Page 1

สรุป พ.ร.บ. ตํารวจ 2547 เหตุผลในการใช พ.ร.บ. นี้ 1. ระเบียบ วินัย ยศ เครื่องแบบ ใชมานานไมเหมาะสมกับสถานการณปจจุบัน จึงนํามารวมไวเปน กฎหมายฉบับเดียว 2. แบงสวนราชการ สตช. เปน สง.ผบ.ตร. และ บช. เพื่อกระจายอํานาจไปยัง บช. มากขึ้น 3. มี ก.ต.ช. เพื่อกําหนดนโยบาย และ ก.ตร. บริหารงานบุคคล 4. กําหนดตําแหนงขาราชการตํารวจประเภทไมมียศ 5. ตําแหนงพนักงานสอบสวนแยกตางหากจากตําแหนงขาราชการตํารวจที่มีอยูเดิมเพื่อพัฒนางานสวบ สวน 6. จัดมีกองทุนเพื่อสนับสนุนและพัฒนางานสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา

* * * ยอสรุป * * * มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ. 2547” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปนตนไป - ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 14 กุมภาพันธ 2547 เลมที่ 121 ตอนที่ 18 ก - ใชบังคับวันถัดจากวันประกาศฯ คือวันที่ 15 กุมภาพันธ 2547 มาตรา ๓ ใหยกเลิก ระเบียบ วินัย ยศ เครื่องแบบ สวนบรรดากฎหมายอื่นมี่ขัดหรือแยงกับ พ.ร.บ. นี้ใหใช พ.ร.บ. นี้แทน เชน ระเบียบไมเกี่ยวกับคดียกเลิกแคเพียงบางสวนที่ขัดหรือแยง พ.ร.บ. นี้เทานั้น มาตรา ๔ นิยามตางๆ “ขาราชการตํารวจ” 1. บุคคลซึ่งไดรับการบรรจุและแตงตั้งตาม พ.ร.บ. นี้ 2. ไดรับเงินเดือนจากใคร แยกเปน 2 อยางคือ - ไดรับจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือน - ไดรับเงินเดือนจากสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานของรัฐอื่นดวย เชน ตํารวจ ทางหลวง, ตํารวจทองเที่ยว , ตํารวจรถไฟ สวน สน.ทาเรือเดิมขึ้นกับตํารวจน้ํา รับ เงิน เดื อนจากการทา เรือฯ ปจจุบั นขึ้ น กับ บก.น.5 บช.น.ไดรับเงิ นเดื อนจากเงิน งบประมาณหมวดเงินเดือนแลว “ประธานกรรมการ” หมายความวา ประธานกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ “กรรมการ” หมายความวา กรรมการนโยบายแหงชาติ “กองทุน” หมายความวา กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา


“กองบัญชาการ” หมายความรวมถึง สวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบเทา กองบัญชาการดวย “กองบังคับการ” หมายความรวมถึง สวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่นที่มีฐานะเทียบกอง บังคับการดวย มาตรา ๕ นายก รักษาการตาม พ.ร.บ.นี้ นายก มีอํานาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.นี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับได มาตรา ๖ สตช. มีฐานะเปน นิติบุคคล สตช. อยูในบังคับบัญชาของ นายกรั ฐ มนตรี (ขึ้ น ตรงต อ นายกไม ใ ช สํ า นั ก นายกรัฐมนตรี)

สํานักงานตํารวจแหงชาติมีอํานาจหนาที่ 1. รักษาความปลอดภัยสําหรับองคพระมหากษัตริย ฯลฯ 2. ดูแลควบคุมและกํากับการปฏิบัติงานของขาราชการตํารวจซึ่งปฏิบัติการตาม ป.วิ อาญา 3. ปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา 4. รักษาความสงบเรียบรอย ความปลอดภัยของ ปชช. และความมั่นคงของราชอาณาจักร 5. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกําหนดใหเปนอํานาจหนาที่ของขาราชการตํารวจ หรือ สตช. 6. ชวยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย 7. ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อสงเสริมและสนับสนุนใหการปฏิบัติการตามอํานาจหนาที่ ตาม (1) – (5) เปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ม.6 วรรคสอง กําหนดวา กรณีที่มีกฎหมายกําหนดความผิดทาง อาญาและตกอยูภายใตอํานาจหนาที่ของขาราชการตํารวจตาม (3)(4)(5) จะตรา พ.ร.ฎ. โอน อํ า นาจหน า ที่ ดั ง กล า วทั้ ง หมดหรื อ บางส ว นเป น อํ า นาจหน า ที่ ข องหน ว ยงานหรื อ พนั ก งาน เจาหนาที่อื่นใดก็ได และใหถือวาพนักงานเจาหนาที่ของหนวยงานตามที่กําหนดใน พ.ร.ฎ. ดังกลาว เปนพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจพนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝายปกครอง หรือ ตํารวจชั้นผูใหญ ตาม ป. วิ อาญา แลวแตกรณี มาตรา ๗ อธิบาย ใหสํานักงานตํารวจแหงชาติ - สงเสริมใหทองถิ่นและชุมชน มีสวนรวมในกิจการตํารวจ เพื่อ - ปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดอาญา รักษาความสงบเรียบรอยและรักษา ความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความตองการของแตละพื้นที่


- ทั้งนี้ การดําเนินการมีสวนรวมใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่ คณะกรรมการตํารวจ แหงชาติ กําหนด หมายเหตุ !! ตามมาตรานี้ใชคําวา “ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการนโยบาย ตํารวจแหงชาติ (ก.ต.ช.) กําหนด” ใหสังเกตวา ถาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับ คณะกรรมการตํารวจแหงชาติ จะตองเปนเรื่องการวางนโยบายตางๆ ความหมายกวางๆ แตถาเปนเรื่องการบริหารงานบุคคลก็จะตอง เปนหนาที่ของคณะกรรมการขาราชการตํารวจ (ก.ตร.) มาตรา ๘ - อาจแบงเปนขาราชการตํารวจประเภทไมมียศดวยก็ได โดยใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา - และกําหนดรายละเอียดตางๆ เชนบรรจุ แตงตั้ง โยกยาย วินัย ในพระราชกฤษฎีกานั้น ทั้งนี้ไมมีผลกระทบกับขาราชการตํารวจที่มียศอยูกอนพระราชกฤษฎีกามีผลใชบังคับ มาตรา ๙ อธิบาย กรณีปกติ - วัน เวลาทํางาน - วันหยุดราชการตามประเพณี - วันหยุดราชการประจําป - และการลาหยุดราชการของขาราชการตํารวจ - ใหเปนไปตามที่ ครม. กําหนด แตในกรณีจําเปนเพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ - คณะกรรมการนโยบาย จะกําหนดใหขาราชการตํารวจตองปฏิบัติหนาที่ตาม วัน เวลา ที่แตกตางจากที่ ครม. กําหนดก็ได มาตรา ๑๐ สํานักงานตํารวจแหงชาติ แบงสวนราชการดังตอไปนี้ - สตช. แบงสวนราชการเปน สง.ผบ.ตร. และ บช. การแบงสวนราชการ - สง.ผบ.ตร. เปน บช. ให ต ราเป น พ.ร.ฎ.รวมทั้ ง กํ า หนดอํ า นาจหน า ที่ ใ น พ.ร.ฎ.นั้นดวย การจัดตั้ง - การจัดตั้ง บช. ใหตราเปน พ.ร.ฎ.รวมทั้งกําหนดอํานาจหนาที่ใน พ.ร.ฎ.นั้น ดวย การแบงสวนราชการ - บก. หรือสวนราชการอื่น ใหทําเปนกฎกระทรวง รวมทั้งกําหนดอํานาจหนาที่ใน กฎกระทรวงนั้นดวย


มาตรา ๑๑ สํานักงานตํารวจแหงชาติ มีผูบัญชาการตํารวจแหงชาติเปนหัวหนาสวนราชการ มี อํานาจหนาที่ดังตอไปนี้ 1. รั บผิ ดชอบควบคุ ม ราชการประจํ า ในสํา นัก งานตํารวจแหง ชาติ กํา หนดแนวทางและ แผนการปฏิบั ติราชการของสํานักงานตํารวจแหงชาติ และลํา ดับความสําคั ญของแผนการปฏิบัติ ราชการประจําปของสํานักงานตํารวจแหงชาติ ใหเปนไปตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการที่ นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติกําหนด รวมทั้งกํากับ เรงรัด ติดตาม และ ประเมินผลการปฏิบัติราชการของสวนราชการในสํานักงานตํารวจแหงชาติ 2. เปนผูบังคับบัญชาขาราชการตํารวจในสํานักงานตํารวจแหงชาติรองจากนายกรัฐมนตรี 3. เปนผูรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสํานักงานผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ 4. วางระเบี ย บหรื อ ทํ า คํ า สั่ ง เฉพาะเรื่ อ งไว ใ ห ข า ราชการตํ า รวจหรื อ พนั ก งานสอบสวน ปฏิบัติการเกี่ยวกับการใชอํานาจหรือการปฏิบัติหนาที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายอื่น มาตรา ๑๒ - จเร รอง ผบ.ตร. และผู ช ว ย ผบ.ตร. เป น ผู บั ง คั บ บั ญ ชาข า ราชการตํ า รวจและ รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจาก ผบ.ตร. มาตรา ๑๓ - แตละกองบัญชาการ ใหมีผูบัญชาการคนหนึ่ง เปนผูบังคับบัญชา ขึ้นตรงตอ ผบ.ตร. มีรอง ผบช. เปนผูบังคับบัญชารองจาก ผบช. ใหใชบังคับกับหนวยงานที่เทียบเทา บช. ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๑๔ ผูบัญชาการมีอํานาจหนาที่และความรับผิดชอบดังตอไปนี้ 1. บริหารราชการของ บช. ใหเปนไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับ และประกาศของ ทางราชการ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ คณะกรรมการขาราชการตํารวจ และสํานักงาน ตํารวจแหงชาติ 2. ควบคุ ม กํ า กั บ ดู แ ลบุ ค ลากร การเงิ น การพั ส ดุ สถานที่ และทรั พ ย สิ น อื่ น ของ กองบั ญ ชาการให เ ป น ไปตามกฎหมาย ระเบี ย บ ข อ บั ง คั บ และประกาศของทางราชการ คณะกรรมการนโยบายตํา รวจแห ง ชาติ คณะกรรมการข า ราชการตํารวจ และสํ า นั ก งานตํา รวจ แหงชาติ 3. เปนผูแทน สํานักงานตํารวจแหงชาติ ในราชการทั่วไปของกองบัญชาการ 4. รายงานผลการปฏิบัติงานพรอมทั้งปญหาและอุปสรรคตอผูบัญชาการตํารวจแหงชาติทุกสี่ เดือน หรือตามที่ระยะเวลาที่ ผบ.ตร. กําหนด


5. ปฏิ บั ติ ห น า ที่ อื่ น ตามกฎหมาย ระเบี ย บ ข อ บั ง คั บ และประกาศของทางราชการ คณะกรรมการนโยบายตํา รวจแห ง ชาติ คณะกรรมการข า ราชการตํารวจ และสํา นั ก งานตํ า รวจ แหงชาติ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคําสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด กําหนดใหการดําเนินการใดเปนอํานาจของอธิบดีหรือผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ใหผูบัญชาการมี อํานาจเชนวานั้นในฐานะเปนอธิบดีหรือแทนผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ในสวนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ราชการในกองบัญชาการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑที่ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติกําหนด มาตรา ๑๕ - แตละกองบัญชาการ มี ผบก.คนหนึ่งเปนผูบังคับบัญชา มีรอง ผบก. เปนผูบังคับบัญชา รองจาก ผบก. ใหใชบังคับกับหนวยงานที่เทียบเทา กองบัญชาการดวยโดยอนุโลม ผบก.มีอํานาจหนาที่ และความรับผิดชอบดังตอไปนี้ 1. บริหารราชการของกองบังคับการใหเปนไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับ และ ประกาศของทางราชการ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ คณะกรรมการขาราชการตํารวจ และสํานักงานตํารวจแหงชาติ 2. ควบคุม กํากับ ดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพยสินอื่นของกอง บั ง คั บ การให เ ป น ไปตามกฎหมาย ระเบี ย บ ข อ บั ง คั บ และประกาศของทางราชการ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ คณะกรรมการขาราชการตํารวจ และสํานักงานตํารวจ แหงชาติ 3. ปฏิ บั ติ ห น า ที่ อื่ น ตามกฎหมาย ระเบี ย บ ข อ บั ง คั บ และประกาศของทางราชการ คณะกรรมการนโยบายตํ า รวจแหง ชาติ คณะกรรมการข า ราชการตํารวจ และสํา นั ก งานตํา รวจ แหงชาติ - ผูบังคับการภูธรจังหวัด มีหนาที่ กํากับดูแลปฏิบัติราชการ ของ ตร.สังกัด บช. อื่นมา ปฏิบัติหนาที่ในจังหวัดนั้นใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคําสั่งของสํานักงานตํารวจ แหงชาติ กองบัญชาการ หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีดวย ในการนี้ ใหมีอํานาจสั่งการใดๆ เพื่อใหเกิดการประสานงานและความรวมมือกันในการปฏิบัติหนาที่ หรือยับยั้ง การกระทําใดๆ ของขาราชการตํารวจในจังหวัดที่ขัดตอกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคําสั่ง ของ สํานักงานตํารวจแหงชาติ หรือกองบัญชาการ มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ไวชั่วคราวแลวรายงานสํานักงานตํารวจแหงชาติและกองบัญชาการที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ และวิธีการที่สํานักงานตํารวจแหงชาติกําหนด


เปรียบเทียบคณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ และ คณะกรรมการขาราชการตํารวจ มาตรา ๑๖ คณะกรรมการนโยบายตํ า รวจ มาตรา 30 ใหมีคณะกรรมการขาราชการตํารวจ แหงชาติคณะหนึ่ง โดยเรียกยอวา “ก.ต.ช.” คณะหนึ่ง เรียกโดยยอวา “ก.ตร.” ประกอบดวย สูตรยอ ก.ต.ช. โดยตําแหนงประกอบดวย สูตรยอ ก.ตร. โดยตําแหนงประกอบดวย - นายก เปนประธานกรรมการ - นายก เปนประธานกรรมการ - มหาดไทย กรรมการ - เลขาธิการ กพ. กรรมการ - มหาดไทย “ - ผบ.ตร. “ - ยุติธรรม “ - จเร “ - ยุติธรรม “ - รอง ผบ.ตร.ทุกคน “ - เลขาธิการ สมช. “ - ผบ.ตร. “ ก.ต.ช. ผูทรงคุณวุฒิ จํานวน 4คน สูตรยอ ที่มา โปรดเกลา จาก 1 สรรหา คุณสมบัติ มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ ด า นกฎหมาย งบประมาณ พั ฒ นา วางแผน บริหารจัดการ มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป ไมเกิน 2 วาระ พนจากตําแหนงกอนครบวาระ หลัก – ใหสรรหาเขามาใหม เวนแต – มีวาระการดํารงตําแหนงไมถึง 90 วัน จะมาสรรหาเขามาใหมก็ได พนจากจากตําแหนงตามวาระ ไมไดบัญญัติไว และไมมี บ อกว า ให นํ า เอาของ ก.ตร. มาใชโ ดย อนุโลมดวย

ก.ตร. ผูทรงคุณวุฒิ 11 คน แบงเปน 5 คนกับ 6 คน สูตรยอ ผูทรงคุณวุฒิ 30(2) ก. จํานวน 5 คน คุณสมบัติ เคยเปนขาราชการตํารวจ ตําแหนงผู บัญชาการขึ้นไป ออกไปแลวเกิน 1 ป (ออกจาก ราชการไปแลว) ผูมีสิท ธิเลือก ผกก.พงส. ผู ทรงคุณวุฒิ ขึ้นไป เปนผูเลือก (ม.35(1)) ที่ ม า ประธานรั บ สมั ค รผู มี คุ ณ สมบั ติ ไม มี ลั ก ษณะต อ งห า มเรี ย งตามรายชื่ อ ส ง ให ผู มี สิ ท ธิ เลือกกอนวันเลือกตั้ง ไมนอยกวา 14 วัน การเลือก ใหผูซึ่งไดรับคะแนนมากตามลําดับลง มาตามจํานวนที่กําหนดไวเปนผูไดรับเลือก ถาไก คะแนนเทากันใหประธานจับสลากใหไดครบตาม จํ า นวน ที่ เ หลื อ ให ขึ้ น บั ญ ชี ไ ว ต าม ก.ตร. เห็นสมควร มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป วาระเดียว พ น จากตํ า แหน ง ก อ นครบวาระ ให ผู ที่ ขึ้ น บั ญ ชี


การดํารงตําแหนงแทน หากมีกําหนดเวลาไมถึง 2 ป ไมใหนับเปนวาระ พนจากจากตําแหนงตามวาระ ใหดําเนินการจัด ให มี ก ารเลื อ กกรรมการข า ราชการตํ า รวจ ผูทรงคุณวุฒิใหมภายใน 60 วัน กอนวันครบวาระ ผูทรงคุณวุฒิ ม.30(2) ข. จํานวน 6 คน คุณสมบัติ - ไมเปนขาราชการตํารวจ - ผู เ ชี่ ย วชาญด า นนิ ติ ศ าสตร รั ฐ ศาสตร เศรษฐศาสตร รัฐประศาสศาสตร อาชญาวิทยา และงานยุ ติ ธ รรม หรื อ สาขาอื่ น ตามที่ ก.ตร. กําหนด สาขาละไมเกินหนึ่งคน ยกเวน 2 กรณี คือ - มี รอง ผบ.ตร.เพิ่ ม ขึ้น ใหเพิ่ม ขึ้ นตามจํา นวน รอง ผบ.ตร. - เคยเปนขาราชการตํารวจ หากไดพนจากความ เปนขาราชการตํารวจไปแลวเกิน 10 ปและมีอายุ ไมเกิน 65 ป อาจไดรับการสรรหาเปนกรรมการ ผูทรงคุณวุฒิตาม (2)(ข)ได แตตองมี จํานวนไม เกินหนึ่งคน ที่ ม า ก.ตร. โดยตํ า แหน ง และผู ท รงคุ ณ วุ ฒิ ใ น จํานวน 5 คน เปนผูเลือก ตามหลักเกณฑและ วิ ธี ก ารที่ กํ า หนดในกฎ ก.ตร. แล ว เสนอ ครม. อนุ มั ติ แล ว โปรดเกล า แต ง ตั้ ง พร อ มกั บ ก.ตร. ผูทรงคุณวุฒิ 5 คน มีวาระการดํารงตําแหนง 4 ป วาระเดียว พนจากตําแหนง ก อนครบวาระ ใหดํา เนิน การ เลือกกรรมการขาราชการตํารวจผูทรงคุณวุฒิแทน ตําแหนงที่วาง โดยใหนําความในมาตรา 35 มาใช บังคับโดยอนุโลม


การดํารงตําแหนงแทน หากมีกําหนดเวลาไมถึง 2 ป ไมใหนับเปนวาระ พ น จากจากตํ า แหน ง ตามวาระ พ น จากจาก ตํ า แหน ง ตามวาระ ให ดํ า เนิ น การจั ด ให มี ก าร เลือกกรรมการขาราชการตํารวจผูทรงคุณวุฒิใหม ภายใน 60 วัน กอนวันครบวาระ องคประชุม ก.ต.ช. ตามมาตรา ๒๓ - มีกรรมการมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งจึงจะ เปนองคประชุม - ประธานไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ ได ใหกรรมการเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งที่มา ประชุมเปนประธานในที่ประชุม - ประธานกรรมการและกรรมการโดนตําแหนงจะ มอบหมายบุคคลใดใหมาประชุมแทนไมได - ให ก.ต.ช. มีอํานาจออกขอบังคับวาดวยการ ป ร ะ ชุ ม แ ล ะ ก า ร ล ง ม ติ ข อ ง ก . ต . ช . คณะอนุ ก รรมการตามมาตรา 18(5) และของ คณะกรรมการตามมาตรา 18(6)

องคประชุม ก.ตร. ตามมาตรา ๔๒ - มีกรรมการมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งจึงจะ เปนองคประชุม - ประธานไม อ ยู ห รื อ ไม อ าจปฏิ บั ติ ห น า ที่ ไ ด ใ ห กรรมการเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งที่มาประชุม เปนประธานในที่ประชุม - ให ป ระธานกรรมการข า ราชการตํ า รวจเป น ผูเรียกประชุม และการลงมติของ ก.ตร. และของ คณะอนุกรรมการตามมาตรา 31(9) - ในกรณี ที่ ก.ตร. มี ห นา ที่ต ามที่ บัญ ญัติไ ว ใ น พระราชบัญญัตินี้ ใหผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ เป น ผู เ สนอเรื่ อ งต อ ก.ตร. แต ทั้ ง นี้ ไ ม ตั ด สิ ท ธิ กรรมการขาราชการตํารวจคนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ - กรรมการขาราชการตํารวจจะเปนกรรมการใน ก . ต . ช . ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น ไ ม ไ ด เ ว น แ ต นายกรัฐมนตรี และผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ

มาตรา ๒๐ กรรมการผู ท รงคุ ณ วุ ฒิ ต อ งมี คุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามดังตอไปนี้ 1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด 2. มีอายุไมต่ํากวาสี่สิบปบริบูรณ 3. ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา ขาราชการการเมือง สมาชิกสภาทองถิน่ ผูบริหารทองถิ่น หรือเปนที่ปรึกษาของขาราชการ

มาตรา ๓๓ กรรมการข า ราชการตํ า รวจ ผูทรงคุณวุฒิตองมีคุณสมบัติและ - ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 20 - และต อ งไม เ ป น ข า ราชการหรื อ กลั บ เข า รั บ ราชการ สํ า หรั บ กรรมการข า ราชการตํ า รวจ ผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา 30(2)(ก) - และต อ งไม เ ป น ข า ราชการตํ า รวจ สํ า หรั บ


ในกรณี ที่ มี ป ญ หาเกี่ ย วกั บ คุ ณ สมบั ติ ห รื อ 4. ไม เ ป น ผู ดํ า รงตํ า แหน ง ใดๆ ในพรรค ลักษณะตองหามของกรรมการขาราชการตํารวจ การเมือง ผูทรงคุณวุฒิให ก.ตร. เปนผูวินิจฉัย 5. ไมเปนคนไรความสามารถ คนเสมือนไร ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟนเฟอนไม สมประกอบ 6. ไมเปนบุคคลลมละลาย 7. ไม เ ป น ผู เ คยได รั บ โทษจํ า คุ ก โดยคํ า พิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก เวนแตเปนโทษสําหรับ ความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุ โทษ 8. ไมเปนผูเคยถูกลงโทษไลออก ปลดออก หรือใหออกจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ 9. ไมเคยตองคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล ให ท รั พ ย สิ น ตกเป น ของแผ น ดิ น เพราะร่ํ า รวย ผิดปกติ หรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 10. ไม เ ปน กรรมการผู จั ด การ หรือ ผู จั ด การ หรือดํารงตําแหนงอื่นใดที่มีลักษณะงานคลายคลึง กันนั้นในหางหุนสวนหรือบริษัท มาตรา ๒๒ นอกจากการพนจากตําแหนงตาม มาตรา ๓๙ นอกจากการพนจากตําแหนงตาม วาระตาม มาตรา ๒๑ กรรมการผูทรงคุณวุฒิพน วาระตามมาตรา ๓๘ กรรมการขาราชการตํารวจ จากตําแหนงเมื่อ ผูทรงคุณวุฒิพนจากตําแหนงเมื่อ 1. ตาย 1. ขาดคุ ณ สมบั ติ ห รื อ มี ลั ก ษณะต อ งห า ม ตามมาตรา ๓๓ 2. มีอายุครบเจ็ดสิบปบริบูรณ 2. ก.ตร. มีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวา 3. ลาออก 4. ขาดคุ ณ สมบั ติ ห รื อ มี ลั ก ษณะต อ งห า ม ส อ ง ใ น ส า ม ข อ ง จํ า น ว น ก ร ร ม ก า ร ตามมาตรา ๒๐ ข า ราชการตํ า รวจทั้ ง หมดให พ น จาก 5. ก.ต.ช. มีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวา ตําแหนง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อม


๑๐

3. มีเหตุตามมาตรา ๒๒(๑)(๒) หรือ (๓) 4. สมัค รรั บเลื อกตั้ง เปน สมาชิ ก สภาผู แทน ราษฎร สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา สมาชิ ก สภา ทองถิ่น หรือเปนผูไดรับแตงตั้งเปนผูไดรับ แตงตั้งเปนคณะผูบริหารทองถิ่น เลขาและผูชวยเลขา ก.ต.ช. เลขาและผูชวยเลขา ก.ตร. ใหประธานกรรมการ โดยคําแนะนําของ ผบ.ตร. ผบช. ก.ตร. เปน เลขานุการ ก.ตร. แต ง ตั้ ง ข า ราชการตํ า รวจยศ พล.ต.ท. ขึ้ น ไปคน รอง ผบช.ก.ตร. เปน ผูชวยเลขานุการ ก.ตร. หนึ่งเปนเลขานุการ และแตงตั้งขาราชการตํารวจ ยศ พล.ต.ต. ขึ้ น ไปจํ า นวนไม เ กิ น 2 คน เป น ผูชวยเลขานุการ มาตรา ๒๔ ยศตํารวจมีตามลําดับดังตอไปนี้ พลตํารวจเอก พลตํารวจโท พลตํารวจตรี พันตํารวจเอก พันตํารวจโท พันตํารวจตรี รอยตํารวจเอก รอยตํารวจโท รอยตํารวจตรี ดาบตํารวจ จาสิบตํารวจ สิบตํารวจเอก สิบตํารวจโท สิบตํารวจตรี วาที่ยศใดใหถือเสมือนมียศนั้น ถาผูซึ่งมียศตํารวจเปนหญิง ใหเติมคําวา “หญิง” ทายยศตํารวจนั้นดวย


