่เด็กสาว ตาบอดไม่ต้องยำาเกรงอีกต่อไป เนื่อง เพราะความตายจะไม่มีวันค้นหาดวงตา เธอพบ ฉันพร้อมจะโบกมืออำาลาเมืองที่มี อันตรายรอบด้านนี้ไปได้ตลอดเว���า แต่ความสีสันสวยงามระทึกใจของมันก็ ทำาให้ฉันตัดใจจากมันไปไม่ได้สักที” ในความมืด มีคำาถามมากมาย เช่นว่า สีของแอปเปิ้ลจะแดงสดเท่ากับเชอร์รี่ หรือเปล่า เวลาเงยหน้าขึ้นมองฟ้านั้นให้ ความรู้สึกอย่างไร


“ ถึงตอนนี้ฉันลืมไปหมดแล้ว ว่าปุยเมฆยังสดสวยอยู่หรือไม่ ฉันร้องขออะไรต่อมิอะไรจากโลกนี้มากไปหรือเปล่า ชีวิตคนเรา ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนเลยใช่ไหม เรามาร้องเล่นเต้นรำากันต่อไป เถอะ รวมถึงคำาถามสำาคัญที่ว่า ถ้าสามารถมองเห็นโลกใบนี้อีก ครั้ง เธออยากเห็นอะไรที่สุด ”


เส้นสายภาพวาด Jimmy Liao มีพลัง สะกดใจ ให้ผู้อ่านจดจ่ออยู่กับเรื่องได้ ตั้งแต่ต้นจนจบ Sound of Colors ก็เช่น กัน แม้เรื่องราวโรยไว้ซึ่งความเปลี่ยว เหงาเศร้าอยู่ในทุกหน้ากระดาษ แต่กลับ ให้ความรู้สึกสวยงามอิ่มเอมใจได้อย่าง หน้าประหลาด โลกดูจะไม่ยุติธรรม เลย ที่กำาหนดให้ใครบางคนต้องตาบอด ไป แต่โลกก็มอบบางอย่างคืนให้ โดยที่ คนตาดีทั่วไปอาจจะไม่เคยได้สัมผัส เลย นั่นน่าจะเป็นแก่นสารสำาคัญจาก หนังสือ Sound of Colors ที่พยายามให้ เราตระหนักรู้

อย่างไรก็ตามว่า “ตาดี” ก็ใช่ว่าจะดี เสมอไป เพราะบางทีคนตาบอดอาจ โชคดี ขณะที่คนตาดีนั่นแหละที่โชค ร้าย บางทีคนที่ไม่ต้องมองเห็นอะไรเลย ในโลกนี้ อาจมีความสุขสบายใจแบบ ในบทกวี We”re Extremely Fortunate ของ Wislawa Szymborska ที่บอกว่า “เราช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ ที่ไม่รู้เลยว่า เราอยู่ในโลกแบบไหน

Jimmy Liao เคยให้สัมภาษณ์ถึง แก่นสารในเรื่องราว A Chance of Sunshine ว่า เขาต้องการนำาเสนอให้รู้ ว่า นิสัยและและความเคยชินบางอย่าง ของมนุษย์เรา อาจจะทำาให้คนเราพลาด สิ่งดีๆ ในชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ เขา เล่นสนุกกับจินตนาการของชีวิตคู่ขนาน เล่นกับทฤษฎีวงกลม (เมื่อเริ่มต้นก็ หมายถึงจุดสิ้นสุด) พร้อมกับใบ้คำาตอบ ง่ายๆว่า คุณไม่มีทางหลุดพ้นจากสิ่งที่ คุณเบื่อได้หรอก ตราบใดที่คุณไม่ยอม เปลี่ยนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต และฉีกตัวออก มาจากความเคยชินเก่าๆ


สำาหรับ “ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์” หรือ Moon Forgets ที่ Jimmy Liao สร้างสรรค์ขึ้นมาจากความโศกเศร้าที่สูญเสีย เพื่อนสนิทสองคนไปอย่างไม่มีวันกลับ เขามีความคิดว่า ความจริงช่างโหดร้าย ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนเลย ผู้คนพร้อมจะ ดับสูญได้ตลอดเวลา ช่วงเวลาที่เรามีใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ เป็น เพียง “การเต้นรำาบนหลุมศพ” เท่านั้นหรือเปล่า แล้วจะอธิบาย เรื่องความอิสระ และความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองได้อย่างไร เขาจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าสามารถใช้สัญลักษณ์พิเศษ ให้การตายของเพื่อน เป็นความตั้งใจของผู้ตายที่จะเปลี่ยนรูป ตัวเองให้เป็นดวงจันทร์ แล้วกลับมาดูแลเด็กน้อย ที่เขายังมี ความห่วงใยผูกพันอยู่จะได้ไหม เรื่องราวของเด็กน้อยที่เติบโต มาเป็นผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์ จึงถือกำาเนิดขึ้นมาด้วยเหตุนี้


กราฟกดีไซเนอรคือใคร? ดูเหมือนจะเป็นคำาถามที่ตอบไม่ยาก เขาคือกลุ่มคนที่มีความรู้พิเศษเกี่ยวกับการสื่อสารทางสาย

ตา ในยุคหนึ่งเป็นเรื่องของตัวพิมพ์และการพิมพ์ แต่ในยุคนี้รวมเอาสื่ออื่นๆ เช่น นิทรรศการ อีเวนต์ อินเตอร์เน็ต และการประชาสัมพันธ์ หลายประเภทเข้าไปด้วย คนกลุ่มนี้มีลูกค้าที่ทำาธุรกิจอาจจะอยู่ในภาคเอกชน ราชการหรือเป็นใครก็ได้ ในแง่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กราฟิกดีไซเนอร์มีศัพท์แสงที่ใช้ในหมู่ของตนเอง เช่น คำาว่า “การแก้ปัญหา” (problem solving) หรือ “กระบวนการออกแบบ” (design process) รวมทั้งศัพท์เทคนิคและชื่อซอฟต์แวร์แปลกๆมากมายให้คนวงนอกได้งงเล่น


อย่างไรก็ตามนิยามที่กว้างขนาดที่เป็นอะไรก็ได้ที่เกีย่ วกับการ สื่อสารทางสายตาย่อมทำาใหคนเห็นว่ากราฟิกดีไซด์เป็นทักษะที่ ใครๆก็ทำาได้ ช่างตัดสติ๊กเกอร์ แม่ค้าในตลาด วินมอเตอร์ไซค์ หน้าปากซอย เลขานุการ หรือเด็กนักเรียนที่ทำาการบ้านส่งครู ล้วนแต่ใช้กราฟิกดีไซน์เมือ่ เขาต้องการสื่อสารกับคนรอบข้าง กราฟิกดีไซน์จงึ เป็นวงการทีแ่ ทบจะไม่มคี าำ ว่า “สมัครเล่น” เพราะ คนที่ใช้มันเยี่ยง “กิจกรรม” ในชีวิตประจำาวันมีมากกว่าคนที่ใช้ มันแบบ “มืออาชีพ” คนที่หยิบ ปากกาเมจิกเขียนปายบอกเลข บ้านหรือราคาสินค้าของตนเอง มีมากกว่าคนทีอ่ อกแบบนิตยสาร หรือทำารายงานประจำาปีของธนาคาร หรือถ้ายึดเครื่องมือและ เทคนิคการผลิตเป็นตัวตั้ง คนที่ทำากราฟิกก็มีมากมายมหาศาล ดังที่มักพูดในวงการว่า ถ้านับจากกจำานวนของคนที่ใช้เดสก์ทอป พับลิชชิง่ ของแมคอินทอช เป็นเครือ่ งมือประกอบวิชาชีพแล้วละก็ นีต่ อ้ งนับว่าเป็นดีไซน์สาขาทีร่ งุ่ เรืองทีส่ ดุ โดดเด่นเหนือกว่า สาขา อื่นๆอย่างน้อยก็ในทางปริมาณ นี่เป็นการมองปรากฏการณ์นี้ ในแง่ดี จะว่าไปแล้วกราฟิกดีไซด์คล้ายกับทักษะในการเขียนหนังสือ ดนตรีและกีฬา อีกทั้งเป็นสิ่งที่ใครๆก็ทำาเป็นอาชีพได้ โดยไม่ต้อง มีดกี รีใบรับรอง หรือกระทัง่ การฝึกอบรมจากโรงเรียนหรือสถาบัน การศึกษาใดๆ เห็นได้ชัดเมื่อมองไปในวงวรรณกรรมในรอบสิบปี ทีผ่ า่ นมานี้ นักเขียนระดับซีไรท์อย่าง วินทร์ เลียววาริณ และนักเขียน รุน่ ใหม่อกี หลายคน ได้นาำ เอากราฟิกดีไซน์มาใช้ในการสร้างสรรค์ วรรณกรรมแบบใหม่ๆ นอกจากนั้นกระแส “หนังสือทำามือ” ที่ปรากฏในเฟสทิวอลทั้งในเชิงศิลปะและบันเทิงต่างๆ ยังทำาให้ เกิดสิ่งแปลกใหม่ในวงการกราฟิกมากมาย ที่มองข้ามไปไม่ได้คือกราฟิกดีไซน์กลายเป็นกิจกรรมทางศิลปะ จิตรกร ศิลปินกราฟิตี้และเซเลบริตี้บางท่าน ใช้กราฟิกดีไซน์ สร้างผลงาน ทั้งที่เป็นศิลปะและของทำาขาย ทั้งที่อยู่ในแกลเลอรี่ และตลาดของ SME ทั้งด้วยคุณภาพและปริมาณที่ทำาเอากราฟิก ดีไซเนอร์มืออาชีพต้องถึงกับได้อาย นับว่ามีเหตุผล เพราะโดย พืน้ ฐานแล้วกราฟิกดีไซน์เป็นศิลปะในการสือ่ สารอย่างหนึ่ง


กราฟิกดีไซน์จึงเป็นวงการที่แทบจะไม่มีคำาว่า "สมัครเลน" เพราะคนที่ใช้ มันเยี่ยง "กิจกรรม" ในชีวิตประจำาวันมีมากกว่าคนที่ใช้มันแบบ "มืออาชีพ"


ในสหรัฐอาจารย์ดีไซน์บางคนไปไกลถึงกับเสนอว่า วิชานี้น่าจะ ถูกจัดอยู่ในสาขา humanist หรือมนุษยศาสตร์ ส่วนวงการที่ใกล้ ชิดกันก็นา่ จะเป็นวรรณคดีหรือดนตรี มากกว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือ กราฟิกดีไซน์เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำาได้ จะเพื่อบันทึกข้อมูล รายงาน ข่าว โน้มน้าวจูงใจ หรือการแสดงออกส่วนบุคคลก็ได้ ต้องยอม รับว่า ข้อดีของการเป็นกิจกรรมต้องทำาให้กราฟิกดีไซน์แตกต่าง จากดีไซน์สาขาอื่นๆ คนที่ทำาไม่จำาเป็นต้องผ่านการร่ำาเรียนมา ในระบบการศึกษา งานดีๆอาจจะเกิดจากคนที่ไม่มีสถาบัน รับรอง แต่ความแพร่หลายใขเชิงกิจกรรมก็ชวนให้คิดว่ามันไมได้ เป็นทักษะที่ซับซ้อนถึงขนาดจะเรียกได้ว่าวิชาชีพ มองในแง่ สร้างสรรค์ เป็นเรื่องของรสนิยมหรือความชอบพอส่วนตัว ไม่ใช่ "ผู้เชี่ยวชาญ" มองในแง่สินค้า ก็เป็นธุรกิจบริการที่อาศัยการ ขายแบบง่ายๆ อาศัยความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบผู้ซื้อ-ผู้ขาย มากกว่าจะเป็น "มืออาชีพ" ดังนั้น ถึงแม้กราฟิกดีไซเนอร์จะมีจำานวนมากมายและอยู่ในทุก ซอกทุกมุมของสังคม แต่เชิงวิชาชีพหรือวงการออกแบบที่มีองค์ ความรู้เป็นของตัวเอง กลับไม่มีใครรู้จักหรือยอมรับน���บถือ หาก แต่เรียกมันว่า “วิกฤติอัตลักษณ์” ของอาชีพกราฟิกดีไซน์ และ ลองสำารวจดูเราอาจจะพบว่ามีประเด็นการออกแบบมากมาย หลายรูปแบบ มองไปที่ระบบการศึกษา จะพบว่าทุกๆ ปีเด็ก มัธยมจำานวนมากไม่รู้ชัดว่ากราฟิกดีไซน์นั้นคืออะไร ตัดสินใจว่า นี่เป็นอาชีพที่มีอนาคตรุ่งโรจน์ เด็กอายุไม่ถึงสิบแปดเหล่านี้ จะถูกดูดกลืนเข้าไป โดยโรงเรียนดีไซน์จำานวนมาก ทั้งในภาค รัฐและเอกชนมากมาย ใช้เวลาสีป่ เี รียนเรือ่ งตัวพิมพ์สกั สองคอร์ส หัดวาดรูปตวามใจชอบสักสองปี ทำาโฆษณาดูกันเองสักสิบสิบ ชั่วโมง และใช้คอมพิวเตอร์อย่างกระท่อนกระแท่นสักร้อยชั่วโมง จากนัน้ ก็ออกมาในสภาพทีพ่ ร้อมสำาหรับหน้าทีด่ ไี ซเนอร์มอื อาชีพ พร้อมด้วยความคาดหวังว่าจะมีลูกค้ารออยู่เต็มไปหมด


ไม่ต้องพูดถึงการที่ชื่อสาขานี้ในแต่ละมหาวิทยาลัยต่างๆ แทบ จะไม่มีที่ไหนใช้ตรงกัน บ้างเรียกนิเทศศิลป์ บ้างเรียกเรขศิลป์ บ้างเรียกนฤมิตศิลป์ บ้างเรียกจักษุศิลป์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ทำา ให้ผู้ปกครองหรือคนออกค่าหน่วยกิตต้องงุนงง ในกลุ่มงานที่ เป็ น สิ่ ง พิ ม พ์ แ ละเข้ า ถึ ง ประชาชนในวงกว้ า งอย่ า งเวบไซต์ รวมทั้งนักสร้างคาแรกเตอร์ต่างๆ ก็ไม่พยายามถูกเรียกว่าเป็น กราฟิกดีไซน์เนอร์ ด้วยกลัวว่าจะทำาให้ลูกค้าคิดว่ารับผิดชอบ ได้ไม่รอบด้านหรือครบวงจร ในขณะเดียวกัน คนที่เรียกตัวเองว่ากราฟิกดีไซเนอร์ก็มีอยู่เพียง หยิบมือ พื้นที่ของเขาหดแคบลงจนเหลือแต่ในวงที่เรียกกันว่า คอร์เปอร์เรตดีไซน์ หรือที่เกิดขึ้นใหม่คือนักออกแบบตัวอักษร หรือไทป์ดีไซเนอร์ มองไปที่สื่อ จึงไม่น่าประหลาดใจที่ถึงเวลา สัมภาษณ์ดีไซเนอร์ทีไร ก็จะเห็นใบหน้าซ้ำาๆ ซากๆ อยู่เสมอ ปรากฏการณ์ หนึ่ งของการไม่มีเส้นแบ่งระหว่า งกิจกรรมกั บ วิชาชีพก็คือ มือสมัครเล่นสามารถเข้ามาแทนทีี่มืออาชีพ ขอ อธิบายก่อนว่าชีวิตของ อาชีพกราฟิกดีไซเนอร์นั้น ขึ้นต่อการ แข่งกันเสนอแบบให้ลูกค้าหรือที่เรียกว่า “พิตช์“ การพิตช์แบบ ไทยๆ ต่างจากการเสนอขายทั่วไป เพราะการจะเอาใครเข้า แข่งขันหรือมีตัวเลือกจำานวนเท่าใดลูกค้าเป็นผู้กำาหนด ในเกม การพิตช์แบบนี้กราฟิกดีไซน์จึงเป็นเพียงหนึ่งในสินค้าสำาเร็จรูป ที่ลูกค้าสามารถชี้นิ้วเลือกได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่ได้รับ การคัดเลือกแล้ว ก็ไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งก็เท่ากับว่ามีฐานะ เป็นเพียงผู้เข้าร่วมประกวดผู้หนึ่งเช่นในการประกวดทั่วไป

ที่สำาคัญคือ หนักๆ เข้า การจัดประกวดทั่วไปก็เข้ามาแทนการ พิตช์ เช่น ถ้าลูกค้าอยากได้โลโก้สักอัน แทนที่จะจ้างมืออาชีพสัก รายหนึ่งด้วยเงินสักแสนบาท ก็ใช้เงินแสนนั้นไปกับการประกวด แม้เมื่อกลายเป็นรางวัลจะได้กันคนละไม่ถึงหมื่น แต่คนนับพัน ก็จะเฮละโลส่งงานเข้าประกวด ซึ่งในที่สุดลูกค้าก็ได้ถึงสองต่อ นั่นคือทั้งโลโก้และข่าวประชาสัมพันธ์ในสื่อ เกิดเป็นมาตรฐานที่ ถูกยอมรับกันสืบไปว่าใครๆก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ได้ ถึงทีส่ ดุ แล้ว วิกฤติอตั ลักษณ์ของกราฟิกดีไซเนอร์แสดงออกอย่าง ชัดเจน ตรงทีไ่ ม่มกี ารรวมตัวกันเป็นกลุม่ และต่อสูเ้ พือ่ ผลประโยชน์ ของคนทำามาหากินด้วยทักษะนี้ กราฟิกดีไซเนอร์ไม่มสี มาคม วิชาชีพ (หรือมีอยูแู่ ต่ไม่มใี ครรูจ้ กั ) เป็นตัวแทนของตน ปัญหาต่างๆ ที่จะเห็นว่ามีการร้องเรียนกับชุมชนของตนอยู่เป็นประจำาใน เว็บไซต์ เช่น ราคากลางในการเสนองาน มาตรฐานในการ ประกวดงาน หรือลิขสิทธิต์ วั พิมพ์ลว้ นเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่มอี งค์กรอย่างเป็นทางการในการเจรจารณรงค์ และเรียกร้อง ประโยชน์ทง้ั ต่อชุมชนและสังคม มองในมุมกว้างสิง่ ทีต่ ามมาคือ ไม่มกี ารวิพากษ์วจิ ารณ์กนั อย่างมีมาตรฐาน ไม่นา่ แปลกทีว่ งการ นีไ้ ม่มแี นวทาง มีแต่แฟชัน่ ทีข่ น้ึ มาและตกไปเพราะเมือ่ ขาดการรวม ตัวกัน ก็ยอ่ มไม่มใี ครหาญกล้ามากำาหนดเรือ่ งมาตรฐานความ สวยงาม มาถึงตรงนี้ ข้อสรุปน่าจะเป็นว่ากราฟิกดีไซน์ทเ่ี ป็น กิจกรรมนัน้ เจริญขึน้ แต่ทเ่ี ป็นวิชาชีพนัน้ เจริญลง


การที่กราฟิกดีไซน์ขยายตัวในเชิงกิจกรรมจนกลายเป็นของ ที่ใครๆ ก็ทำาได้นั้น มีมุมมองสองแบบ แบบหนึ่งคือเห็นเป็น “วิกฤติ” ของบรรดามืออาชีพ แบบที่สองคือเห็นเป็น “โอกาส” ของวงการที่จะดึงดูดคนทั่วไปให้มีส่วนร่วม วงการดีไซน์ในซีกโลกตะวันตกกำาลังถกเถียงกันในเรื่องนี้ การ สัมมนา “New Views 2 :Conversation and Dialog in Graphic Design” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ที่ London College of Communication ดูจะมีมุมมองในแบบแรก เพราะเนื้อหาการสัมมนา ซึ่งถูกสรุปด้วยการบรรยายของริชาร์ด บุคคานาน (Richard Buchanan) มีใจความว่า อาชีพกราฟิกดีไซน์มีปัญหาขั้นวิกฤติและ โอกาสที่จะแก้ไขก็เหลือน้อยเต็มที และเมื่อปรากฏในรายงาน ของนิตยสาร Eye ก็ใช้ชื่อพาดหัวว่า ‘วาระสุดท้ายของกราฟิก ดีไซน์’ หรือ ‘It’s the end of graphic design as we know it’ บุคคานาน เข้าร่วมการสัมมนาในฐานะแขกรับเชิญ เขาเป็นนัก วิชาการด้านดีไซน์ ดำารงตำาแหน่งหัวหน้าโครงการปริญญาเอก ด้านดีไซน์ของ คาร์เนกี้ เมลลอน เชี่ยวชาญด้านทฤษฏีในสาขา communication design และ industrial design; หนึ่งในผู้ก่อตั้ง วารสาร Design Issue ของ M.I.T. Press; ประธานของ Design Research Society ในอังกฤษ และมีผลงานมากมาย เช่น Discovering Design: Explorations in Design Studies, The Idea of Design และ Pluralism in Theory and Practice.


กราฟก ดีไซน เปน กิจกรรม หรือ วิชาชีพ ? บุคคานานบอกว่ามันเป็น ‘วงการ’ (field) มากกว่าวิชาชีพ เพราะในยุคนี้ ใครๆ ก็ทำางานกราฟิกดีไซน์ได้ ซึ่งเขาย้ำาว่า “…ใน ราคาที่ถูกกว่าด้วย” แต่เมื่อเทียบกับความสำาเร็จในยุคทองของ วงการเมื่อยี่สิบปีที่แล้วอาชีพนี้กำาลังเสื่อมลง บุคคานานยกเหตุ ปัจจัยต่างๆ ที่ฟังดูแล้วก็คล้ายกับในเมืองไทย เช่น การที่ กราฟิกดีไซเนอร์ขาดการรวมตัวกัน เขาเห็นว่าเป็นเพราะมีนิสัย หยิ่งยโส และชอบอยู่แบบตัวใครตัวมันมากกว่าสาขาอื่นๆ กราฟิกดีไซน์ลดบทบาททางสังคมรวมทั้งในแง่ธุรกิจ อีกทั้งรัฐ ก็ไม่ได้ให้ความสนใจ มิหนำาซ้ำา เนื่องจากทำาหน้าที่ใช้รับตลาด สมัยใหม่ กราฟิกดีไซน์และโฆษณาก็พลอยถูกประณามว่าผลิต ขยะออกมาไว้บนโลกนี้มากกว่าอาชีพอื่นๆ แม้แต่คำาว่า ‘graphic design’ ก็เป็นสาเหตุของปัญหาด้วย เขาชี้ว่ากราฟิกดีไซน์เป็นเพียงชื่อที่ตั้งตามเทคนิคการพิมพ์ชนิด หนึ่งเท่านั้น ในปัจจุบัน คำาคำานี้หมดความหมายไปแล้ว เพราะ ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของเทคนิคและการขยาย ตัวของสื่อที่ใช้ในวงการ ส่วนความสัมพันธ์และการสื่อสารแลก เปลี่ยนทางความคิดที่ลดระดับลง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างดีไซเนอร์ กับลูกค้า กับหน่วยการผลิต (เช่น โรงพิมพ์) และกับดีไซเนอร์ ด้วยกันเองก็เป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่สำาคัญ


ตัวแทนของมุมมองแบบที่สองอยู่ในปาฐกถานำาของ คริส ดาวส์ (Chirs Downs) จากบริษัท Live/Work ซึ่งมีชื่อว่า ‘Who is stealing design from the designers? And why is this the best thing that can possibly happen to the discipline? และในบทรายงานโดย ริก พอยเนอร์ (Rick Poynor) นักวิจารณ์ชาวอังกฤษผู้เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนั้น แต่กลับมอง ในทางตรงกันข้าม

ดังนั้น เขาจึงเห็นว่าสิ่งที่บุคคานานพูดถึงนั้นเป็นปัญหาของคน กลุ่มเล็กๆ นั่นคือ บรรดากราฟิกดีไซเนอร์มืออาชีพ พอยเนอร์ เรียกมันว่าปัญหา professional identity และยกกรณีตัวอย่าง อันได้แก่สมาคมอาชีพหรือสถาบันวิชาชีพ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ศตวรรษนี้ สมาค���ได้กลายเป็น “คอก” ที่ไม่มีใครอยากเข้า ในขณะเดียว กันสถาบันการศึกษาก็ไร้ทิศทางเสียจนกลายเป็นเพียงสถาน รับเลี้ยงเด็กที่ไม่มีใครเชื่อถือ พอยเนอร์มองปรากฏการณ์ขยายตัวในแนวกว้างของกราฟิก ดีไซน์ในแง่ดี ถ้าถามว่าความต้องการกราฟิกดีไซน์จะลดน้อย ลงหรือไม่ คำาตอบของเขา คือ ไม่ ถ้าถามว่ามือสมัครเล่นจะมา แทนมืออาชีพหรือไม่? เช่นกัน คำาตอบของเขาก็คือ ไม่ สำาหรับพอยเนอร์ กราฟิกดีไซน์ที่เป็นกิจกรรมพื้นฐานของสังคม จะยังคงอยู่และเจริญงอกงามต่อไป ปัญหาคือ กราฟิกดีไซน์ที่ เป็นทักษะหรือความเชี่ยวชาญอันพิเศษ และต้องเสียเวลา (และ ค่าหน่วยกิต) ไปเล่าเรียนกันในโรงเรียน รวมทั้งที่เป็นสาขา อาชีพหนึ่งนั้น มีอนาคตหรือไม่? เขาเห็นว่า ‘Graphic design’ เป็นคำาที่ไม่สร้างการมีส่วนร่วมของคนนอกวงการ และเป็นเวลา กว่าสามสิบปีมาแล้วที่กราฟิกดีไซน์พยายามเปลี่ยนชื่อไปเป็น ‘visual communication’ (สำาหรับในเมืองไทยมีความพยายาม ที่คล้ายกัน แสดงออกด้วยคำาว่า ‘นิเทศศิสป์’) ซึ่งก็คือ การหันไป เน้ น ผลงานและการแสดงออกมากกว่ า กระบวนการทำ า งาน และไม่จำากัดตัวเองอยู่กับความเป็นวิชาชีพ

ในแง่ภูมิหลัง ริก พอยเนอร์ เด่นดังในวงวิชาการไม่น้อย เขา เป็นนักวิจารณ์ดีไซน์ของอังกฤษ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Eye ซึ่งได้ชื่อ ว่าเป็นนิตยสารที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดและมีผลงาน รวมเล่มแล้วหลายเล่ม เช่น Design Without Boundaries, Obey the Giant: Life in the Image World และ Designing Pornotopia Travel in Visual Culture สำาหรับพอยเนอร์ ความเสื่อมของวิชาชีพกราฟิกดีไซน์อาจจะ เกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจกรรมด้านนี้จะเสื่อมไปด้วย ในสังคมวงกว้าง กราฟิกดีไซน์กำาลังเติบโต ในสื่อดั่งเดิม เช่น หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ บิลล์บอร์ด และสื่อ เพื่อ การขายทุกชนิด งานกราฟิกดีไซน์ยังมีชีวิตชีวาจะดีเท่าในอดีต หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป

ข้อสรุปของพอยเนอร์คือ การขยายตัวเป็นแนวกว้างมีอนาคตกว่าการหดตัวให้แคบลง และเชื่อในเรื่องความหลากหลาย และการกระจายตัวของกรา ฟิกดีไซน์ มากกว่าการรวมตัวและรักษาสถานภาพของสมาคม หรือวิชาชีพ จุดสำาคัญคือ ต้องใจกว้างต่อปรากฏการณ์ที่ใครๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดารา นักร้อง นักวาดการ์ตูน หรือชาว บ้าน ก็หันมาใช้กราฟิกดีไซน์ทำางาน และต้องยอมรับว่าปรากฏ การณ์ดังกล่าวจะมีผลต่อคำาจำากัดความของทักษะนี้


วิกฤติของกราฟิกดีไซเนอร์แสดงตัวออกชัดในเรือ่ งของสมาคม อาชีพ ซึ่งต้องยอมรับว่าฝรั่งเองก็ยังมีปัญหา แม้แต่สมาคมที่ ลงหลักปักฐานและมีผลงานพิสูจน์ชัดอย่าง AIGA หรือสมาคม กราฟิกดีไซน์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุเกือบร้อยปีและมีสาขา ทั่วประเทศ ก็ยังต้องเจอกับวิกฤติ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ริชาร์ด เกรฟฟ์ (Richard Gref’e) ซึ่งเป็น executive director ของ AIGA เพิ่งเขียนบทความ เรื่อง ‘ในยุคของเครือข่ายแบบใหม่ ทำาไมต้องเป็นสมาชิกAIGA?’ (In the Age of Social Media, Why Belong to AIGA?) และเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสมาคมเช่นเดียวกับไทย กราฟิก ดีไซน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นวงการที่ไม่มีการจดทะเบียนหรือ ออกใบอนุญาตประกอบอาชีพ สมาคมจึงมีบทบาทต่อสังคม และนักออกแบบน้อยกว่าดีไซน์ด้านอื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรม และออกแบบตกแต่งภายใน

AIGA's Richard Grefe Weighs In on the Discussion

อย่างไรก็ตาม AIGA สามารถยืนยงอยู่ได้ด้วยการเป็นศูนย์รวม ของกิจกรรม เป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทำาหน้าที่ยกระดับ มาตรฐานของงาน เกรฟฟ์นำาเสนอปัญหาว่ากิจกรรมดังกล่าว กำาลังถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายหรือกลุ่มย่อยๆ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้น ในอินเตอร์เน็ต เขาเริ่มหว่านล้อมผู้อ่านด้วยการบอกว่า ถ้าการ เข้าถึงผู้คนและข้อมูลเป็นหัวใจของเครือข่าย การติดต่อแบบ ออนไลน์ก็น่าจะพอ แต่ถ้าต้องการอะไรที่ลึกกว่านั้น เช่น พบ ปะพูดคุยกันจริงๆ สมาคมจะมีประโยชน์มากกว่า นอกจากนั้น สมาคมยังส่งเสียงดังกว่าปัจเจกชน ดังจะเห็นได้จากที่ทนาย และแพทย์มีสถานภาพในสังคมเพราะมีการรวมกลุ่ม เขาย้ำาว่า การสืบทอดเจตนารมณ์ของกลุ่มหรือจรรยาบรรณของวิชาชีพ ปราศจากสมาคม ก็ทำาได้ แต่แบบตัวใครตัวมัน ไม่มีผล สะเทือนที่หนักแน่นและจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความเห็นของเกรฟฟ์ถูกวิจารณ์อย่างมาก หลาย คนเข้ามาโพสส์ความเห็นที่ขัดแย้ง เช่น กิจกรรมของดีไซเนอร์ ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ AIGA ไม่มีบทบาทเท่าที่ควร การบอกว่าสนับสนุนเครือข่ายเป็นแค่คำาพูด ไม่มีการกระทำา ที่เป็นจริง ส่วนการเปิดโอกาสให้เข้าร่วมในฐานะสมาชิกนั้น สมาคมก็ไม่ยืดหยุ่นพอ ทั้งในแง่วิธีการและเนื้อหาความเฟื่องฟู ของกราฟิกดีไซน์ในเชิงทักษะและกิจกรรม จนกลายเป็นของ ที่ใครๆ ก็ทำาได้ทั้งนั้น เป็นปรากฏการณ์เชิงสังคมอย่างหนึ่ง ทั้งเทคโนโลยีและตลาดกำาลังมุง่ ไปสู่ทิศทางที่ทำาให้กิจกรรม นี้เปิดกว้างมากขึ้น เช่นเดียวกับการเขียนนิยาย รายงานข่าว หรือสร้างภาพยนตร์ ซึ่งกำาลังกลายเป็นทักษะที่เสาะหา ฝึกฝน ตลอดจนบรรลุความเป็นเลิศได้อย่างไม่ยากเย็น หลายคนมอง ว่าปรากฏการณ์นี้นำาไปสู่ “วิกฤติอัตลักษณ์” หรือการสูญเสีย บทบาทของบรรดามืออาชีพสถาบันการศึกษาและสมาคมวิชาชีพ


แน่นอน มีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายในวงการ แต่การที่กราฟิกดีไซน์ กลายเป็นนิยามที่กว้างจนคำาว่ามืออาชีพไม่มีความหมายอีกต่อไป นับเป็นปัจจัยที่สำาคัญที่สุด จะจริงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่น่าขบคิด แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า การจำากัดวงให้แคบหรือเน้นความเป็นเลิศ จนมือสมัครเล่นก็เข้ามาไม่ได้นั้น ไม่สอดคล้องกับกระแสหลักในเชิง วัฒนธรรม ส่วนการรวมกลุ่มทำาอะไรในนามมืออาชีพก็อาจจะกลาย เป็นการกีดกันคนอื่นๆ

การทําในสิ่งที่มืออาชีพสนใจ และพูดดวยภาษามืออาชีพเทานั้นที่เขาใจ อาจจะจบลงดวยการพูดกับตัวเอง


ปัจจุบันไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน ก็มักจะเห็นว่ามีลวดลายสีสันบนปลายเล็บ ของหญิงสาวกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวอายุ ตั้งแต่ 15 -16 ที่อยู่ ในวัยเริ่มรักสวยรักงาม เด็กสาวนักศึกษาไปจนกระทั่งสาวใหญ่วัยทำงานที่ ต้องการเพิ่มลวดลาย ความสวยงามให้กับปลายเล็บ และชื่นชอบแฟชั่น ของการเพ้นท์เล็บ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนคือ ผู้ที่จะเพ้นท์เล็บนั้นมักจะทำ ในโอกาศพิเศษต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงฉลอง แต่ปัจจุบัน การเพ้นท์เล็บนั้นสามารถทำกันได้ทุกครั้งที่เราต้องการ ตอนนี้ กระแสการเพ้นท์เล็บที่กำลังฮิต


