Skip to main content

ภูมิคุ้มใจในวันทุกข์

Page 1


ภูมิคุ้มใจในวันทุกข์:รวมบทกวีและเรื่องสั้นอ่านยาใจปีที่2

ISBN:978-616-8279-24-3

พิมพ์ครั้งที่1มีนาคมพ.ศ.2565

จำนวนพิมพ์2,000เล่ม

บรรณาธิการสกุลบุณยทัต ผู้ช่วยบรรณาธิการขนิษฐาวชิราพรพฤฒ

พิมพ์ที่บริษัทพิมพ์ดีจำกัดเลขที่30/2หมู่1ถนนเจษฎาวิถี

ตำบลโคกขามอำเภอเมืองสมุทรสาครจังหวัดสมุทรสาคร74000 โทรศัพท์0-2401-9401โทรสาร0-2401-9417

แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านบริหารงานโดย“มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรม การอ่าน”ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินงานด้านประสานกลไกนโยบายและปัจจัยขยายผลจากทั้งภาครัฐภาค ประชาสังคมและภาคเอกชนให้เอื้อต่อการสร้างเสริมพฤติกรรมและวัฒนธรรมการอ่าน ให้เข้าถึงเด็กเยาวชนและครอบครัวโดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงหนังสือ ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายโครงการและกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมวัฒนธรรม การอ่านสู่สังคมสุขภาวะได้ที่มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน 424หมู่บ้านเงาไม้ ซอยจรัญสนิทวงศ์67แยก3ถนนจรัญสนิทวงศ์แขวงบางพลัดเขตบางพลัดกรุงเทพฯ10700 โทรศัพท์:0-2424-4616โทรสาร:0-2881-1877

E-mail:happy2reading@gmail.comWebsite:www.happyreading.in.th Facebook:https://www.facebook.com/ReadingForSpiritualFulfillment(อ่านยาใจ)

คํานิยม

หนังสือรวมเรื่องสั้นและบทกวีเล่มนี้มีนักเขียนระดับเยาวชน

และประชาชนทั่วไปมาร่วมถ่ายทอดผลงานภูมิคุ้มใจในวันทุกข์ผ่าน แป้นพิมพ์อย่างน่าประทับใจอารมณ์ความรู้สึกร่วมในแต่ละเรื่องช่วย จูงใจให้เห็นแง่มุมงามของชีวิตและสร้างพลังใจอย่างน่าภิรมย์ความ งดงามในความต่างของเรื่องราวกระทบใจแต่ละท่านที่เสพงานเขียน

ที่ได้อรรถรสแตกต่างกันตามประสบการณ์ของแต่ละท่านสิ่งที่ได้รับ นอกจากความสุนทรีย์จากงานประพันธ์แล้วยังได้สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ได้เทียบเคียงกับวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันทางกาย

หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนเป็น“วัคซีนใจ”หมอขอเชิญ ทุกท่านเลือกวัคซีนใจแต่ละโดสได้ด้วยตนเองหมอขอรับรองว่าวัคซีนใจ แต่ละโดสไม่มีผลข้างเคียงที่น่ากังวลใจหากแต่ยิ่งได้รับวัคซีนใจบ่อยๆ จะยิ่งสร้างความเข้มแข็งทางใจค้นพบวัคซีนใจด้วยตนเองทุกครั้งที่มี ความทุกข์แล้วเราจะสุขไปด้วยกันค่ะ

แพทย์หญิงมธุรดาสุวรรณโพธิ์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญากรมสุขภาพจิต

คํานิยม

เมื่อ...มวลมนุษย์ต้องประสบกับความทุกข์เศร้าของชีวิต อัน

เนื่องมาแต่โรคภัยร้ายที่รุกทำลายโลกอย่างต่อเนื่องและยาวนาน มัน

กลายเป็นวิถีแห่งบาปเคราะห์ที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์แห่งโศกนาฏกรรม ขึ้นในหลายสิ่งหลายอย่างโดยต่อเนื่องผู้คนล้มตายลงอย่างใบไม้ร่วง และไร้ความหมายลงมากขึ้นทุกขณะ...สิ่งที่บังเกิดขึ้นนี้ดั่งเหมือน พระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงจะล้างโลกหรือเป็นดั่งอุบัติการณ์ อันโฉดชั่วของนักทดลองวิชาที่ใฝ่หาสงครามอันโหดร้ายกระทั่งอาจเป็น ความเลินเล่อเผลอไผลของนักทดลองวิชาผู้ไร้สำนึกแห่งความรับผิดชอบ ทั้งหมดนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียสูญสิ้นในนามของความตาย

ประชาคมโลกต่างพยายามหาหนทางรักษากันด้วยวิชาการ ทางการแพทย์และแบบทดลองต่างต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาที่นับว่ายาว นานแล้วแต่ก็กำราบโรคภัยร้ายนี้ไม่ได้อย่างสมบูรณ์ถาวรเสียที… เหตุนี้การเยียวยาและยึดพยุงจิตใจจึงเป็นคุณค่าหนึ่งที่มนุษย์ ได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยหัวใจแห่งการประคับประคองและนี่คือที่มาอัน น่าชื่นชมยกย่องที่“วรรณกรรมอ่านยาใจ”ได้เกิดขึ้นเพื่อรองรับเจตจำนง นี้มาเป็นปีที่2และได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเขียนทั้งระดับ เยาวชนและมืออาชีพซึ่งผลงานที่ปรากฏออกมาได้แสดงถึงสถานการณ์ ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างสังคมในเชิงจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งเป็นความ ตระหนักรู้เป็นความหวังและเป็นพลังที่ส่องแสงต่อการเยียวยาแก้ไข ในลักษณะที่กอปรเกื้อไปด้วยความรักความเข้าใจ

สาระแห่งภาพแสดงในเรื่องสั้นและบทกวีทั้งหมดคือระดับ

แห่งการใคร่ครวญระหว่างชีวิตต่อชีวิตเป็น...บทสรุปแห่งการเยียวยา มหันตภัยของโรคแห่งโลกณวันนี้ทั้งด้วยพุทธิปัญญาและแสงสว่างแห่ง จิตอันเกื้อกูลต่อการดำรงอยู่อย่าง…สุขสงบแท้จริง

นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

เราอาจเปรียบชีวิตเป็นเสมือนการเดินทางต่างคนต่างมีเส้นทาง

ของตนแต่ละคนอาจพบเจอสิ่งรื่นรมย์และคงพบกับอุปสรรคยากง่าย คล้ายกันบ้างต่างกันบ้างเราบางคนตั้งใจเดินไปยังจุดหมายที่คิดไว้

ขณะที่เราบางคนพยายามก้าวย่างไปทีละน้อยในแต่ละวัน

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าการเดินทางของหลายชีวิตเผยถึงช่วง เวลาอันยากลำบากถ่ายทอดเรื่องราวการก้าวข้ามอุปสรรคและการ

ผ่านตาในฐานะผู้สังเกตขอให้ทุกคนได้มาเป็นผู้ร่วมรับรู้ความรู้สึกใน ฐานะเพื่อนเดินทางและขอให้ทุกคนได้พบความหมายสำคัญต่อชีวิต

คํานิยม

จาก…วันทุกข์ที่ผ่านพ้นปีที่1สู่…ภูมิคุ้มใจในวันทุกข์

ปีที่2ขณะที่มีการรณรงค์ให้ผู้คนเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดเพื่อสร้าง ภูมิต้านทานแก่ร่างกายโครงการอ่านยาใจก็ได้เคลื่อนงานต่อเนื่องเพื่อ นำการอ่านมาเป็นขุมพลังจิตภายในเป็นวัคซีนใจที่เสริมความเข้มแข็ง เตรียมความพร้อมหากเราต้องเผชิญภาวะยากลำบากความเครียด ความเจ็บปวดบาดแผลทางใจฯลฯหวังให้เรื่องราวของตัวละครและ ประสบการณ์ต่างๆจากเรื่องสั้นและบทกวีที่ผู้เขียนทั้งรุ่นเยาวชนและ ผู้ใหญ่ที่มากฝีมือได้นำมาฝากไว้ก่อภูมิคุ้มใจแก่ผู้อ่านได้มุ่งสานพลัง สร้างสรรค์แก่ชีวิตยิ่งๆขึ้นไป

ขอขอบคุณคณะกรรมการโครงการฯคณะกรรมการตัดสิน คณะทำงานองค์กรร่วมจัดงานตลอดจนนักเขียนทุกท่านที่ให้ความ สำคัญต่อพลังแห่งการอ่านร่วมส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้

ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านสสส.

บทบรรณาธิการ

...ศรัทธาต่อการมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง...คือสาระอันสำคัญ

ต่อการสร้างตัวตนของจิตใจให้เข้มแข็งผ่านความคิดจิตใจและอารมณ์ แห่งประพันธกรรมที่มีคุณค่าต่อการถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นวิกฤตสู่

บทกวีและเรื่องสั้น“อ่านยาใจ”ที่ได้รับการตัดสินและถูกเลือก ให้มารวมเล่มในครั้งนี้...ถือเป็นผลงานที่มีคุณค่าด้วยผลสัมฤทธิ์ทางใจที่

ความคิดที่นบน้อมต่อสิ่งที่อุบัติขึ้นอันยากจะป้องกันแต่ด้วยภูมิคุ้มกัน จากภาวะหยั่งรู้ในความกรุณาของชีวิตที่ถือเป็นเสมือนอ้อมกอดอัน อบอุ่นของมิตรสหายอันเป็นที่รัก...นั่นย่อมคือความจริงใจแห่งการ รักษาคุณค่าของวรรณกรรมในนามแห่งบทเรียนรู้ของจิตวิญญาณที่

คำนิยมของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

คำนิยมของแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านสสส.

ห้องเช่าของนักเขียนที่ถูกลูกตะกั่วฝังเข้ากราม130

แด่ชีวิตนับแสนที่ถูกคร่าและความฝันในวันหน้า183

ประเทศไทยธนาคารจิตอาสาและแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.ร่วมกันจัดทำกิจกรรมโครงการ“พลังวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้าง

พลังชีวิต”ปีที่2โดยเปิดรับผลงานเรื่องสั้นและบทกวีระหว่างวันที่1 สิงหาคมถึงวันที่31ตุลาคม2564แบ่งการประกวดเป็น2ระดับคือ ระดับเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน25ปีและระดับประชาชนทั่วไป

ประเภทบทกวีมีผลงานที่ตรงตามหลักเกณฑ์การประกวด จำนวน255เรื่องประกอบด้วย

คณะกรรมการตัดสินมีมติให้ผลงานต่อไปนี้ได้รับรางวัลใน

ระดับเยาวชน รางวัลชนะเลิศ

มืดมิดคงสร่างซาเมื่อฟ้าสางโดยกิตติอัมพรมหา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ1

ตะฮัดญุดโดยชบาแดง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ2

รางวัลชมเชย(ต่อ)

ภูมิคุ้มใจใกล้ตัวโดยโพระดก

แล้วดอกไม้จะเบ่งบานโดยสราวุฒิร้อยกรอง

หนังสือคือภูมิคุ้มใจโดยจิรภิญญามหาสวัสดิ์

ระดับประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ

อ้อมแขนแห่งซะลามุนโดยองอาจสิงห์สุวรรณ

แมวสามขากับภิกษุผู้แปลงร่างเป็นสัปเหร่อโดยคีตาบัตดายา

ยิ้มระหว่างบรรทัดโดยนฤมลมงคลอิทธิเวช

เหมือนที่แม่เคยบอกโดยปรัชวิชญ์บุญยะวันตัง

รายชื่อคณะกรรมการตัดสินบทกวี

นางชมัยภรบางคมบางศิลปินแห่งชาติประธานกรรมการตัดสิน

บทกวียาใจ:พลังมหัศจรรย์ของคําน้อยๆ

บทกวีเป็นผลงานวรรณกรรมประเภทพิเศษมีรูปแบบเฉพาะ

และเน้นการใช้คำให้น้อยที่สุดแต่ให้ได้ความมากที่สุดแบ่งออกเป็น ประเภทฉันทลักษณ์และประเภทไร้ฉันทลักษณ์ประเภทฉันทลักษณ์ คือโคลงฉันท์กาพย์กลอนร่ายถืออยู่ในงานวรรณคดีเป็นมรดกของ ชาติได้รับการบรรจุไว้หลักสูตรการศึกษาในขณะที่งานไร้ฉันทลักษณ์ เป็นงานที่เกิดขึ้นใหม่ได้รับอิทธิพลจากบทกวีต่างประเทศแต่ทั้งสอง ประเภทยังคงคุณสมบัติพิเศษของความเป็นบทกวีไว้ได้คือได้ความ สูงสุดผ่านคำน้อยที่สุด

การประกวดบทกวีในโครงการ“พลังวรรณกรรมเพื่อเสริม สร้างพลังชีวิต”เกิดขึ้นในปี2564เป็นปีแรกบทกวีที่มีการส่งเข้า ประกวดมีทั้งสองประเภทและต่างก็มีข้อดีข้อด้อยเสมอกันกล่าวคือ

ผลงานประเภทฉันทลักษณ์จะถูกตรวจสอบความถูกต้องทาง

ฉันทลักษณ์อย่างเข้มงวดหากผิดพลาดแม้นิดเดียวก็ถูกคัดออก ในขณะที่ไร้ฉันทลักษณ์หรือกลอนเปล่ามีความอิสระแล้วแต่ผู้เขียนจะ กำหนดรูปแบบหรือจังหวะของตนเองขึ้นมาไม่มีเกณฑ์ตรวจสอบ เบื้องต้นแต่เมื่อถึงคราพิจารณาจังหวะเสียงหรือกลวิธีงานฉันทลักษณ์ ก็จะได้เปรียบกว่าตรงที่สามารถก่อให้เกิดความสุนทรีย์ผ่านถ้อยคำ และจังหวะเสียงได้ชัดเจนกว่าดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากผลงานของเยาวชน ที่ส่งมาทั้งหมด90เรื่องมีผลงานได้รางวัลเป็นบทกวีฉันทลักษณ์ถึง7 ชิ้นและมีผลงานได้รางวัลที่เป็นกลอนเปล่าเพียง1ชิ้นเท่านั้นส่วน

ประเภทประชาชนมีผลงานได้รางวัลเป็นฉันทลักษณ์5ชิ้นและเป็น กลอนเปล่า3ชิ้น

สิ่งที่ผลงานทั้งสองประเภทและทั้งสองกลุ่มการประกวดมี ร่วมกันคือเนื้อหาสาระตามหัวข้อการประกวดคือภูมิคุ้มใจในวันทุกข์

ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดสามารถตีความสิ่งที่เป็นภูมิคุ้มใจในวันทุกข์ได้ หลากหลายน่าสนใจดังนี้

หนึ่งการขอโทษและให้อภัยเป็นภูมิคุ้มใจ

กวียืนยันว่าคำขอโทษและการให้อภัยเป็นภูมิคุ้มใจที่ดีที่สุด

อาทิอ้อมแขนแห่งซาละมุนขององอาจสิงห์สุวรรณเมื่อแม่ของคน

ที่ลูกชายเป็นผู้ฆ่าร่ำไห้ขอโทษแม่คนที่ลูกถูกฆ่า

“ฉันขอโทษขอโทษแทนลูกชายด้วย”

กวีที่แน่วแน่ในศรัทธาพระเจ้าหรือพระหรือเทพหรือผู้ที่ตน เคารพต่างก็ยืนยันหัวใจที่มั่นคงเมื่อได้ยึดเหนี่ยวแน่วแน่ในคำสอน อาทิตะฮัดญุดของชบาแดงซึ่งเชื่อในพระอัลลอฮ์

หรือการเชื่อในคำสอนของแม่ในเหมือนที่แม่เคยบอกของ

เมื่อนั้นค่อยนำเขม่ามาวาดรูปดอกไม้”(ยิ้มระหว่างบรรทัด

ห้าธรรมชาติเป็นภูมิคุ้มใจ

กวีเห็นว่าความงดงามของสิ่งแวดล้อมรอบตัวข่วยทำให้ใจ แข็งแกร่งกลายเป็นภูมิคุ้มใจได้อาทิผลงานของโพระดกที่ชื่อ ภูมิคุ้มใจใกล้ตัวโดยยืนยันว่า“ทุกสิ่งสุขพร้อมบรรเทา…รอเรามอง” เป็นต้น

หกการยอมรับความเป็นไปของชีวิตเป็นภูมิคุ้มใจ

กวีชี้ให้เห็นว่าหากมนุษย์ยอมรับความเป็นไปในชีวิตไม่ว่า

จะเป็นหน้าที่(แมวสามขากับภิกษุผู้แปลงร่างเป็นสัปเหร่อของคีตา บารัตดายา)ประสบการณ์ชีวิต(การเดินทางสู่ท้องฟ้าของลูกนกของ ธณภัทรเหล่าสุวรรณ์)ชีวิตเฉพาะหน้า(เด็กชายบนสะพานไม้ของ วิศิษฐ์ปรียานนท์)หรือความเปลี่ยนไป(แล้วเปลี่ยนไปแล้วเปลี่ยนมา แล้วเปลี่ยนไปของนรพัลลภประณุทนรพาล)มนุษย์ย่อมมีภูมิคุ้มใจ

ฟ้าเคยมีสีส้มในยามเช้า

หลายคนยืนยันที่จะปลอบปลุกใจตัวเองให้ลุกขึ้นสู้เตือน ตนเองด้วยประการต่างๆเพื่อที่จะไปสู่วันแห่งการพ้นทุกข์อาทิแล้ว ดอกไม้จะเบ่งบานของสราวุฒิร้อยกรองหรือมืดมิดคงสร่างซาเมื่อ

จงเข้มแข็งแกร่งและกล้าอย่าหวั่นใด

ก้าวข้ามไปด้วยก้าวของเราเอง(มืดมิดคงสร่างซาเมื่อฟ้าสาง

ของกิตติอัมพรมหา)

บทกวีที่ว่าด้วยภูมิคุ้มใจในวันทุกข์ครั้งนี้ล้วนมีพลังและสร้าง ภูมิคุ้มใจได้ดีเชื่อว่าไม่เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้นที่ได้รับพลังนี้ตั้งแต่เริ่ม ปรุงถ้อยอักษรหากนักอ่านผู้เสพก็ได้รับพลังอักษรเหล่านั้นในทันที ที่ได้อ่านขอบคุณภูมิคุ้มใจจากตัวอักษรที่จะช่วยให้โลกของเราเคลื่อน ต่อไปได้อย่างงดงาม

“โอ้อัลลอฮ์

โรคร้ายซึ่งเกิดแก่มารดาของข้าพระองค์

ได้นำความเจ็บปวดมาสู่ทรวงอก

เนื่องแต่ยามนางหลั่งน้ำตาเพียงหนึ่งหยด ก็ทำให้บุตรผู้นี้หลั่งน้ำตาได้ทั้งค่ำคืน

คือการละหมาดในยามค่ำคืนหลังจากหลับนอนส่วนมากมัก ปฏิบัติหลังเที่ยงคืนจนถึงก่อนรุ่งอรุณโดยเป็นละหมาดที่เชื่อว่าจะทำ ให้ได้ใกล้ชิดกับอัลลอฮ์มากขึ้นมุสลิมที่มีความทุกข์ในใจจึงมักละหมาด ตะฮัดญุดเพื่อบอกเล่าความทุกข์ของตนให้พระองค์ฟังรวมทั้งขอพร จากพระองค์ให้ความทุกข์นั้นคลี่คลายไป

เดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็หนาวรวดร้าวใจ แต่ละวันทำไมช่างยืดยาว?

หยดน้ำตารินไหลใต้หน้ากาก

หยดน้ำตาไหลพรากจนใจหนาว

หยดน้ำตาแห่งพ่ายแพ้แต่ละคราว

จะนำให้ดวงชีวีไปข้างหน้า

รักจะพาดวงมานโบกโบยบิน

ประวัติศาสตร์จะจารไว้ในแดนดิน

ว่าความรักพาชีวินพ้นภัยพาล

ลมพายุต้านไม่ไหวยากไปต่อ

รอจนกว่าท้องฟ้าคลายได้กลับมา

นอนหลับผล็อยลืมตนกลางผืนป่า

แล้วดอกไม้จะเบ่งบาน สราวุฒิร้อยกรอง

๏ดั่งสุรีย์รังสิสิ้นสะเทือนขวัญ เหมือนสมุทรสูญอาสัญสลดแล้ง ดุจเพลิงแผกไร้ควันคลุ้งเขม่า ผืนพิภพระแหงแห้งแห่ห้อมโลกาฯ

แต่จิตป่วนปั่นผู้เร่งสร้างพลังใจฯ

๏เปลี่ยนมองภัยสิ่งร้ายโรคา

คือสัจธรรมชีวามนุษย์แท้

ปรับจิตปรับนัยนาเป็นสิ่งดีเฮย ภยันต์พิษจึ่งพ่ายแพ้ทุกข์ร้ายกลับดีฯ

๏มีสติเป็นเกราะคุ้มคลุมใจ

จึ่งหยุดยั้งภยันต์ภัยคลาดแคล้ว ไม่ประหวั่นจิตไหวฤประมาท มีสิ่งเหล่านี้แล้วส่งให้มิตรผองฯ

๏ส่งยิ้มมองผ่านด้วยแววตา

ส่งรสถ้อยวาจาสดับสู้

พลังใจจะเยียวยายามทุกข์

ส่งรักมากอบกู้จิตฟื้นคืนกายฯ

๏แม้นหมายปลูกดอกไม้ในใจ

ต้องรดน้ำด้วยอภัยจิตตั้ง

หว่านปุ๋ยเมตตาไปปลอบสุข

คือหยาดทิพย์ห้วงหทัยชโลมสุข

ภัยผาดพ้นสูญสิ้นสงบฟื้นสถาพร๚ะ๛

ต้นยางลึกกลางสวน...

สิบแปดฝนยังไม่พร้อมพ้นอ้อมแขน เนื้อเพิ่งแน่นแทนมือเท้าเงาลับหาย น้ำเหงื่อข้นน้ำยางสดหยดท้าทาย

กลับกลายเป็นน้ำเลือดเหือดไม่เป็น

น้ำค้างเกาะน้ำตาป่ายางนิ่ง สรรพสิ่งเหมือนมองแต่ไม่เห็น

พร่าจนไม่เหลือหยดรดกระเซ็น

ร่างซีดเย็นกว่าฝนวนย้อนคืน

เป็นความฝันคือความจริงใช่สิ่งอื่น

เธอเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงหลังเสียงปืน

เมื่อความตายกินกลืนชะตาเยาว์ คืนฝนหมาดมีดกรีดยางยังกำแน่น

(คำว่าอัสลามหรืออัสลามุมีความหมายว่าสันติ มาจากรากศัพท์เดียวกันคือซะลามุน)

กับค่ำคืนเหน็บหนาวเดือนดาวดับ

อัจกลับราแสงทุกแห่งหน

โหยหาไหล่ให้พิงพัก...ใครสักคน

ใครกักตนลำพัง...ฝั่งฟ้าไกล

“เธอไม่แพ้แค่ยังไม่ชนะ” แรงปะทะสารพัดคอยขัดขวาง มั่นคงธำรงฝันอันรางชาง

ห่วงแม้ห่างต่างฟ้าและตาวัน

ฝากถ้อยคำห่วงใยมาให้อ่าน

ห่างไกลบ้านบากหน้าค้นหาฝัน

อยู่ต่างเส้นรุ้งแวงฝั่งแสงจันทร์

รักจักเหนี่ยวนำใจเพิ่มไฟฝัน

กับค่ำคืนยืดยาวหนาวหน่วงหนัก

ขอมอบรักเป็นผ้าห่มป้องลมฝน

แม้กักตัวลำพังอย่ากังวล เธอจะพ้นทุกข์ภัยในเร็ววัน.

แล้วเปลียนไปแล้วเปลียนมาแล้วเปลียนไป

ได้ยินมาว่าฟ้าเคยหม่น

มีคนบอกว่าฟ้าเคยใส อีกคนบอกฟ้าเคยสีไฟ อีกคนบอกใช่และเคยฟ้า

และเคยมีสีเทามาก่อนหน้า ฟ้าเคยสีแดงสดจนแสบตา และเคยสีดำกว่าจักรวาล

บางคืนฟ้าเคยพราวเพราะดาวส่อง

บางวันฟ้าเคยหมองเพราะฝนผ่าน

บางคืนเคยมืดราวนิรันดร์กาล

บางวันเคยแสนหวานปานนิรันดร์

ฟ้าเคยเปลี่ยนสีกะทันหัน

หนึ่งนาทีเคยเปลี่ยนเป็นร้อยพัน

ในหนึ่งวันเคยเปลี่ยนเป็นล้านฟ้า

เคยสีใหม่แล้วเปลี่ยนไปสีเก่า

เคยสีเศร้าแล้วเปลี่ยนไปเศร้ากว่า

แล้วเปลี่ยนไปแล้วเปลี่ยนมาแล้วเปลี่ยนไป หากแต่ฟ้าเข้าใจสภาวะ

ความไม่อมตะของสีไหน

แต่กระนั้นอย่างไรก็ใช่ฟ้า

สะกดใจจงนิ่งอย่าวิ่งตาม

ป่ารกเรื้อเต็มไปด้วยไม้หนาม

เป็นกลุ่มๆเป็นคู่ๆดูคึกคัก

ยื้อแย่งนักท่องเที่ยวบ้างเหนี่ยวรั้ง

หวนกลับมาหลังหายเร้นนานเป็นปี

เช้า,เย็น-ค่ำทำหน้าที่มีความหวัง

เล่าประวัติชัดเจนเน้นเสียงดัง สองฟากฝั่งซ่อนเรื่องราวไว้มากมาย

เหมือนความฝันในฤดูโรคระบาด

แค่นขืนพาความจริงที่เหลือ

ออกค้นหาอากาศและบทเพลงปลุกปลอบ ฉันลูบขนสีดอกจำปี

หัวใจมันเต้นเหมือนเสียงคลื่นซัดฝั่ง

ชักชวนฉันลงเรือความรัก ลอยสู่ทะเลต่างสายพันธุ์

หลังชำระร่างกายจนแน่ใจต่อความสะอาดเอี่ยม

ศพที่45กลายเป็นห่อกระดูกอ้างว้าง ไร้ญาติมิตรไร้ประวัติศาสตร์

ทว่ามีนามชื่อในบันทึกโรคระบาด

อ้างว้างเหมือนฉัน

เหยียดร่างโก่งตัวขึ้นจากตัก

ส่งเสียงร้องเบาๆราวสายลมหนาวพัดไกวดอกหญ้า โขยกเขยกชะเง้อมองนกพิราบเปลี่ยว

สดับฟังถ้อยคำบนเรียวปีกขะมุกขะมอม

ว่าชีวิตบินผ่านเมืองแห่งปีระบาด

พายุน้ำตาโรงพยาบาลสนามความโกลาหลและห้วงแร้นแค้น

สีดอกจำปีหวนคืนสู่ตักอีกครั้ง

สีขาวสะอาดเหมือนก่อเกิดจากกระดูกในห่อผ้า

ไม่ใช่สิเหมือนดอกบัวต่างหาก

ดอกบัวซึ่งใครบางคนเคยน้อมจัดแจกัน

ก่อนโรคระบาดขโมยเขาไปจากบทกรวดน้ำ

โขยกเขยกกลับไปแล้วแมวสามขา

ฉันเห็นขาข้างสูญหายงอกออกมาใหม่

ยิมระหว่างบรรทัด

ท่ามกลางความโดดเดี่ยวส่วนบุคคล เราส่งยิ้มให้กันระหว่างบรรทัด

แน่นอนโลกใบนี้วิปลาส

เราทุกข์ระทม,รวดร้าวระยำเพียงเพื่อผ่านพ้นไปแต่ละวัน

ความเศร้าอาจนำจิตใจเรามาบีบเขย่าหยอกเย้าเล่น

กองหนังสือที่พ่อเคยอ่านหายไปจากบ้าน แม่บอกว่าหลังคำสั่งให้เสียงปืนสงบ

ทุกคนลงจากเขาพร้อมผืนธงและอุดมการณ์ที่พับเก็บไว้

พ่อถือธงข้ามเขาพับผ้าไปแล้วไม่เคยกลับมาอีก ผมเติบโตโดยมีพ่อในแววตาของแม่

ความอดทนส่งผ่านอ้อมกอดในทุกครั้งที่หกล้ม

ผมยังคงคิดถึงพ่อแม้แม่จะไม่ตอบคำถามอีก มะเร็งช่องปากพรากแม่ไปในตอนที่ผมจบมหาวิทยาลัย ผมกลายเป็นคนหม่นเศร้า

เพราะเหมือนพ่อได้จากไปด้วย แววตาแม่ที่ผมไม่ได้สบตาอีกแล้ว ผมพยายามแหงนหน้ามองฟ้า เพ่งมองเส้นขอบสันเขาสีเทาหลังทะเลหมอก ผมยังจำที่แม่เคยบอกได้

เราจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ปัญหาเราก็จะเล็กตามเท่าหัวเข็มหมุด

เท่าจุดหนึ่งจุดในทศนิยมที่ผมไม่ชอบเรียน ทุกเช้าผมจะนั่งมองท้องฟ้า

ขณะรอหม้อกาแฟหลั่งน้ำตาสีดำออกมา

ผมเจอทั้งพ่อและแม่

เพียงแต่ผมแยกไม่ออกไหนหมอกหรือเมฆ เพราะพ่อกับแม่ผสานรวมกัน

อย่าให้ผืนดินได้กินน้ำตาเรา

อ่านยาใจปีที่2“ภูมิคุ้มใจในวันทุกข์”

ตามที่สถาบันราชานุกูลกรมสุขภาพจิตสมาคมนักเขียนแห่ง

ประเทศไทยธนาคารจิตอาสาและแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.ร่วมกันจัดทำกิจกรรมโครงการ“พลังวรรณกรรมเพื่อเสริมสร้าง

พลังชีวิต”ปีที่2โดยเปิดรับผลงานเรื่องสั้นและบทกวีระหว่างวันที่1 สิงหาคมถึงวันที่31ตุลาคม2564แบ่งการประกวดเป็น2ระดับคือ ระดับเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน25ปีและระดับประชาชนทั่วไป

ประเภทเรื่องสั้นมีผลงานที่ตรงตามหลักเกณฑ์การประกวด จำนวน330เรื่องประกอบด้วย

เรื่องสั้นระดับเยาวชน142เรื่อง

ระดับเยาวชน

รางวัลชนะเลิศ

บ้านหลังนี้สีเหลืองโดยกษิดิศวิบูลย์เกียรติ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ1

ห้องกระจกเงาโดยดิตถ์จรัส

ภูมิคุ้มใจของเด็กชายอินยัตโดยอติรุจดือเระ

รางวัลชมเชย(ต่อ)

เรื่องในบ้านโดยชนากานต์โกมาสังข์

ห้องเช่าของนักเขียนที่ถูกลูกตะกั่วฝังเข้ากรามโดยกันตชาตชวนะวิรัช

ไม่มีน้ำตาจากก้อนเมฆโดยชาคริตแก้วทันคำ

แด่ชีวิตนับแสนที่ถูกคร่าและความฝันในวันหน้าของสองเรา

เรื่องเคราะห์ร้ายแห่งแหลมตาชีโดยสันติพลยวงใย เสียงผีเสื้อโดยไพรัตน์ยิ้มวิลัย

หลังมือ…ที่อังบนหน้าผากโดยพริมาเชยารมณ์

Memoryexchangeโดยปลายฝนวิศวเวช

อาจมีผลงานส่งเข้าประกวดน้อยลงกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย

แต่ผลงานที่ผ่่านเข้ารอบตัดสินก็ล้วนมีความหนักแน่นทางการ สื่อสารและมีความงดงามทางภาษาแห่งวรรณกรรมเป็นอย่างน่า

ชื่นชมพร้อมคงความใหม่สดในทางความคิดและรูปรอยการนำ เสนอประเด็นที่ติดตรึงใจและสั่นไหวต่อการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดดเด่นทั้งรูปแบบและเนื้อหารวมทั้งประเด็นความคิดในมิติของ จินตนาการที่ไร้ขอบเขตทั้งความจริงแท้และความจริงลวงอันน่า

กล่าวได้ว่าผลงานเรื่องสั้นอ่านยาใจปีที่2สมควรแก่การ เรียนรู้และรับรู้ในโลกความหมายแห่งวรรณกรรมอย่างยิ่ง ภาพรวมของเรืองสั้นอ่านยาใจปีที 2

สกุลบุณยทัต

บ้านหลังนีสีเหลือง กษิดิศวิบูลย์เกียรติ์

“สีเหลืองสวยดีนะ”ชายหนุ่มหันไปคุยกับภรรยาที่ปีน บันไดขึ้นมาทาสีวันนี้ทั้งสองไปเลือกสีที่ร้านและพบว่ามีแค่สีเดียวที่ดู โอเคตอนแรกไม่ได้หวังอะไรกับมันไว้มากแต่พอทากับผนังปูนแล้วก็ดู

ชายชราวัยเจ็ดสิบสี่ในรถเก๋งสี่ประตูสีขาวมองหยดน้ำไหลขึ้น ไปตามส่วนโค้งของกระจกหน้า ก่อนมันจะหายไปโดยการปาดของก้าน

ที่ปัดน้ำฝนเขานั่งอยู่ด้านข้างลูกเขยวัยกลางคนวันนี้ลูกเขยที่รับบทบาท เป็นคนขับใส่เสื้อลายสกอตกางเกงยีนส่วนด้านหลังคือลูกสาวของ

ชายชราใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขาลีบเอวสูงเธอไม่แต่งหน้า

ล้อรถหยุดหมุนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ประกอบจากสามคูหา

เชื่อมกันชายชราซื้อบ้านหลังนี้ไว้ตอนที่ยังหนุ่มตอนนี้บ้านก็อายุห้าสิบ ปีเศษแล้ว“บ้านหลังนี้สีเหลือง”เป็นป้ายไม้ที่แขวนไว้กับเชิงชายมี ขนาดใหญ่มากคนเดินผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านก็สามารถมองเห็นได้

ฟ้าหายครึ้มแดดฉายแสงผ่านช่องกลางระหว่างเมฆเป็นเหมือน สปอตไลต์ส่องไปที่รถชายชราพยุงร่างอันเหี่ยวย่นลงมาปิดประตูและ ย่างฝีเท้าเข้าไปในบ้านที่แสนจะคุ้นเคยเขากลับมาแข็งแรงอีกครั้งแม้จะ

ไม่ฟิตปึ๋งปั๋งแต่คุณหมอชื่นชมว่ามีสุขภาพดีมากสำหรับคนมีอายุครั้งนี้

ป่วยหนักที่สุดในชีวิตของเขาแต่โรคร้ายก็เอาเขาไม่ลงอยู่แหย่หมอ พยาบาลแค่เดือนเดียวก็กลับมาหายดีและได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

ชายชราเดินเข้าบ้านสีเหลืองและเจอกับหลานสองคนกำลัง นั่งขัดสมาธิดูโทรทัศน์อยู่ในมือถือรถพลาสติกของเล่นคันเล็กผนังห้อง สีเหลืองเหมือนด้านนอกหลานๆก็ผิวขาวอมเหลืองทั้งสองยิ้มหน้าระรื่น เมื่อเห็นคุณตากลับจากโรงพยาบาลพากันเดินเข้ามากอด

หลังจากเอามือผ่านก๊อกเขาก็สะบัดน้ำสับก๊อกและเอามือ ปาดกับผ้าขนฟูๆลายนกทวิตตี้ที่แขวนไว้ก่อนจะเดินผ่านห้องเก็บของ

ระหว่างที่ผ่านห้องเก็บของชายชรามองเข้าไปในห้องที่เต็ม ไปด้วยกล่องลังและเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น

“ใครทาสีห้องใหม่!!!!”

ชายชราตวาดลั่นก็รู้ๆกันอยู่ว่าใครรับหน้าที่ช่างประจำบ้าน

“มันลอกแล้วครับคุณพ่อ”คนพูดคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่ดี “มันลอกก็ส่วนลอกแกทาผิดสีนี่ไม่ใช่สีเหลืองนี่มันสีส้ม” เป็นสีส้มที่น่าเกลียดและอุจาดตาเขาอยากเติมคำสร้อยเพิ่มประมาณ นี้แต่ขอเก็บไว้ก่อน

“สีเหลืองคือสีของบ้านหลังนี้พวกแกไม่เคารพมัน”ทั้งบ้านยัง

“ก็เหมือนไม่เคารพฉัน”ลูกเขยทำปากขมุบขมิบเมื่อได้ยิน

“ไม่ต้องแก้ตัวฉันจะไปซื้อสีมาทาเอง”

ชายชราพูดเองเออเองเสร็จสรรพก่อนที่ใครจะพูดแก้ตัวก็ได้ ลั่นวาจาไปเรียบร้อยเสียแล้วลูกเขยลูกสาวและหลานอีกสองคนนิ่ง เงียบทำตัวไม่ถูกพวกเขาไม่รู้ว่าสีเหลืองของบ้านหลังนี้สำคัญกับชาย ชรามากขนาดไหนมันเป็นความหลังที่ไม่มีใครใส่ใจนี่มันไม่ใช่แค่สี

เขาผลักคนนู้นคนนี้ที่ขวางทางก่อนจะลากสังขารออกนอก บ้านตามคำประกาศแม้จะแก่ดูเลอะเลือนแต่เขาก็ยังจำได้ว่ามีร้านขาย สีทาบ้านอยู่ถัดไปอีกสองซอยและนั่นคือเป้าหมายของการเดินทาง อันแสนมุทะลุเขาเดินตากแดดร้อนยามบ่ายแสงแดดตกกระทบบน ผิวหนังเหี่ยวๆจนเงาเข้มเป็นชั้นย่นๆชัดยิ่งกว่าเดิมการเดินเท้าไป

สองซอยเป็นเรื่องอันเหน็ดเหนื่อยชายชราในชุดผ้าเวสปอยท์หลวมๆ ลากอีแตะดาวเทียมคู่โปรดผ่านหลายคูหาของเพื่อนบ้านเขาหันหลัง

โอ้ประเสริฐไม่มีใครตามมา

หารู้ไม่ว่าคู่สามีภรรยารุ่นลูกหลบอยู่หลังป้ายชื่อซอย

“สีเหลือง”เสียงชายชราดังลั่นร้านขายสีทาบ้าน

ผู้หญิงสวมเสื้อยืดของแถมจากบริษัทสีหยิบสมุดแค็ตตาล็อก มาวางไว้บนโต๊ะกระจกใสใต้กระจกคือรูปแมวไทยพันธุ์วิเชียรมาศตาสี ฟ้าเด่นชายชราลุกลี้ลุกลนหาแว่นสายตายาวแต่เขาลืมมันไว้บนรถ

“อ่อแค่ดูสี”เขาพึมพำกับตัวเองเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติว่า เรื่องเกี่ยวกับอะไรที่เป็นสมุดหนังสือหรือเล่มๆเขาต้องควานหาแว่น มาสวมแต่สำหรับแค่สมุดแค็ตตาล็อกสีสายตายาวไม่ใช่อุปสรรคใน การจำแนก

หลังจากเปิดไปเปิดมาเขาใช้นิ้วจิ้มบนเฉดหนึ่งในสมุด...สี

เจ้าของร้านพยักหน้าเป็นสีอ่อนและมีราคาไม่แพงมาก

“ถ้างั้นใช้ทาที่ไหนคะ”เธอเข้าใจและถามต่อ

“ก็แกลลอนเดียวทาสีทับของเก่าเหรอคะ”

ร้อยเมตรจากบ้านเพราะต้องทาสีทับสีเก่าไม่น่าอภิรมย์นั่นคอเขา

“สีส้ม”ภาพสีผนังนั่นวาบเข้ามาในหัวอยากจะสลัดทิ้ง

แน่นอนสิสีส้มผนังห้องเก็บของที่สะท้อนเข้ามายังนัยน์ตา ของชายชราเป็นสีส้มที่เข้มยิ่งกว่าสีใดที่เขาเคยเห็นบนโลกใบนี้สีส้มที่ แสบสันสีส้มที่ทำลายความนุ่มนวลของสีเหลืองไปเสียหมดสิ้น

“ถ้าอย่างนั้นให้ทาสีสองชั้นนะคะอีกแกลลอนเป็นสีพื้นเดี๋ยว ทาชั้นเดียวแล้วสีขึ้นยาก”

ชายชรานึกแค้นลูกเขยแค่หยิบสีเหลืองมันยากนักหรือไงกัน วัยเจ็ดสิบสี่ทาสีทั้งห้องเองทาสองชั้นด้วยนี่มันทรมานคนแก่ชัดๆ

ความเด็ดขาดได้เสียทีโลกเปลี่ยนไปเยอะมากแต่สีเหลืองของบ้าน หลังนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มันคือสิ่งที่ถาวร

หลังจากแลกเปลี่ยนสีสองถังกับธนบัตรสองใบที่ล้วงได้จาก

กระเป๋ากางเกงเวสปอยท์เขาก็ยกถังสีเกือบสี่ลิตรไว้ในมือข้างละถัง ชายชราวัยเจ็ดสิบสี่ยกน้ำหนักแปดลิตรเดินกลับบ้าน

แดดร้อนยิ่งกว่าเมื่อยี่สิบนาทีที่แล้วที่เขาเดินออกมาไอระเหย ของยางมะตอยทำให้ทุกบริเวณดูระอุเขาไม่ได้ออกแรงหนักขนาดนี้มา หลายปีเจ็บมากเขาหอบเขาเหนื่อยและเขาเห็นลูกเขยกับลูกสาววิ่ง ออกมาจากปากซอยหลังจากแอบดูมานานสองนาน

“พึ่งมาตอนนี้เนี่ยนะ”เอ้ยพูดผิดพูดใหม่“ไม่ต้องมาช่วย” ชายชราสะบัดหน้าจากทั้งสองพลางโบกมือเหมือนปัดยุง ลูกสาวยืนเท้าสะเอวเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะเดินตามหลังพ่อเข้าบ้าน หลานๆยังคงนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์เหลือบมองคุณตาถือถังสีเข้าบ้าน

“ลูกไปช่วยตาถือ”มนุษย์แม่เพียงคนเดียวในบ้านกล่าวขึ้น

“เอ๊ะ!บอกว่าไม่ต้องก็คือไม่ต้องไม่ต้องช่วยทาด้วย”พ่อของ

มนุษย์แม่ตวาดขวางดูสิว่าใครใหญ่กว่า

ชายชราเดินเข้าไปในห้องเก็บของตัวปัญหาสีส้มบาดตา ของมันทำให้เขาที่เหน็ดเหนื่อยจากการยกถังสีสองแกลลอนมีแรงฮึกเหิม ขึ้นมาทันใดตอนนี้เขาอยากจะกระโจนไปทาสีทับให้รู้แล้วรู้รอดถ้ายัง จัดการกับผนังปูนนี่ไม่สำเร็จก็ไม่ต้องนอนพักอะไรทั้งนั้นเขาควานหา กล่องใส่เครื่องมือทาสีเข้าใจว่าก็อยู่ในห้องนี้ขณะที่กำลังค้นตามชั้น อยู่นั้นเองหูของชายชราผึ่งออกเมื่อมีเสียงวุ่นวายอยู่ด้านนอก

“กล่องใส่ลูกกลิ้งกับแปรงอยู่ไหน”เขาถามแทรกเสียงรบกวน หูได้ยินเสียงปั๊มน้ำทำงาน

ลูกสาวกระโดดออกมาจากห้องครัวในมือถือถาดสีมีแปรง ทาสีกับลูกกลิ้งวางอยู่บนถาดทุกอย่างดูเปียกรวมถึงคนที่เดินถือมาก็

เปียกโชกเป็นพิเศษหน้าดูวิตกกังวลไม่รู้จะกังวลเรื่องความเหนื่อย ของพ่อหรือความลับของเธอดี

“ให้หนูช่วยเถอะค่ะ”ชายชราหันขวับอย่างแรงจ้องหน้าลูก

ของเขาเหมือนจะดูดวิญญาณภาษากายกำลังสื่อสารอย่างชัดเจนว่า

“คุณว่าถ้ามีลูกลูกของเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”หญิงสาว ปีนบันไดถึงความสูงที่ต้องการเธอถามพลางลูบท้องไม่ได้ตั้งครรภ์อะไร แค่คลำผ้ากันเปื้อนเพื่อหาพู่กันทาสีระหว่างรอคำตอบ

“ผู้หญิงและจะเป็นผู้หญิงที่น่ารักที่สุดเหมือนคุณไง”คนตอบ ทำเสียงแบบน้าต๋อยเซมเบ้

ตั้งแต่หกโมงเย็นของวันนั้นชายชราเริ่มภารกิจการทาสีบ้าน

เป้าหมายคือการกอบกู้สีเหลืองนวลให้กลับมาครบถ้วนสมบูรณ์ในบ้าน หลังนี้อีกครั้งเขาค่อยๆขนของออกจากห้องเพื่อเตรียมพื้นที่มือแก่ๆ สั่นเป็นเจ้าเข้าเขามือสั่นในทุกขั้นตอนตอนหยิบหนังสือพิมพ์มาปูพื้น ก็สั่นจนทำขาดนับรวมๆกันได้หนึ่งฉบับพอดีหรือตอนทาสีเองเขาก็สั่น อยู่ตลอดและทำให้สีหกเลอะเทอะ

แต่จะสั่นเป็นแผ่นดินไหวขนาดไหนก็ไม่มีใครหยุดอะไรเขาได้ ทั้งนั้นนี่คือบ้านที่เขาซื้อมาตั้งห้าสิบกว่าปีสีเหลืองคือสีแห่งความทรงจำ จะต้องไม่มีสีไหนนอกจากสีเหลืองหลุดรอดสายตาเขาได้อีก

สีเหลืองเท่านั้นสีเหลืองเท่านั้นสีเหลืองเท่านั้นสีเหลือง

ลูกเขยยืนมองอยู่ห่างๆชายวัยสี่สิบห้าเอาของกินกับน้ำมาวาง บริการไว้หน้าห้องเก็บของเหมือนตั้งศาลไหว้เจ้าวันตรุษจีนใจอยากคืน ดีกับพ่อตาและพุ่งกระโจนเข้าไปช่วยแต่สำหรับตอนนี้ก็คงทำได้แค่ เอาเสบียงมาวางไว้เขาทำหน้าละห้อยไห้เฝ้าอยู่แถวนั้นทั้งคืนเดินวน ไปวนมาพลางไถโทรศัพท์

ชายชราใช้มือข้างขวาที่เปื่อยจนจะเห็นกระดูกหยิบลูกกลิ้งปาด สีในถาดตอนนี้เขาทาสีพื้นขาวเสร็จแล้ว

“ไงล่ะคนแก่ก็ทำงานของคนหนุ่มได้เหมือนกัน”

วันต่อมาต้องทาสีเหลืองทับแล้วมือของเขายังคงสั่นเป็นเจ้า

เข้าเหมือนเดิมวันนี้เจ้าที่สิงชายชราดุกว่าเมื่อวานสีกระจัดกระจาย ไปทั่วพื้นห้องหนังสือพิมพ์ที่ปูไว้เอาไม่อยู่อีกต่อไปส่วนสีบนผนังปูนที่ ปาดไม่เรียบเริ่มจับตัวกันเป็นก้อนๆเหมือนก้อนกาวเหนียว

“ช่างมันเถอะยังไงมันก็คงเป็นสีเหลืองสวยๆ”ชายชราพินิจ พิจารณาก้อนสีแห้งที่แคะยังไงก็แคะไม่ออกเขาตัดสินใจปล่อยเลย ตามเลยแล้วปลอบตัวเองนี่ก็ทาไปได้จะเสร็จหมดห้องแล้ว

เหลืออีกแค่สองสามเมตรบ้านหลังนี้ก็จะกลับมาเป็นปกติ ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติเขาก็จะได้พักผ่อนเสียที“บ้านหลังนี้สี เหลือง”ก็จะกลับมาเหลืองสมบูรณ์แบบอีกครั้งนี่คือชัยชนะของชาย

“เป็นไงล่ะเจ้าลูกเขยคิดว่าฉันจะทำแบบนี้ไม่ได้สินะ”เขา งึมงำมือกำด้ามลูกกลิ้งเคาะกับถาดสีลุกขึ้นหันมาประจันหน้ากับผนัง และเตรียมบรรจงทา...

หลังจากอ่อนเพลียจนล้มไปชายชราลืมตาตื่นได้ยินเสียงของ

“ฉันเตือนแล้วว่าไม่ต้องสนใจแกอยากช่วยก็ช่วยไปเถอะ”

“โอ๊ย!!อายุเท่าไหร่แล้วพ่อจะกลัวคนแก่ดุทำไม”

จากห้องข้างๆมีเสียงเด็กน้อยร้องไห้ตามมาพ่อแม่ที่ยืนเถียงกันอยู่ข้าง เตียงชายชราสะดุ้งโหยงพากันเดินออกไปจากห้องนอนเหมือนถูก โปรแกรมอัลกอริทึมไว้เงียบไปได้สองสามอึดใจก็มีเสียงโวยวายฟังไม่ได้

ชายชราที่ตอนนี้ได้สติแล้วก็มีความอยากใคร่รู้ว่าเกิดเหตุ

อะไรขึ้นเขาจึงพยายามลุกจากเตียงฟูกนุ่มมีเสียงของข้อกระดูกอัน บอบบางเล็กน้อยพอดีกับที่ลูกสาววิ่งเข้ามาทำหน้าตาตื่นวิญญาณ

“คุณพ่อจะลุกไม่ได้นะคะต้องนอนพักค่ะ”แต่ชายชราไม่ได้ สนใจที่หน้าลูกสาวหรือเสียงของเธอหลังประตูห้องนอนคือลูกเขย กำลังวิ่งถือพู่กันไปที่ห้องครัวลักษณะดูลับๆล่อๆสองสามีภรรยารุ่นลูก มีความลับปิดบังไว้จากเขาแน่นอน

“นั่นแกจะไปไหน!!”เขาตวาดลั่นบ้านกระโจนขึ้นมาจากเตียง ทำหน้าบูดบึ้งสุดขีดลูกเขยพยายามซ่อนพู่กันเปียกๆไว้ที่ด้านหลังและ

“ฉันบอกว่าไม่ต้องช่วยไง”เขาตะเบ็งต่อเดินออกมาจาก ห้องนอนมุ่งไปที่ห้องเก็บของเพื่อดูว่าเจ้าลูกเขยผู้นี้มันได้ฝากได้ฝังอะไร เอาไว้

“ไม่ได้ครับคุณพ่อยังเข้าห้องไม่ได้”ชายวัยสี่สิบห้าพยายาม เข้าไปห้ามส่ายหัวแรงๆภรรยาของเขาเดินมาประกบข้างตอนนี้ทุก คนถูกเจ้าเข้าหัวสั่นกันทั้งบ้านโบกไม้โบกมือเหมือนกิ่งไม้ไหวลม

“ทำไมแกทาสีส้มทับอีกหรือไง”ชายชราพูดประชด แต่ในใจ เขากำลังคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือมันเป็นไปอย่างที่เขาประชด จริงๆช่วงที่เขาหลับไปเจ้าสองผัวเมียนี่อาจเอาสีส้มมาทาทับสีเหลือง สุดสวยไม่ได้การแล้วเขาต้องเข้าไปในห้องเก็บของให้ไวที่สุดเขาผลัก ชายหญิงวัยกลางคนที่ยังแข็งแรงไปกองอยู่กับทางเดินแล้วพุ่งไปที่ห้อง เก็บของด้วยความเร็วแบบที่ไม่มีคนแก่คนใดบนโลกนี้ทำได้มาก่อน

“แล้วถ้าลูกของเรามีครอบครัวล่ะ”หญิงที่ยืนบนบันไดถามต่อ “ผมว่าผมคงทะเลาะกับลูกเขยทุกวันส่วนหลานๆคงจะซน

เป็นลิง”ตอนนี้หน้าของชายหญิงทั้งสองแดงเป็นลูกแตงคู่หนุ่มสาว หยิบพู่กันจุ่มลงไปในถังสีพลาสติกและเอาพู่กันมาป้ายผนังออกมาเป็น สีเหลืองสวยงาม

นี่ไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลยไม่ใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่ เขาคาดคำนึงถึงแต่มันแย่เสียยิ่งกว่า

หลานวัยสิบขวบสองคนนั่งอยู่กลางห้องกอดถังสีไว้บนตัก

บนผนังห้องที่ควรจะเป็นสีเหลืองไปเกินครึ่งเหลืออีก แค่สองเมตรก็จะเสร็จสวยอย่างที่ชายชราตั้งใจไว้ตอนนี้กลายเป็นผนัง สีเหลืองที่โดนสาดโดยสีม่วง!สีฟ้า!และสีแดง!

สีม่วง!สีฟ้า!และสีแดง!สีม่วง!สีฟ้า!และสีแดง!สีม่วง!สีฟ้า!

และสีแดง!สีม่วง!สีฟ้า!และสีแดง!

บ้านหลังนี้สีเหลืองสีม่วงสีฟ้าและสีแดง(อย่าลืมสีขาว)

ชายชราพยายามตั้งสติสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดบ้านสีเหลือง กำลังพังทลายไม่เขาต้องตั้งสติเขาจะคิดแบบนั้นไม่ได้ทุกอย่างมันแก้ไข

เขามองไปรอบๆสภาพผนังเละเทะไม่มีชิ้นดีสีใหม่มันช่าง แสนเข้มมันแสบสันยิ่งกว่าสีส้มและมันก็บาดลึกจิตใจอันเปราะบาง

ชายชราถามหลานทั้งสองสายตามองเข้าไปในถังสีที่หลาน

กอดไว้มีถังสีฟ้ากับถังสีแดงเด็กวัยสิบขวบกอดมันไว้ทั้งน้ำตาพอจะ คาดเดาได้ว่าสีม่วงบนผนังคือการผสมกันของเม็ดสีทั้งสองสีหลานทั้ง สองไม่กล้าตอบกลัวโดนดุจนตัวสั่นชายชราก็ตัวสั่นเหมือนโดนลาก ไปตำหนิติเตียนกลางสี่แยกสองครั้งสองครา

“ตาถามว่าไปเอามาจากไหน”เขาถามซ้ำอีกเครียดหัวฟูยิ่ง

“อะไรนะ!”นัยน์ตาของชายชรากำลังจะหลุดออกจากเบ้า ด้วยความดันขึ้นตอนนี้แขนของเขาตึงขาก็ตึงเส้นเลือดดำปูดคู่สามี ภรรยาที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูห้องเก็บของเอามือป้องปากไว้ด้วยความ ตกใจนึกสงสัยว่าจะโดนตวาดด้วยคำว่าอะไรเธอและเขาคิดว่าชายชรา คงไม่ลากสังขารขึ้นไปชั้นสองเพื่อไปดูผลงานสีผนังห้องใหม่ที่ทาไว้เมื่อ

สองสัปดาห์ที่แล้วทั้งสองเก็บถังสีที่ใช้ทาไว้ใต้บันไดและลูกสองคนก็ พิเรนทร์เอามันออกมาเล่นเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาจนกระเด็นเข้ามาในห้อง

ชายชรายืนนิ่งเงียบไม่ไหวติงสมองกำลังพยายามจัดการกับ ข้อมูลที่ได้รับอย่างหนักแต่ก่อนอื่นเขาต้องไปดูให้แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ชั้นสองเมื่อคิดได้จึงเดินออกจากห้องเก็บของที่เละเทะทิ้งผลงาน ศิลปะแก้ไม่ได้ของหลานไว้เบื้องหลังเขาเดินขึ้นชั้นสองโดยไม่มีใคร ห้ามปรามไม่ได้เหนื่อยหรือปวดเมื่อยอย่างที่คิดอย่างว่าเขาพึ่งเดิน

แบกถังสีสองแกลลอนมาเมื่อวานชายชราเดินถึงปลายบันไดเขาจับ ลูกบิดห้องนอนใหญ่พลางถอนหายใจนิดๆภาวนาไม่ให้เป็นอย่างที่

ชายชราเปิดประตูห้องนอนใหญ่และพบว่าตอนนี้ผนังมัน

กลายเป็นสีฟ้าเขาจึงเดินไปห้องนอนห้องข้างๆ

เขาเปิดประตูห้องนอนของหลานและพบว่าตอนนี้มันเป็นสี แดงงั้นห้องข้างๆก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน

เขาเปิดประตูห้องทำงานและพบว่ามันเป็นสีใหม่สีขาวช่าง

จำเลยวัยสี่สิบห้าสามสิบแปดและสิบขวบอีกสองคนยืน เรียงกันตรงบันไดไล่ลำดับความสูงพวกเขาทำหน้ากลัวอย่างขนลุก

ขนพองมองชายชราที่กำลังเดินชมนิทรรศการผนังหลากสีของชั้นสอง ไปได้หลายนาที

บรรยากาศในบ้านเงียบเสียงปากมนุษย์จนน่าขนลุกเสียง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานอย่างสม่ำเสมอดังจากชั้นล่างเสียงรถยนต์ ขับผ่านหน้าบ้านเสียงแว้นสุดจะน่ารำคาญและเสียงโทรทัศน์ที่เปิด

ฟ้าสว่างสดใสก็ดูครึ้มผนังสีสันสดใสก็ดูทะมึนสีพวกนี้เข้มกว่าสีส้มมาก แก้ก็ยากและมันทำให้ฝันบ้านสีเหลืองอันยั่งยืนของชายชราล่มสลาย เหมือนปราสาททรายที่พังทลาย

ตกลงกันว่าเราจะทาสีเหลืองทั้งบ้านเลยคงจะน่ารักดี”เขาพูดถึงภรรยา ที่เสียไปแล้วเมื่อหกปีก่อนภาพของหญิงชราผู้แสนร่าเริงผุดขึ้นในใจ ของผู้ใหญ่สามคนสำหรับเด็กๆตอนที่คุณยายเสียพวกเขาอายุแค่สี่ขวบ

“เราทาสีด้วยกัน”เขาพูดประโยคเดิม

เขาเดินลงมาจากชั้นสองลูกสาวลูกเขยและหลานๆหลีกทาง ให้ชายชราเดินวกกลับไปในห้องเก็บของตอนนี้สีฟ้าสีแดงและสีม่วง กำลังย้อยลงมาที่พื้นกำลังได้ที่ชายชราหยิบพู่กันที่ลูกเขยทำตกไว้กับพื้น ขึ้นมาพิจารณาและนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อห้าสิบปีที่แล้วพู่กันปลาย บานๆนี้อายุเท่ากับบ้านถูกถนอมไว้ไม่ให้กาลเวลาแตะต้องภรรยา

ในวัยสาวดั้นด้นซื้อมันมาจากร้านขายสีในตัวเมืองพร้อมกับสีเหลืองใน ถังพลาสติก

เป็นสัปดาห์ที่อากาศดีมากๆอีกสัปดาห์หนึ่งและเหมาะมาก ต่อการทาสีบ้านทั้งสองทาสีเหลืองเหล่านี้ไปพร้อมๆกันห้องแล้ว

ห้องเล่าก่อนจะออกมาทาผนังด้านนอกระหว่างทาก็คุยกันอย่างมีความ

“สีเหลืองสวยดีนะ”เขาพูดปาดพู่กันไปมา

“เราทำป้ายบ้านหลังนี้สีเหลืองด้วยเลยมั้ย”เขาพูดติดตลก

“ดีค่ะเดี๋ยวฉันทำให้ห้อยไว้หน้าบ้านเลยตลกดีค่ะ”ภรรยา

ต่อคำเธอเป็นคนเรียบร้อยมากทุกคนในงานแต่งงานพูดว่าเขาโชคดี ที่ได้เธอเป็นเมียแหมก็แหงสิ

“คุณว่าถ้ามีลูกลูกของเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”เธอถาม

“ผู้หญิงและจะเป็นผู้หญิงที่น่ารักที่สุดเหมือนคุณไง”เขาและ

ชายชราก้มมองดูพู่กันก่อนจะเงยหน้าและหันไปมองรอบๆ เขาหันมาหยุดที่หน้าประตูสมาชิกครอบครัวทั้งสี่คนยืนมองเขาอยู่

ลูกเขยของเขาที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดว่าจะทะเลาะกันทุกวันกำลังทำหน้า เหยเกหลานทั้งสองที่น่ารักซนเป็นลิงและพึ่งจะสาดสีใส่ผนังบ้านไป กำลังปาดคราบน้ำตาที่แก้มเพราะความรู้สึกผิดและลูกสาวของเขา ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้มเธอจินตนาการไม่ออกว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไร ต่อทว่าใบหน้าซีดๆของเธอยังคงมีความน่ารักในแบบที่ชายชรา

ชายชราหัวเราะอีกสี่คนที่เหลือทำหน้าตกใจเขามองไปที่

“หลานๆสนใจช่วยตาทาสีมั้ย”เขาถามเสียงที่เคยตวาดลั่น

ลดระดับลงมาอย่างรวดเร็วหลานๆหันหน้ามามองกันเหมือนจะทำ ข้อตกลงอะไรบางอย่างก่อนจะตอบอย่างพร้อมเพรียงว่า

“ตาว่ามันน่าจะซ่อมยากแล้วงั้นหลานอยากทำเป็นลายทับไป

“ลายอวกาศ!!!”เสียงตะโกนดังลั่นด้วยความดีใจมากๆว่าจะ

หญิงสาวบนบันไดพูดระหว่างทาสีนึกขำว่าทำไมบทสนทนา

ห้องกระจกเงา

มาอยู่นี่เมื่อวานซืนเอ๊ะ!เมื่อคืนวานมั้งรึเพิ่งมาวันนี้...หล่อนไม่แน่ใจ

ลำแสงประหลาดสาดส่องมาสัมผัสจนนัยน์ตาแสยงวาบ หล่อนพยายามเผยอหน้าขึ้นมองแผ่นเพดานมือก็ปาดคราบเกรอะกรัง ตามริ้วไรขนตาขยับขยี้อยู่เป็นนานกว่าจะรับรู้ถึงม่านผมซึ่งปรกหน้า หล่อนแหวกซอกเส้นสังกะตังลวกๆแล้วลามเลียลิ้นลงบนมุมปากบวม เป่งรู้สึกถึงผิวอันหยาบกระด้างจากรอยน้ำลายที่แห้งเป็นเกาะแก่ง สะลึมสะลือสักพักก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างกุมเกาะผนังด้านหลังยันร่าง ขึ้นยืนอย่างยากเย็นโดยไม่ใส่ใจจะกลัดกระดุมเสื้อเหนือเนินอกหรือ แม้แต่แยแสพกผ้าถุงที่เหน็บไว้พอเป็นพิธี

“ให้ตายเถอะ...มึงยังไม่ปล่อยกูอีกเหรอเนี้ย”หล่อนแผดเสียง

จะมีคนอื่นข้างนอกหรือไม่หล่อนไม่รู้เท่าที่เสี้ยวสมองพอจะ คิดได้คือตะโกนด่าซ้ำๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า(จำพวกสรรพสัตว์กับของลับ

ตามหลืบรูภายในตัวที่ขุดค้นพบ)“ไอ้เหี้-...เอ๊ย”---ทว่าผลลัพธ์กลับ กลายเป็นเสียงสะท้อนจากผนังปิดตายซึ่งรายล้อมไร้ทางหนี

หล่อนหมดเรี่ยวแรงสาปสบถหมดอาลัยตายอยากและแสบ

แก้วหูรำคาญเสียงโหวกเหวกโวยวายจากปากตัวเอง“...ถ้ากูออกไปได้ นะมึ้งงงงง”หล่อนเค้นเสียงที่พอจะมีอยู่อย่างประชดประชันก่อนจะ สะบัดปลายนิ้วตีนกระทบกระแทกใส่ผนังเต็มแรง....ด้วยเหตุผลกลใดก็

ช่างหล่อนสงบสติอารมณ์เสียดื้อๆแล้วค่อยๆบรรจงหย่อนก้นลงนั่ง ชันเข่าวางมือข้างซ้ายบนตีนตัวก่อเหตุเมื่อครู่ลูบไล้มันเบาๆสีหน้า หล่อนไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาเลยคงทำไปเพราะต้องการหยั่งถึง

เศษเสี้ยวความรู้สึกอันน้อยนิดและคงทำไปแค่นั้นโดยไม่หวังให้คน ข้างนอกได้ยินอีกแล้ว

ราวกับความทรงจำบางส่วนแหว่งวิ่นชั่วขณะไม่รู้ว่าที่นี่คือ ที่ไหนไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ ด้วยซ้ำว่าหล่อนเป็นใครในโลกของเมื่อวาน

“ห้อง”หล่อนคิดว่ามันคือห้องทรงลูกบาศก์....ภายในนี้ ประกอบขึ้นจากแผ่นกระจกเงาหกบานยาวด้านละวาแผ่นทางซ้าย แผ่นทางขวาแผ่นตรงหน้าแผ่นข้างหลังที่หล่อนกำลังเอนกายพาดมัน ต่างพนักเพดานข้างบนและพื้นข้างล่างล้วนบุด้วยกระจกเงาชนิดเดียว กันประหนึ่งพวกมันมีตาเป็นของตัวเองดวงตาทุกคู่คล้ายจับจ้องมายัง หล่อนไม่ขาดระยะการเหลียวซ้ายแลขวาแทบทำให้หล่อนเหมือนนาง

ก้อนตะคริวชักไล่เล็มถึงหน้าแข้งหล่อนเปลี่ยนจากชันเข่า เป็นท่าเหยียดตรงกางขาออกถ่างอ้าซ่าปล่อยผืนผ้าถุงแผ่แพนกับพื้น กระจกกลิ่นปริศนาชวนคลื่นเหียนลอยละล่องมาแต่เบื้องต่ำกลิ่นนั่น ฉุดกระชากให้หล่อนหวนเห็นตัวเองเมื่อครั้งกระโน้น...

เสียงรถยังแล่นเสียงแตรยังลั่นอยู่เหนือหัว“เมื่อไหร่กูจะ สบายกะเค้าซะทีโว้ยยยยย...”

