Issuu on Google+

สารบัญ หน้ า ก

คํานํา วัฒนธรรมไทยแท้

1

กําเนิดภาษาไทย

2

พยัญชนะไทย ในสมัยสุ โขทัย

3

รูปแบบลายสือไทย

4

พุทธศาสนากับชาวไทย

5

มารยาทไทย

6

การแต่ งกาย

7

อาหารไทย

8

อาหารไทยในภาคต่ างๆ

9

ศิลปกรรมไทย บรรณานุกรม

10 11


1

วัฒนธรรมไทยแท้ วัฒนธรรม หมายถึง วีถีการดํารงชีวิตทีดีงาม ได้รับการสื บทอดจากอดีตสู่ปัจจุบนั เป็ นผลผลิตของ มนุษย์ทีแสดงถึงความเจริ ญงอกงาม ทั+งด้านวัตถุ แนวคิดจิตใจ วัฒนธรรมในท้องถินจะเป็ นเอกลักษณ์ของ สังคมท้องถินนั+นๆ วัฒนธรรมคงอยู่ได้เพราะการเรี ยนรู้ของมนุษย์ต+ งั แต่อดีตมาจนถึงปั จจุบนั และ สร้างสรรค์พฒั นาขึ+นใหม่อย่างต่อเนื อง วัฒนธรรมไทยทีสาํ คัญ จนกลายเป็ นวัฒนธรรมซึ งนานาชาติยกย่อง และคนไทยมีความภาคภูมิใจมา จนตราบเท่าทุกวันนี+ ได้แก่ ภาษาไทย ไทยเรามีภาษาและตัวอักษรเป็ นของตนเองมาตั+งแต่สมัยสุ โขทัย โดยพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อกั ษรไทยขึ+นใช้ใน พ.ศ.1826 และได้มีการแก้ไขปรับปรุ งและพัฒนาเปลียนแปลงมา ตามลําดับ เนื องจากเราได้มีการติดต่อเกียวกับนานาประเทศทั+งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จึงได้รับ วัฒนธรรมภาษาต่างชาติเข้ามาปะปนใช้อยูใ่ นภาษาไทย แต่กไ็ ด้มีการดัดแปลงจนกลายเป็ นภาษาไทยในทีสุด ทีใช้อยู่ในปั จจุบนั นี+ ศาสนา พลเมืองไทยส่วนใหญ่ของประเทศเป็ นผูน้ บั ถือพระพุทธศาสนา และเป็ นศาสนาทีอยูค่ ู่บา้ นบ้านมา ช้านานแล้ว ศาสนาจึงมีอิทธิ พลต่อการสร้างสรรค์วฒั นธรรมด้านอืนๆ คนไทยได้ยึดถือเอาหลักคําสอนของ พระพุทธศาสนามาเป็ นหลักในการดําเนิ นชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ต่างๆ ทั+งส่วนรวมและส่ วนบุคคล จะมีพิธีทางศาสนาพุทธเกียวข้องอยูเ่ สมอ การแต่ งกาย การแต่งกายของคนไทยมีแบบฉบับ และมีวิวฒั นาการมานานแล้ว โดยจะมีการแต่งกายที แตกต่างกัน ตามสมัยและโอกาสต่างๆ โดยมีวิวฒั นาการมาตั+งแต่สมัยสุ โขทัยจนถึงปั จจุบนั นี+คนส่ วนใหญ่ แต่งกายตามสากลอย่างชาวตะวันตก หรื อตามแฟชัน ทีแพร่ หลายเข้ามา แต่คนไทยส่ วนใหญ่กย็ งั มีจิตใจทีรัก ในวัฒนธรรมการแต่งกายของไทยแบบดั+งเดิมอยู่ ดังจะเห็นได้จากในงานพิธีกรรมต่างๆ จะมีการรณรงค์ให้ ใส่ ผา้ ไทย หรื อชุดไทย หรื อรณรงค์ให้ใส่ ผา้ ไทยในชีวิตประจําวัน ซึงนับได้วา่ เป็ นเอกลักษณ์อย่างหนึ งทีชาติ อืนให้ความชืนชม


2

ศิลปกรรม ถือเป็ นภูมิปัญญาไทยทีสาํ คัญ โดยเป็ นผลงานทีสร้างขึ+นเพือความสวยงามก่อให้เกิดความสุ ขทาง ใจ ส่ วนใหญ่จะเป็ นงานทีสร้างสรรค์ข+ ึนด้วยแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา และเป็ นการแสดงความเคารพ และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริ ย ์ ได้แก่ ผลงานทีปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ เรื อนไทยทีมีลกั ษณะเฉพาะ พิเศษ ศิลปกรรมไทยทีสาํ คัญได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณกรรม อาหารไทย สมัยสุ โขทัย อาหารไทยในสมัยสุ โขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึ ก และวรรณคดี สําคัญคือ ไตรภูมิพระร่ วงของพญาลิไท ทีได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี+ วา่ มีขา้ วเป็ นอาหารหลัก โดยกินร่ วมกับกับ เนื+อสัตว์ ทีส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื+ อสัตว์อืนบ้าง การปรุ งอาหารได้ปรากฏคําว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระ ร่ วงทีเป็ นทีมาของคําว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักทีกล่าวถึงในศิลาจารึ ก คือ แฟง แตงและนํ+าเต้า ส่ วนอาหาร หวานก็ใช้วตั ถุดิบพื+นบ้าน เช่น ข้าวตอกและนํ+าผึ+ง ส่ วนหนึงนิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน สมัยอยุธยา สมัยนี+ ถือว่าเป็ นยุคทองของไทย ได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ+นทั+งชาวตะวันตกและ ตะวันออก จากบันทึ กเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรี ยบง่าย ยังคงมีปลาเป็ น หลัก มีตม้ แกง และคาดว่ามีการใช้น+ าํ มันในการประกอบอาหารแต่เป็ นนํ+ามันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่า ไขมันหรื อนํ+ามันจากสัตว์มาอาหารอยุธยามีเช่น หนอนกะทิ วิธีทาํ คือ ตัดต้นมะพร้าว แล้วเอาหนอนทีอยูใ่ น ต้นนั+นมาให้กินกะทิแล้วก็นาํ มาทอดก็กลายเป็ นอาหารชาววังขึ+น คนไทยสมัยนี+ มีการถนอมอาหาร เช่นการ นําไปตากแห้ง หรื อทําเป็ นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื องจิ+ม เช่นนํ+าพริ กกะปิ นิยมบริ โภคสัตว์น+ าํ มากกว่า สัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ไม่นิยมนํามาฆ่าเพือใช้เป็ นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่างๆ ที ใช้ เครื องเทศ เช่น แกงทีใส่หวั หอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื องเทศแรงๆ ทีคาดว่านํามาใช้ประกอบ อาหารเพือดับกลินคาวของเนื+ อปลา หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวงชาวต่างชาติทีแสดงให้เห็นว่า อาหารของชาติต่าง ๆ เริ มเข้ามามากขึ+นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญีปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปน เปอร์เซี ย และฝรังเศส สําหรับอิทธิพลของอาหารจีนนั+นคาดว่าเริ มมีมากขึ+นในช่วงยุคกรุ งศรี อยุธยาตอน ปลายทีไทยตัดสัมพันธ์กบั ชาติตะวันตก ดังนั+นจึ งกล่าวได้วา่ อาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรม จากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรี ท+ งั ทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจาก หลักฐานทีปรากฏทางประวัติศาสตร์วา่ อาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่ หลายอยู่ในราชสํานัก ต่อมาจึงกระจาย สู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็ นอาหารไทยไป ในทีสุด

กําเนิดภาษาไทย


3

... " พ่ อกูชื9อศรี อนิ ทราทิตย์ แม่ กชู ื9อนางเสือง พีก9 ูชื9อบาลเมือง กูพี9น้องท้ องเดียวห้ าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสอง พีเ9 ผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ ยงั เล็กเมือ9 กูขึน@ ใหญ่ ได้ สิบเก้ าเข้ า ขุนสามชนเจ้ าเมืองฉอดมาท่ เมืองตาก พ่ อกู ไปรบขุนสามชน หัวซ้ ายขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเคลือ9 นเข้ าไพร่ ฟ้าหน้ าใสพ่ อกูหนีญญ่ ายพ่ ายจะ แจ กูบ่หนี กูขี9ช้างเนกพล กูขับเข้าก่ อนพ่อกู กูต่อตั@งด้วยขุนสามชน ตนกูพ่ ุงช้ างขุนสามชนตัวชื9อมาสเมือง แพ้ ขุนสามชนพ่ ายหนี พ่ อกูจงึ ขึน@ ชื9อกู พระรามคําแหง เพือ9 กูพ่ ุงช้ างขุนสามชน "... ข้อความข้างต้น เป็ นส่ วนหนึงของข้อความทีปรากฏบนศิลาจารึ ก หลักที ๑ ด้านที ๑ ซึ งพ่อขุนรามคําแหง มหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สลักบนแท่งหิ นชนวน ศิลาจารึ กนี+เองทีเป็ นต้นกําเนิ ดของภาษาไทย ดังความ ตอนหนึ งทีปรากฏบนศิลาจารึ กด้านที ๔ ของศิลาจารึ กพ่อขุนรามคําแหง ว่า " ... เมือก่อนลายสื อไทนี+ บ่มี ๑๒๐๕ สกปี มแม พ่อขุนรามคําแหงหาใคร่ ใจในใจแล่ใศ่ลายสื อไทนี+ลายสื อไทนี+จ ึงมีเพือขุนผูน้ + นั ใศ่ไว้ "... นับได้วา่ เป็ นศิลาจารึ กหลักแรกทีใช้ตวั อักษรไทย และภาษาไทย ซึ งเป็ นจุดเริ มต้นของวิวฒั นาการทาง ภาษาเรื อยมาจนเป็ นภาษาไทยในยุคปั จจุบนั หลักศิลาจารึ กพ่อขุนรามคําแหงมีลกั ษณะเป็ นแท่งหิ นรู ปสี เหลียม ยอดกลมมน สู ง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร หนา ๓๕ เซนติเมตร เป็ นหิ นชนวนสี เขียว มีจารึ กทั+งสี ดา้ น ด้านที ๑ มี ๓๕ บรรทัด ด้านที ๒ มี ๓๕ บรรทัด ด้านที ๓ มี ๒๗ บรรทัด และด้านที ๔ มี ๒๗ บรรทัด ปัจจุบนั แท่งศิลา จารึ กพ่อขุนรามคําแหงดังกล่าว เก็บรักษาไว้ทีพิพิธภัณฑสถานแห่ งชาติ กรุ งเทพมหานคร พระองค์ เป็ นกษัตริย์แห่ งราชอาณาจักรสุ โขทัย ได้ทรงประกอบราชกรณียกิจที9สําคัญไว้ มากมาย สมควร กล่าวถึงดังนีค@ อื ๑. ทรงมีความเข้มแข็งในการรบ เมือมีพระชันษาเพียง ๑๙ ปี ได้ช่วยพระราชบิดาสูร้ บศัตรู อย่างกล้าหาญได้ ทรงชนช้างกับขุนสา���ชน เจ้าเมืองฉอด ทียกกองทัพมารุ กรานกรุ งสุ โขทัยจนได้ชยั ชนะ พระราชบิดาจึง พระราชทานนามว่า " พระรามคําแหง" เมือเป็ นกษัตริ ยแ์ ล้ว พระองค์ได้ทรงรบขยายอาณาจักรออกไป กว้างขวางมาก เป็ นทียาํ เกรงแก่ประเทศเพือนบ้านทั+งปวง

๒. ทรงเจริ ญทางพระราชไมตรี กบั ประเทศใกล้เคียง เช่น ทรงเป็ นเพือนสนิ ทกับพระยาเม็งราย (จ้า เมืองเชียงใหม่) และพระยางําเมือง (เจ้าเมืองพะเยา) แห่งอาณาจักรล้านนา ไกลออกไปทรงเจริ ญทางพระราช ไมตรี กบั ประเทศจีน ซึ งขณะนั+นมีกบุ ไลข่าน(พระเจ้าหงวนสี โจ๊วฮ่องเต้)เป็ นกษัตริ ย ์ ได้มีการติดต่อค้าขาย ระหว่างทั+งสองประเทศ ทั+งยังได้ทรงนําช่างทําถ้วยชามชาวจีนมาสอนคนไทย ซึงเราเรี ยกว่า " สังคโลก" ๓. ทรงปกครองพลเมืองให้ได้รับความร่ มเย็นเป็ นสุข ได้โปรดให้แขวนกระดิงไว้ทีประตูพระราชวัง


4

ผูใ้ ดมีทุกข์ร้อนก็มาสัน กระดิงถวายฏีกาได้ ในวันโกนวันพระทรงได้นิมนต์พระภิกษุมาแสดงพระธรรม เทศนาบนแท่นมนังคศิลาบาตรกลางดงตาล ในวันธรรมดาพระองค์กเ็ สด็จออกว่าราชการ และให้ราษฎรเข้า เฝ้ าอย่างใกล้ชิด และทรงอบรมศีลธรรมจรรยาแกราษฎร ๔. ในปี พุทธศักราช ๑๘๒๖ ได้ทรงคิดแบบตัวอักษรไทยขึ+นแบบหนึ ง ซึ งเป็ นต้นเค้าของตัวหนังสื อ ไทยในปัจจุบนั และได้ทรงจารึ กเหตุการณ์ในสมัยนั+นลงไว้ในหลักศิลาจารึ ก นับได้วา่ มีคุณค่ามากใน การศึกษาประวัติศาสตร์ คนในสมัยหลังได้ทราบเรื องราวต่างๆ ในสมัยกรุ งสุ โขทัยจากจารึ กนี+เป็ นอย่างมาก จารึ กทีคนไทยทําขึ+น ปรากฎหลักฐานในต้นพุทธศตวรรษที ๑๙ เมือคนไทยก่อตั+งอาณาจักรสุ โขทัย ขึ+นมาในแถบลุ่มแม่น+ าํ ยม พ่อขุนรามคําแหงมหาราช กษัตริ ยพ์ ระองค์ที ๓ แห่งอาณาจักรสุ โขทัย ได้ ประดิษฐ์ลายสื อไทยขึ+น ในปี พุทธศักราช ๑๘๒๖ ได้ทรงคิดแบบตัวอักษรไทยขึ+นแบบหนึ ง ซึ งเป็ นต้นเค้า ของตัวหนังสื อไทยในปัจจุบนั และได้ทรงจารึ กเหตุการณ์ในสมัยนั+นลงไว้ในหลักศิลาจารึ ก นับได้ว่ามี คุณค่ามากในการศึกษาประวัติศาสตร์ คนในสมัยหลังได้ทราบเรื องราวต่างๆ ในสมัยกรุ งสุ โขทัยจากจารึ กนี+ เป็ นอย่างมาก เป็ นจารึ กที เก่าทีสุด และไม่มีลกั ษณะของรู ปอักษรไทยทีแห่ งไหนจะเก่าเท่า ถึงแม้จะพบจารึ ก อักษรไทยทีคนไทยทําขึ+น จํานวนมากในทุกภาคของประเทศไทย แต่หลักฐานการค้นพบปรากฎว่า จารึ ก เหล่านั+นมีอายุอยูใ่ นระหว่างพุทธศตวรรษที ๒๐ ลงมา ทั+งสิ+ น รู ปอักษรไทยในอาณาจักรสุ โขทัยนั+น ได้เป็ น แม่แบบของรู ปอักษรไทยในสมัยต่อมา มนุษย์ในทุกสังคมมีภาษาพูดเป็ นของตัวเองทั+งสิ+ น นักภาษาประมาณว่าในโลกเรามีภาษาทีใช้พูดกัน อยูท่ + งั หมดราวๆ ๓๐,๐๐๐ ภาษา แต่ไม่ถึง ๑๐๐ ภาษาทีมีภาษาเขียนเป็ นของตนเอง และภาษาไทยก็เป็ นภาษา หนึ งในไม่ถึง ๑๐๐ ภาษานี+ดว้ ย พ่อขุนรามคําแหง กษัตริ ยอ์ งค์ที ๓ ของอาณาจักรสุโขทัย เป็ นผูป้ ระดิษฐ์อกั ษรไทยขึ+นเมือปี พ.ศ. ๑๘๒๖ หลังจากทีคนไทยรวมตัวกันเป็ นบ้านเมือง และมีพระเจ้าแผ่นดินของตนเองแล้ว ในสมัยนั+นชาว เขมร ชาวพม่า และชาวมอญทีอยูใ่ กล้เคียงกับคนไทย มีการปกครองตนเอง และมีอกั ษรเป็ นภาษาของตนเอง ใช้แล้ว และเพือนบ้านเหล่านี+ มีจารึ กเกียวกับบ้านเมืองของตนเอง เขียนด้วยภาษาของตนเองทั+งสิ+ น ดังนั+นเมือ คนไทยมีบา้ นเมือง และมีการปกครองเป็ นของตนเอง ก็จาํ เป็ นทีจะต้องมีภาษาเขียนของตนเองด้วย เพือให้มี ฐานะเท่าเทียมเพือนบ้าน พ่อขุนรามคําแหงจึงได้คิดประดิษฐ์อกั ษรไทยขึ+น เพือให้ชาวไทยใช้เขียนบันทึก เรื องราวต่างๆ

พยัญชนะไทย ในสมัยสุ โขทัย


5

ในการจารึ กอักษรไทยครั+งแรกนั+น ได้ใช้พยัญชนะไม่ครบทั+ง ๔๔ ตัว คือมีเพืยง ๓๙ ตัว โดยขาด ตัว ฌ ฑ ฒ ฬ และตัว ฮ ไม่ครบชุดพยัญชนะเหมือนทีใช้สอนวิชาภาษาไทยใน ปัจจุบนั ในบรรดาตัวอักษร ๔๔ ตัว ทีมีมาแต่สมัยโบราณ มีอยู่ ๒ ตัว ทีเราเลิกใช้ไปแล้ว คือ ฃ (ขอขวด) และ ฅ (คอคน) ทีเราเลิกใช้กเ็ พราะเสี ยง ๒ เสี ยงนี+เปลียนไปแล้วกลายเป็ นเสี ยง เดียวกันกับ ข (ขอไข่) ค (คอควาย) สระ การเขียนสระในศิลาจารึ กสุ โขทัยหลักที ๑ ต่างจากการเขียนสระในปัจจุบนั มาก ทั+ง รู ปร่ างสระ และวิธีการเขียน กล่าวคือ เขียนสระอยูใ่ นบรรทัดเช่นเดียวกับพยัญชนะ วรรณยุกต์ รู ปวรรณยุกต์ทีใช้เขียนกํากับในยุคสุ โขทัย มีเพียง ๒ รู ป คือไม้เอก และไม้โท แต่ไม้โทใช้เป็ นเครื องหมายกากบาทแทน การค้ นพบศิลาจารึกหลักที9 ๑ (ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคําแหง) ศิลาจารึ กนี+มีประวัติแห่งการค้นพบ คือ เมือ พ.ศ. ๒๓๗๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยูห่ วั ในขณะทียงั ทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จประพาสเมืองสุ โขทัย ทรงเห็นราษฎรเซ่นสรวงบูชา หลักศิลาจารึ ก ๒ หลัก กับแท่นหิ นอีก ๑ แท่น โดยทีเขาเชือว่าเป็ นสิ งศักดิ[สิทธิ[ จึงทรงตรวจดู ด้วยวิจารณญาณของนักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์ ก็ทรงทราบว่า ของเหล่านั+นมี ความสําคัญเกียวกับชาติไทยในอดีต มิควรจะปล่อยไว้ให้สูญเสี ย จึงทรงนําเข้ามาในพระนคร ใน ทีสุดหลังจากทรงวิจยั อย่างรอบคอบแล้วก็ได้ความจริ งว่า ศิลาจารึ กหลักหนึงเป็ นของพ่อขุน รามคําแหง อีกหลักหนึงเป็ นของพระมหาธรรมราชาลิไท และแท่นหินนั+นก็ คือ พระแท่นมนังค ศิลา ของพ่อขุนรามคําแหง ในอดีตนั+นภาษาและตัวหนังสื อของคนไทยได้รับอิทธิ พลมาจากมอญและขอม ซึงมี ความเจริ ญมาจากชาติอืนในสุ วรรณภูมิ ต่อมาเมือพ่อขุนศรี อินทราทิตย์ทรงประกาศอิสรภาพจาก ขอม จึงเลิกใช้ขนบประเพณีแบบขอม และเลิกใช้ภาษาขอมในทางราชการ เปลียนเป็ น ภาษาไทยแทน แต่ยงั คงเขียนด้วยภาษาขอมหวัด ในปี พ.ศ.๑๘๒๖พ่อขุนรามคําแหงมหาราชทรง ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตร่ วมกันประดิษฐ์อกั ษรไทยขึ+น เรี ยกว่า ลายสื อไทย