ตอนนี้กระแสการเพ้นท์เล็บที่กำลังฮิตคงจะไม่พ้นการ เพ้นท์เล็บแบบ 3 D หรือที่เรียกว่าแบบปั้นซึ่งได้รับความ นิยมมาจากญี่ปุ่นซึ่งช่างทำเล็บต้องสามารถปั้นลวดลายต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้ หัวใจ ผีเสื้อ หรือลวดลายอื่นๆ ตาม ความต้องการของลูกค้าหรือแบบลวดลายการเพ้นท์เล็บโดย การใช้สีอะคริลิก และรวมไปถึงการต่อเล็บแบบอะคริลิก แต่รูปแบบการเพ้นท์เล็บแบบอะคริลิคนี้ มีราคาสูง ผู้ที่เพ้นท์ จึงมักจะเป็นเด็กนักศึกษาหรือหญิงสาวในวัยทำงาน การเพ้นท์ เล็บแบบอะคริลิคนั้นมีข้อดีคือสามารถอยู่ได้นานกว่าการเพ้น ท์เล็บธรรมดา และลวดลายในการเพ้นท์นั้นเป็น 3 D จึงทำให้ ออกมาสวยและดูมีมิติมากขึ้น เพราะทางเลือกในลวดลายก็มี มากขึ้น หรือเรา ก็สามารถออกแบบลวดลายได้เองตามใจชอบ ส่วนลูกค้าที่เป็นนักเรียน หรือผุ้ที่มีรายได้ค่อนข้าง จำกัดอาจจะเลือกการเพ้นท์เล็บในแบบธรรมดา คือการวาด ลวดลายบนปลายเล็บแบบปลายพู่กันและสีธรรมดา ซึ่งการเพ้นท์เล็บในรูปแบบนี้ก็ให้ความสวยงามเหมือนกัน แค่จะต่างกันก็ ตรงที่ไม่ใช่ลายนูนเท่านั้น และการเพ้นท์เล็บ รูปแบบนี้ยังมีค่าบริการที่ไม่แพงนัก ในราคาประมาณ 100 บาท ขึ้นไป และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเปลี่ยนลาย บ่อยๆอีกด้วย นอกจากการเพ้นท์เล็บโดยใช้พู่กันวาดลวดลายแล้ว การเพ้นท์เล็บในรูปแบบต่างๆ ยังสามารถใช้เพชรซึ่งมีเม็ด เล็กๆ ที่มีสีสันต่างๆ หรือจะเป็นลูกปัดเม็ดเล็ก ติดไปบน ปลายเล็บได้อีกด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มเสน่ห์ที่ปลายเล็บอีกแบบ หนึ่ง เมื่อมีการติดเพชรที่ปลายเล็บยังทำให้ดูมีความหรูหรา มากขึ้น แม้การเพ้นท์เล็บจะช่วยให้เล็บสวยขึ้น แต่ในความสวยงามนั้นก็ยังมีข้อเสียที่เราไม่ควรจมองข้าม เพราะการเพ้นท์เล็บบ่อยๆนั้น จะทำให้เล็บมีสีเหลืองเพราะเล็บ ไม่รับ อากาศและแสงเลย และเล็บจะไม่มันวาวทางที่ดี ไม่ควรจะ เพ้นท์เล็บบ่อยเกินไปเพื่อรักษาความสวยงาม อย่างเป็น ธรรมชาติ ของเล็บเรา


เล็บ คือ ส่วนหนึ่งของผิวหนัง มีลักษณะเป็นแผ่นเกล็ดใส

มีหน้าที่คุ้มกันปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึ่งเป็นรวมของศูนย์ ประสาท เช่นเดียวกับผิวหนังและเส้นผม อาการที่แสดงออก ของเล็บย่อมบ่งบอกถึงสุขภาพของผู้เป็นเจ้าของเล็บ เล็บที่ปกติสมบูรณ์ต้องแข็งแรง ยืดหยุ่น มีสี ชมพูอ่อนๆ ผิวบนจะงามเรียบเกลี้ยงโค้ง ปราศจากจุดด่างดำ และปราศจาก ตำหนิใดๆโดยปกติแล้วเล็บ มีลักษณะและรูปร่างที่ แตกต่างกันซึ่งจะพอ จำแนกได้เป็น 4 อย่าง คือ เล็บรูปสี่เหลี่ยม เล็บรูปไข่ เล็บรูปวง กลม และเล็บรูปปลาย เช่นเดียวกับผิวหนัง และเส้นผม อาการที่ แสดงออกของเล็บ ย่อมบ่งบอกถึง สุขภาพของผู้เป็น เจ้าของเล็บ เล็บที่ ปกติสมบูรณ์ต้อง แข็งแรง ยืดหยุ่น มีสี ชมพูอ่อนๆ ในการจะตัด และตกแต่งเล็บให้ได้รูปที่ เหมาะสม และถูกใจผู้รับบริการ ที่สุดนั้น ควรถามความเห็นของเต้า ของเล็บและพิจารณารูปเล็บมือเสียก่อน สำหรับผู้ที่มีเล็บมือสั้น และอ้วนควรจะ ตกแต่งและตัดเล็บให้เป็นรูปไข่จึงจะดี ส่วนผู้ที่มีเล็บยาวเรียว ควรตัดเล็บให้เป็นรูป โค้งน้อยๆ นักพิมพ์ดีด นักเล่นเปียโนและสตรีที่ ใช้มือทำงานอยู่เสมอ ควรจะตัดเล็บสั้นๆ เป็นรูป กลมเพื่อป้องกันไม่ให้เล็บหักและฉีก


โดยปกติแล้วเล็บก็เหมือนกับเส้นผม คือสะท้อนให้เห็นถึง สุขภาพทั่วไปของบุคคล เล็บของผู้ที่มีสุขภาพดีมีลักษณะ เรียบเนียบ และมีสีชมพูอ่อนๆ ผิวของเล็บควรจะเรียบโค้ง ไม่เป็นคลื่น ไม่มีจุดเป็นตำหนิ เล็บเป็นส่วนที่ต่อออกจาก ผิวหนัง เป็นแผ่นที่มีส่วนประกอบคล้ายเขาสัตว์มีหน้าที่ป้องกัน ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า ส่วนประกอบทางเคมีที่สำคัญของเล็บ คือ สารที่เรียกว่า “เคราติน” ซึ่งมีกรดอะมิโนคือ เล็บนั้นเป็น สีขาว แต่เมื่ออยู่บนมือจะมองเห็นสีของผิวหนังที่อยู่ภายใต้เล็บ จึงทำให้เป็นสีชมพู การเจริญเติบโต เล็บจะเจริญเติบโตงอก ยาวออกไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยเติบโตออกจากโคนเล็บไปทาง ปลายเล็บ เล็บของผู้ใหญ่ปกติจะเติบโตประมาณ 1/8 นิ้ว ในหนึ่งเดือนเล็บจะยาวได้เร็วในหน้าร้อนมากกว่าหน้าหนาว เล็บของเด็กจะยาวเร็วกว่าเล็บของผู้ใหญ่

เล็บมือนิ้วกลางจะยาวเร็ว ส่วนนิ้วหัวแม่มือจะยาวช้า เล็บเท้า ซึ่งหนาและแข็งแรงกว่าเล็บมือจะยาวได้ช้ากว่าเล็บมือมาก โครงสร้างของเล็บ เล็บประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ตัวเล็บหรืออแผ่นเล็บ โคนหรือรากและปลายสุดของเล็บ 2.1 ตัวเล็บหรือแผ่นเล็บ เป็นส่วนที่มองเห็นได้ ตั้งอยู่บนพื้น เล็บหรือฐานเล็บ งอกออกจากโคนเล็บ และยาวออกไปทาง ปลายเล็บ 2.2 โคนหรือรากของเล็บ อยู่ที่ฐานของเล็บและอยู่ใต้ ผิวหนัง รากของเล็บเกิดจากเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตขึ้นมา 2.3 ปลายสุดของเล็บ เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดของตัวเล็บ และปลายสุดของนิ้วมือ


วิธีการดูแลรักษาเล็บ 1.อย่าล้างมือบ่อยเกินไป เมื่อจำเป็นต้องทำหลังล้างมือแล้ว เช็ดให้แห้ง 2.ถ้าต้องล้างจาน ซักผ้า ถูบ้าน ควรใส่ถุงมือให้เป็นนิสัย 3.ทาโลชั่นช่วยบำรุงมือและเล็บ 4.ตัดเล็บให้มีขนาดสั้นพอประมาณ เพราะการไว้เล็บยาวจนเกิน ไปอาจทำให้เล็บฉีกขาดได้ง่าย แต่ก็ไม่ควรตัดสั้นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดเล็บขบได้ 5.พยายามทาสีเล็บให้น้อยลง เพื่อให้เล็บได้พักผ่อน และเป็นกา รหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำลายเนื้อเล็บได้


โดยเฉลี่ยแล้วเล็บมืองอกยาววันละ 0.1 มิลลิเมตร (มม.) นั่นคือเดือนละ 3 มม. หากเล็บมือหลุด จะต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน จึงจะ งอกทดแทนใหม่ได้หมด ส่วนเล็บเท้า นั้นงอกช้ากว่าเล็บมือ 2 ถึง 3 เท่า จึงกินเวลานาน 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งจึงงอกทดแทนได้ ดังนั้น เมื่อเป็นโรคเชื้อราที่ เล็บมือ แพทย์จึงต้องให้ยากิน เพื่อฆ่าเชื้อรานานต่อเนื่องกันถึง 6 เดือน ส่วนโรคเชื้อราที่เล็บเท้านั้น ต้องได้รับยาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เล็บจะงอกเร็วในช่วงวัยเด็ก ขณะตั้งครรภ์ และฤดูร้อน นอกจากนั้น การกัดเล็บ พิมพ์ดีด และเล่น เปียโน ก็ช่วยเร่งให้เล็บยาวเร็วขึ้น นิ้วที่ยิ่งยาว เล็บยิ่งงอกเร็ว ดังนั้น เล็บมือของ นิ้วกลางจึงงอกเร็วที่สุด พบว่าเล็บมือของมือขวามักงอกเร็วกว่า เล็บมือของมือซ้าย เมื่อมีอายุมากขึ้น เล็บจะงอกช้าลงจากช่วง อายุ 25 ปีถึง 95 ปี พบว่าอัตราการงอกของเล็บลดลงได้ถึงร้อย ละ 50 เลยทีเดียว คนชราจะมีการหนาตัวของเล็บ โดยเฉพาะ เล็บเท้าทำให้เล็บเท้าผิดรูปผิดร่างไปได้ เล็บอาจเปรียบเป็นหน้า ต่างที่บอกถึงความผิดปกติของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ปอด หัวใจ เบาหวานและการขาดอาหาร เป็นต้น การดูแลรักษาเล็บให้มีสุขภาพดี 1 หมั่นทะนุถนอมเล็บ คอยระวังไม่ให้เล็บได้รับอันตราย อย่าใช้เล็บเป็นเครื่องมือ หลายๆ ท่านที่ใช้เล็บมือ ต่างไขควง ทารุณกันอย่างนี้เล็บก็พังแน่ นอกจากนั้นการถนอมเล็บทำ ได้โดยแทนที่จะใช้นิ้วหมุนโทรศัพท์ ก็เปลี่ยนมาใช้ดินสอแทน บางคนเวลาค้นหาอะไรในกระเป๋า ก็ใช้เล็บควานไปทั่ว แบบนี้ เล็บก็เสีย จำไว้เวลา จะหยิบจะจับอะไร ให้ใช้ปลายนิ้วจับแทน ที่จะใช้เล็บ 2. ระหว่างที่ทำงานกวาดบ้านทำงาน หรือล้าง ถ้วยล้างชาม ควรสวมถุงมือทั้งนี้เพราะเมื่อเล็บโดนสารเคมี เช่น สบู่ ผงซักฟอก น้ำมันทำความสะอาด จะทำให้เล็บเสีย

เล็บเปราะเล็บขรุขระ และเล็บแตกได้ นอกจาก นั้นก็ทำให้ผิวหนังข้างเล็บอักเสบติดเชื้อโรคได้ง่าย 3. ไม่ควรทำเล็บบ่อยเกินไปการทำเล็บบ่อยๆ อาจทำอันตราย ต่อเยื่อหุ้มเล็บ (cuticle ) ซึ่งเป็นผิวหนังส่วนที่ปกคลุมโคนเล็บ อยู่ นอกจากนั้นการทำเล็บโดยเครื่องมือที่ไม่สะอาด ก็เป็นหน ทางที่ทำให้ผิวหนังรอบเล็บติดเชื้อโรคเกิดการอักเสบตามมาได้ 4. ก่อนจะตัดสินใจเลือกเครื่องสำอางที่เกี่ยวกับการดูแลรักษา เล็บต้องเข้าใจถึงวิธีใช้ให้ละเอียด รวมถึงผลเสียที่ตาม มาด้วย อย่าฟังแต่เพียงคำโฆษณาอย่างเดียว น้ำยาพวกเคลือบชักเงา เล็บ เมื่อทาแล้วต้องทิ้งไว้ให้แห้งนาน 15 นาที มิเช่นนั้นถ้าเล็บ ยังไม่แห้งแล้วไปถูกผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย อาจ���กิดการ ระคายเคืองได้ สีทาเล็บทำให้เกิดการแพ้ได้เช่นกัน อาการแพ้ สีทาเล็บมักเกิดในตำแหน่งที่หลายคนคาดไม่ถึง คือเป็น ผื่น รอบดวงตาจนทำให้ดูคล้ายตัวแร็กคูน เพราะใช้เล็บเกาเปลือก ตาโดยไม่รู้ตัว เมื่อมีอาการแพ้สีทาเล็บในขั้นแรกอาจเปลี่ยน ยี่ห้อก่อนโดยยังใช้สีเดิม ถ้าแพ้อีกให้ลองเปลี่ยนสี บางคนอาจ แพ้เฉพาะสีบางสีแต่ถ้าทั้งเปลี่ยนสีและยี่ห้อแล้วยังมีอาการแพ้ ที่พบมากจะแพ้เกิดผื่นคัน อาการแพ้ที่พบมากจะเกิดผื่นคันที่ เปลือกตา ถ้าต้องการใช้ยาทาเล็บอยู่ ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการทดสอบว่าแพ้ส่วนประกอบใดในยาทาเล็บ เมื่อทราบ แล้วจะสามารถเลือกยาทาเล็บที่ไม่มีส่วนประกอบนั้นได้


5. เล็บขบ ปัญหาเรื่องเล็บขบที่เป็นกับเล็บเท้านั้นเกิดจากการ ตัดเล็บไม่ถูกวิธี คือ ตัดเล็บโค้งมากเกินไปเมื่อเล็บงอกใหม่จะ แทงเข้าไปในหนังหุ้มเล็บข้างๆ ควรตัดเล็บเท้าให้ปลายเรียบ เสมอกัน ไม่ต้องโค้งงอ และไม่ควรใส่รองเท้าที่แคบเกินไปรวม ถึงมีหัวแหลมเรียวเกินไป นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงรองเท้าส้น สูงด้วยเพราะน้ำหนักจะทิ้งตัวลงมาบนเล็บมากขึ้น 6. การตะไบเล็บ ต้องใช้ตะไบเล็บด้านที่เป็นเม็ดละเอียด เวลา ตะไบให้ตะไบจากด้านข้างเข้าสู่ตรงกลางเล็บ อย่าตะไบจาก ตรงกลางออกไป 7. การดูแลรักษาหนังหุ้มโคนเล็บต้องทำด้วย ความระมัดระวัง ต้องแช่มือแช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนเป็นเวลา 2-3 นาที แล้วจึงค่อยๆ ทำความสะอาดหนังบริเวณนี้ ครีมให้ความ ชุ่มชื้นหรือน้ำมันมะกอกจะช่วยหล่อเลี้ยงหนังบริเวณนี้ให้ชุ่มชื้น ไม่แห้งและลอกแตกเป็นขุยได้ การใช้เครื่องมือแข็งๆ เขี่ยทำ ความสะอาดบริเวณหนังหุ้มโคนเล็บอาจทำให้เล็บได้รับบาดเจ็บ เกิดเป็นร่องหรือสันนูนขึ้นได้ 8. ถ้าเล็บแห้งเกินไปเล็บจะเปราะ และแตกง่าย การดูแลรักษาเล็บที่แห้ง ทำได้ง่ายๆ คือก่อน นอนให้แช่มือลงในน้ำอุ่นสัก 10-15 นาที ซับน้ำให้แห้งหมาดๆ

แล้วทาครีมให้ความชุ่มชื้นที่มือและเล็บ 9. โฆษณาชวนเชื่อที่ว่า ถ้าคุณมีเล็บเปราะและแตกง่ายควรได้รับสารอาหารคือ เจลาติน แคลเซียม เหล็ก กินนั้น เป็นโฆษณาที่ไม่จริง โปรตีน ของเล็บเป็นชนิดเคอราติน ไม่ใช่เจลาตินนอกจากนั้นแคลเซียม และเหล็กในเล็บเป็นส่วนประกอบที่มีเพียงเล็กน้อย และมักได้ รับเพียงพอจากอาหารประจำวันอยู่แล้ว การดูแลรักษาเล็บ ดังกล่าวมาแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก แม้ว่าเล็บจะเป็นเซลล์ ที่ตายแล้ว แต่ถ้าคุณดูแล ไม่ดีพอนอกจากเล็บจะดูไม่งามทำ ให้เสียบุคลิกแล้ว ผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะข้างเคียงกับเล็บก็จะ อักเสบตามไปด้วย สมกับสำนวนไทยที่ว่า หยิกเล็บเจ็บ


จากการเพ้นท์เล็บ เป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ฝีมือ ความอดทน และความคิดสร้างสรรค์ของ ผู้ปฏิบัติ แต่นั้นหมายถึงอาชีพหนึ่งที่สามารถ ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ วิธีการเพ้นท์เล็บ ที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกามีอยู่ 4 แบบคือ การเพ้นท์เล็บแบบปลายพู่กัน การเพ้นท์เล็บแบบ 3D (การปั้นแป้ง) การเพ้นท์เล็บแบบหยดน้ำ และการเพ้นท์เล็บแบบเทคนิคแอร์บรัช สำหรับการเพ้นท์เล็บที่ จะนำมากล่าว ณ ที่นี้ จะเป็นเทคนิคการเพ้นท์เล็บสำหรับผู้ เริ่มต้น มีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้ อุปกรณ์การเพ้นท์เล็บ เล็บปลอม อุปกรณ์ตัดแต่งเล็บ เช่น กรรไกรตัดเล็บที่ตะไบเล็บ (ควรเลือกตะไบที่ไม่หยาบเกินไป) แท่งทำเล็บแปรงสำหรับเล็บ หินขัดเล็บ สีทาเล็บ สีสำหรับเพ้นท์เล็บ เช่น สีอะคริลิก (Acrylic) สีน้ำมันชนิดกันน้ำ น้ำยารองพื้นและน้ำยาเคลือบเล็บ (Top Colt) น้ำยาล้างเล็บ พู่กัน เบอร์ 0 หรือพู่กันที่มีขนาด ปลายค่อนข้างเล็ก หรือพู่กันที่ใช้เพ้นท์เล็บโดยเฉพาะ วัสดุ สำหรับตกแต่งเล็บ เช่น กากเพชรคริสตัล ครีมสำหรับทาบำรุง จมูกเล็บ และครีมสำหรับมือ ขั้นตอนการเพ้นท์เล็บปลอม เลือกเล็บปลอมที่มีขนาดพอเหมาะ กับขนาดเล็บมือ ตัดแต่งเล็บ ปลอม ตามรูป แบบที่ต้องการ ลักษณะการ ตัดแต่งที่นิยมในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ การตัด แบบปลายตรง และการ ตัดแบบปลายโค้งมน สำหรับความยาวของ

ความต้องการเป็นหลัก การตัดแต่งเล็บ ให้เริ่มตัดตรงส่วนจมูกเล็บจากนั้นใช้ ตะไบๆ ให้เข้ารูป โดยตะไบไปในทิศทาง เดียวกัน ทาน้ำยารองพื้นเล็บ พักไว้ให้น้ำยา แห้ง เลือกสีทาเล็บเพื่อทารองพื้น ตามที่ได้ ออกแบบไว้ การเพ้นท์เล็บจะต้องรอให้สีพื้นแห้งสนิท ก่อน จากนั้นจึงเริ่มวางโครงร่างรูปแบบที่ออกแบบไว้ (ขั้นตอน นี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละบุคคล) ผสมสี Acrylicให้ได้ สีที่ต้องการ ทำการเพ้นท์ เมื่อเพ้นท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากมีสี เลอะให้ใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเล็บค่อยๆ เช็ดส่วนที่ไม่ต้องการออ กด้วยความระมัดระวัง รอให้สีเพ้นท์แห้ง (อาจจะใช้ไดร์เป่าผม หรือพัดลมช่วยเพื่อให้แห้งเร็วขึ้น) ทาน้ำยาเคลือบเล็บเพื่อความ สวยงาม และป้องกันรอยขีดข่วน ทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพื่อความสวยงาม และป้องกันรอยขีดข่วน ขั้นตอนการเพ้นท์เล็บจริง ทาน้ำยารองพื้น ไล่ไปทีละนิ้วโดยเริ่ม ทาเล็บจากนิ้วก้อยมาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้สีเลอะเทอะ ให้เริ่มจากกลางเล็บไล่สู่ปลาย จากนั้นแตะน้ำยาเพิ่มทา จากโคนเล็บไล่สู่ปลายเล็บอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้จะช่วย ให้การทาได้สีสม่ำเสมอ เมื่อน้ำยารองพื้นแห้งให้ ลงสีพื้นตามรูปแบบที่เลือกไว้ ทำการเพ้นท์เล็บ ตามแบบที่เลือกไว้ เทคนิคการลงสีทำเช่นเดียว กับการลงน้ำยารองพื้น ทิ้งไว้ให้สีเพ้นท์แห้ง สนิททาน้ำยาเคลือบเล็บ เพื่อความเงางาม


nail tips ใครที่เจออาการเล็บเหลืองตอนนี้คงต้องรู้สึกอับอายจนไม่กล้าเจอหน้าใครต่อใคร เพราะอาการเล็บเหลืองนั้นเกิดจากสาเหตุหลายประการ สุดท้ายก็ต้องหันไปพึ่ง การทาเล็บ เพนท์เล็บ ตกแต่งเล็บไปโน่น เพื่อช่วยในการปกปิดเล็บเหลืองที่น่ารัง เกียจไม่ให้ใครเห็น ดังนั้นหากสาวๆคนใดที่เจออาการเล็บเหลืองก็อย่าเพิ่งตกใจ ไป เรามีวิธีการแก้เล็บเหลืองแบบง่าย เพื่อช่วยให้เล็บที่เหลืองน่ารังเกียจนั้นหาย ไปและมีความเงางามกลับคืนมาด้วยวิธีง่ายดังนี้ 1.ใช้น้ำมันมะกอก ที่อยู่ในห้องครัวของคุณนั่นแหละมาขัดถูเล็บเป็นประจำ น้ำมัน คุณภาพดีอย่างน้ำมันมะกอก จะช่วยขัดเล็บ และเก็บความชุ่มชื้นของเล็บและชั้น เล็บด้านนอกเอาไว้ ให้ชุ่มชื้นและเงางามอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากเล็บคุณเหลือง เพราะอาการที่เล็บอ่อนแอขาดการบำรุง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญjจะแก้ด้วยน้ำมันมะกอก ที่ว่านี้ 2.ใช้น้ำมะนาวฟอกสีเล็บ การใช้น้ำมะนาวมาฟอกสีเล็บนั้นมีการใช้มานาน ตั้งแต่โบราณก็ว่าได้ เพราะฤทธิ์กรดของมะนาวจะช่วยในการขัดฟอกสีเล็บให้ขาว สะอาดอยู่เสมอ โดยการผ่ามะนาวเป็นครึ่งซีก เอามะนาวครึ่งซีกนั้นมาหมุนวนที่ เล็บชั่วครู่จนขาวดีก็เช็ดเล้บให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกทีเท่านี้เล็บก็ขาว สะอาดไม่เหลืองเขรอะจนน่าเกลียดอีกต่อไปแล้วล่ะ 3.อีกทางเลือกหนึ่ง คือการใช้ ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ มาช่วยฟอกสีเล็บที่เหลืองให้ออกไป แต่ระวังเรื่องความ แห้งหยาบกร้านของผิวเล็บด้วย อย่าแช่ไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ไว้นานเกินไป รีบ ล้างออกทันที ที่เล็บขาวขึ้นมา


โอริงามิ

จากศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่น สู่แรงบันดา���ใจในงานออกแบบ เมื่อกล่าวถึงการพับกระดาษ หรือ โอริกามิ หรืออันที่จริงแล้วเรียกว่า ‘โอริงามิ’ จึงจะถูกต้อง เรามักนึกถึงศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นที่ พับเป็นนก กบ เต่า คน สัตว์ และสิ่งของสารพัดอย่าง ชื่อ ‘โอริงามิ’ นี้ ก็ฟ้องอยู่แล้วว่ามาจากญี่ปุ่นชัวร์แน่นอน ซึ่งหลายๆ คนรู้มานานแล้วว่า ‘โอริ’ นั้นแปลว่า ‘พับ’ เชื่อมกับคำ�ว่า ‘งามิ’ ที่แปลว่า ‘กระดาษ’ จึงกลาย เป็นการพับกระดาษนั่นเอง


โอริงามิ เป็นทั้งกิจกรรมยามว่างและศิลปะที่เป็นมรดกตกทอด ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาเวลาช้านาน วิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น ในอดีตผูกติดกับการเกษตร ในแต่ละฤดู กิจกรรมของชาวไร่ ชาวนาสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาในรอบปีของ แต่ละปี งานต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ช่วงที่ชาว บ้านทำ�ของถวายเทพเจ้า จะจัดเรียงบนกระดาษที่พับอย่างเป็น ทางการ ส่วนสิ่งของที่ใช้ในเทศกาลต่างๆ ก็จะห่อในกระดาษ ที่มีแบบแผน ในญี่ปุ่น มีการพบการพูดถึงผีเสื้อกระดาษในบทกลอนโบราณ ที่แต่งในปี ค.ศ.1680 แต่ไม่เห็นภาพวาด นักประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าการพับกระดาษในยุคแรกๆ ก็คงไม่กว้างขวาง มากเพราะ กระดาษมีราคาแพง จะมีเล่นได้เฉพาะชนชั้นสูง และชนชั้นสูงพวกนี้ก็มักจะหวงวิชา ก็จะสอนกันรุ่นต่อรุ่นเป็น เคล็ดวิชาประจำ�ตระกูลเท่านั้น ดังนั้นการพับกระดาษจึงถูก ผูกขาดโดยกลุ่มชนชั้นสูงและซามูไร พวกซามูไรจะมีพิธีรีตอง ในแบบฉบับของตัวเอง ถ้าไม่พูดถึงคว้านท้อง (ฮาราคีรี) แล้ว ซามูไรยังมีขนบธรรมเนียมในการห่อของขวัญเป็นแบบเฉพาะ ตัวอีกด้วย หนังสือสอนการห่อของขวัญเล่มแรกชื่อ “ทสึทสึมิ โนะคิ” แสดงวิธีการพับของประดับห่อของขวัญและวิธีการห่อ ของขวัญ แต่นักพับกระดาษไม่ตื่นเต้นกับหนังสือเล่มนี้มากนัก นั่นเป็นเพราะว่ามันค่อนข้างน่าเบื่อ และยังมีกลิ่นของ “การพับ กระดาษในพิธีกรรม” อยู่มาก สันนิษฐานว่า ธรรมเนียมปฏิบัตินี้เริ่มขึ้นในสมัยมุโระมาจิ ราว ศตวรรษที่ 14-16 เป็นยุคที่เน้นความสำ�คัญเรื่องมารยาทและ สมบัติผู้ดี ดังนั้นในการห่อของขวัญต่างๆ จึงพัฒนาขึ้นโดย ใช้กระดาษที่มีลวดลายสวยงาม เรียกว่า โอริคะตะ หรือว่า โอริงงะตะ เป็นรากฐานของ โอริงามิ โอริคะตะ ได้รับความ นิยมอย่างแพร่หลายในสมัยมุโระมาจิและหลังจากยุคนี้ โดยมี หนังสือชือ โฮเคะทซึคิ แปลว่า การห่อและมัดสิ่งของ ตีพิมพ์ ในปี ค.ศ.1764 กลายเป็นสื่อที่กระตุ้นให้ผู้คนสนใจเทคนิคการ พับกระดาษอย่างแพร่หลาย


จนถึงปี ค.ศ. 1797 หนังสือที่น่าตื่นเต้นกว่าก็ถูกเขียนขึ้นโดยพระ ภิกษุในสมัยเอโดะชื่อ กิโดะ โระโคะอัน หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “เซ็มบาทสึรุ โอริคาตะ” หรือ “วิธีพับนกกระเรียนพันตัว” ที่จริง แล้วไม่เกี่ยวกับการพับนกกระเรียนหนึ่งพันตัว เนื้อหาในหนังสือ บอกถึงวิธีพับนกกระเรียนหลายตัวจากกระดาษเพียงแค่แผ่น เดียวต่างหาก แต่จะมีการตัดกระดาษบ้าง ตามสมควรเท่านั้น เนื่องจากหนังสือเล่มนี้สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการพับ กระดาษมากกว่าเล่มอื่นที่ผ่านมา คนในวงการพับกระดาษบาง คน ถึงกับยกย่องหนังสือเล่มนี้ให้เป็นหนังสือพับกระดาษเล่มแรก ของโลก แต่เพื่อกันคนแย้งว่าหนังสือสอนห่อของขวัญเป็นเล่ม แรกต่างหาก เราจึงตกลงเรียกว่า หนังสือวิธีพับนกกระเรียนพัน ตัวนี้เป็น “หนังสือพับกระดาษเชิงนันทนาการเล่มแรกของโลก”

หลังจากนั้นศิลปะโอริคะตะ วิวัฒนาการเป็นกิจกรรมยามว่าง ของกลุ่มสามัญชนโดยทั่วไป มีภาพตัวอย่างของการตกแต่งห่อ ของขวัญ ผูกสิ่งของในหนังสือเล่มต่างๆ และพัฒนาไปสู่การ พับกระดาษเรียกว่า โอริงามิ มีแบบพับคลาสสิกอื่นๆอีก เช่น กบ เต่า หมวกซามูไร บอลลูน กล่องแบบง่ายๆ แล้วก็พับวน อยู่อย่างนี้ การพับกระดาษในญี่ปุ่นก็เริ่มนิ่งมาอีกเป็นร้อยปี จนกระทั่งปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ อากิระ โยชิซาว่า ออกมาโชว์ผลงานที่แหวกแนวคลาสสิก ก็เลย ทำ�ให้นักพับกระดาษในญี่ปุ่นและนักพับ กระดาษทั่วโลกเริ่มรู้ว่าการพับกระดาษเป็น อะไรได้มากกว่าการพับนก และของน่าเบื่อที่ พับตามๆ กันมาเป็นร้อยปี ท่านได้เสียชีวิตลงเมื่อ ปี 2005 โดยทิ้งมรดกอันมีค่าให้แก่นักพับกระดาษทั่ว โลกนั่นคือ สัญลักษณ์การพับกระดาษแบบสากลนั่นเอง ท่านมีความคิดว่าในการแลกเปลี่ยนความคิดกับนัก พับกระดาษทั่วโลก และนักพับกระดาษก็ควรจะมี ภาษาสัญลักษณ์ที่เป็นสากลเพื่อใช้สื่อสารกัน และ แนวความคิดนี้ได้รับการตอบรับจากนักพับกระดาษทั่วโลก


การพับกระดาษในยุคสมัยใหม่ นั่นก็คือการพับกระดาษที่ไม่ยึด ติดกับความเชื่อเก่าๆ แล้วก็พร้อมที่จะกระโดดรับแนวความคิด ใหม่ๆ จนถึงขั้นที่จะพับเป็นอะไรก็ได้ตามใจนึก มันถือกำ�เนิด ขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมานี้เอง นักพับกระดาษเริ่มรู้ว่า เขาไม่จำ�เป็นต้องเริ่มด้วยการพับครึ่งตามแบบฉบับดั้งเดิมของ การพับโอริงามิแบบคลาสสิกอีกแล้ว การตัดกระดาษและการใช้ กาวติดก็ลืมไปได้เลย ผลที่ได้คือโมเดลที่แปลกใหม่ ตระการตา และเหนือจินตนาการ มีการศึกษาโอริงามิอย่างจริงจังทั้งในเชิง คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมกลศาสตร์ การพับกระดาษสามารถ ถอดสมการพหุนาม อธิบายตรีโกณมิติ และหาค่ารากที่สองของ จำ�นวนจริงได้ ทั้งยังใช้ในการพับแผนที่ พับถุงลมนิรภัย บรรจุ บะหมี่กึ่งสำ�เร็จรูป แม้กระทั่งเป็นต้นแบบให้กับการพับแผงเซล แสงอาทิตย์ของดาวเทียมที่ส่งขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศ ทุกวันนี้นักพับ กระดาษบางคนได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ โอริงามิของพวกเขา จนเราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ขอบเขตของโอริงามิไม่มีขีดจำ�กัดอีกแล้ว