๑๑

มาตรา ๒๕ ชั้นขาราชการตํารวจมีดังตอไปนี้ 1. ชั้นสัญญาบัตร ไดแก ผูมียศตั้งแตรอยตํารวจตรีขึ้นไป 2. ชั้นประทวน ไดแก ผูมียศสิบตํารวจตรี สิบตํารวจโท สิบตํารวจเอก จาสิบตํารวจ และดาบ ตํารวจ 3. ชั้นพลตํารวจ ไดแก พลตํารวจสํารอง พลตํารวจสํารอง คือ ผูที่ไดรับการบรรจุเปนขาราชการตํารวจ โดยไดรับการคัดเลือกหรือสอบแขงขัน เขารับการศึกษาอบรม ในสถานศึกษาของสํานักงานตํารวจแหงชาติ มาตรา ๒๖ การแตงตั้ง 1. การแตงตั้งยศตํารวจชั้นสัญญาบัตร - ธรรมดา กฎ ตร. , ประกาศพระบรม ราชโองการ - พิเศษ ประกาศพระบรมราช โองการ 2. การแตงตั้งวาที่ยศตํารวจชั้นสัญญาบัตร - วาที่ยศนายพล นายกฯ แตงตั้ง - วาที่ยศไมใชนายพล ผบ.ตร.แตงตั้ง 3. การแตงตั้งยศตํารวจชั้นประทวน - ธรรมดา ผบ.ตร. , ผบช.ขึ้นไปไดรับ มอบหมาย , กฎ ก.ตร. - พิเศษ ผบ.ตร. , กฎ ก.ตร. การถอนหรือออกจากยศ 1. การถอดหรือออกจากยศตํารวจชั้นสัญญาบัตร - มีกรณีเดียว ระเบียบ สตช. , ประกาศ พระบรมราชโองการ การถอดหรือออกจากวาที่ยศตํารวจชั้นสัญญาบัตร และการถอดหรือออกจากยศตํารวจชั้นประทวน 2. ใชคําวาใหผูมีอํานาจสั่งตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๗ แลวแตกรณี สั่งไดตามระเบียบ สํานักงานตํารวจแหงชาติ - ผูใดแตงตั้งผูนั้นถอด , ตามระเบียบ สตช. มาตรา ๔๔ ตําแหนงขาราชการตํารวจมีดังตอไปนี้ 1. ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ 2. จเรตํารวจแหงชาติ และรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ 3. ผูชวยผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ 4. ผูบัญชาการ 5. รองผูบัญชาการ 6. ผูบังคับการ และพนักงานสอบสวนผูเชี่ยวชาญพิเศษ 7. รองผูบังคับการ และพนักงานสอบสวนผูเชี่ยวชาญ


๑๒

8. ผูกํากับการ และพนักงานสอบสวนผูทรงคุณวุฒิ 9. รองผูกํากับการ และพนักงานสอบสวนผูชํานาญการพิเศษ 10. สารวัตร และพนักงานสอบสวนผูชํานาญการ 11. รองสารวัตร และพนักงานสอบสวน 12. ผูบังคับหมู 13. รองผูบังคับหมู ก.ตร. จะกําหนดใหมีตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่น โดยจะใหมีชื่อตําแหนงใดเทียบกับตําแหนง ตามวรรคหนึ่งก็ไดโดยใหกําหนดไวในกฎ ก.ตร. การกําหนดตําแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่นใหมีเฉพาะที่จําเปนเพื่อประโยชนในการบริหารงานของ สํานักงานตํารวจแหงชาติ ใหเกิดประสิทธิภาพและประหยัด และเมื่อหมดความจําเปนตามที่กําหนด ไวในกฎ ก.ตร.แลว ใหยุบตําแหนงนั้น มาตรา ๔๕ คุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนง - ขาราชการตํารวจตําแหนงใด จํานวนเทาใด และคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนงอยางใด และจะใหมียศหรือไม และถาใหมียศจะใหมียศใด รวมตลอดถึงการตัดโอนตําแหนงจากสวนราชการ หนึ่งไปเพิ่มใหอีกสวนราชการสวนราชการหนึ่งใหเปนไปตามที่ ก.ตร. กําหนด โดยใหคํานึงถึงลักษณะ หน า ที่ แ ละความรั บผิ ด ชอบ ปริ ม าณและคุ ณ ภาพของงาน รวมทั้ ง ความมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพและการ ประหยัด - การกําหนดจํานวนตําแหนงขาราชการตํารวจตั้งแตตําแหนงผูบังคับการ พนักงานสอบสวน ผูเชี่ยวชาญพิเศษ หรือตําแหนงเทียบเทาขึ้นไปในสวนราชการตางๆ ตองไดรับความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. กอน มาตรา ๔๖ ใหขาราชการตํารวจซึ่งดํารงตําแหนงพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๔๔ ไดรับเงินเพิ่ม เปนกรณีพิเศษตามระเบียบที่ ก.ตร. กําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ในการกํ า หนดจํ า นวนเงิ น เพิ่ ม เปนกรณี พิเ ศษตามวรรคหนึ่ง ใหคํา นึ ง ถึ ง ค า ใชจา ยในการ ปฏิบัติงานและการดํารงตนอยูในความยุติธรรมไดอยางมีเกียรติ โดยเปรียบเทีนบกับคาตอบแทนที่รัฐ จายใหแกขาราชการฝายอื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ประกอบดวย มาตรา ๔๗ ข า ราชการตํ า รวจซึ่ ง ดํ า รงตํ า แหน ง พนั ก งานสอบสวน ให ไ ด รั บ การเลื่ อ นตํ า แหน ง ดังตอไปนี้ 1. พนักงานสอบสวน (สบ๑) เมื่อดํารงตําแหนงและไดรับเงินเดือนตามที่ ก.ตร. กําหนดอีกทั้ง ไกผานการประเมินแลว ใหผูนั้นเปนพนักงานสอบสวนผูชํานาญการ (สบ๑) 2. พงส.(สบ๒) ไมนอยกวา 3 ป ขั้นต่ํา ส.3. ประเมิน เปนพงส.(สบ๓) 3. พงส.(สบ๓) ไมนอยกวา 3 ป ขั้นต่ํา ส.4 ประเมิน เปนพงส.(สบ๔)


๑๓

4. พงส.(สบ๔) ไมนอยกวา 3 ป ขั้นต่ํา ส.5 ประเมิน เปนพงส.(สบ๕) 5. พงส.(สบ๕) ไมนอยกวา 3 ป ขั้นต่ํา ส.6 ประเมิน ตําแหนงวาง เปน พงส.(สบ๖) ในการประเมินพิจารณาเลื่อนตําแหนงพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ใหนําปริมาณและ คุณภาพของสํานวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณาดวย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่ กําหนดในระเบียบ ก.ตร. การแตงตั้งพนักงานสอบสวนจะมีจํานวนเทาใด มีอํานาจหนาที่ในการบังคับบัญชาเพียงใด ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. มาตรา ๔๘ ผูที่จะไดรับการบรรจุเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ ตองมีคุณสมบัติและไมมี ลักษณะตองหามดังตอไปนี้ (คุณสมบัติทั่วไป) 1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด 2. มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณ 3. เปนผูเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 4. ไมเปนขาราชการเมือง ผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหาร ทองถิ่น 5. ไมเปนผูดํารงตําแหนงใดๆ ในพรรคการเมือง 6. มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามอื่นตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๔๙ เรื่องการบรรจุ การบรรจุบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจตามพระราชบัญญัตินี้ ใหผูบังคับบัญชา ตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. เปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและแตงตั้ง มาตรา ๕๐ การบรรจุบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจชั้นพลตํารวจชั้นประทวน และชั้น สัญญาบัตร ใหบรรจุจากบุคคลผูไดรับคัดเลือกสอบแขงขันได - หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. - ผบ.ตร. หรื อ ผู บั ง คั บ บั ญ ชาซึ่ ง ได รั บ มอบหมาย เป น ผู ดํ า เนิ น การคั ด เลื อ กหรื อ สอบแขงขัน


๑๔

มาตรา ๕๑ อนุมาตรา 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10 11 12. 13.

ตําแหนงใดจะตองแตงตั้งดวยยศชั้นใด ตําแหนง ผบ.ตร. จเรตํารวจแหงชาติ , รอง ผบ.ตร. ผูชวย ผบ.ตร. ผบช. รอง ผบช. ผบก. และ พงส.ผูเชี่ยวชาญพิเศษ(สบ๖) รองผบก. และ พงส.ผูเชี่ยวชาญ (สบ๕) ผกก.และ พงส.ผูทรงคุณวุฒิ (สบ๔) รอง ผกก.และ พงส.ผูชํานาญการพิเศษ (สบ๓) สว. และ และ พงส.ผูชํานาญการ (สบ๒) รอง สว. และ พงส. (สบ๑) ผบ. หมู รอง ผบ. หมู

ใหแตงตั้งจากขาราชการตํารวจยศ พล.ต.อ. พล.ต.ท. หรือ พล.ต.อ. พล.ต.ท. พล.ต.ต. หรือ พล.ต.ท. พล.ต.ต. พ.ต.อ.(พิเศษ) หรือ พล.ต.ต. พ.ต.อ. หรือ พ.ต.อ.(พิเศษ) พ.ต.ท. หรือ พ.ต.อ. พ.ต.ท. ร.ต.อ. แตไมสูงกวา พ.ต.ท. ร.ต.ต. แตไมสูงกวา ร.ต.อ. ส.ต.ต. ไมสูงกวา ด.ต. ชั้นพลตํารวจ

มาตรา ๕๒ - ผบ.หมู หรือ รอง ผบ.หมู อาจไดรับการคัดเลือก และแตงตั้งใหดํารงตําแหนงและมี ยศ - เปนรอง สว.ได ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๕๒ วรรคสอง รอง ผบ.หมูอาจไดรับการคัดเลือกและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงและมียศเปน ผบ.หมู ได ตามหลักเกณฑ และวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ตร. สรุปมาตรา ๕๓ ๕๔ และ ๕๕ เกี่ยวกับเรื่องการแตงตั้ง 1. การแตงตั้งตามมาตรา ๔๔(๑)(ผบ.ตร.) มี 4 ขั้นตอน - นายกคัดเลือก เสนอ ก.ต.ช. - ก.ต.ช. เห็นชอบ - นายกนําความกราบบังคมทูล - พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง


๑๕

2. การแตงตั้งตามมาตรา ๔๔(๒)(๓)(๔)(จเร รอง ผบ.ตร. ผูชวย ผบ.ตร.ผบช.) มี 4 ขั้นตอน - ผบ.ตร.คัดเลือก เสนอ ก.ตร. - ก.ตร. เห็นชอบ - นายกนําความกราบบังคมทูล - พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง 3. การแต งตั้งตามมาตรา ๔๔(๕)(๖) (รอง ผบช. ผบก.) แยกตามหนวยงาน 4 แบบคือ สูตร ๔๕๕๖ ภายใน สง.ผบ.ตร. 4 ขั้นตอนคือ - ผบ.ตร.คัดเลือกใน สง.ผบ.ตร. เสนอ ก.ตร. - ก.ตร. เห็นชอบ - นายกนําความกราบบังคมทูล - พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง การคัดเลือกใน สง.ผบ.ตร. ให ผบ.ตร. รับฟงขอเสนอแนะของ ผบช.ที่เกี่ยวของ ภายใน บช. มี 5 ขั้นตอนคือ - ผบช.คัดเลือกใน บช.นั้น เสนอ ผบ.ตร. - ผบ.ตร.พิจารณาเสนอ ก.ตร. - ก.ตร.เห็นชอบ - นายกนําความกราบบังคมทูล - พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง ผบ.ตร.เห็ น ว า การคั ด เลื อ กของ ผบช.นั้ น ไม เ หมาะสม ผบ.ตร.จะทํ า ความเห็ น พร อ ม ขอเสนอแนะ และเหตุผลเสนอ ก.ตร. ประกอบการพิจารณา ระหวาง สง.ผบ.ตร. กับ บช.ที่ไมไดสังกัด - ผล.ตร. และ ผบช. ที่เกี่ยวของตกลงกัน - ผบ.ตร. พิจารณาเสนอ ก.ตร. - ก.ตร.เห็นชอบ - นายกนําความกราบบังคมทูล - พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง ระหวาง บช. ที่ไมไดสังกัดกับ บช. ที่สังกัด - ผบช.ที่เกี่ยวของ ตกลงกัน - ผบช. ที่ประสงคจะแตงตั้งเสนอ ผบ.ตร. - ผบ.ตร.พิจารณาเสนอ ก.ตร.


๑๖

- ก.ตร. เห็นชอบ - นายกนําความกราบบังคมทูล - พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง ในกรณีที่ไมอาจตกลงกันได ผบ.ตร. และ ผบช. ที่เกี่ยวของ ทําความเห็นและเหตุผลของตน เสนอ ก.ตร. ประกอบการพิจารณา 4. การแตงตั้งตามมาตรา ๔๔(๗) ลงมา (รอง ผบก.ลงมา) แยกตามหนวยงาน 4 แบบ คือ ภายใน สง.ผบ.ตร. - ผบ.ตร. คัดเลือกและสั่งแตงตั้ง ภายใน บช. ที่มิไดสังกัด - ผบช. คัดเลือกและสั่งแตงตั้ง ผบก.ที่เกี่ยวของมีขอเสนอแนะและมีสวนรวมในการใหความเห็นชอบ หากไมยุติ ผบ.ตร.ชี้ ขาด ระหวาง สง.ผบ.ตร. กับ บช. ที่มิไดสังกัด - ผบ.ตร. และ ผบช.ที่เกี่ยวของตกลงกัน - ผบ.ตร. หรือ ผบช. ที่ประสงคจะแตงตั้งเปนผูสั่งแตงตั้ง ระหวาง บช. ที่ไมไดสังกัด (สลับ บช.) - ผบช. ที่เกี่ยวของ ตกลงกัน - ผบช. ที่ประสงคจะแตงตั้งเปนผูสั่งแตงตั้ง 5. การแตงตั้งตามมาตรา ๔๔(๘)ลงมา ไมสูงกวาตําแหนงเดิม (ผกก.ลงมา ไมสูงกวาตําแหนง เดิม) - บก.ที่สังกัด หรือ บช.ที่ไมไดสังกัด ผบก.เปนผูสั่งแตงตั้ง การกําหนดขั้นตอนใดๆ อันเปนการชะลอ จํากัด ตัดทอน หรือยับยั้ง ของผูมีอํานาจตาม มาตรานี้ จะกระทํามิไดเวนแต กรณีที่ กฎหมายบัญญัติ หรือเพื่อประโยชนของทางราชการตามที่ ก.ตร.กําหนด - ใน บช. ที่สังกัด ให ผบช. เปนผูสั่งแตงตั้ง โดยรับฟงขอเสนอแนะ ผบก.ที่เกี่ยวของ การแตงตั้งระดับ รองผบช.ลงมา ในอํานาจ ผบ.ตร. จากเหตุพิเศษ มาตรา ๕๖ ในกรณีที่ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติเห็นวาการใชอํานาจในการแตงตั้งของผูบัญชาการ ไมเปนธรรม หรือมีกรณีไมชอบดวยหลักเกณฑหรือวิธีการที่ ก.ตร. กําหนดตามาตรา ๕๗ หรือมีกรณีที่ จะตองดําเนินการทางวินัยและมีความจําเปนตองใหขาราชการตํารวจซึ่งดํารงตําแหนงตั้งแตมาตรา ๔๔ (๕)ลงมาใหพนจากพื้นที่หรือหนาที่ หรือมีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร.กําหนด ใหผูบังคับบัญชาการตํารวจ