6


7

รูปแบบลายสื อไทย ลักษณะของลายสือไทย มีผใู้ ห้ความคิดเห็นเกียวกับลายสื อไทยต่างๆกัน บ้างก็วา่ มาจากอักษรปัลลวะ อักษรมอญ และอักษรขอม ซึงพระองค์คงจะเอาเลือกเอาลักษณะของตัวอักษรทีสะดวกแก่การเขียนมาก ทีสุด มาดัดแปลงเป็ นอักษรไทย ดังนี+ - รู ปพยัญชนะส่ วนใหญ่น+ นั ดัดแปลงมาจากอักษรขอม บางส่ วนก็มาจากปัลลวะ และ มอญ - รู ปสระนั+นดัดแปลงมาจากอักษรขอม มีครบทุกเสี ยงในภาษาไทย - รู ปวรรณยุกต์คิดขึ+นใหม่ท+งั หมด มี ๒ รู ป คือ ไม้เอก และไม้โท - ตัวเลขนั+นดัดแปลงมาจากตัวเลขขอม คุณลักษณะพิเศษของลายสื อไทย คือ ความสูงตําของตัวอักษรนั+นเสมอกันและวางรู ป พยัญชนะและสระทุกตัวไว้ในบรรทัดเดียวกัน ทําให้ไม่สิ+นเปลืองเนื+อที รู ปอักษรมีมากพอ รู ปอักษรส่วนมากเป็ นเส้นเดียวกันตลอด ทําให้+เขียนง่าย รวดเร็ ว ไม่ตอ้ งยกปากกา

การเปลียนแปลงอักษรของพ่อขุนรามคําแหง ในรัชกาลพญาลิไท ( พ.ศ. ๑๙๐๐ ) การเขียนตัวอักษรมีการเปลียนแปลงไปจากเดิม หลายประการ เช่น - รู ปสระ อิ อี อื อยูบ่ นพยัญชนะ อุ อู อยูล่ ่าง - รู ปสระ ใ ไ โ สู งขึ+นเกินพยัญชนะ - เริ มใช้ไม้หนั อากาศบ้าง แต่ยงั ไม่ใช้ทวั ไป - ตัว ญ เขียนเช่นเดียวกับปัจจุบนั - เพิม ตัว ฤา ฦา


8

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ( พ.ศ.๒๑๙๙ – ๒๒๓๑)ได้มีการ เปลียนแปลง ลักษณะอักษรและอักขระวิธี ดังนี+ - ใช้ไม้หนั อากาศโดยทัว ไป - สระเอีย ใช้เช่นเดียวกับปัจจุบนั ทั+งแบบมีตวั สะกด และไม่มีตวั สะกด - สระอือ สระออ เมือไม่มีตวั สะกดใช้ อ เคียง - สําหรับวรรณยุกต์น+ นั ส���นนิษฐานว่ามีครบ ๔ รู ป เช่นเดียวกับปัจจุบนั ดังั หลักฐานที ปรากฏในหนังสื อจินดามณี ซ ึงแต่งในรัชกาลนี+


9

พุทธศาสนากับชาวไทย พ่ อขุนรามคําแหงมหาราช "คนในเมืองสุ โขทัยนี+ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคําแหง เจ้าเมืองสุ โขทัย นี+ ทั+งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปัว ท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั+งสิ+นทั+งหลาย ทั+งผูช้ ายผูห้ ญิง ฝูงท่วย มี ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมือพรรษาทุกคน เมือออกพรรษากรานกฐินเดือนหนึงจึง แล้ว…" กลางเมืองสุโขทัยนี+มีพิหาร มีพระพุทธรู ปทอง มีพระอัฎฐารศ มีพระพุทธรู ป มีพระพุทธรู ปอัน ใหญ่ มีพระพุทธรู ปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปครู ู่ นิส (สัยมุต) มีเถร มีมหาเถร เบื+องตะวันตกเมืองสุ โขทัยนี+ มีอรัญญิก พ่อขุนรามคําแหงกระทําโอยทานแก่มหาเถรสังฆราช ปราชญ์ เรี ยนจบปิ ฎกตรัย หลวกกว่าปู่ ครู ในเมืองนี+ ทุกคนลุกแต่เมืองศรี ธรรมราชมา ในกลาง อรัญญิก มีพิหารอันหนึงมนใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฎฐารศอันหนึงลุกยืน เบื+องตะวันออก เมืองสุ โขทัยนี+มีพหิ าร มีปู่ครู … พระนเรศวรมหาราช " พระบาทสมเด็จพระนเรศวรเป็ นเจ้า จึงตรัสประกาศแก่เทพยดาทั+งปวงว่า ให้บงั เกิดมา ในประยูรมหาเศวตฉัตรจะให้บาํ รุ งพระบวรพุทธศาสนา ไฉนจึงมิช่วยให้สว่างแลเห็นข้าศึกเล่า พอตกพระโอษฐ์ลง พระพายก็พดั ควันอันเป็ นหมอกมืดนั+นสว่างไป ทอดพระเนตรเห็นช้าง เศวตฉัตร 16 ช้าง มีชา้ งดั+ง ช้างกันยืนอยูเ่ ป็ นอันมาก…" พระนารายณ์ มหาราช "พระเจ้าหลุยส์ที ๑๔ จะให้เราเข้ารี ดดังนั+นหรื อ เรื องนี+เป็ นเรื องใหญ่มาก เพราะใน ราชวงศ์ของเราก็ได้นบั ถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จะให้เราเปลียนศาสนาอย่างนี+เป็ นการ ยากอยู่ และถ้าพระเจ้าผูส้ ร้างฟ้ าสร้างดินจะต้องการให้คนทัว โลกได้นบั ถือศาสนาอัน เดียวกัน แล้ว พระเจ้ามิจดั การให้เป็ นเช่นนั+นเสี ยแล้วหรื อ?" " จริ งอยูเ่ มือฟอลคอน ในเวลาหมอบอยูข่ า้ ง พระบาท พระเจ้ากรุ งสยามได้แปลคําชักชวนทีพระเจ้าหลุยส์ที ๑๔ ได้รับสังมากับราชทูตนั+น ฟอลคอนก็กลัวจนตัวสันและสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุ ณาโปรดให้อภัยแก่ฟอลคอน แต่ก็


10

ได้รับสังว่า ได้ทรงนับถือศาสนาอันได้นบั ถือต่อ ๆ กันมาถึง ๒,๒๒๙ ปี แล้ว เพราะฉะนั+นทีจะ ให้พระองค์เปลียนศาสนาเสี ยนั+น เป็ นการทีพระองค์จะทําไม่ได้ " สมเด็จพระเจ้ าตากสินมหาราช อันตัวพ่อ ชื อว่า พระยาตาก ทนทุกข์ยาก กูช้ าติ พระศาสนา ถวายแผ่นดิน ให้เป็ น พุทธบูชา แด่พระศาสดา สมณะ พระพุทธโคดม ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบตั ิ ให้พอสม เจริ ญสมถะ วิปัสสนา พ่อชืนชม ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กบั เจ้า ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กนั

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช " ตั+งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนาจะป้ องกันขอบขัณฑสี มา รักษาประชาชนและ มนตรี " " แล้วมีพระราชโองการปฏิสันถารแก่เจ้าพระยาและพระยาทั+งปวงว่า " สิ งของทั+งนี+ จงจัดทํานุ บํารุ งไว้ให้จงดี จะได้ป้องกันรักษาแผ่นดิน ทํานุบาํ รุ งพระพุทธศาสนา และพระราชอาณาเขต สื บไป " แล้วอัครมหาเสนาบดีรับพระราชโองการกราบบังคมทูลว่า " ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระ ราชโองการมานพระบัณฑูรสุ รสิ งหนาทใส่เกล้าใส่กระหม่อม ขอเดชะ " แล้วเสด็จกลับขึ+นข้าง ในเสด็จประทับเหนือพระทีนงั ภัทรบิฐ… ครั+นเสร็ จการฉลองพระนครแล้ว จึงพระราชทานนามพระนครใหม่ให้ตอ้ งกับนามพระ พุทธรัตนปฏิมากรว่า " กรุ งเทพมหานคร บวรรัตนโกสิ นทร์ มหิ นทรายุธยา มหาดิลกภพนพรัต นราชธานีบุรีรัมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรม ประสิ ทธ์" เป็ นพระมหานครทีดาํ รงรักษาพระมหามณีรัตนปฏิมากร เป็ นแก้วอย่างดีมีสิริอนั


11

ประเสริ ฐ สําหรับพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ผูป้ ระดิษฐานกรุ งเทพมหานครนี+ ตั+งแต่ พระราชทานนามนี+มา บ้านเมืองก็อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ขเกษมสมบูรณ์ข+ ึน (ครั+นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ทรงแปลงสร้อยทีวา่ บวรรัตนโกสิ นทร์น+ นั เป็ นอมร รัตนโกสิ นทร์ นอกนั+นคงไว้ตามเดิม) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย "ศุภมัสดุ 1197 ศก…พระบาทสมเด็จบรมธรรมมิกมหาราชารามาธิ ราช บรมนารถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยูห่ วั …ทรงพระราชศรัทธาจะยกรื+ อวิสาขบูชามหา ยัญพิธีอนั ขาดประเพณี มานั+น ให้กลับคืนเจรี ยรฐิติกาลปรากฏสําหรับแผ่นดินสื บไป จะให้เป็ นอัตตัตถประโยชน์และปรัตถ ประโยชน์ ทรงพระราชศรัทธาจะให้สัตว์โลก ข้าขอบขัณฑเสมาทั+งปวงจําเริ ญอายุและอยูเ่ ย็น เป็ นสุ ขปราศจากทุกข์ภยั ในชัว นี+แลชัว หน้า... " พระบาทสมเด็จพระนั9งเกล้าเจ้ าอยู่หัว " ด้วยกําลังทรงพระมหากรุ ณาเมตตากับไพร่ ฟ้าข้าแผ่นดินเป็ นอันมาก ทรงพระกรุ ณา ดํารัสให้จดหมาย (คือ จด) กระแสพระราชโองการปฏิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณาคมน์ อันอุดมเป็ นประธานพยานอันยิง ให้เห็นความจริ งในพระบรมหฤทัยแล้วทรงพระราชดํารัสยอม อนุญาต ให้เจ้าพระยาพระคลังว่าทีสมุหพระกลาโหม พระยาศรี พฒั น์รัตนราชโกษา พระยาราช สุ ภาวดีกบั ขุนนางผูน้ อ้ ยทั+งปวง จงมีความสโมสรสามัคคีรสปรึ กษาพร้อมกัน เมือเห็นว่าพระ บรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดทีมีวยั วุฒิปรี ชารอบรู้ราชานุวตั ร จะเป็ นศาสนูปถัมภกยกพระบวร พุทธศาสนา แลจะปกป้ องไพร่ ฟ้าอาณาประชาราษฎร์รักษาแผ่นดินให้เป็ นสุ ขสวัสดิ[โดยยิง เป็ น ทียนิ ดีแก่มหาชนทั+งปวงได้ ก็สุดแท้แต่จะเห็นดีประนีประนอมพร้อมใจกันยกพระบรมวงศานุ วงศ์พระองค์น+ นั ขึ+นเสวยมไหสวรรยาธิปัตย์ราชสื บสัตติวงศ์ดาํ รงราชประเพณี ต่อไปเถิด อย่าได้ กริ งเกรงพระราชอัธยาศัยเลย เอาแต่ให้ได้เป็ นสุขทัว หน้า อย่างให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันให้ได้ ความ ทุกข์ร้อนแก่ราษฎร…"


12

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้ าอยู่หวั "การพระราชบริ จาคอันนี+ ทรงพระราชดําริ เห็นว่าไม่ขดั ขวางเป็ นเหตุให้ท่านผูใ้ ดขุ่น เคืองขัดใจเลย พระนครนี+เป็ นถินทีของคนนับถือพระพุทธศาสนามาแต่เดิม ไม่ใช่แผ่นดินของ ศาสนาอืน คนทีถือศาสนาอืนมาแต่อืนก็ดี อยูใ่ นเมืองนี+ก็ดี จะโทมนัสน้อยใจด้วยริ ษยาแก่ พระพุทธศาสนาเพราะบูชาอันนี+ไม่ได้ ด้วยไม่ใช่เมืองของศาสนาตัวเลย ถ้าโทมนัสก็ชือว่าโลภ ล่วงเกินไป" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ าอยู่หัว พระปิ ยมหาราช " ข้าพเจ้าย่อมรู้สึกว่า เป็ นหน้าทีของข้าพเจ้าทีจะต้องทํานุบาํ รุ งพระพุทธศาสนา ซึงเป็ นสิ งคู่กบั พระราชอาณาจักร ให้ดาํ เนินไปในทางวัฒนาถาวรพร้อมกันทั+งสองฝ่ าย" " ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนเฉพาะหน้าพระสงฆ์เถรานุเถระทั+งหลาย อันประชุมอยู่ ณ ทีวา่ นั+น การ ทีขา้ พเจ้าคิดจะไปประเทศยุโรป ณ ครั+งนี+ ด้วยข้าพเจ้ามุ่งต่อความดีแห่งพระราชอาณาจักรและ ด้วยความหวังว่าจะเป็ น ประโยชน์แก่ตวั ข้าพเจ้าด้วย เพราะฉะนั+น ข้าพเจ้าตั+งใจจะรักษาตนให้ สมควรแก่ทีเป็ นเจ้าของประชาชนชาวสยามทั+งปวง จะรักษาเกียรติยศแห่งพระราชอาณาจักรอัน เป็ นเอกราชนครนี+ จนสุ ดกําลังทีขา้ พเจ้าจะป้ องก้นได้ "และเพือจะให้เป็ นเครื องเตือนใจตัว ข้าพเจ้า และเป็ นเครื องเย็นใจแห่งผูซ้  ึงมีความรักใคร่ มุ่งหมายความดีต่อข้าพเจ้า ปราศจากวิตก กังวลใจด้วยความประพฤติรักษาของข้าพเจ้า ๆ จึงขอสมาทานข้อทั+งหลายทีจะกล่าวต่อไปนี+ 1. ข้าพเจ้าจะไม่มีจิตยินดีนอ้ มไปในศาสดาอืน นอกจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระ ธรรมอันพระองค์ได้ตรัสรู้ชอบดีแล้ว กับทั+งพระสงฆ์หมู่ใหญ่ อันได้ประพฤติตาม คําสังสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์น+ นั เลยเป็ นอันขาด จนตราบกว่าสิ+ นชีวิต 2. การทีขา้ พเจ้าไปครั+งนี+ แม้วา่ จะช้านานเท่าใดก็ดี ข้าพเจ้าจะไม่ร่วมประเวณี ดว้ ยสตรี ใดจน กลับเข้ามาถึงในพระราชอาณาเขต


13

3. ถึงแม้วา่ จะไปในประเทศซึงเขาถือกันว่า การให้สุราเมรัยไม่รับเป็ นการเสี ยกิริยาอันดีฤาเพือ ป้ องกันโรคภัยอัน เปลียนอากาศเป็ นต้น ข้าพเจ้าจะไม่เสพสุ ราเมรัยให้มึนเมาเสี ยสติ ฤาแม้แต่มี กายวิกลเกินปรกติเป็ นอันขาด คําปฏิญาณสมาทานสามประการนี+ ข้าพเจ้าได้ทาํ ไว้เฉพาะหน้าพระสงฆ์เถรานุเถระ อันได้มา ประชุมในการพระราชพิธีศรี สัจจปานกาล แห่งผูส้ าํ เร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ และที ปรึ กษาของผูส้ าํ เร็ จราชการ ณ พระทีนงั ไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง วันที 21 มีนาคม รัตนโกสิ นทรศก 115 พระพุทธศาสนายุกาล 2439 พรรษา เป็ นวันที 10358 ในรัชกาลปัจจุบนั " พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้ าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้ า ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกียวกับชาติและศาสนา มีขอ้ ความดังนี+ " ชาติกบั ศาสนาเป็ นสิ ง ต่อเนืองกัน ถ้าชาติพินาศแล้วศาสนาก็จะตั+งอยูไ่ ม่ได้ ถ้าศาสนาเสื อมทรามจนสูญสิ+ นไปแล้ว ประชาชนก็จะมีคุณธรรมย่อหย่อนลงไป จนท้ายไม่มีอะไรเลย ชาติใดไร้คุณธรรม ชาติน+ นั ก็ตอ้ ง ถึงแก่ความพินาศล่มจม คงต้องเป็ นข้าชาติอืนทีมีคุณธรรมบริ บรู ณ์อยู่ " ในเทศนาเสือป่ า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั ทรงรับสังถึงพระพุทธศาสนา มี ข้อความดังนี+ " พุทธศาสนาเป็ นของไทย เรามาชวนกันนับถือพระพุทธศาสนาเถิด ผูท้ ีแปลงศาสนา คนเขาดู ถูกยิง กว่าคนทีแปลงชาติ เพราะเหตุฉะนั+น เป็ นความจําเป็ นทีเราทั+งหลายผูเ้ ป็ นไทยจะต้องมัน อยู่ ในพระพุทธศาสนา ซึงเป็ นศาสนาสําหรับชาติเรา " พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ภูมิพลมหาราช ได้ทรงมีพระราชดํารัสแด่พระสันตปาปา จอห์นพอลที 2 ประมุขแห่งศาสนจักร คาทอลิก ในคราวทีเข้าเฝ้ า ณ พระทีนงั จักรี มหาปราสาท ในวันที 10 พฤษภาคม 2527 มีขอ้ ความตอนหนึงว่า " คนไทยเป็ นศาสนิกชนทีดีทวั กัน ส่วนใหญ่นบั ถือพระพุทธศาสนาอันเป็ นศาสนาประจําชาติ " " ชาวไทยซึงเป็ นพุทธมามกะชน มีจิตสํานึกมัน คงอยูใ่ นกุศลสุจริ ตและในความเมตตากรุ ณา เห็น ว่าศาสนาทั+งปวงย่อมสังสอนความดี ให้บุคคลประพฤติปฏิบตั ิแต่ในทางทีถูก ทีชอบ ทีเป็ น


14

ประโยชน์ ให้ใฝ่ หาความสงบสุ ขความผ่องใสให้แก่ชีวติ ทั+งเรายังมีเนติแบบธรรมเนียมให้ ต้อนรับนับถือชาวต่างชาติต่างศาสนาด้วยความ เป็ นมิตร แผ่ไมตรี แก่กนั ด้วยเมตตาจิตและด้วย ความจริ งใจ บริ สุทธิ[ใจ มิให้ดูแคลนเบียดเบียนผูถ้ ือสัญชาติและศาสนาอืน ด้วยจะเป็ นการนํา ความแตกร้าวและความรุ นแรงเดือดร้อนมาให้ ดังนี+ คริ สต์ศาสนาจึงเจริ ญงอกงามขึ+นในประเทศ นี+ " พระมหากษัตริ ยท์ ุกพระองค์ทรงเป็ นพุทธมามกะ ได้ทรงประพฤติปฏิบตั ิตามหลักธรรม ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะทศพิธราชธรรม พระมหากษัตริ ยท์ ุกพระองค์ยงั ทรงเป็ นองค์เอก อัครพุทธศาสนูปถัมภ์ ทรงให้ความอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ งเป็ นศาสนาประจําชาติ ทรงทํานุ บํารุ งส่ งเสริ มพระพุทธศาสนาให้เจริ ญรุ่ งเรื องมาจนทุกวันนี+ " พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาสําหรับชาติเรา เราจําเป็ นต้องถือด้วยความกตัญhูต่อบิดา มารดาและต้นโคตรวงศ์ของเรา จําเป็ นต้องถือไม่มีปัญหาอะไร… เมือข้าพเจ้ารู้สึกได้แน่นอน จึง ได้กล้าลุกขึ+นยืนแสดงเทศนาทางพระพุทธศาสนาแก่ท่านทั+งหลาย โดยหวังแน่วา่ บรรดาท่านทั+ง ปวงซึงเป็ นคนไทย เมือรู้สึกแน่วแน่แล้วว่า ศาสนาในสมัยนี+เป็ นของทีแยกจากชาติไม่ได้…พุทธ ศาสนาเป็ นของไทย เรามาชวนกันนับถือพระพุทธศาสนาเถิด…ผูท้ ีแปลงศาสนา คนเขาดูถูกยิง เสี ยกว่าผูท้ ีแปลงชาติ เพราะเขาย่อมเห็นว่า สิ งทีนบั ถือเลือมใสกันมาตลอดครั+งปู่ ย่าตายาย ตั+งแต่ เด็กมาแล้วเป็ นของสําคัญอันหนึง ซึงแสดงให้เห็นว่า คนนั+นมีความสัตย์ มีความมัน คงในใจ หรื อไม่ เมือมาแปลงชาติศาสนาได้แล้ว เป็ นแลเห็นได้ทนั ทีวา่ เป็ นคนไม่มนั คง อย่าว่าแต่อะไร เลย ศาสนาทีใครทั+งโลกเขานับถือว่าเป็ นของสําคัญทีสุด เขายังแปลงได้ตามความพอใจ หรื อเพือ สะดวกแก่ตวั ของเขา…เหตุฉะนี+ ผูแ้ ปลงศาสนาถึงแม้จะไม่เป็ นผูถ้ ึงเกลียดชังแห่งคนทัว ไป ก็ ย่อมเป็ นผูท้ ีเขาสามารถจะเชือได้นอ้ ย เพราะเหตุฉะนั+น เป็ นความจําเป็ นทีเราทั+งหลายผูเ้ ป็ นไทย จะต้องมัน อยูใ่ นพระพุทธศาสนาซึง เป็ นศาสนาสําหรับชาติเรา ต้องเข้าใจพุทธศาสนาในเวลานี+ ไม่มีแห่งใดในโลกทีจะถือจริ งรู้จริ งเท่าในเมืองไทยเรา เมืองไทยเราเปรี ยบเหมือนป้ อมอันใหญ่ ซึงเป็ นแนวทีสุดของพระพุทธศาสนาแนวที 1 แนวที 2 ร่ อยหรอเต็มทีแล้ว ยังแต่แนวที 3 และ แนวทีสุด คือ เมืองไทย… เราทั+งหลายเป็ นผูร้ ักษาแนวนี+ ถ้าเราไม่ต+ งั ใจรักษาจริ ง ๆ แล้ว ถ้ามี อันตรายอย่างใดมาถึงพระพุทธศาสนา เราทั+งหลายจะเป็ นผูท้ ีได้รับความอับอายด้วยกันเป็ นอัน มาก…เหตุฉะนี+ เป็ นหน้าทีของเราทีจะต้องตั+งใจทีจะรักษาความมัน คงของพระพุทธศาสนาใน ประเทศไทย อย่าให้มีอนั ตรายมาถึงได้… ผูท้ ีคนอืนเขาส่ งเข้ามาปลอมแปลงเพือทําลาย