ชอบพับกระดาษทุกวันจนเพื่อนๆ ทัก ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจอยากให้ คนอื่นรู้จักความสนุกและประโยชน์ของการพับ กระดาษบ้าง จึงคิดสร้างสรรค์ ผลงานหนังสือรูปหกเหลี่ยมที่เกิดจากการพับที่ซับซ้อน โดยที่ท�ำ ลวดลายให้คนอ่าน สามารถพับกระดาษไปมา ในแต่ละหน้าจะเจอกับรูปแบบและลวดลายใหม่ๆ ที่อ่านสนุกได้เหมือนอ่านหนังสือ

ดวงใจ อติพรพาณิชย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

พร


พระพิฆเนศวร

เหตุใดจึงสนใจในงานทางด้านดีไซน์ คิดว่าเรื่องมันเริ่มมาจากตั้งแต่สมัยเรียน มัธยมค่ะ อุ้ยชอบวิชาศิลปะมาก ตอนที่ เรียนศิลปะครั้งนึงคุณครูสั่งการบ้านให้ ไปวาดรูปทะเลมา หลายคนก็คงจะวาด รูปทะเลสีฟ้าและมีหาดทรายสีเหลือง มี คนเล่นทะเล มีคนนอนอาบแดดอยู่บน ชายหาด ก่อกองทราย แต่พอถึงวันที่ส่ง การบ้านอุย้ เป็นคนเดียวในห้องทีภ่ าพเป็น สีเทา ภาพนัน้ เป็นภาพทะเลเหมือนกันค่ะ แต่ทะเลของอุย้ เป็นทะเลในตอนกลางคืน มีทะเลสีเทาเข้ม ชายหาดสีเทาอ่อนและ กระต่ายยักษ์ที่มีรูปทรงเหมือนเทือกเขา สีเทากลาง เวลานั้นที่คุณครูเอางานของ แต่ละคนขึ้นมาโชว์ อุ้ยรู้สึกอายมากเลย ที่รู้ว่าเราต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ อุ้ยก็เลย คิดสรุปเองว่าที่เราทำ�นั้นมันผิด ตอนนี้ รู้แล้วว่าเราเพียงแค่คิดแตกต่างไปจาก คนอืน่ เท่านัน้ เอง แต่ตอนนัน้ ยังไม่รเู้ ลยว่า งานดีไซน์คืออะไร เหมือนกับว่าอุ้ยเดิน เข้ามาในโลกนี้โดยไม่รู้ตัวก็ว่าได้ค่ะ พอมาถึงตอนม.6 มีเพ���่อนชวนให้ไปเรียน วาดรูปกับพีๆ่ นักศึกษา อุย้ กลองตามไป เรียนประมาณสองสามครั้งเพราะอยากรู้ ว่าพีเ่ ค้าเรียนอะไรกัน แล้วพีเ่ ค้าก็ให้โจทย์ ว่าให้คิด บรรจุภัณฑ์ขวดนำ�้ผลไม้ ตอน นั้นอุ้ยวาดเป็นขวดแร็บทึบ เป็นลวดลาย แอปเปิ้ล แต่จะมีช่องวงกลมที่ทำ�ให้เห็น ระดับปริมาณและสีของนำ�้ในขวด ซึ่งพอ วาดกันเสร็จ พี่เค้าก็วิจารณ์งานแล้วก็ได้ ทำ�ให้อุ้ยได้รู้ว่านี่คือการออกแบบ แต่ก็ ยังรูแ้ ค่ผวิ เผินค่ะ อุย้ ได้สนใจและรูจ้ กั กับ

งานดีไซน์ ก็ตอนเรียนช่วงมหาวิทยาลัย นี่แหละค่ะ ความจริงแล้วอุ้ยโชคดีมากที่ มีเพื่อนชวนอุ้ยไปเรียน “สินกำ�” เพราะ ตอนแรกอุ้ยเกือบจะต้องต้องเรียนคณะ บริหารธุรกิจที่ป๊าอยากให้เรียน แต่อุ้ยก็ ดื้อค่ะที่จะเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และป๊าก็ สนับสนุน เรือ่ งเรียนของอุย้ มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าเค้าไม่อยากให้เรียนก็ตาม อุ้ยก็ หวังอยากให้ป๊าภูมิใจกับเส้นทางที่อุ้ยได้ เลือกเดิน อะไรคือแรงบันดาลใจในการออกแบบ งานชิ้นนี้ การพับกระดาษค่ะ เป็นการพับทีเ่ รียกกัน ว่า TESSELLATION ORIGAMI คือ ศิลปะ ในการพับชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น และถ้าหาก แปลตรงๆแล้ว “TESSELLATION” นั้นก็ หมายถึงลวดลาย ส่วน “ORI” นัน้ หมายถึง การพับ “GAMI” คือ กระดาษ รวมจึง เป็นการพับลวดลาย และการพับชนิดนีม้ ี แรงบันดาลใจอีกทอดนึงมาจากโมเสกที่ น่ามหัศจรรย์คือ พับให้เกิดเป็นลวดลาย แพทแทินได้ด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว แต่ผลทีไ่ ด้เหมือนกับว่าเกิดจากการนำ�เอา กระดาษมาต่อกัน อยากทราบถึงที่มาที่ไปของผลงาน อุ้ยเป็นคนช่างพับค่ะ จึงได้เลือกการพับ TESSELLATION ORIGAMI ชนิดนี้มาเป็น แรงบันดาลใจในการออกแบบหนังสือ ทดลอง (Experimental Book) ซึ่งใน การทำ�งานทดลองนั้นจะต้องมีขั้นตอน การทดลอง ที่อุ้ยได้เลือกมาทดลองใน


99

ได้รู้จักกับโลกของหนังสือทดลอง และได้เรียนรู้อะไรต่างๆอีกมากมาย ทำ�ให้อุ้ยเข้าใจว่าหนังสือนอกจากอ่านแล้ว เรายังเล่นอย่างอื่นได้อีก

99

ผลงานชิ้นนี้คือ การพับ ซึ่งสำ�คัญมาก เพราะถ้าจะนำ�เรื่องนี้มาออกแบบจะต้อง ศึกษาให้เข้าใจก่อน และต่อมาคือ เรื่อง รูปทรงของหนังสือ ต้องเกิดจากรูปทรงที่ ได้จากการพับ ต่อไปคือ ระบบกริด ใน การพับนี้มีระบบกริดของตัวมันเองด้วย สุดท้ายคือความซับซ้อน เพราะการพับ ชนิดนี้มีความซับซ้อน และความช่างพับ ของอุ้ยที่ต้องการเพิ่มความยากให้กับ การเล่นกับหนังสือทดลองเล่มนี้ คือให้มี วิธีการเล่นคือพลิกให้หน้ากระดาษไปชน กับอีกหน้าหนึ่งแล้วจะเกิดการเชื่อมต่อ ของลายเส้น ทำ�ให้เกิดภาพใหม่ขึ้นมา ในหนังสือเล่มนี้เป็นภาพสัตว์ที่เกิดจาก ระบบกริดของ TESSELLATION ORIGAMI หนังสือเล่มนี้จึงถูกเรียกว่า ANIMALITY จากที่ศึกษา TESSELLATION ORIGAMI ทำ�ให้อุ้ยได้รู้ว่า เป็นการพับเพื่อลวดลาย ที่สวยงาม จึงศึกษาโอริงามิชนิดอื่นอีกที่ เรียกว่า MIURA ซึ่งการพับก็คล้ายๆกับ TESSELLATION ORIGAMI จึงมีผลงานชิน้ ต่อมาเป็นการพับที่รวมกับแฟชั่น ซึ่งก็ ต้องขอบคุณพี่อ๋อง เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ที่ให้โอกาสอุ้ยได้ทำ�งานนี้ นอกจากนั้น

ผลงานกระดาษนี้เป็นหนึ่งในชิ้นงานที่ใช้ ในการเปิดตัวงาน PAPER MATTER ซึ่ง เป็ น ต้ อ งการให้ สื่ อ ว่ า กระดาษชนิ ด นี้ ทำ�มาจากต้นไผ่ ซึ่งได้เน้นไปที่การทำ�ให้ กระดาษเชื่ อ มต่ อ กั น ด้ ว ยกิ่ ง ก้ า นของ ต้นไผ่ที่ตั ด แล้ ว พั บ ออกมาในงานชิ้ น นี้ อุ้ยมีเพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์อีกคนที่ช่วยกัน ชือ่ “ช้าง” และเป็นผลงานกระดาษชิน้ ใหญ่ ที่สุดที่เคยทำ�มา ซึ่งต้องขอบคุณพี่เบลล์ ที่ให้โอกาสอุ้ยทำ�งานนี้ มีดไี ซเนอร์ในดวงใจหรือเปล่า แน่นอนว่ามีค่ะ ท่านเป็นอาจารย์ของอุ้ย เองค่ะ และยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษางาน ชิน้ นีด้ ว้ ยคือ “อ.พันทิพา ตันชูเกียรติ” หรือ “อ.เก๋ LIKAYBINDERY” ค่ะ เป็นผูท้ ที่ ำ�ให้อยุ้ ได้รู้จักกับโลกของหนังสือทดลอง และได้ เรียนรู้อะไรต่างๆ อีกมากมาย ทำ�ให้อุ้ย เข้าใจว่าหนังสือนอกจากอ่านแล้วเรายัง เล่นอย่างอื่นได้อีก เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้และ น่าค้นหามากค่ะ และนอกจากนั้นยังมี ดีไซเนอร์อีกหนึ่งท่านที่อยู่ในดวงใจอุ้ย นั่นก็คือ “พี่นัตตี้” รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย พี่ นั ต ตี้ เ ป็ น รุ่ น พี่ ที่ เ ชี่ ย วชาญพวกเรื่ อ ง งานกระดาษเป็นอย่างมากค่ะ


ผลงานที่เห็นเป็นงานเปเปอร์คราฟต์ โอริงามิ ทำ�ไมถึงได้สนใจงานดีไซน์จาก การพับกระดาษ คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของ กระดาษ ที่สนใจงานพับกระดาษเพราะอุ้ยชอบ พับมาตั้งแต่เด็ก แต่ได้เริ่มศึกษาการพับ อย่างจริงจังช่วงที่เป็นนักศึกษา การพับ กระดาษนั้นมีศาสตร์วิชามานานตั้งแต่ เรายังไม่เกิดและเราหลงใหลในความ มหัศจรรย์ของการพับ ที่สามารถพับเป็น อะไรหลายอย่างตั้งแต่ของเล่น จนไปถึง สิ่งก่อสร้าง เลยคิดว่า “การพับกระดาษ นั้นไม่ใช่เพียงแค่ว่าพับเป็นสิ่งต่างๆ ได้ แต่ยังสามารถเป็นสิ่งๆ นั้นได้จริงด้วย” อุ้ ย จึ ง ได้ นำ � มาเป็ น แรงบั น ดาลใจใน การออกแบบค่ะ อุ้ยคิดว่าเสน่ห์ของงาน กระดาษนั่นคือความเป็นกระดาษของ กระดาษเอง เหมือนกับความเป็นตัวของ ตัวเองนี่แหละค่ะ ที่ท�ำ ให้หลายคนหันมา สนใจการพับกระดาษ


เอกสิทธิ์ เข้มงวด นักพับกระดาษ ประธานชมรมพับกระดาษ แห่งประเทศไทย

ปอมมีงานอดิเรกที่ทำ�มาอย่างต่อเนื่องกว่ายี่สิบปี คือ การพับกระดาษ จากไดโนเสาร์มีเล็บ นักสีไวโอลิน ม้าฟิตซัส ฯลฯ ล่าสุดปอมบอกว่า เบื่อที่ต้องพับตามแบบคนอื่น ก็เลยคิดโมเดลรูปพระพิฆเนศวร ปอมคิดว่า ชีวิตไม่จ�ำ เป็นต้องเป็นกูรู หรือต้องมีคนพับกระดาษตามเขา ส่วนสาเหตุทอ่ี อกแบบร่างพระพิฆเนศวร ก็เพือ่ จะบอกว่า “คนไทยก็ท�ำ ได้” และนี่คือ การพับพระพิฆเนศวรหนึ่งเดียวในโลก


การพับกระดาษรูปพระพิฆเนศวรนั้น มีต้นตออย่างไร จากประสบการณ์ของเราแล้ว เราน่าจะ ดีไซน์เองได้ แล้วก็เลยอยากดีไซน์ที่เกิน กว่ามาตรฐานทั่วไป ก็คิดไว้หลายอย่าง ตอนนั้นคิดจะพับเรือพระราชพิธี ไม่ก็ ตัวละครในรามเกียรติ์ ผมอยากพับอะไร ทีค่ นอืน่ ไม่ท�ำ และแสดงถึงความเป็นเรา ความคิดแวบขึน้ มา ต้องเป็นช้างและเป็น เทพวิทยาธรความรูท้ งั้ หมด แล้วถ้านึกถึง สัญลักษณ์ความเป็นไทยด้วย ก็ต้องเป็น พระพิฆเนศวร ได้แรงบันดาลใจจากไหน ก่อนอื่นก็ต้องไปขอพระพิฆเนศวรก่อน วันนั้นนั่งรถผ่านรัชดา ไปกราบไหว้ท่าน แล้วก็นำ�แผ่นทองคำ�เปลวมาติดผลงาน ออกแบบอยู่สองชั่วโมง พับขึ้นรูปรวมๆ สองชั่วโมง แบบร่างที่ออกมาทำ�ไว้สาม เวอร์ชั่น คือ พระพิฆเนศวรนั่งมีสองกร พระพิฆเนศวรยืนมีสก่ี ร และเพิม่ อีกหนึง่ เวอร์ชน่ั พระพิฆเนศวรนัง่ มีสก่ี ร ปรับเศียร ให้ใหญ่ขึ้น โมเดลที่ออกแบบก็ยังไม่ได้ สมบูรณ์ เป็นฉบับร่างของโครงสร้างหลัก การพับกระดาษอย่างเช่นไดโนเสาร์ตัวนี้ ไม่ต้องมีเล็บก็ได้ แต่ผมอยากให้มันมี

แล้วนอกจากการพับกระดาษเป็นรูป พระพิฆเนศวรยังมีงานชิ้นอื่นอีกไหม ยังไม่มเี ลย การดีไซน์ตอ้ งมีแรงบันดาลใจ มีสมองที่ปลอดโปร่ง ในอนาคตผอยาก ทำ�หนังสือการพับกระดาษในแง่มุมอื่นๆ

99

ผมอยากพับอะไรทีค่ นอืน่ ไม่ท�ำ และแสดงถึงความเป็นเรา แล้วถ้านึกถึงสัญลักษณ์ความเป็นไทยด้วย ก็ต้องเป็นพระพิฆเนศวร

99

ซึ่งผมก็มีความรู้เรื่องนี้ แต่เมืองไทยยัง ไม่มีกระดาษที่ดี ต้องแผ่นใหญ่และบาง เบื่อที่จะพับตามแบบคนอื่น ก็เลยหา รูปแบบของตัวเอง ตัวทีพ่ บั ยากสุดเจ็ดชัว่ โมง เป็นตัวการ์ตนู หัวเป็นมังกรมีปกี เคยมีปรมาจารย์คดิ ไว้ ผมพยายามหาแบบที่พับให้ยากมากขึ้น ไม่อยากนั่งรอแบบคนอื่น อยากคิดเอง เพราะว่าระดับเซียนพับกระดาษในโลกนี้ คิดได้เร็วกว่าผม เขามีเวลาที่จะคิดและ สามารถทำ�เป็นหนังสือขาย ญีป่ นุ่ ก้าวหน้า


ทางด้านนีม้ าก เพราะว่ารัฐบาลสนับสนุน และเป็นวัฒนธรรมของชาติด้วย คุณบอกว่า การพับกระดาษทำ�ให้คุณ ได้เล่นบทพระเจ้า การพับกระดาษช่วยเติมเต็มให้เรานั้นมี ความสุข ก็เหมือนเราได้เล่นบทพระเจ้า เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเรา ผมได้ โตมากับวัฒนธรรมญีป่ นุ่ เพราะว่าคุณแม่ ทำ�งานศูนย์วัฒนธรรมญี่ปุ่น คุณแม่สอน ให้พบั กระดาษแบบง่ายๆ เริม่ ต้นจากพับ นก เต่า ลูกบอล ผมชอบพับไดโนเสาร์ ตอนเด็กๆ จะไม่ค่อยมีแบบ แม่ผมก็จะ หาแบบง่ายๆ เหมาะสำ�หรับเด็กมาให้ และเพื่อนคุณแม่เวลาไปเมืองนอกก็จะ ซื้อมาฝาก พอทำ�งานได้ก็ซื้อเอง มีบ้างไหม ที่พอพับไม่ได้ก็ทิ้งไปเลย ไม่มีครับ มีแต่ที่ค่อยกลับมาพับใหม่ ใน การพับกระดาษจะเป็นรูปสามมิติ แต่ว่า แบบพับเป็นสองมิติ นี่คือความยาก ใน เมืองนอกมีการวิจัยออกมาว่า คนที่พับ กระดาษต้องมีสมองซีกทีส่ ร้างรูปสามมิติ ได้ดี ถ้าติดขัดก็กลับมาสูข่ น้ั พืน้ ฐาน แล้ว ทบทวนเรื่องสัญลักษณ์และเทคนิคเพิ่ม

เวลาผมพับกระดาษ ผมจะไม่คอ่ ยสนใจ การวิพากษ์วิจารณ์ ผมมีความสุขตั้งแต่ ลงมือจนกระทั่งเสร็จ ไม่จ�ำ เป็นต้องให้ ใครมาชม ปกติแล้วชอบพับรูปอะไร ชอบไดโนเสาร์และสัตว์ประหลาด จะไม่ ชอบพับสัตว์ร่วมสมัย พวกกบ นกหรือ แมงป่อง จะพับเพือ่ ให้เห็นว่า ในการพับ กระดาษเป็นได้มากกว่าการพับนก เพื่อ สื่อสารกับคน แล้วรูปผู้หญิงสีไวโอลินล่ะ มีคนมาพูดว่า การพับกระดาษทำ�ได้แค่ รูปสัตว์ พับเป็นคนไม่ได้ เราก็เลยอยาก ทำ�ให้ดู อย่างตัวนี้มีแรงบันดาลใจจาก การชมวงวีทรีโอพวกเขาได้นำ�เสนองาน ดนตรีแนวใหม่ให้วงการเพลง ปกติ ผมไม่คอ่ ยชอบฟังเพลงไทย ผมเลย คิดว่าวงวีทรีโอ กล้ามากที่ออกมา ขายเพลงคลาสสิก แล้วให้เข้ากับหู คนไทย ผมเคยได้ไปชมคอนเสิร์ต เล็กๆ ของพวกเขา ทำ�ให้รู้สึก อยากพับรูปคนสีไวโอลิน เพราะ ดูแล้วสง่างาม


กลุ่มการพับกระดาษในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง ในเมืองไทยการพับกระดาษเริ่มจากบล็อกของอาจารย์ท่านหนึ่ง นัน่ ก็คอื อาจารย์บญั ชา ธนบุญสมบัติ ถ้าไม่มตี รงนี้ ผมคงไม่ได้ เจอคนพับกระดาษมากมายขนาดนี้ สามปีที่แล้วอาจารย์บัญชา สนใจการพับกระดาษ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน อย่างน้อยๆ ก็ได้แรงบันดาลใจ มีบางคนพับนกฟินกิ ซ์ได้ ถ้าหาก ถามว่ามีนักพับกระดาษจริงจังแค่ไหน คงประมาณยี่สิบกว่าคน ก็เลยทำ�เป็นชมรมนักพับกระดาษไทย แม้คนทีส่ นใจพับกระดาษ จะเป็นเด็กวัยรุ่น แต่ก็ยังมีเด็กประถมบางคนหัดพับไม่ถึงเดือน สามารถพับตัวที่ผมใช้เวลาเป็นสิบปี รูปม้ามีปีก ซึ่งเป็นแบบพับ ทีย่ าก ผมไม่คดิ ว่า เด็กทีส่ นใจการพับกระดาษจะทำ�ได้ดขี นาดนี้ ในเว็บที่พวกเราทำ� มีทั้งแบบพับกระดาษแบบง่ายและแบบยาก เหมาะสำ�หรับคนสนใจทั่วไป


GARDEN CONER

พ่อมดผู้เสกให้ต้นไม้อยู่บนกําเเพง

างพื้นที่สีเขียวในพื้นที่จํากัด ก่อนที่น้ําจะท่วมฟ้า “ สร้ปลาจะกิ นดาว เทคนิคโดย PATRICK BLANC


ปจจุบันนี้การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเปนเสมือน การสรางรั้วชีวภาพที่จะชวยลดอุณหภูมิ ความรอน ชวยเพิม่ อากาศบริสทุ ธิช์ ว ยดูด ซับ , กรองฝุน , ควันและมลพิษตางๆใน อากาศ รวมทั้งเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงาม ใหกบั พืน้ ทีโ่ ดยรอบอีกดวย มีงานวิจยั มาก มายบอกตรงกันถึงพลังของธรรมชาติตอ สุขภาพของมนุษยเราธรรมชาติชว ยใหเรา คลายกังวลและเลิกที่จะหมกมุนเกินเหตุ กับรายละเอียดบางอยาง สวนจะทําใหเรา รูสึกผอนคลายและรับรูบรรยากาศแบบ ภาพรวมมากกวาการจดจออยูก บั เรือ่ งใด เรือ่ งหนึง่ สวนกระตุน ประสาทสัมผัสของ เรา เชน การมองเห็น , การรับกลิน่ ทําให เราสนใจสิง่ ตางๆ รอบตัว กระบวนการนี้ สงผลใหจติ ใจของเรานัน้ ผอนคลายและมี สมาธิดขี น้ึ เมือ่ ตองกลับไปทํางานธรรมชาติ มีผลดีซะขนาดนี้ เราคงตองมาหาวิธเี พิม่ ธรรมชาติและสีเขียวรอบๆตัวใหมากขึน้


- แพทริ ก บลั ง ก์ -


คนเมืองมาปิดกั้นการมีพื้นที่ สีเข�ยวในบร�เวณรั้วบาน

นอกจากจะช่วยในเรือ่ งของสุขภาพของมนุษย์เราเเล้ว อีกทัง้ ยัง ช่วยลดปริมาณกาซคาร์บอนที่เราปล่อยออกจากผืนโลกเข้าสู่ชั้น บรรยากาศ ซึง่ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดความร้อน อบอ้าวและทำาให้พน้ื โลกมีอณุ หภูมสิ งู ขึน้ ทีส่ าำ คัญยังทำาให้นาำ้ แข็ง ขั้วโลกละลายมากและเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งหากมนุษย์ เรายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานเกินรอเราจะ ได้เห็นปรากฏการณ์ “ นำา้ ท่วมฟา ปลากินดาว ” และวันสิน้ โลก ทีน่ อสตราดามุสได้เคยทำานายไว้กจ็ ะเดินทางมาถึงอย่างไรก็ดขี ณะ ที่สัญญาณเตือนภัยของการทำาลายธรรมชาติกำาลังส่งเสียงดังขึ้น จากทัว่ ทุกมุมโลก การช่วยกันสร้างพืน้ ทีส่ เี ชียวนัน้ เป็นสิง่ สำาคัญ เเละเป็นหน้าทีข่ องพวกเราทุกคน โดยช่วยกันคนละไม้คนมือ เช่น การจัดสวน ปลูกต้นไม้ภายในบริเวณบ้าน เป็นต้น ในปจจุบนั การอาศัยอยูใ่ นเมืองกับข้อจำากัดเรือ่ งพืน้ ทีส่ เี ขียวนัน้ ดู จะเป็นของคูก่ นั สำาหรับคนทีอ่ ยูอ่ พาร์ตเม้นต์หรือคอนโด การจะ ทำาสวนในบ้านก็คงไม่ ใช่ เรือ่ งง่ายๆ เพราะเหตุน้ีนกั ออกแบบใน ปจจุบันจึงพยายามหาทางออกให้กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวสำาหรับ บ้านในเมือง โดยมีผเู้ สนอแนวคิดทีน่ า่ สนใจไว้วา่ “ การเขยิบเข้า ใกล้ชดิ ธรรมชาติและการเปดใจทำาความรูจ้ กั กับนิเวศน์ของต้นไม้ ภายใต้สถานการณ์ทโ่ี ลกกำาลังร้อนฉ่านี่ อาจจะเป็นทางเลือกทาง รอดของมนุษย์เเละผู้ที่ต้องการพื้นที่สีเขียวในขนาดพื้นที่ที่จำากัด อีกด้วย ” โดยเจ้าของความคิดนี้ มีนามว่า นาย แพทริก บลังก์ ( Patrick Blanc ) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เจ้าของฉายา “ พ่อมดวิเศษ ” ผู้เสกผนังสร้างกำาแพงตึกทั่วโลกให้กลายเป็นสี เขียวมาแล้วนับไม่ถ้วน

“ เมื่อปญหาที่อยูอาศัยสําหรับ


ชายผูป ลูกตนไมในเเนวดิง� เเละผูช ้ี ทางออกใหเเกคนเมืองในการปลูก ตนไมในเเนวดิง� ตัง้ เเตรว้ั บานผนัง บันไดเลือ่ นไปจนถึงอาคารและตึก สูงตระการตา

ert i c a l Garden - โดย แพทริก บลังก แพทริกเปนนักพฤกษศาสตรทม่ี คี วามเชีย่ วชาญเรือ่ งตนไมในเขต รอน เขาเกิดทีก่ รุงปารีสเมือ่ ปค.ศ.1953 เปนคนรักธรรมชาติและ ชอบปลาในเขตรอนเปนชีวติ จิตใจสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแพทริก มีโอกาสมาเทีย่ วในแถบมาเลเซียและเมืองไทย ทําใหตดิ ใจในวิถี ของพืชพรรณเมืองรอน เชน พวกเฟรนและมอสที่ขึ้นปกคลุมหิน สูงชัน เมื่อกลับไปปารีส เขาจึงทดลองปลูกพืชเหลานี้ในแนวตั้ง ( เพื่อเลียนแบบทัศนียภาพที่เคยเห็น ) โดยไดลองผิดลองถูกเรื่อง การใหนาํ ้ อยูห ลายครัง้ จนในทีส่ ดุ ก็สามารถปลูกกําแพงพืชสีเขียว ไดเปนผลสําเร็จ นอกจากนั้น เขายังเคยเปนหนึ่งในทีมนักวิจัย ของศูนยวิจัยวิทยาศาสตรแหงชาติที่นําเอา เทคนิคสวนแนวตั้ง ( Vertical Garden ) มาประยุกตใชเพื่อสรางพื้นที่สีเขียวใหเกิด ขึน้ ใหมกลางใจเ���ือง ผลงานของเขานับเปนการสรางทัศนียภาพ ใหมทางสถาปตยที่แตกตางไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ( แพทริกนํา เรือ่ งของระบบนิเวศนมาผสมผสานเปนหนึง่ เดียวกับการออกแบบ


มหึมากําแพงสีเขียวแหงแรกที่แพทริกทําขึ้นไดสําเร็จคือ ผลงาน ที่พิพิธภัณฑอุตสาหกรรมวิทยาศาสตรปารีส ( ค.ศ.1988 ) ตาม มาดวยผลงานที่ Trussardi Cafe บู ติคคาเฟระดับบนกลางกรุง มิลาน (อิตาลี) ที่นี่ แพทริกไดเนรมิตกําแพงมหัศจรรยสีเขียวให ปกคลุมขึ้นไดทั้งภายนอกและภายในตัวราน นอกจากนั้น เขายัง เปนผูสรางกําแพงพืชแนวตั้งขนาด 800 ตารางเมตรที่พิพิธภัณฑ Quai du Branly (ปารีส) โดยในครั้งนั้น แพทริกไดเลือกตนไม หลากสีสันและรูปทรงกวา 150 ชนิดมาวางเรียงสลับกันดู ราวกับผาทอลายดอก ( ตามคอนเซ็ปทของพิพิธภัณฑที่ ตั้งใจนําเอาความศิวิไลซและวัฒนธรรมของเอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกาและอเมริกาใตมาผสมรวมไวดว ยกัน ) และ สุดทายที่ใกลตัวพวกเราที่สุดก็เห็นจะเปนผลงานสวนแนว ตั้งในศูนยการคาสยามพารากอนที่กรุงเทพมหานครนี่เอง

ร้ า น Trussardi Cafe กลางกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี - โดย เเพทริค บลังก -

คนสวนมากมักจะเรียกขานกําแพงตนไมของนายแพทริก บลังกวา “ สวนแนวตั้ง ”หรือ “ Vertical Garden ” แต สําหรับตัวแพทริกเองเขามีคําเฉพาะที่ใชเรียกผลงานอัน เปยมไปดวยเอกลักษณ

เหลานี้วา “ Vegetal Wall ” ( Vegetal หมายถึงพืช ) แตไมวาเราจะเรียกมันวาอะไรก็ตาม ทามกลางสภาวะ โลกรอนและปญหาสิ่งแวดลอมที่กําลังรุมเราโลกสีคราม อยูในขณะนี้ การนําตนไมไปปลูกไวในที่ที่ไมคาดคิด ( วาจะปลูกตนไมได ) ก็คอื อีกหนึง่ ความพยายามในการ ที่จะนําพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาสูชีวิตมนุษยและชวยเชื่อม ความสัมพันธระหวางมนุษยกบั ธรรมชาติใหไดใกลชดิ กัน ยิ่งขึ้น

พิพิธภัณฑ Quai du Branly ปารีส ประเทศฝรั่งเศส - โดย เเพทริค บลังก -


สวนเเนวตั้งที่ Caixaforum ใน Madrid


เรามาทําความรูจักกับว�ธีปลูก Vegetal Wall ในสไตลแพทร�ก บลังก

Q: วิธีการที่นายแพทริกคิดค้นขึน้ ก็คือ การนำาผ้าสักหลาดชนิดหนึ่ง : มาซ้อนทับกันหลาย ๆ ชัน้ จากนัน้ ก็ฝง รากต้นไม้ลงไปในเนือ้ ผ้า A สักหลาดเพื่อให้การเจริญเติบโตของพืชตั้งนั้นอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี

กรรมวิธีในการสร้างสวนแนวตั้งขนาดใหญ่ยักษ์โดยไม่ใช้ดินเลย สักเม็ดนั้นตองทํายังไง ?