๑๗

การแตงตั้งขาราชการตํารวจตามวรรคหนึ่ง ใหดํารงตําแหนงตามมาตรา ๔๔(๕)และ(๖) ให เสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบกอน โดยสรุปจะตองมีเหตุพิเศษ ดังนี้ ƒ การใชอํานาจของ ผบช. ไมเปนธรรม หรือ ƒ มีกรณีไมชอบดวยหลักเกณฑหรือวิธีการที่ ก.ตร.กําหนด หรือ ƒ มีก รณี ที่จะตอ งดํา เนินการทางวินัยและมีความจําเปนตองใหขา ราชการตํา รวจซึ่ ง ดํารง ตําแหนงตั้งแต รอง ผบช. ลงมาใหพนจากพื้นที่หรือหนาที่ หรือ ƒ มีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร.กําหนด มาตรา ๕๗ การคัดเลือก การทําความตกลงกัน การใหความเห็นชอบ และการแตงตั้งขาราชการ ตํารวจตามมาตรา ๕๓(๒)มาตรา ๕๔ และมาตรา ๕๕ ใหพิจารณาโดยคํานึงถึงความอาวุโส ประวัตกิ าร รั บ ราชการ ผลการปฏิ บั ติง าน ความประพฤติแ ละความรูค วามสามารถประกอบกั น ทั้ ง นี้ ตาม หลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ตร. การคัดเลือกและการแตงตั้งขาราชการตํารวจตามวรรคหนึ่ง ใหผูมีอํานาจคัดเลือกหรือแตงตั้ง พิจารณาจาก ขาราชการตํารวจที่คณะกรรมการคัดเลือกเสนอแนะ ให ก.ตร. แตงตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อทําหนาที่ตรวจสอบขาราชการตํารวจ ผูมีสิทธิ ดํารงตําแหนงตามมาตรา ๔๔(๒)ถึง(๑๐) โดยคณะกรรมการคัดเลือกดังกลาวอยางนอยตองประกอย ดวยรองหัวหนาหนวยงานนั้นทุกคน สรุป มาตรา ๕๗ คือ ผูที่จะตองผานคณะกรรมการการคัดเลือกตามมาตรา ๔๔(๒)ถึง(๑๐) คือ จเร รอง ผบ.ตร. ลง มาถึง สว. สวนผูที่ไมตองผานคณะกรรมการคัดเลือกมีอยู 4 ตําแหนง คือ ผบ.ตร. รอง สว. ผบ.หมู และ รอง ผบ.หมู มาตรา ๕๘ ภายใต บั ง คั บ มาตรา ๖๘ ข า ราชการตํ า รวจผู ใ ดมีคุ ณ วุฒิ สู ง ขึ้น และมีสิ ท ธิ ไ ด รั บ เงินเดือนสูงขึ้นตามที่ ก.ตร.กําหนด ใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๖๔ เปนผูมีอํานาจสั่งเลื่อน มาตรา ๕๙ การบรรจุบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจหรือการแตงตั้งขาราชการตํารวจให ดํารงตําแหนงใด ผูไดรับการบรรจุหรือไดรับการแตงตั้ง ตองมีคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนง ตามที่ ก.ตร. กําหนดตามมาตรา ๔๕


๑๘

เวนแตมีเหตุผลและความจําเปน ก.ตร. อาจอนุมัติใหบรรจุหรือแตงตั้งขาราชการตํารวจ ที่ไมมีคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนงตามที่กําหนดไวก็ได หลักคือ การบรรจุหรือแตงตั้งตองมีคุณสมบัติตามที่ ก.ตร. กําหนด ยกเวนแตมีเหตุผลและความจําเปน ก.ตร. อาจอนุมัติใหบรรจุหรือแตงตั้งผูที่ไมมีคุณสมบัติเฉพาะ สําหรับตําแหนงก็ได มาตรา ๕๙ วรรคสอง การแตงตั้งขาราชการตํารวจไปดํารงตําแหนงอื่นในสํานักงานตํารวจแหงชาติ แตตองใหดํารงตําแหนงที่ไมต่ํากวาตําแหนงเดิม เวนแตมีเหตุผลและความจําเปน ก.ตร. อาจอนุมัติใหแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ต่ํากวาตําแหนง เดิมเปนพิเศษเฉพาะราย หลักคือ การแตงตั้งขาราชการตํารวจไปดํารงตําแหนงอื่นตองแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ไมต่ํากวา ตําแหนงเดิม เชน รอง สว. แตงตั้งไปดํารงตําแหนง รอง สว.(เทาเดิม) หรือขึ้นไป (สูงกวาเดิม) เปน สว. ได จะแตงตั้งใหไปเปน ผบ.หมู (ต่ํากวาเดิม) ไมได ยกเวนแตมีเหตุผลและความจําเปน ก.ตร.อาจอนุมัติใหแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ต่ํากวาตําแหนงเดิม เปนพิเศษเฉพาะรายได (สวนมากจะไมคอยทํากัน ถาทําก็เหมือนกับเปนการลงโทษเฉพาะรายตาม อํานาจ ก.ตร. ก็สามารถทําได) มาตรา ๖๐ ผูไดรับการบรรจุเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจตามมาตรา ๕๐ ใหทดลองปฏิบัติ หนาที่ราชการในตําแหนงที่ไดรับแตงตั้ง โดยมีกําหนดระยะเวลาไมนอยกวาหกเดือน หลักคือ ผูที่ไดรับการบรรจุ ตามมาตรา ๕๐ ใหทําลองปฏิบัติหนาที่ราชการในตําแหนงที่ไดรับ ไมนอย กวาหกเดือน (หกเดือนหรือมากกวาหกเดือนได) มาตรา ๖๐ วรรคสาม - ผูใดถูกสั่งใหออกจากราชการระหวางทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ - ไมใหถือวาผูนั้นเคยเปนขาราชการตํารวจ - แตทั้ งนี้ ไมกระทบกระเทื อนถึงการปฏิบัติห นาที่ราชการ หรือการรับเงินเดื อนหรือ ผลประโยชนอื่นที่ไดรับจากทางราชการ ในระหวางที่ผูนั้นทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ


๑๙

เปรียบเทียบ มาตรา ๖๑ (เรื่องประจํา กับสํารองราชการ) กับ มาตรา ๗๒ (เรื่องรักษาราชการแทนในตําแหนง) มาตรา ๖๑ เรื่องประจํา สตช. สํารองราชการ มาตรา ๗๒ เรื่ อ งการรั ก ษาราชการแทนใน - การสั่ง ใหขา ราชการตํ า รวจประจํา สํา นัก งาน ตําแหนง ตํารวจแหงชาติ หรือสวนราชการใด หรือสํารอง ผูบังคับบัญชาผูมีอํ านาจสั่งการใหขาราชการ ราชการในสวนราชการใด ตํารวจซึ่งเห็นสมควร รรท. ในตําแหนงนั้นไดดังนี้ - โดยใหพนจากตําแหนงหนาที่เดิมและโดยจะให (1) นายกรั ฐ มนตรี สํ า หรั บ ตํ า แหน ง ผบ.ตร. ขาดจากอัตราเงินเดือนในตําแหนงเดิมหรือไมก็ได (ข อสั ง เกต นายกมีอํ า นาจสั่ง ให ผ ๔ใดมารัก ษา - ให ผู มี อํ า นาจดั ง ต อ ไปนี้ เ ป น ผู สั่ ง ได ต าม ราชการแทนผบ.ตร. เพี ย งตํา แหน ง เดีย วเทา นั้ น หลั ก เกณฑ วิ ธี ก าร และเงื่ อ นไขที่ กํ า หนดในกฎ นายกจะสั่งใหผูใดมา รักษาราชการแทน จเร รอง ก.ตร. ผบ.ตร. หรือตําแหนงอื่นซึ่งเปนตําแหนงที่ต่ํากวา วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎ ก.ตร. ผบ.ตร. ไมได เนื่องจาก พ.ร.บ.นี้ไมไดใหอํานาจ 1. นายกรัฐมนตรี สําหรับ ผบ.ตร. ไว ระวังขอสอบอาจจะออกมาหลอกไดนะ) 2. ผบ.ตร. สํ า หรั บ ข า ราชการตํ า รวจทุ ก (2) ผบ.ตร. สําหรับตําแหนง จเรตํารวจแหงชาติ ตําแหนง รอง ผบ.ตร. หรือเทียบเทาลงมา (ขอสังเกต คําวา 3. ผบช. สํ าหรั บ ข า ราชการตํา รวจใน บช. ลงมานั้นสําหรับอนุนี้ก็ไมแตกตางกับขาราชการ หรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่นเทียบเทา บช. ตํารวจทุกตําแหนงของมาตรา ๖๑ ขอสังเกต ผบก. ไมมีอํานาจสั่งใหผูใด ประจํา (3) ผบช. หรือเทียบเทาสําหรับตําแหนง ผบก. หรือสํารอง เนื่องจากไมมีอนุ ๔ พนั ก งานสอบสวนผู เ ชี่ ย วชาญพิ เ ศษ หรื อ เทียบเทาลงมา (ขอสังเกต ผบช.ไมมีอํานาจสั่งให ผูใดมารักษาราชการแทน รอง ผบช.) (4) ผบก. หรือเทียบเทา สําหรับตําแหนง ผกก. พนักงานสอบสวนผูทรงคุณวุฒิ หรือเทียบเทาลง มา (ข อ สั ง เกต ผบก. ไม มี อํ า นาจสั่ ง ให ผู ใ ดมา รักษาราชการแทน รอง ผบก.)


๒๐

เปรียบเทียบการโอนตามมาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓ ขาราชการอื่น 2 หัวขอ ขาราชการตํารวจ 3 หัวขอ ข า ราชการอื่ น ยั ง รั บ ราชการอยู โ อนมาเป น ขาราชการอื่นออกจากราชการไปแลวสมัคร เขามาเปนตํารวจ ตํารวจ - การโอนข า ราชการอื่ น จริ ง ๆ ไม เ กี่ ย วข อ ง - ขาราชการอื่น จริงๆ ซึ่งออกจากราชการไปแลว ตองการสมัครเขามาเปนตํารวจ การเมือง มาเปนตํารวจอาจกระทําไดเมื่อ - ถาสมัครเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ - เจาตัวสมัครใจ - และเมื่อ สตช. เห็นสมควรรับบุคคลนั้นกลับเขา - สตช. ตองการจะรับโอนผูนั้น - สตช. ทําความตกลงกับผูมีอํานาจสั่งบรรจุ รับราชการในตําแหนงขาราชการตํารวจ ของสวนราชการหรือหนวยงานสังกัดเดิม (ถาออก - ในการนี้ ให สตช. พิ จ ารณาโดยคํ า นึ ง ถึ ง ประโยชนที่ทางราชการตํารวจจะไดรับ จากราชการไปแลว ไมมีขั้นตอนนี้) - สตช. พิ จ ารณาคํ า นึ ง ถึ ง ประโยชน ที่ ท าง - ทั้งนี้ การดําเนินการใหกลับเขารับราชการ การ ราชการตํารวจจะไดรับ กําหนดตําแหนงชั้นยศ และอัตราเงินเดือน และ - ทั้ ง นี้ ใ นการดํ า เนิ น การโอน การกํ า หนด การนับเวลาราชการ ตํ า แหน ง ชั้ น ยศ และอั ต ราเงิ น เดื อ นและการนั บ - ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนด ในกฎ ก.ตร. เวลาราชการ - ให เ ป น ไปตามหลั ก เกณฑ แ ละวิ ธี ก ารที่ กําหนดในกฎ ก.ตร. ขาราชการตํารวจยังรับราชการอยู โอนไปเปน ตํารวจออกจากราชการไปแลวขอกลับเขามา ขาราชการอื่น เปนตํารวจ - เป น ขาราชการตํ า รวจ จริ ง ๆ ตอ งการโอนไป - เปนตํารวจจริงๆ ซึ่งออกจากราชการไปแลว - ถาสมัครเขารับราชการ หนวยงานอื่น จะกระทําได - และ สตช. ตองการที่จะรับผูนั้นเขารับราชการ - เจาตัวสมัครใจ - สวนราชการอื่นหรือหนวยงานตองการจะรับผู - ให สตช. ดําเนินการบรรจุแตงตั้ง - ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ นั้น - ให สว นราชการหรื อ หน ว ยงานที่ ขอรับ โอนทํ า ก.ตร. ความตกลงกับ สตช.