15

พระพุทธศาสนา เราทั+งหลายต้องคอยระวังรู้เท่าไว้จึงจะควร…จึงเป็ นหน้าทีของเราทั+งหลาย ที เป็ นเชื+อชาตินกั รบต้องรักษาพระศาสนาอันนี+ให้คงอยูใ่ นเมืองไทยอีกต่อไป ต้องรักษาไว้เพือให้ เป็ นมรดกแก่ลูกหลานของเราทั+งหลายให้เขารักษากันต่อไป ยัง ยืน เป็ นเกียรติแก่ชาติของเราชัว กัลปาวสานเวลานี+ท+งั โลกเขาพูดเขานิยมว่า ชาติไทยเป็ นชาติทีถือพระพุทธศาสนา ที พระพุทธศาสนายัง ยืนอยูไ่ ด้ เพราะมีเมืองไทยเป็ นเหมือนป้ อมใหญ่ในแนวรบเราเคราะห์ดีทีสุด ทีนานมาแล้ว เราได้ตกไปอยูใ่ นพระพุทธศาสนา จึงได้เป็ นมนุษย์ช+ นั สูงสุ ดจะเป็ นได้ในทาง ธรรม เหตุฉะนี+ ขอท่านทั+งหลายทีนงั ฟังอยู่ ผูท้ ีตะเกียกตะกายอยากเป็ นฝรัง อย่าทําเหมือนฝรัง ในทางธรรมเลย ถ้าจะเอาอย่างฝรังจงเอาอย่างในทางทีฝรังเขาทําดี คือในทางวิชาการบางอย่าง ซึงเขาทําดีเราควรเอาอย่าง แต่การรักษาศีล รักษาธรรม เรามีตวั อย่างดีกว่าฝรังเป็ นอันมาก ถือ พระพุทธเจ้าเป็ นตัวอย่างของเราแล้ว เรามีตวั อย่างหาทีเปรี ยบเสมอเหมือนมิได้ พระพุทธศาสนาก็ดี หรื อศาสนาใดก็ดี ทีต+ งั มัน อยูไ่ ด้ก็ดว้ ยความมัน คงของผูเ้ ลือมใส ตั+งใจทีจะรักษา และข้าพเจ้าพูดทั+งนี+ ก็เพือชักชวนท่านทั+งหลาย อย่างเป็ นเพือนไทย และเพือน พุทธศาสนิกชนด้วยกันทั+งนั+น เพือความมัน คงแห่งพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้ทาํ หน้าที สมควรแก่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา เราตั+งใจจะรักษาศาสนาของเราด้วยชีวิต ข้าพเจ้าและท่าน ตั+งใจอยูใ่ นข้อนี+ และถ้าท่านตั+งใจจะช่วยข้าพเจ้าในกิจอันใหญ่น+ ีแล้ว ก็จะเป็ นทีพอใจข้าพเจ้าเป็ น อันมาก เมืองเราเกือบจะเป็ นเมืองเดียวแล้วในโลกได้มีบุคคลถือพระพุทธศาสนามาก และเป็ น เหล่าเดียวกัน เพราะฉะนั+นเป็ นหน้าทีของเราทั+งหลายทีจะช่วยกันบํารุ งรักษาพระพุทธศาสนา อย่าให้เสื อมสูญไป การทีจะบํารุ งพระพุทธศาสนา เราต้องรู้สึกก่อนว่าหลักของพระพุทธศาสนา คืออะไร เราทั+งหลายทียงั ไม่แน่ ตั+งแต่วนั นี+จะได้พร้อมกันตั+งใจว่าในส่ วนตัวเราเองจะริ ษยากันก็ ตาม จะเป็ นอย่างไรก็ตาม จะทําการเช่นนี+ต่อเมือเวลาว่างไม่มีภยั เมือมีเหตุสาํ คัญจําเป็ นทีเรา จะต้องต่อสูช้ าติอืน แม้การส่ วนตัวของเราอย่างไร จะทําให้เสี ยประโยชน์แก่ชาติเราแล้ว สิ งนั+น เราจะทิ+งเสี ย เราจะรวมกัน ไม่วา่ ในเวลานี+ชอบกันหรื อชังกัน เราจะถือว่าเราเป็ นไทยด้วยกัน หมด เราจะต้องรักษาความเป็ นไทยของเราให้ยงั ยืน เราจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ถาวร วัฒนาการ อย่างทีเป็ นมาแล้วหลายชัว โคตรของเราทั+งหลาย " พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


16

" ศาสนาจะเป็ นยาบํารุ งกําลัง บํารุ งนํ+าใจ ให้ทนความลําบากได้ ให้มีแรงทีจะทําการงาน ของตนให้เป็ นผลสําเร็ จได้ และยังเป็ นยาทีจะสมานหัวใจ ให้หายเจ็บปวดในยามทุกข์ได้ดว้ ย… พวกเราทุก ๆ คน ควรพยายามให้เด็ก ๆ ลูกหลานของเรามี " ยา " สําคัญ คือ คําสังสอนของพระ บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าติดตัวไว้เป็ นกําลัง เพราะ " ยา " อย่างนี+เป็ นทั+ง " ยาบํารุ งกําลัง " และ " ยาสมานหรื อระงับความเจ็บปวด

พระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบนั พระมหากษัตริ ยไ์ ทยทุกพระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างดียงิ ตลอดมา โดย ทรงอุปถัมภ์ในทุก ๆ ด้าน คือ ด้านศาสนธรรมก็ได้ทรงอุปถัมภ์ การชําระและจารึ กพระไตรปิ ฎก การศึกษาพระปริ ยตั ิธรรม ตลอดจนการปฏิบตั ิธรรม ด้านศาสนบุคคลก็ได้ทรงอุปถัมภ์คณะสงฆ์ และการสถาปนาพระราชาคณะ ด้านศาสนวัตถุกไ็ ด้ทรงอุปถัมภ์การสร้างและการทะนุบาํ รุ ง ถาวรวัตถุทางพระพุทธ ศาสนา อีกทั+งทรงพระราชทานวิสุงคามสี มาให้แก่วดั ในพระพุทธศาสนา เท่านั+น อนึง พระราชกรณี ยกิจทีพระมหากษัตริ ยไ์ ทยทุกพระองค์ทรงบําเพ็ญ ไม่วา่ จะเป็ นงาน พระราชพิธี งานพระราชกุศล และรัฐพิธี ล้วนแต่มีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็ นหลักทั+งสิ+ น แม้จะมีพิธีพราหมณ์ปนอยู่ พิธีพราหมณ์เหล่านั+นก็เป็ นเพียงส่วนประกอบปลีกย่อยเท่านั+น จึง สรุ ปได้วา่ ประเทศไทย แม้จะไม่ได้กาํ หนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งว่า พระพุทธศาสนา เป็ นศาสนาประจําชาติ แต่โดยพฤตินยั และพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยูห่ วั เกียวกับเครื องหมายธงชาติไทย ก็เป็ นอันนับได้วา่ พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาประจํา ชาติของประเทศไทยมาแต่อดีต อนึง เครื องชี+ชดั อีกประการหนึง ทีทาํ ให้ส+ิ นความสงสัยว่า สถาบันศาสนาได้แก่สถาบันพระพุทธศาสนา อันเป็ นศาสนาประจําชาติ จากพระราชดํารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบนั ในโอกาสเสด็จออกทรงผนวชเมือ เดือนตุลาคม พ.ศ.2499 ว่า "โดยทีพระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาประจําชาติของเรา ทั+งตามความ ศรัทธาเชือมัน ของข้าพเจ้าเอง ก็เห็นเป็ นศาสนาทีดีศาสนาหนึง เนืองในบรรดาสัจธรรมคําสัง สอนอันชอบด้วยเหตุผล จึงเคยคิดอยูว่ า่ ถ้าโอกาสอํานวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหนึงตาม ราชประเพณี ซึงจัดเป็ นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการี ตามคตินิยมด้วยและ นับตั+งแต่ ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสัตตติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระเชษฐาธิ ราชก็ล่วงมากว่าสิ บปี


17

แล้ว เห็นว่าน่าจะถึงเวลาทีควรจะทําความตั+งใจไว้น+ นั แล้วประการหนึง… จึงได้ตกลงใจทีจะ บรรพชาอุปสมบทในวันที 22 เดือนนี+" พระราชดํารัสและพระบรมราโชวาททั+งหลายทีได้อนั เชิญมานี+ เป็ นพระราชดํารัสและ พระบรมราโชวาท ของพระมหากษัตริ ยท์ ีทรงความสําคัญยิง หลายพระองค์ในทุกยุคทุกสมัย ได้ ตรัสไว้ทาํ นองเดียวกัน จึงเป็ นหลักฐานยืนยันทีชดั เจนได้วา่ พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาทีบรรพ บุรุษของเราได้ยอมรับนับถือเป็ นศาสนาประจําชาติ และเป็ นสถาบันหลักของชาติสืบเนืองติดต่อ มา มารยาทไทย มารยาท เป็ นพฤติกรรมทีแสดงออกทางกาย วาจา ทีสะท้อนออกมาจากจิตใจ เป็ นข้อปฏิบตั ิ ของบุคคลทีแสดงต่อผูอ้ ืนเพือการอยูร่ ่ วมกันอย่างสงบสุ ข จึงมีผใู้ ห้ความหมายของมารยาทไว้ ดังนี+ ท่ านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ( 2514 : 1 ) ได้ให้ความหมายมารยาทไว้ ว่า “มารยาท คือ กิริยา วาจา ทีถือว่าสุภาพเรี ยบร้อย อันประกอบด้วยการเสี ยสละ ความพอใจ ส่ วนตัว เพือทําความพอใจให้ ผูอ้ ืน” ชาติไทยได้ชือว่าเป็ นชาติทีมีมารยาทงดงามทีสุดในโลก ( ฟื+ น ดอกบัว 2542 : 83 ) ทั+งนี+เพราะบรรพบุรุษของไทยได้วางแบบอย่างมารยาทไว้เหมาะสม แบบอย่างมรรยาทของชาติไทยเป็ นหลักการทีไม่ลา้ สมัย จึงปฏิบตั ิได้ทุกโอกาส ทุกสมัย และ ทุกสถานที นําไปปฏิบตั ิในสังคมของชาติอืนได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม แคล้ว เจริญวงศ์ ( 2524 : 1 ) กล่าวถึงคําว่า “มารยาท” หมายถึง กิริยาอาการทีแสดงออกอันเป็ น การเสี ยสละเพือทําความพอใจให้แก่คนอืน เช่น เสี ยสละทีนงั ในรถหรื อในเรื อให้แก่เด็กหรื อ คนชรา เมือผูใ้ หญ่เดินมาก็หลีกให้ทางเดินแก่ผใู้ หญ่ ช่วยเหลือเด็ก คนชรา คนพิการ หรื อคน ทุพพลภาพทีช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็ นต้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ( 2531 : 215 ) ให้ความหมายของ คําว่า “มารยาท” ไว้ เช่น ในความหมายของคําว่า “จรรยา” คือ ความประพฤติ กิริยาทีควรประพฤติ


18

ในหมู่คณะ เช่น จรรยาแพทย์ จรรยาครู นิยมใช้ในทางดีเช่น ถ้าไม่มีจรรยา หมายความว่า ไม่มี ความประพฤติทีดี ส่ วนคําว่า “กริ ยา” (กริ -ยา) คือ คําทีแสดงอาการของนามหรื อสรรพนาม สมชัย ใจดีและยรรยง ศรีวริ ิยาภรณ์ ( 2531 : 7 ) กล่าวถึงมารยาทว่า มารยาทเป็ นส่ วนหนึงของ สหธรรมซึงเป็ นวัฒนธรรมทางสังคมทีใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กบั คนอืน เป็ นคุณธรรมทีควร ปฏิบตั ิ สุ ทธิ ภิบาลแทน ( 2539 : คํานิยม ) กล่าวว่า มารยาทเป็ นองค์ประกอบย่อยของวัฒนธรรมชาติ ไทยมีเอกลักษณ์ประจําชาติและมีองค์ประกอบหลายอย่างทีสามารถจําแนกได้วา่ เป็ นคน ไทย เป็ นชาติไทย เช่น ภาษา พิธีกรรมบางอย่างและการแต่งกาย เป็ นต้น คนไทยมีมารยาท ซึงสังสมมาหลายสมัย สมควรถ่ายทอดเป็ นมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมต่อไป พัว อนุรักษ์ ราชมณเฑียร ( 2530 : 1 ) ได้กล่าวถึง มารยาทไทยว่า ความมีมารยาทหมายถึง การ มีกิริยา วาจา ใจ สุ ภาพเรี ยบร้อย สังคมไทยได้กาํ หนดแบบอย่างของมารยาทไว้หลายชนิดทั+ง มารยาทในอิริยาบถต่างๆ การยืน เดิน นัง การแสดงความเคารพฯลฯ ล้วนแต่เหมาะสมและ อาจดัดแปลงแก้ไขให้สอดคล้องกับสิ งแวดล้อมและกาลสมัย กิริยามารยาทของไทยในแต่ละท่า แต่ละแบบล้วนไม่ขดั กับการใช้อวัยวะประกอบท่าทาง จึงเป็ น ท่าทางทีงดงามและถูกต้องตาม ลักษณะของกายวิภาคทั+งสิ+น กุลบุตรกุลธิดาไม่วา่ ชาติใด ถ้า ได้รับการศึกษาและอบรมมาดีแล้ว ทั+งกาย วาจา ใจย่อมได้ชือว่าเป็ นสุ ภาพชน สุ ภาพชนจะ รู้จกั เหนียวรั+งใจตนเอง มีความ ละอายใจตนเอง ไม่ยอมประพฤติการทีไม่เหมาะสมและสํานึกในเรื องกิริยามารยาทของตนเอง อยูเ่ สมอ ผะอบ โปษะกฤษณะ ( 2530 : 2 ) ได้กล่าวถึงมารยาทไว้วา่ มารยาท หมายถึง ความประพฤติ เรี ยบร้อย ซึงมุ่งไปถึงกิริยาท่าทาง แต่ความจริ งมีความหมายกว้างออกไปถึ���การแสดงออกทุก อย่างของมนุษย์เรา เช่น กิริยาท่าทาง สี หน้า คําพูด การแต่งกาย สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่ งชาติ ( 2539 : 1 ) กล่าวว่า มารยาทหรื อมรรยาทมีทีใช้ ในภาษาไทยได้ท+งั 2 คํา หมายถึงกิริยาอาการทีควรประพฤติปฏิบตั ิอย่างมีขอบเขตหรื อมีระเบียบ แบบแผนอันเหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคม ได้แก่ การยืน เดิน นัง นอน การแสดงความ เคารพ การรับของและการส่ งของ


19

ส่ วนมารยาทไทยเป็ นการเจาะจงชี+แจงให้ทราบถึงขอบเขตหรื อระเบียบแบบแผนแห่งการ ประพฤติปฏิบตั ิแบบไทยทีบรรพบุรุษได้พิจารณากําหนดขึ+นและดัดเปลงแก้ไขให้ สื บทอดกัน มา ทิพวรรณ หอมพลู ( 2538 : 4 ) กล่าวถึงมารยาท หมายถึง กิริยาและวาจาสุ ภาพ เรี ยบร้อย เพราะ

กิริยาและวาจานอกจากจะเป็ นการแสดงออกของนิสัยใจคอแล้ว ยังแสดงถึงการมีวฒั นธรรมนั+น ด้วย เช่น ความสุ ภาพในกิริยา คือ การวางตัวดี หมายถึง การทํางานให้เหมาะสมกับเวลา สถานที และบุคคลทีเราสมาคมด้วย พร้อมทั+งกิริยา ท่าทางทีละมุมละม่อมอ่อนโยนให้ เหมาะสมกับบุคคล เช่น เมือพบผูใ้ หญ่ ก็ทาํ ความเคารพ ความสุ ภาพในวาจา คือ พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน สุภาพเรี ยบร้อย และพูดแต่สิ งที น่าฟังเท่านั+น และรู้จกั ใช้คาํ พูดให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ ทิพวรรณ หอมพูล ( 2538 : 15 ) ยังได้กล่าวถึงมารยาทไทย คือ การแสดงอิริยาบถต่างๆทีมี ความสุภาพ อ่อนน้อม ละเมียดละไม ทั+งกิริยา วาจาทีสุภาพเรี ยบร้อย รวมทั+งการแต่งกายทีมี ระเบียบเหมาะสมกับกาลเทศะ ซึงเป็ นส่ วนหนึงทีแสดงออกถึงความเป็ น เอกลักษณ์ไทย สมจินตนา ภักดิLศรีวงศ์ ( 2538 : 27 ) กล่าวว่า มารยาทไทย หมายถึง กิริยาวาจาทีคนไทยเห็น ว่าเรี ยบร้อย ถูกลักษณะนิสัยของคนไทยทีเป็ นคนอ่อนโยน มีความสงบเสงียมทั+งกายวาจา เป็ น การควบคุมกายวาจา ให้อยูใ่ นกรอบทีสังคมยอมรับและต้องการ ดังคํากล่าวของชาวไทยแต่ โบราณทีวา่ “สําเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ซึงเป็ นสิ งทีบอกความหมายของมารยาทได้เป็ น อย่างดี สมทรง ปุญญฤทธิ[ ( 2539 : 10 – 11 ) คําว่า มารยาท มาจากภาษาสันสกฤตว่า “มารยาท” ภาษา บาลีวา่ “มริ ยาท” ซึงหมายถึง คันนา โดยมีความหมายตามรากศัพท์เดิมว่า… นาดีตอ้ งมีคนั ถือ แนวดินทียกสูงขึ+นสามารถกักเก็บนํ+าไว้ได้ หรื อระบายนํ+าออกไปได้ตามความต้องการฉันใด กิริยาอาการของคนเราก็ฉนั นั+น ถ้ามีขอบเขตหรื อระเบียบแบบแผนทีเหมาะสมแก่กาลเทศะและ สังคมแล้ว ย่อมแสดงว่าผูน้ + นั เป็ นผูม้ ีมารยาทหรื อวัฒนธรรมอันดีงาม ส่ วนมารยาทไทยเป็ นการ เจาะจงชี+แจงให้ทราบถึงขอบเขตหรื อระเบียบแบบแผนแห่งการประพฤติปฏิบตั ิแบบไทยที