ไฮโดรโพนิกส์ ( Hydroponics ) ขั้นต่อมาก็คือให้จัดระบบการให้นำา้ ที่มีสาร ละลายอาหารเจือจางผ่านลงไปในผ้าสักหลาด โดยผ้าสักหลาดเหล่านีจ้ ะถูก กรองด้ว ยแผ่น พีว ีซ ีบางๆ อีกชั้นหนึ่ง ( ที่ด้านหลังทำาเป็นกล่องเพื่อซ่อน ระบบไฮโดรโพนิกส์และปกปองโครงสร้างของกำาแพงตึกจากรากพืช ) ด้วย หลักการนี้สวนแนวตั้งของนายแพทริกจึงสามารถสร้างได้โดยไม่มีข้อจำากัด ในเรือ่ งของขนาด ความกว้าง ความยาวหรือความหนา ( เพราะผ้าสักหลาด สามารถปูได้ในทุกพื้นที่ ) นับเป็นอีกแนวคิดที่เยี่ยมยอดที่ทั้งสถาปนิกและ ตั้งแต่กระแสการจัดสวนแนวตั้งเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหลายปีก่อน ทำาให้เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนเราก็มีโอกาสได้เห็นสวนแนวตั้งกันอยู่เสมอจน นักจัดสวนในอดีตไม่เคยนึกถึงมาก่อน หลายคนเริ่มจะเบื่อรูปแบบของสวนที่ซำา้ ๆกัน ระยะหลังมานี้นักออกแบบ จึงได้คดิ วิธรี ปู แบบและเทคนิคการจัดสวนทีต่ า่ งออกไปจากเดิม เพือ่ ตอบสนอง แนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานสวนแนวตัง้ ในแบบทีแ่ ตกต่าง การจัดสวนแนว ตัง้ เป็นรูปแบบการจัดสวนในสไตล์ใหม่ ทีใ่ ห้ความสวยแปลกตาอีกทัง้ ยังเป็น การเพิ่มทางเลือกสำาหรับผู้ที่มีพื้นที่ในการจัดสวนค่อนข้างจำากัด เมื่อเล่น แนวนอนไม่ได ้ เราก็เล่นเอาแนวตั้งนี่แหละ มันไม่ใช่ได้แค่มีสวนในบ้าน แต่มันกลับเป็นเสน่ห์อย่างรุนแรง ที่จะดึงดูดความสนใจ มันเป็น Art มัน น่ารัก มันเป็นมุมแห่งความบริสุทธิ์และอีกหลายอย่าง แต่การปลูกต้นไม้ในแนวนี้มีความต้องการดูแลรักษาจากเจ้าของมากกว่า การปลูกบนพื้นดิน โดยเราต้องมีความเข้าใจวิธีการปลูกเลี้ยงเป็นอย่างดี และจะต้องเตรียมงบใช้จา่ ยในเรือ่ งของการติดตัง้ ระบบดูแลและรดน้าำ ทีค่ อ่ น ข้างสูง เพราะฉะนั้นผู้ที่สนใจที่จะปลูกสวนในแนวตั้งควรทำาการศึกษาหรือ สอบถามผูเ้ ชีย่ วชาญถึงวิธใี นการดูแลสวนเหล่านีด้ ว้ ยตัวเองเสียก่อนจะดีทส่ี ดุ

ในการจัดสวนคอนขางจํากัด เมื่อเลนแนวนอนไมได เราก็เลนเอาแนวตั้งนี่แหละ


เพราะสวนแนวตัง้ ทำาได้แม้ในร่มจึงต้องให้ความสนใจในการเลือกพันธ์ไุ ม้ท่ี สามารถเจริญเติบโตได้ในร่มต้องการแสงน้อย เช่น ไม้เลือ้ ยต่างๆ ไม้แขวน กระถางแขวน สามารถปลูกเป็นสวนแนวตัง้ ได้ ไม้เลือ้ ยทีน่ ยิ มใช้ในปจจุบนั คือ ตีนตุกแก พวงชมพู เล็บมือนาง พวงเงิน พวงทองเถา โมกเครือ เมื่อ ได้รบั การออกแบบทีด่ แี ละการบำารุงรักษาทีถ่ กู ต้องคุณก็จะได้กาำ แพงสีเขียว และอากาศบริสุทธ์ในบ้าน นอกจากนีส้ วนแนวตัง้ เป็นสวนสไตล์ใหม่ทม่ี คี วามยืดหยุน่ เน้นทีก่ ารประยุกต์ ใช้ตน้ ไม้และวัสดุจดั สวนอันหลากหลาย ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อหน่วย พื้นที่ที่จำากัดทั้งในแนวระนาบและแนวดิ่ง สวนแนวตัง้ ( vertical garden ) จึงมีความหมายทีก่ ว้างและมีรปู แบบทีไ่ ม่ ตายตัวแต่โดยรวมแล้วอาจกล่าวได้วา่ สวนแนวตัง้ คือ การตกแต่งสถานที่ ด้วยต้นไม้และวัสดุธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะในมิติแนวดิ่งอาจจะหมาย ถึงสถานทีซ่ ง่ึ เป็นโครงสร้างถาวรทีม่ อี ยูเ่ ดิมแล้วอันได้แก่ กำาแพง เสา ผนัง ตึกหรืออาจหมายถึงวัสดุโครงสร้างที่มีการสร้างขึ้นชั่วคราว เพื่อประยุกต์ ใช้ในการจัดสวนแนวตั้งก็ได้


หลายฝ่ายคาดกันไว้ว่า สวนแนวตั้งจะกลายมาเป็นรูปแบบการจัดสวนที่มี บทบาทสำ�คัญในด้านการจัดสวนและการก่อสร้างตึก อาคารแบบใหม่ๆ ใน อนาคตอันใกล้น้ี เนือ่ งจากสวนแนวตัง้ เป็นสวนทีเ่ น้นการประยุกต์ใช้พน้ื ทีใ่ ห้ คุ้มค่า แม้ว่าจะเป็นพื้นที่แนวดิ่ง ซึ่งปลูกต้นไม้ได้ยากลำ�บาก ตรงนี้ถือเป็น จุดเด่นอย่างหนึ่งสำ�หรับสวนแนวตัง้ ทีม่ กี ารเน้นใช้งานพันธุ์ไม้ในกลุม่ อิงอาศัย ( epiphytic plants ) ซึ่งทำ�ให้มีมุมมอง 3 มิติที่สมบูรณ์แบบกว่าเหมือน ธรรมชาติกว่าการจัดสวนแบบเดิม ที่มักจะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของ รูปแบบวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมอันโดดเด่นของท้องทีใ่ ดท้องทีห่ นึง่ เช่น สวนแบบบาหลี สวนหินแบบญีป่ นุ่ ซึง่ สวนดังกล่าวก็สามารถจัดแบบสวนแนว ตั้งได้ เพียงแต่ไม่ได้มีการเน้นการออกแบบในแนวดิ่งหรือพูดถึงอย่างจริงจัง เท่านั้นเอง ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เพียงประเทศในแถบตะวันตกเท่านั้นที่กำ�ลังบ้าเห่อไอเดีย การสร้างสวนแนวตัง้ นี้ แม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ก็ได้น�ำ แนวคิดเดียว กันนี้มาปรับใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเขตใจกลางเมืองเช่นกัน โดยงานนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กบั ท่านอดีตผู้วา่ ฯ อภิรกั ษ์ โกษะโยธิน ทีท่ า่ นได้ นำ�แนวคิดดังกล่าวมาใช้กบั โครงการ Green Zone ตัง้ แต่ปพี .ศ. 2550 ซึง่ เป็น โครงการนำ�ร่องด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในย่านถนนสีลม สุขุมวิท สาทร พระราม 4 และวิทยุ ทำ�ให้พน้ื ทีใ่ นบริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยต้นไม้รม่ รืน่ และ มีบาทวิถีที่เป็นระเบียบมากขึ้นอย่างเช่นทุกวันนี้


IDEA + PIXEL ประเดิมกันซะเลยกับศิลปะ พิกเซลอาร์ต(Pixel art)มันเป็นมายังไง ทำาอย่างไรถึงเรียกว่าพิกเซลอาร์ต และ มีข้อดีข้อเสียยังไง วันนี้จะมาเล่าให้ฟัง ได้ทั้งความรู้ ฝีมือเพื่อเอาไปทำาบ้าน ประชันกับชาวต่างชาติในเกม Pixel Plaza ด้วยนะ


·ÒäÁµŒÍ§à»š¹¾Ô¡à«Å ¾Ô¡à«ÅÍÒϵ ¤×ÍÍÐäÃ


ก่อนอื่นต้องมาปูพื้นฐานกัน ก่อนว่าด้วยเรื่องของ พิกเซล(Pixel) ถูกย่อมาจากคำาว่า Picture Element ซึ่งหมายถึงจุดเล็กๆ ที่มารวมตัวกัน เป็นภาพๆหนึ่ง เมื่อมีภาพก็เกิดเป็น งานศิลปะ จึงเกิดศิลปะกรรมแขนง ใหม่ขึ้นโดยใช้ชื่อว่า พิกเซลอาร์ต (Pixel art)

งานศิลปะพิกเซลอาร์ตนั้น ออกสู่สายตาชาวโลกครั้งแรก โดย นาย Adele Goldberg และ นาย Robert Flegal ซึ่งทำางานอยู่ที่สถาบันวิจัยของ ซีรอคในช่วงปี1982 หลังจากนั้น จึงได้ ถูกพัฒนาไปใช้ในวงการอุตสาหกรรม เกม ( ของเดิมใช้อยู่กับอุตสาหกรรม สิ่งพิมพ์) ภาพในเครื่องเกมยุคเก่าๆ ส่วนใหญ่จะใช้ภาพจากพิกเซลอาร์ต ประกอบในเกม เพราะเหตุผลอะไรนั้น ลองไปดูกันดีกว่า

สาเหตุหลักๆที่ทำาให้ศิลปะ พิกเซลอาร์ต มาได้รับความนิยมใน วงการอุตสาหกรรมเกมนั้นเพราะปัจจัย ในด้านการแสดงผลของจอภาพเครื่อง เล่นเกมและจอทีวีในยุคเก่าที่ไม่สามารถ แสดงรายละเอียดและสีได้ดีเท่าที่ควร (สังเกตถ้าใครเคยเล่นเครื่อง Nintendo หรือ Family ที่ต่อกับทีวีเมื่อก่อนภาพ กราฟฟิคจะแต่ละส่วนจะแสดงสีเดียว ซะส่วนใหญ่) แต่เมื่อนำาศิลปะพิกเซล อาร์ต เข้ามาช่วยขีดจำากัดในด้านการ แสดงผลก็หายไปทันที

ดังนั้นในยุคก่อนๆ หรือยุค แรกๆนั้น พิกเซลอาร์ตถูกจำากัดจำานวน สีอยู่ที่ 16 สี เลยกลายเป็นมาตรฐาน ของงานพิกเซลอาร์ตไปโดยปริยายแต่ใน ยุคใหม่ๆทั้งจอทีวี และจอคอมพิวเตอร์ นัน้ สามารถแสดงสีได้มากกว่า16.7ล้านส ี จึงไม่เป็นปัญหาในด้านการแสดงผล แต่ ถึงกระนั้นผู้นิยมชมชอบในศิลปะพิกเซล อาร์ต ก็ยังคงใช้จำานวนสีในการวาดภาพ แค่ 16สี เพียงเพราะเหตุผลเดียวคือ “คงความคลาสสิค” ของศิลปะนี้เอาไว้


เมื่อพูดถึงพิกเซลอาร์ต อีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ “มุมมอง” เรียก ได้ว่าเป็นมุมมาตรฐานไปเสียแล้วกับศิลปะกรรมนี้มุมดังกล่าวก็คือมุม “Isometric” มี ทั้งแบบด้านเดียว (non-isometric) และ ด้านข้าง (isometric) Pixel Art คืองานศิลปะในโลกคอมพิวเตอร์ที่ใช้การวาดภาพบนหน่วยที่เล็ก ที่สุดในการแสดงผลภาพบนคอมพิวเตอร์ ว่าง่ายๆมันคือการวาดภาพโดยอาศัยการ “จุด” ไปที่ละจุดจนกระทั่งเกิดเป็นรูปๆหนึ่งนั่นเอง ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ประกอบ ไปด้วยจุดเล็กๆที่มาเรียงต่อกัน เรารู้จัก Resolution หรือความละเอียดของหน้าจอ แล้วใช่ไหมครับ อย่างหน้าจอขนาด 1024x768 ก็หมายความว่าเป็นหน้าจอสี่เหลี่ยม ผืนผ้า ขนาดยาวมีขนาดจุด (dot) 1024 จุด และกว้าง 768 จุด


Pixel Art นับเป็นต้นกำาเนิดของการสร้างเกมเลยก็ว่าได้ เพราะในสมัยก่อน เราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือสร้างภาพ 3D ได้อลังการงานสร้างแบบปัจจุปัน หรือมี Photoshop ที่สามารถตัดต่อภาพได้ง่ายได้ ในสมัยแรกๆของการทำาเกม เหล่าช่าง ศิลปหรือ Artist ก็จะทำาการจุดสีที่ละจุดจนเกิดเป็นงานภาพขึ้นมา ในสมัยก่อนสีที่ใช้ ก็จะมีน้อยมาก อย่างในยุค Famicom 8bit นั้นจะใช้สีในหน้าจอหนึ่งๆได้เพียงไม่กี่สี และสีที่คอมพิวเตอร์ผสมกันได้ทั้งหมด ก็มีได้แค่สูงสุด 256 สี (เกิดจาก 8bit = 2 ยกกำาลัง8 =256) ทำาให้งานภาพสมัยก่อนสีจะออกมาแจดเลย ต่อมา แม้จะมีความเจริญทางเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น จนหน้าจอและเครื่อง เกมสามารถแสดงสีได้มากเป็นล้านๆเฉดสี แต่งานด้าน Pixel Art ก็ยังคงอยู่ แม้จะไม่ แพร่หลายดังเดิม เรายังคงเห็นมันได้ตามเครื่องเกมพกพา, เกมมือถือ, หรือเป็น Icon ในเกมต่างๆ


Bits per Pixel ÊÒ¤ÑÞÂѧä§

1 bpp, = 2 สี (ขาวดำา) 2 bpp, = 4 สี 3 bpp, = 8 สี 4 bpp, = 16 สี 5 bpp, = 32 สี 6 bpp, = 164 สี 7 bpp, = 128 สี 8 bpp, = 256 สี 9 bpp, = 512 สี 10 bpp, = 1,024 สี 11 bpp, = 2,048 สี 12 bpp, = 4,096 สี 13 bpp, = 8,192 สี 14 bpp, = 16,384 สี 15 bpp, = 32,768 สี 16 bpp, = 65,536 สี 17 bpp, = 131,072 สี 18 bpp, = 262,144 สี 19 bpp, = 524,288 สี 20 bpp, = 1,048,576 สี 21 bpp, = 2,097,152 สี 22 bpp, = 4,194,304 สี 23 bpp, = 8,386,088 สี 24 bpp, = 16,777,216 สี 32 bpp, = 4,294,967,296 สี


นอกเหนือจากหน่วยของการแสดงที่เป็น Pixel ที่เราได้ยินกันเป็นประจำาแล้ว ยังมีคำาว่า bpp ย่อมาจากคำาว่า bits per pixel (บิตต่อพิกเซล) คือค่าของจำานวนสีที่ สามารถแสดงได้ในหนึ่งพิกเซล ดังที่บอกไปในข้างต้นว่า 1 Pixel จะสามารถแสดงผล ได้เพียงสีเดียวเท่านั้น ดังนั้นค่า bpp จะเป็นตัวบอกว่าใน 1 Pixel จะสามารถเปลี่ยนสี ได้กี่สี (รูปคงไม่สวยแน่ถ้ามี Pixel หลายอันมาเรียงต่อกันแล้วทุกพิกเซลเป็นสีเดียวกัน) อาจเรียกว่า บิต (ฺBit) เฉยๆก็ได้ เช่น ภาพขนาด 640x480x24b, 640x480x24bit หรือ 640x480x24บิต ที่เราเห็นเป็นประจำาก็จะมี 8 bpp =256 สี (การแสดงผลในคอมรุ่นเก่าๆ) 6 bpp=65,536 สี (รุ่นใหม่มานิดหนึ่ง) 24 bpp=16,777,216 สี (ไฟล์รูปสกุล .jpg) 32 bpp=4,294,967,296 สี (การแสดงผลในจอคอมปัจจุบัน) แต่ 1 Pixel จะเป็นสีหนึ่งสีใดเพียงสีเดียวเท่านั้นจะมีสีอื่นไม่ได้ เนื่องจากว่า เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของการแสดงผล ฉะนั้นรูปที่เราเห็นจึงประกอบด้วยหลายๆ Pixel มาต่อเรียงกันจนเกิดภาพนั่นเอง

ซึ่งโดยหลักการของกราฟฟิคแบบ Pixel จะต้องอาศัยการไล่ระดับของสีเป็น ชั้นๆ เพื่อให้เกิดแสงเงา และใช้ดินสอเป็นเครื่องมือในการจุดแบบลักษณะจุดต่อจุด รวมทั้งต้องเป็นกราฟฟิคแบบ Aliased คือต้องเป็นหยักธรรมชาติไม่มีการ AntiAliased เด็ดขาด ส่วนวิธีการทำาภาพ Pixel ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร หากแต่ต้องอาศัยความอดทน และความละเอียดในการทำาภาพแค่นั้นเอง เริ่มตั้งแต่การ set เครื่องไม้เครื่องมือใน photoshop ให้อยู่ในระบบ pixel เสียก่อนมีอยุ่ไม่กี่จุดหรอกสำาหรับงานแบบนี้ (ลืม effect plugin หรือ brush แบบ ฟุงๆไปได้เลยครับ) ก่อนอื่นก็เอา ค่า anti-alias ออก (ค่านี้จะทำาให้เวลาทำาอะไรแล้วขอบภาพ จะติดฟุงเล็กๆดูสวยงามดี แต่ไม่ใช่สำาหรับงานควายๆ อย่างที่เราจะทำากัน) เครื่องมือ ที่จะปรับก็ไม่มีอะไรมาก เริ่มที่เครื่องมือในการเลือก (selection tool) แบบวงกลมและแบบ polygon (แต่สีเหลี่ยมมันไม่มี anti-alias อยู่แล้ว) ติ๊ก anti-alias ออก เครื่องมือที่ต้องเปลี่ยนก็ คือ brush ต้องเปลี่ยนเป็น pencil และถ้าคุณใช้ line tool ก็ติ๊ก anti-alias ออกด้วย เอาล่ะเมื่อเริ่ม set เครื่องไม้เครื่องมือเสร็จดีแล้วก็อยากให้มา set เครื่องมือในการมอง งานด้วย ไม่ยากเลยใช่ไหม...


äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´Õ äÍà´ÕÂ

IDEA + PIXEL

ไอเดียบรรเจิดเกิดขึ้นได้เสมอ ยิ่งเกี่ยวกับงานออกแบบด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสิ่งที่ เรียกว่าขาดมันไปไม่ได้เลย การนำาไอเดียหรือที่เรียกว่าความคิดสร้างสรรค์ มาประยุกต์ ให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำานั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ ความพิถีพิถันต่อ งานที่ทำา อีกทั้งยังแสดงถึงความลึกซึ้งอีกด้วย และเมื่อมองให้ลึกขึ้นไป จะสังเกตได้ว่า หากนำาไอเดียมาใส่ในผลงานของตนเองแล้ว มันยิ่งส่งผลให้งานของเรา แสดงถึงตัวตน ของเราตามไปด้วย ซึ่งในที่นี้ มันเป็นการนำาไอเดียมาผสมผสานกับศิลปะ ที่กำาลังมา แรงมากที่สุดในยุคปัจจุบัน เรากำาลังพุดถึง ไอเดีย + พิกเซลอาร์ต


ไอ���ดียแรก ที่เราจะพูดถึงกัน ก็คือ

Million Pixel Homepage ขายจุดเล็กๆ!!! นี่เป็นไอเดียที่ต้องบอกว่า “ทำาไมถึงไม่เป็นเราที่คิดออกนะเนี่ย” เพราะมัน คือไอเดียที่แปลกประหลาด แต่ช่างเป็นเรื่องใกล้ตัวคนใช้คอมพิวเตอร์ แต่ยากที่ใคร จะนึกออกว่ามันจะขายได้ มันคือเว็บไซต์ขาย Pixel (Pixel ที่เป็นจุดเล็กจุดเดียวที่ ประกอบกันหลายๆจุดจนสามารถสร้างภาพต่างๆให้คุณเห็นบนจอคอมพิวเตอร์นั่นเอง) เว็บไซต์ นี้ www.mil iondollarhomepage.com มีหน้าเดียวที่เอาไว้ขายสินค้านี้ หน้า home page นี้ มีจุด Pixel อยู่ทั้งหมดที่เป็นลิงก์โฆษณาไปในตัวทั้งหมดหนึ่งล้านจุด พอดิบพอดี ขายในราคาจุดละ 1 เหรียญ เหมือนกับซื้อเนื้อที่โฆษณาที่เป็นลิงค์โยงไป ยังเว็บของผู้ลงโฆษณา ที่อยู่บนปายๆโฆษณาใหญ่ๆปายเดียวนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ขาย หมดไปแล้ว เหตุผลของผู้ขายก็คือ จะเอาเงินไปเรียนหนังสือ และให้เหตุผลที่ดีกับผู้ ซื้อว่า ถ้าซื้อไปเว็บคุณก็จะโด่งดังตามเว็บ milliondollarhomepage ไปด้วย เพราะ เว็บนี้จะอยู่เป็นอนุสรณ์อีกยาวนาน ซึ่งตอนนี้ก็ดังจริงๆ ใครๆก็อยากมีเว็บแบบนี้กัน มากมาย แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำาสำาเร็จแบบนี้ได้อีกเลย


2. Pixel Wall ผนังเปลี่ยนได้ตามใจคุณ เห็นไอเดียตกแต่งผนังแบบนี้แล้ว นึกถึงปายโฆษณาริมทางหรือการแปรอักษร บนอัฒจรรย์ในสนามฟุตบอล ถึงไม่ใช่ไอเดียใหม ่แต่กระตุกอะไรบางอย่างได้ดี เรา สามารถกำาหนดรูปแบบ สี หรือแม้กระทั่งวัสดุสุดรักขนาดไหน เพื่อสร้างบรรยากาศ ให้ได้ตามวาระและโอกาสดั่งใจปราถนา เพียงแค่หมุนปรับกล่องปิรามิดที่ออกแบบไว้ เปรียบเสมือนกับ pixel ของภาพเล็กๆที่ประติดประต่อกัน

3. โซฟา พิกเซล & Accessories

งานชิ้นต่อมา รังสรรค์โดยศิลปินชาวสเปน Cristian Zuzunaka ซึ่งไปเรียน จบมาจาก Royal College of Art ในลอนดอน เชื่อว่า pixel เป็นสัญลักษณ์ หรือเป็น ไอค่อนในยุคนี้ ดังนั้นเค้าจึงออกแบบโซฟา ลายพิกเซลออกมาซะเลย เกไกทีเดียว ดู แล้วอยากได้ไปไว้ที่บ้านเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีขายในบ้านเรารึเปล่า แม้กระทั่ง accessories แฟชั่นชิ้นเล็ก ๆ อย่างเช่นสร้อยคอ ก็ยังมีทำาออก มาเป็นแนว pixel ด้วย งานนี้ขายดิบขายดี จนขายหมดไปแล้วที่ร้าน Mod Cloth หรือเป็นแหวนแต่งงาน ซึ่งออกแบบโดย Jana Brevick ให้เป็นหัวแหวน ลายแจคของสายแลน มีลักษณะคล้ายพิกเซล และแน่นอนว่า ขายหมดไปอย่างรวดเร็ว จุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความนิยมเกี่ยวกับพิกเซลได้เป็นอย่างดี


4. Dead line

สำ�หรับใครที่กำ�ลังรู้สึกเครียดกับเส้นตาย (dead line) ของงานที่ต้องทำ�ให้ เสร็จ ลองมาดูจินตนาการของนักศึกษาคนหนึ่งจากวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบ ซาวานาห์ที่ได้ไอเดียในการสร้างผลงานศิลปะชิ้นนี้จากความรู้สึกที่ต้องต่อสู้กับโพสต์อิท ที่มีข้อความแจ้งกำ�หนดเส้นตายที่ต้องส่งงาน จุดเริ่มต้นของผลงานมาจากการที่ว่า ทุกครั้งที่ยุ่งมาก เขาจะรู้สึกว่า เขาไม่ ได้กำ�ลังต่อสุ้กับงานที่ต้องทำ�ให้เสร็จตรงหน้า แต่กำ�ลังต่อสู้กับ”โพสต์อิท”ที่มีข้อความ เตือนกำ�หนดเส้นตายของงานมากกว่า จากไอเดียดังกล่าว ถูกสร้างสรรค์ให้โพสต์อิท แต่ละอันทำ�หน้าที่แทนพิกเซล(pixel)ที่สามารถสร้างภาพต่างๆ ให้เคลื่อนไหวได้ด้วย เทคนิค stop-motion (ถ่ายวิดีโอครั้งละเฟรม โดยขยับวัตถุที่ต้องการถ่ายทีละนิด) โต้ตอบกับผู้แสดงที่เป็นคนจริงๆ ดังเรื่องราวที่นำ�เสนอ ลองหาอะไรสนุกๆหรือดูคลาย เครียดบ้างก็ดีนะ จะเห็นได้ว่า หากเราเพียงแค่เริ่มต้นคิด นำ�ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ของเรา ไปผสมผสานกับสิ่งที่เราเรียนรู้ ผลงานที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร ก็เกิดขึ้นได้ด้วย ตัวของเรา

ลองหาอะไรสนุกๆ หรือดูคลายเครียด บ้างก็ดีนะ....


MOVIE MANIA

Movie mania คอลลัมของคนบาหนังใน เดือนนีข้ อนําเสนอเรือ่ งราวเกีย่ วกับการจัดอันดับตางๆ ในโลกของภาพยนตรโดยเรานําเสนอใหเสพกันสามหัวขอ ไมวา จะเปนการเอาใจคอหนังสยองขวัญ ดูแลวอีด๋ แู ลวแหวะ ดวยสุดยอดอันดับหนังสยองขวัญตลอดการ และมาตอกันดวย

อันดับหนังดรามาสุดคลาสสิคและขึน้ แทนหนังดีของใคร หลายๆคนเราไดจดั มาใหรบั ชมรับอานกัน 10 อันดับอีกเชนกัน และปดทายดวยการจัดอันดับสุดยอดฮีโรตลอดกาลของ โลกภาพยนตร ทัง้ สามโพลนีอ้ าจจะทําใหความบาหนังของ คุณทวีความรุนแรงมากยิง่ ขึน้


10 Íѹ´ÑºË¹Ñ§ ÊØ´ÊÂͧµÅÍ´¡ÒÅ

อันดับ 8 Battle Royale (2000) เกมสนรก โรงเรียนพันธุโหด อันดับ 10 Man behind the sun (1988) จับคนมาทําเชื้อโรค หนังจีน ทีเ่ อาเรือ่ งจริงในประวัตศิ าสตรสงครามโลก ครั้งที่ 2 มาทําหนัง หลายคนบอกวาโหดดี เลยติดอันดับแบบฟลุกๆ เนื้อเรื่องก็ประมาณ ญี่ปุนตองการทําสงครามโดยใชหนวยปฏิบัติ การ 731 ทําการผลิตอาวุธเชื้อโรค และทําการ ทดลองในมนุษยจริงๆ เปนๆ โดยเอามาจาก ชาวบ้ า นชาวจีนแหละ…ทั้งในหองปฏิบัติการ และในสนามรบในจีน หนังเรือ่ งนีม้ คี รบเรือ่ โหดๆ เลยครับ มีฉากการผาตัดมนุษยโดยไมใชยาสลบ, การบังคับใหหญิงสาวรวมเพศกับชายที่ปวย เปนโรคชิฟลิสนับสิบคนเพื่อศึกษาและพัฒนา เชือ้ , การจับเหยือ่ หอยหัวลงจนกวาจะตายเพื่อ ทดสอบความทนในการเอาชิวติ รอด การจับเหยือ่ เขาไปทดลองและอัดความดันอากาศหรือดูด อากาศออกจนรางระเบิดเละ การตัดชิ้นสวน ของมนุษยออกเชน ตัดกระเพาะออก นําลําไส ตอตรงมาทีหลอดอาหารเพื่อดูวามนุษยที่ไมมี กระเพาะอาหารจะมีชวี ติ อยูไ ดหรือไม การตัดแขน ขา และนํามาตอใหมดวยการสลับขาง

อันดับ 9 Friday the 13th (1980) ศุกรที่ 13 ฝนหวาน เนือ้ เรือ่ ง แคมปคริสตัล เลค ทีซ่ ง่ึ เคยมีคนถูกฆาตาย เมื่อนานมาแลวจนแคมปตองปดไป แลวหลาย ปตอ มา เจาของก็อยากจะเปดมันอีกครัง้ จึงมีการ จางวัยรุนหนุมสาวมากมายมาชวยกันปรับปรุง แคมปใหพรอมสําหรับการเปดใหมแลวการฆา ก็เริม่ ตนขึน้ และนีเ้ องทีก่ ลายเปนตนแบบ โลเคชัน คลาสสิคตลอดกาล กับกลุม วัยรุน คะนองทีถ่ กู ฆา อาวุธตางๆ นาๆ เชนโดยขวาน และเครือ่ งมือทําสวน ชนิดตางๆ ฉากการฆานับวาโหดทีเดียสําหรับ ยุคนั้น แทงกันจะๆ เฉาะกันสดๆ มีคนดูอว ก คาโรงแลวคะ และเปนธรรมเนียมอีกเชนกันที่ จะไม ใ ห ค นดู ไ ด เ ห็ น ฆาตกรอย า งชั ด แจ ง จนกวาจะถึงชวงกลางเรือ่ ง หนังประสบควาสําเร็จ อยางสูงทัง้ ๆ ทีฆ่ าตกรภาคนีไ้ มใชเจสัน แตเปน แมของเขาตางหากละ

ในกระบวนนักทําหนังชาติตา งๆแลว คงไมมชี าติ ไหนมี จิ น ตนาการในการทํ า หนั ง ได แ ปลก ประหลาดไปยิง่ กวา หนังของชาวลูกญีป่ นุ ไปอีกแลว โดยเฉพาะ battle royale หนังนีม้ แี ตฉารุนแรง เซ็กซ และโรคจิตนรก แบบวาแคเนือ้ เรือ่ งของหนัง นัน้ เริม่ ตนหลายคนก็คงรับไมไดแลว ณ . สาธารณะ รัฐอิสระ พ.ศ. 2xxx สาธารณะรั ฐอิ ส ระ(แต่ ธงมั น ปั ก โต้ ง ๆ ว่ า เป็ น ญี ่ ป ุ ่ น ) ต้ อ งพบกั บ วิกฤตการณประชากรลนประเทศทําใหเหลา ผูมีอิทธิพลของสาธารณะรัฐอิสระ ไดออกกฎหมาย ตางขึน้ มา เพือ่ ควบคุมจํานวนประชากร ใชรหัส ทางการวา Battle Royal โดยแตละปจะมีการ สุมนักเรียน ม.ปลาย จากทัว่ ทัง้ ญีป่ นุ จํานวน หนึง่ หอง มาเขารวมโปรแกรม หลักงายๆขอโปรแกรม นีก้ ค็ อื ใหนกั เรียนหองนัน้ “ฆากันเอง” จนกวา จะเหลือผูร อดชีวติ คนสุดทายโดยการปลอยเกาะ แลวแจกอาวุธให สอนใหรจู กั เอาตัวรอดดวยการ ฆาเพือ่ นเพือ่ การอยูร อดของตัวเอง เพราะทุกคน จะถูกสวมปลอกคอ โดยทุกหนึง่ ชัว่ โมงถาไมฆา ใคร ปลอกคอจะระเบิดจนทุกคนตองตายหมด


MOVIE MANIA

อันดับ 7 The Texas Chain Saw Massacre (1974) สิงหาสับ หนังอินดีต้ น ทุนตาํ แตไดกาํ ไรงาม (ทุนสรางเพียง 140,000 เหรียญ แตกลับสรางรายไดถงึ 30 ลัาน เหรียญ ติดอันดับ U.S.Box Office อยางคาดไม ถึง ผลงานการกํากับของ Tobe Hooper ผู ซึ่งถูกยกยองใหเปนเจาพอหนังชําแหละไป โดยปริยายจากผลงานหนังเรื่องนี้ สวนหนังก็ เปนสูตรสําเร็จของหนังเชือดเลย คือมีวยั รุน หนุม สาว 5 คนเดินทางไปพักผอนแลวระหวางทาง ก็มีเหตุใหตองหลงเขาไปในบานหลังหนึง่ หา รูไ มครับวาบานหลังนัน้ นะ มีตัวประหลาดแสน นากลัวที่กําลังจะเอาความตายมาแจกจายให พวกเขาแบบตัวตอตัว ฉากฆาก็โหดมากวากัน วาหนังฉายเขาโรงวันแรกเมื่อป 1974 นั้น มี คนดูอว กคาโรงมาแลวดวย ฉากแนะนําคือฉากที่ นางเอกของเรื่องโดนจับมัดไวแลวตองดูพวก ครอบครัวไอหนาหนังนั่งกินอาหารกันนั่นก็ สยองสุดๆ แลวละ

อันดับ 6 DAWN OF THE DEAD (1978) รุงอรุนแหงความตาย ความจริงหนังแนวซอมบี้ มันก็โหดอยูแ ลว แตท่ี หลายคน บอกวาหนังตนฉบับเรือ่ งนีด้ ที ส่ี ดุ แหวะ ทีส่ ดุ กํากับโดยจอรจ โรเมโร เจาพอหนังซอมบี้ เนือ้ เรือ่ งในหนังจะเนนการหลบหนี ลีภ้ ยั ซอมบี้ ทีเ่ กลือ่ นไปทัง้ เมือง โดยมีกลุม คนเขาไปซอและ สรางอาณาจักรยอมๆ ของตัวเองในหางสรรสินคา ซึ่งที่นั้นเต็มไปดวยซอมบี้ แนนอนหนังซอมบี้ก็ ตองมีฉากโหดดิบและสิง่ ทีท่ าํ ใหแหวะประเภทกัด เนือ้ ฉีก คอหลุด แขนขาด หัวกระจุย ลวงควักไส ตับมามมาเปบ สารพัดเทาทีห่ นังซอมบีจ้ ะมีแมดู จะไมเนียน ไมสมจริงนีก้ ลับทําใหหลายคนประทับใจ เปนเรือ่ งหนึง่ ในตระกูลหนังซอมบีท้ ถ่ี อื เปนแบบ อยางถูกนําไปตอยอด เปนแรงบันดาใจ นําไปสราง ภาคตอโดยผูกํากับคนอื่นๆในแนวทางนี้อีก มากมายจนกลายเปนหนังคลาสสิค และเปนที ยอมรับของคอหนังแหวะรุน ตอๆ มา ปจจุบนั ได เอากลับมาทําใหมในป 2004

อันดับ 5 SAW ซอว เกมตอตาย..ตัดเปน ในหนังกลาวถึงฆาตกรฉายา”จิก๊ ซอว” บังคับให เหยือ่ ทีม่ นั จับไดมาเลนเกมสุดอํามหิต เจ็บปวด ยิ่งกวาตกนรก โดยไดกําหนดกฎกติกาตางๆ ใครทําไมไดมอี นั ตองตาย!! ฉากโหดๆ ในหนัง เรือ่ งนีม้ เี พียบ เชนคนหนึ่งตองหาทางหนีจาก การถูกฝงทัง้ เปน ในกรงขังทีเ่ ต็มไปดวยลวดหนาม ระโยงระยาง หรือเหยื่อผูหญิงอีกคน จะตอง ฆ่าชายที่ไมมีทางขัดขืน เพื่อเอาตัวรอดจาก กรงเขีย้ วมรณะ นอกจากนี้ยังมีตรึงโซ แชกรด แหวะพุง หัวแบะ ฯลฯ หนังนีด้ งั มากๆ ตนทุนตาํ แตทําเงินเยอะซะดวยสิ


MOVIE MANIA

อันดับ 4 The Untold Story (1993) ซาลาเปาเนื้อคน หนังนีน้ าํ แสดงโดย หวงซิวเซิง กับ Herman Yau ซึ่งสองคนนี้กลายเปนตํานานของหนังฮองกง ไปแลว สวนหนังวากันวาเปนหนังที่โหดที่สุด ในประวัตศิ าสตรสยองฮองกงทีส่ รางมา วากันวา เปนหนังทีโ่ หดมากมีคนดูเปนลมชอกคาโรงมาแลว โดยนําคดีทเ่ี คยเกิดจริง มาใชในการผูกเรือ่ ง และ เพิ่มความโหดเขาไปอีก เรือ่ งนีค้ งตองยกใหหวง ซิวเซิง ฆาตกรเอกของเรือ่ งเฮียทีแ่ สดงนํานีห่ นาตา ไดอารมณมากเลย ยิง่ ตอนแลเนือ้ เลาะกระดูก หนาตาดูจติ ซะไมมี แถมปรากฏวาเฮียแกไดรางวัล จากเรือ่ งนีด้ ว ยหลายคนดูแลวไมกลากินซาลาเปา ไปหลายเดือนเลยแหละ

อันดับ 3 Cannibal Holocaust (1980) เปรตเดินดินกินเนื้อคน การคนพบฟลม ของกลุม นักศึกษา ทีช่ น่ื ชอบการ สรางหนังแนว แอบดูเปน แอบดูตาย เชนการสังหาร โหดมนุษย ในรูปแบบตางๆ ซึง่ ผลงานลําดับสุดทาย ในชีวิตของพวกเขาคือการเขาไปในเผากินคน เพื่อถายทอดชีวิตความเปนอยูแบบปาเถื่อน ออกมาใหโลกไดยลแตความหาม อันเกินขีดกําจัด ของพวกเขา ไดนาํ พาไปสูก ารรุมขมขืนสาวชาวเผา และ เผาบานเรือนของคนเผากินคนเหลานั้น เพียงตองการภาพแนวโหด เอาไปใสในหนังแนว โรคจิตของพวกเขาเทานัน้ นัน่ เปนจุดเปลีย่ นไปสู หายนะในชีวติ ของพวกเขา ทีไ่ มมที างแกไขได จุดเดน ของหนังเรืองนีค้ อื การถายทอดภาพทีด่ เู หมือน จริงและตรงไป ตรงมา จนคุณตองอุทานออกมาวา “มันฆากันจริง เพือ่ ถายหนังเรือ่ งนีห้ รือเปลาเนีย่ ..”