๒๑

ขาราชการตํารวจออกตามมติ ครม. ขอกลับเขารับราชการตํารวจ - ขาราชการตํารวจซึ่งไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีใหออกจากราชการไปปฏิบัติงานใดๆ - ซึ่งใหนับเวลาระหวางนั้นสําหรับการคํานวณบําเหน็จบํานาญเหมือนเต็มเวลาราชการ ตาม กฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการ - ถาผูนั้นขอกลับเขารับราชการภายในกําหนดเวลาที่ ครม.อนุมัติ แตไมเกินสี่ป - นับแตวันออกจากราชการไปปฏิบัติงานดังกลาว - ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๖๔ - ผบ.ตร. เปนผูสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนระดับ ส.๘ , ส.๗ , ส.๖ (นายพล) เมื่อไดรับความ เห็นชอบจาก ก.ตร.กอน สูตรยอ ก.ตร.เห็นชอบ ผบ.ตร.สั่งเลื่อน มาตรา ๖๔ วรรคสอง - การสั่งเลื่อนเงินเดือนขาราชการตํารวจตั้งแตระดับ ส.๕ ลงมา - ใหเปนไปตามหลักเกณฑที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. มาตรา ๖๔ วรรคสาม - การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนขาราชการตํารวจ ใหคํานึงถึง - คุ ณ ภาพและปริ ม าณงาน ประสิ ท ธิ ภ าพและประสิ ท ธิ ผ ลของงานที่ ไ ด ป ฏิ บั ติ ม า ความสามารถ และความอุตสาหะในการปฏิบัติหนาที่ ตลอดจนการรักษาวินัยและ การปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเปนขาราชการตํารวจตามรายงานของผูบังคับบัญชา ตามลําดับชั้น - ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดใน กฎ ก.ตร. มาตรา ๖๔ วรรคหา ไดรับเงินเดือนพิเศษเกิน 2 ขั้น - การเลื่อนเงินเดือนเปนกรณีพิเศษเกินสองขั้น - ตองไดรับอนุมัติจาก ก.ตร. เปนพิเศษเฉพาะราย มาตรา ๖๕ ตายเนื่องจากการปฏิบัติหนาที่ - ขาราชการตํารวจผูใดถึงแกความตายเนื่องจากการปฏิบัติหนาที่ราชการ - ก.ตร. จะพิจารณาเลื่อนเงินเดือนใหผูนั้นเปนกรณีพิเศษ เพื่อประโยชนในการคํานวณ บําเหน็จบํานาญก็ได มาตรา ๖๖ - ใหผูบังคับบัญชามีหนาที่พัฒนาผูใตบังคับบัญชา - เพื่อเพิ่มความรู ทักษะ ทัศนคติ คุณธรรม และจริยธรรม - รวมทั้งประเมินผลการปฏิบัติราชการของผูใตบังคับบัญชา


๒๒

- เพื่อใชประกอบการพิจารณาแตงตั้งและเลื่อนเงินเดือน - ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการและระยะเวลาที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๖๗ - อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจําตําแหนง - การใหไดรับเงินประจําตําแหนง - และการจายเงินเดือนและเงินประจําตําแหนงของขาราชการตํารวจ - ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยเงินเดือนและเงินประจําตําแหนง มาตรา ๖๘ ใหขาราชการตํารวจไดรับเงินเดือนอังตอไปนี้ 1. พล.ต.อ. ซึ่งดํารงตําแหนง ผบ.ตร. ใหไดรับเงินเดือนขั้นสูงสุดของระดับ ส.๙ 2. พล.ต.อ. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๘ 3. พล.ต.ท. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๗ 4. พล.ต.ต. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๖ 5. พ.ต.อ.(พิเศษ) ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๕ 6. พ.ต.อ. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๔ 7. พ.ต.ท. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๓ 8. พ.ต.ต. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๒ 9. ร.ต.อ. ร.ต.ท. ร.ต.ต. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ส.๑ 10. ด.ต. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ป.๓ 11. จ.ส.ต.อัตราเงินเดือนจาสิบตํารวจ(พิเศษ) ใหไดรับเงินเดือนระดับ ป.๒ 12. จ.ส.ต. ส.ต.อ. ส.ต.ท. ส.ต.ต. ใหไดรับเงินเดือนระดับ ป.๑ 13. ขาราชการตํารวจ ชั้นพลตํารวจสํารอง ใหไดรับเงินเดือนระดับ พ.๑ มาตรา ๖๘ วรรคสอง - ใหขาราชการตํารวจตามวรรคหนึ่งไดรับเงินเดือนในขั้นต่ําของระดับนั้นๆ - ในกรณีที่จะใหไดรับเงินเดือนสูงกวาหรือต่ํากวาขั้นต่ํา หรือสูงกวาขั้นสูงของระดับ - ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๖๘ วรรคสาม - ขาราชการตํารวจตาม (๒)ถึง (๑๓) (พล.ต.อ. ชั้นพลตํารวจสํารอง) อาจไดรับเงินเดือน ในระดับสูงขึ้นกวาที่กําหนดไวในวรรคหนึ่งก็ได - โดยตราเปนพระราชกฤษฎีกา - ซึ่งในพระราชกฤษฎีกาดังกลาว - ใหกําหนดหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขการไดรับเงินเดือน ในระดับสูงกวาดังกลาว


๒๓

มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ หมายเหตุ

และการรับเงินประจําตําแหนงไวดวย

ขาราชการตํารวจอาจไดรับเงินเพิ่มคาครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามจํานวนหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ขาราชการตํารวจอาจไดรับ เงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เงินเพิ่มอื่น หรือเงินชวยเหลือ ตามที่ ครม.กําหนด การไดรับเงินตามมาตรานี้ - ติดตัว (ยายไปไหนก็ยังได) - ไดทุกคน มาตรา ๗๑ ขาราชการตํารวจอาจไดรับเงินเพิ่ม - สําหรับตําแหนงที่ประจําอยูในตางประเทศ หรือ - ตําแหนงที่มีเหตุพิเศษ - ตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. - โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง หมายเหตุ เงินตามมาตรานี้ - ไมติดตัว (ยายไปดํารงตําแหนงอื่นก็ไมไดรับ) - ไดเฉพาะผูที่ดํารงตําแหนงตามมาตรานี้เทานั้น มาตรา ๗๒ เรื่องการรักษาราชการแทนในตําแหนง ผูบังคับบัญชาผูมีอํานาจสั่งการใหขาราชการตํารวจซึ่งเห็นสมควร รักษาราชการแทนในตําแนงนั้นได ดังนี้ 5. นายกรัฐมนตรี สําหรับตําแหนง ผบ.ตร.( ขอสังเกต นายกมีอํานาจสั่งใหผูใดมารักษาราชการแทน ผบ.ตร.เพียงตําแหนงเดียวเทานั้น นายกจะสั่งใหผูใดมารักษาราชการแทน จเร รอง ผบ.ตร. หรือ ตําแหนงอื่นซึ่งเปนตําแหนงที่ต่ํากวา ผบ.ตร.ไมได เนื่องจาก พ.ร.บ.นี้ ไมไดใหอํานาจไว ระวังขอสอบ อาจจะออกมาหลอกไดนะ) 6. ผบ.ตร.สําหรับตําแหนงจเรตํารวจแหงชาติ รอง ผบ.ตร. หรือเทียบเทาลงมา ( ขอสังเกต คําวาลงมานั้นสําหรับอนุนี้ก็ไมแตกตางกับขาราชการ ตํารวจทุกตําแหนง ของมาตรา ๖๑) 7. ผบช. หรื อ เที ย บเท า สํ า หรั บ ตํ า แหน ง ผบก. พงส. ผู เ ชี่ ย วชาญพิ เ ศษ หรื อ เที ย บเท า ลงมา ( ขอสังเกต ผบช.ไมมีอํานาจสั่งใหผูใดมารักษาราชการแทน รอง ผบช.) 8. ผบก. หรือเทียบเทา สําหรับตําแหนง ผกก.พงส.ผูทรงคุณวุฒิ หรือเทียบเทาลงมา (ขอสังเกต ผบก. ไมมีอํานาจสั่งใหผูใดมารักษาราชการแทน รอง ผบก.)


๒๔

มาตรา ๗๒ วรรคสอง - ในกรณีที่ไมมีการแตงตั้งใหขาราชการตํารวจผูใดรักษาราชการแทน - และมีผูดํารงตําแหนงรองของตําแหนงนั้น - ใหผูดํารงตําแหนงรองเปนผูรักษาราชการแทน - ถาไมมีผูดํารงตําแหนงรองหรือมีแตไมอาจปฏิบัติราชการได - และมีผูดํารงตําแหนงผูชวยของตําแหนงดังกลาว - ใหผูดํารงตําแหนงผูชวยเปนผูรักษาราชการแทน ในตําแหนงนั้น - ถามีผูดํารงตําแหนงรองหรือผูชวยหลายคน - ใหผูมีอาวุโสตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. เปนผูรักษาราชการแทน - ถาไมมีทั้งผูดํารงตําแหนงรองหรือผูชวย หรือมีแตไมอาจปฏิบัติราชการได - ก็ใหขาราชการตํารวจชั้นสัญญาบัตรผูมีอาวุโสตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. - ในสวนราชการหรือหนวยงานนั้นเปนผูรักษาราชการแทน อาวุโส สูตรยอ ยศ ตําแหนง เงินเดือน ยศ อายุราชการ อายุตัว มาตรา ๗๒ วรรคสาม - เพื่อประโยชนของทางราชการ - ขาราชการตํารวจที่ไดรับการแตงตั้ง - ใหดํารงตําแหนงตามมาตรา ๕๑(๒)(๓)(๔)(๕)และ(๖) เปนการยอนหลัง - การปฏิบัติหนาที่หรือการใชอํานาจ - ในตําแหนงเดิมที่ไดกระทําไปกอน - มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหเปนอันใชได หมายเหตุ การแตงตั้ง ผบก. ถึง จเร และ รอง ผบ.ตร. การปฏิบัติหนาที่หรืออํานาจกอนที่ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งให อันใชได (ไมมี ๕๑(๑) ก็คือ ผบ.ตร.) มาตรา ๗๒ ผบช.แตละ บช. ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ตาม พ.ร.บ.นี้ (โดยผลของกฎหมายไมตอง มอบทีละเรื่อง) - นอกจากที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัตินี้ อํานาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ และการดําเนินการดานอื่นที่ ผบ.ตร. จะพึงปฏิบัติหรือดําเนินการ ตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคําสั่งใด หรือมติของ ครม. ในเรื่องใดในกิจการ ของแตละ บช. - ให ผบช. ของแตละ บช.นั้น - เปนผูปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.


๒๕

มาตรา ๗๓ วรรคสอง - ผบช. ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ตามวรรคหนึ่ง ผบช. จะมอบหมายใหรอง ผบช. ปฏิบัติราชการแทนก็ได มาตรา ๗๓ วรรคสี่ - ในกรณีจําเปนเพื่อรักษาประโยชนของทางราชการ - หรือการระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใชอํานาจของ ผบช. ตามวรรคหนึ่ง - ผบ.ตร. จะระงับการใชอํานาจของ ผบช. ดังกลาวไวเปนการชั่วคราว - และใชอํานาจนั้นดวยตนเองก็ได - ทั้งนี้ตามหลักเกณฑและเงื่อนไขที่ ก.ต.ช. กําหนด มาตรา ๗๔ - เพื่อประโยชนในการบริหารราชการใน สตช. อํานาจในการสั่ง การอนุญาต การ อนุ มัติ การปฏิบั ติราชการ หรือการดํา เนิน การอื่นใดที่ ผบ.ตร. หรือ หัวหนาส ว น ราชการหรือหัวหนาหนวยงานจะพึงปฏิบัติ หรือดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ คําสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถากฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ คําสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น - มิไดกําหนดเรื่องการมอบอํานาจไวเปนอยางอื่น - หรือมิไดหามเรื่องการมอบอํานาจไว - ผบ.ตร. หรือ หัวหนาสวนราชการ หรือ หัวหนาหนวยงานอาจมอบอํานาจใหผูดํารง ตํ า แหน ง รองหรื อ ผู ช ว ย หรื อ ผู ดํ า รงตํ า แหน ง หั ว หน า ส ว นราชการ หรื อ หั ว หน า หนวยงานถัดลงไปตามลําดับหรือผูดํารงตําแหนงเทียบเทาหรือ ขาราชการตํารวจชั้น สัญญาบัตร ในสวนราชการหรือในหนวยงานนั้นปฏิบัติราชการแทนได มาตรา ๗๔ วรรคสอง - การมอบอํานาจตามวรรคหนึ่งใหเปนหนังสือ - ผูมอบอํานาจมีหนาที่ แนะนํา กํากับและติดตามการปฏิบัติราชการของผูรับมอบ อํานาจ และ - ในกรณีที่เห็นวาผูรับมอบอํานาจปฏิบัติราชการในเรื่องใดโดยไมสมควร - ใหมีอํานาจแกไขการปฏิบัติราชการของผูรับมอบอํานาจนั้นได มาตรา ๗๔ วรรคสาม - เมื่อมีการมอบอํานาจแลว - ผูรับมอบอํานาจมีหนาที่ตองรับมอบอํานาจนั้น - จะมอบอํานาจนั้นใหแกผูดํารงตําแหนงอื่นตอไปไมได - เวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากผูมอบอํานาจไวเปนกรณีๆ ไป