20

บรรพบุรุษของเราได้พิจารณากําหนดขึ+นให้เหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคม เป็ นความงดงาม ความอ่อนโยนละมุนละไม เป็ นเอกลักษณ์ของคนไทยทีควรรักษาไว้ตลอดไป จากความหมายดังกล่าวสรุ ปได้วา่ มารยาท เป็ นระเบียบแบบแผนการประพฤติทีดีงามอันแสดง ถึงพฤติกรรมทีสุภาพเรี ยบร้อย ละมุนละไมทั+งทางกาย วาจาโดยมีใจเป็ นตัวกําหนดพฤติกรรมให้ แสดงออกได้อย่างเหมาะสม เป็ นองค์ประกอบย่อยของวัฒนธรรมซึงเป็ นเอกลักษณ์ประจําชาติที สมควรจะถ่ายทอดสื บต่อไป มารยาทไทยเป็ นกิริยามารยาทที คนไทยได้สร้างสรรค์ให้เหมาะ กับลักษณะนิสัยของคนไทยและสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ดังนั+น กิริยามารยาทในแต่ละ ท่าแต่ละแบบต่างๆงดงามและถูกต้องตามหลักของกายวิภาคและมีความทันสมัยอยูต่ ลอดกาล ๑. ถ้าต้องนัง กับพื+นต่อหน้าผูใ้ หญ่ตอ้ งนัง พับเพียบโดยกิริยาสํารวมนัง ทรงตัวตรงเก็บเท้าทั+งสอง ข้างชิดตัวเรี ยบร้อยไม่เกะกะ วางมือทั+งสองข้างชิดตัวเรี ยบร้อยไม่เกะกะ วางมือทั+งสองไว้บนตัก หันหน้าไปสู่ผใู้ หญ่ในลักษณะหน้าเงย ๒. ไม่นงั ลํ+าหน้าผูใ้ หญ่ ไม่หนั หลังให้ผใู้ หญ่ ไม่เหยียดเท้าให้ผใู้ หญ่ ๓. ไม่ถือสาวิสาสะใช้หรื อรับประทานของทีเขาจัดไว้สาํ หรับผูอ้ ืนโดยเฉพาะ ๔. ไม่ลอ้ เลียนผูใ้ หญ่หรื อผูท้ ีสูงอายุกว่าตน ๕. ในงานพิธีใดทีเขาจัดเก้าอี+ให้แขกนัง เมือเห็นผูใ้ หญ่ตอ้ งยืนเพราะไม่มีทีนงั ผูม้ ีมารยาทดีควร ลุกนัง หรื อหาทีนงั เพิมเติมให้ ๖. เมือต้องการจะดูสิ งใดทีผใู้ หญ่หรื อผูอ้ ืนกําลังดูอยู่ เมือเขาไปทีหลังเขา อย่าเบียดแทรกเข้าไป หรื อผูอ้ ืนข้างหน้า ต้องดูโดยมิให้เป็ นการผ่านหน้าหรื อบังตาผูอ้ ืน ๗. ก่อนจะช่วยเหลือทําสิ งใดโดยจําเป็ นจะต้องแตะต้องร่ างกายผูใ้ หญ่ให้ดี ผูอ้ ืนก็ดี ควรกล่าวคําขอโทษเสี ยก่อนแล้วจึงช่วยเหลือ เช่น ปัดมด หรื อหยิบผงออกจากตัวให้ เป็ นต้น ๘. เมือเห็นสิ งของ ๆ ผูใ้ ดตก หรื อของนั+นจะเสี ยหายโดยเจ้าของไม่รู้ตวั ควรจะบอกให้เจ้าของ ทราบทันที ๙. ผูม้ ีมารยาทดียอ่ มไม่ลว้ ง แคะ แกะ เกา หรื อหาวเรอต่อหน้าผูอ้ ืน แม้จะไอจามก็ตอ้ งใช้ ผ้าเช็ดหน้าปิ ดปากให้เสี ยงค่อยลง และไม่ให้ผอู้ ืนรังเกียจหรื อรําคาญ ๑๐. เวลารับของจากผูใ้ หญ่ ควรแบมือออกรับอย่าฉวยกระชากมาโดยแรง หรื อถ้าเป็ นของยาว ควรแบมือรองรับของนั+น ถ้าเป็ นของหนัก ก็ใช้มือทั+งสองรองรับของนั+นจากมือของผูใ้ หญ่


21

การไหว้ การไหว้เป็ นประเพณีไทยโบราณ เป็ นวิธีเคารพแก่ผคู้ วรเคารพ จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะแก่ กาละเทศะ ๑. การไหว้มีหลายวิธี มีท+ งั นัง ไหว้ยนื ไหว้ เพือเคารพบุคคลธรรมดาทีเป็ นผูใ้ หญ่กว่าตน ก. วิธีนงั ไหว้ นัง พับเพียบพนมมือทั+งสองข้างขึ+นไว้ระดับอก ก้มศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดกันที หว่างคิ+ว ข. วิธียนื ไหว้ ถ้าจําเป็ นต้องไหว้เพราะอยูน่ อกสถานบ้านเรื อน เมือพบคนทีตอ้ งเคารพตาม หนทางก็ให้พนมมือทั+งสองยกขึ+นระดับอก ก้มศรี ษะลงจนหัวแม่มือจรดกันหว่างคิ+ว ๒. การรับไหว้ เมือมีผทู้ าํ ความเคารพให้แก่เรา ควรรับไหว้คือเคารพตอบเพือมิให้เสี ยมารยาท หรื อทําให้ผแู้ สดงความเคารพต้อง กระดากใจ หรื อโกรธจนเป็ นเหตุให้นึกไม่อยากจะเคารพต่อไปได้ วิธีรับไหว้ ยกมือทั+งสองประนมไว้ระดับอก แล้วยกขึ+นให้สูงมากหรื อน้อยตามฐานะของผูไ้ หว้ และของผูร้ ับไหว้ ๓. วิธนี ั9งลงศอก เป็ นวิธีเคารพผูใ้ หญ่ทีมีอาวุโสสูงมากอีกแบบหนึง ในเวลานัง พับเพียบอยูก่ บั พื+น ในเมือผูเ้ ป็ นใหญ่มานัง พูดคุยด้วย ครั+นจะนัง พับเพียบตัวตรง ๆ ก็รู้สึกว่าเคารพไม่พอ จึงก้ม ตัวลงให้แขนทั+งสองวางลงบนตักมือประสานกันเงยหน้าขึ+น ในโอกาสทีตอ้ งพูดโต้ตอบหรื อนัง เฉย ๆ เงยหน้าพอควรถ้ามิได้พดู โต้ตอบกับผูใ้ หญ่ ๔. เมือ9 นั9งเก้าอีอ@ ยู่ ถ้าผูส้ ูงศักดิ[หรื อผูท้ ีเราเคารพอย่างสูงมายืนหรื อนัง พูดอยูใ่ กล้ ๆ เราจะนัง อย่าง เคารพในลักษณะทอดศอกลงบนเข่าของเรามือประสานกัน พูดโต้ตอบกับท่านก็ได้ ดีกว่านัง เก้าอี+ตวั ตรงเฉยเสี ย ห้อยเท้าให้ชิดกันแลเก็บเท้าให้ชิดกับเก้าอี+ให้มากทีสุด ๕. การกราบ วิธีกราบ นัง ในท่าหมอบพนมือให้ชิดกันลงบนพื+นไว้ขา้ งหน้า ก้มศรี ษะละกับพื+น ให้หว่างคิ+วจรดนิ+วหัวแม่มือกราบหรื อหมอบกราบจะกระทําให้แก่ผทู้ รงศักดิ[ เจ้านาย และ


22

อาวุโส และกราบครั+งเดียวโดยไม่แบมือลงกับพื+น ๖. การคลาน วิธีคลาน เป็ นการเคลือนตัวผ่านคนมาก ๆ ซึงกําลังนัง อยูก่ บั พื+น หรื อมีผอู้ าวุโสที นัง อยูก่ บั พื+น ประเพณี ของเราสอนกันไว้วา่ ผูม้ ีมารยาทดียอ่ มไม่เดินกรายหัวคน วิธีคลานมีหลายชนิด การคลานคือใช้กระดูกหัวเ���่าเคลือนออกไปแทนใช้เท้าเดิน ก. คลานเข่า ใช้มือทั+งสองวางแบลงกับพื+นพยุงตัวไว้ นัง คุกเข่าชิดกับพื+น กระดกนิ+วเท้ายันกับพื+น ให้ตรงเท้าแขนทั+งสองให้มือแบยันพื+นจนสุ ดแขนแลตามด้วยเข่าซ้ายสลับกันไปถึงจุดหมาย ปลายทาง ข. คลานเข่า คือคูเ้ ข่าให้หวั เข่าทั+งสองข้างเคลือนไปข้างหน้า สลับเข่าซ้ายทีหนึงขวาทีหนึงแทน ใช้เท้าเดินไม่ตอ้ งใช้มือช่วยพยุงตัวแบบคลานสี ขาอย่างข้อ ก. แต่การคลานแบบนี+ไม่สู้เป็ นทีนิยม ถือว่าไม่สุภาพเท่ากับคลานสี ขาอย่างข้อ ก. ค. คลานยกของมือเดียว ใช้เฉพาะพระมหากษัตริ ยแ์ ลเจ้านาย แลผูท้ รงอาวุโส คลานยกของสองมือ ( คลานโขยก ) มือทั+งสองถือของคุกเข่าแล้วตั+งเข่าขึ+นข้างหนึงให้ตรง สื บเท้าข้างหนึงไปข้างหน้าโดยการขยับ ตัว ( โขย่างตัวขึ+น ) แล้วเปลียนเข่าอีกข้างหนึงตั+งขึ+นสลับกันไปจนถึงจุดหมาย ง. คลานศอก คือคลานเข่าอย่างธรรมดา แต่งอศอกให้ลาํ แขนท่อนล่างทอดไปตามพื+นให้ศอก เลือนไปข้างหน้าแทนมือ แขนและขาจะเคลือนไปพร้อม ๆ กัน ๗. การยืน เป็ นอิริยาบถทีใช้กระดูกส่วนยาวของขาแลหัวเข่าทุกส่วนช่วยกระดูกเชิงกราน กระดูกสันหลังพร้อมด้วยศีรษะขึ+นให้ตรงเพือให้น+ าํ หนักลงมาอยูท่ ีปลายเท้าสองข้างในเวลาตั+ง ตัวขึ+นตรง การเคารพในท่ายืน มีดงั นี+ ยืนเคารพธงชาติ เป็ นสัญญลักขณ์ประจําชาติซ ึงเป็ นทีรักแลหวงแหนของประชาชนผูเ้ ป็ นเจ้าของ ชาติน+ นั ๆ ทัว โลก ฉะนั+นเวลาเชิญธงชาติข+ ึนเสาแลลงจากเสาทุกวัน เราจึงหยุดเคารพเป็ นกิจวัตร ประจําวันของประชาชนทีได้เห็นแลได้ยนิ เพลงชาติบรรเลงตามเวลาทีเชิญธงชาติข+ ึนหรื อลง ๑. ในพิธีต่าง ๆ เมือเห็นคนเชิญธงชาติผา่ นหน้า เราต้องยืนขึ+นเพือทําความเคารพทุกครั+ง ธงชาติ เป็ นสัญญลักษขณ์


23

อันศักดิ[สิทธิ[ของชาติ ในเมือข้าราชการหรื อประชาชนคนใดบําเพ็ญประโยชน์ให้แก่ชาติตอ้ ง เสี ยชีวิตในระหว่างปฏิบตั ิราชการ รัฐบาลจะใช้ธงชาติคลุมศพเพือให้เกียรติอย่างสูง ๒. ในทันทีทีได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั หรื อสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราช ดําเนินมาถึงในงานพิธีต่าง ๆ เราต้องยืนตรงเพือ ถวายความเคารพ หรื อเวลาเราอยูบ่ นถนนก็ เช่นเดียวกัน คือรี บหันหน้าไปทางทีเสด็จ ฯ ผ่านแล้วหยุดยืนตรงเพือ ถวายความเคารพหรื อจะ ถวายคํานับก็ได้ ๓. ทุกครั+งทีได้ยนิ เสี ยงเพลงสรรเสริ ญพระบารมีตอ้ งหยุดยืนตรงนิงอยูก่ บั ทีจนกว่าจะจบเพลง เพือถวายความเคารพ แลต้องถวายคํานับหรื อยกมือไหว้เคารพเมือเพลงจบ ๔. ยืนต้อนรับผูใ้ หญ่ทีกาํ ลังเดินเข้ามาในงาน ถ้าเรากําลังนัง อยูบ่ นเก้าอี+ ต้องลุกยืนตรงด้วยความ สํารวมเรี ยบร้อยแลหันหน้าไปทางผูใ้ หญ่ ๕. ผูม้ ีมารยาทดีจะยืนตรงห้อยแขนและขาตามธรรมชาติเพือเคารพผูใ้ หญ่ แต่ถา้ ประสานมือไว้ ข้างหน้าด้วยเป็ นการแสดงความเคารพทวียงิ ขึ+น ๘. การเดิน การเดินคืออยูใ่ นท่ายืน ก้าวขาตรงออกทีละข้างสลับกัน งอเข่าแล้ววางเท้าให้ตรง ประดุจดังเดินบนกระดานแผ่นเดียว ควรเดินให้เรี ยบร้อย ไม่หวั เราะดังหรื อสัพยอกกันเอะอะ ไม่ ส่ ายตัว ตั+งศรี ษะตรง แขนแกว่งพองามไม่สูงจนน่าเกลียด ถ้าเดินเป็ นหมู่ควรจะเหลียวดูรอเพือ น ทีตามมาข้างหลัง ไม่เดินเร็วหรื อช้าจนเกินไป ๙. การนอน การนอนเป็ นกิริยาทีวางร่ างกายทุกส่วนทอดราบลงบนเตียงหรื อบนพื+นทีใช้นอน สุ ภาพชนควรนอนเฉพาะทีและ เหมาะแก่กาละไม่ใช่ทวั ไป ๑๐. มารยาทแบบสากลทางกาย การจับมือแบบฝรังเป็ นเครื องหมายแสดงความยินดีในการ ต้อนรับแสดงความเคารพเป็ นมิตรไมตรี ไว้เนื+อเชือใจกัน อาการกิริยาทีใช้แสดงการยืน มือขวา เปล่า ๆ ออกมา ย่อมแสดงให้ท+งั สองฝ่ ายเห็นความบริ สุทธิ[ ซึงกันและกัน เปิ ดเผยซึงกันและกันว่า ไม่มีอะไรซุกซ่อนในมือก่อนทีจะจับมือกัน เช่นเดียวกับการแสดงความเคารพของประเพณี ไทย ด้วยการยกมือทั+งสองข้างมาพนมแล้วก้มศรี ษะลงแสดงความเคารพ


24

การไหว้ การแสดงความเคารพ ของคนไทยมีหลายลักษณะ เช่น การประนมมือ การไหว้ การ กราบ การคํานับ การถวายความเคารพ การถวายบังคม เป็ นต้น การทีจะแสดงความเคารพใน ลักษณะใดนั+น ต้องพิจารณาผูท้ ีจะรับความเคารพด้วยว่าอยูใ่ นฐานะเช่นใด หรื อในโอกาสใด แล้วจึงแสดงความเคารพให้ถูกต้องและเหมาะสมการแสดงความเคารพ ในทีน+ ีจะขอพูดถึง การ แสดงความเคารพ 3 ลักษณะด้วยกันคือ 1. การประนมมือ (อัญชลี) ประนมมือให้นิ+วมือแนบชิด กัน ฝ่ ามือราบ ปลายนิ+วตั+งขึ+น แขนแนบตัวระดับอก ไม่กางศอก ทั+งชายและหญิงปฏิบตั ิ เหมือนกัน การประนมมือ นี+ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา และขณะ พูดกับพระสงฆ์ซ ึงเป็ น ทีเคารพนับถือ เป็ นต้น 2. ไหว้ (วันทนา/วันทา) การไหว้เป็ นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือให้นิ+วชิดกัน ยกขึ+นไหว้ การไหว้แบบ ไทยแบ่งออกเป็ น 3 แบบ ตามระดับของบุคคล ดังนี+ ระดับที 1 การไหว้ พระ ได้แก่ การไหว้พระรัตนตรัย รวมทั+งปูชนียวัตถุ และปูชนียสถานทีเกียวกับพระพุทธศาสนา ในกรณี ทีไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยประนมมือให้ปลายนิ+วชี+จรดส่ วนบน ของหน้าผาก (นิ+วหัวแม่มืออยูร่ ะหว่างคิ+ว) ระดับที 2 การไหว้ผมู้ ีพระคุณและผูม้ ีอาวุโส ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์ และผูท้ ีเราคารพนับถืออย่างสูง โดยประนมมือให้ปลายนิ+วชี+ จรดระหว่างคิ+ว (หัวนิ+วแม่มือจรดปลายจมูก) ระดับที 3 การไหว้บุคคลทัว ๆ ไปทีเคารพนับถือ หรื อผูม้ ีอาวุโส รวมทั+งผูท้ ีเสมอกัน โดยประนมมือยกขึ+นให้ปลายนิ+วจรดปลายจมูก (นิ+วหัวแม่มืออยูบ่ ริ เวณคาง) หมายเหตุ ในการไหว้ผเู้ สมอกันทั+งชาย และหญิงให้ยกมือขึ+นไหว้ พร้อมกัน หรื อในเวลาใกล้เคียงกัน และการรับไหว้ให้ประนมมืออยูร่ ะหว่างอก 3. การกราบ (อภิวาท) เป็ นการแสดงความเคารพด้วย วิธีนงั ประนมมือขึ+นเสมอหน้าผากแล้ว ศีรษะลงจรดพื+นหรื อจรดมือ ณ ทีใดทีหนึง แล้วน้อมศีรษะลงบนมือนั+น เช่น กราบลงบนตักก็ อนุโลมถือว่าเป็ นกราบ ถ้าหมอบแล้วน้อมศีรษะจรดมือทีประนมถึงพื+นเร◌ยี กว่า หมอบกราบ การกราบมี 2 ลักษณะ คือ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ และการกราบผูใ้ หญ่ 3.1 การกราบ แบญจางคประดิษฐ์ ใช้กราบพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ การกราบแบบ เบญจางคประดิษฐ์ หมายถึง การทีให้อวัยวะทั+ง 5 คือ เข่าทั+ง 2 มือทั+ง 2 และหน้าผากจรดพื+น การ กราบจะมี 3 จังหวะ และจะต้องนัง อยูใ่ นท่าเตรี ยมกราบ 3.2 การกราบผูใ้ หญ่ ใช้ กราบผูใ้ หญ่ทีมี อาวุโส รวมทั+งผูม้ ีพระ คุณได้แก่ พ่อ แม่ ครู อาจารย์ และผูท้ ีเรา เคารพ กราบเพียงครั+งเดียว โดยที ผูก้ ราบทั+งชาย และหญิงนัง พับเพียบ ทอดมือทั+งสองข้างลง พร้อมกัน ให้แขนทั+งสองคร่ อมเข่าที


25

อยูด่ า้ นล่างเพียงเข่าเดียว มือประนม ค้อมตัวลงให้หน้าผากแตะส่ วนบนของมือทีประนม ในขณะกราบ ไม่ควรกระดกนิ+วหัวแม่มือขึ+นรับหน้าผาก

การแต่งกาย การแต่งกายของไทยโดยเฉพาะในยุครัตนโกสิ นทร์ซ ึงมีอายุยาวนานมากกว่า ๒๐๐ ปี นั+น ได้มีววิ ฒั นาการมาเป็ นลําดับ นับตั+งแต่ยคุ รัตนโกสิ นทร์ตอนต้น ตอนกลาง ยุคเริ มการติดต่อสัมพันธ์กบั ต่างประเทศ ยุค เปลียนแปลงการปกครอง หรื อ ยุค "มาลานําไทย" และ จนปัจจุบนั "ยุคแห่ งเทคโนโลยีข่าวสาร" แต่ละยุคสมัยล้วนมีรูปแบบการแต่งกายทีเป็ นของตนเองซึงไม่อาจสรุ ปได้วา่ แบบใดยุค ใดจะดีกว่า หรื อ ดีทีสุด เพราะวิถีชีวิตหรื อวัฒนธรรม ล้วนต้องมีการปรับเปลียนบูรณาการไป ตามสิ งแวดล้อมของสังคมแล้วแต่สมาชิกของสังคมจะคัดสรรสิ งทีพอเหมาะพอควรสําหรับตน พอควรแก่โอกาส สถานทีและกาลเทศะ