อันดับ 2 Haute tension (2003) สับ สับ สับ เนื้อเรื่องคราวๆที่คุณควรรูก็มีแค มารี และ อเล็กซ 2 เพื่อนซี้ ที่เดินทางไปพักผอนกันที่ บานของอเล็กซ ซึง่ ก็เปนแถบชนบทอันเงียบสงบ นะครับ แตแลวในคืนที่พวกเธอและครอบครัว ของอเล็กซ กําลังนอนหลับสบายอยูน น่ั เอง ก็มี ชายคนหนึง่ ขับรถมาจอดหนาบาน เดินมาทีป่ ระตู และ ฆาทุกคนที่เจอ! ใครจะรอดใครจะอยูตอ และคนที่รอดจะรอดหรือไมก็ตองดูกันละครับ ตอนแรกหลายคนที่ดู คงคิดวาเปนหนังแนว ไลฆาอีกเรื่องนึง แตปรากฎวา เปนหนังไลฆา ก็จริงแหละ แตทน่ี บั ถือก็คอื สยองและนาสะพรึง แบบไดบรรยากาศจริงๆครับ ฆาโหดสุดๆ ประเภท คอขาดใหเห็นแบบไมมีปดบังแตอยางใดเลย ความนากลัวก็มคี รับ ลุน แทบตายแนะเวลาใคร ก็ตามพยายามซอนจากไอฆาตกรนัน่ ฉากไลฆา ก็ไมนา เบือ่ ครับ มันชวนขวัญผวาไดตลอดแมเรา จะรูวามันจะเกิดอะไรขึ้นตอก็ตาม ดนตรีก็ เงียบๆครับ มันเงียบจนเหมือนอยูใ นเหตุการณ ดูไปหลอนไปกันใหญ


และนี่คือสุดยอดหนังหฤโหด ของหนังประเภท”Snuff film เทียม” ที่โหด เหี้ยมผิดมนุษย และมีความสมจริงมากๆ

อันดับที่ 1 Flower of Flesh and Blood (1985) Snuff film นัน้ หมายถึง ภาพยนตร หรือหนังประเภทมีฉากฆาตกรรมของจริง เนือ้ หาหลักภายในหนังเนนฉากการฆา ทรมาน ขมขืนนักแสดงเสียเปนสวน มาก หนังแนว Snuff film สวนใหญมกั นิยมถายแบบ “ลองชอรต ไมมเี ทค” ใน Snuff film จะไมปรากฏรายชือ่ นักแสดง ผูก าํ กับ วัน เวลา และสถานที่ ในการถายทําแตประการใด นักแสดงตัวเอกอาจถูกหลอกมาแสดงหรือถูก วางยาที่ทําใหสติไมปกติ Snuff film จึงเปนภาพบันทึกหวงแหงความตาย ทีแ่ สนวิปริตแตกลับเปนทีถ่ กู อกถูกใจคนบางกลุม ถึงขัน้ ลุม หลง ยกยองเชิดชู ใหเปนประหนึง่ อาหารเลิศรส หาชิมยาก เปนทีป่ รารถนาใหไดมาเพือ่ ตอบ สนองรสนิยมสวนตัวอันแสนอันตราย Snuff film แบงออกเปน 2 ประเภทคือ Snuff film แบบแทและแบบเทียม โดย Snuff film ในแบบแทนิยมเรียก กันวา Real Snuff film สวน Snuff film แบบเทียมนิยมเรียกกันวา Fake Snuff film

หนังที่ฉายเรื่องราวในลักษณะของหนังสั้นกึ่งสารคดี “วิธีการฆาหั่นศพ” ของฆาตรกรเลือดเย็น ที่สวมใสชุดซามูไร หนังสั้นกึ่งสารดคีที่มีฆาตรกร ในชุดซามูไร บอกเลาและกระทําการฆาเหยือ่ ตัง้ แตการใหยาทีม่ คี วามรุนแรง ถึงขนาดทีท่ าํ ใหเหยือ่ ไรความรูส กึ แตในขณะเดียวกันเหยือ่ ยังคงเมา และมี ลมหายใจอยู เจาฆาตรกรโหดเริ่มหั่นชั้นสวนของเหยื่อออกทีละชิ้น ทีละ ชิ้น ตั้งแต แขน ขา ผาทองควักไส ไปจนถึงตัดคอ และควักลูกตาเอา มาดูดเลน ราว กับเด็กนอยไดอมยิ้มช็อกกาจุบจากแม มีแตเลือดครับ เลือด เลือด และก็ เลือดทวมจอกันทีเดียว หลังจากเหยื่อถูกตัดเปนชิ้น สวนหมดแลว ฆาตรกรใน ชุดซามูไรก็พูดตอหนาแลวถือชิ้นสวนมนุษย มันเดินหนานํากลองไปที่หองสะสม ที่นั้นราวกับพิพิธภัณฑชิ้นสวนมนุษย หัว แขน ขา ลําไส มือ ลูกตา เต็มไปดวยหนอนชอนไชกัดกินอยางเม���มัน หนังสัน้ สารคดีเรือ่ งนีเ้ ปนขาวดังเมือ่ ถูกนําไปเผยแพรในตางประเทศ ตามงาน ปารตี้และกลุมเพื่อนผูนิยมดูหนังประเภทนี้ หลายคนที่ไดดู ปกใจเชื่อวา มันเปนการกระทําทีเ่ กิดขึน้ จริง! จนเกือบทําใหโปรดิวเซอร Satoru Ogura และ ผูกํากับ Hideshide จะถูกจับเขาคุกอยูแลว โชคดีที่ในหนังมีภาพ ของเบื้องหลังการถายทําไวดวย ซึ่งตรงนี้เอง เปนหลักฐานพิสูจนวา หนัง เรื่องนี้เปนการจัดฉากสรางขึ้น มิได เปนสนัฟฟฟลมแทอยางที่เขาใจกัน นอกจากนี้ยังปรากฏคดีฆาตกรรมอื้อฉาวในประเทศญี่ปุนโดยฆาตกร นามวา Tsutomu Miyazaki ซึ่งเลาลือกันวาไดมูลเหตุและแรงจูงใจมา จากการชมภาพยนตรซรี ย่ี  Guinea Pig กระทําการฆาตกรรมเด็กผูห ญิง 4 ราย เลียนแบบหนัง Guinea Pig : Flower of Flesh and Blood โดย Tsutomu Miyazaki เองซึ่งขณะนั้นอยูในกลุม “โอตากุ”ไดทําใหพวก “โอตากุ” กลายเปนเปาและจําเลยของสังคมไปอยางชวยไมได ยังผลใหเกิดกระแสการ ตอตานพวก “โอตากุ” ในลักษณะตางๆนานา สุดทาย Tsutomu Miyazaki ถูกตัดสินประหารชีวิตดวยการแขวนคอในเรือนจํากรุงโตเกียวในวันที่ 17 มิถนุ ายน ป ค.ศ. 2008 และจากคดีฆาตกรรมดังกลาวนีเ้ องสงผลใหซรี ย่ี  Guinea Pig ตองถูกทางการญีป่ นุ สัง่ แบนตลอดกาล กลายเปนหนังตองหาม ทีห่ า มสรางภาคตอโดยเด็ดขาด ซีรย่ี  Guinea Pig จึงยุตกิ ารสรางลงทีภ่ าคที่ 7

10 Íѹ´ÑºË¹Ñ§ ÊØ´ÊÂͧµÅÍ´¡ÒÅ


MOVIE MANIA แตเขาไดรับความชวยเหลือชวงนาทีสุดทายให อยูใ นกรุงวอรซอวตอ ไป จากเพือ่ นคนหนึง่ ประจํา กรมตํารวจ หลังจากนัน้ ซพิลแมนก็ตอ งหลบๆ ซอนๆ อยูใ นเมืองทีก่ าํ ลังจะพังพินาศ ดวยนําม้ อื สงคราม ไมมอี ะไรจะกิน และปวยเปนโรคสารพัด เปนเวลานานที่เขาตองอาศัยอยางแรงแคนอยู ในบ้ า นร้ า งหลั ง หนึ ่ ง ก่ อ นต่ อ มาจะถู ก ค้ น พบ โดยนายทหารเยอรมัน รอยเอก วิล (โธมัส เครทชมานน)ผูย น่ื ขอเสนอวาจะนําอาหารมาให หากเขายอมเลนเปยโนใหฟงเปนการตอบแทน

หนังชีวิตที่จะมาเปลี่ยนชีวิตคุณ

10 สุดยอด ห นังดราม ดรามา หนั 10 สุดยอด

อันดับ 9 The Pianist (2002) สงคราม ความหวัง บัลลังกเกียรติยศ

อันดับ 10 Life Is Beautifu (1998) ยิ้มไวโลกนี้ไมมีสิ้นหวัง กุยโดชาวยิวในอิตาลี มีความฝนอยากจะเปดราน หนังสือของตัวเอง ในป ค.ศ. 1939 เขายายเขามา อยูที่อเรซโซและตกหลุมรักตอราที่มีอาชีพครู ทัง้ คูแ ตงงานกันและมีลกู ชายทีช่ อ่ื วาโจซัว กุยโด สามารถเปดรานขายหนังสือไดสําเร็จ แตแลว ก็เกิดเหตุการณที่มีการกวาดลางเผาพันธุยิวใน สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนาซีเยอรมนีที่อิตาลี เมื่อโจซัวอายุได 5 ป กุยโดและโจชัวถูกพาตัว ไปเขาคายกักกัน สวนตอราแมจะไมใชชาวยิว แตเธอก็ไปยังคายกักกันพรอมกับครอบครัว กุ ย โดพยายามรั ก ษาภาพอั น สวยงามให กั บ ลูกชาย ในภาวะเหตุการณทเ่ี ลวรายนี้ โดยตอง โกหกลูกชายอยูต ลอดเวลาใหมรี อยยิม้ มีความหวัง แมทายที่สุดกุยโดตองตายก็ตาม ไดรับรางวัลออสการในป ค.ศ. 1998 3 สาขา คือ รางวัลภาพยนตรตางประเทศยอดเยี่ยม, รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และรางวัลนัก แสดงนําชายยอดเยี่ยมโดย โรแบรโต เบนิญี่

นักเปยโน วลาดิสลอว ซพิลแมน (เอเดรียน โบรดี)้ มีงานเลนเพลงทีส่ ถานีวทิ ยุ ในกรุงวอรซอวตาม ปกติ แมวาจะเปนชวงที่พวกทหารนาซี จะบุก เขามาโปแลนดหลายสัปดาหแลว เขาตองเดิน ขามศพคน และซากมาตายจํานวนมาก กวาจะ ไปถึงสถานีวทิ ยุ จนกระทัง่ บายวันหนึง่ ขณะที่ เขากําลังเลนเพลงของโชแปงอยูนั้น หาระเบิด ของฝายศัตรู ก็ถลมลงมาในเมืองเสียหายยับเยิน หลายวันตอมา วอรซอวตกเปนของนาซี แมวา จะรูดี ถึงสิ่งที่จะเกิดตามมาภายหลังจากนี้ แตเขาก็ยงั เชือ่ วา ทุกอยางจะตองเรียบรอย เมือ่ อังกฤษกับฝรัง่ เศสประกาศสงครามกับเยอรมัน ทหารนาซีสั่งใหชาวยิวจํานวน 360,000 คนใน กรุงวอรซอว ตองสวมปลอกแขนระบุเชื้อชาติ และยายออกจากบาน ไปอยูอยางแออัดในเขต พืน้ ทีอ่ นั จํากัด ซพิลแมนก็ยงั คงเชือ่ วา เขาสามารถ รับมือกับสถานการณได ตราบเทาทีป่ ฏิบตั ติ ามกฏ และมองโลกในแงดตี อ ไป เขาไดใบประกาศนียบัตร รับรองการทํางานเปนนักเปยโน ในรานอาหาร เฉพาะชาวยิว และพยายามสรางความมั่นใจ ใหกับทุกคนดวยคําพูดวา “ไมตองหวง อีกไม นานทุกอยางก็กลับคืนสูภาวะปกติ” ตอมาใน เดือนสิงหาคมป 1942 ครอบครัวของเขา ถูกสง ตัวขึ้นรถไฟไปยังคายกักกัน

อันดับ 8 American Beauty (1999) อเมริกันบิวตี้ ภาพยนตรที่ตีแผสังคมอเมริกันแบบนี้อยางถึง เนื้อถึงกระดูกโดยใหครอบครัว Burnham เปน ตัวอยาง พอบานคือ Lester (Kevin Spacey) ตองประสบวิกฤตการณวยั กลางคนไมวา จะเปน เรือ่ งปญหาทีท่ าํ งาน ความสัมพันธระหองระแหง กับภรรยา (Annette Benning) และลูกสาว วัยรุน ซึง่ หัวดือ้ แถมจงเกลียดทัง้ พอและแม นอก จากนีพ้ วกเขายังพบกับเพือ่ นบานไมวา จะเปนคูเ กย ทีอ่ ยูก นั แบบสามีภรรยา ครอบครัวของนายทหาร ทีเ่ กลียดเกยเปนชีวติ จิตใจและลูกชายซึง่ ทาทาง ประหลาดๆ มาชอบลูกสาวของเลสเตอร อยางไร ก็ตามเลสเตอรซึ่งกําลังเบื่อกับชีวิตก็พบกับ


นํ้าทิพยจากฟากฟานั่นคือเพื่อนของลูกสาวที่ แสนสุดจะเซ็กซี่ เขาจึงกลายเปนตาแกหวั งูทคี่ ดิ แตจะเครมเพือ่ นลูกสาว ในขณะทีภ่ รรยาของเขา กําลังจะนอกใจเขาอยูเชนกัน เหตการณตางๆ ในหนังเต็มไปดวยความสับสนวุน วายและจบลง ดวยโศกนาฎกรรม (หรือวาสุขนาฏกรรมดี ?) ที่เปนการทําลายมายาคติเกี่ยวกับชนชั้นกลาง ที ่ ส ั ง คมยั ด เยี ย ดให้ ค นอเมริ ก ั น ในหลายๆ ทศวรรษทีผ่ า นมา ทีส่ าํ คัญทีส่ ดุ ของหนังคือทําให คนดูเห็นการเขาสูส จั ธรรมบางอยางของเลสเตอร ที่ตัวเองไมเคยตระหนักรูมากอนเลย ถาจะให พูดภาษาแบบทันสมัยก็คือพระเอกเปรียบได ดังกบในกะลา กะลาทีว่ า คือกรอบของชนชัน้ กลาง และทีน่ า กลัวไปกวานัน้ ก็คอื เลสเตอรหมายถึง ตัวพวกเราทุกคน (ทีถ่ อื วาตัวเองเปนชนชัน้ กลาง) นั่นเอง American Beauty จึงเปนหนังรางวัล หาตุกตาทองที่ละเมียดละมัยในการเสียดสี เสี ย ดแทงใจคนอเมริ ก ั น (และคนชาติ อ ื ่ น ) มากที่สุดเรื่องหนึ่ง

ซึ่งตอมานําเขาไปสูผูนําคนผิวขาวหัวรุนแรง ในทองถิ่น และเปนเพราะความรุนแรงนี่เองที่ ทําใหเขาตองไปชดใชกรรมในคุก สามปตอ มา ทุกคน เฝารอคอยการกลับมาของดีเรคดวย ความหวัง ไมวาจะเปน ดอริส แมผูซึ่งภาวนา ใหเขาปลอดภัย สเตซี่ แฟนสาวผูรอคอยการ กลับมาของเขา และ แดนนี่ นองชายผูผ ดิ หวัง กับความรักและการชีน้ าํ ของพีช่ าย ในวันทีด่ เี รค ไดรับการปลอยตัว แดนนี่ไดสงรายงานหัวขอ ชื่อ Mein Kampf ใหกับอาจารย รายงานชิ้น ดังกลาว สรางความเดือดดาลใหแก อาจารย ใหญ (เอฟเวอรี บรูคส) เปนอยางมาก เขาสัง่ ให แดนนีเ่ ขียนรายงานเกีย่ วกับพฤติกรรมทีน่ าํ ดีเรค ไปสูการถูกจับกุม ในรายงานชิ้นนี้ผูชมจะไดมี โอกาสรวมสํารวจความเปนมาของพีน่ อ งสองคนนี้ อยางไรก็ตาม แดนนีไ่ มรวู า ดีเรคพีช่ ายของเขา ไดเปลีย่ นไปแลว โดยภายหลังออกจากคุก ดีเรค ไมหลงเหลือคราบแหงความเกลียดชังอีกตอไป เขามีความตั้งใจว่าจะ ปลดปล่อยน้องชาย และครอบครัวออกจากสภาพแหงความรุนแรง ที่เขาเติบโตมาใหจงได

อันดับ 7 American History x (1998) อเมริกันนอกคอก x แดนนี่ วินยารด เด็กหนุม ผูบ ชู าพีช่ ายคนโต ดีเรค เปนอยางมาก ดวยความตั้งใจที่จะแกแคน แทนบิดาที่ถูกฆาตายอยางทารุณ ดีเรคพบวา ตนเองหลงใหลในปรัญญาแหงความเกลียดชัง

อันดับ 6 Memento (2000) ภาพหลอนซอนมรณะ

ชายหนุม ทีช่ อ่ื Leonard Shelby ผูส วมใสชดุ สูท จากยุโรปราคาแพงลิบ ขับรถ จากัวรรนุ ลาสุด

แตใชชีวิตราคาถูก พักโรงแรมไมมีชื่อ ใชจา ยเงิน โดยการมวนธนบัตร เปนกอน หนาๆ แมวา เขาจะดูเหมือนชาย ทีป่ ระสบ ความสําเร็จ ในชีวติ แตงานของเขากลับ เปนการไลลา ลางแคน แกะรอย และ ลงทัณฑ คนที่ลงมือ ขมขืนและฆาเมีย ของเขา เพราะวา การสันนิษฐานของเขา ถูกตํารวจเมินเฉย เขาจึงตองเดินหนาหา ความยุตธิ รรมดวยตัวเอง โดยการแกะรอย ในครั้งนี้ เขาไดใชการดดัชนี, รูปถาย, แฟมขอมูล, แผนผัง, รอยสัก แตเขาก็ไม สามารถ ที่จะเขาใจ เรื่องราวทั้งหมด และเรียกความทรงจํา กลับคืนมาไดและ ในโลกอันมืดทึมของเขาก็เหมือนมีสี หลากสีฉาบวาดเข้ามาเขาได้รู้จักกับ คน 2 คน ทีม่ ลี กั ษณะตางกัน คือ Natalie และ Teddy ซึ่งมองอย่างจริงจังแล้ว Natalie เหมือนกับมิตรผูมาชวยใหเขา คนหาความจริง แตในใจเธอ อาจจะมี ผลประโยชน์บางอย่าง ที่เธอต้องการ จากเขา สวน Teddy ทาทางเปนมิตรของ เขาดูมีขอกังขา เขาอาจจะเปนตํารวจ เปนวายราย หรือเปนทั้งสองอยาง หรือ ไมเปนเลย ทั้งสองอยางก็ได ในความ รูส กึ ของเขา ทีก่ าํ ลัง สรางภาพขึน้ มาจาก สิง่ ทีเ่ ขาสูญเสียไป บางที เขาอาจจะเห็น ขอแตกตางที่ถูกจากผิด จริงจากเท็จ ปั จ จุ บ ั น จากอดี ต และภาพจริ ง จาก ภาพลวงตาก็เปนได


MOVIE MANIA อันดับ 4 Cidade de Deus (2002) เมืองคนเลวเหยียบฟา

Forrest Gump (1994) อัจฉริยะปญญานิ่ม “Lift is like a box of chocolates… You never know what you’re gonna get” คําพูดขางตนจาก Forrest Gump กลายเปน อมตะทันทีเชนเดียวกับตัวภาพยนตรและเปน แรงบันดาลใจแกผคู นนับลานทัว่ โลกในชวงสาม ทศวรรษแหงความโกลาหล ฟอรเรสท ดําเนิน ชี วิ ต ผ า นกระแสช ว งต า งๆที่ ผั น เขาจากคน ร า งกายพิ ก ารไปเป น ดาราอเมริ กั น ฟุ ต บอล จากวีรบุรุษในสงครามเวียดนามเปนเศรษฐี ธุรกิจเรือกุง จากเกียรติทาํ เนียบขาวไปสูอ อ มกอด ของผูที่เขามีใจรักจริง ฟอรเรสทคือลักษณะ รูปธรรมแหงยุค คือความไรเดียงสาในดินแดน อเมริกา จิตใจของเขาตระหนักตอสิง่ ทีไ่ อคิวอัน จํากัดของตัวเองไมอาํ นวย ขอบขายศิลธรรมของ เขาไมเคยคลอนแคลน ชัยชนะทัง้ หลายของเขา กลายเปนแรงบันดาลใจแกเราทุกคน”

ไรกังวลตลอดไป ซึ่ง Fight Club เปรียบไดกับ อิสรภาพแบบนั้น “

เรือ่ งเกิดขึน้ ทีส่ ลัมชือ่ Cidade de Deus ซึง่ แปล เปนภาษาอังกฤษวา City of God ในริโอเดจาเนโร สลัมแหงนีห้ าใชเมืองสวรรค แตกลับเปนขุมนรก บนดินโดยแท เด็กที่นี่เติบโตขึ้นมาทามกลาง ความรุนแรงและยาเสพติด อนาคตของพวกเขา หนีไมพนการสังกัดแกงอันธพาลคายาไมแกง ใดก็แกงหนึง่ ทีต่ อ สูฟ าดฟนแกแคนตายตกตาม กันชนิดไมรูจบ โดยเด็กในสลัมจํานวนไมนอย ตองตายตัง้ แตยงั ไมทนั โตเต็มวัย สถานการณใน สลัมแหงนี้ไมตางไปจากสงครามกลางเมือง อันยืดเยือ้ เรือ่ งราวตางๆ ทีเ่ กิดขึน้ และดําเนินไป ถูกมองผานสายตาของหนึ่งในเด็กสลัมที่ใฝฝน จะเปนชางภาพหนังสือพิมพ

อันดับ 2 The Godfather (1972) เดอะกอดฟาเธอร

อันดับ 3 Fight Club (1999) ดิบดวลดิบ

คุณเปนคุณ ไมใชเพราะงานที่คุณทํา คุณเปนคุณ ไมไดขน้ึ อยูก บั เงินในธนาคารของคุณ คุณเปนคุณ ไมไดอยูท ว่ี า คุณมีเงินในกระเปาเทาไร คุณเปนคุณ ใชวา เพราะคุณสวมใสเสือ้ ผาอะไร แตคุณก็ไมไดเปนเกล็ดหิมะที่สวยงาม และ โดดเดนเพียงหนึ่งเดียวเทานั้นเชนกัน” ไทเลอร (แบรด พิทท) กลาววา ทุกสิ่งทุกอยาง ที่คุณครอบครองอยูนั้น ทายที่สุดแลวพวกมัน ก็จะครอบงําคุณเสีย แตถาหากคุณสูญสิ้นทุก สิง่ เมือ่ ใด คุณก็จะกลาทําอะไรตอมิอะไรไดอยาง

เปนภาพยนตร ที่กํากับโดยฟรานซิส ฟอรด คอปโปลา ออกฉายเมื่อป ค.ศ. 1972 เกี่ยวกับ ครอบครัวมาเฟยชาวอิตาลี ทีอ่ พยพจากเมืองเล็กๆ ชื ่ อ คอร์ เ ลโอเน ใกล้ ก ั บ เมื อ งปาแลร์ โ ม เมืองเอกของเกาะซิซิลี ไปอยูที่เมืองนิวยอรก สหรั ฐ อเมริ ก าโดยมีเนื้อเรื่องครอบคลุมชวง ทศวรรษ ค.ศ. 1945 - 1955 สรางจากนวนิยาย ชื่อเดียวกัน ที่เขียนโดย มาริโอ พูโซ ซึ่งตีพิมพ ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1969 เนื้อเรื่องมีเนื้อหาที่ ยาวมาก มีออกมาถึงสามภาคดวยกัน การันตี ไดถึงความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด


เรด คนที่มีอารมณเย็น มีหัวคิด เขาอยูที่นี้มานาน เขาจึงมีสิทธิพิเศษ เล็กนอย ที่จะลักลอบทําอะไรไดนิดหนอย นั้นคือนําของจากภายนอก เขามาในคุก พวกบุหรี่ รูปสาวสวย หรือของเลนชิ้นเล็ก ๆ และสิ่ง ที่ดูเฟรน ขอจากเฟรดคือ คอนแกะสลัก เนื่องจากดูเฟรนเปนคนที่ ชอบการแกะสลัก เขาใชเวลาวางสวนมากหมดไปกับคอนอันเล็กที่ได มาและหินที่เขาจะหาได ทั้งไกลและใกลตัวชีวิตดูเฟรน ที่นี้ไดเจอกับ ผูคนมากมาย ทั้งที่เปนมิตร และเปนศัตรู คุณจะไดเห็นถึง มิตรภาพ ระหวางคนที่ไมมีอะไรเหลือในชีวิต คนที่ใชชีวิตไปในคุกเพียงเพื่อรอ ความตาย ผานการเลาอันสมจริง และสะเทือนอารมณผูชมโดนตรง ถึงตรงนี้ ผมไมอยากจะพูดอะไรที่เปนการบอกถึงเนื่องเรื่องไปมากนัก บอกไดเพียงแตวา การที่คุณไดนั่งดูชีวิต ของผูชายชื่อ ดูเฟรน คนนี้ ดูสิ่งที่เขาเผชิญ ทุกสิ่งที่เขาทํา ทั้งหมดอาจจะเปนสิ่งที่นาชื่นชมที่สุด จากภาพยนตรทุกเรื่องที่คุณเคยไดชมมาก็เปนได และหากคุณคิดวา เคยดูหนังทีเ่ กีย่ วกับการติดคุกมามากมายแลว และคิดทีจ่ ะมองขามหนัง เรือ่ งนีไ้ ป ก็ขอใหเปลีย่ นความคิดซะใหมนะครับ เพราะเรือ่ งนีม้ กี ารเลาที่ วิเศษ แถมยังมาพรอมกับเหตุการณที่เกิดกวาใครจะคาดเดาไดจริง ๆ

อันดับ 1 The Shawshank Redemption (1994) มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง ดูเฟรน นายธนาคารวันหนุม ถูกศาลสัง่ ใหจาํ คุกตลอดสองชวงอายุขยั ในฐานความผิดตัง้ ใจฆาถึงสองคน ซึง้ นัน้ ก็คอื ภรรยาของเขาเองและ เธอถูกฆาในขณะที่กับลังประกอบกิจกรรมทางเพศกับชายผูอื่น บอกแคนก้ี ค็ งไมตอ งใหอธิบายแลววา ทําไม เมือ่ ดูเฟรนเขามายังคุก ทีช่ อ่ื วา Shawshank เขาตองพบกับสภาพแวดลอมทีโ่ หดราย ทารุณ สังคมทีอ่ ยูเ บือ้ งหลังความสวยงามศรีวลิ ยั สังคมทีถ่ กู กีดกันจากโลก ภายนอก สังคมทีไ่ มมใี ครตองการ ตองถูกกักขังใหมชี วี ติ อันแสนลําเค็ญ เปนการชําระกับสิง่ เลวรายทีพ่ วกเขาไดทาํ ลงไป แตหากคุณถามคนที่ คุก Shawshank วาพวกเขาทําอะไรผิดมาถึงตองมาติดคุก? ทุกคน จะตอบเปนเสียงเดียวกันวา ผมบริสุทธ หรือไมก็ ทนายมันหวย จะจริงหรือไมจริงก็คงไมสาํ คัญหรอกเพราะมันไมสามารถเปลีย่ นแปลง สภาพทีพ่ วกเขากําลังเผชิญอยูเ ปนแน มันก็เปนแคประโยคทีพ่ วกเขา ใชพดู เพือ่ ปลอบใจตัวเองเทานัน้ เอง ดูเฟรน เปนคนเงียบและเก็บตัว ไมคอยสุงสิงกับใคร เขาใชเวลาหลายเดือน กวาจะเอยปากคุยกับ เพื่อนซักสองสามคํา และคนแรกก็คือ เรด ชายผิวดํามีอายุ ที่ดูจะ เปนผูที่ฉลาดที่สุดในคุกนี้แลว และเรดผูนี้ก็กลายเปนคนที่ ดูเฟรน จะไมมีวันลืมไปตลอดชีวิต

ขอดีขอ เดน: หนังมีความยาวกวาสองชัว่ โมงครึง่ แตไมมกี ารใชเวลาไป อยางปลาวประโยชนเลยแมแตวนิ าทีเดียว! ตัง้ แตเริม่ เรือ่ ง ก็พาคนดูเขา สูป ญ หา เขาสูส ง่ิ ทีจ่ ะดึงดูดคุณใหตดิ ตาม และไมอยากละสายตาไปจากจอ ที่สําคัญคือความใครรู ที่คุณสรางขึ้นเองวาพอหนุมดูเฟรน ผูนี้จะเอา ชีวิตตัวเองรอด จากสถานการณอันเลวรายนี้ไปไดอยางไร นอกจากการใชเวลาอันคุมคาแลว ประโยคพูดหลาย ๆ อันยังมีสวน สัมพันธตอเนื้อเรื่องในชวงถัดๆไป อยางมีลูกเลน ขออนุญาต ยก ตัวอยางมาหนึ่งเหตุการณ ตอนที่ทานพัศดีเขามาตรวจหองของดูเฟ รนอยางละเอียด ในการดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกคุณอาจจะไมรูสึกอะไร มากนัก แตเมื่อดูรอบที่สองแลว ผมขอบอกวา ฉากนี้เปนฉากที่ผมดู แลวเสียวที่สุดในชีวิตในชีวิตเลยครับ มันเปนเยี่ยงไรนั้น ตองหามาชม กันนะครับ วาเหตุการณที่ดูธรรมาดา มันจะมีลูกเลนไดอยางไร เมื่อ เรามาชมมันในครั้งตอไป

หนังชีวิตที่จะมาเปลี่ยนชีวิตคุณ

10 สุดยอด ห นังดราม ดรามา หนั 10 สุดยอด


MOVIE MANIA

แห่งโลกภาพยนตร์

10 อันดับสุดยอดฮีโร่

7

9

George Bailey/It’s a wonderful life James Stewart

10

T.E. Lawrence ¨Ò¡ Lawrence of arabia Peter O’Toole

8

Ellen Ripley/ Aliens Sigourney Weaver

ชายหนุม ผูใ ฝฝน ถึงการเดินทางผจญภัย แตเสน ทางชี วิ ต ลิ ขิ ต ให เ ขาติ ด อยู ใ นเมื อ งบ า นเกิ ด และใชชวี ติ ทีซ่ าํ ซากจําเจ วันหนึง่ เมือ่ ปญหาชีวติ ขมวดปมจนถึงที่สุด เขาจึงคิดจะจบชีวิตของ ตัวเองดวยการกระโดดสะพาน แลวปาฏิหาริย แหงวันคริสตมาส ก็เกิดกับชายที่แสนดีแตสิ้น หวังผูนี้ เทวดาไรปก ไดทําใหเขาเห็นวา หาก เขาไมเคยเกิดขึน้ บนโลก

1 ใน 2 สาว ที่ติดเขามาใน top 10 เธอถือปน เธอปกปองโลก เธอรบราฆาฟนกับมนุษยตาง ดาวทั้งฝูง แลวทําไมเธอจะไมติดละ