“แล้วมึงจะบ่นหาสวรรค์วิมานให้มันได้อะไรขึ้นมา”ทิดมิ่งค่อน ตอบเอี้ยงผู้เป็นเมีย

หล่อนวางศอกค้ำพื้นแคร่แล้วใช้แรงรุนหลังยกตัวขึ้นนั่ง“มึง พอจะเหลือบุหรี่มั้ย”ทิดยื่นบุหรี่งอหงิกครึ่งมวนให้หล่อนหล่อนอัด มันฟอดใหญ่ก่อนจะระบายควันออกทางจมูกให้ระเหยหายกับความมืด

“ถุย!!...มึงแหกตาดูดิว่าเรานอนอยู่ที่ไหนน้ำเน่าในคลองจะ เอ่อถึงท้องแคร่อยู่แล้วเหม็นจะตายชักหนูเอยแมลงสาบเอยวิ่งกัน ให้พล่านนี่ดีนะมึงกะกูอยู่ใต้สะพานไม่งั้นถูกเทวดาเยี่ยวใส่ เปียกปอน

ไปแล้วพวกข้างบนแม่งสบายฉิบหาย!”ประโยคสุดท้ายทำให้เอี้ยงแหงน หน้าขึ้นมองตึกระฟ้าซึ่งผุดขึ้นกลางมหานครอย่างกับดอกเห็ด

“บอกให้พากันไปอยู่วัดก็ไม่เอา”

“ยายหลงบ้านเช่าเขาบอกกูว่าพรุ่งนี้จะมีนักศึกษามาแจกข้าว

กล่องถัดไปสองป้ายรถเมล์มั้งมึงเอามาเผื่อกูละกันกูจะไปขอแถว บางลำพูอีรื่นมันว่าฝรั่งเยอะคงได้โขอยู่”

เอี้ยงไม่ได้ตอบกระไรต่อไปหล่อนโยนก้นกรองมอดไฟลงลำ

คลองทรุดร่างลงนอนข้างๆทิดมิ่งยกแขนก่ายหน้าผากเอาเข้าจริง ในใจหล่อนไม่เคยแค้นเคืองแม้แต่น้อยที่มิ่งพาหนีมาจากทุ่งร้างนาแล้ง นั่นไอ้เรื่องบ่นก่นด่าก็โอดตามสันดานปากไปอย่างนั้นเอง“ลำบากกว่านี้ กูก็เคยเจอ”---จะต้องกลัวทำไมในเมื่อยังมีผัวอยู่ทั้งคน

ภายในห้องช่างเงียบสงัดมีเพียงมโนภาพขยับเขยื้อนเคลื่อน กายในกระแสสำนึกหล่อนเงยหน้ามอง“อีผีบ้า”บนกระจกเงาค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปยืนจ้องมันจนเจนแจ้งแก่สายตาหล่อนยิ้มมันยิ้มตอบ

“สภาพมึงดูไม่ได้เลย...อีเอี้ยงเอ๊ย”คิดว่าก่อนหน้านี้หล่อนมีเวลา

มากพอจะสังเกตตัวเองจากกระจกแต่ละบานเปล่าเลย!ตลอดเวลาที่ กระจกทั้งหกเพ่งมองมายังหล่อนหล่อนเอาแต่อาละวาดรบรากับอะไร

ต่อมิอะไรไร้แก่นสารกระทั่งขณะนี้ภาพเสมือนกำลังสนทนากับหล่อน ด้วยภาษาแห่งความเงียบหล่อนตอบถ้อยคำเหล่านั้นโดยการสัมผัส

มุมปากช้ำเลือดของมันเบาๆมันก็ใช้ท่วงท่าดุจเดียวกันตอบหล่อน

เสียงซี้ดปากโพล่งขึ้นหลังความเงียบกินเวลามานาน....

กล่องข้าวผัดไข่วางแช่อยู่บนแคร่ตั้งแต่บ่ายฝากล่องปิด พอหยาบๆมดแมลงสาบหลายตัวถูกบี้นอนกลิ้งเกลือกไม่ไกลกันนัก ระหว่างนั้นหล่อนสาละวนกับการซักชุดชั้นในซึ่งลอยมาติดเสาตอม่อ เมื่อคืนนี้มิ่งเดินกระย่องกระแย่งแล้วนั่งแหมะโดยไม่มีสิ่งใดรับรู้การ มาถึงเขาฉวยกล่องโฟมข้างตัวตักข้าวเย็นชืดใส่ปากท้องฟ้าโพล้เพล้ ลงทุกทีดวงอาทิตย์สีแสดระเรื่อกำลังถูกตึกเวิ้งตะวันตกกลืนกิน

“เสด็จกลับแล้วเหรอผัวขามาเอาป่านนี้ได้หลายร้อยสิท่า” ไม่มีเสียงตอบรับเขากัดแตงกวาทั้งดุ้นพลางล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ส่ง ให้หล่อนจุดไฟของตัวแล้วจึงเอื้อมมือไปจุดอีกมวนในปากหล่อน

“แม่งวันนี้โคตรซวย”เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด“ตอนขากลับ ผ่านแคมป์คนงานเสือกโดนเหล็กเส้นครูดเข้าให้มองไม่เห็นซะด้วยนะ ไม่รู้โผล่มาอีท่าไหน”หล่อนก้มมองแผลเหวอะเหนือตาตุ่มทำให้นึกถึง ป้าเวียนขาด้วนที่เคยไปขอทานด้วยกัน“เดี๋ยวบาดทะยักก็แดกเอา หรอกมึง”ทิดมิ่งเอี้ยวตัวไปดีดขี้บุหรี่ออก

“พูดเป็นเล่นตอนอยู่บ้านนอกถลอกปอกเปิกมานักต่อนักยัง โตมาได้”

“เออเออเรื่องของมึง”หล่อนพูดเสร็จก็สะบัดก้นไปตากผ้า ต่อทิ้งทิดนั่งจ่อมจ้องน้ำเน่าอยู่ตามลำพัง

เช้านี้ทิดออกจากมุ้งเร็วกว่าทุกวันเพราะปรกติทั้งสองขอทาน

คนละที่เอี้ยงกับเขาจึงปะหน้ากันเช้าหนเย็นหนเท่านั้นแต่วันนี้เสื่อ ฝั่งมิ่งม้วนเป็นระเบียบไว้หัวนอนอยู่ก่อนแล้ว“ตกเย็นค่อยถามก็ได้วะ”

บนสะพานลอยแดดแผดจ้าเหมือนขวานจามลงกลางกบาล

หลายชั่วโมงกว่าจะมีคนหย่อนเงินวันไหนคนมากก็เห็นจะได้กลับแต่ บ่ายหากวันนี้ถนนโล่งคล้ายผู้คนเกียจคร้านทำมาหากินหล่อนรู้สึก ตัวเองกลับช้ากว่าทุกวันจึงเข้าใจว่าทิดตั้งหม้อข้าวรออยู่ที่ไหนได้

เพิงพักเปล่าว่าง“คงแบบวันก่อน”...หล่อนคิด จริงอย่างว่าเอี้ยงเห็นเขาเดินเลียบคลองมาจากอีกฟาก “ข้อตีนมึงเป็นไ...ง...”หล่อนไม่ทันพูดจบประโยคเขาตัดบท “เออดี”ห้วนๆแล้วกะโผลกกะเผลกเข้ามุ้งทั้งๆเหงื่อโซมกาย“มา บ้าๆเว้ยวันนี้”หล่อนห่วงเขาอย่างบอกไม่ถูกครั้นจะทักถามก็กลัว รำคาญใจกันเสียเปล่าๆหล่อนรู้ผลของนิสัยตนเองดีหากเซ้าซี้เกินเหตุ ...ท่ามกลางการดำเนินชีวิตอย่างเงียบงำและจำเจคืนหนึ่ง หล่อน ครุ่นคิดถึงตอนตามมิ่งมาใหม่ๆเคยโทษตัวเองที่ไม่เอาดีทางค้าขาย ใครต่อใครก็บอกว่านั่งรอลูกค้าในห้องกระจกได้เงินดีเป็นอาชีพนางฟ้า นางสวรรค์กระทั่งชีวิตในเมืองหลวงผลิเผยความฟอนเฟะให้รู้อะไรต่อ มิอะไรมาพอตัวถึงกระนั้นหล่อนก็ไม่ลืมบุญคุณความขี้ริ้วขี้เหร่ที่เป็น ภูมิคุ้มหัวคุ้มเกล้าจนรอดปากเหยี่ยวปากกา

หล่อนพลิกร่างมาทางเขา“พักนี้มึงไอถี่เหลือเกินนะมิ่ง” หล่อนใช้ฝ่ามือแนบกับหน้าผากทิดมิ่งขณะเสียงหายใจในลำคอของ เขาครืดคราดติดขัดทิดหลับไปแล้วปล่อยให้เอี้ยงเฝ้าคำนึงอดีตต่างๆ นานาสารพัดหนึ่งในนั้นคือการหาเหตุผลอธิบายความห่างเหินทั้ง ลักษณาการเงียบขรึมเขาออกไปก่อนฟ้าแจ้งกลับมาถึงก็นอนแต่หัววัน ดูเลื่อนลอยคล้ายคนอมโรคไหนจะเรื่องอาทิตย์ก่อนหายตัวไปทั้งคืน จนตะวันสายโด่งกว่าจะลากสังขารกลับมาหล่อนยิ่งเครียดจวนจะ

คลั่งสามเดือนผ่านมานี้ทั้งสองคุยกันแทบนับคำได้แม้เค้าลางทั้งหลาย จะส่อถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปแต่ครั้นหล่อนหวนเห็นชีวิตทุกข์ ยากลำบากลำบนที่ผจญมาด้วยกันหล่อนไม่กล้ากระทั่งคิดว่าเขาจะ หลง“...ห....ใหม่”ได้ลงคอ....

“มาแดกข้าวโว้ย!”เอี้ยงตะโกนมาจากบาทวิถีฝั่งตรงข้ามเมื่อ

เห็นเขานอนแผ่อยู่บนแคร่...ไร้สัญญาณตอบสนอง!การตะโกน

เรียกซ้ำๆหลายเที่ยวพานให้ท่าทีของหล่อนลนลานลักลั่นใจคอไม่สู้

ดีเอี้ยงวางกล่องข้าวผัดตรงปลายตีนทิดมิ่งรวบผ้าถุงแล้วทรุดตัวลง นั่งยองๆข้างแคร่

“มิ่งมึงเห็นปากกูมั้ยเจ็บฉิบหายอีบ้าที่ไหนไมรู้

มึงเป็นผัวมันมันผลักกูลงไปซบกับขอบม้านั่งใครจะยอมอยู่ถ่ายเดียว กูก็เล่นมันสักหน่อยให้รู้ว่าอย่าริตอแหลกะกู....กูเก่งมั้ยล่ะ” “ลุกมาแดกข้าวเหอะ”หล่อนคว้ากล่องเปิดมันแล้วตักข้าว มาจ่อยังริมฝีปากปิดสนิทของเขาข้าวในช้อนกระจายเรี่ยราดเต็มขอบ ปากก่อนจะร่วงมาตามคอและหน้าอกหล่อนป้อนข้าวได้สี่ห้าคำแต่ แล้วมืออันระริกระรัวไหวก็ทำให้กล่องข้าวพลัดตกลงสู่พื้นดินหล่อน ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดมุมปากทิดมิ่งอย่างระมัดระวังเอื้อมมือไปลูบเปลือกตา ของมิ่งให้หลับใหลแล้วยกหูมุ้งเก่าคร่ำผูกติดกับเสา“กินข้าวแล้วก็ นอนซะนะ”

ข้าวยังเรี่ยรายกระจายเม็ดทั่วบริเวณสายมุ้งหูสุดท้ายถูกผูก น้ำในตาหล่อนร่ำไหลไม่รู้ตัว...

ร่องรอยแห่งความสูญเสียยังฉ่ำชื้นอยู่บนขอบตาแดงก่ำ เป็นอีกครั้งที่เอี้ยงเงยหน้าขึ้นเหม่อมองเงาตัวเองในกระจกวันที่ทิด หายตัวไปทั้งคืนหล่อนลองคิดคำถามโง่ๆข้อหนึ่งในหัว“ถ้าวันนึงมัน

ไม่อยู่กะกูกูจะทำยังไง”จนกระทั่งมาอยู่ที่นี่วินาทีนี้ห้องที่มีหล่อน หล่อนหล่อนหล่อนหล่อนและหล่อนกำลังจับจ้องมายังหล่อน เพื่อขุดเค้นเอาคำตอบของคำถามโง่ๆในวันนั้นเอี้ยงได้แต่ก้มหน้าด้วย ความสิ้นหวัง

“อีเอี้ยง...”หล่อนยินเสียงใครบางคนซึ่งคุ้นเคย

“มิ่ง...”หล่อนเรียกเขาเขายืนตรงนั้นยืนแทนที่เงาของหล่อน

“ถ้าวันนึงกูไม่อยู่กะมึงมึงจะทำยังไง”เขาถาม

“กูอยู่ได้หรอกนา...”หล่อนตอบมิ่งแล้วเบือนหน้าไปปาดน้ำมูก “มึงเลิกหลอกตัวเองเถอะไม่มีใครกักขังมึงได้นอกจากใจของมึง เองไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่มึงจะสร้างห้องบ้าๆนี่เพื่อหลอกหลอนตัวเอง เพื่อตัดขาดตัวเองจากโลกแห่งความจริง...มึงจะอยู่ต่อไปได้ใช่มั้ย”

หล่อนก้มหน้าเงียบคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างลอยขึ้นมาตีบตัน

“มึงไม่ตอบกูก็ได้แต่สักวันมึงต้องตอบตัวเองและเมื่อวันนั้น มาถึงมึงจะได้ไม่ต้องกลับมาจมกองทุกข์ในห้องนี้อีก”หล่อนหันมาอีก ครั้งเขาก็เลือนหายไปแล้ว

แผ่นกำแพงกระจกรายรอบชวนให้รู้สึกว่าแต่ละด้านบีบอัด เข้ามาเรื่อยๆเช่นเดียวกับความทรมานที่ล้วนกองสุมรุมล้อมจิตใจจน ทุกสิ่งดูขนัดแน่นหากแท้จริงแล้วภายในนั้นเปล่ากลวงและกำลังสูญ สลายไปช้าๆนานแค่ไหนแล้วที่หล่อนหลอกตัวเองทำทุกอย่างเหมือน เขาไม่เคยจากหล่อนไปใช้ชีวิตกับซากนั่นเสมือนว่า“ตัวกูของกู”และ นานแค่ไหนแล้วที่หล่อนถูกกักขังในห้องแห่งมายาคติที่ตัวเองสร้างขึ้น

สายตายังเพ่งพิจารณาภาพ“อีผีบ้า”ในกระจกพลางยกมือ

“กูไม่เข้าใจว่าทำไมก่อนหน้านี้มึงถึง…ไ..ม่...มึงไม่ปริปากบอก

แล้วจู่ๆก็มาตายไปดื้อๆช่างเถอะตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว ---มิ่ง...มึง

ไม่เคยทิ้งกูไปมึงอยู่กับกูและเป็นส่วนหนึ่งของกู”หล่อนหลับตาแล้ว สูดหายใจลึก“เจ้าเด็กนี่จะเป็นตัวแทนของมึงเค้าจะเป็นภูมิคุ้มใจให้ กูให้กูมีความหวังที่จะก้าวต่อไปกูจะอยู่เพื่อเค้าและกูจะอยู่เพื่อมึง...

ลำแสงประหลาดสาดส่องมาสัมผัสจนนัยน์ตาแสยงวาบ

หล่อนพยายามเผยอหน้าขึ้นมองแผ่นเพดาน มือก็ปาดคราบเกรอะกรัง

ตามริ้วไรขนตาขยับขยี้อยู่เป็นนานกว่าจะรับรู้ถึงม่านผมซึ่งปรกหน้า หล่อนแหวกซอกเส้นสังกะตังลวกๆแล้วลามเลียลิ้นลงบนมุมปากบวม เป่งรู้สึกถึงผิวอันหยาบกระด้างจากรอยน้ำลายที่แห้งเป็นเกาะแก่ง สะลึมสะลือสักพักก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างกุมเกาะผนังด้านหลังยัน ร่างขึ้นยืนอย่างยากเย็นโดยไม่ใส่ใจจะกลัดกระดุมเสื้อเหนือเนินอก หรือแม้แต่แยแสพกผ้าถุงที่เหน็บไว้พอเป็นพิธี

มองไปรอบๆไม่ว่าบนแคร่หรือในมุ้งเพิงพักนี้มีแค่“อีเอี้ยง” เพื่อให้ตัวหล่อนอ้างว้างน้อยลงหล่อนกลบฝังร่างนั้นพร้อมๆ กับซาก “อีผีบ้า”อันโศกเศร้าสิ้นหวังด้วยหัวใจของหล่อนเอง

ดวงอาทิตย์เวิ้งฟ้าตะวันออกกระตุ้นเตือนภูมิพลังซึ่งหลับใหล ให้ตื่นขึ้นมันเรียกร้องให้หล่อนออกไปต่อสู้กับผู้คนนับล้านข้างนอกส กับชีวิตจริงแสนโหดร้ายอีกครั้งในมหานครแห่งความคับแคบ

โลกของวันนี้กลับมาอยู่นี่เมื่อวานซืนเอ๊ะ!เมื่อคืนวานมั้ง รึเพิ่งมาวันนี้...หล่อนไม่แน่ใจรู้เพียงว่าห้องกระจกเงานั่นมันหาย ไปแล้ว...

มวลความรัก

เพียงแค่วันนี้...พระอาทิตย์สวยกว่าทุกวันที่ผ่านมา

และอาจมีชายชราได้หลับตาลาโลกไปในเวลาเดียวกัน

ฉาบท้องฟ้าไร้เมฆท่ามกลางหมู่นกที่บินถลากลับรังนอนลำแสงสีส้ม อ่อนๆทาบทาไปทั่วทุกช่วงตึกระฟ้าไออุ่นโลมไล้ทุกซอกมุมที่สามารถ แผ่อาณาเขตไปถึงถนนรถราร้านรวงต่างๆผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา รวมถึงชุดหมีสุดแสนเทอะทะที่ความอบอ้าวมาเยือนจนเสื้อข้างในของ

เขามองอยู่อย่างนั้นแววตาเลื่อนลอยบนเตียงผู้ป่วยถูก พระอาทิตย์จับจ้องโดยไม่วางตามุมปากขยับเล็กน้อยรอยยิ้มอ่อนๆ

ปรากฏบนใบหน้าซูบเซียวเลือดฝาดขึ้นมาบ้างตามโหนกแก้มและปลาย จมูกผมก้มลงมองเขาหลังจากที่มือไร้แรงพยายามเอื้อมมาจับมือผม นั่นคงเป็นการแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ผมได้ทำตามคำร้องขอ ของเขาผมรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้แต่ก็ยังฝืนยิ้มจนถึงวินาทีสุดท้าย ก่อนที่มือนั้นจะร่วงตกลงไปบนเตียงผู้ป่วยอย่างมิอาจย้อนคืน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายผมยืนมองตัวเองใน กระจกชุดPPEที่ดูใหญ่เทอะทะราวกับหุ่นของหมีขั้วโลกดูไม่เข้ากัน กับผมความรู้สึกบางอย่างกัดกินจิตใจปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมไม่รู้สึก

อะไรเพียงแค่ผมเรียนรู้วิธีที่จะรับมือกับความเจ็บปวดเหล่านี้ก็เท่านั้น ผมถอดชุดออกทีละชิ้นร่างกายรู้สึกเบาหวิวขึ้นเรื่อยๆตามชิ้นส่วนที่ ถูกถอดออกไปแต่ทุกอย่างข้างในกลับหนักอึ้งเหมือนมีของหนักๆมา

ถ่วงเอาไว้แล้วถูกทับด้วยของหนักๆอีกทีหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ผมเซื่องซึมนานกว่าปกติอาจเป็นเพราะ

สภาวะทางใจที่ต้องแบกรับความสูญเสียมาเป็นเวลานานอาจเป็นเพราะ ความเจ็บปวดในอดีตที่กลับมาทวงคืนความทรงจำที่ผมอาจหลงลืมไป แล้วอาจเป็นเพราะความผูกพันระหว่างผมกับผู้ป่วยที่ได้เดินทางมา เจอกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มก่อนที่จะลาจากไป หรืออาจเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ อะไรก็ตามที่พรากชีวิตและลมหายใจ สุดท้ายไประหว่างที่ผมพยายามซื้อชีวิตให้กับใครคนหนึ่งอย่างสุดชีวิต หรืออาจจะเป็นเพราะผมเองที่ไม่สามารถที่จะก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านี้ ได้แต่ก็นั่นแหละมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆคิด

ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์ในล็อกเกอร์หน้าจอแสดงข้อความ แจ้งเตือนว่ามีสายที่ไม่ได้รับรวมแล้วกว่าสิบสาย“ซารัม”ชื่อของ

ลูกชายผมปรากฏใกล้ๆกับชุดตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์ดูเหมือน ความรู้สึกหน่วงๆทุเลาลงบ้างอย่างน้อยลูกชายผมก็ช่วยให้ผมเผลอ ยิ้มออกมาได้แม้ว่าจะเป็นวันที่เลวร้ายสำหรับผมผมสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าและปัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทางก่อนที่จะวิดีโอคอลไปหาลูก ชายวัยสี่ย่างเข้าห้าขวบ

“ป่าป๊าทานข้าวยังครับ”น้ำเสียงใสซื่อดังขึ้นหลังจากที่ซารัม เห็นหน้าผม

“อืมป่าป๊าทานแล้วอิ่มแปล้เลยเนี่ย”ผมแกล้งลูบพุงทั้งๆ ที่ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เที่ยง

“แล้วคุณยายทำกับข้าวอะไรให้ซารัมทานมื้อเย็น”ผมพูดต่อ

“คุณยายต้มจืดฟักให้ผมครับ”เด็กน้อยตอบพลางเล่น

โมเดลรถบรรทุกพลางทำเสียงบรืนบรืนไปด้วย

“ซารัมคิดถึงป่าป๊ามั้ย”ผมถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“ซารัมคิดถึงป่าป๊ามากๆครับเมื่อไหร่ป่าป๊าจะกลับบ้าน” แววตาใสซื่อปรากฏให้เห็นแจ่มชัดเมื่อเด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองผม

ซารัมเอียงคอรอคำตอบระหว่างที่ผมเบือนหน้าแอบปาดน้ำตาที่ระรื่น

“อีกสองสามวันป่าป๊าก็กลับแล้ว”ผมบอกลูกชายตัวเองไป

“สัญญานะครับ”เด็กน้อยพูดพร้อมกับชูนิ้วก้อยขึ้นมา

“เกี่ยวก้อยสัญญาเลย”ผมตอบเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่คิดว่า

ผมพูดกับแม่อีกสองสามอย่างส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ

ซารัมทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินสุขอนามัยการเรียนการเล่น สำคัญที่สุดคือการดูแลและเฝ้าระวังให้เขารอดพ้นจากโรคระบาดที่ทำ ให้คนตายกันเป็นเบืออยู่ในตอนนี้แม้ว่าเราจะอยู่ร่วมกับมันมาปีกว่าๆ แล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นไม่กี่เดือนมานี้โรคร้ายได้พัฒนาเป็น สายพันธุ์ใหม่ทำให้การแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างและหนักข้อกว่าที่ ผ่านมานี่จึงเป็นสาเหตุของการจากไปของผู้ป่วยคนล่าสุดที่ผมรักษา ทั้งยังเป็นเหตุที่ทำให้ผมไม่ได้กลับบ้านผมถามนู่นฝากนี่จนเป็นที่พอ ใจก่อนที่จะกดวางสายแม่รับคำพลางบอกให้ผมระวังตัวและดูแล

ยังไงยังงั้นผมก็อดที่จะเป็นห่วงซารัมไม่ได้ผมเลื่อนดูภาพ เด็กน้อยในโทรศัพท์ไปเรื่อยๆจนเผลอยิ้มออกมาแม้ว่าแต่ละภาพที่ บันทึกแต่ละช่วงการเติบโตของเด็กน้อยจะเปลี่ยนเค้าโครงหน้าของเขา ให้ต่างไปจากผมแต่ผมไม่สนใจเรื่องนั้นหรอกซารัมเป็นเด็กขี้โรคตั้งแต

ยังเล็กมีแม่ที่ท้องไม่พร้อมนำเขามาทิ้งไว้ข้างกล่องกระดาษลังของ

แมวจรหลังโรงพยาบาลตอนนั้นประมาณตีสองกว่าๆผมออกมาสูบ บุหรี่คลายเครียดจากความเหนื่อยล้าที่มีมาตลอดทั้งวันเสียงร้องของ

ซารัมดังขึ้นด้วยอากาศหนาวที่เริ่มกัดผิวและนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ เจอกับเด็กน้อยคนนี้ผมอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาพลางฮัมเพลงแมงมุมที่แม่ ชอบร้องกล่อมผมให้หลับในตอนเด็กๆให้เขาฟังเด็กน้อยร้องอ้อแอ้ ก่อนที่จะผล็อยหลับไป

“ซารัม”คำนี้จึงผุดขึ้นในแวบแรกอย่างทันทีทันใดซารัม แปลว่าคนผมแค่อยากจะให้ทุกคนรวมทั้งแม่และพ่อของเขาได้รู้ว่า เขาก็คือคนคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสลืมตาขึ้นมาดูโลกเขาคือคนคนหนึ่งที่ ควรจะได้มีชีวิตเมื่อพระเจ้าได้มอบชีวิตให้กับเขาเขาคือหนึ่งชีวิตที่ได้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้แม้ว่าเด็กน้อยคนนี้จะโดนลงโทษจาก การกระทำบาปของพ่อแม่หรือโดนผลักไสจากใครต่อใครทั้งๆที่เขา ไม่มีสิทธิ์ในการเลือกโชคชะตาชีวิตเป็นของตัวเองซารัมจึงกลายเป็น ชื่อของเด็กน้อยคนนี้ตั้งแต่นั้นและเขาก็คือลูกชายของผม

ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาผมรู้สึกวิงเวียนศีรษะเปลือกตา เริ่มหย่อนลงอย่างมิอาจยื้อผมรู้สึกว่าตัวเองพยายามลุกขึ้นแต่กลับล้ม ตัวลงนอนในที่สุดผมก็ผล็อยหลับไปในความฝัน

คืนแรกที่ผมรู้สึกสบายใจและหลับง่ายกว่าคืนอื่นๆอย่างบอกไม่ถูกทุก อย่างดูง่ายดายแม้ว่าร่างกายจะแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งมาตลอดทั้งวัน ครั้งก่อนๆไม่เคยเป็นแบบนี้หนึ่งชีวิตแรกที่ผมสูญเสียไปในระหว่าง ผ่าตัดครั้งนั้นทำเอาผมต้องกินยานอนหลับเกือบร่วมเดือนครั้งต่อๆ มาแม้ว่าสภาวะจิตใจจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเสี้ยววินาทีระหว่าง มีชีวิตกับการลาจากขึ้นมาได้บ้างแต่ก็ไม่เคยใช้เวลาเพียงชั่วครู่ขนาดนี้ ที่ทำให้ผมหลับไปโดยลืมเลือนซึ่งความรู้สึกกังวลใจใดๆที่ตกตะกอน

สั่งสมมาทั้งชีวิตผมรู้สึกได้ถึงลมรุ่ยๆพัดผ่านไออุ่นจากหลอดไฟ นีออนและฟูกนุ่มๆที่รองรับร่างกายผมไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไป

แสงลอดผ่านหน้าต่างที่ผมเปิดค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืนปลุกผมให้ ตื่นผมบิดขี้เกียจอย่างสบายใจและรู้สึกสดชื่นที่มีโอกาสได้หลับเต็มอิ่ม ก่อนที่จะก้มดูนาฬิกาแล้วพบว่าตัวเองเลทเวลาเข้างานไปกว่าเกือบ ครบชั่วโมงแล้วผมสะดุ้งลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็วก่อนที่จะวิ่งเข้า ไปในห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันแล้วรีบวิ่งออกมาเปลี่ยนชุดทั้งๆที่ไม่ ได้อาบน้ำผมไม่มีเวลาได้สังเกตความพรั่งพร้อมของตัวเองในวันนี้หรอก ในใจแอบนึกขำในความเซ่อซ่าของตัวเองที่เมื่อคืนแอบงีบหลับโดยไม่ ได้บอกให้ใครรู้แต่ก็ไม่มีใครมีเวลามาสนใจความเป็นอยู่ของใครหรอก ทุกคนในโรงพยาบาลตอนนี้ต่างก็งานล้นมือแค่มีเวลากินแซนด์วิชสัก คำและงีบหลักสักสิบห้านาทีก็ถือว่าสวรรค์มาโปรดแล้ว

ผมรีบออกมาจากห้องเปลี่ยนชุดทุกคนดูชุลมุนวุ่นวายกว่า

ปกติผมเดินไปถามพยาบาลที่เคาน์เตอร์แต่ก็ไม่มีใครสนใจผมทุกคน ดูตื่นตระหนกตกใจและเศร้าซึมไปพร้อมๆกันระหว่างนั้นมีเตียง ผู้ป่วยเตียงหนึ่งแล่นปราดผ่านหน้าผมไปมีผ้าสีขาวขุ่นผืนบางๆคลุม หนึ่งร่างไว้ทั้งยังมีม่านพลาสติกใสล้อมรอบเตียงทุกคนที่เข็นเตียง แต่งชุดหมีแสนเทอะทะแต่ก็ดูเหมาะกว่าที่ผมใส่ผมอยากปรี่เข้าไป ถามแต่คงดูไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ผมเลยเดินตามไป ด้วยความเร็วที่คิดว่าได้รักษาระยะห่างตามมาตรการในการป้องกันโรค

เส้นทางนำไปทางห้องฉุกเฉินหนึ่งในคนที่เข็นเตียงผู้ป่วยนี้ ผมพอจะจำได้จนเขาหันมามองคนที่นอนอยู่บนเตียงจึงทำให้ผมมั่นใจ ว่าเขาคือเพื่อนรักของผมเองแววตานั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เหมือนกับครั้งแรกที่เราได้เจอกันแม้ว่าตอนนี้จะแฝงไปด้วยความเศร้า ผมอยากรีบวิ่งเข้าไปช่วยแต่ไม่มีโอกาสให้ผมได้ยื่นมือเข้าไปเลยทุกคน

รีบเร่งที่สุดเพื่อให้ไปถึงห้องฉุกเฉินเท่าที่จะทำได้ทั้งๆที่ผู้ป่วย บนเตียงนั้นไม่ได้หายใจตั้งแต่ก่อนที่เตียงนี้จะแล่นปราดผ่านหน้าผมไป

ผมยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินภาวนาให้ทุกชีวิตปลอดภัย โรคระบาดในครั้งนี้ร้ายแรงมากมันไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่มีรสแพร่เชื้อ ได้ทั้งการสัมผัสการไอจามแม้กระทั่งการปลิวว่อนอยู่ในอากาศรอบ ตัวผู้ติดเชื้อที่กำลังอยู่ในระยะฟักตัวก่อนที่จะสำแดงเดชอันน่าสะพรึง ในการแพร่กระจายไปตามทวารต่างๆของผู้คนอย่างอย่างเงียบเชียบ และเริ่มกระบวนการในการฟักตัวอย่างเงียบงันเป็นห่วงโซ่แบบนี้ไป เรื่อยๆจนกระทั่งการสุกงอมของเชื้อร้ายนี้มาถึงแล้วมันก็จะเริ่มทำ หน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิในการพรากลมหายใจของใครต่อใครไปอย่าง

ผมตัดสินใจอยู่นานว่าจะเลือกอะไรดีระหว่างอเมริกาโน่ ขมๆที่จะช่วยให้ทำงานได้ตลอดอีกครึ่งค่อนวันที่เหลือหรือจะเลือก ลาเต้รสชาติกลมกล่อมที่จะช่วยคลายความกังวลตลอดเช้าหลังจากที่ ได้ขึ้นวอร์ดตรวจดูอาการคนไข้ที่ติดเชื้อของโรคร้ายนี้มาในที่สุดกาแฟ สีเข้มๆก็ไหลโกรกออกมาจากเครื่องทำกาแฟหยอดเหรียญอัตโนมัติ

กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วลอยมาแตะจมูกรสชาติขมปร่าไหลผ่าน

ลำคอไปอึกหนึ่งผมเหม่อมองออกไปนอกระเบียงหน้าต่างฝนเริ่มตั้ง เค้าเวลาผ่านไปเกือบหกชั่วโมงเต็มแล้วแต่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆจาก ห้องฉุกเฉินเลยผมเดินทอดน่องพลางจิบกาแฟอีกสองสามอึกไประหว่าง ทางจนหางตาเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นโมเดลรถบรรทุก อยู่ตรงเก้าอี้แยกโถงทางเดินระหว่างห้องฉุกเฉินกับจุดรองรับญาติผู้ป่วย ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยือนคนในครอบครัวอย่างไม่ขาดสายเขาดู คลับคล้ายกับซารัมมากผมจึงเดินถอยหลังกลับไปอีกสองสามก้าวเพื่อ ดูให้แน่ใจและนั่นซารัมจริงๆผมตกใจมากคำถามมากมายประดัง

ทุกอย่างในหัวผมดูอื้ออึงส่วนเท้าของผมนั้นก้าวอย่างเร็วไปหาซารัม ก่อนที่สมองของผมจะสั่งให้เท้าของตัวเองก้าวเสียอีก

“ซารัม”ผมร้องเรียกเด็กน้อยเงยหน้าขึ้นหาต้นเสียงของ คนที่เรียกชื่อเขาก่อนที่จะยิ้มแป้นตอบกลับเมื่อรู้ว่าเป็นผม

“ป่าป๊าครับ”ซารัมหยุดเล่นโมเดลรถบรรทุกแล้ววิ่งมาหา ผมผมอุ้มเขาแล้วพากลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมความสงสัยมากมายยัง ค้างคาอยู่ในใจคำถามชุดใหญ่จึงออกจากปากผมไปโดยไม่ทันตั้งตัว

“ซารัมลูกมาที่นี่กับใครแล้วคุณยายไปไหนลูกเป็นอะไรรึ เปล่า”ผมนั่งชันเข่าตรงหน้าเด็กน้อยก่อนที่จะจับแขนทั้งสองข้างของ เขาไว้แล้วสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าว่าเขามีอาการเจ็บป่วยตรงไหนหรือ

“คุณยายบอกให้ซารัมนั่งรอตรงนี้ห้ามไปไหนครับ”เด็กน้อย ตอบด้วยแววตาใสซื่อเขาก้มหน้าด้วยกลัวว่าผมจะดุเขาผมดึงเด็กชาย เข้าไปกอดพลางลูบหลังแล้วรีบเรียกสติให้กับตัวเอง

ผมคลายอ้อมกอดแววตาใสซื่อจับจ้องมาที่ผมเด็กน้อยยกมือ เล็กๆทั้งสองข้างขึ้นมาจับแก้มผมผมส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเขาขยับ มือน้อยๆไล่จากแก้มไปที่จมูกของผมแล้วไล่ไปที่ตาที่คิ้วก่อนที่จะ กลับมาแตะตรงมุมปากของผมที่ยกขึ้นน้ำตาผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ซารัมปาดหยดน้ำใสๆออกจากแก้มของผม “ป่าป๊าร้องไห้ทำไม”

“ไม่กลัวครับคุณยายบอกว่าซารัมโตแล้ว”

“เก่งมากๆเลย”ผมเอามือขยี้หัวเด็กน้อยด้วยความรักความ

“ป่าป๊าอยากฟังเพลงแมงมุมไหมซารัมร้องได้แล้วนะครับ”

“อืมไหนลองร้องให้ป่าป๊าฟังดูสิ”

“แมงมุมลายตัวนั้นฉันเห็นมันชมชาน(ซมซาน)เหลือทน” เด็กน้อยเริ่มร้องน้ำตาผมเอ่อขึ้นอีกครั้ง“วันหนึ่งมันถูกฝนไหลหล่นจาก บนหลังคา”...“พระอาทิตย์ส่องแสงน้ำแห้งเหือดไปลับตา”...“มัน รีบไต่ขึ้นฟ้าหันหลังมาทำตาลุกวาว”ซารัมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำ ท่าโอเคแล้วแนบเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างเพื่อประกอบเพลงโปรดของ เขาที่ผมจะต้องร้องให้ฟังตลอดทุกคืนก่อนที่จะหลับเด็กน้อยไม่รู้หรอก ว่าเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่ผมร้องกล่อมให้เขารู้สึกคลายหนาวตั้งแต่ครั้ง

เด็กน้อยเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเอง แล้วยื่นบางอย่างมาให้ผมหลังจากที่ร้องเพลงจบผมรับไว้แล้วพินิจดู มันคือดินน้ำมันที่ปั้นเป็นรูปแมงมุมตัวเล็กๆที่มีแมงมุมตัวที่เล็กกว่า เกาะอยู่บนหลังแมงมุมตัวนั้นอีกทีหนึ่ง

“อันนี้ให้ป่าป๊าครับ”เด็กน้อยเอ่ย

“ทำไมถึงให้ป่าป๊าละครับ”ผมถามทั้งๆที่รู้คำตอบ

“นี่คือป่าป๊า”เขาชี้ไปที่แมงมุมตัวที่โตกว่า“ส่วนนี่คือ ซารัม”เขาชี้ไปที่แมงมุมตัวที่เกาะอยู่บนหลังเด็กน้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดต่อ

“เวลาป่าป๊าคิดถึงซารัมป่าป๊าจะได้หยิบเจ้าแมงมุมนี้ขึ้นมาดู” เท่านั้นแหละหยดน้ำใสๆเอ่อล้นไหลอาบแก้มของผมอย่าง หนักหน่วงผมโผเข้ากอดลูกชายอีกครั้งปากได้แต่พูดพร่ำประโยค

“ซารัมเพิ่งแค่สี่ขวบเองนะลูกทำไมถึงรู้จักเป็นห่วงความรู้สึก

เด็กน้อยกอดผมกลับผมรู้สึกได้ว่าซารัมกอดผมแน่นขึ้นและ

“ซารัมรักป่าป๊ามากที่สุดในโลกเลย”

“ป่าป๊าก็รักซารัมมากมากมากที่สุดในโลกเลย”

ไม่นานนักแม่ผมก็กลับมาผมส่งยิ้มให้ในใจอยากจะถามไถ่ เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่แม่ไม่เห็น…แม่ไม่เห็นผม

แม่รีบเดินมาแล้วอุ้มซารัมขึ้นพลางปาดน้ำตาตัวเองก่อนที่จะ พูดกับเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่เจือด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

และผมก็เข้าใจทุกอย่างเมื่อร่างหนึ่งบนเตียงผู้ป่วยถูกเข็นมา หยุดอยู่ข้างๆซารัมและแม่ของผมเพื่อนรักของผมรีบดึงผ้าสีขาวขุ่น ผืนบางๆมาจัดให้เข้าที่เข้าทางหลังจากลมฝนพัดผ่านประตูหน้าต่าง เข้ามาเปิดให้เห็นใบหน้าว่าคนๆนั้นคือผมเองที่นอนหลับใหลอย่างสงบ ด้วยใบหน้าซีดเซียวไร้ซึ่งชีวิตก่อนที่พยาบาลในชุดหมีแสนเทอะทะ จะดึงพลาสติกใสล้อมรอบเตียงผู้ป่วยให้กลับมาเข้าที่ดังเดิมผมผละ จากการมองร่างตัวเองมามองใบหน้าลูกชายเป็นครั้งสุดท้ายตัวของผม

ค่อยๆจางหายแม่ของผมเดินห่างจากผมไปเรื่อยๆพร้อมกับร่างกาย ของผมที่ถูกเข็นตามไปเด็กน้อยจ้องมองผมผ่านแผ่นหลังของแม่มือ เล็กๆยกขึ้นส่ายไปมาคล้ายบอกลา

ดอกไม้จีน บุหงารำไป

ผู้คนในออฟฟิศเริ่มทยอยกลับกันเกือบหมดแล้วบางคน

กลับไปหาครอบครัวบางคนกลับไปหาแมวที่ห้องหรือแม้แต่บางคนก็

กลับไปเพื่อค้นหางานใหม่...สำนักงานเหลือเพียงไม่กี่คนที่นั่งทำงานงกๆ เงิ่นๆเสียงนับแผ่นกระดาษดังครืดๆเป็นระลอกจนนับครั้งไม่ได้ดู เหมือนว่าการทำงานล่วงเวลาจะกลายเป็นวัฒนธรรมความเคยชินเป็น นิสัยอันถาวรหรือเรื่องปกติ...ของผู้คนที่นี่ไปเสียแล้วที่เริ่มต้นตั้งแต่ พระอาทิตย์ยังไร้แววแสงจนไฟแดงตามแยกถนนคอนโดสว่างโล่ขึ้น

น่าเสียดายที่เธอควรได้เห็นแสงเรืองรองของอาทิตย์ทอดอาบ บนหาดทรายฉายผ่านบนผืนมหาสมุทรหรือแห่งหนใดสักที่ที่ไม่ใช้แสง สว่างจากจอคอมพิวเตอร์ฉายฉานเผาผลาญพลังงานและวิญญาณลงไป

เธออ่อนล้าอิดโรยหลังจากที่ทำงานเช้าจรดเย็น....จรดดึก

ติดต่อกันเป็นวันที่หกของสัปดาห์แล้วไม่ใช่เธอไม่อยากกลับไปซบ หน้าลงบนหมอนใบนุ่มอ่อนผ้าห่มนุ่มนิ่มที่พร้อมบำบัดเธอจากความ ล้าบ้าบอนี่หรอกแต่ด้วยสถานการณ์ระบาดห่าเหวกะเลวกะลาดที่ไร้ วันว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ไม่รู้เลยนฤมลคือผู้โชคดีที่บริษัทไม่ได้ขอแสดง ความเสียใจพร้อมซองขาวให้แก่เธอเธอคือผู้โชคดีโชคดีในวิกฤติที่ ยังแก้ไม่หายนี้...หรอ

ขณะอีกหลายคนหลายชีวิตที่อยู่เบื้องหลังของหนึ่งชีวิตของ พนักงานในสำนักงานแห่งนี้รวมเพื่อนของเธอด้วยบริษัทได้แสดงความ เสียใจกับพวกเขายื่นซองขาวบริสุทธิ์แต่กลับเต็มไปด้วยความข่มขื่น

สิ้นหวังให้แล้วบอกลาพนักงานผู้มิได้ทำผิดประการใดเลยต้องไปตาม เจตจำนงโดยมิทราบชะตากรรมภายหน้าว่าต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร ค่ารถค่าบ้านค่าบัตรและจิปาถะอื่นๆที่ต้องจ่ายตามกันเป็นขบวน มัน

คงหลอกหลอนจนกว่าจะได้งานใหม่ทุกคนไปพร้อมกับเงินเลิกจ้างที่ บริษัทมอบให้เพื่อต่อชีวิตจนกว่าวันโชคดีจะเข้าข้างหรือมาถึงได้งาน ใหม่หรืออาจหมดไปก่อนโชคดีและงานใหม่มาถึงโรคร้ายอาจคร่าชีวิต

ของผู้คนในประเทศให้ตายจากไปโดยไม่มีอะไรต้องห่วงพะวงแต่โรค เศรษฐกิจก็คร่าชีวิตผู้คนได้ทั้งยังหายใจอยู่...ชีวิตที่เหมือนตายตาย

นฤมลเก็บของใส่กระเป๋าที่พึ่งพรีออเดอร์มาจากต่างประเทศ สะพายเข้าข้างเธอกลับบ้านท้ายสุดเพื่อนเอื้อมมือที่สวมกำไลโรสโกลด์ แบรนด์คาร์เทียปิดไฟบนผนังเดินพาร่างที่ซึมซับความเบื่อหน่าย

ออกไปอย่างช้าเชื่องปล่อยความคิดหัวใจให้ทบทวนวันที่ผ่านๆมา ล้อไปตามเส้นทางตึกสูงและท้องถนนที่ครั้งหนึ่งเคยคับคั่งแออัดด้วยรถ และผู้คนสัญจรกลับที่พักหลังเลิกงานที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นถนนว่างเปล่า

คำนึงนึกถึงใบลาออกใบที่สามเขียนมันเก็บเอาไว้หลังจากใบ

แรกซึ่งเขียนแล้วก็ทิ้งทิ้งไปกับเงื่อนไขบางประการที่เหนี่ยวรั้ง ตรึงเธอ เอาไว้ภาพลักษณ์อนุกรรมการบริษัทหญิงสาวที่พรั่งพร้อม มีคลาส

แฟชั่นนิสต้าเสื้อผ้ากระเป๋าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้ารถคอนโดหรือ เป็นสิ่งเหล่านี้ที่รั้งตัวเธอเอาไว้หรือเพราะความกลัว กลัวในสิ่งที่จากมา ไกลแสนกลัวเสียงคำค่อนครหาที่เคยดังกระทบหูให้เจ็บแสบบาดลึก เข้าไปในทุกอณูความรู้สึกแต่เธอได้ทลายมันลงด้วยความเสร็จจนสิ้น เสียงเหล่านั้นหรืออาจเป็นเพราะต้องเก็บหอมรอบริบคอยเผื่อแผ่แก่ แม่ที่อยู่ทางบ้านหรือสิ่งสลักสำคัญอันใดที่ทำให้เธอยังปักหลักจมอยู่

กับที่นี่เพียงกายแต่สภาพจิตใจนั่นเล่าแหลกป่นมัวเมาหลงไปใน มายาม่านของน้ำคำเธอลืมสนิทไปเลยว่าต้องดูแลหัวใจตน...ลืมจิต วิญญาณที่ร่ำร้องอยู่ภายในใต้สิ่งประดับอันงดงามนี้

พอหัวถึงหมอนใบนุ่มที่เชื้อเชิญให้เธอนอนลงบนมันราวกับ สองมืออบอุ่นนุ่มนวลเคยถนอมลูบหัวเมื่อวัยเยาว์รองรับศีรษะที่หนัก อึ้งด้วยภาระคำสั่งและงานจวนจะหลับสนิทลงในไอแอร์เย็นฉ่ำกลาง

กลิ่นหอมชื่นของเทียนกลิ่นละมุน

“มลหลับหรือยังมลมล”ปลายสายส่งเสียงถามด้วยน้ำเสียง

งบประมาณลูกค้ารายใหญ่แล้วที่เขาส่งมามีหลายส่วนที่ต้องแก้ใหม่พี่ว่า จะให้มลเข้าเช้าอีกวันได้ไหม...”

ได้ไหมไม่ใช่คำถามแต่เป็นคำสั่งแม้ในใจจะเดือดปุดๆจาก ความง่วงล้าเบื่อหน่ายแล้วสารพันปัญหาก็ประดังขึ้นในใจเพราะ นฤมลเข้างานเช้าถึงค่ำ...ดึกมาติดต่อกันแล้วเป็นวันที่หกหากพรุ่งนี้ ต้องเข้าอีกวันก็จะเป็นเวลาเจ็ดวันครบสัปดาห์ที่เธอยังไม่ได้พักที่รับ แรงกดดันจากผู้บริหารหัวหน้างานเจ้านายเธออยากจะตะโกนร้อง ตอบกลับไปดังๆว่าไม่ไม่จะลาออกแต่แล้วนาฬิกากำไลรถหรู

ก็ส่งแววตาวิงวอนอ้อนออดบีบเค้นบังคับขืนให้เธอตอบรับกลับไป “ได้ค่ะพี่ชาญ”ผล็อยหลับทั้งยังโกรธและหน่าย

นฤมลแต่งตัวจวนแล้วเสร็จในชุดยูนิฟอร์มของบริษัทหยิบ ต่างหูคู่โปรดใส่กำไลมือใส่ข้างซ้ายนาฬิกาข้างขวาผมเรียบเรียงเส้น เสมอกันน้ำหอมฉีดอีกครั้งก่อนออกจากคอนโดเช้านี้รู้สึกแปลกไป ดูทีว่าเหมือนลืมอะไรบางอย่างตรวจเช็กดูอีกรอบเปิดกระเป๋าดูก็ครบ

ทุกสิ่งอันหรือเป็นผลจากการพักผ่อนน้อยจึงทำให้เธอรู้สึกเหมือนขาด อะไรสักอย่างไร

ชั่วครู่หนึ่งเสี้ยวสติแห่งความคิดก็มาเยือนเธอเหลือบมอง

เห็นตัวเองในกระจกเงาสะท้อนเงาของคุณนฤมลอนุกรรมการบริษัท หัวจรดเท้างามสง่าเสื้อผ้าเครื่องประทินโฉมประโคมเธอสมฐานะ สาวแบงค์ชาติสมบูรณ์แบบไร้ที่ติไร้ร่องรอยเงาร่างเศษซากนฤมล ลูกแม่ค้ารับเย็บซ่อมปะผ้าในตลาดไม่หลงเหลือหาอย่างไรก็ไม่พบเธอ เก็บซ่อนเอาไว้ที่ใดกันลูกแม่ค้าเย็บจักรในวันวานดูเหมือนเงินทอง ความมั่งคั่งสิ่งหรูหราจะเติมเต็มทดแทนสิ่งขาดหาย...แต่ไฉนหัวใจ ยังโหวงเหวงว่างเปล่าเหลือเกิน

กลางหมู่บ้านดึกสงัดเงียบจะได้ยินก็แต่เสียงมอเตอร์ไซค์ ของคนที่พึ่งจะออกกะจากโรงงานหรือเริ่มต้นงานบางงานในยามราตรี ส่วนผู้เต็มที่กับภาระมาตั้งแต่เช้าต่างเริ่มทยอยปิดไฟเข้านอนกันแล้วค รืด...ครืด..แกรบๆๆดังสลับกันไปเป็นจังหวะอยู่เช่นนี้ประจำเช้าถึงดึก เสียงถีบจักรตัดกับเสียงกรรไกรปากคมที่ฉีกเนื้อผ้าให้แยกออกจากกัน เป็นชิ้นเป็นส่วนแหลกลาญขาดวิ่นแล้วก่อเกิดใหม่จากส่วนน้อยนิด ปะติดปะต่อจนออกมาเป็นชุดงามให้ผู้คนได้สวมใส่เสียงที่ว่านี้คือ เสียงจากงานฝีมือของป้ามิ่งนักถีบจักรตีนผีรวดเร็วเย็บไวซ่อมได้ทุก รอยขาดของเสื้อผ้าที่ปริแยกขาดออกประสานซ่อมแซมให้ได้หมดทุก แบบแม้ฝีมือจะแกร่งกล้าเพียงไรไม่มีใครเทียบในระแวกนี้แต่..แต่

แหว่งเว้าแยกปริที่ป้าพยายามสนเข็มเย็บด้วยแรงและ หัวใจบรรจง อย่างไรพยายามเท่าไหร่แล้วก็ตามยังไร้วี่แววร่องรอยว่า จะเชื่อมให้เข้าไว้ด้วยกันได้อีกยังไม่ได้เลย...

“ขอบคุณค่ะคุณป้าชุดพอดีเข้ารูปเก็บตะเข็บได้เรียบมาก

วันหลังหนูมาใช้บริการใหม่นะคะ”หัวใจของเจ้าของผลงานพองโต ยิ้มร่าจนตาหยีดีใจที่เห็นลูกค้าพอใจในผลงานของตน

“ขอบคุณที่มาอุดหนุนป้าน้าค้า”งานที่ป้ารักถักทอก่อเย็บ เก็บประสานประดิษฐ์ชุดมานักต่อนักทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปในทุก ชุดที่ทำแม้บางครั้งอาจเหนื่อยบ้างเวลาได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าความ เหนื่อยนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้งการเย็บปักถักร้อยเป็นงานที่ป้าทำมา ตั้งแต่สาว...ตั้งแต่ได้พบใครบางคนที่เปลี่ยนไปแล้วก็จากไปทิ้งไว้ เพียงรอยบางอย่างให้ดูต่างหน้าบางครั้งป้ามิ่งก็ไม่อยากจะนึกถึงมัน เลย...แม้มิใช่อาชีพที่เป็นเจ้าใหญ่นายโตนักธุรกิจสูงศักดิ์แต่เป็น อาชีพที่รักและทำมันด้วยหัวใจอาชีพนี้สำหรับป้าแล้วจึงไม่ด้อยค่า เพราะทำมันด้วยใจที่สูงส่ง ในวิมานชั้นเดียวบนดินร่มทึบปกคลุมประดับประดาไว้ด้วยไม้

ดอกไม้จีนนำมาผัดเกลือน้ำมันงาเคยเป็นเมนูโปรดปรานของสามี และลูกสาวป้ามิ่งรำพึงอยู่ในใจถึงคนที่อยู่ห่างไกลและคนที่จากเป็น จากไปอย่างไม่หวนกลับกับข้าวที่ทำวันนี้รสชาติจึงต่างจากที่ปรุงทุกวัน เพราะเผอิญผสมรสขมขื่นเข้มของความรู้สึกลงไปแต่ก็ยังหอมนิดๆ ไป ด้วยไอกลิ่นความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยมีกัน

ผัดเพลินๆกลั้วเคล้าทั้งวัตถุดิบผสมปรุงเข้าไปด้วยกัน จู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเป็นอันให้ต้องวางตะหลิวที่กำลังผัด อยู่นั้นลงไว้ข้างเตากุลีกุจอล้างมือเช็ดไม่ทันแห้งเร่งรีบเดินตาม เสียงโทรศัพท์มานึกในใจว่า“ใครกันโทรขัดจังหวะ”พลันให้น้ำตารื้น คลอขึ้นทั้งสองตาความรู้สึกประดังประเดเข้ามาในหัวใจเบอร์นี้ชื่อนี้ ไม่มีสายโทรเข้ามานานนานมากแล้ว....นานแรมวันแรมเดือนหรือ ขวบปีก็ไม่แน่ใจหน้าจอแสดงชื่อเจ้าของสาย“มล”ข่มเสียงและความ รู้สึกเอาไว้ข้างหลังความโกรธการทะเลาะจากความไม่เข้ากันถูกลืม ชั่วขณะมือกดรับสายไม่ทันได้เอ่ยคำทักทาย

“แม่หนูจะกลับไปอยู่บ้าน”ผู้รับสายยังคงนิ่งอึ้งความรู้สึก ดีใจที่ลูกจะกลับมาอยู่ด้วยแม้ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแม้แต่อยากจะกลับ ได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงจะกลับแต่เก็บงำคำถามนั้นไว้ภายในความคิด

“กลับวันไหนลูก”

“สิ้นเดือนแม่แค่นี้ก่อนนะแม่หนูเคลียร์งานต่อก่อน”

“จ้ะๆแม่จัดห้องไว้รอ”

น้ำตาแห่งความตื้นตันท่วมท้นล้นจากอกคนเป็นแม่ค่อยๆ ไหลอาบเป็นทางลงสองแก้มเอามือฟายหน้ากลับเข้าไปในครัวผัด

ดอกไม้จีนจนเสร็จแล้วชิมรสชาติไม่ขื่นแล้วอร่อยกว่าช่วงแรกเยอะ นึกขอบคุณเมนูวันนี้ดังส่งกลิ่นเย้ายั่วนำพาให้ลูกกลับมา...คงไม่มีแล้ว สินะข้าวกับความหลังความคิดถึงเพราะคนที่คิดถึงกำลังจะกลับมา...

รถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดตรงหน้าบ้านที่ปกคลุมไปด้วย เหล่าไม้เลื้อยเต็มรั้วบ้านสะพรั่งบานดอกขาวแซมชมพูเหลืองแต้ม แต้มแต่งพร้อมกันประหนึ่งต้อนรับการกลับมาของเจ้าของที่ปลูกไว้ แล้วไม่เคยมาอีกเลยมลมาถึงบ้านบ้านที่เธอหลีกเร้นพยายามไปให้พ้น ซึ่งปมปัญหาต่างๆแต่ยิ่งเดินกลับยิ่งเหน็บหนาวโดดเดี่ยวโหวงเหวง เดียวดายใต้ทรัพย์สินสูงค่าที่เธอหาสะสมประกอบเปลือกเคลือบซ่อน ความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้เธอสังเกตรอบๆบ้านเห็นดอกไม้กำลังออก ดอกกระจุ๋มกระจิ๋มเล็กจิ๋วไปกระทั่งเทอะทะที่ก่อนหน้านี้มีเพียงใบไม้ ที่ปลูกไว้กับพ่อพ่อ...ที่ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนตำบลใดเสียงความคิดแทรก เข้ามาขณะเขยื้อนตัวลงจากรถหัวใจรู้สึกชื่นบานที่ได้เห็นผลผลิต จากการปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อนแม้ลึกๆจะรู้สึกผิดที่ไม่เคยเหลียวแล... เธอเลื่อนประตูหน้าบ้านเปิดออกพอจะผ่านเข้าไปได้เดินเข้ามาในตัว บ้านแล้วมาหยุดที่หน้ามุขหลังเหล็กดัดของประตูหน้าบ้านเสียง เพลงแผ่วเบาดังมาจากข้างในบ้านที่ผู้หญิงร่างท้วมในชุดผ้าถุงสีก้าน ดอกกรรณิการ์กับเสื้อคอกระเช้าสีขาวนั่งถีบจักรฟังวิทยุอย่างสบาย

ทำไมแม่ยังดูมีความสุขกับอาชีพนี้ที่ทำนี้จังต่างจากเธอที่มีทุกอย่าง หน้าที่การงานการเงินทุกสิ่งอย่างแต่มีความสุขเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้

ครอบครองสิ่งของเหล่านั้นไม่นานความสุขก็จากหายไป…เครียดถึง ขนาดต้องพึ่งพาจิตแพทย์และยาเม็ดที่กินมันเกือบทุกคืนให้ระงับ อาการทางใจที่กำเริบยามราตรีมาเยือนหัวใจจิตวิญญาณของนฤมล กำลังเจ็บป่วยโดยที่เธอไม่รู้ตัว... แม่ยังคงฮำเพลงเบาๆเท้าถีบจักร

หน้าก้มดูฝีเข็มก่อนจะหันมาจากรู้สึกว่ามีคนยืนมองอยู่หลังลูกกรง เหล็กดัดโดยมิทราบเลยว่านั่นคือเลือดเนื้อเชื้อไขเสี้ยวชีวิตที่หายไป

“นัดรับชุดไหนคะ”ป้ามิ่งถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้วยความ

ให้หัวใจชื้นตื้นตันเหมือนไม้ใกล้ฝั่งที่จะล้มแล้วมีคนเอาเสา มาพยุงให้คืนกลับมายืนต้นอีกครั้งป้ามิ่งรีบลุกขึ้นผละตัวออกจาก กองผ้าระเกะระกะรีบมาไขกลอนประตูหาลูกสาวเธอแล้วมองวงหน้า

นฤมลเห็นแม่...เธอยังไม่ได้รู้สึกดีใจเท่าไหร่นักด้วยอคติตัวการ ภายในใจที่ยังคงคิดว่าแม่คือต้นเหตุการที่พ่อหายออกไปจากบ้าน เธอจำวันนั้นได้ดียังคงชัดเจนแจ่มแจ้งในทุกความรู้สึกเหมือนผ่านไป ยังไม่นานวันที่เธอกลับจากโรงเรียนทุกวันเธอจะเห็นพ่อยืนรดน้ำ ต้นไม้ที่เธอกับพ่อปลูกร่วมกันไว้มือคีบบุหรี่อีกมือถือสายยางรดน้ำ ต้นไม้ไปด้วยแต่ผิดแปลกวันนี้เธอไม่เห็นรองเท้าหรือแม้แต่เงากลิ่น บุหรี่ของพ่อมลคะยั้นคะยอถามแม่ว่าพ่อไปไหนแม้เพียรถามเท่าไหร่ แม่ก็ยังนิ่งคำตอบที่ได้คือ

“เลิกพูดถึงผู้ชายคนนี้ซะถ้ายังอยากอยู่บ้านนี้ปล่อยให้เขาไป”

นับตั้งแต่วันนั้นระยะห่างระหว่างมลกับแม่ถ่างมากขึ้นทุกวันๆ

ความสัมพันธ์ระหองระแหงเรื่อยมาชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่หอไม่กลับบ้าน จนถึงวันที่เธอจากลาลาไปแทบไม่ติดต่อแม่กลับมาเลยจนวันนี้ความ รู้สึกที่ว่าแม่คือต้นเหตุก็ยังคงอยู่จนมื้อค่ำแม่ผัดดอกไม้จีนเมนูโปรด ให้เธอเธอถามแม่อีกครั้ง

“แม่ทำไมพ่อกับแม่ถึงแยกทางกัน”น้ำเสียงเรียบนิ่งปน

จับที่ข้อมือลูกสาวจูงแขนเธอเข้ามาข้างในห้องแท้ที่จริงป้ามิ่งพึ่งพบ ปมในใจรอยขาดวิ่นที่วันนี้เธอพร้อมเย็บและซ่อมแซมมันแล้วป้ามิ่ง

“แม่ทำอะไรเนี่ยหนูแค่ถามแล้วแม่ถอดเสื้อถอดยกทรง

ป้ามิ่งมองแววตาอันฉงนแล้วค่อยๆหันหลังที่ขณะนี้

เหี่ยวไปตามกาลเวลารอยแผลเป็นที่หลังบ่าอยู่เต็มแผ่นหลังและต้น

คอรอยแผลที่เกิดจากชายผู้เป็นพ่อของมลทำร้ายร่างกายในยาม ปราศจากสติจากพิษสุราและยาทุกๆครั้งที่ไร้สติคราใดรอยที่ร่างกาย นั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยความต้องการรักษาครอบครัวอยากให้บ้านเป็น บ้านถนอมหัวใจลูกป้ามิ่งอดทนกับพฤติกรรมอันทารุณของสามีมา โดยตลอดไม่แม้แต่จะปริปากพูดหรือเล่าให้ใครฟัง

ครั้งนั้นก่อนจากลาเธอถูกสามีใช้เข็มขัดรัดเข้าที่คอจวนจะ สิ้นลมหายใจหน้าน้อยๆในชุดนักเรียนกระโปรงน้ำเงินกรมท่าลอย ผ่านเข้ามาในนาทีชีวิตเธอฮึดสู้มือคว้ากรรไกรตัดด้ายปักลงไปยัง ท้ายทอยชายผู้ครั้งหนึ่งเธอเคยรักมากเลือดสีแดงฉานพุ่งฉูดขึ้นไปใน อากาศแล้วอาบไหลลงเสื้อเชิ้ตขาวที่เขาใส่เข็มขัดที่รัดคอค่อยๆ คลาย

ออกพร้อมกับลมหายใจที่แผ่วเบาเบาลงไปตามจังหวะการปล่อยเข็มขัด

เธอรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่เก็บกวาดกองเลือดก่อนลูกจะ

กลับมาบ้านจึงดูเหมือนปกติก่อนมลจะกลับจากโรงเรียนศาลพิจารณา

ไม่ลงโทษป้ามิ่งเนื่องจากเธอป้องกันตัว

มลสะอื้นไห้อย่างไร้แรงเข่าค่อยๆทรุดลงพื้นเธอกราบ ลงเท้าแม่แม่ที่ยังเปลือยเปล่าช่วงอกทั้งยังหันหลังเล่าความจริง ให้ลูกสาวฟังอยู่เพื่อปลดเปลื้องเปลือยปมพันธนาการที่ผูกตรึงลูก เอาไว้มากว่าสิบปี

“แม่ไม่คิดอยากเป็นหม้ายหรือฆาตกรเพราะไม่อยากให้

ลูกของแม่รู้สึกขาดแม่พยายามแล้วอดทนแล้วแต่ไร้ผลแม่พยายาม ทดแทนแต่ไม่สามารถเข้าไปในหัวใจหนูได้เลยคงไม่มีผู้หญิงคน ไหนอยากล้มเหลวในชีวิตครอบครัวหรอกแต่ท้ายที่แม่ได้เห็นความจริง ว่าความรักก็สามารถเกือบทำคนให้ตายได้หากปราศจากสติแม่ต้อง

อาการป่วยทางใจความเครียดตื่นกลางดึกของมลเหมือนจะ ได้รับการบำบัดจากแมกไม้ในบ้านจากถ้อยคำบำบัดผ่านการพูดคุย ระหว่างเธอและแม่เธอค้นพบว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่มีเงินทองมากมาย มีสิ่งประดับประโคมแต่ความสุขอยู่ที่มุมมองต่อโลกและเหตุการณ์ ที่ผ่านเข้ามาแล้วเราจะมองมันอย่างไร

เหมือนชุดราตรีลายดอกไม้จีนที่ป้ามิ่งเคยทำขาดวิ่นแหว่งเว้า ในวันนั้นป้ากำลังซ่อมแซมและเย็บมันอย่างประณีตบรรจงเบามือ ละเอียดเพื่อให้มันงามที่สุดในรู้สึกของป้า

ในค่ำคืนทะมึนมืดที่เมฆฝนบดบังแสงจันทร์แสงไฟจากบ้านไม้

หลังเก่ายังสว่างจ้าเสียงกรีดร้องดังมาตั้งแต่ทุ่มกว่าๆบัดนี้สองทุ่มครึ่ง แล้วยังไร้วี่แววว่าจะสงบเด็กชายวัยเก้าขวบอ้วนท้วนผมหยิกนั่งกอด เข่าอยู่ในมุมมืดแคบๆใต้บันไดที่ที่เป็นเหมือนห้องหลบภัยเล็กๆขณะ บนพื้นรายรอบเกลื่อนไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ตั้งแต่หวีผ้าขนหนู ไม้กวาดและกระบอกน้ำเสียงสะอื้นดังสลับกับคำด่าทอหยาบคาย แต่นั่นไม่ได้ทำให้ใครในบ้านช้ำใจฉันและน้องสาวไม่จ้องมองไม่แสดง ท่าทีว่าสิ่งที่เขาทำอยู่คือเรื่องแปลกประหลาดบนโต๊ะอาหารเรากินข้าว กันปกติแม้ในใจจะนึกสงสารและรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยแต่ขณะเขา

เป็นอีกคนเราไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่ารอให้วิญญาณแห่งความ กลัวในตัวเขาจากไป

ครั้งนี้เป็นความผิดที่ฉันแทบไม่อยากให้อภัยตัวเองในวันฝน พรำหลังกลับจากซื้อเค้กที่ร้านหน้าปากซอยฉันหุบร่มและเผลอถือมัน เข้ามาในบ้านพลันเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งรี่เข้ามาจะโผกอดต้องตกใจสุด ขีดเมื่อเห็นร่มคันนั้นเขากรีดร้องเปลี่ยนเป็นอีกคนฉันหันหลังขวับวิ่ง ออกจากบ้านเอาต้นเหตุแห่งปัญหาไปซ่อนจริงๆเขาควรได้หัวเราะ และยิ้มร่าอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องเสียน้ำตาสักหยดในวันคล้ายวัน เกิดของตัวเองแต่นั่นแหละฉันพลาดไปแล้วจริงๆ

ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วโมงฝนนอกบ้านหยุดสนิทพายุบ้าคลั่งใน หัวใจของเด็กชายก็สงบลงเช่นกันเขาคนเดิมค่อยๆลุกขึ้นและเดิน ตรงมาหาฉันก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาสีเทาตัวนุ่ม

“วันนี้ครูนานาสอนอะไรหนูบ้างจ๊ะ”ฉันเริ่มบทสนทนาเฉก เช่นวันอื่นๆ

“ครูนานาสอนคูณเลขครับผม”เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียง

“คืนนี้อยากฟังนิทานไหมน้าจะเล่าเรื่องเจ้าขนปุยให้ฟังต่อ”

ได้ยินดังนั้นเด็กชายก็เงยหน้าขึ้นเบิกตาลุกโพลงก่อนรีบ

สามทุ่มตรงไฟทุกดวงในบ้านดับลงเว้นแต่ในห้องของเด็กชาย

เขานั่งรอฉันอยู่บนเบาะนวมสีขาวแม้จะอิดโรยเพราะร้องไห้ไปนาน แต่เมื่อจะได้ฟังนิทานที่ชอบดวงตาคู่นั้นของเขาก็ยังใสแป๋ว

“ผมแปรงฟันเรียบร้อยแล้วครับ”เด็กชายลุกจากเบาะวิ่งเข้ามา กอดเอวฉันพร้อมทำท่าอ้าปากให้ตรวจฟัน

“ไหนดูสิ”ฉันว่าพลางทำท่าตรวจฟันเหมือนคุณหมอที่ โรงพยาบาล

“โอเคน้าให้ผ่านงั้นเรามาเริ่มฟังนิทานกันเลย” หลังจากที่กระต่ายหนุ่มและกระต่ายสาวนั่งก้อนเมฆลอยมาถึง พระจันทร์ทั้งสองก็ตกลงจะใช้ชีวิตร่วมกันที่นี่กระต่ายหนุ่มจึงลงมือขุด โพรงสร้างบ้านส่วนกระต่ายสาวก็ขุดดินปลูกแคร์รอตอย่างขะมักเขม้น

ผ่านไปเจ็ดวันกระต่ายหนุ่มก็ผุดขึ้นว่า“นี่ที่รักบนดวงจันทร์ช่างเงียบ

เชียบเหลือเกินเราควรมีเจ้าตัวน้อยมาสร้างเสียงหัวเราะกันมั้ย”

กระต่ายสาวตอบกลับทันควัน“ดีเลยๆฉันเองก็เหงาเหมือนกันบน

ดวงจันทร์ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นเลย”

ผ่านไปยี่สิบแปดวันกระต่ายสาวก็ออกลูกกระต่ายหนุ่มตั้ง

ชื่อเจ้าตัวน้อยให้ว่า‘เจ้าขนปุย’เพราะขนของมันสีขาวปุกปุยน่ารัก ในปีแรกทั้งสามใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขกระต่ายหนุ่มปลูกแคร์รอต อย่างขยันขันแข็งขณะที่กระต่ายสาวก็ถักเสื้อสวยๆไว้ให้ลูกน้อยสวม ใส่ส่วนเจ้าขนปุยได้กลายมาเป็นสีสันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแก่ ทุกสิ่งที่อาศัยอยู่บนดวงจันทร์เมื่อกลางคืนมาเยือนมันมักกระโดดไปมา อย่างสนุกสนานจากทิศเหนือไปทิศใต้จากทิศตะวันตกไปทิศตะวัน ออกจนใครๆที่เห็นเรียกมันว่า‘เจ้าขนปุยจอมซน’แต่เมื่อกลางวัน มาเยือนมันจะกลับมานอนซ่อนตัวในโพรง

ผ่านไปสองเดือนเจ้าขนปุยก็มีเพื่อนมากมายเพื่อนสนิทที่สุด ของมันคือเจ้าแมวเหมียวทุกๆคืนทั้งสองจะมาเจอกันที่ลานหญ้า

กลางดวงจันทร์เพื่อเล่นซ่อนแอบวิ่งจับและอื่นๆตามแต่ใครสักตัว

แต่แล้ววันหนึ่งหลังจากกลับมาจากเที่ยวเล่นที่ลานหญ้ามัน

ก็ต้องตกใจจนร้องไห้เมื่อไม่เจอใครที่โพรงแรกๆมันก็คิดว่าพ่อและ แม่ออกไปหาอาหารแต่ผ่านไปหนึ่งวันสองวันจนครบหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาก็ยังไม่กลับมาเจ้าขนปุยจึงออกเดินทางไปทั่วพระจันทร์เพื่อ ตามหาพ่อและแม่

ทุกๆที่ที่มันผ่านไปก็จะถามคำถามเดียวกันว่า“เห็นพ่อกับ แม่ผมมั้ยครับ”แต่มักได้รับคำตอบกลับในทำนองว่า“เดี๋ยวพ่อและ แม่เจ้าก็กลับมาระหว่างนี้เจ้าก็ฝึกฝนปลูกแคร์รอตไว้พลางๆสิ จะได้ กินอิ่มนอนหลับสบาย”

จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีเจ้าขนปุยเฝ้ารอพ่อและแม่ แม้จะโดดเดี่ยวและเหงาใจแต่มันก็ไม่เคยนึกโกรธที่ทั้งสองทิ้งมันไว้ให้

อยู่เพียงลำพังมันเชื่อว่าต้องมีเรื่องสำคัญสักอย่างที่ทำให้พวกเขาจาก

ไปและสักวันพวกเขาคงกลับมาเหมือนที่ใครหลายคนบอก

“ระหว่างนี้ฉันจะขยันออกกำลังกายและฝึกทำสวนปลูก แคร์รอตเมื่อพ่อกับแม่กลับมาท่านจะได้กินแคร์รอตอร่อยๆฝีมือฉัน ไง”มันพูดกับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรักอย่างภูมิใจ 2.