๒๖

มาตรา ๗๕ - ใหผูรักษาราชการแทนตามมาตรา ๗๒ มีอํานาจหนาที่เชนเดียวกับผูซึ่งตนแทน - ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศ คําสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแตงตั้ง ใหผูดํารงตําแหนงใดเปนกรรมการหรือใหมีอํานาจหนาที่อยางใด - ให ผู รั ก ษาราชการแทนมี อํ า นาจและหน า ที่ เ ป น กรรมการหรื อ มี อํ า นาจและหน า ที่ เชนเดียวกับผูดํารงตําแหนงนั้นในระหวางที่รักษาราชการแทน มาตรา ๗๕ วรรคสอง - การสั่งให รักษาราชการแทน ใหมีผลนับแตเวลาที่ผูไดรับแตงตั้งเขารับหนาที่ - ใหผูดํารงตําแหนงรอง หรือตําแหนงผูชวยพนจากความเปนผูรักษาราชการแทน นับแต เวลาที่ผูไดรับแตงตั้งเขารับหนาที่ - ทั้งนี้ไมเปนการกระทบกระเทือนถึงการใดที่ผูนั้นไดปฏิบัติไปแลวในระหวางเปนผูรักษา ราชการแทน มาตรา ๗๖ - ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศ คําสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี - กําหนดใหอํานาจหรือหนาที่ใดเปนของปลัดกระทรวง - การใชอํานาจหรือปฏิบัติหนาที่ดังกลาวสําหรับสวนราชการหรือหนวยงานของ สตช. - ใหถือเปนอํานาจและหนาที่ของ ผบ.ตร. วินัยและการรักษาวินัย มาตรา ๗๗ - ขาราชการตํารวจตองถือและปฏิบัติตาม - กฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และจรรยาบรรณของตํารวจ - ตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. และ - ตองรักษาวินัยตามที่บัญญัติไวในหมวดนี้โดยเครงครัด มาตรา ๗๗ วรรคสอง - กฎ ก.ตร. ตามวรรคหนึ่ง ใหมีผลใชบังคับเมื่อ - พนกําหนด ๖๐ วัน นับแตวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๗๘ การกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรง สูตรยอ - ซื่อสัตย คําสั่ง เคารพ อุทิศ ขาม - ลับ สามัคคี ประชาชน ไมประมาท สามัคคี - รายงานเท็จ วาจา ประพฤติชั่ว บังคับ ละเวน - หาผลประโยชน ผูจัดการ กฎ ก.ตร. มาตรา ๗๙ การกระทําผิดวินยั อยางรายแรง สูตรยอ


๒๗

- ทุจริต ขี้เกียจ ประชาชน จําคุก ประพฤติชั่วอยางรายแรง ๗๘ รายแรง กฎ ก.ตร. มาตรา ๘๐ ใหผูบังคับบัญชามีหนาที่ - เสริมสรางและพัฒนาใหผูอยูใตบังคับบัญชามีวินัย - ปองกันมิใหผูอยูใตบังคับบัญชากระทําผิดวินัย และ - ดําเนินการทางวินัยแกผูใตบังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกลาวหาวากระทําผิด วินัย มาตรา ๘๐ วรรคสอง - วิธีการเสริมสรางและพัฒนาใหผูอยูใตบังคับบัญชามีวินัย และ - การปองกันมิใหผูอยูใตบังคับบัญชากระทําผิดวินัย - ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. มาตรา ๘๐ วรรคสาม - เมื่อปรากฏกรณีมีมูลที่ควรจะกลาวหาวาขาราชการตํารวจผูใดกระทําผิดวินัย - ใหผูบังคับบัญชาดําเนินการทางวินัยทันทีตามที่บัญญัติไวในหมวด 6 มาตรา ๘๐ วรรคสี่ - ผูบังคับบัญชาผูใดละเลยไมปฏิบัติตามมาตรานี้และตามหมวด 6 หรือ - ปฏิบัติหนาที่ดังกลาวโดยไมสุจริต - ใหถือวาผูนั้นกระทําผิดวินัย มาตรา ๘๑ - เมื่ อ มี ค วามจํ า เป น อั น ไม อ าจหลี ก เลี่ ย งได เพื่ อ ประโยชน ใ นการรั ก ษาวิ นั ย และ ปราบปรามขาราชการตํารวจผูกอการกําเริบ หรือเพื่อบังคับขาราชการตํารวจผูละทิ้ง หนาที่ ใหกลับทําหนาที่ของตน - ผูบังคับบัญชาอาจใชอาวุธหรือกําลังบังคับได และ - ถาไดกระทําโดยสุจริตตามสมควรแกเหตุแลว - ผูบังคับบัญชาหรือผูชวยเหลือไมตองรับผิดทั้งทางแพงและทางอาญา มาตรา ๘๑ วรรคสอง - เมื่อมีเหตุดังกลาว ผูบังคับบัญชาจะตองรายงานไปยัง - ผูบังคับบัญชาเหนือตนตามลําดับชั้นจนถึงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติโดยเร็ว มาตรา ๘๒ โทษทางวินัยมร 7 สถานดังตอไปนี้ 1. ภาคทัณฑ 2. ทัณฑกรรม 3. กักยาม 4. กักขัง


๒๘

5. ตัดเงินเดือน 6. ปลดออก 7. ไลออก การแตงเครื่องแบบ มีโทษ 5 หัวขอ ไมมีโทษ 1 หัวขอ - แตงเครื่องแบบโดยไมมีสิทธิ 3 เดือน ถึง 5 ป - แตงเครื่องแบบโดยไมมีสิทธิ ศึก เฉิน ญา 1 ป ถึง 10 ป - ตํารวจแตงเครื่องแบบกระทําความผิดโทษอาญาเกิน 1 ป 1 ป ถึง 7 ป - คลาย ดูหมิ่น เกลียดชัง เสื่อมเสีย หลงเชื่อ ไมเกิน 3 เดือน ปรับ 10,00 – 10,000 ทั้งจําทั้งปรับ - คลาย ดูหมิ่น เกลียดชัง เสื่อมเสีย หลงเชื่อ ศึก เฉิน ญา 1 ป ถึง 10 ป - เหมือน หรือ คลาย แสดงภาพยนตร ละคร ผูมีหนาที่ รหือรับมอบ แจงหัวหนาทองที่ ตาม หลักเกณฑที่กําหนดในกฎกระทรวง อุทธรณ - ผู บั ง คั บ บั ญ ชาทั่ ว ไปสั่ ง ลงโทษ ภาคทั ณ ฑ ทั ณ ฑกรรม กั ก ยาม กั ก ขั ง ตั ด เงินเดือน ใหอุทธรณตอ - ผูบังคับบัญชาของผูบังคับบัญชาที่สั่ง - กรณีดังกลาว ถา ผบ.ตร. เปนผูสั่ง ใหอุทธรณตอ ก.ตร. - กรณีถูกลงโทษ ปลดออก ไลออก หรือ ออกจาก ใหอุทธรณตอ ก.ตร.

หมวด ๖ การดําเนินการทางวินัย มีมาตราหลักอยู 5 มาตรา คือ มาตรา ๘๔ สืบสวนขอเท็จจริง โดยแจงเรื่องที่ถูกกลาวหาหรือที่ถูกรองเรียนใหผูถูกกลาวหาทราบ และผูถูกกลาวหาตองชี้แจงภายในเวลาที่กําหนด และมีทางที่จะไปตออีก 3 ทางคือ - ไมมีมูล ใหยุติเรื่อง - มีมูลผิดวินัยไมรายแรง ไปตอที่มาตรา ๘๕ - มีมูลผิดวินัยรายแรง ไปตอที่มาตรา ๘๖ มาตรา ๘๕ ผิดวินัยไมรายแรง ตอมาจากมาตรา ๘๔ เมื่อสืบสวนมีมูลความผิดวินัยไมรายแรง ใหนํา สํานวนสืบสวนไปลงโทษในมาตรา ๘๙


๒๙

มาตรา ๘๙ สืบสวนขอเท็จจริงแลวผลเปนผิดวินัยไมรายแรง ใหผูบังคับบัญชาลงโทษ ภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง ตัดเงินเดือน (อาจจะออกขอสอบวาผูใดเปนผูสั่งลงโทษในมาตรานี้ ให ตอบวา ผูบังคับบัญชา) มาตรา ๘๖ ผดวิ นั ย อย า งรา ยแรง ต อ มาจากมาตรา ๘๔ ให ผูมี อํ า นาจตามมาตรา ๗๒ หรื อ ผู บั ง คั บ บั ญ ชาอื่ น ตามที่ กํ า หนดในระเบี ย บ ก.ตร.ตั้ ง กรรมการสอบสวน แจ ง ข อ กล า วหาสรุ ป พยานหลักฐาน ใหผูถูกกลาวหาทราบ จะระบุหรือไมระบุชื่อพยานก็ได เพื่อใหผูถูกกลาวหาชี้แจงและ นําสืบแกขอกลาวหาและผลการสอบสวนมีที่ไปตออีก 3 ทางคือ - ไมมีความผิด ใหยุติเรื่อง - ผิดวินัยไมรายแรง ไปตอที่มาตรา ๘๙ - ผิดวินัยรายแรง ไปตอที่มาตรา ๙๐ ขอสังเกต ในมาตรา ๘๔ ใชคําวามีมูลกับไมมีมูล สวนมาตรา ๘๖ ใชคําวามีความผิดหรือไมมี ความผิด เนื่องจากผานกระบวนการของคณะกรรมการสอบสวนมาแลวก็เลยใหไปตอที่มาตรา ๘๙ ลงโทษวินัยไมรายแรง หรือลงโทษผิดวินัยรายแรงในมาตรา ๙๐ หรือยุติเรื่องในกรณีที่สอบสวนแลวไม มีความผิด มาตรา ๙๐ ผลการสอบสวนวาผิดวินัยรายแรง ใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งลงโทษ ปลดออก หรือไลออก - ถามีเหตุผลอันควรปราณีมีการลดหยอนในมาตรานี้ ไมใหต่ํากวาปลดออก (ถาผิด วินัยรายแรงถึงอยางไรก็ตองออก แตถาปลดออกนั้นยังไดบําเหน็จบํานาญ ดีกวาถูก ไลออกซึ่งหนักกวาไมไดบําเหน็จบํานาญ แตออกถูกถอดยศตามหลังดวยก็ได) - การพิจารณาสั่งลงโทษของผูมีอํานาจตามาตรา ๗๒(๒)(๓) และ (๔) ใหผูมีอํานาจ ดังกลาวตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ โดยคณะกรรมการดังกลาว อยางนอยตองประกอบดวยรองหัวหนาหนวยงานนั้นทุกคน ตามหลักเกณฑที่กําหนด ใน กฎ ก.ตร. ขอสังเกต ไมมีมาตรา ๗๒(๑) ดังนั้นถา ผบ.ตร. ถูกลงโทษกรณีผิดวินัยรายแรงตามมาตรานี้ไม ตองตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ ในหมวดนี้อาจมีคําถามในขอสอบ เชน - ผูใดเปนผูสั่งตั้งกรรมการสอบสวนกรณีผิดวินัยอยางรายแรง มีอํานาจ ม.๗๒ อื่น ระเบียบ ก.ตร. - ผูใดเปนผูสั่งลงโทษผิดวินัยไมรายแรง ภาคทัณฑ ผูบังคับบัญชา - ผูใดเปนผูสั่งลงโทษ ปลดออก ไลออก ผิดวินัยรายแรง มีอํานาจ ม.๗๒ - สืบสวนขอเท็จจริงจะตองแจง... ผูถูกกลาวหา


๓๐

แจ งเรื่องที่ ถู กกล า วหาหรือที่ถูก รองเรียนและผูถูกกลา วหาตอ งชี้แจงภายใยเวลาที่ กําหนด - ตั้งกรรมการสอบสวนตองแจง ..... ผูถูกกลาวหา แจงขอกลาวหาสรุปพยานหลักฐานใหผูถูกกลาวหาทราบ ระบุหรือไมระบุชื่อพยานก็ได ผูถูกกลาวหาชี้แจงและนําสืบแกขอกลาวหา รายละเอียดเพิ่มเติม - ตํารวจตําแหนงตางกันถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรงรวมกัน ใหผูมีอํานาจ สําหรับผูถูกกลาวหาที่มีตําแหนงในระดับสูงกวาเปนผูสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน - ในกรณีที่ ผกก. พนักงานสอบสวนผูทรงคุณวุฒิขึ้นไปตั้งกรรมการสอบสวน หยอน บกพรอง ประพฤติตนไมเหมาะสมตามมาตรา ๑๐๑ แตผลการสอบสวนเปนผิดวินัย อย า งร า ยแรง ผู บั ง คั บ บั ญ ชาจะทํ า การสอบสวนใหม ห รื อ ดํ า เนิ น การตามผลการ สอบสวนก็ได แตตองแจงขอกลาวหาสรุปพยานหลักฐานเหมือนมาตรา ๘๖ - การดําเนินการทางวินัยจะตองดําเนินการใหแลวเสร็จภายใน 240 วัน มีเหตุจําเปน ขยายไดไมเกิน 2 ครั้ง/ละไมเกิน 60 วัน ถายังไมเสร็จอีก ผูที่ถูกกลาวหากลับคืนสู ฐานะเดิมกอน นับแตวันครบกําหนดจนกวาการพิจารณาสั่งการในเรื่องนั้นจะเสร็จสิ้น และมีคําสั่ง - ความผิดที่ปรากฏชัดแจงตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. จะดําเนินการทางวินัยโดยไมตอง สืบสวนหรือสอบสวนก็ได - ถือเปน ความผิดโดยชั ดแจง ผูบัง คับบัญชาจะดําเนินการตามมาตรา ๘๙ ไมตอง สืบสวนขอเท็จจริง - กระทําผิดตอหนาผูบังคับบัญชาผูมีอํานาจลงโทษ - กระทําผิดอาญาคําพิพากษาวามีความผิดและผูบังคับบัญชาเห็นวาขอเท็จจริงนั้นได ประจักษชัดแลว - กระทําผิดไมรายแรง ไดรับสารภาพเปนหนังสือตอผูบังคับบัญชาหรือใหถอยคํารับ สารภาพตอผูมีหนาที่สืบสวนขอเท็จจริงหรือคณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริง หรือ บันทึกคํารับสารภาพเปนหนังสือ - ถือเปนความผิดโดยชัดแจง ผูบังคับบัญชาจะดําเนินการตามมาตรา ๙๐ ไมตองทํา การสอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได - ไดรับโทษจําคุกหรือหนักกวาจําคุก เวนกระทําโดยประมาทหรือลหุโทษ - ละทิ้งหนาที่คราวเดียวกันเกินกวา 15 วัน สืบสวนแลวถือวาไมมีเหตุอันสมควรซึ่ง แสดงถึงความจงใจไมปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ


๓๑

- กระทําผิดวินัยอยางรายแรง ไดรับสารภาพเปนหนังสือตอผูบังคับบัญชา หรือให ถอยคํารับสารภาพตอผูมีหนาที่สืบสวนขอเท็จจริงหรือคณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริง หรือคณะกรรมการสอบสวนหรือบันทึกคํารับสารภาพเปนหนังสือ มาตรา ๘๘ เมื่อมีเหตุจําเปนจะตองกักตัวขาราชการตํารวจซึ่งถูกกลาวหา - ไวเพื่อประโยชนในการสอบสวน เชน จะหลบหนีหรือจะไปทําราย หรือขมขูผูเสียหาย หรือพยานให - ผูบังคับบัญชามีอํานาจกักตัวขาราชการตํารวจนั้นระหวางดําเนินการสอบสวนไดเทาที่ จําเปนแกการสอบสวน - แตตองไมเกินอํานาจลงโทษกักขังของผูสั่งกักตัวและตองไมเกินสิบหาวัน มาตรา ๘๘ วรรคสอง - ในกรณีที่ขาราชการตํารวจตามวรรคหนึ่งถูกลงโทษกักยามหรือกักขัง - ใหหักจํานวนวันที่ถูกกักตัวออกจากระยะเวลากักยามหรือกักขังดวย และ - ในกรณีที่ถูกลงโทษทัณฑกรรม ใหถือวาการ - ถูกกักตัวเปนการรับโทษสําหรับความผิดนั้นแลว มาตรา ๙๑ - เมื่อผูบังคับบัญชาไดดําเนินการทางวินัยแกขาราชการตํารวจผูใดแลว - ใหรายงานการดําเนินการทางวินัยตอ - ผูบังคับบัญชาที่มีตําแหนงเหนือผูดําเนินการทางวินัย และ ผบ.ตร. มาตรา ๙๑ วรรคสอง - ในกรณีที่ผูบังคับบัญชาที่ไดรับรายงานตามวรรคหนึ่งเห็นวา - การยุติเรื่อง การงดโทษหรือการลงโทษเปนการไมถูกตองหรือไมเหมาะสม - ก็ใหมีอํานาจสั่งลงโทษ เพิ่มโทษเปนสถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น ลดโทษลงเปน สถานโทษหรือ อัตราโทษที่เบาลง งดโทษโดยใหทําทัณฑบนเปนหนังสือหรือวากลาว ตั ก เตื อ นหรื อ ยกโทษให ถู ก ต อ งหรื อ เหมาะสมตามควรแก ก รณี ตลอดจนแก ไ ข เปลี่ยนแปลงขอความในคําสั่งเดิมใหถูกตองเหมาะสมไดดวย และในกรณีที่เห็นวา ควรดําเนินการอยางใดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา ใหไดความจริงและยุติธรรม ก็ใหมีอํานาจดําเนินการหรือสั่งดําเนินการไดตามควรแกกรณี โดยการสั่งลงโทษหรือ เพิ่มโทษเปนสถานโทษที่หนักขึ้น ตองไมเกินอํานาจของตนตามมาตรา ๘๙ และการ เพิ่มอัตราโทษ เมื่อรวมกับอัตราโทษเดิมตองไมเกินอํานาจนั้นดวย - ถ า เกิ น อํ า นาจของตน ก็ ใ ห ร ายงานต อ ผู บั ง คั บ บั ญ ชาของผู นั้ น ตามลํ า ดั บ เพื่ อ ให พิจารณาดําเนินการตามควรแกกรณี ทั้งนี้


๓๒

- ถาเห็นวาการจะสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษนั้นกรณีเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ก็ ใหรายงานตอ ผบ.ตร. เพื่อใหพิจารณาดําเนินการ ขอสังเกต ผูบังคับบัญชาที่ไดรับรายงานตามมาตรานี้คือ ผูบังคับบัญชาเหนือผูดําเนินการทาง วินัย เมื่อไดรับรายงานการลงโทษของผูบังคับบัญชาแลวมีอํานาจดําเนินการทุกอยาง เวนแตเกิน อํานาจของตนก็ตองรายงานใหผูบังคับบัญชาตามลําดับเพื่อ ดําเนินการตามมาตรา ๘๙ (ผิดวินัยอยาง ไมรายแรง) ถาเปนผิดวินัยอยางรายแรง ก็ใหรายงาน ผบ.ตร. มาตรา ๙๑ วรรคสาม - ในกรณี ที่ ผู บั ง คั บ บั ญ ชาสั่ ง ลงโทษตามมาตรา ๘๙ สั่ ง ยุ ติ เ รื่ อ ง หรื อ สั่ ง งดโทษ ขาราชการตํารวจผูใดไปแลว - แตผูบัญชาการตํารวจแหงชาติเห็นวา กรณีเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง หรือ เมื่อไดรับรายงานที่ผูบังคับบัญชาตามวรรคสองเห็นวากรณีเปนการกระทําผิดวินัย อยางรายแรง - ก็ใหผูบัญชาการตํารวจแหงชาติมีอํานาจดําเนินการตามมาตรา ๘๖ แตถาเปนกรณีที่ ไดมีการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ไวแลว ก็ใหดําเนินการตาม มาตรา ๙๐ ขอสังเกต กรณี ผบ.ตร. ไดรับรายงาน - ไดรับรายงานกรณีผูบังคับบัญชาลงโทษตามมาตรา ๘๙ แลว ถาเห็นดวยก็ยุติเรื่อง แตถาเห็นวาเปนผิดวินัยรายแรงก็มีอํานาจดําเนินการตามมาตรา ๘๖ หรือ ๙๐ - ไดรับรายงานกรณีผูบังคับบัญชาพิจารณาตามมาตรา ๘๙ แลว ยังไมไดลงโทษซึ่ง ผูบังคับบัญชารายงานวาผอดวินัยอยางรายแรงก็มีอํานาจดําเนินการตามมาตรา ๘๖ หรือ ๙๐ มาตรา ๙๑ วรรคสาม ผบ.ตร. เมื่อไดรับรายงานแลวมีอํานาจทุกอยาง - เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ใหผูสั่งมีคําสั่งใหม และในคําสั่ง ดังกลาวใหสั่งยกเลิกคําสั่งลงโทษเดิมดวย พรอมทั้งระบุวิธีการดําเนินการใหผูถูก ลงโทษตามคําสั่งเดิมรับโทษที่เพิ่มขึ้นหรือกลับคืนสูฐานะเดิมแลวแตกรณี - ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๙๒ ก.ตร.ไดรับรายงานกรณีผิดวินัยอยางรายแรงหรือถูกสั่งใหออกจากราชการ (ไมรายแรงมา ไมถึง ก.ตร. ) - เมื่อผูบังคับบัญชาไดดําเนินการทางวินัยอยางรายแรงหรือสั่งใหขาราชการตํารวจออก จากราชการในเรื่องใดไปแลวถา - ก.ตร. พิจารณาเห็นเปนการสมควรที่จะตองสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหมให


๓๓

- ก.ตร. มีอํานาจสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหมในเรื่องนั้นไดตามความจําเปน โดย จะสอบสวนเอง หรือตั้งอนุกรรมการหรือใหคณะกรรมการสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติม หรือสอบสวนใหมแทนก็ได หรือกําหนดประเด็นหรือขอสําคัญที่ตองการทราบสงไป เพื่อใหคณะกรรมการสอบสวนที่ผูบังคับบัญชาไดแตงตั้งไวเดิมทําการสอบสวนเพิ่มเติม ไดดวย - ในการดําเนินการตามมาตรานี้ ใหนํามาตรา ๙๓ มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๙๓ - ใหผูสืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการสอบสวน - เปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และ - ใหกรรมการสอบสวนมีอํานาจเชนเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา เพียงเทาที่เกี่ยวกับอํานาจและหนาที่ของกรรมการสอบสวน และ - โดยเฉพาะใหมี อํ านาจเรี ยกใหกระทรวง ทบวง กรม หนวยราชการ รัฐวิสาหกิจ หนวยงานอื่นของรัฐ หางหุนสวน บริษัท หรือบุคคลใดๆ มาใหถอยคําหรือชี้แจง ขอเท็จจริง สงเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวของ สงผูแทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจง หรือใหถอยคําที่เกี่ยวกับเรื่องที่สอบถาม หมายเหตุ มาตรานี้เปนเรื่องของการใหอํานาจผูสืบสวน กรรมการสืบสวน และคณะกรรมการ สอบสวน เพื่อสะดวกในการดําเนินการตามกฎหมาย มาตรา ๙๔ - ขาราชการตํารวจผูใดสอบสวนในกรณีการกระทําความผิดวินัยอยางรายแรง หรือมี กรณีที่ถูกชี้มูลความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยการปองกันและ ปราบปรามการทุจริตไวแลว - แมตอมาขาราชการตํารวจผูนั้นจะออกจากราชการไปแลว - ก็ใหทําการสอบสวนตอไปได - แตตองดําเนินการสอบสวนใหแลวเสร็จภายในหนึ่งปนับแตวันออกจากราชการ - การดําเนินการทางวินัยแกขาราชการตํารวจตามวรรคหนึ่ง - ใหกระทําไดเหมือนวาผูนั้นยังมิไดออกจากราชการ - เวนแตกรณีที่ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏวาผูนั้นกระทําผิดวินัยที่จะตองลงโทษ ภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม หรือกักขัง ก็ใหงดโทษนั้นเสีย ขอสังเกต ขาราชการตํารวจถูกสอบสวนแลว ไดออกจากราชการไปแลว (ยังสอบสวนไมเสร็จ แลวออกไปกอนในเรื่องอื่น) ใหทําการสอบสวนตอไปใหแลวเสร็จภายใน 1 ป ทําเสมือนวายังมิไดออก


๓๔

มาตรา ๙๕ - ข า ราชการตํ า รวจผู ใ ดมี ก รณี ถู ก กล า วหาว า กระทํ า ผิ ด วิ นั ย อย า งร า ยแรงจนถู ก ตั้ ง กรรมการสอบสวน หรือ - ตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือถูกฟองคดีอาญา เวนแตเปนความผิดที่ไดกระทํา โดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ - ผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผูบังคับบัญชาอื่นตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. - มีอํานาจสั่งพักราชการหรือสั่งใหออกจากราชการไวกอน เพื่อรอฟงผลการสอบสวน พิจารณาทางวินัยได - แตถาภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยวา - ผูนั้นมิไดกระทําผิด หรือ กระทําผิดไมถึงกับถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก และไมมีกร รีที่จะตองออกจากราชการดวยเหตุอื่น - ก็ใหผูมีอํานาจดังกลาวสั่งใหผูนั้นกลับเขารับราชการในตําแหนงในระดับเดียวกัน ที่ผู นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนงนั้น ขอสังเกต มาตรานี้ถาจะออกขอสอบก็คือ - สาเหตุที่จะตองถูกสั่งพักราชการหรือออกจากราชการไวกอนคืออะไร ผิดวินัยอยาง รายแรง ถูกฟองตองหาคดีอาญา ยกเวน ประมาทหรือ ลหุโทษ - ผูเปนผูสั่งใหพักราชการหรือออกจากราชการไวกอน มีอํานาจ ม.๗๒ อื่นระเบียบ ก.ตร. - ไมผิด หรือผิดแตไมถึงกับออกจากราชการ ถาจะกลับเขารับราชการจะตองแตงตั้ง ให ดํารงตําแหนงเดิม หรือระดับเดียวกันกับตําแหนงเดิม (โทษ) (ถา (ไมโทษ) ตามหลัก ทั่วไปมาตรา ๕๙ วรรคสอง การแตงตั้งขาราชการตํารวจ ไปดํารงตําแหนงอื่นจะตอง แตงตั้งใหดํารงตําแหนงไมต่ํากวาตําแหนงเดิม แต ก.ตร. จะแตงตั้งใหดํารงตําแหนงต่ํา กวาตําแหนงเดิมเปนพิเศษเฉพาะรายได แตไมคอยทํากัน ) มาตรา ๙๕ วรรคสอง - เมื่อถูกสั่งพักราชการหรือออกจากราชการไวกอน - ตอมาไดมีการกระทําผิดวินัยรายแรงกรณีอื่นอีก - ผูมีอํานาจ ม.๗๒/อื่น ระเบียบ ก.ตร.