Will Kane/High Noo Gary Cooper

เขาคือคนที่ประกาศใหโลกรูวา ในโลกของการ ตอสู สิง่ ทีส่ าํ คัญทีส่ ดุ ไมใชบทสรุป แตหากเปน ที่เรื่องราวการเดินทางฝาฟนนั่นตางหาก และ ทายที่สุดแลว ไมวาจะแพหรือชนะ เขาคือคน ที่สรางแรงบันดาลใจใหกับคนมากมาย

6

Clarice Starling/The silence of the lamb Jodie Foster

นายอําเภอผูหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีและยึดมั่น ในความถูกตอง ผูที่จะทําทุกยาง เพื่อปกปอง “ลูกบาน”” ของเขา และเพื่อรักษากฏหมาย บานเมือง บุคลิกของเขากลายมาเปนตนแบบ สําหรับคาแรกเตอรฮีโร ในหนังคาวบอย

5

Rocky Balboa/Rocky Sylvester Stallone

หญิงสาวผูเ ขมแข็ง ทีต่ อ กรกับทัง้ ฆาตกรโรคจิต ผูแ ปรปรวน และอัจฉริยะอํามหิตดวยตนเอง เธอ ควบคุมสติได แมถกู โรคจิตสําเร็จความใคร แลว สาดนํากามใสหนา เธอนิ่งเมื่อเปดผาคลุมแลว พบหัวคนถูกตัดดองไว ธอบุกรังฆาตกรโรคจิต โดยไมรอกําลังเสริม โจดี้ ฟอสเตอร ควารางวัล นําแสดงนําหญิงบนเวทีออสการ และเวทีอื่นๆ ไปอยาไรคูแขงจากบทนี้


American film institute หรือ AFI (สมาพันธภาพยนตแหงสหรัฐอเมริกา) ไดทําการจัดอันดับ 50 ตัวละครสุดยอฮีโรแหงจอเงิน และนี่คือ 10 อันดับ สูงสุด จากการจัดอันดับนี้

ทนายความผูยืนหยัดเพื่อความถูกตองในสังค มอยุติธรรม แบบฉบับของสุภาพบุรุษที่น่า เคารพ และพอผูทุมเพื่อครอบครัว เขายืนหยัด เพือ่ ปกปองจําเลยผิวสี ในสังคมทีเ่ ต็มไปดวยการ เหยียดสีผิว เขาคือพอ ผูปลูกฝงความดีงามให แกลกู ๆ และปราถนาจะปกปองพวกเขาจากความ เลวรายทัง้ ปวง Gregory Peck กวาดรางวัล

นั ก แสดงนํ า ชายยอดเยี่ ย มทุ ก เวที จากเรื่องนี้ และชนะออสการ ในปทไ่ ี ด ชืว่ า 5 ผูเ ขาชิงในสาขานักแสดงนําชาย ยอดเยี่ยม แข็งแกรงที่สุดตลอดกาล

1

Atticus Finch/ To kill a Mockingbird Gregory Peck

คงไมมใี ครไมรจู กั สําหรับตนตําหรับ เจมส บอนด คนนี้ เขาคือคนที่วางภาพลักษณให ตัวละครสายลับเจาเสนห ยังคงเปนที่นิยม และมีคนสืบทอดบทบาทมาจนทุกวันนี้

3

2

James Bond/ Dr. No Sean Connery

Indiana Jones/ Raiders of the Lost Ark Harrison Ford

บุรุษผูใชชีวิตทุกวันพรอมแผลในหัวใจ แตเมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น พรอมการกลับ มาของหญิงสาวผูสรางแผลในใจใหเขา เขาก็ เลือกที่จะปลอยเธอไป ทําหนาที่เพื่อความถูก ตอง และเพื่อยุติไฟสงคราม แมวาเธอคนนั้น จะสวยระดับ อินกริด เบิรกแมน ก็ตา

4

Rick Blaine/ Casablanca Humphrey Bogart

แฮริสน ฟอรืด คือหนึ่งในไมกี่คน ที่ตัวละคร ของเขาติดเขามาในโพลมากกวา 1 ตัว อีกบทบาท คือ Han Solo จาก Star Wars ในอันดับที่ 14 สวนหนึ่งที่ทั้งสองบทบาทประสบความสําเร็จ ก็ ค งมาจากบุ ค ลิ ก ผึ่ ง ผายสมชายชาตรี ข อง พระเอกรุนเกาผูนี้


MOVIE MANIA


สร้างสรรค์


ปั จ จุ บั น ยั ง ไม่ มี ก ารกำ า หนดคำ า นิ ย ามของเศรษฐกิ จ สร้ า งสรรค์ ที่ เ ป็ น หนึ่ ง เดี ย วขึ้ น อยู่กับการนำาไปปรับใช้ให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศและองค์กรที่เกี่ยว ข้องต่างๆ โดยความหมายอย่างง่ายของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งนิยามโดย John Howkins คือ การสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดมนุษย์ สำาหรับสาขาการผลิตที่พัฒนา ไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเรียกว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ซึ่ง หมายถึง กลุ่มกิจกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์เป็นวัตถุดิบสำาคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานและรัฐบาลของประเทศต่างๆได้ให้คำานิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไว้ดังนี้

ส ห ร า ช อ า ณ า จั ก ร อ ง ค์ ก า ร ยู เ น ส โ ก เป็นประเทศต้นแบบที่ได้รับการยอมรับ ให้ เป็ น “ศู น ย์ ก ลางความสร้ างสรรค์ ของโลก” (World Creative Hub) ไ ด้ ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ สร้างสรรค์ดังนี้ “เศรษฐกิจที่ประกอบ ด้ ว ยอุ ต สาหกรรมที่ มี ร ากฐานมาจาก ความคิ ด สร้ า งสรรค์ ข องบุ ค คลทั ก ษะ ความชำานาญและความสามารถพิเศษ ซึ่ ง สามารถนำ า ไปใช้ ป ระโยชน์ ใ นการ สร้างความมั่งคั่งและสร้างงานให้เกิดขึ้น ได้ โดยที่สามารถสั่งสมและส่งผ่านจาก รุ ่ น เก่ า สู ่ รุ ่ น ใหม่ ด ้ ว ยการคุ ้ ม ครอง ทรัพย์สนิ ทางปัญญา”

เน้ น บริ บ ทของทรั พ ย์ สิ น ทางปั ญ ญาว่ า “ประกอบไปด้ ว ยอุ ต สาหกรรมทาง วั ฒ นธรรม ซึ ่ ง รวมถึ ง ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ท าง วัฒนธรรมและศิลปะทั้งหมด ทั้งในรูป สิ น ค้ า และบริ ก ารที ่ ต ้ องอาศั ย ความ พยายามในการสร้างสรรค์งาน ไม่ว่าจะ เป็ น การทำ า ขึ้ น มาโดยทั น ที ใ นขณะนั้ น หรือผ่านกระบวนการผลิตมาก่อน”

องค์การความร่วมมือ องค์ ก ารทรั พ ย์ สิ น เ พื่ อ ก า ร ค้ า ท า ง ปั ญ ญ า โ ล ก แ ล ะ ก า ร พั ฒ น า ได้ ยึ ด นิ ย ามที่ นำ า เสนอโดยกระทรวง วั ฒ นธรรม สื ่ อ และการกี ฬ าของ สหราชอาณาจักรว่า คือ “อุตสาหกรรม ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ความ ชำานาญและความสามารถที่มีศักยภาพ ในการสร้างงานและความมั่งคั่งโดยการ ผลิตและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทาง ปัญญา”

ได้ ใ ห้ ค วามหมายในบริ บ ทของการขั บ เคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไว้ว่า “เป็น แนวความคิ ด ในการพั ฒ นาและสร้ า ง ความเจริ ญ เติ บ โตทางเศรษฐกิ จ โดย ใช้ สิ น ทรั พ ย์ ที่ เ กิ ด จากการใช้ ค วามคิ ด สร้างสรรค์”


เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) : ยุทธศาสตร์ในการ ปฏิรูปประเทศไทย โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (@chareonchai) “ปฏิรูปประเทศไทย” เป็นแนวคิดงดงามที่สุดในรอบหลายปีแห่ง ความมืดมิดของสังคมไทย แต่กระนั้น แนวคิดนี้ก็ยังถูกโจมตี ประณามอย่างเผ็ดร้อนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งย่อม สะท้อนถึงความไม่เชื่อถือจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ว่ารัฐบาลจะ ทำ าอะไรก็ ด ู จ ะผิ ด ไปเสี ย หมด ในขณะที ่ ฝ่ ายเป็ น กลางก็ ย ั ง รู้สึกไม่มั่นใจ เนื���องจากประเมินว่าแนวคิดนี้สวยหรูเกินไป หาก แต่ขาดยุทธศาสตร์และวิธีปฏิบัติการที่เหมาะสมสอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วยิ่งของยุคโลกาภิวัตน์ ความเหลื่อมล้ำาระหว่างชีวิตที่หรูเลิศในเมืองกับชีวิตที่ยากไร้ ขาดแคลนในชนบท ได้กลายเป็นโจทย์ที่หนักหน่วงที่สุดของ คณะกรรมการปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูป โดยเฉพาะเมื่อปัญหา ความแตกต่างนี้ได้ฝังรากหยั่งลึกตลอดเวลา 50 ปีแห่งการ พัฒนาทุนนิยมไทย ที่สำาคัญก็คือ ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิง โครงสร้าง ที่ไม่อาจอัดฉีดเงิน ทรัพยากร และผู้เชี่ยวชาญเข้าไป ในชนบทแล้วคาดหวังว่าปัญหาทั้งหมดจะแก้ไขได้ด้วยตัวมันเอง การปฏิรูปประเทศไทย จึงต้องเริ่มจากการปฏิวัติวิธีคิดในการ พิจารณาปัญหาความเหลื่อมล้ำา ที่ไม่ควรกล่าวโทษนักการเมือง กล่าวหาระบบทุนนิยม และกล่าวประณามคนกรุงที่เห็นแก่ตัว แต่ควรจะมองให้เห็นถึง “โอกาสใหม่” ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ ชนบทไทยซึ่ ง เคยเป็ น ผู้ พ่ า ยแพ้ ใ นการปฏิ วั ติ อุ ต สาหกรรม จะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในการปฏิวัติคลื่นเศรษฐกิจ ลูกใหม่ ที่ไม่จำาเป็นต้องใช้เงินทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลมาเป็นตัวขับเคลื่อนอีกต่อ ไป หากทว่า ปัจจัยการผลิตที่สำาคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ก็คือ “ความคิ ด สร้ างสรรค์ ” ซึ ่ ง เป็ น ทรั พยากรที ่ ด ำ ารงอยู ่ อย่ า ง อุดมสมบูรณ์ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวชนบท ในขณะที่ คนกรุงซึ่งได้ปรับตัวเข้ากับทุนนิยมตะวันตกไปอย่างเต็มตัวเมื่อ หลายสิบปีที่ผ่านมา ได้กลับกลายเป็นผู้เสียเปรียบในการเริ่มต้น ยุคสมัยแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่แสน รื่นรมย์นี้


การปฏิรูปประเทศไทย โดยใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น ยุทธศาสตร์เริ่มต้น จึงมีความได้เปรียบเชิงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากทำาให้ความขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีของ คนชนบทไม่ใช่ปัญหาหลักแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนศูนย์กลางทาง เศรษฐกิจจากเมืองกรุงที่แสนวุ่นวายไร้อัตลักษณ์มาเป็นชนบทที่ รุ่มรวยวัฒนธรรม ที่สำาคัญ หากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชนบท เป็นศูนย์กลางได้เติบโตไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ย่อมดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และคนเก่งจากเมืองกรุง ให้มุ่งหน้าสู่ชนบทที่เต็ม ไปด้วยโอกาสใหม่ทางธุรกิจ แทนที่จะหมกตัวอยู่ในเมืองหลวง ที่ไร้สีสันและกำาลังทรุดตัวจากความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมแบบเดิม สินทรัพย์ซ่อนเร้นของชนบทไทย คือ วัฒนธรรมที่ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยอัตลักษณ์ (Originality) หากทว่าการขุดค้นและ เจียระไนเพชรพลอยแห่งวัฒนธรรมที่หลากล้นให้เปล่งประกาย เจิดจ้านี้ จะต้องกระทำาโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจใน ธรรมชาติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น ชนบทจึง ไม่สามารถริเริ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคตนี้โดยลำาพัง แต่ต้องพึ่งพา ทุนรอนและการช่วยเหลือจากรัฐบาลในระยะแรก โดยเฉพาะ การแปรเปลี่ยนวัฒนธรรมงดงามที่แฝงฝังอยู่ในการใช้ชีวิตของ คนชนบทตั้งแต่เกิดจนตาย ให้กลายมาเป็นสินค้าและบริการที่ มนุษย์จากวัฒนธรรมที่แตกต่างรู้สึกมีส่วนร่วมและดื่มด่ำาใน ความงามนี้ การวิจัยเชิงมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมของชนบทไทยในอดีต ที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่ความเข้าใจท้องถิ่นทั้งในสายตา แบบคนในที่ไปใช้ชีวิตร่วมชายคาและสายตาแบบคนกรุงที่เต็ม ไปด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ที่ลึกซึ้ง แต่ทว่ายังขาดไร้การวิจัย เชิงปฏิบัติการ ที่จะแปรเปลี่ยนความงามแห่งอัตลักษณ์ของ วัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นเรื่องเล่า (Storytelling) ที่มีความ เป็นสากล โดยไม่สูญเสียคุณค่าแห่งความเป็นท้องถิ่น ภารกิจนี้ จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาร่วมกันพลิกฝันให้ กลายเป็นจริง วิกฤตการเมืองตั้งแต่ปี 2549 พิจารณาเพียงผิวเผินก็ย่อมเป็น ความขัดแย้งของคนกรุงและคนชนบท แต่หากประเมินอย่าง ลึกซึ้งแล้ว ปัญหาที่แท้จริงคือ ยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของคน ไทยในการรับมือกับโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะคนกรุงที่หลงใหล

ไปกั บ ความเจริ ญรุ ่ ง เรื อ งของวั ฒ นธรรมตะวั น ตก โดยมิ ไ ด้ ตระหนักว่า ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงฐานการผลิตของห่วงโซ่ ทุนนิยมที่สลับซับซ้อน ความมั่งคั่งของคนกรุงจึงวางอยู่บนค่า จ้างแรงงานราคาถูกที่แทบไม่มีการสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่า ใดๆเลย ซ้ำาร้ายยังบีบคั้นให้คนกรุงส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนทำางาน หนัก น้าำ ใจคนไทยทีเ่ คยมองเห็นคนรอบข้างเป็นเพือ่ นร่วมโลกจึง ค่อยๆเลือนหายไป นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำาให้คนกรุงและคน ชนบทต้ อ งหมางเมิ น ใส่ ก ั น เพราะต่ างก็ มี โลกทั ศ น์ แ ละผล ประโยชน์เฉพาะตัว ที่ต้องเคลื่อนไหวไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในทำานองตรงข้าม ชนบทไทยยังสามารถรักษาอัตลักษณ์แห่ง ความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางการรุกเร้าเข้ามา ของโลกาภิวัตน์ โดยผ่านการสื่อสารที่แยบยลทั้งโทรทัศน์และ โทรศัพท์มือถือ แต่ต้นทุนในการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ก็ กลับต้องแลกมาด้วยความอ่อนด้อยทางความรู้และเทคโนโลยี ในการดำารงชีวิตบนโลกสมัยใหม่ จึงทำาให้ชนบทไทยต้องตกอยู่ ในภาวะยากไร้ยาวนาน เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาที่สามารถ ปรั บ ตั ว และแสวงหาประโยชน์ จ ากโลกาภิ วั ต น์ ไ ด้ อ ย่ า ง เต็มเม็ดเต็มหน่วย

การขุดค้นและเจียระไนเพชรพลอย แห่งวัฒนธรรมที่หลากล้นให้เปล่งประกาย เจิดจ้านี้ จะต้องกระทำาโดยผู้เชี่ยวชาญที่มี ความเข้ า ใจในธรรมชาติ ข องเศรษฐกิ จ สร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง หลายสิบปีที่ผ่านมา คนชนบทเริ่มเรียนรู้วิถีชีวิตของคนกรุงและ ซึมซับในความสะดวกสบายทั้งมวลของสังคมเมืองหลวง จึงเริ่ม ตั้งคำาถามถึงชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยที่คนชนบทก็ยังเข้าใจ ชีวิตคนกรุงเพียงผิวเผินเท่านั้น เพราะคุณภาพชีวิตในเมืองหลวง ก็ไม่ได้ดีกว่าชนบทมากนัก ผู้คนยังต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน หาเช้ า กิ น ค่ ำ า เพื ่ อ ส่ ง มอบผลประโยชน์ ท ั ้ ง มวลที ่ ล ำ า บาก


เหนื่ อ ยยากมาให้ เ ป็ น ของกำ า นั ล แด่ ก ระบวนการโลกาภิ วั ต น์ การแก้วิกฤตการเมืองโดยเริ่มจากปัญหาความเหลื่อมล้ำาของ คนในเมืองและชนบท จึงเป็นการประเมินปัญหาเพียงด้านเดียว แต่รากเหง้าปัญหาที่ลึกลงไปก็คือ การเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์ ที่เต็มไปด้วยวิกฤตและโอกาส คนกรุงต้องเลิกหลอกตัวเองว่าได้ ปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์อย่างชาญฉลาดแล้ว ทั้งที่ตนเองเป็น เพียงแค่ห่วงโซ่ที่ต้อยต่ำาของระบบทุนนิยมโลก ในขณะที่คน ชนบทก็ต้องเลิกนโยบายโดดเดี่ยวตนเองจากโลกาภิวัตน์ เพราะ ถึงที่สุดแล้วมนุษย์ก็คือสัตว์สังคม ดังนั้น เทคโนโลยี ความรู้ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนซึมซับกันเสมอ กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการรับมือกับโลกาภิวัตน์จึงไม่ใช่การเดินตาม อย่างคนตาบอด หรือปิดตัวเองอย่างคนหูหนวก แต่คือ การ ศึกษาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งรอบด้าน ทั้งความจริงและความลวง ทั้งถ้อยคำาจากฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน ทัง้ ส่วนทีเ่ ปิดเผย และส่วนที่ซ่อนเร้น เพื่อการประยุกต์โลกาภิวัตน์ให้กลายเป็น เครื่องมือรับใช้ประชาชนไทย ไม่ใช่ทำาให้คนไทยต้องกลายเป็น ทาสรับใช้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้���ัวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ย่อมเป็นสมรภูมิ ใหม่แห่งยุคโลกาภิวัตน์ท่ามกลางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบ เดิมทีก่ าำ ลังเสือ่ มสลายลง ประเทศไทยจึงมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ การจมปลักกับวิธีคิดแบบเดิมที่ประเทศมหาอำานาจชั้นนำา กำาลังทอดทิ้ง หรือ เรียนรู้อย่างลึกซึ้งถึงภูมิปัญญาแบบใหม่ที่ กำาลังจะเป็นอนาคตของประเทศมหาอำานาจทั้งหลายแน่นอนว่า การก้าวเดินในเส้นทางใหม่ย่อมเต็มไปด้วยความเสี่ยงมหาศาล แต่หากคนไทยทุกภาคส่วนได้ระดมสมองร่วมกันอย่างไม่แบ่ง เขาแบ่งเรา ก็ย่อมค้นพบภูมิปัญญาใหม่ในการสลายวงล้อมแห่ง วิกฤตเหมือนดั่งที่บรรพบุรุษชนชาติไทยได้กระทำาให้เห็นเป็น แบบอย่างครั้งแล้วครั้งเล่า คนชนบทและคนกรุงได้ถือครองกุญแจสำาคัญแห่งเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ (Creative Economy) ไว้คนละ 1 ดอก นั่นคือ วัฒนธรรมรุ่มรวยที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ได้ อย่ า งไม่ มี วั น สิ้ น สุ ด และความเชี่ ย วชาญในการแปรเปลี่ ย น วัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าที่มีความเป็นสากลซึ่งสอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก โดยหากพลังทั้งสองนี้ ยังเกีย่ งงอนไม่รว่ มมือกัน ประเทศไทยก็จะจมดิง่ อยูใ่ นห้วงหุบเหว

ที่มืดมิดที่สุด เพราะหากเศรษฐกิจแบบเก่าทรุดพังทลายลง ก็จะ ยิ่งซ้ำาเติมสถานการณ์ทางการเมืองให้เลวร้ายลงอย่างถึงที่สุด การจราจลแย่งชิงอำานาจทางการเมืองจะเสริมทับด้วยการรบรา เพื่อแย่งชิงเสบียงอาหาร ประเทศไทยจะมุ่งหน้าเข้าสู่กลียุค อย่างแท้จริง แต่หากคนชนบทและคนกรุงได้ประสานความชำานาญที่แตก ต่างนี้เข้าด้วยกัน ประเทศไทยก็จะสามารถปลุกปั้นวัตถุดิบทาง วัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่ทุกมุมโลกให้การ ยอมรับชื่นชม ความยากไร้ของทั้งคนชนบทและคนกรุงก็จะ บรรเทาเบาบางลง ความเหลื่อมล้ำาก็จะไม่ใช่ปัญหาสำาคัญ ความรักและรอยยิ้มก็จะคืนกลับมา

คนกรุงต้องเลิกหลอกตัวเองว่าได้ปรับ ตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์อย่างชาญฉลาดแล้ว ทั้งที่ตนเองเป็นเพียงแค่ห่วงโซ่ที่ต้อยต่ำ า ของระบบทุนนิยมโลก


Originality : เอกลักษณ์ไทย ในเวทีเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก (Creative Economy) โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (@chareonchai) ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่วาดรูปได้เสมือนจริงที่สุด แต่คือ คน ที่เสกคาถาร่ายมนต์ให้รูปภาพนั้นสร้างความตื่นตะลึงหลงใหล แด่ผู้พบเห็น โดยไม่มีวันลืมเลือนตลอดกาล “ความงาม” จึงไม่ใช่คุณสมบัติที่สามารถนิยามได้อย่างแจ้งชัด หากทว่าศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ล้วนแต่มีปัจจัยสำาคัญร่วมกัน นั่นคือ เอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality) ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียน แบบได้ ทุกคนย่อมมีเอกลักษณ์ที่ทำาให้ตนเองแตกต่างจากผู้อื่น แต่ ศิลปินยิ่งใหญ่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีความเป็นตัว ของตัวเองอย่างยิ่งยวด ทำาให้ผู้คนสามารถแยกแยะผลงานของ ศิลปินยิ่งใหญ่ออกจากผลงานนับพันล้านชิ้นของศิลปินคนอื่นได้ “นางเอก” ไม่ใช่ผู้มีใบหน้างดงามที่สุด แต่เอกลักษณ์ความงาม ของนางเอกจะเป็นที่จดจำาตราตรึงมิรู้ลืม ในขณะที่นางร้ายซึ่ง ออกมาถ่ายหวิวให้ฮือฮาเล่นเป็นระยะนั้น แม้จะสร้างความ โดดเด่นที่แตกต่างจากดาราคนอื่นได้ในห้วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ สามารถรักษาความนิยมไว้ได้ในระยะยาว แน่นอนว่า นางเอกชั้นเลิศย่อมมีวันที่สังขารร่วงโรยรา แต่ ภาพยนตร์ แ ละภาพถ่ า ยของเธอจะได้ รั บ การจารึ ก ไว้ ใ น ประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับศิลปินระดับเทพ ที่แม้ร่างกายจะ ร่วงลับและบังเกิดมีผลงานเจิดจรัสของศิลปินรุ่นใหม่มาท้าทาย อย่างต่อเนื่อง แต่ศิลปินที่เข้าถึง Originality ก็ย่อมไม่มีวันถูก ทอดทิ้งลืมเลือน หากทว่าได้รับการยกย่องขึ้นเป็นผลงานระดับ คลาสสิค (Classic) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Creative Thailand) จึ ง ไม่ ค วรผลิ ต สิ น ค้ า ที่ มี เ อกลั ก ษณ์ แ ตกต่ า งจากผลิ ต ภั ณ ฑ์ สร้างสรรค์ของประเทศอื่นเท่านั้น แต่ยังต้องยกระดับเอกลักษณ์ แห่ ง ความเป็ น ไทยให้ เ ข้ า สู ่ ร ะดั บ “เอกลั ก ษณ์ ย ิ ่ ง ยวด (Originality)” ที่จะทำาให้ลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกยังคงเป็นผู้ซื้อ ที่ภักดีมิเสื่อมคลาย


ทฤษฎีความสร้างสรรค์ (Creativity Theory) ได้มีการเปลี่ยน แปลงไปตามยุคสมัย แต่เดิมเชื่อกันว่า ความสร้างสรรค์ของ ศิลปินเกิดจาก “อัจฉริยภาพ” ที่เป็นมาแต่กำาเนิด หากทว่าใน ภายหลังได้เริ่มมีการโต้แย้งว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ พัฒนาได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่านขั้นตอนการฝึกฝนอย่างลึกซึ้ง (Deliberate Practice) นานนับ 10,000 ชั่วโมง ในสภาวะที่เต็ม ไปด้วยวัตถุดิบแห่งแรงบันดาลใจ (Creative City) จากหลักฐานมากมายที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ยกขึ้นมาพิสูจน์ ย่อมเป็นที่เชื่อได้ว่า ภาวะสร้างสรรค์ (Creativity) ของศิลปิน และนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทั้งหลายนั้น เกิดจากความชาญ ฉลาดในการ “หยิบยืมและเชื่อมโยง (Copy and Connect)” สิ่งที่แตกต่างหลากหลายได้ผสมผสานกันในวิถีทางที่แปลกใหม่ และบ้าบิ่น ภายใต้การทดลองหยิบโน้นผสมนี่ที่ล้มเหลวครั้งแล้ว ครั้งเล่า ในที่สุดอัจฉริยภาพแห่งความเพียรพยายามก็พานพบ ความสำาเร็จเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่หลุดพ้นจากรูปลักษณ์และ ขีดจำากัดของสิ่งเดิม การสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากการผสมปนเปสิ่งเก่า จนกระทั่ง สามารถสังเคราะห์รูปแบบโครงสร้างที่ไม่เหลือเค้าสิ่งเดิม จึงทำา ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เกิดจากการ รู้แจ้งหยั่งเห็นของศิลปิน เพราะรูปร่างของสิ่งเดิมได้สลายเข้าไป รวมเป็นเนื้อเดียวกับโครงสร้างของสิ่งใหม่อย่างแยบยลยิ่ง

หากทว่ า มี เ พี ย งแต่ ศิ ล ปิ น และนั ก แสดงเพี ย งหยิ บ มื อ เดี ย วที่ จ ะสร้ า ง “เอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality)” การพิสูจน์ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ได้เป็นการรู้แจ้งจาก ภายใน แต่เกิดจากการเชื่อมโยงสรรพสิ่งภายนอกที่แตกต่าง หลากหลายในแนวทางที่บ้าบิ่น ย่อมเป็นความรู้ใหม่ที่ปฏิวัติ วงการ และสร้างแรงกระตุ้นล้ำาลึก (Ignite) ในการพัฒนาตนเอง ให้เป็นยอดอัจฉริยะ แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถค้นพบสูตร สำาเร็จในการ “เชื่อมโยง” ที่นำาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือ

ธรรมดาได้ ลำาพังเพียงการบอกว่า “ทดลองไปเรื่อยๆ ยิ่งล้ม เหลวมาก ก็ยิ่งสำาเร็จมาก” ย่อมไม่เพียงพอสำาหรับการฝึกฝน เพื่อเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Creative Economy) จึงต้องเข้าใจในแหล่งกำาเนิดและกระบวนการในการผลิตความ คิดสร้างสรรค์ (Creativity Theory) อย่างถ่องแท้ จึงจะสามารถ วางยุทธศาสตร์และทุ่มกำาลังไปในจุดที่ได้เปรียบประเทศอื่น ประการแรก คือ อัจฉริยะที่สร้างสรรค์ทุกสิ่งจากญาณหยั่งรู้ ภายในย่อมไม่มีอยู่จริงหรือหาได้ยากยิ่ง ซึ่งการสนับสนุน Creative Economy จึงต้องมุ่งไปที่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์ (Creative Ecology) ที่มีความโดดเด่นหลากหลาย เพื่อให้พนักงานสร้างสรรค์ทั้งหลายสามารถหยิบยืมและเชื่อม โยงไปสู่ความสร้างสรรค์ได้ ตัวอย่างเช่น การสร้างชุมชนและ บทสนทนาจากผู้คนในทุกซอกหลืบสังคม การออกแบบผังเมือง สิ่งก่อสร้าง และวัตถุใช้สอยที่บรรเจิดบรรจง ที่สำาคัญยังต้องจัด วางสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ให้อยู่ในย่านใจกลางเมือง เพื่อให้ ข้อมูลสร้างสรรค์ได้ไหลบ่าเชื่อมร้อยไปสู่คนไทยได้มากที่สุด ประการที่สอง คือ กระบวนการ���ร้างสรรค์มาจากการหยิบยืม และเชื่อมต่อวัตถุดิบและข้อมูลที่หลากหลายรอบตัวเรา แต่ กระนั้นการเชื่อมต่อที่ประสบความสำาเร็จเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่ ปฏิวัติวงการ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครก็ทำาได้ เป็นไปได้ว่า หากคนธรรมดามีความอุตสาหะในการเชื่อมต่อนับพันนับหมื่น ครั้ง ก็อาจสำาเร็จได้เท่ากับการทดลองของอัจฉริยะที่ล้มเหลว น้อยกว่า แต่เนื่องจากทรัพยากรของสังคมมีจำากัด การพัฒนา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่อาจรอช้า หากต้องรีบรุดหน้าเพื่อสร้าง ความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่ง ดังนั้น นโยบายที่ดีที่สุดคือ การทุ่มทรัพยากร 80 % ไปที่อัจฉริยะซึ่งได้รับการพิสูจน์จาก สังคมมาอย่างยาวนานแล้ว แต่ในเรื่องของสินค้าสร้างสรรค์ซึ่งมี ธรรมชาติที่เป็นนามธรรมสูง ย่อมต้องมีความผันแปรไปตาม รสนิยมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จึงควรเผื่อความ ปลอดภัยไว้โดยการจัดสรรทรัพยากร 20 % สำาหรับสนับสนุน อัจฉริยะรุ่นใหม่ให้ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ


แน่นอนว่า หากอัจฉริยะรุ่นใหม่คนใดสามารถพิสูจน์ฝีมือตัวเอง ให้เป็นที่ประจักษ์ในวงการอย่างโดดเด่นแล้ว ผู้บริหารนโยบาย สร้างสรรค์ก็ต้องรีบจัดชั้นให้ไปอยู่ในกลุ่มที่ได้งบประมาณ 80% เพื่อที่จะได้ใช้ความสร้างสรรค์ที่เหนือธรรมดาที่ได้รับการพิสูจน์ ประจักษ์แล้วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ

ต้องระดมอัจฉริยะสร้างสรรค์ที่ได้รับ การพิสูจน์แล้วและอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่กำ�ลัง มาแรง เพื่อมาร่วมกัน “หยิบยืมและเชื่อม โยง” องค์ประกอบของความเป็นไทยที่ กระจั ด กระจายอยู่ ใ นลมหายใจและวิ ถี ชีวิตของผู้คน หากอดีตอัจฉริยะสร้างสรรค์คนใดที่ท�ำ ผลงานไม่เข้าตาต่อเนื่อง กัน ก็ควรรีบปรับลดชั้นมาอยู่ในกลุ่มทรัพยากร 20 % และหาก ยังคงแสดงผลงานไม่เข้าท่า ก็ควรเลิกสนับสนุนไป เพื่อเก็บ ทรัพยากรที่มีจำ�กัดไว้อุดหนุนเติมเต็มอัจฉริยะสร้างสรรค์รุ่น ใหม่ที่มีความสามารถเปี่ยมล้น แต่ยังขาดโอกาสยิ่งใหญ่ในการ แสดงฝีไม้ลายมือ นักสร้างสรรค์อัจฉริยะส่วนใหญ่ย่อมต้องเคยผ่านพบความล้ม เหลวนับพันนับหมื่นครั้ง แต่เมื่อได้รับการพิสูจน์ผลงานจนเป็นที่ ยอมรับแล้ว ความผิดพลาดย่อมลดน้อยลงกว่าคนธรรมดา ดังนัน้ การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำ�กัด เพื่อให้ศิลปินมือสมัครเล่นและ คนธรรมดาได้ทดลองซ้ำ�แล้วซ้ำ�เล่า เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะก้าว สู่ความเป็นอัจฉริยะ จึงเป็นนโยบายที่ไม่สร้างสรรค์ยิ่ง เพราะ จุดมุ่งหมายของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่ที่การให้โอกาสทุก คนเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นนักสร้างสรรค์อัจฉริยะ แต่คือ การจัด สรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดสินค้าสร้างสรรค์ที่โดด เด่นเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ประการสุดท้าย คือ วัฒนธรรมไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ ไม่อาจเลียนแบบได้ แต่ก็เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่ต่างก็มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ หากทว่ามีเพียงแต่ ศิลปินและนักแสดงเพียงหยิบมือเดียวที่จะสร้าง “เอกลักษณ์ ยิ่งยวด (Originality)” ซึ่งนอกจากเลียนแบบไม่ได้แล้ว ยังสร้าง ความตื ่ น ตะลึ ง หลงใหล ที ่ ไ ม่ อ าจลื ม เลื อ นได้ ต ลอดกาล การสร้างเอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality) ให้กับผลิตภัณฑ์ สร้างสรรค์ที่มาจากวัฒนธรรมไทยจึงควรกระทำ�อย่างระมัด ระวังยิ่ง โดยต้องระดมอัจฉริยะสร้างสรรค์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่กำ�ลังมาแรง เพื่อมาร่วมกัน “หยิบยืมและ เชื่อมโยง” องค์ประกอบของความเป็นไทยที่กระจัดกระจายอยู่ ในลมหายใจและวิถีชีวิตของผู้คน มาสังเคราะห์เป็นผลิตภัณฑ์ สร้ า งสรรค์ ที่ โ ดดเด่ น เหนื อ ล้ำ � กว่ า ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ส ร้ า งสรรค์ จ าก เอกลั ก ษณ์ ข องคู่ แ ข่ ง ที่ ว างขายอย่ า งเกลื่ อ นกลาดในสนาม ประลองเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก


การรณรงค์และสนับสนุนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหลาย ประเทศ เช่น อังกฤษ เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย และจีน ย่อมเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ดุเดือดเข้มข้นในอีก ไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในหลายสมรภูมิที่มีคู่แข่งขัน จำานวนมาก ก็ย่อมทำาให้ผลประโยชน์ที่แต่ละประเทศได้รับมี ขนาดลดลง และเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ไม่ให้ถูกฉกฉวยแย่ง ชิงจากคู่แข่ง ก็ยิ่งต้องเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สุดท้ายแล้วผลตอบแทนทางการเงินที่แต่ละประเทศเคยฝันไว้ อย่างสวยงามก็มีอันต้องสลายหายไป ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดของการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนใน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็คือ การค้นหา “ความโดดเด่นที่เลียน แบบไม่ได้” ของคนไทย เพื่อนำามาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้า สร้างสรรค์ (Creative Product) ที่นอกจากสร้างรายได้มหาศาล เพราะไร้คู่แข่งแล้ว ยังมีเรื่องต้นทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่ำา กว่าปรกติอีกด้วย เนื่องจากเป็นสินค้าที่คนไทยมีความถนัด เชี่ยวชาญเป็นพื้นฐานเดิม

“มิตรภาพ” สินค้าสร้างสรรค์ไทย (Creative Product) ที่ไม่มีชาติใด เลียนแบบได้ โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (@chareonchai) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ย่อมมีลักษณะ เฉพาะและรูปแบบการสร้างรายได้ที่แตกต่างจากเศรษฐกิจ ประเภทอื่น แต่กระนั้น สิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของเศรษฐกิจ ทุกประเภทก็คือ “ความโดดเด่นที่เลียนแบบไม่ได้” และหาก สามารถรักษาความเป็นสินค้าที่ทดแทนไม่ได้นี้ได้ยาวนานมาก เพียงใด ก็ยิ่งสร้างความมั่งคั่งรุ่งเรืองให้กับองค์กรและประเทศ ชาติได้เพียงนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์และอินเทอร์เน็ตความเร็วแสงเช่นนี้ การปกปิด ความลับของสูตรเด็ดหรือเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด ย่อมเป็นไปได้ ยากมาก และยังเป็นกลยุทธ์ที่ไม่พึงกระทำาอีกด้วย เพราะ นอกจากต้องลงทุนด้านงบประมาณในการตรวจจับไปอย่าง มหาศาลแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้รับคืนมาก็อาจไม่คุ้มคุณค่า

“มิตรภาพ” เป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่คนไทยมีความโดดเด่น เหนือชาติอื่นใด โดยสังเกตได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้มี สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นหน้าเป็นตาที่ทุกคนต้องมาดูให้เห็น ก่อนตาย ไม่ได้มีชายหาดที่งดงามล้ำาเลิศจนกระทั่งหาสถานที่ใด บนโลกมาทดแทนไม่ได้ แต่กระนั้น นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุม โลกก็ยังยินดีที่จะเดินทางมาพำานักพักพิงใจกันอย่างสม่ำาเสมอ เพราะจะมีสถานที่ใดในโลกใบนี้ ที่ผู้คนยังคงรักษารอยยิ้มไว้ได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองที่เลวร้ายมืดมน และ จะมีประชาชนในประเทศใด ที่ชาญฉลาดในการสรรหาคำา ปลอบประโลมใจให้ความผิดพลาดร้ายแรงได้กลายเป็นเรื่อง ตลกชวนขบขันเพื่อรอคอยเวลาให้เยียวยาแผลใจได้คืนดีดังเดิม “ความฉลาดในการเล่าเรื่องสนุกและปลอบโยนใจ”คือ สินทรัพย์ ที่ยิ่งใหญ่ในสังคมไทย ซึ่งยังไม่ถูกนำามาประยุกต์ใช้ได้มาก เท่าที่ควร โดยในยุคอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างต้องแม่นยำาและมี ประสิทธิภาพนั้น ความสนุกเฮฮาของคนไทยก็ได้กลายเป็น คุณสมบัติที่ถูกมองในด้านลบและต้องเก็บกดไว้ แต่ในยุค เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เรียกร้องต้องการสีสันแปลกใหม่ของชีวิต นั้น ความสนุกเฮฮาย่อมพลิกกลับเป็นพลังบวกได้ หากรู้จัก บริหารจัดการอย่างถูกวิธี


วัฒนธรรมการกินข้าวและดูหนังเพียงลำ�พัง ได้ถูกอธ���บายอย่าง ผิวเผินว่าเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมของคนตะวันตกและ คนไทย แต่หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วจะเห็นคำ�ตอบ ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือ ความสุขที่ได้จากการพูดคุยหยอกล้อ ระหว่างดูหนังกินข้าวของชาวตะวันตกมีระดับที่ต่ำ�กว่าความ ทุกข์จากการเสียเวลารอคอยเพื่อนฝูง ที่สำ�คัญยังอาจต้องเสีย สละการรับประทานในร้านโปรดของเรา เพียงเพราะเพื่อนส่วน ใหญ่ตดิ ใจในรสชาติของร้านอืน่ มากกว่า สุดท้ายแล้วคนตะวันตก จึงเลือกที่จะกินข้าวดูหนังเพียงลำ�พัง ซึ่งย่อมเป็นการตัดสินใจที่ ถูกต้องในบริบทและโครงสร้างแบบนั้น ในทางตรงข้าม คนไทยส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่เต็มไปด้วย พรสวรรค์ในการสร้างความบันเทิงให้คนรอบข้าง จนบางครั้ง รสชาติอาหารและคุณภาพของภาพยนตร์กลับมิใช่สิ่งสำ�คัญเลย ยิ่งกว่านั้น ความทุกข์ยากจากการรอคอยเพื่อนฝูงในเมืองที่การ จราจรเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งความสุขที่ได้ จากมิตรภาพที่แสนอบอวลและสดใหม่ทุกวันได้ คนไทยจึงมีค�ำ กล่าวที่ติดปากเสมอว่า “ไปเที่ยวที่ไหน ไม่ส�ำ คัญ เท่าไปเที่ยวกับใคร” ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนไทยโง่เขลาที่ ไม่รู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีเลิศย่อมมอบความสุขสมได้มากกว่า เพียงแต่ว่าพรสวรรค์ในการเติมเต็มความสุขให้คนรอบข้างของ คนไทยบางคนนั้นอาจมีค่ามากกว่าความสุขที่ได้รับจากสถานที่ ท่องเที่ยวนั้นเสียอีก ความโดดเด่นของ Creative Economy ในเมืองไทย จึงไม่ได้ อยู่ที่ “มันสมอง” อัจฉริยะในการคิดค้นเทคโนโลยี เพราะชาว ตะวันตกนั้นล้ำ�หน้าไปก่อนเราหลายสิบปี และแน่นอนว่าย่อม ไม่ได้อยู่ที่ “ศิลปวัฒนธรรม” ที่รุ่มรวยงดงาม เพราะอารยธรรม ของชาวจี น นั ้ น สั ่ ง สมมายาวนานกว่ า เรานั บ พั น ปี แต่ ส ิ ่ ง ที ประเทศไทยเหนือล้�ำ กว่าทั้งชาวจีนและชาวตะวันตก ก็คือ “ตัว คนไทย” นั่นเอง เพราะคงไม่มีชาติใดในโลกนี้อีกแล้ว ที่เก่งกาจ ในการทำ�ให้คนรอบข้างหัวเราะเบิกบานได้ในทุกจังหวะเวลา ของชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย จึงต้อง วางจุดเน้นไปที่การทำ�ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ “ตัวตนคนไทย” ให้ มากที่สุด โดยเฉพาะการให้อิสรภาพกับคนไทยในการใช้เสน่ห์ ทั้งน้ำ�เสียงลีลาและศิลปะการต้อนรับขับสู้ เพื่อสร้างความสุข


เบิกบานให้กับลูกค้าอย่างถึงที่สุด แล้วจึงค่อยปรับประยุกต์ สินค้าที่เป็นวัตถุรูปธรรม เช่น อาหาร ภาพยนตร์ และแฟชั่น เข้ามาช่วยเติมเต็มความสุขที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สิ่งที่ประเทศไทยเหนือล้ำากว่าทั้งชาว จีนและชาวตะวันตก ก็คือ “ตัวคนไทย” นั่นเอง ตัวอย่างเช่น การจัดทัวร์สำาหรับชาวต่างประเทศในเมืองไทยนั้น แต่เดิมเน้นที่การลดต้นทุนให้ต่ำาที่สุด โดยผลักรายได้ของไกด์ ไปอยู่ที่การพาชาวต่างชาติไปช้อปปิ้งให้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า เป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลทีเดียว แต่ก็ขาดความยั่งยืนในระยะยาว ดัง นั้น ทางที่ดีกว่า คือ การพัฒนา “ไกด์นำาเที่ยว” จากต้นทุนที่ ต้องจ่าย มาเป็นจุดแข็งในการสร้างรายได้ โดยปรับเปลี่ยนรูป แบบการทำางานจากผู้แนะนำาสถานที่ท่องเที่ยวมาเป็น “ผู้จัดการ ความสนุกเบิกบาน” ที่อาจไม่ต้องมีกิจกรรมมาเล่นให้ปวดหัว เพียงแค่การเป็นเพื่อนกินดื่มเที่ยวในทุกสถานการณ์ก็ย่อมเพียง พอต่อความสุขล้นแล้ว หากชาวต่างชาติที่นอนไม่หลับและโหยหาร้านข้าวต้มโต้รุ่ง หรือเดินซื้อเสื้อผ้า ทีมงานความสนุกก็พร้อมจะไปเป็นเพื่อนได้ เสมอ แน่นอนว่า คุณค่าของความสุขย่อมไม่ได้อยู่ที่การกินดื่ม เที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นทีมงานความสุขที่คอยพูดจาก หยอกเย้า สร้างสรรค์สีสันบรรยากาศที่ทำาให้รสชาติของอาหาร และการเดินทางมีความกลมกล่อมเข้มข้นถึงขีดสุด แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายในการจ้าง “ทีมงานความสุข” ที่มีความ สามารถทั้งทางภาษาและการสร้างเสียงหัวเราะย่อมมีราคาแพง ที่สำาคัญยังต้องมีการผลัดเปลี่ยนพนักงานระหว่างช่วงกลางวัน และกลางคืนที่จะคอยอยู่เป็นเพื่อนตลอด 24 ชั่วโมง แต่กระนั้น หากสามารถเติมเต็มรสชาติอาหารและสถานทีท่องเที่ยวให้ ลูกค้าพึงพอใจอย่างถึงที่สุดแล้ว ราคาที่ลูกค้ายินดีจ่ายย่อม ไม่ใช่ปัญหา เช่นเดียวกับ ร้านกาแฟ Starbucks ที่ต้นทุนการ ออกแบบร้านให้เป็น “สถานที่ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า”

ไม่เคยอยู่ในความกังวลของลูกค้าที่ยินดีจ่ายมากกว่า เพราะรู้ดี ว่าความสุขในโลกที่สับสนวุ่นวายนั้นมีคุณค่ามหาศาลเพียงใด ศิลปะการออกแบบและบริหารจัดการร้านกาแฟ Starbucks ย่อมนับเป็นจุดแข็งด้าน Creative Economy ในเชิงวัตถุของชาว ตะวันตก ซึ่งคนไทยก็ไม่อาจเลียนแบบได้ เช่นเดียวกับ ศิลปะ ในการสร้างความเบิกบานให้คนรอบข้าง ก็เป็นจุดแข็งด้าน Creative Economy ของคนไทยที่ไม่มีชาติใดแข่งขันได้ โดย เฉพาะเมื่อคนไทยไม่เคยแบ่งแยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่เคยคิดว่าเป็นลูกค้าแล้วควรบริการแค่นี้ แต่คนไทยมีความรัก ในเพื่อนมนุษย์ รักที่จะเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ รักที่จะเป็น มิตรกับคนแปลกหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะว่าเป็นลูกค้า แต่ เพราะว่า เขาเป็นมนุษย์ที่รู้สึกสุขทุกข์ร้อนหนาวเช่นเดียวกับเรา “มิตรภาพ” จึงเป็นสินค้าสร้างสรรค์อันดับ 1 ที่คนไทยสามารถ พัฒนาและส่งมอบให้กับเพื่อนมนุษย์จากทั่วทุกมุมโลก โดยที่ไม่ จำ า เป็ น ต้ อ งเปลี่ ย นแปลงโลกด้ ว ยเทคโนโลยี แ ละศิ ล ปะการ ออกแบบที่งามล้ำาเสมอไป เพราะหัวใจมนุษย์นั้นไม่ได้มีเพียง ประสิทธิภาพและความเลิศหรูเท่านั้น


fashion

Haute Couture ที่มาและความหมาย ประวัติความเป็นมา นำ�ไปสู่การพัฒนาสู่ปัจจุบัน ที่มำ�ให้เป็นที่ ยอมรับกันทั่วโลก


เขียนโดย : baby-bride

Hauteโอต์Couture กูตูร์

เกรดของผลงาน การออกแบบ เสื้อผานั้น มันก็มี กัน หลายระดับราคา หลายเกรด

เกรดของผลงาน การออกแบบ เสื้อผ้านั้น มันก็มีกัน หลายประเภท หลายระดับราคา หลายเกรด คล้ายๆกับ ตอนที่เราฟังข่าว แล้วจะมีการ จัดอันดับพวก Bank ตอน ที่เราไปกู้เงินเหมือนกัน วันนี้อยากอวดรู้ ทั้งที่ก็ไม่ค่อย รู้ อยากทำาความ เข้าเอาเข้าใจ กับ คำาว่า โอต์ กูตูร์ กัน สักหน่อย


บิดา

H

โอต์ กูตูร์ ( Haute Couture ) ชารลส เฟรเดอริกด เวิรธ ( Charles Frederick Worth )

หากถามว่าโครเป็นบิดาของ Haute Couture เขา บอกว่าก็ ชาร์ลส์ เฟรเดอริกด์ เวิร์ธ ( Charles Frederick Worth ) เองแหละจาก การมีเงินติด กระเปาแค่ 500 บาท และใช้ แฟนของตน นางคือ Marie Vernet ทั้งใส่ชุด เดินอวดใครๆ ประมาณว่าเป็นแบบนางแบบเลย ท่านกูตูริเยร์ ( Couturier ) ได้รับความอุปถัมจากจักรพรรดินี เออเชนี แห่งปารีส จึงทำาให้ แฟชั่นของเขา โด่งดังมาก ร้าน House of Worth ของเขา ผลิกกลับมาอีกครั้ง ตอนปี 2010 มี Giovanni Bedin เป็นคน

ออกแบบ ปัจจุบัน เกร็ดบนเว็บอีกอัน ที่เขาให้เครดิต ท่านเวิร์ธ ก็คือ ห่วง ( Hoop ) หรือ กรงกางกระโปรง ( Cage Crinoline ) ให้มันกว้างๆ ตอนออกไปลีลาศโบราณ เขาก็บอกว่าเป็น ฝีมือของท่านอีก แม้ มันมีมาก่อน เพราะกล่าวว่า ท่าน เป็นวิศวกรเรื่องแฟชั่น แบบ ทำาชุด 10 in 1 อะไรประมาณนั้นแหละ คือชุดแก่ ถอดโน่นนี่ ประกอบใหม่ก็มี


อุตสาหกรรมสิ่งถักทอนั้นไดเริ่มตนขึ้นในศตวรรษที่ 19 เมื่อผลงานของ Charles Frederick Worth ไดถูกติดปายผลงาน เรื่องราวกอนหนานี้มี อยูวา นักออกแบบสวนมากนั้นออกแบบโดยหวังขายกับราชวงศโดยที่ ไมรูวานัก���อกแบบคือใคร แตเมื่อเวลาผานไป คนเริ่มรูจักการเปนนัก ออกแบบมากขึ่น นักออกแบบสามารถบอกไดวาชาวบานแตละคนควรใส อะไรใหเหมาะกับตัวเอง แทนที่จะใสตามมีตามเกิด และเหมือนกันหมด คําวา couturier จึงถูกผูตั้งขึ้นเปนการเรียกคนออกแบบประเภทนี้ เดี๋ยว นี้หลากหลายบานทอผาวาจางศิลปนมาใหแตงแตมผาดิบใหภาพเหลานี้ ไดมีการออกปาวประกาศใหทุกคนไดเห็น ดังนั้นคนจึงสนใจมากกวามา นั่งถักทอดวยตนเองเพราะมันถูกกวา เมื่อลูกคาชอบก็จะสั่งใหบานถักทอ ทํา และทําใหเกิดกําไรจากการทํางาน ทุกอยางทําใหเกิดวัฒนธรรมที่วา นักออกแบบดีไซนใหลูกคาดูกอนที่จะทําจริง


E

ชารลส เฟรเดอริค เวิรธ (Charles Frederic Worth) และเอลซา เชียปาเรลลี (Elsa Schiaparelli)

ชาร์ลส์ เฟรเดอริค เวิร์ธ เดินทางมากรุงปารีสเมื่ออายุ ๒๐ ปี และทำางานในร้านชื่อ La Ville de Paris แล้วย้ายไปที่ Gagelene เขาไม่เคยเรียนด้านศิลปะมาก่อน แต่ชอบภาพเขียนเก่าๆ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกแบบ เสื้อสไตล์โบราณ เขาชอบไปพิพิธภัณฑ์ เช่น National Gallery ในลอนดอน หรือ Louvre ในปารีส และจะสเกตช์ ภาพการแต่งตัวของสตรีในยุคต่างๆ แบบเสื้อของเขาได้รับรางวัลในงาน เอ็กซ์โปนานาชาติในปี ๑๘๕๕ เป็นเสื้อ ที่ไม่มีเส้นเอว ปล่อยจากไหล่เลย ในปี ๑๘๕๗ ชาร์ลส์ เฟรเด อริค เวิร์ธ และเพื่อนคือ ออตโต กุ สตาฟ โบแบรก์ (Otto Gustave Boberg) ตั้งห้องเสื้อร่วมกันในปารีส หลังจากนั้นเพียงสองปีได้ชื่อว่าเป็นช่าง เสื้อประจำาราชสำานัก ด้วยว่าราชสำานัก ทั้งหลายในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราชสำานักรัสเซีย สั่งตัดเสื้อกับ ชาร์ลส์ เฟรเดอริค เวิร์ธ นอกจากนั้น เขายังมีลูกค้าจากสังคมชั้นสูงอีก ด้วย ผลงานของเวิร์ธมีทั้งสิ้นกว่า ๕,๐๐๐ ชิ้น ลูกค้าจำานวนไม่ น้อยไว้ใจเขา สั่งตัดเสื้อทางโทรเลข และให้ ชาร์ลส์ เฟรเดอริค เวิร์ธ เป็นผู้เลือกผ้าและออกแบบให้ ชาร์ลส์ เฟรเดอริค เวิร์ธ เป็นช่างเสื้อคนแรกที่ใช้นาง แบบแสดงแบบเสื้อ และลงแบบเสื้อในนิตยสาร เช่น Harpers Bazaar เป็นต้น เมื่อ ชาร์ลส์ เฟรเดอริค เวิร์ธ ถึงแก่กรรมในปี ๑๘๙๕ ลูกชายสองคนคือ ฌอง-ฟลิป (Jean Philippe) และกาสตง (Gaston) ดำาเนินธุรกิจต่อ ห้องเสื้อเวิร์ธปดตัวลงในปี ๑๙๔๕ ชื่อยี่ห้อขายให้แก่อังกฤษ

เสื้อชั้นสูงเปนความภูมิใจของฝรั่งเศส เปนภูมิปญญาที่ใครเก็บ รักษาไว หากผูใหกําเนิดเสื้อชั้นสูงหาใชชาวฝรั่งเศส กลับเปน ชาวอังกฤษชื่อ ชารลส เฟรเดอริค เวิรธ (Charles Frederic Worth) ส่วนฝรั่งเศสยังคงสิทธิในการผลิตน้ำาหอมของ Worth เอลซา เชียปาเรลลี อย่าได้คิดปรับเปลี่ยนเสื้อให้เข้ากับรูปร่าง หากควร ลูกชายสองคนคือ ฌอง-ฟลิป (Jean Philippe) และกาสตง (Gaston) ดำาเนินธุรกิจต่อ ห้องเสื้อเวิร์ธปดตัวลงในปี ๑๙๔๕ ชื่อ ยี่ห้อขายให้แก่อังกฤษ ส่วนฝรั่งเศสยัง คงสิทธิในการผลิตน้ำาหอมของ Worth เอลซา เชียปาเรลลี ปรับรูปร่างให้สวมเสื้อนั้นได้ นั่นคือ ความ คิดของ เอลซา เชียปาเรลลี (Elsa Schiaparelli) ดีไซเนอร์ดังยุคก่อน สงครามโลกครั้งที่ ๒ เอลซา เชียปาเรลลี เกิดที่ กรุงโรมในปี ๑๘๙๐ เปดร้านเสื้อชื่อ Pour le Sport ในปี๑๙๒๙ ทำาแต่เสื้อ สปอร์ตและสูท เธอออกแบบสเวตเต้ อร์สีดำามีลายโบสีขาวด้านหน้า สาวอเมริกันสั่งซื้อทันที ออกแบบ กระโปรงเทนนิสให้กับ ลิลี เด อัลวาเรซ (Lili de Alvarez) นัก เทนนิสหญิงดังในยุคนั้น เธอกล้าใช้สี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีชมพู จัดที่เรียกว่า shocking pink ซึ่งถือว่าเป็นสีของเธอ เอลซา เชีย ปาเรล ที่ เดซี เฟลโลส์ (Daisy Fellowes) ลูกค้าของเธอสวม ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำา หมดยุคฟุมเฟอยและเฉิดโฉม เอลซา เชียปาเรลลี ออกแบบเสื้อให้เข้ากับบรรยากาศในยุคนั้น เป็นเสื้อที่เอวอยู่ที่เอว และความยาวกระโปรงคลุมเข่า ทว่าหัน ไปให้ความสำาคัญกับไหล่ เป็นเสื้อไหล่กว้าง เสริมไหล่และจีบ รูด เป็นสไตล์ที่นิยมตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นเสื้อสมา ร์ตมากกว่าเสื้อสวย ในการตัดเดรส เอลซา เชียปาเรลลี ชอบใช้

T


T ผ้าเฉียงเพื่อให้เนื้อผ้าทิ้งพลิ้วแนบไปกับลำ�ตัว เอลซา เชียปาเรลลี ผลิตน้ำ�หอมด้วย กลิ่นแรกชื่อ Shocking ออกในปี ๑๙๓๖ คนชอบกล่อง และขวดมากกว่า ชอบกลิ่น ขวดน้ำ�หอมคริสตัลผลิตโดยบัคการา (Baccarat) ใน กล่องสีชมพูช็อกกิ้งเป็นรูปครึ่งตัวของผู้หญิง โดยใช้สัดส่วนของ ดาราภาพยนตร์ชื่อดัง เม เวสต์ (Mae West) ซึ่งเป็นลูกค้าของ ห้องเสื้อด้วย นอกจากนั้น เธอยังออกแบบเสื้อให้ เม เวสต์ ใน ภาพยนตร์เรื่อง Everydays a holiday และให้ ซาซา กาบอร์ (Zsa Zsa Gabor) ในภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge

ในปี ๑๙๓๕ เอลซา เชียปาเรลลี ย้ายร้านไปยังปลาซ วอง โดม (Place Vendqme) หากกิจการของห้องเสื้อซบเซา อัน เป็นผลมาจากสงคราม ห้องเสื้อของเธอล้มละลาย เธอจึงย้ายไป นิวยอร์ก เอลซา เชียปาเรลลี แต่งงานช่วงสั้นๆกับเคาต์ William de Wendt de Kerlor มีลูกสาวชื่อมาริสา (Marisa) มีหลานสาว สองคนคือ มาริสา เบเรนสัน (Marisa Berenson) นักแสดงที่ แสดงเรื่อง Barry Lindon และเบอรี เบเรนสัน (Berry Berenson) ภรรยาผู้ล่วงลับของ แอนโทนี เพอร์คินส์ (Anthony Perkins) ปัจจุบัน Schiaparelli, Inc ที่นิวยอร์กเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียว ในการผลิตสินค้าของ Schiaparelli ซึ่งวางจำ�หน่ายในบางแห่ง เท่านั้น ส่วนใหญ่ขายทางอินเทอร์เน็ต มีทั้งเครื่องหนัง ผ้าพัน คอไหมอิตาลีซึ่งพิมพ์ลายเซ็นของ เอลซา เชียปาเรลลี ส่วนถุง น่องผลิตในออสเตรเลีย ร้านเชียปาเรลลีที่ปลาซ วองโดมถือเป็น บริษัทลูก ดูแลการผลิตน้ำ�หอมเป็นอาทิ


H

กการทำ ารทำา โอต กูตูร์ เวลาและค่าแรงในการทำา เฉลี่ยๆปาเข้าไป ต่อชุดก็มากกว่า 200-250 ชชัั่วโมงการทำางาน แถมต้องวัดตัว แล้ววัดตัว อีกหลายๆหน ต่อชุด


C

โอต์ กูตูร์ ( Haute Couture ) มัน คือ อะไร ชุดเดรส เกรด โอต์ กูตูร์ นี่ เขาใช้เวลากันแบบ ยาวนาน มีไอ เดียอะไรก็ยัดใส่ ลงไปในผลงาน กันแบบสุดๆ ใส่ได้ใส่ไม่ได้ใน ยุคนั้น อีไม่สน คนออกแบบ ถูกกำาหนด concept ของงานมา ว่า ให้ออกแบบ Art Nuvo หรืออะไร ก็ต้อง ลื้อค้น แบบแฟชั่น เก่าๆ มาดูผ่านสายตา ส่วนงานอย่าง RTW ( ready-to-wear ) มันคงไม่ต้องพูด ก็คล้ายๆ ประมาณว่าชุดสำาเร็จรูปบ้านเรา การทำา โอต กูตูร์ เวลาและค่าแรงในการทำา เฉลี่ยๆปาเข้าไป ต่อชุดก็มากกว่า 200-250 ชั่วโมงการทำางาน แถมต้องวัดตัว แล้ววัดตัว อีกหลายๆหน ต่อชุดตัวอย่างเช่น ชุดไปงานโอต์กูตูร์ แบบใหม่ๆอย่าง 2010 ของ Chanel ที่มีกลุ่มร้านที่ทำา kit แต่ละ ชิ้นให้กับ Chanel ซึ่งหลายร้านย่อยนั้น chanel ก็ซื้อมาอยู่ใน เครือกันเลย ซึ่งอธิบายง่ายๆ คือ งานชุดที่ทำาโดยมือคน ไม่ว่า เย็บ ตัดด้วยเทคนิคพิเศษๆ จากช่างที่ผ่านการรับรองคุณภาพ ใช้วัตถุดิบซึ่ง ยอดเยี่ยมสุดๆ เขาบอกเป็นงาน แบบนี้ ในปี2010 มีการ นำาคลิป Haute Couture อันหนึ่งที่เห็นๆ แม้ปี 2009 แต่ชัดๆมาให้ดู เพื่อจะให้เข้าใจว่า ทำามือ เขาก็หาเครื่อง มือช่วย สังเกตุ เข็มปักไหม ปักเลื่อม มันเป็นคล้ายๆ เข็มปักซ่า หรี แต่ฝรั่งเข้าพัฒนา ทำาให้ปักเร็ว แต่ผ้าบางชนิดก็เป็นรู+รอย ไม่สวยเหมือน เข็มปักสาวๆไทย อีกอย่างที่คุณอ่านแล้ว อาจอึ้งว่า ไอ้คำาๆนี้นะมันมีกฏระเบียบ ในฝรั่งเศสเป็นข้อบังคับ ไม่ใช่ร้านปากซอยแถวบ้าน อยากจะตั้ง ร้าน มีชื่อหรูหราอย่างงี้ ก็ตั้งได้

มันมีกฏการไดมาคลายๆ มาตรฐาน ISO ประมาณนั้นแหละ เขาเรียกวา สมาคมชาง ตัดเสื้อชาวปารีส หรือ ชองเบรอะ แซงดิ กาล เดอ ลา กูตูร ปาริเซียน ( Chambre Syndicale De La Couture Parisienne ) หากตอป ทําไมได รานก็ถูกปลดปาย

เรื่องบัดจก บัดเจค ก็ใช้ค็���นเซปงานโอต แบบว่า “เสี่ยสั่งลุย” ได้ยินมาว่า ทุกสิ่งทุก อย่างที่ ประกอบกันเป็นชุด ต้องทำากันจาก มือใหม่ๆ ไม่ใช่ไปเดินแถว ตลาดทั่วไป แล้วเอามาแปะ คงต้องยอมรับว่า นี่แหละ spec เกรดงานเสื้อผ้าแฟชั่น ที่จะเป็น

ระดับ โอต์ กูตูร์ ของ พวกฝรั่งเขา ซึ่งใน ปัจจุบัน ในปารีสมีเหลือนับร้านได้ไม่มาก ที่ดังๆมีระดับ มีน้อยเต็มทนเพราะทุนมัน สูง รายได้จึงไม่ได้มา จากสินค้ากลุ่มนี้ แต่ เป็นสินค้าอื่น


A

Handmades Tale

T

ตํานานของงานฝมือของเสื้อผา Haute Couture ในวงการแฟชั่น ถาไมพูดถึง เสื้อผาชั้น สูง หรือที่เรียกวา Haute Couture ก็คงจะ แปลก Haute Couture เปนเสื้อผา ที่ใหความ สําคัญแกรายละเอียดจริงๆ ทั้งเนื้อผา ทั้งการตัดเย็บ การประดับ อัญมณีลงบนเสื้อผา ซึ่งตองใช บุคคลกรที่มีความชํานาญเฉพาะ ดาน และที่สําคัญที่สุด เปนการฝมือทั้งหมด การตัดเย็บตองใชเวลาอยางนอย 100 ชั่วโมง ถ้าพูดถึงรายละเอียดอย่างนั้นแล้วเนี่ย มาดูถึงราคาของแต่ละชุด อย่างน้อย ก็ล้านต้นๆ แล้วชุดเหล่านี้ที่มีความเลิศหรูอลังการ เหมาะกับใคร ที่ควรส่วม ใส ส่วนใหญ่กจะเป็น ราชวงศ์ หรือ ไม่ก็ผู้หญิงที่อยู่ในสังคมชั้นสูง (Hi-So) และก็ยังมีอาชีพ ดารา นักร้อง Hollywood อีกด้วย แต่ดารา นักร้อง บางคนใส่ฟรีเพราะ เป็นการโชว์หรือโฆษณา เสื้อผ้าเท่านั้น การจัดแสดงเสื้อผ้า Haute Couture จะมีกันที่ ปารีส กัน

โดยจะมี Designer หลายหลาก มาร่วมแสดงผลงานกัน เช่น

Armani Priv? (อยู่ในเครือเดียวกับ Giorgio Armani, Emporio Armani, Armani Exchange A|X) Chanel Christian Dior Christian Lacroix Elie Saab (เป็น Designer ชาวเลบานอล ดารา Hollywood ใส่ ชึ้นรับ รางวัลออสการ์ กัน) Givenchy (ห้องเสื้อชื่อดังมาจาก อิตาลี) Jean Paul Gaultier Valentino เดือนตุลาคมนี้ นิตยสาร Vogue ฉบับประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เห็นความสำาคัญของ ผู้อยู่ที่เบื้องหลังของ ผลงานมูลค่านับ ล้านนี้ นอกจาก Designer แล้วนั้น ทีมงานในการตัดเย็บก็ขาดไม่ได้ เช่นกัน Vogue ก็เลยให้ช่างภาพชื่อดังมาจาก ฝรั่งเศส PPatrick atrick Demarchelier มาถ่ายแฟชั่นเซตนี้ให้ โดย

ช่ช่างภาพผู้นี้นั้นได้ฝากผลงานไว้มากมายในเป็นช่างภาพ ถ่าย ภาพโฆษณาของ GGiorgio iorgio Armani, Chanel, GAP, Gianni Versace, LL’Or?al ’Or?al, Elizabeth Arden, Revlon, Lanc?me, Gianfranco Ferr? ก่อนที่จะมาเป็นช่างภาพประจำาของ Vogue นั้น เขาทำางานให้ นิตยสาร Hasper’s Bazaar มาก่อน