ความเจ็บปวดในใจของอินยัตก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่แน่ชัด แต่สองปีก่อนคือช่วงเวลาที่ฉันได้ล่วงรู้ว่าหลานชายตัวเล็กๆ

นับครั้งไม่ถ้วนโดยพ่อแท้ๆของตัวเองก่อนหน้านั้นพี่ฟาตีเลือกที่จะปกปิด เรื่องนี้มาโดยตลอดเธอกลัวว่าหากฉันหรือญาติพี่น้องทราบจะบังคับ ให้เธอเลิกกับสามีและอินยัตก็จะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อซึ่งเป็นเรื่อง

ระหว่างนั้นฉันเองก็เคยสงสัยอยู่บ้างที่บางวันอินยัตดูเศร้าไม่ ร่าเริงจึงพยายามถามไถ่จากพี่ฟาตีหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ จริงๆกระทั่งวันหนึ่งฉันได้เห็นความจริงด้วยสองตาของตัวเองฉาก

วันนั้นนับเป็นความเจ็บปวดใจประหนึ่งหัวใจถูกจี้ด้วยถ่านไฟที่ยังคุกรุ่น น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้อยู่ภาพตรงหน้าคือชาย ร่างกายกำยำกำลังทุบตีอินยัตด้วยร่มพร้อมเสียงตวาดขู่เข็ญด้วยคำ หยาบคายขณะเด็กชายตัวน้อยนอนร้องไห้ราบไปกับพื้นเขาก็ยังฉวย แขนขึ้นมาทุบตีฉันรีบวิ่งเข้าไปขวางอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังและคว้า ตัวอินยัตออกมา

หลังจากอินยัตมาอยู่กับฉันได้หนึ่งสัปดาห์พี่ฟาตีก็ตามมารับ กลับไปฉันภาวนาว่าการพาอินยัตออกมาจะเป็นบทเรียนให้พี่เขยปรับ

ปรุงตัวและปฏิบัติต่อลูกในไส้ของตัวเองดีขึ้นแต่เปล่าเลยเหตุการณ์ กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมทุกครั้งที่แพ้พนันและเมาหัวราน้ำกลับบ้าน อินยัตก็กลายเป็นที่รองรับทางอารมณ์ของเขาตลอดวันไหนที่ฉันหรือ ญาติคนอื่นๆผ่านมาเห็นก็เข้าไปห้ามปรามหรือพาอินยัตหนีออกมา แต่วันที่ไม่มีใครเห็นแทบไม่รู้เลยว่าอินยัตต้องเผชิญกับการทำร้าย รูปแบบไหนบ้าง

ฉันพยายามคะยั้นคะยอให้พี่ฟาตีหย่าร้างกับเขาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยบังคับฉันเข้าใจความกังวลของพี่สาวตัวเองดีเข้าใจความ รู้สึกที่เธอปรารถนาจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ให้ลูกตัวเองต้องมีแผล ทางใจแต่การมีชีวิตต่อไปในบ้านที่หัวหน้าครอบครัวชอบทำร้ายก็สร้าง บาดแผลที่ยากจะลืมเลือนแก่เด็กชายด้วยมิใช่หรือจนถึงค่ำนั้นค่ำที่ ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงเขาทุบตีอินยัตด้วยร่มไม่ต่ำกว่าสิบครั้งจนอินยัต สลบไปพี่ฟาตีโทรมาหาฉันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือฉันไม่รีรอรีบขับรถ พาหลานชายไปส่งโรงพยาบาลนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่อินยัตเห็นหน้า พ่อตัวเองเพราะหลังจากออกจากโรงพยาบาลพี่ฟาตีกับเขาก็หย่าร้าง กันและไม่เคยพาอินยัตกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย

หลังจากหย่าร้างได้เพียงหนึ่งเดือนพี่ฟาตีก็ตัดสินใจจะไปหา งานทำฝั่งมาเลเซียเธออ้อนวอนให้ฉันช่วยดูแลอินยัตแทนเธอ

ทบทวนเรื่องนี้หลายครั้งใจหนึ่งก็อยากให้เธออยู่กับลูกให้ลูกได้รู้สึก อบอุ่นแต่เมื่อคิดถึงความจำเป็นที่เธอต้องหาเงินเพื่อนำมาชำระหนี้สิน ที่ยังคงค้างและเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่งเสียอินยัตเรียนแล้วฉันจึงตัดสิน ใจทำตามคำขอของเธอพร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลอินยัตให้ดีที่สุด 3.

แรกๆเมื่อรับอินยัตมาดูแลฉันแทบไม่รู้เลยว่าจะเยียวยาเขา จากความเจ็บปวดทางใจอย่างไรเมื่อเขาร้องไห้หวาดกลัวหรือเป็น

อีกคนฉันได้แต่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยิ่งทำเช่นนั้นยิ่งเหมือนทำให้

เขาเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นฉันจึงตัดสินใจพาเขาไปพบหมอมินจิตแพทย์ แห่งคลินิกฮาตีจึงได้รู้ว่าอินยัตมีอาการของโรคทางจิตที่เรียกว่าโรค

PTSDซึ่งเกิดจากความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาพบเจอก่อนหน้าหมอ มินแนะนำว่าอย่านำสิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดมาให้เขาเห็นหลีกเลี่ยงการพา เขาไปในสถานที่หรือสถานการณ์แย่ๆที่คล้ายคลึงกับในอดีตและเมื่อ เขาแสดงอาการกังวลหรือหวาดกลัวออกมาก็อย่าได้ตกใจว่าแปลก

หมอมินยังแนะนำวิธีสร้างภูมิคุ้มใจผ่านนิทานบำบัดเธอบอก ว่าแม้จะไม่สามารถแก้ไขอดีตอันโหดร้ายที่ผ่านมาของอินยัตได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นเครื่องมือสุดวิเศษที่จะช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะรับมือกับสิ่งที่

ฉันและอินยัตเข้าออกคลินิกอีกหลายครั้งจนหมอมินพอจะ

เข้าใจอดีตและความเจ็บปวดของอินยัตได้ในระดับหนึ่งเธอจึงแต่ง นิทานเรื่อง‘เจ้าขนปุย’ให้ฉันนำมาเล่าให้อินยัตฟัง

“คุณน้าเล่านิทานให้อินยัตฟังถึงตอนไหนแล้วคะ”หมอมิน

“ถึงตอนที่เจ้าขนปุยพูดกับเจ้าแมวเหมียวแล้วค่ะอินยัตนะ

ชอบเรื่องนี้มากเลยเขาคะยั้นคะยอให้ฉันเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ”

“ดีเลยค่ะค่อยๆเล่านะคะให้เขาได้คิดตามไปเพราะตัวละคร

แต่ละตัวและฉากแต่ละตอนจะมอบประสบการณ์ที่คล้ายคลึงให้อินยัต นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้”

“ฉันก็หวังให้เป็นเช่นนั้นค่ะโดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะให้อภัย

“ตอนจบหมอเขียนให้เหตุการณ์ต่างไปจากชีวิตจริงของเขา นะคะเพราะคิดว่าเรื่องราวที่ถูกเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นจากที่เขาเผชิญ จะช่วยเยียวยาจิตใจเขาได้ไม่น้อยเลยค่ะ”

อินยัตวิ่งเล่นกับเพื่อนๆอยู่ในสนามเด็กเล่นมองผ่านหน้าต่าง ในห้องทำงานของหมอมินออกไปเห็นได้ชัดว่าเขากล้าที่จะเข้าหาคนอื่นๆ มากขึ้นกล้าที่จะยิ้มและหัวเราะตามที่ตัวเองรู้สึกจากเมื่อก่อนที่ไปไหน มาไหนก็คอยหลบอยู่หลังฉันไม่กล้าสบตาใครโดยเฉพาะผู้ชายที่ ร่างกายกำยำฉันหวังว่าจะเขามีรอยยิ้มและหัวเราะเช่นนั้นได้ในทุกๆ วันหรืออย่างน้อยที่สุดแม้ต้องเผชิญกับความทุกข์จากความทรงจำอีก

หลังจากที่พ่อและแม่หายตัวไปเจ้าขนปุยก็ไม่เคยออกไปวิ่ง

เล่นที่ลานหญ้าอีกเลยถ้าไม่ไปทำสวนปลูกแคร์รอตมันก็จะเก็บตัว อยู่ในโพรงจนวันหนึ่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นเมื่อเปิดประตูออกมาดู

เจ้าขนปุยถึงกับดีใจสุดขีดเพราะตรงหน้าคือแม่ของมันมันกระโดด

“แล้วพ่อละครับผมปลูกแคร์รอตไว้เยอะเลยให้พ่อและแม่ ได้กิน”เจ้าขนปุยเอ่ยถาม

“พ่อ...ตายแล้ว”กระต่ายสาวเผยความจริงอย่างไม่ปิดบัง ได้ยินดังนั้นเจ้าขนปุยก็นิ่งไปชั่วขณะก่อนจะร้องไห้ออกมา

“อย่าเสียใจไปเลยลูกพ่อตายเพราะปกป้องแม่ให้แม่ได้กลับ มาดูแลเจ้าไง”เจ้าขนปุยทำหน้างุนงงกับสิ่งที่กระต่ายสาวพูด

“วันนั้นที่แม่และพ่อหายตัวไปก็เพราะหลงเชื่อคำหลอกลวง ของเจ้างูเฒ่ามันทำท่าเป็นงูที่ใจดีแล้วบอกกับแม่และพ่อว่าจะพาไป

เก็บผักผลไม้ที่สวนของมันพ่อและแม่จึงตามมันไปแต่เมื่อไปถึงเจ้า

งูเฒ่ากลับขังพ่อและแม่ไว้ในสวนและบังคับให้ทำงานต่างๆนานาจน วันหนึ่งเจ้างูเฒ่าจะจับแม่กินเป็นอาหารพ่อของลูกจึงเข้ามาขวางและ

ยอมให้งูเฒ่ากินแทนหลังจากนั้นเจ้างูก็อิ่มจนหลับผล็อยไปแม่จึงรีบ หนีออกมาเรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

เจ้าขนปุยรู้สึกเสียใจอย่างมากกับเรื่องที่ได้ยินมันจึงเอ่ย

“ต่อจากนี้ผมจะคอยปกป้องและดูแลแม่ไม่ให้ใครมาทำร้ายอีก

แล้วเจ้าขนปุยก็กระโดดไปกอดกระต่ายสาวพร้อมกับหอมแก้ม

ฉันเล่าเรื่องเจ้าขนปุยให้อินยัตฟังซ้ำๆสลับกับเรื่องอื่นๆที่ หมอมินให้มาเพิ่มวันนี้เป็นวันที่เขาอายุครบสิบเอ็ดขวบฉันและน้องสาว ร่วมกันจัดงานวันเกิดเล็กๆให้เขาตรงลานหญ้าหน้าบ้านฉันเตรียม เค้กช็อกโกแลตและของขวัญส่วนน้องสาวช่วยประดับแสงไฟระยิบระยับ และลูกโป่งหลากสีไว้หน้าบ้านขณะท้องฟ้าก็ไร้เมฆฝนทำให้มองเห็น พระจันทร์ในคืนวันเพ็ญได้ชัด

Happybirthdaytoyou

Happybirthdaytoyou

HappybirthdayHappybirthday

Happybirthdaytoyou.

เมื่อเพลงจบอินยัตก็ลืมตาเพื่อเป่าเทียนแต่เขาถึงกับ ประหลาดใจเมื่อคนที่ยืนถือเค้กอยู่ตรงหน้าคือแม่ตัวเอง

“ม๊ะม๊ะกลับมาแล้ว”เขาเอ่ยออกมา

“ม๊ะจะกลับมาอยู่กับลูกและจะไม่หายไปไหนอีก”

กลางลานหญ้าสีเขียวเด็กชายตัวน้อยวิ่งเล่นไปมาอย่างมีความ

สุขไม่ต่างจากเจ้าขนปุยในพระจันทร์เหลืองนวลดวงนั้นที่แม้จะมีความ

ทุกข์เหลือค้างอยู่ในใจแต่ก็ไม่จองจำชีวิตไว้กับความเจ็บปวดรู้จักให้ อภัยกล้าที่จะกระโดดไปเผชิญกับโลกความจริงในปัจจุบัน.

ตอนที่1ชายชราที่นั่งหน้าบ้านคนเดียว

ฝนลงเม็ดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ชายชราไม่ทราบเขานั่งที่หน้าบ้าน

มาตั้งแต่หัววันทุกเช้ากิจวัตรประจำวันของชายชราคือการออกมานั่ง รับลมที่หน้าบ้านบ้านที่ไม่มีความทรงจำใดเลยแม้แต่น้อย

ชายชราย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้หลังจากที่ลูกๆเกลี้ยกล่อมให้

ย้ายตามมาเพราะบ้านหลังเก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลาเหมือนสังขาร ของชายชราที่นับวันจะร่วงโรยไปตามวัฏจักรของชีวิตแม้ไม่อยากจะ มาอยู่ร่วมชายคากับลูกหลานแต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คนแก่ก็นิสัย ก็เหมือนๆกันคือติดบ้านไม่ชอบออกไปไหนชอบอยู่แค่บ้านซึ่งเป็น

เสียงรถไอศกรีมขับผ่านหน้าบ้านชายชรามักจะกวักมือเรียก ให้รถจอดและสั่งไอศกรีมรสกะทิใส่ข้าวเหนียวและลูกชิดแก้ดับกระหาย

ความร้อนแต่วันนี้อากาศไม่ร้อนกลับมีละอองฝนตก

รายงานข่าวเรื่องมีพายุเข้าในช่วงหนึ่งถึงสองวันนี้

ทุกๆวันของชายชราเหมือนเดิมต้องนั่งที่เดิมเหมือนทุกๆวัน มองทอดออกไปเป็นบ้านของอีกฝั่งบ้านหลังน้อยที่มีคนอาศัยแต่กลับ ไร้เสียงของคนในบ้านช่างเงียบเหงาเสียจริง

ตลอดชีวิตของชายชราซึ่งมีบ้านอยู่ที่อัมพวาปลูกมะพร้าวใน บ้านสวนเก่าผุพังเมื่อนึกย้อนกลับไปชายชราเองก็อยากที่จะกลับไป บ้านหลังนั้นแต่มันคงไม่อยู่เสียแล้วก่อนที่จะมาบ้านหลังใหม่ได้ข่าว

ว่าโดนเวนคืนเพื่อจะสร้างถนนตัดเข้าไปอนิจจาบ้านหลังน้อยที่เคย

เมฆเคลื่อนไปแสงแดดจ้าสาดส่องอากาศบนโลกแปรปรวนยิ่ง

กว่าอะไรเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวชายชราขยับกายเข้ามาหลบในชายคา ที่ให้ร่มเงาแสงแดดร้อนแผดเผาให้จำเป็นต้องหลบการย่างกรายของ ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าเชื่องช้ากว่าทุกปีที่ผ่านมาและจะค่อยๆช้าลง ช้าลงในปีถัดๆไปเขาว่าอาการของคนแก่คือการกลับไปสู่วันทารก ที่ร่างกายอ่อนแรงอ่อนล้าและจะหยุดลงเมื่อหมดลมหายใจ

แดดร่มลมตกเวลาเย็นเสียงเด็กออกมาวิ่งเล่นหน้าบ้านอย่าง สนุกสนานมันทำให้ชายชราดูครื้นเครงมากขึ้นแววตาของชายชรา ดูมีความสุขเมื่อเห็นผู้คนชายชราเคยนึกอยากที่จะออกไปแต่เรี่ยวแรง ไม่ค่อยมีจะเดินจะเหินก็ลำบากแค่เดินอยู่ภายในบ้านสี่เหลี่ยมแคบๆ

“ซื้ออะไรกินหรือยัง”เสียงของหญิงชราที่เดินเปิดประตู

“ยัง”ตอบอย่างเชื่องช้าจนคนฟังรู้สึกหงุดหงิด “แล้วเงินที่ไอ้หวันให้ไว้เอาไปไหนหมด”หญิงชราเท้าสะเอว

ยายถวิลแต่งงานกับตาสมครองคู่กันมาตั้งแต่ยังสาวเขาว่า เป็นคู่กิ่งทองใบหยกแต่นานๆเข้ายายถวิลบอกว่า“คู่กันเหมือนกิ่ง หมามุ่ยกับใบหนาด”ต่างคนต่างก็ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย อย่างเช่นวันนี้ก็เช่นกันที่ดาหวันลูกสาวให้เงินกับพ่อเอาไว

อยากกินอะไรปกติตาสมแกเดินออกไปซื้อของกินตรงใกล้ๆบ้านได้

แต่พักหลังแกดูเหมือนคนซังกะตายไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินออกไปเซื่องซึม

เหมือนคนหมดแรงหมดกำลังยายถวิลแกเป็นคอกีฬาชอบออกไปดู กีฬาตามสถานที่ต่างๆในเขตที่ตัวเองอยู่ชาวบ้านเขารู้จักกันดีแกเป็น คนปากจัดแต่ใจดีหลังจากที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ได้สองปีคนในหมู่บ้าน

ไม่มีใครไม่รู้จักยายถวิลชื่อนี้นี่การันตีเรื่องปาก

ยายถวิลเบ้ปากมองตาสมที่นั่งอยู่หน้าบ้านด้วยความไม่พอใจ

ตอบอะไรก็งกเงิ่นๆเหมือนคนไม่มีวิญญาณแกด่าของแกทุกวัน

“เอ้าเอานี่ไปกินเงินนะมีซื้อหาแดกบ้างก็ได้จะเก็บไว้ทำห่า อะไร”เสียงของแกบ่นทั้งบ่นทั้งด่าในเวลาเดียวกันแกแวะซื้อฉู่ฉี่

ปลาทูจากตลาดปากซอยมาไม่ได้นึกว่าจะซื้อมากินหรือให้ใครหรอก แต่อยากซื้อพอกลับมาบ้านก็ถามคู่ทุกข์คู่ยากที่นั่งเหม่อลอยปรากฏ ว่ายังไม่ได้ซื้ออะไรเอาไว้กินตอนเย็นหญิงชราจึงได้แต่บ่นผสมด่าแต่ ตาสมซึ่งนั่งเป็นหุ่นไม่ตอบโต้อะไรได้แต่พยักหน้า “ตอบบ้างก็ได้เวลาถามไม่ต้องกลัวน้ำลายบูดหรอกโว้ย” ยายถวิลบ่นก่อนจะวางถุงกับข้าวเอาไว้ให้และเดินเข้าไปในบ้าน

มีคนเคยถามยายถวิลว่าไหนบอกไม่ห่วงตาสมไงทำไมถึงซื้อ

กับข้าวเข้ามาให้ทุกวันยายถวิลแกบอกว่าสงสารเห็นไม่มีอะไรกิน เดี๋ยวมาปวดท้องตอนกลางคืนรำคาญจะเป็นจะตายก็มีฉันนี่แหละ ดูแลมีคนบอกว่าแกปากไม่ตรงกับใจถ้าจะจริงเพราะคำพูดมันสวนทาง

กับการกระทำอย่างที่หลายคนบอกว่ายายถวิลปากร้ายแต่ใจดีก็เหมือน เสียงเชียร์ขอบสนามที่แกชอบออกไปเชียร์เล่นดีแกก็ชมเล่นไม่ดีแกก็ ด่าหลายคนเห็นลีลาการเชียร์มวยฟุตบอล วอลเลย์บอลที่ขอบสนามแล้ว บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดไม่มีใครหน้าไหนที่กล้าส่งเสียงเชียร์อย่างแก ทำให้คนในเขตที่แกอาศัยอยู่ต่างก็รู้จักและมักคุ้นกับบุคลิกของหญิง ชราวัยเจ็บสิบสองปีคนนี้เป็นอย่างดี

หลังจากที่กลับมาจากการไปเชียร์กีฬาที่สนามใกล้บ้านหญิง

ชราก็กลับเข้ามาในบ้านมันคนละอารมณ์กับขอบสนามที่ส่งเสียงเชียร์

อย่างมากกลับมาในบ้านมีแต่ความเงียบเหงามันว้าเหว่

และยิ่งมาเห็นตาสมนั่งทื่อเป็นตอไม้อารมณ์ของยายถวิลก เดือดดาลผุดๆเป็นน้ำเดือดอย่างกับหม้อตั้งไฟเชื้อไฟกำลังเผาผลาญ

แม้จะไม่อยากกลับเข้ามาในบ้านหลังนี้แต่บ้านที่เหลืออยู่ของสองตายาย ก็คือบ้านบ้านที่เงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างหลังนี้

นายสกลบากหน้ามาหาแม่ที่บ้านของพี่สาวหลังจากที่เขา ตกงานจากพิษโควิดแม้เขาจะรู้ดีว่าบ้านหลังนี้ไม่อยากต้อนรับเขาก็ตาม แต่สกลไม่มีหนทางไปเขาต้องมามาพึ่งแม่และพ่อเขารู้ตัวดีว่าเขาพลาด ผิดที่คิดทำเรื่องไม่ดีในช่วงชีวิตวัยหนุ่มซึ่งมันก็ส่งผลต่อมาในช่วงวัย

เขาขับมอเตอร์ไซค์มาที่บ้านของพี่สาวซึ่งเพิ่งจะเข้ามาอยู่ได้ สองปีพ่อกับแม่แต่ก่อนอาศัยที่อัมพวาแต่โดนเวนคืนที่ทางกว่าสิบไร่ ได้เงินจากหลวงมาหลายบาทโชคดีที่พี่สาวทำงานที่โรงงานขยันขันแข็ง เก็บเงินเก่งจึงได้มาดาวน์บ้านมือสองหลังนี้ซึ่งก็มีอยู่สามห้องนอนสกล หายออกไปจากบ้านตั้งแต่วันหนุ่มพ่อแม่ส่งให้เขามาโรงเรียนแต่เขาไม่ เคยเข้าเรียนครูต้องมาตามถึงบ้านพ่อแม่อ้อนวอนให้กลับไปเรียนให้จบ ปวช.แต่เขาก็ไม่ทำตามหนำซ้ำยังแอบขโมยเงินค่ามะพร้าวในสวนหนี หายไปอีก

สกลกลับมาบ้านอีกครั้งหลังจากที่หมดหนทางไปแต่โชคร้าย ที่หลังจากเขากลับมาบ้านได้ถูกรื้อถอนออกไปหมดแล้วเขาตะลึงงัน ตกใจถามชาวบ้านแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นชาวบ้านก็ทำหน้าเอือมระอา กับเขาเมื่อเห็นเขากลับมาในสภาพไอ้หนุ่มขี้ยาหน้าตาดำปี๋สกปรก เขากว่าจะรู้ว่าบ้านพี่สาวหลังใหม่อยู่ที่ไหนก็ใช้เวลานานหลายเดือนโชคดี

ครั้งแรกที่สกลก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้เขาแอบหลบซุ่มอยู่ นานไม่กล้าเผยตัวกลัวว่าพ่อแม่พี่สาวจะรับไม่ได้หรือไม่อยากให้เขากลับ มาบ้านแต่ด้วยอะไรไม่ทราบเขาจึงรวบรวมความใจกล้าหน้าด้านเดิน

เข้ามาแม้ตอนแรกพ่อแม่จะตกใจก็ตามทุกคนดูเหินห่างไม่เหมือนเดิม

จะนับว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายผสมกันก็ว่าได้เขาได้เจอ พ่อแม่พี่สาวที่ห่างหายไปสิบกว่าปีการกลับมาของเขาไม่ได้สร้างความ ดีใจให้ครอบครัวเลยแม้แต่น้อยเขารู้สึกได้ว่าความห่างเหินของคนใน

มันผิดที่ใครเล่าเขาเองต่างหากที่เป็นคนเลือกเดินบนเส้นทาง เดินนี้ทางเดินที่มีคุกอยู่ข้างทางและมีความตายเป็นจุดหมายปลายทาง เขาว่ากันว่าคนที่เล่นยาค้ายามันเลือกอยู่บนหลังเสือแล้วมันยากที่จะ ลงมาไม่ตายก็ติดคุกหลายคนที่เลือกทางเดินแบบนี้แล้วหากหลวมตัว เข้าไปพัวพันกับยานรกเหล่านี้ก็ยากที่จะกลับมาเหมือนเดิมดั่งเช่นเขา สกลมาเยี่ยมหาพ่อแม่ไม่บ่อยหลังจากที่ห่างหายไปนานหลายเดือนจาก ครั้งแรกที่เขากลับมามาครั้งนี้ก็ว่าจะขอเงินแม่ไปต่อชีวิตสกลรู้ดีว่าแม่ ไม่ได้ทำงานเหมือนแต่ก่อนการที่เขาจะมารบกวนคนแก่วัยเจ็ดสิบสอง มันยากลำบากแต่ตัวเขาเองก็ลำบากไม่แพ้ใครเขาจึงบากหน้าด้านๆ

มือของสกลกดกริ่งที่หน้าบ้านวันนี้มืดเร็วกว่าทุกวันเหมือนฝน

จะตกอีกรอบหลังจากที่ช่วงบ่ายตกไปแล้วเขาเกรงว่าพี่สาวจะกลับมา

จึงอยากคุยกับแม่ให้รู้เรื่องก่อนที่พี่สาวกลับมา ตอนที่4นนท์เด็กชายผู้เก็บตัวในห้องนอน

นนท์หันไปตามเสียงกริ่งหน้าบ้านเขาอยู่บนชั้นสองของบ้าน อารามโมโหที่ไม่มีคนลงไปเปิดประตูเขารู้แน่ว่าคนมากดไม่ใช่แม่แน่ๆ เพราะปกติแม่จะไม่กลับมาเวลานี้นนท์จึงเปิดประตูลงไปที่ข้างล่าง

ฝนตกลงมาอย่างกับพายุนนท์ไม่รู้เลยว่ากรมอุตุเตือนเรื่องพายุเข้าเขา เป็นเด็กที่อยู่หน้าคอมเล่นแต่เกมทั้งวี่ทั้งวันหลังจากที่โรงเรียนให้หยุด เรียนออนไลน์เด็กหนุ่มเองก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะเล่นแต่เกม

เมื่อลงด้านล่างเห็นชายแปลกหน้ายืนอยู่ที่หน้าบ้านเด็กหนุ่ม แอบมองอยู่ที่หน้าต่างบ้านที่มีผ้าม่านกั้นบังเอาไว้ครุ่นคิดว่าใครกันมา เรียกเขาไม่ได้สนใจจึงกลับขึ้นไปด้านบนต่อ

นนท์อายุสิบห้าปีหน้าเขาต้องสอบเข้ามัธยมปลายแต่เขา ไม่อยากเรียนต่อเขาเป็นคนชอบอยู่คนเดียวในห้องแคบๆไม่คบเพื่อน

แม่ไม่ค่อยมีเวลาให้เขาก็ตั้งแต่พ่อกับแม่เลิกกันไปนนท์ก็ เหมือนเด็กเก็บกดเขาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาอมทุกข์นัยน์ตาเศร้า

ตลอดเวลาไม่ร่าเริงเพื่อนที่โรงเรียนแทบจะไม่มีเพราะเขาไม่พยายาม ที่จะปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่หลังจากที่ย้ายโรงเรียนตามแม่มาที่ทำงาน

แม่ย้ายงานหลายครั้งแม่ทำงานที่โรงงานเป็นพนักงานบัญชีแม่ ไม่มีเวลาแม่ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแม่เคยบอกนนท์ว่าที่แม่ทำ ทุกอย่างก็เพื่อบ้านของเราบ้านที่แม่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของแม่ พ่อหายไปตั้งแต่นนท์อายุเจ็ดขวบหายไปไม่กลับมาอีกเลยในคืนฝนตก วันนั้นและนนท์ก็ไม่เคยถามหรือคิดถึงพ่ออีกเลย

เกมที่นนท์เล่นมันสร้างรายได้ให้เด็กหนุ่มมหาศาลเขาขาย อุปกรณ์เกมได้หลายพันบาทความภูมิใจนี้แม่ไม่เคยเห็นและไม่เคย ถามเขาเด็กหนุ่มแอบคิดว่าถ้าแม่รู้แม่คงดีใจแต่เปล่าเลยเมื่อแม่รู้

แม่กลับบอกว่าไร้สาระให้เขาตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือให้จบดีกว่า

อย่ามัวแต่เล่นเกมนั่นคือสิ่งที่นนท์เกลียดและกลัวที่สุด คำต่อว่าวันนั้น

สร้างความเจ็บปวดใจให้เขาเป็นอย่างยิ่งมันเหมือนมีดที่กรีดลงในใจ

รอยร้าวของแม่เริ่มเห็นเป็นรอยนูนขึ้นๆจนแทบจะไม่สามารถผสาน กันเหมือนเดิมได้

นนท์ปิดกั้นตัวเองความภูมิใจงั้นหรือความภูมิใจที่มีมันมีค่า แค่เขาเท่านั้นคนอื่นไม่เห็นคุณค่าในเมื่อที่บ้านไม่ต้องการความภูมิใจ เด็กหนุ่มผู้มีโลกส่วนตัวในอาณาจักรส่วนตัวจึงคิดที่จะประชดการประชด ของเด็กหนุ่มจึงเกิดเป็นเรื่องราวในเวลาต่อมาซึ่งมันสร้างความทุกข์ ให้คนที่อยู่ข้างหลังยากแทบจะฟื้นความเป็นคนแทบไม่เจอ

คืนฝนตกมันเป็นคืนแห่งความเหงาเหว่ว้านนท์ไม่ชอบวันที่ ฝนตกและยิ่งเป็นตอนกลางคืนด้วยแล้วนนท์เกลียดมันที่สุดความมืด

ตอนที่5เรื่องของดาหวัน

ดาหวันฉันไม่มีเวลาหรอกวันๆก็อยู่แต่ที่ทำงาน

โอ๊ยคุณฉันจะเอาเวลาที่ไหนไปสั่งสอน มัน แค่มีเวลาหายใจทุกวันนี้ก็ยากอยู่แล้ว

พ่อมันโน้นพ่อมันไปตายโหงตายห่าที่ไหน แล้วก็ไม่รู้ฉันนะมันมีบาปมีกรรมมีผัวก็ เฮงซวยไข่ไว้ก็ทิ้งไป

ดาหวันพ่อกับแม่เหรอถ้าฉันไม่รับสองคน ตายายมาดูแลจะมีลูกคนไหนรับมาดูแล ล่ะคุณไอ้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนน่ะมัน หนีไปติดยาตั้งแต่วัยรุ่นโน้นตอนนี้มันคง เที่ยวเล่นในคุกเป็นว่าเล่นละสิคุณ

ดาหวันในบ้านต่างคนก็ต่างอยู่เจ้านนท์เขาก็

เรียนออนไลน์มีโลกส่วนตัวของเขาส่วน

พ่อกับแม่พ่อแต่ก่อนเขาขายหวยตอนน

ออกไปไหนไม่ค่อยได้เพราะขาไม่ดีส่วน

แม่แกยังมีแรงเดินเหินสะดวกแกชอบกีฬา

แกชอบไปเชียร์มวยไปเชียร์ฟุตบอล

วอลเลย์บอลอะไรของแกนี่แหละฉันไม่ ค่อยได้ดูแลแกซักเท่าไหร่เพราะไม่มีเวลา

บ้านนะหรอ?ซื้อผ่อนเอาฉันไม่มีปัญญา หรอกที่จะซื้อสดแหมคุณบ้านราคาตั้ง หลายล้านนี่ก็กู้จนไม่มีจะกู้แล้วทุกวันนี้ ถ้าเถ้าแก่เจ้าของโรงงานไล่ออกก็คงต้อง

ความฝันของเจ้านนท์นะหรอฉันไม่รู้หรอก ว่าเขาต้องการเป็นอะไรวันๆก็เห็นแต่หมก

ตัวอยู่ในห้องเล่นเกมบ้าบออะไรก็ไม่รู้พอ เราเตือนเข้าหน่อยก็เบ้ปากชักสีหน้าเรานะ แม่มันแต่ไปสอนเขาไม่ได้หรอกเด็กสมัย

นี้เขาว่าเราไปก้าวก่ายเรื่องของเขาเรื่อง เรียนเกรดฉะลงเกรดเฉลี่ยก็สองกว่าไม่ ถึงสามหรอกฉันน่ะไม่ได้ตั้งกฏเกณฑ์อะไร มากนักหรอกรู้ว่าหัวสมองมันคงไปไหน ไม่ได้ไกลนักหรอก

ดาหวันสกลนะหรอตอนนั้นมันเพิ่งออกจากคุก มาด้อมๆมองๆที่บ้านหลายครั้งแต่ไม่

เคยเจอมันเป็นๆหรอกเขาว่ามันแอบมา

ขอเงินแม่เวลาฉันไม่อยู่บ้านไอ้เรานะพี่สาว มันมันคงกลัวว่าเราจะด่ามันแหงล่ะคุณ ทำตัวอย่างกับพวกเปรตเป็นคนดีดีไม่ชอบ กลับไปพี้ยาเสพให้สมองเสื่อม

นี่คือเสียงของดาหวันสาววัยสี่สิบที่ตรากตรำทำงานหามรุ่ง

หามค่ำทุกวันจนไม่มีเวลาพักผ่อนใครในโรงงานต่างก็รู้จักเธอดีนิสัย

เป็นคนดีแต่ปากจัดไปหน่อยดาหวันหรือพี่หวันของใครหลายๆคน นั้นบุคลิกจริงจังกับงานทุกอย่างต้องออกมาดีทำงานที่โรงงานแห่ง นี้มาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ยังสาวจนตอนนี้เป็นระดับหัวหน้างานที่ เถ้าแก่ไว้เนื้อเชื่อใจเสียงหัวเราะของเธอเป็นที่คุ้นหูของใครหลายคน เพื่อนพี่น้องในงานต่างชอบนิสัยของเธอดาหวันบอกว่าเธอไม่มีเวลา ให้ครอบครัวมากนักเพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่โรงงาน

“พุทธังภะคะวันตัง...”เสียงสวดมนต์ดังแซ่ไปทั่วบริเวณ

พระวัยสี่สิบสี่พลางก้มกราบพระประธานองค์ใหญ่ในโบสถ์ตรงหน้าสาม ครั้งด้วยระลึกถึงพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์

พระถินะวราชิตะโตหรือพระถินที่ใครรู้จักบวชได้มาสาม พรรษาที่วัดแห่งนี้ใบหน้าที่เรียบและกิริยาที่อยู่สำรวมพระถินมีอาการ พะวงตื่นอยู่กลางดึกมานานเท่ากับพรรษาที่ครองร่มกาสาวพัสตร ใครก็

บอกว่าท่านมีปมไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของพระถินว่ามาจากไหนเขาลือ กันว่าท่านเคยติดคุก

ค่ำแล้วหลังจากที่กลับมาจากการสวดมนต์ที่โบสถ์พระถินก็ กลับเข้ามาที่กุฏิของตนเองคิดไปถึงวันพรุ่งนี้ตอนตื่นแต่เช้าตีสี่มาเดิน จงกรมวิปัสสนากรรมฐานแต่เช้าอย่างที่เคยทำและตีห้าครึ่งก็ออก

“ไปเลยออกไปจากชีวิตฉันเลยมีผัวก็เฮงซวยไม่มีซะดีกว่า”

เสียงก่นด่าทำให้ชายหนุ่มถึงกับขาดสติหันไปตบหน้าของหญิงสาวดัง ผัวะจนหน้าหัน

“มึงกล้าตบกูหรอไอ้คนอัปรีย์”หญิงสาวเลือดขึ้นหน้าชี้หน้า ด้วยความโมโห

“เออกูไม่ทนกับมึงแล้วอีหวัน”เขาตะคอก

“กูก็ไม่ทนกับมึงวันๆไม่ทำมาหาแดก.........”

ภาพในอดีตของพระถินค่อยๆปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ภาพที่ชายหนุ่มในวัยยี่สิบต้นๆทุบตีทำร้ายเมียทั้งเมาเหล้าวันๆไม่ ทำมาหากินอะไรเมื่อมีลูกเขาก็ไม่ได้เลี้ยงดูซ้ำยังทำร้ายทุบตีอีก

“มึงจะหนีหนี้เหรอไอ้ถินไหนบอกว่าจะเอาเงินมาใช้หนี้ กู”เสียงคำรามของแก๊งเงินกู้นอกระบบตะคอกเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะ

“ไม่..ผมไม่ได้หนีพี่อีหวันมันไล่ผมออกจากบ้านผมไม่มี ที่อยู่เลยต้องมาหาที่อยู่ใหม่”เขาบอกแต่หัวหน้าแก๊งเงินกู้ไม่เชื่อเพราะ

ถินหายหน้าไปหลายวันติดต่อไม่ได้มันเข้าเค้าเบี้ยวหนี้ดีที่ตามมาเจอ ไม่อย่างนั้นก็คงหนีเข้ากลีบเมฆแต่อย่าหวังว่าจะหนีพ้นเพราะเมื่อเจอ เมื่อใดต้องตาย

“ตอแหลกับคนอื่นได้อย่าตอแหลกับกู”หัวหน้าแก๊งดึงคอ เสื้อของเขาขึ้นมา

“จำเอาไว้จำหน้ากูเอาไว้”หัวหน้าแก๊งตะคอกแล้วถ่มน้ำลาย ใส่ปากถินก่อนจะผลักถินลงแล้วเอาเท้าเหยียบหน้าค่อยๆกดลงที่ หน้าและเหยียบอย่างสะใจความเป็นคนความเป็นมนุษย์มันหมดสิ้นลง ด้วยการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นคนต่อหน้าต่อตาคนด้วยกันน้ำตา ไหลร้องไห้ถินกำมือแน่นมันจุกที่อกเขาบอกกับตัวเองว่าไม่เขาหรือ มันต้องตายกันไปข้าง

“มองหน้ามองหน้ากูทำไมไอ้ลูกหมา”พูดไปก็หัวเราะถิน น้ำตาไหลเขาดึงมีดพกที่ติดมากระซวกแทงไปที่เบ้าตาของหัวหน้าแก๊ง ก่อนจะดึงออกมาและแทงซ้ำที่อกด้านซ้ายของมันอย่างบ้าคลั่ง

“โอ๊ย....”เสียงลมหายใจขาดห้วงเป็นวินาทีเป็นวินาทีตายสมุน ของมันตกใจวิ่งหนีขับมอเตอร์ไซค์หายไปในความมืดทิ้งร่างเดียวดายไว

ฉันกลับมาบ้านในขณะที่ทุกอย่างเงียบกริบมันก็เป็นปกติอยู่ แล้วที่บ้านไร้เสียงพ่อแม่คงนอนหลับแล้วคนแก่ก็แบบนี้แหละนอนไว ตื่นเช้าส่วนเจ้านนท์ลูกชายของฉันก็คงเล่นเกมอยู่ในห้องของเขา ฉันทำงานเลิกดึกทุกวันไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรอกนี่ได้ข่าวว่า จะปลดพนักงานออกเศรษฐกิจตอนนี้มันไม่ดีของที่โรงงานขายไม่ออก พนักงานไลน์ผลิตหลายคนถูกจ้างออกบ้างก็โดนบีบออกส่วนฝั่ง ออฟฟิศยังไม่โดนแต่ก็ไม่แน่หรอกถามฉันว่ากลัวมั้ยฉันกลัวเพราะ

อายุก็สี่สิบแล้วจะไปเริ่มต้นหางานใหม่ก็คงยากแถมมีภาระมากมาย ทั้งบ้านรถพ่อแม่และที่ห่วงที่สุดคือลูกเขาเข้ากับใครไม่ค่อยได้เป็นเด็ก เก็บตัวเงียบอาจจะเป็นเพราะครอบครัวเราไม่ได้อบอุ่นเหมือนครอบครัว อื่นๆก็เป็นได้นนท์จึงเป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูดเขามีโลกส่วนตัวสูง

ส่วนพ่อกับแม่แก่มากแล้วทำอะไรบ้างฉันไม่ค่อยรู้หรอกเพราะ

ไม่มีเวลากลับมาบ้านก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันต่างคนต่างอยู่ฉันทำงาน ทุกวันเข้าเช้าตีห้าก็ออกจากบ้านแล้วกว่าจะกลับเข้าบ้านก็ดึกดื่น

วันนี้ก็เช่นกันที่ฉันกลับมาบ้านแล้วไม่มีคนอยู่บ้านเงียบ ปราศจากคนอาศัยฉันชินกับมันเสียแล้วไฟในบ้านไม่มีแสงสว่าง แม้แต่ดวงเดียวฉันเปิดไฟเดินเข้าไปในบ้านร้องไห้น้ำตาอยู่ๆก็ไหล

ออกมาเจ้านนท์คงเล่นเกมแม่กับพ่อคงหลับไปแล้วฉันยิ้มให้กับเรื่อง

“แม่แม่นนท์มีเรื่องจะบอกนนท์ขายเกมได้เงินตั้งห้าพันบาท อ่ะแม่”ภาพลูกชายวิ่งลงมาจากบนบ้านแล้วมาบอกเรื่องที่เขาขายเกม ออนไลน์ได้

“หวินพ่อแกเขาถูกหวยตั้งสองหมื่นแน่ะโชคดีจริงๆ”แม่เอ่ย เสียงชื่นชมในความโชคดีของพ่อที่ออกไปขายหวยแต่ดันขายไม่หมด แต่โชคดีที่หวยที่ขายไม่หมดแต่ถูกรางวัล

“จะกินไรเดี๋ยวเสี่ยจะเลี้ยงเอง”เสียงของพ่อเอ่ยแบบตลก

ภาพความทรงจำทุกอย่างผุดขึ้นมาฉันร้องไห้ออกมา

แต่แล้วความสุขที่เคยมีก็มีคนมาพรากมันไป

นนท์หันไปตามเสียงกริ่งหน้าบ้านเขาอยู่บนชั้นสองของบ้าน

อารามโมโหที่ไม่มีคนลงไปเปิดประตูเขารู้แน่ว่าคนมากดไม่ใช่แม่แน่ๆ เพราะปกติแม่จะไม่กลับมาเวลานี้นนท์จึงเปิดประตูลงไปที่ข้างล่าง ฝนตกลงมาอย่างกับพายุนนท์ไม่รู้เลยว่ากรมอุตุเตือนเรื่องพายุเข้า เขาเป็นเด็กที่อยู่หน้าคอมเล่นแต่เกมทั้งวี่ทั้งวันหลังจากที่โรงเรียนให้ หยุดเรียนออนไลน์เด็กหนุ่มเองก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะเล่นแต่เกม

เมื่อลงด้านล่างเห็นชายแปลกหน้ายืนอยู่ที่หน้าบ้านเด็กหนุ่ม แอบมองอยู่ที่หน้าต่างบ้านที่มีผ้าม่านกั้นบังเอาไว้ครุ่นคิดว่าใครกันมา เรียกเขาไม่ได้สนใจจึงกลับขึ้นไปด้านบนต่อ

“ไม่มีกูไม่มี”เสียงของยายถวิลเอ่ยเมื่อถูกลูกชายมาไถเงิน “แม่แม่จะไม่มีได้ยังไงแม่น่ะมีลูกสาวแม่เขาให้ไว้ไม่ใช่เรอะ” สกลเอ่ย

“ถึงมีกูก็ไม่ให้ไอ้เวรตะไลไม่ทำมาหากินหน็อยจะมาไถเงิน กูน่ะแม่มึงไอ้อกตัญญูลูกเวร”ยายถวิลก่นด่าสกลกระชากกระเป๋าที่ เหน็บเอาไว้ของยายถวิลมาและดึงเงินออกไปมันไม่มากแต่มันก็เยอะ พอสมควรเท่าที่คนแก่จะถือเก็บไว้สกลยิ้มแล้วเดินไปยายถวิลหวงเงิน นั้นจะเอาไว้ซื้อของในบ้านเก็บเอาไว้ยามฉุกเฉินยายถวิลเดินปรี่ไปถีบ ลูกชายด้วยความโมโห

“ไอ้กลไอ้สารเลวกูน่าจะเอาขี้เถ้ายัดปากมึงตั้งแต่เกิด”ยาย ถวิลด่าสกลล้มไปฟาดที่ขอบประตูเลือดอาบโมโหสุดตัวด้วยความ หน้ามืดตามัวมันจึงผลักร่างของยายถวิลหงายหลังฟาดลงที่พื้นตาสม เดินมาเห็นเหตุการณ์ตกใจ“ไอ้กลไอ้เลวมึงทำอะไรแม่มึง”สกล ลนลานด้วยความกลัวทำอะไรไม่ถูกมันก้มลงไปอังจมูกแม่แต่แล้ว ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าหมดสิ้นลมหายใจไปแล้วมันกรีดร้องเสียงหลงด้วย ความกลัวเขย่าร่างแม่ด้วยความตกใจตาสมเดินไม่ถึงล้มลงไปเจ็บที่ หัวใจด้วยเป็นโรคหัวใจกำเริบทุรนทุรายก่อนจะขาดใจตามไปอีกคน สกลเหมือนคนบ้ามันวิ่งออกไปกลางสายฝนพร้อมกับเสียงฟ้าคำราม

นนท์กลัวเสียงฟ้าผ่าเขาเปิดม่านดูเมื่อไหร่แม่จะกลับวันนี้ เขาใจคอไม่ดีเลยมันแปลกๆชอบกลเมื่อกี้ลงไปด้านล่างใจคอไม่ดีเลย นนท์จึงตัดสินใจลงไปดู

ฉันพยายามไม่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนไม่อยาก คิดถึงความเลวร้ายของชีวิตที่มีอันเป็นไปเสียงของนายตำรวจที่มาทำ คดียังคงก้องในหูฉัน

“ลูกชายของคุณลงมาเห็นเหตุการณ์ตอนที่นายสกลกำลังเอา

ศพไปทิ้งเลยโดนปาดคอตาย”ฉันไม่อาจทนดูสภาพศพของนนท์ได้ เขาเด็กเกินไปที่จะต้องตาย

“นนท์ลูกแม่นนท์”เสียงของฉันร้องไห้ฉันแทบบ้าสามสี่ เดือนนั้นฉันไม่พูดกับใครฉันหลอกตัวเองว่าทุกคนยังอยู่ฉันเก็บตัว

ลางานเถ้าแก่เข้าใจดีว่าเกิดเหตุการณ์อะไรกับฉันโศกนาฏกรรมใน

ชีวิตของฉันมันยากเกินจะลบบาดแผลไปได้

แสงแดดเจิดจ้าต้อนรับอรุณวันใหม่ผู้คนต่างเดินทางไปทำงาน ภาพบ้านที่ไร้ชีวิตชีวายังอยู่ฉันเดินออกมาหน้าบ้านพร้อมตักบาตรวันนี้ ครบรอบหนึ่งปีที่เกิดเหตุภิกษุรูปหนึ่งก้าวเดินมาฉันยกมือไหว้จำแม่น ว่าใคร“โยมหวันอาตมาขอบิณฑบาตทุกข์ของโยมได้หรือไม่”พระถิน

“ความทุกข์ของดิฉันมันไม่มีใครสามารถแบ่งไปได้หรอกค่ะ พระ”ฉันตอบพลางหันหน้าหนีหลบน้ำตาที่ไหลอาบแก้มสองข้าง

“ถ้าโยมยังยึดติดคนที่ทุกข์ที่สุดนอกจากโยมแล้วยังมีพวกเขา ที่อยู่ในบ่วงเวรกรรมนี้ด้วยนะโยม”ภาพของการใช้ชีวิตของตาสมที่นั่ง หน้าบ้านยายถวิลที่แต่งตัวจะออกไปนอกบ้านนนท์ที่ยังคงเล่นเกม อยู่บนห้องทุกคนในบ้านยังคงดำเนินชีวิตเหมือนเดิมลมเย็นพัดกระทบ

ผิวจนเย็นวาบขนลุกฉันเข้าใจแล้วสัจธรรมที่เหลืออยู่คือการไม่ยึดติด คือหนทางแห่งการดับทุกข์เพื่อเป็นกุญแจไขสิ่งที่พันธนาการคนทุก คนที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ฉันค่อยๆบรรจงใส่บาตรพนมมือรับพรยืน มองดูบ้านหลังนี้ภูมิคุ้มกันทุกข์คือการตัดใจจากบางสิ่งเพื่อเป็นภูมิ คุ้มกันใจในวันที่ทุกข์

ฮารุนพ่อของไอชาห์จะเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงชีพครอบครัว โดยการออกเรือไปทะเลอันกว้างไกลเขาว่ากันว่าในโลกนี้มีทะเลมากกว่า

พื้นดินเป็นสามในสี่ดังนั้นแล้วพื้นที่ที่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ง่าย ก็คงจะเป็นการหาปลาใต้ท้องทะเลลึก

ฮารุนจะออกทะเลในตอนเย็นแล้วเอาปลาที่ได้มาขายในตอน เช้าที่ตลาดสดทุกๆวันจากนั้นไปซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน

ในขณะที่โซเฟียแม่ของไอชาห์มีอาการเหนื่อยง่ายไม่สามารถ ออกทะเลเป็นเพื่อนพ่อได้จะคอยดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านอาหารที่ แม่ทำให้กินในทุกๆเช้านั้นอร่อยจนไม่สามารถหาร้านอื่นมาเทียบเท่าได เราจะกินอาหารเช้าพร้อมหน้ากันทุกวันมันเป็นโอกาสที่เรา

สามารถพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบระหว่างกินมื้อเช้ามันรู้สึกได้ถึง ความอบอุ่นภายในครอบครัวแม้นเมนูอาหารไม่ได้เลิศหรูก็ตาม

แสงตะวันสายลมวัวควายบนท้องถนนต้นไม้เขียวขจีภาพ เหล่านั้นมองแล้วสบายตาเป็นภาพที่ไอชาห์เห็นมาตลอดระหว่างไป โรงเรียนโดยมีคุณพ่อเป็นคนไปส่งที่โรงเรียนทุกครั้ง

โรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่งในชนบทล้อมรอบด้วยป่าไม้นานาชนิด มีทั้งต้นยางต้นทุเรียนแต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านละแวกโรงเรียนจะทำอาชีพ กรีดยางในทุกๆเช้าตรู่เราจะเห็นรถมอเตอร์ไซค์แล่นไปแล่นมาเพื่อไป กรีดยางในโรงเรียนมีบุคลากรไม่ถึง20คนรวมถึงผู้อำนวยการมีเด็ก

นักเรียนไม่ถึง500คนเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่และ ละแวกใกล้เคียง

เมื่อเรียนเสร็จแล้วไอชาห์จะกลับกับพ่อเหมือนเดิมกับรถ

จักรยานคู่ใจของพ่อ

ไอชาห์เป็นนักเรียนม.ปลายคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือเรียน เก่งผิวขาวใส่แว่นกรอบหนาและมักจะหาเวลาว่างในตอนเย็นเพื่อไป ที่ริมแม่น้ำหลังบ้านเอาเสื่อลายสกอตมาปูเอาขนมปังใส่ปากแล้วหยิบ หนังสือมาซอยตัวอักษรมองธรรมชาติอันสวยงามท้องฟ้าอันกว้างไกล ต้นไม้นานาชนิดแม่น้ำที่เย็นฉ่ำได้โอบกอดหญิงสาวให้เป็นหนึ่งเดียว จิตเป็นหนึ่งกับธรรมชาติปล่อยความทุกข์ให้มันไหลไปตามสายน้ำที่

“กลับมาแล้วเหรอไอชาห์”แม่ทักไอชาห์ระหว่างจะปิดประต

“ว้าว!!!”หญิงสาวอุทาน“ช่วงนี้ทำตัวแปลกๆนะเนี่ย” แม่ผงกหัวหลายรอบเพื่อสื่อว่าเห็นด้วยในสิ่งที่ลูกสาวตัวเอง ได้บอกไว้เพราะโดยปกติแล้วฮารุนมักจะละหมาดที่บ้านกับครอบครัว นานๆครั้งจะไปละหมาดที่มัสยิดยกเว้นละหมาดวันศุกร์ที่ผู้ชายทุกคน ต้องไปรวมตัวละหมาดที่มัสยิด

“อัสสาลามูอาลัยกุม”คำทักทายของคุณพ่อหลังจากกลับจาก ละหมาดที่มัสยิดก่อนที่จะพูดต่อว่า“คืนนี้มีชุดรักษาความสงบใน

ถูกทหารจับตัวไป6คนได้ยินมาว่าพรุ่งนี้ชาวบ้านจะไป สอบถามที่สถานีตำรวจภูธรตากใบว่าเกิดอะไรขึ้น”พ่อพูดด้วยสีหน้า

เส้นสีแดงย้อมเส้นขอบฟ้าเสียงเชิญชวนจากมัสยิดที่เป็นศูนย์

กลางของหมู่บ้านดังผ่านรูหูของผู้ที่ยังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาสักการะต่อ

ไอชาห์ตื่นขึ้นด้วยความงัวเงียทุกครั้งก่อนที่จะไปล้างหน้าแปรง ฟันและชำระสิ่งสกปรกบนร่างกายของเธอเพื่อมุ่งหน้าไปยังมัสยิดตาม คำเชิญชวนของเสียงตามสาย

“วันนี้อากาศดีจัง”ไอชาห์คิดในใจระหว่างเดินไปมัสยิดพร้อมๆ สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วได้เข้าไปมัสยิดเพื่อสักการะต่อพระเจ้าตามที่

มีผู้ชุมนุมมากมายมารวมตัวกันที่สภ.ตากใบในเช้าของวันนี้ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับชุดรักษาความสงบในหมู่บ้านทั้ง6คน

ที่ถูกจับไปเมื่อคืนที่ผ่านมาเสียงตะโกนร้องขอความเป็นธรรมดังก้อง

กังวานในขณะที่เสียงของเจ้าหน้าที่ทหารให้ยุติการชุมนุมเริ่มดังไม่

บรรยากาศอันแปลกใหม่ในชุมชนแห่งนี้ที่ไม่เคยสัมผัสถึงความ วุ่นวายโกลาหลเป็นเรื่องธรรมดาของชาวบ้านที่มักจะไปมุงดูสิ่งแปลก ใหม่ที่น่าสนใจฮารุนพ่อของไอชาห์ได้มามุงดูที่นี่เหมือนกับชาวบ้าน คนอื่นๆเช่นกัน

เสียงของเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือศีรษะของผู้ชุมนุมและ ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักชุมนุมท่ามกลางเสียง ข่มขู่ด้วยกระสุนปืนเพื่อให้ยุติการชุมนุมทว่าผู้ชุมนุมยังคงปักหลักตั้ง ฐานที่มั่นไว้อย่างดี

ในขณะที่ฮารุนและชาวบ้านอีกมากมายยังคงดูว่าจะเกิด

สถานการณ์อะไรขึ้น“ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ภรรยาลูกสาวจะ

ปัง!!!

เสียงปืนดังหลายนัดผู้ชุมนุมวิ่งหนีเอาชีวิตรอดหลายคนวิ่ง

กระจัดกระจายราวกับบ้านไฟไหม้กระสุนปืนเคลื่อนทะลุผิวหนังต่อ หน้าต่อตาจนนอนนิ่งข้างๆของฮารุนที่กำลังหมอบอยู่กับที่ตำรวจ ทหารมากมายได้โอบล้อมผู้ชุมนุมรวมถึงชาวบ้านที่ยังไม่รู้ว่าตอนนี้มัน เกิดอะไรขึ้น

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายฮารุนเห็นเพื่อนๆในหมู่บ้าน หลายคนที่หมอบมาด้วยกันบางคนก็โดนทุบตีในขณะที่อีกมุมมีร่างกาย

ฮารุนและคนอื่นๆถูกต้อนให้ขึ้นรถเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานฮารุน

ค่อยๆเสียดสีท้องของตัวเองบนท้องถนนอันร้อนระอุเพื่อจะเคลื่อนไป ยังรถบรรทุกของเจ้าหน้าที่ทหารถึงแม้ท้องของฮารุนเริ่มมีแผลที่ หน้าท้องเพราะได้เสียดสีกับท้องถนนฮารุนก็พยายามอดกลั้นตัวเอง เอาไว้เพื่อให้มีชีวิตรอดดุจดั่งมนุษย์ไล่ต้อนวัวควายขึ้นรถไปโรงเชือด

“เราทำอะไรผิดเหรอทำไมเจ้าหน้าที่ถึงทำกับเราเยี่ยงสัตว์

หลังจากที่ฮารุนคลานเข้าไปใกล้รถบรรทุกเจ้าหน้าที่ให้ฮารุน ขึ้นรถด้วยตนเองฮารุนได้ลุกขึ้นแล้วไปเหยียบบนเก้าอี้พลาสติกสีแดง ที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมเอาไว้เพื่อขึ้นรถบรรทุก

มนุษย์ครึ่งบนล่อนจ้อนและครึ่งล่างใส่กางเกงหรือผ้าโสร่ง ได้เรียงซ้อนกันหลายๆชั้นราวกับขนหมูหมาไก่เป็ดที่วางซ้อนกันข้าง หลังรถบรรทุกบางคนที่อยู่ชั้นล่างสุดนอนนิ่งเหมือนกำลังหลับใหล ฮารุนถูกมัดมือไพล่หลังเหมือนคนอื่นๆแล้วโดนผลักเข้าไปในรถบรรทุก

เป็นความโชคดีในความโชคร้ายของฮารุนที่ได้อยู่ชั้นบนสุด แม้นจะดิ้นไม่ค่อยได้แต่อย่างน้อยได้สูดอากาศอย่างเต็มที่ทว่าบนพื้น หลังของชั้นบนสุดยังมีรองเท้าของเจ้าหน้าที่ที่เดินไปมาบนพื้นหลัง

มนุษย์ราวกับเป็นพรมสีแดงให้เจ้าหน้าที่ทหารได้ย่างก้าว

ประตูท้ายรถถูกปิดดังก้องไม่นานรถบรรทุกที่ขนมนุษย์

อย่างไร้ปรานีราวกับสัตว์เดรัจฉานเริ่มขยับ

เส้นทางจากสภ.ตากใบจ.นราธิวาสสู่ค่ายอิงคยุทธบริหาร

“ช่วยด้วยหายใจไม่ออก”เสียงจากคนชั้นล่างสุดพยายาม ตะโกนขอความช่วยเหลือฮารุนและผองเพื่อนที่อยู่ชั้นบนสุดได้ยินเสียง

ชัดจนต้องพยายามขยับร่างกายเพื่อเปิดช่องให้เขาได้หายใจ กลิ่นกายกลิ่นเหงื่อกลิ่นฉี่กลิ่นอุจจาระได้ครอบคลุมทั่ว

รถบรรทุกทว่าเจ้าหน้าที่ไม่แม้แต่จะช่วยเหลือมีเพียงอย่างเดียวที่ กระทำได้คือหันกระบอกปืนแล้วตะโกนสั่งให้เงียบ

หน้าของเจ้าหน้าที่ที่เคยมีแสงแดดตกกระทบเริ่มถูกย้อมเป็น

สีแดงฉานไปทีละนิดทีละน้อยและได้เริ่มเปลี่ยนจากยามสนธยาเป็น พลบค่ำความมืดสลัวได้เข้าปกคลุมรถบรรทุกเช่นกัน

เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเริ่มส่องแสง กะพริบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ทว่าภายในจิตใจของทุกคนกำลังถูกพายุ

ต่อให้รถสวยแค่ไหนต่อให้ท้องฟ้าสวยแค่ไหนต่อให้บรรยากาศ ข้างทางเขียวขจีแค่ไหนถ้าจิตใจมนุษย์ยังคงทุกข์ทรมานสิ่งเหล่านี้ ล้วนมองไม่เห็นเพราะความสวยงามสัมผัสและเห็นได้ด้วยจิตใจมนุษย์

ท้องฟ้ากว้างไกลถนนคับแคบแล้วจิตใจมนุษย์ล่ะ?