26

สมัยน่ านเจ้ า(พ.ศ. ๑๑๖๑–๑๑๙๔) เมือชนชาติไทยอพยพเคลือนทีลงมาสู่แหลมอินโดจีนโดย ลําดับ จนได้ต+ งั อาณาจักรไทยน่านเจ้าขึ+นเป็ นอาณาจักรไทยแห่งหนึ ง ทีหนองแสตาลีฟู หญิงไทยคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณี ทางการ แต่งกายของตนไว้ ไม่ใช้ฝนผั ุ่ ดหน้าหรื อเขียนคิ+ว ใช้น+ าํ กลัน จากต้น หม่อนทาผม หญิงผูด้ ีนุ่งซินไหม ใช้ผา้ ไหมอีกผืนหนึงคาดเอวไว้ ผม มุ่นสูง บางทีถกั เป็ นเปี ยห้อยลงสองข้าง ใช้ต่างหูทาํ ด้วยไข่มุก ทับทิมหรื ออําพัน นิยมใช้รองเท้า ฟาง

สมัยเชียงแสน (พ.ศ ๑๖๖๑–๑๗๓๑) อาณาจักรน่านเจ้าสิ+ นสุ ดลง ชนชาติไทยเคลือนสู่แหลมอินโดจีนรวบรวมกันเป็ น อาณาจักรใหม่ เรี ยกลานนาไทย หรื อเชียงแสน ราว พ.ศ. ๑๖๖๑–๑๗๓๑ เนืองแต่เข้ามาอยูใ่ นเขต ร้อน หญิงไทยจึงนุ่งซินถุง แต่การทอผ้ามีลวดลายตกแต่งประดับประดา เช่น ซินทอลายขวาง เกล้าผมสูง ปักปิ นประดับผม


27

สมัยสุ โขทัย (พ.ศ. ๑๗๘๑–๑๘๒๖) อาณาจักรสุโขทัยเริ มราว พ.ศ. ๑๗๘๑ เป็ นระยะเวลาใกล้กบั ที ไทยอีกพวกหนึงเรี ยกตัวเองว่า ปงหรื อปา ไปก่อตั+งอาณาจักรอาหม บัดนี+คือมณฑลอัสสัมในอินเดีย พ่อขุนรามคําแหงแห่งสุ โขทัย ทรง คิดตัวอักษรไทยขึ+น อิทธิพลทางวัฒนธรรมพราหมณ์และขอมแพร่ มาถึงสตรี ไว้ผมเกล้าสูง อย่างทีเรี ยกว่า โองขโดง คือรวบขึ+นไปเกล้า มวยกลางกระหม่อม มีเกี+ยวหรื อพวงมาลัยสวม สนมกํานัลแต่งกรัชกายนุ่งห่มผ้าลิขิตพัสตร์ ผ้า สุ วรรณพัสตร์ ประดับเครื องอลังกาภรณ์ มีจดหมายเหตุบนั ทึกการแต่งกายสตรี วา่ หญิงนุ่งผ้าสูง พ้นดิน ๒ - ๓ นิ+ว (กรอมเท้า) สวมรองเท้ากีบทําด้วยหนังสี ดาํ สี แดง สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระมเหสี เทวีแต่โบราณเสวยพระกระยาหารต่างเวลากับพระมหากษัตริ ย์ ย่อมโปรดให้ ข้าหลวงตั+งเครื องเสวยของพระองค์เองก่อนหรื อภายหลัง เพือ มีเวลาถวายปรนนิบตั ิพระราช สวามีได้เต็มที เครื องทรงเป็ นภูษาจีบห่มผ้าปัก มีเครื องประกอบยศขัตติยนารี


28

ต้ นสมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓– ๒๑๓๑) พระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนากรุ งศรี อยุธยา ศิลปะการดนตรี ขบั ร้องและกลอนเพลงเฟื องฟู ไทยเริ มนุ่งโจงกระเบน แปลงจากทรงหยักรั+งอย่างขอม หญิงนุ่งจีบห่มสไบ มีผา้ ห่มชั+นในอีกผืน หนึงห่มอย่างผ้าแถบสไบชั+นนอกใช้ผา้ เนื+อหนาก็ได้ ตามกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถระบุวา่ “เมืองานใส่ เศียรเพชรมวย” คือเกล้าไว้ทีทา้ ยทอย "เกล้าหนูนยิกเกี+ยวแซม" คือ ผมเกล้าสูงไว้บนกระหม่อม สมัยอยุธยา (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๐๑) ในสมัยอยุธยารัชกาลพระเจ้าบรมโกษฐ์ วรรณคดีไทยเฟื องฟูมาก เช่น มีกาพย์เห่เรื อของ เจ้าฟ้ าธรรมาธิ เบศร์ ซึงได้ใช้ขบั เห่เรื อพระทีนงั มาจนปัจจุบนั การแต่งกายสตรี ตามภาพพจน์ นิพนธ์กล่าวว่า “คิดอนงค์องค์เอวอร ผมประบ่าอ่าเอียมไร” และ “ผมเผ้าเจ้าดําขลับ แสงยับยับกลินหอมรวย ประบ่าอ่าสละสลวย คือมณี สีแสงนิล” แสดงว่าสตรี นิยมไว้ผมยาว เจ้าฟ้ ากุณฑลและเจ้าฟ้ ามงกุฎ พระราชธิดาสมเด็จพระเจ้า บรมโกษฐ์ได้นิพนธ์บทละครเรื อง ดาหลังและอิเหนา ขึ+น ตามเค้าเรื องทีขา้ หลวงเชื+อชาติมลายู เล่าถวาย

สิ+ นรัชกาลพระเจ้าอยูห่ วั บรมโกษฐ์ ประเทศไทยต้องทําศึกสงคราม การแต่งกายของสตรี จึงเปลียนแปลงไป ผมทีเคยไว้ยาวประบ่าก็ตอ้ งตัดสั+น เพือสะดวกในการปลอมเป็ นชายอพยพ


29

หลบหนี ห่มผ้าคาดอกแบบตะเบงมานรวบชายผูกเงือนทีตน้ คอ แสดงถึงหญิงไทย แม้จะเป็ นเพศ อ่อนโยนสวยงาม แต่กอ็ าจปรับตัวรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ งานบ้านปรกติกต็ อ้ งทํา เช่น ฝัดข้าว ไว้หุง แต่พอมีสัญญาณภัยก็วางกะด้ง คว้าดาบพร้อมทีจะสู้ได้ทนั ที

สมัยรัตนโกสินทร์ วัฒนธรรมการแต่งกายในสมัยนี+ ทั+งทรงผม เสื+ อผ้าอาภรณ์และเครื องประดับต่างๆ ยังคง ลักษณะบางอย่างทีสืบเนืองมาจากสมัยอยุธยา แต่มี แตกต่างกันไปตามชุมชนทั+งในเมืองและท้องถิน ต่าง ๆ การแต่งกายตามประเพณี นิยมในภูมิภาคต่าง ๆ ของราษฎรจะแตกต่างไปจากประเพณี นิยมของราษฎรในเขตราชธานีภาคกลาง แม้แต่สังคม ของคนกรุ งเทพฯ ยุคนั+นการแต่งกายของราษฎรทัว ไปยังต่างกันไปตามชนชาติซ ึงเข้ามาตั+งถิน ฐานบ้านเรื อนในขณะนั+น กลุ่มชนชาติต่าง ๆ อันมีพวกมอญ จาม ฝรัง ส่ วนใหญ่รับราชการ ประจํากองทัพ คนจีนรับราชการในด้านกิจการค้าของรัฐในสังกัดกรมท่า คือการค้าสําเภาและ การเก็บภาษีอากรภายใน การแต่งกายโดยทัว ไปของคนในสมัยนี+ ชาย ไว้ผมตัดสั+นทีเรี ยกว่า “ผมมหาดไทย” นุ่งผ้าโจงหรื อ จีบ ตาม ธรรมดา ไม่นิยมสวมเสื+ อ ยกเว้นในเทศกาลเข้าร่ วมในงานพระราชพิธี ต่างๆ


30

หญิง ห่มสไบ นุ่งผ้าโจงหรื อผ้าจีบ เครื องประดับชายหญิงและเด็ก รวมทั+งเครื องแต่งกายนั+น มีมากน้อยแตกต่างกันไปตามฐานะของกลุ่ม คนในสังคมซึงแบ่งเป็ นกลุ่มคนชั+นสูงและราษฎรสามัญ ลักษณะการ แต่งกายตามแบบจารี ตนิยมนี+เริ มเปลียนแปลงไป เมืออิทธิ พลของชาติ ตะวันตกขยายตัวเข้ามาในดินแดนแถบนี+มากขึ+น โดยเฉพาะอย่างยิง ในช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ความเปลียนแปลงทางวัฒนธรรมการ แต่งกายนี+ได้เกิดในกลุ่มชนชั+นนําก่อน ยุครัตนโกสิ นทร์ สมัยใหม่ (รัชกาลที9 ๕ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๐) นโยบายเปิ ดประเทศอย่างหนึงคือ การ เปลียนแปลงวัฒนธรรมการแต่งกาย เช่น โปรดให้ ข้าราชการและเจ้านายสวมเสื+ อเมือเข้าเฝ้ า ในสมัยรัชกาล ที ๔ การเลิกไว้ผมทรงมหาดไทยของผูช้ ายมาไว้ยาวแล้ว ตัดแบบชาวตะวันตกในสมัยต้นรัชกาลที ๕ ต่อมาการ ติดต่อกับต่างประเทศมีมากขึ+น ทั+งด้านความสัมพันธ์ ทางการทูต การขยายตัวทางการค้าของบริ ษทั ห้างร้านต่าง ๆ ทีสังสิ นค้าจากตะวันตกเข้ามาขาย เพือรับกับการเข้ามาตั+งถินฐานของชาวตะวันตก สิ งต่าง ๆ เหล่านี+ลว้ นทําให้วฒั นธรรมการแต่ง กายของชาวตะวันตกเข้ามามีส่วนสัมพันธ์กบั วัฒนธรรมการแต่งกายเดิม เชือว่าเป็ นเพราะความ นิยมใน "ความเจริ ญ” ของตะวันตก จึงรับเอาความคิดทางด้านความสวยงามตามทัศนคติของ ชาวตะวันตกเข้ามาด้วย ในระยะต้นเป็ นการดัดแปลงแบบตะวันตกผสม กับแบบการแต่งกายเดิม ราชสํานักเป็ นแกนนําของความ เปลียนแปลง โดยเฉพาะราชสํานักฝ่ ายใน แต่การ “แต่ง อย่างฝรัง” ก็เป็ นทียอมรับเพียงเวลา “ออกการออกงาน” หรื อเนืองในโอกาสต่าง ๆ เป็ นพิเศษเท่านั+น ปกติยงั คง แต่งกายตามประเพณีเดิม


31

นักเรี ยนไทยทีได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เป็ นแกนนําในการเผยแพร่ แบบการแต่งกาย ของชาวตะวันตก ตลอดจนวิถีทางดําเนินชีวติ บางประการ เช่น การสังสรรค์ทีคลับสโมสร การ จัดงานเลี+ยงทีเรี ยกว่า “ปาร์ต+ ี” (Party) ประกอบกับการสื อสารกับประเทศตะวันตกและการ สื อสารภายในประเทศ การแต่งกายแบบ “สากลนิยม” จึงขยายตัวไปสู่กลุ่มชนชั+นกลาง สมัยรัฐนิยมและหลังสงครามโลกครั@งทีส9 อง ภายหลังการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ วัฒนธรรม การแต่งกายของไทยมีลกั ษณะเด่นด้านการนิยมแบบตะวันตกเพิมมาก ขึ+น โดยเฉพาะอย่างยิง เมือจอมพล ป. พิบลู สงคราม ด���ารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในช่วงแรก (พ.ศ. ๒๔๘๑ -๒๔๘๗) มีนโยบายสําคัญใน การสร้างชาติดว้ ยลัทธิ ชาตินิยม โดยได้มีการวางเป้ าหมายปลูกฝังให้ ประชาชนชาวไทยเป็ นผูม้ ี “วัฒนธรรมดี มีศิลธรรมดี มีอนามัยดี มีการแต่งกายเรี ยบร้อย มีทีพกั อาศัยดี และมีทีทาํ มาหากินดี" ด้านการแต่งกายรัฐได้วางระเบียบปฏิบตั ิ โดยเฉพาะ รัฐนิยม ฉบับที ๑๐ ประกาศเมือวันที ๒๕ มกราคม ๒๔๘๔ มีใจความสําคัญคือ เน้นการแต่งกายให้สุภาพเรี ยบร้อยเมือปรากฏตัวในทีชุมนุมชน หรื อสาธารณชน และ แยกแยะประเภทเครื องแต่งกายทีถือว่าเรี ยบร้อยสําหรับประชาชนชาวไทย โดยกําหนดการแต่ง กายและทรงผมแบบใหม่ ขอให้สตรี ทุกคนไว้ผมยาว เลิกใช้ผา้ โจงกระเบนเปลียนเป็ นนุ่งผ้าถุง แทน เลิกการใช้ผา้ ผืนเดียวคาดอกหรื อเปลือยกายท่อนบน ให้ใส่เสื+ อแทน ชายนั+นขอให้เลิกนุ่งกางเกงแพรสี ต่าง ๆ หรื อนุ่งผ้าม่วง เปลียนมาเป็ นนุ่งกางเกงขายาว แทน กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ วางระเบียบเครื องแต่งกายของข้าราชการในเวลาทํางานปกติ และทัว ไปเพือให้เป็ นแบบอย่างอันดี ในเวลาทํางานปกติขา้ ราชการหญิงต้องใส่ เสื+ อขาวนุ่ง กระโปรงสี สุภาพ หรื อผ้าถุง และสวมรองเท้าหุม้ ส้น ถุงเท้าสั+นหรื อยาวก็ได้ และต้องสวมหมวก สี ของเครื องแต่งกายนั+นถ้าเป็ นงานกลางแจ้งควรใช้สีเทา ถ้าเป็ นงานในร่ มหรื อเกียวกับ เครื องจักร ควรใช้สีน+ าํ เงินเข้ม เป็ นต้น ระยะ พ.ศ.๒๕๐๐ – ๒๕๒๕


32

ในช่วงเวลานี+ได้มีววิ ฒั นาการการแต่งกายแบบไทยทีสาํ คัญคือ การแต่งกายแบบไทยตาม แนวพระราชนิยม คือ ชุดไทยพระราชนิยมสําหรับหญิง และชุดไทยพระราชทานสําหรับชาย ทั+ง สองชุดนี+ได้เป็ นทียอมรับว่าเป็ นชุดประจําชาติของไทย การแต่งกายชุ ดไทยพระราชนิยม สมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนือง ในวาระทีโดยตาม เสด็จพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยูห่ ัวเสด็จ ประพาสยุโรป และ สหรัฐอเมริ กา โดยที ทรงมีพระราชดําริ วา่ ไทย เรายังไม่มีชุดแต่งกาย ปะจําชาติทีเป็ นแบบแผนเหมือนชาติอืน ๆ และการเสด็จประพาสครั+งนี+ ก็เป็ นราชการสําคัญ จึงโปรดฯ ให้ท่านผูห้ ญิงมณี รัตน์ บุนนาค ได้หารื อ กับผูร้ ู้ทางประวัติศาสตร์ ค้นคว้าเกียวกับเครื องแต่งกายของไทยสมัยต่าง ๆ และโปรดให้คุณอุไร ลืออํารุ ง ช่างตัดฉลองพระองค์เลือกแบบต่าง ๆ มาดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสม จัดเป็ นชุดไทย พระราชนิยมหลายชุด และกําหนดให้เลือกใช้ในวาระต่าง ๆ กัน คือ ยุค ๒๕๒๕ – ๒๕๓๗ – ๒๕๔๔ หญิงไทยในยุคนี+จะแต่งกายตามสมัยนิยมและกล้าทีจะแต่งชุดทีขดั กับวัฒนธรรมไทย เช่น นุ่งกระโปรงสั+นเหนือเข่าจนเห็นขาอ่อน (mini skirt ) ใส่ เสื+ อเปิ ดพุง หรื อรัดรู ป ฯลฯ บาง แฟชัน ก็เป็ นกระโปรงบานยาวกรอมเท้า ฯลฯ ตามแต่จะได้รับสื อแฟชัน จากทุกมุมโลก ซึงเข้าสู่ สมัยเทคโนโลยีการสื อสารไร้พรมแดน แฟชัน การแต่งกายสมัยใหม่ระบาดออกไปสู่ วยั รุ่ นไทย ทุกจังหวัดอย่างรวดเร็วผ่านสื อประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะการแต่งกายเลียนแบบดารานักร้อง นักแสดงวัยรุ่ น ค่านิยมของการแต่งกายเปลียนแปลงไปตามอาชีพ ตามวัยและตามสภาวะ แวดล้อม “แฟชัน กางเกง” นับเป็ นแฟชัน ทีได้รับความนิยมในเกือบทุกวัยทุกอาชีพ การนุ่ง กางเกงนับเป็ นเรื องปกติสาํ หรับหญิงไทย กางเกงผ้ายีนส์เข้ามามีบทบาทมากในกลุ่มวัยรุ่ น อาจ กล่าวได้วา่ ในช่วงนี+ยงั ไม่สามารถสรุ ปได้วา่ มีรูปแบบหรื อไม่อย่างไร คงหมุนไปตามกระแส แฟชัน ของโลก


33

ที9มาชุดไทยพระราชนิยม ๙ ชุ ด ในโอกาสทีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จ-พระ เจ้าอยูห่ วั เสด็จพระราชดําเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริ กาอย่างเป็ นทางการ เมือพุทธศักราช 2503 ได้พระราชทานพระราชดําริ วา่ สมควรทีจะสรรค์สร้างการแต่งกายชุดไทยให้เป็ นไปตาม ประเพณี ทีดีงาม จึงทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการศึกษา ค้นคว้าเครื องแต่ง กายสมัยต่าง ๆ จากพระฉายาลักษณ์ของเจ้านายฝ่ ายใน และปรึ กษาผูเ้ ชียวชาญทางประวัติศาสตร์ แต่ให้มีการปรับปรุ งพัฒนาให้เหมาะสมกับ กาลสมัย ทรงเสนอรู ปแบบทีหลากหลาย และได้ ฉลองพระองค์เป็ นแบบอย่าง ทั+งได้ พระราชทานให้ผใู้ กล้ชิดแต่งและเผยแพร่ ให้กว้างขวาง ยิง ขึ+น เรี ยกกันโดยทัว ไปว่า "ชุ ดไทยพระราชนิยม" มี 8 ชุด คือ ชุดไทยเรื อนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมริ นทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรพรรดิ[ และชุดไทยศิวา ลัย ชุดไทยพระราชนิยมเหล่านี+ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใช้ในโอกาส และ สถานทีต่าง ๆ จนเป็ นทีรู้จกั แพร่ หลายและชืนชมกันทัว ไป ทั+งในประเทศไทย และต่างประเทศ ชุดไทยเรือนต้ น เสื+ อ แขน กระบอก นุ่งกับ ผ้าซิน ทอลาย ขวาง ใช้ได้ ในหลาย โอกาส เช่น เป็ น ชุดเช้า ไว้ใส่ บาตร ไปวัด หรื อ ไปงาน มงคล ต่าง ๆ ชุดไทยเรื อนต้น คือ ชุดไทยแบบลําลอง ใช้ผา้ ฝ้ ายหรื อผ้าไหม มีลายริ+ วตามขวางหรื อตามยาว หรื อใช้ผา้ เกลี+ยงมีเชิงตัวซิน ยาวจรดข้อเท้าป้ ายหน้า เสื+ อใช้ผา้ สี ตามริ+ วหรื อเชิงสี จะตัดกับ ซินหรื อเป็ นสี เดียวกันก็ได้เสื+ อคนละท่อนกับซิน แขนสาม สวนกว้างพอสบาย ผ่าอก ดุมห้าเม็ด คอกลมตื+น ๆ ไม่มีขอบ ตั+ง เหมาะใช้แต่งไปในงานทีไม่เป็ นพิธีและต้องการความสบายเช่น ไปงานกฐินต้นหรื อเทียวเรื อ เทียวนํ+าตก ชุ ดไทยจิตรลดา เสื+อ แขน กระบอก นุ่งกับ ผ้าซิน ทอลาย ขวาง ใช้ได้ ในหลาย โอกาส เช่น เป็ น ชุดเช้า ไว้ใส่ บาตร ไปวัด หรื อ ไปงาน มงคล ต่าง ๆ