T

กลิ่นอายแฟชั่น Haute couture หวน กลับมาตลบอบอวลในอาณาจักรแฟชั่น โลกอย่าง ปารีส อีกคำารบในงานแฟชั่น Paris Haute Couture spring/summer 2011 ซึ่งเป็นเวทีให้เสื้อผ้าชั้นสูงที่ นักออกแบบและผู้ผลิตใส่ใจในทุกราย ละเอียด ได้เจิดจรัสเพื่อสะท้อนการตัด เย็บและตกแต่งอย่างประณีต คอลเล็กชั่นฤดูร้อน/ฤดูใบไม้ผลิ ปี 2011 นี้แม้จะมีห้องเสื้อไม่ถึง 20 เจ้าที่ส่งผล งานการสร้างสรรค์เข้ามาเฉิดฉายในงาน ที่ปารีส แต่ห้องเสื้อชื่อดัง อาทิ Chanel, Christian Dior, Jean Paul Gaultier Givenchy, Alexandre Vauthier, Maxime Simoen, Julien Fournie, Valentino และGiorgio Armani Prive ก็ไม่ พลาดที่จะอวดผลงานอันประดิดประดอย ของตัวเองที่นี่ ถึงแม้ว่าจะจำานวนของผู้พิสมัยและมีกำาลัง ซื้อเสื้อผ้าสไตล์ Haute couture จะมี เพียงแค่หยิบมือ และดีไซเนอร์ก็ไม่ได้มี รายได้เป็นกอบเป็นกำาจากแฟชั่นลักษณะ นี้เมื่อเทียบกับ แฟชั่นสไตล์อื่นๆ แต่เสน่ห์ ของ Haute couture ก็ไม่เสื่อมคลายแต่ ยังคงร่ายมนตร์สะกดเหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ เช่นเคย ในขณะเดียวกันมูลค่าและสนนราคาของ ชุดสไตล์นี้ก้าวข้ามเรื่องคำาว่า “แพง” ไป แล้ว เพราะสนนราคาเสื้อผ้าโดยดีไซเนอร์ หน้าใหม่เริ่มต้นไม่ต่ำากว่า15,000 ยูโร หรือราว 600,000 บาท และราคาจะ พุ่งเป็นเท่าตัวเมื่อเป็นผลงานของห้อง เสื้อยักษ์ใหญ่ ในขณะที่ชุดแต่งงานก็อยู่ ราคา120,000 ยูโร 5,160,000 บาทหรือ มากกว่านั้น จึงไม่แปลกที่ผู้ที่อยากได้ไป

ครอบครองต้องกระเปาหนักพอตัว ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าจะกล่าวว่าปารีสเป็นมหานครแห่ง Haute couture ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะที่นี่มีการตั้งข้อกฎหมายที่กำาหนด อย่างชัดเจนเรื่อง ปริมาณงานที่ทำาด้วยมือ และการจำากัดจำานวน ชิ้นงานและจำานวนแรงงานของแต่ละห้องเสื้อ ทุกๆ 6 เดือนบรรดาห้องเสื้อชั้นสูงจะมารวมตัวกัน เพื่อตัดสินว่า ยี่ห้อไหนและใครที่เหมาะสมจะถูกจัดเข้าทำาเนียบเป็นหนึ่งในผู้ ผลิตเสื้อผ้าแบบ Haute couture นอกจากรายละเอียดเรื่องเสื้อผ้าแล้ว ทั้งผู้จัดแฟชั่นโชว์ และ ดีไซเนอร์ยังใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆทั้งการแต่งหน้า ทรง ผม รูปแบบและท่วงท่าการเดิน และการแสดงต่างๆบนเวที เพื่อ ความสง่างามและสอดคล้องกับชุดเสื้อผ้า ซึ่งทำาให้แฟชั่นโชว์ แต่ละชุดดึงดูดทั้งผู้เชื่ยวชาญเรื่องแฟชั่น สื่อมวลชน และตัวแทน ซื้อขายที่มีภูมิหลังเรื่องแฟชั่นและวัยที่แตกต่างกัน ซึ่งมาจากทั่ว ทุกมุมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศในทวีปเอเชีย และ แถบตะวันออกกลาง แปลและเรียบเรียงโดย วิภาวี วิบูลย์ศิริชัย


givenchy

Iris van Herpen

dior

Marchesa

Elie Saab

alexander mcqueen

chanel

Jean-Paul Gaultie

Haute


ผู ผลิตเสื้อผาแบบ Haute couture นอกจากรายละเอียดเรื่องเสื้อผาแลว ทั้ง ผูจัดแฟชั่นโชว และดีไซเนอรยังใสใจราย ละเอียดเล็กๆนอยๆทั้งการแตงหนา ทรง ผม รูปแบบและทวงทาการเดิน และการ แสดงตางๆบนเวที เพื่อความสงางามและ สอดคลองกับชุดเสื้อผา ซึ่งทําใหแฟชั่น โชวแตละชุดดึงดูดทั้งผูเชื่ยวชาญเรื่อง แฟชั่น สื่อมวลชน และตัวแทนซื้อขายที่ มีภูมิหลังเรื่องแฟชั่นและวัยที่แตกตางกัน ซึ่งมาจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะอยาง ยิ่งจากประเทศในทวีปเอเชีย และแถบ ตะวันออกกลาง

te Couture


เมื่อแบรนดถูกสรŒางโดย กราฟ�กดีไซเนอร ลู ดอร์ฟส์แมน (Lou Dorfsman) เป็นผู้สร้างงานสิ่งพิมพ์และ โฆษณารวมทั้งออกแบบระบบป้ายและอัตลักษณ์สำาคัญๆ ของ CBS สถานีโทรทัศน์ของสหรัฐฯ ในช่วงยุคทองของบริษัท นั่นคือระหว่างทศวรรษที่ 60-80 เขาเสียชีวิตเมื่อเดือนตุลาคม 2008 ขณะมีอายุ 90 ปี


การสร้างงานดีไซน์ชั้นดีให้กับบริษัท ยักษ์ใหญ่เป็นเรื่องยาก และดีไซเนอร์ แบบที่เรียกว่า “อิน-เฮาส์” หรือกินเงิน เดือนของลูกค้า ก็ไม่น่าจะมีเกียรติภูมิ มากนัก แต่ ลู ดอร์ฟสแมนได้ยกระดับ การสร้างภาพลักษณ์องค์กร หรือ Corporate Image ให้เป็นศิลปะ ผลงานของเขาที่ CBS เป็นแบบอย่าง ของการสร้าง “แบรนด์” ในปัจจุบัน ทุกชิ้นงานมีลายเซ็นหรือความเป็น ดอร์ฟสแมนจารึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นหัว จดหมาย รายงานประจำาปี โฆษณา กราฟิก และการตกแต่งภายใน

ในวัยยี่สิบห้า ดอร์ฟสแมนเริ่มงานที่ CBS โดยเป็นผู้ช่วยของวิลเลียม โกลเดน (ผู้ออกแบบสัญลักษณ์รูปดวงตาของ CBS) และเริ่มเข้าใจเคล็ดลับของการเป็นครีเอทีฟ สมัยนั้น นั่นคือต้องเป็นลูกค้าเสียเอง เขาเล่าว่าขณะที่ตัวเองกำาลังก้มหน้าก้มตาขยาย รูปและขยับตัวพิมพ์อยู่นั้น รู้สึกตลอดเวลาว่าผู้บริหารที่อยู่ชั้นบนของตึกเดียวกันกำาลัง ประชุมเพื่อ “ยำา” งานของเขา และนั่นทำาให้เกิดความเชื่อว่าตนเองสามารถผลิตงานที่ ดีกว่านี้ได้ ถ้าขึ้นไปนั่งบนนั้นเสียเอง หลังจากทำางานออกแบบอยู่ราว 40 ปี เขาได้ก้าว ขึ้นเป็นถึงรองประธานบริษัท ดูแลงานครีเอทีฟทั้งสำาหรับโฆษณาและดีไซน์


ตัวพิมพ์ที่ดอร์ฟสน์แมนออกแบบให้ CBS


เมื่อโทรทัศน์กำาเนิดขึ้น บริษัท CBS ถูกแบ่งออกเป็นแผนก โทรทัศน์กับวิทยุ โกลเดนไปดูแลงานโฆษณาสำาหรับโทรทัศน์ อันเป็นสายงานที่ใหม่กว่า ใหญ่กว่า และน่าตื่นเต้นกว่า ส่วน ดอร์ฟสแมนคุมงานโฆษณาของฝายวิทยุ ซึ่งในขณะนั้นเปรียบ เสมือนลูกกำาพร้าของบริษัท แต่เขาไม่ได้ย่อท้อ ก้มหน้าก้มตา สร้างส���รค์งานออกมามากมาย ไอเดียใหม่ๆ อัดฉีดให้แผนก ที่กำาลังอับเฉานั้นมีชีวิตชีวามากขึ้น


คนที่มองเห็นความสามารถพิเศษของเขาคือ วิลเลียม พาเลย์ และแฟรงค์ สแตนตัน ประธานบริษัท เมื่อโกลเดนถึงแก่กรรม ในปี 1952 เขาจึงได้เป็นหัวหน้าฝายครีเอทีฟ และ 5 ปีหลังจาก นั้นก็ได้เป็น design director ของอาณาจักรที่เรียกว่า Columbia Broadcasting System ลู ดอร์ฟสแมน จึงไม่ได้เป็นเพียง นักปันสร้างภาพลักษณ์ แต่มีส่วนร่วมกำาหนดทั้งตัวผลงานและ ปรัชญาของบริษัทด้วย ตลอดเวลาที่ดำารงตำาแหน่ง เขาดูแล งานครีเอทีฟของ CBS อย่างใกล้ชิด โฆษณาโปรแกรมต่างๆ ของบริษัทโดดเด่นในไอเดีย และสวยงามอย่างเรียบง่าย อีกทั้ง ลงตัวด้วยการใช้ตัวพิมพ์ชื่อ CBS Didot อย่างต่อเนื่อง ไม่แปลกที่ดอร์ฟสแมนสามารถสร้างงานดีไซน์ชั้นเยี่ยมขึ้นมา ขณะอยู่ภายใต้ร่มเงาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ขนาดยักษ์เช่น CBS เพราะสินค้าของเขามีเนื้อหาที่หลากหลาย เขาริเริ่มการใช้ โฆษณาพูดถึงประเด็นทางสังคม โฆษณาชื่อ Of Black America ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ชิ้นแรกที่เสนอประวัติศาสตร์ คนดำาในสหรัฐฯ เป็นรูปคนดำาซึ่งใบหน้าวาดเป็นลายธงชาติ อเมริกันและจ้องตรงมาที่คนอ่าน รายการ The Warren Report: A CBS News Inquiry in Four Parts ใช้เทคนิคแบบ พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ นั่นคือมีรูปกระสุนปนขยายเต็มหน้า และพาดหัวว่า “This is the bullet that hit both President Kennedy and Governor Connally. Or did it?” โฆษณา รณรงค์ให้ผู้ชมช่วยกันรักษารายการโทรทัศน์ The Waltons (ซึ่งกำาลังจะถูกปลดจากผังเพราะเรตติ้งตก) ก็ได้รับการสนอง ตอบถึงขนาดมีจดหมายเข้ามาหลายพันฉบับ ส่งผลให้รายการ สามารถออกอากาศต่อไปได้ และถือว่าเป็นผลงานสำาคัญอีกชิ้น หนึ่งของดอร์ฟส์แมน


ผลงานโฆษณาของดอร์ฟสน์แมนที่ ออกแบบให้ CBS


ด้วยการผนึกกำาลังของกราฟิกดีไซน์เข้ากับงานตกแต่งภายใน เขาเป็นผู้สร้างฉากรายการข่าว The CBS Morning News ของวอลเตอร์ ครองไคต์ในตึกสำานักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก (ซึ่ง ออกแบบโดยเอโร แซริแนน) ดอร์ฟสแมนออกแบบระบบป้าย ที่สวยงามสมบูรณ์แบบในทุกๆชิ้นงานและรายละเอียด ผลงาน สำาคัญคือ Gastrotypographicalassemblage ซึ่งทำาร่วมกับ เฮิร์บ ลูแบลิน และทอม คาแนสส์ เป็นกำาแพงห้องอาหารขนาด กว้างคูณยาวกว่า 35 ฟุต ซึ่งใช้ไม้กลึงเป็นตัวอักษรแบบต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ ติดไว้เต็มผนัง ดอร์ฟสเมนมักให้เครดิตกับผู้บริหารระดับบน ในยุคแรก แม้แต่ ตัวเขาเองที่เพิ่งออกมาจากเอเจนซี่เล็กๆ ก็ยังมองไม่เห็นความ สำาคัญของโฆษณาและการวางระบบไอเดนติตี้มากเท่าแฟรงค์ สแตนตัน เขาเล่าว่าสมัยนั้น CBS ยังเล็กกว่า NBC แต่ค่าเวลา แพงกว่า สแตนตันเป็นผู้บริหารที่รู้ว่ากำาลังทำาโฆษณาให้เอเจนซี่ โฆษณาดู และเชื่อว่าดีไซน์ดีๆ จะช่วยแยกแยะลูกค้าของเขา ออกจากสถานีอื่นๆ

ในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Print เมื่อปี 1995 ดอร์ฟส์ แมนเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง แฟรงค์ สแตนตันต้องการทำาหนังสือ โปรโมตเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ จึงบอกให้หัวหน้าฝายวิทยุ ชื่อ อาร์ท เฮส์ เรียกเขามา ดอร์ฟสแมนเจาะหนังสือเป็นรูทะลุ ตลอดทุกหน้าแล้วใส่รูปวิทยุไว้ตรงด้านในของปกหลัง เพื่อคน อ่านจะได้เห็นวิทยุไม่ว่าจะเปิดหน้าไหน ดอร์ฟสแมนพูดถึงเฮส์ ว่าเป็นคนแก่ที่น่านับถือ แต่ไม่รู้เอาเสียเลยว่าดีไซน์ประหลาดๆ ชิ้นนี้มันดีตรงไหน เฮส์จึงส่งงานไปให้สแตนตันพิจารณา


สแตนตันต้องการจะแกล้งเฮส์ เขารีบ โทรกลับมาและบอกว่า “สวยมาก แต่ต้องแก้อะไรหน่อยนะ ถามลูซิว่า ‘แม่หม้าย’ ตรงหน้า 18,23 และ 34 น่ะ เราจะฆ่าทิ้งหรือเอาไว้ดี” เฮส์ตอบว่า “ครับ ครับ” แล้วหันมาถามดอร์ฟสแมน ว่า “แฟรงค์เป็นอะไรไป? เขาบ้าแล้ว ผมไม่รู้ว่าเขาพูดถึงอะไร จะฆ่าแม่หม้าย คนไหน?” (คำาว่า “แม่หม้าย” หรือ widow เป็นศัพท์เฉพาะของการตรวจ ปรูฟ หมายถึงข้อความท้ายย่อหน้าซึ่ง อยู่ตรงปลายหน้ากระดาษ และแลดูไม่ สวยงาม มักจะต้อง “ฆ่า” หรือแก้ไข เช่น ปัดให้ไปอยู่หน้าถัดไป)

ดีๆนี่เอง สมัยนั้นผมเริ่มถ่ายรูปข่าว กีฬาด้วยตัวเอง เพราะต้องทำาโฆษณา ทุกสัปดาห์ แต่ไม่มีเงินพอจะซื้อ stock photos การถ่ายรูปเองทำาให้ผมคิดว่า เราน่าจะฉวยโอกาสดีไซน์และทำาหนังสือ เกีี่ยวกับฟุตบอล”

ดอร์ฟสแมนเห็นว่าสแตนตันเข้าใจดีไซน์ ไม่น้อยไปกว่ามืออาชีพ ผู้บริหารคนนี้ สามารถนั่งถกเถียงกันในขั้นรายละเอียด ทางเทคนิค เช่น ถ้าพูดว่า “จะใช้ Century expand italic ขนาด 11 พอยท์ดีมั้ย?” เขาก็เข้าใจ ดอร์ฟส แมนเคยเสนอให้สแตนตันมาทำางานใน แผนกครีเอทีฟ และกินเงินเดือน 15,000 ดอลลาร์ต่อปี แต่เขาไม่ยอมมา ผลงานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตำานานของวงการ คือ Field of Vision หนังสือขนาด 12 x 12 นิ้ว หนา 132 หน้า มีรูปถ่ายขาวดำาของฟุตบอลที่นัดถ่ายทอดทางทีวีใน ช่วงบ่ายของวันที่ 4 พ.ย. 1962 เขาเล่า ว่า “ตอนนั้นผมเป็นหนึ่งในทีม management ปัญหาตอนนั้นคือ สัญญาที่เราทำากับ NFL กำาลังจะหลุด สถานี NBC และ ABC กำาลังเข้ามาแย่ง ชิงสัญญานั้น” ดอร์ฟสแมนไม่นั่งรอ คำาสั่ง แต่ริเริ่มสร้างโปรเจ็กต์ของตนเอง เขาคิดในแง่ที่ว่า “ฟุตบอลเป็นเรื่องที่ เหมาะกับการถ่ายรูปมาก มันคือบัลเลต์

การถ‹ายรูปเองทําใหŒผมคิดว‹า เราน‹าจะฉวยโอกาสดีไซนและ ทําหนังสือเกีี่ยวกับฟุตบอล


ในทศวรรษที่ 60 โทรทัศน์ยังมีอายุ น้อยและยังมีความลึกลับมหัศจรรย์ เทคนิคการจัดการรวบรวมการ แข่งขัน 7 นัด 14 ทีม เป็นเรื่อง เหลือเชื่อในมาตรฐานสมัยนี้ หนังสือโชว์ความมุ่งมั่นของบริษัท และอธิบายว่า CBS ผนึกกำาลังกับ สถานีเครือข่ายทั่วประเทศทุกวัน อาทิตย์ได้อย่างไร เมื่อเสร็จออกมา ก็กลายเป็นของขวัญที่ใครๆก็อยาก ได้ และว่ากันว่าเป็นสิ่งที่ทำาให้ CBS ได้สัมปทานการถ่ายทอดกีฬาของ NFL ในปีต่อมา

ดอร์ฟสแมนเขียนจดหมายยาว 3 หน้าไปถึงนักหนังสือพิมพ์หลาย คนใน 7 เขตทั่วประเทศ ขอให้พวกเขาถ่ายรูปพร้อมระบุราย ละเอียด เช่น ใช้ช่างภาพ 2 คนต่อ 1 เกม คนหนึ่งถ่ายฝายรุก อีกคนถ่ายฝายรับ ในจดหมายเน้นว่า “อย่าพะวงกับควอเตอร์แบ็ค อย่างที่ชอบทำากัน แต่ให้ถ่ายคน แผงขายฮอตดอก สกอร์บอร์ด ขวดโค้กเปล่าๆบนพื้น ถ้าเข้าห้องล็อคเกอรได้ก็ยิ่งดี” และ “อย่า เพิ่งล้างฟิล์ม ส่งมาให้ผมในวันจันทร์ พร้อมกับหนังสือพิมพ์ฉบับ เช้าวันจันทร์ ผมจะได้รูปว่าใครเป็นใครในทีม” ไม่นาน ฟิล์มเป็น กองๆ ก็ถูกส่งมาถึงดอร์ฟสแมนซึ่งจัดการล้างและอัดรูปเอง Field of Vision กลายเป็นหนังสือชั้นเยี่ยม ดอร์ฟสแมนเชื่อว่าไอเดียดีๆ มีส่วนช่วยการตลาด หรืออย่างน้อยก็ทำาให้ประธาน NFL คิดว่า บริษัทนี้น่าทำาธุรกิจด้วย


2-3 ปีต่อมา เขาได้ทำ�หนังสือฉลอง การถ่ายทอดการเหยียบดวงจันทร์ในปี 1969 ของ CBS ซึ่งเป็นหนังสือปกแข็ง หนา 168 หน้า เย็บเล่มอย่างดี มีชื่อว่า 10:56:20 PM, 7/20/69 : The historic conquest of the moon as reported to the American people by CBS News over the CBS Television Network จุดเด่นคือปกมีปั๊มนูนเป็นลาย ผิวดวงจันทร์ ปัจจุบันหนังสือทั้งสองเล่ม กลายเป็น “ของสะสม” และหาซื้อได้ ยาก ที่สำ�คัญคือ เป็นมาตรฐานใหม่ของ การโฆษณาด้วยสิ่งพิมพ์ ดอร์ฟส์แมนออกจาก CBS ในปี 1991 ก่อนถึงแก่กรรม เขาได้รับรางวัล และ ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากวงการ

ออกแบบ การศึกษา และสื่อมวลชน เช่น Museum of Broadcasting, The New School for Social Research, Long Island University รวมทั้ง New York Art Director’s Club และAIGA ในอนาคตอันใกล้ กำ�แพง Gastrotypographicalassemblage ของเขาจะถูก บูรณะขึ้นมาใหม่โดย The Center for Design Studies ในปัจจุบัน ถึงแม้ค�ำ ว่าแบรนด์ หรือ ภาพลักษณ์องค์กร จะถูกใช้กันจน���ฟ้อ อีกทั้งกลายเป็นเกมของนักยุทธศาสตร์ การขาย ไม่ใช่ดีไซเนอร์ แต่ภาพลักษณ์ ของ CBS ในยุคนั้นก็ยังเป็นแบบอย่าง ของการสร้างแบรนด์ชั้นเลิศ

ผลงานของลู ดอร์ฟส์แมน เป็นเครื่อง พิสูจน์ว่าผลงานที่ดีไม่ได้เกิดจากงบ ประมาณมหาศาลหรือคนร่วมงานมาก เป็นกองทัพ แต่เกิดจากความคิดริเริ่ม และมุมานะของคนที่มีสายตายาวไกลไม่ กี่คน เกิดขึ้นเมื่อผู้สร้างเป็นหนึ่งเดียวกับ ลูกค้า และที่สำ�คัญ มีผลยาวไกลเมื่อ สอดใส่ลีลาและตัวตนที่พิเศษและเป็น หนึ่งเดียวของนักออกแบบเข้าไปด้วย


• อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณสนใจงานด้านกราฟฟิก ? RONOBOY: เริ่มจากสมัยเรียนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไร และตัวผมเองก็เหมือนกันตอนนั้นก็ยังสองจิตสองใจว่าจะเลือกอะไรดีระหว่าง Fine Aat และ Graph แต่ในที่สุดก็เลือก Graphic • แล้วทำไมถึงไม่เลือกทำ FINE ART ? RB: คงเป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเองถนัดวาดภาพแบบสองมิติมากกว่าและไม่ถนัดการ ​​ Drawing ซึ่งเรื่องแบบนี้เราก็ต้องคอยสังเกตตัวเองว่าเราถนัดอะไรและไม่ถนัด อะไร แต่อันที่จริงก็มี Graphic Design หลายคนที่รู้จักมีความสามารถ ทั้งสองอย่าง พวกเค้าก็จะมีขอได้เปรียบมาก • งานจบของคุณจากรั้วจามจุรีก็ทำเกี่ยวกับการออกแบบ Character Design ซึ่งได้รับเลือกให้จัดแสดงผลงานปล่อยแสงด้วย คุณได้แรงบันดาลใจในการ ทำงานชิ้นนี้จากไหน และคุณคิดว่าผลงานของคุณมีจุดเด่นอย่างไร ? RB: ตอนที่คิดแรกๆ ก็อยากทำหลายอย่างมากแต่ที่สุดแล้วก็มาลงที่การออกแบบ Character แต่ก็มาคิดอีกว่าจะทำ Character เกี่ยวกับอะไรแล้วก็มาลอง นึกดูก็เห็นว่าอาชีพในกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่น่าสนใจเพราะมีคนอาศัยอยู่ รวมกันเป็นจำนวนมากและก็มีอาชีพที่หลากหลาย ส่วนจุดที่ทำให้งานชิ้นนี้ ไม่น่าเบื่อก็น่าจะเป็นการใส่มุขจิกกัดเสียดสีเล็กๆ ครับ


งานโปสเตอร์ “Keep Tree” เพื่อร่วมสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก ด้วยการรักษ์ต้นไม้ เพราะต้นไม้จะช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ ให้กับโลกมนุษย์ของเราและมนุษย์ก็จะได้ไม่ต้องเจอกับภัยธรรมชาติ

Bicycle Hero เป็นงานที่ร่วมแสดงนิทรรศการ Ride A Life ที่ Art Goril a สยามสแควร์ เพื่อร่วม รณรงค์ให้คนรุ่นใหม่สนใจหันมาขี่จักรยานใน เมืองกันมากขึ้น เป็นการช่วยโลกลดภาวะเรือนกระจก


1

2

3


• ในปัจจุบันนี้คุณทำงานแนวไหนมากที่สุดระหว่างออกแบบ Character design หรือ งานกราฟฟิก ? RB: ก็ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันงานของผมจะมี 2 พาร์ทอันแรกคือการออก Character design โดยใช้ชื่อว่า “Ronoboy” ส่วนงานกราฟฟิกทำเกี่ยวกับ ออกแบบกราฟฟิก จะใช้ชื่อว่า “Ronodesign” ครับ • แล้ว 2 อย่างนี้คุณชอบงานพาร์ทไหนมากกว่ากัน ? RB: ผมชอบทำงานออกแบบ Character มากกว่าเพราะ รู้สึกว่าเราสามารถดึงสิ่งที่เราอยากทำมาทำได้มากกว่า ส่วนกราฟฟิก ก็จะมีความท้าทายความสามารถของเรา ได้มากกว่าแต่ก็มีจริงๆ นะที่เราทำแล้วเรารู้สึกชอบแต่ ลูกค้าไม่ชอบซึ่งเราก็ต้องยอมรับความคิดเห็นตรงนั้นให้ ได้และนอกจากนั้นคือเราจะเลือกทำงานกราฟฟิกในแบบ ที่เราชอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสื่อสารให้ตรงกับ ความต้องการของลูกค้าด้วย • ผลงานชิ้นแรกของคุณที่ทำในคอมพิวเตอร์มีชื่อว่า ? RB: เป็นผลงานที่มีชื่อว่า “Ronoboy in the Rebellion World” ครับแล้วก็เอามาทำเป็นเสื้อยืดใส่เอง กับทำให้ เพื่อนๆ ใส่ครับ • คุณเคยคิดงานและทำงานได้เร็วที่สุดกี่วัน ? RB: ถ้าเร็วที่สุดก็น่าจะเป็น 1 วันนะ • Idea ในการทำงานกราฟฟิกของคุณได้จากที่ไหนบ้าง ? RB: ก็มีจากหนังสือบ้างแต่เพื่อบันดาลใจและมาตรฐานของ งานเท่านั้น งานส่วนมากในตอนแรกก็จะตีจาก concept และสังเคราะห์ออกมาใหม่ • คุณเคยดูงานของเด็กๆ รุ่นน้องบ้างหรือเปล่า ? RB: ก็ดูอยู่บ่อยๆ นะเพราะจะได้รู้เทคนิคใหม่ๆ ที่เด็กๆ ทำบ้างต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ครับ • แล้วคุณคิดยังไงที่เด็กรุ่นใหม่สนใจทำงานด้านกราฟฟิก เพิ่มขึ้น ? RB: ก็รู้สึกดีครับรู้สึกชอบเพราะมีงานใหม่ๆ เจ๋งๆ เยอะ

งาน Mascot ของ Museum Siam ที่สำหรับใช้ในเครื่องมือการเรียนรู้สำหรับเด็ก 4-12 ปี

(1) Child’s Play สะท้อนภาวะเด็กในสังคมรุ่นใหม่ที่เสพและบริโภคแต่สิ่ง สังเคราะห์อันผลิตโดยน้ำมือมนุษย์ โดยห่างไกลจากธรรมชาติจึงส่งผลให้ เด็กมีจิตใจที่หยาบกระด้างและรุนแรงขึ้นทุกวัน (2) Fresh Milk “นมสดไม่บูด” เพื่อเสียดสีการคอรัปชั่นนมในโรงเรียน (3) Ice-cream Man “คุณลุงขายไอศกรีมโบราณ”


งานออกแบบ Postcard ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในระยะสุดท้าย โดยสื่อให้คนหันมาบริโภคผักและผลไม้สด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

(ภาพด้านขวา) งาน Poster ที่นำผลงานของ “Manet” ที่ชื่อ Fiffer Boy มา Re-Product ใน Style ของ Ronoboy

• ในตอนแรกที่คุณเริ่มทำงาน Graphic (เริ่มชื่นชอบ) คุณได้เห็นงานประเภทนี้จากที่ไหน ? RB: ส่วนมากก็จะจากหนังสือตามห้องสมุด ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่า งานสวยและน่าสนใจหลังจากนั้นจึงเริ่มศึกษาค้นคว้ามา เรื่อยๆ และฝึกทำงานบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยใน การใช้คอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น • คุณคิดว่าถ้าอยากเป็น Graphic Designer จำเป็นมั้ยที่ต้องเก่ง คอมพิวเตอร์และยากไหมในการที่จะเรียนรู้ ? RB: ก็ในช่วงแรกที่เริ่มมันก็ต้องยากเป็นธรรมดาแต่ผมมีความคิดว่า การที่เราจะทำอะไรเราก็ควรที่จะตั้งใจและพยายามให้มากและ ก็เชื่อได้เลยว่าไม่นานก็ต้องสำเร็จได้ถ้าเราชอบหรือรักสิ่งไหน จริงๆ เราก็จะต้องพยายามที่จะเรียนรู้มันเอง • นักออกแบบหลายๆ คนในช่วงแรกของการทำงานอาจยังไม่รู้ว่า ต้องนำเสนองานอย่างไรจึงได้รับผลตอบรับที่ดีและประสบความ สำเร็จในการทำงานด้านการออกแบบ ? RB: ก็ต้อง Print ใหลูกค้าดูอย่างดี และมีทางเลือกให้กับลูกค้า • คุณมีการกำหนดไหมว่าการแก้แบบแต่ละครั้งลูกค้าสามารถแก้ ได้ทั้งหมดกี่ครั้ง ? RB: ความจริงก็มีนะครับ แต่สุดท้ายเราก็ต้องแก้จนกว่าลูกค้าจะ พอใจผมจะคิดเสมอว่าลูกค้าก็เป็นอาจารย์ของผมเพราะ บางอย่างเราอาจมองข้ามไปแต่กลับเป็นจุดที่สำคัญ • นักออกแบบหลายคนชอบทำงานในเวลากลางคืนคุณเป็นแบบนั้น ด้วยรึเปล่า ? RB: ครับผมเองก็เป็นคนที่ชอบทำงานในตอนกลางคืนเพราะมันเงียบ และมีสมาธิมากกว่า แต่ผลที่ตามมาอาจเสียสุขภาพได้


• หลายคนที่ทำงานออกแบบ Character ก็จะ มีตัวการ์ตูนโปรดแล้วคุณมีหรือไม่ ? RB: มีครับ Devilrobot, Mori Chack แล้วก็ Ippei gyobu • คุณมีการทำงานที่เป็นระบบมากคุณมีวิธีคิด อย่างไรในการทำงานในแต่ละชิ้น ? RB: จะหา Reference ก่อนแล้วค่อยๆใส่ รายละเอียดลงไปครับ

งานสติกเกอร์ “ฉันรักประเทศไทย” ที่ออกแบบเพื่อ ร่วมกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติไทย ในช่วงที่สังคมกำลังอยู่ในภาวะแตกแยกและ ขัดแย้งอย่างหนัก โดยนำไปติดในที่สาธารณะ เช่น ป้ายรถเมล์ ตู้โทรศัพท์ ป้ายบอกทาง เรือข้ามฟาก และจัดส่งไปที่ ฯพณฯ นายกอภิสิทธิ์ เวซชาชีวะ และท่านผู้ว่าฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ด้วย


1

2

• คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่หลายคนชื่นชอบผลงานของคุณ ? RB: มีด้วยเหรอครับ! แต่ถ้ามีก็ดีใจมากครับที่มีคนเห็นคุณ ค่างานของเรา ขอบคุณมากครับ • การออกแบบสอนอะไรกับคุณบ้าง ? RB: สอนเยอะมากนะ ก็ให้ผมเป็นคนละเอียดมองเห็น ที่มาที่ไปของทุกอย่าง และทำให้เรามีแรงบันดาลใจ • คุณเคยตันในการทำงานบ้างหรือไม่ ? RB: มีแต่ตันถ้าเป็นงานที่ไม่อยากทำจริงๆ • หากมีวันหยุดหรือวันว่างคุณจะเลือกไปพักผ่อนที่ไหน ? RB: ตามร้านหนังสือและก็โรงหนังครับ • อะไรในตอนนี้ที่คุณภูมิใจในตนเองที่สุด ? RB: ความภูมิใจที่สุดของผมในตอนนี้คือได้ลงหนังสือต่าง ประเทศที่ผมเคยดูและเป็น inspiration มาโดยตลอด • หนังสืออะไรค่ะ ? Logolounge ครับได้ลงเล่ม 6 ที่ผ่านมา และที่น่าดีใจ กว่านั้นคือเล่ม 7 ที่จะออกในปี 2012 นี้ได้ลงทั้งหมด 13 รูปครับ • สุดท้ายนี้ช่วยให้กำลังใจคนที่เพิ่งเริ่มทำงานด้านนี้หน่อย RB: ฝึกให้มากๆ อย่าท้อ ดูงานเยอะๆ ครับ

3 (1) Logo “Createach” ซึ่งเป็น Logo ที่ออกแบบให้กับ “โรงเรียนสอนพิเศษ” ได้เข้ารอบ Final-List ของการประกวด Hiiibrand 2010

(2) Logo “สำมะโนประชากรไทย”ได้รับคัดเลือก ตีพิมพ์ลง Logolounge 6 ของสำนักพิมพ์ Rockport

(3) Logo “ร้านเครื่องเขียน a la poste”ได้รับคัดเลือก ตีพิมพ์ลง Logolounge Master Library 4 ของสำนักพิมพ์ Rockport



Dzine part 1