รถเคลื่อนที่ประมาณ5ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายในขณะคน ที่อยู่บนรถบรรทุกมีความรู้สึกราวกับว่าทั้งชีวิตนี้อยู่แต่ในรถบรรทุก

รถค่อยๆชะลอลงเรื่อยๆจนแน่นิ่งเจ้าหน้าที่ทหารจึงลาก ตัวฮารุนลงจากรถบรรทุกสายตาที่ฮารุนมองเห็นคือภาพของมนุษย์ไร้ วิญญาณเกลื่อนอยู่บนท้องถนนโดยมีเจ้าหน้าที่โยนลงมาจากรถบรรทุก

เหตุการณ์ที่สภ.ตากใบว่าแย่แล้วการขนส่งของเจ้าหน้าที่ ทหารที่ไร้จิตสำนึกแย่ยิ่งกว่าร่างไร้วิญญาณเกลื่อนบนท้องถนนหน้า

เพื่อนๆหลายๆคนของฮารุนไม่มีโอกาสกลับไปหาครอบครัว ของเขาได้อีกเพียงเพราะพวกเขาอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรในชุมชนแห่งนี้ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังจัดระเบียบแถวอยู่หน้าค่ายอิงคยุทธ บริหารฮารุนได้ใช้โอกาสช่วงเผลอแอบหนีจากเจ้าหน้าที่ทหารแม้น จะแนบเนียนขนาดไหนก็ไม่พ้นสายตาเจ้าหน้าที่ทหาร

ดวงตะวันเริ่มส่องแสงเพื่อให้รู้ว่าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นเสียงเรือ จากทะเลที่กำลังเข้าฝั่งเสียงรถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปผ่านมาบางคนไป ซื้อปลาสดที่ตลาดบ้างก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปตัดยางบ้างก็เปิดร้านขาย ของชำ

โศกนาฏกรรมตากใบในวันนั้นมีคนถูกจับไปประมาณ 1,300 กว่าคนมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากเสียชีวิตจากที่การสลายผู้ชุมนุม 7คนเสียชีวิตจากการขนส่งมนุษย์ราว78คนและได้หายสาบสูญอีก

เหตุการณ์25ตุลาคมที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านเริ่มกลัวการอยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ทหาร

เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆฝนกระสุนรถ ระเบิดด่านทหารมีมากขึ้นเต็มกองไปหมดบางครั้งก็เกิดคำถามในใจ ชาวบ้านว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะชาวบ้านที่เกลียดชังตำรวจ หรือตำรวจเล่นกันเองเพื่อดึงงบประมาณเข้าในพื้นที่

การหายตัวของพ่อส่งผลกระทบต่อครอบครัวไอชาห์มาก เนื่องจากพ่อเป็นคนที่คอยค้ำจุนครอบครัวมาตลอดบัดนี้เสาหลักของ ครอบครัวได้หายจากไปอย่างไร้วี่แววโดยเฉพาะไอชาห์ที่มีพ่อคอยรับ ส่งจากโรงเรียนในทุกๆเช้าและเย็นก็ได้หายมลายไป

มนุษย์ทุกคนล้วนมีจิตวิญญาณแห่งการอยู่รอดตั้งแต่บรรพบุรุษ ไอชาห์เลยบอกแม่ว่าจะเปิดร้านอาหารในชุมชนเล็กๆเพื่อหารายได้

ในโลกนี้เป็นส่วนผสมของความสุขกับความทุกข์มนุษย์ทุกคน ล้วนได้สัมผัสทั้งสองอย่างทว่าเมื่อใดที่เจอความสุขเวลามักจะเดินเร็ว แต่หนใดที่เผชิญกับความทุกข์เวลามักจะเดินช้าๆเพื่อให้เราได้ไตร่ตรอง ยอมรับและเติบโต

การยอมรับความจริงแม้นจะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดครั้นจะหลีก เลี่ยงการเผชิญหน้าก็จะไม่ได้รับการเยียวยาหากยอมรับและเผชิญหน้า กับมันก็จะเข้มแข็งมากขึ้น

อีกทั้งไอชาห์มีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมาโดยตลอดนั้นคือพระเจ้า ในคำสอนอิสลามที่ไอชาห์นับถือมีความเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกทดสอบ แสดงว่าพระเจ้ารักเราและพระเจ้าจะไม่ทดสอบสิ่งที่เกินขีดความ

สามารถของเรา

ฤดูกาลผ่านไปทิวทัศน์มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย

ฝนตกที่ลงมาราวกระสุนได้เปลี่ยนแปลงเป็นแสงแดดในรุ่ง

กาลเวลาผ่านไปตามปกติไอชาห์รดน้ำต้นไม้หน้าบ้านในยาม

หลังจากที่พ่อของไอชาห์ได้หายตัวไปรัฐบาลได้มอบเงินเยียวยา จำนวนหนึ่งไอชาห์เลยถือโอกาสนำเงินเยียวยามาเปิดร้านอาหารเล็กๆ

“ชีวิตคนๆหนึ่งมีค่าแค่เงินจำนวนไม่กี่บาทสินะ”ไอชาห์

ไอชาห์ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดและเฝ้า

“ปี๊ดๆ”เสียงแตรของรถยนต์กระบะสีแดงตัดกับขาวด้านข้าง

รถยนต์มีสัญลักษณ์เครื่องบินกระดาษติดไว้และมีข้อความด้านล่าง สัญลักษณ์ว่า“ไปรษณีย์ไทย”

“มาส่งจดหมายครับ”ผู้ใหญ่มีเครานิดๆท่าทางดูเป็นมิตร ทักทายไอชาห์

“ตั้งไว้บนโต๊ะเลยค่ะขอบคุณนะคะ”ไอชาห์ตอบด้วยความ งุนงงเท่าที่จำได้ไม่เคยสั่งอะไรในโลกออนไลน์เลย

ยามโพล้เพล้หลังจากที่เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้วไอชาห

เลยนำจดหมายมาเปิดดูบนหน้าซองจดหมายไม่มีเขียนถึงผู้ส่งว่าใคร เป็นคนเขียนพอเปิดอ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือที่คุ้นเคยซึ่งมี ข้อความเขียนว่า

“พ่อรักลูกนะไอชาห์จากฮารุน”

ตะวันออกเปิดออกไปเห็นทุ่งโล่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาพ้นจากเขตทุ่งนั้น ไปคือเมืองใหญ่ตึกระฟ้าเรียงรายอยู่ที่เส้นขอบฟ้าดูกระจิดกระจ้อยร่อย เสียจนผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างจากเมืองหลวงอันวุ่นวายนั้นเหลือเกิน ถึงแม้ทิศตะวันตกของห้องจะติดกับตึกแถวที่แออัดกันอยู่แน่นขนัด

นอกจากเตียงและโต๊ะเขียนหนังสือแล้วเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นที่ ตั้งอยู่ในห้องคือกระจกบานใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือหัวเตียงกรอบกระจก เป็นสีเขียวเก่าซีดตกแต่งด้วยไม้สลักเป็นรูปดอกไม้นานาพันธุ์อย่างวิจิตร บรรจงความงามอย่างละเอียดของกระจกบานนั้นดูผิดจากห้องเช่าเก่าๆ นี้เหลือเกินแต่กระจกก็คือกระจกภาพสะท้อนที่มันสะท้อนออกมาคือ

ห้องแคบๆห้องนี้ห้องที่ผมจะเริ่มชีวิตนักเขียนของตนเองต่อไป

วันนี้นอกจากจัดห้องแล้วผมไม่มีอะไรอย่างอื่นทำจึงเริ่มทำ บัญชีรายรับรายจ่ายหากเรื่องสั้นทุกเรื่องของผมได้รับการตอบรับลง ในนิตยสารแล้วล่ะก็ผมน่าจะคืนเงินพ่อแม่ได้หมดในสามเดือน

วันที่9มกราคม25XX

ผมเริ่มคุ้นชินกับห้องนี้แล้ววิถีชีวิตของผมวนเวียนซ้ำๆ

เหมือนสปริงเกอร์ตั้งเวลาในสวนแปดโมงเช้าตื่นลงไปหาอะไรใส่ท้อง

กลับขึ้นมาตอนแปดโมงยี่สิบเขียนจนถึงเที่ยงลงไปหาอะไรใส่ท้องอีก แล้วขึ้นมาเขียนต่อจนถึงห้าโมงลงไปหาอะไรใส่ท้องเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงขึ้นมาเขียนต่อจนถึงเที่ยงคืนก่อนจะเข้านอนเป็นชีวิตที่ดูจืดชืด เฉื่อยชาและเดาง่ายกว่าที่ผมคาดหวังไว้แต่จะชอบหรือไม่ผมก็เริ่ม ชีวิตนักเขียนของผมเรียบร้อยแล้ว

น่าขันชีวิตของนักเขียนคนหนึ่งเคยเริ่มขึ้นและจบลงที่ห้องนี้

ผมไม่รู้ถึงความจริงข้อนั้นจนกระทั่งนักเขียนคนนั้นปรากฏ

เกียรติยศผลงานของเขายิ่งใหญ่เสียจนคงได้เป็นศิลปินแห่งชาติไปแล้ว หากเขาไม่ถูกกระสุนจากปืนของตนเองเจาะทะลุสมองในห้องนี้เสียก่อน

“นั่นเป็นความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงยิ่ง”วิญญาณของเขาตอบ

“ผมไม่ได้ยิงตัวตายตำรวจพบศพผมอยู่ในห้องในมือถือปืนของผมเอง และกระสุนจากปืนนั้นฝังอยู่ในกะโหลกผมพวกเขาก็ด่วนสรุปเสียแล้ว ว่าผมฆ่าตัวตายทำไมผมถึงต้องฆ่าตัวตาย?งานของผมโด่งดังผมมี ชื่อเสียงและเงินทองสมองยังปลอดโปร่งไม่มีเรื่องให้กังวลอะไรและ ผมมั่นใจว่าผมไม่มีภาวะซึมเศร้าใดๆทั้งสิ้นผมไม่ใช่เฮมิงเวย์นะคุณ แล้วเรื่องอะไรผมจะทิ้งชีวิตแสนสุขไปเสียเปล่าๆ?”

“แล้วคุณตายเพราะอะไร”

“ไม่มีอะไรมากผมกำลังเขียนนิยายเกี่ยวกับคาวบอยผมเลย ไปหาซื้อปืนโคลต์.45รีวอลเวอร์มาศึกษาตอนกำลังเช็ดปืนอยู่ผมลืมไป

ว่ามีกระสุนอยู่แถมลืมตัวขึ้นไกไว้อีกต่างหากมือไปโดนไกเสร็จเลย โป้ง!กระสุนทะลุเข้ามาฝังกรามผมตอนแรกปากชาไปทั้งแถบเลยเคย ถูกหมอฟันฉีดยาชาที่เหงือกไหมล่ะอย่างเดียวกันเลยคุณรู้ตัวอีกที โลกก็มืดผมก็ตายแล้ว”

เขาพูดถึงความตายอย่างเฉยเมยราวกับเป็นเรื่องสามัญที่เกิด กับใครก็ได้ผมนึกเสียดายแทนเขาที่ตายในวันที่รุ่งโรจน์เช่นนี้แต่เมื่อ คิดย้อนทวนดูการตายในขณะที่ยังเจิดจ้าอยู่ก็มีข้อดีมากมายนักเขาไม ต้องเฝ้าดูผลงานของตัวเองพ้นสมัยและกลายเป็นวรรณกรรม

ที่ไม่มีใครอ่านเมื่อเขาตายหนังสือพิมพ์ไม่ได้แค่บันทึกว่านักเขียนดัง ในอดีตคนหนึ่งยิงตัวตายแต่จะตีข่าวอยู่หลายวันสัมภาษณ์คนรอบ ตัวเขาแผงหนังสือทุกฉบับคงเอาหนังสือของเขาขึ้นชูโรงความตาย ของเขาคงขจรขจายในวันที่ชื่อเสียงของเขายังคงอยู่ที่สำคัญที่สุดเขา ตายขณะที่เขียนหนังสือได้ไม่ใช่ตายขณะเป็นตาแก่หงำเหงือกที่ยก

“ทำไมคุณถึงมาเช่าห้องเล็กๆเก่าๆนี้คุณรวยไม่ใช่หรือ?” ผม

“จะเขียนงานดีๆคุณต้องหาถ้ำส่วนตัวคุณรู้ไหม?ห้องนี้ไม่มี อินเทอร์เน็ตไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือพวกของยั่วกิเลสอย่างสุรานารีมาดึง

เอาความสนใจของคุณไปจากตัวหนังสือและเรื่องราวตาคิงที่เขียนนิยาย ผีน่ะแกว่าห้องที่ทำงานเขียนไม่ควรมีหน้าต่าง เว้นแต่หน้าต่างบานนั้น

จะเปิดออกไปหาทุ่งร้างที่คุณจะจินตนาการเรื่องผีขึ้นมาห้องนี้สมบูรณ์ แบบที่สุดผมเช่าห้องนี้ไว้ตื่นเช้ามาก็ออกจากบ้านมานั่งเขียนที่นี่จนถึง เย็นแล้วค่อยกลับไปนอนบ้าน”

ผมหัวเราะออกมาเบาๆนักเขียนชั้นครูผู้นี้ถึงกับเช่าห้องๆ หนึ่งเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับงานเขียนของตัวเอง ส่วนผม น่ะหรือ?ห้องนี้เป็นทั้งห้องทำงานห้องนอนและบ้านทั้งหลังของผมถึง

ห้องนี้จะมีหน้าต่างอีกสักสิบบานเปิดออกไปสู่ร้านเหล้าร้านหนังสือ หรือสถานเริงรมย์ทั้งหลายผมก็ไม่สามารถไปเช่าที่อื่นเพื่อเป็นสถานที่ ทำงานได้

“คุณเป็นนักเขียนด้วยหรือ”เขาถามเมื่อเห็นหน้าจอแล็ปท็อป

ของผมมีต้นฉบับนิยายที่เขียนไม่เสร็จปรากฏอยู่

เตือนตัวเองว่าอย่าผยองจนเกินการณ์คำว่า

พึ่งได้รับจดหมายตอบกลับจากสำนักพิมพ์วันนี้จดหมาย

แค่นั้นผมก็ขย้ำจดหมายทิ้ง “เอาน่าคุณเจ.เค.โรว์ลิ่งเร่ขายแฮร์รี่พอตเตอร์อยู่ตั้งนาน

กว่าจะมีสำนักพิมพ์ตาถึงรับไป โดนปฏิเสธสักครั้งสองครั้งไม่เป็นไร

ร้อก”นักเขียนใหญ่พูดขณะที่เขาลอยอยู่อย่างเอื่อยเฉื่อยบนเตียงนอน วันนี้ผมสนทนากับเขาอีกหลายเรื่องเขาถามผมว่าทำไมผม ถึงมาเป็นนักเขียนผมขอให้เขาเล่าก่อน

“ไม่จำเป็นผมเขียนอัตชีวประวัติตัวเองไว้แล้วเป็นเบสต์

เซลเลอร์ด้วยคุณคงเคยอ่านผมฟังของคุณก่อนดีกว่า”แต่เมื่อผมอ้าปาก จะพูดเขากลับส่ายหน้าแล้วว่า“เป็นนักเขียนเขียนให้ผมอ่านสิคุณ”

ผมเคยเล่าเรื่องที่ผมจินตนาการขึ้นลงไปในหน้ากระดาษหลาย

ครั้งหลายหนแต่เมื่อมาเล่าเรื่องตัวเองกลับรู้สึกกระดากอย่างบอกไม่ ถูกอย่าว่าแต่ผมต้องพยายามฟื้นความทรงจำตัวเองผมควรเริ่มจาก ตรงไหน?อาจจะเป็นตอนที่เขียนประโยคแรกของเรื่องสั้นเรื่องแรก ตอนที่ผมในวัยสิบสี่ปีพยายามประกอบถ้อยคำขึ้นมานั้นผมคงไม่คาด คิดว่าแปดปีให้หลังผมจะมาลงเอยเป็นคนเขียนนิยายอยู่ในห้องเช่าเก่าๆ

เรื่องสั้นเรื่องแรกของผมเขียนเป็นการบ้านวิชาภาษาไทยตอน

อยู่มัธยมต้นเท่านั้นครั้งนั้นเป็นการเขียนเรื่องครั้งแรกของผมแท้ๆผม ไม่เคยฝึกแต่งเรื่องหรือกระทั่งวางโครงเรื่องมาก่อนแต่ผมมีต้นทุนตรง ที่เติบโตมากับหนังสือพ่อแม่ของผมสนับสนุนให้ผมอ่านงานของนักเขียน ชั้นครูหลายท่านผมเรียนภาษาไทยกับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์อ่านเรื่อง ชวนหัวของป.อินทรปาลิตแกล้มข้าวฝึกพูดภาษาสวิงวายจาก’รงค์ วงษ์สวรรค์มีเฮมิงเวย์เป็นไกด์นำเที่ยวแคริบเบียนและเติบโตเป็นหนุ่ม เพราะอุษณาเพลิงธรรม

ของเหล่านี้เป็นต้นทุนภาษาชั้นดีเรื่องสั้นเรื่องแรกของผมจึง เขียนโดยอาศัยความคุ้นชินกับลักษณะของงานเขียนเหล่านั้นมันโดด เด่นกว่างานของเพื่อนๆคนอื่นคุณครูประทับใจเรื่องสั้นของผมมาก และชวนผมเข้าชุมนุมนักเขียนของโรงเรียน

คล้ายกับรักแรกพบทันทีที่ผมก้าวสู่โลกประพันธกรครั้งแรก ผมก็ไม่อาจถอนตัวจากมันได้อีกรู้ตัวอีกทีชีวิตมัธยมของผมก็ทุ่มเทให้ กับการฝึกเขียนวรรณกรรมร่วมกับพวกเพื่อนๆในชุมนุมเสียแล้ว ชุมนุมนักเขียนไม่เพียงแต่แนะนำโลกที่เป็นของผมยังแนะนำเพื่อนรัก ที่จะร่วมฝ่าฟันโลกวรรณกรรมไปด้วยกันแก่ผมด้วย…

“หยุด!หยุดเลยคุณ!”เมื่อเห็นผมพิมพ์มาถึงตรงนี้คุณนักเขียน ใหญ่กลับร้องห้ามผมไว้“เวลาคุณเล่าเรื่องคุณต้องจับประเด็นให้ได้

ว่าจะเล่าเรื่องอะไรเรื่องถึงจะกระชับผมอยากรู้ว่าคุณมาอยู่บนเส้นทาง

นี้ได้ยังไงไม่ใช่คุณมีใครได้รู้จักใครบนเส้นทางนี้บ้าง”

บางครั้งผมก็หงุดหงิดคุณนักเขียนชั้นครูผู้นี้เหลือเกิน

วันที่21กุมภาพันธ์25XX

ประกาศผลการประกวดเรื่องสั้นผมไม่ได้รับรางวัล วันที่5มีนาคม25XX

ผมฝันอยากเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์คุณนักเขียน

“ฉันทำแบบไม่แกไม่ไหวหรอกว่ะ”เขาหัวเราะ “ฉันก็ทำแบบแกไม่ได้เหมือนกัน”ผมมาถึงจุดนี้เพราะผมมี

ต้นทุนทางวรรณกรรมอยู่บ้างไม่เหมือนนิกร

นิกรอายุน้อยกว่าผมหนึ่งปีแต่เราสนิทกันจนไม่ได้นับพี่นับน้อง กันอีกเขาเข้าชุมนุมหลังผมสองปีจำได้ว่าตอนแรกที่มาเขายังเขียน อะไรไม่เป็นเลยเพียงแต่เขามีเรื่องในหัวและอยากจะระบายเรื่อง เหล่านั้นออกมาเป็นตัวหนังสือผมช่วยเหลือเขาสอนเขาและกวดขัน เขาฝีมือนิกรพัฒนาอย่างช้าๆเขามักจะทอดถอนหายใจทุกครั้งที่เห็น อ่านงานของผม

“เมื่อไหร่ฉันจะเก่งเท่าแกวะ?”เป็นคำพูดติดปากของเขา “ฉันชอบงานแกนะดีทั้งรสคำรสความแกไม่ลองส่งประกวดดูสัก หน่อยล่ะ”

“จะดีเหรอวะฉันว่างานฉันยังมีจุดบอดเยอะแยะเลยนา”ผม บอกอย่างกังวล

“น่าลองดูเถอะน่าถ้าไม่ได้อย่างน้อยก็ได้บทเรียนกลับมา

เพราะนิกรรบเร้าผมเช่นนั้นผมจึงตัดสินใจเขียนเรื่องสั้นส่ง

จะด้วยผมเขียนดีหรือปีนั้นมีคนเขียนแย่กว่าผมหลายคนก็ไม่ ทราบเรื่องสั้นของผมชิงที่สองมาได้ผมทำเงินจากการเขียนได้เป็น ครั้งแรกถึงแม้สองหมื่นบาทนั้นจะถูกโอนเข้าบัญชีฝากประจำของผม

“ทำได้แล้วโว้ย!”นิกรร้องอย่างดีใจเมื่อเห็นผลการประกวด เขาตื่นเต้นกว่าผมเสียอีกทั้งครูทั้งเพื่อนต่างพากันยกย่องผมกระทั่ง เพื่อนร่วมชั้นยังได้ยินเรื่องนี้และพูดคุยกันเซ็งแซ่ในชั่วเวลานั้นผมรู้สึก เหมือนชนะรางวัลซีไรต์ก็ไม่ปานผมกลายเป็นนักเขียนที่มีรางวัลแปะ เป็นยี่ห้อเอาไว้ผมเห็นภาพรางวัลนี้เป็นชื่อแรกในบรรดารายการรางวัล ทั้งหลายที่ผมเคยได้รับมาตลอดชีวิตซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจะใส่ไว้ ท้ายประวัติของผมเมื่อพวกนั้นประกาศให้ผมเป็นศิลปินแห่งชาติสาขา

ภาพฝันที่ดูเพ้อเจ้อคล้ายจะเป็นจริงได้ง่ายๆเพียงแค่ผม

วันที่8มีนาคม25XX

ภาพฝันนั้นเพ้อเจ้อไม่มีวันเป็นจริงต่อให้ผมลงมือทำแทบตาย

จดหมายจากอีกสำนักพิมพ์ตอบกลับมาเขาส่งต้นฉบับผมคืน

มาด้วยผมเลยไม่ต้องเปิดดูเนื้อหาในซองผมพึ่งจบเรื่องสั้นใหม่ไปจึงมี โอกาสอ่านหนังสือของนิกร

“สี่ห้าปีก่อนมันยังเขียนพรรณนาตัวมันเองไม่ได้เลยแต่มันทำ งานหนักจริงๆเขียนวันละสิบกว่าหน้าแล้วก็ลบทิ้งวันละสิบกว่าหน้า ฝีมือมันตอบแทนมันเองแล้วล่ะ”ผมเอ่ยขณะเริ่มอ่านบทนำเช่นเดียว

กับที่ผมไม่คาดว่าตัวเองจะมาลงเอยตรงนี้ผมก็ไม่คิดว่าจะต้องจ่ายเงิน เพื่ออ่านงานของนิกรเหมือนกันเขามักจะเอาต้นฉบับร่างแรกมาให้ผม อ่านเสมอผมจำได้ว่าครั้งแรกขีดแก้ให้จนหน้ากระดาษดำสนิทรอย ดินสอบนต้นฉบับค่อยๆลดลงเมื่อเวลาผ่านไปบัดนี้ผมไล่สายตาผ่าน บรรทัดตัวอักษรหลายร้อยหน้าไม่มีแม้แต่อักษรเดียวที่ต้องแก้เลย หากรางวัลชีวิตของนักเขียนคือหนังสือพิมพ์เป็นเล่มวางอยู่ บนแผงคนที่สมควรได้รับรางวัลนี้ที่สุดต้องเป็นนิกรอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะที่พวกผมกับรุ่นพี่อีกสองสามคนที่เป็น

ชุมนุมเขียนเรื่องสั้นมาประชันกันอย่างบ้าคลั่งแข่งกันว่าใครเขียนได้ดีกว่า ใครชนะรางวัลมากกว่านิกรฝึกฝีมือของเขาอยู่เงียบๆเงียบเสียจนพวก ผมที่มัวแต่เพ้อพกกับชัยชนะไม่ทันได้สังเกต

ครั้งหนึ่งผมกับคู่แข่งในชุมนุมส่งเรื่องสั้นไปประกวดขณะนั้น ถ้วยรางวัลของผมมีมากที่สุดในชุมนุมผมผยองในชัยชนะของตนมาก มั่นใจว่าครั้งนี้ผมจะชนะเช่นเคย

ยิ่งผยองมากเมื่อพลาดยิ่งอับอายมาก

ผมตกรอบแรกขณะที่คู่แข่งคนนั้นได้ที่สาม

ผมซ่อนหน้าจากผู้คนไม่กล้าโผล่ไปที่ชุมนุมผมเคยสาดความ ยโสเปรอะไปทั่วห้องชุมนุมแสดงความเป็นที่หนึ่งให้ทุกคนรู้บัดนี้เมื่อ

ผมไม่ใช่ที่หนึ่งรอยเปรอะเหล่านั้นเป็นเพียงแผลที่ประจานความอวดดี อย่างโง่งมของผม

นิกรมาหาผมวันนั้นเขาเอ่ยกับผมว่า“เอาน่าครั้งหน้า

“แค่นี้ฉันยังตกรอบฝีมือฉันคงขึ้นสนิมไปแล้วล่ะมั้ง”ผมพูด

อย่างขมขื่น“หรือบางทีฉันอาจไม่มีฝีมือแต่แรกแล้วก็ได้”

นิกรถอนหายใจแล้วคุกเข่าลง“เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งมีห้าหกพัน คำถ้าสะกดผิดไปคำนึงจะทำให้มันเป็นเรื่องสั้นที่ห่วยกเฬวรากไหม?”

“แล้วแกเขียนเรื่องสั้นมากี่เรื่องแล้ว?แค่เขียนเรื่องสั้นตกรอบ เรื่องเดียวไม่ได้ทำให้แกกลายเป็นนักเขียนสนิมเขรอะนี่หว่าถนนของ แกยังอีกไกลมีหลุมนิดเดียวก็หมดแรงแล้วหรือไง?”

แล้วช่วยกันหาจุดติเราขีดฆ่าบางย่อหน้าเพิ่มคำเขียนใหม่บางวลี ในที่สุดผมก็ตระหนักได้ว่าข้อผิดพลาดในเรื่องสั้นนั้นคืออะไรและ ทำยังไงผมถึงจะแก้มันได้ในเรื่องต่อไปเขาช่วยผมกับเรื่องสั้นของผม

ผมพึ่งรู้วันต่อมาว่านิกรก็ส่งเรื่องสั้นไปประกวดครั้งนี้เช่นกัน เขาตกรอบไม่ต่างจากผม

แต่เขาไม่คร่ำครวญถึงความพ่ายแพ้ของตัวเองและคอยช่วยเหลือ ผมราวกับไม่มีอะไรมาทำร้ายจิตใจเขาเลย

เมื่อผมอ่านหนังสือของนิกรจนถึงหน้าสุดท้ายผมก็ปิดหนังสือลง “เก่งชิบหาย”ผมพึมพำออกมาผมกล้าพูดได้เต็มปากว่างาน

เขียนชิ้นนี้เป็นงานที่ดีที่สุดของนิกรเขาทุ่มชีวิตและจิตวิญญาณแก่งาน ชิ้นนี้ราวกับใช้เลือดเนื้อเป็นหมึกพิมพ์ทั้งด้านภาษาและด้านโครงเรื่อง ไม่มีที่ติเด็กน้อยที่เคยต้องให้ผมแก้ตามไปทุกบรรทัด

หนังสือเป็นเล่มในประวัติผู้เขียนที่ท้ายเล่มระบุว่าเขาชนะรางวัลที่1 มาสี่การประกวดแล้ว

ส่วนผมพึ่งได้รับจดหมายปฏิเสธจากสำนักพิมพ์แห่งล่าสุด

ผมถูกนิกรวิ่งแซงไปแล้วความสามารถของเขาพัฒนาอย่าง

“ซึมอะไรน่ะคุณ”คุณนักเขียนใหญ่เอ่ยเมื่อสังเกตเห็นท่าที

“ไม่มีอะไร”ผมส่ายหน้า“ผมแค่รู้แล้วว่าไอ้งานเขียนดีๆที่

ได้ตีพิมพ์น่ะมันเขียนดียังงี้นี่เองฮะๆอ่านแล้วก็คึกอยากเขียนขึ้นมา

ผมเดินตรงไปที่แล็ปท็อปของผมเปิดโปรแกรมประมวลคำ แล้วเริ่มเขียนลงไปผมเขียนไปได้บทหนึ่งแล้วก็ลบอีกเขียนไปได้อีก ย่อหน้าแล้วก็ลบอีกผมพิมพ์ประโยคแรกลงไปในหน้ากระดาษว่างเปล่า

คุณนักเขียนใหญ่มองผมโดยไม่พูดอะไร

“นี่ผม…เขียนห่วยขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”ผมพูดเหมือนเอ่ย

กับตัวเองทุกครั้งที่ผมพยายามเขียนอะไรขึ้นมาสักประโยคความ มหัศจรรย์ของวรรคสั้นๆที่นิกรเขียนในหนังสือเล่มนั้นสว่างวาบขึ้นมา

บนจอกลบแสงอันริบหรี่ในสำนวนผมจนมืดสนิทชีวิตชีวาของตัวละคร ที่นิกรสร้างดูสดใสเสียจนตัวละครของผมกลายเป็นศพเดินได้โครงเรื่อง ที่ผมคิดว่าสุดยอดแล้วเมื่อมาเจอโครงเรื่องของนิกรกลับดูอับเฉากลาย เป็นเรื่องย่อละครเวทีเด็กประถมไป ผมหันไปมองเพื่อนร่วมห้องของผม

“ผมพึ่งรู้ตัวว่าเขียนห่วยเป็นบ้าเลยคุณฮะๆไอ้ผมก็นึกว่า ตัวเองเก่งนักเก่งหนาคิดว่ามีอนาคตสดใสรออยู่ตรงหน้าที่แท้ก็เป็นแค่ ไอ้ห่วยรุ่นน้องผมที่เขียนไม่เก่งตอนแรกตอนนี้มีรางวัลเป็นตับมี หนังสือตีพิมพ์ไอ้คนเก่งอย่างผมเป็นยังไงล่ะยืมเงินพ่อแม่มาจ่ายค่าห้อง

คนอ่านสักคนยังไม่มีเลยคุณ”ผมพูดไปโดยที่รอยยิ้มไม่จางหายไปจาก ใบหน้า

คุณนักเขียนใหญ่ทอดถอนหายใจ

“ก็คุณนั่นแหละ!”นักเขียนใหญ่สวนกลับ“ประทานโทษ นักเขียนสมัยนี้นับเลขไม่เป็นแล้วหรือผมนี่ไงล่ะโว้ยอ่านของคุณทุก บรรทัดไม่อยากอ่านยังโดนบังคับให้อ่านทีอย่างนี้ทำลืม”

ผมชะงักไปจริงด้วยทุกครั้งที่ผมเขียนเรื่องสั้นเสร็จผมมักจะ ใช้ประโยชน์จากวิญญาณนักเขียนชั้นครูผู้นี้ให้มาตรวจเรื่องสั้นผมอยู่เสมอ “ก็…คุณไม่นับ…มั้งครับ”ผมเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “อ้าวจะบอกว่าคุณไม่นับผมเป็นคนรึไง”นักเขียนใหญ่ยัง ฉิว“ผมเคยเป็นคนก็ถือว่ามีความเป็นคนเต็มเปี่ยมล่ะว้าจะบอกให้นะ คุณถึงจะเป็นหมาขี้เรื้อนถ้ามันอ่านหนังสืออกแล้วทะลึ่งมาอ่านงาน ของคุณมันก็เป็นคนอ่านของคุณเหมือนกัน”

นักเขียนใหญ่เดินเข้าใกล้ผมพลางชี้นิ้วไปที่แล็ปท็อป“และ ในฐานะที่ผมเป็นคนอ่านคุณจงผลิตอะไรก็ได้มาให้ผมอ่านณบัดนี้” “คุณไปอ่านของไอ้กรไม่ดีกว่าเหรอ?”ผมเหลือบไปมอง

หนังสือของนิกรบนเตียง“ของผมเขียนดีไม่เท่าเขาหรอกไม่สิของผม ไม่ดีแม้แต่น้อยมีแต่เลวล้วนๆเลยล่ะ”

“ก็เขียนจนกว่าจะดีสิ”นักเขียนใหญ่เอ่ยราวกับเป็นเรื่อง

“สำนักพิมพ์นี้เขาไม่รับงานผมเหมือนกัน”

“ได้ถามเขาหรือเปล่าว่าทำไมถึงไม่รับ”

“น่าผมเองก็ไม่เข้ารอบตั้งหลายหนเหมือนกัน”

“เครียดก็บ่นเถอะคุณจะเก็บไว้ในสมองให้รกทำไมน้ำลายมัน เต็มปากก็หัดถุยออกมาซะบ้าง”

บทสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคุณนักเขียนปลอบใจ

ผมจดบันทึกคำสนทนาเหล่านี้ไว้ในสมุดเวลาออกไปเที่ยว ข้างนอกแล้วเกิดท้อขึ้นมาผมก็เปิดบทสนทนาพวกนี้ขึ้นมาอ่านหวังจะ เรียกกำลังใจคืนมาแต่เมื่อเห็นจำนวนบทสนทนาจำนวนมากผมก็ ตระหนักว่ามันคือจำนวนครั้งที่ผมล้มจนต้องให้คุณนักเขียนใหญ่ปลอบ คิดได้ดังนั้นผมก็โยนมันลงไปในคลอง

“ทิ้งขยะลงคลองใช้ไม่ได้ๆ”เขาเตือน“แล้วก็คุณน่าจะเอา

คำพูดผมไปเขียนเป็นหนังสือให้กำลังใจนะคนเดี๋ยวนี้ต้องการกำลังใจ ตลาดต้องการอะไรเราก็สนองให้รับรองรวยเละ!”

เมื่อคุณนักเขียนพูดเช่นนั้นผมก็นึกเสียดายสมุดเล่มนั้นขึ้น

มาดูเหมือนผมจะทำอะไรไม่ถูกที่ถูกเวลาเสียทีไม่เหมือนนิกรเขาจับ กระแสลมของโชคชะตาได้เสมอและปีกของเขาก็แข็งแกร่งพอจะลู่ลม

ได้ทุกครั้งในงานหนังสือครั้งที่แล้วเขาเปิดตัวหนังสือเล่มที่สองผมไป ขอลายเซ็นเขาบอกกับผมว่า

“เชื่อฉันเถอะน่าวันหนึ่งแกจะจับกระแสสายลมได้ถูกขอแค่ กางปีกรอไว้เป็นพอลมดีไม่คิดจะบินก็ไปไหนไม่ได้นะ” ผมอยากจะเชื่อเช่นนั้นแต่ปีกผมมันเป็นปีกกะรุ่งกะริ่ง

ทิศทางลมได้ถูกไม่แน่ว่าจะบินไปได้ไกลสักเท่าไหร่ก็ร่วงลงมา

สิ่งเดียวที่พัดมายังนกปีกหักตัวนี้มีแต่ความล้มเหลวเท่านั้น

วันนี้มีจดหมายจากสำนักพิมพ์มาถึงพร้อมกับประกาศผล

คำปลอบใจของนักเขียนใหญ่หวนมาอีกครั้งผมตรวจสอบหนี้ ของผมเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนหนี้ก้อนนั้นไม่ลดลงแม้แต่บาท

ผมอยากจะพบนิกรอีกครั้งผมอยากจะให้เขาช่วยปลอบโยน ผมอย่างที่ผ่านมาผมโทรศัพท์หาเขาเขาบอกว่าอยู่ที่งานเลี้ยงบ้าน เพื่อนนิกรบอกว่าผมไปได้มันเป็นงานเลี้ยงของบรรดาเพื่อนนักเขียน “ถ้าคุณไปคุณนี่จะโคตรเห็นแก่ตัวเลยนะ”คุณนักเขียนใหญ่

“ผมเห็นแก่ตัวว่ะ”ผมบอกเขาแล้วนั่งรถแท็กซี่ไปยังบ้านที่

นิกรยิ้มให้ผมและพาผมไปทักทายประดานักเขียนแต่ละ

กำลังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรือเจ้าภาพผู้จัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นเพื่อ ฉลองถ้วยชนะเลิศการประกวดนิยายครั้งที่13อย่างปิแยร์

ไม่คิดจะฉลองบ้างเลยรึ”เจ้าภาพเรียกนามปากกา ของนิกร“มีชื่อเข้าชิงซีไรต์ตั้งแต่อายุเท่านี้ไม่ธรรมดานะคุณ”

นิกรหัวเราะร่า“แหมก็แค่เข้าชิงและครับพี่ปีนี้คุณ

นิกรพาผมไปเจอคนนั้นคนนี้เมื่อเจอใครเขาก็ถกเรื่องนิยาย

เล่มใหม่หรือการประกวดใหม่ๆจนไม่มีช่องให้ผมพูดอะไรโดยเฉพาะ เมื่อเพื่อนของนิกรหันมาถามผม “ว่าแต่เล่มใหม่นี้คุณตีพิมพ์กี่เล่มหรือครับ”

ผมเพียงแต่อยากให้นิกรให้กำลังใจผมปลอบผมบอกว่า

ความสามารถขอเพียงแค่ขัดเกลาเท่านั้นผมก็สามารถเข้าสู่วงสังคม นี้ได้ป.ประมวลภพอุณาโลมปิแยร์จตุจักรหรือชาญสมร

พวกเดียวกันกับผมแต่นิกรไม่พูดอะไรทั้งนั้นเขาเพียงแต่หัวเราะรับทุก คำพูดของเหล่าเกษตรกรอักษรผู้ประสบความสำเร็จ

“นี่ผมว่าเรามาเล่นอะไรกันหน่อยดีกว่า”เจ้าภาพเอ่ย“ผม จะกำหนดประโยคมาประโยคหนึ่งเอาแบบทื่อๆเลยแล้วทุกคนลอง เอาไปเขียนเป็นภาษาตัวเองดูซิ”เสียงสรวลเสอย่างเห็นด้วยดังขึ้นเขาจึง กำหนดโจทย์

อุณาโลมว่า“หากเพ่งพินิจใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็นแห่ง กาลเวลาของเขาแผลเป็นที่ร้ายที่สุดและโดดเด่นที่สุดคือรอยแผลที่ ความล้มเหลวฝากไว้ให้”

ชาญสมรว่า“เมื่อเขาอายุสิบแปดเขาไม่รู้จักความสำเร็จเขาจึง มักถามตัวเองว่าความสำเร็จคืออะไรผ่านไปสามสิบเจ็ดปีเขายังคงถาม คำถามเดิม”

ทุกคนหันมามองผมผมจึงเอ่ยว่า“เขาไม่เคยพบพานความ สำเร็จมาก่อนในชีวิต…”

หลังสิ้นงานเลี้ยงพวกนักเขียนยังคงไปเล่นสนุกเกอร์ในห้อง ข้างๆนิกรดึงผมออกมาคุยข้างนอก

“นี่ฝีมือแกไม่พัฒนาจากตอนนั้นเลยเหรอวะ?”คำถามของนิกร เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดเดาของผม“ขอล่ะว่ะไอ้พวกบ้าในห้อง นั้นมันเห็นฉันเป็นเด็กที่ฟลุกโชคดีเขียนหนังสือฮิตเท่านั้นยิ่งมาขลุกกับ

แกคนยิ่งมองว่าฉันฝีมืออยู่ในระดับเทือกๆเดียวกันแกไปฝึกเขียนมาใหม่ ก่อนเถอะนะไว้แกกลับมาซิวรางวัลได้เมื่อไหร่ค่อยมาเจอกันใหม่”

สิ้นคำพูดของนิกรผมกะพริบตาครั้งหนึ่งรู้ตัวอีกทีก็อยู่บน

รถแท็กซี่รู้ตัวอีกทีก็กลับมานั่งจ้องกำแพงอิฐลอฟต์เทียมแสนคุ้นตาแล้ว คุณนักเขียนใหญ่ลอยอย่างไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างๆ

ปลายสายคือเจ้าหนี้ของผมอีกหนึ่งเดือนจะถึงเวลาที่ผม ต้องชำระหนี้น่าเสียดายตัวอักษรที่ผมหว่านยังไม่งอกเงยสักครั้ง

“ถ้าไม่ไหวก็รีบกลับบ้านนะ”แม่ผมบอกน้ำเสียงของเธอ แตกต่างจากตอนที่ผมแจ้งข่าวว่าได้รับรางวัลโดยสิ้นเชิงตอนนั้นแม่ดีใจ มากแม่บอกว่าผมจะกลายเป็นนักเขียนที่เก่งกาจในอนาคต

ให้ผมยืมเงินออกมาใช้ชีวิตนักเขียนด้วยตัวเองแม่อาจจะเชื่อในคำ ทำนายของตนเองตอนนั้นก็ได้แต่บางครั้งแม่ก็ทำนายอนาคตผิดและ เพราะมันผิดน้ำเสียงแม่ในยามนี้จึงมีแต่ความผิดหวังเธอไม่ได้บอกผม

“ผมก็โดนตามกลับบ้านบ่อยๆนะ”นักเขียนใหญ่พูดขึ้นลอยๆ “บางทีเมียผมก็สงสัยว่าผมพาอีหนูมากกไว้ในห้องนี้โทรตามกลับบ้าน

เสียงดุเลยแหละผมบอกว่ายังเขียนไม่จบคุณท่านว่าแต่เดี๋ยวชีวิตผม จะจบถ้าไม่รีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้”

ผมนอนราบจ้องมองเพดานสีดำสนิทประหนึ่งท้องฟ้าคืน

เมฆชุม“ผมต้องไป”ผมเอ่ยเบาๆ“ผมสัญญากับแม่ว่าภายในหกเดือน ผมจะต้องเอาเงินไปคืนแม่ไม่งั้นผมก็ต้องกลับไปอยู่บ้านไปเรียนต่อ”

นักเขียนใหญ่พลิกร่าง“ก็ดีเหมือนกันป้าเจ้าของหอจะได้ ขายกระจกนี้ได้สักทีรู้ไหมมันเป็นกระจกเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 เชียวนะป้าเขาอยากขายจะตายแต่เพราะคุณมาเช่าอยู่ป้าเอาออกไป ขายไม่ได้”

ผมไม่สนใจเรื่องกระจกของห้องที่ผมไม่ได้อยู่หรอก“บางทีผม

“ผมไม่อยากเขียนแล้วผมอาจไม่เหมาะกับการทำนาหนังสือ

“ถ้าคุณอยากเลิกเขียนผมก็ไม่ห้าม” “แน่ใจนะ?”

“ถ้าคุณอยากเลิกเขียนล่ะก็นะแต่ผมขอถามคุณคำนึงคุณไม่ อยากเขียนหรือหมดแรงเขียนแล้วกันแน่”

“ต่างกันตรงไหน?”

“ก็ถ้าคุณไม่อยากเขียนแล้วคุณก็เลิกเสียนี่ไม่ใช่เส้นทางของ

คุณฝืนไปก็เจ็บเปล่าๆแต่ถ้าคุณแค่หมดแรงเขียนแสดงว่าคุณยัง อยากเขียนอยู่คุณก็แค่พักจนหายเหนื่อยเท่านั้นแล้วค่อยมาเขียนต่อ ถ้าคุณอยากเขียนอยู่ยังไงคุณก็ต้องเขียนต่อนักเขียนอย่างเรามัน อมนุษย์พรรค์ประหลาดนะคุณ”นักเขียนใหญ่พูดเชิงติดตลก“เรามี เรื่องอยู่รกสมองมากเกินไปถึงห้ามตัวเองอย่างไรในหัวเรามันก็แออัด ยัดเยียดอยู่อย่างนั้นสุดท้ายก็ต้องเขียนระบายมันออกมาให้หมดไม่งั้นก็ หัวแตกตายและเมื่อเราเขียนแล้วไม่มีใครอยากเขียนห่วยๆหรอกก็ต้อง

ทำเต็มที่ให้มันดีที่สุดถึงจะทรมานเท่าไหร่ก็ตามพวกเรามันมาโซคิสม์ นี่นะ”ผมหัวเราะอยู่ท่ามกลางความมืด

“คุณนี่ก็ทั้งซัพพอร์ตทั้งเชียร์ผมมาตลอดเลยนะ”ผมเอ่ย

คล้ายจะเป็นการขอบคุณอยู่ระหว่างอักษร

นักเขียนใหญ่ระเบิดหัวเราะอย่างชอบใจ“ไม่เชียร์คุณจะไป เชียร์หมาที่ไหนล่ะวะ?”

ผมเก็บของเสร็จและกำลังจะย้ายออกผมมองออกไปเห็น

ผมเห็นคุณนักเขียนใหญ่อยู่ในห้องผมโบกมืออำลาเขาโบก

ได้ยินเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์เมื่อผมเปิดดูก็พบว่าเงินค่า ลิขสิทธิ์นิยายเล่มแรกของผมโอนเข้าบัญชีแล้วผมยิ้มออกมาอย่างมี ความสุขขณะที่ก้าวเข้าไปในห้องทรงจตุรัสขนาด3.5x3.5ผนังติด วอลเปเปอร์ลายอิฐลอฟต์เพดานสีดำสนิทหน้าต่างเปิดออกไปเห็นทุ่ง กว้างใหญ่ตึกระฟ้าวางตัวอยู่อีกฟากทุ่งเฟอร์นิเจอร์มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้

ผมไม่เห็นคุณนักเขียนใหญ่

เพราะป้าเจ้าของหอพักขายกระจกที่เคยอยู่เหนือหัวเตียงไปแล้ว

[สั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว9.8ริกเตอร์]

เขมตื่นก็เป็นทุกข์หลับก็เป็นทุกข์โลกของเธอในตอนนี้รอวันปริแยก

แหลกสลายประคองกายเหมือนคนไร้วิญญาณสูญเสียบางสิ่งซ้ำๆและ มาสูญสิ้นคำว่าครอบครัวในวันหนึ่งเมื่อโรคระบาดคร่าชีวิตพ่อกับแม่ เธอต้องมาสูญเสียลูกในครรภ์เด็กหัวใจหยุดเต้นเป็นความพยายามครั้ง ที่สามหลังชีวิตแต่งงานผ่านมาห้าปีเขมไม่รู้จะเอาเด็กออกด้วยวิธีไหน ผ่านไปสองอาทิตย์เขาก็หลุดออกมาเองไม่มีเลือดไหลไม่เจ็บปวด รวดร้าวทางกายแต่ในใจเศร้าสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว9.8ริกเตอร์ เขมวางแผนว่าจะไปขูดมดลูกเดือนมิถุนายนแต่แม่ก็มาเสียชีวิตด้วย โควิด-19คาบ้านพ่อเก็บเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวนั่งรถตู้ผู้ป่วยเข้ารับการ รักษาที่โรงพยาบาลนานนับเดือนหลังจากนั้นไม่มีรถตู้คันไหนพาพ่อ กลับมาส่งที่บ้านพ่อตามไปอยู่กับแม่บนสวรรค์ทางโรงพยาบาลโทรแจ้ง

เขมขณะดวงอาทิตย์วันนั้นใกล้มอดดับลับแสง

บางคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องเหนือจริงหลังจากเขมนำเถ้า

กระดูกพ่อกับแม่ไปลอยอังคารเธอก็ติดต่อหน่วยงานให้เข้าไปฉีดพ่น ฆ่าเชื้อที่ทาวน์เฮ้าส์สี่ชั้นแต่เจ้าหน้าที่แนะนำให้ทำความสะอาดด้วย แอลกอฮอล์กับน้ำยาฆ่าเชื้อเพราะการฉีดพ่นจะยิ่งทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย เขมโทรบอกสามีเขาควรห่างกับเธอสักพักจะเรียกแยกกันอยู่ชั่วคราว ก็ได้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเริ่มถ่างกว้างด้วยเหตุผลที่เธอ ไม่อาจเป็นแม่ของลูกเขาได้สำเร็จ

เขมเทน้ำยาฆ่าเชื้อใส่ถังน้ำจุ่มผ้าถูพื้นบิดให้หมาดแล้วถู ถูทุกซอกส่วนในทาวน์เฮ้าส์เหงื่อไคลไหลเค็มเต็มแผ่นหลังพอๆกับ น้ำตาที่ซึมซาบอาบแก้มความทรงจำเก่าๆผุดขึ้นช้าๆเธอสลัดทิ้งแต่ มันก็ผุดขึ้นมาอีกยิ่งตอนที่เธอใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดราวบันได มันทำให้เธอนึกถึงคนที่อยู่บนชั้นสองไม่ต้องทำก็ได้เสียงในทรงจำ สะท้อนก้องเดี๋ยวพ่อกับแม่ทำเองหิวมั้ยลูกมากินขนมในครัวกัน เขมยิ้มยิ้มให้กับความอ้างว้างว่างเปล่าราวกับรอยยิ้มนี้จะนำเธอกลับไป สู่โลกใบเดิมที่เคยมีอยู่เขมยังจำรสชาติบัวลอยของเย็นวันนั้นได้ดี กะทิหวานมันตัดเกลือเค็มปะแล่มหอมใบเตยกรุ่นจมูกบัวลอยถ้วยนี้ มีทั้งโรคไตความดันเบาหวานหัวใจเลยนะแม่เขมขยับปากเคี้ยวตุ้ย นานๆกินทีไม่เป็นไรน่า

ส่วนชั้นสามเป็นห้องหนังสือห้องแต่งตัวและห้องของเธอ ชั้นสี่ปล่อยโล่งแต่ริมระเบียงเต็มไปด้วยแคคตัสชวนชมบัวดินบอนสี และไม้ใบหลากลวดลายที่เขมไม่รู้จักชื่อพ่อปลูกมันไว้ในกระถางดินเผา

[จดหมายขนาดยาวกึ่งบันทึกหน้าแรก]

แม่เล่าว่าเขมเกิดช่วงพ่อไปทำงานที่กัมพูชาพ่อเป็นนักธรณีวิทยาเข้าไป สอนและสำรวจแหล่งน้ำบาดาลให้กับชาวเขมรองค์การต่างประเทศ เป็นผู้ว่าจ้างพ่อลังเลที่จะไปอยู่ต่างถิ่นนานครึ่งปีเป็นห่วงแม่ที่อุ้มท้อง และกังวลกับอันตรายในพื้นที่แต่ค่าตอบแทนในฐานะผู้เชี่ยวชาญก็ล่อ ใจเหลือเกินเขาให้พ่อวันละร้อยกว่าเหรียญสหรัฐเดือนหนึ่งตกแสน

เขมเข้าไปทำความสะอาดห้องหนังสืออึมครึมกลิ่นอับคลุ้งใน อากาศพอเธอเลิกม่านสีเทาแสงสว่างกระทบฝุ่นจุดจิ๋วสีขาวกระจาย

ลอยอ้อยอิ่งเปิดหน้าต่างรับลมเย็นโชยผ่านเหมือนหนังสือแต่ละเล่ม บนชั้นขยับกายหายใจก่อนเธอจะตะแคงคอเอียงสายตาไปบนชั้นไม้ สักอาบแลคเกอร์พ่อเขียนบันทึกตั้งแต่ยังหนุ่มเขมไล่มองสันปก

สันปกหันสบตาปีที่เธอเกิดหายไปเขมขมวดคิ้วจากนั้นไปนั่งถอนหายใจ บนเก้าอี้และพบสมุดบันทึกวางข้างต้นฉบับปึกหนึ่งบนโต๊ะพ่อเคย

เปรยว่าจะพิมพ์หนังสือสักเล่มหลังเกษียณเขมเลยเปิดอ่านหน้าแรก และรู้ว่ามันคือจดหมายขนาดยาวกึ่งบันทึกที่พ่อเขียนถึงแม่ตอนไปทำ งานที่เขมรเขมจึงอยากจะเดินตามรอยถ้อยคำเผื่อเจอพ่อยืนยิ้มละไม

ตุ้บเขมได้ยินเสียงอะไรหล่นกระแทกพื้นแต่ยังเคลิบเคลิ้มในภวังค์ฝัน ฝันว่าพ่อกับแม่พาเธอไปเที่ยวกัมพูชาอยากจะตื่นแต่เปลือกตายังปิด หรือเธอไม่อยากเปิดเปลือกตามากกว่าพ่อกับแม่แลมีความสุขทั้งคู่เดิน จูงมือกันไปในป่าฟอสซิลที่เขาพนมจินเจียง

ขยับไหวพ่อบอกว่ามันคือไครนอยด์ว้าวเขมขอเก็บไปเป็นที่ระลึก ได้มั้ยแม่หยิบหินปูนที่มีลวดลายคล้ายต้นไม้จากมือพ่อวางมันลงที่เก่า เขมยิ้มเจื่อนนานเท่าไรแล้วที่ครอบครัวเราไม่ได้เที่ยวด้วยกันแบบนี้

ตุ้บเสียงนั่นดังอีกแล้วอาจเป็นกระถางต้นไม้ของพ่อแต่มัน

จะหล่นได้ยังไงกันพ่อกับแม่เดินไปข้างหน้ารอเขมด้วยแต่เหมือนคน ทั้งสองจะไม่ได้ยินจากนั้นเขมก็สะดุ้งเสียงปังๆเธอจำได้ในจดหมาย กึ่งบันทึกบทหนึ่งพ่อเล่าว่าเวลาฝนที่เขมรไม่ตก ชาวบ้านจะหยิบปืนยิง รัวขึ้นฟ้าปังๆๆๆต้องใช่แน่ๆในเมื่อตอนนี้

ที่กัมพูชาแล้วเขมก็ตื่นลุกนั่งกลางฟูกนอนเธอเผลอหลับช่วงหัวค่ำ พ่อกับแม่ไปไหนแล้วงัวเงียสะลึมสะลือปังๆๆๆยังรัวต่อเนื่องที่นี่ฝน

ลงเม็ดเปาะแปะฟ้าเริ่มมืดเวลากลางคืนค่อยๆเดินมาถึงปังๆน่าจะ เป็นเสียงปืนจากการสลายการชุมนุมกลุ่มคาร์ม็อบที่สามเหลี่ยมดินแดง

ปังๆๆๆดังมาถึงนี่เลยหรือมันน่าจะหยุดได้แล้วนะเพราะฉันได้ยิน

มันในหัวมาหลายวันแล้วจากนั้นเขมก็ก้มศีรษะลงบนแขนที่ไขว้กัน เหนือเข่าฟุบหน้าปลดปล่อยความเหว่ว้าสิ้นหวังเพียงลำพังเธอย้ำคิด ถึงแต่เรื่องในอดีต

พ่อเคยสอนว่าทุกสิ่งในชีวิตให้เวลามันเดินไปเองแล้วจะพบ ทางออกในที่สุดแต่ตอนนี้เขมอยู่ในทาว์นเฮ้าส์หลังมืดๆที่ไร้พ่อกับแม่ เป็นที่พึ่งและแสงนำทาง

หลายครั้งที่เขมยืนอยู่ที่ประตูห้องมึนงงนึกไม่ออกว่าตัวเองจะไปไหน หรือมาทำอะไรตรงนี้วันนั้นเธอลงมาจากชั้นสามเคาะประตูห้องพ่อกับ แม่ที่ชั้นสองแต่ไม่มีเสียงหรือใครเดินมาเปิดประตูเขมเดินลงชั้นล่าง จะเข้าครัวทำอะไรง่ายๆกินมื้อเที่ยงนี่เพิ่งสิบเอ็ดโมง

ลืมว่าจะทำอะไรเขมเลยเดินออกไปที่ประตูบ้านชะโงกมองเมื่อคืนได้ยิน เสียงตุ้บนี่นาเธอจำได้แล้วยกมือเกาศีรษะไขกุญแจเปิดประตูก็เห็น กระถางแคคตัสขนาดสิบสองนิ้วแตกสลาย

หนามหักหัวด้านหนึ่งบอบช้ำดินสีดำ และกรวดสีเทากระจัดกระจาย

เขมถอนหายใจปล่อยมันไว้อย่างนั้นเธอไม่กล้าก้าวออกจากประตู เหล็กดัดไปเก็บกวาดหรือปลูกแคคตัสในกระถางใบใหม่

แม่เมนูนี้ทำไง?:ต้มผักกาดดองซี่โครงหมู

เขมโทรหาแม่แต่สายมันหลุดไปเฉยๆเธอกดไปใหม่แม่ หัวเราะเขมถามแม่ว่าดูคลิปครั้งที่แล้วรึยังดูแล้วเป็นไงแม่ดูดีดูดีงั้น วันนี้แม่สอนหนูทำเมนูอะไรนะเขมแกล้งถามย้ำต้มผักกาดดองซี่โครง

หมูอ่อไม่ใช่ต้มผักกาดดองซี่โครงหมูเหรอแม่เออๆแม่หัวเราะ จะเรียกอะไรก็เหมือนกันนั่นแหละทำไงบ้างแม่เล่าให้ฟังหน่อย

ตอนแรกเตรียมหมูวันนี้ใช้หมูอะไรนะแม่ถามกลับซี่โครง

หรือหมูสามชั้นอะไรแม่แค่นี้ลืมแล้วผักกาดดองต้มซี่โครงหมูแม่ หัวเราะเอาซี่โครงออกมาก่อนถ้ายังไม่ได้หั่นก็จัดการมันเป็นชิ้นๆ หรือท่อนๆแล้วก็เอาไปล้างน้ำสะอาดจนสะเด็ดน้ำตั้งน้ำให้เดือดแล้ว เอาซี่โครงหมูใส่อย่าเปิดไฟแรงนะพอมีฟองเทาๆดำๆลอยขึ้นมาก็ ช้อนตักมันทิ้งเสียงแม่ดังชัดแจ๋วอย่าเปิดไฟแรงมากนะแม่ย้ำเดี๋ยวน้ำ มันจะขุ่นอ๋อพอน้ำไม่ใสมันจะไม่น่ากินเสียงเดือดปุดๆบนเตาเขม ช้อนฟองใส่ถ้วยใบเล็กไอขาวลอยกรุ่นได้ยังแล้วก็เอาผักกาดดองมา หั่นเป็นชิ้นๆจะกินแค่ไหนก็ใส่แค่นั้นเขมชอบกินผักเธอหั่นพอดีคำได้ หนึ่งถ้วยแล้วเทลงในหม้อยังไงต่อแม่เขมเร่งรอให้น้ำเดือดก่อนใจร้อน กว่าไฟไปได้แม่เอ็ดใส่ลงไป

ก่อนๆแม่หัวเราะเขมลุกลี้ลุกลนแล้วก็หัวเราะตุ๋นมันไว้นั่นแหละ ไม่ต้องเปิดไฟแรงนะ เดี๋ยวปิดฝาแล้วน้ำมันจะขุ่นค่าแม่ทีนี้ก็รอไปครึ่ง

ชั่วโมงรอผักดองมันเปื่อยไม่งั้นผักมันจะแข็งกินไม่อร่อยถ้ามันแข็ง หนูเคี้ยวกับฟันสิแม่เออแม่กระแทกเสียงตุ๋นให้มันนานๆทั้งผักดอง ทั้งซี่โครงหมูมันจะได้เปื่อยรอครึ่งชั่วโมงนะให้แม่วางสายก่อนมั้ย อย่าเพิ่งคุยกับหนูก่อน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปแม่บอกให้ตักผักดองขึ้นมาสักชิ้นเคี้ยวดูว่า มันเปื่อยรึยังแล้วก็ปรุงรสเติมรสดีซีอิ๊วขาวใส่เท่าไรอะแม่ก็เติมๆไป นั่นแหละแต่อย่าใส่มากนะเติมไปแล้วชิมจนกว่าจะได้รสที่เราชอบ อ๋อแค่นี้เองเหรอเออเท่านี้แหละถ้าเลือกวัตถุดิบดีซี่โครงหมูสด เนื้อกับน้ำจะหวานไม่ต้องใส่น้ำตาลอ๋อมันจะหวานธรรมชาติจาก ซี่โครงหมูเองแม่บอกเคล็ดลับ

เขมตักต้มผักกาดดองซี่โครงหมูใส่ถ้วยคดข้าวสวยใส่จาน เดินไปหยิบช้อนกับส้อมครั้งแรกช้อนกับส้อมไม่ใช่คู่ของมันหยิบส้อม ครั้งที่สองก็ยังไม่ตรงคู่อีกเขมเริ่มหงุดหงิดแบบนี้จะกินข้าวอร่อย

ได้ยังไงเธอนึกถึงสถานะชีวิตคู่ของตัวเองแล้วน้ำตาใสๆก็ไหลพราก

[แป๊ดวิกอลจารึก]

เขมกินยานอนหลับแล้วได้ยินเสียงอะไรหนักทึบหล่นตุ้บแต่จังหวะ คล้อยเคลิ้มในห้วงฝันเธอยังไม่อยากตื่นเขมเห็นตัวเองเดินลงไป เคาะประตูห้องพ่อกับแม่ที่ชั้นสองหนึ่งครั้งสองครั้งสามครั้งครั้งที่ สามทุบแรงๆแต่ไม่มีใครเปิดเธอจึงเดินขึ้นชั้นสามมานอนหอบบน

ฟูกนอนเหงื่อผุดเต็มหน้าผากมือชื้นเย็นใจเต้นเหมือนทุบกลองรู้สึก ปวดท้องใช่ปวดท้องเหมือนจะคลอดลูกเขมนอนหงายยกขาชันเข่า นิ้วทั้งสิบขยุ้มผ้าปูสูดหายใจเข้าลึกแล้วออกแรงเบ่ง

มีแค่ก้อนเลือดยังไม่เป็นตัวเป็นตนเขมกอบก้อนเลือดขึ้นมา แล้วยัดมันกลับเข้าไปในอวัยวะเพศอย่าเพิ่งออกมาอย่าเพิ่งเกิดมา จากนั้นเธอก็สะดุ้งตื่นทบทวนความฝันเอามือคลำไปที่ท้องแล้วควาน ไปบนผ้าปูยับย่นไม่มีของเหลวใดๆไหลซึมเปียกชุ่ม

หน้าประตูห้องยกมือขวาสางผมฟูเธอกำลังจะไปไหนหันกลับไป

แหวกม่านหน้าต่างแสงสว่างมองเข้ามาเธอกะพริบตาลำแสงของวัน แปรเปลี่ยนเขมยืนนิ่งนานดูก้อนเมฆค่อยๆล่องลอยหายไป

ตุ้บใช่เขมรีบเดินลงไปชั้นล่างเธอใช้มือรูดราวบันไดพอถึง ประตูก็ชะโงกมองต้นชวนชมในกระถางดินเผาแตกร้าวชวนชมดอก สีมะเขือเทศฉ่ำบางดอกนอนสงบนิ่งบางดอกเหี่ยวหุบใบช้ำกิ่งหัก มียางขาวเหมือนน้ำนมย้อยเยิ้มมันหล่นลงมาได้ยังไงนะเขมยืนมอง หลังประตูเหล็กดัดเธอไม่กล้าก้าวออกจากบ้านไปเก็บกวาดมัน

เขมเดินขึ้นชั้นสามเปิดอ่านสมุดบันทึกต่อจดหมายของพ่อ

พูดถึงภาษาพูดภาษาเขียนแล้วเขมก็สะดุดตากับคำเขมร“แป๊ด

วิกอลจารึก”ทำไมพ่อถึงยกตัวอย่างคำนี้

[ประเทศเหนือจริง]

ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เขมกลับมาอยู่ทาวน์เฮ้าส์สี่ชั้นห่างกัน สักพักกับสามีเผื่อต่างคนจะได้ทบทวนอะไรใหม่ๆหนึ่งร้อยเก้าสิบห้า สายที่ไม่ได้รับจากเขาสี่สิบเจ็ดข้อความที่ไม่ถูกเปิดอ่านปล่อยให้ความ เงียบกระดิกเดินเหมือนเข็มนาฬิกา

เขมขึ้นไปชั้นสี่ยืนตรงระเบียงมองหลากหลายหลังคาอาคาร ลดหลั่นจานดาวเทียมตากแดดอาบฝนกระดำกระด่างเธอขึ้นไปรดน้ำ ต้นไม้แทนพ่อดอกบัวดินสีชมพูเบ่งบานเขมยิ้มนกกระจอกแตกรัง บินผ่านลมเย็นพัดมาวูบหนึ่งเธออยากจะยอมรับความจริงที่ต้อง สูญเสียพ่อกับแม่ด้วยโควิด-19แม้ความรักไม่มีวันตายถึงคนที่เรารัก จะพลัดพรากจากไกลแต่คนที่ยังอยู่ต้องแบกรับกับความเจ็บปวดแล้ว น้ำตาอุ่นๆก็ไหลนองเหมือนร่องธารเขมยกมือปาดทิ้งแล้วมองท้องฟ้า เบื้องหน้าเหมือนเมฆหม่นมัวในม่านน้ำตาจะไม่มีวันเหือดหายชีวิตเขม

สุดท้ายน้ำตาจะมีความหมายอะไรอีกเขมนึกในเมื่อทุกสิ่งที่ เธอมีมันสูญเสียไปหมดแล้วแต่เธอก็หยุดน้ำตาที่ไหลออกมาทุกครั้ง หลังตื่นนอนไม่ได้

[กฎการตกตะกอน]

ครั้งหนึ่งยังจำได้พ่อชี้ให้เธอดูกองทรายที่ไซต์ก่อสร้างตรงข้ามทาวน์เฮ้าส์ หลังฝนชุกถูกชะไหลเป็นทางเหมือนแม่น้ำสายเล็กพ่อชวนเขมลงไป

กอบทรายบนผิวดินแล้วเอามากรอกใส่ในขวดสปอนเซอร์เติมน้ำลงไป ปิดปากขวดแล้วเขย่าแรงๆจากนั้นเอาไปวางไว้บนโต๊ะกินข้าวรอดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นผ่านไปครู่เดียวดินทรายในขวดสปอนเซอร์ที่แกะฉลาก

ออกก็เริ่มตกตะกอนจากกรวดมาทรายหยาบไปทรายละเอียดตามด้วย ทรายแป้งส่วนบนเป็นน้ำขุ่นๆสีน้ำตาล