๓๕

- มีอํานาจดําเนินการสืบสวนขอเท็จจริงตามมาตรา ๘๔ และตั้งกรรมการสอบสวนตาม มาตรา ๘๖ และดําเนินการทางวินัยได มาตรา ๙๕ วรรคสาม - ในกรณีที่ผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอน - ไดรับคําสั่งใหกลับเขารับราชการหรือ - ไดรับคําสั่งใหออกจากราชการดวยเหตุใดๆ ที่มิใชเปนการลงโทษ - ใหผูนั้นมีสถานภาพเปนขาราชการตํารวจตลอดระยะเวลาระหวางที่ถูกสั่งใหออกจาก ราชการไวกอน มาตรา ๙๕ วรรคสี่ - เงินเดือน เงินอื่นที่จายเปนรายเดือน และเงินชวยเหลืออยางอื่นและ - การจายเงินดังกลาวของผูถูกสั่งพักราชการและผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอน - ใหเปนไปตามกฎหมายหรือระเบียบวาดวยการนั้น มาตรา ๙๕ วรรคหา - หลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ การสั่งใหออกจากราชการไวกอน - ระยะเวลาใหพักราชการและใหออกจากราชการไวกอน และ - การดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามผลการสอบสวนพิจารณา - ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๙๖ - ขาราชการตํารวจผูใดมีกรณีที่อาจถูก สืบสวนหรือสอบสวนว ามีการกระทํา ผิดวินัย (สาเหตุ) - แตไดออกจากราชการกอนดําเนินการสืบสวนหรือสอบสวน (ออกไปกอนสืบสวนหรือ สอบสวน) - หากภายหลังไดกลับเขารับราชการใหมภายในหาป (กลับภายใน 5 ป) - ใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ (ผูสั่งใหจําไวเฉพาะ ใชคําหวนๆ วา ผูบังคับบัญชาหรือ ผูมีอํานาจ มาตรา ๗๒) - ดําเนินการสั่งใหมีการสืบสวนหรือสอบสวนตอไป ขอสังเกต จะมีเ รื่อ งที่ คลา ยๆ กัน ก็ คือผูที่กระทําความผิดวินัย รายแรงไดทําการสอบสวนแลว ออกจากราชการไปกอนสอบสวนเสร็จ เรื่องนั้นตองสอบสวนใหแลวเสร็จภายใน 1 ป แลวดําเนินการ กับผูที่ออกเสมือนวายังรับราชการอยูคือ ตัดเงินเดือน ปลดออก หรือไลออก สวนเรื่องนี้กระทําผิดวินัย ยังไมไดสอบสวนแตออกไปกอนสอบสวน ถากลับเขามาภายใน 5 ป ถึงจะดําเนินการทางวินัยไดถา เลยเวลาก็ดําเนินการไมได การออกจากราชการ


๓๖

มาตรา ๙๗ ขาราชการตํารวจออกจากราชการเมื่อ (1) ตาย (2) พนจากราชการตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการ (ปลดเกษียณ) (3) ไดรับอนุญาตใหลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๙๙ (4) ถูกสั่งใหออกตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ หรือ มาตรา ๑๐๓ (5) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไลออก วันออกจากราชการตาม (๔)และ(๕) ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. การออกจากราชการของขาราชการตํารวจเฉพาะผูที่ตองรับราชการตามกฎหมายวาดวยการรับ ราชการทหาร ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการนั้น สูตรยอ มาตรา ๙๗ - ตาย ปลดเกษียณ ลาออก ออก ม.๖๐ , ๙๕ , ๙๘ , ๑๐๐ , ๑๐๑ , ๑๐๒ , ๑๐๓ ปลดออก ไลออก เรื่องการออกใหใชมาตรา ๙๗ เปนหลัก และเมื่อเห็นอนุ ๔ ตัวเลขมาตราจะตองรูวาแตละ มาตราเกี่ยวกับเรื่องอะไร เชน มาตรา ๖๐ ทดลองการปฏิบัติหนาที่ ทดลองเปนเวลาไมนอยกวา 6 เดือน ( 6 เดือน มากกวา 6 เดือน ได) ถาออกระหวางทดลอง ใหถือวาไมเคยเปนขาราชการตํารวจ การรายงานผลการทดลองมี 2 กรณี คือ ใหรับราชการตอไป มีคะแนนไมนอยกวารอยละ 60 และใหออกจากราชการ มีคะแนนไม ถึง รอยละ 60 มาตรา ๙๕ พักราชการหรือออกจากราชการไวกอน สาเหตุกระทําผิดวินัยอยางรายแรงถูกตั้ง กรรมการสอบสวน ถูกฟองตองคดีอาญาเวน ประมาท ลหุโทษ ผูมีอํานาจ มาตรา ๗๒/อื่นระเบียบ ก.ตร. เปนผูสั่งพัก หรือออกจากราชการไวกอน ถาไมผิดหรือไมถูกออกหากจะกลับเขารับราชการ จะตองแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเดิมหรือระดับเดียวกับเดิม (โทษ) มาตรา ๙๘ ขาดคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนงหรือคุณสมบัติทั่วไปกอนบรรจุ ถาเขามา โดยสุจริตผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ จะสั่งใหออก เพื่อรับบําเหน็จบํานาญ เหตุทดแทนได มาตรา ๙๙ เรื่องการลาออก - ตองยื่นหนังสือลาออกตอผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง - ผูบังคับบัญชาผูที่อนุญาตหรือยับยั้งการลาออก คือ ผูมีอํานาจ ม.๗๒/อื่นระเบียบ ก.ตร. - การลาออกในทางการเมือง มีผลนับแตวัน ที่ผูนั้น ขอลาออก (ผูบังคับบัญชายับยั้ง ไมได) - การลาออกดวยเหตุอื่น ผูมีอํานาจ ม.๗๒/อื่นระเบียบ ก.ตร. ยับยั้งไดไมเกิน 3 เดือน


๓๗

มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๐๓ -

การออก นอกจากมาตราอื่นแลว เจ็บปวยไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดสม่ําเสมอ ปฏิบัติราชการใดๆ ขาดคุณสมบัติทั่วไป มาตรา ๔๘(๑)(๔)(๕) ไทย เมือง เมือง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หยอน ประพฤติตนไมเหมาะสม บกพรอง ผกก. พงส.ผูทรงคุณวุฒิขึ้นไป ตั้งกรรมการสอบสวน แจงขอกลาวหาสรุปพยานหลักฐานใหผูถูกกลาวหาทราบ จะระบุหรือไมระบุชอื่ พยานก็ ได ผูถูกกลาวหาชี้แจงนําสืบแกขอกลาวหา คณะกรรมการสอบสวน หรือผูสั่งตั้งเห็นวาสมควรใหออกจากราชการ ผูสั่งตั้งเสนอเรื่องตอ ผูมีอํานาจมาตรา ๗๒ ผูมีอํานาจมาตรา ๗๒ สั่งใหออกเพื่อรับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทนได มลทินมัวหมอง เมื่อขาราชการตํารวจผูใดถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรง และ ไดมีการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ แตไมไดความแนชัดวาผูนั้นกระทําผิดที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก แตมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น หากจะใหรับราชการตอไปจะเปน การเสียหายแกราชการ ก็ใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหผูนั้นออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จบํานาญ ทดแทนได เมื่อขาราชการตํารวจผูใดถูกจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก ในความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งยังไมถึงกับจะตองถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก หากจะไดรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการ ก็ใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหผูนั้นออกจากราชการเพื่อรับบําเหน็จบํานาญ ทดแทนได

มาตรา ๑๐๔ - ในการออกจากราชการของขาราชการตํารวจนั้นตั้งแตผูบังคับการ พนักงานสอบสวน ผูเชี่ยวชาญพิเศษ หรือตําแหนงเทียบเทาขึ้นไป (นายพลขึ้นไป)


๓๘

- หากเปนกรณีการออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ - ใหนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ มาตรา ๑๐๔ วรรคสอง - การพนจากตําแหนงของขาราชการตํารวจ ตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ จเร ตํารวจแหงชาติ และรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ หรือตําแหนงเทียบเทา - ใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการใหพนจากตําแหนง - เวนแตกรณีที่พนจากตําแหนงเพราะความตาย ขอสังเกต ที่ตองทรงมีพระบรมราชโองการใหพนจากตําแหนง ยกเวนความตายนั้นมีอยูแค 3 ตําแหนง คือ ผบ.ตร. จเร และ รอง ผบ.ตร. เทานั้น ไมมีผูชวย ผบ.ตร.ถาเปนผูชวย ผบ.ตร. ก็แค เพียงทรงทราบตามวรรคกอนเทานั้น

หมวด ๘ การอุทธรณ มาตรา ๑๐๕(๑) - ผูบังคับบัญชาทั่วไปสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง ตัดเงินเดือน (ผิดวินัยไมรายแรง) ใหอุทธรณตอ - ผูบังคับบัญชาของผูบังคับบัญชาที่สั่ง - กรณีดังกลาว ถา ผบ.ตร. เปนผูสั่งใหอุทธรณตอ ก.ตร. มาตรา ๑๐๕(๒) ถูกลงโทษปลดออก ไลออก ผิดวินัยรายแรง หรือใหออก - กรณีถูกลงโทษ ปลดออก ไลออก (ผิดวินัยรายแรง) หรือใหออก (ตามมาตราตางๆ ที่ ถูกใหออกเพื่อรับบําเหน็จบํานาญดวย) ใหอุทธรณตอ ก.ตร. มาตรา ๑๐๕ วรรคสอง - การอุทธรณตาม(๑)และ (๒) ใหอุทธรณภายใน 30 วัน นับแตวันทราบคําสั่ง มาตรา ๑๐๕ วรรคสาม - ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณตาม (๑) และ (๒) - ใหพิจารณาใหแลวเสร็จภายใน 240 วันนับแตวันที่ไดรับอุทธรณ - เวนแตมีเหตุจําเปนตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. ที่ทําใหการพิจารณาไมแลวเสร็จ ภายในระยะเวลาดังกลาว - ก็ใหขยายระยะเวลาไดอีกไมเกิน 2 ครั้ง โดยแตละครั้งจะตองไมเกิน 60 วัน มาตรา ๑๐๕ วรรคสี่ - หลักเกณฑและวิธีการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ


๓๙

- ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร.

หมวด ๙ การรองทุกข มาตรา ๑๐๖ - ขาราชการตํารวจผูใดเห็นวา - ผูบ ังคับบัญชาใชอํานาจหนาที่ปฏิบัติตอตนโดยไมถูกตองหรือไมปฏิบัติตอตนใหถูกตอง เหมาะสมตามระเบียบ กฎหมายหรือเกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบของผูบังคับบัญชา ตอตน - ผูนั้นอาจรองทุกขตอผูบังคับบัญชาหรือ ก.ตร.แลวแตกรณี - เพื่อขอใหแกไขได - เวนแตเปนกรณีที่มีสิทธิ์อุทธรณตามหมวด ๘ ใหใชสิทธิ์อุทธรณตามที่กําหนดไวใน หมวดนั้น มาตรา ๑๐๖ วรรคสอง - หลักเกณฑและวิธีการรองทุกข เหตุแหงการรองทุกข และการพิจารณาเรื่องรองทุกข - ใหเปนไปตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. การแตงเครื่องแบบ มีโทษ 5 หัวขอ ไมมีโทษ 1 หัวขอ - แตงเครื่องแบบโดยไมมีสิทธิ์ 3 เดือนถึง 5 ป - แตงเครื่องแบบโดยไมมีสิทธิ์ ศึก เฉิน ยา 1 ปถึง 10 ป - ตํารวจแตงเครื่องแบบกระทําความผิดโทษอาญาเกิน 1 ป 1 ปถึง 7 ป - คลาย ดูหมิ่น เกลียดชัง เสื่อมเสีย หลงเชื่อ ไมเกิน 3 เดือน ปรับ 1,000 – 10,000 บาท ทั้งจําทั้งปรับ - คลาย ดูหมิ่น เกลียดชัง เสื่อมเสีย หลงเชื่อ ศึก เฉิน ยา 1 ปถึง 10 ป - เหมือนหรือคลาย แสดง ภาพยนตรละคร ผูมีหนาที่หรือรับมอบแจงหัวหนาทองที่ ตาม หลักเกณฑที่กําหนดในกฎกระทรวง ลักษณะ ๗ กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา สรุปตามที่สอนได 9 ขอคือ 1. ใหจัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสํานักงานตํารวจแหงชาติ เรียกวา “กองทุนเพื่อการสืบสวน และสอบสวนคดีอาญา” โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสนับสนุนงานสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา 2. กองทุนประกอบดวยเงิน เงินทรัพยสิน ดอกผล


๔๐

3. ครม. อนุมัติเงินคาปรับคดีอาญาและคดีจราจรทางบก ในสวนที่จะตองสงเปนรายไดแผนดิน ใหเปนของกองทุน ไมตองสงเปนรายไดแผนดิน 4. เงิน เงินทรัพยสิน ดอกผล และเงินคาปรับคดีอาญา และคดีจราจรดังกลาว ใหสงเขากองทุน โดยไมตองนําสงเปนรายไดแผนดิน 5. เงิน ดอกผลและทรัพยสินที่ประกอบขึ้นเปนกองทุนจะตองจัดการเพื่อประโยชนภายในขอบ วัตถุประสงค 6. ใหมีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบดวย มีสูตรยอ - ผบ.ตร.เปนประธาน - สํานักนายก อัยการสูงสุด ยุติธรรม - งบประมาณ บัญชีกลาง สงเสริมการปกครอง (สูตรยอนั้นใหหมายถึงผูแทนดวยนะ) - รองผบ.ตร. หรือผูชวย ผบ.ตร.ซึ่งไดรับมอบหมายจาก ผบ.ตร. อีกจํานวน 2 คน (ระวัง นะไมมีผูชวย ผบ.ตร. เปนกรรมการดวยนะ) 7. ใหประธานกรรมการแตงตั้งขาราชการตํารวจเปนเลขานุการคนหนึ่ง และผูชวยเลขานุการไม เกินสองคน (เปนขาราชการตํารวจไมไดระบุยศหรือตําแหนง) 8. ใหคณะกรรมการบริหารกองทุนจัดทํางบการเงินและบัญชี สงผูสอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึง่ รอยยี่สิบวัน นับแตวันสิ้นปปฏิทินทุกป 9. ให สตง. เปนผูสอบบัญชีกองทุนทุกรอบป แลวทํารายงานผลการสอบบัญชีของกองทุนเสนอ ตอ ก.ต.ช. และกระทรวงการคลัง (ระวังขอสอบอาจเอาตรงนี้ไปออกไดนะวาทํารายงานผลการ สอบบัญชีเสนอผูใด) หมายเหตุ เรื่องเกี่ยวกับหนาที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุน ไมไดยอไวใหดูกันไวดวยนะ


๔๑

test  

test2012 555