34

ชุดไทยจิตรลดา คือ ชุดไทยพิธีกลางวัน ใช้ผา้ ไหมเกลี+ยงมีเชิงหรื อ เป็ นยกดอกหรื อตัว ก็ได้ ตัดแบบเสื+ อกับซิน ซิน ยาวป้ ายหน้าอย่างแบบลําลอง เสื+ อแขนยาว ผ่าอก คอกลม มีขอบตั+งน้อย ๆ ใช้ในงานทีผชู้ ายแต่งแต็มยศ เช่น รับประมุขทีมาเยือนอย่างเป็ น ทางการทีสนามบิน ผูแ้ ต่งไม่ตอ้ งประดับเครื องราชอิสริ ยาภรณ์ แต่เนื+อผ้าควรงดงามให้ เหมาะสมโอกาส ชุดไทยอมรินทร์ เสื+ อ แขน ยาว คอกลม ตั+ง ติดคอ นุ่งกับ ผ้าซิน ไหม ยกทอง ตัดแบบ ซินป้ าย สําหรับ แต่งใน งานพิธี ใช้ได้ ในหลาย โอกาส ชุดไทยอมริ นทร์ คือ ชุดพิธีตอนคํา ใช้ยกไหมทีมีทองแกม หรื อยกทองทั+งตัว เสื+ อกับซินแบบนี+อนุโลมให้ สําหรับผู้ ไม่ประสงค์คาดเข็มขัด ผูม้ ีอายุจะใช้คอกลมกว้าง ๆ ไม่มี ขอบตั+งและแขนสามส่ วนก็ได้ เพราะความสวยงามอยูท่ ี เนื+อผ้า และเครื องประดับทีจะใช้ให้เหมาะสมกับงานเลี+ยง รับรอง ไปดูละครในตอนคําและเฉพาะในงานพระราชพิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระ ชนมพรรษาผูแ้ ต่งชุดไทยอมริ นทร์ ประดับเครื องราชอิสริ ยาภร์

ชุ ดไทยบรมพิมาน เสื+อ เข้ารู ป แขน กระบอก คอตั+ง ติดคอ ผ่าหลัง อาจจะ เย็บติด กับ ผ้านุ่ง ก็ ได้ หรื อ แยกเป็ น คนละ ท่อน ก็ได้ เช่นกัน ส่ วน ผ้านุ่ง ใช้ ผ้าซิน ไหม ยกดิ+น ทอง ตัดแบบ หน้านาง มีชายพก สําหรับ แต่งใน งาน ราชพิธี หรื อ ในงาน เต็มยศ หรื อ ครึ งยศ เช่น งานฉลอง สมรส พิธีหลัง นํ+า พระ พุทธมนต์ ชุดไทยบรมพิมาน คือ ชุดไทยพิธีตอนคําทีใช้เข็มขัดใช้ผา้ ไหมยก ดอกหรื อยกทองมีเชิงหรื อยกทั+งตัวก็ได้ ตัวเสื+ อและซินตัดแบบติดกัน ซินมีจีบข้างหน้าและมีชาย พก ใช้เข็มขัดไทยคาดตัวเสื+ อแขนยาว คอกลม มีขอบตั+ง ผ่าด้านหลัง หรื อด้านหน้าก็ได้ ผ้าจีบ ยาวจรดข้อเท้า แบบนี+เหมาะสําหรับผูม้ ีรูปร่ างสูงบาง สําหรับใช้ในงานเต็มยศและครึ งยศ เช่น


35

งานอุทยานสโมสรหรื องานพระราชทานเลี+ยงอาหารอย่างเป็ นทางการในคืนทีมีอากาศเย็น ใช้ เครื องประดับสวยงามตามสมควรผูแ้ ต่งประดับเครื องราชอิสริ ยาภรณ์ ชุ ดไทยจักรี เสื+ อตัวในไม่มีแขน ไม่มีคอ ห่มทับด้วยสไบ แบบมีชายเดียว ปัก ดิ+นทอง ชุดไทยจักรี เดิมจะไม่ปัก นุ่งทับด้วยผ้าซินไหม ยกดิ+นทอง ตัด แบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด เครื องประดับ สร้อยคอ รัด แขน สร้อยข้อมือ สําหรับ แต่งในงาน เลี+ยงฉลองสมรส หรื อ ราตรี สโมสรทีไม่เป็ นทางการ ชุด ไทยจักรี คือชุดไทยประกอบด้วยสไบเฉียง ใช้ผา้ ยกมีเชิงหรื อยก ทั+งตัว ซินมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด ส่ วนท่อนบนเป็ นสไบ จะเย็บให้ติดกับซิน เป็ นท่อนเดียวกันหรื อ จะมีผา้ สไบห่มต่างหากก็ได้ เปิ ดบ่าข้างหนึง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ+งชาย ด้านหลังยาวตามทีเห็นสมควร ความสวยงามอยูท่ ีเนื+อผ้าการเย็บและรู ปทรงของผูท้ ีสวม ใช้ เครื องประดับได้งดงามสมโอกาสในเวลาคําคืน ชุดไทยจักรพรรดิ ผ้าซิน ไหม ยกดิ+น ทอง มีเชิง สี ทอง ตัดแบบ หน้านาง มี ชาย พก ห่มด้วย สไบ ปัก ลูกปัด สี ทอง เป็ นเครื อง แต่งกาย สตรี สูงศักดิ[ สมัย โบราณ ปัจจุบนั ใช้เป็ น เครื อง แต่งกาย ชุด กลางคืน ที หรู หรา หรื อ เจ้าสาว ใช้ใน งาน ฉลอง สมรส ยาม คํา เครื อง ประดับ ทีใช้ รัดเกล้า ต่างหู สร้อยคอ สังวาลย์ สร้อย ข้อมือ ชุดไทยจักรพรรดิ คือ ชุดไทยห่มสไบคล้ายไทยจักรี แต่วา่ มีลกั ษณะเป็ นพิธีรีตรอง มากกว่า ท่อนบนมีสไบจีบรองสไบทึบ ปักเต็มยศบนสไบชั+นนอก ตกแต่งด้วยเครื องประดับอย่างสวยงาม ใช้สวมในพระราชพิธีหรื องาน พิธีต่าง ๆ ทียงิ ใหญ่ระดับชาติ ชุ ดไทยดุสิต


36

เสื+ อ คอกลม กว้าง ไม่มีแขน เข้ารู ป ปักแต่ง ลายไทย ด้วย ลูกปัด ใช้กบั ผ้าซิน ไหม ยกดิ+น ทอง ลาย ดอกพิกุล ตัดแบบ หน้านาง มี ชายพก ใช้ใน งาน ราตรี สโมสร หรื อ เป็ นชุด ฉลอง สมรส เครื อง ประดับ ทีใช้ ต่างหู สร้อยคอ แหวน ชุดไทยดุสิต คือ ชุดไทยคอกว้าง ไม่มีแขนใช้ในงานกลางคืนแทนชุดราตรี แบบ ตะวันตก ตัวเสื+ ออาจปักหรื อตกแต่งให้เหมาะสม กับงานกลางคืน ตัวเสื+ ออาจเย็บติด หรื อแยกคนละท่อนกับซินก็ได้ ซินใช้ผา้ ยกเงินหรื อทองจีบชายพก ผูแ้ ต่งอาจใช้ เครื องประดับแบบไทยหรื อตะวันตกตามควรแก่โอกาส

ชุ ดไทยศิวาลัย เสื+ อตัวในไม่มีแขน ไม่มีคอ ห่มทับด้วยสไบ แบบมีชายเดียว ทิ+งชาย สไบยาวด้านหลัง ปักด้วยลูกปัดทอง นุ่งทับด้วยผ้าซินไหม ยกดิ+นทอง ตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด เครื องประดับ สร้อยคอ รัดแขน สร้อยข้อมือ เป็ นเครื องแต่งกาย ของสตรี บรรดาศักดิ[ ปัจจุบนั ใช้ในงาน เลี+ยงฉลอง สมรส หรื อเลี+ยงอาหารคํา ชุดไทยศิวาลัย มีลกั ษณะเหมือนชุดไทยบรมพิมานแต่วา่ ห่ม สไบ ปักทับเสื+ ออีกชั+นหนึงใช้ในงานพระราชพิธี หรื องานพิธี เต็มยศเหมาะแก่การใช้แต่งช่วงทีมีอากาศเย็น

ชุดไทยประยุกต์


37

เป็ นชุดทีดดั แปลง มาจากชุดไทยจักรี ตัวเสื+ อตัวใน ตัดแบบแขนนางชี จับเดรฟ ทิ+งชาย ยาว ตัวเสื+ อติดกับ ผ้าซินยกดอก ลายไทย ตัดแบบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัด เครื องประดับพองาม นิยมมาก ในงาน ราตรี สโมสร หรื อ เลี+ยงฉลอง สมรส

อาหารไทย อาหารไทย เป็ นอาหารประจําของประเทศไทย ทีมีการสังสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนืองตั+งแต่ อดีต จนเป็ นเอกลักษณ์ประจําชาติ ถือได้วา่ อาหารไทยเป็ นวัฒนธรรมประจําชาติทีสาํ คัญของ ไทย อาหารทีข+ ึนชือทีสุดของคนไทย คือ นํ+าพริ กปลาทู พร้อมกับเครื องเคียงทีจดั มาเป็ นชุด คนไทยบริ โภคข้าวเป็ นอาหารหลัก โดยนิยมกัน ๒ ชนิดคือ ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า คน ไทยภาคอีสานและภาคเหนือนิยมกินข้าวเหนียวเป็ นหลัก ส่ วนคนไทยภาคกลางและภาคใต้นิยม กินข้าวเจ้าเป็ นหลัก ประเทศไทยทีผกู พันกับสายนํ+าเป็ นหลัก ทําให้อาหารประจําครัวไทย ประกอบด้วยปลาเป็ นหลัก ทั+ง ปลาย่าง ปลาปิ+ ง จิ+มนํ+าพริ ก กินกับผักสดทีหาได้ตามหนองนํ+า ชายป่ า หากกินปลาไม่หมดก็สามารถนํามาแปรรู ปให้เก็บไว้ได้นาน ๆ ไม่วา่ จะเป็ นปลาแห้ง ปลา เค็ม ปลาร้า ปลาเจ่า


38

อาหารรสเผ็ดทีได้จากพริ กนั+น ไทยได้รับนํามาเป็ นเครื องปรุ งมาจากบาทหลวงชาว โปรตุเกส ในสมัยพระนารายณ์ ส่วนอาหารประเภทผัดไฟแรง ได้รับมาจากชาวจีนทีอพยพมาอยู่ ในเมืองไทยในสมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์ เมือมีการเลี+ยงสัตว์ขายเป็ นอาชีพและมีโรงฆ่าสัตว์ ทําให้มีการหาเนื+อสัตว์มารับประทาน มากขึ+น มีการใช้เครื องเทศหลากชนิดเพือช่วยดับกลินคาวของเนื+อทีนาํ มาปรุ งเป็ นอาหาร เครื องเทศทีคนไทยนิยมนํามาปรุ งอาหารประเภทนี+เช่น ขิง กระชาย ทีดบั กลินคาวปลามานาน ก็ นํามาประยุกต์กบั เนื+อสัตว์ประเภทวัว ควาย เป็ นสูตรใหม่ของคนไทย อาหารไทยมีจุดกําเนิดพร้อมกับการตั+งชนชาติไทย และมีการพัฒนาอย่างต่อเนืองมา ตั+งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบนั จากการศึกษาของ อาจารย์กอบแก้ว นาจพินิจ มหาวิทยาลัยราช ภัฏสวนดุสิต เรื องความเป็ นมาของอาหารไทยยุคต่างๆ สรุ ปได้ดงั นี+

สมัยสุ โขทัย อาหารไทยในสมัยสุ โขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึ ก และวรรณคดี สําคัญคือ ไตร ภูมิพระร่ วงของพญาลิไท ทีได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี+วา่ มีขา้ วเป็ นอาหารหลัก โดยกิน ร่ วมกับกับเนื+อสัตว์ ทีส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื+อสัตว์อืนบ้าง การปรุ งอาหารได้ปรากฏคําว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่ วงทีเป็ นทีมาของคําว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักทีกล่าวถึงในศิลาจารึ ก คือ แฟง แตงและนํ+าเต้า ส่ วนอาหารหวานก็ใช้วตั ถุดิบพื+นบ้าน เช่น ข้าวตอกและนํ+าผึ+ง ส่ วนหนึง นิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน สมัยอยุธยา สมัยนี+ถือว่าเป็ นยุคทองของไทย ได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ+นทั+ง ชาวตะวันตกและตะวันออก จากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหาร


39

แบบเรี ยบง่าย ยังคงมีปลาเป็ นหลัก มีตม้ แกง และคาดว่ามีการใช้น+ าํ มันในการประกอบอาหาร แต่เป็ นนํ+ามันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่าไขมันหรื อนํ+ามันจากสัตว์มาอาหารอยุธยามีเช่น หนอนกะทิ วิธีทาํ คือ ตัดต้นมะพร้าว แล้วเอาหนอนทีอยูใ่ นต้นนั+นมาให้กินกะทิแล้วก็นาํ มาทอด ก็กลายเป็ นอาหารชาววังขึ+น คนไทยสมัยนี+มีการถนอมอาหาร เช่นการนําไปตากแห้ง หรื อทํา เป็ นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื องจิ+ม เช่นนํ+าพริ กกะปิ นิยมบริ โภคสัตว์น+ าํ มากกว่าสัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ไม่นิยมนํามาฆ่าเพือ ใช้เป็ นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่างๆ ทีใช้ เครื องเทศ เช่น แกงทีใส่ หวั หอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื องเทศแรงๆ ทีคาดว่า นํามาใช้ประกอบอาหารเพือดับกลินคาวของเนื+อปลา หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวง ชาวต่างชาติทีแสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติต่าง ๆ เริ มเข้ามามากขึ+นในสมเด็จพระ นารายณ์ เช่น ญีปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรังเศส สําหรับอิทธิพลของ อาหารจีนนั+นคาดว่าเริ มมีมากขึ+นในช่วงยุคกรุ งศรี อยุธยาตอนปลายทีไทยตัดสัมพันธ์กบั ชาติ ตะวันตก ดังนั+นจึงกล่าวได้วา่ อาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรี ท+งั ทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจาก หลักฐานทีปรากฏทางประวัติศาสตร์วา่ อาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่ หลายอยูใ่ นราชสํานั��� ต่อมา จึงกระจายสู่ ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็ นอาหารไทยไป ในทีสุด สมัยธนบุรี จากหลักฐานทีปรากฏในหนังสื อแม่ครัวหัวป่ าก์ ซึงเป็ นตําราการทํากับข้าวเล่มที ๒ ของ ไทย ของท่านผูห้ ญิงเปลียน ภาสกรวงษ์ พบความต่อเนืองของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุ ง สุ โขทัยมาถึงสมัยอยุธยา และสมัยกรุ งธนบุรี และยังเชือว่าเส้นทางอาหารไทยคงจะเชือมจากกรุ ง ธนบุรีไปยังสมัยรัตนโกสิ นทร์ โดยผ่านทางหน้าทีราชการและสังคมเครื อญาติ และอาหารไทย สมัยกรุ งธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ทีพิเศษเพิมเติมคือมีอาหารประจําชาติจีน สมัยรัตนโกสิ นทร์ การศึกษาความเป็ นมาของอาหารไทยในยุครัตนโกสิ นทร์น+ ีได้จาํ แนกตามยุคสมัยทีนกั ประวัติศาสตร์ได้กาํ หนดไว้ คือ ยุคที 1 ตั+งแต่สมัยรัชกาลที 1 จนถึงรัชกาลที 3 และยุคที 2 ตั+งแต่ สมัยรัชกาลที 4 จนถึงรัชกาลปัจจุบนั ดังนี+


40

สมัยรัตนโกสิ นทร์ ยุคที9 ๑ (พ.ศ. ๒๓๒๕ – พ.ศ. ๒๓๙๔) อาหารไทยในยุคนี+เป็ นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรี แต่มีอาหารไทยเพิมขึ+นอีก ๑ ประเภท คือ นอกจากมีอาหารคาว อาหารหวานแล้วยังมีอาหารว่างเพิมขึ+น ในช่วงนี+อาหารไทย ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีนมากขึ+น และมีการปรับเปลียนเป็ นอาหารไทย ในทีสุด จากจดหมายความทรงจําของกรมหลวงนริ นทรเทวี ทีกล่าวถึงเครื องตั+งสํารับคาวหวาน ของพระสงฆ์ ในงานสมโภชน์ พระพุทธมณี รัตนมหาปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ได้แสดงให้เห็น ว่ารายการอาหารนอกจากจะมีอาหารไทย เช่น ผัก นํ+าพริ ก ปลาแห้ง หน่อไม้ผดั แล้วยังมีอาหาร ทีปรุ งด้วยเครื องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมูเป็ นส่ วนประกอบ เนืองจากหมูเป็ นอาหารทีคนไทยไม่นิยม แต่คนจีนนิยม บทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรื อชมเครื องคาวหวาน ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัยได้ทรงกล่าวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซึงได้สะท้อนภาพของอาหารไทย ในราชสํานักทีชดั เจนทีสุด ซึงแสดงให้เห็นลักษณะของอาหารไทยในราชสํานักทีมีการปรุ งกลิน และรสอย่างประณี ต และให้ความสําคัญของรสชาติอาหารมากเป็ นพิเศษ และถือว่าเป็ นยุคสมัย ทีมีศิลปะการประกอบอาหารทีค่อนข้างสมบูรณ์ทีสุด ทั+งรส กลิน สี และการตกแต่งให้สวยงาม รวมทั+งมีการพัฒนาอาหารนานาชาติให้เป็ นอาหารไทย จากบทพระราชนิพนธ์ทาํ ให้ได้รายละเอียดทีเกียวกับการแบ่งประเภทของอาหารคาว หรื อกับข้าวและอาหารว่าง ส่ วนทีเป็ นอาหารคาวได้แก่ แกงชนิดต่างๆ เครื องจิ+ม ยําต่างๆ สําหรับอาหารว่างส่ วนใหญ่เป็ นอาหารว่างคาว ได้แก่ หมูแนม ล่าเตียง หรุ่ ม รังนก ส่ วนอาหาร หวานส่วนใหญ่เป็ นอาหารทีทาํ ด้วยแป้ งและไข่เป็ นส่ วนใหญ่ มีขนมทีมีลกั ษณะอบกรอบ เช่น ขนมผิง ขนมลําเจียก และมีขนมทีมีน+ าํ หวานและกะทิเจืออยูด่ ว้ ย ได้แก่ ซ่าหริ ม บัวลอยเป็ น ต้น นอกจากนี+ วรรณคดีไทย เรื องขุนช้างขุนแผน ซึงถือว่าเป็ นวรรณคดีทีสะท้อนวิถีชีวติ ของคนในยุคนั+นอย่างมากรวมทั+งเรื องอาหารการกินของชาวบ้าน พบว่ามีความนิยมขนมจีน นํ+ายา และมีการกินข้าวเป็ นอาหารหลัก ร่ วมกับกับข้าวประเภทต่างๆ ได้แก่ แกง ต้ม ยํา และคัว อาหารมี ความหลากหลายมากขึ+นทั+งชนิดของอาหารคาว และอาหารหวาน


41

สมัยรัตนโกสิ นทร์ ยุคที9 ๒ (พ.ศ.๒๓๙๔ - ปัจจุบนั ) ตั+งแต่สมัยรัชกาลที 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมีการตั+งโรงพิมพ์แห่งแรก ในประเทศไทย ดังนั+น ตํารับอาหารการกินของไทยเริ มมีการบันทึกมากขึ+น โดยเฉพาะในสมัย รัชกาลที 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์เรื องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาสต้น เป็ นต้น และ ยังมีบนั ทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสื บทอดทางเครื อญาติ และบันทึกทีเป็ นทางการอืน ๆ ซึง ข้อมูลเหล่านี+ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ทีมีความหลากหลายทั+งทีเป็ น กับข้าว อาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ ทั+งทีเป็ นวิธีปรุ งของราชสํานัก และวิธีปรุ งแบบชาวบ้านทีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบนั แต่เป็ นทีน่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดใน ปัจจุบนั ได้มีวิธีการปรุ งหรื อส่ วนประกอบของอาหารผิดเพี+ยนไปจากของดั+งเดิม จึงทําให้รสชาติ ของอาหารไม่ใช่ตาํ รับดั+งเดิม และขาดความประณี ตทีน่าจะถือว่าเป็ นเอกลักษณ์ทีสาํ คัญของ อาหาร ไทย

อาหารไทยในภาคต่ างๆ อาหารพืน@ บ้ านภาคเหนือ ภาคเหนือรวม ๑๗ จังหวัดประกอบด้วยภูมินิเวศน์ทีหลากหลายพร้อมด้วยชาติพนั ธุต์ ่าง ๆ ทีต+ งั ถินฐานในพื+นทีราบลุ่ม ทีดอน และทีภเู ขาสูงในการดํารงชีพ การตั+งถินฐานของชาวไทย พื+นราบซึงเป็ นชาติพนั ธุ์ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยูท่ ีพ+ืนทีลุ่มบริ เวณแม่น+ าํ สายใหญ่ เช่น ปิ ง วัง ยม น่าน ของลุ่มนํ+าเจ้าพระยาตอนบน และ อิง ลาว ของลุ่มนํ+าโขง มีวิถีชีวติ ผูกพันกับวัฒนธรรม การปลูกข้าวโดยชาวไทยพื+นราบภาคเหนือตอนบน ๙ จังหวัด (เชียงใหม่ เชียงราย ลําปาง ลําพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน) มีวฒั นธรรมการผลิตและการ