นึกถึงตรงนี้เขมไม่รู้ว่าชีวิตของตัวเองจะเป็นเหมือนเม็ด

กรวดทรายหยาบทรายละเอียดทรายแป้งหรือสารแขวนลอยอย่าง หลังไม่ต่างจากฟองเทาๆดำๆที่แม่เคยสอนทำเมนูต้มผักกาดดองซี่โครง

หลังแม่ตายทุกครั้งที่คิดถึงเขมทำได้แค่เปิดฟังคลิปเสียงแม่ สอนทำอาหารเข้าครัวลองทำปลาทูต้มเค็มสูตรคุณยายใกล้วันแม่ แล้วเขมจะทำปาท่องโก๋เป็นรูปพวงมาลัยวางใส่พานหน้ารูปถ่ายแม่ ส่วนพ่อเธออ่านจดหมายกึ่งบันทึกใกล้จะจบแล้วช่วงนี้ชีวิตเขม

แต่มันก็เป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงเขมรู้ว่าตัวเองนอนมากไปใช้ยา

นอนหลับมากไปและฝันมากไปบางครั้งแผ่นหลังเธอจมติดฟูกนอน จนไม่อยากตื่นเหมือนหลงไปอยู่อีกโลกหนึ่งเขมต้องปฏิวัติตัวเองเธอ เริ่มรื้อเสื้อผ้าในตู้ออกมารีดเข้าห้องหนังสือของพ่อแล้วจัดเรียงทำ ความสะอาดแต่ละชั้นใหม่สั่งดินสั่งกระถางทางออนไลน์เธอต้อง เปลี่ยนให้พวกไม้ใบบอนสีที่ขึ้นแน่นขนัดแล้วเขมก็ถ่ายภาพตั้งสเตตัส

SakrapeeRapinr:ผมจองพร้อมโอน555

ChadapaP.:เขมใช้ปุ๋ยอะไรทำไมชมพูอันดามันถึงสวย

BenBenyaporn

หลังจากนั้นเขมก็ลงคลิปที่พ่อตั้งกล้องถ่ายต้นดาวล้อมเดือน

ยิ้มเหมือนที่เธอเคยยิ้มแม้ว่าวันนั้นจะไม่ได้แวะมาที่ทาวน์เฮ้าส์สี่ชั้น เขมกับสามีต้องไปไหว้พระขอพร9วัดตามคำชวนของป๊ากับม้าเธอยัง นึกเสียใจที่ไม่ได้มาเห็นมันด้วยตาตนเองเพราะไม่รู้ว่าแคคตัสต้นนี้บาน

[ไม่มีน้ำตาจากก้อนเมฆ]

เมื่อวานฝนกระหน่ำทั้งวันค่ำนี้เขมอยากนอนเร็วเธอพึ่งยานอนหลับ อีกแล้วอากาศเย็นหลับสบายงัวเงียหรี่ตามองฟ้าปิดผ่านรอยแยก ผ้าม่านฟ้าหลังฝนคงไม่มีน้ำตาจากก้อนเมฆอีกแล้วเขมเลยนอนต่อ พลิกตะแคงมาทางขวาเห็นพ่อนั่งหันหลังอยู่บนฟูกแล้วหันหน้ามาถาม ทำไมยังอยู่ตรงนี้ล่ะลูกเขมยังไม่เข้าใจไม่ออกจากห้องไม่ออกจาก บ้านไปเจอผู้คนบ้างพ่อพูดต่อรัฐล็อกดาวน์พ่อจะให้หนูออกไปไหน เขมตอบถามตัวเองดีกว่าพ่อกับแม่หลุดพ้นไปแล้วทำไมเขมยังอยู่ ตรงนี้พ่อพูดในสิ่งที่เขมฟังไม่เข้าใจโอ๊ยเขมปวดท้องอะพ่อช่วยหน่อย เขมเปลี่ยนท่านอนหงายโอ๊ยท้องบีบเกร็งเธอใช้กำปั้นทุบทุบทุบ

ไปบนหน้าท้องตัวเองจากนั้นเหมือนมีอะไรไหลเลื่อนออกมาจาก อวัยวะเพศพอพยุงกายลุกขึ้นแอ่งน้ำสีแดงเลอะเปรอะผ้าปูข้างขามี ของเหลวไหลเป็นทางยาวราวงูเลื้อยพ่อช่วยหนูด้วยเขมขอร้องปล่อย วางความผิดหวังและให้อภัยได้แล้วลูกไม่ต้องกอบก้อนเนื้อก้อนนั้นยัด กลับเข้าไปอีกใบหน้าพ่อหมองหม่นเหมือนตึกสีเทาเขมสะอื้นจะยื่นมือ ไปไขว่คว้าร่างพ่อมากอดตุ้บเขมสะดุ้งนึกจะถามความหมายแป๊ดวิกอล จารึกพ่อหายไปแล้วพ่อจากหนูไปอีกแล้ว

เขมเห็นตัวเองลุกขึ้นยืนงงอยู่หน้าประตูห้องในหัวหนักอึ้งประหนึ่ง ถูกค้อนทุบตุ้บใช่เธอรีบลงไปชั้นล่างเกาะประตูเหล็กดัดชะโงกมอง เห็นพ่อกำลังกอบเก็บกระถางดินเผาที่หล่นลงมาแตกเขมเรียกพ่อเธอ ไขกุญแจก้าวออกจากประตูบ้านโดยไม่รู้ตัวความกลัวที่เคยกักขังเธอไว

ต้องให้พ่อหล่นลงมาตายอีกกี่ครั้งเขมถึงจะตื่นพ่อพูด น้ำเสียงสั่นพร่าเหมือนเจ็บปวดอะไรนะพ่อเขมทำท่าจะร้องไห้หนู ขอโทษน้ำตาหลั่งมาเป็นสายฝนไม่เป็นไรไม่เป็นไรถ้าครั้งนี้คือ การ ตกลงมาตายครั้งสุดท้ายพ่อก็ยินดีทำเพื่อหนูพ่อหันมาสบตาก่อนจะ หยิบกาวอีพ็อกซี่ขึ้นมาเขมสะอื้นอย่าเก็บกวาดมันทิ้งเลยพ่อบอก

พ่อจะช่วยเขมซ่อมกระถางดินเผาเอง

เขมกอบเก็บเศษกระถางดินเผาแตกกระจัดกระจายชิ้นเล็ก

ชิ้นน้อยไม่รู้ชิ้นไหนเป็นชิ้นไหนมือเธอเปื้อนดินดำสกปรกพ่อหยิบ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นติดกาวประกอบกระถางดินเผาใหม่ชิ้นแล้วชิ้นเล่า เศษเล็กเศษน้อยถูกปะติดปะต่อเขมยื่นพ่อทากาวติดเขมลองทำเองบ้าง มั้ยลูกพ่อยื่นหลอดกาวให้เขมหยิบชิ้นที่เหลือติดกาวจนถึงชิ้นสุดท้าย

พ่อทำไมข้างกระถางยังมีรูโหว่อีกละขาดอีกชิ้นใช่มั้ยเขมวาง หลอดกาวแล้วใช้สองมือคุ้ยหาเศษกระถางแตกร้าวในกองขี้ดินนิ้วเธอ

ถูกหนามแคคตัสทิ่มตำปวดตุบๆไม่มีไม่มีแล้วพ่อเขมละล่ำละลัก ไม่เป็นไรทุกชีวิตแตกสลายเป็นธรรมดาพ่อปลอบชิ้นส่วนที่หายไปก็ คือตัวเขมไงล่ะลูกไม่ทันสิ้นเสียงพ่อแสงสว่างวาบเข้ามาแยงตาเขมสะดุ้ง ตื่นพ่อมือเธอยังไขว่คว้าอากาศเวิ้งว้างว่างเปล่า

สายวันนั้นเขมเข้าครัวเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือนที่เธอโทรหาสามี ต่างฝ่ายต่างอ้ำอึ้งอึกอักเหมือนมีอากาศมวลป่วนปั่นในอกก่อนจะเอ่ย ให้เขาแวะมารับเธอแต่งตัวรอหิ้วปิ่นโตต้มผักกาดดองซี่โครงหมูไปฝาก

ลาก่อน

(นกขมินเหลืองอ่อนคํานีนอนทีไหน)

ดึกแล้วคุณยายไม่ยอมหลับยอมนอนออกมายืนอยู่กลางบ้าน

นอนกันหมดแต่คุณยายเชื่อว่าสิ่งที่แกทำอยู่จะว่าเรียกร้องความสนใจก็ได มันยังได้ผลแกเพิ่มความดังพร่ำถึงสิ่งระกำช้ำใจขึ้นทีละน้อยๆเหมือน กดปุ่มเพิ่มเสียงทีวีแม้เป็นเวลาพักผ่อนของใครเขาเสียงคร่ำครวญสลับ กับก่นด่าลูกของคุณยายกลางดึกสงัดอย่างนี้ไม่ใช่แต่คนในบ้านเพื่อน บ้านติดกันก็ได้ยิน พวกเขาอาจเอือมระอาคุณยายกันอยู่บ้างหรอก ช่างเถอะแกหมดความอดทนแล้วถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างแก อกแตกแน่

ก่อนหน้านี้อารมณ์คุณยายยังบรรเจิดอยู่มากเหมือนฟ้าโปร่ง ทั้งวันแล้วฉับพลันพายุงวงช้างก็เข้าหลังจากกินข้าวมื้อเย็นแกงส้ม ปลาทับหนุนใส่สับปะรดมะละกอและถั่วฝักยาวกับกุนเชียงทอด อิ่มหนำที่จริงกับข้าวทั้งสองอย่างเป็นของโปรดแกควรน่าอารมณ์ บรรเจิดถึงพรุ่งนี้ถ้าแกไม่คิดอะไรไปเรื่อยเพราะลูกสาวปล่อยให้แกเฝ้า บ้านคนเดียวเสียก่อน

บ้านชั้นเดียวริมทะเลซึ่งเป็นหมู่บ้านประมงของลูกสาวที่ คุณยายมาอาศัยอยู่ด้วยและคงจะถาวรเพราะคุณยายอายุมากเกิน กว่าจะย้ายไปไหนได้อีกนั้นค่อนข้างเปิดโล่งห้องหับด้านในที่ปลูกกึ่ง ครัวและกึ่งเป็นที่พักคุณยายยังดูใหม่กว่าตัวบ้านด้านหน้าที่เป็นห้องพัก

ของลูกสาวและสามีเพราะสร้างขึ้นมาทีหลังหลังจากรื้อครัวเก่าทิ้ง บางส่วนลูกสาวแกกั้นอิฐมอญไว้เพียงแค่มิดหัวคนทำให้ลมทะเลพัด เข้ามาเย็นดีนักแต่คืนนี้ลมที่พัดจนผมขาวของแกปลิวนั้นดับความร้อน รุ่มจิตใจแกไม่ได้สมหวังขนุนข้าวปุ้นแมว3ตัวยังรู้ยายแก่ที่เรียก พวกมันลูกทุกคำเมื่อแกอารมณ์ดีและแบ่งข้าวให้พวกมันกินคำหนึ่ง ตัวแกกินคำหนึ่งตกอยู่ในห้วงเหวของความโกรธจึงได้แต่ส่งเสียงร้อง อีกแบบไม่กล้าอ้อนได้เต็มเสียงแม้ว่ายังป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลพวกมันรู้ ดีต่อให้โกรธใครมาแค่ไหนคุณยายก็ไม่เอามาลงที่พวกมันด้วยทุบตีทำ ร้าย“เงียบเลยนะพวกมึง”ได้ยินเสียงคุณยายขนุนแมวตัวที่เข้ามา นัวเนียกับแกน้อยกว่าตัวอื่นขาหลังของมันถอยไปก้าวหนึ่ง

นึกถึงลูกชายคนโตซึ่งแกรักมากที่เสียไปเมื่อ3ปีก่อน คุณยายน้ำตาไหลเหมือนกดปุ่มทั้งที่ในวันลูกเสียชีวิตคุณยายไม่ร้องไห้ เลยจับมือลูกที่แข็งเป็นท่อนไม้ลูบไปลูบมาก่อนคนยกเอาใส่โลงบอก ลูกว่าไปอยู่บนสวรรค์นะลูกนะแต่คุณยายก็ไม่ร้อง“มันเสียใจสุดแสน แต่ฉันไม่ร้อง”คุณยายบอกใครต่อใครแต่ทุกวันนี้คุณยายกลับร้องไห้ ด้วยเรื่องง่ายๆหลายครั้งถ้าเขา(สมบัติ, ลูกคนโต)ยังอยู่ฉันไม่ลำบาก อย่างนี้หรอก“คนดีมักอายุสั้นคนเลวตายยาก”คุณยายทำปากยืดยาว

ในห้องนอนใหญ่ที่อยู่ส่วนหน้าลูกสาวกับลูกเขยทะเลาะกัน ตั้งแต่เช้ากระทั่งเย็นลูกสาวก็ยังปั้นปึ่งไม่เลิกคุณยายรู้อีกถึงลูกสาว ไม่เอ่ยบอกคุณยายเลี้ยงมาแค่เห็นหน้าเมื่อเธอกลับเข้ามาบ้านเท่านั้น หากว่าพอตกค่ำลูกเขยที่วันนี้ไม่ออกไปตั้งวงกินเหล้าที่ไหนทั้งคู่ก็พา กันเข้าห้องนอนเงียบ…ค่ำนี้ลูกเขยของแกยังอาบน้ำก่อนนอนทั้งที่ ทุกทีไม่เคยอาบเมากลับมาบ้านก็เข้านอนเลย

“สกปรกสิ้นดีจะอาบน้ำก็ตี5โน่นก่อนออกไปขายของ” คุณยายพยักหน้าใส่แมวที่เริ่มเข้ามาพันแข้งพันขาเข้าใจว่าแกสงบลงแล้ว

ราวกับพวกมันคุยรู้เรื่องว่าแกรู้สึกสะใจยิ่งเพราะลูกสาวเป็นคนรักสะอาด “ทะเลาะกันจะเป็นจะตายแล้วเป็นไงเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งสักหน่อย ก็ไม่ได้นะพวกมึงเข้าห้องปิดไฟนอนกันเงียบแล้วเห็นไหม”คุณยายพูด พร้อมกับชี้ให้แมวดูแกรู้ทันลูกสาวเพราะแกก็เคยมีสามีมาก่อนและแก ก็คิดว่าแมวทั้ง3ตัวต้องเข้าใจ เรื่องพรรค์นี้ด้วยไอ้สมหวังวันก่อน แกเห็นมันขึ้นคร่อมแมวตัวเมียของเพื่อนบ้านไอ้ขนุนคุณยายก็เคยเห็น นางข้าวปุ้นเป็นทอมหรือเปล่าแกเห็นมันนัวเนียกับแมวแปลกหน้าตัว ผู้ตัวเมียไม่รู้แต่ก็ไม่เห็นมันตกลูกสักที“แม่มึงเขาไม่มาเล่นมาหัวกับ พวกมึงแล้วคืนนี้น่ะไม่ต้องรอเขาเข้าห้องไปนอนกับผัวแล้ว”ตอน

“มัน(ลูกสาว)น่ะเคยเห็นหัวฉันที่ไหน”คุณยายนั่งลงกลาง พื้นปูแผ่นลามิเนตยื่นมือลูบหัวสมหวังแมวตัวโปรดสมหวังถือเป็นแมว ลูกคนโตของแกกลายๆตัวมันสีขาวแกยังพบว่ามันมีไฝที่ปากเหมือน สามีแกที่ตายไปนานแล้วอีกด้วยมันตกมาจากหลังคาบ้านตั้งแต่ตัวยัง แดงเมื่อแกย้ายมาอยู่บ้านลูกสาวครั้งลูกชายตายใหม่ๆหลังจากงานศพ อยู่กับลูกสะใภ้ได้ไม่กี่วันแกก็ย้ายมาที่นี่ถึงแม้ว่าบ้านอยู่ไม่ไกลกันและ ที่จริงตัวแกชอบห้องน้ำที่นั่นห้องน้ำใหญ่เท่าห้องนอนแกอวดบ้าน ลูกชายให้ใครต่อใครฟัง

“นี่แม่เชียวนะสารเลวจริง”คุณยายเอากำปั้นทุบหน้าอก ตัวเองปังปัง2-3ครั้ง“แม่น่ะมันต้องสำคัญที่สุดใช่ไหม”หาใครไม่ได้ แกคาดคั้นแมวจู่ๆอารมณ์แกก็ขึ้นมาอีก“แม่คนนี้ยิ่งดีสุดๆเลยหา ที่ไหนได้อีกแม่คนดีอย่างนี้คนเรานะไม่ว่าอะไร(ของกิน, เงิน)ก็ต้อง

นึกถึงแม่ไว้ก่อนแม่พ่อนี่มีอะไรหน่อยก็เอาไปประเคนให้ผัวหมดแล้ว ผัวมันนะไก่ทอดตัวหนึ่งก็กินคนเดียวได้อิ่มแล้วมันก็ยังฝืนกินเข้าไป

คนอะไร”คุณยายเริ่มพูดซ้ำถึงเรื่องเก่าสัปดาห์ที่แล้วเองแกเพิ่งพูด เรื่องนี้กับแมวทั้งนี้เมื่อ2-3สัปดาห์ก่อนแกก็เคยพูดเรื่องนี้กับพวกมัน ไปแล้วครั้งหนึ่งคุณยายเหลียวมองไปทางมุมเสาข้างเตียงนอนที่แกเคย เอาเงาะกระป๋องซึ่งลูกชายอีกคนซื้อมาฝากไปแอบกลัวลูกสาวกับลูกเขย แย่งกินฉับพลันแกโยนความผิดของตัวเองทิ้งด้วยการเหวี่ยงเก้าอี้ พลาสติกสีแดงอร่ามกลิ้งไปทางหนึ่งสองสัปดาห์ก่อนคุณยายใช้มัน

พยุงตัวเองเดินในบ้านคุณยายลื่นล้มหลังยอกเพราะเอื้อมคว้าไข่ไก่ที่ หลุดมือแม้ในความมืดน้ำเสียงเบียดแทงใจของลูกสาวยังดังชัด“ทำไม ไม่ใช้ไม้เท้ามีไม่ใช่ไม่มีบ้านเราอนาถาที่ไหนกันลากไปลากมาเก้าอี้

“นี่แน่ะรักพื้นมากกว่ากู”คุณยายเดินไปเตะซ้ำเก้าอี้ตัวนั้น เสียงดังโครมได้เตะเก้าอี้คุณยายอารมณ์เย็นลงเดินไปเปิดเพลงนกขมิ้น เสียงร้องเศรษฐาศิระฉายาที่แกชอบกำลังแหวกมุ้งเข้าไปนอนแกกลับ นึกขึ้นมาได้ว่าทุกทีอารมณ์เสียขนาดนี้แกต้องขนหมอนกระโถนฉี่ออกไป นอนบนแคร่นอกบ้านจะโทรหาลูกชายอีกคนเล่าให้เขาฟังว่าแม่จะ ออกไปนอนนอกบ้านแล้วนะเพื่อให้เขาห้ามก็เกรงใจเพราะดึกมากแล้ว คุณยายคิดไม่ตกจะนอนที่ไหนดีคืนนี้ใจจริงแกอยากนอนในบ้านมากกว่า แมวทั้งหลายหายไปตั้งแต่แกเขวี้ยงเก้าอี้แล้วเพลงนกขมิ้นที่เปิดทิ้งไว้ก็ เชิญชวนนักหวังเอาความเศร้าเป็นเพื่อนอย่างน้อยก็ยังมีเสียงคนร้องที่ ทุกข์ทนเหลือแสนเหมือนกับแกแต่เพลงดันมายุส่งเจ้านกขมิ้นเหลือง อ่อนค่ำแล้วจะนอนไหนเอยเอ๋ยเล่านกเอย…คืนนั้นคุณยายเอามือ สาวมุ้งที่ตัวแกเองไม่มีปัญญาปีนขึ้นไปผูกลากเอามาทิ้งไว้กลางบ้านแก ขนหมอนกระติกน้ำกระโถนฉี่แวะควานหายากันยุง พบแต่กล่องเปล่า

คุณยายกัดฟันขนของออกไปนอนข้างนอกบ้าน

วันรุ่งขึ้นคุณยายพบกับเพื่อนโดยบังเอิญที่ตลาดคุณเจริญ ผู้เป็นพ่อม่ายเมียตายกลับถิ่นเก่ามากับลูกลูกเอาแกมาปล่อยทิ้งไว้ที่

รีสอร์ตตัวเองกับครอบครัวไปสังสรรค์กับเพื่อนที่รีสอร์ตอีกแห่งใกล้

ตัวเมืองคุณเจริญเดินตลาดเช้าด้วยความหวาดระแวงพะวักพะวนกลัว ใครมาทักมาถามแกว่ามาตัวคนเดียวหรือลูกเต้าไปไหนทั้งที่แกมีแผน

จะทำอะไรเยอะแยะแกเพิ่งขายบ้านย้ายไปอยู่กับลูกปีที่แล้วนี่เอง หลังจากภรรยาเสีย

“เป็นไงมาไงลูกเต้าหายไปไหนทิ้งพ่อให้เดินคนเดียว”

คุณยายทักคุณเจริญก่อนประสาคนหูตาไวแกเข้าฉุดมือคุณเจริญพา เดินอ้อมมาตรงที่แผงขายปลาเค็มของลูกสาวมองมาไม่เห็น“คุณขมิ้น คิดอยู่เหมือนกันว่าผมน่าจะได้เจอ”คุณเจริญทักคุณยายกลับโดยเลี่ยง จะพูดถึงลูกเสียงของแกยังไม่ใสกระจ่างอารามดีใจได้เจอคนรู้จักซึ่ง นานทีได้พบจนคุณยายนึกแปลก

เมื่อทั้งสองได้คุยกันความระทมเจ็บช้ำที่ต่างช้อนหามาสะสม ไว้ในอกเมื่อวันหนึ่งพบว่าตนกลับไปเป็นลูกน้อยและลูกที่เลี้ยงมาตั้งแต น้อยผลัดเปลี่ยนเวียนขึ้นเป็นผู้ปกครองพวกเขาแสดงอำนาจบาตรใหญ เหิมเกริมพองขนโดยทั้งคู่ไม่ทันตั้งตัวต่างขอดต่างขนเอาออกมาเล่าสู่กัน

คุณยายนั้นความโกรธเมื่อคืนที่คลายลงออกไปนอนเป็น อาหารยุงและลูกสาวไม่ตามกลับเข้าบ้านทำให้แกคิดได้กังวลใจ อยู่บ้างเรื่องมุ้งที่แกเอาลงมากองไว้จำได้ว่าเมื่อคุณยายยังสาวลูกคน ไหนทำพิเรนทร์อย่างนี้แกไม่ปล่อยไว้พ้นคืนนั้นหรอกตีจนไม้แถวนั้นหัก งอกไม่ทันทีเดียวเธอจะขอแรงสามีช่วยปีนขึ้นไปผูกให้แม่สักหน่อย หรือทำเป็นมองไม่เห็นปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นคืนนี้ต้องนอนตากยุงอีกคืน หรือเปล่าก็ยังไม่รู้

แต่ตอนนี้ความโกรธของคุณยายกลับเหมือนฝุ่นถนนลูกรังได้ ลมทะเลที่คุณเจริญหอบพามาตีจนฟุ้งขึ้นมาใหม่คุณยายเลิกกังวล สิ้นแกจะถูกลูกสาวดุไหมเป็นไงเป็นกันสิวะระหว่างคุยกับคุณเจริญนั้น

ความโกรธของคุณยายก็พวยพุ่งคุณยายเชื่อว่าที่ผ่านมาตัวแกเป็นฝ่าย ถูกทั้งหมดฝ่ายเดียวเช้าวันนั้นคุณยายกับคุณเจริญได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อ

คุณยายเล่าว่า“ดูข่าวในโทรทัศน์วันก่อนที่ญี่ปุ่นฮิตมากยันคนแก่ยันเด็ก เล็กๆเลยไม่น่าเชื่อว่าเด็กเล็กๆยังฆ่าตัวตายกันฉันกำลังหาพรรคพวก

เพียงแค่ไม่กี่วันกลุ่มลาก่อนของคุณยายและคุณเจริญมีคนอยาก ตายเพิ่มเข้ามามากและในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นคนหนุ่มคนสาว

จนคุณยายเองก็ตกใจหลายคนได้ข่าวจากกลุ่มออนไลน์ลับๆหลายคน รู้จากกลุ่มไลน์สวัสดีวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ของคุณเจริญหลายคนที่เข้า

คุณเจริญให้ใช้ห้องพักของแกเป็นที่นัดพบตัวแกเองก็เหงาๆ ลูกยังพาแกมาปล่อยทิ้งไว้อีกจนต่อมาห้องพักที่เช่าไว้ของคุณเจริญไม่ เพียงพอแล้วพนักงานในรีสอร์ตต่างพากันสงสัยด้วยพวกเขาไปฟ้อง ผู้จัดการวันแรกคุณเจริญเข้าพักคนเดียวมีลูกพามาส่งต่อมาคุณยาย

แวะเข้ามาหาตอนกลางวันวันต่อมายังมีคนแวะเวียนเข้ามาจนพวกเขา อดคิดไม่ได้คุณเจริญใช้ห้องพักตั้งวงเล่นไพ่หรือในที่สุดกลุ่มลาก่อนต้อง ใช้ห้องสัมมนาในรีสอร์ตเป็นที่นัดพบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวคุณเจริญ บอกว่าเขาจะออกเงินให้ทั้งหมดเขามีเงินเหลือเฟือ ที่สำคัญอีกไม่นาน

เราก็จะตายกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือได้ยินดังนั้นวันต่อมาคุณยายจึงแคะ กระปุกมาร่วมด้วยทุกคนที่เหลือไม่มีใครดูดายเพราะไหนๆก็จะตาย กันแล้วเงินไม่ใช่ปัญหาของกลุ่มลาก่อนอีกต่อไปเจ้าของรีสอร์ตยังให้ ความร่วมมืออย่างดีเพราะเงินถึงถึงแม้เขาจะต้องงดรับผู้เข้าพักรายอื่น ชั่วคราวเพื่อสำรองห้องไว้ให้สมาชิกในกลุ่มยังต้องปิดทุกอย่างเป็น ความลับอย่างยิ่งยวดซึ่งเป็นกฎที่คุณยายตั้งขึ้นมาทุกคนใช้ชื่อสมมติ และมีรหัสประจำตัวคุณยายคล่องในการทำงานกับคนหมู่มากสมัย

ยังสาวแกเป็นแม่งานประจำงานบุญงานกุศลเสมอเมื่อผู้คนมากหน้า หลายคนเป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคมหลายคนเป็นผู้มีอันจะกินหลายคน ต้องการความเป็นส่วนตัว คุณเจริญจึงตั้งกฎเหล็กเพิ่มในตอนหลังว่าทุก

คนต้องใส่หน้ากากจะเป็นหน้ากากอะไรก็แล้วแต่

นอกจากนี้ทุกคนต้องเผยความในใจนี่คือกฎเช่นกันหนุ่มคน

หนึ่งวัย28ปีร่ำเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาล เข้าบรรจุเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้ไม่นานลุกขึ้น

“ทำไมคนอื่นต้องบอกเราว่าอย่าคิดสั้นคุณคิดมากไป

ของใครและผมอยากลงเอยวิธีนี้”สาวน้อยวัย15ปีสวมกระโปรงสั้น

สีขาวดูหวานพลิ้วเกินจะฆ่าตัวตายได้เธอน่าจะอายุน้อยกว่าใครลุกขึ้น พูดด้วยกระแสเสียงกังวานเศร้าว่า“จุดจบของความตายคือจุดเริ่มต้น นับหนึ่งใหม่และหนูอยากเริ่มต้นใหม่ตั้งแตตอนนี้เลยทีเดียว”ระหว่าง พูดเธอหยิบมีดขึ้นมาด้วยทุกคนลุกขึ้นยืนโดยไม่ได้นัดดีที่ว่าสาวน้อย เก็บมีดเข้าฝักเสียก่อนแม้ว่าใบหน้าของเธอจะมีหน้ากากปิดทับแต่ เสียงนั้นราวกับหน้ากากมีน้ำตาหลั่งออกมาได้

บางคนลุกขึ้นพูดสั้นมากเหมือนไม่อยากให้มีอะไรติดค้างไว้

บนโลกที่จะจากไปแม้แค่ปลายเล็บบางคนความสุขสบายทำลายสิ่งที่ คาดหวังในวันพรุ่งนี้จนหมดก็ในเมื่อแต่ละวันเหลือกินเหลือใช้จนน่าเบื่อ เขาจึงฟันธงแล้วว่าความสุขขั้นกว่าไม่เคยมีอยู่จริงการพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ของแต่ละคนดุเดือดเลือดพล่านหลายคนเอาจริงเอาจังจนลืมว่านี่คือ การพูดถึงความทุกข์ลำเค็ญทิ้งท้ายและต่อไปเราจะไร้ลมหายใจกันแล้ว คนที่ลุกขึ้นพูดคนสุดท้ายในวันนั้นยกคำพูดของหมอชื่อดังที่คอยให้

กำลังใจคนคิดสั้นบนสื่อออนไลน์ขึ้นมาเย้ยหยัน“ความอยากตายไม่ใช่ แค่ความคิดชั่วแล่นหรอกคุณหมอร่างกายของผมกับความคิดจะรวม ตัวกันเป็นหนึ่งเดียวคอยดูนะความตายหรืออาหารมื้อไหนก็ตาม

ตัวผมจะเป็นผู้กำหนดเองเท่านั้น”

วันที่สองของการเผยความในใจเริ่มต้นอีกครั้งหลายคนต้อง นอนค้างที่รีสอร์ตยอมจ่ายค่าเช่าห้องพักเพื่อมีโอกาสพูดอะไรบ้างในวัน

“ฉันอยากตาย3เวลาหลังอาหารทั้งที่ฉันควรภูมิใจใช่ไหม ใคร ก็เรียกฉันว่าลูกกตัญญูพี่น้องโยนพ่อเจ้าอารมณ์ให้ฉันดูแลคนเดียว ทุกคนคิดเองเออเองว่าฉันพร้อมแต่ฉันไม่พร้อมเลยดูจากในเฟซบุ๊กที่ พวกเขาลงพวกเขามีความสุขทุกวี่วันฉันยุ่งจนไม่มีเวลามาถ่ายรูปอวด ใครได้การบ่นแต่พ่อลงเฟซบุ๊กมันทำให้ดูแย่ใช่ไหมฉันเลยอดทนที่จะ ไม่ทำเงินที่พวกเขาโอนให้แต่ละเดือนหรือแวะมาเยี่ยมพ่อสักครั้ง ถือเป็นบุญคุณยิ่งใหญ่พ่อปลาบปลื้มทำเหมือนพระมาโปรดและด่าว่า ฉันที่ไม่สำนึกบุญคุณพี่น้องฉันคือลูกเลวในสายตาพ่อใครที่บอกว่า เลี้ยงดูพ่อแม่ได้บุญหนักช่วยมาพาพ่อฉันไปเลี้ยงหน่อยฉันยกบุญหนักๆ ทั้งหมดให้คุณทุกวันนี้บุญและบาปมาอออยู่ที่ฉันคนเดียวจนลูกกตัญญู

ดีเด่นอย่างฉันอยากตายไปให้พ้นๆ”

คุณเจริญนั่งฟังหญิงสาวผู้นี้เงียบๆส่วนคุณยายเมื่อได้ฟังก็ เก้าอี้ร้อนยิ่งตัวแกเองเป็นหัวหน้ากลุ่มจึงขอลุกขึ้นพูดบ้าง“ที่ฉันอยาก ตายเพราะฉันนั้น2-3ปีมานี้ก็หาความสุขไม่ได้เลย”คุณยายมองไปที่ หญิงคนนั้นตลอดที่ลุกขึ้นพูด“ลูกสาวที่เคยอยู่ในโอวาทมันเหมือน ไม่ใช่ลูกคนเก่าผีเข้ามันหรือไงไม่รู้อีนางขมุกขมัว(สมภัสสร)มันหลง ไอ้เขลอะ(พงศ์พันธ์)ผู้ไม่ค่อยอาบน้ำสามีของมันจนฉันแทบกลาย เป็นคนอาศัยนานทีเมื่อลูกชายอีกคนมาเยี่ยมนั่นแหละอีนางขมุกขมัว

มันถึงลุกขึ้นมาทำดีด้วยมิเช่นนั้นหรือวันๆหนึ่งมันไม่เคยพูดกับฉัน เลยเชื่อไหมบางวันฉันหิวจนต้องขอข้าวมันกินกลับจากตลาดมันก็อยู่ แต่กับโทรศัพท์ฉันที่เป็นแม่นี้แสนดีสุดๆคนเป็นลูกนะจะอย่างไรต้อง เอาแม่ไว้ก่อนบูชาแม่รักแม่แม่ต้องเป็นที่หนึ่งฉันคลอดแกออกมานะ ผัวอย่างไรเสียก็ต้องเป็นรองฉันบอกมันก็ไม่เชื่อว่าอย่าไปจดทะเบียน ให้อยู่กันเฉยๆจดเมื่อไหร่มึงเสร็จมันแน่หมดตัวแน่สมบัติมันเอาหมด แล้วพี่น้องจะได้อะไรแล้วแม่แสนดีอย่างนี้หาที่ไหนได้ฉันใจเย็นอะไร ก็ได้ฉันไม่เคยเรื่องมากเลยเรื่องกินเรื่องอยู่วันๆแทบไม่เคยมีปาก มีเสียง”คุณเจริญซึ่งได้ฟังเรื่องนี้แล้วครั้งหนึ่งถึงจะเห็นใจคุณยายแต่ก็ แอบยิ้มไม่ได้

ระหว่างนั่งฟังคุณยายพูดมีชายคนหนึ่งหลุดหัวเราะคำพูดคุณ ยายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มกับหญิงวัย40ปีที่ดูแลพ่อเหมือนอยู่กันคนละมุม ยิ่งแกพูดไปมองหน้าหญิงคนนั้นไป“มวยมุมแดงกับมุมน้ำเงินหรือนี่” เขาพูดขึ้นหลายคนหัวเราะตามดูเหมือนทั้งห้องคลายความตึงเครียด ขึ้นมาหลายคนออกจากบ้านมาแต่เช้าจากจังหวัดอื่นด้วยเหนื่อยล้า การเดินทางและเริ่มหิวหลายคนบ่นว่าชุดคอฟฟี่เบรกของรีสอร์ตไม่ อร่อยถูกปากจึงแหกกฎห้ามใช้โทรศัพท์หยิบมือถือขึ้นมาสั่งไรเดอร์ให้ มาส่งอาหารเมื่อมีคนเริ่มก็มีคนทำตามในที่สุดทุกคนยอมรับว่าหิว รวมทั้งคุณยายด้วยใจจริงนั้นคุณยายอยากกลับไปกินข้าวที่บ้านซึ่งอยู่ ไม่ไกลมันอร่อยถูกปากแต่ก็ต้องตัดใจสั่งข้าวจากรีสอร์ตมากินแกกลัว หน้ากากหายหากกลับไปบ้านก็ต้องถอดทิ้งไว้หรือช่วงรอยต่อการถอด ออกคนอาจจับได้ถึงแม้ว่าก่อนบังคับใส่หน้ากากมีคนเห็นหน้าแกบ้าง ก็ช่างการเอาหน้ากากติดไปด้วยก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่

ห้องสัมมนาฆ่าตัวตายที่กลายเป็นงานเลี้ยงย่อมๆนั้นเกิดความ

วุ่นวายขึ้นเมื่อใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาหลังจากอ่านข้อความบนมือถือว่า อาจารย์หนุ่มนักเรียนนอกที่ขึ้นพูดคนแรกเมื่อวานนี้และได้กลับไปบ้าน

ซึ่งตัวเขารู้จักเป็นการส่วนตัวรถเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางจนเสียชีวิต หลายคนเสียวสันหลังความตายใกล้แค่เอื้อมไม่ต้องฆ่าตัวเองเลยด้วย ซ้ำหลายคนเริ่มไม่อยากตายขึ้นมาแต่ไม่กล้ายอมรับในที่ประชุม

หลายคนที่ไม่อยากจมอยู่กับข่าวเศร้าจึงเปิดเพลงฟังจากมือถือหนุ่ม คนที่แต่งตัวมีรสนิยมเชื่อมบลูทูทเพลงที่ตัวเองชอบเผื่อใครอยากจะฟัง บ้างหลายคนเริ่มขอเพลงจากเขาคุณยายขมิ้นครึ้มไปทุกเพลงแต่เพลง นกขมิ้นเสียงร้องเศรษฐาศิระฉายาคุณยายไม่นึกขอให้เขาเปิด

วันถัดมาคนหายไปกว่าครึ่งที่พอจำได้หนุ่มผู้เปิดเพลงกล่อม ทุกคนเมื่อคืนหายไปแล้วคนที่หัวเราะคุณยายเรื่องนักมวยมุมแดงกับ มุมน้ำเงินก็หายไปคุณยายดีใจที่เขาหายไปเสียได้แม้จะทำให้คนที่อยู่ น้อยลงแกไม่ถูกชะตาเขาอีก“ไอ้จกเปรต”แกเคยแอบด่าเขาด้วย

แต่หญิงกตัญญูยังอยู่คุณยายอดค่อนขอดในใจไม่ได้ไหนว่ากตัญญูนัก เธอมาหลายวันแล้วใครจะดูแลพ่อเธอกลุ่มฆ่าตัวตายที่คุณยายกับคุณ เจริญก่อตั้งและมีคนตอบรับล้นหลามแต่เมื่อมีอันต้องปะทะคารมคุณ ยายก็ต้องกัดฟันทน

สาวน้อยวัย15ปีที่พกมีดมาด้วยวันนี้เธอสวมชุดกระโปรง สีดำแลดูสวยเศร้าคุณเจริญซึ่งขึ้นพูดปิดรายการเมื่อคืนได้ไม่ดีนัก พลังเขาลดลงไปมากจนคุณยายสงสัยว่าเขาเปลี่ยนใจไม่อยากตายแล้ว หรือแต่คุณยายก็หายแคลงใจเมื่อคุณเจริญว่าจ้างคนมาตัดต่อคลิป สัมภาษณ์ผู้ที่บันทึกไว้ก่อนลงมือฆ่าตัวตายจนสำเร็จในหลากหลายที่ทั่ว

โลกยังมีอีเมลเชิญชวนลับๆของคนญี่ปุ่นที่เป็นต้นแบบในเรื่องนี้ซึ่ง คุณยายได้ดูจากข่าวทางโทรทัศน์อีมงอีเมลคุณยายไม่รู้จักหรอก

คุณเจริญยังกว้านซื้อเครื่องมือฆ่าตัวตายทางเว็บขายสินค้าออนไลน์มา ตั้งโชว์ไว้ด้วยงานในวันนั้นถึงคนหายไปกว่าครึ่งแต่ก็ดูเร้าใจแม้ว่าคน ที่เหลือไม่มีใครขึ้นเวทีพูดอะไรอีกพวกเขาเอาแต่กินคอฟฟี่เบรกของ รีสอร์ตจนคุณเจริญต้องสั่งเพิ่มหลายครั้ง“ไหนว่าอาหารของรีสอร์ต ไม่อร่อยถูกปาก”คุณยายสงสัยในจำนวนนี้มีคนที่สั่งอาหารจากข้าง นอกมากินเพียงไม่กี่คนคุณยายยังสงสัยอีกว่าจะตายกันอยู่แล้วไม่ใช่ หรือจะประหยัดกันไปถึงไหน

จนวันสุดท้ายคุณยายกับคุณเจริญใช้ชื่องานว่าเมื่อมีพบก็ต้อง มีจากเป็นการพบหน้ากันก่อนทำพิธีสลายกลุ่มแล้วแยกย้ายกันฆ่าตัว ตายตามแต่วิธีใครจะเลือก“ต้องจริงจังกันนะต้องจริงจัง”

กลางดึกคืนนั้นคุณยายนึกขึ้นได้ว่าคุณยายหายมาจากบ้าน 3-4วันแล้วลูกสาวของแกนางขมุกขมัวไม่เคยคิดออกตามหาแม่เลย แม้แต่จะโทรมาตาม“ฉันด่ามันเช้า-เย็นสมควรแล้วที่ลูกจะโกรธไม่ออก ตามหาแม่ก็ไม่แปลกหรอก”จู่ๆคุณยายก็มีความอ่อนโยนขึ้นมาคุณยาย ยังยอมรับอีกด้วยว่าแกเริ่มไม่อยากตายขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกันรู้สึก กลัวบอกไม่ถูกก่อนตายคงเจ็บน่าดูแม้แต่รมควันตัวเองคนที่รอดต่างก็ บอกว่าช่วงจะตายมิตายแหล่นั้นทรมานมากอีกอย่างหนึ่งเมื่อได้ขึ้น เวทีจับไมค์ด่าลูกสาวแกก็เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกจนบัดนี้ตัวแก เองยังงงไม่หายอยากตายทำไมต้องอยากดังตั้งกลุ่มตั้งก๊วนขึ้นมาแก อยากให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น4-5วันมานี้เป็นแค่ความฝันด้วยซ้ำไป คุณเจริญเข้าพักรีสอร์ตเดียวกับลูกตั้งแต่ต้นตัวแกซึ่งไม่ได้เจอกับ

คุณเจริญเมื่อลุกจากที่นอนระหว่างรอลูกสาวทำกับข้าวให้กินก็เล่น กับแมวไป

ความอยากตายของคุณยายตอนนี้เหมือนการกินข้าวคุณยาย

ชอบบอกใครต่อใครว่าข้าวนั้นทุกวันนี้แกกินก็ได้ไม่กินก็ได้กินมื้อนี้แล้ว ให้กินอีกที3วันไปแล้วก็ได้ความอยากตายก็เหมือนกันแหละจะตาย ทันทีก็ได้ไม่ตายก็ได้ให้หย่อนตายไปอีก4-5วันหรืออีกสัก1ปี2ปี 5ปี10ปีก็ได้คิดแล้วคุณยายก็ละอายที่เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มแต่แกบอก ว่าใครต่างก็เคยผิดเคยพลาดกันทั้งนั้นชั่ววูบหนึ่งแกยอมรับด้วยว่า อยากหนีทุกคนกลับไปบ้านในคืนนั้นเลยทีเดียว

คุณยายถึงนึงเพลงนกขมิ้นขึ้นมาตัวแกชื่อขมิ้นและแกก็ชอบ เพลงนี้คืนนั้นแกเปิดเพลงนกขมิ้นกล่อมให้ตัวเองหลับไปทันทีลืมตา ตื่นในตอนเช้าอาการคนไม่อยากตายก็แล่นเข้ามาหาแกอย่างซื่อสัตย์ พับผ้าห่มวางไว้เรียบร้อยทั้งที่มาพักรีสอร์ตแล้วคุณยายลุกขึ้นนั่งห้อย

เท้าที่ปลายเตียงอดโมโหไม่ได้คิดว่าได้นอนสักคืนจะทำให้แกใจกล้า ขึ้นมาแต่ไม่เลย

เช้านั้นคุณยายเดินจากห้องพักไปห้องสัมมนาเหมือนคน กำลังก้าวสู่หลักประหารเหงื่อมาจากไหนไม่รู้ทั้งที่เพิ่งอาบน้ำและ อากาศก็ไม่ร้อนพนักงานรีสอร์ตยื่นจดหมายให้แกบอกว่าคุณเจริญฝาก ไว้ให้และฝากบอกด้วยว่าค่าห้องพักห้องสัมมนาค่าใช้จ่ายต่างๆ ตัวเขา

ชำระให้เรียบร้อยแล้วคุณยายเปิดซองออกอ่านสิ่งที่แกคาดไว้ไม่ผิดหรอก ใครเล่าจะอยากตายง่ายๆแม้แต่ตัวแกเองแค่ก้มอ่านจดหมายมองเห็น ผืนทรายขาวพลอมแพลมแกยังเสียดายชีวิตเมื่อคิดได้ว่าจะไม่ได้เห็น ไม่ได้เหยียบมันอีกแกกัดฟันเข้าไปนั่งเป็นประธานทั้งที่ยังเหลือคน อยากฆ่าตัวตายแค่6คนเท่านั้นสาวน้อยวัย15ปียังคงอยากตายจน คุณยายนึกสงสารอีก2คนเป็นสามีภรรยากันวันนี้ไปหอบลูกน้อยมา

ด้วย3คนคงอยากตายยกครัว“พวกคุณอยากตายกันจริงๆใช่ไหม” คุณยายถามเหมือนประชดแกไม่ฟังคำตอบหันมองเครื่องมือไว้ฆ่าตัว ตายประดามีเตาอั้งโล่ยอดฮิตคุณเจริญสั่งมาแทบเปิดเป็นร้านหมูกระทะ ได้เชือกขนาดต่างๆมีดดาบมีทั้งมีดสั้นมีดยาว“จะสั่งมาให้ใครทำ ฮาราคีรีหนักหนาในเมื่อตัวคุณเองก็ไม่กล้า”คุณยายนึกเครื่องมือทำลาย ชีวิตนั้นมีแม้กระทั่งปืนหรือระเบิดทว่านั่งลงบนเก้าอี้แล้วคุณยายกลับ ลืมสิ่งที่ต้องพูดทิ้งท้ายการสัมมนาไปจนหมดตาพร่ามัวแกฝืนลุกคลำ เดินไปยืนเบื้อใบ้ที่ไมโครโฟนคุณยายนึกไม่ออกกระทั่งวัตถุคล้ายหม้อ ดินเผาไม่มีฝาปิดและปากบานเอาไว้ติดไฟหุงข้าวเรียกว่าอะไร“แก้วหรือ ไม่น่าใช่ไอ้นั่นทุเรียน(หมายถึงระเบิด)ไอ้นั่นน่ะอะไรนะที่เอาไว้(ทำ ท่าตัด,หมายถึงมีด)”แกโคลงศีรษะโกรธตัวเองเนื้อตัวสั่นคนที่ยังเหลือ ต้องคิดว่าแกตลบแตลงลิ้นสองแฉกแน่ๆสองสามีภรรยานั่งรออยู่นาน ดึงหน้ากากตัวเองออกคุณยายถึงรู้ว่าทั้งคู่คือนางขมุกขมัวกับไอ้เขลอะ ลูกสาวกับลูกเขยทารกน้อย3คนเป็นแมวตั้งแต่ต้นเมื่อลูกสาวแกเอา หน้ากากพวกมันออกด้วยแกก็ถามแมวทันควันว่า“พวกมึงมาทำไม อยากตายนักรึ”

“แม่กลับบ้านเถอะฉันกางมุ้งให้เรียบร้อย”สมภัสสรบอกแม่ คุณยายพยักหน้าทั้งอายลูกทั้งโล่งใจด้วยแกไม่ต้องฆ่าตัวตายแล้ว แกพูดว่า“สาลี่กับสมบัติมารับแม่กลับบ้านหรือ”คุณยายรู้ทั้งหมดว่า กำลังพูดอยู่กับลูกสาวและลูกเขยแต่คุณยายกลับเรียกทั้งสองว่าสาลี่ (น้องสาวคุณยาย)สมบัติ(ลูกชายคนโต)

กำลังก้าวขาขึ้นรถหลังจากที่เดินออกมาโดยไม่เหลียวหลัง มีแมวตามพันแข้งพันขาไม่ห่างแต่สมภัสสรพบว่าแม่ยังดื้อไม่หาย แกเดินกลับเข้าไปใหม่เมื่อตามเข้าไปดูสมภัสสรเห็นผู้เป็นแม่กวักมือ เรียกสาวน้อยที่นั่งกำมีดเลือดอาบมือว่า“ขมิ้นมานอนบ้านฉันสักคืน”

ผมนึกภาพปู่กำลังเขียนจดหมายเหล่านั้นโดยมีย่านั่งอยู่ใกล้ๆด่าทอพ่อ ในวัยหนุ่มปู่คงจะต้องขัดเกลาคำพูดคำจาของย่าให้สุภาพลงเลือกเขียน คำที่ปลอบโยนมากพอสำหรับคนอ่านซึ่งคือพ่อแม่และผมนั่นเอง

ตอนลูกสาวคนเดียวของผมคลอดผมนึกถึงพ่อขึ้นมาเป็นคนแรกยืนอยู่ ตรงนั้นเหมือนทุกอย่างวางลงมาบนบ่าทั้งสองข้างลำพังแค่ผมคนเดียว มันหนักหนาเกินไป

ผมนึกถึงพ่อจริงๆนึกถึงเหมือนที่นานมาแล้วเคยนึกถึงอย่าง

ตอนที่รอว่าเมื่อไหร่พ่อจะมารับหลังเลิกเรียนผมกลัวกลัวการอยู่ ตรงนั้นเพียงลำพังแม้ว่าความเป็นจริงเราจะเจอกันน้อยลงและห่างเหิน ออกไปมากขึ้นทุกทีเริ่มจากเคยเจอกันปีละครั้งกลายเป็นสองปีหนึ่งครั้ง สามปีหนึ่งครั้งและไม่กำหนดมันอีกต่อไป

แต่ทุกครั้งที่เจอกันพ่อดูมีความสุขยังคงพูดถึงเพื่อนฝูงคน เดิมๆคนที่ผมในวัยเด็กอาจเคยรู้จักพ่อไม่หม่นเศร้ากับชีวิตที่ล่วงเลย พ่อไม่เคยพูดเรื่องแบบนั้นกับผม

เมื่อใครสักคนบอกว่าผมดูคล้ายพ่อหรือแม่ของผมเหลือเกินเทียบกับ รูปถ่ายรูปหนึ่งที่พวกเขาเคยเห็นหรือท่าทางที่ถูกจดจำผมมักจะเงียบ

และฝืนยิ้มฝืนยิ้มเพราะไม่รู้ว่าต้องใช้สีหน้าแบบไหนดีเมื่อใครสักคน

พูดต่อไปถึงพวกเขาผมมักจะรับฟังราวกับเรื่องของบุคคลหายสาบสูญ และผมเองมีโอกาสได้รู้จักอยู่บ้างผมไม่แน่ใจนักว่าทำไมถ้าอยู่โดยลำพัง

มานานพอทุกอย่างจะมีเหตุผลของมัน

ผมคงไม่ได้เหมือนพวกเขาพ่อและแม่ไม่ว่าพวกเขาจะเคยมี

ส่วนที่ดีและไม่ดีอย่างไรผมก็พบว่าไม่มีส่วนใดเลยที่ผมยืนยันได้ว่าตัว เองใกล้เคียงหน้าตาหรือเค้าโครงใบหน้าแค่เรื่องทางโครโมโซมผม เติบโตจากความผันผวนของโลกใบนี้เสียมากกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่าง

สิ้นเชิงของมันโตขึ้นมาจากความคิดที่ยังไม่พบคำตอบและแน่ใจได้เลย ว่าคำตอบไม่ได้มีให้ค้นหาแค่คำตอบเดียว

ทุกครั้งที่แม่เดินทางกลับมาเยี่ยมแม่มักจะพูดกับใครต่อใครเรื่องตัวผม พูดเหมือนแม่ยังรู้ดีและแน่ใจทุกอย่างเกี่ยวกับผมตั้งแต่ยังเด็กแม่จะ พูดกับเพื่อนบ้านญาติฝั่งแม่เองจนตอนนี้ที่แม่ย้ายไปอยู่อย่างถาวรอีก ทวีปและกลายเป็นคนอีกสัญชาติหนึ่งแล้วก็ตาม แม่ก็ยังให้ความเห็น

เกี่ยวกับผมเหมือนเดิมแต่ทุกเรื่องผิดหมดนั่นแหละถ้ามากหน่อยผม ก็จะค้านแต่ส่วนใหญ่แล้วผมปล่อยผ่านปล่อยให้แม่พูดตามจินตนาการ ของแม่ยิ่งนานวันเรื่องเกี่ยวกับผมตามความคิดของแม่แทบจะแยก ไม่ออกจากภาพในอุดมคติมันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้แม่ดูเหมือนมีความ สุขผมเคยเป็นเด็กแบบนั้นอ่อนโยนไม่ดื้อรั้นหรือเคยเป็นแบบนี้ อ่อนแอขี้เกียจและแน่นอนแม่จะพูดขึ้นมาเหมือนมันสำคัญว่าแต่ใน ตอนนี้ผมโตขึ้นและผมคือความภาคภูมิใจของแม่

บางครั้งผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผมเป็นยังไงกันแน่ใน

สายตาของแม่เพราะบางครั้งแม่พูดแบบหนึ่งแล้วต่อมาแม่ก็จะพูดอีก แบบหนึ่งเรื่องเดียวกันนี่แหละผมเพิ่งเข้าใจว่าที่จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับ

ว่าคนที่กำลังรับฟังเรื่องของผมเป็นใครและแม่ต้องการอะไรจากการ พูดตอนนั้น

ผมจำวันที่แม่บอกให้อ่านจดหมายที่ปู่เขียนมาไม่ได้บอกว่าทำไมต้อง อ่านแม่แค่วางและเดินออกไปจากห้องผมเข้าใจได้เองเข้าใจง่ายกว่า การบ้านที่ตัวเองกำลังทำอยู่ด้วยซ้ำทุกฉบับเกี่ยวกับพ่อความไม่เอาไหน สิ่งที่แม่แบกรับครอบครัวที่กำลังล่มสลายการที่แม่ยอมให้ผมอ่าน จดหมายเหล่านั้นอาจหมายความว่าแม่ทำใจยอมรับได้แล้วผมนึกภาพ พ่อจะไม่อยู่กับเราอีกเดินจากไปเหมือนกับไปที่ไหนสักที่หนึ่งที่พ่อ อยากจะไปผมไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรได้ให้ผมอ้อนวอนพ่อให้อยู่กับ เราเหรอนั่นคือเรื่องที่แม่ต้องการในตอนนั้นใช่ไหมถ้าหากใช่ผมก็ทำ แบบนั้นไม่ได้อยู่ดีผมจะรั้งพ่อได้ยังไงผมจะพูดว่าอะไรนี่คือเรื่อง ระหว่างคนสองคนเรื่องของพ่อกับแม่

คำพูดสำคัญของปู่อยู่ตรงท้ายฉบับไม่ยืดยาวอะไรเป็นเพียง

ประโยคอ้อนวอนง่ายๆและเหมือนกันแทบทุกฉบับขอให้พ่อกับแม่ นึกถึงผมนึกถึงตอนที่ยังรักกันดีโดยเฉพาะพ่อลูกผู้ชายด้วยกันหรือ อะไรใจความประมาณนั้นแต่ขอให้นึกถึงผมให้มากๆผมรู้สึกเหมือนตัว เองถูกพาเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เหตุผลที่ผมเป็นลูก ของพวกเขาแต่เพราะผมเป็นคนอีกคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้และผม อยู่ในเงื่อนไขที่จะทำให้พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน ใจจากไม่ได้คิดอะไรเลยกลายเป็นต้องคิดทั้งๆที่คิดไปแล้วผมก็ทำ

เราเคยพูดถึงอัลบั้มต่างๆของPinkFloydพูดถึงRogerWaterพูดถึง

DavidGilmourพูดถึงไอเดียในการเล่นกีตาร์ของเขาสำเนียงเฉพาะ คอร์ดเท็นชั่นและเสียงสังเคราะห์พูดกันตามความเข้าใจและเถียงกัน พอหอมปากหอมคอเกี่ยวกับเรื่องชั้นเชิงหรือส่วนที่ดีกว่านั้นจากการฟัง เพราะยังไงแล้วพ่อก็จะนำพาหัวข้อต่างๆไปตามทางของพ่อเสมอผม แค่พยักหน้าและแทรกความเห็นสั้นๆในฐานะผู้ฟังพ่อเก่งกว่าผมเรื่อง เล่นดนตรีผมไม่เคยเรียกตัวเองว่านักดนตรีผมยังห่างไกลจากคำนั้น แต่ผมอยากรู้ว่าพ่อคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับSydBerrettเพราะไม่ เห็นพ่อเคยพูดถึงเขาเลยโลกอีกใบที่วงดนตรีอย่างPinkFloyd เปิดเผย

ให้เห็นมาจากไหนหากไม่ใช่เขาบทกวีอันมืดหม่นอัจฉริยะในเงามืด ความตึงเครียดเสียงร้องที่ล่องลอยและเพ้อฝันผมรู้ว่าLSDคืออะไร ในยุคสมัยของพ่อแต่จุดจบของเขาไม่สำคัญเท่ากับเพลงที่เขาเขียน ไม่สำคัญเลยหากเทียบกับอัลบั้มเดี่ยวที่เขาทำทิ้งไว้มันก็แค่เรื่องน่าเศร้า เรื่องหนึ่งในจำนวนเรื่องราวทั้งหมดของความสำเร็จในอะไรสักอย่าง เรื่องน่าเศร้ามักจะเป็นส่วนประกอบหลักอยู่แล้วนี่ พ่อเงียบและไม่พูด

อะไรตอบผมจึงเปลี่ยนเรื่องคุยและเบี่ยงจบไปง่ายๆถึงการเล่นดนตรี ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่ย่าเกลียดพ่อรู้ดีเราหัวเราะเมื่อเล่ากันว่าย่าเคยบ่น หัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดไหน

ย่าเคยบอกว่าการเล่นดนตรีคือสิ่งที่ทำให้พ่อกลายเป็นคนไม่ได้ เรื่องเข้าใกล้เหล้ายาผู้หญิงริสูบกัญชาแล้วก็ทำตัวโง่ๆจนครอบครัวพัง ถ้าพ่ออยากรู้ผมไม่เคยเชื่อที่ย่าพูดเลยและไม่เกี่ยวกันเลย กับสิ่งที่พ่อทำผมรักย่ารักมากพอที่จะเข้าใจความหวังดีนั้นแต่ผมเชื่อ ว่าพ่อไม่ได้ทำตัวโง่ๆการทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนาไม่ใช่เรื่องโง่

ผมซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงตอนอายุครบยี่สิบสองคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่

ไปโดยปริยายมันเป็นเรื่องของคุณภาพเสียง แค่นั้นเองแผ่นเสียงคือการบันทึกเสียงที่ดีที่สุดมันทำให้คนฟังแยก เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้ชัดและลึกยิ่งเรามีความทรงจำร่วมกับเพลงนั้น การได้ฟังมันในความรู้สึกที่ชัดและลึกยิ่งฝังความทรงจำนั้นตอนเธอ โตขึ้นเธออาจชอบฟังเพลงเหมือนกับผมหรืออาจไม่ชอบฟังเหมือนกับ ย่าก็ได้แต่บ้านหลังหนึ่ง

ของเธอผมมองดูพ่ออุ้มเธอเดินไปเดินมาผมสงสัยว่าจริงๆแล้วพ่อน่ะ เป็นคนแบบไหนกันแน่เพราะผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อเลยตอนยัง เด็กผมคิดว่าพ่อประหลาดพ่อต่างจากพ่อของคนอื่นๆ

รองเท้าหนังทำงานกลางคืนหิ้วเครื่องดนตรีเหมือนนักมายากลแต่ ตอนเช้าพ่อจะตื่นไปช่วยแม่ดูแลกิจการรับซื้อผลปาล์มของครอบครัว

และกลับมานอนอีกครั้งตอนกลางวันช่วงบ่ายพ่อจะตื่นเพื่อแกะเพลง จากเครื่องเล่นเทปลงในแผ่นโน้ตนั่งกรอเทปม้วนหนึ่งกลับไปกลับมา ผิวปากเขียนเป็นตัวโน้ตลงบนเส้นบรรทัด

เมื่อมองย้อนกลับไปพ่อเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนรูป ที่ถูกตัดมาแปะไว้ในอัลบั้มรูปอัลบั้มที่ภายในมีแต่รูปแม่มีแต่รูป ครอบครัวใหญ่ของแม่รูปไร่สวนรูปเทือกเขาขวางกั้นยาวเหยียดไม่มี อะไรที่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของพ่อเลยบางครั้งผมแทบนึกไม่ออกว่าพ่อเคย

เพราะแบบนี้เองวันหนึ่งพ่อก็เลยต้องไป

จดหมายของปู่ไม่ได้ทำให้พ่อกับแม่เปลี่ยนใจการหย่าร้างเกิดขึ้นใน ปลายปีนั้นกลายเป็นผมเองที่รู้สึกเห็นใจลายมือของปู่ถ้อยคำเหล่านั้น

ชวนเศร้าจนผมรู้สึกว่าการเขียนจดหมายหาใครสักคนกลายเป็นการ อ้อนวอนผู้รับไปตลอดกาลเหมือนเขียนขึ้นมาเพื่อขอร้องเขียนมาเพื่อ ขอให้ทำแบบนั้นหรืออย่าทำอย่างนั้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

ผมยังเก็บจดหมายทุกฉบับที่ปู่เคยเขียนมาใส่ซองพลาสติก อย่างดีพ่อกับแม่ไม่มีใครสนใจจดหมายของปู่เท่ากับผมเมื่อพวกเขา

เลิกรากันผมก็อาสาดูแลจดหมายพวกนั้นเองในนั้นมีจดหมายสองฉบับ ที่ผมเคยพยายามตอบแต่ก็ไม่ได้ส่งผมจำไม่ได้แล้วว่าทำไมจดหมายที่ ตัวเองตั้งใจเขียนขนาดนั้นถึงไม่ได้ส่งผมเขียนว่าตัวเองเรียนอยู่ชั้นอะไร สอบได้ที่เท่าไหร่ปู่กับย่าเป็นยังไงบ้างผมสบายดีปีนี้ขายมะม่วงได้

ตอนพาเธอกลับมาจากโรงพยาบาลผมไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว

เหมือนพบเจอฝันร้ายที่ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อยอมรับเธอเหมือนส่วนที่เหลือ ของความรักนั้นแต่กลายเป็นพลังงานในชีวิตของผมทั้งหมดเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้ผมยังมีความหวัง

ทุกเช้าก่อนออกไปทำงานผมอาบน้ำและใส่เสื้อผ้าให้เธอด้วย ตัวเองผมฝึกทำจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันก่อนพี่เลี้ยงที่ผมไว้วางใจ จะมาถึงเสียงของเธอฝังอยู่ทุกที่ในโสตประสาทนั่นคงเป็นสัญชาตญาณ หนึ่งของความเป็นพ่อคนผมอยากให้เธอโตพอที่เราจะนั่งดื่มกาแฟตอน เช้าด้วยกันฟังแผ่นเสียงด้วยกันอาจจะเริ่มด้วยHibariของRyuichi Sakamotoบนเก้าอี้เอนหลังสองตัวแล้วผมจะให้เธอเป็นฝ่ายเลือก บ้างผมอยากฟังรสนิยมของเธออยากรู้ว่าเธอคิดเห็นยังไงต่อให้เรื่อง

อะไรก็ตามผมจะฟังทุกคำที่เธอเอ่ยหรือตอนที่เธอเงียบเราจะนั่งมอง สนามหญ้าตรงหน้าบ้านของเราดูหยาดน้ำค้างดูแมลงตัวเล็กๆที่บิน ผ่านไปผ่านมาเห็นแสงที่ตกลงกระทบหักเหและหลากสีเหมือนชีวิต

บางทีเมื่อถึงวันนั้นเธออาจพูดอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้ว่าผม ทำดีที่สุดแล้วปลอบใจผมเยียวยาผมและเข้าใจในตัวผม

ของพ่ออีกคนหนึ่งเหมือนเนื้อในของจดหมายปู่กำลังอ้อนวอนผม นั่งลงคุกเข่าและจับมือของผมแน่นในปิดเทอมหน้าร้อนคราวนั้นวันที่ เราคุยกันและกำลังจะลากันพ่อไม่เคยรู้เรื่องนี้แม้แต่ย่าก็เถอะปู่พูด กับผมเพียงลำพังขอให้ผมรักษาสัญญาปู่ย้ำ

บ้านของพ่ออยู่ไกลเกินไประยะทางเป็นปัญหาและข้อแก้ตัวในการ พาเธอไปหาเสมอถึงภายในใจของเราจะเคยห่างกันมากกว่านั้นอีก จนยากที่จะรู้ค่าสัมพันธ์ที่แท้จริงของมันผมเคยลืมพ่อเสียสนิทลืมไป เลยจริงๆมีครั้งหนึ่งผมเขียนชื่อจริงของพ่อไม่ได้ผมจำไม่ได้ว่าสะกด ด้วยตัวอะไร-การันต์กันแน่

น่าเศร้าที่บ้านของพ่อไม่มีใครและยากที่จะทำให้ใครอยู่ได้ จริงพ่อคงมีแผนสร้างบ้านหลังนั้นตั้งแต่แรกสำหรับคนที่พ่อรักซึ่ง แน่นอนว่าตอนนั้นไม่ใช่ผมและคงไม่ใช่กับความโดดเดี่ยวเดียวดาย อย่างที่พ่อเผชิญหน้าอยู่พ่อในวัยกลางคนซึ่งผมแทบไม่รู้จักแทบไม่ ได้พูดคุยกันห่างเหินและถูกตัดทอนออกไปผมรู้จักพ่อเพียงผิวเผินแค่ วัยหนุ่มเท่านั้นเองพ่อคนที่ไว้ผมยาวใส่รองเท้าหนังและผมก็ได้รู้จัก

พ่ออีกครั้งในช่วงบั้นปลายของชีวิตทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปแบบที่คิดเลย ใช่ไหมผมเข้าใจความกังวลว่าบ้านหลังนั้นจะเป็นยังไงต่อไปบ้านหลัง นั้นคงร้างถ้าพ่อไม่อยู่ผุพังลงเนื้อไม้คงโดนกัดกินผนังคงแตกร้าวเวลา ที่ใช้สร้างมันจะเหือดหายไปเหมือนกับบ้านหลังนั้นไม่เคยมีอยู่แต่มัน เป็นบ้านที่ดีเงียบสงบผมชอบระเบียงที่พ่อทำเวลานั่งคุยกันแล้วเงียบ เรายังได้ยินเสียงของลมพัดผ่านพ่อบอกว่าไม่มีอะไรจะให้ผมนอกจาก บ้านหลังนี้อีกไม่นานพ่อก็ตายแล้วผมคิดว่าพ่อแก่แล้วจริงๆเมื่อได้ยิน ประโยคตัดพ้อแบบนั้นพ่อมองที่เธอแววตาเลื่อนลอยแต่ผมยืนยันได้

ว่าไม่ต้องการผมไม่สามารถย้ายมาอยู่ที่นั่นได้แม้ว่าผมจะชอบบ้าน หลังนั้น

บางทีผมอาจอยู่ที่นั่นเมื่ออายุเท่ากับพ่อในตอนนี้อยู่อย่างสงบ นั่งนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด

เวลาอยู่ตัวคนเดียวบางครั้งผมชอบนึกถึงการเก็บดอกแคตอนเช้า

นึกถึงตอนอยู่บ้านย่าย่าจะให้ถุงพลาสติกใช้แล้วดอกแคมีรอยน้ำค้าง ของเมื่อคืนผมชอบดมทั้งๆที่ดอกแคไม่ได้มีกลิ่นใดๆ

บ้านย่ามีอะไรหลายอย่างให้ต้องเก็บมะม่วงอย่างหนึ่ง

น้อยหน่าอย่างหนึ่งมะขามเทศอย่างหนึ่งดินที่นั่นก็เป็นดินสีดำเหนียว เหนอะติดเท้าแต่ปลูกทุกอย่างขึ้นมาเหมือนกับเนรมิตผมเดินสำรวจ รอบๆ

บางครั้งไถลไกลออกไปถึงริมคลองย่าจะบ่นเสียงดังเสมอเมื่อ เรียกแล้วผมไม่อยู่ให้เห็น

ย่าไม่ชอบให้ผมไกลหูไกลตาความรักที่ย่ามีต่อผมเป็นเรื่อง ง่ายไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยผมรู้สึกได้เสมอแม้แต่ในคำดุด่าในการ สัมผัสหรือจูงมือผมเดินตอนยังเด็กกลิ่นแป้งที่ประให้ผมและเรื่อง

ส่วนปู่ปู่เคยเป็นทหารเรืออยู่ที่ไหนสักแห่งมีรูปถ่ายใบหนึ่ง ในชุดเครื่องแบบกะลาสีคอยยืนยันปู่เอาให้ผมดูแม้ว่าสิ่งเดียวที่ผมเห็น ปู่เป็นจริงๆตอนยังเด็กคือคนขายไอศกรีมซึ่งมีขาข้างหนึ่งโก่งงอใจดี

และชอบนอนในเปลอ่านการ์ตูนผีเล่มละบาท

เราสองคนชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างไปนั่งกินน้ำอัดลมหน้า

ร้านชำ ปู่จะขอให้โกเจ้าของร้านใส่เกลือตรงปลายหลอดมันจะทำให้รส

ชาติดีขึ้นปู่บอกตลอดแต่ผมไม่เคยเห็นด้วยปู่ดึงความสนใจจากผม ได้มากกว่าย่าครั้งหนึ่งปู่ทำลูกฟุตบอลครั้งหนึ่งซ่อมจักรยานให้ขี่แล้วก็ เรื่องไปตกปลาเราข้ามคลองไปอีกฟากด้วยเรือแจวดูละครในทีวีขาวดำ

ปู่จากไปตอนผมอายุยี่สิบระหว่างฝึกซ้ายหัน-ขวาหันอยู่ในค่ายทหาร พ่อบอกว่าเสียใจที่ไม่สามารถส่งข่าวผมได้เลยในตอนนั้นผมเสียใจมาก กว่านั้นเสียใจที่กำลังทำเรื่องโง่ๆในสถานที่โง่ๆแบบนั้นผมควรได้ คุยกับปู่สักเรื่องก่อนเราจะไม่ได้คุยกันอีกบอกว่าผมรักษาสัญญาเสมอ และคำอ้อนวอนของปู่ผมไม่เคยลืม

ตอนนั้นพ่อกับย่าเศร้ามากแค่ไหนผมรู้สึกว่าเจอย่าอีกครั้ง ย่า

กลายเป็นคนเงียบๆไม่พูดจาเสียงดังเหมือนเดิมอีกเลยถ้าปู่ยังอยู่ เราจะ

ทะเลาะกันถ้าปู่ไม่ทะเลาะกับย่าก็ต้องเป็นผมทะเลาะกับย่า เรามักจะ โต้เถียงและปกป้องกันไปมา

ในขณะที่ปู่ตายจากไปหลายปีก่อนจะเห็นเธอมีชีวิตย่าที่ยัง อยู่แต่กลับมองไม่เห็นเธอดวงตาของย่าพร่ามัวและขุ่นขาวเมื่อย่างเข้า แปดสิบย่าดูทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเก่าเต็มไปด้วยความเศร้าที่ยังทับถม ผมให้ย่าสัมผัสเธอและบอกว่านี่คือลูกสาวของผมเป็นเหลนสาวของ ย่าอีกคนย่าร้องไห้จนดูน่าสงสารพร่ำบ่นว่าเวรกรรมอะไรหนักหนา

ก็ไม่รู้คงไม่มีใครรู้ทำไมตอนนี้ถึงมองไม่เห็นเธอย่าอยากเห็นหน้าเธอ และอยากเห็นหน้าผมอีกสักครั้ง ผมอยู่ตรงนั้นจนเห็นว่าย่าเริ่มพูดจาซ้ำ

แล้วเพราะยังทำใจเรื่องดวงตาของตัวเองไม่ได้ผมรู้สึกจุกพูดอะไร ไม่ออก

วันที่ย่าจากไปผมกำลังเปิดนิทานภาพให้เธอดูเรากำลังจะ นอนก่อนที่พ่อจะโทรมาบอกข่าวร้ายเป็นข่าวที่ผมเตรียมใจเอาไว้บ้าง แล้วตั้งแต่คราวที่กลับมาครั้งนั้นแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังแย่จนเกินจะ บอกว่าไม่เป็นไรผมกอดเธอวางสายจากพ่อรู้สึกเศร้าแต่ร้องไห้ไม่ออก เหมือนในท้องมันว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยลมและฝนผมยังไม่อยากโทร บอกแม่อย่างน้อยขอบอกด้วยจิตใจที่ดีกว่าตอนนั้น

14

คืนนั้นผมฝันถึงปู่กับย่าเหมือนเรารู้ว่าต้องลาจากกันต่อมาผมไม่เคย

15

ทุกวันแม่จะSkypeมาดูหน้าเธอพยายามจะกลับมาดูแลหลานคนแรก

ด้วยตัวเองแต่ผมไม่อยากให้แม่ตัดสินใจทำแบบนั้นตอนนี้ชีวิตของแม่ มีเส้นวงโคจรอีกแบบไม่เหมือนผมไม่เหมือนพ่อและไม่จำเป็นต้อง พยายามทำให้สอดคล้องกันทุกอย่างควรจะเป็นในแบบที่มันเป็นอยู่ ตอนนี้ผมคิดว่าแม่เข้าใจเพราะผมคิดว่าตัวเองสามารถดูแลเธอได้

ทุกๆวันหลังเลิกงานผมใช้เวลาที่มีไปกับเธอเราชอบมองดู ปลาในอ่างเหมือนกันนั่งดูกันครั้งละนานๆเธอเริ่มชี้เอียงคอส่งเสียง ชอบใจ ลองเอามือให้ปลาน้อยกินหน่อยไหม

คิดถึงเธอทุกนาทีบางครั้งตอนทำงานผมก็นั่งดูรูปเธอในโทรศัพท์ ดูวิดีโอที่บันทึกไว้เพราะผมยังรู้อะไรเกี่ยวกับเธอน้อยมากแต่ผม พยายามพยายามอย่างมากที่สุดและถ้ามีสิ่งใดที่ผมทำผิดไปผมอยาก ขอให้เธอให้อภัย

แม่บอกว่าอีกไม่นานเธอจะเริ่มหัดยืนทรงตัวและเดินด้วยขา ของตัวเองผมคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นเราจะกลับไปเยี่ยมปู่ของเธออีก

ดวงตาลึกโหลช้อนมองผู้มาใหม่เธอเชื่อหมดใจว่าเขาคือทูต

สวรรค์แห่งความตายเด็กหญิงไม่เคยพบผู้ใดที่แต่งกายเช่นนี้ร่างสูงถูก ห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมอาบน้ำมันถุงมือดำปกปิดมืออย่างมิดชิดเธอมอง ไม่เห็นใบหน้าเขาผิวเนื้อขาวถูกบดบังจากหน้ากากจมูกและปากของ มันยื่นยาวเหมือนจะงอยปากนกท่าทีของเขาดูสงบอย่างน่าประหลาด แม้จะถูกรายรอบด้วยซากศพเกลื่อนกลาดก็ตาม

“คุณจะมาเอาตัวหนูไปใช่ไหมคะ”ฟาเบียนน์เอ่ยถามแผ่วเบา เธอไม่เหลือสุ้มเสียงอีกต่อไปหลังไม่มีอะไรตกถึงท้องมานานวัน “เหมือนกับทุกคนที่นี่...แม่เคยบอกว่าไม่มีใครหนีความตายพ้น”

ถ้อยคำนั้นทำให้เธอเจ็บปวดใจมารดาตายจากไปหลายเดือน ที่แล้วเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อและคนอื่นๆเด็กหญิงหวนนึกถึงความหลัง

เมื่อครั้งที่เธอยังมีชีวิตอันแสนสุขในวันที่สดใสของฤดูใบไม้ผลิเฟลิกซ์ ดูมงต์จูบลาลูกเมียก่อนออกไปทำงานฟาเบียนน์ภูมิใจในตัวพ่อตลอด มาผู้เป็นบิดาเป็นทหารรักษาการณ์ประจำท่าเรือใหญ่เพราะมาร์เซย ติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกผ่านทะเลพ่อของเธอจึงมีหน้าที่ตรวจสอบ ผู้คนและสินค้าก่อนปล่อยให้เรือเทียบท่าหากพบสิ่งไม่ชอบมาพากล เป็นต้นว่าคนเจ็บป่วยปริศนาเฟลิกซ์ก็มีหน้าที่รายงานหัวหน้าส่งลูกเรือ ไปกักตัวเพื่อรักษาต่อไปมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหายนะครั้งใหญ่ ในศตวรรษก่อนเรือสินค้าจากตะวันออกไกลนำพาโรคร้ายที่ไม่มีทาง รักษา

ทว่าต่อให้กฎหมายที่ตราไว้เข้มงวดเพียงใดก็ยังมีช่องว่าง ให้คนโลภใช้หาประโยชน์บ่ายวันนั้นเฟลิกซ์หยุดเรือสินค้าเพื่อตรวจตรา ตามหน้าที่เขาพบลูกเรือเจ็บป่วยเจียนตายอยู่ภายใน นายทหารจึง

รายงานกลับไปยังหัวหน้าขอคำสั่งให้พาลูกเรือทั้งหมดไปยังที่กักตัว ทว่าแทนที่จะทำตามหน้าที่ผู้บังคับบัญชากลับเห็นแก่กำไรตนกัปตัน

เรืออาหรับอ้างว่าหากไม่ส่งมอบของตามเวลาราคาของสินค้าบนเรือ อาจตกต่ำเขาเสนอข้าวของมากมายเพื่อตอบแทนทั้งแก้วแหวน

เงินทองและผ้าไหมนายกองใจสกปรกจึงยอมรับสั่งเฟลิกซ์ให้เปิดทาง เรือสินค้าพร้อมประทับตราเทียบท่าถูกกฎหมาย

บิดายอมตามอย่างเสียไม่ได้เขาไม่เห็นด้วยที่หัวหน้าเห็นแก่ ผลกำไรทว่าก็ไม่อาจขวางคลื่นลูกใหญ่ที่โถมใส่สุดท้ายเฟลิกซ์จึงกลาย เป็นผู้ชดใช้เพียงลำพังไม่กี่วันหลังจากนั้นโรคประหลาดก็แพร่จากคน สู่คนมันคืบคลานอย่างเงียบงันราวฝันร้ายประชาชนพากันล้มตาย เหมือนใบไม้ที่ปลิดปลิวทั้งคนแก่และหนุ่มสาวตื่นขึ้นมาพร้อมไข้สูง ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยตุ่มน้ำพองหมอทั้งเมืองต่างทดลองวิธีรักษาทว่า

ไม่มีใครหยุดยั้งสิ่งนี้ได้ภายในเวลาไม่ถึงวันทั่วทั้งร่างคนไข้ก็กลายเป็น สีดำคล้ำและเมื่อตะวันตกดินยามพลบค่ำเหยื่อที่น่าสงสารเหล่านั้น

ประชาชนที่เหลือรอดเดินขบวนร้องทุกข์ยังจวนผู้ว่าฝ่าย

เจ้าเมืองที่หวั่นเกรงแรงโกรธาจึงออกคำสั่งให้สืบหาต้นตอโรคระบาด ชนชั้นสูงพากันชี้เป้าไปยังทหารรักษาการณ์ที่ปล่อยเรือสินค้าเข้าเทียบท่า เฟลิกซ์ดูมงต์จึงกลายเป็นแพะรับบาปเขาถูกตัดศีรษะเสียบประจาน

ทว่าการหาต้นเหตุเรื่องร้ายไม่ได้ทำให้กาฬมรณะหายไป ผู้คนยังคงล้มตายอย่างต่อเนื่องรัฐบาลกลางสั่งปิดเมืองท่าเด็ดขาดไม่ อนุญาตให้ใครเข้าออกนอกจากแพทย์พยาบาลคนที่เหลือหวาดกลัว จนตัวสั่นคิดไปว่านี่คือวันสิ้นโลกที่คนเขาว่ากันไม่ว่าจะหันไปทางใด ก็มีศพคนตายกระทั่งบาทหลวงยังไม่อยากทำพิธีบอกให้สัปเหร่อเอา

ศพเหล่านี้ฝังรวมกันทว่าไม่กี่วันหลังจากนั้นทั้งนักบวชและสัปเหร่อ กลับล้มตายลงเสียเอง

ในวันเกิดอายุ11ปีของฟาเบียนน์ของขวัญอย่างเดียวที่ได้รับ คือน้ำมันหอมไว้ใช้ดมกลบกลิ่นศพครอบครัวดูมงต์บัดนี้เหลือเพียงแม่ และลูกสาวเมื่อปราศจากเสาหลักไปสักคนพวกตนย่อมต้องทนทรมาน ยิ่งกว่าเก่ามารดาเอาแต่สวดภาวนาถึงพระเจ้าขอให้คุ้มครองบุตรสาว และผองชนทว่าพระองค์ไม่อาจทนเสียงร่ำไห้คืนหนึ่งหลังเด็กหญิงได้ หลับใหลลมหายใจสุดท้ายของผู้เป็นแม่ก็ถูกพรากไปตลอดกาล

เด็กหญิงร่อนเร่ตามทางเท้านับแต่นั้นเฝ้ารอให้ถึงวันที่ วิญญาณถูกพรากไปเธอเลิกหวาดกลัวความตายเหตุเพราะการมีชีวิต ต่อไปยากยิ่งกว่าและบัดนี้ยามเห็นความตายตรงหน้าฟาเบียนน์ก็ คุกเข่าลงประนมมือวอนเทวทูตบันดาลให้คำขอกลายเป็นจริง

“เธอไม่กลัวความตายหรือสาวน้อย”เสียงจากร่างนั้นเอ่ยขึ้น

อย่างสงสัยฟาเบียนน์ทำได้เพียงส่ายหน้าเธอไม่อยากสนทนาให้มาก ความทั้งหมดที่ต้องการคือติดตามพ่อแม่ไปสวรรค์ครั้นตระหนักว่า

องค์เทพจะไม่พาตนไปจนกว่าจะมอบคำตอบให้เธอจึงตอบกลับอย่าง ท้าทาย

“หนูจะกลัวความตายไปทำไมในเมื่อไม่มีอะไรจะเลวร้ายไป

กว่าโลกในตอนนี้อย่ามัวรีรออยู่เลยเมอซิเยอร์รีบๆเอาชีวิตหนูไป เสียที”คำประกาศคงดูขึงขังกว่านี้หากกระเพาะตัวดีไม่เลือกเวลาที่ว่า เพื่อครวญครางเสียงท้องร้องทำให้ทูตสวรรค์หัวเราะฟาเบียนน์ก้ม หน้างุดอย่างอับอายเธอจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินคือเมื่อไหร่แต่ หากต้องการตายไปจริงๆเธอก็ไม่ควรประวิงเวลาคราท้องหิวมิใช่หรือ “ฉันเห็นแล้วว่าโรคร้ายคร่าชีวิตเธอไม่ได้แต่ท้องไส้ต่างหาก

ที่จะทำเธอเป็นลมตายไปจริงๆ”เทวทูตเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ“แล้วก็

ไม่ต้องกังวลไปฉันไม่ใช่เทพแห่งความตายอย่างที่คิดฉันมาที่นี่เพราะ ภารกิจบางอย่างและหากเธอต้องการให้กระเพาะหยุดครวญครางก็

ตามมาฉันต้องการคนที่กล้าเผชิญหน้ากับความตาย”

บุรุษผู้นั้น...คนที่อ้างว่าไม่ใช่ยมทูตยื่นมือออกมาฟาเบียนน์ กุมนิ้วเรียวใต้ถุงมือโดยพลันเมื่อครั้งยังมีชีวิตแม่เคยเตือนเสมอว่า อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าทว่าเมื่อดูจากหายนะที่บังเกิดชายแปลกหน้า น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายให้เธอต้องกังวลเมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กหญิงจึงก้าว ตามอย่างว่าง่ายอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดมือใหญ่ใต้แผ่นหนังจึง อบอุ่นอย่างน่าประหลาด

พวกผู้ใหญ่ในมาร์เซยมักเล่านิทานเกี่ยวกับปีศาจร้ายพวกมัน จะกล้ำกรายเข้ามาในห้องนอนเด็กดื้ออย่างไรก็ดีบ้านหลังนี้คงเป็น ข้อยกเว้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้บุรุษชุดดำนำเธอออกจากสถานที่

แห่งความตายเขาซ่อนเธอไว้ใต้เสื้อคลุมผ่านด่านกั้นรัฐบาลปารีส สั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าออกเมืองท่าหากฝ่าฝืนจะถูกยิงทิ้งทันทีทว่าทหาร ยามกลับเชื่อฟังชายผู้นี้จนฟาเบียนน์หลงคิดอีกครั้งว่าเขาอาจเป็นเทพ

แห่งความตายจริงๆ

ชายร่างสูงทำตามสัญญาที่ให้ไว้หลังพาเธอมายังบ้านใหญ่

เขาก็สั่งแม่บ้านยกอาหารอุ่นๆมาให้เด็กหญิงเชื่อว่าไม่เคยกินอะไร

อร่อยขนาดนี้ในชีวิตทว่าแม้จะมาถึงเคหาสน์แต่เขายังคงสวมเสื้อ คลุมและหน้ากากตามเดิมหลังรับประทานอาหารจนอิ่มหนำเขาก็นำ เธอไปยังห้องส่วนตัวมันเป็นห้องธรรมดาที่มีเพียงตู้เตียงและโต๊ะเขียน หนังสือแต่ฟาเบียนน์ก็ซาบซึ้งในความใส่ใจครั้นถามว่าห้องเขาอยู่ ที่ไหนชายผู้นั้นชี้ไปยังประตูติดผนังก่อนกำชับว่าห้ามเปิดเป็นอันขาด หากฝ่าฝืนคำสั่งเมื่อใดเขาจะส่งเธอกลับมาร์เซยทันทีเด็กหญิงได้แต่ รับคำเสียงอ่อยเธอค่อยๆปีนขึ้นเตียงหลังเขาออกไปก่อนซบหน้า ร้องไห้กับหมอนตลอดคืน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นฟาเบียนน์พบจดหมายสอดผ่านช่องใต้ประตู มีข้อความสั้นๆว่าให้เตรียมตัวออกจากบ้านเช้าวันนั้นแม่บ้านนำชุด คลุมผ้าดำอาบน้ำมันมาสวมให้หลังตรวจดูว่าสวมชุดเรียบร้อย ชายลึกลับก็พาเธอท่องไปในทุ่งกว้างสอนให้เธอรู้จักพืชพิษและสมุนไพร เด็กหญิงงุนงงในตอนแรกทว่าไม่นานเธอก็จดจำสิ่งที่เขาสอนสั่งก่อน จากไปในวันนั้นเขาบอกว่าหน้าที่ประจำวันของเธอคือรวบรวมสมุนไพร ใส่ตะกร้าหลังจากนี้เขาจะไม่มาพบหน้าเธออีกต่อไปทั้งคู่สื่อสารกัน ได้ผ่านจดหมายทางช่องประตูเท่านั้นเขากำชับห้ามเธอออกนอกเส้น ทางหากต้องการให้เรื่องร้ายจบลงเธอจะต้องทำตามคำสั่งอย่าง

เด็กหญิงรับคำอย่างเสียไม่ได้นึกสงสัยว่าชายปริศนาเป็นใคร

เหตุใดจึงเลือกเธอมาทำหน้าที่นี้ชีวิตแปลกประหลาดกับชายสวม

หน้ากากได้เริ่มขึ้นบางครั้งฟาเบียนน์ก็นึกขำในใจใครจะรู้ว่าเรื่องเล่า ในมาร์เซยจะกลายเป็นความจริงทว่าเหตุผลที่ไม่มีสิ่งลี้ลับมากล้ำกราย อาจเป็นเพราะเธออาศัยร่วมกับภูตผีเสียเองก็เป็นได้!

และนี่ก็เป็นอีกวันที่เขาไม่โผล่หน้าจากห้องนั้น...มือเรียววาง

ปากกาลงบนโต๊ะเธอไม่เห็นประโยชน์ที่จะบันทึกเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจเป็น เวลาเกือบปีที่ฟาเบียนน์ได้แต่สงสัยว่าเพื่อนร่วมบ้านเป็นใครกันแน่ ในที่สุดเธอก็รู้ได้เองจากหนังสือมากมายภายในบ้านทั้งหมดเป็นตำรา ยากๆที่เด็กหญิงอ่านไม่ออกเคราะห์ดีที่มีสองสามเล่มเป็นไวยากรณ์ สอนภาษาฟาเบียนน์จึงใช้เวลาไปกับการฝึกอ่านเขียนคิดเพียงว่าหาก ไม่เรียนคงไม่มีวันเขียนจดหมายตอบโต้ได้หลังเวลาผ่านไปหลายเดือน เธอก็เริ่มเข้าใจเนื้อความในหนังสือแทบทุกเล่มคือตำราแพทย์และยา เธอจึงเชื่อว่าชายปริศนาเป็นหมอรักษาโรคแน่นอน

แม้จะออกจากมาร์เซยมาสองปีโรคระบาดก็ยังคงคร่าชีวิตผู้คน

ต่อไปฟาเบียนน์จินตนาการไม่ออกว่าบ้านเกิดมีสภาพเป็นอย่างไรใน ตอนนี้ปัจจุบันเด็กหญิงอายุสิบสามปีเธอยังคงมีหน้าที่เก็บสมุนไพร เหมือนวันแรกทุกเช้าเธอจะออกไปในท้องทุ่งรวบรวมพืชที่มีคุณสมบัติ ในการรักษาตำรายาช่วยให้ฟาเบียนน์รู้จักพันธุ์ไม้ใหม่ๆบ่อยครั้งที่ เธอเขียนจดหมายถามถึงสรรพคุณสมุนไพรเพื่อนร่วมบ้านตอบกลับ พร้อมความรู้ที่ไม่มีในหนังสือทุกๆคำในจดหมายทำให้เด็กหญิงดีใจ เธอจึงมีกำลังใจศึกษาหาความรู้ต่อไป

ฟาเบียนน์พบชายลึกลับในบางคราวเขาแต่งกายมิดชิด ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากห้องเธอไม่เคยเห็นหน้าเขาสักครั้งตลอด สองปีไม่รู้กระทั่งว่าเขามีชื่อหรือไม่ครั้นถามไถ่แม่บ้านชราหล่อนก็

บอกเพียงว่าถูกจ้างมาโดยไม่ให้ตั้งคำถามดรุณีเข้าใจในสิ่งนี้ตราบใดที่

โรคร้ายไม่หายขาดคงเป็นเรื่องยากที่จะหางานใหม่แม่บ้านเล่าว่า กาฬมรณะแพร่มาถึงเมืองใกล้ๆโชคดีที่พวกตนอาศัยในชนบทเธอรู้ว่า บุรุษนิรนามเข้าออกเมืองเป็นบางครั้งนั่นคงเป็นเหตุให้เขาระวังตัวเช่น นี้บางทีเขาอาจกำลังหาวิธีรักษาโรคและหากเป็นเช่นนั้นจริงเธอก็ อยากติดตามเขาไปในเมืองเด็กหญิงสูญเสียครอบครัวเพราะโรคร้าย ถ้าเขาตั้งใจกำจัดกาฬมรณะฟาเบียนน์ก็ยินดีจะช่วยเหลือเขาทุกทาง

เด็กหญิงได้ยินเสียงประตูบ้านกลางดึกเธอรีบสวมเสื้อคลุม และหน้ากากก่อนออกจากห้องกลิ่นฉุนจากสมุนไพรที่ยัดไว้ทำให้โพรง จมูกแสบร้อนทว่าเธอมีเรื่องสำคัญกว่าให้สนใจฟาเบียนน์วิ่งไล่หลังชาย ผู้นั้นร้องเรียกเสียงอู้อี้ท่ามกลางความเงียบงันยามราตรี

“คุณจะไปในเมืองคืนนี้หรือ”ร่างบางเอ่ยปนหอบ“ขอให้ฉัน ติดตามไปด้วยเถอะนะท่านหมอยา...”

“ฉันไม่ใช่หมอแล้วก็ไม่ได้ออกไปเดินเล่น”ชายนิรนามตอบ เสียงเย็น“ฉันคิดว่าบอกชัดตั้งแต่ต้นว่าไม่ให้เธอเข้าไปในเมืองหากคิด

แค่อยากเล่นสนุกละก็เอาเวลาไปหาความรู้ยังจะดีเสียกว่า”

“ฉันอายุสิบสามไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว!”ฟาเบียนน์เถียงกลับ

“ฉันรู้ว่าคุณกำลังหาวิธีรักษาโรคไม่ว่าคุณจะเป็นหมอหรือไม่แต่ใครก็ ตามที่ช่วยเหลือผู้คนก็สมควรแก่การยกย่องฉันสูญเสียพ่อแม่จากกาฬ

มรณะเลยอยากจะเป็นกำลังเพื่อต่อสู้กับโรคภัยฉันศึกษาตำรายาเป็น อย่างดีเชื่อว่าจะช่วยคุณได้แน่นอน”

“แต่ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือ”เขาเอ่ยทันควัน“ทั้งจาก เธอหรือจากใครสมรภูมินี้เป็นการต่อสู้ของฉันคนเดียวเท่านั้นและ หากเธอยังยืนกรานฉันก็ขอให้เธอจงไปตามทางของตัวเองไม่ต้องฝืน

หัวใจฟาเบียนน์เจ็บแปลบคำพูดเย็นชาทำร้ายเธออย่างสาหัส

ก่อนหน้านี้แม้จะคุยนับครั้งได้แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายน้ำใจไม่เคยไล่เธอ ไปไหนมาก่อนเด็กหญิงนึกอยากกอดหมอนร้องไห้ทว่าเธอไม่ใช่เด็กอีก ต่อไปต่อให้ร้องไห้จนตายก็ไม่มีใครกอดปลอบโยน เมื่อคิดมาถึงตรงนี้

เธอก็กระชากหน้ากากออกเผชิญหน้าเขาตรงๆเช่นเดียวกับเมื่อสอง ปีก่อน

“คุณจำได้ไหมว่าเก็บฉันมาเพราะอะไร”เด็กหญิงเชิดศีรษะ ขึ้นสูง“คุณต้องการคนที่กล้าเผชิญหน้าความตายและฉันก็พร้อมติดตาม

ไปทุกแห่งหนคุณคือคนฉุดฉันขึ้นจากความทุกข์ทนทำให้ฉันค้นพบตัว ตนของตัวเองเป็นเพราะคุณฉันจึงอยากต่อลมหายใจอยากศึกษา ความรู้ใหม่ๆเพื่อต่อสู้โรคร้ายไปด้วยกันทว่าคุณกลับปฏิเสธเสียดื้อๆ แล้วจะให้ฉันยอมรับไม่หืออือได้อย่างไรทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าผู้คนยังล้มตาย

“ฉันไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำ”ชายผู้นั้นหันหลังให้ไม่สนใจ ฟาเบียนน์อีกต่อไป“สวมหน้ากากและกลับบ้านไปเสียอย่าให้ฉันต้อง เสียใจที่เก็บเธอไว้ที่นี่”

เด็กหญิงไม่อาจเอ่ยคำใดเธอเฝ้ามองเขาจากไปอย่างเงียบงัน น้ำใสๆไหลอาบข้างแก้มตอนนั้นฟาเบียนน์จ้องมองดวงดาวดาษดา

กลางฟากฟ้าถามดาราว่าสิ่งใดหนักหนายิ่งกว่ากันระหว่างความทุกข์ ทางกายจากโรคร้ายหรือความทุกข์ทางใจที่เกิดจากคนที่ตนรักและ ห่วงใย

หลังจากบทสนทนาเผ็ดร้อนในวันนั้นฟาเบียนน์ก็ไม่ใคร่พบ เขาอีกต่อไปไม่อยากถูกทำร้ายจิตใจไปกว่านี้โชคดีที่อีกฝ่ายคิดตรงกัน ชายปริศนาไม่ออกจากห้องเลยนับแต่นั้นแม้แต่แม่บ้านก็ไม่ได้รับอนุญาต

ให้เข้าไปเด็กหญิงได้แต่นึกสงสัยว่าเขากำลังทำอะไรในตอนนี้ทว่าก็

หักห้ามใจไม่ให้เสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆครั้นเวลาหมุนผ่านหลายราตรี ดรุณีก็ตัดสินใจได้หากเขาไม่ต้องการให้เธออยู่ต่อไปเธอก็จะยอมจาก แต่โดยดีตลอดหลายปีที่ผ่านมาฟาเบียนน์เรียนรู้วิธีรักษาและป้องกัน ตัวจากโรคร้ายเธอพร้อมจะเผชิญอันตรายจากภายนอกอาจเป็นการ

ดีกว่าสำหรับทั้งคู่หากว่าตัวอยู่ใกล้แต่กลับห่างไกลก็รังแต่ทำให้ ปวดใจยิ่งขึ้นเท่านั้น

ฟาเบียนน์เก็บข้าวของน้อยชิ้นลงถุงย่ามคิดว่าจะเดินทางเลาะ

ตามแม่น้ำไปทางเหนือเธอไม่เหลือความผูกพันกับที่นี่บางทีดินแดน ใหม่อาจไม่มีคนใจดำหรือโรคร้ายอย่างไรก็ตามเด็กหญิงยังเป็นหนี้ บุญคุณที่ถูกช่วยชีวิตเธอจึงไม่อาจจากโดยไม่บอกลา

เด็กหญิงจ้องกระดาษเกือบค่อนคืนเธอทั้งเขียนทั้งขีดฆ่านับ ไม่ถ้วนพยายามหาถ้อยคำที่ไม่ทำให้ตัวเองน่าสมเพชจนเกินไปแต่ สุดท้ายก็ไม่อาจจบจดหมายได้ร่างบางจึงล้มกายลงอย่างอ่อนล้า พลาง

คิดว่าต่อให้ช้าไปสักวันก็คงไม่เป็นไรฟาเบียนน์เหลือบเห็นแสงไฟลอด ผ่านช่องใต้ประตูบางทีเขาคงกำลังง่วนกับการอ่านตำราเธอเฝ้ามอง

ประตูข้างฝาจนผล็อยหลับในความฝันเธอหวนคืนกลับบ้านภาพจำใน วัยเยาว์แจ่มชัดเหมือนเมื่อวานณบ้านที่อบอุ่นด้วยแสงไฟฟาเบียนน์ เห็นพ่อแม่อยู่พร้อมหน้าทั้งสองยิ้มแย้มพลางยื่นมือออกมาเด็กหญิง ต้องการไขว่คว้ามือคู่นั้นทว่าครั้นหันกลับไปด้านหลังเธอก็เห็นเขา คนนั้นกำลังเร้นกายในเงามือของเขาซ่อนอยู่ใต้ถุงมือดำเธอนึกอยาก กุมมือเหมือนวันนั้น...วันที่เขาพาเธอหนีจากมาร์เซยเพราะไม่อาจ ปฏิเสธมือคู่นี้เธอจึงเอ่ยลาบุพการีบอกว่าไม่อาจไปจากชายผู้นี้ได้เธอ

หวังว่าพวกท่านคงเข้าใจและเมื่อรุ่งอรุณฉายแสงรับวันใหม่ฟาเบียนน์ ดูมงต์ก็ซบหน้าร่ำไห้กับหมอนอิงเหมือนเด็กๆ

เด็กหญิงก้มลงเก็บตะกร้าเตรียมทำหน้าที่ที่ถูกมอบหมายมา

แต่ต้นเธอหยุดยืนหน้าประตูเชื่อมห้องนอนบานไม้ไม่เคยถูกเปิด สักครั้งตลอดหลายปีมือน้อยเอื้อมไปจับลูกบิดในใจหวนคิดถึงมืออุ่น ใต้แผ่นหนังหากได้สัมผัสสิ่งนั้นอีกสักครั้งเธอคงไม่มีวันหนีจากไปทว่า สุดท้ายกลับทำได้เพียงเคาะประตูกระซิบบอกไม่ต้องกังวลแม้จะ เสียใจเกินทนในวันนั้นแต่เธอจะไม่ปล่อยให้เขาต่อสู้กับโรคร้ายเพียง ลำพังฟาเบียนน์ออกจากห้องประเดี๋ยวนั้นไม่รู้แม้แต่น้อยว่าอีกฝ่าย ตอบกลับมา...ด้วยถ้อยคำที่เธอโหยหามาแสนนาน

ไปวางไว้หน้าห้องเธอก็หยุดมองจานอาหารที่ยังเต็มภาพที่เห็นไม่ใช่ เรื่องน่าแปลกใจบางทีเขาอาจยุ่งกับงานจนไม่มีเวลารับประทานก็เป็น ได้หลังเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอนฟาเบียนน์ก็มองเห็นกอง

กระดาษข้างประตูเมื่อยกดูก็พบว่าไม่ใช่จดหมายอย่างที่เคยแต่เป็น ปึกกระดาษนับร้อยแผ่นตรงสันถูกร้อยหากันอย่างง่ายๆมือน้อยพลิก

แต่ละหน้าด้วยความสงสัยทันใดนั้นดวงตาเธอก็เบิกกว้างทั้งหมดนี้ คือรายงานการรักษา!มีทั้งส่วนอธิบายถึงพาหะอาการเริ่มต้นของโรค

หลายปีในส่วนหลังอธิบายสรรพคุณสมุนไพรหยูกยาทั้งหมดถูกสกัด จากพืชที่เธอเคยเก็บมาทั้งสิ้นหน้าสุดท้ายเขียนกำกับชื่อเจ้าของงานชิ้นนี้ นายแพทย์ เอตวลอัลแบรต์ดูวาลและผู้ช่วยฟาเบียนน์ดูมงต์... เอตวล...นั่นคือชื่อของเขาอย่างนั้นหรือ ฟาเบียนน์ไล้มือไป

ตามตัวอักษรลายมือเขาไม่ได้เล่นหางตามสมัยนิยมทว่าตัวหนังสือ

แข็งทื่อกลับสื่อถึงตัวตนเป็นอย่างดีเด็กหญิงหมุนลูกบิดประตูเธอยอม ถูกเอ็ดใส่หากจะได้แสดงความยินดีกับผลงานทว่าอีกฝั่งกลับล็อก ประตูไว้เธอน่าจะรู้ได้ก่อนหน้าฟาเบียนน์คิดอย่างอ่อนใจก่อนทรุด กายลงบนเตียงคนระวังตัวอย่างเขาคงล็อกประตูตั้งแต่วันแรกที่เธอ มาชายปริศนา...ไม่สิเมอซิเยอร์ดูวาลคงไม่ไว้ใจว่าตนจะทำตามกฎได้ แต่เด็กหญิงก็รู้ดีแก่ใจเธอไม่เคยทำสิ่งใดจงใจให้เขาขุ่นข้องทั้งหมดที่ ต้องการก็แค่ทำตัวเป็นประโยชน์เท่านั้นเธอปลอบตัวเองว่าไม่ต้องการ สิ่งใด...ไม่แม้แต่ความรักและห่วงใยจากชายคนนี้ทว่าทันทีที่ล้มตัวลง นอนจดหมายที่ซุกซ่อนในปึกกระดาษก็ร่วงหล่นมือเล็กหยิบมีดขึ้น กรีดอย่างงุนงงซองกระดาษประทับครั่งราวจดหมายทางการไม่เหมือน ข้อความที่เคยส่งหากันเธอผุดลุกขึ้นอ่านอย่างสนใจทว่าเนื้อความใน

หากเธอกำลังอ่านจดหมายเธอคงรู้ว่าฉันหาวิธีรักษาโรค

ได้แล้วฉันคิดว่าเธอคงจะดีใจเธอถูกกาฬมรณะทำร้ายสาหัสเหลือเกิน ฉันยังจำเรื่องของพ่อที่เธอเขียนในจดหมายตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉัน เห็นโรคที่คร่าชีวิตคนมากมายทว่าสิ่งที่ทำให้ฉันเศร้าทุกครั้งไม่ใช่คน ไข้ที่จากไปแต่เป็นคนข้างหลังที่ใช้ชีวิตต่อไปเหมือนตายทั้งเป็นฉัน เสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเด็กคนหนึ่งควรเติบใหญ่พร้อมรอยยิ้มไม่ใช่ กับสิ่งพิมพ์และตำรา

พูดถึงเรื่องนั้นฉันภูมิใจที่เธอตั้งใจอ่านหนังสือน่าเบื่อหน่าย บ้านของฉันไม่มีหนังสือภาพสำหรับเด็กผู้หญิงแต่ก็อย่างที่เธอเคยว่าไว้ เธอไม่ใช่เด็กอีกต่อไปและฉันควรปฏิบัติกับเธอเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง ฉันจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นหวังเพียงให้เธอจะได้รับรู้ถึงความจริง...

ฉันไม่ใช่หมอฟาเบียนน์ต่อให้มีคำนำหน้าชื่ออย่างไรแต่

ฉันก็ไม่ใช่ผู้ช่วยชีวิตฉันเรียนจบวิทยาลัยแพทย์ที่เบอร์ลินในปี 1712ตอนนั้นแพทย์ฝึกหัดทุกคนถูกส่งไปฝึกงานที่ชายแดนผู้คน นับแสนกำลังล้มตายจากโรคระบาดนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นกอง ซากศพเท่าภูเขาครั้นตระหนักว่าโรคร้ายทำสิ่งใดกับมนุษย์แทนที่จะ ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าฉันกลับหาทางเพื่อหนีกลับฝรั่งเศสฉันใช้ชีวิต อย่างไร้ค่าอยู่หลายปีทุกราตรีถูกหลอกหลอนด้วยภาพความทรงจำ มันเป็นตราบาปครั้งสำคัญในชีวิตหากไม่คิดช่วยผู้คนตั้งแต่แรกฉันจะ

ร่ำเรียนมาเพื่ออะไรฉันเฝ้าคิดวนเวียนซ้ำไปมาจนกระทั่งได้ยินว่าโรค ระบาดครั้งใหม่กำลังคร่าชีวิตคนในมาร์เซยฉันจึงมุ่งหน้าไปยังเมืองท่า เฝ้าหวังว่าจะได้ไถ่บาปจากความขลาดในอดีต

ทว่าเมื่อมาถึงมาร์เซยศพคนตายก็ทำให้ฉันหวั่นใจอีกครั้งฉัน เชื่อว่าเมืองนี้ไม่มีหวังทว่าครั้นตั้งท่าจะจากไปฉันก็เห็นเด็กน้อยหน้า เศร้ามองฉันมองดูเด็กคนนั้นอยู่นานทว่าพอเดินเข้าไปถามเธอกลับ คุกเข่าลงภาวนาเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่ยี่หระฉันประทับใจ ในความกล้านั้นเธอมีสิ่งที่ฉันไม่เคยมีฉันจึงพาเธอมาที่นี่มอบหมาย หน้าที่ให้ตามสมควรทว่าเธอกลับมุ่งมั่นตั้งใจแสดงให้เห็นว่าไม่ย่อท้อ ต่อชะตาที่โหดร้ายความกล้าหาญนั้นเองที่ฉุดฉันขึ้นมาจากอดีตทำให้ ฉันมีกำลังใจทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป

ฉันมีงานสุดท้ายจะมอบให้ฟาเบียนน์ที่รักได้โปรดนำงาน วิจัยชิ้นนี้ไปส่งต่ออาจารย์หมอในปารีสฉันทิ้งที่อยู่และค่าเดินทางกับ แม่บ้านหล่อนจะบอกเธอเองว่าต้องทำอย่างไรก่อนหน้านี้ฉันฝากคน ที่นั่นไว้พวกเขาจะดูแลเธอต่อไปเป็นอย่างดีความรู้ที่เธอมีตอนนี้มาก พอจะเป็นหมอที่เก่งกาจและฉันไม่อยากพลาดโอกาสเห็นแพทย์หญิง คนแรกในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสเสียด้วย!

สุดท้ายนี้ฉันอยากให้เธอรู้ไว้ฉันไม่ใช่วีรบุรุษแต่อย่างใดไม่ใช่

ผู้ช่วยชีวิตที่เธอฝันแต่ฉันไม่เคยเสียใจที่ช่วยเธอในวันนั้นเธอเป็น สิ่งเดียวที่มีค่าในชีวิตฉันเป็นความหวังให้ผ่านพ้นคืนวันอันเหนื่อยล้า ฉันไม่ใช่หมอเทวดาแต่อย่างใดไม่มีแม้เกราะคุ้มภัยจากโรคร้ายแต่ฉัน มีเธอผู้เป็นดั่งภูมิคุ้มใจเป็นเสมือนกองไฟในฤดูหนาววันหนึ่งวันใดเธอ เติบใหญ่เป็นหญิงสาวที่งดงามฉันขอเพียงเธอไม่ลืมความทรงจำของ สองเราและหากเธอบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นฉันก็หวังว่าเธอจะมี รอยยิ้มบนใบหน้าไม่ใช่คราบน้ำตาบนหมอนเหมือนอย่างเคย

ป.ล.ฉันไม่ได้นอนหลายวันเพื่อเขียนงานวิจัยเลยจะของีบ หลับสักหน่อยเธอรีบเอาสิ่งนี้ไปที่ปารีสเมื่อเธอกลับมาคราใด เราจะฉลองครั้งใหญ่ไปด้วยกันมีแค่เธอกับฉันเท่านั้นแค่ฟาเบียนน์

ฟาเบียนน์รีบแต่งตัวในตอนนั้นตื่นเต้นกับข่าวดีที่ได้รู้

เขาก็ค้นพบวิธีรักษาและที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดใจ ให้เธอเด็กหญิงลังเลว่าจะควรเคาะประตูดีหรือไม่แต่เพราะไม่อยาก ทำให้เขาขุ่นเคืองใจเธอจึงลงบันไดไปหาแม่บ้านครั้นก้าวขึ้นรถม้าที่ เตรียมไว้เธอก็หันหลังกลับไปครั้งสุดท้ายริมฝีปากเด็กหญิงยิ้มละไม คิดในใจถึงวันที่จะได้พบกัน

ฟาเบียนน์ไม่รู้เลยว่าในตอนนั้นเอตวลดูวาลกำลังสูดหายใจ เฮือกสุดท้ายเขาต่อสู้กับโรคร้ายอยู่นานวันพยายามทำทุกทางเพื่อมี ชีวิตต่อไปเพราะรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานเขาจึงเร่งเขียนงานจนจบ

ทว่าบัดนี้เขาอ่อนแอเกินไปแม้จะมีวิธีรักษาหายได้แต่ร่างกายก็ไม่ เหลือแรงสู้ต่อเอตวลยกมือสั่นเทาขึ้นมองดูนึกถึงความอบอุ่นจากมือ น้อยเขาอยากรอคอยเธอกลับมาอยากพบหน้าโดยไม่มีสิ่งขวางกั้น อยากยิ้มและหัวเราะไปด้วยกัน...แต่สุดท้ายเขาทำได้เพียงแค่ฝันและ เมื่อครั้นสุริยันโผล่พ้นฟ้าร่างของชายปริศนาก็แน่นิ่งทิ้งไว้เพียงความ หวังครั้งสุดท้าย...อนาคตที่ทรามวัยจะได้สุขใจใต้ฟ้าคราม

ซุลวาภรรยาของผมสั่งสะสมภาวะเครียดถึงขีดสุดเป็นช่วงที่เรา ว่างกันหนักๆกระเป๋าเงินเหลือพื้นที่ว่างมากพอให้ซุกตัวลงไปนอนได้ สบายซุลวาเริ่มรับงานถักสินค้าโครเชต์ตั้งแต่เริ่มล็อกดาวน์รอบแรก แต่ของตลอดหลายอาทิตย์มานี้ลูกค้าหดหายเราคร้านจะจำเสียแล้วว่า อยู่ในช่วงล็อกดาวน์ครั้งที่เท่าไหร่ รายได้หลักของเราก่อนหน้านี้มาจาก การ์ดงานแต่งและของชำร่วยซึ่งยอดสั่งซื้อหายวับไปทันทีหลังรัฐบาล ไม่อนุญาตให้จัดงานเลี้ยงที่รวมคนเยอะไว้ด้วยกันเมื่อรายได้หลักหดหาย รายได้เสริมก็เงียบกริบค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ไม่หดหายตามไปด้วย จึงถ่วงน้ำหนักบนหลังไหล่จนเราแทบหมดแรง

เราจ่ายค่าเช่าบ้านแบบไม่เต็มจำนวนมานานห้าเดือนแล้ว ยอดค้างสะสมมากขึ้นเรื่อยๆจนเข้าใกล้หลักหมื่นเข้าไปทุกวันสมุด บันทึกแฮนด์เมดของผมก็ไม่มียอดสั่งซื้อมานานเป็นเดือนๆแล้วเช่นกัน งานเขียนก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันตลอดครึ่งปีมานี้ผมแทบไม่ได้ส่งประกวด รางวัลไหนเลยผมไม่คุ้นชินกับภาวะเครียดกดดันมากขนาดนี้จะบอกว่า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลองก็แล้วแต่ใครทว่าเป็นเรื่องจริงที่ภาวะเช่นนี้ คอยบีบอัดความคิดสร้างสรรค์ของผมให้ตีบตันไปหมดคิดเขียนอะไร ไม่ค่อยออกสติไม่จดจ่อหวาดระแวงอยู่แต่ว่าเจ้าของบ้านเช่าจะโทร มาทวงเมื่อไหร่และจะผัดผ่อนกันได้อีท่าไหน

ความว่างทำให้เราต้องหากิจกรรมทำยามปกติซุลวาชอบชวน

ผมออกไปนั่งคาเฟ่ที่มีกาแฟราคาย่อมเยาให้เราดื่มขับมอเตอร์ไซค์กิน ลมชมวิวลัดเลาะไปตามถนนริมหาดหรือไม่ก็ไปเดินเล่นที่สวนสมเด็จฯ

สวนสาธารณะประจำเมืองหรืออย่างน้อยก็หาที่นั่งทำงานหรือเล่น อินเทอร์เน็ตในมหาวิทยาลัยรหัสนักศึกษาของเธอยังคงล็อกอินเข้าใช้ งานอินเทอร์เน็ตฟรีได้อยู่แต่เมื่อร้านอาหารทุกประเภทถูกสั่งห้ามนั่ง กินที่ร้านและที่นั่งตามตึกอาคารในมหาวิทยาลัยถูกจัดเก็บป้องกันคน มานั่งเราก็ไม่มีที่ไหนให้ไปอีก

เราต้องออกไปไหนสักแห่งอดรนทนอุดอู้ไม่ไหวอีกต่อไป ซุลวานึกถึงชายหาดแสนสงบที่ปานาเระอย่างหาดแฆแฆตอนนั้น ใกล้สี่โมงเย็นแล้วมันไกลเกินไปทะเลอีกแห่งที่เรานึกออกคือหาด ตะโล๊ะกาโปร์แต่เราก็ไปที่นั่นกันบ่อยจนเริ่มเบื่อทะเลอีกแห่งที่ผุดขึ้นมา ในใจคือแหลมตาชีเรายังไม่เคยไปกันทั้งคู่บวกกับเวลาที่ย่ำเย็นเราเห็น

ซุลวาหยิบผ้าคลุมฮิญาบมาสวมกลัดเข็มกลัดยึดผ้าคลุมติด กับเสื้อบริเวณไหล่สวมแมสผ้าลายปักซึ่งเธอทำเองและหยิบเจล

ล้างมือในขวดสเปรย์ขนาดพกพาในถุงถักโครเชต์แบบมีสายคล้องคอ มาสวมส่วนผมอยู่ในชุดพร้อมออกจากบ้านอยู่แล้วแค่ล้างหน้าล้างตา และวักน้ำลูบผมจัดให้เป็นทรงเราก็พร้อมออกจากบ้าน

เรามาถึงแหลมตาชีก่อนห้าโมงเล็กน้อยคล้ายว่าทุกคนตกอยู่

ในสภาวะเดียวกันอุดอู้และอยากสูดอากาศปลอดโปร่งริมทะเลตลอด ทางบนแหลมตาชีจึงเรียงรายไปด้วยรถราโดยเฉพาะตามจุดเช็กอิน ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์สวยๆสำหรับถ่ายรูปพื้นที่หลายจุดบรรดาวัยรุ่น หนุ่มสาวชวนกันมาก่อไฟปิ้งย่างหรือตั้งแคมป์กันเป็นกลุ่มละห้าหกคน

ออกจากแหลมตอนหกโมงสิบนาทีตลอดทางขากลับซุลวา พูดเรื่องตั้งแคมป์ไม่หยุดปากและเมื่อกลับถึงบ้านเธอก็สนุกอยู่กับ

การกดดูสินค้าประเภทเต็นท์และเปลผ้าใบในแอปขายของออนไลน์ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางซื้อของเหล่านั้นได้ในเร็ววันก็ตาม

ซุลวาเป็นผู้หญิงร่างเล็กส่วนสูงไม่ถึงร้อยหกสิบด้วยซ้ำน้ำหนักล่าสุด

ที่ชั่งเมื่อช่วงเดือนรอมฎอนคือ39กิโลกรัมในปากแทบไม่เคยว่างจาก ของขบเคี้ยวแต่รอบเอวไม่เคยเกินแตะเลขสามสิบอย่างไรก็ตามเวลา ไปเดินขึ้นเขาด้วยกันผมไม่เคยต้องหยุดรอ

ช่วงก่อนเกิดโรคระบาดเราชอบชวนกันขับมอเตอร์ไซค์

ของเราจะพาไปถึงพักค้างคืนในโรงแรมหรือม่านรูดราคาถูกเก่าโทรม แค่ไหนไม่เคยเกี่ยงแล้วหาสถานที่ท่องเที่ยวประเภทภูเขาหรือน้ำตก ด้วยกูเกิลแม็ปซุลวาชำนาญเรื่องการเดินขึ้นเขาอย่างไม่น่าเชื่ออย่าง ไรก็ตามสิ่งที่เรายังไม่เคยได้ทำคือการตั้งแคมป์ค้างคืนแม้ว่าเราจะ พูดคุยถึงความปรารถนาในเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานกันก็ตาม

เราพบกันครั้งแรกในงานรำลึกครบรอบสิบปีเหตุสลายการ ชุมนุมตากใบกิจกรรมรำลึกนี้จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทุกปีเวียนไปตาม จังหวัดต่างๆในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผมเคยเข้าร่วมครั้งเดียว สมัยเป็นนักศึกษาเมื่อปี51ปีนั้นจัดขึ้นที่มอ.ปัตตานีผมกับพรรคพวก นักศึกษามุสลิมคนอื่นๆเกือบยี่สิบคนนั่งรถกระบะจากจังหวัดริม ทะเลสาบเดินทางข้ามจังหวัดเกือบหนึ่งร้อยกิโลเมตรมาร่วมงานหกปี ต่อมากิจกรรมรำลึกนี้วนรอบกลับมาจัดขึ้นที่เดิมอีกครั้งผมซึ่งในตอนนั้น ออกจากมหาวิทยาลัยมาเป็นนักเขียนเต็มตัวได้หลายปีแล้วเข้าร่วมงาน นั้นอีกครั้งในฐานะกวีรับเชิญขึ้นอ่านบทกวีบนเวทีเสวนาเด็กสาวคน หนึ่งเดินเข้ามาหาและมอบเข็มกลัดที่ระลึกให้หลังผมลงจากเวที

ผมไม่เคยจำได้ว่าหน้าตาของเด็กสาวเจ้าของเข็มกลัดเป็น

อย่างไรเธอสวมเครื่องแบบชุดฮิญาบสำหรับนักศึกษามุสลิมและสวม ผ้านิกอบปกปิดตั้งบริเวณจมูกลงมาด้วยผมจึงรู้แต่เพียงว่าดวงตาเรียว

เล็กของเธอช่างสดใสเป็นประกายและคงไม่มีวันจำได้ไปตลอดกาล

หากไม่พบเธออีกครั้งที่เขาตังกวนในอีกสองปีต่อมา

ซุลวาจดจำผมได้ตั้งแต่งานรำลึกครบรอบสิบปีตากใบและรู้

ว่าผมเป็นกวีเธอเริ่มติดตามอ่านผลงานของผมมานับแต่นั้นวันนั้น เธอมาคนเดียวเธอขึ้นเขามาทางลิฟต์แก้วและกำลังเดินลงบันไดมา จากพระบรมสารีริกธาตุส่วนผมเดินขึ้นมาทางบันไดหัวพญานาคซึ่ง อยู่อีกฝั่งและกำลังใช้กล้องคอมแพกต์เก็บภาพรอบๆ ศาลาแดงผม

ประหลาดใจไม่น้อยกับการแต่งกายของเธอสาวมุสลิมที่คลุมฮิญาบผืน ใหญ่มิดชิดและสวมผ้านิกอบปิดหน้าเรียบร้อยเท่าที่เคยพบเจอจะสวม กระโปรงพลีทกับเสื้อแขนยาวหรือไม่ก็เป็นเดรสยาวกรอมเท้าเหมือนกัน หมดแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับสวมกางเกงผ้าสีดำกับเสื้อยืดแขนยาว สีขี้เถ้าผูกเสื้อคลุมแขนยาวไว้รอบเอวสะพายเป้หลังสีเขียวขี้ม้าสวม

ถุงมือสตรีสีดำและรองเท้าผ้าใบสีเทาผมไม่เคยเจอใครที่สวมผ้านิกอบ กับชุดกางเกงมาก่อนแต่ชุดแบบนี้ก็ดูทะมัดทะแมงเหมาะแก่การเดิน ขึ้นเขาดี

จำได้ว่าผมเผลอจ้องเธออยู่หลายวินาทีแล้วรีบละสายตา เธอเองก็เช่นกันเราต่างคนต่างสำรวจรอบๆศาลาแดงจนวนกลับมา พบกันอีกครั้งคราวนี้เธอเป็นฝ่ายเอ่ยทักเราจึงได้คุยกันผมจึงได้รู้จัก ชื่อของเธอและรู้ว่าเธอเป็นเจ้าของเข็มกลัดส่วนใบหน้าเป็นเรื่องที่ผม ต้องอาศัยจินตนาการก่อนลากันวันนั้นเราไม่ได้แลกเบอร์หรือแอด เฟรนด์กันในโซเชียลมีเดียใดๆนอกจากคำกล่าวลากันตามธรรมเนียม อิสลามเท่านั้น

ผมเริ่มสืบค้นประวัติของเธอผ่านรุ่นน้องในมอ.ปัตตานีว่า เป็นลูกเต้าเหล่าใครซึ่งไม่ใช่เรื่องยากผมมีโอกาสแวะเวียนไปที่ มหาวิทยาลัยของเธออีกหลายครั้งทั้งที่ได้รับเชิญไปในฐานะวิทยากร ค่ายอบรมการเขียนของชมรมรวงข้าวหรือในคาบเรียนพิเศษของอาจารย์ บางท่านที่สนิทคุ้ยเคยกันดีรวมถึงโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเพื่อน ฝูงในละแวกถนนสายมอผมมักใช้เป็นโอกาสสืบถามข้อมูลของเธอจาก คนรู้จักทั้งเรื่องนิสัยใจคอทัศนคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเคร่ง ครัดในศาสนาของเธอระหว่างผมพบเธอแค่สองสามครั้งตอนแวะ ละหมาดซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าใช้ได้ที่ตึกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยกับ อีกครั้งเดียวตอนมหาวิทยาลัยของเธอจัดค่ายอบรมการเขียนที่สวนสัตว์ ในเขตจังหวัดบ้านเกิดของผมซึ่งผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรและเธอสมัคร เข้าร่วมโครงการ ตลอดช่วงเวลานี้เราแทบไม่ได้พูดคุยกันเลยผมแค่ อาศัยสืบประวัติจากคนรอบข้างและการสืบถามของผู้หลักผู้ใหญ่ผมมา

ปีต่อมาเมื่อเธอเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายเราก็ตกลงเข้า

เราตัดสินใจเดินทางมายังแหลมตาชีอีกครั้งซุลวาได้ริสกี1 มา

เล็กน้อยเป็นงานทำกระเป๋ามือถือสมาร์ตโฟนถักโครเชต์จากการโพสต์ ขายในกลุ่มเฟซบุ๊กมาสิบกว่าใบเราเอ่ยขอบคุณพระเจ้าของเรากันยก ใหญ่เธออยากหอบงานไปนั่งทำริมทะเลแต่ความจริงคือคราวที่แล้ว 1 ริสกี:สิ่งที่พระเจ้า(อัลลอฮ์)ประทานให้กับมนุษย์ทั้งปัจจัยยังชีพอาหาร รวมถึงการงานและอื่นๆด้วย

เราออกจากบ้านกันช้าไปเธอยังดื่มกินทะเลไม่หนำใจส่วนผมยังอยาก กลับไปเก็บรายละเอียดของลักษณะพื้นที่อีกเล็กน้อยมาใช้ในงานเขียน ส่งประกวดซึ่งใกล้หมดเขตเต็มที

ผมเองก็ได้รับริสกีด้วยเช่นกันหลังจากตีบตันด้านพล็อตเรื่อง มานานเป็นเดือนๆแต่เมื่อห้าวันก่อนการได้ไปแหลมตาชีทำให้ผมได้ เรื่องที่อยากเขียนแม้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วอาจไม่ตรงกับหัวข้อการ ประกวดมากนักแต่ก็มีส่วนที่พอจะเข้าข่ายให้พิจารณาอยู่บ้างได้เสี่ยง สักเล็กน้อยดีกว่าไม่มีอะไรให้ลุ้นเลยแม้หากว่าตกรอบจากเวทีนี้ไปแล้ว ยังอาจปรับแก้แล้วส่งสนามอื่นได้อีก

จากซอยบ้านที่เราอยู่ถึงหาดตะโละกาโปร์ใช้เวลาราวยี่สิบถึง สามสิบนาทีเราออกจากซอยบ้านเช่าใช้ถนนเส้นเจริญประดิษฐ์ถึงแยก หอนาฬิกาก็ตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนมะกรูดลัดเลาะจนเข้าถนน หมายเลข42เราเลี้ยวซ้ายเข้าซอยตรงแยกก่อนถึงมัสยิดหลังใหญ่ที่มี ยอดโดมสีฟ้าแปลกตาแถวบางปูรูปทรงแบบมัสยิดแถบอาหรับถึง

ตลอดทางที่เราผ่านบ้านเรือนเรียงรายบางแห่งเราพบเต็นท์ ขายของเรียงเต็มฟุตพาทแต่เมื่อลงจากสะพานแล้วสองข้างทางเป็นป่ารก ครึ้มมีจุดแวะพักเป็นระยะกับหน่วยงานราชการแห่งสองแห่งเราหวัง

ว่าจะเข้าแหลมตาชีได้โดยง่ายเหมือนคราวที่แล้วทว่าแผนการที่เราวาง ไว้ไม่เป็นดังหวัง

เมื่อวานรัฐบาลเพิ่งโอนเงินเยียวยาสำหรับผู้ประกันตนตาม มาตรา40เป็นจำนวนห้าพันบาทหน่วยงานท้องถิ่นจึงมีคำสั่งตั้งด่าน คอยสกัดกลุ่มคนที่กรูกันออกมาเที่ยวตอนที่เราขับถึงสามแยกทางไป

แหลมตาชีจึงมีชะตากรรมเดียวกับคนอื่นๆ

เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งกล่าวขึ้นเป็นภาษามลายูตอนที่เรา

ขับเข้าด่านผมฟังไม่เข้าใจแต่ซุลวาทำหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์

เราถูกโบกให้เลี้ยวไปยังถนนอีกเส้นเมื่อบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะไป

แหลมตาชีคนที่มีธุระหรือมีบ้านอยู่ในพื้นที่เท่านั้นสามารถผ่านได้ผม ไม่ยอมแพ้สอดส่ายสายตาหาถนนสักเส้นที่คาดว่าน่าจะเล็ดลอดไปยัง หาดได้ทว่าเปล่าประโยชน์ไม่มีถนนเส้นอื่นที่เชื่อมต่อไปยังแหลมตาชี อีกเลยผมเลี้ยวซ้ายตรงแยกแห่งหนึ่งแล้วขับตรงไปเรื่อยๆทาง สิ้นสุดตรงจุดที่ถนนพังบริเวณนั้นสวยงามเหมาะเป็นฉากถ่ายรูปอย่าง ไม่คาดฝันเราเห็นหาดที่ไม่มีผู้คนอยู่เลยอยู่ถัดออกไปแต่เราต้องขับ มอเตอร์ไซค์ลุยดงหญ้าเจ้าชู้เข้าไปหลายสิบเมตรผมชวนซุลวาให้ปักหลัก กันตรงนั้นเธอพยักหน้าสีหน้ายังดูไม่สบอารมณ์

ผมกับซุลวาหาที่นั่งพักกันใต้ต้นเสม็ดขาวเธอเริ่มปูผ้ารองนั่งแล้ว หยิบก้อนไหมพรมออกมาถักส่วนผมหงุดหงิดกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตรงด่าน พูดจนไม่อยากทำอะไร

จุดที่เราอยู่ไม่มีคนแวะมาเที่ยวเลยรถหลายคันขับมาจนถึง ปลายสุดของถนนแล้วเลี้ยวกลับผมเดาว่าพวกเขาคงเข้ามาหาทางไป หาดตะโละกาโปร์หรือแหลมตาชีเหมือนเราแต่คนอื่นๆคงไม่มีใครมอง ว่าส่วนที่ผุพังของถนนลาดยางนั้นสวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูปและ ชายหาดตรงที่เรานั่งอาจจะไม่สวยเท่าปลายสุดของแหลมตาชีหาด ทั้งหาดจึงตกเป็นของเรา

ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมารัฐบาลเปิดให้คนในเขตพื้นที่สี แดงเข้มตามสถิติโรคระบาดลงทะเบียนรับเงินเยียวยาแต่ต้องเป็นผู้มี

ที่ว่าอันที่จริงซุลวาอยากจะสมัครแต่ผมเป็นคนยืนกรานไม่ควรหลาย วันก่อนผมเพิ่งฟังบรรยายจากนักวิชาการศาสนาอิสลามว่าการสมัคร

มาตรา40มีเงื่อนไขบางอย่างที่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามหลักศาสนา ผมจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย

ผมเข้าใจดีว่าการออกมาท่องเที่ยวนอกบ้านในสถานการณ์ โรคระบาดโดยที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนสักเข็มเป็นการไม่รับผิดชอบต่อ สังคมมากไปหน่อยแต่รัฐบาลเองก็แทบไม่รับผิดชอบอะไรหรือ หยิบยื่นความช่วยเหลือที่สามารถเข้าถึงแบบง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนให้ แก่เราเลยผมกับภรรยาเคยอยู่ภายใต้กฎกรอบที่รัฐบาลสั่งมาตลอด เราพกเจลล้างมือคล้องคอและการสวมแมสก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

หลังซุลวาจบการศึกษาเราตัดสินใจเช่าบ้านปักหลักทำงานเก็บ เงินกันที่ปัตตานีส่วนผมระหว่างรอบรรณาธิการสำนักพิมพ์พิจารณา ต้นฉบับกวีนิพนธ์ถือโอกาสนี้เริ่มลงมือเขียนนวนิยายเรื่องแรกซุลวา ยังตั้งใจสอบบรรจุให้ได้ภายในปีหรือสองปีนี้ด้วยระหว่างนี้จึงเร่งอ่าน

หนังสือเตรียมสอบไปพลางผมพอจะออกแบบในโฟโต้ช็อปได้บ้างจึง เริ่มรับทำสมุดบันทึกทำมือกับรับงานออกแบบการ์ดแต่งงานและรับทำ

ของชำร่วยแต่ทุกอย่างก็หยุดชะงักลงหลังเกิดโรคระบาดในปีถัดมา ตอนนั้นทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะเข้าที่

ซุลวาเก็บหอมรอมริบวางแผนขยับขยายสู่การทำขนมอบ เธอหมายตาเตาอบขนมขนาดหกสิบลิตรในแอปพลิเคชันชอบปี้ กดเลือก

ไว้ในตะกร้ารถเข็นสินค้าไว้หลายเครื่องรอแค่ตัดสินใจเลือกตัวที่ชอบ แต่แผนการทุกอย่างถูกเก็บพับเมื่อไข้หวัดที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง

สาธารณสุขยืนยันว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดากลับกลายเป็นโรคระบาด ร้ายแรงลุกลามแพร่ขยายไม่อาจยับยั้งรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ นับแต่นั้นเรียกได้ว่าชีวิตของเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ

สองปีที่ผ่านมาเรารอดมาได้ด้วยเงินรางวัลจากงานเขียนส่ง

ประกวดของผมปีละสองสามรางวัลชนะเลิศบ้างรองชนะเลิศบ้างกับ ชมเชยอีกหลายเรื่องช่วงแรกๆผมยังเขียนงานได้โดยปราศจากแรง

กดดันเราได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในรอบแรกและเงินกู้ฉุกเฉินจาก ธนาคารบางแห่งจึงพอประคับประคองชีวิตมาได้อย่างค่อนข้างราบรื่น