42

บริ โภคข้าวเหนียวเป็ นหลัก อาหารของคนเหนือจะมีความงดงาม เพราะด้วยนิสัยคนเหนือจะมี กริ ยาทีแช่มช้อย จึงส่ งผลต่ออาหาร โดยมากมักจะเป็ นผัก อาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีวถิ ีชีวติ ทีผกู ติดกับทรัพยากรธรรมชาติทีแตกต่าง หลากหลาย ทั+งในเขตทีราบ ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร อาศัยลํานํ+าสําคัญ เช่น ชี มูล สงครามโขง เป็ นต้น และชุมชนทีอาศัยในเขตภูเขา โดยเฉพาะอย่างยิง เทือกเขาภูพานและ เทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึงความแตกต่างของทรัพยากรธรรมชาติ ทําให้ระบบอาหารและรู ปแบบ การจัดการอาหารของชุมชนแตกต่างกันไปด้วย แต่เดิมในช่วงทีทรัพยากรธรรมชาติยงั อุดม สมบูรณ์ อาหารจากธรรมชาติมีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านจะหาอาหารจาก แหล่งอาหารธรรมชาติเท่าทีจาํ เป็ นทีจะบริ โภคในแต่ละวันเท่านั+น เช่น การหาปลาจากแม่น+ าํ ไม่ จําเป็ นต้องจับปลามาขังทรมานไว้ และหากวันใดจับปลาได้มากก็แปรรู ปเป็ นปลาร้าหรื อปลา แห้งไว้บริ โภคได้นาน ส่งผลให้ชาวบ้านพึงพาอาหารจากตลาดน้อยมาก ชาวบ้านจะ “ปลูกทุก อย่างทีกิน กินทุกอย่างทีปลูก” สวนหลังบ้านมีบทบาทสําคัญในฐานะเป็ นแหล่งอาหารประจํา ครัวเรื อน ชาวบ้านมีฐานคิดสําคัญเกียวกับการผลิตอาหาร คือ ผลิตให้เพียงพอต่อการบริ โภค มี เหลือแบ่งปันให้ญาติพีนอ้ ง เพือนบ้านและทําบุญ อาหารอีสานจะเน้นไปทางรสชาติที อ่อนหวาน

อาหารภาคกลาง ลักษณะอาหารพื+นบ้านภาคกลางมีทีมาต่างกันดังนี+ ๑. ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น เครื องแกง แกงกะทิ จะมาจากชาวฮินดู การผัดโดยใช้ กระทะและนํ+ามันมาจากประเทศจีนหรื อขนมเบื+องไทย ดัดแปลงมาจาก ขนมเบื+อง ญวน ขนมหวานประเภททองหยิบ ทองหยอดรับอิทธิพลจากประเทศทางตะวันตก เป็ น ต้น


43

๒. เป็ นอาหารทีมกั มีการประดิษฐ์ โดยเฉพาะอาหารจากในวังทีมีการคิดสร้างสรรค์อาหาร ให้เลิศรส วิจิตรบรรจง เช่น ขนมช่อม่วง จ่ามงกุฎ หรุ่ ม ลูกชุบ กระเช้าสี ดา ทองหยิบ หรื ออาหารประเภทข้าวแช่ ผัก ผลไม้แกะสลัก ๓. เป็ นอาหารทีมกั จะมีเครื องเคียง ของแนม เช่น นํ+าพริ กลงเรื อ ต้องแนมด้วยหมูหวานแกง กะทิ แนมด้วยปลาเค็ม สะเดานํ+าปลาหวานก็ตอ้ งคู่ กับกุง้ นึงหรื อปลาดุกย่าง ปลาสลิด ท���ดรับประทานกับนํ+าพริ กมะม่วง หรื อไข่เค็มทีมกั จะรับประทานกับนํ+าพริ กลง เรื อ นํ+าพริ กมะขามสดหรื อนํ+าพริ กมะม่วง นอกจากนี+ยงั มีของแนมอีกหลายชนิด เช่น ผัก ดอง ขิงดอง หอมแดงดอง เป็ นต้น ๔. เป็ นภาคทีมีอาหารว่าง และขนมหวานมากมาย เช่น ข้าวเกรี ยบปากหม้อ กระทง ทอง ค้างคาวเผือก ปั+นขลิบนึง ไส้กรอกปลาแนม ข้าวตังหน้าตั+ง ภาคใต้ เป็ นภาคทีมีพ+นื ทีติดชายฝังทะเลมากทีสุด ลักษณะภูมิประเทศ เป็ นแหลมทียนื ลงไป ในทะเลผูค้ นทีอาศัยในดินแดนแถบนี+จึงนิยมทําการประมง เพราะมีทรัพยากรในท้องทะเล มากมาย เมืออาศัยอยูช่ ายทะเล อาชีพเกียวข้องกับทะเล อาหารหลักในการดํารงชีวิตจึงเป็ น อาหารทะเล อาหารส่ วนใหญ่ของคนภาคใต้ มักเกียวข้องกับปลา และสิ งอืน ๆ จากท้อง ทะเล อาหารทะเลหรื อปลาโดยธรรมชาติจะมีกลินคาวจัด อาหารภาคใต้จึงไม่พน้ เครื องเทศ โดยเฉพาะขมิ+นดูจะเป็ นสิ งทีแทบจะขาดไม่ได้เลย เพราะช่วยในการดับกลินคาวได้ ดีนกั ฉะนั+นจะเห็นได้วา่ อาหารปักษ์ใต้จะมีสีออกเหลือง ๆ แทบทุกอย่าง ไม่วา่ จะเป็ นแกงไต ปลา แกงส้ม แกงพริ ก ปลาทอด ไก่ทอด ก็มีขมิ+นกันทั+งสิ+น และมองในอีกด้านหนึงคงเป็ น วัฒนธรรมการกินทีผสมผสานกลมกลืนกันระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ นัน เอง เพราะชีวิตของคนภาคใต้ เกียวข้องกับทะเล เมือออกทะเลหาอาหารมาได้มากเกิด รับประทานให้หมดในหนึงมื+อได้ คนภาคใต้จึงนําอาหารทีได้จากทะเลมาทําการถนอม อาหาร เช่น กุง้ ส้ม ซึงส่ วนใหญ่จะใช้กุง้ แตะซึงจะมีสีเขียวชนิดนี+เมือนํามาทําเป็ นกุง้ ส้ม สี จะ ออกแดง ๆและมีรสเปรี+ ยว การทํากุง้ ส้มนั+น นํากุง้ มาหมักกับเกลือ นํ+าตาลทราย หมักทิ+งไว้ ประมาณ ๗ วันจนมีรสเปรี+ ยว จึงนํามาทําอาหารรับประทานได้


44

อาหารทีข+ ึนชือเป็ นส่ วนใหญ่ก็มี ข้าวยํา แกงเหลือง แกงไตปลา เป็ นต้น อาหารชาววัง หรือ กับข้ าวเจ้ านาย คืออาหารทีประดิษฐ์คิดค้นโดยผูค้ นในรั+ววัง มีอตั ลักษณ์ทีสาํ คัญคือ ความอุดมสมบูรณ์และความสดใหม่ของวัตถุดิบในการประกอบอาหาร มี กรรมวิธีในการทําซับซ้อน ประณี ต ต้องใช้เวลาและกําลังผูค้ นในการทําจํานวนมาก มีลกั ษณะ ความแปลกแตกต่าง ความวิจิตรบรรจง รวมถึงมีรสชาติทีนุ่มนวลไม่เผ็ดมาก มีความกลมกล่ม เป็ นหลัก องค์ประกอบของอาหารชาววัง ในแต่ละมื+อจะประกอบด้วยอาหารทีมีความ หลากหลาย ในสมัยรัชกาลที ๕ มีประเภทอาหารอย่างน้อยทีสุด ๗ ประเภท คือ ข้าวเสวย เครื องคาว เครื องเคียงแกง เครื องเคียงแขก เครื องเคียงจิ+ม เครื องเคียงเกาเหลา เครื องหวาน อาหารมีครบรส คือ เปรี+ ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด อาหารชาววังแตกต่างจากอาหารชาวบ้านคือ การ จัดอาหารเป็ นชุด หรื อ สํารับ อาหาร จากหลักฐานอ้างอิงเดอ ลาลูแบร์ จดบันทึกไว้วา่ อาหารชาววัง คือ อาหารชาวบ้าน แต่มี การนําเสนอทีสวยงาม ไม่มีกา้ ง ไม่มีกระดูก ต้องเปื อยนุ่ม ไม่มีของแข็ง ผักก็ตอ้ งพอคํา หากมี เมล็ดก็ตอ้ งนําออก ถ้าเป็ นเนื+อสันก็เป็ นสันใน กุง้ ก็ตอ้ งกุง้ แม่น+ าํ ไม่มีหวั ไม่ใช้ของหมัก ๆ ดอง ๆ หรื อของแกงป่ า หรื อของอะไรทีคาว

ศิลปกรรมไทย เป็ นวัฒนธรรมทีเกิดจากการเพียรพยายามของมนุษย์ ในการปรุ งแต่งชีวติ ความเป็ นอยู่ ให้ดีข+ ึน ทําสิ งแวดล้อมทีอยูอ่ าศัยสวยงาม รวมทั+งเป็ นอาหารใจด้วยวัฒนธรรมในดานศิลปกรรม มีดงั นี+


45

วรรณกรรม เป็ นศิลปะการทีแสดงออกในรู ปของตัวหนังสื อ การแต่งความเป็ นเรื องราว ทําให้ ผูอ้ ่านเกิด ความรู้สึกทางอารมณ์แต่กแ็ ฝงไว้ดว้ ยคติเตือนใจ ดนตรี เป็ นศิลปะเกียวกับการบรรเลงให้เกิดเสี ยงไพเราะ สิ งทีใช้บรรเลง ดีด สี ตี เป่ า อาจแยก เป็ น วงปี พาทย์ วงเครื องสาย มโหรี ส่วนดนตรี สากลเริ มเข้ามามีอธิ พลสมัยรัชกาลที 3 การ บรรเลงแตรวงเริ มสมัยรัชกาลที 4 ดนตรี สากลทีเห็นชัดในปัจจุบนั เช่น แตรวง และโยธวาทิต เป็ นต้น จิตกรรม เป็ นศิลปะทีเกียวกับการวาดเขียน ระบายสี ให้เกิดเป็ นภาพ หรื อลวดลายจิตกรรมไทย นิยม ไม่มีแรเงา เป็ นภาพแบน ๆ ศิลปะคล้าย ๆ ของอินเดีย ลังกา ดังจะพบได้จากผนังโบสถ์ มักเป็ น เรื องราวเกียวกับพระพุทธศาสนา ประติมากรรม เป็ นงานสร้างสรรค์เกียวกับการปั+น แกะสลัก หล่อ ทุบ ตี เคาะให้เกิด รูปร่ าง ได้แก่ พระพุทธรู ป ปติมากรรมเพือการตกแต่ง ได้แก่ช่อฟ้ า บัวปลายเสา สถาปัตยกรรม เป็ นศิลปะการออกแบบก่อสร้าง เช่น ปราสาทราชวัง วัด โบสถ์ วิหาร การศึกษาทัศนศิลป์ ในประเทศไทยดังจะกล่าวถึงต่อไปนี+ มีเนื+อหาพอสังเขปเพียงเพือ ให้ รู้วา่ ศิลปะในประเทศไทย แต่ละสมัยมีลกั ษณเด่นะเฉพาะอย่างไร เพือ นําไปใช้ประกอบ การศึกษา ด้านความงาม การวิจารณ์ศิลปะ ต่อไป ซึงหากผูส้ นใจในรายละเอียด ก็สามารถศึกษา เพิมเติมได้ จากวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ วิชาศิลปะนิยม และวิชาอืน ๆ ทีเกียวข้อง หากจะ ย้อนกลับมาพิจารณาศิลปกรรมไทยโดยส่วนกว้าง เราก็จะพบว่าศิลปกรรมไทยก็มิได้แตกต่างไป จากศิลปกรรม ของชาติอืน ๆ ในประเด็นทีมีการคลีคลายเปลียนแปลงเสมอมา โดยการ เปลียนแปลงนั+นมีท+งั ลักษณะค่อยเป็ นค่อยไป และมีท+งั ทีเปลียนแปลงอย่างรวดเร็ว มีท+งั ที เปลียนแปลงเฉพาะรู ปแบบหรื อประเด็นปลีกย่อย และมีท+ งั ทีเปลียนแปลงเนื+อหาสาระชนิดแยก ขาดออกจากสิ งเดิมอย่างชัดเจน ซึงในประเด็นหลังนี+จะเกิดขึ+นก็ต่อเมือโครงสร้างใหญ่ ๆ ของ สังคมเปลียนไปนัน เอง


46

สําหรับยุคสมัยของศิลปกรรมไทยนั+น นักประวัติศาสตร์ศิลป์ ได้แบ่งออกได้ ตาม แนวทางใหญ่ ๆ 3 แนวทางคือ แนวทางที 1 แบ่งตามลักษณะของการก่อตั+งราชอาณาจักร หรื อศูนย์กลาง อํานาจ ทางการเมือง เป็ นเครื องแบ่ง เช่นอาจแบ่งใหญ่ ๆ ออกได้เป็ น 2 สมัย คือ สมัยแรก ก่อนทีชนชาติไทยเข้าปก ครองประเทศ และสมัยหลังทีชนชาติไทยเข้าปกครอง ประเทศแล้ว สมัยแรกแบ่งออกได้อีกเป็ น 5 สมัย คือ สมัยวัตถุรุ่ นเก่าทีคน้ พบในประเทศไทย สมัยทวาราวดี สมัยเทวรู ปรุ่ นเก่าสมัยศรี วิชยั และสมัยลพบุรี สมัยหลังก็แบ่งออกเป็ น 5 สมัยเช่นกัน คือ สมัยเชียงแสน สุ โขทัย อู่ทอง อยุธยา และ สมัยรัตนโกสิ นทร์ แนวทางที 2 แบ่งตามสกุลศิลปะพระพุทธรู ปในประเทศไทย โดยยึดหลัก รู ปแบบของการ รับ อิทธิพล มาเป็ นเครื องวัดโดยแบ่งเป็ นสกุลศิลปไทย–คุปตะ สกุลศิลปไทย-ปาละ สกุลศิลปไทย ปาละ-เสนะ สกุลศิลปไทย-โจฬะ เป็ นต้น แนวทางที 3 แบ่งนักประวัติศาสตร์บางท่านก็แบ่งตามแบบอย่างศิลปะ ทีแสดงออกเป็ น 8 สมัย คือ สมัยทวาราวดี สมัยศรี วชิ ยั สมัยลพบุรี สมัยเชียงแสน สมัยสุ โขทัย สมัยอู่ทอง สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสิ นทร์ แนวทางการการแบ่งยุคสมัยของศิลปไทยทีกล่าวมา แม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยดึ ตามเกณฑ์ใหญ่ ๆ ร่ วมกัน คือ 1. เกณฑ์ทางศูนย์กลางแห่งความเจริ ญของอาณาจักร 2. เกณฑ์ทางอิทธิพลทางการปกครองและทางศาสนา 3. เกณฑ์ทางรู ปแบบอย่างศิลปกรรมทีแตกต่างกัน 4. เกณฑ์ทางวิวฒั นาการของสังคม แบ่งศิลปะในประเทศไทยตามแแนวทางที 3 เพราะแนวทางนี+ ทําให้ได้เห็นการพัฒนา แบบอย่าง และแนวทางการสร้างงานตามสังคม และอิทธิ พล ทีได้รับอย่างเด่นชัด ซึงแบ่ง ออกเป็ น 8 สมัย คือ


47

1. สมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที 12 - 16) 2. สมัยศรี วชิ ยั (พุทธศตวรรษที 13 - 18) 3. สมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที 16 - 18) 4. สมัยเชียงแสน (พุทธศตวรรษที 16 - 23) 5. สมัยสุ โขทัย (พุทธศตวรรษที 19 - 20) 6. สมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที 17 - 22) 7. สมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที 18 - 23) 8. สมัยรัตนโกสิ นทร์ (พุทธศตวรรษที 24 - ปัจจุบนั )

ดนตรีไทย จากการสันนิษฐานของท่านผูร้ ู้ทางด้าน ดนตรีไทย โดยการพิจารณา หาเหตุผลเกียวกับ กําเนิด หรื อทีมาของ ดนตรี ไทย ก็ได้มีผเู้ สนอแนวทัศนะในเรื องนี+ไว้ 2 ทัศนะทีแตกต่างกันคือ


48

ทัศนะที9 1 สันนิษฐานว่า ดนตรี ไทย ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เนืองจาก อินเดียเป็ น แหล่งอารยธรรมโบราณ ทีสาํ คัญแห่งหนึงของโลก อารยธรรมต่าง ๆ ของอินเดียได้เข้ามามี อิทธิพล ต่อประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียอย่างมาก ทั+งในด้าน ศาสนา ประเพณี ความเชือ ตลอดจน ศิลป แขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านดนตรี ปรากฎรู ปร่ างลักษณะ เครื องดนตรี ของ ประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน เขมร พม่า อินโดนิเซีย และ มาเลเซีย มีลกั ษณะ คล้ายคลึง กัน เป็ นส่ วนมาก ทั+งนี+เนืองมาจาก ประเทศเหล่านั+นต่างก็ยึดแบบฉบับ ดนตรี ของอินเดีย เป็ น บรรทัดฐาน รวมทั+งไทยเราด้วย เหตุผลสําคัญทีท่านผูร้ ู้ได้เสนอทัศนะนี+ก็คือ ลักษณะของ เครื อง ดนตรี ไทย สามารถจําแนกเป็ น 4 ประเภท คือ • • • •

เครื องดีด เครื องสี เครื องตี เครื องเป่ า

ใกล้เคียงกับลักษณะ เครื องดนตรี อินเดียตามทีกล่าวไว้ในคัมภีร์ "สังคีตรัตนากร" ของ อินเดีย ซึงจําแนกเป็ น 4 ประเภท เช่นกันคือ • • • •

ตะตะ คือ เครื องดนตรี ประเภทมีสาย สุ ษิระ คือ เครื องเป่ า อะวะนัทธะ หรื อ อาตตะ คือ เครื องหุม้ หนัง หรื อ กลอง ต่าง ๆ ฆะนะ คือ เครื องตี หรื อ เครื องกระทบ

การสันนิษฐานเกียวกับ กําเนิดหรื อทีมาของ ดนตรี ไทย ตามแนวทัศนะข้อนี+ เป็ นทัศนะที มีมาแต่เดิม นับตั+งแต่ ได้มีผสู้ นใจ และ ได้ทาํ การค้นคว้าหาหลักฐาน เกียวกับเรื องนี+ข+ ึน และ นับว่า เป็ นทัศนะทีได้รับการนํามากล่าวอ้างกันมาก บุคคลสําคัญทีเป็ นผูเ้ สนอแนะแนวทางนี+คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ พระบิดาแห่งวงการประวัติศาสตร์ของ ไทย


49

ทัศนะคติที9 2 สันนิษฐานว่า ดนตรี ไทย เกิดจากความคิด และ สติปัญญา ของคนไทย เกิดขึ+นมาพร้อมกับคนไทย ตั+งแต่ สมัยทียงั อยูท่ างตอนใต้ ของประเทศจีนแล้ว ทั+งนี+เนืองจาก ดนตรี เป็ นมรดกของมนุษยชาติ ทุกชาติทุกภาษาต่างก็มี ดนตรี ซึงเป็ นเอกลักษณ์ ของตนด้วยกัน ทั+งนั+น ถึงแม้วา่ ในภายหลัง จะมีการรับเอาแบบอย่าง ดนตรี ของต่างชาติเข้ามาก็ตาม แต่กเ็ ป็ น การนําเข้ามาปรับปรุ ง เปลียนแปลงให้เหมาะสม กับ ลักษณะและนิสัยทางดนตรี ของคนในชาติ นั+น ๆ ไทยเรา ตั+งแต่สมัยทียงั อยูท่ างตอนใต้ของประเทศจีน ก็คงจะมี ดนตรี ของเราเองเกิดขึ+น แล้ว ทั+งนี+ จะสังเกตุเห็นได้วา่ เครื องดนตรี ดั+งเดิมของไทย จะมีชือเรี ยกเป็ นคําโดด ซึงเป็ น ลักษณะของคําไทยแท้ เช่น • • • •