จ่ายค่าเช่าบ้านตรงเวลาเรามีความหวังขึ้นบ้างเล็กน้อยเมื่อรัฐบาลคลาย ล็อกดาวน์หลังยอดผู้ป่วยลดลงบางจังหวัดตัวเลขผู้ป่วยลดลงจนเหลือ ศูนย์การ์ดงานแต่งและของชำร่วยเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามา

แล้วโรคระบาดก็กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่าเรา เริ่มต้องผัดผ่อนค่าเช่าบ้านจากที่จ่ายเดือนละครั้งกลายเป็นสองเดือน ครั้งและสามเดือนครั้งจนในที่สุดก็ไม่สามารถหามาจ่ายได้อีกเลยตู้ หนังสือความสูงสามชั้นยาวครึ่งเมตรจำนวนสามตู้หนังสือเคยอัดแน่น อยู่ในนั้นเป็นพันเล่มถูกเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่ ผ่านมาหากหนังสือส่วนนี้หมดไปผมยังมองไม่เห็นทางว่าจะหารายได้ จากช่องทางไหนได้อีก

ผมเอนหลังลงบนพื้นทรายใช้แขนรองแทนหมอนซุลวานั่ง ถักกระเป๋าโครเชต์ไปเงียบๆเสียงคลื่นซัดหาดคลอล้อเสียงลมเราอยู่ ที่นั่นกันจนถึงหกโมงเย็นก็เก็บของกลับ

จังหวะที่ขับมาถึงด่านตรงที่เคยมีด่านตรวจตอนนี้เจ้าหน้าที่ เปิดที่กั้นให้รถผ่านได้แล้วผมอาศัยจังหวะนั้นเลี้ยวเข้าไปทางหาดตะโละ กาโปร์แล้วขับตรงไปยังแหลมตาชี

“วันนี้กลับค่ำได้ไหม”ผมเหลียวไปถามซุลวา

เธอนิ่งคิดแล้วพยักหน้ารับ“ได้ค่ะค่อยกลับสักหนึ่งทุ่มคงถึง

ตอนนั้นเราไม่ได้คาดคิดว่าจะไม่ได้กลับบ้าน

รถมอเตอร์ไซค์ของเรายางแบนโดยไม่ทราบสาเหตุผมแทบจะสติแตก

ตอนเดินกลับมาที่รถซึ่งจอดอยู่บนถนนซึ่งปูด้วยตัวหนอนแบบที่ใช้ปู ทางเท้าแล้วพบว่ายางล้อหลังแฟบลงจนติดล้อเหล็ก

ตอนนั้นเป็นเวลาหนึ่งทุ่มสามนาทีผมจำได้ว่าตลอดเส้นทาง ราวสิบกิโลเมตรไม่มีร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่สักร้านเดียวจุดที่เราอยู่ เป็นบริเวณปลายสุดของแหลมตาชีสิ่งที่ทำได้คือขอความช่วยเหลือจาก ชาวบ้านแต่แถวนี้นอกจากชาวบ้านที่มานอนเฝ้าเรือกอและก็ไม่มีใคร อื่นเลยถึงอย่างไรก็ตามบริเวณที่มีเพิงพักรูปสามเหลี่ยมหลังคามุงด้วย ตับจากและคลุมทับด้วยผ้าพลาสติกอีกชั้นก็อยู่ไกลจากจุดที่เราอยู่ไป หลายกิโลเมตรเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้สมองผมคอยแต่ย้ำ เตือนให้ระมัดระวังตัวตลอดเวลาว่าที่นี่คือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดินแดนที่มีรายงานข่าวคนตายรายวันมาตลอดสิบกว่าปี

“รออีกสักหน่อยดีไหมบังเผื่อมีใครมาตั้งแคมป์จะได้ขอ

ผมตวาดลั่น“ทางมันปิดแบบนี้ใครจะเข้ามาได้ดีไม่ดีอาจมี เจ้าหน้าที่มาคอยสอดส่องว่ามีใครแอบมาจับกลุ่มตั้งแคมป์กันหรือเปล่า”

ซุลวาหน้าสลดวูบเหมือนอยากจะร้องไห้เต็มที่ผมควรจะ ปลอบเธอสักหน่อยแต่ตอนนี้ผมไม่อยู่ในอารมณ์จะสามารถปลอบใคร สมองตึงเครียดเริ่มปวดตุบๆแถวกระบอกตาบริเวณขมับลามไปจน ถึงท้ายทอยอาการเหล่านี้ทำให้ผมยิ่งหงุดหงิด

“โธ่เว้ย!ไม่น่าแอบเข้ามาเลยจริงๆ”ผมระเบิดอารมณ์

ซุลวาตั้งต้นร้องไห้เธออาจกำลังโทษตัวเองเรื่องทั้งหมด เริ่มต้นที่เธออยากออกมาสูดอากาศนอกบ้านแต่คนที่ดื้อรั้นจะมาให้ถึง ปลายแหลมแห่งนี้คือผมน้ำตาของเธอดึงสติของผมกลับมาได้พอสมควร

“รออีกหน่อยก็ได้เผื่อมีใครแอบมาตั้งแคมป์กันบ้างหรือ อาจเป็นเจ้าหน้าที่เข้ามาสอดส่อง”

ผมดึงภรรยาเข้ามาแนบอกลูบหัวซึ่งคลุมด้วยผ้าฮิญาบของ เธอแผ่วเบาร่างนั้นสั่นสะท้านสะอื้นฮักๆเหมือนเด็กๆผมยิ่งตระหนัก ได้มากขึ้นว่าร่างในอ้อมอกเปราะบางแค่ไหนผมกระซิบคำขอโทษแล้ว เลื่อนมือลงมาลูบหลังลูบไหล่และกอดกระชับแน่นขึ้นจนเธอสะอื้นน้อย ลงความหงุดหงิดในใจยังล้นเหลือแต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้อง ทำให้ภรรยารู้สึกมั่นคงและปลอดภัยซุลวาเปราะบางเหมือนแก้วผม ต้องคอยระวังไม่ให้เธอแตกสลายรอยร้าวเพียงเล็กน้อยจะคงอยู่ไป

ผมดึงมือเธอมายังริมทะเลปล่อยมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้บนทางเดิน ปูด้วยตัวหนอนบอกเธอให้นั่งลงบนหาดทะเลสีดำดูน่ากลัวกว่าทุกวัน ผมชี้ชวนให้เธอแหงนมองดาวจนเธอเริ่มดีขึ้น

“น่าจะลองโพสต์ลงเฟซบุ๊กดูนะเผื่อมีใครช่วยได้บ้าง”ผมพูด

ซุลวาเพียงพยักหน้าไม่ได้กล่าวตอบอะไร

ไม่กี่นาทีหลังโพสต์สเตตัสลงบนเฟซบุ๊กว่าเราติดแหง็กอยู่ที่ แหลมตาชีมีคนเข้ามาคอมเมนต์เป็นสิบกับข้อความในกล่องสนทนา จากเพื่อนเฟซที่สนิทกันดีสองสามคนส่วนใหญ่เข้ามาให้กำลังใจและ อวยพรเอาใจช่วยให้สามารถผ่านปัญหาไปได้

ในจำนวนนี้มีสองข้อความเข้ามาสอบถามและพยายามหาทาง ช่วยเหลือหนึ่งคือดาลียารุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอีกคนผมไม่

รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันผ่านช่อง คอมเมนต์ในสเตตัสและกล่องข้อความสองสามครั้ง

“คืนนี้เราคงต้องนอนกันที่นี่นะซุลวา”

“จะนอนกันยังไงเราไม่มีอะไรเลยกลางดึกต้องหนาวแน่ๆ”

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่ยิ้มโอบเธอเข้ามาในอ้อมกอด

ทอดตามองไปยังทะเลสีดำสนิท

ดาลียามาถึงปลายแหลมกับพี่ชายของเธอด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ตอนหนึ่งทุ่มสี่สิบสองพร้อมสิ่งที่ผมวานให้ช่วยจัดหาสำหรับคืนนี้ผ่าน กล่องข้อความเฟซบุ๊กเธอเป็นหนึ่งในรุ่นน้องซึ่งผมสนิทในจำนวนไม่กี่ คนที่เป็นผู้หญิงเหตุผลข้อเดียวคือเธอเป็นนักอ่านตัวยงผมสนิทกับ พี่ชายของเธอด้วย เราต่างชื่นชอบการขึ้นเขาหรือเดินป่าเหมือนกันจึง มีเรื่องให้พูดคุยถูกคอแต่ผมเพิ่งรู้วันนี้ว่าบ้านของทั้งคู่อยู่ในเขตอำเภอ แหลมโพธิ์ซึ่งห่างจากปลายสุดของแหลมตาชีไม่ถึงสิบกิโลเมตร

ซุลวากับดาลียาเพิ่งเคยเจอกันครั้งเดียวตอนงานแต่งของเรา

เธอเข้าไปจับมือพร้อมกล่าวคำให้สลามและมองข้าวของที่ดาลียากับ พี่ชายถือมาอย่างแปลกใจระคนตื่นเต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองไฟ ถูกก่อขึ้นและผมกับพี่ชายของดาลียาเริ่มลงมือกางเต็นท์ขนาดความจุ 2-3คนตรงลานกว้างใกล้ป่าสนทะเลตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่มสิบห้า นาทีผมไม่แน่ใจว่าซุลวารู้สึกอย่างไรที่ได้ตั้งแคมป์ริมทะเลอย่างไม่คาด ฝัน

ตอนแรกดาลียาเสนอให้เราพักกันที่บ้านของเธอผมตอบ ปฏิเสธด้วยเหตุผลสองสามประการโดยไม่ได้ปรึกษาซุลวา

“ใกล้เวลาเคอร์ฟิวแล้วหนูกับพี่ชายคงอยู่ด้วยไม่ได้นะคะ ช่วงนี้เขาไม่ให้จับกลุ่ม”ดาลียาพูด

“แน่ใจนะว่าจะไม่ไปพักที่บ้านผม”พี่ชายของดาลียาถามย้ำ

เต็นท์และกองไฟตระเตรียมไว้พร้อมแล้วแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ เกิดนึกลังเลขึ้นมาเลยหันไปปรึกษากับซุลวาผมควรจะนึกถึงเธอบ้าง

ในสถานการณ์คับขันอย่างนี้เธออาจไม่อยากตั้งแคมป์และผิงไฟชมดาว

หากเป็นในยามการปฏิเสธไปพักบ้านเพื่อนสักคนถือเป็น

เรื่องเสียมารยาทพอสมควรแต่ขณะนี้เราอยู่ในสถานการณ์โรคระบาด ผมกับซุลวายังไม่ได้ฉีดวัคซีนทั้งคู่การรักษาระยะห่างน่าจะดีกว่า อีกอย่างคือยังคิดไม่ตกว่าจะจัดการอย่างไรกับมอเตอร์ไซค์และข้อ สุดท้ายนี่อาจเป็นโอกาสเหมาะของผมกับซุลวาที่จะได้ลองตั้งแคมป์ ริมทะเลผมบอกเหตุผลของผมกับซุลวาไปอย่างนี้โรคระบาดเป็นสิ่งที่ เธอกลัวเหนือเรื่องอื่นๆมาตลอดอยู่แล้วบวกกับบริเวณนี้เป็นลานตั้ง แคมป์อยู่แล้วและไกลออกไปอีกหน่อยก็เป็นเพิงของคนนอนเฝ้าเรือ กอและเธอจึงเห็นด้วยที่เราจะนอนกันในเต็นท์

ดาลียากับพี่ชายไม่ได้รบเร้าอะไรทั้งคู่เองก็คงตระหนักเรื่อง สถานการณ์โรคติดต่อดีอยู่แล้วทั้งคู่จึงเดินทางกลับแต่รับปากว่าจะ กลับมาอีกครั้งหลังละหมาดย่ำรุ่งพร้อมกับอาหารเช้า

คล้อยหลังจากดาลียาและพี่ชายซุลวาเอ่ยถามเรื่องมอเตอร์ไซค์ ซึ่งตอนนั้นเราเข็นมาจอดไว้ใกล้เต็นท์

“แล้วเรื่องมอเตอร์ไซค์ล่ะบังพรุ่งนี้จะเข็นไปร้านซ่อมยังไง”

“ไม่ต้องห่วงหรอกมีเพื่อนในเฟซบุ๊กรับปากว่าจะหารถกระบะ

ซึ่งเขียนป้ายบอกกล่าวไว้เสร็จสรรพหน้าร้านระหว่างรอผมกับเพื่อน ในเฟซบุ๊กจึงมีโอกาสได้ทักถามชื่อเสียงเรียงนามกันอย่างเป็นทางการ

บ้านของเขาอยู่ในเขตอำเภอสายบุรีไกลจากแหลมตาชีไป

หลายสิบกิโลเมตรผมตกใจพอสมควรตอนรู้เรื่องนั้นคิดเองเออเอง ไปแล้วว่าบ้านของเขาคงอยู่ไม่ไกลจากแหลมตาชีมากนักผมขอโทษ ขอโพยที่ต้องทำให้ลำบากขับรถมาไกลเขาหัวเราะและบอกว่ายินดี

ที่ได้ช่วยและบ่นเสียดายว่าหากร้านน้ำชายังเปิดให้นั่งได้ตามปกติเขา อยากชวนผมและภรรยาไปนั่งจิบชาสักแก้วด้วยซ้ำเขาอยู่รอเป็นเพื่อน เราจนช่างมาผมเอ่ยอย่างเกรงใจให้เขากลับก่อนได้ไม่ต้องอยู่รอแต่

ตะปูดอกหนึ่งปักทะลุยางล้อหลังเข้าไปถึงยางในช่างบอก ว่าต้องเปลี่ยนยางสถานเดียวผมสอบถามราคาก่อนพยักหน้าให้ช่าง ลงมือเปลี่ยนยางทว่าความเครียดเริ่มเกาะกุมจนปวดขมับตุบๆ ราคา

ยางในไม่ได้แพงจนน่าตกใจแต่นั่นเป็นจำนวนเงินกว่าครึ่งหนึ่งของ

สิบห้านาทีต่อมายางล้อหลังก็ถูกเปลี่ยนพร้อมใช้งานช่างเริ่ม เช็กสภาพรถของเราอีกเล็กน้อยหลังจากนั้นเขาหยอดน้ำมันหล่อลื่นใส่ สเตอร์รถและเตือนเราเรื่องผ้ายางเบรกหลังที่เริ่มหมดเสร็จสรรพเขา

บอกราคาค่าบริการอีกครั้งผมควักกระเป๋าเตรียมจ่ายทว่าเพื่อนเฟซบุ๊ก ของผมรีบอาสาเป็นคนออกค่าซ่อมเองผมได้แต่ยืนนิ่งอึ้งใจหนึ่งอยาก ปฏิเสธแต่ก็อดลิงโลดไม่ได้ที่เงินในกระเป๋ายังอยู่ครบนั่นหมายถึงผม กับซุลวาจะยังมีกินอยู่ได้อีกหลายมื้อทีเดียว

ขณะขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเช่าผมนึกสรรเสริญพระเจ้าที่

ส่งคนเหล่านั้นมาช่วยเหลือพวกเราในยามวิกฤติและก่นด่าสาปแช่ง รัฐบาลไปตลอดทาง.

ฉันรั้งเชือกฟางเส้นเหลืองแน่นจนมั่นใจว่าปมขมวดไม่หลุดออก ตั้งกระดาษยู่ตรงแนวรัดยับรายแผ่นแนวเส้นห้าแถวเรียงรายเป็น

ลำดับรอยปากกาตวัดสร้างถั่วงอกบ้างยังคงเป็นเม็ดบ้างงอกหางขึ้น บ้างทิ้งหางลงบ้างแตกใบเชื่อมกันในบางเม็ดเม็ดขาวตรงเส้นที่สาม มีเส้นโค้งโยงไปยังถั่วงอกในห้องถัดไปฉันชะงักกึกตรงแท่งสี่เหลี่ยม ทึบบ่งบอกการหยุดเล่นผ่อนลมหายใจซ้ายสุดของบรรทัดห้าเส้นเป็น ตัวอักษรประดิษฐ์คล้ายอักษรไอแบบตัวเขียนด้านบนเป็นชื่อเพลง

ถัดลงมาเขียนบรรจงราวพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ไว้ว่าเนื้อร้องและ

มือสางผมเหน็บไว้หลังใบหูป้องเป็นกระพุ่มจนได้ยินสายน้ำ สีแดงวิ่งในเส้นเลือดหล่อเลี้ยงคล้ายคลื่นทะเลจางตรายาตรเข้าหาดฝั่ง ฉันกลั้นหายใจเพื่อรับรู้เสียงฮัมบางเบานั้นมันยังคงชัดเจนอย่างน้อย ก็คงอีกปีหนึ่งอาจนานกว่านั้นเพราะต้นกำเนิดเสียงอยู่ในตัวฉันผิดกับ ความไหวสะเทือนของตัวกลางจากจุดอื่น

กองโน้ตเพลงจากมันสมองและจิตใจเลื่อนย้ายไปฟากหนึ่งตรง ปลายเตียงเคียงกับกล่องซีดีหลายแผ่นปะหน้าด้วยกระดาษขาวว่า “ทิ้ง”

ฉันทิ้งตัวบนฟูกนอนห่มปูด้วยผ้าผืนสีชมพูซีดเหมือนนม เย็นยามน้ำแข็งละลายหมดแก้วแขนหนึ่งก่ายหน้าผากเปลือกตาเลื่อน ปิดตัดการมองเห็นชั่วคราวริมฝีปากเขย่าเตือนเหมือนการไหวนำก่อน

ตามติดด้วยแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวเกยกันสะท้านก้องในจิตใจจน

ระเบิดเอาธารน้ำหลั่งล้นในบ่อตาสะอื้นแล้วยกระดับเป็นปล่อยโฮ เสียงร้องไห้ที่ไม่เคยยินดีเมื่อเกิดขึ้นกลับเป็นเสียงดังที่ฉันปรารถนาให้ ได้ยินแม้เพียงอีกปีเดียวก็ตาม

กระดาษถ่ายเอกสารสี่ห้าแผ่นเย็บแม็กตรงมุมอย่างดีเดาไม่ ยากว่าปรินต์จากคอมฯมาฉันชำเลืองผ่านหัวข้อพอได้ความว่าเกี่ยวกับ แหล่งพักพิงช่วงฤดูหนาวของผีเสื้อจักรพรรดิหรือที่หลายคนรู้จักในนาม ผีเสื้อโมนาร์ชฉันจ้องหน้าพี่ชายตรงข้ามโต๊ะกินข้าวจานอาหารหลัง

กินเสร็จยังอยู่ต่อหน้าส่วนของคนอื่นล้างเก็บเรียบร้อยหมดแล้ว “รู้จักผีเสื้อโมนาร์ชหรือเปล่าไอ้ตัวปีกสีส้มน้ำตาลมีลายดำน่ะ” ฉันผงกหัวเลิกคิ้วข้างหนึ่งเมื่อก่อนเสียงอู้อี้เหมือนมีเสลด ค้างคอตลอดเวลาของพี่กฤษณ์ค่อนข้างกวนประสาทโดยเฉพาะยามนั่ง เพ่งสติระบายท่วงทำนองเลื่อนไหลในหัวออกมาเป็นตัวโน้ตบนบรรทัด ห้าเส้นฉันมั่นใจว่าเขาจงใจปั่นประสาทน้องสาวคนเดียวคนนี้ถึงอ้างว่า มีสูตรเค้กใหม่มาให้ช่วยชิมก็เถอะตอนนั้นอยากถีบเปรี้ยงสักทีสองที ยามนี้รู้สึกยินดีเมื่อได้ฟัง

“อ้าดีเลยแล้วรู้เปล่าว่าเจ้าเนยบินได้ตัวนี้มันบินลงใต้ตอน หน้าหนาวย้ายก้นจากแคนาดากับอเมริกาไปสถิตในเม็กซิโกถ้าจำไม่ ผิดพวกมันบินกันสองเดือนเต็มกินระยะทางสี่พันห้าร้อยกิโลเมตรเลย แหละ”

ปากอ้ากว้างจนเส้นเอ็นปูดตรงคอของพี่กฤษณ์เป็นเจตนาเกิน จงใจชัดเจนเสียงคงได้ยินไปสามบ้านแปดบ้านเขาบอกว่าเกรงฉัน ไม่ได้ยินพี่สะใภ้เคยตวัดมือตีแขนป้าบใหญ่ไม่ให้สามีเผลอสะกิดแผล บนเนื้อใจน้องสาวคนนี้มันขูดผิวอ่อนบางนั้นจริงด้วย พี่นิภาพรเป็น

คนนุ่มนิ่มใจเย็นวาดรูปเก่งมากแพนเค้กลายการ์ตูนของเธอได้รับ ความนิยมอย่างดีถ้าไม่มีใครไปออกรายการอวดฝีมือมาก่อนเธอก็คง ได้ไปแน่นอน

“เอาเรื่องผีเสื้อจักรพรรดิมาบอกน้องทำไม”

“พวกมันเป็นล้านตัวหนีหนาวไปรวมกันที่เม็กซิโกตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนจนถึงมีนาคมโน่นแน่ะเป็นล้านเลยนะก็คือช่วงนี้ไงไปกัน เถอะไปดูผีเสื้อพวกนี้กันไปเม็กซิโกกันเธอพี่แล้วก็นิด้วย”

“เฮ้ยมันสวยมากเลยนะดูจากยูทูบแล้วสวยมากแล้วไง รู้ไหมเวลาผีเสื้อรวมตัวกันเป็นล้านตัวเนี่ยมันมีเสียงด้วยนะเสียง ขยับปีกของผีเสื้อโมนาร์ชน่ะคืออัศจรรย์ของธรรมชาติเชียวแหละน้อง ต้องไปฟังเชื่อพี่น้องต้องไปได้ยินให้ได้สักครั้งหนึ่ง”

ฉันมองพี่กฤษณ์เขายักคิ้วอวดยิ้มตาประกายวิบวับรู้ดีว่า เขาพยายามทำอะไรตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เขาดูแลน้องสาวคนนี้ทุกอย่าง กระโดดต่อยหน้าเด็กโตกว่าวิ่งมาเปิดกระโปรงฉันปัดมดออกจากส้ม แกะวางไว้ก่อนยื่นให้ไปรับกลับบ้านจากโรงเรียนดนตรีรวมถึงดักรอ ขยุ้มเสื้อไอ้หนุ่มผมยาวผู้หักอกน้องสาวสุดสวยเขาปลอบฉันอยู่เช่นเดียว กับที่ทำมาตลอดเวลาตามคำบัญชาฝากฝังของแม่แต่มันพิลึกเกินไปไหม กับการชวนคนเจียนพิการแบบฉันไปฟังเสียงสักหนึ่งเสียงใจร้ายไป หรือเปล่ามาตอกย้ำเรื่องแบบนี้

“บ้ามีที่ไหนผีเสื้อส่งเสียง”

“มิสิกำลังอินเทรนด์ในเน็ตเลยนะผีเสื้อหนึ่งตัวขยับปีกไม่ได้

ยินอะไรหรอกแต่ล้านตัวตีปีกมันเสริมกันจนดังเหมือนน้ำตกเลยแหละ”

“เออสิ...เปล่าใช่คือหมายถึงพี่ฟังจากยูทูบนั่นแหละน้อง

ต้องไปก่อนจะ...”

พี่กฤษณ์ชะงักปากหยุดคำกลางประโยคฉันสะดุ้งต่อประโยค

ขาดค้างในใจก่อนจะไม่ได้ยินอะไรอีกเลยถาวรฉันขลุกตัวในห้องนอน

ฟังยูทูบวนทั้งคืนอ่านบทเพลงตัวเองสรรค์สร้างซ้ำแล้วซ้ำอีกแก้ม

เปียกปอนแล้วเหือดหายเพื่อเติมท่วมด้วยหยาดน้ำสายน้อยฉันหูดับ ฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุก็ไม่ถึงกับไร้สาเหตุเสียทีเดียวความผิด ปกตินี้อาจเกินได้ทั้งพันธุกรรมการทำงานอยู่ในที่เสียงดังเนิ่นนาน รวมถึงวายร้ายสารพันเรื่องอย่างไวรัสเพียงแค่ว่าหลายคนไม่รู้ตัว นั่นคือ

ความหมายของการไม่ทราบสาเหตุในกรณีฉันหมอประมาณเวลาว่า

ใกล้ดับไปรับฟังเสียงผีเสื้องั้นเหรอฉันปฏิเสธพี่กฤษณ์ได้แต่ก็ไม่

นั่นเท่ากับฉันวางโปรแกรมตัวเองเดินทางสู่เม็กซิโกโดยปริยาย

พี่กฤษณ์จองที่พักกับเจเอ็มบัตเตอร์ฟลายส์บีแอนด์บีบริษัท ทัวร์แห่งเดียวในมาเชอรอสห่างจากทางเข้าแหล่งพักพิงของผีเสื้อ จักรพรรดิแค่เดินไม่กี่นาทีตามคำโฆษณากำแพงสีขาวสะอาดวาดรูป ผีเสื้อจักรพรรดิตัวใหญ่หลายตัวอวดปีกสดใสแม้แต่ชื่อบริษัทยังใช้ตัว ผีเสื้อแทนคำอาคารสามชั้นบวกกับดาดฟ้าภายในก็เป็นสีขาวเดียวกับ กำแพงฐานตึกทาสีฟ้าเข้มตลอดแนวเลยตึกขาวหลังนี้ไปเห็นภูเขา ซ้อนตัวเรียงลดหลั่นกันซุ้มประตูทรงสามเหลี่ยมทาสีฟ้าประดับด้วย ผีเสื้อจักรพรรดิอีกเช่นกันพอเข้ามาแล้วฉันค่อยรู้ว่ายังมีอาคารสองชั้น อีกหลังหนึ่งจัดเป็นห้องพักสิบสี่ห้อง หน้าห้องวางเก้าอี้มหึมาแดง เหลืองเขียวให้สุมหัวคุยครบทุกห้อง

ฉันพยักหน้าโยนสัมภาระลงบนเตียงแยกห้องพักกับพี่ชาย

และพี่สะใภ้ในนี้สีสันฉูดฉาดเหมือนเมืองแฟนตาซีตามสไตล์เม็กซิกัน ไม่รู้ผ้าปูที่นอนสั่งทำพิเศษไหมเพราะยังคงมีผีเสื้อสีแดงบินอยู่บนนั้น ช่วงธันวาคมยังไม่ใช่จุดพีกของนักท่องเที่ยวทำให้เราเป็นลูกทัวร์กลุ่ม เดียวมาเชอรอสเป็นหมู่บ้านที่หากินกับต้นไม้โดยไม่รู้ตัวว่ารบกวนแหล่ง จำศีลหน้าหนาวของผีเสื้อจักรพรรดิพรุ่งนี้ฉันกับพี่จะเข้าเซโรเพลอน เขตพักพิงของผีเสื้อ

เสียงสดใสของนกขานขับอยู่เบื้องนอกฉันพาตัวเองไปบน

ดาดฟ้ากวาดสายตาหาต้นกำเนิดแต่ไม่เห็นตัวต่อให้เห็นก็คงบอก ไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ร้องเพลงจริงสายลมอ้อยอิ่งเลื่อนผ่านกลิ่นอากาศ แห้งกัดจมูกฉันกอดอกทับเสื้อคอกลมสีน้ำเงินแขนสั้นย่นปิดเปลือกตา ปล่อยให้ประสาทดื่มกินเสียงเต็มอิ่มใบไม้ต่างถิ่นถูไถแกรกกรากแว่ว แมลงป่าเป็นหย่อมฉันวาดบรรทัดห้าเส้นในสมองวางเครื่องหมาย ชาร์ปสามตัวกำหนดคีย์ดนตรีโปรยโน้ตตามสำเนียงธรรมชาติแผ่วผ่าน กระดูกสามชิ้นในโพรงหูประสานด้วยหยดน้ำในดวงตารู้สึกได้ว่ามัน อาบเส้นขนตรงนั้นนิ้วชี้ขวาปาดหยาดของเหลว

พอลืมตาก็พบพระอาทิตย์ดิ่งลงหลังยอดภูหุบเขาเปลี่ยน เป็นสีดำปักด้วยรอยหยักของต้นไม้ภูไกลออกไปชโลมด้วยโทนม่วงของ

ฟ้าพาดแสงส้มทองฉาบริ้วเมฆภาพแบบนี้ฉันยังคงเห็นได้แต่คงหา เพลงประกอบไม่ได้อีกแล้วทั้งที่แต่งเพลงมายาวนานกลับนึกบทดนตรี เหมาะกับสถานการณ์ไม่ได้แม้สักห้องฉันโอบรัดตัวเองแน่นขึ้นแต่ยั้ง การไหวสะเทินไม่อยู่แก้มหนักตึงฉันไม่น่ามาที่นี่เลย

พี่นิภาพรชวนคุยส่งโกโก้ร้อนให้ช่วยต้านไอเย็นดีเลยเรานั่ง เล่นหน้าห้องมองความมืดเบื้องบนเป็นเม็ดดาววิบวิบเมื่อเมฆเคลื่อน

ผ่านเงียบเหมือนเหล่ากีฏะหลับผล็อยไปแล้วพี่กฤษณ์ทำธุระส่วนตัว อยู่ด้านในทั้งคู่ไม่อาจมีทายาทด้วยกันจากความไม่สมบูรณ์ของพี่ชาย ฉันเองเขายังคงยิ้มได้แต่ฉันรู้ว่าข้างในนั้นบอบช้ำพี่กฤษณ์ภูมิใจกับ การดูแลน้องมาตลอดฐานะหัวหน้าครอบครัวของเขาไม่มั่นคงเพราะ ไม่อาจมีลูกของตัวเองฉันรู้ว่าเขาคิดแบบนั้นพี่นิภาพรก็รู้สองคนนี้ ประคองกันผ่านเรื่องนั้นมาได้

“มันอาจลำบากแต่ณิชาน่าจะแต่งอีกสักเพลงนะ”

“ได้ยินเรื่องผีเสื้อจักรพรรดิแล้วอดทึ่งไม่ได้นะอุตส่าห์บิน หลายพันกิโลตั้งสองเดือนมารวมตัวกันในป่าโอยาเมลฟีร์บนภูเขานั่น” ตอนกินข้าวเราได้คุยกับโจเอลและเอลเลนเจ้าของที่พักทั้งคู่ เล่าถึงสถานการณ์ผีเสื้อจักรพรรดิที่ลดจำนวนลงมาตลอดผู้คนเคยตัด ไม้ไปทำซุงรบกวนถิ่นอาศัยของป่าโอยาเมลจนเมื่อพบว่าที่นี่เป็นแหล่ง ปักหลักของผีเสื้ออพยพจากตอนเหนือการอยู่ร่วมกับผีเสื้อจักรพรรดิ เปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้านไปพวกเขาหันมาปกปักผีเสื้อด้วยการดูแลป่า

อาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งมาเยือนช่วงชีวิตจำศีลของ ผีเสื้อจักรพรรดิการดูแลป่าโอยาเมลไม่ใช่สิ่งเดียวต่ออายุผีเสื้อนี้เพียง คนทั่วไปปลูกมิลก์วีดเป็นอาหารให้หนอนผีเสื้อก็ช่วยได้มากแล้วพี่ นิภาพรกูเกิลได้ความว่ามิลก์วีดก็คือต้นไฟเดือนห้าดอกสีส้มแดงในบ้าน เรานั่นแหละ

“ระหว่างเส้นทางบินตายไปไม่รู้เท่าไร”

“มันยากเย็นแสนเข็ญแต่พวกเขาก็มั่นคงทำสิ่งที่สืบทอดกันมา”

ฉันเอนตัวติดเก้าอี้ตัวเขียวพี่สะใภ้จิบโกโก้ร้อนของตัวเอง

แก้วในมือฉันชืดพี่กฤษณ์กับพี่นิภาพรมีวิธีพูดเรื่องเดียวกันในแบบ ของตัวเองฉันจินตนาการได้ถึงความสั่นไหวเมื่อทั้งคู่รู้ว่าไม่อาจมีลูก แต่เข้าใจไม่ถ่องแท้เช่นเดียวกันสองคนนั้นนึกออกถึงความสูญเสีย แต่ไม่ชัดเจนกับการหมดโอกาสยินเสียงรอบตัวโดยเฉพาะบทเพลงที่ ฉันเรียบเรียง

“เมื่อครั้งกฤษณ์รู้ตัวว่ามีลูกไม่ได้รู้ไหมเขาทำอะไรเขาฟัง เพลงของณิชาทั้งหมดไม่สนใจเพลงของใครอื่นเลยอ้างว่าเพลงของ

น้องสาวมีเสน่ห์เหนือบทเพลงจากค่ายเพลงดังทั้งหมดที่มีบนโลกมัน เข้าถึงกฤษณ์เขาจริงๆ”

ฉันนิ่งงันไม่รู้ความจริงนี้มาก่อนไม่นึกว่าสิ่งที่ฉันทำมีผลกับ พี่ชายในวันเขาเศร้าหมองเพิ่งรู้ว่าน้องคนนี้ได้ช่วยเหลือพี่ชายผู้ปกป้อง มาตลอดด้วยเหมือนกัน

“พี่อยากฟังจริงๆนะเพลงของณิชาน่ะ”

ฝูงผีเสื้อจักรพรรดิบินสี่พันห้าร้อยกิโลเมตรเพื่อมีชีวิตรอดใน

ฤดูหนาวแม้ต้องตายนับไม่ถ้วนระหว่างทาง

ทางเข้าแหล่งสงวนเซโรเพลอนอยู่ห่างจากที่พักไม่กี่นาที

ก็จริงแหละแต่เราต้องขึ้นเขาไปอีกไกลมันชันมากด้วยการขี่ม้าเป็นวิธีดี ที่สุดฉันไม่เคยนั่งหลังม้าแบบนี้มาก่อนกลัวนิดหนึ่งแต่สักพักก็คุ้น เจเอ็มบัตเตอร์ฟลายส์มีทีมงานคอยจูงม้าให้ลูกทัวร์ทั้งหมดการเดินทาง บนหลังม้ากินเวลาตั้งชั่วโมงครึ่ง

“ยัยน้องโน้มตัวไปข้างหน้าตอนเขาชันขึ้นเอนไปข้างหลัง ตอนลาดลงเข้าใจไหมช่วยม้าหน่อย”

ไม่รู้พี่กฤษณ์รู้วิธีนั้นมาจากไหนอาจคุยกับโจเอลมาหรือไม่ ก็ไกด์ผู้มาด้วยกันกับเรานี่แหละบอกระหว่างนั้นฉันซึมซับภาพรอบตัว เบื้องหน้าเป็นหุบเขาห่มด้วยต้นไม้น่าจะตระกูลสนเรียงซ้ายขวาเป็นรูป

ตัววีมีทิวเขาจางในม่านหมอกตรงกลางเหมือนที่เห็นในภาพถ่ายทิวทัศน ทั้งหลายเอลเลนอธิบายให้ฉันฟังก่อนมาว่าต้นสนโอยาเมลเป็นไม้ เฉพาะถิ่นของที่นี่เจริญในความสูงสองพันถึงสี่พันกิโลเมตรเซโร เพลอนสูงสักสามพันเมตรได้มั้งป่านี้งอกงามใต้เมฆเย็นของหุบเขายิ่ง ขึ้นสูงก็ยิ่งสัมผัสความเย็นได้มากขึ้นดีนะ

ตัวของผีเสื้อจักรพรรดิอพยพแล้วทางเดินสีน้ำตาลเทาบุรองด้วยหิน กรวดสลับดินพลิกหน้าอาจด้วยฝีมือสัตว์ป่าแคบแต่ก็สวนกันสบาย คดเลี้ยวยังกับงูมีหญ้าเขียวไม่รู้จักชนิดปกคลุมสูงถึงเข่าไม้สูงแทงต้น

ชะลูดสู่ฟ้าแต้มตัดด้วยเมฆเทาแดดสายเอียงตัวฉาบทางเดินไต่ระดับ

ไกด์ชวนคุยว่าพอผีเสื้ออพยพมารวมกันมากขึ้นพวกมันก็ยิ่งบินไกลเข้าไป

กรุ๊ปทัวร์สามคนไทยบวกกับไกด์ท้องถิ่นห้าคนย่ำเท้าไปตามทาง พี่นิภาพรเริ่มหอบหายใจบ้างแล้วฉันเองก็ไม่ต่างกันเท่าไรนักแม้กระทั่ง พี่กฤษณ์ก็อวดเก่งได้ไม่นานนักหรอกฉันดื่มน้ำจากขวดพอดีตอนเห็น ปีกบินสีส้มเหนือหัวแล้วมันก็เพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อเราเดินลึกเข้าไปเห็น ผีเสื้อในป่าคอนกรีตกลางกรุงเทพฯนับว่าดีต่อใจมากแล้วแต่เทียบ ไม่ได้เลยเมื่อเห็นผีเสื้อเป็นฝูงผีเสื้อจักรพรรดิเกาะกิ่งไม้ดูดน้ำหวานจาก ซัลเวียเมกซิกานา

“ระวังเท้าด้วย”

ฉันชักเท้ากลับก้มดูพื้นซากผีเสื้อจักรพรรดิเกลื่อนบนผืนหญ้า

สีปีกตัดกับพื้นเขียวนอนก่ายซ้อนทับกันพวกมันบินมาตายกันตรงนี้

ตัวหนึ่งโผจากพื้นโฉบวูบไปข้างหลังฉันหันมองตามผีเสื้ออีกมากผึ่งปีก อยู่บนทางเดินทำให้เราต้องระวังทุกย่างก้าวไม่ไปเหยียบชีวิตทรหด

ของแมลงบอบบางแต่ละตัว

ฉันก็แบบบางไม่แพ้ปีกบินเหล่านี้

“น้องรู้เปล่าผีเสื้อต้องอาศัยความร้อนจากภายนอกไม่

เหมือนพวกเราความเย็นทำให้บินไม่ได้ผีเสื้อพวกนี้เลยต้องเกาะนิ่ง ผึ่งแดดจนอุณหภูมิอย่างต่ำสักสิบสามองศาตอนนั้นกล้ามเนื้อของมัน

อุ่นพอจะขยับเขยื้อนโบกปีกได้ตอนนั้นแหละพวกมันค่อยโผบินไปกิน น้ำหวานแล้วตอนนั้นแหละเราจะได้ยินเสียงปีกของฝูงผีเสื้อล้านตัว”

พี่กฤษณ์เบ้ปากใส่พี่นิภาพรนางยักไหล่เดินแซงฉันอมยิ้ม พี่ชายมักพูดคำซ้ำยามตื่นเต้นเป็นการตื่นเต้นในทางดีเขาแค่อยาก แชร์ข้อมูลผีเสื้อให้รู้ทั่วถึงกันผีเสื้อจักรพรรดิตัวหนึ่งบินเกาะจมูกพี่ กฤษณ์เราทุกคนตรึงร่างเกรงจะทำให้แมลงน้อยกลัวสักพักมันบิน ออกไปผีเสื้อบางตัวคงได้ไอแดดอุ่นมากกว่าตัวอื่นจึงโฉบร่อนล่วงหน้า มีพวกมันหลายตัวเป็นแบบนั้นฉันสังเกตจำนวนผีเสื้อจักรพรรดิร่อน ข้ามหัวเพิ่มขึ้นเมื่อเราเดินลึกสูงไปเรื่อยๆ

“พี่ฟังมาจากโจเอลเหรอ”

“ฮื่อผีเสื้อทุกตัวเจอเรื่องนี้เหมือนกันคิดดูแล้วก็เท่ากับบท

ทดสอบในวงจรชีวิตไม่ยาวนักของมันแต่ผีเสื้อโมนาร์ชไม่ได้เจอฤดูหนาว เพียงตัวเดียวผีเสื้อโมนาร์ชบินเกาะกลุ่มมาสู่แหล่งพักพิงนี้ร่วมกัน ความอัศจรรย์ของผีเสื้อโมนาร์ชอีกอย่างคือไรรู้ไหมพอหมดหนาว พวกมันบินขึ้นเหนือต่างกับนกตรงที่มันจะตายระหว่างทางเพราะวง ชีวิตของมันประมาณสี่ถึงหกอาทิตย์มันออกลูกรุ่นใหม่ผีเสื้อรุ่นนั้นก็

บินต่อผสมพันธุ์ออกลูกตายแล้วรุ่นใหม่ก็มุ่งขึ้นเหนือแทน”

พี่กฤษณ์หยุดสูดหายใจลึกสูงสามกิโลเมตรบนภูเขาก็ต้องเป็น แบบนี้กันทุกคนแหละฉันนึกถึงผีเสื้อจักรพรรดิที่ส่งต่อภารกิจเดินทาง

“พิสดารกว่านั้นคือตอนพวกนั้นย้ายหนีหนาวบินมาเม็กซิโกนี่ พวกมันออกลูกรุ่นพิเศษโตขึ้นบินต่อวันได้ไกลขึ้นสักแปดสิบถึงร้อย หกสิบโลอายุยืนถึงแปดเดือนทำให้บินรุ่นเดียวมาถึงป่านี่ได้”

ฉันมองตามพี่กฤษณ์ไปยังลำต้นโอยาเมลประจำถิ่นมันแปลก ตาไปกว่าเปลือกไม้ต้นมะขามต้นมะม่วงโพธิ์หรือต้นอะไรก็ตามแต่ที่ เคยผ่านตามันเกาะกลุ่มด้วยแผ่นรูปเกือบสามเหลี่ยมสีน้ำตาลส้ม มากมายเกินคณานับวัตถุจับเปลือกลำต้นทั้งมวลนั้นคือผีเสื้อจักรพรรดิ ทุกต้นมีผีเสื้อด้วยกันทั้งสิ้นแบบนี้คงไม่ใช่แค่ล้านตัวหรอก

เพียงภาพเบื้องหน้าก็อัศจรรย์เกินบันทึกแล้ว

ฉันผงกหัวเห็นด้วยทั้งที่ไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ทั้งที่ไม่เคยเห็น ปรากฏการณ์นี้มาก่อนบางอย่างบอกว่าจังหวะเวลากำลังมาถึงเงาแต่ละ คนสั้นลงอากาศเย็นก็จริงแต่พระอาทิตย์ใจดีอบทางดินปุ่มป่ำกับใบ หญ้าแหว่งเป็นรูจนสลายน้ำค้างไปหมดฉันแหงนมองหมุนรอบตัวนก

น้อยร้องแข่งกันซ้ายขวาละอองหนาวยังพอมีแรงวิ่งเข้าไปในโพรงหายใจ พี่กฤษณ์กับพี่นิภาพรจูงมือย่องไปใกล้อีกนิดน้อยไกด์ประจำกรุ๊ปแนะ ว่าอย่าชิดผีเสื้อมากนักฉันหย่อนก้นลงหย่อมหญ้าเมื่อแน่ใจว่าไม่มีผีเสื้อ

จากหนึ่งตัวเป็นสิบเป็นร้อยฝูงเนยบินได้สีส้มประดับด้วยลาย สีดำขยับปีกกางหุบเป็นจังหวะสี่สี่ในบรรทัดห้าเส้นแล้วฉันก็อ้าปากค้าง

แรกเริ่มนึกว่าความผิดปกติในโพรงหูทว่าพี่ทั้งสองออกอาการ เดียวกันฉันจึงมั่นใจสัญญาณนั้นคล้ายกับเสียงซ่าจากทีวีประหนึ่งไฟฟ้า

กวนกันแตกประจุดุจฟองก๊าซในน้ำอัดลมเพิ่งเทต่างจากสัญญาณ

เครื่องใช้ไฟฟ้าคือความละมุนอ่อนไหวพลิ้วโบก มันเลื่อนไหลจากหลัง

มาหน้าต่อเนื่องไม่หยุดยั้งฉันปิดตาปากเผยอ เงยคางธารน้ำร่วงจาก

ยอดสนโอยาเมลเช่นเดียวกับน้ำตกในป่าผิดแค่เป็นผีเสื้อมิใช่มวลน้ำ เน้นดังสลับผ่อนปรนกระแทกเลือนจางโอบไล้ใยประสาทในหูต่อเนื่อง สู่หัวใจจนกรุ่นเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อปีกผีเสื้อจักรพรรดิป้อนย้อนยัง สมองให้คลื่นราบเรียบคล้ายหลับฝันดี

ในบรรดาตัวโน้ตมากหลายบนเส้นทำนองทั้งห้าสายผีเสื้อ จักรพรรดิร้อยล้านตัวโบกปีกขยายเสียงเป็นบทเพลงไพเราะสุดเท่าที่ฉัน เคยประสบร้อนรื้นชื้นสองดวงตาประสมอารมณ์ปลื้มปิติและหวาด หวั่นฉันคงไม่ได้ยินเสียงธรรมชาติอันใดอีกแล้วนี่คือเสียงสิ่งมีชีวิต รังสรรค์อัศจรรย์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของฉัน

“น้องคงไม่รู้เวลาพี่ไม่สบายใจพี่ได้เพลงของน้องช่วยชี้ทาง

พี่ควรบอกน้องเสียนานแล้วว่าน้องคือไฟประภาคารในยามมืดมนของ พี่เอาล่ะพี่จะเป็นแบบเดียวกันให้น้อง”

พี่กฤษณ์โอบไหล่ฉันไปประทับบ่าเขาพี่นิภาพรเยื้องมาเคียง

ข้างท่ามกลางเสียงน้ำตกจากปีกแมลงทวีร่อนโฉบไปมาเหนือหัวคล้าย มีคนโปรยคอร์นเฟลกส์อยู่บนนั้นใต้ยอดคบโอยาเมลฟีร์เหนือขึ้นไป เบื้องบนเห็นฟ้ากระจ่างหมู่เมฆไอเย็นหาได้เยือกแข็งหม่นดำ “ผีเสื้อจักรพรรดิพวกนี้ตายเกลื่อนระหว่างทางเป็นพันเป็นหมื่น

“พี่รู้ถ้าบินลำพังคงโดนจับกินสูญพันธุ์ไปหมดแล้วแต่พวก เขาไม่เคยบินตัวเดียว”

เราสามคนนั่งนิ่งกล้ามเนื้อหัวใจฉันหมดสิ้นความหนาว

เช่นเดียวกับผีเสื้อจักรพรรดิด้วยสายใยของพี่ชายและพี่สะใภ้วูบหนึ่ง สงสัยว่าเสียงผีเสื้อจะหยุดลงฉับพลันหรือไม่หวังว่าคงไม่ฉันบันทึก โน้ตดนตรีของพวกเขาเอาไว้ในหน่วยความจำชีวภาพตัวเองเรียบร้อย

อาการหูดับไม่อาจหลบเลี่ยงมันจะติดตัวไปจนตายถึงกระนั้นความ พิเศษของนักดนตรีต่างจากคนทั่วไปคือเราทุกคนได้ยินบทเพลงในหัว แม้มันไม่ดังผ่านตัวกลางฉันจะกลายเป็นคนหูหนวกแต่ยังคงได้ยิน

“กระทั่งตัวหยุดบนบรรทัดห้าเส้นก็นับเป็นหนึ่งเสียงดนตรี”

พี่กฤษณ์กับพี่นิภาพรอาจเข้าใจความหมายประโยคนั้นไม่เต็ม

ร้อยแต่อย่างน้อยทั้งคู่สนองตอบด้วยเรียวปากโค้งงอนละมุน

“ตราบใดที่มีโน้ตดนตรีอื่นอยู่บนบรรทัดห้าเส้น”

หลังมือ…ทีอังบนหน้าผาก

กว่าจะกลับถึงหอพักก็ดึกโขเวลาล่วงเข้าตีหนึ่งครึ่งแม้ว่า

แฟลตพยาบาลเงียบเชียบทอดตัวสงบนิ่งอยู่ในเงาสลัวของ แสงจันทร์ค่อนเสี้ยวและดวงไฟรายทางบางดวงที่ยังใช้การได้อากาศ ยามดึกค่อนข้างเย็นหมาจรจัด3-4ตัวซุกตัวนอนเงียบอยู่ในซอกมุม ใกล้ถังขยะตัวหนึ่งกระดิกหางทักทายเมื่อเดินผ่านพิณขยิบตาส่งยิ้ม ตอบคิดขำๆว่าเป็นมิตรไมตรีที่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงควรจะหยิบยื่น ให้แก่กันห้องหับเงียบเชียบเมื่อเปิดประตูเข้าไปคืนนี้มยุรีและปริศนา เพื่อนร่วมห้องเข้าเวรกะดึกทั้งสองคนคงออกจากห้องไปตั้งแต่ก่อน เที่ยงคืนแต่ก็จงใจเปิดไฟห้องหน้าสุดทิ้งไว้ให้…เพราะรู้ดีว่าพิณไม่ ชอบความมืดและก็กลัวผีแก้ไม่หาย

สาวเท้าผ่านความคับแคบของห้องส่วนหน้าซึ่งใช้เป็นที่วางตู้ เครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าของสมาชิก3คนเปิดประตูห้องนอนเอื้อมมือ ไปกดสวิตช์เปิดไฟเดินเข้าไปทิ้งกระเป๋าถือลงบนเตียง

พื้นห้องเอนตัวพิงเตียงนอนอ้าปากหาวอย่างอ่อนล้า คืนนี้เป็นคืนที่ หนักหนาจริงๆทั้งเหนื่อยล้าและหดหู่

มีอารมณ์หดหู่หนาแน่นแช่ตัวนิ่งๆตกค้างอยู่ในใจจนรู้สึก อึดอัดกับการมีอยู่ของมัน

กลไกอันแสนวิเศษของร่างกายและจิตใจแค่ต้องใช้เวลาสักนิดหน่อย บางทีอาจจะนานเท่ากับเวลาที่ใช้ในการอาบน้ำชำระล้างคราบไคลที่ไม่ ปลอดภัยซึ่งอาจจะติดมากับเสื้อผ้าหน้าผมให้สะอาดเอี่ยมพอถึงเวลา ที่พาร่างกายสะอาดสะอ้านมาซุกตัวลงนอนอารมณ์ที่ค้างคานั่นก็คง หมดจดพอดีแค่รอเวลาหัวถึงหมอนทุกอย่างก็จะดับวูบเหมือนปิด

สวิตช์ไฟ

แต่ผิดคาดพิณกลับนอนไม่หลับตาและใจตื่นโพลงเขาไม่ ควรจะตายเด็กหนุ่มคนนั้นชีวิตในวัยที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของเขา

ไม่ควรถูกปลิดทิ้งอย่างไร้ความชอบธรรมจะพูดว่าเขาถูกปล้นชีวิต หน้าด้านๆก็ไม่ผิดฆาตกรที่ว่าชื่อโควิค-19เป็นคนลงมือที่น่า

เจ็บปวดก็คือพิณซึ่งมีหน้าที่ยื้อแย่งชีวิตของเขาคืนมาทำอะไรไม่ได้เลย …นอกจากยืนมองตาปริบๆอย่างกับคนไร้เขี้ยวเล็บ

รู้กันอยู่ว่าคนเสียเลือดมากไม่ควรจะตายเลยในทันทีต่อให้ขา

ข้างขวาของเขาจะถูกเหล็กคมกริบจากชิ้นส่วนตัวรถเก๋งของคู่กรณีตัด ขาดจากกันเป็นสองท่อนทำให้ร่างกายเสียเลือดจำนวนมาก

ในทันทีแต่คนช็อกจากการเสียเลือดมากก็มีโอกาสรอดชีวิต

อยู่มากถ้า‘ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน’หยิบยื่นโอกาสนั้นให้เขาได้ทันเวลา

แต่เราทำไม่ได้เราไปถึงที่นั่นช้ามากเดี๋ยวนี้เราไม่สามารถวิ่ง ตัวปลิวกระโดดขึ้นรถพยาบาลและออกจากที่จอดรถภายใน2นาที

ทันทีที่รู้ว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนได้อีกต่อไปโควิค-19

ทำให้ทุกอย่างล่าช้ายุ่งยากและเสียหายเวลานานกว่า10นาทีที่เรา วุ่นวายอยู่กับการสวมชุดพีพีอี1 ได้ฉกฉวยโอกาสรอดชีวิตของเด็กคนนั้น

1 พีพีอี :PPE(PersonalProtectiveEquipment)หมายถึงเครื่องแต่ง กายพิเศษและวัสดุอุปกรณ์ที่บุคคลใช้สวมใส่ปกปิดร่างกายเพื่อป้องกันการ สัมผัสกับเชื้อโรคช่วยป้องกันและลดโอกาสติดเชื้อ

หัวใจของเขาหยุดเต้นสนิทแล้วเมื่อทีมกู้ชีพไปถึงและต่อให้

เราพาเขามาถึงโรงพยาบาลได้ในที่สุดแต่ก็กู้หัวใจคืนมาไม่ได้เส้นกราฟ แสดงการเต้นของหัวใจบนหน้าจอมอนิเตอร์ซึ่งเป็นเส้นตรงยาวนานติด ต่อกันถึง30นาทีทำให้เราไม่สามารถทำงานชิ้นสำคัญที่ควรทำให้เขา คือพาไปห้องผ่าตัดเพื่อห้ามเลือดได้สำเร็จทุกอย่างล่าช้าและสาย เกินแก้ไข

แม่ของเด็กหนุ่มหัวใจสลายเธอร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย ตามลูกชายไปด้วยก็ไม่เชิงว่าจะไม่เคยเห็นอาการที่บ่งบอกว่าคนหนึ่ง ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีอีกคนหนึ่งที่ห้องฉุกเฉินแต่ครั้งนี้ที่รู้สึก รู้สามากมายเพราะพิณรู้ดีว่าถ้าทำอะไรได้เร็วกว่านี้แม่คนหนึ่งอาจจะ ไม่สูญเสียลูกชายและหากเด็กหนุ่มคนนั้นจะต้องตายเขาก็ควรจะได้ ตายอย่างสมศักดิ์ศรีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ใช่ถูกทิ้งขว้างให้ตายอย่าง

ก่อนลงเวรคนทำงานทั้งทีมนั่งคุยกันว่าเพราะเราใช้เวลา

ปลุกปล้ำกับชุดพีพีอีนานเกินไปถ้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เราต้องคิดหาวิธีลดการใช้เวลาให้สั้นลงแต่ไม่มีใครนึกออกว่าจะต้องทำ อย่างไรในชีวิตการทำงานพิณไม่เคยตันทางความคิดอย่างนี้มาก่อน

วันที่สามสิบห้าของการระบาดระลอกสาม

พร้อมๆกับข่าวน่ายินดีที่ว่ากำลังจะมีวัคซีนป้องกันโควิค-19 มาฉีดให้ประชาชนและบุคลากรด่านหน้าจะได้รับการจัดสรรวัคซีน ให้ก่อนแม่โทรฯมากำชับพิณว่า“ไม่ต้องเข้าบ้านนะหมู่บ้านถูกสั่ง ปิด”พิณอยู่ในครัวที่ห้องฉุกเฉินกินข้าวเที่ยงเสร็จกำลังดื่มน้ำและ สำลักน้ำที่กำลังดื่มถามแม่ว่า“ใครสั่งปิดปิดทำไม”พลางนึกสงสัยว่า

“ผู้ว่าฯซิ”แม่ทำเสียงสำคัญ“เอาท่อปูนมากั้นทุกทางเข้าออก มีเวรยามเฝ้าระวังทั้งวันทั้งคืนยังกะขังนักโทษกันไม่ให้คนในหมู่บ้าน ออกไปไหนเขากลัวจะเอาเชื้อไปติดคนหมู่บ้านอื่น”

เรื่องมีอยู่ว่าหมู่บ้านเล็กๆของพิณที่ต่างอำเภอมีคนจำนวน เกือบร้อยติดโควิค-19พอพิณร้อง‘หา’อย่างตกใจแม่ก็ว่า‘จริง’

หมอจากอำเภอยกทีมมาตั้งเต็นท์ตรวจเมื่อวานวันนี้ก็เอารถพยาบาล มาขนคนที่ตรวจพบว่าผลเป็นบวกไปโรงพยาบาลตั้งหลายเที่ยวแล้วก็ แจกแจงให้ฟังว่าใครติดเชื้อบ้างคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนที่พิณรู้จักและ ใช้ชีวิตคลุกคลีกับแม่พิณทั้งใจหายทั้งเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่ แม่เล่าว่าต้นตอของโรคมาจากคนที่มาจากกรุงเทพซูเปอร์

ไม่มีนโยบายห้ามการเดินทาง)เขากลับบ้านเพื่อร่วมงานบวชหลานชาย

2คนคนที่บวชก่อนอยู่ในอีกตำบลหนึ่งพิณได้ข่าวว่ามีคนติดเชื้อจาก งานบวชนั่นหลายคนมาสักอาทิตย์แล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดแม้ว่า ในเวลาไล่ๆกันที่หมู่บ้านของเราจะมีเด็กหนุ่มเพื่อนร่วมรุ่นของต้นตรวจ พบว่าติดเชื้อแต่ก็ยังไม่มีใครเฉลียวใจว่านั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่หมู่บ้าน ของเราจะตกเป็นศูนย์กลางของการระบาดครั้งนี้จนทางการมีคำสั่งปิด หมู่บ้าน

มีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วแม้ว่าแหล่งกำเนิดเชื้อหรือ จำนวนผู้ป่วยจะมีเพียคนเดียวเช่นผู้ป่วยโรโควิด-19เข้าไปในพื้นที่ที่มี ความแออัดและไม่มีมาตรการป้องกันทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บริวณนั้นมี ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง

แล้วจะทำยังไงกันพิณถามแม่อย่างวิตกแม่ตอบชิลล์ๆว่า จะให้ทำยังไงล่ะก็ใช้ชีวิตซิเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ พิณรู้ว่าแม่หมายความตามนั้นจริงๆไม่มีเจตนาตีรวนรู้ใจแม่ด้วยว่าถ้า ถามว่าแล้วจะกินอยู่ยังไงแม่ก็จะตอบว่าก็กินเท่าที่มีซิข้าวปลาผักหญ้า ก็มีไม่มีก็ปลูกก็หาเอาเดี๋ยวทุกอย่างมันก็คลี่คลาย ไม่มีอะไรไม่จบ

หรอกน่าและต่อท้ายประโยคประจำตัวว่า“คิดอะไรมาก”

‘คิดอะไรมาก’คือคาถาดูแลใจยามวิกฤติของแม่หมายความ ว่าอย่าคิดไปให้ไกลเกินกว่าเหตุการณ์ปัจจุบันที่กำลังเผชิญหน้าแม้ตก อยู่ในสถานการณ์ที่มืดมิดเผชิญหน้าสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องไม่หมด หวังต้องกล้าเผชิญหน้ากล้าบอกตัวเองว่าเราควบคุมอนาคตได้แม่เชื่อ ว่าในความอับโชคมักมีโชคดีแฝงตัวมาด้วยเสมอทุกเรื่องมีทางออก และแก้ไขได้ที่เราต้องทำก็คือตั้งสติแล้วมองหามันให้เจอหยิบฉวย

แม่ไม่ได้ประดิษฐ์คำพูดหรูๆนั่นสอนพิณหรอกคนที่เรียน หนังสือแค่ประถมหนึ่งอย่างแม่มีคำศัพท์หรูๆสต็อกในหัวไม่มากแต่ แม่สาธิตวิธีการผ่านการกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกในทุกครั้งที่วิกฤติมาเยือน ครอบครัวเราและพิณก็ถอดรหัสนั้นเป็นสูตรสำเร็จไว้ใช้สอนตัวเองใน ยามคับขันทางใจ

ก็หรือไม่จริงต่อให้ศบค.จะประกาศจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อ และตายรายวันเพิ่มขึ้นทุกวันต่อให้ชีวิตตกอยู่ในดงของโรคพิณจะทำ อะไรได้นอกจากอยู่กับมันจะเลือกอยู่อย่างลนลานไร้สติ หรือมีสติ

ตั้งมั่นไม่ประมาทประคองชีวิตอย่างระมัดระวังรอให้วิกฤตผ่านพ้น ไป…ก็อยู่ที่จะเลือกวางใจตัวเองลงไปถ้าวางถูกที่ถูกทางจิตใจก็จะ โปร่งเบาพร้อมตั้งรับ…ก่อนวางสายพิณปลอดโปร่ง พอจะแหย่แม่ว่า

‘อยู่บ้านล่ะอย่าได้เที่ยวซุกซนเดินเพ่นพ่านให้เชื้อมันกระโดดใส่เอา’ ให้แม่ของขึ้นตอกกลับมาว่า‘เป็นแม่ฉันเหรอ’

แม้ว่าล่วงจนถึงวันนี้โควิค-19จะสร้างผลงานโดดเด่นด้วย

การเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเพิ่มจำนวน

คนป่วยที่เชื้อลงไปกัดกินปอดมากขึ้นเพิ่มจำนวนศพและดวงวิญญาณ ที่ปลิดปลิวจากร่างแซงหน้าการตายจากสาเหตุอื่นๆที่เคยครองอันดับ หนึ่งไว้เหนียวแน่นสำเร็จลงได้ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ (อย่างจังหวัดของพิณซึ่งบัดนี้ถูกระบายสีเป็นสีแดงเข้มเรียบร้อยโรงเรียน โควิค-19ไปแล้ว)ส่งผลให้โรงพยาบาลขาดแคลนเตียงรับผู้ติดเชื้อ ห้องไอซียูความดันลบไม่มีเตียงรองรับผู้ติดเชื้ออาการหนักโรงพยาบาล สนามแห่งแรกเริ่มแออัดเกิดปรากฏการณ์สถานกักกันกลุ่มเสี่ยงและ โรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ๆผุดขึ้นที่นั่นที่นี่ราวกับดอกเห็ดตาม จำนวนคลัสเตอร์ใหม่ที่เกิดขึ้นรายวันนอกจากข้อเสนอขอเปลี่ยน เครื่องแบบจากชุดขาวผ้าหนาเตอะมาเป็นชุดหลวมๆผ้าบางเบาเพราะ คนทำงานไม่สามารถทนอุดอู้อยู่ในชุดเครื่องแบบหนาภายใต้พีพีอี เป็นวันๆได้อีกต่อไปทุกอย่างในห้องฉุกเฉินยังคงดำเนินไปตามปกติ และพิณก็ไม่ได้ตื่นตระหนกกับโควิค-19มากเกินจำเป็น ใจยังเต็มไป

ด้วยความหวังว่ามันจะจบลงในเร็ววันจนกระทั่งเมื่อคืนพอผลการตรวจ แรพิดเทสต์3 คนไข้ที่ให้การดูแลในห้องฉุกเฉินเป็นบวกและทีมดูแล 10 คนตกอยู่ในสถานะเป็นผู้สัมผัสความเสี่ยงสูงถูกสั่งกักตัวด่วน 14 วัน

ทันทีทุกอย่างก็เปลี่ยนไปห้องฉุกเฉินมีกฏระเบียบหยุมหยิมในการ ทำงานมากขึ้นสภาพจิตใจของคนทำงานย่ำแย่ลงรวมทั้งใจของพิณ

3 แรพิดเทสต์:RapidTestหรือชุดตรวจเร็วคือชุดทดสอบอย่างง่าย และรวดเร็วสำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันโควิด-19ซึ่งใช้เวลา ในการตรวจประมาณ 10–30นาทีเป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้น

แค่คิดว่าในที่สุดมันก็เดินเท้าสะเอวเข้ามายืนค้ำหัว เตรียมพร้อมจะพ่นลมหายใจส่งเชื้อโรคที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงใส่ ทันทีที่มีโอกาสแค่เผลอเรอโชคชะตาก็อาจจะพลิกผันพิณก็หนาว

จนอกใจสะท้านจินตนาการเห็นแต่ช่วงเวลาแสนสาหัสที่กำลังพาเหรด กันมาทำร้ายชีวิตผู้คนและคนที่ตัวเองรัก

พิณตัดสินใจจะไม่บอกแม่เรื่องถูกกักตัวไม่อยากให้แม่กังวล

ต่อให้เข้มแข็งยังไงผ่านชีวิตมามากแค่ไหนลูกก็ยังคงเป็นจุดอ่อนใน ชีวิตแม่แม้ว่าอีกใจหนึ่งจะรู้สึกว่าไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรมถ้าจะรอบอกแม่ ตอนพิณเป็นอะไรไปแต่พิณก็ไม่กล้ายกหูโทรศัพท์โทรหาแม่นึกคำพูดที่ จะเรียบเรียงบอกแม่ไม่ออก

ในจำนวนคน10คนที่ถูกกักตัวพิณจัดอยู่ในกลุ่มคนที่เสี่ยง สูงที่สุดใช้เวลาให้การพยาบาลข้างเตียงคนไข้รายนั้นนานร่วมชั่วโมง นับแต่รับตัวเข้ามาในโซนรักษาพยาบาลจนย้ายไปใส่ท่อช่วยหายใจใน โซนกู้ชีพเป็นพยาบาลคนที่หนึ่งทำหน้าที่ดูแลระบบหายใจในทีมกู้ชีพ ช่วยหมอใส่ท่อหายใจช่วยบีบถุงลมปอดดูดเสมหะถอดเสื้อผ้าที่เปียก โชกเหงื่อเช็ดเนื้อเช็ดตัว

แน่นอนพิณสวมชุดป้องกันแต่ยังไม่ใช่ชุดคลุมปฏิบัติการ4 ยังมีบางส่วนของร่างกายที่เปิดเผยให้สัมผัสกับสารคัดหลั่งจากตัวผู้ ติดเชื้อไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับคำตำหนิจากผู้บริหารที่ว่าเราสะเพร่าและ ประมาทแม้เราจะเถียงคอเป็นเอ็นว่าก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าญาติคนไข้จะ ปกปิดข้อมูลแต่เราพลาดจริงๆ

4 ชุดคลุมปฏิบัติการ:PPE-coverallเป็นชุดสวมคลุมร่างกายชิ้นเดียวตลอด รูดซิปยาวมีฮู้ดส่วนที่คลุมคอและศีรษะใส่แล้วเคลื่อนไหวตัวได้สะดวกก้าว ขาได้ดีการสวมและถอดทำได้ง่ายเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

โรงพยาบาลใช้ห้องผู้ป่วยพิเศษเป็นที่ขังเดี่ยวพวกเราแยกคนละ

ห้อง10คน10ห้องในห้องไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก

ยังแซวกันเล่นๆว่าดีเสียอีกจะได้นั่งๆนอนๆโดยไม่ต้องทำงานตั้ง14 วันแต่ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเวลาที่ชีวิตมีแค่ผนังปูนเทาๆกับเวลา เหลือเฟือและเรื่องร้ายๆที่รอขย้ำชีวิตคอยอยู่ข้างหน้าทุกนาทีช่างผ่าน ไปอย่างโหดร้ายและเชื่องช้าพิณกังวลกับผลสวอป5 ใน7วันข้างหน้า

จนฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิจะทำอะไรยิ่งต้องแกล้งเล่นละครว่ายังวิ่งทำงาน

อยู่ในห้องฉุกเฉินและสบายดีตอนแม่โทรฯมาพิณยิ่งอึดอัดอัดอั้นจน

10โมงเช้าพวกเรา10คนถูกรับตัวไปทำสวอปครั้งแรก ที่คลีนิคโรคหวัดเป็นวันแรกที่ได้ออกมาเห็นท้องฟ้าและแสงสว่างภาย นอกพิณมองตัวเองแล้วอดขำไม่ได้นี่ถ้าใส่ชุดนักโทษและมีโซ่ตรวน ล่ามที่ขาสองข้างสภาพก็ไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกเบิกตัวจากห้องขังมา ขึ้นศาลสักเท่าไหร่เลย

ระหว่างรอผลการตรวจพิณเดินเป็นเสือติดจั่นอยู่ในห้อง

นั่นเป็นนาทีบีบหัวใจและนานเป็น

5 สวอป:Swabวิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ(เสมหะในโพรงจมูก)สำหรับวิเคราะห์

Covid-19โดยใช้ไม้พันสำลีสอดลงในโพรงจมูกลึก2เมตรหมุนจำนวน5 รอบ5วินาที

6 พีซีอาร์:RT-PCR(RealTimePolymeraseChainReaction)เป็น การตรวจในระดับสูงสามารถยืนยันเชื้อได้แม้จะมีเชื้ออยู่ในตัวน้อยมากก็ตาม โดยไม่ต้องพึ่งการตรวจแบบอื่นอีกแต่จะใช้เวลาในการวินิจฉัยนานกว่าแบบ RapidAntigenTestใช้เวลาประมาณ24–48ชั่วโมง

ชาติการลุ้นระทึกว่าจะรอดหรือไม่รอดนั้นหนักหน่วงเดิมพันไม่ใช่แค่

ชีวิตพิณแต่เป็นความรู้สึกของแม่

ห้องแล็บส่งข้อความทางไลน์แจ้งมาว่าผลตรวจของพิณเป็นลบ

ในจำนวนคน10คน9คนปลอดภัยยกเว้นภูมิบุรุษพยาบาลรุ่น น้องคนเดียวผลตรวจของเขาเป็นบวกพิณทั้งตกใจและเห็นใจเขาอยาก จะส่งข้อความไปปลอบใจสักข้อความแต่ไม่รู้จะเขียนไปว่ายังไง‘สู้ๆๆ’ ยังงั้นหรือไม่ล่ะจะให้เขาสู้กับอะไรล่ะโควิค-19หรือโชคชะตาทำยัง กับว่าสองสิ่งนี้ง่ายต่อการต่อกรยังงั้นแหละนึกคำพูดไม่ออกพิณก็เลย ส่งอิโมจิรูปหัวใจไปให้ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจมั้ยว่าพิณส่งหัวใจทั้งดวงไป เชียร์ให้เขาปลอดภัย หลังจากเดินวนรอบโทรศัพท์เป็นครั้งที่ร้อยพิณก็กล้าพอที่จะ หยิบมันขึ้นมากดโทรหาแม่ทำใจตั้งรับว่าแม่อาจจะตกใจโวยวายหรือ ดุแต่ผิดทั้งหมดแม่ทำให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยคำพูดง่ายๆ“เออน่า…

ไม่ต้องคิดมากอะไรที่ยังมาไม่ถึงก็ไม่ต้องคิดมันตอนนี้ยังปลอดภัยก็ดี แล้วเราทำดีความดีก็ต้องคุ้มครองแม่ให้พรให้แคล้วคลาด”พิณ ปล่อยน้ำตาร่วงพรูอยู่กับโทรศัพท์ใจที่เคยเหน็บหนาวอุ่นวาบขึ้นราวกับ มีใครเอาผ้าห่มผืนหนามาห่มร่างล่อนจ้อนที่ถูกปล่อยตากแดดลมฝนมา นานพิณยิ้มให้กับผนังปูนเยือกเย็นเป็นครั้งแรกในรอบวันปลอดโปร่ง

จนนึกอยากจะฮัมเพลงสักเพลงแต่นึกไม่ออกว่าในช่วงเวลาที่ชีวิตถูก คุกคามและตกอยู่ในอาณัติของการเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้นี้ควร จะใช้เพลงไหนดี

กักตัวครบ14วัน

วันที่14ผลพีซีอาร์ของทุกคนเป็นลบเราคว้ากระเป๋าที่ เตรียมรอไว้แล้วออกจากห้องกักตัวมารวมกันที่ห้องฉุกเฉินภูมิ อาการแย่ลงเช้านี้เขาหายใจเหนื่อยผลเอกซเรย์ชี้ว่าเชื้อลงปอดแล้ว ค่าความเข้มออกซิเจนต่ำต้องนอนท่านอนคว่ำหน้าและหมอวางแผน

จะใส่ท่อช่วยหายใจเรานั่งจับเจ่ากันที่นั่นนิ่งและนานจนมีใครบางคน

พูดให้สติว่ากลับไปเตรียมตัวห้องฉุกเฉินยังมีงานต้องทำอีกมากจึงได้

แยกย้าย

วันที่หนึ่งร้อยสิบแปดของการระบาดระลอกสาม

พอถึงปลายเดือนกรกฏาคมต่อสิงหาคมทุกอย่างก็ผุกร่อนเกิน

เยียวยาภูมิรอดชีวิตแต่ปอดเขาไม่เหมือนเดิมน้องพยาบาลจากวอร์ด ไอซียูความดันลบถูกโควิค-19คร่าชีวิตไปคนหนึ่งบนพื้นที่สื่อเราได้ เห็นข่าวคนด่านหน้าสังเวยชีวิตในหน้าที่ถี่ขึ้นเห็นผู้คนตายง่ายๆบน ท้องถนนเดินอยู่ดีๆก็ล้มตึงลงหมดลมหายใจไปต่อหน้าเห็นภาพคน ติดเชื้อตายในบ้านศพขึ้นอืดเพราะไม่มีเตียงในโรงพยาบาลรับรักษา

มีสมาชิกในบ้านนั่งมองตาปริบๆอย่างเจ็บปวดเพราะไม่สามารถช่วย อะไรได้…รายวันและเมื่อรัฐบาลประกาศให้คนในเมืองหลวงเดินทาง กลับบ้านเกิดเพื่อรักษาตัวได้การติดเชื้อก็ลุกลามไปทั้งแผ่นดินเงาของ โควิค-19ทาบทับไปบนทุกหลังคาบ้านในความระทมทุกข์และหวาด กลัวที่เงียบงันเราแทบจะได้ยินเสียงฝีเท้าของมันเดินตรงเข้ามาหา…

หยิบยื่นความตายมายัดเยียดความตายกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวแค่เส้น ยาแดงผ่าแปดไม่มีครั้งไหนที่ผู้คนจะรู้สึกใกล้ชิดกับความตายมาก

เท่านี้มาก่อนเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเปราะบางไม่ต่างจากแก้วบางๆที่ถูก วางทิ้งไว้ในที่หมิ่นเหม่

พิณได้วัคซีนในโควตาบุคลากรด่านหน้าไปครบ2เข็มใน

ขณะที่คนค่อนประเทศยังไม่มีวัคซีนฉีดแต่ซิโนแวคที่พิณได้รับก็ไม่มี ผลในทางป้องกันเมื่อเชื้อโรคพัฒนาสายพันธ์และความรุนแรงไปอย่าง รวดเร็วและดื้อต่อวัคซีนประเทศของเราเดินมาถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดผู้คน รู้สึกเคว้างคว้างราวกับถูกปล่อยทิ้งขว้างไว้บนเรือขาดหางเสือกลาง ทะเลลึกท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำพวกเขาสะท้อนความรู้สึกว้าเหว่นั้น

ผ่านทางโซเซียลมีเดียหลากรูปแบบหากแต่พิณยังพยายามยึดมั่นจะ วางใจไว้กับสติบอกตัวเองให้เข้มแข็งและอดทนประคองชีวิตตาม มาตรการความปลอดภัย…รอ…จนถึงวันที่เรื่องร้ายๆผ่านพ้นไป

แต่ความอดทนของพิณขาดผึงลงในวันหนึ่งเมื่อใบเฟิร์น พยาบาลรุ่นน้องวูบล้มลงในระหว่างเจาะเลือดคนไข้ในความดูแลหมอ

ตรวจพบภาวะหัวใจเต้นรัวและผิดจังหวะสันนิษฐานว่าเกิดจากการ พักผ่อนน้อยทำงานหนักและมากเกินไปเธอถูกย้ายเข้าไอซียูด่วนวัน นั้นกลับถึงหอพักพิณซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น ปล่อยให้ความรู้สึกย่ำแย่และไม่ปลอดภัยคุกคามใจโดยไม่คิดจะปัด ป้องใครจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่ายังอึดยังไหวในขณะที่โรคบ้านั่น ยังคงเดินหน้าคุกคามชีวิตฉกฉวยความฝันและความรักไปจากผู้คน อย่างย่ามใจโดยไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ก็เชิญเถอะแต่พิณไม่ไหวแล้ว

หอมกลิ่นแกงจืดตำลึงหมูสับของโปรดโชยมาแตะจมูกทันทีที่ ก้าวลงจากรถได้ยินเสียงแม่ทำอะไรกุกกักอยู่ในครัวพิณสูดลมหายใจ

เข้าออกลึกลังเลว่าจะเดินเข้าบ้านดีมั้ยและถ้าเข้าไปแล้วควรจะพา ตัวเองไปอยู่ตรงส่วนไหนต่อให้ผลพีซีอาร์เมื่อเช้า จะออกมาเป็นลบ

แต่พิณก็ระแวงเกินกว่าจะวางใจแม่จะว่ายังไงนะถ้าพิณจะตะโกนบอก ว่าอย่าเข้าใกล้พิณเกิน2เมตรนะ

“อ้าวพิณมาแล้วเหรอ”แม่โผล่หน้ามาทักตอนแรกครึ่งหน้า

จากนั้นขมวดคิ้วแล้วก็เดินออกมาทั้งตัวอุทานว่า‘ไม่ได้นอนเลยหรือ’ ขอบตาพิณร้อนวาบเสียก่อนแม่จะทันพูดจบประโยครู้สึกเหมือนถอย อายุกลับไปเป็นเด็กน้อยขี้แยคนที่พกไข้จากโรงเรียนกลับบ้านแล้วพ่อ กับแม่สังเกตเห็นโดยไม่ต้องเอ่ยปากบอกเมื่อ30ปีก่อนแค่ได้ยินพ่อ หรือแม่ทักว่า‘หน้าแดงเชียวไม่สบายล่ะซิ’กุลีกุจอวางหลังมืออังลง บนหน้าผากตรวจวัดไข้พิณก็น้ำตาร่วงเผาะ

“ไม่สบายด้วยหรือเปล่าหน้าแดงเชียว”แม่ถามประโยค

สำเร็จรูปเดิมถ้าเพียงแต่แม่จะกุลีกุจอยื่นหลังมือมาอังบนหน้าผาก… พิณ

เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าโหยหาฝ่ามืออบอุ่นของแม่เหลือเกิน

“หนู…”ร่ำๆจะพลั้งปากบอกความรู้สึกแย่ๆที่อัดแน่นอยู่ ในใจออกไปแต่พอคิดว่าพิณโตเกินกว่าจะร้องทุกข์เป็นเด็กๆแล้วจึง เลี่ยงพูดไปว่า“ง่วง”แทน

“ง่วงก็นอน”แม่สั่งยังกะพิณเป็นเด็กๆเมื่อเดินตามกันเข้า บ้านและพิณก็ทำตามอย่างว่าง่ายเอนกายซุกตัวลงนอนบนเสื่อผืนเล็ก หน้าทีวีที่แม่ใช้เป็นที่นอนพักกลางวันเสยหัวหนุนหมอนใบที่แม่ใช้หนุน นอนหลับตาลงบอกแม่ว่า‘บ่ายสองแม่ปลุกหนูด้วยต้องไปเข้าเวร กะบ่าย’ได้ยินแม่ตอบรับว่า“ฮื่อ”ตามด้วยเสียงคล้ายจะประท้วงว่า ‘อ้าว’แต่แล้วแม่ก็ไม่พูดอะไรอีกพอรับรู้ถึงผ้าห่มอุ่นๆที่ห่มลงบนร่าง

และอิ่มเอมเมื่อแม่เขย่าตัวเบาๆปลุกให้ตื่นตอนบ่ายสองโมงนี่อาจจะ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่พิณหลับสนิทอย่างวางใจ

ตั้งชื่อมันว่าวัคซีนใจดีมั๊ยพิณถามตัวเองขณะขับรถมุ่งหน้า เข้าเมืองความรู้สึกที่แม่ส่งมาอาบหัวใจในช่วงเวลาสั้นๆที่ได้อยู่ด้วยกัน เป็นวัคซีนที่มีส่วนผสมของความรักและความเอาใจใส่ในสัดส่วนที่พอดี ทรงพลังและต่อสู้ได้ทุกสายพันธุ์ภูมิขึ้นทันทีที่ได้รับหาได้ง่ายไม่ต้อง ซื้อหาไม่ต้องแย่งชิงแค่กลับบ้านแล้วปล่อยให้อ้อมกอดของบ้านฉีด วัคซีนนั่นเข้าไปในหัวใจ

ถ้าขัดเขินไม่ชินที่จะแสดงความรักด้วยการกอดกันก็ไม่ต้อง กอดอ้อมกอดไม่ได้มีแค่ภายใต้วงแขนแต่ที่บ้านมีอ้อมกอดอยู่ทุกที่ บนหลังมือที่อังบนหน้าผากในคำพูดสายตาความใส่ใจ

ที่นอนอุ่นๆการได้หลับใกล้แม่สักตื่นแค่นี้อะไรหนักๆที่กดทับใจก็จะ

ถูดปัดเป่าให้หายไปง่ายๆราวกับโดนเป่ามนต์เสก

‘ไม่เจ็บไม่ปวดแล้วนะคะ’พิณพูดกับร่างไร้วิญญาณของคนไข้ โควิค-19คนแรกที่ตายในห้องความดันลบที่ห้องฉุกเฉินในระหว่างทำ พิธีทางศาสนาสั้นๆให้เขาแม้จะไม่สามารถหักห้ามความรู้สึกล้มเหลว ที่ทำได้แค่นั้นและความรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องเห็นและรับรู้ว่าคนติดเชื้อ ตายยังไงอยู่ทุกวี่วัน แต่เดี๋ยวนี้ความหวั่นไหวและเปราะบางนั้นกินระยะ

ในช่วงเวลาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤติเลวร้ายนี้ไปได้พิณก้าว ข้ามทุกความรู้สึกได้ง่ายขึ้นเมื่อนึกถึงหลังมือพ่อกับแม่ที่อังลงบน หน้าผากปล่อยให้สัมผัสในจินตนาการนั้นปลอบประโลมโอบอุ้มให้รู้สึก มั่นคงปลอดภัยและเชื่อมั่น…ว่าวันมหัศจรรย์ที่มวลมนุษย์จะได้กลับ ไปใช้ชีวิตปรกติกำลังจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า…แค่รออย่างอดทน

ชายหนุ่มจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตว่างเปล่าเหงื่อเม็ดเล็กผุด พรายบนหน้าผากทั้งที่อยู่ในห้องซึ่งเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำเพียง ชั่ววินาทีต่อจากนี้เขาสามารถเปลี่ยนสถานะจากบุคคลล้มละลายกลาย เป็นนักธุรกิจทรงอิทธิพลผู้กุมบังเหียนทิศทางตลาดผลไม้ส่งออก มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเหล่าเอสเอ็มอีรายย่อยสมดั่งสำนวนปลาใหญ่กิน ปลาเล็กตัวอย่างความมั่งคั่งที่จะได้รับมีให้เห็นทั้งบนหน้าจอโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ตลอดจนนิตยสารออนไลน์

ช่างเป็นการตัดสินใจที่แสนง่ายดาย...ทว่ามือของเขากลับ เย็นเฉียบสั่นเล็กน้อยแสดงอาการต่อสู้ระหว่างความต้องการและความ

หวาดหวั่นต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตดวงตาเฉียบคมตวัดมองบุคคล ตรงหน้าอีกครั้ง

“พวกคุณเคยทำแบบนี้กับคนอื่นไหม”

ชายชราพยักหน้าแทนคำตอบ

“แล้วพวกเขาตัดสินใจอย่างไร”

คู่สนทนานิ่งไปอึดใจก่อนผายมือไปยังทัศนียภาพนอกหน้าต่าง “หลากหลายแต่ส่วนใหญ่กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกเป็น

โลกเฉกเช่นทุกวันนี้”เสียงคล้ายเล็บขูดขีดกระดาษไม่แสดงความรู้สึก เหมือนเช่นทุกครั้งดวงตาเหี่ยวย่นเฉยชามิอาจบอกความคิดมีเพียง ร่างกายที่มีการเปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้นที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปยังริมหน้าต่างกระจกกวาดตา

ดูความศิวิไลซ์ของเมืองหลวงเบื้องล่างเมื่อมองจากตำแหน่งนี้ผู้คน และอาคารบ้านเรือนต่างมีขนาดเล็กจิ๋วราวของเล่นจำลองส่งผลให้รู้สึก

มีอำนาจดุจพระเจ้าในระดับสายตาเดียวกันคือเมฆสีทองจากแสงอาทิตย์ ลอยละล่องเอื่อยเฉื่อยเหนือการควบคุมเขามองภาพสองภาพสลับไปมา ขณะใคร่ครวญหาคำตอบสำหรับการตัดสินใจครั้งสุดท้าย

ณพิกัดใจกลางเมืองคือตำแหน่งที่ตั้งของตึกสีเงินแวววาว สะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระดับดุจแท่งเพชรขนาดมหึมาสูงเทียมฟ้า มิอาจมองเห็นชั้นสุดท้ายที่มีเมฆปกคลุมแม้วันฟ้าเปิดเมื่อถามชาวเมือง ว่าตึกหลังนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อใดพวกเขาต่างพากันชะงักสีหน้างุนงงก่อน ส่ายหน้าคำตอบเป็นเช่นนั้นเสมอราวจู่ๆตึกปริศนาก็ปรากฏขึ้นจาก ความว่างเปล่าความลึกลับของที่มามากพอๆกับคำถามที่ว่ามันเป็น ของใครเป็นที่ทำการของสำนักงานใดจุดประสงค์การก่อสร้างคืออะไร

ตลอดจนใครอาศัยอยู่ภายในนั้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารอยู่ริม ฟุตพาทยังไม่สามารถบอกได้เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตเข้าออก สถานที่แห่งนี้เลย

มีเพียงผู้โชคดีที่ได้รับเชิญเท่านั้นที่มีสิทธิ์ผ่านประตูเข้าไป คำเชิญลึกลับดุจกล่องของขวัญปริศนาที่อาจเป็นได้ทั้งช่อดอกไม้

หอมกรุ่นหรือระเบิดเวลาลูกจิ๋วที่มีพลังทำลายล้างเกินใครจะ คาดการณ์

‘ชนะเพชร’คือหนึ่งในผู้โชคดีนั้น

ชนะเพชรเป็นชายอายุสี่สิบสองที่ได้รับคำเชิญเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยยังเป็นนักศึกษาเกียรตินิยมจบใหม่ตามจริงควรต่อด้วยคำว่าไฟแรง หากมิใช่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสร้ายแรงที่

คร่าชีวิตมนุษยชาติกว่าห้าล้านคนในขณะนั้นตัวเลขที่ว่ายังไม่มีทีท่าจะ หยุดเมื่อมันดิ้นรนกลายพันธุ์ต่อสู้กับวงการแพทย์อย่างไม่ย่อท้อ

ชนะเพชรได้รับคำเชิญผ่านการ์ดสีเงินขนาดสี่คูณหกนิ้ว

ประทับชื่อบริษัทMemoryexchangeด้านหลังระบุหมายเลขโทรศัพท์ ที่ไม่สามารถติดต่อได้อย่างน่าฉงนหากผู้พูดไม่ใช่ตัวชายหนุ่มราวคลื่น สัญญาณรู้ล่วงหน้าว่าผู้ถือสายเป็นใครการ์ดปริศนาปรากฏในตู้ไปรษณีย์ พร้อมใบแจ้งหนี้ค่าน้ำค่าไฟและค่าอินเทอร์เน็ตบ้านที่ต่างค้างชำระ

ปลายสายกล่าวโดยที่ชนะเพชรยังไม่ทันเอื้อนเอ่ยก่อนวางสาย ไปเสียดื้อๆและไม่สามารถติดต่อกลับไปได้ชายหนุ่มถือโทรศัพท์ค้าง ด้วยความงุนงงพลางสันนิษฐานว่าอาจถูกกลั่นแกล้งจากพวกว่างงาน เขาพลิกการ์ดในมือขึ้นดูตราประทับอีกครั้งเลิกคิ้วด้วยความฉงนเพราะ แน่ใจว่าก่อนหน้านี้ไม่มีร่องรอยลายเส้นรูปตึกสีเงินที่ทุกคนในเมืองรู้จัก ปรากฏอยู่ชนะเพชรคงโยนมันทิ้งไปหากเวลานั้นเขาไม่ได้กำลังอยู่ใน สภาวะอารมณ์หดหู่และเครียดจัดจากสถานภาพว่างงานเป็นหนี้และ

ที่ทำงานของมารดาปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ

ชายหนุ่มตัดสินใจไปตามนัดหมายโดยไม่มีความคิดจะใช้ บริการแค่ค่าอาหารในแต่ละวันยังต้องจับจ่ายอย่างกระเหม็ด กระแหม่นับประสาอะไรกับการนำเงินไปแลกเปลี่ยนกับ...อะไรนะ เงิน

ความทรงจำอำนาจความรู้ชนะเพชรมั่นใจว่านั่นคงหมายถึงหนังสือ ตำราหนาๆสักเล่มเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัวบทละครหรือไม่ก็

เกมอะไรสักอย่างขณะนั่งรถโดยสารไปยังจุดหมายชายหนุ่มขมุบขมิบ ฝึกพูดแนะนำตัวด้วยหวังเล็กๆว่านี่อาจเป็นโอกาสขอตำแหน่งงานอะไร ก็ได้ที่เงินเดือนมากพอเลี้ยงตนกับมารดาเขาไม่คาดคิดว่าสิ่งที่รอคอย อยู่ยิ่งใหญ่กว่านั้นและจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

“ครั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่”เวนตรัยถามหลังชนะเพชร

หย่อนตัวลงบนโซฟารับรองในห้องประจำตัวชายหนุ่มวัยสามสิบสอง หลับตานวดขมับระยะเวลาหกปีสร้างริ้วรอยบนใบหน้าและเปลี่ยนผม ดำบางส่วนเป็นสีขาวแต่เวนตรัยยังคงเหมือนเดิมราวกาลเวลาไม่อาจ ทำให้เขาชรามากไปกว่านี้แล้วชนะเพชรเคยถามเจ้าหน้าที่ประจำตัว

สีหน้าของเวนตรัยยังสงบเยือกเย็นไร้อารมณ์แม้จำนวน

เงินที่ลูกค้าที่เขารับผิดชอบยื่นเสนอจะมากกว่าครั้งก่อนๆหลายเท่า

ชายชราหันไปรัวแป้นพิมพ์ซึ่งเชื่อมต่อกับจอภาพขนาดยักษ์จอเดียว ภายในห้องมันกะพริบรัวๆประมวลผลอยู่ไม่กี่นาทีก็หยุดนิ่งก่อนปรากฏ

ฉากที่มีตัวละครสองตัวคือหญิงวัยกลางคนและผู้ชายคนเดียวกับที่นั่ง อยู่ในห้องนี้

‘ไม่เป็นไรนะลูกแม่อยู่นี่ทั้งคนเราจะผ่านมันไปได้’หล่อน เอ่ยกับชนะเพชรวัยหนุ่มที่ตาแดงก่ำฉายแววอ่อนล้าและอมทุกข์

“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เวนตรัยถามเหมือนทุกครั้งคู่สนทนา เพียงเหลือบมองหน้าจอเพียงชั่วครู่อย่างไม่ไยดีก่อนเล่าน้ำเสียงหงุดหงิด แม้จะเป็นหนึ่งในข้อตกลงแต่เขาก็อดรำคาญไม่ได้ด้วยเวนตรัยและบริษัท ต่างรู้อยู่แล้วว่าความทรงจำนั้นคืออะไรแต่พวกเขากลับให้ลูกค้าเล่า ทวนอีกครั้งดุจนักเรียนที่ถูกบังคับให้ตอบคำถามครู

“ตอนนั้นผมอายุยี่สิบสามยืมรถกระบะของลุงตั้งใจจะไป

ขนเตียงนอนที่เพิ่งซื้อระหว่างทางฝนตกปรอยๆน้ำขังบนพื้นถนน

ประกอบกับผมไม่ชินกับการขับรถกระบะด้วยล่ะจึงแหกโค้งพลิกคว่ำ พุ่งลงข้างทางรถแหลกแต่โชคดีที่ผมไม่เป็นอะไรเลยเพราะคาดเข็มขัด ลุงผมไม่สบายใจที่จะใช้รถที่ผ่านการซ่อมขนาดนั้นผมเลยต้องซื้อต่อ แล้วขายซากให้อู่หมดไปสองแสนเรียกว่าเงินเก็บที่ผ่านมาสลายไป พริบตาเพราะงานนี้แต่มันไม่พอหรอกแม่ผมเลยไปกู้มาช่วยอีกหนึ่ง แสนแล้วผมก็ต้องผ่อนลุงอีกเดือนละสองพันจนกว่าจะครบยอดสี่แสน” “แม่คุณว่าอย่างไร”เวนตรัยถาม

คุณไม่อย่างนั้นผมก็ยังพอมีเงินเก็บประทังชีวิตหลังเรียนจบแล้วหางาน ไม่ได้เพราะไอ้โควิดเฮงซวย”

เวนตรัยเงียบไปดวงตาเหี่ยวย่นลึกลับสงบนิ่ง “แลกเปลี่ยนไหม”เสียงแหบพร่าเอ่ยถามเช่นทุกครั้งชนะเพชร

พยักหน้าโดยไม่ต้องคิดคุ้นชินกับกระบวนการทำงานของบริษัทความ ทรงจำนี้ไม่มีอะไรน่าพิสมัยสำหรับเขามันเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ขมขื่น ชายหนุ่มยังนึกแปลกใจที่มันมีมูลค่าถึงยี่สิบล้านแต่ช่างเถอะหลาย ครั้งแล้วที่เขาไม่นึกเสียดายความทรงจำที่ถูกแลกเปลี่ยนชนะเพชรลง ลายมือชื่อบนหน้าจอแท็บเล็ตที่ถูกยื่นมา

เวนตรัยหันไปรัวแป้นพิมพ์อีกระลอกหน้าจอกลับเป็นสีดำ

Theexchangeiscomplete.

ชนะเพชรไม่รู้ว่าบริษัทMemoryexchangeก่อตั้งขึ้น เมื่อใดใครเป็นเจ้าของอีกทั้งไม่เคยเห็นลูกค้าคนอื่นๆเพราะทุกครั้ง

ที่มาใช้บริการจะพบกับบุคคลเพียงคนเดียวคือเวนตรัยชายชราเคย อธิบายสั้นๆว่าพนักงานทุกคนมีห้องรับรองลูกค้าประจำตัวพวกเขา ไม่ก้าวก่ายไม่พบปะและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน

วันแรกของการใช้บริการเวนตรัยรอรับชนะเพชรอยู่หน้า

ประตูทางเข้านำเขาขึ้นลิฟต์ไปยังห้องรับรองขนาดสิบคูณสิบเมตร ปูกระเบื้องหินอ่อนสีทองอร่ามเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นโทนทองและขาว แสดงถึงความหรูหราชายหนุ่มนั่งลงบนโซฟารับฟังคำอธิบายการให้ บริการและเงื่อนไขไม่มีการเท้าความถึงที่มาหรือเรื่องราวใดๆของตัว บริษัทแม้ชนะเพชรจะวกเวียนกลับมาถามด้วยความสงสัยแต่เวนตรัย ก็เงียบแทนคำตอบทุกครั้งเมื่อคำถามนั้นอยู่นอกเหนือขั้นตอนการแลก เปลี่ยน

บริษัทMemoryexchangeทำงานตรงตามชื่อผู้โชคดี

ที่ได้รับการ์ดเชิญจะพบกับข้อเสนอแลกเปลี่ยนความทรงจำในชีวิตของ ตนกับสิ่งใดก็ได้ในสามอย่างนี้เงินตราอำนาจและความรู้พวกเขาจะ ต้องเลือกตั้งแต่วันแรกและไม่สามารถเปลี่ยนได้หากเลือกแลกเปลี่ยน

กับเงินตราก็จะเป็นเงินตราตลอดไปบริษัทจะตีมูลค่าตามความสำคัญ ของความทรงจำแต่พวกเขาไม่เคยสอบถามลูกค้าว่าสิ่งใดสำคัญหรือ

ไม่สำคัญความทรงจำใดเปี่ยมสุขหรือทุกข์เอ่อล้นไม่มีเกณฑ์อธิบาย ว่าคำนวณอย่างไรลูกค้ามีหน้าที่เพียงบอกสิ่งที่ต้องการและบริษัทจะ เสนอความทรงจำที่ต้องแลกเปลี่ยนมาซึ่งชนะเพชรไม่เคยปฏิเสธ

“แล้วถ้าคุณตายก่อนใครจะดูแลผมต่อ”

“ผมไม่ตายก่อนคุณหรอก”เวนตรัยตอบเรียบๆท่าทีสงบนิ่ง

นับไปสี่สิบปีหลังได้รู้จักบริษัทMemoryexchangeชีวิต

ของชนะเพชรพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเขาใช้เงินที่ได้มาอย่างง่าย ดายลงทุนในธุรกิจต่างๆจากนักศึกษาหนุ่มจบใหม่เดินเตะฝุ่นผันสู่นัก ธุรกิจอายุน้อยร้อยล้านรายการโทรทัศน์พากันแย่งตัวขอสัมภาษณ์ ทว่าชนะเพชรจำใจปฏิเสธด้วยความเสียดายเพราะจนปัญญาจะอธิบาย

ความมั่งคั่งที่ได้รับแลกมาด้วยความอบอุ่นและความ สัมพันธ์ในครอบครัวชายหนุ่มย้ายมาอยู่คอนโดใกล้บริษัทฝั่งธนบุรี

เข้าความต้องการอ้อมกอดจากมารดาเดือนละสองครั้งลดเหลือเพียง เดือนละครั้งก่อนจะเป็นสามเดือนครั้งระยะเวลาในการสนทนาทาง โทรศัพท์สั้นลงเรื่อยๆหลายครั้งชายหนุ่มรู้สึกผิดเมื่อสัมผัสได้ถึงความ อ้างว้างจากน้ำเสียงผู้ให้กำเนิดเขาพยายามแก้ไขความรู้สึกนั้นด้วยการ บอกซ้ำๆว่าทุกสิ่งนี้เพื่อแม่

“เจ้าถั่วงอกตายแล้ว”แม่ต่อสายถึงเขาผ่านเลขาหน้าห้องใน บ่ายวันหนึ่งเสียงสะอื้นโศกสลดชายหนุ่มที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับการอ่าน

“ถั่วงอกหรือใครกัน”

ปลายสายชะงักเงียบไปอึดใจก่อนตอบเสียงแผ่ว

“ผมเคยเลี้ยงหมาด้วยหรือ”ชนะเพชรถามต่อใจไม่ได้จดจ่อ ที่บทสนทนาหากทั้งคู่ติดต่อกันผ่านทางวิดีโอคอลเขาจะเห็นมารดา น้ำตารื้นหันมองภาพถ่ายลูกชายตัวน้อยที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับ

สุนัขพันธุ์ไทยสีขาวหล่อนยังจำวันแรกที่พามันกลับมาได้ชนะเพชรวัย

ประถมออดอ้อนด้วยน้ำเสียงและแววตาขออนุญาตเลี้ยงลูกสุนัขผอมโซ

และความอ่อนโยน ตั้งแต่นั้นมาเจ้าหมาน้อยกลายเป็นหนึ่งในสมาชิก ของครอบครัวเล็กๆที่มีกันเพียงสองคนแม่ลูกเจ้าถั่วงอกเปรียบดั่ง น้องชายคนสนิทเมื่อใครถามถึงเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตคำตอบของ

ชนะเพชรไม่เคยเป็นอื่นนอกจากเจ้าถั่วงอก

ทว่าบัดนี้วันเวลาที่เคยถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง

เมื่อเห็นมารดาเงียบไปชนะเพชรจึงนึกบางอย่างขึ้นได้

เวนตรัยพยักหน้ารับหันไปทำหน้าที่ของตนตามขั้นตอนบน

“ครั้งนี้ทำอะไรหรือ”ชายชราถามหลังการพบกันครั้งที่สี่ การชวนคุยนับเป็นสิ่งผิดปกติวิสัยของเขาแต่ชนะเพชรมีบางอย่างพิเศษ จากคนอื่นที่เวนตรัยเคยให้บริการมาในขณะที่คนก่อนหน้ามักเอาแต่ พ่นคำขอบคุณกลวงๆก่อนพร่ำอวดถึงความสำเร็จอย่างภูมิอกภูมิใจ ชวนคุยแต่เรื่องกิเลสของมนุษย์จนน่ารำคาญสีหน้าเบิกบานขึ้นทุกครั้ง เมื่อมาขอแลกเปลี่ยนทว่าชนะเพชรกลับแตกต่างเขาดูหม่นหมองลง เรื่อยๆความกังวลสับสนเต้นระริกอยู่หลังม่านตาชายหนุ่มที่เคยมี ใบหน้าผ่องใสถูกพิษความเครียดเล่นงานจนดูแก่ก่อนวัย

“ต่อลมหายใจร้านอาหารย่านบางนาคุณลองไปกินบ้างสิ

ผมจะสั่งให้เขาปิดร้านดูแลเป็นพิเศษเลย”ชนะเพชรตอบขณะนวดขมับ

“ทำไมไม่ปล่อยทิ้ง”

“ผมพลาดเองที่ริจะเปิดร้านทั้งที่ยังไม่ได้ศึกษาตลาดแถวนั้น ให้ทิ้งตอนนี้ก็ทำไม่ได้ยายเด็กเสิร์ฟคนขยันดันมาท้องได้สามเดือนแม่ ครัวก็ต้องรับผิดชอบชีวิตลูกอีกสามชีวิต ยายป้าที่ล้างจานก็เพิ่งเป็น หม้ายผัวตายเพราะรถชนตอนลงไปช่วยคนรถเสียคุณเห็นข่าวไหมที่ ออกอาทิตย์ก่อนผมล่ะสงสัยว่าคนเราทำดีเพื่ออะไรกันนะไม่เห็นได้ อะไรนอกจากโดนยมบาลเก็บแต้มถ้าปิดร้านก็ต้องมีคนตกงานเกือบ ห้าสิบคนผมขี้เกียจฟังเสียงร้องโอดครวญ”แม้คำพูดจะฟังใจร้ายหาก เวนตรัยสัมผัสได้ถึงความอาทรเล็กๆที่เจืออยู่ในนั้น

“คุณดูใจจะดีกับพวกแม่ๆเป็นพิเศษ”เวนตรัยกล่าว “งั้นหรือคงเพราะไดอารี่ของแม่กระมัง” “ไดอารี่หรือ”

“ใช่แม่เขียนตั้งแต่รู้ตัวว่าท้องบรรยายละเอียดในแต่ละวันว่า

เกิดอะไรขึ้นบ้างทั้งความรู้สึกตอนเห็นที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดตอน ผมเตะพุงถีบพุงตอนท้องแข็งปวดหลังปวดเอวตอนวันคลอดตอน เพิ่งเกิดแม่บอกว่าเราไม่มีทางรู้หรอกว่าคนเป็นพ่อแม่ต้องเหนื่อย แค่ไหนตราบใดที่ยังไม่มีลูกเป็นของตัวเองคิดดูสิคนเราสามารถอด หลับอดนอนติดต่อกันทุกวันเป็นปีได้ยังไงแม่บอกสมัยผมยังเล็กผม ร้องไห้ตรงเวลาทุกวันตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสามทุ่มวางไม่ได้ต้องอุ้ม

ตลอดพอหลับก็หลับได้แป๊บๆตื่นกินนมทุกสองชั่วโมงตลอดคืนทุก สองชั่วโมงจริงๆนะคุณแม่เหนื่อยจนร้องไห้ใครต่อใครพากันปลอบ ว่าหลังหกเดือนจะดีขึ้นแต่ผมคงจะเป็นเด็กพิเศษกว่าจะนอนยาว ได้ปาไปหนึ่งขวบ”ชายหนุ่มเล่าอย่างออกรสไม่ทันสังเกตเห็นชายชรา ที่เกือบจะยิ้ม

“คุณคงรักแม่มาก”

“แน่ล่ะแม่ครัวที่เก่งที่สุดของผมก็คือแม่ครูที่รอบรู้ที่สุดของ ผมก็คือแม่พยาบาลที่ใจดีที่สุดของผมก็คือแม่...แม่เป็นทุกอย่างใน

ชีวิตผม”ชนะเพชรปิดท้ายลืมตามองเพดานก่อนภาพเคลื่อนไหวของ

นานแล้วที่ลูกชายไม่ได้กลับบ้านเมื่อได้รับโทรศัพท์ว่าชนะเพชร

จะแวะมารับประทานอาหารเย็นหญิงหม้ายอายุหกสิบกว่าจึงออกจ่าย ตลาดแต่เช้าเพื่อคัดสรรวัตถุดิบเพื่อรังสรรค์เมนูที่ลูกชายชอบหล่อน เผื่อแผ่รอยยิ้มเปี่ยมสุขแก่เพื่อนบ้านและผู้คนที่พบเจอตลอดทั้งวัน

ชนะเพชรเดินทางมาถึงด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนกอดหล่อนพอ เป็นพิธีต่างจากทุกครั้งที่หอมแก้มซ้ายขวาซบศีรษะลงบนบ่าชั่วครู่ รอยยิ้มเจื่อนลงเล็กน้อยเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกถึงความเหินห่าง หล่อนปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลที่ว่าชนะเพชรไม่ใช่เด็กอีกต่อไปเขา กลายเป็นผู้ใหญ่ที่แบกภาระความรับผิดชอบอันหนักอึ้งหล่อนย้ำเพื่อ ปลอบใจตัวเองด้วยประโยคที่ลูกชายเฝ้าบอกซ้ำๆว่าทุกอย่างนี้เพื่อแม่

อาหารเย็นคงจะจบลงด้วยดีสร้างความอิ่มเอมใจให้หล่อน

“อร่อยจังแม่เพิ่งฝึกทำเหรอมันเรียกว่าอะไร”เขาว่าหลังตัก

เมนูที่ดูเหมือนเต้าหู้ไข่ผัดกับหมูสับและผักขึ้นฉ่ายเข้าปากมารดาชะงัก

“เต้าหู้ทรงเครื่องจ้ะ”หล่อนตอบเสียงเบาชนะเพชรพยักหน้า รับอย่างไม่ใส่ใจมือหนึ่งถือโทรศัพท์กวาดตาอ่านข่าวคอลัมน์เศรษฐกิจ โลกรายวันไม่ทันสังเกตอาการผิดปกติของมารดาหล่อนมองลูกชายที่ กำลังเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารภาพนั้นเคยทำให้หล่อนหัวเราะออกมา

อย่างมีความสุขแต่ไม่ใช่ระยะหลังมานี้

หล่อนจำไม่ได้ว่าความผิดปกติเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดมันค่อยๆ

คืบคลานเข้ามาช้าๆกว่าจะรู้ตัวก็เกิดช่องว่างเล็กๆระหว่างคนทั้งสอง ชนะเพชรเฉยชากับหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยโปรดปรานและเปี่ยม ความหมายครั้งหนึ่งขณะรื้ออัลบั้มรูปออกมาทำความสะอาดเขาเปลี่ยน เรื่องอย่างไม่ไยดีเมื่อแม่ทวนความทรงจำถึงวันรับปริญญาอีกทั้งยังถาม มารดาถึงที่มาของรอยแผลเป็นบนหน้าหล่อนซึ่งเกิดขณะเข้าไปห้าม บิดาที่กำลังใช้เข็มขัดฟาดหลังชนะเพชรตัวน้อยราวเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก สั่งให้คนมาโค่นต้นมะม่วงโดยไม่บอกกล่าวทั้งที่เคยเป็นสมบัติหวงแหน ของสองแม่ลูกเนื่องจากเป็นสัญญาใจว่าทุกครั้งที่มันให้ผลชนะเพชร และแม่จะทำน้ำปลาหวานด้วยกัน

‘ยางมันเลอะรถผม’เขาบอกเหตุผลสีหน้าเฉยเมย

ความรู้สึกอัดอั้นของหล่อนเอ่อท้นจนมิอาจควบคุมได้เมื่อลูก ชายถามถึงเมนูเต้าหู้ทรงเครื่องที่เคยโปรดปรานภาคภูมิใจถึงขั้นคุยโว โอ้อวดกับเพื่อนว่าไม่มีใครทำอร่อยเท่าแม่บัดนี้เขากลับลืมจนหมดสิ้น มารดามองชนะเพชรรับประทานอาหารเงียบๆเมื่อน้ำตาเริ่มกลบจน ใกล้จะไหลรินหล่อนรีบลุกขึ้นสาวเท้าเข้าไปในครัวยกมือปิดปากแอบ สะอื้นไห้จนตัวโยน

“แปดสิบล้าน”

เวนตรัยมองชายวัยกลางคนเบื้องหน้าครั้งแรกในรอบสิบปี

ทั้งที่อายุเพิ่งย่างหกสิบทว่าลูกค้าของเขากลับดูแก่กว่านั้นมากอกและ หลังที่เคยผึ่งผายงองุ้มราวมีเมฆหมอกแห่งความทุกข์กดทับหากมอง ลงไปนอกหน้าต่างเวลานี้จะเห็นถนนหนทางเงียบเชียบแทบไม่มีรถสัญจร ไปมาดั่งเมืองร้างทุกชีวิตภายใต้ฟ้าอมรต่างได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่โหมกระหน่ำไม่ทัน ให้วงการแพทย์ประเทศไหนตั้งตัวรับมือ

ชนะเพชรเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบนั้น

บริหารที่ผิดพลาดความเย่อหยิ่งทระนงไม่ปรับตัวชนะเพชรกลาย เป็นบุคคลล้มละลายที่ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากบ้านหลังเล็กและแม่ผู้แก่ ชราที่ไม่ได้พบปะกันนานนับปีหนำซ้ำเขาเพิ่งได้รับข่าวร้ายว่าหล่อน เป็นมะเร็งเต้านมต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน ชนะเพชรนอนก่ายหน้าผาก

อยู่หลายคืนด้วยความสับสนหญิงผู้นั้นแทบไม่มีความสำคัญต่อชีวิต ชนะเพชรในเวลานี้เขาระลึกถึงหล่อนแค่ในฐานะผู้ให้กำเนิดความรู้สึก ประหลาดอัดแน่นมวนท้องอะไรบางอย่างกระตุ้นจิตใต้สำนึกให้กลับ ไปดูแลหล่อนหากใจว่างเปล่ายากอธิบาย

เวนตรัยไม่ลงมือจรดแป้นพิมพ์ทันทีเหมือนทุกครั้งกลับนั่ง มองชนะเพชรเนิ่นนาน

ชายชราถอนหายใจก่อนทำหน้าที่ตนครั้งนี้ใช้เวลาเนิ่นนาน

คล้ายคอมพิวเตอร์กำลังควานหาสิ่งมีค่าที่ยังหลงเหลือฉากที่ปรากฏ ขึ้นมาคือมารดาผู้อดหลับอดนอนเฝ้าไข้เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ชนะเพชรช่วง ประถมปลายตลอดทั้งคืน เขาน้ำตาเอ่อคลอจำได้ว่าตอนนั้นตนป่วยหนัก

นอนซมเป็นอาทิตย์ร้องไห้งอแงด้วยความทรมานโดยมี มารดาดูแลเคียงข้างอยู่ไม่ห่างเรียกได้ว่าลืมตาเมื่อไหร่ก็สัมผัสถึงความ อบอุ่นจากหล่อนอยู่เสมอหากจิตวิญญาณมนุษย์ถักทอขึ้นจากความ ทรงจำชนะเพชรคงต้องตกใจที่เห็นเพียงเส้นใยบางๆเส้นสุดท้ายเชื่อม ตนกับภาพเหตุการณ์วันนั้นในขณะที่เส้นอื่นๆมีร่องรอยถูกตัดขาด จนร่วงหล่นกองอยู่ปลายเท้าเวนตรัยมองลูกค้าที่เขาดูแลตั้งแต่วัยหนุ่ม กระทั่งบัดนี้ด้วยดวงตาลึกลับคล้ายจักรวาลกว้างใหญ่ “เมื่อการแลกเปลี่ยนครั้งนี้สมบูรณ์คุณจะทุ่มความสามารถ ทั้งหมดที่มีทำให้ทุกอย่างกลับมางอกงามคุณจะกลับมายืนอย่างผึ่งผาย บนกองเงินกองทองที่มาพร้อมอำนาจและคุณจะไม่ล้มอีกเลยนับตั้งแต่ วันนี้ไป”เวนตรัยว่าชนะเพชรมองเขาด้วยความฉงนตั้งท่าจะถาม ทว่าชายชรายกมือห้ามก่อนชี้ให้ลูกค้าหันกลับไปมองภาพบนหน้าจอ

ความเคลื่อนไหวบนนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วคล้ายภาพยนตร ที่ถูกกรอชนะเพชรเห็นตนในชุดสูทราคาแพงหัวเราะเสียงดังใน

งานเลี้ยงหรูหราใครต่อใครพากันยกมือไหว้เมื่อเขาเดินผ่านโลโก้ บริษัทปรากฏอยู่ทุกจังหวัดในประเทศไทยรถสปอร์ตคันงามแล่นจอด หน้าคฤหาสน์หลังมโหฬารเขานั่งไขว้ห้างบนเครื่องบินส่วนตัวเดินทาง ไปเจรจาธุรกิจยังต่างประเทศทว่าภาพเคลื่อนไหวสุดท้ายนั้นประหลาด เขาเห็นตัวเองในชุดเดียวกับที่ใส่ตอนนี้ยืนมองมารดาที่นอนหลับสนิทอยู่ บนเตียงในโรงพยาบาลก่อนเดินจากมาด้วยแววตาว่างเปล่าพร้อมสีหน้า เฉยเมย

“นั่นคืออะไร”ชนะเพชรถามเวนตรัยไม่ตอบกดฉายภาพ

“ผมทำงานนี้มานานกว่าที่คุณคิดคุณคิดว่านักการเมืองมือ สกปรกเกิดมาเป็นเช่นนั้นเลยหรือเจ้าสัวผู้มั่งคั่งที่อยู่ชั้นบนสุดของห่วง โซ่อาหารทำทุกอย่างบนพื้นฐานความคิดที่ว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เขาเกิดมาเป็นเช่นนั้นเลยหรือ...ไม่หรอกไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่มีการ

แลกเปลี่ยนการยืดอกปกป้องผู้ถูกรังแกการซื้อขนมข้างทางจากคน

กำลังหิวโซตากฝนหรือแม้แต่ความเกลียดชังที่มีต่อความไม่ซื่อสัตย์และ

ผมให้บริการบางคนที่เข้ามาจนวันสุดท้ายเฝ้ามองบางคนกลาย เป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเขาเห็นบางคนตายจากไปโดยที่ยังบอกความ หมายของชีวิตไม่ได้ด้วยซ้ำความทรงจำทุกอย่างมีส่วนหล่อหลอมให้ คนเป็นคนคุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อความทรงจำสุดท้ายของสิ่งใด สิ่งหนึ่งมลายลง”

หากคุณมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้นคงจะได้พบกับชายวัยกลางคนที่สวม เสื้อโปโลสีขาวกางเกงสแล็กส์สีดำยืนขายแซนด์วิชอยู่หน้าทางขึ้นสถา นีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแม้เหงื่อไหลโซมกายทว่าใบหน้าที่มีริ้ว รอยยังคงแย้มยิ้มร้องเรียกลูกค้าที่เดินผ่านไปมาให้แวะเวียนเข้ามา เลือกชมแซนด์วิชไส้ต่างๆ

ทุกเย็นเขากลับบ้านทำอาหารให้มารดาที่นั่งรออยู่บนม้าโยก ข้างสวนหย่อมเล็กๆหอมแก้มหล่อนซ้ายขวาเล่าเจื้อยแจ้วถึงสิ่งที่พบ เจอขณะออกไปทำงานเหมือนครั้งยังเป็นเด็กน้อยก่อนนอนนั่งเขียน

ไดอารี่บันทึกความรู้สึกความคิดและความทรงจำต่างๆที่ผ่านเข้ามา ในชีวิตแม้เรื่องราวจะก้าวกระโดดจากครั้งได้รับความรักความอบอุ่น ความห่วงใยเมื่อครั้งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นมายังปัจจุบันที่กลายเป็นชายผู้เต็ม ไปด้วยริ้วรอยและผมสีดอกเลาทว่ามันเปี่ยมด้วยพลังที่ทำให้เขายังคง

เป็นเขาพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งดีร้าย

ทุกครั้งยามสัญจรผ่านตึกแท่งเพชรสูงเทียมฟ้าใจกลางเมือง เขามักแหงนหน้ามองผ่านทะลุเมฆสีทองขึ้นไปยังชั้นบนมิใช่ด้วยความ โหยหาอาวรณ์หากด้วยความรู้สึกขอบคุณเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่บนนั้น

กฤษณรัตน์รัตนพงศ์ภิญโญ (ไก่)การศึกษาปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรเคยได้รับทุนไปศึกษาต่อที่อินเดีย ทุกวันนี้มีความสุข

กับการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์และมีฝันว่าสักวันจะก้าว ขึ้นมาเป็นนักเขียนอาชีพให้ได้ กษิดิศวิบูลย์เกียรติ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนมหิดล วิทยานุสรณ์ขณะนี้รอเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด เขียนหนังสือมาบ้างแต่เขียนให้ตัวเองอ่านเรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นแรกอยาก ให้ลองอ่านดูบ้าง

มหาวิทยาลัยเริ่มเขียนส่งประกวดตั้งแต่ม.3เพิ่งได้รางวัลเป็นครั้งแรก เขียน นิยายมาแล้ว14เรื่องจบบริบูรณ์1เรื่อง

กิตติอัมพรมหา(ปอ) เป็นคนอำเภอแกลงจังหวัดระยอง ผลงานที่ผ่านมา อาทิ หนังสือ รวมกวีนิพนธ์“เรากำลังติดอยู่ในบ่วงแร้วปัจจุบัน”รางวัลดีเด่น ในการประกวดหนังสือดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปี2564 หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ12-18ปีประเภทบทร้อยกรองโดยสำนักงาน คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ คีตาบารัตดายา

“กวีหน้าราม”มีผลงานรวมเล่มบทกวีเช่นเสียงผีเสื้อคนโง่ปลูกดอกไม้ วิหาร ใบไม้มรสุมประเทศนี้ยังยาวนานกุมภาพันธ์บางทีก็มีฝนฯลฯได้รับรางวัล จากการประกวดต่างๆทั้งนายอินทร์อะวอร์ดเซเว่นบุ๊คอวอร์ดพานแว่นฟ้า รวมถึงเข้ารอบรางวัลซีไรต์2สมัยถึงวันนี้ยังเชื่อว่าการอ่านบทกวีคือศิลปะ แห่งการขัดเกลาจิตวิญญาณให้ละเอียดอ่อนโยน

เกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯจบการศึกษาจากคณะ ทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหนังสือบทกวี“นิราศนรกานต์ และเรื่องอื่นๆ”มีผลงานในการประกวดบทกวีเช่น รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด รางวัลพานแว่นฟ้าวรรณกรรมรามคำแหงรางวัลเปลื้องวรรณศรี

สาขาวิชาภาษาไทยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

“เพชรยอดมงกุฎร้อยกรอง”ประจำปี2559จากสโมสรยุวกวีสมาคมเทพ ศรีกวีศิลป์รางวัลชนะเลิศการแข่งขันกลอนสดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ โล่รางวัลทายาทสุนทรภู่พ.ศ.2564จากสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ชนากานต์โกมาสังข์ สำเร็จการศึกษาสาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สากลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิมีผลงานเรื่องสั้นผ่านการ คัดสรรและเผยแพร่ในโครงการ52เรื่องสั้นรางวัลประกวดหัวข้อมารยาท ไทยและมารยาทสังคม“เรื่องขอโทษครับขอบคุณค่ะ”จากกรมส่งเสริม วัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรม ชาคริตแก้วทันคำ นักเขียนและนักวิจารณ์วรรณกรรมภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ อำเภอแม่สอดจังหวัดตากปัจจุบันเป็นชาวสวนและสร้างครอบครัวอยู่ที่ จังหวัดตรังผลงานที่ผ่านมาอาทิเรื่องสั้น“ไมยราบ”รางวัลชนะเลิศ โครงการ อ่านยาใจประเภทประชาชนทั่วไปปี2563เรื่องสั้น“สัญชาตญาณ” รางวัล ชนะเลิศเทิดพระคุณแม่(ระดับประเทศ)หัวข้อ“รักของแม่”เรื่องสั้น“ไม่มี น้ำตาจากก้อนเมฆ”รางวัลชนะเลิศโครงการอ่านยาใจปี2ประเภทประชาชน ทั่วไปปี2564

ดิตถ์จรัส

นนทบุรี“ห้องกระจกเงา”เป็นเรื่องสั้นเรื่องที่2จากที่ไม่เคยเข้าใจหรือสนใจ วรรณกรรมวันหนึ่งนวนิยาย“คําพิพากษา”ของชาติกอบจิตติและ เรื่องสั้น “มัทรี”ของศรีดาวเรืองได้เปิดโลกทัศน์วรรณกรรมอย่างมาก รวมถึงผลงาน ของToniMorrison,MargaretAtwood,ErnestHemingway โดยเฉพาะ “ความเป็นมนุษย์”ในผลงานของJeanPaulSartreและAlbertCamus ทักษิณทุนเกิด เป็นนัก(ฝึก)เขียนจากฝั่งทะเลอันดามัน เติบโตในจังหวัดเล็กๆ และ(ฝึก)อ่าน(ฝึก)เขียนอยู่เสมอปัจจุบันเป็นนิสิตครู(ภาษาไทย)บริเวณลุ่ม ทะเลสาบสงขลามีผลงานพิมพ์ในวารสารและเวทีการประกวดต่างๆบ้าง หวังจะเป็นครูที่ดีและมีหนังสือรวมเรื่องสั้นที่อยากส่งให้ถึงมือนัก(อยาก) อ่านสักเล่ม

บทกวีมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนต้นผลงานที่ผ่านมาอาทิรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันแต่งคำประพันธ์ชิงโล่พระเทพวรมุนีครั้งที่3รางวัลเพชรพระ ธาตุพนมระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทกลอนสุภาพเรียนรู้โลก จากการอ่านสั่งสมประสบการณ์จากความปราชัยในการแข่งขันมีฝันอยาก สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นด้วยหนังสือของตนเองและอยากสร้างสรรค์ผลงาน ให้คนอื่นอ่านเพียงมีคนชื่นชมก็สุขใจมากพอแล้ว ธนายุทธลีห์ขจร

ชาวจังหวัด ชุมพรเรียนจบทางด้านการเงินการธนาคารผลงานที่ผ่านมาอาทิรางวัล ชนะเลิศรางวัลประภัสสรเสวิกุลจากนวนิยาย“ม่านชีวิต”โดยชมรมวรรณศิลป์ ประภัสสรเสวิกุล(2559)นวนิยาย“ม่านชีวิต”ได้รับรางวัลชมเชยในการ ประกวดหนังสือดีเด่น(2561)“หนามชีวิตละครมนุษย์”สารคดีเกี่ยวกับผู้ใช้ สารเสพติดและ“เยื่อรัก”นวนิยายแนวสัจนิยม ธีระสันต์พันธศิลป์ เป็นนามปากกาของ

ชอบเดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพและเขียนหนังสือผลงานที่ผ่านมาอาทิ รองชนะเลิศรางวัลนายอินทร์อวอร์ดรองชนะเลิศรางวัลเปลื้องวรรณศรี ชนะเลิศรางวัลโครงการมนุษย์สัมผัสมนุษย์และมีหนังสือรวมบทกวี2เล่ม คือ"เวลาจารึก"และ"ปัจฉิมวัย"นอกจากนี้ยังมีบทกวีพิมพ์ในนิตยสารบ้าง นรพัลลภประณุทนรพาล

INSIGHTตามหาดินแดนแห่งสุญตาสำนักพิมพ์บ้านของเรา(2556)และ ในห้องประเทศสำนักพิมพ์แอร์โรว์มัลติมีเดีย(2559)รางวัลที่ได้รับอาทิ “มนุษย์เหวยเหวยมนุษย์”บทกวีชนะเลิศรางวัลพานแว่นฟ้า(2554)“โลก ของหนู”บทกวีชนะเลิศรางวัลพานแว่นฟ้า(2555)อาสาทานตะวันบทกวี รองชนะเลิศรางวัลวรรณศิลป์อุชเชนีปีที่2(2561)

นฤมลมงคลอิทธิเวช เกิดปี1995มีเพื่อนครั้งแรกเป็นวรรณกรรมเยาวชนแปล ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับเม็ดพลาสติกเป็นคนที่มีโชคดีในโชคร้ายเสมออาศัย อยู่กับเพื่อนสนิทและหวังว่าสักวันบทกวีจะพาเธอไปยังที่ที่ดีกว่านี้

จังหวัดขอนแก่นบุหงารำไปเป็นการรวมอดีตของดอกไม้ที่ผ่านเลยความสดใส กลับมาเคล้าคลุกจนมีกลิ่นหอมคล้ายวันเคยเบ่งบานสู่รูปแบบการเขียนที่นิยม ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตมุมมองเก่าเล่าใหม่ในช่วงวัยที่แตกต่างให้เห็นอีก มุมมองที่ต่างไปตามวัยและเวลาผลงานที่ผ่านมาอาทิบทวิจารณ์ปูนปิดทอง: พันธนาการเพศครอบครัวและบาดแผลและเรื่องสั้น วันที่ดอกจานร่วง ปรัชญาพวงเพ็ชร

เป็นชาวอำเภอมโนรมย์จังหวัดชัยนาทชื่นชอบการแต่ง คำประพันธ์มาตั้งแต่เด็กปัจจุบันศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตคณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีจังหวัดลพบุรี ผลงานที่ผ่านมาอาทิรางวัลชนะเลิศการประกวดแข่งขันประชันกลอนสด ระดับอุดมศึกษาเนื่องในงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชครั้งที่31 ปี2561จังหวัดลพบุรี ปรัชวิชญ์บุญยะวันตัง เกิดที่อำเภอกงหราจังหวัดพัทลุงสำเร็จศึกษาจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหงนวนิยาย‘ปูเลาสองเราปีนัง’กับ‘คล้ายว่าน่าน เพิ่งพ้นผ่านไม่นานนัก’ได้รับรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดประเภทนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดนวนิยายขนาดสั้นและมีผลงานรวมบทกวี“การเดินอากาศบางประการ” โดยเหล็กหมาดการพิมพ์ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปลายปากกา1113

ปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์มรภ.สงขลาศึกษาต่อปริญญาโทสาขาการสอน คณิตศาสตร์มรภ.ยะลาเป็นนักกิจกรรมและวิทยากรบรรยายพิธีกร จัดรายการพอดแคสต์ขณะนี้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปรับทำทุกอย่างที่ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและมีความสุข ปลายฝนวิศวเวช โปรดปรานวรรณกรรมเยาวชนสืบสวนสอบสวน ระทึกขวัญและแฟนตาซีใช้เวลาว่างไปกับการเขียนเรื่องสั้นส่งเข้าประกวด ตามเวทีต่างๆเคยได้รับรางวัลยอดเยี่ยมโครงการYOUNGTHAIARTIST AWARDปี2014ปัจจุบันรับราชการเป็นครูสอนภาษาไทยโรงเรียนเนินทราย วิทยาคมจังหวัดตราด

พริมาเชยารมณ์ จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์และผดุงครรภ์ชั้นสูง และรัฐประศาสนศาสตร์การบริการจัดการในระดับปริญญาโทรักการอ่าน และชื่นชอบการเขียนปัจจุบันรับราชการและเขียนหนังสือควบคู่กันไป โพระดก ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่1สนใจเขียนกวีนิพนธ์มาตั้งแต่เรียน มัธยมศึกษาตอนต้น นอกจากจะเรียนรู้บทกวีจากตำราเริงรมย์ต่างๆแล้วยัง เรียนรู้จากกลอนเพลงชาวบ้านที่หลงรักมาตั้งแต่เยาว์โดยเฉพาะลูกคู่ลำตัด จนโพระดกกลายมาเป็นนกในหัวใจและเป็นที่มาบทกวีของข้าพเจ้าที่ท่าน ได้อ่านในเล่มนี้ ไพรัตน์ยิ้มวิลัย เป็นคนกรุงเทพฯย่านบางบอนเกิดในยุคที่หาความบันเทิง ได้จากการอ่านเป็นส่วนใหญ่ชอบวิทยาศาสตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ จบการศึกษาสายวิศวกรรมเคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารจัดค่าย เยาวชนปัจจุบันเกษียณก่อนกำหนดงานเขียนเรื่องสั้นมีทั้งไซไฟสยองขวัญ และเรื่องสั้นทั่วไปมีจังหวะก็ส่งประกวดตามเวทีต่างๆเป็นน้ำเลี้ยงจิตใจ ภูวดลลีลาเกียรติวณิช ปัจจุบันศึกษาที่โรงเรียนทวีธาภิเศก ผลงานที่ผ่านมา อาทิชนะเลิศถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถการประกวดกลอนระดับมัธยมศึกษางานรวมใจภักดิ์ รักสยามครั้งที่3ปี2565รางวัลเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร(ประกาย เพชร)สาขาศิลปวัฒนธรรมปี2564มีความฝันว่าวันหนึ่งจะมีหนังสือของ ตัวเองสักเล่ม วิศิษฐ์ปรียานนท์ เติบโตที่สงขลาเคยได้รับรางวัลชนะเลิศเซเว่นบุ๊คอวอร์ด หมวดกวีนิพนธ์ประเภทนักเขียนรุ่นเยาว์รางวัลดีเด่นYoungThaiArtist Award สาขาวรรณกรรมรางวัลเปลื้องวรรณศรีและรางวัลวรรณศิลป์อุชเชนี ปัจจุบัน ใช้ชีวิตริมฝั่งแม่น้ำซองกาเรียเมืองชายแดนตะวันตกอ่านเขียน ช่วยดูแลที่พักเล็กๆและร้านกาแฟที่ทุกแก้วคือชงให้คนรักดื่ม สราวุฒิร้อยกรอง

มหาสารคาม

อำเภอทุ่งฝนจังหวัดอุดรธานีผลงานที่ผ่านมาอาทิบทกวี“หนังบักตื้อฯ” ชนะเลิศการประกวดบทกวีนิพนธ์รางวัลวรรณศิลป์เปลื้องวรรณศรีครั้งที่1 (2558)บทกวี“นัยมือ” รางวัลชนะเลิศการประกวดบทกวีรางวัลพานแว่นฟ้า (2562)บทกวี“อ้อมแขนแห่งซะลามุน”รางวัลชนะเลิศการประกวดบทกวี อ่านยาใจปีที่2(2565)

อติรุจดือเระ(และ ชบาแดง) นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายเอกระหว่างประเทศ รั้วแม่โดมเกิดและโตที่สงขลาใฝ่ฝันจะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่าง ประเทศรักการอ่านและเขียนวรรณกรรมเคยได้รับรางวัล“ยุวศิลปินไทย” สาขาวรรณกรรม3สมัยรางวัลเกียรติคุณ“เยาวชนไทยผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น” เป็นตัวแทนสมาคมนักเขียนฯร่วมนำเสนอบทกวีในงานTheIliganNational Writing2021ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนทิศชีวิตจากการตามหา “ความสมบูรณ์ แบบ”ไปสู่“ความสมดุล” อาธรเพ็ชรศรีเงิน เป็นนามปากกาของนักเขียนอิสระมีผลงานรวมเรื่องสั้น 1เล่มโดยสำนักพิมพ์สมมติชื่อ“ในปีที่ยี่สิบเจ็ดและเรื่องสั้นอื่นๆ” สันติพลยวงใย คนสงขลาโดยกำเนิดเปลี่ยนศาสนาตอนอายุ23ปีเดียว กับที่บทกวีเรื่องแรกตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ได้รางวัลชนะเลิศ3ครั้งคือ มติชน อวอร์ดปีที่3(บทกวี)เรื่องสั้นย่อหน้าเดียวครั้งที่1(รางวัลยอดเยี่ยม ปี 2557)และเปลื้องวรรณศรีครั้งที่4(บทกวี)รวมถึงรางวัลอื่นๆเช่น YoungThaiArtistAward2012เรื่องเล่าจากบ้านเราฯลฯ ปัจจุบันเขียน ทั้งบทกวีและเรื่องสั้นกับพยายามปลุกปั้นนวนิยายและรอคอยวันที่จะได้ ออกผจญภัยไปกับรวมบทกวีเล่มแรกอย่างเป็นทางการ

Turn static files into dynamic content formats.

Create a flipbook