เกราะ, โกร่ ง, กรับ ฉาบ, ฉิง ปี , ขลุ่ย ฆ้อง, กลอง .. เป็ นต้น

ต่อมาเมือไทยได้ อพยพลงมาตั+งถินฐานในแถบแหลมอินโดจีน จึงได้มาพบวัฒนธรรม แบบอินเดีย โดยเฉพาะ เครื องดนตรี อินเดีย ซึงชนชาติมอญ และ เขมร รับไว้ก่อนทีไทยจะ อพยพเข้ามา ด้วยเหตุน+ ี ชนชาติไทย ซึงมีนิสัยทางดนตรี อยูแ่ ล้ว จึงรับเอาวัฒนธรรมทางดนตรี แบบอินเดีย ผสมกับแบบมอญและเขมร เข้ามาผสมกับดนตรี ทีมีมาแต่เดิมของตน จึงเกิดเครื อง ดนตรี เพิมขึ+นอีก ได้แก่ • • • • •

พิณ สังข์ ปี ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี และจะเข้ เป็ นต้น

ต่อมาเมือไทยได้ต+ งั ถินฐานอยูใ่ นแหลมอินโดจีนอย่างมัน คงแล้ว ได้มีการ ติดต่อสัมพันธ์ กับประเทศเพือนบ้านในแหลมอินโดจีน หรื อแม้แต่กบั ประเทศทางตะวันตกบางประเทศทีเข้า มา ติดต่อค้าขาย ทําให้ไทยรับเอาเครื องดนตรี บางอย่าง ของประเทศต่าง ๆ เหล่านั+นมาใช้ เล่นใน


50

วงดนตรี ไทย ด้วย เช่น กลองแขก ปี ชวา ของชวา (อินโดนิเซีย) กลองมลายู ของมลายู (มาเลเซีย) เปิ งมาง ตะโพนมอญ ปี มอญ และฆ้องมอญ ของมอญ กลองยาวของพม่า ขิม ม้าล่อของจีน กลองมริ กนั (กลองของชาวอเมริ กนั ) เปี ยโน ออร์แกน และ ไวโอลีน ของประเทศทาง ตะวันตก เป็ นต้น

นาฎศิลป์ ไทย


51

ทีมาของนาฏศิลป์ ไทย สันนิษฐานว่า นาฏศิลป์ ไทยมีกาํ เนิดมาพร้อมๆกับชนชาติไทย ที เป็ น เช่นนี+เพราะ นาฏศิลป์ ไทยเป็ นส่วนหนึงทีบ่งบอกวิถีชีวติ ความเป็ นอยู่ การแต่งกายและคติ ความเชือของคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบนั สรุ ปได้วา่ นาฏศิลป์ ไทยน่าจะมีทีมาจาก 4 แหล่ง ดังนี+ 1. จากการละเล่นของชาวบ้าน 2. จากการแสดงทีเป็ นแบบแผน 3. จากการรับอารยธรรมของอินเดีย 4. จากการเลียนแบบธรรมชาติ 1. จากการละเล่นของชาวบ้านในท้องถิน หลังจากเสร็จสิ+ นจากภารกิจในแต่ละวัน ชาวบ้านก็จะหาเวลาว่างมาร่ วมกันร้องรําทํา เพลง โดยมีการนําเอาดนตรี มาประกอบด้วยและตามนิสัยของคนไทยทีเป็ นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบร้องเพลง โต้ตอบระหว่างชายกับหญิงจนเกิดเป็ นพ่อเพลงแม่เพลงขึ+น โดยมีลูกคู่คอยร้องรับ กันเป็ นทีสนุกสนาน ครื+ นเครง ทั+งนี+อาจจะเป็ นกุศโลบายอย่างหนึงเพือให้ลืมความเหน็ดเหนือย จากการทํางานในแต่ ละวัน นอกจากนี+ยงั มีการร้องรํากันเป็ นคู่ชายหญิงเดินเป็ นวง หรื อเป็ นทีรู้จกั กันว่า รําโทน หรื อ รําวงพื+นบ้านจากการละเล่นของชาวบ้านดังกล่าว จึงเกิด เป็ นนาฏศิลป์ พื+นบ้านขึ+น 2. จากการแสดงทีเป็ นแบบแผน เป็ นทีทราบกันดีวา่ นาฏศิลป์ ไทยทีเป็ นมาตรฐานจะได้รับการปลูกฝังและถ่ายทอดมาจาก ปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์ ไทยในวังหลวง ทีฝึกให้แก่ผหู้ ญิงและผูช้ ายทีอยูใ่ นวังเป็ นผูแ้ สดงโขน และละคร เพือใช้แสดงในโอกาสต่าง ๆและจากการทีนาฏศิลป์ ไทยบางส่ วนได้รับการถ่ายทอด มาจากวังหลวงนี+เองทําให้ทราบว่านาฏศิลป์ ไทยมีมาตั+งแต่สมัยกรุ งสุโขทัยเป็ นราชธานี เพราะ ได้รับการสื บทอดต่อเนืองกันเรื อยๆมา จนถึงสมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์จึงได้มีการนําศิลปะการ ฟ้ อนรําทีเป็ นแบบแผนมาสู่ระบบการศึกษา บรรจุในหลักสูตรของโรงเรี ยนนาฏศิลป์ หรื อ วิทยาลัยนาฏศิลป์ ในปัจจุบนั ทําให้นาฏศิลป์ ไทยทีมีแบบแผนมาตรฐานได้รับการอนุรักษ์ และ สื บทอดแก่เยาวชนมาจนทุกวันนี+


52

3. จากการยอมรับอารยธรรมของอินเดีย ประเทศอินเดีย เป็ นประเทศหนึงทีมีอารยธรรมเก่าแก่ และ เจริ ญรุ่ งเรื องมาแต่โบราณ โดยเฉพาะการละครในอินเดียรุ่ งเรื องมาก ประกอบกับชนชาติอินเดียนับถือ และเชือมัน ใน ศาสนา พระผูเ้ ป็ นเจ้าตลอดจนสิ งศักดิ[สิทธิ[ต่างๆ พระเป็ นเจ้าทีอินเดียนับถือได้แก่ พระศิวะ(พระ อิศวร) พระวิษณุ และ พระพรหมในบางยุคของชาวอินเดียถือว่าพระอิศวรเป็ นเทพเจ้าทีมีผู้ เคารพนับถือมาก ยุคนี+ถือว่า พระอิศวรทรงเป็ นนาฏราช (ราชาแห่งการร่ ายรํา) มีประวัติท+งั ใน สวรรค์และในเมืองมนุษย์ ในการร่ ายรําของพระอิศวรแต่ละครั+งพระองค์ทรงให้พระภรตฤๅษี เป็ นผูบ้ นั ทึกท่ารํา แล้วนํามาสังสอน แก่เหล่ามนุษย์ จนเป็ นทีมาของตํานาน การฟ้ อนรํา นาฏศิลป์ ไทยผูเ้ รี ยนทุกคน จะต้องเข้าพิธีไหว้ครู โขน-ละคร ก่อนซึงได้แก่ พระอิศวร พระ นารายณ์ พระพรหม พระพิฆเณศวร พระพิราบ และพระภรตฤๅษี อันเป็ นครู ทางนาฏศิลป์ และ เป็ นเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู นอกจากผ่านทางวัฒนธรรมอินเดียทางตรงยังมีวฒั นธรรมทีเข้ามาทางอ้อมโดยผ่านชนชาติ ชวา เขมร ก่อนทีจะนํามาปรับปรุ งให้เป็ นรู ปแบบของไทย เช่นเทวรู ปพระศิวะปางนาฏราชที สร้างเป็ นท่าร่ ายรํา มีท+งั หมด 108 ท่า หรื อ 108 กรณะ โดยทรงฟ้ อนรําครั+งแรกในโลก ณ ตําบล จิทรัมพรัม เมืองมัทราส (อินเดียใต้) ปัจจุบนั อยูใ่ นรัฐทมิฬนาดู นับเป็ นคัมภีร์สาํ หรับการฟ้ อน รํา แต่งโดยพระภรตมุนี เรี ยกว่า "คัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์" อย่างไรก็ตาม ผูเ้ ชียวชาญด้านนาฏศิลป์ ไทยได้สันนิษฐานว่าอารยธรรมทางศิลปะด้าน นาฏศิลป์ ของอินเดียนี+ ได้เผยแพร่ เข้ามาสู่ประเทศไทยตั+งแต่สมัยกรุ งศรี อยุธยา ตามประวัติการ สร้างเทวาลัยศิวะนาฏราช ทีสร้างขึ+นในปี พ.ศ.1800 ซึงเป็ นระยะทีไทยเริ มก่อตั+งกรุ งสุ โขทัย 4. จากการเลียนแบบธรรมชาติ กิริยาท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์ จะบ่งบอกความหมายและสื อความหมายกับผูอ้ ืน ได้ควบคู่ไปกับการพูด ในการฟ้ อนรําก็จะใช้ท่ารําสื อความหมายกับผูช้ มเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ ว่าการแสดงบางชุดไม่มีเนื+อเพลง แต่มีทาํ นองเพลงเพียงอย่างเดียว ผูแ้ สดงก็จะฟ้ อนรําไปตาม ทํานองเพลงนั+นๆด้วยลีลาท่ารําต่างๆ ลีลาท่ารําเหล่านี+กเ็ ป็ นท่าทางธรรมชาติทีใช้สือความหมาย ด้วยเหตุผล ทีว่าต้องการให้ผชู้ มเข้าใจความหมายในการรํา ในการดําเนินเรื องด้วย ถึงแม้วา่ ท่ารํา ส่ วนใหญ่จะมีลีลาสวยงาม วิจิตรกว่าท่าทาง ธรรมชาติไปบ้าง แต่ก็ยงั คงใท่าทางธรรมชาติเป็ น


53

พื+นฐานในการประดิษฐ์ท่ารํา และ เลือกใช้ได้เหมาะสม บ่งบอกความหมาย ได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากต้องการ บ่งบอกถึงบุคคลอืน ก็จะชี+ไป เป็ นต้น ดังนั+นอาจกล่าวได้วา่ ท่ารําเกิด จากการเลียนแบบท่าทางธรรมชาติ


54

ประเพณีไทย ประเพณี ไทยอันดีงามทีสืบทอดต่อกันมานั+น ล้วนแตกต่างกันไปตามความเชือ ความ ผูกพันของผูค้ นต่อพุทธศาสนาและการดํารงชีวติ ทีสอดประสานกับฤดูกาลและธรรมชาติอย่าง ชาญฉลาดของชาวบ้านในแต่ละท้องถินทัว แผ่นดินไทย เช่น ภาคเหนือ ประเพณี บวชลูกแก้วของ คนไตหรื อชาวไทยใหญ่ทีจงั หวัดแม่ฮ่องสอน ภาคอีสาน ประเพณี บุญบั+งไฟของชาวจังหวัด ยโสธร ภาคกลาง ประเพณี ทาํ ขวัญข้าวจังหวัดพระนครศรี อยุธยา ภาคใต้ ประเพณี แห่ผา้ ขึ+นธาตุ ของชาวจังหวัดนครศรี ธรรมราช เป็ น ต้น นอกจากนี+ ประเพณี แอารธรรมไทยยังนํามาซึงการ ท่องเทียว เป็ นทีรู้จกั และประทับใจแก่ชาติอืนนับเป็ นมรดกอันลําค่าทีเราคนไทยควรอนุรักษ์ และสื บสานให้ยงิ ใหญ่ตลอดไป ประเพณี หมายถึง สิ งทีแต่ละสังคมนิยมยึดถือประพฤติปฏิบตั ิสืบทอดกันมาจนเป็ นแบบ แผนทีดีงาม ทั+งนี+การปฏฺบตั ิตามประเพณี ยอ่ มจะต้องมีการเปลียนแปลงแก้ไขบ้าง คงไว้บา้ ง ประเพณี เป็ นสิ งทีแสดงถึงสัญลักษณ์ของชาติ ไม่วา่ ชาติใด ภาษาใด ต้องมีประเพณี ประจํา ท้องถินหรื อชุมชน ประจําชาติของตน สามารถจําแนกประเพณี ออกได้เป็ น 3 ประเภทด้วยกัน คือ •

จารีตประเพณี ได้แก่ ประเพณี ทีสังคม ปฏิบตั ิกนั มานานตั+งแต่บรรพชน ถ้าใครฝ่ าฝื น งด เว้นไม่ประพฤติปฏิบตั ิตามถือว่าเป็ นความผิด ขนบธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ ประเพณีทีสังคมทีเป็ นระเบียบแบบแผนทีตอ้ งปฏิบตั ิ ตามเป็ นทีรับรู้ตน้ ทางสังคม เช่น ระเบียบของโรงเรี ยน ชุมชน เป็ นต้น ธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ ประเพณีทีเป็ นเรื องธรรมดาสามัญ ใครจะฝ่ าฝื นหรื อไม่ ปฏิบตั ิ ไม่ถือว่าผิดศีลธรรม เป็ นแต่เพียงสิ งทีนิยมกันว่ามีคนประพฤติปฏิบตั ิ มิได้วางไว้ เป็ นแบบแผนเป็ นแต่เพียงการเห็นว่าดี เห็นสมควรปฏิบตั ิตามต่อๆ กันมา เช่น การ ต้อนรับแขก การปฏิบตั ิตนในฐานะเจ้าของบ้าน การพูดจาทักทาย เป็ นต้น

เราอาจแบ่งประเภทของประเพณีไทยออกได้เป็ น 4 ประเภท คือ •

ประเพณีทเี9 กีย9 วกับชีวติ หรือประเพณีครอบครัว ได้แก่ประเพณี การเกิด ประเพณีการบวช ประเพณี การแต่งงาน ประเพณี งานศพ


55

ประเพณีท้องถิ9นของชุมชนหรือประเพณีส่วนรวมตามเทศกาล ประเพณี การชักพระ ประเพณี สงกรานต์ ประเพณี งานบุญบั+งไฟ ประเพณี การรับประทานอาหาร ประเพณีท้องถิ9น ได้แก่ ประเพณี ทีเกียวกับอาชีพ เช่น ภาคใต้ ได้แก่ การลงขันลงหิ น การ ทําขันและเครื องลงยา การทําผ้าบาติก การทําโสร่ งปาเต๊ะ ประเพณี การแต่งกาย ประเพณี การแต่งกาย ประเพณี การละเล่นในงานนักขัตฤกษ์ เช่น การละเล่นหนังตะลุง มโนราห์ เป็ นต้น ประเพณีราชการ คือประเพณีทีทางราชการเป็ นผูก้ าํ หนดขึ+น จําแนกได้เป็ น 2 ประเภท คือ รัฐพิธีและพระราชพิธี o รัฐพิธี เป็ นพิธีประจําปี ทีทางราชการกําหนดขั+น โดยพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยูห่ วั เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเป็ นองค์ประธาน หรื อโปรดเกล้าฯ ให้พระ ราชวงศ์เสด็จไปแทนพระองค์ ได้แก่ รัฐพิธีทีระลึกวันจักรี ตรงกับวันที 6 เมษายน ของทุกปี รัฐพิธีวนั พระราชทานรัฐธรรมนูญ ตรงกับวันที 10 ธันวาคม ของทุกปี o พระราชพิธี หมายถึง พิธีทีจด ั ขึ+นอันเกียวเนืองกับพระมหากษัตริ ย ์ เป็ นพิธีหลวง ได้แก่ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉตั รมงคล พระราชพิธีพืช มงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก (วโรกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ฯ เสด็จขึ+นเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที 9 มิถุนายน 2539)


56

ตังวอย่างประเพณีในประเทศไทย ประเพณีลอยกระทง ซึงตรงกับวันเพ็ญ เดือน 12 เริ มขึ+นครั+งแรก ในสมัยกรุ งสุ โขทัยเป็ นราชธานี โดยมีนางนพมาศ หรื อท้าวศรี จุฬารัตน์ พระสนมเอกแห่งพระร่ วงเจ้า เป็ นผูใ้ ห้กาํ เนิด แห่ เทียนเข้ าพรรษา ส่ วนความเป็ นมาของเทศกาลแห่เทียนของชาวเมืองอุบลนั+น แต่ก่อนไม่ได้ แห่เทียนเหมือนในปัจจุบนั แต่จะทําการฟันเทียน ยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพือจุดบูชาในช่วง จําพรรษา นอกจากเทียนแล้วยังมีน+ าํ มัน เครื องไทยทาน และผ้าอาบนํ+าฝนพอมาถึงสมัยกรม หลวงสรรพสิ ทธิ[ ประสงค์ เป็ นผูส้ าํ เร็จราชการเมืองอุบล ครั+งหนึงได้มีการแห่บ+งั ไฟและได้เกิด เรื องมีการตีกนั ทําให้มีคนเสี ยชีวิต จึงทําให้ถูกเลิกการแห่บ+งั ไฟ และได้เปลียนมาเป็ นการแห่ เทียนแทน ประเพณีลอยโคม งานประเพณี พ+ืนบ้านในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ของชาวล้านนาจังหวัดเชียงใหม่ ที มีความเชือในการปล่อยโคมลอยซึงทําด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้ไผ่แล้วจุดตะเกียงไฟตรง กลางเพือให้ไอความร้อนพาโคมลอยขึ+นไปในอากาศเป็ นการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศกและเรื อง ร้ายๆต่างๆ ให้ไปพ้นจากตัว ประเพณีบุญบั@งไฟ ประเพณี พ+ืนบ้านของชาวอีสานทีผกู พันกับความเชือในเรื องการขอฝนด้วย การทําบั+งไฟจุดขึ+นไปบนฟ้ าเพือขอฝนจากพญาแถน ซึงเป็ นงานประเพณี ทีจดั ขึ+นในวันเสาร์และ อาทิตย์ที ๒ เดือนพฤษภาคมของทุกปี ประเพณีตักบาตรเทโว ประวัติความเป็ นมา ในสมัยพุทธกาล เมือพระพุทธเจ้าตรัสรู้และเสด็จ ขึ+นไปโปรดพระพุทธมารดา โดยจําพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ช+ นั ดาวดึงส์ เป็ นเวลา 1 พรรษา และเมือ ออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสนครการ ประเพณีแข่งเรือ ประเพณี พ+ืนบ้านทีแสดงให้เห็นถึงวิธีชีวิตของคนไทยอันผูกพันกับสายนํ+ามา เนินนานโดยในฤดูฝนเมือเสร็ จสิ+ นการดํานา นับจากเดือนสิ งหาคมเป็ นต้นไป จนถึงราวเดือน พฤศจิกายนทีน+ าํ หลากเต็มตลิง ชาวบ้านก็จะจัดงานแข่งเรื อกันขึ+นเพือความสนุกสนาน และการ สมัครสมานสามัคคีกนั


57

ประเพณีวนั ขึน@ ปี ใหม่ แต่เดิมประเทศไทยได้ถือเอา วันแรม ๑ คําเดือนอ้าย เป็ นว���นขึ+นปี ใหม่ ต่อมาได้เปลียนวันขึ+นปี ใหม่เป็ นวันขึ+น ๑ คํา เดือน ๕ ซึงตรงกับวันสงกรานต์ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั จึงให้ถือเอาวันที ๑ เมษายนเป็ นวันขึ+นปี ใหม่ของไทยนับแต่น+ นั มา ประเพณีสงกรานต์ ประเพณี วนั สงกรานต์ปกติมีท+งั หมด๓วัน คือเริ มตั+งแต่วนั ที ๑๓ เมษายน ถึง ๑๕ เมษายน โดยถือเอาวันที ๑๓ เป็ นวันต้น หรื อวันมหาสงกรานต์ วันที ๑๔ เป็ นวันเนาหรื อวัน กลาง และวันที ๑๕ เป็ นวันเถลิงศก หรื อวันสุดท้าย แต่วนั ต้นวันเนาวันเถลิงศกนี+ หากนับทาง จันทรคติหรื อคํานวณทางโหราศาสตร์อาจจะคลาดเคลือนกันบ้างในแต่ละปี ประเพณี วนั สงกรานต์ปกติมีท+งั หมด๓วัน คือเริ มตั+งแต่วนั ที ๑๓ เมษายน ถึง ๑๕ เมษายน โดยถือเอาวันที ๑๓ เป็ นวันต้น หรื อวันมหาสงกรานต์ วันที ๑๔ เป็ นวันเนาหรื อวันกลาง และวันที ๑๕ เป็ นวัน เถลิงศก หรื อวันสุดท้าย แต่วนั ต้นวันเนาวันเถลิงศกนี+ หากนับทางจันทรคติหรื อคํานวณทาง โหราศาสตร์อาจจะคลาดเคลือนกันบ้างในแต่ละปี


58

บรรณานุกรม


Culture